การออกแบบปฏิบตั ิการสงั คมสงเคราะหใ์ นชมุ ชน :
การประยุกตใ์ ช้เครื่องมอื
การศึกษา“ชุมชน”
การออกแบบปฏิบตั ิการสังคมสงเคราะหใ์ นชุมชน :
การประยุกตใ์ ช้เครื่องมือ
การศึกษา“ชุมชน”
บทนำ
การออกแบบปฏิบัติการงานสังคมสงเคราะห์ข้อมูลจากสนามชุมชน ด้วยการประยุกต์ใช้เครื่องมือการศึกษา
ชุมชนท่เี หมาะสมกบั การเรียนรู้ เขา้ ใจสงั คม ผคู้ นในสนามทเ่ี ลอื กศกึ ษา เป็นการรวมผลการคน้ ควา้ ศกึ ษา และรวบรวม
เป็นงานเขียนชิ้นสุดท้ายก่อนสอบปลายภาคของนักศึกษาวิชา สค. 311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 Section
7800/01 ภาคการศึกษา 1/2564
การรวบรวมทุกชิ้นงานในทุกสนามของสมาชิกในชั้นเรียนภาคการศึกษานี้ จะเป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้
ร่วมกันของสมาชิกในชั้นเรียน และเผยแพร่สำหรับผู้สนใจทั่วไป ขอขอบคุณทุกข้อมูล ทุกเรื่องราวจากทุกสนามที่เปิด
โอกาสให้นักศึกษาได้นำข้อมูล เอกสารต่าง ๆ สำหรับการศึกษา เรียนรู้ในครั้งนี้ แม้บางสนามจะไม่มีโอกาสได้ร่วมศึกษา
อย่างรอบด้าน ในความสัมพันธ์และวิธีการศึกษาที่มีข้อจำกัดในสภาวะการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นทั้งอุปสรรค
และโอกาสให้เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิธีการทำงานที่ต่างออกไป หากมีข้อผิดพลาดใด ๆ พวกเราขอน้อมรับ
และจะปรับใหม่ในสนามพ้ืนทเี่ รยี นรู้สำหรบั นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ในช่วงเวลาท่เี ป็นไปได้
เพราะทุกสนามคอื พ้ืนที่แห่งการเรยี นร้สู ำหรับนักสงั คมสงเคราะห์
ด้วยจิตคารวะทุกผู้คนในสนาม
ผูส้ อนชน้ั เรยี นนี้ (ผู้รวบรวม)
สารบญั
ลำดบั ชอ่ื เรือ่ ง ผู้เขยี น รหัสนกั ศกึ ษา หน้า
1 ชมุ ชนบ้านน้ำริด อุตรดติ ถ์ ฤทยั ณฐั ์ รอดสวัสด์ภิ ร 6205490011 1 - 12
2 ชุมชนศภุ าลยั วิลล์ เชยี งใหม่ ปทั มพร นนั ทมงคลชัย 6205490029 13 - 27
3 ชมุ ชนบ้านบางสน นรู ีซนั มะมิง 6205510016 28 - 39
4 ชุมชนบา้ นแหลมมะขาม กฤติมา ลอย 6205530048 40 - 48
5 ชมุ ชนบางบัว ภาณพุ ร จงเจริญโภคา 6205610105 49 - 61
6 ชมุ ชนเกา่ หัวตะเข้ ปรชั ุญก์ ร บญุ ปลอด 6205610113 62 - 70
7 ชมุ ชนบ้านหว้ ยทรพั ย์ ปณั รวรี ์ ศิรวิ ิภาอนนั ต์ 6205610121 71 - 83
8 ชุมชนบ้านนาตน้ จั่น สโุ ขทัย ปญั จรัตน์ จนี มหันต์ 6205610220 84 - 105
9 ชุมชนพัฒนาบ้านลา่ ง นษิ ฐา พึง่ จติ ต์ 6205610246 106 - 113
10 ชมุ ชนซอยเอกชัย20/1 แขวงบางขุนเทียน มลชสร โชติธรรมาภรณ์ 6205610253 114 - 120
11 ขุมชนภูเขาทอง ปภาดา ไชยบุดดี 6205610386 121 - 134
12 หมบู่ ้านสนั ป่าป๋วย ณัฐกิตต์ิ พลู โคก 6205610394 135 - 144
13 ชมุ ชนเขาสามยอด 33 สวุ ชิ าดา แสวงผล 6205610410 145 - 156
14 ชุมชนหมทู่ ่ี 2 บา้ นดอนทอง เจษฎา แสงอมร 6205610493 157 - 167
15 ชมุ ชนบา้ นท่ามะปราง บุรภัทร จันทร์แก้ว 6205610501 168 - 171
16 ชมุ ชนคีรวี ง อวัสดา แก้วขขุ ันธ์ 6205610576 172 - 178
17 ชมุ ชนตลาดน้อย ชฎาธาร มะสโิ กวา 6205610592 179 - 193
18 ชมุ ชนศรีสมบรู ณ์ ภวัฒน์ ศงั ขมณี 6205610766 194 - 211
19 ชุมชนครี วี ง ลภัส จิตรว่องไว 6205610774 212 - 220
20 เมอื งเบตง โนรอ์ สั ลนี า่ เปง็ แสนหนู 6205610790 221 - 236
21 บา้ นกวาง บรุ ินทร์ เรือนแกว้ 6205680132 237 - 254
22 ชมุ ชนบ้านใหม่พฒั นา เชาวว์ ัตน์ ปิงยศ 6205680140 255 - 269
23 ชมุ ชนหมูบ่ ้านครี ีวง ขจติ ศักด์ิ สทุ ธพิ นั ธ์ 6205680157 270 - 278
24 หมบู่ า้ นแมก่ ำปอง ชิดชนก วงษาบตุ ร 6205680223 279 - 294
25 ชมุ ชนบางสระเกา้ ปณุ ยภา เพชรไพร 6205680231 295 - 310
26 ชมุ ชนเกาะเกร็ด มันตา ปลอดกรรม 6205680249 311 - 317
27 ชมุ ชนแขวงบางแคเหนอื เตมยี ์ วรเดชพิทักษ์ 6205680322 318 - 333
28 ชุมชนบ้านเตอ่ื มฝัน ณฐั วุฒิ ย้มิ วฒั น์ 6205680330 334 - 344
29 ชมุ ชนคลองลดั มะยม เบญจรัตน์ นาดี 6205680355 345 - 352
30 ชมุ ชนบา้ นบางแม่หมา้ ย ปารีณา บวั บาน 6205680447 353 - 361
ลำดบั ชอื่ เรอ่ื ง ผู้เขียน รหสั นักศกึ ษา หนา้
31 ย่านบางลำพู ปภาดา กลอนกลาง 6205680462 362 - 375
32 เจรญิ กรงุ พิชญ์สนิ ี ศลิ ารัตน์ 6205680470 376 - 385
33 ชุมชนตลาดบ้านญวนสามเสน สุพิชชา ถติ ย์เจอื 6205680561 386 - 392
34 ชุมชนเคหะรม่ เกลา้ จิตติยา ปอ้ งศรี 6205680587 393 - 404
35 ชมุ ชนหมู่ 14 คลองสอง ณัฐนรี สายนอ้ ย 6205680603 405 - 420
36 ชมุ ชนหมูบ่ า้ นเดอะธารา เฌอธิดา สมชาติ 6205680611 421 - 429
37 ชุมชนตำบลบ้านกลาง รสริน กงิ่ หวา่ กลาง 6205680629 430 - 442
38 ชมุ ชนวัดศาลเจ้า ฐติ ิพร อดุ มโชคมหาศาล 6205680694 443 - 458
39 ชมุ ชนวัดคุณหญงิ ส้มจีน จิรเมธ อนิ ทร์พลับ 6205680702 459 - 467
40 ชุมชนแม่กำปอง ปทติ ตา ฉัตรสมั ฤทธิ์ 6205680710 468 - 476
41 ชุมชนรมิ คลองบางบวั ณัชมน ส่อื ปญั ญาทรพั ย์ 6205680736 477 - 489
42 ชุมชนเขมราฐ ธันยพร ต้ังศิริ 6205680827 490 - 511
43 ชมุ ชนวัดยางสุทธาราม ธนวัฒน์ พักวดั 6205680835 512 - 524
44 ชมุ ชนซอยธนาคารออมสิน กฤษณา พลภักดี 6205680843 525 - 537
45 ชมุ ชนบ้านแพรกนำ้ เตียน วรัญชลี วุฒเิ ขต 6205680850 538 - 546
46 ชุมชนหมบู่ า้ นนาบัว ณฐั ชนน มงั่ มี 6205680983 547 - 556
47 ชมุ ชนบ้านศรฐี าน ชลิตา เอื้อศิรติ ระกลู 6205680991 557 - 576
48 ชุมชนตลาดน้อย ปรยี าพร ธิมาชัย 6205681023 577 - 593
49 สุภาพร สขุ วฒุ ิชยั 6205681130 594 - 608
ชมุ ชนห้องพกั นักศึกษามหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
50 ศูนยร์ ังสิต โซน C1 - C11 ปาลติ า ปัญจวรกุล 6205681148 609 - 617
51 ชุมชนคลองบางหลวง ภทั รดนยั เงนิ บาท 6205681155 618 - 623
52 ชมุ ชนวัดปู่เจ้า ธรชญา จปู ระเสรฐิ 6205681254 624 - 635
53 ชมุ ชนบา้ นแม่กำปอง ศริ ประภา วัชรพงศช์ ัย 6205681270 636 - 650
54 ชุมชนศาลเจา้ ปีงเถา้ กง อภชิ ยา เจรญิ กิตศิ พั ท์ 6205681296 651 - 658
55 หมบู่ า้ นเขาเตา่ ผลผกา บญุ ทิพย์ 6205681429 659 - 675
56 ชมุ ชนหมูบ่ ้านวดั เหนอื ณชิ กานต์ เรืองเดชา 6205681437 676 - 685
57 ชุมชนปากน้ำประแส มณั ฑิตา บัวสวุ รรณ 6205681445 686 - 697
58 ชมุ ชนท่าฉลอม วงศกร หมานมา 6205681510 698 - 711
59 ชมุ ชนกันตัง ชนินาถ สีดำ 6205681528 712 - 726
60 ชุมชนวดั พรหมโลก บัวบุญ ชเู ช้ือ 6205681536 727 - 748
ชุมชนหมบู่ า้ นในสวน
1
"ชุมชนบ้านนำ้ ริด อตุ รดติ ถ์"
ฤทัยณัฐ์ รอดสวสั ดภิ์ ร
2
"ชุมชนบ้านน้ำริด อุตรดติ ถ"์
ความสำคัญของการศึกษาชมุ ชนบ้านนำ้ ริด
การศึกษาชุมชนครั้งนี้ เป็นการศึกษาชุมชนเพื่อให้ได้เรียนรู้ รู้จักชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่มากยิ่งข้ึน
และ คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยได้นำเครื่องมือทั้งหมด 3 เครื่องมือในการศึกษาชุมชนเป็นตัวกลางเพื่อให้ได้
ทราบถึงชีวติ ความเป็นอยู่ และปัญหาท่ีเกดิ ขึ้นในชมุ ชน เพ่ือออกแบบหาแนวทางแก้ไข หาทางออกให้ขมุ ชนตอ่ ไป
วิธีการในศกึ ษาชมุ ชน/วิธกี ารในการนำมาซึง่ ขอ้ มลู
ในการศึกษาชมุ ชนครงั้ นก้ี ารไดม้ าชง่ึ ขอ้ มลู เพ่ือเปน็ เคร่ืองมือในการศึกษาชมุ ชนต่อไป ดงั นี้
การสัมภาษณ์ ในการศึกษาชุมชนครั้งนี้ใช้การสัมภาษณ์ในรูปแบบออนไลน์แทนการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า
กัน โดยผู้ให้สัมภาษณ์เป็นบุคคลที่อาศัยและมีบทบาทสำคัญในชุมซนที่สามารถให้ข้อมูลที่แท้จริง ปัจจัยสิ่งแวดล้อม
วฒั นธรรมและประเพณตี ่างๆ ของชมุ ชน
ข้อมูลทางเว็บไซต์ชุมชน ข้อมูลจากเว็บไวชุมชนเป็นข้อมูลที่นำมาใช้เป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากบนเว็บ
ไชด์ของตำบลมีข้อมูลที่เป็นทางการอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ที่ข้อมูลจากการสัมภาษณ์
บุคคลอาจไม่สามารถมีเท่าและครอบคลุม และเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพราะเว็บไชค์มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
และสามารถใช้เปน็ อ้างอิงแหลง่ ทม่ี าได้อย่างชดั เจน
ขอ้ มูลพ้ืนฐานชุมชนบ้านนำ้ ริด
การศึกษาชุมชนในการได้มาซึ่งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชุมชน ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรม ผู้ศึกษาได้เลือกใช้เครื่องมือในการศึกษาชุมชนทั้งหมด 3 เครื่องมือ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านน้ำ
ริด ปฏทิ นิ ชมุ ชนและระบบโครงสร้างบรหิ ารชมุ ชน
3
1. ประวัติศาสตรช์ มุ ชนบ้านนำ้ รดิ
มิติดา้ นประวัตศิ าสตร์
ภาพจอมพลเจ้าพระยาสุรศักด์ิมนตรี ภาพสงครามกบฏงิ้ว เมอื งแพร่
น้ำริด เป็นชื่อที่มาจากคำว่า "น้ำฤทธิ์" โดยประวัติความเป็นมามีอยู่ว่า ในสมัยการปราบกบฎเงี้ยวของเมือง
แพร่ กองทัพสยามจากกรุงเทพ นำทัพโดยแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีขณะเดินทัพมาถึง จังหวัดอุตรดิดถ์
เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2445 เพื่อไปปราบพวกกบฎเงี้ยวก่อการจลาจลที่เมืองแพร่ จึงได้ยกทัพมาต้านกองทัพเงี้ยว
เอาไว้ ณ บริเวณเขาพลึง และได้อาศัยน้ำจากคลองริดเป็นแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับอุปโภคและบริโภค ซึ่งในการช่วยสู้รบกัน
นั้น ทหารของทัพเจ้าพระยาสุรศักติ์มนตรี เกิดหมดแรง แต่เมื่อดื่มน้ำจากคลองริตแล้ว ทำให้มีเรี่ยวแรงมีฤทธิ์ขึ้นมา
จากทำให้สามารถสู้รบเอาซนะกองทัพเงี้ยวได้ในที่สุด จึงเรียกว่า "คลองฤทธิ์" กันเรื่อยมาต่อมาการออกเสียงคำว่า
"ฤทธิ์" จึงค่อย ๆ กลายมาเป็นคำว่า "ริด" และใช้คำนี้สืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันต่อมาดำบลบ้านน้ำริด ได้รับการ
ยกฐานะจากสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อปี พ.ศ. 2539และได้ตั้งเป็นเทศบาลตำบลน้ำริด เมื่อวันที่ 30
มถิ ุนายน 2551
มติ ดิ ้านกายภาพ
น้ำริดนั้นเป็นตำบลหนึ่งที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอเมือง จังหวัดอุตรติตถ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ โดย
ระยะทางห่างจากศูนย์กลางอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ประมาณ 7 - 14 กิโลเมตรใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 15 -
20 นาที ลักษณะพื้นที่ตั้งเป็นพื้นที่ราบสลับกับพื้นที่ภูเขา และยังมีพื้นที่ติดต่อกับตำบลต่างๆ เช่น ตำบลบ้านด่านนา
ขาม ตำบลท่าเสา ตำบลงิ้วงาม ตำบลนานกกก มีภูมิอากาคแบบร้อนชั้นสลับร้อนแห้งแล้ง หรือฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู
และได้รับอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเอียงใต้ มีความชื้น และความร้อนสูง มีลำ
คลอง แม่น้ำ ดิน ปา่ ไมท้ อ่ี ุดมสมนูณ์
4
มติ ดิ า้ นประชากร
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในน้ำริดบางส่วนเป็นคนในพื้นที่ บางส่วนก็มาจากอำเภอลับแล เนื่องจากเดิมทีน้ำริดตั้งอยู่
ในอำเภอลับแล และนอกจากนี้บางส่วนก็อพยพมาจากจังหวัดแพร่เนื่องจากภัยสงคราม ในเวลาต่อมามีลูกหลาน
สืบทอดประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่บริเวณน้ำริดจึงเป็นคนที่มาจากทั้งคนชาวลับแล และเป็น
คนที่มาจากทางเหนือนั่น จังหวัดแพร่ จึงทำให้ในชุมชนมีการใช้ภาษาถิ่นพื้นบ้านที่มาจากทางภาคเหนือในจังหวัดแพร่
และชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันก่อตั้งขึ้นมาเป็นชุมชนจนถึงปัจจุบัน จำนวนประชากรทั้งสิ้น 6,901 คน ชาย 3,397 คน
หญงิ 3,504 คน มี 2,576 หลังคาเรือน
มติ ิการปกครอง และโครงสร้างการบรหิ าร
สำหรับเขตการปกครองในน้ำริด แบ่งออกเป็นทั้งหมด 10 เขต ติดต่อการปกครองกับพื้นที่ใกล้เคียง หรือ
เรยี กอย่างง่ายวา่ ภายในนำ้ รดิ เองยังถกู แบ่งออกเปน็ กลุ่มหมู่บ้านเลก็ อกี ทง้ั หมด 10 เขต ดังนี้
1. บา้ นนำ้ ริดใต้ หมู่ที่ 1
2. บา้ นนำ้ รดิ เหนอื หมทู่ ี่ 2
3. บา้ นไร่ หมู่ที่ 3
4. บา้ นชายเขา หมู่ท่ี 4
5. บา้ นชายเขา หมู่ที่ 5
6. บา้ นชายเขา หมทู่ ่ี 6
7. บา้ นไผล่ ้อม (ขอนแก่น) หมทู่ ี่ 7
8. บ้านฟากทุ่ง หมู่ท่ี 8
9. บ้านม่อนสมั พนั ธ์ หมทู่ ่ี 9
10. บา้ นไร่ หมู่ที่ 10
มติ ทิ างดา้ นเศรษฐกิจ
จากการการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลได้เล่าว่า ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น
แหล่งน้ำที่มีคลองริดไหลผ่าน ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และสภาพอากาศที่เหมาะแก่การเพาะปลูกชาวบ้านที่อาศัยอยู่
ในพื้นที่เดิมทีแล้วมีแต่ชาวบ้านที่มีอาชีพทางการเกษตรและเพาะปลูก เช่น ทำนา ปลูกพืชไร่ "ชาวบ้านแถวนี้ที่เป็น
ชาวบ้านที่มีอายุมาก ส่วนใหญ่อาศัยคลองริดที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ช่วยในการทำนา ปลูกพืชไร่นั่นแหละ" ทำให้ทราบว่า
ชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีอาชีพหลักที่ 2 คือการรับจ้างทั่วไป เช่น การรับจ้าง
ขึ้นตันลางสาด ลองกอง ทุเรียน ขึ้นสวน ตัดถั่ว เกี่ยวพืชพันธ์ จะเห็นได้ว่าด้วยพื้นที่สภาพภูมิศาสตร์และความห่างไกล
