The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pinhathai Nunuan, 2021-11-28 11:15:00

การออกแบบปฏิบัติการสังคมสงเคราะห์ในชุมชน: การประยุกต์ใช้เครื่องมือ การศึกษาชุมชน

หากท่านใดต้องการ Download file สำหรับอ่านแบบ Offine สามารถคลิกได้ที่นี่

ออกแบบและผลิตรูปเล่มโดย : Natnaree Chouywattana (Line id: k.kiz or 088-1270345)

596

ภาคการเรยี นที่ 3 ทกุ อาคาร รวมท้งั สนิ้ 2,700 บาท/คน
ค่าไฟฟ้าหน่วยที่ 1-150 หนว่ ยละ 5 บาท
ค่าไฟฟา้ หน่วยที่ 151 ขึน้ ไป หน่วยละ 6 บาท
คา่ นำ้ ประปารวมไปกับค่าหอพัก


การทำงานของสำนกั งานบรหิ ารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์

นโยบายการบรหิ ารงาน
มุ่งเน้นการให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อสร้างความพึงพอใจ และส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพ

ชีวิตที่ดี โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับปรุงด้านกายภาพและสภาพแวดล้อมให้
สวยงาม ปรบั ปรงุ กระบวนการปฏบิ ตั งิ านภายในและพัฒนาทกั ษะศกั ยภาพพนักงานอยา่ งต่อเนอ่ื ง เพอ่ื ใหม้ ีความพร้อม
ในการทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างระบบงานที่ดีมีมาตรฐาน พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ให้มีความทันสมัย และกำหนดตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการประเมินผลปฏิบัติงานของพนักงานอย่างเป็นธรรม สร้างขวัญ
กำลังใจและให้เกิดการทำงานเป็นทีม เพื่อเตรียมความพร้อมในการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยโลก และ ให้
สำนักงานฯ มคี วามแขง็ แกรง่ เพยี งพอในการกา้ วไปแข่งขันกบั ภาคเอกชนได้อยา่ งสง่างามในอนาคต

นโยบายและแผนงาน
VISION

เป็นองค์กรหลักในการบริหารทรัพย์สิน ที่ได้รับมอบหมายจากมหาวิทย าลัยธรรมศาสตร์ ด้วยการจัดการท่ี
ทันสมัย ฉับไว มุ่งมั่นนำเสนอการบริการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ยุติธรรม โปร่งใส ใส่
ใจตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม และคณุ ภาพชวี ิตของประชาคมธรรมศาสตร์

MISSION
จัดให้มีบริการที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพ สะดวก สะอาด ปลอดภัย ทันสมัยและสร้างความประทับใจแก่

ผู้ใช้บริการ รักษาพันธสัญญา และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาคมธรรมศาสตร์ รวมถึงคู่ค้าทางธุรกิจ
พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และการทำภารกิจอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิการบดี เช่น การบริหารงานสอบ
ครบวงจรในนามศนู ยส์ อบธรรมศาสตร์ มีการใช้ทรพั ยากรอยา่ งมีคุณค่า และเกิดประโยชน์

ORGANISATIONAL CULTURE
เป็นองค์กรที่มีการจัดการที่ทันสมัย เน้นบริการที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพ

ชีวติ ของประชาคมธรรมศาสตรส์ ูงสดุ

597

แผนที่เดนิ ดิน

Bird eye view

















Worm’ s eye view

598

Worm’s eye view

599

Worm’s eye view

600


ข้อมูลจากแผนที่เดินดินแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. แผนที่เดินดินแบบลักษณะ Bird eye view จะทำให้

เห็นภาพรวมของชุมชนหอพัก C1-C11 ว่ารอบข้างของชุมชนมีอะไรบ้าง ซึ่งชุมชนตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็
จะมีอาคารเรียน คณะต่างๆประกอบในแผนที่เดินดินลักษณะนี้ 2. แผนที่เดินดินลักษณะ Worm's eye view แผนที่
ลักษณะนี้จะทำให้เห็นชุมชนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะเป็นการมองพื้นที่ชุมชน C1-C11 เป็นหลัก ซึ่งชุมชนจะมีตัว
อาคารหอพักนักศึกษาหญิง 9 อาคาร นักศึกษาหญิงที่มีความพิการจะอยู่ที่อาคาร C8 ชั้น 1 ส่วนหอพักนักศึกษาชายมี
2 อาคาร และนักศึกษาที่มีความพิการจะอยู่ที่อาคาร C10และ C11 ชั้น 1 นอกจากนี้ชุมชนไม่ได้มีแต่อาคารหอพัก
นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีร้านค้าที่ตั้งอยู่ในชุมชน เช่นร้านซักรีด ร้านสะดวกซื้อ ร้านทำผม ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์
ร้านอาหาร ร้านขนม ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาที่พักในชุมชน และมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ที่อ่านหนังสือ
สามญั สถาน ทอี่ ่านหนงั สอื C11สวนหยอ่ มที่มีโต๊ะม้าหินและต้นไม้ หอ้ งกจิ กรรม ห้องครัว ฟติ เนส สภากาแฟ สนามกีฬา
โซน A สนามแบดมินตัน อีกทั้งยังมีศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตใจ คือ ศูนย์ Viva city ที่นักศึกษาสามารถเข้าไปปรึกษา
เร่อื งทุกขใ์ จ ระบายสิ่งตา่ งๆ ขอคำปรึกษาไดท้ ี่นี่

ในส่วนของแผนที่เดินดินได้มาจากการเข้าเว็บไซของสำนักงานฯ และอีกส่วนได้มากจากการที่นักศึกษาอาศัย
อยู่ในชุมชน และเดินสำรวจชุมชน จากนั้นทำการวาดแผนที่ขึ้น ซึ่งแผนที่ที่นักศึกษาวาดขึ้นอาจมีความแตกต่างจาก
เว็บไซต์เล็กน้อย เนื่องจากทางชุมชนมีการปรับเปลี่ยน ก่อสร้างเพิ่มเติม เช่น ลานจอดรถเอนจี้ ที่อ่านหนังสือ C11 ที่
ทางชุมชนมีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ หรือบางทีก็เป้นพื้นที่ว่างเปล่า แต่ยังคงเป็นพื้นที่เดิม เช่น ร้านค้าที่ยังสร้างไม่เสร็จ
บริเวณ C3 ร้าน 7-11 เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้ร้านค้าหยุดชั่วคราว หรือบางสถานที่ก็ไม่มีคนเข้ามาใช้ จึงทำ
ให้พื้นที่นั้นเงียบ เช่น สภากาแฟ ห้องทำกิจกรรม ห้องคณะกรรมการหอพักนักศึกษา ห้องครัว เนื่องจากนักศึกษา
ไมไ่ ดเ้ ขา้ มาพกั และบางคนกค็ ืนหอพักไป ทำให้บรรยากาศเงยี บลง


ระบบสวัสดกิ ารชุมชน

601

จากการศึกษาชุมชนโดยใช้เครือ่ งมือระบบสวสั ดิการชมุ ชน สามารถแบง่ ออกได้ 7 ดา้ น ดังน้ี
1. การศึกษา ชุมชนมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารที่เป็นความรู้ให้กับผู้พักอาศัยในชุมชน เช่น การโพสต์

ข้อมูลผ่าน Facebook การติดข่าวสารต่างๆบนบอร์ดหน้าลิฟต์ของแต่ละหอพักซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ สำนักงานฯ จะเป็นผู้
ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์ เช่น วิธีการประหยัดแอร์ วิธีประหยัดการใช้ไฟฟ้า วิธีการผ่อนคลายจากการอ่าน
หนังสือ ฯลฯ และมีการติดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในหอพักแต่ละห้อง เพื่อให้ผู้พักอาศัยสามารถเรียน ทำงาน สืบคัน
ข้อมลู ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ

2. สุขอนามัย ทางชุมชนจะมีศูนย์ให้ปรึกษาทางด้านจิตใจ Viva city ที่นักศึกษาสามารถเข้าไปปรึกษาเรื่องราว
ต่างๆได้ ตามหอพักจะมีตู้ยาสามัญไว้ สำหรับนักศึกษาที่ป่วย ไม่สบาย ก็สามารถมาหยิบยาไปรับประทานได้ ทางชุมชน
มีการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ นักศึกษาที่เข้ามาพักให้หอพักจะต้องทำการย้ายทะเบียน
บ้านมาที่หอพัก เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิบัตรทองที่โรงพยาบาลได้ นักศึกษาที่พักอยู่ที่หอพัก สามารถใช้ทั้งสิทธิ
นกั ศึกษาและสิทธบิ ัตรทองในการรักษา

3. ที่อยู่อาศัย ชุมชนมีการจัดหอพักนักศึกษาโซน C1-C11 ออกเป็น หอพักนักศึกษาหญิง 9 อาคารนักศึกษา
หญิงที่มีความพิการจะอยู่ที่อาคาร C8 ชั้น 1 ส่วนหอพักนักศึกษาชายมี 2 อาคาร และนักศึกษาที่มีความพิการจะอยู่ท่ี
อาคาร C10 และ C11 ชั้น 1 ซึ่งตัวอาคารของนักศึกษาพิการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต
ของนักศึกษาพิการเป็นอย่างมาก ในส่วนของอาคาร และตัวอาคารสามารถเดินไปหากันง่าย เพราะมีทางเท้าให้เดินหา
กัน มีจักรยานและสกู๊ดเตอร์หน้าหอพัก แต่เป็นของบริษัทอื่นที่เขามาติดตั้ง ถ้าหากต้องการใช้จะต้องทำการเสียเงิน
เองในการใชง้ าน


4. นันทนาการ ทางชุมชนมีการจดั พนื้ ท่ใี หผ้ พู้ ักอาศยั รูส้ ึกผ่อนคลาย รอบขา้ งหอพักจะมกี ารปลกู ตน้ ไมด้ อกไม้
ไว้ริมทาง มีที่อ่านหนังสือสามัญสถาน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และที่อ่านหนังสือ C11ที่พึ่งสร้างใหม่ ฟิตเนส
สำหรับออกกำลังกาย ห้องกิจกรรม สภากาแฟ สวนย่อม ห้องคณะกรรมการหอพักนักศึกษา ห้องครัว ชุมชนมีการจัด
พ้นื ทีใ่ ห้กับผูพ้ กั อาศัยในชุมชนไดท้ ำกิจกรรมต่างๆเพ่อื สรา้ งความผ่อนคลาย

5. การทำงานและการมีรายได้ ชุมชนมีการจ้างงานนักศึกษาที่พักในหอพัก มาทำงานในสำนักงานฯ การทำ
เอกสารต่างๆให้กับสำนักงานและได้ค่าแรง การให้มีร้านค้าต่างๆในชุมชน สร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า การขายของ
มือสองของนกั ศกึ ษาผ่านเวบ็ ไซต์ท่ีสำนักงานสรา้ งข้นึ

6. ความมั่นคงทางสังคม ทางชุมชนติดตั้ง Emergency pole ไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน มีการติดตั้งเครื่องพ่น
แอลกอฮอล์ใต้หอพัก และสถานที่ในชุมชนต่างๆ การพ่นยาฆ่าเชื้อ Covid-19 รอบๆชุมชน การติดตั้งสัญญาณเตือนไฟ
ไหม้ในทุกหอ้ ง การมียามประจำหอพกั และปอ้ ยตามตรวจรถเขา้ -ออกในชมุ ชน

7. บริการสังคม ทางชุมชน มีการทำโครงการจัดหาและติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้กับนักศึกษาที่ไม่อุปกรณ์ในการ
เรียน ทางสำนักงานฯ จะทำเรื่องและติดตั้งให้ โครงการส่งต่อหนังสือ โดยรับบริจาคหนังสือที่นักศึกษาไม่ใช้แล้ว นำไป

602

บริจาคให้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัยที่ไม่มีหนังสือ การเลื่อนผ่อนชำระค่าหอพักสำหรับ นักศึกษาที่ยังไม่พร้อมชำระเงิน

และการคืนคา่ หอพักใหก้ บั นักศึกษาในสถานการณ์ Covid-19



ปฏิทินชมุ ชน ประจำปี 2564

กจิ กรรม เดอื น ผลกระทบ/แผนเชงิ รกุ
ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย พ.ค. ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

ปฏิทินทางสงั คมและวัฒนธรรม

ตรวจ Covid – 19

(Rapid Test)

ตลาดนดั เชยี งราก สถานการณ์ Covid – 19
บางรา้ นไม่ได้มาเปดิ

พ่นละออกกำจัดยงุ

พ่นนำ้ ยากำจัดปลวก

พ่นสารฆ่าเชือ้ Covid-19

เลือกตัง้ สมาชิกสภาพ

เทศบาลและ

นายกเทศมนตรี

Workshop Aroma

Candle

เลือกตง้ั ธรรมศาสตร์

นายกองคก์ รนักศึกษาอปุ

นายกนักศึกษา

คณะกรรมการนักศกึ ษา

ปันหนงั สือกลบั สสู่ งั คม

ศูนยอ์ าหารไรเ้ งินสด

กำหนดจองและฉดี สถานการณ์ Covid – 19
Sinopharm บางร้านไม่ได้มาเปิด

ตลาดนดั อินเตอรโ์ ซน

มื้อดกึ ก่อนสอบ สถานการณ์ Covid – 19
บางร้านไมไ่ ด้มาเปิด

ข้อมูลจากปฏิทินชุมชน เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่ทางชุมชนต้องคำนึงถึง

การแพร่ระบาดเชื้อ ทางชุมชนจึงพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด เช่น ในเดือนมกราคมกิจกรรมการตรวจ

Covid-19 วิธี Rapid test โดยให้นักศึกษาที่พักอาศัยในหอพักทุกโซน สามารถทำการตรวจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และ

ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ทางชุมชนยังจัดหาวัคน Sinopharm ให้กับนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพัก ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที

มหาวิทยาลัย ได้ทำการฉีดวัคซีน ซึ่งได้ทำการเปิดจองในเดือนกันยายนและเริ่มทยอยฉีดเรื่อยๆ ทางชุมชนมีการพ่นยา

ฆ่าเชอื้ Covid-19 ตลอด เพื่อรกั ษาความปลอดภัยให้กับคนใน

ชุมชน กิจกรรมบางอย่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 ด้วยเช่นกัน อาทิ กิจกรรมตลาดนัด

เชียงราก กิจกรรมตลาดนัดอินเตอร์โซน เนื่องจากไม่มีนักศึกษามาเดินตลาด ทำให้ร้านค้าบางร้านไม่สามารถมาเปิดได้

603

กิจกรรมมื้อดีกก่อนสอบ ที่นักศึกษาไม่ได้อยู่ที่หอพัก และมาตรการยังไม่ให้ร่วมคนจำนวนมากในการรับประทานอาหาร
ร่วมกนั จงึ ทำให้กิจกรรมนี้หยดุ จดั ภายในปนี ้ี

กิจกรรมที่จัดขึ้นและนักศึกษาต้องเข้าร่วมทุกปี เช่น กิจกรรมพ่นละอองกันยุง กิจกรรมพ่นน้ำยากำจัดปลวก
นกั ศึกษาทีอ่ ยู่ชน้ั ลา่ ง อาจจะตอ้ งทำการปดิ ประตู หนา้ ตา่ ง เพื่อใหส้ ารเคมเี ขา้ ห้อง การเลือกตัง้ สมาชิกสภาเทศบาลและ
นายกเทศมนตรี การเลือกตั้งธรรมศาสตร์ นายกองค์กรนักศึกษา อุปนายกนักศึกษาคณะกรรมการนักศึกษา ที่
นักศึกษาหอพักจะต้องทำการเลือกตั้งในทุกปี กิจกรรมปันหนังสือกลับสู่สังคมเนื่องจากในทุกๆปี จะมีการย้ายออก
ของนกั ศึกษา ซึง่ จะมีหนังสอื ทไี่ มไ่ ด้ใชจ้ ำนวนมาก ทางชุมชนจึงรวบรวมหนังสอื ท่ไี มไ่ ด้ใชแ้ ล้วไปบรจิ าค

