446
เคร่ืองมอื ศกึ ษาชมุ ชน
1. ประวตั ศิ าสตร์ชมุ ชน
ภาพที่ 2: วัดศาลเจา้
ทมี่ า https://tourwatthai.com/region/central/pathumthani/wat-san-chao/
ภายในชุมชนมีวัดศาลเจ้าที่เป็นศูนย์รวมของคนในชุมชน วัดศาลเจ้ามีอาณาเขตตั้งอยู่ใกล้กับวัดมะขาม
สามารถเดินไปยังอีกวัดได้ และมีพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยประวัติความเป็นมาของวัดศาลเจ้านั้นมีคำบอกเล่า
แตกต่างกัน คือชาวรามัญที่อพยพหลบหนีจากสงครามพม่าเข้ามาบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และต่อมาได้
แยกย้ายกันไปในจังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด เมืองพระประแดง โดยก็มีผู้คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่บริเวณน้ี ซึ่ง
คนเหล่านั้นล้วนนับถือพุทธศาสนา จึงมีการสร้างวัดขั้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเมื่อสามารถมีรากฐานที่มั่นคง
แล้ว แต่อีกคำบอกเล่าประวัติของวัดศาลเจ้านั้นกล่าวว่าเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยา เจ้าน้อยมหาพรหม บุตรเจ้าเมืองฝ่าย
เหนือได้สร้างวัดศาลเจ้าขึ้น ซึ่งเจ้าน้อยมหาพรหมได้ล่องแพมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาและได้พบกับพระภิกษุชาวรามัญซ่ึง
เป็นผู้ที่ชาวบ้านเคารพและศรัทธา มีนามว่า "พระอาจารย์รุ" หลังจากนั้นก็ได้ทดสอบวิชากัน ทำให้เจ้าน้อยมหาพรหม
เกิดความเคารพเลื่อมใส จึงได้ขอสร้างวัดศาลเจ้าขึ้น และชื่อวัดศาลเจ้านั้นก็มีการคาดว่ามาจากชื่อของเจ้าน้อย
มหาพรหม
โดยการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโดยการศึกษาประวัติของวัดศาลเจ้านั้น สามารถศึกษาได้จากหลาย
แหล่งข้อมูล ผู้ศึกษาได้ศึกษาประวัติของวัดศาลเจ้าจากการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และจากการศึกษานั้นพบว่าวัด
ศาลเจ้ามีประวัติเก่าแก่มานานและเป็นจุดศูนย์รวมของคนในชุมชน ณ ขณะนั้น มาจนถึงปัจจุบันที่ก็ยังมีการใช้วัดศาล
เจ้าเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ของคนในชุมชน รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปไหว้
พระ ขอพร สามารถสะท้อนได้ถึงความสัมพันธ์และมิติทางวัฒนธรรมของคนในสมัยนั้นได้ว่าคนในชุมชนสร้างวัดเพ่ือ
เป็นส่ิงยึดเหนี่ยวจิตใจ วิถีชีวิตของคนในชุมชนจะยึดอยู่กับวัดเป็นส่วนใหญ่ และจากการศึกษาข้อมูลโดยตัวผู้ศึกษา
เองที่เมื่อได้ไปที่ชุมชนวัดศาลเจ้านั้น ได้สังเกตเห็นว่าย่าของผู้ศึกษามักจะไปที่วัดศาลเจ้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าจะเป็นวันพระหรือไม่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับวัดที่มีมาตั้งแต่อดีตแม้จะผ่านมาเป็น
เวลานานแล้วก็ตาม วิถีชีวิตของคนในชุมชนยังคงใช้วัดเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และผู้ศึกษาสามารถศึกษาประวัติศาสตร์
447
ของชุมชนวัดศาลเจ้าได้อีกว่า ภายในชุมชนจะมีสถานที่ที่เป็นอีกหนึ่งความเชื่อของคนในชุมชนที่มีมานานแล้ว และใน
ปัจจุบันก็เป็นสถานที่ที่มีคนให้ความสนใจและให้ความนิยมเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือ "เซียนแปะโรงสี" เป็นอีก
ประวัติศาสตร์ของชุมชนที่มีมานานและผู้คนยังคงให้ความสำคัญในปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปและคนในชุมชนมักจะไป
กราบขอพรกับเซียนแปะโรงสีเกี่ยวกับเรื่องการงาน การเงิน การประกอบธุรกิจต่างๆ โดยประวัติของเชียนแปะโรงสี
หรือเชียนแปะกิมเคย คือ แปะกิมเคยเกิดที่ประเทศจีนแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่ยังเด็ก ได้ประกอบอาชีพ
รับจ้างท่ัวไปและค้าข้าวเปลอื ก จนธุรกิจเจรญิ รุง่ เรอื งขึ้น จงึ ไดร้ ่วมหนุ้ กับโรงสีข้าวเปลอื กและไดย้ ้ายมาประกอบกจิ การ
โรงสีข้าวของตนเองหลังจากสมรส เยื้องกับวัดศาลเจ้า นามว่า "โรงสีไฟทองศิริ " และแปะกิมเคยก็ได้เปลี่ยนมาเป็น
สัญชาติไทยพร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น นายนที ทองศิริ โดยเหตุผลที่ว่าแปะกิมเคยเป็นที่รักและเคารพศรัทธาของ
ชาวบ้านนั้นเป็นเพราะว่าท่านเป็นคนโอบอ้อมอารี ชอบชี้แนะช่วยเหลือผู้อื่น และยังเป็นกำลังหลักในการบูรณะศาลเจ้า
พ่อวัดศาลเจ้าอกี ดว้ ย ท่านไดใ้ ห้คำช้แี นะกับลูกศษิ ย์โดยไมห่ วงั ผลตอบแทนจนถงึ วาระสุดทา้ ยของชวี ติ จึงเปน็ เหตผุ ลที่
ประชาชนทั่วไปและคนในชุมชนนิยมไปกราบขอพรกับเซียนแปะโรงสี โดยการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนเกี่ยวกับเซียน
แปะโรงสีนั้น ผู้ศึกษาได้ศึกษาจากการสังเกตและเก็บข้อมูลจากตัวผู้ศึกษาเอง เพราะผู้ศึกษาและครอบครัวก็มีความ
เชื่อและได้ขอพรกับเซียนแปะโรงสีเช่นเดียวกัน ประชาชนทั่วไปมักจะเดินทางไปที่ชุมชนวัดศาลเจ้าเพื่อไปท่องเที่ยวที่
ตลาดริมน้ำแต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไปกราบขอพรเซียนแปะโรงสีด้วย เห็นได้ว่าไม่เพียงแต่คนในชุมชนเท่านั้นที่มีความเช่ือ
เก่ยี วกับประวัติศาสตร์ภายในชมุ ชน
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือประวัติศาสตร์ชุมชน สามารถอธิบายถึงมิติความสัมพันธ์ด้าน
วัฒนธรรม ด้านความเชื่อ และด้านเศรษฐกิจได้ว่าในอดีต วิถีชีวิตของคนในชุมชนมักจะเชื่อมโยงอยู่กับเรื่องของ
ศาสนาและความเชื่อ เพราะเมื่อผู้คนมาอาศัยอยู่รวมกันมากขึ้น ย่อมมีความเชื่อหรือสามารถสร้างความเชื่อใหม่ขึ้นมา
ได้ผ่านการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือการสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้ว่าประวัติศาสตร์ของชุมชนจะ
มีการเล่ามาแตกต่างกัน แต่เหตุผลของการสร้างวัดขึ้นมานั้นก็เป็นเพราะความเลื่อมใสและศรัทธา คนในชุมชนมีสิ่งที่
ยึดเหนี่ยวจิตใจคือวัด มาจนถึงในปัจจุบันที่วัดศาลเจ้ากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดปทุมธานี
ประชาชนมีความศรัทธาและเลื่อมใส เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าวิถีชีวิตของผู้คนกับด้านวัฒนธรรมและความเชื่อนั้นไม่
สามารถแยกออกจากกันได้ มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คนยังให้ความสำคัญและมีวัดเพื่อเป็นสิ่งยืด
เหนี่ยวจิตใจ ทั้งนี้ วัฒนธรรมและความเชื่อของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตยังสามารถเชื่อมโยงไปยังมิติความสัมพันธ์ด้าน
เศรษฐกิจ เพราะเมอื่ คนในชุมชนมีสิ่งยดึ เหนย่ี วจติ ใจแลว้ มีความเช่ือที่สรา้ งขึน้ มาร่วมกนั น่ันกค็ อื การกราบขอพรกับผู้
ที่คนในชุมชนสร้างความเชื่อร่วมกันว่าสามารถช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งทางใจเกี่ยวกับการค้าขายหรือการประกอบธุรกิจ
แล้วนั้น ทำให้คนในชุมชนเกิดการเชื่อมโยงวิถีชีวิต สร้างความสัมพันธ์และเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและความเชื่อเข้า
กับด้านเศรษฐกิจ คนในชุมชนเชื่อมโยงโดยการกราบขอพรกับเซียนแปะโรงสีเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจว่าตนจะ
สามารถค้าขายเจริญรุ่งเรืองและสามารถประกอบกิจการได้สำเร็จลุล่วง เพราะการดำรงชีวิตของผู้คนต้องเชื่อมต่อกับ
การทำมาหากินเพื่อดำรงชีพ วัฒนธรรมและความเชื่อจึงไม่สามารถแยกจากด้านเศรษฐกิจได้ รวมทั้งวิถีชีวิตของคน
ในชมุ ชนกต็ ้องมีการปรบั เปลี่ยนใหส้ ามารถดำรงชีวติ และพัฒนาไปพรอ้ มกบั การพฒั นาของเศรษฐกิจได้
การได้มาซึ่งข้อมูลของประวัติศาสตร์ชุมชนนั้น ผู้ศึกษาได้ข้อมูลจากการใช้ประสบการณ์และการสังเกตของ
ตนเอง รวมทั้งการศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม เป็นการได้มาของข้อมูลที่ศึกษาในระดับรายบุคคลและกลุ่มคน
เริ่มจากการใช้ประสบการณ์ของตนเองที่ผู้ศึกษามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชุมชน วัดศาลเจ้าตั้งแต่สมัยเด็ก ผู้ศึกษา
ใช้การสังเกตชาวบ้านที่อยู่ละแวกบ้านย่าและวิถีชีวิตของย่าที่มักจะไปที่วัดศาลเจ้าอย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่ตรงกันวัน
สำคัญ ชาวบ้านในชุมชนจะให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนา เมื่อตรงกับวันสำคัญต่างๆ มักจะมีการทำบุญที่วัด
448
ศาลเจ้า เพราะ ผู้ศึกษาก็ได้ไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาเมื่อถึงวันสำคัญอยู่บ่อยครั้ง หรือจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการ
กราบขอพรกับเชียนแปะโรงสี มักจะมีเพื่อนบ้านของผู้ศึกษาฝากไปรับเชียนแปะโรงสีเพื่อนำมาบูชาที่บ้านของตน ไม่
เพียงเฉพาะคนในชุมชนเท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อที่เกิดขึ้นในชุมชน แต่การศึกษาข้อมูลของผู้ศึกษามี
ข้อจำกัดที่สถานการณ์ปัจจุบันและย่าของผู้ศึกษาไม่สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วน จึงได้ศึกษาข้อมูลของประวัติศาสตร์
ชุมชนวดั ศาลเจา้ เกีย่ วกับวัฒนธรรมและความเช่อื เพ่ิมเติมในอินเทอรเ์ นต็
จุดเด่นของการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าโดยการใช้เครื่องมือประวัติศาสตร์ของชุมชน คือ เมื่อศึกษาข้อมูล
เพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือสิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบัน จะทำให้ไม่ทราบ พื้นฐานหรือความเป็นมาของคนในชุมชน
แต่เมื่อศึกษาชุมชนผ่านเครื่องมือประวัติศาสตร์ชุมชน จะทำให้ทราบเกี่ยวกับความเป็นมาว่าในอดีตในชุมชนแห่งนี้ได้
เกิดอะไรขึ้น มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก องค์กร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง เป็นการศึกษาเพื่อหา
จุดเรม่ิ ตน้ ของชุมชน ทำให้สามารถเข้าใจชมุ ชนได้มากย่งิ ขนึ้ ท้งั ในมมุ มองของคนในชุมชนและประชาชนทวั่ ไป
2. แผนทเ่ี ดินดนิ
ภาพที่ 3 : แผนทเ่ี ดินดนิ ชุมชนวัดศาลเจ้า
ภาพท่ี 4: สัญลักษณ์แผนทเ่ี ดนิ ดนิ ชุมชนวดั ศาลเจา้
449
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือแผนที่เดินดินนั้น เป็นการใช้เครื่องมือเพื่อศึกษาในมิติด้าน
วัฒนธรรมและความเชื่อ รวมทั้งมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ เห็นได้จากแผนที่เดินดินที่พื้นที่สีเดียวกันจะมีความ
เกี่ยวข้องและความสัมพันธ์กัน เริ่มจากพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่ของวัดศาลเจ้าและวัดมะขาม เป็นพื้นที่ของวัดทั้งหมด
และจะเห็นว่าพื้นที่ของวัดจะมีพื้นที่มากที่สุดในชุมชน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และวิถีชีวิตของคนตั้งแต่ในอดีตมา
จนถึงปัจจุบันว่าคนในชุมชนยังมีวิถีชีวิตเชื่อมโยงอยู่กับวัด แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตามโดยในมิติของวัฒนธรรม
และความเชื่อนั้นจะเห็นว่าวัดจะตั้งอยู่ภายในบริเวณชุมชน วิถีชีวิตของคนในชุมชนจะเชื่อมโยงกับวัด ทั้งในเรื่องของ
ความเชื่อเกี่ยวกับเขียนแปะโรงสี ก็จะมีศาลานที ทองศิริ (เชียนแปะ) ตั้งอยู่ภายในชุมชนด้วยเพื่อให้คนในชุมชนและ
ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบขอพรได้ ส่วนต่อมาที่เป็นพื้นที่สีเหลืองคือพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กันด้านสังคมและเศรษฐกิจ
ประกอบไปด้วยตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้าและร้านค้าต่างๆซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนในเรื่องของการค้าขาย
และการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีพ เพราะในตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้านั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในชุมชนที่นำภูมิปัญญา
เกี่ยวกับด้านต่างๆ เช่น การทำอาหารการทำขนม หรือการถักทอสิ่งต่างๆ มาจำหน่ายที่ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า หรือจะ
เป็นแค่การเก็บผักมาจำหน่าย ที่ตลาดก็ได้ ถือเป็นการเผยแพร่ภูมิปัญญาที่คนในชุมชนมีอยู่ไปพร้อมกับการดำรงชีพ
ด้วยการค้าขาย
การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับมิติวัฒนธรรมและความเชื่อ และคนในชุมชนกับมิติสังคม
และเศรษฐกิจจากการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือแผนที่เดินดิน สามารถศึกษาได้ว่าภายในชุมชนยังมี
ความสัมพันธ์กันเองระหว่างมิติวัฒนธรรมและความเชื่อกับมิติสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือในเมื่อคนในชุมชนมี
วัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับวัด เซียนแปะโรงสี มีวิถีชีวิตโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน จึงมีความสัมพันธ์กับ
มิติสังคมและเศรษฐกิจตรงที่สามารถนำวัฒนธรรมและความเชื่อนั้นมาเป็นจุดดึงดูดและกระตุ้นเศษฐกิจ ให้ประชาชน
ทั่วไปสามารถเข้ามาเยี่ยมชม กราบไหว้ขอพรที่วัด มากราบขอพรกับเซียนแปะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ
จังหวัดปทุมธานี คนในชุมชนสามารถทำการค้าขายเพื่อดำรงชีพได้จากการท่องเที่ยวของประชาชนทั่วไป จะเห็นว่าใน
วิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นไม่สามารถแยกออกจากมิติสังคมและเศรษฐกิจได้ เพราะทุกคนยังต้องดำรงชีพของตน
ผ่านการทำกิจกรรมบางอย่าง การนำภูมิปัญญาและสิ่งที่แต่ละคนมีออกมาเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามยุค
สมัย การมีตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้าเกิดขึ้นเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ต้องเปลี่ยนเป็นเพื่อการดำรงชีพ
ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้าจึงเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่คนในชุมชนสามารถมาเข้าร่วม และค้าขายเพื่อดำรงชีพ
ได้ เป็นการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่สามารถนำวัฒนธรรมและความเชื่อมาเพื่อใช้ในการพั ฒนาและ
ผลกั ดนั ชมุ ชนเข้าสู่มิตขิ องเศรษฐกิจในแงข่ องการดำรงชพี ได้
การได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่เดินดินของชุมชนวัดศาลเจ้านั้น ผู้ศึกษาได้ข้อมูลมาจากการใช้
ประสบการณ์ของผู้ศึกษา เพราะชุมชนนี้เป็นชุมชนที่ผู้ศึกษาเคยอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็ก จึงสามารถเขียนแผนที่เดินดิน
ขึ้นมาได้ และการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าโดยแผนที่เดินดิน ทำให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตคนใน
ชุมชนกับมิติด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ผู้ศึกษาไม่เคยได้ทราบมาก่อน เมื่อนำองค์ประกอบในชุมชน
มาเขียนเป็นแผนที่เดินดิน ยิ่งทำให้เห็นในเรื่องของความสัมพันธ์ ร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ภายในชุมชนสามารถนำภูมิปัญญา
หรือสิ่งที่มีในชุมชนมาประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิตได้ การได้มาซึ่งข้อมูลของแผนที่เดินดินนั้น ผู้ศึกษาใช้การเขียนแผน
ที่เดินดินจากประสบการณ์ของผู้ศึกษาเพราะคิดว่าการใช้ประสบการณ์ของตนเองจะทำให้เขียนแผนที่เดินดินออกมาได้
เหมือนที่สุดและผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มสามารถศึกษาและทำความเข้าใจชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านแผนที่เดินดินนี้ได้ รวม
ทงั้ ตัวผศู้ ึกษาเองท่สี ามารถศึกษาความสัมพนั ธข์ องมิตติ ่างๆ ภายในชมุ ชนไดง้ ่ายขน้ึ
450
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือแผนที่เดินดินนั้น ทำให้ทราบความสัมพันธ์ทางด้านกายภาพที่มีผล
ต่อวัฒนธรรมและความเชื่อ รวมไปถึงสังคมและเศรษฐกิจด้วย ถ้าดูจากแผนที่เดินดินจะเห็นว่าวิถีชีวิตของคนใน
ชุมชนจะมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั แม่นำ้ ด้วย เพราะบ้านเรือนบางส่วนและตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า ก็อยตู่ ดิ ริมแม่นำ้ เจา้ พระยา
และคลองบางหลวงเชียงราก การตั้งบ้านเรือนไม่ได้ไกลกันมากนักและอยู่ใกล้กับตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า การใช้สิ่งที่มี
ในชุมชน คือวัฒนธรรมและความเชื่อ มาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ซึ่งก็คือการนำสิ่งที่กลายเป็นวิถีชีวิตเกี่ยวกับการมีบ้าน
อยู่ริมแม่น้ำ การมีวังมัจฉาที่ท่น้ำวัดมะขามเพื่อให้คนในชุมชนสามารถให้อาหารปลาได้ จากนั้นเมื่อวิถีชีวิตเชื่อมโยงกับ
วัฒนธรรมและความเชื่อแล้ว ก็เชื่อมโยงต่อไปยังสังคมและเศรษฐกิจ คือการใช้วิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและ
ความเชอ่ื แล้ว มาทำใหเ้ กดิ การท่องเท่ียวภายในชมุ ชนเชือ่ มโยงกับคนในสงั คมมากขนึ้ และสร้างรายได้ใหก้ ับคนในชมุ ชน
ไปพร้อมๆ กัน เพราะการพัฒนาชุมชนจะต้องเอาสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้วมาพัฒนาให้ได้มากที่สุด โดยในชุมชนจะให้