จากตัวเมืองแม้ในชุมชนเองถูกรวมอยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่การเข้าถึงเขตเมืองที่แท้จริงนั้นห่างไกลจากชุมซนเกือบ
20 กิโลเมตร จึงทำให้ในการออกไปทำงานหรือประกอบอาชีพอื่นๆ ในพื้นที่ชุมชนเมืองต้องมีต้นทุนในการประกอบ
อาชีพ เช่น ค่าเดินทางในราคาที่สูง ทำให้ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ต้องทำงานหรือประกอบอาชีพที่มีตามลักษณะ
ภมู ศิ าสตร์นั้นเอ้ือเฟ้ือ ก็คงไมพ่ ้นจากอาชพี ทางดา้ นการเกษตรนัน่ เอง
5
ในเวลาตอ่ มาเมอื่ ความเจรญิ เขา้ มาสู่ชุมชนบ้านน้ำรดิ มากขน้ึ การดำเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของชมุ ชนไม่มี
เพียงอาชีพทางด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ด้วยวัฒนธรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ผู้ คนที่อาศัยอยู่ในเขต
เมืองเริ่มมาตั้งพื้นที่ทางเศรษฐกิจทำให้ภายในชุมชนเริ่มมีกิจการด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น ร้านเสริมสวยร้านเกมส์
ร้านช่อมนาฬิกา ร้านชักรีด ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ร้านขายโทรศัพท์มือถือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯแต่ด้วยความ
เจริญที่เข้ามานั้นมีผู้คนที่เข้ามาอาศัยจากนอกชุมชนที่มาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ชาวบ้านดั้งเดิมที่มีอาชีพ
ทางการเกษตรน้ันยังมีอยู่อีกมาก และชาวบ้านในชุมชนก็มีรายได้ที่ไม่เพียงพอ เมื่อมีร้านจากในเมืองเข้ามาในเขตพื้นที่
ยิ่งทำให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ไม่เพียงพอเนื่องจากค่าครองชีพต้องสูงขึ้นตามความเจริญ แต่ในขณะเดียวกันทางเลือกใน
การประกอบอาชพี ยงั คงมีจำกัดเทา่ เดมิ
(ภาพจาก : www.ddteedin.com)
ภาพคลองริด : เป็นคลองน้ำที่ไหลผ่านตลอดสายชุมชน ทำให้บริเวณชุมชนมีน้ำใช้สำหรับการเพาะปลูก การทำอาชีพ
ทางด้านการเกษตร โดยสังเกตจากในรูปภาพ ที่ทั้งสองฝั่งคลอง จะเป็นทุ่งนา ชาวบ้านมักสูบน้ำจากลำคลองที่ไหล
ตลอดขน้ึ มาทำการเพาะปลกู มีน้ำใช้สำหรบั การทำการเกษตรตลอดปี
2. โครงสร้างฝา่ ยบรหิ ารชุมชน
รายช่ือหมบู่ ้านและผู้นำของตำบลน้ำรดิ พ.ศ. 2564
หมู่ ช่ือ ผนู้ ำ ตำแหนง่
ผู้ใหญบ่ า้ น
1 บา้ นนำ้ รดิ ใต้ นายศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ สุขมนั่ ผใู้ หญ่บ้าน
2 บ้านนำ้ ริดเหนือ นายไสว แก้วอยู่ กำนัน
ผใู้ หญบ่ า้ น
3 บ้านไร่ นายเล ชาชง ผู้ใหญบ่ า้ น
ผู้ใหญบ่ า้ น
4 บ้านชายเขา นางราตรี ขุมพลมา ผใู้ หญ่บา้ น
ผู้ใหญ่บ้าน
5 บ้านชายเขา นายประเทอื ง คงสขุ ผใู้ หญบ่ า้ น
ผ้ใู หญบ่ า้ น
6 บ้านชายเขา นายสมมาตร ยาอยู่สขุ
7 บ้านไผล่ อ้ ม (ขอนแกน่ ) นายอุดม ประคณุ คงชัย
8 บา้ นฟากท่งุ นายสิทธิชัย สงศแ์ สนศรี
9 บ้านม่อนสมั พันธ์ นายผล คำเตย่
10 บ้านไร่ นายสรุ ินทร์ สิทธปิ ัญญา
ตาราง : รายช่ือหมู่บ้านและผ้นู ำตำบลน้ำริด พ.ศ. ผใู้ หญบ่ า้ น 2564 จากเวบ็ ไซต์ : เทศบาลตำบลนำ้ ริด
6
ทำเนียบผู้ปกครองบ้านนำ้ รดิ อดตี – ปจั จบุ นั
1 ขนุ วารี ฤทธ์ดิ ำรง พ.ศ. 2438 - พ.ศ. 2498
2 ผูใ้ หญท่ อง ปาลาศ พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2505
3 ผใู้ หญป่ า แกว้ เปย้ี พ.ศ. 2506 - พ.ศ.2509
4 กำนันปา แกว้ เป้ยี พ.ศ. 2510 - พ.ศ. 2518
5 ผู้ใหญส่ นทิ แก้วเป้ีย พ.ศ. 2519 - พ.ศ. 2528
6 ผใู้ หญ่ถนอม แกว้ เป้ยี พ.ศ. 2529 - พ.ศ. 2533
7 ผ้ใู หญ่ปราโมทย์ เทพประเสริฐ พ.ศ. 2533 - พ.ศ. 2551
8 ผู้ใหญ่ศกั ดิส์ ิทธิ์ สขุ มน่ั
พ.ศ. 2551 - ปัจจบุ ัน
โครงสร้างบคุ ลากรฝ่ายบริหาร
7
สมาชิกในแตล่ ะฝา่ ยบรหิ าร
1. ผบู้ ริหารฝ่ายการเมือง
- นายบรรจบ ใจจันทร์ นายกเทศมนตรี
- นายจู รหู้ ลกั / นายภิรุม เถาโพธ์ิ รองนายกเทศมนตรี
- นายลวน ดปี ญั ญา ท่ีปรกึ ษานายกเทศมนตรี
- นางสาวจรัณธนัชญ์ พรมสุวรรณ เลขานุการนายกเทศมนตรี
2. ผู้บรหิ ารฝ่ายข้าราชการประจำ
- นายพรหมพสษิ ฐ์ รกั ษาพราหมณ์ ปลัดเทศบาล
- นางสาวธวลั ยา พงษว์ ิชัย หัวหน้าสำนกั ปลัดเทศบาล
- นายศตพร เจรญิ ผล ผูอ้ ำนวยการกองช่าง
- พ.จ.ท.บญุ ธี เชอ้ื ประทมุ ผ้อู ำนวยการกองสาธารณสขุ และสิ่งแวดล้อม
- นางสาวณัฐชลดิ า เอีย่ มทา่ หัวหนา้ ฝา่ ยบริหารการศึกษา
3. สมาชิกสภา
- นายโชค รู้หลัก ประธานสภา
- ว่าท่ีรอ้ ยตรี พงษส์ ิทธ์ิ แกว้ โต รองประธานสภา
- นางสาวแสงดาว วงษญ์ าติ เลขานกุ ารสภาฯ
- นายคำรณ แก้วเปย้ี และสมาชิกอีก 8 คน
จากการศึกษาข้อมูลทางเว็บไวต์ชุมชน/ตำบลน้ำริด ทำให้เห็นว่าโครงสร้างการบริหารมีตั้งแต่ฝ่ายบริหาร
การเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และสมาชิกสภาของแต่ละฝ่าย โดยจากการสัมภาษณ์ข้อมูลจาก คุณพงษ์สิทธิ์แก้วโต
ผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกฝ่ายบริหาร ได้ให้ข้อมูลว่าสมาชิกทุกฝ่ายมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกในชุมชน โดยเป็นระบบ
เลือกตั้งทั่วไป และผู้ได้รับตำแหน่งหรือผู้สมัครมักจะเป็นผู้คนที่มาจากสมาชิกในชุมชนเอง โดยจะเห็นได้จากนามสกุล
ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ทั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงและระดับสมาชิกส่วนใหญ่แล้วมักเป็นนามสกุลในเครือญาติ
เดียวกัน จากการศึกษาข้อมูลจากเครื่องมือประวัติศาสต ร์ชุมชนด้านการปกครอง ทำให้เห็นว่าภายในโครงสร้าง
บริหารชุมชนนั้น มีเครือข่ายเล็กๆ ที่เชื่อมโยงการส่งต่ออำนาจทางการบริหารอยู่ และยังสะท้อนให้เห็นอีกว่าผู้ที่เป็น
สมาชิกในฝ่ายบริหาร หรือกลุ่มผู้นำชุมชนเองจะเป็นคนที่อยู่ในชุมชนนั้นเอง และรู้จักชุมชนเป็นอย่างดี นอกจากนี
สมาชิกฝ่ายบริหารเองยังคุ้นเคยและใกล้ชิดกับคนในชุมชน นับเป็นจุดแข็งของชุมชนที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์ท่ี
ผกู พนั ธ์กันต้ังแตร่ ะดบั ประชาชนทว่ั ไปข้นึ จนไปถงึ ระดบั ผู้บรหิ ารชุมชนระดบั สูง
8
3. ปฏทิ ินชุมชน
กจิ กรรม เดือน
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
ทอดกฐินสมนุ ไพรไทย
วนั สงกรานต์
ทำบุญหมูบ่ า้ น
ทอดกฐนิ สมนุ ไพร
จากการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูล คุณพงษ์สิทธิ์ แก้วโต (ตรีม) ได้ให้ข้อมูลว่า โดยปกติแล้วบ้านน้ำริดมักจะมี
การจัดงานทอดกฐินทุกปิ โดยมี "วัดน้ำริดเหนือ" เป็นเจ้าภาพในการจัดงานทอดกฐินประจำปี แต่ปี 2558 เป็นต้นมา
ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ด้วยไอเดียของชาวบ้านได้ช่วยกันคิดค้นประเพณีทอดกฐินแบบใหม่ "กฐินสมุนไพร
ไทย 108"โดยสมุนไรนจะถูกนำมาต้มในกระทะใบใหญ่ 2 ใบ ให้ผู้ที่ร่วมงานกฐินได้ดื่มกินเพื่อบรรเทาความปวดเมื่อย
ร่างกายตามสรรพคุณ โดยเป็นการจัดกองกฐินต้นกล้าสมุนไพรแทนปัจจัยได้กว่า 100 ต้น รวมถึงยังมีกฐินสามัคคี
จากคณะศรัทธา จากนครปฐม ลพบุรี กรุงเทพฯ อุตรดิตถ์ และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมกองผ้าป่าสามัคคีกว่า
300 กองมาถวายวัด โดยประเพณีกฐินของหมู่บ้านนี้จัดขึ้นก็เพราะว่า ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนเองมี
ความอุดมสมบูรณ์ต่อการปลูกพืชไร่ และสมุนไพร นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกรไร่พืช จึง
ทำให้ชาวบ้านมีไอเดียในการจัดงานทอดกฐินรูปแบบใหม่ โดยใช้สมนุ ไพรที่นิยมใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และเป็น
สมุนไพรที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสมุนไพรเองยังสามารถนำมาใช้ทดแทนพืชอื่นในยามภัยแล้งได้
จึงเป็นการจัดงานทอดกฐินที่ทำให้เกษตรกรที่ส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนมีรายได้เพิ่มจากการมีคนมาอุดหนุนกล้า
สมุนไพรไปจัดงานทอดกฐิน และชาวบ้านได้มีกิจกรรมร่วมกันในการปฏิสัมพันธ์กันในชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็น
เพอื่ เสริมความเปน็ สิริมงคลแกช่ มุ ชนบา้ นนำ้ รดิ
วนั สงกรานต์
วันสงกรานต์ในชุมชนบัานน้ำริดจัดขึ้นทุกปีตามปฏิทินไทยในช่วงเดือนเมษายน หน้าร้อนของทุกปีในประเทศ
ไทย โดยปกติแล้ววันสงกรานต์จะมีการจัดทำงานบุญที่วัด และด้วยชาวบ้านและคนในชุมชนมีวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์กับการ
เข้าวัดเทำให้ในวันสงกรานต์ของทุกปี คนในชุมชนมักเดินทางไปทำบุญวันปีใหม่ไทยที่วัด วันที่นับเป็นกิจกรรมของ
ชุมชนที่ทำให้คนในชุมชนได้กลับมารวมตัวกันในช่วงวันหยุด นอกจากนี้ที่วัดยังส่งเสริมการรดน้ำดำหัวตามประเพณี
ดั้งเดิม การขนทรายเข้าวัต และสงน้ำพระ ทำให้ทุกปีในวันสงกรานต์ชุมชนบ้านน้ำริดจึงมักเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง
วัฒนธรรมของทั้งคนในชุมชนและคนนอกชุมชน และยังเป็นวันรวมตัวของเหล่าญาติๆ จากชุมชนอื่นๆ มาร่วมทำ
กจิ กรรมในชมุ ชน นับหนงึ่ ในกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏสิ งั สรรค์ในชุมชน
9
ทำบุญหม่บู ้าน/ทำบุญกลางบา้ น
ประเพณีอีกหนึ่งประเพณีที่คุณพงษ์สิทธิ์ได้เล่าให้ฟังในการสัมภาษณ์ คือการทำบุญหมู่บ้าน โดยทุกปีจะถูก
จัดขึ้นที่บริเวณลานกว้างของชุมชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่จัดกันทุกปีอยู่แล้ว โดยเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อ สร้างความ
สามัคคีของคนในหมู่บ้าน ให้มีความรักสามัคคี ไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน มีปัญหาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็น
ลักษณะของความเชื่อ การทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลกุศลให้พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรรมนายเวร ตลอดจนบูชาพระโพธ์ิ
แสนท้า เพื่อขอความคุ้มครองให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขและประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งให้ขับไสปัด
เป่าสิ่งไม่ดี ชั่วร้ายต่างๆ ออกไปจากชุมชน รวมถึงมีการสะเดาะเคราะห์ และยังเป็นประเพณีที่ขอให้ฝนตกตามฤดูกาล
อันจะก่อให้เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารที่อุตมสมบูรณณ์ เนื่องจากชาวบ้านในชุมชนมีวิธีชีวิตที่ผูกพันธ์กับธรรมชาติและ
ประกอบอาชีพทางการเกษตร
จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชุมชนบ้านน้ำริดด้วยเครื่องมือทั้งหมด 3 ชิ้นอันประกอบไปด้วย
ประวัติศาสตร์ชุมชน ที่เป็นตัวสะท้อนสภาพทางด้านกายภาพของชุมชน ความเป็นมาของการก่อตั้งชุมชน สภาพทาง
เศรษฐกิจของชุมชน, เครื่องมือโครงสร้างการบริหารชุมชน ที่ทำให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารชุมชนที่มีตั้งแต่บริหาร
ระดับสูงไล่ลงมาจนระดับสมาชิกองค์กร และสมาชิกในชุมชน และเครื่องมือชิ้นที่ 3 คือปฏิทินชุมชนที่ประกอบไปด้วย
ประเพณีทอดกฐินสมุนไพรไทย 108, ประเพณีวันสงกรานต์ และทำบุญกลางบ้าน ทั้ง 3 เครื่องมือให้ข้อมูลและสะท้อน
ความเป็นอยู่ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ศึกษาได้รู้จักชุมชนในแง่ต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางประวัติศาสตร์ชุมชน ที่
ทำให้เห็นถึงที่มาของการเกิดขึ้นของชุมชนที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์สงครามกบฎเงี้ยว การ
อพยพเข้ามาของผู้คนทางเหนือจากการลี้ภัยลงคราม และการอพยพของคนในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาอาศัยอยู่จนเกิดข้ึน
เป็นชุมชน การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ ทำให้เห็นว่าการอาศัยอยู่ของ
คนในชุมชนเองด้วยปัจจัยทางกายภาพ สภาพแวดล้อมมีส่วนต่อการตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพ และมีผลต่อการ
ดำรงชีวิตของผู้คนในชุมชนเป็นอย่างมาก เครื่องมือโครงสร้างการบริหาร ที่ในระดับการบริหารต่างๆ ผู้บริหารเองเป็น
ผู้คนในชุมชนโดยสังเกตจากรายนาม นามสกุลของเหล่าผู้นำชุมชนและกลุ่มสมาชิก ซึ่งมีนามสกุลเป็นนามสกุลของ
คนภายในชุมชน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในชุมชนที่ส่องทอด
ต่อกันเรื่อย ๆ จนมาถึงปัจจุบัน และเครื่องมือสุดท้ายคือปฏิทินชุมชน ที่เป็นเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากคนใน
ชุมชนจะมีวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์กับธรรมชาติแล้ว ผู้คนในชุมชนยังมีวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์กับศาสนา และการมีศาสนาเองที่ทำ
ให้คนในชุมชนมีการปฏิสังสรรค์กันภายในชุมชนนอกจากนี้ชุมชนเองยังมีเครือข่ายภายนอกที่เข้ามาสนับสนุนในวัน
ประเพณี โดยจะเห็นได้จากการจัดงานทอดกฐินที่มีเครือข่ายงานบุญมาจากต่างประเทศ และต่างจังหวัดอย่าง
กรุงเทพมหานคร เปน็ ต้น
แนวคิดและทฤษฎที ่เี กีย่ วขอ้ งในการศกึ ษาชุมชน
แนวคดิ การมสี ่วนร่วมของชุมชน
โดยแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ทำให้คนในชุมชนนั้นได้สามารถข้ามามีกิจกรรม เกิดการปฏิสังสรรค์ในชุมชน มี
ส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในของคนในชุมชนเอง โดยแนวคิตนี้เป็นแนวคิดที่ตรงกับลักษณะของชาวบ้าน โดยชาวบ้าน
