146
การออกแบบปฏิบตั ิการสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
โดย สวุ ชิ าดา แสวงผล 6205610410
ชุมชนเขาสามยอด 33 (ชมุ ชนโรงพยาบาลอานนั ทมหดิ ล)
1. ข้อมลู พ้นื ฐาน
ชุมชนเขาสามยอด 33 (ชุมชนโรงพยาบาลอานันทมหิดล ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของเทศบาลเมืองเขาสาม
ยอด ซึ่งเป็นเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพรี จัดว่าเป็นเทศบาลขนาดใหญ่เนื่องจากมีประชากร
มากกว่าเขตเทศบาลเมืองลพบุรี เทศบาลเมืองเขาสามยอดมีเนื้อที่โดยประมาณ 32.50ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ
20,148 ไร่ มีประชากรในปี พ.ศ. 2562 จำนวน 30,176 คน'
ภาพท่ี 1 การจดั สรรพ้ืนทแี่ ละอาณาเขตของชมุ ชนเขาสามยอด 33
จากรูปภาพข้างต้นแสดงให้ถึงแผนที่แสดงสถานที่สำคัญและอาณาเขตของชุมชนเขาสามยอด 33
(ชุมชนโรงพยาบาลอานันทมหิดล) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้เห็นถึงการมองชุมชนแบบภาพรวม หรือ Holistic vew
ทำให้ทราบถึงการจัดสรรพื้นที่ภายในชุมชนและภาพรวมของชุมชนอย่างครบถ้วนที่สุดผ่านแผนที่ดังรูปชุมชนเขาสาม
ยอดที่ 33 มีลักษณะทางกายภาพเป็นชุมชนที่มีการรวบรวมสถานที่ทำงานราชการหลากหลายหน่วยงานเอาไว้ด้วยกัน
อาทิเช่น กองร้อยพลเสนารักษ์ กองร้อยรถยนต์พยาบาลกองทัพบก กองร้อยนักเรียนนายสิบเหล่าทหารแพทย์
เป็นต้น เนื่องจากโรงพยาบาลอานันทมหิดลถูกจัดให้เป็นกรมการแพทย์ทหารบกกองร้อยแต่ละหน่วยจึงมีลักษณะการ
ทำงานแบบพึ่งพาอาศัยกันผ่านการทำงานภายใต้ชื่อของ "โรงพยาบาลอานันทมหิดล" ชุมชนเขาสามยอดที่ 33
มีลักษณะทางกายภาพเป็นแบบรวมศูนย์กลาง โดยมีการกระจายเส้นทางออกจากบริเวณใจกลางของพื้นที่ซึ่งเป็น
โรงพยาบาล โดยเส้นทางหลักของชุมชนทุกเส้นจะเชื่อมต่อถึงกันหมด มีการกระจายเส้นทางออกเป็น 3 ทางแยก
ตั้งแต่ผ่านกองรักษาการณ์เข้ามา ในอตีตเป็นชุมชนที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การ
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีการยกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้น ทำให้
เส้นทางในการเชื่อมต่อไปศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธได้มีการตัดขาดลง ชุมชนเขาสามยอดที่ 33 จึงเป็นชุมชนที่มี
ทางเข้าออก (สำหรับรถยนต์) เพียงทางเดียวนั่นก็คือเส้นทางหลักที่ต้องผ่านการตรวจเข้มของกองรักษาการณ์หน้า
147
ชุมชน โดยทหารที่มารักษาการณ์ได้รับความร่วมมือจากกองร้อยรถยนต์พยาบาลกองทัพบก อีกทั้งแผนที่ดังรูปยัง
แสดงให้เห็นถึงการเข้าออกของชุมชนซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดเนื่องจากมาตราการรักษาความปลอดภัยภายในชุมชน
ที่ค่อนข้างเข้มงวด ทำให้การจะออกไปติดต่อกับชุมชนภายนอกต้องภายการตรวจของกองรักษาการณ์บริเวณ
ทางออก นอกเหนือจากนั้นแล้วแผนที่ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่เป็นไปในลักษณะการ
พึ่งพาอาศัยกันโดยมีการจัดตั้งสถานที่ราชการที่มีการทำงานร่วมกันในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีการสร้างบ้านพัก
ของข้าราชการประกอบกับสถานที่ทำงานนั้น 1 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลที่ทำงานภายในชุมชนเขาสามยอด
ที่ 33 ถือเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ถูกจัดสรรให้แก่ผู้คนที่ประกอบอาชีพรับราชการของกรมการแพทย์ทหารบก ภายใต้
ชือ่ โรงพยาบาลอานันทมหดิ ล
1) ประวัติโรงพยาบาลอานนั ทมหิดล3
นับย้อนหลังจากวันนี้ไปประมาณ ๖0 ปี ในขณะที่ประเทศไทยปกครองและบริหารประเทศ โดยรัฐบาลของ
ฯพณฯ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา การสาธารณสุขก็นับเป็นนโยบายอันดับแรกของรัฐบาล ซึ่งได้มีการเร่งรัดและ
ส่งเสริมตลอดมา โดยที่ตระหนักว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นความเดือดร้อนแสนสาหัสยิ่งของปวงชนชาวไทย รัฐบาล
จึงได้มีนโยบายที่จะสร้างโรงพยาบาลขึ้น ให้ครบทุกจังหวัด รวมทั้งสถานีอนามัยพร้อมกับจัดหน่วยสงเคราะห์เคลื่อนท่ี
ออกไปช่วยทำการรกั ษาพยาบาลในทอ้ งถนิ่ ท่ีหา่ งไกล
จังหวัดลพบุรียังเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ชุมชนยังไม่หนาแน่น จะมีอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ก็คงจะเป็นแถวท่าขุนนาง
และตลาดล่าง ตามแนวถนนพระราม จากบริเวณท่าหินไปถึงท่าโพธิ์ ซึ่งในปีนั้นกระทรวงกลาโหมโดยมีพันเอก หลวง
พิบูลสงคราม (ยศขณะนั้น) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีดำริที่จะย้ายหน่วยทหารบางส่วนจาก
กรุงเทพมหานครมาตั้งที่จังหวัดลพบุรี ในพ.ศ. ๒๔๘o พร้อมกับเล็งเห็นว่า เมื่อมีหน่วยทหารและครอบครัวมาตั้ง
รกรากมากขึ้นในจังหวัดลพบุรี หากมีการเจ็บป่วยก็ย่อมเป็นปัญหาใหญ่ทางการรักษาพยาบาลจึงได้คิดวางแนวทางท่ี
จะตั้งโรงพยาบาลไว้ในจังหวัดลพรีอีกแห่งหนึ่ง เพื่อรองรับการแก้ปัญหาการเจ็บไข้ได้ป่วยของทหาร ครอบครัว และ
ประชาชน พลเรือนในจังหวัดลพบุรี รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เพราะในระยะเวลานั้นยังไม่มีโรงพยาบาลประจำจังหวัด
ทั้งสิงห์บุรี เพชรบูรณ์ สระบุรี และลพบุรีเลย นับว่าเป็นความคิดที่รอบคอบในการวางแผนระยะยาวในสมัยนั้น แต่
กระทรวงกลาโหมไม่มีเงินพอที่จะสร้างโรงพยาบาล จึงได้มีหนังสือกราบทูลไปยังคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ
ซึ่งกไ็ ด้ตอบรบั เหน็ ชอบด้วย
ดังนั้นโรงพยาบาลอานันทมหิดลก็ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘- และแล้วเสร็จในปีต่อมาพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จฯมากระทำพิธีเปิดเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันศุกร์ที่ ๖
มกราคม ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันเปิดค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังมีหลักฐานอ้างอิงจากราชกิจจา
นเุ บกษาเลม่ ๕๕ หน้า ๓๔๙๗ วนั ท่ี ๑๖ มกราคม ๒๔๘๓
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑
โรงพยาบาลอานันทมหิดล ได้เปิดดำเนินการโดยสามารถให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยไม่เกิน ๒๐๐ เตียงตัวอาคาร
ของโรงพยาบาลไม่สามารถสร้างเสริมให้ครบตามแผนได้ เนื่องจากงบประมาณของกองทัพบกส่วนใหญ่ต้องไปใช้ใน
การป้องกันประเทศในสงครามมหาเอเชียบูรพาจึงมีเพียงอาคารศัลยกรรมหนึ่งหลัง อายุรกรรมหนึ่งหลัง สูตินรีเวช
กรรมหน่งึ หลงั เท่านั้น
148
ปี พ.ศ. ๒๔๘๒
พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก
(ในขณะนั้น) ก็ได้มองเห็นว่าประเทศไทยยังขาดบุคลากรด้านการแพทย์อีกมากมายและโรงพยาบาลศิริราชแห่งเดียว
เป็นโรงเรียนแพทย์นับว่าไม่เพียงพอและไม่ทันต่อความต้องการในการแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชนในด้านความ
เจ็บป่วย จึงได้วางแผนผลิตแพทย์ชั้นหนึ่งภายใต้โครงการร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย
(ขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขยังเป็นกรมขี้นกับกระทรวงมหาดไทย) ให้กรมแพทย์ทหารบกจัดตั้ง โรงเรียนเสนารักษ์
เพื่อผลิต นายแพทย์ทหาร ไว้ใช้ในการสงคราม เป็นการเตรียมพร้อมกำลังพลในด้านการแพทย์ และความประสงค์ใน
อันดับต่อมาก็คือ การกระจายแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งออกไปสู่ชนบททั่วประเทศ โครงการผลิตแพทย์จาก
โรงพยาบาลอานันทมหิดลซึ่งนับว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองจัดเป็น โครงการ ๗ ปี กำหนดรับนักเรียนแพทย์ ๔
รุ่น รุ่นละ ๑๒๐ คน เมื่อสำเร็จตามโครงการ แล้วจะได้แพทย์รวม ๔๐๐ คน โรงเรียนแพทย์จากแนวคิดของ พลตรี
หลวงพิบูลสงคราม ก็ได้เปิดรุ่นแรกเมื่อวันที่ ๑๖พฤษภาคม ๒๔๘๓ ภายใต้การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกเกือบทุก
อย่าง เช่น น้ำใช้ น้ำดื่ม ไฟฟ้า การคมนาคมและความแห้งแล้งแสนสาหัส แต่กระนั้นนาน ๆ รัฐมนตรีว่ากา
กระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกพลตรีหลวงพิบูลสงครามและท่านผู้หญิง จะแวะมาเยี่ยมถามทุกข์สุขด้วย
ยังความปลาบปลื้มให้บรรดาครูอาจารย์ มีกำลังใจในการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์ได้ต่อไป แต่เป็นที่น่า
เสียดายที่ผลผลิตไม่สามารถดำเนินการได้ตามโครงการ เพราะการผลิตแพทย์ไม่เหมือนกับการผลิตบุคลากรอื่น
ดงั น้ันเม่อื จบโครงการจงึ สามารถผลติ บุคลากรสำเร็จออกมาเปน็ แพทย์ ไดเ้ พียง ๑๖๗ คน
ปี พ.ศ. ๒๔๘๖
เนื่องจากสงครามมหาเอเชียบูรพาได้ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศอังกฤษ
กองทัพไทยต้องส่งทหารเข้าร่วมในการรบด้วย เช่น กองทัพพายัพ ทำให้ทหารต้องเจ็บป่วยและบาดเจ็บมาก
โรงพยาบาลในเขตแนวหน้าและเขตหลังคือ กองพยาบาล มณฑลที่ ๑ (โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) ไม่สามารถรับ
ผู้ป่วยได้เพียงพอ กรมเสนารักษ์ กรมเพทย์ทหารบก จึงได้ดำเนินการปรับปรุงโรงพยาบาลอานันทมหิดล เพื่อให้มีขีด
ความสามารถรับทหารป่วยเจ็บเพิ่มขึ้น และจัดตั้งศูนย์พักฟื้นทหารป่วยเจ็บของกองทัพบก ได้อาคารชั่วคราวขึ้น 4
หลัง แต่ละหลังรับผู้ป่วยได้ ๒00 เตียง รวมอาคารเดิมแล้วสามารถรับผู้ป่วยได้ถึง ๑,๐๐๐เตียง นับว่าช่วยแบ่งเบา
ภารกจิ ด้านการรกั ษาพยาบาลใหแ้ ก่กองทัพบกไดเ้ ปน็ อย่างมาก
ปี พ.ศ. ๒๕๑๔
เนื่องจากภารกิจที่โรงพยาบาลได้รับมอบหมาย ให้เป็นแหล่งดำเนินการผลิตนายสิบเสนารักษ์โดยใช้หลักสูตร ๑ ปี เพ่ือ
สนองตอบต่อนโยบายของประเทศ ในการที่ประเทศไทยส่งกำลังทหารไปร่วมรบในประเทศที่สามเนื่องจากในขณะนั้นมี
สงครามระหว่างค่ายเสรีประชาธิปไตยและค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งจำเป็นต้องผลิตนายสิบเสนารักษ์เพื่อสนับสนุนการช่วย
รบ จึงได้ปรับปรุงโรงพยาบาลอานันทมหิดลเป็นโรงเรียนนายสิบเสนารักษ์อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การร่วมมือของ
สหรัฐอเมริกาประจวบกับความขัดแย้งทางความคิดของทั้งสองฝ่าย จึงมีสงครามภายในประเทศเอง โรงพยาบาล
อานันทมหิดลถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลเขตหลัง ในการรับผู้ป่วยที่ส่งกลับจากโรงพยาบาลประจำถิ่นและหน่วย
สนับสนุนทางการแพทย์ในเขตหน้าและในพื้นที่การรบ จากภารกิจซึ่งต้องสนับสนุนกองทัพบกตลอดมา รวมทั้งการ
ต้องดูแลทหารครอบครัว และพลเรือนที่เจ็บป่วยเป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดลพบุรี พันเอก ยง วัชระคุปต์
ผู้อำนวยการ (ยศในขณะนั้น) ได้เสนอแผนและ โครงการต่อกองทัพบกขออนุมัติสร้างอาคารใหม่ ๖ ชั้น ซึ่งมีสิ่งอำนวย
149
ความสะดวกต่าง ๆ ครบสมบูรณ์ภายในอาคารเดียวกัน และได้รับความเห็นชอบสนับสนุนจาก พลเอก สุรกิจ มัยลาภ
(เสนาธิการทหารบกขณะนั้น) จัดสรรงบประมาณและกรุณามาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖
กรกฎาคม ๒๕๑๔ เวลา๑๘.๓๐ น. อาคาร ๖ ชั้น ใช้เวลาในการก่สร้าง ๕ ปีเศษ ใช้งบประมาณ ๕- กว่าล้านบาท เมื่อ
สร้างเสร็จเรยี บร้อยแลว้ นับวา่ เปน็ โรงพยาบาลระดบั โรงพยาบาลทวั่ ไปท่ที นั สมยั ท่สี ุดแห่งหนึง่ ในประเทศไทย
ปี พ.ศ. ๒๕๒๔
เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ที่ได้มีต่อ
โรงพยาบาลอานันทมหิดล ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ โรงพยาบาลอานันทมหิดล ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติ
จัดสร้างพระบรมราชนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลและนำมาประดิษฐานไว้ด้านหน้า ตึก ๖
ชั้น เพื่อเป็นศิริมงคล มิ่งขวัญ เคารพสักการะให้กับข้าราชการ และประชาชนสืบไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ
พลอดุลยเดช โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทน
พระองคม์ าทรงเปดิ พระบรมราชานสุ าวรยี ์ เมือ่ วันที่ ๒๖มีนาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๗
ปี พ.ศ. ๒๕๔๔
ในระยะเวลาที่ผ่านมา โรงพยาบาลอานันทมหิดลได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในส่วนต่าง ๆ มาโดยตลอด
ครั้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ กองทัพบกได้อนุมัติให้ก่อสร้างตึกอุบัติเหตุและผู้ป่วยอาการหนักขนาด ๕ ชั้น เพื่อใช้เป็น
สถานที่รักษาพยาบาล ผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยผ่าตัดและผู้ป่วยนอกแบบครบวงจรและยังเปิดให้บริการในด้านกุมาร
เวชกรรม ศัลยกรรม และออร์โธปิดิส์ เมื่อแล้วเสร็จได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
พระราชทานนามวา่ " อาคารกัลยาณวิ ัฒนา " และเสด็จทรงเปดิ เมือ่ วนั ที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘
2) ระบบสขุ ภาพชุมชน
การรับประทานอาหารของคนในชุมชนจะเลือกรับประทานอาหารตลาดจากแหล่งที่มาที่มีในชุมชนอย่างศูนย์
อาหารโรงพยาบาลอานันทมหิดล แผงขายอาหารบริเวณศูนย์อาหาร หรือแม้กระทั่งการซื้อของสดจากร้านขายของชำ
ภายในชุมชน การซื้อของสดจากตลาดใกล้เคียงชุมชนอย่างตลาดนัดปืน 11 ของกองพันทหารปืนใหญ่ที่สิบเอ็ด กรมท
ทารปืนใหญ่ที่หนึ่ง รักษาพระองค์ บริเวณสี่แยกก่อนถึงทางเขา้ ของชุมชนนอกจากนั้นแล้วคนในชุมชนยังมีการปลูก
พืชผักสวนครัวไว้รับประทานกันเองภายในครอบครัวอีกด้วย ทั้งการซื้อของสดจากร้านขายของชำ ตลาด และการ
ปลูกพชื ผกั สวนครวั น้นั นำมาสกู่ ารทำอาหารรับประทานเอง หรอื อาหารธรรมชาติ
ชุมชนเขาสามยอดที่ 33 (ชุมชนโรงพยาบาลอานันทมหิดล) เป็นชุมชนที่มีสัดส่วนของผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก
เป็นวัยกลางคนที่รับราชการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลในชุมชนจะมีโรงพยาบาลประจำจังหวัดตั้งอยู่ 1 แห่ง
คือ โรงพยาบาลอานันทมหิดล ทางโรงพยาบาลสามารถรองงรับการรักษาของคนในชุมชนได้อย่างเพียงพอ ทั้งยังมี
การเปิดรบั การรกั ษาแก่ประชาชนภายนอกอกี ด้วย
ในการรักษาโรคของคนในชุมชน หากมีอาการเจ็บปวยเพียงเล็กน้อยก็เลือกที่จะเดินทางไปโรงพยาบาล
เนื่องจากอยู่ใกล้ที่อยู่อาศัยทั้งยังได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างชัดเจนจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวซาญประกอบกับคำ
รักษาพยาบาลที่คนในชุมชนส่วนใหญ่จะได้รับสิทธิระบบประกันสุขภาพของสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งครอบคลุมการเข้า
รับการรักษาของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับบำนาญและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่เลือก
150
ที่จะไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมากกว่าออกไปซื้อยารับประทานเอง หรือไปเข้ารับการรักษาที่คลินิก เพราะการไป
เข้ารบั การรักษาที่โรงพยาบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
3) ปฏิทินชมุ ชน
เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ทำให้กิจกรรมที่จัดขึ้นในปฏิทินชุมชนจะขึ้นตรงกับวัน
สำคัญทางสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น กิจกรรมป้องกันยาเสพติด ในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งจะจัดขึ้นใน
วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งเอาชนะยาเสพติดอย่างยั่งยืน รวมทั้งจัดโครงการรณรงค์
ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คำปรึกษาตอบคำถามและให้ความรู้เรื่องยาเสพติดกับผู้มารับบริการและประชาชนที่สนใจ เป็น
ต้น ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมตามวันสำคัญต่าง ๆอย่างวันปีใหม่ รพ.อ.ป.ร. งานวันเด็กแห่งชาติ งานวันสงกรานต์
รพ.อ.ป.ร. วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล วันสถาปนาโรงพยาบาลอานันทมหิดล
นอกเหนือจากแล้วยังมีการจัดกิจกรรมตามวันสำคัญทางศาสนาขึ้นที่วัดสันติมรรค ซึ่งเป็นวัดที่อยู่คู่กับชุมชนมา
ตงั้ แตเ่ ร่มิ ก็ตงั้ โรงพยาบาล ถือเปน็ สถานที่สำคัญแห่งหนงึ่ ที่คนในชุมชนใหค้ วามสำคญั เปน็ อยา่ งมาก
2. แนวคดิ ทฤษฎีท่เี ก่ยี วขอ้ ง
1) แนวคดิ การมสี ่วนร่วมทางสงั คม (social participation)
