The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-11-28 11:15:00

การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: การประยุกต์ใช้เครื่องมือ การศึกษาชุมชน

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

196

ข้อมลู ทวั่ ไปของชุมชนศรสี มบูรณ์
ชุมชนศรีสมบูรณ์ (Si Sombun Community) อยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัด

นครศรีธรรมราช
ช่ือประธานกรรมการชุมชน นายวิชาญ จนั ทราทพิ ย์
ทอี่ ยู่ตดิ ตอ่ 196 ม.2 ต.หลู ่อง อ.ปากพนงั จ.นครศรธี รรมราช 80140
ระยะเวลาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการชุมชน ตัง้ แต่ วนั ท่ี 31 สงิ หาคม 2555 ถงึ ปจั จุบนั
คำขวัญของชุมชน วดั มีวตั ถโุ บราณ บา้ นมีขนมลา
วิสัยทัศน์ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน อยากให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ รู้จัก

ชุมชนศรีสมบรู ณ์ ซง่ึ มหี มบู่ า้ นขนมลาและวตั ถมุ งคลทีว่ ดั ศรสี มบรู ณ์
จำนวนประชากรตามระเบียบราษฎร จำนวน 831 คน 196 ครัวเรือน แบ่งเป็น จำนวนประชากรชาย 406 คน

หญงิ 425 คน
อาณาเขต (บ้านเลขที่ 66 -117 ถ.ศรีสมบูรณ์ ต.ปากพนัง, บ้านเลขที่ 1-147/6 ม.1 ต.หูล่อง, บ้านเลขที่ 2 –

230/1 ม.2 ต.หูลอ่ ง อ.ปากพนงั จ.นครศรธี รรมราช)

ทศิ เหนอื จดชุมชนหูลอ่ ง
ทิศใต้ จดสี่แยกสะพานข้ามแม่น้า
ทศิ ตะวันออก จดแม่น้ำปากพนงั
ทศิ ตะวนั ตก จดหมู่ท่ี 2 ตำบลหลู อ่ ง

ภาพท่ี 1 : ภาพแสดงอาณาเขตชมุ ชนศรีสมบรู ณ์

197
ขอ้ มลู การศึกษาชมุ ชนเพิ่มเตมิ

กลุ่มอาชีพขนมลาบ้านศรีสมบูรณ์ (หอยราก) 45หมู่ 2, ถนน อชิโต ตำบล หูล่อง อำเภอ ปากพนัน
นครศรธี รรมราช 80140 โทรศพั ท์: 075-370379
ขอ้ 1. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการศึกษาชุมชน

ในการศึกษาชุมชนศรีสมบูรณ์นักศึกษาเลือกใช้เครื่องมือทั้งหมด 5 ชิ้น แบ่งเป็น เครื่องมือพื้นฐาน 4 ชิ้นจาก
ทง้ั หมด 7 ช้นิ และใช้เครื่องมือแผนแม่บทชมุ ชน
1.แผนทีเ่ ดินดิน

ภาพที่ 2 : แผนทเี่ ดินดนิ ของชมุ ชนศรีสมบรู ณเ์ พยี ง 20 %

198

2 . ปฏิทินชุมชน

กจิ กรรมทางสงั คมและประเพณที ่ีสำคญั ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. เดือน ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
มิ.ย ก.ค.

วนั ขนมลา

ประเพณีแขง่ เรอื เพรยี ว

ประเพณที ำบุญสารทเดอื นสบิ

ประเพณีชกั พระ

ประเพณีแหผ่ ้าขน้ึ ธาตุ

ประเพณอี าบน้ำคนแก่

ประเพณใี หท้ านไฟ

*หมายเหตุ กิจกรรมหรือประเพณีที่ยกมาในปฏิทินเป็นกิจกรรมที่ทำเฉพาะชุมชน อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค แต่ยังไม่นับรวม

กจิ กรรมหรือประเพณที ่ที ำกนั เป็นสากลทว่ั ประเทศ

วนั ขนมลา
เป็นวันที่แสดงถึงความตระหนักและการเห็นความสำคัญของการผลิตขนมลา ซึ่งเป็นทั้งอาชีพและเป็นขนม

แห่งวัฒนธรรมอันเป็นวิถีชีวิตของคนปักษ์ใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้จัดงานวันขนมลาขึ้นมาอย่าง
ต่อเนอื่ งเปน็ ประจำทกุ ปี โยกจิ กรรมในงานประกอบด้วย การจดั ประกวดหมรับ(อา่ นวา่ หมบั แปลว่า สำรับ)ของนกั เรยี น
และชุมชน โดยการจัดการจัดหฺมฺรับถือเป็นการเตรียมเสบียงอาหารบรรจุในภาชนะเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในช่วง
เทศกาลเดือนสิบ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน หรือญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ได้นำกลับไปใช้สอยในนรกภูมิ
หลังจากถูกปล่อยตัวมาอยู่ในเมืองมนุษย์ช่วงเวลาหนึ่ง และต้องถึงเวลากลับไปใช้กรรมตามเดิม ฉะนั้น บรรดา
ลูกหลานก็จะต้องจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ฯลฯ มิให้ขาดตกบกพร่องแล้วบรรจงจัดลงภาชนะ ตกแต่งประดับ
ประดาด้วยดอกไม้ให้สวยงาม เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้บรรพบุรุษ ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพัน และความ
กตัญญู และในวันขนมลายังมีการประกวดขนมลาการสาธิตการทำขนมลา การจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ การแสดง
ของนักเรียน การประกวดธิดาขนมลา และการแสดงมหรสพต่าง ๆ ตลอดงาน ซึ่งงานจัดขึ้นที่โรงเรียนเทศบาลวัดศรี
สมบูรณ์ ต.ปากพนงั ฝ่ังตะวนั ตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

งานประเพณี แข่งเรือเพรียว
งานประเพณี “แข่งเรือเพรียว” ชิงถ้วยพระราชทานฯ จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์เอกลักษณ์ และวิถีชีวิตของชาวลุ่มน้ำ

ปากพนัง ตามคำขวัญ "อารยธรรมแห่งสายน้ำ เอกลักษณ์งามเมืองปากพนัง" รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.
นครศรีธรรมราช เพราะเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่นที่ยิ่งใหญ่ สืบทอดมายาวนาน โดยชุมชนศรีสมบูรณ์ได้มีส่วนร่วมใน
งานคอื การไปสาธิตวิธีการทำขนมลา เพ่อื ดงึ ดูดนกั ท่องเทยี่ วและสรา้ งรายไดใ้ หก้ ับชุมชน

199

ประเพณบี ญุ สารทเดอื นสิบ
ประเพณีบุญสารทเดือนสิบเป็นงานบุญเพื่อุทิศส่วนกุศล ให้บรรพบุรุษ ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ยังมี

กรรมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิในวันสารทเดือนสิบ ยมพบาลจะปลดปล่อยให้ออกมาเยี่ยมลูกหลาน เพื่อมารับ
ส่วนบุญกุศลที่บรรดาลูกหลาน ญาติพี่น้องทำบุญให้ มีเพียงปีละครั้ง คือในวัน แรม ๑๔ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ (ซึ่งจะ
ประมาณ ปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคมพอถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ต้องหลับไปชดใช้กรรมตามเดิม
จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมต่อไป

ประเพณีชักพระ
ประเพณีชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม 1

ค่ำเดือน 11 ซึ่งเชื่อกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบ
พรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงมารอรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธ เจ้าขึ้นประทับบน บุษบกแล้ว
แห่ไปรอบเมือง ที่อำเภอปากพนังจะจัดพร้อมกับประเพณีการแข่งเรือเพรียว ซึ่งการจัดจะมีการนำเรือพระ(รถหรือ
ล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก)ของแต่ละวัดมาจอดเพื่อให้ชาวบ้านได้ทำบุญ และยังมีการจัดการ
แข่งขันความสวยงามขึ้นของในแต่ละวัด โดยชุมชนศรีสมบูรณ์ก็ได้มาแข่งขันโดยเป็นตัวแทนของวัดศรีสมบูรณ์ ซ่ึง
ประเพณีได้ทำให้คนในชุมชนไดเ้ ข้ามามสี ว่ นรว่ มในการตกแต่งเรือพระ

ประเพณแี ห่ผา้ ขนึ้ ธาตุ
ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันแห่ผ้าขึ้นห่มโอบรอบฐานพระมหาธาตุที่

ประดิษฐานภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช มักกระทำกันในวันสำคัญทางพุทธศาสนา คือ
วันมาฆบูชาและวันวิชาขบูชา โดยในชุมชนศรีสมบูรณ์หากใครจะไปเข้าร่วมประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุก็จะมีการรวมตัวกัน
ไปภายในชมุ ชมและเหมารถเมล์ไปทวี่ ัดพระมหาธาตุเพอื่ สะดวกท่จี ะไปรว่ มงาน

ประเพณปี ระเพณอี าบนำ้ คนแก่
อาบน้ำคนแก่เป็นประเพณีเกี่ยวเนื่องมาจากประเพณีสงกรานต์ชาวนครศรีธรรมราชเชื่อว่าในวันที่ 14เมษายน

เทวดาที่เฝ้ารักษาเมืองทั้งหลายจะพากันขึ้นไปเมืองสวรรค์กันหมด ทั้งเมืองจึงปราศจากเทวดา วันนี้จึงเรียกว่า “วัน
ว่าง” คือเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเทวดาคุ้มครอง ชาวบ้านจะหยุดทำกิจการงานทุกอย่างเก็บสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
หมด ครกและสากตำข้าวก็จะแช่เอาไว้สามวัน ในวันว่าง ชาวบ้านจะนำภัตตาหารและเครื่องนมัสการต่าง ๆไปทำบุญท่ี
วัดใกล้บ้าน เสร็จแล้วจึงไปสักการะและสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ที่สนามหน้าเมือง และนิยมรองรับน้ำจากการสรงน้ำพระ
พุทธสิหิงค์ เพื่อนำไปไว้ใช้ในงานมงคลที่บ้านของตนอีกด้วย เมื่อสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์เสร็จแล้ว ชาวนครศรีธรรมราช
จะนำอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไปให้ญาติคนแก่ที่ตนเคารพนับถือแล้วขออาบน้ำให้ท่านด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคล
แก่ตนเองและครอบครัว

ประเพณใี ห้ทานไฟ
ประเพณีให้ทานไฟ จัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคใต้รู้สึกหนาวเย็นกว่าปกติชาวบ้าน

จึงร่วมใจกันช่วยเหลือพระสงฆ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ด้วยการมาช่วยก่อกองไฟให้
พระสงฆ์ผิงสร้างความอบอุ่น และถือโอกาสทำขนม ทำอาหารมาถวายพระสงฆ์ไปด้วยกัน เพราะตามปกติชาวบ้านต้อง

200

ตักบาตรทำบุญกันอยู่เป็นประจำทุกเช้าอยู่แล้ว แต่การทำบุญในโอกาสนี้พระสงฆ์ไม่ต้องออกไปบิณฑบาตท่ามกลาง
อากาศหนาวเย็นลำบาก หากชาวบ้านนัดรวมตัวกันในช่วงวันที่มีอากาศหนาวเย็นมาทำบุญพร้อมกัน ด้วยการก่อกอง
ไฟและทำขนมต่างๆ ถวายให้พระสงฆ์ฉันที่ลานวัด จึงได้เรียกกันว่า “ให้ทานไฟ” คือ การทำบุญด้วยไฟ ทาง
นครศรีธรรมราชนิยมทำบุญให้ทานไฟกันเสมอเกือบทุกปี วัดในอำเภอเมืองเช่นวัดประดู่ วัดแจ้ง วัดใหญ่ วัดชะเมา
ส่วนในตัวอำเภอปากพนังก็จะจัดที่วัดรามประดิษฐ์ วัดศรีสมบูรณ์ ยกเว้นปีไหนอากาศไม่หนาวเย็นก็อาจงดไปบ้าง แต่
ถอื เป็นประเพณีท่เี กา่ แก่และดีงาม นา่ ศรทั ธาที่ถอื ปฏบิ ตั ิตอ่ กนั มาชา้ นาน

3.ระบบสุขภาพชมุ ชน
การศึกษาระบบสวัสดิการด้านสุขภาพชุมชน ของชุมชนศรีสมบูรณ์ เพื่อให้เข้าใจความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต

ของคนในชุมชน การดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคลและครัวเรือนไปจนถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพชุมชนรวมไปถึงการ
เข้าถึงและทราบถึงสิทธิ์ทางการรักษาพยาบาล สถานที่พยาบาลหรือหน่วยงานอื่นๆ ภายในชุมชนที่มีบทบาททางด้าน
สุขภาพของคนในชุมชนและทราบถึงข้อมูลการเจ็บป่วยของคุณในชุมชนซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน
ในชมุ ชนศรสี มบรู ณ์หน่วยงาน องคก์ ร หรอื บุคคลที่เกย่ี วข้อกับระบบสขุ ภาพชุมชน ได้แก่

1.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เป็นหน่วยงานนอกชุมชนที่เข้ามาดูแลเกี่ยวกับ
ด้านสาธารณสขุ ของชุมชน ให้คณุ ภาพชีวิตของคนในชมุ ชนดีขึน้

2.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ทำหน้าที่ในการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมและป้องกันโรค โดย
ให้คำแนะนำ ถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนบ้านและแกนนำสุขภาพประจำครอบครัว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนในชุมชนมี
สขุ ภาพทีแ่ ข็งแรง และเกิดการเจบ็ ป่วยนอ้ ยท่สี ุด

3.โรงพยาบาลปากพนัง เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอที่คนในชุมชนไปหาบ่อยที่สุด เนื่องจากเป็น
สถานพยาบาลที่ใหญ่และใกล้ที่สุด อีกทั้งชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ยังสามารถใช้สิทธิสวัสดิการบัตรทองได้ท่ี
โรงพยาบาลปากพนงั

4.ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช เป็นศูนย์อนามัยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไกลจากชุมชนพอสมควรแต่ก็มีคนใน
ชมุ ชนบางส่วนออกไปรักษาท่นี ่นั อาจด้วยเป็นการรักษาระยะยาว หรือมีการผกู สทิ ธบิ ตั รทองไว้ท่ีนั่น

5. โรงพยาบาลมหาราช เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ในกรณีที่คนในชุมชนป่วย
หนักเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปากพนังแล้วเครื่องมือหรือบุคลากรของโรงพยาบาลไม่พร้อมทางโรงพยาบาลปาก
พนงั ก็จะทำการส่งผปู้ ่วยไปท่โี รงพยาบาลมหาราชเพ่ือรักษาตอ่ ไป

6.นางสุนีย์ เกิดเดช อาชีพ หมอนวดแผนไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย/สมุนไพร/หมอพื้นบ้านของ
ชุมชน ทำหน้าท่ดี แู ลรักษาคนในชมุ ชนผา่ นแพทยแ์ ผนไทยและสมนุ ไพรสทิ ธิการรกั ษาพยาบาลของคนในชุม ได้แก่

1.บตั รประกนั สขุ ภาพถ้วนหนา้ (บัตรทอง)
2.ประกนั สงั คม
3.สทิ ธขิ ้าราชการ
4.สิทธิพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ
5.ประกนั ชีวิต

201

ภาพที่ 3 : แผนผังระบบสขุ ภาพชมุ ชนศรีสมบรู ณ์
4.โครงสร้างชุมชมชน

คณะกรรมการชมุ ชน
1. นายวชิ าญ จันทราทิพย์ ตำแหนง่ ประธานคณะกรรมการชุมชน
2. นางเบญญาภา รตั นมณี ตำแหนง่ รองประธานคณะกรรมการชุมชน
3. นายสธุ รรม ศริ วิ ัฒน์ ตำแหน่ง เลขานกุ าร
4. นางสาวเสาวภา นานองโกรน ตำแหนง่ ผู้ชว่ ยเลขานุการ
5. นางสุดารตั น์ พนมรักษ์ ตำแหน่ง เหรญั ญกิ
6. นางวรรณา อน้ ทอง ตำแหน่ง ผชู้ ว่ ยเหรญั ญิก
7. นางเครือวัลย์ แก้วสาระ ตำแหน่ง ประชาสมั พนั ธ์
8. นายเสมีย่ ม สมานรักษ์ ตำแหนง่ กรรมการฝา่ ยพฒั นาชมุ ชน
9. นายชัยยนั ต์ จันทร์โชติ ตำแหนง่ กรรมการฝา่ ยพฒั นาชมุ ชน
10. นางวรรณดี เกดิ บา้ นใหม่ ตำแหน่ง กรรมการฝา่ ยสาธารณสขุ
11. นางระเบยี บ บารงุ กิจดี ตำแหนง่ กรรมการฝ่ายสาธารณสขุ
12. นางยุพาวดี บญุ มา ตำแหน่ง กรรมการฝา่ ยส่งเสรมิ อาชพี และรายได้
13. นางสุดจิตต์ คงรอด ตำแหนง่ กรรมการฝา่ ยสง่ เสรมิ อาชพี และรายได้
14. นายปราโมทย์ มาศกุล ตำแหนง่ กรรมการฝ่ายสงั คม
15. นายเพชร พุทพิลา ตำแหนง่ กรรมการฝา่ ยสงั คม

202

ภาพท่ี 4 : แผนผงั แสดงโครงสรา้ งคณะกรรมการชมุ ชนศรสี มบรู ณ์
บุคคลหรอื หนว่ ยงานอืน่ ๆทเ่ี ก่ียวข้องกบั ชมุ ชน
ผมู้ คี วามรู้/ภมู ิปญั ญาท้องถิ่น ด้านตา่ งๆ ในชุมชน
ด้านแพทย์แผนไทย/สมุนไพร/หมอพื้นบ้าน ได้แก่ นางสุนีย์ เกิดเดช ที่อยู่ 2 ม.7 ต.หูล่อง ความสามารถหมอ
นวดแผนไทย
ด้านผู้มีความรู้ด้านการถนอมอาหาร/การจัดทำอาหาร ได้แก่ นางถวิล กันยะติ ที่อยู่ 91 ถ.ศรีสมบูรณ์
ความสามารถ จัดทำได้หลายอย่าง
ด้านผู้มีความรู้พิธีกรรมทางศาสนา/ ขนบธรรมเนียมประเพณี ได้แก่ นายวิเชียร ศรีวารินทร์ ที่อยู่ 53 ถ.ศรี
สมบรู ณ์ ความสามารถ ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา
ด้านผู้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการกลุ่ม/คน ได้แก่ นายอุกฤษ เพ็งเพชร ที่อยู่ 111 ถ.ศรีสมบูรณ์
ความสามารถ บรหิ ารจดั การ
กล่มุ ในชมุ ชน
กลุ่มในชุมชน ประกอบดว้ ย กลมุ่ ออมทรัพย์/กลุ่มสวัสดิการ/กองทุน
องคก์ รในชุมชน
องค์กรในชุมชน ได้แก่ โรงเรียน 2 แห่ง คือ โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสมบูรณ์ และโรงเรียนบ้านศรีสมบูรณ์
(บ้านหอยราก)
องคก์ รภายนอกทใ่ี ห้การสนับสนุนและการพัฒนาชมุ ชน
องค์กรภายนอกที่ให้การสนับสนุนและการพัฒนาชุมชน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม
สขุ ภาพ (สสส.)