เองมีโอกาสในการได้เสนอไอเดียการจัดงานทอดกฐินในรูปแบบใหม่1 โดยการวิเคราะห์จากสภาพวิถีชีวิตและความ
เป็นอยู่ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร นำไปสู่การจัดกิจกรรมทอดกฐินสามัคคีของชุมชนที่ทั้งช่วย
รายได้ในชุมชนที่เป็นเกษตรกรสมุนไพร ซึ่งจากแนวคิดนี้และตัวอย่างที่กล่าววไปทุกอย่างเกิดขึ้นและดำเนินการด้วย
10
ความสมัครใจและสามัคคีของคนในชุมชน โดยคนในชุมชนเองก็มีบทบาทหลักในการเป็นผู้พัฒนา โดยที่ไม่ใช่ใอเดีย
จากฝ่ายผู้บริหารชุมชนในการลงมาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่คนในชุมชนมีบทบาทในการเป็นตัวแสดงที่มีส่วน
พัฒนาชุมชนร่วมกัน ทำให้เกิดการพัฒนาจากระดับตนเองและได้ประโยชน์ในระดับตนเองจนสามารถพัฒนา
ผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นไปยังระดับชุมชนที่กว้างขึ้น นอกจากนี้เองคนในชุมชนเดิมที ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่แล้ว
ด้วยลักษณะทั้งหมดนี้แนวคิดการมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ในการทำความเข้าใจวิถีชีวิตของคน
ในชมุ ชนได้
ทฤษฎคี วามขดั แยง้ (Confict Theory)
โดยทฤษฎีความขัดแย้งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทาสังคม โดยทฤษฎีของชุมชนบ้านน้ำริดสามารถ
อธิบายระบบความสัมพันธ์ในโครงสร้างการบริหารของชุมชนน้ำริตได้ โดยสามารถสะท้อนจากแผนภาพโครงสร้าง
บริหารและรายชื่อสมาชิกผู้บริหาร จะเห็นได้ว่าในรายชื่อผู้บริหาร ส่วนใหญ่นั้นรายชื่อผู้บริหารและสมาชิกนั้นประกอบ
ไปด้วยนามสกุล "แก้วเปี้ย", "รู้หลัก"และอีกหลายนามสกุลที่มีอยู่ในรายชื่อผู้บริหารและสมาชิกปรากฏให้เห็นช้ำๆ
สะท้อนให้เหน็ วา่ ในโครงสร้างความสมั พันธท์ างสงั คมของชุมชน ในการเลือกผมู้ าทำงานในตำแหนง่ บริหารนน้ั ส่วนใหญ่
เป็นผู้คนที่มาจากคนในชุมชนเอง และเป็นเครือญาติกันเอง กลุ่มที่ทำงานด้วยกันมีนามสกุลเหมือนกัน สะท้อนให้เห็น
ถึงการส่งต่ออำนาจการบริหารงานที่พยายามรักษาชนชั้นการบริหารงานเป็นคนภายในชุมชนเท่านั้น คนภายนอก
ชุมชนไม่ค่อยมี หากเป็นคนในชุมชนเองจากการให้ข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่าไม่ได้อยู่ในการดำรงตำแหน่งนาน
หรืออยู่ครบวาระ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พยายามจะรักษาอำนาจการบริหารให้เป็นของคนในชุมชน และ
พยายามจำกัดผู้คนนอกชุมชนมาเป็นผู้บริหารซึ่งตรงตามทฤษฎีความขัดแย้งที่กล่างถึงชนชั้นผู้นำ หรือผู้ที่เป็น
เจ้าของปัจจัยการผลิต มักจะเป็นผู้ที่พยายามรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันด้วยรูปแบบ
ความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบนี้นอีกด้านหนึ่ง ก็สะท้อนให้เห็นว่าคนในชุมชนมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น
และมีความรักและสามัคคี นอกจากนี้ผู้บริหารเองก็เป็นกลุ่มคนที่คุ้นเคยและรู้จักคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทำให้ในการ
แก้ปัญหาในชุมชนเป็นการแก้ปัญหาที่สามารถดึงทรัพยากรในชุมชนออกมาใช้ได้อย่างตรงจัด เพราะทั้งสมาชิกใน
ชมุ ชนและผูบ้ รหิ ารเองกร็ ้จู กั เร่อื งราวเก่ยี วกับชมุ ชนเป็นอยา่ งดี
ทฤษฎรี ะบบ (System Theory)
โดยผู้ศึกษาได้ใช้ทฤษฎีระบบในการทำความเข้าใจระบบต่างๆ ในชุมชนที่มีความสัมพันธ์
และด้วยรูปแบบของคนในชุมชนนั้นตรงกับทฤษฎีระบบดังนี้ คนในชุมชนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันรวมถึงสิ่งแวดล้อม โดย
ชาวบ้านจะมีปฏิสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับระบบต่างๆ รอบตัว เช่น ระบบผู้บริหาร ระบบทางศาสนา ระบบทาง
อาชีพ และระบบเหล่านี้มีผลต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยคนในชุมชนเองผู้ศึกษาวิเคราะห์ได้ว่าชาวบ้านในชุมชนเป็น
ระบบเปิดที่พร้อมเปิดรับปัจจัยแวดล้อมต่างๆในการนำมาเป็นทรัพยากรรอบตัว ทำให้เกิดผลผลิตหรือการบรรลุตาม
เป้าหมายของตนเองและชุมชน ต่อมาคือมีจุดหมายที่ชัดเจนแน่นอน มีการรักษาสภาพของตนเอง เช่น การรักษา
สภาพการดำรงตำแหน่ง การส่งต่อตำแหน่งการบริหารคนในชุมชนด้วยการเลือกคนในชุมชนด้วยกันเอง และมีการ
แก้ไขตนเอง คือ ตลอดระยะเวลาชาวบ้านมีการปรับตัวตนเอง และปรับการปฏิสัมพันธ์กับระบบรอบข้างเพื่อให้คนใน
ชุมชนสามารถอยู่รอดและเปิดรับระบบภายทั้งระบบทรัพยากรภายใน ระบบทรัพยากรภายนอกในการเป็นทรัพยากรท่ี
ใชใ้ นการแก้ปญั หาท่ีเกิดข้นึ ในชุมชน
11
กิจกรรมหรือโครงการ และบทบาทของนักสงั คมสงเคราะห์
จากการศึกษาชุมชนผู้ศึกษาได้เห็นถึงปัญหาภายในชุมชนเกี่ยวกับการเข้าถึงอาชีพในการเลี้ยงชีพของคนใน
ชุมชน จากการให้ข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์ที่ให้ตรงกันว่า คนในชุมชนมีรายได้ในระดับที่ไม่มั่นคง เนื่องจากคนในชุมชน
เองมีอาชีพส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ไม่สามารถเข้าถึงอาชีพที่อยู่ภายในอำเภอเมืองได้ เนื่องจากห่างไกลจากพื้นที่ใน
เมืองหลายกิโลเมตร ผู้ศึกษาในการจึงออกแบบโครงการ หรือกิจกรรมด้วยมุมมองของบทบาทของนักสังคม
สงเคราะห์ดว้ ยวธิ กี ารดงั น้ี
โครงการสรา้ งอาชพี จากส่ิงทีฉ่ นั มี รายละเอียดดงั น้ี
โครงการสร้างอาชีพจากสิ่งที่ฉันมี จากการศึกษาทำให้เห็นว่าชุมชนบ้านน้ำริด มีทรัพยากรภายใน และ
ภายนอกที่หลากหลาย ดังนั้นผู้ศึกษาจึงออกแบบโครงการที่จะดึงทรัพยากรคนในชุมชนออกมา โดยโครงการนี้เป็น
โครงการสร้างอาชีพให้คนในชุมชนจากเดิมที่คนในชุมชนมีการทำอาชีพทางการเกษตร แต่ทางโครงการจะออกแบบให้
ชุมชนเกิดกลุ่มทางอาชีพของชุมชน โดยกลุ่มนี้จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้ชาวบ้านคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพทางการ
เกษตรมีกลุ่มทางอาชีพ โดยกิจกรรมที่ทำกันคือ เป็นพื้นที่ของการฝึกเรียนรู้อาชีพการแปรรูปพืชไร่พืชเกษตรให้เกิด
เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปของชุมชน โดยประโยชน์เพื่อให้เกษตรกรในชุมชนมีรายได้จากทางโครงการในการสนับสนุนการ
ซื้อพืชเกษตร แล้วนำพืชเกษตรนั้นมาเป็นพืชในการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปต่อไป เมื่อผลิตพืชแปรรูปออกมาแล้วจึง
ส่งออกผลิตภัณฑ์ชุมชนออกไปขายเป็นสินค้าชุมชนต่อไป ส่งให้สินค้าไปขายไปยังพื้นที่ในเมือง รายได้ที่ส่งกลับมาเป็น
ของกลุ่มในชุมชน และเป็นรายได้ของบุคคลผู้ที่ทำงานในศูนย์แปรรูปพืชไร่ พืชสวนโดยโครงการนี้อาศัยเครือข่าย
จากสหวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากอาชีพอื่นๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์คหกรรม เกษตรกรชาวบ้าน
ดั้งเดิมที่มีความรู้ ผู้บริหารระดับสูงในการจัดการสนับสนุนชุมชนหรือจัดตั้งโครงการเครือข่ายจากกลุ่มทอดกฐิน
กรุงเทพ และต่างประเทศ ในการประชาสัมพันธ์โครงการหมู่บ้าน ทั้งนี้นอกจากเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนแล้ว
ยงั เปน็ การรณรงค์ใหเ้ กิดการใช้ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่คนไทยผลิต คนไทยไดบ้ ริโภคและยังเปน็ สว่ นท่ีทำใหค้ นในชมุ ชนเกดิ
การปฏิสังสรรค์และมีส่วนร่วมกันในการส่งเสริมด้านอาชีพตั้งแต่สมาชิกในชุมชนเองมีส่วนในการพัฒนา และระดับ
ผู้บริหารเองมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาและแก้ไขปัญหา นอกจากนี้บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์เองยังมี
บทบาทในการเป็นสื่อกลางในการนำความรู้ทางทฤษฎีมาใช้สร้างการปฏิบัติงานในชุมชน ให้ชาวบ้านในชุมผู้เป็น
กลุ่มเป้าหมาย หรือเปราะบางทางอาชีพได้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองด้วยการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของ
ตนเองอีกด้วย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งตั้งแต่ระดับไมโคร เมโสและแมคโคร ที่ระดับบุคคลเองเกิดการตระหนักใน
ปัญหาเกี่ยวกับการมีอาชีพของตนเอง เกิดการรวมกลุ่มร่วมกันแก้ปัญหา ผู้บริหารระดับสูงเห็นถึงปัญหาร่วมในชุมชน
และส่งผลต่อระดับนโยบายในชุมชนในการส่งเสริมส่งออกสินค้าไปขายต่างชุมชน ต่างจังหวัด และสามารถส่งออกเป็น
ผลิตภัณฑ์แปรรูปในระดับประเทศได้ อีกทั้งและส่งเสริมเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเท่ียว นับเป็นการเปลี่ยนแปลง
ทั้ง 3 ระตับตามรูปแบบ real change อย่างแท้จริง โดยขั้นตอนกระบวนการการบริหารชุมชนที่สะท้อนบทบาทของนัก
สงั คมสงเคราะห์ มรี ายระเอียดดังนี้
12
ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ านการบริหารชมุ ชน (อา้ งองิ ตามการศึกษาเรยี นรู้ตำราในชั้นเรียน)
1. วิเคราะห์ชุมชน = ขั้นตอนนี้นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการทำความรู้จัก เรียนรู้ ทำความเข้าใจชุมชน ด้วยการ
ลงภาคสนาม โดยขั้นตอนการศึกษาวิเคราะห์ชุมชนในครั้งนี้เป็นในรูปแบบออนไลน์ทั้งจากการสัมภาษณ์ผู้ที่มีบทบาท
และมีความรู้เกี่ยวกับชุมชน และการคันหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต นักสังคมสงเคราะห์ในขั้นนี้ยังมีบทบาทในการ
วิเคราะห์ว่าเมื่อเข้าใจแล้ว เห็นปัญหาอะไรจากการศึกษานี้ ชุมชนมีปัญหาอะไรที่ต้องเผชิญ อะไรคือ ทรัพยากรทางบวก
ทรัพยากรทางลบของชุมชน ชุมชนมีเครือข่ายทางสังคมใดบ้าง นอกจากนี้แล้วยังมีข้อดีข้อเสียจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร
ซึ่งในชั้นนี้นักสังคมสงเคราะห์ไม่เพียงรู้จักแต่ยังเข้าถึง เข้าใจชุมชน เห็นปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง โดยทักษะที่ใช้
มักเป็น ทกั ษะการสมั ภาษณ์ การสงั เกต การจดบนั ทกึ การฟงั อย่างต้งั เปน็ ต้น
2 การออกแบบชุมชน = เปน็ ช้ันของการออกแบบ โดยอาศัยขอ้ มูลที่ได้ นำมาออกแบบการทำงาน โดยในชั้นนีน้ กั สงั คม
สงเคราะห์ยังมีบทบาททำให้ชุมชนตระหนักในปัญหา ผู้บริหารเห็นถึงปัญหาและคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ
ปัญหาร่วมกัน นักสังคมไม่ใช่ผู้ซี้สั่งหรือนำคำสั่งแต่ให้คนในชุมชนมีส่วน ร่วมในการออกแบบการทำงาน นอกจากนี้ยัง
ทำงานร่วมกบั การตดิ ตอ่ สหวิชาชพี ผเู้ ชีย่ วชาญจากสาขาตา่ งๆ มามีสว่ นร่วมในการออกแบบการทำงาน
3. นำไปปฏิบัติงาน = เป็นขั้นของการนำทั้งข้อมูลที่ศึกษาวิเคราะห์และออกแบบมาปฏิบัติการโดยบทบาทของนักสังคม
นำแผนที่ออกแบบร่วมกับชุมชนมาปฏิบัติการ โดยอาจมีบทบาทในการนำกิจกรรม ดำเนินกิจกรรม เป็นผู้ประสานงาน
โครงการระหว่างวิชาชีพ ประงานกับเครือข่ายชมุ ชนและผปู้ รหิ ารระดับต่างๆ เปน็ ไปตามแผนที่วางไว้
4. ร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อการคงอยู่ = นักสังคมมีการแลกเปลี่ยนผลการปฏิบัติงาน หากมีผลลัพธ์ไปในทางที่ดี ชุมชนมี
รายได้ที่มากขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น จะทำอย่างไรต่อไปใครจะเข้ามา
สนับสนุนให้เกิดภาพแบบนี้ต่อไปได้ไหม หากมีผลลัพธ์ที่ไม่พึ่งประสงค์นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการร่วมหา
แนวทางในการปรับเปล่ยี นแก้ไขตอ่ ไป
5. ขยาย ทบทวน ประเมินใหม่ = เป็นเหมือนขั้นตอนการติดตามผลหลังจากกิจกรรม โครงการได้ดำเนินลุล่วงไปแล้ว
โดยบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในโครงการนี้ ต้องการให้เป็นโครงการระยะยาวและมั่นคง จึงต้องมีการประเมินทั้งบ
ทาทการทำงานของนักสังคมเอง และชาวบ้านเองประเมินปัญหาของตนเอง หากยังไม่น่าพึงพอใจร่วมกันหาวิธีการกัน
ต่อไปเนื่องจากเป้าหมายของการทำโครงการต้องการให้เป็นโครงการระยะยาว และเพื่อให้เกิดศูนย์เรียนรู้อาชีพส่ง
ต่อไปยังรนุ่ ลกู ร่นุ หลานของคนในชุมชนต่อไป
อา้ งอิง
สายดว่ นคปภ.(2558).อตุ รดติ ถจ์ ดั ทอดกฐินสมุนไพรไทย 108.สืบค้นจาก
https://www.nationtv.tv/news/378477022
เทศบาลตำบลน้ำริด. (2564).ประวัตคิ วามเปน็ มา. สืบค้นจาก
http://www.namrit.go.th/
13
“ชุมชนศุภาลัยวิลล”์
ปัทมพร นนั ทมงคลชยั
14
การออกแบบปฏบิ ัตกิ ารสังคมสงเคราะหใ์ นชมุ ชนศุภาลัยวลิ ล์ เชียงใหม่ : การประยุกตใ์ ชเ้ ครือ่ งมือ
ความสำคัญของการศึกษาชุมชนศุภาลัยวลิ ล์ เชียงใหม่
ในการเลือกศึกษาชุมชนศุภาลัยวิลล์ เชียงใหม่ ที่เป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรรในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่
ค่อนไปทางชานเมือง เป็นหมู่บ้านในชุมชนเมืองที่ผู้ศึกษาได้อาศัยอยู่เองกับครอบครัว (แต่ขณะศึกษาชุมชนศึกษาไม่ใด้
อยู่กับครอบครัว) ถือว่าชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนใหม่ เพราะเพิ่งสร้างเสร็จและเข้าอยู่อาศยั ยังไม่ถึง 10 ปี และข้อมูล
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนยังมีไม่มาก แม้กระทั่งตัวผู้ศึกษาเองก็แทบไม่มีข้อมูลความรู้ ถึงจะเป็นสมาชิกของชุมชน
แล้วก็ตาม จึงต้องอาศัยความพยายามในการหาแหล่งข้อมูลจากสภาพแวดล้อมรอบชุมชนที่เคยมีมาก่อน เช่น วัด
บริษัท ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านใกล้เคียง ๆ มาอ้างอิงข้อมูลให้น่าเชื่อถือโดยการศึกษาชุมชนครั้งนี้ เพื่อให้ได้ทราบและ
