46
จากส่วนกลางไปสู่การวางแผนจากระดับล่าง (bottom – up planning) ตามความต้องการความจำเป็นข้ัน
พน้ื ฐานของประเทศจุดเน้นสำคญั ของทฤษฎคี วามจำเปน็ พ้นื ฐาน คือ
1. เน้นการพัฒนาที่ตอบสนองความตอ้ งการทีจ่ ำเปน็ พ้นื ฐานของประชาชน
2. เน้นการกระจายอำนาจ (Decentralization) และความเจรญิ ไปยงั พื้นท่เี ป้าหมายอยา่ งทว่ั ถึง
3. ให้ความสำคญั กับการพฒั นาภาคเกษตรกรรม และพื้นทชี่ นบทมาก
4. สนบั สนนุ การใช้เทคโนโลยีทเี่ หมาะสม (Appropriate Technology)
5. เนน้ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิต (Quality of Life) ของประเทศ
6. เน้นการพัฒนาทุก ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กันแบบบูรณาการ (Integration) ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
การบรหิ าร ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
7. สนบั สนุนการใช้แรงงาน และทุนภายในประเทศ (Labour & Capital)
8. เนน้ การมีสว่ นร่วม (Participation) ของประชาชนในชุมชน
กจิ กรรมทีส่ ร้างการเปล่ียนแปลงภายในชมุ ชน
สำหรับบุคคล ควรมีการจัดกิจกรรมการเกี่ยวกับบริหารรายได้ที่ได้รับจากการเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ทำ
กิจกรรมและเรียนรู้ภายในชุมชน ควรจัดกิจกรรมในรูปแบบ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนหรือการจัดทำบัญชี
ครัวเรือน เพอ่ื ใหช้ าวบา้ นสามารถเขา้ ใจถึงระบบการทำบัญชีและเหน็ ถึงรายรบั และรายของตนเอง
สำหรับกลุ่ม หรือในที่นี้คือชุมชน กิจกรรมที่ควรเกิดขึ้นคือการจัดให้มีกิจกรรมระบบสุขภาพชุมชน เช่น
การจัดตรวจสุขภาพประจำปี การจัดอบรมการดูแลตนเองเบื้องต้น การจัดอบรมการรับประทานสมุนไพรเพื่อควบคุม
หรือต้านทานโรค
สำหรับนโยบาย จัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อให้ออกมาเป็นโครงการที่ถูกต้องและมีความเป็นไปได้ โดยขอ
ความร่วมมือกับประชาชนสำหรับการร่วมมือการออกแบบกิจกรรมและการวางแผนตามความต้องการที่ได้ทำการ
สอบถามจากประชาชนภายในชุมชน
47
บทบาทของนกั สังคมสงเคราะห์
จะเห็นได้ว่าจากการศึกษาข้อมูลนั้นหมู่บ้านแหลมมะขามนั้นมีความโดดเด่นในด้านของประวัติศาสตร์
การจดั ทำสินคา้ และการเรยี นรจู้ ากวิถชี วี ิตของชุมชน
ตวั อยา่ งรปู ภาพสินคา้ ตา่ งๆของชุมชน
48
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ คือ การเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น การสร้างรายได้จากการขาย
สินค้าออนไลน์ โดยนักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ต้องประสานงานเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน โดยเป็น
ตวั กลางเพอ่ื สร้างความรคู้ วามเข้าใจที่ถกู ตอ้ งในการกระจายรายไดแ้ ละการพัฒนาชมุ ชนให้ดยี ิ่งขึ้น
ต่อมาคือการที่นักสังคมสงเคราะห์จะต้องร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบ
สุขภาพ เพื่อใหช้ มุ ชนสามารถสร้างจุดแขง็ และความสมบูรณแ์ บบได้ดว้ ยตนเอง
รายการอา้ งอิง
ข้อมลู ชมุ ชนบ้านแหลมมะขาม: https://www.prachachat.net/public-relations/news-62902
รปู ภาพประกอบ: https://www.welovelocal.asia/cultural-village/1551
ข้อมูลประกอบทฤษฎ:ี https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/306918
ข้อมลู ทฤษฎ:ี
https://thidarat00.wordpress.com/2011/11/16/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8
%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B
8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2/
https://www.baanjomyut.com/library 2/psychology of learning/03.html
49
“ชุมชนบางบัว”
ภาณุพร จงเจรญิ โภคา
50
การออกแบบการปฏบิ ตั ิการสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
นางสาวภาณุพร จงเจริญโภคา 6205610105
จากการศึกษาชุมชนบางบัว เป็นการศึกษาชุมชนแบบออนไลน์เนื่องจากผู้จัดทำมีข้อจำกัดหลายอย่างผู้จัดทำ
อาศัยอยู่หอพัก และไม่สามารถเดินทางลงชุมชนจริง ๆ ได้ การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ทั้ง 7 จึง
เป็นไปได้ยาก ไม่สามารถนำมาปรับใช้ในการศึกษาชุมชนในครั้งนี้ได้ทั้งหมด ผู้จัดทำจึงเลือกใช้เครื่องมือที่สามารถหาได้
จากทางออนไลน์ หรือการสัมภาษณ์แทนการลงชุมชนจริง จึงมีการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางสังคมสงเคราะห์ ได้แก่
การทำแผนที่เดินดิน โดยการศึกษาจากแผนที่ออนไลน์ (Google Map) และนำมาปรับเปลี่ยนตามรูปแบบที่เข้าใจง่าย
สามารถเข้าใจลักษณะชุมชนได้ และการใช้เครื่องมือ การศึกษาประวัติชุมนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ทราบถึง
ความเป็นมาและและบริบทของชุมชนมากยิ่งขึ้นโดยการรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงการศึกษาประวัติ
บุคคลสำคัญในชุมชนในการศึกษาชีวิตของคนในชุมชนมากยิ่งขึ้นแต่ในเครื่องมือนี้อาจจะยังไม่สามารถสะท้อนอะไรใน
ชุมชนได้มากนัก เนื่องจากเป็นการค้นหาข้อมูลออนไลน์ มีเพียงคำสัมภาษณ์เล็กน้อย และประวิติทั่วไปเท่านั้น โดย
เครื่องมือทั้งหมดนี้ สามารถทำได้จากการค้นคว้าออนไลน์ เพื่อเป็นการศึกษาชุมชนได้อย่างเข้าถึงและลึกจี้งมากที่สุด
ผู้จัดทำมีความต้องการที่จะใช้เครื่องมืออื่น คือ ระบบสุขภาพภายในชุมชน และ ปฏิทินชุมชน แต่เนื่องจากข้อจำกัดใน
การหาข้อมลู ทม่ี ไี ม่เพยี งพอต่อการศึกษา จึงเลอื กที่จะใช้เพียงแคส่ ามเครือ่ งมอื ขา้ งตน้ ทกี่ ล่าวมา
ประวัตศิ าสตร์ชุมชนบางบัว
เดิมทีชุมชนบางบัว เป็นคลองบางบัวที่เป็นคลองที่สำคัญอีกสายหนึ่งของกรุงเทพมหานครที่ขุดขึ้นในสมัย
รัชกาลที่ 5 มีความกว้าง 90 เมตร ความยาว ทั้งสองฝั่งคลอง 14 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่สามเขต คือ เขตหลักสี เขตดอน
เมือง เขตบางเขน มีชุมชนที่พักอยู่ร่วมกันตลอดแนวคลองบางบัวตลอดทั้งสองฝั่งคลอง ชุมชนบางบัว มีสถานที่
ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 9 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวาพื้นที่
แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นทุ่งนากว้างและเป็นป่าสะแกทีบมีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง น้ำในคลองสะอาดและเต็มไปด้วยทรัพยากรทาง
น้ำ และสามารถเอามาใช้อุปโภคบริโภคได้ ในคลองมบี ัวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาที่เรียกกันว่า"คลองบางบัว" ต่อมา
ขาวบ้านได้เข้ามาจับจองและสร้างที่อยู่อาศัยตามแนวคลองเพิ่มขึ้น มีการปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในคลอง จนบ้านในคลอง
หนาแนน่ กวา่ บา้ นบนบก กลายเป็นชมุ ชนแออดั จงึ ทำใหเ้ กดิ ผลกระทบอยา่ งมากตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติทางนำ้
"ชุมชนบางบัว" ตั้งอยู่ริมคลองบางบัว ในซอยพทลโยธิน 49/2 เขตบางเขนกรุงเทพฯ ซึ่งจากคำบอกเล่าของ
คนในชุมชน มีการต้งั ถ่ินฐานในบริเวณนม้ี ากว่า 70 - 80 ปีแลว้ ในสมยั นัน้ ยงั มีเรอื โดยสารในลำคลองบางบัว
51
ท่มี า : ทh่ี ttps://web.facebook.com/weloveoldphoto/photos/bkk-1972-old-bridge-สะพานบางบัวในยคุ เก่า
เมอื่ -พศ2515รปู ทรงคลาสสิคสวยงาม-เปZนสะพา/859124840798761
ซึ่งมีทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม และกลุ่มคนใหม่ 1 ซึ่งมีทั้งผู้ย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ คนงานในตลาดสะพานใหม่
และข้าราชการ รวมทั้งคนงานในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ คนงานในมหาวิทยาลัยเกษตร และผู้ที่ถูกชักชวน
จากชนบทมาหางานทำในเมือง กลุ่มคนดังกล่าวเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นที่ว่างเปล่าจึงเข้ามาจับจอง ปลูกสร้างที่พักอาศัย
โดยไม่รู้ว่า ที่แท้จริงแล้ว พื้นที่นี้เป็นกรรมสิทธ์ิของกรมธนารักษ์ สถานะของชุมชนจึงเป็นชุมชนบุกรุกพื้นที่ ของ
หน่วยงานราชการ แต่อย่างไรก็ตาม ชุมชนก็มีสถานะเป็น "ชุมชน" เมื่อจดทะเบียนกับ สำนักงานเขตบางเขน เมื่อราวปี
พ.ศ.2535
"ชุมชนบางบัว" มีลักษณะเป็นชุมชนริมคลอง ทอดตัวยาวตามแนวคลอง มีบ้านพักอาศัยกว่า 264ครัวเรือน
ประชากร ราว 1,280 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพหลากหลาย ทั้งรับจ้างทั่วไป รับเหมาก่อสร้าง พนักงานบริษัทเอกชน
ข้าราชการและลูกจ้างหน่วยงานภาครัฐ สภาพบ้านเรือนก่อนเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงนั้น มีสภาพเป็นชุมชนแออัด
และมกี ารรกุ ล้ำแนวคลองบางบวั ส่งผลถึงปัญหาคณุ ภาพชวี ิต รวมท้ังมปี ัญหาทางสังคมอืน่ ๆ
ถึงแม้ว่าชุมชนบางบัวได้จัดตั้งเป็นองค์กรชุมชนที่เป็นรูปธรรม มีการประสานงานพัฒนา
กับเครือข่ายต่างๆ แต่ชุมชนก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมาไส่รื้อชุมชน เพื่อจะมีการนำพื้นที่ไป
ทำศูนย์การค้า ซึ่งแม้ว่าสภาพทางกายภาพไม่น่าเอื้อให้เกิดแหล่งพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ได้ แต่ชาวชุมชนก็ให้เหตุผล
ว่าในอนาคตโครงการรถไฟฟ้าจะผ่านถนนพหลโยธิน และถนนเลียบคลองบางบัวเพื่อแก้ปัญหารถติดในเมืองอีกท้ัง
พื้นที่ขุมซนก็อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนักก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะถูกไล่รื้อ จึงทำให้เกิดความหวั่นไหวของข่าวการ
ไล่รื้อและเกิดความไม่มั่นคงของการอยู่อาศัยของ ชุมชน เพราะเหตุที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนพื้นที่ของทางราชการ แต่การ
ที่ขาวชุมชนตั้งรกรากบนพื้นที่นี้ มานานหลายสิบปีแล้ว จนมีคำพูดที่ว่า "พวกเราเป็นคนที่นี้ บ้านเราอยู่ตรงน้ี
"ทำให้ ชาวชุมชนเริ่ม หาทางในการต่อรองกับทางการว่าจะขออยู่ในพื้นที่เดิม แต่จะปรับปรุงสภาพและแก้ไขปัญหาต่าง
ๆในชุมชนให้มีสภาพดีขึ้น ซึ่งต่อมา พ.ศ. 2547 ได้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง ได้มีการ
ร่วมมือกันเพื่อการแก้ปัญหา ชุมชน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยและสวัสดิการชุมชน สภาพชุมชน
เกือบ 100 หลังคาเรือน อาศัยอยู่ในคลองจึงมีการปรับสภาพชุมชนให้ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในคลองหรือยื่นบ้านเรือนลง
ในคลองขึ้นบกและมีการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนบนบกรื้อบ้าน เพื่อแบ่งปันที่ดินกันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน
ในชุมชน ชุมชนบางบัวจึงนับเป็นชุมชนแออัดในเขตกรุงเทพมหานครที่มีแผนชุมชนพึ่งของตนเองที่ทำให้ชุมชนได้
52
ร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนมากขึ้น โดยได้รับเลือกเป็นชุมชนนำร่องแผนชุมชนพึ่งตนเองเขตบางเขน
พ.ศ. 2549-2550 ซึ่งโครงการบ้านมั่นคงที่เกิดขึ้น ส่งผลสะเทือนไปในหลายมิติ ทั้งในแง่การออกแบบบ้านและชุมชน
คนจน การจัดการการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบของเมือง และรัฐเพื่อช่วยแก้ปัญหาคนจนในมิติ
ตา้ นเศรษฐกจิ อกี ดว้ ย
โครงการบ้านมั่นคงของชุมชนบางบัวนับเป็นความสำเร็จของชุมชนที่เปรียบเสมือนหัวใจของชุมชน
เพราะกิจกรรมของโครงการนำมาซึ่งความร่วมมือของคนในชุมชน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพชุมชนจาก
หน้ามือเป็นหลังมือ โดยก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเรือนในชุมชน ชุมชนมีสภาพแวดล้อมน่าอยู่น่า
อาศัยมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้นำไปสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติด แหล่งมั่วสุม ผู้มีอิทธิพลในชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดีข้ึน
จึงนับได้ว่าภาคส่วนต่าง ๆ สังคม ชุมชน เจ้าของที่ดิน (กรมธนารักษ์) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)ท้องถ่ิน
หรือสำนักงานเขตบางเขน มหาวิทยาลัยในพื้นที่ คือ หัวใจในการพัฒนาบ้านมั่นคงของชุมชนบางบัวโดยชาวบ้านหรือ
องคก์ รชมุ ชนเป็นแกนหลกั ในการพัฒนา
ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างเขื่อนฯ ในช่วงแรก (พ.ศ.2559-2561) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อน
คอนกรีตและประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) และคลองบางชื่อ จากอุโมงค์
เขื่อนยักษ์พระราม 9 - รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเลต่อไป
รูปแบบเป็นเขื่อนคอนกรีตความยาวทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตร (ทั้งสองฝั่งคลอง) และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง
ระยะเวลากอ่ สร้าง 1,260 วัน โดยบริษทั ริเวอรเ์ อ็นจิเนียร่งิ ประมลู งานได้ในวงเงิน 1,645 ลา้ นบาท ขณะท่สี ถาบันพฒั นา
องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนที่จะ
ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ ส่งผลให้ คลองลาดพร้าวมีความยาวทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็น
คลองที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชื่อมระหว่างคลองสองสายใต้ (ปัจจุบันอยู่ในเขตสายไหม เป็นคลองสายหนึ่งที่ขุด
เชื่อมกับคลองรังสิต) กับคลองแสนแสบ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกชื่อคลองตามถิ่นฐานที่ ตั้งอยู่ เช่น หากอยู่ใกล้วัด
ลาดพร้าวก็จะเรียกว่า "คลองลาดพร้าว" หากอยู่ใกล้วังหินก็จะเรียกว่า "คลองวังหิน" หรือเมื่ออยู่ใกล้วัดบางบัวก็จะ
เรียกวา่ "คลองบางบวั " ฯลฯ แต่ไม่วา่ จะเรยี กชอ่ื อย่างไร ปัจจุบันคลองสายนอี้ ย่ใู นสภาพที่น้ำเน่าเสีย มสี ีดำสนิท
ทมี่ า : https://ref.codi.or.th/new-klong/14635-1
จากการค้นคว้า ชุมชนบางบัวประสบปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากคำสัมภาษณ์ของสมาชิกใน
ชุมชน คือลุงกร ถือว่าเป็นชาวบ้านรุ่นแรกๆ ที่เติบโตและอยู่อาศัยในริมคลองบางบัวมาตลอด หากถึงพ่อแม่ ครอบครัว
ของลุงกรอยู่อาศัยที่ นี่ มานานไม่ต่ำกว่า 80 ปี หรือก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484-2488) แต่ปัญหาน้ำ
เน่าเสียเริ่มส่งผลให้เห็นชัดในช่วง 20-30 ปีมาน้ี เนื่องจากเมืองเริ่มขยายตัว มีบ้านเรือน อาคาร ร้านค้า ตลาดสด
53
โรงงาน โรงแรม และสถานบริการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำของ
กรุงเทพมหานครโดยไม่มีการบำบัดและไหลลงสู่คลอง ดังนั้นคลองจึงเป็นเสมือนท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่ จึงไม่น่าสงสัยว่า
ทำไมคลองที่เคยใสสะอาด เคยเป็นแหล่งอาหารของคนริมคลอง จึงกลายเป็นท่อน้ำทั้งที่โสโครกไปได้ "ผมว่าหมู่บ้าน
ใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ มีทั้งแฟลต อพาร์ทเมันท์ รวมทั้งพวกอู่ซ่อมรถ อู่ถ้างรถก็ดี พวกนี้จะปล่อยคราบน้ำมันต่าง ๆ ลง
ท่อแล้วลงคลอง ทำให้น้ำเน่าเสีย" ลุงกรให้ความเห็นและกล่าวว่า หาก กทม.มีโครงการจะฟื้นฟูคลองหรือบำบัดน้ำเน่า
เสียในคลองก็ดี เพื่อคลองจะได้ใสสะอาด ไม่เป็นแหล่งรวมเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีเด็กในชุมชนบางบัวฯ
ตกคลองจนเสียชีวิต แต่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะจมน้ำ หากเป็นเพราะเชื้อโรคในน้ำเข้าไปทำลายสมองจนถึงแก่ความตาย
ซงึ่ สะท้อนให้เห็นในมติ ิของดา้ นสุขภาพ และสภาพแวดลอ้ มในชุมชนทเี่ ปลีย่ นไป
เมื่อย้อนกลับไปในปี 2542 ก่อนหน้าที่จะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมนั้น
ชาวชุมชนริมคลองบางบัวหลายชุมชนประสบกับปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย ขยะ และสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ที่ลอยฟองอยู่ในลำ
คลอง จึงได้รวมกันเป็นเครือข่ายใช้ชื่อว่า "เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัว" มีสมาชิกเริ่มต้นประมาณ 6
ชุมชน เช่น ร้อยกรอง บางบัว (หลังกองการภาพ) สามัคคีร่วมใจ ร่วมใจพัฒนาเหนือ ร่วมใจพัฒนาใต้ ฯลฯ มีกิจกรรม
ร่วมกัน เช่น เก็บขยะในคลอง ทำถังตักไขมันในครัวเรือน ทำน้ำหมักจุลินทรีย์ ลูกบอลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดสภาพน้ำใน
คลอง ทอดผ้าป่าขยะเพอื่ นำเงนิ มาซ้อื เรอื เก็บขยะหรือใชเ้ ป็นเรือตับเพลงิ ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า จากการคันคว้าหาข้อมูลชุมชนบางบัว ทำให้สะท้อนถึงสภาพชุมชนริมน้ำในมิติต่าง ๆ และเห็นถึง
การที่สมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่อยู่มานาน มาจากต่างที่ต่างถิ่น และตั้งหลักปักฐานที่ขุมชนบางบัวแห่งนี้ มี
ความสัมพันธ์กับคลองบางบัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น การใช้เดินทาง อุปโภคบริโภค มีวัฒนธรรมการช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ซึ่งการร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในชุมชนนี้ ทำให้การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยรุกล้ำลำคลองได้รับการ
แก้ไข ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดี ชุมชนอยู่ร่วมกับคลองได้ ไม่ต้องหวาดผวาต่อนโยบายไล่รื้ออีก
ต่อไป แต่เนื่องจากการค้นคว้าได้พบปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนเพิ่มขึ้นจนมาถึงปัจจุบันที่กลายเป็นปัญหาหลัก
ของชุมชนคือปัญหาขยะ และมลพิษทางน้ำ ทำให้คลองบางบัวมีน้ำเน่าเสีย ส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านสังคม และ