ความสำคัญของระบบสุขภาพชุมชนด้วย ในชุมชนจะมีสถานีอนามัยที่ให้บริการเกี่ยวกับการรักษาเบื้องต้น การจ่ายยา
และการติดตามอาการของผู้ป่วยเพราะสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คนในชุมชนหรือประชาชนทั่วไปสามารถใช้
บริการสถานีอนามัยได้ทุกเมื่อ และภายในสถานีอนามัยยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จะมีการเต้นแอโร
บิกในช่วงเย็นจำนวนวันที่มีการเต้นแอโรบิกในแต่ละสัปดาห์มีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม โดยส่วนมากก็จะเป็น
ผู้สูงอายุภายในชุมชนที่จะมาร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายและการหากิจกรรม
นันทนาการทีม่ ีประโยชน์ใหก้ บั คนในชมุ ชน
ภาพที่ 5: ตลาดริมนำ้ วดั ศาลเจา้
ทมี่ า https://pathumthani.drr.go.th/?p=5848
โดยจุดเด่นของการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าโดยแผนที่เดินดิน คือ จะทำให้เห็นลักษณะทางกายภาพของชุมชน
ได้ง่ายขึ้น ทำให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้าง เพราะ ถ้าเป็นการเดินลงไปในชุมชนเองก็คงยากที่จะ
ศึกษาชุมชนให้เข้าใจชุมชนได้ทั้งหมด เมื่อมีการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือแผนที่เดินดินทำให้เห็นภาพรวม
ของการเปลี่ยนแปลงและลักษณะทางกายภาพได้มากขึ้น ยกตัวอย่าง กรณีของผู้ศึกษาที่เคยอาศัยในชุมชนวัดศาลเจ้า
ตั้งแต่เด็ก เมื่อนำลักษณะทางกายภาพของชุมชนมาเขียนเป็นแผนที่เดินดินทำให้เห็นภาพและความเปลี่ยนแปลงของ
ชุมชน ทั้งในเรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับเซียนแปะโรงสี ที่เมื่อหลายปีก่อนก็มีความเชื่อเรื่องการกราบขอพรกับเซียน
แปะขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีผู้คนกล่าวถึงมากนัก แต่ในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าประชาชนทั่วไปและคนในชุมชนต่างให้
451
ความสำคัญกับความเชื่อที่มีใน ชุมชนและพัฒนาให้เกิดการเข้าถึงของคนนอกชุมชนมากขึ้น มีการส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวมากขึ้นทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ ต่างๆภายในชุมชน มีการปรับปรุงพื้นที่ให้ดูสวยงาม ปรับปรุงตลาดให้
ภายในดูสวยงาม มีความสะอาด สร้างหลังคาสูงเพื่อความปลอดโปร่งของอากาศ จะเห็นว่าแม้จะมีการปรับเปลี่ยนส่ิง
ต่างๆ แล้ว แต่ที่ผู้ศึกษาเห็นว่าสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยคือวัฒนธรรมและความเชื่อของคนในชุมชน แต่คนในชุมชน
นำมาพัฒนาให้สามารถเชื่อมโยงกับด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งให้เหมาะสมกับลักษณะของกายภาพภายในชุมชน
มากท่สี ุด
3. ปฏทิ ินชุมชน
กิจกรรม/เหตกุ ารณ์ เดอื น
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
ปฏทิ ินวฒั นธรรม
ทำบุญสง่ ทา้ ยปี
วนั สงกรานต์
มำบญุ ศาลเจา้ พ่อวนั ศาลเจา้
การแสดงงว้ิ
ประเพณีแข่งเรอื ยาว
วนั ตรุษจีน
ปฏทิ นิ เศรษฐกจิ
การค้าขาย
การทำประมง
ปฏทิ นิ วฒั นธรรม
1) ทำบญุ สง่ ท้ายปี
การทำบุญส่งท้ายปีคือการทำบุญร่วมกันของคนในชุมชน ณ บริเวณสนามของโรงเรียนวัดมะขาม (ศรีวิทยาคาร) เป็น
การทำบุญที่มีขึ้นทุกช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม คนในชุมชนรวมทั้งคนนอกชุมชนสามารถเข้าร่วมในการทำบุญส่งท้าย
ปีดว้ ยการเตรียมข้าวสารอาหารแห้งแล้วมาร่วมกนั ใสบ่ าตรในตอนเช้า
2) วนั สงกรานต์
วันสงกรานต์เป็นอีกประเพณีที่มีความสำคัญและที่ชุมชนวัดศาลเจ้าก็มีการจัดกิจกรรมขึ้นในวันสงกรานต์ ทุกวันที่ 15
เมษายน ของทุกปีจะมีการจัดกิจกรรมที่ลานอเนกประสงค์ของวัดมะขาม จะให้ผู้สูงอายุที่อยู่ภายในชุมชนมานั่งเรียงกันหน้า
กระดาน และจะมีการนำท่อมาต่อเป็นรางยาวๆ ให้น้ำไหลได้ เพื่อให้คนทั่วไปและคนในชุมชนรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุก็จะเอา
มือรองรับน้ำที่ไหลลงมาตามราง ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถเข้าร่วมได้ ผู้สูงอายุก็สามารถ
เปลย่ี นกนั มานั่งเพ่ือใหล้ กู หลานสามารถมารดน้ำดำหัวไดเ้ ช่นกัน
3) การทำบุญศาลเจา้ พ่อวัดศาลเจา้
การทำบญุ ศาลเจ้าพ่อจะมีการทำบุญในวันข้ึน 5 ค่ำ เดือน 1 ถึง ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 1 รวมท้ังหมด 4 วัน 4 คืน ซงึ่ จะตรงกบั
เดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมของทุกปี ถือเป็นงานประจำปีที่เชียนแปะกิมเคยได้กำหนดไว้ว่าให้มีการจัดงานขึ้น ซึ่งชาวจีน
เรียกช่วงนี้ว่า "เจียง่วย ชิวโหงว ถึง เจียง่วย ชิวโป๊ย" ทุกช่วงนี้ของทุกปีก็จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเชียแปะกิมเคย
ภายในการจดั งานประจำปีกจ็ ะมกี จิ กรรมต่างๆ ใหค้ นในชมุ ชนและคนนอกชมุ ชนเขา้ รว่ ม
452
4) การแสดงง้ิว
การแสดงงิ้วที่วัดศาลเจ้าจะมีการแสดงในช่วงที่มีการทำบุญศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่ในการ
จัดงานประจำปี จะมีการแสดงงิ้วให้คนในชุมชนและคนนอกชุมชนได้รับชม ถือเป็นกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม
เกี่ยวกบั คนไทยเชอ้ื สายจีน
5) ประเพณีแข่งเรอื ยาว
ประเพณีแข่งเรือยาวเป็นประเพณีที่จัดขึ้นในทุกๆ ปี ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นจะตรงกับ
วันไหน ซึ่งการจัดประเพณีแข่งเรือยาวเป็นการแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน ณ ลำน้ำเจ้าพระยาหน้าวัดมะขาม จังหวัด
ปทุมธานี เปน็ ประเพณปี ระจำปที ี่มีการจัดขึ้นทกุ ปี
6) วันตรษุ จนี
วันตรุษจีนของทุกปีจะมีการไหว้บรรพบุรุษ แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะครอบครัวที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น เพราะในชุมชน
มีครอบครัวที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก ซึ่งวันตรุษจีนจะตรงกับเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นว่าจะ
ตรงกับเดือนไหน
ปฏทิ นิ เศรษฐกจิ
ในปฏิทินเศรษฐกิจจะประกอบด้วยการค้าขายและการประมง ซึ่งทั้งการค้าขายและการประมงจะมีการทำ
ตลอดทั้งปีเพราะวิถีชีวิตที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงสามารถใช้การประมงเพื่อดำรงชีพได้ รวมไปทั้งการค้าขายที่จะมี
การค้าขายทั้งปีทั้งในพื้นที่ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้าและพื้นที่อื่นๆ เพราะการค้าขายและการประมงก็นับว่าเป็นอาชีพหลัก
ของคนในชุมชน คนในชุมชนนำวิถชี ีวิตของตนมาปรับใชใ้ ห้เปน็ เพื่อการดำรงชพี
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือปฏิทินชุมชน ทำให้ทราบว่าในชุมชนนั้นมีการจัดกิจกรรมต่างๆ
มากมายที่ทุกกิจกรรม คนในชุมชนล้วนมีส่วนร่วมและสามารถเข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ บางกิจกรรมก็เป็น
ประเพณีประจำปี โดยเริ่มจากปฏิทินวัฒนธรรม ทุกกิจกรรมจะมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความเชื่อของคนใน
ชุมชน กิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัดคือการทำบุญศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า เป็นการทำบุญที่รำลึกถึงเซียน
แปะโรงสี ซึ่งเป็นผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพและศรัทธามาตั้งแต่อดีต เป็นการจัดงานเพื่อแสดงถึงความเชื่อที่มีใน
ชมุ ชนให้ยงั คงสืบต่อไปเรื่อยๆ ตอ่ มาคอื กิจกรรมในวนั สงกรานต์ เปน็ กิจกรรมทใี่ ห้
ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ให้ทุกคนได้ร่วมกันรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในวันสำคัญหรือที่เรียกกันว่าวันขึ้นปีใหม่ไทยเป็นการ
จัดกิจกรรมตามประเพณีประจำปีของไทยแต่จัดขึ้นไปพร้อมๆ กับการแสดงออกถึงวัฒนธรรมของคนในชุมชน หรือจะ
เป็นประเพณีวันตรุษจีนที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนจะทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ มีการจุดปะทัดกัน แสดงถึงวัฒนธรรม
ของคนไทยเชื้อสายจีนและแสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่อาศัยหลักการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน รวมไป
ทั้งปฏิทินเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยการค้าขายและการทำประมง เพราะบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมี
การดำรงชพี โดยการทำประมง และเม่ือมกี ารทำประมง ผลผลติ จากการ
ประมงสามารถนำไปจำหน่ายได้หรือจะนำไปต่อยอดด้วยการแปรรูปก่อนแล้วจึงนำไปจำหน่ายก็ได้ เป็นการประยุกต์ใช้
วิถชี ีวิตประจำวันใหส้ ามารถดำรงชีพไดพ้ ร้อมๆ กัน
การได้มาซึ่งข้อมูลปฏิทินชุมชนนั้น ผู้ศึกษาได้มาจากการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้ศึกษาเองพร้อมทั้งสอบถามผู้
ที่อาศัยในชุมชนเพิ่มเติมซึ่งคือย่าของผู้ศึกษาเอง ผู้ศึกษาเคยเข้าร่วมทุกกิจกรรมในปฏิทินชุมชนจึงสามารถเขียน
ปฏิทินชุมชนขึ้นมาได้ จากการเขียนปฏิทินชุมชนทำให้ผู้ศึกษาได้ทราบว่าในชุมชนก็มีกิจกรรมมากมายให้คนในชุมชนได้
ร่วมกันทำกิจกรรม ซึ่งในปฏิทินชุมชนอาจจะมีกิจกรรมมากกว่าน้ี แต่ในปฏิทินชุมชนนี้เกิดจากการศึกษาและการเข้า
ร่วมของผู้ศึกษา ยกตัวอย่างในปฏิทินเศรษฐกิจที่ผู้ศึกษาไม่ได้เข้าร่วม เพียงแต่เคยพบเห็นและเคยไปซื้อสินค้าต่างๆ ที่
453
ขายที่ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า ผู้ศึกษาจึงได้สอบถามย่าของผู้ศึกษาว่าภายในชุมชนนั้นมีการค้าขายและการทำประมงต
ลิดทั้งปีเลยหรือไม่ ย่าของผู้ศึกษาจึงให้ข้อมูลว่าการค้าขายและการทำประมงจะมีขึ้นตลอดทั้งปี เพราะทั้งการค้าขาย
และการประมงน้นั ถอื เปน็ หนง่ึ ในวถิ ชี วี ิตของคนในชุมชน
4. SWOT
เป็นเครื่องมือศึกษาชุมชนที่ใช้ในการวิเคราะห์ชุมชนเพื่อให้เข้าใจและสามารถศึกษาชุมชนได้ อย่างละเอียดมาก
ขึ้นโดยการค้นหาจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และอุปสรรคหรือข้อจำกัด
(Threat) (Mary K. Pratt & Linda Tucci, 2020) โดยการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือ SWOT นั้น ศึกษาได้
ว่าชุมชนวัดศาลเจ้ามีจุดแข็งคือ มีภูมิปัญญาชาวบ้าน มีทรัพยากรธรรมชาติ มีกระบวนการมีส่วนร่วม และมี
วัฒนธรรมและความเชื่อ มีจุดอ่อนคือ ความแตกต่างทางเชื้อสาย และการขาดคนสืบทอดภูมิปัญญา มีโอกาสคือ มี
สถานีอนามัยภายในชุมชน และมีโอกาสในการขยายผลผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ส่วนอุปสรรคหรือข้อจำกัด
คือ การทำลายทรพั ยากรธรรมชาติท่ีมาจากการใช้ประโยชน์
เมื่อศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าผ่านเครื่องมือ SWOT แล้วนั้นทำให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจชุมชนได้มากขึ้นและ
สามารถนำข้อมูลที่ศึกษาไปออกแบบโครงการที่สร้างขึ้นจากข้อมูลที่ได้แบ่งออกเป็นหัวข้อ ว่าผู้ศึกษาจะทำโครงการ
ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร เพราะการทำโครงการเพื่อชุมชนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจะประกอบไปด้วยการทำ
โครงการเพื่อแก้ไขจุดอ่อน เป็นการนำจุดอ่อนที่มีในชุมชนมาแก้ไข และการทำโครงการเพื่อพัฒนาจุดแข็ง เป็นการนำ
จุดแข็งของชุมชนมาพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าและเกิดประโยชน์กับชุมชนมากท่ีสุด โดยอาศัยโอกาสที่มีในชุมชนมา
ใช้ และจุดเด่นของเครื่องมือศึกษาชุมชนนี้คือ เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ทำความเข้าใจชุมชนก่อนที่จะศึกษา
ชุมชนจริงๆ เป็นการเก็บข้อมูลพื้นฐานจากการมองภาพรวมที่มีในชุมชนเพื่อการออกแบบโครงการที่มีประโยชน์และ
สามารถใชไดจ้ ริง
แนวคดิ ทฤษฎี และหลักการ และกระบวนการปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้านั้น พบว่าชุมชนนี้จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆที่จัดข้ึน
ในชุมชน และจะใช้หลักการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน เพราะในชุมชนจะมีทั้งคนไทยและคนไทยเชื้อสายจีน
แต่ก็แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความแตกต่างกันก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะการอยู่ร่วมกันต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะ
ของแต่ละคน เคารพหลักปฏิบัติที่แตกต่างกัน และเมื่อมีการศึกษาชุมชน ผู้ศึกษาก็จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและ
หลักการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันในการศึกษาข้อมูลเช่นเดียวกันเริ่มจากการปฏิบัติงานตามกระบวนการ
ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ที่เริ่มจากการศึกษาตามข้อเท็จจริงที่มีในชุมชน เป็นการศึกษาสิ่งที่มีในชุมชนหรือท่ี
เรียกว่าทรัพยากรในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้หลักกระบวนการมีส่วนร่วม
เช่น ไม่ใช่เฉพาะผู้ศึกษาเท่านั้นที่ลงไปเก็บข้อมูล แต่สามารถให้ผู้ที่อาศัยในชุมชนมาให้ข้อมูลกับผู้ศึกษาได้ ให้คนใน
ชุมชนได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนของตนและบอกเล่าสิ่งที่มีในชุมชนเพื่อรับฟังมุมมองจากผู้ที่อาศัยในชุมชน
โดยตรง ไม่เพียงแต่มุมมองของผู้ศึกษาที่อาจจะไม่ได้อยู่ชุมชนนั้น เพราะคนในชุมชนย่อมรู้ว่าชุมชนของตนนั้นมีจุด
แข็งหรือข้อดีอย่างไร และต่อมาจึงร่วมการทำการประเมินและวินิจฉัย อาจจะเริ่มจากการให้คนในชุมชนกล่าวถึงปัญหา
ที่มีในชุมชน แล้วนำมาเขียนระบุไว้กับสิ่งที่มีในชุมชน จากนั้นก็เริ่มวางแผนแนวทางการให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไข ถ้า
หากจะกล่าวถึงปญั หาที่
454
มีในชุมชน ก็ต้องเริ่มวางแผนว่ากำหนดไว้ว่าจะแก้ปัญหาอะไรและต้องมีทรัพยากรมากเท่าไรจึงจะสามารถแก้ไขปัญหา
นั้นได้ แต่ถ้าจะกล่าวถึงการพัฒนาสิ่งต่างๆ ในชุมชน ก็นำสิ่งที่เป็นจุดแข็งในชุมชนมาคุยกับคนในชุมชนว่าจะสามารถ
พัฒนาตรงไหนได้บ้างจากทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในชุมชน ต่อมาจึงดำเนินการช่วยเหลือหรือ
แก้ไข จะเป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่ผู้ศึกษาชุมชนจะทำขึ้นมาร่วมกันคนในชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม หลังจาก
นน้ั ก็ติดตามผลของโครงการทจี่ ดั ทำขว้ึ า่ สามารถชว่ ยเหลอื หรอื แก้ไขไดม้ ากหรือน้อยเพยี งใด
โดยกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ที่กล่าวมาทั้งหมด เมื่อนำมาปรับใช้กับการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้า
สามารถปรับใช้ได้โดยเมื่อเริ่มการศึกษา ผู้ศึกษาเริ่มศึกษาข้อเท็จจริงของชุมชนโดยการใช้ประสบการณ์และสอบถามผู้
ที่อยู่ในชุมชนซึ่งคือย่าของผู้ศึกษา ขั้นตอนนี้ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจวิถีชีวิต วัฒนธรรมและความเชื่อของชุมชนมากข้ึน
เพราะก่อนหน้านี้ผู้ศึกษาไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับด้านนี้มากนัก และผู้ศึกษายังสามารถเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความ
เชื่อกับสังคมและเศรษฐกิจได้จากการศึกษาข้อมูล ต่อมาเมื่อศึกษาข้อมูลและสิ่งที่มีในชุมชนวัดศาลเจ้าแล้ว ผู้ศึกษาจึง
ประเมินเกี่ยวกับจุดแข็งที่ชุมชนมี ซึ่งก็คือการนำภูมิปัญญามาสร้างอาชีพเพื่อการดำรงชีพ เมื่อมีจุดแข็งแล้ว จึงนำมา
สู่กับออกแบบโครงการเพื่อให้เกิดการพัฒนามากขึ้นนำจุดแข็งมาพัฒนาให้มากที่สุด จากนั้นจึงติดตามผลของ
โครงการว่าสามารถทำให้จดุ แข็งนนั้ พฒั นาไดม้ ากเท่าใด
กระบวนการต่างๆ ที่ใช้ในการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้าและหลักการต่างๆ ที่คนในชุมชนใช้เพื่อการอาศัยอยู่
ร่วมกัน สามารถเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีระบบ (System Theory) ที่กล่าวว่าทฤษฎีระบบประกอบด้วย5 องค์ประกอบ
คือ ปัจจัยนำเข้า (Inputs) กระบวนการเปลี่ยนแปลง (Transformational Process) ผลลัพธ์ (Outputs) การ
ตอบสนอง (Feedback) สิ่งแวดล้อม (Environment) (Jason Gordon, 2021) ซึ่งจากการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้านั้น
สามารถใช้ทฤษฎีระบบอธิบายได้ว่าปัจจัยนำเข้าของชุมชนคือสิ่งที่มีในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความ
เชื่อ และคนในชุมชน เมื่อมีปัจจัยนำเข้าแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการนำปัจจัยนำเข้ามาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ ซึ่งก็คือการทำโครงการขึ้นมาเพื่อพัฒนาสิ่งที่มีอยู่และจุดแข็งของชุมชน จนโครงการสำเร็จก็จะมีการดูท่ี
ผลลัพธ์ของการทำโครงการ และจะมีการประเมินผลของการทำโครงการในขั้นตอนของการตอบสนอง ว่าคนในชุมชน
