The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-11-28 11:15:00

การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: การประยุกต์ใช้เครื่องมือ การศึกษาชุมชน

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

246

วัตถุประสงค์ของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของที่อยู่อาศัย โรงเรียน ศาสนสถาน หรือพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน
ประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงและวัยสูงอายุ คนในชุมชนมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันในมิติต่าง ๆ ท้ัง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ ความสัมพนั ธ์ทางความเชื่อ และความสมั พนั ธ์ทางสงั คมและประเพณีวฒั นธรรม

ทฤษฎีการวิเคราะห์ (SWOT Analysis)
การใช้ทฤษฎีการวิเคราะห์ (SWOT Analysis! เป็นเครื่องมือในการช่วยการประเมินสถานการณ์ปัญหาของ

ชุมชนซึ่งจะประกอบไปด้วยจุดอ่อน จุดแข็งจากสภาพแวดล้อมภายใน โอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก
ตลอดจนถึงผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ต่อการทำงานของชุมชนนั้น ให้ชุมชนสามารถรู้ถึงปัญหาของชุมชนนั้นรวมถึง
การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุนแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างตรงจุดจากการศึกษาศึกษาชุมชนตำบลบ้านกวาง
ข้าพเจ้าใช้กระบวนการนี้ในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ถึงปัญหาที่จะนำไปสู่การแก้ไข ผ่านการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง
โอกาส และอุปสรรคของชุมชนตำบลบ้านกวางเพื่อนำข้อมูลที่ได้นี้จัดทำโครงการกิจกรรม หรือจัดสวัสดิการตามความ
ต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริงโดยเกิดจากการร่วมมือกันของคนในชุมชน เกิดจากการตัดสินใจของคนใน
ชมุ ชน และให้คนในชุมชนบริหารจดั การการแก้ไขปัญหาชมุ ชนด้วยตนเอง

ทักษะ/เทคนิคทีส่ ำคญั ของนักสังคมสงเคราะห์
1.ทักษะการสังเกต คือ การเฝ้าดูเฝ้ามองอย่างเป็นระบบในการเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรม

ของสิ่งที่เราศึกษา อาจจะเป็นบุคคล สิ่งแวดล้อม หรือวัตถุ โดยตรงโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น
ผวิ กาย และมกี ารตดิ ตามอยา่ งใกลช้ ิด

2. ทักษะการสัมภาษณ์ คือ เป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคล ในการพบปะผู้ให้ข้อมูลหลักโดยตรงของ
นักสังคมสงเคราะห์ โดยผ่านกระบวนการศึกษาการพูด ท่าทาง สัลักษณ์ หรือความรู้สึก ที่ผู้ให้ข้อมูลหลักแสดงออกใน
การศกึ ษาชุมชน

3.ทักษะการฟังอย่างใจ คือ การฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่ตัดสินข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลหลักว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด
รวมถึงไม่ขัดจังหวะในเวลาผู้ให้ข้อมูลหลักกำลังให้ข้อมูลอยู่ การฟังอย่างตั้งใจนั้นสามารถแสดงออกทางด้านท่าทาง
ทางกาย เชน่ การพยักหนา้ เปน็ ต้น

4.ทักษะการจดบันทึก/สรุปความ คือ จากที่เราลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์แล้วเราต้องมีการจดบันทึกในการเก็บ
ข้อมูล เพื่อจะนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์โดยเราจะเก็บข้อมูลในมิติกาย จิต สังคมของผู้ให้ข้อมูลหลักแล้วนำข้อมูลนั้นมา
สรุปความ เพื่อที่จะวิเคราะห์ให้การช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาหรือการส่งเสริมการพัฒนาให้กับกลุ่มเป้าหมายได้
สมบรู ณม์ ากย่งิ ขน้ึ

5.ทักษะปฏิสัมพันธ์ คือ การสร้างปฏิสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของนักสังคมสงเคราะห์ เมื่อเราจะ
ศึกษาชุมชน เราต้องสร้างความไว้วางใจ สร้างความเป็นกันเองให้กับผู้ให้ข้อมูลหลัก และสร้างความรู้สึกนึกคิดของเค้า
ให้นักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าไปศึกษาชุมชน ให้รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา โดยที่แสดงออกทางด้านการพูด
ท่าทางทั้งวัจนะภาษา และอวจนภาษา เช่น การยิ้ม ไหว้ทักทาย กรเห็นอกเห็นใจ การตรงเวลา การรักษาความลับ เป็น
ต้น

6.ทักษะการลงพื้นที่/เยี่ยมบ้าน คือ การลงพื้นที่หรือการเยี่ยมบ้านเป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุด เพราะเราจะได้
ศึกษาข้อมูลในมิติ กาย จิต สังคม เพื่อนำประกอบมาประกอบการวิเคราะห์ในการช่วยเหลือ ทั้งจะได้ศึกษาบริบท
สภาพแวดลอ้ มจากการลงพน้ื ท่ี และนำมาซ่ึงข้อมูลทเ่ี ทจ็ จรงิ ของกลมุ่ เป้าหมายท่ีเราจะชว่ ยเหลือ

247

จรรยาบรรณของนกั สงั คมสงเคราะหใ์ นการศึกษาชมุ ชน
1.สง่ิ ทีค่ วรปฏบิ ตั ิ

การลงพื้นที่ในการศึกษาชุมชนของนักสังคมสงเคราะห์ เราจะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า และตรงต่อเวลา
เสมอ รวมถึงต้องเตรียมความพร้อมของตนเอง หรือผู้ให้ข้อมูลหลัก มีการแต่งกายสุภาพเหมาะสม มีความนอมน้อม
ถ่มตน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีสำหรับผู้ให้ข้อมูลหลัก รวมถึงเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ให้ข้อมูลหลัก และในการ
สมั ภาษณ์ หรอื การสงั เกต เราตอ้ งมีการขออนญุ าตผู้ใหข้ ้อมูลหลักเสมอ ในขณะการเก็บข้อมลู เราต้องบอกจุดม่งุ หมาย
ในการศึกษาชุมชน บอกถึงวัตถุประสงค์ ตั้งกฎกติการ่วมกัน และเมื่อจบการศึกษาข้อมูลของชุมชนแล้วเราจะต้องมี
การขอบคณุ เสมอ

2.สงิ่ ไมค่ วรปฏบิ ัติ
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติในการศึกษาชุมชนนักสังคมสงเคราะห์ไม่ควรมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว มีการสั่งการชี้นำ มี

การบังคับเร่งรัด เร่งรีบให้ตอบปัญหา หรือนำความลับ หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูลหลักไปเปิดเผยรวมถึงการไม่
เป็นกลางลำเอียง ยุยง ให้ผู้ให้ข้อมูลหลักทะเลาะวิวาทกัน และมีการวิพากษ์วิจารณ์ของแสดงความคิดเห็น และใช้
อารมณใ์ นการศกึ ษาข้อมูลปราศจากความถกู ต้อง เหตุผล และการตัดสนิ ใจของผู้ใหข้ ้อมลู หลกั

248

หากบรุ นิ ทร์เป็น

“นกั สังคมสงเคราะห์”

กระบวนการทำงานของผม

249

“เรยี งรอ้ ยวถิ ี...บูรณาการชมุ ชนกับนกั สังคมฯ”

จากที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาชุมชนเบื้องตันถึงข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ในมิติมุมมองต่างๆ เช่น ความเชื่อเพณี
วัฒนธรรม เศรษฐกิจสังคม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวตำบลบ้านกวาง ไม่ทราบว่าชาวตำบลบ้านกวางมี
แข็งในมิติ ระดับบุคคลที่เข้มแข็งทางด้านร่างกายจิตใจและสังคมรวมถึงจิตวิญญาณชาวตำบลบ้านกวางเป็นผู้ที่มี
ประสบการณ์องค์ความรู้ทางวิซาการและความรู้พื้นบ้าน (ปราชญ์ชาวบ้าน) ที่มีจุดเด่นอย่างเป็นเอกลักษณ์ผสมผสาน
ความแตกต่างอย่างลงตัวในชุมชน แต่ตัของประชาชนตำบลบ้านกวางยังมีจุดอ่อนด้านการต่อยอดองค์ความรู้ของ
ตนเองที่มีอยู่และยังขาดเรื่องของกระบวนการหรือวิธีการรวบรวมองค์ความรู้เดิมให้ก้าวสู่การผสมผสานกับความรู้
ใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ชาวตำบลบ้านกวางยังได้รับโอกาสจากคนไกลอาสาสมัครรวมถึงภาคีเครือข่ายที่จะเข้ามา
ทำงานและบูรณาการร่วมกับประชาชนชาวตำบลบ้านกวางเพื่อที่จะพัฒนาชุมชนแต่ก็ยังมีอุปสรรคในการติดต่อ
ประสานงานหรือตัวเชื่อมกลางระหว่างผู้นำภาคีเครือข่ายและชาวบ้านกวางให้มี จุดเชื่อมหรือพื้นที่กลางรวมไปถึงพื้นท่ี
สร้างสรรค์ในการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จากอุปสรรคนี้อาจจะเป็นเพราะว่าชาวตำบลบ้านกวางมี
ความกลัวตามความเชื่อยังยึดเอาความคิดหรือทัศนคติเดิมอยู่จึงไม่กล้าที่จะลงมือลงแรงในการที่จะทำอะไรในสิ่งใหม่ๆ
จึงทำให้องค์ความรู้เดิมก็ยังวนเวียนในตัวประชาชนชาวตำบลบ้านกวางเพียงคนคนเดียวแต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์
หรือสืบสานต่อรวมถงึ การบรู ณาการความรู้เดมิ นัน้ ให้ทันสมยั และทนั โลกมากยง่ิ ข้ึน

ด้วยเหตุนี้ในฐานะหากข้าพเจ้าได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ในการที่ศึกษาชุมชนหรือการเข้าไปช่วยส่งเสริม
พัฒนาฟื้นฟูแก้ไขปัญหาในชุมชนตำบลบ้านกวางข้าพเจ้าจึงมี โครงการ "คั่วโฮะฮอมบุญ" ขึ้น เพื่อจะจัดพื้นที่กลางใน
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เดิมนำไปสู่การต่อยอดความรู้เดิมไปสู่ความรู้ใหม่ที่ ทันสมัยมากยิ่งขึ้นพร้อมกับการเชิญ
ชวนและบูรณาการกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในระดับตำบลอำเภอจังหวัดรวมถึงระดับประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยน

250
เรียนรู้เสริมแต่งสิ่งที่ขาดหรือพัฒนาสิ่งที่ดีแล้วร่วมกันนำไปสู่ชุมชนต้นแบบแห่งการพัฒนาชุมชนโดยชาวบ้านใน
ชมุ ชนเองอย่างยงั่ ยนื

กลุ่มเปา้ หมายหลัก (ผู้เขา้ รว่ ม) ประชาชนชาวตำบลบา้ นกวาง ไม่จำกดั ทกุ เพศ ทุกวัย
กลุ่มเป้าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (สหวิชาชีพ) ปราชญ์ชาวบ้าน นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ
เกย่ี วกบั การพัฒนาชุมชน แพทย์ พยาบาล และผนู้ ำศาสนา
กลุ่มเป้าหมายสนับสนุน (หน่วยงาน/องค์กร) องค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล โรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบล บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงจังหวัดสำนักงานสาธารณ์สุข
จังหวัด และหน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม NGO ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน เช่น หน่วยงาน SIY
เปน็ ตน้

ตวั อย่างกจิ กรรม (จำแผนผังเดนิ ดนิ ของโครงการ) 251

โซนที่ 1 โซนที่ 2
(สขุ ภาพดี) (รายไดส้ ร้างอาชีพ)

โซนท่ี 3 โซนที่ 5
(นนั ทนาการ...เริงร่า) (ปลอดภยั ไว้ก่อน)

โซนท่ี 4
(สรา้ งบา้ น...สรา้ งเมือง)

252

โซน กิจกรรม ผู้รบั ผดิ ชอบ

โซนที่ 1 ฐานกจิ กรรมที่ 1 1. ปราชญช์ าวบา้ น
(สขุ ภาพดี) “สมนุ ไพรตา้ นโรค” 2. นักสังคมสงเคราะห์
3. ผู้เชีย่ วชาญดา้ นสขุ ภาพฯ
โซนท่ี 2 ฐานกิจกรรม 4. บุคลากรทางการแพทย์ เชน่ รพสต. อสม. เป็นตน้
(รายไดส้ รา้ งอาชีพ) “ผักสวนครวั รัว้ กินได”้
1. ปราชญ์ชาวบา้ น (เกษตรกร)
โซนที่ 3 ฐานกจิ กรรมที่ 1 2. นักสังคมสงเคราะห์
(นนั ทนาการ...เริงรา่ ) “รอ้ งรำ...ขับซอ” 3. ผเู้ ชีย่ วชาญด้านเกษตรกร
4. กศน.ตำบลบ้านกวาง
โซนที่ 4 ฐานกิจกรรมท่ี 1
(สรา้ งบ้าน...สรา้ งเมอื ง) “สล่าพรา้ โต”้ 1. ปราชญ์ชาวบ้าน (ชา่ งซอ)
2. นกั สังคมสงเคราะห์
โซนท่ี 5 ฐานกจิ กรรมที่ 1 3. ผเู้ ช่ียวชาญด้านศิลปะดา้ นดนตรีภาคเหนือ
(ปลอดภยั ไว้กอ่ น) “กฎหมายนา่ ร”ู้
1. ปราชญช์ าวบา้ น (สล่า)
ฐานกิจกรรมที่ 2 2. นกั สังคมสงเคราะห์
“ธรรมมง ธรรมะ” 3. ผู้เชย่ี วชาญดา้ นกอ่ สร้างบา้ น
4. ภาคเี ครือขา่ ยดา้ นการกอ่ สรา้ ง(วศิ วกร)
5. นกั ออกแบบอาคาร/สถานที่

1. ตำรวจ
2. นักสังคมสงเคราะห์
3. ผู้เช่ียวชาญด้านกฎหมาย

1. ผูน้ ำทางศาสนาพุทธ
2. นกั สังคมสงเคราะห์
3. นกั จิตวทิ ยา
4. ภาคเี ครอื ขา่ ยด้านศาสนา

นวตั กรรมการเรียนรู้ทีเ่ กดิ ภายใตโ้ ครงการ "คว๊ั โฮะ๊ ฮอมบญุ "
1.เกิด"คำภีร์สื่อแห่งรักษ์พหุภาษา"พจนานุกรมองค์ความรู้ที่น่ารู้ และวิธีการสร้างสรรค์ของปราชญ์ชุมชนใน
แตล่ ะด้าน เช่น ต้านสขุ ภาพต้านนันทนาการ (ชา่ งซอ) ดา้ นทอ่ี ยู่อาศัย (สล่าสร้างบา้ น) ด้านปลอดภยั (ตำรวจ) เปน็ ต้น
2.เกิด "พจนานุกรมคำศัพท์สวัสดิการสังคมท้องถิ่น (ฉบับภาษาเหนือ)" เพื่อเป็นเครื่องมือของนักสังคม
สงเคราะห์ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในท้องถิ่นภาคเหนือ เช่น การลงพื้นที่ในการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายใน
ภาคเหนือ เมื่อกลุ่มเป้าหมายใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อ นักสังคมสงเคราะห์ฯ สามารถใช้เครื่องมือ"พจนานุกรมศัพท์
สวสั ดกิ ารสังคมทอ้ งถ่นิ (ฉบับภาษาเหนอื ) "นี้ในการประกอบการสือ่ สารกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น
3เกิด "ศูนย์คั้วโฮะฮอมบุญ" เป็นศูนย์กลางพื้นที่สร้างสรรค์ในการรวมองค์ความรู้ในมิติต่างๆ ของชุมชน
และเปน็ พ้ืนท่ีในการจดั กิจกรรม หรอื แสดงผลงานดเี ดน่ ของชมุ ชน

253

4.เกิด "กองทุนฮอมบุญ" เป็นกองทุนที่เกิดจากการรวมตัวกันของปราชญ์ชุมชนในด้านต่างๆ ฮอมแปลว่า
รวม หมายถึง การรวมบุญ หรือปัจจัยบุญ ผ่านการบริจาคสิ่งของ เงิน ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกองทุน รวมถึง
ชาวบ้านในตำบลบ้านกวางทอ่ี ย่ใู นภาวะยากลำบาก เราใชก้ องทุนฮอมบญุ นี้เปน็ ทุนต่อชวี ติ ให้กบั ชาวบา้ นในชมุ ชน

5.รวบรวมนวัตกรรมนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เกิดภายใต้โครงการ "วโฮ๊ะฮอมบุญ" ทั้งจัดผลิตเป็นรูปเล่ม และ
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ส่งต่อองค์ความรู้ให้กับผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่ายที่เป็นพลังในการบูรณาการในการขับเคลื่อนงานใน
ชมุ ชนตำบลบา้ นกวาง

บทบาทนกั สังคมสงเคราะหช์ ุมชน
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ชุมชนในมุมมองของข้าพเจ้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลจากที่ศึกษาชุมชนในครั้งนี้

ข้าพเจ้ามองเห็นว่าบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในชุมชนเป็น "การทำงานเชิงรุก"ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานในการทำงาน
โดย "การเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา"ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริงตั้งแต่เด็ก สตรีผู้สูงอายุ คนพิการ โดยนัก
สังคมสงเคราะห์ชุมชนพึงมีในเรื่องเทคนิค ทักษะการศึกษาชุมชนโดยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับประชาชนทุกกลุ่ม
วัยในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับการศึกษาชุมชนในครั้งนี้ ก่อนที่นักสังคมสงเคราะห์จะศึกษาชุมชนจะต้องมีการ
ค้นคว้าหาความรู้ของชุมชนนั้นมาก่อน เช่น ข้าพเจ้ามีความสนใจที่จะศึกษาชุมชนตำบลบ้านกวาง ต้องศึกษาชุมชนใน
มิติมุมมองต่างๆ มาก่อนที่จะลงชุมชนจริง เพื่อเป็นการเตรียมตัว เมื่อเราได้ลงศึกษาชุมชนจริงแล้วเราก็ต้องมีทักษะ
ในการสัมภาษณ์ ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ ทักษะการจดบันทึก ทักษะการติดต่อประสานงาน และทักษะด้านสร้าง
ความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อนำมาซึ่งข้อมูลที่เราจะศึกษาและเข้าถึงชุมชนหลากหลายมิติภายใต้กรอบการมองผ่านแว่น
นักสังคมสงเคราะห์ "กาย จิต สังคม" ในมิติความหลากหลายของปัจเจกบุคคล วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น สังคม
เศรษฐกิจ การเมือง โดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน รวมถึงการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนใน
ชุมชนทั้งภาครัฐ เอกชนภาคประชาสังคม และชุมชนบทบาทที่สำคัญที่สุดของนักสังคมสงเคราะห์ในการศึกษาชุมชน
เราจะต้องสร้างให้เกิด"การมีส่วนร่วมในชุมชน " ให้มากที่สุดและมีเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ และประเมินของนัก
สังคมสงเคราะห์ผ่านเครื่องมืออย่าง เช่น การศึกษาชุมชนของข้าพเจ้านี้ได้ใช้เครื่องมือปฏิทินชุมชน แผนที่เดินดิน
ประวัติบุคคลสำคัญ และระบบสวัสดิการชุมชน จะเป็นเครื่องมือที่สรุปผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ของนักสังคม
สงเคราะห์ทำให้เป็นตัวช่วยในการทำงานในมิติส่งเสริม การพัฒนาแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู การแก้ไขปัญหาของชุมชนได้
อย่างเหมาะสม ในมุมมองหลากหลายมิติ พร้อมกับนักสังคมสงเคราะห์ต้องมีการบูรณาการประยุกต์เอาแนวคิดทฤษฎี
ต้านการพัฒนาสังคมสังคมวิทยากับชุมชน แนวคิดการพัฒนาชุมชน การวิเคราะห์ SWOT ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาของ
ชุมชนร่วมกับคนในชุมชน นักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงหรือเปรียบเสมือนเป็น
สะพานเชื่อมเป็นตัวกลางที่จะเชื่อมคนในชุมชน ผู้นำชุมชนรวมไปถึงการประสานงานบูรณาการกับภาคีเครือข่าย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้ามาสนับสนุนด้านการพัฒนาชุมชน ผ่านการร่วมมือจัดโครงการที่เกิดขึ้นจากการคิด การ
ตัดสินใจของคนในชุมชนร่วมกัน และนักสังคมสงเคราะห์ชุมชนยังมีบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้ซึ่งกัน
และกันเข้าใจกันและกันรวมถึงได้เห็นความทุกข์ยากปัญหาต่างๆที่อยู่ในชุมชนและเป็นผู้ที่กระตุ้นให้คนในชุมชนหรือ
บุคคลทุกกลุ่มชนในชุมชนได้ตระหนักและร่วมกันรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่เกิดขึ้นภายใต้การทำงาน
แบบมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม ที่ทำให้เห็นคนในชุมชนรู้สึกว่ามีพลังและเห็นคุณค่าในศักยภาพของตนเองในการระดม
ความร่วมมือมาช่วยกันแก้ไขปัญหาผ่านเวทีสมัชชา หรือ เวทีประชาคม ของชุมชนในการจัดการแก้ไขปัญหาโดยคนใน
ชมุ ชนเอง บทบาทที่สำคญั ท่สี ุดคอื นกั สังคมสงเคราะหจ์ ะเปน็ ผูท้ ผ่ี ลกั ตัน ให้คนในชุมชนสามารถขบั เคลอ่ื นกระบวนการ
ในการแก้ไขปัญหาและอยู่กับปัญหาของชุมชนด้วยคนในชุมชนเองและให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในตนเองผ่านการ