การมีส่วนร่วมทางสังคมเป็นทั้งปรัชญา ค่านิยม หลักการ และจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ท่ี
สอดแทรกอยู่ในกระบวนการปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะสิ้นสุดการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ
ครอบครัว กลุ่ม ชนชนนั้น หมายถึง การที่นักสังคมสงเคราะห์ยอมรับในความเป็นตัวตน (self) ความเป็นครอบครัว
151
ความเป็นกลุ่ม ความเป็นชุมชน ซึ่งมีประวัติที่มาเรื่องราวของตนเอง การมีส่วนร่วมทางสังคมจึงเป็นนัยยสำคัญของ
กล่มุ เปา้ หมาย ดังตอ่ ไปน้ี
1. การร่วมประเมิน คิด วิเคราะห์ในปัญหาที่เป็นจริงของกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ถูกปิดเปื้อนเป็นภาพลวงตาทาง
สังคม เช่น รัฐบาลจัดบริการที่อยู่อาศัยโครงการบ้านเอื้ออาทร กองทุนหมุนเวียนชุมชนแต่ประชาชนมีโอกาสเข้าร่วมใน
ขั้นตอนนี้น้อยมาก โครงการบริการสังคมที่จัดขึ้นจึงดูสวยหรูในตอนต้นและเป็นปัญหากับประชาชนในระยะยาว เพราะ
ไม่ไดเ้ ปน็ ปัญหาและความต้องการทแี่ ทจ้ ริงของประชาชน
2. การร่วมวางแผนร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ หากนโยบายของรัฐ องค์กร และนักสังคมสงเคราะห์เปิดโอกาส
ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาร่วมคิด ร่วมวางแผนพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมตั้งแต่ต้นประโยชน์ของบริการหรือโครงการก็
น่าจะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยรวม อันเป็นการช่วยให้รัฐบริหารงานองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประหยัด
ทรัพยากรของรัฐ การร่วมวางแผนจึงเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมโดยใช้แผนงานระยะสั้น แผนงานระยะกลาง
และแผนงานระยะยาว
3. การร่วมประเมินผล การมีส่วนร่วมทางสังคมในปัจจุบัน เน้นให้มีตัวแทนของภาคประชาชนเข้ามามีส่วน
ร่วมตรวจสอบ ควบคุม กำกับดูแล ร่วมรับประโยชน์และประเมินผลการจัดบริการสวัสดิการสังคม เช่น การที่นโยบาย
ของรัฐกระจายอำนาจลงไปให้สำนักปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามามีบทบาทในการ
จดั สรรทรัพยากรและบรกิ ารสังคมใหค้ นในท้องถิ่นมากขึ้น
แนวคิดการมีส่วนร่วมทางสังคมจึงเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนเขาสามยอด 33 ได้ ร่วมออกมาแสดง
ความคิดเห็นเพื่อให้เกิดจากพัฒนา เห็นได้จากการที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่
ภายในหน่วยงานเดียวกัน การที่เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในที่ทำงานจากการพูดคุยและรับฟังกัน ส่งผลต่อ
ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชนทำให้สภาพแวดล้อมทางสังคมกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการใช้
ชวี ติ
2) ทฤษฎีระบบบและภาวะแวดล้อม (system and ecological theory)
สังคมสงเคราะห์ได้นำทฤษฎีระบบมาอธิบายการปฏิบัติงานของสังคมสงเคราะห์นั้นอยู่ภายใต้ระบบต่าง ๆ
ทางสังคม ผู้ที่นำมาใช้ได้แก่ Horard Goldstein (1973); Pincus และ Minahan (1973) ได้นำมาอธิบายในเรื่อง
"สัมพันธภาพระหว่างนักสังคมสงเคราะห์" ในฐานะที่เป็นระบบผู้ให้บริการ (change agent system) กับผู้ใช้บริการซึ่ง
เป็นระบบผู้ใช้บริการ (client system) ว่าควรเป็นไปในลักษณะของการทำงานร่วมกับผู้ใช้บริการแทนการทำให้
ผู้ใช้บริการ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในกลุ่มวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และมีการกล่าวอ้างถึงบ่อย ๆ คือ การทำงานกับ
ผู้ใชบ้ รกิ ารในลักษณะของการติดตอ่ สอื่ สารกนั 2 ทางระหว่างผใู้ หบ้ ริการกับผใู้ ชบ้ ริการ มใิ ช่การทำงานในลกั ษณะทำให้
ผู้ใช้บริการ (work with not work for) นักคิดสำคัญที่ได้พัฒนาทฤษฎีระบบในเวลาต่อมา คือ Siporin (1978);
Germainและ Gitterman (1980) ที่พยายามเสนอว่า การปฏิบัติงานทางสังคมสูงเคราะห์ควรจะพิจารณาระบบภาวะ
แวดลอ้ ม (ecological systems theory) ท่ีมผี ลกระทบต่อสงั คม
จากแนวคดิ พ้ืนฐานของทฤษฎรี ะบบทอี่ ธิบายว่า หนว่ ยทีซ่ ึง่ มรี ะเบยี บ จะประกอบไปด้วยระบบย่อยอยา่ งน้อย 2
ระบบ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งยังต้องมีขอบเขตซึ่งเกิดจากการแลกเปลี่ยนพลังงานทางกายภาพ และทาง
จิตใจมากกว่าข้ามขอบเขตออกไป โดยในงานสังคมสงเคราะห์ของชุมชนเขาสามยอดที่ 33 (ชุมชนโรงพยาบาลอานันท
มหิดล) มีการประยุใช้ทฤษฎีระบบต่องานสังคมสงเคราะห์ในด้านของการปรับปรุงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการภายใน
ระบบทรัพยากร เช่น ครอบครัว องค์ ซึ่งองค์ที่ว่านั่นก็คือโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนนั่นเอง ทั้งยังสามารถ
ช่วยให้เกิดการช่วยเหลือให้ผู้ใช้บริการใช้และปรับปรุงขีดความจำกัดความสามารถของตนเองในการแก้ปัญหา เช่น
152
การประสานงานกับทางโรงพยาบาลค่อยประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภายในโรงพยาบาล
เพื่อที่จะได้คงไว้ซึ่งมาตรฐานการเลี้ยงเด็กที่ดี พร้อมทั้งอาจจัดตั้งอบรมการเสี้ยงเด็กแบบใหม่ จะได้นำไปสู่การวาง
แผนการเลี้ยงดูลูกที่เป็นบุตรหลานของข้าราชการในอนาคต ป้องกันการเกิดปัญหาจากการไม่สามารถหาวิธีที่เป็นการ
กลางในการเล้ียงดู ท้ังยงั ชว่ ยปรับปรุงสัมพนั ธภาพภายในครอบครัวใหเ้ ป็นครอบครัวทมี่ ีสขุ ภาพจติ ใจท่ดี อี ยเู่ สมอ
3) ทฤษฎีการแกไ้ ขปญั หา (problem solving theory)
ทฤษฎีการแก้ไขปัญหาถือเป็นทฤษฎีแม่บทของงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะรายและเป็นที่รู้จักดีที่นักสังคม
สงเคราะหม์ กั จะนำมาประยุกต์ใชใ้ นการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเคราะห์ นักคิดสำคัญไดแ้ ก่ Helen Harris Perlman (1957
, 1970) อธิบายการแก้ไขปัญหาว่าเป็นการใช้กระบวนการหาเหตุและผล การใช้หลักตรรกวิทยา การใช้สติปัญญาเพื่อ
จัดการปัญหาที่เก็ดขึ้นให้หมดไป ทฤษฎีนี้ได้รับอิทธิพลมาจากจิตวิทยา ego (ego psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้
(learning theory) และทฤษฎบี ทบาท (role theory)
การนำทฤษฎีการแก้ไข้ปัญหามาใช้กับงานสังคมสงเคราะห์ในชุมชนเขาสามยอดที่ 33 สามารถนำผลการ
ค้นหาปัจจัยหรือองค์ประกอบ 4 Ps มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมองค์การในระดับบุคคล เพื่อศึกษาถึง อายุ เพศ
ทัศนคติ ค่านิยม ที่จะส่งผลต่อการแสดงออกถึงพฤติกรรมที่สร้างการมีสัมพันธภาพต่อกันของคนในชุมชน ทั้งยังทำ
ให้ได้ทราบถึงหนทางที่จะช่วยสนับสนุนผู้คนให้ได้รับความช่วยเหลือด้านบริการสังคมที่จำเป็นต่อการแก้ไขหรือขจัด
ปัญหา รวมไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากระบบสภาพแวดล้อมภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของผู้คน
ด้วย เช่น ครอบครัวที่รับราชการประจำที่โรงพยาบาลหรือพื้นที่ใกล้เคียง มีการทำงานเป็นเวลา ส่วนใหญ่มักไม่มีเวลา
เพียงพอในการเลี้ยงลูก การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติงานอาจแนะนำครอบครัวข้าราชการที่มีลูกให้ผู้ปกครอง
นำลูกไปฝากไว้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของโรงพยาบาลอานันทมหิดล และผู้ปกครองก็สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
อยา่ งไม่กงั วล ภายหลงั เลิกงานก็มารับลกู กลับบา้ นตามปกติ
4) ทฤษฎกี ารเสรมิ พลงั อำนาจและการพทิ ักษ์สทิ ธิ (empowerment and advocacy theory)
ทฤษฎีแบบก้าวหน้า (radical) และทฤษฎีมาร์กชิสต์พยายามเสนอมุมมองด้านสังคมสงเคราะห์โดยเน้นการ
เปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ยังมองว่านักสังคมสงเคราะห์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชุมชนขนาดเล็กหรือปัจเจกบุคคล
ครอบครัว และกลุ่มย่อยมากกว่าการดำเนินงานทางการเมือง จึงพยายามให้แนวทางปฏิบัติที่ยอมรับและไม่ขัดแย้งกับ
วัตถุประสงค์ทางสังคมที่กว้างกว่า และที่น่าจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยการส่งเสริมประสบการณ์
ด้านบวกของมนุษย์ซึ่งจะช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หนึ่งในการประยุกตใช้แนวคิดดังกล่าว ในงานสังคม
สงเคราะห์โดยไม่แบ่งแยกเพศและพิทักษ์สิทธิสตรีงานสังคมสงเคราะห์พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า นักสังคม
สงเคราะห์สามารถนำแนวคดิ เหล่านนั้ มาใช้ในการปฏบิ ตั งิ านได้
แนวคิดสังคมสงเคราะห์แบบก้าวหน้า (radical) มีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่องานสังคมสงเคราะห์โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในยุโรป และประกันว่านักสังคมสงเคราะห์คำนึงถึงหน้าที่ควบคุมสังคมและความขดั แย้งที่มีศักยภาพระหว่าง
ความเอาใจใส่และบทบาทการสร้างให้มีอำนาจในตัวเองต่อหน้าที่ราชการและหน้าที่ควบคุม และยังคำนึงถึงมากถึง
แนวโน้มที่ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ส่วนใหญ่ ยอมรับและถือว่านักสังคมสงเคราะห์ควรจะเสริมสร้างระเบียบทางสังคมใน
ขณะนั้นๆ การถูกบังคับและการแปลกแยกจากกลุ่มอำนาจในสังคมของผู้ใช้บริการมีการรับรู้มากขึ้น เช่นเดียวกับ
สัมพันธภาพอันใกล้ชิดของนักสังคมสงเคราะห์และหน่วยงานสังคมสงเคราะห์กับกลุ่มอำนาจเหล่านั้นความใส่ใจใน
ความต้องการของกลุ่มที่สามารถระบุชัดเจนในสังคม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนละกลุ่มชนชาติ ที่ได้รบั ามทุกข์ทรมานจาก
การประณามทางสังคมหลากรูปแบบสืบเน่ืองจากการไร้ความสามารถ) ซึ่งถูกปังคับในสักษณะนี้นำไปสู่การพัฒนาตัว
153
แบบการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุถึงความต้องการของกลุ่มชนเหล่านั้น และปรากฎชัดในรูปบทบาทการพิทักษ์สิทธ์ิ
(advocacy role)ของวิชาสังคมสงเคราะห์
แนวคิดที่สำคัญที่สุด คือ การเสริมพลังอำนาจ (empowerment) ซึ่งการวิเคราะห์แนวการปฏิบัติงานอย่าง
เต็มรปู และลึกซง้ึ ตามมุมมองนี้ปรากฎในหนงั สือของ Solomon (1976) ดงั สรุปเป็นตวั อยา่ งพอสงั เขปตอ่ ไปน้ี
Furlong (1 987) เห็นว่าการเสริมพลังอำนาจเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะ
ราย เพราะการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะรายมุ่งหลีกเสี่ยงการกำหนดทิศทางโดยธรรมชาติของการกระทำทาง
สังคมและมุมมองเฉพาะตัวด้วยการมอบงานให้ปัจเจกบุคคลและครอบครัวได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่วัตถุประสงค์
ทางสงั คม (Ssocial objectives)
ส่วน Russel-Erlich และ Rioera (1986) โต้แย้งว่า การเสริมพลังอำนาจ ชุมชนที่ถูกบีบบังคับเป็นการ
ตอบสนองทีจ่ ำเปน็ ประการหนงึ่ ตอ่ แนวโนม้ ในชวี ติ ทางการเมอื งและทางเศรษฐกิจซ่ึงยง่ิ เพิม่ การบีบปังคบั มากข้ึน
ขณะที่ Rojek (1986) เห็นว่า แม้ยุทธวิธีการเสริมพลังอำนาจ และการพิทักษ์สิทธิจะสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
มุมมองแบบก้าวหน้าและแบบมาร์กชิสต์ แต่ก็ต่างกันที่วัตถุประสงค์โดยพื้นฐาน ยุทธวิธี ทั้งสองมีธรรมชาติของความ
สมเหตุสมผล โดยถือว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามความพอใจของผู้ใช้บริการ นักสังคม
สงเคราะห์แบบก้าวหน้าและแบบมาร์กซิสต์ จะแสวงหา การเสริมพลังอำนาจ เพื่อสร้างความตรงกันข้ามในสังคมซึ่งจะ
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุดมากกว่าในขณะที่นักสังคมสงเคราะห์แบบสมเหตุสมผลคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลง
สงั คมโดยตรง
การพิทกั ษส์ ทิ ธิ(advocacy)
เป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ซึ่งพยายามส่งเสริมการควบคุมตนเอง
และความเกี่ยวข้องในชีวิต ในชุมชน และการให้บริการของผู้ใช้บริการเอง ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนานั้นการพิทักษ์
สิทธิถูกมองว่าเป็นการให้บริการประการหนึ่งต่อผู้ใช้บริการ การพิทักษ์สิทธิเฉพาะกรณี(case advocagy) ถูกจัดข้ึน
โดยมืออาชีพเพื่อขยายการเข้าถึงของผู้ใช้บริการ ซึ่งบริการนี้จัดไว้ให้ ส่วนสาเหตุของการพิทักษ์สิทธิคือ ความพยายาม
ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทางสังคมจากที่ต่าง ๆ ของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้สิ่งท่ี
สัมพันธ์กับการพิทักษ์สิทธิก็คือ แนวคิดการทำให้เป็นภาวะปกติ (normali- zation) ซึ่งพยายามเสนอให้ประชาชนใน
สถาบันมีสิ่งแวดล้อมที่ จะอำนวยให้มีบทบาททางสังคม อย่างมีคุณค่า และรูปแบบการดำรงชีวิตใกล้เคียงกับคนที่อยู่
นอกสถาบัน เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึง พัฒนาการที่มีศักยภาพในการสงเคราะห์ด้านที่อยู่อาศัย (residential care) และ
การสงเคราะห์ผู้พิการ ด้านการเรียนรู้ดังผลงานของ Towell และ Sinclair (1988) ซึ่งรวบรวมพัฒนาการต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวข้องกับ การพิทักษ์สิทธิไว้ในงานของ Rose และ Black (1985) โดยบรรยายถึงโครงการส่งเสริมวิถีชีวิตของ
ผู้ป่วยทางจิตในชุมชน ที่แสดงให้เห็นชัดว่ามีแนวคิดบนฐานผลงานของ Freire (1972) ซึ่งชี้ให้เห็น ลักษณะของ
ประชาชนที่แสวงหาการเสริมพลังอำนาจซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้กระทำ (subject) มากกว่าผู้ถูกกระทำ (object)
โดยเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิทักษ์สิทธิและการอภิปรายอย่างลึกซึ้ง กับผู้ ใช้บริการเพื่อนำเข้าสู่ความเป็นจริง
แบบอัตถวิสัย (subjective reality) ในขณะนั้นของผู้ใช้บริการ และเป็นการสำรวจความเป็นจริงแบบภาววิสัย
(objective reality) ร่วมกับผู้ใช้บริการ จนกระทั่ง ผู้ใช้บริการสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ตามความเป็นจริงที่
เขาสามารถจำกัดการควบคุมสภาพแวดล้อม ของตนเองได้ผู้ใช้บริการจึงก้าวเข้าสู่การถูกผูกมัดเพื่อเปลี่ยนแปลงจาก
สภาพการพึ่งพา (dependence) ไปสู่สภาพต่างพึ่งพากันและกัน (interdependence) กับเครือข่ายร่วมของการ
สนับสนุนทางสังคม คนเราไม่สามารถอยู่ได้อย่างอิสรเสรีตลอด แต่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นในบางกรณีด้วย
หลังจากมุมมองของ Freire แล้วได้มีการเรียนการสอนกันอย่างแพร่หลาย การแลกเปลี่ยน ทางสังคมทุกประการมี
154
สาระทางการเมืองในลักษณะของการยอมรับหรือปฏิเสธระเบียบสังคมใน ขณะนั้น ด้วยการสนทนาอย่างมีสุนทรียภาพ
(dialogue) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลที่ หันหน้าเข้าหากันและต่างฝ่ายต่างยอมรับศักดิ์ศรีของความเป็น
มนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่ความไว้วางใจ ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง (praxis) ด้วยการแสดงออกและ
ประสบความจริงที่เป็น ผลมาจากการกระทำของตนเอง นักสังคมสงเคราะห์พยายามเข้าถึงและเข้าใจความเป็นจริง
ของผู้ใช้บริการซึ่งถูกบีบปังคับยแนวคิดการทำให้เป็นสถาบัน (institutionalization) ความยากจน และการถูกลิตรอ
นท (material deprivation) จนต้องอยู่ในโลกของตนเอง การสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการได้แสดงออกอย่างมีชีวิตชีวา
และยอมรับความสามารถและคุณค่าของตนเอง ความมีเหตุผลการกำจัดความเชื่อของผู้ใช้บริการว่าเป็นคนไร้
ความสามารถ ดังนั้น ผู้ใช้บริการจึงกลายเป็น "ผู้กำหนด-ผู้เข้าร่วม" ในวิถีชีวิตของตนเองมากกว่าการบริโภคบริการ
แต่เพียงฝา่ ยเดยี วเทา่ นน้ั
3. งานความปลอดภัยจากอัคคีภัยในโรงพยาบาล
โรงพยาบาลอานันทมหิดลได้มีแนวความคิดในการทำระบบคสามปลอดภัยในหน่วยงานเพื่อให้ได้
มาตรฐานสากล จึงได้ขอคำปรึกษาจากสมาคมดับเพลิงและการช่วยชีวิต FARA (FIRE ANDRECUE ASSOCIATION)
ทางสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA ได้เขาอบรมโรงพยาบาลอานันทมหิดลและได้มอบใบรับรองมาตรฐาน
FARA - FS - CERTIFIED เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2551 ซึ่งนับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของกองทัพบกที่ผ่านการ
รับรองจากสมาคมการดบั เพลิงและช่วยชีวิต FARA
การดำเนนิ งานความปลอดภัยจากอัคคีภยั ในโรงพยาบาลอานันทมหิดล