203

ภาพท่ี 5 : แผนผังโครงสรา้ งชุมชมชน

5.แผนแมบ่ ทชุมชน

ในชุมชนศรสี มบูรณ์มีการวางแผนแม่บทชุมชนศรสี มบูรณ์ ปี 2564 โดยไดร้ ับการสนบั สนนุ จากเทศบาลเมือง

ปากพนัง อำเภอปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช ซง่ึ มีข้อมูลดังต่อไปน้ี

คำขวญั ทีว่ ัดมวี ตั ถุโบราณ ที่บา้ นมีขนมลา

วิสัยทัศน์ ศูนยก์ ารเรยี นรู้ แหล่งท่องเท่ยี ว เชิงอนรุ กั ษ์

เปา้ หมายระยะยาว (5ป)ี ชมุ ชนศรีสมบรู ณ์ เศรษฐกจิ ดี มนั่ คง ยงั่ ยืน

เป้าหมายระยะสนั้ (1ปี) สมาชิกชุมชนทุกคนมคี วามพอเพยี ง

คณะกรรมการแผนชมุ ชน 1.นายวชิ าญ จนั ทราทพิ ย์ ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการชมุ ชน

2.นางเบญญาภา รตั นมณี ตำแหนง่ รองประธานคณะกรรมการชุมชน

ยุทธศาสตร์ท่ี 1 ด้านเศรษฐกจิ
1.1 โครงการสง่ เสริมกลุ่มอาชพี
วธิ ีการ อบรมการทำเสริมสวย
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ เพม่ิ รายได้ให้คนในชมุ ชน
ผูร้ ับผิดชอบโครงการ คณะกรรมการชมุ ชน

204

กจิ กรรม เปา้ หมาย ตัวช้วี ัด ระยะเวลา งบประมาณ

1. จดั อบรมดา้ นการ • สมาชิกในชมุ ชนท่ี • เปน็ การเสริม ปีงบประมาณ 2564 60,000.- บาท
อาชพี
เสริมสวย ว่างงานและผทู้ ี่สนใจ

1.2 โครงการสร้างอาชพี ให้ผูส้ ูงอายุ
วิธกี าร อบรมการทำขนมไทย และนำ้ พรกิ
วตั ถุประสงค์ เพ่ือสรา้ งอาชพี ให้ผสู้ งู อายใุ นชุมชน
ผ้รู ับผดิ ชอบโครงการ คณะกรรมการชมุ ชน

กจิ กรรม เปา้ หมาย ตวั ชว้ี ัด ระยะเวลา งบประมาณ

1. จดั อบรมการทำ • สมาชกิ ในชมุ ชน • เพิ่มรายได้ ปงี บประมาณ 2564 60,000.- บาท
ขนมไทย • ผสู้ งู อายแุ ละสมาชิกใน • ใชเ้ วลาวา่ ง 20,000.- บาท

2. จดั อบรมการทำ ชมุ ชน ใหเ้ กดิ ประโยชน์
นำ้ พรกิ

ยุทธศาสตร์ท่ี 2 ด้านสงั คมและวฒั นธรรม
2.1 โครงการครอบครวั อบอุ่น

วธิ ีการ คดั สรรครอบครวั ในชมุ ชนมาเขา้ ค่าย
วัตถุประสงค์ เพอ่ื สรา้ งความสัมพันธใ์ นครอบครวั
ผู้รับผดิ ชอบโครงการ คณะกรรมการสมชั ชาชมุ ชน

กจิ กรรม เปา้ หมาย ตวั ชว้ี ดั ระยะเวลา งบประมาณ
1. เข้าค่ายอบรม
• ครอบครัวในชมุ ชน • สรา้ วความ ปงี บประมาณ 2564 50,000 บาท

รกั ความเข้าใจ

2.2 โครงการเยาวชนต้านยาเสพตดิ
วธิ กี าร หาอุปกรณ์กฬี าให้กบั เยาวชน
วัตถุประสงค์ เพื่อใหเ้ ยาวชนในเขตชุมชนหันมาสนใจดา้ นกฬี า
ผ้รู ับผดิ ชอบโครงการ อสม.

กิจกรรม เป้าหมาย ตัวชว้ี ัด ระยะเวลา งบประมาณ
ปงี บประมาณ 2564 10,000 บาท
1. ให้เยาวชนจดั ต้งั • เยาวชนในชุมชน • เป็นการให้
กลมุ่ เยาวชนต้านยา
เสพตดิ เยาวชนมงุ่ กี่ฬาต้าน
ยาเสพติด

205

ยุทธศาสตรท์ ี่ 3 ด้านส่ิงแวดลอ้ ม
3.1 โครงการขยะลงถัง
วธิ กี าร ใหม้ จี ดุ ตงั้ ถังขยะใหม้ ากข้ึน
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื ให้คนในชุมชนทิ้งขยะอยา่ งถูกวธิ ี
ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ คณะกรรมการชมุ ชน และ อสม.

กิจกรรม เป้าหมาย ตวั ชว้ี ดั ระยะเวลา งบประมาณ
1. อบรมคัดแยกขยะ
• คนในชมุ ชน • ชมุ ชนสะอาด ปีงบประมาณ 2564 10,000 บาท

3.2 โครงการลำคลองสะอาด
วธิ กี าร รณรงค์การท้งิ ขยะลงคลอง
วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื ให้แม่น้ำลำคลองสะอาด
ผ้รู บั ผิดชอบโครงการ คณะกรรมการชุมชน และ อสม.

กจิ กรรม เปา้ หมาย ตวั ชวี้ ัด ระยะเวลา งบประมาณ
1. รณรงคก์ ารทงิ้ ขยะ
• คนในชุมชน • ให้คลอง ปงี บประมาณ 2564 20,000 บาท
ลงคลอง
สะอาด ปราศจาก
เชอ้ื โรค

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ดา้ นการเมืองการปกครอง การบรหิ ารชุมชนและการอยู่รว่ มกันของคนในชุมชน
4.1 โครงการเพมิ่ เสยี งตามสาย
วิธกี าร ตดิ ตงั้ เสียงตามสาย และกล้อง cctv
วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื ใหค้ นในชมุ ชนรบั ร้ขู ่าวสารของเทศบาลมากขนึ้
ผู้รับผดิ ชอบโครงการ เทศบาลเมืองปากพนงั

กิจกรรม เปา้ หมาย ตัวชว้ี ดั ระยะเวลา งบประมาณ
1. เพิ่มเสยี งตามสาย ปีงบประมาณ 2564 เทศบาลเมอื ง
• หน้าบ้านผอ. • เปน็ การ ปากพนงั
และกลอ้ ง cctv
โสภณ รับทราบขา่ วสารของ
เทศบาล
• ซอยศรสี มบูรณ์

หน้าบา้ นประธาน

• คอสะพานหอย

รากหน้าโรงเรียน
ท.6

206

4.2 โครงการประชมุ คณะกรรมการชุมชน
วธิ ีการ ประชมุ และศึกษาดูงาน
วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ และรบั ทราบปญั หาในชมุ ชน
ผู้รับผิดชอบโครงการ คณะกรรมการชุมชน

กจิ กรรม เป้าหมาย ตวั ชี้วัด ระยะเวลา งบประมาณ
ปีงบประมาณ 18,000 . -
1. ประชมุ สร้าง • คณะกรรมการ • เกิดการ 2564
ความสัมพนั ธ์
แลกเปลย่ี นความ ประชมุ พฒั นาสร้างความ
คิดเห็นรับทราบ เจรญิ ในชมุ ชน
ปัญหาศึกษาดูงาน
• คณะกรรมการ

ชุมชนมคี วามเขม้ แข็ง

• คณะกรรมการ

ชมุ ชนมีศักยภาพ
เพิ่มข้ึน

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านโครงสรา้ งพืน้ ฐาน
5.1 โครงการถนนสะอาดและปลอดภัย
วธิ ีการ ขยายถนนภายในชุมชน
วัตถุประสงค์ เพือ่ ใหถ้ นนในซอยศรสี มบรู ณก์ ว้างขนึ้
ผรู้ บั ผิดชอบโครงการ เทศบาลเมอื งปากพนัง

กจิ กรรม เปา้ หมาย ตัวชีว้ ดั ระยะเวลา งบประมาณ
1. ขยายถนนใน
• ชุมชนศรีสมบูรณ์ • ถนนกว้าง ปงี บประมาณ 2564 เทศบาลเมอื ง
ซอยศรีสมบรู ณ์ ปากพนัง
ขึน้

• ปลอดภัยข้ึน

207

ข้อ 2. แนวคดิ และทฤษฎีทนี่ ำมาอธบิ ายชมุ ชน
แนวคิดสังคมวิทยากบั ชุมชน

ชุมชนมีฐานะเป็นหน่วยทางสังคมและกายภาพ ได้แก่ ละแวกบ้าน หมู่บ้าน เมือง ชุมชน ประกอบไปด้วย
อาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ ปฏิสัมพันธ์ทาง มีความผูกพัน แต่อย่างไรก็ตามแต่ละชุมชนจะมี ความแตกต่างกัน
ออกไป คือโดยทั่วไปชุมชนจะต้องมีลักษณะ สำคัญ 3 ประการ คือ ชุมชนในฐานะเป็นอาณาบริเวณการพิจารณาชุมชน
ในข้อนี้มิใช่เฉพาะเป็นบริเวณที่เป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนเท่านั้น ยังต้องพิจารณาถึงมิติต่าง ๆ เช่น ในฐานะที่
อยู่อาศัยของการใช้พื้นที่ และ ในฐานะที่เป็นบริเวณของชุมชน, ชุมชนในฐานะที่เป็นที่รวมตัวประชากร โดยจะเน้นท่ี
ลักษณะของประชากรที่อยู่ในบริเวณชุมชน โครงสร้างประชากร เช่น สัดส่วนเพศชาย เพศ หญิง อายุประชากร อาชีพ
และการศึกษา สุขลักษณะ และชุมชนในฐานะที่เป็นระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกที่มีอยู่ในชุมชนและความสัมพันธ์กับ
ชุมชน โดยพิจารณาถึงระบบความสัมพันธ์ของชุมชนจะประกอบด้วยความสัมพันธ์ย่อย เช่น ความสัมพันธ์ของ
ครอบครวั เครือญาติ มิตรสหาย ระบบความสมั พันธ์ทางเศรษฐกิจ ระบบความสัมพนั ธข์ องวัฒนธรรมท้องถิ่น เปน็ ตน้

ในชุมชนศรีสมบูรณ์นั้นมีลักษณะที่เป็นไปตามที่แนวคิดสังคมวิทยากับชุมชนได้กล่าวไว้ โดยชุมชนศรีสมบูรณ์
มีการแบง่ อาณาเขตทางภมู ศิ าสตร์ และมอี าณาบริเวณท่มี ีผู้คนอาศยั อยโู่ ดยใชพ้ ื้นทนี่ ้ันๆ และในดา้ นประชากรชมุ ชนศรี
สมบูรณ์ก็ได้มีการรวมตัวกันของชาวบ้านในชุมชน เป็นโครงสร้างประชากรและจำนวนครัวเรือนที่แน่นอน รวมถึง
ประชากรในชุมชนยังมีความสัมพันธ์ทางชุมชนที่เกี่ยวข้องกันในมิติต่างๆไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงสร้างชุมชน การ
สรา้ งระบบสขุ ภาพชุมชน การสบื สานวฒั นธรรมต่างๆ เช่น การทำขนมลา การไหวผ้ ีบรรพบรุ ษุ เปน็ ต้น

แนวคดิ เกยี่ วกับชุมชนเข้มแขง็
ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การที่ประชาชนในชุมชนรวมตัวกันเป็น “องค์กรชุมชน” โดยมีการเรียนรู้ การจัดการ

และการแก้ไขปัญหาร่วมกันของคนในชุมชนแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การพัฒนาภายในชุมชนตลอดจนมี
ผลกระทบสภู่ ายนอกชมุ ชนที่ดขี ้นึ ตามลำดับ(นพดล เหล่ากอ,2549)

ในชุมชนศรีสมบูรณ์มีลักษณะตรงกันกับแนวคิดชุมชนเข้มแข็ง โดยชุมชนศรีสมบูรณ์มีการรวมตัวในการ
สร้างเครือข่ายคณะกรรมการชุมชน เพื่อเป็นตัวกลางในการพูดคุย แก้ปัญหาร่วมกันทั้งภายในและภายนอกชุมชน
นอกเหนือจากกรรมการในชุมชน ชุมชนศรีสมบูรณ์ยังมีการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆจากภายนอกไม่ว่า
จะเป็น เทศบาลอำเภอปากพนัง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)อาสาสมัครสาธารณสุข
ประจำหมูบ่ า้ น(อสม.) ในการพฒั นาชุมชนและแก้ไขปัญหาจนกลายเป็นชุมชนเขม้ แข็งได้

แนวคิดการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชน
การมีส่วนร่วมของชุมชน คือ การเปิดโอกาสให้คนในชุมชนนั้นมีส่วนร่วมในการคิดริเริ่ม พิจารณาตัดสินใจ

ร่วมปฏิบัติและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยใช้ความรู้ความคิด และวิธีการ
ในการแก้ไขปัญหาด้วยของคนในชุมชนเอง ซึ่งการที่ให้เขานั้นได้มีส่วนร่วมนั้นจะทำให้คนในชุมชนได้พัฒนาและพึ่งพา
ตนเองได้ รวมไปถึงผลประโยชน์ท่จี ะได้รับก็ยังตกอยกู่ บั คนในชมุ ชนเองด้วย

ในชุมชนศรีสมบูรณ์มีการนำแนวคิดการมีส่วนร่วมในชุมชนมาปรับใช้ โดยในชุมชนมีการรวมกลุ่มและจัดตั้ง
คณะกรรมการชุมชนขึ้นซึ่งทุกคนล้วนเป็นคนในชุมชนที่เข้ามาในการสื่อกลางและทำหน้าที่ในการช่วยเหลือกันทั้งส้ิน
และนอกเหนือจากคณะกรรมการชุมชน ในชุมชนยังมีคนที่มีความสามารถในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านพิธีกรรมทาง

208

ศาสนา ด้านสมุนไพร เข้ามาช่วยเหลือร่วมกันกับคณะกรรมการชุมชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในการแก้ไขปัญหาหรือ
ขบั เคล่อื นโครงการตา่ งๆภายในชุมชน ล้วนเกดิ จากการทีค่ นในชุมชนมีสว่ นร่วมด้วยกันท้งั สน้ิ

แนวคดิ ทุนทางสังคม
ทุนทางสังคม คือ ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือโครงสร้างทางสังคมที่คนในชุมชนสามารถนำสิ่งที่มีอยู่มา

สร้างประโยชน์ โดยตัวอย่างของทุนทางสังคมที่มักถูกกล่าวถึง คือ ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) เครือข่าย
(Network) สถาบัน (Institution) โดยทุนทางสังคมมักเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน กิจกรรมร่วมมือกัน ยิ่งมี
มากเท่าไรก็อาจเป็นผลดีในแง่ที่ว่า เกิดการเรียนรู้ รับรู้ และส่งผ่านข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน ทำให้เกิดคุณค่าบางอย่าง
ท่สี ามารถยึดโยงและยอมรบั รว่ มกนั จนนำสง่ิ นั้นมาสรา้ งใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ก่ชมุ ชน

โดยในชุมชนศรีสมบูรณ์มีทุนในสังคมที่สามารถนำมาต่อยอดในการพัฒนาชุมชนได้ เช่น ความไว้เนื้อเชื่อใจ
ซึ่งคนในชุมชนศรีสมบูรณ์เป็นชุมชนที่ค่อนข้างเก่าแก่ คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในชุมชนก็อาศัยมาตั้งแต่เกิด รู้จักกัน
ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าจนมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เห็นได้จากการจัดตั้งกลุ่มอาชีพขายขนมลา ซึ่งเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจใน
การที่จะสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ด้านเครือข่ายภายในชุมชน คนในชุมชนศรีสมบูรณ์มีเครือข่ายต่างๆมากมายไม่
ว่าจะเป็นเครื่องขา่ ยภายในชมุ ชน อย่างเช่น กรรมการชมุ ชน กลมุ่ อาชีพ อสม. หรอื จะเปน็ เครือข่ายภายนอกชุมชนทคี่ น
ในชุมชนไปทำงานอยู่ เช่น เทศบาลเมืองปากพนัง เป็นต้น ในด้านสถาบันชุมชนศรีสมบูรณ์ก็ได้มีสถาบันต่างๆตั้งอยู่ใน
ชุมชน ไม่ว่าจะเป็น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ซึ่งในชุมชนศรีสมบูรณ์มีโรงเรียนให้เด็กในชุมชนได้เล่าเรียน
ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสถาบันศาสนา ชุมชนศรีสมบูรณ์ก็มีวัดศรีสมบูรณ์เป็นที่พึ่งทางใจ
ให้กับคนในชุมชน ซึ่งจากทุนทางสังคมต่างๆที่ได้ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ชุมชนศรีสมบูรณ์ยังมีทุนทางสังคม
อื่นๆอีก แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถแสดงให้เห็นว่าชุมชนศรีสมบูรณ์สามารถนำสิ่งที่ชุมชนมีมาใช้ในการพัฒนาและสร้าง
ประโยชน์ใหก้ ับชุมชนได้

ทฤษฎีระบบ (System Theory)
ทฤษฎีระบบเป็นทฤษฎีที่ในการอธิบายการจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคม ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นภาพรวม

ขององค์การทั้งหมดตามหน้าที่ที่สัมพันธ์กันของแต่ละหน่วยทางสังคม โดยพิจารณาองค์การในลักษณะระบบนั้นจะ
ส่งผลให้เกิดการวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาขององค์การทั้งระบบอย่างเหมาะสมในชุมชนศรีสมบูรณ์ได้มีการนำ
ทฤษฎีระบบมาใช้ โดยชุมชนได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน เข้ามาทำที่ในการบริหารและจัดการปัญหาภายใน
ชุมชน ซึ่งคณะกรรมการชุมชนก็ได้มีการแบ่งหน้าที่ไปในแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายพัฒนาชุมชน ฝ่าย
สาธารณสุข ฝ่ายส่งเสริมอาชีพ ซึ่งจากการที่ได้มีการบริหารชุมชนแบบแบ่งหน้าที่อย่างมีระบบส่งผลให้ชุมชนได้มีการ
พฒั นาและปัญหาภายในชุมชนถูกแก้ไขได้อย่างเหมาะสม

ข้อ 3. กิจกรรมหรอื โครงการทน่ี ำมาใช้เพ่อื สรา้ งการเปลี่ยนแปลง
จากการศึกษาชุมชนนักศึกษาเลือกที่จะทำโครงการ “การอบรมอาชีพเกี่ยวกับการทำ Brandingสินค้าเพื่อ

สร้างจุดขายให้กับชุมชน” ซึ่งเป็นการทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพของคนในชุมชนเนื่องจากเมื่อได้
ศึกษาชุมชนแล้วเห็นว่า ชุมชนมีต้นทุนทางสังคมที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็น คนในชุมชน ทักษะอาชีพการทำขนมของคนใน
ชุมชน และสินค้าที่มี signature สามารถต่อยอดได้ ซึ่งอาชีพที่นักศึกษาเลือกมาใช้ในการอบรมในครั้งนี้ก็คือ การทำ
ขนมลาขาย ซึ่งในอดีตเคยถือเป็นอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนได้ แต่ปัจจุบันเนื่องจากพิษเศรษฐกิจที่เกิดจาการ

209

แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวและอุดหนุนสินค้า อีกทั้งการจะซื้อขายโดยส่ง
ไปรษณียก์ พ็ บเจอกบั ปัญหามากมาย ไมว่ ่าจะเป็น การส่งทใี่ ชเ้ วลานาน ขนมเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทานได้ เป็น
ต้น ซึ่งการมาอบรมอาชีพในการทำขนมลาครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับขนมลาแบบเก่า รวมถึงการทำ marketing
แบบใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น โดยนักศึกษาจะติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็น
ศนู ย์ฝกึ วิชาชพี จงั หวดั สำนกั งานวฒั นธรรมจังหวัด ใหเ้ ข้ามีส่วนในการสนับสนนุ โครงการในครง้ั น้ี

