The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-11-28 11:15:00

การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: การประยุกต์ใช้เครื่องมือ การศึกษาชุมชน

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

546

รายการอ้างอิง
กมลทิพย์ แจ่มกระจา่ ง. (2563). สงั คมสงเคราะห์ชมุ ชนลดความเหลือมลำ้ ทางสงั คมไดอ้ ยา่ งไร. สืบคน้ จาก
https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_research/researchSplit/2.pdf
โกวิท งศส์ ุรวฒั น.์ (2560). ทฤษฎีประกอบสร้างนิยมกบั ไอร์แลนด์และเซอร์เบยี :โกวิท วงศ์สรุ วฒั น์. สืบคน้
จาก www.matichon.co.th/news-monitor/news 600153
ศศนิ ันท์ ทศั ศริ .ิ (2559). วิธีปฏบิ ตั ิงานสังคมสงเคราะห.์ สืบคน้ จาก
https://www.gotoknow.ore/posts/618364
นงลักษณ์ เทพสวัสด.์ิ ทฤษฎีและการปฏิบัติงานสงั คมสงเคราะห.์ กรุงเทพฯ : สำนกั พิมพ์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์ 2540.

547

“ชุมชนหมู่บา้ นนาบัว”
ณัฐช”นน มัง่ มี

548

การออกแบบปฏบิ ตั กิ ารสังคมสงเคราะหใ์ นชุมชน: เครอื่ งมอื การศึกษาและขอ้ คน้ พบ

การออกแบบปฏิบตั กิ ารสังคมสงเคราะห์ชมุ ชน
ชุมชนที่นักศึกษาเลือก คือ บ้านนาบัว หมู่ท่ี 13 ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม สาเหตุท่ี

นักศึกษาได้เลือกชุมชนบ้านนาบัว เพราะเมื่อปี 20 18 นัศึกษาได้เคยศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือแ ทางคณะได้มีการลงสำรวจพื้นที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เพื่อศึกษาหมู่บ้าน
ในบริบทแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ด้วยการลงพื้นที่สำรวจนี้จึงทำให้นักศึกษาเล็งเห็น
ศักยภาพภายในชุมชนที่มีการนำอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณีดั้งเดิม มาบูรณาการจนนำไปสู่การเป็นแหล่ง
ท่องเท่ยี ว และนำไปส่สู าเหตุที่ทำให้นักศกึ ษาไดเ้ ลอื กชุมชนหมบู่ า้ นนาบวั นี้เอง

การเกิดขึ้นของชุมชนบ้านนาบัวหมู่ท่ี 13 ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ทำให้ประวัติ
พัฒนาการ และที่มาของบ้านนาบัวได้ดังน้ี เดิมบ้านนาบัวเป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ที่มีการสืบเชื้อสายบรรพ
บุรุษที่ได้อพยพมาจากเมืองวัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้โยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตพื้นที่ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 โดยการโยกย้ายมีสาเหตุมาจากการหนีภัยรุกรานของ
กลุ่มจีนฮ่อและกลุ่มญวณเพื่อเข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารของพระราชครูโพนสะเม็ก ผู้ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญ
ในชุมชมและการเมืองของชาวลาวริมแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่ง และส่วนหนึ่งการโยกย้าย-มาจากการทำสงครามกับเจ้า
อนวุ งศ์แห่งราชอาณาจกั รลา้ นชา้ งในปพี .ศ. 2369 ซง่ึ เปน็ อกี การโยกย้ายรอบสำคญั

ประวัติความเป็นมาของบ้านนาบัวถูกเล่าขานผ่านตำนานเจ้าต้นกะบก ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นผู้คุ้มครองกลุ่มผู้
ไทเรณูนครที่นำโดยพญาเตโชรอดพ้นจากการตามล่าของกลุ่มจีนฮ่อและกลุ่มญวณจนได้รับความช่วยเหลือจากพระ
ราชครูโพนสะเม็กจนสามารถตั้งรกรากอยู่บริเวณภูกำพร้าหรือธาตุพนมก่อนจะย้ายไปบริเวณบ้านโพนสาวเอ้และโนน
สังข์ซึ่งเป็นเมืองเรณูครที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า ต่อมาราวปี พ.ศ. 2434 บริเวณบ้านโพนสาวเอ้เริ่มเกิดปัญหาา
ขาดแคลนที่ดนิ ทำกิน นายจนั ทรส์ อน จิตมาตย์ ไดช้ ักชวน นายชินจักร จติ มาตย์ ผูซ้ ึ่งเปน็ น้อยชาย ข่ี
ม้ามาบุกเบินที่ดินทำกินในพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่าโนนหนองบัว เมื่อบุกเบิกที่ดินจนสามารถทำมาหากินบนพ้ื นที่นี้ได้แล้ว
นายจันทร์สอน จิตมาตย์ จึงได้เดินทางกลับบ้านโพนสาวเอ้และให้น้องชายเป็นผู้ก่อตั้งรกรานอยู่ที่บ้านโนนหนองบัว
ต่อไป และในปีถัดมาพี่น้องอีก 6 คนได้ติดตามมาอยู่ด้วย นายชินจักรจึงได้แบ่งที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้และหลัง
จากน้ันมีชาวบา้ นอกี จำนวนหน่ึงจากบา้ นโพนสาวเอไ้ ด้ตามมาสบทบและเกิดเป็นชุมชนบ้านนาบัวขน้ึ

ชุมชมบ้านนาบัวได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครอง
ท้องท่ี เมื่อปี พ.ศ. 2945 โดยมีผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือ นายจิตปัญญา แสนมิตร และมีการสร้างวัดขึ้นมาในหมู่บ้านคร้ัง
แรก คอื วัดบัวขาว มีเจา้ อาวาสรูปแรก คือ พระเทศ นามพลแสน ในปี พ.ศ. 2454 เมื่อผู้ใหญบ่ ้านคนแรกได้ถงึ แก่กรรม
ด้วยโรคชราจึงมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนที่สอง คือ นายวรรณทอง นามพลแสน ขณะนั้นชุมชนหมู่บ้านนาบัวมี
สมาชกิ อยู่อาศยั ทงั้ หมดราว 30 ครอบครัว และพนื้ ทีช่ มุ ชนหม่บู ้านนาบวั มีลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์
เป็นพื้นที่ลาดเอียงจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือและเป็นพื้นที่ราบลุ่มใกล้กับห้วยแคน ซึ่งเมื่อถึงฤดูน้ำหลากมักเกิดน้ำท่วม
หมู่บ้านจนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านจึงย้ายมาตั้งบ้านเรือนบริเวณพื้นที่สูงใกล้ลำนำ
บังที่น้ำไม่สามารถท่วมถึงได้ และภายหลังการย้ายที่ตั้งหมู่บ้านจนมั่นคงดีแล้วชาวบ้านจากบ้านโพนสาวเอ้ประมาณ
ร้อยละ 90 และบ้านโนนสังข์ ร้อยละ 10 ได้โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในชุมชนหมู่บ้านและขยายเป็นชุมชนบ้านนาบัวจน
มาถึงปจั จุบัน

549

สภาพทั่วไปของหมู่บ้านเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมถนนทางหลวงสายนครพนม-นาเหนือลักษณะ
พนื้ ทีร่ าบ สภาพดินเป็นดนิ รว่ นปนทราย ชุมชนบ้านนาบวั มีขอ้ มูลพน้ื ฐาน

- พน้ื ทีท่ ้งั หมด 1,972 ไร
- พ้นื ทีว่ า่ ง 607 ไร่
- ทด่ี นิ ทำกิน 1,190 ไร่
- ท่ีอยอู่ าศยั 175 ไร่
- ทส่ี าธารณะประโยชน์ – ไร่

อาณาเขตของหมู่บา้ น
- ทิศเหนือ มพี ืน้ ทตี่ ิดกับบา้ นหนองกุง หมู่ 6 ตำบลโคกหนิ แฮ่
- ทิศใต้ มีพนื้ ท่ตี ิดกับลำห้วยแคนเปน็ แนวเขต
- ทิศตะวนั ออก มีพนื้ ท่ีติดบา้ นหนองแซง หมู่ 8 ตำบลโคกหนิ แฮ่
- ทิศตะวนั ตก มพี นื้ ท่ตี ดิ กบั ลำนำ้ บงั และบ้านนาบวั หมู่ 14 ตำบลโคกหินแฮ่

ชุมชนหมู่บ้านนาบัวมีโครงสร้างทางการปกครองมีรายละเอียดดังนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านนาบัวแทบจะไม่มีการ
ติดต่อโดยตรงกับภาครัฐ ข้อจำกัดเรื่องด้านบุคลากร งบประมาณ และความทุรกันดารของพื้นที่ทำให้การดูแลควบคุม
ท้องถิ่นไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หมู่บ้านนาบัวจึงไม่แตกต่างจากหมู่บ้านหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่
ถูกตัดขาดออกจากความเจริญและตั้งอยู่โดดเดี่ยว การติดต่อกับส่วนราชการเป็นไปอย่างยากลำบากและใช้เวลาใน
การเดินทางเพื่อไปต่อต่อราชการเป็นวัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐก็มีความสัมพันธ์ห่างเหิน
เจ้าหน้าที่จะเข้ามาในหมู่บ้านเป็นครั้งคราวเพื่อแจ้งนโยบายหรือคำสั่งทางราชการกับผู้ใหญ่บ้านและรีบเดินทางกลับ
ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน และนอกจากนี้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางราชการก็ไม่แสดงความใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของ
ชาวบ้านอย่างจริงจัง และในมุมตรงกันข้ามผู้ใหญ่บ้าน คือบุคคลใกล้ชิดและมีบทบาทที่สำคัญในการดูแลชาวบ้าน ด้วย
ความเป็นคนในชุมชน ชาวบ้านถือว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นเพื่อน ญาติ พี่น้องหรือลูกหลานมากกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูก
แตง่ ตัง้ มาปกครองตนเอง











รปู แผนทห่ี มบู่ ้านนาบัว หม่ทู ่ี 13 ตำบลโคกหนิ แย่ อำเภอเรณูนคร จงั หวัดนครพนม
ทมี่ า: https://bit.ly/3x8DgTv

550

สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมภายในหมู่บ้านนาบัวมีลักษณะดังน้ี ชาวบ้านนาบัวเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไททั้งหมด
เมื่อเวลาผ่านไปจึงเริ่มไม่ใช่กลุ่มชาติพันธ์ุ เช่น เริ่มเป็นชาวไทอและชาวไทยส่วย เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านนาบัวจากการ
แต่งงานและทำมาหากินแต่มีจำนวนไม่มาก ชาวบ้านนาบัวใช้ภาษาผู้ไทเป็นภาษาพูดและใช้ภาษาลาวเป็นภาษาเขียน
ลักษณะคำพูดเป็นคำไทโดดคลับคล้ายกับภาษาไทยภาคกลาง มีสำเนียงที่แตกต่างแต่ก็มีรากคำเดียวดีนและสามารถ
ใช้สื่อสารกันได้ระหว่างชาวผู้ไท ลาว ฌ้อ แสก กะเลิง และคนไทกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยทั้งในและนอกประเทศไทย ส่วนด้าน
การแต่งกาย ชาวบ้านนาบัวแต่งกลายคล้ายกับชาวผู้ไททั่วไป นิยมสวมเสื้อแขนกระบอก เสื้อผ้าย้อมสีคราม สีดำ ใส่
เครื่องประดับทำจากเงินหรือทองเหลือง และเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายสีขาว นอกจากนี้การจัดระเบียบทางสังคม
ของชาวบ้านนาบัวมีระบบจริยธรรมที่ผสมผสานระหว่างพระพุทธศาสนาและความเชื่อการนับถือผีที่ เป็นเครื่องหล่อ
หลอมในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน โดยอิทธิพลของพระพุทธศาสนาจะมีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับตำนานอุรังคธาตุ
การยึดถือแนวปฏิบัติวิถีชีวิตประจำฮีตสิบสองคองสิบสี่ อิทธิพลของความเชื่อนับถือผีจะมีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการ
ขัดเกลาสมาชิกใหเ้ คารพบรรพบรุ ุษ ผ้อู าวุโสและหวงแหนในการดูแลทรพั ยากรธรรมชาตขิ องตน

ภายในหมู่บ้านนาบัวมีสภาพเศรษฐกิจโดยมีรายละเอียด คือ ในยุคแรกของการก่อตั้งชุมชน หมู่บ้านนาบัวมักจะ
พบปัญหาการขาดแคลนข้าวอยู่บ่อยครั้งจนต้องมีการแบ่งปันข้าวเพื่อช่วยเหลือ กันภายในหมู่บ้าน และรวมถึงการ
เดินทางออกนอกหมู่ข้านเพื่อขอข้าวจากญาติและหมู่บ้านใกล้เคียง แต่จะเป็นลักษณะการขอยืมมากกว่าการให้เปล่า
และในยุคแรกนี้เองสภาพทางสังคมของหมู่บ้านก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันทางชนชั้นมาก เนื่องจากชาวบ้านล้วนเป็น
เกษตรกรรายย่อย ในยุคถัดมาคือ ยุคช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัญหาขาดแคลนข้าวได้ลดลง และชุมชนได้มี
การเริ่มแลกเปล่ียนสินค้า ค้าขายกับบุคคลภายนอกมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรชาวบ้านนาบัวก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ
การค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ามากนักประกอบกับการยังไม่มีความรู้ทางการค้า โดยในยุคนี้ชาวบ้านนาบัวได้มีการ
ค้าขายกับพ่อค้าชาวเวียดนามและพ่อค้าชาวจีนที่ล่องเรือมาตามแม่น้ำโขงเพื่อเข้ามาซื้อสินค้าภายในชุมชน และได้มี
ชาวบ้านนาบัวได้เข้าไปค้าขายสินค้าเองภายในตัวจังหวัดนครพนมรวมถึงการนำไปขายที่ตัวเมืองเรณูครด้วยเกวียน
ด้วย ลักษณะทส่ี ะทอ้ นให้เหน็ การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในบา้ นนาบัว คือการเกดิ ร้านคา้ เบด็ เตล็ดขึ้นภายในหมบู่ า้ น

ลักษณะเด่นของหมู่บ้านนาบัว คือ เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ "เสียงปืนแตก" นัดแรกของประเทศไทยและเป็น
หมู่บา้ นของกลมุ่ ชาตพิ ันธผุ์ ไู้ ทหรอื ภไู ทเพ่ือการท่องเท่ยี ว

องค์ประกอบที่ 1: ชุมชนบ้านนาบวั หมูท่ ี่ 13 ตำบลโคกหนิ แฮ่ อำเภอเรณูนคร จงั หวัดนครพนม สามารถประยกุ ตใ์ ช้
เครอ่ื งมอื ในการศึกษาชุมชนไดด้ ้วย 3 เครอื่ งมือ ไดแ้ ก่

เครื่องมือท่ี 1: ระบบสุขภาพชุมชน เนื่องจากชุมชนบ้านนาบัวมีวัฒนธรรมสุขภาพที่เชื่อมโยงและมี
ความสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่อง "ผี" เมื่อชาวบ้านเกิดอาการเจ็บป่วย ชาวบ้านจะเข้าไปพบผู้อาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญ
ด้านสมุนไพรหรือเพื่อทำการประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษา เพราะมีความเชื่อด้านการละเมิดดวงวิญญาณหรือการถูกทำ
ร้ายด้วยวิญญาณร้ายจนนำไปสู่สาเหตุอาการเจ็บป่วยได้ โดยผู้ที่ทำการรักษาหรือผู้เชี่ยวชาญจะถูกเรียกว่าหมอเหยา
ซึ่งการเหยาจะเป็นกรรักษาอาการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการถูกคุณสย หรือถูกผีร้ายกลั่นแกล้งหรือทำร้าย โดยจะมี
การใช้คาถา บทกลอน ทำนองลำ และมีการเป่าแคนประกอบจังหวะ ส่วนภาษาที่ใช้ในการรักษาจะเป็นภาษาที่ไพเราะ
เพราะพริ้ง เนื่องจากต้องการสื่อสารเพื่อขอความเมตตาจากผีหรือวิญญาณฝ่ายดีให้มาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อาการ
เจ็บป่วยต่างๆ ซึ่งในส่วนของภาษานี้เองจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ชาวผู้ไทได้อาศัยอยู่ เช่น ชาวผู้ไทที่อยู่ในจังหวัด
มุกดาหารและนครพนมจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป หมอเป่าจะใช้ภาษาเขมร ภาษาธรรม และภาษาบาลีสันสกฤต

551

ส่วนหมอธรรมจะมีความหลากหลายทางภาษาและจะมีการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพด้วยเพื่อต้องต่อสู้กับเหล่าวิญญาณร้าย
เป็นตน้

การนำเครื่องมือทำงานกับชุมชนและศึกษาชุมชนในระบบสุขภาพมาใช้ศึกษาชุมชนบ้านนาบัวจะทำให้เห็นถึง
ระบบการแพทย์ที่อยู่ภายในชุมชน และสามารถเลือกระบบแพทย์ที่มีประสิทธิภาพต่อการรักษาคนในชุมชนมา
ประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงงานสาธารณสุขด้านต่างๆ ที่จะนำเข้ามาบริการภายในชุมชนอีกด้วยผ่านทางการ
ให้บริการภายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านนาบัว และนอกจากนี้แล้วเครื่องมือนี้ยังช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงทั้งในมิติทางกาย ใจ สังคมสิ่งแวดล้อมรวมถึงทาง
ภาษาที่ส่งผลกระทบต่อความอยู่ดีกินดีของชาวบ้านภายในชุมชน และเครื่องมือนี้จะช่วยทำให้นักสังคมสงเคราะห์เข้าใจ
ถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี พฤติกรรมและวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพชุมชนช่วยสะท้อนให้เห็นทุนทาง
สังคมด้านสุขภาพเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เป็นต้น โดยวิธีการประยุกต์ใช้เครื่องมือสามารถทำผ่านการบันทึก
เหตุการณ์ อาการปว่ ย ตดิ ตามระยะอาการปว่ ย พดู คุย สัมภาษณแ์ ละสังเกตปญั หาสุขภาพของชาวบา้ น เป็นตน้

เครื่องมือท่ี 2: ประวัติศาสตร์ชุมชน บ้านนาบัวเป็นชุมชนชาวอีสานที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวผู้ไทเป็นชุมชนชาย
ขอบที่ต้องดิ้นรนเพื่อความเป็นอยู่ปากท้องของตนเองและต่อสู้กับอำนาจความเป็นใหญ่ของรัฐมาตลอด เริ่มจากการ
ต่อสู้อย่างลำบากเพื่อต้องหาที่ดินทำกิน ตลอดจนการเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อต้องการ
ปลดปล่อยตนเองจากความลำบากและการถูกกดขี่จนนำไปสู่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวทาง
การเมืองของชาวบ้านนาบัวทำให้เกิดการถูกตีตราโดยสังคมว่าเป็นหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ เป็นหมู่บ้านผู้ก่อการร้าย และ
ถูกรังเกียจจากสังคมท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันกับตนเอง และเมื่อปี พ.ศ. 2540เกิดกระแสการ
ฟืน้ ฟูประวัติศาสตร์และวฒั นธรรมชุมชนเกิดขน้ึ ทำใหช้ าวบ้านนาบัวได้ดงึ ศกั ยภาพและนำเสนอ
ภาพลักษณ์ของชุมชนตนเองในภาพลักษณ์ของหมู่บ้านเสียงปืนแตก หรือหมู่บ้านประวัติศาสตร์ ปัจจุบันบ้านนาบัวเป็น
หมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและประเพณี และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในหมู่บ้านเพื่อให้
รองรับนักท่องเที่ยวโดยภายในหมู่บ้านจะมีห้องพักโฮมสเตย์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาพักผ่อน เยี่ยมชนวิถีชีวิตของ
ชาวบา้ นนาบวั

จากเครื่องมือที่ใช้ศึกษาชุม ประวัติศาสตร์ชุมชน ทำให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนได้ดี ลดอคติใน
การเข้าไปทำงานและตัดสินเรื่องราวต่างๆ ภายในชุมชน และลดช่องว่างในการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนได้เป็นอย่างดี
ทำให้เห็นภาพและเข้าใจบริบทชุมชนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้นเครื่องมือนี้ยังช่วยใหการเลือกวิธีปฏิบัติงานร่วมกับ
ชุมชนสอดคล้องกับประสบการณ์และศักยภาพของชุมชน โดยวิธีการประยุกต์ใช้เครื่องมือสามารถทำผ่านการ
สอบถามหรือสมั ภาษณช์ าวบา้ น เปน็ ต้น

เครื่องมือที่ 3: ประวัติชีวิต ภายในชุมชนบ้านนาบัวมีแนวทาการศึกษาประวัติชีวิตซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่ม
ผู้นำ เช่น กองสิน จิตมาตย์ ผู้ซึ่งเป็นพยานการต่อสู้ปฏิวัติของชาวนาอีสาน "นายกองสินจิตมาตย์" เป็นที่รู้จักในนาม
ของสหายเสถียร ซึ่งมีรายละเอียดประวัติชีวิตดังนี้ ในปี พ.ศ. 2485 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ถูกก่อตั้งข้ึน
ในระยะแรกของการก่อตั้งมิได้มีการขยายพื้นที่ไปในเขต ชนบท ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2056 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ
ไทยได้มีการตั้งที่ "มั่นจรยุทธ์" ในเขตป่าเขา ซึ่งมี "นายมิตร สมานันท์" ผู้ซึ่งเป็นเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง
ประเทศไทยได้ย้ายศูนย์มาอยู่ที่บริเวณเทือกเขา อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และนายมิตร สมานันท์ได้ทราบว่ามีคน
หนุ่มแถวอำเภอเรณูนคร ข้ามไปเป็นทหารแนวลาวอิสระ จึงต้องการต่อผู้นำลาวอิสระเพื่อขอตัวคนลาวฝั่งขวาเพ่ือ
กลับมาช่วยงานปฏิวัติที่ภูพาน ซึ่งการติดต่อของกลุ่มฝั่งลาวขวานี้ มีสหายเสถียรรวมอยู่ด้วย และต่อมาภายหลังได้มี
การจัดตั้งหน่วยจรยุทธิ์ไปเกาะติดสถานการณ์ที่บ้านนาบัวและหมู่บ้านใกล้เคียง จนกระทั่งในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.