ทำค่มู อื หมออ่วมดับไฟกูภ้ ยั กู้ชพี โรงพยาบาลอานันทมหิดล
- แตง่ ตงั้ อนกุ รรมการการป้องกนั อคั คีภยั
- แต่งต้งั คณะนายตรวจอคั คภี ยั
- ซอ้ มแผนตามวงรอบและการซอ้ มใหญ่ประจำปี
- ส่งเจ้าหน้าที่ FARA โรงพยาบาลอานันทมหิดลเข้าอบรมกับสมาคมดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA ที่สมาคม
ดับเพลงิ จดั อบรม
นอกเหนือจากนั้นแล้วนักศึกษาเส็งเห็นถึงประโยชน์ของการดำเนินงานความปลอดภัยจากอัคคีภัยใน
โรงพยาบาลอานันทมหิดลเป็นอย่างมาก เป็นงานที่ควรค่าแก่การปฏิปัติเพื่อฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง โดยจะเกิด
ประสิทธิภาพสูงสุดหากมีการดำเนินการร่วมกันกับคนในชุมชน เพราะโรงพยาบาลอานันทมหิดลมีพื้นที่อาณาเขตที่ราย
ล้อมไปด้วยบ้านพักข้าราชการที่เป็นสวัสดิการของข้าราชการ จนเกิดเป็นชุมชนขนาดย่อมขึ้นมา ซึ่งเมื่อมองประกอบ
กับข้อมูลที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างตันจะเห็นได้ว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพหรือการทำงานภายในองค์กรที่เชื่อมโยง
กัน เนื่องจากมีวิถีชีวิตและการดำเนินกิจกรรมทางสังคมที่ค่อนข้างเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ถึงแม้ในบางส่วนที่มี
การประกอบอาชีพที่สวนทางกัน แต่มักถูกยึดโยงกันด้วยระบบสุขภาพชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องไปสถานพยาล
หรือแม้กระทั่งการซื้ออาหารเพื่อดำรงชีวิต เมื่อได้ศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้ว ทำให้นักศึกษาสามารถนำข้อมูลที่ผ่านการ
วิเคราะห์นั้นมาส่งเสริมในด้านงานความปลอดภัยจากอัคคีภัยในโรงพยาบาลได้ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับ
บุคคล เพื่อให้รับรู้และเข้าใจตนเอง พร้อมทั้งตะหนักในสิ่งที่แวดล้อมรอบตัว อาจทำได้จากการประชาสัมพันธ์ถึงความ
รุนแรง สาเหตุของการเกิด หรือโอกาสที่จะเกิดอัคคีภัยขึ้นในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนได้ตื่นตัวอยู่เสมอ พร้อมทั้งจัด
อบรมการให้ความรู้เมื่อต้องเผชิญกับอัคคีภัย จากนั้นเมื่อถึงการฝึกข้อมประจำปีก็จัดให้ผู้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมใน
155
การซ้อมเพื่อที่จะได้นำไปสู่การร่วมมือป้องกันการเกิดอัคคีภัยต่อมา เมื่อเป็นเช่นกันแล้วก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในระดับกลุ่มคน เพราะทุกคนได้มีส่วนร่วมต่อการส่งเสริมนโยบายงานความปลอดภัยจากอัคคีภัยในโรงพยาบาล ซ่ึง
สามารถยกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่เกิดความเท่าเทียมกันในต้านองค์ความรู้ของการสร้าง
ความปลอดภัยแก่ตนเองเมื่อเกิดอัคคีภัย
4. บทบาหนกั สังคมสงเคราะหก์ ับการปฏบิ ัติงานเพือ่ สร้างการเปลีย่ นแปลง
ในการวิเคราะห์ชุมชนเบื้องตัน เริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมองค์การในระดับบุคคล ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้คน
ในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบชีพรับราชการ แสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถได้จากตำแหน่งที่บุคคลนั้นได้รับ
เนื่องจากไม่ใช่งานที่จะสามารถได้รับการเสื่อนขั้นได้ง่ายหรือด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว เพราะต้องมีการสั่งสม
ประสบการณ์มาเสียก่อน ในการทำงานราชการก็จะหล่อหลอมการแสดงออกทางพฤติกรรมไปตามองค์กรที่ซึ่งสังกัด
อยู่ โดยลักษณะพฤติกรรมทั่วไปที่เห็นได้ชัดของการทำงานราชการ" อันได้แก่ 1. การยึดถือระบบอุปถัมภ์ เป็นอุปนิสัย
ของข้าราชการที่นิยมชมชอบและนำระบบอุปถัมภ์มาใช้ระบบนี้มีส่วนทำให้ข้าราชการมีพฤติกรรมไปในแนวทางที่มีข้ากับ
เจ้า บ่าวกับนาย ผู้ใหญ่กับผู้น้อย ผู้นำกับผู้ตาม หรือผู้อุปถัมภ์กับผู้ถูกอุปถัมภ์ชีวิตของข้าราชการชั้นผู้น้อยจะได้ดิบได้
ดีหรือตกอับขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือผู้ปังคับบัญชาที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองภัยต่าง ๆ ให้ ส่วนผู้ใหญ่จะได้แรงงานและ
การปรนนิบัติรับใช้จากผู้น้อยเป็นการตอบแทน เข้าทำนอง "ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพ่ึงนาย " ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับ
ผู้น้อยดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่งบนลงล่างอันเป็นการสั่งการบังคับกันตามลำดับชั้นโดยยึดถือพวกพ้องเป็น
หลัก 2. การปกป้องผู้ใต้ปังคับบัญชาในทางที่ผิดการปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในทางที่ถูกที่ควรและสุจริตนั้นเป็นสิ่งดี
เพราะการแสดงถึงการรักและไม่ทอดทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีขวัญกำลังใจ และ
ผู้บังคับบัญชาได้รับการเคารพยกย่องมากขึ้น แต่การปกป้องผู้ใต้ปังคับบัญชาในทางที่ผิดเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
โดยเฉพาะเป็นการช่วยเหลือคนผิดและในบางกรณีเป็นการกระทำผิดกฎหมาย 3. การทำตัวเป็นนายประชาชน
หมายถึงการที่ข้าราชการมีอุปนิสัยที่เป็นผู้ออกคำสั่งหรือผู้ปกครองประชาชนและมีความคิดว่ารู้ดีกว่าประชาชน คือรู้
ดีกว่าประชาชนมีความต้องการอะไรและเป็นผู้จัดหาให้รวมทั้งขี้แนะให้ประชาชนปฏิบัติตามความต้องการของตนหรือ
ของรัฐบาลเป็นหลักมากกว่าปฏิบัติงานความต้องการของประชาชนเป็นหลัก 4. การมีลักษณะตัวใครตัวมัน เป็น
ลักษณะอุปนิสัยของข้าราชการที่เรียกว่า"ปัจเจกชนนิยม" คือ ไม่สนใจที่จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาประเทศหรือ
ปฏิรูประบบราชการพร้อมกับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ชอบประสานงานไม่นิยมการรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันปฏิบัติงาน หากไม่มี
ผลประโยชน์ตอบแทน ชอบชิงดีชิงเด่นกันและเอาตัวรอดใครหรือหน่วยงานใดดีกว่าเด่นกว่าจะอิจฉาริษยาและหาทาง
ลายหรือสกัดกั้น รวมไปถึงการไม่ชอบประสานงาน 5. การทำผักชีโรยหน้าหมายถึงการที่ข้าราชการมีอุปนิสัยที่นิยม
ชมชอบกับการปฏิบัติงานอย่างฉาบฉวย ผิวเผินและตบตาโดยไม่คำนึงถึงความคงทนถาวร แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้
งานนั้นเสร็จทันการประกวด การมาตรวจงาน หรือการมาตรวจเยี่ยมของผู้มีอำนาจที่สามารถใหคุณให้โทษแก่
ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานนั้น ๆ ได้ 6. การปัดความรับผิดชอบ ลักษณะอุปนิสัยที่ชอบปัดความรับผิดชอบของข้าราชการ
สังเกตได้จากการวางอำนาจทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน และมีการโยนงานกันโดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ทำ
ให้ชักช้า 7. การไม่ใฝ่หาความรู้เพิ่มเติม เป็นอุปนิสัยของข้าราชการที่พอใจความรู้ความสามารถเท่าที่มีอยู่ หรือแม้ไม่
พอใจแต่ก็ไม่ต้องการที่จะเสาะแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่อยากที่จะรับรู้หรือยอมรับเทคโนโลยีที่ทันสมัยสาเหตุส่วนหน่ึง
มาจากความคิดที่ว่าถ้ามีความรู้เพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้ตนเองต้องมงี านและมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นด้วยจึงไม่
ขวนขวายหาความรู้เพิ่ม 8. การท าตัวเป็นคนบุญศักดิ์ใหญ่ ข้าราชการบางส่วนเป็นชนชั้นที่มีเชื้อสายของขุนนางเก่า
และแต่เดิมถือกันว่าการรับราชการเป็นการรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชการจึงมีฐานะทางสังคมสูง แต่ถ้าพิจารณาให้
156
ดีแล้วข้าราชการจัดได้ว่าเป็นพวกชนชั้นปกครอง เพราะฉะนั้น ลักษณะอุปนิสัยหรือพฤติกรรมที่ข้าราชการไทยบางส่วน
แสดงออกมาก็เป็นผลมาจากการนิยมชมชอบหรือสืบเชื้อสายมาจากขุนนางเก่า ตลอดจนยึดมั่นว่าตนเองเป็นชนชั้น
ปกครอง 9. การชอบสัมมนาและฝึกอบรม การสัมมนาและฝึกอบรมนับเป็นกิจกรรมที่เสริมความรู้ ความสามารถ
ความชำนาญ และประสบการณ์ให้แก่ข้าราชการ จึงจัดให้มีขึ้นเป็นประจำ โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลหรือจาก
หน่วยงานเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ10. คอร์ชับชั่น หรือการฉ้อราษฎรบังหลวง หมายถึการที่ข้าราชการมี
ความมุง่ หวัยและมีอปุ นสิ ัยทัว่ ไปท่มี งุ แสวงหาอำนาจ ความมั่นคงและเกียรติจากระบบราชการ เปน็ อปุ นิสัยท่ีขา้ ราชการ
แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์จากการปฏิบัติราชการในทางมีขอบ การคอรัรับชันทำให้ประชาชนได้รับความทุกข์มาก
เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสที่จะทนทานและทำให้รัฐได้รับความเสียหายอย่างสุดคณานับ เมื่อทำความเข้าใจของผู้คนที่
จะต้องทำ งานด้วยในเบื้องตันแล้ว ทำให้สามารถเขา้ ใจถึงการเป็นตัวตนที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันของคนในทุมชน ซึ่ง
ผ่านการหล่อหลอมมาจากระบบการทำงานแบบราชการ จึงต้องมีการออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรม
ของผู้คนตามที่เข้าใจ ยกตัวอย่าง เช่น การออกแบบการทำงานที่ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลรนโยบาย
หรือมาตรการเพื่อคนในชุมชนจะได้รู้สึกผูกชันต่อการทำงานที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี ทั้งยังตระหนักถึง
ความสำคัญของตนเองที่มีผลต่อการตำเนินงานที่ถูกพัฒนา จวบจนช่วยกันรักษาไว้ซึ่งการดำเนินงานที่ส่งผลให้
เกิดผลสำเร็จนั้น ๆ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยังยืน ภายหลังจากการสร้างแผนเพื่อไปใช้ในการบภบัตการยังคง
ต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อการดำรงอยู่ ซึ่งในการพูดคุยแลกเปลี่ยนนี้เอง ถือเป็นส่วนที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะ
การที่จะเข้าไปคุยได้นั้นต้องไม่เป็นการพูดคุยเชิงออกสั่งเนื่องจากอุปนิสัยของข้าราชการที่มักพังแต่ชั้นผู้ใหญ่เป็นหลัก
หากไม่ใช่บุคคลที่ทำงานร่วมด้วยกันในระบบก็รักจะไม่ฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง ประกอบกับอุปนิสัยที่ไม่
ผ่านการหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้เข้าไม่ถึงการทำงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการช่วยเหลือ เพราะมักยึดถือการมี
ลักษณะตัวใครตัวมันที่จะไม่สนใจในความช่วยมือต่อการพัฒนา ฉะนั้นแล้วการเข้าไปพูดคุยควรพูดคุยด้วยความเป็น
กลางต่อความคิดของตนเอง ทำความเข้าใจกับโครงการให้ได้อย่างถ่องแท้จากนั้นแล้วจึงชวนพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยน
เปิดกว้างต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำความเข้าใจต่ออุปนิสัยที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ที่ประกอบอาชีพ
ราชการ
157
“ชมุ ชนหมทู่ ่ี 2 บ้านดอนทอง”
เจษฎา แสงอมร
158
คำนำ
รายงานเรื่องการออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ชุมชนกรณศี ึกษา ชุมชนหมู่ท่ี 2 บ้านดอนทอง จ.สระบุรี
เป็นส่วนนึงของรายวิชา สค.311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 3 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยเนื้อหาจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน เช่น จำนวนคนใน
ชุมชน แผ่นที่เดินดินในชุมชน มิติด้านของชุมชน และจุดด้อยจุดแข็งของชุมชน และยังมีการอธิบายถึงชุมชนด้วย
ทฤษฎีต่างๆ และมีการนำกระบวนการทางสังคมสงเคราะห์มาอธิบายถึงวิธีการดำเนินงานของโครงการ และการ
นำเสนอโครงการที่มีขื่อว่า ตามทันเทคโนโลยี ตามรอยประเพณีชุมชน ที่มีจุดประสงค์ของโครงการคือ การที่คนใน
ชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนที่มีความต่างจากยุคสมัยและการพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีของ
คณะกรรมการในชมุ ชน
ผู้จดั ทำหวงั เป็นอย่างย่งิ วา่ รายงานฉบับนจ้ี ะก่อใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ก่ผทู้ ีไ่ ด้ทำการศึกษา หรือได้อ่านรายงานเลม่
น้ี และถา้ หากรายงานฉบับน้มี กี ารตกหล่นหรอื ความผิดพลาดประการใด ขออภยั มา ณ ท่ีน้ีด้วย
ผูจ้ ัดทำ
นายเจษฎา แสงอมร
159
บทท่ี 1
ข้อมลู พ้นื ฐานชุมชน
1.1 สถานท่ตี ั้งของชุมชน
บ้านดอนทอง หมู่ท่ี 2 ตำบลหรเทพ ต้ังอย่ใู นอำเภอบา้ นหมอ จังหวดั สระบุรี ห่างจากทว่ี ่าการอำเภอบา้ นหมอ
ไปทางทิศตะวันออก 10 กโิ ลเมตร และมีอาณาเขตติดตอ่ ดังน้ี
ทศิ เหนือ ติดกบั หมทู่ ่ี 8 ตำบลดอนทอง
ทิศใต้ ตดิ กบั หมู่ท่ี 1 และ 8 ตำบลดอนทอง
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ กับ หมูท่ ี่ 7 ตำบลดอนทอง
ทิศตะวันตก ตดิ กับ หมู่ท่ี 8 ตำบลดอนทอง
1.2 ข้อมลู พื้นฐานของชุมชนในมติ ติ ่างๆ
1.2.1 มิติด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากชุมชมหมู่ที่ 2 บ้านดอนทอง มีทางคมนาคมที่สะดวกกับหมู่อื่นๆที่ใกล้ชิด
เป็นอย่างมาก จึงทำให้มีการแลกเปลี่ยนกันในหลายๆสถานที่ทั้งภายในชุมชนและภายนอกชุมชน โดยในตอน 5.30 น.
ถึง 6.30 น. จะมีการซื้อขายของกินกันที่ร้านของชำเจ๊ฝนภายในชุมชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะมีของกินต่างๆ
นานามาขายในเวลาดังกล่าว และภายในชุมชนบ้านดอนทองจะมีร้านขายของชำอยู่ทั้งสิ้น 3 ร้าน และมีร้านอาหารตาม
ส่ัง 2 ร้าน
1.2.2 มิติด้านวัฒนธรรม ชาวบ้านในชุมชนหมู่ที่ 2 บ้านดอนทองทกุคนนับถือในศาสนาพุทธ โดยทุก
วันพระในช่วงเช้าจะมีการประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดดอนทอง โดยจะเริ่มตอนเวลา 6.30 – 8.30 น. ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ
เทศกาลด้วยว่าจะใช้เวลานานเท่าใด และในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของคนในชุมชน ก็จะมีการจ้างคนในชุมชนให้ไป
ช่วยกันเก็บเกยี่ ว แต่ในปจั จบุ ันกม็ รี ถเก่ียวข้าวมาเปน็ เครือ่ งทุนแรงของคนหน่มุ สาวในชุมชน
1.2.3 มิติด้านสุขภาพ ในชุมชมหมู่ที่ 2 บ้านดอนทองจะมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(อนามัย
หรเทพ) ที่เป็นที่สถานที่ที่ทกุคนในชุมชนจะไปใช้บริการก่อน เพราะว่ามีการบริการที่ดีและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆและยังได้
ยากลับมารับประทานอีกด้วยและอีกเหตุผลที่เลือกใช้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขตำบลก่อน คืออยู่ใกล้บ้านและเดินทาง
สะดวกก่อนที่จะไปโรงพยาบาลบ้านหมอ เพราะว่าโรงพยาบาลบ้านหมออยู่ไกลจากตำบลค่อนข้างมาก จึงเป็นตัวเลือกท่ี
สองทจี่ ะไปใชร้ ะบบสขุ ภาพ
1.2.4 มติ ดิ า้ นความสมั พันธ์และสังคม คนในชมุ ชนรูจ้ ักกนั แถบทุกคน เพราะวา่ ส่วนใหญ่เปน็ ญาติพี่
นอ้ งกนั หมดเลย จงึ ทำให้ความสมั พนั ธข์ องคนในชุมชนแข็งแรง ไม่มกี ารทะเลาะววิ าทกนั และในการจัดงานของ แต่ละ
บ้านกจ็ ะมคี นมาช่วยงาน เชน่ การจดั งานบุญครบรอบวนั ตายทีบ่ า้ น ก็จะมีคนในหมบู่ า้ นมาช่วยกันเตรียม ของกินหรือ
การเอาของกินมาชว่ ยเหลอื เปน็ ต้น แต่ในเวลาปกติทกุ บา้ นจะอยู่แยกกันหากมใี ครอยากพบกจ็ ะไป หาทีบ่ ้าน และตอน
เจอกันกลางทางกจ็ ะมกี ารทกั ทายกนั ตลอดเวลา
160
1.2.5 มติ ิด้านความเป็นอยู่ เน่ืองจากทุกคนในหมู่บ้านรู้จักกนั หมด ทำให้เวลามบี ้านไหนท่ีมีผู้สูงอายุ
อยแู่ ล้ว คนดแู ลไม่อยู่บ้านกจ็ ะมกี ารบอกกล่าวเพอ่ื นบา้ นหรอื ญาตสิ นิท เพอื่ ฝากใหด้ แู ลกนั แทนเพื่อความ ปลอดภยั
ของผสู้ งู อายุ
1.3 การใช้เครือ่ งมอื ศกึ ษาชุมชน และวธิ ีการได้มาซึง่ ขอ้ มูล
1.3.1 ประวตั ศิ าสตรช์ มุ ชน
บ้านดอนทองเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าก่อตั้งสมัยใด เป็นหมู่บ้านที่มี สภาพ
เป็นเนินและที่ราบลุ่มมีคลองนํ้าไหลผ่าน มีพันธุ์ปลานานาชนิด และยังเหมาะแก่การเกษตร เช่น การทำนำ ข้าว การทำ
นาเผือก การปลูกพืชผักและการทำสวน ปัจจุบันบ้านดอนทองถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 สังกัด หมู่ที่ 2 ตำบล
หรเทพ และส่วนที่ 2 สังกัด ตำบลดอนทอง อำเภอหนองโดน มีการสันนิษฐานถึงที่มาของชื่อ บ้านดอนทอง เนื่องจาก
บรเิ วณแถบนม้ี สี ภาพเป็นเนิ่นแล้วมีตน้ ทองซ่ึงเป็นต้นไมย้ ืนต้นอยูเ่ มบรเิ วณ จงึ ทำให้ถกู เรยี กวา่ บา้ นดอนทอง