โครงการท่นี กั ศึกษาเลือกทจี่ ะทำในครงั้ น้เี ปน็ โครงการระยะส้ันทสี่ ามารถสร้างการเปลย่ี นแปลงใหก้ ับ
ในชุมชน 3 ระดับ ดงั นี้

1.Individual Change ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคนใน
ชุมชนจากเดิมที่รายได้หดหายจากพิษเศรษฐกิจ โดยการอบรมอาชีพจะเป็นการเพิ่มความรู้ เพิ่มความสามารถให้กับคน
ในชุมชน และไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเพียงฝ่ายเดียวแต่ยังทำให้คนในชุมชนนั้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเลือก
กระบวนการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งทักษะอาชีพที่ได้อบรมในครั้งนี้จะติดตัวคนในชุมชนไปและยังสามารถพัฒนา
และต่อยอดได้อีกมากมาย เป็นไปตามหลักปรัชญาของสังคมสงเคราะห์ที่ว่า “Help them to help themselves” ช่วย
เขาเพอ่ื ใหเ้ ขาสามารถช่วยเหลือตวั เองได้

2.Group Action เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับกลุ่ม โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก
คนในชุมชนรวมตัวกันเนื่องจากพบเจอปัญหาที่คล้ายกันคือการขาดรายได้ และต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซ่ึง
โครงการนี้จะเปลี่ยนแปลงทักษะในการแก้ไขปัญหาของคนในชุมชนจากการที่แก้ไขคนเดียวเปลี่ยนมาเป็นการแก้ไขใน
รูปแบบกลมุ่ ทสี่ ร้างการเปลี่ยนแปลงและแกไ้ ขปัญหาท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ

3.Solidify Structure เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างหรือการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค ซ่ึง
โครงการนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ใหม่ๆให้กับชุมชน โดยอาศัย marketing และเทคโนโลยีให้เข้ามีบทบาท
ในการเปลี่ยนแปลงจากชุมชน จากชุมชนรูปแบบเก่าที่อาศัยเพียงต้นทุนทางสังคมในอดีตเปลี่ยนมาเป็นชุมชนรูปแบบ
ใหมท่ สี่ ามารถตอ่ ยอดทุนทางสังคมทมี่ ีอยู่ให้สร้างประโยชน์มากยงิ่ ข้นึ

ข้อ 4. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
1.บทบาทในการช่วยให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองโดยให้เขาตระหนักถึงปัญหาที่กำลังพบเจอ
(Increased understanding of oneself or a situation) โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการหาทุนทางสังคม
ภายในชุมชนนั้นให้เจอแล้วนำสิ่งที่มีปรับใช้และช่วยเหลือคนในชุมชนโดยให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
เหล่านั้นด้วย เช่น ชุมชนศรีสมบูรณ์มีต้นทุนทางสังคม คือ คนในชุมชนสนิทกัน รู้จักกันตั้งรุ่นปู่รุ่นย่า อีกทั้งคนใน
ชุมชนส่วนใหญ่มีทักษะในการทำขนมลาซึ่งเป็นทักษะที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์จึงนำ
ตน้ ทนุ ทางสงั คมนี้มาปรับใชใ้ นการแกไ้ ขปัญหาทางเศรษฐกิจท่ีชุมชนกำลังพบเจออยู่
2.บทบาทในการให้ผู้ใช้บริการสามารถตัดสินใจเลือกวิธีหรือกระบวนการในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองและบทบาทใน
การสนับสนุนแนวทางการตัดสินใจของผู้ใช้บริการ(being able to confirm a decision and being able to get a
support for a decision) โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องความเข้าใจชุมชนและปัญหาที่ชุมชนกำลังพบเจออย่าง
ละเอียด เพื่อที่จะมีเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพของชุมให้สูงขึ้น ซึ่งในการทำความเข้าใจ
ปัญหาของนักสังคมสงเคราะห์อาจจะเป็นการเรียนรู้ผ่านการ fact findingหรือพูดคุยกับคนในชุมชน กรรมการชุมชน
เพื่อที่ให้คนนุชมชนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ปัญหาหรือศักยภาพที่ตนเองมี ต่อมานักสังคมสงเคราะห์จึงจะเข้ามามี
บทบาทในการเสนอทางเลือกในการพัฒนาชุมชนหรือแก้ไขปัญหาที่ชุมชนกำลังพบเจออยู่และไม่ว่าคนในชุมชนจะเลือก
พัฒนาชุมชนหรือแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใดนักสังคมสงเคราะห์ก็จะต้องยอมรับและสนับสนุนในการตัดสินใจนั้นของชุมชน

210

เช่น ในการศึกษาชุมชนศรีสมบูรณ์เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ได้ fact finding พูดคุยกับคนในชุมชน รวมถึงศึกษาข้อมูล
เพ่ิมเติมแล้วเห็นว่าโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพภายในชุมชนเป็นโครงการที่เหมาะสมจะนำมาพัฒนาชุมชน นัก
สังคมสงเคราะห์จะต้องนำโครงการที่ได้เข้าไปปรึกษาหรือพูดคุยกับคนในชุมชนว่าเขามีความคิดเห็นเป็นอย่างไร มี
ความต้องการอะไรเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้เขาได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการแก้ไขภายในชุมชนของเขาเองและเมื่อคน
ในชุมชนพอใจกับโครงการแล้ว นักสังคมสงเคราะห์จะต้องยอมรับและสนับสนุนโครงการที่ผ่านการคิดของคนใน
ชุมชนเพื่อที่สุดท้ายเมื่อนักสังคมสงเคราะห์สิ้นสุดการให้บริการ คนในชุมชนจะสามารถนำสิ่งที่ได้ไปต่อยอดและแก้ไข
ปญั หาตอ่ ไป

3.บทบาทในการช่วยเหลือให้ชุมชนสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆที่พบเจออยู่เสมอ(adjusting to
situation) สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมย่อมส่งผลทั้งในด้านดีและด้านไม่ดีต่อชุมชนเสมอ ดังน้ัน
นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือให้ชุมชนสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังพบ
เจอได้ เช่น ชุมชนศรีสมบูรณ์พบเจอกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้คนในชุมชนขาดรายได้จาก
การที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเที่ยว และเทศกาลหรือประเพณีถูกงด ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์จึงต้องเข้ามามีบทบาทใน
การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนศรีสมบูรณ์ เช่น การขายขนมลาแบบเก่าที่รอนักท่องเที่ยวมาหาอาจจะไม่
สามารถสร้างรายได้ให้แล้ว คนในชุมชนจึงจำเป็นต้องมีการขายรูปแบบใหม่ อีกทั้งยังต้องสามารถสร้างจุดสนใจให้คน
อยากที่จะลองกิน เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชนต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆเหล่านี้ในชุมชนจะทำให้คน
ในชมุ ชนสามารถปรบั ตวั ให้เข้ากับสถานการณแ์ ละพร้อมแก้ไขอยู่เสมอ

ภาพการลงพน้ื ทช่ี ุมชนศรสี มบูรณ์ของนักศึกษา

211

บรรณานกุ รม

กลุ จริ า เสาวลกั ษณจ์ ินดา. (2555). แนวคิดสว่ นรว่ มของชุมชน สบื ค้นเมื่อ 17 พฤศจกิ ายน 2564. สบื คน้ จาก
http://www.singburi.go.th/2017/files/comnewsstudy

นพดล เหลา่ กอ. (2549). แนวคิดชุมชนเขม้ แข็ง. สบื คน้ เมอื่ 16 พฤศจกิ ายน 2564. สบื คน้ จาก
https://www.gotoknow.org/posts/32079

ประชาชาตธิ รุ กจิ . (2562). วนั ขนมลา. สบื คน้ เม่ือ 16 พฤศจิกายน 2564. สบื ค้นจาก
https://www.prachachat.net/breaking-news/news-374693

ยาเบ็น เรืองจรูญศรี. (2552). ทฤษฎีระบบ. สืบคน้ เมือ่ 17 พฤศจิกายน 2564. สืบคน้ จาก
https://kroobannok.com/blog/21392

วชิ าญ จนั ทราทพิ ย.์ (2564). ข้อมูลแผนชุมชนศรีสมบรู ณ.์ สืบค้นเมือ่ 10 พฤศจิกายน 2564. สบื คน้ จาก
https://www.pakphanangtown.go.th/files/comcitizenguide

ศศิวมิ ล วิเชยี รพงษ.์ (ม.ป.ป.). ประเพณภี าคใต้. สบื คน้ เมื่อ 16 พฤศจกิ ายน 2564. สบื คน้ จาก
https://sites.google.com/site/praphenithiykib5543/prapheni-phakh-ti

สินาด ตรวี รรณไชย. (2561). ทุนทางสังคม. สบื คน้ เมือ่ 16 พฤศจิกายน 2564. สืบค้นจาก
https://medium.com/@treewanchai

สำนกั งานประชาสมั พนั ธ์จังหวัดนครศรธี รรมราช. (2563). ประเพณีลากพระ-แข่งเรือเพยี ว. สบื ค้นเม่ือ 16
พฤศจิกายน 2564. สืบคน้ จาก

https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG201001213741290

212

“ชมุ ชนครี วี ง”

ลภัส จติ รว่องไว

213

การออกแบบปฏิบตั ิการชมุ ชน
ชุมชนคีรีวง

1 เครอื่ งมอื ศึกษาชมุ ชน
ขอ้ มูลพ้ืนฐาน

ชุมชนบ้านคีรีวงตั้งอยู่ในตำบลกำโลน อำเภอลานสกา โดยชุมชนคีรีวงตั้งในหุบเขาหลวงบนแนวเทือกเขา
นครศรีธรรมราชซึ่งมีพื้นที่มากถึง 13,479 ไรอาชีพของคนในชุมชนส่วนใหญ่ทำการเกษตรบนพื้นที่เชิงเขาในรูปแบบ
สวนผสมผสาน เป็นชุมชนที่นำเอาภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อน มาใช้ในการดำเนินชีวิตและประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
คือ การปลูกพืชหลายชนิด ไว้ในแปลงเดียวกัน ซึ่งเรียกเป็นภาษาถิ่นใต้ว่า "สวนสมรม" ผลผลิตทางด้านการเกษตร
เช่น มังคุดเขา ทุเรียน ยางพารา สะตอ ลองกอง ลางสาด ลูกเนียง ส้มแขกผักเขลียง ผักกูด ชะอม มะเขือ ฯลฯ และมี
การรวมกลุ่มทำอาชีพเสริมต่าง ๆ เช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิตจากการเกษตร กลุ่มการผลิตสินค้าพื้นบ้านจากวัสดุ
ธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน ได้แก่การทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้ามัดย้อม การแปรรูปพืช
สมุนไพร และผลไม้บางชนิดเป็นเวชสำอางค์ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยา เป็นสบู่ ครีม และแชมพูที่มีส่วนผสมของเปลือก
มังคุด ส้มแขก หรือขมิ้นที่ใช้สำหรับลดอาการผื่นคัน รักษาฝ้า และบำรุงผิวพรรณ การรับจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นการ
จ้างงานในสวนสมรม เช่น ดายหญ้าเก็บผลผลิตซ่อมแซมสวนโดยปัจจุบันมีทั้งแรงงานในพื้นที่และนอกพื้นที่ เช่น
แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อพยพมาทำงานรับจ้างในช่วงหมดฤดูข้าว เป็นต้น คนในพื้นที่อาชีพรับจ้างเป็น
ทางเลือกหนึ่งของชาวบ้านที่มีที่ดินของตนเองน้อย ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ อาชีพเสริมที่นิยมมาก คือ อาชีพเสริม
ดา้ นการบรกิ ารการทอ่ งเท่ยี ว ซึง่ เปน็ ผลจากการเปิดตวั หม่บู า้ นเพ่อื การท่องเท่ียว

นอกจากนี้ยังให้บริการที่พักในชุมชน (Home Stay) ซึ่งดำเนินการโดยชมรมการท่องเที่ยวอนุรักษ์บ้านคีรีวง
ทำให้ชุมชนคีรีวงได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านคีรีวง โดยการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย (ททท.) เมือ่ ปีพ.ศ. 2541

ชุมชนคีรีวง เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่พัฒนาก้าวกระโดดท่ามกลางกระแสความนิยมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในช่วง
หลายปีที่ผ่านมา เป็นผลทำให้มีชื่อเสียงและมีคนมาท่องเที่ยวในพื้นที่จำนวนมาก ชุมชนคีรีวงเริ่มเปิดตนเองสูโลก
ภายนอกและพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองในระยะเวลาอันรวดเร็ว วิถีชีวิตของผู้คนที่เดิมแนบชิดกับธรรมชาติ เลี้ยงชีพ
แบบพออยู่ พอกิน และมีความสัมพันธ์กันฉันเครือญาติ ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นวิถีชีวิตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
มีเครื่องมือทางการเกษตรที่ทันสมัย มีอชีพที่เป็นโอกาสสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมีร้านค้าที่หลากหลาย และมี
ระบบความสัมพันธ์เชิงธุรกิจมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาทั้งโอกาสและความท้าทายหลายประการมาสู่
หมบู่ ้านครี วี งในบรบิ ทปจั จุบนั

214
1.1 แผนทเี่ ดินดนิ เคร่อื งมอื ขัน้ แรกที่สามารถนำไปสู่ความเข้าใจชมุ ชนมีประโยชน์ คือ
1. ทำใหร้ ู้จักโลกของชาวบา้ น
2. รู้จกั พน้ื ทก่ี ายภาพ-พ้นื ทีท่ างสังคม
3. เห็นภาพรวมของชุมชน
4. เพิม่ ความสมั พนั ธ์
5. ไดข้ อ้ มลู เกีย่ วกบั สภาความเป็นอยจู่ ำนวนมากในระยะสน้ั

"แผนที่เดินดินของชุมชนคีรีวง" พื้นที่ของชุมชนคีรีวงมีจำนวนที่พักโฮมสเตย์อยู่ตลอดเส้นทาง แสดงให้เห็นถึง
การปรับตัวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีจุดสังเกต คือ ตลาดของชาวบ้าน สถานีอนามัย ท่ารถประจำทาง วัดคีรีวงศูนย์การ
เรียนรชู้ ุมชน โรงเรยี น

แผนทเ่ี ดนิ ดินชมุ ชนครี วี ง

215

1.2 ประวัตชิ มุ ชน

ประวัติชุมชนคีรวี ง

ชุมชนบ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีวิถีชีวิตหากินอยู่กับป่าพึ่งพาอาศัยซึ่ง
กันและกัน จากประวัติชุมชนชุมชนมีการต่อสู้กับวิกฤติธรรมชาติ เนื่องจากเป็นชุมชนที่ติดกับน้ำแต่จากการช่วยเหลือ
ของชาวบ้านและองค์กรภายนอก ทำให้ชุชนได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเอกลักษณ์ของชุมชนที่ราย
ล้อมไปด้วยภูเขาและน้ำ ทำให้ชุมชนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างเช่นการมีอากาศที่ดี วีถีชีวิตการทำสวนแบบ
ผสมผสาน จนทำใหช้ มุ ชนเป็นแหลง่ ท่องเทย่ี วท่ีสำคญั ของจังหวดั

1.3. โครงสร้างชุมชน
ชุมชนคีรีวง มีพื้นฐานความสัมพันธ์จากระบบเครือญาติ ทุกคนมีความร่วมมือ ร่วมใจ ศึกษาหาความรู้ นำ

เทคโนโลยีสมัยใหม่มาผนวกกับความรู้เดิม เป็นการสร้างวิทยาการใหม่ I บริหารทรัพยากรที่มีให้มีประโยน์สูงสุด ชุมชน
ครี ีวงพยายมบริหารทรัพยากรที่มี เชน่ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ประเพณี คา่ นิยม และระดมทุนในชุมชนเพือ่ ใหช้ ุมชนมแี หลง่
เงินทุน เป็นทุนสำรองในการประกอบอาชีพ มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมหลากหลายกิจกรรม เช่น กลุ่มผ้ามัดย้อมสี
ธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพร ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการในแต่ละประเภท กลุ่มองค์รจะเน้นผลิตจากวัตถุดิบในชุมชนเป็นหลัก
ใช้ความรู้ตั้งแต่บรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา และนำไปผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่ เพื่อขยายจำนวนการผลิต มีการ
จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ที่เป็นแหล่งทุนสำคัญของชุมชนที่ทำให้เกิดนิสัยการออม ปัจจุบันชุมชนมีการ
จัดตั้งกองทุนหลายประเภท เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเติมสีเขียวใส่เขาหลวง เป็นต้น กองทุนมีส่วนสร้างความ
เข้มแขง็ ทางเศรษฐกิจใหแ้ ก่ชมุ ชนครี ีวง

ชุมชนคีรวี งมรี ปู แบบการบรหิ ารจัดการชมุ ชนทีเ่ ป็นระบบ มีเอกลักษณ์สำคัญ คือ

1. ผนู้ ำชุมชนยึดหลกั การทำงานแบบมสี ่วนรว่ ม ทกุ คนสามารถเปน็ ผู้นำในทกุ กจิ กรรม
2. องค์กรมีความเข้มแข็ง มีองค์กรหลากหลายประเภท ที่จัดตั้งขึ้นตามความรู้ ความถนัด ความสนใจแท้จริง
ของแต่ละองค์กร ทกุ คนเคารพกฎระเบียบการอยูร่ ่วมกัน

216
3. มีการบริหารจัดการที่ดี มีองค์กรที่หลากหลายเพื่อแบ่งหน้าที่ในชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิต
กลมุ่ หตั ถกรรม
4. การพึ่งตนเอง มีการนำภูมิปัญญาชุมชนมาใช้ เช่น เรื่องการทำผ้ามัดย้อม จนสมารถจัดตั้ง เป็นองค์กร
ซึ่งเป็นการประสานงานภายในชุมชนด้วยกันเอง มีการปลูกฝังให้คนในชุมชนรัก พื้นที่ที่ตนเองอาศัย ช่วยกันอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ คนในชุมชนรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ที่ดิน ใช้เพื่อการเพาะปลูกผลไม้ มีการ
นำมาแปรูป แล้วนำมาจัดจำหน่ายเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อประโยชน์ในการ
สง่ ออก
กลมุ่ ต่าง ๆ ในคีรวี งมกี ารจดั การในรูปแบบขององคก์ รชมุ ชน 12 องคก์ ร กระจายอยู่ในแตล่ ะหมบู่ ้าน ดังน้ี

1. หมู่ 5 บ้านคีรีวง มี 2 องค์กร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านหัตถกรรม(ทำหมาต้อ,ตะกร้าม ผลิตภัณฑ์
กะลามะพรา้ ว) และกลมุ่ สตรี ที่ทำกจิ กรรมเก่ยี วบั การพัฒนาเดก็ ในหมบู่ ้าน

2. หมู่ 8 บ้านครี ที อง มี 1 องคก์ ร ได้แก่ กล่มุ แมบ่ า้ นทำขนม
3. หมู่ 9 บ้านขุนน้ำ มี 2 องค์กร ได้แก่ กลมุ่ แม่บ้านสมนุ ไพร และกลมุ่ งดสูบบุร่ี
4. หมู่ 10 บ้านคีรีธรรม มี 5 องค์กร ได้แก่ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคีรีวง ชมรม การ
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านคีรีวง กองทุนเติมสีเขียวใส่เขาหลวง(ปัจจุบันรวมตัวกับชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์)
กลมุ่ แม่บา้ นทุเรยี นกวน และกล่มุ มดั ยอ้ มสีธรรมชาติ

โครงสรา้ งองคก์ รชุมชน

217

2.แนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสังคมสงเคราะหท์ ปี่ รับใช้
1. SBA (Strength-Based Approach)
คือ การเน้นค้นหาจุดแข็งที่มีและเลือกจุดแข็งนั้นมาพัฒนาหรือใช้งานให้มากขึ้น โดยหลักการนี้เช่ือ