552

2058 สหายเสถียรและพวก ได้มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่บริเวณทุ่งนาในหมู่บ้านนาบัวโดยสหายเสถียรถูกยิงเสียชีวิตท่ี
ริมคันนากลางทุ่งนา เสียชีวิตด้วยวัย 25 ปี ซึ่งนายกองสิน จิตมาตย์ เป็นบุคคลสำคัญภายในชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึง
ความกล้าหาญที่ได้ยิงคุ้มกันให้สหายถอยออกไปได้ และทำให้ตนเองนั้นได้ตกอยู่ในห้องล้อมของตำรวจและสุดท้ายได้
จนมุมอยคู่ นั นากลางทงุ่ นาและเสียชวี ิตลง

และประวัติชีวิตของกลุ่มผู้นำที่มีชื่อเสียงอีกคนในด้านเศรษฐกิจชุมชนครั้งอดีต คือ "นายบัว แสนมิตร"ซ่ึง
เป็นนายฮ้อยจากบ้านนาบัวที่มีชื่อเสียง โดยมีรายละเอียดประวัติดังนี้ นายฮ้อยบัว แสนมิตร เป็นพ่อค้าท้องถิ่นที่เข้ามา
ซื้อขาย ข้าว วัว ควาย เข้าไปขายในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ และมีการนำสินค้าอื่นๆ อย่างเช่น แคน ไก่ชัน
มะขามเปียก หนังวัว และหนังควายไปขายในพื้นที่ต่างๆ และเมื่อไปค้าขายนอกชุมชนหรือภูมิภาคต่างๆ เสร็จเรียบร้อย
ก็จะมกี ารซ้อื หมอ้ ทองและสินคา้ อน่ื ๆ กลบั มาจำหน่าย เป็นต้น

จากเครื่องมือที่ใช้ศึกษาชม ประวัติชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงรายละเอียด ประสบการณ์ชีวิตของชาวบ้านสร้าง
สัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้นำเครื่องมือมาประยุกต์ใช้ในชุมชนและชาวบ้าน ช่วยสร้างความเข้าใจในความละเอียดอ่อน
ของบริบทชุมชน และนอกจากนี้ยังช่วยให้เห็นถึงค่านิยมและวัฒนธรรมในชุมชม การเปลี่ยนแปลงทางบริบททาง
การเมือง ประวตั ศิ าสตรข์ องชุมซนทอ้ งถิน่ และทำใหเ้ ห็นถงึ ศกั ยภาพและทุนมนษุ ย์ท่มี อี ยูภ่ ายในชุมชนนั้นๆ อกี ด้วย

รูปของนายกองสนิ จิตมาตย์ ผู้เป็นพยานการตอ่ สปู้ ฏวิ ตั ขิ องชาวนาอสี าน หรอื ท่ีร้จู กั ในนามของสหายเสถียร
ที่มา: https://www.matichon.co.th/politics/news620994

553

รปู ปั้นของนายกองสิน จิตมาตย์ ผู้เป็นพยานการตอ่ สูป้ ฏิวัติของชาวนาอีสาน หรือทีร่ ู้จักในนามของสหายเสถยี ร
ท่มี า: https://mgronline.com/local/detail/9610000110981

องค์ประกอบที่ 2 : แนวคิด ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ที่นำมาประกอบการ
ทำความเข้าใจในพนื้ ที่ชุมชนบา้ นนาบัว หมทู่ ่ี 13 ตำบลโคกหนิ แฮ่ อำเภอเรณนู คร จังหวดั นครพนม ไดแ้ ก่

แนวคิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นแนวคิดที่เชื่อว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ใช่ความคิดจากรัฐ
ศูนย์กลาง แต่ขุมซนท้องถิ่นสามารถสร้างเองได้ และเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนเข้าใจตัวตนของชุมชนในอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในอนาคตที่เกิดจากการสร้างสำนึกทาง
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นร่วมกันทำให้สามารถเผชิญหน้ากับการเปล่ียนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพรับมือกับปัญหาได้
แนวคิดนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้สืบคันประวัติความเป็นมาของชุมขน โดยเฉพาะชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมา
ตั้งแต่อดีต ซึ่งแนวคิดนี้จะดึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาเป็นภาพแทนประวัติศาสตร์ชุมชน นอกจากนี้แนว
แนวคิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคน ซึ่งเป็นพลวัตรและกระบวนการเปลี่ยนแปลง
จากภายในชุมชน อันเป็นหลักสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ชุ มชนมากไปกว่านั้นนอกจากแนวคิดการศึกษา
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังสะท้อนถึงการสร้างความเข้าใจในคุณค่าและความหมายตัวตนของชุมชน และหากมองผ่าน
มุมมองบริบทชุมชนท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านนาบัวจะทำให้ชาวบ้านในชุมชนเข้าใจคุณค่าและ
ความหมายของตัวตนของชุมชยแล้ว จนนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ เพื่อใช้เป็นต้นทุนเพื่อการท่องเที่ยว
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ชมุ ชน

แนวคิด Globalization และ Localism เป็นแนวคิดที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมทั่วทุกแห่งได้เชื่อมโยงกัน
กับท้องถิ่นที่ห่างไกลและเป็นแนวคิดที่มีข้อเสนอที่นำเอาความมั่งคั่งคืนสู่ท้องถิ่นโดยการนำวัฒนธรรมของชุมชน
กลับมามีบทบาทในชุมชน นอกจากนี้แล้วแนวคิด Locaism เป็นแนวคิดที่ตระหนักถึงมนุษย์ที่เชื่อว่าทุกคนมีสิทธิในการ
ดำรงชีวิต มีความต้องการพื้นฐาน เช่น ความต้องการและความผูกผันกับภูมิลำเนาเดิมไม่ว่าจะเป็นพื้นนาธรรมชาติ
ความผูกพันกับชุมชนที่มีวัฒนธรร ค่านิยม ประเพณี ที่บ่งบอกและสะท้อนรากฐานของมนุษย์ มากไปกว่านั้นแนวคิด
Localism ยังให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนที่มนุษย์จะต้องอยู่พึ่งพาอาศัยกัน ให้ความสำคัญกับความเป็นมา
ประวัติศาสตร์ของตนและชุมชน ซึ่งแสดงให้เห็นผ่านทางประเพณี วัฒนธรรม ประวัติความเป็นมาวิถีชีวิต ที่บรรพบุรุษ

554

ได้สร้างสะสมกันมาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุน ซึ่งแนวคิดน้ีเองทำให้ชุมชนบ้านนาบัวได้มีการตระหนักรู้ถึงประวัติศาสตร์
และวฒั นธรรมของตนจนนำไปสู่กระแสฟ้นื ฟูประวัตศิ าสตร์และวฒั นธรรมของกลมุ่ ชาติพันธขุ์ องตน

แนวคิดและกลุ่มทฤษฎี System theary แนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์ทางงานสังคมสงเคราะห์ในค้นหาสาเหตุ
ของปญั หา นำไปสูก่ ระบวนการแก้ไขปัญหาเพ่อื ไม่ใหป้ ญั หาเกิดขึ้นซำ้ โดยแนวคิดนยี้ งั อธิบายไดใ้ นบริบทของชุมชนบา้ น
นาบัวได้ดังนี้ พิจารณาปัญหาคือ ชุมชมบ้านได้รับการตีตราจากสังคมจากสาเหตุความชัดแย้งทางด้านความคิด
ทางการเมืองอย่างรุนแรงและความไม่เข้าใจกัน ประกอบกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม จนนำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับ
ชาววบ้านหมู่บ้านนาบัวเพื่อลบการถูกตีตราการจากความขัดแย้งทางด้านความคิดทางการเมืองอย่างรุนแรงและ
มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคง และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง จนนำไปสู่การพัฒนาเส้นทาง
การท่องเที่ยว 8 เส้นทาง 31 จังหวัด 125 หมู่บ้าน จนนำไปสู่การเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับ
ชุมชน ดึงอัตลักษณ์และใช้ภาพประวัติศาสตร์ของชุมชนออกมาเพื่อใช้เป็นจุดท่องเที่ยวกระบวนการปฏิบัติงานสังคม
สงเคราะห์ที่นำมาประกอบการทำความเข้าใจในพื้นที่ขุมชนบ้านนาบัว คือขั้นตอนที่ 5 ติดตามและประเมินผล เนื่องจาก
บริบทชุมชนได้ดำเนินผ่านมาอย่างยาวนานจึงสามารถติดตามกิจกรรมหรือกิจการของชุมชนย้อนหลังได้ เช่น ใน
ชุมชนบ้านนาบัวมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านนาบัว ซึ่งได้จัดตั้งคณะกรรมการในปี พ.ศ. 2552 หากทางศูนย์การเรียนรู้
มีการจัดการและบริหารงานที่ไม่แน่ชัดและขาดประสิทธิภาพ กระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ขั้นที่ 5 จะเข้ามามี
บทบาทในการจัดการส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทางศูนย์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากข้ึน
และถา้ ทางศูนย์การเรียนรูม้ กี ารบริหารท่ีจัดการที่ดีอย่แู ล้วจะนำไปส่ขู ้ันยุติการใหบ้ รกิ ารเปน็ ตน้

องค์ประกอบที่ 3: ลักษณะกิจกรรม บริการ และโครงการที่เหมาะสมที่เกิดขึ้นภายในชุมชนบ้านนาบัว คือ
หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP vilage 8 เสันทาง)โดยหมู่บ้านนาบัวได้มีกิจกรรม โครงการที่เกิดขึ้นอยู่
แลว้ แตจ่ ะนำมาอธิบายในมติ กิ ารเปล่ยี นแปลง 3 ระดับ Individual Chang, Group Action, และ Solidify Structure

หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว (OTOP vilage 8 เส้นทาง) มีลักษณะเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบายรัฐ
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม ยุติธรรม
มุ่งเน้นสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงของประชาชนในท้องถิ่นด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นๆให้เกิดความ
เข้มแข็งจนส่งผลให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีความสามัคคีกลมเกลียว จึงเกิดการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว 8 เส้นทาง
31 จงั หวดั 125 หมูบ่ ้าน โดยยงั ยืดหลักบนพน้ื ฐานอตั ลกั ษณ์ วฒั นธรรม ประเพณดี ้งั เดมิ ของชมุ ชน รวมถงึ ทรพั ยากร
ที่สวยงามในชุมชน นำมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเข้าสู่ชมชุนเพื่อสร้างเป็นรายได้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้าน และมากไป
กว่านั้นจังหวัดนครพนมได้มอบมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนได้ดำเนินโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว
(OTOP village 8 เส้นทาง) ซึ่งเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขงและวิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง ในอำเภอเรณูนครมี
หมู่บ้านเป้าหมายคือ หมู่บ้านนาบัว และมีวัตถุประสงค์คือเพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของหมู่บ้านและผลิตภัณฑ์ใน
ชมุ ชน มติ กิ ารเปล่ียนแปลง 3 ระดับ

Individual Chang คือ ซาวบ้านในหมู่บ้านนาบัวมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอาชีพและรายได้ ซึ่งการ
เปลย่ี นแปลงน้ที ำใหช้ าวบ้านแต่ละคนได้มีอาชีพและรายได้ท่มี ั่นคง

Group Action คือ กลุ่มชาวบ้านในหมู่บ้านนาบัวมีการเปลี่ยนแปลงทางในบริบทชุมชนและสังคม ซึ่งทำให้
ชาวบ้านมคี วามสามัคคกี ลมเกลยี วจากการโดยการกระตนุ้ เศรษฐกจิ ท้องถิ่น ด้วยนโยบายของรัฐ

Solidify Structure คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแล:โครงสร้างทำให้เกิดโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อ
การท่องเที่ยว (OTOP village) เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและสร้างความสามัคคีกลมเกลียวจากการโดยการ

555

กระตนุ้ เศรษฐกจิ ทอ้ งถนิ่ ดว้ ยนโยบาย OTOP เพ่ือการท่องเทยี่ ว (OTOP village) และไม่ได้เกดิ การเปล่ียนแปลงชมุ ชน
บา้ นนาบัว แต่ยงั เกดิ ขน้ึ ตามหมบู่ า้ นริมฝงั่ แมน่ ้ำโขงและภาคอ่ืนๆ ของประเทศไทย

องค์ประกอบที่ 4: บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของชุมชนหมูบ้าน
นาบัว ในองค์ประกอบที่ 1 คือ นักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทในการออกแบบบริการ จัดบริการและประเมินผลการ
ให้บริการทางสาธารณสุข สุขภาพกายและจิต รวมถึงสังคมสงเคราะห์สุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทขุนขนบ้านนาบัวที่
มลี กั ษณะระบบสขุ ภาพทีม่ ีความเช่อื เรื่องผแี ละอาการเจบ็ ป่วยของชาวบา้ นนาบัว

มีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถของชุมชนบ้านนาบัวให้มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจผ่าน
ทางการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจรายย่อยภายในชุมชนและผลักดันให้ชุมชนบ้านนาบัวเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social
Enterprise) ซึ่งเป็นกลไกลที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาชุมชนผ่านการนำภาคธุรกิจเข้ามาบริหาร ซึ่งในการพัฒนา
และส่งเสริมด้านเศรษฐกิจภายในชุมชนจะมีการนำเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของชุมชนมาเป็นจุดกระตุ้นให้เศรษฐกิจ
ชุมชนเจรญิ เตบิ โตได้อยา่ งสงู สดุ และมีประสิทธภิ าพ

มีบทบาทในการลดช่องว่างระหว่างอำนาจภาครัฐและชุมชน ส่งเสริมและผลักดันให้องค์การบริหารส่วน
ท้องถิ่นมีบทบาทในชุมขนมากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมากขึ้นผ่านการทำกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชุมชนเอง
และองค์การบริหารส่วนท้อวถิ่น เช่น เป็นผู้ประสานงานหรือผู้จัดกิจกรรมใลกีฬาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสนิทใกล้ชิด
ลดช่องวา่ งทางอำนาจและสรา้ งสมั พันธไมตรีต่อชาวบา้ นนาบวั และองค์การสว่ นบริหารทอ้ งถิน่ เปน็ ต้น

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในองค์ประกอบที่ 2 คือ จะใช้แนวคิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แนวคิด
Globalization และ Localism เป็นเครื่องมือและเลนส์ในการเข้าใจแง่มุมต่างที่เกิดขึ้นภายในชุมชนไม่ว่าจะเป็นด้าน
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ซึ่งเป็นภาพรวมในชุมชนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัยที่มี
ผลกระทบต่อชาวบ้าน และแนวคิดนี้จะทำให้นักสังคมสงเคราะห์สามารถเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ซง่ึ จะอำนวยความสะดวกให้นกั สงั คมสงเคราะห์สามารถออกแบบกิจกรรมทเี่ หมาะสมกับชมุ ชนบา้ นนาบัวได้

นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการนำทฤษฎีระบบมาเป็นเครื่องมือและเลนส์ในการออแบบแก้ไขปัญหาและป้องกัน
ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำภายในชุมชน เช่นการคันพบปัญหาขาดแคลนข้าวจนนำมาสู่การค้นหาสาเหตุและป้องกันปัญหา
เกิดขึ้นซ้ำด้วยนโยบายชุมชน มากไปกว่านั้นนักสังคมสงเคราะห์สามารถนำ กระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ใน
ขั้นตอนที่ 5 มาประเมนิ และตดิ ตามเพอ่ื ใหช้ มุ ชนไดเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงได้อย่างแทจ้ รงิ

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในองค์ประกอบที่ 3 คือ มีบทบาทในการสนับสนุนให้ชาวบ้านนาบัวมีส่วนร่วมใน
การพัฒนาหมู่บ้านในเชิงท่องเที่ยวด้วยการให้ความรู้แก่ชาวบ้านในเรื่องทุนหรือทรัพยากรที่ตนมี เช่น ทุนทางสังคมใน
เชิงประวัติศาสตร์ที่จะต้องกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความเข้าใจในความเป็นตัวตนของชุมชนตัวเองผ่านการให้ความรู้
งานศึกษาวิจัยเพื่อให้หมู่บ้านมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดมากขึ้น เพื่อหาจุดแข็งที่ชัดเจนในการแสดงภาพประวัติศาสตร์ชุมชน
เพื่อตึงดูดนักท่องเที่ยว และกระตุ้นให้มีการนำอีตสิบสอ-คองสิบสี่เพิ่มลงไปกิจกรรมปฏิทินท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้เป็น
จุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว และเสริมพลังอำนาจแก่คนในชุมชนโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นให้ตระหนักถึงทุนในชุมชนท่ี
ตนมีมาบริหารจัดการชุมชนเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ น้อมรับสมัยนิยมที่นักท่องเที่ยวหวนกลับคืนสู่ท้องถิ่นและ
ชุมชนประวัติศาสตร์และบูรณาการ SDGs เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในชุมชนรวมถึงปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยวเป็นแบบ
หมบู่ ้านท่องเทย่ี วเชิงประวัตศิ าสตร์ วัฒนธรรม ประเพณที ้องถน่ิ แบบย่ังยนื

556

อา้ งอิง

ทิฆัมพร สิงโตมาศ. (2559). หมู่บ้านเสียงปืนแตก: ประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวทางการเมือง และการสร้างอัต
ลักษณ์ของท้องถน่ิ บา้ นนาบัว. สบื ค้นจาก

http://tujournals.tu.ac.th/thammasatjournal/detailart.aspx? ArticlelD=2859
ผู้จัดการออนไลน์. (2561). เปิด "บ้านนาบัว" หมู่บ้าน O TOP เพื่อการท่องเที่ยวแห่งเรณูนคร ย้อนรำลึกวันเสียงปืน
แตก. สืบคน้ จาก https://mgronline.com/local/detail/9610000110981

รสิฎฐ์ คิดคำส่วน และ ทิฆัมพร สิงโตมาศ. (2562), แนวทางการฟื้นฟูและบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ ชุม
ขนบ้านนาบวั ตำบลโคกหนิ แฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวดั นครพนม. สบื คน้ จาก https://so02.tci-

thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/view/81832/65048
สงดั โรจนภริ มย์. (2560). 7- 8 สิงหาฯ 2508 วันเสียงปืนแตก. สบื คน้ จาก

https://www.matichon.co.th/politics/news620994

557

































“ชมุ ชนบา้ นศรฐี าน”






ชลิตา เอือ้ ศริ ติ ระกลู

558

คำนำ
รายงาน เรื่อง การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน ในรายวิชาหลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์
3 จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาชุมชนข้านศรีฐาน จังหวัดขอนแก่น ผ่านเครื่องมือการศึกษาชุม และการออกแบบโครงการอย่าง
เหมาะสมตามทรัพยากร เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งเป็นการส่งเสริม แก้ไข และพัฒนาชุมชน ทั้งนี้ภายในรายงาน
เลม่ นีย้ ังมีหลักทฤษฎใี นการปฏิบตั งิ าน หน้าทบี่ ทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
ในการปฏิบัติการภายในชุมชน ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานที่ได้เรียบเรียงเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้
ศึกษา หากผดิ มีส่งิ ใดที่ต้องปรบั ปรงุ ดฉิ นั น้อมรับในขอ้ ชีแ้ นะและจะนำไปแกไ้ ขหรือปรบั ปรงุ ให้ถูกต้อง สมบูรณ์ต่อไป

ผจู้ ดั ทำ
ชลติ า เอื้อศริ ติ ระกลู

559

ชุมชน "บ้านศรีฐาน" จังหวัดขอนแกน่
1. ขอ้ มลู พ้นื ฐาน โดยเครอื่ งมอื ในการศึกษาชุมชน













คำอธิบาย

เมื่อปี พ.ศ.2478ทางราชการเข้ามาสำรวจจำนวนประชากรและครัวเรือนในหมู่บ้าน เพื่อการพัฒนาหมู่บ้านสี่
ถ่านและเจ้าหน้าที่ทางราชการไม่เข้าใจความหมายชื่อหมู่บ้านคงคิดว่าพูดเหน่อ จึงได้เขียนชื่อ "หมู่บ้านสี่ถ่าน" เป็น
"บ้านศรีฐาน" จนถึงปัจจุบัน และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2516เทศบาลนครขอนแก่นได้ขยายเขตพื้นที่การปกครองส่วน
ท้องถิ่นถึงหมู่บ้านศรีฐาน บ้านศรีฐานจึงเปลี่ยนสถานะเป็น"ชุมชนศรีฐาน 1 2 3 และ 4"ตามลักษณะการปกครองส่วน
ท้องถน่ิ
1.1 ประวัติศาสตรช์ ุมชน

เป็นเมืองโบราณที่มีผังเมืองเกืบอเป็นวงกลมมีคูน้ำล้อมรอบ แต่ปัจจุบันได้เลือนหายไปหมดแล้ว เป็นแหล่ง
โบราณคดีที่สำคัญแหล่งหนึ่งของลุ่มแม่น้ำชีซึ่งเป็นบริเวณที่สำคัญของการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ มีการค้นพบเศษภาชนะ
ดินผาจำนวนมากมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะพบเครื่องมือหิน และภาชนะลายหินสี คล้ายคลึงกับ
วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงจนถึงสมัยทวารวดีตอนต้น เพราะพบกับเศียรพระพุทธรูป
ศลิ ปวัฒนธรรมทวารวดี กลมุ่ เสมาและหนิ ลายสลักนูนต่ำเปน็ รปู พระพุทธรปู

560

ลำดบั เหตกุ ารณช่วงเวลาต่าง ๆ



ชว่ งเวลา เหตกุ ารณส์ ำคญั

พ.ศ. 2548 ทางราชการเข้ามาสารวจจานวนประชากรและครัวเรอื น เพื่อการพัฒนา

ไมเ่ ข้าใจคาวา่ “สถ่ี า่ น” จึงเขยี นช่อื หมบู่ ้านใหม่เป็น “ศรีฐานจนถึงปจั จุบนั ”

พ.ศ. 2506 ได้ต้ัง “หลวงพอ่ ต่มุ ” เป็นเจ้าอาวาสวัดจอมศรี องคท์ ี่ 9

พ.ศ. 2507 มีโรงงานฝ้าย มากอ่ ตง้ั ในจังหวัดขอนแกน่ ทาให้คนเร่ิมกระจายตวั ออกไป

จากชุมชนสมัครเปน็ ลกู จา้ งโรงงาน สว่ นคนทีย่ ังอยู่ก็ยงั ประกอบอาชพี เปน็

ชาวนา หรือคา้ ขาย แต่บางส่วนเร่มิ เอาทน่ี าไปจานองกบั คนจีน แล้วนาเงนิ

มาซ้ือรถ เพ่อื ความสะดวก

พ.ศ. 2508 - 2509 มีไฟฟ้าเข้ามาในหม่บู า้ นและเริ่มมีน้าประปาเข้ามาในหมบู่ า้ น

พ.ศ. 2512 มถี นนเสน้ แรกตัดผา่ นวัด และรอบหมู่บ้าน

พ.ศ. 2514 เปล่ยี นบา้ นศรฐี านท่ีขนึ้ กบั เทศบาลตาบลเมอื งเก่า มาเปน็ ตาบลในเมอื ง

