96
สญั ลักษณช์ ุมชนบา้ นนาต้นจั่น
สัญลักษณ์ชุมชนบ้านนาตนจั่น คือ ใบตนจั่นและฝกตนจั่นที่เป็นรูปตัวอักษร “น” หมายถึง บ้านนาตนจั่น ฝก
ตนจั่นมีสีเขียว หมายถึง บรรพชนที่สงมอบภูมิปัญญา วัฒนธรรม อันงดงามใหแกคนรุนใหม่ ซึ่งแทนด้วยใบไม้8ชั้น
หมายถึง 8 วิถีชีวิต (8 ใบ) สีเขียว หมายถึง ชุมชน เกษตรกรรม สโลแกนของชุมชนบ้านนาต้นจั่น คือ เกษตรพื้นบ้าน
สบื สานวัฒนธรรมล้ำคา่ ภูมปิ ญั ญา
หมูบ้านเก่าแก่ที่อพยพมาจากทางภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และบางสวนอพยพมาจากเมืองลับแล จังหวัด
อุตรดิตถ์ ภาษาที่ใชจึงเป็นภาษาเหนือ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันว่า2 00 ปกอนมี ครอบครัว 4 ครอบครัวจากแควนโยนก
เมืองเชียงแสน และ 3 ครอบครัวจากเมืองลับแล จังหวัด อุตรดิตถ์ได้เดินทางอพยพเพื่อหาถิ่นฐานแหงใหม่ เมื่อทั้ง 7
ครอบครัวเห็นตนจั่นซึ่งผลิดอกออกผล ก่อนต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ดูมีความพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งถิ่นฐานที่แหงน้ี
และเรียกที่แหงนี้วา “บ้านนาตนจั่น” บ้านนาตนจั่นเป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย คำวา “บ้านาต้นจั่น” เป็นชื่อที่มา
จาก ตนจั่นหรือกระพี้จั่น (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia Brandisiana) เนื่องจากชุมชนบ้านนาตนจั่นมี ลักษณะภูมิ
ประเทศที่โอบลอมด้วยภูเขา ชุมชนดังกลาวจึงสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากบนที่สูง ผู้คนสามารถมองเห็นพื้น
นาเขียวขจีสลับสวนผลไม้ที่บงบอกถึงอาชีพหลักของประชากร ชาวบ้านส่วน ใหญ่อาศัยลำห้วยแม่รากในการประกอบ
อาชีพด้านการเกษตร เมื่อชาวบานว่างจากฤดูการเก็บเกี่ยว สตรีในหมูบ้านจะทำการทอผา หนึ่งในภูมิปัญญาด้าน
หัตถกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษและ พัฒนามาเป็นสินคาที่มีชื่อเสียงของชุมชนบ้านนาต้นจั่น ได้แก่ ภูมิปัญญา
ผา้ หมกั โคลน
โครงสร้างองค์กรชมุ ชน
ศูนย์กลางการท่องเท่ียว ดูแลเร่อื งการตดิ ต่อจองบ้านพักโฮมเตย์ แผนการทอ่ งเที่ยวในชมุ ชน เชน่ การจอง
รถอีแตก๊ การจองไกด์ การจองจดุ ชมววิ ห้วยตน้ ไฮ โดยทางศูนย์จดั ไกดไ์ วใ้ หแ้ ก่นักท่องเทีย่ วแต่ละชดุ ตดิ ตอ่
ประสานงานผ่านางศนู ย์ทีเดียว เพ่ือใหก้ ารทำงานราบรื่น ไม่ซับซอ้ น รวดเรว็
การจัดการองค์กร (ข้อมูล ณ ปี2560) การบริหารงานของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่นโดยมีนา
เสงี่ยม แสวงลาภ เป็นประธานกรรมการ มีพนักงาน/ลูกจ้าง มีแขนงกิจกรรมทางธุรกิจ 3 แขนงด้วยกัน คือ 1)
ผลิตภัณฑ์ผ้าทอ 2)บริการโฮมสเตย์และกิจกรรมท่องเที่ยว 3) บริการนวดสปา ผลิตภัณฑ์ทอผ้า จะมีสมาชิกกลุ่ม
จำนวน308 คน หรือ 264 ครัวเรือน โดยที่กลุ่มทอผ้านี้ จะแบ่งการทำงานของสมาชิกไปตามขั้นตอนของการผลิต คือ
กลุ่มจัดหาวัสดุ ย้อม ทอ ออกแบบ ตัดเย็บ และการจัดจำหน่าย เป็นต้น สำหรับกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชน จะมีบริการ
โฮมสเตย์ฯ จะมีสมาชิกกลุ่ม 19 หลัง หรือ 19 ครัวเรือนและบริการนวดสปา จะมีสมาชิกที่ให้บริการ 6 คน หรือ 6
ครัวเรือน นอกจากนี้แล้วในกิจการท่องเที่ยว ยังจะมีการจัดให้มีบริการด้านการละเล่น การแสดงพื้นบ้าน การพาไปชม
จดุ ชมวิว ฯลฯ ซึง่ จะมมี คั คเุ ทศกห์ รอื ผ้นู ำพาไปในท่ีต่างๆ ซ่งึ จะมคี วามเกยี่ วข้องกบั การประสานงานและการจัดบริการ
97
การบริหารงานของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น นอกจากสมาชิกจะได้รับผลตอบแทนจากการร่วมงานกับ
วิสาหกิจในรูปแบบต่างๆ เช่น ถ้าเป็นพนักงานหรือคนงานก็จะได้รับค่าจ้างแรงงาน ถ้าเป็นผู้ขายวัตถุดิบก็จะได้รับค่า
สินค้าตามลกั ษณะของสินคา้ ท่ีขาย ทั้งนใ้ี นกรณีของกล่มุ ทอผา้ ผู้ทีร่ บั เสน้ ด้ายไปทอ จะได้รับค่าทอผนื ละ 90-400 บาท
ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลายและการทอ เดือนหนึ่งๆสมาชิกประเภทนี้ จะมีรายได้ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน
สมาชิกยังจะได้รับแบ่งปันผลกำไรและสวัสดิการต่างๆอีกลำดับหนึ่งด้วย สำหรับกลุ่มโฮมสเตย์และนวดสปา จะถือว่า
รายได้เกิดขึ้นต่อสมาชิกผู้ให้บริการโดยตรง โดยสมาชิกของกลุ่มในเรื่องนั้นๆจะหัก % สมทบเป็นรายได้ให้กับวิสาหกิจ
ตัวอย่างกรณีของกลุ่มบ้านพักโฮมสเตย์ ราคาขายจะคิดเท่ากัน คือ 500 บาทต่อคนต่อ 1 คืน ในกรณีที่เป็นลูกค้าจร
เจ้าของบ้านพักโฮมสเตย์จะหักรายได้สมทบวิสาหกิจ 10 บาทต่อคนต่อ 1 คืน ในกรณีที่เป็นลูกค้ากลุ่ม เจ้าของบ้านกับ
วสิ าหกจิ จะแบ่งกันคนละครึง่ เปน็ ต้น
ผลการประกอบการของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น ทำให้เกิดการจ้างงานขึ้นใหม่ในกิจการทอผ้า มี
รายได้เพิ่มจากการขายผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากบ้านพักโฮมสเตย์ การเช่าพาหนะ การขายของที่ระลึก นอกจากนั้นแล้ว
จากการสำรวจข้อมูลยอดขายของผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ระหว่างปี 2556-2559 พบว่า เฉลี่ยเป็นเงิน 3,479,800 บาทต่อปี
(ปี พ.ศ. 2556 มียอดขาย 4,067,640 บาท ปี2557 มียอดขาย 3,213,551 บาท และปี พ.ศ. 2559 มียอดขาย
3,158,159 บาท) ซึ่งถือได้ว่า เป็นจำนวนเงินที่วิสาหกิจชุมชนฯได้สร้างขึ้นให้เป็นกระแสหมุนเวียนในระดับชุมชน หากจะ
นำเอาตัวเลขรายได้จากการประกอบกิจการทอผ้าของวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่นข้างต้นไปคิดเฉลี่ยเป็นรายได้
ต่อคนต่อปี ของสมาชิกที่มีอยู่จำนวน 308คน จะได้เท่ากับ 11,297 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งคิดเป็น15 % ของรายได้เฉล่ีย
ตอ่ คนตอ่ ปขี องจังหวดั (ตามตวั เลขของ จปฐ.)
การจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน การดำเนินงานในการจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านาต้นจั่น เป็นไปใน
ลักษณะประสานงาน และเป็นเครือข่ายระหว่างกัน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยว
โดย ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆดังนี้ คือ กลุ่มสหกรณ์ทอผ้านาต้นจั่น กลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น กลุ่มสหกรณ์ บริการ
หัตถกรรมผลิตภัณฑ์ไม้บ้านนาต้นจั่น กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มดนตรีไทยของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ ยังได้รับความ
ร่วมมือจากภูมิปัญญาตาวงษ์ที่ทำตุ๊กตาบาร์โหนและยายเครื่องที่ทำข้าว เปิ๊บซึ่งเป็นการดำเนินงานแบบกิจการภายใน
ครัวเรือน โดยอาศัยโครงสร้างของกลุ่มต่างๆเข้ามาประสาน ในการทำงานร่วมกัน ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็น
ทางการโดยดำเนินงานผ่านกลุ่มสหกรณ์.ทอผ้า นาต้นจั่น และกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น เป็นหลัก โดยชุมชนบ้านนา
ต้นจั่น ให้ความสำคัญกับการมีส่วน ร่วมของชุมชนท้องถิ่น และพยายามกระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในเรื่องของ
การกระจายรายได้สู่ ท้องถิ่น เช่น ทุกวันที่ 1 กันยายน ของทุกปี จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและแบ่ง
เงินปันผล ของหุ้นสหกรณ์โดยทั่วไป เงินปันผลจะอยู่ระหว่างร้อยละ 13-15 ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในแต่ละปี
นอกจากนี้ทางกลุ่มยังจัดสรรรายได้บางส่วนเพื่อบำรุงสาธารณประโยชน์อื่นๆในชุมชน เช่น การบริจาค เงินในกลุ่ม
ผูส้ งู อายุ และการใหเ้ งินบำรงุ คุ้มต่างๆ ในหม่บู ้าน เพราะการจดั การการทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชนไม่ อาจจะอาศัยเพยี งบ้านพกั
โฮมสเตย์หรือกลุ่มต่างๆได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยบรรยากาศ นิเวศ สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนในชุมชนเป็นทุน
ทางสงั คมและวฒั นธรรมทสี่ ำคญั
เสริมด้วย กฎระเบียบหรือข้อบังคับของการดำเนินงานของ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน
กฎระเบียบหรือข้อบังคับของการดำเนินงานของกลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้มีวางกฎระเบียบร่วมกันมาโดย
เน้นการมีส่วนร่วมและการประชุม ปรึกษาหารือเพื่อหาข้อตกลง โดยยึดมติที่ประชุมเป็นแนวทางในการดำเนินงาน
คณะกรรมการมีหน้าที่ ควบคุมกฎระเบียบต่างๆ นอกจากกฎระเบียบภายในกลุ่มแล้ว ยังมีการกำหนดข้อปฏิบัติ ทั้งน้ี
98
เพื่อป้องกัน ปัญหาหรือผลกระทบด้านลบที่จะตามมา บ้านพักโฮมสเตย์แต่ละหลังจะติดกฎระเบียบของการพักไว้ใน
บรเิ วณบ้าน
ต้นทุนจากภายนอก
แม้ว่าต้นทุนทางสังคมของชุมชนจะมีหลากหลาย แต่หากขาดต้นทุนจากภายนอกเข้ามาร่วมสนับสนุน ก็ไม่
สามารถ ดำเนินการด้านการท่องเที่ยวสู่ความสำเร็จที่โดดเด่นได้ จากบทเรียนหมู่บ้านนาต้นจั่น ด้านทุนสนับสนุนจาก
ภายนอก จะเห็นจุดกำเนิดจากการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง เริ่มต้นครั้งแรกจากกลุ่มออมทรัพย์ แม้ว่าการรวมกลุ่มในครั้ง
แรกจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจ ในเรื่องการรวมกลุ่มให้กับชุมชน หลังจากนั้นจึงมีการ
รวมกลุ่มขึ้นใหม่อีกครั้งในรูปของกลุ่มแม่บ้าน และได้พัฒนาเป็น กลุ่มทอผ้า โดยการสนับสนุนของกรมการพัฒนา
ชุมชน เมื่อกลุ่มทอผ้าเริ่มมีชื่อเสียง จึงพัฒนาไปสู่ชุมชนท่องเที่ยวด้วย การสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ตามโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว และมี หน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนับสนุน
การหาตลาด ความเข้มแข็งของชุมชนประกอบกับการสนับสนุนจาก หน่วยงานภาครัฐหลายๆ แห่ง ทำให้ทุนจาก
ภายนอกเข้ามาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นชุมชนที่พึ่งพาตัวเองได้ใน ที่สุด ซึ่งจากการวิเคราะห์ของกลุ่มผู้ลง
พื้นที่ศึกษาได้พิจารณาว่าในเริ่มแรกนั้นแม้การรวมตัวเป็นกลุ่มออมทรัพย์จะยัง ไม่สำเร็จแต่เกิดกระบวนการเรียนรู้
ร่วมกันซึ่งมีต้นทุนผู้นำที่เข้มแข็งไม่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ดั้งเดิม แต่มี เพ่ิมเติมมากขึ้นคือจากความ
อุตสาหะของชุมชนทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่ภายนอกซึ่งทำให้เกิดต้นทุนจากภายนอกที่ เข้มแข็งยิ่งขึ้นจึงทำให้ชุมชน
ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าทุนภายนอกสามารถแบ่งระดับการสนับสนุนได้เป็น 3 ระดับ คือระดับเริ่มต้น ระดับกลาง
และระดับการพัฒนาแล้วซึ่งชุมชนก็สามารถได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ แรงสนับสนุนจากหน่วยงาน
ภาคีภายนอกสามารถเป็นเสมอื นมติ รที่สนบั สนุนชุมชนได้ บนรากฐานเอกลกั ษณข์ อง ชุมชนน้ัน ๆ เอง
99
ระดับการช่วยเหลอื หนว่ ยงาน ทุนทไี่ ด้รับ รายละเอียด
เริม่ ตน้ กรมการพัฒนาชมุ ชน
• เงนิ ทุน 25,000 บาท •สนับสนุนการยกระดับ
• ความรู้
กลุ่มแม่บ้านให้เป็นกลุ่ม
กรมส่งเสริมอตุ สาหกรรม •เงินทุน 2 ล้านบาท ทอผ้า
•ความรู้
•เทคนิคการทอผ้า การ
ระดบั กลาง •เงินทุน 8.2 ล้านบาท
•ความรู้ ทำตลาด การจัดการ
การท่องเที่ยวโดย
JBIC ชุมชน
•การทำตลาด •สนับสนุนตามโครงการ
การท่องเท่ยี วแห่งประเทศไทย หมู่บ้านอุตสาหกรรม
ชนบทเพื่อการ
องคก์ รบรหิ ารส่วนจงั หวัด •เงนิ ทุน ทอ่ งเที่ยว
สือ่ มวลชน •การทำตลาด
•สร้างศูนย์แสดงสินค้า
ระดับการพฒั นาแล้ว •การทำตลาด
ชุมชน
ธกส.
•ฝึกอบรมการบริหาร
จ ั ด ก า ร ก ล ุ ่ ม ศ ึ ก ษ า ดู
งานการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์หมู่บ้าน และ
การจัดการท่องเที่ยว
ประเทศญ่ปี ุ่น
•เริ่มจากงานของดี 4
ภ า ค เ พ ื ่ อ น ำ เ ส น อ ผ้ า
หมกั โคลน
•ซือ้ เครอ่ื งดนตรไี ทย
•การเก็บตัวนางสาวไทย
การออกรายการ เช่น
ทุ่งแสงตะวัน ตลาดสด
สนามเปา้
สั่งซื้อผ้าหมักโคบนแจก
ลูกคา้
สนับสนุนรายการโทรทัศน์
ให้ทำรายการโฆษณาการ
ท่องเทยี่ วชุมชน
100
การสรา้ งชมุ ชนใหเ้ ขม้ แขง็
บ้านนาต้นจั่น ได้สร้างชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นมาได้นั้นโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน
โดยการสร้างกลุ่มโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่ดีของผู้นำโครงการความมี
วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล จึงทำให้มองเห็นถึงจุดเด่นของชุมชนแล้วนำจุดเด่นนั้นมาสร้างรายได้ให้ชุมชนให้ชุมชนมีรายได้
เสริมนอกจากการทำการเกษตร รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับคนในชุมชน มีการทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยการ
พัฒนาชุมชนให้คนในชุมชนมีความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น มีวิสัยทัศที่กว้างขึ้นจากเดิม รวมถึงการมีส่วนร่วม
ภายนอกชุมชนซึ่งได้เข้ามารับทราบและช่วยสนับสนุนส่งเสริมด้านการเรียนรู้ต่าง ๆ งบประมาณ ในการส่งเสริมด้าน
การประชาสัมพันธ์ส่งเสริมด้านงบประมาณในการศึกษาดูงานเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยถ้าขาดความ
ร่วมมือของคนในชุมชนที่ช่วยการสร้างสรรค์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนของตนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดท้ัง
ตอ่ ตนเองและต่อส่วนร่วม รว่ มกันคดิ รว่ มกันตัดสินใจและร่วมกนั รบั ผลประโยชน์
เกตุทิพย์ ได้พูดคุยผ่านรายการ ติดเขา 3 ตอน 4 เที่ยวทุ่งนาสะหลี ชิมข้าวเปิ๊บ นอนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น
ชมวิวห้วยต้นไฮ จ.สุโขทัย เกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชนที่ทำให้โฮมเสตบ์บ้านนาต้นจั่นประสบความสำเร็จ ว่า
“เสน่ห์ของบ้านาต้นจั่น พี่มองในเรื่องของ คน การดูแล การต้อนรับคนที่เข้ามาเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วยน้ำใจ การให้น้ำใจ
มิตรภาพที่ดี นี่แหละสิ่งนี่งดงามที่สุด คนถึงกลับมาอีก ครั้งที่หนึ่ง สอง สาม เหมือนเรารักเขา ให้เขาด้วยความจริงใจ
การกินอยู่ พูดคุย เหมือนคนในครอบครัว เขาสัมผัสได้เราสัมผัส เราคือครอบครัวเดียวกัน ถ้ามองในเรื่องของการ
ท่องเที่ยว อย่ามองว่า คนที่มาหา คือ ธุรกิจ ถ้าเรามองในเรื่องของการลงทุนเข้ามาก็จะมองหาผลกำไร ถ้าในหัวคิด
เรื่องธุรกิจก็จะไม่แสดงออกถึงความจริงใจละ ก็จะคิดแต่ได้กำไรจากสิ่งที่เขาสร้างวิถีเดิมก็จะหายไป สร้าง ทำแต่เพ่ือ
ขาย .. ธุรกิจเราคือท่องเที่ยวเชิงชุมชน เราต้องปรับแนวคิดว่า สิ่งที่เราได้จากคนที่เข้ามาท่องเที่ยวต้องกระขายให้
ทั่วถึงเป็นระบบ ระบบการจัดการนี่สำคัญมาก การทำท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เราไม่สามารถทำคนเดียวได้ เรามีแนวคิด
แต่หากคนนุชมชนไม่เห้นด้วย มีความเห็นต่าง รูปแบบที่เราเป็นอยู่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หัวใจหลักคือการเชื่อมแต่ละจุดแต่
ละชุมชน การที่ชุมชนอื่นไม่ประสบคความสำเร็จ พี่เชื่อว่าเป็นเพราะ ไม่มีความแข็งแรง สามัคคีพอ ความเข้มแข็งของ
คนในชุมชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง.. พี่ยอมใจคนที่นี่เลยค่ะ เพราะเวลาเราจะเอย จะพูด ว่าทำอันนั้นดีมั้ย จะเกิด
ผลประโยชน์อยา่ งไร และมนั ก็จะออกมาใหเ้ ห็นเปน็ ภาพรวมอยา่ งชดั เจน และย้งั ยนื มากๆ.. ”
การแก้ไขปญั หาทเ่ี กิดข้ึนจากการจดั การการทอ่ งเทย่ี วระหวา่ งชุมชน
1. จัดทำตารางแผนการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านนาต้นจั่นให้เกิดความชัดเจนโดยมีการกำหนด เส้นทางการ
ท่องเท่ียวเยยี่ มชมวิถชี วี ิตและแหล่งท่องเทย่ี วในชุมชน
2. อบรมและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการนำเสนอและให้ข้อมูลแก่ นักท่องเที่ยวทางสื่อมีเดีย
เว็บไซตต์ า่ งๆ อย่างทว่ั ถึงและมีความโดดเดน่ นา่ ดงึ ดดู
3. เป็นชุมชนต้นแบบในการเปิดให้นักเรียน นักศึกษา สามารถเข้ามาเรียนรู้และร่วมสืบสาน อนุรักษ์วัฒนธรรม
วิถีชีวิตของชุมชนบ้านนาต้นจั่นและสร้างจิตสำนึกให้นักท่องเที่ยว นักศึกษา เห็น ความสำคัญของพื้นที่
ทอ่ งเท่ียวในชมุ ชนบ้านนาต้นจ่ัน
101
ระบบสขุ ภาพ / มิติความเชือ่ ดา้ นสขุ ภาพของชาวล้านนา
พิธกี รรมพ้ืนบา้ นและความเช่ือเก่ยี วกับผีในมติ ดิ า้ นสขุ ภาพ ไดแ้ ก่
1) ผีเสื้อบ้าน เสื้อบ้านตามความเชื่อของผู้คนในภาคเหนือเป็นดวงวิญญาณที่ทำหน้าที่ปกปักรักษา
สมาชิกในหมู่บ้านสถิตอยู่ในเรือนล้านนาขนาดเล็กกลางหมู่บ้าน เรียกว่า หอเสื้อบ้าน ตามความเชื่อล้านนาเมื่อผู้คนพา
กันมาตั้งบ้านเรือนกันใหม่จะพากันตั้งศาลประจำหมู่บ้านด้านหน (ทิศ) เหนือของหมู่บ้านและสถานที่ไกลออกไปก็จะ
กำหนดให้เป็นป่าช้าสถานที่เผาศพหรือฌาปนกิจศพของผู้คนในหมู่บ้านที่เสียชีวิต เรียกกันว่า ศาลหอผีเสื้อบ้าน คำว่า
“เสื้อ” จึงเป็นเสมือนสิ่งปกคลุม หุ้มห่อให้ความอบอุ่นเกิดกำลังใจแก่ผู้คนทั้งหลายในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านจะอัญเชิญ
เสื้อบ้านมาอยู่ ณ หอผีที่ดงหรือที่ดอนประจำหมู่บ้านหรือจุดใดจุดหนึ่ง อันถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่เป็นหลักหมาย
หรือศูนย์รวมพลัง ทางจิตใจของหมู่บ้านเสื้อบ้านจึงมีหน้าที่และบทบาทสำคัญต่อการปกปักรักษาคุ้มครองสมาชิกใน
หมู่บ้าน การประกอบพิธีกรรมชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะร่วมกันนำเอาสิ่งของต่าง ๆ ทั้งอาหารคาว หวาน ดอกไม้ ธูปเทียน
มารวมกันจัดทำเป็นเครื่องสักการบูชา ผู้นำพิธีประจำหมู่บ้านก็จะกล่าวโองการเพื่อขอให้ผีเสื้อบ้านช่วยปกปักรักษาให้
ผู้คนในหมู่บ้านให้มีความร่มเย็นเป็นสุขปราศจากภยันตรายและโรคาพยาธิทั้งปวง พิธีกรรมการเลี้ยงผีเสื้อบ้านจึงเป็น
กลไกในการควบคุมดูแล จัดระเบียบกฎเกณฑ์ของชุมชนที่แฝงไว้ด้วยกลไกในการควบคุมดูแลและจัดการหมู่บ้าน