254

ช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยกันในษณาการภาวะที่ยากลำบาก นับว่าเป็นต้นแบบชุมชนเข้มแข็งชุมชนแห่งการแบ่งปันใน
ฝันของคนในชุมชนทุกคนที่เห็นในมิติคนในชุมชนได้ช่วยเหลือคนในชุมชนซึ่งกันและกัน และร่วมกันก้าวผ่านปัญหา
ของชมุ ชนดว้ ยกันได้อยา่ งสมบูรณ์

บรรณานุกรม

องคก์ ารบริหารส่วนตำบลบา้ นกวาง. (2564) สืบคน้ เมอ่ื วันที่ 15 พฤศจกิ ายน 2564 จาก https://
facebook.com/bkgoth

องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบ้านกวาง. (2564) สืบค้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 จากhttps//www.bk.
go.th/event.html

โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลบ้านกวาง. (2564) สบื คนั้ เม่ือวันท่ี 15 พฤศจกิ ายน 2564
จาก https://th-th.facebook.com/people/รwสต-บา้ นกวาง/100003762182678/

นางฟองนวล ฟองใหญ่. (2564, 12 พฤศจิกายน). อดตี สมาชิกสภาองค์การบรหิ ารส่วนตำบลบา้ นกวาง.

สมั ภาษณ์
นายปว่ น ประมูล. (2564, 12 พฤศจิกายน). อดตี สมาชกิ สภาองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลบ้านกวาง. สัมภาษณ์
นายชวด กวางเตน้ . (2564,12 พฤจิกายน). อดีตสมาชกิ สภาองค์การบรหิ ารส่วนตำบลบา้ นกวาง. สมั ภาษณ์
หลวน กาอว้ น. (2564,12 พฤศจิกายน. ดีตสมาชกิ สภาองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบา้ นกว
นายศรีลัย กวางวิเศษ. (2564, 15 พฤศจกิ ายน). ปราชญช์ าวบา้ น. สมั ภาษณ์
นายเสงยี่ ม รัตนสุวรรณกุล. (2564, 15 พฤศจิกายน). ปราชญ์ชาวบ้าน. สัมภาษณ์
นายอำนวย เรือนแก้ว. (2564, 15 พฤศจกิ ายน). ปราชญ์ชาวบ้าน. สมั ภาษณ์
นางแดงน้อย บอ่ เตา. (2564, 15พฤศจกิ ายน). ปราชญ์ชาวบา้ น. สมั ภาษณ์
พ.ต.ท วรี ยทุ ธ อรุณ (2564,17 พฤศจิกายน). สารวัตรใหญส่ ถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านกวาง. สมั ภาษณ์
นายอุดม ใจงาม. (2564, 16 พฤสจกิ ายน). ปราชญ์ชาวบา้ น. สัมภาษณ์
นางอำพันธ์ ศรีจันทร.์ (2564,16 พฤศจกิ ายน). ปราชญช์ าวบา้ น. สมั ภาษณ์
Jidapa Freedom. (2561) สืบค้นเมื่อวนั ที่ 15 พฤศจิกายน 2564. จาก https:/youtu.be/ulzhOQfxGxM

255

“ชุมชนบา้ นใหมพ่ ฒั นา”

เชาว์วัตน์ ปงิ ยศ

256

ชุมชนบ้านใหมพ่ ฒั นา ตำบลน้ำเกีย๋ น อำเภอภเู พยี ง จังหวดั นา่ น

บ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เดิมชื่อบ้านน้ำเกี๋ยน หมู่ 3 ตำบลน้ำแก่น
อำเภอเมือง จังหวัดน่าน แยกออกจากบ้านน้ำเกี๋ยนหมู่ที่ 3 ตำบลน้ำแก่น เมื่อปี พ.ศ.2522เป็นบ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 10
ตำบลน้ำแก่น อำเภอเมือง จังหวัดน่าน มีผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายแสวงดีปาละ ต่อมาในปี พ.ศ.2533 กรมการ
ปกครอง ได้อนุมัติให้แยก ตำบลน้ำแก่นออกเป็น 2 ตำบล คือ ตำบลน้ำเกี๋ยน และตำบลน้ำแก่น มีผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับ
การเลอื กตัง้ มาจนถึงปจั จุบนั จำนวน 6 คน ไดแ้ ก่

1.นายแสวง ดีปาละ พ.ศ.2522-2524
2.นายสม ทะเกยี ง พ.ศ.2525-2535
3.นายสวุ ทิ ย์ ดีปีนตา พ.ศ.2536-2540
4.นายถวิล ทองทะ พ.ศ.2541-2544
5.นายสันต์ ศรสดี า พ.ศ.2545-2555
6.นายปรชี า ดีสม รับตำแหน่ง วันท่ี 10 กมุ ภาพันธ์ 2555 จนถงึ ปจั จบุ นั

บ้านใหม่พัฒนา เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นชุมชนชนบท มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงมีลำน้ำเกี๋ยน
ไหลผ่าน ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ข้าวโพด ถั่วเหลือง ทำสวนผลไม้ทำนา และเลี้ยงสัตว์
ส่วนน้อยประกอบอาชีพรับจ้าง ค้าขาย และรับราชการ ในด้านวิถีการดำเนินชีวิตประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ มี
จำนวน 145 หลังคาเรือน ประชากรทั้งหมด 564 คน มีสถานที่สำคัญในชุมชนคือ วัดโป่งคำน้ำเกี๋ยน ศูนย์พัฒนาเด็ก
เลก็ ตำบลนำ้ เกย๋ี น โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลน้ำเกย่ี นและองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเกี่ยน

ด้านการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงปี จะเป็นไปตามการประกอบอาชีพ คือ ในเดือนพฤษภาคมจะเป็นฤดูของการ
เริ่มเพาะปลูกพืชไร่ การหว่านกล้าในนา การลงแขกดำนา ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเป็นช่วงที่พืชไร่ และข้าว
กำลังเจริญเติบโตชาวบ้านจะดูแลให้ปุ๋ย และจะหาปลาจากลำน้ำเกี่ยนเป็นอาชีพเสริมเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต
คือในเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม ชาวบ้านจะมีการลงแขกเก็บเกี่ยวพืชผลช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ว่างจากการ
ดูแลไร่ นา สวน เป็นช่วงเดือนที่สนุกสนานรื่นเริง หยุดพักจากการทำงานทั้งปี และจะทำบุญ เช่น การทำบุญในช่วงวัน
สงกรานต์ เปน็ ตน้

ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน มีความเป็นเครืญาติกันค่อนข้างมาก ทำให้มีความรู้พึ่งพากันและกัน มีการ
ทำงานร่วมกัน ดังจะเห็นได้ว่าชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่ม กองทุนในด้านต่างๆ เช่นกองทุนแม่ของแผ่นดิน กองทุนกข.คจ.
กองทุนหมู่บ้าน กองทุนประปาหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกลุ่มเสี่ยว (กลุ่มคนที่อยู่เกิดปี พ.ศ.เดียวกัน)
กลุ่มอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมพน้ื บา้ น กลุม่ จกั สาน กลุม่ ทำข้าวแต๋น กลมุ่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง และกลมุ่ วิสาหกิจชุมชนชีววิถี

อาณาเขตของหมู่บ้าน ตดิ ต่อกบั บา้ นตน้ กอก หมูท่ ี่ 3 ตำบลน้ำเกยี๋ น
ทิศเหนอื ติดต่อกับตำบลนำ้ แก่น
ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับบ้านน้ำเกีย่ นใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลนำ้ เกี๋ยน
ทศิ ตะวันออก ติดตอ่ กบั ตำบลม่วงต๊ีด
ทศิ ตะวันตก

257
สภาพทางภูมิศาสตร์ของหมูบ่ า้ น

สภาพพื้นที่บ้านใหม่พัฒนามีพื้นที่ราบลุ่มสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี ถั่วเหลือง ข้าวโพดชนิดข้าวเหนียว
พืชผักสวนครัว 40 % และพื้นที่ราบสูง 60 % เหมาะสำหรับเพาะปลูกพืชไร่และพืชสวนมีลำห้วยสายหลักไหลผ่าน 1
สาย คือ ลำห้วยน้ำเกี่ยน และมีลำห้วยสาขา 4 สาย คือ ห้วยม่วง ห้วยต้นถีห้วยฮ่องแล้ง และห้วยกู่คำ มีหนองน้ำอยู่ 3
แหง่ คือ หนองขแ้ี ลง้ หนองผ้าออ้ ม และหนองขะจำ มีป่าชุมชน 2 แห่ง ฝา่ ยนำ้ ล้น 1 แห่ง

การคมนาคมจากหมูบ่ า้ นถึงอำเภอ
บ้านใหม่พัฒนาอยู่จากจังหวัดน่าน ระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาการเดินทางโดยประมาณ

15-20 นาที และห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเพียง ระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาการเดินทางโดยประมาณ 5-10
น า ที ก า ร ส ั ญ จ ร ต ิ ด ต ่ อ ก ั บ ภ า ย น อ ก พ ื ้ น ท ี ่ ไ ม ่ ม ี ร ถ โ ด ย ส า ร ป ร ะ จ ำ ท า ง ป ร ะ ช า ช น ต ้ อ ง ใ ช ้ ร ถ ส ่ ว น ตั ว
หรืออาศัยญาติ คนรู้จักในการเดินทาง ในกรณีการเจ็บป่วยของประชาชนที่ต้องไปรับการรักษา กรณีเร่งด่วน ทาง
องค์การบริหารสว่ นตำบลนำ้ เกีย่ น มีรถ 1669 บริการ

258

จำนวนพ้นื ท่ขี องหมูบ่ า้ นท้งั หมด จำนวน 1,820 ไร่ แยกเป็น

1.พ้ืนทที่ ำสวนยางพารา จำนวน 1,100 ไร่
200 ไร่
2.พื้นทท่ี ำนาข้าว จำนวน 200 ไร่
50 ไร่
3.พืน้ ที่อยู่อาศัย จำนวน 170 ไร่
100 ไร่
4 .พ้ืนท่ีสาธารณะ จำนวน

5.พน้ื ทีป่ ่าชุมชน จำนวน

6.พน้ื ทีอ่ ่ืน ๆ จำนวน

** เอกสารสิทธ์ทิ ่ดี ินส่วนใหญ่ ประเภท โฉนด

ความโดดเด่นด้านสถานท่ี
บ้านใหม่พัฒนา มีอัตลักษณ์ของตนเองที่โดดเด่น คือทั้งตำบลมีวัดเพียง 1 แห่งเพื่อเป็นสถานท่ียึดแหนี่

ยวทางจิตใจ และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาร่วมกัน มีโรงเรียน 1 แห่งที่เปิดการเรียนกระดับประถมศึกษาจนถึง
มัธยมศึกษา และมีสถานบริการสาธารณสุขที่ให้บริการด้านสุขภาพในมิติองค์รวมด้านสุขภาพทั้งต้านการ
รักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การควบคุมโรค และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยและทุพพลภาพ จำนวน 1 แห่ง
คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำเกี๋ยน (รพ.สต น้ำเกี๋ยน) ซึ่งอัตลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนา
ตำบลน้ำเกี๋ยนได้นำไปสู่การใช้กระบวนการ "บวรส." คือ บ้าน วัด โรงเรียน และสถานีอนามัย (ส่วนราชการ) เป็นฐาน
สำหรับการขับเคล่อื นการพฒั นา และแกไ้ ขปญั หาของชุมชนตั้งแต่อดตี จนถึงปจั จบุ ัน
ความโดดเดน่ ดา้ นความสมั พันธ์ทางสังคม

ความโดดเด่นด้านความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ตำบลน้ำเกี๋ยนมีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นในลักษณะเครือ
ญาติ มีสายสกุลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ดี" ถึง 27 สายสกุล อาทิ ดีปินตา ดีปานา ดีสีใส ดีสม ฯลฯ ด้วยความเป็นอัต
ลักษณ์นี้ ในกลุ่มแกนนำในการพัฒนาระดับตำบลจึงมีความเป็นเครือญาติกันด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และการ
พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงเป็นฐานสำคัญสำหรับรวมตัวกันในบรรดากลุ่มแกนนำชุมชนเพื่อขับเคลื่อน
กระบวนการพัฒนาชุมชนน้ำเกี่ยนในนาม "42 ขุนศึก" นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนน้ำเกี๋ยนเพื่อ
เสริมสร้างความสัมพันธ์ และความเข้มแข็งของชุมชน อาทิกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านกลุ่มเสี่ยว (กลุ่มเพื่อนที่ เกิด
ปพี ุทธศักราชเดียวกนั ) ขมรมผู้สงู อายุชมรมอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหมูบ่ ้าน (อสม) กลมุ่ แมบ่ ้าน ฯลฯ

บ้านใหม่พัฒนามีกิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีร่วมกัน เช่น งานป่อย (งานบวชู) งานศพการจุดบั้งไฟที่
เชื่อว่าเป็นการส่งให้อายุยืน การลอยกระทง เข้าพรรษา งานประเพณี 6 เป็ง นมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง มี
การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้ในด้านวัฒนธรรมสู่กลุ่มชนในชุมชน เช่นการทอผ้า การเย็บใบตอง ทำบายศรี การเล่น
ดนตรีพื้นบ้าน หมอสู่ขวัญ/ส่งผี ชอพื้นบ้าน การอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านได้แก่สะล้อ ชอพิณ จากผู้เฒ่าผู้แก่สู่
เยาวชน นอกจากนี้มีการจัดเวทีประชาคมและกระบวนการเพื่อจัดการปัญหาชุมชนร่วมกัน เช่น การดั่งคณะกรรมการ
ตรวจป่าเพ่ือจัดการกลอบตัตไม้ในป่าต้นน้ำลำน้ำเกี๋ยนการกำหนดมาตรการทางสังคมเพื่อจัดการกับปัญหาและยาเสพ
ติด เป็นต้น ประชาชนโดยส่วนใหญ่ให้การเคารพกฎระเบียบหรือกติกาของชุมชน มีแกนนำชุมชนที่มีคุณลักษณะผู้นำท่ี
ดี สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น แกนนำ 42 ขุนศึก มีวิสัยทัศน์การพัฒนาชุมชนให้ประชาชนสามารถพ่ึงตนเองได้
มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง มีความเปั่นประชาธิปไตย และมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การกำหนด
วิสัยทัศน์ชุมชนร่วมกัน คือ "เศรษฐกิจมั่นคง สังคมดีสุขภาพเด่น พึ่งตนเองได้" สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตำบลน้ำ

259

เกี๋ยน คือ "กินอิ่น นอนอุ่น และฝันดี"ชุมชนมีหลักการทำงานแบบหมู ทุกหมู่บ้านจึงไม่แยกความสัมพันธ์กันขับเคลื่อน
กระบวนการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยมีความสัมพันธ์กันทั้งในกระบวนการเชิงบริหารในลักษณะท้องที่และลักษณะ
ท้องถน่ิ คือ องคก์ ารบรหิ ารสวนตำบลนำ้ เกยี่ น (อบต.นำ้ เก๋ยี น) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา

ความโดดเด่นด้านเปน็ สถานทศี่ กึ ษาดงู าน
ภาคเหนือตอนบน ระดับจังหวัดน่าน มีสถิติการศึกษาดูงาน ตำบลน้ำเกี๋ยน จำนวน 1,120 ครั้ง(ข้อมูล 9

เมษายน 2564) โดยในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่วิสัยทัศน์ของชุมซน ได้มีองค์กรภาคประชาชนร่วมกับภาคีพัฒนา คือ
องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน วัด และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นแกนหลักในการจัดเวทีฯ และ
ขบั เคล่ือนประเด็นตา่ ง ๆ แก้ไขปัญหา พฒั นาชมุ ชน

ความโดดเด่นดา้ นความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกจิ
ตำบลน้ำเกี่ยนมีการจัดตั้งกลุ่ม องค์กร และกองทุนต่าง 1 ในระดับตำบล และหมู่บ้านเสริมสร้างศักยภาพ

และความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของชุมชน อาทิ กองทุนณาปนกิจศพ กองตำบล และหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มเป็น
วิสาหกิจชุมชน และรวมเป็นรูปแบบกลุ่มอย่างหลากหลาย อาทิวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตน้ำดื่ม กลุ่มอมทรัพย์เพื่อการ
ผลิต กลุ่มสมาชิกธนาคารข้าว กลุ่มเลี้ยงสุกรกลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มผลิตปุขหมัก กลุ่มทอผ้า กลุ่มตีเหลีก กลุ่มตัดเย็บ
เสื้อผ้า กลุ่มผลิตปุ๋ยชีวภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำเกี่ยน (กองทุนวันละบาท และวิสาหกิจชุมซนชีววิถี
ภายใต้แบรนด์ "ชีวาร์"ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มที่มีสมาชิกมากที่สุด มีสมาชิกครอบคลุมทั้ง 5 หมู่บ้าน มีการจัดทำพื้นที่การ
ท่องเทย่ี วในรปู แบบหมู่บา้ น OTOP เพือ่ การทอ่ งเทยี่ วบา้ นใหมพ่ ัฒนา