สุขภาพ เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ และน้ำเน่าเสียอาจจะส่งผลให้คนในชุมเกิดโรค
จากทางน้ำได้เช่นกนั
54
แผนที่เดินดินชุมชนบางบัว
อ้างอิงจาก : https://www.google.com/maps/search/ชุมชนบางบัว/@
13.8565345,100.5598848,14z/data=!3m1!4b1
ประวตั ิบคุ คลสำคญั
ชอื่ วรรณวิศา หงันเป่ยี ม
วนั /เดอื น/ปเี กิด เกดิ เมือ่ วนั ท่ี 15 ตลุ าคม พ.ศ.2504
อายุ 60 ปี
ภมู ลิ ำเนา เกดิ ที่จังหวัดปทมุ ธานี
การศกึ ษา จบการศกึ ษาระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
ความสำคญั และบทบาทหนา้ ท่ใี นชมุ ชนบางบัว
มีการอยูอ่ าศัยในชุมชนบางบวั ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2519
- ก่อนปี พ.ศ. 2553 ได้ทำงานเปน็ กระเปา๋ รถมล์ ทำงานเปน็ เวลา 14 ปี
- ปี พ.ศ. 2553 ถึงปี พ.ศ. 2560 ได้รบั ตำแหน่งเป็นกรรมการชุมชนบางบัว เปน็ ระยะเวลา 8 ปี
- ในปี 2561จนถงึ ปจั จุบนั นน้ั ไดร้ ับตำแหน่งเป็นประธานชมุ ซนบางบัว
- การทำงานเป็นประธานชมุ ชนบางบวั มีความท้าทายเป็นอยา่ งมาก เน่ืองจากภายในชมุ ชนยงั คงเกิด
55
- ปญั หาต่าง ๆ อยูม่ ากมายท่ยี ังไมส่ ามารถแกไ้ ขไดห้ มด และคนในชุมชนขาดความรู้ ความเขา้ ใจใน
• กิจกรรม แต่ยังคงใหค้ วามร่วมมือในการเขา้ ร่วมเป็นอย่างดี และมคี วามคดิ ทอี่ ยากจะพัฒนาชุมชนใหด้ ี
• ขึ้นในทกุ ๆ ด้าน และสร้างสัมพันธภาพอันดใี ห้แก่สมาชิกในชมุ ชม
แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสงั คมสงเคราะห์
จากการศึกษาชุมชนบางบัว พบว่าชุมชนมีจุดแข็งคือ ผู้นำชุมซนมีแนวคิดที่อยากจะพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งข้ึน
มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในชุมชนให้เกิดความรักความสามัคคี และสมาชิกในชุมชนให้ความร่วมมือได้ดีในการทำ
กิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชน จากการศึกษาค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันของคนในชุมชน และผู้นำชนในการเข้า
ร่วมโครงการบ้านมั่นคง ที่สมาชิกภายในชุมชนต่างร่วมกันผ่านความท้าทายเหล่านั้นมาได้เป็นชุมชนขึ้นมา และการ
ร่วมมือกันในการดูแลชุมชน เรื่องปัญหาหารสร้างเขื่อน ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมภายในชุมชน สมาชิกภายในชุมซน
ต่างไม่นิ่งนอนใจ ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในที่อยู่อาศัยของตนเอง และพยายามที่จะร่วมมือกันพัฒนาปรับปรุงชุมชนให้
ดีขึ้น จึงสามารถนำแนวคิด ทฤษฎี ในกลุ่ม Empowerment และ Advocacy เพื่อบรรลุเป้าของงงานสังคมสงเคราะห์
คือการเกดิ Empowerment และ Social change ใช้แนวคดิ ความเป็นเมอื ง และ โดยอธิบายได้ดงั น้ี
ทฤษฎี Empowerment และ Advocacy จากการประเมินจุดแข็งของชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการ
ทางสังคม ที่ส่งเสริมให้บุคคล องค์กร และชุมชน มีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถควบคุมตนเอง มีความสามารถใน
การเลือก และกำหนดอนาคตของตนเอง และชุมชน ได้ โดยทฤษฎีการเสริมสร้างพลัง(Empowerment Theory) และ
การมี Advocacy มาจากแนวคิดของการศึกษาเพื่อการสร้างพลังและการสนับสนุนที่เน้นตัวบุคคล และพัฒนา
ความสามารถในการตัดสินใจ สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เกิดความนับถือเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ซ่ึง
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การได้รับแรงสนับสนุนภายใน จากผู้นำชุมชนและสมาชิกภายในชุมชนด้วยกันเองที่มีทัศ
นคตีในการคิดที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดียิ่งขึ้นเหมือนกันจากการศึกษาชุมชนจากเครื่องมือทั้งสามชนิด
พบว่า ชุมซนบางบัว มีการสร้างพลังอำนาจเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับอุปสรรคมากั้นอำนาจ
ตลอดจนการพัฒนาและสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น นอกจากแรงสนับสนุนภายในแล้วยังได้รับ
การสนับสนุนจากรัฐบาลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่น โครงการบ้านมั่นคงของชุมชนบางบัว รวมไปถึงการมีผู้นำ
ที่มุ่งพัฒนาและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในชุมชน ร่วมกับสมาชิกในชุมชนที่พยายามเสริมแรงและสนับสนุนซึ่ง
กันและกัน ร่วมมือกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพื่อให้ตนเองเห็นคุณค่าในตนเองและสมควรได้รับสิทธิเหล่านั้นเพื่อการ
ดำเนินชีวิตที่เป็นไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเสริมพลังอำนาจและการมีแรงสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ระบุถึง
กระบวนการ ทส่ี ำคญั อนั กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง ดงั นี้
1. การเชื่อมั่นในคุณค่าและศักยภาพของ บุคคล ครอบครัว กลุ่มและชุมชน ซึ่งทัศนคติเหล่านี้ ถือว่าเป็น
เป้าหมายหลักของการเสริมพลังอำนาจ ที่ จะส่งผลต่อการพัฒนาในระดับบุคคลไปสู่การ เปลี่ยนแปลงใน
ระบบสังคม ซึ่งในชุมซนบางบัว ทั้งผู้นำชุมซนและสมาชิกในชุมซนล้วนมีทั้งการสนับสนุนกันและเสริมแรงซ่ึง
กันและกนั ต้ังแตอ่ ดีตจนถึงปจั จุบนั จนเกิดการเปลย่ี นแปลงใหม่ ๆ ทางสังคมที่ดขี ึ้น
2. การเรียนรู้ร่วมกันแบบใช้ประสบการณ์ การรวมตัวกันรับรู้ถึงประสบการณ์ซึ่งกันและกันทำให้สมาชิกทุกคน
เข้าใจสาเหตุของปัญหา ทำให้เกิดการร่วมรับรู้ความรู้สึกในปัญหาที่คล้ายคลึงกัน และสามารถร่วมกัน
แกป้ ัญหาได้และนำไปส่กู ารเปลยี่ นแปลง
56
3. การลงมือปฏิบัติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนในชุมชนเชื่อมั่นในศักยภาพและเข้าใจปัญหาแล้ว จึงร่วมมือกัน
ปฏบิ ตั ิและแกไ้ ขปญั หาเหล่านน้ั นน้ั จนนำไปส่กู ารเปลี่ยนแปลง
แนวคิดความเป็นเมือง (Urbanization)
ความเป็นเมือง (Urbanization) เป็นกระบวนการกลายชุมชนเป็นเมือง เกิดการเคลื่อนย้ายดำเนินงานเข้าสู่
บริเวณเมืองหรือการขยายตัวของพื้นที่เมืองออกไปเกิดการเพิ่มจำนวนประชากรอยู่รวมกันหนาแน่น อันเป็นผลมาจาก
การที่ประชาชนเคลื่อนย้ายถิ่นจากชนบทมาสู่เมืองใหญ่ ลักษณะในแง่ประซากรจะเห็นความเปลี่ยนแปลงจาก
วัฒนธรรมชนบทเป็นวัฒนธรรมเมืองชนบทขยายตัวเปลี่ยนรูปแบบเป็นเมืองทำให้สัดส่วนประชากร ทั่วประเทศที่อาศัย
อยู่ในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น จากการศึกษาข้อมูลชุมชนบางบัว สามารถใช้แนวคิดนี้ในการอธิบายได้ โดย ชุมชนบางบัวมี
กระบวนการจัดการต่อรองในปัญหากรรมสิทธิ์ ในพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย และกระบวนการต่อรองนั้นนำมาสู่ ความเป็น
ชุมชน นั่นคือ "โครงการบ้านมั่นคงนอกจากจะเป็นโครงการแก้ปัญหาชุมชนแออัดขนาดใหญ่ โครงการหนึ่งแล้ว ยัง
เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนเมือง กรณีชุมชนบางบัวนั้น จากคำบอกเล่าของคนใน ชุมชน มี
การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในบริเวณนี้มา 70-80 ปีแล้ว มีทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นแถบนี้แต่ดั้งเดิม และกลุ่ม คนใหม่ ๆ ท่ี
เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ มาปลูกสร้างที่พักอาศัย โดยไม่รู้ว่าที่แท้จริงแล้วพื้นที่นี้เป็นของกรมธนารักษ์ จึงถูกตราหน้ามา
ตลอดว่าเป็นผู้บุกรุก มีปัญหาเรืองสิ่งแวดล้อม ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ไม่มีความมั่นคง" ถึงแม้ว่าการจัดการ
สิ่งแวดล้อมของชุมชนจะได้รับการยอมรับและสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ
ปัญหาในชุมชนเท่านั้น ปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่า คือ ความไม่มั่นคงทางด้านการอยู่อาศัย จนกระทั่งสถาบันพัฒนาองค์กร
ชมุ ชน (พอซ) นนั้ ได้เขา้ มามีสว่ นร่วมในการจัดการส่ิงแวดล้อมของชุมชนมาตัง้ แตต่ อนนัน้ จงึ เปน็ ภาคกี ารพฒั นาหน่ึง
ของชุมซน และในเรื่องการจัดการความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน พอช. ได้เข้ามาให้ความรู้ในระบวนการ
จัดการแนวคิดเรื่องบ้านมั่นคงและแนวทางการเขา้ ร่วมโครงการแก่ชุมชน และความร่วมมือกันของสมาชิกในชุมชน
จึงทำให้โครงการบ้านมั่นคงประสบความสำเร็จ เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนิน โครงการบ้านมั่นคงของชุมชน
บางบัวประสบความสำเร็จนั้นมาจากทั้งปัจจัย ภายใน หรือตัวชุมชนเองที่เห็นประโยชน์ร่วมกันในการ จัดการความไม่
มั่นคงในการอยู่อาศัย การปรับปรุงสภาพ ที่อยู่อาศัย สภาพภูมิทัศน์ชุมชน สภาพแวดล้อมชุมชน รวมทั้งการจัดการ
ปัญหาสังคมอื่น ๆ จากการเล็งเห็น ประโยชน์ดังกล่าวจึงสามารถร่วมมือร่วมใจกันดำเนิน โครงการให้ลุล่วง ซึ่งถ้าชาว
ชุมชนไม่สนใจ ไม่ให้ความร่วมมือแล้วคงเป็นไปได้ยากที่จะดำเนินการได้ นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านกลุ่มผู้นำชุมซนก็มี
ความสำคัญอยา่ งมาก ในฐานะท่ีเป็นผผู้ ลักดนั กระตุ้นให้สมาชกิ ในชุมชนเห็นประโยขน์ร่วมกนั และร่วมมอื กัน กรณกี าร
เคลื่อนไหวของชุมชนบางบัวเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างที่สามารถจะเทียบเคียงได้กับแนวคิด "สิทธิที่จะอยู่ในเมือง" สิทธิท่ี
ต้องการเรียกร้องต่อรองในฐานะผู้ที่ถูกกระทำจากการเปลี่ยนแปลงเมือง ซึ่งสิทธิที่จะอยู่ในเมืองไม่ใช่เป็นเพียงสิทธิที่
จะเข้าถึง การบริการ หรือสิ่งที่อยู่ในเมืองเท่านั้น แต่เป็นสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงมันด้วย เราต้องการที่จะแน่ใจว่าเรา
สามารถที่จะอยู่อาศัยในพื้นที่ที่เราได้สร้างขึ้น มาเอง ในที่สุดแล้วสิทธิที่จะอยู่อาศัยจะนำไปสู่การสร้างชุมชนที่มีความน่า
อยู่ในเชิงความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ และความต้องการที่จะรักษา
พื้นที่ของคนในชุมชนซึ่งถ้าชุมชนสามารถที่จะเปลี่ยนความตระหนักดังกล่าวไป สู่แนวทางปฏิบัติเพื่อการฟื้นฟูดูแล
พื้นที่ตนเอง จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ชุมชนให้มีความน่าอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนบางบัวเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างที่สามารถ
จะเทียบเคียงได้กับแนวคิด "สิทธิที่จะอยู่ในเมือง" สิทธิที่ต้องการเรียกร้องต่อรองในฐานะผู้ที่ถูกกระทำจากการ
เปลี่ยนแปลงเมือง ซึ่งสิทธิที่จะอยู่ในเมืองไม่ใช่เป็นเพียงสิทธิที่จะเข้าถึง การบริการ หรือสิ่งที่อยู่ในเมืองเท่านั้น แต่เป็น
สิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงมันด้วย เราต้องการที่จะแน่ใจว่าเราสามารถที่จะอยู่อาศัยในพื้นที่ที่เราได้สร้างขึ้น มาเอง ในที่สุด
57
แล้วสิทธิที่จะอยู่อาศัยจะนำไปสู่การสร้างชุมชนที่มีความน่าอยู่ในเชิงความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ซึ่งจะนำไปสู่ความ
ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ และความต้องการที่จะรักษาพื้นที่ของคนในชุมชนซึ่งถ้าชุมชนสามารถที่จะเปลี่ยน
ความตระหนักดังกล่าวไป สแู่ นวทางปฏิบัติเพื่อการฟื้นฟูดูแลพื้นที่ตนเอง จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ชุมชนให้มีความน่าอยู่
อยา่ งยั่งยืน
โครงการชุมชน
จากการศึกษาชุมชนพบว่า ชุมชนบางบัวประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาหลัก เนื่องจากเป็นชุมชน
ติดคลอง สภาพแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยจึงสำคัญ โดยเฉพาะทรัพยากรณ์น้ำ หรือคลองนบางบัวที่ในขณะนี้ประสบ
ปัญหาน้ำเน่าเสีย เริ่มสงผลให้เห็นชัดในช่วง 20-30 ปีมานี้ เนื่องจากเมืองเริ่มขยายตัว มีบ้านเรือน อาคาร ร้านค้า
ตลาดสด โรงงาน โรงแรม และสถานบริการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปล่อยน้ำเสียและขยะ
ลงสู่ท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานครโดยไม่มีการบำบัดและไหลลงสู่คลอง ดังนั้นคลองจึงเป็นเสมือนท่อน้ำทิ้งขนาด
ใหญ่ จึงไม่น่าสงสัยว่าคลองที่เคยใสสะอาด เคยเป็นแหล่งอาหารของคนริมคลอง จึงกลายเป็นท่อน้ำทิ้งที่โสโครกมี
และมีขยะในคลอง และจากการศึกษาพบว่า มีชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการบำบัดขยะและน้ำเสีย
โดยกล่าวว่า "หาก กทม มีโครงการจะฟื้นฟูคลองหรือบำบัดน้ำเน่าเสียในคลองก็ดี เพื่อคลองจะได้ใสสะอาด ไม่เป็น
แหล่งรวมเชื้อโรค เพราะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีเด็กในชุมชนบางบัวฯ ตกคลองจนเสียชีวิต แต่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะจมน้ำ
หากเปน็ เพราะเชอ้ื โรคในน้ำเข้าไปทำลายสมองจนถึงแกค่ วามตาย"
ผู้จัดทำจึงมองเห็นถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องขยะในคลองเหล่านี้ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการทำ
ให้น้ำเน่าเสีย จึงมีความต้องการที่จะจัดทำโครงการชุมซน เพื่อแก้ปัญหาด้านทรัพยากรน้ำของชุมชนบางบัวได้แก่
โครงการคลองใสได้ด้วยมือเรา และเนื่องจากน้ำเน่าเสียในคลองส่วนใหญ่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งชุมชน
ตลาด โรงแรมต่าง ๆ จึงอาจจะมีสารเคมีปนเปื้อนในน้ำได้ ดังนั้นผู้จัดทำมีความคิดเห็นว่า การบำบัดน้ำเสียโดยวิธี
ธรรมชาติไม่อาจเพียงพอ อาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วหรือมีประสิทธิภาพมากนัก ในส่วนนี้ทางผู้จัดทำจึงมี
ความคิดที่จะมีการให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยการเริ่มจากพูดคุยกับชาวบ้านในการแก้ปัญหา
และประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นถึงปัญหาเช่นกัน และลงมือ บำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์หรือด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นประจำทุก 2
เดือน นอกจากน้ี ปญั หาขยะก็เปน็ อีกสง่ิ หนึ่งทสี่ ง่ ผลตอ่ มลพิษทางน้ำ
วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการ
1. เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนในชุมชนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการจัดการขยะ
อยา่ งถกู วิธี
2. เพื่อให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาชุมชนสามารถสร้างแผนพัฒนาชุมชนด้านการรักษา
สิ่งแวดลอ้ มในชมุ ชนรว่ มกนั
3. เพื่อช่วยให้ทรัพยากรน้ำในชุมชนบางบัวมีคุณภาพที่ดีมากขึ้นระยะเวลาในการจัดทำโครงการ เริ่มวันที่ 20
พ.ย. 2562 ถึง วันที่ 1 ธ.ค. 2565สถานที่ดำเนินโครงการ ชุมชนบางบัว ซอยพหลโยธิน 49/2 เขตบางเขน
แขวงตลาดบางเขนกรงุ เทพมหานคร 10210
ดังนั้นผู้จัดทำจึงจัดทำโครงการคลองใส่ได้ด้วยมือเรา โดยการให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วม โดยมีวิธีการ
ดำเนินโครงการดังนี้ โดยการดำเนินโครงการนอกจากจะเป็นการประสานงานในการบำบัดน้ำเสียแล้ว ยังมีการให้
58
สมาชิกภายในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเช่นกันคือการกำจัดขยะภายในคลอง โดยจะมีการนำขยะที่สมาชิก
เก็บได้นั้นมาเก็บเป็นแต้ม ในการแลกของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะมีการเก็บแต้มขยะด้วยวิธีการชั่งน้ำหนักขยะไม่ว่า
จะขยะนั้นจะเป็นประเภทใด สามารถรวมกันและชั่งน้ำหนักได้ทั้งหมด โดยในทุก 1 1 กิโลกกรัม จะคิดเป็น 1 แต้ม
ทุก 1 แต้มสามารถแลกของใช้ได้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม เป็นต้น และหากสะสมครบ 7 แต้ม จะสามารถแลกของ
รางวัลใหญ่ใด้ ได้แก่ หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น และเมื่อชั่งขยะรวมแล้วจะมีการสอนการแยกขยะ และทิ้งขยะแต่ละประเภท
ไดอ้ ย่างถกู ต้อง เพือ่ เปน็ การโนม้ น้าวสมาชิกในชมุ ชนในการเขา้ รว่ มกิจกรรม
วธิ ีดำเนนิ การ ดังน้ี
1. สำรวจปัญหาในชุมชน และเริ่มพูดคุยกับสมาชิกในชุมชน และผู้นำชุมชน รวมไปถึงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอง
ปัญหาร่วมกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยให้สมาชิกในชุมชนสามารถแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนวิธีการ
ดำเนนิ โครงการได้
2. ประชาสัมพันธใ์ หป้ ระชาชนภายในพนื้ ทที่ ราบถึงโครงการหรือกจิ กรรมทจ่ี ะใหช้ มุ ชนมีสว่ นรว่ ม
3. ขออนมุ ตั ิโครงการ
4. ผู้จัดทำจะเริ่มดำเนินการในส่วนที่สมาชิกภายในชุมชนไม่สามารถลงมือแก้ไขด้วยตนเองได้ อาจจะต้องมีการ
ประสานงานผ่านผู้นำชุมชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจจะเข้าไม่ถึงหรือไม่ทราบวิธีการแก้ไขปัญหาก่อน
เป็นอันตับแรก โดยจะมีการประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นในส่วนของความรับผิดชอบภายใน
ชุมชนทกี่ ว้างขึน้ เชน่ ในระดับเทศบาล ตำบล หรือจงั หวัด เพ่อื เขา้ มาบำบดั น้ำเสยี ในชุมชน เปน็ ประจำในทกุ ๆ 2 เดอื น
5.จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการธนาคารขยะของชุมชน โดยแบ่งเป็น ที่ปรึกษา ผู้จัดการ เจ้าหน้าท่ีคัดแยกและ
จัดการขยะ เจ้าหน้าที่ชั่งขยะ เจ้าหน้าที่จดบันทึกและจัดการแลกของหลังจากโครงการอนุมัติและมีคณะกรรมการที่
พร้อมปฏบิ ตั ิงาน สามารถเริ่มโครงการคลองใสไดด้ ว้ ยมือเราภายในชุมชนได้ทนั ที
59
ในการดำเนินการจะแบง่ เปน็ 3 ชว่ ง ดังน้ี
แผนการดำเนนิ งาน 2564 2565
พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค เม.ย พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค.