และคนที่เกี่ยวข้องได้รับผลดีจากการทำมากน้อยเพียงใด สุดท้ายคือสิ่งแวดล้อม คือปัจจัยที่อาจส่งผลต่อระบบ
ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ควบคุมได้และไม่ได้ เช่นสภาพอากาศ การกระทำของคน โดยรวมแล้วการศึกษาชุมชนโดยใช้ทฤษฎี
ระบบทำให้ทราบว่าการบริหารงานชุมชนและการจัดสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบ จะทำให้คนในชุมชนเกิดการมีส่วนร่วมและ
สามารถอยู่รว่ มกนั ไดโ้ ดยเคารพซงึ่ กันและกนั
โครงการเพอ่ื สรา้ งความเปลีย่ นแปลง
โครงการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เป็นโครงการที่ออกแบบขึ้นจากการได้ศึกษาชุมชนผ่านเครื่องมือต่างๆ
โดยรายละเอียดโครงการ มีดังนี้
• ช่ือโครงการ: ตลาดน่าเดนิ เพลิดเพลินภูมิปัญญาไทย
• หลักการและเหตุผล: เป็นโครงการที่นำจุดแข็งของชุมชนมาพัฒนา ซึ่งก็คือการมีภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นการ
เผยแพร่ภูมิปัญญาชาวบ้านให้ทั้งบุคคลภายนอกและคนในชุมชนได้เรียนรู้ เป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มี
ในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคนในชุมชนและคนนอก
ชมุ ชน เพอื่ ให้เกดิ การแลกเปล่ียนวฒั นธรรมและความเชื่อภายในชมุ ชนสภู่ ายนอกชุมชน
• วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื เผยแพรภ่ มู ิปญั ญาชาวบา้ นท่ีมีในชุมชน
455
2. เพอื่ นำทรพั ยากรธรรมชาติท่ีมีในชุมชนมาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนม์ ากทสี่ ดุ
3. เพ่อื ให้เกดิ กระบวนการมสี ่วนร่วมของคนในชุมชนและคนนอกชุมชน
• เปา้ หมาย
1. เพ่ือใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงในระดับบุคคล
2. เพ่ือให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในระดับกลมุ่ คน
3. เพื่อใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงในระดบั โครงสร้างหรือนโยบาย
• ผลท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ
1. สามารถเผยแพรภ่ มู ปิ ญั ญาชาวบ้านและส่งต่อสู่ร่นุ ต่อไปได้
2. สามารถนำทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่มี ใี นชมุ ชนมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์โดยไมท่ ำลายสง่ิ แวดล้อม
• วธิ ดี ำเนินการ
เริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มคณะทำงาน กำหนดวิธีการ สร้างเครื่องมือการประเมินผล ต่อมาจึงกำหนดกลุ่ม
ตวั อย่างในการประเมินผลแล้วจงึ ประเมนิ ผล เมอ่ื ประเมนิ ผลเสรจ็ กไ็ ปสู่ขัน้ ตอนของวิเคราะหผ์ ลการประเมนิ ผล
• ลกั ษณะของโครงการ
เป็นโครงการที่ออกแบบโดยใช้จุดแข็งที่มีในชุมชนมาเพื่อพัฒนาให้ได้มากที่สุด คือ การนำภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่มีในชุมชนมาเพื่อพัฒนา โดยภายในโครงการจะจัดให้ผู้ที่มีความรู้ด้านต่างๆ เช่น การทำขนมไทยการทำห่อหมก การ
ทำกุยช่าย การทำกว๋ ยเตี๋ยว การทำนำ้ ปัน่ การทำข้าวแต๋นนำ้ ดอกไม้ หรอื อื่นๆ อกี มากมายทม่ี ีจำหน่ายอยูใ่ นตลาดริมนำ้
วัดศาลเจ้า มาจัดทำเป็นฐานคล้ายกับการ walk rally ที่จะให้ทั้งคนในชุมชนและคนนอกชุมชนมาเรียนรู้การทำขนม
และอาหารต่งๆ โดยจะเป็นการจัดกิจกรรม 2 ครั้งต่อ 1 เดือน ทุกวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เป็นการจัดกิจกรรม
โดยใช้ความร่วมมือของคนในชุมชน เริ่มจากเจ้าของภูมิปัญญาต่างๆจะเป็นผู้สอนและประจำฐาน คล้ายกับปราชญ์
ชุมชนที่มีความชำนาญด้านนั้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำอาหารนั้น คนที่สนใจจะเรียนรู้ก็สามารถเข้าไป
เรียนรู้ได้ตามฐานในวันที่กำหนดในแต่ละเดือน เพราะความเป็นจริงแล้วในวันจันทร์ร้านค้าส่วนมากจะหยุด จึงเลือกจัด
กิจกรรมในวันจันทร์ โดยการที่เลือกออกแบบโครงการที่ให้ปราชญ์ชุมชนแต่ละด้านมาเผยแพร่ภูมิปัญญาของตนเอง
นั้น เป็นเพราะว่าการนำสิ่งที่มีในชุมชนมาทำให้เกิดประโยชน์จะทำให้โครงการและชุมชนยั่งยืนไปพร้อมๆ กันได้ เพราะ
ความรู้ในแต่ละด้านย่อมเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน เป็นการนำวัฒนธรรมของคนในชุมชนมาเผยแพร่ต่อรุ่น
ลูกหลาน และยังสามารถส่งต่อภูมิปัญญาต่อบุคคลภายนอกให้ภูมิปัญญาสามารถคงอยู่ต่อได้ ยกตัวอย่างอาหารบาง
ประเภทที่มีความเฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์เฉพาะ หากว่าไม่ได้รับการส่งต่อก็จะทำให้อาหารชนิดนั้นหายไปตามเวลา จึง
เป็นเหตุผลของการออกแบบโครงการที่นำจุดแข็งของชุมชนมาพัฒนาต่อโดยอาศัยความร่วมมือและกระบวนการมี
ส่วนร่วมระหว่างคนในชุมชน และยังสามารถใช้โอกาสที่อาจจะเข้ามาได้อีก เช่น การขยายผลผลิตจาก
ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เพราะในเมื่อภายในชุมชนมีทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งแม่น้ำ ปลา ผัก ผลไม้
และภูมิปัญญาต่างๆ ก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายผลผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติให้ออกสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้ ไม่
อยู่เพียงเฉพาะในตลาดริมนำ้ วดั ศาลเจ้า
• การประเมนิ ผล
การประเมินผลของโครงการจะประเมินด้วยวิธี CIPP Model ซึ่งประกอบด้วย บริบท (Context)ปัจจัยนำเข้า
(Input) กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Product) (Shamza A., Munazza M. & Zahra R.,2018) เริม่ จากบริบท ท่ี
เป็นการประเมินก่อนที่จะลงมือดำเนินโครงการเพื่อกำหนดหลักการและเหตุผล เป็นการประเมินจุดมุ่งหมายของการ
จัดทำโครงการว่ามีความเหมาะสมหรือไม่และจากจุดมุ่งหมายนั้นจะก่อให้เกิดหรือตอบสนองความต้องการของคนใน
456
ชุมชนมากเพียงใดและมีโครงการเกิดขึ้นเพราะอะไร ต่อมาคือ ปัจจัยนำเข้า ซึ่งได้แก่ ทรัพยากรเวลา ทรัพยากรบุคคล
ทรัพยากรทางกายภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการประเมินว่าทรัพยากรด้านต่างๆ มีการใช้แบบเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กันอย่างเกิดประโยชน์มากที่สุดหรือไม่ เช่นสามารถบริหารเวลาในการทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับงบประมาณ
และจำนวนคนเข้าร่วมหรือไม่ หรือในกรณีที่สามารถใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีในชุมชนมาใช้ในการทำกิจกรรมอย่าง
เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่สามารถทำ
กิจกรรมได้อย่างปลอดภัย มีการควบคุมและมีมาตรการป้องกันโรคในการทำกิจกรรม ต่อมาคือ กระบวนการ เป็นการ
ประเมินกระบวนการทำงาน คือการประเมินว่าการทำโครงการนั้นสามารถใช้ปัจจัยนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
สามารถบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ได้หรือไม่ หรือเป็นการประเมินเพื่อดูว่ากระบวนการต่างๆ หรือวัตถุประสงค์
ถกู ใชอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพหรอื ไม่ เช่น การจัดทำโครงการท่ีชุมชนวัดศาลเจ้านนั้ มีจดุ ประสงคเ์ พื่อตอ้ งการให้เกิด
กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างคนในชุมชนและคนนอกชุมชน ก็ต้องประเมินระหว่างการทำโครงการนั้นผู้เข้าร่วม
กิจกรรมเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมตามจุดประสงค์ของการจัดทำโครงการหรือไม่ ส่วนสุดท้ายคือผลผลิต เป็นส่วนท่ี
ประเมินผลของการทำโครงการเมื่อจบกิจกรรม เป็นการนำเอาบริบท ปัจจัยนำเข้า และกระบวนการมาวิเคราะห์ร่วมกัน
ว่าท้ายที่สุดแล้วโครงการที่จัดทำขึ้นนั้นตอบสนองจุดประสงค์ของ การจัดทำโครงการมากเพียงใด หรือผู้เข้าร่วม
กจิ กรรมสามารถได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกจิ กรรมมากเพียงใด
การเปล่ียนแปลง 3 ระดับ
1. Individual Change
การจัดทำโครงการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล (Individual Change) นั้น เป็นการจัดทำ
โครงการเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงแคบที่สุด ซึ่งคือตัวบุคคล การทำโครง การตลาดน่าเดินเพลิดเพลินภูมิ
ปัญญาไทยนั้นสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลคือก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดทำขึ้น จะทำให้คนในชุมชน
สามารถตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ตัวบุคคลจะสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง และเมื่อมาเข้าร่วม
กิจกรรม บุคคลที่เป็นผู้เข้าร่วมจะเลือกเข้าร่วมกิจกรรมที่ตนสนใจ ในขณะที่ผู้ที่เป็นปราชญ์ชุมชนก็จะเกิดการ
เปลีย่ นแปลงในการเกดิ ความคิดสร้างสรรคแ์ ละความคิดทจี่ ะตอ่ ยอดภูมปิ ญั ญา
ชาวบ้านของตนเอง และเมื่อจบการทำกิจกรรม แต่ละบุคคลจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรม
สามารถเรียนรู้และนำภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดให้ตนเองได้ รวมทั้งสามารถนำไปเผยแพร์ให้บุคคลท่ี
สนใจต่อไปได้เชน่ กนั ปราชญช์ าวบา้ นกส็ ามารถตอ่ ยอดภมู ิปัญญาของตนให้สามารถส่งตอ่ ส่รู นุ่ ตอ่ ๆ ไปได้
2. Group Action
การเปลี่ยนแปลงในระดับกลุ่ม (Group Action) เป็นการออกแบบโครงการที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน
ระดับกลุ่ม ในการทำโครงการตลาดน่าเดิน เพลิดเพลินภูมิปัญญาไทย นั้นสามารถสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน
ระดับบุคคลคือ เมื่อแต่ละบุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความคิดที่จะต่อยอดเแล้ว ก็สามารถก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงโดยการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาชาวบ้าน อาจจะเป็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อต่อยอด
นำภมู ิปญั ญาชาวบ้านออกไปต่อยอด ก่อให้เกิดการใหค้ วามสำคัญและการให้คณุ ค่ากับภูมปิ ญั ญาชาวบ้านมากขน้ึ
3. Solidify Structure
การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างหรือนโยบาย (Solidify Structure) เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่
ที่สุด จากการทำโครงการตลาดน่าเดิน เพลิดเพลินภูมิปัญญาไทยนั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง
คือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในสองระดับแรกแล้วนั้น จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในระดับนี้เกิดง่ายขึ้น เช่น เมื่อมีการ
457
รวมตัวหรือการรวมกลุ่มกันระหว่างกลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้านหรือจะเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาและเผยแพร่ภูมิ
ปัญญาชาวบ้าน จะทำให้สามารถเรียกร้องหรือทำให้เกิดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาชาวบ้านมากข้ึน
สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สามารถสนับสนุนโครงการเล็กๆหรือโครงการที่มีจุดประสงค์เพ่ือ
ผลักดันภูมปิ ัญญาชาวบ้านใหเ้ ป็นที่ รู้จกั มากขนึ้ สามารถทำให้เกดิ การสนับสนนุ ภมู ิปัญญาชาวบา้ นใหส้ ามารถเผยแพร่
ออกไปสู่สาธารณะและเข้าสู่สังคมในระดับที่กว้างขึ้น เป็นการยกระดับภูมิปัญญาที่มีในชุมชน เป็นการยกระดับภูมิ
ปัญญาทเี่ กิดจากการนำทรพั ยากรและความรู้ท่ีมีมาประกอบกันเพือ่ ใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงในระดบั ทใี่ หญข่ ึน้
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง จากการศึกษาชุมชนผ่านเครื่องมือต่างๆ จะมีความ
คล้ายคลึงกับการทำงานสังคมสงเคราะห์กับคน แต่ในกรณีที่ศึกษาชุมชนนั้นก็จะเจาะจงที่ตัวชุมชนเป็นหลัก คนใน
ชุมชนคือส่วนประกอบ บทบาทนักสังคมสงเคราะห์คือการศึกษาชุมชนให้เข้าใจถึงสภาพปัญหา จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส
และอุปสรรคหรือข้อจำกัดที่มีในชุมชน โดยนักสังคมสงเคราะห์จะปฏิบัติตามกระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
เริ่มจากการหาสิ่งที่ชุมชนมี เป็นการเก็บข้อมูลเบื้องตันเพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนเพื่อทำการแก้ไขหรือพัฒนา ใน
ขั้นตอนนี้นักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทในการสืบหาข้อมูลที่มีในชุมชนให้ได้มากที่สุดโดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม
ของคนในชุมชน คือการศึกษาข้อมูลจากคนในชุมชนด้วยการเล่าเรื่องราวหรือการสอบถาม กระบวนการต่อมาคือการ
วางแผนและการลงมือช่วยเหลือ ในสองขั้นตอนนี้นักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทในการเป็นผู้นำกลุ่มเพื่อนำคนใน
ชมุ ชนมารว่ มกันวางแผนเพอ่ื ใชท้ รพั ยากรทมี่ ใี นชมุ ชนให้เกิดประโยชน์และจากนนั้ ก็ลงมอื ทำโครงการที่อาศัยการมสี ว่ น
ร่วมจากทุกภาคส่วนภายในชุมชนเมื่อลงมือทำโครงการแล้วนั้น นักสังคมสงเคราะห์ก็จะมีบทบาทในการติดตามผล
หรอื ประเมินผลของโครงการวา่ บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่
โดยจะเห็นว่าบทบาหนักสังคมสงเคราะห์ไม่ใช่การเข้าไปช่วยเหลือโดยตรงแต่จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วมใน
การเข้าไปช่วยเหลือหรือพัฒนาชุมชน เป็นการออกแบบโครงการร่วมกับคนในชุมชนที่เป็นการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น
ทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพยากรมนุษย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน
ปกติหรือการทำงานในชุมชน ก็เป็นการให้ความช่วยเหลือแบบให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วม นักสังคมสงเคราะห์จะมีส่วน
ร่วมในการเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น ในชุมชนวัดศาลเจ้าเช่นเดียวกัน ที่นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทในการสนับสนุน
เพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ภายในชุมชนหรือสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาในชุมชน เป็นการทำให้คนในชุมชน
เห็นว่าภายในชุมชนของตนเองมีดีอย่างไร เป็นการทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ เช่น วัฒนธรรมและความ
เชื่อ ที่สามารถพัฒนาต่อไปเพื่อเป็นการท่องเที่ยวภายในชุมชนได้แล้ว หรือจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ภายในชุมชนก็มี
ผู้ที่ชำนาญในแต่ละด้านมากมาย นักสังคมสงเคราะห์กับคนในชุมชนจึงมีบทบาทในการหยิบสิ่งที่ ชุมชนมีดีให้สามารถ
พัฒนาได้ทั้งในระดับบุคคลระดับกลุ่ม และระดับโครงสร้างหรือนโยบาย ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาจากระดับที่เล็กที่สุดแล้ว
การพัฒนาในระดับใหญ่ที่สุดก็จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น เมื่อชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงและคนในชุมชนต้องการ
ที่จะผลักดันสิ่งที่มีในชุมชน บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์คือการผลักดันให้เกิดนโยบายต่างๆ ที่ทำให้เกิดผลดีต่อ
ชุมชนมากที่สดุ
458
ข้อจำกัด ปัญหาและอุปสรรค
1. การได้มาของข้อมูลมีความยากมากขึ้นเมือ่ ศกึ ษาชมุ ชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควดิ -19
2. ในโครงการตลาดน่าเดิน เพลิดเพลนิ ภมู ิปญั ญาไทย อาจมปี ราชญ์บางท่านที่ไม่สะดวกเผยแพร่ ภมู ปิ ัญญาของตน
3. เมอ่ื มกี ารหาขอ้ มลู จากหลายแหล่งขอ้ มูลทำใหข้ ้อมูลบางชนิดอาจมคี วามบิดเบอื นสรปุ การศกึ ษาชมุ ชนวดั ศาลเจา้
การศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้านั้นเป็นการศึกษาชุมชนผ่านเครื่องมือการศึกษาชุมชนทั้งหมด 4 เครื่องมือได้แก่
ประวัติศาสตร์ชุมชน แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และ SWOT โดยการใช้เครื่องมือทั้งหมดนี้นั้นสามารถทำให้เห็นถึง
ประวัติความเป็นมาของชุมชน ทรัพยากรต่างๆ ภายในชุมชน วัฒนธรรมและความเชื่อ ทำให้ผู้ศึกษาสามารถเชื่อมโยง
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้ รวมไปทั้งการได้ทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของชุมชนที่
สามารถนำมาพัฒนาและแก้ไขได้ นำไปสู่การออกแบบโครงการที่นำจุดแข็งของชุมชนมาพัฒนา นั่นก็คือการมี
ทรัพยากรธรรมชาติและมีภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนเพื่อให้สามารถผลักดันให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในระดับสูงที่สุด โดยผลของการดำเนินโครงการสามารถประเมินได้โดยใช้ CIPP Model เป็นการ
ประเมินผลว่าโครงการนั้นสามารถบรรลุจุดประสงค์ได้มากเพียงใด โดยการศึกษาชุมชนวัดศาลเจ้านั้น บทบาทของนัก
สังคมสงเคราะห์จะไม่ให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไขให้โดยตรง แต่ในเมื่อได้ทราบว่าในชุมชนมีดีอะไร จึงต้องหยิบนำสิ่ง