เอกสารประชาสัมพันธ์หมบู่ ้าน OTOP เพือ่ การทอ่ งเท่ียว “บา้ นใหม่พฒั นา”

260

วิสาหกิจชุมชนชวี วิถี ภายใต้แบรนด์ "ชีวาร์" ท่นี ำเอาวัตถดุ ิบจากธรรมชาติในชมุ ชนมาตอ่ ยอดเป็นผลติ ภัณฑต์ า่ ง ๆ
เชน่ แชมพู ครมี อาบน้ำ น้ำยาอเนกประสงค์ เปน็ ต้น สง่ ขายท่ัวประเทศสอบถามเพม่ิ เติมไดท้ ่ี
https://www.facebook.com/OTOPNamkian

1.เครื่องมือการศึกษาชมุ ชน
จากข้อมูลเบื้องตันของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และจากการศึกษา

แผนพัฒนาชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ที่ผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอภูเพียง
จังหวัดน่าน ประกอบกับเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงชุมชนที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ทำให้ผู้เขียนสามารถสังเคราะห์เครื่องมือ
การศึกษาชุมชน จากขอ้ มลู ที่มีไดด้ ังนี้

261

1.1 แผนทเี่ ดินดนิ

จากข้อมูลของชุมชนบ้านใหม่พัฒนาที่ผู้เขียนได้รับ และการศึกษาผ่านการใช้ Street View ใน Google Maps
และประสบกรณ์ของผู้เขียนที่เคยเดินทางไปยังชุมชนดังกล่าว เนื่องจากอยู่ใกล้ชุมชนที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ทำให้ผู้เขียน
สามารถสร้างแผนที่เดินดินของชุมชนบ้านใหม่พัฒนาได้ ดังภาพ ซึ่งจะมีสถานที่สำคัญ หลายแห่งที่ตั้งอยู่ในชุมชน
เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำเกี่ยน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเกี๋ยน มีสถานที่ที่คอยรวมตัวกันของคน
ในชุมชนคือ หอประชุมหมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่ชุมชนแห่งนี้จะมีพื้นที่ของนาข้าว และสวนอยู่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่คน
ในชุมชนประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และบ้านแต่ละหลังก็จะติดกัน มีการแบ่งการดูแลคนในชุมชนเป็นคุ้ม จะมปี า้ ย
ของแต่ละคุ้มที่จะบง่ บอกถึงเอกลกั ษณ์ของคุ้มดงั กลา่ ว ซ่ึงแทบจะเหน็ ไดใ้ นทุกชุมชนของจังหวดั น่าน

262

1.2 ปฏิทินชุมชน

263
จากข้อมูลในแผนชุมชนของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ที่มีพระสมุห์สาธิต อินทปญโญเจ้าอาวาสวัดโป่งคำน้ำเกี๋ยน
ให้ข้อมูลของกิจกรรมไว้ ทำให้ผู้เขียนได้เห็นข้อมูลต่าง ๆ ของการทำกิจกรรมในแต่ละปีของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา
โดยส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องในด้านวัฒนธรรมทั้งสิ้นและส่วนมากชุมชนในจังหวัดน่าน จะขับเคลื่อนการ
พัฒนาชุมชนโดยใช้ฐานของวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อนในการพัฒนา และการทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากวัฒนธรรม
ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นของตัวเอง และสามารถสร้างสรรค์ออกมา
ได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างเอาไว้ และต้องสานต่อมาจวบจนปัจจุบัน รวมไปถึงปรับปรุง
ใหเ้ ขา้ กับยุคสมยั ทเ่ี ปลี่ยนไป นอกจากนีก้ ็ยงั มีกิจกรรมท่วั ๆ ไปตามวนั สำคัญตา่ ง ๆ ของประเทศ
1.3 ปราชญ์ชุมชน

จากข้อมูลในแผนชุมชนของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา ที่ได้กล่าวถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในชุมชนทั้งการจัก
สานไม้ไผ่ การเล่นดนตรีพื้นบ้าน (สะล้อ ซอ ปีน) เพลงชอ (ของภาคเหนือ) หมอสู่ขวัญ การทำขนมพื้นเมืองทาง
ภาคเหนือ รวมไปถึงอาชีพอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นทุนของชุมชนอย่างหนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะที่สะท้อนความ
เป็นท้องถิ่นของตนเอง โดยผู้เขียนมองว่าในปัจจุบันบุคคลที่จะมาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อจากปรชญ์ในชุมชนที่
ถือว่ามีอายุมากแล้วนั้นหายาก หากไม่ส่งเสริมให้กับเยาวชนก็คงจะไม่มีผู้ใดมาสานต่อ ผู้เขียนจึงเห็นความสำคัญของ
การรวบรวมข้อมูลของปราชญ์ชุมชนในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาเบื้องต้นว่าในชุมชน มีปราชญ์ชุมชน
ที่เชี่ยวชาญในเรื่องต่าง 1 อยู่กี่คน และแต่ละคนเชี่ยวชาญในเรื่องใดบ้าง นั่นก็ทำให้สามารถลงพื้นที่ไปติดต่อขอข้อมูล
เพือ่ ศกึ ษาเพิ่มเติมไดง้ ่ายมากย่งิ ข้ึน

264

2.แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ และกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
จากการศึกษาข้อมูลชุมชนผ่านแผนพัฒนาชุมชนบ้านใหม่พัฒนาแล้วนั้น ทำให้ผู้เขียนมองเห็นถึง

องค์ประกอบต่าง ที่มีอยู่ในชุมชนโดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ในชุมชนบ้านใหม่พัฒนาแห่งนี้มีอยู่อย่าง
โดดเด่น ทั้งการรวมกลุ่ม กิจกรรมประเพณีต่าง 1 รวมไปถึงมีการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งแต่ละส่วนจะ
เกิดขึ้นได้ผู้เขียนคิดว่าต้องเริ่มที่ วัฒนธรรมชุมชน ที่จะเป็นตัวกำหนดในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ของคนในชุมชน จนเกิด
เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างรอบด้าน โดยจะนำเสนอผ่านแนวคิด เทคนิคในการปฏิบัติงาน
สงั คมสงเคราะห์ชมุ ชน ดงั น้ี

แนวคิดทุนชุมชน คือ แนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำทรัพยากรในชุมชนมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนนั้น 1
โดยที่ทุนชุมชนสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง 1 คือทุนที่เป็นเงินตรา หมายถึง กองทุนหรืองบประมาณของคนใน
ชุมชน ซึ่งชุมชนบ้านใหม่พัฒนาในช่วงแรกอาจจะยังไม่ได้รับงบประมาณในการพัฒนาชุมชน ทางชุมชนจึงจำเป็นต้อง
ใช้ทุนที่ไม่ใช่เงินตรา คือทรัพย์สิน และทรัพยากรในชุมชนของตนเอง โดยชุมชนบ้านใหม่พัฒนามีทรัพยากรชุมชน คือ
ป่าไม้ และองค์ความรู้ทางด้านสมุนไพรที่เป็นทุนทางด้านองค์ความรู้ของชุมชน อีกทั้งยังมีอุดมการณ์ในการพัฒนา
ชุมชนของตนเองร่วมกัน ก่อให้เกิดเป็นทุนทางความสัมพันธ์ของคนในชุมชน สืบเนื่องจากตอนแรกนั้นคนในชุมชนได้มี
การตัดไม้ทำลายป่าภายในพื้นที่ชุมชนจนก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งแต่เมื่อมีการเข้ามาของผู้นำชุมชนที่ อยากจะ
แก้ปัญหาความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ส่งผลให้มีการฟื้นฟูป่าไม้ภายในชุมชนซึ่งถือเป็นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติอีก
ทั้งยังมีการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจผ่านการใช้องค์ความรู้ ทางด้านสมุนไพร การผลิตน้ำยาอเนกประสงค์ใช้
ภายในครัวเรือนผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของคนในชุมชน จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าชุมชนบ้านใหม่
พัฒนาเป็นชุมชนที่อาศัยแนวคิดทุนชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าจะเป็นการลองผิดลองถูกของคนในชุมชน
เองแตก่ อ็ ยบู่ นพนื้ ฐานของความเปน็ จริงท่ีสะทอ้ นไดจ้ ากคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ีขึ้นของคนในชมุ ชน

แนวคิดวิสาหกิจชุมชน จากในตอนแรกนั้นชุมชนได้มีการผลิตน้ำยาอเนกประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายใน
ครัวเรือน แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาสินค้าจนสามารถนำมาวางขายในท้องตลาดก่อให้เกิดรายได้ให้กับคนในชุมชนอีก
ครั้ง การเข้ามาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่มาต่อยอดให้ชุมชนสามารถพัฒนากลายเป็น
ชุมชนท่องเที่ยว ซ่ึงทั้งหมดเป็นลักษณะสำคัญของวิสาหกิจชุมชน คือ ชุมชนจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ โดยริเร่ิม
สร้างสรรค์โดยคนในชุมชนเองซึ่งมาจากทุนทางทรัพยากรของชุมชนการเรียนรู้จากองค์ความรู้ของคนในชุมชน และ
การต่อยอดจากองค์กรที่เข้ามาช่วยเหยังมีการสร้างเครือข่ายผ่านการบรรยายสินค้า และบริการของชุมชนแก่ชุมชน
อื่น ๆ ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน คือ คณะบุคคลที่รวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำกิจกรรมอย่าง
หนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครื่อข่าย ซึ่งการมีเครือข่ายของวิสาหกิจชุมชนจะ
สง่ ผลใหช้ ุมชนจะมีองค์ความรู้ และทรัพยากรทม่ี ากขนึ้ ซงึ่ เป็นการสง่ เสริมทนุ ทางทรพั ยากรให้กับชุมชนอกี ด้วย

แนวคิดชุมชนเข้มแข็ง เนื่องจากชุมชนบ้านใหม่พัฒนาได้มีการก่อร่างสร้างตัว ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ และ
สังคมโดยการมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชุมชน และยังสามารถนำมาสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน อีกท้ังยังเป็นชุมชนที่
ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านวงจรวิถีชีวิตของคนในชุมชนเองจนกระทั่งได้เป็นชุมชนตัวอย่างในการนำองค์ความรู้ของ
ตนไปพัฒนาชุมชนอื่น ( ส่งผลให้ชุมชนบ้านใหม่พัฒนากลายเป็นชุมชนเข้มแข็ง โดยมีลักษณะของคนในชุมชนที่มี
อุดมการณ์ร่วมกัน มีทุนหรือทรัพยากรในชุมชนที่สามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ อีกทั้งยังมีกระบวนการเรียนรู้ และ
ภูมิปัญญาของตนเองจากการลองผิดลองถูกและการส่งเสริมจากองค์กรภายนอก ซึ่งสามารถทำให้ชุมชนบ้านใหม่
พัฒนาการเป็นชุมชนที่มีการขยายผลและขยายกิจกรรมของกลุ่มชุมชนผ่านการจัดการกลุ่ม อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ
ในการแก้ไขปญั หาทมี่ ีอยกู่ ่อนหน้า เม่อื พิจารณาตามมติ ิชุมชนเขม้ แขง็ ทัง้ 4 ดา้ นแลว้ นัน้ สามารถอธบิ ายไดว้ า่

265

(1) มิติทางเศรษฐกิจ คือ มีการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มจากสมุนไพรภายในชุมชนอีกทั้งยังมีการจัดสรร
พ้ืนทเ่ี พือ่ ทำการท่องเทยี่ วชมุ ชน ผา่ นวงจรการทำสินค้า และบรกิ ารภายในชมุ ชน

(2) มิติทางทรัพยากรธรรมชาติ คือ มีการดูแลและจัดสรรหลังจากที่ฟื้นฟูธรรมชาติภายในชุมชนเพื่อท่ี
จะสามารถเพาะปลูกสมนุ ไพรที่สามารถใชใ้ นการผลติ สินคา้

(3) มิติทางด้านสังคม คือ มีการจัดระเบียบแบบแผนของการทำงานในชุมชนผ่านผู้นำและการจัดตั้งกลุ่ม
กรรมการชุมชน อกี ทง้ั ยงั มแี ผนในการพัฒนาอยา่ งเปน็ รูปประธรรม

(4) มิติทางด้านวัฒนธรรม คือ มีการสืบทอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้ในชุมชนอีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้กันระหว่างกลุ่มชุมชนบ้านใหม่พัฒนาและชุมชนอื่นเพื่อเสริมสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระดับ
เครอื ขา่ ย

จากข้อมูลที่ได้มาสามารถนำเทคนิคในการปฏิบัติการทางสังคมสงเคราะห์ชุมชน กับชุมชนบ้านใหม่พัฒนา
ได้ว่า ชุมขนบ้านใหม่พัฒนาเป็นชุมชนที่แต่เดิมมีปัญหาเรื่องของการจัดการทรัพยากรภายในชุมชนอีกทั้งยังประสบ
ปัญหาเกี่ยวกับสภาพสังคมของคนในชุมชนที่มีปัญหาเรื่องของการขาดรายได้ที่มีสาเหตุหลักมาจากปัญหายาเสพติด
จนต่อมาชุมชนได้มีการฟื้นฟูธรรมชาติภายในชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนสามารถมีพื้นที่ในการเพาะปลูกจนกระทั่งได้มี
การนำสมุนไพรภายในชุมชนประกอบกับองค์ความรู้นำมาสร้างเป็นน้ำยาอเนกประสงค์เพื่อใช้ภายในครัวเรือนส่งผลให้
ลดภาระค่าใช้จ่ายของคนในชุมชน ซึ่งเมื่อนำเทคนิค AICซึ่งเป็นเทคนิคที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนผ่านการ
ระดมความคิด และองค์ความรู้ต่าง ๆ สร้างเป็นจุดแข็งของชุมชน ซึ่งสะท้อนตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชุมชนบ้านใหม่
พัฒนาโดยมกี ารพจิ ารณา 3 ขัน้ ตอน คอื

1.ขั้นตอนการสร้างความรู้ Appreciation (A) คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ภายในชุมชนซึ่งในตอนแรกน้ัน
ชุมชนได้มีปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินอันเกิดมาจากพฤติกรรมการตัดไม้ทำลายป่าของคนในชุมชนเองเนื่องจากไม่ได้
คิดถึงความยั่งยืนในการประกอบอาชีพอีกทั้งยังไม่มีองค์ความรู้ในการดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติในชุมชนของ
ตนเอง อีกทั้งยังรวมถึงการขาดรายได้อันเกิดมาจากปัญหาเรื่องยาเสพติดภายในชุมชน จึงได้มีการกำหนดแนวทางใน
การจัดการปัญหาต่าง ๆ โดยเริ่มมาจากการแก้ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินโดยการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใน
ชมุ ชนเพอ่ื ใหช้ ุมขนนั้นสามารถมพี ้นื ท่ีทำกนิ เป็นสำคัญก่อน

2.ขั้นตอนแนวทางการพัฒนา Influence (1) คือ การเรียงลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของคนใน
ชุมชนซึ่งปัญหาของคนในชุมชนมีอยู่ด้วยกัน 2 ปัญห่า คือ ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินและปัญหาเรื่องของยาเสพติด
ผู้นำชุมชนจึงตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องของที่ดินทำกินโดยการฟื้ นฟูทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้คนในชุมชนสามารถ
มีพื้นที่ในการเพาะปลูก เมื่อคนในชุมชนมีพื้นที่ในการทำกินแล้วก็จะส่งผลให้คนหันมาที่จะสนใจในการเพาะปลูกเพื่อที่จะ
สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน ส่งผลให้ปัญหาเรื่องของยาเสพติดในชุมชนมีจำนวนลดน้อยลงไปตามลำดับ เมื่อคนใน
ชุมชนสามารถเพาะปลูกสมุนไพรภายในชุมชนได้มีการนำองค์ความรู้ของคนในชุมชนมาประกอบกับการผลิตน้ำยา
เอนกประสงค์เพื่อที่จะใช้ภายในครัวเรือน โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะลดค่ใช้จ่าย และเมื่อสามารถที่จะนำน้ำยา
เอนกประสงค์มาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพชุมชนจึงได้มีแผนในการพัฒนาน้ำยาอเนกประสงค์เพื่อที่จะนำไปจัด
จำหน่ายและสร้างรายไดก้ ับคืนส่ชู มุ ชนอีกทางหนงึ่

3.ขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติ Control (C) ชุมชนได้พัฒนาตนเองจนถึงขั้นมีแผนในการพัฒนาชุมชน และมี
การแบ่งกลุ่มรับผิดชอบโดยกำหนดรายละเอียดการดำเนินงานต่าง ๆ ทางแผนชุมชน เช่นการมีประชุมในทุก ๆ เดือน
และมีการจดบันทึกการประชุมในทุกครั้ง หรือมีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องของยาเสพติดอย่าง

266
ต่อเนื่อง มีกลุ่มออกกำลังกายภายในชุมชนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของคนในชุมชน และมีกลุ่มทางชุมชนอื่น 1 รวมไป
ถงึ โครงการต่าง ๆ ในการท่ีจะพัฒนาชมุ ชนในหลากหลายดา้ นอกี ด้วย

นอกจากนี้แล้วผู้เขียนยังมีความสนใจใน "เทคนิค SWOT" ที่จะนำมาวิเคราะห์ชุมชนแห่งนี้ โดยใช้ข้อมูลจาก
แผนพฒั นาชมุ ชนบ้านใหมพ่ ัฒนา

จากข้อมูลการวิเคราะห์ชุมชนบ้านใหม่พัฒนาผ่าน "เทคนิค SWOT" แล้วนั้น ทำให้ได้เห็นถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน
ของชุมชน รวมไปถึงโอกาส-ข้อจำกัด ในการที่จะพัฒนาชุมชนบ้านใหม่พัฒนา จากข้อมูลตังกล่าวทำให้เราสามารถ
ค้นหาแนวทางการพัฒนาชุมชนบ้านใหม่พัฒนาได้ คือ ส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชนให้ประชาชนมีรายได้
เพิ่มขึ้นโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จัดให้มีการบำรุงรักษาเส้นทางการคมนาคม และพัฒนาระบบ
โครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนและทุกหน่วยงานในพื้นที่ในการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมอนุรักษ์ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อมในชุมชน มีการพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัยและแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่งเสริมและสนับสนุน
กิจกรรมของเด็กและเยาวชนในชุมชน สนับสนุนการเรียนรู้การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสนเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์
ใหม่จากองค์ความรู้และทรัพยากรทางชีวภาพในท้องถิ่น ส่งเสริมการขยายพันธุ์และปลูกพืชสมุนไพรในชุมชน และมี
การประสานการทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน หน่วยงานของรัฐทั้งในชุมชน และภายนอกชุมชน ซึ่งที่กล่าวมา
ข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นได้กด็ ้วยความร่วมแรงรว่ มใจของทกุ ฝา่ ยในชมุ ชน ท้งั ผู้นำชมุ ชน และคนในชุมชน