กอ่ นดำเนนิ การ
สำรวจพื้นที่และปัญหา
ประชุม วางแผนต่าง ๆ
ติดต่อประสานงาน ให้
ความรู้แก่สมาชิกใน
ช ุ มช น แ ล ะ ร ออนุ มั ติ
โครงการ
จัดต้ังคณะกรรมการ
ดำเนนิ การ
บริหารจัดการกิจกรรม
แบะดำเนนิ กิจกรรม
หลังดำเนินการ
สรุปการดำเนินการและ
รายงานผล
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ
1. ปัญหานำ้ เน่าเสยี ในชุมนไดร้ บั การแก้ไขในทศิ ทางที่ดีข้นึ
2. ประชาชนภายในชมุ ชนตระหนกั ถึงผลกระทบตอ่ สิง่ แวดลอ้ มและประโยชนข์ องสว่ นรวมมากขนึ้
3. ประชาชนภายในชมุ ชนมกี ารบรหิ ารจัดการขยะทีต่ ยี่ งิ่ ขนึ้ คดั แยกขยะไดอ้ ย่างถูกวธิ ี
4. ชุมชนมีศักยภาพทจี่ ะทำแผนพฒั นาชมุ ชนไดใ้ นอนาคต สามารถดำเนนิ โครงการไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื งด้วย
ศกั ยภาพของชมุ ชนเอง
การติดตาม ประเงนิ ผลและยุตโิ ครงการ
โครงการมีการประเมินผลและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการในทุก 1 3 เตือน โดยมีผู้ดำเนิน
โครงการและผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องเข้ามาประเมินและตดิ ตามร่วมกัน เพือ่ นำเอาการประเมินนั้นมาปรบั ปรุงและพัฒนาให้ดี
มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและคนในชุมชนพวัอมที่จะเรียนรู้และพัฒนาชุมชนของตนเองให้เกิด
ความย่ังยืน โดยให้คนในชุมชนเรียนรู้งานและกิจกรรมที่ทุกคนได้มีส่วนช่วยกันทำ และกลุ่มผู้ดำเนินโครงการจัดทำ
60
รายงานจากการประเมินและติดตามผลมอบให้กับคนในชุมชน เช่น หนังสือคู่มือหรือแผ่นพับความรู้ เพื่อมอบให้กับ
ชุมชนบางบัวได้นำไปเป็นแนวทางในการสานต่อกิจกรรมหรือโครงการภายในชุมชน หลังจากนั้นกลุ่มผู้ดำเนินโครงการ
ได้ยุติบทบาทในการดำเนินโครงการ ซึ่งแม้ว่ากลุ่มผู้ดำเนินโครงการจะยุติบทบาทหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการไป
แล้วแต่คนในชุมชนนั้นก็ยังสามารถที่จะสานงานและดำเนินงานต่อไปใต้เพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองให้เกิดความยั่งยืน
ในอนาคต
จากการดำเนินโครงการ หากบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว โครงการนี้จะสามารถแก้ไซปัญหาหลักที่เกิดขึ้น
ภายในชุมชนได้ และหากมีการดำเนินต่อไป และสามารถคงประสิทธิภาพในการดำเนินต่อไปแม้ผู้จัดทำจะยุติโครงการ
แล้ว แต่หากสมาชิกในชุมชนยังมองเห็นความสำคัญของปัญหาและยังคงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อไป
จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้ในหลายมิติ ซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชุมชนในอนาคตได้
อย่างย่ังยืน และสง่ ผลตอ่ คุณภาพชวี ติ ทด่ี ขี ้นึ ของคนในชุมชนบางบวั ต่อไป
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏบิ ัตงิ านในชุมชนบางบัว
จากการศึกษาข้อมูลชุมชนบางบัว พบว่า นักสังคมสงเคราะห์มีส่วนสำคัญในการร่วมเข้ามามีบทบาท
และสร้างการเปลี่ยนแปลงในกรณี ชุมซนบางบัว เนื่องจากสภาพชุมชนในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทุก
ๆ มิติ การทำงานสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถในทุก ๆ กระบวนการสังคมสงเคราะห์ใน
การศึกษาชุมชนบางบัว ไม่เพียงพบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาด้านยาเสพติด การว่างงานผู้สูงอายุ
หรือปัญหาที่อยู่อาศัยอีก เป็นต้น ดังนั้นหากการทำงานสังคมสงเคราะห์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จริง จึงควรแก้ไข
ปัญหาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้อย่างรอบด้าน มีการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติของชุมชนการเริ่มจากการแก้ปัญหาท่ี
ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง ในชุมชนบางบัว เป็นกระบวนการดำเนินงานตามระบบของประชาธิปไตย ซึ่งสมาชิกทุก
คนในชมุ ชนจะได้เรยี นร้กู ารอยู่รว่ มกัน การทำงานรว่ มกัน การตดั สนิ ใจรว่ มกัน นักโดยสังคมสงเคราะห์ ทป่ี ฏิบตั ิงานใน
ชุมชนบางบัว จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ (Enabler) หรือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต่อกลุ่มต่าง ๆ ในชุมซน
หรือบุคคลในชุมชน โดยกระตุ้น (Stimulate) ให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจกัน (Co-operative)
เพื่อดำรงไว้ซึ่งความปลอดภัย และความเจริญก้าวหน้าของชุมชนโดยนักสังคมสงเคราะห์จำเป็นที่จะต้องพยายามที่จะ
นำเอาทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ให้เกิด ประโยชน์ตามความจำเป็นแก่ชุมชนนั้น ๆ เพื่อนำชุมชนไปสู่ความก้าวหน้า
นอกจากนี้จากการศึกษาชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ในกรณีนี้จำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าชุมชนมีศกั ยภาพ เนื่องจากชุมชน
ประกอบไปด้วยสมาชิกที่หลากหลาย และแต่ละบุคคลมีศักยภาพที่แตกต่างกัน อาจจะเกิดความขัดแย้ง
ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบชุมชนเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในซณะเดียวกัน
ก็ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมและเป็นกลางในการให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งชุมชนสามารถช่วยเหลือ
ตนองได้ สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองได้จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นการทำงานสังคมสงเคราะห์ท่ี
สร้างการเปลี่ยนแปลง ตังเช่นชุมชนบางบัวที่ศึกษา หากนักสังคมสงเคราะห์สามารถเข้ามามีบทบาทตามที่กล่าวมา
ข้างต้นในชุมชนบางบัวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไมใ่ ช่เพียงแค่ชุมชนที่ดีขึ้น แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบองค์รวมท่ี
เริ่มตั้งแต่ตัวบุคคลที่ตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันแก้ปัญหา มีการ Empower ตนเอง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน
จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับตา่ ง ๆ จนถึงระดับชมุ ชนและสามารถก้ไขปัญหา และสร้างการเปลีย่ นแปลงได้
61
เอกสารอ้างองิ
นชุ นาฎ ยูยันเงาะ (2560). การเสรมิ พลงั อำนาจชมุ ชนเพื่อพัฒนาชีวติ ผตู้ อ้ งขัง. ออนไลน)์ . เขา้ ถึง
จาก : https://scholar.google.co.th/scholar? q=การเสรมิ พลังอำนาจซมุ ซนเพอ่ื พฒั นาชวี ติ
ผู้ต้องขงั &hl=th&as sdt=08as vis= 18oi=scholart (15 พฤศจกิ ายน 2561).
สถาบนั พัฒนาองคก์ รชุมชน. (2558),. บางบวั โมเดล : ตน้ แบบการแก้ปญั หาชมุ ชนริมคลอง. (ออนไลน)์ . เชา้ ถงึ
จาก : https://mis krirk ac.th/ibrantcxt/mpa/2561/Sodsini 9620Watakapat.pdf (15
พฤศจิกายน 2564).
สถาบันพัฒนาองค์กรชมุ ชน. (2558). รายงาน....ความคบื หนา้ การพฒั นาทอี่ ยอู่ าศยั ชุมชนริมคลอง.
(ออนไลน)์ . เข้าถึงจาก : https://ref.codl. or. th/new-klong/14635-1 (15 พฤศจกิ ายน 2564).
สมาคมอสงั หาริมทรพั ยไ์ ทย. (2560). ความเปน็ เมอื งในอนาคตในประชาคมอาเซียน. (ออนไลน์). เข้าถงึ
จาก : http:/thairealestale.org/content/de lai/388/ความเป็นเมอื งในอนาคตของประชาคม
อาเซียน (15 พฤศจกิ ายน 2564).
สตสรี ิ วฒั กาพัทธ (2560). ภาวะผนู้ ำการเปล่ยี นแปลงกับความสำเร็จของโครงการบา้ นมัน่ คง : กรณศี กึ ษา
โครงการบน้ ม่ันคงชมุ ชนบางบัว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (ออนไลบ์), เขา้ ถงึ จาก :
https://mis.krirk.ac.th/libranylcxt/mpa /2561/Sodsiri 9620Watakapal.pdf (15 พฤศจกิ ายน 2564)
62
“ชุมชนเกา่ หัวตะเข”้
ปรัชญุ ก์ ร บญุ ปลอด
63
การออกแบบปฏบิ ัตกิ ารสงั คมสงเคราะหช์ ุมชน: ชุมชนเกา่ หวั ตะเข้
ชุมชนเก่าหัวตะเข้เป็นชุมชนเก่าริมน้ำซึ่งมีที่ตั้งอยู่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ที่มาและเหตุผลของ
การศึกษาชุมชนนี้คือเป็นชุมชนใกล้เคียงของผู้ศึกษา จึงทำให้ผู้ศึกษาได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมบ่อยครั้งและเห็นถึง
พัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของชุมชนที่มีความน่าสนใจอย่างมาก จากสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ชุมชนเคยมีการค้าขายผ่าน
ทางเรืออย่างคึกคักแต่เมื่อเวลาผ่านไปที่แห่งนี้กลับซบเซาหลายสิบปี จนกระทั่งปัจจุบันชุมชนเก่าหัวตะเข้ได้พัฒนา
กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชานเมืองในกรุงเทพมหานครที่ผู้คนให้ความสนใจการศึกษาชุมชนเก่าหัวตะเข้ ในครั้งนี้ใช้
วธิ ีสบื คน้ ผ่านอนิ เทอรเ์ นต็ รวมท้ังประสบการณข์ องผู้ศกึ ษาท่เี คยมโี อกาสไดไ้ ปเยี่ยมชมชุมชน
1. เคร่อื งมือการศกึ ษาชุมชน 1.1. แผนที่เดนิ ดนิ (Geo-Social Mapping)
เครื่องมือการศึกษาชุมชนเก่าหัวตะเข้มีทั้งหมด 3 เครื่องมือได้แก่ แผนที่เดินดิน,ประวัติศาสตร์ชุมชน,
และประวัติชีวิตบุคคลที่น่าสนใจ การเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เนื่องจากประโยชน์ที่แตกต่างกันของแต่ละเครื่องมือ
เพื่อให้ได้ศึกษาแง่มุมที่หลากหลายของชุมชน รวมทั้งข้อจำกัดของการเลือกใช้เครื่องมือจากปัจจัยด้านเวลาและด้าน
สถานการณ์ในปัจจบุ นั จงึ ใชว้ ิธีการไดม้ าของแต่ละเครื่องมอื ผา่ นขอ้ มลู ทางอนิ เตอร์เน็ต
เครื่องมือชิ้นแรกเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพราะทำให้ผู้ศึกษาได้เห็นภาพรวมของชุมชนและได้ทราบถึงข้อมูล
สภาพความเป็นอยู่ รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกในชุมชน แต่เนื่องจากแผนที่ด้านล่างนี้ไม่ได้
เกิดจากการสังเกตด้วยตัวเองจึงอาจไม่ทั่วถึงครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหรือทั่วทั้งชุมชน ถึงแม้จะมีขอ้ จำกัดแต่ก็ยังทำ
ใหผ้ ศู้ กึ ษาเข้าใจถงึ มติ ทิ างสงั คมผา่ นพื้นที่ทางกายภาพ ซ่งึ มคี วามหมายทางสังคมและส่งผลตอ่ หนา้ ท่ีทางสังคม
รปู ที่ 1 แผนที่เดนิ ดินชมุ ชนเก่าหัวตะเข้
64
จากแผนที่เดินดินข้างต้นสามารถวิเคราะห์พื้นที่ทางกายภาพที่สามารถเชื่อมโยงกับความหมายทางสังคม
และหน้าท่ที างสังคมได้ดังตอ่ ไปนี้
1) พื้นที่ทางคมนาคม สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนซึ่งแต่ก่อนเดินทางโดยเรือเป็นหลักผ่านทางคลอง
ประเวศบุรีรมย์ ต่อมามีสถานีรถไฟหัวตะเข้จึงทำให้ผู้คนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ในปัจจุบันถึงแม้จะมีเส้นทางถนน
แต่ก็ยังมีบริเวณที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยผู้คนในชุมชนสามารถเดินทางได้โดยทางเท้าและจักรยานหรือ
จกั รยานยนตเ์ ท่าน้ัน
2) พื้นที่ทางการศึกษา สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของชุมชนและสถานที่ศึกษาโดยโรงเรียนศึกษาพัฒนาเป็น
โรงเรียนประถมขนาดเล็กที่เก่าแก่ของชุมชนซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของชุมชน นอกจากนั้นยังมีสถานศึกษา
ใกล้เคียงจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนเดินศึกษาชุมชน เช่น โรงเรียนพรตพิทยพยัต โรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ เป็นต้น และ
วิทยาลัยชา่ งศิลปท่ไี ดม้ าศกึ ษาสถาปัตยกรรมเพอ่ื นำไปพฒั นาผลงานของชมุ ชน
3) พื้นที่ทางศาสนา สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากชาวจีนที่มาตั้งรกราก เช่น ศาลเจ้าปึงเถ่ากง โรงเจฮะ
เฮงตั้ว โรงเจเทียงป้อฮุกตึ้ง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลทางศาสนาคริสต์คาทอลิกเห็นได้จากวัดแม่พระประจักษ์
เมืองลรู ด์ ดงั นั้นชุมชนเกา่ หัวตะเขจ้ ึงใหค้ วามสำคญั กับกจิ กรรมทางศาสนาอย่างมาก
4) พื้นที่ทางสุขภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งด้านจิตวิทยาและสังคม
โดยมีศูนย์สุขภาพชุมชนเป็นสถานพยาบาลปฐมภูมิ ซึ่งทำหน้าที่ให้บริการการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และ
การปอ้ งกนั โรคโดยใหบ้ ริการที่บา้ นและบริการในชมุ ชน
5) พื้นที่ทางเศรษฐกิจ สะท้อนถึงการสร้างรายได้และวิถีชีวิตของคนในชุมชน เริ่มจากตลาดสดตอนเช้าที่เป็นแหล่ง
พบปะกันของชาวบ้าน นอกจากนั้นยังมีร้านสี่แยกหัวตะเข้และร้าน ณ ลาดกระบังซึ่งเป็นร้านอาหารและห้องพักริมน้ำ
สำหรับนกั ท่องเท่ียว ทำให้ชาวบ้านได้มีการสร้างงานสรา้ งอาชีพมากข้ึน
รูปที่ 2 ศาลเจ้าปงึ เถ่ากง รปู ท่ี 3 ร้านสแี่ ยกหวั ตะเข้
6) พื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมร่วมกับการพัฒนา
ชุมชนให้สามารถสร้างงานสร้างรายได้ และนำแนวคิดการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับชุมชนเก่าโดยมีศูนย์ส่งเสริม
การเรียนรู้วิถีถิ่นหัวตะเข้ บ้านสามครู ดาราศาสตร์วิถีไทย และบ้านหลวงพรต-ท่านเลี่ยม รวมทั้งร้านยศบาร์เบอร์
ร้านตัดผมที่อยู่คู่ชุมชนมามากกว่าร้อยปีปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นที่จัดแสดงของเก่า นอกจากนั้นยังมีร้านหงีจิ้นหลี
65
ร้านโชห่วยและร้านไพบูลย์การช่างร้านซ่อมเครื่องสูบน้ำซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ของชุมชนเก่าหัวตะเข้ที่ยังคงอยู่
มาถงึ ปัจจุบนั
7) พื้นที่กิจกรรมในชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนโดยจัดให้มีบ้าน
ต้นมะขามซึ่งเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ส่วนกลางเพื่อจัดกิจกรรมของชุมชน เช่น ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเยาวชนใน
ชุมชน หรือเหตุการณ์การณ์น้ำท่วมขังบริเวณโรงเรียนศึกษาพัฒนาที่ผ่านมาก็ได้ย้ายมาใช้พื้นที่ของบ้านต้นมะขามเป็น
การช่ัวคราว
รูปที่ 4 รา้ นหงีจน้ิ หลี รูปที่ 5 บ้านตน้ มะขาม
1.2. ประวัตศิ าสตร์ชุมชน (Local History)
การศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือประวัติศาสตร์ชุมชนทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจเรื่องราวความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ใน
ชุมชนและสามารถเลือกวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับประสบการณ์และศักยภาพของชุมชน นอกจากนั้นยังเป็นการ
ลดมิจฉาทฐิ ิหรอื ภาพลกั ษณ์ทม่ี แี บบเหมารวมของชุมชนได้อกี ด้วย
ชุมชนเก่าหัวตะเข้เป็นชุมชนโบราณที่มีอายุมากกว่าร้อยปีตั้งอยู่บริเวณริมคลองประเวศบุรีรมย์ ที่มา
ของชื่อชุมชนเกิดจากเมื่อก่อนบริเวณนี้มีจระเข้ชุกชุมและเจ้าหน้าที่ขุดคลองได้ขุดเจอกะโหลกจระเข้ซึ่งมีแค่ส่วนหัว จึง
ได้กลายเป็นชื่อชุมชนและปัจจุบันกะโหลกก็ยังอยู่ที่ศาลเจ้าปึงเถ่ากง สมัยร.5 ชุมชนนี้เป็นศูนย์กลางชานเมือง
กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก เพราะเป็นจุดตัดของคลองทั้งหมด 3 คลอง ได้แก่ คลองจระเข้ คลองปลาทิว และ