พ.ศ. 2515 มีรถสองแถวเข้ามาในหมบู่ า้ น ใหบ้ รกิ ารจากหม่บู า้ นมาตลาด

พ.ศ. 2517 เกดิ น้าท่วมทีบ่ ้านศรีฐาน ทาให้สร้างความลาบากในการเดินทางเข้าออก

พ.ศ. 2520 มรี ถสองแถวสายสีเหลอื งมาใหบ้ ริการ

พ.ศ. 2524 มกี ารสร้างโรงเรียนบา้ นศรีฐาน ถอื เปน็ โรงเรียนแหง่ ที่ 11 ในเขคเทศบาล

นครขอนแก่น โดยใชพ้ นื้ ที่สาธารณะ ปา่ ช้าบา้ นศรฐี าน จานวน 15 ไร่

สาเหตุเพราะก่อนหน้านี้ เดก็ ๆตอ้ งเดินไปโรงเรียนบ้านคาไฮ เปน็ ชมุ ชน

ใกลเ้ คียงอีกท่หี น่ึง จงึ ทาให้ตัดสนิ ใจสร้างโรงเรียนภายในชมุ ชนบ้านศรฐี าน

และเปิดการเรยี นการสอนวันท่ี 15 พฤษภาคม 2525

พ.ศ. 2532 แต่งต้งั “หลวงพ่อจอมสุข” เป็นเจา้ อาวาสวัดจอมศรีองค์ท่ี 10

พ.ศ. 2535 เริม่ มกี ารแยกชุนชนออกมา โดยเปน็ ชมุ ชนศรฐี าน2 ซง่ึ แต่ก่อนเรยี กวา่

“ชมุ ชนศรฐี านบ้านนอ้ ย” โดยประธานชมุ ชนคนแรกในปี พ.ศ.2536คอื นาย

วรี ะศกั ดิ์ ละลี ต่อมาในเขตพนื้ ทช่ี มุ ชนศรีฐาน2 มีโรงพยาบาลเอกชนมาเปิด

ใหบ้ รกิ าร ชอ่ื วา่ โรงพยาบาลราชพฤกษ์

พ.ศ. 2540 มกี ารแยกออกมาเปน็ ชมุ ชนศรฐี าน 3 เพราะมีจานวนประชากรเพมิ่ ขึน้

ประธานชมุ ชนคนแรกคือ นายจาลอง ศรมี ารตั น์

พ.ศ. 2542 มีโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึน้ อกี หนึง่ แห่งคอื โรงพยาบาลเวชประสิทธิ์ หรอื ใน

ปัจจุบันเปลย่ี นเป็น โรงพยาบาลกรุงเทพ

พ.ศ. 2548 มกี ารแยกออกมาเป็นชมุ ชนศรฐี าน 4 โดยพนื้ ท่ีตดิ กับชมุ ชนศรฐี าน 1 โดย

ประธานชุมชนคนแรกคอื นายอทุ ยั บญุ นาดี

พ.ศ. 2556 มกี ารตัดถนนกลั ปพฤกษ์ ทาให้ทด่ี ินรอบบ้านศรีฐานมรี าคาสงู ขน้ึ มีบริการ

ขายท่ดี ิน มหี ้องเช่าและโรงแรม บา้ นจัดสรร ร้านอาหารเพมิ่ มากข้นึ

561

โบราณวัตถุทส่ี ำคัญในวัดจอมศรี
1. เศยี รพระพุทธรูปหนิ ทรายสมัยทวารวด:ี ทำจากวสั ดุหนิ ทราย สมยั ทวารวดี ปัจจุบนั เก็บรกั ษาไวท้ วี่ ัดจอมศรี
2. ใบเสมา: พบเมื่อปี พ.ศ.2527 บริเวณเนินทิศตะวันออกของหมู่บ้าน มีลักษณะเป็นแผ่นแบนสลักลายกลีบบัวที่ฐาน
กึ่งกลางแกะเป็นแกนนูนเรียวสอบขึ้นด้านบนที่ปลายแกนสลักรูปหม้อน้ำปูรณฆฎะถูกนำมาปักไว้ที่วัดจอมศรี ใบเสมา
หรือ ใบสีมา เป็นประติมากรรมหินสลัก ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา มีการ
สร้างอย่างแพร่หลายในช่วงรุ่งเรืองของสมัยทวารวดี มีข้อสันนิษฐานหลายความเชื่อ หลายคติเกี่ยวกับการปักใบเสมา
เช่น คติเกี่ยวกับการนับถือผีบรรพบุรุษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คติการสร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา หรือเพื่อ
เป็นตวั แทนของสถานทศี่ กั ด์สิ ิทธใิ์ ห้คนไดก้ ราบไหวบ้ ชู า
3. แห่งดินเผารูปทรงยาวปลายแหลม: ตกแต่งด้วยลวดลายพรรณพฤกษา อีกด้านถูกตกแต่งด้วยการขีดเป็นรูปทรง
ลายขนมเปยี กปนู โดยพบระหวา่ งการกอ่ สร้างอุโบสถวัดจอมศรี และปัจจบุ นั ถูกเกบ็ ไว้ท่วี ดั จอมศรี
4. ภาชนะดินเผา: ขุดสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยสำนักศิลปากรท่ี 8 จังหวัดขอนแก่น พบเศษภาชนะดินเผาจำนวน
หนึ่ง มีรูปทรงและลวดลายที่ตกแต่งด้วยการเขียนสีแดงเหมือนกับที่พบในแหล่งโบราณลายบ้านยาง อำเภอน้ำพอง
จังหวัดขอนแก่น และลายเขียนสีดำคล้ายกับที่แหล่งโบราณโนนบ้านชัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และแหล่ง
โบราณภูขี้เบ้า อำเภอหนองเรอื จังหวดั ขอนแก่น
5. ลูกปดั แกว้ : มีลกั ษณะใกล้เคยี งกับแหลง่ โบราณโนนยาง อำเภอนำ้ พอง จังหวัดขอนแกน่

*ในการค้นพบครั้งล่าสุด พ.ศ.2560 (โบราณวัตถุชิ้นที่ 4 และ 5) สามารถกำหนดอายุ และยืนยันได้อย่าง
ชัดเจนว่า เมืองโบราณศรีฐานได้ปรากฏร่องรอยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มากว่า 2,000 ปีแล้วมีการใช้
พืน้ ท่ตี อ่ เน่ืองจนถงึ สมัยทวารวดี

อาชพี และเศรษฐกจิ ของชมุ ชนในอดตี
จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าในอดีตมีการประกอบหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ทำนา เลี้ยงสัตว์
ในส่วนตอนเหนือของพื้นที่ชุมชน ดินมีสภาพเป็นดินเค็มจึงไม่พบการเพาะปลูกแต่ ณ บริเวณแห่งนั้นพบเป็นที่ต้มเกลือ
ซึ่งในอดีตพบกะบะต้มเกลือเป็นจำนวนมาก และยังพบคราบเกลือในบางส่วนของพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีอาชีพ
ทน่ี า่ สนใจในอดีต อาทิ
อาชีพช่างตีมีด โดยบุคคลท่ีเลื่องลือในสมัยนั้นคือ พ่อฮุย (เดิมอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และโยกย้ายพา
ครอบครัวมาที่จังหวัดขอนแก่น) ว่ากันว่าฝีมือการตีมีดของท่านในสมัยนั้นเป็นที่เลื่องลือทั้งความสวยงาม และอายุการ
ใช้งาน คนจากหลายหมูบ่ า้ นเขา้ มาแวะเวยี นให้ท่านตีมีดใหอ้ ย่เู สมอ
นักมวย สมัยก่อนวัยรุ่นได้ให้ความสนใจกับการต่อยมวย-ชกมวย บางคนเป็นถึงนักมวนระดับชาติ รวมไปถึง
สมัยนั้นผู้นำชุมชนก็ให้ความสนใจกับกีฬาชกมวย จึงได้ก่อสร้างเวทีมวยขึ้น แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเวทีมวยได้ถูก
เปล่ียนเปน็ ศาลากลางหมู่บา้ น

562

1.2 ปฎิทินชมุ ชน ดา้ นวัฒนธรรมและประเพณี


















ในส่วนของประเพณีศิลปวัฒนธรรมภายในชุมชน ส่วนมากก็จะเป็นการพบปะผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งใน

ภาคอีสานหลายๆพื้นที่มีความใกล้เคียงกัน ช่วงเวลาของเทศกาล หรืองานบุญ โดยภายในตารางจะแสดงถึงช่วงเดือน

และประเพณี ฮีทสิบสอง ที่มีการจัดงานภายในชุมชนรวมถึงความคิดเห็นของหนึ่งในสมาชิกชุมชน คุณยายประยงค์

ถึงประเพณตี า่ งๆ


การจดั งาน

เดอื น ประเพณี ภายในชมุ ชน การบอกเลา่ ของคนในชุมชน (ปัจจุบนั )

มี ไม่มี

เดือนอา้ ย (ธนั วาคม) บญุ เข้ากรรม √ -

เดือนยี่ (มกราคม) บญุ คนู ลาน √ -

เดือนสาม (กมุ ภาพนั ธ์) บญุ ขา้ วจ่ี √ -

“จรงิ ๆก็เหมือนทว่ั ๆไปนะคะ มีเทศน์ แห่พระเวส สัน

เดอื นสี่ (มีนาคม) บุญพระเวส √ ดร มีแต่ง ตัวเหมือนกณั หาชาลี คนเฒ่าคนแก่ กพ็ า
เดอื นห้า (เมษายน) บญุ สงกรานต์ กันเดนิ แห่ บางคนกแ็ ต่งเลียนแบบเหมือน การ

เทศน์จะลากยาวจนถงึ ประมาณบา่ ย3-4โมงเยน็ ”

√-

เดือนหก (พฤษภาคม) บญุ บ้ังไฟ √ -

เดือนเจด็ (มถิ นุ ายน) บญุ ซาฮะ √ -

563

เดือน ประเพณี การจดั งาน การบอกเลา่ ของคนในชุมชน (ปัจจุบนั )
บุญเขา้ พรรษา ภายในชุมชน
เดอื นแปด (กรกฎาคม) บุญประดบั ดิน มี ไม่มี “ท่ียายทากเ็ หมอื นวดั ทวั่ ๆ ไปนะยายว่าทำ บญุ
เดือนเกา้ (สงิ หาคม) √ ถวายเทียนเวลาไปวัดก็ตดิ รถเพอื่ นบา้ นไปพรอ้ มกนั ”
บญุ ขา้ วสาก “แนวยาย(บรรพบุรษุ )ไม่ไดพ้ าทา เพราะมันต้อง
เดือนสิบ (กันยายน) บญุ ออกพรรษา √ ออกไปตง้ั แต่ดกึ ๆตี3-ตี4 พระพาสวดทาพิธี แล้ว
เดอื นสิบเอด็ (ตุลาคม) เอาไปวางตามต้นไม”้
บุญกฐนิ √ “จริงๆ บญุ ข้าวสากก็คล้ายๆ กับบญุ ประดับดนิ แต่
เดือนสบิ สอง ทาตอนเช้า พระพาทาพธิ ีสวดใหบ้ รรพบรุ ษุ จากนัน้ ก็
(พฤศจกิ ายน) √ นำไปประดบั แขวนไว้ตามต้นไม”้
“มกี ารทาบญุ ถวายผ้าอาบนา้ ฝน ตอนเย็นกเ็ วียน
√ เทยี น”
“แห่รอบวัด 3 รอบจงึ ค่อยถวายตน้ กฐิน กบั ผ้าไตร
ทำบญุ ตามปกตยิ ายชอบไปบุญกฐนิ ทีว่ ัดอ่นื ๆ ดว้ ย
เพราะแถวน้ีกม็ ีหลายวัดไมไ่ กลกนั มาก”

1.3 ผังเครอื ญาติ

ผังเครือญาติ จะทำให้เข้าใจถึงโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงเครื่อญาติ อันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นรากฐานของ

ครอบครัวและชุมชน และช่วยสร้างความสัมพันธ์และความสนิทสนมระหว่างเจ้าหน้าที่และสมาชิกภายในชุมชนได้อย่าง

รวดเร็ว กรณีของการศึกษาชุมชนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นักศึกษาจึงเลือกนำผังเครือญาติ

ของตนเองมาเปน็ กรณีศึกษา














คำอธิบาย เป็นลักษณะของครอบครัวขยาย อาศัยอยู่ภายในครัวเรือนเดียวกัน โดยสมาชิกภายในครอบครัวมีท้ัง

ผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน และเด็ก เริ่มต้นจาก ตาและยายมีลูก 3 คน ประกอบด้วย ลูกชายคนโต (ลุง) ลูกสาวคนกลาง

(ป้า) และลูกสาวคนสุดท้อง (แม่ โดยลุง เคยแต่งงานกับภรรยาคนแรก และมีลูกสาว 2 คน ภายหลังได้หย่าร้างกัน

และได้เริ่มต้นครอบครัวใหม่กับภรรยาคนที่สองและมีบุตรชายร่วมกัน 1 คน ป้า สถานะโสด แม่แต่งงานกับพ่อ และมี

ลูกสาวร่วมกัน 2 คนคือ พส่ี าว และตัวฉนั

564

ในมิติด้านสังคม ความสัมพนั ธ์ภายในครอบครวั

ตา อายุ 79 ปี อดีตเคยทำงานเป็นผู้ดูแลความสะอาดถนน ภายในชุมชน ภายหลังอายุมาขึ้น ลูกๆ เลยขอให้
หยุดพัก และอยบู่ า้ นพกั ผ่อน และดูแลหลานเล็ก

ยาย อายุ 69 ปี อดีตยายเคยรับเลี้ยงเด็กเล็ก ภายในชุมชน ในช่วงที่ผู้ปกครองของแต่ละครอบครัวต้อง
ออกไปทำงาน จึงวางใจให้ยายดูแลบุตร ทำให้ในระแวกบ้าน เด็กหลายคนผ่านการเลี้ยงดูโดยยาย ปัจจุบันยายไม่ได้
ประกอบอาชีพประจำใดๆ จะมีการขายผักบ้าง ด้วยความที่บ้านมีพื้นที่พอที่จะเพาะปลูกพืชผักสวนครัวได้ เช่น มะนาว
ผักหวาน มะละกอ สาระแหน่ เมื่อครั้งที่พืชเหล่านี้ออกดอกออกผล มากเกินพอที่จะบริโภคในครัวเรือน ยายจึงเลือกนำ
พชื ผกั เหลา่ นไี้ ปขายในตลาดบา้ นศรฐี าน ทำให้มีความสนิทสนมกับพ่อคา้ แมข่ าย ณตลาดชมุ ชน

ลุง อายุ 53 ปี หลังเลิกรากับภรรยาคนแรกลูกสาวทั้ง 2 คนก็อยู่กับภรรยาคนแรก มีการแวะเวียนมาเยี่ยม
บา้ ง ปจั จบุ ันช่วยเหลอื น้องเขย(พอ่ ) ในการควบคมุ การกอ่ สรา้ งและคนงาน

นา้ อายุ ปี ทำงานเป็นผจู้ ดั การทีร่ ้านอาหารของปา้

น้องD อายุ 6 ปี ลูกของลุงและภรรยาคนปัจจุบัน กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 3 โดยในช่วงสถานการณ์โควิด-
19 โรงเรียนปดิ และลุงกับนา้ ต้องออกไปทำงาน หน้าท่ีส่วนใหญ่ในการดแู ลนอ้ งจงึ ตกเป็นของ ยาย ตาและปา้

ป้า อายุ 51 ปี เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่ม ภายในจังหวัดขอนแก่น โดยมีน้า(ภรรยาปัจจุบันของ
ลุง) เข้ามาทำงานเป็นมือขวาของป้า ปัจจุบันป่าเริ่มเข้าสู่วัยทอง ทำให้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เข้า
โรงพยาบาลบ่อยๆ เพื่อตรวจสุขภาพ และพักผ่อนอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนตากับยาย ทำให้หน้าที่ดูแลร้านส่วนใหญ่เป็นความ
รับผิดชอบของนา้

พ่อ อายุ 50 ปี เป็นนักออกแบบ-เขียนโครงสร้าง วางท่อภายในโรงงาน มีการเดินทางไป มาหลายจังหวัด
ภายหลัง ลงุ ไม่ไดป้ ระกอบอาชพี ประจำใดใด พ่อจงึ ให้ลุงเขา้ มาชว่ ยเหลือในไซท์งานต่างจังหวดั ในส่วนท่ีพอจะชว่ ยได้

แม่ อายุ 49 ปี ทำงานวิสาหกิจ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ภายในจังหวัดขอนแก่น แม่เป็นคนหลักในการ
ดูแลลูกสองคน ด้วยความที่พ่อ ส่วนมากทำงานภายใน กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จึงทำให้แม่เป็นผู้ดูแลหลักภายใน
ครอบครัว

พี่A อายุ 24 ปี ปัจจุบันเป็น หลังจากที่จบการศึกษามาระดับปริญญาตรีมา ได้ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร
จัดซ้ือ ณ โรงงานแห่งหนึง่ ภายในจงั หวดั ขอนแก่น

ฉัน อายุ 22 ปี นักศึกษาช้นั ปีท่ี 3 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์

565

2. แนวคดิ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
2.1 ทฤษฎีการแก้ปญั หา (Problem Solving Theory)

ในตัวปัจเจกบุคคล ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันมักพบกับปัญหา และได้สร้างหนทางการแก้ปัญหาใน
สถานการณ์หนึ่งๆที่ทำให้บุคคลไม่สามารถเผชิญหน้ากับปัญหานั้นได้เพิร์ลแมนเห็นว่ามาจากการบกพร่องของปัจจัย
3 ประการทใ่ี นการสงั คมสงเคราะหร์ ้จู ักในตวั ยอ่ ของ "MCO" อนั ได้แก่

2.1.1 แรงจูงใจ (Motivation) ในการจดั การแกไ้ ขปัญหาในแนวทางท่เี หมาะสม
2.1.2 สมรรถภาพ (Capacity) เปน็ ความสามารถทีม่ ใี นการจัดการปญั หา
2.1.3 โอกาส (Opportunity) โอกาส รวมถึงแนวทางในการขจัดปัญหาทั้งน้ี หัวใจสำคัญในทฤษฎีแก้ไขปัญหา
ยงั มอี งคป์ ระกอบท่ีนยิ มเรยี กวา่ "4 P5" (กติ พิ ัฒน์ นนทปทั มะดลุ ย,์ 2553 : 71-73) อนั ประกอบด้วย
- บุคคล (Person) บุคคลลจะถูกกำหนดจากอดีตของเขาเอง บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอบางอย่าง
มากขึ้นบางอย่างลดลง ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายครั้งเรามักมีข้อเสนอว่าผู้ใช้บริการควร
ได้รับการวินิจฉัยหรือการช่วยเหลือในฐานะ บุคคลทั้งครบ (Person as awhole) ซึ่งคลอบคลุมทั้งระบบชีวะ-จิต-
สังคม โดยสิ่งที่สำคัญต้องพิจารณาถึงคือองค์ประกอบด้านแรงจูงใจ และความสมรรถนะความสามารถในการจัดการ
ปญั หาของเขา
- ปัญหา (Problem) ควรพิจารณาปัญหาในแง่มุมต่างๆอาทิเช่น ประวัติความเป็นมาของปัญหา,พัฒนาการ
ของปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นลำดับ, ผลกระทบอื่นที่มีต่อบุคคลอื่นๆ และมีต่อสภาพการณ์ต่างๆ, การที่บุคคลอื่น
มผี ลกระทบต่อตวั ปญั หา และความสัมพันธร์ ะหว่างปัญหากับผไู้ ด้รบั ผลกระทบจากปญั หา
- สถานท่ี (Place) เพิร์ลแมนกล่าวถึงในส่วนนี้น้อยมาก แต่ได้อธิบายว่าหมายถึงหน่วยงานที่ได้ให้ความ
ช่วยเหลือแก่บุคคลที่ขอความช่วยเหลือ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ณ ที่นี้คือนักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องบอกถึงขอบเขต
ของการให้บรกิ ารท่ตี นไดป้ ฏิบตั งิ านอยู่
- กระบวนการ (Process) กระบวบการแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึง "MCO" ในงานสังคมสงเคราะห์นักสังคม
สงเคราะห์จะต้องสามารถวินิจฉัยถึงแรงจูงใจ การใช้ความสามารถในการสร้างหนทางการแก้ปัญหาด้วยตนเอง
รวมถึงโอกาส ณ ท่นี ้หี มายถึงการสนับสนนุ ดา้ นบรกิ ารและสวสั ดิการอ่ืนๆที่เหมาะสม และยงั ขาดแคลนอยู่

2.2 ทฤษฎีการเรียนร้สู งั คม (Social Learning Theory)
การศึกษาเชิงพฤติกรรมเพื่อการทำงานกับชุมชนนั้น ถูกอธิบายหลากหลายรูปแบบทั้งในสังคมสงเคราะห์ราย
กรณี (Individual therapy) และรายกลุ่ม (Group therapy) โดยทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของนักคิดหลาย
ท่าน ไม่ว่าจะเป็น สกินเนอร์, พัฟลอฟ, หรืออัลเบิร์ต แบนดูรา แนวคิดการเรียนรู้ทางสังคม มีความสำคัญต่อการฝึก
ภาคสนามในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทำความเข้าใจถึงลักษณะการสร้างแรงจูงใจระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม
เช่น กระบวนการการพัฒนาผู้นำองค์กร, การสร้างความพึงพอใจให้กับสมาชิกกลุ่ม หรือการสร้างแรงจูงในในการดึง
ศักยภาพที่ดีออกมา เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าและเรียนรู้สังคม ข้อสมมติฐานหลักในทฤษฎีการ
เรียนรู้ทางสังคมคือ ความเข้าใจผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือสภาพสังคมแวดล้อม แต่ก็ไม่ได้ปัดตก หรือ
ปฏิเสธด้านชีวภาพ หรือกระบวนการทางจิตที่สร้างอารมณ์และความคิด ปัจจุบันขณะการเรียนรู้ทางสังคมได้พูดถึง
การปฏิบตั กิ ารดา้ นการเรยี นรู้ผา่ นการสังเกต โดยมที ้งั หมด 4 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่