ว่าจุดแข็งเปน็ ส่ิงทพ่ี ฒั นได้ดีและเรว็ กว่าการพฒั นาจุดอ่อน
จากการศึกษาในประวัติชุมชน พบว่า ชุมชนคีรีวง เป็นชุมชนที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้และปรับตัว

ทั้งต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วของ
สังคมไทยโดยรวมที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงได้พยายามพลิกวิกฤติของ
ชุมชนให้เป็นโอกาสในการรวมกลุ่มคนในชุมชนมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เพื่อยกระดับการดำรงชีพ ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า
ทั้งนี้ได้มีการ นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่บรรพบุรุษสั่งสมมาถ่ายทอดและประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทที่
เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการรวมตัวขึ้นเป็นกลุ่มอาชีพขึ้นมาหลากหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ
การพัฒนาชุมชนให้ประสบผลสำเร็จ จนจัดได้ว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมาก ชุมชนมีความเข้มแข็งบนฐานของ
การนำเอาภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ มาใช้ในการพัฒนา

ชุมชนให้มีความเจริญก้าวหน้า ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสมาชิกในชุมชน และความเข้มแข็ง
ของเกิดจากการพัฒนาโดยใช้ทุนเดิมใน ชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิก มีองค์ความรู้เพื่อการ
ปฏิบัติจริง มีระบบจัดการที่ดีในการประสาน สนับสนุน กำกับ ติดตามและประเมินผล พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย
พัฒนา จะเห็นได้จากโครงสร้งองค์กรที่มีการจัดตั้งจากทรัพยากรพื้นฐานที่มีอยู่ มีการประสานงานร่วมกัน
ชาวบา้ นในชุมชนช่วยกันดแู ล รวมถึงมกี ารพัฒนาจากองค์กรภายนอกอยู่สมำ่ เสมอ

ชุมชนคีรีวงถือเป็นชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการรักษาจุดแข็งและพัฒนามาได้อย่างต่อเนื่อง
จนถึงปัจจุบันจึงมคี วามเหมาะสมในการนำมาอธิบายด้วย SBA (Strength-BasedApproach)

2. System Theory

ระบบ หมายถึง องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกัน โดยส่วนประกอบต่าง ๆ ร่วมกันทำงาน
อย่างผสมผสานกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยทั่วไประบบ จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ระบบ
ปิด และระบบเปิด ในองค์การแบบปิด (Closed System) จะไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ส่วนใน
องค์การแบบเปิด (Open System) จะได้รับ อิทธิพลอย่างมากจากสิ่งแวดล้อม หากพิจารณาโดยรายละเอียด พบว่า
ระบบปิด (Closed System) คือ ระบบที่มีความสมบูรณ์ภายในตัวเอง ไม่พยายามผูกพันกับระบบอื่นใด และแยกตนเอง
ออกจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในสังคม ทุกระบบ ต้องมีองค์ประกอบหรือสิ่งต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานสัมพันธ์กัน เป็น
กระบวนการ เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ ตามวัตถุประสงค์ที่องค์การได้ตั้งไว้ ระบบเปิด (Open System) คือ ระบบที่ต้องอาศัย
การติดต่อสัมพันธ์กับบุคคล องค์การหรือหน่วยงานอื่น ๆ ในลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีความสมดุล รวมทั้งสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็มีผลหรืออิทธิพลต่อการทำงานของ
องคก์ รเชน่ กัน

218

ชุมชนครี ีวงมีความเป็นระบบเปดิ มากกวา่ ระบบปิด เนอื่ งจากมีการพฒั นาโดยอาศยั การตดิ ต่อสมั พันธ์กบั บคุ คล
หน่วยงานภายนอกอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการได้รับความช่วยเหลือ หรือการได้รับองค์ความรู้ เมื่อพิจารณา
องค์ประกอบของทฤษฎรี ะบบ สามารถนำมาพจิ ารณาไดด้ งั น้ี

1. ระบบผใู้ ชบ้ ริการ บคุ คลเป้าหมายทต่ี อ้ งการให้เกดิ การเปลีย่ นแปลง ในทีน้ีคือชุมชนคีรีวง
2. ระบบผู้ใหบ้ รกิ าร ทีมงานทีใ่ ห้การดำเนินชว่ ยเหลือ ฟ้นื ฟู ในทีนคี้ อื องค์กรภายนอก อย่างเช่น การ
ท่องเทยี่ วแห่งประเทศไทย กรมชลประทาน
3. ระบบปัญหา ระบบทต่ี อ้ งการการเปลยี่ นแปลง ในทีนีค้ อื สภาพภมู ิอากาศอุทกภยั ภยั พิบตั ิตามธรรมชาติ
เนอ่ื งจากชุมชนพบเจอกบั ปัญหาเหลา่ นีบ้ ่อยครง้ั
4. ระบบดำเนนิ การ ทุกสิ่งทุกอยา่ งทรี่ ะบบผใู้ ชบ้ ริการ ระบบผูใ้ หบ้ รกิ าร ระบบปัญหา กระทำร่วมกนั เพ่ือบรรลุ
เปา้ หมาย ในทีนี้ เมือ่ ชุมชนเกิดปญั หาต่าง ๆจากภยั พิบัติธรรมชาติ สภาพภมู อิ ากาศ องคก์ รต่าง ๆ ในภายนอกจะดแู ล
ใหค้ วามชว่ ยเหลือ รว่ มมือกบั การพูดคยุ กบั ชาวบ้านภายในชมุ ชน เพอ่ื ได้วิธีการจัดการกับปญั หาท่ไี ม่ทำลายความเป็น
เอกลกั ษณแ์ ละความเข้มแข็งของชุมชนท่ีมีอยู่
5. ระบบสภาวะแวดล้อม สงิ่ ทเ่ี หนอื จากระบบทัง้ 4 ระบบด้านบน สิ่งท่ไี มส่ ามารถควบคมุ ในการดำเนนิ งานได้
ในทนี ี้ อาจเป็นการทคี่ นในชมุ ชนมีความสูญเสยี สญู เสยี ผู้นำคนเดมิ ผนู้ ำเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นต้น
การใช้ทฤษฎีระบบในการมองชุมชนคีรวี ง ทำใหเ้ ข้าใจถึงความสัมพันธร์ ะหวา่ งชุมชนคีรีวงกับสภาวะแวดลอ้ ม
ภายนอกไดช้ ัดเจนมากข้ึน เน่อื งจากทฤษฎรี ะบบมองแบบไมแ่ ยกสว่ น

3.ลกั ษณะกิจกรรม บรกิ าร โครงการ ปฏิบัติการทีน่ ำเสนอ และการอธบิ ายเหตผุ ล
ชุมชนคีรีวงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ รวมกลุ่มจนมีอาชีพขึ้นอย่างหลากหลายในชุมชน ทำให้ภูมิปัญญา
ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
มาจำหน่าย ซึ่งช่วยยกระดับการดำรงชีพ ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกชุมชนในการพัฒนาไปสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ท้าทายสำหรับ
ชุมชนคีรีวง คือ การหาแนวทางในการ นุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ดำเนินควบคู่ไปกับยุทธวิธีการดำรงชีพ
ทแ่ี ละสามารถรักษาความเป็นเปน็ ชุมชนที่เขม้ แข็งได้อยา่ งยงั่ ยนื
ดังนั้นโครงการที่ออกแบบสำหรับชุมชนคีรีวง คือโครงการที่ทำให้ชุมชนค้นหาวิธีสร้างความยั่งยืนของชุมชน
โครงการดังกล่าวมีรูปแบบให้ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันคิดและไตร่ตรองถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดในอนาคตร่วมกัน ทำ
แบบแผนที่พูดถึงความเข้มแข็งของชุมชน และเมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ของชาวบ้านในชุมชนคีรีวงจะพบว่ามี
ลักษณะเป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ มีการพึ่งพาอาศัยและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สมาชิกมักจะ
ให้ความร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งชุมชนยังมีผู้นำโดยธรรมชาติที่มีความเป็นผู้นำและมีจิตอาสาสูง พร้อมที่จะ
เป็นหลักในการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสภาพที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงและสมาชิกดำรงชีวิตได้อย่างดี จึงใช้
ข้อดีดังล่าวที่ชาวบ้านมีความสนิทกันร่วมคิดหาแนวทางในการหาวิธีเพิ่มความยั่งยืนของชุมชน อีกทั้งชาวบ้านยังรู้จัก
ตัวชุมชน เข้าใจชุมชนดี นอกจากนี้ชุมชนคีรีวงยังเป็นที่รู้จักจากภายนอกว่า เป็นชุมชนที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย
จงึ เป็นเรื่องที่นา่ สนใจหากได้ออกแบบโครงการทีส่ ามารถรักษาความเปน็ ชุมชม อนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยัง่ ยืน
โครงการดังกล่าว จะใช้ชื่อว่า โครงการชุมชนยั่งยืน มีการปลูกจิตสำนึกให้กับคนรุ่นหลังในชุมชนให้รู้จักองค์
ความรู้ที่ชาวบ้านในชุมชนใช้ รู้จักจุดแข็งของชุมชน อบรมเยาวชนโดยมีเป้าประสงค์ให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆจากสิ่งที่
เคยมี จัดตั้งเป็นเครือข่ายเพื่อเข้าไปทำงน ข้อดีจากโครงการดังล่าว คือการกระชับความสัมพันธ์จาความแตกต่าง

219

ระหว่างวัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในชุมชน และการปลูกฝังเด็กรุ่นหลังจะทำให้ชุมชนยังคงความเป็นชุมชนได้อย่างยั่งยืน ท่ี
สำคัญการนำคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เข้ามาทำงาน ยังเป็นการเพิ่มโอกาสนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ องค์ความรู้แบบใหม่มา
ประยุกต์ให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลายยิ่งกว่าเดิม จึงมีความคิดว่า โครงการชุมชนยั่งยืนสามารถตอบโจทย์ข้อท้า
ทายท่ีมีอยู่ของชุมชนครี ีวงได้

4.ข้อเสนอตอ่ บทบาทนักสังคมสงเคราะหช์ ุมชน นำเสนอและอภิปรายประกอบ
วิธีการหลักในการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่าคน

สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ที่ดีขึ้น แนวทางการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนคือ มุ่งพัฒนาสำนึกของ
ชุมชน ความเป็นผู้นำ และการพัฒนายุทธศาสตร์ร่วมกัน การพัฒนาการศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน การสร้าง
ความร่วมมือในการดูแลกันในชุมชน รวมทั้งการพัฒนาความสามารถของชุมชน สังคมสงเคราะห์ชุมชนจึงเป็นงาน
เคลื่อนไหวทางสังคม เครื่องมือในการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน ได้แก่ การพัฒนาสำนึกของชุมชน การสร้างภาวะ
ผู้นำการพัฒนา การสร้างความร่วมมือ การศึกษาของผู้ใหญ่ ความร่วมมือในการดูแลให้การอุปถัมภ์ การสร้าง
ศักยภาพของชมุ ชน

จากย่อหน้าข้างต้น เมื่อพิจารณาถึงชุมชนคีรีวง จะเห็นได้ว่า ชุมชนมีจุดแข็งที่เด่นชัดในเรื่องของการมี
เอกลักษณ์เฉพาะตัว ชาวบ้านในชุมชนต่างดูแลเอาใจใส่ ร่วมด้วยช่วยกันเพ่ือพัฒนาชุมชน และรู้ค่าของทรัพยากรที่มี
อยู่ รวมถึงมีการนำไปใช้อย่างมีประโยชน์ และจากการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชน พบว่า ชุมชนมีการขับเคลื่อน
การพัฒนาของชุมชนคีรีวง ที่สามารถสรุปออกมาได้ 7 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1) คนในชุมชนเป็น ศูนย์กลางการ
พัฒนาโดยเน้นการพัฒนาคนและคุณภาพชีวิต คนในชุมชนคีรีวงได้มีพัฒนาการทาง ความคิด มาอย่างต่อเนื่อง
สง่ ผลใหช้ มุ ชนมีการขับเคล่ือนการพัฒนาในลกั ษณะทก่ี ้าวกระโดด สง่ิ สำคญั นอกเหนอื จากการมที รัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ของชุมชนแล้ว คือทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นกลกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ชุมชนเกิด
การพฒั นาไปในทางทดี่ แี ละเปน็ ชุมชนที่มีช่ือเสยี ง จนถึงปัจจบุ นั
2) กลุ่มต่าง ๆ และเครือข่ายในชุมชนมีจิตอาสาร่วมรับผิดชอบต่อชุมชและสังคม ดังจะเห็นได้จากหลังจากชุมชน
ประสบกับภัยธรรมชาติและสร้างความเสียหายให้กับชุมชน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา อย่างเห็นได้ชัดคือ คนในชุมชน
รวมกลุ่มกันพยายามพัฒนาชุมชนให้กลับมามีสภาพเดิม สามารถดำรงชีวิต ได้ 3) การมีผู้นำที่ดีและมีศักยภาพ ชุมชน
คีรีวงมีผู้นำตามธรรมชาติและได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาความเป็นผู้นำ สามารถชักชวนสมาชิกชุมชนให้รวมกลุ่มเพ่ือ
พัฒนาขีดความสามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อ ตอบสนองการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ 4) ความ
พยายามสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน ด้วยการปรับกระบวนการบริหารจัดการภายในอย่างมีระบบ 5) การเริ่มต้นจาก
สิ่งที่สอดคล้องกับวิถีที่พึงปรารถนา คนในชุมชนคีรีวงได้พยายามนำภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งทรัพยากรต่าง ๆ ที่มี
อยู่ในชุมชน มาประยุกต์และปรับใช้ให้สอดคล้องกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ มีการปรับตัว
และเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา 6 มีกระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาท่ี
เกิดผลในการแพร่กระจาย ชุมชนคีรีวงได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องจาก
รุ่นสู่รุ่น รวมทั้งมีความพยายามถ่ายทอดผ่านกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ 7) มีการใช้รัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ชุมชนคีรีวงมีทรัพยากรที่มีคุณค่า คือ ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชนจึง
เป็นไปในทางที่ดี ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ชุมชน สามารถเข้าไปเรียนรู้บริบทของชุมชน วิถีชีวิต ความเป็นมาเพื่อเข้า
ใจความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านการลงพื้นท่ี สามารถกระจายข่าวที่เป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้านในชุมชนรู้ เพ่ือ
สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่อาจใช้ได้กับทรัพยากรที่ชาวบ้านในชุมชนมีอยู่ และจากกรที่เป็นคนในพื้นที่ พบว่าปัญหาอีก

220

อย่างของชุมชนนอกเหนือจากการค้นคว้า ในชว่ งประเพณีสำคญั ของปี อยา่ งเช่น ปใี หม่ สงกรานต์นกั ท่องเท่ยี วภายใน
ชุมชนจะมีจำนวนมากเป็นพิเศษ พบปัญหา คือการจราจรที่ติดขัด ขยะที่ทิ้งเกลื่อนลาดหลังจากนักท่องเที่ยวกลับไป
นักสังคมสงเคราะห์สามารถเข้าไปทำงาน ในส่วนของการวางแผนปรับกลยุทธ์เรื่องนี้ให้ชุมนได้ อย่างเช่น ปัญหารถติด
อาจมีการวางแผนส่งเสริมให้ใช้รถประจำทางที่มีอยู่ กำหนดขอบเขตของการนำรถเข้ามาในพื้นที่ ปัญหาขยะ อาจต้อง
ให้มีการวางแผนเรื่องการลดภาชนะที่ใช้ในชุมชนให้เป็นรูปแบบของการนำกลับมาใช้ใหม่ เคร่งครัดเรื่องการจัดการขยะ
เพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระของชาวบ้านในชุมชนบทบาทดังกล่าวสามารถช่วยให้นักสังคมสงเคราะห์ได้มีการเข้าไปใกล้ชิด
ชุมชน ระดมความคิด สร้างความมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของจุดแข็งที่ชุมชนมี นักสังคม
สงเคราะห์สามารถรวบรวมจัดทำเป็นแบบแผน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชนใกล้เคียง อาจเป็นการเพิ่มพื้นที่ท่องเที่ยว
เพิ่มเติม กระชับความสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียง เพิ่มกำลังคนในการร่วมดูแลพื้นที่ และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับ
ชาวบา้ นในละแวกเดยี วกนั ได้อีกดว้ ย


อา้ งองิ

พฤทธพ์ิ งศ์ ไชยพหล, และอาแว มะแส. (2562). การประยกุ ตภ์ มู ิปัญญาท้องถ่ินเกย่ี วกับการดำรงชีพในการ
ขับเคลือ่ นการพฒั นาสู่ชมุ ชนเข้มแขง็ : กรณศี กึ ษาชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จงั หวดั นครศรธี รรมราช. สืบค้น
17 พฤศจิกายน 2564, จาก 3 Phrutpong Chaiphahol Awae Masae.pdf (nida.ac.th)

มหาวิทยาลัยราชภฏั สงขลา. (ม.ป.ป.) ทฤษฎีพื้นฐานการปฏบิ ัติงานสงั คมสงเคราะห์ สืบค้น 17 พฤศจกิ ายน
2564, จาก oservice.skru.ac.th/ebookft/282/chapter4.pdf

กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง. (2563). สังคมสงเคราะห์ชุมชนลดความเหล่อื มลำ้ ทางสังคมได้อย่างไร. สบื คน้ 17
พฤศจิกายน 2564, จากhttps://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/fileresearch/researchSplit/2.pdf

ประวตั ิชุมชนคีรวี ง. (ม.ป.ป.) สืบค้น 17 พฤศจกิ ายน 2564, จาก a 100313 173630.paf
(lansakadistrict.go.th)

221

“เมอื งเบตง”
โนร์อัสลนี ่า เป็งแสนหนู

222

เบตง เมืองพหุวฒั นธรรม จังหวัดยะลา

เหตุผลที่ผู้เขียนเลือกเมืองเบตงในการศึกษาชุมชน เนื่องจากเมืองเบตงเป็นสถานที่เกิดและได้ใช้เวลาในการ
เรียนรู้เพื่อเติบโตของตัวผู้เขียนและครอบครัว หรือเรียกได้ว่า เป็นบ้านเกิดเมืองนอน แต่ผู้เขียนได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
ร่วมกับครอบครัวเป็นระยะเวลาเพียง 5 ปี หลังจากนั้นผู้เขียนได้ย้ายออกจากเมืองเบตงด้วยเหตุผลทางครอบครัว คือ
บิดามารดาหย่าร้างกัน ผู้เขียนได้ติดตามมาพร้อมกับมารดาที่กลับบ้านที่ภาคเหนือ ทำให้นาน ๆ ทีจึงจะได้กลับไปเยี่ยม
บ้านเกิดที่เบตง ซึ่งบิดายังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้พบว่าความอบอุ่นและอัตลักษณ์ที่ผู้เขียน
มีความทรงจำและสัมผัสได้ของเมืองเบตงไม่เคยจางหายไปแต่อย่างใด แม้ว่าประสบการณ์ที่มีร่วมในชีวิตจริงกับสถาน
ที่นี้จะไม่มากนักก็ตาม ก่อนอื่นจึงขอใช้โอกาสนี้ขอขอบคุณบิดาในการให้คำแนะนำและคอยชี้แนะแนวทางในการเขียน
ครั้งนี้ในฐานะผู้ที่อยู่อาศัย สร้าง และร่วมการเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองเบตง เมืองพหุวัฒนธรรม
จงั หวดั ยะลา

เมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตั้งอยู่ชายแดนประเทศไทยติดกับประเทศมาเลเซีย เป็น 1 ใน 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงและเคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเมืองที่ถูก
เข้าใจว่าเป็นแลนมาร์คในการท่องเที่ยวที่สำคัญในประเทศไทย เนื่องจากมีทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ และสถานที่
ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่าง ๆ มากมาย แต่เมืองเบตงนั้นยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถี
ชีวิตของผู้คนอย่างหลากหลายที่มาที่ไปและได้มารวมกันที่เมืองนี้จนเรียกได้ว่าเป็น “เมืองพหุวัฒนธรรม” ที่ประกอบ
สร้างด้วยค่านิยม ศาสนา ความเชื่อ วิถีชีวิต การกิน การอยู่ อย่างหลากหลายมิติในสังคมสังคมพหุวัฒนธรรมนี้ ทำให้
ในเมืองเบตงมีทั้ง มัสยิด โบสถ์คริสต์ วัดไทย และศาลเจ้า ประชากรเกือบครึ่งของเบตงเป็นชาวมุสลิม โดยมีศูนย์รวม
จิตใจอยู่ที่ มัสยิดกลางเบตง ชาวพุทธ มีวัดพุทธาธิวาส ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในตัวเมืองเบตง และสำหรับชาว
ไทยเชื้อสายจีน มีวัดโพธิสัตโต นับถือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งผู้คนที่ต่างศาสนา ต่างความเชื่อเหล่านี้ได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบ
สุข กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวจึงเป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ใครได้ไปเยี่ยมชมก็จะต้องสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น อีก
ทั้งยังเป็นเมืองที่มีธรรมชาติที่สวยงามจึงทำให้เมืองเบตงเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจากในประเทศและประเทศเพื่อน
บ้านมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้ได้มีการเปิดสนามบินเบตงขึ้นอย่างเป็นทางการเพื่อรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย
หากพ้นวิกฤตการณ์โรคระบาด เมืองเบตงจะกลับมาครึกครื้นอย่างแน่นอน การมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงของเมือง
นี้ทำให้มีอากาศที่ดี และมีหมอกตลอดทั้งปี สมดังคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดแดน
สยาม เมืองงามชายแดน” โดยผู้เขียนจะเลือกเจาะจงในการศึกษาชุมชนครั้งนี้ที่มีขอบเขตเป็นเทศบาลเมืองเบตง (ทม.
เบตง)

ข้อมูลเบอ้ื งต้นและสภาพทัว่ ไปของเมอื งเบตง
ความเปน็ มา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2482 ตำบลเบตงได้เปลี่ยนเป็นเทศบาลตำบลเบตงตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเทศบาลเมืองเบตง ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นมา โดยมีตราสัญลักษณ์เทศบาล
เมืองเบตงเป็นรูปพญานาคพันหลักเขต หมายความว่า เบตงเป็นอำเภอที่อยู่ติดกับประเทศมาเลเซีย โดยใช้หลักเขต
เป็นเครื่องหมายเส้นกั้นอาณาเขต ประกอบกับเทศบาลได้ก่อตั้งขึ้นในปีมะโรง ซึ่งมีสัตว์ ประจำปีมะโรง คือ งูใหญ่
หรือพญานาค เทศบาลจึงได้กำหนดรูปดวงตราเป็นพญานาคพันหลักเขต เพื่อให้มีความหมายถึงท้องที่ชายแดน
และกอ่ สรา้ งในปมี ะโรงอกี ดว้ ย

223

ลักษณะทางกายภาพ
ลักษณะที่ตั้งของเทศบาลเมืองเบตงตั้งอยู่ในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลาครอบคลุม ตำบลเบตงทั้งหมด

พื้นที่ 78 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซียทางด้านรัฐเปรัค
และรัฐเคดาห์ถึงรัฐปีนัง ลักษณะภูมิประเทศของเมืองเบตง ตั้งอยู่ในเทือกเขาสันกลาคีรี ทางตอนใต้สุดของ ประเทศ
ไทยลักษณะของพื้นที่คล้ายหัวหอกที่พุ่งไปอยู่ในดินแดนประเทศอื่น พื้นที่ประกอบด้วยพื้นที่ ราบสูง เนินเขา ลุ่มน้ำ
อำเภอเบตงตั้งอยู่ในหุบเขามีลักษณะเหมือนเป็นแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่มีลำคลองไหลผ่านใจกลาง
เมืองเบตง คือ คลองเบตง ไหลจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก และบรรจบกับแม่น้ำปัตตานี จากลักษณะภูมิ
ประเทศที่เป็นภูเขา จึงเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดยะลาและภาคใต้ คือ แม่น้ำปัตตานี เป็นที่ตั้งของ
เขื่อนบางลาง ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปจะมี 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน
และฤดฝู น โดยฤดรู ้อนอยใู่ นชว่ งเดือนมกราคม-เมษายน สว่ นฤดูฝนอยู่ในช่วงเดอื น พฤษภาคม-ธันวาคม

สภาพสงั คมของเมืองเบตง
สภาพสังคมของอำเภอเบตง ประกอบด้วยชนกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มคือ คนไทยนับถือศาสนาอิสลาม ประมาณร้อย

ละ 51 กลุ่มคนไทยซึ่งนับถือศาสนาพุทธ และไทยเชื้อสายจีน นอกจากนั้นอีกประมาณร้อยละ 2 เป็นกลุ่มนับถือศาสนาค
ริตส์และฮินดู จะเห็นได้ว่าเมืองเบตงนั้นมีความหลากหลายกันทางชาติพันธุ์แต่จะพบว่า คนไทยเชื้อสายจีนมักจะเป็นผู้
ที่มีบทบาทด้านการเมืองมากกว่าชาติพันธุ์อื่น ๆ อาจเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาที่สูงกว่ามุสลิมและ
คนไทยพุทธในพื้นที่ ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานกระจุกตัวอยู่ในเมืองอีกด้วย แต่การกล่าวเช่นนี้
ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆจะไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นกลับมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ต่อกันเป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การที่เบตงเป็นเมืองที่มีพื้นที่สาธารณะที่จะให้ผู้คนทุก
กลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน พื้นที่สาธารณะในเมืองเบตง มี 12 แห่งที่ใช้งานได้จริงทั้งหมด ได้แก่ สนามกีฬาอเนกประสงค์
สนามฟุตบอล สนามบาส สนามวอลเลย์บอล สนามตระกร้อม สระว่ายน้ำ สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่น สวนสุขภาพ
สวนสาธารณะ ห้องสมุดประชาชน พบว่าพื้นที่ สาธารณะเหล่านี้ทำให้ผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายนั้นไม่มีความ
อหิ ลกั อเิ หลือ่ ตอ่ กัน

ข้อมลู เชงิ เศรษฐกิจของเมืองเบตง
ข้อมูลจากเทศบาลเมืองเบตง กล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจของอำเภอเบตงโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการค้า

การบริการ การเกษตร ประชากรกว่าร้อยละ 80 มีอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำสวนยางพาราซึ่งเป็นพืช
เศรษฐกิจ อาชีพรองลงมาคือ การประกอบอาชีพทางธุรกิจการท่องเที่ยว ประชากรมีรายได้เฉลี่ยประมาณ60,000
บาทตอ่ ปปี ระกอบกบั มกี ารส่งออกสนิ ค้าผ่านดา่ นพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลาได้ง่ายอกี ด้วย

วฒั นธรรมประเพณีของเมอื งเบตง
เบตงเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนจากหลากหลายเชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม

เป็นของตัวเอง โดยวัฒนธรรมหลกั แตล่ ะศาสนามีดงั น้ี
• วัฒนธรรมประเพณีของผู้นับถือศาสนาพุทธ ได้แก่ ประเพณีแห่ผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ

ประเพณีชักพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ลอยกระทง สงกรานต์ ทำบุญเดือนสิบ สลากภัต การทำบุญตักบาตรเนื่องในวัน
สำคญั ของชาติ และวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา

224

• วัฒนธรรมประเพณีของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ได้แก่ การจัดการงานวันฮารีรายอ งานเมาลิด งานวันละศีล
อด วนั กวนอาซูรอ การแสดงปัญจกั สีลัต ดเี กฮลู ู และอะนาเซด

• วัฒนธรรมประเพณีของคนไทยเชอื้ สายจนี ไดแ้ ก่ วันตรุษจีน วันไหว้บรรพบรุ ุษ วนั สารทจีน วันไหวบ้ ะ๊ จ่าง วัน
ไหวพ้ ระจันทร์ ประเพณกี นิ เจ ประเพณแี ห่พระรอบเมืองของวดั กวนอมิ และมลู นิธิอำเภอเบตง

• วัฒนธรรมประเพณีของผู้นับถือศาสนาคริสต์ ได้แก่ วันขอบคุณพระเจ้า และวันคริสต์มาสนอกจาก
วัฒนธรรมทางศาสนาแล้ว ยังมวี ัฒนธรรมอ่นื ๆ ที่น่าสนใจในเมอื งเบตง เชน่

• งานเทศกาลไก่เบตง เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสินค้าอาหารของชาวเบตง และพันธุ์ไก่เบตงที่มีเอกลักษณ์ไม่
เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในช่วงเทศกาล
สงกรานต์ โดยภายในงานมีการแข่งกินไก่เบตง การแข่งขันทำอาหารจากไก่เบตง การจัดนิทรรศการฟาร์มไก่เบตง
และประกวดพันธุ์ไก่เบตง ไก่เบตงจะมีลักษณะขนสีเหลืองทอง อ้วนท้วม และหางกุด โดยกิจกรรมนี้จัดที่ลาน
วฒั นธรรมที่มีรปู ป้นั ไก่เบตงต้งั อยู่เปน็ สญั ลกั ษณโ์ ดดเดน่

ขอบคณุ ภาพจากเว็บไซต์เทศบาลเมอื งเบตง
วัฒนธรรมดา้ นอาหาร

จากการมีเชื้อสายและชนชาติพันธุ์ที่หลากหลายในเมืองเบตง ทำให้วัฒนธรรมด้านอาหารก็มีความ
หลากหลายไปด้วย ทั้งอาหารฮาลาลสำหรับชาวมุสลิม อาหารจีน อาหารไทยปักษ์ใต้ โดยอาหารที่ขึ้นชื่อ เลื่องลือจาก
เมืองเบตง ยกตวั อยา่ ง คอื

1. ผดั หมเ่ี บตง

เส้นบะหมี่อบแห้งสีเหลืองไข่ ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อของเมืองเบตง จึงมีช่ือ
ว่า หมี่เบตง โดยบะหมี่จะเป็นรูปแบบเส้นแห้งจะเก็บด้วยวิธีม้วนเป็นก้อนเพื่อเก็บ
ไว้ได้นาน สามารถทำได้มากกว่าเมนูผัด เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เป็นต้น เป็นเมนูที่
เด็กเบตงทุกคนล้วนเคยรับประมานรวมถึงตัวผู้เขียนที่ยกให้เป็นเมนูโปรดใน
ดวงใจตั้งแตว่ ัยเดก็ เลยกว็ า่ ได้

225
2. ไกส่ บั เบตง

ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสรับประทานเมนูไก่สับเบตง เมนูชื่อดังอีกหนึ่งอย่างของเบตง เป็นเมนูไก่เบตงนึ่งราด
ด้วยน้ำซอสซีอิ๊วพิเศษสำหรับเมนูนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่าไก่เบตงมีเนื้อสัมผัสที่ต่างจากไก่ทั่วไปตรงที่เนื้อไก่เบตงจะ
เหนียวนุ่ม ส่วนหนังไก่จะหนาและกรอบ พอได้ลองทานคำแรกจึงรู้สึกไม่แปลกใจว่าทำไมไก่เบตงถึงขึ้นชื่อและเป็นเมนูที่
ต้องสั่งสำหรับใครที่มาเยี่ยมชมเมืองเบตง ซึ่งผู้เขียนพบว่าแทบทุกร้านอาหารระดับกลางขึ้นไปถึงระดับภัตราคารจะมี
เมนูไก่สบั เบตงเกอื บทกุ รา้ น

3. กบภูเขาเบตง
กบภูเขาเบตง เป็นกบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีขนาดใหญ่กว่า

กบทั่วไป ขนาดของน้ำหนักอยู่ที่ 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อตัว ชาวเบตงนิยมนำกบเบตงมาผัด หรือทอดกระเทียมพริกไทย
หรืออาจใช้เนื้อกบแทนเนื้อหมูใส่ในโจ๊ก หรือที่เรียกว่าโจ๊กกบ ส่วนตัวผู้เขียนยังไม่เคยรับประทานแต่คาดว่าน่าจะเนื้อ
เยอะ จใุ จ

*บุคคลในภาพซ้ายคือบิดาของผเู้ ขียนและได้ขอให้แปะภาพน้ีลงในใบงานเพอื่ ฝากใหผ้ ูอ้ ื่นไดร้ บั ชมต่อไป

226

การใชเ้ ครอ่ื งมือเพือ่ ศกึ ษาชุมชน
นอกจากการสืบค้นข้อมูลทางทุติยภูมิแบบออนไลน์แล้ว การใช้เครื่องมือศึกษาชุมชนเพื่อทำการเรียนรู้ชุมชน

ก็เป็นการสร้างความเข้าใจในมิติที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงโลกทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเจาะลึกถึง
ด้านในและจำเป็นต้องเข้าใจโลกทางสังคมที่ประกอบด้วยความสัมพันธ์ของบุคคล โดยเครื่องมือศึกษาชุมชนทั้ง 7
เครื่องมือ ก็สามารถเลือกนำมาประยุกต์ใช้กับแต่ละพื้นที่ชุมชนแตกต่างกันไป เนื่องจากแต่ละเครื่องมือนั้นก็มีลักษณะ
ข้อเด่น และข้อจำกัดในการใช้ประกอบศึกษาชุมชนที่แตกต่างกัน ดังนั้นการศึกษาเมืองเบตงในครั้งนี้จึงเลือก
ประยุกต์ใช้เครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจชุมชน 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชนและประวัติบุคคลสำคัญ
เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ศึกษาในขณะภาวะวิกฤตนี้ได้ดีและเห็นภาพชัดเจนของ
ชุมชนทั้งภาพใหญ่ (Bird eyes view) และภาพย่อย (Worm eyes view) ในหลากหลายมิติเพิ่มมากขึ้นจากการสืบค้น
ได้ชัดเจนมากทส่ี ุด

เครอื่ งมือที่ 1 แผนที่เดนิ ดนิ
แผนที่เดินดินเป็นเครื่องมือเริ่มต้นที่เป็นเสมือนขั้นบันได้ขั้นแรกในการเข้าไปศึกษาชุมชน โดยเครื่องมือน้ี

จะทำให้ได้ทำความเข้าใจภาพรวมในลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางสังคมได้ครอบคลุมมากที่สุดและใช้ระยะเวลา
สั้นที่สุด แต่ข้อจำกัดของยุควิกฤติการณ์โรคระบาดนี้ทำให้การทำแผนที่เดินดินต้องเป็นการศึกษาได้เพียงลักษณะทาง
กายภาพผ่านแผนทใ่ี นฐานขอ้ มลู เวบ็ ไซตเ์ ทศบาล แผนท่สี ำหรับนักทอ่ งเท่ียวและภาพจาก Google Earth ในการสำรวจ
พื้นที่ ประกอบกับการสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในพื้นที่จริง จึงอาจไม่ได้เกิดความลึกซึ้งในข้อมูลเชิงลักษณะทางสังคมและ
ความสัมพันธ์ของบุคคลในพื้นที่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามการมีข้อมูลเพียงเท่านี้ก็ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ถึงความ
ปะติดปะตอ่ ของผคู้ นผ่านลักษณะการต้งั พนื้ ท่บี า้ นเรือน และสถานทส่ี ำคัญตา่ ง ๆ ในเมอื งเบตงได้

ภาพแผนท่เี มอื งเบตงสำหรับนักท่องเทย่ี ว

227
โดยส่วนใหญ่จะสามารถพบเห็นแผนที่ของเมืองเบตงได้ง่ายและทั่วไป เนื่องจากเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว
ดังนั้นในแผนที่มักจะปรากฏเฉพาะแลนมาร์คที่สำคัญ ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติและเชิงวัฒนธรรม ซึ่ง
จะไมค่ ่อยปรากฏบา้ นเรือนในชุมชนแบบภาพยอ่ ยมากนกั แต่ก็ได้เหน็ ภาพใหญ่ของชุมชน

ภาพแผนทเ่ี มืองเบตงจากฐานข้อมูลเว็บไซด์เทศบาล
จากการสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในพื้นที่จริงประกอบกับการดูคลิปวิดิโอ ทำให้สามารถวาดแผนที่เดินดินของ
เมืองเบตงเพิ่มเติมจากแผนที่ของเทศบาลและแผนทส่ี ำหรับนักทอ่ งเทยี่ วได้ ดงั ภาพตอ่ ไปนี้

จากแผนที่เดินดิน พบว่าได้เห็นภาพย่อยของเมืองชัดเจนยิ่งขึ้นที่ปัจจุบันเบตงมีธุรกิจโรงแรมขยายตัวเพ่ิม
มากขึ้นและมีรูปแบบที่พักอาศัยเป็นแบบห้องเช่าและบ้านเช่ามากขึ้น เนื่องจากส่วนมากในเมืองเบตงจะมีคนย้ายถ่ิน
ฐานจากจังหวัดอื่นเข้ามาเพื่อประกอบอาชีพ เช่น รับจ้างบริษัทเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เปิดร้านค้า ร้านอาหารเป็นต้น
จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในฐานะเพื่อนบ้านภายในชุมชนเดียวกันอาจไม่ได้แน่นแฟ้นมาก ซึ่งสามารถนำไปสู่
ขอ้ เสนอเพ่อื การพัฒนาสมั พันธภาพของคนในชุมชนทั้งสมาชิกเกา่ และใหม่ต่อไปได้

228

เครื่องมือที่ 2 ปฏิทนิ ชมุ ชน
เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้ทำความเข้าใจวิถีของคนในชุมชน ซึ่งหมายถึงแบบแผนกิจกรรมเหตุการณ์รวมท้ัง

วัฒนธรรมประเพณีทั้งเชิงศาสนาและเชิงท้องถิ่นของชุมชนที่เกิดขึ้นในรอบปี หรือแต่ละฤดูกาล โดยได้ทราบว่าชุมชน
ได้มีการวางแผนจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตอนไหน และสัมพันธ์กับช่วงเวลานั้นอย่างไร ทำให้เข้าถึงและเข้าใจความสัมพันธ์
ระหว่างกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน นำไปสู่การสามารถวางแผนการทำงานกับชุมชนได้ง่ายข้ึน
เพราะจะทำให้จัดตารางการทำงานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนได้ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ
เวลา ข้อจำกัดของเครื่องมือนี้ คือ โดยส่วนใหญ่ผู้ค้นหาจะสามารถพบเห็นปฏิทินชุมชนได้ในฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ
เทศบาลแต่มักจะเป็นเครื่องมือที่ปรากฏข้อมูลไม่ล่าสุด หรือไม่ได้อัพเดต จึงควรสัมภาษณ์บุคคลในพื้นที่จริงร่วมกับ
การใช้เครื่องมือปฏิทินชุมชน เพื่อป้องกันการตกหล่น และได้อัพเดตข้อมูลที่มีอายุมากเกินไป โดยปฏิทินกิจกรรม
เมืองเบตงที่ปรากฏด้านล่างนี้ ผู้เขียนได้อ้างอิงปฏิทินปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่เข้าสู่วิกฤตการณ์โรคระบาด เพื่อ
สามารถศกึ ษาลกั ษณะรูปแบบกิจกรรมได้ครบถ้วนตามรูปแบบปกติของชมุ ชนกอ่ น

กจิ กรรมสำคัญในเมืองเบตง ช่วงเดอื นทจ่ี ดั กิจกรรมปี พ.ศ. 2562
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

