296
บทนำ
รายงานการออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ชุมชนบางสระเก้า จังหวัดจันทบุรี ฉบับนี้เป็น
ส่วนหนึ่งของวิชาสค. 311 หลักการและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 คณะสังคมสงเคราะห์ ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนบางสระแก้วผ่านเครื่องมือในการ
เรียนรู้วิถีของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของประวัติศาสตร์ชุมชน โครงสร้างองค์กรชุมชนเครือข่ายทางสังคม ปฏิทิน
ชุมชน แผนผังเครือญาติในชุมชน รวมทั้งระบบสุขภาพที่มีอยู่ในชุมชน และมีการนำมาวิเคราะห์ตามแนวคิด ทฤษฎี
หลักการและกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาชุมชนและคนในท้องถิ่น
ให้มีความเข้มแข็งและมีจิตสำนึกร่วมกัน โดยผ่านการทำกิจกรรมโครงการหรือปฏิบัติการที่เหมาะสมที่สามารถช่วย
สร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้ในทั้ง 3 ระดับ คือ ในระดับบุคคล ระดับกลุ่มคน และระดับเชิงโครงสร้าง เพื่อทำให้
เกดิ การอนุรกั ษ์ สืบทอดวฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาในทอ้ งถิน่ ได้อย่างย่งั ยนื
ผู้จัดทำก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะสามารถเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดอัน
จะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนได้อย่างแท้จริง รวมทั้งหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาศึกษาทุกคนหากมีข้อผิดพลาด
ประการใด ผู้จัดทำต้องขออภัยไว้ ณ ที่นีด่ ว้ ย
น.ส. ปณุ ยภา เพชรไพร
ผ้จู ัดทำ
297
ชุมชนบางสระเก้า จังหวดั จนั ทบุรี
ทมี่ า: https://www.touronthai.com/travelguide/placeinfo.php?id=123530
ประวัตศิ าสตรช์ มุ ชน
พื้นที่ตำบลบางสระเก้ามีลักษณะเป็นที่เนินราบลุ่ม อยู่ในเขตชายทะเล มีลำคลองไหลผ่าน แบ่งแยกพื้นที่ป่า
เบญจพรรณกับป่าชายเลน เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าเบญจพรรณและป่าชายเลนจึงเป็นแหล่งที่อยู่
อาศัยและหาอาหารของสัตว์นานาชนิด ได้แก่ ช้างป่า เสือลายพาดกลอน เสือปลา เสือแปลงนากทะเล จระเข้น้ำเค็ม ลิง
แสม ซึ่งปัจจุบันสัตว์หลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่แล้ว และหลักฐานอ้างอิงที่ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัยและ
แหล่งหากินของช้างป่า ก็คือ แอ่งดินที่ช้างป่ามานอนรวมกันและเกลือกกลิ้ง เมื่อมีฝนตกก็จะมีน้ำขังในแอ่งดิน ช้างได้
อาศัยน้ำที่ขังอยู่สำหรับกินและนอนเล่นจนมีขนาดกว้างและลึกมากขึ้นมีปรากฏทั่วไปในพื้นที่จำนวน 9 แห่ง ชาวบ้านจะ
เรียกว่า "สระ" ต่อมาชาวบ้านได้ใช้จำนวนสระมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านบางสระเก้า" และมีชื่อเรียกสระเหล่านี้ตาม
สถานที่ ท่ีอยูอ่ าศัยใกลเ้ คยี งกบั สระ ดงั ตอ่ ไปน้ี
สระที่ 1 เรียกวา่ "สระตาเผือ่ น" อยู่ในพ้นื ท่หี มู่ 1 บา้ นเนิน (ปจั จุบนั ถมกลบไปแล้ว)
สระที่ 2 เรียกว่า "สระหน้าโบสถ์" อยู่ในพื้นที่วัดบางสระเก้า หมู่ 2 บ้านกลาง (ปัจจุบันมีการอนุรักษ์ไว้ส่วน
หนึ่งเป็นบ่อน้ำใช้ของพระภิกษุสามเณรในวัด) สระที่ 3 เรียกว่า "สระตาอ๋อ" อยู่ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านกลาง (พื้นที่บริเวณนี้
ในเวลาต่อมาไดถ้ วายเป็นของวดั และถกู ถมกลบไปแลว้ )
สระท่ี 4 เรียกว่า "สระยายจว๋ น" อยใู่ นพน้ื ทห่ี มู่ 3 บ้านเนินกลาง (ปจั จุบันถมกลบไปแลว้ )
สระท่ี 5 เรียกว่า "สระยายสกุ " อยใู่ นพื้นท่หี มู่ 5 บ้านแถวนา (ปจั จุบนั บูรณะเปน็ สระนำ้ เพ่อื การเกษตร)
สระท่ี 6 เรยี กวา่ "สระขรวั มี" อยู่ในพืน้ ทีห่ มู่ 5 บ้านแถวนา (ปัจจุบันถมกลบไปแล้ว)
สระท่ี 7 เรียกวา่ "สระตาบา" อยู่ในพ้ืนทห่ี มู่ 5 บ้านแถวนา (ปัจจบุ นั ถมกลบไปแลว้ )
สระที่ 8 เรยี กว่า "สระตาหอม" อยู่ในพ้นื ทหี่ มู่ 5 บา้ นแถวนา (ปัจจุบันถมกลบไปแล้ว)
สระท่ี 9 เรียกว่า "สระหนองตาพุ่ม" อยู่ในพื้นที่หมู่ 5 บ้านแถวนา (ปัจจุบันถมกลบไปแล้ว)ผู้ที่เข้ามาสร้าง
ถิ่นฐานเป็นชนกลุ่มแรกสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาวชอง ที่เป็นคนพื้นที่เดิมของจังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้มีการติดต่อ
ค้าขายทางเรือกับซาวจีน ชาวเวียดนาม และผู้คนจากทางภาคใต้ ซึ่งการติดต่อค้าขายดังกล่าวมีความสัมพันธ์อัน
298
ยาวนานจนก่อให้เกิดเป็นชุมชนที่ใหญ่โตขึ้น จากเมื่อก่อนที่เคยเป็นที่พักชั่วคราวกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหา
กินหลัก และมีกลุ่มชนหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ทั้งชาวชอง ชาวไทย ภาคใต้ ชาวจีน และชาวญวน ซึ่งมีร่องรอย
หลกั ฐานทส่ี ันนษิ ฐานได้ ดังตอ่ ไปนี้
1) จากสำเนียงภาษาพูดพื้นบ้าน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสำเนียงชองผสมกับภาษาพื้นบ้านภาคใต้ ภาษาพูดคำ
บางคำเป็นภาษาถิ่นภาคใต้ เช่น ขนำ (ขะ-หนำ) หมายถึง ที่พักอาศัยชั่วคราว ปลัก หมายถึงหลุมดินที่มีน้ำขังขนาด
เล็กถึงขนาดย่อม ถ้าขนาดใหญ่จะเรียกว่าสระ ตัวอย่างของปลัก เช่น ปลักควาย เกิดจากควายนอนเล่นจนกลายเป็น
แอง่ ดนิ ทีม่ ีนำ้ ขัง เปน็ ต้น
2) จากประเพณีพื้นบ้าน เช่น การแต่งงาน จะมีพิธีบอกผี หมายถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ของฝ่ายเจ้าสาวที่ได้
ตายไปแล้ว จะมีการบอกกล่าวว่า ลูกหลานได้มีการออกเหย้า ออกเรือน อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธี จะเป็นลูกปัดสีต่างๆ
ซ่งึ ชาวชองนยิ มใชเ้ พือ่ ประกอบพิธีกรรม
3) จากต้นตระกูลของชาวบ้านในปัจจุบัน ซึ่งจะมีเชื้อสายสืบทอดมาจากทั้งชาวจีนและชาวญวนสำนักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรีระบุว่า ชุมชนบางสระเก้า เป็นชุมชนที่มีตำนานทางประวัติศาสตร์และมีอัตลักษณ์โดดเด่น
ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นชุมชนเกษตรกรรม เนื่องจากมีพื้นที่ราบลุ่ม ปากแม่น้ำที่เชื่อมสู่ทะเลป๋าชายเลน โดย
ชาวบ้านมีอาชีพทอเสื่อ ทำนา ทำสวนผลไม้ และประมงพื้นบ้าน จนเรียกได้ว่าเป็นดินแดน 3 น้ำ 9 นา กล่าวคือ มีน้ำจืด
น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ที่พร้อมทำนาข้าว นากก นาปอ นาบัว นาถั่ว นาข้าวโพด นามะพร้าว นามะนาว และนากุ้ง
โครงสรา้ งองคก์ รชมุ ชน
จดุ เรมิ่ ตน้ ของเครอื ข่ายองคก์ รชมุ ชนตำบลบางสระเก้า เกิดขน้ึ จากบทเรียนในอดีตทคี่ นในชมุ ชนไดป้ ระสบ
ปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนอาชีพการทำการเกษตร เช่น เปลี่ยนจากการทำนาข้าวมาเป็นการ
เลี้ยงกุ้งกุลาดำ การเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อขายเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาเกษตรกรประสบกับ
ภาวะขาดทุนจากภาวะราคากุ้งเริ่มตกต่ำลงจนต้องเลิกกิจการ และปัญหาอื่น ๆ เช่น แหล่งอาหารไม่พอเพียงในชุมชน
และการสะสมของสารเคมีตกค้างทั้งในพื้นดินและทรัพยากรแห่งน้ำ รวมทั้งปัญหาในด้านวิถีชีวิตเกี่ยวกับการสานเส่ือ
กกที่เริ่มสูญหาย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปทำนากุ้งกันหมด ส่งผลให้ นากก หรือทรัพยากรพื้นฐานตามวิถีท้องถ่ิน
ได้รับผลกระทบ เป็นต้นจากปัญหาดังกล่าวแกนนำชุมชนบางสระเก้า ได้รวมตัวแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์ที่เกิด
ขึ้นกับชาวบ้านและมีการค้นหาทางออกร่วมกัน โดยตัดสินใจรื้อพื้นวิถีชีวิตดั้งเดิม คือ การทอเสื่อกก จัดตั้ง"ศูนย์ศิลป์
เสื่อบางสระเก้า" เพื่อส่งเสริมพัฒนาทอเสื่อกก และมีการรวบรวมองค์ความรู้จากกลุ่มต่าง ๆ มาจัดให้เป็นระบบ
โดยจดั ตงั้ ศูนยเ์ รยี นรู้ในแตล่ ะหมู่บ้าน ไดแ้ ก่
หมู่ 1 ศูนย์การเรยี นร้เู ศรษฐกิจพอเพยี ง
หมู่ 2 ศูนยก์ ารแปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ ากทะเล
หมู่ 3 ศนู ย์เก่ียวกับพชื เส้นใย เพือ่ เพมิ่ มูลค่าพวก ต้นปอ กก
หมู่ 4 ปา่ ตะกาดใหญ่ ดูแลดา้ นการอนรุ กั ษ์
หมู่ 5 เป็นบา้ นปลา ธนาคารปู
ซึ่งทั้ง 5 หมู่บ้านนี้ได้รวมกันเป็น "เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า" โดยวางโครงสร้างเพื่อจัดการทำ
แผนแมบ่ ทชุมชน ตามลกั ษณะกจิ กรรมของกลุ่มองคก์ รชมุ ชนเปน็ 4 ยทุ ธศาสตร์ ได้แก่
1) ยุทธศาสตร์องค์กรการเงินและสวัสดิการธนาคารชุมชน โดยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสถาบันการเงิน
ของชุมชนและใช้ชื่อว่า "สนาคาร" ประกอบไปด้วย กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกลุ่มกองทุนหมู่บ้านทุกหมู่ (หมู่ที่ 1-5)
กลุม่ สัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มการกศุ ล เปน็ ต้น
299
2) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมอาชีพเศรษฐกิจชุมชน มีการตั้งเป้าหมายให้เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชน โดยมี "ศูนย์
ศิลป์เสื่อบางสระเก้า" เป็นต้นแบบ ถือเป็นฐานของการเสริมเพิ่มรายได้ของคนในชุมชนซึ่งประกอบไปด้วย ศูนย์ศิลป์
เสื่อบางสระเก้า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มทอเสื่อกก กลุ่มอาชีพกลุ่มสตรีสหกรณ์ กลุ่มทอเสื่อสุริยา กลุ่มแปรรูป
ผลิตภัณฑ์เสอื่ กลุม่ สตรอี าสาพัฒนา เป็นต้น
3) ยุทธศาสตร์เกษตรสิ่งแวดล้อม คือ การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าตะกาดใหญ่ เป็นป่าชายเลนของชุมชนอันเป็น
แหล่งอาหารและอภิบาลสัตว์น้ำน้อยใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย ชมรมอนุรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมกลุ่มประมงบ้านเนิน
กลาง กลุ่มปลากะพง บ้านแถวนา กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางสระเก้ากลุ่มเกษตรสัมพันธ์ กลุ่มเกษตรทำสวน กลุ่ม
อนรุ กั ษบ์ ้านปลา-ธนาคารปู
4) ยทุ ธศาสตร์สังคมวฒั นธรรมและส่อื ชุมชน เป็นยุทธศาสตรส์ ำคัญเพื่อส่ือวัฒนธรรม วิถชี ีวิตของชุมชน
โดยใช้สื่อชุมชนสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และชาวบ้านให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เกิดการขับเคลื่อนไป
ในทิศทางเดียวกัน และก่อให้เกิดพลังของชุมชนที่จะช่วยดำรงและรักษาไว้ซึ่งคุณค่าทางภูมิปัญญา จะประกอบไปด้วย
กลุ่มเยาวชนรักษ์ถิ่น กลุ่มวิทยุชุมชน ชมรมกีฬา ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ชมรมพลังแห่ง
รกั กลมุ่ พฒั นาครอบครัว
โครงสรา้ งเครอื ข่ายองคก์ รชมุ ชนตำบลบางสระเกา้
300
ปฏทิ นิ ชุมชน
วิถีชวี ิตความเปน็ อยู่ในรอบปีของคนในชมุ ชนบางสระเก้า
ชุมชนบางสระเก้าเป็นชุมชนที่นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนบางสระเก้าจึง
เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ เช่น ตักบาตรเทโว ส่วนประเพณีวัฒนธรรมยังเป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตความ
เป็นชุมชน เช่น งานสงกรานต์ การรำสวด การทำขวัญนาค เพลงโหงฟาง อีกทั้งยังร่วมกันอนุรักษ์การแหล่บางสระ
เก้า ซึ่งถือเป็นอีกอัตลักษณ์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นตำบลบางสระเก้า ในการแต่งงานของชุมชนบางสระเก้ายังมี
ประเพณเี กา่ แก่ที่เรยี กวา่ "พิธีบอกผ"ี เป็นการทำพิธีบอกญาตผิ ้ใู หญข่ องฝ่ายหญงิ ท่ีเสียชวี ิตไปแล้ว ไดร้ ับรู้วา่ ลกู หลาน
ได้มีการแต่งงาน "พิธีบอกผี หมายถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ของฝ่ายเจ้าสาวที่ได้ตายไปแล้ว จะมีการบอกกล่าวว่า ลูกหลาน
ได้มีการออกเหย้าออกเรือน" ทุกคนในชุมชนให้ความร่วมมือในการร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งยังถ่ายทอด
ประเพณวี ฒั นธรรมไปยังรุ่นต่อไปอีกด้วย
จากการสืบค้นข้อมูลประกอบการศึกษาชุมชนจากรายงาน เรื่องรูปแบบการ ขับเคลื่อนการจัดการท่องเที่ยว
เชิงสร้างสรรค์ กรณีการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดระยองและจันทบุรี ( 2561) พบว่าคนในชุมชนบาง
สระเก้าส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธโดยมีวัดบางสระเก้าเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชุมชนทั้ง 5 หมู่บ้าน และเป็น
สถานท่ชี ุมนุมและจัดทำกิจกรรมของชมุ ชน ชุมชนบางสระเกา้ มเี ทศกาลทสี่ ำคัญที่เกย่ี วกับพระพทุ ธศาสนา ดงั นี้
1) การทำบุญตกั บาตรในวนั สำคัญและเทศกาลตา่ ง เช่น วนั ข้ึนปีใหม่ วันลอยกระทง วนั ตรษุ สงกรานต์
วันพระ วนั เฉลิมฯ วันมาฆะบชู า วันวสิ าขบชู า เป็นต้น
2) การรักษาศีลอุโบสถในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา จากการสัมภาษณ์เจาะลึก พบว่าทุกวันพระ ชาวบ้านจำนวน
มากจะแต่งกายด้วยชุดขาวเพื่อเข้าโบสถ์สมาทานศีลอุโบสถ (ศีล 5) และจะอยู่ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเป็นเวลาหนึ่งวันกับ
หนึ่งคืน ตลอด ฤดูกาลเข้าพรรษาของทุกปีและบางส่วนยังปลีกตัวออกไปรักษาศีลอุโบสถในวันปกติที่สสำนักปฏิบัติ
ธรรมสวนเนนิ กลางด้วยเชน่ กนั
3) การทำบุญประเพณีของชาวบ้าน ซึ่งชุมชนบางสระเก้าจะเรียกชาวบ้านที่จัดงานเรียกว่า "เจ้าภาพ"จะบอก
กลมุ่ ญาติ พนี่ ้องและคนในชุมชนให้มารว่ มงานทำบญุ ดว้ ยกนั เชน่ งานทำบญุ บวชนาค งานข้นึ บ้านใหม่
4) งานประจำปวี ัดบางสระเกา้ ซงึ่ จัดขึ้นทกุ ปี ในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายน
5) งานประเพณีสงกรานตํ ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต ชาวบ้านก็จะมีพิธีกรรมที่สืบ
ทอดกันมาเป็นเวลานาน จากการสัมภาษณ์เจาะลึก พบว่า ชุมชนบางสระเก้าจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับงานประเพณี
สงกรานต์ เป็นเวลา 7 วัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน จนถึงวันที่ 19เมษายนของทุกปี ในช่วงเช้าจะร่วมกันตัก
บาตรที่วัดบางสระเก้า ติดต่อรวมกันเป็นเวลา 5 วัน และในวันสุดท้าย (19 เมษายน) ชาวบ้านจะไปร่วมกันที่ศาลาท้าย
หมู่บ้าน เรียกว่า " ทำบุญส่ง" โดยทุกคนจะนำข้าวคาวหวานต่าง ๆ ใส่ในเรือจำลองที่ทำมาจากต้นกล้วย เมื่อประกอบ
พิธีทางศาสนาเสร็จแล้วจะนำเรือจำลองดังกล่าวลอยในแม่น้ำลำคลอง ชุมชนบางสระเก้ามีความเชื่อว่า การทำบุญ
ดังกล่าวจะสง่ ผลบญุ ถงึ ญาตทิ ล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ เรียกเรือจำลองดงั กล่าววา่ "เรือสง่ ทาน"
6) ประเพณีตักบาตรเทโว ในตอนเช้าของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ชาวบ้านจะนำข้าวสารอาหารแห้งมา
จัดวางตั้งโต๊ะเป็นแถวเพื่อรอใส่บาตรพระสงฆ์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อ ว่า การมาใส่บาตร เป็นการใส่บาตรพระพุทธเจ้าที่เสร็จ
กลบั จากดาวดงึ ส์ หรือเรียกว่าวนั ออกพรรษา
7) ประเพณีการลอยกระทงตอนเช้าวันเพ็ญเดือนสิบสอง ชาวบ้านจะมาร่วมกันทำบุญที่วัดบางสระเก้าแห่งน้ี
และในตอนกลางคืนจัดใหม้ ีงานลอยกระทงใกล้ ๆ ทา่ น้ำของวดั ซึ่งเปน็ ประเพณีทสี่ ืบทอดต่อกันมา
301
ปฏิทินชมุ ชนบางสระเก้า
กจิ กรรมทางวฒั นธรรม/ประเพณี ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เดอื น
เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
วันปีใหม่
วนั มาฆะบูชา
งานประจำปีวดั บางสระเกา้
วันตรุษสงกรานต์ - วันสุเท้าย ( 19 เม.ย)
ชาวบา้ นรว่ มกนั “ทำบญุ ส่ง”
วันวิสาขบูชา
วันอาสาฬหบูชา
วันเข้าพรรษา - ชาวบ้านมีการรักษาศีล
อโุ บสถ
วนั ออกพรรษา - ประเพณตี ักบาตรเทโว
วนั ลอยกระทง
แผนผงั เครอื ญาติ
ชุมชนบางสระเก้าเป็นชุมชนชายฝั่งทะเล มีการวิเคราะห์กันว่าชุมชนแห่งนี้ น่าจะเป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุ
มากกว่า 200 ปี ในอดีชุมชนมีลักษณะเป็นเกาะทำให้เป็นชุมชนกึ่งปิด ซึ่งการคมนาคมติดต่อกับชุมชนแห่งนี้กระทำได้
โดยทางเรือแต่เพียงอย่างเดียว ความสัมพันธ์ของผู้คนในอดีตอยู่ ภายใต้ความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่มีตระกูลหลัก
ในชุมชนเพียง 4 ตระกูล คือตระกูลบ้านเนิน ตองอ่อน สุขสิงห์ และสีเผือก ดังนั้นชุมชนบางสระเก้าจึงมีความโดดเด่น
ในเรื่อง ระบบเครือญาติทั้งมาจากระบบสายเลือดและการแต่งงานมาตั้งแต่อดีตและเป็นฐาน ทุนทางสังคมในปัจจุบัน
ของชุมชนบางสระเก้า (ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์และคณะ, ม.ป.ป.)