คลองประเวศ ทำให้มีความเจริญเนื่องจากเป็นศูนย์การค้าชานเมืองทางน้ำโดยผู้คนค้าขายและแลกเปลี่ยนผลผลิต
ทางการเกษตรผา่ นทางเรือ นอกจากนั้นยังมีกิจการโรงไม้และโรงสีข้าวที่สำคัญถือได้ว่าเป็นวิถีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์และ
ร่งุ เรอื งในอดีต
รปู ท่ี 6 ชุมชนเก่าหัวตะเขส้ มยั กอ่ น รปู ท่ี 7 ประธานกลมุ่ ชมรมคนรกั หวั ตะเข้
66
ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในปี พ.ศ.2537 ทำให้บ้านเรือนเสียหายจำนวนมากและผู้คนได้ย้ายกันออกไปอยู่ที่
อื่น รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าของเส้นทางถนนทำให้ผู้คนเดินทางและค้าขายสินค้าผ่านทางน้ำน้อยลง นอกจากน้ัน
ภูมิปัญญาต่างๆ ก็ได้สูญหายไปเช่นกัน เช่น การต่อเรือ เป็นต้น เมื่อไม่มีการอนุรักษ์ชุมชนเก่าจึงทำให้บ้านเรือนไม้ผุพัง
และไม่มีผู้คนพักอาศัย ไม่มีการปรับปรุงและพัฒนาเพราะไม่มีต้นทุนและไม่มีการรวมตัวของ
ภาคประชาชนทแี่ ขง็ แรงมากพอ
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2551 ได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มชมรมคนรักหัวตะเข้ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการฟื้นฟู
ชุมชนโดยเริ่มจากการวิเคราะห์จุดเด่นของแต่ละสถานที่ในชุมชน คุณอาภา บุญเกตุผู้เป็นประธานของกลุ่มชมรมคน
รักหัวตะเข้ได้เกิดความคิดริเริ่มจากความคุ้นเคยกับเหตุการณ์ที่นักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลปมักจะมาทำกิจกรรมใน
ชุมชนอยู่เป็นประจำ เช่น มานั่งวาดภาพริมคลองในชุมชน คนเฒ่าคนแก่ที่มักเล่าเรื่องในชุมชนให้นักศึกษาฟัง เป็นต้น
เมื่อชาวบ้านเริ่มเห็นคุณค่าความสำคัญของงานศิลปะ ชุมชนเก่าหัวตะเข้จึงเริ่มนำศิลปะมาฟื้นฟูชุมชนซึ่งเป็นการรื้อ
ฟื้นภูมิปัญญาในอดีตควบคู่ไปกับงานศิลปะและพัฒนาเป็นสินค้าที่ระลึกเพื่อสร้างรายได้ในชุมชน และการรื้อฟื้นภูมิ
ปัญญาการทำขนมไทยด้วยเตาฟืนหรือเตาแกลบ การนำผลงานศิลปะของนักศึกษานำมาจัดแสดงรวมทั้ง
สถาปัตยกรรมภายในชุมชน ปัจจุบันชุมชนเก่าหัวตะเข้จึงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในชานเมืองกรุงเทพมหานครที่
ถกู ให้ความสนใจเป็นอยา่ งมาก
จากการศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือประวัติศาสตร์ชุมชนทำให้ได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตความ
เป็นอยู่ของชุมชน การปรับตัวของผู้คนในชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทสังคมในขณะนั้น การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาและ
วัฒนธรรมดั้งเดิมให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน ด้วยข้อจำกัดในการสืบค้นจึงทำให้ข้อมูลอาจไม่ครอบคลุมประวัติศาสตร์
การเมอื ง ประวตั ศิ าสตรส์ ขุ ภาพ ประวตั ศิ าสตร์สังคมวฒั นธรรมและประวตั ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ ได้อยา่ งครบถ้วน
1.3. ประวตั ชิ ีวิตบุคคลทนี่ ่าสนใจ (Life Story)
การศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือประวัติชีวิตบุคคลที่น่าสนใจ ทำให้เห็นถึงค่านิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้เห็น
ถึงศักยภาพและทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้เป็น
อยา่ งดี
รูปที่ 8 ลงุ ว่าว (คุณวีระ แจ่มใส)
67
ลุงว่าวมีอายุ 63 ปีเป็นคนบางซื่อแต่ได้มาเติบโตที่ลาดกระบัง คุณพ่อเป็นคนจีนและคุณแม่เป็นไทยลาว ลุง
ว่าวเป็นครูสอนพิเศษที่วิทยาลัยช่างศิลป์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 คนในชุมชนมักจะเรียกว่าอาจารย์ว่าว พี่ว่าวหรือลุงว่าว
มีความชำนาญในการทำว่าวใบไม้จากใบชงโค ปอทะเล และใบโพธิ์ คุณลุงยังมีความชำนาญในการทำ ว่าวจุฬาแต่
เนื่องจากมีผู้คนต้องการการให้คุณลุงสอนเยอะ การเหลาไม้สำหรับทำว่าวนั้นใช้เวลาเป็นเดือนคุณลุง จึงหาวิธีให้ผู้ท่ี
สนใจเรียนได้เรียนรู้อย่างรวดเร็วสามารถนำไปใช้ได้ทันทีจึงนำว่าวใบไม้มาใช้ในการสอน นอกจากนั้นคุณลุงยังมีความรู้
ประวัติศาสตร์ของว่าวไทยที่มีความเชื่อมโยงกับประเพณีไทย เช่น พิธีแรกนาขวัญที่ร.5 โปรดให้ใช้ว่าวดุ๊ยดุ่ยในการ
เสี่ยงทาย การแข่งว่าวสมัยก่อนเคยเป็นการละเล่นชั้นสูงและมีตำราบันทึกเขียนชัดเจนชื่อว่า ตำนานพนันว่าว เขียน
โดยพระยาภริ มยภ์ ักดี
การเล่นว่าวจึงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของไทยที่มีมาช้านานและเริ่มเลือนหายไป คุณลุงจึงตั้งใจและมีความสุข
ทุกวันในการถ่ายทอดความรู้ ครั้งหนึ่งคุณลุงยังได้เคยมีโอกาสถวายว่าแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
เป็นเหตุการณ์ที่คุณลุงประทับใจและมีอุดมการณ์แน่วแน่ที่จะอนุรักษ์ความรู้และการทำว่าวต่อไปจากการค้นคว้าข้อมูล
ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและเห็นถึงการที่ผู้คนในชุมชนให้ความสนใจเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม
การละเล่นดั้งเดิม จนเกิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างจริงจังในชุมชน แต่เนื่องจากข้อจำกัดในการค้นคว้าแน่นอน
วา่ การสัมภาษณ์โดยตรงจะทำใหไ้ ดข้ อ้ มลู เชิงลึกมากขน้ึ
2. แนวคิดทฤษฎีการปฎิบตั งิ านสังคมสงเคราะห์
2.1.ทฤษฎวี วิ ัฒนาการ (Evolutionary Theory)
ทฤษฎีวิวัฒนาการได้รับแนวคิดมาจากความเชื่อที่ว่า สิ่งมีชีวิตจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
เพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตใดที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ย่อมสูญพันธุ์ วิวัฒนาการของสังคมก็เช่นกันที่ต้องมีการ
ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงจากสังคมดั้งเดิมไปสู่สังคม
อุตสาหกรรม เป็นต้น ดังนั้นทฤษฎีวิวัฒนาการจึงสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนได้เพราะสามารถศึกษาประวัติ
ความเป็นมาของสังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้สามารถ
ดำรงอยู่ได้ รวมทั้งศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ชุมชนเก่าหัวตะเข้จึงเป็นชุมชนหน่ึง
ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับทฤษฎนี ้อี ยา่ งชดั เจนทมี่ กี ารเปล่ยี นแปลงจากชมุ ชนการคา้ ริมนำ้ มาสู่ชุมชนทอ่ งเทยี่ วในปจั จุบัน
2.2.ทฤษฎีมานุษยนิเวศวทิ ยา (Human Ecology)
ทฤษฎีมานุษยนิเวศวิทยามีแนวคิดที่ว่า ความสมดุลของสังคมขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสมาชิกในชุมชน
ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม เช่น ถ้ามองถึงสภาพทางสังคมไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบท
ย่อมมีการแบ่งชนชั้นทางสังคมซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่หรือวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่ม ผู้คนจึงจะต้องพยายาม
ปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่นั้นๆ ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนได้ด้วยการให้ความสำคัญกับลักษณะ
พื้นท่ีอยอู่ าศัยของสมาชิกในชุมชน เพราะถิ่นทอ่ี ยู่อาศยั มีอิทธพิ ลต่อลักษณะประชากรและวฒั นธรรม ชุมชนเกา่ หวั ตะเข้
จึงเกี่ยวข้องกับทฤษฎีนี้เนื่องจากเมื่อลักษณะชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชุมชนท่องเที่ยว ผู้คนในชุมชนก็ต้อง
ปรบั ตัวใหร้ บั กับการเปลี่ยนแปลงน้ันด้วยเพอ่ื ความสมดุลทางสังคม
68
2.3.ทฤษฎีการแพรก่ ระจาย (Diffusion Theory)
ทฤษฎีการแพร่กระจายมีแนวคิดที่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงในสังคมเกิดจากการแพร่กระจายของวัฒนธรรม
จากสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าไปสู่สังคมด้อยพัฒนา รวมถึงการพัฒนาระบบสื่อสารมวลชนอย่างทนั สมัย
และทั่วถึงจะมีการแพร่กระจายข่าวสารให้แก่สมาชิกในสังคม ดังนั้นทฤษฎีการแพร่กระจายจึงสามารถนำมา
ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนได้ด้วยการนำรูปแบบการสื่อสารในช่องทางต่างๆ มาใช้เป็นสื่อใน การพัฒนาชุมชนให้
ได้มากที่สุด ตลอดจนสร้างแรงจูงใจแก่สมาชิกในชุมชนให้ยอมรับนวัตกรรมโดยอาศัยการศึกษาอบรมเพื่อการพัฒนา
หรือนำสิ่งใหม่ๆ มาสู่ชุมชน ชุมชนเก่าหัวตะเข้จึงสามารถสะท้อนทฤษฎีนี้ได้อย่างชัดเจนเช่น การสร้างเพจเฟซบุ๊กของ
ชุมชน การเผยแพรช่ มุ ชนผ่านรายการโทรทัศน์ เปน็ ตน้
3. กจิ กรรม บรกิ ารหรือโครงการเพือ่ สร้างการเปล่ยี นแปลง
3.1. กจิ กรรมเพื่อสร้างการเปล่ยี นแปลง
กิจกรรมปรับปรุงสภาพและการเข้าถึงของชุมชน รวมทั้งการทำป้ายสัญลักษณ์สื่อความหมายที่ชัดเจน
นอกจากนั้นยังควรมีกิจกรรมรักษาความสะอาดและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชุมชน
ให้ดึงดูดผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมหรือเข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนมากขึ้น จุดประสงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้สมาชิกในชุมชน
สามารถมีโอกาสพัฒนาศักยภาพและมรี ายไดม้ ากขึน้ เพ่ือพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตและการอยู่อาศัยในชมุ ชน
3.2. บรกิ ารเพอ่ื สรา้ งการเปล่ียนแปลง
บริการการจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีและภาษา เป็นบริการที่จะจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ของสมาชิก
ในชุมชนเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาชุมชน และส่งเสริมความรู้ด้านภาษาเพื่อให้สมาชิกในชุมชนสามารถ
รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เนื่องจากชุมชนเก่าหัวตะเข้นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชานเมือง ย่านลาดกระบังซึ่งตั้งอยู่
ใกลก้ บั สนามบินสุวรรณภมู ิ
3.3. โครงการเพอื่ สร้างการเปลยี่ นแปลง
โครงการจัดทำบัญชีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมชุมชนทั้งที่สามารถจับต้องได้ เช่น อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
และไม่สามารถจับต้องได้ เช่น กิจกรรมประเพณีและวิถีชีวิต เพื่อที่จะได้ดำเนินการจัดทำขอบเขตที่ชัดเจน
และดำเนินการอนุรักษ์อาคารตัวอย่างตามหลักวิชาการ ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อม
เช่น มาตรการควบคุมด้านความสูง รูปแบบและวัสดุเพื่อให้กลมกลืนกับลักษณะของชุมชนและพื้นที่โดยรอบ
เพ่อื เปล่ยี นแปลงการบริหารจัดการชมุ ชนใหเ้ ปน็ ระบบมากข้นึ
4. บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์กับการปฏบิ ัตงิ าน
4.1. การวเิ คราะห์ชมุ ชน (Community Analysis)
ชุมชนเก่าหัวตะเข้เป็นชุมชนชานเมืองย่านลาดกระบังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่น่าสนใจ
ของนักท่องเที่ยวเนื่องจากสถาปัตยกรรมวัฒนธรรมดั้งเดิม ลักษณะพื้นที่ตั้งอยู่ติดริมคลองประเวศบุรีรมย์จึงต้อง
วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน จัดเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาตามความต้องการ
ของประชาชนในชุมชน ต่อมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นพื้นฐานประกอบการ
69
วิเคราะห์ วิธีการหาสาเหตุของปัญหามีหลายวิธี เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิหลังของชุมชน การสอบถาม
การสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ การสำรวจความคิดเหน็ ของสมาชกิ ในชมุ ชน เป็นต้น
ต่อมาการวิเคราะห์ความสามารถในการแก้ไขปัญหา ปัจจัยด้านทรัพยากรในชุมชน การมีส่วนร่วมของสมาชิก
ในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น ถ้าชุมชนมีทรัพยากรเพียงพอแต่สมาชิกในชุมชนไม่มีความพร้อมที่จะร่วมมือกันปัญหา
ก็ย่อมทีจ่ ะไมส่ ามารถดำเนินการได้ เป็นต้น
4.2. การออกแบบเรมิ่ การทำงาน (Design-Initiation)
หลังจากรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อออกแบบการทำงานที่ง่ายขึ้นและถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ต่อมาคือการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ซึ่งเป้าหมายจะต้องสัมพันธ์กับปัญหาของชุมชนและวัตถุประสงคเป็น
สิ่งที่จะสัมพันธ์กับเหตุของปัญหาในชุมชน ต่อมาวางแผนดำเนินงานโดยการแจกแจงงานที่จะต้องทำออกเป็น
งานย่อยๆและเป็นขั้นตอน สิ่งสำคัญในการออกแบบคือต้องพิจารณาเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับ
ทรัพยากรท่ีมีอยู่ จดั ลำดบั หน้าทแ่ี ละกำหนดเวลาให้ชัดเจน และคาดคะเนการใชจ้ า่ ยงบประมาณ
การจัดทำงบประมาณ รายละเอียดงบประมาณโดยเป็นการคาดคะเนไว้ล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกด้าน
และคำนึงถงึ การเปลีย่ นแปลงทอี่ าจจะเกิดข้นึ ไดใ้ นอนาคตทีอ่ าจจะกระทบตอ่ งบประมาณได้
4.3. การนำไปปฏิบัตกิ าร (Implementation)
เริ่มจากทำความเข้าใจระหว่างผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายขอบเขต
ของการปฏิบัติงาน แนวทางดำเนินงาน กฎเกณฑ์ต่างๆที่กำหนด ทรัพยากรที่ต้องใช้ ระยะเวลาดำเนินการ
และงบประมาณต่างๆ ต่อไปการรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานตามแผนงานเพื่อประเมินความก้าวหน้า
ของการดำเนินงานเพื่อให้เห็นถึงสถานะของการดำเนินงาน ความเคลื่อนไหวของงานในปัจจุบันหรือเท่าทันเหตุการณ์
คอยตรวจสอบและควบคมุ การใชท้ รพั ยากร บคุ ลากร งบประมาณ ตลอดจนการดำเนนิ กิจกรรมตามแผนงาน
4.4. การรว่ มแลกเปลี่ยนเพือ่ การคงอยู่ (Maintenance-Consolidation)
กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการติดตาม เช่น ผู้รับผิดชอบในแต่ละส่วนเป็นใคร การติดตามงานเพื่อนำ
ข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้นกับชุมชนใน
ระยะยาว
4.5. การขยายการทบทวน (Dissemination-Reassessment)
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การสอบถาม เป็นต้น ต่อมานำมาวิเคราะห์
โดยวิธีการทางสถิติที่เหมาะสม สรุปผล หลังจากได้ผลการวิเคราะห์ค่าสถิติแล้วต้องตัดสินว่าการดำเนินงานดังกล่าวมี
ประสิทธิภาพมากเพียงใด จากนั้นจึงสรุปผลการประเมินให้เห็นภาพรวมทั้งหมดและต้องอภิปรายผลการประเมิน เขียน
รายงานการประเมินผลเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจโดยเฉพาะผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ สุดท้ายคือการนำผลการ
ประเมินไปเผยแพร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปและเผยแพร่ขยายผลไปยังชุมชน
อนื่ ๆ ไดอ้ ีกด้วย
70
รายการอา้ งองิ
โกมาตร จึงเสถยี รทรพั ย์ และคณะ.(2537).วิถีชุมชน เคร่ืองมอื 7 ชิน้ ท่ีทำให้งานชมุ ชนง่าย ได้ผล และสนกุ .
นนทบรุ ี :สำนักพมิ พ์สุขศาลา
ณฏั ฐวุฒิ ทรพั ยอ์ ุปถมั ภ์. (2558).ทฤษฎแี ละหลักการพัฒนาชุมชน. มหาวิทยาลัยราชภฏั รำไพพรรณ,ี
คณะมนุษยศ์ าสตร์และสงั คมศาสตร์.