กจิ กรรมวนั ปใี หม่

เทศกาลไกเ่ บตง

เทศกาลวันสงกรานต์

เทศกาลของดีเมืองเบตง

โครงการแข่งขันกฬี าชมุ ชนสมั พนั ธ์

เทศกาลผลไม้โอชา ณ แดนบุบผา

เพริศพราย

งานวง่ิ การกุศล เทศบาลเมอื งเบตง

เทศกาลวันลอยกระทง

กจิ กรรมวันสน้ิ ปี

ปฏิทนิ ชุมชนเมอื งเบตง ประจำปี 2562

จากปฏิทินชุมชน พบว่า เมืองเบตงให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก มีการจัดกิจกรรมใน
รูปแบบสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวในเมืองเบตงอยู่ตลอดปี ให้ความสำคัญกับสินค้า อาหาร และผลไม้ ที่มีการจัดบูธ
ตลาดนัดให้คนได้มาเดินจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นเม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจระดับย่อย กิจกรรมส่งเสริมภาค
อาหาร สินค้า ส่วนมากจะจัดในช่วงเวลาที่แตกต่างไปทุกปี แต่กิจกรรมส่งเสริมเกี่ยวกับผลไม้ จะจัดช่วงเดือน
กรกฎาคม เนื่องจากเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวของผลไม้ภาคใต้ อีกทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกด้วยกิจกรรมสาน
สัมพันธ์เพื่อกระชับมิตรทั้งสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ในชุมชน เมืองเบตงยังให้ความสำคัญกับกับสร้างบรรยากาศ
ประเพณดี ้ังเดมิ ของไทยเพ่ือคงรกั ษาไว้แกเ่ ยาวชนรนุ่ ใหม่ตอ่ ไป รายละเอียดแต่ละกิจกรรมมดี ังนี้

229

กิจกรรม รายละเอยี ดกิจกรรม
วนั ขึ้นปีใหม่ / วันสงกราต์ ตกแต่งพื้นที่ชุมชน จัดทำซุ้ม ติดตั้งป้ายที่ทางเข้าอุโมงค์ ตลอดทางถนน และ
/ วนั ลอยกระทง / วันสิ้นปี ตกแต่งลานวัฒนธรรมเบตงด้วยธีมตามเทศกาลนั้น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศสื่อ
เทศกาลไกเ่ บตง ถึงประเพณแี ละวัฒนธรรมท่ีดีงามของไทย
จัดกิจกรรมเปิดบูธอาหารและเครื่องดื่ม แข่งกินไก่เบตง ณ ลานวัฒนธรรมเบ
เทศกาลของดีเมอื งเบตง ตง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้คุณค่ากับสัญลักษณ์แห่งเมืองเบตงเป็น
โครงการแข่งขนั กฬี าชุมชนสมั พันธ์ ประจำทกุ ปี
เทศกาลผลไม้โอชา ณ แดนบบุ ผา เทศกาลขายสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม OTOP ประจำเมืองเบตง จัดที่ลาน
เทศกาลวนั ลอยกระทง วฒั นธรรมเบตง มกี ารจัดแสดงจากศลิ ปนิ เพือ่ กระต้นุ ความสนใจในเมอื งเบตง
งานวงิ่ การกุศล เป็นโครงการจัดแข่งขันกีฬาพื้นบ้านและกีฬาสากล เช่น วิ่งผลัด วิ่งเปรี้ยว กิน
วิบาก เป็นต้น เพือ่ กระชบั ความสัมพนั ธ์ของคนในชมุ ชน จดั ขน้ึ ทกุ ปี

เทศกาลขายผลไม้ตามฤดูกาลของภาคใต้ หลากหลายเกรดและราคา เพื่อ
กระตุน้ เศรษฐกิจรายย่อยแก่ผขู้ าย และสง่ เสริมการบรโิ ภคผลไมไ้ ทย
ตกแต่งพื้นที่ชุมชน จัดพื้นที่สำหรับลอยกระทงที่แม่น้ำ สร้างบรรยากาศสำหรับ
ประเพณีไทยเพือ่ กระตุ้นให้เยาวชนรนุ่ ใหมไ่ ด้ให้คณุ คา่ ต่อวฒั นธรรมไทย
เป็นการจัดงานวิ่งเพื่อการกุศล มีทั้งระยะ Fun Run และ Mini marathon
เส้นทางการวิ่งผ่านรอบเมืองเบตง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวได้วิ่ง
รบั บรรยากาศ

ปฏิทินชุมชนนี้ไม่ได้ปรากฏรายละเอียดของกิจกรรมทางศาสนาเนื่องจากเมืองเบตงมีสมาชิกที่นับถือศาสนา
และความเชื่อต่างกัน โดยจากการค้นหาข้อมูลพบว่าในวันสำคัญทางศาสนา ผู้คนจะไปร่วมกิจกรรมที่โบสถ์ / วัด /
ศาลเจ้า / มัสยิด หรือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้คนในเมืองเบตงได้ให้ความสำคัญ
กบั กจิ กรรมและเทศกาลต่าง ๆ ที่ได้ปรากฏในปฏิทินชุมชนข้างต้นร่วมกนั อย่างต่อเน่ืองไมว่ ่าจะนับถือศาสนาใด

เครอื่ งมือที่ 3 ประวัติชีวติ บคุ คลสำคญั
ประวัติชีวิตเป็นเครื่องมือศึกษาชุมชนที่ช่วยให้เข้าใจถึงมุมมองและการให้ความหมายในหลายระดับเชิงมิติ

ของความเป็นมนุษย์ ได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนได้ชัดเจนกว่าเครื่องมืออื่น ๆ และได้ทำความเข้าใจถึงวิถีชีวิต
รวมถึงปัญหาของสมาชิกชุมชนในฐานะผู้อยู่อาศัยจริง การได้ทำความรู้จักประวัติชีวิตของชาวบ้าน ยังทำให้ได้
เชื่อมโยงระดับความสัมพันธ์ระดับบุคคล ครอบครัว กลุ่ม และไปจนถึงระดับชุมชนได้อีกด้วย ข้อจำกัดของเครื่องมือ
ประวัติชีวิตอาจเป็นเรื่องความสมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูล เพราะบุคคลสำคัญในชุมชนมักจะเป็นผู้สูงอายุที่อาจมีภาวะ
หลง ๆ ลืม ๆ ทำให้อาจต้องใช้เวลาในการใช้เครื่องมือนี้ทั้งก่อนใช้เครื่องมือ คือ การเตรียมคำถามและประเด็นให้รอบ
ดา้ น และหลงั ใช้เคร่ืองมือ คอื การให้เวลากับผใู้ หข้ ้อมลู เพือ่ ใหไ้ ดซ้ ง้ึ คำตอบทีส่ มบูรณ์มากท่สี ุด

230

โกไข่ นกั สะสมภาพเบตง

โกไข่ หรือนายชาญ นกแก้ว อายุ 65 ปี นักสะสมภาพเก่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเบตง และเจ้าของร้าน
กาแฟโบราณชื่อว่า “อำเพอเบตง” ตั้งอยู่หลังตลาดสดเบตง ภายในร้านตกแต่งด้วยภาพถ่ายที่โกโข่ได้สะสมไว้ตั้งแต่
อดีต จึงถอื ไดว้ า่ เป็นสถานทีท่ ี่ได้ศึกษาเหตกุ ารณส์ ำคัญทางประวตั ิศาสตรข์ องเมอื งเบตงเลยกว็ ่าได้

หนังสือและหลักฐานหลายชิ้นของโกไข่ได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และโกไข่ยังได้รับเชิญเป็น
วิทยากรบรรยายตามหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ในฐานะนักสะสมภาพเก่าบ้าง และบางครั้งก็ในฐานะนัก
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การไม่ได้เรียบจบประวัติศาสตร์มาโดยตรง ไม่ใช่ข้อจำกัดของโกไข่ เพราะโกไข่เลือกวิธีค้นคว้า
ข้อมูลเพิ่มเติม เสมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่ปะติดปะต่อเรื่องราวทีละน้อยเข้าด้วยกัน จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้าน หนังสือ
และบนั ทกึ ของข้าราชการในพืน้ ท่สี มยั กอ่ นที่จดบันทกึ ประจำวันเอาไว้ของตนเอง

โกไข่เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Bright TV ว่าเบตงไม่ได้เป็นเพียงเมืองเก่าแก่ แต่เบตงเป็นประวัติศาสตร์ที่มี
ความงดงาม มีคุณค่าในความทรงจำ อีกทั้งโกไข่มีมุมมองว่าในฐานะที่ตนได้เกิดและเติบโตที่เบตง อยู่ตั้งแต่เทคโนโลยี
ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ตนก็ได้เห็นพัฒนาการของชุมชนในฐานะที่เป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยว
เชิงประวัติศาสตร์อยู่ตลอด โดยภาพรวมพื้นที่สาธารณะจะมีการปรับปรุงและถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอเนื่องจาก

231

ภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม ซึ่งผู้คนในพื้นที่ก็เคยชินกับการมีภาพรวมชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ที่ดีมา
ตั้งแต่ต้น จึงเกิดเป็นค่านิยมร่วมกันย่อย ๆ ในการร่วมด้วยช่วยกันรักษาและคงอยู่ภาพลักษณ์นั้นไว้ให้อยู่คู่กับเมืองเบ
ตงต่อไป โกไข่ยังเคยได้พูดถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ว่า ภาพที่เห็นมักเป็นภาพเดียวกัน
เพราะคนเบตงเขาอยู่กันแบบนั้นจริง ๆ ไม่ได้สร้างภาพ แต่มิติของการสัมผัสถึงคุณค่า และรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกเชิง
ประวัติศาสตร์มีไม่เท่ากันแน่นอน จึงวิเคราะห์ได้ว่าการระลึกและสัมผัสได้ถึงคุณค่าและการให้ความหมายเชิง
ประวัตศิ าสตรแ์ ปรผนั ตรงกบั ระยะเวลาและการมปี ระสบการณ์กับพน้ื ทน่ี น้ั ๆ

จากเส้นทางชีวิต หรือ Life Line ของโกไข่ พบว่า โกไข่ประกอบอาชีพเดิมตั้งแต่ย้ายกลับเข้ามาที่เมอื งเบตง
จนถึงปัจจุบันและมีการขยายร้านเพิ่มจากตอนแรก นั่นคือ ร้านกาแฟโบราณ “อำเพอเบตง” นับเป็นระยะเวลากว่า 40
ปีที่โกไข่ยังคงไว้ซึ่งกิจการร้านกาแฟ จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่าผู้คนได้ให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มสูตรโบราณ ที่มีอายุและ
มีประวัติมาเนิ่นนาน เห็นความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างสมาชิกในชุมชนที่ประกอบอาชีพเหมือนและต่างกันแต่ก็มีการ
สนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้คนและนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ เนื่องจากที่ร้านกาแฟของโก
ไข่ได้ตกแต่งภาพประวัติศาสตร์ของเมืองเบตงให้คนที่มาดื่มกาแฟได้ศึกษาประวัติศาสตร์ด้วย จึงได้เห็นอีกว่าเมืองเบ
ตงเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีการถูกระตุ้นอยู่ตลอด เป็นเมืองที่พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว และให้ผู้สนใจศึกษาชุมชนได้เข้า
มาเยี่ยมชนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดย่อยที่สนับสนุนการค้าขายระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่ในพื้นที่
ได้ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม โรงแรม รีสอร์ท ร้านนวดสปา เป็นต้น ข้อมูลข้างต้นจาก
เครื่องมือศึกษาชุมชนนี้อาจนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาชุมชนในมิติการท่องเที่ยวผ่านชุมชนที่เข็มแข็งให้ดียิ่งขึ้น
กว่าเดมิ ไดต้ ่อไป

แนวคิดทฤษฎแี ละหลกั การทางสงั คมสงเคราะหเ์ พื่ออธบิ ายชมุ ชน
จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการสืบค้นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิและจากการใช้เครื่องมือศึกษาชุมชนประกอบการทำ

ความเข้าใจชุมชนในมิติที่หลากหลายของเมืองเบตงนั้น สามารถอธิบายเพิ่มเติมถึงโครงสร้างภายในชุมชนได้โดย
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) และทฤษฎีนิเวศวิทยา (Ecological Theory) ที่สามารถนำมาอธิบายร่วมกันได้ว่า
การศึกษาชุมชนในฐานะที่มองภาพให้เห็นเป็นระบบที่ประกอบด้วยหน่วยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่ละหน่วยใน
ระบบที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งแต่ละระบบจะทำหน้าที่ของตนเอง และบางหน้าที่น้ันจำเป็นต้องอาศัยจากระบบอื่น
ๆ ด้วย โดยระหว่างกระบวนการที่เกิดขึ้นอาจเกิดผลกระทบในภาพแวดล้อมขึ้นได้ต่อหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือต่อระบบ
ความสัมพันธ์หนึ่งได้ สามารถเปรียบเทียบได้ว่าในระบบชุมชนหนึ่งประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
เพื่อให้เกิดความสมดุลย์เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น ครอบครัว เครือญาติ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในชุมชน
โครงสร้างการบริหารจัดการชุมชน ระบบสวัสดิการ สภาพปัญหาในชุมชน รวมไปถึงชุดความเชื่อ สถาบันทางศาสนา
เป็นต้น โดยแต่ละหน่วยเหล่านี้ก็มีความซับซ้อนและมีความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งอย่างต่อเนื่องในฐานะหน่วยทางสังคม
ที่มีมนุษย์เป็นเจ้าของบทบาทและดำเนินไปข้างหน้า ในเมืองเบตงนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อนำทฤษฎีชุดนี้มาอธิบายในเรื่องมิติ
ของสถาบันศาสนา เนื่องจากเบตง เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรมย่อยของกลุ่มในสมาชิก
ทางสังคมอย่างหลากหลาย การที่บุคคลหนึ่ง ๆ ได้นับถือศาสนาหนึ่ง ก็จะมีสภาพแวดล้อมภายใต้ระบบหนึ่ง ๆ โดย
ภายในเมืองเบตงมีบุคคลมากมายที่ได้นับถือศาสนาและความเชื่อต่างกันอยู่จึงมีส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตที่ประกอบด้วย
สภาพแวดล้อมภายใต้ระบบนั้นแตกต่างกันไปภายในชุมชนเดียวกัน นอกจากสถาบันความเชื่อศาสนา หากมองไปที่
เครื่องมือปฏิทินชุมชนจะเห็นว่าเมืองเบตงมีการจัดกิจกรรมและโครงการเชิงประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ อยู่ตลอด
ทั้งปี บุคคลต่าง ๆ ในฐานะเป็นสมาชิกในชุมชนก็ได้เข้าร่วมและแสดงออกในเชิงสนับสนุนกิจกรรมและโครงการ

232

เหล่านั้นภายใต้สภาพแวดล้อมและปัจจัยในระบบเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าทั้งสองทฤษฎีนี้สามารถนำมาอธิบายระบบย่อย ๆ
ได้แทบทุกระบบภายใต้โครงสร้างชุมชนเดียวกันขึ้นกับปัจจัยของระบบนั้นและสภาพแวดล้อมว่ามีเงื่อนไขทำให้ระบบ
ดำเนนิ เป็นไปอย่างไร

นอกจากนี้จะพบประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า สมาชิกในเมืองเบตงมีความคุ้นเคยกับการมีภาพลักษณ์เกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีภายในชุมชนมาโดยตลอด เนื่องจากการที่เมืองเบตงเป็นเมืองท่องเที่ยว การบริหาร
จัดการเกี่ยวกับภาพลักษณ์ต่อบุคคลที่เข้ามาเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่สำคัญกว่าคือ สมาชิกในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการ
รักษาและอนุรักษ์ภาพลักษณ์ของสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีเหล่านั้นไว้ให้คงอยู่หรือให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ใช่เพียง
เพื่อให้เกิดภาพที่ดีต่อนักท่องเที่ยว แต่เพื่อให้สมาชิกในชุมชนได้อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีคุณภาพไปด้วย อีกทั้ง
ยงั มขี อ้ มลู ในเว็บไซด์เทศบาลว่าตลอดมาไดม้ กี ารจดั ทำโครงการพฒั นาชมุ ชนกว่า 129

โครงการ ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดการมีส่วนร่วม (Participation) แนวคิดเพื่อการพัฒนาและ
สร้างความเข้มแข็งของสมาชิกในชุมชนโดยจะมีบทบาทมากในส่วนการพัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมี
เงื่อนไข ได้แก่ ความอิสระ ความเต็มใจ และความสามารถของสมาชิกโดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมทั้ง 4 ร่วม คือ ร่วม
คิด ร่วมปฏิบัติการ ร่วมรับผิดชอบ/รับผลประโยชน์ และร่วมติดตาม จากคนในชุมชนในระยะเวลาโครงการหรือ
กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อวัตถุประสงค์แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ของเมืองเบตง ดังรูปภาพ ซึ่ง เป็นการ
ประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการถนนคนเดินเบตง ปี 2561 โดยมีพ่อค้าแม่ค้าและสมาชิกในชุมชนได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยน
ปัญหาและมุมมองเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเป็น
ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในชุมชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงด้วยความเต็มใจ อิสระ ได้แสดงความคิด
สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้สมาชิกในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกับชุมชนมากยิ่งขึ้น และมีความรับผิดชอบ
ต่อกิจกรรมหรือโครงการที่เกิดร่วมกัน การมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนข้างต้นสอดคล้องกับหลักการทำงานสังคม
สงเคราะห์ในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้ใช้บริการอย่างมีส่วนร่วม ให้เขาได้คิด ตัดสินใจและลงมือ โดยไม่ทิ้งใครไว้
ด้านหลัง หลักการนี้จึงเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติงานชุมชนอยู่แทบทุกมิติ โดยเฉพาะเป้าหมายระดับการสร้างความ
เขม้ แข็งเพอ่ื สรา้ งการเปลี่ยนแปลงในชุมชน

นอกจากหลักการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนยังสามารถใช้หลักการความเป็นพลเมืองเพื่ออธิบายการมี
ส่วนร่วมของสมาชิกชุมชนได้ โดยเป็นหลักการที่เกี่ยวข้องกับหลักการความเป็นธรรมทางสังคมโดยเน้นท่ีสิทธิของ
ประชาชน หลักการนี้เชื่อว่า การมีส่วนร่วมในการจัดบริการสวัสดิการเป็น การกระทำที่ผ่านความเป็นพลเมืองภายใต้
สิทธิของประชาชนและสิทธิทางการเมืองของกฎหมาย และรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ จึงเป็นหลักการที่เชื่อว่าจะ
นำไปสู่การพิจารณาโครงสร้างใหม่ของสวัสดิการหรือบริการทางสังคมที่จะทำให้ระบบสวัสดิการสังคมได้ดียิ่งขึ้นอย่าง

233

รอบด้านและคำนึงถึงการปฏิบัติต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียมกัน และคำนึงถึงความต้องการทางสังคมภายใต้
หลักการสิทธิของความเป็นพลเมืองของรัฐที่เท่าเทียมกันสำหรับโครงการที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไป โดยเป็นบทบาท
ของนกั สงั คมสงเคราะห์ นักพฒั นาชมุ ชนและฝ่ายงานท่ีเก่ยี วขอ้ งทตี่ อ้ งคำนงึ และยึดขอ้ นี้เป็นสำคญั

แนวปฏิบตั กิ ารชุมชนเพอ่ื เสนอแนะต่อเมืองเบตง
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกุญแจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมืองเบตง ซึ่งเป็นภาคที่