1.3.2 แผนทเ่ี ดนิ ดนิ
ภาพท่ี 1 แผนที่หมทู่ ่ี2 บา้ นดอนทอง
ทีม่ า https://www.google.com/maps/@14.633699,100.6759027,16z
161
ภาพที่ 2 แผนที่หมูท่ ่ี 2 บ้านดอนทอง
ทม่ี า แผนพัฒนาหมบู่ ้าน ดอนทอง ประจำปี 2561 – 2564
- แผนท่ีทางกายภาพ จะพบวา่ ในชุมชนหมูท่ ี่ 2 บ้านดอนทองจะมคี ลองไหลผ่านทางบรเิ วณหน้าโรงเรยี นเป็น
ลักษณะแนวยาว เป็นคลองสายหลักที่ชาวบ้านใช้ในการประกอบการทำพืชผักสวนครัวและทำนาข้าวนาเผือก แต่ว่าแต่
ละคนก็บ่อนํ้าของตัวเองที่เอาไว้กักเก็บนํ้าจากนํ้าฝนและนํ้าจากคลองเข้ามาทางคูนํ้าอีกด้วย และจากการเดินเท้าไปยัง
ไปชุมชนก็จะพบกับร้านค้าจำนวน 3 ร้าน ซึ่งเป็นร้านขายของชำที่ชาวบ้านใช้ซื้อขายเป็นหลักโดยจะมีร้านเจ๊ฝน ร้านตา
อ้าน และร้านตาเรอื ง โดยร้านเจฝ๊ นจะเนน้ ไปที่การซื้อขายของสด รา้ นตาอว้ นและตาเรืองจะขายของท่วั ไป
- สถานท่ีหลกั ของชุมชน คอื โรงเรยี นหรเทพ(รงุ่ เรอื งประชาสามัคคี) และ ทวี่ า่ การผู้ใหญ่บา้ นหมู่ 2
- โรงเรียนหรเทพ จะเป็นที่ที่ผู้ปกครองจะไปส่งลูกหลานในเวลา 07.00 – 08.00 น. ซึ่งการ เดินทาง
ไปส่งนั้น ส่วนมากจะขับรถจักรยานยนต์ไป และส่วนน้อยจะให้ ลูกหลานขับรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ไป และจะ
ไปรับกลับตอน 15.00 น. หากเป็นนักเรียนอนุบาล และรับตอน 15.30 น. หากเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนหร
เทพ เวลา 16.30 – 18.30 น. ยังเป็นจุดรวมกันของเด็กในชุมชนที่จะมารวมกันเล่นกีฬาหรือกำลังกายต่างๆ แต่ว่ามี
จำนวนน้อยมากที่มาออกกำลังกาย เพราะว่าสถานที่ของโรงเรียนนั้นไม่ได้ถูกอนุญาตให้ใช้งานได้ มีแต่ลานโล่งๆเท่านั้น
ท่ีจะสามารถใช้งานได้
162
- ที่ว่าการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 จะสถานที่ที่เอาไว้ประชุมหรือดำเนินกิจกรรมหรือแผนพัฒนาชุมชนต่างๆ โดยจะมี
ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นประธานกรรมการโครงการต่างๆ ได้แก่ นางดวงรัตน์ ตลับเงิน และมีรองประธานได้แก่ นายประยุทธ
ด้วงทอง
ซึ่งจากที่กล่าวมาจะพบว่าการทำเกษตรของคนในชุมชนนั้นจะมีการกักเก็บนํ้าเพื่อใช้ในการเกษตรอยู่แล้ว เพื่อ
ว่าช่วงใดที่นํ้าน้อยก็จะมีนํ้าใช้ แต่เนื่องจากทุกคนใช้นํ้าเส้นนี้เป็นหลักทำให้มีการชิงน้ําจากต้นทางไปก่อนที่จะถึง
ปลายทาง ซึ่งในกรณีก็จะมีการสัญญากันไว้ว่าจะรอให้นํ้าถึงระดับนึงก่อนที่จะเริ่มสูบนํ้าหรือเปิดท่อนํ้าให้เข้าสู่คูนํ้าได้
และจากแผนที่ก็จะพบว่าการเดินทางในชุมชนจะมีถนนไม่กี่สาย แต่ถนนแต่ละสายก็จะผ่านทุกหน้า ซึ่งจะเชื่อมถึงกัน
หมด จงึ ทำให้การเดินทางคอ่ นข้างสะดวกและสามารถเดนิ ทางไปอนามัยได้อยา่ งสะดวกอกี ดว้ ย
1.3.3 ระบบสุขภาพชุมชน โดยเครื่องมือนี้จะเป็นการศึกษาที่จะบ่งบอกถึงการพึ่งพาและการรักษาปัญหา
สุขภาพของชุมชน โดยจะได้จากการสัมภาษณ์ของคนในพื้นที่ และการรวบรวมข้อมูลจากสถานที่ด้านสาธารณะสุข
ทง้ั หลาย และขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการรวบรวม คอื
1.3.3.1 วิธีการรักษาของคนในชุมชน – คนในชุมชนจะมีวิธีการรักษาเบื้องต้นด้วยการกินสมุนไพร
ต่างๆ เช่น การกินนํ้าขิงจะช่วยให้ลดอาการอืดของท้องและลดอาการของหวัดได้ เป็นต้น แต่ว่าก็เป็นเพียงการรักษาใน
ขั้นต้นเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าไม่หายจากโรคภัยหรืออาการไม่ดีขึ้นก็จะไปโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาล
บา้ นหมอ และคลีนิคหมอต่างๆท่ตี ัวเมือง
1.3.3.2 วิธีการเดินทางไปสถานที่รักษา – การเดินทางไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะ
สามารถไปได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากอยู่ใกล้กับบริเวณบ้าน แต่ถ้าหากไปยังโรงพยาบาลบ้านหมอหรือคลินิก ก็ จะ
สามารถเดินทางไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว แต่ถ้าหากไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็จะจ้างคนในหมู่บ้าน ที่ชื่อว่า อัมพร ที่จะ เป็น
คนขบั รถพาไป โดยจะมคี า่ จา้ งแลว้ แต่คนท่ีจ้าง โดยราคาจะอย่ใู นชว่ งประมาณ 100 – 500 บาท
163
บทท่ี 2
แนวคิด ทฤษฎี และ วธิ ีการปฏิบัตงิ านสงั คมสงเคราะห์
2.1 แนวคิด ทฤษฎใี นการอธิบายปรกฏการณใ์ นชุมชน
2.1.1 แนวคดิ การขดั เกลาทางสงั คม
แนวคิดการขัดเกลาทางสังคม คือ กระบวนการปลูกฝั่งบรรทัดของคนกลุ่มนึงไปยังอีกกลุ่มนึง โดยจะเกิด
ขึ้นกับตวั ของปัจเจกบุคคล เพื่อใหป้ จั เจกบคุ คลน้ันสามารถอยู่รว่ มกบั ปัจเจกบุคคลอืน่ ไดโ้ ดยไม่ขัดแยง้ กัน
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าชุมชนนี้มีการประพิธีทางศาสนาต่างๆ ที่กระทำกันทุกวันพระหรือวันสำคัญทาง
ศาสนา ซึ่งศาสนาก็จะเป็นสิ่งขัดเกลาความคิดต่างๆของคนในชุมชน และเกิดเป็นการปลูกฝั่งจากทางวัฒนธรรมไปยัง
ปัจเจกบุคคลอีกด้วย และนอกจากนี้ในชุมชนนี้ยังมีวัฒนธรรมที่เป็นเรื่อวของการช่วยเหลือเพื่อนบ้านซึ่งเป็นการ
กระทำแบบนี้มานานมากแล้ว จึงเป็นผลให้คนในชุมชนนี้จะมีการช่วยเหลือบเพื่อนบ้านในการประกอบพิธีทางศาสนา
หรืองานสำคัญต่างๆ ซึ่งจุดนี้เป็นการขัดเกลาจากคนในสมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบัน จนการเป็นวัฒนธรรมที่คนใน
หมู่บ้านปฏบิ ัตกิ ันเร่อื ยมา
2.1.2 ทฤษฎโี ครงสร้างหนา้ ท่ี
ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้สังคมเสียสมดุล ทำให้ต้องเกิดสถาบัน
หรือหน่วยยอ่ ยอ่นื ๆขึ้นมา เพอื่ ทำหนา้ ทีท่ ดแทน และทำให้สังคมกลยั มามเี สถียรภาพ
ซึ่งจากการพูดคุยกับคนในชุนและการสังเกตุจะพบว่า ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จาก
การที่เปลี่ยนถ่ายจากสังคมที่มีการเพิ่งพาอาศัยกันในชุมชนที่มีการจ้างคนในชุมชนไปช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่ใน
ปัจจุบันมีการเพิ่งพารถเกี่ยวข้าวให้ทำหน้าที่ส่วนนี้แทนการจ้างคนในชุมชน จึงจะพบว่า สังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน
กลายเปน็ เนน้ ไปที่ความสะดวกสบาย และไดผ้ ลลัพธ์ทีด่ ีกว่า
2.1.3 ทฤษฎกี ารปฏิสังสรรคท์ างสังคม
ทฤษฎีการปฏิสังสรรค์ทางสังคม จะประกอบไปด้วย ผู้กระทำทางสังคม และ การกระทำทางสังคม
โดย ผู้กระทำทางสังคม คือ ผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิสังสรรค์ทางสังคม และการกระทำทางสังคม เกิดขึ้นเมื่อผู้กระทำ
ทางสังคมแสดงการกระทำทางสังคมที่มีความหมายบางประการต่ออีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะสอดคล้องกับการกระทำของคน
ในชุมชนในเรื่องของการได้นํ้าก่อนจากคนที่บ้านอยู่ต้นนํ้า ซึ่งหากรีบสูบนํ้าหรือเปิดท่อรับนํ้าไว ก็จะส่งผลให้คนท้ายบ้าน
ไม่ได้รับ ซึ่งผู้กระทำทางสังตคมนี้ได้แก่ คนที่บ้านอยู่ต้นนํ้า และการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้นคือ การทำให้คนที่มีบ้าน
อยู่กลางและท้ายนํ้าไม่ได้รับนํ้าเพียงพอต่อการทำเกษตร แต่เรื่องนี้ก็สามารถแก้ไขไปได้ด้วยการพูดคุยกัน และทความ
เข้าใจ ซึ่งกนั และกัน แต่ในความเปน็ จรงิ ก็ยังมีการแอบสูบนา้ํ เข้าบ่อตัวเองในเวลากลางคืนอยู่
2.2 วิธกี ารปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์
2.2.1 การรวบรวมข้อมูลต่างๆในชมุ ชน
เพื่อหาข้อมูลและข้อดีข้อเสียของชุมชนโดย นักศึกษาได้สอบถามและสำรวจกับประธานกรรมชุมชนและได้พบ
กบั บทความทว่ี ่าดว้ ยจดุ ดอ้ ยและจดุ แข็งของชุมชน โดยมเี นอ้ื หาดงั ต่อไปน้ี
2.2.1.1 จุดออ่ นของชมุ ชน
- ดา้ นเศรษฐกจิ คือ ตน้ ทนุ การผลติ สินคา้ สูง ราคาผลผลติ ต่ํา
164
- ด้านสังคม คือ คนรุ่นใหม่ส่วนนึงยังไม่ค่อยสนใจเข้าร่วมกิจกรรมด้านประแพณี
วฒั นธรรมของชมุ ชน แตจ่ ะเขา้ เฉพาะตอนมงี านสำคัญเท่านนั้
- ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ แหล่งนํ้าตื้นเขิน การจัดระเบียบบ้านไม่
สะอาดทำใหเ้ ป็นแหล่งเพาะพันธลุ์ าย
- ด้านความม่ันคงและความสงบเรียบร้อย คือ เม่ือมีการเลือกต้ัง มีการแบง่ พรรคพวก
- ด้านการบริหารจัดการ คือ ขาดผู้นำที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ทำให้ผู้นำชุมชนต้องรับ
บทบาทหลายหน้าท่ี
2.2.1.2 จดุ แข็งของชมุ ชน
- ด้านเศรษฐกิจ คือ ประชากรในหมู่บ้านประกอบอาชีพเกษตรกร ทำให้สามารถประกอบ
อาชีพไดต้ ลอดท้งั ปี เพราะมรี ะบบชลประทานไหลผ่าน และมีพ่อค้ามารบั ซ้อื ท่หี มู่บา้ นโดยตรง
- ด้านสังคม คือ ประชากรในหมู่ยบ้านเป็นพี่น้องและญาติกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกัน
และกนั มีการทำกจิ กรรมตามประเพณแี ละงานบญุ ตา่ งๆ
- ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่เผาต่อซังซึ่งทำ
ใหเ้ กดิ มลภาวะโลกร้อนได้
- ด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย คือ มีการสอดส่องตรวจยาม มีการเชื่อมโยงกับ
หน่วยงานต่างๆ
2.2.2 การใชเ้ ครอื่ งมอื เพื่อพัฒนาชุมชน
- จากเครื่องมือต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นจะนำไปทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาและจุดอ่อนของชุมชน และใช้สิ่งท่ี
เป็นชุดแข็งของชุมชนให้เป็นประโยชน์ จากการนำจุดแข็งของชุมชนมาใช้ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ 2.2.3 การทำเวที
ประชาคม
- ทำการแบง่ หนา้ ทกี่ บั คนในชุมชนและผ้นู ำชุมชนเพอ่ื ใหค้ นในชุมชนไดม้ สี ว่ นร่วมในการเปลีย่ นแปลง
- ต้องเริ่มวางแผนและกระบวนการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้คนในชุมชนเข้าใจได้อย่างง่าย 2.2.4 การทำ
โครงการ
- เมื่อศึกษาข้อมูลของชุมชนการเครื่องมือ การสัมภาษณ์และการสังเกตการณ์แล้ว ก็จะทำให้ทราบถึงปัญหา
ของชุมชน และจดุ ด้อย จุดแขง็ ของชมุ ชน ทำใหส้ ามารถจัดทำโครงการท่แี ก้ไขปัญหาไดอ้ ยา่ งถูกท่ี
- โดยโครงการท่ีจะจัดทำจะใหค้ นในชุมชนมามส่วนร่วมในโครงการครัง้ นี้
- ต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และบอกกล่าวคนนุชมชนให้ทราบ เพื่อที่ทุกคนจะได้ดำเนินการและปฏิบัติไป
ในทิศทางเดียวกนั 2.2.5 การถอนตวั จากชุมชน
- เมื่อโครงการสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ก็จะทำการประเมินผลจาการการทำโครงการรวมถึงการสัมภาษณ์คนใน
ชุมชนว่ามีความคิดเหน็ ยังไงกบั โครงการท่ีผ่านไป วา่ ควรปรับปรุงหรอื แกไ้ ขยังไงอีกหรือไม่
- หากโครงการท่ที ำมีผลการประเมินและการตอบรับจากชุมชนทด่ี ี กจ็ ะทำการถอนตวั จากชมุ ชนน้ัน
165
บทที่ 3
โครงการท่ีดำเนินงานในชมุ ชน
3.1 ข้อมูลเบ้ืองต้นโครงการ โดยมโี ครงการช่ือว่า “ตามทนั เทคโนโลยี ตามรอยประเพณชี มุ ชน”
3.2
3.1.1 ปัญหาทพี่ บในชมุ บชน
- ประชาชนในชมุ ชนม่เขา้ ใจในเทคโนโลยี
- วัยรุ่นสมยั ใหมไ่ มเ่ ขา้ ตามประเพณที อ้ งถนิ่ จะแต่เข้าตอนมงี านเท่านน้ั
3.1.2 ลักษณะโครงการ
- จะเป็นการดำเนินการลักษณะกลุ่มที่จะนำเด็กสมัยใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี มาทำงาน
ร่วมกันกับผสู้ ูงอายใุ นชมุ ชน
- เป็นกิจกรรมทีจ่ ะดำเนนิ ในระยะยาว และจะสามารถดำรงกลุ่มไว้ได้
3.1.3 เหตุผลท่ีต้ังโครงการ
จาการสำรวจปัญหาและจุดด้อยจุดเด่นของชุมชน จะพบว่าจุดเด่นที่สามารถนำมาใช้ได้ดี คือการที่คนใน
ชุมชนเป็นญาติกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกัน ซึ่งในจุดนี้สามารถจัดทำกลุ่มที่มรการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ
ฝั่งคณะกรรมการชุมชนที่มีอายุเยอะที่มีควาเข้าใขในชุมชนและวัฒนธรรมต่างๆกับเด็กสมัยใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจ
ในเทคโนโลยีแต่ไม่ค่อยสนใจในวัฒนธรรม โดยอยากที่จะให้ทั้งสองวัยที่แตกต่างกันหันมาพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งหวัง
ว่าจะทำให้เกดความสัมพันธ์ที่ดีและลดช่องว่างระหว่างวัยได้และยังสามารถทำให้คณะกรรมการนั้นมีความเข้าใจใน
เทคโนโลยจี ากการทเ่ี ดก็ สมัยมาสอนและเรียนรูด้ ว้ ยกนั และเด็กสมยั ใหมก่ ็เรียนรวู้ ฒั นธรรมขมุ ชนไปดว้ ย
3.2 วธิ ีการดำเนินโครงการ
1. จะทำการประสานไปยังคณะกรรมการหมู่บ้านหรือผู้นำชุมชนว่ามีความสนใจที่จะทำโครงการและขอความ
รว่ มมือจากคนในชมุ ชน และอธิบายถึงจุดประสงคแ์ ละเปา้ หมายของโครงการอยา่ งชัดเจน
2. ทำการประสานไปยังโรงเรียนหรเทพ(รุ่งเรืองประชาสามัคคี) เพื่อขอใช้เพื่อที่บางส่วนในวันที่จัดกิจกรรม
หรือกลุ่มต่างๆ โดยจะเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ และยังขอยืมใช้คอมพิวเตอร์จากทางโรงเรียนเพื่อเป็นสื่อในการสอน
เทคโนโลยีต่างๆให้กบั ชุมชน โดยจะยืมทง้ั สิน้ 5 – 6 เครือ่ ง
3. ทำการรวบรวม เด็กสมัยใหม่และกลุ่มคณะกรรมการชุมชน มาร่วมจัดตั้งกลุ่มตามโครงการที่วางไว้ โดยมี
หลักในการดึงความสนใจเด็กสมัยใหท่คือหากเข้าร่วมสามารถใช้คอมเล่นได้ ในวันที่เข้าร่วม 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งในส่วนนี้
คดิ ว่าน่าจะเป็นที่เพียงพอในการดึงดูดเดก็ สมยั ใหมใ่ ห้เขา้ มารว่ มกลุม่ โครงการได้
4. จัดทำโครงการโดยมี วิทยากรที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีมาสอน และให้มีการให้เด็กสมัยใหม่มาทำให้
ดู และเมื่อเด็กสมัยใหม่ทำได้ดี ก็จะให้ทุกคนตบมือเพื่อเป็นการเสริมแรงในการทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความสำคัญกับกลุ่ม
และหลังจากนั้นกจ็ ะใหค้ ณะกรรมชุมชนมาทำทดลองทำโดยจะมีวทิ ยากรและเด็กรนุ่ ใหม่มาคอ่ ยสอน
5. ให้มีการกิจกรรม คือ การเข้าใจในวัฒนธรรม โดยจะให้โจทย์กับผู้คนในชุมชนว่า ให้ทำสไลด์ในการเสนอถึง
ประเพณีของชุมชนตัวเอง โดยผู้ที่จะรับชมคือผู้คนจากชุมชนอื่นๆ เพื่อให้คนชุมชนมีการทำงานร่วมกันของทั้งเด็ก
สมัยใหม่และคณะกรรมการในชมุ ชน
166
6. ทำการประสานงานกับหมู่บ้านรอบๆข้างว่าชุมชนจะมีการจดั แสดงอธิบายถึงประเพณีของชุมชน และเชิญ
ชวนใหม้ าเขา้ รว่ ม
7. ทำการนำเสนอแกค่ นอนื่ ๆ และขอความคิดเหน็ จากคนอืน่ ๆทมี่ าชมการอธบิ าย
8.เมื่อทำการนำเสนอจบ จะมีการติดตามผลและประเมินว่าเด็กสมัยใหม่มีความเข้าใจในประเพณีดีขึ้นมากไหม
และคณะกรรมการชุมชนจะมคี วามเขา้ ใจในเทคโนโลยมี ากขึ้นไหม และท้ายที่สดุ คอื ความสมั พนั ธข์ องท้งั สองวัยมีความ
เข้าใจกนั มากขน้ึ หรอื ไม่ โดยจะสามารถรับรไู้ ดจ้ ากการสงั เกตุและการสมั ภาษณ์
167
บทที่ 4
ขอ้ เสนอตอ่ บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์กับการทำงานเพื่อสร้างความเปลีย่ นแปลง
จากการนำเสนอข้อมูลและโครงการต่างๆที่ผ่านมา นักศึกษาจะขอเสนอถึงต่อบทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับ
การทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยจะโยงบริบททางสังคม การศึกษาผ่านเครื่องมือ และการสัมภาษณ์
ดังต่อไปน้ี
- เนื่องจากคนในชุมชนมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและรู้จักกัน ซึ่งในจุดนี้จะเป้นจุดแข็งของสังคมท่ี
แข็งแรงมาก โดยนักสังคมสงเคราะห์จะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับคนในชุมชนทำการรวมคนต่างสมัยเข้าหากันให้
ได้ และให้เข้าใจในจุดยืนของคนแต่ละคนเสียก่อน ถึงจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดในสังคมได้ เช่น ปัญหาจากน้ํา
ตื้นเขิน หรือปัญหาจากยงุ ลาย และปัญหาจากการไมร่ หู้ รอื ไมต่ ระหนกั ถึงประเพณแี ละเทคโนโลยีของคนในชุมชน
- ให้ผู้คนในชุมชนตระหนักถึงปัญหาที่เจอ ว่าเป็นสิ่งที่ควรแก้ไขไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำให้ประเพณีที่ดีงาม
หายไป และไม่สามารถดงึ ดดู ใหค้ นสมยั ใหม่อยู่กบั สังคมได้
- ต้องให้ภาครัฐเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยนักสังคมสงเคราะห์ควรจะช่วยผู้นำชุมชน
ประสานงานกับทางภาครัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพราะจากการสัมภาษณ์ จะพบว่าการติดต่อภาครัฐใน
สว่ นต่างๆของผู้นำชมุ ชน ไม่คอ่ ยมีการตอบรับทีด่ ี ไม่ทราบวา่ เกดิ มาจากเหตุผลใด แต่ในจดุ น้กี ็ไมค่ วรที่จะปล่อยผา่ นไป
บรรณานกุ รม
ดวงรัตน์ ตลบั เงิน (2561). แผนพฒั นาหมู่บ้าน บ้านดอนทองประจำปี พ.ศ. 2561 – 2564.