กิจกรรมที่จัดขึ้นใหม่ เช่น Workshop Aroma Candle ในเดือนเมษายน ที่ให้นักศึกษาในหอพักได้มาทำเทียน
หอม เพื่อสร้างความผ่อนคลายจากการเรียน กิจกรรมศูนย์อาหารไร้เงินสด ที่ทางชุมชนพยายามงดการสัมผัสเงินสด
จึงใชก้ ารแสกนจ่ายเงนิ ผา่ นคิวอารโ์ ค้ด และบตั รแรบบิทในการชำระเงิน ซึ่งเร่ิมจัดตง้ั แต่
เดือนมิถนุ ายนเปน้ ต้นมา

จากการศึกษาข้อมูลชุมชน ทั้ง 3 เครื่องมือ ทำให้นักศึกษาพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนเนื่องจาก
นักศึกษาอาศัยอยู่มา 3 ปี ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงมาก นักศึกษาได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ
ปัาร้านตัดผม คุณป้ากล่าวว่า ก่อนมีโควิด ก็มีลูกค้าเยอะมาก ทั้งลูกค้าประจำ ลูกค้าที่แวะมารายได้ก็ถือว่ามั่นคง แต่
พอมีโควดิ ลกู ค้ากไ็ มม่ ี คณุ ปก้ ต็ ้องเลือกวันมาเปดิ มากขน้ึ ครัง้ น้ันทน่ี กั ศกึ ษาไปใช้
บริการ นักศึกษาเป้นลูกค้าคนแรกของวัน จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณปัาร้านทำผม ซึ่งทางสำนักงานฯ ก็ช่วยเหลือ คือ
การลดค่าเก็บที่ลง แต่ถึงอย่างไรคุณป้าก็บอกว่าช่วยได้นิดนึง เนื่องจากรายได้ที่มากจากการทำผมแทบไม่มีเลย คุณ
ปา้ จงึ ตอ้ งกลับไปบา้ นเกดิ ย้ายข้าวของบางส่วนไปที่บา้ นเพอื่ ทำกิจการตอ่ ไป

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ การบริโภคอาหารในสถานการณ์ Covid-19 นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในหอพักจะ
ไม่ค่อยลงมารับประทานที่โรงอาหาร เพราะทางมหาวิทยาลัยยังไม่เปิดให้นั่งรับประทาน นักศึกษาจึงทำการสั่งอาหาร
ผ่านแอปพลเิ คช่นั มากขน้ึ เพราะสะดวกกวา่ การลงไปทโ่ี รงอาหาร นักศกึ ษาไดม้ ีโอกาสคยุ กับ
ร้านอาหาร คุณป้าบอกว่า ลูกค้าน้อย ไม่กล้าลงมาซื้ออาหารกัน บางร้านที่เข าไม่ได้ร่วมรายการกับการส่งอาหาร ก็ทำ
ให้เสียรายได้ตรงนี้ไป ทางสำนักงานฯ ก็เข้ามาช่วย เช่น การลดการเก็บค่าเช่าให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในร้านอาหาร
ถึงแม้จะลดค่าเช่าพื้นท่ี แต่ลูกค้าก็ไม่ค่อยมีเหมือนเดิม เนื่องจากมาตราการของรัฐและมหาวิทยาลัยในช่วงนั้นยังไม่ให้
คนนง่ั รบั ประทาน กลมุ่ พอ่ ค้ แม่ค้าช่วงนั้น เมอื่ มลี กู คา้ มาซ้อื ก็จะแถมอาหารใหต้ ลอด เพราะเนอ่ื งจากขายไม่ได้

ทางชุมชนเองก็รับเรื่องและช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการต่างๆ เช่น การลดค่าเช่าพื้นที่ให้กับกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า
ผู้ประกอบกิจกรรมในชุมชน นอกจากนี้มีการคืนค่าหอพักให้กับนักศึกษา ซึ่งได้การวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร
เนื่องจากสำนักงานฯ คืนมาในจำนวนที่น้อยหากเทียบกับค่าหอพัก จึงมีการเรียกร้องของนักศึกษาจำนวนมากเกิดขึ้น
ซึ่งคณะกรรมการหอพักนักศึกษาได้ทำการรับเรื่องของนักศึกษา และยื่นเรื่องต่อสำนักงานฯเพื่อให้ออกมาตรการ
เยียวยาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากที่รัยกร้องไป ทางสำนักงานฯ รับเรื่อง และทำมาตราการออกมา แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่
น้อยเกินไป ทำให้นกั ศกึ ษาร้องเรยี นอยู่เร่อื ยๆ เรอ่ื งการคนื เงนิ หอพกั ถือเป็นเรื่อง
หนึ่งที่นักศึกษามักจะร้องเรียนต่อสำนักงานฯแทบทุกครั้ง เนื่องจากสำนักงานฯ มักจะเรียกเก็บเงินเร็ว แต่เวลาคืน
มักจะทำเรื่องช้า และคืนในจำนวนที่น้อย ทำให้นักศึกษาจำนวนมากไม่พอใจและต้องการพิทักษ์สิทธิของตนเอง จึงทำ
การเรียกร้องทุกคร้ัง ซึ่งการเรียกร้องเป็นมาตั้งแต่นักศึกษาอยู่ ปี1 จน ปี3 ก็ยังมีการเรียกร้องการเก็บค่าหอพักอยู่
ทกุ คร้งั

604

แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ และกระบวนการปฏบิ ัติ งานสงั คมสงเคราะห์

แนวคดิ การพัฒนาสิง่ แวดลอ้ ม
ทางชุมชนมีการเสริมสร้างและฟื้นฟู รักษาสภาพแวดล้อมภายในชุมชนไว้ เช่น การสร้างทางเท้า ทาง

รถจักรยานเพิ่มในชุมชน การสร้างทางให้กับคนพิการตามอาคารหอพัก การสร้างที่อ่านหนังสือให้ เพื่อให้คนในชุมชน
ได้เข้ามาอ่านหนังสือ การมีจุดคัดแยกขยะตามหอพัก แยกประเภทขยะต่างๆ การติดตั้ง Emergency pole ไว้สำหรับ
เหตุฉุกเฉิน การรักษาสมดุลของธรรมชาติในชุมชน การทำนุบำรุงต้นไม้ ดอกไม้รอบชุมชนเพื่อให้บรรยากาศในชุมชน
ร่มเย็น ผู้คนที่พักอาศัยรู้สึกผ่อนคลาย การดูแลสวนย่อม บ่อปลาในชุมชน การดูแลแลพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชน จะ
ส่งผลให้การดำรงชีวติ ของคนในชมุ ชนมีความสขุ ผอ่ นคลาย

สิ่งแวดล้อมมีความสำคัญเป็นอย่างมาในการอาศัยอยู่ในชุมชน ถ้าบรรยากาศในชุมชนไม่ดี ไม่มีสิ่งอำนวย
ความสะดวกในชุมชน ผู้คนในชุมชนก็จะมีสภาวะอารมณ์ที่แย่ ไม่มีความสุข รอบตัวมีแต่พลังด้านลบแต่ถ้าหาก
บรรยากาศในชุมชนดี ก็จะเอื้อก็การดำรงชีวิต มีสิ่งที่ช่วยสร้างพลังบวก สร้างความผ่อนคลายให้กับชีวิต เพราะว่า
มนุษย์กบั สิง่ แวดล้อมเปน็ สงิ่ ท่คี วบค่กู ัน มนุษยไ์ ดร้ ับผลกระทบจากส่งิ แวดลอ้ ม สงิ่ แวดล้อมก็
ได้รับผลกระทบจากมนุษย์ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง ถ้าหากผู้คนในชุมชนทิ้งขยะไม่เป็นที่ ขยะก็จะเต็มข้างทางเป็น
แหล่งสะสมเชื้อโรค แต่ถ้าผู้คนในชุมชนตระหนักถึงการทิ้งขยะก็จะทำให้ชุมชนสะอาด น่ามอง ซึ่งหอพักที่นักศึกษาอยู่
ผคู้ นท่ีพักอาศยั คอ่ นขา้ งตระหนักเรอ่ื งนี้ ไม่คอ่ ยมีการทง้ิ ขยะผดิ ทีผ่ ดิ ทาง แตด่ ว้ ยประชากรทีเ่ ยอะจึงสง่ ผลใหข้ ยะลน้