267

3.ลกั ษณะกิจกรรม/บรกิ าร/โครงการท่เี หมาะสม
จากข้อมูลของชุมชนบ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่น ที่ผู้เขียนเลือกใช้เป็น
พื้นที่ในการศึกษา โดยการใช้ข้อมูลจากแผนพัฒนาชุมชนเป็นหลักในการวิเคราะห์ ทำให้ได้เห็นถึงการพัฒนาชุมชน
อย่างหลากหลายด้าน มีทุนชุมชนอยู่มากมาย มีการทำกิจกรรม โครงการต่าง ๆ ในชุมชนโดยความร่วมมือจากท้ัง
ภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างมาก ทำให้เป็นชุมชนเข้มแข็ง คนในชุมชนมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นอย่างดี ซ่ึง
เมื่อมองถึงกิจกรรม หรือโครงการที่เหมาะสม ผู้เขียนมองว่าชุมชนเพียงพร้อมทั้งในด้านกิจกรรม และโครงการอยู่
แล้วเป็นอย่างมาก แต่ผู้เขียนมองเห็นถึงทุนของชุมชนในด้านวัฒนธรรมที่กำลังจะหายไปจากชุมชน เนื่องจากไม่มีคน
รนุ่ ใหม่มาสานตอ่ จากคนรุน่ เก่าทก่ี ำลงั จะเลือนหายไป
ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอในการที่จะจัดทำหนังสือเพื่อรวบรวมข้อมูลความรู้ทางด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน
บ้านใหม่พัฒนา และทั้งตำบลน้ำเกี๋ยน เนื่องจากภูมิปัญญา ถือเป็นชุดความรู้ที่ชุมชนสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นความรู้
ประจำถิ่น มีเอกลักษณ์ หรือลักษณะเฉพาะที่สะท้อนความเป็นท้องถิ่นของตนเองแต่อาจนำไปใช้ในแหล่งอื่นได้ หากมี
การประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม โดยภูมิปัญญาต้องอาศัยผู้เชี่ยวขาญ หรือผู้รู้ของชุมชน (ปราชญ์ชุมชน)
เป็นผู้สร้างสรรค์ กระจาย สืบทอด ผลิตช้ำ ซึ่งชุมชนจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาว่ามีความจำเป็นสำหรับ
การดำรงอยู่ของชุมชนมาตั้งแต่เดิม มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลเวลาที่
เปลยี่ นแปลงไป รวมไปถงึ สามารถผสมผสานกับภูมิปญั ญาหรอื ความรจู้ ากนอกชุมชนไดอ้ กี ดว้ ย
โดยหนังสือที่จะรวบรวมข้อมูลความรู้ทางด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผู้เขียนกล่าวมานั้น จะมีชื่อว่า"ของดีน้ำ
เกี๋ยน" ซึ่งผู้เขียนเลือกที่จะรวบรวมทั้งตำบล ไม่เพียงแค่ชุมชนบ้านใหม่พัฒนาเท่านั้น โดยจะมีเนื้อหาประกอบไปด้วย
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของชุมชนในตำบลน้ำเกี๋ยน ข้อมูลของครูภูมิปัญญาท้องถิ่นชื่อ-นามสกุล ช่องทางการติดต่อ
และความชำนาญในแต่ละดา้ น จากน้ันก็เจาะลึกไปในข้อมลู ความรู้ วิธีการของภูมปิ ญั ญาแต่ละด้าน เชน่ ดนตรพี นื้ บา้ น
(สะล้อ ชอ ปิน) ก็จะมีวิธีการสอนเล่นเบื้องต้น โนัตเพลงพื้นเมืองเบื้องต้นให้ศึกษา วิธีการทำชนมพื้นเมือง เช่น ขนม
เกลือ ขนมปาด ข้าวหนุกงา หรือข้าวแดกงา เป็นต้นข้อมูลเกี่ยวกับเพลงชอทางภาคเหนือ การจักสานไม้ไผ่ พิธีกรรม
เกี่ยวกับการสู่ขวัญ บทพูดเบื้องต้นของหมอสู่ขวัญ รวมถึงข้อมูลอื่น ทางภูมิปัญญาที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูล
หลังจากการลงพื้นที่ในชุมชนจริงแล้ว โดยกระบวนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ก็ต้องอาศัยหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง
ทางด้านนี้ในการจัดทำ เช่น วัฒนธรรมจังหวัด พัฒนาชุมชนอำเภอ ผู้นำชุมชน และคนในชุมชนให้ความร่วมมือหาก
สามารถจัดทำหนังสือ "ของดีน้ำเกี๋ยน" ได้จริงก็จะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนในแง่ของการมีข้อมูลทางภูมิปัญญาที่จะ
สามารถกระจาย สบื ทอด ผลิตช้ำให้คนรุ่นต่อไปได้ ทำให้ภูมิปัญญาในชุมชนไม่หายไปไหนหน่วยงานภาครัฐ เช่น พัฒนา
ชุมชนอำเภอ วัฒนธรรมจังหวัด ก็จะมีข้อมูลไว้เป็นแหล่งศึกษา สามารถนำไปเผยแพร่ให้กับพื้นที่อื่นได้ และสามารถนำ
กระบวนการดงั กลา่ วไปจัดทำกบั ชุมชนอน่ื ไดด้ ว้ ยเชน่ กัน

268

4.บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์กบั การปฏิบตั งิ าน
จากการได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน ซึ่งจะมีตำแหน่งที่เรียกกันว่า "นักพัฒนาชุมชน"ในการ

ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อปฏิบัติงานในการพัฒนา และสร้างสรรค์ชุมชน ทำให้ผู้เขียนได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่และการ
ปฏิบัติงานของนักพัฒนาชุมชนอยู่ไม่น้อย โดยเทคนิคที่กล่าวกันว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ถือเป็นกระบวนการในการ
พัฒนาชุมชนที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเริ่มจากการศึกษาชุมชน ว่าในแต่ละชุมชนนั้นมีทรัพยากรในด้านต่าง ๆ อย่างไร
บ้าง จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ถึงปัญหา สาเหตุ และความต้องการของชุมชน แล้วนำมาจัดทำแผนการพัฒนา
ชุมชน ซึ่งจะมีการพัฒนาชุมชนในหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ประกอบด้วย 1) การพัฒนา
ชุมชนในรูปแบบของวิธีการ (Method)คือการมุ่งไปที่ เป้าหมายว่าต้องการอะไร แล้วนำเอาการพัฒนาชุมชนไปใช้เพื่อให้
บรรลุเป้าหมายนั้น2) การพัฒนาชุมชนในรูปแบบกระบวนการ (Process) คือ มุ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง
เป็นระบบมีขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน และจะมีการพัฒนาตัวบุคคลไปพร้อมกับการพัฒนาวัตถุ โดยเน้นที่ตัว
บุคคลเป็นสำคัญ และเน้นการมีส่วนร่วมที่กว้างขวาง 3) การพัฒนาชุมชนในรูปแบบของขบวนการ (Movement) เป็น
การมองที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิด ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านการกระทำ โดยการรณรงค์
เผยแพรแ่ นวคดิ การสร้างความเชอ่ื ม่ัน และความศรทั ธา เพ่ือหวังทจ่ี ะเกิดความเจรญิ กา้ วหน้าข้นึ ในชมุ ชนของตน และ
4) การพัฒนาชุมชนในรูปแบบของโครงการ (Program)คือการมองไปที่กิจกรรม โดยการพัฒนาชุมชนจะออกมาใน
รูปแบบกิจกรรมต่าง ( โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ถ้าหากกิจกรรมสำเร็จก็คือว่าเป็นการพัฒนาชุมชน
แล้ว ซงึ่ การพฒั นาชมุ ชนในรปู แบบของโครงการถือเปน็ ทน่ี ยิ มมากทสี่ ุดในการพฒั นาชุมชน

เมื่อมีรูปแบบของการพัฒนาชุมชนแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ต้องมีการประเมินผล และการทบทวนงานที่เกิดขึ้นว่า
มีอุปสรรค หรือความต้องการอื่นใดเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างการดำเนินงานนั้นก็ย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้น
แน่นอน ก็ต้องใช้ทักษะอื่นร่วมด้วยในการที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ยิ่งการเข้าไปใน
ชุมชนมักจะพบกับมิติของความหลากหลายทางความคิด ก็จะต้องมีการตกผลึกความคิดของหลาย ๆ คน แล้วนำมา
รวมกันให้เป็นหนึ่งความคิดใหญ่ ที่จะสามารถร่วมกันพัฒนาชุมชนไปได้อย่างดีที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด และตรง
กับความต้องการของคนในชุมชนมากที่สุด สำหรับตัวของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนมองว่าการทำงานในชุมชนนั้น เทคนิค
แรกที่ควรมี คือ "การเข้าใจถึงบริบทและวัฒนธรรมของชุมชน" เพราะ สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชุมชนที่คนใน
ชุมชนยึดถือ และปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ยิ่งถ้าหากเป็นบุคคลที่มาจากต่างถิ่นก็ยิ่งจะต้องปรับตัวให้
เข้ากับบริบท และวัฒนธรรมของชุมชนนั้น ๆ ต้องมีการรักษามารยาท และปฏิบัติตามธรรมเนียมของชุมชนนั้น ๆ ดัง
สุภาษติ ทีว่ า่ "เข้าเมืองตาหลวิ่ ตอ้ งหลิ่วตาตาม"

สิ่งที่จะสามารถนำไปใช้ในการทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนได้นั้น คือ "กระบวนการมีส่วนร่วม"ที่เป็นการมี
ส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชน มีการร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนในการดำเนินงานเพื่อที่จะพัฒนา
ชุมชน ว่าในแต่ละงานในแต่ละปัญหานั้นควรที่จะมีการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างไรร่วมกันเสนอความคิดเห็นออกมา
พูดคุยกัน ต่อมาคือร่วมปฏิบัติการในการดำเนินงานตามแผนงานที่ได้วางไว้หากเกิดปัญหา หรือมีเหตุการณ์ใดใด
เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน ซึงอาจจะมีทั้งเรื่องดี และไม่ดีคนในชุมชน รวมถึงผู้นำ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็พร้อมใจกัน
ร่วมรับผิดชอบ หรือร่วมรับผลประโยชน์ โดยที่ไม่มีการกล่าวโทษกันและกันภายในชุมชน ต่อมาก็เป็นการร่วมกัน
ติดตามผลการดำเนินงานของการพัฒนาชุมชนที่ได้ปฏิบัติมา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีสิ่งไหนที่ต้องแก้ไข และปรับปรุง
หรือพัฒนาอยา่ งไรบ้าง

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ก็คือ "การฟังอย่างตั้งใจ"ไม่ว่าจะ
เป็นการปฏิบัติงานกับกลุ่มเป้าหมายใดก็ตาม นักสังคมสงเคราะห์จะต้องฟังในสิ่งที่ผู้รับบริการได้พูดออกมาแล้วนำมา

269

คิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง และประมวลผลอย่างรวดเร็ว และนักสังคมสงเคราะห์เองก็จะต้องมีไหวพริบ มีสมาธิในการท่ี
จะคิด วิเคราะห์ แก้ไขปญั หาท่เี กดิ ขึ้นไดอ้ ย่างชัดเจน แจ่มแจง้ และบรรลกุ ารแกไ้ ข

ข้อมูลหลกั ในการศึกษา
แผนพัฒนาชุมชนบ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี่ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยได้รับความ

อนเุ คราะหข์ ้อมูลจาก สำนกั งานพฒั นาชมุ ชนอำเภอภูเพยี ง จงั หวดั นา่ น

รายการอา้ งองิ
กาญจนา รอดแก้ว. (2564). เอกสารประกอบการบรรยายวิชากระบวนการขบั เคลื่อนงานพฒั นาชุมชน เร่ือง

ชมุ ชนเขม้ แขง็ .
กาญจนา รอดแก้ว. (2564). เอกสารประกอบการบรรยายวิชากระบวนการขบั เคลอ่ื นงานพฒั นาชมุ ชน เร่ือง

แผนชุมชน.
รณรงค์ จนั ใด. (2564). เอกสารประกอบการบรรยายวิชาแนวคดิ และปฏิบัติการชมุ ชน เรอื่ ง การพฒั นาชุมชน.

270

“ชมุ ชนหมบู่ า้ นคีรวี ง”

ขจิตศกั ดิ์ สทุ ธิพนั ธ์

271

การออกแบบปฏบิ ัตกิ ารสังคมสงเคราะหช์ มุ ชน
เครอ่ื งมือการศกึ ษาชุมชนและขอ้ คน้ พบ

ชุมชนหม่บู ้านคีรีวง
ตำบลทำโลน อำเภอลานสกา จงั หวัดนครศรีธรรมราช

ในการศึกษาครั้งนี้ผู้จัดทำได้เลือกศึกษา "ชุมชนหมู่บ้านคีรีวง" ตำบลกำโลน อำเภอลานสกาจังหวัด
นครศรีธรรมราช เนื่องด้วยชุมชนหมู่บ้านคีรื่วงเป็นชุมชนที่มีลักษณะทางกายภาพและอัตลักษณ์ที่น่าสนใจรวมไปถึง
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช และในการศึกษาครั้งนี้มีการศึกษาโดยการสัมภาษณ์ทาง
โทรศัพท์มือถือผู้ให้ข้อมูลคือ นางสำรวม รักขนาม (ยายรวม) ซึ่งเป็นญาติของผู้จัดทำและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชุมชนมา
เป็นเวลานานตั้งแต่วุ่นทวด และหาข้อมมูลเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงประสบการ์ที่เคยได้ไปเยี่ยมเยือน
ผู้จัดทำในฐานะเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงอยากจะศึกษาชุมชนหมู่บ้านคีรีวง ผ่านเครื่องมือการศึกษาชุมชน 3
เครื่องมือ ได้แก่ประวัติศาสตร์ชุมชน ปฏิทินชุมชน และแผนที่เดินดินในชุมชน เพื่อให้ทราบถึงวิถีชีวิตและการดำรงอยู่
ในชมุ ชนรวมไปถึงจะได้เปน็ แนวทางในออกแบบและจัดการช่วยเหลือปัญหาในชมุ ชน

เคร่อื งมอื ท่ี 1 ประวัตศิ าสตรช์ ุมชมหมูบ่ า้ นคีรวี ง
ชุมชนคีรีวงเป็นชุมชนที่เก่าแก่มีอายุมากกว่า 200 ปี แต่เดิม ชุมชนนี้มีชื่อว่า บ้านขุนน้ำเพราะตั้งอยู่ใกล้ต้นน้ำ
จากยอดเขาหลวง เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลนอันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา
หลวงยอดเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้ าชีพหลักคือการทำสวนผลไม้ผสมเรียกว่า "สวนสมรม" เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน
สะตอ ชุมชนบ้านศรีวงหมู่บ้านรีวง มีลำคลองไหลผ่านหมู่บ้านหลายสายด้วยกัน แต่ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 สาย
เท่านั้นเนื่องจากลำคลองบางสายได้ตื้นเขินลงไป ลำคลองทั้ง 3 สาย ได้แก่ คลองปง คลองท่าหาและคลองท่าชาย ลำ
คลองทั้งสามไหลมาบรรจบรวมกันที่หน้าหมู่บ้านมีชื่อว่า "คลองท่าดี" ซึ่งเดิมมีชื่อว่าคลองขุนน้ำ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น
คลองท่าดีในปัจจุบันหลังจากเกิดอุทกภัยในปี พ.ศ. 2531 โดยกรมชลประทาน แต่ผู้สูงอายุชาวบ้านยังคงเรียกคลอง
ขุนน้ำจนถึงปัจจุบัน คลองท่าดีเป็นลำคลองขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งไหลลงทะเลที่บ้านปากนครและปากพนัง ชาวบ้านจึงใช้
เป็นเสน้ ทางในการคมนาคมขนสง่ โดยใชเ้ รือเหนือเปน็ พาหนะในการ เดินทาง และใช้เรือเหนอื ในการบรรทกุ ผลไมแ้ ละพืช
สวนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ และหมาก เพื่อไปแลกเปลี่ยนกับลือ กะปี และอาหารทะเลอื่น 1
กับชาวอำเภอหัวไทรและชาวอำเภอปากพนังโดยชาวคีรีพวกเขาว่า"พวกนอก"และเรียกตัวเองว่า "พวกเหนือ" จากการ
ตดิ ต่อปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งกันจนเกดิ คำเรียนขานใหม่วา่ "เกลอเขา เกลอเล"
ในอดีต ชวงก่อน พ.ศ. 2505 ชาวบ้านคีร่วงติดต่อกับโลกภายนอกโดยทางน้ำเป็นหลัก มีพาหนะคือ"เรือ
เหนือ" การติดต่อกับภายนอกด้วยการใช้เรือนี้ส่วนใหญ่ เป็นการลำเลียงผลไม้ที่ผลิตได้ เช่น ทุเรียนมังคุด สะตอ ลูก
เนียง หมาก และพลู ไปแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหาวอื่น ๆ บริเวณอำเภอปากพนังอำบาอหัวไทร และอำบาจเชียรใหญ่
ส่วนการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยอาศัย เส้นทางบกก็มีอยู่บ้างแต่น้อยมากเพราะส่วนใหญ่เป็นเส้นทางที่ต้องบุกผ่านโคลน
และพื้นที่สูงชัน อย่างไรก็ตามอุทกภัยครั้งใหญ่ในพ.ศ.2505 ทำให้ลำน้ำที่เป็นเส้นทางสัญจรหลักตื้นเขิน จนไม่สามารถ
ใช้ได้อีก ชาวคีรีวงจึงหันมาบุกเบิกเส้นทางบุกแทน โดยพยายามสร้างถนนออกจากหมู่บ้านเพื่อเชื่อมต่อกับถนน
ภายนอกดว้ ยการใช้ภมู ปิ ญั ญาของชาวบ้านโดยการรว่ มกนั ใช้ไมท้ ำสะพานทางเข้าออก

272

"คนแต่แรกทำสวน เขาปลูกกันหลายอย่าง มังคุด เรียน ลูกตอ หมาก มีเหม็ดปลูกขายกันมานานนะลูก
ตงั้ แตไ่ หนแตไ่ ร แต่แรกก็เดนิ ขนึ้ เขากัน เดนิ อย่างเดียวไมม่ ีรถ"(ยายรวม, สมั ภาษณ์วันท่ี 16 พฤศจิกายน 2564)

หมู่บา้ นครี วี งมีทรพั ยากรทางธรรมชาติท่ีสมบูรณ์ พชื พันธ์ต่าง 1 สามารถเจรญิ เติบโตไดด้ ีดังนนั้ ชาวบ้านสว่ น
ใหญ่จึงประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ซึ่งเรียกว่า "สวนสมรม" บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวคีรีวงสวนสม
รมมีความเก่าแก่กว่าหลายร้อยปีโดยมีการสันนิฐานกันว่ามีการทำสวนสมรมมาตั้งแต่บรรพบุรุษซึ่งลักษณะของสวน
สมรมที่ว่านั้น มีเอกลักษณ์พิเศษที่แตกต่างจากสวนผลไม้อื่น าทั่วไปที่ชาวบ้านมีการนำเอาพืชไม้ผลหลากหลายสาย
พันธุ์มาปลูกรวมไว้ภายในสวนแห่งเดียว ด้วยความแตกต่างและวิถีการปลูกพืชพรรณที่ไม่เหมือนใคร หากเข้าไปในสวน
สมรมมองถ้าดูเผิน ๆ แทบแยกไม่ออกระหว่างสวนกับบำไม่มีความแตกต่างกันเลย ยิ่งถ้าไม่มีความรู้ทางกายภาพต้น
ผลไม้ต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไรก็อาจจะไม่รู้เลยว่าบริเวณนี้เป็นสวนผลไม้ ซึ่งสาเหตุที่ชาวบ้านทำสวนสมรมแบบนี้เพราะ
ต้องการที่จะอยู่กับธรรมชาติ ด้วยการทำสวนผลไม้ผสมผสานกับผืนป่เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยเลือกปลูก
พันธ์พุ ชื ตา่ ง 1 แรมไปกบั ต้นไมท้ ี่มอี ย่เู ดมิ จงึ มองเหมือนสวนในบำใหญ่ กลายเปน็ ทนุ ทางทรพั ยากรทีม่ ีอยู่อย่างสมบูรณ์
ในพ้นื ที่ บง่ บอกถึงความมีวิถีชวี ิตอนั เรยี บง่ายและสงบ