นั้นขึ้นมาทำให้เกิดความส่วนร่วมของคนในชุมชนให้คนในชุมชนสามารถพัฒนาและแก้ไขสิ่งที่มีในชุมชนของตนท่ี
สามารถเหน็ ผลระยะยาวได้
เอกสารอา้ งอิง
Articles & Journals
Shamza A., Munazza M. & Zahra R. (2018). Implementation of CIPP Model for Quality
Evaluation at School Level: A Case Study. Journal of Education and Educational
Development. 5(1). 192 - 202.
Website
ทวั ร์วัดไทย. วดั ศาลเจ้า Wat San Chao กราบขอพรเซยี นแปะโรงสี คา้ ขาย โชคลาภ ร่ำรวย. Retrieved
from https://tourwatthai.com/region/central/pathumthani/wat-san-chao/
สยามรฐั ออนไลน.์ (2562). สุดปัง! ขอพร "เซยี นแปะโรงสี" ผูเ้ รืองเวทย์ แวะทานของอร่อยทีว่ ดั ศาลเจา้ เมือง
ปทุมธาน.ี Retrieved from https://siamrath.co.th/n/86334
Jason Gordon. (2021). Systems Theory of Management - Explained. Retrieved from
https://thebusinessprofessor.com/en_US/management-leadership-organizational-
behavior/systems-theory-of-management
Mary K. Pratt & Linda Tucci. (2020). SWOT analysis (strengths, weaknesses, opportunities and
threats analysis). Retrieved from https://searchcio.techtarget.com/definition/SWOT-
analysis-strengths-weaknesses-opportunities-and-threats-analysis
459
“ชมุ ชนวัดคณุ หญงิ สม้ จนี ”
จิรเม”ธ อินทร์พลับ
460
การออกแบบปฏิบตั ิการสังคมสงเคราะห์ชุมชน : ชมุ ชนวัดคณุ หญงิ สม้ จีน
ผลการศึกษาชมุ ชนเบื้องตน้
1 ข้อมูลทว่ั ไปของชุมชน
ประวัตชิ มุ ชน
ชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบวัดคุณหญิงส้มจีน ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2478
โดยหม่อมแผ้วเป็นผู้บริจาคให้สร้างวัดจำนวน 20 ไร่ ต่อมาพระยาเขื่อนเพชรเสนาและคุณหญิงส้มจีน อุณหะนันท์ได้
ถวายที่ดิน 400 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดเดิม จึงย้ายวัดมาสร้างที่ใหม่ และตั้งชื่อว่า "วัดคุณหญิงส้มจีน" จากการ
สอบถามผู้รู้เล่าว่า สมัยดั้งเดิมที่ดินหลังวัดเป็นที่ดินเปล่าถูกปล่อยให้รกร้าง บนเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งเป็น
กรรมสิทธิ์ของมูลนิธิคุณหญิงส้มจีน ต่อมามีชาวบ้านจาต่างจังหวัดผู้ยากไร้ เข้าไปจับจองอาศัยเป็นที่พักพิงเรื่อยมา
จนก่อสร้างเป็นชมุ ชนมีชื่อวา่ "ชมุ ชนวัดคุณหญิงส้มจีน"
พระยาเขือ่ นเพช็ รเ์ สนา (ทรัพย์ อุณหะนันทน)์ (ขวา) คุณหญิงเข่อื นเพช็ รเสนา (สม้ จีน อุณหะนนั ทน)์ (ซา้ ย)
1.1 เหตผุ ลในการเลือกชมุ ชน
ชมุ ชนวดั คุณหญงิ สม้ จีน เปน็ ชมุ ชนทีต่ ัวนักศึกษานัน้ ได้เกดิ และเติบโตขนึ้ มา จึงทำใหร้ คู้ วามเป็นมาและ
ปัญหาของชมุ ชนเปน็ อย่างดี ชุมชนน้กี ็มปี ัญหาตา่ งๆ คลา้ ยกบั ชมุ ชนท่วั ๆไป แตป่ ญั หาทเี่ ด่นชัดท่สี ดุ ของชมุ ชนนค้ี ือ
ปัญหายาเสพตดิ เปน็ ปญั หาทีเร้ือรังมาตัง้ แต่ตวั นกั ศึกษายงั ไม่เกิด มเี พอื่ น และพี่นอ้ งติดยาเสพติดมากมาย ทำใหไ้ ม่
สามารถใช้ชวี ิตแบบทพี่ ลเมืองท่คี วรจะเป็นได้ จงึ ทำให้เป็นเหตุผลที่เลอื กชุมชนน้ี
1.2 ขอ้ มลู ด้านสภาพนเิ วศวิทยา
ชมุ ชนวัดคุณหญงิ สม้ จีน มพี ้นื ท่ีจำนวน 1,150 ไร่ ต้งั อย่ใู นหมู่ 14 ตำบลคลองหนงึ่ อำเภอคลองหลวงจังหวัด
ปทุมธานี โดยมคี ลองหนง่ึ ผา่ นกลางชมุ ชนและมอี าณาเขตติดต่อ ดังนี้
ทศิ เหนือ ถึงหมู่ 15 ตำบลคลองหนึ่ง
ทศิ ใต้ ถึงหมู่ 13 ตำบลคลองหน่ึง
ทิศตะวันออก ถึงชุมชนเคหะคลองหลวง
ทศิ ตะวนั ตก ถึงนคิ มอตุ สาหกรรมนวนคร
461
1.2.1 แผนท่ีเดินดิน
1.3 ขอ้ มูลดา้ นประชากร
ชุมชนวดั คุณหญงิ สม้ จีนมีขอ้ มูลดา้ นประชากร ดงั นี้
จำนวนครวั เรอื น 880 ครวั เรือน
จำนวนหลงั คาเรอื น 845 หลังคาเรอื น
จำนวนประชากรท้งั หมด 3,240 คน
จำนวนประชากรชาย 1,530 คน
จำนวนประชากรหญิง 1,710 คน
จำนวนเดก็ ปฐมวยั ทงั้ หมด 283 คน
จำนวนเด็กปฐมวยั ชาย 138 คน
จำนวนเดก็ ปฐมวยั หญิง 145 คน
จำนวนเดก็ ในวัยเรียนท้งั หมด 350 คน
จำนวนเดก็ ในวัยเรยี นชาย 180 คน
จำนวนเด็กในวัยเรยี นหญงิ 170 คน
จำนวนคนพกิ ารทง้ั หมด 20 คน
1.4 ข้อมลู ดา้ นสงั คม
ชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน มีสำนักสงฆ์ 1 แห่ง ตั้งอยู่ในชุมชน คือ วัดคุณหญิงส้มจีน ลักษณะบ้านเรือนส่วน
ใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียวอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กระจายอยู่ทั่วชุมชน ส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้สำนักสงฆ์ ลักษณะ
ครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย อาศัยอยู่รวมกันภายในเครือญาติ สมาชิกครอบครัวส่วนใหญ่ทำงานออกไปทำงาน
รับจ้างในนิคมอุตสาหกรรมนวนครและโรงงานใกล้เคียง และมีบางครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายและประกอบธุรกิจที่
462
บ้าน ซึ่งปัจจุบันในชุมชนยังไม่มีการรวมกลุ่มทางสังคมในเชิงพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใน
ชุมชนต้องออกไปทำงานนอกบา้ น มีเพียงเด็กปฐมวัยและผู้สงู อายุเทา่ นน้ั ทอ่ี ยบู่ า้ นเป็นประจำ
1.5 ขอ้ มูลด้านการสาธารณสุข
ในชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับคัดเลือกจาก
ชาวบ้านและได้รับการอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสื่อข่าวสาร
สาธารณสุข การแนะนำเผยแพร่ความรู้ การวางแผน และประสานกิจกรรมพัฒนาสาธารณสุขตลอดจนให้บริการ
สาธารณสุขด้านต่าง ๆ เช่น การส่งสริมสุขภาพ การเฝ้ระวังและป้องกันโรค การช่วยเหลือและรักษาพยาบาลขั้นต้น
โดย อสม. 1 คน จะรบั ผดิ ชอบ 20 - 25 หลังคาเรือน
1.6 ข้อมลู ด้านศาสนา วัฒนธรรม และความเชอื่
"วัดคุณหญิงส้มจีน" เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2478 ในฝั่งตะวันออกของคลองหนึ่ง บนที่ดิน
ของหม่อมแผ้ว ซึ่งบริจาคให้จำนวน 20 ไร่ ต่อมาพระยาเขื่อนเพชร เสนากับคุณหญิงส้มจีน อุณหะนันท์ ได้ถวายที่ดิน
400 ไร่เศษ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดเดิม จึงย้ายวัดมาสร้างที่ใหม่และตั้งชื่อวัดว่า "วัดคุณหญิงส้มจีน" ภายในวัดมี
เสนาสนะต่าง ๆ ครบครัน ได้แก่ อุโบสถหลังใหม่ ศาลาการเปรียญ หอฉัน หอระฆัง กุฏิสงฆ์และทำพื้นถนนคอนกรีต
ตลอดวัด
วัดคุณหญิงส้มจีนเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน มีการสอนสมาธิให้แก่คนในชุมชน เพื่อนำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวันของสถาบันพลังจิตตานุภาพ ซึ่งจะมีกิจกรรมให้ทำเป็นประจำในวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงการปฏิบัติ
ธรรมทุกวันพระในห้องเรียนสมาธิอีกด้วย นอกจากนี้วัดคุณหญิงส้มจีน ยังมีกิจกรรมที่จัดขึ้นตามเทศกาล เช่น งาน
สงกรานต์ งานลอยกระทง การสวดมนต์ขา้ มปี เป็นต้น
1.7 ข้อมูลด้านการเมอื งและการปกครองท้องถน่ิ
ชุมชนวัดคณุ หญงิ ส้มจีนมีประธานและกรรมการชมุ ชน เพือ่ ทำหนา้ ทใ่ี นการพัฒนา แก้ไขปัญหา สร้างความ
สามัคคขี องคนในชมุ ชน รวมถงึ มหี นา้ ที่ชว่ ยเหลอื เทศบาลเกยี่ วกับการดำเนนิ งานในการบรหิ ารจดั การสาธารณะในเขต
ชมุ ชนตามท่เี ทศบาลกำหนด รายช่ือประธานและคณะกรรมการชุมชน มดี งั น้ี
1.7.1 ประธานกรรมการชมุ
พรกมล ศรีประทุม
1.7.2 กรรมการชุมชน
1. ปณดิ า ศรีประทมุ
2. ขนมเข่ง พฤกษ์ประพันธ์
3. วิเชยี ร รถเพ็ชร
4. สำเริง มาสมั ฤทธ์ิ
5. วณั ยภรณ์ เลิศเมธาวสุ
6. บรรจง นาคน้อย
7. ธนยศ รจุ ธิ ง
8. เอกชัย ศรีประทุม
463
1.8 ปฏิทนิ ชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีน
1.วนั ขนึ้ ปใี หม่ จัดบรเิ วณตา่ งๆของวดั คุณหญงิ ส้มจีน
2.วันมาฆบชู า จดั บรเิ วณตา่ งๆของวดั คณุ หญิงส้มจนี
3.วันสงกรานต์ จัดบรเิ วณต่างๆของวดั คุณหญงิ สม้ จนี
4.วนั วิสาขบชู า จดั บริเวณตา่ งๆของวดั คุณหญงิ ส้มจีน
5.วันเข้าพรรา จัดบรเิ วณตา่ งๆของวดั คณุ หญิงส้มจนี
6.วนั อาสาฬหบูชา จดั บรเิ วณตา่ งๆของวัดคุณหญิงส้มจีน
7.ประเพณแี หเ่ ทียนพรรษา จดั บริเวณตา่ งๆของวดั คุณหญิงสม้ จนี
8.วันออกพรรษา จัดบรเิ วณต่างๆของวดั คณุ หญิงสัมจีน
9. พธิ ีสวดมนต์สง่ ทา้ ยปเี ก่า จัดบรเิ วณตา่ งๆของวดั คุณหญิงส้มจนี
โดยชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่มีความเกี่ยวพันธ์กับพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก กิจกรรมต่างๆในชุมชนจึงจัด
บรเิ วณวัดเกือบจะทัง้ หมด
2. แนวคดิ ทฤษฎี
กระบวนการปฏบิ ัติงานสังคมสงเคราะห์
1.การศกึ ษาข้อมลู (Fact Finding or Social Study)
ได้มีการศึกษาข้อมูลของชุมชน เพื่อทำการวิเคราะห์ปัญหาที่ชุมชนนั้นมี โดยสามารถหาข้อมูลจากประธาน
ชมุ ชน คนในชมุ ชน และอินเทอร์เนต็
2.การวินิจฉัยหรือประเมินปัญหา (Assessment) หลังจากได้ศึกษาข้อมูล ปัญหาที่ยังคงเห็นชัดจากชุมชนวัด
คุณหญิงส้มจีนคือ ปัญหายาเสพติดจากการที่อาศัยอยู่ในชุมชนมาเป็นเวลานาน เราจะสามารถเห็นคนที่มีอาการเมายา
เสพตดิ เดนิ ในทัว่ ไปของบรเิ วณชุมชน
3.การวางแผนให้ความช่วยเหลือ (Planning for Intervention) หลังจากที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูล และได้ทำ
การวเิ คราะห์แลว้ จึงทำการวางแผนรวมกับชาวบ้านและหัวชุมชน เพอ่ื การทำกจิ กรรมตอ่ ไป
4. การลงมือให้ความช่วยเหลือ (Intervention) ดำเนินกิจกรรมที่รวมกันวาแผนกับชุมชน เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายในระยะยาว
5. การติดตามผลและประเมินผล (Follow up and Evaluation)หลังจากได้จัดกิจกรรมเสร็จสิ้นและ จะทำ
การตดิ ตามผล ระหว่าง ช่วง 1 เดอื น 3 เดอื น 5 เดือน 6 เดือน 1 ปี ตามลำดับ
6. การสิ้นสุดการให้ความช่วยเหลือ (Termination) หลังจากการประเมินผลการช่วยเหลือแล้วพบว่าความ
ต้องการของชุมชน ได้รับการตอบสนองแล้ว จึงจะค่อยๆลดการติดตาม และดำเนินการสิ้นสุดความสัมพันธ์แบบค่อย
เป็นไปคอ่ ยไป
3.ลักษณะกจิ กรรม บรกิ าร โครงการทเ่ี หมาะสม
ช่ือปฏิบตั กิ าร : คนื พลเมือง....กลบั สสู่ ังคม
ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ : นายจริ เมธ อนิ ทร์พลับ
464
หลักการและเหตุผล
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประเทศ ซึ่งบ่อนทำลายทรัพยากรและความมั่นคงของ
ประเทศชาติและสังคมเป็นอย่างมาก ได้มีการดำเนินงานในทุกวิถีทางที่จะป้องกันและปราบปามมีให้มีการเสพ การซื้อ
ขาย และการผลิตยาเสพติด แต่เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหม่ที่มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนการ
ดำเนินการ จำจำเป็นต้องวางแผนสำหรับดำเนินงานในแต่ละด้านอย่างรอบคอบ และไม่ได้มีแต่ประเทศไทยแห่งเดียว
เท่านั้น ประเทศอื่นๆ ก็ได้มีความพยายามที่จะยับยั้งการเสพ การซื้อขาย และการผลิตยาเสพติดอยู่ตลอดเวลา
พฤติกรรมการใช้ยาของมนุษย์นั้น มีเหตุผลสองประการด้วยกัน คือ เพื่อช่วยให้ตัวเราอยู่ในสภาพท่ี เป็นสภาพปกตินั่น
ก็คือ เพื่อรักษาโรคและเพื่อปัดเป่าความเจ็บปวดให้เหือดหายไป หรือมิฉะนั้นก็ใช้ยาเพื่อปลดปล่อยตัวเราจากสภาพปกติ
นั่นคือ เพื่อทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาหรือสบายขึ้น เพื่อเปลี่ยนอารมณ์หรือการรับรู้ของเรา ปัจจุบันนี้ ยาเสพติดได้
เข้ามาแพร่หลายในสังคมเราเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเฮโรอีน มอร์ฟิน และอื่นๆ อีกกว่า 100 ชนิดซึ่งนอกจากผู้ใหญ่
จะติดยาเสพติดแล้ว ก็ยังมีเยาวชนไทยอายุน้อยๆ ลงไป ติดยาเสพติดเหล่านี้อีกด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียทั้ง
ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เพราะนอกจากผู้เสพยาเสพติดทั้งหลายนี้ จะได้สามารถประกอบอาชีพทำ
การงานต่างไม่ได้แล้ว ยังก่ออาชญากรรม ทำให้เกิดปัญหาต่อสังคม กระทบกระเทือนต่อประชาชนผู้ไม่ได้เสพยาเสพ
ติดอีกด้วย และในชุมชนวัดคุณหญิงส้มจีนนั้น มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดโครงการ คืนพลเมือง
....กลับสู่สังคม ซึ่งโครงการนี้จะเป็นสร้างองค์ความรู้ในเรื่องของยาเสพติด เพื่อให้ทุกคนในชุมชนมีองค์ความรู้ที่มาก
ขึ้น จัดกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้ทุกคนนั้นได้ทำความเข้าใจ และมีการยอมรับสำหรับผู้ที่เคยใช้ยาท่ี
กลบั มาสสู่ งั คม อย่างมคี วามเทา่ เทียม
วตั ถุประสงคโ์ ครงการ
1. เพอ่ื ใหค้ นในชมุ ชนมีความรู้เกีย่ วกบั ยาเสพติด
2. เพอ่ื สรา้ งปฏสิ ัมพันธเ์ กี่ยวกบั ในชุมชน
3. เพื่อให้เกดิ ความยอมรบั กันสำหรบั คนท่กี ลับเข้าส่ชู มุ ชน
เปา้ หมายโครงการ
1. คนในชุมชนมีความรู้เกย่ี วกับยาเสพติด
2. คนในชมุ ชนมีปฏิสมั พนั ธ์กันมากขนึ้
3. คนในชมุ ชนมีการยอมรบั และให้เกียรตคิ นที่กลบั เข้าส่ชู มุ ชน
วธิ ีการดำเนินงาน/ขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน
1.การศกึ ษาวิเคราะหช์ ุมชน สภาพความเปน็ อยู่ของคนในชมุ ชน ปัญหาและความต้องการของชุมชน
2.วางแผนออกแบบพัฒนาชุมชน วิเคราะหข์ ้อมูล พิจารณาทางเลือก สิง่ สำคัญคือคำนงึ ถึงขดี
ความสามารถของชมุ ชน
3.การดำเนินงานปฏิบตั ิการตามแผน ร่วมกนั ปฏิบตั ติ ามแผน กระตนุ้ ให้เกดิ การมีส่วนร่วม
4.การติตามประเมินผล ประเมินโครงการปญั หาอปุ สรรคและบรรลุเป้าหมายมากนอ้ ยเพยี งใด
5.การคืนขอ้ มูลชุมชน และถอนตวั ออกจากชุมชน
465
กจิ กรรม วธิ ีการ ผูม้ ีสว่ นเกี่ยวข้อง หมายเหตุ
1.ศกึ ษาขอ้ มูลชมุ ชน รวบรวม -ศึกษาขอ้ มลู จากประธานชุมชนและ -นักศกึ ษา
ขอ้ มูลท่เี กย่ี วข้องกับการทำ ขอ้ มลู ชุมชนจาก จปฐ. -ประธานชุมชน
โครงการ เชน่ ลักษณะชมุ ชน ทุน
ชุมชน ปัญหาชุมชน และความ -ลงพน้ื ที่พดู คุยสรา้ งสมั พันธ์ภาพกบั -นักศกึ ษา
เป็นอย่ขู องคนในชมุ ชน คนในชมุ ชน -ชาวบา้ นในชมุ ชน
2.ลงพ้ืนที่พูดคยุ กับคนในชมุ ชน - วิเคราะห์ข้อมลู
สรา้ งความไว้วางใจและศึกษา - นกั ศึกษา
ขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ เพ่ือนำไปวิเคราะห์ - ประชุมปรึกษาหารอื กบั ประธาน - ประธานชมุ ชน
ร่วมกับขอ้ มลู ที่มใี นการวางแผน - ชาวบ้านในชมุ ชน
ความต้องการของชมุ ชนเพ่อื ที่จะ ชมุ ชนในการทจี่ ะเปดิ เวทีประชาคม
จดั ทำโครงการ เพอื่ ให้คนในชุมชนไดเ้ ขา้ มาพูดคยุ - นักศกึ ษา
3.ประชาสัมพนั ธส์ ู่ชุมชนผ่าน แลกเปลยี่ นปัญหาและความ - ประธานชุมชน
หวั หน้าชมุ ชน และแฟนเพจชมุ ชน ตอ้ งการของชุมชน โดยการ - ชาวบ้านในชุมชน
ประธานชุมชนในการทจี่ ะเปิด ตดั สนิ ใจร่วมกนั ของชุมชนในการ
เพ่อื รวบรวมกลุม่ เป้าหมายและผู้ จดั ต้งั โครงการ - นกั ศึกษา
ท่ีสนใจเข้ารวมกิจกรรม -วางแผนดำเนินงานร่วมกับ - ประธารชุมชน
ชุมชน ในการจะทำโครงการ
4.วางแผนดำเนินงานจดั ทำ -นักศกึ ษา
โครงการรว่ มกับคนในชมุ ชน โดย -ติดต่อประสานประสานงานกับ - ประธานชมุ ชน
การนำข้อมลู ทีไ่ ด้จากการค้นคว้า ผ้ดู ูแลโครงการ ในการที่จะแจ้ง - ผู้เขา้ ร่วมโครงการ
สมั ภาษณแ์ ละสำรวจชมุ ชนมาเปน็
แนวทางในการดำเนินงาน - ดำเนินการตามแผนงานท่ีวางไว้ - นักศึกษา
5.พดู คยุ กบั สมาชิกเพือ่ ใหร้ บั รูถ้ งึ - ประธานชมุ ชน
จดุ มุ่งหมายของโครงการ - เปดิ พนื้ ที่ในการทจี่ ะทำให้ผู้ทม่ี สี ่วน - ผู้เข้าร่วมโครงการ
6.ดำเนินงานตามแผนงานทีจ่ ัดทำ - นกั ศึกษา
ขนึ้ รว่ มในโครงการประเมินผลจาก
โครงการทเี่ กดิ ขน้ึ
7.สรุปผล และประเมินผล คืนขอ้ มูลชุมชน
โครงการ
8.คนื ข้อมูลชุมชน
466
ระยะเวลาดำเนนิ โครงการ
เดอื นตลุ าคม ปี2564 - เดือนธันวาคม 2564
สถานทีด่ ำเนินโครงการ
ชุมชนวัดคุณหญงิ สม้ จนี ตำบลคลองหน่งึ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทมุ ธานี
งบประมาณท่ใี ชด้ ำเนินโครงการ
ลำดับ หมวด งบประมาณ
1 คา่ วัสดุอุปกรณ์ในการจดั กิจกรรม กระดาษ ปากกา เป็นตน้ 300.-
2 คา่ สือ่ การเรยี นการสอน คา่ เครือ่ งมอื ตา่ ง ๆ 300.-
3 อื่น ๆ 200.-
รวมทัง้ สิ้น 800.-
การประเมนิ โครงการ
ในการประเมินผลจากการทำโครงการในครั้งน้ี ผู้จัดทำจะทำการเปิดเวทีหมู่บ้าน เผื่อให้คนในชุมชนได้เข้ามามี
ส่วนร่วมและร่วมประเมินโครงการร่วมทั้งแสดงความคิดเห็นถึงความสำเร็จ ความภูมิใจ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่
พบเจอทั้งก่อนเริ่มโครงการ ระหว่าง และหลังทำโครงการ เผื่อที่จะนำประเมินเมินได้ว่าโครงการที่จัดทำขึ้นในครั้งน้ี
บรรลุเปา้ หมายมากนอ้ ยเพยี งใด ซึง่ แบบประเมนิ ทีเ่ ราจะใชป้ ระกอบไปด้วย
1.การประเมนิ โครงการโดยการทบทวนหลังการปฏิบัตงิ าน After action review
1.ทา่ นมีความคาดหวังอะไรในการทำโครงการน?้ี
2.ท่านคิดว่าโครงการนีบ้ รรลผุ ลไปตามความคาดหวงั หรือไม่ อยา่ งไร?
3.ทำไมถึงเปน็ เชน่ นั้น?
4.หากทา่ นต้องการดำเนินการในเร่ืองน้นั ตอ่ ไป ทา่ นจะทำอย่างไร?
