The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-11-28 11:15:00

การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: การประยุกต์ใช้เครื่องมือ การศึกษาชุมชน

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

646

บทท่ี 5
บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์

ขอ้ เสนอตอ่ บทบาทนักสงั คมสงเคราะหใ์ นการปฏบิ ัตงิ านชมุ ชน
1. ชุมชนศาลเจ้าปีงเถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นชุมชนขนาดเล็กที่สมาชิก

ในชุมชนมีไม่มาก และยังเป็นชุมชนที่น่าสนใจในเรื่องของประวัติศาลเจ้าปีงเถ้ากงรวมถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน
เกีย่ วกับการทำประมง ซึง่ มคี วามน่าสนใจในการศึกษาชมุ ชน

2. ชุมชนศาลเจ้าปีงเถ้ากง เป็นการปกครองดูแลกันเองภายในชุมชนไม่มีภาครัฐมาเกี่ยวข้อง ทำให้
ค่าใช้จ่ายภายในศาลเจ้าก็จะเป็นประธานศาลเจ้าที่ดูแลและรับผิดชอบ ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ควรเข้ามาช่วยเหลือใน
การที่จัดหางบประมาณเข้ามาช่วยเหลือศาลเจ้า โดยอาจจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาล อบต.
เป็นตน้

3. ปัจจุบันอาชีพการทำงานประมง ซึ่งเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนในชุมชนไม่สามารถทำได้ดีเหมือนแต่ก่อน
ทำให้มีรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงไปหาอาชีพอื่นๆทำ เช่น ค้าขาย ขับรถรับจ้างทั่วไป เป็นต้น นักสังคมสงเคราะห์
ควรเข้ามาช่วยเหลือในการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะอาชีพหรือการต่อยอดอาชีพ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเอาไปปรับใช้
กับการประกอบอาชีพได้ รวมถึงการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้ทั้งชุมชนและสร้างอาชีพเสริม
ใหก้ บั คนในชมุ ชนได้

4. เนื่องด้วยชุมชนศาลเจ้าปึงเถ้ากงมีศูนย์กลางคือศาลเจ้าและ โรงเจ นักสังคมสงเคราะห์ก็ใช้การเสริม
พลังเพื่อเป็นการให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเรียนรู้ปัญหาร่วมกันเพื่อที่จะ
สามารถหาทางแก้ปญั หาร่วมกันได้

5. ผู้จัดทำมีการใช้เครื่องในการศึกษาชุมชนคือ แผนที่เดินดิน ประวัติศาสตร์ชุมชน และปฏิทินชุมชน ซึ่งก็
อาจจะทำให้ยังเข้าใจชุมชนไม่ทุกบริบท นักสังคมสงเคราะห์ก็ควรใช้เครื่องมือศึกษาชุมชนทั้ง 7 เครื่องมือ เพื่อที่จะได้
เขา้ ใจมิตชิ มุ ชนในทกุ บรบิ ทและสามารถแกป้ ัญหาไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพมากข้นึ

6. นักสังคมสงเคราะห์ควรลงพื้นที่ไปศึกษาในชุมชนมากกว่าการดันคว้าข้อมูล เพื่อที่จะได้เข้าใจชุมชน
วิถีชีวิตคนในชุมชน และปัญหาภายในชุมชนได้ชันเจนมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปสร้างปฏิสัมพันธ์ และสร้างความไว้ใจใน
การเขา้ ไปชว่ ยเหลอื ชุมชน

7. จากการศึกษาชุมชนเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับกลุ่มชุมชน เพื่อที่จะให้คนในชุมชนมีส่วน
รว่ มกนั ในการสรา้ งรายได้ใหแ้ ก่ชุมชน เพม่ิ ทกั ษะการประกอบอาชีพ และการกลายเปน็ ชุมชนสำหรบั การท่องเทยี่ วได้

647

ภาคผนวก

648

ภาคผนวก ก
รปู ภาพ

649

650

บรรณานกุ รม

- ดร. วรพล หนูน่นุ .(20 15).ฐานคดิ ในการสรา้ งพลงั .จาก htps://www.gotoknow.org/posts/8290

- ว่าทีร่ ้อยตรรี พภี ัทร์ สุขสมเกษม.(2559).ปัจจัยที่มผี ลต่อการสง่ เสรมิ ความเขม้ แข็งของชุมชน.จาก
http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU 2016 5803010106 5455 4967.pdf

- เพจบางตะบูนมหานคร

651

“หมู่บา้ นเขาเตา่ ”

อภชิ ยา เจริญกติ ศิ ัพท์

652

ขอ้ มูลพนื้ ฐาน

หมู่บ้านเขาเต่า เคยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ห่าง
จากตัวเมืองหัวหินไปทางทิศใต้ประมาณ 12 กม. มีภูมิศาสตร์ติดทะเล ชุมชนเงียบสงบ มีหาดยาวจากเขาตะเกียบ
นอกจากนี้ยังมีภูเขาที่ยื่นออกมาจากชายฝั่ง ชาวบ้านประกอบอาชีพ ตกปลาบนเรือลำเล็กจากรุ่นปู่ย่าตายาย ขาด
แคลนน้ำอุปโภคบริโภค และบริโภค แต่ในปัจจุบันนี้ชุมชนเขาเต่า เริ่มมีคอนโดตากอากาศ คาเฟ่ที่กลายเป็นแหล่ง
สถานท่ที อ่ งเท่ียวทงั้ ชาวไทยและชาวตา่ งชาติ

1.ด้านเศรษฐกิจของชุมชน
ชุมชนบ้านเขาเต่าอาชีพหลักคือ การทำประมงมีวัตถุดิบอาหารทะเลซึ่งชุมชนยึดหลักการถนอมอาหารโดยการ

แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแห้งและการแปรรูปน้ำพริกจากอาหารทะเลรวมถึงปลาหมึกแห้งปลาเส้นเพื่อลดการ
พึ่งพาจากตลาดมีการจัดตั้งกลุ่มชุมชนเพื่อการแปรรูปอาหารทะเล ชุมชนมีกิจกรรมที่สามารถเพิ่มรายได้ของคนใน
ชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้คนในชุมชนมีกลุ่มอาชีพ (OTOP) กลุ่มแปรรูปอาหารทะเล ชุมชนรวมกลุ่มดำเนินงานใน
รูปแบบรัฐวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอผ้า เช่น ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า เดิมใช้ชื่อศูนย์อบรมทอผ้าบ้านเขาเต่า
อันเนื่องมาจากพระรชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพเสริมด้วยการ
ทอผ้าฝ้ายด้วยกี่กระตุก ในระยะเริ่มแรกได้อาศัยใต้ถุนศาลาของวัดเขาเต่าในการฝึกทอเริ่มทอมาตั้งแต่ .ศ. 2507-
2508 โดยการจัดหาครูมาทำการฝึกสอนและจัดหากี่พร้อมอุปกรณ์ในการทอผ้าและเครื่องใช้ต่างๆ มาจากจังหวัด
ราชบุรี โดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำวิยากรมาฝึกสอนการทอผ้า การย้อมสี การออกแบบลาย
ผา้ การตดั เยบ็ และการจัดสวนผลติ ภณั ฑจ์ ากปา่ นศรนารายณ์

2.ดา้ นสังคมและองค์กรชมุ ชน
การดำเนินการขับเคลื่อนชุมชนสู่ความเข้มแข็งในชุมชนเขาเต่าเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุก ๆ ส่วนคน

ในชุมชนและโรงเรียนเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้แสดงความคิดเห็นได้ใน มีการร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชนทุก
ปัญหา โดยจะใช้กระบวนการเรียนรู้ และการสร้างความเข้าใจ มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้านเช่นการทำ
กิจกรรมสาธารณะร่วมกัน การเข้าร่วมพิธีการกับโรงเรียนในชุมชน การทะนุบำรุงศาลากลางน้ำ เฉลิมพระเกียรติ และ
การกำจัดขยะมูลฝอยและน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล ชุมชนเขาเต่ามีข้อปฏิบัติร่วมกัน เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณี
ดว้ ยการเข้าร่วมจดั การแขง่ ขันเรอื ยาวในอา่ งเกบ็ น้ำเขาเต่าประจำปี

3.ดา้ นวฒั นธรรม
กิจกรรมในชุมชนบ้านเขาเต่า มีการนำศาสนาและวฒั นธรรมมาเป็นระบบกลไกในการรวมชุมชนให้เป็นชุมชนที่

มีความเข้มแข็ง ทั้งการส่งเสริมวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีเข้ามาขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมก่อให้เกิดความ
สามัคคีและการเกื้อกูลกันของคนในชุมชนเขาเต่า เช่น การจัดงานลอยกระทงสร้างสุขคนในชุมชนการจัดกิจกรรม
ถนนคนเดินระหว่างวันเสาร์และวันอาทิตย์กิจกรรมการร่วมสืบสานการทอ ผ้าลายเฉพาะของชุมชนบ้านเขาเต่าเพื่อ
ส่งเสริมคนในชุมชนที่ไปทำงานในพื้นที่หัวหินได้กลับมาร่วมกิจกรรม รวมถึงนักท่อเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน
ชมุ ชนเขาเต่า

653

4.ด้านสง่ิ แวดล้อม
ชุมชนมีโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ชายหาด เป็นกิจกรรมฟื้นฟูและรักษา เช่น บำบัดน้ำเสียของ

ชุมชนก่อนปล่อยลงสู่สาธารณะ มีการรณรงค์เรื่องการดูแลรักษาความสะอาดของชายหาด ภายในชุมชน ได้แก่หาด
ทรายน้อย และหาดทรายใหญ่

• จากทีก่ ล่าวมานี้นักศึกษาไดใ้ ชเ้ ครื่องมอื ศกึ ษาชุมชนดงั นี้

ประวตั ศิ าสตรช์ ุมชน (HISTORY)
ที่ได้มาซึ่งความเป็นมาของชุมชนเขาเต่า ได้ศึกษาในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นมิติของด้านเศรษฐกิจ,ด้าน

สังคมและองค์กร,ด้านวัฒนธรรม,ด้านวัฒนธรรม ทั้งบุคคลสำคัญความเป็นมา ประเพณีความขัดแย้ง“หมู่บ้านเขา
เต่า" เดิมเคยเป็นหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองหัวหินไป
ทางทิศใต้ประมาณ 12กม.ลักษณะภูมิประเทศที่ติดกับชายทะเล เป็นชุมชนที่มีความสงบ มีชายหาดทอดยาวมาจากเขา
ตะเกียบ อีกทั้งยังมีภูเขาที่ยื่นออกไปนอกชายฝั่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักพื้นที่ทั้งหมดมีความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ไม่มี
ต้นไม้ สภาพกลายเป็นทะเลทราย ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงเรือเล็กตั้งแต่รุ่นปู่ยาตายาย ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก
ขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภค ชาวบ้านต้องไปหาบน้ำมาจากตานheที่มีอยู่ในหมู่บ้าน หากเวลา
น้ำทะเลขึ้นก็จะไหลท่วมพื้นที่เกษตรในทุ่งตะกาด ตะกาด เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง ที่มีน้ำทะเลท่วมถึงเมื่อน้ำลงพื้นที่
นั้นกลายเป็น เมื่อน้ำลงก็จะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน แต่ก็จะมีบางส่วนที่ทำอาชีพประมง น้ำ
จืด เลี้ยงปลาอยู่ในกระชังริมอ่างเก็บน้ำ และค้าขายสินค้าพื้นเมืองช่วงมรสุมที่มีคลื่นลมแรงนั้น ไม่สามารถทำประมง
เรอื เล็กออกหาปลาได้เปน็ ส่งิ ที่ส่งผลให้ชุมชนมกี ารพฒั นาดา้ นตา่ ง ๆ ได้ยาก

เนื่องด้วยอำเภอหัวหินเป็นสถานที่ตั้งพระราชวังไกลกังวล เพราะฉะนั้นที่นี่เป็นที่หนึ่ง ที่ในหลวงรัชกาลที่9
ทรงเสด็จแปรพระราชฐานมาบ่อย และได้เยี่ยมชมความเป็นอยู่ของราษฎร ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่บ้านเขาเต่าแห่งนี้ทรงเห็น
ความยากจนของราษฎร และอยากให้แม่บ้านชาวประมงมีอาชีพ ในช่วงที่ทะเลมีมรสุม คลื่นลมแรง ไม่สามารถออก
ทะเลได้ จึงจ้างครูจะราชบุรีมาสอนเรื่องการทอผ้าในราวปี พ.ศ. 2505 ปี พ.ศ. 2506 เริ่มแรกก็ทอเป็นผ้าขาวม้า โดย
ทอส่งโรงงนตรารถฟ ทำต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2536 เกิดปัญหาทางด้านค่าแรงและการตลาดจึงต้องปิดตัว
ลง จนปี พ.ศ. 2538 มีคนถวายที่ที่เป็นศูนย์หัตถกรรมบ้านเขาเต่า ณ ปัจจุบันให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรง
พระราชทานทรัพย์สว่ นพระองค์สร้างเรือนทอผ้าไว้ให้ 1 หลังซึ่งเปน็ เรือนทอผา้ ที่ยงั คงอยู่ ณ ปัจจุบัน จนกระทั่งปี พ.ศ.
2545 ชุมชนแห่งนี้ก็ได้พัฒนาในเรื่องของการทอผ้าฝ้าย 100% ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะต้องเรียนรู้ขั้นตอน
ตงั้ แต่เรม่ิ ต้น ข้ันตอนการทอการขนึ้ ลายตา่ ง ๆ จนเปน็ ผ้าทอหมบู่ า้ นเขาเต่าทกุ วันนี้

654

แผนท่เี ดนิ ดนิ

⁃ เป็นแผนที่นำเที่ยวชุมชุน เพื่อให้เห็นภาพรวมของชุมชนทั้งหมดว่าในแต่ละจุด ชุมชนนี้เป็นอย่างไร แต่ละสถานท่ี
ต้งั อยสู่ ว่ นไหน

ประวัตชิ ีวติ
ใช้เครื่องมือนี้ในการทำความเข้าใจเพื่อที่มีความละเอียดอ่อนในบริการชาวบ้านในชุมชน ได้เห็นรายละเอียด

ชีวิตของชาวบ้านในหลากหลายมิติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสะท้อนปัญหาที่มีในชุมชน เพื่อให้เป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจใน
มติ ขิ องความเปน็ มนษุ ย์ในการแกป้ ญั หา โดยกล่มุ เป้าหมายอาจจะเป็นผสู้ งู อายหุ รือผูท้ ปี่ ระสบปัญหาดา้ นต่าง ๆ

2.แนวคดิ ทฤษฎี
การพัฒนาชนบทไปสู่ความทันสมัย (Modernity) ตามแนวคิดของ Foucault (1995) มีนัยยะแห่งการมี

อำนาจของภาครัฐเหนือกว่า ภาคประชาชน ที่เป็นแบบระบบราชการ และมาพร้อม ๆ กับการเมืองเรื่องพื้นที่กล่าวคือ
การพัฒนาสะท้อนให้เห็นถึงประเทศที่ทรงอำนาจกับประเทศที่ด้อยอำนาจ ประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ด้อย
พัฒนา ซึ่งการกำหนดตำแหน่งผู้นำ ผู้ตามดังกล่าวนี้คือการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาไปในตัวเมื่อมีการจำแนก
ดังกล่าว ทำให้เกิดการมองว่าชุมชนที่ด้อยพัฒนานั้นเปรียบเสมือนปัญหาที่ต้องแก้ไขบ่อยครั้งที่นิยามของการพัฒนา
ชนบทมักจะมีคำตอบด้วยการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ด้อยพัฒนาและมักจะตีความว่าเป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้การตีความในด้านอื่น ๆ ถูกละเลย นอกจากนั้นแล้วประเทศด้อยพัฒนายังถูกครอบงำด้วยความรีบเร่งที่ต้อง
ไลต่ ามใหท้ นั การพัฒนา

655

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 นักวิจัยสังคมวิทยาเริ่มศึกษาว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมขึ้นอยู่กับ
ทรัพยากรอย่างไรเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในขณะที่การศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อนหน้านี้ได้
พิจารณาถึงปัจจัยทางจิตวิทยาของแต่ละบุคคลที่ทำให้ผู้คนเข้าร่วมกับสาเหตุทางสังคมทฤษฎีการระดมทรัพยากรมี
มุมมองท่กี วา้ งขน้ึ โดยมองไปทีป่ ัจจยั ทางสงั คมทก่ี ว้างข้นึ ซ่ึงทำใหก้ ารเคลือ่ นไหวทางสงั คมประสบความสำเร็จ

ทฤษฎีระดมทรัพยากรในปี 1977 John McCarthy และ Mayer 2aldเผยแพร่เอกสารสำคัญที่สรุปแนวคิด
ทฤษฎีการระดมทรัพยากร ในเอกสารของพวกเขา McCarthy และ Zald เริ่มต้นด้วยการสรุปคำศัพท์สำหรับทฤษฎีของ
พวกเขา:องคก์ รเคลื่อนไหวทางสงั คม (SMO) เปน็ กลมุ่ สนบั สนุนการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและอุตสาหกรรมการ
เคล่อื นไหวทางสงั คม (SMI) เป็นชุดขององคก์ รทส่ี นับสนนุ สาเหตุท่ีคล้ายคลงึ กัน

ทฤษฎีการระดมทรัพยากรใช้ในการศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมและระบุว่าความสำเร็จของการเคลื่อนไหว
ทางสังคมขึ้นอยู่กับทรัพยากร (เวลาเงินทักษะ ฯลฯ ) และความสามารถในการใช้ เมื่อทฤษฎีปรากฎขึ้นครั้งแรกถือเป็น
ความก้าวหน้าในการศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเนื่องจากมุ่งเน้นไปที่ตัวแปรที่เป็นสังคมวิทยามากกว่าทาง
จิตวิทยา ไม่มีการเคลื่อนหวทางสังคมที่มองว่าไร้เหตุผลขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไม่เป็นระเบียบอีกต่อไป เป็นคร้ัง
แรกท่อี ทิ ธพิ ลจากการเคลือ่ นไหวทางสังคมภายนอกเช่นการสนบั สนนุ จากองคก์ รต่างๆหรือรฐั บาล
ถูกนำมาพิจารณา

แนวคดิ วาทกรรมการเมือง (Discourse)
มิเชล ฟูโก (Michael Foucault) ปรัชญาชาวฝรั่งศส ได้ให้ความหมาย"วาทกรรม” (Discourse) ไว้ว่า เป็น

เรื่องที่มากกว่าการเขียน และการพูด ยังรวมถึงระบบและกระบวนการในการสร้าง การผลิต(Constitute) เอกลักษณ์
(Identity) และควาหมาย(Significant ให้กับสรรพสิ่งในสังคมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจความรู้ ความจริง
หรือแม้กระทั่งตัวตนของเรา และนอกจากวาทกรรมจะทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ยังทำหน้าที่ในการยึดตรึง สิ่งที่สร้างขึ้น
ให้ดำรงอยู่และเปน็ ทีย่ อมรบั ของสงั คมตอ่ ไป

ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ในการเก็บกปิดกั้น มิให้เอกลักษณ์ หรือความหมายของบางอย่าง หรือความหมาย
อื่นเกิดขึ้น หรือไม่ก็ทำให้เอกลักลักษณ์และความหมายของบางสงิ่ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเลือนหายไปได้พร้อม1 กันอีกด้วย
วาทกรรมสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ดังกล่าวได้ โดยผ่านทางภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (Discursive Practice)
ได้แก่ จารีตประเพณี ความคิด ความเชื่อ คุณค่า ค่านิยม ผ่านทางสถาบัน และช่องทางในการเข้าถึงผู้คนในสังคมใน
ชมุ ชนเขาเตา่

แนวคดิ การพง่ึ พาอาศยั ซ่งึ กันและกัน (Interdependence)
คือ การกระทำปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์และการตอบโต้ระหว่างตัวแสดงด้านการเมือง จากระบบพันธมิตรของ

ระบบความมั่นคงร่วมด้ำนเศรษฐกิจจำกกำรค้ำระหว่างประเทศตามแนวคิดการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทาง
เศรษฐกจิ ของโรเบริ ต์ โคเฮน (Robert O. Keohane) และโจเซฟ นาย (Joseph S. Nye) ทีน่ ำไปสู่ความมงั่ ค่งั สวสั ดิการ