566

1. ขั้นให้ความสนใจ (Attention Phase) ความโดดเด่นของตัวแบบ หรือต้นแบบบางสิ่งอย่างจะสามารถ
ดึงความสนใจของผูส้ ังเกต หรอื เป็นความต้ังใจท่จี ะให้ความสนใจตอ่ สง่ิ นน้ั ๆเอง

2. ขั้นจำ (Retention Phase) เมื่อตัวผู้สังเกตให้ความสนใจต่อสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้สามารถจดจำ
รายละเอยี ด ผูส้ ังเกตอาจใชก้ ารจดบันทกึ หรือเปน็ การจดจำไวใ้ นความทรงจำของตนเป็นจินตภาพ

3. ขั้นปฏิบัติ (Reproduction Phase) เป็นการที่ตัวของผู้สังเกตได้ลงมือ หรือเข้าไปร่วมด้วยต่อกิจกรรม
หรรือต่อตัวตน้ แบบนั้นๆ ทั้งนเี้ พอ่ื ให้ตนสามารถเข้าใจไดม้ ากขึน้ กว่าการสงั เกตเพียงอย่างเดยี ว

4. ขั้นจูงใจ (Motivation Phase) สามารถเกิดขึ้นได้ในสองลักษณะทั้ง หากเป็นในเชิงบวกผู้ทำการสังเกต
ก็จะมีแรงจูงใจให้แสดงพฤติกรรมนั้นมากขึ้น แต่หากเป็นในทางลบ ผู้สังเกตก็อาจจะงดเว้นจากการ
กระทำนั้นๆไป


การนำทฤษฎีไปประยกุ ตใ์ ช้กบั การออกแบบปฏบิ ัตกิ ารสงั คมสงเคราะหช์ มุ ชน

การศึกษาชุมชนมีความสคัญอย่างมากทั้งในการการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม หรือไม่มีก็ตาม ซึ่งหากนำ
หลักการเรียนรู้สังคมหรือชุมชนมาใช้ ก็จะทำให้ได้เห็นถึงแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านปัญหาที่มีภายในชุมชน ทรัพยากร และ
ศักยภาพของสมาชิกภายชุมชน ซึ่งเมื่อทราบถึงขั้นนี้แล้ว การออกแบบโครงการก็จะสามารถกำหนดเป้าหมายของการ
ทำกิจกรรมไดอ้ ย่างเหมาะสมตามเคร่อื งมือหรือทรพั ยากรทมี่ ี

2.3 ทฤษฎรี ะหว่างองค์กร (Inter-organization Theory)
ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ได้แสดงให้เห็นถึงการจัดการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม องค์กร

หรือชุมชน โดยได้พูดถึงพื้นที่ที่แบ่งออกอย่างชัดเจน (การแบ่งขอบเขตของชุมชน) สามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะ
หลายประการที่ระหว่างชุมชนมีร่วมกัน เช่น ปัญหาราย ปัจเจกหรือความต้องการจำเป็นพิเศษของคนบางกลุ่ม,
ประชากร, เทคโนโลยีหรือเครื่องมือในการแก้ปัญหา, สภาพภูมิประเทศหรือเส้นทางน้ำไหลผ่าน, ทรัพยากรหรือ
งบประมาณของแต่ละชุมชนได้ซึ่งในบางชุมชนสามารถแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ แต่ในบางชุมชนก็ไม่สามารถ
แลกเปลี่ยนและอาจเกิดข้อโต้เถียงหรือขัดแย้งซึ่งกัน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน Bostimore พื้นที่ที่มีประชากร 650,000 คน
เริ่มมีปัญหาของกลุ่มคนไร้บ้านที่มีความซับซ้อน มีหลายร้อยกลุ่มหรือองค์กรได้เข้ามามีบทบาทในการให้บริการคนไร้
บ้านในพื้นที่ทั้งคนไร้บ้านรายปัจเจก หรือทั้งครอบครัวของคนไร้บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนได้มีการแก้ปัญหา
พัฒนาทั้งในเชิงของระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการปกครองฐานข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมชนได้
ขยายตัว มีการก่อกำเนิดแนวความคิดใหม่ๆ การเข้าถึงทรัพยากรที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่มีองค์กร หรือหน่วยงานส่วนใดส่วน
หน่งึ หยดุ นิง่ เป็นลักษณะของDynamic-Society

การนำทฤษฎไี ปประยุกตใ์ ช้กบั การออกแบบปฏบิ ัติการสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
ในชุมชนที่นักศึกษาทำการศึกษานั้น คือ "ชุมชนบ้านศรีฐาน "เป็นชุมชนที่แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น

ชุมชนย่อย 4 ชุมชน คือชุมชนศรีฐาน1-ชุมชนศรีฐาน4 โดยมีประธานชุมชน 4 คนแม้ว่าจะแบ่งพื้นที่การดูแลอย่าง
ชัดเจน การประสานงานระหว่างชุมชน และสมาชิกระหว่างชุมชนก็มีความเชื่อมโยงกัน หรือแม้แต่กับพื้นที่ใกล้เคียง
เช่น ชุมชนบ้านคำไฮ ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีกลุ่มคลัสเตอร์ในเขตพื้นที่ของชุมชนบ้านศรีฐาน ก็จะมี
การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนในตลาดไปสู่ชุมชนใกล้เคียง ให้มีความเคร่งครัดเรื่องการป้องกันให้รัดกุมมากข้ึน

567

แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยของแต่ละชุมชนที่จะอยู่อย่างสันโดษ ปราศจากการมีความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ภายนอก
ฉะนน้ั ในการออกแบบชุมชนหนง่ึ ๆ การไดท้ ำความเขา้ ใจถึงความสมั พันธ์ระหว่างชมุ ชนจงึ มสี ว่ นสำคญั อย่างยงิ่

2.4 ทฤษฎแี รงจูงใจ (Motivation Theory)
ทฤษฎีการสร้างแรงจูงใจได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออธิบายเหตุผล หรือช่วงสถานการณ์ใดที่คนจะมีส่วนร่วมหรือปฏิเสธ

ต่อการให้ความร่วมมือต่อสถานการณ์หนึ่งๆ โดยมีความเชื่อมโยงกับอารมณ์และความคิดตามพื้นฐานของความเป็น
มนุษย์ โดยรปู แบบของแรงจูงใจแบง่ ออกได้เปน็ หลากหลายรูปแบบที่สำคัญทม่ี ีความเกีย่ วข้องกบั ชมุ ชน มดี งั นี้

1. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ (Achievement Motive) โดยเป็นแรงขับให้บุคคลประพฤติหรือปฏิบัติตามความเป็น
เลิศ "Standard of Excellent" โดยเป็นผู้ที่มีความมุ่งหวังผลสำเร็จเพราะกลัวการล้มเหลว มีความทะเยอทยาน มีการ
ตง้ั เป้าหมายสูง เป็นผทู้ ำงานโดยมีการวางแผน หรือเป็นผู้ทมี่ ีความรับผิดชอบต่อหนา้ ทีต่ นไวเ้ ป็นอยา่ งดี

2. แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliative Motive) เป็นลักษณะของคนที่มีความโอบอ้อมอารีย์ต่อผู้อื่น อาจมาจาก
การต้องการการยอมรบั ภายในกล่มุ ไม่ตอ้ งการมีขอ้ โตแ้ ย้งเพื่อเล่ยี งการปะทะ คล้อยตามได้เปน็ อย่างดี

3. แรงจูงใจใฝ่อำนาจ (Power Motive) เป็นลักษณะของความรู้สึกว่าตนเอง "ขาด "ต้องการสร้างปมเด่น
เพื่อลบเลือน ปมด้อยของตออกไป อาจมีลักษณะที่สังเกตได้คือชอบเป็นผู้นำ แสวงหาชื่อเสียง หรือต้องการมีอำนาจ
เหนือผูอ้ ่ืน

4. แรงจูงใจใฝ่พึ่งพา (Dependency Motive) โดยลักษณะของผู้ที่มีแรงขับแบบนี้จะมีลักษณะค่อนข้างไม่
มั่นใจในตนเอง ไม่กล้าเสี่ยงหรือตัดสินใจในบางสถานการณ์ มีความต้องการและกำลังใจจากผู้อื่นการนำทฤษฎีไป
ประยุกต์ใช้กับการออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ชุมชนในทุกชุมชน หรือองค์กรย่อมมีลักษณะซึ่งความ
หลากหลายของสมาชิกภายในชุมชนความสำคัญของการทำความเข้าใจซึ่งความแตกต่างหลากหลายเหล่าน้ี หากมอง
ในเชิงโครงสร้างของชุมชน เชื่อว่าในทุกชุมชนต้องการบุคคลซึ่งมีความเป็นผู้นำ ในรายสมาชิกที่ต้องการบุคคลให้
สามารถพึงพิง และพึ่งพาได้ ทั้งนี้องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ยังสามารถช่วยส่งเสริมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และนำไปสู่
การปฏิบัติไดอ้ ย่างแท้จริงภายในชุมชน

2.5 ทฤษฎีการหนา้ ท่ี (Functional Theory)

ในงานสังคมสงเคราะห์กำเนิดมาจาก จิตวิทยาพัฒนาการที่เน้นความเจริญงอกงาม โดยมีพื้นฐาน
ความเชื่อขัดจากทฤษฎีจิตสังคมอย่างสิ้นเชิง ขณะที่จิตสังคมถือว่าศูนย์กลางกลางเปลี่ยนแปลงอยู่ที่นัก
สังคมสงเคราะห์เป็นผู้วิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหา คาดการณ์ กำหนดการแก้ปัญหา และจัดการแก้ไขปัญหา
ตามที่ตนวางแผนไว้ แตท่ ฤษฎหี นา้ ทน่ี น้ั จะถอื วา่ จดุ ศนู ยก์ ลางการเปลย่ี นแปลงไดแ้ กผ่ ใู้ ชบ้ รกิ ารเอง นักสังคม
สงเคราะห์เป็นเพียงผู้คอยสนับสนุน อำนวยความสะดวกโดยใช้สัมพันธภาพเป็นเครื่องมืดในการส่งเสริม
ผใู้ ช้บริการ ใหแ้ สดงศักยภาพแหง่ ความเจริญงอกงามที่แฝงไวใ้ นตัวออกมา

ทฤษฎีหน้าที่จะไม่พยายามหลีกเลี่ยงหรือลดความขัดแย้ง แต่จะยอมรับความขัดแย้งในฐานะที่เป็นสิ่งท่ี
เกิดขึ้นจริง และเป็ประสบการณ์จริงของมนุษย์ ซึ่งในชีวิตจริงเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือ

568

ความไม่พึงพอใจกับบางสิ่งได้อย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มพลังในการแสวงหาหนทางของความขัดแย้ง
ไปสู่ทางออกที่ดีกว่าหรือถูกต้อง อันได้แก่ หนทางนำไปสู่ความเจริญเติบโตหรือเพื่อก้าวไปข้างหน้า ซึ่งอาจทำ
ได้โดยการเข้าแทรกแซง การปรับดัดแปลงสภาวะแวดล้อมของความตึงเครียด การให้ความช่วยเหลือเพื่อให้
ผู้ใช้บริการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งร่างกาย และจิตใจ การพยายามทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดด้าน
ศกั ยภาพของชุมชน เพอื่ เพิ่มพูนศกั ยภาพสูงทสี่ ุดเทา่ ท่ีจะทำได้ หรือเทา่ ทจ่ี ะเป็นไปได้

การนำทฤษฎีไปประยุกตใ์ ช้กับการออกแบบปฏบิ ตั กิ ารสงั คมสงเคราะหช์ ุมชน

การใช้ "โครงสร้าง" ที่มีความสัมพันธ์กับ "การหน้าที่" และ "กระบวนการ" จะนำไปสู่แบบแผนการทำงาน
สังคมสงเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการสังคมสงเคราะห์จะมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้หลัก สัมพันธภาพ
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ การใช้หลักการหน้าที่มาปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ชุมชนและใช้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องใน
ระดับต่างๆ หลากหลายภาคส่วน สหวิชาชีพ จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีเนื้อหา และมีทิศทางที่
ชดั เจนเปน็ รปู ธรรม ท้งั นีย้ ังเปน็ ผลดตี ่อการพฒั นาและดำเนินการตา่ งๆภายในชมุ ชน

2.6 หลกั การในการปฏิบัติงานภายในชมุ ชน

1. หลักการสัมภาษณ์ โดยมีลักษณะเปน็ ข้ันตอน ดงั น้ี
1.1 การแนะนำตัว เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษมีความคุ้นเคยกับผู้ให้สัมภาษณ์ ทั้งยังต้องคำนึงถึงเวลาท่ี

เหมาะสมในการสัมภาษณ์
1.2 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อสร้างความเป็นกันเองต่อผู้ถูกสัมภาษณ์ อาจเริ่มต้นด้วยการถามถึง

คำถามทวั่ ๆไป ไม่ได้ลงลึกหรือเฉพาะเจาะจง
1.3 การเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ทราบว่า จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร ควรบอก

วัตถุประสงคใ์ นช่วงแรกในช่วงของการแนะนำตัว
1.4 การจดบันทึก เพื่อให้ทุกรายละเอียด ได้ถูกเก็บไว้ทุกรายละเอียด สามารถเป็นลักษณะของการอัดเสียง

ได้ แตจ่ ำเปน็ จะตอ้ งขออนุญาตผูใ้ หส้ ัมภาษณก์ ่อนเสมอ
1.5 การสัมภาษณ์ ในช่วงของการสัมภาษณีจะมลี ักษณะย่อยๆอนั รวมถงึ การสงั เกต ผ่านสีหน้าท่าทางของ

ผู้ถูกสัมภาษณ์ว่ามีท่าทีอย่างไร การฟังเพื่อสามารถเข้าใจถึงรายละเอียดส่วนย่อยๆได้ การซักถามถึงประเด็น
ทผ่ี ู้สมั ภาษณต์ อ้ งการเข้าใจ การถามซ้ำ ในบางสว่ นที่ยังมีความคลุมเคลอื

1.6 การกลา่ วขอบคณุ เป็นมารยาททีด่ ใี นการกล่าวอำลา หรือขอบคณุ ทสี่ ละเวลามาให้สัมภาษณ์

3. ลกั ษณะกจิ กรรม/บริการ/โครงการท่เี หมาะสม ภายในชมุ ชน

ชื่อกิจกรรม: "Sharing is more Caring"
ระดบั ของการเปล่ยี นแปลง:
ช่วงเวลาในการจดั กิจกรรม: จะจดั ข้นึ ในช่วงประเพณีวันสงกรานต์ (วนั ท1ี่ 5เมษายนชว่ งเช้า)

569

ลักษณะการดำเนินกิจกรรม: สมาชิกชิกในแต่ละครอบครัวจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิด หรือชุมชน
มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว จึงเป็นโอกาสดีที่สมาชิกในชุมชนจะได้มีโอกาสมาพบปะ หรือถามไถ่หารือกัน
โดยลักษณะที่สำคัญคือการมีพิธีรดน้ำดำหัว โดยให้ผู้สูงอายุภายในชุมชนนั่งเก้าอ้ี และอวยพรให้ตามแบบ
ประเพณี ณ ลานประชุมของชุมชน ทั้งนี้ภายในงานจะมีกล่องหย่อนความเห็น และมีกระดาษให้เขียนถึงความ
คิดเห็น หรือความต้องการในชุมชนว่าต้องการให้มีเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนสิ่งใดภายในชุมชน เช่น ในซอยหนึ่งมี
ผู้สูงอายุและยากจน อาศัยเพียงลำพัง อยากให้ประธานชุมชนมาเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือตามความ
เหมาะสม หรือในเขตพื้นที่ใกล้เคียงมีข่าวเรื่องไข้เลือดออกระบาด ทำให้ควรมีการเฝ้าระวัง และตั้งรับกับ
สถานการณน์ ั้นๆ เป็นตน้
ความคิดเห็นของนักศึกษา: นักศึกษาเล็งเห็นว่า ภายในชุมชนหลายจังหวัดของภาคอีสาน ให้ความสำคัญใน
เชิงวัฒนธรรมประเพณี และอนุมานว่าการที่จะรวมตัวกันของสมาชิกภายในชุมชนผ่านกิจกรรมประเพณี
ตา่ งๆและแทรกสอดการพัฒนาชุมชนไปด้วย จะเป็นเร่ืองท่งี า่ ยกวา่ การประกาศใหม้ าประชุมอยา่ งเป็นทางการ
ทั้งนี้ในการให้หย่อนความเห็นลงในกล่อง ทางคณะของประธานหมู่บ้านยังสามารถได้รับรู้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ
ของคนในชมุ ชน เพราะในชุมชนมีการอยูอ่ ย่างเป็นอิสระสู(independent livings)

ชือ่ กิจกรรม "กำลงั กาย-กำลังใจ"
ระดบั ของการเปลีย่ นแปลง: Individual Change
ช่วงเวลาในการจดั กจิ กรรม: ทุกวนั องั คาร พฤหัสบดี เสาร์ (16:00-18:00)

ลักษณะการดำเนินกิจกรรม: พื้นที่ ลานหมู่บ้านเป็นพื้นที่มีขนาดกว้างพอสมควรที่จะจัดกิจกรรมต่างๆ
รวมถึงกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยการเต้น "แอร์โรบิก" ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่สามารถเข้าร่วมได้ทุกเพศ ทุก
วัย และให้มีการนำเต้นจากอาสาสมัคร 1-2 คนภายในชุมชน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีของคนในชุมชน กิจกรรมนี้โดย
ปกติก็จะมีการจัดสม่ำเสมอ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด จึงได้หยุดกิจกรรมนี้ไป และคาดว่าจะเริ่มต้นอีกครั้งภายหลัง
สถานการณโ์ ควดิ ดีขึน้ หรือคนท่เี ข้าร่วมกิจกรรมจะต้องมีการรับรองวา่ ได้รบั วคั นครบแล้ว เป็นต้น
ความคิดเห็นของนักศึกษา: ภายในชุมชนหรือระแวกเดียวกันมีสวนสาธารณะใกล้เคียงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบึงศรี
ฐาน หรือบึงหนองโคตรที่อยู่ไม่ใกล แต่ทั้งนี้ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเด็กไม่สะดวกในการออกไปยังพื้นที่แห่งนั้นเพื่ออกกำลัง
กายนั้นๆ จึงเห็นว่าการมีกิจกรรมออกกำลังกายใกล้บ้าน จะช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น และนักศึกษาเห็นว่าด้าน
กายและด้ายจิตเป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน เพราะฉะนั้น หากสุขภาพกายดีสุขภาพจิตก็จะมีความแปรผัน
ในทางท่ีดีต่อกันด้วย

ช่ือกจิ กรรม: "เฮาให้ เฮาสุข"
ระดบั ของการเปลีย่ นแปลง: Individual Change และ Group Change
ช่วงเวลาในการจดั กจิ กรรม: จัดขึน้ ในช่วงเดือนกุมภาพนั ธ-์ มีนาคม

ลักษณะในการดำเนินกิจกรรม: เป็นกิจกรรมการแบ่งปันหนังสือนอกเวลา หรือหนังสืออื่นๆ มาไว้ที่ลานประจำ
หมู่บ้าน เพื่อให้สมาชิกภายในชุมชนสามารถเข้ามาใช้เวลาว่างในเกิดประโยชน์ ทั้งยังมีการระดมทุน หรือบริจาคซื้อ
หนังสือที่หน้าสนใจบางส่วนไว้ที่ศาลาประชุมหมู่บ้านโดยจัดให้มีพื้นที่นั่งอ่านหนังสือ ตู้เก็บหนังสือ และบรรณารักษ์
ประจำ อาจเป็นผู้สูงอายุ หรืออาสาสมัครภายในชุมชน ที่เลือกช่วงเวลาในการรวบรวมหนังสือระหว่าง กุมภาพันธ์-

570

มีนาคม เพราะในช่วงเดือนถัดมาเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆภายในหมู่บ้าน และในการปิดเทอมสามารถให้เวลากับการ

เข้ามาใชเ้ วลาใหเ้ กิดประโยชน์จากหอ้ งสมุดชมุ ชนแหง่ น้ีได้ ไมม่ ากก็น้อย

ความคิดเห็นของนักศึกษา: นักศึกษาเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้สามารถทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในหลากหลายอายุ ทั้ง

ผู้สูงอายุ และเยาวชน ลองนึกถึงภาพเล็กๆ หากกิจกรรมนี้เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหนึ่งในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในช่วงอายุท่ี

ต่างกัน เช่น บรรณารักษ์ที่อาจเป็นผู้สูงอายุและเด็กที่เข้าไปอ่านหนังสือ ปฏิสัมพันธ์อาจเกิดในลักษณะของการสนทนา

เลก็ ๆ จากการถามไถ่ลักษณะคำถามทัว่ ไป ไปจนถงึ การมีบทสนทนาที่ลุม่ ลึกมากขน้ึ



ชือ่ กิจกรรม: "สาระพดั ช่างและความปลอดภัยในครวั เรือน"

ระดบั ของการเปล่ยี นแปลง: Individual Change และ Group Change

ช่วงเวลาในการจดั กิจกรรม: ทุกวนั เสาร์ของเดือนเมษายน-สิงหาคม

ลักษณะในการดำเนินกิจกรรม: เป็นกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ สร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชนโดยการสอน

สาระพัดสิ่ง จากผู้มีความชำนาญในด้านต่างๆภายในชุมชน เช่น คุณตาช่างภายในครัวเรือนสามารถสอนความรู้

พื้นฐานในการซ่อมสิ่ง หรืออดีตพยาบาลวิชาชีพสอนการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพเบื้องต้น และนักศึกษาสอนการ

สนทนาภาษาองั กฤษในชีวติ ประจำวนั โดยไมจ่ ำกดั อายุ เพศของผเู้ ข้าร่วมกจิ กรรม เปน็ ลักษณะกจิ กรรมที่เปดิ กวา้ ง


เดอื น ช่วงเวลา ลักษณะกิจกรรม

เมษายน ทกุ วันเสาร์ เวลา : 08:30 – 12.30 งานซ่อมสิง่ ของในบ้าน (เช่นประตู, บานเกลด็ , หน้าต่าง,เปลย่ี นหลอดไฟฯ )