168
“ชุมชนบา้ นทา่ มะปราง”
บุรภทั ร จันทรแ์ ก้ว
169
การออกแบบปฏิบตั กิ ารสังคมสงเคราะหช์ ุมชน
ชุมชนบา้ นท่ามะปราง จงั หวดั สระบุรี
โดย บุรภทั ร จันทร์แก้ว 6205610501
สาเหตทุ ีเ่ ลอื กชุมชนนี้
ความสะดวกในการขอเขา้ พ้นื ท่ี เนอ่ื งจากมีเพื่อนอาศยั อยใู่ นชุมชนน้ี อีกทั้งมีรายละเอยี ดหลายอย่างทนี่ า่ สนใจ
ข้อมลู พ้ืนฐาน
ประวัตศิ าสตร์ชุมชน
บ้านท่ามะปรางได้มีการก่อตั้งเมื่อประมาณ ๒๓๐ - ๒๕๐ ปีมาแล้ว เดิมเคยเป็นป่าดงดิบ มีชาวมอญ ชาวขอม
เป็นประชากรอยู่อาศัยส่วนใหญ่ ต่อมาสมัยพระเจ้าตากสินได้กวาดต้อนชาวมอญ ชาวขอมเหล่านั้นไปที่จังหวัดปทุมธานี
ในปัจจบุ ัน หมบู่ า้ นนจ้ี ึงกลายเปน็ หมูบ่ ้านร้าง
และเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๐ - ๒๓๘๐ ได้มีโจรป่ามาอาศัยและออกปล้นสะดม ฆ่าฟันชาวบ้านในหมู่บ้าน
ใกล้เคียง ทำให้เกิดความเดือดร้อน ต่อมาได้มี หลวงพ่อโตและหลวงพ่อซาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ธุดงค์ผ่านมาเห็นว่าแถบนี้
เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน จึงให้หลวงพ่อซามาสร้างวัดบริเวณนี้ เมื่อมีวัดผู้คนก็เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐาน โดยเดิมชื่อ หมู่บ้าน
ทับปราง และเปลี่ยนมาเป็นท่ามะปรางในภายหลัง เพราะบริเวณหมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองซึ่งมีต้นมะปรางขึ้นอยู่
รอบๆ โดยผู้คนบริเวณนั้นจะทำท่าน้ำเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน จึงได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อท่ามะปราง สืบเนื่องมาจาก
สภาพแวดล้อมของชุมชนนั่นเอง ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่เป็นที่ราบค่อนข้างสูง สลับเนินเขาและภูเขา และมีพื้นท่ี
บางส่วนกินเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำให้ในอดีตชาวบ้านท่ามะปรางได้มีการ
ประกอบอาชีพพรานป่าอยู่บ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายด้านในปัจจุบันทำให้ไม่มีใครประกอบอาชีพนี้อีกแล้ว เหลือ
เพยี งแตเ่ รอ่ื งทีเ่ ลา่ ตอ่ กนั มาเทา่ นน้ั
ในปจั จุบัน ประชากรสว่ นใหญย่ ึดอาชพี ทางการเกษตร ส่วนใหญเ่ ปน็ การปลูกขา้ ว สบั ปะรด มันสำปะหลงั อ้อย
ข้าวโพด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลงานหัตถกรรม เช่น การสานตะกร้าไม้ การถักหมวกผ้า แต่ก็มีสมาชิกชุมชน
บางส่วนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพดั้งเดิมเหล่านี้ และออกไปทำงานภายนอกชุมชน อย่างเช่น พนักงานโรงงานข้าราชการ
เปน็ ต้น
มติ ิทางสังคมในดา้ นตา่ ง ๆ
- มิติด้านสังคมและสภาพความเป็นอยู่ สมาชิกชุมชนหลายบ้านเป็นเครือญาติกัน ทำให้มีความสนิทสนมกัน
มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกคนอื่นที่ไม่ได้เป็นเครือญาติจะมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน โดยรวมแล้วภายใน
หมู่บ้านท่ามะปรางมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นชุมชนเก่าที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วรุ่นกว่า
ร้อยปี ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเครือญาติกันแต่ด้วยความสัมพันธ์ตั้งแต่คนรุ่นก่อน จึงทำให้สังคมภายในค่อนข้างมีสภาพ
ความเป็นไปทดี่ ี
170
- มิติด้านเศรษฐกิจ รายได้ของสมาชิกส่วนใหญ่มาจากการทำเกษตรกรรม แต่ก็มีการประกอบอาชีพอื่นทั้ง
ราชการ เอกชน และธุรกิจส่วนตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากในหมู่บ้านก็มีตลาดสำหรับแลกเปล่ียนค้าขาย และสถานท่ี
ราชการหลายแห่ง อยา่ งโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบล และองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลทา่ มะปราง
- มิติด้านสภาพแวดล้อม สภาพภูมิประเทศเป็นแบบที่ราบค่อนข้างสูง ด้านเหนือติดกับแม่น้ำ ด้านใต้ติดเขต
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำให้พื้นที่ค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณท์ างธรรมชาติสูง(ข้อมูลโดย คุณถนอม ผู้ใหญ่บ้านท่า
มะปราง)
ประวัตชิ วี ิตบคุ คลท่ีนา่ สนใจ
ลุงพล อายุ 55 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านท่ามะปราง อาชีพดั้งเดิมของครอบครัวคือทำนา แต่สมัยยังหนุ่มได้เดิน
ทางเข้าไปทำงานในกรุงเทพมหานคร และผ่านการทำงานในอาชีพต่าง ๆ อย่างมากมาย ท้ังรปภ. พนักงานโรงงาน
พนักงานห้าง และจักรยานยนต์รับจ้าง ทั้งยังเคยไปใช้แรงงานที่ประเทศกาตาร์อยู่หลายปี ก่อนจะกลับมายังกรุงเทพ
และประกอบอาชีพขบั จกั รยานยนตร์ บั จ้างต่อระยะหนึ่งจงึ ไดก้ ลบั มาใชช้ วี ิตที่บา้ นเกิดในวยั 50 ปี
ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลายนี้เองที่ทำให้ลุงพลได้ใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือชุมชนอยู่บ่อยคร้ัง
ทั้งการให้คำแนะนำในด้านอาชีพหรือประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ หรือการประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีมาร่วมในกิจกรรม
ประเพณีหลายอย่าง รวมถึงการพัฒนาชุมชนในหลายครั้งก็จะมีการขอความคิดเห็นจากลุงพลด้วย นอกจากนี้ลุงพล
ยังรู้เรื่องราวในอดีตของหมู่บ้านเป็นอย่างดี ทั้งประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยก่อตั้งที่ฟังมาจากคนที่อายุเยอะกว่าอีกที
รวมถึงอาชีพในอดีตของหมู่บ้านอย่างการเป็นนายพราน รวมทั้งตัวลุงพลเองยังเคยเข้าป่าล่าสัตว์เมื่อตอนสมัยวัยรุ่น
เองดว้ ย ทำให้มคี วามรู้เชิงลึกในประวัติความเปน็ มาของหมบู่ า้ น
ทุกวันนี้ลุงพลยึดอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก แต่เน้นไปที่การบริโภคในครัวเรือน เนื่องจากมีเงินเก็บจำนวน
พอสมควรท่ไี ด้จากการทำงานมาหลายสิบปีอยแู่ ล้ว
แผนท่ีเดินดิน (อ้างอิงจากกูเกิ้ลแมปและการเดนิ สำรวจคร่าว ๆ)
171
สถานท่ีทีน่ ่าสนใจ:วัดทา่ มะปราง
ศาสนสถานที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบย้อนได้จนถึงยุคการก่อตั้งหมู่บ้าน อาจจะกล่าวได้ว่าวัดนี้
คือมรดกทางวัฒนธรรมของหมู่บ้านที่มีอายุมากที่สุด เนื่องจากคงอยู่มาเกือบ 200 ปีแล้ว และในปัจจุบันก็ยังคงถูกใช้
งานอยู่ มีพระจำวัดอยู่หลายรูป และมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาอยู่ตามปกติ จากการเดินเท้าศึกษาชุมชนพบว่า
สมาชิกชุมชนทุกช่วงอายุมักมารวมตัวทำกิจกรรมกันที่นี่ เนื่องจากอยู่ใกล้ตลาดและมีพื้นที่กว้าง และเมื่อสอบถาม
ผูส้ ูงอายหุ ลายคนก็ทำให้ทราบวา่ วัดน้มี ักเป็นศูนย์รวมชุมชนมาต้งั แต่สมยั กอ่ นแลว้
แนวคดิ ทฤษฎี
ทฤษฎีระบบ - ใช้ในการทำความเข้าใจระบบความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อกันและและกัน โดยมีระบบเล็กที่เชื่อมโยง
กัน เช่น สมาชิกในชุมชน องค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนขับเคลื่อนให้ระบบใหญ่หรือก็คือ
หมู่บ้านท่ามะปรางมีการเปลี่ยนแปลงต่อไป และระบบใหญ่นี้ก็อาจได้รับผลกระทบจากระบบอื่น เช่น วัฒนธรรมจาก
แหลง่ อนื่ เทคโนโลยที ่ีพัฒนาข้ึนตามยคุ สมยั เป็นตน้
ทฤษฎีความขัดแย้ง – ใช้สำหรับทำความเข้าใจความขัดแย้งภายในที่หลายครั้งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง บาง
ประการ เนื่องจากความขัดแย้งมักมาจากความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน หรือมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอะไรบางอย่าง
หากต้องการให้ชุมชนคงอยู่ได้ก็ต้องมีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ข้อขัดแย้งนั้นถูกขจัดไป ดังที่ผู้อาวุโสหลายคนในหมู่บ้าน
ท่ามะปรางเล่าว่า ในอดีตก็เคยมีเรื่องที่ทำให้สมาชิกชุมชนต้องขัดแย้งกันอยู่หลายเรื่อง แต่หลังจากปรับความเข้าใจกัน
และช่วยกนั แกไ้ ข ปญั หาหลายอยา่ งและความสมั พนั ธ์ภายในกถ็ กู ทำใหด้ ีขน้ึ
ลักษณะกจิ กรรมหรือโครงการทน่ี ำเสนอ
จากการศึกษาชุมชนทำให้พบว่าสมาชิกส่วนมากนั้นไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ต้องการเพียงแค่วิถีชีวิต
เรียบง่ายแบบดั้งเดิม ฉะนั้นพวกเขาจึงมองว่าสิ่งที่จำเป็นนั้นมีแค่แค่การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานบางประการ
อย่างเช่น ถนนที่ไม่ชำรุดเสียหาย น้ำประปาและไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกพื้นที่การใช้งาน การดูแลทางการแพทย์ที่
เพียงพอต่อจำนวนประชากร เปน็ ต้น
โครงการที่อยากนำเสนอจึงเป็นโครงการที่ง่ายแต่ตอบสนองต่อความต้องการได้เหมาะสม นั่นคือโครงการ
เสริมสร้างความรู้ในการดูแลและประเมินสุขภาพตนเอง เนื่องจากหมู่บ้านท่ามะปรางมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร ทาง
การแพทย์ และเมื่อพิจารณาดูแล้วการจะจัดหาจนเพียงพอต่อความต้องการในระยะสั้นนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ที่ต่ำ การ
แก้ไขปัญหาที่พอทำได้จึงควรเป็นการสนับสนุนด้านความรู้เพียงพอที่สมาชิกชุมชนสามารถจะดูแลตัวเองได้ในระดับ
หน่งึ
ข้อเสนอตอ่ บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ชมุ ชน
ความต้องการของสมาชิกชุมชนส่วนใหญ่คือการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่วุ่นวายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการ
พัฒนาจึงไม่ควรยุ่งยากซับซ้อน และขดั ต่อความตอ้ งการของสมาชิกชุมชนเกินไป
172
“ชมุ ชนครี วี ง”
อวัสดา แกว้ ขขุ ันธ์
173
ข้อมูลชุมชนครีวง
หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเกอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไป
อาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือ
ญาติ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรม
ท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบ
ชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำ
ทาง เดินปำ ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งขมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของ
ชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านคีรีวง
นี้ ถือว่าคุ้มคำมากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยว ในบริเวณที่มีธรรมชาติ สวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถี
ชีวติ ของชาวบา้ น พร้อมกบั การกนิ อยู่แบบพน้ื บ้านอีกด้วย
ลักษณะการต้งั ถ่ินฐาน
เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินข้ึนสู่ยอดเขาหลวง
ชาวบ้านมีวิถีชีวิตท่สี งบสงั คมแบบเครอื ญาติ อาชพี หลกั คือการทำสวนผลไมผ้ สม เรยี กว่า "สวนสมรม"
ลกั ษณภูมิประเทศ
ชุมชนบ้านคีรีวง รายล้อมไปด้วยภูเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหลวง ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้
จุดสูงสุดของเทือกเขามีความสูงประมาณ 1,835 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
และยังเป็นป่าต้นน้ำของลำธารอีกหลายสาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "คลองท่าดี" เป็นคลองสายหลักที่ได้ไหลผ่านหมู่บ้านคี
ร่วง ชุมชนเป็นต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศท่ามกลางธรรมชาติของขุนเขาและสายน้ำ กาวันตี
คุณภาพจากรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมทอ่ งเทยี่ วประจำปี พ.ศ.2541
วฒั นธรรมและวถิ ีชวี ิตของชมุ ชน
แหลง่ รายไดห้ ลกั อกี อยา่ งหนึง่ กค็ อื งานศิลปะและงานฝีมอื การทำของท่ีระลึกท่ีสวยงามเป็นหนึ่งในผลติ ภณั ฑ์
ที่ช่วยหมู่บ้าน จากผ้าพันคอหายากและกระเป๋าผ้า ทุกอย่างที่หมู่บ้านผลิตนั้นทำจากวัสดุอินทรีย์ล้วนๆ เช่น ใบไม้
กะลามะพร้าว และกาบไม้ งานฝีมือที่ประณีตและสวยงามของชาวบ้านที่ทำขึ้นมาเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ที่พวกเขาขาย
ในหมู่บ้าน
เครอ่ื งมอื การศกึ ษาชุมชน
ประวัตศิ าสตร์ชุมชน
ชื่อเดิมของหมู่บ้านคือ บ้านขุน ดินแดนแห่งคีวงตั้งอยู่ในพื้นที่นี้มากว่า 300 ปี ตอนแรกเรียกว่าบ้านขุน
เพราะว่าตั้งอยู่บนยอดภูเขาใหญ่ของนครศรีธรรมราช เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างภูเขา หมู่บ้านยังเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น
"บ้านภายในวงล้อมของภูเขา" เพราะสถานที่แห่งนี้หมาะสำหรับการปลูกผักและผลไม้ นั่นเป็นสาเหตุที่ชาวบ้านส่วน
ใหญ่ทำมาหากินจากการปลูกพืชผักประเภทต่าง ๆ ชาวบ้านยังปลูกสมุนไพรหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่สามารถนำมา
ปรุงอาหารไทยได้ ผู้พักอาศัยในหมู่บ้านคีรีวงทุกคนมีวิถีชีวิตแบบสบาย 1 กลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านเป็นผู้ล้ี
ภัยจากการปกครองของทหารในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 ผู้คนที่หลบหนีจากกองทัพทหารตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "ขุนน้ำ"
174
ในภูมิประเทศที่เงียบสงบเป็นที่ให้ผู้คนพบกับความสงบสุข ต่อมา พวกเขาได้สร้างวัดคีวงขึ้น จากนั้นหมู่บ้านก็ตั้งชื่อ
ใหม่เป็นคีรีวงเช่นกัน วัดยังเป็นหนึ่งในสถานที่โดดเด่นที่ตึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เนื่องจากที่ตั้ง มีแนวโน้มที่จะ
เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน เป็นที่รู้กันว่าต้องระวังเพราะชาวบ้านได้ประสบกับภัยพิบัติที่ส่งผล
กระทบต่อชีวิตมาแล้ว การทำลายล้างจากภัยพิบัติทำให้ชาวบ้านด้รับผลกระทบ แต่พวกเขาก็พบหนทางที่จะช่วย
หมู่บ้านของตนเสมอ เพื่อใช้ประโยชน์จากดินที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านปลูกผลไม้ต่างๆ เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน จาก
ผลไม้เหล่านี้ ชาวบ้านเอาไปทำ แยม น้ำผลไม้ และไวน์ซึ่งช่วยเศรษฐกิจของสวรรค์เล็ก ๆ แห่งนี้ นักท่องเที่ยวยัง
หลงใหลกบั ดอกไมแ้ ละพืชทส่ี วยงามอยา่ งนา่ ทง่ึ ท่ีล้อมรอบในทกุ ซอกทุกซอยเล็กๆ หม่บู ้าน
ในปีพ.ศ.2531 บ้านคีรีวงได้รับความเดือด้ร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่พร้อมกับเหตุการณ์ดินโคลน
ถล่มพื้นที่ ต.กะปูน อ.พิปูน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีความร้ายแรงจากน้ำบ้ำไหลหลากดินโคลนถล่ม จนชาวบ้านต้อง
สังเวยชีวิตนับร้อยนับพันราย ส่วนผู้ที่รอดชีวิตต้องฝ่าฟันซุปสรรคมาอย่างยาวนาน จนสามารถฝวิกฤตร้ายในครั้งน้ัน
มาได้บ้านคีรีวง หรือชุมชนคีวีวง คนในชุมชนได้ปลุกฝังให้รักถิ่นฐานบ้านเกิดแม้ในยามที่ลำบากก็ต้องต่อสู้ ล้มลุก
คลุกคลานมาจนวันน้ี ทุกคนได้นำแนวทางของในหลวง 3.9 มาใช้ ตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง การก่อร่
ว่างสร้างเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาใหม่ของหมู่บ้านคีรีวงก็ยังคงยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขยายผลจากวัสดุในท้องถ่ิน
แปรรูป เปลี่ยนสภาพใหเ้ กดิ เปน็ มูลคา่ ซ่งึ เปน็ หัวใจของการฟื้นชุมชนครี ีวงจนเกดิ ผลประจักษ์ขัดจนถึงปจั จุบนั
จากการใช้เครื่องมือประวัติศาสตร์ชุมชนในการศึกษาชุมชนบ้านคีรีวงทำได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา
รวมถึงชัอมูลพื้นฐานอื่นๆภายในชุมชนทำให้เราเข้าใจพื้นฐานของความเป็นชุมซนได้ในระดับนึงและสามารถนำมาปรับ
ใช้ในการศึกษาชุมชนได้ดียิ่งขึ้น โดยวิธีการในการทำเครื่องมือคือการศึกษาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซส์
หลายๆท่ีเพื่อท่ีจะไดร้ บั ข้อมูลทห่ี ลากหลายมากย่ิงข้นึ
แผนทเี่ ดนิ ดินชมุ ชนบ้านคริ ีวง
175
จากการใช้แผนที่เดินดินในการศึกษาชุมชนบ้านศึรีวงทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่มีการใช้
ชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากเห็นได้จากจำนวนที่พักในการรับรองนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ใน
ชุมชนรวมถึงแหล่งกิจกรรมต่างๆที่ส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชุมชน จากแผนที่จะ
เห็นได้ว่าการสร้างบ้านเรือนของคนในชุมชนศรีวงนั้นจะสร้างบ้านเรือนใกล้กัน เพื่อความสะดวกสบายในการใช้น้ำ
อุปโภคบริโภค และสร้างบ้านเรือนแบบกระจายตามพื้นที่เกษตรกรรมหรือสถานที่สำคัญ ตลอดจนการสร้างตาม
เส้นทางคมนาคมซ่ึงเห็นได้อย่างชัดเจนในแผนที่ที่หมูบ้านอยู่ล้อมรอบแหล่งน้ำ สำหรับการประกอบอาชีพของคน
ภายในชุมชนคีวงนั้นอาชีพหลักคือเกษตรกรรมเนื่องจากพื้นที่บริเวณหมู่บ้านมีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก และอาชีพ
ทร่ี องลงมาคอื งานบรกิ ารดา้ นทอ่ งเทย่ี วโดยในส่วนนี้ช่วยสง่ เสริมให้คนภายในชุมชนมรี ายไดท้ ี่เพม่ิ มากขน้ึ อกี ดว้ ย
ปฏทิ นิ ชุมชนบ้านครี วี งแบบตาราง
ปฏทิ นิ ประเพณขี องชมุ ชนบ้านครี ีวง
เดอื น กจิ กรรม
มกราคม
กมุ ภาพันธ์ เทศกาลทอ่ งเท่ยี วเทือกเขาหลวง
มีนาคม
เมษายน สรงนำ้ พระคลา้ ยวาจาสิทธ์แิ ละรดนำ้ ดำหวั ผสู้ ูงอายุ
พฤษภาคม
มถิ ุนายน ประเพณีสารทเดอื นสบิ
กรกฎาคม งานรำลกึ เหตกุ ารณน์ ้ำท่วม
สงิ หาคม
กันยายน
ตลุ าคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
จากการใช้ปฏิทินชุมชนในการศึกษาชุมชนบ้านคีร่วงเห็นได้ถึงการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวธรรมชาติ
ในบริเวณพื้นที่รวมถึงการให้ความสำคัญกับเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีตที่บ้านคีร่วงเคยได้รับความเสียหายเพื่อย้ำเตือน
เหตกุ ารณเ์ ลวหลายในดีตและไมท่ ำให้เกดิ เหตกุ ารณ์เดิมซำ้ ขึ้นอีก
176
แนวคิด ทฤษฎี หลักการ กระบวนการสังคมสงเคราะห์
จากการศึกษาชุมชนบ้านคีรีวงด้วยเครื่องมือดังกล่าวแล้วเราสำมารถวิเคราะห์ได้ด้วยทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและ
สอดคลอ้ งกบั วิธีชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องชุมชนบ้านคีรวี งไดด้ งั ต่อไปนี้
1. ทฤษฎีการพัฒนา เกิดขึ้นจากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งอธิบายไว้อย่าง
ชัดเจนว่าสังคมและวัฒนธรรมของมนุษยชาติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยหลายปัจจัยโดยรอบ โดยในชุมชน
บ้านคีวีวงมีการพัฒนาจากเดิมที่ใช้ชีวิตรวมกับธรรมชาติแบบดำรงชีวิตประจำวันแต่ในเวลาถัดมามีการพัฒนาไปเป็น
รูปแบบการเพงิ่ พาอาศยั ธมชาติด้วยการทำการเกษตรและการท่องเทย่ี ว
2. แนวคิดด้านความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ริ่มมาจากการตระหนักถึงการพัฒนาภายในประเทศที่ควรให้ประชาชน
ส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่อง อาหาร ที่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การศึกษาและสุขภาพอนามัยรวมแปถึงความ
ต้องการด้านต่าง" โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านคีรีวงในการพัฒนาช่วยให้ชุมชนบ้านคีรีวงมีสวัสดิการอย่างทั่วถึง
ลดความยากจน และการการว่างงาน และลดความไม่เท่าเทียม เมื่อคนภายในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็จะเกิดการ
พฒั นาท่ีดีข้นึ กว่าเดิมในอนาคตอกี ดว้ ย
3.แนวคิดแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดขององค์กรสหประซาชาติเรียกร้องให้ประเทศต่างๆได้ตระหนัก
ถึงผลกระทบของการใช้ทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดโดยคำนึกว่าความเป็นองค์กรรวมทุกอย่าง5ด้าน คือด้าน
สิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม และด้านการเมือง โดยชุมชนบ้านศึรีวงมีความสอดคล้องกับ
แนวคิดนี้ด้วยการให้ความสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรและยั่งยืนเห็นได้จากโครงการต่างๆท่ี
จดั ทำขนึ้ เพ่อื พฒั นาสง่ เสริมและไห้ความรู้เก่ียวกับการท่องเทย่ี วและการอยู่กบั ธรรมชาตอิ ยา่ งยงั่ ยืน
โดยการศกึ ษาชมุ ชนบ้านครี วี งมกี ารใชเ้ ทคนคิ ดงั นี้
1. การสังเกต ช่วยให้เข้าใจลักษณะธรรมชาติและขอบเขตของการศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบต่างๆของสังคมรวมถงึ พฤติกรรมและวถิ ีชวี ิตด้งั เดมิ ของชุมชน
2. การใช้ข้อมูลเอกสาร เนื่องจากข้อจำกัดในการศึกษาชุมชนในเทคนิคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญของการศึกษา
ชุมชนบ้านคีรีวงเป็นอย่างมากเนื่องจากต้องทำการหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งต้องผ่านการเรียบและคัดกรอก