ตระกลู หลกั ในชุมชนบางสระเกา้
ตระกลู บ้านเนนิ ตระกูลตองออ่ น ตระกูลสขุ สิงห์ ตระกูลสีเผือก
302
ระบบสุขภาพชมุ ชน
1. การรกั ษาในสถานพยาบาล
- โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบลบางสระเก้า 1 แห่ง
- ศนู ย์สาธารณสขุ มลู ฐานประจำหม่บู ้าน 5 แห่ง
2. การรักษาสุขภาพด้วยวถิ ชี ุมชน
นายสถิตย์ แสนเสนา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 บ้านแถวนา ตำบลบางสระแก้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ผู้
ก่อตั้งการรวมกลุ่มของคนในชุมชนและผู้ริเริ่มในการนำสมุนไพรที่มีอยู่ในชุมชนมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนใน
ชุมชน พร้อมด้วยนายประเสริฐ แก้วขาว หมอสมุนไพรประจำชุมชน ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มการอบสมุนไพรไทยเพื่อ
สุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชน ตั้งแต่การดัดแปลงกระโจม หรือชุ่มไก่ที่มาเป็นตัวอบ
และใชส้ มนุ ไพรทมี่ อี ยูใ่ นชุมชน เชน่ เหงอื กปลาหมอ หัวไพร ขม้ินอ้อยขมนิ้ ชัน เถาวลั ยเ์ พียง ฟ้าทะลายโจร ขงิ และใบส้ม
มาเป็นสูตรสมุนไพรในการอบรักษา ซึ่งผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจชาวบ้านในชุมชนที่เข้ามาอบสมุนไพร มีสุขภาพที่
แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกภายในกลุ่ม นอกจากนี้ทางกลุ่มชุมชนบางสระเก้า
บ้านแถวนา ยังได้มีการขยายเครือข่ายออกเป็นสาขาเพิ่มที่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากมีกลุ่มประชาชนที่ได้ให้
ความกบั วิธีการรักษาสุขภาพด้วยการอบสมนุ ไพรท่ีเพ่มิ มากขน้ึ นัน้ เอง (MGR Online, 2555)
วิธีการศึกษาชมุ ชน
ได้มีการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพื้นที่ชุมชนจากระบบภูมิ
สารสนเทศ ซึ่งช่วยให้เราเห็นถึงรายละเอียดของสถานที่ต่างๆ โครงสร้างภูมิศาสตร์ สภาพสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ ที่
นำไปสู่การวิเคราะห์และทำความเข้าใจในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ได้มีการศึกษาสถานที่สำคัญของแต่ละหมู่บ้านใน
ชุมชนบางสระเก้าผ่านแผนที่เดินดิน ซึ่งได้ข้อมูลมาจากการค้นหาฐานข้อมูลทางออนไลน์หรือเว็บเพจสาธารณะของ
Facebook ที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลของชุมชนไว้ แต่ในการศึกษาแผนที่จากการรวบรวมข้อมูลทางออนไลน์ดังกล่าวก็
ยังมีข้อจำกัด กล่าวคือ ข้อมูลที่ได้นั้นสามารถช่วยให้เข้าใจชุมชนมากขึ้นก็จริง แต่อาจไม่ได้สามารถช่วยให้เข้าใจ
ภาพรวมทางกายภาพของชุมชนได้ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ลงในพื้นที่จริง จึงไม่ได้ลงไปสำรวจ สังเกต
สัมภาษณ์ หรือพูดคุยกับผู้คนในชุมชนได้โดยตรง ดังนั้นจึงได้มีการสืบค้นข้อมูลจากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน
เพือ่ ประกอบสรา้ งและทำความเขา้ ใจในแงม่ ุมตา่ งๆต่อไป
ในส่วนของประวัติศาสตร์ชุมชน โครงสร้างองค์กรชุมชน ปฏิทินชุมชน เครือญาติ และข้อมูลพื้นฐานที่
เกี่ยวข้องกับชุมชนที่ศึกษา ก็ได้มีการเรียนรู้ผ่านแหล่งข้อมูลทางออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ของชุมชนรายงาน
การวิจัยพื้นที่ รวมทั้งสื่อวิดีทัศน์ ซึ่งการรวบรวมและศึกษาจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ก็ช่วยให้เราได้เห็นถึงมุมมอง หรือ
มิติต่างๆของชุมชนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ลงศึกษาในพื้นที่ชุมชนจริงๆแต่การได้ค้นคว้า
รวบรวมขอ้ มูล และเปรยี บเทยี บขอ้ มลู ท่ีได้จากแหล่งต่างๆ กส็ ามารถช่วยให้เราเขา้ ใจในพน้ื ที่
ได้เป็นอยา่ งดี
303
แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ และกระบวนการปฏบิ ตั งิ านสงั คมสงเคราะห์ชมุ ชน
ยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี
จากที่รัฐบาลได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561 -2580) เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุ
วิสัยทัศน์ "ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง" โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพสร้างสังคมไทย
เป็นสังคมที่เกื้อกูลและแบ่งปัน รวมทั้งมีการบูรณาการทุกภาคส่วนในเชิงพื้นที่ผ่านกลไกประชารัฐ เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในการสร้างความสงบสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน โดยประกอบไปด้วย 6
ยทุ ธศาสตร์ คอื
1) ยทุ ธศาสตร์ชาติดา้ นความมน่ั คง มีเป้าหมายในการพฒั นาประเทศชาตใิ ห้มัน่ คง ประชาชนมคี วามสขุ
2) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับ
ศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ คือ (1) ต่อยอดอดีต (2) ปรับปัจจุบัน (3) สร้าง
คณุ คา่ ใหม่ในอนาคต
3) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมาย การพัฒนาคนในทุก
มิติและในทกุ ชว่ งวัยให้เปน็ คนดี เก่ง และมคี ุณภาพ
4) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่ให้ความสำคัญ
กับการดึงเอาพลงั ของภาคสว่ นตา่ งๆ ทง้ั ภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมกนั ขับเคลอ่ื น
5) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายที่นำไปสู่
การบรรลุการพัฒนาทย่ี ่ังยนื
6) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อ
ปรับเปลยี่ นเปน็ ภาครัฐท่ียึดหลกั "ภาครฐั ของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชนส์ ว่ นรวม"
แนวคดิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (Suficiecy Economy) เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่
และการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับสังคม ทั้งในการพัฒนาและ
บริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ ความ
พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีเพื่อให้
สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งยังจำเป็นจะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ
และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ และขณะเดียวกันจะต้อง
เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และมีความรอบรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้
เกดิ ความสมดลุ และมีความพร้อมตอ่ การรองรับการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว (เกศินี จุฑาวิจิตร, 2542)
จากการศึกษาพื้นที่พบว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ได้มีการดำเนินโครงการชุมชนคุณธรรมน้อม
นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาขับเคลื่อน
ร่วมกับพลังบวร (บ้าน วัด โรงเรียน โดยมีจำนวนชุมชนที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 245 ชุมชน แบ่งเป็น 3ระดับ คือ ระดับส่งเสริม
คุณธรรม จำนวน 91 แห่ง ระดับคุณธรรม จำนวน 125 แห่ง และระดับคุณธรรมต้นแบบ จำนวน 29 แห่ง ซึ่งชุมชน
คุณธรรมวัดบางสระเก้า อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรีนั้นได้เป็นชุมชนในระดับคุณธรรมต้นแบบ ที่ได้รับการ
คัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนคุณธรรมต้นแบบ จากชุมชนคุณธรรม 22,000 แห่ง
304
ทว่ั ประเทศ และยังเปน็ 1 ใน 5 ชมุ ชนคณุ ธรรมตน้ แบบ ที่ไปจัดนิทรรศการ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทีท่ ำเนยี บรัฐบาล จงึ ถือ
ได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่สามารถดำเนินการโครงการประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นเชิงประจักษ์ (อารีรักษ์ ยังคำ
,2562)
แนวคิดการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การพัฒนาซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มี
มิติครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงต้านต่างๆ ของสังคมได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ศาสนา ครอบครัว
เครือญาติวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี บรรทัดฐาน ค่านิยม กฎเกณฑ์ ข้อบังคับของสังคม แนวการพัฒนากระแสหลัก ถูก
ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่างๆ เป็นการพัฒนาที่มองสังคมเหมือนสิ่งมีชีวิตประกอบจากส่วนๆ เป็นระบบ
เพอ่ื การดำรงอยไู่ ด้ ผลหรือการเปล่ียนแปลงท่เี กิดคือ การพง่ึ พิง
การพัฒนาชุมชน คือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ตั้งใจกระทำให้เกิดขึ้น
อย่างต่อเนื่อง เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ปรับปรุงสภาพการดำรงชีวิต
โดยทั่วไปของชาวชนบท ส่งเสริมให้ชาวชนบทสามารถพึ่งพาตนเองได้ ปรับปรุงดัดแปลง ควบคุมทรัพยากรและ
สภาพแวดล้อม ในการมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองกับชุมชนภายนอก และมีความปลอดภัยใน
ชวี ติ และทรัพย์สิน (อจั ฉรา สโรบล, 2551)
เปา้ หมายการพฒั นา
1) การส่งเสรมิ ใหช้ าวบา้ นสามารถพ่งึ ตนเองได้
2) ควบคมุ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มได้
3) มอี ำนาจต่อรองทางเศรษฐกจิ สังคม การเมอื ง กบั ชมุ ชนภายนอก
4) การเพิ่มระดับความเป็นประชาธิปไตย ลดอำนาจการควบคุมจากศูนย์กลางและเพิ่มอำนาจการปกครอง
ตนเองใหแ้ ก่ทอ้ งถ่ิน
หลักการพฒั นาชุมชน
1) การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการหาสาเหตุของปัญหา ริเริ่มกิจกรรม การตัดสินใจ วางแผนดำเนินการ
ปฏิบตั กิ ารดำเนนิ งาน ติตตามประเมินผล
2) ยดึ หลักการพ่งึ พาตนเอง
ทฤษฎกี ารสร้างพลงั อำนาจ (Empowerment Theory)
ทฤษฎีนี้มีแนวคิดหลัก คือเรื่องการสร้างพลังอำนาจ กล่าวคือกระบวนการที่กลุ่มหรือบุคคลสามารถมีอำนาจ
ในการเข้าถึงทรัพยากรและสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้ ทั้งนี้การที่บุคคลหรือกลุ่มจะมีอำนาจขึ้นมาได้จะต้องมี
ความสามารถในการบรรลุป้าหมายหรือความคาดหวังที่ตั้งไว้ ซึ่งแนวคิดการสร้างอำนาจจะถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง
ศักยภาพของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคน โดยใช้กระบวนการที่เน้นให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ใช้
วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ร่วมกันระบุปัญหาของตนเอง วิเคราะห์หาสาเหตุและ
ความเป็นมาของปัญหาและร่วมกันพัฒนา หากลวิธีในการที่จะแก้ไขอุปสรรคเพื่อให้เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย
ตามที่ต้องการ นอกจากนี้อาจมีการช่วยจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อให้
บุคคลได้เกิดการเรียนรู้และเกิดความตระหนักในพลังความเข้มแข็งและความมุ่งหวังของตน จนนำไปสู่การกระทำ
305
เพื่อให้ตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมๆ กับสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมทางสังคมให้เกิดขึ้นได้ต่อไป
(กติ พิ ฒั น์ นนทปทั มะดุลย,์ 2553)
กระบวนการปฏบิ ัตงิ านสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
จากแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ทำให้เห็นว่างานสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นงานที่ต้องทำความเข้าใจพลวัตของ
อำนาจและความสัมพันธ์ทางสังคมที่ครอบคลุมสัมพันธภาพ ระหว่างโครงสร้างที่หลากหลายและชุมชนที่มีความ
แตกต่าง เป็นงานสร้างความยุติธรรมในสังคมผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยลักษณะสำคัญของงานสังคม
สงเคราะหช์ ุมชน มดี งั นี้ (กมลทิพย์ แจม่ กระจ่าง, 2563)
1) วิธีการหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่าคน
สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ที่ดีขึ้น โดยแนวทางการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนจะมุ่งพัฒนาสำนึกของ
ชุมชน ความเป็นผู้นำ และการพัฒนายุทธศาสตร์ร่วมกัน การพัฒนาการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน การสร้าง
ความรว่ มมอื ในการดูแลกันในชุมชน รวมท้ังการพัฒนาความสามารถของชุมชน
2) เครื่องมือในการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน ได้แก่ การพัฒนาสำนึกของชุมชน การสร้างภาวะผู้นำการ
พัฒนา การสร้างความร่วมมือ การศึกษาของผู้ใหญ่ ความร่วมมือในการดูแลให้การอุปถัมภ์ และการสร้างศักยภาพ
ของชุมชน โดยนกั สังคมสงเคราะห์จะสามารถทำงานผ่านการพฒั นาโครงการกิจกรรม และการศกึ ษาวจิ ยั ตา่ งๆ
3) ความสำเร็จของงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนเกิดขึ้นจากการพยายามทำความเข้าใจในเงื่อนไขทางสังคม
เศรษฐกิจและการเมือง นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนต้องตระหนักถึงนโยบายสาธารณะและการวิเคราะห์นโยบาย การ
ยืนยันในยุทธศาสตร์การพัฒนา ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในรูป แบบของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และจะต้องใช้เวลากับ
การทำงานร่วมกับผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องในการตีความเป้าหมายร่วมระหว่างสมาชิกในชุมชน ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์
ชุมชนจะเป็นผู้นำการจัดการในการจัดสรรตามทิศทางและบริบทที่ตีความ รวมทั้งเป็นคนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และ
นำเสนอปัญหาประเด็นที่จะส่งผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดีขึ้น จนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางแก้ไขปัญหา
ร่วมกนั ได้
4) นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนสามารถทำงานได้หลากหลายในประเด็นที่เกี่ยวกับชุมชน เช่น งานพัฒนา
เศรษฐกิจ การทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดีขึ้นด้วยเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ เป็นต้น การทำงานของนักสังคมสงเคราะห์
ชุมชนขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์หรือปัญหาสังคม นักสังคมสงเคราะห์สามารถนำประเด็นปัญหาสังคมที่มีความ
เชื่อมโยงกบั การแก้ไขปัญหาของปัจเจกบุคคลควบคไู่ ปดว้ ย
5) นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติงานชุมชน นักจัดการชุมชนหรือนักพัฒนา ที่ทำงานโดยมี
จรยิ ธรรมและมาตรฐานวิชาชพี และมีหลักการของการพัฒนาชุมชนอยา่ งยงั่ ยืน
306
โครงการหรอื ปฏบิ ัตกิ ารที่ช่วยสรา้ งความเปล่ียนแปลงในพน้ื ท่ีท้งั 3 ระดบั
ชื่อโครงการ: โครงการเยาวชนรว่ มใจสรา้ งสายใยวัฒนธรรม 5 หมบู่ ้าน 1 ชมุ ชน
หลักการและเหตุผล
ชุมชนบางสระเก้าเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นชุมชนเกษตรกรรม มีพื้นที่ราบ
ลุ่มปากแม่น้ำที่เชื่อมสู่ทะเลปาชายเลน โดยชาวบ้านในตำบลมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการทอเสื่อ ทำนาทำสวนผลไม้ และ
การประมงพื้นบ้าน เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ 3 น้ำ 9 นา คือ มีน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อยที่พร้อมทำนาข้าว นากก นาปอ นา
บัว นาถั่ว นาข้าวโพด นามะพร้าว นามะนาว และนากุ้ง ซึ่งภายในชุมชนก็จะมีการรวบรวมองค์ความรู้จากกลุ่มต่างๆ
มาจัดให้เป็นระบบ และจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ในแต่ละหมู่บ้าน ได้แก่หมู่ 1 ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ 2 ศูนย์
การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทะเล หมู่ 3 ศูนย์เกี่ยวกับพืชเส้นใย เพื่อเพิ่มมูลค่าพวก ต้นปอ กก หมู่ 4 ป่าตะกาดใหญ่
ดูแลด้านการอนุรักษ์ และหมู่ 5 เป็นบ้านปลา ธนาคารปู ในปัจจุบันชุมชนก็ได้มีการพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้ให้กับคน
ในชุมชนโดยผ่านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม สินค้าของที่ระลึก ขายอาหารทะเล
สด อาหารทะเลแปรรูป รวมทั้งการสร้างรายได้ผ่านการจัดกิจกรรมประเพณีประจำปี ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจะเข้า
มาเที่ยวเข้ามาภายในชุมชน จากข้างต้นแสดงให้เห็นว่าภายในชุมชนบางสระแก้วมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ี
ทรงคุณค่าอย่างหลากหลาย ดังนั้นจึงเล็งเห็นว่าการสืบทอดและส่งต่อวัฒนธรรมให้แก่คนรุ่นหลังเป็นสิ่งสำคัญที่จะ
ทำให้วัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ จึงได้คิดจัดทำกิจกรรมโครงการที่ชื่อว่า "โครงการเยาวชน
ร่วมใจสร้างสายใยวัฒนธรรม 5 หมู่บ้าน 1 ชุมชน" ขึ้นมา เพื่อต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ชุมชนบางสระแก้วร่วมเรียนรู้
และสืบทอดวัฒนธรรมของทั้ง 5 หมู่บ้าน ที่นำไปสู่ความเข้าใจในวิถีชีวิตได้อย่างลึกซึ้งและสามารถรวบรวมข้อมูลทาง
วัฒนธรรมเพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มคนรุ่นหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านการปรับใช้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
และทกั ษะทางดา้ นดจิ ิตอลเพอ่ื ยกระดบั การเรยี นรสู้ ่เู ครอื ข่ายทางสังคมทีก่ วา้ งขวางมากขน้ึ
วัตถุประสงค์
1) เพ่อื สง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการอนรุ กั ษ์ สืบทอดวัฒนธรรมและภูมปิ ญั ญาภายในทอ้ งถ่นิ ชุมชนบางสระแกว้
2) เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนภายในท้องถิ่นมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตในชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง
และสามารถสง่ ต่อวฒั นธรรมอนั ดีงามให้แกค่ นภายนอกชุมชนหรือกล่มุ คนรุ่นหลังไดต้ อ่ ไป
3) เพื่อให้เกิดการรวบรวมองค์ความรู้ภายในชุมชน และมีการจัดฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยผ่านการทำ
คลงั ข้อมูลทางดิจิตอล
เปา้ หมาย
1) ทำให้เยาวชนและคนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอัน
ทรงคุณคา่ นำไปสู่การเกดิ จติ สำนึกร่วมกันและหวงแหนในวฒั นธรรมท้องถิน่ ของตนเอง
2) ทำให้เกิดการรวบรวมองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาได้อย่างเป็นระบบและทำให้วิถีชีวิตของ
ชมุ ชนดำรงอย่ไู ดอ้ ย่างยงั่ ยืน
307
กรอบแนวคิด
แนวคดิ การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง และทฤษฎกี ารสร้างพลงั อำนาจ
วธิ ีดำเนินการ
1) จัดประชุมแกนนำชุมชน ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ชุมชนบางสระเก้าเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับโครงการ
วัตถุประสงค์ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ มีการสร้างความรู้ความเข้าใจรวมทั้งการตระหนักถึงความสำคัญในการ
อนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การเกิดจิตสำนึกร่วมและมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ
ชมุ ชน
2) ให้ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นแก่เด็กและเยาวชน โดยผ่านองค์ความรู้ของผู้นำ
ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ใหญ่ในพื้นที่ หรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตชุมชนของทั้ง 5 หมู่บ้าน
ไดอ้ ย่างลกึ ซ้ึง
3) จัดให้เยาวชนแกนนำเข้าร่วมเรียนรู้กิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ตามความถนัด
ของตนเอง
4) อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21และทักษะทางด้านดิจิตอลให้แก่เด็กและเยาวชนใน
พื้นที่ เพื่อให้พวกเขาได้เกิดการพัฒนาทักษะความสามารถและศักยภาพภายในตนเอง ที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับใน
การพัฒนาพน้ื ทีช่ มุ ชนของตนเองไดต้ อ่ ไป
5) เมื่อเด็กและเยาวชนได้ศึกษาและทำความเข้าใจองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒธรรม ภูมิปัญญา ในพื้นที่หมู่บ้าน
ต่างๆแล้ว จะให้พวกเขานำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ประมวลผลและรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้มาจัดเป็นหมวดหมู่ โดยอาศัย
การใช้ทกั ษะท่ไี ดเ้ รียนรแู้ ละอบรมมาสร้างคลังความรู้ทางดจิ ติ อล เพ่ือเรยี บเรยี งข้อมูลของชมุ ชนได้อย่างเปน็ ระบบ
6) จัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนภายในชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งให้กับเครือข่ายเยาวชนมีการ
รวมกลุ่มกันในการร่วมเรียนรู้ สืบสาน และส่งต่อภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนบางสระเก้า ผ่านการ
สร้างคลังความรู้ทางดจิ ิตอลเพอ่ื ยกระดับการเรียนรู้สเู่ ครอื ข่ายทางสังคมที่กวา้ งขวางมากข้นึ
7) มีการติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานหรือเครือข่ายภายในชุมชนอยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้ช่วยในเรื่องของ
การติดตาม ประเมินผล และทำใหเ้ กิดดำเนนิ โครงการไปอยา่ งต่อเน่ือง
8) สร้างเวทีประชาคมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างแกนนำเยาวชนและผู้คนในชุมชน เพื่อทำให้เกิดการ
พัฒนาแนวคิดการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้อาจมีการนำเสนอ
และผลักดันนโยบายต่างๆ ไปสู่ข้อเสนอต่อรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนแนว
ทางการพัฒนาชมุ ชนของตนเองตอ่ ไป
ระยะเวลาการดำเนินการ
15 พฤศจกิ ายน 2564 - 15 ธันวาคม 2564
สถานทีด่ ำเนนิ การ
พ้ืนที่ภายในชุมชนบางสระเก้า
308
หน่วยงานท่ใี หก้ ารสนับสนนุ
1) เครอื ขา่ ยองค์กรชมุ ชนตำบลบางสระเก้า ทั้ง 5 หมู่บ้าน
2) บา้ น วัด โรงเรียน (บวร) ภายในชมุ ชนบางสระเกา้
3) องค์กรบริหารส่วนตำบลบางสระเกา้
4) องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั จนั ทบรุ ี
5) สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดจันทบรุ ี
6) หนว่ ยงานภาครัฐ
7) หนว่ ยงานภาคเอกชนอ่ืนๆ
การประเมนิ ผล
1 ) สังเกตเกย่ี วกับการเปลีย่ นแปลงที่เกดิ ขึ้นหลังจากไดด้ ำเนินกิจกรรมโครงการ
2) เปรยี บเทียบผลความแตกตา่ งกอ่ นและหลงั ดำเนินโครงการ
3) จัดทำแบบประเมินวัดความคิดเห็นและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งคณะทำงานและภาคีเครือข่ายที่
เกี่ยวขอ้ ง
4) การทบทวนหลังปฏบิ ตั งิ าน (After Action Review: AAR)
5) เขียนรายงานสรุปการประเมนิ ผลโครงการหลงั จากท่ีการดำเนนิ โครงการสน้ิ สุด
ผลประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รบั
1) เกดิ เครือข่ายเยาวชนภายในพนื้ ที่ท้งั 5 หมู่บา้ นท่ีมีความสัมพนั ธก์ นั อยา่ งเข้มแข็ง
2) เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและ
ปรับใชก้ ับการพัฒนาท้องถ่ินของตนเองได้
3) เกิดการอนรุ ักษ์ สบื ทอดวัฒนธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่ินได้อย่างยงั่ ยืน
การสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดบั
จากกิจกรรมโครงการสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงรายบุคคล
โครงการได้มีการผลักดันเด็กและเยาวชนในพื้นที่ให้เข้ามามีบทบาทภายในชุมชน มีการจัดอบรมเพื่อให้พวกเขาได้
เรียนรู้ถึงทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของตนเองและการปรับใช้ได้ใน
ชีวิตประจำวัน ในการเปลี่ยนแปลงระดับกลุ่ม มีการผลักดันให้เยาวชนในพื้นที่ให้เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นสภาเด็กและ
เยาวชน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานและประสานงานในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของเต็กและเยาวชนในระดับ
พื้นที่ชุมชนบางสระแก้ว ร่วมกันจัดทำคลังข้อมูลดิจิตอลเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นและเผยแพร่สู่
เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง มีการจัดเวทีประชาคมให้กลุ่มแกนนำ
เยาวชนและคนในพื้นที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดการอนุรักษ์และสืบทอด
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ และอาจมีการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไปสู่ข้อเสนอต่อรัฐหรือ
หนว่ ยงานทเี่ ก่ียวขอ้ งเพ่ือให้เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนแนวทางการพัฒนาชุมชนของตนเองตอ่ ไป
309
บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์กบั การปฏบิ ัติงานในชุมชน เพอ่ื สร้างความเปลย่ี นแปลงในพ้ืนท่ีที่เลอื กศึกษา
1) ในขั้นเริ่มต้น นักสังคมสงเคราะห์จะต้องเข้าไปศึกษาสถานการณ์และสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในชุมชน
เพื่อทำให้เกิดควาเข้าใจในพื้นที่ทางกายภาพ ซึ่งสามารถนำไปสู่การทำความเข้าใจบุคคลและความสัมพันธ์ของผู้คนใน
ชุมชนได้
2) การสร้างศรัทธาประชาชน คือ การพัฒนาจิตสำนึกความเป็นเจ้าของแก่ผู้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกเป็น
อนั หนึง่ อนั เดยี วกัน และมีจิตสำนกึ ร่วมกันทจ่ี ะนำไปสู่ความต้องการพฒั นาชมุ ชนของตนเองใหด้ ยี ่งิ ข้ึน
3) การสร้างสัมพันธภาพและสร้างเครือข่ายการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลและกลุ่มคนภายในชุมชนรวมทั้ง
องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและการประสานความร่วมมือในการให้
ความชว่ ยเหลอื ซึ่งกันและกันต่อไป
4) รวบรวมข้อมูล ศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อให้ทราบความเกี่ยวความต้องการที่แท้จริงของชุมชน มีการ
จดั ลำดบั ความสำคัญของปัญหา การกำหนดวัตถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายในการทำงานร่วมกนั
5) สร้างองค์กรประชาชนภายในชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรพื้นฐานเพื่อร่วมมือในการจัดโครงการ กิจกรรมหรือ
บริการสังคม และจัดหาทรัพยากรต่างๆ เช่น เงิน อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ บุคลากร ผ่านเครือข่ายทางสังคมท่ี
เกย่ี วข้องเพอื่ นำมาสนบั สนุนในการดำเนินงาน
6) ดำเนินงานตามแผนงาน และมีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการดำเนินงานหรือวัตถุประสงค์ต่างๆ เมื่อมี
ประสบการณใ์ นการทำงานมากข้นึ
7) ติดตามและประเมินผลงานเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าหรือปัญหาอุปสรรคต่างๆที่เกิดข้ึนใน
การทำงานภายในชุมชน มีการตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมและสามารถตอบสนองกับความ
ต้องการของชุมชนบทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏิบัติงานในชุมชน จะต้องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ใน
ทั้ง3 ระดับ มีการช่วยเหลือบุคคล และกลุ่มคนในชุมชนให้ได้รับสวัสดิภาพทางสังคม สวัสดิการ และการพัฒนา
คุณภาพของชีวิตทางสังคมที่ครอบคลุมในรอบดา้ น ซึง่ โครงการกิจกรรมหรือบรกิ ารสงั คมทเ่ี กิดข้ึนจะต้อง
เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และสามารถต่อยอดไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายที่ทำให้เกิด
การพฒั นาได้อย่างย่งั ยืน
310
เอกสารอ้างอิง
กมลทพิ ย์ แจม่ กระจ่าง. (2563). สงั คมสงเคราะหแ์ ละสวสั ดกิ ารสังคม: การปลคลอ็ กความเหลอ่ื มล้ำสู่ความ
ยง่ั ยนื . สืบค้นจาก file:///C:/Users/USER/Downloads/Proceeding66year.paf
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล. (2553). ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ร่วมสมัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
เกศนิ ี จุฑาวิจติ ร. (2542).การสือ่ สารเพอื่ พฒั นาทอ้ งถนิ่ . นครปฐม: เพชรเกษมการพมิ พ.์
คมพล สุวรรณกูฏ, กนกวรรณ เบญจาทิกุล, และ ณิชาภา เจริญรูป. (2561). รายงานการวิจัยรูปแบบการขับเคลื่อน
การจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์: ศึกษากรณีการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดระยอง และ
จันทบุรี. สืบค้นจาก file:///C:/Users/USER/Downloads/thesis-1769-fle08-2020-09-28-15-48-
59.pdf
ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์. (ม.ป.ป.) รายงานการประเมินผลภายนอกโครงการชุมชนเป็นสุขภาคตะวันออก.กรุงเทพฯ:
สำนกั งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
ณัฏฐวฒุ ิ ทรพั ยอ์ ปุ ถมั ภ์ และอาภากร มนิ วงษ์. (2557). รายงานการวิจัยการเสริมสร้างธรรมาภิบาลของ
เครอื ขา่ ยองค์กรชมุ ชน : กรณศี ึกษาตำบลบางสระเก้า อำเภอแหลมสงิ ห์ จังหวัดจนั ทบรุ .ี สืบคน้ จาก
file:///C:/Users/USER/Downloads/thesis-1546-file08-2020-03-26-09-55-27.pdf
สำนกั วัฒนธรรมจังหวดั จันทบุร.ี บวร On Tour ชุมชนคณุ ธรรมวัดบางสระเก้า จงั หวัดจนั ทบรุ ี /Video].