2.ประเมินอารมณข์ องผู้เข้ารว่ มโครงการ
7-9 ดเี ยี่ยม
4-6 ดี
2-3 พอใช้
0-1 แย่
ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั
1. คนในชมุ ชนมคี วามรเู้ ก่ียวกับยาเสพติด
2. มีการสรา้ งปฏสิ มั พันธเ์ ก่ยี วกับคนในชุมชน
3. เกิดความยอมรับกันสำหรบั คนที่กลบั เข้าสู่ชมุ ชน
467
4.บทบาทนักสงั คมสงเคราะหก์ ับการปฏบิ ัตงิ านเพอ่ื สร้างการเปลย่ี นแปลง
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยเหลือในการพัฒนาชุมชนนั้น ต้องเริ่มต้นศึกษาเรียนรู้
เกี่ยวกับชุมชนอย่างละเอียด เพื่อให้รู้ถึงความเป็นชุมชนอย่างแท้จริง และรู้ถึงความต้องการของชุมชน ในการ
ปฏิบัติงานนั้นๆ นักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ช่วยเหลือ ส่งเสริม ผลักดัน ชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนและรวมถึง
การผลักดันเชิงนโยบาย การผลักดันให้มีการจัดการงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ หรือออกแบบนโยบายเพื่อ
ชว่ ยเหลือและผลักดันให้ชุมชนดขี ึ้นและย่งั ยืน
468
“ชมุ ชนแม่กำปอง”
”ปทิตตา ฉตั รสมั ฤทธิ์
469
คำนำ
รายงานการศึกษาการออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน เรื่อง ชุมชนแม่กำปอง เป็นส่วนหนึ่งของ
วิชา รายวิชา สค.311 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ จัดทำเพื่อศึกษาชุมชน โดยใช้เครื่องมือในการศึกษาชุมชน
ทฤษฎี แนวคิด หลักการ กระบวนการสังคมสงเคราะห์ที่ปรับใช้กับชุมชน สร้างกิจกรรม บริการ โครงการปฏิบัติการท่ี
เหมาะสม อภิปรายด้วยการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง รวมถึงข้อเสนอต่อบทบาทนักสังคมสงเคราะห์ชุมชนกับ
การปฏิบัตืงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยรายงานเล่มนี้ผู้จัดทำได้แสดงให้เห็นลักษณะของชุมชนในหลากหลาย
มติ ิ และหวังวา่ รายงานเลม่ น้จี ะสามารถเป็นข้อมลู สำหรบั ผทู้ ี่ศกึ ษาได้ หากผดิ พลาดประการใดผู้จัดทำ ขออภัย ณ ทีน้ี
ผจู้ ัดทำ
470
การออกแบบปฏบิ ตั กิ ารสังคมสงเคราะห์ในชมุ ชนดว้ ยการประยกุ ต์ใชเ้ คร่ืองมือ
ในการศกึ ษาผูค้ นในสังคม
เครอื่ งมอื ศึกษาชมุ ชน 3 เคร่อื งมอื
1.ประวัตศิ าสตรช์ ุมชนแมก่ ำปอง
หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนและโฮมสเตย์แม่กำปอง จากหมู่บ้านเล็กๆ ก่อตั้งประมาณ 130 กว่าปีในสมัยก่อน
มีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ลักษณะดอกสีเหลืองแดง ขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำลำห้วย เรียกว่า ดอกกำปองดังนั้นชื่อของหมู่บ้าน จึง
ได้เรียกตามชื่อของดอกไม้รวมกับแม่น้ำ เป็น บ้านแม่กำปองโดยมีคำขวัญชุมชนคือ ธรรมชาติมากล้น ผู้คนน้ำใจดี
มากมีดอกเอื้องดิน สู่ถิ่นเมี่ยงซาและกาแฟ มียาแท้สมุนไพรชื่นฉ่ำใจน้ำตกเย็น เห็นวิวทิวเขาสวย ร่มรื่นด้วยสวนสนบน
ม่อนล้าน ทแี่ สดงถึงลักษณะของชุมชนท่ีเด่นชดั
มิติดา้ นกายภาพ
บ้านแม่กำปองที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร และอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ
50 กิโลเมตร สภาพทั่วไปของชุมชนรายล้อมไปด้วยภูเขา มีไร่ซา กาแฟ และมีน้ำตก และป่าที่อุดมสมบูรณ์ (ดอยม่อน
ล้าน) ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่หมู่บ้านทั้งหมดประมาณ 6.22 ตาราง
กิโลเมตร หรอื 3,887.50 ไร่
ทิศเหนือติดกับ แม่นำ้ ลาย แมน่ ำ้ ลาย ต.หว้ ยแกว้ อำเภอแมอ่ อน จังหวัดเชียงใหม่
ทิศใตต้ ดิ กับ บา้ นแม่รวม ตำบลออนเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวนั ออกติดกบั อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
ทศิ ตะวันตกตดิ กบั บ้านธารทอง ตำบลห้วยแกว้ อำเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชียงใหม่
ลักษณะภมู ิประเทศ เปน็ เขตภูเขาเนินเขา สูงจากระดบั น้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร มีป่าไมท้ ี่อุดมสมบูรณ์ เปน็
ต้นกำเนิดของแมน่ ำ้ ลำธาร
ลกั ษณะภูมิอากาศ มีบรรยากาศทเี่ ย็นสบายตลอดทัง้ ปี และคอ่ นข้างหนาวในช่วงฤดหู นาว
ลกั ษณะการต้ังบา้ นเรือนจะต้งั เรยี งรายในหุบเขา และสองฝงั่ ของลำห้วย
มติ ิด้านประชากร
ประชากรส่วนใหญ่อพยพมาจาก อำเภอดอยสะเก็ด เพื่อเข้ามาทำสวนเมี่ยงเป็นอาชีพ และตั้งบ้านเรือนบริเวณ
ใกล้ๆ แม่น้ำลำห้วย มีจำนวนประชากรประมาณ 346 คน จำนวนครัวเรือน ประมาณ 134 ครัวเรือน โดยชุมชนส่วน
ใหญ่ประชากรในหมู่บ่านเป็นชาติพันธิ์คนไทยวน (คนเมืองล้านนา)และลักษณะทางสังคมของบ้านแม่กำปองชาวบ้าน
อยู่กันแบบพึ่งพาเหมือนญาติพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อในพิธีกรรมต่างๆ ของชุมชน มี
ความเคารพในกฎ ระเบียบ กตกิ าของชมุ ชน และสมาชกิ มสี ว่ นร่วมในการพัฒนาชุมชนในทกุ รปู แบบ
มิติด้านเศรษฐกจิ
อาชีพหลักของชาวชุมชนบ้านแม่กำปองคือ การทำเมี่ยง (ซา) อาชีพรองคือ การปลูกกาแฟ ค้าขาย
และรับจา้ งชาวบ้าน และเป็นแหล่งท่องเทย่ี วเชงิ อนรุ ักษใ์ นลักษณะ Home stay
471
จากหมู่บ้านเล็ก ๆ กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนและโฮมสเตย์แม่กำปอง มาจากที่ผู้นำองค์กร
ท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งในอดีตดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้มีความสนใจและได้ไปดูงานในพื้นที่ต่างๆ หลายพื้นที่เกี่ยวกับ
การท่องเที่ยวชุมชนที่จัดโดยภาครัฐ จึงเกิดความคิดว่า หมู่บ้านแม่กำปอง มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านการ
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ จึงมีการพูดคุยปรึกษากันระหว่างกลุ่มผู้นำของหมู่บ้าน จากนั้นจึงเริ่มมีการจัดประชุมชาวบ้าน
ทำเวทีซาวบ้านเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในลักษณะของHomestay ขึ้น โดยเริ่มเปิด
ดำเนินการวันท่ี 10 ธันวาคม 2543 ปัจจุบันมีบ้านที่สามารถให้บริการในลักษณะของ Homestay ได้ทั้งหมดจำนวน 21
หลัง ในส่วนของกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวของ
ชุมชน และทำใหเ้ กดิ เศรษฐกจิ หมุนเวียนภายในชมุ ชนส่งผลดีตอ่ ชาวบ้านใน
มติ ิด้านภูมปิ ัญญา
ชุมชนแม่กำปองมีองค์ความรู้เรื่องในเรื่องของใบเมี่ยง ใบซา และกาแฟ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ตลอดจนการ
แปรรูป รวมถึงการจักสาน อบสมุนไพร การย่างแคร่ การนวดแผนไทย การทำหมอนใบชา การทำเมี่ยงและภูมิปัญญา
เหลา่ นี้สามารถเป็นรายไดท้ ่ดี ีของชาวบา้ นเม่อื กลายเปน็ แหล่งทอ่ งเท่ียว
2.ปฏทิ ินชุมชนแมก่ ำปอง กจิ กรรม
เดือน ประเพณีย่ีเป็ง ในวนั ขนึ้ 15 ค่ำ
มกราคม ประเพณีวนั ปีใหมเ่ มือง หรือประเพณสี งกรานต์
กุมภาพันธ์
ประเพณีวนั เขา้ พรรษาในวันขึน้ 15 คำ่ เดอื น 8
มีนาคม ประเพณวี นั สิบสองเป็ง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดอื น 10
เมษายน ประเพณียเี่ ปง็ หรือลอยกระทง ในวนั ขนึ้ 15 ค่ำ เดอื น 12
พฤษภาคม ตานประจำปี (ตานสลากภัต ตานตน้ เงนิ ตานกฐนิ )
มถิ นุ ายน
กรกฎาคม
สงิ หาคม
กนั ยายน
ตลุ าคม
พฤศจกิ ายน
ธนั วาคม
ประเพณียี่เป็ง คือ ประเพณีลอยกระทงแบบล้านนาโดยคำว่า ย่ี แปลว่า สอง ส่วน เป็ง แปลว่า เพ็ญ หรือคืน
พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งหมายถึงประเพณีในวันเพ็ญเดือนสองของชาวล้านนา ซึ่งตรงกับเดือนสิบสองของไทยงาน
ประเพณีจะมสี ามวนั
• วนั ขน้ึ สบิ สามคำ่ หรอื วันดา เป็นวนั ซือ้ ของเตรียมไปทำบญุ ทว่ี ัด
• วันขึ้นสิบสี่ค่ำ จะไปทำบุญกันที่วัด พร้อมทำกระทงใหญ่ไว้ที่วัดและนำของกินมาใส่กระทงเพื่อทำทานให้แก่คน
ยากจน
472
• วันขึน้ สิบห้าคำ่ จะนำกระทงใหญ่ทว่ี ัดและกระทงเล็กสว่ นตัวไปลอยในแม่นำ้
ในชว่ งวนั ยปี่ ง็ จะมีการประดับตกแตง่ วัด บา้ นเรือน ทำประตปู ่า ดว้ ยต้นกล้วย ตน้ ออ้ ย ทางมะพร้าว
ดอกไม้ ตุง ช่อประทีป และชักโคมยี่เป็งแบบต่าง 1 ขึ้นเป็นพุทธบูชา และมีการจุดถ้วยประทีป(การจุดผาง
ปะติ๊บ)เพื่อบูชาพระรัตนตรัย และมีการจุดว่าวไฟปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ช้ัน
ดาวดึงส์
รปู ท1ี่ ประเพณยี ่เี ปง็ ท่มี า : ระเบยี บวิวแม่กำปอง
https://www.facebook.com/329392457823396/photos/a.330293001066675/554359168660056/?t
ตานก๋วยสลาก หรือที่ภาษาไทยภาคกลางเรียกว่า "สลากภัต" เป็นประเพณีของพระพุทธศาสนา1 วันก่อนวัน
ตานก๋วยสลาก จะมีการจัดเตรียมข้าวของ เรียกว่า "วันดา"หรือ "วันสุกดิบ" ชาวบ้านจะจัดเตรียมสิ่งของไม่ว่าจะเป็น
อาหาร ขนม ดอกไม้ ของใช้ มาจัดเตรียมใส่ "ก๋วย" ซึ่งเป็นตระกร้าสานด้วยไม้ไผ่ ลักษณะคล้ายชะลอม จะรองกันด้วย
ใบตองหรือกระดาษ หรือในปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นถังน้ำพลากสติกหรืออลูมิเนียม เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อ
เมอ่ื ถึงวนั ตานกว๋ ยสลาก ชาวบ้านจะเขยี น "เสน้ สลาก" ซ่งึ เปน็ ใบลานหรือใบตาล
ในปัจจุบันบางที่ได้เปลี่ยนมาใช้กระดาษแทน โดยระบุข้อความลงไปในเส้นสลากว่าใครเป็นของ จะถวายทานไป
หาบรรพบุรุษหรือญาติพี่น้องผู้ล่วงลับชื่ออะไร หรืออุทิศให้ผู้อื่นผู้ใด และระบุที่อยู่ว่าอยู่ส่วนไหนของวัดเพื่อให้พระสงฆ์
หาพบโดยสะดวก จากนั้นจะนำเสน้ สลากมากองรวมกนั หนา้ พระประธานในวิหาร
รูปที่ 2 พระสงฆ์อา่ นเส้นสลาก
ทีม่ า : https://www.silpa-mag.com/culture/article_38356
473
เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาในวิหารแล้วเสร็จ จะนำเส้นสลากแบ่งให้กับพระสงฆ์ชาวบ้านบาง
คนก็จะเดินหาเส้นสลากของตนเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ให้มารับก๋วยได้สะดวกโดยไม่ต้องให้พระสงฆ์เดินตามหาให้วุ่นวาย
เมื่อเจอเจ้าของเส้นสลากแล้ว พระสงฆ์จะให้ศีลให้พร หยาดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับที่มีชื่อในสลากนั้นก็เป็นอัน
เสร็จพธิ ี
ประเพณีตานก๋วยสลากจึงเป็นประเพณีเนื่องในพุทธศาสนาที่ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างวัดกับชุมชน
สร้างความสามัคคใี นหมญู่ าตสิ นทิ มติ รสหาย นอกจากจะเป็นการทำบุญให้คนตายยังทำทานให้คนเปน็ อกี ด้วย
3. แผนทชี่ ุมชนแมก่ ำปอง
พื้นที่ทางกายภาพของชุมชน สภาพทั่วไปของชุมชนแม่กำปอง รายล้อมไปด้วยภูเขา ลักษณะการตั้งบ้านเรือน
จะตั้งเรียงรายในหุบเขา และสองฝั่งของลำห้วย ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรียนลักษณะเป็นไม้ รวมถึง Homestay ก็เป็น
อาคารไม้เช่นเดียวกัน และมีตัดถนนอยู่ตรงกลางสองฝั่งเต็มไปด้วยบ้านเรือน และลักษณะทางสังคมของบ้านแม่กำ
ปองชาวบ้านอยู่กันแบบพึ่งพาเหมือนญาติพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อในพิธีกรรมต่างๆ
ของชุมชน มีความเคารพในกฎ ระเบียบ กติกาของชุมชน และสมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในทุกรูปแบบ โดย
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และนอกจากนี้ภายในชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงมี Homestay และร้านค้าต่าง ๆ เพ่ือ
รองรับนกั ทอ่ งเที่ยว
474
2.แนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสังคมสงเคราะหท์ ่ีปรับใช้
ชุมชนในแนวคิดทางสงั คมวิทยา
แนวคิดที่เห็นว่าชุมชนอยู่ในฐานะหน่วยทางสังคม (ทิตยา สุวรรณชฎ 2527 ) มี ความเห็นว่าชุมชนต้องมี
ลักษณะ 3 ประการ คอื
ประการที่ 1 ชุมชนในฐานะเป็นอาณาบริเวณ การพิจารณาชุมชนในข้อนี้มิใช่เฉพาะ เป็นบริเวณที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
ของกลมุ่ คนเทา่ นัน้ ยงั ต้องพจิ ารณาถึงมติ ิตา่ ง ๆ เช่น ในฐานะทีอ่ ยู่ อาศยั การใช้พืน้ ท่ี และบริเวณของชุมชน
ประการที่ 2 ชมุ ชนในฐานะเปน็ ทร่ี วมประซากร โดยจะเนน้ ทลี่ กั ษณะของประซากร ท่อี ยู่ในบรเิ วณชมุ ชน ในด้านทีส่ าคัญ
คือ การเปลี่ยนแปลงประชากรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โครงสร้าง ประชากร เช่น สัดส่วนเพศชายเพศหญิงอายุ อาชีพ
การศกึ ษา เปน็ ต้น
ประการที่ 3 ชุมชนในฐานะที่เป็นระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกที่อยู่ในชุมชนและ ความสัมพันธ์กับชุมชน โดย
พิจารณาถึงระบบความสัมพันธ์ของชุมชน ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ใน ครอบครัว เครือญาติ มิตรสหาย ระบบ
ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกจิ ระบบความสัมพันธ์ของวัฒนธรรม เป็นต้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าชุมชนแม่กำปองมีหลักแหล่งที่ตั้งอย่างแน่นอนและมีประชากรที่ ระบุตัวตน
ได้ คนในชุมชนนั้นมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการพึ่งพาเหมือนพี่น้องและความสัมพันธ์ในด้านมิติความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรมและด้านความเชื่อ และชุมชนแม่กำปองมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ท่ี
สามารถพัฒนาทรัพยากรภายในชุมชนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างในปัจจุบัน ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่
ชาวบา้ นในชมุ ชนได้
แนวคดิ ชุมชนเข้มแขง็
ความหมายของชุมชนเข้มแข็ง (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (๒๕๔๔,หน้า
๔๖) คือ ชุมชนเข้มแข็งหมายถึงการที่ประชาชนในชุมชนมีการรวมตัวกัน เป็นองค์กรชุมชน โดยมีการเรียนรู้การ
จัดการและการแก้ไขปัญหาของชุมชนซึ่งทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคม
วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน ตลอดจนมีผลกระทบสู่ภายนอกชุมชน สำหรับกระบวนการเสริมสร้างความ
เข้มแข็งของชุมชน จะต้องเป็นการดำเนินงานแบบร่วมคิดร่วมทำและมีการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันจะ
นำไปสู่การพฒั นาที่ย่งั ยืนในระยะยาว
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าชุมชนแม่กำปองจากชุมชนเล็กๆ กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนและ
โฮมสเตย์แม่กำปอง มาจากที่ผู้นำองค์กรท่องเที่ยวชุมชน เห็นถึงศักยภาพภายในทรัพยากรภายในชุมชนที่จะพัฒนาให้
เป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ จากนั้นจึงเริ่มมีการจัดประชุมชาวบ้านที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นหมู่บ้านการ
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในลักษณะของ Homestay และในส่วนของกิจกรรมการท่องเที่ยวชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะเข้ามามี
ส่วนร่วมในการจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน และทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจทำให้เกิดการ
หมุนเวยี นภายในชุมชนอีกท้งั ยงั สง่ ผลดตี อ่ ชาวบา้ นในชุมชนด้วย
3. กจิ กรรม บรกิ าร โครงการ ปฏบิ ตั กิ ารท่เี หมาะสม เพือ่ สรา้ งการเปลีย่ นแปลง
เนื่องจากปัจจุบันชุมชนแม่กำปองได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ ที่ได้นำเสนอถึง
ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และการได้เปรียบทางภูมิอากาศที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงทำให้ชุมชนแม่กำปองได้รับ
ความสนใจจากนกั ทอ่ งเที่ยวมากย่ิงขึน้
475
ชุมชนแม่กำปองได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านหรืออาชีพหลัก
ของชาวบา้ นนำมาถ่ายทอดในแก่นกั ทอ่ งเท่ยี ว โดยมีกิจกรรม 3 ดา้ นประกอบดว้ ย
1) กจิ กรรมการทอ่ งเท่ียวเชิงนิเวศน์ การเดินป่าศกึ ษาเสน้ ทางธรรมชาติ เรียนรู้การเกบ็ ใบเมี่ยง ใบชา
2) กิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังชุมชน การทำ
หมอนใบชา การแสดงพื้นบ้าน เช่น ฟ้อนดาบ ฟ้อนจ้อง ฟ้อนเทพบันเทิง การแสดงดนตรีพื้นเมือง (สะล้อซอซึง)เป็น
ตน้ และกจิ กรรมทางศาสนา การทำบุญตักบาตร และ
3) กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ชมและชิมชาสมุนไพรจากกลุ่มหมอเมืองและกลุ่มสมุนไพร นวดแผนไทยทั้งแบบ
ประคบสมนุ ไพรและนวดน้ำมัน
จึงคิดจัดทำ กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เนื่องจากชุมชนแม่กำปองเป็นการท่องเที่ยวในเชิง
อนุรักษ์จึงคิดจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการให้ความรู้แก่ชาวบ้านรวมถึงนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงความสำคัญของ
ธรรมชาติและทรัพยากรภายในชมุชน มีกฎและการจัดระเบียบ มาตรการเมื่อมาท่องเที่ยวอย่างถูกต้องและไม่ทำร้าย
สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ภายในชุมชน เสริมแทรกความรู้ระหว่างการท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวได้
ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติที่ควรจะดูแลรักษา ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและควร
ปฏิบัติตามระเบียบของชุมชน เนื่องจากชุมชนเป็นชุมชนเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แออัดและมลพิษทาง
สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนและไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและทำให้การท่องเที่ยวภายใน
ชุมชนเป็นไปได้อย่างด้วยดี และกิจกรรมนี้จะส่งผลดีระยะยาวต่อทรัพยากรภายในชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวก็
สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชนุ ชมเป็นการพัฒนาชมุ ชนร่วมกนั ระหว่างชาวบา้ นและทอ่ งเที่ยว
กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จะสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านโดยหัวหน้าชุมชนและชาวบ้านใน
ชุมชนจะมีการประชุมกัน เดือนละ 1 ครั้ง พูดคุยกันถึงมาตรการ กฎระเบียบและสร้างความระหนักรู้ของชาวบ้านให้
ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรในชุมชนด้วยเช่นกัน และนักท่องเที่ยวจะมีการสร้างความเข้าใจก่อนที่จะเดิน
ทางเข้ามายังชุมชนและจะสอดแทรกความรู้ สร้างความเข้าใจ ในสถานที่การท่องเที่ยวเสมอ เพื่อเป็นการเตือนให้ระวัง
และให้ตระหนกั ถึงความสำคญั
การเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค (รายบุคคล) : ทำให้ตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวเอง ได้
ตระหนักถึงความสำคัญธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และเกิดการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้ไม่ถูกทำลาย เกิดการ
ระมดั ระวังตวั ไมท่ ำลายสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั ด้วยเชน่ กนั
การเปลี่ยนแปลงระดับมัชฌิมภาค (กลุ่ม) : ผู้นำชุมชนและชาวบ้านร่วมกันทำงาน จัดกิจกรรมเพื่อให้
นักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึง และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จะทำให้ชุมชนน่าอยู่และดึงความสวยงามของธรรมชาติ
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านภายในชุมชนการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค:
จากการที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวประเทศไทย และชุมชนแม่กำปองก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ท่องเที่ยวท่ี
ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นภาครัฐควรออกนโยบายรวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจในการรักษาทรัพยากร ธรรมชาติไม่
เพียงแตช่ ุมชนแมก่ ำปองเทา่ น้ัน แต่เป็นทกุ ๆ สถานที่ เพือ่ ลดการ
ทำลายธรรมชาตจิ ากมอื มนุษย์
476
4.บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์ชมุ ชนกบั การปฏิบตั งิ านเพ่อื สรา้ งการเปล่ียนแปลง
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง บทบาทนักสังคมสงเคราะนั้นจะ
เริ่มจากการชี้แนะ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และการทำตามกฎระเบียบเพื่อให้ทั้ง
ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึง และได้เรียนรู้ถึงผลกระทบเมื่อเกิดปัญหา และทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการ
พัฒนาชุมชน ประโยชน์ของการดูแลรักษา การเคร่งครัดกฎระเบียบ ทำให้มองว่าการเริ่มดูแลรักษาชุมชนกัตั้งแต่
เริ่มต้นนั้นย่อมดีกว่าการมาแก้ไขปัญหาภายหลัง ข้อเสนอที่กล่าวมาคิดว่าเมื่อชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้ตระหนัก
ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เพียงแต่แค่ที่ชุมชนแม่กำปองเท่านั้น แต่คือทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด อาจ
ทำให้การทำลายทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมลดน้อยลง แม้จะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จะทำให้เกิดการ
ระมัดระวังมากขึ้น และนักสังคมสงเคราะห์จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนแม่กำปอง โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวและ
นำเสนอถึงจุดเด่น สถานที่ต่าง ๆ และวิถีชีวิตของชาวบ้านภายในชุมชน เพื่อเป็นการส่งเสริมมิติด้านเศรษฐกิจให้เกิด
หมุนเวยี นภายในชมุ ชน อกี ทัง้ ยังสง่ ผลดตี ่อชาวบา้ นชมุ ชนแมก่ ำปองอีกดว้ ย
บรรณานุกรม
กวา่ จะมาเป็นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วชมุ ชนแมก่ ำปอง. 18 พฤศจิกายน 2564.สบื คน้ จาก
https://researchcafe.org/community-based-tourism/
ความเป็นมาของ "ตานกว๋ ยสลาก " ประเพณีทำบญุ ให้คนตาย ทำทานใหค้ นเป็น. 18 พฤศจืกายน 2564.สบื คน้ จาก
https://www.silpa-mag.com/culture/article 38356
ชมุ ชนบา้ นแมก่ ำปอง จังหวัดเชียงใหม่ 18 พฤศจิกายน 2564.สืบคน้ จาก
http://community.onep.go.th/location/ban-mae-gom-pong-chiangmai/
แนวคิดพื้นฐานเกยี่ วกบั ชุมชน. 18 พฤศจืกายน 2564.สบื ค้นจาก http://www.epub.rbru.ac.th/pdf-
uploads/thesis-158-file04-2016-10-19-12-45-00.pdf
ยีเ่ ป็ง. 18 พฤศจืกายน 2564.สืบคน้ จากhttps:/th.wikipedia.org/wiki/ย่เี ปง็
หมบู่ ้านทอ่ งเทยี่ วโดยชมุ ชนและโฮมสเตยแ์ ม่กำปอง. 18 พฤศจิกายน 2564.สืบค้นจาก
http://cbtchiangmai.org/detail.php?id=4
หมู่บ้านท่องเทีย่ วเชิงอนุรกั ษ.์ 18 พฤศจกื ายน 2564.สบื ค้นจาก
https://www.chiangmaipao.go.th/tourism/place_detail.php?id=167&area=41
477
“ชุมชนตลาดน้อย”
”ณัชมน สอ่ื ปัญญาทรพั ย์
478
ขอ้ มูลชุมชนริมคลองบางบวั
ชุมชนบางบัว ตั้งอยู่ริมคลองบางบัว ในซอยพหลโยธิน 49/2 เขตบางเขน กรุงเทพมหานกร ซึ่งจากคำบอก
เล่าของคนในชุมชน มีการตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มากกว่า 70 - 80 ปีแล้ว ในสมัยนั้นยังมีเรือโดยสารในลำคลองบางบัว
ซึ่งมีทั้งที่เป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม และกลุ่มคนใหม่ ๆ โคยมีทั้งผู้ย้ายถิ่นมาเพื่อหางานทำ คนทำงานในตลาดสะพานใหม่
และข้าราชการ รวมทั้งคนงานในกรมทหารราบท่ี 1I รักษาพระองค์คนงานในมหาวิทยาลัยเกษตร และผู้ที่ถูกชักชวน
จากชนบทมาหางานทำในเมือง กลุ่มคนดังกล่าวเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นที่ว่างเปล่าจึงเข้ามาจับจอง ปลูกสร้างที่พักอาศัย
โดยไม่รู้วา่ แท้จริงแล้ว พื้นที่น้ีเปน็ กรรมสิทธข์ิ องกรมธนารกั ษ์ สถานะของชุมชนจงึ เปน็ ชุมชนบุกรกุ พ้นื ท่ีของหน่วยงาน
ราชการ แต่อย่างไรก็ตาม ชุมชนก็มีสถานะเป็น "ชุมชน" เมื่อจดทะเบียนกับสำนักงานเขตบางเขน เมื่อราวปี พ.ศ.