แปลบทสัมภาษณ์ "คนมื่อก่อนทำสวน เขาปลูกกันหลายอย่าง มังคุด ทุเรียน สะตอ หมาก มีหมด ปลูกขาย
กันมานานนะลกู เมอื่ กอ่ นก็เดินขึน้ เขากนั เดินอยา่ งเดยี วไม่มรี ถ"

273

เครื่องมือที่ 2 ปฏิทินชมุ ชนหมบู่ ้านครี ีวง
ชาวชุมชนคีรีวงนับถือศาสนาพุทธ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีจึงเป็นแบบชาวพุทธ มีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวบ้าน ชาวคีรีวงจึงมีงานบุญประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอด กันมาตั้งแต่ในอดีต ได้แก่งานทำบุญอาบน้ำคนแก่ (บุญ
เดือนห้าหรือสงกรานต์) งานเข้าพรรษา (บุญเดือนแปด) งานบุญวันสารท(บุญเดือนสิบ) และงานบุญออกพรรษา
(เดือนสิบเอด็ ) มงี านพฤศจิการำลกึ เพอื่ รำลึกถงึ เหตกุ ารณ์จากภัยธรรมชาตเิ มอ่ื ปี พ.ศ. 2531

ปฏทิ นิ ทางวัฒนธรรมและประเพณชี มุ ชนหมู่บ้านครี วี ง

กิจกรรมสำคัญในเมืองเบตง ม.ค. ก.พ. มี.ค. ช่วงเดอื นทจ่ี ดั กิจกรรมปี พ.ศ. 2562
เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

งานทำบุญอาบนำ้ คนแกห่ รอื สงกรานต์

งานเข้าพรรษา

งานบุญวันสารทเดือนสิบ

งานบญุ ออกพรรษา

พฤศจิการำลึก

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ชาวบ้านได้ให้ความสำคัญจากบทเรียนในอดีตจากที่วิถีการดำเนินชีวิตมีการดำเนินชีวิตแบบ

ชาวสวนทั่ว ๆ ไป จึงหันกลับมาสนใจถึงการอยู่ร่วมและพึ่งพิงกับธรรมชาติ และมีการคิดหาวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้

ตนเองอยู่รอดในพื้นที่เดิม ชาวบ้านจึงมีการคิดหาวิธีการพึ่งพิงธรรมชาติโดยไม่ทำลายธรรมชาติ กลาย เป็นวิถีชีวิต

การนำไปสูการก่อเกิดภูมิปัญญามากมายที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้ทรัพยากรอันมีค่ที่มีอยู่ในชุมชน จน

กลายเป็นจดุ เดน่ มีความเช่ือมโยงสมั พันธ์กบั การท่องเทยี่ วในปัจจุบันได้
"แรกออกพรรษาที่ผ่านมา ยายก็ยกชั้นไปวัดศิรีวงมา ไปออกษากับพระอยู่สามวัน ปีนี้คนน้อยเขากลัวโควิดกัน

ปีน้พี ฤศจิการำลกึ เขาก็ไม่มีงาน" (ยายรวม, สัมภาษณ์วันท่ี 16 พฤศจิกายน 2564)

แปลบทสัมภาษณ์ "เมื่อออกพรรษาที่ผ่านมา ยายก็ยกปิ่นโตไปวัดคีงมา ไปวันอยู่สามวัน ปีนี้คนน้อยเขากลัว
โควดิ กนั ปนี ้พี ฤศจกิ ารำลึกเขากไ็ มม่ งี าน"

274

เครือ่ งมือที่ 3 แผนทีเ่ ดนิ ดินในชมุ ชนหมบู่ า้ นคีรวี ง

ชุมชนหมู่บ้านศึรีวงมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างพอสมควรและอยู่บริเวณเชิงเขาหลวง ในชุมชนนั้นมีวัดคีรีวง
เป็นศูนย์กลางในการรวมตัวของคนในชุมชนและมีโรงเรียนเพียงหนึ่งแห่งคือโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเนื่องด้วยชุมชนเป็น
ชุมชนมีการท่องเที่ยวทำให้เกิดรีสอร์ทและโฮมสเตย์ ในการให้นักท่องเที่ยวมาพักผ่อนรวมไปถึงรอบ ๆ ชุมชนนั้นมีลำ
คลอง 3 สาย ได้แก่ คลองปง คลองทำหาและคลองทำชายลำคลองทั้งสามไหลมาบรรจบรวมกันที่หน้าหมู่บ้านมีชื่อว่า
คลองท่าดี ที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนหมูบ้านคีรีวง และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มีสวนผลไม้ของคนในซุใชนจำนวนมากเกือบท่ัว
บรเิ วณ

"คลองท่าดี เขาเพง่ิ มาเปล่ยี นช่ือแรกปี 31 นลิ กู แต่แรกชือ่ คลองขุนน้ำ ยายยงั เรยี กติดปากแต่มา
ร่นุ ไหนทวดนแุ หละ ขนุ น้ำ" (ยายรวม, สัมภาษณ์วนั ท่ี 16 พฤศจกิ ายน 2564)

แปลบทสัมภาษณ์ “คลองท่าดี เขาเพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเมื่อปี 31 เมื่อก่อนชื่อ คลองชุนน้ำ ยายยังเรียกติดปากตั้งแต่รุ่น
ทอดโน๊นแหละ”

275

แนวคดิ และทฤษฎีนำมาประยกุ ต์ใชก้ ับชมุ ชนหมบู่ า้ นครี วี ง
ผู้จัดทำได้เลือกแนวคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเนื่องจากว่า ผู้จัดทำได้นำเอาข้อมูลที่ได้จาก
การศึกษาและสามารถใช้ในการประยตุ แ์ นวคิดทฤษฎที ีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั วิถีชวี ิตและวัฒนธรรม ดงั นี้
บุญสนอง บุณโยทยาน (2515) ได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ไว้ว่า ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นย่อม
มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมในระดับสากล และวัฒนธรรมย่อยในระดับท้องถิ่น
การเรียนรู้และการปรับตัวให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมใหม่ 1 จึงเป็นไปเพื่อการอยู่รอดในสังคมวิถีชีวิตอยู่ควบคู่กับ
วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตเป็นสวนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มีการ เปลี่ยนแปลงไปต่าง 7 ในสังคมมนุษย์ ซึ่งได้มีข้อสมมติที่
แตกต่างกันไป ทำให้การเปลี่ยนแปลงมีความหมายแตกต่างกันไปด้วย เช่น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องธรรมชาติ มีการ
เกดิ แห่ เจ็บ ตายเป็นเรอ่ื งธรรมดา การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมเป็นการเปลย่ี นแปลงเพื่อให้มนษุ ย์มีความเปน็ อย่ทู ่ดี ีข้ึน
วิถีชีวิตจึงเป็นการสรุปความคิดและแนวการปฏิบัติตนของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละชุมชนจะมี
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนนั้น 1 ที่มีคุณค่าเกิดจากการรวบรวมจาก
ประวัติศาสตร์ ให้ความสำคัญแก่ความเป็นคน และหล่อหลอมกลมกลืนกันในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดแรงผลักดันในการ
พัฒนาชุมชนที่สำคญั ซึง่ หากต้องการเขา้ ใจชุมชมจะตอ้ ง ศกึ ษาประวัติศาสตร์ความเปน็ มาและวิถชี ีวิตของชมุ ชนนน้ั ๆ
(ฉัตรทิพย์ นากสภุ า, 2540)
กาญจนา แก้วเทพ (2530) ได้ให้ความหมายของคำว่า "วัฒนธรรมชุมชน" ว่าวัฒนธรรมของชุมชนเกิด
จากการรวบรวมความคิดจากสิ่งที่มนุษย์กระทำ สั่งสมกันมาจากรุ่นบรรพบุรุษ และนำมาถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อมา
จนกลายเป็นแบบฉบับหรือวิถีทางในการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติตนของคนในชุมชนน้ัน ๆ ซึ่งเป็นความรู้ ที่ส่งต่อ
จากรุ่นสู่วุ่น กลายเป็นความเชื่อ และเป็นสิ่งที่คนในชุมชนนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติ นอกจากชีวิตของเขาเองเป็นชีวิต
ส่วนรวมของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับชุมชน มนุษย์สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาจากชีวิตของเขา และวัฒนธรรมชุมชนมี
ความสัมพันธ์กับสภาพทางภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐานรูปแบบการทำมาหากินรวมทั้งสัมพันธ์ภายในและภายนอกหมู่บ้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับธรรมชาตินอกจากนั้นวัฒนธรรมชุมชน ยังมีความสัมพันธ์กับสังคมของ
หมู่บ้านท่เี นน้ ความสำคัญของบรรพบุรุษเครอื ญาติและสถาบนั ต่าง ๆ ของชุมชน
การนำเอาแนวคดิ และทฤษฎีนำมาประยุกใช้กับชุมชนหมูบ้านครี ีวง ชุมชนหมูบ้านคีรีวง คนในชุมชนมีวิถี
ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติมาเนิ่นนานเนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อยู่กลางหุบเขาหลวง ในจังหวัด
นครศรีธรรมราช ทำให้คนในชุมชนมีการทำสวนปลูกผลไม้ ที่เรียกว่า สวนสมรม และจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนั้นคนในชุมชนมีการติดต่อกับคนภายนอกชุมชนมานานเห็นได้จากมีคลองท่าดีเป็นลำคลองขนาดใหญ่ที่สุด
ซึ่งไหลลงทะเลที่บ้านปากนครและปากพนัง ชาวบ้านจึงใช้เป็นเส้นทางในการคมนาคมขนสงโดยใช้เรือเหนือเป็นพาหนะ
ในการ เดินทาง และใช้เรือเหนือในการบรรทุกผลไม้และพืชสวนต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ
และหมาก เพื่อไปแลกเปลี่ยนกับข้าวสาร เกลือ กะปี และอาหารทะเลอื่น ๆ กับชาวอำเภอหัวไทรและซาวอำเภอปากพนัง
โดยชาวศรีวงเรียกพวกเขาว่า "พวกนอก"และเรียกตัวเองว่า "พวกเหนือ" จากการติดต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจนเกิด
คำเรยี นขานใหมว่ ่า "เกลอเขา เกลอเล" แสดงใหเ้ หน็ วา่ คนในชุมชนมีปฏสิ ัมพันธก์ ับคนในชมุ ชนและคนภายนอก
ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งชดั เจน
นอกจากนั้นคนในชุมชนมีชีวิตและสามารถปรับตัวให้เช้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรวม เนื่องด้วยจากภัย
พิบัติทางธรรมชาติและการปรับตัวจากคนภายนอกชุมชนจากอดีตขนถึงปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่
ใน พ.ศ.2505 ทำให้ลำคลองทำดีที่เป็นเส้นทางสัญจรหลักตื้นเชิน จนไม่สามารถใช้ได้อีก ชาวคีรีวงจึงหันมาบุกเบิก
เส้นทางบกแทน โดยพยายามสร้างถนนออกจากหมู่บ้านเพื่อเชื่อมต่อกับถนนภายนอกด้วยการใช้ภูมิปัญญาของ

276

ชาวบ้านโดยการร่วมกันใช้ไม้ทำสะพานทางเข้าออกและในปัจจุบันชุมชนหมูบ้านคีรีวงได้รับการยอมรับให้เป็นสถานท่ี
ท่องเที่ยวและเป็นหมูบ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทยจึงทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปในชุมซนเป็นจำนวนมาก ทำให้คน
ในชุมชนหมู่บ้านคีรีวงต้องปรับตัวในการเปีดรับนักท่องเที่ยวรวมไปถึงคิดหาวิธีในการสร้างรายได้ให้กับตนเองและ
ครอบครวั เชน่ มีการสรา้ งโฮมสเตย์หรอื บา้ นพกั ตากอากาศ มกี ารเปิดสวนผลไมใ้ ห้นักท่องเทย่ี วไดเ้ ขา้ ไปซม
และทานผลไม้แบบบุฟเฟ่ตผ์ ลไมใ้ นฤดกู าลนัน้ ๆ

วัฒนธรรมชุมชนหมูบ้านคีรีวง เนื่องด้วยหมู่บ้านคีรีวง ต้ังอยู่ในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชภาคใต้
ของประเทศไทย ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นแบบคนใต้มีและคนในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเห็นได้
จากการศึกษาปฏิทินชุมชน ชาวคีรีวงจึงมีงานบุญประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอด กันมาตั้งแต่ในอดีต ได้แห่ งานทำบุญ
อาบน้ำคนแท่ (บุญเดือนห้า, สงกรานต์) งานเข้าพรรษา (บุญเดือนแปด) งานบุญวันสารท (บุญเดือนสิบ) และงานบุญ
ออกพรรษา (เดือนสิบเอ็ด มีงานพฤศจิการำลึก เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จากภัยธรรมชาติเมื่อปี พ.ศ. 2531 ซึ่งเป็นงาน
ประจำปี เห็นได้ว่าวัฒนธรรมในชุมชนนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนและคนภายนอกชุมชนรวมไปถึง
วฒั นธรรมในชมุ ซนเกิดจากวิถีชวี ติ ท่ีอยู่กบั ธรรมชาติจึงทำใหค้ นในชุมชนมกี ารปรับตวั และทันตอ่ สถานการณ์ต่าง ๆ

โครงการส่งเสรมิ กลุ่มเยาวชนลูกขนุ นำ้ ชมุ ชนหมูบ่ ้านคืรีวง
อำเภอลานสกา จงั หวัดนครศรีธรรมราช

หลักการและเหตุผล
กลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำ ชุมชนหมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีอยู่แต่เดิมเริ่มตันกัน

จากการเข้าค่ายเรียนรู้พิธีกรมและความเชื่อของชาวคีรีวง มัคคุเทศน์น้อย การละคร การทำสื่อการรับมือกับภัยพิบัติ
คันหาของดีคีรีวง ทำแผนที่ของชุมชน การแสดงหุ่นเงาเล่าเรื่องของชุมชนกลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำ เป็นพื้นที่ในการ
รวมตัวของเยาวชนในชุมชนคีวีวงที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์รวมไปถึงเสริมการรักษาเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน โดย
เยาวชนเป็นเครื่องมือในการรักษาและเรียนรู้ด้วยระบบการถ่ายทอดการเรียนรู้จากรุ่นสูรุ่น โดยมีการปลูกผังจิตสำนึก
ให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเรียนรู้วัฒนธรรมในชุมชน กลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำได้มีการศึกษาเข้าใจถึงปัญหาของ
ชุมชนละปัญหาจากภายนอก จึงพยายามจัดการปัญหาที่เกิดจากการท่องเที่ยว โดยการเป็นสื่อกลางในการจัดการ
ทรัพยากรที่เช้ือตอ่ การทอ่ งเทีย่ ว และเสนอรปู แบบการทอ่ งเที่ยวท่เี หมาะสมกบั ทรัพยากรและความตอ้ งการของชมุ ชน

ทางผู้จัดทำได้คิดนำเสนอโครงการส่งเสวิมกลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำชุมชนหมูบ้านคีรีวงอำเภอลานสกา
จังหวัดนครศรีธรรมราช โคยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเสริมกลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำชุมชนหมูบ้านคีรีวงผ่านการจัดการ
ฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม โดยขอความร่วมมือกรมควบคุมมลพิษและ
เครือขา่ ยเยาวชนอนรุ ักษ์สิง่ แวดสอ้ มจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการสง่ เสรมิ การฝกึ อบรมให้ความรู้

นอกจากนั้นอยากจะประชาสัมพันธ์และสร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับกลุ่มเยาวซนลูกขุนน้ำแสดง
ความสามารถและศักยภาพของกลุ่มที่ตนเองมีอยู่เพื่อให้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป โดยประชาสัมพันธ์กลุ่มทาง Social
Media มีการจัดตั้งแฟนเพจ Facebook กลุ่มลูกขุนน้ำ ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่กลุ่มลูกขุนน้ำได้มีการทำ
กิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิต ความรู้เกี่ยวสวนสมรม ความรู้เกี่ยวกับอาหารฟื้นบ้าน ความรู้เกี่ยวกับสี
ธรรมชาติ เป็นต้น

การจัดทำโครงการจะช่วยให้เยาวชนกลุ่มลูกขุนน้ำได้พัฒนาศักยภาพและได้มีความพร้อมที่จะทำกิจกรร
รม รวมไปถึงเป็นการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ของชุมชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสนับสนุนให้เยาวชน
เรยี นรวู้ ถิ ชี ีวติ และเรียนรวู้ ฒั นธรรมของชุมชนของตนเอง

277

ข้อเสนอตอ่ บทบาทนกั สังคมสงเคราะหใ์ นชมุ ชน

เนื่องด้วยชุมชนหมู่บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะทาง
ภูมิศาสตร์ที่มีความแตกต่างจากชุมชนอื่น 1 และมีวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ที่มีความชัดเจนเป็นเอกลักลักษณ์ของชุมชม
กลิ่นไอเสน่ห์ความเป็นคีรีวงได้นำเสนอผ่านรูปแบบของการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ควรตระหนักถึง
นอกเหนือจากทรัพยากรธรรมชาติแล้ว คุณค่าของความเป็นชุมชนที่แสดงผ่านบทบาทและหน้าที่ของคนในหมู่บ้านจน
กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนยิ่งต้องควรตระหนักและควรสร้างให้เกิดขึ้นเพื่อสืบทอดความเป็น
วัฒนธรรม ที่เป็นคุณค่าของชุมซนผ่านคนในชุมชนเอง เช่น มีการส่งเสริมกลุ่มเยาวชนลูกขุนน้ำ เพื่อส่งเสริมการ
รักษาเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน โดยเยาวชนเป็นเครื่องมือในการรักษาและเรียนรู้วัฒนธรรม ด้วยระบบการถ่ายทอดการ
เรียนรจู้ ากรนุ่ สูร่ ่นุ โดยมีการปลกู ผังจติ สำนกึ ใหเ้ กิดการอนุรกั ษส์ ง่ิ แวดล้อมและเรียนรู้วัฒนธรรมในชมุ ชน

นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนควรสร้างความเข้าใจกับตนเองในการรับรู้ถึงความเป็นวัฒนธรรมของชุมชน
บ้านคีรีวง ผ่านการเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ศึกษาชุมชนโดยใช้ ประวัติศาสตร์ชุมชน ปฏิทินชุมชนและแผนที่เดินดินใน
ชุมชน การเรียนรู้และศึกษาชุมชนผ่าเครื่องมือดังกล่าวทำให้นักสังคมสงเคราะห์ได้เข้าใจถึงวัฒนธรรมของชุมชนบ้าน
คีรีวงและทำให้ได้เห็นถึงจุดสำคัญในการทำให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชน การเก็บข้อมูลในการศึกษาชุมชนนั้นคำบอก
เล่าและผู้คนในชุมชนเป็นสิ่งที่สมควรแก่คุณค่ายิ่งเพราะจะทำให้เราได้เข้าใจถึงปัญหาของชุมชนและอาจจะเป็นกุญแจ
ไขปริศนาชชุ นใหเ้ กิดความกระจา่ งไดเ้ ป็นอยา่ งดี

จากศึกษาพบว่าด้วยวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติและการปรับตัวของคนในชุมชนให้เข้าสถานการณ์ต่าง
1 ตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันรวมไปถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนและภายนอกชุมชนนั้นเป็นจุดแข็งของ
ชุมชนหมู่บ้านคีรีวง นักสังคมสงเคราะห์ควรต้องเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับชุมชนและแสดงให้คนชุมชนได้ตระหนัก
ถึงจุดแข็งของชุมชนของตนเองและพร้อมใจกันที่จะหวงแหนและรักษาวิถีชีวิตท่ีคู่กับธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชน
รวมไปถึงทักษะการปรับตัวของคนในชุมชนที่มีอยู่ เพื่อที่จะทำให้ชุมชนหมู่บ้านตี๋รีวงดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองและเป็น
ชุมชนเข้มแข็ง

278

เอกสารอา้ งองิ

กลมุ่ เยาวชนลกู ขุนนำ้ . (2562). ลูกขนุ น้ำ [ออนไลน)์ เขา้ ถงึ ใดจ้ าก
https://www.youtube.com/watch?v=IDgb3cPuJgs. (วนั ท่คี ้นข้อมลู : 16 พฤศจิกายน 2564)

กาญจนา แกว้ เทพ. (2530), การพฒั นาแนววัฒนธรรมชุมชน. (ออนไลน.์ เขา้ ถึงได้จาก
http://uc.thailis.or.th/Catalog/Bibttem.aspx?BibID. (วันทีค่ น้ ขอ้ มูล: 9 พฤศจกิ ายน 2564).