4 มถิ ุนายน 2563. จาก https://youtu.be/nJPVGaZ3DO
องค์กรบรหิ ารสว่ นตำบลบางสระเกา้ . ประวตั ิตำบลบางสระเกา้ . สืบค้นเมอ่ื 4 พฤศจิกายน 2564. จาก
http://www.bangsrakao.go.th/default.php?modules=fckeditor&fckid=6 &viewid=57&
orderby=1
อจั ฉรา สโรบล. (2551). ชมุ ชนกบั การพฒั นา. สืบค้นเม่ือ 8 พฤศจิกายน 2564. จาก file:///C:/Users/USER/
Downloads/5.บทท%่ี 202(1).paf
อารรี ักษ์ ยงั คำ. (2562). ประสิทธิผลการดำเนนิ งานของชมุ ชนคุณธรรมน้อมนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียงขับเคลอื่ นด้วยพลงั บวร (บ้าน วดั โรงเรียน) ตน้ แบบ วดั บางสระเกา้ อำเภอแหลมสงิ ห์
จงั หวัดจนั ทบุรี. สืบคน้ เม่อื 8 พฤศจกิ ายน 2564. จาก file:///C:/Users/USER/Downloads
/6114152093.pdf
Akkasid Tom Wisesklin. (2561). เสน่ห์ไมจ่ าง ที่บางสระเก้า. สบื คนั เม่อื 4 พฤศจกิ ายน 2564. จาก
https://www.touronthai.com/travelguide/placeinfo.php?id=123530
MGR Online. (2555). ชมุ ชนบ้านแถวนา จนั ท์ รวมกล่มุ จัดตั้งการอบสมนุ ไพรไทยเพอ่ื ดูแลสขุ ภาพ. สืบค้น
เม่อื 4 พฤศจกิ ายน 2564. จาก https://mgronline.com/local/detail/9550000018240
Sukkrapop. (2563). การจดั การสิ่งแวดล้อมชมุ ชนตำบลบางสระเก้า ต.บางสระเกา้ อ.แหลมสิงห์ จ.จนั ทบรุ .ี
สบื คน้ เม่อื 4 พฤศจิกายน 2564. จาก http://community.onep.go.th/location/bangsakwao/
311
“ชมุ ชนเกาะเกรด็ ”
มนั ตา ปลอดกรรม
312
การออกแบบปฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะหช์ มุ ชน : ชุมชนเกาะเกร็ด
โดย นางสาวมันตา ปลอดกรรม เลขทะเบียน 6205680249
1.ศึกษาข้อมูลชมุ ชนโดยใชเ้ คร่อื งมอื ในการศกึ ษา
แผนทเ่ี ดนิ ดนิ
วิธีการศึกษา
ศกึ ษาแผนผงั ชมุ ชนผา่ นการใช้เวบ็ ไซต์ Google Map และแผนผงั เกาะเกร็ดในเว็บไซต์องค์การบรหิ ารสว่ น
ตำบลเกาะเกร็ด แทนการลงพน้ื ทจ่ี ริง
ขอ้ ค้นพบ
การเรียนรู้ทเ่ี กดิ ขนึ้
จากการศึกษาชุมชนเกาะเกร็ด โดยใช้เครื่องมือแผนที่เดินดินในการศึกษา พบว่า พื้นที่ของชุมชนเกาะเกร็ดมี
แม่น้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่ประมาณ 4.2 ตารางกิโลเมตร สามารถเดินวนรอบเกาะได้ มีท่าเรืออยู่รอบๆเกาะ ทำให้เกิดความ
สะดวกในการเดินทาง โดยในบริเวณพื้นที่ของชุมชนมีศาสนาสถานล้อมรอบอยู่เป็นจำนวนมาก อย่าง ศาสนาพุทธ เช่น
วัดปรมัยยิกาวาส วัดศาลากุล วัดเสาธงทอง วัดไผ่ล้อม เป็นต้น และศาสนาอิสลาม คือ สุเหร่าแดงและ มัสยิดท่าอิฐ
แสดงให้เห็นว่าในชุมชนเกาะเกร็ดมีทั้งคนที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลามอาศัยอยู่ร่วมกัน มีโรงเรียนและศูนย์พัฒนา
เด็กเล็ก เพื่อรองรับการศึกษาของคนในชุมชน และมีแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ในการทำหัตถกรรมและอุตสหกรรมของ
คนในชุมชนเกาะเกร็ด
ประวัติศาสตร์ ความเปน็ มาชุมชน
วิธีการศกึ ษา
ศกึ ษาชมุ ชนผา่ นทางอินเตอรเ์ น็ต ทง้ั ในเว็บไซต์องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลเกาะเกร็ด และเว็บไซดฐ์ านข้อมลู อ่ืนๆ
313
ข้อค้นพบ
• ความเปน็ มาชมุ ชน
เกาะเกร็ด เกิดจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาในปีพ.ศ.2265 เพื่อใช้เป็นทางลัดในการเดินทาง เรียกว่า
คลองลัดเกร็ดน้อย ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศและเซาะตสิ่งทำให้คลองขยายกลายเป็น แม่น้ำลัดเกร็ด แผ่นดินบริเวณ
แหลมจึงกลายเป็นเกาะกลางแม่น้ำ แต่ก่อนมีชื่อว่า เกาะศาลากุล เมื่อมีการตั้งอำเภอปากเกร็ดขึ้น จึงเปลี่ยนเป็น เกาะ
เกร็ด
ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในเกาะเกร็ดเป็นชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะดำเลิงและหมู่บ้าน
กวานอาม่าน ที่อยู่ตอนใต้ของเมืองหงสาวดี โดยมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะเกร็ดด้วยกัน 2 ครั้ง คือ ในปีพ.ศ.2317 สมัยพระ
เจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี และ ในปีพ.ศ.2358 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุง
รตั นโกสนิ ทร์
โดยในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี
เมืองมอญได้ถูกพม่าเข้ายึดครองและรวมเข้ากับกองทัพพม่า ภายหลังได้รู้ว่าถูกกองทัพพม่าหักหลัง ทำร้ายเข่นฆ่า
กรอบครัวจึงยกทัพไปตีเมืองย่างกุ้ง แต่สู้ไม่ไหวจึงหลบหนีเข้ามาในกรุงธนบุรี และตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใหญ่ในบริเวณ
ปากเกรด็ เมอื งนนทบุรี
และในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีชาวมอญอพยพเข้ามาครั้งใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากหลบหนีจากการถูกกคขี่ข่มเหง
รังแกจากพม่า และไม่มีกำลังมากพอที่จะสู้ได้ จึงตัดสินใจอพยพมาโดยได้มีการตั้งบ้านเรือนที่ปทุมธานี พระประแดง
และนนทบุรี
โดยปัจจุบันเกาะเกร็ด เป็นชุมชนคนมอญที่มีชื่อเสียงในเรื่องเครื่องปั้นดินผา ประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิม
และพระเจดีย์มเุ ตาของวดั ปรมัยยกิ าวาส เปน็ สญั ลกั ษณ์ฝ่งั ทา่ น้ำของเกาะ
- อาชพี ของคนในชุมชน
ของขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของชาวมอญปากเกร็ด คือ เครื่องปั้นดินเผา เป็นอาชีพเดิมของชาวมอญที่อพยพมาจาก
บ้านอาม่าน โดยดินปากเกร็ดมีคุณภาพดี ฝีมือช่างประณีตและสีสันสวยงาม มี 2 ประเภท คือ 1.เครื่องปั้นที่เป็น
เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน มรี ูปแบบทเ่ี รยี บงา่ ย เชน่ โอ่ง อา่ ง กระถาง และ2.เครอื่ งปนั่ ประเภทสวยงาม คือ หมอ้ น้ำลาย
วิจิตร มักจะปั้นในโอกาสพิเศษเพื่อให้บุคคลสำคัญและถวายวัดโดยในปัจจุบันที่ยุกสมัยและสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป
เครื่องปั้นที่เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมีความนิยมที่ลดลง แต่เครื่องปั้นประเภทสวยงามได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น
สินคา้ ทรี่ ะลกึ ได้ประยกุ ตร์ ูปแบบและประโยชน์ใชส้ อยใหร้ ว่ มสมยั มากข้ึน
และนอกจากนี้ชุมชนเกาะเกร็ดยังมีกลุ่มอาชีพอื่นๆ นอกจากกลุ่มหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย ได้แก่
กลุ่มศิลปะประดิษฐ์(กลุ่มผ้าบาติก) ที่เป็นสินค้า 0TOP ที่มีชื่อเสียงของเกาะเกร็ด กลุ่มขนมมงคล ที่รวมตัวกันเพื่อทำ
ขนมไทย 9ชนิดที่นิยมในตำบลกาะเกร็ด ได้แก่ เสน่ห์จันทร์, หันตรา, จ่มงกุฎ, ทองเอก, ทองหยิบ, ทองหยอด,
ฝอยทอง, ขนมชั้นและขนมถ้วยฟู และกลุ่มจักรสานจากเส้นพลาสติก ที่ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้า OTOP ของตำบลเกาะ
เกร็ด
314
- อาหารมอญ
อาหารของชาวมอญมีความใกล้เคียงกันกับไทย เพราะมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน อาหาร
หลักของชาวมอญคือ ข้าวสวยกินกับแกง เช่นแกงกระเจี๊ยบ แกงมะตาล แกงลูกมะสั้น แกงลูกมะรุม แกงขี้เหล็ก
แกงบอน น้ำพริก และปลาร้ามอญ ซึ่งอาหารของชาวมอญที่แต่เดิมทำกันเวลามีงานบุญ และได้รับความนิยมในไทย ได้
แก้ ขนมจีน และ ขา้ วแช่
อาหารพิเศษของชาวมอญย่านปากเกร็ด คือ ทอดมันหน่อกะลา โดยนำหน่อกะลา ที่เป็นพืชสมุนไพรตระกูลข่า
มาดัดแปลงใส่ในทอดมนั จนกลายเป็นเอกลกั ษณ์ของอาหารชาวมอญเกาเกรด็
การเรียนรทู้ ีเ่ กิดข้ึน
จากการศึกษาข้อมูลชุมชนเกาะเกร็ด โดยใช้เครื่องมือประ วัติศาสตร์ชุมชนในการศึกษา ทำให้รู้ว่าพื้นที่ของ
เกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดน้ำซะจนกลายเป็นพื้นที่บริเวณกลางน้ำขึ้นมา และประชากร
บนเกาะเกร็ด เป็นชาวมอญที่อพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและอพยพมาเพิ่มในสมัยรัตนโกสินทร์ มาตั้งรกรากอยู่
อาศัยในบริเวณนั้นและมีการคงอยู่วัฒนธรรม วิถีชีวิตและอชีพดั้งเดิม อย่างการปั้นเครื่องปั้นดินผา ที่เป็นอาชีพ
ดั้งเดิมของชาวมอญก็มีการนำมาเป็นอาชีพของชาวมอญเกาะเกร็ด และกลายเป็นของขึ้นชื่อของเกาะเกร็ด จนเมื่อยุค
สมัยเปลี่ยนไป เครื่องปั้นประเภทเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมีความนิยมลดลง ก็มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนรูปแบบของ
เครื่องปั้นประเภทสวยงาม และพัฒนาให้ร่วมสมัยมากขึ้นจนกลายเป็นของที่ระลึกแทน หรือแม้กระทั่งอาหารอย่าง
ทอดมันหน่อกะลา ที่ได้มีการประยุกต์นำหน่อกะลามาใส่ในทอดมัน จนอาหารชนิดนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนคน
มอญเกาะเกรด็
315
ปฏทิ นิ ชุมชน
วิธีการศึกษา
ศึกษาปฏทิ นิ ชมุ ชนผ่านทางเว็บไซคอ์ งคก์ ารบริหารส่วนตำบลเกาะเกรด็
ข้อคน้ พบ
กิจกรรม เดือน
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
1. ทำบุญกับพระอาคันตุกะ
2. ทำบญุ พระภิกษซุ ่งึ ออกธดุ งค์
3. ทำบุญกับพระภิกษุอาพาธ
4. ทำบุญให้ทานกับบุคคลที่ประสบ
ทุพภกิ ขภัย
5. ทำบุญใหท้ านด้วยผลผลติ เกษตรกรรม
6. โครงการรอ้ ยรักษ์วัฒนธรรมไทย -
มอญเกาะเกร็ด
7. โครงการไหว้พระไหว้เจ้า ของเทศบาล
นครนนทบรุ ี
8. ประเพณีตามวถิ ีชีวติ ชาวมอญ
9. แห่เปดิ ชังกราน ไปทำบุญตามวดั
10. ประเพณีสรงนำ้ พระมหาราชมญั เจดยี ์
11. ประเพณแี หน่ ำ้ หวาน
12. ทำบุญและรดนำ้ ต้นโพธ์ิของชาวมอญ
13. บวชลกู หลานของชาวมอญ
14. หลอ่ เทยี นพรรษาและแหเ่ ทยี นพรรษา
15. ชาวมอญทำบุญเป็นทุนมลู นธิ ิ
16. ทำบุญตกั บาตรขา้ วมันของชาวมอญ
17. ทำบญุ ตกั บาตรนำ้ ผงึ้ ของชาวมอญ
18. ทำบุญออกพรรษาตักรบาตรเทโวและตัก
บาตรดอกไม้
19. ประเพณตี ักบาตรพระสงฆท์ างเรือ
20. ทำบุญทอดกฐินและผา้ ป่า
21. ชาวมอญทำบุญด้วยผลผลติ เกษตรกรรม
ใหม่ ๆ
22. เทศกาลงานไหวพ้ ระ 9 วัด
316
การเรียนรทู้ ่ีเกดิ ขึ้น
จากการศึกษาข้อมูลชุมชนเกาะเกร็ด โดยใช้เครื่องมือปฏิทินชุมชนในการศึกษา พบว่าในชุมชนเกาะเกร็ดมี
กิจกรรมเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมของคนในชุมชนในทุกๆเดือน โดยมีทั้งกิจกรรมตามประเพณีของชาวไทย
และกิจกรรมตามประเพณีของชาวมอญ รวมถึงกิจกรรมของเทศบาลและ โครงการร้อยรักษ์วัฒนธรรมไทย-มอญ
เกาะเกร็ดทำให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆในชุมชนเกาะเกร็ดมีท้ังกิจกรรมแบบชาวไทยและแบบชาวมอญ เป็นการ
ผสมผสานทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเกาะเกร็ด และยังมีกิจกรรมในทุกๆเดือน อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่ง
อาจทำใหเ้ กดิ ความสนทิ สนม ความกลมเกลยี วและเป็นหนึ่งเดยี วกันของคนในชมุ ชน
2.แนวกดิ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเกราะห์
แนวคดิ การผสมผสานทางวัฒนธรรม
การผสมผสานทางวัฒนธรรม หมายถึง วิธีการที่จะรับเอา วัฒนธรรมของสังคมอื่นมาประพฤติปฏิบัติ เช่น
เมื่อเราอยู่สังคมใด เราจะเอาวัฒนธรรมนั้นมาปฏิบัติ ถ้าหากวัฒนธรรมที่เรารับเอามากลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เราปฏิบัติ สืบ
ต่อกันมา การผสมผสานก็จะเกิดขึ้น จึงกล่าวได้ว่าบุคคลอยู่ในวัฒนธรรมใด ก็มักจะปฏิบัติตามวัฒนธรรมนั้น และจะมี
พฤติกรรมคล้ายๆกับคนอื่นในสังคมนั้น เป็นเพราะผลของการเรียนรู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา ไม่ว่าจะโดยแบบรู้ตัว
หรือไม่ก็ตามดังนั้นสามารถนำแนวคิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมมางธิบายชุมชนเกาะเกร็ดได้ว่า เมื่อชาวมอญได้
อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่เกาะเกร็ด ทำให้มีการรับเอาวัฒนธรรมของชาวไทยในบริเวณรอบข้างมา
ปฏิบัติ เช่น ภายาอาหาร วิถีชีวิตในบางส่วน และรวมถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนที่ยังมีการสืบทอดต่อๆ
กันมา ทำให้ชุมชนเกาะเกร็ดเป็นชุมชนที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและมอญ จนกลายเป็นเอกลักษณ์
ของชาวเกาะเกรด็ ตลอดจนสบื เน่อื งมาจนถึงในปัจจบุ ันทีก่ ลายเป็นสถานทท่ี อ่ งเท่ียวเชงิ วฒั นธรรม
3.ลกั ษณะกิจกรรม บริการ โครงการที่เหมาะสม
จากการศึกษาชุมชนเกาะเกร็ด พบว่าชุมชนเกาะเกร็ดเป็นชุมชนที่มีการผสมผสานระหว่างไทยและมอญ
มีของขึ้นชื่อของชุมชน ถือได้ว่าเป็นชุมชนที่มีความเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก และนอกจากนี้ยังมีการปรับตัวไปตาม
สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาให้มีเอกลักษณ์และกลายเป็นของ
สะสมในยุคสมัยที่ของใช้ที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผานั้นมีความนิยมลดลง ดังนั้นจึงมองว่า ลักษณะของกิจกรรมหรือ
โครงการที่เหมาะสมกับชุมชนเกาะเกร็ด คือเป็นการนำของเดิมของชุมชน อย่างอาหารหรืองานหัตถกรรมต่างๆ
มาแปลงปรับเปลี่ยนพัฒนารูปแบบให้น่าสนใจ ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้สามารถกระจายสู่สังคมได้มากขึ้นและเพิ่มรายได้
ในกบั คนในชมุ ชน
โดยใน Individual Chang หรือการเปลี่ยนแปลงในระดับระดับบุคคล เริ่มจากการพัฒนาฝีมือในการทำ
หัตถกรรมของคนในชุมชนใหพ้ ฒั นามากข้ึน ปรับเปลยี่ นรปู แบบให้น่าสนใจ ทันสมัยมากข้ึน อยา่ งเครอื่ งป้นั ดินเผา จาก
เดิมที่ประเภทเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้รับความนิยมลดลง ก็พัฒนารูปแบบให้ มีความสวยงามเข้ากับยุคสมัย และ
ประเภทสวยงามจากที่ได้มีการปรับรูปแบบและได้รับความนิยมเพื่อซื้อเป็นที่ระลึกอยู่แล้ว ก็พัฒนาให้มีรูปแบบที่หลาก
หลากและเข้ากับสมัยนิยมมากขึ้น รวมถึงงานหัตถกรรมผ้าบาติก และงานหัตถกรรมจักรสานจากเส้นพลาสติก
ก็ปรับเปล่ยี นรูปแบบ พัฒนาฝีมือเปล่ียนจากแบบเดิมๆ ใหม้ ีความน่าสนใจและเปน็ เอกลกั ษณ์มากขน้ึ
ใน Group Action หรือการเปลี่ยนแปลงในระดับกลุ่ม จะเป็นการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน จากเดิมที่
กลุ่มไหนทำสินค้าอะไรก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีการผสมผสานงานหัตถกรรมต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น เอาผ้าบาติกมา
317
ประดับเครื่องปั้นประเภทสวยงาม ให้สวยงามน่าซื้อไว้สำหรับเป็นของที่ระลึก หรือของขวัญ หรือ การนำงานหัตถกรรม
ผ้าบาติกมาผสมผสานกับงานจักรสานจากเส้นพลาสติก ให้มีความเปีนเอกลักษณ์มากขึ้น หรือการนำเครื่องปั้นมาทำ
เปีนกระถางและนำงานจักรสานจากเส้นพลาสติกมาทำเป็นที่ใส่กระถาง คล้ายๆกับตะกร้าหวายที่มีคนนิยมมาใช้เป็นที่
ใสก่ ระถางต้นไม้ เพ่ือประดบั ตกแตง่ ให้สวยงามมากยงิ่ ขนึ้ เป็นตน้
และใน Solidify Structure หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เชิงน โยบาย จะเป็นในส่วนของทางการ
บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่จะมีนโยบายช่วยเหลือ และผลักดันในการพัฒนาฝีมือและผลงานของ
คนในชุมชนให้ดีขึ้น และช่วยเหลือในการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักแก่คนอื่นๆนอกชุมชนมากขึ้น และรวมถึงในส่วน
ของงบประมาณในการช่วยเหลอื เร่อื งค่าใชง้ า่ ย เงนิ ทนุ ท่ใี ช้ในการผลิต เพื่อจะทำใหช้ ุมชนนน้ั มกี ารพฒั นาเพ่มิ มากขน้ึ
4.บทบาทนักสงั คมสงเกราะห์กบั การปฏิบัตงิ านเพือ่ สรา้ งหารเปลยี่ นแปลง
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาชุมชนนั้น จะเป็นการเริ่มต้น
ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลของชุมชนให้ละเอียด และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้รู้ถึงความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง และรู้
ถึงความต้องการของชุมชน ในการปฏิบัติงานต่างๆนั้น นักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ในการช่วยเหลือและผลักดันชุมชน
ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน อย่างการพัฒนาฝีมือ ความสามารถในการทำหัตถกรรม งานฝีมือต่างๆ ให้ดีขึ้น การ