ข้อมลู จากหลายๆแหลง่ อยา่ งดีที่สุด
การปฏิบัติการโครงการ
ชอื่ โครงการ โครงการคีรวี งสดใสปลอดภัยไร้ขยะ
ผรู้ ับผิดชอบโครงการ อวสั ดา แก้วขุขนั ธ์
หลักการและเหตุผล
เนื่องจากหมู่บ้านคีวีวงเป็นหมู่บ้านที่ดีที่สุดของประเทศไทย จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียนเป็น
จำนวนมากซึ่งในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 400-500คน และยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าตัวในวันเสาร์-
อาทิตย์และวันหยุดยาว แม้การมีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมากเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของเศรษฐกิจ
ภายในชุมชนแต่ก็มีปัญหาตามมาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการจัดการขยะเหลือสิ่งของเหลือมิ้งจาก
กระบวนการผลิต การอุปโภคและบริโภค ซึ่งเสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้หรือไม่ต้องการใช้แล้ว บางชนิดเป็นของแข็ง
หรือกากของเสียซึ่งขยะสามารถทำให้เกิดมลพิษและเป็นแหล่งพาะเชื้อโรค ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ
177
ได้ วิธีการจัดการขยะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากในสังคมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือลดการอุปโภคบริโภคซึ่งเป็น
สาเหตุที่ทำให้เกิดขยะเราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับวิธีการจัดการขยะที่ถูกต้องและเหมาะสมรวมถึงการนำขยะ
กลบั มาใชป้ ระโยชนใ์ หม่เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ของมนุษย์โดยไม่เพ่มิ ปรมิ าณขยะในสังคม
วัตถปุ ระสงค์โครงการ
1. เพื่อใหค้ นทุกช่วงวัยในชุมชนไดม้ ีความรู้ความเข้าใจเก่ยี วกับขยะและวิธีการจัดการขยะทถ่ี ูกตอ้ ง
2. เพ่ือจดั ระเบียบปญั หาขยะท่ีเกดิ ขึน้ ภายในชมุ ชน
3. เพมิ่ มูลคา่ และเพ่ิมรายไดใ้ ห้กบั คนในชุมชน
เป้าหมายโครงการ
1. สมาชิกในชุมชนทุกชว่ ยวัยตระหนกั ถึงปญั หาขยะภายในชมุ ชนและสามารถจดั การกบั ขยะได้ถ฿กวิธี
2. จัดระเบยี บและลดปัญหาขยะทเ่ี กิดขึ้นภายในชมุ ชน
3. นำขยะกลบั มาใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ดั โครงการ
เชิงปริมาณ
• จำนวนประชากรทง้ั หมดในชมุ ชนบา้ นคีรีวง
• จำนวนประชากรทีเ่ ขา้ รว่ มกจิ กรรม
• จำนวนขยะท้งั หมดภายในชมุ ชน
• ระยะเวลาในการดำเนนิ โครงการ
• งบประมาณท่ีใช้ในการดำเนินโครงการ
เชิงคณุ ภาพ
• แบบประเมินกจิ กรรม
• รายงานผลการดำเนนิ โรงการ
วธิ ีการดำเนินกิจกรรม
1. ศึกษาและทำความเข้าใจในบรบิ ทของชุมชนรวมถงึ ปัญหาท่เี กดิ ขึน้
2. เขียนโครงการ และวางแผนปฏบิ ัตงิ าน
3. ตดิ ต่อประสานงานกบั บคุ คลสำคญั ทเ่ี ก่ียวข้องภายในชุมชน
4. ประชาสมั พันธข์ า่ วสารใหก้ ับสมาชกิ ภายในชุมชนรับรู้อย่าวทั่วถึง
5. รวบรวมผู้ทสี่ นใจเข้ารว่ มโครงการ
178
ขัน้ ตอนการดำเนนิ กิจกรรม
1.ชี้แจ้งรายละเอียด วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการรวมถึงข้อปฏิบัติที่ตกลงร่วมในการดำเนิน
โครงการ
2.เริ่มดำเนินกิจกรรม โดยให้ทุกคนมีการสร้างสัมพันธภาพร่วมกันเพื่อความสะดวกและง่ายในการดำเนิน
กิจกรรม
3.เรม่ิ อบรบให้ความรู้เก่ียวกับขยะ ประเภทของขยะ และวธิ กี ารกำจัดขยะอย่างถกู วธิ ี
4.ทำการพorkshopรว่ มกบั คนในชมุ ซนในการจำแนกประเภทพยะเพือ่ ความเขา้ ใจทีถ่ ูกตอ้ งมากยิ่งข้ึน
5.ประเมินความผลความพงึ พอใจและความรู้ทีไ่ ดร้ บั ของผูร้ ว่ มโครงการ
6.ประเมินและติดตามผล 1 เดือนหลังจากการจัดกิจกรรมwork shop เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไขโครงการ
ให้มีประสิทธิภาพมากข้นึ
ข้อเสนอตอ่ บทบาทนักสังคมสงเคราะหช์ มุ ชน
ในการศึกษาชุมธนนักสังคมสงเคราะห์ขุมชนต้องมีการทำงานร่วมกับชุมชนและนักพัฒนา ดังนั้นจริยธรรม
และมาตรฐานในวิชาชีพจึงมีความสำคัญอย่างมากในการปฏิบัติงาน โดยในการปฏิบัติงานจะต้องศึกษาชุมชนอย่าง
ครอบคลุมในทุกมิติและจะต้องมีสร้างความร่วมมือกับคนในชุมชนในการสร้างภาคีที่เข็มแข็งภายในชุมชนเพื่อที่จะ
สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชุมชนไปในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ยังต้องมีความเป็นผู้นำสร้าง
ความเชื่อมั่นให้กับชุมซนว่าตนเองมีความสามารถในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยการปฏิบัติงานอย่าง
โปร่งใสและเป็นธรรรม รวมถึงนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เพบเจอภายในชุมชนด้วยการ่วมมือกับสหวิชาชีพ
อื่นๆเพอ่ื บรรลุเปา้ หมายในการศกึ ษาชุมชนในแต่ละครั้ง
จากการศึกษาชุมชนผ่านเครื่องมือทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมซน แผนที่เดินดิน และปฏิทินชุมชน
จะต้องทำการศกึ ษาบริบทของชุมชนด้วยการสร้างสัมพันธภาพกับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดความไว้ใจและความน่าเชื่อถือซ่ึง
จะนำไปสู่ข้อมูลที่หลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น การรวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจชุมชนอย่างครอบคลุมละเอียดและ
ครบถว้ นจะทำใหส้ ามารถแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กิดขึ้นได้อย่างตรงจุด
ในส่วนของกิจกรรมนักสังคมสงเคราะห์จะต้องใช้เทคนิคและหลักการทางสังคมสงเคราะห์ในการทำความ
เข้าใจถึงความหลากหลายของมนุษย์ว่าทุกคนมีความแตกต่างกันในขณะเดียวกันก็มีศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกันเมื่อนัก
สังคมสงเคราะห์เข้าใจในความหลากหลายของคนในชุมชนแล้วก็จะสามารถตึงศักยภาพของคนในแต่ละกลุ่มออกมา
พัฒนาชุมชนและในท้ายที่สุดก็สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ภายในชุมชนเพ่ือ
นำไปสู่การพัฒนาชมุ มชนอยา่ งยั่งยืน
179
“ชุมชนตลาดน้อย”
ชฎาธาร มะสโิ กวา
180
คำนำ
ผู้จัดทำรายงานเรื่องการศึกษาชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ได้พยายามค้นคว้า
แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนตลาดน้อยจากแหล่งการเรียนรู้ให้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ
ความสำคัญและรายละเอียดความเป็นมา ในแง่ประวัติศาสตร์ของชุมชนตลาดน้อยมาจนถึงยุคปัจจุบันทั้งจากศึกษา
ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หนังสือ บทความต่าง ๆ ที่มีผู้รู้หลายท่านได้ทำการศึกษาไว้แล้ว เพื่อให้ได้ความรู้มาบูรณาการใน
การเรยี นวชิ าหลักและวิธีการสงั คมสงเคราะห์ 3 เก่ียวกบั ชมุ ชนและมีความเขา้ ใจในการเรยี นมากยง่ิ ขึ้น
หวังเป็นย่างยิ่งว่า รายงานนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความเข้าใจชุมชนตลาดผู้อ่านได้รับความรู้ตาม
สมควร
ชฎาธาร มะสโิ กวา
ผู้จัดทำ
181
"ตลาดนอ้ ย"
"ประวัติศาสตร์ชมุ ชน"
ในการศึกษาชุมชนตลาดน้อย การที่จะศึกษาให้รู้แจ้ง ผู้ศึกษาก็ควรรู้ถึงพื้นเพชุมชนเพื่อทำความเข้าใจความ
เป็นมาในอดีตก่อนจะคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน นักศึกษาจึงเห็นว่าเครื่องมือแรกที่ควรนำมาใช้คือ"ประวัติศาสตร์ชุมชน"
เพ่อื เป็นการทำความเขา้ ใจเบ้ืองต้นก่อนจะศึกษาสิง่ ต่าง ๆ ในชุมชนในยคุ ปัจจุบัน
"ตลาดน้อย"เป็นชุมชนจีนที่เกิดขึ้นมาจากการขยายตัวของสำเพ็งซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของ
กรุงเทพฯ ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยที่บรรดาชาวจีนต่างพากันเรียกตลาดแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสำ
เพ็งซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ในขณะนั้นว่า "ตะลัคเกียะ" ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "ตลาดน้อย" และด้วยความที่อยู่ใกล้กับสำเพ็ง
มาก ในบางครง้ั ตลาดน้อยจงึ ถูกเรยี กในฐานะส่วนหนงึ่ ของสำเพ็งดว้ ย (นิภาพร รชั ตพฒั นากุล,2546)
จึงขอเล่าย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2398) โดยชุมชนชาวจีนย่านตลาดน้อย
เกิดขึ้นพร้อม 1 กับการย้ายบ้านเรือนชุมชนชาวจีนที่ตั้งอยู่ในที่ดินพระราชทานครั้งสร้างกรุงธนบุรี บริเวณฟาก
ตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน ไปยังที่ดินพระราชทานแลกเปลี่ยนท่ี
สวนนอกกำแพงพระนครทางใต้ตามพระราชประสงค์ในการย้ายพระนครใหม่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลก (พ.ศ.2325-2352) โดยที่ดินดังกล่าวมีอาณาบริเวณตั้งแต่คลองใต้วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) ลงไป
จนถึงคลองเหนือ วัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคา) เรียกว่า"ชุมชนสำเพ็ง" ซึ่งครอบคลุมสถานที่ในปัจจุบัน ดังนี้ ตรอกบ้าน
พระยา อิศรานุภาพ สะพานหนั ศาลเจา้ เก่า กงสีลงั วดั สามปลืม้ ตรอกเต๊าตรอกพระยาไกร ตรอกโรงกะทะ ตรอกอาจม
ตรอกวัดญวน ตรอกบ้านแกงบอน และตลาดน้อย (วัลย์วิภาบุรุษรัตนพันธ์ และสุภางค์ จันทวานิช 2534, น.88-89,
91.)
เดิมในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ย่านตลาดน้อยนี้เป็นที่รู้จักในชื่อว่า "บ้านโรง
กะทะ" ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างปลายสำเพ็งไปถึงบ้านต้นสำโรง (สถานทูตโปรตุเกสในปัจจุบัน) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัย
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2367-2394) เรียกบริเวณบ้านโรงกะทะนี้ว่า"Fonderie Chinoise"
ซึ่งแปลว่า "บ้านช่างหลอมจีน" โดยมีที่มาจากอาชีพช่างตีเหล็กที่คนในชุมชนแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ (พิมพ์
ประไพ พศิ าลบุตร,์ 2546 น.37.)
โดยมีที่มาจากอาชีพช่างตีเหล็กที่คนในชุมชนแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ส่วนชื่อย่าน "ตลาดน้อย" เป็น
คำเรียกย่านตลาดการค้าแห่งใหม่ของชุมชนชาวจีนที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของสำเพ็งลงมาทางตอนใต้ในช่วง
รัตนโกสินทร์ตอนต้น ในขณะที่สำเพ็งก็ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าของกรุงเทพฯ และเป็นตลาดใหญ่ในย่าน
ชุมชนชาวจีน สภาพโดยทั่วไปของตลาดน้อยมีลักษณะใกล้เคียงกับย่านเก่าอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น กุฎีจีน ที่เป็นผลมา
จากการผสมผสานกันระหว่างผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาโดยเริ่มเป็นชุมชนที่หนาแน่นมากขึ้นภายหลังจาก
กรุงศรีอยุธยาแตก ผู้คนจึงพากันอพยพลงมาทางใต้ และบางส่วนได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบางกอก รวมทั้งกลุ่มคริสต์
ศาสนิกซนชาวโปรตุเกสที่อพยพมารวมกันอยู่ที่วัดซางตาครูสที่กุฎีจีน ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ในสมัยธนบุรี แต่ต่อมาเกิดชัด
แย้งกับบาทหลวงฝรั่งเศสจึงได้แยกตัวมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณตลาดน้อย ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ
กับลานประหารนักโทษบริเวณป่าช้าวัดตะเคียน (วัดมหาพฤฒาราม) จึงให้ชื่อวัดใหม่ว่า "กาลวารี" ซึ่งเป็นชื่อลาน
ประหารนักโทษในเมอื งเยรชู าเลม็ ทีใ่ ชต้ รึงกางเขนพระเยซู ต่อมาเรียก เพี้ยนกันไปจนกลายเปน็ "กาลหวา่ ร"์ ในปัจจบุ นั
ความหนาแน่นของชุมชนย่านตลาดน้อยเกิดจากทั้งจากการขยายตัวของสำเพ็ง การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ของชาวจีนบางกอกจากย่านกุฎีจีน ปากคลองบางกอกใหญ่ พร้อม ๆ กับการหลั่งไหลอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่ม
ต่าง ๆ ที่หลีกหนีภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทุพภิกขภัย และความไม่สงบทางภาคใต้ของประเทศจีนเข้ามายังดินแดนท่ี
182
สงบสุขและอุดมสมบูรณ์กว่าอย่างประเทศสยาม รัฐบาลสยามในขณะนั้นมีนโยบายสนับสนุนการหลั่งไหลเข้ามาของ
ชาวจีนอพยพเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่
สร้าง ในขณะที่ผู้ปกครองจีนเองก็ได้เริ่มมีท่าทีผ่อนปรนนโยบายห้ามอพยพออกไปนอกประเทศเนื่องจากผลประโยชน์
ทางการคา้ และแรงบบี ค้ันจากชาตติ ะวันตกที่เขา้ มามอี ิทธพิ ลมากข้นึ ในประเทศจนี
ชุมชนจีนย่านตลาดน้อยที่กำลังเติบโตขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากชุมชนจีน
ย่านอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ตรงที่มีชุมชนคริสตังโปรตุเกสแห่งวัดกาลหว่าร์ตั้งอยู่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ทั้งนี้
ชุมชนจีนในกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ชุมชนชาวจีนบางกอกย่านกุฎีจีน ซึ่งมีกลุ่มคริสตังชาวโปรตุเกส
เข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านนี้ตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา จึงเป็นที่รู้จักกันว่า "ผ่านฝรั่งกฎีจีน" โดยมีศาสนสถานสำคัญคือ
"วัดซางตาครู้ส" ย่านกุฎีจีนเป็นย่านชุมชนจีนเก่าแก่นับแต่สมัยอยุธยา และในสมัยธนบุรีก็มีชาวจีนจากอยุธยาอพยพ
หลังกรุงแตกลงมาสมทบตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ ชาวจีนในย่านกุฎีจีนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน มีศาลเจ้าจีนฮกเกี้ยน
เป็นศาสนสถานที่สำคัญ ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเศรษฐกิจการค้าขยายตัว
บริเวณกุฎีจีนก็ได้กลายเป็นชุมชนจีนที่หนาแน่นแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ฯ มีการสร้างศาลเจ้าฮกเกี้ยนขึ้นใหม่แทนหลัง
เดิมที่ ทรุดโทรมลง และมีการสร้างวัดถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยขุนนางจีนสยามในย่านนั้น นั่นคือ
"วัดกัลยาณมิตร" ในขณะที่ชุมชนย่านกุฎีจีนมีความหนาแน่นขึ้นชาวจีนส่วนหนึ่งได้อพยพย้ายถิ่นฐานของตนมายัง
ตลาดน้อยที่เพิ่งเริ่มเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มคริสตังจีนจากวัดซางตาครู้สบางส่วนที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยยังชุมชนคริสตัง
แห่งใหมท่ ี่วดั กาลหวา่ ร์
ความศรทั ธาท่ีหลากหลายของนานตลาดนอ้ ย: โจวซอื กง พระแม่มา และฮ้อนหวอ่ งกง(ตามลาดบั จากซ้ายไปขวา)
จีนย่านตลาดน้อยเป็นชุมชนจีนที่มีความหลากหลายตามกลุ่มภาษาจีนถิ่นต่าง ๆ และกลุ่มอาชีพ เฉก
เช่นเดียวกับชุมชนจีนที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งอื่น ใ ในกรุงเทพมทานคร อย่างไรก็ดีความโดด
เด่นที่จีนผ่านตลาดน้อยมีแตกต่างออกไปจากชุมซนจีนอื่น ๆ คือ ความหลากหลายของจีนในมิติทางความเชื่อทาง
ศาสนา โดยมีกลุ่มคริสตังจีนแห่งวัดกาลหว่าร์เป็นปัจจัยประการสำคัญ จีนย่านตลาดน้อยเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม
คริสตังจีนในกรุงเทพฯ ที่ขยายตัวขึ้นจากกระแสการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาวจีนแด้จิ๋วหลายระลอก แม้กลุ่มคริสตัง
จีนไม่ได้มีบทบาทนำหรือมีอิทธิพลสำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯอย่างเด่นชัดนัก หากแต่มี
ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ บนพื้นฐานความเชื่อของศาสนาคริสต์
183
ผสมผสานกบั วฒั นธรรมประเพณีจนี เห็นได้จากการจดั ตัง้ โรงเรยี นนงุ่ ก่ยุ หย่ิงอ้ายหวย แชหนห่ี วย พธิ ีมสิ ซา ภาษาจีน
แต้จิ๋ว และชมรมคริสตชนจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการพัฒนาคนและสังคมไปพร้อม 1 กับความ
พยายามในการธำรงอัตลักษณ์ความเป็นจีนไว้ในช่วงเวลาต่าง ๆท่ามกลางกระแสทุนนิยมและค่นิยมแบบตะวันตกท่ี
หลั่งไหลเข้ามามีอิทธิพลในสังคมกรุงเทพฯ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้งานเผยแพร่คริสต์ศาสนาของวัดกาล
หว่าร์และโรงเรียนยุ่งกุ่ยได้มีส่วนดึงดูดครอบครัวและผู้คนจากต่างจังหวัดให้เข้ามาเดิมเต็มสังคมเมืองที่เดิบโตขึ้นใน
ย่านตลาดน้อย ในขณะเดียวกัน เมื่อ ชุมซนเมืองประสูบกับความหนาแน่นแออัด วัดกาลหว่าร์ก็มีบทบาทสำคัญในการ
รวบรวมและนำพาครอบครัวคริสตังจีนย่านตลาดน้อยกลุ่มใหญ่อพยพโยกย้ายถิ่นออกไปตั้งชุมชนคริสตังใหม่หลาย
แห่งยังชานเมอื ง ซงึ่ จะพัฒนาเปน็ พ้นื ทเ่ี มืองใหมใ่ นเวลาตอ่ มาตามการขยายตวั เมอื งของกรุงเทพฯ
จีนยา่ นตลาดน้อยในมหานครยคุ ใหม่ (พ.ศ.2515-2553) ยา่ นตลาดนอ้ ยในช่วงทศวรรษ 2510 นับเปน็ ยา่ นที่มี
ความคึกคักและเฟืองฟูใกล้เคียงกับย่านเยาวราช แต่ต่อมาเนื่องจากจำนวนแรงงานรับจ้างมีมากขึ้นในขณะที่พื้นที่มี
จำกัด และเจ้าของที่ดินก็ต้องการพัฒนาที่ดินในเมืองที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยสร้างตึกขึ้นมาแทนชุมชนที่เต็มไปด้วยเรือน
ไม้แออัด เมื่อเรือนไม้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างตึกผู้คนที่เคยเช่าอยู่อาศัยในชุมชนต่างก็ต้องแยกย้ายกันออกไปบุกเบิกทำมา
ค้าขายในย่านชุมชนที่เกิดใหม่จากการขยายตัวเมืองของกรุงเทพฯ เช่น ย่านสะพานควาย ย่านประตูน้ำ ย่านดินแดง
เป็นต้น ตึกแถวสองชั้นที่เห็นอยู่ตามแนวถนนวานิช และถนนโยธาในย่านตลาดน้อย มีทั้งสร้างขึ้นก่อนมีคำสั่งปิดโรง
ฝิ่น เช่น ตึกแถวของกรมธนารักษ์ในชุมชนวานิชสัมพันธ์ และมีทั้งสร้างขึ้นภายหลังจากมีคำสั่งปิดโรงฝุ่น เช่น ตึกแถว
ของสานกั งานทรพั ยส์ นิ สว่ นพระมหากษัตริย์
ภายหลังจากมีการจัดรูปการบริหารและการปกครองกรุงเทพฯ แบบใหม่ใน พ.ศ. 2515 ตลาดน้อยก็มีฐานะ
เป็นแขวงหนึ่งในสามแขวงของเขตสัมพันธวงศ์ และได้มีการสร้าง "ที่ว่าการเขตสัมพันธวงศ์" ขึ้นมาเป็นอาคาร
สมัยใหม่ 5 ชั้น ทดแทนที่ว่าการหลังเดิม ซึ่งเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ที่ถูกเพลิงไหม้ไปก่อนหน้านี้ ต่อมาไม่นานนักก็ได้ปรากฎ
อาคารสมัยใหม่ที่มีขนาดใหญ่โตขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่องในย่านตลาดน้อย เช่น ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้แฟลตธรรมนันท์
แฟลตทรัพย์สิน อาคารกาลหว่าร์ และสี่พระยาริเวอร์วิวขณะที่ความเจริญทางวัตถุและความทันสมัยเกิดขึ้นอย่าง
รวดเร็วในย่านตลาดน้อย ปัญทาสังคมก็ปรากฏข้ึนตามมาด้วย ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่เกิดข้ึน
อย่างชัดเจนคือ ชื่อตรอกแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกขานกันจนติดปากว่า"ตรอกผีดิบ" ซึ่งหมายถึง "ซอยแฟลต
ทรัพย์สิน" ที่นระหว่างแฟลตทรัพย์สินกับอาคารก าลหว่าร์และแฟลตธรรมนันท์ ชื่อตรอกนี้มีที่มาจากการเป็นแหล่งมั่ว
สุมเสพเฮโรอีนช่วง พ.ศ.2526 -2527 ในขณะที่เฮโรอีนกาลังระบาด ผู้เสพบางรายเสพหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตอยู่ใน
ตรอกนี้ เจ้าหน้าที่ตำ รวจที่เข้ามาจับกุมได้เปรียบผู้เสพเฮโรอีนเหล่านี้ว่ามีสภาพไม่ต่างจากผีดิบในจินตนาการของผู้คน
จึงเรียกตรอกนี้ว่า "ตรอกผีดิบ"ท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป บทบาทของซาวจีนผ่านตลาดน้อยท่ี
เด่นชัดที่สุดและยังคงดำ เนินอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคือ บทบาทในการธำรงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี และ
ภาษาจีนถิ่น อันเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของตนไว้ได้ เห็นได้จากกิจกรรมเนื่องในเทศกาลงานประเพณีจีนถิ่นกลุ่มต่างๆ
ในย่านตลาดน้อยที่ยังคงได้รับการถือปฏิบัติสืบมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน เช่น งานประเพณีไหว้เต่าใน
เทศกาลง่วนเชียว งานทิ้งกระจาดในวันสารทจีน และงานแห่เทพเจ้าในเทศกาลกินเจของศาลเจ้าโจวอกง การทำบะ
จ่างอย่างคึกคักทุกตรอกซอยในเทศกาลตวงโหงว ในขณะเดียวกัน กลุ่มคริสตังนแห่งวัดกาลหว่าร์ก็ดำเนินกิจกรรม
ทางศาสนาทีย่ ังคงธำรงไว้ซง่ึ อัตลักษณ์ของวฒั นธรรมจนี อยา่ งเด่นชัด เชน่ "พธิ มี สิ ซาภาษาจีนแต้จิ๋ว" ทีก่ ลุม่ ครสิ ตงั
จีนแห่งวัดกาลหว่าร์พยายามรักษาไว้และคงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในกรุงเทพ ฯ พร้อมด้วยกิจกรรมของคณะนักขับ
ร้องจีน คณะพลมารีจีน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรใหม่ขึ้นมาอย่าง ขมรมคริสตชนจีน (พ.ศ.2541) ด้วย
ความหวงั เพือ่ ชว่ ยรักษาและสืบทอดวฒั นธรรมจนี ใหค้ งอยู่ตอ่ ไปในหมูล่ ูกหลาน
184
ประวัติบคุ คลท่นี า่ สนใจ
ในช่วงระยะเวลาภายหลังสงครามโลกครั้งที่หน่ึง (พ.ศ.2461-2515) ในระหว่างที่มีการออกมาตรการควบคุม
ชาวจีนในประเทศไทย กลุ่มคริสตังจีนแห่งวัดกาลหว่าร์ภายใต้การนำของ "บาทหลวงอาแมสตอย" (Ames toy, พ.ศ.