เห็นถึงวิถีชีวิตคนในชุมชนให้ได้มากที่สุด ผู้ศึกษาจึงได้สอบถามข้อมูลผ่านทางผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในพื้นท่ี
ขณะนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับคนในหมู่บ้านด้วยกันคณะกรรมการของหมู่บ้าน โดยนำเครื่องมือในการลงชุมซนเป็น
ตวั กลางในการสอบถามเบื้องตันและเพื่อใหไ้ ด้ทราบถึงจดุ อ่อน-จดุ แขง็ ของชมุ ชน เพื่อการพฒั นาตอ่ ไป
ประวตั คิ วามเปน็ มาและข้อมลู พน้ื ฐานชุมชน
เมื่อปีพ.ศ. 2532 กลุ่มผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วยสถาปนิก
วิศวกรและนักวิชาการ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ศุภาลัย จำกัด (SUPALAI CORPORATION LIMITED) ซึ่งคำว่าศุภาลัย
แปลว่า สถานที่อยู่อันเป็นมงคลและบริษัทได้ใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ SPALI โดยเริ่มประกอบธุรกิจพัฒนา
อสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและเพื่อการพาณิชย์อย่างเป็นทางการ โดยมีทุนจดทะเบียน
100,000,000 บาท (หนี่งร้อยล้านบาทถ้วน)ในระยะแรก บริษัทได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างบ้านเดี่ยวและทาวน์
เฮ้าส์ ในลักษณะโครงการบ้านจัดสรร ต่อมาจึงขยายธุรกิจสู่โครงการอาคาร ชุด อาคารสำนักงาน และรีสอร์ทโรงแรม
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการประกอบธรุ กิจ ซึ่งถือเป็นหวั ใจสำคญั ของบรษิ ทั ฯ ดงั นีค้ อื
1. พฒั นาทด่ี ินทุกรปู แบบ ทง้ั ท่อี ยอู่ าศยั ในรปู แบบบ้านจดั สรร ตลอดจนอาคารสำนกั งานและศนู ย์การคา้ ครบวงจร ฯลฯ
2. ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเช่า และ/หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ยึดถือในการสร้างสรรค์ โดยการพัฒนา
สังคม ทั้งทางตรง และทางอ้อมในปีพ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีที่ 3 แห่งการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้มีมติจากที่ประชุม
ผู้ถือหุ้นให้มีการแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชน และให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,000 ล้านบาท โดยใช้ชื่อว่าบริษัทศุ
ภาลัย จำกัด(มหาชน) หรือ SUPALAI PUBLIC COMPAMY LIMITED เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2536 ได้นำหุ้นสามัญ
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าทำการซื้อขายอย่าง
เป็นทางการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังคงนโยบายที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่อยู่
อาศัย ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารชุด อาคารสำนักงาน รีสอร์ท
และโรงแรม มานานกว่า 19 ปี
ซึ่งการศึกษาชุมชนในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้เลือกโครงการหมู่บ้านศุภาลัยวิลล์ เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ต, ทำศาลา
อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ใกล้เคียงกับชุมชนบ้านดอนจั่นพัฒนา และติดกับวัดดอนจั่นซึ่งเป็นศาสนสถานที่มีประวัติความ
อย่างยาวนานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2460 และชื่อเสียงเรื่องลือเป็นอย่างมาก หมู่บ้านศุภาลัยวิลล์มีดีไซน์กับบ้านรุ่นใหม่
(Modern Style) โดยเป็นรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อความสุขของการใช้ชีวิตอย่างสมดุลในสังคมเมือง เติมเต็มรูปแบบชีวิต
ที่แตกต่างพรั่งพร้อมด้วยพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านอย่างลงตัวตอบรับทุกความต้องการ คุ้มค่ากับการอยู่อาศัยด้วยวัสดุ
คุณภาพ ที่ช่วยประหยัดพลังงานพร้อมให้ความรู้สึกอบอุ่นทันสมัย เป็นส่วนตัวเพียง 112 ครอบครัวเท่านั้น โดยจุดเด่น
15
ของโครงการศุภาลัยวิลล์ เชียงใหม่ จากการหาช้อมูลรีวิวทางโซเชียลและความรู้สึกส่วนตัวในฐานะผู้อยู่อาศัย ฟื้นท่ี
บ้านแต่ละหลังวางบ้านในแนวเหนือ-ใต้ เพื่อรับลมและหลบแดดร้อน ทิศไหนโดนแดดก็จะใช้ส่วนห้องน้ำซึ่งมีความช้ืน
เป็นตัวรองรับ บ้านรุ่นใหม่หลากหลายรูปแบบสำหรับชีวิตทันสมัย ตอบรับทุกฟังก์ชั่นและความต้องการของทุกคนใน
ครอบครัว แต่ละหลังเน้นความโปร่งสบายในสไตล์เรียบหรูและสง่างาม ที่พร้อมให้คุณอยู่สบาย ประหยัดพลังงานมาก
ขน้ึ เพราะช่องประตู – หน้าต่างหลายทศิ ทางเปิดรับแสงและระบายอากาศได้ดี
แนวคดิ และทฤษฎีท่ีเก่ยี วข้องในการศึกษาชุมชน
ㆍ ทฤษฎีแรงผลักดันสำหรบั การพฒั นา (Big Push Theory)
เป็นทฤษฎีที่เน้นการสะสมทุนและการลงทุนเพื่อการพัฒนา นักทฤษฎีอย่างโรเชนสเตน-โทดัน
(Rosenstein-Todan) ได้เสนอว่าในประเทศเทศด้อยพัฒนานั้น จะต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ในตอนเริ่มตัน เพ่ือ
ผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการพัฒนา มิฉะนั้นจะเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาไม่ได้ดังนั้นจึง
ต้องลงทุนในกิจการ เช่น พวกอสังหาริมทรัย์อุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน เพราะสินค้าอุตสาหกรรมต่าง 1
ท่ีผลิตข้นึ นนั้ ตอ้ งพ่งึ พาอาศัยกนั
โดยความเกี่ยวข้องกับชุมชนหมู่บ้านสุภาลัยวิลล์ เริ่มตั้งแต่การที่บริษัทลงทุนทั้งในเครือของบ้าน ทาวดิ
โฮมมิเนียม เฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงก็มีทั้งหมด 9 แห่ง ซึ่งถือว่าเยอะมากแล้วซึ่งกระบวนการกบ้านจัดสรรไม่ใด้ง่าย
อิงจากขอ้ มูล 5 ขน้ั ตอนการทำหมบู่ ้านจัดสรร ประกอบไปด้วย
1. การเลือกซ้ือทดี่ ิน ทั้งชอ่ งทางในการหาซอ้ื และพิจารณาว่าท่ีดนิ แบบไหน มีศักยภาพ สภาพแวดลอ้ มเหมาะสมหรอื ไม่ อย่างไร
2. เทคนคิ การออกแบบผังโครงการ ซงึ่ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวเท่านัน้
3. เลือกแบบบ้าน แบบไหนถึงจะคุม้ ค่าสำหรับผูอ้ ยอู่ าศยั และขายได้
4. การทำแผนธรุ กจิ โครงการ วิธคี ดิ ตนั ทนุ คิดยอดขาย ซึง่ เป็นข้นั ตอนท่ตี อ้ งใชค้ วามชำนาญ
5. ช่องทางการขาย เช่น การยิงโฆษณาบนสื่อโซเชียล การขึ้นป้าย ประกาศบนเว็บไซต์ ผ่านทางวิทยุ ซึ่งการตลาด
จะตอ้ งแน่นมาก ๆ เพ่อื สร้างฐานลกู ค้า รวมไปถึงมคี วามรู้ด้านการใช้กฎหมายดา้ นการจดั ตงั้ นติ บิ ุคคล
ㆍทฤษฎกี ารทำให้ทนั สมัย (Modernization Theory)
ก า ร ท ี ่ จ ะ ใ ห ้ ม ี ล ั ก ษ ณ ะ ก า ร ก ร ะ ท ำ ท ี ่ ซ ้ ำ ก ั น เ ก ิ ด ข ึ ้ น ไ ด ้ ใ น ส ภ า พ แ ว ด ล ้ อ ม ท ี ่ แ ต ก ต ่ า ง กั น
ของประเทศตะวันตกกับประเทศกำลังพัฒนานั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่ไม่เหมือนกัน เช่น โครงสร้างทางสังคมองค์การหรือสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งเจตคติของประชาชน ระบบราซการ
โครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ รวมทั้งสภาพของตลาดการค้า เป็นตัน ความไม่เพียงพอในสภาพการณ์ต่าง ๆ จึงเป็น
สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้การทำให้ทันสมัยล้มเหลวอยู่มากมายหลายอย่างในสังคมกำลังพัฒนา ประกอบกับกระบวนการ
ทำให้เกิดการพัฒนาที่นำมาใช้ทั้งตัดแปลงและไม่ได้ตัดแปลงที่ยังไม่เหมาะสมถูกต้องจึงเป็นเหตุให้เกิดความล้มเหลวได้
เชน่ กนั ลักษณะท่ีสำคญั ของสงั คมทีเ่ ปล่ยี นแปลงไปสคู่ วามทันสมยั ประกอบด้วย (พัชรนิ ทร์ สริ สุนทร, 2547)
1. การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตและเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตจากแบบเรียบง่ายในสังคมจารีต ไปสู่การ
ดำรงชวี ติ ท่อี าศยั ความรแู้ ละเทคโนโลยรี ะดบั สงู มีความเปน็ วทิ ยาศาสตร์มากข้นึ
2. เลี่ยนแปลงระบบการผลิตจากเกษตรกรรมแบบยังชีพ หรือการทำการเกษตรในที่ดินแปลงเล็ก
เ พ ื ่ อ บ ร ิ โ ภ ค ใ น ค ร ั ว เ ร ื อ น เ ป ็ น ก า ร ผ ล ิ ต ข น า ด ใ ห ญ ่ เ พ ื ่ อ ข า ย ม ี ก า ร จ ้ า ง แ ร ง ง า น ภ า ย น อ ก ค ร อ บ ค รั ว
หรอื ชมุ ชนแทนการใชแ้ รงงานในครอบครัว
16
3. มรี ะบบอุตสาหกรรมในโรงงานและการใชเ้ คร่ืองจักรกลเพ่ิมมากขนึ้
4. วิถีชีวติ ของคนเปลยี่ นแปลงจากความสมั พนั ธแ์ บบไมเ่ ป็นทางการเปน็ แบบเปน็ ทางการ
5. เกิดเมอื งเพ่ิมขึ้นและมีการขยายตวั ของสงั คมเมือง
6. มีการสร้างโครงสรา้ งพื้นฐาน เชน่ ถนน สาธารณปู โภค โรงเรียน โรงพยาบาล
7. เกิดชนช้ันกลางและผูป้ ระกอบการ (Entrepreneur) เพิ่มขน้ึ
8. มีการเปลี่ยนแปลงระบบความเชื่อของคนจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ครอบครัวและชุมชนนิยม
เป็นความคิดเชงิ เหตผุ ล ปัจเจกชนนยิ มและวตั ถนุ ยิ ม
9. โครงสร้างของครอบครัวเปลยี่ นแปลงจากครอบครวั ขยายเป็นครอบครัวเด่ียว
10. สถาบันทางสงั คมตา่ ง ๆ มีความสลบั ขับซ้อนเพ่มิ มากข้ึน
11. การจัดระเบียบทางสังคมใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากขึ้นแทนที่บรรทัดฐานและวิถี
ประชาทใ่ี ช้กันในสังคมจารตี
โดยความเกี่ยวข้องกับชุมชนหมู่บ้านๆภาลัยวิลล์ ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต่างมีเรื่องให้ต้องคำนึงและข้อจำกัด
ที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดหนึ่งที่ทุกคนในสังคมไทยอาจจะต้องการเหมือนกันคือความหันสมัย ประมาณว่าความ
ทันสมัย หมายถึง ตามสมัยที่นิยมกัน เป็นคำนิยมของสังคมหรือกลุ่มชนในแต่ละยุคแต่ละสมัย ในการดำรงชีวิต ไม่ว่า
จะเป็นการแต่งกาย การใช้สอย การกินและการปฏิบัติตน คนที่ทำตามก็เรียกว่าคนทันสมัย คนที่ไม่ตามก็ถือว่าคนเชย ๆ
คนคร่ำครึหรือคนล้าสมัย สิ่งของที่ตกยุคก็เรียกว่าของล้าสมัย คำคำนี้จึงทำให้คนที่ด้อยโอกาสกว่า
ทั้งจากด้านอารยธรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จะพยายามเลียนแบบกลุ่มชนอื่น ! ที่คิดว่าน่จะเป็นสิ่งทันสมัย เพื่อจะได้
ถูกเรียกว่า "ทันสมัย" และแน่นอนว่าจากประวัติความเป็นมาของชุมชนการก่อตั้งหมู่บ้านและวางแปลนบ้านเน้นใน
เร่ืองของความทนั สมยั แบบา้ นนั้นเรยี กไดว้ า่ เปน็ บา้ นรุน่ ใหม่ (Modern Style) เพ่อื ตอบสนองชวี ติ คนเมืองโดยเฉพาะ
ㆍแนวคดิ ทนุ ทางสังคม
ทุนทางสังคมในความหมายของพัทนัม (putnum. 2002 : 15) คือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เนื่องจากในทาง
เศรษฐศาสตร์ ทุนเป็นปัจจัยการผลิต แต่เวลานึกถึงรูปแบบการผลิต มนุษย์จะนึกถึงแต่สิ่งที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้
และทุนที่เป็นเงินเท่านั้น แต่หากพูดถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงแล้วสามารถ
ลดตันทุนการผลิตลงได้ ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึง ตันทุนที่ลดลงระหว่างการแลกเปลี่ยนสินค้ายกตัวอย่าง
เช่น การซื้อขายสินค้โดยมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่จำเป็นต้องมีการทำสัญญา แต่ถ้าเราค้าขายกับคนที่ไม่นำไว้ใจ
จำเป็นต้องมีการทำสัญญาและเมื่อมีการฟ้องร้องเมื่อทำผิดสัญญา ต้นทุนเหล่านั้นมันจะสูงขึ้นเพราะฉะนั้นความ
ไว้วางใจจึงกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสดตันทุนในการติดต่อซื้อขายกัน ทุนประเภทนี้มีอยู่แล้วในสังคมเรียกว่า
" ทุนทางสังคม " ทุนทางสังคมที่สะสมและสำรองอยู่ในชุมชน จะเป็นตัวช่วยหล่อเสียงสังคม โดยใช้จารีตหรือธรรม
เนียมปฏิบัติของชุมชน การพึ่งพาอาศัยกันหรือการต่างตอบแทน และความไว้วางใจกันของคนในสังคม สิ่งเหล่านี้
จะทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันของคนในสังคม ลดการเอาเปรียบผู้อื่น ผู้คนในสังคมจะเกิดการรวมตัวกัน มีการสร้าง
สำนึกรว่ มกัน
โดยความเกี่ยวข้องกับชุมชนหมู่บ้านศุภาลัยวิลล์ แน่นอนว่าขั้นตอนแรกของการเข้าอยู่อาศัยคือการทำ
สัญญาซื้อขาย หรือเช่าซื้อในบางกรณี ต่อให้ผู้ขายได้แก่ทีมแผนงานขายของโครงการหมู่บ้านจัดสรรกับผู้ซื้ออย่าง
ลูกบ้านจะมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การพูดคุยเพื่อสร้างความไว้วางจนทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจปักหลักอาศัยใน
หมู่บ้านก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หรือในระดับผู้อยู่อาศัยร่วมกันแล้ว การสร้างสัมพันธ์กันก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้แต่ละ
17
ครัวเรือนมีทุนทางสังคมมากขึ้น เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างในกรณีของการทำอาหารแบ่งปันกัน การรับพัสดุแทนกัน
หรอื การเขา้ ไปในพ้ืนทต่ี วั บา้ นเพือ่ ช่วยดแู ลสตั วเ์ ล้ยี งของเพือ่ นบ้านทไี่ มไ่ ดอ้ าศัยในบา้ น ณ ขณะนน้ั
ㆍแนวคดิ เก่ียวกับชุมชนเขม้ แข็ง
ชุมชนเข้มแข็ง คือ การที่ประชาชนในชุมชนรวมตัวกัน มีการเรียนรู้ร่วมกันในการกระทำ มีการ
ติดต่อสื่อสาร การจัดการและการแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาภายในชุมชนตลอดจน
มีผลกระทบสู่ภายนอกชุมชนที่ดีขึ้นตามลำดับ การร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยชุมชนหมู่บ้านศุภา