ประยุกต์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบของสินค้ในชุมชนให้สวยงามทันสมัย ให้เป็นที่ต้องการของผู้น หรือนักสังคมสงเคราะห์จะ
ช่วยเหลือในการจัดทำหรือผลักคันโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถในการทำหัตถกรรมต่างๆ
ให้คนในชุมชนสามารถนำไปปรับใช้ หรือสามารถนำไปต่อยอดกับสินค้าของตนเองได้ และรวมถึงการผลักดันเชิงน
โบาย การผลักดันให้มีการจัดการงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ หรือออกแบบนโยบายเพื่อช่วยเหลือและผลักดันให้
งานฝมี อื ของคนในชมุ ชนสามารถทำเป็นอาชีพ โดยยงั คงความเป็นเอกลกั ษณ์ของชุมชนเอาไว้ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยืน
318
“ชมุ ชนแขวงบางแคเหนือ”
เตมยี ์ วรเดชพทิ กั ษ์
319
คำนำ
รายงานเรื่อง "การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนแขวงบางแคเหนือ
กรุงเทพมหานคร" ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สค.311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 ของภาคเรียนท่ี1/2564
คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตรม์ หาวิทยาลัธรรมศาสตร์
โดยเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ประกอบไปด้วย ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชุมซนอาทิ ความสัมพันธ์และความเป็นอยู่
ของผู้คนในชุมชน มิติทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีการอธิบายด้วยเครื่องมือศึกษาชุมชน, การนำแนวคิด ทฤษฎีมาใช้ใน
การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชน, การนำวิธีการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนมาปรับใช้และ
ดำเนินงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน โดยมีการออกแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับบริบทของ
ชุมชน และบทบาทของนกั สังคมสงเคราะหท์ ี่ปฏิบตั ิงานในชุมชน
ผู้จัดทำมีความคาดหวังว่า รายงานฉบับนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้ศึกษาทุกท่าน และถ้าหากรายงาน
ฉบบั นี้มีขอ้ ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ท่นี ้ดี ว้ ย
ผจู้ ดั ทำ
320
บทที่ 1
ข้อมูลพืน้ ฐานของชุมชน
1.1 สถานทีต่ ง้ั ของชมุ ชนทศ่ี กึ ษา
ชุมชนแขวงบางแคเหนือ กรุงเทพมหานครนั้น อยู่ในการดูแลของสำนักงานเขตบางแค ซึ่งแขวงนี้ตั้งอยู่ใน
ทิศตะวันตกของจังหวัดกรุงเทพมหานคร พื้นที่ส่วนใหญ่ของแขวงนี้จะเป็นพื้นที่การค้าและที่อยู่อาศัยแบบความ
หนาแนน่ ต่ำ (Low Density Zone) โดยมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั เขตตา่ งๆดงั น้ี
• ทิศเหนอื ตดิ ต่อกบั แขวงบางไผ่ เขตบางแค และแขวงคลองขวาง เขตภาษเี จรญิ
• ทิศใต้ ติดตอ่ กบั แขวงบางแค เขตบางแค และแขวงหลักสอง เขตบางแค
• ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ต่อกบั แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจรญิ
• ทศิ ตะวันตก ตดิ ต่อกับแขวงหนองคา้ งพลู เขตหนองแขม
ซึ่งบริเวณที่จะทำการศึกษานั้น ตั้งอยู่ในบริเวณซอยเพชรเกษม 92/1 ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจหลากหลาย
ประการ ตั้งแต่เรื่องของเศรษฐกิจในชุมชน ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนตั้งแต่อดีตถึปัจจุบัน ลักษณะอาชีพของผู้คน
ในชมุ ชน ฯลฯ ซ่งึ สามารถแสดงตำแหน่งที่ต้ังของชมุ ชนไดต้ ามภาพนี้
ภาพท่ี 1.1 เขตพ้นื ทข่ี องแขวงบางแคเหนือ (ข้อมลู เมอื่ ปี 2021)
321
ซอยเพชรเกษม 92/1
แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ
ภาพที่ 1.2 สถานที่ตง้ั ของชมุ ชนทต่ี ้องการศึกษา
1.2 ข้อมูลพื้นฐานของชมุ ชนในมิตติ า่ งๆ
เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีบริเวณเขตที่ติดต่อกับชุมชนอื่นรอบข้าง รวมถึงความเจริญและระบบสังคมที่ได้มีการ
เปลี่ยนแปลงไปอย่างตลอดเวลา ส่งผลให้ชุมชนแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังคงวิถี
ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่บ้าง ทำให้มีความน่าสนใจที่จะศึกษาเป็นอย่างสูง ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะของชุมชนได้ออกเป็น
หลายมติ ิ และจะบรรยายดา้ นการเปล่ียนแปลงต้งั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั ดังน้ี
1.2.1 มิตดิ า้ นเศรษฐกิจ ผคู้ นในชมุ ชนจะมกี ารคา้ ขายกันทกุ วันตอนเชา้ มีลักษณะคล้ายตลาดนดั แตจ่ ะใชพ้ น้ื ที่
อยู่อาศัยของตนในการค้าขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักของชุมชนบริเวณแยกที่ 7-11 และผู้คนในชุมชน
รวมถึงชุมชนรอบข้างจะมาใช้จ่ายกันในตอนเช้า ซึ่งส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนในทุกๆวัน โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ทำ
การค้าขายจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและวัยกลางคน ซึ่งจะได้รับรายได้หลักจากการทำอาชีพนี้ ส่วนเยาวชนและวัยทำงานจะ
ได้รับรายได้หลักจากการทำงานประเภท Office, งานราชการ ซึ่งจะมีการนำมาจัดสรรปันส่วนกันในครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนงานที่ได้รับเงินจากการทำงานรับจ้างอิสระหรือทำงานนอกสถานที่ด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการ
ประกอบอาชพี ลักษณะนอ้ี ยู่ตั้งแตอ่ ดตี จนถึงปจั จบุ ัน ไม่ค่อยพบเหน็ การเปลยี่ นแปลงมากนกั
1.2.2 มิติด้านวัฒนธรรม จากการสังเกตและอยู่ร่วมอาศัยกับชุมชนมา พบว่า ผู้คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็น
ผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน นับถือศาสนาพุทธ และมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นระยะๆ ซึ่งเขามีการใช้ศาสนาเป็น
เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จะสามารถพบได้เช่น ในเวลาเช้า ผู้สูงอายุมักจะจับกลุ่มกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในทุกๆเช้า
หรือเมื่อมีพิธีกรรมทางศาสนาใดๆก็ตามก็มักจะมีการนัดพบปะและเดินทางไปด้วยกัน หรือในบางเทศกาลที่มีความ
เกี่ยวข้องกับเชื้อสายของตนเชน่ งานพธี กี รรมแบบของคนไทยเชื้อสายจีน กจ็ ะมกี ารทำพธิ ีร่วมกนั โดยในทา้ ยหมบู่ า้ นจะ
322
มีศาลเจ้าจีน ซึ่งเป็นที่นับถือของคนในชุมชน และมีการทำพิธีบูชาอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านไม่ว่าจะศาสนาใดๆก็
ตามกส็ ามารถเขา้ ร่วมได้ ซงึ่ ถอื ว่าเป็นหนึ่งในการหลอมรวมทางวัฒนธรรมให้ผคู้ นมคี วามรู้สึกรว่ ม
ภาพท่ี 1.3 ศาลเจา้ ปีงเถ่ากง ในชุมชน
1.2.3 มติ ดิ า้ นสขุ ภาพ แต่เดิมชมุ ชนนจ้ี ะมีคลนิ ิกอยูท่ างดา้ นปากซอยชมุ ชน ซ่งึ ในสมยั น้นั ถอื ว่าเป็นศนู ยก์ ลาง
ถ้าเพียงแค่เจ็บป่วยเล็กน้อยไม่ถึงขึ้นเข้าโรงพยาบาล แต่ในปัจจุบันนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มีการเข้าถึงระบบการแพทย์
สมัยใหม่มากขึ้น ประกอบกับการที่ภาครัฐมองสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองรักษา 30บาท ทำให้ผู้คน
ในชุมชนต่างมุ่งหน้าไปรักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลที่สังกัดสิทธิ์ของตน และในแง่ของการดูแลรักษาสุขภาพนั้น
เนื่องจากในชุมชนไม่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้ใช้ทำกิจกรรมออกกำลังกาย ส่งผลให้ผู้คนต้องไปยังสถานที่นอกชุมชน
หรือไม่ไปเลย ซึ่งจะส่งผลถึงในแง่ของการปฏิสัมพันธ์ร่วมด้วย ซึ่งต่างจากชุมชนใกล้เคียงที่มีพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้
ผ้คู นรกั สุขภาพของตน มีปฏสิ มั พนั ธก์ ับผู้คนทีม่ าออกกำลังกายร่วมกันในหลากหลายช่วงอายุ
1.2.4 มิติด้านความสัมพันธ์และสังคม เนื่องจากในชุมชนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และในช่วงอายุนี้ต่าง
ต้องการความใส่ใจจากผู้คนรอบข้าง และต้องการเข้าสังคม ดังนั้นจะสามารถพบว่า มีการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุใน
บางครั้งเพื่อตอบสนองความต้องการสังคมเช่น การมานั่งสังสรรค์บริเวณกลางซอยหมู่บ้าน การจับกลุ่มคุยกันตาม
ช่วงเวลา การจับกลุ่มกันไปท่องเที่ยงหรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในละแวกที่อยู่ของตน แต่ในกลุ่มของวัยทำงาน
นั้นปรากฏการณ์นี้จะไม่สามารถพบได้มากนักเนื่องจากต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ซึ่งต้องออกไปทำงานนอกชุมชน หรือ
แม้แต่ในกลุ่มวัยรุ่นก็ตาม ทำให้ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกลุ่มนี้มีน้อย การมีปฏิสัมพันธ์ของคนวัยทำงานและวัยรุ่นจึงต้อง
ใช้กลุ่มผู้สูงอายุในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งทำให้กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนมีบทบาทมากขึ้น และเนื่องด้วย
ปฏิสัมพันธ์ที่ดีของกลุ่มผู้สูงอายุทำให้กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนไม่ค่อยประสบภาวะเหงามากนัก แต่ก็ยังสามารถพบได้ใน
บางบ้าน มีการแบ่งปันสิ่งของ ช่วยกันสอดส่องผู้คนในชุมชน ดูแลความปลอดภัยของเด็ก เป็นต้นแต่ในปัจจุบันนั้น
เริ่มมีความเหินห่างมากขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และผู้สูงอายุบางส่วนถึงแก่กรรม รวมถึง
ไม่มีการรวมกลุ่มในชุมชนอย่างเป็นทางการ ไม่มีโครงสร้างของชุมชนเนื่องจากชุมชนอยู่ในความดูแลของภาครัฐ และ
323
ผู้คนรุ่นหลังก็ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ทำให้บรรยากาศของชุมชนเริ่มขาดสีสัน เริ่มต่างคนต่างอยู่มากขึ้น
ซ่ึงสามารถพบได้ในชุมชนนี้ และยงั สามารถพบไดใ้ นชมุ ชนอน่ื ทมี่ ีสภาพความเป็นเมืองดว้ ย
1.2.5 มิติด้านความเป็นอยู่ ตั้งแต่ในอดีจนถึงปัจจุบัน การที่ไม่มีการจัดตั้งกรรมการหมู่บ้าน ส่งผลให้การ
ดูแลชุมชนเป็นไปได้ยาก ไม่สามารถทำคนเดียวได้ และต้องให้ภาครัฐเข้ามาจัดการเพียงอย่าวเดียว ทำให้
สภาพแวดล้อมนั้นไม่ค่อยน่าอยู่นักสำหรับผู้ที่เป็นห่วงด้านความปลอดภัย และด้วยชุมชนนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุทำให้
สิ่งนี้ถือว่าเป็นจุดเปราะบางของชุมชนอย่างมาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และยังส่งผลให้การควบคุมพฤติกรรม
ของเพื่อนบ้านนั้นทำได้ยาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันในบางครั้งเช่น ปัญหาด้านที่จอดรถปัญหาด้าน
การจราจรในชุมชนโดยเฉพาะบรเิ วณสแี่ ยก ปัญหาการทำงานและทำกิจกรรมเสยี งดงั เปน็ ต้น
1.3 การใช้เครื่องมอื ศกึ ษาชมุ ชน และการไดม้ าซงึ่ ขอ้ มูล
1.3.1 แผนที่เดินดิน เครื่องมือนี้จะใช้สำรวจพื้นที่ภายในชุมชน เพื่อให้ทราบถึงที่ตั้งของสถานที่ต่างๆเช่น
อาคารบ้านเรือน ร้านขายของ รวมถึงสถานที่สำคัญในชุมชน และพื้นที่ที่มีการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน โดยผู้
ศกึ ษาได้ทำการร่างแผนทเ่ี ดนิ ดินภายในชุมชนทจ่ี ะศกึ ษา ซ่ึงสรปุ ได้โดยมีรายละเอียดดงั นี้
• พื้นที่ทางกายภาพ พื้นที่ส่วนใหญ่ของชุมชนเป็นบ้านเทาน์เฮาส์ 2 ช้ันเรียงติดกันตั้งแต่ซอยย่อยที่1 ถึงซอย
ย่อยที่ 18 โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย แต่ในบางพื้นที่เช่น บริเวณริมถนนหมู่บ้านบริเวณซอยย่อย
ท่ี 5 ถึง 11 จะมีการตั้งพื้นที่สำหรับค้าขายในเวลาเช้าถึงเวลาสาย โดยมีร้านค้าหลากหลายประเภทเช่น ร้าน
กาแฟ ร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยว แผงผัดผลไม้สด ร้านขายอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ โดย
บริเวณแยกที่ 9 และ 11 จะเป็นพื้นที่ที่ กลุ่มผู้สูงอายุมักจะจับกลุ่มกันทำกิจกรรมทางศาสนาเช่น การตัก
บาตร เป็นประจำในทุกๆเช้า รวมถึงจับกลุ่มในการสังสรรค์ ทำกิจกรรมต่างๆภายในชุมชน เนื่องจากพื้นที่
ทางกายภายท่เี ปน็ เทาน์เฮาส์เรียงตดิ กนั น้ี สง่ ผลใหก้ ารมีปฏิสมั พันธ์กนั ของผูส้ งู อายสุ ามารถทำไดง้ า่ ย
• พื้นที่ทางกายภาพอีกส่วน จะเป็นตึกแถวความสูง 4 ชั้น ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณซอยกลาง ตรงข้ามกับซอยย่อย
ที่ 11 และบริเวณช่วงก่อนซอยย่อยที่ 1 และ 2 ตึกแถวน้ีจะเป็นลักษณะคูหาเรียงติดกันมักจะตั้งเป็นพื้นท่ี
การค้าหรือกิจกรรมอื่นๆเช่น ร้านตัดผม ร้านจำหน่ายแก๊สหุงต้ม ร้านเสื้อผ้าร้านขายยา โรงรับจำนำ ร้านชัก
รีด รวมถึงเป็นโรงงานประเภท Home Office อีกด้วย และในบางคูหาจะทำเป็นหอพักรายเดือนในราคา
ย่อมเยาว์ กลุม่ ผู้อาศยั สว่ นใหญเ่ ป็นกลมุ่ แรงงาน
• พื้นที่สำคัญของชุมชนจะตั้งอยู่กลางแยกระหว่างซอยย่อยที่ 18 และ 19 ซึ่งเป็นศาลเจ้า "ปีงเถ่ากง" แสดงให้
เห็นถึงอิทธิพลของสังคมชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในบางปีจะมีการจัดเทศกาลประจำ
หมูบ่ ้าน สว่ นใหญเ่ ปน็ เทศกาลตามความเช่ือของชาวไทยเชื้อสายจนี
• ชุมชนนี้จะอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ชุมชนนี้ไม่มีการจัดตั้งกรรมการ
หมู่บา้ น ทำใหก้ ารจัดการต่างๆอยใู่ นความดแู ลของสำนกั งานเขตบางแค
• พื้นที่รอบชุมชนมีลักษณะคล้ายกัน คือเป็นชุมชนความหนาแน่นต่ำลักษณะเป็นเทาน์เฮาส์ ต่างชุมชนต่างมี
ปฏิสัมพันธร์ ่วมกัน มกี ารไปมาหาสู่กนั อยูเ่ ป็นระยะๆ
324
• เครื่องมือนี้จะมีความสัมพันธ์กับระบบสุขภาพชุมชนและวิถีชีวิตของผู้คน ในแง่ของระบบสุขภาพชุมชนน้ัน
ผู้คนมักจะเข้าถึงระบบสุขภาพสมยั ใหม่ผ่านการออกนอกชุมชนไปยังสถานพยาบาลหรือการเข้าปรึกษาเภสัช
กรในร้านขายยา และแสดงให้เห็นว่าชุมชนแห่งน้ี การดูแลรักษาสุขภาพของตนเช่น การออกกำลังกายนั้น
สามารถทำได้ยาก เนื่องจากในชุมชนเป็นลักษณะเทาน์เฮาส์ติดกันถึง 19 ซอยย่อย โดยไม่มีพื้นที่สาธารณะที่
เป็นสวนหรือพื้นที่ส่วนกลางเลย ส่วนในแง่ของวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนนั้นแสดงให้เห็นถึงพื้นที่สาธารณะที่เปิด
โอกาสให้ผู้สูงอายุต่างได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะของการนัดทำกิจกรรมทางศาสนาและความเชื่อของ
ตน
ภาพ 1.4 แผนท่ีเดนิ ดนิ ชมุ ชนย่านบางแคเหนอื ซอยเพชรเกษม 92/1
325
1.3.2 ระบบผงั เครอื ญาติ จากการสุ่มตัวอยา่ งบุคคลในชุมชนเพ่อื รา่ งผังเครือญาติ ขอ้ มลู ได้ดงั นี้
ภาพท่ี 1.5 ตัวอย่างผังเครือญาติ
326
แผนผังตัวอย่างผังเครือญาติที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างน้ี จะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้าครอบครัวของบุคคลที่
อยู่ในชุมชน โดยจากการสังเกต เก็บข้อมูลและสัมภาษณ์สามารถอนุมานได้ว่าครอบครัวส่วนใหญ่ในชุมชนนี้เป็น
ครอบครัวเดี่ยวที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีเพียงแค่ พ่อ แม่ ลูก หรือเป็นครอบครัวขยาย แต่อยู่คนละบ้านหรือต่างชุมชน
และส่วนใหญ่นั้น ข้อมูลที่แสดงในผังเครือญาตินั้น ส่วนใหญ่สัญลักษณ์หัวตารางมักเป็นผู้สูงอายุ โดยเมื่ออธิบายเป็น
รายบ้านนั้น สามารถอธิบายความหมายของแผนผังเครือญาติที่เก็บข้อมูลมาได้ดังนี้ครอบครัวท่ี 1ประกอบไปด้วยพ่อ
แม่ ลูกสาว และลูกชายสมาชิทั้งหมดอยู่ในบ้านหลังเดียวกันโดยมีพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวซึ่งมีอายุมากที่สุด
รองลงมาคือแม่ ลกู สาว และลูกชายตามลำดับ
• ครอบครัวท่ี 2 เป็นครอบครัวลักษณะครอบครัวขยาย ประกอบไปด้วย พ่อและแม่ (เป็นผู้สูงอายุ)ได้มีลูก
ทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย 1.ลูก ไม่ระบุเพศ (เนื่องจากมีการแปลงเพศของตน) 2.ลูกสาว 3.ลูกสาว และ
4.ลูกชาย ซึ่งลูกสาวคนที่ 3 มีการแต่งงานกับสามีปัจจุบัน แล้วมีลูกทั้งหมด 3คน ประกอบไปด้วยลูกสาว 2
คนและลูกชาย 1 คน โดยในชุมชนนี้อยู่บ้านเดียวกันด้วยกันทั้งหมด 3 คนคือ พ่อ แม่ (ผู้สูงอายุ) และลูกสาว
คนที่ 2