656

สังคม ก่อให้เกิดขยายตัวเป็นระบบการค้ำ (trade system) ทำให้เพิ่มการพึ่งระหว่างกันดั้นสังคมจากความ
หลากหลายของปัญหาทางสังคมที่ทำให้รัฐขาดความสามารถแก้ปัญฬเพียงลำพังต้องแสวงหาความร่วมมือระหว่าง
กัน เช่น สิ่งแวดล้อม เปรียบเทียบได้ว่าชุมชนในเขาเต่าก็อาศัยการพึ่งพาอาศัยกัน โดยมีการร่วมมือกันภายในชุมชน
เพอ่ื ใหเ้ กิดการพฒั นา

ทฤษฎกี ารพ่งึ พาอาศัยอำนาจ
เป็นทฤษฎีโครงสร้างเกี่ยวกับอำนาจในความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน อธิบายวิธีที่บุคคลพึ่งพาผู้อื่นสำหรับทรัพยากร

อันมีค่าเป็นตัวกำหนดการกระจายอำนาจในความสัมพันธ์ ทฤษฎีการพึ่งพาอำนาจแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญในวิธีที่นักสังคมวิทยาคิดเกี่ยวกับอำนาจ หลายทฤษฎีก่อนหน้านี้เกี่ยวกับอำนาจมองว่าเป็นคุณสมบัติหรือ
คุณสมบัติของนักแสดง ทฤษฎีการพึ่งพาอำนาจถือว่าอำนาจเป็นคุณลักษณะหนึ่งของความสัมพันธ์ และดังนั้นจึง
มงุ่ เนน้ ไปทีค่ วามสมั พนั ธม์ ากกวา่ บุคคลท่เี กี่ยวขอ้ งในความสัมพันธ์

กระบวนการทำงานทางสงั คมสงเคราะห์
กระบวนการหลกั ในการทำงานมี 5 ขนั้ ตอนพร้อมตวั อยา่ ง ดังนี้

1.การศกึ ษาขอ้ เท็จจรงิ (Fact Finding)
จะมีการเตรียมผู้ใช้บริการและญาติโดยการ สร้างสัมพันธภาพกับผู้ใช้บริการและญาติ อธิบายขั้นตอนการ
ให้บริการและทำความเข้าใจกับความคาดหวังของผู้ใช้บริการและญาติ ซึ่งเกิดจากการสัมภาษณ์ทั้งตัวผู้ใช้บริการและ
ญาติ
และได้มีการเยี่ยมบ้านเพื่อดูสภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบ้าน รวมถึงประสานงานกับ
หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการเพื่อให้ง่ายต่อการประเมินสภาพปัญหา เช่น มีผู้ใช้บริการสูงอายุถูกทอดทิ้ง
และมาขอความช่วยเหลอื
2.ประเมินและวินจิ ฉยั (Assessment &Diganosis)ประเมนิ ปัญหาและทรัพยากรในชุมชน
3.วางแผนแนวทางให้ความช่วยเหลือ (Planning for interventionนักสังคมสงเคราะห์จะวางแผนให้การ
ช่วยเหลอื

4.ดำเนนิ การช่วยเหลอื (Intervention)
ดำเนนิ การช่วยเหลือ

5.ติดตามและประเมนิ ผล (Follow up &Evalution)
เมื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ใช้บริการแล้วก็จะมีการติดตามและประเมินผล เมื่อติดตามและประเมินผลแล้วผล
เป็นไปในทิศที่ทางที่ยังไม่ดีก็จะมีการส่งต่อ (Refer) แต่ถ้ามีผลไปในทิศทางที่ดี ก็จะยุติการให้บริการ (Termination)
และเนื่องจากผู้ใช้รายนี้ ยังมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง และมีจิตใจที่ซึมเศร้า การช่วยเหลือจึงยังไม่ยุติ และยังคงต้อง
ตดิ ตามและประเมินผลการชว่ ยเหลือของผู้ปว่ ยต่อไป

657

3.ลกั ษณะกิจกรรม
ปัญหาของชุมชนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ถูกพัฒนาแต่ในบางพื้นที่ในชุมชนก็ยังชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก

ขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคหากเวลาน้ำทะเลขึ้นก็จะไหลท่วมพื้นที่เกษตรในทุ่งตะกาด เมื่อน้ำลงก็จะ
สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน แต่ก็จะมีบางส่วนที่ทำอาชีพประมง น้ำจืด เลี้ยงปลาอยู่ในกระชังริม
อ่างเก็บน้ำ และค้าขายสินค้าพื้นเมือง ช่วงมรสุมที่มีคลื่นลมแรงนั้น ไม่สามารถทำประมงเรือเล็กออกหาปลาได้เป็นสิ่งท่ี
ส่งผลให้ชุมชนมีการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้ยาก การพัฒนาดังกล่าวบางโครงการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งน้ี
เนื่องจากเป็นโครงการพัฒนาที่จัดสร้างและมอบสิ่งของให้กับชุมชนโดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน การ
ตดั สนิ ใจในการดำเนินกจิ กรรมแต่กลับมสี ่วนร่วมในการใช้ประโยชนเ์ พียงอย่างเดียวโดยขาดการสรา้ ง
ความร้คู วามเข้าใจกับชมุ ชนในเบื้องต้น

ในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์จะมีการปฏิบัติงานจะต้องใช้ในเรื่องของ Real change ในการสร้างการ
เปลี่ยนแปลง คือ Individual Change เป็นการเปลี่ยนแปลงรายบุคคลหรือ Case work เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้
และเขา้ ใจท้ังตัวของผู้กระทำและผู้กกระทำ คอื

- Fact finding โดยศึกษาประวัติส่วนตัว สภาพความเป็นอยู่ ประสบการณ์ รายได้ ความรู้สึกของผู้ใช้บริการ
ต่อปัญหา การสอบถามซักประวัติ เพื่อให้ทราบว่าผู้มารับบริการมีความเดือดร้อนเรื่องใด และต้องจัดส่งไปยัง
หน่วยงานทใ่ี ห้การบรกิ ารต่างๆ

-Assessment ประเมินปญั หาและทรพั ยากรในเรื่องของความตอ้ งการของคนในชุมชน
-Planning for intervention วางแผนให้การช่วยเหลือผู้ใช้บริการว่าจะจัดการช่วยเหลืออย่างไร หาองค์กรท่ี
เก่ียวขอ้ ง
- Intervention ดำเนนิ ช่วยเหลือผูใ้ ช้บริการ ให้คำปรกึ ษาแนะนำผูม้ าใช้บรกิ ารทม่ี ีความเดอื ดรอ้ น
-Follow up & Evaluation เมื่อดำเนินการช่วยเหลือแล้วมีการติดตามและประเมินผล ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ทำการ
ส่งต่อ ถา้ ดีข้นึ ก็จะยุติการใหบ้ รกิ าร

Group Action
การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อป้องกันความความเดือดร้อนที่ผู้คนในชุมชนได้พบเจอ มี

กระบวนการเคลื่อนไหวกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น มีการกระตุ้นและสนับสนุนสมาชิกในชุมชน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้คิด
พิจารณาถึงสิ่งที่จะต้องกระทำ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อผู้คนในชุมชนที่พบเจอกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความ
ยากจนและการพัฒนาดังกล่าวบางโครงการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้ได้รับการเข้าถึงสวัสดิการสมาชิกใน
ชุมชนจะมีความร่วมมือร่วมใจกันที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับบุคคลและเครือข่ายกลุ่มต่างๆ ในการช่วยเหลือ
จากปัญหาที่พบเจอในชุมชน อาะเป็นการสร้างโครงการที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการสร้างชุมชนน่าอยู่ของ
ผู้สูงอายุ ส่งเสริมอาชีพและรายได้ของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีหลักประกันที่มั่นคง
กิจกรรมอาสาสมัครเพื่อการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุในโครงการอัจฉริยะใน
ท้องถิ่นวัยกลางคนและผ้สู งู อายุ สรา้ งคุณคา่ ใหต้ นเองในสังคม

658

Solidify Structure
เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างเพื่อให้เกิดความยุติธรรม อาจจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
การให้การปรึกษาแนะนำแก่ผู้ที่มีประสบปัญหาความเดือดร้อนในชุมชน ให้ความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชุมชน
สามารถดำรงชีวิตได้ดีกว่าเดิมเพราะเกิดการพัฒนาในทุก ๆ ด้านการปรับตัวของชาวบ้านก็ค่อยเป็นค่อยไปโดย
หน่วยงานราชการต่าง ๆ เข้าไปดูแลเป็นระยะๆเมื่อมีคนกลางและผู้นำชุมชนเข้ามาให้ข้อเสนอการพัฒนาและ
ปรับเปลี่ยนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ชาวบ้านก็ยินดีที่จะเรียนรู้และเข้าใจเพราะหน่วยงานสามารทำให้ทุกคนในชุมชนมีรายได้
ส่งเสริมศักยภาพในการดำเนินงานของชุมชน ซึ่งการดำเนินงานระดับปฐมภูมิ เพื่อป้องกันปัญหาที่รากเหง้าของ
ปัญหาของสังคมโดยรวม ในเรื่องมายาคติเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันภายในชุมชน ให้มีการพัฒนาด้านโครงสร้าง
พื้นฐานและคุณภาพชีวิต กิจกรรมร่วมสืบสานการทอผ้าลายเฉพาะของชุมชนเขาเต่า ด้านทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมมีการเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ของชุมชนด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม
และดึงดดู เป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ียวธรรมชาติเกดิ รายได้ให้กับชมุ ชนและคนนอกพ้นื ท่ี

4.ข้อเสนอตอ่ บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ชมุ ชน
สงิ่ ทสี่ ำคญั ท่นี กั สงั คมสงเคราะหพ์ ึงจะควรปฏบิ ัติคอื

การสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่าคนสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ที่ดีขึ้น ซึ่งมุมมอง
ดังกล่าวนี้คือ พื้นฐานคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์ โดยแนวทางการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนคือ มุ่งพัฒนา
สำนึกของชุมชน ความเป็นผู้นำ และการพัฒนา ยุทธศาสตร์ร่วมกัน การพัฒนาการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน
การสร้างความร่วมมือในการดูแลกันในชุมชน รวมทั้งการพัฒนาความสามารถของชุมชนสังคมสงเคราะห์ชุมชนจึง
เป็นงานเคลอื่ นไหวทางสงั คม ควบคกู่ บั การทำงานกับกลมุ่ เปราะบาง และกลุ่มชายขอบในชุมชน

สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาเศรษฐกิจท้องถ่ิน
ผ่านอัตลักษณ์ของชุมชน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบในกลุ่มเปราะบาง แรงงานข้ามชาติหรือแรงงานข้ามชาติกำลัง
ร่วมมือกับพลเมือง กลุ่ม และองค์กรที่เข้าร่วม นอกภูมิภาคงานของสถาบันท้องถิ่นและระดับชาติและนักสังคม
สงเคราะห์พรรคการเมืองในชุมชนขึ้นอยู่กับ บริบทของสถานการณ์หรือปัญหาสังคมคือนักสังคมสงเคราะห์ที่มุ่งมั่น
พัฒนาชุมชนหรือองค์กรชมุ ชนสามารถเป็นผูน้ ำได้ รวมถึงประเด็นทางสงั คมที่เก่ยี วข้องกับการแก้ปญั หาส่วนบคุ คล

และยังส่งเสริมให้คนจากทุกกลุ่มในชุมชนรับทราบและแบ่งปันความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน
ชุมชน การมีส่วนร่วมยังทำให้คนในชุมชนเห็นจุดแข็งและศักยภาพในการระดมความร่วมมือเพื่อช่วยแก้ปัญหาและ
แก้ไขปัญหา การจัดการปัญหา สร้างจิตสำนึก และพื้นที่เปิดกว้างให้ผู้คนได้เรียนรู้และตระหนักถึงปัญหาที่มี
อยู่Empowering People คือ ให้กำลังใจ เสริมพลังบวกให้กับผู้ใช้บริการ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพ่ือ
ป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนั้น จำเป็นต้อง ดำเนินการเป็นขั้นตอน เริ่มจากการสร้างสัมพันธภาพ การ
ประเมิน การสรา้ งความตระหนกั การเสริมสรา้ งให้ ชุมชนมคี วามเข้มแข็งทจี่ ะดำเนินงานโดยชมุ ชนเอง

Counsellor การให้การปรึกษาแนะนำแกผ่ ูท้ ี่มปี ัญหาในชมุ ชน
Educator การเสริมสร้างความร้แู ก่สมาชกิ ในชุมชน
Advocate หาแนวทางการพัฒนาแหล่งสนับสนุนของชุมชน ที่จะ ช่วยเสริมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งใน
การร่วมกัน
Guide ให้ความรู้เกี่ยวกับความรุนแรงใน ครอบครัวและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และคู่มือการอบรม การไกล่
เกลยี่ และการให้การปรกึ ษาแนะนำแก่ผู้ทจี่ ะมี ปัญหาความรนุ แรงในครอบครวั

659

660

661

คำนำ
รายงานฉบับบนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา สค.311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 ชั้นปีท่ี 3
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเพื่อศึกษาความรู้
ในเรื่องของการลงศึกษาพื้นที่ชุมชนในรูปแบบใหม่สอดคล้องตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
อย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนต่อไป นักศึกษาได้เลือกลงศึกษาพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือ ตำบลบ้านควน
อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วย ข้อมูลพื้นพื้นฐานของชุมชนโดยวิเคราะห์ผ่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาชุมชน แนวคิด ทฤษฎี หลักการและกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ โครงการ และ
บทบาทของนกั สงั คมสงเคราะหต์ อ่ ชุมชน
รายงานฉบับนี้สำเร็จลุลวงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ผู้สอน อ.ดร.ปิ่นหทัย หนูนวล
ที่กรุณาให้คำปรึกษารวมไปถึงข้อเสนอแนะต่าง 1 ขอขอบคุณนางดวงกมล สุดใจ มารดาของนักศึกษาที่กรุณา และ
นายวินัย ชูสกุล อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านวัดเหนือที่สละเวลาอันมีค่ามาให้ความรู้เกี่ยวกับชุมชนแก่นักศึกษาอย่างดี
ขอขอบพระคณุ อย่างสงู
คณะผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้สนใจศึกษาไม่มากก็น้อย หากมีข้อแนะนำ
หรอื ข้อผดิ พลาดประการใด คณะผู้จดั ทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ท่นี ดี้ ว้ ย

662

การออกแบบปฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะหช์ ุมชน
โดย นางสาวผลผกา บุญทิพย์

• ประเดน็ ที่ 1 ขอ้ มลู พ้ืนฐานโดยศึกษาจากเครอ่ื งมอื ศึกษาชุมชน
ในการศึกษาชุมชนครั้งนี้นักศึกษาไม่สามารถลงไปศึกษาชุมชนได้ด้วยตนเองเนื่องข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 นักศึกษาจึงเลือกวิธีการศึกษาโดยการสอบถามบุคคลในครอบครัว
น่นั คอื "มารดา" ซงึ่ มารดาของนักศึกษาเปน็ ท้ังชาวบา้ นทอี่ ยู่อาศยั ซ่งึ มีความผูกพนั ธก์ บั ชมุ ชนตงั้ แต่เกดิ มากไปกว่านั้น
มารดาของนักศึกษายังดำรงตำแหน่งสำคัญหลากหลายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นประธานอสม.ประจำหมู่บ้านและเป็น
สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลด้วยเหตุนี้นักศึกษาจึงตัดสินใจเลือกที่จะขอสัมภาษณ์มารดาร่วมกับชาวบ้านคน
อื่น ๆ ในหมู่บ้านเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบเป็นองค์ความรู้เพื่อศึกษาชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือ ซึ่งเป็นชุมชนของ
นกั ศกึ ษานั่นเอง

1) เคร่ืองมือประวตั ิศาสตรช์ ุมชน




สมัยกอ่ นสงครามโลกคร้งั ท่ี 1 2454 ก่อตั้งวัดเหนือ และโรงเรียน มีผู้ใหญ่บ้านคน
ก่อตั้งหมู่บ้านและมีผู้ใหญ่บ้านคนที่ 1 ที่ 6 ซึ่งมีศาสตร์ความรู้ในเรื่องของการรักษาพยาบาล
ดว้ ยยาสมนุ ไพร
ด้วยวิธีการรับฉนั มติจากญาติพีน่ อ้ งในชุมชน
2516 เริ่มมีความเจริญก้าวหน้า เช่น การตัดผ่านของ
ถนนเอเชียหมายเลข 41 มีการพัฒนาโรงเรียนให้มีหลักสูตร
ถงึ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6

2541 – 2557 มีการพัฒนาหมู่บ้านในหลากหลายด้าน
2512 ก่อตั้งอนามัยระดับตำบลในพื้นท่ี เช่น การสร้างระบบประปา หรือสร้างถนนศสล. (คอนกรีต
เสริมเหล็ก)
หมบู่ ้านวดั เหนอื






2539 สร้างศูนย์หมู่บ้านหลังแรกของ
ชุมชนและยุบรวมโรงเรียนตามมติของ
กระทรวงศึกษาธิการ และมีการเลือกผู้นำ

ชุมชนด้วยวิธหี ยอ่ นบัตรครง้ั ปรก





2560 สร้างศูนย์หมู่บ้านหลังที่สอง โดยใช้

พื้นที่ใหม่ที่มีความเหมาะสมและสะดวกต่อ
สมาชิกมากขึ้น

663

มติ ิด้านประวตั ศิ าสตร์
จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ประกอบกับการศึกษาบันทึกประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านนักศึกษาสามารถ

สรุปได้ว่า "หมู่บ้านวัดเหนือ" ได้ก่อขึ้นก่อนยุคสงครามโลกครั้งท่ี 1 ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุนานกว่า 300 ปี มีการ
ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านศิลปะหรือด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน "หมู่บ้านวัดเหนือ"
เดิมมีชื่อว่า "หมู่บ้านเหนือ" ในสมัยอดีตผู้คนได้โยกย้ายถ่ินฐานมาจากพื้นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมขังมายังทางทิศเหนือเป็น
ที่ตั้งของหมู่บ้านในปัจจุบันมีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดชันไม่มีน้ำท่วมขังและเหมาะต่อการเพาะปลูก ผู้คนเริ่มย้ายเข้ามาจับ
จองพ้นื ทีแ่ ละตั้งรกราก จนกลายเปน็ ครอบครวั หลากหลาย
ครอบครัวอยู่รวมกันจนกลายเป็นหมู่บ้านเหนือ ผู้คนร่วมมือร่วมใจสร้างวัดซึ่งเป็นพื้นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเมื่อมีวัด
ก่อตั้งขึ้นผู้คนจึงเรียกชื่อหมู่บ้านเพี้ยนไปจากหมู่บ้านเหนือไปเป็นหมู่บ้านวัดเหนือจนถึงปัจจุบันนั่นเองซ่ึง
ประวตั ิศาสตร์ชุมชนสามารถศกึ ษาผา่ นมิติตา่ ง ๆ ได้ ดงั ต่อไปน้ี

มติ ดิ า้ นกายภาพ
ชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือตั้งอยู่ในพื้นที่ของตำบลบ้านควน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ทิศเหนือติดกับหมู่ท่ี

12 ทิศตะวันออกติดกับหมู่ท่ี 9 และ หมู่ที่ 10 ทิศใต้ติดกับหมู่ท่ี 4 และทิศตะวันตกติดกับหมู่ที่ 13 มีเนื้อที่ทั้งหมด 4,745
ไร่ จำนวน 185 หลังคาเรอื น มลี ำคลองไหลผ่านหมู่บา้ น 2 สาย นน่ั คอื คลองช่งั และคลองธมั มัง

มิติด้านภูมศิ าสตร์
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านวัดเหนือเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการทำการเกษตรเนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่ม

สลับกับพื้นที่ลาดชัน มีลำคลองธรรมชาติ 2 สาย นั่นคือคลองชั่งและคลองธัมมังตัดผ่านหมู่บ้านอีกทั้งยังมีลำห้วย
ธรรมชาติที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อนำมาใช้สอยในช่วงฤดูแล้ง ช่วงแรกของการก่อตั้งหมู่บ้านซาวบ้านได้
ใช้พนื้ ทร่ี าบลุ่มเพอื่ ทำการเกษตร เชน่ ทำนา ซงึ่ มชี อื่ เรยี กกนั เฉพาะในแตล่ ะพน้ื ท่ีวา่ "ทงุ่ น้ำท่วม ทุ่งหลมุ เตา ท่งุ นกแล"