พฤษภาคม ทุกวนั เสาร์ เวลา : 08:30 – 12.30 งานปลูกต้นไม้ การผสมปุ๋ย (เช่น การปลกู ตน้ มะนาว, ตน้
สัปรดสี, การ ลงต้นไมจ้ ากกระถางสูด่ ิน)

มถิ ุนายน ทุกวนั เสาร์ เวลา : 08:30 – 12.30 งานทำอาหาร โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ อาหารอสี าน (หมกหน่อไม,้ แกงออ่ ม, ป่นปลา,
แจว่ บอง,ปลาส้ม, ไสก้ รอกอีสานฯ)

กรกฎาคม ทุกวันเสาร์ เวลา : 08:30 – 12.30 การกู้ชีพและการปฐมพยาบาลเบ้ืองต้น (เชน่ การทำCPR อย่างง่าย , การ รบั
มือจา กสถานการณ์อาหารตดิ คอ ฯ)

สิงหาคม ทุกวนั เสาร์ เวลา : 08:30 – 12.30 การฝึกทกั ษะภาษาองั กฤษเบือ้ งต้น (เชน่ การสนทนาในชวี ิตประจาวัน, การ
บอกเสน้ ทางนกั ท่องเที่ยว, การขอความชว่ ยเหลอื ฯ)

เพิ่มเติม: ช่วงเวลา และลักษณะกิจกรรมอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของสมาชิก

ภายในชมุ ขน

ความคิดเห็นของนักศึกษา: นักศึกษาเห็นว่าการจัดกิจกรรมลักษณะน้ี สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ท้ัง

ในเชิงปัจเจก กลุ่ม และโครงสร้าง ในแง่ของการสร้างอาชีพของคนภายในชุมชน รวมถึงเป็นการสร้างความเข้มแข็ง

ต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิก กิจกรรมเหล่านี้จะไม่สามารถดำเนินได้ อย่างสมบูรณ์หากขาดการประสานงานระหว่าง

บุคคลสำคัญหลายๆบุคคลเช่น ประธานชุมชม กลุ่มผู้มีความชำนาญ และกลุ่มสมาชิกภายในชุมชนอื่นๆ เพื่อการ

กระจายขา่ วสารของกจิ กรรมเหล่านี้

571

4. บทบาทนกั สงั คมสงเคราะหใ์ นการปฏบิ ตั ิงานเพอื่ สรา้ งการเปลี่ยนแปลง

บทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์โดยเน้นชุมชนเป็นฐาน(community-based) หรือเน้นที่การมีส่วนร่วม
ของคนในชุมชนนั้นนักสังคมสงเคราะห์พึงต้องทำหน้าที่ในหลากหลายส่วน ทั้งในแง่ของการดำเนินงานกับสหวิชาชีพ
การประสานกับหน่วยต่างๆที่สำคัญของชุมชน เช่น วัด ครัวเรือนโรงเรียน รวมถึงบทบาทในลักษณะของการระดมหา
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาหรือส่งเสริมชุมชน
นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ยังสามารถสามารถแสดงบทบาทสำคัญในการเรียกร้อง ปฏิรูปเศรษฐกิจและปรับปรุง
ชุมชนให้ดีขึ้น ในฐานะที่เป็นคนทำงานแนวหน้ากับชุมชน ย่อมสามารถสังเกตเห็นถึงปัญหาต่างๆ เช่น การว่างงาน
การตกงานการขาดความรู้เรื่องหลักประกันสุขภาพ การสังเกตเห็นถึงปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ภายในชุมชน หรือ
ลึกซึ้งถึงระดับครอบครัว การไม่มีแหล่งที่อยู่อาศัย ไม่มีครอบครัว ญาติมิตร การไม่สามารถเข้าถึงซึ่งบัดบัดรักษา
สุขภาพ โดยนักสังคมสงเคราะห์จำเป็นจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยนัก
สังคมสงเคราะห์สามารถเรียกร้องให้หน่วยงานและรัฐให้ความสนใจกับชุมชนที่ขาดแคลนได้หลากหลายวิธี เช่น การ
วิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยฐานชุมชน (CBPR-Community based participatory research) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรง
พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทั้งยังสามารถทำให้นักสังคมสงเคราะห์ค้นหาได้ว่าชุมชนมีความขาดแคลน และ
ความต้องการจำเป็นใดบ้างและควรดำเนินการแก้ไข พร้อมๆกับบุคคลและสมาชิก รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียภายในชุมชน
ได้โดยตรง

572


ภาคผนวก

573

คำอธิบาย รปู ภาพ

1.โบราณวตั ถุ

ใบเสมา ณ วดั บ้านศรีฐาน

แท่งดนิ เผารปู ทรงลายพฤกษา และลายเปยี กปูน
การขุดค้นโบราณวตั ถุ ณ วดั จอมศรี

574

คำอธบิ าย รูปภาพ
2. สถานที่สำคญั ของบา้ นศรีฐาน

วดั จอมศรี

หนองบอน

ศนู ยก์ ารเรียนรชู้ ุมชนศรีฐาน 1-4
(คาดวา่ จะเปิดทำการในปีพ.ศ.2565)

575

คำอธิบาย รูปภาพ
3 . ของดบี า้ นศรีฐาน

ขนมครกคณุ ยายสมหมาย

เนอื้ แดดเดียวสตู รยายสบาย

พอ่ ฮุยชา่ งตมี ีด

576

เอกสารอ้างอิง

เอกสารภาษาองั กฤษ

David A. Hardcastle, Patricia R. Powers, Stanley Wenocur. (2004). Community Practice: Theoryand
skills for social workers, second edition. oxford university press, 101-114.

O.weil, M. (1996). Community Building: Building Community Practice. National Association ofSocial
Workers, 489-495.

เอกสารภาษาไทย

ปัทมดุลย,์ ก. (2019, December ). Handbook of health and social work. วารสารสังคมสงเคราะห,์ 228-245.
Retrieved from
http://journal.innovtalk.com/upload_files/journaVjournal_id_ 36_84.pdf

โปรเจกต,์ ป. (2018, October 11). เมอื งโบราณศรฐี านบา้ นเฮา. Retrieved from FlipHTML5:
https://fliphtml5.com/xyhh/fjgo/basic

วันทนีย์ วาสิกะสิน, สรุ างค์รตั น์ วศนิ ารมณ,์ กิตพิ ัฒน์ ปัทมดุลย์. (2010). ความรทู้ ่ไั ปเกยี่ วกบั สวัสดิการสงั คม
สงเคราะห.์ กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พม์ หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์

577




“ชุมชนตลาดน้อย”
ปรียาพร ธ”ิมาชยั

578

ความสำคัญของการศึกษาชุมชนตลาดนอ้ ย















ตลาดน้อย" หรือ "ตะลักเกี้ยะ" เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นตลาดใหม่ที่ขยายพื้น
ท่มี าจากตลาดสำเพง็ ชาวจีนฮกเกี้ยนหรือจีนแคะเปน็ ชนกลมุ่ แรกๆ ทเี่ ร่มิ เขา้ มาตัง้ รกรากกันในแถบนี้

จีนย่านตลาดน้อยประกอบไปด้วยชาวจีนถิ่นต่างๆ ที่ส่วนใหญ่มีรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิมของบรรพ บุรุษอยู่
ในบริเวณประเทศจีนตอนใต้ โดยมีภาษาจีนถิ่นกำหนดอัตลักษณ์ของชาวจีนแต่ละกลุ่ม ซึ่งประกอบไปด้วย ทั้งกลุ่มชาว
จีนฮกเกี้ยน กลุ่มชาวจีนฮากกา กลุ่มชาวจีนแต้จิ๋ว กลุ่มชาวจีนไหหลา และกลุ่มชาวจีนกวางตุ้ง ความแตกต่างระหว่าง
กันในวิถีชีวิตของกลุ่มชาวจีนในย่านตลาดน้อยแห่งน้ี ยังถูกกำหนดด้วยประเภทของอาชีพที่หลากหลาย นอกจากนี้
จีนย่านตลาดน้อยยังประกอบไปด้วยกลุ่มชาวจีนที่มีอัตลักษณ์ในด้านความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
จงึ เปน็ ชุมชนชาวจนี ทส่ี ะทอ้ นให้เหน็ ถึงความหลากหลายในมิตติ า่ งๆของจนี ในกรงุ เทพฯไดเ้ ปน็ อย่างดี

นับตั้งแต่ถนนเจริญกรุงถูกปรับปรุงแปลงโฉมใหม่ย่านแห่งนี้ก็ได้เป็นย่านแห่งความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ
ตั้งแต่นั้นมาถนนสายเก่าแก่ของกรุงเทพฯแห่งนี้ ได้มีการแต่งแต้มไปด้วยศิลปะในทุกพื้นท่ี มีสตรีทอาร์ตให้เสาะ
แสวงหาแทบทกุ ซอย

ปัจจุบันย่านตลาดน้อยมีอายุกว่า 200 ปี ถือเป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่และมีผสมผสานวัฒนธรรมไทยและจีน
ได้อย่างลงตัวผ่านวิถีชีวิตของชาวจีนที่ยังคงความเก่าแก่ไว้ จึงทำให้ ชุมชนตลาดน้อย สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่
ต้องการสัมผัสบรรยากาศของความเป็นวิถีชีวิตแบบชุมชนจีนดั้งเดิมที่ผสมผสานกับความคลาสสิคได้เป็นจำนวนมาก
โดยจากข้อมูลที่กล่าวมา ทำให้ผู้ศึกษามีความสนใจต่อชุมชนแห่งนี้ที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตนและผู้
ศกึ ษามีความสนใจในเรอ่ื งของประวัตศิ าสตรข์ องชาวจนี จงึ อยากทจี่ ะศกึ ษาชุมชนมากขึน้

โดยการศึกษาชุมชนครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาชุมชน/พื้นที่จากการค้นคว้าและอ้างอิงจากเว็บไซต์และ
แหล่งอ้างอิงต่างๆที่มีการเผยแพร่ เนื่องจากด้วยสถานการณ์โรคระบาดcovid-19 ทำให้ไม่สามารถลงพื้นที่จริงได้ท้ัง
ได้ผู้ศึกษามีวัตถุประสงค์ในการลงชุมชนเพื่อให้ทราบถึงความเป็นอยู่ของคนในชุมชนตลาดน้อย โดยการเรียนรู้ถึง
ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ ซึ่งได้มีการนำเครื่องมือ 3 เครื่องมือ คือแผนที่เดิน
ดิน ประวัติศาสตร์ชุมชน และประวัติบุคคล เพื่อใช้ในการศึกษาชุมชนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ จุดเด่นและข้อจำกัด
ของชมุ ชน เพือ่ ท่ีจะนำขอ้ มูลที่ได้มาร่วมกนั หาทางแก้ไขและพฒั นาชุมชนใหส้ ามารถพัฒนาตอ่ ไปได้ในอนาคต

579

เครื่องมือศกึ ษาชุมชน
v แผนทเ่ี ดนิ ดนิ
การทำแผนที่เดินดิน ถือเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราได้มองเห็น

ภาพรวมของชุมชนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมาจากการ
สังเกตและบันทึกของผู้บันทึกเอง การมองเห็นภาพรวมของชุมชนจากแผนที่เดินดินนี้จะทำให้ง่ายต่อการวางแผน
นโยบายในการทำงานได้อย่างคอบคลุม เช่น ศูนย์รวมของผู้คนในสังคม จุดสาธารณประโยชน์ของชุมชนเป็นต้นแต่
แผนที่เดินดินก็มีจุดอ่อนในเรื่องของระยะเวลาในการจัดทำที่ค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องมีการไปลงชุมชนเองต้องใช้
การสงั กต และจดบันทึกไปทลี ะจดุ ในสิ่งท่พี บเห็นให้ทัว่ พื้นที่ทีต่ ้องการจะทำแผนที่เพอื่ ให้ถูดต้องและแมน่ ยำ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดCovid-19 ทำให้มีข้อจำกัดมากขึ้นในการทำเครื่องมือแผนที่เดิน
ดิน เนื่องจากไม่สามารถไปลงชุมชนได้จริง ผู้ศึกษาจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
เพื่อใหไ้ ดม้ าซ่ึงข้อมลู ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพและมคี วามแม่นยำท่สี ดุ โดยมขี น้ั ตอนดงั น้ี

1. นำแผนทช่ี มุ ชนที่มีอยู่แลว้ มาประกอบการเขยี นแผนทเี่ ดินดนิ
2. ลงขอ้ มูลพื้นฐานที่มีอยู่ ลงในแผนท่เี พือ่ ง่ายต่อการเขียน
3. ลงสำรวจพื้นที่โดยการใช้โปรแกรม Google Earth เพื่อประกอบการเขียนแผนที่เดินดินให้มีความแม่นยำมาก
ย่ิงขึ้น
4. สืบค้นข้อมูลที่ได้จากการเขียนแผนที่เพิ่มเติม เพื่อนำมาอธิบายให้เห็นถึงรายละเอียดทางกายภาพชุมชนได้
ชดั เจนมากข้ึน
v แผนทเ่ี ดนิ ดนิ













พื้นท่ที างกายภาพ

พื้นที่ทางกายภาพของชุมชนตลาดน้อย เป็นแขวงหนึ่งในพื้นที่การปกครองของเขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหา
นคร ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสิบเขตของกรุงเทพมหานคร สภาพพื้นที่ประกอบไปด้วยแหล่งการค้าหนาแน่นและแหล่ง
ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม มีสภาพเป็นบ้านเรือนที่อาศัยของผู้คนในลักษณะอาคารพาณิชย์ขนาด
เล็ก และตรอกซอกซอยต่าง ๆ และยังมีศาสนสถนสำคัญของหลายศาสนา และมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นจุดเด่น เช่น River
city หรือ สะพานพิทยเสถียร อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ โดยหลายอาคารนั้นเป็นอาคารที่เก่า

580

ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ตลาดน้อยเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ด้วยความเก่าแก่ของอาคารสถานที่
และวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงเหมือนเดิมเช่นในอดีตอยู่ โดยมีถนนสายหลัก คือ ถนนเจริญกรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ซอยเจริญกรุง 22 หรือ ตรอกตลาดน้อย ภายในซอยมีหลายสถานที่ที่ได้รับความสนใจ เช่น ศาลเจ้าโจวซือกง, บ้านโซว
เฮงไถ่ บ้านโบราณที่มีอายุกว่า 220 ปี สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบชื่อเหอย่วนของจีน, เชียงกง หรือ ซอยวานิช 2
แหลง่ รวมอะไหล่รถยนต์ที่มีช่ือเสยี , โบสถก์ าลหว่าร์ ศาสนสถานของศาสนาครสิ ต์นิกายโรมนั คาทอลิก, กรมเจา้ ท่า และ
ธนาคารไทยพาณิซย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย(แบงก์สยามกัมมาจล) ตัวอาคาร
ธนาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ผสมนีโอคลาสสิก อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยา ปัจจุบันก็ยังคงเปิดให้บริการ
อยู่ ลักษณะอาคารบ้านเรือนในชุมชนส่วนใหญ่จะค่อนข้างเก่าละอยู่กันเป็นตรอก/ซอย โดยจะแยกเป็นเชื้อสายอย่าง
ชัดเจน แต่จะมีตรอกต้นเท่านั้นที่จะประกอบไปด้วยเชื้อสายที่หลากหลายแต่ทุกคนเป็นคนจีน แต่ก่อนเป็นชุมชนที่มี
ความหนาแน่น ปัจจุบันได้มีการสร้างตึกเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับต่อความหนาแน่นของผู้คน อีกทั้งในระยะหลังก็เริ่มมีผู้คน
ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น จึงทำให้จำนวนประชากรมีจำนวนน้อยลงและชุมชนตลาดล้วนแล้วแต่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่เป็น
จำนวนมาก

กจิ กรรมในชมุ ชน
ชุมชนตลาดน้อยเป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่โดยถือว่าเป็นชุมชนที่มีต้นทุนมรดกทางวัฒนธรรมสูง มีอาคาร

เก่าแก่ที่สวยงามหลายหลัง มีความเป็นธรรมชาติ เป็นชุมชนชาวจีนที่มีการผสมผสานกันด้วยเชื้อสายที่หลากหลายแต่
อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ประซาชนส่วนใหญ่คือชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยนเห็นได้จากการมีศาลเจ้าโจวซือกงขนาดใหญ่
ที่ตั้งอยู่กลางชุมชน ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งจะมีบาทหลวงเป็นที่พึ่งทางใจเห็นได้จากการที่ผู้คนส่วนใหญ่
มีคำพูดติดปากที่ว่า"ไปหาคุณพ่อก็ไม่อดตายแล้ว"เพราะคุณพ่อจะให้ที่อยู่อาศัยกับชาวจีน จากนั้นชาวจีนก็จะหาลู่ทาง
ทำมาหากินด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีชาวญวนบางส่วนที่อยู่ร่วมกับชาวจีนในชุมชนแห่งนี้โดยจะเห็นได้จากการมีวัดญวน
(วัดอุภัยราชบำรุง)ในชุมชนตลาดน้อย นอกจากนี้ ชุมชนตลาดน้อยได้มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของตนองและ
ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันที่สามมารถสร้างมูลค่าให้กับชุมชนได้ เช่น โชว เฮง ไถ่ คฤหาสน์เก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า
220 ปี สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบฮกเกี้ยนแต้จิ๋วโดยปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเพื่อให้ได้สัมผัสถึง
ความเป็นจีน เนื่องจากในปัจจุบันสถาปัตยกรรมแบบจีนในไทยเริ่มลดน้อยลงแล้ว โดยได้สร้างมูลค่าโดยการสร้างร้าน
กาแฟเพื่อให้ผู้คนได้มานั่งชิวควบคู่ไปกับการสร้างสระว่ายน้ำเพื่อประกอบกิจการดำน้ำของเจ้าของบ้าน, การทำอาชีพ
ช่างตีเหล็ก การขายเหล็ก ชิ้นส่วนโลหะเพื่อส่งไปขายที่อื่น ถือเป็นอาชีพที่ยอดฮิตสำหรับคนในตลาดน้อยมาเป็น
เวลานาน แต่ปัจจุบันได้มีการเลิกกิจการกันไปแล้วทำให้หลงเหลือไว้เพียงกองเหล็กสีดำขนาดใหญ่ที่คละคลุ้งกล่ิน
น้ำมันเครื่อง แม้จะดูเปรอะเปื้อนไปบ้าง แต่อีกมุมถือว่างานศิลปะชั้นยอดที่ผู้มาเยี่ยมเยือนหลายคนต้องมาถ่ายรูป และ
การทำขนมเปี๊ยะสูตรดั้งเดิมของร้านแต้เล่าจิ๋นเซ็งผู้บุกเบิกขนมเทศกาล และยังคงดำเนินกิจการจนถึงปัจจุบัน จากท่ี
กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมเดิมที่หลงเหลืออยู่ของชุมชนตลาดน้อยถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้คนในยัง
อยากอยู่ต่อและให้คนนอกเข้ามาใช้เวลา ใช้ชีวิตในแง่มุมของความสนใจที่แตกต่างกันออกไป หากชุมชนมีการปรับตัว
ให้เท่าทันต่อสังคมได้เป็นอย่างดี สามารถฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดโควิดได้ไว ชุมชนตลาดน้อยแห่งนี้ก็จะเป็น
อกี หนงึ่ ชุมชนท่มี ีความนา่ สนใจและควรค่าแก่การมาเท่ียวออย่างแนน่ อน

581

ประวตั ิศาสตรช์ ุมชน ตลาดนอ้ ย 2. รัชกาลที่ 1 ทรงมรี บั ส่งั ใหช้ มุ ชนจีนบรเิ วณทา่ เตียนยา้ ยไปอยู่นอกแนว
v มติ ทิ างประวตั ศิ าสตร์ กำแพงเมืองทางดา้ นทิศใต้ ต้ังแต่คลองวดั สามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสำ
1. พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช เพ็ง ตอ่ มาบริเวณน้กี ลายเป็นศนู ยก์ ลางในการนำเข้าและส่งออกสนิ คา้
ขน้ึ ครองราชย์
4. พระอภยั วานชิ (จาค) สร้างสถาปัตยกรรมแบบจีนข้ึนคอื บา้ นโชวเฮงไถ่
3. พระอภยั วานชิ (จาค) พอ่ ค้าชาวจนี ฮกเกย้ี นมฐี านะม่งั ค่ัง
ได้รับพระราชทานทีด่ นิ ฝ่ังแมน่ ำ้ เจ้าพระยาบรเิ วณตลาดนอ้ ย
จากรัชกาลท่ี 2

5. พระอภัยวานิช(จาค) เปิดทา่ เรอื เพ่ือทำการค้าชอ้ื ท่าเรือโป 6.ความรุ่งเรอื งของท่าเรอื โปเส็งดงึ ดดู ให้ชาวจีนจำนวมาก เข้ามา
เสง็ ใช้สำหรับเปน็ ทา่ ขนึ้ ลงสนิ คา้ สมนุ ไพรทน่ี ำมาจากภาคใต้ แสวงหาความมงั่ ค่ังในตลาดนอ้ ยและเกดิ การรวมกล่มุ กันเปน็ ชมุ ชน
ทมี่ ีความหลากหลายทางเช้ือพันธ์ุ
7. หลงั จากสนธสิ ญั ญาเบาว์ริง่ ระบบเศรษฐกิจเปน็ แบบ
เสรีมากขนึ้ ทำใหท้ า่ เรอื โปเส็งไมส่ ามารถแข่งขันทางการค้า 8.ระบบเศรษฐกจิ การค้าแบบเสรีกไ็ ด้ส่งผลใหเ้ กิดการคา้ แบบเสรีส่งผล
ไดจ้ ึงตอ้ งปดิ ตัวลง ให้เกดิ การขยายตวั ของเศรษฐกจิ ทำใหต้ ลาดน้อยกลายเป็นทีร่ วบรวม
และขนถา่ ยสินค้าท้งั ทางบกและทางน้ำไปยังจดุ ต่างๆของพระนครทำให้
9.มีการเปดิ กจิ การมากมายไม่ว่าจะเป็นกจิ การนำ้ แขง็ โรงงาน บรรดาพอ่ ค้าจีนไหหลำย้ายจากชมุ ชนเดมิ มายังบรเิ วณตลาดน้อย
น้ำมะเน็ดโซดาและขณะเดียวกนั กเ็ กดิ ตลาดผลไมข้ นาดใหญ่