• ครอบครัวที่ 3 ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ (วัยกลางคน) มีลูก 2 คนคือลูกชาย 1 คน และลูกสาว 1คน ซึ่งลูกสาว
ได้มีการแตง่ งาน มลี ูก 2 คน เปน็ ลกู ชาย 1 คน และลกู สาว 1 คน มเี พียงลกู ชายคน
ที่ เท่านั้นไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน นอกจากนั้นทุกคนอยู่ในบ้านหลังเดียวกันครอบครัวที่ 4 ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก
ชาย 1 คน ทง้ั หมดอยบู่ ้านเดียวกนั
• ครอบครัวที่ 5 ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ (เป็นผู้สูงอายุ และฝ่ายชายเสียชีวิต) มีลูกสาว 1 คน และลูกสาวได้
แต่งงาน และมีลูกทั้งหมด 2 คน เป็นลูกชายทั้ง 2 คน ทั้งหมดอยู่ร่วมกันในบ้านเดียวกันครอบครัวท่ี 6 เป็น
ครอบครัวขยาย ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ (เป็นผู้สูงอายุ และฝ่ายชายเสียชีวิต)ได้มีลูกทั้งหมด 3 คน ทั้งหมด
เป็นลูกสาว โดยลูกสาวคนท่ี 3 ได้แต่งงาน และมีลูกสาว 1 คน ในชุมชนมีเพียงแม่ และลูกสาวคนที่ 1 และ 2
เท่านั้นที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน ส่วนลูกสาวคนท่ี 3 สามีและลูกสาวอยู่คนละชุมชน แต่จะมีการแวะเวียนมาเยี่ยม
กนั เป็นระยะๆ
โดยสรุป แผนผังเครือญาติสามารถทำให้ผู้ศึกษาได้รู้บริบทของชุมชนในแง่ของโครงสร้างครอบครัว ซึ่งจะสืบ
สาวไปถึงสภาพสังคมในชุมชนได้ ทำให้เห็นว่าชุมชนนี้คือชุมชนผู้สูงอายุและวัยกลางคน มีเยาวชนอยู่ประปรายและ
บางส่วนได้ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนอื่น ส่งผลต่อการออกแบบโครงการและการดำเนินงานสังคมสงเคราะห์ในชุมชนรวมถึง
การกำหนดนโยบายต่างๆจากภาครฐั ดว้ ย
327
1.3.3 ระบบสุขภาพชุมชน เครื่องมือนี้จะใช้ในการศึกษาแหล่งพึ่งพาด้านสุขภาพของชุมชน โดยมีการเก็บข้อมูลจาก
การสมั ภาษณ์รายบุคคลและการสังเกต อยรู่ ่วมกบั ผ้คู นในชุมชน ข้อมลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมได้จากชมุ ชนคือ
• นิยามระบบสุขภาพ ชาวบ้านในชุมชนต่างมีวิธีคิดต่อระบบสุขภาพชุมชนที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะคิดถึง
คอนเซปต์ของสถานที่รักษาพยาบาล ระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ ฯลฯ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของระบบ
การแพทย์สมัยใหมแ่ ละการจัดสรรสวัสดิการของภาครัฐ
• วิธีคิดของชาวบ้านในชุมชนที่มีต่อระบบสุขภาพคือ ชาวบ้านมักมองว่าระบบสุขภาพมีประโยชน์เมื่อยาม
เจ็บป่วย คือการใช้สวัสดิการที่ตนพึ่งได้รับในการเข้ารักษาตามสถานพยาบาลที่ตนถือสิทธิ์อยู่ แต่ในแง่ของ
การรักษาสุขภาพนั้น ชาวบ้านจะต้องแสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เนื่องจากชุมชนไม่มีการจัดสรร
พนื้ ทีส่ ่วนกลางไวส้ ำหรบั การออกกำลังกายหรือการพบปะสงั สรรค์
• ระบบสุขภาพของชาวบ้านในชุมชน ในปัจจุบันจะเน้นการเข้าถึงการรักษาในระบบการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งจะมี
การเดินทางไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาล หรือการซื้อยาแผนปัจจุบันทานเอง ซึ่งจะมีร้านขายยาตั้งอยู่ใมชน
แต่ในบางครั้งอาจมีการพยายามรักษาอาการเจ็บป่วยโดยใช้ระบบการแพทย์พท้นบ้านตามภูมิปัญญาที่ตน
เคยได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเช่น การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการหวัดหรืออาการป่วยต่างๆ
ส่วนในแง่ของระบบการแพทย์ภาคประชาชนนั้น เนื่องจากชุมชนนี้ไม่มีการจัดตั้งโครงสร้างชุมชน ทำให้แต่ละ
บ้านจำเป็นต้องเข้าหาระบบประกันสุขภาพจากภาครัฐด้วยตนเอง เห็นได้ชัดจากสถานการณ์ COVID-19
ชาวบ้านทป่ี ่วยหรือมคี วามใกล้ชิดกบั ผูป้ ว่ ยต้องดำเนินการประสานงานกบั ภาครัฐดว้ ยตนเอง
• เนื่องจากแนวทางการรักษาพยาบาลของชาวบ้านในชุมชนนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการเข้าถึงสวัสดิการการักษาจาก
ภาครัฐ แต่ก็ยังขาดการดูแลสุขภาพ เน้นการแก้ไขแต่ละเลยการป้องกันและการดูแลตนเอง และในบางคนยัง
ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางกายหรือใจ สิ่งนี้ถือว่าเป็นจุดเปราะบางอย่างหนึ่ง ดังน้ัน
แนวทางการแก้ไขที่สำคัญคือ การทำให้ชาวบ้านในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพ รวมถึง
การรับข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยประเภทต่างๆเพื่อที่จะสามารถรับมือกับโรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ใน
อนาคต โดยสามารถทำเป็นโครงการโดยมีการจัดตั้งกลุ่ม จัดตั้งโครงสร้างกลุ่ม เพื่อให้แนวทางการ
ดำเนนิ งานเปน็ ไปอย่างราบรน่ื
328
บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และวธิ ีการปฏิบัตงิ านสังคมสงเคราะหช์ ุมชน
2.1 แนวคิด ทฤษฎีในการอธบิ ายปรากฏการณ์ในชมุ ชน
2.1.1 แนวคดิ การขดั เกลาทางสังคม (Socialization)
กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง กระบวนการปลูกฝังบรรทัดฐานของกลุ่มให้
เกิดขึ้นในตัวบุคคล ซึ่งเป็นสมาชิกของสังคม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ด้วยดี ฉะนั้นการขัดเกลาทาง
สงั คมจงึ เป็นวิธีการถ่ายทอดวฒั นธรรม (บ้านจอมยทุ ธ, 2543)
แนวคิดนี้เป็นแนวคิดเชิงสังคมวิทยา ซึ่งว่าด้วยบุคลิกภาพของบุคคลที่ผ่านการขัดเกลาจากสถาบัน ต่างๆ
ทางสังคมเช่น สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา ฯลฯ การขัดเกลานี้ส่งผลให้บุคคลนั้นมีความเช่ือ
ความคิด และพฤตกิ รรมท่แี ตกตา่ งกนั ไปในแตล่ ะสังคมหรอื ชมุ ชนท่ีตนเองถกู ปลกู ฝังมา
แนวคิดนี้สามารถใช้อธิบายชุมชนได้เนื่องจากชุมชนนี้ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายแบบ หลาหลายความ
เชื่อ ทั้งครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวชาวพุทธ อีกทั้งยังมีแรงงานชาวพมา่ และอีกบางสัญชาติหรือเชื้อชาติ
ตงั้ แต่ในอดตี พิธีกรรมบางอย่างเชน่ การไหว้ศาลเจ้า การทำบุญ จึงมีการปฏบิ ตั ติ ่อๆกันมาผา่ นการสงั่ สอน
ปลูกฝังจากบุคคลในครอบครัว รวมถึงสังคมที่หล่อหลอมให้คนในชุมชนร่วมทำกิจกรรมทางศาสนา จึงเกิดเป็นอัต
ลักษณ์ของแต่ละบุคคล ในภายหลังเกิดการหลอมรวมทางวัฒนธรรมให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว มีสิ่งที่นับถือร่วมกัน
และในการทำกิจกรรมทางศาสนาหรือความเชื่อร่วมกันยังส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง การ
อบรมสั่งสอนผ่านสถาบันรอบครัวในแง่ของพฤติกรรมที่คาดหวังในการอยู่ร่วมกับชุมชนแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งท่ี
ต้องการใหเ้ ยาวชนมพี ฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั ไวด้ ว้ ย
2.1.2 ทฤษฎีการปะทะสงั สรรค์ (The Interaction Theory)
ทฤษฎกี ารปะทะสงั สรรค์ เมอื่ นำมาประยกุ ต์ใช้ในงานสงั คมสงเคราะห์จะกล่าวได้วา่ ในขนั้ ของการจดั ตง้ั กลมุ่ เพ่ือดำเนิน
กิจกรรม นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อสมาชิกกลุ่ม และให้สมาชิกกลุ่มต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อ
กัน และในขั้นการทำงานนั้นต้องมีการสะท้อนปัญหาที่พบเจอในระหว่างดำเนินการ โดยต้องเบิดโอกาสให้สมาชิกกลุ่มท่ี
ต้องการแสดงความเห็นได้สะท้อนสิ่งที่พบด้วย การทำงานต้องมีความสอดประสานกันไปในแต่ละขึ้นตอนเพื่อให้
ผลงานที่ ออกมาประสบความสำเร็จ โดยทฤษฎีนี้ได้ระบุถึงวิธีการทำงานกลุ่มซึ่งผู้ศึกษาต้องการนำมาปรับใช้กับ
โครงการ โดยสามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 4 ขัน้ ตอนดงั นี้
• ขั้นเตรียมการ ต้องเตรียมตัวเพื่อเริ่มกระบวนการ สังเกตปฏิกิริยาของสมาชิกที่มาร่วมกลุ่มว่ามีความสัมพันธ์
กันอยา่ งไรบ้าง เข้ากลุ่มดว้ ยความเต็มใจหรือไม่ ดปู ฏิกิริยาของสมาชกิ กล่มุ
• ข้ันเริ่มกลุ่ม จะมีการถามถึงความต้องการของสมาชิกว่าต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไรคาดหวัง
อะไรบ้างกับโครงการ เริ่มมีการสร้างสัมพันธภาพกับสมาชิกกลุ่ม และให้สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มี
การจัดโครงสร้างของกลุ่มให้มีตำแหน่งหน้าที่ที่ชัดเจน โดยเน้นความเห็นพ้องต้องกัน มีการแบ่งงานกันทำ
และมีการทบทวนข้อตกลงกันอยู่เปน็ ระยะๆ
• ขั้นดำเนินงานกลุ่ม โดยเนื้อหางาน จะมีการหาประเด็นร่วมในการทำงาน มีการสะท้อนปัญหาที่แต่ละสมาชิกได้
พบเจอ ค้นหาขอ้ จำกัดในการทำงาน โดยนักสังคมสงเคราะห์รว่ มให้ความเหน็ ได้
• ขั้นสิ้นสุดกลุ่ม ถ้าสมาชิกกลุ่มต้องการดำเนินงานไปเรื่อยๆก็สามารถให้ทำได้ โดยนักสังคมสงเคราะห์ต้องมี
การสรุปสิ่งท่ีบรรลุจากการทำโครงการ แล้วจึงถอนตัวออกมาจากชุมชน
329
ทฤษฎีนี้สามารถนำมาปรับใช้กับโครงการในชุมชนน้ี เนื่องจากยังขาดการจัดตั้งกรรมการชุมชน ทำให้การดำเนิน
กจิ กรรมกลมุ่ เป็นไปอย่างยากลำบาก ดงั นั้นผูจ้ ัดทำโครงการตอ้ งมีการประชาสมั พันธใ์ หก้ ับผู้คนในชุมชน
ได้รับทราบ โดยต้องการให้ผู้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้และ
อาจจะมกี ารดำเนนิ การไปเรื่อยๆถ้าผูค้ นในชุมชนเลง็ เห็นถึงประโยชน์ จะทำใหโ้ ครงการนน้ั มคี วามยง่ั ยืน
2.1.3 แนวคดิ การเสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจ (Empowerment)
แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจคือ แนวคิดที่ต้องการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพศักยภาพของบุคคล
โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานสังคมสงเคราะห์รายกรณี รายกลุ่ม และชุมชน เพื่อให้สมาชิกมีอำนาจในการ
ตัดสนิ ใจในการทำกจิ กรรมต่างๆเพอ่ื ให้เกิดประโยชน์สูงสดุ (รวมพร คงกำเนดิ , 2543)
แนวคิดการเสริมพลังอำนาจ ผู้ศึกษาต้องการนำแนวคิดมาปรับใช้เข้ากับวิธีการดำเนินงานในลักษณะการทำ
โครงการ ในการทำโครงการนั้นจะใช้วิธีการทำงานสังคมสงเคราะห์กลุ่มชนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งสมาชิกกลุ่มต้องมีการ
ปะทะสังสรรค์กับผู้อื่น เมื่อสมาชิกมาจากหลายครัวเรือน บางคนอาจเกิดความประหม่าในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม
ดังนั้น แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจจะช่วยให้สมาชิกกลุ่มนั้นมีความกล้าตัดสินใจ ออกความเห็น ดำเนินกิจกรรม
โดยมีนักสังคมสงเคราะห์คอยดูแล เพื่อให้ผลงานที่ได้นั้นมีความยั่งยืนและประสบความสำเร็จ และเมื่อสมาชิกกลุ่ม
สามารถดำเนินกิจกรรมไปได้อย่างราบร่ืน ก็จะเกิดความภาคภูมิใจและยินดีที่จะดำเนินกิจกรรมต่อไปในอนาคต โดย
ในช่วงแรกผู้จัดทำโครงการอาจจะมีการกระตุ้นให้สมาชิกได้แสดงความเห็น ได้ทดลองทำกิจกรรมก่อน และเมื่อเวลา
ผ่านไป ในขั้นการจดั ต้ังกรรมการชมุ ชน สมาชิกจะกลา้ ดำเนินกจิ กรรมไดอ้ ย่างราบร่ืน
2.1.4 ทฤษฎพี ฤตกิ รรมและกระบวนการกลมุ่
ทฤษฎีพฤติกรรมและกระบวนการกลุ่มจะศึกษาถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลในกลุ่ม โดยการมีปฏิสัมพันธ์น้ี
จะส่งผลต่อพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม โดยสามารถส่งผลได้ 3 ลักษณะคือ กลุ่มเป็นตัวกลางในการเปลี่ยนแปลง
กลุ่มเปน็ เป้าหมายของการเปลยี่ นแปลง และกลมุ่ เป็นตัวนำในการเปลยี่ นแปลง
โดยในการทำโครงการน้ี จะเน้นไปที่การใช้กลุ่มเป็นตัวกลางในการเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มจะเป็นตัวกลาง
ระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับผู้คนในกลุ่ม และระหว่างผู้คนในกลุ่มด้วยกันเอง ซึ่งกระบวนการกลุ่มจะช่วยปรับ
พฤติกรรมของสมาชกิ ให้เป็นไปตามความคาดหวังของกลุ่มได้ เช่น กลา้ มสี ่วนร่วม กลา้ ทำ กล้าคิด กล้าต้งั คำถาม
2.2 วธิ ีการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในชุมชนนี้ (นยิ ามจากชมุ ชนท่เี ลอื กทำ)
2.2.1 การเตรียมตวั เพอื่ ลงชมุ ชน
• การเตรียมศึกษาเครื่องมือเพื่อใช้ในการศึกษาชุมชน ซึ่งในที่นี้จะใช้แผนที่เดินดินเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและ
ความเป็นอยู่รอบชุมชน, การใช้ผังเครือญาติเพื่อศึกษาลักษณะครอบครัวของผู้คนในชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การ
เตรียมจัดทำโครงการ, การทำระบบสุขภาพชุมชน เพื่อศึกษาแนวทางการดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชน เพื่อ
สะท้อนให้เห็นถึงการป้องกัน และรับมือกับปัญหาสุขภาพของผู้คนในชุมชนซึ่งจะนำไปสู่การหาโครงการที่มี
ความเหมาะสมกับผู้คนในชุมชน (ในทีนี้ชุมชนเป็นชุมชนผู้สูงอายุและวัยกลางคน จะเน้นจัดกิจกรรมที่ไม้ต้อง
ใช้แรงกายมากนัก เนน้ การมีปฏสิ มั พันธแ์ ละการทำงานร่วมกันเปน็ กลมุ่ เนน้ การสร้าง Empowerment ให้กับ
คนในกลมุ่ )
330
• ผู้ทำโครงการต้องแบ่งหน้าที่เพื่อศึกษาชุมชนว่าแต่ละคนจะทำอะไรบ้าง เช่นฝ่ายจดบันทึกฝ่ายรวบรวมและ
สรุปข้อมูล และแบ่งเวลาในการทำงานให้ชัดเจนและเหมาะสมกับชุมชน เช่น ในชุมชนนี้ ผู้สูงอายุมักจะทำ
กจิ กรรมชว่ งเชา้ และเย็น ก็สมควรที่จะศกึ ษาเกบ็ ขอ้ มลู ในเวลานน้ั
2.2.2 การใช้เคร่ืองมอื เพื่อศกึ ษาชุมชน
• ใชเ้ ครื่องมอื และทำการรวบรวมขอ้ มูลจากการใชเ้ ครอ่ื งมือเก็บขอ้ มูลต่างๆที่ไดม้ า
• สามารถใช้ทักษะการตั้งคำถามจากการวิจัยเชิงคุณภาพได้ เช่น สถาพภาพ ของครอบครัวเป็นอย่างไร ตอนนี้
ทำอาชีพอะไรอยู่ ความเปน็ อยูใ่ นชมุ ชนนเ้ี ป็นอยา่ งไร เวลาวา่ งทำอะไรบา้ ง ฯลฯ
2.2.3 การทำเวทีประชาคม
• มีการแบ่งหน้าทใี่ นการทำงานของทีมผ้ศู ึกษาทำโครงการ
• เปดิ โอกาสให้ชาวบ้านในชมุ ชนมีส่วนรว่ มในการทำโครงการ
• คณะทำงานต้องวางแผนการทำโครงการว่าต้องการทำอะไร เริ่มจากอะไรบ้าง กำหนดแผนการดำเนินงาน
กำหนดโครงการทต่ี ้องการทำรว่ มกบั ผูค้ นในชมุ ชน
2.2.4 การทำโครงการ
• เมื่อศึกษาข้อมูลชุมชนและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องมือแล้ว จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาในชุมชนที่ต้องแก้ไข (ปัญหา
ด้านการขาดเครือข่ายของชุมชน, ปัญหาด้านการขาดการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้สูงอายุในชุมชนกับเยาวชน,
ปญั หาดา้ นการดแู ลสุขภาพของผู้สงู อายุในชุมชน)
• ทำการประเมินว่าปัญหาใดมีความเร่งด่วนที่สุด หรือสามารถทำควบคู่กันไปได้ ซึ่งในที่นี้ปัญหาที่ยกตัวอย่าง
ข้างต้นสามารถทำโครงการเพือ่ แกไ้ ขควบค่กู ันไปได้ จากนั้นจงึ เริ่มจดั ตั้งโครงการ
• โครงการที่ต้องการทำจำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่ายในชุมชน ดังนั้นจึงอาจจะมีการจัด ตั้งกรรมการกลุ่ม
โดยทำในลักษณะไม่เป็นทางการเนื่องจากผู้สูงอายุในชุมชนชอบทำกิจกรรมที่เรียบง่าย ไม่เป็นทางการมาก
นกั แตส่ ามารถเปลีย่ นแปลงรปู แบบได้ในภายหลงั ถา้ คนในชมุ ชนตอ้ งการ
2.2.5 การถอนตวั จากชุมชน
• เมื่อดำเนินโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการประเมินผลหลังจากทำโครงการ ซึ่งในที่นี้จะใช้เวทีประชาคม
ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์ผู้ที่ร่วมการทำโครงการเพื่อให้ทราบผลตอบรับ ให้มีการสะท้อนสิ่งที่ได้จากการทำ
โครงการ ขอ้ ทค่ี วรปรับปรุงแก้ไข ส่งิ ทีด่ ีและเหมาะแกก่ ารต่อยอด
• พิจารณาว่าโครงการที่ทำนั้น ชุมชนต้องการดำเนินการต่อหรือไม่ ถ้าต้องการ ผู้ทำโครงการก็สามารถทำการ
ถอนตวั ออกจากชุมชนได้
331
บทท่ี 3
โครงการท่จี ะดำเนนิ งานในชมุ ชน
3.1 ข้อมลู โครงการเบ้ืองต้น โครงการ "ชุมชนมีสขุ "
3.1.1 ปญั หาท่ีพบในชุมชน
• ปัญหาด้านการขาดเครอื ข่ายของชมุ ชน
• ปัญหาด้านการขาดการมีปฏิสมั พนั ธข์ องผู้สงู อายใุ นชุมชนกบั เยาวชน
• ปญั หาดา้ นการดูแลสขุ ภาพและการทำกิจกรรมในชุมชนของผ้สู งู อายุในชุมชน
3.1.2 ลกั ษณะโครงการ