ลัยวิลล์ยังถือว่ามีลักษณะที่ไม่ได้เป็นชุมชนเข้มแข็งมากนัก คือ ชุมชนไม่ใด้มีการเรียนรู้และรู้เท่าทันข่าวทั้งเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง เท่า ๆ กนั ทกุ ครวั เรอื น มีแคเ่ ฉพาะบางกลุ่มคนท่ีรู้จกั กนั ในลักษณะเพอ่ื นบา้ นเทา่ นัน้ เป็นชมุ ชนทมี่ กี าร
จัดการตนเองในแต่ละครัวเรือนเป็นหลัก แต่คนในชุมชนก็ถือว่ามีจิตสำนึก ความรักความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
โดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันในชุมชนคือกฎระเบียบและศาสนา และเป็นชุมชนที่มีความสงบสุข คนในชุมชนที่ผู้ศึกษาเคย
พบเจอสว่ นใหญม่ จี ิตใจทเ่ี ยือกเยน็ มีคณุ ภาพและมคี ณุ ธรรม
เครือ่ งมอื ศึกษาชุมชน
ㆍ แผนที่เดินดิน เป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเพราะมาจากการสังเกตและบันทึกเองของผู้ศึกษา สามารถเห็นพื้นที่
ทางกายภาพและเข้าในพื้นที่ของชุมชนอย่างครบถ้วน วางแผนนโยบายการทำงานได้อย่างครอบคลุม และมองเห็นถึง
สิ่งสำคัญภายในชุมชน เช่น ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนจุดสาธารณะประโยชน์ของชุมชน โดยแผนที่เดินดินของ
หมู่บ้านศุภาลัยวิลล์ ทำให้เห็นว่าติดกับถนนใหญ่ของเมืองเส้นทางการเดินรถเป็นเส้นตรง บ้านเลขที่เรียงกันแต่ละหลัง
มีความชัดเจน เส้นทางมีความสะดวกสบายนอกเหนือจากฟื้นที่หมู่บ้าน ด้านหลังของหมู่บ้านติดกับวัด ด้านข้างมีถนน
เชื่อมต่อกบั ชุมชนอ่ืน ๆ
18
ㆍผังเครือญาติ ทำให้เข้าใจโครงสร้างเชิงเครือญาติ เชื่อมโยงกันแบบที่เข้าใจง่าย ได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์เครือญาติ
สามารถนำข้อมูลที่ได้นำไปวิเคราะห์ความสัมพันธ์ต่าง ๆ เช่น โรคทางพันธุกรรม สุขภาพของคนในเครือเรือน หรือ
ความสัมพันธ์ภายในครัวเรือน ยกตัวอย่างครัวเรือนของผู้ศึกษาเองที่เป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก
ไมไ่ ดม้ คี วามเชอื่ มโยงสมั พนั ธเ์ ป็นญาติกนั ในหมู่บา้ น แตก่ ม็ ีเพ่อื นบา้ นใกล้เคียงทีร่ ู้จกั และไวเ้ นื้อเชอ่ื ใจกนั ได้
ㆍ โครงสร้างองค์กร/ชุมชน ข้อมูลที่ผู้ศึกษาได้มาจะเป็นโครงสร้างหรือองค์กรของชุมชนแบบที่เป็นทางการมากกว่า
โครงสร้างที่ไม่เป็นทางการ โดยที่โครงสร้างแบบไม่เป็นทางการอาจมีความหมายต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนมากกว่า
โครงสร้างแบบทางการที่ชุมชนจัดตั้งขึ้น ในที่น้ีจึงยกตัวอย่างโครงสร้างของการบริหารหมู่บ้าน อันได้แก่ นิติบุคคล
และคณะกรรมการอืน่ ๆ
ㆍปฏิทินชุมชน เนื้อหาของปฏิทินที่เป็นทางการจะเป็นในเรื่องของวาระการประชุมแต่ละปีที่แต่ละบ้านร่วมกับนิติบุคคล
และคณะกรรมการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและแจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลง ส่วนปฏิทินที่เป็นกิจกรรมทั่วไป
ตามศาสนาก็ยังมีการประกอบศาสนพิธีตามปกติอ้างอิงจากวัดดอนจั่น ซึ่งเป็นวัดที่ต้ังอยู่บริเวณต้านหลังของหมู่บ้าน
และมชี อ่ื เสียงโด่งดังของจงั หวัดเชียงใหม่
19
ปฏทิ ินวนั ศาสนา
อาทติ ย์ จนั ทร์ องั คาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
4 5
แรม ๑๔ คำ ข้นึ ๑ คำ่
เดอื นสิบเอด็ เดือนสบิ สอง
(๑๑) (๑๒)
ปีฉลู ปฉี ลู
12
ข้นึ ๘ คำ่
เดอื นสบิ สอง
(๑๒)
ปีฉลู
วนั ลอยกระทง
19
ขึน้ ๑๕ คำ่
เดือนสิบสอง
(๑๒)
ปีฉลู
27
แรม ๘ ค่ำ
เดือนสิบสอง
(๑๒)
ปีฉลู
20
ตวั อยา่ งวาระการประชมุ สามัญของหมบู่ ้าน ประจำปพี .ศ.2562
ตัวอยา่ งวาระการประชุมสามัญของหมูบ่ า้ น ประจำปีพ.ศ.2562
จุดแขง็ ของชุมชน
จากการสอบถามผู้อยูอ่ าศัยที่เป็นผ้ปู กครองของผศู้ กึ ษาเอง และครวั เรือนใกล้ชิด จะพบขอ้ ดดี ังนี้
1. ชุมชนมีความปลอดภัยสูง มีผู้รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การจะเข้า-ออกหมู่บ้านจะต้องมีคีย์
การ์ด บุคคลภายนอกต้องแลกบตั รเพ่ือยืนยนั ตัวตนและแจง้ บ้านเลขท่ีใหช้ ัดเจน
2. มีรถเก็บขยะสัปดาห์ละ 2 ครง้ั และมาเกบ็ ขยะอยา่ งสมำ่ เสมอ
3. มีสนามหญา้ สนามเดก็ เลน่ ที่เป็นพ้นื ทสี่ ว่ นกลางอย่างกวา้ งขวาง
21
4. พื้นที่ชุมชนเชื่อมต่อเขตอำเภอเมือง และอำเภออื่น ๆ ใกล้เคียง เช่น สารภี สันกำแพงสันทราย เดินทาง
สะดวกสบาย
5. ผู้คนในชมุ ชนอัธยาศยั ดี สว่ นใหญเ่ ป็นครอบครัวเดี่ยววยั ทำงาน วยั สรา้ งครอบครัวและวยั เกษยี ณ
6. ระเบียบการเข้าพกั อาศัยมีความชดั เจนเป็นอย่างดี รวมถงึ กฎระเบียบสว่ นรวม
ตวั อยา่ งระเบยี บการเข้าพักอาศยั
ตัวอย่างระเบียบการของนติ บิ ุคคล
22
ตัวอยา่ งระเบียบคา่ ใชจ้ า่ ยสว่ นกลางประจำปี
จดุ อ่อนของชุมชน
จากการสอบถามผู้อยู่อาศัยทเ่ี ปน็ ผู้ปกครองของผู้ศึกษาเอง และครัวเรือนใกลช้ ิด จะพบปัญหาดังนี้
1. ด้านหน้าของหมู่บ้าน ติดถนนวงแหวนซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเชียงใหม่ ถนนใหญ่มีรถวิ่งตลอด เสียงดังรวมไปถึง
มลพษิ
2. เยื้องด้านหน้าหมู่บ้านเป็นบริษัทตัวแทนขายเหล้าเบียร์ อาจมีส่วนทำให้ภาพพจน์ดูไม่ดี มีรถบรรทุกเข้าออกโรงงาน
อยตู่ ลอด
3. ดา้ นขา้ งหมูบ่ า้ นมกี ารก่อสรา้ งโรงแรมใหม่ เสียงดัง ฝ่นุ ควันเยอะ
4. ดา้ นหลงั ติดวัดและโรงเรียน มเี สยี งดัง และในวดั มีเผาขยะกลางคืน สง่ กลน่ิ เหมน็ รวมไปถึงมลพษิ
ในหมู่บ้านมีการเลี้ยงสุนัขหลายหลัง มีเห่าเสียงดัง และอาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ๆ ซึ่งมีกรณีเกิดขึ้นเยอะใบไม้หล่นตาม
ถนนเยอะมาก สกปรก คนงานไม่ได้มากวาดทุกวนั
7. เร่ืองกวนใจบางครั้ง คอื มีรถมาจอดตรงข้ามประตูบา้ นทำให้บา้ นหลายหลังถอยรถออกจากบา้ นยากขึน้
8. ลูกบ้านไม่คอ่ ยมีใครอยากสมคั รเปน็ กรรมการนิติ ฯ เหตผุ ลส่วนใหญ่ คอื ไม่ค่อยมเี วลา กลวั ปัญหา
ร้องเรยี น และเคยมีกรรมการทุจรติ ถูกแจ้งความดำเนินคดี จงึ ไม่ค่อยมีใครลงสมัคร
ส่วนที่ผู้ศึกษารู้สึกว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของจุดอ่อนชุมชน คือ ชุมชนยังไม่มีระบบสุขภาพที่เหมาะสมจนจัดได้ว่าเป็นชุมชน
เขม้ แขง็ และความสัมพนั ธ์ของคนในชุมชน ยงั คงมีความไว้เนอื้ เชอื่ ใจกนั เฉพาะกลุ่ม และไม่ไดม้ ีในทุกครวั เรอื น
23
ลกั ษณะกจิ กรรม/โครงการที่เหมาะสม
การวางแผนพัฒนาชุมชน
การวางแผนพัฒนาชุมชนนี้จะเข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนศุภาลัยวิลล์ เชียงใหม่ ให้มี
สุขภาพที่ดีและมีความสัมพันธ์กันดีมากขึ้น โดยจะเสริมในเรื่องของระบบสุขภาพเข้าไปเนื่องจากในหมู่บ้านมีทั้งเด็ก
นักเรียน วัยทำงาน คนผู้สูงอายุ แต่ยังไม่มีสวัสดิการในการดูแลในส่วนนี้ โดยคาดว่าทำกิจกรรมตรวจสุขภาพประจำปี
ในวนั ท่ี 30 พฤศจิกายน 2564 และวนั เดียวกนั ในปีถัด ๆ ไป ซึง่ มีขั้นตอนดังนี้
1. การพัฒนาเป้าหมาย ทำให้คนที่มีความต้องการตรวจสุขภาพฟรี (อาจจะไม่ได้ฟรีแต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด) ได้รับ
การตรวจจากแพทยแ์ ละบคุ ลากรจากการสาธารณสขุ และได้รบั ความรู้โรคทัว่ ไป
อยา่ งถกู ต้องรว่ มกนั พฒั นาชมุ ชนให้มคี วามม่นั คงในการดำรงชีวติ และใชช้ วี ิตอยา่ งปลอดภัยเท่าทนั โรคภยั
2. พิจารณาทางเลือก มีการสำรวจพิจารณาทางเลือกที่เป็นไปได้ในการทำงานโครงการ/กิจกรรม เช่น โอกาสและ
ความร่วมมือในชุมชน มหี น่วยงานทง้ั ในและนอกในการสนับสนุนการทำโครงการหรอื ไม่
3. จัดทำแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ประสานงานและเป็นตัวกลางในการจัดประชุมระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับ
ครัวเรือนในชุมชน เพื่อหารือในการจัดทำโครงการ/กิจถรรมเรื่องการตรวจสุขภาพ และลงพื้นที่สำรวจว่ามีความ
เหมาะสมในการทำโครงการหรือไม่
การปฏิบัติการโครงการ
กจิ กรรมใหค้ วามรู้โรคท่วั ไปและการตรวจสขุ ภาพประจำปี
หลักการและเหตุผล
โครงการหลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นโครงการที่ก่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบสุขภาพเป็น
อย่างมาก โดยมีปรัชญา คือ 1) ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินกับสถานบริการแต่รัฐบาลจะจ่ายเงินเป็นค่าบริการรายหัว
ให้กับสถานบรกิ าร ซ่งึ จะเห็นวา่ เปน็ นโยบายทีล่ ดค่าใช้จา่ ยให้กบั ประชาชน ใหค้ นไทยทกุ คนได้เข้าถงึ ระบบบรกิ ารสขุ ภาพ
มากขึ้น 2) ระบบบริการต้องมีสถานที่ใกล้บ้านใกล้ใจและมีหมอประจำครอบครัว มีบริการผสมผสานเป็นองค์รวม
ต่อเนื่องและครอบคลุม 3) ต้องเน้นสร้างสุขภาพมากกว่าซ่อมแซมสุขภาพ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล และ
การตรวจสุขภาพของประชาชน แต่ครัวเรือนในชุมชนแห่งนี้ไม่ใช่ทุกคนจะมีหลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้า บางคน
ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคทั่วไปและตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลเอกชน ทั้ง ๆ ที่ค่าใช้จ่ายส่วนกลางของ
หม่บู า้ นกม็ ากพอแลว้
ผู้ศึกษาจึงได้เล็งเห็นความจำเป็นการดำเนินการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตามชุดสิทธิประโยซนข์ อง
สำนักงานหลักประกันสุขภาพ โดยการแนะนำให้ประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพปกติได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งเป็น
เวชปฏิบัติที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ในปัจจุบันด้วยใยความเชื่อถือว่าสามารถตรวจค้นหาโรคอันตรายในระยะเริ่มแรก
ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลดีและหายขาดตลอดทั้งยังสามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและทุกคน
ทุกเพศทุกวัยในชุมชนจะได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและยืนยาว ซ่ึง
จะแตกตา่ งจากการตรวจร่างกายเพื่อวินจิ ฉัยโรคจำเพาะ
24
วัตถุประสงคโ์ ครงการ
1. เพื่อให้คนในชุมชนเกิดความตื่นตัวตระหนักและเห็นความสำคัญให้ความสนใจ และใส่ใจ
ในสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์หลักที่กำหนดให้ประซาชน ที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไปควรได้รับการ
ตรวจสุขภาพประจำปี ทุก 1-2 ปี ส่วนใครที่ไม่เข้าข่ายตรวจสุขภาพ ก็จะได้รับคำแนะนำโรคทั่วไปให้ปฏิบัติตนอย่าง
ถกู ต้อง
2. เพื่อให้คนในชุมชนทราบปัจจัยเสี่ยง ในการที่จะเกิดภาวะเจ็บป่วยในอนาคตของตนเองและครอบครัวเพื่อให้
เกดิ การตืน่ ตัวและนำไปสูก่ ารปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรม
3. เพื่อให้คนในชุมชนในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และคนในชุมชนที่มีภาว:โรค ได้รับการให้คำปรึกษาท่ี
เหมาะสม ในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมดา้ นสุขภาพเพ่อื ลดปัจจัยเสยี่ งตา่ ง ๆ
4. เพื่อได้รับและสามารถวิเคราะห์สภาวะสุขภาพของชุมชน อันจะนำไปสู่ในการว่างแผนแก้ไขปัญหา
สาธารณสุขของชุมชนไดต้ ามความเปน็ จริง
เป้าหมายของโครงการ
1. คนในชมุ ชนที่ไดเ้ ขา้ ข่ายการตรวจสขุ ภาพหรอื โรคท่วั ไปไดร้ บั การตรวจ
2. คนในชุมชนมีความรคู้ วามเขา้ ใจถึงการปฏบิ ตั ติ นต่อโรคท่ัวไป
3. สามารถต่อยอดเปน็ ระบบสขุ ภาพประจำชุมชนได้
ตัวชีว้ ัดของโครงการ
ㆍเชิงประมาณ จากการทำกิจกรรมตรวจสุขภาพและให้ความรู้โรคทั่วไป วัดจำนวนจากจำนวนคนในชุมชนท่ี
เข้าร่วม หรือผู้ทลี่ งชอ่ื ว่ามีความสนใจจะเขา้ ร่วม และสนับสนนุ ใหจ้ ัดโครงการ
ㆍเชิงคุณภาพ วัดได้จากความพึงพอใจหลังจากเข้าร่วมกิจกรรม อาจมีแบบสอบถามให้ทำหลังการตรวจ
สุขภาพและไดร้ ับคำแนะนำ
วธิ กี ารดำเนนิ งาน/ขัน้ ตอนการดำเนนิ งาน/กจิ กรรม
1. มีการประชุมระหว่างคณะกรรมการชุมชนกับคนในชุมชนเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการตรวจสุขภาพฟรีได้รับการตรวจ
จากแพทย์และบุคลากรจากการสาธารณสุขและได้รับความรู้โรคทั่วไปร่วมกันก่อนประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนรับรู้
เก่ียวกับกจิ กรรมท่จี ะเกิดขน้ึ
2.ร่วมกันศึกษาชอบเขตการตรวจสุขภาพฟรีได้รับการตรวจจากแพทย์และบุคลากรจากการสาธารณสุข และสิ่งที่ควร
ไดร้ ับความร้เู รื่องโรคทัว่ ไป และติดตอ่ หนว่ ยงานท่ีเก่ยี วขอ้ ง
3. ลงพืน้ ท่ีสำรวจพ้นื ท่ี ที่จะใชเ้ ปน็ สถานทจ่ี ดั กจิ กรรม
4. จดั หางบทจ่ี ะสนับสนนุ โครงการนี้
5. เริ่มโครงกรการตรวจสุขภาพฟรีที่ได้รับกรตรวจจากแพทย์และบุคลากรจากการสาธารณสุข และได้รับความรู้โรค
ทว่ั ไปร่วมกัน ตามแผนงานทว่ี างไว้
25
แผนงานและข้นั ตอนการดำเนินงาน
กจิ กรรม แผนการดำเนนิ โครงการ
การประชุมระหว่างคณะกรรมการชุมชน ปี 2564 ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567
กับคนในชุมชนเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการ ภายในเดอื น ต.ค.
ตรวจสุขภาพฟรีได้รับการตรวจจาก
แพทย์และบุคลากรจากการสาธารณสุข ใ น ช ่ ว ง ก ่ อ น ถ ึ ง ว ั น จั ด
และไดร้ บั ความรโู้ รคทวั่ ไปร่วมกัน กิจกรรม
ประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนรับรู้เกี่ยวกับ ภายในเดือนต.ค. - พ.ย.
กิจกรรมที่จะเกดิ ขน้ึ
ศึกษาขอบเขตการตรวจสุขภาพฟรีได้รับ ภายในเดอื น พ.ย.
การตรวจจากแพทย์และบุคลากรจากการ ภายในเดือน 30 พ.ย.
สาธารณสุข และสิ่งที่ควรได้รับความรู้ ภายในเดือน พ.ย. – ธ.ค.