2535
ชุมชนบางบัว มีลักษณะเป็นชุมชมริมคลอง ทอดตัวยาวตามแนวคลองประมาณ 950 เมตรและมีแนวกว้าง
จากชายคลองประมาณ 24 เมตร มีบ้านพักอาศัยกว่า 264 ครัวเรือน ประชากรราว 1,280 คนส่วนใหญ่มีอาชีพ
หลากหลาย ทั้งรับจ้างทั่วไป รับเหมาก่อสร้าง พนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ และลูกจ้างหน่วยงานภาครัฐ สภาพ
บ้านเรือนก่อนเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงนั้น มีสภาพเป็นชุมชนแออัด และมีการลุกล้ำแนวคลองบางบัว ส่งผลถึง
ปัญหาคุณภาพชวี ติ รวมท้งั มีปัญหาสงั คมอน่ื ๆ
ถึงแม้ว่าชุมชนบางบัวได้จัดตั้งเป็นองค์กรชุมชนที่เป็นรูปธรรม มีการประสานงานพัฒนากับเครือข่ายต่าง ๆ
แต่ชุมชนก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมาไล่รื้อชุมชน เพื่อจะมีการนำพื้นที่ไปทำศูนย์การค้า ซ่ึง
แม้ว่าสภาพทางกายภาพไม่น่าเอื้อให้เกิดแหล่งพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ได้แต่ชุมชนก็ให้เหตุผลว่า ในอนาคต โกรงการ
รถไฟฟ้าจะผ่านถนนพหล โยธิน และถนนเลียบคลองบางบัวเพื่อแก้ปัญหารถติดในเมือง โดยทางการจะสร้างแฟลต
ข้าวโพดแทนการอยู่อาศยั ในปัจจุบัน อีกทั้งพื้นที่ชุมชนก็อยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนัก ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะถูก
ไล่รื้อ จึงทำให้เกิดความหวั่นไหวของข่าวการไล่รื้อ และเกิดความไม่มั่นคงของการอยู่อาศัยของชุมชน เพราะเหตุที่ต้ัง
บ้านเรือนอยู่บนพื้นที่ของทางราชการ แต่การที่ชาวชุมชนตั้งรกรากบนพื้นที่นี้มานานหลายสิบปีแล้ว จนมีคำพูดที่ว่า
"พวกเราเป็นคนที่นี่บ้านเราอยู่ตรงนี้" ทำให้ชาวชุมชนเริ่มหาทางในการต่อรองกับทางการว่าจะขออยู่ในพื้นที่เดิม แต่จะ
ปรบั ปรุงสภาพ และแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ ในชุมชนใหม้ สี ภาพดีขนึ้ ไม่เพียงแต่ชุมชนบางบัวเท่าน้ันท่ีมีข่าวการ
ไล่รื้อ แต่เป็นชุมชนริมคลองบางบัวเกือบทั้งหมด ทำให้เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมคลองบางบัวได้เข้ามามีบทบาทใน
เรื่องของการจัดการความไม่มั่นคงทางด้านการอยู่อาศัยของชุมชน โดยรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่เดิม
ต่อไปในพื้นที่ ที่แม้พวกเขารู้ว่าเป็นพื้นที่บุกรุก แต่ก็มองเห็นว่าอาจมีช่องทางที่จะสามารถทำให้พวกเขาได้อยู่ได้อย่าง
มั่นคงต่อไปในอนาคต และพวกเขายังตระหนักว่าช่องทางในการเรียกร้องนั้นไม่เพียงแต่การต่อรองกับหน่วยงาน
ภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการทำให้คนภายนอกเห็นว่า "พวกเราสามารถที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมได้อย่างไม่มีปัญหา และ
เราเชื่อมาตลอดว่าคนกบั คลองสามารถอยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ไม่ทำพนื้ ที่เป็นแหล่งเสอ่ื มโทรม"
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นแนวคิดในเรื่องของการปรับปรุงพื้นที่จึงได้เกิดขึ้น และเป็นการพัฒนาปรังปรุงท่ี
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือ และการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการพัฒนาของตัวชุมชนเอง ประกอบกับในปี
พ.ศ. 2546 โครงการบ้านมั่นคงได้ริเริ่มขึ้นภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
หรือเรียกโดยย่อว่า "พอช." ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง ชุมชนบางบัว
และเครือข่ายทำให้เห็นช่องทางในการจัดการความไม่มั่นคงของการอยู่อาศัย โดย พอช. ได้เข้ามาให้ความรู้ใน
กระบวนการจัดการแนวคิดเรื่องบ้านมั่นคง และแนวทางการเข้าร่วมโครงการแก่ชุมชน ซึ่งทำให้ชาวชุมชนเห็นประ
479
โยชน์ร่วมกันในการพัฒนา และจัดการความไม่มั่นคงที่ประสบอยู่ จึงสามารถกล่าวได้ว่า ปัญหาความไม่มั่นคงในการ
อยู่อาศัยนั้นเป็นประเด็นที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนให้หันเข้ามาร่วมมือกัน ด้วยความที่เห็นว่า การที่จะสามารถอยู่ในพื้นที่
เดิมได้อย่างมั่นคงจะเป็นประโยชน์ร่วมทั้งต่อตนเอง และ ชุมชน ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นได้มีน โยบายการแก้ปัญหาความ
ไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนให้กับชาวชุมชนแออัดตามโครงการบ้านมั่นคง โดยมอบหมายให้สถาบันพัฒนา
องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รับผิดชอบคำเนินการ ชุมชนบางบัวเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ได้ดำเนินการพัฒนาที่อยู่
อาศัยตามแนวโครงการบ้านมั่นคง สอดคล้องกับกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการปฏิบัติตามน โยบายแผนพัฒนา
กรุงเทพเทพมหานกร ฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2545-2549) คือ การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ และชุมชนน่า
อยู่ โดยฉพาะภารกิจในด้านการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ภารกิจค้านผังเมือง และการ
กำจัดขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย ซึ่งการบริหารจัดการพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีสำนักงานเขตบางเขนที่เข้ามา
ดำเนินการเสมือนเป็นพี่เลี้ยงช่วยแนะนำ และบริการ ซึ่งใช้ระยะเวลานานถึง 4 ปี ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับ
ทุกชุมชนเกี่ยวกับโครงการบ้านมั่นคง เพื่อให้เห็นประโยชน์ที่จะพึงได้กับโครงการน้ี จากนั้นกระบวนการเข้าร่วม
โครงการก็ได้เกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่ การจัดเวทีทำความเข้าใจ และการประชาสัมพันธ์ อธิบายให้ชาวชุมชนทุกหลังคา
เรือนฟังจนเกิดความเข้าใจกับการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะเปลี่ยนจากชุมชนแออัดไปเป็น
ชุมชนโครงการบ้านมั่นคง เนื่องจากชาวชุมชนส่วนใหญ่ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวต่างคนต่างอยู่บาง
ครอบครัวหาเช้ากินต่ำ และยังมีผู้เสียผลประ โยชน์ ผู้มีอิทธิพล ผู้ค้ายา เสพติด ผู้ที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก เจ้าของ
บ้านเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งมีรายได้จากการเก็บค่าเช่ามาเป็นเวลานาน ไม่ยอมแบ่งปันให้คนที่อยู่ในคลองขึ้นมาบนบก ดังนั้น
ความสนใจที่จะร่วมกระบวนการจึงจำกัด ทุกคนมีอาชีพหลักที่ต้องทำงานด้วยเงื่อนไขเช่นน้ี คณะกรรมการจึงใช้
กระบวนการกลุ่มออมทรัพย์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งหมายถึงรวมทั้งการขับเคลื่อนกิจกรรม
การมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย บนฐานประเด็นดังต่อไปนี้คือ ภาคีความร่วมมือการมีส่วนร่วมของภาครัฐ
และภาคเอกชน การ ใชเ้ ทคนิควธิ ี และวิธีการในการจดั การโครงการบ้านมน่ั คงของชุมชนบางบวั
สำหรับชุมชนบางบัว ซึ่งเป็นชุมชน เ ในเครือข่ายทั้ง 12 ชุมชน เป็นชุมชนที่มีการจัดกระบวนการที่ทำให้
สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตนเอง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมในครอบครัวการจัดกลุ่มย่อย การ
จัดโซน การรวมเป็นกลุ่มใหญ่ระดับชุมชนที่มีเรื่องที่อยู่อาศัย กระบวนการออกแบบบ้าน การวางชุมชน รวมทั้งการ
บริหารจัดการกองทุนสินเชื่อเพื่อการสร้างบ้าน และระบบสาธารณูปโภคโดยชุมชนบางบัว ได้ดำเนินปฏิบัติเพื่อให้
สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 (พ.ศ.2545-2549) ซึ่งได้กำหนดวิธีการพัฒนากล
ไกล และกระบวนการเชิงบูรณาการเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นในด้านการแก้ปัญหา
ชุมชนแออัดริมคลองบางบัว พร้อมทั้งการจัดการน้ำเสียคลองบางบัวควบคู่กับไปโดยปราศจากความขัดแย้ง ดังน้ัน
ชุมชนบางบัวจึงได้เป็นชุมชนนำร่องที่ทำให้เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมบางบัว ได้รับการกล่าวถึงในฐานะเครือข่ายที่
เป็นรูปธรรม ในการยกบ้านพ้นคลอง และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเด่นชัด ในขณะที่ชุมชนในเครือข่ายอื่น ๆ
เช่น ชุมชนร่วมใจพัฒนาเหนือ ชุมชนร่วมใจพัฒนาใต้ และชุมชนอื่น ๆ ซึ่งยังไม่สามารถออกบ้านขึ้นคลองได้หมด หรือ
สามารถทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และการบำบัดน้ำเสีย
คลองบางบวั กย็ ังไมป่ ระสบความสำเรจ็ เทา่ ที่ควร
480
โครงการบา้ นมน่ั คง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
โครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนในชุมชนแออัด เริ่มคำเนินการในปี พ.ศ. 2546
ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ดำเนินการ ไปถึงปี พ.ศ. 2554 ตามเป้าหมาย 200.000ครัวเรือน ถึงสิ้นปี พ.ศ.
2552 มีการดำเนนิ การไปแล้ว 88000 ครัวเรอื น จำนวน 806 โครงการมชี ุมชนทเี่ ข้าร่วม 1457 ชมุ ชน
ลักษณะการดำเนินการของโครงการจะให้ชุมชนผู้เดือดร้อนมีส่วนร่วม และเป็นเจ้าของโครงการทุกขั้นตอน
ตั้งแต่การสำรวจข้อมูลชุมชน ข้อมูลครัวเรือน การเลือกที่ตั้งชุมชนใหม่ (กรณีต้องช้ายท่ี) การออกแบบบ้าน ออกแบบ
ชุมชน และทุกโครงการจะต้องมีการออมทรัพย์การสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนมี 2 ลักษณะ
คือ 1. เงินอุดหนุนการปรับปรุง สาธารณูปโภคคิดเฉลี่ยครัวเรือนละ 25,000 บาท กรณีปรับปรุงที่เดิม และ 35,000
บาท กรณยี า้ ยทใ่ี หม่ และเงนิ ชว่ ยเหลือ การปรับปรุงครัวเรอื นละ 20,000 บาท เงนิ สนบั สนนุ ประเภทท่ี 2. การใหส้ นิ เชอื่
เพ่อื ซอ้ื ท่ดี ิน และสร้างบ้านรวมไม่เกนิ รายละ 300,000 บาท มีระยะเวลาผ่อนสง่ 15 ปี อัตราดอกเบีย้ ร้อยละ 4ต่อปี
การดำเนินการตามโครงการบ้านมั่นคงนั้นเน้นการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งชุมชนเครือข่าย
องค์กรชุมชน เทศบาล มหาวิทยาลัย และหน่วยงานเจ้าของที่ดินทุกหน่วยงาน และมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชน
แออดั ทัง้ เมอื งเกณฑก์ ารพิจารณาผูเ้ ขา้ รว่ มโครงการ (ตัวอย่างชมุ ชนบางเขน)
1. เปน็ ผเู้ ดอื ดรอ้ นเรือ่ งทอี่ ยู่อาศัย และอาศยั อยใู่ นชุมชนจริง
2. ให้ความรว่ มมือกบั กิจกรรมกลุ่ม ชมุ ชน และเครือขา่ ยเปน็ อยา่ งดี
3. มอี าชีพสุจรติ ไมเ่ ลน่ การพนนั
4. เปน็ ผู้ปลอดยาเสพติด
5. รักสงบ ไมส่ ร้างความเดอื ดรอ้ นให้ผอู้ ืน่
6. เป็นสมาชกิ กลุม่ ออมทรพั ย์ทด่ี ี อดออมสมำ่ เสมอ
7.เป็นผู้ทเ่ี ชา่ อยใู่ นชมุ ชนมาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ 2 ปี
8. หา้ มโอนสิทธิ์ - ขายโดยพลการ แตส่ ามารถโอนใหท้ ายาทได้
9. ห้ามใหเ้ ช่า ยกเว้นสหกรณ์จะเปน็ ผใู้ หเ้ ช่เอง
10 ถา้ ตอ้ งการขายสิทธใ์ิ ห้ขายคืนให้กบั สหกรณ์เท่านัน้
11. เป็นครอบครัวขยายของชุมชน และมรี ายได้เปน็ ของตนเอง
12. บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในข่ายคุณสมบัติแต่มีความสัมพันธ์ และทำประโยชน์ต่อชุมชน จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
ท้ังนีข้ น้ึ อย่กู ับคลุ ยพินิงของกรรมการ
ข้อมูลทนี่ า่ สนใจเกยี่ วกับการปรังปรงุ ชุมชนริมคลองบางบัว
- ขนาดพ้นื ท่อี ยอู่ าศยั / ของครัวเรอื นประมาณ 50 - 80 ตารางเมตร
- ราคาบ้านโดยประมาณ 100.00 - 250,000 บาท
- คา่ เช่าทีจ่ ากกรมธนารกั ษ์ 1.50 - 9.0/ตารางวา/เดอื น
-ค่าผ่อนสง่ สนิ เชื่อกับสถาบันพัฒนาองค์กรชมุ ชน 590 - 1187 บาท/ราย/เดอื น
- รายได้ของครวั เรือนประมาณ 4,000 - 15,000 บาท/เดือน
481
เครอ่ื งมือการศึกษาชุมชน
ประวัติศาสตรช์ มุ ชนคลองบางบวั
ชุมชนคลองบางบัวมีประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของการก่อตั้งชุมชน และการเกิดโครงการบ้านมั่นคง
ซงึ่ เป็นท่ยี อมรับของหนว่ ยงานภายนอกใหเ้ ปน็ ชุมชนต้นแบบพัฒนาที่อยู่อาศยั ระดับโลก ดงั น้ี
คลองบางบัวแต่เดิมเป็นคลองชลประ ทาน ต่อมาได้ทำการขุดในราวปี 2470 ชาวบ้านจึงได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่น
ฐานริมคลองตั้งแต่นั้นมา โคยมีการประกอบอาชีพ ทำนา เผาถ่าน ทำอิฐมอญ ต่อมามีการทำผลผลิตดังกล่าวไป
จำหน่ายทตี่ ลาดบางบัว
ตง้ั แตป่ พี .ศ. 2530 เป็นต้นมา เกดิ การขยายตัวของเมืองทำใหผ้ ูค้ นต่างอพยพกันมาอาศัยอย่ทู ร่ี ิมคลองทำ ให้
เกดิ ความหนาแนน่ ข้นึ เร่อื ยๆ
พ.ศ. 2535 ชุมชนได้มีการจดทะเบียนกับสำนักงานเขตบางเขน เนื่องจากก่อนหน้านี้ชุมชนกลุ่มคนที่เข้ามา
อาศัยเห็นว่าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าจึงเข้ามาจับจองพื้นที่ ปลูกสร้างที่พักอาศัย โดยไม่รู้ว่าที่จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวเป็น
กรรมสิทธขิ์ องกรมธนารกั ษ์ ทำให้ชมุ ชนอยใู่ นสถานะชุมชนบุกรกุ พื้นท่ขี องหน่วยงานราชการ
พ.ศ. 2537 ชุมชนเกิดปัญหาเรื่องขยะส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเสีย และอีกทั้งยังไม่สามารถ/ข้าถึงสวัสดิการของ
รัฐบาล
พ.ศ. 2540 เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ริมคลองขยายตัวจำนวนมากทำให้ปีพ.ศ. 2540
เต็มไป ด้วยชุมชนแออัดจำนวนมาก
พ.ศ. 2541 - 2542 ชุมชนแออัดริมคลองบางบัวได้ก่อตั้ง "เครือข่ายพัฒนาสิ่งแวคล้อมคลองบางบัว"เพื่อ
ประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ ภายนอก โดยมีกิจกรรมเป็นตัวกลางในการทำร่วมกัน เช่น การจัดการขยะในคลอง การ
ทำน้ำ หมักเพ่ือบำบดั น้ำเสีย เปน็ ต้น
พ.ศ. 2546 มีเจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช,) ได้เข้ามาชี้แงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ
โครงการบ้านมน่ั คง เพื่อแก้ไขปญั หาชมุ ชนแออัดท่ีเกดิ ขน้ึ
พ.ศ. 2547 ได้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยตาม โครงการบ้านมั่นคง ได้มีการร่วมมือกันเพื่อการ
แก้ปัญหาชุมชน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัย และสวัสดิการชุมชน สภาพชุมชนเกือบ100 หลังคา
เรือน อาศัยอยู่ในคลอง จึงมีการปรับสภาพชุมชนให้ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในคลองหรือยื่นบ้านเรือนลงในคลองขึ้นบก
และมีการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนบนบกรื้อบ้าน เพื่อแบ่งปันที่ดินกันอย่างเป็นธรรม และเท่าเทียมกันในชุมชน เริ่มมี
การดำเนินการพฒั นาที่อยู่อาศัยตามโครงการบา้ นมน่ั คง
พ.ศ. 2548 เร่มิ ทำการรือ้ ถอน และสรา้ งบ้าน (โซนที่ ๑) ตามโครงการบา้ นมนั่ คง
พ.ศ. 2551 มีการรื้อถอน และสร้างบ้านขยายไปโซนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ และเสร็จทั้งชุมชน ถือเป็น
การจบโครงการบ้านม่ันคง
พ.ศ. 2555 สกว. และมหาวิทยาลัยเกริกได้ร่วมกันพัฒนางานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในชุมชนเมือง โดยกัดเลือก
พื้นที่ในเขตบางเขน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย อีกทั้งขุมชนบางบัว เขตบางเขนเป็นชุมชนที่มี
ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของตนเองในหลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะความสำเร็จของโครงการบ้านมั่นคง ที่สามารถยก
บ้านที่ล่วงล้ำในคลองบางบัวขึ้นฝั่งได้ โดยได้มีการพัฒนางานวิจัย โดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโจทย์
งานวิจยั ซงึ่ มคี ณาจารยแ์ ละชาวบา้ นได้รว่ มกันพัฒนาโจทย์งานวจิ ยั เพื่อแกป้ ัญหาของชุมชน
482
จากการใชเ้ ครอ่ื งมือ ประวตั ิศาสตร์ชมุ ชน
จุดเด่น - ทำให้เราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาทั้งประวัติชุมชน และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน
ไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนีย้ ังชว่ ยทำให้เราเลือกวิธกี ารทำงานให้เหมาะสมกับคนในชุมชนได้อกี ดว้ ย
วิธีการทำเครื่องมือ - สอบถาม หรือสัมภาษณ์ผู้รู้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็น key informant และนำข้อมูลมาเขียน
เปน็ บทความ หรอื timeline
ระบบสขุ ภาพชมุ ชน
1. สถานบรกิ าร เขตบางเขนยงั ไมม่ ีการก่อต้ังสถานบริการสขุ ภาพอง แต่กำลงั ต่อสู้กบั การก่อต้งั อยู่ในขณะน้ซี งึ่ สถาน
บรกิ ารทคี่ นในชุมชนบางบวั เข้ารบั การรกั ษาในปัจจบุ นั มดี งั น้ี
1.1 ศูนยบ์ ริการสาธารณะสขุ 24 บางเขน
1.2 โรงพยาบาลภมู ิพลอดุลยเดช
1.3 โรงพยาบาลมงกฎุ วัฒนะ
2. บุคลากร ที่ทำหน้าท่ใี นการคแู ลคนในชุมชนบางบัวสามารถจำแนกได้ ดังน้ี
2.1 บคุ ลากรเปน็ ทางการ
2.1.1แพทยท์ ท่ี ำงานอยู่ในศนู ยบ์ ริการสาธารณะสขุ 24 บางเขน ท่เี ขา้ มาชว่ ยสอดสอ่ งดแู ลคนใน
ชมุ ชนบางบัวเป็นบางครั้ง
2.1.2 อาสาสมคั รสาธารณะสุข ซ่ึงในปจั จุบนั ไมม่ อี าสาสมัครสาธารณะสขุ คอยชว่ ยดูแลแล้ว
เนอ่ื งจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชอ้ื โควดิ 19 และในขณะนท้ี างชุมชนกำลงั รอใหม้ กี ารเรยี น
อาสาสมัครสาธารณะสขุ กลบั มาทำงานอกี ครั้ง
2.2 บุคลากรไม่เป็นทางการ
2.2.1 ทุกคนในชมุ ชนช่วยกันสอดสอ่ งดแู ลกนั สำหรบั บ้านใกล้เรอื นเคยี งรวมถงึ ญาติมติ รท่ีสนิท
สนม กัน
2.2.2 ลกู หลานของแตล่ ะครัวเรือนในชมุ ชนบางบั คอยช่วยเหลอื ดแู ลสำหรบั ผ้สู ูงอายรุ วมถงึ ผ้ปู ่วย
ตดิ เตียงทม่ี ีจำนวนโดยประมาณ 4 - 5 คนในชมุ ชนบางบัว
3. ความเชอ่ื เรื่องผี หรือไสยศาสตร์สมยั ก่อนเคยมคี นเข้าทรงอยใู่ นชุมชน และในปจั จบุ ันขึน้ อยูก่ ับความเช่อื ของแตล่ ะ