• เปน็ การดำเนนิ การในลักษณะกลุม่ โดยมีการจัดตง้ั กลุ่มในชมุ ชนข้นึ จากความสมคั รใจ
• เปน็ กจิ กรรมทสี่ ามารถดำเนนิ โครงการได้ในระยะยาว สามารถดำรงโครงสร้างกลมุ่ ไว้ได้
• เปน็ โครงการลักษณะเนน้ การสร้างปฏสิ ัมพนั ธ์ เนน้ การเข้าสังคมของผู้สูงอายุและคนในชุมชน
• เพ่ือตอบสนองความต้องการสังคม ความตอ้ งการในการทำกิจกรรมดว้ ยกลุ่มชุมชนในอนาคต
3.1.3 เหตุผลทม่ี ีการตงั้ โครงการ
เนื่องจากปัญหาข้างต้นนั้นเป็นปัญหาที่ไม่มีความร้ายแรง แต่มีความเรื้อรังมานานโดยเฉพาะในยุคที่สังคมเร่ิม
เข้าสู่ความเป็นเมือง ทำให้วิถีชุมชนแบบเดิมนั้นเปลี่ยนแปลงไป และชุมชนเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่
ต้องการสังคมไม่ต่างจากเยาวชน ต่างต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ขาดการเอาใจใส่จากลูกหลาน แล้วในการจัด
กิจกรรมต่างๆในชุมชนนั้น ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากขาดผู้นำและกลุ่มกิจกรรมในการดำเนินการ ดังนั้นจึงมีการ
จัดตั้งโครงกรนี้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดเครือข่ายของชุมชน แก้ไขปัญหาด้านการขาดการมีปฏิสัมพันธ์ของ
ผู้สูงอายใุ นชุมชนกบั เยาวชน และส่งเสรมิ การดแู ลสุขภาพของกลมุ่ ผู้สงู อายใุ นชมุ ชนในลักษณะกลุ่มขน้ึ
3.2 วิธีการดำเนินโครงการด้วยการสร้างความเปลยี่ นแปลง 3 ระดบั
3.2.1 วิธีการดำเนินงาน
• ผทู้ ำโครงการใชเ้ คร่ืองมือในการศึกษาชมุ ชน รวบรวมปญั หา จัดตั้งโครงการ แบ่งงานกนั ทำ
• มีการประชาสมั พันธเ์ พือ่ ให้ผู้คนในชุมชนทราบถงึ วตั ถปุ ระสงค์ในการทำโครงการของผู้ศึกษา
• มีการรวมกลุ่ม จัดตั้งกลุ่มดำเนินงานโดยให้ผู้คนในชุมชนเป็นศูนย์กลาง จัดแจงตำแหน่งในลักษณะ
โครงสร้างอยา่ งชดั เจนว่าคือตำแหน่งอะไร โดยทำเป็นตารางคณะกรรมการประจำกลมุ่
• กำหนดวัตถุประสงค์ของกลุ่ม (เพื่อแก้ไขปัญหาที่ได้เสนอมาข้างต้น) กำหนดกติกาในการทำงาน
(เช่น ไม่บังคับให้ผู้คนมาร่วมกิจกรรม ให้ผู้คนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ในกลุ่มต้องยอมรับความเห็น
ของผู้อน่ื ) กำหนดระยะเวลาในการดำเนนิ การ (ใหค้ นในชมุ ชนไดท้ ำโครงการก่อนจะได้ขอ้ สรปุ )
• วางแผนการดำเนินงานว่าจะทำอะไรก่อน-หลัง ในที่นี้จะแก้ไขด้านการขาดเครือข่ายของชุมชนโดย
การจัดตั้งกรรมการชุมชนก่อน จากนั้นจะแก้ปัญหาด้านการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุในชุมชนโดย
เน้นให้สมาชิกมีการออกเสียงว่าอยากจะทำอะไรบ้าง เช่น จัดกิจกรรมทางศาสนาประจำเดือนใน
ชุมชน จดั กิจกรรมแอโรบิคช่วงเยน็ หรอื กิจกรรมท่ีเน้นให้ผู้สงู อายุออกมาปีปฏสิ มั พนั ธก์ นั ฯลฯ
332
• ประเมินก่อนการทำโครงการว่ามีความคุ้มค่ากับการทำโครงการหรือไม่ โครงการนี้จะสามารถ
ดำเนินการตอ่ ไปได้หรือไม่ โดยสังเกตจากปฏิกิริยาและความรว่ มมือของสมาชิกกลุ่มในชมุ ชน
• เมื่อดำเนินการตามแผนที่ดำเนินการร่วมกับชุมชนแล้ว ผลพลอยได้คือ เมื่อมีกิจกรรมเกิดขึ้นใน
ชุมชน ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านการขาดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับผู้สูงอายุได้ (ซ่ึง
อนุมานจากกจิ กรรมท่เี คยเกิดขึน้ ในชมุ ชนนก้ี ่อนปพี ทุ ธศักราช 2554)
• ทำการประเมินโครงการในระหว่างดำเนินการไปด้วยว่า เกิดปัญหาอะไรบ้างเช่น ผู้สูงอายุบางส่วนทำ
กิจกรรมได้น้อยเนื่องจากป่วย กิจกรรมมีความจำเจไม่น่าดึงดูดใจ การขาดความร่วมมือของสมาชิก
กลมุ่ เกิดความเบอ่ื หน่ายในการทำกจิ กรรมหรอื งบประมาณบานปลายหรือไม่
• สังเกตผลลัพธ์เมื่อเวลาผ่านไปตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ในที่นี้จะกำหนดให้มีการประเมินทุกสัปดาห์
จนสน้ิ สุดโครงการ โดยใช้วธิ ีการสมั ภาษณ์ การสังเกตปฏกิ ิริยาและการสะท้อนของกล่มุ
• ในขั้นสุดท้ายก่อนถอนตัว จะมีการสะท้อนสิ่งที่ได้รับจากการทำโครงการ โดยให้สมาชิกในชุมชน
แสดงความเห็น สิ่งที่ได้จากโครงการ สิ่งที่เป็นปัญหา อยากจะทำต่อหรือไม่ ฯลฯ ก่อนถอนตัวเมื่อได้
ขอ้ สรุป สามารถทำการถอนตัว และจัดทำข้อมูลเป็นรายงานการศกึ ษาชมุ ชนได้
3.2.2 การสรา้ งความเปล่ียนแปลงในระดบั ปจั เจก
จะเน้นไปที่การปรับพฤติกรรมผ่านการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้หลักการสร้งพลังอำนาจเพื่อให้ชาวบ้านมีความ
กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาในชุมชน โดยใช้กระบวนการกลุ่มที่มีการปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ให้สมาชิกได้เห็น
บุคคลอื่นๆ จะทำให้มีการรับพฤติกรรมที่ดี ที่สมาชิกกลุ่มยอมรับ จนเกิดเป็นพฤติกรรมของตนขึ้น และทำให้เห็นว่าเรา
นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้ ทั้งนี้ผู้จัดทำโครงการจะเป็นตัวกลางในการสร้างการมี
ปฏิสมั พนั ธข์ องสมาชกิ กลุม่
3.2.3 การสร้างความเปลยี่ นแปลงในระดบั ชุมชน
เมื่อมีการสะท้อนสิ่งที่ได้ เห็นผลลัพธ์ของโครงการเป็นไปในทางที่ดี ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน จะทำให้
โครงการในชุมชนนั้นมีความมั่นคง ผู้คนในชุมชนให้การยอมรับ มีส่วนร่วม และสนับสนุนโครงการมากขึ้น และมีการ
ประชาสมั พันธ์ บอกตอ่ ไป จะกอ่ ให้เกดิ จุดประกายในการแสวงหาปัญหาและโครงการของชมุ ชนอน่ื ดว้ ย ซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ
การเปล่ียนแปลงในชุมชนไปในทางท่ดี ี
3.2.4 การสรา้ งความเปลย่ี นแปลงในระดบั นโยบาย
การดำเนินการโครงการในชุมชนน้ี เมื่อมีการเผยแพร่ไปยังชุมชนอื่น มีการถูกนำไปใช้ในกรณีศึกษาของ
สถานศึกษาหรือสถานที่ฝึกอบรมต่างๆแล้ว ก็จะเกิดเป็นจุดประกายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำงานร่วมกับ
ชุมชนของภาครัฐด้วยเช่นกัน อาจก่อให้เกิดนโยบายบางชนิดเพื่อสนับสนุนการทำงานในชุมชนของหน่วยงานด้านน้ี
มากขึ้นด้วย เช่น 1 ชุมชน 1 โครงการ, การส่งทีมงานเพื่อทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์, การมอบเงิน
สนับสนุนโครงการ รวมไปถึงการผลักดันจัดตั้ง ปรับปรุงระเบียบองค์กรพัฒนาชุมชนให้สอดประสานกับสังคมที่มีการ
เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา
333
บทที่ 4
ขอ้ เสนอตอ่ บทบาทนักสงั คมสงเคราะห์กับการทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
จากการนำเสนอและทดลองจัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในชุมชนนี้ ผู้ศึกษาจะขออภิปรายในหลายแง่มุม
โดยยึดโยงบรบิ ทของโครงการทจี่ ัดทำและการศกึ ษาชมุ ชนผา่ นเครือ่ งมือดังนี้
• ในด้านของการทำโครงการในชุมชนที่ไม่เคยมีการจัดตั้งกรรมการชุมชนหรือโครงสร้างชุมชนมาก่อนนั้น ผู้ศึกษา
ต้องการให้บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์เป็นในลักษณะพี่เลี้ยง คือการทำงานควบคู่กันไปกับชุมชน โดยในการทำ
โครงการทีต่ ้องมีการจดั ต้งั กลุม่ จำเป็นต้องให้ผูค้ นในชมุ ชนมสี ่วนรว่ มในการจดั ตง้ั
กลุ่มและให้ทดลองทำงาน ทดลองได้สะท้อนการเรียนรู้กัน จะทำให้ผลงานที่ออกมานั้นดี สร้างความภูมิใจให้แก่สมาชิกกลุ่ม
และมที ักษะตดิ ตัวดีกว่าการทนี่ กั สงั คมสงเคราะห์เป็นผ้คู วบคมุ โครงการเพยี งคนเดียว
• ในแง่ของเครือข่ายทางสังคม ต้องการให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากกว่านี้เนื่องจากการสังเกตของผู้
ศึกษานั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นองค์กรอิสระหรือโรงเรียนสังคมสงเคราะห์ที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการแต่ขาดความร่วมมือจาก
ภาครัฐทำให้การดำเนินโครงการนั้นมีความลำบากเนื่องจากมีข้อจำกัดต่างๆเช่นเรื่องงบประมาณ บุคลากร
และจำเป็นตอ้ งมีการแกไ้ ขกฎเกณฑข์ ององค์กรให้สอดคล้องกับการทำงานน้ี
• ควรให้ผู้คนในชุมชนได้มีการสะท้อนปัญหาที่แท้จริงออกมา และผู้ศึกษาต้องรับฟังอย่างไร้อคติ จะทำให้สามารถทราบ
ถงึ ปัญหาทแี่ ท้จรงิ ไดโ้ ดยไมผ่ ่านการบิดเบือนซ่ึงทำใหป้ ญั หาทถี่ ูกสะทอ้ นดูเบาบางลง
บรรณานกู รม
บ้านจอมยุทธ. (2543). องคป์ ระกอบของการจดั ระเบยี บสังคม. บ้านจอมยุทธ. สืบค้นจาก
https://www.baanjomyut.com/library3/extension-5/socialorganization/06.html#.สืบค้นเม่ือ 13
พฤศจกิ ายน 2564.
ยวุ ดี รอดจากภัย, รชั นี สรรเสริญ และวรรณรัตน์ ลาวงั . (2548). การพฒั นาโปรแกรมการเสรมิ สร้างพลังอำนาจ
ญาตผิ ดู้ ูแลผปู้ ว่ ยเรอ้ื รังที่บ้าน. บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกยี่ วข้อง. มหาวิทยาลยั บรู พา. สบื คน้ จาก
http://digitalcollact.lib.buu.ac.th/dcms/files/09212/chapter2.pdfสบื ค้นเมื่อ 14 พฤศจกิ ายน 2564.
วันทนยี ์ วาสิกะสิน, สุรางคร์ ตั น์ วศนิ ารมณ์ และกิติพฒั น์ นนทปัทมดลุ ย์. (2557). ทฤษฎกี ารปะทะสงั สรรค.์ ความรู้
ทว่ั ไปเก่ยี วกบั สวสั ดิการสงั คมและสงั คมสงเคราะห.์ พิมพ์ครั้งที่ 7. สำนกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
334
“ชมุ ชนบา้ นเตื่อมฝัน”
ณัฐวุฒิ ยิม้ วฒั น์
335
การออกแบบปฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: เครอ่ื งมือการศกึ ษาชุมชนและขอ้ คน้ พบ ชมุ ชน บา้ นเตอื่ มฝนั
ที่มาและความสำคัญและกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูล ในตอนแรกผู้ศึกษาหลังจากได้รับทราบงานที่ได้รับ
มอบหมายจากการเรียนภายในชั้นเรียน และได้นำเสนอไปว่าตนเองอาจจะทำชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่
เนื่องจากผู้ศึกษาได้เห็นท่าทีของท่านอาจารย์ ผู้ศึกษาได้มีความรู้สึกว่าท่านอาจารย์ที่ปรึกษาไม่น่าจะอยากจะให้ทำ
ชุมชนนี้มากนัก อาจจะด้วยเหตุผลในประการต่างๆ เช่น เป็นที่ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว เป็นต้น ในตอนแรกที่ผู้ศึกษาคิดว่าจะ
ศึกษาชุมชนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นก็เพราะว่า ตัวของผู้ศึกษาได้อยู่ภายในหอพักในมหาวิทยาลัยจึงทำให้ง่ายต่อ
การเก็บข้อมูล แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้นประกอบกับตัวผู้ศึกษาเองก็มองว่าชุมชนนี้ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ
เป็นพิเศษแค่เลือกเพราะว่าสามารถลงไปเก็บข้อมูลได้จริงจึงทำให้เลือกชุมชนน้ี จึงได้เลิกล้มที่จะศึกษาชุมชนนี้ไป
ต่อมาผู้ศึกษาเลยไปหาชุมชนท่ี จะทำการศึกษาใหม่โดยเลือกเป็นชุมชนแถวบ้านเกิดของผู้ที่ศึกษาเอง แต่ผู้ที่ศึกษาก็มี
ความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตัวเองนั้นน้อยมาก เนื่องจากเป็นชุมชนเมือง ไม่ได้มีกิจกรรมชุมชนอะไรมากนัก ชุมชนบ้าน
เกิดของผู้ศึกษาคือหมู่บ้านบัวทองธานี อ.บางบัวทอง ต.บางบัวงทอง จ.นนทบุรี ผู้ศึกษาเองจากมีความรู้เกี่ยวกับ
ชุมชนค่อนข้างน้อยและไม่สามารรถกลับไปหรือติดต่อเพื่อศึกษาจากสภาพจริงได้ จึงได้ทำการค้นทรัพยากรห้องสมุด
จนได้หนังสือมาเป็นจำนวน 2 เล่มด้วยกันที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะนำมาเป็นข้อมูลที่ศึกษาและทำเครื่องมือได้หนังสือ 2 เล่ม
นั้นมีชื่อว่าเล่มที่ 1 ท้องถิ่นบางบัวทอง เล่มที่ 2 คือ ภูมินามอำเภอบางบัวทอง หลังจากผู้ศึกษาได้ทำการอ่านและ
พยายามสกัดข้อมูลออกมาเพื่อทำเครื่องมือพบว่า มีข้อมูลที่ไม่เพียงพอต่อการทำเครื่องมือให้ครบตามคำสั่ง เพราะโดย
ส่วนใหญ่แล้วข้อมูลจะไปในทางประวัติศาสตร์เสียมากกว่าจึงทำให้ไม่สามาร ถทำเครื่องมือให้ได้ครบ 3 ชิ้นตามที่โจทย์
กำหนด ในขณะที่ผู้ศึกษากำลังคิดว่าจะดำเนินการไปทางไหนต่อดีนั้น ในรายวิชาMW311 การสังคมสงเคราะห์
สุขภาพจิต ซึ่งเป็นรายวิชาเรียนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ได้เชิญวิทยากรมา
บรรยายเกี่ยวกับข้านเตี่อมฝัน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ฟื้นฟูศักยภาพคนไร้บ้านหลังจากที่ผู้ศึกษาได้ฟังเกี่ยวกับชุมชน
บ้ายเตี๋อมฝันนี้ได้เกิดความสนใจเกี่ยวกับชุมชนบ้านเตือมฝันขึ้นมาเพราะวิธีการทำงานและจัดการชุมชนค่อนข้างมี
วิธีการที่น่าสนใจ จึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับวิทยากรภายในคาบนั้น และได้คิดว่าเราจะสามารถนำชุมชนนี้มาศึกษาทำ
เครื่องมือตามคำสั่งงานได้หรือไม่ แต่เนื่องจากเวลาในการเรียนที่มีจำกัดจึงทำให้ไม่สามารถคุยในทุกประเด็นที่อยาก
ทราบได้ ผู้ศกึ ษาจึงได้ทำการสอบถามวิทยากรว่าชุมชนบ้านเตื่อมฝันได้มีการบันทึกการทำงาน หรือการถอดบทเรียนไว้
หรือไม่ แต่น่าเสียดายความรู้ความเข้าใจและกระบวนการต่างๆ นั้นส่วนใหญ่และจะยังไม่ได้รับการบันทึกอย่างจริงจัง
ขอ้ มลู สว่ นใหญ่แลว้ จะอยแู่ ต่ภายในบคุ คล แต่จากข้อมลู ทไ่ี ด้ฟงั มาผศู้ ึกษาก็ได้ทำการเลอื กศกึ ษาจากชมุ ชนน้ใี นที่สุด
336
โจทย์ข้อที่ 1 การประยุกต์ใช้เครื่องมืออย่างน้อย 3 เครื่องมือหรือนำเสนอเครื่องมือใหม่ในการศึกษาที่เหมาะสม/
เปน็ ไปได้
จากการศึกษาและการฟังวิทยากรที่มาบรรยายข้อมูลชุมชนบ้านเตื่อมนั้น ผู้ศึกษาจึงได้เลือก 3เครื่องมือที่ผู้
ศึกษานั้นคิดว่ามีความเหมาะสมกับที่ผู้ศึกษาจะสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถจะศึกษาได้เครื่องมือในการศึกษา 3
ชิ้นน้ันก็คือ 1.โครงสรา้ งองค์กรและกลุ่มภายในชมุ ชน 2.ระบบสุขภาพและสวสั ดิการภายในชมุ ชน 3.ปฏิทนิ ชุมชน
เคร่อื งมอื ที่ 1 โครงสรา้ งองค์กรและกลุ่มภายในชมุ ชน
บรรยายเครื่องมือเพิ่มเติม ชุมชนบ้านเตื่อมฝันเป็นชุมชนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพ
และเป็นจุดสำหรับใช้ในการตั้งตัวสำหรับคนไร้บ้านที่มีอยู่ภายในสังคมที่มีอยู่อย่างมากมาย ที่ชุมชนบ้านเตื่อมฝันทุกคน
จะต้องมีหน้าที่และทำงาน และมีค่าใช้จ่ายประจำการดำเนินการในช่วงแรกๆ นั้นก็ได้รับทุนมาจากกระทรวงพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาใช้สำหรับการจัดสรรที่ดินสำหรับการดำเนินชุมชนและได้มีองค์กร NGO ได้มารับ
ช่วงต่อ ดังนั้นภายในชุมชนจึงมีผู้คนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากและได้มีอาสาสมัครที่คอยทำหน้าที่เป็นพ่ี
เลี้ยงคอยกำกับอีกที ในชุมชนที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากประกอบกับจำเป็นต้องมีการดำเนินการให้สอดกับวัตถุประสงค์
ของการสร้างชุมชนนี้ขึ้น โครงสร้างและกลุ่มองค์กรต่างๆภายในชุมชนจึงต้องถือกำเนินขึ้นเพื่อมาเป็นเครื่องมือในการ
บริหารจดั การชมุ ชน จัดความรบั ผิดชอบออกแบ่งส่วนๆ เพื่อให้ทุกคนมีงานทำ
"ระบบสมาชิก" ชุมชนบ้านเตือมฝันนั้นเป็นชุมชนที่มีระบบการเป็นสมาชิกภายในชุมชนเพราะเนื่องจากการท่ี
ชุมชนได้มีการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปาจึงทำให้ชุมชนมีค่าใช้จ่ายที่สมาชิกทุกคนต้องมารับผิดชอบด้วยกัน แต่การเป็น
สมาชิกก็จะมีสิทธิประโยชน์มากกว่าบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของชุมชนบ้านเตื่อมฝัน การเข้ามาอยู่ภายในชุมชนบ้าน
เตือมฝันนั้นหากเป็นภายในสิบวันแรกจะยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆและจะเป็นสมาชิกชั่วคราวอยู่ภายในชุมชน แต่ถ้า
หากว่าบุคคลท่านนั้นมีความประสงค์ที่จะอยู่เกินกว่าสิบวันขึ้นไป ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่วันล่ะประมาณ 10 บาทต่อวัน แต่
การเก็บวันล่ะ 10 บาทต่อวันนี้ยังเป็นเพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้นซึ่งจะยังมีในลำดับต่อไปอีกซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง
สิทธิประโยชน์ของสมาชิกภายในชุมชน ยกตัวอย่างเช่นการได้รับของที่มีคนมาบริจาคก่อน เพราะเนื่องจากสมาชิกทุก
คนต้องมีการบันทึกประวัติและข้อมูลเบื้อนต้นมาแล้วจึงทำให้สามารถจำแนกได้ว่าบุคคลคนมีความต้องการมาก และ
สมาชกิ คนใดมีความตอ้ งการน้อย
337
"กลุ่มการจัดการที่อยู่" เป็นกลุ่มการบริหารที่อยู่ภายในชุมชนโดยสมาชิกภายในชุมชนโดยมีพี่เลี้ยงหรือ