แนวคดิ วฒั นธรรมชุมชน
เนื่องจากชุมชนนี้ เป็นชุมชนที่เป็นนักศึกษาอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ มักจะมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน เช่น

วัฒนธรรมการกิน ส่วนใหญ่มักจะมาเดินซื้ออาหาร ขนมที่ตลาดอินเตอร์โซน ในช่วงที่มีตลาด มักจะมีนักศึกษามาเดิน
เป็นจำนวนมาก การรับประทานอาหารที่โรงอาหารทิวสน และโรงอาหาร Green canteen จะมีการนักศึกษามา
รับประทานอาหารกัน ในช่วงเย็น โรงอาหารโต้รุ่ง มักจะเป็นที่นิยมสำหรับนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพัก วัฒนธรรม
ก่อนสอบ ช่วงก่อนสอบ นักศึกษาจะมารวมตัวกันอ่านหนังสือที่สามัญสถานและที่อ่านหนังสือในชุมชน สถานที่อ่าน
หนังสือจะเป็นที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงสอบ จะมีนักศึกษาจากทุกโชนมาอ่านหนังสือกัน และช่วงก่อน
สอบจะมีการรวมตวั กนั กนิ อาหารมอ้ื ดึก ทท่ี างชมุ ชนจัดเตรยี มไวใ้ ห้ ส่วน
ใหญ่มักจะจัดที่โรงอาหารทิวสน และมีนักศึกษามาร่วมรับประทานอาหารจำนวนมาก วัฒนธรรมการอยู่อาศัยนักศึกษา
ส่วนใหญ่มักจะมีความกรงใจต่อกัน มักจะไม่ค่อยส่งเสียงดัง เลยไม่ค่อยได้ยินเสียงเท่าไหร่ และนักศึกษาก็เอื้ออาทรต่อ
กัน เช่น นักศึกษาบางคนมีเพื่อนอยู่ชั้นเดียวกันก็จะเอาอาหาร ขนมไปให้ วัฒนธรรมการแต่งกาย ด้วยความท่ี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ค่อนข้างให้เสรีต่อการแต่งกาย นักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักส่วนใหญ่มักจะแต่งตัวอิสระ
และไมก่ า้ วก่ายตอ่ กนั

ทฤษฎคี วามขดั แยง้

เนื่องจากผู้พักอาศัยส่วนใหญ่มักจะเป็นนักศึกษา พื้นที่ในชุมชนบางแห่งมักจะไม่ตอบโจทย์นักศึกษาหรือเรื่อง
บางเรื่องที่สำนักงานฯ จัดการไม่ดี นักศึกษาก็จะเรียกร้องกัน ซึ่งการเรียกร้องของนักศึกษาส่วนใหญ่มักจะได้รับการ
เปลี่ยนแปลง เช่น เหตุการณ์ทางลาดของนักศึกษาพิการ ที่มีนักศึกษาพิการวีลแชร์กำลังขึ้นอาคาร แต่ด้วยทางลาดที่
ชันเกดิ จงึ ทำให้เธอตกลงมา นักศกึ ษาหลายๆตระหนกั ถงึ ความปลอดภยั จึงทำการเรียกร้องเรื่องให้กบั คณะกรรมการ

605

หอพักนักศึกษา ให้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานฯ เพื่อทำการปรับปรุงพื้นทางลาดให้กับคนพิการ ซึ่งก็ได้ทำการปรับปรุงพื้น
ทางลาดในท้ายที่สุด หรือเรื่องที่ในช่วงเรียน ช่วงสอบ มักจะมีการช่อมแช่มอาคาร ตัดหญ้า ทำให้รบกวนสมาธิในการ
เรียนและการสอบของนักศึกษา นักศึกษาจึงทำการเรียกร้องให้งดใช้เสียงในช่วงเรียนและช่วงการสอบ ทาง
คณะกรรมการหอพักนักศกึ ษารับเร่ืองและยื่นเรอื่ งตอ่
สำนักงานฯ ปัญหานี้จึงได้รับการแก้ไข และปัญหาที่นักศึกษาเรียกร้องกันทุกปี คือการชำระคาหอพักที่เร็วจนเกินไป
และช่วงที่ต้องคืนเงิน สำนักงานฯ มักจะคืนช้าและคืนในจำนวนที่น้อย นักศึกษาในหอพักจึงทำการเรียกร้องมาตลอด
ร่วมกับคณะกรรมการนักศึกษาหอใน ซึ่งก็ได้รับการแก้ไขมาบางส่วน เช่น สำนักงานฯ จัดให้เลื่อนการชำระเงินค่า
หอพัก สำหรับนักศึกษาที่ไม่มีความพร้อม การคืนเงินให้กับนักศึกษาให้เร็วยิ่งขึ้น แต่เรื่องจำนวนเงินมักจะได้น้อยเสมอ
นักศึกษากพ็ ยายามเรยี กรอ้ งตอ่ ไปเรอ่ื ยๆ เพื่อใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลง

หลักการพฒั นาชมุ ชน
ทางสำนักงานฯ เปิดโอกาสให้คนในชุมชน แสดงความคิดเห็น ความต้องการในชุมชน ทางสำนักงานฯเช่น

เหตุการณ์ล่าสุด สำนักงานฯ สอบถามความต้องการของคนในชุมชน ว่าต้องการให้มีอาหารแบบไหนในชุมชนบ้าง
เพื่อที่จะได้จัดสรรร้านอาหารให้กับชุมชน ทางชุมชนเปิดโอกาสให้ผู้พักอาศัย ร่วมแก้ไขปัญหาในชุมชนได้ สามารถเสนอ
ความคิดเห็นได้ว่าตรงจุดไหนในชุมชนที่ต้องการให้ปรับปรุง ทางสำนักงานฯก็จะสอบถามด้วยการทำ Google form
สอบถามข้อมูล ชุมชนมักจะยึดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่อที่จะออกแบบและพัฒนาชุมชน ตามความต้องการ
ของคนในชุมชน เชน่ การสร้างทีอ่ ่านหนงั สือเพมิ่ รวมไปถึงมีการ
ติดตอ่ ประสานงานระหว่างนกั ศึกษา คณะกรรมการฯ และสำนกั งานฯ

กระบวนการปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์
การวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ นักศึกษาเลือกวิเคราะห์กับคณะกรรมการหอพัก

นักศึกษา ซึ่งถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างมากในการยื่นเรื่องราวต่างๆให้กับสำนักงานฯ โดยคณะกรรมการฯศึกษาถึง
สถานการณ์ของชุมชน ว่านักศึกษาที่พักอาศัยได้รับปัญหาเรื่องอะไรบ้าง เช่น สถานการณ์ล่าสุด การที่สำนักงานฯ นำ
ไมโครเวฟของแต่ละหอพักไปซ่อม แล้วไม่นำมาคืน นักศึกษายื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการฯ คณะกรรมทราบถึงปัญหา
และทำการพูดคุยกับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ รวบรวมข้อมูลต่างๆ จากนักศึกษาที่พัก
อาศัยว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และรวบรวมข้อมูลว่า สำนักงานจะซ่อมแช่มเสร็จถึงวันไหน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มา
รวบรวมและเตรียมดำเนินการยื่นต่อสำนักงานฯ และทำการยื่นเรื่องดำเนินการติดต่อกับทางสำนักงานฯ คณะ
กรรมการฯ ติดตามผลการเรียกร้อง และอัพเดตข้อมูลให้กับนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ในหอพักเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบัน สำนัก
งานฯ ยังไม่ได้คืนไมโครเวฟกลบั มาทหี่ อพักแต่ละหอ ทางคณะกรรมการจึงทำการตดิ ตอ่ ไปอีกครั้ง