10.ตลาดน้อยกลายเป็นแหลง่ ขายแรงงานนอกระบบนอกเหนือจากยา่ น
สำเพ็ง พอ่ คา้ รายยอ่ ยและกลมุ่ แรงงานก็ผูส้ านตอ่ พัฒนาการของยา่ น
ตลาดนอ้ ยจากชนชนั้ แรงงานกลายเปน็ เจา้ ของกิจการผ้สู รา้ งชื่อเสยี ง
ให้ตลาดน้อยในฐานะผรู้ บั ซือ้ อะไหลเ่ ครอื่ งยนต์ทีเ่ กา่ แก่และโด่งดังทส่ี ุด

ในกรงุ เทพ นามว่า "เซียงกง" ซ่งึ ยังคงอยู่ควบคู่กบั ตลาดนอ้ ยจนถึง
ทกุ วนั น้ี

582

v มติ ดิ ้านกายภาพ
ตลาดน้อยเป็นย่านถิ่นฐานของชาวจีนที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งอยู่ริมแม่น้า เจ้าพระยาฝ่ัง

ตะวันออกมีอาณาเขตตั้งแต่ปากคลองวัดปทุมคงคาเรื่อยลงมาจนถึงปากคลองผดุงกรุงเกษมด้านใต้ และมีถนน
เจริญกรุงเป็นเส้นทางสัญจรหลักผ่านกลางผ่าน ด้วยทำเลที่ติดต่อกันกับย่านสาเพ็งและเยาวราช พร้อมทั้งมีเส้นทาง
คมนาคมขนส่งทั้งทางน้ำและทางบกที่สะดวกสบาย ย่านตลาดน้อยจึงกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และเป็น
แหล่งเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวจีนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันแขวงตลาดน้อยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียง
ใต้ของเขตสัมพันธวงศ์ มีอาณาเขตตดิ ตอ่ กับแขวงอ่นื เรียงตามเขม็ นาฬิกา ดงั น้ี


§ ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงป้อมปราบ (เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย) มีถนนพระรามที่ 4 เป็นเส้นแบ่งเขตทิศ
ตะวนั ออก ติดตอ่ กับแขวงมหาพฤฒาราม (เขตบางรกั ) มีคลองผดุงกรุงเกษมเปน็ เส้นแบ่งเขต

§ ทิศใต้ ติดต่อกับแขวงบางรัก (เขตบางรัก) แขวงคลองต้นทร และแขวงคลองสาน (เขตคลองสาน)มีคลอง
ผดุงกรุงเกษมและแนวกง่ึ กลางแมน่ ำ้ เจ้าพระยาเปน็ เส้นแบ่งเขต

§ ทิศตะวันตก ติดต่อกับแขวงสัมพันธวงศ์ (เขตสัมพันธวงศ์) มีซอยภาณุรังษี ถนนทรงวาด และถนนเจริญ
กรุงเปน็ เสน้ แบ่งเขต

v ด้านประชากร
ชุมชนตลาดน้อย ประกอบด้วยบุคคลทั้ง 5 เชื้อสายของจีนคือ จีนไหหลำ จีนแต้จิ๋ว จีนแคะ จีนกวางตุ้ง และ

จีนฮกเกี้ยน แตท่ ีเ่ ห็นวา่ เยอะที่สดุ คอื คนจนี เชือ้ สายฮกเกีย้ น ท่ีอาศัยอยูใ่ นตลาดนอ้ ยกันอยา่ งเหนียวแน่น

v สถานทสี่ ำคญั
§ ศาลเจ้าโจวซือกง ศาลเจ้าเก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชาวจีนฮกเกี้ยนในประเทศไทย
สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2347 ตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อย ซอยวานิช 2 เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของชาว
ฮกเกี้ยนพยายามบำรุงรักษาไว้ และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่จะต้องนึกถึงเมื่อ เอ่ยถึงคนจีนฮกเกี้ยน
ในตลาดนอ้ ย
§ โซวเฮงไถ่ บ้านเก่าที่บอกเล่าวัฒนธรรมชีวิตคนในบ้าน ของชาวจีนได้ชัดเจนที่สุด ที่นี่เป็นบ้านโบราณ
ศิลป์จีนแบบวัง สถาปัตยกรรมแบบ "สี่เรือน ล้อม ลาน" อาคารบ้านจะเรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยม แล้ว
เว้นพืน้ ทตี่ รงกลาง ไวใ้ ช้ทำกจิ กรรมครอบครวั สรา้ งมาแลว้ 223 ปีกวา่ (ต้งั แต่ พ.ศ. 2340)
§ โบสถ์กาลหว่าร์ หรือ วัดแม่พระลูกประคำ เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่ซอยวานิช 2
แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรก หากแต่เป็น
โบสถ์หลังที่สาม ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกทิ้งร้างภายหลังเพลิงไหม้ใหญ่ในปี พ.ศ.
2407 โบสถ์ในปัจจุบันได้สร้างขึ้นโดยคุณพ่อแดซาลส์ ชาวฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2434 ปัจจุบันโบสถ์มี
อายุรวมแล้ว 130 ปี ถอื เป็นโบสถท์ ่ีเก่าแก่ที่สดุ แหง่ หนึ่งในสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์
§ ศาลเจ้าซ่อนหว่อง เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่อยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยาในถิ่นตลาดน้อย เป็นศาลเจ้าของกลุ่ม
ชาวฮกเกี้ยน ซึ่งคนไทยรู้จักกันตามถนัดปากว่า "ศาลเจ้าโรงเกือก" มากกว่าที่จะเรียกตามแบบคน

583

ไทยเชื้อสายจีน ที่เรียกตามนามเทพประธานประจำศาลแห่งนั้น คือ เทพร้อนหว่องกุ้ง เป็นศาลเจ้า
เก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาล 5 ซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีมาแล้ว เนื่องจาก ชาวจีนส่วนใหญ่มีความ
ชำนาญในด้านเครื่องเหล็กและเครื่องจักรกล จึงทำให้ศาลเจ้าชื่อว่า "ศาลเจ้าโรงเกือก" มีความ
เป็นไปได้สำหรับช่างตีเหล็กเดิมที่มีเรือสำเภาเข้าเทียบ มีการทำสหมอเรือ อีกทั้งการถอดอะไหล่และ
การซ่อมแซมเครื่องจักรเก่าจนกลายเป็นย่านเซียงกงดังในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความ
ชำนาญในดา้ นเครอื่ งจกั รและเคร่ืองเหล็กมาก่อน เม่อื เข้ามาปกั หลกั ปกั ฐาน จนนำมาสกู่ ารสร้างศาล
เจา้ ของตนในย่านท่ีพักอาศยั น้ี

v มติ ดิ ้านเศรษฐกิจ
1. พระอภัยวานิช (จาค) พ่อค้าซาวจีน ฮกเกี้ยนที่มีฐานะมั่งคั่ง และเป็นขุนนาง อยู่ในกรมท่า ได้เปิดท่าเรือเพื่อ
ทำการค้าตลาดน้อย ย่านเก่าในเมืองใหญ่ ชื่อ 'ท่าเรือโปเส็ง' ใช้สำหรับเป็นท่าขึ้นลง สินค้าประเภทยาสมุนไพรที่นำมา
จากภาคใต้ โดยดำเนนิ กิจการเรื่อยมาจนถึงร่นุ ลูกคอื หลวงอภัยวานิช (สอน)
2. ช่วงที่ท่าเรือโปเส็ง เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด คือช่วงของหลวงอภัยวนิช (สอน) ทำให้ตลาดน้อยกลายเป็น
แหล่งงานขนาดใหญ่ของแรงงานชาวจีน โดยความรุ่งเรืองของท่เรือโปเส็งในอดีต ดึงดูดให้แรงงานชาวจีนจำนวนมาก
เข้ามา
3. หลังจากสนธิสัญญาเบาริ่ง ระบบเศรษฐกิจเป็นการค้าเสรีมากขึ้น มีเรือกลไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำจาก
ตะวันตกเข้ามา ค้าขายกับกรุงเทพฯมากขึ้น ทำให้ท่าเรือ โปเส็งไม่สามารถแข่งขันทางการค้าได้จึงต้อง 10 ย่านจีนถิ่น
บางกอก ปดิ ตัวเองลงพร้อมกับการเสยี ชีวติ ของเจ้าสวั สอน
4. ช่วงเวลาที่ท่าเรือโปเส็งเกิดวิกฤต ตกต่ำจนต้องปิดตัวลง ขณะเดียวกันระบบเศรษฐกิจการค้าแบบเสรีได้
ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ทำให้ตัวเมืองพระนครขยายใหญ่โตขึ้นจนพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้ตัดถนนเจริญกรุง รวมทั้งขุดคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อรองรับควา เปลี่ยนแปลง
ดังกลา่ ว
5. ตลาดน้อยกลายเป็นที่รวบรวมและขนถ่ายสินค้าทั้ง ทางน้ำและทางยกไปยังจุดต่างๆ ของพระนครได้ดี
ยิ่งขึ้น การขยายตัวของชุมชนที่แต่เดิมกระจุกตัวอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ขยายออกมายังพื้นที่ตอนในบ้านโซว
เฮงไถ่
6. ชาวจีนไหหลำได้ย้ายจากชุมชนเดิมบริเวณ มายังบริเวณตลาดน้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือต้นตระกูลจันตระกูล
ได้เข้ามาเปิดตลาดแห่งใหม่ในตลาดน้อยบริเวณ ริมถนนเจริญกรุง และได้ขยายกิจการต่อมาในรุ่นลูก ด้วยการเปิดร้าน
ขายยาฮุนซุยโห โรงงานน้ำแข็ง ห้องเย็น โรงงานน้ำมะเน็ด โชดา และยังมีโรงเลื่อยของมิสเตอร์ หลุยส์ซาเวียร์โรงสีข้าว
มากัวร์ของเยอรมัน และโรงงานขนาดเล็กอีกหลายแห่งที่ผุดขึ้น ริมคลองผดุงกรุงเกษมในช่วงที่เศรษฐกิจ กำลัง
ขยายตัว ขณะเดียวกันก็เกดิ ตลาดผลไม้ ขนาดใหญท่ ี่เปน็ แหลง่ รวบรวมผลไมช้ ้ันดี จากสวนรอบๆ มาจดั จำหน่าย
7. ตลาดน้อยจึงกลายเป็นแหล่งงานอีกแห่งของบรรดา 'ชินติ๊ง' ที่เข้ามา ขายแรงงานนอกเหนือจากย่านสำ
เพ็ง ส่วนหนึ่งของกุลจี ีนท่ีพอจะเก็บหอมรอมรบิ ไดก้ เ็ ริ่มขยับฐานะข้นึ มาเช่าตึก ทำการคา้ เลก็ ๆ
8. ต่อมาพ่อค้ารายย่อย และบรรดากลุ่มแรงงานเหล่านี้ก็คือผู้สานต่อพัฒนาการของย่านตลาดน้อย จากชน
ชั้นแรงงานกลายเป็นเถ้าแก่ผู้สร้างชื่อให้ตลาดน้อย ในฐานะแหล่งรับซื้ออะไหล่เครื่องยนต์ เก่าที่โด่งดังที่สุดใน
กรุงเทพฯ นามว่า 'เซียงกง' ซึ่งเป็น กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่คู่กับย่านตลาดน้อย มาจนถึงทุกวันนี้ มากขึ้น ช่วงเวลา
น้นั เองทีบ่ รรดาพ่อคา้

584

9. ปัจจุบันแม้ว่าตลาดน้อยจะไม่คึกคัก เหมือนในอดีต ธุรกิจการค้าบางประเภทได้ปิดตัวลง และตลาดผลไม้ที่
เคยรงุ่ เรือง ลดขนาดลงเหลือเพยี งร้านผลไม้ไม่กี่ร้าน ทีย่ ังทำหนา้ ที่ขายผลไม้ชน้ั ดีและผลไมท้ ใี่ ชใ้ นพธิ ีมงคล

10. ในทุกเช้าเรายังสามารถพบเห็นบรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนในย่านที่มาจับจ่ายซื้อห กับข้าวในตลาด
กันอย่างขวักไขว่ ก่อนที่จะวายในช่วงสายของวัน และจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงเที่ยงร้านอาหารจำนวนมากเปิด
ขายลูกค้าทเี่ ป็นพนักงานของ หน่วยงานราชการบริษัท หา้ งรา้ นตา่ งๆ

11. หลังจากนั้นตลาดน้อยจะกลับเข้าสู่ภาวะ ชบเซาจนกระทั้งเช้าอีกวันของการเริ่มต้น ชีวิต เป็นวงจร
หมนุ เวยี นไปเรื่อยๆ


v มติ ดิ า้ นความเชอื่
คนจีนในชุมชนตลาดน้อยมีความหลากหลายของในมิติทางความเชื่อทางศาสนา โดยมีกลุ่มคริสตังจีนแห่งวัด

กาลหว่าร์เป็นปัจจัยที่สำคัญ กล่าวคือ จีนย่านตลาดน้อยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มคริสตังจีนในกรุงเทพฯที่ขยายตัวขึ้น
จากกระแสการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋วหลายระลอก แม้กลุ่มคริสตังจีนไม่ได้มีบทบาทนำหรือมีอิทธิพล
สำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของกรุงเทพอย่างเด่นชัด แต่ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านสังคมและ
วัฒนธรรมของกรุงเทพบนพื้นฐานความเชื่อของศาสนาคริสต์ ผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีจีนเห็นได้จากการ
จัดตั้งโรงเรียนบุ่งกุ่ย หยิ่งอ้ายหวย แซหนี่หวย พิธีมิสซา ภาษาจีนแต้จิ๋ว และชมรมคริสตชนจีนซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง
ความพยายามในการพัฒนาคนและสงั คมไปพรอ้ มๆ กับความพยายามในการธำรงไว้ซ่ึงอัต
ลักษณ์ความเป็นจีน ไว้ในช่วงเวลาต่างๆ ท่ามกลางกระแสทุนนิยมและค่านิยมแบบ ตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามามีอิทธิพล
ในสังคมกรงุ เทพฯมากขึ้นอย่างตอ่ เนือ่ ง

นอกจากนี้ งานเผยแพร่คริสต์ศาสนา ของวัดกาลหว่าร์และโรงเรียนนุ่งกุ่ยได้มีส่วนดึงดูดครอบครัวและผู้คน
จากต่างจังหวัดให้เข้ามาเติมเต็มสังคมเมืองที่เติบโตขึ้นในย่านตลาดน้อย ในขณะเดียวกันเมื่อชุมชนเมืองประสบกับ
ความหนาแน่นแออัด วัดกาลหว่าร์ก็มีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและนำพาครอบครัวคริสตังจีนย่านตลาด
น้อยกลุ่มใหญ่อพยพโยกย้ายถิ่นออกไปตั้งชุมชนคริสตังใหม่หลายแห่งยังชานเมือง ซึ่งจะพัฒนาเป็นพื้นที่เมืองใหม่ใน
เวลาต่อมาตามการขยายตัวเมืองของกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมเมืองสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ
ส่งผลให้มีการพัฒนาที่ดินเดิมในย่านตลาดน้อยให้ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น พื้นที่ของชุมชนเรือนไม้และสุสาน
คริสตังถูกแทนที่ด้วยอาคารพาณิชย์ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในชุมชนจีนย่านตลาดน้อย ส่วนหนึ่งค่อยๆ
อพยพโยกย้ายออกไปตามการขยายตัวของเมือง ในขณะที่ส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่อาศัยในย่านพร้อมกับเฝ้าดูการ
เปลี่ยนแปลงของการค้าในย่านตลาดน้อยที่ค่อยๆ ชบเซาลง และกลายเป็นแหล่งพักพิงของแรงงานต่างถิ่นกลุ่มใหม่
กิจกรรมในพื้นที่เมืองของย่านตลาดน้อยจึงได้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับคนนอกย่านมากขึ้น อย่างไรก็ดี ครอบครัวจีน
ย่านตลาดน้อย เดิมที่อพยพออกไปยังคงหลงเหลือกิจกรรมทางศาสนาที่ผูกพันให้พวกเขาได้กลับมาพบปะใช้เวลา
ร่วมกันภายใน ชุมชนแห่งนี้ เช่น พิธีมิสซาภาษาจีนแต้จิ๋วทุกวันอาทิตย์ของกลุ่มคริสตังนและเทศกาลงานประเพณี
สำคัญของศาลเจ้า รวมถึงการรวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคมต่างๆ ท่ามกลางกระแสสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป การ
ถดถอยของความนิยมต่อวัฒนธรรม ประเพณีทางศาสนาและภาษาจีน ถิ่นของกลุ่มชาวจีนย่านตลาดน้อยเป็นแนวโน้ม
ที่ดำเนินไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้พิธีกรรมและ งานประเพณีประจำปีของศาลเจ้าหรือพิธีมิสซาภาษาจีนแต้จิ๋วยังคงเป็น
เสาหลกั สำคัญทจี่ ะชว่ ยสร้างความภาคภูมใิ จและสรา้ งการมสี ว่ นร่วมของชุมชนในการรกั ษาอตั ลกั ษณ์ของกลุ่มตนไว้

585

v มติ ิด้านภมู ิปญั ญา
"บ้านเฮงเซง" ร้านหมอนแฮนด์เมดที่อยู่มา 100 ปี หนึ่งเดียวและเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย ที่มีลูกหลานของ

นายอั๊วะ เอี้ยวฮุย ช่วยกันสานต่อทักษะการเย็บผ้า เย็บเบาะรองนั่ง และหมอนตามความนิยมในสมัยนั้น แม้ว่ายุคสมัย
จะเปลี่ยนไปแต่เฮงเสงก็ไม่ได้ถูกกลืนกินจากกระแสวัตถุนิยมจนสูญหายไป แต่กิจการเฮงเสงถูกถักทอขึ้นใหม่อีกครั้ง
ในฐานะหมอนไหว้เจ้า ที่นำไปใช้งานเทศกาล และพิธีกรรมสำคัญของจีนแทน ปัจจุบันลูกหลานของเฮงเสง ก็ช่วยสืบ
ทอดกิจการอยู่ และได้ร่วมมือกับ Vinn Patararin แฟชั่นดีไชน์สตูดิโอชื่อดัง เพื่อทำลายกำแพงวัฒนธรรมการเย็บ
หมอน เบาะรองนั่งของคนจีน ให้ไม่ถูกจำกัดให้ใช้แค่ในศาลเจ้า หรือพิธีกรรม หมอนเฮงเสงถูกนำส่งออกไปขายที่ห้าง
ไอคอนสยาม ออกแบบหมอนให้น่ิมเพอ่ื ใหท้ กุ คนเอามาใช้ในชวี ิตประจำวนั และคงเอกลักษณ์ของเฮงเสงไว้

จากภูมิปัญญาการทำหมอนแฮนด์เมดของบ้านเฮงเซงสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่าง
ลงตัวทำให้กิจการสามารถที่จะดำรงอยู่ต่อมาได้เป็น 100 ปี ซึ่งการปรับตัวให้เท่าทันต่อยุคสมัยถือเป็นเรื่องที่ดี
เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บุคคลหรือชุมชนใดที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างลง
ตัว ก็จะสามารถดำรงอยู่ได้ในสถาการณ์และหากเท่าทันการเปลี่ยนแปลงและใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงให้เป็น
ประโยชน์ก็จะสามารถเพ่ิมมูลคา่ ให้กบั สินคา้ และกอ่ ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดตอ่ ตนเอง

v ประวตั บิ คุ คล
เครื่องมือนี้มีจุดเด่นคือจะได้เห็นถึงค่านิยมวัฒนธรรม ผ่านการแสดงออกบุคคล การเปลี่ยนทางสังคม

เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน การบอกถึงแง่มุมของชีวิตทำให้เราเข้าใจถึงบุคคลนั้นๆมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัด
ในเรื่องของการเก็บข้อมูลที่ผู้สำรวจต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบเกี่ยวกับข้อมูลของบุคคลมากกว่าข้อเท็จจริง
ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเก็บข้อมูล กล่าวคือ บุคคลนั้นๆอาจมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลเนื่องจากมีทัศนคติ และมุมมอง
ความคดิ ในเรือ่ งของ ศาสนา สังคม การเมืองท่แี ตกตา่ งกันออกไป














ภู่-ภูศ่ ักด์ิ โปษยะจินดา ผคู้ รอบครองรนุ่ ท่ี 8 แห่งบา้ นโชวเฮงไถ่

586

ภู่ศักด์ิ โปษยะจินดา ผู้ครอบครองรุ่นที่ 8 แห่งบ้านโชวเฮงไถ่ บรรพบุรุษของตระกูลโปษยะจินดาปัจจุบันเป็น
ครูสอนดำน้ำ และเพาะพันธุ์สุนัขบีเกิ้ลส่งประกวด-ติดอันดับ 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกา ควบคู่ไปกับการดูแลบ้านโชว
เฮง ไถ่ ทมี่ ปี ระวัตศิ าสตร์อันยาวนานและมีอายกุ ว่า 220 ปี

ภู่เป็นผู้ที่ริเริ่มการเปลี่ยนจากโฮมออฟฟิชเป็นโรงเรียนสอนว่ายน้ำ โดยอภู่อธิบายถึงการปรับเปลี่ยนบ้านพัก
อาศัยให้มากลายเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ คือ ในช่วงแรกได้เปิดร้านอาหารแถวหัวหมาก แต่ด้วยความรักในการดำน้ำจึง
ทำให้เป็นครูสอนดำน้ำควบคูไปด้วย ช่วงแรกไปสมัครเป็นครูสอนดำน้ำตามโรงเรียนสอนดำน้ำ ลูกศิษย์ที่เรียนแล้วช่ืน
ชอบในวิธีการสอนก็แนะนำเพื่อนให้มาเรียนกับเขาโดยตรง ซึ่งก็มีจำนวนมากขึ้น ช่วงแรกใช้สระของคนอื่นแต่พอ
จำนวนคนเรียนเริ่มเยอะขึ้นจนคิวของสระว่ายน้ำเริ่มไม่ลงตัวกับเวลาสอน จึงอยากหาสระของตัวเองเขาตัดสินใจขาย
กจิ การรา้ นอาหารเพ่อื หาเงินมาใช้สรา้ งสระสอนดำน้ำ