อาสาสมัครมาคอยช่วยให้คำแนะนำต่างๆ การทำงานจะเป็นการบริหารและจัดสรรที่อยู่ โดยที่พักนั้นก็มีหลายระดับ
ด้วยกันตั้งแต่ในระดับแรกคือนอนรวมกันเหมือนคนไร้บ้านทั่วไปไม่มีพื้นที่ส่วนตัว ในที่อยู่ในระดับถัดไปจะได้รับการอัพ
เกรตให้ดีขึ้นแต่ยังคงให้นอนรวมกันอยู่ดังเดิม แต่มีพื้นที่มากขึ้น ส่วนในระดับสุดท้ายคือเป็นห้องส่วนตัวมีประตูให้ซึ่ง
คำใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นไปตามระดับต่างๆ ในระดับแรกจะเป็นจ่าย 100 บาทต่อเดือน ระดับที่สองจะเป็น 200 บาทต่อ
เดือนในส่วนระดับสุดท้ายจะเป็นเดือนล่ะ 300 บาท โดยการที่จะอยู่ในที่พักระดับสุดท้ายได้นั้น ผู้อยู่อาศัยจำเป็นต้องเข้า
ประชุมเพื่อหารือในทุกๆ อาทิตย์ อาทิตย์ล่ะวัน นอกจากนี้กลุ่มการจัดการที่อยู่ยังต้องคอยดูแลในเรื่องค่น้ำค่ไฟโดยคิด
เฉลี่ยจากสมาชิกประจำภายในชุมชนทั้งหมดและยังมีหน้าที่ในการรักษาความสะอาดในส่วนพื้นที่ต่างๆ ของชุมชนอีก
ดว้ ย
"กองทุนสวัสดิการ" กองทุนสวัสดิการภายในชุมชนได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรองภายใน
ชุมชนบ้านเตื่อมฝัน ยกตัวอย่างเช่น การใช้เป็นค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล เป็นต้น โดยสมาชิกที่จ่ายเงินสมทบใน
กองทุนสวัสดิการนี้ก็จะได้รับสวัสดิการในทันที โดยในปัจจุบันสมาชิกกองทุนสวัสดิการนี้จะต้องจ่ายเป็นวันละ 2 บาท
กองทุนเป็นการบริหารโดยสมาชิกในชุมชน โดยในช่วงแรกๆ นั้นได้เก็บเงินต่อวันเพียงแค่วันล่ะ 1 บาท แต่หลังจากนั้น
สมาชิกเห็นว่ากองทุนสวัสดิการนี้มีประโยชน์จึงทำการประชุมกันในหมู่สมาชิกหมู่บ้านและเพิ่มเป็นเก็บวันล่ะ 2 บาทใน
เวลาต่อมา
"กลุ่มเดินกาแฟ" เป็นกลุ่มภายในชุมชนที่ดำเนินการโดยสมาชิกประจำภายในชุมชน โดยมีหน้าที่ในการ
ติดตามและพบปะพี่น้องคนไร้บ้านและสมาชิกภายในชุมชน และเป็นการสร้างความเข้าใจให้แก่คนไร้บ้านที่ยังไม่ได้เป็น
สมาชิกชุมชน และยังมีหน้าที่รับฟังเรื่องราวต่างๆ ของสมาชิกภายในชุมชนสร้างการดำเนินงานเชิงรุกในการสร้าง
ความไว้ใจให้แก่สมาชกิ ภายในชุมชนและบคุ คลทั่วไป
"กลุ่มธนาคารชุมชน" เป็นกลุ่มธนาคารภายในชุมชนที่ดำเนินการโดยสมาชิกภายในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อ เป็นการสร้างกองทุนเพื่อการพึ่งพิงสำหรับคนไร้บ้านในศูนย์และในพื้นที่สาธารณะ และเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม
ของสมาชิก และให้สิทธิประโยชน์กับสมาชิกเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยจะมีอยู่ 3 ระบบด้วยกันนั้นก็คือ
ระบบฝาก จะเปิดทำการในทุกๆ วันอาทิตย์ ระบบกู้ เงื่อนไขของระบบนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ที่จัดการ ระบบถอน
โดยมเี งื่อนไขคือ ถอดไดแ้ ค่เพียงร้อยละ 50 ของเงนิ ออม
"กลุ่มอาชีพ" ในชุมชนสมาชิกทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องทำงาน ดังนั้นภายในชุมชนจึงมีการสร้างงานและ
อาชีพต่างๆ มาไวเพื่อเป็นการมารอบรับให้สมาชิกภายในชุมชนนั้นได้มีงานทำ ซึ่งก็จะมีได้หลากหลายแล้วแต่
ความสามารถของแต่ล่ะบุคคล เช่น การเป็นช่างตัดผมประจำชุมชน การเป็นผู้ส่งของส่งข้าวสารไปตามที่ต่างๆ ภายใน
ชุมชน อาชีพการทำอาหารภายในชุมชน อาชีพเฝ้าตู้ซักผ้าเก็บเงินเมื่อมีคนมาซักผ้า เป็นต้นโดยการที่ชุมชนทำแบบนี้ก็
เพื่อให้สมาชกิ ในชมุ ชนสามารถหาเสีย้ งตัวเองได้และมกี ารฟ้ืนฟูอย่างมีศักด์ิตรี
"กลุ่มร้านค้าสวัสดิการ" เป็นกลุ่มที่จัดตั้งเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่ถูกกว่าทั่วไปเพื่อให้
บุคคลที่มีรายได้น้อยสามารถซื้อและนำไปอุปโภคบริโภคได้ โดยแหล่งการสับสนุนก็อาจจะมาได้จากในทั้งกองทุน
สวัสดิการของชุมชนบ้านเตี่อมฝันเอง หรือเป็นแหล่งสนับสนุนจากภายนอกที่เข้ามามอบของต่างๆให้อยู่เสมอ โดย
ร้านค้าสวัสดิการต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชนสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้ ร้านก๋วยเตี๋ยว ราคา 20 – 30 บาท ร้านอาหารตาม
สั่ง 10 - 25 บาท ร้านขายน้ำ ร้านขายข้าวสารโดยมีเงื่อนไขคือ ไม่เกิน 2 กิโลกรรม/คน/สัปดาห์ โลละ 20 บาท ร้านปั่น
อิ่ม ร้านนี้จะเปิดเฉพาะในวัน จันทร์ พุธ และศุกร์เท่านั้นจะได้คนล่ะไม่เกิน 2 ชุด จะมมีราคา 10, 15 บาท และร้านเครื่อง
ซักผ้าท่เี ปน็ ระบบหุ้น
338
"กลุ่มอาสาสมัคร" เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่หมุนเปลี่ยนกันมาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่คนในชุมชนบ้านเตี๋อมฝันโดยมี
หน้าที่ในการคอยดำเนินการในช่วงแรกเริ่มของชุมชนบ้านเตื่อมฝัน และคอยจัดการปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่
สมาชกิ ภายในชุมชนไมส่ ามารถจดั การกันเองได้ อาสาสมคั รนน้ั จะมีท้ังแบบทำงานเต็มเวลาและไม่เต็มเวลา
"หน่วยงานภายนอก" เป็นแหล่งทรัพยากรภายนอกที่สมาชิกภายในชุมชนบ้านเตือมฝันสามารถไปใช้บริการ
หรือขอรับบริการได้ โดยปกติแล้วสมาชิกบ้านเตือมฝันจะเป็นคนไทยและมีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้ากันทุกคน จึงทำ
ให้เมื่อสมาชิกบ้านเตื่อมฝันเกิดการเจ็บป่วยก็สามารถเดินทางไปใช้บริการที่โรงพยาบาลได้ แต่มักจะติดปัญหาที่มักจะ
ไม่มีค่าเดินทาง แต่ทางชุมชนก็ได้มีกองทุนสวสวัสดิการมาคอยช่วยเหลือในส่วนนี้ อีกทั้งบ้านเตื่อมฝันยังได้รับความ
ช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ NGO ที่
มักจะสนับสนนุ ไมว่ า่ จะเปน็ ในด้านของงบประมาณหรอื ส่ิงของ
เครือ่ งมือช้ินที่ 2 ระบบสุขภาพและสวัสดกิ ารภายในชุมชน
บรรยายเครื่องมือเพิ่มเติม เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลที่มากจึงทำให้ผู้ศึกษาได้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบ
สุขภาพภายในชุมชน ในส่วนของความเชื่อ ความสบายใจ อาหารการกิน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยมาค่อนข้างน้อย จึง
อาจจะทำให้ข้อมูลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก อาจจำเป็นต้องไปลงพื้นที่เพื่อไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความ
ครบถ้วนสมบรู ณ์มากขน้ึ
ในส่วนของระบบสุขภาพชุมชนที่ผู้ศึกษาได้รับมานั้น พบว่าสมาชิกทุกคนภายในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นมีสิทธ์ิ
ประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ในบางคนนั้นเมื่อมีอาการป่วยแต่ไม่ไปรักษาเนื่องจากโรงพยาบาลที่มีอยู่ตามสิทธิ์นั้นอยู่ใกล
และตัวสมาชิกที่ป่วยนั้นไม่มีค่าเดินทางสำหรับการไปรักษา แต่ถ้าสมาชิกภายในชุมชนเกิดมีอาการเจ็บป่วยก็สามารถ
339
ไปเข้ารับบริการจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในระแวกนั้น สถานีอนามัยชุมชน ซึ่งโดย
สว่ นใหญ่แล้วก็จะครอบคลมุ ท้ังค่ารกั ษาและคา่ ยา
ในส่วนของการตอบสนองปัจจัย 4 ภายในชุมชนก็ทำได้อย่างครบถ้วนมีส่วนการบริหารจัดการที่พักที่มีหน้าที่
ดูแลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการดูแลที่พักอาศัย มีการเก็บค่าบริการที่พักกับสมาชิกทุกคน เพื่อให้ชุมชนยังสามารถ
ดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งราคาที่ต้องจะก็จะเพิ่มตามระดับห้องที่สมาชิกคนนั้นอยู่ อีกทั้งภายในชุมชนยังมีการเก็บค่าน้ำ
ค่าไฟจากทุกคนภายในชุมชนโดยเฉลี่ยกันและเก็บในอัตราก้าวหน้าในสมาชิกบางคนที่ใช้ในการประกอบอาชีพจึงทำให้
ต้องใช้นำและไฟมากกว่าปกติ เป็นต้น จึงทำให้การบริการที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านเตือมฝันจึงมีความมั่นคงอยู่ในระดับ
หนึ่ง นอกจากนี้ชุมชนบ้านเตี่อมฝันยังมีร้านค้าสวัสดิการที่ขายน้ำและอาหารในราคาถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป จึงทำให้
คนในชุมชนสามารถเข้าถึงอาหารและน้ำดื่มได้การตอบสนองในด้านปัจจัยทางด้านอาหารจึงได้รับการตอบสนอง ใน
ส่วนของประเด็นเครื่องนุ่งห่มในชุมชนก็มีระบบหุ้นซักผ้ามารองรับทำให้คนในชุมชนสามารถทำความสะอาดเสื้อผ้าของ
ตนเองได้ โดยไม่ต้องทนสกปรก ในส่วนปัจจัยทางด้านยารักษาโรค สมาชิกชุมชนบ้านเตี่อมฝันทุกคนก็มีสิทธิ์ในการ
รักษาพยาบาลและนอกจากนนี้ยังมีกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอีกด้วย ปัจจัย
ทางดา้ นยารักษาโรคจึงไดร้ ับการตอบสนอง
การดูแลสุขภาพภายในชุมชนก็ได้มีการทำในหลายๆ ส่วนด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ภายในชุมชนมักจะมี
คนที่เมื่อป่วยจะไม่ยอมไปหาหมอเพราะมักคิดว่า เสียเวลาในการทำงาน หรือมีความกลัวบางอย่างอยู่ภายในจิตใจ ทาง
ชุมชนและพี่เลี้ยงก็จะมีการคิดสร้างสิ่งจูงใจที่ทำให้ผู้ป่วยอยากจะไปหาหมอมากขึ้น โดยการเมื่อไปหาหมอตามนัดได้
ผู้ป่วยจะได้รับคูปองเงินสดที่ไว้ใช้สำหรับแลกสินค้าและบริการภายในชุมชนได้ หรือจะเป็นในเรื่องของการทานยา
ผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ยอมกินยา หรือมักจะลืมกินตามที่หมอสั่ง ทางชุมชนก็ได้ออกนโยบายถ้ากินยาได้ตามที่หมอสั่งก็จะ
ได้รับคูปองเงินสดไว้แลกสินค้าและบริการในชุมชนเช่นเดียวกันนอกจากนี้ในชุมชนเนื่องจากมีการเก็บเงินเพื่อสร้าง
เป็นกองทุนสวัสดิการ กองทุนนี้ก็ยังช่วยเหลือในกรณีที่ไม่มีค่าเดินทางไปพบหมอ และเมื่อกองทุนเริ่มพัฒนากองทุนก็
ได้ซื้อเครื่องมือสำหรับการตรวจสุขภาพขั้นพื้น ฐานมาไว้อยู่ภายในชุมชน ทำให้สมาชิกภายในชุมชนสามารถมาตรวจ
สุขภาพประจำสัปดาห์ด้วย นอกจากนนี้ภายในชุมชนก็ยังมีกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มเดินกาแฟ ซึ่งกลุ่มนี้ก็เป็นการเดินไป
พดู คยุ พบปะกบสมาชิกภาคในชุมชนในทุกขส์ ัปดาห์เก่ยี วกับเรอ่ื งราวและปญั หาท่เี กดิ ข้นึ อกี ดว้ ย
เครื่องมอื ที่ 3 ปฏทิ นิ ชุมชน
ใน 1 เดือน วันจันทร์ วนั องั คาร วนั พุธ วนั วันศุกร์ วนั เสาร์ วนั อาทิตย์
วันพฤหัส
สัปดาหท์ ี่ 1
สปั ดาห์ที่ 2
สปั ดาหท์ ่ี 3
สปั ดาห์ที่ 4
การเปดิ จดุ ประสานงานย่อยในพ้ืนทส่ี าธารณะ การเดนิ กาแฟ วนั ทธ่ี นาคารชมุ ชนเปดิ ทำการ
340
บรรยายเคร่อื งมือเพิ่มเตมิ โดยปกตแิ ลว้ ในวนั จนั ทร์ วนั พุธ และวนั ศกุ ร์ของทกุ ๆ สัปดาทางชุมชนจะมีการเปดิ
จุดประสานงานย่อยในพื้นที่สาธารณะ โดยมีวัตถุประงสงค์เพื่อพบปะและรับเรื่องราวของสมาชิกภายในชุมชนและกลุ่ม
เปราะบางโดยในแต่ล่ะวันก็จะไปพื้นที่ที่แตกต่างกัน ส่วนในวันเสาร์ทางชุมชนก็จะมีกลุ่มเดินกาแฟที่ทำการเดินไปหา
สมาชิกภายในชุมชนทุกคนเพื่อสอบถามเรื่องราวและปัญหาและคำแนะนำต่างๆ ของสมาชิกทุกๆ คน เพื่อนำมา
ปรับปรุงในชุมชนเอง นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของชุมชนให้สังคมภายนอกได้เห็นอีกด้วย ส่วนในวัน
อาทติ ยจ์ ะเปน็ วันทธี่ นาคารภายในชมุ ชนเปิด ใหส้ มาชกิ ภายในชมุ ชนสามารถมาทำธุรกรรมได้
โจทย์ข้อท่ี 2 แนวคิดทฤษฎีหลักการกระบวนการสังคมสงเคราะห์ที่ปรับใช้ / ค้นเจอและนำมาอธิบายชุมชน
ท่ีศึกษา
ชุมชนบ้ามเตื่อมฝันเป็นชุมชนมที่สร้างมาโดยมีจุดประสงค์ค่อนข้างที่จะชัดเจนในการก่อตั้ง คือเป็นชุมชนที่ใช้
สำหรับตั้งตัวและพัฒนาจนเองของคนไร้บ้านที่มีอยู่ในสังคม ในระหว่างการบรรยายของวิทยากรผู้ศึกษาก็ได้มีการ
สอบถามเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินงานหรือในการดำเนินงานต่างๆ ได้มีการใช้ทฤษฎีอะไรหรือไม่ ผลออกมาว่าการ
ดำเนินงานภายในชุมชนนั้นยังไม่ได้มีการใช้แนวคิดหรือทฤษฎีที่นำมาใช้ในการดำเนินงานเลย แต่จากได้ศึกษาข้อมูลใน
ชุมชนผู้ที่ศึกษาได้วิเคราะห์ว่าทางชุมชนถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักการนำแนวคิดทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน แต่
ในการปฏิบัติงานภายในชุมชนนั้นก็ได้มีแนวคิดทฤษฎีแทรกอยู่เสมอ ทางผู้ศึกษาจึงได้ทำการสกัดแนวคิดทฤษฎีที่
ชุมชนบ้านเตอื่ มฝนั ไดใ้ ช้ในการดำเนินกิจการตา่ งๆภายในชมุ ชนออกมาได้ดังน้ี
Humanism แนวคิดมนุษยนิยม คือ แนวคิดเชื่อมั่นเกี่ยวกับศักยภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่ามนุษย์
นั้นมีศักยภาพในการที่จะสามารถตัดสินใจ พัฒนาตนเอง และสามารถเลือกทางเดินในชีวิตของตนเองได้ เชื่อว่ามนุษย์
ทุกคนนั้นมีคุณค่า และมีความเท่าเทียมกัน ในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นได้มีการนำเอาแนวคิดธุรกรรมได้โจทย์ข้อท่ี 2
แนวคิดทฤษฎีหลักการกระบวนการสังคมสงเคราะห์ที่ปรับใช้ / ค้นเจอและนำมาอธิบายชุมชนที่ศึกษาชุมชนบ้ามเตื่อม
ฝันเป็นชุมชนมที่สร้างมาโดยมีจุดประสงค์ค่อนข้างที่จะชัดเจนในการก่อตั้ง คือเป็นชุมชนที่ใช้สำหรับตั้งตัวและพัฒนา
จนเองของคนไร้บ้านที่มีอยู่ในสังคม ในระหว่างการบรรยายของวิทยากรผู้ศึกษาก็ได้มีการสอบถามเกี่ยวกับแนวทางใน
การดำเนินงานหรือในการดำเนินงานต่างๆ ได้มีการใช้ทฤษฎีอะไรหรือไม่ ผลออกมาว่าการดำเนินงานภายในชุมชนนั้น
ยังไม่ได้มีการใช้แนวคิดหรือทฤษฎีที่นำมาใช้ในการดำเนินงานเลย แต่จากได้ศึกษาข้อมูลในชุมชนผู้ที่ศึกษาได้วิเคราะห์
ว่าทางชุมชนถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักการนำแนวคิดทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน แต่ในการปฏิบัติงานภายใน
ชุมชนนั้นก็ได้มีแนวคิดทฤษฎีแทรกอยู่เสมอ ทางผู้ศึกษาจึงได้ทำการสกัดแนวคิดทฤษฎีที่ชุมชนบ้านเตือมฝันได้ใช้ใน
การดำเนินกิจการต่างๆภายในชุมชนออกมาได้ดังน้ีHumanism แนวคิดมนุษยนิยม คือ แนวคิดเชื่อมั่นเกี่ยวกับ
ศักยภาพ และศักดิ์ศรคี วามเป็นหมนษุ ย์วา่ มนุษยน์ น้ั มีศักยภาพในการท่ีจะสามารถตดั สินใจ พฒั นาตนเอง และสามารถ
เลือกทางเดินในชีวิตของตนเองได้ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีคุณค่า และมีความเท่าเทียมกัน ในชุมชนบ้านเตี๋อมฝันน้ัน
ได้มีการนำเอาแนวคิดมนุษยนิยมนี้มาใช้ซึ่งอาจดูได้จากการท่ี ถึงแม้ว่าชุมชนบ้านเตี๋อมฝันนั้นจะถูกสร้างมาเพื่อคอย
ช่วยเหลือบุคคลไร้บ้านที่อยู่ภายในสังคมในสถานที่ต่างๆ แต่ก็ไม่เหมือนกับสถานที่พักพิงของคนไร้บ้านในที่อื่นๆ เลย
ทุกคนที่จะมาเป็นสมาชิกชุมชนบ้านเตื่อมฝันได้นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถดูแลตนเองได้ เพราะทำคน
ในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นไม่ได้อยู่ฟรี เลยจำเป็นที่จะต้องทำงานเพื่อแลกกับค่าที่พัก เช่นเดียวกับสังคมโดยปกติแต่
ราคาอาจจะถูกลงมากกว่า เพื่อให้บุคคลไร้บ้านสามารถตั้งตัวได้ ในขณะที่บ้านพักพิงคนไร้บ้านนั้นจะเป็นในรูปแบบของ
การเชิงสงเคราะห์เสียมากกว่า คนไร้บ้านที่เข้ามาแล้วก็จะอยู่อาศัยภายในศูนย์ไม่จำเป็นต้องทำงานและอยู่ได้ต่อไป
เรื่อยๆ การทำในลักษณะนี้อาจะเป็นการที่ทำลายศักยภาพในการเจริญเติบโตของมนุษย์ในขณะที่บ้านเตี๋อมฝันนั้นได้ให้
341
สมาชิกชุมชนท่ีมาอยู่ในได้ทำในสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถประกอบอาชีพกันได้ทุกคน และหาก
สมาชิกคนใดที่รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ในชุมชนแล้วก็สามารถออกไปเช่นบ้านในสังคมภายนอกอยู่ได้ เพราะสกิลและทักษะท่ี
สมาชิกคนนั้นได้เก็บเกี่ยวในระหว่างที่สมาชิกอยู่ภายในชุมชนก็จะอยู่ติดตัวสมาชิกคนทุกคนออกไปด้วย การ
ดำเนนิ การตา่ งๆ ในชมุ ชนบ้านเตือมฝนั จงึ มีแนวคดิ มนุษยนยิ มแทรกอยูด่ ว้ ยถึงแม้วา่ คนในชมุ ชนจะไมร่ ูต้ ัวก็ตาม
Structural - functional Theory ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ เป็นทฤษฎีที่มารากฐานการพัฒนามาจากร่างกาย
ของสิ่งมีชีวิต การที่สั่งมีชีวิตจะมีชีวิตจะมีชีวิตได้นั้น ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และ
คอยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แนวคิดภายในชุมชนข้ามเต่ือมนั้นก็ไม่ได้ต่างจากทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ทางสังคม