ลกั ษณะกจิ กรรม บรกิ าร โครงการทเ่ี หมาะสม การทำงานเพ่ือสร้างการเปลี่ยนแปลง

นักศึกษามีความสนใจที่อยากจะทำ บริการตู้ยาสามัญประจำหอพัก ให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากนักศึกษาเคยมี
เหตุการณ์หลายครั้งที่จำเป็นต้องใช้ยา อุปกรณ์ปฐมพยาบาลบ่อย แต่ตู้ยามักจะไม่มียาที่จำเป็น ส่วนใหญ่ยามักจะ
หมดอายุ และอุปกรณ์บางอันไม่สามารถใช้งานได้เสื่อมสภาพ นักศึกษาจึงอยากปรับปรุงให้บริการนี้ดียิ่งขึ้น นักศึกษา

606

เคยมีประสบการณ์บ่อยครั้ง เช่น มีครั้งหนึ่งนักศึกษาปวดท้องประจำเดือนมาก และยาของตนเองหมด จึงลงไป
ข้างล่างห้องพัก แต่ไม่มียาชนิดนี้ ทั้งที่เป็นหอพักนักศึกษาหญิง แต่มียาชนิดนี้อยู่เลยนักศึกษาไม่มีแรงมากพอในการ
ออกไปซื้อยา จึงขึ้นห้องพักไป และอีกเหตุการณ์คือ เพื่อนของนักศึกษาแพ้อาหาร นักศึกษาจึงไปที่ตู้ยา ปรากฏว่า ตู้ยา
ไม่มียาแก้แพ้อยู่ นักศึกษาจึงต้องเดินไปซื้อยาแก้แพ้ที่ร้านสะดวกซื้อให้เพื่อน ซึ่งเหตุการณ์เหล่าน้ี นักศึกษาไม่อยากให้
เกิดขึ้น ไม่ว่ากับใคร นักศึกษาจึงสนใจที่จะวางแผนบริการนี้ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบริการนี้ทางสำนักงานฯ ก็จะต้องเข้ามาร่วม
ทำด้วย เพราะเปน็ ส่วนหนึ่งในการดูแลคณุ ภาพชีวิตของคนในหอพัก

การวางแผนการจัดบรกิ ารตยู้ าสามัญประจำหอพัก
1. สำรวจยาในหอพักวา่ มยี าชนดิ ไหนที่หมดอายแุ ล้วบ้างและทำการทิง้ ยาท่หี มดอายไุ ป
2. สำรวจยาทจ่ี ำเปน็ ที่ควรมไี วใ้ นตู้ หลงั จากนน้ั ทำการเขียน จดบนั ทกึ ไว้ เพอ่ื ทำการสัง่ ซื้อ
3. สำรวจข้อมูลการใช้ยาจากคนในหอพัก ว่าต้องการยาชนิดไหนเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น หอพักนักศึกษาหญิง
อาจมคี วามตอ้ งการในการใชย้ าลดอาการปวดท้องประจำเดอื น
4. สำรวจอปุ กรณ์ปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน้ ว่ามีครบหรือไม่ และทำการเขยี นจดบันทกึ
5. หลังจากทท่ี ำการจดบันทกึ ไวเ้ รียบร้อย ทำการ จัดซ้อื ยาและอุปกรณ์
6. จดั เรยี งยาและอุปกรณ์ที่ทำการซ้ือไว้ในตู้
7. ทำการประชาสัมพันธ์ให้กับคนในชุมชน ว่ามีการเปลี่ยนและเพิ่มยา อุปกรณ์ไว้ที่หอพักเรียบร้อยแล้ว
สามารถใชง้ านได้
8. หมน่ั ตรวจสอบยาและอุปกรณ์อยเู่ สมอ อาจจะเขา้ มาดวู ่ายาไหนขาดหรอื เกนิ หมดอายุ อยา่ งน้อยทุกๆ 1-3 เดอื น

นอกจากนี้นักศึกษามองว่าไม่ได้เพียงแค่จัดเตรียมยาหรืออุปกรณ์เพียงเท่านั้น แต่จะต้องมีการอบรมการ
ปฐมพยายามให้ผู้รักษาความปลอดภัยประจำหอพัก และนักศึกษาที่พักในหอพัก ให้เข้าใจถึงการปฐมพยาบาลเผื่อวัน
หนึ่งเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะได้สามารถช่วยเหลือได้ทัน ทางสำนักงานฯ อาจทำการฝึกอบรมให้กับผู้รักษาความ
ปลอดภัยและนักศกึ ษาในหอพกั

ข้อเสนอแนะต่อบทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์ชุมชน

ถ้าหากมีนักสังคมสงเคราะห์ในชุมชนแห่งนี้ นักสังคมสงเคราะห์ อาจจะต้องเป็นบุคคลที่คอยช่วยผลักดัน
เรื่องของมาตราการ นโยบายหรือการปรับปรุงบริการต่างๆในชุมชน โดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากผู้คนที่อาศัยอยู่
ในชุมชน ร้านค้า สถานประกอบการต่างๆในชุมชน รวบรวมปัญหาและนำไปพูดคุยวางแพลนร่วมกับคณะกรรมการฯ
ต่างๆ นำเสนอข้อมูลให้กับเบื้องบนได้รับรู้ถึงปัญหา และออกแบบมาตรการ นโยบายที่สอดคล้องต่อการปรับปรุงแก้ไข
ปัญหา นักสังคมสงเคราะห์อาจจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้กับผู้บริหารสำนักงานฯ หน่วยงาน องค์กรท่ี
เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยมีนักสังคมสงเคราะห์ในการช่วยจัดสรรทรัพยากรที่เขาจะใช้ใน
การแก้ไขปัญหา นักสังคมสงเคราะห์อาจจะต้องร่วมมือทำงาน หรือสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ
อาจจะเป็นการรว่ มวางแผนการจัดบรกิ ารดา้ นสขุ ภาพกายสุขภาพจติ ใหก้ ับคนในชุมชน การร่วมกันออกแบบนวตั กรรม
ในชุมชนร่วมกับนักศึกษาที่ต้องการพัฒนาชุมชนหรือกับหน่วยงานที่ต้องการพัฒนา ปรับปรุงชุมชน และในการ
ร่วมมือกัน นักสังคมสงเคราะห์ จะต้องให้คนในชุมชน ดึงศักยภาพของตนเองมาใช้ ลดการพึ่งพานักสังคมสงเคราะห์

607

นักสังคมสงเคราะห์จะต้องเน้นให้เขาพึ่งพาตนเองในการออกแบบชุมชน ต้องไม่เป็นการชี้แนะหรือสั่งสอน แต่จะต้อง
เป็นการแนะนำ ส่งเสริมสนับสนุนผู้คนในสังคมให้ช่วยกันออกแบบด้วยทักษะ ความคิด น้ำพัก น้ำแรงของเขาเอง นัก
สังคมสงเคราะห์จะต้องเสริมสร้างพลังอำนาจ โดยการหาจุดแข็งของชุมชน และคนในชุมชนออกมา และต้องให้คนใน
ชมุ ชนตระหนกั ถึงปญั หาของชุมชนตวั เอง เม่ือเขาตระหนักจะสามารถหาทางออกขอปัญหาได้

อีกสิ่งหนึ่งที่นักสังคมสงเคราะห์อาจทำได้ คือการจัดตั้งเวทีให้ผู้บริหาร องค์กรเข้ามารับฟังปัญหาของผู้พัก
อาศัยในชุมชน เพื่อที่จะได้ทราบปัญหาอย่างแท้จริงของชุมชน จากผู้พักอาศัย ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์จะต้องเป็นกลาง
ต่อสถานการณ์ และรับฟังจากทั้งสองฝ้าย เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยให้ต่างฝ่ายต่างพูดคุยกันและต้องไม่ให้เกิดการ
ปะทะกัน นักสังคมสงเคราะห์อาจจะไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ต้องมีทีมในการควบคุมการพูดคุยกัน แต่จะต้องวิเคราะห์
สถานการณ์ บรรยากาศ ว่ามีความตึงเครียด มีการใช้อารมณ์มากน้อยเพียงใดนักสังคมสงเคราะห์ อาจต้องทำให้
บรรยากาศลดความตงึ เครยี ดและการใชอ้ ารมณล์ ง โดยการประยกุ ต์ใชท้ กั ษะการให้คำปรกึ ษาเขา้ มาใช้