เรื่องโรคทั่วไป และติดต่อหน่วยงานที่
เกยี่ วขอ้ ง
ห า ส ถ า น ท ี ่ จ ั ด ก ิ จ ก ร ร ม แ ล ะ ง บ ท่ี
จะสนบั สนนุ โครงการน้ี
เรมิ่ โครงการการตรวจสุขภาพฟรี
ติดตามประเมนิ ผล
งบประมาณที่ใชใ้ นการดำเนินโครงการ
ลำดบั ที่ หมวด งบประมาณ
~ 5,000.-
1 ค่าอาหารและเครอื่ งด่มื สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมและผใู้ ห้บรกิ าร ~ 5,000.-
2 คา่ อำนวยความสะดวกในแผนงาน เช่น คา่ นำ้ มันรถ ค่าออกเอกสารทางการ
การประเมนิ โครงการ
จะประเมินหลังการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบโครงการและคณะกรรมการของชุมชนได้มีการติดตามผลของ
โครงการโดยการลงสำรวจพื้นที่ของชุมชนที่มีการจัดกิจกรรม และได้สอบถามความพึงพอใจของคนในชุมชนว่าพึง
พอใจกับโครงการเหล่านี้หรือไม่ จากการสอบถามคนในชุมชนว่ารู้สึกได้รับการให้คำปรึกษาที่เหมาะสม ในการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสียงต่าง ๆ และกิจกรรมนั้นตอบสนองต่อความต้องการแต่ละ
ครวั เรอื น
ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1. คนในชุมชนเกิดความตื่นตัวตระหนักและเห็นความสำคัญให้ความสนใจ และใส่ใจในสุขภาพตัวเอง และคนใน
ครอบครัว ไดร้ บั คำแนะนำโรคทั่วไปใหป้ ฏิบัติตนอย่างถกู ต้อง
26
2. คนในชุมชนทราบปัจจัยเสี่ยง ในการที่จะเกิดภาวะเจ็บป่วยในอนาคตของตนเองและครอบครัว เพื่อให้เกิดการตื่นตัว
และนำไปส่กู ารปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม
3. ชุมชนในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และคนในชุมชนที่มีภาวะโรค ได้รับการให้เหมาะสม ในการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมดา้ นสุขภาพเพ่อื ลดปัจจัยเสย่ี งตา่ ง ๆ
4. คนในชุมชนได้รับและสามารถวิเคราะห์สภาวะสุขภาพของชุมชน อันจะนำไปสู่ในการว่างแผนแก้ไขปัญหาสาธารณสุข
ของชมุ ชนได้ตามความเปน็ จรงิ
การสร้างการเปลยี่ นแปลง 3 ระดบั
1. ระดับบุคคล การวิเคราะห์ในระดับนี้เป็นระดับตัน เพราะในแต่ละชุมชนจะประกอบด้วยบุคคลที่มีความ
แตกต่างกันในแต่ละด้าน เช่น อายุ เพศ สถานภาพ ทัศนคติ ค่านิยม และระดับความสามารถ เป็นต้นซึ่ง
ปัจจัยเปล่านี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของคนในชุมชนโดยตรงทั้งในด้านการรับรู้ การตัดสินใจ การเรียนรู้
และการจูงใจ การวิเคราะห์ระดับนี้จะทำให้แต่ละบุคคลในครัวเรือนสามารถตัดสินใจอย่างเหมาะสมกับ
โครงการที่จะเกดิ ข้นึ วา่ เกดิ ประโยชน์กับตนเองในด้านสขุ ภาพมากนอ้ ยเพยี งใด
2. ระดับกลุ่ม เมื่อบุคคลได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน หรือพบปะกัน จะส่งผลให้เกิดความคิดที่คล้อยตามกัน
และแตกต่างกันตามความแตกต่างของบุคคล ซึ่งแต่ละบุคคลในกลุ่มได้รับอิทธิพลตามคาดหวังจะ
แสดงออกก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ การยอมรับในตัวโครงการและผลกระทบระหว่างบุคคล รวมทั้ง
ในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การตัดสินใจของกลุ่มผู้ดำเนิน ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้เข้าร่วมและผู้ท่ี
สนใจโครงการซึ่งมีผลกระทบต่อพฤติกรรมกลุ่ม เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบโครงการให้มีประสิทธิภาพ
ต่อไปได้
3. ระดับองค์การ การวิเคราะห์ระดับนี้เป็นระดับที่มีความชับซ้อนมากที่สุด เนื่องจากเป็นการรวมโครงสร้าง
ที่เป็นทางการของพฤติกรรมในระดับบุคคลแต่ละคน และพฤติกรรมระดับกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยความ
คาดหวังของโครงการเริ่มจากการเสริมสร้างระบบสุขภาพในชุมชน เมื่อชุมชนเป็นชุมชนที่เข้มแข็งด้าน
สุขภาพและคนในชุมชนมีความรู้เรื่องทั่วไปจะทำให้ระบบสาธารณะสุขในชุมชนพัฒนาได้เป็นทรัพยากร
หนึง่ ของมนุษย์
บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์ (ท่มี สี ่วนในโครงการ)
ระบบสุขภาพชุมชน มีความหมายครอบคลุมถึงความอยู่เย็นเป็นสุขและความมั่นคงในชีวิต
ทุกชีวิต การได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมต้องการความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งตัวคนในชุมชนคณะผู้ดำเนินโครงการ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้คือการช่วยประสานหน่วยงานรัฐ
กับผู้ดำเนินโครงการ อันได้แก่ กรมสาธารณะสุขหรือโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบสุขภาพในชุมชนให้เกิดขึ้นก่อนพัฒนา
เป็นชุมชนที่เข้มแข็งต่อไปซึ่งองค์ประกอบของระบบสุขภาพที่ผู้ศึกษามีความต้องการพัฒนามี 8 ประการ เชื่อมโยงกับ
บทบาทของนักสงั คมสงเคราะห์ได้ดังนี้
1. ศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ โครงการที่จัดทำจะต้องไม่เบียดเบียนตัวผู้ดำเนินโครงการเอง
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ ในส่วนนี้นักสังคมสงเคราะห์จะต้องให้การ
27
ปรึกษาโครงการกับคณะผู้ดำเนินการว่าแต่ละครัวเรือนจะได้รับผลกระทบอย่างไรกับกิจกกรรม และคำนึงถึงผู้ได้รับ
ผลประโยชนห์ ลกั นน่ั คือคนในชุมชนหมบู่ ้านศภุ าลยั วิลล์
2. สัมมาชีพเต็มพื้นท่ี นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนอย่างเต็มที่ โดยใช้ความรู้
เรื่องงานสังคมสงเคราะหท์ างการแพทย์และงานสังคมสงเคราะหช์ มุ ชน
3. วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ทุกพื้นที่เป็นสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน เพราะฉะนั้นนักสังคมจะต้องจัดการ
สวัสดิการสำหรับใครที่ถูกทอดทิ้ง หรือกรณีสังคมเมืองอาจจะเป็นเรื่องของการไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในหมู่บ้านเลย
ไม่อยากเข้าร่วมโครงการ
4. ชุมชนเข้มแข็ง ขณะนี้ทีมดำเนินโครงการมีแผนดำเนินงานครบ ถ้าตั้งเป้าหมายและมีการจัดการ
ที่ดีชุมชนสามารถมีระบบสุขภาพชุมชนที่ดีที่สุด และนอกจากสร้างระบบสุขภาพที่ดีแล้วยังสร้างปฏิสัมพันธ์อันเป็น
เป้าหมายรองลงมาเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในชุมชนขึ้นไปอีก นักสังคมก็มีส่วนอย่างมากที่จะร่วมพูดคุยและเชื่อม
ความสัมพนั ธข์ องคนในชุมชนขณะทำกิจกรรม
5. การศึกษา ในตัวกิจกรรมมีการให้คำแนะนำถึงโรคทั่วไป ถ้าหากนักสังคมสงเคราะห์มีความรู้ความเข้าใจอยู่แล้ว ก็
อาจร่วมและเปลีย่ นประสบการณเ์ หมอื นเปน็ เวทีเสวนาร่วมกบั คนในชมุ ชนไดด้ ว้ ย
6. ศาสนา ในส่วนนี้นักสังคมอาจจะไม่ได้มีบทบาทโดยตรง แต่แน่นอนว่าพื้นที่หมู่บ้านศุภาลัยวิลส์ติดกับวัดตอนจั่น ซ่ึง
มีชื่อเสียงและมีคนไปร่วมศาสนพิธีจำนวนมาก ถ้าหากในอนาคตจะพัฒนาเป็นชุมชนเข้มแข็งในด้านอื่น ๆ นักสังคม
อาจจะชว่ ยประสานงานเพ่ือสรา้ งเครอื ข่ายท่ดี ตี อ่ ไปได้
7. การสื่อสาร เป็นทักษะสำคัญที่นักสังคมต้องมีและได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ดำเนิน
โครงการได้ด้วยเช่นกนั
การสาธารณสขุ ในสว่ นน้คี ิดวา่ นกั สังคมอาจจะเป็นกระบอกเสยี งทด่ี ี หรือสามารถทำการวจิ ัยโดยใช้
ชุมชนนีเ้ ปน็ ตัวอยา่ งเพ่อื ใหช้ ุมชนอ่ืนปฏิบตั ติ ามหรอื นำแบบแผนโครงการไปประยุกแต่ไขได้
28
“ชุมชนบา้ นบางสน”
นูรีซัน มะมิง
29
การออกแบบปฏิบัตกิ ารสงั คมสงเคราะหช์ มุ ชน (ชมุ ชนบา้ นบางสน)
เหตผุ ลของการเลอื กชมุ ชนจากการค้นควา้
ชุมซนบ้านบางสน เป็นสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จะเห็นได้จาก
มีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่หลายชนิดเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นการเดินทางมาเที่ยวก็สะดวกเพราะอยู่ใกล้สนามบิน จาก
สนามบินถึงที่พักประมาณ 6 กิโลเมตร หรือเราสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯไปชุมชนบางสนแห่งนี้ได้โดยรถฟก็ได้
เช่นกัน และเพื่อที่จะได้สัมผัสกับเสน่ห์ของธรรมชาติอันงดงามรายล้อมชุมชนตั้งแต่ภูเขาสู่ท้องทะเล เหมือนได้มาเติม
พลังให้กับชวี ติ
ขอ้ มูลพ้ืนฐานทว่ั ไป
1. การเกดิ ขึ้น ดำรงอยขู่ องชมุ ชน ชมุ ชนบ้านบางสน อำเภอปะทิว จงั หวัดชมุ พร
การเกิดข้ึนของชุมชนบ้านบางสน เริ่มรวมกลุ่มกันพัฒนาชุมชน ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง และการสร้างงาน
สร้างรายได้ เลี้ยงปาถท้องในช่วงที่เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง โดยมีหัวเรือใหญ่อย่าง นายสมโชค พันธุรัตน์ ประธาน
กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบางสน เป็นหัวเรือใหญ่ พื้นที่แถบนี้จงเป็นป่าชายเลนชั้นดี ชุมชนมีกิจกรรมเป็นของ
ตนเองและบริหารให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างของคนอื่น โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ควบคู่กับ
การอนุรักษ์ ทำให้คนในชุมชนเกิดจิตสำนึก การช่วยเหลือซึ่งกันและกันชุมชนคลองบางสน มีประชากรที่นี่กว่า 80%
ประกอบอาชพี ประมง ชมุ ชนบ้านบางสนร่มั การทอ่ งเท่ยี วตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2552 และเริ่มทำอย่างเอาจรงิ เอาจงั ในปี พ.ศ.
2554-2555 และในปี ซึ่งอำเภอปะทิว เป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดชุมพร มีประชากรราว 47,824 คน หรือประมาณ
1 ใน 10 ของจงั หวดั ชมุ พรทั้งหมด (ท่ีมปี ระชากรราว 51 1,304 คน) ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติทอ่ี ดุ มสมบรู ณอ์ ยา่ งมาก
ประวัติศาสตรช์ ุมชน ชุมชนบา้ นบางสน อำเภอปะทวิ จังหวดั ชุมพร
ประวัติชื่อบ้านนามเมือง "บ้านบางสน" บางสนเป็นชื่อบ้านในพื้นที่ตำบลบางสน และ เป็นชื่อตำบลบางสนคำ
ว่า "บางสน" ตามความหมายของคนทั่วไป หมายถึง ฟื้นท่ีในหมู่ที่ ๗ อันเป็นบริเวณของเขตเทศบาลตำบลปะทิว
ปัจจุบัน เป็นย่านชุมชนที่สำคัญของท้องถิ่น คำว่า "บาง" หมายถึง เป็นที่ราบชายฝั่งที่มีน้ำทะเลขึ้นถึง ซึ่งไม่ใช่คลอง
เป็นพื้นที่ระหว่างดอนตาเถรและบ้านดอนตะเคียน บ้านเขาแมว และบ้านหัวนอน มีเนื้อที่หลายพันไร่เป็นแหล่งผลิตข้าว
เสี้ยงประซากรในชุมชน คำว่า "สน" เป็นไม้ยืนต้น คือ"ต้นสน" ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น นิยมปลูกเป็นไม้กันลมตาม
ชายฝั่งทะเลซาวเรือสมัยก่อนที่แล่นเรือผ่านมองเห็นทิวสนสวยงาม จึงเรียกกันว่า"ปะทิวสน"ต่อมากลายเป็นคำสองคำ
ใช้เรียกสถานที่บริเวณนี้คือ คำว่า ปะทิว และ บางสน คำว่า "ปะทิว" ใช้เป็นชื่อเรียก อำเภอ ว่า"อำเภอ ปะทิว"ส่วนคำว่า
"บางสน" ใช้เป็นชื่อเรียกตำบล คือ ตำบลบางสน ในปัจจุบันและใช้เรียกชื่อหมู่บ้านด้วย เรียกว่า"บ้านบางสน"ซึ่งตั้งอยู่
ในพนื้ ที่ หมูท่ ี่ ๗ ตำบลบางสน นนั่ เอง
ความเปน็ มา
ชุมชนบ้านบางสน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะแบบลูกคลื่นลอนลาดมี
ภูเขาน้อยใหญ่ ทางทิศตะวันตกและทางทิศใต้ ทิศเหนือเป็นที่ราบทิศตะวันออกเป็นที่ราบคิดทะเล มีคลองบางสน เป็น
คลองที่ระบายน้ำที่ไหลจากภูเขาด้านทิศตะวันตกสูงลงสู่ทะเลประซาชนประกอบอาชีพค้าขาย ทำสวน และประมง
30
ชายฝ่ัง มีวดั เขาเจดยี ์ เปน็ ศูนย์รวมจิตใจและปฏิบตั ิศาสนกจิ ของคนในชมุ ชนชมุ ชนบ้านบางสนเป็นชุมชนทมี่ ที รพั ยากร
ทางธรรมชาติที่สวยงามรายล้อมด้วยป่าไม้ และระบบนิเวศป่าชายเลน การท่องเที่ยวในชุมชน 3 ประเภท คือ
การท่องเที่ยวบนฝั่ง ชมวิถีตลาดชาวบ้านบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปะทิว การท่องเที่ยวทางทะเล ล่องเรือคลองบาง
สน-ชมวิถีชีวิตริมคลอง และชมนกป่าชายเลน เช่น นกกาน้ำ และสัมผัสวิถีประมงชายฝั่ง มีกิจกรรมการเก็บลูกจาก
หาหอยพู่กัน ป่าชายเลน พายเรือคายัคคลองบางสน ชมหิ่งห้อยในตอนกลางคืน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ร่วมทำ
กิจกรรมทอ่ งเทย่ี วกบั ชุมชนแลว้ ยงั มบี ริการอาหารพื้นบ้านทห่ี ลากหลาย อาหารทะเลสดๆ ทม่ี ีรสซาตไิ มเ่ หมือนทอ่ี น่ื
มติ ิทางสงั คมในดา้ นตา่ งๆ
มิติด้านสภาพภมู ิศาสตร์และทต่ี ง้ั
ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปมีฝนตกชุกตลอดปีเนื่องจากได้รับม รสุม
ทั้ง 2 ด้านคือ มรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือและมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีเท่ากับ 1926
มิลลิเมตรอากาศเย็นสบายในช่วงฤดูฝนและไม่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน อุณภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 28.2 องศา