ในช่วงแรกมีความคิดจะเช่าบ้านเพื่อจะสร้างสระว่ายน้ำ แต่การสร้างสระว่ายน้ำมีราคาสูง หากมีปัญหากับ
เจ้าของอาจทำให้วุ่นวาย จนได้กลับบ้าน เนื่องจากรู้สึกว่าบ้านหลังเป็นที่พึ่งทางใจ เวลากังวลหรือเครียดถ้าได้กลับบ้าน
จะรู้สึกดีขึ้น เมื่อมายืนอยู่หน้าประตูแล้วมองเข้ามาที่ลานกลางบ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นลานกว้างๆ มีต้นชมพูใหญ่อายุเป็น
ร้อยๆปี อยู่หลายต้น และเหลือยไปเห็นว่าบ้านสกปรกเลอะเทอะ ฝุ่น เศษขยะ เศษใบไม้ เต็มบ้านไปหมดจึงถามแม่ว่า
ทำไมบ้านโทรม แม่ให้คำตอบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลทำความสะอาดสูงมาก ดูแลไม่ไหว คุณภู่จึงเริ่มสับสนในตัวเอง
หากจะทำสระว่ายน้ำ บ้านก็จะไม่มีเงินดูแล แต่หากเลือกดูแลบ้านก็จะไม่ได้ทำสระเพื่อสอนดำน้ำ ซึ่งเป็นอาชีพชอบ ขณะ
ดียวกัน รถไฟฟ้ามหานครหรือ MRT กำลังจะเปิดให้บริการที่สถานีหัวลำโพงก็อยู่ใกล้ตลาดน้อยมาก จนทำให้ภู่ตัดสินใจ
สรา้ งสระว่ายน้ำเพอ่ื สอนดำน้ำในบา้ นของตวั เอง

หลังจากโรงเรียนสอนดำน้ำในปี พ.ศ. 2547 การท่องเที่ยวชุมชนเริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะในย่านเมือง
เก่าอย่างตลาดน้อยและเยาวราช ทางสถาบันอาศรมศิลป์ จึงมีการเข้ามามาถามเราว่าเป็นไปได้มั้ย หากจะปิดให้คน
ทั่วไปเข้าชม เนื่องจากตัวบ้านเป็นอาคารเก่าซึ่งหาดูได้ยากมาก ผู้คนที่มาก็มีทั้งมาดูบ้านเก่า และมาขอดูว่าจะจัดการ
บ้านเก่าเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวชุมชน คุณภู่ก็ก็ยินดีท่ี เพียงแต่ขอในเรื่องของความเป็นส่วนตัว เนื่องจากสถานที่แห่ง
นี้เป็นทั้งบ้านและที่ทำงาน จึงตกลงว่าต้องมีการนัดล่วงหน้าก่อน เพื่อให้มีเวลาได้ทำความสะอาดบ้านและเตรียมตัว
ต้อนรับ ด้วยพื้นที่บ้านขนาด 1 ไร่ ทำให้ไม่สามารถความสะอาดไม่ได้ทุกวัน จึงมีคนมาบอกว่าบ้านขาดการดูแล ทำให้ภู่มี
ความกังวลมาก เนื่องจากอยากให้บา้ นดูสะอาดอยู่ตลอดตอ้ งจา้ งคนมาดูแลความสะอาด ซ่งึ มีคา่ ใชจ้ ่ายเพิ่มขึ้น

จึงได้หาวิธีในการที่จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของตนเอง หากเป็นการตั้งกล่องบริจาคหรือขายตั๋วเข้าชมบ้านดู
เหมือนบังคับให้จ่าย อาจทำให้คนที่มารู้สึกไม่ค่อยดีกับบ้าน และได้ข้อสรุปว่าเราขายเครื่องดื่มให้คนที่มาชมบ้านซ่ึง
ยอมรับว่าขายในราคาแพงกว่าร้านข้างถนนเพื่อนำเงินเอามาจ่ายคนที่คอยดูแลความสะอาดและให้บ้านยังคงอยู่ต่อไป
ได้ ซงึ่ ทุกคนก็เข้าใจ และมีคนมาอุดหนนุ อยู่ตลอด หากต้องการเขา้ หอ้ งนำ้ ก็ยนิ ดเี ปดิ ให้ใชบ้ ริการ

ซึ่งหากมองถึงเรื่องประเด็นของการเปิดบ้าน อาจทำให้มีความเสี่ยงที่จะเจอมิจฉาชีพอีกทั้งยังทำให้ถูกรุกล้ำ
การเปน็ สว่ นตวั ไดง้ ่าย แล้วทำไมคุณภยู่ ังคงยินดเี ปดิ บ้านให้คนทว่ั ไปมาชม

คุณภูได้ให้คำตอบว่า "ผมอยากเปิดบ้านเพื่อให้ความรู้ผู้คนและพูดเรื่องเหล่าน้ี ส่วนเรื่องของความปลอดภัย
และความเป็นส่วนตัว ด้วยอาชพี ผมทีเ่ จอคนจำนวนมาก ทำให้ผมไมไ่ ด้มองทกุ คนเป็นคนร้าย ซงึ่ คนสว่ นมากกเ็ ป็นแบบ
นั้น มีคนส่วนน้อยที่เข้ามาแล้วไมให้เกียรติสถานท่ี พอเราเตือนเขาก็ไม่ทำอีก ผมเลยโอเคกับการเปิดบ้านไว้แบบนี้นะ"
แสดงให้เหน็ ว่าคุณภเู่ ป็นคนท่ีใจกวา้ ง มที ศั นคตติ ่อการมองโลกที่ดี

แม้ว่าบรรพบุรุษของผมสร้างบ้านนี้ขึ้นมาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดในยุค แต่อย่างไรก็ตามในวันหนึ่งสิ่งของก็ต้องมี
การผุพังตามกาลเวลา ถึงแม้เขาจะยังอยู่ดูบ้านในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่ภู่ก็ไม่ได้ต้องการให้ลูกของเขามาดูแลบ้าน

587

หลังนี้ เนื่องจากเหมือนการโยนความคาดหวังไปให้คนรุ่นหลังต้องดูแล จึงเลือกที่จะไม่ปลูกฝังว่าพ่อรักบ้านหลังน้ี
ต่อไปลูกต้องดูแลมันนะ แต่จะบอกให้รู้ถึงความเป็นมาของบ้าน ประวัติของครอบครัวเรา บรรพบุรุษของเราเพื่อให้
ลกู หลานรุ่นถัดๆ ไปรูค้ ณุ ค่าของสถานท่แี ห่งน้ี

จากประวัติบุคคลของคุณภู่-ภู่ศักด์ิ โปษยะจินดา ได้สะท้อนให้เห็นว่าคุณภู่ถือเป็นคนหนึ่งที่ใจกว้างและมี
ความเสียสละต่อผู้อื่น ถึงแม้ว่าตนเองจะต้องโดนรุกล้ำความเป็นส่วนตัวหรือการต้องตกอยู่ในอันตรายจากการที่บ้าน
คือ ที่สาธารณะที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาเดินเข้า-ออก แต่ก็ยังมีเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่า อยากให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษา
บ้านที่มีความเก่าแก่เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนรู้ นอกจากนี้แม้ว่า ข้านจะมีอายุมากกว่า 220 ปี ที่บรรพบุรุษสั่งสมมา
เป็นเวลานาน แต่คุณภู่ก็เลือกที่จะไม่บังคับหรือฝากความหวังให้ลูกได้ดูแล โดยจะเป็นการเคารพการตัดสินใจของลูก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจาก บุคคลทุกคนควรที่จะมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเองโดยปราศจากการบังคับ แต่ในมุมมองหนึ่งก็
สะท้อนให้เราได้เห็นว่า ในวันข้างหน้าก็มีแนวโน้มที่จะไม่มีผู้ที่จะสืบทอดและดูแลบ้านโชวเฮงไถ่เพื่อให้พวกเราได้เข้าไป
สมั ผัสและศึกษาอีกต่อไปแลว้

แนวคดิ ทฤษฎี หลักการและกระบวนการสงั คมสงเคราะหท์ ่ปี รับใช้
แนวคิดทนุ ทางสงั คม

เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน คือ ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายภายใต้ความคิดร่วมกันของผู้ที่อยู่
ในชุมชนเพื่อบรรลุให้เกิดผลประโยชน์แก่ประชาชนในชุมชน หรือสังคมนั้นอย่างราบรื่น โดยชุมชนตลาดน้อยมีต้นทุน
มรดกทางวัฒนธรรมสูง มีความเป็นอกลัษณ์เฉพาะตัว มีอาคารเก่าสวยงาม มีความเป็นธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่ มี
ความสบายเพราะอยู่ติดแม่น้ำ อีกทั้งยังมีทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง จึงทำให้ตลาดน้อยกลายเป็นชุมชน
ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้แก่ผู้คนในชุมชนเป็นจำนวนมาก นอกจากคนในชุมชนจะมีอาชีพในการ
ค้าขายเป็นหลัก ก็ยังมีเรื่องของอาหารการกินที่มีเอกลักษณ์ การตีเหล็ก และการทำหมอนแฮนด์เมดที่ปัจจุบันกำลังจะ
เลอ่ื นหายไป อาจมีการปรับเปลย่ี นรปู แบบการทำหมอนแฮนด์เมดใหม้ คี วามโมเดลิ มากข้นึ แต่ยังคงความ
คลาสสิคไว้ เนื่องจาก ในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวในรูปแบบบที่หลากหลายทั่วทุกมุมโลก การนำเสนอความเป็นจีนหรือ
ความเป็นไทยอาจไม่ได้ตอบโจทย์ในระดับสากลโลก ซ่ึงหากใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ไปต่อยอดให้สอดคล้องกับยุคสมัยก็
จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับชุมชนได้มากขึ้นไปอีก เช่น การทำสตรีทอาร์ตสำหรับให้คนเล่นสเก็ตบอร์ดเนื่องจากใน
ปัจจุบันกำลังมาแรง, การเปิดสอนการตีเหล็กสำหรับผู้ที่มีความสนใจ หรือรวมไปถึงการเปิดสอนทำขนมสูตรดั่งเดิม
ใหแ้ กผ่ ูท้ ่ีมีความสนใจ เพือ่ เปน็ การช่วยไม่ให้ขนมหายไป

นอกจากน้ี เนื่องจากชุมชนมีทุนทางสังคมในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่ดี จึงทำให้ในปัจจุบันชุมชนมีการบูรณะและ
ต่อเติมเพื่อให้ชุมชนมีความสนใจมากยิ่งขึ้น มีการสร้างตึกสูงเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรต้องมี
ความระมัดระวังในการบูรณะ ปรับปรุงและแก้ไขชุมชน หากมีการปรับเปลี่ยนมากจนเกินไปอาจทำให้คุณค่าทาง
วัฒนธรรมหายไป

แม้ชุมชนจะไม่ค่อยมีความเข้มแข็งในเรื่องของความต่างระหว่างช่วงวัย แต่หากมองในเรื่องของทุนทางสังคม
ที่ชุมชนมีคือ วัฒนธรรมและประเพณีที่มีความโดดเด่นที่จะสามารถรวมตัวคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุในชุมชนรวมกันได้
เช่น ประเพณีวันตรุษจีน ที่เป็นการรวมตัวของทุกคนในครอบครัวของชาวจีน หากใช้ประโยน์จากทุนทางสังคมด้วย
การคิดหาวิธีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันทำ เพื่อนำไปสู่ชุมชนมีพลังมากขึ้น เช่น ความพยายามการถ่ายทอด
ความรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกันในชุมชน แสดงให้คนรุ่นใหม่ได้มองเห็นทุนทางสังคมที่มีเพื่อร่วมกันต่อยอดให้
ชุมชนขับเคลื่อนไปในอนาคต ก็จะทำให้ชุมชนมีพลังที่เข้มแข็งและนำไปสู่ชุมชนต้นแบบที่ทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

588

ในอนาคต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การที่จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งนั้น ทุกคนจำเป็นต้องได้มีการพูดคุย ทำกิจกรรม
ร่วมกนั ระหว่างชุมชนเพ่ือใหเ้ กดิ สัมพนั ธภาพภายในชุมชน และจะนำไปส่สู ังคมทมี่ คี วามเขม้ แข็งในท่สี ดุ

ลักษณะกจิ กรรม/บริการ/โครงการทเี่ หมาะสม
โครงการ : มามะมาจอยกันจอยกนั
ท่ีมา

จากการสำรวจชุมชนผ่านทางเว็บไซต์แหล่งอ้างอิงต่างๆที่มีการเผยแพร่ ทำให้ได้ทราบว่าในชุมชนมีผู้สูงอายุ
เป็นจำนวนมาก ผู้สูงอายุบางคนยังต้องทำงานอย่างหนัก อีกทั้งชุมชนไม่ได้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ได้มี
การอพยพออกไปจากชุมชน ถึงแม้ว่าจะมีการรวมตัวกันในบางประเพณีและวัฒนธรรม ก็ยังไม่ได้มีการรวมตัวจริงจัง
อีกทั้งหากชุมชนเต็มไปด้วยผู้สูงอายุและขาดคนดูแลล้วนแล้วแต่จะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสังคมในอนาคต ผู้จัดทำ
โครงการจึงเล็งเห็นถึงการดำรงอยู่ของผู้สูงอายุในชุมชนที่ปราศจากลูกหลานหรือคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเหลือและดูแล
ซึ่งชุมชนแห่งนี้ถือเป็นภาพจำลองประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าที่กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่คนวัยทำงานจำเป็น
จำต้องดแู ลทัง้ เดก็ และผ้สู งู อายุควบคู่ไปพรอ้ มกนั โดยหากมสี วัสดกิ ารและภาพจำ
ต่อการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ดี อาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงานเลือกที่จะทอดทิ้งผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ส่งผล
กระทบในวงกว้าง ดังนั้น จึงควรที่จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อชุมชนมากขึ้นเพื่อให้
รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของชุมชน พร้อมทั้งได้มีการทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุเพื่อให้มีสัมพันธภาพร่วมกันและจะ
นำไปสูก่ ารช่วยเหลือเกือ้ กลู กันในอนาคต

การดำเนินการ
ชื่อโครงการ : มามะมาจอยกันจอยกัน
วตั ถุประสงค์ : เพ่ือให้ผู้สูงอายุและคนรนุ่ ใหมไ่ ด้ทำกจิ กรรมรว่ มกันเพอ่ื นำไปสูก่ ารเกดิ พลงั ในชมุ ชน , เพอ่ื ใหค้ นรุ่น
ใหม่สามารถเขา้ ถงึ ชุมชนไดม้ ากขึน้
รูปแบบกิจกรรม : จัดกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุได้ทำร่วมกัน อาจเป็นการจัดทำนิทรรศการสอนทำขนมสูตร
ดั่งเดิม หรือการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันของคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุ เช่น คนรุ่นใหม่สอนผู้สูงอายุ
เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำไปต่อยอดในการประกอบกิจการเพื่อให้เท่าทันต่อยุคสมัยนอกจากเพื่อให้เกิดการ
กระตุ้นต่อคนรุ่นใหม่จากภายนอกสนใจชุมชนมากยิ่งขึ้น อาจมีการจัดเสวนา การจัดนิทรรศการการเดินศึกษาย่าน
การทำแผนที่ชุมชน การสร้างสื่อต่างๆ เช่น วารสาร เพจโครงการ หรือการเปิดเว็บแอปพลิเคชันในการปักหมุดสถานท่ี
สำคัญและมรดกทางวัฒนธรรมในตลาดน้อยและเขตสัมพันธวงศ์ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนใหม่
มากขึ้น รวมไปถึงร้านค้ากิจการของคนดั้งเดิมในพื้นที่ ซึ่งหากข้อมูลมีการกระจายไปสู่คนรุ่นใหม่ ก็จะเกิดการนำไปสู่
การพูดคุยกันมากขึ้น และจะนำไปสู่การหาแนวทางในการฟื้นฟูย่านที่เหมาะสมกับพื้นที่ต่อไปในอนาคต โดยการ
ขับเคลื่อนชุมชนจะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดพลังจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนอกจากน้ี จะมีกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจถึง
สิทธิและสวัสดิการพื้นฐานเบื้องต้นของทั้งผู้สูงอายุและบุคคลทั่วไปในชุมชน เนื่องจากในปัจจุบันยังมีผู้คนอีกเป็น
จำนวนมากที่ยังไม่รู้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง ทำให้ไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานตามที่ควรจะเป็น แต่จะเน้นไปทางสิทธิและ
สวัสดิการของผู้สูงอายุเป็นหลัก และมีการสอบถามถึงความจำเป็นพิเศษของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อจะได้ทำการเก็บ
ข้อมูลและเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกิจกรรมนี้จะเป็นการออกแบบให้มีความน่าสนใจ สนุกสนาน เข้าใจง่าย
และกระชับ เพราะหากมีรูปแบบกิจกรรมที่นานจนเกินไปอาจทำให้ผู้คนเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไปเมื่อคน

589

รุ่นใหม่และผู้สูงอายุได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่จะส่งผล
กระทบตอ่ กลมุ่ คนในวงกว้าง ซง่ึ การรวมกลุ่มจะทำใหเ้ กิดพลงั ชุมชนทยี่ ิง่ ใหญ่ เมอื่ คนรุ่นใหม่ทมี่ ี
ฐานความคิดใหม่และผู้สูงอายุที่มีองค์ความรู้ที่เก่าแก่ มาร่วมกันคิดและหาวิธีที่จะพัฒนาชุมชนไปอย่างก้าวกระโดด
ย่อมทำให้สามารถตกตะกอนความคิดได้หลากหลาย สามารถนำทุนทางสังคมมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมเพื่อนำไปสู่
การสรา้ งชมุ ชนในรปู แบบใหมใ่ นรปู แบบทีด่ มี ากยงิ่ ขนึ้ และมคี วามย่ังยืนสรู่ ะดบั สากลโลก

ข้อเสนอตอ่ บทบาทนกั สงั สงเคราะห์ชุมชน นำเสนอและอภปิ รายผล
ผลท่ีได้จากการศกึ ษาชุมชนตลาดนอ้ ย

ประมาณ 300 ปีก่อนในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น "ตลาดน้อย" เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของ
กรุงเทพฯ คนในพื้นที่ถูกแยกมาจากย่านกุฎีจีน ที่อพยพมากับเรือสำเภา ตอนนั้นจำนวนผู้คนก็ยังไม่มากนัก แต่ความ
เฟื่องฟูของผ่านสำเพ็ง และเยาวราชที่ต่อมาธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้า ก็ทำให้ชาวจีนต่าง
ถิ่น ที่มีเชื้อสายตั้งแต่ จีนไหหลำ จีนแต้จิ๋ว จีนแคะ จีนกวางตุ้ง และจีนฮกเกี้ยน เริ่มเข้ามาอาศัยพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง
ตลาดน้อย เพื่อประกอบอาชีพค้าขาย แผ่ขยายเป็นกิจการครอบครัว สืบทอดต่อไปเรื่อยๆ จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เมื่อยุค
สมัยเปลี่ยนไปแรงงานรุ่นใหม่ก็ไหลไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้สังคมแรงงานในชุมชนกลายเป็น สังคมผู้สูงอายุ
แทน พอแรงงานร่นุ ใหม่ลดลง กจิ การบางบา้ นถึงคราวสม่ สลาย มีไม่กีก่ จิ การเท่านั้นที่
ลูกหลานกลับมาสืบสานต่อ เช่น อาชีพช่างตีเหล็ก ร้านเฮียบเชียง บ้านเฮงเซง หรือร้านหมอนแฮนด์เมดที่อยู่มา 100 ปี
หนึ่งเดียวและเจ้าสุดท้ายของตลาดน้อย และร้านขนมแต้เล่าจิ้นเส็งที่อายุเก่าแก่ที่สุดในย่านนี้และกำลังจะหายไปหากไม่
มีผู้สืบต่อกิจการ แต่อย่างไรก็ตามแม้ลูกหลานอาจจะไม่สามารถสืบต่อกิจการได้อย่างดี แต่ก็ได้มีการช่วยเหลือในเรื่อง
ของการโปรโมทสินค้า หรือตีตลาดให้เท่าทันต่อยุคสมัยปัจจุบันโดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือถือเป็นการ
ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยทำให้กิจการยังดำรงอยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยตลาดน้อยมีชาวจีนอยู่มากมาย
หลายเชื้อสาย แต่เชื้อสายที่มีเป็นจำนวนมาก คือ คนจีนเชื้อสายฮกเกี้ยนที่อาศัยอยู่ในตลาดน้อยกันอย่างเหนียวแน่น
หลักฐานท่แี สดงให้เหน็ วา่ ชาวจีนเชือ้ สายฮกเกยี้ น เปน็ ประชากรทีม่ ี
อยู่เยอะที่สุดในชุมชนตลาดน้อย คือ การมีศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่ต้ังอยู่กลางชุมชนอย่าง "ศาลเจ้าโจวซือกง"เทศกาลกิน
เจ ถือเป็นอัตลักษณ์ที่เชื่อมต่อคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ กล่าวคือ เมื่อถึงช่วงเทศกาลต่าง ๆ ศาลเจ้าโจวซือกงจะมีพิธี
ไหว้ศาลเจ้าทุกครั้ง คนที่มากราบไหว้บูชาก็มักจะเป็นผู้สูงอายุในชุมชน ไม่บ่อยนักที่จะมีนักท่องเที่ยว หรือบุคคลจาก
ภายนอกเข้ามากราบไหว้ หากจะมีคนภายนอกเข้ามาจะเป็นช่วงเทศกาลกินเจดังนั้น เทศกาล กินเจจึงเปรียบเสมือน
ศูนย์รวมจิตใจ ของซาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน ที่จะมากราบไหว้บูชากันทุกปีพิธีถูกจัดขึ้นอย่างอลังการภายในชุมชน
ตลาดน้อย มีเทียนหล่อนับร้อยเล่มที่หล่อโดยความร่วมมือของคนในชุมชนผู้คนมากมายจากภายนอกที่ส่งเสริมให้คน
ในพื้นท่ี ได้ตื่นเช้าขึ้นมาทำอาหารเจขายนักท่องเที่ยว สำหรับคนภายนอกที่เข้ามา ศาลเจ้าโจวซือกงขึ้นชื่อเรื่องขอพร
แล้วสมหวัง ซึ่งคนในตลาดน้อยเองก็ชอบมาขอพร เรื่องสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ ในชุมชนตลาดน้อยยังมี
กลุ่มคนที่เป็นชาวจีนคาทอลิกที่ถือเป็นกลุ่มคนที่บุกเบิกจีนคาทอลิครุ่นแรก และมีการสวดอ้อนวอนในพิธีกรรมทาง
ศาสนาคริสต์เป็นภาษาจีนอีกด้วยปัจจุบันย่านตลาดน้อยมีอายุกว่า 300 ปี ถือเป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่และมี
ผสมผสานวัฒนธรรมไทยและจีนได้อย่างลงตัวผ่านวิถีชีวิตของชาวจีนที่ยังคงความเก่าแก่ไว้จึงทำให้ชุมชนตลาดน้อย
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศของความเป็นวิถีชีวิตแบบชุมชนจีนดั้งเดิมที่ผสมผสานกับ
ความคลาสสคิ ได้เปน็ จำนวน