มติ ิด้านเศรษฐกิจ
ชาวบ้านนิยมใช้พื้นที่ราบลุ่มในการทำนา และใช้พื้นที่ลาดชันในการทำสวน เช่น สวนมะพร้าวสวนหมาก สวน

ผลไม้ สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพาราผสมผสานกัน มีการแลกเปลี่ยนค้าขายกันระหว่างคนในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน
ซึ่งภายในหมู่บ้านจะมีตลาดนัด "หลาดคลองขนาน" เป็นสถานที่ทางเศรษฐกิจในอดีตนอกจากจะมีชาวบ้านที่เข้ามาเป็น
ผู้ขายแล้ว จากคำบอกกล่าวพบว่ายังมีพ่อค้าคนจีนเข้ามาขายสินค้าด้วยเช่นกัน ปัจจุบันประชากรในหมู่บ้านวัดเหนือ
ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นจำนวนมาก มีบ้างที่จะประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่น รับราชการ พนักงานรับจ้าง
เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ทำการเกษตรจึงส่งผลทำให้เกิดเป็นแหล่งธุรกิจเชิงเกษตรกรในหมู่บ้านซึ่งผู้ประกอบการ
ก็เปน็ คนในหมูบ่ า้ นเอง เช่น ลานรับซ้ือปาลม์ น้ำมนั รา้ นรับซ้อื เศษยาง หรอื รา้ นคา้ ในขมุ ชน เปน็ ตน้

มติ ดิ ้านสงั คมและภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่
จากคำบอกเล่าของผู้รู้พบว่าในอดีตประชาชนในหมู่บ้านที่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานมาส่วนใหญ่มักจะเป็นญาติพี่น้อง มีความ
ผูกพันกันระหว่างสายเลือดตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงยังมีความเชื่อเดียวกันที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของคนใน
สังคม จนนำไปสู่การเกิดเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินที่สืบทอดมาถึงรุ่นปัจจุบัน เช่น มโนราห์การแพทย์แผนไทย เช่น หมอ

664

ต่อกระดกู หมอยา การเหยยี บเสม (เสม คือ ก้อนเน้ือสีแดง ทีข่ ้นึ บรเิ วณผิวหนังในเด็ก) การปดั ชาง ไหว้ครหู มอ ไหวค้ รู
มโนราห์ เปน็ ตน้

มติ ิดา้ นความเชือ่ ของคนในชมุ ชน
หมู่บ้านวัดเหนือมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนมีวัดเหนือเป็นศาสนสถานแต่อดีตมีพ่อหลวงพาน พ่อ

หลวงปัน และพ่อหลวงหีต เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนเมื่อชาวบ้านมีเรื่องทุกข์ร้อนใจชาวบ้านมักจะเลือกท่ี
จะบนบาลร้องขอต่อพวกท่านเพื่อให้สมหวังตามที่ตั้งใจ นอกเหนือจากนั้นแต่ละบ้านก็ยังมีความเชื่อในการบูชานับถือ
บรรพบุรษุ ท่สี บื ทอดกันมา

มติ ิดา้ นการเมืองการปกครอง (ธรรมเนียบผใู้ หญ่บ้าน)
นักศึกษาได้เชื่อมโยงความเป็นมาของชุมชนเข้ากับทำเนียบผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่คนแรกถึงคนปัจจุบันซึ่งความ

น่าสนใจของประเด็นนี้คือนักศึกษาได้ผนวกความเป็นมาของชุมชนเข้ารวมกับลักษณะการเมืองการปกครองซึ่งในแต่
ละยุคสมัยก็มีความแตกต่างกันไป อีกทั้งลักษณะของการเมืองก ารปกครองยังเป็นตัวสะท้อนไปถึงวิถีชีวิตต่าง ๆ
ของผคู้ นในชมุ ชน เชน่ การกอ่ ตัง้ โรงเรียน การก่อตง้ั สถานอี นามยั เป็นต้น

ผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 1 นายวัน สุขนิรันดร์ เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่อพยพมาอาศัยในหมู่บ้านวัดเหนือเป็นกลุ่มแรก ใน
ทุกที่เมื่อมีคนมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากหมู่บ้านจึงจำเป็นต้องมีผู้นำซึ่งผู้ใหญ่บ้านคนแรกได้มาโดยวิธีการรับฉันมติ
อันชอบธรรมจากญาติพี่น้องในหมู่บ้าน จากนั้นชาวบ้านได้มีการพัฒนาวิธีการเลือกผู้นำชุมชนเป็นการวาดวงกลมให้
ชาวบ้านที่มีอายุมากกว่า 18 ปี เลือกเข้าไปอยู่ตามตามวงของผู้สมัครที่ตนชอบซึ่งวงใดมีจำนวนชาวบ้านมากกว่าผู้นั้น
จะถูกคัดเลอื กเป็นผใู้ หญบ่ า้ น ซ่งึ ผู้ใหญบ่ า้ นคนที่ 2 นายพนั ธ์ นุ้ยพนิ คนท่ี 3 นายพอก จันทรแ์ สง และคนท่ี 4 นายช่วง
ชูขำ ทั้งสามคนเป็นบุคคลภายนอกที่โยกย้ายถิ่นเข้ามาพบว่าวาระในการดำรงตำแหน่งของแต่ละคนมีระยะเวลาไม่นาน
ผใู้ หญ่บ้านคนท่ี 5 นายปอ้ ม ทองปาน มคี วามสมั พนั ธ์เป็นบตุ ร
เขยของนายวัน สุขนิรันดร์ (ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 1) ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 6 นายหึต สุดใจ มีความสัมพันธ์เป็นหลานของ
นายป้อม ทองปาน (ผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 5) จากการสืบค้นพบว่านายหีต น่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี
พ.ศ.2454 นายหีตเป็นผู้ใหญ่บ้านที่มีความรู้ในเรื่องการแพทย์แผนไทยนั่นคือการต่อกระดูกการปัดซางในเด็กเล็กทำให้
หมู่บ้านมีการกำเนิดขึ้นของภูมิปัญญาเหล่าน้ี นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าหมู่บ้านวัดเหนือเริ่มมีการก่อตั้งโรงเรียนโดย
ใช้พื้นที่ของวัด และมีพ่อหลวงเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกับชาวบ้านนั่นเอง ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนที่ 7 นายเปลี่ยน สมจิตร คนที่ 8
นายลอย มณีนวล และ คนท่ี 9 นายกระจ่าง แก้วนาบอน ซึ่งทั้งสองคนแรกมีความเหมือนกันคือเป็นคนที่อพยพมา
จากหมู่บ้านอื่น และทั้งสามคนยังดำรงตำแหน่งได้ไม่นานเนื่องจากมีความจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานหรือเสียชีวิตระหว่าง
ดำรงตำแหน่ง ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 10 นายแนบ ชูสกุล เป็นบุตรหลานของนายป้อม ทองปาน ซึ่งอยู่ในช่วงปี
พ.ศ.2485 ในช่วงการปกครองของนายแนบ ได้มีบันทึกว่าหมู่บ้านวัดเหนือมีการบูรณา การซ่อมแซ่มและนิมนต์หลวง
พ่อพานมาเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองซึ่งเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน ต่อมาช่วงปี พ.ศ.2512 ได้มีการก่อต้ัง
อนามัยขึ้นในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือโดยใช้พื้นที่ที่ได้รับบริจาคมาจากนายเปลือง - นางสร้อย มากนาศักดิ์ซึ่งเป็น
สมาชิกในชุมชน จากคำบอกเล่าทราบว่านายแนบเป็นผู้ใหญ่บ้านที่มีความสามารถในหลากหลายด้าน และมีความเป็น
เอกลักษณ์
แตกต่างจากผู้นำคนอื่น นั่นคือความสามารถในด้านมโนราห์อีกทั้งนายแนบยังฝึกฝนลูกหลานตน และเด็กในชุมชนที่มี
ความสนใจในด้านมโนราห์ให้ชำนาญจนสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปหาเลี้ยงชีพได้ ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนที่ 11 นายวิเชียร

665

สุดใจ ผู้ซึ่งเป็นตาของนักศึกษา เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.2516 ดำรงตำแหน่งได้เป็นระยะเวลา 4 ปี จึงขอลาออก
จากตำแหน่งในยุคของนายวิเชียร อำเภอหลังสวนได้มีการก่อตั้งที่ว่าการอำเภอและนายวิเชียรก็ได้ทำงานร่วมกับ
อำเภอทำให้ความเจริญก้าวหน้าในด้านสาธารณูปโภคเริ่มมีเข้ามาในหมู่บ้านอาทิเช่น การตัดผ่านถนนเอเชียหมายเลข
41 การพัฒนาวัดเหนือ และโรงเรียนวักวารีวงศ์ ทำให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงมีการศึกษาจนจบระดับชั้น
ป.6 นายวิเชียรมีเอกลักษณ์และมีความสามารถเฉพาะตัวในเรื่องของศาสตร์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย มีตำรายา
สมุนไพร สามารถผูกดวงหรือดูฤกษ์ยามทำขวัญข้าวซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางภูมิปัญญามาจากผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 6
ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนที่ 12 นายอุ่น นิลสุข เป็นน้องเขยของนายวิเชียร (ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 11) เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกที่ใช้
วิธีการเลือกตั้งแบบหย่อนบัตรในปีพ.ศ.2520 มีการพัฒนาชุมชนในหลากหลายด้าน รวมถึงมีการก่อตั้งศูนย์หมู่บ้านไว้
สำหรับการประชุมและทำกิจกรรมภายในของหมู่บ้านโดยใช้งบประมาณของตนเองรวมถึงอุทิศที่ดินของตนเองให้แก่
หมู่บ้านต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 13 นายวินัย ชูสกุล (หลานของผู้ใหญ่คนที่ 10) ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยไม่มีคู่แข่งในปี
พ.ศ.2541 ดำรงตำแหน่งในวาระเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมาย ตลอดการทำงานนายวินัยได้พัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ในทุก ๆ ด้าน เช่น การพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน หรือการสร้างถนนคอนกรีต อีกทั้งหมู่บ้านยังได้รับกองทุนแม่ของ
แผ่นดิน ได้รับรางวัลหมู่บ้านสีขาวปลอดยาเสพติด มีประเพณีประจำหมู่บ้านนั่นคือการแข่งเรือยาวร่วมกับหมู่บ้านอื่น ๆ
ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนที่ 14 นายสัมพันธ์ แก้วนาบอน (เป็นบุตรชายของผู้ใหญ่บ้านคนที่ 9)ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี
พ.ศ.2546 อยู่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ซึ่งนายสัมพันธ์ได้เข้ามาสานต่อการพัฒนาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน
ผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 15 นายธรรมนูญ ชูสกุล (น้องชายผู้ใหญ่บ้านคนท่ี 13)ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2557 นาย
ธรรมนูญ ได้ก่อตั้งศูนย์หมู่บ้านหลังใหม่ขึ้นมาในปีพ.ศ.2560 และมีการพัฒนาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องรวมถึงการนำองค์
ความรู้ หรือโครงการใหม่ ๆ มาเผยแพร่แก่ชาวบ้านมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน จากที่นักศึกษา
ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถนำมาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชุมชนได้ในมุมมองของคำนิยมการเลือกผู้นำชุมชนในส่วนน้ี
จะแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านมักนิยมให้ความสำคัญในเรื่องของความเป็นเครื่อญาติดังนั้นผู้นำชุมชนจึง
มักจะเป็นบุคคลที่มีสมาชิกครอบครัวขนาดใหญ่หรือมีเครือญาติมากที่สุดในหมู่บ้านแต่จะสืบทอดกันเป็นทอด ๆ จน
มาถึงในปัจจุบันก็ยังคงมีค่านิยมเช่นนี้อยู่ อีกทั้งผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำในหมู่บ้านมักจะมีความสามารถพิเศษ หรือ
เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ความสามารถด้านมโนราห์ ความสามารถด้านโหรศาสตร์ หรือการทำนายดวง2) เครื่องมือ
ระบบสุขภาพชุมชนเนื่องด้วยหมู่บ้านวัดเหนือเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดกลางและมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ
สต.) ประจำหมู่บ้านการดูแลสุขภาพของสมาชิกในชุมชนจึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในทุกช่วงวัยตั้งแต่ทารกในครรภ์
มารดาครอบคลุมไปถึงวัยผู้สูงอายุ จากการสอบถามข้อมูลจะเห็นระบบสุขภาพของชุมชนหมู่บ้านวัดเหนืออย่างเป็น
ระบบได้ดังต่อไปนี้ ในกรณีคนท้องจะมีอสม.ประจำหมู่บ้านเป็นผู้ติดตามดูแลประสานข้อมูลและให้ความรู้เกี่ยวกับการ
ฝากครรภแ์ กม่ ารดา การรับวัคซีน และการดแู ลตนเองหลังคลอด เปน็ ต้น

ส่วนสมาชิกที่อยู่ในวัยทำงานทางชุมชนจะมีการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง
น้ำตาลในเลือด การคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมในสตรี อีกทั้งเนื่องจากชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือเป็นหมู่บ้านที่เน้นการทำ
เกษตรกรรมดังนั้นผู้นำหมู่บ้านจึงมีความเห็นว่าควรที่จะตรวจสารพิษในร่างกายของสมาชิกด้วยเนื่องจากสมาชิกมัก
นิยมใช้สารเคมีในการทำการเกษตรจึงอาจเกิดการตกค้างในร่างกายได้ ซึ่งจะดำเนินการดังกล่าวจะทำโดยทีมอสม.
ประจำหมู่บ้านและหากสมาชิกท่านใดมีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพก็จะได้รับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอ
เพื่อการดูแลรักษาโรคดังกล่าว ในวัยผู้สูงอายุจะได้รับการคัดกรองสุขภาพต่าง ๆ เช่นเดียวกับวัยผู้ใหญ่นอกเหนือจาก
นั้นผู้สูงอายุในชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือจะได้มีกิจกรรมวันผู้สูงอายุเพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเป็นการลด
ภาวะซึมเศร้าที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยจะมีอาสาสมัครจาก

666

สมาชิกในหมู่บ้านเป็นผู้รับส่งผู้สูงอายุในทุก ๆ เดือนที่มีกิจกรรมดังกล่าว นอกจากการรักษโดยศาสตร์แพทย์แผน
ปัจจุบันแล้วคนในชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือยังมีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์และการรักษาแบบแผนโบราณ เข้ามาใช้ร่วม
ด้วยโดยจะเห็นว่าเมื่อสมาชิกมีอาการเจ็บป่วยเมื่อได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้วพวกเขายังนิยมบนบาลต่อสิ่ง
ศกั ด์ิสิทธป์ิ ระจำหมู่บา้ น เช่นพอ่ ตา หรือการดูดวงน่ังทางในเพ่อื ความสบายใจตามความเชอ่ื สว่ นบุคคลนัน่ เอง

3) เคร่อื งมอื ประวตั ิคนสำคญั ของชุมชน

คุณตาชว่ น สุดใจ
















คุณตาช่วน สุดใจ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2482 ปัจจุบันอายุ 82 ปี เป็นบุตรนายชื่น-นางพัก สุดใจ มีพี่น้อง 2คนเป็น
บุตรชายคนโตและมีน้องสาว 1 คน คุณตาสมรสกับนางชุบ สุดใจและมีบุตรด้วยกัน 3 คน จากการสัมภาษณ์ทาง
โทรศพั ทไ์ ด้ขอ้ มลู ว่าคุณตาเป็นผมู้ คี วามรใู้ นเรอ่ื งของการรกั ษาคนดว้ ยสมนุ ไพร เชน่ ตำรายาตา้ นโรคมะเรง็ มวี ิทยาการ
ในเรื่องของการต่อกระดูก การจับเส้นซึ่งได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าวมาจากปูและพ่อตั้งแต่สมัยก่อน
สงครามโลกครั้งที่ 1 ดังนั้นคนในหมู่บ้านวัดเหนือจึงมีความเชื่อและนิยมมารักษาอาการเจ็บป่วยกับคุณตาช่วนตาม
ความเชื่อส่วนบุคคล เช่น การรักษาอาการปวดเมื่อยตัว หรือการรักษาอาการป่วยไข้ที่มีแผลขึ้นตามตัวในเด็กโดยใช้
วิธีการ "ปัดซาง" ตามความเชื่อคือการนำใบมะยมและคาถามาปัดเป่าให้แผลตามตัวยุบลงซึ่งในตอนวัยเด็กนักศึกษา
เองก็ได้เข้าการรักษาด้วยวิธีปัดซางกับคุณตาเช่นกัน นอกจากจะมีความรู้ในเรื่องการรักษาโรคด้วยแพทย์แผนโบราณ
แล้วคุณตาช่วนยังมีความสำคัญในการเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรม "ไหว้ครูหมออาจารย์" ซึ่งจัดขึ้นในทุก ๆ เดือน 6
ไทย เพื่อเป็นการบูชาครูหมออาจารย์ผู้ให้ความรู้ตำรายา จากที่กล่าวมาข้างต้นด้วยความสามารถในเรื่องของการรักษา
คนคุณตาช่วนจึงเป็นหนึ่งในคนสำคัญของหมู่บ้านวัดเหนือที่สมาชิกในหมู่บ้านต่างให้ความคารพและยังคงนิยมไป
รกั ษาอาการเจ็บปว่ ยต่าง ๆ กบั คณุ ตามาจนถึงปจั จุบันนี้

667

คณุ ป้าวรรณี ชสู กลุ



คุณป้าวรรณี ชูสกุล เกิดเมื่อวันท่ี 29 กันยายน พ.ศ.2498 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายสมนึก

และนางอนงค์ ชูสกุลมีพี่น้อง 6 คน มีอาชีพทำสวนคุณป้าวรรณีมีความสามารถทางด้านมโนราห์ซึ่งได้รับการถ่ายทอด

มาจากปู่และพ่อ ปัจจุบันคุณป้าวรรณี ชูสกุล เป็นเสมือนบุคคลสำคัญในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของหมู่บ้านใน

ด้านมโนราห์ คุณป้ามีอุปกรณ์ เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกายของมโนราห์ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น อีกทั้งคุณปัายัง

ถ่ายทอดองค์ความรู้ตังกล่าวแก่ลูกหลาน หรือเด็กในชุมชนอย่างแพร่หลายเพื่อให้พวกเขาได้มีทักษะเพื่อที่จะนำไปหา

รายได้เสริมเนื่องจากคนในหมู่บ้านมักนิยมจ้างมโนราห์ไปใช้รำแก้บนกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ นักศึกษาเห็นว่าจากการกระทำ

ดังกล่าวที่เป็นเหมือนความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันด้วยความเชื่อของคนในหมู่บ้านจึงทำให้มโนราห์ยังคงได้รับการนิยม

อยู่บ้างแม้จะน้อยลงกว่าในสมัยอดีตก็ตาม นอกเหนือจากการเป็นบุคคลสำคัญในเรื่องความรู้ด้านมโนราห์แล้วคุณ

ป้าวรรณียังเป็นบุคคลคนในหมู่บ้านยกย่องให้เป็นบุคคลตัวอย่างทั้งในเรื่องการดูแลตนเอง การดูแลสุขภาพ ออก

กำลังกาย การดูแลครอบครัวตลอดจนการประกอบอาชพี สจุ ริต และการยดึ หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง เปน็ ต้น

668

4) เคร่อื งมือปฏิทินชมุ ชน

กจิ กรรม เดอื น
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

วันข้ึนปีใหม่

วันพัฒนาหม่บู ้านครั้งท่ี 1

วันกตญั ญู หรอื วนั ผสู้ ูงอายุ

วนั พฒั นาหมู่บ้านครั้งท่ี 2

วนั กจิ กรรมตอ่ ยอดกองทนุ แม่ของแผ่นดนิ

วนั รับตายาย (สาร์ทไทย)

วันสง่ ตายาย (สาร์ทไทย)

วันลอยกระทง

เลอื กต้งั ทอ้ งถิน่

วนั พฒั นาหมู่บ้านครงั้ ที่ 3

และวันส่งท้ายปเี ก่าต้อนรับปใี หม่

วนั ทำบุญประจำปี

วนั ประชมุ หมบู่ า้ น

หมายเหตุ :
วันพัฒนาหมู่บ้านจะเป็นวันที่ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกในชุมชนจะรวมตัวกัน

เพื่อที่จะฟื้นฟูหมู่บ้าน ก่อนถึงวันสำคัญ เช่น วันที่ 12 สิงหาคม หรือ 5 ธันวาคม โดยงานที่ทำจะเป็นการตัดหญ้า
บริเวณริมถนนทุกซอยในหมู่บ้าน และทำความสะอาดวัด เป็นต้นซึ่งสมาชิกในชุมชนจะเข้ามาช่วยกันทั้งในเรื่องการ
ทำงานและการจดั เลยี้ งอาหารมีแมค่ รวั คนสำคัญท่ีมกั จะเป็นภรรยาของผู้นำหมู่บา้ นนั่นเอง

วันประชุมหมู่บ้าน จะเป็นวันสำคัญของหมู่บ้านที่มีการจัดขึ้นทุก ๆ วันที่ 12 ของแต่ละเดือน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านจะ
ใช้โอกาสนี้ในการแจ้งเรื่องที่ได้รับการประชุมมาจากอำเภอ รวมถึงการรับรังเรื่องราวร้องทุกข์ของชาวบ้าน ทำ
แผนพัฒนาหมู่บ้านเพื่อเสนอขอรับงบประมาณสรุปผลกิจกรรมแต่ละเดือน เช่น ระบบประปาธนาคารหมู่บ้าน รวมถึง
ยังมีการตรวจสุขภาพพื้นฐานโดยที่มอสม.ของหมู่บ้านและการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพแต่เนื่องจากเกิดสถาการณ์
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้การประชุมหมู่บ้านต้องงดเว้นดังนั้นผู้นำชุมชนจึงพยายามใช้ช่องทาง
ออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลหรือหากพื้นที่ใดสามารถลงไปบอกข่าวสารด้วยตนเองได้ก็จะแบ่งประสานงานลง
พน้ื ทไี่ ปหาสมาชิกกบั ผู้นำชมุ ชนคนอ่ืน ๆ

• ประเดน็ ที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี หลกั การและกระบวนการปฏบิ ัตงิ านสังคมสงเคราะห์
จากการสัมภาษณ์มารดาผู้ซึ่งเป็นสมาชิกในชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือนักศึกษาสามารถประยุกต์แนวคิดทฤษฎี
หลักการและกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนมาใช้ในการทำความเข้าใจบริบทต่าง ๆ ของชุมชนเพื่อที่จะ
นำองค์ความรู้ในส่วนนี้ไปต่อยอดสำหรับการคิดคั้นโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนหมู่บ้าน
วดั เหนอื ได้ ดงั ตอ่ ไปนี้

669

1) ทฤษฎรี ะบบ (System Theory)
ทฤษฎีระบบได้พยายามอธิบายระบบว่า เป็นหน่วยซึ่งมีระเบียบ ระบบมักจะประกอบด้วยระบบย่อยอย่างน้อย 2
ระบบ ซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระบบจะต้องมีขอบเขตชื่งเกิดจากการแลกเปลี่ยนพลังงานทางกายภาพและทาง
จิตใจมากกว่าข้ามขอบเขตออกไป โดยทั่วไปแล้วระบบจะถูกแบ่งออกเป็นระบบเกิดระบบปิด ระบบปิดเป็นระบบที่ไม่มี
การแลกเปลี่ยนข้ามขอบเขตของตน ส่วนระบบเปิดเป็นระบบที่มีการแลกเปลี่ยนพลังงานทางกายภาพและจิตใจ ระบบ
มอี งคป์ ระกอบสำคัญ 5 ประการ (Greif and Lynch, 1983) คอื

1. สิ่งนำเข้า (input) คือ การนำเอาสื่อนำเข้า เช่น วัตถุดิบ คน เงิน ข้อมูล ข่าวสาร นำไปใช้โดยผ่าน
กระบวนการดำเนนิ งานในรูปแบบตา่ ง ๆ ภายในระบบ

2. การแปลงรปู (throughput) คอื การนำเอาสื่อนำเขา้ เชน่ วัตถดุ บิ คน เงนิ ข้อมลู ขา่ วสาร นำไปใช้
โดยผา่ นกระบวนการดำเนนิ งานในรูปแบบตา่ ง ๆ ภายในระบบ

3. ผลที่ได้มา (output) คือ ผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งนำเข้าและกระบวนการแปลงรูปผลที่ได้ออกมาอยู่
ภายใต้ระบบภาวะแวดล้อม

4. การสะท้อนกลับ (feedback loops) คือข้อมูลข่าวสารและพลังงนซึ่งเกิดจากผลที่ได้มาของระบบ
นั้นเองที่ก่อผลกระทบต่อระบบสภาพแวดล้อม และป้อนกลับสู่ระบบเพื่อทำให้ระบบทราบผลลัพธ์ของสิ่งนำเข้า
และการแปลงรูปทผี่ ่านมาซงึ่ การสะท้อนกลับอาจจะปรากฎใน 2 ลักษณะ คือ ทงั้ ด้านดี และดา้ นไมด่ ี
5. การเสื่อมสลาย (entropy คือ ภาวะที่ระบบนั้นไม่มีสื่อนำเข้าจากภายนอก และไม่มีกระบวนการแปลงรูป
เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า หากระบบไม่มีสื่อนำเข้าจากภายนอกระบบก็จะสูญสลายลงไปในที่สุดซึ่งระบบสังคม
สงเคราะห์แบบพื้นฐานตามคำนิยามของ Pincus และMinahan (1973) กล่าวว่าระบบสังคมสงเคราะห์แบบพื้นฐานมี 4
ระบบซึ่งการศึกษาลักษณะนี้จะช่วยให้นักสังคมสงเคราะห์เกิดความชัดเจนในการวิเคราะห์ผู้ใช้บริการ ดังนั้นนักศึกษา
จงึ ขออธบิ ายระบบแต่ละระบบผา่ นการวิเคราะห์ชมุ ชนหมบู่ า้ นวดั เหนอื ดังต่อไปนี้
(1) ระบบผู้ใช้บริการ (Client system) หมายถึงบุคคล ชุมชน หรือกลุ่มชนที่นักสังคมสงเคราะห์พยายามท่ี
เขา้ ไปใหค้ วามช่วยเหลอื ในทนี่ ้คี ือ ชมุ ชนหมบู่ ้านวัดเหนอื
(2) ระบบผู้ให้บริการ (Change agent system) ได้แก่ องค์ หน่วยงาน หรือบุคลากรที่ให้การบริการท้ัง
องค์กรภายในและองค์กรภายนอก ระบบผู้ให้บริการมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการ
ให้บริการเป็นเสมือนผู้สร้างความเกี่ยวพันระหว่างระบบผู้ใช้บริการกับระบบทรัพยากรของชุมชนตัวอย่างเช่น ระบบ
สุขภาพของชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือจะมีการให้บริการในเรื่องของการตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่คนในชุมชนผ่านการ
ประสานงานกับเครือข่ายสาธารณสุข เช่น อสม.ประจำหมู่บ้านผู้ซึ่งมีความรู้เฉพาะด้านในการคัดกรองโรคต่าง ๆ หรือ
จะเห็นไดช้ ดั จากหน่วยงานท้องถนิ่ ทเ่ี ขา้ มาให้ความช่วยเหลอื ในเร่อื งของการ
สนับสนนุ งบประมาณแก่การพัฒนาชมุ ชนไมว่ ่าจะเปน็ การอุดหนุนจากองค์การบริหารสว่ นตำบล หรอื เปน็ การสนบั สนุน
จากคนในชมุ ชนด้วยกันเอง เห็นได้ชดั ว่าชมุ ชนหมูบ่ า้ นวัดเหนือเป็นชมุ ชนทีม่ ีผสู้ นบั สนุนอยา่ งหลากหลายนักศกึ ษามอง
ว่าการที่ชุมชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปในทางที่ขึ้นได้นอกจากสมาชิกชุมชนจะต้องมีความเข้มแข็งหรือ
ช่วยกันแก้ไขปัญหาแล้วผู้สนับสนุนหรือทรัพยากรต่าง ๆ ภายในชุมชนก็มีความสำคัญที่จะทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนา
ไปในทางที่ดไี ดเ้ ชน่ เดียวกนั
(3) ระบบแห่งปัญหา (Target system) คือ ระบบที่ต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นสาเหตุแห่งปัญหาและ
อุปสรรคให้แก่ผู้ใช้บริการที่ทำให้ผู้ให้บริการเกิดปัญหาในลักษณะต่าง ๆ เช่น ปัญหาในเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องถนน
หนทาง ปัญหาเร่อื งรายได้ของคนในชุมชน หรือปัญหาการจัดการขยะ เป็นต้น

670

(4) ระบบดำเนินการ (Action system) ได้แก่ เป็นการดำเนินการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ชุมชนเกิด
การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในที่นี้นักศึกษาได้เลือกปัญหาข้างต้นมา 1 ประเด็นนั่นคือปัญหาการจัดการขยะเพื่อมาคิดค้น
โครงการหรือกจิ กรรมและวางแผนดำเนินการเพอื่ ให้ บรรลุเป้าหมายนั่นคอื การเห็นความเปลยี่ นแปลงในชมุ ชน

(5) ระบบสภาพแวดล้อม (Supra system) หมายถึง ระบบที่อยู่นอกเหนือจากระบบทั้งสี่ข้างต้น ซึ่งมี
ผลกระทบต่อการทำงานสังคมสงเคราะห์ ทั้งที่อาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินงาน หรืออาจช่วยสนับสนุนการ
ดำเนินงานของนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งการทราบระบบสภาวะแวดล้อมที่มีอยู่จะช่วยให้สามารถให้การสนับสนุนการ
ดำเนนิ งานดา้ นต่าง ๆ ได้ เป็นต้น ซึง่ การทราบระบบสภาวะแวดล้อมท่มี อี ยจู่ ะช่วยให้สามารถนำระบบสภาวะแวดลอ้ มมา
ใชใ้ นการดำเนินงานได้ เช่น มาจัดการกบั ระบบแหง่ ปัญหา และการให้เข้ามาร่วมกับระบบดำเนินการ

2) ทฤษฎีเสริมสร้างพลังอำนาจ (empowerment) นักศึกษาจะนำแนวคิดของทฤษฎีนี้ไปประยุกต์ใช้ร่วมกับ
ทฤษฏีระบบในส่วนของระบบดำเนินการเพื่อเป็นการเสริมอำนาจให้ชุมชนมีศักยภาพและมีมุมมองเชิงบวกต่อตนเองว่า
สามารถดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ซึ่ง การเสริมสร้างพลังอำนาจมีแนวความคิดพื้นฐานมาจาก
มูลเหตุของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเป็นกลไกของการจูงใจ(Lash ley, 1997) กล่าวคือ ในด้านความสัพันธ์
ระหว่างบุคคล หรือบุคคลรวมกันเป็นหมู่คณะเป็นองค์กรเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจการกระทำในสิ่งที่เกินกว่ากำลัง
บคุ คลคนเดยี วจะกระทำได้จึงเกิดความสมั พนั ธ์ของการมีสว่ นรว่ มทเี่ ป็นการเสริมสร้างพลงั อำนาจแกก่ ลมุ่ หรอื ชมุ ชน

3) หลกั การมีสว่ นร่วมของประชาชนในการพฒั นาชมุ ชน
การมีส่วนร่วม (Participation) คือ เป็นผลมาจากการเห็นพ้องกันในเรื่องของความต้องการและทิศทางของ

การเปลี่ยนแปลง จะต้องมีมากจนเกิดความคิดริเริ่มโครงการเพื่อการปฏิบัติเหตุผลแรกของการที่มีคนมารวมกันได้
ควรจะต้องมีการตระหนักว่าการกระทำทั้งหมด ที่ทำโดยกลุ่ม ผู้นำชุมชน องค์กรจะต้องเป็นเสมือนตัวนำให้บรรลุถึง
ความเปลี่ยนแปลงได้ (ยุพาพร รูปงาม , 2545 , หน้า5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้
ชุมชนเกิดการพัฒนา เช่น การมีส่วนร่วม หลักการพัฒนาชุมชนกระบวนการพัฒนาชุมชน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็น
เรื่องที่สำคัญที่ต้องใช้ในงานพัฒนาชุมชน และคนก็มีส่วนสำคัญที่สุดเพราะคนเป็นศูนย์กลางหลักในการพัฒนาที่จะทำ
ให้ชุมชนมีการพัฒนาไปในทางที่ดี อีกทั้งผลประโยชน์จากการพัฒนาชุมชนก็ตกอยู่กับคนในชุมชนเอง โดยคนในชุมชน
หมู่บ้านวัดเหนือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่มักเป็นญาติมิตรทำให้เมื่อเกิดสถาการณ์หรือปัญหาใด
ในชุมชนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม หรือการช่วยกันพัฒนา
หมู่บา้ นกอ่ ตั้งโครงการตา่ ง ๆ

4) เครอ่ื งพื้นฐานในการเรียนรูช้ ุมชน
การที่จะเข้าไปทำงานในสังคมหรือชุมชนจำเป็นจะต้องศึกษาลักษณะชุมชนก่อน เช่น ความหมายของชุมชน

โดยทั่วไป ความสนใจของคนในชุมชนที่มีร่วมกัน วิธีการปฏิบัติต่อการของสมาชิกในชุมชนเพื่อให้เกิดความรู้พื้นฐาน
ก่อนที่จะศึกษาชุมชนนักศึกษาจึงจำเป็นต้องศึกษาเครื่องมือพื้นฐานในการเรียนรู้ชุมชนเพื่อเลือกเครื่องมือดังกล่าวมา
ใช้อย่างมคี วามเหมาะสมกบั ชุมชนมากทส่ี ดุ ดงั ต่อไปน้ี

4.1 การสงั เกตการณ์ (Observation)
การสังเกตการณ์ เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่นักวิจัยคุณภาพนิยมกันซ่ึง
จะต้องอาศัยการฝึกฝนวิธีการสังกตการณ์ เพ่ือที่จะเข้าใจลักษณะธรรมชาติและขอบเขตของการ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของปรากฏการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมของมนุษย์

671

ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่ งของสมาชิกในสังคม ดังนั้นการสังเกตการณ์ได้ ซึ่งประเภทของการ
สังเกตการณ์ แบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภทดังน้ี
1. การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด (Participle Observation) เป็นวิธีที่ผู้ศึกษาเข้าไป
มีส่วนร่วมเป็นสว่ นหนึ่งของชมุ ชนหรอื กลมุ่ ท่ีทำการศกึ ษา เช่น ศกึ ษาประวตั ิศาสตร์หมบู่ ้าน
2. การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด (Non-Participant Observation) เป็นวิธีท่ีผู้
ศึกษาไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหรือกลุ่มที่ทำการศึกษาเป็นเพียงเข้าไปเฝ้า
พฤติกรรมทางสงั คม เช่น การสังเกตการณ์เด็กกำลังเล่นเกมส์ตา่ ง ๆ
4.2 การสัมภาษณ์ (Interview)
การสัมภาษณ์เป็นการศึกษาชุมชนอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลแบบเผชิญหน้ากันลักษณะ
ของการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำหรือความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างผู้สัมภาษณ์และทำให้ทราบ
ลักษณะทั่วไปของบุคลิกภาพ ทัศนคติ ค่านิยม และอื่น ๆ จากการแสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมออกมาระหว่างการ
สมั ภาษณ์
4.3 การสนทนากลุ่ม (Focus Group)
การสนทนากลุ่มเป็นวิธีการศึกษาชุมชนอีกหนึ่งวิธีที่ประหยัดเงินและเวลา แต่ต้องการมีการแวงแผน
เตรียมการอย่างเหมาะสม และเรื่องที่สนทนากลุ่มนั้นเป็นเรื่องที่กลุ่มให้ความสนใจด้วยการสนทนากลุ่ม จึงเป็นการน่ัง
สนทนากนั ระหว่างผใู้ ห้สมั ภาษณ์ปน็ กล่มุ ตามปกติ ประมาณ 6 - 12 คน แต่ในบางกรณอี าจมีขอ้ ยกเวน้ ให้มีไดป้ ระมาณ
4 - 5 คนในระหว่างการสนทนาจะมีผู้ดำเนินการสนทนาเป็นผู้คอยจุดประเด็นการสนทนาเพื่อเป็นการชักจูงใจให้บุคคล
กลุ่มนี้ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นหรือแนวทางในการสนทนาให้ได้กว้างขวางลึกซึ่งและละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
และต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองเพื่อให้ได้ข้อมูสในลักษณะที่มีเนื้อหาสาระเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ (ภาณี วงษ์เอก ,
2533)
5) กระบวนการปฏบิ ตั งิ านสงั คมสงเคราะหท์ นี่ ำมาประกอบการศกึ ษาชุมชน
การนำกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์มาใช้ในการศึกษาชุมชนจะทำให้นักศึกษาได้ทราบถึงพลวัตร
และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ครอบคลุมสัมพันธภาพระหว่างโครงสร้างที่หลากหลายในชุมชนที่มีความแตกต่าง
นักศึกษาเลือกท่ี จะนำกระบวนการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ทั้ง 6 ขั้นตอนมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาชุมชน
หมู่บ้านวัดเหนือซง่ึ เปน็ ชมุ ชนทน่ี ักศกึ ษาอาศัยอยู่ ดงั ตอ่ ไปน้ี
5.1 การศึกษาชุมชน (Community study)
นักศึกษาจะต้องศึกษาถึงปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของชุมชนอย่างละเอียดซึ่งนักศึกษาได้
เลือกใช้เครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาชุมชนที่เหมาะสมกับชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือ คือ วิธีการสัมภาษณ์เพื่อใช้รวบรวม
ข้อมูลแบบเผชิญหน้ากันลักษณะของการสัมภาษณ์จะเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำหรือความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างผู้
สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ในการศึกษาหมู่บ้านวัดเหนือนักศึกษาเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์อย่างไม่มีโครงสร้างผ่าน
การสอบถามข้อมูลจากมารดาดโดยเป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตคำถามไว้อย่างแน่นอนและเนื่อง
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระ บาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักศึกษาไม่สามารถลงพื้นที่ได้โดยตรงเนื่องจาก
นักศึกษาอาศัยอยู่ที่หอพกั ดงั นั้นนกั ศึกษาจงึ เลือกใช้ชอ่ งทางออนไลนใ์ นการสอบถามขอ้ มูลจากมารดา
5.2 การวินจิ ฉัยหรอื ประเมินปัญหา (Assessment)
หลังจากได้ข้อมูลแล้วผู้ศึกษาจะต้องนำข้อมูลที่ได้มาประเมินหรือวินิจฉัยปัญหาในด้านจิตใจ
หมายถึงการประเมินบุคคลิภาพของผู้รับบริการซึ่งในที่นี้หมายถึงบุคลิกเฉพาะของชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือไม่ว่าจะเป็นใน

672

ส่วนของความสามารถ การทำหน้าท่ี หรือความสัมพันธ์ในชุมชนนั่นเอ ง ต่อมาเป็นการประเมินในด้านสังคมหมายถึง
การประเมินดูสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมของชุมชน เช่น ความสัมพันธ์ของชุมชนที่มีต่อสภาวะแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่า
จะเปน็ สมาชิกในชุมชนด้วยกนั เอง ผูน้ ำชุมชน องค์กรภายนอก วัด หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบล เปน็ ต้น

5.3 การวางแผน (Planning)
หลังจากได้ข้อมูลการสำรวจที่ถูกต้องแล้ว ผู้ศึกษาจำเป็นต้องนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนและลงมือช่วยเหลือต่อไป ซึ่งผู้
ศึกษาชุมชนจะต้องสำรวจดูทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีในชุมชน ทั้งทรัพยากรภายใน (Internal Resource) และทรัพยากร
ภายนอก (External Resource) เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ต่อการวางแผนแก้ไขปัญหานั้น ใ ในชุมชน
หมู่บ้านวัดเหนือมีทรัพยากรภายในที่สำคัญนั่นคือความสัมพันธ์ อันหนาแน่นกลมเกลียวของคนในชุมชนทำให้ผู้คนใน
ชุมชนมีพลังในการร่วมมือร่วมใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งยังมีทรัพยากรภายนอกนั่นคือหน่วยงานต่าง ๆ เข้าคอย
สนบั สนนุ งบประมาณในการพฒั นาหม่บู า้ นนนั่ เอง