จัดระเบียบคนในชุมชนหรือเป็นเสมือนโครงสร้างหนึ่งที่ทำหน้าที่จัดระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ให้ชาวบ้าน
ประพฤติปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์เพอ่ื การดำรงชีวิตร่วมกนั ในหมบู่ ้าน
2) เลี้ยงอาหารแก่ผีตามที่ต้องการโดยมีจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป เช่น ทำให้ผีพอใจและจะไม่มา
รบกวนคนอีกหรือเพื่อทำให้ผีหายโกรธที่คนทำให้ผีไม่พอใจหรือคนประพฤติในสิ่งที่ผิดครรลองประเพณีและเพื่อให้ผี
พอใจและจะให้ความคุ้มครองตลอดจนบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีงามแก่คน การเลี้ยงผีจะกระทำในกรณีรักษาพยาบาลและ
การเลี้ยงผีเพื่อแสดงความเคารพบูชาหรือความคุ้มครองป้องกันในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วย กระบวนการจะเริ่มต้นจาก
ชาวบ้านจะไปถาม “เมื่อ” ซึ่งเป็นวิธีการเสี่ยงทายเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของความไม่สบายหรือเจ็บป่วยผ่านคนทรงเจ้า
ที่เชื่อว่าสามารถติดต่อกับเจ้าเพื่อให้เจ้ามาสิงตนเองและช่วยเหลือมนุษย์เมื่อเจ้าลงประทับจะถามญาติผู้ป่วยที่มาหาว่า
มีเรื่องอะไร เมื่อทราบเรื่องราวแล้วเจ้าจะออกไปตรวจตราดูที่บ้านของผู้ป่วย ตลอดจนอาการผู้ป่วยว่าเป็นอย่างไร
จากนั้นก็จะบอกว่าถูกผีที่นั่นที่นี่ทำให้เกิดความเจบ็ ป่วย โดยเฉพาะผีตายโหง ผีกะยักษ์ (ผีปอบ) ผีเจ้าที่ และผีเร่ร่อนไร้
สังกัดอื่น ๆ (เจ้าจะเป็นผู้บอกเอง) เมื่อทราบแล้วว่าผีที่กระทำให้เกิดความเจ็บป่วยเป็นผีประเภทใด เจ้าจะบอกให้ญาติ
เตรียมของเลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลาบเนื้อหมูหรือเนื้อวัวดิบแกงอ่อม (เนื้อหมูหรือเนื้อวัว) ไก่ต้ม 2 ตัว (โดยไก่ต้อง
นำไปเตรียมบริเวณที่จะเลี้ยงผีตั้งแต่การฆ่า การชำแหละ และการต้ม) น้ำดื่ม 1 แก้ว เหล้าขาว 1 ขวด กรวยดอกไม้ธูป
เทียนและเมี่ยง การเลี้ยงผีมักจะเลี้ยงในตอนพลบค่ำ (ภาษาล้านนาเรียกว่า สะลุ้มสะลิ้ม) ทำโดยใครก็ได้ แต่ส่วนใหญ่
จะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวเป็นผู้กระทำพิธี โดยการเลี้ยงจะนำของเลี้ยงไปเลี้ยงผี ณ บริเวณที่ผีสิงสถิตอยู่ (เจ้าจะ
เป็นผู้บอก) “ที่ได้ไปทำให้คนนั้นคนนี้ ได้เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะอยากกินด้วยนั้น บัดนี้ผู้ข้าได้นำของเลี้ยงมาให้กินแล้ว
ขอให้กินให้อิ่มหนำสำราญ และขอให้อภัย อโหสิกรรมแก่ผู้ป่วยด้วยเทิด” เมื่อวางของเซ่นไว้ที่พื้นแล้วคนเลี้ยงจะรอ
จนกว่าผีจะอิ่ม (ส่วนมากจะดูจากชั่วระยะเวลาธูปหมดก้าน) หลังจากเสร็จพิธีคนเลี้ยงจะเทน้ำและเหล้าในแก้วลงบน
พ้นื และขอของเล้ยี งจากผแี บง่ ให้คนท่ไี ปเลี้ยงด้วยรับประทานณ บรเิ วณทีเ่ ลย้ี ง (หา้ มนำกลบั บ้าน)
3) ผีในมิติการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรพื้นบ้าน การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อการดูแลรักษา
สุขภาพได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุจนกลายเป็นวัฒนธรรมของชุมชน พืชสมุนไพร
พื้นบ้านจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีการดำรงชีวิตโดยมีหมอสมุนไพรพื้นบ้านปรุงยาสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพ
ของประชาชนและจำหน่ายนอกชุมชน รวมถึงมีประชาชนที่พอจะมีความรู้จะเข้าป่าเพื่อหาสมุนไพรมาปรุงเองเป็นตำรับ
102
ยาต้มซึ่งจะใช้รักษาอาการปวดเมื่อย บำรุงกำลังและรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรังบางอาการ เช่น เบาหวานและความดัน
โลหิตสูง สมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิดมีสรรพคุณยับยั้งกิจกรรมของแอลฟาอะไมเลสและแอลฟากลูโคซิเดสในผู้ป่วย
เบาหวาน เช่น สารสกัดฝางซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนเภสัชในการบำบัด
โรคเบาหวานได้
การได้มาซึ่งเครื่องมือศึกษาชุมชนบ้านาต้นจั่น มาจากคลิปวิดิโอเกี่ยวบ้านนาต้นจั่น บนแพลตฟอร์ม
YouTube บทความในเว็บไซต์ และ งานวิจัย เป้นข้อมูลแบบทุติยภูมิ เนื่องจากเลือกใช้วิธีศึกษาชุมชนที่เราสนใจ แต่ไม่
สามารถลงพื้นที่ด้วยตนเองได้ โดยศึกษาผ่านการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตแทน บ้านนาต้นจั่นเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิง
อุตสาหกรรม สามารถเรียกได้อีกชื่อว่า โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น เหตุที่เลือกเครื่องมือศึกษาชุมชนดัง ข้างต้น มาจาก
การที่ศึกษาความเป็นมาของบ้านาต้นจั่น ทำให้ทราบว่าบ้านนาต้นจั่นมีเรื่องราวตั้งแต่การอพยพของคนอุตรดิตถ์(เมือง
ลับแล)มาตั้งรกรากที่นี่ จนมาถึงประวัติการเดินทางของชุมชนบ้านาต้นจั่น การร่วมตัวของในหมู่บ้าน เป็นวิสาหกิจ
ชุมชน และเติบโตได้อย่างทุกวันนี้ เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนย่อมมาพร้อมกับบุคลสำคัญในชุมชนที่มีส่วนช่วย
พัฒนาชุมชนบ้านาต้นจั่นในปัจจุบัน ทำให้ได้รู้จักกับคุณแม่เสง่ียม ผู้ริเริ่มการรวมกลุ่มของแม่บ้าน สู่วิสาหกิจผ้าหมัก
โคลน ขยับขยายเป็นโฮมสเตย์ ไม่เพียงแต่คุณแม่เสงี่ยม แต่ยังได้รู้จักกับบุคคลสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์ให้ชุมชนที่ใคร
ที่มาเที่ยวก็ต้องแวะมาดู มาเล่น มาทาน ได้แก่ ข้าวเปิ๊ปยายเครื่อง ตุ๊กตาบาร์โหนตาวงศ์ คุณเกตุทพิ ย์ลูกสาวของคุณ
แม่เสงี่ยมผู้ดูแลศูนย์การท่องเที่ยวและศูนย์จำหน่ายผ้าหมักโคลนและสินค้าOTOP จากการศึกษาจะพบเห็นบุคคล
เหล่านี้บ่อยครั้ง ทำให้ทราบได้ทันทีว่าพวกเขาคือบุคคลสำคัญ หรือ ปราชญ์ชุมชน การได้ศึกษาความเป็นของชุมชนจึง
ทำให้ทราบเรื่องเล่าของบุคคลสำคัญไปโดยปริยาย ในส่วนของเครื่องมือเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรชุมชนก็ได้ทราบ
ระหว่างการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนเช่นกัน ได้เห็นการร่วมมือกันในชุมชนเองก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจผ้าหมักโคลน
โฮมเตย์ ความเข้มแข็งในชุมชนที่มีส่วนทำให้โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นประสบความสำเร็จ การบริหารจัดการการ
ท่องเที่ยวบ้านนาต้นจั่นโดยศูนย์กลางการท่องเที่ยว และ การสนับสนุนร่วมมือจากองค์กร/หน่วยงานภายนอก เช่น
กรมพัฒนามชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม การทอ่ งเทย่ี วแห่งประเทศไทย ฯลฯ
2. แนวคิด ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏบิ ัติงานสังคมสงเคราะห์
การศึกษาชุมชน ต้องเริ่มจาก (1)การสร้างสัมพันธภาพกับคนในชุมชน เมื่อเป็นการแจ้งให้ชุมชนทราบว่าเรา
จะเข้ามาศึกษาชุมชน และการจะได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆเราต้องอาศัยความสนิทชิดเชื้อ ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในชุมชน
เพื่อเวลาการพูดคุยสอบถามต่างๆเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีความเข้าใจกัน โดยเป็นสัมพันธภาพทางวิชาชีพ เพื่อจะได้
ไม่เกิดอคติเวลาทำงานต่างๆ หรือ การเข้าไปคลุกคลีอยู่เป็นกับชาวบ้านเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ผู้ศึกษาเชื่อว่าเรา
สามารถทำได้ทั้งสองทาง (2)ทักษะการสัมภาษณ์ การสังเกต และการจดบันทึก ซึ่งเป็นทักษะส่วนใหญ่ที่เราต้องใช้
ควบคู่กันในการศึกษาชุมชน จากข้อมูลของชุมชนบ้านาต้นจั่นที่ได้มาในข้าวต้น การศึกษาชุมชนส่วนใหญ่ จะเป็นไปใน
รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก นักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าไปศึกษาชุมชนจึงจำเป็นต้องมีทักษะ
เหล่านี้ เกิดขั้นได้ในช่วงของ (3)การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน ได้ทั้งการทำความรู้จักคนในชุมชน ก็ยังได้ในส่วน
ของการสังเกตชีวิตของคนในชุมชนอีกด้วย ทั้งนี่การเริ่มต้นศึกษาชุมชน หากนักสังคมสงเคราะห์ไม่รู้ว่าตนจะศึกษา
อะไรควรเริม่ จากการหา (4)Key-Person หรอื คนท่สี ามารถ“เชอ่ื ม” เราใหเ้ ข้ากับชุมชนได้ บคุ คลทีร่ ูว้ ่า ชมุ ชนมอี ะไรบา้ ง
หากต้องการรู้เรื่องนี้ ควรศึกษากับใคร ที่ไหน อย่างไร โดยส่วนมากมักจะเป็นผู้นำชุมชน คนที่ชุมชนให้ความเคารพนับ
ถือ เป็นคนท่ีมสี ว่ นร่วมกบั ชมุ ชนในทกุ ๆดา้ นและเปน็ ที่รจู้ ักของคนในชมุ ชน
103
ทฤษฎีทุนทางสังคม นักวิชาการและผู้รู้หลายท่านได้ให้ความหมายของ “ทุนทางสังคม” ไว้ในหลายมิติทั้งใน
มิติที่เป็นเรื่อง ของระบบคิดและในมิติของค่านิยม วัฒนธรรมของประชาชน ความไว้วางใจกันความสeนึกร่วมกันใน
ความเป็น เจ้าของความเป็นชุมชนเดียวกัน มีจารีตและมีค่านิยมต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้นักวิชาการบาง
ท่าน เสนอแนวคิดว่า ทุนของชุมชนเป็นทุนทางสังคมอย่างหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทุน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ฐาน
วัฒนธรรม ความเอื้ออาทร ความสามัคคีความไว้วางใจซึ่งกันและกันมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีการรวม พลัง
ความคิดและมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันซึ่งทุนทางสังคมถือเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ใน ชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าจะเป็นไมตรีจิตมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันของ สมาชิกในครอบครัว
เพื่อนบ้าน และบุคคลทั่วไป แล้วขยายวงออกไปเรื่อยๆ อย่างกว้างขวาง ก็จะนำไปสู่การ สะสมทุนทางสังคมในชุมชน
นั้นๆ(ไมตรี, 2560) ในการอธิบายถึงทุนที่ชุมชนบ้านนาต้นจั่น มีทุนทางสังคม ประกอบด้วย ด้านของทุนมนุษย์หรือคน
ในชุมนที่รวมตัวกัน มีความสามัคคี การมีน้ำใจต่อกัน เกิดเป็นความเข้มแข็งในการพัฒนาชุมชน โดยพัฒนาทุนทาง
วัฒนธรรมที่ชุมชนนั้นมีอยู่ เช่น ภูมิปัญญาด้านผ้าหมักโคลน อาหาร ของเล่น การละเล่นพื้นบ้าน รวมไปถึงสถานท่ี
ตามธรรมชาติที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยว อย่างจุดชมวิวห้วยต้นไฮ และทุนทางสังคมจากหน่วยงาน
ภายนอกทีเ่ ข้ามาให้การสนับสนนุ การพฒั นาชมุ ชนอีกดว้ ย
กระบวนการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเคราะหช์ ุมชน
1.ระยะเริ่มต้น ประกอบด้วย การศึกษาสถานการณ์ของชุมชน การส้รรางสัมพันธภาพและความไว้วางใจหรือ
ศรัทธาของคนในชุมชนเพื่อให้เกิดการยอมรับและนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน ศึกษาชุมชน วิเคราะห์
แยกแยะประเดน็ สำคญั ต่างๆหรอื ปัญหาทเ่ี กดิ ในชุมชน
2.ระยะการดำเนินงาน การดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ ในการจัดทำโครงการ จัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จัดหา/ระดมทรัพยากรทางสังคม เพื่อดำเนินการตามโครงการที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ
ลุลว่ ง เน้นการมสี ่วนร่วมของคนในชุมชนต้งั แต่การวางแผนออกแบบ และการลงมือทำ
3.ระยะสิ้นสุดการดำเนินการ เป้นการติดตามและประเมินผลของโครงการที่เราทำไปอย่างเป็นระยะๆ ให้ทราบ
ถึงความก้าวหน้า ปัญหาและอุปสรรค สำหรับเรียนรู้ พัฒนาในการทำโครงการอื่นๆต่อไป โดยไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญ
กับCommunity Organizationเพอ่ื ให้ชุมชนสามารถจดั การชมุ ชนไดโ้ ดยตัวชุมชนเอง
3.ลกั ษณะกจิ กรรม การบรกิ าร หรือ โครงการท่ีเหมาะสมในการทำงานเพ่อื การเปลย่ี นแปลง
โครงการ : บา้ นนาตน้ จ่นั WORKATION
Workationเป็นเทรนด์การทำงานแนวใหม่หลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนต้องปรับการใช้ชีวิต
วิถีใหม่ ทำงานแบบwork from home มากขึ้น สำหรับประเทศไทยที่มีการแพร่ระบาดทำให้ต้องเกิดการปิดเมืองหลาย
เดือน คำว่า workation มาจากคำว่า work Iรวมกับคำว่า vacation แปลว่า ทำงานไปด้วย ท่องเที่ยวไปด้วย เป็นการ
เลือกสถานที่ทำงาน ไม่ให้จำเจอยู่ที่เดิมๆ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ๆบ้าง เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย สร้างกระตุ้นไอเดีย
ใหม่ และช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่คนที่ทำงานอยู่ในบ้านนานจนแยกชีวิตส่วนตัว กับ ชีวิต
ทำงานไม่ออก ขาดwork life balance เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แหล่งท่องเที่ยวย่อมได้รับ
ผลกระทบจึงต้องมีการปรับตัวให้แก้ไขทันตามสถานการณ์ โดยปกติแล้วโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
เชิงวัฒนธรรมที่คนมักมาเที่ยวพักผ่อนพร้อมกับเรียนรู้วิถีชาวบ้านไปด้วย มีจุดเด่นความสวยงามทางธรรมชาติ คนใน
ชุมชนให้ความต้อนรับอย่างอบอุ่น มีความรู้สึกเหมือนมาพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัดของตนเอง หากจะปรับให้เป็นแหล่ง
workation ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้โฮมสเตย์นั่น มีอุปกรณ์รองรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อรองรับการประชุม
104
ออนไลน์ มีอุปกรณ์สำนักงาน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นเตอร์ เครื่องสแกน อำนวยความสะดวก ผู้เข้าพักอาจพก
มาเพียง แฟรชไดร์งาน ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกโฮมสเตย์คัดเลือกเพียงบางหลังที่ต้องการให้ความร่วมมือกับการ
เปลี่ยนแปลงนี้ หรือ ไม่ก็คงโฮมสเตย์ไว้ดังเดิม แต่สร้างสถานที่ใหม่คล้ายco-working space มีพื้นที่ที่เป็นคาเฟ่สร้าง
รายได้ในชุมชนเพิ่ม และแบ่งมีโซนที่เป็นห้องย่อยๆรองรับการทำงานออนไลน์ ถึงแม้จะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ดังเดิม
แต่จุดเด่นคือเมื่อคุณวางมือจากงานที่ทำแล้ว ก็ได้ออกไปสูดอากาศธรรมชาติ เห็นพื้นที่สีเขียว บรรยากาศดีๆที่ลด
ความตึงเครียดจากการทำงานลงได้ ไม่ละทิ้งวิถีเดิมของบ้านนาต้นจั่น มีโปรแกรมจัดให้ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ(โด
ยาจเปิดขยายเวลารองรับเวลาเลิกงาน) เรียกได้ว่าทำงานเสร็จปุ๊ปก็ได้เที่ยวปั๊ป ต่อยอดในอนาคตสำหรับการรับ
ท่องเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ได้ เราก็จะโฆษณากับทางสำนักงานให้พาพนักงานมาเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานได้เช่นกัน
อีกทั้งยังเหมาะกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่ต้องการอัดคลิป ไลฟ์ ลงแฟลตฟอร์มต่างๆ ทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่มีความ
หลากหลายมากขึน้ เนื่องจากชมุ ชนบ้านาตน้ จ่ันได้รองรับความตอ้ งการของนกั ท่องเทยี่ วไวเ้ รยี บร้อยแล้ว
อย่างไรก็ดีการจัดทำโครงการต้องผ่านการพูดคุย ทำความเข้าใจ วางแผนร่วม และปรับเปลี่ยนตามความ
ต้องการของชาวบ้าน เนื่องจากโครงการเข้าไปเปลี่ยนระบบ และ วิถีชีวิตท่องเที่ยวแบบเดิมของชาวบ้าน จึงต้องได้รับ
ความรว่ มมือกับชาวบ้านเป็นอยา่ งดีเพ่ือให้โครงการทีว่ างไวส้ ำเรจ็ ลลุ ่วง
สามารถทำให้เกิดการเปลย่ี นแปลง3ระดบั ดงั น้ี
ระดับบุคคล – เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการทำการท่องเที่ยวของชุมชนให้หลากหลายขึ้น ได้ออกจากcomfort
zone ของชาวบา้ น เพือ่ ลองผอดลองถกู เรยี นร้รู ปู แบบใหม่ๆ
ระดับกลุ่ม – คนในชุมชนได้เรียนรู้การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ได้มีโอกาสวางแผน จัดการชุมชนเพื่อให้รองรับ
โครงการนี้เมื่อผ่านการลองผิดลองถูกแล้ว มีความมันคงมากขึ้น ชุมชนก็จะจัดการโครงการนี้ด้วยตนเองได้ต่อ มี
ความยัง่ ยืน และ ปรับตัวได้ตลอดเวลา
ระดบั นโยบาย – นำเสนอ โฆษณา เชิญชวนการทอ่ งเทยี่ วแนวใหมข่ องจังหวดั สุโขทยั ได้
4.บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์กับการปฏบิ ัตเิ พ่ือการเปลี่ยนแปลง
นักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ในการแนะนำ ชี้ทางเลือกต่างๆมากกว่าการไปบอกให้ชาวบ้านทำอะไร แต่เน้นการ
ปรับเปลี่ยน วางแผน มีส่วนร่วมกับคนในชุมชน ให้คนในชุมชนเข้าใจถึงสิ่งที่ตนจะทำจริงๆ โดยช่วงแรก หลังจากการ
แนะนำ/ริเริ่มโครงการ นักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องช่วยระดมทรัพยากรที่มี เริ่มจากในชุมชนก่อนไปถึงการพึงพา
นอกชุมชน สำหรับโครงการ บ้านนาต้นจั่นworkcation ก็ต้องถึงเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์มา
ติดตั้งในหมู่บ้าน จากนั้นก็ฝึกอบรมให้คนในชุมชนใช้ระบบต่างๆให้คล่องแคล่ว ปรับความความเข้าใจ ทำความเข้าใจใน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชน รับฟังความเห็น(ฟีดแบค) เพื่อในโครงการเป็นคนในชุมชนมีความเป็นเจ้าของมาก
ที่สุด เมื่อโครงการดำเนินไปแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ก็มีหน้าที่คอยติดตามผลงาน ว่าดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่
หากไม่ควรจัดการแก้ไขตรงส่วนใดบ้าง โดยมีการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้ประสานงานของศูนย์กลางท่องเที่ยวเป็น
หลัก และประเมินผลงานเพื่อการพัฒนาโครงการต่อในอนาคต กล่าวโดยสรุป หน้าที่ของนักสังมสงเคราะห์ในการ
ทำงานรว่ มกับชุมชน คอื ทำงานรว่ ม ชท้ี างเลือก ดึงทรัพยากร ติดตาม ประเมนิ ผล
105
อ้างอิง
ความสขุ แบบบา้ นทุ่งสไตล์ ท่ีบ้านนาต้นจ่ัน. (2561). สืบค้นจาก https://www.paiduaykan.com/travel/
บา้ นนาตน้ จนั่
ชนษิ ฐา ใจเปง็ . (2563) การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานวฒั นธรรมชุมชนบา้ นนาต้นจั่น จังหวัด
สุโขทยั Community-based Cultural Tourism Management in Ban Na Ton Chan, Sukhothai Province. ใน
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ,่ การประชุมหาดใหญว่ ชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาตคิ รั้งที1่ 1. (น.898-903).