ไทยรฐั .(2563).ชุมชน “หัวตะเข”้ ต้นแบบใชศ้ ิลปะ พลกิ ฟืน้ ยา่ นเกา่ . สืบคน้ เมอ่ื วนั ท่ี 20พฤศจิกายน 2564จาก
https://www.thaipost.net/main/detail/60575
ผู้จัดการออนไลน.์ (2563).ยอ้ นวันวาน ชมตลาดโบราณ “ชมุ ชนเกา่ หัวตะเข”้ สมั ผัสบรรยากาศสุดคลาสสกิ
ย่านลาดกระบงั . สบื คน้ เม่อื วันที่ 20 พฤศจกิ ายน 2564จาก
https://mgronline.com/travel/detail/9630000070619
สโรชา ถาวรศลิ ปะสุระกุล. (2563).นักเล่นว่าวหัวตะเข้. สืบค้นเมื่อวนั ที่ 20 พฤศจกิ ายน 2564 จาก
https://www.sarakadee.com/2020/01/03/นักเล่นวา่ ว/
71
“ชุมชนบา้ นห้วยทรัพย”์
ปณั รวีร์ ศริ ิวภิ าอนนั ต์
72
การออกแบบปฏิบตั ิการสังคมสังคมสงเคราะหช์ ุมชน
โดย นางสาว ปณั รวีร์ ศริ วิ ิภาอนันต์ 6205610121
ในการทำงานชิ้นนี้ นักศึกษาได้เลือกสำรวจและศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์หลากหลายช่องทาง
ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ขององค์การบริหารส่วนตำบล, เฟซบุ๊กของชุมชน และเว็บบล็อกของนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เคยลง
พื้นที่เพื่อสำรวจบริเวณ โดยต้องการเลือกชุมชนที่เคยไปหรือมีประสบการณ์ร่วมมาก่อน เพื่อให้งานเขียนนี้แสดงถึง
ความตั้งใจได้มากที่สุด เดิมนักศึกษาเคยอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพบว่ามีที่ท่องเที่ยวมากมายที่น่าสนใจ
ชุมชนที่เลือกเป็นชุมชนที่เคยไปท่องเที่ยวล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งเป็นชุมชนที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด เป็นชุมชน
ท่องเท่ียว OTOP นวัตวิถี ที่รจู้ กั ในช่อื "ชุมชนบา้ นห้วยทรพั ย"์
รูปท่ี 1 รูปนักศกึ ษาผูเ้ ขยี น ณ ทที่ ่องเที่ยวในชมุ ชนบา้ นหว้ ยทรัพย์
1.ข้อมูลพ้นื ฐานของชุมชน
หลังจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูล พบว่ามีข้อมูลเพียงพอต่อการทำเครื่องมือในการศึกษาชุมชน โดยใน
การศึกษาชุมชนครง้ั นี้ เลอื กใช้เครอื่ งมือ 3 เคร่ืองมือ ไดแ้ ก่ แผนท่ีเดนิ ดนิ , ประวตั ิศาสตร์ชุมชน และโครงสรา้ งองคก์ ร
ชมุ ชน โดยจะอธบิ ายและวเิ คราะหไ์ ปทลี ะเครอื่ งมอื
1.1 แผนทีเ่ ดินดิน
ชมุ ชนบา้ นห้วยทรพั ย์ ตง้ั อยทู่ ่ี หมู่ 4 ตำบลลีเลด็ อำเภอพนุ พิน จังหวดั สุราษฎรธ์ านี 84130 นักศึกษา ได้เขยี น
แผนที่เดินดินมาจากประสบการณ์ที่เคยสัมผัส ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลผ่านเว็บไซต์อื่น ๆโดยเฉพาะ Google
Street View เพื่อให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ซึ่งจากการค้นคว้าพบว่า ในตำบลลีเล็ดประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน ได้แก่
ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านบางใหญ่ฝั่งขวา, หมู่ 2 บ้านคลองราง, หมู่ 3 บ้านบางใหญ่ฝั่งซ้าย, หมู่ 4 บ้านห้วยทรัพย์, หมู่
5 บ้านบางพลา, หมู่ 6 บ้านบางในบ้าน, หมู่ 7 บ้านคลองกอ และหมู่ 8 บ้านบางทึง แต่ละหมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน
เป็นผูน้ ำ [1]
73
จากการค้นคว้าพบว่าเคยมีผู้สำรวจชุมชนบ้านห้วยทรัพย์และได้เขียนแผนที่ในภาพรวมไว้ โดยในปีพ.ศ.2559
บริษัท BOX STUDIO กลุ่มนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้เขียนข้อมูลขอบเขตของชุมชน
บ้านห้วยทรัพย์ไว้ [2] ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาชุมชนของนักศึกษาผู้เขียน โดยรูปถัดไปอ้างอิงข้อมูลจากบริษัท
BOX STUDIO นำไปผสานกับขอ้ มูลใน Google Maps ณ วนั ท่ี 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2564 ดังน้ี
รูปท่ี 3 ขอนเขตของพืน้ ทห่ี มู่ 4 บา้ นหว้ ยทรัพย์ หมายเหตุ : จาก จาก https://bit.ly/3kTlKht [3]
จากรูปที่ 2 เป็นการนำข้อมูลเดิมของบริษัท BOX STUDIO ที่เป็นข้อมูลพื้นฐานรวมกับข้อมูลจาก Google
Maps ซึ่งทำให้นักศึกษาทราบถึงพื้นที่ของชุมชนภาพห้วยทรัพย์มากขึ้น โดยการลากขอบเขตบริเวณพื้นที่ชุมชน จาก
การศึกษาทำให้เห็นรายละเอียดที่เพิ่มเติมมากขึ้นจากปี พ.ศ.2559 ที่เคยศึกษาไว้ นักศึกษาต้องขอขอบคุณทางบริษัท
BOX STUDIO ไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหมู่ 4 บ้านห้วยทรัพย์ มีอาณาเขตติดต่อกับหมู่ 7 บ้านคลองกอ ซึ่งเว็บไซต์ใต้
รูป นักศึกษาได้ทำการย่อลิงก์ให้สั้นลง เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา และใส่ลิงก์เต็มไว้ช่วงรายการอ้างอิงตอนท้าย ทั้งนี้
นักศึกษาได้ทดลองเขียนแผนผังเดินดินด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลที่ใช้วาดมาจากการใช้ Google Maps เป็นส่วนใหญ่เพื่อใช้
ดูรายละเอียด ทำให้ทราบว่าชุมชนบ้านห้วยทรัพย์มีพื้นที่ที่โดดเด่นเฉพาะจุด ส่วนใหญ่เป็นบ้านและสวนของคนในชุมชน
มวี ัดประจำชมุ ชนเพยี ง 1 วัด โดยจะทำการอธบิ ายรายละเอียดควบคู่ไปกบั แผนที่เดินดิน ดงั นี้
74
รปู ที่ 3 แผนทเี่ ดนิ ดนิ หมู่ 4 ชมุ ชนบ้านหว้ ยทรพั ย์ หมายเหตุ.อา้ งอิงขอ้ มลู ที่ใช้ จากขอ้ มูลในรูปท่ี 2 [3]
สัญลักษณใ์ นแผนที่ ประกอบด้วย
ถนนสายหลกั ถนนหมายเลข 2007
บา้ นญาติ (บา้ นญาติของนกั ศกึ ษา)
ถนน
บ้านคนในชุมชน
วัดบางบุตรศรีวนาราม
สวน/ไร่
สถานท่ีโดดเดน่
เลขในแผนที่ ประกอบด้วย
1.แหลง่ เรยี นรูท้ รัพยากรป่าชายเลนบา้ นห้วยทรัพย์
2.ครัวบา้ นห้วยทรพั ย์
3.รา้ นกาแฟนายบา้ น
4.คลองบางปอ
5.คลองบางหว้ ยซอ
75
6.วัดบางบตุ รศรีวนาราม
7.ร้านวัสดกุ ่อสร้าง 4
8.รา้ นกะปแิ มอ่ อ้ ม
9.ร้านช่างตน้ ทอ่ ไอเสีย (รา้ นซอ่ มรถ)
10.รา้ นสหายสายชลิ ล์ (รา้ นอาหาร)
11.อู่มะไฟเซอรว์ ิส (รา้ นซอ่ มรถ)
12.แลปบางบุตร (คลนิ กิ รักษาสตั ว์ ร้านขายอาหารสัตว)์
13.ร้านน้องออ้ มปลาเผา
14.ลานปาล์มคมขำ
ในรูปที่ 3 พบว่า พื้นที่ในหมู่ที่ 4 ชุมชนบ้านห้วยทรัพย์ ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มีคลอง 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือคลองบางปอ และอีกฝั่งหนึ่งคือคลองบางห้วยซอ ทั้งสองคลองไหลเวียนมาบรรจบกันตรง
ช่วงกลางของชุมชน,สถานที่โดดเด่นมักจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่น บริเวณแหล่งเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลน หรือบริเวณ
ร้านค้าต่าง ๆ, มีวัดอยู่ช่วงกลางค่อนบนของชุมชน ถือเป็นศาสนสถานเดียวในชุมชน,ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนและสวน
หรือไร่ของคนในชุมชน ถนนเส้นหลักอยู่ช่วงกลางค่อนล่างของชุมชน ในส่วนของถนนที่เขียนขึ้นที่เป็นสัญลักษณ์
สีชมพู สามารถเดินเท้าหรือเพื่อความปลอดภัยก็สามารถใช้รถได้ เนื่องจากมีระยะทางค่อนข้างยาว,ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อม
ไปยังพื้นที่เมือง หรือไปยังหมู่อื่น ๆ ในตำบลลีเล็ด และจากภาพจะเห็นข้อมูลที่เป็นบ้านญาติของนักศึกษา นี่จึงเป็นอีก
หน่ึงเหตุผลท่ีนักศกึ ษาเลอื กศึกษาชมุ ชนนี้
จากการศึกษาข้อมูลส่วนนี้พบว่าชาวบ้านความสัมพันธ์กันในมิติสังคมที่เป็นมิติวัฒนธรรม เนื่องจากมีวัดที่
เป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักศึกษา วัดบางบุตรศรีวนาราม มักใช้ทำพิธีกรรมทาง
ศาสนาไม่ว่าจะเป็นงานมงคลอย่างวันพระ หรืองานอวมงคล เมื่อมีงานต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกับมิติเศรษฐกิจท่ี
ชาวบ้านในพื้นที่มักจะเข้ามาขายของบริเวณวัดอีก หรือในบริเวณที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลน ก็มีลานกว้าง
ด้านหน้า และจัดตั้งเพิงร้าน เพื่อให้ชาวบ้านในตำบลลีเล็ด จับจองพื้นที่ขายน้ำและอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว
นอกจากน้ยี งั มกี ิจกรรมน่ังเรอื ชมป่าชายเลนและหงิ่ ห้อย ทีม่ ชี างบา้ นเป็นเจ้าของเรือ รวมถึงเป็นผู้นำเทย่ี วอกี ด้วย
การเขียนแผนที่เดินดินในครั้งนี้เป็นการเขียนด้วยการศึกษาและสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่
ซึ่งเป็นการจัดทำครั้งแรกของนักศึกษา ทำให้ความละเอียดอาจมีไม่มากพอ แต่หากลองลงพื้นที่จริง ถนนที่เขียนอาจ
ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจพนื้ ท่ีของชุมชนบ้านห้วยทรพั ยไ์ ด้มากขน้ึ
1.2 ประวตั ิศาสตรช์ ุนชน
นักศึกษาค้นคว้าข้อมูลส่วนนี้ผ่านเว็บไซต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลลีเล็ด โดยเป็นประวัติศาสตร์ของ
ตำบลลีเลด็ สามารถสรุปโดยสงั เขปไดด้ ังน้ี
ในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหัวเมืองไชยา ที่ขึ้นตรงกับกรุงศรีอธุยา เมื่อรัชกาลทรง
เสด็จไปยังบ้านดอนทางเรือได้เกิดพายุฝน เป็นเหตุให้เลือกหลบพายุฝนมาบริเวณนี้ ชาวบ้านเกิดความเข้าใจว่าเป็นทาง
ลัดเพื่อไปยังบ้านดอน บริเวณนี้จังชื่อว่าคลองลัด ซึ่งเดิมทีชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ข้าว เมื่อมีชาวจีนมารับซื้อข้าว เกิดการ
เรียกเพี้ยนเป็นคำว่าคลองเล็ด และหลังจากนั้นรัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูประบบการปกครอง ส่วนท้องถิ่น เริ่มปกครองแบบ
หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจงั หวดั จึงตัง้ ตำบลลีเลด็ ขึน้ มา โดยมขี ุนลเี ลด็ ลัทธกจิ เปน็ กำนันคนแรก
76
เดิมที่ที่ชาวบ้านทำไร่ข้าวผสมกับสวนมะพร้าว เริ่มเปลี่ยนมาทำนาอย่างเต็มที่ การทำไร่จึงหมดไป ชาวบ้านไม่กล้าไปหา
ปลาเนื่องจากมีมีจระเข้ชุกชุม เมื่อมีกลุ่มชาวแขกมารับซื้อจระเข้ ก็ได้จับขายจนหมด ต่อมาจึงเกิดอาชีพประมงพื้นบ้าน
ขึ้น นาข้าวก็เปลี่ยนเป็นสวนมะพร้าว ทำให้ในปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่มักประกอบอาชีพประมง และทำสวนมะพร้าว โดย
ชาวบ้านที่บ้านอยู่ติดคลองก็มักทำอาชีพประมงเป็นหลัก และชาวบ้านที่มีพื้นที่สวนเป็นของตนเองก็มักทำสวนมะพร้าว
นอกจากนี้บางพื้นที่ยังมีการทำนากุ้งด้วย พื้นที่แห่งนี้มีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ในช่วงหน้าร้อนบางคร้ัง
ชาวบ้านบางบ้านจะขาดแคลนน้ำ ส่วนในช่วงหน้าฝน ชาวบ้านที่อยู่ติดคลองมักต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วม ทางองค์การ
บริหารสว่ นตำบลก็พยายามช่วยเหลือชาวบา้ นเต็มทใี่ นเบอื้ งตน้ [4]
จากข้อมูลดังกล่าวพบว่าคนในพื้นที่มีความสัมพันธ์กันในมิติเศรษฐกิจและสังคม เน่ืองจากการทำอาชีพ
เดียวกันกลายเป็นจุดเด่นของคนในชุมชน และกลายเป็นที่น่าจดจำ การที่คนในชุมชนยังคงทำสวนส่งผลไปยังความ
ต้องการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ชุมชนนี้มีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เป็นของตนเอง แม้ว่าโครงการป่าชุมชน
จะเกิดขึ้นจากภาครัฐที่เป็นผู้ริเริ่มแต่นั่นหมายความว่า คนในชุมชนไม่ไปทำลายพื้นที่เพื่อนำมาใช้ประโยชน์เอง อีกทั้ง
การเกิดขึ้นของสังคมนี้ก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพในคนในชุมชน จากรุ่นสู่รุ่นได้ และยังส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปที่อาจ
เกดิ ขน้ึ ได้อกี ดว้ ย
1.3 โครงสร้างองคก์ รชมุ ชน
ในเรื่องโครงสร้างองค์กร นักศึกษาสามารถค้นคว้าได้ผ่านเว็บไซต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลลีเล็ด
อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยพบแผนผังโครงสร้างแบบทางการ โดยพื้นที่ทั้งหมดได้รับการบริหารจากสภา
องค์การบริหารส่วนตำบล ที่จะเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
คนปัจจุบัน คือ นายเลิศเชาว์ ยศเมฆ มีรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2 คน คือ นายพรรษา รักเดช
และนายปราโมทย์ ยศเมฆ นอกจากนี้ยังมีเลขานุการองค์การบริหารส่วนตำบล คือ นายศักดา ชมภูแดงและไม่มีข้อมูล
ของที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนตำบลระบุเพิ่มไว้ ถัดมาจะเป็นหน้าที่ของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล
คือ นายประมวล ศรีเพชรพูล และรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล คือ นางนิตยา คงสุทธ์ิ โดยในส่วนของปลัด
จะมีหน่วยตรวจสอบภายในร่วมด้วย และท้ายที่สุดจะเป็นสำนักปลัด กองคลัง และกองช่าง [5] ดังจะเห็นได้จากรูป
โครงสรา้ ง ในรูปถดั ไป
77
รูปท่ี 4 โครงสร้างการบริหารงาน [6]
หมายเหต.ุ จาก http://www.leeled.go.th/detail.php?id=864
78
นอกจากโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลลีเล็ดที่เป็นในภาพกว้างแล้ว ยังพบข้อมูลของกำนัน
ผู้ใหญ่บ้านของตำบลลีเล็ดอีกด้วย โดยกำนันตำบลลีเล็ดในปัจจุบัน คือ นายประเสริฐ ชัญจุกรณ์ และผู้ใหญ่บ้านหมู่ท่ี
4 บา้ นหว้ ยทรัพย์ คือ นายสมชาย รักเดช [7]
จากข้อมูลดังกล่าว สังเกตเห็นในมิติสังคม ในเรื่องของผู้บริหารหรือผู้นำในส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบ
ได้ในเบื้องต้นอีกทั้งยังมีข้อมูลเบอร์ติดต่อของแต่ละคน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องการ
ความช่วยเหลือหรือเรื่องร้องเรียนโดยตรงไปยังองค์การบริหารส่วนตำบล อีกทั้งกลุ่มคนทำงานบางส่วนก็มีคนใน
ชุมชนร่วมทำงาน ซง่ึ เป็นประโยชนใ์ นการทำความเขา้ ใจปัญหาของแตล่ ะพ้ืนที่ได้อย่างละเอียดและท่วั ถงึ มากข้ึนอกี ด้วย
2.แนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ และกระบวนการปฏบิ ตั ิงานสังคมสงเคราะห์
การทำงานในหัวข้อนี้ นักศึกษาใช้วิธีการปฏิบัติงาสังคมสงเคราะห์จากการสอนของอาจารย์ปิ่นหทัย หนูนวล
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2564 เรื่องการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนเป็นหลักในการทำความเข้าใจชุมชน
และมีการศกึ ษาทฤษฎีท่เี กยี่ วข้องกบั การศกึ ษาชุมชน [9] ดังน้ี
2.1 กระบวนการสงั คมสงเคราะหช์ ุมชน
ในข้อแรกนี้ได้หัวข้อและรายละเอียดเบื้องต้นมาจากเอกสารของอาจารย์ปิ่นหทัย หนูนวลที่ได้กล่าวไปข้างต้น มีทั้งหมด
6 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่
ขั้นตอนที่หนึ่ง การศึกษาสถานการณ์ชุมชน จากการที่นักศึกษาลองศึกษาชุมชนได้นั้นนักศึกษาศึกษาผ่าน
ช่องทางออนไลน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนทำให้ได้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน โดยแสดงออกมาเป็นเครื่องมือ 3
เครื่องมือ คือ แผนที่เดินดิน, ประวัติศาสตร์ชุมชน และโครงสร้างองค์กรชุมชน ซึ่งการศึกษาชุมชนจริง ๆ นั้น สำหรับ
ตัวนักสังคมสงเคราะห์หากเป็นได้ควรศึกษาผ่านการเยี่ยมบ้านด้วยการลงชุมชนจริง ๆ เพราะในการสอบถาม
ผู้ใช้บริการ ในการเล่าอาจมีรายละเอียดตกหล่นไป จึงต้องมีทั้งการพูดคุยและสอบถามคนในพื้นที่ร่วมด้วย ซึ่งในชุมชน
บ้านห้วยทรัพย์ที่นักศึกษาค้นคว้านอกจาก 3 เครื่องมือแล้ว ในแง่ของสถานการณ์ชุมชน พบว่าชุมชนมีป่าลำพูใหญ่
ที่สุดในประเทศ และมีระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสมบูรณ์อย่างมาก ในชุมชนมีการทำนากุ้งร่วมด้วย [10] จึงมีการทำ
กะปขิ องชุมชน เมือ่ มนี กั ทอ่ งเท่ียวไปเท่ยี วกจ็ ะมกี ารศึกษาเรยี นรูว้ ถิ ีชวี ิตของชาวบ้านในชมุ ชนด้วย
ขั้นตอนที่สอง การสร้างสัมพันธภาพในชุมชน แม้ว่าในการทำงานชิ้นนี้นักศึกษาจะไม่ได้มีการสัมพันธ์คนในชุมชน
เพิ่มเติม แต่ในการกล่าวถึงประสบการณ์ก็หลอมรวมมาจากความสงสัยในอดีต เช่น เรื่องวัดบางบุตรศรีวนารามที่
เป็นศาสนสถานในชุมชน ในความเป็นจริงของการศึกษาชุมชนนั้นควรมีการพูดคุยเพื่อสอบถามถึงข้อมูลล่าสุดร่วม
ด้วย พื้นที่ชุมชนบ้านห้วยทรัพย์สามารถติดต่อกับผู้ใหญ่บ้านได้ โดยมีเบอร์โทรศัพท์แนบไว้ในเว็บไซต์ของชุมชนอกจาก
นี้ยังพบเห็นบทบาทหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้นำชุมชนท่านนี้ใน เฟซบุ๊ก ชื่อ บ้านห้วยทรัพย์ Baan Huay Sup ที่เป็น
เว็บไซต์ของชมุ ชน โดยเป็นผนู้ ำเท่ียวและเชญิ ชวนให้ทอ่ งเทย่ี วในพื้นทีต่ ่าง ๆ ในชมุ ชนดว้ ย
ขั้นตอนที่สาม การรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาทั้งหมด นักศึกษาได้รวบรวมไว้ใน
สว่ นข้อมูลพนื้ ฐานช่วงต้นเปน็ ที่เรยี บร้อยแล้ว สิง่ ทีน่ ักศกึ ษาเล็งเห็นวา่ พัฒนาต่อไปได้ คือ โครงการเกย่ี วกับการทำกะปิ
ในปัจจุบันนี้เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้คนต้องงดการใช้จ่ายและท่องเที่ยว แม้ว่าในช่วงเดือน