5.4 การดำเนนิ การ (Implement)
เป็นการลงมือช่วยเหลือหรือดำเนินการเกี่ยวกับแผนที่วางไว้ซึ่งการดำเนินการจะคำนึงถึงการช่วยเหลือระยะสั้นและ
ระยะยาวซึ่งผู้ศึกษาชุมชนหรือนักสังคมสงเคราะห์จะต้องไม่เป็นแค่ผู้แก้ไขอย่างเดียวแต่จะต้องพัฒนาให้บุคคล
ครอบครัว หรือชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นผู้ศึกษาชุมชนหรือนักสังคมสงเคราะห์จึงต้องมีบทบาท
เป็นปากเสียง เป็นผสู้ นบั สนนุ เปน็ ผูป้ ระสาน เป็นผสู้ อนหรอื ผอู้ บรม

5.5 การตดิ ตามประเมินผล (follow up)
หลังจากที่ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามกระบวนการที่กล่าวมาแล้วการติดตามประเมินผล

นับว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการตรวจสอบว่าการดำเนินการช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้นมีผล ต่อ
ผู้รับบริการหรือไม่ อยา่ งไร มปี ัญหาและอุปสรรคใดทเ่ี กดิ ขึ้นกบั สมาชกิ หรอื ชุมชนอี กหรือไม่และหากยังมีปญั หาเกดิ ขนึ้
อกี ในฐานะผู้ศึกษาชุมชนต้องช่วยจดั การแกป้ ญั หาอุปสรรคดงั กล่าวเพือ่ ให้ผรู้ บั บริการสามารถมคี ุณภาพชีวิตที่ดตี ่อไป

5.6 การถอนตัวออกจากชุมชน (In termination)
การถอนตัวออกจากชุมชนเป็นกระบวนการสิ้นสุดการให้ความช่วยเหลือซึ่งจะต้องมีการประเมินผล

การช่วยเหลือซึ่งต้องมีการเตรียมการและวางแผนไว้ล่วงหน้า โดยเริ่มจากการค่อย ๆ ติดต่อกับผู้ใช้บริการหรือชุมชน
ให้น้อยครั้งลง จากนั้นจึงดำเนินการสิ้นสุดความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสในการเตรียมตัว
เตรียมใจต่อสถานการณ์

673

• ประเด็นที่ 3 โครงการทเ่ี หมาะสมกบั การทำงานเพื่อสร้างการเปล่ียนแปลง













จากการสัมภาษณ์มารดาของนักศึกษาทำให้ทราบว่าชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือได้มีการจัดทำโครงการ"เพาะเห็ด
ฟาร์ม" ซ่ึงแสดงให้เหน็ ถงึ การเปลี่ยนแปลงท้ัง 3 ระดบั ตั้งแต่ระดบั ปัจเจกบคุ คลจนถึงระดับองคก์ รโดยการดำเนินงาน
ของโครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นจากความสนใจที่จะสร้างรายได้เสริมของน้าสมพร จันทร์ทวีซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของ
ชุมชนวัดเหนือ น้าสมพรทำการศึกษาเกี่ยวกับการเพาะเห็ดฟางซึ่งน้าสมพรเริ่มจากการเพาะเห็ดฟาร์มกองเตี้ยโดยใช้
พื้นที่ส่วนตัวและใช้ทลายปาล์มในการเพาะปลูกพบว่าผลที่ได้จากการทดลองปลูกเห็ดฟาร์มกองเตี้ยเป็นไปในทางที่ดีทำ
ให้นายสมพรมีรายได้เสริมขึ้นมาจากเดิมจากนั้นน้าสมพรจึงขยายกองเห็ดฟาร์มเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นรายได้หลัก
ของครอบครัว เมื่อสมาชิกคนอื่นในชุมชนเห็นถึงผลประโยชน์ดังกล่าวจึงเกิดความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับการเพาะ
เห็ดฟางน้าสมพรมีความยินดีที่จะให้ความรู้และแนวทางในการเพาะเห็ดฟางจนเกิดเป็นกลุ่มเพาะเห็ดฟาร์มขึ้นในชุมชน
จากความสนใจระดับปัจเจกได้มีการพัฒนาเป็นระดับกลุ่มชน ซึ่งกลุ่มเพาะเห็ดฟาร์มของหมู่บ้านวัดเหนือเริ่มด้วย
สมาชิกที่มีความสนใจในการเพาะเห็ดฟาร์มจำนวน 10 คน กลุ่มจะมีการพูดคุยปรึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการ
เพาะเห็ดฟางซึ่งมีน้าสมพรเป็นผู้นำกลุ่ม ในช่วงหน้าฝนพบว่ากลุ่มเพาะเห็ดฟางได้เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังสมาชิกใน
กลุ่มและน้าสมพรจึงมีความเห็นว่าจะขอความช่วยเหลือจากผู้นำหมู่บ้านและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา
ดังกล่าวโดยสมาชิกในกลุ่มได้รวมตัวกันเพื่อของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอหลังสวนจังหวัด
ชุมพรมาใช้เป็นทุนในการก่อตั้งโรงเรือนเพาะเลี้ยงเห็ดฟาร์มเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง ด้วยความร่วมมือร่วมใจของ
สมาชิกในกลุ่มและการสนับสนุนของผู้นำชุมชนทำให้หมู่บ้านวัดเหนือได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 300,000
บาท จากสำนักงานเกษตรในการจัดทำโรงเรือนจำนวน 3 โรง ซึ่งทำให้กลุ่มสามารถเพาะเลี้ยงเห็ดฟางได้มากขึ้นและไม่
ต้องกังวลกับปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝนอีกต่อไป จากระดับกลุ่มชนได้มีการพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับกว้าง
ขึ้นนั่นคือกลุ่มเพาะเห็ดฟางได้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดฟางโดยขอการสนับสนุนวิทยากรจากหน่วยงานภายนอก
หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเข้ามาให้ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวที่ให้มีคุณภาพและสามารถส่งออกสู่
ตลาดสร้างรายได้แก่คนในชุมชนจนกลายเป็นเศรษฐกิจชุมชน ปัจจุบันนี้กลุ่มเห็ดฟางของชุมชนวัดเหนือได้มีพ่อค้า
ประจำมารอรับผลผลิตในทุก ๆ เช้าอีกทั้งยังมีการพัฒนาไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้แก่หมู่บ้านอื่น ๆ ในตำบลบ้านควน
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดไม่ได้เลยหากชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือขาดความเข้มแข็งหรือความร่วมมือร่วมใจซึ่งกัน
และกันภายในชุมชน อีกทั้งการได้รับทรัพยากรต่าง เ ผ่านการสนับสนุนของระบบผู้ให้บริการก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท่ี
นำไปสูก่ ารขบั เคลือ่ นโครงการดังกล่าวใหส้ ำเร็จและคงอยู่มาจนปจั จบุ ัน

674

ประเด็นท่ี 4 บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กบั การปฏบิ ตั งิ านเพ่อื สร้างการเปล่ยี นแปลง
1) บทบาทผู้พิทักษ์สิทธิ์ ในการพิทักษ์สิทธิ์ความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในชุมชน สมาชิกในชุมชนควรได้รับ
การดูแลอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับเมื่อพวกเขาได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นการโดน
ดูถูกเหยียดหยามทางคำพูด การถูกเลือกปฏิบัติ การเข้าไม่ถึงโอกาสทางสังคมโดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องเข้าไป
พิทักษ์สิทธิ์การได้รับการบริการให้ผู้ใช้บริการสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนที่ไม่ได้
รับการจดทะเบียนผู้สูงอายุส่งผลให้พวกเขาไม่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุรายเดือนในฐานะนักสังคมสงเคราะห์จะต้องเขาไป
ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อสำรวจ และดำเนินการจัดทำบัตรผู้สูงอายุให้ได้ใช้บริการสวัสดิการดังกล่าวอย่างถ้วน
หน้าเท่าเทยี มทุกคน
2) บทบาทผู้ประเมินปัญหา โดยผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุยกับสมาชิกในชุมชนผ่านการสังเกต และสอบถาม
เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลพื้นฐาน และประเมินว่าผู้ใช้บริการมีปัญหาใดที่ต้องการรับความช่วยเหลือเพื่อนำไปสู่การวาง
แผนการดำเนินการชว่ ยเหลือ ซง่ึ หากพจิ ารณาตามทฤษฎีระบบนักสงั คมสงเคราะหเ์ ป็นถกู จดั อย่ใู นระบบ
3) บทบาทผู้ประสานงาน โดยในการปฏิบัติงานนักสังคมสงเคราะห์จะต้องเป็นผู้ประสานงานระหว่าง
ผู้ใช้บริการหรือสมาชิกในชุมชนและเครือข่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการประสานงานกับทีมสหวิชาชีพหรือประสานงาน
กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)ในด้านการศึกษา
ของสมาชิกในชุมชน หรือกระทรวงสาธารณะสุขในเรื่องของระบบสุขภาพและสุขภาวะของชุมชน อีกทั้งนักสังคม
สงเคราะห์ยังมีหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจัดหางบประมาณสำหรับการพัฒนาหมู่บ้าน ทั้งนี้
ชุมชนควรทจี่ ะได้รบั ความชว่ ยเหลอื และบรกิ ารที่เหมาะสมกบั ปญั หาเกิดขึ้น
4) บทบาทผู้ให้คำแนะนำในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับบริการภายในหน่วยงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานให้
รับทราบเพื่อเกิดความเข้าใจ และเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงาน รวมถึงเป็นผู้สร้างพลังอำนาจทั้งในระดับ
บคุ คลและชมุ ชนเพื่อใหเ้ กดิ ความข้มแข็งและนำไปส่กู ารพฒั นาเปลี่ยนแปลงไปในทางทีด่ ขี ึน้
5) บทบาทในการระดมทรัพยากร นั่นคือนักสังคมสงเคราะห์จะต้องศึกษาชุมชนนั้น ๆ ว่ามีทรัพยากรใดที่จะ
สามารถนำมาใช้พัฒนาหรือต่อยอดชุมชนเพื่อให้การเปลี่ยนแปลง จะเห็นว่าในชุมชนหมู่บ้านวัดเหนือที่ได้มีโครงการ
"เพาะเห็ดฟาง" โดยการใช้ทะลายปาล์มซึ่งนักศึกษาสังเกตเห็นว่าทะลายปาล์มที่น้าสมพรและสมาชิกในกลุ่มนำมาใช้
เมื่อใช้เสร็จแล้วก็นำไปทิ้งกลายเป็นเศษขยะรอวันย่อยสลายในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงใน
ชุมชนนักศึกษาจึงจะขอนำบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นมาเชื่อมโยงต่อยอดความคิดพัฒนาชุมชนสู่
การจัดทำโครงกร "ปุยหมักชีวภาพ" ซึ่งจะนำทะลายปาล์มที่ชาวบ้านใช้แล้วมาหมักเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อเป็นการลด
ขยะในชุมชนและเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์รวมถึงปุ้ยหมักที่ได้ยังสามารถพัฒนากลายเป็นผลิตภัณฑ์ใน
ชุมชนเพ่อื สร้างรายไดอ้ กี ดว้ ย

675

บรรณานกุ รม

ยภุ าพร รปู งาม. (มปป.).การมีสว่ นร่วมของชุมชน. สบื ค้น 16 พฤศจิกายน 2564, จาก
https://sites.google.com/site/yuuuuymatsupha/khxmul-satharnsukh/kar-mi-swn-rwm-

khxng-chumchn
จรรยา เจตนสมบรู ณ.์ (มปป.). หลักการปฏบิ ัติงานสังคมสงเคราะห.์ สบื คนั 16 พฤศจกิ ายน 2564, จาก

https://www.sdtc.go.th/upload/forum/doc4adc1d0ca4b23.pdf
ระพีพรรณ คำหอม. (2556). หลักการและกระบวนการปฏิบัตงิ านสังคมสงเคราะห์จุลภาค(พมิ พ์คร้ังท่ี 2).

กรุงเทพฯ : สำนกั พมิ พม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ สืบค้นจาก http://elearning.psru.ac.th/courses
สลลิ ทิพย์ สอนศรี และคณะ. รายงานการศกึ ษาชมุ ชนกุฎีจีน. (2563).

676































“ชมุ ชนปากน้ำประแส”






ณิชกานต์ เรอื งเดชา

677

ชุมชนปากนำ้ ประแส จงั หวัดระยอง

1.ข้อมูลพ้ืนฐาน

ตำบลปากน้ำกระแสเป็นตำบลหนึ่งใน 15 ตำบล ของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ติดต่อกับทิศ

ตะวันออกของอ่าวไทย ห่างจากอำเภอเมืองระยองประมาณ 64 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 4.866 ตารางกิโลเมตรมี

จำนวนประชากรทั้งหมด 5,090 คน ( ข้อมูลจากงานทะเบียนราษฎร ปี 2559 ) มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่และจังหวัด

ดงั น้ี

ทิศเหนอื ตดิ ต่อกบั ตำบลคลองปนู จังหวดั ระยอง

ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกับตำบลคลองปูน - พังราด จงั หวดั ระยอง

ทิศใต้ ติดตอ่ กับชายฝ่งั ทะเลไทย

ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กับทงุ่ ควายกิน และตำบลเนินฆอ้ อำเภอแกลง จงั หวดั ระยอง

สภาพภูมิประเทศของชุมชนปากน้ำประแส เป็นที่ราบเชิงเขาตลอดไปถึงทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ทิศเหนือ
ส่วนใหญ่คงสภาพป่าไม้ซึ่งมีแหล่งต้นน้ำลำธาร แม่น้ำพังราด แม่น้ำประแส ทำให้สภาพพื้นที่เหมาะแก่การทำไร่ ทำสวน
สมบูรณ์ไปด้วยผลไม้ ไม้ยืนต้น เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด และสวนยางพารา สภาพพื้นดินโดยทั่วไปเป็นดินร่วนระบายน้ำ
ได้ดี บริเวณตอนใต้เป็นโคลนตมเหมาะสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ ทำฟาร์มหอยนางรม ตามชายฝ่ัง
ทะเล สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นลักษณะมรสุมเมืองร้อน เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเลประกอบกับสภาพป่า
ตอนเหนอื เปน็ สวนผลไม้ จงึ ทำใหฝ้ นตกในชว่ งเดือนพฤษภาคม - เดือนกนั ยายนอยู่เสมอ

1.1 ลกั ษณะชุมชน
ชุมชนปากน้ำประแส เป็นชุมชนของชาวประมงไทย-จีน ที่ส่วนใหญ่อยู่ริมน้ำมีวิถีการประมงชาวบ้านโดยยึด
อาชีพประมงในแม่น้ำและประมงในทะเลลึก ทำฟาร์มกุ้ง เลี้ยงปลาน้ำกร่อย เลี้ยงปลาในกระชังอยู่ริมฝั่งแม่น้ำประแส
ทำให้ปากน้ำประแสนั้นเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่น และมีท่เรือใหญ่ที่ขนส่งกุ้ง หอย ปู ปลาจากทะเลไป
แหล่งการค้าของชาวประมงที่บ้านเพ นอกจากนี้ส่วนพื้นที่ด้านในตั้งแต่หน้าวัดตะเคียนงามไปจุดทุ่งคลองปูน ชาวบ้าน
มีอาชพี การเกษตรทำนา ทำสวนเป็นหลัก มสี วนมะม่วง มะพร้าว ระกำ เป็นต้นนบั เปน็ แหล่งอาหารทะเล อาหารจากสวน
ผลไม้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการประมงที่โดดเด่น และพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่นักท่องเที่ยวนิยม
เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศริมทะเลและวิถีชาวบ้าน นอนโฮมสเตย์ กินอาหารทะเลสด และท่องเที่ยวไปยังสถานท่ี
ต่างๆ เช่น"ทุ่งโปรงทอง" ท่เี ป็นป่าชายเลนขนาดใหญท่ ีม่ องเห็นใบของต้นโปรงซ่งึ มีสเี ขยี วอมเหลอื งสดใสจำนวนมาก

1.2 มติ ิเศรษฐกจิ
อาชีพสำคัญของชาวบ้านในชุมชนปากน้ำประแสนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการยึดอาชีพประมง หากิน
ทางทะเลทั้งเรือใหญ่และเรือเล็ก มีสมาคมประมงปากน้ำประแสร์ ปัจจุบันสัตว์น้ำในอ่าวไทยลดน้อยลงชาวประมงต้อง
หากินไกลขึ้น ต้นทุนการประกอบอาชีพก็สูงขึ้น อีกทั้งมีความเสี่ยงที่จะต้องถูกจับในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านก็สูงขึ้น
จึงมีการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่ง โดยมีการทำฟาร์มกุ้งกลาดำ และฟาร์มหอยนางรม จากการท่ี
ประชาชนมีการประกอบอาชีพประมงทางทะเลกันมาก จึงมีอีกอาชีพหนึ่งที่เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะกิจการ
ประมง คือ อู่ซ่อมเรือ และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทะเล มีการจัดทำผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ชาใบขลู่ ปลากรอบ
สามรส

678

1.2 มติ ิสังคมและวัฒนธรรม
ชุมชนสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมของคนในชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการ
ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีความไว้วางในกันระหว่างคนในชุมชน มีเวทีประชุมประชาคมที่ทุกคนสามารถเสนอ
ความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของชุมชน ชาวบ้านในชุมชนรวมกลุ่มกันอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิม
อีกทั้งยังเป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มองเห็นได้ในรูปแบบวิถีชีวิต
มีทั้งคนไทยพื้นถิ่นและเชื้อสายจีนที่สืบรุ่นต่อกันมา มีประเพณีท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม
ย่านบ้านเก่าริมแม่น้ำประแสที่คงรักษาบ้านที่สวยงามและเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานคู่ชุมชน บ้าน
พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงอนุรักษ์ การจัดงานถนนคน
เดิน งานมหกรรมอาหารและของดีเมืองประแส ซง่ึ คงที่ไวซ้ ่ึงความเป็นอตั ลกั ษณ์ของความเปน็ ชมุ ชนปากน้ำประแส
1.3 มติ ดิ ้านสง่ิ แวดลอ้ ม
คนในชุมชนมีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน และมีวิถีชีวิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ภายในชุมชนมีโครงการของเครือข่ายชาวปากน้ำประแสร่วมกับหน่วยงานต่าง 1 สร้างกิจกรรมฟื้นฟูป่าชายเลนโดย
ร่วมกนั ปลกู ป่าชายเลย เพ่อื ให้เกิดกลไกการอนุรักษท์ ่ยี ัง่ ยนื ของท้องทะเล

จากเคร่อื งมอื ศกึ ษาชมุ ชน ประกอบด้วย
1) แผนท่ีเดนิ ดิน















จากการศึกษาแผนที่เดินดินผ่านเครื่องมือศึกษาชุมชน ทำให้ได้ทราบถึงพื้นที่ทางกายภาพ ภาพรวมของ
ชุมชน และสร้างความเข้าใจชุมชน กล่าวคือ ชุมชนปากน้ำประแสนั้นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติตาม
ลักษณะของพื้นที่ริมแม่น้ำและยังเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ไม่เพียงแค่ทำการประมงแต่ยัง
รวมไปถึงการทำเกษตรกรรมได้ด้วย เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด และสวนยางพารา ซึ่งชุมชนปากน้ำประแสประกอบไป
ด้วยแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามเครื่องมือ ดังน้ี อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส, ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดม
ศักดิ์, วัดสมมติเทพฐาปนาราม, จุดชมวิวแหลมสน, สะพานประแสสิน, วัดตะเคียนงาม ทุ่งโปรงทอง, ชุมชนบ้านเก่า
รมิ น้ำประแส, อูต่ อ่ เรือ, สะพานปากนำ้ ประแส และบา้ นพพิ ธิ ภณั ฑป์ ระแส เป็นตน้