ชุมชนบา้ นนาต้นจ่ัน จังหวัดสโุ ขทยั . (2561). สบื ค้นจาก http://community.onep.go.th/location/ban-
na-ton-jun-sukhothai/
บา้ นนาตน้ จ่ัน โฮมสเตย์ท่ใี ห้ความสขุ เหมอื นได้กลับบ้าน. (2564). https://onceinlife.co/baan-na-ton-
chan-sukhothai
ณิชาดา วิเศษกาศ. (2561). การจัดการการทอ่ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรมอย่างยงั่ ยืน: กรณศี กึ ษา บา้ นนาต้นจน่ั
ตำบลบ้านตกึ อำเภอศรสี ชั นาลยั จงั หวดั สโุ ขทัย. (การศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง). มหาวทิ ยาลยั พะเยา, รัฐ
ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑิต , สาขาวิชานโยบายสาธารณะ.
พิมพร์ ะวี โรจน์รงุ่ สัตย์. (2563). บทเรยี นร้ดู า้ นตน้ ทนุ และการตอ่ ยอดการท่องเท่ยี วโดยชุมชน บา้ นนาตน้ จ่ัน
ในจังหวดั สโุ ขทัย. วารสารศรีปทมุ ปรทิ ศั น์ ฉบบั มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร,์ 20(1), 170-171,
วิสาหกจิ ชุมชนทอผ้าบ้านาต้นจน่ั . (2560). สบื คน้ จาก https://www.right-livelihoods.org/wp-
content/uploads/2019/09/นาตน้ จน่ั -1.pdf
สรุ ชี า แสนวงศ.์ (2561). การสร้างชมชนให้เขม้ แข็ง กรณีศกึ ษาโครงการท่องเทีย่ วโดยชุมชนบ้านนาต้นจ่นั
จงั หวดั สุโขทยั ต้ังแต่ปี 2557 จนถึงปจั จบุ ัน. (คน้ คว้าอสิ ระรัฐศาสตรมหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง ,คณะ
รฐั ศาสตรโ์ ครงการพเิ ศษ
สามารถ ใจเตี้ย และ วรางคณา สินธุยา. (2562). ผีล้านนาในมิติการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน. วารสารวิจัย
ร า ช ภ ั ฏ พ ร ะ น ค ร ส า ข า ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี , 1 4 ( 2 ) , 1 6 4 - 1 6 6 , ส ื บ ค ้ น จ า ก
file:///C:/Users/PC/Downloads/149115-Article%20Text-685668-1-10-20190909.pdf
อสิ รยี ์ นรเศรษฐาภรณ์. (2561). การสงวนรกั ษาผา้ หมกั โคลน บา้ นนาตน้ จน่ั อำเภอศรีสชั นาลัย จังหวัด
สุโขทยั . (วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ วิทยาลัยนวตั ิกรรม, สาขาวิชาการ
จดั หารมรดกวฒั นธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์.
อมรนิ ทร์ทีว.ี (10 พฤศจิกายน 2561). ชมุ ชนต้องเทยี่ ว | ชุมชนบ้านนาตน้ จั่น จ.สโุ ขทยั | EP.4 [วิดโิ อ].
สืบคน้ จาก https://www.youtube.com/watch?v=e84f1rzFRbg
อมรนิ ทรท์ ีว.ี (12 พฤศจิกายน 2561). พลเมืองต้นแบบ | "บา้ นนาต้นจนั่ " ชุมชนต้นแบบการทอ่ งเที่ยววิถีไทย
| EP.6 [วิดิโอ]. สืบคน้ จาก https://www.youtube.com/watch?v=YnbwahJLWL0
เอกสารประกอบการพิจารณาปริญยากติ ติมาศักดิ์. (2563). สืบค้นจาก
ci.vru.ac.th/backend/report/1.2%20(5)%20นางเสงีย่ ม-แสวงลาภ-ปรญิ ญากติ ตมิ าศกั ด-ิ์ สาขาการจดั การ
ทอ่ งเทยี่ ว.pdf
TrueVisionsOfficial. (28 กุมภาพันธ์ 2563). ติดเขา 3 ตอน 4 เที่ยวทุ่งนาสะหลี ชิมข้าวเปิ๊บ นอนโฮมสเตย์
บ้านนาต้นจั่น ชมวิวห้วยต้นไฮ จ.สุโขทัย [วิดิโอ]. สืบค้นจาก
https://www.youtube.com/watch?v=Rymz8DP0Isw&t=1758s
106
“ชมุ ชนพฒั นาบ้านล่าง”
นิษฐา พ่งึ จติ ต์
107
การออกแบบปฏบิ ัติการสงั คมสงเคราะหช์ ุมชน
โดย นางสาว นษิ ฐา พึ่งจิตต์ 6205610246
ชมุ ชนพัฒนาบ้านล่าง
เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมทางรถไฟวงเวียนใหญ่ ใกล้วัดโพธิ์นิมิต ซอยเทอดไท 9 - ซอยเทอดไท 1 7แขวงบางย่ี
เรอื เขตธนบุรี กรงุ เทพมหานคร ภายในชุมชนค่อนขา้ งแออัด ประชากรสว่ นใหญ่นับถือศาสนาอสิ ลาม
มติ ดิ า้ นเศรษฐกิจ
ส่วนใหญ่คนในชุมชนประกอบอาชีพค้าขาย โดยเปิดเป็นร้านขายของชำบริเวณหน้าบ้านของตน หรือ บางส่วน
จะไปคา้ ขายทต่ี ลาดรมิ ทางรถฟวงเวียนใหญ่ นอกนน้ั คนในชุมชนจะประกอบอาชีพรับราชการและรับจา้ งท่วั ไป
มิตดิ า้ นสงั คม
ประชากรในชุมชนส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยและสนิทสนมกัน เนื่องจากทางชุมชนได้มีการจัดกิจกรรมทาง
ศาสนาเพื่อให้คนในชุมชนได้มารวมกลุ่มกัน จึงทำให้คนในชุมชนมีความสนิทกันมิติด้านสุขภาพประชากรในชุมชนมี
สิทธิการรักษาตามบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ ประกันชีวิต และได้รับการดูแลจาก
ศูนย์บริการสาธารณสุข 27 จันทร์ ฉิมไพบูรณ์ ซึ่งทางศูนย์ได้จัดบริการครอบคลุม 4 มิติได้แก่ การรักษาพยาบาล การ
ควบคมุ ปอ้ งกันโรค การสร้างเสรมิ สุขภาพ และการฟืน้ ฟสู ขุ ภาพ
มติ ิดา้ นวฒั นธรรม
เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีกิจกรรมทางศาสนาคือการไปละหมาดที่มัสยิดสวนพลู
วันละ 5 ครั้ง และทางชุมชนจึงได้จัดวันรวมตัวกันของชาวมุสลิมในชุมชนเพื่อมาละหมาด โดยจัดขึ้นทุก ๆ วันศุกร์ ซึ่ง
การละหมาดจะมีการแสดงธรรมเพื่ออบรมและเป็นเครื่องเตือนใจ นอกจากนี้ยังเป็นการประชุมในรอบสัปดาห์ระหว่าง
คนในชุมชน และยงั มีขนมบดนิ ที่มีจุดกำเนิดมาจากชุมชนพฒั นาบ้านล่างเครอื่ งมอื ท่ีใช้ศกึ ษาชุมชนจำนวน 3 ชน้ิ
1. ประวตั ศิ าสตรช์ ุมชน
การศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชนทำให้เราได้ทราบถึงความเป็นมาของชุมชน มีความเข้าใจในชุมชน และทำ
ให้เราสามารถออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับชุมชน เนื่องจากเป็นการศึกษาชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำ
ให้เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยประวัติศาสตร์ของชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีสาระสำคัญ
ดงั น้ี
ชุมชนพัฒนาบ้านล่าง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2529 ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เริ่มจาก
ชาวมุสลิมจากจังหวัดปัตตานีได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่นี่ หลังจากที่พระองค์ได้ยกทัพไปตีที่หัวเมืองปัตตานี
และกวาดต้อนผู้คนเข้ามาชุมชนพัฒนาบ้นล่างมีชื่อเติมว่า "ชุมชนมัสยิดสวนพกู" เนื่องจากไนอดีตบริเวณที่แห่งนี้เคย
ปลูกตันพลูเพื่อบริโภคแลมส่งขาย แต่หลังจากสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ยกเลิกการบริโภคหมากพลู ทำให้การ
ปลูกต้นพลูถกู ยกเลิกไปตามกัน
ปัจจุปันชุมชนนี้ได้มีชื่อว่า "ชุมชนพัฒนาบ้านล่าง" เนื่องจากชุมชนที่ต่อจากตลาดพลูแบ่งออกเป็น 2 ชุมชน
คีต ชุมซนบ้านบน(ข้างสถานีรถไฟ และบ้านล่าง และได้มีการประกาศเป็นชุมชนที่ จัดตั้งขึ้นตามระเบียบ
กรุงเทพมหานครเม่ือปพี ศ. 2535 (คาวุธ วรประ)ศ,ิ 2561 อ้างถึงใน สารสนเทศท้องถิ่นชนบุร,ี 2561)
108
2. ปฏิทินชุมชน
การศึกษาปฏิทินชุมชนทำไห้เราสามารถเข้าใจแบบแผนและกิงกรรมของชุมชน นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถ
ข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน เข้าใจวัฒนธรรมเชิงถืก ความสำคัญของวันที่ระบุในปฏิทิน และทำให้เราสามารถ
วางแผนเพอื่ ทีจ่ ะจัดกิจกรรมหรือโครงการได้ ซง่ึ ชมุ ซนพัฒนาบ้านล่างมีปฏทิ ินชมุ ชนตังนี้
กิจกรรม เดือน
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค เม.ย พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
1. การประชุมคณะกรรมการ
ชุมชน
2.การมอบทุนการศึกษาให้กับ
เด็กทยี่ ากจนและเดก็ กำพร้า
3.การจัดงานปีใหม่
4.การจดั งานวนั เด็ก
5.เดอื นรอมฎอน
6.วนั อดี ิลฟติ รี
7.วันอดี ิลอฎั ฮา
การประชมุ คณะกรรมการชุมชน
การประชุมคณะกรรมการชุมชนจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน โดยจัดทุกสิ้นเดือน เพื่อที่ จะติดตาม
สถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน ซึ่งคนในชุมชนจะเข้าร่วมการประชุมด้วย นอกจากนี้ในบางเตือนยังมี
กิจกรรม เช่น การจัดอบรมปัญหายาเสพติด บริการฉีดวัคนพษิ สุนขั บ้า เป็นตน้
การมอบทุนการศึกษาแกเ่ ด็กยากจนและเดก็ กำพร้า
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเดือนพร้อมกับการประชุมคณะกรรมการชุมชน เพื่อให้เด็กทุกคนในชุมชนสามารถ
เขา้ ถึงการศึกษาได้ โดยในชมุ ชนมโี รงเรียนศาสนธรรมวิทยา สวนพลู ซง่ึ เปน็ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามภายในชมุ ชน
การจัดงานปใี หม่
ทางชุมชนจะจัดงานปีใหม่ขึ้นทุกวันที่ 1 มกราคม เพื่อให้คนในชุมซนและชุมชนข้างเคียงได้พบปะพูดคุยกัน
สร้างสัมพนั ธท์ ดี่ รี ะหวา่ งคนในชมุ ชนและคนต่างชุมชน
การจัดงานวันเดก็
งานวันเด็กจะจัดขึ้นตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ทางชุมชนจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กภายใน
ชุมชนและชุมชนโดยรอบได้ร่วมสนุก อีกทั้งยังมีการจับฉลากแลกของขวัญกัน และผู้ใหญ่ในชุมชนก็มีการมอบ
ของขวัญให้เดก็ อีกด้วย
109
เดอื นรอมฎอน
คือเดือน 9 ของปฏิทินฮิจญ์ราะห์ในศาสนาอิสลาม เมื่อเทียบกับปฏิทินของประเทศไทยจะตรงกับวันที่ 13
เมษายน พ.ศ. 2564 และเปลี่ยนวันและเดือนทุกปี โดยชาวมุสลิมสามารถติดตามได้จากประกาศของจุฬาราชสำนัก
เตือนรอมฏอนเป็นเตือนที่จูงใจให้ชาวมุสลิมทำความดีมากกว่าเดือนอื่น ๆ เน้นการบริจาคทาน หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการ
แสดงความเคารพภักดีต่อพระอัลเลาะห์และหันไปหาพระองค์มากขึ้น โดยในเดือนนี้ชาวมุสลิมจะถือศีลอดด้วยการงด
อาหารทุกชนิด รวมถึงน้ำดื่มในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น - พระอาทิตย์ดก รวมทั้งให้อดทนต่อสิ่งรอบตัว หยุดทำความ
ชัว่ และออกห่างจากส่งิ หรอื คนท่จี ะชักนำเราไปส่กู ารฝ่าฝนื คำสง่ั ของพระเจา้
วันอึดิลฟติ รี
ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำเดือนเขาวาล เมื่อเทียบกับปฏิหินของไทยจะตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 และ
เปลี่ยนวันและเดือนทุกปี โดยชาวมุสลิมสามารถติดตามได้จากประกาศของจุฬาราชสำนัก วันอีดิลฟิตรีถือเป็นวันแรก
ของการออกจากเทศกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม เป็นวันแห่งรางวัลและการตอบแทนสำหรับผู้ผ่านการทดสอบใน
เดือนรอมฏอน ในวันอีติลฟิตรีชาวมุสลิมจะตื่นเช้าเพื่อทำการอาบน้ำสุนัต แต่งตัวใส่เสื้อผ้าที่ใหม่ สะอาดมีกลิ่นหอม
จากนั้นก็ไปละหมาดอีติลฟิตรีที่มัสยิดประจำหมู่บ้านหรือชุมชน อย่างชาวมุสลิมในชุมชนพัฒนาบ้านล่างจะไปละหมาดท่ี
มัสยิดสวนพสู และในวันนี้ชาวมุสลิมจะไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง เคารพผู้ล่วงลับ ทำความสะอาดสุสาน และนำขนมไป
แจกจ่ายใหก้ บั เพือ่ นบ้าน
วนั อดี ิลอัฏฮา
ตรงกับวันที่ 10 ของเดือนชุลฮิจญะย์ เมื่อเทียบกับปฏิทินของประเทศไทยจะตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.