590

มาก ซึ่งก็ได้มีการแต่งแต้มไปด้วยศิลปะในทุกพื้นที่มีสตรีทอาร์ตให้เสาะแสวงหาแทบทุกซอย จึงทำให้ปัจจุบันชุมชน
ตลาดน้อยถือได้ว่าเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจอีกที่หนึ่งชุมชนตลาดน้อยมีความ
โดดเดน่ ในเรอื่ งของวฒั นธรรมวถิ ชี ีวติ ความเป็นอยูท่ ีม่ คี วามเฉพาะ จึงทำใหเ้ ปน็ ชุมชนทีม่ ีชือ่ เสยี งมากในปัจจุบนั แม้ว่า
จะมีชุมชนตลาดน้อยจะมีความหลากหลายในเรื่องของเชื้อสายที่แตกต่างกันแต่ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความ
เข้าใจและรวมกันเป็นหนึ่งจนทำให้ชุมชนมีดำรงอยู่ได้กว่า 300 ปีแต่ก็ยังขาดพลังชุมชน เนื่องจากคนรุ่นใหม่ยังไม่ได้มี
การรวมตัวจริงจังและยังมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้ชุมชนมีเพียงพลังของผู้สูงอายุเท่านั้น อีกทั้งแม้วัฒนธรรมทางด้าน
ภาษาจีนจะเริ่มมีการถดถอย แต่ในด้านของเจตนารมณ์ของผู้คนในชุมชนยังคงเห็นได้ถึงพลังและศรัทธาในการที่จะ
อนุรักษ์ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป โดยถือเป็นจุดแข็งของชุมชน เมื่อเรามีเจตนารมย์ร่วมกันจะก่อให้เกิดพลัง
เพื่อให้มุ่งไปสู่ผลที่ต้องกการได้อย่างสำเร็จหากทุกคนในชุมชนร่วมด้วยช่วยเหลือกันเมื่อได้เรียนรู้ชุมชนแล้ว จะเร่ิม
ประเมินและวิเคราะห์ชุมชนให้เห็นถึงจุดเด่นของชุมชนและข้อจำกัดเพื่อที่จะนำไปสู่การวางแผนที่จะพัฒนาชุมชนต่อไป
ดังนนั้

จุดเด่นและข้อจำกดั จากการศึกษาชมุ ชนตลาดน้อย
จดุ เดน่

1. เป็นชุมชนที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในเรื่องของวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่และคงไว้หรือ
กล่าวได้ว่ามีต้นทุนมรดกทางวัฒนธรรมสูง เช่น โชว เฮง ไถ่ คฤหาสน์ทรงจีนที่มีอายุกว่า 300 ปี ที่แสดงให้เห็นถึง
สถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่และวิถีชีวิตของคนจีนในสมัยก่อน , การประกอบอาชีพที่มีเก่าแก่ของชุมชน เช่น อาชีพ
ช่างตีเหล็ก ร้านหมอนแฮนด์เมดที่มีความเฉพาะของชุมชน, และบรรยากาศภายในชุมชนที่มีความเก่าแก่และแสดงถึง
เอกลักษณ์เฉพาะของชุมชน เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ที ำใหส้ ามารถดึงดดู นักท่องเทีย่ วไดเ้ ปน็ จำนวนมาก

2. ชุมชนมีทำเลที่ดี ชุมชนอยู่ใจกลางเมือง ทำให้สะดวกสบายต่อการเดินทางและสามารถที่จะต่อยอดการทำ
ธรุ กจิ ได้อย่างหลากหลายตามยุคสมยั

3. แม้จะเป็นชุมชนของผู้สูงอายุแต่ยังสามารถประกอบอาชีพโดยใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เช่น การอนุรักษ์ไว้ซึ่งอาชีพช่างตีเหล็ก การประกอบกิจการทำหมอนแฮนด์เมด การอนุรักษ์ขนมที่มีความ
เก่าแก่ไว้ อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าขายตามยุคสมัย โดยการนำเทคโนโลยีเข้าที่ดำเนินการโดย
ลูกหลาน คนรุ่นใหม่เพื่อมาช่วยเหลือในการนำเสนอร้านให้มีความน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้บริการทำให้ร้านค้า
ยังคงอยู่ต่อไปได้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ลูกหลานอาจไม่ได้สืบต่อเจตนารมณ์ได้อย่างเต็มท่ี แต่ก็ยังมีส่วนเข้ามาช่วยเหลือ
ในบางกระบวนการท่จี ะทำให้กิจการดำรงต่อไปได้

4. เป็นชุมชนที่พยายามที่จะดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตนโดยจะเห็นได้จากการที่พยายามอนุรกั ษ์ภาษาจีนไว้
จากการที่อนุรักษ์การสวดมนต์ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ในรูปแบบภาษาจีนไว้ แม้ว่าภาษาจีนจะค่อยๆ
เลอื นหายไปกต็ าม

591

ข้อจำกัด
1. ตลาดน้อยเป็นชุมชนท่องเที่ยวซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อาจส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและ

ความปลอดภยั ตอ่ ผูค้ นในชุมชน อกี ทั้งในชมุ ชนเป็นชุมชนของผูส้ ูงอายจุ งึ ควรมีความระมดั ระวังมากขน้ึ
2. เนื่องจากเป็นชุมชนของผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากและยังมีการทำงานกันอย่างหนัก จึงควรให้ความสำคัญ

ในเรื่องของสุขภาพ หรือสวัสดิการที่ผู้สูงอายุควรที่จะได้รับเป็นสำคัญ เพราะชุมชนแห่งขับเคลื่อนได้ด้วยแรงงาน
ผสู้ งู อายุ หากผสู้ ูงอายุมคี ุณภาพชวี ติ ที่ดี ชุมชนก็จะสามารถขบั เคลอื่ นไปต่อได้

3. คนรุ่นใหม่ยังไม่ได้มีการรวมตัวจริงจังและยังมีจำนวนไม่มาก จึงทำให้ชุมชนมีเพียงพลังของผู้สูงอายุ
เท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงหากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ล้วนจะทำให้ชุมชนสามารถ
ขับเคล่อื นไปในทศิ ทางทด่ี ีได้

เมื่อได้ทราบถึงจุดเด่นและจุดอ่อนของชุมชนแล้ว ในขั้นต่อไปคือ เราต้องเลือกว่าจะเข้าไปการลงไปจัดตั้งกลุ่ม
ในชุมชน หรือเข้าไปพัฒนาชุมชน ซึ่งในชุมชนตลาดน้อยเป็นชุชนที่มีทุนทางสังคมเป็นจำนวนมากจึงเหมาะแก่การเข้า
ไปเพื่อพัฒนาชุมชนมากกว่าการเข้าไปจัดตั้งกลุ่ม โดยการพัฒนากลุ่มในชุมชนการศึกษาที่เกิดขึ้น จะชวนให้ผู้คนใน
ชุมชนได้พูดคุยถึงปัญหานั้นด้วยตนเองก่อนโดยปราศจากการชี้นำ หากวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นนั้นมีความสอดคล้องกับ
ความต้องการของคนในชุมชนเราก็จะสามารถพัฒนาและแก้ไขไปได้ง่าย นอกจกนี้การทำงานในชุมชนค่อนข้างมีความ
หลากหลายและชับซ้อนของปัญหา จึงต้องมีการนำกระบวนการทำงานกลุ่มในชุมชน ที่มีเทคนิคที่สำคัญคือ การเข้าใจ
เข้าถึง และพัฒนา เพื่อช่วยให้การทำกลุ่มนั้นออกมาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน กล่าวคือเราจะเข้าไปทำความเข้าใจ
ถึงข้อมูลเบื้องต้นของชุมชน หาทุนที่มีอยู่ในชุมชน จากนั้นต้องเข้าให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและต่อยอดที่จะดึงดูดผู้คนใน
ชุมชนเพื่อนำมารวมกลุ่มและพัฒนาต่อไป คือ การดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาช่วยในการเพิ่มพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง
มากขึ้น

นักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของชุมชน และสามารถที่รับรู้และเข้าใจปัญหาหรือ
ข้อจำกัดของสมาชิกแต่ละคนภายในชุมชน เพื่อดึงสมาชิกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นมาร่วมกันพัฒนาชุมนเพื่อก้าว
ข้ามทุกปัญหาไปด้วยกัน ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตัดสินใจ โดยนักสังสังคมสงเคราะห์ต้อง
เคารการตัดสินใจของคนในชุมชน และมีหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่ม ในการช่วยจัดหาทรัพยากรเป็นท่ี
ปรึกษาของกลุ่ม ประสานหน่วยงานในเรื่องที่คนในกลุ่มมีความสนใจ เพื่อมาให้ความรู้ คำแนะนำในการต่อยอดกิจกรรม
ของกลุ่มต่อไป โดยหากกรวมกลุ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีก็สามารถที่จะอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะพัฒนาสังคมต่อไปได้
ซึ่งการที่กลุ่มจะเกิดผลสำเร็จและสมาชิกในกลุ่มยังได้ร่วมช่วยกันพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเกิดจากความรู้รัก
สามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิกทุกคน ซึ่งจากที่กล่าวมาจะส่งผลดีให้กับตัวบุคคลในการที่พัฒนา
ชุมชนแห่งนี้ อาจได้มุมมองความคิดใหม่ อีกทั้งยังจะเป็นการนำทุนทางสังคมมาร่วมเป็นส่วนในการขับเคลื่อนกลุ่มและ
การพัฒนาเพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลประโยชนอ์ ยา่ งทวั่ ถงึ

ซึ่งผู้สำรวจมองว่า แม้ว่าในชุมชนตลาดน้อย จะยังขาดพลังจากคนรุ่นใหม่ แต่ในทกุ เทศกาลและประเพณียังมี
รวมตัวกันในระดับครอบครัวที่มีผู้คนในทุกช่วงวัย เพียงแต่ต่างคนต่างทำ จึงยังขาดพลังเชิงชุมชน ดังนั้น หากจะ
สามารถรวมพลังจากกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ คือ การคิดหา
วิธีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันทำ เพราะทำให้ชุมชนมีพลังมากขึ้น เช่น ความพยายามในการฟื้นเทศกาลหง่วน
เชียว ไหว้บ๊ะจ่าง ไหว้พระจันทร์ และเทศกาลกินเจ ซึ่งกระบวนการทำงานจะเน้นไปในเชิงการให้กำลังใจกัน และการ
ถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกันในชุมชน โดยอาจต้องมีการถอดความรู้เรื่องที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันให้
ได้มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนกัน นอกจากน้ี อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในชุมชนนี้คือ เรื่อง ศรัทธาและ ความเชื่อ เป็นสิ่งยัง

592

สามารถใช้เชื่อมคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ได้ โดยจะเห็นผ่านธรรมเนียมประเพณี ในเทศกาลต่าง ๆ คนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามามี
บทบาทในการจัดการเทศกาล มีการแบ่งหน้าที่ ทำให้เกิดการพูดคุยและถ่ายทอดความรู้ ความทรงจำ เรื่องราวกันใน
ครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ หากทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักได้ถึงทุนทางสังคมที่มีอยู่และร่วมกันพัฒนาชุมนไปพร้อม
กัน กจ็ ะทำให้ชุมชนมีพลงั และสามารถขับเคลื่อนตอ่ ไปได้

เนื่องจากชุมชนตลาดน้อย เป็นชุมชนที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก นักสังคมสงเคราะห์จึงควรที่จะเข้ามาให้
ความสำคัญในเรื่องของสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ โดยการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนให้มี
การเข้ามาสอดส่องดูแล เนื่องจากเป็นชุมชนท่องเที่ยวมีผู้คนมากหน้าหลายตาอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้สูงอายุได้
ง่าย หรือ หากผู้สูงอายุท่านใดมีความต้องการพิเศษก็จะสามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังต้องทำให้
ผู้สูงอายุได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะ
ร่วมกันพฒั นาชุมชนตอ่ ไปไดใ้ นอนาคต

เมื่อสามารถรวมตัวและทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น ก็จะมีการกลับมาประเมินชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่า
หากมีปัญหาเกิดขึ้นภายในชุมชนจะสามารถที่จะยุติข้อขัดแย้งได้อย่างทันท่วงที ให้ชุมชนยังคงมีพลังที่เข้มแข็งได้
ดังเดิม ซึ่งหากเกิดความขัดแย้งขึ้น นักสังคมสงเคราะห์ต้องค้นหาปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น เพื่อหาจุดร่วม
และหาจุดที่แตกต่างให้เจอ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินและปราศจากการชี้นำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรหาจุดระหว่าง
กลางของท้ังสองฝา่ ย ซง่ึ กฎของการอยู่ร่วมกนั ในกล่มุ กเ็ ป็นอีกหนึง่ เครือ่ งมอื ในการลดความขดั แย้งนนั้ ได้

After Action Review(AAR)

เลือกศึกษาชุมชนผ่านเว็บไซต์ ชื่อชุมชนตลาดน้อย จากกการหาข้อมูลเบื้องต้นมีข้อมูลที่ค่อนข้างครบถ้วนแต่ปัญหา
คือ ไมส่ ามารถลงพ้ืนที่ไดจ้ ริง จงึ จำเป็นต้องศกึ ษาจากแผนท่ที ีม่ ีอยแู่ ลว้ ประกอบกบั การศึกษาผา่ น Google Earth

สิ่งท่ีเกดิ ขน้ึ : เมอื่ มาหาข้อมลู อยา่ งจรงิ จังปรากฏว่ามีข้อมูลยังไมค่ รบถว้ น จงึ เลือกเรง่ หาแหล่งข้อมลู ใหม่ภายใต้
เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ได้แหล่งข้อมูลใหม่จาก youtube ที่สะท้อนให้เห็นถึงชุมชนที่ความแตกต่างหลากหลายที่ลง
ตัว มีวิถีชีวิตที่น่าสนใจจากการศึกษาประวัติศาสตร์อันยาวนานและจากการฟังสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชน ทำให้เห็นว่าชุมชน
มีทุนทางสังคมเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้ศึกษาเริ่มคิดหนักว่าจะนำผลการศึกษาของชุมชนนี้ไปต่อยอดอย่างไรจึงใช้เวลา
ในการตกตะกอนความคิดมากพอสมควร จนได้ข้อค้นพบว่า ชุมชนแห่งนี้ยังคงมีช่องโหว่บางอย่างที่สามารถจะเข้าไป
พัฒนาได้ คือ ความไม่เข้มแข็งของชุมชนที่เกิดจากเรื่องความต่างระหว่างวัยและเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ
เศรษฐกจิ ทีท่ ำใหค้ นรนุ่ ใหม่จำเปน็ ต้องดน้ิ รนท่ีจะออกไปประกอบอาชพี ที่อน่ื มากกวา่ จะกลบั มาช่วยเหลือชุมชนของตนเอง

สิ่งที่จะทำต่อไป : คิดโครงการและกิจกรรมที่จะเป็นการเชื่อมต่อและประสานให้คนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุได้มี
ปฏิสัมพันธ์ร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในชุมชน อีกทั้งยังมีการติดต่อ ประสานไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วม
ด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาหรือดำเนินโครงการให้บรรลุตามจุดเป้าหมาย เพื่อสร้างชุมชนที่ดี เพื่อจะนำไปสู่สังคมที่ดีได้ใน
อนาคต

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : สิ่งที่สำคัญ คือ การร่วมมือ ร่วมใจกันในทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างก้าว
กระโดดใน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล กลุ่ม ไปจนถึงนโยบาย แม้ว่าชุมชนจะมีทุนทางสังคมมากเพียง หากชุมชนไม่มี
ความเข้มแข็งก็จะไม่สามารถใช้ทุนทางสังคมนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุก
คนจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ หากทุกคนในชุมชนสามารถปรับตัวความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เพียงแต่จะ
ดำรงอยู่ไว้ซึ่งชุมชนแต่หากปรับตัวได้อย่างชาญฉลาดก็จะเกิดผลดีและสร้างมูลค่าให้กับตนเองและสังคมได้เพิ่มขึ้น และ
ไดเ้ รยี นรูว้ า่ แผนท่ีเดินดินวาดยามากกก ควรเผ่อื เวลาในการวาดเยอะๆ

593

อ้างองิ

จฑุ ารัตน์ นฤพันธาวาทย. (2555). ตลาดนอ้ ย ย่านเกา่ ในเมืองใหญ.่ วารสารย่านจนี ถ่นิ บางกอกตอน...ตลาดน้อย ยา่ น
เก่าในเมอื งใหญ,่ 1(2), 10-18สารคด.ี (2564). ตามหาเสนห่ ์ ตลาดน้อย : ซอกหลบื ใหม่ในตรอกซอยเก่า สืบค้นจาก

https://www.sarakadee.com/2014/09/26/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B9
980%E0%B8%AE%E0%B8%87%路09B9%84%路0%B8%96%E0%B9%88/
สารคด.ี (2564). ตลาดน้อย : เรื่องราวการเติบโตของชุมชนลบั แลริมฝัง่ เจ้าพระยา สืบค้นจาก
https://www.sarakadee.com/2021/05/09/%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8
994%E0%B8%99%路0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-2/
ศรนิ พร พุ่มมณ. (2555). รา้ นหมอนเฮงเสง. วารสารยา่ นจีนถ่ินบางกอก ตอน...ยา่ นเมอื งเกา่ และชุมชนดง้ั เดิมกบั การ
อนรุ กั ษ,์ 2(7), 10-13
Anya Supasakon (2562). เยือนบา้ นเก่า "ชุมชนตลาดนอ้ ย" ยอ้ นรอยวฒั นธรรมจนี 300 ปี ท่ีไมเ่ ลือน สบื คน้ จาก
https://www.wongnai.com/trips/story-of-taladnoi?ref
thecloud. (2561). ตามไปดูโรงเรียนสอนดำน้ำกลางคฤหาสนจ์ นี โบราณ สถานท่เี ปยี่ มด้วยคุณคา่ แห่งคำวา่ บ้านซึ่งสง่
ต่อผา่ นเจเนอเรซัน 220 ปี สบื คน้ จาก https:/readthecloud.co/replace-9/Sanook. (2564).
Hidden Talad Noi ตลาดนอ้ ย ยา่ นจนี เก่าที่ยงั เก๋าอยู่ สบื ค้นจาก
https://www.sanook.com/traveV/1425893/

594































“ชุมชนหอ้ งพกั นกั ศึกษา


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ศูนย์รงั สิต โซน C1 - C11”

สุภาพร สุขวุฒิชยั

595

การออกแบบปฏิบัติการสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
ชมุ ชนห้องพักนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ยร์ ังสิต โซน C1 - C11

ขอ้ มูลพืน้ ฐานและการอธิบายชมุ ชน
หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานบริหารทรัพย์สินและ

กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.
2547 สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บริหารดูแลอาคารหอพักของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนยัรังสิตทุกแห่งรายได้หลักของสำนักงานฯ มาจากค่าเช่าอาคารหอพักซึ่งมีผู้อาศัยอยู่
ประมาณ 10,000 คน จดั สรรรายได้ ออกเป็น 3 สว่ น ได้แก่

รอ้ ยละ 35 สำหรับสะสมเปน็ เงนิ กองทนุ ทดแทนอสงั หารมิ ทรัพย์ เม่อื อาคารตา่ งๆหมดอายใุ ช้งาน
ร้อยละ 35 สำหรบั การซอ่ มแชมและปรับปรุงอสังหาริมทรัพยท์ ่ีเป็นรายการใหญ่ๆ กอ่ นทอ่ี าคารตา่ งๆจะหมดอายุ
ร้อยละ 30 สำหรับเป็นเงินนำส่งเป็นรายได้แก่มหาวิทยาลัยสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ดูแลหอพกั นกั ศกึ ษาโซน B,C,E,F,Mและ หอพักแพทย์

ในส่วนของหอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โซน C เป็นห้องพักแบบ 2 เตียง ภายในห้องพัก
ประกอบด้วย เตียงนอน โต๊ะหัวเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำ
น้ำอ่นุ เคร่ืองตรวจจับควันไฟอินเตอร์เน็ตไร้สาย AS PLAYBOX ลานกลา้ งแยกเฉพาะเป็นสัดส่วน

สงิ่ อำนวยความสะดวกภายนอกหอ้ งพัก
เครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น เครื่องกรองน้ำ เครื่องชักผ้าหยอดเหรียญ อินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย ระบบ
กล้องโทรทัศน์วงจรปิด ลิฟต์โดยสาร ซง่ึ โซนหอพักนักศกึ ษาจะแบ่งออกเปน็
1. C1 C2 C6 C8 C9 หอพกั นกั ศึกษาหญงิ ราคาแบบปกติ โดย C8 จะเปน็ หอพักนกั ศกึ ษาหญิงทม่ี คี วามพิการ
เขา้ มาอาศยั อย่บู รเิ วณช้นั 1
2. C10 C11หอพักนักศึกษาชาย ราคาแบบปกติ โดย C10 C11 เป็นหอพักนักศึกษาชายที่มีความพิการที่เข้ามา
อาศัยอยบู่ รเิ วณชน้ั 1
3. C3 C4 C5 C7 หอพกั นกั ศกึ ษาหญงิ ราคาพเิ ศษ เนื่องจากอปุ กรณ์ เครื่องใชไ้ ฟฟา้ เป็นรูปแบบใหม่

อัตราค่าธรรมเนียมหอพกั นกั ศกึ ษา
ภาคเรียนที่ 1

อาคาร C1 C2 C6 C8 C9 C10 C11 รวมทงั้ สิน 15,750 บาท/คน
อาคาร C3 C4 C5 C7 รวมทั้งสน้ิ 17,250 บาทคน

ภาคเรยี นที่ 2
อาคาร C1 C2 C6 C8 C9 C10 C11รวมทัง้ ส้นิ 12,750 บาท/คน
อาคาร C3 C4 C5 C7 รวมท้ังสิน้ 14,550 บาท/คน


Click to View FlipBook Version