ครวั เรือนไมว่ า่ จะเป็น ผบี ้านผเี รือน กุมารทอง มารน้ำ พอ่ บา้ นแม่บา้ น เปน็ ตน้
4. โรค โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ จะเกดิ ขึ้นต้งั แต่วยั ผูใ้ หญ่จนถงึ วัยสูงอายุในชมุ ชนบางบัว ซ่งึ โรคส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่
4.1 โรคความดนั โลหิต
4.2 โรคเบาหวาน
4.3 โรคผสู้ ูงอายุ ปวดขา ปวดเข่า ปวดตามขอ้ และกระดูก
4.4 ผ้ปู ่วยติดเตยี ง
483
5. ยา
5.1 ยาปัจจุบัน ยาท่ใี ชร้ กั ษาโรคภัยของคนในชุมชนบางบัว ปัจจุบันทานยาตามคำส่ังของหมอในศูนยบ์ ริการ
สาธารณะสุข 24 บางเขน
5.2 สมุนไพรในชมุ ชน คือ หนานเฉาเหว่ย เปน็ สมุนไพรทผี่ ้สู ูงอายุนยิ มทานเพอ่ื รกั ษาอาการเจ็บปว่ ยต่าง ๆ
หรอื ควบคู่ไปกบั การทานยาปฏิชีวนะ เพอ่ื รกั ษาอาการโรคเบาหวาน และลดความดนั โลหติ
6. อาหาร
6.1 อาหารขยะ เนื่องจากคนในชุมชนส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ น้อยครั้งที่จะมีการขายอาหารขยะในชุมชน เช่น
ขนมขบเกี้ยว ลกู อม บะหมก่ี ่ึงสำเรจ็ รปู ซงึ่ ส่วนใหญจ่ ะซอ้ื จาก 7-11 หรอื ซอื้ จากนอกชุมชน
6.2 อาหารธรรมชาติ
- ผกั ไดแ้ ก่ คะน้ำา กวางตงุ้ ผกั บุ้ง ผัดกาดขาว พริก มะนาว ฯ
- ผลไม้ ได้แก่ สม้ องุ่น ลำไย แอปเปิล้ ขา้ วโพด ลกู พลบั ฯ
6.3 อาหารตลาด โดยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสดจำพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ และอาหารสำเร็จรูปเช่นแหนมสด ข้าว
แกง หนงั ไกท่ อด เปน็ ต้น
จากการใชเ้ ครื่องมือ ระบบสขุ ภาพชุมชน
จุดเด่น - เห็นภาพรวมของระบบสุขภาพที่สามารถเชื่อมโยงกับมิติต่าง ๆ ของชุมชน เห็นความหลากหลายของ
วัฒนธรรมสุขภาพที่ดำรงอยู่ในชุมชน เข้าใจถึงวัฒนธรรมความเชื่อ วิธีปฏิบัติ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
ของท้องถิ่น ได้เห็นระบบการแพทย์ที่มีอยู่ของชุมชน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกระบบการแพทย์ในชุมชนนั้น 1 มา
ประยกุ ตใ์ ช้กับการทำโครงการในดา้ นสาธารณสขุ ไดอ้ กี ดว้ ย
วิธีการทำเครื่องมือ - พูดคุย สัมภาษณ์ และสังเกตผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บป่วย หรือปัญหา
สุขภาพ เช่น หมอ ผู้ป่วย ญาติเป็นต้น นอกจากนี้ต้องบันทึกเหตุการณ์ความเจ็บป่วย ติดตามตั้งแต่เริ่มป่วยจนสิ้นสุด
การรกั ษา จะชว่ ยให้เห็นภาพความหลากหลายของการเยยี วยาโรคในชมุ ชน
ประวัติบคุ คล
ชื่อ วรรณิศา หงันเปี่ยม เกิดเมื่อวันท่ี 15 ตุลาคม พ.ศ. 2504 อายุ 59 ปี ที่อยู่อาศัย เกิดและเติบโตที่จังหวัดปทุมธานี
จบการศกึ ษาระดับชน้ั ป.6
บทบาทหน้าท่ใี นชุมชนบางบวั
- อาศยั อยใู่ นชมุ ชนมาต้ังแต่พ.ศ. 2519
- พ.ศ. 2546 เม่อื มกี ารไล่ที่ ให้คนออก เป็น 1 ในคนในชมุ ชนกต็ อ้ งต่อสู้ดนิ้ รนเพื่อใหไ้ ดเ้ ป็นชุมชนตน้ แบบ
- กอ่ นพ.ศ. 2553 ทำงานเป็นกระเปา๋ รถเมล์สาย 95 มาเปน็ เวลา 14 ปี
- พ.ศ. 2553 - 2560 เปน็ กรรมการชมุ ชนบางบัว 8 ปี ช่วยงานในชมุ ชน
-พ.ศ. 2561 - ปัจจุบัน เป็นประธานชุมชนบางบัว ประธานชุมชนเป็นตัวแทนของชุมชนบางบัวในการจัด
กิจกรรม ประสานงานต่างๆ
484
แนวคดิ ในการทำงาน
มีแนวคิดในการพัฒนาปรับปรุงชุมชนให้ดียิ่งขึ้น อยากให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมมีอะไรก็บอก
กบั ชาวบา้ นอย่างจริงใจ รบั ขอ้ มลู มาบอกอย่างตรงไปตรงมา
ปัญหาในการทำงานเกี่ยวกับคน เกิดความลำบากใจในการสื่อสารกัน ชาวบ้านบางคนไม่ให้ความร่วมมือ และ
ไมใ่ หค้ วามสนใจ ในการทำกจิ กรรม
วิธีสร้างกำลังใจในการทำงาน เป็นการทำความเข้าใจคนในชุมชน เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงคนทุกวัยโดยเฉพาะ
ผู้สูงอายุ และคนไข้ท่ีตดิ เตยี ง มีอะไรก็บอกมาพดู กบั เราได้ เปีดเวทใ่ี ห้ชาวบ้านไดแ้ สดงออก และนำมาแก้ไขปรับปรงุ
จดุ แข็งและจุดอ่อนในการทำงานในชุมชน
จุดแข็ง - ชาวบา้ นสว่ นใหญใ่ ห้ความสนใจ และใหค้ วามร่วมมอื ในการทำกิจกรรมและกระตอื รือร้น
จดุ ออ่ น - มชี าวบ้านสว่ นน้อย ทีไ่ มส่ นใจ และไม่คอ่ ยให้ความรว่ มมอื ในการทำกจิ กรรมแลพฒั นาชุมชน
จากการใชเ้ คร่อื งมือ ประวัตบิ คุ คล
จุดเด่น - ทำให้ได้รับรู้เรื่องราว มุมมองต่าง ๆ จากผู้เล่า ทำให้เราเข้าใจตัวตน และชีวิตของบุคคลนั้น ๆ
ประโยชน์ที่ได้จากการใช้เครื่องมือประวัติบุคคลคือ ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพ และทุนมนุษย์ที่มีอยู่ในชุมชน และทำให้
เห็นคา่ นิยม และวัฒนธรรมท้องถน่ิ ว่ามคี วามสำคัญต่อชีวติ ผ้คู นอยา่ งไร
วิธีการทำเครื่องมือ - เข้าไปทำสัมพันธภาพกับบุคลนั้น ๆ เน้นบางกลุ่ม เช่น คนจน และคนทุกข์ยาก (ซึ่งเป็น
กลุม่ ที่สำคญั ทีส่ ุดในการทำงานชมุ ชน) คนปว่ ย คนพิการ ผู้สงู อายุ และกลมุ่ ผู้นำ (เพอื่ ศกึ ษาจดุ แข็ง - จุดออ่ น)
แนวคิด ทฤษฎี หลักการ กระบวนการสงั คมสงเคราะห์
แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนา จากการนำคำว่า การพัฒนามาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันจึงให้เกิด
แนวความคิด เกี่ยวกับการพัฒนาต่างกันออกไปหลายแนวความคิด ซึ่งจากชุมชนบางบัวเป็นชุมชนที่สอดคล้องกับ
แนวคิด 4 แนวคดิ ดังตอ่ ไปน้ี
1. แนวความคิดด้านความจำเป็นขั้นพื้นฐาน เป็นผลมาจากการพัฒนาค้านเศรษฐกิจของ หลาย ๆประเทศและ
ประเทศต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าการดำเนินการพัฒนาที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีขึ้น โดยการพัฒนาควรจะถูกกำหนดให้ไปสู่แนวคิด ความจำเป็นขั้นพื้นฐานเช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม
การศึกษาและสุขภาพอนามัย รวมไปถึง ความต้องการด้านต่าง ๆ ของประชาชนเป็นอันดับแรก แทนการมุ่งลงทุนใน
ด้านอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการพัฒนา และ
แนวทาง ในการปฏิบัติแล้วการพัฒนาจะมุ่งไปที่สวัสดิการของประชาชนเพื่อลดความยากจน ลดการว่างงาน และลด
ความไม่เท่าเทียมกันด้วย ดังเช่นที่ชุมชนบางบัว ใน โครงการบ้านมั่นคง ที่ตอนแรกบ้านของคนในชุมชนได้ล่วงล้ำเข้า
ไปในเขตพื้นที่คลอง ซึ่งต้องถูกรื้อบ้าน แต่การมี โครงการบ้านมั่นคงเข้ามา ทำให้ช่วยแก้ปัญหาบ้านล่วงล้ำเข้าไปใน
คลอง และมกี ารออกแบบบ้านใหม่ เพอ่ื ใหค้ นในชุมชนยงั มที ีอ่ ย่อู าศยั ไดเ้ หมือนเดิม โดยถูกต้องตามกฎหมาย
2. แนวความคิดแบบการปฏิบัติการทางสังคม เป็นแนวคิดที่เกิดจากรัฐบาลของประเทศ ต่าง ๆพยายามที่จะ
ปรับปรุง แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในรูปของการวางแผนและ ปฏิบัติการ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การสหกรณ์
การพัฒนาชนบท เป็นต้น และเรียกวิธีการนี้ว่าการ พัฒนา ดังเช่นคลองที่ชุมชนบางบัว เมื่อคนในชุมชนอาศัยอยู่ริม
485
คลอง ทำให้เกิดสิ่งสกปรกไหลลงสู่คลอง คลองจึงมีน้ำเน่าเสีย รัฐบาลจึงต้องการปรับปรุงคลองแหล่งนี้ ให้มีคุณภาพ
ทีด่ ขี ้นึ ทำให้ชุมชนรมิ คลองบางบัวเปน็ ชุมชนท่นี า่ อยมู่ ากขึ้น
3. แนวคิดแบบการพัฒนาชุมชน เป็นแนวคิดที่องค์การสหประชาชาตินำไปใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนาที่
กล่าวมาแล้วในเรื่องความเป็นมาของการพัฒนา กล่าวคือการให้คน และกลุ่มคนในชุมชนเป็นศูนย์กลางของการ
พัฒนา และเป็นผู้ด้รับผลของการพัฒนาตามหลักการและวิธีการพัฒนา ชุมชน จากโครงการบ้านมั่นคง โครงการน้ี
เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้คนในชุมชนริมคลอง และสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ด้วยกันได้ โดยที่ไม่มีใครเบียดเบียนใคร ไม่
สร้างปญั หาให้แกก่ ัน โดยโครงการบา้ นมนั่ คงได้มกี ารร่วมมอื
กบั คนในชุมชนในการทำงานดว้ ย
4. แนวคิดแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดที่องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศ ต่าง ๆทั่วโลกได้
ตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ้มเฟือยจนเกินขีดจำกัดของ 11 ทรัพยากรโลกเป็นแนวคิดการ
พัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกด้านอย่างสมดุลใน 5 ด้าน คือด้านสิ่งแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ ด้าน
วัฒนธรรม ดา้ นสังคมและดา้ นการเมอื ง
และชุมชนบางบัวยังสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
เวลาหรือขึ้นอยู่กับเวลาเสมอ การเปลี่ยนแปลงนั้น กล่าวถึงระยะเวลาหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอีกระยะเวลาหนึ่ง เช่น วัน
เดือน ปี ทางคาราศาสตร์ก็มีการ เปลี่ยนแปลงไปทุกปี เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดว่าจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ไป
ในเรื่องใดก็ตามที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โคยชุมชนบางบัวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสิ่งจำเป็น การเปลี่ยนแปลง
ในความหมายนไี้ ดพ้ ยายามกลา่ วถึงการ เปลย่ี นแปลงใน
สังคมนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเท่าเทียมกันในสังคมเมื่อเป็น
เช่นนั้น รัฐบาลซึ่งเป็นผู้บริหารของประเทศจึงเป็นผู้ริเริ่มในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ประชาชน
ได้รับการพัฒนาทุก ๆ ด้านอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เป็น หน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะต้องทำดังเช่นชุมชนบางบัวที่เมื่อก่อนมี
ผู้อยู่อาศัยไม่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีผู้อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการ
ปรบั ปรุง พฒั นาใหท้ ั้งคุณภาพชีวิตของคนในชมุ ชน และ
สภาพแวดล้อมดขี ้นึ
นอกจากนี้ชุมชนบางบัวขังสอดคล้องกับ แนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาชุมชน แนวคิดเกี่ยวกับการ
ช่วยเหลือผู้อื่นได้มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่สมาชิกในชุมชนมีเพิ่มมากขึ้นการขยายตัวของ
กลุ่มหรือชุมชนมีมากขึ้น เกิดมีผู้นำ ผู้ตาม ผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครองเพิ่มมากขึ้น มีกลุ่มที่เจริญกว่า และกลุ่มผู้
ด้อยกว่า ดังนั้นเมื่อเกิดมีกลุ่มในลักษณะที่สัมพันธ์กันมากขึ้น จึงทำให้ต้องมีการจัดระบบการดำเนินชีวิตร่วมกัน เพื่อ
บรรลุวัตถุประสงค์ และผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละฝ่าย จึงทำให้เกิดแนวความคิดในการจัดระบบการดำเนินชีวิต
รว่ มกันในชมุ ชน
กระบวนการสังคมสงเคราะห์ทนี่ ำมาปรบั ใช้ในการทำโครงการ
การดำเนินกลุ่มมเี ทคนิค ดงั น้ี
1.ใช้ภาษาง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ชัดเจน เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุ ด้วยข้อจำกัดทางสุขภาพ ร่างกายอาจทำให้
รบั รู้ หรือสื่อสารกันค่อนข้างยาก จงึ ตอ้ งใชภ้ าษา คำพูด ท่เี ขา้ ใจงา่ ยไมช่ ับซอ้ น
486
2.ให้สมาชิกสะท้อนประสบการณ์ตนเองออกมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันในกลุ่ม สมาชิกอาจได้ความคิด
วิธกี ารใหมๆ่ ไปใช้ในการดำเนินชีวิต
3.จรงิ ใจที่จะช่วยเหลือ ผดู้ ำเนินกลุ่ม หรือสมาชิกในกลุ่มด้วยกนั เอง ตอ้ งมคี วามจรงิ ใจท่ีจะชว่ ยเหลอื ซ่ึงกันและกัน
4.ไมอ่ อกคำสัง่ ไมบ่ ังคับ และใหผ้ บู้ รกิ ารตัดสนิ ใจด้วยตวั เอง
5.คิดวธิ ีการทเ่ี หมาะสมกบั ผู้รบั บริการกลุม่ นนั้ ๆ
การปฏิบตั กิ ารโครงการ
ชอื่ โครงการ โครงการสนบั สนนุ อาชีพเสรมิ ของผูส้ งู อายุในชมุ ชนบางบัว
ผูร้ ับผิดชอบโครงการ ณัชมน สอ่ื ปัญญาทรพั ย์
หลกั การและเหตผุ ล
จากคำนิยามเราเข้าใจว่า 'สังคมสูงวัย' คือ สังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้
เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด และจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลงประเทศต่าง ๆ รอบ
ข้างเราได้มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว เช่น ที่สิงคโปร์มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เดียงกับไทย และเป็นสังคมผู้สูงอายุ , เกาหลีใต้
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด
ดังนั้น สำหรับประเทศเราเอง ก็กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ
10 หรือมากกว่า 7 ล้านคนแล้ว และมีการคาดการณ์ไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2564 สัดส่วนของจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปถึง
ร้อยละ 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประชากรทุก ๆ 100 คน เราจะพบจำนวนผู้สูงอายุ 30 คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็น
ผูส้ ูงอายุ
ชุมชนบางบัวเป็นชุมชนที่มีลักษณะเป็นชุมชนริมคลองทอดตัวยาวตามแนวคลองประมาณ 950 เมตร และมี
แนวกว้างจากชายคลองประมาณ 24 เมตร มีบ้านพักอาศัยกว่า 264 ครัวเรือน ประชากรราว 1280 คน โดยส่วนใหญ่
คนในชุมชนเป็นผู้สูงอายุ ประมาณ 100 - 140 คน จากทั้งหมด 229 ครัวเรือน และเป็นเด็กเล็กจำนวนมาก โดยคนใน
ชุมชนบางบัวประสบปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชีพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาผู้สูงอายุ
และปัญหาอีกมากมาย โดยนส่วนของโครงการนี้ ผู้ดำเนินการได้มุ่งประเด็นไปยังเรื่องปัญหาอาชีพของผู้สูงอายุใน
ชุมชนบางบวั
ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ผู้สูงอายุในชุมชนบางบัวได้มีการรับจ้างทำดอกไม้จันทน์แต่เนื่องจาก
สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนขาดรายได้จากงานตรงนี้ไป ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำจึงได้จัดโครงการ
สนับสนุนอาชีพเสริมของผู้สูงอายุในชุมชนบางบัว เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพให้กับผู้สูงอายุในชุมชน
สรา้ งรายได้ให้แก่ตนเอง และครอบครัว ได้ใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ สร้างคณุ คา่ ใหก้ ับตนเอง
วตั ถุประสงคโ์ ครงการ
1. เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนบางบัว สามารถนำเอาความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและ
ครอบครัว
2. เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนบางบัว ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างคุณค่าให้กับตนเอง สังคม และ
ประเทศชาติ
3.เพ่อื เปน็ การส่งเสริมทกั ษะชวี ิต
487
เปา้ หมายโครงการ
1. ผ้สู ูงอายใุ นชุมชนบางบวั สามารถสรา้ งอาชพี ใหแ้ กต่ นเอง ได้
2.ผ้สู ูงอายุในชุมชนบางบวั ตระหนักถงึ คุณคา่ ในตนเอง
3.ผ้สู งู อายใุ นชมุ ชนบางบัวมีทกั ษะในการทำงานเพิ่มขนึ้
ตัวเชงิ วดั โครงการ
เชงิ ประมาณ
- จำนวนประชากรผสู้ ูงอายใุ นชุมชนบางบัว
- จำนวนผสู้ ูงอายุในชุมชนบางบวั ทเ่ี ข้าร่วมกิจกรรม
- จำนวนผสู้ ูงอายุในชุมชนบางบวั ท่ไี มม่ อี าชีพ หรอื ขาดรายได้
- ระยะเวลาในการคำเนนิ โครงการ
- งบประมาณที่ใชใ้ นการดำเนินโครงการ
เชิงคุณภาพ
- แบบประเมนิ กิจกรรม
- รายงานผลลัพธก์ ารดำเนินกิจกรรม
วิธีการดำเนนิ / ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน / กิจกรรม
1.ขน้ั ตอนการก่อตั้งโครงการ
1. 1 ศกึ ษาทำความเขา้ ใจกับบรบิ ทชุมชน รวมถึงปญั หาอื่น ๆ ทช่ี ุมชนพบเจอ
1.2 เขยี น โครงการ และวางแผนปฏบิ ตั งิ าน
1.3 ติดต่อประสานงานกบั บคุ คล ผนู้ ำชุมชน วิทยากร
1.4 กระจายข่าวสาร ชีแ้ จง ประชาสัมพันธร์ ายละเอียดของโครงการใหแ้ ก่คนในชมุ ชนทราบ
1.5 รวบรวมผู้ทีส่ นใจเขา้ ร่วมโครงการ
2. ข้ันตอนการเตรยี มการ
2.1 ชี้แจงรายละเอียด ที่มา หลักการ และเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมายของการจัดตั้งโครงการ รวมถึง
ขอ้ ตกลงตา่ ง ๆ ท่ีตกลงร่วมกัน
2.2 ผจู้ ัดทำโครงการและวิทยากร รว่ มกันคดิ กจิ กรรมการอบรมให้แก่ผู้ทีเ่ ข้าร่วม
3. ขัน้ ตอนการลงมอื ปฏบิ ตั ิงาน
3.1เเริ่มอบรม วิธีการทำน้ำยาล้างจาน และสานไม้กวาด โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามความสมัครใจของ
ผู้เข้าร่วม
3.2 เร่มิ การ work shop โดยให้ผู้เขา้ รว่ มไดล้ งมือปฏบิ ัติ
4. ขนั้ ตอนการประเมนิ ตดิ ตามผล และรายงานผลโครงการ
4.1 ประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ
4.2 ประเมิน ตดิ ตามผล 1 เดอื น หลังจากการการอบรม work shop เพอื่ นำมาปรับปรุงแก้ไขในคร้งั ตอ่ ไป
488
ข้อเสนอตอ่ บทบาทนกั สังคมสงเคราะหช์ ุมชน
นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้ปฏิบัติงานชุมชน นักจัดการชุมชน/นักพัฒนา ที่ทำงานโดยมี
จริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพและมีหลักการของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และนักสังคมสงเคราะห์เป็นเหมือน
นักประเมิน นักเผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชุมชน นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ยังได้เรียนรู้จาก
คนในชุมชน การสร้างความร่วมมือ และภาคีเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทาง
สังคม งานสังคมสงเคราะห์ชุมชนคือ การทำงานสังคมสงเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วมที่มี กระบวนการทำงานร่วมกัน
กับชุมชนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางโดยการทำงานที่ครอบคลุมในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และทำงานร่วมกันใน
รูปของคณะกรรมการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความชอบธรรมในการทำงาน ขอบเขตงานสังคมสงเคราะห์ ชุมชน
จะเกี่ยวข้องกับการสร้างศักยภาพในการป้องกัน ดูแลบริการสาธารณะเพื่อทำให้ กลุ่มเป้าหมายทางสังคมสงเคราะห์
สามารถเข้าถึงด้วยการใช้ชุมชนเป็นฐานในการดำเนินงาน รวมทั้งในการทำงานแบบภาคีเครือข่ายความร่วมมือกับ
วิชาชีพต่าง ๆ ด้านสุขภาวะและอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับภาคบริการสาธารณะ คนทำงานด้านอาสาสมัคร และ ประชาชนใน
ชุมชน อีกทั้งยังเป็นการริเริ่ม สนับสนุน และส่งเสริมการพัฒนาชุมชนแบบไม่เป็นทางการที่เน้นการทำงานร่วมกัน กับ
สมาชกิ กลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน
ในการทำเครื่องมือ 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ชุมชน ระบบสุขภาพชุมชน หรือประวัติบุคคล นักสังคม
สงเคราะห์ต้องเข้าไปศึกยาข้อมูลโดยการเข้าไปสร้างสัมพันธภาพกับชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเกิดความคุ้นชิน เมื่อชาวบ้าน
เกดิ ความคุน้ ชินแล้ว ก็จะทำใหเ้ ขาค่อย ๆ เลา่ เรื่องราวต่าง ๆ ออกมาไดอ้ ยา่ งละเอียด ครบถ้วน
ในส่วนของกิจกรรม นักสังคมสงเคราะห์ต้องใช้หลักการสังคมสงเคราะห์ ในเรื่องของ หลักปัจเจกบุคคลที่
ต้องเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน หลักการยอมรับ ที่ต้องเข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน
เข้าใจในการกระทำ และท่าทางที่ผู้ใช้บริการแสดงออกมาอย่างไม่มีอคติ หลักการตัดสินใจด้วยตัวเอง นักสังคม
สงเคราะห์มีหน้าที่ช่วยจัดหาทรัพยากร และเสนอแนวทาง แต่ทุกอย่างผู้ใช้บริการ หรือคนในชุมชนต้องตัดสินใจด้วย
ด้วยเอง และสุดทา้ ย หลกั การมสี ว่ นรว่ มของผู้ใช้บริการคือ
การให้คนในชุมชนลงมีปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมีนักสังคมสงเคราะห์คอยอยู่ข้าง ๆ ให้เขารู้สึกไม่โดดเดียวและทำให้ขา
รู้สึกอ่นุ ใจ
ในส่วนของการเขียนโครงการ นักสังคมสงเคราะห์ต้องนำกระบนการทำงานสังคมสงเคราะห์เข้ามาร่วม โดย
เริ่มจาก การศึกษาหาข้อเท็จจริง สำรวจสืบหาจากในคนชุมชน ผ่านการพูดคุย สัมภาษณ์ และนำมาประเมิน และวิ
นัจฉัยถึงสาเหตุของปัญหา ต่อมาก็ทำการวางแผนแนวทางการช่วยเหลือ โดยในส่วนนี้ต้องให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
ด้วย ขั้นตอ่ มาเป็นการชว่ ยเหลือตามทว่ี างแผนไว้ และสดุ ทา้ ยคอื การติดตามและประเมนิ ผล
489
เอกสารอ้างอิง
เครอ่ื งมอื 7ชนิ้ นวตั กรรมส่งเสรมิ การเรยี นร้จู ากโรงเรยี นสชู่ ุมชน
https://www.ubu.ac.th/web/files_up/43f2017012222453367.pdf
เทคนคิ และการศึกษาชุมชน 012 บทที่ 4 เทคนกิ การศกึ ษาชุมชน.pdrสงั คมสงเคราะห์และสวสั ดกิ ารชมุ ชน
https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_research/researchSplit/2.pdf
ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชมุ ชน 58-2018-08-01-08-41-20.pdf
โครงการอาสาสมัครบางบวั eCRCe!!eR鞍征体地a办ee e
490
491
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา สค. 311 หลักและวิธีการทางสังคมสงเคราะห์ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2564 เพื่อศึกษาและเข้าใจชุมชนในมิติต่างๆโดยชุมชนที่เลือกในการศึกษาคือชุมชนเขมราฐ ตั้งอยู่ที่อำเภอ
เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยเป็นชุมชนที่มีความเป็นมายาวนาน ซึ่งในรายงานฉบับนี้จะมีการศึกษาชุมชนทั้ง การ
เลือกชุมชน วิธีการศึกษาข้อมูล เครื่องมือในการศึกษาชุมชน 7 ชิ้น แนวคิดและทฤษฎี กระบวนการการปฏิบัติงาน
สังคมสงเคราะห์ โครงการ และบทบาทสงั คมสงเคราะห์กับการปฏบิ ตั งิ านเพือ่ สร้างการเปลีย่ นแปลง
รายงานฉบับนี้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้คำแนะนำในการจัดทำรายงาน ผู้ให้สัมภาษณ์ท่ี
ใหข้ อ้ มลู ในดา้ นตา่ งๆ และสือ่ เว็บไซค์ตา่ งๆท่มี ีการรวบรวมข้อมลู ให้ไดศ้ ึกษาชมุ ชนท้งั หนว่ ยงาน เพจวดิ โี อแนะนำชุมชน
โดยผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจศึกษาไม่มากก็น้อย หากมีข้อแนะนำ
หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรบั ไวแ้ ละขออภัย ณ ที่นดี้ ้วย
ผู้จัดทำ
นางสาวธนั ยพร ตงั้ ศริ ิ
492
1.ทีม่ าและความสำคญั ของชมุ ชนทศ่ี กึ ษา
ประเทศไทยเมื่อมองผ่านภูมิประเทศจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันตามพื้นที่และการจัดสรรทรัพยากรรวมถึงมี
ผู้คนที่อยู่ภูมิภาคที่มีความหลากหลายจนมาเป็นประเทศในปัจจุบันทั้งวิถีดำรงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี และ
วัฒนธรรมชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะชุมชนเขมราฐที่มีความน่าสนใจเพราะเป็นชุมชนที่ผู้ศึกษาได้รู้จักตั้งแต่เด็กจากการ
บอกเล่าของคุณแม่ที่เป็นคนเขมราฐตั้งแต่กำเนิดที่มีการเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมต่างๆ เช่น เล่าว่าบ้าน
ของคุณยายเป็นร้านขายเครื่องเงิน ผ้าไหม และฝ้ายเก่าแก่จึงทำให้แม่ก็ได้นำผ้ามาขายด้วยจึงเป็นที่มาของชื่อของ
ดิฉัน "ฝ้าย" หรือ อาหารสูตรคุณยายที่มีการบอกสูตรแล้วคุณแม่ก็ได้นำมาทำให้ลูกรับประทานเป็นการสืบทอด
วัฒนธรรมจากพื้นที่ชุมชนเดิมที่อยู่ เป็นต้น และเมื่อได้มีโอกาสได้ไปหาญาติที่เมืองเขมราธูก็ทำให้เห็นวิถีชีวิตที่ไม่ต่าง
จากทแ่ี ม่เล่าในสมัยท่อี ยู่เขมราฐและมีพิพธิ ภัณฑท์ ีส่ รา้ งไวใ้ หค้ นรุ่นหลงั ไม่ลมื ความเป็นมาของบรรพบุรุษ
เมื่อมีความสนใจจากการได้รับรู้จากคุณแม่ที่อยู่ในชุมชนทำให้มีการสืบหาข้อมูลก็ทำให้เห็นประวัติความเป็นมา
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มีความเก่าแก่กว่า 200 ปี มีการได้รับวัฒนธรรมจากไทยลาวที่มีแม่น้ำโข่งเป็นสื่อกลาง
พรมแดนธรรมชาติที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ทำให้ชุมชนมีความเหนียวแน่นทั้งภูมิปัญญา องค์ความรู้
วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้จากความร่วมมือกัน
ของชุมชนจากตำบลต่างๆมารวมตัวกันและเสริมพลังให้ชุมชนจนได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดีเด่น
ประจำปี 2560 จุดเด่นคือการคงไว้ความเป็นชุมชนดั่งเดิมที่หาได้ยาก เช่น ช่วงเข้าพรรษาจะมีกิจกรรมร่วมกันทำเทียน
พรรษาแกะสลกั อย่างสวยงามเพือ่ ไปถวายใหแ้ กว่ ัด เปน็ ต้น
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสิ่งที่นำมาสู่การเลือกชุมชนเขมราฐมาจากการบอกเล่าของคนในครอบครั วที่เป็น
คนในชุมชนจึงทำให้เกิดความสนใจจนนำไปสู่การหาข้อมูลประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม วิถีชีวิตต่างๆที่สะท้อนความ
เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งอย่างเห็นได้ชัดและด้วยความร่วมมือของคนในชุมชนก็ทำให้เห็นการท่องเที่ยวเชิง
วัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้คนได้รับรู้และเป็นการอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้เห็นผ่านการมาเยือนของคน
นอกพื้นที่ รวมถึงคนรุ่นหลังที่เป็นคนในชุมชนที่ทำให้ไม่ลืมบรรพบุรุษของตนเองว่ามีความเป็นมาอย่างไร จึงเป็นชุมชน
ทีม่ คี วามหลากหลายมีจดุ ยนื อย่างชดั เจน
493
2.เคร่อื งมอื การศกึ ษาชมุ ชน
จากการดูข้อมูลเบื้องต้นของชุมชนนำมาสู่การศึกษาข้อมูลที่มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นและทำให้เข้าใจชุมชนใน
บริบทที่มีมิติหลากหลายได้ โดยชุมชนที่ศึกษาคือชุมชนเขมราฐ โดยชื่อ เขมราฐ มาจาก เขม คือความเกษมสุข ราฐ คือ
ดินแดน แคว้น จึงมีความหมายว่าที่น่าสนใจคือดินแดนแห่งความเกษมสุข ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือศึกษา
ชมุ ชนได้ดงั นี้
1. ประวตั ิศาสตร์ชุมชน
เป็นเครื่องมือที่ทำให้เห็นชุมชนในมิติที่รอบด้านและเข้าใจความเป็นมาชุมชนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ยัง
ทำให้ลดอคติไม่ตัดสินชุมชนแบบผิวเผิน โดยมีการได้ข้อมูลผ่านการค้นคว้าจากผู้ที่มาเขียนข้อมูลในเว็บไซต์สำหรับการ
ทอ่ งเทีย่ ว หน่วยงานตา่ งๆทเ่ี ขา้ มามีบทบาทในการเป็นส่ือกลางในชมุ ชน เชน่ สำนกั งานพฒั นาชุมชนอำเภอเขมราฐและ
การสัมภาษณข์ องคนในพ้นื ท่หี รอื เคยอยู่ โดยสามารถแบ่งได้ตามดา้ นดังต่อไปนี้
1.1) ดา้ นประวัติศาสตร์
ชุมชนเขมราฐมีประวัติศาสตร์ชุมชนที่อยู่มานานกว่า 200 ปี และมีความเป็นมาเรื่องราวที่น่สนใจทำให้เห็นถึง
ความเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์อย่างมาก ซึ่งสามารถอธิบายลำดับเหตุการณ์ได้ตามภาพดังน้ี (ศรีศักดิ์ พิกุลแก้ว
,2556,น.17-19)
โดยจากภาพข้างต้นสามารถอธิบายได้ว่า หมายเลข 1 เมื่อย้อนกลับไปในช่วงประมาณปี 2357 สมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีอุปฮาด (กำ) เป็นรองเจ้าเมืองอุบลราชธานีไม่พอใจที่ทำราชการกับพระพรม
มหาราชวงศาที่เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 2 จึงทำให้มีการอพยพมาตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งบ้านโศกกงพะเนียงขึ้นเป็นเมืองเขมราษฎร์ธานีและแต่ตั้งอุปฮาด
(ก่ำ) เป็นเจ้าเมืองเทพวงศาเมือง โดยการที่เมืองเขมราฐมีการแยกตัวออกมาเป็นเมืองก็ทำให้เปรียบเสมือนศูนย์กลาง
ริมแม่น้ำโขงมีบทบาทสำคัญต่อเมืองอื่น ๆ เพราะเป็นเมืองที่เทียบได้กับหัวเมืองเอกขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครไม่ได้
ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานีแบบเมืองอื่นๆ นอกจากนั้นเมืองเขมราธูยังมีเมืองขึ้นอีกหลายเมือง เช่น เมืองอำนาจเจริญ
เมืองคำเขื่อนแก้วเป็นต้น เมื่อดำเนินมาถึง หมายเลข 2 ช่วงระยะเวลาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมืองเขมราฐขึ้นตรง
ต่อกรุงเทพมหานครมาโดยตลอด แต่เมื่อ พ.ศ. 2371 การเสร็จสิ้นสงครามปราบกบฏเจ้าอนุพระบาทสมเด็จพระน่ัง
494
เกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าๆให้เมืองโขงเจียมซึ่งเคยขึ้นตรงต่อเจ้าเมืองจำปาสักมาขึ้นตรงต่อเมืองเขมราฐยิ่งทำให้มี
บทบาทมากขึ้นและมกี ารโปรดเกล้าฯใหเ้ มืองคำเขอื่ นแกว้ และเมืองอำนาจเจริญขน้ึ ตรงต่อเมอื งเขมราฐเชน่ กัน
แต่ไม่นานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่ง หมายเลข 3 ได้แสดงให้เห็นว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคเพื่อให้บรรลุตามที่กำหนดใน"พระราชบัญญัติลักษณะ
ปกครองท้องท่ี ร.ศ. 116 " จึงทำให้มณฑลอีสานถูกแบ่งออกเป็น 8 บริเวณ สำหรับเมืองอุบลราชธานีมีอยู่ 3เมือง คือ
เมืองอุบลราชธานี เมืองเขมราฐ และเมืองยโสธร แต่ละเมืองมีพื้นที่ขึ้นตรงหลายอำเภอ ซึ่งเมืองเขมราฐมีพระเขมรัฐ
เดชธนีรัษ์(คำบุ)เป็นผู้ว่าราชการเมืองมีอำนาจอยู่ในปกครอง 6 อำเภอ คือ อำเภออุทัยเขมราฐอำเภอประจิมเขมราฐ
อำเภออำนาจเจริญ อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอโขงเจียม และอำเภอวารินชำราบ ที่แสดงให้เห็นว่าเมืองเขมราธูยังเป็น
เมอื งทีม่ คี วามสำคัญมากในสมยั นั้น
ต่อมาในหมายเลข 4 พ.ศ. 2452 ได้มีการปรับปรุงการปกครองภายในบริเวณเมืองอุบลราชธานีอีกครั้งจึงทำ
ให้เมืองเขมราฐถูกลดฐานะเป็นอำเภอ และในช่วงหมายเลข 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการแยก
มณฑลอีสานออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานีกับมณฑลร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ2455 มีการ
ปรับปรุงให้เหมาะสมจึงทำให้อำเภอเขมราฐขึ้นตรงกับจังหวัดอุบลราชธานีตลอดมาจนถึงปัจจุบันจากประวัติศาสตร์
ของชุมชนทำให้ความเป็นมาของการมาเป็นเมืองเขมราฐที่มีความรุ่งเรืองในช่วงสมัยหนึ่งจนมาเป็นชุมชนเขมราฐที่
เป็นส่วนหนึ่งของอุบลราชธานีในปัจจุบันจึงเป็นเหมือนการได้เห็นการเติบโตของชุมชนผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลของ
คนในพน้ื ท่ที ี่สรา้ งความเป็นเอกลักษณ์ทีแ่ ตกตา่ งได้
(รูปชว่ งปี 2433 ในชุมชนเขมราฐ)
1.2) ด้านภูมปิ ระเทศ
ชุมชนเขมราฐมีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงและที่ราบต่ำสลับกับพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาด ด้านทิศเหนือเป็นแม่น้ำโขง
ลาดเอียงไปทางด้านทิศตะวันออกมีพื้นที่ติดเขตชายแดนกับประเทศลาวโดยมีแม่น้ำกั้นกลาง นอกจากแม่น้ำโขงที่เป็น
แหล่งน้ำตามธรรมชาติแล้วยังมีลำห้วยบังโกยอยู่ทิศใต้ และในชุมชนมีโครงการชลประทานอยู่ด้วยจึงมีอ่างเก็บน้ำ
ขนาดกลางสง่ ไปตามคลองสง่ นำ้ ตา่ งๆเพ่ือใหเ้ กษตรกรสามารถเพาะปลกู ไดต้ ลอดปี (ศรีศักดิ์ พกิ ุลแกว้ ,2556,น.116)
การที่มีการทราบถึงลักษณะทางภูมิประเทศจะทำให้สามารถรับรู้สภาพภูมิประเทศที่มีในพื้นที่ที่สำรวจทำให้
เห็นว่าผู้คนมีการใช้ชีวิตที่ปรับตัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้สอดคล้องกับพื้นที่ท่ีอาศัยอย่างไร รวมถึงทำให้สามารถ
สงั เกตคาดการณ์ข้อมลู อ่ืนๆได้
495
1.3) ด้านภมู อิ ากาศ
สภาพอากาศของชุมชนเขมราฐมักจะไม่ร้อนหรือหนาวจัดเนื่องจากใกล้แหล่งน้ำและป่าไม้สามารถช่วยปรับ
สภาพอากาศได้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป โดยแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่พฤษภาคมจนถึงตุลาคมแต่
มักจะไม่ค่อยตรงกันในทุกปีซึ่งอาจจะฝนจะตกชุกหรือบางปีอาจจะมีน้ำท่วมแต่ไม่รุนแรง ฤดูหนาวด้วยชุมชนตั้งอยู่
ทางทิศตะวันออกสุดเขตประเทศไทยจึงทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือก่อนภูมิภาคอื่นๆจึงเริ่ม
ลดระดับอุณหภูมิตั้งตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์จะหนาวจัดช่วงมกราคม และฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์จนถึง
พฤษภาคม อากาศจะเริ่มร้อนขึ้นและอาจจะมีฝนตกบ้างแต่ไม่มากและไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกมักมีพายุฤดูร้อนทำ
ใหเ้ กิดฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง (ศรีศักดิ์ พกิ ุลแก้ว,2556,น.118)
ซึ่งการรู้สภาพอากาศทำให้เกิดการคาดคะเนช่วงเวลาต่างๆในการดำเนินชีวิตและช่วยให้สามารถมองทิศทาง
ในการประกอบอาชพี ของชมุ ชนและรูปแบบการใชช้ ีวิตในชว่ งสภาพอากาศดังกล่าวได้ทำให้เหน็ มิติอื่นๆด้วย
1.4) ดา้ นเศรษฐกิจ
ในชุมชนเขมราธูเป็นชุมชนที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของผู้คนในชุมชน โดยจะมีทั้งด้านการ
ประกอบอาชีพที่สำนักงานพัฒนาชุมชนเขมราฐได้มีการให้ข้อมูลว่าประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมท้ัง
การเพาะปลูก การประมง และการเลี้ยงสัตว์ พืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญมี ข้าว มะขามหวาน และกล้วย ส่วนในด้านของ
การเลี้ยงสัตว์ก็จะเป็น โค กระบือ สุกร เป็ด และไก่ ถ้าเป็นคนในชุมชนจะประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนอาชีพด้าน
อุตสาหกรรมบริการจะเป็นประเภทเครื่องยนต์ขนาดเล็กและอุตสาหกรรมขนาดกลาง แต่จากการพูดคุยกับคนในพื้นท่ี
นอกจากนี้ยังมีอาชีพที่น่าสนใจที่เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขงทั้งอาชีพคนขับเรือรับคนข้ามมาท่ี
เขมราฐจะเป็นการรับขนของและคนจากทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงระหว่างเขมราธุกับลาวที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายของกัน
และอาชีพขายของป่า เชน่ เห็ด จหี ลอ่ หรือนักรอ้ งใตด้ นิ เป็นตน้ และมีการพัฒนาให้คนในพน้ื ทส่ี ง่ เสรมิ ทางดา้ นอาชีพได้
เชน่ โครงการพฒั นาอาชีพกลุ่มคนรายได้น้อยเพือ่ ลดความเหลอื่ มลำ้ เป็นตน้
นอกจากนี้มีด้านทุนทางเศรษฐกิจชุมชนที่เมื่อสังเกตจะพบว่ากลุ่มอาชีพส่วนใหญ่จะเป็นการทำเกษตรกรรม
ในพื้นที่โดยมีทั้งสหกรณ์การเกษตรของชุมชนเขมราฐมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมสมาชิกที่สมัครใจเข้ามาในกลุ่มมี
การบริการทางด้านเงินกู้สินเชื่อและการออมเงินฝากให้กับสมาชิกเพื่อช่วยเหลือจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจรวมถึงมี
กลุ่มสหกรณ์การเกษตรพลังสามัคคีสตรีลุ่มแม่น้ำโขงที่เป็นเครือข่ายคนปลูกข้าวก่อกำเนิดจากองค์กรของสตรีเล็กๆ
ซึ่งจะมีการทำกิจกรรมกลุ่ม ศึกษาหาความรู้ สร้างแผนพัฒนาตนเองขึ้นมา 3 ปีจนพึ่งพาตนเองได้และมีการบริการรับ
ซื้อข้าวเปลือกกับสตรี ปุยอินทรีย์ และปล่อยเงินกู้ และยังมีระบบเศรษฐกิจชุมชนทั้งที่เป็นการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพ
เช่น กลุ่มบ้านเกษตรกรหนองวิไล กลุ่มเลี้ยงปลากระชัง เป็นต้น และเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นกลุ่มที่มีการใช้แนวคิด
เพื่อให้เกดิ ความยงั่ ยนื ในชมุ ชน
จากเศรษฐกิจของชุมชนทั้งจากหน่วยงานในพื้นที่และการสัมภาษณ์บุคคลในพื้นที่จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจนั้นมี
ความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนรวมถึงสภาพพื้นที่ในการทำ
อาชีพที่แตกต่างกันตามที่อยู่ โดยชุมชนในมุมมองที่น่สนใจคือการทำอาชีพที่มีการช่วยเหลือกันภายในชุมชนและ
ละแวกใกล้เคียงโดยเฉพาะฝั่งลาวที่ถึงแม้จะคนละประเทศแต่ก็มีความผูกผันร่วม กันมานาน จึงเป็นการสร้างความ
เข้มแข็งของผู้คนได้อย่างมาก รวมถึงทำให้เกิดทุนทางเศรษฐกิจในชุมชนขึ้นเพื่อให้สามารถจัดการปัญหาทาง
เศรษฐกิจแกค่ นในชุมชนได้