ลักษณะภูมิประเทศ มีพื้นที่โดยทั่วไปลักษณะแบบลูกคลื่นลอนลาดมีภูเขาน้อยใหญ่ทางทิศตะวนตกและทาง ทิศใต้ ส่วน
ทางทิศเหนือเปน็ ที่ราบและทิศตะวนั ออกจะเป็นทรี่ าบตดิ ทะเล
มิติดา้ นประชากรเขตเทศบาลตำบลบางสน
มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 3,335 คน ประชากรชาย 1,698 คน ประซากรหญิง 1,637คน จำนวน ครัวเรือน
1,156 ครัวเรือน ความหนาแน่นของประชากร 39. 76 คน/ตารางกิโลเมตร จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 2,414 คน (ข้อมูล
สำนักบริหารการทะเบียน ,เมษายน 2555) มีความหลากหลายทางด้าน ประซากรและวัฒนธรรมน้อยกล่าวคือ ประซา
กรส่วนใหญ่เป็นชุมชนดั้งเดิม มีการอพยพย้ายถิ่นมาจากถิ่นอื่นๆ น้อยประชากรส่วนใหญ่นบถือศาสนาพุทธร้อยละ 99
ศาสนาอสิ ลามร้อยละ 1 กระบวนการ ทางด้านสังคมและวฒั นธรรมจึงเปน็ ตามวัฒนธรรมดังเดิมตามวิถีชวี ติ เศรษฐกจิ
พอเพียง
สภาพเศรษฐกิจ
มติ ิดา้ นอาชีพ
ประชากร ในเขตตำบลบางสนส่วนใหญป่ ระกอบอาชพี ภาคเกษตรกรรมไดแ้ ก่ พืช
- ปาลม์ น้ำมัน 405 ราย ฟน้ื ทป่ี ลูก 17,500 ไร่
- ยางพารา 121 ราย พนื้ ท่ีปลูก 4,600 ไร่
- มะพรา้ ว 100 ราย พน้ื ท่ีปลกู 960 ไร่
- ข้าว 56 ราย พ้นื ท่ีปลูก 710 ไร
- ทุเรียน 32 ราย พน้ื ท่ีปลูก 156 ไร่
- มงั คุด 5 ราย พืน้ ทป่ี ลูก 22 ไร
- กาแฟ 29 ราย พ้ืนท่ีปลกู 170 ไร่
- พชื อื่นๆ เช่น ฟักทอง ฟักเขยี ว แตงกวา พริก แตงโม สปั ปะรด เปน็ ต้น
31
ประมง - เรืออวน - เรือไดร์หมึก - เรือจับปลาสายไหม - เลี้ยงกุ้ง - เลี้ยงปลาในกระชัง – ลอบปู
ปศุสัตว์ - โคเนื้อ - โคพื้นเมือง - กระบือ - สุกร :ไก่พื้นเมือง - ไก่เนื้อ - ไกไข่ อาชีพอื่นๆ รับจ้างทั่วไปรับจ้างทำงาน
โรงงาน และคา้ ขาย รา้ นคา้ ปลกี
มิติด้านสภาพทางสงั คม การศึกษา (ขอ้ มลู ณ วนั ที่ 10 มิถุนายน 2555)
1. โรงเรยี นประถมศกึ ษา จำนวน 3 แห่ง ประกอบดว้ ย
2. โรงเรียนบ้านดอนตะเคยี น จำนวนนกั เรยี น 106 คน
3. โรงเรียนวดั ดอนกฎี จำนวน นักเรียน 33 คน
4. โรงเรียนบา้ นคอกม้า จำนวนนกั เรียน 62 คน รวมทง้ั สน้ิ 201 คน
- ศูนย์พัฒนาเดก็ เล็ก จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย
1. ศูนยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ บ้านดอนตะเคียน จำนวนเดก็ 45 คน
2. ศนู ยพ์ ัฒนาเดก็ เล็กบา้ นคอกม้า จำนวนเดก็ 31 คน
รวมทั้งสน้ิ 76 คน
- ศนู ยบ์ รกิ ารและถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร จำนวน 1 แหง่
- ที่อา่ นหนงั สือพมิ พ์หมู่บา้ น จำนวน 2 แห่ง
มติ ิด้านสถาบนั และองคก์ รทางศาสนา
1. วัดดอนตะเคียน
2. วัดดอนกฎุ ี
3. วัดแหลมยาง
4. สำนกั สงฆ์เขาสรอ้ ยทอง
มิติดา้ นสาธารณสุข
- โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบล จำนวน 1 แห่ง
- กองทุนหลกั ประกันสขุ ภาพ จำนวน 1 แหง่
- สมาชิก อสม. จำนวน 100 คน
มติ ดิ ้านหน่วยรักษาความปลอดภัย
- ท่ีพักสายตรวจประจำตำบล จำนวน 1 แห่ง
- ศนู ย์อาสาสมคั รปอ้ งกันภยั ฝา่ ยพลเรอื น จำนวน 1 แห่ง
มวลชนจดั ตั้ง
- กองทนุ หมู่บา้ น จำนวน 11กองทนุ
- กลุ่มออมทรพั ย์ จำนวน 11กล่มุ
- วิสาหกิจชมุ ชน จำนวน 2 กลุ่ม
- กลมุ่ แม่บ้าน จำนวน 1 กลุ่ม
32
วิธกี ารศึกษา
แผนที่เดินดิน
ทีต่ ั้ง หมู่ที่ 7 บา้ นบางสน ตำบนบางสน อำเภอปะทวิ จงั หวดั ชมุ พร
เสน้ ทางทอ่ งเท่ยี วชมุ ชนบา้ นบางสน
ปฏทิ ินชมุ ชนบา้ นบางสน
โปรแกรมการทอ่ งเท่ยี วชุมชนบางสน
- เท่ยี วจดุ ชมวิวเขาดินสอ
- ไหว้กรมหลวงชมุ พร
- เรียนรธู้ นาคารปูมา้ ปล่อยลูกปูกลับสทู่ ะเล
- เรยี นรูก้ ลุ่มผา้ มดั ยอ้ ม
- ลอ่ งเรอื ปลกู ปา่ หาหอยปา่ ชายเลนคลองบางสน
33
- ทดสอบร่างกายพายเรือคายคั คลองบางสน
- พกั โฮมสเตยใ์ นชุมชน
- ชมหง่ิ หอ้ ยยามค่าคนื
- ชมพระอาทิตยข์ นึ้ วดั เขาเจดยี ์
- เดินตลาดเชา้
- นดั พบหน้าอำเภอปะทิว
- ทำบญุ ใสบ่ าตรหนา้ วดั เขาเจดีย์
- ขึน้ ชมวิว 360 องศา ไหวพ้ ระใหญ่ สกั การะพระพทุ ธบาทจาลอง โบราณสถานเขาเจดยี ์ 200 ปี
- รบั ประทานอาหารพ้ืนบ้านรมิ คลอง
- ชมฐานเรยี นรู้วถิ ชี ุมชนเศรษฐกิจพอเพยี ง
โครงสรา้ งองคก์ รชุมชน
การดำรงอยขู่ องชุมชนคลองบางสน วถิ ชี วี ติ ผคู้ น กลุ่ม ครอบครวั
โครงสร้างการปกครอง ระบบการดูแล พึ่งพิง (ภายในชุมชน/ ภายนอกชุมชน) การส่งเสริมและสนับสนุนให้
เกิดกระบวนการเรียนรู้และการจัดการตนเองของคนในตำบลผ่านกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทุกหมู่บ้านใน
ตำบลโดยมีการค้นหารวบรวมข้อมูลความรู้และสร้างกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการ
พัฒนาหมู่บ้านเชื่อมโยงสู่ระดับตำบลที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการที่แท้จริงสามารถแก้ไซปัญหาที่หมู่บ้าน
และตำบลเผชิญร่วมกันอยู่ใด้รวมทั้งก่อเกิดการค้นหาศักยภาพทรัพยากรธรรมชาติฝีมือทักษะของคนในตำบลเพื่อ
แก้ปญั หาฟงั ตำบลดว้ ยการพ่ึงพาจากภายนอกเพ่ือให้ชุมชนเข้มแขง็
ระบบสุขภาพชุมชน
กองสาธารณสขุ และสงิ่ แวดล้อม
มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมและปฏิบัติงานให้บริการสาธารณสุข ตามแผนการสาธารณสุข
การจัดทำงบประมาณงบประมาณตามแผนงานสาธารณสุข สาธารณสุขชุมชนงานสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อม
งานส่งเสริมสุขภาพ งานป้องกันและควบคุมโรคติดต่อและงาน ต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองสาธารณสุข
และสงิ่ แวดล้อมดังน้ี
1. งานสขุ าภิบาลและอนามัยสิง่ แวดลอ้ ม มหี น้าทีร่ ับผิดชอบเกีย่ วกบั งสนควบคมุ ด้านสขุ าภิบาลและสง่ิ แวดลอ้ ม
- งานสขุ าภิบาลอาหารและสถานประกอบการ
- งานควบคมุ การประกอบกิจการท่เี ป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ
- งานป้องกันควบคุมแกไ้ ขเหตรุ ำคาญและมลภาวะ
- งานรักษาความสะอาด
- งานกำจดั ขยะและนำ้ เสยี
- งานควบคุมงานควบคมุ และจดั การคณุ ภาพส่งิ แวดล้อม
- งานสง่ เสรมิ และเผยแพร่ หรืองานอนื่ ๆที่ใด้รับมอบหมาย
2. งานปอ้ งกนั และควบคมุ โรคติดต่อ มหี น้าที่รับผิดชอบเก่ยี วกับการป้องกันและเสริมสรา้ งภมู คิ มุ้ กันโรค
- งานควบคมุ แมลงและพาหะนำโรค
34
- งานควบคุมป้องกนั โรคติดต่อ
- งานป้องกันการติดยาและสารเสพติด หรืองานอื่นๆที่ไดร้ ับมอบหมาย
3. งานสง่ เสริมสขุ ภาพ มีหนา้ ท่ี
- งานดา้ นสขุ ศกึ ษา
- งานอนามัยโรงเรียน
- งานอนามยั ชมุ ชน
- งานสาธารณสขุ มลู ฐาน
- งานโภชนาการและงานอนื่ ๆทไ่ี ด้รับมอบหมาย
ประวัติบคุ คล
คุณสมโชค พันธุ์รัตน์ ติดต่อ 080 -7 79-1650 เป็นประธานกลุ่มท่องเที่ยว โดยชุมชนคลองบางสนจังหวัด
ชุมพร มีความมุ่งมั่นที่อยากอนุรักษ์ผืนป่และสิ่งแวดล้อมของชุมชน คุณสมโชคเป็นฟันเฟืองหลัก ในการขับเคลื่อนให้
ชุมชนคลองบางสนแห่งนี้ให้เป็นที่รู้จัก และได้มีการวางแผนที่จะพัฒนาชุมชน โดยต้องการให้ชุมชนคลองบางสนเป็น
สถานที่ท่องเที่ยวและทำกิจกรรมภายในชุมชน นอกจากนี้คุณสมโชคได้เชื่อมโยงกลุ่มเรือประมงชายฝั่ง ให้เข้ามามีส่วน
ร่วมและกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเลและของฝากของชุมชน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้
คือ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทีย่ วทยี่ งั สมบรู ณ์ จะเหน็ ไดจ้ ากมสี ตั ว์ทะเลอาศัยอย่หู ลายชนิดเปน็ จำนวนมาก
ของฝาก/ผลิตภัณฑช์ ุมชน
นกั ทอ่ งเทีย่ วหาซ้ือของฝาก ท่ีเป็นผลิตภณั ฑ์ของชุมชน ไดแ้ ก่ อาหารทะเลแห้ง ขนมไทย ผลิตภณั ฑ์ผา้ มัดย้อม
ท่ีพักต้อนรบั นักทอ่ งเท่ียวของชุมชน
ชุมชนมีที่พักบริการนักท่องเที่ยวได้พักผ่อนและสัมผัสวิถีชุมชนริมคลอง เป็นลักษณะโฮมสเตย์ ท่ามกลาง
ธรรมชาติริมคลอง ได้แก่ บ้านม้ชายคลอง โฮมสเตย์/บ้านไม้ชายสวุ่น/บ้านแพรวา บ้านป่าหนันโฮมสเตย์หลายแห่งที่
เปดิ ใหบ้ ริการแกน่ กั ทอ่ งเท่ยี วใหเ้ ขา้ มาพกั ผ่อนและสัมผัสวถิ ชี วี ิตของชมุ ชนบา้ นบางสน
35
2. แนวคิด ทฤษฎี หลักการทเี่ กยี่ วขอ้ ง
ทฤษฎีสังคม (Social Theory) คือ คำอธิบายปรากฏการณ์สังคมอย่างใดอย่างหนึ่งตามหลักเหตุผล
โดยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของปรากฏการณ์สังคมนั้น จนสามารถที่จะพยากรณ์ปรากฏการณ์
สังคมในอนาคตได้ ทฤษฎีสงั คมศาสตร์มีความหมายกว้างและสามารถแยกออกตามลกั ษณะสาขาวชิ า ได้ดงั นี้
1. ทฤษฎีทางจิตวิทยา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การอธิบายหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับแต่ละบุคคลทฤษฎีรัฐศาสตร์ ซึ่งมุ่งเน้นไปท่ี
การอธิบายหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐและประชาชน ประชาชน
และประชาชน
3. ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การอธิบายหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการผลิตและการจำหน่ายจ่ายแจก
ผลผลติ รวมท้งั การใหก้ ารบริการในการบริโภค
4. ทฤษฎสี ังคมวทิ ยา ซ่ึงมงุ่ เน้นไปทก่ี ารอธิบายหรือทำความเข้าใจเกย่ี วกับรปู แบความสมั พันธร์ ะหว่างคนในสังคม
5. ทฤษฎีมานุษยวิทยา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การอธิบายหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนทางความคิด การกระทำ
หรือวัฒนธรรม
6. ทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ ซงึ่ ม่งุ เนน้ ไปท่จี ุดกอ่ กำเนิดและการเปลีย่ นแปลงวิวัฒนาการตามลำดับชนั้ ของสงั คม
ทฤษฎีการทำให้ทันสมยั
ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Economic Aid) ที่ให้มาโดยประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มุ่งที่ว่า ทำอย่างไร
การพัฒนาเศรษฐกิจจึงจะเป็นไปได้ในระบบตลาดที่เสรีเหมือนกับประเทศตะวันตกหรือจะทำอย่างไรจึงจะทำให้การ
วางแผนทางเศรษฐกิจของชาติบรรลุผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับที่เกิดขึ้นในบางประเทศที่พัฒนาแล้ว แนวคิด
และนโยบายการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยอาศัยการควบคุมขององค์กรและการวางแผนของรัฐนั้น ได้มาจากทฤษฎี
ของ เคนส์ (Keynes) หรือยุคหลังเคนส์ (Post-Keynes) ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังนั้น ระยะแรกของทฤษฎีการ
พัฒนาจึงเพียงแต่ต้องการพิสูจน์ว่าตัวแบบความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค (Macro economic Growth
Mode) ตามแบบฮาร์รอด โตมาร์ (Harrod-Domar Type) เป็นเครื่องมือการวางแผนที่เหมาะสมเท่าน้ัน ยังไม่มี
เครื่องมือใด ๆ ของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อธิบายให้เห็นถึงกระบวนการของความเจริญเติบโตและ
กระบวนการพัฒนาแต่อย่างใด นับแต่ใด้กำหนดตัวแบบนี้ขึ้นมาราว ๆ ปลายทศวรรษ 1940 ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ใน
ประทกำลังพัฒนนำเอาไปใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศในหลาย ๆ ประเทศ เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี ก็ทำให้
มองเห็นว่า การนำเอาทฤษฎีความเจริญเติบโตแบบนี้มาใช้เป็นความผิดพลาด โดยมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งท่ี
สนับสนุนคำกล่าวนั้น ก็คือ สูตรที่นำมาใช้ในตัวแบบความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนี้มีลักษณะการกระทำที่ช้ำ ๆ กัน
ไป โดยมิได้มีแนวทางหรือกระบวนการในการทำให้เกิดความเจริญเติบโตแต่อย่างใด มีเพียงหลักการกว้าง 'ๆว่าจะต้อง
มีดุลยภาพ การที่จะให้มีลักษณะการกระทำที่ช้ำกันเกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของประเทศตะวันตกกับ
ประเทศกำลังพัฒนานั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ โครงสร้างทางสังคม
องค์การหรือสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งเจตคติของประชาชนตลอดจนกลไกการพัฒนาที่สำคัญ อ ระบบราชการโครงสร้าง
พ้ืนฐานดา้ นต่าง ๆ รวมทั้งสภาพของตลาดการคา้ เป็นต้น
36
แนวคดิ เกี่ยวกบั ชุมชนในรปู แบบใหม่
เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและปัญหาของสังคมสมัยใหม่ที่ทวีความชับซ้อนและรุนแรงขึ้น การ
พิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาไม่อาจจำกัดอยู่ในปริมณฑลของชุมชนที่มีอาณาเขตภูมิศาสตร์เล็ก ๆ ได้เพียง
ลำพัง เพราะบางปัญหาเกิดจากอิทธิพลภายนอก ซึ่งบางครั้งการแก้ไขต้องการการรวมกำลัง ความร่วมมือ และ
ทรพั ยากรจากภายนอกชุมชน คุณลักษณะทีส่ ำคญั ของชมุ ชนในรูปแบบใหม่ คือ (Schuler 1996.)