เท่าไรนัก ในชุมชนบ้านเตื่อมมีกฎว่าอยู่ทุกคนที่อยู่ภายในชุมชนนั้นจะต้องทำงานและมีค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยร่วมกัน
จึงทำให้สมาชิกทุกคนในชุมชนบ้านเตี่อมฝันนั้นมีหน้า ที่และมีงานทำ ที่จะสามารถหาเลี้ยงดูตนเองได้ถึงแม้ว่าจะเป็น
คนไร้บ้านก็ตาม และชุมชนบ้านเตือมฝันก็ได้แบ่งการทำงานออกเป็นในหลายๆ ส่วน เช่น กลุ่มการบริหารในเรื่องต่างๆ
เช่น กลุ่มการบริหารจัดการที่พัก กลุ่มบริหารจัดการสวัสดิการในชุมชน กลุ่มบริหารจัดการธนาคารภายในชุมชน หรือ
จะเป็นในกลุ่มที่ไม่ใช่เกี่ยวกับการบริหารชุมชนแต่เป็นกลุ่มในการให้ความช่วยเหลือคนในชุมชน เช่น กลุ่มร้านค้า
สวัสดิการ กลุ่มเดินกาแฟ กลุ่มกลุ่มอาชีพ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มทั้งหลายเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้จากสมาชิกทุกคนภายในชุมชน
มาคอยช่วยเหลือและทำงานให้ซึ่งกันและกัน เกิดเป็นโครงสร้างทางสังคมขนาดเล็กขึ้นภายในชุมชน ทำให้ชุมชนบ้าน
เตือ่ มฝนั น้ันยงั สามารถคงอยใู่ นสงั คม และสามารถพัฒนาตอ่ ไปได้
Reinforcement Theory ทฤษฎีการเสริมแรง คือ ทฤษฎีว่าด้วยการแสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์เม่ือ
เจอสิ่งเร้าต่างๆ ซึ่งการแสดงพฤติกรรมที่ออกมาจะมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ คือ การเข้าหาสิ่งเร้า หรือการถอยหนีห่าง
ออกจากสิ่งเร้านั้นๆ ในชุมชนบ้านเตือมฝันนั้นเนื่องจากเป็นชุมชนคนไร้บ้านสมาชิกส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่ต่างคน
ต่างมาและไม่ได้รู้จักกันมาก่อน หรืออาจจะแค่เคยอยู่ในระแวกเดียวกัน จึงทำให้สมาชิกในชุมชนบ้านเตือมฝันมีความ
หลากหลายสูง หลายช่วงอายุ และหลายบุคลิก อย่างไรก็ตามความหลากหลายนั้นก็อาจะนำมาซึ่งความไม่เป็นเอกภาพ
ของคนในชุมชนได้ เพราะเนื่องจากสมาชิกบ้านเตื่อมฝันทุกคนเคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อน จึงทำให้สมาชิกทุกคนไม่ได้มี
พันธะเกี่ยวข้องอะไรกันมากนัก จึงอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกภายในชุมชน และการล่มสลายของชุมชนได้ง่าย แต่
ทางชุมชนก็ได้มีวิธีการแก้ไขปัญหานี้โดยการทำให้คนในชุมชนได้เห็นถึงประโยชน์ของการที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมขนาด
ย่อมๆ ที่มีดีกว่าการที่ต้องออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ภายนอกชุมชน และไม่มีงานทำหาเลี้ยงชีพของตน จึงทำให้ชุมชนน้ัน
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมีความเข้มแข็ง และในอีกกรณีที่เห้ฯได้ชัดเจนเกี่ยวกับการนำทฤษฎีการเสริมแรงมา
ประยุกต์ใช้ในชุมชนบ้านเตื่อมฝัน นั้นก็คือ การได้รับคูปองและเงินสดฟรี จากการที่สมาชิกคนนั้นไปหาหมอตามที่หมอ
นดั และสามารถกนิ ยาได้ตามที่หมอส่ังได้
แนวคิดสวัสดิการสังคม เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างหลักประกันให้แก่คนในสังคมนั้นๆ ให้สามารถมีชีวิต
ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นมีการใช้แนวคิดสวัสดิการสังคมอย่างชัดเจนโดยมีการจัดตั้งกองทุน
สวัสดิการของชุมชนขึ้น การดำเนินการของกองทุนจะมีลักษณะของการซื้อประกันวันล่ะ 2 บาทเพื่อแลกกับสิทธิ
ประโยชน์ต่างๆ ที่กองทุนสวัสดิการจะมอบให้ได้ โดยที่กองทุนสวัสดิการของชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้น ก็จะให้ความ
ช่วยเหลือในด้านต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การให้ค่าเดินทางไปหาหมอตามใบนัด เมื่อสมาชิกคนไหนไม่สามารถมีค่า
เดินทางไปหาหมอได้ หรือจะเป็นการจัดตั้งร้านค้าสวัสดิการทำให้สมาชิกภายในชุมชนสามารถซื้อของได้ในราคาที่ถูก
กว่าราคาท้องตลอดโดยทั่วไป โดยการดำเนินการกองทุนสวัสดิการของชุมชนบ้านเดื่อมฝันก็ได้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้
สมาชกิ ภายในชมุ ชนมชี วี ติ ความเปน็ อยู่ทด่ี ขี ้ึน
342
Biopsychosocial ทฤษฎีกายจิตสังคม ได้อธิบายถึงผลกระทบของ กาย จิต สังคม ที่ทั้งส่งผลซึ่งดันและกัน
และส่งผลต่อสุขภาวะโดยร่วมทั้งหมดของมนุษย์คนหนึ่งๆ ในชุมชนบ้านเดื่อมฝันจากในเครื่องมือระบบสุขภาพและ
สวัสดิการภายในชุมชนเราจะเห็นได้ว่าชุมชนบ้านเตี่อมฝันนั้นได้มีระบบการดูแลสุขภาพที่แยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
ในส่วนของทางด้านทางกายสมาชิกทุกคนสามารถไปเข้ารับบริการการรักษาสุขภาพได้จากโรงพยาบาล โดยใช้สิทธ์ิ
หลักประกันสุขภาพของตนเองซึ่งทุกคนภายในชุมชนนั้นมีอยู่แล้ว ในส่วนของการเข้าถึงปัจจัย 4 สมาชิกทุกคนก็
สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ขาดแคลนด้วยระบบต่างๆ ที่ชุมชนได้จัดสรรไว้ให้นอกจากนี้ยังมีกองทุนสวัสดิการที่คอยช่วย
เหลทอให้สมาชิกกองทุนสามารถเข้าถึงการดูแลทางกายได้อีกด้วยในส่วนของปัจจัยทางจิตและสังคมนั้น เราก็จะ
สามารถเห็นได้ว่าทางชุมชนนั้นได้มีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาในการช่วยเหลือและรับฟังสมาชิกที่อยู่ภายในชุมชน
การตั้งกลุ่มเดินกาแฟ ที่จะเดินไปพบปะสมาชิกทุกๆ คนในวันเสาร์ของทุกๆสัปดาห์ การออกไปตั้งจุดรับฟังปัญหาและ
ประชาสัมพันธ์ตามที่ต่างๆ ในวัน จันทร์ พุธ และศุกร์ เป็นต้น นอกจากนี้เนื่องจากชุมชนบ้ามเตี่อมฝันนั้นเป็นชุมชนที่มี
ขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก มีประชากรอยู่ประมาณ 100 - 150 คน การติดต่อสัมพันธ์กันจึงค่อนข้างทั่วถึงไม่เหมือน
ชุมชนที่มีขนาดใหญ่ สมาชิกส่วนใหญ่ก็มักจะมีความสนิทซึ่งกันและกันเพราะเนื่องจากต้องทำงานอยู่ด้วยกันภายใน
ชุมชน จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นเราจะสามารถเห็นได้ว่าชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นมีความพยายามที่จะเติมเต็มสุขภาวะใน
ด้านต่างๆ ให้มีความสมดุลแก่สมาชิกทุกๆ คนซึ่งก็เหมือนการเอาทฤษฎีกายจิตสังคมในการมาตอบสนองความ
ต้องการ
โจทย์ข้อท่ี 3 ลักษณะกิจกรรมบริการโครงการปฏิบัติการที่นำเสนอ (บนฐานข้อมูลเบื้องต้น) และการ
อธบิ ายเหต-ุ ผลหลักทเ่ี ลือกเสนอกิจกรรม / บริการ / โครงการนั้นๆ
โครงการ รูจ้ ักและเขา้ ใจในการรบั มือสภาวะฉกุ เฉนิ ของผทู้ ี่มีภาวะทางจติ เวชรนุ แรงฉับพลัน
ที่มาและความสำคัญของโครงการ ชุมชนบ้ายเตี๋อมฝันนั้นเป็นชุมชนของคนไร้บ้านที่มารวมกันอยู่ ซึ่งมีการ
เดินทางมาจากในหลากหลายพื้นที่ บางส่วนของผู้อยู่อาศัยหรือสมาชิกบางคนนั้นก็มีสภาวะทางจิตเวชตั้งแต่ก่อนเข้า
มาอยู่ภายในชุมชน และไม่ได้รับการรักษา แต่ยังสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่งจึงสามารถเข้ามาอยู่ในบ้านเตือม
ฝันได้ และผู้ป่วยบางส่วนก็ถูกส่งมาจากการรักษาและบำบัดเสร็จ จนสามารถที่จะทำงานและดูแลตนเองได้ในระดับ
หนึ่ง จนได้เข้าไปอยู่ในชุมชนบ้านเตือมฝัน ถึงแม้ว่าจะไม่ทราบจำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชอย่างแน่ชัด เพราะข้อจำกัด
ทางด้านข้อมูล แต่จากขอ้ มูลที่ได้ศึกษามาพบว่าในชุมชนได้เคยเกิดเหตุทม่ี ี
ผู้ป่วยที่มีสภาวะรุนแรงฉับพลันขึ้น และเนื่องจากภายในชุมชนไม่ได้มีนักวิชาชีพอยู่ภายในชุมชนเลย มีแต่สมาชิก และ
อาสาสมัครจึงทำให้ไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณืดังกล่าวอย่างไร ซึ่งอาจะเกิดเป็นอันตรายทั้งต่อตัวผู้ป่วยที่มี
อาการรุนแรงเอง หรือ ตัวสมาชิกภายในชุมชนด้วยเอง เป็นต้น ดังนั้นโครงการรู้จักและเข้าใจในการรับมือสภาวะ
ฉุกเฉินของผูท้ ม่ี ภี าวะทางจิตเวชรนุ แรงฉบั พลัน จึงไดจ้ ดั ขึน้ เพ่ือมีบทบาทตามวัตถุประสงค์ดังนี้
จุดประสงค์ของโครงการ
1.เปน็ การสร้างการตระหนกั รูใ้ นสญั ญาณเตอื นของภาวะทางจิตเวชรนุ แรงฉบั พลนั
2.สร้างความเข้าใจในตัวผู้ที่มีสภาวะทางจิตเวชอย่างถูกต้องเหมาะสมให้แก่คนในชุมชนทุกคน เพื่อไม่ให้เกิด
การตีตราทางสังคมและการตื่นตระหนกจนเกนิ เหตุ
3.ทำความเข้าใจรว่ มกับชุมชนในการรับมือและชว่ ยเหลอื ผูท้ ีม่ ภี าวะทางจติ เวชรุนแรงฉบั พลนั
343
ลักษณะของการดำเนินโครงการ โครงการนี้จะเป็นโครงการในระยะสั้น เป็นโครงการสร้างองค์ความรู้ให้แก่สมาชิก
ภายในชุมชนอาจจะกระทำด้วยการจัดทำเวทีแลกเปลี่ยนและบรรยาย เนื่องจากสมาชิกภายในชุมชนบ้านเตื่อมฝัน อาจ
มีข้อจำกัดทางด้านการอ่านและเขียนเนื่องจากเป็นคนไร้บ้านมาก่อน และถ้าหากดูจากปฎิทินชุมชนรายอาทิตย์เราจะ
เห็นได้ว่าเราสามารถนำกิจกรรมโครงการนี้ไปขยายผลต่อในกิจกรรมต่างๆ ที่ทางชุมชนจัดขึ้นมาอยู่แล้ว เพื่อเป็นการ
กระจายให้มากขึ้น ผู้ทำโครงการก็มีหน้าที่ในการทำให้สมาชิกภายในชุมชนมีความสนใจในโครงการ และให้สมาชิกได้
เห็นถึงทมี่ าและสำคัญและประโยชน์ที่สมาชกิ ภายในชมุ จะไดร้ ับจากโครงการหรอื กิจกรรมน้ี
***อธบิ ายเหต-ุ ผลหลักท่ีเลือกเสนอกจิ กรรม / บรกิ าร / โครงการนน้ั ๆ ไดอ้ ยู่ในทีม่ าและความสำคญั ของโครงการ
โจทย์ข้อที่ 4 ข้อเสนอต่อบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ชุมชนนำเสนอและอภิปรายประกอบโดยใช้ผลการ
ดำเนนิ การในขอ้ 1-3 ประกอบ
ภายในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นสำหรับในมุมของผู้ศึกษาแล้วถือว่าเป็นชุมชนที่มีความน่าสนใจ แอะเป็นชุมชนที่
ค่อนข้างมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเกิดจากการรวมตัวกันของคนไร้บ้าน ที่มาจากแหล่งที่มีความ
แตกต่างกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็สามารถมาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนได้ถึงแม่ในช่วงต้นจะต้องพึ่งความช่วยเหลือ
จากพี่เลี้ยงอาสาสมัครอยู่บ้างก็ตาม ภายในชุมชนมีการทำงานในเชิงพัฒนาที่เน้นการพึ่งพาตนเองของแต่ล่ะคน
ภายในชุมชน ซึ่งเป็นหลักฐานพัฒนาที่มีความสอดคล้องกันกับหลักปรัชญาของสังคมสงเคราะห์นั้นคือ ช่วยเขา ให้เขา
ช่วยเหลือตนเองได้ อย่างไรก็ดีภายในชุมชนจึงดูไม่มีปัญหาอะไรมากนักยกเว้นแต่เพียงว่าอาจะขาดนักวิชาชีพในการ
ดูแลเรื่องที่มีความเฉพาะเจาะจงและขาดความเข้าใจในบางอย่างไป แต่โดยรวมแล้วสชุมชนนี้ก็ถือว่าดี และมีความ
มั่นคง บทบาทนักสังคมภายในชุมชนบ้านเตื่อมฝันนั้นเลยอาจจะไม่ใช่ในเชิงการแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่อาจจะเป็นไปใน
เชิงการพัฒนาและป้องกัน หรือบทบาทในการเป็นผู้ถอดบทเรียนในชุมชนบ้านเตื่อมฝันแห่งนี้ไปประยุกต์ใช้กับชุมชน
อื่นๆ ได้ หรือจะเป็นบทบาทของผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยร่วมกับคนในชุมชนและนำองค์ความรู้มามอบให้แก่คนในชุมชน
และบทบาทผปู้ ระสานงานกับชมุ ชนหรอื หน่วยงานภายนอก ผูอ้ อกแบบสวสั ดกิ าร่วมกบั ชมุ ชนภายในชมุ ชน เปน็ ต้น
ในบทบาทของการพัฒนานักสังคมสงเคราะห์อาจทำให้คิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตใหม่ๆ ร่วมกับสมาชิก
ภายในชุมชนพัฒนาสิ่งต่างๆ ในชุมชนท่ีสมาชิกในชุมชนคิดว่าต้องการหรือมีความจำเป็น นักสังคมสงเคราะห์สามาระ
ใช้องค์ความรู้ที่มีสร้างให้สมาชิกภายในชุมชนตระหนักถึงสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนไปถึงการ
กลับไปอยู่ในสังคมชุมชนปกติและออกจากชุมชนเตื่อมฝันไป ในบทบาทของผู้ป้องกันนักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้ที่ทำ
การประเมินความเสี่ยงร่วมกันกับสมาชิกภายในชุมชนบ้านเตื่อมฝัน ในการประเมินความเสี่ยงภายในชุมชนที่อาจจะ
สามารถพัฒนากลายไปเปน็ ปัญหาภายในชมุ ชนได้ในอนาคต นัก
สังคมสงเคราะห์ต้องนำเอาองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ในการประเมินร่วมด้วย ทำให้ชุมชนเห็นถึงปัญหาและความเสี่ยงท่ี
ซอ่ นเรน้ อยูภ่ ายในชมุ ชน ทำให้ชมุ ชนเห็นถึงความสำคญั ในการป้องกนั และกำกดั ความเส่ียงนน้ั ให้ลดลงน้อยท่ีสดุ เท่าท่ี
ชุมชนจะสามารถทำได้ในบทบาทของผู้ถอดบทเรียนชุมชน ก็เป็นหนึ่งในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ที่สามารถทำได้
และมีความจำเป็นเพราะเนื่องจากจะเป็นการเก็บข้อมูลและบันทึกไว้อย่างมีระบบระเบียบ ทำให้ง่ายต่อการทำการศึกษา
เข้าใจชุมชนได้มากขึ้น และอาจจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์ได้พบเห็นในแง่มุมใหม่ๆ ของชุมชนซึ่งอาจจะนำไปสู่การ
พัฒนาตัวชุมชนเอง หรือนำไปประยุกต์ใช้ในกับที่อื่นๆ หรือพบเจอกับปัญหาที่ตกหล่นไปภายในชุมชนได้ เช่นเดียวกับ
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการทำวิจัยร่วมกับสมาชิกภายในชุมชนเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่
ชุมชนและสังคม อีกทั้งยังเป็นการ จำเป็นที่นักสังคมสงเคราะห์จะต้องอัพเดตตัวเองให้ทันต่อโลกอยู่เสมอๆ เพราะ
ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ อาจจะเกิดขึ้นมาใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา การศึกษาวิจัยอาจทำให้นักสังคมสงเคราะห์และชุมชนได้
344
เห็นถึงสิ่งที่โดยปกติแล้วการศึกษาโดยทั่วไปอาจจะกระทำการสังเกตหรือพบเจอได้ยากแต่เม่ือได้ทำการวิจัยและได้ทำ
การวิเคราะห์ของมูลต่างๆก็อาจจะทำให้ได้เห็นมุมมองความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นซึ่งการอาจจะนำไปไปสู่สิ่ง
ใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน นักสังคมสงเคราะห์ในบทบาทของผู้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และชุมชน ชุมชนบ้านเตื่อมฝัน
นั้นเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายสูง สมาชิกมาจากหลากหลายพื้นท่ี และยังมีหน่วยงานภายนอกต่างๆ ที่คอยให้การ
สนับสนุนชุมชนบ้านเตื่อมฝันน้ี นักสังคมสงเคราะห์จึงสมารถทำหน้าที่เป็นดังกาวประสานทุกๆ ภาคส่วนให้สามารถทำ
ความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันได้ นักสังคมสงเคราะห์อาจสร้างโครงข่ายการติดต่อของกันและกันทำให้
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล แจ้งข่าวสารต่างๆ ให้มีความทั่วถึงและรวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งการรับทราบถึงปัญหาต่างๆ
เพื่อที่จะสามารถทำการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นักสังคมสงเคราะห์ในบทบาทผู้ออกแบบสวัสดิการสังคมร่วมกับคนใน
ชุมชน จากข้อมูลชุมชนที่ได้ทำการศึกษามานั้นจะพบได้ว่าในชุมชนบ้านเตือมฝันนั้นมีระบบกองทุนสวัสดิการภายใน
ชุมชนที่คอยเป็นกองทุนช่วยเหลือสมาชิกภายในชุมชนอยู่แล้วซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ก็สามารถเข้าไปพัฒนาหรือ
ปรับปรุงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วด้วงองค์ความรู้ต่างๆ ที่ตัวนักสังคมสงเคราะห์นั้นมี เพราะสวัสดิการที่ดีถือเป็นฐานที่
มั่นคงของสังคม หากนักสังคมสงเคราะห์สามารถพัฒนาระบบสวัสดิการภายในชุมชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
สามารถตอบสนองความต้องการและสามารถช่วยเหลือคนในชุมชนได้มากขึ้น สมาชิกภายในชุมชนบ้านฝันก็จะเกิด
การพัฒนา ซงึ่ ผลท่ีตามมากจ็ ะทำให้ชุมชนบ้าน
เตื่อมฝันนั้นเริ่มเติบโตมากขึ้นไปอีก จนสุดท้ายแล้วสมาชิกภายในชุมชนก็อาจจะที่จะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เทยี บเทา่ กับชุมชนในทีอ่ ื่นๆ
รายการอา้ งองิ
สิรพิ รรณ ศรีมีชยั . (2564). MW311 MENTAL HEALTH SOCIAL WORK/สิรพิ รรณ ศรีมีชัย/2021.tu.
(Webinar]. คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
https://us02web.zoom.us/rec/share/PsfxPg3hKBLFqPOIO-V832ZQPqLG-
nEUxinHEYd7FORz9UhkAdynNIbHi4sd PgY2.wNEEL-LTQM4rdKPH
วนั ทนยี ์ วาสกิ ะสิน และคณะ. (2553). ความรูท้ ั่ไปเกยี่ วกบั สวัสดกิ ารสังคมและสงั คมสงเคราะหก์ รงุ เทพฯ: สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
345
“ชุมชนคลองลดั มะยม”
เบญจรตั น์ นาดี