679

2) ประวัติศาสตรช์ ุมชน
การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนชุมชนตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกของ พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 หรือ พระปิยมหาราช และการเสด็จมาสู่ เมืองประแสได้มีพระราชดำริให้ทรงสร้างวัด
สมมุติเทพฐาปนารามและการจัดตั้งโรงทหารในพื้นท่ี ของชุมชน ดังนั้นการเสด็จมาของรัชกาลท่ี 5 ที่เป็นสัญลักษณ์
ของความทันสมัยได้นำมาสู่ความ ภาคภูมิใจของชาวบ้าน โดยมีการกล่าวถึงว่าการเสด็จมาของพระเปียมหาราชได้
นำมาสู่การตงั้ ชอ่ื เมอื งของชุมชนปากน้ำประแสด้วย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในชุมชนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการเสด็จมา เยี่ยมของพระปิยมหาราช
เนื่องจากความสำคัญของเมืองประแสที่มีสถานะเป็นหัวเมืองสำคัญใน อดีต โดยอาจนับตั้งแต่การเป็นพื้นที่ตั้งกอง
ทหารเพื่อปกป้องราชอาณาจักรและพื้นที่ศูนย์กลางทาง เศรษฐกิจของภูมิภาค การเสด็จของพระมหากษัตริย์องค์
ต่อมาคือบุคคลที่มีอยู่จริงถูกนำมาผนวกอยู่บน พื้นที่ปากน้ำประแสคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุย-เดช
มหาราช รชั กาลที่ ท่ีได้เสด็จมาพรอ้ มกบั สมเดจ็ พระนางเจ้าพระบรมราชินนี าถ เพื่อเปดิ ศาลพลเรือเอกพระเจา้ บรมวงศ์
เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในพื้นที่ของชุมชนปากน้ำประแสหรือที่ชาวบ้าน เรียกว่า "ศาลกรมหลวงชุมพรฯ
หรือศาลเสด็จเตี่ย" ในวันศุกร์ท่ี 19 ธันวาคม 2512 ศาลดังกล่าวได้เป็นที่นับถือ สักการะให้แก่ผู้คนในชุมชนโดยทั่วไป
โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงที่ออกล่องเรือออกทำการประมงก็จะทำการกราบไหว้ขอพรเพื่อให้ตนสามารถจับปลาให้
ได้มาก โดยกองทัพเรือจะมีหน้าที่ดูแลศาลของเสด็จเตี่ย ซึ่งจะมีทหารเรือมาเข้าประจำการเพื่อดูแลรักษาประมาณ 1-2
คน การเข้ามาของศาลกรมหลวงชมุ พรฯ ไดก้ ลายเปน็ การสถาปนาความศกั ดิ์สทิ ธิลงบนพน้ื ที่ของชุมชนโดยเบ็ดเสรจ็

ชุมชนยังได้ใช้วัตถุที่มีฐานะทางประวัติศาสตร์ถูกนำมาเชื่อมโยงให้กลายเป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือ
"เรือรบหลวงประแส" เรือรบเป็นวัตถุอีกชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาติดตั้งเพื่ออ้างอิงสถานะทาง ประวัติศาสตร์ของชุมชน
ด้วยเหตุผลร่วมกันคือ ชื่อของเรือรบที่สอดคล้องกับชื่อของชุมชนคือ " ประแส" ด้วยประวัติศาสตร์ของเรือรบที่ได้เข้า
ประจำการเมื่อปี พ.ศ. 2494 และเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี จนได้รับคำชมเชยจากชาวต่างชาติและได้เกียรติบัตรรบ
ร่วมในสงครามเกาหลี ภายหลังการกลับเข้าสู่ประเทศไทยเรือรบดังกล่าวนี้ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ภายหลังจาก
การปลดประจำการในวันท่ี 22 มิถุนายน 2543 จากกองทัพเรือ เข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่ของชุมชนใน วันที่ 25 ธันวาคม
2546 การเข้ามาของเรือรบที่ได้สั่งสมประวัติศาสตร์ของตัวเอง เมื่อเข้ามาอยู่ในชุมชนทำให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นความ
ภาคภมู ิใจกบั การมปี ระวัตศิ าสตร์ร่วมกันอยู่กับเรอื รบหลวงประแส

จากการศึกษาปะวัติศาสตร์ชุมชนผ่านเครื่องมือข้างต้น ทำให้ทราบเรื่องราว และเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นของ
ชุมชนในช่วงเวลาในอดีต สามารถมองประวัติศาสตร์ชุมชนเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ภายใน และภายนอกชุมชน
สะท้อนให้เห็นถึงว่า ชุมชนปากน้ำประแส เป็นชุมชนโบราณดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยา ชุมชนสร้างความเป็นอัตลักษณ์
ให้กับชุมชน โดยให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของชุมชนและประวัติศาสตร์ของชาติ อันเป็นความภาคภูมิใจให้กับ
ชุมชน ทำให้มีผู้คนรู้จักชุมชนมากขึ้นจนนำมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชนและตามสถานที่สำคัญ
ต่าง ๆ

680

3.ปฏทิ ินชมุ ชน



ปฏทิ ินทางสังคมและวฒั ธรรม เดอื น
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

ทอดผา้ ปา่ กลางน้ำ

การตักเคย

หลอ่ เทยี นและแก่เทียนจำนำพรรษา

งานตักบาตรเทโว

งานวนั ไหล



ประเพณีทอดผ้าปา่ กลางนำ้

สืบเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือตลอด เรือจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง

ของพวกเขา ชาวประมงเวลาอยากทำบุญบ้าน (เรือ) ให้เป็นสิริมงคล จึงได้มีการจัดทำบุญทอดผ้าป่าขึ้นในเรือซึ่งเป็น

ประเพณีที่มีมานานกว่า 100 ปี ซึ่งชาวประแสจะมีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง เวลาบ้านใดทำบุญบ้าน งานแต่งาน ต้องมีการ

ทอดผ้าป่าด้วย ผู้ที่ปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองถ้าจะทำบุญทอดผ้าป่าส่วนมากต้อง อาศัยเรือตัดไม้มาทำพุ่ม

ผ้าป่า ใช้ไม้ไผ่ปักไว้ด้านหัวเรือ-ท้ายเรือ แล้วนิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน เวลาขากลับนิมนต์ชักผ้าป่าในเรือ แต่บาง

แห่งชักผ้าป่าก่อนสวดมนต์ก็มี แต่บางแห่งถึงบ้านชักผ้าป่าก่อนก็มี แต่การจัดทำบุญทุกครั้งคราว เข้าใจว่า ด้วยเหตุนี้

เองจึงเป็นที่เกิดของ "ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ" ของชาวประแส เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกๆปี ณ

บรเิ วณเรือรบหลวงประแส

การดกั เคย
จากการบอกเล่าของชาวประมง พบว่าชาวประมงพื้นบ้านวางเครื่องมือจับสัตว์น้ำหน้าบ้านของตนเองได้แก่

ยอ เพื่อจับเคย ในแต่ละปีจะมีฤดูกาลจับเคยช่วงเดือน สิงหาคม ถึง ธันวาคม ชาวประมงสามารถจับเคยได้ในระดับสูง
ตั้งแต่ 1 ตัน จนถึง 3 ตัน ขึ้นไป ซึ่งเคยจะมีกิโลกรัมละ 25 บาท เห็นได้ว่านอกเหนือจากการทำประมงจับสัตว์น้ำชนิด
อื่นที่เป็นการสร้างรายได้หลักแล้วนั้น ก็ยังมีการดักเคยในช่วงฤดูเคย เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครอบครัวเพ่ิม
ดว้ ย การประกอบอาชพี ประมงพ้นื บ้านนน้ั สามารถสรา้ งรายได้ไดด้ ้วยตนเอง

ประเพณหี ลอ่ เทียนและแห่เทยี นพรรษา
จัดทำขึ้นในช่วงก่อนวันเข้าพรรษา เดือนกรกฎาคมของทุกปี โดยเทศบาลตำบลปากน้ำประแสร่วมกับโรงเรียน

ชุมชนวัดตะเคียนงาม หล่อเทียนจำนำพรรษา ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงามตำบล
ปากน้ำกระแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นประจำทุกปี พร้อมการตกแต่งเทียนพรรษาและเดินขบวนแห่รวมกับ
หน่วยงานในเขตพ้ืนท่ีและประชาชน เพื่อนำไปถวายวัดในเขตเทศบาลฯ คอื วัดตะเคยี นงามและวัดสมมตเิ ทพฐาปนาราม
(แหลมสน)

681

ประเพณีตกั บาตรเทโว
งานประเพณีตักบาตรเทโว เทศบาลตำบลปากน้ำประแสร่วมกับวัดตะเคียนงาม โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียน

งาม และประชาชนในท้องถิ่น จัดกิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และขบวน "เทโวโรหะนะ" ประมาณเดือนตุลาคม
ของทกุ ปี

จากการศึกษาผ่านปฏิทินชุมชน ทำให้ได้เห็นช่วงเวลาของกิจกรรมหรือวิถีชีวิต ประเพณี ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา
หนึ่งในรอบปีผ่านการศึกษาปฏิทินชุมชน สะท้อนให้เห็นในด้านของมิติสังคมและวัฒนธรรมได้ว่า ชุมชนปากน้ำประแส
เป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งเชื้อชาติจีนและเชื้อชาติไทยที่สืบทอดเชื้อสายมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่
การนับถือศาสนาส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ เว้นแต่คนจีนที่ไหว้เจ้าในศาลเจ้า ในชุมชนมีทั้งหมด 3 ศาลเจ้า โรงเจ 1
แห่ง แต่ภายหลังการกินเลี้ยงกินเจเริ่มมีน้อยลง จากที่คนในชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนั้นทำให้คงสืบทอด
ประเพณี และวัฒนธรรมของคนไทย รวมไปถึงสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับชุมชนได้ เช่น การทอดผ้าป่า
กลางน้ำ
2. แนวคิด และทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ ง

2.1 ทฤษฎกี ารมสี ่วนรว่ ม
Cohen & Uphoff (1981) ได้ให้ความหมายว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง สมาชิกของชุมชนต้องเข้ามามีส่วน
เกี่ยวข้องใน 4 มิติ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมการตัดสินใจว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร 2) การมีส่วนร่วมเสียสละในการ
พัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ 3) การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
4) การมีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผลโครงการ
การมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมมือกันการตัดสินใจ การดำเนินกิจกรรม
การติดตามตรวจสอบ และการประเมินผลร่วมกันเป็นไปอย่างมีอิสรภาพ เสมอภาคนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขพัฒนา
งานเพื่อพัฒนาหรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนในการแก้ปัญหาของชุมชนและพัฒนา
งานในกลมุ่ ใหม้ ีความโปรง่ ใสและให้มีประสิทธภิ าพยงิ่ ๆ ข้ึน
เมื่อกล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว จะต้องนึกถึงกระบวนการที่จะให้ประชาชนได้เข้ามามี
บทบาทในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม เพราะอย่างน้อยที่สุดประชาชนจะต้องได้รับรู้ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการตัดสินใจ ขั้นตอนการดำเนินงาน และขั้นตอนในการประเมินผลงาน เพื่อให้รับรู้ถึงความเป็นไป
ในกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น กระบวนการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนนักศึกษาเล็งเห็นว่าควรนำทฤษฎีการมีส่วนร่วมเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อทำความเข้าใจชุมชนได้ดีมากขึ้นจาก
การที่เห็นสมาชิกในชุมชนร่วมกันสร้างชุมชนท่องเทียวเชิงวัฒนธรรม ร่วมกันพัฒนายกระดับตลาดชาวบ้านให้
กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ของชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่ชุมชนปากน้ำประแสให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ี
นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเชี่ยมชม และรับรู้ถึงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของชุมชนได้เป็นอย่างดี
สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าขาดการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน เพื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการ
ดำเนินการ รว่ มกันปรับปรงุ แก้ไขปัญหาทเ่ี กดิ ขึ้นใหช้ มุ ชนมีลกั ษณะทีด่ ียง่ิ ขึ้น

2.2 ทฤษฎภี าวะแวดล้อม
Carel B. Germain (1970) และ Gitterman (1980) ได้เริ่มใช้รูปแบบภาวะแวดล้อมที่นำมาใช้ ในการ

ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์โดยมีคำสำคัญที่ว่า "life mode" แนวคิดหลักที่ถูกนำมาอธิบายมา จากแนวคิดระบบภาวะ

682

แวดล้อมรูปแบบนี้เชื่อว่า คนมีการปรับตัวตามสภาวะแวดล้อม โดยคนอาจ จะเป็นผู้เปลี่ยนและถูกเปลี่ยนแปลงจาก
ระบบสภาวะแวดล้อมได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้คนมีการปรับตัวซึ่งมีการแลกเปลี่ยนประโยชน์กัน ระบบชีวิตของ
คนและกลุ่มคนในสังคมจะพยายามรักษาความสมดุลกับสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ตนเองคงอยู่ได้ โดยใช้สิ่งนำเข้า (input)
ที่เหมาะสม เช่น ข้อมูล อาหาร และทรัพยากรต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์ตนเองมากที่สุด เพื่อให้ตนเองสามารถดำรงอยู่ใน
สังคม และเกดิ การพัฒนาสังคมด้วย

ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การที่คนในสังคมจะอยู่ได้อย่างมีความสุขนั้น รูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์จะต้องมีความ
เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่ตนอยู่ด้วย การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมจึงถือว่าเป็นการ
พัฒนาการของชีวิตก็เพื่อมุ่งให้เกิดภาวะสมดุลระหว่างมนุษย์กับระบบสภาวะแวดล้อม อาจกล่าวได้ว่ารูปแบบการ
ดำเนินชีวติ ของมนษุ ย์นนั้ จะตอ้ งมกี ารปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากับการเปล่ียนแปลงของระบบส่ิงแวดลอ้ มเช่นกนั

นักศึกษาเล็งเห็นว่าสมาชิกในชุมชนพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เห็นได้จากใน
ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาสัตว์น้ำในทะเลลดน้อยลง ห่วงโซ่อาหารถูกทำลายไปตามกาลเวลา ทำให้ซาวบ้านหันมาทำ
การประมงพื้นบ้านแบบเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เช่น การเลี้ยงหอยนางรม การทำนากุ้ง ชาวบ้านได้ให้ความสำคัญกับ
ทรัพยากรทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เกิดการจัดตั้ง "องค์กรชุมซนชายฝั่งภาคตะวันออก" ชาวบ้านได้มีการใช้หัว
เชอ้ื จลุ นิ ทรีย์ปลอ่ ยลงสู่แมน่ ้ำประแสเพ่ือรักษาสมดลุ ทางระบบนิเวศของแม่น้ำ

2.3 แนวคิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา ได้บัญญัติความหมายไว้ว่า การผสมผสานทางวัฒนธรรม หมายถึง

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากกลุ่มบุคคลที่ต่างวัฒนธรรมกันมีการติดต่อโดยตรง
ต่อเนื่องกัน มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ดีแต่ละ
กลุ่มก็ยังคงดำรงชีวิตตามแบบอย่างวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของตนอยู่ ไม่ได้ถูกทำให้ผสมกลมกลืนเข้าไปในอีกกลุ่มหน่ึง
เสียทเี ดยี ว

จำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ และคนอื่นๆ ให้ความหมายของ การผสมผสานทางวัฒนธรรม ว่าเป็นสภาวการณ์หน่ึง
ของวัฒนธรรม เกิดจากวัฒนธรรมที่ต่างสังคมมากระทบกัน โดยบุคคลจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาติดต่อกันจน
มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมต่างๆในระบบวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือทั้งสองกลุ่มกล่าวคือ
บุคคลหรือกลุ่มคนยอมรับในวัฒนธรรมอื่นที่ต่างจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน ซึ่งเป็นกระบวนการสองทางคือ เมื่อ
กลุ่มหนึ่งถ่ายทอดวัฒนธรรมไปสู่อีกกลุ่มหนึ่งในขณะเดียวกันก็อาจจะรับเอาวัฒนธรรมของกลุ่มคู่ตรงข้ามนั้น กลับมา
ด้วยกไ็ ด้

นักศึกษานำทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายเพื่อแสดงให้เห็นว่า ชุมชนปากน้ำประแสมีความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็น
ชุมชนไทย-จีน แต่สมาชิกในชุมชนต่างยอมรับในความเชื่อหรือวัฒนธรรมของกันและกัน ไม่ได้เกิดการกลืนกันทาง
วัฒนธรรม ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมของชาวบ้านที่มีเชื้อสายจีนจะน้อยลง แต่ก็ยังมีการดำรงสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่
จากบรรพบุรุษจนสู่รุ่นปัจจุบัน อย่างเช่นในวันตรุษจีน ครอบครัวที่ไหว้เจ้าก็จะนำขนมเทียนเอาไว้แลกเปลี่ยนกันเอาไป
ทำบญุ ท่ีวดั ผสมผสานท้งั ไทยและจนี

683

3.ลักษณะกจิ กรรม บรกิ าร โครงการท่ีเหมาะสม
โครงการแลกขยะสรา้ งป่า
สาเหตุที่นักศึกษาต้องการเสนอโครงการนี้ เนื่องจากปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และภาวะโลกร้อน ทำให้เกิด

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ชาวประมงพื้นบ้านประสบปัญหาสัตว์น้ำในทะเลลดลง ไม่สามารถทำประมงน้ำตื้นได้ ทำ
ได้เพียงแค่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำริมฝั่ง ส่งผลให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันขยะลงสู่
ทะเล และเพือ่ เพิ่มพื้นท่ีแหล่งอนบุ าลพันธุ์สัตวน์ ้ำเพื่อการประมง พร้อมทง้ั เปน็ การฟ้ืนฟปู า่ ชายเลน

โครงการมีลักษณะกิจกรรม ดังนี้ เริ่มจากการอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำจัดขยะอย่าง
ถูกต้องให้กับชาวบ้านในชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับนักท่องเที่ยว จากนั้นจะสร้างศูนย์แลกขยะรีไซเคิล โดยให้ชาวบ้าน
และนักท่องเที่ยวนำขยะรีไซเคิลที่แยกประเภทอย่างถูกต้องมาวางไว้ โดยแลกเป็นบัตรสะสมแต้ม ใครที่มีจำนวนคร้ัง
เยอะสุดจะได้รับรางวัล จากนั้นจะนำขยะรีไซเคิลที่ได้นำไปขายให้กับผู้รับซื้อ แล้วนำรายได้ส่วนนี้ไปซื้อต้นกล้าเพื่อปลูก
ป่าชายเลนเป็นลำดบั ต่อไป

โครงการน้นี ำมาส่กู ารสร้างการเปลยี่ นแปลง 3 ระดับ (Real Change) ได้ดงั นี้
1.Individual Change การเปลี่ยนแปลงรายบุคคล โดยเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิกใน
ชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของขยะ และผลกระทบที่ได้รับ ปลูกฝังให้ทุก ๆ คนมีจิตสำนึกในการ
รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ลดการใช้ขยะพลาสติก จากการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ในอนาคตชาวบ้าน
ได้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบครัวมีเศรษฐกิจที่ดี ทุกคนสามารถหาเลี้ยงชีพจากการประมงน้ำตื้นได้มีอาหาร
จากทะเลท่มี ีคณุ ภาพ ส่งผลใหเ้ กิดสุขภาพที่ดี
2).Group Action การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชน สมาชิกในชุมชนร่วมกันปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างการมีส่วน
ร่วมในการอนุรักษ์ป่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สมาชิกในชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมมือกันเพื่อสร้าง
การเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่ดี ทำให้สร้างมูลค่าให้กับชุมชน กลายเป็นชุมชนต้นแบบให้กับ
ชุมชนอื่นๆที่มีสภาพภูมิประเทศลักษณะเดียวกัน เป็นแหล่งเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ดี กระจายวัฒนธรรมประเพณี และ
วิถีชีวิตใหเ้ ป็นท่ีรู้จกั
3).Solidify Structure การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง หน่วยงานรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมกับผู้นำ
ชุมชน ดำเนินโครงการนี้เพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ จากการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้เพิ่มมูลค่าการ
ท่องเที่ยวภายในประเทศ พัฒนาสู่ความยั่งยืนตามเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมไปถึงยังเป็นการยกระดับ
โครงการสใู่ นระดับสากล

4.บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์กับการปฏบิ ัตงิ านเพือ่ สร้างการเปลย่ี นแปลง
1). นักสังคมสงเคราะห์ใชก้ ระบวนการทางสังคมสงเคราะหเ์ พอ่ื สร้างการเปลีย่ นแปลง โดยเร่ิมจาก
-Fact finding ศึกษาสภาพทางสังคม โดยอาศัยทักษะการสังกต ทักษะการสัมภาษณ์ ทักษะการเยี่ยมบ้าน

ทักษะการจดบันทึก ศึกษาในด้านของสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน รายได้ สัมภาษณ์ปัญหาหรือข้อจำกัดใน
การเขา้ ถงึ ทรพั ยากร

-Assessment ประเมินปัญหาและทรัพยากร ว่าชาวบ้านประสบปัญหาอะไร มีข้อขัดแย้งอะไรบ้างที่เกิดขึ้นใน
ชมุ ชน มีขอ้ จำกดั ด้านไหนบ้างในการเข้าถึงทรพั ยากร

-Planning for intervention วางแผนเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ใช้บริการ วางแผนจัดทำโครงการต่างๆโดย
รว่ มมอื กบั หนว่ ยงานท่เี ก่ยี วขอ้ ง โดยคำนงึ ถงึ ทนุ ทต่ี ้องใช้จา่ ยในแผนการทำงาน

684

-Intervention นกั สังคมสงเคราะหด์ ำเนนิ การชว่ ยเหลอื ตามแผนงานทว่ี างไว้ใหเ้ ป็นไปอยา่ งบรรลุผล
-Follow up & Evaluation ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ว่าสมาชิกในชุมชนได้รับการเปลี่ยนแปลง
ไปในทิศทางที่ดขี นึ้ อย่างไรบา้ ง
2) นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการผลักดันนโยบายสู่ภาครัฐเพื่อช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ภายในชุมชน
3) ภายในสถานการณ์ของโควิด-19 นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการดำเนินการสร้างกิจกรรมต่าง ๆ
ร่วมกับผู้นำชุมชน เพื่อลดความตึงเครียดให้กับชุมชน พร้อมทั้งหาช่องทางให้ชาวบ้านสร้างรายได้ที่ชุมชนได้รับ
ผลกระทบในช่วงโควิด-19 โดยตอ้ งเป็นไปตามหลักการควบคุมการแพรร่ ะบาดโควดิ -19
4) นักสังคมสงเคราะห์เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยให้การจัดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้าง
สัมพันธภาพทีด่ ใี ห้กบั สมาชิกในชมุ ชน ใหช้ มุ ชนมคี วามแข็งแรง ผ่านทกุ อุปสรรคท่เี กิดขนึ้ ไปได้
5) ผลักดนั นโยบายเพอื่ ขจัดความยากจนใหก้ บั สมาชิกในชุมชน เสรมิ สรา้ งความเป็นอย่ทู ่ดี ี
6) บทบาทให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ให้ผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสีย
เขา้ มามสี ่วนรว่ มในการสรา้ งการเปล่ยี นแปลง
7) ส่งเสริมให้เกดิ การพัฒนาชุมชน ในการทำงานรว่ มกับภาคเี ครอื ขา่ ย
8) ให้คำปรกึ ษากบั สมาชกิ ในชมุ ชน เพื่อใหเ้ กดิ การช่วยเหลือทั้งตนเองและชมุ ชน

685

อา้ งองิ

วชิรวชั ร งามละมอ่ ม. ทฤษฎกี ารมสี ่วนรว่ ม. [ออนไลน์]. สบื ค้นจาก
http://learningofpublic.blogspot.com/2016/02/blog-post79.html.