2564 และจะเปลี่ยนวันและเดือนทุกปี โดยชาวมุสลิมสามารถติดตามได้จากประกาศของจุฬารอีดลอัฏชามีลักษณะ
คล้ายกับวันอีดิลฟิตรี แต่จะมีการทำกุรบาน โดยมีการเชือดสัตว์กุรบาน ได้แก่ ฐ วัว แพะ ซึ่งชาวมุสลิมเชื่อว่าการทำ
กุรบานเป็นการใกล้ชิดพระอัลเลาะห์ ส่วนมากชาวมุสลิมทั่วโลกจะไปประ กอบพิธีฮัจญ์ที่นครมกกะ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ไปก็
ประกอบพิธีทีม่ สั ยดิ ประจำหมบู่ า้ นหรอื ชมุ ชน และมกี ารทำอาหารเลีย้ งคนในหมบู่ า้ น
3. ระบบสุขภาพชุมชน
การศึกษาระบบสุขภาพชุมชนชุมชนทำให้เราได้เห็นถึงระบบการดูแลสุขภาพภายในชุมชน คุณภาพชีวิตความ
เป็นอยู่ การเข้าถึงสิทธิการรักษาของคนภายในชุมชน และทำให้เราเข้าใจคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรวมไปถึงการ
เข้าถึงของระบบสาธารณสุขในการจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ แต่ข้อเสียของการศึกษาชุมชนผ่านทางเว็บไชต์ทำให้
เราไม่สามารถเขา้ ถงึ ผู้ปว่ ยและคนชราภายในชมุ ชน ซงึ่ ระบบสุขภาพชมุ ชนพัฒนาบ้านลา่ งมีดงั นี้
110
จากการศึกษาในเว็บไซต์พบว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย รองลงมา คือ ข้าราชการ
และรับจ้างทั่วไป ทำให้คนในชุมชนได้สิทธิการรักษาตามภาพข้างต้น โดยชุมชนพัฒนาบ้านล่างจะอยู่ในพื้นที่ความ
รับผิดชอบของศูนย์บริการสาธารณสุข 27 จันทร์ ฉิมไพบูรณ์ ซึ่งทางศูนย์ได้รับผิดชอบด้านการให้บริการสุขภาพ
แก่ประชาชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพและสุขอนามัยแก่ประชาชน
ด้านการแพทย์ งานด้านเภสัชกรรม งานสังคมสงเคราะห์ที่ คอยตรวจสอบสิทธิการรักษาของคนในชุมชน
กายภาพบำบัด และงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งในช่วงโควิด-19 ทางชุมชนก็มีมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคนี้
เมื่อมีผู้เสียงติดเชื้อที่จำเป็นต้องกักตัวทางชุมชนได้จัดพื้นที่ไว้ให้ และทางศูนย์บริการสาธารณสุข 27 ได้เข้ามาตรวจ
แต่ในชุมชนไม่มีผู้ติดเชื้อ และทางชุมชนยังมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่กักตัวจนครบ
14 วันไดโ้ ดยปราศจากอคติ
แนวคดิ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏบิ ตั ิงานสังคมสงเคราะห์
1. แนวคดิ ทางสงั คมวิทยากับชุมชน
ชุมชนมีฐานะเป็นหน่วยทางสังคมและกายภาพ ได้แก่ ละแวกบ้าน หมู่บ้าน เมือง มหานคร ซึ่ง George
Hillary ได้รูปไว้ว่าชุมชนประกอบไปด้วย อาณาบริเวณภูมิศาสตร์ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีความผูกอย่างไรก็ตาม
มีผู้ใด้ได้แยังวิธีสุปคำจำกัดความนี้ โดยแนวคิดของฑิตยา สุวรรชฎ (2527) กล่าวว่า ชุมชนจะต้องมีลักษณะสำคัญ 3
ประการ คือ
• ชุมชนในฐานะเป็นอาณาบริเวณ ไมใ่ ช่เฉพาะบริเวณทีเ่ ปน็ แหล่งที่อยู่อาศยั ของกลุ่มคนเท่านั้น แตต่ อ้ ง
พจิ ารณาถึงมติ ติ ่าง ๆ เชน่ ในฐานะท่อี ยู่อาศยั ของการใชพ้ น้ื ท่ี และในฐานะทเี่ ปน็ บรเิ วณของชมุ ชม
• ชุมซนในฐานะที่เป็นที่รวมประซากร โดยจะเป็นลักษณะของประชากรที่อยู่ในบริเวณชุมชน ในด้านท่ี
สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงประชากรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โครงสร้างประชากร เช่น สัดส่วนเพศชาย
เพศหญิง อายปุ ระชากร อาชพี และการศึกษา
• ชุมชนในฐานะที่เป็นระบบความสัมพันธ์ของสมาชิกที่มีอยู่ในชุมชนและความสัมพันธ์กับชุมชน โดย
พิจารณาถึงระบบความสัมพันธ์ของชุมชนจะประกอบด้วยความสัมพันธ์ย่อย เช่น ความสัมพันธ์ของ
ครอบครัว ญาตพิ น่ี ้อง มิตรสหาย เปน็ ต้น
โดยชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีลักษณะที่ตรงกับลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น พื้นที่ของชุมชนมีการแบ่งใช้ตาม
วัตถุประสงค์ของคนในชุมชน ทั้งพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย โรงเรียน ศาสนสถาน แต่ชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีความแออัด
ถึงมีพื้นที่ส่วนกลางค่อนข้างจำกัด เวลาคนในชุมชนรวมตัวกันจึงต้องไปรวมกันที่โรงเรียนหรือศาสนสถานประชากร
ส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นเพศชาย คนในชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสนิทสนมกัน มีกรรมการชุมชนคอยแก้ไข
และพฒั นาชมุ ชน อกี ทั้งยังมีศูนยบ์ ริการสาธารณสขุ 27 จันทร์ ฉิมไพบูรณใ์ นการดแู ลระบบสุขภาพของคนในชุมชน
2. แนวคิดชมุ ชนเข้มแข็ง
ชุมชนเข้มแข็ง หมายถึง การที่คนในชุมชนรวมตัวกัน มีการเรียนรู้ร่วมกัน ติดต่อสื่อสาร มีการจัดการและ
แก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาชุมชน ตลอดจนมีผลกระทบทางบวกต่อภายนอกชุมชนที่ดีข้ึน
มกี ารรว่ มมอื ชว่ ยเหลือกนั เพื่อผลประโยชนส์ ว่ นรวม
โดยชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีลักษณะเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง คือ ชุมชนมีการเรียนรู้ รู้เท่าทันข่าวสาร มีการประชุม
พบปะกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่จะทำให้ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คนในชุมชนมีความรักใคร่
111
สามัคคีกัน รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนมีความสงบสุข คนในชุมชนมีจิตใจที่มีคุณธรรม และมี
คุณภาพ
3. แนวคิดการมีส่วนรว่ มของชุมชน
เป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน โดยให้สอดคล้องกับิถีการดำเนินชีวิต ค่านิยม
ประเพณี และทัศนคติของบุคคลในชุมชน เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้ร่วมมือ ร่วมดำเนินการ ติดตามและประเมินผล
และรว่ มรับผดิ ชอบหรือร่วมใช้ประโยชน์จากการดำเนนิ การนัน้
ซึ่งทางชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีลักษณะที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมจากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ คนในชุมชนได้
พบปะกันทุกวันศุกร์ที่มีการละหมาดทำให้ได้พูดคุยถึงปัญหาและความต้องการที่จะพัฒนาชุมชน และทางชุมชนเองได้
จัดประชุมทุกเดือนเพื่อที่จะรายงานการดำเนินงาน แจ้งปัญหา ปรึกษาหารือเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ชุมชนมี
ความเปลี่ยนแปลงทีด่ ขี นึ้
กิจกรรม/โครงการท่ีเหมาะสมกับชุมชน
1. โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนพัฒนาบา้ นล่าง
เนื่องจากสภาพแวดล้อมของชุมชนพัฒนาบ้านล่างมีความแออัด อากาศไม่ถ่ายเท อีกทั้งยังมีคูคลองน้ำเสียท่ี
สง่ กล่นิ เหมน็ รบกวนคนในชุมชน ปญั หาน้ีจงึ ตอ้ งถกู แก้ไขเพอ่ื สร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชน สามารถอภิปรายไดด้ ังน้ี
• Individual Change การเปลี่ยนแปลงรายบุคคล : ในส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากคนในชุมชนได้
ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เริ่มเข้าใจสิทธิที่จะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องทนกับกลิ่นของน้ำในคู
คลอง สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถ่ายเทได้ และเริ่มจากตัวบุคคลที่เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงข้ึน
หรือสำหรับบางคนที่ยังไม่ตระหนักถึงปัญหา นักสังคมสงเคราะห์กับผู้นำชุมชนก็ทำแผนภาพเพื่ออธิบาย
เกีย่ วกับปญั หาเหล่านน้ั
• Group Action การปลุกจิตสำนึก : เมื่อคนในชุมชนหลายคนได้ตระหนักและรวมตัวกันที่เพื่อจะแก้ไข
ปัญหาเหล่านี้ ทั้งเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้นำชุมชนประสานงาน และคนในชุมชนทำการ
แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้แก่ การทำความสะอาดคูคลองเพื่อลดขยะ ไม่ให้มีขยะไปเน่าเสีย การไม่ทิ้งขยะ
ลงในคู ทำความสะ อาดบริเวณโดยรอบ ซึ่งคนในชุมชนจะมีการตกลงวันที่จะทำความสะอาดชุมชนครั้ง
ใหญเ่ ปน็ ประจำทกุ เดือน และรณรงค์ให้คนในชมุ ชนไม่ปลอ่ ยน้ำเสยี ลงคูคลอง
• Solidify Structure การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง : เมื่อผู้นำชุมชนได้ประสานงานไปยังหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้อง ทางหน่วยงานต้องมีการสำรวจพื้นที่เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา อย่างปัญหาน้ำเน่าเสียทาง
หน่วยงานควรนำเครื่องกรองธรรมชาติมาติดตั้งไว้ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐาน สืบหาตันตอ
ปัญหาหลักเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ ทำให้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคูคลองหมดไป อีกทั้งภาครัฐควร
มีมาตรการที่เข้มงวดเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงคูคลอง เพื่อที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้สำหรับ
ปัญหาอากาศภายในชุมชนถ่ายเทไม่สะดวก สำหรับปัญหาชุมชนแออัดต้องอาศัยความร่วมมือและการ
ยอมรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขจากคนในชุมชน โดยหน่วยงานจะต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อม
ที่ดขี ึ้น ปรับผังท่ีดนิ และพัฒนาระบบสาธารณปู โภคใหด้ ขี ้ึน
112
2. กิจกรรมสานต่อขนมบดิน
ขนมบดิน เป็นค้กสูตรโบราณระกูลเค้กเนย เป็นสูตรเฉพาะของชาวมุสลิมภาคกลาง มีจุดกำเนิดมาจากชาว
มุสลิมซอยสวนพลู เป็นขนมที่ไม่ใช้ยีสต์ การฟูของขนมเกิดจากการหมักแป้งหลายชั่วโมง โดยขนมบดินมีต้นตำรับมา
จากชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมที่ขนมบดินเป็นขนมที่มักจะทำในเทศกาลสำคัญของลิมและเป็นท่ี
รู้จักแถวบริเวณมัสยิดสวนพลู แต่ในปัจจุบันขนมบดินเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยมุสลิมจะรู้จักกันดี ซึ่งทางชุมชน
สามารถสานต่อสูตรขนมบดินและจัดจำหน่ายไปทั่วประเทศได้ การทำกิจกรรมสานต่อขนมบดินทำให้สามารถสร้างการ
เปลี่ยนแปลงจากขนมที่รู้จักกันในวงแคบ เมื่อมีการประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมให้คนรู้จักมากขึ้น ขนมบดินก็จะไม่
หายไปตามกาลเวลา โดยสามารถอภิปรายได้ ดงั น้ี
• Individual Change การเปลี่ยนแปลงรายบุคคล : เริ่มจากคนในชุมชนมีความคิดและต้องการที่จะให้
ขนมบดินเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่คนในชุมชน ไม่ให้ขนมบดินสูญหายตาม
กาลเวลาและทำให้ขนมบดินเป็นที่รู้จักในคนทั่วไป ไม่ใช่เพียงชาวมุสลิมเท่านั้น สมัยก่อนจะมีการทำขนมบ
ดนิ ในครอบครวั ไม่มีร้านจำหนา่ ย แตใ่ นปจั จบุ ันจึงมีคนในชมุ ชนเริ่มเปิดรา้ นขายขนมบดิน
• Group Action กรปลุกจิตสำนึก : เมื่อคนในชุมชนที่มีความต้องการตรงกันหรือคล้ายกัน จึงมีการเปิด
ร้านขายขนมบดินเพิ่ม ในปัจจุบันมีร้านที่ขายขนมบติน 3 ร้านในชุมชน ได้แก่ ร้านมารียะห์เบเกอรื่ ร้าน
ขนมบดินมัสยิดสวนพลู และร้านอัยรีนเบเกอรี่ โดยทั้ง 3 ร้านนี้จะมีการตกแต่งหน้าขนมท่ีแตกกต่างกัน
และมีการจัดจำหน่ายทั่วประเทศโดยการส่งผ่านไปรษณีย์ ซึ่งช่วงที่ขายดีจะเออกจากเดือนรอมฏอน
โดยกลุ่มลูกค้าจะเป็นเพียงชาวมุสลิมเท่านั้น เมื่อคนในชุมชนต้องการที่จะให้ขนมบดินเป็นที่รู้จักจึงต้องมี
การประซาสัมพันธ์ โดยเริ่มจากการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา มีการเชิญชวนให้คนทั่วไปเข้ามาชิม จัดจำหน่าย
นอกเทศกาล มีการไปจำหน่ายตามงานต่าง ๆ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องการสืบ
ทอดสูตรขนม เนื่องจากทางร้านขนมมีการสอนลูกหลานเกี่ยวกับสูตรของขนมเพราะกลัวว่าถ้าหวงสูตร
หรือไม่ได้สอนไว้ ขนมบดินจะสูญหายไปตามกาลเวลา ดังนั้นการสืบทอดขนม ทางร้านเริ่มจากสอนคนใน
ชุมชนที่สนใจที่จะทำขนม มีพื้นฐานการทำอาหารบ้างเมื่อสามารถสอนคนในชุมชนได้จึงเริ่มมีการสอนคน
ภายนอก โดยให้คนภายนอกไดเ้ ขา้ มาเรียนรูแ้ ละฝึกทำตาม อกี ทั้งยงั มีการบันทึกสูตรเก็บไวอ้ กี ดว้ ย
• So lidify Structure การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง : ทางภาครัฐควรสนับสนุนให้มีผลิตภัณฑ์ชุมชนเพ่ือ
สร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน จัดจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม เข้าถึงง่าย มีการอำนวยความสะดวก
ในการขนส่งสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ จัดนิทรรศการที่ให้ชุมชนต่าง ๆ มาขายของประจำชุมชน เพื่ออำนวย
ความสะดวกในการซื้อและทำให้คนที่มาในนิทรรศการได้รู้จักกับขนมที่แปลกใหม่ สำหรับการสานต่อเรื่อง
สูตรของขนม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการสอนทำขนม เพื่อให้คนภายนอกท่ี
สนใจไดเ้ ขา้ มาศกึ ษาเรียนรู้
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏิบัติงานเพ่ือสร้างการเปลี่ยนแปลง
นักสังคมสงเคราะห์ในชุมชนมีหลายบทบาท เช่น การทำให้คนในชุมชนได้เข้าถึงสิทธิหรือสวัสดิการต่าง ๆ
คอยเป็นคนประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อผลประโยซน์สูงสุดของคนในชุมชน
สำหรับบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์กับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนพัฒนาบ้านล่างสามารถ
อภปิ รายได้ ดงั น้ี
113
ชุมชนพัฒนาบ้านล่างเป็นชุมชนที่ผู้คนมีความสนิทสนมกัน ยึดโยงกันด้วยศาสนาอิสลาม มีการพบปะกัน
ค่อนข้างบ่อย การที่นักสังคมสงเคราะห์จะเข้าไปปฏิบัติงานได้ต้องเริ่มจากการศึกษาเรียนรู้ชุมชน ทั้งทางด้านสังคม
เศรษฐกิจ วัฒนธรรม มีการเข้าหาผู้นำชุมชนเพื่อช่วยประสานงาน คลุกคลีกับคนในชุมชน สร้างสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้
เข้าใจถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนก่อนที่จะเริ่มวางแผนจัดกิจกรรมหรือโครงการ นอกจากนี้ยังต้องมี
การพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชน เมื่อทราบถึงปัญหาและความ
ต้องการของคนในชุมชนแล้ว นักสังคมสงเคราะห์เริ่มวางแผน จัดกิจกรรมหรือโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ใน
ระยะยาว โดยคำนึงถึงความต้องการของคนในชุมชน การให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนที่จะจัดทำโครงการ
หรือกิจกรรม เพราะเมื่อคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมเขาจะมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการทำกิจกรรม สามารถ
ทำให้โครงการดำเนินไปได้ด้วยดี สร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชนได้ในทางที่ดีขึ้น อย่างโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อม
ของชุมชนพัฒนาบ้านล่าง เมื่อคนในชุมชนมีความต้องการและตระหนักถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น เมื่อคนใน
ชุมชนได้มีส่วนร่วมและนักสังคมสงเคราะห์สามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ชุมชนจึงเกิดความ
เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรืออย่างกิจกรรมสานต่อขนมบดินก็เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คนใน
ชุมชนตระหนักที่จะรักษาขนมชนิดนี้ไว้ไม่ให้สูญหายตามกาลเวลาและทำให้คนภายนอกได้รู้จักขนมชนิดนี้มากขึ้น โดย
นักสังคมสงเคราะห์เองก็ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ประชาสัมพันธ์และจัดหาสถานที่จัด
งาน เช่น ห้างสรรพสนิ ค้า ศนู ย์ประชมุ เพอื่ ใหค้ นทั่วไปสามารถมาเดินและแวะดูผลติ ภณั ฑข์ องชุมชนได้
นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ยังสามารถช่วยผู้นำชุมชนในการคิดโครงการต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์สูงสุด
ของคนในชุมชนเอง อีกทั้งนักสังคมสงเคราะห์ยังช่วยจัดหาสวัสดิการหรือสิทธิที่คนในชุมชนได้ เช่น สิทธิการ
รักษาพยาบาลของแต่ละคนในชุมชนที่ต่างกัน เนื่องจากคนในชุมชนประกอบอาชีพต่างกัน ดังนั้น นักสังคมสงเคราะห์
จึงถอื เป็นคนในสำคญั ท่ชี ่วยผลกั ดันและทำใหช้ มุ ชนเกิดการเปล่ยี นแปลงได้
อ้างอิง
บ้านจอมยุทธ. (2543). ทฤษฎแี ละหลักการพัฒนาชมุ ชน. สืบค้น 13 พฤศจิกายน 2564, จาก
https://www.baanjomyut.com/ibrary3/theories adprinciples of community/
พาตฮี ะ เจะ๊ มูดอ. (2559), ฮารีรายอ ความสขุ ของชาวมสุ ลิม สบื คน้ 13 พฤศจกิ ายน 2564, จาก
http://www.lib.ru.ac.th/journal2/7p=6389
มติชนออนไลน์. (2562). 'รอมฏอน' เดือนศักดส์ิ ทิ ธขิ์ องชาวมุสลิม. สืบค้น 13 พฤศจิกายน 2564, จาก
https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news1467025
รถั ยานภิศ รัชตะวรรณและคณะ. (2561). กระบวนการมีสว่ นร่วมของชมุ ชนในการพัฒนาสุขภาวะ.
วารสารออนไลน์วิทยาลยั เทคโนโลยภี าคใต,้ 11(1). สบื คน้ 13 พฤศจกิ า้ ยน 2564, จาก
https://so09.tci-thaijo.org/index.php/journalsct/article/download/110988/95625/
สารสนเทศทอ้ งถ่ินธนบุรี. (2561). ชมุ ชนพัฒนาบา้ นลา่ ง. สบื ค้น 13 พฤศจกิ ายน 2564, จาก
http://human.bsru.ac.th/localinformation/?pageid=571
114
“ชมุ ชนซอยเอกชยั 20/1
แขวงบางขนุ เทียน”
มลชสร โชติธรรมาภรณ์
115
การออกแบบปฏิบัตกิ ารสงั คมสงเคราะห์ชุมชน
โดยมเี นอื้ หาทจี่ ะศึกษา ดังน้ี
1) ข้อมูลพน้ื ฐานจากเคร่อื งมือการศกึ ษาชมุ ชน
2) แนวคดิ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏิบัตงิ านสงั คมสงเคราะห์
3) ลักษณะกจิ กรรมและบริการที่เหมาะสมเพอ่ื สร้างการเปลี่ยนแปลง