ทั้งนี้ในชุมชนนี้ยังไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ในชุมชน แต่หาก ก็อาจเป็นทางที่ดีให้กับชุมชน เพราะนักสังคม
สงเคราะห์ อาจมีบทบาทในการช่วยวิเคราะห์ ร่วมแก้ไขปัญหาในชุมชน ดึงศักยภาพชุมชนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
มากกว่าแตก่ อ่ น

การอภิปราย
จากการศึกษาชุมชนในครั้งน้ี นักศึกษาเลือกศึกษาชุมชนน้ี เนื่องจากนักศึกษาเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเป็น
ระยะเวลา 3 ปี นักศึกษามองเห็นจุดเปลี่ยนต่างๆ นักศึกษาจึงเกิดความสนใจที่จะศึกษาชุมชนน้ี โดยครั้งแรกที่ที่ใช้
เครื่องมือ นักศึกษามีความคิดตีกันพอสมควร เนื่องจากไม่รู้ว่า เครื่องมือไหน เหมาะต่อการใช้ในการศึกษา ช่วงแรกๆ
นักศึกษาเลือกใช้เครื่องมือ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน ระบบสุขภาพชุมชน โครงสร้างชุมชน แต่พอลงไปศึกษาชุมชน
และทำแผนที่เดินดิน ก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือไป ตอนแรกมีความคิดที่ว่าจะใช้ ระบบสุขภาพชุมชน นักศึกษาก็
มองว่า ชุมชนมองลึกได้มองขึ้นอีก และระบบชุมชนก็สามารถเข้าไปอยู่ใน ระบบสวัสดิการของชุมชนได้ นักศึกษาจึง
เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือนี้แทน ซึ่งเครื่องมือชิ้นนี้จะทำให้มองเห็นข้อมูลได้ลึกและมากกว่า หลังจากที่คิดวิเคราะห์ สืบคัน
ข้อมูล ก็พบว่า ระบบสวัสดิการชุมชน มีชุดข้อมูลี่มีหลายมิติและหลากหลายมากกว่าระบบสุขภาพ ถัดมาในเครื่องมือ
โครงสร้างชุมชน ครั้งแรก นักศึกษาได้ทำการศึกษาผังโครงสร้างสำนักงานฯ จากเว็บไซต์ และได้ทำการถามข้อมูลจาก
เพจคณะกรรมการหอพักนักศึกษา ซึ่งก็ได้ข้อมูลพอสมควร แต่ก็ไม่มากพอต่อการวิเคราะห์ในด้านชุมชน นักศึกษาจึง
ตัดสนิ ใจเลอื กใช้
เครื่องมืออีกแทนในการศึกษาชุมชน ซึ่งเครื่องมือที่นักศึกษาเลือกใช้ในการศึกษาชุมชน คือ แผนที่เดินดินระบบ
สวัสดิการชุมชน และปฏิทินชุมชน ในส่วนของปฏิทินชุมชน เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ทำให้บางกิจกรรมไม่ได้
จดั ขน้ึ หรอื มบี างกจิ กรรมทเ่ี ข้าใหม่ นกั ศกึ ษากไ็ ด้ทำการศึกษาข้อมลู จากการโพสตข์ ้อมูลทางเพจ
สำนักงานฯ และทำการเขียนปฏทิ นิ ข้ึน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาชุมชน มักได้จากการสืบค้นจากเว็บไซต์ของทางสำนักงานฯ และข้อมูลจากการ
สำรวจจากตัวนักศึกษาเอง ข้อดีของการศึกษาชุมชนน้ี นักศึกษามองว่า ตัวเว็บไซต์เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับนักศึกษามา
ในการสืบค้นขอ้ มูล เพราะมีขอ้ มูลแนน่ และครบถ้วนเก่ียวกับชมุ ชน มีแผนทที่ งั้ Bird eye view และ Worm's eye view
ในการศึกษาข้อมูลชุมชน รวมถึงข้อมูลทุกด้านเกี่ยวกับชุมชนที่สำนักงานฯดูแล ทางเว็บไชได้รวบรวมไว้หมด ซึ่งถือ
เป็นข้อดีเป็นอย่างมากในการศึกษาชุมชนของนักศึกษา และข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลของชุมชน ส่วนใหญ่นักศึกษา

608

จะรู้ข้อมูล เพราะนักศึกษาอาศัยอยู่ในชุมชนและรับรู้ถึงข้อมูลในชุมชนมาตลอด จึงทำให้นักศึกษาสามารถทราบข้อมูล
ของชมุ ชนนี้

อุปสรรคในการศึกษาข้อมูล นักศึกษามองว่าน่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับชุมชน ในการทำ
แผนที่เดินดิน ในบริเวณ C5-C8 การวาดแผนที่ ค่อนข้างยาก ให้ออกมาเข้าใจได้ง่าย เพราะในพื้นที่จริงๆ บริเวณตรง
นั้นค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก ถึงแม้นักศึกษาจะอาศัยอยู่ที่หอพักเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีความสับสนตรงบริเวณน้ี
อยู่ดี ต้องใช้การสำรวจประมาณ 3-4 ครั้งในการสำรวจ ต่อจากนั้นเป็นอุปสรรคในการวาด เพราะตรงบริเวณนั้น มี
สถานท่หี ลายแห่ง จงึ วาดและแกไ้ ขอยู่หลังครัง้

นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลของชุมชนจากพ่อค้า แม่ค้าที่เปิดร้านค้าในชุมชน นักศึกษาได้มีโอกาสตัดผมที่ร้านทำ
ผม C3 นักศึกษาก็ได้พูดคุยถึงชีวิตช่วง Covid-19 ของแม่ค้า ว่าเป็นอย่างไรบ้าง และนักศึกษาได้มีโอกาสพูดคุยกับ
พ่อค้า แม่ค้าที่โรงอาหารทิวสน ก็ได้ทราบถึงข้อมูลของพวกเขา ข้อมูลชุดนี้ทำให้นักศึกษานำมาวิเคราะห์ในการออกแบบ
การปฏิบตั กิ ารชุมชนในคร้ังนี้

การศึกษาข้อมูลชุมชนในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการศึกษาชุมชนท่ี
ตัวเองอยู่ครั้งแรก จากที่อยู่ชุมชนนี้มา 3 ปี การศึกษาชุมชนโดยการใช้เครื่องมือ ก็สร้างความสนุกให้กับนักศึกษาด้วย
เช่นกัน คือ การทำแผนที่เดินดิน เป็นการทำแผนที่ ที่ใช้เวลาศึกษาด้วยการเดินสำรวจพื้นที่ในบางอย่างนักศึกษาก็พ่ึง
เคยเห็น ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็น หรือบางอย่างที่แต่ก่อนเคยมี แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วนักศึกษาก็จะรู้สึกเสียดาย สิ่งที่ชอบใน
การทำแผนที่เดินดินคือการได้สัมผัสบรรยากาศของต้นไม้ ดอกไม้ธรรมชาติรอบๆชุมชน เพราะที่ชุมชนมีต้นไม้ ดอกไม้
เยอะมาก ทำให้สบายใจ ร่มรืน่ วิวทิวทัศน์ดี แตอ่ าจะมบี รรยากาศร้อนอยบู่ ้าง ก็ถอื เปน็ สสี ันที่ไดล้ งศึกษาชมุ ชนในคร้งั น้ี

รายการอ้างอิง

สื่ออเิ ล็กทรอนิกส์
สำนักงานบรหิ ารทรพั ยส์ นิ และกฬี า มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์ (2562). หอพักนกั ศกึ ษา

มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์ สืบคน้ จาก https://www.psm.tu.ac.th/

เอกสารประกอบการบรรยาย
กาญจนา รอดแก้ว. (พฤศจิกายน 2563). เอกสารการประกอบการบรรยาย เรือ่ ง ทฤษฎีการพฒั นา.
กรงุ เทพมหานคร : คณะสงั คมสงเคราะห.์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์