พฤศจิกายน พ.ศ.2564 นี้จะสามารถท่องเที่ยวได้แล้ว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นระยะเวลานานย่อมส่งผลกับ
มิติทางเศรษฐกจิ ของชุมชน จึงเล็งเห็นว่าโครงการเกยี่ วกบั กะปเิ ปน็ โครงการท่ีนา่ สนใจ
ขั้นตอนที่สี่ การสร้างองค์กรประชาชน จากการศึกษาพบว่าหากมีความต้องการทำโครงการ สามารถติด
ต่อไปยังผู้นำชุมชนได้ เพื่อประสานงาน และนัดแนะวันเวลาหรือรายละเอียดอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับการทำโครงการได้
79
เป็นอย่างดี สำหรับนักศึกษาผู้เขียนงานนี้ สามารถประสานกับญาติในเรื่องของการทำโครงการเพิ่มเติมได้ โดย
นักศึกษาเล็งเห็นว่าการพัฒนาโครงการเดิมหรือเรื่องราวเดิมที่มีในชุมชนจะทำให้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนใน
ชุมชนมากกว่าการสร้างโครงการใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ การเกิดขึ้นของโครงการใหม่เป็นไปได้
ยากเนื่องจากงบประมาณ และที่สำคัญที่สุดที่ได้จากการศึกษาคือเล็งเห็นว่า ชุมชนบ้านห้วยทรัพย์เต็มไปด้วย
ทรพั ยากรทน่ี ำไปพฒั นาตอ่ ได้อย่างเกดิ ประโยชนส์ ูงสุดอีกดว้ ย
ขั้นตอนที่ห้า การดำเนินการตามแผนงาน ในส่วนนี้นักศึกษาจะนำไปอธิบายในส่วนเนื้อหาโครงการที่ตั้งใจจะ
ทำในหัวข้อที่ 3 เพื่อให้เห็นภาพของโครงการได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเป็นโครงการที่มีโอกาสเกิดขึ้นในชุมชนบ้าน
ห้วยทรพั ย์
ขั้นตอนที่หก ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายคือการติดตามและประเมินผล จนไปถึงการยุติ จะได้ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจาก
การลงมือทำไปแล้ว ซึ่งการติดตามผลจะทำให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางบวกและลบของโครงการได้
ชดั เจนยิ่งขึ้น
2.2 ทฤษฎกี ารปฏบิ ัติหน้าท่ี (Functional Approach Theory) [11]
ทฤษฎีนี้ได้ศึกษาข้อมูลผ่านการเรียบเรียงของคุณวชิรวัชร งามละม่อม โดยสามารถสรุปได้ว่า ทฤษฎีนี้เป็น
แนวคิดของ Ruth Smalley (1930) ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ใช้บริการตามสถานการณ์ที่เห็นสมควร
โดยต้องให้ผู้ใช้บริการมีความคิดตัดสินใจเลือกใช้บริการที่ในชุมชนมีอยู่แล้ว นักสังคมสงเคราะห์จะเป็นผู้จัดบริการ
ให้ผู้ใช้บริการในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้บริการได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเป็นประโยชน์กับตัวผู้ใช้บริการเองในอนาคต
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการมีสัมพันธภาพของระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการรู้จักพึ่งพิง การประสานงาน
[11] สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ใช้บริการเท่านั้น นักสังคมสงเคราะห์ก็ได้รับประโยชน์จากการประสานงาน
กับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นเดียวกันในชุมชนบ้านห้วยทรัพย์นั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรในพื้นที่ ทั้งทรัพยากรบุคคลและ
ทรัพยากรชุมชนแม้ว่าทรัพยากรเหล่านั้นอาจไม่เป็นทางการ แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มาก ซึ่งเมื่อศึกษาชุมชน
แล้วพบว่าหน่วยงานหรือองค์กรเดียวที่อยู่ในเขตชุมชนมีเพียงวัดเท่านั้น แต่ในการใช้ทรัพยากรจริง ๆ ต้องมองไปยัง
ภาพกว้างกว่านั้น ซึ่งพบว่าในชุมชนลีเล็ดซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ที่ชุมชนบ้านห้วยทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งอยู่นั้น มีทรัพยากรทั้ง
เรื่องธรรมชาติ คือ แหล่งเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลนบ้านห้วยทรัพย์ เรื่องสุขภาพ คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตำบลลีเล็ด มีเรื่องของการศึกษา คือ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นของตำบลลีเล็ดเอง
ดา้ นศาสนาและวฒั นธรรมจะเปน็ วดั ในชุมชนดว้ ย
การใช้ทฤษฎีการปฏิบัติหน้าที่ทำความเข้าใจชุมชนทำให้ทราบว่านักสังคมสงเคราะห์ต้องไม่ละเลยพื้นฐานของ
ชุมชน ควรพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่สุด ไม่ใช่เพียงสิ่งที่นักสังคมสงเคราะห์คิดว่าดีเท่านั้น เพราะท้ายที่สุด
แล้วสิ่งที่คิดว่าดีอาจเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม หากนำมาทำก็อาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ ไม่มีแบบแผนใดที่นำมาเป็นหลัก
ยึดของทุกชุมชนได้เหมาะสมเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้การทำความเข้าใจชุมชนในผ่านกระบวนการปฏิบัติงานสังคม
สงเคราะห์จึงมคี วามจำเป็นอยา่ งมากเชน่ เดยี วกนั
80
3.โครงการทน่ี ักศกึ ษาตอ้ งการทำ
จากการศึกษาชุมชนบ้านห้วยทรัพย์ นักศึกษาตัดสินใจที่จะทำโครงการที่มีชื่อว่า “โครงการวัตถุดิบเฟื่องฟู
สู่ตู้เย็นทุกบ้าน” โดยเป็นโครงการเกี่ยวกับการทำกะปิ ตั้งแต่การเริ่มต้นทำ ไปสู่การส่งออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ให้ได้มาก
ขึ้น โดยลักษณะกิจกรรมจะเป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่ชุมชน เนื่องจากในชุมชนมีทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญ
คือ เคย และกุ้งเคย ที่มีอยู่แล้วในบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเป็นกะปิแท้ จากการศึกษาพบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่โดด
เด่นตั้งแต่ต้นคือ กะปิแม่อ้อม ที่เป็นสินค้าของชุมชนบ้านห้วยทรัพย์อยู่แล้ว รวมถึงกะปิยี่ห้ออื่น ๆ เช่น กะปิ ตราเย็นใจ
แม้ว่าจะมีการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์หลาย ๆ ช่องทาง เช่น เว็บไซต์ OTOP หน้าเพจเฟซบุ๊ก แต่ยังขาดการ
ประชาสัมพันธ์และการเพิ่มความเพิ่มสนใจแบบต่อเนื่อง ทั้งน้ี นักศึกษาจะอภิปรายผ่านการทำงานเพื่อสร้างความ
เปล่ียนแปลง 3 ระดับ ดังนี้
ระดับที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล จากการศึกษา พบว่า ผู้ทำกะปิมีความต้องการขายสินค้า
อยู่แล้ว ดังจะสังเกตได้จากการเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อขยายตลาดในการขาย ซึ่งนักศึกษาเล็งเห็นว่าการซื้อขายของ
ออนไลน์ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่แม้กระทั่งนักศึกษาเอง เลือกซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือมากกว่าใน
เพจหรือในเว็บไซต์เนื่องจากรูปแบบแอปพลิเคชันที่น่าใช้งานและมีความสะดวกทั้งการสั่งซื้อ และการชำระเงิน
ในที่นี้นักศึกษาจะเลือกช่องทาง Shopee ในการพัฒนาโครงการ โดยจากการใช้งานส่วนตัวพบว่ามีหลากหลายรูปแบบ
การใช้งานให้เลือกใช้ ทั้งการถ่ายทอดสด การสั่งซื้อ การวางขายสินค้น การพูดคุยโดยตรงกับผู้ขาย ซึ่งการทำกะปิ
ก็อาจทำไปถ่ายทอดสอดเพื่อให้คนได้เห็นถึงขั้นตอนในการทำได้มากยิ่งขึ้น การเห็นภาพช่วยเพิ่มความอยากและความ
สนใจมากกว่าตัวอักษร ด้วยเห็นนี้การเห็นการถ่ายทอดสดยิ่งเพิ่มความสนใจได้มากขึ้นอีกด้วย สิ่งที่ยากในขั้นตอนน้ี
สำหรับผู้ขายคือการใช้งานแอปพลิเคชัน อาจต้องให้ลูกหลานช่วยสอนใช้ในเบื้องต้น หรืออาจให้ลูกหลาน
เป็นผู้ประสานงานร่วมแทน นอกจากนี้จากการศึกษาค้นพบว่ามีผู้ขายหลายคนที่ขายกะปิในช่องทางออนไลน์ สิ่งเดียว
ที่เป็นตัวดึงดูดให้คนมาซื้อซ้ำคือรสชาติของกะปิ ซึ่งกะปินั้นเป็นวัตถุดิบที่ทำอาหารได้อย่างหลากหลายทั้งต้ม ผัด แกง
ทอด อีกทั้งยังเก็บรักษาได้นานเป็นปี หากเก็บรักษาดี ๆ ก็อาจได้หลายปี รูปแบบการถ่ายทอดสดอาจถ่ายทอดสดใน
เวลากลางวัน และบันทึกการถ่ายทอดสดไว้ในคนดูย้อนหลังด้วย สิ่งที่สังเกตได้ในระดับที่หนึ่งนี้ผู้ขายควรต้องสร้าง
สมั พันธภาพกบั ผู้ซือ้ ด้วย ซง่ึ นกั ศึกษาเลง็ เห็นวา่ การสร้างสมั พนั ธภาพเปน็ สง่ิ ที่พัฒนาได้
ระดับที่สอง การเปลี่ยนแปลงในระดับกลุ่ม เมื่อเราขายสินค้าได้เบื้องต้นแล้ว เราควรจะวางขายในพื้นที่ชุมชน
ด้วย อาจประสานกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องการวางขายสินค้าและประชาสัมพันธ์เพื่อให้สินค้าของเรามีความโดดเด่นมากน
ยิ่งขึ้น จากเดิมที่เราขายได้แค่เฉพาะกลุ่ม เราจะได้ฐานลูกค้าจากการขายหลายช่องทาง ทำให้คนในชุมชนได้เห็นถึง
ความสำคัญของสินค้นเราว่ามีความโดดเด่นมากน้อยขนาดไหน นอกจากรสชาติที่โดดเด่นแล้ว หากเรามีหลากหลาย
ขนาดให้เลือกซื้อ ก็ทำให้ผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หากได้รับคำแนะนำก็นำมาพัฒนาต่อได้ การที่เราประสานกับผู้ใหญ่บ้าน
สอดคล้องกับทฤษฎีการปฏิบัติหน้าท่ี ที่ให้ความสำคัญกับการประสานงานและการสร้างสัมพันธภาพ ซึ่งสอดคล้องกับ
การเปลี่ยนแปลงในระดับที่สองอย่างยิ่ง การจะเปลี่ยนแปลงอะไร เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแค่เพียงตัวเราได้
เท่านั้น เพราะการหล่อหลอมเป็นตัวเราเกิดจากสังคมรอบตัวด้วย นอกจากได้ยอดขายแล้ว ยังได้มิตรภาพจากการขาย
สินคา้ ทำให้เกดิ ความสุขและความตอ้ งการพัฒนาสินคา้ ไปได้อกี ด้วย
ระดับที่สาม การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงการขายสินค้า เมื่อเราได้รับความ
สนใจเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นที่รู้จักก็ส่งผลไปยังการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง กล่าวคือ นึกถึงชุมชนบ้านห้วยทรัพย์
ก็ต้องนึกถึงกะปิ ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำอาหาร ในระดับนี้อาจมีการแนะนำในการทำอาหารเป็นกระดาษหรือคิว
81
อาร์โค้ดแนบไปกับการขาย เพื่อให้คนทราบถึงนำไปใช้ได้มากขึ้น คนจะหลุดออกจากภาพจำที่ว่ากะปิมีกลิ่นเหม็น ด้วย
การรูว้ ธิ ีวา่ กะปมิ ีดีมากกว่าที่คิด
ทั้งนี้การดำเนินการข้างต้นต้องมีการติดตามผลเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพของการทำงาน แม้ว่าการ
ขยายฐานลูกค้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีผู้ขายสินค้ามากมายที่มีความต้องการเดียวกัน
หากการวางแผนที่ตั้งไว้มีประสิทธิภาพน้อยลง ก็ต้องศึกษาหนทางอื่น ๆ ต่อไป ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่มีอะไรที่มากเกินความพยายาม แม้จะใช้เวลาแต่ผลลัพธ์คุ้มค่าไปอีกนานแสนนาน และสิ่งต่าง ๆ ท่ี
มีโอกาสเกิดขึ้นในโครงการวัตถุเฟื่องฟู สู่ตู้เย็นทุกบ้าน เป็นการพัฒนาของเดิมให้มีคุณค่ามากขึ้น เป็นโครงการที่ทำได้
จริง เพียงแต่ขาดการริเริ่ม ซึ่งปัญหานี้ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนลงมือทำ หากผู้ขายมีความคิดที่จะขยายฐาน
สนิ คา้ ออกและมีความมงุ่ มั่น แน่นอนว่าโครงการน้ีจะไมเ่ ป็นเพียงแคค่ วามคดิ แตจ่ ะเป็นโครงการทสี่ มั ผสั ได้จริง
4.บทบาทนกั สังคมสงเคราะหก์ บั การปฏิบัติงานเพือ่ สรา้ งการเปลย่ี นแปลง
จากการศึกษาข้างต้นทั้ง 3 ข้อ นักศึกษาได้เจอกับข้อมูลหลากหลาย ได้เจอกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
อย่างมาก เริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของชุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานในบทบาทของสังคม
สงเคราะห์โดยพื้นฐานอยู่แล้ว เครื่องมือชิ้นแรก แผนที่เดินดินทำให้เราได้เห็นถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริง ได้เห็น
สภาพแวดล้อมของชุมชน ได้เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชุมชน เห็นสิ่งที่พัฒนาต่อได้ อย่างในชุมชนบ้านห้วยทรัพย์
นักศึกษาได้เห็นถึงมิติทางธรรมชาติ เช่น ป่าชายเลน สวนหรือไร่ของคนในชุมชน เป็นต้น, มิติสังคม เช่น ความสัมพันธ์
ของคนในชุมชน ผ่านการศึกษามิติอื่น ๆ ควบคู่, การเข้าถึงการศึกษาของคนในชุมชน เป็นต้น, มิติเศรษฐกิจ เช่น
อาชีพของคนในชุมชน เป็นต้น, มิติวัฒนธรรม เช่น ศาสนสถานประจำชุมชน เป็นต้น รวมไปถึงมิติสุขภาพ คือ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สิ่งที่เห็นจากแผนที่เดินดินนี้เมื่อมองผ่านสายตาของผู้มีความต้องการเป็นนักสังคม
สงเคราะห์อย่างตัวนักศึกษาเอง ยิ่งเห็นว่าจุดเริ่มต้นของการได้เข้าไปแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาอะไรสักอย่าง ต้องมาจาก
การทราบพื้นฐานก่อน แม้กระทั่งจากตัวนักศึกษาเองในการเผชิญปัญหาต่าง ๆ และต้องการแก้ปัญหา ก็ต้องย้อน
มองไปยงั ทมี่ าสำคัญท่ีทำใหป้ ญั หาเกดิ ดว้ ยจึงจะแกไ้ ขปญั หาได้เหมาะสม
ต่อมาคือประวัติศาสตร์ชุมชน โดยพื้นฐานของนักศึกษาแล้วเป็นคนชอบเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ทำให้
การศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชนเป็นไปอย่างมีความสุข นักศึกษามีความต้องการค้นคว้าไปเรื่อย ๆ เพราะเชื่อว่า
ประวัติศาสตร์ทำให้เข้าใจปัจจุบัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันย่อมมีอดีตส่งผลมาไม่มากก็น้อย อย่างชุมชนลีเล็ดเองก็ทำ
ให้เข้าใจว่าการที่เขาจะประกอบอาชีพใดก็ตาม เป็นผลมาจากพื้นฐานของพื้นที่เดิมในอดีตเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมัย
รัชกาลท่ี 5 หรือในความเป็นจริงอาจมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่สามารถสืบค้นได้จากช่องทางออนไลน์ เม่ือ
มองไปยังมุมมองของนักสังคมสงเคราะห์ ประวัติศาสตร์ก็เปรียบเหมือนภูมิหลังของคนแม้บางอย่างจะไม่ส่งผลต่อ
การแสดงออกในปัจจุบัน แต่ภูมิหลังทำให้เข้าใจความเป็นคน ๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น การเข้าใจนี้ปรับใช้ได้กับทุกคนในสังคม
ท้งั ที่เรารจู้ ักอยู่แลว้ หรอื ไมก่ ็ตาม จึงเล็งเหน็ ว่าเคร่อื งมือชน้ิ นี้มีความสำคญั อยา่ งยงิ่
และเครื่องมือชิ้นสุดท้ายคือโครงสร้างองค์กรชุมชน ถือเป็นทรัพยากรชุมชนในด้านตัวบุคคลที่เห็นภาพและ
สัมผัสผ่านประสบการณ์ได้จริง แม้ว่าการศึกษาข้างต้นอาจทราบรายละเอียดในภาพกว้างเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับตัว
นักศึกษาเองก็เพียงพอสำหรับความต้องการศึกษาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก และเกินกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งโครงสร้าง
องค์กรชุมชนก็เปรียบเหมือนเครือข่ายทางสังคมของตัวบุคคลเพื่อดูว่ามีสิ่งแวดล้อมทางสังคมใดที่มีอิทธิพลต่อตัว
ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นทางการ อาจไม่ละเอียดเท่ากับเครื่องมืออื่นในการทำงานสังคมสงเคราะห์แต่เมื่อมี
การศึกษาชมุ ชนหรอื องคก์ ร โครงสรา้ งองค์กรยอ่ มเป็นอกี หน่ีงเครือ่ งมอื ทขี่ าดไมไ่ ด้
82
ต่อมาในแง่ของกระบวนการสังคมสงเคราะห์ชุมชน และทฤษฎีการปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
ชุมชนเช่นเดียวกัน ในเรื่องกระบวนการสังคมสงเคราะห์เป็นพื้นฐานของผู้ศึกษาสังคมสงเคราะห์ทุกคน จากการ
เรียนรู้ของนักศึกษาเองก็เห็นได้ชัดว่าการนำกระบวนการมาอธิบายร่วมทำให้เห็นภาพได้ชัดและมีความเป็นลำดับ
ขั้นตอน ไม่สับสน ใช้ได้กับทุกการศึกษาเรื่องสังคมสงเคราะห์ได้อีกด้วย ในแง่ของนักสังคมสงเคราะห์เองก็ย่อมปรับ
ใชไ้ ดก้ บั การปฏบิ ัตงิ านไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ในส่วนของทฤษฎีการปฏิบัติหน้าท่ี ในมุมของนักสังคมสงเคราะห์เล็งเห็นว่าการมีหลักยึดทำให้การทำงานของ
เราไม่หลงทาง การทำงานกับผู้ใช้บริการย่อมให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการเป็นหลัก เนื่องจากคนที่ต้องเผชิญกับ
ปัญหาที่แท้จริงก็ย่อมเป็นคนที่ต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง นักสังคมสงเคราะห์จะไม่เป็นผู้แก้ปัญหาแต่ต้องเป็นคน
ช่วยเหลือให้การแก้ปัญหานั้นเกิดขึ้นและดำเนินการไปได้อย่างเสร็จครบถ้วนตามแผนที่วางไว้รวมถึงเป็นไปตามความ
ตอ้ งการของผู้ใช้บรกิ ารอีกดว้ ย
และในส่วนสุดท้ายคือโครงการวัตถุดิบเฟื่องฟู สู่ตู้เย็นทุกบ้าน ดูเหมือนเป็นโครงการที่ง่าย แต่นักศึกษามี
ความเชื่อว่าจะทำอะไรก็ต้องเริ่มจากสิ่งที่เราคิดว่าเราทำแล้วไม่เกินกำลังในขณะนั้น การคิดโครงการนี้เกิดจาก
ความคิดของนักศึกษาที่มองเห็นถึงความเชื่อว่าเป็นไปได้ ไม่มีความจำเป็นว่าการทำสิ่งต่าง ๆ จะต้องเป็นสิ่งใหม่เสมอ
ความต้องการของคนนั้นมีความต้องการไม่เหมือนกัน ความต้องการของชุมชนบ้านห้วยทรัพย์ก็เป็นการพัฒนาของดี