4) บทบาทนกั สงั คมสงเคราะหก์ บั การปฏบิ ตั ิงานเพือ่ สร้างการเปลย่ี นแปลง
1.ขอ้ มลู พื้นฐานจากเครอ่ื งมอื การศึกษาชมุ ชน
ชุมชนที่นักศึกษาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เป็นชุมชนซอย อยู่ในซอยเอกชัย20/1 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง
กรุงเทพฯ 10150 เป็นซอยตันที่มีครอบครัวเชื้อชาติจีนอยู่ค่อนข้างเยอะ นักศึกษาอาศัยอยู่บ้านซอยนี้ตั้งแต่ชั้น
ประถมศึกษาปีที่3 จึงอยากที่จะศึกษาพื้นที่ที่ตนเองอยู่ เนื่องจากซอยบ้านนักศึกษาไม่ได้เป็นชุมชนที่มีผู้นำชุมชนหรือ
การจัดการที่เป็นทางการ ไม่ได้มีการพบปะพูดคุยเพื่อพัฒนาอย่างเป็นทางการ จึงอยากศึกษาและพัฒนาพื้นที่ที่ตนเอง
อยู่ โดยจะใช้เคร่ืองมอื ที่ศึกษาดงั นี้ 1) แผนที่เดินดนิ 2) ผงั เครือญาติ 3) โครงสร้างองค์กรชมุ ชน 4) ปฏทิ นิ ชมุ ชน
1. แผนท่เี ดนิ ดนิ
ซอยเอกชัย 20/ 1 เป็นซอยตรงและตนั เป็นบา้ นทาวน์เฮ้าสต์ ิด ๆ กัน บ้านแตล่ ะหลังมี 3 ชัน้ คร่ึง บ้านบางหลัง
มี 2 ห้องหรือมากที่สุดก็จะเป็น 3 ห้องเชื่อมติดกัน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็น 1 ห้องที่มีพื้นที่หน้าบ้านก่อนถึงประตูรั้วพอ
สำหรับจอดรถยนต์ 1 คนั
เนื่องจากปัจจุบันนักศึกษาพักอยู่ที่หอ จึงกลับบ้านไปเดินสำรวจอีกครั้ง ซึ่งก็พบว่ามีคนอยู่น้อยลง มีบ้าน
ประกาศขายและให้เช่าเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมของคนในซอยคือรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน พาเด็กออกมาเดินเล่นตอนเย็น หรือ
บางบ้านเดนิ เจอกนั ก็จะมกี ารพูดคุยทกั ทายกันเท่าน้ัน
116
(ภาพในซอยเอกชยั 20/1)
2. ผังเครอื ญาติ
จากการอยู่อาศัยของนักศึกษาและจากการสอบถามเพื่อนบ้าน ในซอยนี้ไม่มีบ้านที่เป็นเครือญาติกันทาง
สายเลอื ดนอกจากบา้ นของนักศกึ ษา
คุณยายของนักศึกษาได้ซื้อบ้านหลังนี้เกือบ 20 ปีมาแล้ว สมัยก่อนในซอยนี้มีญาติกัน 3 หลัง แต่ปัจจุบันได้
ย้ายออกไปแล้ว จึงเหลือบ้านของนักศึกษากับบ้านข้าง ๆ ที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของคุณยายที่อยู่บ้านหลังติดกันมานาน
หลายปีแล้ว ปัจจุบันคุณยายของนักศึกษาเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นบ้านที่นักศึกษาอยู่ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ได้แก่
นักศึกษา คุณแม่ น้องชาย 2 คน และน้าชาย ส่วนบ้านข้าง ๆ ที่เป็นญาติกันมีสมาชิก 2 คนคือน้องสาวของคุณยาย
และสามี ที่มีปฏิสมั พันธก์ ันอยู่เสมอ
117
3. โครงสร้างองค์กรชุมชน
1) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ : ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ว่างงาน อยู่บ้านทำงานบ้าน มีอพาร์ตเมนต์ที่
ต่างชาติอยู่พวกเขาทำงานในโรงงานใกล้เคียง และคนอื่น ๆ ก็ทำงานในบริษัททั่วไป เคยมีร้านค้าในซอยแต่คนขาย
เสียชีวิตไปแล้วปัจจุบันจึงไม่มีการค้าขายหรือเปิดร้านขายของในซอยเนื่องจากเป็นซอยตัน ไม่มีคนนอกผ่าน และคนใน
ซอยก็เลือกทจี่ ะเดนิ ไปตลาดใกล้เคียงมากกว่า จึงทำให้ไมม่ ีใครตดั สินใจทำ
2) ความสัมพันธ์ทางสังคม : เคยมีกลุ่มเด็ก ๆ เล่นกัน ซึ่งก็คือกลุ่มของบ้านนักศึกษาและเพื่อนบ้าน แต่
ปัจจุบันทุกคนโตขึ้นและแยกย้ายกันไปเรียนจึงไม่ได้พบปะกัน ปัจจุบันจึงมีกลุ่มเด็กเล็ก ๆ ในซอยมาเจอกันโดย
ผู้ปกครองที่พาออกมาเดินเล่นและพูดคุยกันในตอนเย็น มีกลุ่มแรงงานต่างชาติที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ เมื่อเลิกงานตอน
เย็นกจ็ ะมานง่ั คุยกนั หน้าตกึ เป็นบางครงั้
ซอยบ้านนักศึกษาเป็นชุมชนที่ไม่มีโครงสร้างองค์กรชุมชนอย่างเป็นทางการ ชุมชนซอยนี้มักจะอยู่แบบบ้าน
ใครบ้านมัน มีการจัดการพื้นที่ของตัวเอง ไม่รุกล้ำพื้นที่บ้านคนอื่น ไม่มีการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ไม่มีการ
ประชมุ เกยี่ วกับชุมชน
4. ปฏทิ นิ ชุมชน
1) ในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปีจะมีการไหว้ศาลพระภูมิท้ายซอย จะมีการนั่งปูเสื่อตรงศาลพระภูมิแล้วทุก
คนในซอยก็เอานำอาหารหรือผลไม้ไปไหว้ เมื่อไหว้เสร็จก็จะแบ่งให้กันกิน แลกเปลี่ยนของการไหว้นี้ก็มีความเชื่อว่าปู้ย่า
ที่ศาลพระภูมินี้จะคอยดูแลและปกปักรักษาคนในซอยให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข โดยผู้ที่เป็นคนจัดการการไหว้นี้ก็คือบ้านที่อยู่
ท้ายซอย จะมีการทำอาหารหม้อใหญ่ ๆ เพื่อต้อนรับคนท่ีเอาของมาไหว้ศาล เมื่อไหว้เสร็จก็จะมีการพูดคุยกันเล็กน้อย
สำหรบั คนสูงวยั น่งั ทานอาหารทน่ี ำมาไหว้
(ศาลพระภูมทิ ้ายซอย)
118
2) ในช่วงเทศกาลหรือพิธีสำหรับคนจีน เช่น วันตรุษจีน วันสารทจีน ก็จะมีการออกมาไหว้เจ้าหน้าบ้านของ
ตัวเอง ซึ่งในซอยนี้ก็มีหลายบ้านที่มีเชื้อสายจีนจึงมีการทำพิธีในแบบของตัวเอง ไม่ใด้มีการไหว้หรือสังสรรค์ร่วมกัน
เพียงแตแ่ บ่งขนมหรือของไหวใ้ หเ้ พ่อื นบ้าน
จากการศึกษาชุมชนโดยการสังเกตและใช้เครื่องมือ 4 ชิ้นในการศึกษาชุมชน พบว่าผู้คนในชุมชนไม่ค่อยมี
ปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งต้านบทบาทหน้าที่และวิถีชีวิต ไม่มีการใช้ทรัพยากรในชุมชนร่วมกัน ผู้คนในชุมชนใช้ชีวิตแบบบ้าน
ใครบา้ นมนั ไม่มีกิจกรรมหรอื บริการใคที่จะทำใหต้ ้องมาพบปะกัน จงึ ใช้ชวี ิตในชุมชนแบบไม่มีปฏสิ มั พนั ธก์ นั
2. แนวคดิ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการปฏบิ ัตงิ านสงั คมสงเคราะห์
ทฤษฎีระบบ (System Theory)
เป็นกระบวนการที่ใช้ในการวางแผนและดำเนินการต่าง 1 เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้วิธีการ
ระบบที่ดีจะต้องเป็นการจัดสรทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างประหยัด เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสถานการณ์
ประกอบด้วย 1) input สิ่งที่ต้องใช้ในกระบวนการโครงการต่าง 1 ซึ่งได้แก่ คนในชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ กิจกรรม
และโครงการ วิธีการดำเนินกิจกรรมและโครงการ เป็นต้น 2) DIOCCSS การนำ inputมาดำเนิ่นการให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ ก็คือคนในชุมชนและนักสังคมสงเคราะห์ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้
3) output ผลทไ่ี ดจ้ าก process กค็ อื ผลงานหรือผลความสำเรจ็ ของกจิ กรรมและโครงการชุมชน
กระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหใ์ นชมุ ชน
1) ศึกษาข้อมูล ผ่านเครื่องมือการศึกษาข้อมูล โดยใช้วิธีการสังเกตคนในชุมชนและสภาพแวดล้อมของชุมชน
และสอบถาม พดู คยุ กับคนในชุมชน
2) วินิจฉัยหรือประเมินปัญหา ประเมินความต้องการของคนในชุมชนและประเมินว่าสิ่งใดในชุมชนที่ควร
จะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาชุมชน โดยประเมินทั้งด้านความสามารถของคนในชุมชน
พฤติกรรมของคนในชมุ ชน และความสัมพนั ธข์ องบุคคล ครอบครัว กลุ่ม และชมุ ชนกับส่ิงแวดล้อมในชมุ ชน
3) วางแผน หลังจากได้ข้อมูลจากการศึกษาชุมชนและระเมินชุมชนแล้ว ก็จะนำข้อมูสมาวางแผนเพื่อ
ดำเนินการต่อไป ซึ่งสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการวางแผนคือ 1) สำรวจทรัพยากรต่าง ๆ ของคนในชุมชน 2)สำรวจบทบาท
หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์เอง โดยวางตัวให้เหมาะสมกับการแก้ปัญหา เช่น เป็นผู้สนับสนุนเป็นผู้สร้างการ
เปลีย่ นแปลงเปน็ ผนู้ ำกลุ่ม หรอื เปน็ ผจู้ ดั ระเบยี บชมุ ชม
4) ดำเนินการ ดำเนินการในกิจกรรมและโครงการที่เป็นทั้งภาวะเร่งด่วน และการสร้างการเปลี่ยนแปลงใน
ระยะยาว
5) การติดตามและประเมินผล เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ เพื่อที่จะดูว่าการดำเนินงานต่าง ๆ ประสบ
ความสำเร็จหรือไม่ ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือไม่ กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตง้ั ไว้
หรือไม่ และมีอุปสรรคหรือไม่ หากมีอุปสรรคเกิดขึ้น นักสังคมสงเคราะห์จะต้องร่วมมือกับคนในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหา
นน้ั ใหส้ ำเร็จลลุ ่วง เพอ่ื ให้คนในชมุ ชนมีคุณภาพชวี ิตทดี่ ขี ้นึ
6) สิ้นสุดการให้ความช่วยเหลือ หลังจากความต้องการในชุมชนได้รับการตอบสนองแล้ว นักสังคมสงเคราะห์
จะต้องค่อย ๆ ลดการติดต่อกับชุมชนลง โดยที่จะต้องบอกให้ชุมชนรู้ล่วงหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ชุมชนเตรียม
ตวั ตอ่ สถานการณ์ที่จะเกิดข้ึน
119
3. ลักษณะกจิ กรรมและบรกิ ารท่ีเหมาะสมเพ่อื สร้างการเปลีย่ นแปลง
หลังจากการได้ศึกษาชุมชนแล้ว เราก็จำเป็นต้องถามความสมัครใจและความต้องการของคนในชุมชน
ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชุมชนและพัฒนาชุมชนที่ตนเองอยู่หรือไม่ และต้องการจะพัฒนาในด้านใดบ้าง หากต้องการ
นักสังคมสงเคราะห์ก็จะมีการร่วมประชุมกับคนในชุมชนเพื่อออกแบบบริการและกิจกรรมที่เหมาะสมกับคนในชุมชน
เพื่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธร์ ่วมกันและร่วมมือกันพฒั นาชุมชน
จากข้อมูลการศึกษาชุมชน พบว่าแต่ละบ้านมักจะอยู่อาศัยกันป็นครอบครัว มีทั้งครอบครัวขนาดเล็ก
และครอบครัวขนาดใหญ่ มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเป็นบางครั้ง ไม่มีการทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มชุมชนผู้คนพึ่งพา
อาศัยกนั เองในครอบครวั นกั ศกึ ษาจึงอยากออกแบบกิจกรรมและบรกิ ารดงั น้ี
1) โครงการทิ้งเป็นท่ี เป็นโครงการทิ้งขยะแบบแยกประเภท เนื่องจากทุกบ้านจะมีถังขยะเป็นของตัวเองบ้าน
ละ 1 ถัง ซึ่งแปลว่าถังขยะแต่ละถังนั้นรวมขยะไว้ทุกประเภทในถังเดียว ไม่ว่าจะเป็นขยะเปียก ขยะแห้ง
ขยะรีไซเคิล หรือขยะอันตราย ซึ่งลำบากต่อคนเก็บขยะที่จะต้องนำไปแยกอีกครั้ง โดยที่ชุมชนในซอยเป็น
ซอยแบบทางยาว การนำถังขยะแต่ละประเภทวางไว้ในที่เดียวก็จะทำให้ไม่สะดวกต่อการทิ้งอย่างทั่วถึง
จึงควรวางถังขยะแต่ละประเภทไว้ 3 จุดคือ ต้นช่อย กลางซอย และท้ายซอย จะมีถังขยะตามสีแต่ละ
ประเภท และป้ายสัญลักษณ์บอกไว้สำหรับผู้สูงอายุที่อาจจะหลงลืม ทำให้กระบวนการแยกขยะของคน
เก็บขยะง่ายยิ่งขึ้นและไม่เป็นอันตราย ทำให้ชุมชนไม่สกปรก ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นของขยะที่กองรวมกัน
รวมถงึ เปน็ การปลูกฝงั ใหก้ บั เด็ก ๆ ในชุมชนในการทิ้งขยะท่ีถกู วธิ ี
2) โครงการของแลกเงิน เป็นโครงการคล้าย ๆ ทิ้งเป็นที่ แต่ของแลกเงินคือการทิ้งขยะที่สามารถนำไปขาย
ได้ เช่น กล่องลัง ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว กระดาษ เป็นต้น ซึ่งแต่ละบ้านก็อาจจะเก็บของเพื่อนำไปขาย
ของเก่าอยู่แล้ว แต่อาจจะใช้เวลานานในการเก็บ ทำให้ต้องมีขยะอยู่ในบ้านจนรก หรือขายแล้วก็ไม่คุ้มค่า
กับเวลาที่เก็บ จึงเสนอโครงการของแลกเงินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายของเก่ามาเก็บไว้ใช้ในชุมชน ใน
การทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือโครงการต่าง ๆ ก็จะทำให้บ้านไม่รก และไม่เหนื่อยกับการเก็บของเก่าเป็น
เวลานาน
3) กิจกรรมสุขสุดสุด เป็นกิจกรรมที่จะทำให้คนในชุมชนที่อยากพูดคุยกับเพื่อนร่วมชุมชนได้มาเจอกัน
ในวันศุกร์สุดท้ายของแต่ทุกเดือน เนื่องจากชุมชนนี้มีเพียงกิจกรรมเดียวที่จะได้มาเจอกันคือการไหว้ศาล
พระภูมิท้ายซอยปีละครั้ง ซึ่งบางบ้านก็ไม่ได้เข้าร่วม จึงอยากเสนอกิจกรรมที่จะทำให้ผู้คนในชุมชนได้มา
เจอกันอาจจะมาร่วมพบปะกันแล้วเสนอกิจกรรมที่สนใจอยากทำร่วมกัน โดยใช้เสียงโหวดของคนใน
ชุมชน เช่น จับกลุ่มคุย เต้นแอโรบิค ปิคนิค ทำความสะอาดชุมชน โชว์สัตว์เลี้ยง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้คนใน
ชุมชนที่ไม่เคยรู้จักกันหรือไม่เคยเห็นหน้ากันได้มาเจอกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ส่งผลให้เมื่อเกิดการ
กระทบกระท่งั หรือมปี ัญหาผิดใจกนั กจ็ ะทำให้พดู คยุ กันไดง้ ่ายข้นึ
4) โครงการตรวจสุขภาพ เป็นโครงการที่อยากนำเสนอเนื่องจากชุมชนนี้มีผู้สูงอายุอยู่ค่อนข้างเยอะบางคน
ก็ไม่สะดวกที่จะไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเนื่องจากเคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือลูกหลานทำงานจึงไม่มี
เวลาพาไป หากผู้สูงอายุได้ตรวจสุขภาพก็จะทำให้ป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ทันท่วงที หรือบางคนที่ได้รู้ว่า
ตนเองมีสขุ ภาพกายแข็งแรงก็จะส่งผลไปถงึ สุขภาพจติ ทม่ี คี วามสุข
5) กิจกรรมความรู้ เป็นกิจกรรมที่จะให้วิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องมาให้ความรู้กับคนในชุมชน เริ่มต้น
ด้วยความรู้เกี่ยวกับชุมชน การดูแลชุมชน การอยู่ร่วมกันให้มีความสุข การดูแลผู้สูงอายุ เป็นตัน
120
เป็นกิจกรรมที่จะทำให้คนในชุมชนมีข้อมูลความรู้ที่เท่ากันและสามารถปฏิบัติตัวไปในทิศทางเดียวกัน ทำ
ใหผ้ คู้ นอยู่รว่ มกันอย่างสงบสุข
6) โครงการหาไรทำ เป็นโครงการที่จะทำให้คนที่ว่างงานในชุมชนได้มีอาชีพและรายได้ เนื่องจากผู้สูงอายุใน
ชุมชนส่วนใหญ่มักจะอยู่บ้านเฉย ! เพียงแค่รดน้ำตันไม้หรือเลี้ยงสัตว์ จึงอยากให้ผู้สูงอายุได้ใช้ทักษะท่ี
ตนเองมีมาสร้างรายได้ เช่น การทำขนมขาย อาจจะเป็นการทำเพื่อส่งขายตามร้าน หรือมีลูกค้ามาสั่ง
ทำเป็นล็อต ๆ และวับในจำนวนและปริมาณที่พอทำไหว จะทำให้ผู้สูงอายุไม่เหงาและเห็นคุณค่าในตนเอง
ทำใหผ้ สู้ งู อายบุ างคนท่ีไม่รู้จักกัน ได้รู้จกั กันผา่ นการทำอาหารในโครงการน้ี
กจิ กรรมและโครงการทน่ี ำเสนอไปข้างตน้ มาจากการสำรวจชมุ ชนเพือ่ สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดบั บุคคล
กล่มุ และสังคม ระดับบคุ คลคอื ผ้คู นในชมุ ชนมีความรู้ เหน็ คณุ คา่ ในตวั เองมากขึ้น มีกิจกรรมทีท่ ำใหไ้ ม่เหงา ระดับกลุ่ม
คือคนในชุมชนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้น และระดับสังคมคือการยกระดับคุณภาพทั้งด้านสภาพแวดล้อมและคนใน
ชุมชน
4. บทบาทนักสงั คมสงเคราะห์กบั การปฏิบตั ิงานเพอื่ สรา้ งการเปล่ียนแปลง
การเข้ามาในชุมชนของนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเข้ามาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับชุมชนและ
ผู้คนในชุมชน โดยที่นักสังคมสงเคราะห์จะรับฟังข้อเสนอและข้อคิดเห็นของคนในชุมชนเนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์
เป็นเพียงตัวกลางและผู้ที่ร่วมปฏิบัติงานเท่านั้น สมาชิกในชุมชนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโครงการต่าง ๆ และกิจกรรม
ที่นักสังคมสงเคราะห์ช่วยดำเนินการ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความ
คิดเห็นของคนในชุมชนต่างกัน นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมี
ความเป็นกลางและมีเหตุผล ผลักตันให้เกิดสิ่งต่าง 1 ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นักสังคมสงเคราะห์ที่เข้ามาดูแลชุมชน
จะต้องติดตามและประเป็นผลชุมชนอยู่ตลอดเวลา ไม่ทิ้งให้ชุมชนต้องโดดเดี่ยว ช่วยคิด ดำเนินการ และแก้ปัญหาเมื่อ
ชุมชนเกิดปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ และนักสังคมสงเคราะห์จะต้องคำนึงถึงหลักประชาธิปไตย ให้คนใน
ชมุ ชนไดเ้ รียนรู้การอยู่รัวมกนั การทำงานร่วมกัน การตดั สินใจรว่ มกันตามหลกั ประชาธิปไตย
หลักคิดของนักสังคมสงเคราะห์ในการจัดกิจกรรมในชุมชนคือต้องคำนึงถึงการส่งเสริมให้คนในชุมชนมี
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คำนึงถึงความต้องการของคนในชุมชน และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาในชุมชน
ดังกิจกรรมที่เสนอไปข้างตัน ได้แก่ การทิ้งขยะ การขายของเก่า การพูดคุยสร้างปฏิสัมพันธ์ การตรวจสุขภาพการให้
ความรู้ และการสรา้ งอาชีพ
อา้ งองิ
จรรยา เจตนสมบูณร.์ (ไมป่ รากฎปี), การสังคมสงเคราะหก์ บั การบำบัดรักษาผู้ตดิ ยาและสาร
เสพตดิ . สืบค้น 18 พฤศจกิ ายน 2564, จาก
https://www.sdtc.go.th/upload/forum/doc4adc1d0ca4b23.pdf
สำนักงานปลัดกระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2556). ทฤษฎรี ะบบ. สืบคน้ 18 พฤศจกิ ายน 2564,
จาก https:/km.mhesi.go.th/content/ทฤษฎีระบบ-system-theory
121
“ขุมชนภเู ขาทอง”
ปภาดา ไชยบดุ ดี
122
การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ขุมชนภูเขาทอง
อ. พระครศรีอยธุ ยา จ. พระนครศรอี ยธุ ยา
ขอ้ มลู พน้ื ฐาน
องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง ตั้งอยู่หางจากที่วาการอำเภอพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 6 กิโลเมตร
ห่างจากศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 10 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 7.1 ตาราง
กิโลเมตร หรอื ประมาณ 4,491 ไร แบงเปนพื้นที่ ทางการเกษตร 1,274 ไร่
ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกบั ตำบลวัดตมู และตำบลบานใหม อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา
ทิศใต้ ตดิ ตอ่ กบั ตำบลบานปอมและตำบลทาวาสุกรี อำเภอพระนครศรอี ยุธยา
ทศิ ตะวันออก ติดตอ่ กบั ตำบลลมุ พลี อำเภอพระนครศรอี ยุธยา
ทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ กบั ตำบลบานใหม ตำบลบานปอม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