สร้างรายได้สร้างงานให้กับผู้คนในเมืองเบตงมาโดยตลอด เบตงเป็นเมืองที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง มี
กิจกรรมการท่องเที่ยวและสถานที่ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
อีกทั้งเบตงยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของเมืองเบตงและจะดียิ่งขึ้น
หากมีการพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในส่วนนี้ เมื่อพิจารณาถึงจุดแข็งดังกล่าวจะเห็นว่าลักษณะทาง
กายภาพของพื้นที่เมืองเบตงมีศักยภาพมากกว่านั้น โดยมีที่ตั้งอยู่ในแนวทิวเขาสันกาลาคีรี มีพื้นที่เป็นที่ราบสูงเนินเขา
ลุ่มน้ำ สภาพของเมืองเบตงตั้งอยู่ในหุบเขา มีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ จึงเหมาะสม
เป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเมืองเบตงให้เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้เราจะ
พบเห็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียงภายในอำเภอเบตงอยู่ ซึ่งคือกิจกรรมชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ถือเป็นจุด
ชมวิวและจุดเช็คอินที่โด่งดังในจังหวัดยะลา แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาลและช่วงเวลาในการเข้าใช้บริการพื้นที่ ใน 1 ปี
เจ้าหน้าที่จะแนะนำแค่ช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน และช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งสภาพอากาศในยุคนี้ก็ค่อนข้าง
แปรปรวนและไม่แน่นอนจึงมีข้อจำกัดหลายอย่างที่สามารถหยิบขึ้นมาเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาภาคการท่องเที่ยว
เชิงนิเวศในเมืองเบตงได้ โดยในเทศบาลเมืองเบตงจะมีเขตป่าที่สามารถเดินป่าขึ้นไปชมทะเลหมอกได้เช่นกันแต่จะไม่
เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ในการขึ้นไปทำกิจกรรม ชมทะเลหมอก ตั้งแคมป์ นั่นคือ
ป่าจาเราะเกาะงา ความพิเศษของที่นี่คือ เมื่อขึ้นไปบนยอดภูเขาจะเห็นเป็นทะเลหมอกสองแผ่นดิน สามารถมองเห็น
ทะเลหมอกที่ปกคลุมทั้งฝั่งไทยและได้เห็นวิวเมืองเบตงทั้งเมืองอีกด้วย ดังนั้นมุมมองต่อข้อเสนอแนวปฏิบัติการของ
ผู้เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ คือ โครงการจัดทำเส้นทางวิ่งผจญภัยในพื้นที่ธรรมชาติ (Trail Running) เพื่อส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศในป่าเมืองเบตง ซึ่งเมื่อจัดทำเส้นทางจะทำให้ผู้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมท้ัง
เดินป่า วิ่งเทรลในพื้นที่ที่จัดได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นโครงการงานวิ่งเทรลประจำปีเพื่อส่งเสริมภาค
เศรษฐกิจอื่น ๆของเมืองเบตงได้ โดยเป็นข้อเสนอการพัฒนาชุมชนผ่านรูปแบบกิจกรรมที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และสาย Adventure ซึ่งสามารถอิงข้อมูลผู้เข้าร่วมงานวิ่งการกุศลประจำปี
ของเทศบาลเมืองเบตงจะเห็นว่ามีผู้เข้าร่วมจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี มีทั้งคนในพื้นที่ ทุกเพศ ทุกวัย และคนนอกพื้นที่ที่มี
ความต้องการเข้ามาท่องเที่ยว และต้องการรางวัลในการแข่งขันวิ่งดังกล่าว ผู้เขียนจึงเห็นว่าโครงการนี้จะเป็น
จุดเริ่มต้นให้คนได้เห็นความหลากหลายของภาคการท่องเที่ยวในชุมชนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งได้เปิดมุมมองของป่าในพื้นที่
ให้ผู้คนได้เข้าศึกษา เยี่ยมชม เกิดคุณค่าและช่วยกันดำรงอนุรักษ์ต่อไป โครงการจัดทำเส้นทางวิ่งผจญภัยในพื้นท่ี
ธรรมชาติ (Trail Running) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในป่าเมืองเบตง เป็นโครงการที่สามารถสร้างผลที่ทำ
ใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงได้ทกุ ระดับในสังคม ดังตารางท่ีปรากฏ

234

ระดับการเปล่ยี นแปลง รายละเอยี ด
Individual Change
- สมาชิกในชุมชนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ตระหนักได้ถึงคุณค่าของพื้นที่ในชุมชนมาก
Group Action ยิ่งขึ้นและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ เข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย จากการมีทางเลือกที่
เพิ่มขึ้นในพื้นที่ ทำให้เกิดสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี อีกทั้งผู้ประกอบการในพื้นที่ได้
สรา้ งงานสร้างรายได้จากกจิ กรรม
- ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ได้เปิดมุมมอง สร้างคุณค่าระหว่าง
ตนเองและสภาพแวดลอ้ มใหม่ ๆ

ชุมชนมีการปรับตัวเพื่อความสมดุลย์ของภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมาจนเกิดความ
เข้มแข็งระดับท้องถิ่น คนเริ่มตระหนักและให้คุณค่าอย่างจริงจังจนเกิดชุดความคิดใน
การรักษาและสนับสนุนโครงการ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งชมรมสำหรับกลุ่มคนที่ให้ความ
สนใจเป็นพิเศษ เช่น ชมรม Sunday Trail Running ชมรมที่จัดกิจกรรมวิ่งขึ้นป่าเพ่ือ
ศกึ ษาธรรมชาติทุกวันอาทิตย์ เปน็ ต้น

Solidify Change เมื่อสมาชิกชุมชน และระดับท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ทำให้ระดับหน่วยงานองค์กรมีการ
สนับสนุนให้เกิดแผนพัฒนาในเชิงนโยบายที่จริงจังมากขึ้นในสังคมและขยายพื้นที่อื่น ๆ
กว้างขึ้นในประเทศ นโยบายที่เป็นรูปธรรมจริงจังกับภาคการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และ
ปลูกฝังการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา อนุรักษ์และสร้างคุณค่าแก่ธรรมชาติในพื้นที่ชุมชน
ของตนเอง ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจในระดับชุมชน สังคมและระดับประเทศมีภาพรวมที่ดี
ยิง่ ข้ึน

บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์ชมุ ชนและข้อเสนอตอ่ เมอื งเบตง
จากข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสังคมสงเคราะห์ทั้งการ

ปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการประสานงานและเน้นให้มีการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม การ
ทำให้เกิดธุรกิจขนาดเล็กที่สนับสนุนการเติบโตของท้องถิ่นได้การส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจขนาด
กลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นการทำงานที่ใช้กระบวนการผนวกรวมทางสังคม (Social inclusion) และเป็นการมองว่า
การพัฒนาไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องในระดับท้องถิ่นที่จะช่วยดูแลกลุ่มต่าง
ๆ ในชมุ ชนให้สามารถเข้าถึงบริการหรอื ทรัพยากรได้

นอกเหนือจากเนื้องานเกี่ยวกับโครงการที่ผู้เขียนเสนอไป สามารถพบเห็นบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ใน
ชุมชนของเมืองเบตงที่ได้มีบทบาทในการปฏิบัติงานอยู่หลายเนื้องาน ซึ่งสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นงานที่ต้องทำความ
เข้าใจพลวัตของอำนาจและความสัมพันธ์ทางสังคมที่ครอบคลุมสัมพันธภาพ ระหว่างโครงสร้างที่หลากหลายและ
ชุมชนที่มีความแตกต่าง เป็นงานสร้างความยุติธรรมในสังคมผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วิธีการหลักในการ
ทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่าบุคคลสามารถพัฒนาและ
เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ที่ดีขึ้น การพัฒนาการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน การสร้างความร่วมมือในการดูแลกันใน
ชุมชน รวมทั้งการพัฒนาความสามารถของชุมชน จึงถือว่าการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นการทำงานแบบมี
ส่วนร่วมที่มีกระบวนการทำงานร่วมกันกับชุมชนตั้งแต่ต้นทาง - ปลายทาง โดยการทำงานที่ครอบคลุมในทุกมิติที่

235

เกี่ยวข้องกับชุมชน สังคมสงเคราะห์ชุมชนจึงเป็นงานเคลื่อนไหวทางสังคมให้ดำเนินไปข้างหน้า โดยในเมืองเบตงนี้ นัก
สังคมสงเคราะห์อาจมีบทบาทที่สำคัญในภาคการส่งเสริมเศรษฐกิจเป็นสำคัญ คือ งานพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการทำให้
เศรษฐกิจท้องถิ่นดีขึ้นด้วยเอกลักษณ์ของชุมชนนั้น และทำงานควบคู่กับประเด็นในมิติอื่น ๆ เช่น ประเด็นปัญหาที่
เกิดขึ้นในชุมชนโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบในระบบสภาพแวดล้อม เช่น กลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่ม
แรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานที่ย้ายถิ่นมา โดยเป็นการทำงานร่วมกับสมาชิกในชุมชน กลุ่มชน และองค์กรที่ต่างๆท่ี
เกี่ยวข้องทั้งในและ นอกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้ปฏิบัติงานชุมชนที่มีจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพและมีหลักการ
ของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จึงสามารถกล่าวได้ว่านักสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นนักจัดการ นักพัฒนา นักกำกับ
นักประเมินและนักเผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชุมชน ในทางกลับกันนักสังคมสงเคราะห์เรียนรู้
จากประชาชน ในชุมชน การสร้างความร่วมมือและภาคีเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงของการ
เปล่ียนแปลงทางสังคม

มีข้อมูลปรากฏถึงโครงสร้างองค์กรในเทศบาลเมืองเบตง ซึ่งมีตำแหน่งงานสังคมสงเคราะห์ปรากฏอยู่ใน
กองสวัสดิการสังคม ประกอบด้วย ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ฝ่ายสังคมสงเคราะห์และกองกิจการสตรีและคนชรา ฝ่าย
พัฒนาชุมชนและอาชีพ และฝ่ายส่งเสริมและสวัสดิการสังคม โดยจะเห็นว่าปรากฏเนื้องานสังคมสงเคราะห์อยู่ทุกฝ่าย
งาน อีกทั้งมีข้อมูลการจัดทำโครงการภายในชุมชนกว่า 129 โครงการ และมีแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น แผนงาน
บริหารความเสี่ยง แผนงบประมาณและแผนพัฒนาบุคคลากรหลายฉบับปรากฏบนเว็บไซด์ โดยมีข้อมูลที่ค่อนข้าง
อัพเดต ซึ่งมีมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสยึดไว้ในการปฏิบัติงาน จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเมืองเบตง
ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาต่อประชาชนได้ค่อนข้างครอบคลุม อีกทั้งให้ความสำคัญ
ต่องานสังคมสงเคราะห์และกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรม แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ปรากฏถึงข้อมูลบุคลากรที่
ปฏิบัติงานฝ่ายดังกล่าวชัดเจน จึงอาจนำไปสู่ข้อเสนอแนะเรื่องบุคลากรแต่ละฝ่ายในโครงสร้างการบริหารจัดการและ
ปฏิบัติงาน ในเมื่อมีโครงสร้างที่ชัดเจนและครอบคลุมมิติสังคมสงเคราะห์แล้ว ควรจะให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มา
ปฏิบัติงานในฝ่ายที่มีคุณสมบัติและเข้าใจในเนื้องานสังคมสงเคราะห์อย่างถ่องแท้ ไม่มีตำแหน่งปฏิบัติงานควบอยู่กับ
ฝ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้จริง และเสี่ยงต่อการเข้าใจ
ผิดเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่ายอีกด้วย การให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นต่อสมาชิกทั้งในมุมมองภาพใหญ่และ
ภาพย่อยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการปฏิบัติงานบนฐานสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสมาชิก
ในชมุ ชนท่ผี ู้ปฏิบตั ิงานรวมท้ังนักสังคมสงเคราะห์ต้องยดึ ผ้ใู ช้บรกิ ารเป็นหลกั

236

รายการอา้ งองิ

ฐานข้อมลู ท้องถน่ิ ภาคใต้. (2564). สบื ค้นจาก https://clib.psu.ac.th/southerninfo
เทศบาลเมอื งเบตง. (2562) รายงานกิจการเทศบาลเมืองเบตงประจำปี 2562. มปท.
สำนักขา่ วSPMC. (2563). เมืองเบตง วิถี 3 วัฒนธรรม ภายใต้เเสงสีและอาหารคกึ คกั ยามค่ำคืน. สืบค้นจาก

http://spmcnews.com/?p=35157
สำนกั งานและคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. (2561). คู่มอื เทคนิคและวิธกี ารบรหิ ารจดั การสมยั ใหม่ตามแนว

ทางการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี. สืบค้นจาก http://web.sut.ac.th/qa/pdf/Knowledge-general/24-
ChangeManagement1.pdf

237

“บา้ นกวาง”
บุรินทร์ เรือนแกว้

238

การออกแบบปฏบิ ัติการสงั คมสงเคราะห์ในชมุ ชน
"แลหนา้ ...หนั ผ่อหลงั บา้ นกวางเฮา"
บ้านกวางเล่าตำนาน

ตำบลบ้านกวางเป็นพื้นที่เป็นป่าเขาและมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ลิง ค้าง เสือ และอื่นๆ
โดยเฉพาะกวางเป็นสัตว์ที่มีมากในตำบลบ้านกวาง เช่น ลิง ค้าง เสือ และอ่ืน ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะกวางเป็นสัตว์ที่
มีมากในตำบลบ้านกวาง ซึ่งอดีตตอนนั้นตรงกับสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ประมาณปีพุทธศักราช 1900 พญาลีไท
ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองพระนคร พระองค์ทรงเลื่อมในและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงทราบว่าวัดวา
อารามในภาคเหนือ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก , พระองค์จึงมีพระราชดำริทีจะบูรณปฏิสังชรณ์ ให้ดีขึ้น เหมือนเดิม
โดยเฉพาะพระเจดีย์ที่บรรจะพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา
พระองค์ทรงยกลี้พลข้าราชบริพารโดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ในการบรรทุกสิ่งของและเงินทองจำนวนมาก เพื่อนำไปบูรณ
พระเจดีย์ที่ชำรุดเหล่านั้น พระองค์ทรงเสด็จจากกรุงสุโขทัยขึ้นไปทางเหนือจนกระทั่งเสด็จมาถึงบ้านกวางในเวลาพลบ
ค่ำ จึงทรงหยุดประทับแรมอยู่ ณ ที่นี้ และในคืนนั้นได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้น คือมีช้างพังเช็อกหนึ่ง ชื่อ ข้างพัง
หราสีหนุศรีกุญชร ซึ่งเป็นช้างที่พญาลิไท ได้ทรงโปรดปรานมาก เพราะรับใช้พระองค์มานานหลายปี ได้ล้มตายลง ใน
ลักษณะหมอบ (มูบ) กับพื้น อันเนื่องมาจากสาเหตุการบรรทุกของหนักและเดินทางมาไกลประกอบกับมีอายุมากแล้ว
พระองค์ทรงให้ข้าราชบริพารทำการปลงชากช้างไว้ก่อน รุ่งขึ้นจึงเสด็จไปยังดอยลูกหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านกวาง ชื่อว่า
ดอยจวนแจ้งอันเปน็ ทต่ี ้งั ของพระธาตจุ อมแจง้ ในปัจจุบันพระองค์ทรงทำการบรู ณปฏสิ งั ขรณ์จนเสรจ็ สมบรู ณ์ กอ่ นที่
พระองค์จะเสด็จขึ้นไปทางภาคเหนือ พระองค์ทรงระลึกถึงบุญคุณของข้างพังเชือกนั้น จึงได้เสด็จมาสร้างวิหารแล้ว
ปั้นรูปช้างพังเช็อกนั้น ในลักษณะหมอบกับพื้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณความดีนับตั้งแต่นั้นมา บ้านกวางจึงได้ชื่อว่า
"บ้านกวางช้างมูบ" และต่อมาจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้น จึงได้ทำการแยกหมู่บ้านจากหมู่ที่ 1 เป็นหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 4 5
และหมู่ท่ี 6 ตามลำดับ

สภาพแวดล้อมทางกายภาพ
ตำบลบ้านกวาง อยู่ในเขตอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอสูงห่าง

จากที่ว่าการอำเภอสูงเม่น ประมาณ 10.30 กิโลเมตร เนื้อที่ทั้งหมดของตำบโดยประมาณ 27.31 ตารางกิโลเมตร หรือ
ประมาณ 17,000.25 ไร่ ลักษณะพื้นที่สเป็นที่ราบสูงมีที่ ราบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของที่ทั้งหมด เหมาะสมต่อการ
ปลูกพืชไร่ และไม้ผลสามารถทำการเกษตรได้ตลอดปีอัตลักษณ์ตำบลบ้านกวาง "ตำบลเกษตรพอเพียง เคียงคู่
วัฒนธรรม"คำขวัญตำบลบ้านกวาง "ลือเลื่องถ้ำน้ำพาน เล่าขานอ่างน้ำเกี่น เชิญบวงสรวงวัดกุญชร กราบขอพรวัด
มงคล

อัตลกั ษณต์ ำบลบา้ นกวาง "ตำบลเกษตรพอเพียง เคียงคูว่ ัฒนธรรม"
คำขวัญตำบลบา้ นกวาง "ลือเลอื่ งถำ้ น้ำพาน เลา่ ขานอ่างนำ้ เก๋นี เชิญบวงสรวงวดั กญุ ชร กราบขอพรวดั มงคล"

แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญของตำบลบ้านกวางมีดังนี้ ห้วยแม่สาย ซึ่งไหลมาจากตำบลช่อแฮ เข้าสู่พื้นที่
ตำบลบา้ นกวาง, ลำเหมอื งแม่มาน ซงึ่ ไหลมาจากตำบลบา้ นเหล่าเขา้ สูพ่ ้ืนท่ตี ำบลบา้ นกวาง, คลองส่งนำ้ ฝายพญา ซึ่งมี
ตน้ น้ำอย่ทู ่ีตำบลชอ่ แฮเขา้ ส่พู น้ื ทต่ี ำบลบา้ นกวาง

239

อาณาเขตของตำบลบ้านกวาง ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่, ทิศใต้ ติดกับตำบล
บ้านเหล่า อำเภอสูงเม่นจังหวัดแพร่, ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลนางพญา, ทิศตะวันออก บ้านเหล่าและตำบลบ้านกาศ
อำเภอสูงเม่น จงั หวดั แพร่

จำนวนหมู่บ้าน ตำบลบ้านกวาง มี 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านกวางเหนือ, หมู่ 2 บ้านกวางใต้, หมู่ 3 บ้าน
น้ำพ,ุ หมู่ 4 บา้ นกวางใหม,่ หมู่ 5 บา้ นกญุ ชรนมิ ิต, หมู่ 6 บา้ นกวางใหม่ถาวร

จำนวนครวั เรอื นทั้งหมด มีทั้งหมด 1,196 ครัวเรือน
จำนวนประชากรทงั้ หมด 3,165 คน ชาย 1,525 คน หญิง 1,640 คน
ลกั ษณะของดนิ ลกั ษณะสภาพดินสว่ นใหญข่ องตำบลบา้ นกวางเป็นดินรว่ น
ลักษณะของแหลง่ น้ำ แหล่งนำ้ ธรรมชาติท่ีสำคญั ของตำบลบา้ นกวางมีดังน้ี

1) ห้วยแม่สาย ซึง่ ไหลมาจากตำบลช่อแฮ เขา้ สู่พ้ืนทตี่ ำบลบา้ นกวาง
2) ลำเหมืองแมม่ าน ซ่งึ ไหลมาจากตำบลบา้ นเหลา่ เข้าสูพ่ ืน้ ทตี่ ำบลบา้ นกวาง
3) คลองสง่ น้ำฝายนางพญาซ่ึงมีตน้ นำ้ อยู่ทีต่ ำบลช่อแฮเขา้ สพู่ ้นื ท่ตี ำบลบา้ นกวาง
4) ห้วยน้ำพาน,น้ำเกิ้น และแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ได้แก่ ฝาย 71 แห่ง ,บ่อน้ำบาดาล 17 แห่ง
อา่ งเกบ็ น้ำ 2 แหง่ ,บ่อน้ำตนื้ 142 แห่ง ,ประปาหมบู่ ้าน 4 แหง่ ,ถงั เก็บนำ้ ฝน 15 แหง่ และสระน้ำ 18 แห่ง

ลักษณะของไม้และป่าไม้ ตำบลบ้านกวางมีพื้นที่ป่ไม้ทั้งหมด จำนวน 10,607 ไร่โดยส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจ
พรรณ และมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 2 แห่ง คือ ป่าแม่ก่อน, ป่าแม่สายสถานที่สำคัญในตำบลบ้านกวางมี 3 ส่วน คือ 1.
สถานศึกษาในตำบลบ้านกวางมี 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดมงคลถาวร ศูนย์พัฒนาศูนย์เด็กเล็กตำบลบ้านกวาง และ
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตราอัธยาศัยตำบลบ้านกวาง 2.ศาสนสถานตำบลบ้านกวาง จำนวน 2 วัด กับ 1
สำนักสงฆ์ ได้แก่ วัดกุญชรนิมิต ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยพญาลิไททรงเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงสุโขทัย
ร้างขึ้นประมาณปีพ.ศ. 2340 วัดมงคล ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 และสำนักสงฆ์ธรรมจักร เป็นสำนักสงข์ที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 เป็น
สำนักสงฆ์ใหม่สายปฏิบัติธรรม 3.ด้านความมั่นคงและปลอดภัย ได้แก่ โรงพัก และ 4.ด้านสุขภาพ ได้แก้ โรงพยาบาล
ส่งเสรมิ สขุ ภาพตำบบ้านกวาง (รพสต.)