2462- 2505 เจ้าอาวาสวัดวัยหนุ่มซาวฝรั่งเศสที่รู้ภาษาจีนแต้จิ๋วดี พร้อมทั้ง "โง้วเชี่ยงอัน"คทบดีคนสำคัญแห่งผ่าน
ตลาดน้อยที่มีสายสัมพันธ์อันดีทางการค้าและการเมืองระดับประเทศ ได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งและก่อตั้งกลุ่ม
สมาคมและองค์กรทางศาสนาขึ้นมาภายในวัด โดยมีการตั้งคณะฆราวาสแพร่ธรรมที่มีชื่อว่า "หยิ่งอ้ายหวย" (สมาคม
คาทอลิกเมตตาสงเคราะห์แห่งประเทศไทย) ขึ้นในพ.ศ. 2501 25 สมาคมแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์
พิธีทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นแหล่งรวมเหล่าปัญญาชนคริสตังจีนที่สำคัญแห่งหน่ึง
นอกจากนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการรวมตัวกันของกลุ่มยุวคริสตังของวัดที่มีชื่อว่า "แซหนี่ทวย" การจัดตั้งกลุ่ม
กิจกรรมหล่านี้ส่งผลให้วัดกาลหว่าร์และจีนย่านตลาดน้อยมีความคึกคักขึ้นเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้าสงครามโลก
ครั้งที่สองนั้น ตลาดน้อยเป็นแหล่งโรงงานที่สำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชาวจีนบางกลุ่มที่อพยพเข้ามาขายแรงงนใน
ย่านตลาดน้อยได้หันไปเก็บเศษเหล็กจากโรงงานต่าง ๆ มาขาย และด้วยความอดทนใผ่รู้ ชาวจีนกลุ่มนี้จึงสามารถส่ัง
สมทักษะความชำนาญและขยับฐานะขึ้นมาเป็นเถ้าแก่ จนทำให้ตลาดน้อยกลายเป็นศูนย์กลางแหล่งรับซื้ออะไหล่
เครื่องจักร เครื่องยนต์เก่า และเครื่องเหล็กหลอมใหม่ที่โด่งดังที่สุดในกรุงเทพฯ อันเป็นที่รู้จักกันดีในช่ือว่า "เชียงกง"
อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นของความคึกคักและความเฟืองฟูของย่านเซียงกงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังจากสงครามโลก
ครั้งที่สองสงบลงยานพาหนะและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่เหล่าทหารต่างชาติฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะทิ้งไว้ ได้
สร้างผลกำไรให้พ่อค้าทั้งชาวจีนและชาวไทยในย่านเชียงกงกอบโกยไปได้มาก ส่งผลให้ย่านตลาดน้อยกลับมาคึกคัก
ขึ้นภายหลังสงคราม ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในย่านนี้ที่เริ่มตั้งตัวได้ก็ตัดสินใจลงหลักปีกฐานอย่างถาวรในประเทศ
ไทย โดยไม่คิดท่ีจะกลับไปใช้ชีวติ ในประเทศจีนอีกต่อไป
กลมุ่ แชหนห่ี วย (ได้รับความอนุเคราะหจ์ ากคุณงเี่ ส็ง แซเ่ ตีย)
185
แผนท่ีเดินดิน
แผนที่แสดงภาพรวม (Holistic view) ของตลาดน้อยรวมถึงสถานที่ใกล้เคียง โดยใช้ภาพจากระบบระบุ
ตำแหนง่ พนื้ โลก GPS (Global Positioning System) ในการบอกพกิ ัดและตำแหนง่ ที่ตง้ั
ตลาดน้อยเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ด้วยความเก่าแก่ของอาคารสถานที่และวิถีชีวิตของ
ผู้คนที่ยังคงเหมือนเดิมเช่นในอดีตอยู่ โดยมีถนนสายหลัก คือถนนเจริญกรุง บนพื้นที่ติดกับแขวงมหาพฤฒาราม
เขตบางรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซอยเจริญกรุง 22 หรือ ตรอกตลาดน้อย ภายในสถานที่ ๆ ได้รับความสนใจ เช่น ศาล
เจ้าโจวซือกง, บ้านโขวเฮงไถ่ บ้านโบราณที่มีอายุกว่า 200 ปี สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบชื่อเหอย่วนของจีน,เชียงกง
หรือ ซอยวานิช 2 แหล่งรวมอะไหล่รถยนต์ที่มีศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก, กรมเจ้าท่า
และธนาคารไทยพาณิชสาขาตลาดน้อย ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย ตัวอาคารธนาคารเป็นสถาปัตยกรรม
แบบโบชาร์ผสมนีโอคลาสสิก โดยก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2451 ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้แล้วถนนเจริญกรุง
ในแถบน้ีในอดีตยงั ปรากฎร่องรอยรางของรถรางบนพนื้ ถนนอกี ด้วย ก่อนจะถูกราดทบั ด้วยยางในปลายปี พ.ศ. 2558
ต่อมาคือแผนที่เฉพาะเรื่อง (thematic map) เป็นแผนที่สำหรับท่องเที่ยวที่แสดงเฉพาะสิ่งที่สนใจในบริเวณ
พื้นที่ภูมิศาสตร์ที่สนใจ คือพื้นที่ตลาดน้อยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจัดทำข้ึนเพื่อแนะนำสถานที่นั้นเพื่ออำนวยความ
สะดวกแก่นักท่องเที่ยวโดยแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งและสถานที่ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องสำหรับการท่องเที่ยว
เช่น เส้นทางการคมนาคมทัง้ ทางบก เร่อื อากาศ ท่พี ัก รา้ นอาหาร ภัตตาคาร เป็นตน้
186
หมายเหต.ุ จากhttps://twitter.com/trawellth/status/1135340638038368258
หมายเหตุ : จาก https://www.chillpainai.com/map /54/ตลำดนอ้ ย-กรุงเทพ/
187
ทฤษฎีการพฒั นากับชมุ ชนตลาดนอ้ ย
"ชุมชนตลาดน้อย" มีนัยยะและความหมายที่อยู่บนฐานของการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวไปตามกระแส
สังคม เพราะชุมซนไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่ว่าชุมชนในที่นี้หมายถึงชุมชนที่มีชีวิต ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาจะช่วยสะท้อน
ให้เห็นถึงการพัฒนาของชุมชน และจะสามารถช่วยอธิบายและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าชุมชนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ใน
ทน่ี จ้ี ะกลา่ วถึงแนวคิดการพัฒนากับชมุ ชนตลาดน้อย
แนวคิดทฤษฎีของการพฒั นา
แนวทางการพัฒนาโดยอาศัยทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) นับว่าได้รับความนิยมอย่างสูง
ในประเทศตะวันตกในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง และประเทศไทยก็รับอิทธิพลจากทฤษฎีนี้ที่จะต้องพัฒนาให้ทัน
โลกตะวันตกเพื่อให้ได้การยอมรับทั้งทางด้านเศรษฐกิจการติดต่อค้าขายและด้านสังคม รวมถึงอิทธิพลของการเข้ามา
ของชาวต่างชาติ เช่นชาวโปรตุเกสตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยจนเกิดเป็นชุมชนกุฎีจีนที่มีความ
หลากหลายทางเชื้อชาติและความเชื่อ และชุมชนตลาดน้อยที่เป็นแหล่งรวมชาวจีน เมื่อใช้วิธีการวิเคราะห์ทาง
ประวัติศาสตร์การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ แล้วเห็นว่า ประเทศแถบยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่ง
พัฒนาแล้วได้ใช้แนวทางในการพัฒนาฟื้นฟูประเทศของตนเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาตามแบบจำลอง
ดงั กลา่ วจึงได้แพร่กระจายได้รับการนำไปใช้เป็นกระแสหลักในการพฒั นาประเทศด้อยพัฒนาต่าง ๆ
ความสำคญั ของการพัฒนาชมุ ชน
1. ความสำคญั ทางด้านเศรษฐกิจ
เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาที่ชุมชนประสบกันอยู่ทั่ว ๆ ไปก็คือ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจประชาชนประสบความ
ยากลำบากมีความแร้นแค้น เนื่องจากการขาดความรู้ในการผลิตสมัยใหม่ วิธีการผลิตยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
ธรรมชาติ รวมทั้งขาดแคลนเงินทุน ขาดแคลนอุปกรณ์ในการผลิต และช่องทางประกอบอาชีพอย่างอื่นมีจำกัด การ
นำเอาการพัฒนาชุมชนมาใช้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ตังเช่นชุมชนตลาดน้อยที่มีการนำวัฒนธรรมมาเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพ ทำให้คนในชุมชนมีรายได้จากการขายของ รวมถึงประกบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เช่นที่พัก
เพือ่ ใหน้ ักทอ่ งเทย่ี วท่ีมาได้ใชบ้ ริการ เป็นตัน การนำทฤษฎกี ารพฒั นามาใช้ของชุมชนตลาดนอ้ ยจะชว่ ยให้
1.1 ช่วยยกระดบั การครองชีพของประชาชนให้ดสี ูงขน้ึ
1.2 ช่วยแกไ้ ขปญั หาวา่ งงาน
1.3 สง่ เสริมให้ประชาชนได้ร้จู กั ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์
1.4 ลดความไม่เท่าเทียมกนั ระหว่างชนชน้ั ในสงั คม
1.5 ทำให้ประชาชนมฐี านดา้ นเศรษฐกิจดีข้ึนและประเทศชาติมคี วามม่ันคงดา้ นเศรษฐกิจ
2. การพัฒนาเมอื งกบั ชุมชนตลาดน้อย
การพัฒนาเมืองเป็นวิธีการพัฒนาแบบหนึ่งที่นำมาใช้ในชุมชนหรือสังคมเมือง เช่นตลาดน้อย เพราะตั้งอยู่ที่
กรุงเทพ ซึ่งมีปัญหาและความต้องการของผู้คนที่แตกต่างกันไปจากชุมชนหรือสังคมชนบท การพัฒนาเมืองมีความ
แตกตา่ งกบั การพฒั นาชุมชนบางประการ คอื
2.1 การพัฒนาเมืองเป็นการพัฒนาบริการขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการพัฒนาวัตถุมากกว่าการพัฒนาคน เช่น
ระบบระบายนำ้ การกำจัดขยะมูลฝอย การสร้างสิง่ อำนวยความสะดวก สรา้ งส่งิ สาธารณูปโภคและสาธารณปู การตา่ ง
188
ๆ ให้เพียงพอกับผู้คนที่มีจำนวนมาก ส่วนการพัฒนาชุมชนเป็นการพัฒนาคนและกลุ่มคนมากกว่าการพัฒนาสิ่ง
เหล่าน้ี เนือ่ งจากชมุ ชนตลาดนอ้ ยเป็นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ว การพฒั นาจงึ เป็นไปในเชิงการพัฒนาเมืองมากกวา่ ชมุ ชน
2.2 การพัฒนาเมืองเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อการพัฒนาชุมชนเมือง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากชุมชน
ชนบท วิธีการพัฒนาเมืองจึงใช้ได้ดีกับชุมชนเมืองเท่านั้น ส่วนการพัฒนาชุมซนสามารถนามาใช้ได้กับทุกขุมชนและทุก
สงั คม
2.3 การพัฒนาเมืองมีวิธีการและขั้นตอนในการพัฒนามากมายหลายขั้นตอน จึงต้องนำวิธีการพัฒนาหลาย
ๆ ด้านเข้ามาร่วมกันพัฒนา ส่วนการพัฒนาชุมชนเป็นวิธีการพัฒนาแบบหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาเมืองเพื่อ
การพัฒนาบคุ คล กล่มุ องค์กรในเมืองใหม้ คี วามพรอ้ มทจ่ี ะรับการพฒั นาดา้ นอื่น ๆ ต่อไป
2.4 การพัฒนาเมืองเน้นบริการของรัฐบาลมากกว่าการพึ่งตนเองของคนในชุมชนโดยเฉพาะเมืองในประเทศ
ด้อยพัฒนา ชาวเมืองถือว่ารัฐและองค์กรของรัฐมีหน้าที่ในการพัฒนาและบริการประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประชาชน
ต้องรบั ผดิ ชอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับการพัฒนาชุมชนท่ีการพฒั นาเปน็ ของประชาชน โดยประชาชนและเพอ่ื ประชาชน
การดำเนินงานด้านการพัฒนาของนักพัฒนานั้น จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดใน
การพัฒนา โดยเฉพาะนักพัฒนาชุมชน (Change Agent คือคนที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผู้สื่อหรือผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงไปสชู่ มุ ชน
โครงการอนรุ ักษ์ฟืน้ ฟชู มุ ชนยา่ นตลาดน้อยและการเปล่ียนแปลง 3ระดบั
การมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูขุมชนย่านตลาดน้อย
กรุงเทพมหานครย่านตลาดน้อยเป็นย่านพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของไซน่าทาวน์เยาวราช หนึ่งในพื้นที่เมืองเก่าของ
กรุงเทพมหานคร ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาและมีพัฒนาการมาจากการตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำเจ้าพระยาของชุมชน
ชาวจีนโพันทะเลที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการค้า ซึ่งในปัจจุบันยังมีกิจการทางการค้าชาวไทยเชื้อสายจีนที่สืบเนื่องมาจาก
อดีตทำให้ยังคงเห็นวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม ทั้งการค้า วัฒนธรรม ประเพณี ที่ยังสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงอาคารและส่ิง
ปลูกสร้างที่ยังคงความสวยงามหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งตัวอาคาร ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ
ตลอดจนระบบเศรษฐกิจ การค้าและ ความสวยงามของสถานที่ย่อมมีความเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา และไม่
สอดคล้องกับการพัฒนาในปัจจุบัน อีกทั้งการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนประเภทรางที่เข้ามาภายในย่านตลาดน้อย จะ
ทำให้เกิดศักยภาพในการเข้าถึงมากขึ้น และมีแนวโน้มในการพัฒนาของย่านสูงขึ้นด้วย จึงทำให้เป็นโอกาสที่สำคัญใน
การพัฒนาย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อ เนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปรับปรุงฟื้ นฟูย่านเมืองเก่าเป็นไปตาม
นโยบายมทานครแห่งความสุข ของกรุงเทพมหานคร และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเมือง ที่ยังคงไว้ซึ่งความ
เป็นเอกลักษณ์ของย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการแปลงผังนโยบายไปสู่แผนงานปฏิบัติ
ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะงานวางผังแม่บท ออกแบบรายละเอียด มาตรการทางผังเมือง ข้อเสนอแนว่ทางการปฏิบัติ
เพื่อส่งเสริมภูมิทัศนในการอนุรักษ์ฟื้นฟู และพัฒนาย่าน การบริหารจัดการโครงการ การให้ข้อมูลข่าวสาร
ประชาสัมพันธ์ตลอดจนการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่าน โดยผ่านกระบวนการมีส่วน
รว่ มของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งทุกภาคส่วน
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองว่าสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่เมืองได้หลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลต่อเนื่องในหลายๆด้านตามมาโดยเฉพาะในด้านวิถีชีวิต
และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ที่อาศัยและเข้ามาใช้พื้นที่เพราะเมืองประกอบด้วยระบบย่อยมากมาย จึงเป็นเหตุผล
ให้ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่สังคมจะต้องเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเป็นการบูรณาการความรู้และความเข้าใจ รวมท้ัง
189
เป็นการสร้างการจัดการเมืองและที่อยู่อาศัยได้อย่างสมดุลที่จะนำไปสู่การสร้างแนวทางการมีส่วนร่วมในการพัฒนา
เมืองได้อย่างเหมาะสมการเปลี่ยนแปลง 3 ระดับ และผลการศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการคิด
เชิงออกแบบ กรณีศึกษาโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูชุมชน ย่านตลาดน้อย กรุงเทพมหานคร ปัจจัยความสำเร็จของ
กระบวนมีส่วนร่วมของชุมชนในการพฒั นาย่านตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบไดด้ งั นี้
1.ศักยภาพของชุมชนยา่ นตลาดนอ้ ย
การทำงานในระดับจุลภาคและระดับกลุ่มกับคนในชุมชน เนื่องจากปัจจุบันมีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน
ประเภทรางที่เข้ามาภายในย่านตลาดน้อย ทำให้เกิดศักยภาพในการเข้าถึงมากขึ้น และมีแนวโน้มในการพัฒนาของย่าน
สูงขึ้นด้วย นับเป็นโอกาสที่สำคัญในการพัฒนาย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่องเกิดขึ้น จึงนำมาสู่การฟื้นฟูย่านเมือง
เก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านตลาดน้อย ฟื้นฟูย่านพาณิชยกรรมที่สำคัญในอดีตให้เกิด
กิจกรรมการค้าที่สามารถอบรับกับบริบทใหม่ของเมืองในฐานะย่านพาณิชยกรรมรองจากย่านเยาวราชให้เป็นย่านท่ี
สามารถเก็บรักษามรดกวัฒนธรรมและวิถีชีวิตทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านไว้อย่าง
สมดุล พร้อมทั้งอาศัยศักยภาพทั้งในอนาคตและศักยภาพในพื้นที่โดยรอบ สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เข้ามา
ศึกษาและสมั ผัสยา่ นมรดกวัฒนธรรมวถิ ชี วี ิตของชาวยา่ นตลาดน้อยและพื้นท่ตี อ่ เนอื่ งไดอ้ ยา่ งมากขึน้ และคนในชุมชน
ก็ยงั ให้ความรว่ มมือในการเปลยี่ นแปลง เขา้ ใจบรบิ ทของสงั คมแห่งการพัฒนาในปจั จุบนั
2.การดำเนินโครงการอนุรักษฟ์ ้ื นฟูผา่ นตลาดน้อยและพนื้ ทต่ี ่อเนื้องตง้ั แตเ่ ร่ิมตน้ จนถงึ ปัจจุบนั นี้
การดำเนินโครงการนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมหาภาค กล่าวคือมีความร่วมมือจาก สำนักผังเมือง และ
สถาบันอาศรมศิลป์ (2558) การพัฒนาปรับปรุงฟื้นฟูผ่านเมืองเก่าเป็นไปตามนโยบายของสำนักผังเมือง
กรุงเทพมหานครเพื่อทำให้เป็นเมืองน่าอยู่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจวิทยาการของประเทศและภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลาง การบริหาร และการปกครองของประเทศ มีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ
และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเมืองรวมทั้งยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่อง
(ย่านทรงวาด และย่านจักรวรรดิ) จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการแปลงผังนโยบายไปสู่แผนงานปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดย
เฉพาะงานวางผังแม่บท การออกแบบรายละเอียด มาตรการทางผังเมือง จัดทำข้อเสนอและแนวทางการปฏิบัติ เพื่อ
ส่งเสริมภูมิทัศนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาย่าน การจัดการโครงการ การให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์
ตลอดจนการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่าน โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำผลไปสู่การปรับปรุงฟื้นฟูเมืองให้เกิดเป็นรูปธรรมที่มีฐานการ
พัฒนาจากประ ชาชน หน่วยงานกิจการร้านค้าในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งในปัจจุบันนี้ย่านตลาดน้อยมีการ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายหลังจากที่โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูยานตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่องได้ทำสำเร็จลงแล้วเช่น
ได้พื้นที่โครงการนำร่องในการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นโครงการปรับปรุงฟื้นฟูป้ายบอกทางสถานที่ในย่านตลาดน้อย การ
ปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ทางเดินเชื่อมโยงสู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยในย่านตลาดน้อยและส่วนอื่น ๆตามลำดับ ส่งผลทำให้ย่าน
ตลาดน้อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนไทยเซื้อสายจีน การ
ประกอบอาชีพที่หลากหลายในชุมชน หรือมาเที่ยวชมมรดกวัฒนธรรมด้านสถาปัตยกรรมเช่น วัดพุทธแบบไทยวัดพุทธ
แบบจีน โบสถ์คริสต์ และมัสยิดที่สวยงามเป็นต้น เป็นการส่งเสริมให้ย่านตลาดน้อยมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนหลายกลุ่ม
เข้ามาได้อย่างสะดวกและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นชุมชนยังมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ย่าน