สภาพพื้นทข่ี องตำบลภูเขาทอง มลี ักษณะเปนที่ราบลมุ มีทุงนากวาง เดิมเมือ่ ถึงฤดูนำ้ หลาก นำ้ จะเขาทว่ ม
ทุ่งนาและบริเวณใกลเคียงเนื่องจากสภาพพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง จนมีการสร้างอ่างเก็บน้ำและอนุสาวรีย์
องค์สมเด็จพระนเรศวรขึ้น ณ บริเวณเจดียภูเขาทอง ทำใหนำ้ ไมหลากมากเหมือนเคย สภาพอากาศโดยทั่วไปคอนขาง
รอน (เว็บไซตอ้ งคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลภเู ขาทอง, 2558)
ประชากรในตำบลภูเขาทอง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขาย ลูกจ้างโรงงานอุตสาหกรรมการ
เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ และอื่นๆ อีกทั้งยังมีกลุ่มอาชีพต่างๆ ในชุมชนประกอบด้วย กลุ่มจักสานใบลานปลาตะเพียน
กลุ่มแกะสลักไม้ กลุ่มทองมัวน กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มเปลญวน และกลุ่มออมทรัพย์(วิวัฒน์ ร้อย
ศร,ี 2563)
ภายในชุมชนมีสถานบันทางสังคมที่ประกอบไปด้วย โรงเรียนระดับประถมศึกษา (โรงเรียนสุดินสหราษฎร์)
และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลภูเขาทอง สถาบันและองค์กรทางศาสนา ได้แก่ วัดภูเขาทอง มัสยิดดารุซซุนนะห์ หมู่ที่ 1
และมัสยิดอาสียิดดารอยณ์ หมู่ที่ 2 มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นจุดเด่นของชุมชนได้แก่ วัดภูเขาทองเจดีย์ภูเขา
ทอง อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเศวรมหาราช และศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (บ้านของพ่อ)ซึ่งจะอยู่ใน
ระแวกพื้นที่เดียวกัน การเดินทางจึงไม่ลำบากมากนัก และสะดวกต่อการเยี่ยมชมหรือปั่นจักรยาน ในส่วนของสถาบัน
สาธารณสุขจะมีสถานีอนามัยประจำตำบล เพื่อให้ผู้สูงอายุหรือบุคคลทั่วไปภายในชุมชนได้เข้ารับบริการอย่างสะดวก
และรวดเร็วมากขึ้น ในต้านสาธารณูปโภคในในเขตตำบลภูเขาทอง มีไฟฟ้าใช้ครอบคลุมทุกครัวเรือน หน่วยงาน
รับผิดชอบคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีไฟฟ้าสาธารณะทุกหมู่บ้าน มีตู้โทรศัพท์สาธารณะ
จำนวน 5 แห่ง และแท็งค์ประปาหมบู่ ้าน จำนวน 4 แห่ง
123
ชุมขนมัสยิดดารุขขุนนะห์ หมู่ที่ 1 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา เอกสารประวัติมัสยิดดารุชซุน
นะห์ระบุว่ามัสยิดหลังนี้สร้างเมื่อใดไม่ปรากฎแน่ชัด แต่คนทั่วไปเรียกว่า "สุเหร่า" สร้างเป็นเรือนไม้ใช้เป็นที่สอน
คัมภีร์อัลกุรอาน โดยท่านครูแหละ หรือครูและ ตามที่ชาวมุสลิมท้องถิ่นเรียกกัน และยังใช้เป็นที่ละหมาดประจาวันและ
ละหมาดตะรอเวียะหในเดือนรอมฏอน (เดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิม) ส่วนวันศุกร์ซาวบ้านจะไปละหมาดกันท่ี
มัสยิดตะเกี่ยๆต่อมาได้มีการปรับปรุงต่อเดิมอาคารมัสยิด และใช้ละหมาดวันศุกร์แทนการไปละหมาดที่มัสยิดตะเกี่ยฯ
เนื่องจากระยะทางไกล ซึ่งการประกอบอาชีพของชาวบ้านชุมชนภูเขาทอง ในอดีตคือ การค้าทางเรือเครื่องเทศ (จิดา
พร แสงนลิ , 2548,หนา้ 80) ปัจจุบันอหิ ม่ามประจามัสยิด ดารชุ ชนุ นะห์ คือ อิหมา่ มอิหซาน มพี ลกจิ
ชุมชนมัสยิดอาลียิดดารอยน์ หมู่ที่ 2 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา ผู้ก่อตั้งชุมชนคือ เช็คมูฮา
หมัดอาลี (โต๊ะกีแชะ) ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเป็นลูกชาวนา บ้านภูเขาทองเดิม
เป็นสัปบุรุษของมัสยิดนูรู้ลยะมาล เมื่ออายุ 7 ขวบ บิดาได้ส่งไปเรียนวิชาศาสนาที่ประเทศซาอุติอาระเบีย อียิปต์ อิรัก
และอิหร่านกระทั่งอายุ 40 ปี จึงกลับมาเมืองไทยและได้ทาการเผยแผ่ศาสนา ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ทาง
ศาสนาดีและมีลูกศิษย์นับถือมากมาย (จิดาพร แสงนิล, 2548, หน้า 81) ปัจจุบันอิหม่ามประจามัสยิดอาลียิดดารอยน์
คือ อิหมา่ มบญุ ญา ศรสี มาน (วิวฒั น์ ร้อยศร,ี 2563)
124
ชุมชนคุณธรรมบ้านภูเขาทอง เป็นหนึ่งในชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ตามรอยศาสตร์พระราชา เพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ชุมชนแห่งนี้โอบล้อมด้วยแม่น้ำ
เจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตั้งแต่หมู่ 1-4 ด้วยการดำรงชีวิตเรียบง่ายแบบพหุสังคม ประชาชนในชุมชนนับถือศาสนา
พุทธและศาสนาอิสลาม มีเจดีย์ภูเขาทองและโบราณสถานวัดภูเขาทองที่ตั้งอยู่ใจกลางของชุมชน ทางราชการจึงได้ตั้ง
ช่อื ตำบลเป็นตำบลภเู ขาทอง มาจนกระทัง่ ถงึ ปัจจบุ นั
ความโดดเด่นของชุมชนด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคือ มีภูมิปัญญาการสานปลาตะเพียนใบลาน ซึ่งได้
สืบทอดมาตั้งแต่ครั้ง บรรพบุรุษ เป็นศูนย์การเรียนรู้การถ่ายทอดภูมิปัญญาของชุมชน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม
ไทย (CPOT) และของฝากจากชุมชน พัดหางนกยูง เปลญวน ภายในชุมชนยังมีศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าน
ของพ่อ ศิลปะการแสดงมวยไทย การแสดงตีกลองรำมะนาของชาวไทยมุสลิม และโฮมสเตย์ไว้รองรับสำหรับ
นักท่องเที่ยวพร้อมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น อีกทั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ บนผืนดินกว่า 3.5 ไร่ แบ่ง
พื้นที่ออกเป็นสัดส่วนต่างๆ ตามหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้แก่ แหล่งกักเก็บน้ำ ทุ่งนา พื้นที่เพาะปลูกพืช พื้นที่เลี้ยง
สัตว์ และทพี่ กั อาศัย นอกจากนย้ี งั มกี จิ กรรมใหท้ ำเปน็ ฐานๆ อกี 6 ฐาน ไดแ้ ก่
• ฐานกจิ กรรมปักคำนา
• ฐานกิจกรรมเลยี้ งแพะ แกะ
• ฐานกิจกรรมปลาตะเพยี นสาน
• ฐานกจิ กรรมไก่ไข่
• ฐานกจิ กรรมอาหารบา้ นของพ่อ
• ฐานกิจกรรมบ้านของพอ่ บา้ นของฉนั
125
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ไม่เก็บค่เข้าชมแต่มีกล่องตั้งไว้เป็นค่าสนับสนุนการดำเนิน
กิจกรรมต่างๆ ให้หยอดเงินตามกำลัง ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับพาเด็กๆ มาสนุกสนาน และได้ทำ
กิจกรรมร่วมกันทงั้ ครอบครัว
วสิ ัยทศั น์ พันธกจิ และยุทธศาสตร์การพัฒนา
วิสัยทัศน์ขององค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง " ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศ
พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง " พันธกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง
ได้แก่ จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชลประทานที่มีมาตรฐาน ระบบจราจรปลอดภัย และดำเนินการส่งเสริมคุณภาพ
ชวี ติ ของประชาชนในพืน้ ที่ให้ดีข้ึน ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาขององค์การบรหิ ารสว่ นตำบลภเู ขาทองไดก้ ำหนดยุทธศาสตร์
และแนวทางการพฒั นายทุ ธศาสตร์ไว้ 8 ยทุ ธศาสตร์ ดงั นี้
ยุทธศาสตรท์ ่ี 1 การพัฒนาดา้ นโครงสร้างพ้ืนฐาน แนวทางการพฒั นา
1.1 แนวทางการพฒั นา กอ่ สรา้ ง ปรบั ปรงุ บำรุงรักษา ถนน สะพาน ทางเท้า ทางระบายน้ำ
1.2 การขยายเขตประปาหรอื ก่อสรา้ งประปาหมู่บา้ น
1.3 การขยายเขตบริการไฟฟา้ ให้ท่ัวถึง
1.4 พฒั นาระบบการชลประทานเพ่ือการเกษตรอย่างทั่วถึง ฯลฯ
ยุทธศาสตร์ท่ี 2 การพฒั นาด้านการสง่ เสรมิ คณุ ภาพชวี ติ แนวทางการพฒั นา
2.1 แนวทางการสง่ เสริมและพฒั นาอาชพี
2.2 แนวทางการสง่ เสริมและพฒั นาการศึกษา
2.3 แนวทางการสง่ เสรมิ และพฒั นาด้านสาธารณสุข
2.4 แนวทางด้านสวัสดิการชมุ ชน
2.5 แนวทางการปอ้ งกนั ยาเสพติด
2.6 แนวทางการสงเคราะหส์ ตรี เดก็ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผ้พู ิการ ผปู้ ่วยเอดส์
2.7 แนวทางดา้ นการสงเคราะหแ์ ละช่วยเหลือผูป้ ระสบภยั
2.8 แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากอุบัติเหตุทางถนน ภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย และภัยจาก
การกระทำของมนุษย์ ฯลฯ
ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาดา้ นการจดั ระเบียบชุมชน/สงั คมและการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย แนวทางการพฒั นา
3.1 แนวทางความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรพั ยส์ นิ
3.2 แนวทางการสง่ เสริมประชาธปิ ไตย การมีส่วนรว่ ม การมีส่วนรว่ มด้านการเมืองทอ้ งถน่ิ ฯลฯ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาด้านการบรหิ ารจัดการและการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม แนวทางการพฒั นา
4.1 แนวทางการสร้างจติ สำนึกและการตระหนกั ในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
4.2 แนวทางการจัดระบบบำบดั น้ำเสีย
4.3 แนวทางการกำจดั และจัดการขยะ
4.5 แนวทางการปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหาจากภยั ธรรมชาติฯลฯ
126
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 5 การพัฒนาส่งเสรมิ คุณธรรมด้านศิลปวัฒนธรรมจารตี ประเพณี และภูมปิ ญั ญาท้องถนิ่ แนวทางการพัฒนา
5.1 แนวทางสง่ เสรมิ คุณธรรมด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และภมู ิปญั ญาท้องถิน่ ฯลฯ
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 6 การพฒั นาด้านการท่องเทีย่ ว แนวทางการพัฒนา
6.1 แนวทางการบรหิ ารจัดการแหล่งทอ่ งเทย่ี ว
6.2 แนวทางการอนรุ กั ษ์และพัฒนาแหลง่ ท่องเที่ยวฯลฯ
ยุทธศาสตร์ท่ี 7 การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียงไปสู่ความยั่งยนื แนวทางการพฒั นา
7.1 แนวทางการพัฒนาเครอื ข่ายความรว่ มมอื ในการขบั เคล่อื นแนวเศรษฐกิจพอเพียง
7.2 แนวทางการส่งเสรมิ สนบั สนุนการสร้างองค์ความรู้ ภมู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน ฯลฯ
ยุทธศาสตร์ที่ 8 การบริหารจดั การบา้ นเมืองทีด่ ี แนวทางการพฒั นา
8.1 แนวทางการสรา้ งจติ สำนึกและพฒั นาขดี ความสามารถบุคลากรภาครัฐ
8.2 แนวทางการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติ และการบริการประชาชนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล (Good
Governance) ฯลฯ (เวบ็ ไซต์องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลภเู ขาทอง, 2564)
เครอื่ งมอื การศึกษาชุมชน
1. แผนทเี่ ดินดนิ
จากการสำรวจแผนที่เดินดินในเบื้องต้น ทำให้เห็นถึงภาพรวมของชุมชนมีทั้งระบบสาธารณะสุข
ระบบการศึกษา ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภค และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ด้วยความที่
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาย่อมมีวัดและเจดีย์ที่มากประวัติศาสตร์อยู่ในทุกมุมของจังหวัด การมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยม
ชมสถานที่จึงไมใช่เรื่องแปลก อีกทั้งชาวบ้านยังพร้อมต้อนรับและให้ความร่วมมือในการรักษาวัฒนธรรมต่างๆ หรือหิว
ทัศนโดยรอบของชุมชนด้วย ทั้งวัดและมัสยิดที่อยู่ใกล้เคียงกัน ระบบความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นส่วนหน่ึง
127
ที่เป็นเสน่ห์ของชุมชน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมสามารถเดินชม ปั่นจักรยานเล่นได้อย่างสะดวกเพราะจุดเด่น
ของชุมชนไม่อยู่ใกลกันมาก ในด้านของลักษณะที่อยู่อาศัยของผู้คนภายในชุมชนจะเป็นบ้านไม้ ชั้นเดียว มีใต้ถุนสูง
เนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้านี้ในทุก ๆ จะมีน้ำท่วมเป็นประจำ อย่างเขน ปี 2554 ทางตำบล
เผชิญปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปสักระยะก็ไม่ค่อยท่วมแล้ว มีเพียงแค่ในบางปีที่จะมีน้ำเอ่อล้น
เข้าบ้านประชาชนติดรมิ แมน่ ้ำบา้ ง เน่อื งจากปริมาณฝนตกทีม่ ากข้นึ
2. แผนผงั เครือญาติ
ผู้ให้ข้อมูลอาศัยอยู่ในชุมชนมาเป็นระยะเวลามากกว่า 40 ปี โดยคุณแม่ของผู้ให้ข้อมูลก็อาศัยอยู่กับตำบล
ภูเขาทองมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรกว่า ปี แต่เนื่องจากคุณยายท่านเสียชีวิต จึงมีลูกหลานที่คอยให้ข้อมูลแทน
จากการชักถามแล้ว คนในชุมชนล้วนมีความรู้จักรักใคร่ แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดโดยตรงแต่ทุกคนล้วนให้ความ
เคารพและนับถือเหมือนญาติในบ้านเดียวกัน ด้วยความที่มีหลากหลายครัวเรือนมากในตำบลภูเขาทอง จึงไม่สามารถ
เจาะลึกและลงรายระเอียดได้ทุกครัวเรือน แต่ศึกษาข้อมูลจากลูกของคุณยายที่อยู่มาโดยตลอด ซึ่งในปัจุบันก็มีผู้คน
ทีย่ า้ ยเข้ามาบ้างและคนที่ย้ายออกแตท่ กุ คนกย็ งั มคี วามผูกพันซึ่งกนั และกันอย่างเหนยี วแนน่
128
3. ปฏทิ ินชุมชน
จากปฏิทินชุมชนมีทั้งวันสำคัญทางศานาอิสลามและพุทธ ในทางศาสนาอิสลามทางตำบลจะมีการจัดเตรียม
อาหารให้ หรือก่อนหน้าที่จะมีการประกอบพิธีกรรมจะมีการแสดงลิเกเพื่อสร้างสีสัน มีการตั้งตลาดเพื่อขายอาหาร /ส้ือ
ผ้าสำหรับชาวอิสลามที่อยู่ในช่วงประกอบพิธีกรรม แม้จะเป็นการขายอาหารหรือเสื้อผ้าบริเวณหน้ามัสยิด ก็ยังมีชาว
พุทธที่ไปตั้งแผงขายอาหารด้วย โดยไม่จำกัดว่าพื้นที่นั้นๆ จะมีเพียงแค่ชาวอิสลามขายของเช่นเดียวกับเวลามีงานบุญ
หรือพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพุทธ ชาวอิสลามที่รู้จักกันก็จะมาช่วยในการจัดเตรียมเช่นกัน เพราะถือว่าสิ่งเหล่าน้ี
เป็นเสมือนเป็นการพบปะเพื่อน 1 การออกมาเจอสังคมภายในชุมชนแม้จะต่างความเชื่อ แต่ทุกคนก็พร้อมจะช่วยเหลือ
กนั และกันด้วยความผกู พันของคนภายในชุมชน
129
4. โครงสรา้ งองค์กรชมุ ชน
130
หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎที ีเ่ กยี่ วขอ้ ง
1. ทฤษฎีปฏสิ มั พนั ธ์เชิงสญั ลกั ษณ์
ทฤษฎีนี้ด้เน้นถึงการกระทำระหว่างกันของบุคคลในสังคมที่เป็นผลมาจากการตีความสัญลักษณ์โดยเฉพาะ
ภาษา ซึ่งเป็นสื่อการติดต่อที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์มีความผูกพันและมีความสัมพันธ์ต่อกันจนสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ
ขึ้นมาทำให้มีการจัดระเบียบขึ้นในสังคม ตังที่ เฮอร์เบิร์ต บลูเมอร์ (Herbert Blumer) ได้อธิบายการจัดระเบียบทาง
สังคมว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มต่างๆ เกิดจากผลของการที่บุคคลแปลหรือกำหนดความหมายของการระ
ทำต่อกัน การมีปฏิกิริยาโต้ตอบไม่ได้มีโดยตรงต่อการกระทำของบุคคล แต่เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อความหมายของการ
กระทำหรือการแสดงออก ฉะนั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นการใช้สัญลักษณ์ การตีความ และการแสวงหาความหมาย
แท้จริงของการกระทำต่างๆ การแสดงออกในลักษณะกระทำต่อกันหรือปฏิสัมพันธ์ต่อกันจึงอยู่ในรูปของกระบวนการ
ที่บุคคลทั้งหลายเข้าใจในเหตุการณ์ สามารถประเมินเหตุการณ์ ให้ความหมาย และตัดสินใจที่จะมีการกระทำโต้ตอบได้
(สมศักด์ิ ศรสี นั ติสขุ , 2536, น.58, อา้ งถงึ ใน ธีราพร ทวีธรรมเจรญิ , 2553, น.114)
ยกตัวอย่างเวลาที่คนในชุมชนมักจะรวมตัวกันช่วยงานเมื่อมีงานบุญบ้านต่าง ๆ หรือแม้แต่การจัดงาน
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ก็จะมีญาติผู้ใหญ่จากหมู่บ้านต่าง ๆ หรือเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วมกันจัดและเตรียม
งานดังกล่าว เพราะชาวบ้านจะถือว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ได้บุญกุศลที่ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างเวลาที่มีพิธี
กรรมการทำบุญบ้านที่เรียกได้ว่ามีศาลตาปู่ ถือว่าเป็นงานใหญ่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชาวบ้านให้ความเคารพและนับถือ มี
การจัดพิธีทำบุญในทุกๆ ปี ชาวบ้านแระแวกใกล้เคียงหรือหมู่บ้านอื่นๆ ที่รู้จักกันก็จะมารวมตัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงแขก
จัดเตรียมสถานที่ จัดระเบียบพิธีกรรมให้มีความสมบูรณ์แบบ เสมือนกับการแสดงสัญลักษณ์ว่าถ้าเราช่วยกันทำงาน
บุญต่าง ๆ เราก็จะได้บุญได้กุศลไปด้วย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียวของคนในชุมชนที่มีการ
ช่วยเหลือกันในยามสุขและทุกข์ เพราะไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในลักษณะใด เช่น งานบุญ งานศพก็มีแต่ชาวบ้านพร้อมใจ
มาช่วยจัดงาน เตรียมอาหาร แม้แต่ฝั่งหมู่บ้านอื่นที่เป็นอิสลามก็มาช่วยจัดอาหาร อำนวยความสะดวกในเรื่องอนื่ ๆ ถือ
วา่ สรา้ งไดส้ ร้างปฏิสมั พนั ธแ์ ละความสนุกสนานระหว่างทำไปดว้ ย
2. ทฤษฎโี ครงสร้างและการหน้าท่ี
มองมนุษย์ที่เข้าไปอยู่ในสังคม ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบ และมีการจัดระเบียบ เนื่องจากมีความสมัครใจที่จะเข้า
ไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสังคมนั้นการอธิบายระบบสังคมที่มีอยู่ในชุมชนจึงต้องทำความเข้าใจการกระทำของสมาชิกใน
ชุมขชน และการที่ชุมชนประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นระบบต่างๆ หากแต่ละส่วนของระบบทำหน้าที่ได้ประสานสัมพันธ์
กัน ก็จะเกิดความมั่นคงหรือมีดุลยภาพขึ้นดังนั้น เมื่อเปรียบชุมชนเป็นกลุ่มสังคมหนึ่ง หากเราเข้าไปเรียนรู้วิถีชุมชน
และเห็นว่าชุมชนนั้นมีความเข้มแข็งและมั่นคง แสดงว่าโครงสร้างต่างๆ ของชุมชน คือ สมาชิกแต่ละคน กลุ่มองค์กร
ทั้งทางการและไม่ทางการ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพและมีความสามัคคีที่จะประสานสัมพันธ์กัน จนกลายเป็น
พลังของชุมชนที่จะร่วมกันทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและพัฒนาขึ้น (อ้างถึงใน ธีราพรทวีธรรมเจริญ, 2553, น.