ความเชอื่ ประเพณี วัฒนธรรม
ตำนานความเชื่อ ชาวตำบลบ้านกวางยังคงมีความเชื่อ ด้านการเลี้ยงผีปู่ย่า (ผีเฮือน) เชื่อกันว่า ถ้าใคร

แต่งงานแล้วไม่บอกผีเฮือนจะถือว่าผิดผี และถ้าบุตรชายของใครถึงวัยเกณฑ์ทหาร แต่พ่อแม่ไม่อยากให้เป็นทหารก็จะ
ไปขอให้ผีเฮือนช่วย ในลักษณะบนบานสานกล่าว ซึ่งจะตรงกับเดือนหกเหนือ หรือประมาณ เดือนมีนาคมของทุกปี
รวมถึงพิธีกรรมการนับถือผีบ้านผีเรือน (ผีปู่ย่า) ร่างทรง (ที่นั่งผี) การส่งสะตง (การสะเดาะเคราะห์) การบูชาท้าวท้ัง
๔ (บชู าเทวดา พระอินพร์ พระพรหม ), การสบื ชะตาบ้าน (จะทำกนั ตราสามแยก)การเอาขวญั ผู้สงู อายุ มักทำกันในชว่ ง
วันสงกรานต์ การตานธรรมมหาวิบาก (มักจะทำตอนทค่ี นใกลจ้ ะตายเพอื่ จะไดฟ้ ังธรรมก่อนตาย)

วัฒนธรรมการแต่งกาย ประชาชนในหมู่บ้านทั้งอดีตและปัจจุบัน แต่งตามสมัยนิยมแต่ในอดีต ผู้หญิงจะมี
การนุ่งผ้าถุงและใส่เสื้อคอกลมแขน ๓ ส่วน ส่วนผู้ชายจะใส่เนื้อหม้อห้อม แขนสั้น กางกงหม้อห้อม มีผ้าขาวม้าคาดเอว
ช่วงงานมงคล จะมีการใส่เสอ้ื ผ้าทมี่ ีสีสนั สวยงาม ตามสมัยนยิ ม หรือเปน็ ผ้าไทย

วฒั นธรรมทางภาษา ลักษณะภาษาพูดของประชาชนในตำบลบ้านกวาง สว่ นใหญจ่ ะพูดภาษาถิน่ หรอื พดู คำเมือง

240

เศรษฐกิจสกู่ ารสร้างอาชีพ
อาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนตำบลบ้านกวางจะทำเกษตรเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาการทำงานโครงงานการ

ผลติ แต่สว่ นน้อยจะรบั ราชการประจำเดือน

ภมู ปิ ัญญาพ้นื เมอื งลา้ นนา
ครูผะหญ้า (ปราชญ์ชาวบ้าน) ในมิติต่างๆ ได้แก่ 1.นายศรีลัย กวางวิเศษ อายุ 57 ปี เชี่ยวชาญด้านสะเดาะ

เคราะห์ และพิธีกรรมด้านศาสนา การเอาขวัญ, สืชะตา 2.นายเสงี่ยม รัตนสุวรรณกุล อายุ 64 ปีเชี่ยวชาญด้านศิปละ
(งานปูนปั้น สร้างวัดวาอาราม หรือเรียกว่าสล่าแปลงวัด) 3.นายอำนวย เรือนแก้ว อายุ71 ปี เชี่ยวชาญด้านศิปละ
(สล่าพร้โตสร้างบ้าน) 5.นางแดงน้อย บ่อเตา อายุ 56 ปี (ช่างซอ) 6.พ.ต.ท วีรยุทธ อรุณ สารวัตรใหญ่สถานี
ตำรวจภูธรตำบลบ้านกวาง (ด้านความปลอดภัย) 7.นายอุดม ใจงาม (อุปกรณ์นวดภูมิปัญญาไทย) 10.นางอำพันธ์ ศรี
จันทร์ (หัวหนา้ เกษตรกร)

“บอกเล่า...เหตุการณ์ผ่านเครื่องมอื ”

แผนที่เดนิ ดินชุมชนตำบลบ้านกวาง

241

ปฏิทินชมุ ชนตำบลบา้ นกวาง

กิจกรรม/เหตุการณ์ เดอื น
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

ปฏทิ ินเศรษฐกิจ

ปลูกข้าวโพด

ปลูกขา้ ว

ไรน่ า/ปลูกผกั สวนครวั

สนิ ค้า OTOP

ปฏิทินประเพณี/วฒั นธรรม

วนั ข้นึ ปใี หม่

เลย้ี งผปี ูผ่ ียา่

บูชาท้าวท้ัง 4

การส่ขู วัญ ผู้สงู อายุ

สืบชะตาบา้ น

การสง่ สะตง

ทม่ี ารูปภาพ : ชอ่ ง Jidapa Freedom คลิปวิดีโอสะท้อนเร่อื งราวประเพณี
สืบค้นเมือ่ วันท่ี 15 พฤศจกิ ายน 2564 วัฒนธรรมตำบลบ้านกวาง

242

ระบบสวสั ดกิ ารชมุ ชน

พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ได้ให้ความหมาย "สวัสดิการสังคม"หมายถึง
ระบบการจัดบริการสังคม ซึ่งเกี่ยวกับการป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และ การส่งเสริมความมั่นคงทาง
สังคมเพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชนให้มี คุณภาพชีวิตที่พึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึงเหมาะสม เป็น
ธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้ง ทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัยการทำงานและการมีรายได้
นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนษย์สิทธิที่ประชาชน
จะต้อง ได้รับและมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ จากอ้างอิงข้างตันนี้สะท้อนให้ว่าประโยชน์สูงสุดของ
เจตนาสวัสดิการสังคม คือ ประชาชนทุกคน ข้าพเจ้าจึงใช้หลักระบบสวัสดิการสังคม บูรณาการเป็นเครื่องมือ
การศกึ ษาชมุ ชนตำบลบา้ นกวาง ดังนี้

มิติการศกึ ษา
กลไกชุมชน - วัด/บ้านช่างซอ/ศูนยก์ ลมุ่ เกษตร/ศูนยพ์ ้นื บ้าน
กลกรัฐบาล = โรงเรยี น/สถานศกึ ษา/กศน.

มิตสิ ุขภาพอนามัย
กลไกชมุ ซน = สมุนไพรพนื้ บ้าน/พชื ผักสวนครวั /รา่ งทรง หมอผ(ี มิติรกั ษาท่พี งึ จติ ใจ)
กลไกรัฐบาล = รพสต./ อสม.

ที่มารูปภาพ : โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตำบลบ้านกวาง
สืบคน้ เมอ่ื วันท่ี 15 พฤศจกิ ายน 2564

243

มติ ทิ อี่ ยู่อาศัย
กลไกชมุ ชน = มีพน้ื ทเ่ี ปน็ ของตนเอง (บ้านแบบศิลปะทางภาคเหนือ สรา้ งดว้ ย สล่า)
กลไกรฐั บาล = พืน้ ท่ีปช่ ุมชน/ถำ้ นำ้ พาน/มอบบา้ นสงเคราะหใ์ หก้ บั ผูย้ ากจน

มิตกิ ารทำงานและการมีรายได้
กลไกชุมชน = ปลูกพืชผัก ขา้ วโพด ทำการเกษตร
กลไกรัฐบาล = คร/ู บคุ ลากรทางการศกึ ษา ผ้ใู หญบ่ า้ น/ สอบต/จา้ งเหมาใน อบต.
กลไกเอกชน = การทำงานโรงงานรับจา้ ง

มติ ินนั ทนาการ
กลไกชุมชน = บา้ นช่างซอ/บ้านนกั แต่งเพลง
กลไกรฐั บาล = โรงเรียนผสู้ งู อายุ
กลไกเอกชน = จดั บูธการร่วมทำกจิ กรรมในชุมชน เช่น โชวร์ ถ เป็นต้น

มติ ิความปลอดภัยและความมนั่ คง
กลไกชมุ ชน = เพือ่ นบา้ นใกลเ้ คยี งแจง้ เหตุ/ อปพร/ชรบ./ตำรวจบ้าน
กลไกรฐั บาล = ตำรวจ/

มติ ิบริการทางสังคมทวั่ ไป
กลไกชุมชน = กองทนุ ผูส้ งู อายุ /ฮอมบุญคนละบาท
กลไกรฐั บาล = สวสั ดิการตรวจสุขภาพ เงนิ สงั เคราะ/เบ้ียผู้สูงอาย/ุ เบย้ี คนพกิ าร
กลไกเอกชน = การแจกผา้ ห่มกนั หนาว (เบยี ร์ช้าง)

ที่มารูปภาพ : องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบ้านกวาง สืบค้นเมอ่ื วนั ที่ 15 พฤศจิกายน 2564

244

ประวัตบิ คุ คลสำคัญ

1.นายศรีสัย กวางวิเศษ อายุ 57 ปี เชี่ยวชาญด้านสะเดาะเคราะห์ และพิธีกรรมด้านศาสนา การเอาขวัญ, สืบ
ชะตา จะเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับด้านความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรม ด้านการเป็น-การตายของคนในชุมชน โดย
คนในชุมชนจะให้นายศรีลัย กวางวิเศษ เป็นผู้ดูดวงประจำวันเกิด ดูดวงขึ้นบ้านใหม่ ดูดวงแต่งงาน หรือดูฤกษ์ยาม
สำหรับงานบญุ ต่างๆ ของคนในชมุ ชน ทำให้เป็นบคุ คลท่คี นในชุมซนนับถือ จึงขนานนามวา่ "พ่ออาจารย์ศรลี ยั "

2.นายเสงี่ยม รัตนสุวรรณกุล อายุ 64 ปี เชี่ยวชาญด้านศิปละ (งานปูนปั้น สร้างวัดวาอาราม หรือเรียกว่าส
ล่าแปลงวัด จะเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับงานปั้นปูนเปลือยต่างๆ ตามวัด ทั้งวัดในชุมชน และวัดต่างชุมชน เกิดเป็น
อาชีพและการติดต่อจ้างเป็นจำนวนมาก ทั้งการสร้างโบสถ์ สร้างวิหารรส ร้างกำแพงวัดรวมถึงประติมากรรมทาง
ภาคเหนอื อกี มากมาย

3.นายอำนวย เรือนแก้ว อายุ 71 ปี เชี่ยวชาญด้านศิปละ (สล่าพร้าโตสร้างบ้าน) จะเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้
เกี่ยวกับการสร้างบ้านไม้สักแบบโบราณทางภาคเหนือในจังหวัดแพร่คนในชุมชนจะติดต่อให้ท่านในการเขียนแบบหรือ
เป็นหัวเรือในการสร้างบ้านไม้แบบโบราณ ทำให้คนในชุมชนขนานนามว่า "ตานวยสล่าเก๊า"หมายถึง เป็นหัวหน้าในการ
ทำงาน

4..นางแดงน้อย บ่อเตา อายุ 56 ปี (ช่างชอ) เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านศิลปะการแสดงการขับร้องศิลปะพื้นบ้าน
ทางภาคเหนือหรือเรียกว่า "การขับซอ" การขับซอเป็นศิลปะในการท่องจำและการเชื่อม 100เนื้อความอย่างเป็นเจ้าบท
เจ้ากลอนและเป็นการสร้างสีสันผ่อนคลายอารมณ์จิตใจให้กับคนในชุมชนจึงขนาดน้ำเรียกว่า "แม่ครูแดงน้อย" และ
คนที่ขับซอเป็นจะมีการนับถือผี การนับถือครู และจะมีความเชื่อว่าจะเป็นผู้ที่มีความจดจำ ทรงจำที่แม่นยำ และเป็นคน
เกง่ ด้านการใชภ้ าษาไทย

5.พ.ต.ท วีรยุทธ อรุณ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านกวาง (ด้านความปลอดภัย) เป็นผู้ที่มีองค์
ความรู้และเป็นสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านกวางเป็นผู้บริหารและดูแลควบคุมเกี่ยวกับความปลอดภัย
ของ 3 ตำบลทั้งตำบลบ้านกวาง บ้านเหล่า และบ้านกาศ ที่ต้องขึ้นตรงกับสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านกวาง ท่านจะรับ
เป็นวิทยากรจิตอาสาในการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับเด็กและเยาวชน
รวมถึงประชาชนในชมุ ชนและตา่ งชุมชนอีกดว้ ย

6.นายอุดม ใจงาม (อุปกรณ์นวดภูมิปัญญาไทย) ท่านเป็นอดีตข้าราชการครูเก่าด้านการงานอาชีพท่านมีองค์
ความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้กะลาเป็นอุปกรณ์นวดฝ่าเท้า นวดหลังเพื่อผ่อน
คลายใหก้ บั คนในชุมชนและสร้างเปน็ สนิ คา้ สง่ ออกของตำบล

7.นางอำพันธ์ ศรีจันทร์ (หัวหน้าเกษตรกร) ท่านมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญา
เศรษฐกิจขอพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในงานเกษตรกรรมของตำบล ท่านมีวิธีการในการปลูกพืชผักสวนครัวร้ัว
กินได้อย่างหลากหลายวิธี มีวิธีที่แปลกใหม่ และมีศูนย์เกษตรกรในตำบล และได้รับโอกาสจากประชาชนในต่างอำเภอ
รวมถึงต่างจังหวดั ในการเข้ามาศกึ ษาดูงานของสวนเกษตรในตำบลบา้ นกวางนี้

245

"ยึดถือ...ประยุกตใ์ ช้แนวคิด ทฤษฎ"ี
แนวคดิ การมีส่วนรว่ มของชมุ ชน

การที่ประชาชนในชุมขนหรือกลุ่มบุคคลมีแนวคิดหรือจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน เข้ามาดำเนินการนั้นให้เสร็จ
ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ แล้วรับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งต้องเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วน
ร่วมในการตัดสินใจการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์หรือการมีส่วนร่วมในการ
ประเมินผล

จากการศึกษาชุมชนตำบลบ้านกวาง เห็นมิติการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเสนอปัญหาของชุมชนผ่าน
คนในชุมชน ผู้นำชนชนเอง และสังเกตจากการมีกิจกรรมในแต่ละครอบครัวหรือแต่ละบ้านคนในชุมชนรวมถึงผู้นำ
ชุมชนจะไปร่วมด้วยช่วยกันในการเตรียมงานต่างๆ ทั้งงานวัด เลี้ยงผี งานประเพณีวัฒนธรรมต่างๆทำให้สะท้อนได้ว่า
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เป็นบทบาทสำคัญที่สุดที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาสังคมได้
อยา่ งสมบรู ณ์

แนวคิดการพฒั นาชมุ ชน
การที่ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนมีความสุข ความสะดวกสบาย ความอยู่ดีกินดีความเจริญ

ทางด้านศิลปะวัฒนะธรรม และจิตใจ และความสงบสันติทซึ่งนอกจากนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวัตถุเพื่อสนองความ
ต้องการของร่างกายแล้ว ประชาชนยังต้องการสวัสดิการด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมที่ดีการพักผ่อนหย่อนใจและการ
พฒั นาทางวฒั นธรรมจติ ใจในด้านต่างๆ อีกด้วย

จากการศึกษาชุมชนพบว่าชุมชนของข้าพเจ้า มีมติ ิการพัฒนาประชาชนในทุกด้านโดยคนในชุมชนช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกันในการพัฒนาตนเองและคนอื่นในสังคม เช่น ชุมชนของเรามีนักร้องเพลงประจำตำบล (ช่างซอ) จะเป็นผู้
ขับกล่อมบรรเลงเพลงทางภาคเหนือให้กับทุกคนฟังในงานบุญต่างๆในชุมชน เพื่อสร้างสีสันสนุกสนาน ลดหย่อนผ่อน
ใจให้กับคนในชุมชน หรือการสร้างอาชีพหรือการสร้างรายได้จะมีกลุ่มเกษตรกรในการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก
สวนครวั ร้วั กนิ ไดใ้ หก้ บั คนในชมุ ชน นับวเ่ ป็นมมุ มองที่หลากหลายในการพฒั นาชมุ ชนอย่างสมบรู ณ์และยง่ั ยนื

แนวคิดความเข้มแขง็ ของชมุ ชน
ชุมชนเข้มแข็ง คือ การที่ประชาชนในชุมชนรวมตัวกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน ในการกระทำการติดต่อสื่อสาร

การจัดการ และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก่อให้เกิดการเปลย่ี นแปลงและการพัฒนาภายในชมุ ชนตลอดจนมีผลกระทบสู่
ภายนอกของชมุ ชนที่ดีขนึ้ ตามลำดับและการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันเพอื่ ผลประโยชนร์ ว่ มกนั

จากการศึกษาชุมชนของข้าพเจ้าทำให้เห็นถึงภาพความเข้มแข็ง ชุมชนมีน้ำใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เป็นชุมชนแห่งการแบ่งปัน ชุมชนแห่งการเรียนรู้และมีบริบททางวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามที่เชื่อมความสัมพันธ์
ของคนในชุมชนเข้าด้วยกัน จะมีมิติทางกาย จิต สังคม รวมถึงจิตวิญญาณมีความรักและหวงแหนถึงบ้านและที่ดิน
หรือท่อี ยูอ่ าศัยของตนเองทอ่ี าศัยอยู่

แนวคดิ ทางสงั คมวิทยากับชมุ ชน
ชุมชนมีฐานะเป็นหน่วยทางสังคมและกายภาพ ได้แก่ ละแวกบ้าน หมู่บ้าน เมือง มหานคร ชุมชนประกอบไป

ด้วย อาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ ปฏิสัมพันธ์ทาง มีความผูกพัน ในแต่ละชุมชนจะมีความแตกต่างกันออกไป โดย
ชุมชนตำบ้านกวางนั้นมีลักษณะที่ตรงกับลักษณะข้างต้นที่กล่าวมา พื้นที่ของชุมชนมีการแบ่งพื้นที่ในการใช้ตาม


Click to View FlipBook Version