609

“ชมุ ชนคลองบางหลวง”
ปาลิตา ปญั จวรกุล

610

การออกแบบปฏบิ ตั กิ ารสงั คมสงเคราะหช์ มุ ชน
ชุมชนคลองบางหลวง

โดย นางสาว ปาลิตา ปัญจวรกุล 6205681148

องคป์ ระกอบ
ชุมชนคลองบางหลวง ข้อมูลพื้นฐาน ชุมชนคลองบางหลวง เป็นชื่อของชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรี

อยุธยา ตั้งอยู่ที่เขตภาษีเจริญกรุงเทพมหานคร ผู้คนในชุมชนมีวิถีชีวิตอยู่ริมน้ำ ผู้คนภายในชุมชมประกอบอาชีพ
ค้าขายเป็นส่วนใหญ่ เช่น ร้านค้าขายของท่ีระลึก ร้านอาหาร ร้านตัดผม นิทรรศการชุมชน ซึ่งรวบรวมของเก่าต่างๆ ไว้
หลายชนิดเป็นการเสริมสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชนคลองบางหลวง นอกจากนี้รอบๆ ชุมชนคลองบาง
หลวงขังนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวในย่านชุมชนนี้เนื่องจากชุมชนคลองบางหลวงมีพื้นที่ติด
กับวัดประกอบด้วย วัดดูหาสวรรค์และวัดกำแพงบางจากซึ่งเป็นวัดเก่ากู่ชุมชนมาอย่างยาวนานและเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โบราณสถาน รวมถึงการใช้ชีวิตที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของบรรพบุรุษเอาไว้ มีการ
ปรับตวั ตามสมัยนยิ มผ่านการเปลี่ยนบา้ นโบราณดดั แปลงให้เกิดความทันสมัย

โดยชุมชนคลองบางหลวงเป็น "แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" มีศิลปวัฒนธรรมมากมายให้ได้ท่องเที่ยว
ภายในชุมชนคลองบางหลวง ไม่ว่าจะเป็น "บ้านศิลปีน" ที่มีศิลปะทุกแขนง ที่ โดดเด่น คือ โขนและหุ่นละครเล็ก มีพื้นที่
ฝึกซ้อมและจัดการแสดง หุ่นละครของคณะทำนาย จัดการแสดงให้นักท่องเที่ยวชมฟรี เพื่อเป็นการอนุรักษ์
ศิลปวัฒนธรรมให้อยู่คู่กับชุมชนคลองบางหลวง ซึ่งเป็นมิติทางวัฒนธรรมที่ โดดเด่นผู้เขียนได้เลือกทำชุมชนคลอง
บางหลวงเนื่องจากตอนสมัยช่วงก่อนโควิด-19ระบาดผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวภายในชุมชน ซึ่งภายใน
ชุมชนมีความน่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การให้อาหารปลาริมคลอง มองดูเรือหางยาวของนักท่องเที่ยวชายไทย
ชาวต่างชาติแล่นผ่านภาพถ่ายและศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆที่น่าสนใจ รวมไปถึงผู้คนภายในชุมชนคุณปัาคุณลุง ที่มี
ความเป็นมิตร อีกทั้งภายในชุมชนมีความสะอาดทำให้ตัวผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากแชร์เรื่องราวให้ทุกคนได้รู้จัก
และมี โอกาสไดส้ ัมผสั ถงึ วถิ ชี วี ิตชมุ ชนคลองบางหลวง

มีการประยุกต์ใช้เครอ่ื งมอื ในการศกึ ษาชุมชนคลองบางหลวงดังนี้ เครอื่ งมอื ท่ี 1 แผนที่เดินดินเครอื่ งมอื ท่ี
2 ประวัตศิ าสตรช์ ุมชน เคร่อื งมอื ท่ี 3 วิถวี ัฒนธรรม

เครื่องมือที่ 1 แผนที่เดินดิน ศึกษาพื้นที่ทางกายภาพและเข้าใจพื้นที่ทางสังคมของชุมชน เห็นภาพรวมภายใน
ชุมชน การตั้งอาคารบ้านเรือนบริเวณริมน้ำ เป็นเรือนแถวมีโครงสร้างไม้แบบดั้งเคิมขนานกับคลองบางหลวง ส่วน
บริเวณภายในชุมชนมีทั้งบ้านคอนกรีตเสริมเหล็กในแบบสมัยใหม่และที่เป็นบ้านโครงสร้างไม้ถนนภายในชุมชนกว้าง
ประมาณ 3 เมตร มีสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกถึงการนำจักรยานเข้ามาตามตรอกซอยได้ สภาพแวดล้อมมีความสะอาด
และเปน็ ระเบียบ

611

612











โดยขอบเขตด้านพื้นที่ทิศเหนือ ติดกับ วัดคูหาสวรรค์ แขวงดูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ ทิศใด้ ติดกับวัดทอง
ศาลางาม แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ ทิศตะวันออก ติดกับ คลองบางหลวง (คลองบางทอนใหญ่) ทิศ
ตะวันตก ติดกับ พื้นที่แขวงดูหาสวรรค์ เขตภาษีเงริญ การตั้งถิ่นฐานของชุมชนคลองบางหลวง มีมาตั้งแต่สมัย
อยุธยา สภาพพื้นท่ี โดยทั่วไปของอาคารบ้านเรือนเป็นเรือนไม้ดิดริมแม่น้ำ เป็นที่ตั้งอาคารบ้านเรือนของบรรดา
ข้าราชการในสมัย กรุงธนบุรีซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนแถวไม้ริมน้ำ ส่วนบริเวณภายในชุมชนเป็นบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก
องค์ประกอบภายในชุมชนมีตรอกตามซอย ถนน เชื่อมระหว่างชุมชนเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 5
เมตร ถนนภายในชุมชนเป็นถนน คอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 2-3 เมตร ทางเดินริมคลองสร้างด้วยไม้ซึ่งเป็น
ส่วนหนึ่งของเรือนแถว กว้างประมาณ 2 เมตรสะพานข้ามคลองมีการยกสูงสำหรับเรือผ่านได้และมีความลาดชันเป็น
จุดเด่นของชุมชน การใช้ประโยชน์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ขั้นบันไดสำหรับคนเดินและส่วนรถจักรยานยนต์หรือ
รถจักรยานข้ามได้ สภาพอาคารบ้านพักอาศัยมีการปรับปรุงตกแต่งให้ดูสวยงามเป็นระเบียบตามแนวคลองบางหลวง
โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับริมน้ำเพื่อดึงดูดกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยผู้ที่มาท่องเที่ยวพื้นฐานเป็นคนในท้องถิ่นชื่ง
อาศัยบ้านศิลปีนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอีกทั้งมีผู้มาเยือนภายนอกชุมชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาชมการแสดง
หนุ่ ละกรเลก็ ทท่ี ำการแสดง ณ บ้านศลิ ปีนเปน็ ประจำ












นอกจากนยี้ ังมีชาวต่างชาติน่ังเรือ ผา่ นไปมาและมบี างส่วนมาเปน็ กลุ่ม นับวา่ ชมุ ชนบรเิ วณคลองบางหลวงนี้
เปน็ แหลง่ ท่องเทย่ี วโดยพฒั นาจากแหล่งท่องเท่ียวระดบั ทอ้ งถ่นิ มาจนถงึ ระดบั กรงุ เทพมหานคร

เนื่องด้วยมีองค์ประกอบ การท่องเที่ยวที่มีสิ่งดึงดูดใจ (Atraction) คือ บ้านศิลปิน วัดกำแพงและวัดคูหาสวรรค์
ซึ่งเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งตลาดน้ำคลองบางหลวง ความสะดวกในการเดินทาง(Access) สามารถ
เขา้ ถงึ ได้ทัง้ ทางรถและ ทางเรือ ส่งิ อานวยความสะดวกต่าง ๆ (Amenities) มรี ้านอาหารร้านขายของทีร่ ะลกึ และแหลง่

613

แสดงผลงานศลิ ปะ ด้วยลกั ษณะ ของการเปน็ ชมุ ชนทีต่ ิดริมนำ้ ตลอดจนมกี จิ กรรมสง่ เสรมิ การท่องเทีย่ ว จึงทำใหเ้ ป็น
สถานทที่ อ่ งเทย่ี วทน่ี า่ สนใจของชาวต่างชาตแิ ละชาวไทย