111)
สำหรับในชุมชนจะมีคณะกรรมการ คณะบริหาร กลุ่มต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ทุกคนล้วนมีบทบาท
หน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ทุกคนล้วนอยู่กันภายใต้ความสามัคคีอย่างเช่น
กลุ่มทางการ คือ กลุ่มบริหารงานชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบล จะมีหน้าที่ในการบริหารจัดการอำนวยความ
สะดวก ดูแลความเรียบร้อยและจัดหาทรัพยากรให้กับชุมชน ต่อมาเป็นกลุ่มไม่เป็นทางการ เช่น การรวมกลุ่มของแม่
ครัว อย่างเวลาที่มีงานพิธีกรรมทางศาสนา ก็จะมีกลุ่มแม่ครัวคอยจัดทำอาหาร ขนมไทยให้ ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้หญิงวัย
131
สูงอายุที่อยู่บ้าน ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ส่วนใหญ่แล้วจะมีสูตรทำอาหารแบบโบราณ เช่น ตัมแกงต่างๆ
ก็มาจากความรู้และสูตรของแต่ละคน นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนร่วมกันด้วย อีกทั้งวัยผู้ใหญ่ในชุมชนที่จะคอยมาเป็น
ลูกมือเสริม เช่น จัดหาวัตถุดิบให้พร้อม จัดเตรียมภาชนะ เป็นต้น ทุกคนล้วนช่วยกันด้วยบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป
แต่ก็สนับสนุนร่วมกันจนสำเร็จผล หรือในระดับกลุ่มที่เป็นทางการนั่นคือ ระดับองค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง
ก็มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวก จัดหาและจัดสรรทรัพยากรให้ตอบสนองกับความต้องการของคนในชุมชนด้วย
แม้จะมีบริบทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก็มีหน้าที่ที่จะเอื้อให้เกิดความสำเร็จของงาน อย่างเช่น
ในทมี ของสำนักงานปลัดกจ็ ะมหี ลากหลายฝา่ ยทที่ ำหน้าท่ีดูแลความเรยี บร้อยความถูกต้อง จดั หาทรพั ยากร เปน็ ตน้
3. แนวคิดเก่ยี วกับชมุ ชนเขม้ แข็ง
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้กล่าวถึง ความเข้มแข็งของชุมชนเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการพัฒนา ทั้งนี้เพราะว่า
ความเข้มแข็งของชุมชนจะแก้ไขปัญหาทั้งในระดับชุมชนและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไปพร้อมกันอย่าง
บูรณาการ ความเข้มแข็งของชุมชนนี้เป็นรากฐานที่สำคัญของประชาสังคม (Civil Society) ที่ทุกคนเอื้ออาทรต่อกัน
มีการเรียนรู้ร่วมกัน มีการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนและสังคมร่วมกัน และยังเห็นว่าการพัฒนาชุมชน
และสังคมไม่อาจสำเร็จได้ โดยการกระทำเป็นเรื่องๆ แยกกันไป แต่ต้องทำเชื่อมโยงกันอย่างมีบูรณาการพร้อมกัน
องค์ประกอบและลกั ษณะของชมุ ชนเขม้ แข็ง มดี ังน้ี
1. มบี คุ คลทีม่ คี วามหลากหลายที่รวมตวั กนั เปน็ องคก์ รชมุ ชนที่เปน็ ทางการหรือไม่กต็ าม
2. การมเี ป้าหมายร่วมกันและยึดโยงเกาะเกย่ี วกันด้วยผลประโยชน์สาธารณะรว่ มกนั ของสมาชิกในชุมชน
3. การมจี ิตสำนึกของการพึง่ พาตนเองและรกั ษาเอื้ออาทรตอ่ กนั ร่วมกันทำและรบั ผิดชอบตอ่ กันในชุมชน
4. การมอี ิสระในการรว่ มคดิ ร่วมตัดสนิ ใจ รว่ มทำและรว่ มกนั รบั ผดิ ชอบ
5. มีการระดมการใชท้ รัพยากรในชุมชนอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
6. การมีการเรยี นรู้ เชือ่ มโยงกันเปน็ เครือข่ายและตดิ ตอ่ สื่อสารกนั หลากหลายรูปแบบ
7. มกี ารจดั ทำกจิ กรรมทเี่ ปน็ สาธารณะประโยชน์ของชุมชนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
8. มีการจัดการบริหารกลุ่มที่หลากหลายและเครอื ขา่ ยที่ดี
9. มีการเสริมสร้างผนู้ ำการเปล่ยี นแปลงทหี่ ลากหลายของชมุ ชนสบื ทอดตอ่ ๆ กนั จากรุ่นสูร่ นุ่ (ฉัตรทิพย์ นาถ-สภุ า,
ม.ป.ป, อา้ งถงึ ใน รพ่ีภัทร์ สุขสมเกษม, 2559, น.29)
ลักษณะกิจกรรม/บริการ/โครงการทีเ่ หมาะสม
โครงการพฒั นางานฝีมอื เพ่ือการอนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมและการสร้างรายได้
เนื่องด้วยบริบทที่สังเกตได้ของชุมชนคือ ชุมชนภูเขาทองมีความแตกต่างของศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม
ลักษณะของประชากรในชุมชนเป็นวัยสูงอายุ วัยผู้ใหญ่ และเด็กเล็ก ส่วนใหญ่แล้ววัยสูงอายุและเด็กเล็กจะอาศัยอยู่
แต่ในบ้าน อาจเกิดความโดดเดี่ยว และต้องการหาเพื่อนพูดคุยร่วมกัน ในส่วนของวัยเด็กอาจต้องการทำกิจกรรมท่ี
สนุกสนาน ในระดับวัยผู้ใหญ่บางท่านก็ไม่ได้ประกอบอาชีพ ถ้าหากว่าได้ใช้เวลาว่างและฝึกฝนตนเองก็จะเป็นแรงเสริม
ให้คนในชุมชนมีการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนภูเขาทองก็มีหลายสิ่งที่น่าสนใจทั้งการทำขนมการทำอาหาร
โบราณ การทำเปลญวน การสานงานประดิษฐ์ เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยเหลือผู้ที่จะสืบทอดงานฝีมือเช่นเดิมแล้ว
เนื่องจากวิถีชีวิตที่เลี่ยนแปลงไป เด็กรุ่นใหม่จึงไม่ค่อยได้ฝึกหรือสืบทอดการทำอาหารโบราณเท่าที่ควร ข้าพเจ้าจึง
132
มองเห็นถึงความสำคัญในการสืบสานวัฒนธรรมดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น โดยสูตรการทำต่างๆ นั้นก็ส่งเสริมให้เกิด
บรรยากาศการแลกเปลี่ยนร่วมกัน เพื่อที่จะนำความรู้ส่วนนั้นไปพัฒนาต่อ อย่างเช่นการทำขนมไทย อาจเป็นการสร้าง
แบรนด์ให้กับชุมชนหรือสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเลยก็ว่าได้ อีกทั้งเมื่อผู้คนในชุมชนมีความรู้จักกันมากขึ้นด้วย
สัมพันธภาพที่ดีร่วมกัน ก็จะทำให้คนในชุมชนมีความผูกพันและกลมเกลียวกันมากขึ้นส่งเสริมให้เกิดเป็นความ
ชว่ ยเหลอื ซ่ึงกันและกนั ในยามทุกขแ์ ละสขุ
จากสถานการณ์ ปัญหาดังกล่าวสามารถวิเคราะห์บทบาทของนกั สังคมสงเคราะห์ในการเปลี่ยนแปลงระดับ
บุคคล กลุ่ม และโครงสร้างได้ดังนี้ ในระดับบุคคลจะต้องสำรวจสภาพปัญหาและวิเคราะห์แนวทางการ แก้ไขปัญหา
ดังกล่าวโดยอาศัยการมีบุคคลในชุมชนได้ตัดสินใจด้วยตนเองเป็นส่วนสำคัญว่าถ้าหากมีการจัดทำกิจกรรมดังกล่าว
คนในชุมชนมีความต้องการที่จะถ่ายทอดอะไรให้คนในชุมชนหรือรอบนอกชุมชนได้รับรู้บ้าง หรือมีความต้องการที่จะ
จัดกิจกรรมไปในทิศทางใดจึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ทุกคนพึงพอใจร่วมกัน หรือ เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วอยากจะต่อยอด
สิ่งใดต่อ โดยเป็นการประเมินในทุกๆการเสร็จสิ้นกิจกรรม เพื่อสำรวจความพึงพอใจและข้อมูลสะท้อนกลับจากคนใน
ชุมชนอยู่เสมอ ในการทำโครงการเหล่านี้เราสามารถพูดคุยและขี้แจงถึงที่มาที่ไปหรือหลักการและเหตุผลของกิจกรรม
ส่งเสริมและสนันสนุนให้คนในชุมชนได้เพิ่มพูนศักยภาพที่ตนเองมีหรือเพิ่มทักษะบางอย่างที่ยังขาดไป นักสังคม
สงเคราะห์จะต้องมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสหรือช่องทางการสื่อสารให้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจาก feedback
ของคนในชุมชนที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้บอกมาโดยตรงเวลาที่แสดงความคิดเห็น จึงต้องคอยสังเกตปฏิกิริยาของคนใน
ชุมชนอย่างสม่ำเสมอด้วย อีกทั้งการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายร่วมกัน หากว่าคนในชุมชนยังไม่พร้อมที่จะแสดง
ความคิดเห็น นักสังคมสงเคราะห์จะต้องสร้างการกระตุ้นให้คนในชุมชนรับรู้ถึงปัญหาและเกิดความกระตือรือร้นที่จะ
อยากเข้าร่วมกิจกรรม โดยในระดับบุคคลนี้เราสามารถอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม และคอยช่วยเหลือ
พูดคุย ชักถาม เป็นต้น เพื่อให้ผู้คนในชุมชนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในด้านของการเรียนรู้งานฝีมือและความสัมพันธ์
ระหว่างกัน นอกจากนี้ยังคอยอำนวยความสะดวกในการจัดหาทรัพยากรที่จะเอื้อต่อการทำกิจกรรมไปพร้อมๆกับ
ผเู้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมเลย
ในระดับกลุ่มนั้นสามารถดำเนินการส่งเสริมด้วยการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายนอกชุมชนหรือภายใน
ชุมชนที่มีอยู่แล้ว มาช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อย่างเช่น ในกรณีการฝึกงานฝีมือ เรื่อง ขนมไทย อาจ
ต้องอาศัยหน่วยงานนอกชุมชนให้การรับรองเป็นมาตรฐานของชุมชน เพื่อที่จะนำไปต่อยอดเข้าสู่ตลาด OTOP ต่อไป
สิ่งเหล่านี้นักสังคมสงเคราะห์จะเป็นตัวกลางในการประสานงานเพื่อให้การทำงานภายในชุมชนนั้นราบรื่นมากยิ่งขึ้น
หรือแม้กระทั่งการประชาสัมพันธ์ให้องค์กรภายนอกชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันกับ
ชุมชนอื่น ! เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนใกล้ชิดหรือชุมชนอื่นๆ ที่มีความสนใจ นับเป็นสร้าง network ให้
เป็นชุมชนเข้มแข็งร่วมกันด้วยในระดับโครงสร้างนั้นเราจะผลักดันนโยบายและแผนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการ
จัดทำแผนพัฒนาต่อยอดจากกิจกรรมดังกล่าว อย่างเช่น การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วยการสร้าง
อาชีพและการส้รางรายได้ เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงบริการทางสังคมร่วมกันและสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปเป็นทุนการพัฒนา
คุณภาพชีวิตตนเองต่อไป เมื่อผลักดันนโยบายเหล่านั้นแล้ว ต่อมาจะเป็นการยกระดับให้องค์รต่าง ๆ มองเห็นคุณค่า
ของงานฝีมือในแต่ละชุมชน นำไปสู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมและการสร้างรายได้เพื่อให้คนนชุมชนมีการพึ่งพาตนเองได้
อย่างยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องอาศัยความร่วมมือจากสหวิชาชีพในการประเมินและติดตามผลของกิจกรรม
รว่ มกนั นำไปสูก่ ารพัฒนาและตอ่ ยอดท่สี อดคล้องกับบริบทสงั คมที่เปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา
133
บทบาทนักสงั คมสงเคราะห์กบั การปฏิบตั ิงานเพื่อสรา้ งการเปลย่ี นแปลง
นักสังคมสงเคราะห์กับการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อนำไสู่การชักนำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์
คิดค้น ตัดสินใจ และวางแผน สร้างความพร้อมในการลงมือป ฏิบัติจริง อีกทั้งการสร้างค่านิยมให้เกิดร่วมกันว่าทุก
คนล้วนเป็นเจ้าของร่วมในชุมซน เมื่อเกิดทัศนคติที่ดีต่อชุมซนของตนเองแล้ว ก็จะสนับสนุนให้คนในชุมชนได้เข้าใจถึง
การวางแผนงานให้ตอบสนองกับความต้องการของคนในชุมซนได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีนักสังคมสงเคราะห์เป็นตัวกลาง
เชื่อมต่อทรัพยากรต่างๆ กับชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาร่วมกัน โดยบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์กับการ
ปฏบิ ตั ิงานนั้นมดี ังน้ี
การรวบรวมข้อมูล ให้คำปรึกษา กระต้นให้ภายในกลุ่มช่วยเหลือตนเองได้ โดยก่อนที่เราจะตั้งประเด็นปัญหาก็
ต้องมาจากการสำรวจความต้องการของคนในชุมชน เก็บรวมรวมข้อมูลในเรื่องทรัพยากรภายในชุมชนรวมทั้งประวัติ
ของชุมชนที่มีอยู่ก่อนหน้า เพื่อสร้างความเข้าใจถึงบริบทและสถานการณ์ต่างๆ ของชุมชนมากขึ้นอย่างเช่น เครื่องมือ
ในการศึกษาชุมชน ทั้งแผนที่เดินดิน ผังเครือญาติ ปฏิทินชุมชน โครงสร้างองค์การชุมชน นักสังคมสงเคราะห์จึง
จำเป็นที่ต้องศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนด้วยทักษะการสังเกต การชักถาม การให้คำปรึกษา การฟังอย่างตั้งใจ เป็นตัน
เนื่องจากการเก็บข้อมูลและสำรวจบริบทของชุมชนจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์สามารถที่จะเจาะลึกประเด็นปัญหาได้ดี
ยิ่งขึ้น อย่างเช่น การสำรวจข้อมูล feedback จากคนในชุมชนเกี่ยวกับกิจกรรมที่เคยทำมาก่อนหน้านี้แล้วคิดว่า
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของคนในชุมชน ระดับกลุ่มหรือระดับตำบลนั้นให้ผลกระทบในทิศทางที่ดีหรือลบ อย่างไร
บ้าง เพือ่ นำไปสู่การสรา้ งโมเดลของการริเริม่ ด้วย
การระดมทรัพยากรเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงบริการ ด้วยการ
ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าชุมชนมีความต้องการแบบใด สามารถจัดสรรทรัพยากรส่วนไหนมาได้บ้าง
เสมือนเป็นตวั กลางในการแลกเปลี่ยน ส่อื สารระหว่างชมุ ชนและองคก์ รภายนอก
มองเห็นแนวทางที่จะช่วยให้กลุ่มชาวบ้านมีความคิดเห็นและการประกอบกิจกรรมที่สนใจ ด้วยการพูดคุยและ
กระตุ้นให้คนในชุมชนเริ่มเห็นถึงประเด็นปัญหา เราอาจจะมีการนำเสนอที่ชัดเจนเพื่อให้คนในชุมชนเห็นถึงเป้าหมาย
วิธีการ และผลกระทบที่จะได้รับจากการลงมือทำ เมื่อเราสร้างบรรยากาศที่น่าไว้วางใจแล้วจึงสื่อสารด้วยเหตุผลและ
ที่มาที่ไปของกิจกรรม เมื่อคนในชุมชนเริ่มมองเห็นและให้ความสนใจด้วยการแสดงความคิดเห็นร่วม อาจทำให้คนใน
ชุมชนเร่ิมตระหนักถึงประเด็นปัญหาไดม้ ากข้นึ ความกระตอื รอื ร้นทจ่ี ะเขา้ ร่วมกิจกรรมจึงจะมขี ึ้นตามมาภายหลัง
สามารถร่วมมือกันทำหรือสร้างงานที่จะเป็นประโยซน์กับส่วนรวม ด้วยการลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆกับคน
ในชุมชน เพื่อแสดงให้เห็นว่านักสังคมสงเคราะห์ไม่เพียงแต่ม่าป้อนข้อมูลเพื่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะ
ลงมือทำไปกับคนในชุมชนดว้ ยการลองผิดลองถกู ดว้ ย
จะเห็นได้ว่านักสังคมสงเคราะห์ไม่เพียงแต่กรเข้าไปป้อนโครงการให้กับชุมชนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัย
หลักการและเหตุผลที่นำไปสู่การร่างโมเดลต่าง ๆ ทั้งการศึกษาข้อมูลในรูปแบบ feedback หรือความคิดเห็นของคนใน
ชุมชน อีกทั้งการเป็นสื่อกลางในการประสานงานระหว่างชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายนอกชุมชนนั่นเอง เพื่อ
นำไปสู่การจัดสรรและประเมินความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวด้วย แต่อย่างไรก็ตาม นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมี
ความเคารพในศักยภาพของคนในชุมชนที่จะวิเคราะห์ คิดริเริ่ม หรือสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้
โดยไม่ตัดสินล่วงหน้าหรือตัดสินใจแทนคนในชุมชนมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นอีกทั้งการสร้างบรรยากาศให้คนใน
ชุมชนได้มีส่วนร่วมและมีความกระตือรือร้นร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหา และในส่วนที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องรับฟัง
feedback หรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อนำไปประเมินผลการทำงานของตนเองและผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน และ
134
จัดให้มีการติดตามผลของกิจกรรมเป็นระยะๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้ชุมชนเห็นถึงความตั้งใจที่ไม่ใช่แค่การป้อน
ขอ้ มูลและก็ไปโดยไม่ได้ประเมินผลในทุกๆ ระดบั
เอกสารอ้างอิง
ธีราพร ทวีธรรมเจริญ (2553). การเรียนรู้วิถีชุมชนจากแนวคิดในทฤษฎีโครงสร้างทางสังคมและทฤษฎี
ช ุ ม ช น ( AStudy of Community Lifestyle Based on the Concepts of the Social Structure Theory and
Community Theories). วารสารวชิ าการ มหาวิทยาลยั หอการค้าไทย, 30 (1), 104 -116
บวรออนทัวร์. (ม.ป.ป.). ชุมชนคุณธรรมตันแบบบ้านภูเขาทอง. สืบค้นจาก https://boworn.m-
culture.go.th/moralcommunity/8e09b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e09b8599%e09
b89849e09b89b88e09b8%938e09b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e09b8995%e0%
b9989%e0%b8%99%e0%b9980%e0%b9%80%e0%b8969a%e0%b8%9ae0%b8%9a%e0%b9%89%
e0%b8%b2-4/
รพีภัทร์ สุขสมเกษม. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมความข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษาชุมชนในเขต
เทศบาลนครปากเกร็ด จงั หวดั นนทบุรี (THE STUDY OF FACTORS CONTRIBUTING TO THE COMMUNITY
STRENGTH: CASE STUDY OF PAKKRET MUNICIPALITY NONTHABURI). สืบค้นเมื่อ 14พฤศจิกายน
2464.จากhttp://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU 2016 5803010106 5455 4967.pdf
วิวัฒน์ ร้อยศรี. (2563). มุสลิมชุมชนลุมพลีและชุมชนภูเขาทอง อำเภอพระนครครีอยุธยา : การสำรวจ
เ บ ื ้ อ ง ต ้ น ( Muslims of Lumplee Community and Phukhaothong Community in Phranakhon SiAyutthaya
District: Preliminary Survey). วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา, 13 (1), 57-71องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง.
(ม.ป.ป.). ข้อมลู ทวั่ ไป. สืบคน้ จาก http://phukaothong.go.th/public/
135
“หมู่บ้านสนั ป่าปว๋ ย”
ณัฐกิตติ์ พูลโคก
136
การออกแบบปฏบิ ตั ิการสังคมสงเคราะห์ชุมชน : หม่บู ้านสันป่าปว๋ ย
การประยุกต์ใช้เครือ่ งมอื
เครอ่ื งมือท่ไี ด้นำมาประยกุ ต์ใช้เพื่ออธิบายชุมชนสนั ปา่ ปว๋ ย มดี ังนี้
1. ประวตั ศิ าสตรช์ ุมชน
หมบู่ า้ นสนั ปา่ ป๋วย ต้ังอยทู่ ่ี ต. บ้านนา อ. สามเงา จ. ตาก ตั้งอยเู่ หนอื เขอื่ นภูมพิ ล มภี เู ขาลอ้ มรอบ อยู่ห่างจาก
แม่น้ำปิง ประมาณ 500 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่ห่างไกล โดยเริ่มก่อตั้งเมื่อประมาณ 74 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2490)
เมื่อเริ่มมีการสร้างเขื่อนภูมิพล ชาวบ้านเดิมเริ่มอพยพมาจากหมู่บ้านท่าโป่ง บ้านท่าเดื่อ บ้านทาพิมาน และบ้านนาเดิม
เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลได้มีการอพยพชาวบ้านลงไปอยู่ในพื้นที่ที่ทางการจัดสรรไว้ให้ คือหมู่บ้านชลประทาน
รังสรรค์ (หมู่บ้านจัดสรร) ผู้คนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินส่วนมากก็ได้อพยพกันไป แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะลงไป
อยู่ในหมู่บ้านที่จัดสรรให้ใหม่ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ ซึ่งยังมีพวกที่รักถิ่นฐานเดิมประมาณ 20 หลังคาเรือน ที่
ไม่ได้ย้ายลงไป จึงได้ทำการอพยพหนีน้ำขึ้นมาเรื่อยเรื่อยจนถึงบริเวณที่อยู่สูงและน้ำท่วมไม่ถึง จึงได้ทำการสร้าง
บ้านเรือนอยู่อาศัย ซึ่งเหนือหมู่บ้านมีต้นไม้ป๋วยหรือต้นตะแบกขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านเป็น
สันดอน เลยได้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านสันป่าป๋วย” โดยมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประมง และ
หาของป่า เพื่อการดำรงชีพ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง (คนดั้งเดิม) จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีคล้าย ๆ
วฒั นธรรมลา้ นนาเพราะมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั จงั หวัดเชียงใหม่ และจงั หวัดลำปาง
ปัจจุบันหมู่บ้านสันป่าป๋วยมีประชากร ประมาณ 100-120 ครัวเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นวัยสูงอายุ และวัย
เด็ก เพราะวัยรุ่นและวัยทำงานส่วนใหญ่จะออกมาเรียนและทำงานในตัวเมืองมากกว่า ช่วงวันหยุดยาวตามเทศกาล
ต่าง ๆ จึงจะกลับเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านเป็นชาวไทยทั้งหมด นับถือศาสนาพุทธ นับถือความเชื่อเรื่องผีปู่ย่า ผีบรรพบุรุษ
ใช้ภาษาไทยถิ่นเหนือในการสื่อสาร ประกอบอาชีพหลัก คือ เลี้ยงวัว หาปลาจากในเขื่อน และหาของป่าตามฤดูกาล เช่น
เห็ด, น้ำผึ้ง เป็นต้น มีสินค้า OTOP ประจำหมู่บ้านคือ ปลาย่าง และมีธุรกิจโฮมสเตย์เล็ก ๆ แต่สินค้า OTOP และโฮมส