เครอื ขา่ ยดีจัง. (2564). กลุม่ ลูกขนุ น้ำ. [ออนไลน์). เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://djung.org/team/lookkhunnam/. (วนั ทค่ี น้ ขอ้ มลู : 16 พฤศจิกายน 2564)

ฉตั รทิพย์ นาถสภุ า. (2540), วฒั นธรรมไทยกบั ขบวนการเปล่ยี นแปลงสงั คม. [ออนไลน์). เข้าถงึ ได้จาก
http:/lib.neu.ac.th/ULIB/dublin.php?ID=9203. (วันท่คี น้ ขอ้ มูล: 9 พฤศจิกายน 2564).

บญุ สนอง บณุ โยทยาน. (2515). แนวคดิ วิถีชวี ติ . [ออนไลน)์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http:/www.bangkokbiznews.com/news/detai/738059. (วันทคี่ ้นขอ้ มลู : 9 พฤศจิกายน 2564).

ศิริมา พิมแสนนิล. (2559). กลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กรณีศึกษาหมู่บ้านศึรีวงอำเภอลานสกาจงั หวัด
นครศรธี รรมราช. [ออนไลน์. เขา้ ถงึ ได้จาก

http://digjitalcollect.lib.buu.ac.th/dcms/fles/5.pdf. (วันท่ีค้นข้อมลู : พฤศจกิ ายน 2564).
สสส. หนนุ พื้นทส่ี ร้างสรรค์ "ศวง....ตีจงั ..... ปีท่ี 3. (2561). [ออนไลป). เขา้ ถึงได้จาก

http://www.bangkokbiznews.com/news/detai/7059. (วนั ทคี่ ้นขอ้ มลู : 15 พฤศจกิ ายน 2564).

279

“หมบู่ า้ นแม่กำปอง”

ชิดชนก วงษาบุตร

280

หมู่บา้ นแม่กำปอง
ข้อมลู พน้ื ฐานชมุ ชน

บ้านแม่กำปอง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี บ้านแม่กำปองอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,300 เมตร และอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 50 กิโลเมตรเศษ หมู่บ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ
ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของบ้านแม่กำปองจะตั้งเรียงรายใน
หุบเขาและสองฝั่งของลำห้วย สภาพทั่วไปของชุมชนรายล้อมไปด้วยภูเขา มีไร่ซา กาแฟ น้ำตกและป่าที่อุดม
สมบูรณ์ (ดอยม่อนล้าน) รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี บ้านแม่กำปอง
มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่มีต้นชาหรือตันเหมี้ยงประมาณ 1,000 ไร่ ปัจจุบันมี 134 หลังคา
เรือน มีประชากรประมาณ 362 คน อาชีพหลักของชาวชุมชนบ้านแม่กำปองคือ การทำเมี่ยง (ชา)อาชีพรอง
คือ การปลูกกาแฟ ค้าขาย รับจ้างและทำโฮมเสตย์ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาพุทธ
ลักษณะทางสังคมของบ้านแม่กำปองชาวบ้านอยู่กันแบบพึ่งพาเหมือนญาติพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซ่ึง
กันและกัน มีความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ( ของชุมชน มีความเคารพในกฎ ระเบียบ กติกาของชุมชน และ
สมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในทุกรูปแบบ บ้านแม่กำปองมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มี
ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชพรรณตามธรรมชาติ มีอากาศที่สะอาดและแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ มีดอกไม้
สีเหลือง-แดง ขึ้นบริเวณใกล้ๆ ลำห้วยตลอดแนว ชาวบ้านเรียกดอกไม้นี้ว่า ดอกกำปอง รวมกับมีแม่น้ำไหล
ผ่านหมู่บ้าน จึงรวมกันเรียกว่า "แม่กำปอง" ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ชาวบ้านแม่กำปองมีทั้งส่วนที่อาศัย
อยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิมและอีกส่วนหนึ่งเป็นชาวอำเภอดอยสะเก็ดที่สมัยก่อนเข้ามารับจ้างเก็บเหมี้ยงและตัดสินใจ
ต้ังรกรากทห่ี มบู่ ้านแมก่ ำปองเป็นการถาวร

แผนทเ่ี ดนิ ดนิ ของหมบู่ า้ นแมก่ ำปอง

281


















แผนที่เดินดิน แผนที่ชุมชนนั้นแสดงให้เห็นว่า หมู่บ้านแม่กำปองนั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา เรียงรายในหุบ
เขาและสองฝั่งของลำห้วย มีสายน้ำพาดตามแนวหมู่บ้านทั้งหมด รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ภูเขา มีสวนเมี่ยง เยอะ
มาก 1 ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน และเป็นเครื่องยืนยันว่าชาวบ้านจากดอยสะเก็ดอพยพมาอยู่ที่แม่กำปอง
เพราะต้องการมาทำสวนเมี่ยง โดยการเข้ามาถึงจุดหมู่บ้านแม่กำปอง ปากทางเข้าหมู่บ้าน สถานที่แรกคือ ศูนย์การ
เรียนรู้ชุมชนแม่กำปอง ภายในศูนย์มีโปสเตอร์จัดแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน มีห้องสำหรับต้อนรับคณะดูงาน ที่
พักอยู่อาศัยชั้นนอก ! ก็จะเรียงปางนอก ถัดเข้ามาก็จะเรียกปางกลาง โชนแรก ๆ จะมีประปาหมู่บ้านติดไว้ข้างปาง ทุก
ที่ปางจะมีสวนและแหล่งอาหารในชุมชน รวมถึงที่พักโฮมเสตย์ของนักท่องเที่ยวตามแต่จะจุดปางด้วย ถัดเข้ามาอีกจะ
เรียกว่าปางขอน และปางโตน บริเวณนี้จะเริ่มมีสวนเมี่ยงขนาดใหญ่ ไร่กาแฟ มีกลุ่มอาชีพเย็บผ้า ถัดเข้าไปกลาง
หมู่บ้านจะมีวัดคันธาพฤกษา หรือวัดแม่กำปอง อยู่ใจกลางหมู่บ้าน เนื่องจากคนแม่กำปองส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
มีสวนสมุนไพรและสวนเมี่ยงไร่ชาอยู่ตลอดในบ้านแม่กำปอง ลึกเข้าไปจะเรียกว่า ปางใน เป็นชุมชนที่มีบ้านคนอยู่เยอะ
มากที่สุด รวมถึงบ้านพ่อหลวงอดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านหมอเมืองก็อยู่ในปางในด้วย เป็นจุดศูนย์รวมใหญ่ของคนใน
หมู่บ้านเลยก็ว่าได้ และถัดเข้าไปในช่วงสุดท้าย จะเป็นป่าธรรมชาติ ทั้งน้ำตกแม่กำปองที่เป็นตาน้ำไหลเข้าหมู่บ้าน สวน
สมุนไพร ทีม่ แี หล่งอาหารของชมุ ชน วัตถุดบิ เยอะมากทสี่ ุด และปา่ เมยี้ งขนาดใหญ่ของคนในชมุ ชน

โดยสถานที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้านแม่กำปองหลัก ๆ คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแม่กำปอง พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
การอยู่อาศัยโฮมสเตย์เรียนรู้วิถีชีวิตแท้ ๆ ประเพณีวัฒธรรมของคนแม่กำปอง วัดคันธาพฤกษาหรือแม่กำปองที่อยู่ใจ
กลางหมู่บ้าน สวนเมี่ยง ไร่ซากาแฟ ร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนแม่กำปอง และการชมป่าชุมชน ศึกษา
เสน้ ทางธรรมชาติ นำ้ ตกแมก่ ำปอง

282

ประวัติชมุ ชน
ตามประวัติศาสตร์ของการอพยพมาตั้งชุมชนบ้านแม่กำปองนั้นมีอายุเก่าแก่ร่วม 200 ปี โดยชื่อของหมู่บ้านมี

ที่มาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก คือ "ดอกกำปอง" บวกกับในบริเวณที่ตั้งชุมชนมีแม่น้ำ
ไหลผ่าน จึงมีคำว่าแม่อยู่ด้านหน้าตามสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ กลายมาเป็นชื่อชุมชนว่า บ้านแม่กำปอง ตาม
ประวัติระบุว่าผู้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแม่กำปองในช่วงแรกของการตั้งชุมชนคือ"พ่ออุ้ย กิ้งแก้ว" ซึ่งเป็นชาวบ้าน
จากบ้านดอกแดง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เดิมทีอพยพมาที่บ้านปางโตน จากนั้นจึงย้ายกันมาจนเป็น
ชมุ ชนใหญใ่ นปัจจบุ ัน ชาวบา้ นที่อย่โู ดยมากเปน็ ซาวลา้ นนา สาเหตทุ ี่
อพยพมาในอดีตก็เพื่อต้องการมาทำสวนเมี้ยง หรือ สวนชา ในสมัยก่อนชาวล้านนานิยมบริโภคเมี่ยงกันจนกลายเป็น
วัฒนธรรมสืบต่อกันมา หมู่บ้านแม่กำปองมีวัดประจำหมู่บ้านคือ วัดคันธาพฤกษา เดิมนั้นเป็นอาสรมตั้งอยู่เชิงเขาไกล
จากหมู่บ้านราว 300 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2473 ต่อมาได้ย้ายมาตั้งอยู่ใจกลางของหมู่บ้านโดยชาวบ้านได้นำเอาฉายา
"คันธาพฤกษา" ของครูบาอินสม คนธุธโส ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างอาสรมขึ้นในที่ดินของพี่สาวท่านท่ามกลางป่ามาตั้งเป็น
ชื่อวัด บ้างก็เรียกชื่อตามหมู่บ้านว่าวัดแม่กำปองมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก มีโรงเรียนวัด
แม่กำปอง ก่อต้ังปี พ.ศ. 2490 ในช่วงปี พ.ศ. 2519 มี
เหตุการณ์นักศึกษาแถบภาคเหนือหนีเข้าป่าและได้มาทำแคมป์หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ (คอมมิวนิสต์) แม่กำปอง จึง
กลายเป็นหมู่บ้านพื้นที่สีชมพูในช่วงปี พ.ศ.2521 ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างปกติไม่ได้มีการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์
และในปีพ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 เสด็จประภาสหมู่บ้านแม่กำปองทรงประทานโครงการ
หลวงตีนตก ส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรให้ชาวบ้าน ส่งเสริมการปลูกกาแฟ ปลูกผลไม้เมืองหนาว ส่งเสริมการสร้าง
โรงไฟฟ้าพลังน้ำให้ชุมชน ชาวบ้านจึงได้มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมาและในปี พ.ศ. 2543 หลังจากที่
ชาวบ้านไดป้ ระชุมหารอื กนั จึงได้จดั ใหม้ ีการทอ่ งเท่ียวเชิงอนุรกั ษ์ข้ึนในหมู่บา้ น

283

ปฏทิ ินกจิ กรรมของชมุ ชน


กิจกรรมในหมู่บ้าน ประเพณีของชาวบา้ นแมก่ ำปอง

1. ประเพณีเตือนยี่เป็ง ในวันขึ้น 15 ต่ำ เตือนมกราคม ชาวบ้านจะทำพิธีตานข้าวใหม่ คือการทำบุญใส่บาตร
ด้วยขา้ วใหมใ่ นหลังฤดูกาลเกบ็ เกย่ี ว

2. ประเพณีวันปใี หมเ่ มือง ในช่วงวันท่ี 13 - 16 เมษายน เปน็ ชว่ งวนั ปีใหมเ่ มืองหรือวนั ข้ึนปใี หม่ของชาวลา้ นนา
โดยแต่ละวันมีความสำคัญดังนี้ วันท่ี 13 เมษายน - เป็น "วันสังขารล่อง" เป็นวันแรกของประเพณีปี๋ใหม่เมือง ในวันนี้
ชาวบ้านจะทำความสะอาดบ้านเรือน เจ้าที่ ศาลพระภูมิ วันที่ 14เมษายน - "วันเน่า" หรือ "วันเนา" ตามประเพณีแล้ว
วันนี้เป็น "วันดา" คือวันที่ชาวบ้านจัดเตรียมสิ่งของเพื่อใช้ทำบุญในวันรุ่งขึ้น และขนทรายเข้าวัดด้วย วันที่ 15 เมษายน
- "วันพญาวัน" ถือเป็นวันเถลิงศก วันนี้มีการทำบุญทางศาสนาแต่เช้าตรู่ และอุทิศกุศลไปถึงญาติผู้ล่วงลับ หรือ
เรียกว่า "ตานขันข้าว" หลังจากนั้นชาวบ้านจะฟังเทศน์ฟังธรรมที่วัด ในตอนบ่ายจะเป็นการรดน้ำดำหัวรวมทั้งการแห่
ไม้ค้ำศรี วันที่ 16 เมษายน - "วันปากปี " ถือเป็นวันแรกของปี วันนี้ชาวบ้านจะสงเคราะห์บ้าน แล้วพากันไปขอขมาดำ
หวั ผู้อาวโุ ส ในตอนค่ำจะมกี ารบูชาเทียน สืบชะตา

3. ประเพณีวนั เขา้ พรรษา ในวันขน้ึ 15 คำ่ เดือน 8 ซ่งึ มักจะตรงกบั เดือนกรกฎาคม มพี ธิ ที ำบญุ ตกั บาตร
4. ประเพณีวันสิบสองเป็ง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกันยายน ประชาชนจะร่วมกันใน
ประเพณีตานก๋วยสลาก ซึ่งถือเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และร่วมกันตานเจดีย์ทราย หรือ
การก่อกองทรายภายในวัด
5. ประเพณียี่เป็ง หรือลอยกระทง ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤศจกิ ายนประชาชนจะจัด
ทอดกฐิน มีกิจกรรมฟังเทศน์ฟังธรรม พิธีกรรมเข้าวงกต ได้แก่การเดินเข้าไปในแนวเขตล้อมผ้าที่ทางวัดจัดทำขึ้นเป็น
ทางเดินปริศนาธรรม หากผู้ใดหาทางออกได้ ก็จะถือว่าเป็นผู้ที่มีศีลสมาธิ พิธีกรรมนี้จะทำอยู่ 3 วัน และกำหนดทำข้ึน
เพียงคร้งั เดยี วในทุก 3 ปี
6. เดือนธนั วาคม มพี ิธีตานประจำปอี ยา่ งตานกฐนิ ต้นเงิน ตานสลาก

284

ประเพณีท้องถ่นิ ทัว่ ไป เช่น
งานปอยหลวง มีกิจกรรมการทำบุญเฉลิมฉลองใหญ่ของชุมชนในโอกาสพิเศษ เช่น การทำบุญใหญ่เมื่อมีการ

สรา้ งศาสนสถานใหมใ่ นชมุ ชน
การฮ้องขวัญ มีกิจกรรมชาวบ้านจะทำการร้องขวัญหรือการเรียกขวัญ ให้กับผู้เจ็บป่วยและหายจากกา

อาการป่วยไข้ การฮ้องขวัญเป็นการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว แต่ในปัจจุบัน การฮ้องขวัญแบบดั้งเดิมถูก
ปรับเปลี่ยนไปคล้ายกับการบายศรีสู่ขวัญแบบของภาคอีสาน และทางชุมชนแม่กำปองออกแบบใหม่ขึ้น เพื่อเป็นส่วน
หนึ่งของการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านแม่กำอง โดยในพิธีจะมีการอธิบายความหมายของพิธีกรรม
และจะใช้ด้ายสายสญิ จนม์ ดั ข้อมือใหก้ ับนกั ทอ่ งเท่ยี ว

อาชพี ของคนในชุมชน

เมีย่ ง อาชพี หลกั ดัง้ เดมิ ของคนในหมบู่ ้านแมก่ ำปอง

อาชีพดั้งเดิมของคนแม่กำปองคือ การเก็บเมี้ยง ปัจจุบันมีครอบครัวที่เก็บใบเมี่ยงขายและหมักเองประมาณ
30 ครัวเรือน มีประมาณ 3 - 4 ครอบครัวในชุมชนที่รับซื้อเมี่ยงหมักจากชาวบ้านแม่กำปองด้วยกันเองเพื่อนำไป
จำหน่ายแก่พ่อค้าคนกลางภายนอกหมู่บ้าน ต้นซาหรือต้นเมี่ยงในหมู่บ้านแม่กำปองตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น มีสองพันธ์ุ คือ
ต้นชาพันธุ์พื้นเมือง ชาวบ้านเรียกว่า "เหมี้ยงอี่อ๋าม" หรือเหมี้ยงป่า มียอดสีออกแดงใบมีรสขม ไม่เหมาะกับการนำมา
แปรรูปเป็นเมี่ยงหมัก ชาวบ้านมักตัดทิ้งเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนอีกพันธุ์คือต้นชาพันธุ์อัสสัม ชาวบ้านเล่าว่ามีข้ึน
เองอยู่แล้วในพื้นที่ป่าตั้งแต่ชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่แต่เดิมประมาณอย่างน้อยสามชั่วอายุคนหรือประมาณ 130 ปีก่อน
ต่อมาเมื่อชาวบ้านยึดอาชีพการเก็บเมี่ยงเป็นอาชีพ จึงมีการนำเมล็ดของต้นเดิมที่ขึ้นในป่านั้นมาเพาะเป็นต้นกล้าแล้ว
นำไปปลูกเพิ่มเติมโดยไม่มีการนำชาหรือเมี่ยงพันธุ์อื่น ๆ มาปลูกเพิ่มเติมแต่อย่างใด พื้นที่ในป่าของหมู่บ้านแม่กำปอง
นั้นมีการจับจองตั้งแต่อดีตและเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวบ้านว่าพื้นที่ไหนเป็นเขตพื้นที่ของใคร ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเก็บใบ
เมี่ยงในพื้นที่ของตนเองเ.ละถ้าพื้นที่ของตนเองอยู่ไกลเกินไปหรือใบเมี่ยงในพื้นที่ของตนเองถูกเก็บเกี่ยวหมดไปแล้ว
อาจขออนุญาตเจ้าของพื้นที่อื่นเข้าไปเก็บได้ โดยชาวบ้านจะไม่หวงต้นเมี่ยงกัน เนื่องจากบางคนแม้จะมีพื้นที่ที่มีต้น
เมี่ยงแต่ก็ทำอาชีพอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเมี่ยง ถ้ามีคนเข้าไปเก็บใบเหมี้ยงก็เสมือนการเข้าไปช่วยดูแลต้นไม้และพื้นที่
ไม่ใหร้ กทึบจนเกนิ ไปด้วย สว่ นฤดูกาลท่ีไมเ่ ก็บเมยี้ ง ชาวบ้านกจ็ ะหันไปเกบ็ เมล็ดกาแฟแทน