(สืบคน้ เม่อื วันท่ี 19 พฤศจิกายน 2564).
แนวคิดทฤษฎแี ละวรรณกรรมท่เี กยี่ วข้อง. [ออนไลน์]. สบื ค้นจาก https://km-

ir.arts.tu.ac.th/fles/originaV/3e9cd460fe98e591a 5276da2aecca6d13437cd4d.pdf. (สืบค้นเมื่อ19
พฤศจกิ ายน 2564).
สมเกยี รติ พันธรรม และชติ พล ชยั มะดัน. (2563). รปู แบบการบรหิ ารจัดการชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเขต
พัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก กรณีศึกษา ชุมชนปากนำ้ ประแส จงั หวดั ระยอง. [ออนไลน์]. สืบคนั จาก

http://www.graduate.dusit.ac.th/journaV/index.php/sdujournaV/article/view/874/721.
(สืบค้นเมื่อวันท่ี 18 พฤศจกิ ายน 2564).
ชมุ ชนในยคุ การแสวงทางเลือก. [ออนไลน]์ . สืบค้นจาก

http://digitalcollect.lib.buu.ac.th/dcms/fles/52810088/chapter6.pdf. (สืบค้นเมื่อวันท่ี 18พฤศจิกายน
2564).
นักรบ เถยี รอ่ำ และชัยยนต์ ประดิษฐศิลป.์ (2556). การพฒั นาและการจดั การท่องเทีย่ วเพือ่ เศรษฐกจิ ชมุ ชน:
กรณศี ึกษา ตำบลปากนำ้ ประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก

http://www.social.rbru.ac.th/document/researchteach/2556/4.pdf. (สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน
2564).
แนวหน้า. (2564). ภูมบิ ้าน ภูมิเมือง : 'ปากน้ำประแส'ภมู ิชมุ ชนประมงแหง่ ทะเลตะวันออก. [ออนไลน์].

สบื คน้ จาก https://www.naewna.com/ady/615472. (สืบคน้ เมอื่ 18 พฤศจกิ ายน 2564).
แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจยั ท่เี กย่ี วขอ้ ง. [ออนไลน์]. สบื ค้นจาก

https://kb.psu. ac.th/psukb/bitstream/2553/2529/7/284833 ch2.pdf. (สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน
2564).
ระพีพรรณ คำหอม. (2556). หลกั การและกระบวนการปฏบิ ัตงิ นสังคมสงเคราะห์จุลภาค. ปทุมธาน:ี สำนกั พมิ พ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
เทศบาลตำบลปากน้ำประแส. ประวัติบา้ นปากนำ้ ประแส. [ออนไลน]์ . สืบคน้ จาก

http://www.prasae.com/viewcontent.aspgroup=14&contentid=65. (สืบคั้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน
2564).
เทศบาลตำบลปากนำ้ ประแส. ประเพณแี ละความเชือ่ . [ออนไลน]์ . สบื ค้นจาก

http://www.prasae.com/viewcontent.asp?group=17. (สืบค้นเมอ่ื 19 พฤศจิกายน2564).
Ach ara. (2563). ดาวและเครือขา่ ยรกั ษ์ปา่ ชายเลนไทย รว่ มอนุรกั ษ์ปา่ ชายเลนอ่าวไทย-อันดามนั ครอบคลุม 5
จงั หวัดรวมกวา่ 5,000 ไร่ นำร่องท่ปี ากน้ำประแสระยอง. [ออนไลน์]. สบื คน้ จาก

https://www.77kaoded.com/news/achara/1931098. (สืบค้นเม่อื 19 พฤศจิกายน 2564).

686

“ชมุ ชนทา่ ฉลอม”

ณชิ กานต์ เรอื งเดชา

687

คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สค.311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษา
ความรู้ที่ได้จากชุมชนที่นักศึกษาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน โดยอธิบายผ่านเครื่องมือ การศึกษาชุมชน และแนวคิดทฤษฎีและ
กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์มาใช้วิเคราะห์เชื่อมโยง เพื่อทำความเข้าใจในพื้นที่ที่สนใจศึกษามากขึ้น ผ่านการ
กำหนดลักษณะกจิ กรรม และบทบาทนกั สังคมสงเคราะหก์ บั การปฏิบตั กิ ารเพอ่ื การเปลย่ี นแปลง
ผู้จัดทำได้เลือกชุมชนท่าฉลอม เพื่อใช้วิเคราะห์ในรายงาน เนื่องจากเป็นชุมชนที่ผู้จัดทำอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
ผู้จัดทำขอขอบคุณอาจารย์ ดร. ปิ่นหทัย หนูนวล ผู้ซึ่งให้ความรู้และแนวทางการศึกษา หวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้
ความรแู้ ละเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผ้อู า่ นทกุ ๆ ท่าน หากมีข้อเสนอแนะประการใด ผู้จัดทำขอรบั ไว้ด้วยความขอบพระคุณยง่ิ

ผ้จู ัดทำ

688

ข้อมลู ชมุ ชน
ชุมชนท่าฉลอม
1. ขอ้ มลู ทว่ั ไป
ทตี่ ัง้ : ตำบลท่าฉลอม อำเภออำเภอเมืองสมทุ รสาคร จงั หวัดสมทุ รสาคร รหัสไปรษณีย์ 74000

2. ลักษณะของชมุ ชน
ชุมชนท่าฉลอม ถือเป็นชุมชนชาวประมงและย่านชุมชนเก่าซึ่งคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย-จีน วิถีประมง

และชุมชนริมน้ำไว้อย่างเข้มข้น บริเวณบ้านแหลมริมแม่น้ำท่าจีนต่อเนื่องกับบริเวณรอบสถานีรถไฟบ้านแหลม ซึ่งใน
อดีตตำบลท่าฉลอมเคยเป็นที่ตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย (พ.ศ. 2448) ปัจจุบันในพื้นที่มีตลาด วัด ศาลเจ้า
และกิจการต่อเรือและประมงตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมากบนฝั่งแม่น้ำท่าจีน ซึ่งยังพบเห็นอาคารเก่าในลักษณะห้อง
แถวไม้และอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ในลักษณะดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่ โดยบริเวณตลาดริมน้ำจะมีพ่อค้าแม่นำสินค้าทะเล
สดมาขายส่งกนั มากมาย รวมถงึ มีกลุ่มหตั ถกรรมต๊กุ ตาเรือประมงจ๋ิวในพน้ื ท่ีด้วย

มิติทางด้านประวตั ิศาสตร ์ ศาสนา ประเพณี วฒั นธรรม ความเชDือ
ชุมชนแห่งนี้ นอกจากจะเป็นเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของไทยแล้ว ยังเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย

มีประวัติศาสตร์ด้านการเมืองการปกครอง โดย "สุขาภิบาลท่าฉลอม" ถือเป็นสุขาภิบาล "หัวเมือง" แห่งแรกของไทย
หลังจากมีการประกาศใช้ "พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116" ซึ่งมีบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้ว่า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ทรงมีพระราชดำรัสในวันประชุมเสนาบดี ภายหลังเสด็จประพาส
เมืองนครเขื่อนขันธ์ ( ปัจจุบันคือ อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ) ว่า "โสโครกเหมือนกับตลาดท่าจีน (ท่า
ฉลอม)" ซึ่งเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีหนังสือตราพระราชสีห์น้อยถึงผู้ว่า
ราชการเมืองสมุทรสาคร และเป็นที่มาของการที่ประชาชนและพ่อค้าในตำบลท่าฉลอมร่วมใจกันสละเงินรวมจำนวน
5,472 บาท โดยนำมาทำเป็นถนนปูอิฐขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 428 เมตร และจ้างคนปัดกวาดเทขยะมูลฝอยทิ้งจน
ตลาดท่าจีนสะอาดสมความตั้งใจ หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานนาม "ถนนถวาย" ดังความสามัคคี ร่วมแรง
ร่วมใจเสียสละของชาวท่าฉลอมซึ่งพัฒนาท้องถิ่นไทยตามแนวพระราชดำริของพระองค์ และมีพระบรมราชานุญาตเมื่อ
วันท่ี 9 มีนาคม พ.ศ. 2448 ให้จัดตั้งเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของสยามประเทศ จากนั้นในวันท่ี 18 มีนาคม พ.ศ. 2448
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อเปิดถนนเส้นน้ี เป็นเหตุให้วันท่ี " 18 มีนาคม"
ของทุกปี เป็นวัน "ท้องถน่ิ ไทย" ของประเทศไทย

ชุมชนท่าฉลอมแห่งนี้เป็นย่านชุมชนเก่าที่เต็มไปด้วยการอนุรักษ์ไว้ซึ่งแหล่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของ
ชุมชนไว้อย่างมากมาย อาทิเช่น การอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนทั้งพุทธและจีน นอกจากนี้ซาวบ้านภายในชุมชนยังร่วม
แรงรว่ มใจในการอนรุ กั ษส์ บื สานวิถชี ีวติ ด้งั เดมิ ไว้ เพอ่ื ให้คนรุ่นต่อไปได้เรยี นรคู้ วามคดิ ชมุ ชน วถิ ีสร้างสรรค์ สืบทอดอตั
ลักษณ์ของการใช้ชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นผ่านการทำกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการทำความรู้จักและทำความเข้าใจชุมชน
ซึ่งชุมชนได้มีการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมให้สอดคล้องไปตามประเพณีตามปฏิทินซึ่งจะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ผ่านการประชานสัมพันธ์ผ่าน Page Facebook "บ้านท่าฉลอม"และ"เว็บไซต์ MAHA SAMUT SAKHON PATH TO
THE OCEAN" เชน่ การจัดกิจกรรมสอนทำขนมเทียน

689

สูตรโบราณโดยพ่ี, กิจกรรมสอนประกอบเรือฉลอมจำลองโดยป้าแจง, กิจกรรมสอนการทำลูกประคบสมุนไพรสูตร
โบราณโดยป้าแป็ว เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมที่ได้ยกตัวอย่างมานั้น ถือเป็นกิจกรมที่ผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านภายในชุมชน
รว่ มกนั จดั ข้ึน เพือ่ เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของทา่ ฉลอมต่อไป

มิตทิ างดา้ นสังคม เศรษฐกจิ การศกึ ษา ด้านสุขภาพอนามยั
มิติด้านสังคม ชุมชนท่าฉลอม มีลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อมที่สะดวกในการเดินทางสามารถ
เดนิ ทางไดห้ ลายรูปแบบ เนือ่ งจากมพี ื้นท่ตี ิดถนนสายหลกั 4 สาย ไดแ้ ก่

- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 (ถนนพระรามสอง) เป็นถนนที่ผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครจังหวัด

สมุทรสาคร จงั หวัดสมทุ รสงคราม และจังหวัดราชบรุ ี ระยะทางรวม 84.041 กโิ ลเมตร

- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เปน็ ถนนสายหลกั ในการเดินทางส่ภู าคใต้ ซ่ึงผ่านอำเภอ

กระท่มุ แบน จงั หวัดสมทุ รสาคร

- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3242 (ถนนเอกชัย) เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานครฯ กับ

จงั หวดั สมุทรสาคร

- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 375 (ถนนสายบ้านแพ้ว-พระประโทน) เป็นถนนที่เชื่อมระหว่างทางหลวง

แผน่ ดนิ หมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) กับทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข 35 (ถนนพระรามสอง)
โดยสามารถเดินทางได้ ดังนี้
1. จากแยกบางปะแก้ว ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถนนธนบุรี - ปากท่อ (ถนนพระรามท่ี 2)ผ่านที่ทำการเขตบาง
ขุนเทยี นเล้ียวซ้ายเข้าตวั เมอื งสมทุ รสาคร ระยะทาง 29 กโิ ลเมตร
2. จากศูนย์การค้าดาวคะนองไปตามถนนเอกชัย ผ่านสะพานบางขุนเทียน วัดสิงห์ แยกบางบอนโรงเรียนศึกษานารี
วิทยา วัดโพธแ์ิ จ้ตำบลคอกกระบอื
3. จากสี่แยกท่าพระไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม ถึงหนองแขมเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเพชรเกษม 81 ถึง
แยกถนนเอกชัยเลี้ยวขวาไปตามถนนเอกชัยผ่านโรงเรียนศึกษานารีวิทยาผ่านด่านชั่งน้ำหนักเอกชัย เข้าสู่ตัวเมือง
สมุทรสาคร ระยะทาง 30 กม.
4. จากสะพานพระปิ่นเกล้า ไปตามถนนพระบรมราชชนนีตัดเข้าถนนเพชรเกษมได้ 3 ทาง คือถนนพุทธมณฑลสาย 2
พุทธมณฑลสาย 4 และพุทธมณฑลสาย 5 จากนั้นเลือกเข้าตัวเมืองสมุทรสาครได้ 2 ทาง คือ จากพุทธมณฑลสาย 2
ออกถนนเอกชัย เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนศึกษานารีวิทยา หรือใช้ถนนพุทธมณฑลสาย 4 และพุทธมณฑลสาย 5 เข้าถนน
เศรษฐกิจ 1 ทแี่ ยกอ้อมนอ้ ย ผ่านอำเภอกระทุ่มแบนระยะทางประมาณ 50 กโิ ลเมตร หรอื เข้าทางสายพุทธสาคร

นอกจากนย้ี ังสามารถเดินทางด้วยขนสง่ สาธารณะไดอ้ ย่างหลากทลาย ทงั้ ทางบก ทางรถไฟ และทางนำ้ ดังน้ี

รถตู้ประจำทาง
มีบริการรถตู้โดยสารประจำทางทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30 - 20.00 น. จุดขึ้นรถตู้โดยสารคือ บริเวณถนนสร

ศักดิ์ ดา้ นข้างวิทยาลัยเทคนคิ สมุทรสาครโดยมีหลายสายที่ให้บรกิ าร ดังน้ี
1. สายซคี อนบางแค - มหาชยั
2. สายอนุสาวรยี ช์ ัยฯ - มหาชยั
3. สายหมอชติ - มหาชัย

690

4. สายพาต้าปิ่นเกล้า - มหาชัย
5. สายแมก่ ลอง - มหาชยั
6. สายบางนา - มหาชัย
7. สายเซ็นทรลั พระราม 2 – มหาชยั

รถไฟ
มีบริการรถฟสายวงเวียนใหญ่ - มหาชัย เริ่มต้นที่สถานีวงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร ถึงสถานีมหาชัย

(ระยะทาง 33.1 กม.) ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.30 - 20.00 น. และทางรถไฟสายท่าฉลอม - แม่กลองโดยเริ่มต้นที่สถานี
บา้ นแหลม ตำบลท่าฉลอม ถึงสถานแี มก่ ลอง จงั หวดั สมุทรสงคราม (ระยะทาง 33.7 กม.)

การจราจรทางนำ้
เดินทางโดยใช้เรือข้ามาก ณ ท่าเรือท่าฉลอม-มหาชัยให้บริการเรือข้ามฝากระหว่างท่าฉลอมกับมหาชัย

ซึ่งสามารถนำรถจักรยานและรถมอเตอร์ไชด์ข้ามฝากไปด้วยแต่ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม สะดวก และได้ชมวิวแม่น้ำท่า
จีนที่สวยงามขณะขา้ มฝาก ใหบ้ ริการ 24 ชม.