- จติ สำนึกรว่ ม (Consciousness)
- หลกั การ (Principle)
- จดุ มุง่ หมาย (Purpose)
Schuler ได้กล่าวว่า ชุมชน คือ สายใย (web) ของความสัมพันธ์ทางสังคมมีความเป็นเอกภาพมีพลังความ
ยืดโยง (Cohesive) การสนับสนุนเกื้อกูลกันและกัน ทำนองเดียวกัน เทคโนโลยี ก็คือสายใย (web) ที่เชื่อมโยง
ความสัมพันธ์และการสื่อสารของผู้คนต่าง ๆ เทคโนโลยีและการสื่อสารผ่านวิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ มีบทบาทในการ
สร้างชุมชนในรูปแบบใหม่ โดยสมาชิกไม่จำกัดเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เพศ วัย ศาสนา และฐานะเศรษฐกิจ เป็นต้นชุมชนใน
รูปแบบใหม่นี้ ยังคงต้องมีการอาศัยความเป็นชุมซนเติมคือพื้นที่อยู่บ้าง แต่ลักษณะความสัมพันธ์มีการเปลี่ยนแปลง
ไป สิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมที่ชับซ้อน โดยผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งที่มีรูปแบบที่กว้างขวางขึ้นทั้งในระดับชาติ
และในระดับโลก กล่าวคือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถ้าเป็นปัญหา ปัญหาหรือสิ่งนั้น ๆ ก็จะเชื่อมโยงไปในระดับที่กว้างขึ้นได้
และในทางตรงกันข้ามก็จะเป็นประโยชน์หรือมีผลต่อความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะเปน็ ชุมชนรูปแบบใหม่ที่มีจิตสำนึก
ร่วมมีหลักการและจุดหมายร่วมกัน แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนในมิตินี้ จะช่วยให้เป็นความเปลี่ยนแปลงและเข้าใจสภาพที่
เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ได้และช่วยให้เห็นรูปแบบของชุมชนที่มีความหลากหลาย โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี
เชื่อมโยงเครือข่ายของผู้คนเข้าด้วยกัน ด้วยความที่มีวัตถุประสงค์และความสนใจร่วมกัน หรือเป็นศูนย์การสื่อสารที่ทำ
ให้ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในเครือข่ายได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ร่วมกันโดยความร่วมมือทาง
เทคโนโลยีที่เชอื่ มโยงในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับภมู ิภาคจนถงึ ระดบั โลก
หลกั การพฒั นาชุมชน
การพัฒนาชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐาน ปรัชญา แนวความคิด และหลักการที่ปรารถนาให้มีการเปลี่ยนทางด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ด้วยพลังของชุมชน การพัฒนาชุมชนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป๊ อยู่ในตัวเองแต่ถึงอย่างไรก็
ตาม ในการปฏิบตั ิงานพฒั นาชุมชน ก็ยงั ตอ้ งอาศัยหลกั การเพอ่ื ความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายของงานพฒั นาชุมชนตอ่ ไป
3. โครงการทเ่ี หมาะสม
โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ยื่นมืออาสาเข้าไปช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน และความเป็นธรรมชาติ
ให้กับคืนมา และมีโครงการที่น่าสนใจอย่าง "มัจฉาสตรีท " เพื่อสร้างบ้านให้ปะการัง เต่าทะเล, ฝูงปลา และสัตว์ทะเล
ต่าง ๆ ได้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูดูแสรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้อยู่ยั่งยืน และยังช่วย
สร้างรายได้ให้กับชุมซนจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการขายเครื่องดื่มในแบบฉบับมืออาชีพ ในนามของ "มัจฉา
คาเฟ่ " ซ่ึงทางรา้ นอาหารและคาเฟ่แบรนตด์ ังอย่าง "แบล็คแคนยอน" ไดใ้ ห้การสนับสนนุ อยู่
37
ซึ่งในวันนี้ ชาวบางสนจับมือกันนำจุดเด่นที่มีของ "บางสน" ไม่ว่าจะเป็น แหล่งทองเที่ยว
ที่สำคัญ ความสวยบริสุทธิ์ของท้องทะเล วิถีชีวิตของชุมชนที่ทำอาชีพการประมง และอาหารดำรับพื้นบ้านที่แสนอร่อย
มานำเสนอในชิงการท่องเที่ยวในสไตล์สโลไลฟ์ โดยมีกลุ่มเยาวชนบางสนลูกค้าหลานชาวบ้าน อาสามาเป็นไกด์ตัวจิ๋วนำ
เทย่ี ว พร้อมทัง้ เปน็ ผ้สู านต่องานอนุรักษ์สง่ิ แวดล้อมดว้ ยความเต็มใจ
แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของบางสน ก็คือ "เขาดินสอ" พื้นที่ดูเหยี่ยวอพยพ อันดับหนึ่งของเมืองไทย เพราะถือ
เป็นจุดศูนย์กลางการศึกษาดูเหยี่ยวอพยพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเอียงใต้โดยในแต่ละบี ช่วงเดือนตุลาคม
จะมีเหยี่ยวอพยพหนีฤดูหนาว จากประเทศรัสเชีย มองโกเสีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น จำนวนกว่า 200,000 ตัว มากกว่า
20 ชนิด อาทิ เหยี่ยวนกเขา พันธุ์จีน เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวผึ้ง และ เหยี่ยวกิ้งกำดำ เป็นตัน
มาพักอาศัยมากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเตือนตุลาคมของทุกๆ ปี จะมีการจัดเทศการดูเหยี่ยว และจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาว
ไทยและตา่ งชาติหส่งั ไหลมาชมเหยี่ยวอพยพกันเปน็ จำนวนมาก
จะเห็นว่า "บางสน" เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากว่าชุมชนบางสนต้อง
พึ่งพาธรรมชาติในการดำเนินชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ชาวชุมชนทั้งริมคลองและริมทะเลจึงได้ตระหนักถึงคุณค่าของ
ทรัพยากรธรรมชาติ โดยคนในชุมชนนั้นมีระบบบริหารจัดการในการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติควบคู่ไปกับการดูแล
38
รักษา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้านทรัพยากร อาทิเช่นวิถีประมงพื้นบ้าน ที่เน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทาง
ทะเล กลุ่มประมงพื้นบ้านได้จัดกิจกรรมการดูแสรักษาทรัพยากรทางทะเล โดยการทำบ้านปลาและปลูกปะการังเทียม
เพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์ทะเล มีการจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลน กิจกรรมเก็บขยะตามลำคลองบางสน การอนุรักษ์ปู่ม้า
ด้วยการจัดตั้งธนาคารปูม้า นอกจากนี้ซาวประมงพื้นบ้านยังมีมาตรการในการควบคุมดูแลการจับสัตว์น้ำในพื้นที่ฮ่า
วบางสน วิถีประมงของบ้านบางสนส่วนใหญ่แล้ว ไม่ใต้มุ่งเน้นในเรื่องของเศรษฐกิจมากนักเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์
ของสตั วท์ ะเลและเปน็ การร่วมกนั อนุรกั ษท์ รัพยากรทางทะเลใหม้ ีความอุดมสมบรู ณ์และยงั ยืนตอ่ ไป
องค์ประกอบทางกายภาพชุมชน โฮมสเตย์บ้านบางสนมีธนาคารปูม้าซึ่งทำการเพาะเลี้ยงลูกพันธุ์ปูม้าไว้ก่อนที่
จะปล่อยมันกลับสู่ทะเลเมื่อมันโตพอสมควรแล้ว ซึ่งทำให้ชุมชนแห่งนี้มีปูม้ากินได้คลอดทั้งปี และ จุดไฮไลท์อีกอย่างคือ
การนั่งเรือพายไปซมหอยพู่กัน ซึ่งมีมากในแถบนี้ ดื่มด่ำกับบรรยากาศพร้อมกับสัมผัสธรรมชาติไปด้วยกัน ชุมชน
คลองบางสน มีกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกทำมากมายไม่น่าเบื่อ เช่นการเรียนรู้ชุมชน การทำอาหารแปรรูป
ชมวิธีปลูกข้าวเหลืองปะทิวซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอนุรักษ์ของที่นี่ ชมวิธีทำผ้ามัดย้อม ชมวิธีทำกะปี กะปีที่นี่ขึ้นชื่อ
มากๆ ได้รับประกันคุณภาพโดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP สี่ดาว กิจกรรมการปลูกป้าชายเลนการเรียนรู้เขียน
ผ้าลายนำ้ ทอง สอ่ งเรอื ชมวถิ รี ิมคลองหง่ิ ห้อย วถิ ีการประมงพนื้ บา้ น เปน็ ตน้
4. บทบาทสักสังคมสงเคราะห์กบั การปฏบิ ัตเิ พ่ือสรา้ งการเปลยี่ นแปลง
การสร้างสริมกไกชุมซนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบางสน ซึ่งการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เป็นการ
ปฏิบัติการที่ช้องค์ความรู้ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทั้งบุคคล กลุ่ม ชุมชนและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
มีความยุติธรรมทางสังคม เคารพความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์เพราะการสังคมสงเคราะห์เชื่อมโยงสัมพันธ์
บุคคลเข้ากับระบบโครงสร้างสังคมเพื่อที่จะให้บุคคล กลุ่ม หรือชุมชนสามารถจัดการกับข้อท้าทายในชีวิตได้ ทั้งนั้นการ
เสริมพลังอำนาจเป็นแกนหลักสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานกับกลุ่มผู้เปราะบางและถูกเลือกปฏิบัติ
จากผู้คนในสังคมนั้นจึงไมใ่ ช่เพียงการช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงที่ปัจเจกเท่านั้นแต่จะต้องเปลี่ยนแปลงบริบทสังคม
และสิ่งแวดล้อมดว้ ย
ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในสังคมที่เกิดจากความไม่เสมอ
ภาค และความยุติธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความทับช้อน โดยในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ควรมีความรู้
ทักษะในด้านต่าง ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการฟังอย่างตั้งใจทักษะการทวนความ
และทักษะอื่นๆ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้รับผิดชอบบริการและทีมสหวิชาชีพได้ ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์จึงต้องมี
ทั้งความใฝ่รู้เกี่ยวกับชุมชน การเปลี่ยนแปลงในตัวเองเพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคและปัญหาทั้งต่อตนเองและการ
เตรยี มการเพ่อื ให้ความช่วยเหลอื ผู้รบั บริการได้
39
รายการอา้ งอิง
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชุมพร. (2021). เสน่ห์ชุมชน พลังบวร "คนดี สังคมดี อยู่ดี มีสุข".สืบค้นจาก
https://www.m-
สำนักงานศึกษาธิการอำเภอปะทิว. (2013). ชื่อบ้านนามเมือง "บ้านบางสน". สืบคั้นจากhttp://province.m-
cultture.go.th/chumphon
One Night Stay with Locals. ชุมชนการท่องเที่ยวปะทิว (บางสน) จ.ชุมพร. (2018). สืบค้นจาก
https://www.1nightstaywithlocals.com/pa-tew-bang-son-tourist-community/
เทศบาลตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร. (2020). สืบค้นจาก
https://www.bangson.go.th/histery.php
40
“ชมุ ชนบา้ นแหลมมะขาม”
กฤติมา ลอย
41
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจชุมชนบ้านแหลมมะขามจังหวัดตราดผ่านการ
ค้นหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการ
จะศึกษาข้อมูลของชมุ ชนบา้ นแหลมมะขามหากมขี ้อผิดพลาดประการใดทางผู้จัดทำตอ้ งขออภยั มา ณ ท่นี ี้
42
เหตุผลท่ีเลอื กชุมชนบ้านหนองมะขาม
1. เป็นชมุ ชนดา้ นการทอ่ งเทีย่ วเชงิ วัฒนธรรมทนี่ า่ สนใจ
2. มีประวัติความเปน็ มาที่เก่ียวข้องกบั ประวตั ิศาสตร์
3. มีแหล่งเรยี นรู้ทางวัฒนธรรมในหลากหลายด้าน
4. มคี วามน่าสนใจในเร่ืองของความหลากหลายทางศาสนา
ข้อจำกัดของการศึกษาและใช้เครื่องมือ เนื่องจากตัวของนักศึกษานั้นเป็นผู้พิการทางสาย
ทำให้ไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือบางชิ้นได้ เหตุเพราะมีข้อจำกัดด้านการใช้รูปภาพและสัญลักษณ์บางประเภทจึง
อาจจะส่งผลใหข้ ้อมลู ในการศึกษาอาจไม่ถูกตอ้ งหรอื ขาดไปในบางประเดน็
ข้อมูลทวั่ ไปของชมุ ชนบ้านแหลมมะขาม
ชุมชนบ้านแหลมมะขามนั้นมีลักษณะพื้นที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลมีอายุนานกว่า 100 ปี หมู่บ้านแหลม
มะขามเป็นชุมชนการท่องเทีย่ วเชงิ วฒั นธรรมต้ังอยู่ท่ี อำเภอแหลมมะขาม ตำบล แหลมงอบ จังหวัดตราด
ตัวอย่างรปู ภาพชมุ ชนบา้ นแหลมมะขาม
43
เนื่องจากทางผู้ศึกษาไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือแผนที่เดินดินได้จึงเลือกใช้เครื่องมือเป็นตัวอย่างรูปภาพ
เพอื่ ประกอบการศกึ ษาและทำความเข้าใจเก่ียวกบั ชมุ ชน
ประวัติความเปน็ มาของชุมชน
หมู่บ้านแหลมมะขาม จ.ตราด พื้นที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นไปในทะเล เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ชาวบ้านอยู่อาศัยอยู่
ในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี โดยมีเรื่องเล่า สืบต่อกันมาว่า มีเทพองค์หนึ่งได้สิงสถิตอยู่ที่ต้นมะขามใหญ่อายุกว่า 100 ปี
เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวบ้าน โดยมีชื่อที่เป็นที่รู้จักในนาม “เจ้าพ่อต้นมะขามโพรง” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “บ้าน
แหลมมะขาม”
บ้านแหลมมะขาม มีความโดดเด่นในเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทาง
ธรรมชาติ ได้แก่ ป่าชายเลน ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำนานาชนิด และเป็นแหล่งเลี้ยงชีพของคนในหมู่บ้านกิจกรรม
ท่องเที่ยวนอกจากการนั่งเรือชมธรรมชาติป่าชายเลนแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมงมหอยปากเป็ด การวางลอบ
ดกั สัตวท์ ะเล เปน็ ต้น
ด้วยความที่จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อาจารย์สมโภชน์ วาสุกรี จึงได้เปิดบ้านส่วนตัวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้าน
ประวตั ศิ าสตร์ และพระปรชี าสามารถและพระราโชบายของรัชกาลท่ี 5 ในการรักษาประเทศไว้ได้
นอกจากนั้น บ้านแหลมมะขามยังมีจุดเด่นด้านศาสนาและวัฒนธรรม เช่น “โต๊ะวลีย์”ศาสนสถานที่สำคัญของ
ชาวมุสลิม แต่อยู่ภายในพื้นที่ของวัดแหลมมะขาม ซึ่ง เป็น “โต๊ะวลีย์” ที่เดียวในประเทศไทย โปรแกรมท่องเที่ยว
ในการเขียนรายงานครั้งนี้ผู้เขียนใช้แทนปฏิทินชุมชน เพื่อแสดงให้เห็นถึงกิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิต
ของผู้คนภายในชุมชน
2 วนั 1 คนื
วนั ทหี่ นึ่ง
10:30 น.
ต้อนรับส่ชู มุ ชนเทยี่ วสงาดบา้ นแหลมมะขาม
11:00 น.
พว่ งขา้ งนง่ั สาม ตามรอยเสดจ็ พระพทุ ธเจ้าหลวง
12:00 น.
รบั ประทานอาหารกลางวนั ที่ ศาลาอเนกประสงค์
13:00 น.
กจิ กรรมภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ่ การเย็บงอบใบจาก การทำเสวียนงอบ การสานคุ้ม การทำดอกจนั
14:30 น.
ฟังเรื่องเลา่ ประวัตคิ วามเปน็ มาของลำคลองตา่ ง ๆ และวิถชี ีวิตการทำประมงพนื้ บา้ น
17:00 น.
ย้ายเข้าบา้ นพัก พักผอ่ นตามอัธยาศัย
18:00 น.
สัมผัสดว้ ยตา พาชมเกาะ
44
18:30 น.
รบั ประทานอาหารเย็นรว่ มกนั พร้อมชมการแสดงวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน
20:00 น.
นง่ั เรอื ชมหงิ่ หอ้ ย ฝึกจับปูแสม พร้อมดูระบบนเิ วศลำคลองยามคำ่ คนื
21:00 น.
เข้าบา้ นพัก พักผอ่ นตามอัธยาศัย
วันท่ีสอง
06:30 น.
ใสบ่ าตรพระ พร้อมรบั ประทานอาหารเช้า ณ บา้ นพัก
08:00 น.
ย้อนรอยไปดูเจาะรูโบราณ บา้ นไม้กระดานปู่
09:00 น.
พาไปชมจุดศูนย์กลางทมี่ าของหมูบ่ า้ นแหลมมะขาม (ชมโตะ๊ วาล,ี ชมโบสถ์)
11:30 น.
รว่ มถา่ ยภาพท่รี ะลึกหน้าพระบรมรปู พระเจ้าหลวง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ศาลาอเนกประสงค์ พรอ้ มซ้อื ของฝากผลิตภัณฑ์จากชุมชนและอำลาชาวบา้ น
แหลมมะขาม
ทฤษฎีท่เี ก่ยี วข้อง
1. ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) การเรียนรู้คือกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความคิด
คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะ
ต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้องการซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ แต่การ
เรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนนำเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็น
ผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ที่จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปแบบใดก็ได้ เช่น ความเป็น
กันเอง ความเข้มงวดกวดขัน หรือความไม่มีระเบียบวินัย สิ่งเหล่านี้ผู้สอนจะเป็นผู้สร้างเงื่อนไข
และสถานการณ์เรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการสอน รวมทั้งการสร้าง
ปฏสิ มั พนั ธก์ ับผู้เรียน
ทฤษฎีนี้มีความสอดคล้องกับการที่ชาวบ้านต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายเพื่อที่จะสามารถทำให้ชุมชนเป็น
ชมุ ชนการทอ่ งเที่ยวเชงิ วฒั นธรรมไดใ้ นปจั จบุ นั
ตัวอย่างข้อมลู ทีส่ อดคลอ้ งกบั ทฤษฎี
วิทยาลัยชุมชน (วชช.) ตราด 1 ใน 20 ของสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการส่งเสริมการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มศักยภาพ ความรู้ความสามารถให้แก่คนในชุมชน เมื่อทางชาวบ้าน ผู้นำชุมชนบ้านแหลม
มะขาม เดินเข้ามายังวชช.เพื่อให้ช่วยเหลือ พัฒนาตามศักยภาพ ความต้องการของชุมชน การเรียนรู้จึงเกิดข้ึน
45
ทั้ง 2 ฝ่าย วชช.ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ขณะที่ชาวบ้านได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ศักยภาพต่างๆ” ดร.กรรณิกา
กลา่ ววา่
“ชุมชนบ้านแหลมมะขาม อ.แหลมงอบ จ.ตราด" มีจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมและต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดร.กรรณิกา กล่าวต่อไปว่า ชุมชนจะพัฒนาได้ต้องรู้ว่าบ้านเกิดของตนมีดีอะไร ยิ่งถ้าคิด
จะขายท่องเที่ยวต้องมีของดี และชุมชนต้องมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ผู้นำชุมชนต้องมีวิสัยทัศน์ซึ่ง
ชุมชนบ้านแหลมมะขามมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดชุมชนคุณภาพทั้งหมด เป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์
มี 2 ประวัตศิ าสตร์ 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม
ชาวบ้านมีความรู้พื้นฐาน หรือ Tacit Knowledge ความรู้ที่ได้มาจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถ
ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้ เนื่องจากเขาเห็นทุกวันจนไม่รู้สึกตื่นเต้นไม่คิดว่าใครจะสนใจ เมื่อทางวชช.ตราด ไปใน
พื้นที่ โดย มีผอ.วชช. และอาจารย์อมร ไชยแสน โครงการจัดการความรู้เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน วชช.
ตราด รวมถงึ นกั วชิ าการทา่ นอน่ื ๆ เข้าไปช่วยบรหิ ารจดั การการเรียนรูแ้ ก่ชาวบา้ น
ให้องค์ความรู้ที่เขามีอยู่เป็นรูปธรรม สามารถถ่ายทอดแก่สาธารณะ ดึงความรู้ ศักยภาพของชาวบ้านออกมา
ผ่านการอบรม เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องต่างๆ จนทำให้เกิดโปรแกรมการท่องเที่ยว อบรมนักสื่อความหมายท้องถ่ิน
และเปดิ ใหน้ กั ทอ่ งเทีย่ วทง้ั ไทยและต่างชาตเิ ข้ามาในพน้ื ท่จี ริงๆ
2. ทฤษฎพี งึ่ พา (Dependency Theory)
ทฤษฎีนี้เกิดจากปัญหาความด้อยพัฒนาในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา โดย เป็นการศึกษาถึงปัญหารากเหง้าของ
ความด้อยพัฒนาในประเทศโลกที่สาม โดยมีขอบข่ายที่ ครอบคลุมถึงการพัฒนาแบบพึ่งพา (Self–dependency)
ชาตินิยม (Nationalism) โครงสร้างนิยม (Structuralism) และพัฒนานิยม(Developmentalism) แนวคิดนี้เป็น
แนวคิดที่ต่อต้าน ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ซึ่งนักพัฒนาของประเทศด้อยพัฒนาและประเทศที่มีความ
เจริญ แล้วต่างก็พยายามหาความหลุดพ้นจากสภาพความด้อยพัฒนา โดยการปรับปรุงโครงสร้างความ สัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศที่พัฒนาและประเทศที่ด้อยพัฒนา การปรับปรุง ความสัมพันธ์ทางการ
ผลิตเพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพของเศรษฐกิจและสังคม ใหม่ Frank , Cardose , Doossantos
ไดเ้ สนอแนวคดิ ทฤษฎีพง่ึ พาเอาไวด้ ังน้ี คือ
1. ถ้าพัฒนาตามทฤษฎีภาวะทันสมัย ประเทศตะวันตกที่เจริญจะเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง ในขณะที่ประเทศด้อย
พัฒนาจะเป็นบริวาร หรือต้องพึ่งพาภายนอกอย่ตู ลอดเวลา
2. ควรมีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคมเสียใหม่ เพื่อที่จะนำไปสู่การกระจายผลของการพัฒนา
อย่างเปน็ ธรรม
3. กระบวนการที่สามารถกระทำได้คือ การลดการพึ่งพาจากภายนอกลง และการที่ประเทศพยายามเพิ่มขีด
ความสามารถในการพงึ่ ตนเองใหม้ ากขน้ึ
ทฤษฎีพง่ึ พานีน้ กั วิชาการมิได้เสนอแนวทางการพฒั นาทช่ี ดั เจน
3. ทฤษฎคี วามจำเปน็ พ้ืนฐาน (Basic Needs Theory)
เกิดจากแนวคิดของนักวิชาการกลุ่ม องค์การกรรมกรระหว่างประเทศ (ILO = International Labour
Organization) และนักเศรษฐศาสตร์ เช่น ดัดเลย์ เซียร์,( Duley Seer ) พอล สทรีทเท็น ( Pual Streeten ), กุน
นาร์ ไมด์ดัล ( Gunnar Myrdal ) ซึ่งเรียกร้องให้มีการดำเนินการวิเคราะห์เพื่อกำหนดเงื่อนไขทางสังคมและการ
จัดเตรียมสถาบันต่างๆ ก่อนการพัฒนา ตามทฤษฎีนี้แนวทางการพัฒนามาจากกรอบความคิดในการวางแผน