285

ปฏิทินช่วงเวลาการเก็บเกยี่ วเมีย่ งของชาวบ้านแม่กำปอง

เดอื น กิจกรรม
มกราคม ชว่ งเวลาเกบ็ เม่ียงตน้ ปี หรือเมีย่ งหวั ปี๋
กมุ ภาพนั ธ์ เมีย่ งตน้ ปี
มนี าคม เม่ียงต้นปี
เมษายน เมยี่ งต้นปี
พฤษภาคม เมี่ยงต้นปี
มถิ ุนายน ช่วงเวลาเก็บเมย่ี งกลางปี หรือ เมี่ยงกลา๋ งปี๋
กรกฎาคม เมย่ี งกลางปี
สงิ หาคม ช่วงเวลาเกบ็ เมีย่ งชอ๊ ย
กันยายน เมีย่ งช๊อย
ตุลาคม เม่ียงช๊อย
พฤศจกิ ายน ฤดกู าลเก็บกาแฟ
ธันวาคม ฤดกู าลเก็บกาแฟ

การเกบ็ ใบเหม้ียงสามารถทำได้ตลอดทง้ั ปี โดยแบ่งเปน็ 3 ช่วงเวลา ดังนี้

ช่วงที่ 1 เดอื นเมษายนถงึ ต้นเดอื นพฤษภาคม
ใบเมี่ยงที่เก็บเกี่ยวในช่วงนี้เรียกว่า "เมี่ยงต้นปี" หรือ "เมี่ยงหัวปี" ใบเมี่ยงที่เก็บได้จะใบแข็ง มีขนาดเล็ก มีรส

ฝาดกวา่ ช่วงอ่นื เน่ืองจากเป็นชว่ งฤดูแล้ง ต้นเม่ยี งไดร้ บั ปรมิ าณน้ำฝนนอ้ ย
ช่วงที่ 2 เดอื นมิถนุ ายนถึงต้นเดอื นสงิ หาคม

ใบเมี่ยงที่เก็บเกี่ยวในช่วงนี้เรียกว่า "เมี่ยงกลางปี" หรือ "เมี่ยงกลางปี " ใบจะใหญ่และมีสีอ่อนกว่าเมี่ยงต้นปี
สชาตจิ ะอ่อนท่ีสดุ เน่อื งจากเปน็ ผลผลิตที่ได้ในช่วงฤดูฝน ต้นไมไ้ ดร้ ับนำ้ มาก
ช่วงที่ 3 ปลายเดอื นสิงหาคมถงึ เดอื นตลุ าคม

ใบเหมี้ยงที่เก็บเกี่ยวในช่วงนี้เรียกว่า "เมี่ยงช็อย" คำว่า "ซ้อย" เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง "เล็กที่สุด"หรือ
"ท้ายสุด" เมี่ยงซีอยเป็นผลผลิตปลายฤดูฝน มีรสชาติดีกว่า ชาวบ้านบอกว่าเมี่ยงซีอยนี้เป็นเหมี้ยงที่คุณภาพดีที่สุด
และเป็นที่ต้องการของตลาดมากท่สี ดุ

ทั้งนี้ ถ้าชาวบ้านไม่ได้เก็บเมี่ยงในฤดู ทั้ง 3 ช่วงเวลาดังกล่าว อาจมีเหมี้ยงนอกฤดูซี่งสามารถเก็บได้ในช่วง
เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมต่ำค่อยนิยมนัก ใบเมี่ยงที่เก็บเกี่ยวในช่วงนี้เรียกว่า "เหมี้ยงเหมย"เป็นผลผลิตที่ได้
ในช่วงฤดูหนาว คำว่า "เหมย" เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง "น้ำค้าง" หรือ "หมอก" ใบเมี่ยงจะค่อนข้างเล็ก มีสีเขียวอม
เหลือง และใหผ้ ลผลิตน้อยกว่าชว่ งอ่นื ๆของปี

สำหรับหมู่บ้านแม่กำปองนั้นชาวบ้านมักเก็บใบเหมี้ยงในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนพฤศริกายน
เพราะเป็นช่วงที่ได้ผลผลิตคุณภาพดี ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายนจะเป็นช่วงหยุดเก็บใบเหมี้ยง
และช่วงนัน้ เมล็ดกาแฟสุกพอดี ชาวบา้ นจะหันไปเก็บเมล็ดกาแฟแทนในชว่ งเวลาดงั กล่าวแทน

286













แหล่งท่องเท่ียวเชิงอนรุ ักษ์โฮมเสตย์
อาชพี รองของคนในหมบู่ ้านแม่กำปอง

เริ่มมาจากที่ผู้นำองค์กรท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งในอดีตดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้มีความสนใจและได้ไปดูงานใน
พื้นที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชนที่จัดโดยภาครัฐ และบ้านแม่กำปอง มีการรักษาอนุรักษ์ดูแลปาจึง
มีอากาศหนาวเย็นสบายตลอดทั้งปี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติมากมาย จึงเกิดความคิดว่า หมู่บ้านแม่กำปอง
มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ จึงมีการพูดคุยปรึกษากันระหว่างกลุ่มผู้นำของ
หมู่บ้าน จากนั้นจึงเริ่มมีการจัดประชุมชาวบ้าน ทำเวทีชาวบ้านเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิง
อนุรักษ์ในลักษณะของ Homestay ขึ้น โดยเริ่มเปิดดำเนินการวันที่ 10 ธันวาคม 2543 ปัจจุบันมีบ้านที่สามารถ
ให้บริการในลักษณะของ Homestay ได้ทั้งหมดจำนวน 21 หลัง ในส่วนของกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่น ๆ ชาวบ้านทั้ง
หมู่บ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวของชุมชน ในหมู่บ้านยังมีโฮมสเตย์ให้บริการนักท่องเที่ยวที่เข้า
มาแวะเวียนเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มีกิจกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมชาติ ประเพณีวัฒนธรรม รวมถึงภูมิปัญญาของคนในหมู่บ้าน สำหรับครอบครัวที่เป็นสมาชิก
กลุ่มท่องเที่ยวโฮมสเตย์จะได้รับเงินต่อครัวเรือนเมื่อหักค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวตามเกณฑ์จัดสรรของสหกรณ์ฯ
แล้ว ประมาณครอบครัวละ 250 บาทต่อนักท่องเที่ยว 1 คน หากสมาชิกชุมชนที่ไม่ได้จัดบ้านพักอาศัยของตนเป็นที่พัก
โฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยว จะได้ประโยชน์ทางอ้อมในเรื่องการพัฒนาหมู่บ้าน การที่ชุมชนเป็นที่รู้จัก และหากเป็น
สมาชิกสหกรณ์ไฟฟ้าฯ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกทั้งชุมชน) ก็จะได้ปันผลตอนสิ้นปี รายได้ที่เข้ากองทุนหมู่บ้าน จะถูก
จัดสรรออกเป็น 5 ส่วน คือ 1. เข้าสหกรณ์ฟฟ้าพลังน้ำ 30% (ปันผลเมื่อสิ้นปีให้กับสมาชิกสหกรณ์) 2. พัฒนาหมู่บ้าน
20% 3. ผ้จู ดั การ 259 4. สวสั ดกิ ารชุมชน 15% 5. เบี้ยประชุมคณะกรรมการ 10%

287

ยกตัวอย่างกจิ กรรมการทอ่ งเที่ยวในหมู่บ้านแม่กำปอง
กิจกรรมที่ 1 แบบไป-กลับ กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบน้ี คือ กลุ่มคนไทยหรือชาวต่างชาติที่,ข้ามา

โดยไมม่ ีกำหนดหรอื แจง้ ใหก้ บั หมขู่ า้ นไว้ล่วงหน้า ซง่ึ จะเขา้ มาเที่ยวชมธรรมชาติและกิจกรรมตา่ ง ๆ ในหมู่บ้าน
กิจกรรมที่ 2 แบบทัศนศึกษา กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะเข้ามาศึกษาดูงานระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยว

หรอื การจัดการป่าชมุ ชนในขณะเดยี วกันเรยี นรวู้ ฒั นธรรมประเพณขี องชมุ ชน
กิจกรรมท่ี 3 แบบพักค้างคืน กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการสัมผัสกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ โดย

ประกอบด้วย นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งจะติดต่อและจองที่พักล่วงหน้าทั้งผ่านบริษัททัวร์หรือจอง
โดยตรงอัตราคา่ บริการ พกั 1 คนื 2 วัน อาหาร 3 มอ้ื 550 บาทตอ่ คน พัก 2 คนื 3 วัน อาหาร 6 มือ้ 900บาทต่อคนพัก
ต่อจากนี้ 1 วัน 1 คืน อาหาร 3 มื้อ 350 บาท บริการมัคคุเทศก์ 200 บาทต่อวันกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญชุดใหญ่/ ชุดเล็ก
1,500 / 1,000 บาท กจิ กรรมการแสดงอ่ืน ๆ 1,000 บาท

ในภาพรวมวเิ คราะหเ์ พม่ิ เติมตามมิติทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้เชน่
ชาวบ้านที่เข้ามาอยู่อาศัยต่างรักใครกลมเกลียว เพราะส่วนใหญ่อพยพมาด้วยกันตั้งแต่ดอยสะเก็ด เข้ามาทำ

มาหากินเลี้ยงชีพโดยการเก็บเมี่ยง ปลูกสมุนไพร ไร่ซากาแฟ อยู่อาศัยกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน มีกฎระเบียบการ
อยู่อาศัยร่วมกัน ครอบครัวและสังคมอบอุ่น เคารพผู้ใหญ่ในชุมชนเช่น พ่อหลวง ผู้ใหญ่บ้าน มีหมอเมืองอยู่ที่ปางใน มี
วัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจอยู่กลางหมู่บ้าน คนที่นี่รักษาขนมธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเก่าตั้งแต่สมัยล้านนามา
จนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากการรับประทานเมี่ยง ประเพณีต่าง ๆ เช่น ประเพณีปีใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง รำลึกถึงบรรพ
บุรุษที่ล่วงลับ เคารพผู้อาวุโส ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวล้านนา คนในหมู่บ้านมีน้ำใจกลมเกลียวช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน เห็นได้จาก พื้นที่ในป่าของหมู่บ้านแม่กำปองนั้นมีการจับจองตั้งแต่อดีตและรู้กันในหมู่ชาวบ้านว่าพื้นที่ไหนเป็น
เขตพื้นที่ของใคร ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเก็บใบเมี่ยงในพ้ืนที่ของตนเอง แต่ถ้าพื้นที่ของตนเองอยู่ไกลเกินไปหรือใบเมี่ยง
ในพื้นที่ของตนเองถูกเก็บเกี่ยวหมดไปแล้ว อาจขออนุญาตเจ้าของพื้นที่อื่นเข้าไปเก็บได้ โดยชาวบ้านจะไม่หวงต้นเมี่ยง
กัน เพราะต่างถือว่าเข้าไปช่วยดูแลต้นไม้และพื้นที่ไม่ให้รกทึบ และนอกจากนี้ชาวบ้านที่นย่ี ังใจดีพร้อมจะเรียนรู้และยินดี
เผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองเห็นได้จากการเปิดชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์ เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้ความ
เป็นอยู่ สังคมวัฒนธรรมของคนแม่กำปอง ทำให้นอกจากมีรายได้จากการเก็บเมี้ยง ชากาแฟแล้ว ยังมีรายได้จากการ
ทำโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นชุมชนที่เปิดกว้างน่าสนใจ เอื้อเฟื้อแผ่กันตั้งแต่การทำอาชีพเก็บเมี่ยง จนไปถึงการแลกเปลี่ยน
วัฒนธรรมซงึ่ นำมาซึง่ รายไดแ้ ละรอยยมิ้ ของผคู้ น นับเปน็ ผลประโยชนท์ างบวกของทกุ ๆ คน

288













ทฤษฎที นี่ ำมาประกอบการทำความเข้าใจหมู่บา้ นแม่กำปอง
ทฤษฎกี ารเปล่ยี นทางสงั คมและวัฒนธรรม ทฤษฎวี ิวัฒนาการ (Evolution Theory)
ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) นั้นคือสิ่งมีชีวิตในโลกจะต้องปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่

รอด สิ่งมีชีวิตใดไม่สามารถปรับตัวได้ก็ย่อมสูญพันธุ์ไป วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ก็เช่นเดียวกันสังคมอาจมีการ
ปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและเป็นไปโดยตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีการวางแผนให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงมาก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปอย่างก้าวหน้าและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยพัฒนาตนเองให้
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สังคมของมนุษย์ขยายตัวจากโครงสร้างที่ชับซ้อนประกอบด้วยกลุ่มและสถาบัน
ต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานเพื่อความคงอยู่ของสังคมโดยรวม ทฤษฎีวิวัฒนาการในที่นี้สามารถนำมาศึกษาประวัติ
ความเป็นมาของสังคมและวฒั นธรรมชุมชน ปจั จยั ทท่ี ำใหเ้ กดิ การ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนที่ทำให้สามารถดำรงอยู่ได้ และสามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ
ระบบต่าง ๆ ในสงั คมท่ีเกดิ ขึ้นอย่างช้า ๆ

โดยหมู่บ้านแม่กำปองสามารถอธิบายได้ดังนี้ ความเป็นมาของหมู่บ้านแม่กำปองคือ ชาวบ้านจากดอยสะเก็ด
อพยพมาอยู่อาศัยที่แม่กำปอง สาเหตุที่อพยพย้ายมาเพราะต้องการมาทำสวนเมี้ยง หรือสวนชา เพราะสมัยก่อนชาว
ล้านนานิยมบริโภคเมี่ยงกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมสืบต่อกันมา จากตรงนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความพยายาม
ปรับตัวในการอยู่รอดและการดำรงชีวิต ผู้คนตามหาถิ่นฐานที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าวัฒนธรรม
เดิมที่สืบต่อกันมา นั่นคือการรับประทานเมี่ยง ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธจึงได้มีวัดประจำหมู่บ้านคือ วัด
คันธาพฤกษา ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นอาศรมอยู่เชิงเขาไกลหมู่บ้าน พอเวลาผ่านมาก็ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ใจกลางหมู่บ้าน แสดง
ถึงการพัฒนาความเป็นอยู่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น เพื่อความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น
จากนั้นก็มีโรงเรียนวัดแม่กำปอง เพื่อให้เด็ก 1 ได้มีการศึกษามีความรู้โดยไม่ต้องลงจากเขาอย่างยากลำบากและเข้าตัว
เมืองไกล ผู้คนพยายามปรับตัวและมีวิวัฒนาการทางสังคม มนุษย์ต้องได้ศึกษาเล่าเรียน พัฒนาให้มีโรงเรียนใน
หมู่บ้านและทำให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 เสด็จประภาส
หมู่บ้านแม่กำปอง ทรงประทานโครงการหลวงตีนตกส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรให้ชาวบ้าน ส่งเสริมการสร้าง
โรงไฟฟ้าพลังน้ำให้ชุมชน จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มมีอาชีพ มีรายได้มากขึ้น และมีไฟฟ้าใช้ ลักษณะทางสังคมนั้นชาวบ้าน
อยู่กันแบบพึ่งพาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชนอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัย
ล้านนาที่ปฏิบัติกันมา ซึ่งมีประเพณีที่สำคัญ ๆ 5 ประเพณีในแต่ละปี และยังปรับให้เข้ากับยุคสมัย และให้สะดวกกับวิถี

289

การดำเนินชีวิต เช่นประเพณีเดือนยี่เป็ง ในเดือนมกราคม ชาวบ้านจะทำพิธีตานข้าวใหม่ ซึ่งจะทำหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว
เสร็จแล้วเท่านั้น เก็บเกี่ยวเสร็จทำให้มีข้าวใหม่ และนำข้าวใหม่นั้นมาใส่บาตรนั่นเอง แม่กำปองมีพื้นที่ประมาณ 4,000ไร่
โดยเป็นพื้นที่ที่มีต้นชาหรือต้นเหมี้ยงประมาณ 1,000 ไร่ อาชีพหลักของคนแม่กำปองคือ การเก็บเหมี้ยง การประกอบ
อาชีพนี้ก็ต้องเรียนรู้ เรื่องเกษตรเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างนึง คนในหมู่บ้านก็มีเรียนรู้ต่อ ๆ กันมาว่าจะต้องเก็บเมี่ยงช่วง
ไหน เวลาใด แต่ละช่วงเรียกว่าเมี้ยงอะไร ซึ่งการเก็บใบเมี่ยงของคนที่นี่ก็สามารถทำได้ตลอดทั้งปี โดยแบ่งเป็น 3
ช่วงเวลา แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์
สูงสุด และเนื่องด้วยหมู่บ้านแม่กำปองตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและสองฝั่งของลำห้วย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง สภาพ
ทั่วไปของชุมชนรายล้อมไปด้วยภูเขา มีไร่ชา กาแฟ น้ำตก และปาที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรธรรมชาติท่ีสวยงาม มี
อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้ผู้นำองค์กรท่องเที่ยวชุมชนที่อดีตดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้พูดคุยปรึกษากัน
ระหว่างกลุ่มผู้นำของหมู่บ้าน และมีการจัดประชุมชาวบ้านทำเวทีชาวบ้านเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยว
เชิงอนุรักษ์ในลักษณะของ Homestay ข้ึน จากตรงนี้จะแสดงให้เห็นได้ว่า สังคมของมนุษย์มีการขยายตัวประกอบด้วย
กลุ่มและสถาบันต่าง ๆ ทำหน้าที่เชื่อมประสานเพื่อความคงอยู่ของสังคมโดยรวม ผู้ใหญ่บ้านปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้นำ
ของหมู่บ้าน จัดประชุมทำเวทีให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันพัฒนาหมู่บ้าน ให้หมู่บ้านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ให้
ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ใช้ประโยชน์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่มีให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดตามวิวัฒนาการและความ
ทันสมัยในปจั จุบันโดยไม่เปล่ยี นวฒั นธรรมเดมิ จนหมด แตเ่ ป็นการปรับตัวเพอื่ การเรยี นรูเ้ พ่มิ ข้นึ และการอยู่ร่วมกัน