ภายในชุมชนนั้นสามารถเข้าถึงแหล่งอำนวยความสะดวกได้ เช่น โรงพยาบาลนครท่าฉลอม, โรงเรียนเทศบาล
วัดแหลมสุวรรณาราม, โรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม), สถานีรถไฟบ้านแหลม, ท่าเรือสุขาภิบาลท่าฉลอม
, ท่าเรือท่าฉลอม-มหาชัยซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางสัญจรที่เชื่อมต่อระหว่างท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาครไปสู่
กรุงเทพมหานครฯ นอกจากนี้ภายในชุมชนยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมและเป็น
ศูนย์รวมในการทำกิจกรรมชุมชนของชาวชุมชนท่าฉลอม เช่น บ้านท่าฉลอม, ลังคุณประกิต, บ้านเรืออุดม, บ้านภาณุ
ทองผาสุก เปน็ ตน้

มิติด้านการศึกษา ชุมชนท่าฉลอมนั้นมีโรงเรียนภายในชุมชนอยู่ทั้งหมด 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล
วัดแหลมสุวรรณารามนั้น เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 8 ถนน
ถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000 ปัจจุบันบริหารงานโดยนายธนู สุรรณเมนะ
รองผู้อำนวยการฯ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา มีระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น มีจำนวน
นักเรียนอยู่ทั้งสิ้น 805 คน โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ทำให้ชาวบ้านภายในชุมชนส่งบุตรหลานมาเรียนท่ี
โรงเรียนน้ี เนื่องจากใกล้บ้าน และสะดวกต่อการรับ-ส่ง โรงเรียนที่สองคือ โรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปียม
วิทยาคม) เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตั้งอยู่ที่เลขที่ 817/9 ตำบล ท่าฉลอม
อำเภอ เมือง จังหวัด สมุทรสาคร รหัสไปรษณีย์ 74000 ปัจจุบันบริหารงานโดยนายเทิดชัย ทองคำเภา รอง
ผู้อำนวยการฯ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น มีจำนวนนักเรียน
อยทู่ ้งั ส้ิน 1,353 คน

มิติด้านเศรษฐกิจ สมาชิกภายในชุมชนมีการดำเนินชีวิตและมีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ตำบลท่า
ฉลอมนั้นนับเป็นตำบลใหญ่และเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย มีตลาดและกิจการต่อเรือเรียงรายอยู่บนฝั่งแม่
น้ำท่าจีน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้จังหวัดสมุทรสาครเป็นเมืองประมงครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ
ยังมีความหลากหลายของอุตสาหกรรมขนาดย่อม ท่าฉลอมถือเป็นครัวของโลกในด้านอาหารทะเลและการเกษตร และ
นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร จึงมีคำขวัญของจังหวัดว่า "เมืองประมง ดงโรงงาน ลาน
เกษตร เขตประวัติศาสตร์ " เป็นแหล่งรวมทั้งการประมงและการท่องเที่ยว จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของท่าฉลอม อีก

691

ทั้งยังรวมวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงามของชาวชุมชนไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ความคับคั่งหนาแน่นของผู้คน ทำให้
บรรยากาศริมฝั่งตลาดท่าฉลอมเต็มไปด้วยความสนุกสนานกับย่านการค้า และอาชีพที่หลากหลายทั้งการทำประมง
ดองปลา ทำกะปี และน้ำปลา ทำให้ท่าฉลอมเป็นเมืองที่มีความสมบูรณ์พรั่งพร้อมทั้งระบบสาธารณูปโภค วิถีชีวิต
วัฒนธรรม ประเพณที สี่ ืบทอดตอ่ กนั มาจนถงึ ทุกวันนี้

มิติด้านสุขภาพอนามัย ภายในชุมชนท่าฉลอม เมื่อไม่นานมานี้มีการร่วมสร้าง "ลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชนท่า
ฉลอม" ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมของเทศบาลนครสมุทรสาคร สถาบันอาศรมศิลป์ และสมุทรสาครพัฒนา
เมือง โดยเทศบาลนครสมุทรสาครจัดงบประมาณในการก่อสร้าง สถาบันอาศรมศิลป์ช่วยออกแบบให้ และสมุทรสาคร
พัฒนาเมืองช่วยประสานให้เกิดความร่วมมือนี้ขึ้น รวมทั้งประสานให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ เพื่อรับฟัง
ความคิดเห็นและความต้องการการใช้งานในพื้นที่ลานสุขภาวะศูนย์บริการสาธารณสุขตำบลท่าฉลอม รวมทั้งร่วม
ออกแบบและวางผังการใช้งาน เพื่อให้ตรงตามความต้องการและเข้ากับบริบทพื้นที่ ซึ่งมีวิสัยทัศน์การส่งเสริม
กิจกรรมทางกายคือ "ประชาชนมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงด้วยกิจกรรมทางกาย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม "
และเป้าหมายโครงการคือ การดึงพลังทางความคิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนมาสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน
ตามความต้องการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงของคนในชุมชน ดังนั้นพื้นที่ทุกตารางนิ้วของลานกีฬาวัฒนธรรมแห่งน้ี
ชุมชนเห็นคุณค่า โครงการดังกล่าวจะตั้งอยู่ภายในสถานีอนามัยท่าฉลอม ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ โดยมุ่งหวังให้เป็น
พื้นที่ออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะแห่งใหม่ของท่าฉลอม และได้แบ่งมิติสุขภาพของ
คนในชมุ ชนออกเปน็ 3 ด้าน ดังนี้
ดา้ นอาหารการกิน

• ตลาดวงเวียนหอนาฬกิ าทา่ ฉลอม
• ตลาดสดเทศบาลทา่ ฉลอม
• ร้านอาหารในหม่บู า้ น
• มินมิ ารท์ /ร้านขายของชำ
• ทะเลตากแหง้

ดา้ นการดแู ลสขุ ภาพ
• ลานกฬี าวัฒนธรรมชุมชนทา่ ฉลอม
• เคร่ืองเล่น/เครอ่ื งออกกำลังกาย
• ลานเอนกประสงค์

ด้านการรกั ษาพยาบาล
• โรงพยาบาลนครท่าฉลอม
• สถานีอนามัยท่าฉลอม

692

เครอ่ื งมอื ในการศึกษาชุมชน
2.1 ประวตั ศิ าสตรช์ มุ ชน

ชุมชนท่าฉลอม ถือเป็นชุมชนชาวประมงและย่านชุมชนเก่าซึ่งคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย-จีน วิถีประมง
และชุมชนริมน้ำไว้อย่างเข้มข้น บริเวณข้านแหลมริมแม่น้ำท่าจีนต่อเนื่องกับบริเวณรอบสถานีรถไฟบ้านแหลม ซึ่งใน
อดีตตำบลท่าฉลอมเคยเป็นที่ตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย (พ.ศ. 2448) และทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิด
ถนนเส้นน้ี เมื่อวันท่ี 18 มีนาคม พ.ศ.2448 พร้อมพระราชทานนามว่า "ถนนถวาย" และเกิดประเพณีการจัดงาน วัน
ท้องถิ่นไทย ขึ้นบนถนนเส้นนี้ในวันที่ 18 มีนาคมของทุกปี ปัจจุบันในพื้นที่มีตลาด วัด ศาลเจ้า และกิจการต่อเรือและ
ประมงตั้งเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมากบนฝั่งแม่น้ำท่าจีน ซึ่งยังพบเห็นอาคารเก่าในลักษณะห้องแถวไม้และอาคารก่อ
อิฐถือปูน 2 ชั้น ในลักษณะดั้งเดิมอยู่ในพื้นท่ี โดยบริเวณตลาดริมน้ำจะมีพ่อค้าแม่นำสินค้าทะเลสดมาขายส่งกัน
มากมาย นับเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ สร้างรายได้แก่ประเทศไทยปี
ละหลายแสนล้านบาท ตลอดจนมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเลือกซื้อสินค้ามากกว่า 3 แสนคนต่อปี
เปรียบเสมือนครัวโลกด้านอาหารทะเลและการเกษตร และนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร
นอกจากนี้ชุมชนท่าฉลอมยังเต็งไปด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่มากมาย เช่น บ้านท่าฉลอม บ้านไม้สองชั้นสีขาว อายุ
กว่า 50 ปี, วัดแหลมสุวรรณารามหรือวัดหัวบ้าน ที่สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้ช่างชาวจีนใน
การออกแบบและสร้างวัด เป็นศิลปะผสมผสานไทยกับจีนที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ เป็นต้น ท่าฉลอมจึงเป็นแหล่ง
รวมทั้งการประมงและการท่องเที่ยว จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของท่าฉลอม อีกทั้งยังรวมวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงาม
ของชาวชุมชนไวเ้ ช่นเดมิ ไมเ่ ปล่ียนแปลง มคี วามสมบรู ณท์ ้งั ระบบสาธารณูปโภค วถิ ีชีวติ วฒั นธรรมประเพณีที่สบื ทอด
ต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเมื่อปีพ.ศ.2562 บริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ได้เข้ามา
ขับเคลอื่ นโครงการส่งเสริมและพฒั นาการท่องเทย่ี วเชงิ ชุมชนตำบลท่าฉลอม ปัจจุบนั เร่ิมมีผลงานเป็นรปู เปน็ รา่ งมาก
ขึ้น มีการจัดตั้ง "บ้านท่าฉลอม" ให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยวและกิจกรรมชุมชนอีกทั้งยังมีการจัดตั้งกลุ่ม "อาสาพัฒนา
เมืองสมุทรสาคร" เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโครงการพัฒนาเมือง และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมทั้งการ
ปรับปรุงพัฒนาสถานีรถไฟบ้านแหลม การซ่อมแซมจักรยานสามล้อถีบโบราณ การจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลน การ
จัดทริปทดลองท่องเที่ยวทา่ ฉลอม การนำนักศึกษาร่วมสรา้ งสรรคผ์ ลงานสตรีทอารต์ เปน็ ตน้

2.2 แผนท่เี ดินดิน

693

จากการศึกษาแผนที่เดินดินของชุมชนท่าฉลอมผ่านการใช้เครื่องมือการศึกษาชุมชนนั้น สะท้อนให้เห็นถึง
ลักษณะทางกายภาพ บริบทสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน กล่าวคือชุมชนท่าฉลอมนั้น เป็นชุมชนที่รายล้อมไปด้วยแม่น้ำท่
จีน สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ส่วนใหญ่จะมีการทำประมงเป็นหลัก การเดินทางส่วนใหญ่จึงเป็นการ
สัญจรโดยใช้เรือข้ามฟากระหว่างท่เรือมหาชัย-ท่าฉลอม (หมายเลข 26) กับท่าเรือสุขาภิบาลท่าฉลอม (หมายเลข 6
หรือจะสัญจรโดยการนั่งรถไฟ ณ สถานีรถไฟบ้านแหลม (หมายเลข1) และบริเวณที่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือสุขาภิบาลท่า
ฉลอม (หมายเลข 6) ประมาณ 300 เมตร จะเป็นศูนย์การเรียนรู้บ้านท่าฉลอม ซึ่งเป็นศูนย์กลางและแหล่งเรียนรู้
กิจกรรมต่าง 1 ของชุมชน และถัดออกมาอีก 100 เมตรจะพบกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของชุมชนคือ วัดแหลม
สุวรรณาราม สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะ ระหว่างไทย-จีนได้อย่างสวยงาม และตลอดทางของชุมชนนั้นจะเต็ม
ไปด้วยร้านที่ค้าขายอาหารทะเลตากแห้งมากมายมีนักท่องเที่ยวเข้ามาอุดหนุนร้านค้าต่าง ๆ อย่างไม่ขาดสายระหว่าง
การทอ่ งเที่ยวชุมชน เรียกได้ว่าชมุ ชนนเ้ี ป็นอีกหน่ึงชุมชนทม่ี ีความน่าสนใจ และมคี วามโดดเดน่ มากเลยทีเดียว

2.3 ระบบสขุ ภาพชมุ ชน














3. แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ และกระบวนการปฏบิ ัติงานสังคมสงเคราะห์
แนวคิดทฤษฎีที่ข้าพเจ้าจะนำมาประกอบการอธิบายชุมชนท่าฉลอมคือ "ทฤษฎีการมีส่วนร่วม" โดยสำนักงาน

คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า "กระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้ที่มีส่วน
ได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสเข้าร่วมในในกระบวนการหรือขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหาร ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลการ
ปฏิบัติงาน การร่วมแสดงทัศนะความคิดเห็น การร่วมเสนอปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น การร่วม
คิดแนวทางการแก้ไขปัญหา การร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และการร่วมติดตามประเมินผล รวมทั้งการร่วมรับ
ประโยชน์จากการพฒั นา"

จากการให้ความหมายดังกล่าวสามารถนำมาเชื่อมโยงกับวิถีชุมชนท่าฉลอมได้ โดยจะเห็นได้จากในทุก
โครงการหรือทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน ชาวบ้านจะได้รับโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมเสมอ ดังจะเห็นได้จากการมีข้ึน
ของโครงการ "ลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน" ในการดำเนินการ ใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงท้องถิ่นและชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนโครงการด้วยกันโดยเริ่มจากการเลือก
พื้นที่ตั้งโครงการ ระดมความคิดเห็นในการระบุความต้องการในการปรับปรุงพื้นท่ี การออกแบบปรับปรุงพื้นที่อย่างมี

694

ส่วนร่วมรวมถึงการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาและสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรม
อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการจัดการประชุมระหว่างชาวบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการร่วมให้ข้อมูลและ
แสดงความคิดเห็น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมขึ้นนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการการใช้งานใน
พื้นที่ลานสุขภาวะ ศูนย์บริการสาธารณสุขตำบลท่าฉลอม รวมทั้งร่วมออกแบบและวางผังการใช้งาน เพื่อให้ตรงตาม
ความต้องการและเข้ากับบริบทพื้นท่ี ซึ่งการที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวางแผนและสามารถแสดงความคิดเห็นได้น้ัน
ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการจัดตั้งโครงการต่าง ๆ ภายในชุมชน เนื่องจากชาวบ้านเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด จึง
จำเป็นจะตอ้ งมีการประชมุ ขนึ้ มาเพือ่ ใหช้ าวบ้านรว่ มกันตัดสินใจด้วยตนเอง

กระบวนการปฏบิ ัตงิ านสังคมสงเคราะห์ชมุ ชน
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติงานระหว่างผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการ "ลานกีฬา

วัฒนธรรมชุมชน" กับชาวบ้านท่าฉลอม พบว่าในกระบวนการจัดการประชุมสามารถมีการนำกระบวนการปฏิบัติงาน
สังคมสงเคราะห์มาปรับใช้ได้และวเิ คราะห์ได้ ดังน้ี

1. ศึกษาสถานการณ์ในชุมชน : จะเห็นได้จากการที่เทศบาลนครสมุทรสาคร ร่วมกับสสส.(สำนักงานกองทุน
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) สถาบันอาศรมศิลป์ และบริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง(วิสาหกิจเพื่อสังคม)
จำกัด จัดกิจกรรมเวทีระดมความคิดเห็นและออกแบบวางผัง โครงการ "ลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน" เพื่อ
พัฒนาพ้ืนที่สุขภาวะชุมชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม ในพื้นที่บริเวณสถานีอนามัย
ท่าฉลอม ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นนั้น ถือเป็นการสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของชาวบ้านใน
การการใช้งานในพื้นที่ลานสุขภาวะ อีกทั้งยังมีการร่วมออกแบบและวางผังการใช้งานเพื่อให้ตรงตามความ
ต้องการและให้เขา้ กบั บรบิ ทพ้นื ที่
2. รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อรับรู้ เข้าใจความต้องการชองชุมชน การจัดลำดับความสำคัญของ
ปัญหา การกำหนดเป้าหมายในการทำงาน : หลังจากที่มีการจัดกิจกรรมเวทีระดมความคิดเห็นและ
ออกแบบวางผัง โครงการ "ลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน" ภาคส่วนต่าง ๆ จึงมีการรวบรวมข้อมูลและ
ความต้องการของชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การจัดลำดับปัญหาที่พบ และนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายต่อไป
การสร้างองค์กรประชาชน เพื่อเป็นองค์กรพื้นฐาน เพื่อร่วมมือในการจัดโครงการ และจัดหาทรัพยากร
มาสนับสนุนงาน : ในส่วนของภาคประชาชนนั้น ได้มีการจัดตั้ง "อาสาพัฒนาเมืองสมุทรสาคร" ขึ้นเพื่อให้
เขา้ มาเป็นสว่ นหนง่ึ ของชาวบา้ นในการผลักดนั ปัญหาตา่ ง ( ภายในชมุ ชนใหไ้ ดร้ บั การแก้ไข
4. การดำเนนิ งานตามแผน
5. ติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นระยะ ( เพื่อทราบความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการทำงาน

เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขปัญหาา : ระหว่างที่โครงการดังกล่าวได้เริ่มมีการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้นั้น จะมี
การอัปเดตข้อมูลและความคืบหน้าของโครงการผ่าน Page Facebook ; บ้านท่าฉลอมเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ชาวบ้าน
สามารถติดตามและประเมินผลโครงการได้ตลอดระยะเวลาการก่อสรา้ ง


4. ลกั ษณะกจิ กรรม บรกิ าร โครงการทีเ่ หมะสม

โครงการและกิจกรรมที่น่าสนใจของชุมชนท่าฉลอมที่ข้าพเจ้าจะหยิบยกขึ้นมาประกอบการอธิบายคือ"ศูนย์
การเรียนรู้บ้านท่าฉลอม" เนื่องจากเมื่อปีพ.ศ.2562 บริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ได้
ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชนตำบลท่าฉลอมขึ้น มีการจัดตั้ง "บ้านท่าฉลอม" ให้เป็น

695

ศูนย์การท่องเที่ยวและกิจกรรมชุมชน การจัดตั้งกลุ่ม "อาสาพัฒนาเมืองสมุทรสาคร" เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ
โครงการพัฒนาเมือง และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ดังนั้น "บ้านท่าฉลอม" คือ"ศูนย์การท่องเที่ยวและ
กิจกรรมชุมชนในท่าฉลอม" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อชุมชนของ "สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม)"
จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนในท่าฉลอม
โดยมกี ารดำเนินการทีใ่ หค้ วามสำคัญในการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในพ้ืนท่ี และอาศยั พลังของอาสาสมัครในการ
ขับเคลอ่ื นกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่เี ปน็ ประโยชน์แก่ชุมชน

ภายในศูนย์การเรียนรู้บ้านท่าฉลอม เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งของเก่า และภาพเกี่ยวกับท่า
ฉลอมในอดีต อีกทั้งยังมีแผนที่ท่าฉลอมขนาดใหญ่ที่แสดงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในท่าฉลอม มีมุมขายของ
ที่ระลึกและเครื่องดื่ม และมีจักรยานให้เช่าเพื่อถีบเที่ยวชมเมือง รวมทั้งมีบริการเรียกรถสามล้อถีบให้แก่
นักท่องเที่ยว ซึ่งก่อนที่จะมีการเกิดขึ้นของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแห่งนี้นั้น ต้องย้อนกลับไปกล่าวถึงประวัติ
ความเป็นมาของบ้านเก่าหลังนี้ก่อน กล่าวคือบ้านเก่าหลังนี้นั้นเป็นบ้านของคุณฮะ และคุณสุวรรณ แสงสุข
เอี่ยม ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้อาศัยอยู่แล้ว และได้อนุญาตให้ใช้บ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะแก่
ชุมชนท่าฉลอม ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวที่สวยงาม มีอายุกว่า 50 ปี หันหน้าสู่แม่น้ำท่าจีน
ด้านหลังติดถนนถวาย ตีไม้ฝาเรียงกันในแนวนอนแบบเข้าลิ้น สร้างเมื่อ พ.ศ. 2506 ด้วยไม้มะค่าโมงทั้งหลัง
ในช่วงที่อาศัยที่บ้านนี้ ประกอบอาชีพประมงและขายปลา มีเรือประมงและแพปลาชื่อ "ชัยนาวี" และได้ย้ายไป
อยูท่ ีม่ หาชยั ต้งั แต่ พ.ศ. 2524

เหตุที่ข้าพเจ้าเลือกที่จะนำเสนอโครงการนี้คือ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว มีความ
น่าสนใจทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ของชุมชน วิถีชีวิต อีกทั้งยังเป็นการที่นำบ้านเก่าที่ยังคงคุณค่ามาต่อยอด
เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนการสร้างแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ให้กับ
คนในชุมชน เป็นแหล่งรายได้ กระตุ้นการท่องเที่ยว จนนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชน
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวได้มีการจัดทำแผนที่เพื่อใช้ในการท่องเที่ยว จึงมีการ
ร่วมมือกันของคนในชุมชน นำมาสู่การจัดทำแผนที่ท่องเที่ยวท่าฉลอมขึ้น เพื่อที่จะทำให้นักท่องเที่ยวมีข้อมูล
เพียงพอที่จะสามารถไปเที่ยวได้เอง นอกจากนี้ศูนย์การเรียนดังกล่าวยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนและมีการ
จัดกิจกรรมขึ้นอย่างมาก โดยอาศัยการมาส่วนร่วมของคนในชุมชน เช่น หากในชุมชนจะมีการเพ้นท์สตรีท
อาร์ตภายในพื้นที่ชุมชน ก็จะมีการส่งเสริมการมีส่วยร่วมของชาวบ้านโดยใช้วิธีการโหวตภาพที่สนใจ โดยใช้
ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการให้ชาวบ้านเข้ามาโหวตเลือกภาพที่ตนสนใจ จากที่ข้าพเจ้าได้อธิบาย
มาเมื่อข้างต้นข้าพเจ้าเล็งเห็นว่าการที่ชุมชนจะสามารถดำเนินไปได้ดีนั้น จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและความ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการผลักดันชุมชน การมีส่วนร่วมนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในชุมชนล้วนเป็นเจ้าของ
ชมุ ชนร่วมกัน

นอกจากนโ้ี ครงการดงั กล่าวยงั ก่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลง (Real Change) อีกดว้ ยทง้ั ในระดบั บุคคล
และกลุ่ม กล่าวคือโครงการดังกล่าวทำให้ชาวบ้านภายในชุมชนเกิดการพึ่งตนเองมากขึ้น ด้วยการนำวิถีชีวิต
และสิ่งที่ตนเองถนัดมาเผยแพร่ผ่านกิจกรรมต่าง ( โดยมีศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชนใน
การเผยแพร่วิถีชุมชน ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมสอนประกอบเรือฉลอมจำลองโดยป้าแจง ซึ่งในอดีต ท่า


Click to View FlipBook Version