เตย์ ยังไม่ได้รับการต่อยอดอย่างจริงจัง เพราะเนื่องจากไม่มีคนสานต่องาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ ทำให้
ชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจในบางเรื่องไปบ้าง แต่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ได้จากการดำเนินชีวิตในวิถีชุมชนมา
ยาวนาน และพ้นื ทหี่ มู่บา้ นไม่มีความเสถียรของสญั ญาณโทรศพั ท์และสัญญาณโทรทัศน์
ด้านสาธารณูปโภค ใช้น้ำประปาภูเขา (หน่วยละ 1 บาท) ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ที่ชาวบ้านติดตั้งกันเอง
ซึ่งมีไม่ครบทกุ บา้ น ตามฐานะแตล่ ะบา้ น
ด้านวิถีชีวิตหมู่บ้าน มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างเป็นมิตร การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย ชาวบ้านส่วน
ใหญ่ดำรงชีพด้วยการเลี้ยงวัว โดยจะส่งขายปีละครั้ง เป็นวัวเนื้อตัวผู้ ชาวบ้านจะตื่นเช้าประมาณตี 4-5 เพื่อออกไป
เลี้ยงวัว จากนั้นจะกลับมาบ้านก่อนเที่ยงโดยประมาณ ชาวบ้านอีกกลุ่มคือออกไปหาปลาช่วงเวลาเดียวกัน การใช้ชีวิต
ค่อนข้างคล้ายกันทั้งหมด ผู้ที่ออกไปทำงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะมีหน้าที่ดูแลบ้านและเลี้ยงลูก เวลาว่างของ
คนในหมู่บ้าน จะมีการดื่มสุราต้มเอง (เหล้าเถื่อน) เป็นกิจวัตรประจำวัน จากนั้นจึงจะเข้านอน และชาวบ้านมีความ
ศรัทธาในระบอบสถาบันกษัตรยิ อ์ ยา่ งจริงจงั และตดิ ตามขา่ วสารดา้ นการเมอื ง
137
คำขวัญประจำหมู่บา้ นสันป่าปว๋ ย
ดอยพอ่ เฒา่ หลวงเดน่ สง่า
งามตาพระพุทธบาทเขาหนาม
ยามว่างพักโฮมสเตย์สรวลเสบนเกาะวาเลนไทน์
ของถกู ใจปลาย่างกลมุ่ โอทอ็ ป
จากคำขวัญประจำหมู่บ้านแสดงให้เห็นว่า ใกล้กับหมู่บ้านสันป่าป๋วย นั้นมีสถานที่สำคัญอยู่ถึง 3 สถานที่ ท่ี
เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยเช่นกัน คือ 1. ดอยพ่อเฒ่าหลวง 2. พระพุทธบาทเขาหนาม 3. เกาะวาเลนไทน์ ที่หมู่บ้านนั้น
สนบั สนนุ ให้นกั ท่องเทย่ี วมาเทยี่ ว ซ่งึ เปน็ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และเชงิ ความศรทั ธาในศาสนาพุทธ
การเดินทางเข้าหมู่บ้าน เป็นการเดินทางเรือจากสันเขื่อนเท่านั้น เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล มีทั้ง
เรือชาวบ้าน เรือสปีดโบ๊ทของอบต และเรือกฟภ. แล้วแต่จะประสานงานได้ เมื่อนั่งมาถึงโป๊ะเรือของหมู่บ้านแล้วต้องต่อ
ดว้ ยรถเข้าหม่บู ้าน เพราะโป๊ะหา่ งจากหมูบ่ ้านพอสมควร
รูปพืน้ ทีต่ ำบลบ้านนากอ่ นทีจ่ ะมีการสรา้ งเข่ือนภูมพิ ล
138
2 . แผนที่เดินดนิ
สถานที่สำคัญในหมู่บ้าน ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสันป่าป๋วย สำนักสงฆ์บ้านสันป่าป๋วย
หน่วยอนุรักษ์ป่าไม้บ้านสันป่าป๋วย โรงเรียนบ้านสันป่าป๋วย ส่วน 3 สถานที่สำคัญที่ปรากฎในคำขวัญจะอยู่ห่างออกไป
จากตัวหม่บู า้ นอีก
การเดินทางในหมู่บ้านมีการใช้รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ภายในหมู่บ้าน มีถนนที่เป็นคอนกรีตที่ผ่าน
สถานทส่ี ำคัญของหมู่บ้านและเป็นเส้นทางหลกั ในการเดนิ ทางในหมบู่ ้าน และมีถนนทางดนิ เป็นเสน้ ทางยอ่ ย ๆ
139
3. ปฏิทินชมุ ชน
เดือน
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
กิจกรรมดา้ นเศรษฐกิจ
1. ทำนา
2.ทำประมง
3.รับจ้างทวั่ ไป
4.การทำปลาย่าง
5.หาของป่า ผกั หวานป่า บกุ ดอกกา้ น
6.เหด็ ไข่หวาน ไข่เหลอื ง เห็ดโคน
7. เลี้ยงววั
กิจกรรมด้านวฒั นธรรม / ประเพณี
1. ประเพณปี ีใหม่
2.ประเพณีสงกรานต/์ สรงนำ้ พระ
3.กน๋ิ ฮา้ ว
4.ทำบญุ เขา้ พรรษา
5.งานบุญกฐิน งานเทศน์มหาชาติ
ประเพณที านก๋วยสลาก
6.ประเพณลี อยกระทง
กจิ กรรมทางดา้ นเศรษฐกิจแต่ละกิจกรรมจะขน้ึ อยกู่ ับฤดกู าล มที ้ังกจิ กรรมท่สี ามารถทำได้ทง้ั ปี เชน่ การทำ
ประมง การทำปลายา่ ง การรับจ้างทัว่ ไป และการเลี้ยงวัว และมกี ิจกรรมทส่ี ามารถทำไดเ้ พียงช่วงบางเดอื นตาม
ฤดูกาล สภาพอากาศของเดือนนน้ั ๆ เชน่ การทำนา การหาของปา่ และการเกบ็ เหด็
กิจกรรมด้านวัฒนธรรม ประเพณี จะมีช่วงเวลาที่กำหนดขึ้นในแต่ละเดือน ตามวันสำคัญทางศาสนาและ
ความเชื่อ เพราะเนื่องจากชาวบ้านนับถือผีบรรพบุรุษและนับถือศาสนาพุทธ เช่น ประเพณีกิ๋นฮ้าว ซึ่งประเพณีที่ได้รับ
การสืบทอดมาจากวัฒนธรรมล้านนา คำว่ากิ๋นฮ้าว เป็นภาษาถิ่น หมายถึง พิธีการที่ร่างทรงเทพยดาต่าง ๆ เชิญเทพท่ี
ตนเคารพรบั ถอื ลงมากินเครือ่ งเซ่นสงั เวยทีจ่ ดั เตรยี มไว้ ไดแ้ ก่ เหล้า อาหารคาว อาหารหวาน เปน็ ตน้
140
แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสงั คมสงเคราะห์ท่ีนำมาอธบิ ายชมุ ชน
แนวคิด ทฤษฎี หลักการ กระบวนการสงั คมสงเคราะห์ทน่ี ำมาอธบิ ายชมุ ชน มีดงั นี้
1. แนวคดิ วัฒนธรรมชมุ ชน
แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ดำเนินไปบนฐานและวิถีวัฒนธรรม
ท้องถิ่น บนฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งมองว่า วัฒนธรรม เป็นสายใยยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน ทำให้
คนในสังคมมีจิตวิญญาณเดียวกัน ใช้เป็นกรอบอ้างอิงร่วมกัน คิดพึ่งพาตนเองและพึ่งพิงอิงกับคนในชุมชนเดียวกัน
เป็นสำคญั เป็นบ่อเกิดของความสามัคคี อนั เปน็ พลังอำนาจท่ีแท้จริงของชุมชน
จากแนวคิดข้างต้นชุมชนสันป่าป๋วยเป็นชุมชนในท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมที่เป็นอันเอกลักษณ์ตามแบบล้านนาที่
สืบทอดต่อกันมา เช่น การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ความเชื่อเรื่องผีปู่ย่า ผีบรรพบุรุษ ซึ่งวัฒนธรรมของชุมชนนี้ถือว่า
เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อมีการจัดงานประเพณีตาม
โอกาสสำคัญต่าง ๆ ชาวบ้านจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกคนในหมู่บ้านจะมาร่วมงานและพบปะพูดคุยกัน ซึ่งทุก
คนในหมู่บ้านให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก จึงสอดคล้องกับแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนที่ให้ความสำคัญ
กับวิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่น และมองว่าวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ให้กับคนในชุมชน สร้างจิตสำนึกในการ
อยรู่ ว่ มกัน อกี ทัง้ ยงั สามารถสร้างความสามัคคใี นชุมชนได้ดอี กี ดว้ ย
2. แนวคิดความเสมอภาค / ความเทา่ เทยี มกนั
Julian Le Grand (1982) ได้กล่าวถึงความเท่าเทียมทางสังคมโดยการพิจารณาจากนโยบายของรัฐ โดย
แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความเท่าเทียมกันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายสาธารณะ 2. ความเท่าเทียมกันของรายได้ทางการเงิน
3. ความเท่าเทียมกนั ของการใชท้ รพั ยากร 4. ความเทา่ เทยี มกนั ของโอกาส 5. ความเทา่ เทยี มกนั ของผลลัพธ์
จากข้อมูลของหมู่บ้านสันป่าป๋วยแสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านนี้ไม่ได้รับความเท่าเทียมจากนโยบายของรัฐ เพราะ
ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และถูกละเลยจากรัฐ โดยสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมคือ ไฟฟ้าภายในหมู่บ้านที่มา
จากการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ด้วยงบประมาณส่วนตัวของชาวบ้านเอง โดยไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้บาง
บ้านที่ไม่มีงบประมาณมากพอจะติดตั้งแผงโซล่าเซลล์จะไม่มีไฟฟ้าใช้ และน้ำประปาภูเขาที่มาจากการปั๊มน้ำจากบน
ภูเขาลงมาใช้ โดยการจ่ายหน่วยละ 1 บาท เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดความไม่เท่าเทียม คือเมื่อถึงฤดูฝน น้ำฝนจะทำให้
ตะกอนดินไหลมากับน้ำประปาภูเขาด้วย ทำให้น้ำขุ่นมัว จึงไม่สามารถบริโภคได้ ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายทรัพยากรของ
รัฐที่ไม่เท่าเทียมจากนโยบายของรัฐ และอีกปัญหาคือการเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กในหมู่บ้าน เพราะ
โรงเรียนในหมู่บ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทำให้มีบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่เพียงพอ ครู 1 คน สอนมากกว่า 1 รายวิชา
ในโรงเรียน แสดงให้เห็นว่าเกิดความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาจากนโยบายของรัฐ ดังนั้นปัญหา
ความไม่เท่าเทียมในหมู่บ้านทั้งหมดที่เกิดจากการละเลยของรัฐ จำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ชีวิตความ
เปน็ อย่ขู องชาวบา้ นดีขนึ้ ต่อไป
141
3. การประเมนิ ตามตวั ช้ีวัดเป้าหมายการพัฒนาทย่ี ั่งยนื (SDGs)
จากการประเมินตามตวั ช้ีวดั เป้าหมายการพัฒนาทย่ี ัง่ ยนื สามารถวิเคราะหเ์ ปา้ หมายท่หี มบู่ า้ นสนั ป่าปว๋ ยต้อง
ไดร้ บั การแกไ้ ข ปรับปรุง มดี ังน้ี
เป้าหมายท่ี 1: ขจัดความยากจน (No Poverty)
ชาวบา้ นสันปา่ ปว๋ ยถอื ว่าอยใู่ นฐานะท่ยี ากจน เพราะขาดรายไดจ้ ากภายนอก เพราะหมู่บ้านต้ังอยู่ในพนื้ ที่
ห่างไกล ทำใหช้ าวบ้านบางส่วนเลอื กที่จะออกจากหม่บู า้ นไปหารายได้ในเมอื ง
เปา้ หมายที่ 3: การมีสขุ ภาพและความเป็นอยู่ทดี่ ี (Good Health And Well-Being)
แม้วา่ ในชุมชนจะมีโรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพประจำตำบล แตช่ าวยังขาดความรู้ด้านการดูแลสขุ ภาพ เพราะ
ชาวบ้านเลือกท่ีจะดำเนินตามวิธกี ารของความเชือ่ ในการรกั ษามากกว่า เช่นในกรณขี องสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดโค
วดิ ชาวบ้านมีความเช่ือวา่ โควดิ มาจากการลงโทษของผบี รรพบุรษุ จึงมีการปักธงขาวไวห้ นา้ บา้ นทุกหลงั เพอื่ ป้องกนั โค
วิด
เป้าหมายที่ 4: การศึกษาท่เี ทา่ เทยี ม (Quality Education)
บุคลากรทางการศกึ ษาในโรงเรียนบ้านสนั ป่าปว๋ ย ยงั คงไม่เพียงพอ ทำใหเ้ ด็กในหมู่บา้ นบางส่วนจำเปน็ ตอ้ ง
ออกไปนอกหมู่บา้ นเพื่อเขา้ ไปเรยี นในเมอื ง
เป้าหมายที่ 5: ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality)
บทบาทของเพศชายในหมู่บ้านมีมากกวา่ ผหู้ ญิง เรยี กได้วา่ เป็นสงั คมชายเป็นใหญ่ ดงั นน้ั ตอ้ งมกี ารสรา้ ง
ความเขม้ แข็งให้กบั ผูห้ ญงิ ด้วยเช่นกัน เพื่อความเทา่ เทียมทางเพศ
เป้าหมายท่ี 6: สรา้ งหลักประกันว่าจะมีการจัดใหม้ นี ำ้ และสขุ อนามัยสำหรบั ทุกคนและมีการบรหิ ารจัดการที่
ย่ังยนื (Ensure availability and sustainable management of water and sanitation for all)
ระบบน้ำประปาภูเขาในหมบู่ า้ นไมม่ คี วามสะอาดมากพอจะนำมาใชอ้ ุปโภคและบริโภค
142
การปฏิบตั กิ ารโครงการ
โครงการ ยกระดับสินคา้ OTOP ปลายา่ งรมควนั
1. หลกั การและเหตผุ ล
เนื่องจากชุมชนสันป่าป๋วยเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล ทำให้ชาวบ้านมีการประกอบอาชีพประมง
หา ปลาจากในเขื่อนเป็นอาชีพหลัก แต่ราคาปลาสดนั้นมีราคาต่ำ จึงเกิดการแปรรูปเป็นปลาย่างรมควันตามภูมิปัญญา
ชุมชน ซึ่งกลายเป็นสินค้า OTOP ที่โดดเด่นประจำหมู่บ้าน โดยผู้ที่มีบทบาทในการผลิตปลาย่างนี้ จะเป็นกลุ่มสตรีใน
หมู่บ้าน ที่มีหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งงานการแปรรูปปลาย่างนั้นสามารถทำที่บ้านได้ จึงเป็นช่องทางหารายได้ที่ดี จนถึง
ปัจจุบันก็ยังคงมีการผลิตสินค้าปลาย่างอยู่ เพียงแต่รูปแบบการผลิตนั้นยังไม่ได้รับการต่อยอด เพราะขาดการสานต่อ
งานอยา่ งจริงจงั กลุม่ ผลติ สินคา้ OTOP ขาดความเขม้ แข็งและจำนวนสมาชิกลดลงในทกุ ปี
ดังนั้นจึงเล็งเห็นว่าหากมีการสานต่องานที่จริงจังมากขึ้น จะเป็นนำทรัพยาการที่มีอยู่แล้วของหมู่บ้าน คือ
สินค้า OTOP ปลาย่างรมควัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของหมู่บ้านที่ดี เหมาะสมแก่การนำมาพัฒนา ต่อยอดให้เกิดความ
เขม้ แขง็ ขึน้ เพือ่ เป็นการยกระดบั สินคา้ ปลาย่างรมควนั ใหม้ ีคุณภาพ และมาตรฐานของตวั สนิ ค้า และกระบวนการผลติ
ท่มี ีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
2. วตั ถุประสงค์โครงการ
1. เพอ่ื ตอ่ ยอดสินคา้ OTOP ปลายา่ งให้มคี ณุ ภาพและกระบวนการผลติ ที่มปี ระสิทธิภาพมากขนึ้
2. เพอื่ สรา้ งความเขม้ แขง็ ให้กับกลุ่มแปรรูปปลายา่ งรมควนั
3. เพ่ือสานต่อการแปรรูปปลาย่างรมควัน ใหเ้ กิดความต่อเนื่อง
3. กลุม่ เปา้ หมาย
กลุม่ สตรใี นหมบู่ า้ น
4.เปา้ หมายของโครงการ
4.1 การแปรรปู ปลายา่ งรมควนั ไดร้ บั การสานต่ออยา่ งจริงจังและตอ่ เนอื่ ง
4.2 เกดิ ความเขม้ แข็งในกลมุ่ สตรใี นหมู่บา้ นจากการรวมกลุ่มแปรรปู ปลายา่ งรมควนั
4.3 สร้างรายไดใ้ หก้ ับชุมชน
5. สถานทด่ี ำเนินการ
หมบู่ ้านสันป่าป๋วย ต. บ้านนา อ. สามเงา จ. ตาก
6. ระยะเวลาดำเนินการโครงการ
เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2564 – เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2565
143
7. วธิ กี ารดำเนินการ
7.1 เขียนโครงการและวางแผนการปฏบิ ัติงาน
7.2 ติดต่อผนู้ ำชุมชนสนั ปา่ ป๋วย เพ่ือช่วยประชาสมั พันธ์เกย่ี วกบั โครงการ
7.3 เตรียมข้อมูลและแนวทางในการพัฒนาสินค้าปลาย่างรมควัน และรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภคและ
ชาวบ้านผูผ้ ลิต เก่ยี วกบั ตัวสินค้า
7.5 เริม่ ดำเนินงานตามแผน
- รวมกลมุ่ สตรที ี่สนใจการแปรรปู ปลายา่ งรมควัน
- รว่ มระดมความคิดเหน็ ในการพฒั นาสินค้า โดยมขี อ้ มูลท่ไี ดร้ วบรวมมาประกอบการตดั สินใจ สร้างการมี
ส่วนร่วมใหก้ บั คนในชมุ ชน
- ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ใหม้ ีความน่าสนใจยิง่ ข้ึน
- จดั ซอ้ื เครอ่ื งมอื ในการแปรรูปเพ่ือเพม่ิ ประสิทธภิ าพการแปรรูปสินคา้
- ปรับปรุงสถานทีใ่ หส้ ะอาด เหมาะสมสำหรับการแปรรปู สนิ คา้
- ใหช้ าวบา้ นผเู้ ชยี่ วชาญในการแปรรปู สอนงานให้กับกลุ่มสตรี
- กล่มุ สตรผี ลิตสนิ ค้าตามแบบแผนทีไ่ ดว้ างไว้
7.6 ตดิ ตามและประเมนิ ผล สรปุ ผลโครงการ
8 . งบประมาณ
ลำดับที่ หมวด งบประมาณ
400,000
1 คา่ เครอ่ื งมอื ในการแปรรูปสินค้า 1000,000
50,000
2 ค่าบรรจุภัณฑส์ นิ คา้ 300,000
850,000 บาท
3 ค่าออกแบบบรรจุภณั ฑ์
4 คา่ ปรับปรงุ สภานที่
รวมทั้งส้ิน
9. การประเมินโครงการ
- ยอดขายของสนิ คา้ ปลาย่างรมควัน
- แบบประเมินความพงึ พอใจตอ่ โครงการของกลุ่มสตรแี ปรรูปปลาย่างรมควนั
10. ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั
10.1 ชาวบา้ นมีรายไดม้ ากข้ึนจากการประกอบอาชีพแปรรปู ปลายา่ งรมควัน
10.2 กล่มุ สตรีแปรรูปปลาย่างรมควันมีความเข้มแข็งและสามารถสานตอ่ งานได้อยา่ งตอ่ เน่อื ง
10.3 สนิ ค้าปลายา่ งรมควนั มคี ณุ ภาพมากขึน้
144
บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์ชมุ ชน
บทบาททนี่ กั สงั คมสงเคราะหจ์ ะเข้าไปมีสว่ นร่วมในชมุ ชนได้มีดังน้ี
1. ชุมชนสันป่าป๋วยเป็นชุมชนที่มีลักษณะวิถีชีวิตที่มีความชายเป็นใหญ่ ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์ต้องเป็นผู้สร้าง
ความเข้มแข็งให้กับบทบาทของผู้หญิงในชุมชนด้วยเช่นกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในหมู่บ้านขึ้น ด้วยการ
รวมกลุ่มสตรีเพื่อดำเนินกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและเครือข่ายในผู้หญิงในหมู่บ้านให้เกิดขึ้น เช่น กิจกรรมการรวมกลุ่ม
แปรรูปปลาย่างรมควันของกลุ่มสตรีในชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ต้องสร้างบทบาทของกลุ่มสตรีให้เกิดความเข้มแข็ง
สามารถสรา้ งรายได้ ใหพ้ ึง่ พาตนเองได้ และใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กิดประโยชนเ์ พื่อเปน็ การสร้างคุณคา่ ให้กบั กลมุ่ สตรี
2. นักสังคมสงเคราะห์ต้องเป็นคนกลางในการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปรับปรุงให้กับหมู่บ้าน
เนื่องจากการทำงานสังคมสงเคราะห์นั้นมีการทำงานกับทีมสหวิชีพมากมาย ทำให้มีรายชื่อเครือข่ายมากกว่าคนใน
หมู่บ้าน จึงเป็นบทบาทสำคัญที่จะเป็นผู้ช่วยประสานงานให้กับหมู่บ้าน เพื่อสะดวกต่อการพัฒนาหมู่บ้านมากขึ้น เช่น
เป็นตัวกลางในการติดต่อการประปาส่วนภูมิภาค ให้เข้ามาดูแลเรื่องน้ำประปาในชุมชน ให้เกิดควาสะอาดเหมาะกับการ
อปุ โภค และบรโิ ภคมากขึน้ เพ่อื สุขภาพท่ดี ขี องชาวบ้าน
3. จากการประเมินตามตัวชี้วัด SDGs ทำให้เห็นเป้าหมายที่ต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมด 5 เป้าหมาย คือ เป้าหมายการ
ขจัดความยากจน เป้าหมายการศึกษาที่เท่าเทียม เป้าหมายความเท่าเทียมทางเพศ เป้าหมายการมีสุขภาพและความ
เป็นอยู่ที่ดี เป้าหมายสร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคนและมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน
ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายในแต่ละด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนใน
ชุมชนที่จะดำเนินการตามแผนงาน ตัวอย่างการพัฒนาตามเปเหมายแต่ละด้าน 1. เป้าหมายการขจัดความยากจน นัก
สังคมสงเคราะห์ต้องเข้าไปสอบถามปัญหาที่ทำให้รายได้ของคนมีน้อยจนต้องมีการย้าออกไปทำงานในตัวเมือง เพื่อให้
สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด และสร้างโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้มากขึ้น 2. เป้าหมายการศึกษาท่ี
เท่าเทียม นักสังคมสงเคราะห์ต้องเป็นผู้พิทักษ์สิทธิให้กับนักเรียนในชุมชนให้สามารถเข้าถึงการศึกษาท่ีมีคุณภาพ และ
ควรผลักดันปัญหาให้สามารถเข้าไปแก้ไขในระดับนโยบายการศึกษาได้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
และป้องกนั ไมใ่ หเ้ กิดความเหลอื่ มล้ำทางการศกึ ษาด้วยเชน่ กัน 3. เปา้ หมายการมสี ุขภาพและความเป็นอยูท่ ่ดี ี นักสังคม
สงเคราะห์ต้องเป็นผู้ตัวกลางในการช่วยหน่วยงานสุขภาพกระจายความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลสุขภาพ ร่วมไปกับ
การผสมผสานความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษของชาวบ้าน เป็นการประนีประนอมทางความเชื่อและหลักการที่ถูกต้อง เพื่อ
ไม่ใหเ้ กิดการตอ่ ต้านจากชาวบ้าน เม่อื มกี ารใหค้ วามรู้ดา้ นการดูแลสุขภาพ
4. เนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์ไม่ควรเข้าไปรบกวนกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่บ้านมากเกินไป ดังนั้นนักสังคม
สงเคราะห์จึงควรเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการพัฒนาชุมชนให้กับหมู่บ้าน และคอยสนับสนุนแนวทางของหมู่บ้านให้
สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงได้ เช่น เป็นที่ปรึกษาให้กับหมู่บ้านในเรื่องโครงการต่าง ๆ ที่ชาวบ้านต้องการให้
เกิดขนึ้ โดยการใชก้ ารมสี ่วนร่วมของชาวบา้ น และประยกุ ตใ์ ห้เกิดประโยชน์
5. หมู่บ้านสันป่าป๋วยมีจุดแข็งและทรัพยากรที่มีประโยชน์มากมาย นักสังคมสงเคราะห์ต้องเป็นผู้ที่สามารถหาความ
เข้มแข็งของหมู่บ้านให้ได้ เพื่อต่อยอดความเข้มแข็งนี้ให้กลายเป็นตัดเด่นของหมู่บ้าน และนำจุดแข็งนี้มาพัฒนาหมู่บ้าน
ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น การดึงเอาจุดแข็งทางการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่มีความเป็นมิตร และมีความ
สามัคคกี นั มาเป็นเครอื่ งมือในการสรา้ งความรว่ มมือเพอ่ื สรา้ งการเปลี่ยนแปลงใหก้ ับหมู่บ้าน
แหลง่ อ้างอิง
องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลบ้านนา. (2561). ประวตั โิ ดยย่อ . สบื ค้นจากhttp://bannatak.go.th/page.php?id=1207
145
“ชมุ ชนเขาสามยอด 33”
สวุ ิชาดา แสวงผล