และทฤษฎี Constructivism ที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับรู้ จึงเน้นการสร้างความรู้
ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล และเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง
สภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลต่อการสร้างความรู้ใหม่ ในที่นี้ หมู่บ้านแม่กำปองมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก อยู่ในหุบ
เขาและสองฝั่งของลำห้วย มีผืนป่และธรรมชาติที่สวยงามอุดมสมบูรณ์ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้ชาวบ้านที่
นั่นเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างมากตั้งแต่การอยู่อาศัย ดำรงชีวิต ประเพณีความ
เชื่อวัฒนธรรม วัดและโรงเรียนในหมู่บ้าน การประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพอย่างการทำเมี่ยง ไร่กาแฟ ซา และที่สำคัญ
ของการเกิดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism ที่ผู้นำองค์กรท่องเที่ยวชุมชน ได้ไปดูงานในพื้นที่ต่าง ๆ หลาย
พื้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชนที่จัดโดยภาครัฐและได้เกิดความสนใจ ขวกกับการทำความเข้าใจหมู่บ้านแม่กำปอง
ของตนเองว่ามีลักษณะสภาพแวดล้อมภูมิอากาศเป็นอย่างไร มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ จึงได้เกิดเป็นการ
เรียนรู้ การสร้างความรู้ความคิดใหม่ ๆ ที่จะนำมาพัฒนาหมู่บ้าน หมู่บ้านแม่กำปองนั้นมีศักยภาพท่ีจะพัฒนาให้เป็น
หมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ จากตรงน้ี สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความหมาย สร้างความรู้
ใหม่แก่ทุกคนในหมบู่ า้ น สรา้ งส่ิงตา่ ง ๆ ท่ีเปน็ ประโยชน์เพ่ือนำมาพัฒนาชุมชน

290

โครงการกบั หมบู่ า้ นแมก่ ำปอง












อาชีพรองของคนแม่กำปองคือการทำหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โฮมสเตย์ การรองรับการท่องเที่ยวชุมชน
บ้านแม่กำปอง ในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2556 อยู่ในระดับปานกลางที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ แต่เมื่อมีกระแส
การท่องเที่ยวจากนโยบายภาครัฐในปี พ.ศ. 2557 - 2558 ที่เริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยและได้รับอิทธิพลจากส่ือ
สังคมออนไลน์ ทำให้ชุมชนบ้านแม่กำปองเริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้นด้วยความได้เปรียบด้านภูมิ
ประเทศสิ่งแวดล้อมของบ้านแม่กำปองที่อยู่ในหุบเขา อากาศเย็นทั้งปี การคมนาคมเข้าถึงสะดวก จึงทำให้จำนวน
นักท่องเที่ยวแออัดในช่วงวันหยุดเทศกาล ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนค่อนข้างมาก
ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ตามมา จากข้อมูลได้จำกัดผู้เข้าพักและใช้บริการสูงสุดไม่เกิดวันละ 120 คน ในขณะ
ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในชุมชนทั้งแบบไปกลับและค้างคืนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่งผลกระทบต่อการจัดการท่องเที่ยวของพื้นท่ี ทั้งด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ จึงเป็นยุค
ที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาหาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวภายใต้สถานการณ์ใหม่ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความ
ยงั่ ยนื ของชมุ ชนในอนาคต

โครงการรักษ์เหมอื นเรา
เนื่องด้วยนักศึกษาษามองว่าหมู่บ้านแม่กำปองประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจนำเที่ยวของแม่กำปองโดนเริ่มต้นมา
จาก ผู้นำชุมชนต้องการพัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนแม่กำปอง ซึ่งก็นับว่าประสบความสำเร็จด้วยดี
ชาวบ้านมีอาชีพหลักและอาชีพรอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากนั้นเป็นยุคทองที่ได้รับมาตรฐานการรับรองให้เป็นโฮมส
เตย์และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จนมาถึงช่วงที่ต้องปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้เหมาะสมกับการเข้ามาของนักเที่ยว เท่า
ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนของผู้อยู่อาศัยในชุมชนและตัว
ชมุ ชนในอนาคต

โครงการรักษ์เหมือนเรา จะร่วมรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงการรักในชุมชนแม่กำองเสมือนคนทุกคนนั้นเป็น
เจ้าของหมู่บ้านน้ี ทุก ๆ คนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของ
สภาพแวดล้อม มีความรู้เข้าใจในความเป็นอยู่ วิถีชีวิต วัฒนธรรมของชุมชนมากขึ้น อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการ
ท่องเทยี่ งในหมบู่ า้ นแมก่ ำปอง ดังน้ี

291

ในมิติของชาวบ้านแม่กำปอง การดำเนินการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านแม่กำปองเกิดปัญหาที่สำคัญ คือชาวบ้าน
ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการท่องเที่ยวหรือที่พัก ไม่เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของ
ตนเอง ไม่มีกฎระเบียบหรือมาตรการในการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจการดูแลผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่ได้รับ การ
ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาหมู่บ้านแม่กำปองจำนวนมาก พบว่ามีปัญหา ความแออัดทั้งการจราจร ร้านอาหาร และที่
พัก มีรถยนต์จำนวนมากในพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรถติดกันยาวนับสิบกิโลเมตร เนื่องจากชุมชนไม่
สามารถกำหนดพ้ืนทีบ่ ริการทจี่ อดรถไดอ้ ย่างเพียงพอ และยงั มีปัญหาการ
กำจัดขยะเกิดขึ้นด้วย ส่วนในมิติของนักท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวขาดความรู้ความเข้าใจในวิถีชุมชน บางรายไม่
สนใจ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีเพียงความต้องการในการมาสัมผัสธรรมชาติ มาเช็คอินและถ่ายภาพในสถานที่และ
ร้านต่าง ๆ ที่มีผู้รีวิวหรือเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ พบการจอดรถในที่ห้ามจอด ความไม่ชำนาญในการขับรถในที่พื้นท่ี
สูง รวมทั้งการไม่ปฏิบัติตามระเบยี บปฏบิ ัตขิ องชุมชน

1. การสร้างการเปล่ยี นแปลงระดับบคุ คล ( Individual Change)
อย่างแรกผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้านควรมีการจัดประชุมและการพัฒนาชุมชนของสมาชิกชุมชน ท้ัง
ครอบครัวที่ประกอบกิจการบ้านพักและไม่ประกอบกิจการ ครอบครัวที่ประกอบกิจการร้านค้า ให้เข้ามามีบทบาทในการ
ทำความเข้าใจชุมชน ทุก 1 คนในชุมชนจำเป็นที่ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของตนเอง
กฎระเบียบปฏิบัติ รวมไปถึงผลประโยชน์ของตนเอง เพราะว่าทุกคนนั้นเป็นสมาชิกสหกรณ์ไฟฟ้า ทุก ๆ คนจะได้ปันผล
รายได้กองทนุ หม่บู ้านตอนสนิ้ ปีอยู่แล้ว
2. การสร้างการเปลี่ยนแปลงกระทำในรปู แบบของกลมุ่ (Group Action)
เมื่อทุก 1 คนในชุมชนมีความเข้าใจต่อบทบาทของตน ผลประโยชน์ของหมู่บ้านและตนเองที่จะได้รับ มีความ
เข้าใจและรักในสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว ต้องรวมกันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถานที่ชุมชน
อย่างสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นระบบระเบียบ เช่น จัดการปัญหาขยะในชุมชน ที่พักร้านอาหาร การจราจร รวมถึง
สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ คนในชุมชนควรมีกิจกรรมเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็น
การรณรงค์และปลูกจิตสำนึกสาธารณะในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรมีการสร้างความรู้
ความเข้าใจรูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน รวมถึงข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวในชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวทาง
ธรรมชาติให้กับประชาชนหรือนักท่องเที่ยวทั่วไป นักท่องเที่ยวเมื่อเห็นสิ่งที่ชาวบ้านทำ ย่อมได้รับความรู้กันเป็นกลุ่มวง
กวา้ ง เกดิ เป็นความรูแ้ ละความประทบั ใจท่ีติดตัวไปเม่ือกลับจากแมก่ ำปอง
3. การเปลย่ี นแปลงระดบั โครงสร้าง (solidify Structure)
หมู่บ้านแม่กำปองมีชื่อเสียงดังเป็นวงกว้าง คนในชุมชนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตรูปแบบของชุมชนเป็นอย่างดี ทั้ง
สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี นักท่องเที่ยวมีความรักความผูกผันกับแม่กำปอง ประทับใจ
ในชุมชน รัฐบาลควรเข้ามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนาหมู่บ้านแม่กำปองให้มีความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย
และท่องเที่ยว เกิดความทันสมัยขึ้นในชุมชนแต่ไม่ละทิ้งวัฒนธรรมเดิม มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่
รู้จักในวงกว้าง เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเหมือนพัทยาและภูเก็ต โดยไม่ละทิ้งให้คนในชุมชนดูแลเพียงฝ่ายเดียว
เหมอื นทีผ่ า่ นมา
โครงการรักษ์เหมือนเราที่ช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจจึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงเมื่อทุก ๆ
คนมีความรักความเข้าใจถิ่นที่อยู่ย่อมเกิดความภูมิใจและเป็นความรู้สึกทางบวกต่อให้คนภายนอกคนที่เข้ามาเที่ยวและ
จากไปมิได้จากไปตัวเปล่าแต่ย่อมเกิดความรู้สึกผูกพัน ประทับใจในหมู่บ้านด้วย แม่กำปองอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่

292

เชียงใหม่เป็นจังหวัดนึงของประเทศไทย รัฐบาลก็ควรจะรักและสนับสนุนสถานที่สวยงามแห่งนี้ในประเทศของตน
เหมือนกัน เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมที่มีต่อชุมชน ก็จะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ยังคงไว้
ซ่งึ ความสมดุลทางเศรษฐกิจ ส่งิ แวดลอ้ ม สังคมและวัฒนธรรม

บทบาทนักสังคมสงเคราะหก์ ับการปฏิบัติงานเพอื่ สรา้ งการเปลย่ี นแปลงกบั หมบู่ า้ นแมก่ ำปอง
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการเข้าไปช่วยพัฒนาหมู่บ้าน จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปของหมู่บ้านหมู่บ้าน

แม่กำปองมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานเกือบ 1 200 ปี มีวัฒนธรรมรากเหง้าจากล้านนามาเป็นเวลาเนิ่นนาน
หากนักสังคมสงเคราะห์จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง ควรเข้าไปร่วมพัฒนามากกว่าเปลี่ยนวัฒนธรรมของพวกเขา แต่ควรจะ
หาวิธีที่ทำให้วัฒนธรรมโบราณเหล่านั้นสามารถคงอยู่ได้ตามกาลเวลารวมกับคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน นักสังคม
สงเคราะห์ควรทำให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของหมู่บ้านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งสามารถเข้าหาคนในชุมชนด้วยท่าที
เป็นมิตร ใช้ทักษะทางสังคมสงเคราะห์อย่างเช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการสื่อสาร เข้า
ร่วมดว้ ย

ภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านแม่กำปองส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ธรรมชาติ ลำห้วย สิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์ควรจะเข้าไป
เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นคือ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นักสังคมสงเคราะห์สามารถมีบทบาทให้ความรู้และสร้าง
ความตระหนักรู้แก่ผู้คนในชุมชนรวมไปถึงบุคคลอื่น ๆ ได้ โดยสามารถใช้กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์
ทั้ง 5 ขั้นตอนได้ เช่น คันหาว่าหมู่บ้านมีปัญหาอย่างไร ประเมินปัญหาว่าชาวบ้านประสบปัญหาอย่างไร
เชน่ กรณีนักท่องเทย่ี วไม่อนรุ ักษธ์ รรมชาติ นักสงั คมสงเคราะห์รว่ มวางแผนว่าจะรว่ มสรา้ งจติ สำนึกท่ีดตี อ่ การอนรุ ักษ์
สิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างไร และร่วมปฏิบัติการจริง พร้อมทั้งติดตาม ประเมินผลว่าสภาพสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน
เป็นอย่างไรบ้าง ซคางสามารถทำงานร่วมได้กับทีมสหวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต่าง ๆ ร่วมด้วย เพราะจุดแข็งของนัก
สังคมสงเคราะหน์ น้ั มีความเป็นมิตร ความเข้าใจเพ่อื นมนษุ ย์ และยินดรี ว่ มผลักดันการพฒั นาประเทศไปสู่จุดทดี่ ขี ้นึ อยู่แล้ว

ด้านอาชีพของคนแม่กำปอง มาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือ การเก็บเมี่ยง ไร่ซากาแฟ สมุนไพรและการ
ทำโฮมเสตย์ หากนักสังคมสงเคราะห์จะเข้าไปมีบทบาทนั่นคือ การส่งเสริมอาชีพให้เป็นที่รู้จัก ทำกองทุนหมู่บ้านให้เป็น
ระบบระเบียบ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชน โดยสามารถใช้การเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ระดับด้วยได้ เพราะเรื่องอาชีพ
และรายได้นั้น ก็เป็นมิติทางเศรษฐกิจอย่างนึงที่สำคัญ การเลี้ยงชีพนั้นสำคัญต่อคนในหมู่บ้าน นักสังคมสงเคราะห์
สามารถสร้างแรงจูงใจทำให้ชาวบ้านภูมิใจในวิถีอาชีพวิถีชีวิตของตน ทำให้นักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนต่าง ๆ เห็นว่าของ
ฝากของแม่กำปองนั้นมีคุณค่า และนักสังคมสงเคราะห์ร่วมผลักดันให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนผลงานโอท็อป
ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชาวบ้านแม่กำปองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ทำให้

293

นักท่องเที่ยวต่างชาติของแม่กำปอง ทั้งนี้จะเป็นผลดีของคนในชุมชนอย่างการมีรายได้เพิ่มมากกขึ้นและชุมชนมีจุด
ขายเปน็ ที่รจู้ ัก

ในการเรียนรู้ แก้ไข ปรับเปลี่ยนสิ่งใดก็ตาม นักสังคมสงเคราะห์สามารถใช้ทฤษฎีเข้าร่วมในการทำงานได้ เช่น
ทฤษฎีการรู้คิดทางสังคม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงบุคคลเมื่อได้รับประสบการณ์ ทั้งการเห็น การฟังการดู การอ่าน
ย่อมเกิดการเรียนรู้และจำ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตน ในที่นี้นักสังคมสงเคราะห์เมื่อได้เรียนรู้ความก้าวหน้า
ความสำเร็จจากรูปแบบโครงการของชุมชนหมู่บ้านอื่น ๆ ก็สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชุมชนแม่กำปองได้ รวมไปถึง
แนวคิดทฤษฎีด้านการ Empowerment เพื่อทำให้คนในหมู่บ้านภูมิใจในหมู่บ้านของตนเอง เมื่อเกิดความภูมิใจ ก็ย่อม
อยากทำให้หมู่บ้านนั้นเป็นที่รักและที่รู้จักของคนอื่น ๆ ส่วนในด้านโครงการรักษ์ร่วมกันที่นักศึกษาได้เขียนไปข้างต้น
นักสังคมสงเคราะห์สามารถเข้าไปร่วมมีบทบาทในการเปลี่ยนได้เช่น ส่วนที่ 1. การเปลี่ยนระดับบุคคล นักสังคม
สงเคราะห์สามารถร่วมงานกับคณะกรรมการหมู่บ้าน พูดคุยเชิญชวนชาวบ้านในหมู่บ้านด้วยท่าทีเป็นมิตร ร่วมอำนวย
ความสะดวกกับคณะกรรมการหมู่บ้าน สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้แก่ชาวบ้านในการตระหนักรู้ถึงวิถีชีวิต
ผลประโยชนข์ องตนเองและหมบู่ ้าน โดยใชท้ กั ษะทางสังคมสงเคราะห์ เชน่ ทกั ษะการสรา้ งสัมพนั ธภาพและทักษะอืน่ ๆ
เข้าร่วมด้วย ส่วนท่ี 2. การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบกลุ่ม นักสังคมสงเคราะห์ส่งเสริมให้คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวมี
ความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบของหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนตระหนักรู้ เข้าใจ ผูกพันกับชุมชนร่วมรณรงค์และปลูก
จิตสำนึกต่อบุคคลอื่น ๆ ในวงกว้าง โดยใช้กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ทั้ง 5 ขั้นตอนในการทำงานได้ ส่วนที่ 3.
การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง นักสังคมสงเคราะห์ร่วมผลักให้รัฐบาลและองค์กรเอกชนด้านการท่องเที่ยว ด้าน
ป่าไม้เข้ามาให้ความสนใจและสนับสนุนกิจกรรม สินค้า วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความสะดวกสบายที่มากขึ้นกว่าเดิมของ
คนในหมบู่ า้ นและทำใหห้ มบู่ า้ นแม่กำปองเปน็ ทรี่ ้จู กั ในฐานะชมุ ชนทอ่ งเท่ยี วอนรุ กั ษ์ยอดเยี่ยมได้

สิ่งสำคัญของการจะเข้าไปเปลี่ยนแปลง นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีความเข้าใจพื้นที่ท้องถิ่น สิ่ง ๆ นั้นเป็น
อย่างดีก่อน และต้องทำอะไรร่วมกับคนอื่น ๆ เสมอ เพื่อความสมดุล ความเป็นที่พอใจของบุคคลอื่น ๆ ร่วมด้วย และ
เพือ่ การพัฒนาที่ยงั่ ยนื ของหมบู่ า้ นเอง

294

แหล่งอา้ งอิง
ณัฏฐวฒุ ิ ทรพั ย์อุปถมั ภ.์ (2558). ทฤษฎีและหลกั การพัฒนาชุมชน. สืบค้นจาก

http://www.academy.rbru.ac.th/uploadfiles/books/58-2018-08-01-08-41-20.pdf
ททท. (2564). แม่กำปอง - ตน้ แบบแหง่ ความยงั่ ยนื . สืบค้นจาก

https://7greens.tourismthailand.org/green-story/แม่กำปอง-ต้นแบบแห่งควา/
ศนู ย์ประสานงานเครอื ขา่ ยการทอ่ งเทีย่ วชมุ ชน. (2564). บ้านแมก่ ำปอง. สบื คน้ จาก.

https://thaicommunitybasedtourismnetwork.wordpress.com/cbt/bestpractice/
maekampong/
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม.่ (2564). หมู่บา้ นท่องเท่ยี วเชงิ อนรุ กั ษ์ แม่กำปอง. สืบค้นจาก

https://www.chiangmaipao.go.th/tourism/placedetail.php?id=167&area=41
CBT Chiangmai. (2564). หมู่บา้ นท่องเท่ยี วโฮมสเตยโ์ ดยชมุ ชนแม่กำปอง. สืบคน้ จาก

http://cbtchiangmai.org/detail.php?id=4
Chiangmainews. (2561). สัมผัสธรรมชาติ บา้ นแมก่ ำปอง บา้ นเลก็ ในปา่ ใหญ่ ใกล้เมอื ง. สบื คน้ จาก

https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/874308/
Emag travel. (2564). บา้ นแมก่ ำปองจงั หวดั เชยี งใหม.่ สบื คน้ จาก

https://www.emagtravel.com/archive/maekampong.htm
Documentary. (2564). กวา่ จะมาเปน็ แหล่งทอ่ งเทย่ี วชุมชนแมก่ ำปอง. สบื ค้นจาก

https://researchcafe.org/community-based-tourism/
Miang. (2564). บ้านแมก่ ำปอง จังหวดั เชียงใหม.่ สบื คน้ จาก

http://www.miangroute.com/view1.php
Web master. (2564). หม่บู า้ นแมก่ ำปอง จงั หวดั เชียงใหม่ ประเทศไทย. สืบค้นจาก

https://palanla.com/index.php?op=domesticLocation-detail&id=379

295

“ชมุ ชนบางสระเกา้ ”

ปุณยภา เพชรไพร


Click to View FlipBook Version