ที่มีอยู่เดิมมากกว่าเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด ทุกสิ่งต้องมีการปรับตัวและพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่อง ซึ่งสำหรับนักสังคมสงเคราะห์กับโครงการนี้ช่วยพัฒนาทักษะตังแต่เริ่มต้นการทำงานตั้งแต่การสร้าง
สัมพันธภาพ การที่เราต้องการให้ผู้ใช้บริการสร้างสัมพันธภาพ เราก็ต้องสร้างสัมพันธภาพก่อนเป็นอันดับแรก ต้อง
กล้าที่จะทำ โดยอยู่ภายใต้ความเหมาะสมที่จะไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการจนเกินความจำเป็น ไปสู่การ
สร้างสัมพันธภาพกับหน่วยงาน ที่เมื่อนำมองเป็นการแก้ปัญหาให้คน ๆ หนึ่งแล้ว มองว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากมิติ
ด้านกาย จิต หรือสังคมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เกิดมากกว่าหนึ่งมิติ หรืออาจเป็นทุกมิติ นักสังคมสงเคราะห์เอง
ไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางครอบคลุมทุกสิ่ง การประสานหน่วยงานที่เหมาะจะแก้ไขปัญหาในมิตินั้น ๆ ก็ทำให้ผู้ใช้บริการ
ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี ตามปกติแล้วนักสังคมสงเคราะห์จะรับบทบาทในเรื่องของมิติสังคมเป็นหลัก แต่ในการ
ทำงานจริงเราต้องคำนึงและคิดเผื่อไปยังมิติอื่น ๆ เสมอ เช่น สังเกตเห็นผู้ใช้บริการมีอาการไม่สบาย ก็สามารถถาม
ความต้องการ และจัดหายาพื้นฐานได้ การถามความต้องการเป็นมิติด้านจิตใจ เพราะในบางครั้งที่เราเผชิญปัญหาเรา
อาจต้องการแค่ผู้รับฟังด้วยความยินดี และอาจต้องการการเปิดใจจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน อาการป่วยพื้นฐานอย่าง ปวด
หัว ก็ไม่ได้มีสาเหตุแค่จากการมีไข้ แต่อาจมาจากความเครียด ที่ทำให้มีอาการ การจัดหายาก็เป็นการบรรเทาปัญหา
พืน้ ฐานในเร่อื งสขุ ภาพที่ไม่เกิดกำลงั ของนักสงั คมสงเคราะหอ์ ีกดว้ ย
83
รายการอ้างอิง
[1] องค์การบริหารส่วนตำบลลีเล็ด. (2555). สภาพทัว่ ไป. สืบค้นเม่อื 9 พฤศจิกายน 2564, จาก http://
www.leeled.go.th/general1.php
[2] บริษทั BOX STUDIO. (2559). EXECUTIVE SUMMARY ชุมชน : บ้านห้วยทรพั ย์. สืบคน้ เม่อื 14
พฤศจิกายน 2564, จาก https://bit.ly/3DIk4Pi
[3] Google Maps. (2564). ภาพหมู่ 4 บ้านห้วยทรัพยใ์ นมมุ ของแผนทด่ี าวเทยี ม. สบื คน้ เมอื่ 14
พฤศจกิ ายน 2564 จาก https://www.google.com/maps/@9.2219926,99.2378901,6886m
/data=!3m1!1e3!5m1!1e4
[4] องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลลเี ลด็ . (2564). ประวัตศิ าสตรช์ มุ ชนลเี ลด็ . สบื ค้นเมื่อ 10 พฤศจกิ ายน 2564,
จาก http://www.leeled.go.th/travel1.php
[5] องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลลเี ล็ด. (2564). คณะผู้บรหิ าร. สืบคน้ เม่อื 9 พฤศจิกายน 2564, จาก
http://www.leeled.go.th/manage.php
[6] องค์การบริหารส่วนตำบลลีเลด็ . (2564). โครงสร้างการบริหารงาน. สืบคน้ เมอื่ 9 พฤศจิกายน 2564,
จาก http://www.leeled.go.th/detail.php?id=864
[7] องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลลเี ลด็ . (2564). กำนนั ผู้ใหญบ่ ้าน. สืบคน้ เม่ือ 9 พฤศจิกายน 2564, จาก
http://www.leeled.go.th/officer4.php
[8] TEXTMAP. (2564). โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบลตำบลตำบลลีเลด็ . สืบคน้ เมื่อ 10 พฤศจกิ ายน
2564, จาก http://textmap.world/246615/5502
[9] ป่นิ หทัย หนูนวล. (สิงหาคม 2564). การปฏิบัติงานสงั คมสงเคราะห์ชมุ ชน. [เอกสารท่ไี มไ่ ดต้ พี มิ พ]์ .
เอกสารประกอบการสอนวชิ า สค.311 หลักและวิธีการสงั คมสงเคราะห3์ . คณะสังคมสงเคราะห์ ศาสตร์.
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
[10] บา้ นห้วยทรัพย์ Baan Huay Sup. (2563) #บ้านหว้ ยทรัพย์ #ชมุ ชนโอทอปนวัตวิถสี รุ าษฎร์. สบื คน้
เม่อื 14 พฤศจิกายน 2564. จาก https://www.facebook.com/pg/BaanHuaySup/posts/
[11] วชิรวัชร งามละม่อม. (2558). ทฤษฎีการปฏบิ ัติงานสังคมสงเคราะห.์ สบื ค้นเม่อื 15 พฤศจกิ ายน
2564, จาก http://learningofpublic.blogspot.com/2015/09/blog-post 23.html
84
“ชมุ ชนบา้ นนาต้นจั่น”
ปญั จรัตน์ จนี มหันต์
85
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สค. 3 1 1 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์3 สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่3 ปี
การศึกษา2 5 6 4 ภาคเรียนที่1 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยจุดประสงค์
เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้ ความเข้าใจหลักการ วิธีการ กระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ชุมชน ผ่านการใช้
เครื่องมือศึกษาชุมชน7 ชิ้น( เลือกกใช้ในรายงานเล่มนี้อย่างน้อย3 ชิ้น) วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี หลักการทางสังคม
สงเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมออกแบบโครงการที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่ศึกษา อีกทั้งบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์เพ่ือ
สรา้ งการเปลี่ยนในชุมชนผา่ นการทำโครงการดงั กล่าว
ผู้จัดทำได้เลือกศึกษาพื้นที่ชุมชนบ้านาต้นจั่น จังหวัดสุโชทัย เพราะ บ้านนาต้นจั่นเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิง
วัฒนธรรมแต่คงไว้ซึ่งวิถีชีวิตด้ังเดิม มีจุดเด่น อันได้แก่ โฮมสเตย์บ้านาต้นจั่น ผ้าหมักโคลน ข้าวเปิ๊ป และ ตุ๊กตาบาร์
โหน ชุมชนที่มีเอกลักษณ์ มีความน่าสนใจที่นอกจากฐานะของนักท่องเที่ยว ก็ยังน่าสนใจในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ ท่ี
อยากทราบความเป็นมาและเรื่องราวของชุมชนที่เติบโตได้เป็นโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นทุกวันน้ี ข้อมูลทั้งหมดที่ผู้จัดทำ
ได้ศึกษาชุมชนบ้านนาต้นจั่นเป็นข้อมูลทติยภูมิจากอินเทอร์เน็ต นับเป็นความท้าทายแบบใหม่ในการศึกษาชุมชน ที่มี
ข้อจำกัดในการศึกษาอยู่ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ดี ผู้จัดทำก็หวังว่ารายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็
นอ้ ย หากมีขอ้ แนะนำหรอื ข้อผดิ พลาดประการใด ผู้จดั ทำขอรบั ไว้ด้วยความขอบคณุ และขออภัยยิง่
ผู้จดั ทำ
86
บา้ นนาตน้ จ่นั จังหวดั สโุ ขทยั
1 . ข้อมูลพื้นฐาน( เคร่ืองมอื ในการศกึ ษาชุมชน)
ประวตั ิศาสตรช์ มุ ชนและประวตั ิบคุ คลสำคัญ
ชุมชนบ้านนาต้นจั่น มีประวัติความเป็นมากว่า2 0 0 ปี เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ “เมืองด้ง” ซึ่งเป็นเมือง
ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยการปกครองของล้านนา อยู่ในการปกครองของเจ้านครลำปาง ( ก่อนปีพ. ศ. 2007) ตาม
ประวัติศาสตร์ตำบลบ้านตึกและและต่อมาในปี พ. ศ. 2428 ได้เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองของเมืองสวรรคโลก เร่ิม
จากกลุ่มคนไม่กี่คนที่อพยพมาจากเมืองโยนก เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เดินทางมาถึงพื้นที่กลางภูเขาที่เต็มไป
ด้วยต้นจั่นมากมาย จึงได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณพื้นที่นั้นๆ จากนั้นได้เริ่มมีผู้อพยพตามมาเพิ่มเติมจากทาง
ภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดลำปาง เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาษที่ใช้จึงแตกต่างจากชาวพื้นเมือง
ทั่วไปของจังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมด7 7 0 ครัวเรือน ตั้งอยู่ในตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัด
สุโขทัย ห่างจากตำบลบ้านตึก ประมาณ 17กิโลเมตร จากอำเภอศรีสัชนาลัย 32 กิโลเมตร และตัวเมืองสุโขทัย 89
กโิ ลเมตร ( ตามระยะทางของการเดนิ ทางโดยรถยนต)์ ตามทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข1 0 1
ลักษณะภูมิประเทศมีทั่วไปของหมู่บ้าน เป็นที่ดอนอยู่หลังเขาในเขตอุทยานแห่ชาติศรีสัชนาลัย ชาวบ้านส่วน
ใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยลักษณะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อม ทำนา ทำไร่ ทำสวนผลไม้ เก็บ
ของป่า ยามว่างจากฤดูทำการเกษตร กลุ่มพ่อบ้านจะเก็บซากไม้ในป่าเพื่อมาทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้เป็นสินค้าส่งออก
สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวเพิ่มเติม จากวิถีชีวิตดังกล่าว ทำให้กลุ่มสตรีในหมู่บ้านมีแนวคิดที่จะช่วยกันยกระดับ
คุณภาพชีวิตของครอบครัว จึงเกิดเป็นกิจกรรม “ระดมทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพให้สตรีในหมู่บ้าน” ที่ต่อมาได้เป็น
จุดเริ่มต้นของการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรชุมชนหรือ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร” หากิจกรรมอื่นนอกจากการทำไร่
ทำนา ไปปลูกข้าวโพด กล้วย แปรรูปกล้วย เพื่อหาเงินก้อนหนึ่งมาลงทุนให้ยืมประกอบอาชีพของสมาชิกในหมู่บ้าน
ตั้งแต่ปี พ. ศ. 2 5 2 7 โดยเริ่มจากการรวมกลุ่มกันทอผ้าแล้วนำมากับหมักโคลน หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันกับชื่อ
ผ้าหมักโคลน ถือเป็นสินค้าOTOPขึ้นชื่อของหมู่บ้านเลยที่เดียว ต่อมาภายกลังได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน
เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานกีฬาและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น ทำให้เกิดกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมาอีก
มากมาย สรา้ งรายได้และความเขม้ แข็งให้ชุมชน
คุณป้าเสงี่ยม แสวงลาภ ประธานกลุ่มทอผ้าและประธานกลุ่มโฮมสเตย์ เล่าถึงกระบวนการทำผ้าหมักโคลน
เริ่มจากการย้อมเส้นฝ้ายสีขาวให้เป็นสีต่างๆ ด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น แก่นไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ เมล็ด อาทิ ฝางให้สี
แดง ทำให้ไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จากนั้นนำขึ้นกี่ทอผ้า เมื่อได้ผ้าเป็นผืนให้นำมาหมักโคลนไว้ 1 คืน แล้วนำไปต้มทับสี
87
ธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อให้ผ้าเลื่อม สวย และยังได้บอกอีกว่า “การหมักโคลนทำให้ผ้านิ่ม ที่รู้ก็ด้วยความบังเอิญ เพราะ
สมัยก่อนเวลาปู่ย่าตายายไปไร่ไปนาก็จะนุ่งผ้าถุง ใส่แล้วใส่อีก ลุยโคลนทุกวัน ปรากฏว่าชายผ้าถุงมีความนิ่มมาก แถม
มีสีสวยแบบธรรมชาติอีกด้วย ก็เลยจดจำนำมาทำเป็นกระบวนการ จากนั้นก็ได้รับการสนับสนุนให้มีการประยุกต์ แปร
รูปจากผา้ ผนื นำมาตดั เป็นเส้อื ผ้า ผา้ พันคอ กระเปา๋ เป็นต้น”
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับ การพัฒนากลุ่มทอผ้าบ้านนาต้นจั่นและการสร้างสรรค์เศรษฐกิจในชุมชน คือ
การดำเนินงานตามโครงการ “หมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว” ของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ท่ี
สนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณตามโครงการประมาณ2 ล้านบาท และ การสนับสนุนของธนาคารเพื่อควาร่วมมือ
ระหวางประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือเจบิค ( Japan Bank for International Cooperation : JBIC) ที่สร้างศูนย์การแสดง
สินค้าชุมชน ฝึกอบรมและเพิ่มพูนความรู้การบริหารจัดการกลุ่ม นอกจากนั้น ยังคัดเลือกให้รับรางวัลการบริหาร
จัดการชุมชนดีเด่นประจำแ พ. ศ. 2 5 4 6 และให้ทุนแก่ตัวแทนของกลุ่มไปศึกษาดูงานพัฒนาผลิตภัณฑ์หมู่บ้านและ
การจัดการท่องเที่ยวชุมชนที่ประเทศญี่ปุ่น และในวันท่ี 8 มิถุนายน พ. ศ. 2549 กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ได้รับ
การจดทะเบียน “วิสาหกิจชุมชนบ้านนาต้นจั่น” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ. ศ. 2548 เป็น
“วสิ าหกจิ ชมุ ชนทอผา้ บา้ นนาต้นจ่ัน” โดยมผี ลิตภณั ฑ์ OTOP ระดับห้าดาว คอื ผ้าหมักโคลน
ผ้าถุงที่ทำจากผ้าหมักโคลนนั้น ถือว่าเป็นสินค้าที่โดนเด่นของชุมชน ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องถึง 25 ปี
ขยายตัวกลายเป็นสินค้าระดับประเทศ พร้อมส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย ส่วนเคล็ดลับการทำให้ผ้าหมักโคลนนุ่มและ
สีไม่ตกนั้น เพราะธาตุเหล็กที่อยู่ในโคลน จะซึมเข้าไปในเส้นใยผ้าให้ขยายตัว เกิดความนุ่ม ช่วยให้การย้อมสีนั้น ติดทน
และสีไม่ตก เวลาสวมใส่ในหน้าหนาวทำให้รู้สึกอุ่นอีกด้วย ส่วนสีที่นำมาย้อมก็ได้จากธรรมชาติอย่าง สีเขียวแก่จากใบ
มะม่วง สีเหลืองจากแก่นขนุน สีแดงจากไม้ฝาง สีครีมจากใบหูกวาง สีม่วงจากเปลือกมังคุด สีกะปิจากดอกสะเดา สี
ดำจากลูกมะเกลือ เป็นต้น และที่สำคัญที่ทำให้ผ้าทุ่งของบ้านนาต้นจั่นมีเอกลักษณ์ที่สวยงามนั้น คือ ลายขิด หรือลาย
ยกดอกทีส่ อดด้ายทลี่ ะเส้น ท่มี ีมากกวา่ 50 ลาย
นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ทอผ้าและการวางจำหน่าย ณ ศูนย์แสดงสินค้าของหมู่บ้านแล้ว วิสาหกิจชุมชนของ
กลุ่มทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ยังสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อท่องเที่ยวชุมชนขึ้นมาคู่ขนานกันไปเพื่อ เป็นการกระตุ้นตลาดและ
ความสนใจของผู้บริโภค ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ในปี พ. ศ. 2557 ทางชุมชนได้มีโอกาสไปร่วม
ศึกษาดูงานเรื่องหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้แกนนำชุมชนเกิดแนวคิดในการพัฒนาหมู่บ้านให้กลายเป็นเป็น
หมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ บวกกับความพร้อมของต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทาง
ชุมชนได้ร่วมกันรักษาเอาไว้ จึงทำให้เกิด “โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น” 2)กลุ่มนวดสปา 3) กิจกรรมสนับสนุนการ
ทอ่ งเทย่ี วในชุมชน– จุดชมวิวบนภเขา การแสดงละเล่นพ้นื บ้าน การทำบุญตักบาตร การเยี่ยมชมกิจกรรมจกั สาน การ
ทำตะเกียบไม้ไผ่ การจัดทำตุ๊กตาบาร์โหน การสาธิตกี่ทอผ้า การจัดบริการยวดยานพาหนะ การบริการจักรยานให้เช่า
ตลาดนดั 3 แคร่ในวันเสาร์ - อาทติ ยก์ ารผลติ และบรกิ ารขาวเป๊ปิ และร้านกาแฟ ฯลฯ
88
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วศิน ปัญญาวุธตระกูล เล่าถึงกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านนาต้นจั่นว่า “เมื่อค้นพบ
ว่า หมู่บ้านนาต้นจั่นมีทุนทางวัฒนธรรมที่คลอบคลุมมิติปัจจัย ๔ อยู่แล้ว จึงเริ่มกระบวนการพัฒนาโดยปลุกให้คนใน
ชุมชนเชื่อมั่นในตัวเองก่อน เห็นของดีของตัวเองก่อน คอยให้คำปรึกษา แนะนำ แล้วนำไปสู่การต่อยอด สร้างเครือข่าย
พันธมิตร หาผู้สนับสนุน ทั้งในด้านวิชาการ เงินทุนจากภาครัฐและเอกชน” ชื่อเสียงอันโด่งดังของโฮมสเตย์ กลายเป็น
จุดสนใจให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศทำให้บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล PATA Gold Awards 2012 ประเภท
การอนุรักษ์ภูมิปัญญา จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟกิ (Pacific Asia Travel Association -
PATA ) เมื่อปี พ. ศ.2555 และรางวัลอื่นๆ ตามมา อาทิ (1) รางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2556 (2) รางวัล Thailand Homestay Standard ศูนย์
เรียนรู้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (3) รางวัลประกาศเกียรติคุณ (4) รางวัลสิงห์ทอง ระดับจังหวัด ปี 2558
หมู่บา้ นเศรษฐกจิ พอเพียง “อยู่เยน็ เป็นสขุ ”
เสงย่ี ม แสวงลาภ บุคคุลสำคญั ผู้เร่มิ การรวมกลุ่มชุมชนจนกลายเปน็ โฮมสเตยบ์ ้านาต้นจ่นั ในปัจจุบนั
นางเสงี่ยม แสวงลาภ เกิดเมื่อวันท่ี 14 มีนาคม 2496 ปัจจุบันอาจุ 68 ปี สมรสกับ นายยอดธง แสวงลาภ
มีบุตร - ธิดา 3 คน ประสบการณ์การทำงานเพื่อชุมชนและการเป็นผู้นำ 1)เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน
ตำบล (ส.อบต.) ติดต่อกัน 3 สมัย 18 ปีระหว่างปี พ.ศ.2542 - พ.ศ.2560 2) เป็นอาสาพัฒนาชุมชนจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.25313) เป็นประธานกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มทอผ้าซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.