ให้เป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างมากขึ้นร่วมกัน เช่น โครงการย่านจีนถิ่นบางกอก โครงการตลาดนัดเพื่อส่งเสริมเศรฐ
กิจในชุมชนและการเผยแพร่วัฒนธรรม โครงการวาดภาพดามฝ่าผนังในชุมซนที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตในชุมชน มีการทำ
190
เพจในเฟขบุ๊กและจัดทำวารสารเพื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสารและดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันชุมชนตลาด
น้อยก็ยังคงดำเนนิ กจิ กรรมไดอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื งเสมอมา
3.ปัจจยั ความสำเรจ็ ของกระบวนมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการพฒั นาย่านตามกระบวนการคดิ เชิงออกแบบ
ในภาคปฏิบัติของการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนรวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวมีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการการ
อนุรักษ์ฟื้นฟูย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่องด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Stanfordd.school) แบ่งเป็น 5
ขั้นตอน โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีการจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการตลอดทั้งโครงการทำให้กระบวนการคิดเชิง
ออกแบบเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมและเน้นคนในชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในทุกขั้นตอนตั้งแต่ชั้น Empathize (เข้าใจ
ปัญหา เข้าถึงผู้คนและพื้นที่) ชั้น Define (ระบุความต้องการ) ชั้น deate (หาแนวทางแก้ปัญหา) ขั้น Prototype
(พัฒนาต้นแบบ) และชั้น Test (ทดสอบ) พบว่าทางภาครัฐที่เป็นเจ้าของโครงการมีการผสานความความมือในทุกภาค
ส่วนได้มีสว่ นร่วมในการพัฒนาของโครงการเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเปน็ ฝ่ายชุมชน กลุ่มคนรักตลาดน้อย ผู้ประกอบการ ผู้
มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานราชการสถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ผู้สนใจทั่วไป รวมไปถึงสื่อมวลชนที่ช่วยทำให้
โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูชุมชนย่านตลาดน้อย กรุงเทพมหานครนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นล้วนแล้วเป็นอีกวิธีการของ
การทำให้การมีส่วนร่วมของชุมชนเกิดการพัฒนาได้ตรงตามบริบทของชุมชน อีกทั้งยังเป็นการรักษามรดกวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น พร้อมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้วิจัย
สามารถสรุปในภาคปฏิบัติของการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมซนรวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวมีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ
การอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่องด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ของ Stanford d.schoolแบ่งเป็น
5 ขนั้ ตอน
4.ปจั จัยความสำเร็จของกระบวนการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในโครงการอนุรักษ์ฟ้ืนฟูย่านตลาดน้อยและพ้นื ทตี่ อ่ เน่อื ง
ปจั จัยความสำเรจ็ ของกระบวนการมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนสามารถในแบง่ ได้ 3 ดา้ นดังต่อไปน้ี
4.1. ปัจจัยด้านความคาดหวังหรือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านตลาดน้อยและพื้นท่ี
ต่อเนื่อง คนในชุมชนคาดหวังอยากเห็นการพัฒนาของชุมชนในทางที่ดีขึ้น โดยมองว่าการผลักคันให้
สำเร็จนั้นชุมชนเป็นตัวกำหนดอนาคตของชุมชนเองซึ่งประชาชนในชุมชนย่านตลาดน้อยมีความ
ตระหนักถึงความสำคัญของย่านนี้และมองเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อย่านน้ีหากไม่ได้พัฒนาและเห็น
โอกาสของการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันที่ว่า อยากให้ชุมชนย่านตลาดน้อยเป็นแหล่ง
มรดกวัฒนธรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มียุทธศาตร์การดำเนินงาน 3 ยุทธศาสตร์
ทำตามที่ขุมชนเห็นความสำคัญดังนี้คือ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาย่านเศรษฐกิจเก่ากลางเมือง
ยุทธศาสตร์ การฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะริมน้ำ ยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ซึ่งเมื่อชุมชนเข้าใจ
ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามความคาดหวังที่ตนต้องการจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตัดสินใจเข้าร่วมใน
กระบวนการท่ใี ห้ชุมชนมีสว่ นรว่ มในโครงการ
4.2. ปัจจัยด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในโครงการของชุมชนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการ
ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักนให้โครงการสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะคนในชุมชนไม่ได้มองว่า
สิ่งนี้เป็นภาระของชุมชนหากแต่มีความคิดว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ยิ่งมีโอกาสได้
เข้าร่วมมากเท่าใดก็ยิ่งจะทำให้ได้ชุมชนที่น่าอยู่และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการต้อนรับผู้มาเยือน
โดยเฉพาะกระบวนการที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมมีความหลากหลายลักษณะไม่ใช่เพียงแค่ให้เข้าร่วมประชา
พิจารณ์เท่านั้น แต่ชุมชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการมีส่วนร่วมในเข้าใจความเป็นมาของโครงการ
รวมไปถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนร่วมไปถึงการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาของชุมชน การ
191
วางแผน การกำหนดลำดับความสำคัญ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายการพัฒนาในเชิงความเหมาะสมของ
ชุมชนตนเองมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางดำเนินการ การติดตาม การประเมินผลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้
เสียได้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆแล้วจึงร่วมกันประเมินผลและดำเนินการหาทางแก้ไขต่อไป อีก
อย่างชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นต่างๆตามความเหมาะสมกับบริบทและความต้องการ
แท้จริง ไม่ได้เกิดจากความเกรงใจหรือเห็นใจสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างอิสระ ทุกคนมีสิทธิ
ความเสมอภาคกันและไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับจากหน่วยงานของรัฐหรือผู้รับผิดชอบโครงการ ถือได้
ว่าเป็นการใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ทำให้เกิดแรงจูงใจที่ตัดสินใจ
เขา้ รว่ มกระบวนการทท่ี างโครงการจัดขึ้นได้เป็นอย่างดี
4.3. ปัจจัยด้านกลไกการดำเนินงานของหน่วยงานราชการหน่วยงานราชการที่สำคัญของโครงการนี้คือ
สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครและคณะทำงานที่รับผิดชอบโครงการคือสถาบันอาศมศิลป์ มีความ
ชำนาญ ความเชี่ยวชาญและรอบรู้ด้านการพัฒนาเมืองนอกเหนือจากน้ันยังสามารถสร้างความเชื่อม่ัน
ให้เกิดขึ้นกับชุมชน ในด้านความไว้วางใจด้วยชื่อเสียงของหน่วยงานและไม่ได้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว
มีการให้ชุมชนได้เข้ามาร่วมการแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ในทุกๆขั้นตอน แสดงถึงความโปร่งใสให้ประจักษ์
แก่ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าวอีกทั้งไม่ทิ้งเรื่องการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนได้
รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของโครงการเพื่อการพัฒนาฟื้นฟูย่านจริงๆ และที่สำคัญมีการเผยแพร่องค์ความรู้
ในเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านตลาดน้อยและพื้นที่ต่อเนื่องโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ได้กล่าวมาแล้ว พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมการ
ประชุมเชิงปฏิบัติการ การอบรมให้ความรู้ และเอกสารเผยแพร่ที่มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอทำให้
ชมุ ชนย่งิ เช่ือมั่นในการดำเนินของหน่วยงานราชการ
จากปัจจัยความสำเร็จด้านต่าง ๆ ในโครงการนี้ เราจะเห็นว่า หลากหลายหน่วยงาน รวมถึงนักพัฒนาชุมชน
เองก็มีส่วนตั้งแต่ระดับจุลภาคไปจนถึงมหาภาค กระบวนการอนุรักษ์หากไม่สร้างความเข้าใจให้กับคนในชุมชน หรือคน
ในชุมชนไม่มสี ว่ นรว่ ม งานท่อี อกมาก็อาจจะเป็นการพัฒนาและการเปลีย่ นแปลงที่ไมย่ ั่งยนื
บทบาทนักสงั คมสงเคราะหก์ บั การปฏบิ ตั งิ านเพ่ือสรา้ งการเปลีย่ นแปลง
การทำงานของนักส่งคมสงเคราะห์กับการพัฒนาชุมชน ควรจะทราบองค์ประกอบของการพัฒนาชุมชน
เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการทำงานว่าต้องใช้เครื่องมือใดข้าง และให้เกิดผลประสบความสำเร็จกับคนในชุมชนตลาด
น้อยในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูชุมซนย่านตลาดน้อย โดยพิจารณาจากลักษณะที่สำคัญของการพัฒนาชุมชนแล้วการ
พฒั นาชุมชนมอี งค์ประกอบท่สี ำคัญดงั ตอ่ ไปนี้
1. นักสังคมสงเคราะห์กับคนในชุมชน แน่นอนว่าในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูชุมชนย่านตลาดน้อย คนในชุมชน
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาชุมชน พัฒนาเพื่อให้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ยังคงดำรงอยู่ เพื่อเป็น
แหล่งท่องเที่ยวรวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติที่มีมาตั้งแต่อดีต ดังนั้นการ
พัฒนาชุมชนจึงเป็นการพัฒนาคน โดยความร่วมมือกันของคนในชุมชน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของคนในชุมชน
ด้วยกันเอง การพัฒนาชุมชนจึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวช้องกับคนในชุมชนโดยตรง ทั้งที่เป็นบุคคล กลุ่มและองค์กรต่าง ๆ
การทำงานในลำดบั แรกจึงควรเนน้ ไปที่คนในชุมชนก่อน
192
2. ทนุ ของชมุ ชน ทั้งทนุ ทางสงั คม ทนุ ทางเศรษฐกจิ และทนุ ส่งิ แวดลอ้ ม เมอ่ื ศึกษาคนในชุมซนแล้ว ต่อไปกค็ อื
การศกึ ษาทนุ ทางสังคมของชมุ ซนวา่ มีสิง่ ใดท่จี ะสามารถนำมาตอ่ ยอดพฒั นาใหเ้ ปน็ จดุ แข็งได้
2.1 ทุนทางสังคม ได้แก่ คุณภาพของคน การจัดระเบียบทางสังคม สถาบันทางสังคม กลุ่มและ
องค์กรต่าง ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ฯลฯ
2.2. ทุนทางเศรษฐกจิ ได้แก่ อาชีพ ผลติ ภัณฑ์ รายได้ แหล่งทุนของชุมชน ฯลฯ
2.3 ทุนสิ่งแวดล้อม ไดแ้ ก่ ป่าไม้ แรธ่ าตุ ภเู ขา แม่นำ้ ลำคลอง น้ำตก ฯลฯ ทุนของชมุ ชนเหลา่ นจี้ ะเป็น
สว่ นสำคัญทส่ี นบั สนุนใหก้ ารพัฒนาชุมชนประสบความสำเรจ็
3. วัสดุอุปกรณ์ที่เกย่ี วข้องกับการพัฒนา เช่น วัสดุสำนักงาน วัสดุก่อสร้าง เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
ยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ต้องมีคุณภาพที่เหมาะสม
ทนั สมยั และเพยี งพอกบั กิจกรรมการพัฒนาชมุ ชนทกี่ ำหนดขน้ึ
4. ยุทธศาสตร์หรือวิธีการพัฒนา การพัฒนาชุมชนมีหลายวิธีการ เช่น การให้การศึกษาอบรม การจัดระเบียบ
ชุมชน การสร้างผู้นำ การสร้างกลุ่มและองค์กร การวางแผ่นและโครงการ การประสานงาน เป็นต้นยุทธศาสตร์เหล่าน้ี
เมื่อนามาใช้ในการพัฒนชุมชนต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับชุมชนจึงจะเป็นประโยชน์และสนับสนุนการพัฒนาให้
ประสบความสำเร็จ
5. กระบวนการพัฒาชุมชน จะเป็นลักษณะมีลำดับชั้นตอนในดำเนินงาน คือการศึกษาชุมชน การวิเคราะห์
ชุมชน การวางแผนและโครงการ การดำเนินงาน การประเมินผลและการทบทวน เพื่อไขปัญหาและอุปสรรคซึ่งต้อง
ดำเนนิ งานไปตามลำดับต้งั แตเ่ ริ่มต้นจนสน้ิ สุดกระบวนการ
6. การสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลและภาคเอกชน เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือเฉพาะในสิ่งที่มีความจำเป็น
เกนิ ขดี ความสามารถของชุมชน หรือเพ่อื กระตุน้ เรง่ เร้าให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและเข้าร่วมในกระบวนการพฒั นา
7. การบริหารและจัดการที่ดี เปน็ การบรหิ ารจดั การเกยี่ วกับบคุ คล กลุ่ม องคก์ ร การเงนิ เวลา พัสดุ ครุภณั ฑ์
อาคารสถานที่ เป็นตน้ ให้มีประสิทธภิ าพ
8. นักพัฒนาชุมขน เพื่อทาหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นเตือน จูงใจ ประสานงาน ระดมพลังหรือศักยภาพของชุมชนมา
ใชใ้ นการพัฒนา
9. การประสานงาน เพื่อเป็นการเชื่อมประสานระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์กร หน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาชุมชนใหด้ ำเนินกิจกรรมสอดคล้องกนั เปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกนั และเปน็ ลำดบั ขน้ั ตอนทกี่ ำหนดไว้
10. ผลของการพัฒนา คือเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานพัฒนาชุมชน ซึ่งจะทำให้คนท่ีร่วมการ
พฒั นามขี วัญและกาลงั ใจท่ีดี มงุ่ มนั่ ท่ีจะรว่ มกันพฒั นาชมุ ชนให้ประสบความสำเรจ็ ต่อไป
193
อ้างอิง
นิภาพร รัชตพัฒนากุล, "ตลาดน้อย: พัฒนาการชุมชน เจ๊กในบางกอก, " ศิลปวัฒนธรรม 24 (กุมภาพันธ์
2546): 162.
พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร, นายแม่: เรื่องดีๆ ของนารีสยาม (กรุงเทพา: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, 2546), 37. มิ
ภูติมหาตมะ. (2558). จีนย่านตลาดน้อย: ศรัทธาและเศรษฐกิจการค้าแห่งจีนสยาม.พฤศจิกายน 2564, จาก
fle:///C:/Users/USER/OneDrive/เดสก์ท็อป/ชมุ ชน/45486-Article%20Text-105463- 1-10-20160112.pdf
วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธ์ และสุภางค์ จันทวานิช, "ชาวจีนแต้จิ๋วในสภาพสังคมไทยสมัยธนบุรีและรัตอนต้น "
ใน ซาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลาเนาเดิมที่เฉาซัน: สมัยที่หนึ่ง ท่าเรือจางหลิน(23 10-2392), สุภางคั จัน
ทวานชิ และคณะ,บรรณาธกิ าร (กรุงเทพฯ: สถาบนั เอเชียศึกษา,จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2534), 88-89, 91.
ศุภรตั น์ เลศิ พาณชิ ย์กลุ , "การควบคมุ ชาวจนี ในสมัยรัตนโกสินทร์กอ่ นการปฏิรปู การปกครอง 2325 (1782)
2435 (1892) "ใน ซาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยและในภูมิลาเนาเดิมที่เฉาชัน: สมัยที่หนึ่ง ท่าเรือจางหลิน (2310-2392),
114.
194
“ชมุ ชนศรสี มบูรณ์”
ภวฒั น์ ศงั ขมณี
195
ชมุ ชนศรีสมบูรณ์
กระบวนการเลอื กชมุ ชน
ก่อนที่นักศึกษาจะตัดสินใจเลือกชุมชนศรีสมบูรณ์ นักศึกษาได้ทำการศึกษาชุมชนบริเวณใกล้เคียงบ้าน
นักศึกษา โดยศึกษาจากหนังสือบ้านและโรงเรียน ของโรงเรียนปากพนังซึ่งมีการกล่าวถึงหลายชุมชนในอำเภอปาก
พนัง และ เมื่อนักศึกษาได้ชุมชนที่น่าสนใจ นักศึกษาจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของแม่นักศึกษาที่ทำงานสหกรณ์
ของอำเภอ โดยนักศึกษาได้ขอยืมหนังสือรายงานการจัดกิจกรรมโครงการพัฒนาอาชีพและหนังสือกศน.ของชุมชน
โดยมีของตำบลป่าระกำ ตำบลชะเมา ตำบลบ้านใหม่ และชุมชนศรีสมบูรณ์จากสหกรณ์อำเภอมาศึกษา สุดท้ายเมื่อ
นกั ศกึ ษาอ่านดูทำให้นกั ศึกษาตดั สินใจเลือก ชุมชนศรสี มบรู ณ์ มาทำการศึกษาชมุ ชนในครั้งน้ี
เหตุผลของการเลือกชมุ ชน
สาเหตุที่นักศึกษาเลือกชุมชนศรีสมบูรณ์ เพราะ เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้บ้านนักศึกษา ถึงแม้นักศึกษาจะไม่ได้เป็น
คนในชุมชน แต่ก็รับรู้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนพอสมควร อีกทั้ง ชุมชนศรีสมบูรณ์เป็นชุมชนที่มีชื่อเสียง
มวี ัฒนธรรมทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ และมีกลุม่ อาชพี เพื่อสรา้ งรายได้ในชุมชนอีกด้วย
เทคนคิ การได้มาซึ่งขอ้ มลู
นักศึกษาตัดสินใจเลือกที่จะลงพื้นที่ไปศึกษาและเก็บข้อมูลในชุมชนโดยตรง เนื่องจาก เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับ
บ้านที่นักศึกษาพักอาศัยอยู่ โดยก่อนที่จะลงพื้นที่ไปในชุมชนนักศึกษาจำเป็นต้องศึกษาลักษณะชุมชนก่อน ซ่ึง
นักศึกษาได้หาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ประชากร อาณาเขต เพื่อที่จะทำให้นักศึกษาได้มีความรู้พื้นฐานก่อนที่จะเข้า
ไปศึกษาในชมุ ชน
วธิ ีการศกึ ษา
การใช้ข้อมูลเอกสาร นักศึกษาได้ทำการสืบค้นทั้งหนังสือ รายงาน ข่าวหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต เพื่อนำ
ข้อมูลท่ีได้มาประกอบการศึกษาและจัดทำเครอ่ื งมือชมุ ชน
การลงพื้นที่ นักศึกษาได้ทำการพูดคุยกับพ่อที่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนในชุมชนอยู่บ้างว่าควรลง
พื้นทตี่ อนไหน โดยคนในชุมชนสว่ นใหญม่ ีอาชพี คา้ ขาย ทำใหช้ ว่ งเช้ามดื คนในชุมชนจำเป็นต้องออกไป
ประกอบอาชีพและเมื่อกลับมาประมาณ 9 โมงเช้าเขาก็จะมีหน้าที่ต้องจัดของและพักผ่อน การลงพื้นที่ในช่วงเช้าจึงไม่
สะดวก นักศึกษาจึงตัดสินใจลงพื้นที่ในช่วงเย็นเพื่อให้สะดวกแก่การได้ข้อมูลและไม่รบกวนชาวบ้านในชุมชน โดย
นักศึกษาตัดสินลงพื้นที่ในวันที่ 11 ซึ่งในการลงพ้ืนที่นักศึกษาได้พบกับอุปสรรคคือ ฝนตกหนัก ทำให้นักศึกษาต้องมี
การเลื่อนวันในการลงพื้นที่เป็น วันที่ 13 และ 14 ตามลำดับ แต่สุดท้ายในการลงพื้นนักศึกษาก็ไม่สามารถที่จะลงไป
ศึกษาและสัมภาษณ์แบบมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนได้ เนื่องจากในชุมชนยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส-19 และ
เทศบาลยังมีการวางมาตรการในการป้องกันอยู่ ทำให้นักศึกษาทำได้เพียงสังเกตุการณ์ ศึกษาชุมชนผ่านสถานที่ที่
สำคัญในชุมชนและไดร้ ับขอ้ มลู จากการเลา่ ของคนท่รี ูจ้ กั เท่าน้ัน
การสังเกต นักศึกษาเลือกวิธีการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant Observation)เนื่องจากพบ
เจอกับอุปสรรคในการลงพื้นที่ โดยในการลงพื้นที่นักศึกษาได้ทำการสังเกต พื้นที่บริเวณชุมชนว่ามีความเป็นอยู่
อยา่ งไร ในชมุ ชนมีรปู แบบการวางผังเมอื งเปน็ อยา่ งไร เพื่อนำขอ้ มูลที่ไดม้ าทำการศกึ ษาและจัดทำเครอ่ื งมอื ชุมชน