25344) เป็นประธานกลุ่มโฮมสเตย์ บ้านนาต้นจั่นซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี พ. ศ.2547 (โฮมสเตย์ เกิดขึ้นก่อน
การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน – 2549) 5) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาท
พัฒนาสตรีจงั หวดั สโุ ขทยั 6) เปน็ กรรมการในคณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านนาต้นจน่ั 7) เป็นกรรมการในคณะกรรมการ
สถานศึกษาโรงเรียนมัธยมประจำตำบล 8) เป็นกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาประจำ
หมู่บ้าน 9) เปน็ กรรมการในคณะกรรมการร่วมพิจารณาเงินงบประมาณ โครงการพัฒนาชมุ ชนของจังหวดั สุโขทยั
สำหรับการตั้งชุมชนบ้านนาต้นจั่น ให้เป็นโฮมสเตย์ และชุมชนแห่งการท่องเที่ยว นางเสงี่ยมได้เล่าว่า เริ่มต้น
มาจาก ตนเองอยากให้ชุมชนรักกัน มีความสามัคคีกัน ก่อกิจกรรม ก่อให้เกิดรายได้ โดยใช้ภูมิปัญญา ของดีในหมู่บ้าน
มาเป็นจุดขาย ตนและลูกสาวนอกจาการขายสินค้าแล้ว อยากทำชุมชนให้เป็นที่ท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐอย่าง
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ จนต่อยอดเป็นโฮมสเตย์ได้ และยัง
สนับสนุนด้านการพาไปออกงาน ดูงาน และอุดหนุนสินค้าในชุมชน ทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้จากการ ทอผ้า โฮมสเตย์
การเป็นไกด์นำเที่ยว ทำร้านอาหาร รถอีแต็ก(สำหรับรับส่งนักท่องเที่ยว) ส่งผลให้ลูกหลานที่ย้ายไปอยู่ในเมืองกลับ
บ้านเกิดมาช่วยสานต่องานในชุมชน อีกทั้ง นางเสงี่ยมยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งการรวมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเคหะกิจ ใน
89
ปี พ.ศ. 2527 ต่อมาท่านได้เป็น ประธานกลุ่มทอผ้าหมักโคลน เป็นคนดึงงบประมาณจากภาครัฐมาพัฒนาชุมชนอย่าง
มีทิศทางจนเติบโตได้อย่างทุกวันน้ี อีกด้วย โดยปัจจุบันท่านมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหอผ้าบ้าน
นาต้นจัน่ และ กลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น
ปีพ.ศ.2546 ในช่วงแรกที่ชวนคนในหมู่บ้านโฮมสเตย์ก็มีเสียงที่ไม่เห็นด้วย โดยมีความคิดว่าหมู่บ้านในป่า ใน
ดอยใครจะมาเที่ยว คุณเสงี่ยมเลยตัดสินใจเปิดบ้านของตัวเอง เปิดใหม่ๆก็ยังไม่มีใครมา จึงอาศัยเวลาที่ไปออกงาน
ขายผ้าหมักโคลน ก็จะโฆษณาว่าหมู่บ้านตนมีของดีอะไรบ้าง มีโฮมสเตย์นะ รับนักท่องเที่ยว ยังไม่รับเงินก็ได้ ขอแค่ให้
มา จนคนนำไปบอกต่อกันเรื่อยๆ มาแล้วรู้สึกดี รู้สึกประทับใจ จนมาปี พ.ศ.2551 ชาวบ้านในหมู่บ้านที่เคยปฏิเสธท่าน
ในตอนแรก เห็นว่าท่านทำได้ดี ก็มารวมตัวกัน ไปติดต่อการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขอ
มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย เมื่อขอผ่านนักท่องเที่ยวเริ่มมากันเยอะ จนโฮมสเตย์ขยับขยายไปถึง 26 หลัง อาศัยการสู้
อดทน ทำเต็มทจี่ นกว่าจะมาเปน็ บา้ นนาต้นจนั่ ในทุกวันน
ขา้ วเป๊ปิ ยายเครอ่ื ง / ขา้ วเปิ๊ปล้มยักษ์
ร้าน “ข้าวเป๊บิ ยายเครือ่ ง” เปน็ คำทีย่ ายเครอ่ื งกลา่ วเปน็ “คนแรกในโลก” เพราะไมม่ ี ปรากฏในพจนานกุ รมไทย
โดยข้าวเปิ๊บมาจากชื่อเรียกอย่างทางการว่า “ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง” เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้ปากหม้อใส่ไส้วุ้นเส้นและผักลวก
แทนเส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวเปิ๊บยายเครื่องมีอายุ มากว่า 40 ปีแล้ว ที่มาก็คือ เดิมยายเครื่องทำข้าวแคบและข้าวปันขาย
ต่อมาต้องการ รับประทานก๋วยเตี๋ยว ในสมัยก่อนที่บ้านนาต้นจั่นยังเป็นถิ่นทุรกันดารอยู่ทำให้หาอาหารจำพวก
ก๋วยเตี๋ยวทานยาก จึง จึงใช้ภูมิปัญญาด้านอาหารของชาวบ้านเอง มาทำแป้งข้าวเจ้า ข้าวสาร ใช้อุปกรณ์การทำคล้าย
ข้าวเกรียบปากหม้อ เก็บผักริมรั้วแล้วห่อหุ้มด้วยแผ่นแป้งข้าวแคบที่อบอยู่ และต้มน้ำซุป กระดูกหมูราดจนกลายเป็น
ข้าวเป๊ิบในทสี่ ุด โดยคำวา่ เปิป๊ มาจากการพับแป้งที่สกุ แลว้ เนือ่ งจากคำวา่ เป๊ิป แปลวา่ พบั
90
เกตทุ ิพย์ วุฒิสาร ผูด้ ูแลศูนยผ์ ้าหมักโคลน ( ลูกสาวของ เสงี่ยม)
เป็นผู้ออกแบบผ้าหมักโคลน ดูแลศูนย์จำหน่ายสินค้าOTOP สาธิตการหมักโคลนและการย้อมผ้า และการ
แสดงการท้อผ้าใต้ถุนบ้าน สร้างสรรค์เป็นกิจกกฃรรมชุมชนที่ใครมาเที่ยวบ้านนาต้นจั่นต้องไม่พลาด มาดูและซ้ือ
สินค้าตดิ ไมต้ ดิ มือกันไป เรยี กได้วา่ เป็นจดุ ขายและเป็นเส้นเลอื ดหลักในการลอ่ เลี้ยงคนในชมุ ชนเลยทีเดียว
เมื่อมีพิธีกรรายการพลเมืองต้นแบบ ถามว่าไปได้แนวคิดการทำโฮมสเตย์ที่เป็นเอกลักษณ์ขนาดนี้ได้อย่างไร
คุณเกตุทิพย์ก็ได้ตอบว่า “แม่พี่ก็เริ่มต้นแล้วก็ทำอยู่บ้างแล้วแล้วก็ประสบการณ์ที่แม่ไปตามที่ต่างๆก็มาถ่ายทอดแล้ว
บวกเอาบวกผสมผสานบวกกับสิ่งที่มีประโยชน์และธรรมชาติที่เราเป็นเราก็โลเคชั่นซึ่งมันจะเข้ากับสถานการณ์ให้มัน
กลมกลืนนี้มันเข้ากัน” เมื่อพิธีกรพูดเล่นต่อว่า พี่แหม่ม( ชื่อเล่นของคุณเกตุทิพย์) เป็นการตลาดของโฮมสเตย์ได้
อย่างเต็มตัวมากๆ เพราะเราต้องแข่งขันด้วยในแง่ของธุรกิจ “ใช่ๆพี่พี่วงในเนื้อหาที่ว่าเราพยายามสร้างจุดเด่น จุดขาย
ให้กับความแปลกใหม่ให้คนที่เข้ามาใช่ไหมคะ ให้เขารู้สึก ว้าว คืออะไร ที่ไหน อยากติดตาม ในส่วนของความรู้และความรู้
ในเรื่องของการจะทำแบบไหนยังไง เป็นประสบการณ์ที่เรา. . ” ไปดูงานต่างๆมา “อันนั้นด้วยส่วนหนึ่ง แต่ว่า แต่
ห้องเรียนของพี่ มันไม่ได้เข้าไปเรียนในห้องสี่เหลี่ยม แล้วก็มีอาจารย์ แต่ห้องเรียนของเราจะอยู่ในชุมชนนะคะ มันเป็น
ห้องเรียนใหญ่ ประสบการณ์จริงๆที่เราได้สัมผัส เราใช้ประสบการณ์ในห้องเรียนใหญ่นี้พัฒนา เรียนถูก เรียนผิด กล้า
คิดกล้าตัดสินใจ เราจะถือว่าการที่เรา ผิดพลาด ถือเป็นประสบการณ์ อันไหนที่มันดี เราก็จะพัฒนาต่อยอดไป คิดแล้ว
ต้องทำไม่ใช่คิดแล้วขายฝันมโนอยู่อย่างเดียว มนุษย์ได้แต่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยยังไม่ถึงจุดหมายที่เราวาง ไว้ถ้าเราไม่
เร่ิมเลย ไมเ่ รม่ิ ท่ี 0 หรือ 1 จะไมม่ ีทาง ไปถึง 10 ได”้
91
อุดร สกุ จิ วมิ ล ผู้สืบสานตุ๊กตาบาร์โหน ภูมิปัญญาบ้านตาวงศ์
ตาวงศ์ เสาฟั่น(คุณพ่อของคุณอุดร ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้ประดิษฐ์ตุ๊กตาบาโหน ที่ทำจากไม้สัก วิธีการ
เล่นคือ บีบปลายด้านล่างของไม้ ตุ๊กตาก็จะโหนแกว่งราวกับคนกำลังโหนบาร์ ในท่าทางต่างๆ หรือคล้ายเวลาเล่น
ยิมนาสติก เมื่อครั้งแรกตั้งใจทำให้เด็กๆในหมู่บ้านเล่นด้วยใช้กระดาษ เมื่อชำนาญขึ้นก็ใช้ไม้เป็นวัสดุ ต่อมาพบ
ประโยชน์วา่ สามารถใช้บรหิ ารนว้ิ มือได้ สำหรบั ผกู้ ล้ามเน้ือออ่ นแรง เหน็บชา นิ้วล้อค ใช้เวลาทำ3ตัว/1วัน
คำบอกเล่าของสมาชิกกลุ่มโฮมสเตยบ์ ้านนาตน้ จน่ั
ปรียานันท์ นพบรรลัง : “พอมาทำโฮมสเตย์ ทำให้เรามีความสุขในการทำงาน ไม่เครียด มีเงินเก็บ มีเวลา
ดแู ลลลูก เพราะลกู กอ็ ยู่ในกลมุ่ โฮมสเตยด์ ้วย เดก็ กจ็ ะมคี วามสุขในการทำงานด้วยค่ะ”
วราภรณ์ กองนิล : ” เปิดบ้านมาก็8ปีแล้วค่ะ รู้สึกมีความสุขนะคะ เหมือนญาติมาหาญาติ มีการกระจาย
รายได้เข้าสูช่ ุมชน ทุกคนในชมุ ชนได้มีส่วนร่วม อาจะไดเ้ ล็กๆนอ้ ยๆ แต่ก็ไดท้ กุ คน”
เตี่ยม แสวงลาถ (สามีของ คุณเสงี่ยม และ พ่อของคุณเกตุทิพย์) : “มีคนมาพักที่บ้านเขามาเห็นเข้า (ชี้ไปที่
สวนผลไม้) เขามาเห็นจุดชมวิวนะ เขามาเห็นกับตา เขาอยากมาอยู่ด้วย อยากมา อยู่ กิน นอน ในบ้าน เมื่อก่อนคนไม่
เยอะ แตเ่ ดย๋ี วนี้คนเยอะมาก สขุ ดีใจครับ”
92
ด้านวฒั นธรรมและประเพณี
ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน เป็นการแสดงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวใน ชุมชน มีชุด
การแสดงที่ชื่อว่า ลิเกก้อม เพลงก้อม ซึ่งเป็นการแสดงที่ทุกคนในชุมชนทั้งผู้สูงอายุและเยาวชน ได้มีส่วนร่วมในการ
สร้างความสุข ความสนุกสนานและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวได้ ถือเป็นอีก หนึ่งวัฒนธรรมของชุมชนบ้านนา
ต้นจนั่ ท่เี ปน็ เอกลักษณ์
พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นวัฒนธรรมอันดี ชุมชนบ้านนาต้นจั่นมีการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจัดข้ึน
เพื่อเป็นการรับขวัญ เรียกขวัญ แสดงความชื่นชมยินดี และยังถือเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยว และแขกที่เดินทางมา
เยือนชุมชน มีการผูกข้อมือ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต โดยมีหมอพื้นบ้านที่สืบจาก บรรพบุรุษเป็นผู้อ่านคำอวยพรและ
ผู้สูงอายุในชุมชนจะผูกข้อมือให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้าร่วมพิธี และมักจะจัดให้นักท่องเท่ียวที่เข้ามาท่องเที่ยวใน
วนั แรกๆ
ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าพ่อเมืองด้ง เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวตำบลบ้านตึก เพราะ พื้นที่ของ
ตำบลบ้านตึกในอดีตเป็นที่ตั้งของอำเภอด้ง ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง จัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความผูกพันระหว่างคน
กับช้าง.ซึ่งทหารเอกของพระเจ้าติโลกราชมีความเชี่ยวชาญในการใช้ช้างศึก และ เพื่อสักการะเจ้าหมื่นด้ง ผู้สร้างเมือง
ด้งขึ้นมา ประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าพ่อเมืองด้ง จะเริ่มต้น หลังจากวันสงกรานต์ 7 วัน เจ้าของช้างและควาญ
93
ช้างจะทำการอาบน้ำให้กับช้าง จากนั้นก็จะมีพิธีบายศรี สู่ขวัญต่อหน้าช้างและกราบเท้าช้างเพื่อทดแทนบุญคุณ
ทที่ ำงานหนกั
คนในชุมชนบ้านนาตนจั่นยังมีความเชื่อเฉพาะตนอื่น ๆ ได้แก่ พิธีการ อัญเชิญดวงวิญญาณเจ้าพ่อพญาแกวมาคอย
ปกปกรักษาคนในชุมชน และการใหความเคารพต่อ ธรรมชาติที่สะท้อนผ่านความเชื่อเรื่องหินทิพยนารีศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งเป็นหินในลำธารที่ปูยาตายายและ บรรพบุรุษให้ความเคารพนับถือ โดยมีตำนานเล่าขานกันวา หินทิพยนารีศักดิ์สิทธิ์
เป็นหินในลำธาร ซึ่งมลี กั ษณะโคง้ มนเหมือนกนของคน ตรงกลางเปน็ รองมนี ้ำไหลผา่ น
คนในชุมชนสมัยก่อนจึงเรียกว่า ตาลตนรอง เมื่อชาวบ้านเขาไปหาของปา หากผ่านร่องน้ำสายนี้ก็มักจะบอก
กล่าวเพื่อสร้างขวัญกำลังใจใหเจ้าป่าเจ้าเข้าช่วยคุ้มครอง ประเพณีความเชื่อเหลานี้สามารถสะทอนใหเห็นถึงความ
เคารพ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและความเคารพต่อคณุ ค่าทางวฒั นธรรมของชมุ ชนทไ่ี ด้รบั สบื ทอดตอ่ กนั มาจากบรรพบรุ ษุ
ไทมไ์ ลนเ์ หตุการณส์ ำคญั บ้านนาตน้ จน่ั
พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2546 พ.ศ. 2548 พ.ศ. 2551
• รวมกล่มุ แมบ่ า้ น • เร่มิ มคี วามเขม้ แข็งใน • จัดการ OTOP ของ • วสิ าหกิจชุมชน • โฮมสเตย์เพิ่มเปน็ 16
บา้ นนาต้นจ่นั หลังจากการทำเปน็
เกษตรกร ชุมชน หมู่บ้าน เชน่ ผ้าหมกั ตวั อย่างใหด้ ขู องแม่
โคลน ขา้ วเปิ๊ป อาหาร เสง่ียม
• ดูงานในและ ถ่ิน ผลไมต้ ามฤดู
ตา่ งประเทศ
94
แผนสำหรบั การท่องเท่ยี วชมุ ชนบ้านนาตงั้ จ่ัน
(ประกอบรา่ งแผนทีจ่ าก คลปิ วิดโิ อบนyoutube ชมุ ชนตอ้ งเทยี่ ว | ชมุ ชนบ้านนาตน้ จนั่ จ.สุโขทยั | EP.4)
95
แผนที่ชมุ ชนบา้ นนาตน้ จน่ั
(จากไทย เที่ยว เท่ บา้ นาต้นจั่น เกษตรพนื้ บ้าน สบื สานวัฒนธรรม ล้ำค่าภมู ปิ ญั ญา(น.28) โดยกรมส่งเสริม
อุตสาหกรรม, 2559, อา้ งถึงใน อสิ รยี ,์ 2561)
แผนที่บา้ นสมาชกิ โฮมสเตยบ์ า้ นนาตน้ จั่น
(สร้างจากรูปถ่ายแผนที่บา้ นสมาชกิ โฮมสเตยบ์ า้ นาตน้ จัน่ เฟซบคุ๊ โฮมเตย์บา้ นนาตน้ จน่ั จังหวดั สุโขทัย)