เครื่องมือท่ี 2 ประวัติของชุมชน บริเวณคลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่เป็นที่ตั้งของชุมชนมาตั้งแต่
สมัยอยุธยา โดยสมเด็จพระชัยราชาธิราช (พ.ศ.2077 - 2089 ) โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อย่น
ระยะทางและระยะเวลาสำหรับพ่อค้าชาวต่างชาติที่มาค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรี จากปากคลอง บางกอกน้อย
(ตั้งแต่โรงพยาบาลศิริราช) มาบรรจบบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ (ฝั่งป้อมวิไชยประสิทธ์ิ) จนขยายเป็นแม่น้ำถัด
ตรงสายใหม่ขึ้น ส่วนคุ้งแม่น้ำเก่าตื้นและแคบลงกลายมาเป็นคลองและที่เรียกว่า "คลองบางหลวง" เนื่องจากพระเจ้า
ตากสินมาสร้างราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ข้าราชบริพารจึงมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมน้ำคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้าน
จึงเรียกชื่อคลองว่า "คลองบางข้าหลวง" หรือ "คลองบางหลวง" (มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม,
2556) จากงานเขียนของกาญจนาคพันธุ์(2520) ได้เล่าถึงคลองบางหลวงว่า "ต่อไปนี้ข้าพระเจ้าจะเรียกเสียใหม่ว่า
บ้านริมคลองบางหลวง เรียกว่า"บ้านข้าราชการ" เพราะ ส่วนมากเป็นพวกรับราชการ ส่วนหลังบ้านริมคลองบางหลวง
ลกึ เข้าไปเรยี กเสียใหม่ว่า "บา้ นสวน" เพราะสว่ นมากเป็นพวกทำสวนมีฐานะดเี หมือนกันเปน็ ผู้ดเี หมอื นกัน" เสน้ ทางของ
คลองบางหลวง เป็นเส้นทางน้ำตั้งแต่บริเวณปากน้ำป้อมวิชัยประสิทธ์ิ จนถึงประมาณบริเวณปากคลองด่านแต่
บริเวณ ที่ปรากฏเรือนแถวไม้ริมน้ำเป็นพื้นที่ส่วนที่ถัดเข้าไป พื้นที่บริเวณนี้ เดิมเป็นสวนมีการปลูกผลไม้หมาก พลูเป็น
ตลาดการค้าที่มีความศึกกักอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณเรือนแถวไม้ริมน้ำปรากฎร้านค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็น
ร้านตัดเสื้อ ร้านกาแฟ โบราณ เขียงหมู ร้านขายผัก ร้านขายทอง และด้วยเหตุผลที่ในอดีต การคมนาคมใช้ทางน้ำเป็น
หลัก พื้นที่บริเวณนี้จึงถือเป็นทางเข้าออกทางเดียวที่สามารถสัญจรไปมาระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางลาคลอง
สาขาในพนื้ ทใ่ี กลเ้ คยี ง โดยความเปน็ ตลาดเก่าหรือยา่ นการคา้
รุ่งเรืองในอดีตก่อนข้างสอดคล้องกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเรือน แถวไม้ริมน้ำที่ปรากฎชานหน้าเรือนที่ปูด้วย
ไม้กระดานเชื่อมต่อยาวจนกลายเป็นทางเดินไม้ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ด้านในออกมาค้าขายและพื้นที่ชานหน้าเรือนนี้ก็มี
ความกว้างมากพอที่จะรองรับจำนวนผู้คน จำนวนมากในการเข้ามาทำการค้าขายความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลต่อ
เรือนแถวไม้ริมน้ำและตลาด บ้านสวนนี้ การเปลี่ยนแปลงสำคัญในช่วงแรก คือ การตัดถนนจรัญสนิทวงศ์ และการ
เปลี่ยนแปลง ของเส้นทางคมนาคม จากทางน้ำมาสู่ทางถนนทำให้บทบาทของการเป็นชุมทางเชื่อมต่อเส้นทางการ
เดินเรือที่สำคัญของคลองบางหลวงลดความสำคัญลงตลาดที่เคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งเริ่มซบเซาลงและกงสถานะเป็น
พื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าเป็นยานการค้าเช่นเก่าก่อนจุดเปลี่ยนครั้งที่สองเมื่อคุณ ชุมพล อักพันธานนท์ ลงทุนทาการ
ปรับปรุงเรือนไม้สองชั้นที่มีสภาพก่อนข้างทรุดโทรมบริเวณหัวมุมปาก กลองบางหลวงและคลองบางจากให้มีความ
แข็งแรง สวยงาม พร้อมนำการแสดงหุ่นละครเล็ก "คณะทำนาย" เข้ามาจัดเป็นการแสดงจนเป็นที่รู้จักกันในนาม
"บ้านศิลปิน" ทำให้เรือนแถวไม้ริมน้ำ เดิมที่เงียบเหงากลับมาเปิดต้อนรับผู้คนภายนอกอีกครั้ง และกลายเป็น
สัญลักษณ์สำคัญของตลาดน้ำคลองบางหลวง พื้นที่ชานหน้าเรือนเปิดต้อนรับบุคคลภายนอกกลายเป็นพื้นที่กึ่ง
สาธารณะที่เปิดให้ทั้งคนในชุมชนและภายนอกชุมชนสามารถใช้เส้นทางในการท่องเที่ยวเยี่ยมชมวิถีชีวิตริมน้ำคลอง
บางหลวง

เคร่ืองมือที่ 3 วิถีวัฒนธรรม

ชุมชนริมคลองบางหลวง เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่ มีการรักษาวัฒนธรรมวิถีชีวิตชุมชน
ริมน้ำ เช่น เรือนแถวไม้ริมน้ำ วัดและโบราณสถาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกนึกถึงสถานท่ี (Senseof Place) การ

614

เป็นชุมชนริมน้ำที่มีวิถีชีวิตและ สภาพแวคล้อมดั้งเดิม องค์ประกอบทางกายภาพของชุมชนการออกแบบให้กลมกลืน
สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมดั้งเดิมในอดีต มีเอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นไทย เช่น เรือนไม้แถวริมน้ำโบราณสถาน
บริเวณวัดกำแพง การแสดงหุ่นละครเล็ก โบสถ์วัดกำแพง จิตรกรรมฝาผนัง การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์คลองบางหลวง
ภายในชุมชน คือ สถานที่เก็บรวบรวมหลักฐานการมีอยู่ของชุมชนมาแต่ครั้งโบราณ เป็นการเรียนรู้อดีตผ่านสิ่งของ
ดั่งเดิมในชุมชน นวดแผนไทย บ้านของเล่นเป็นบ้านโชว์ของสะสมโบราณ และบ้านศิลปินเป็นสถานที่แสดงงานศิลปัมี
การรวบรวมงานศิลปะทุกแขนง โดดเด่นโดยเฉพาะศิลปะ โขนและหุ่นละกรเล็ก ที่บ้านสิลปีนยังเป็นพื้นที่ฝึกซ้อมและ
จัดการแสดง "หุ่นละครเล็กของคณะคำนาย" มีการจัดแสดงหุ่นละครเล็กให้นักท่องเที่ยวชมฟรี เพื่อเป็นการอนุรักษ์
ศิลปวัฒนธรรมให้อยู่คู่กับชุมชนคลองบางหลวง อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้กับชุมชน
ลักษณะบ้านศิลปิน ที่ลักษณะเป็นเรือนไม้ริมน้ำทรงมะนิลา ภายในมีเจดีย์โบราณสมัยอยุธยาเป็นสถานที่แสดงหุ่นละคร
เล็ก สถานที่แสดงผลงานศิลปะและกิจกรรมทางศิลปะต่างๆ รวมทั้งการจำหน่ายของที่ระลึก ด้านบนของตัวอาคาร
เปิดเป็น แกลเลร่ี แสดงงานศิลปะทั้งภาพวาดและภาพถ่ายให้ ได้ท่องเที่ยวเยี่ยมชมกัน มีการจัดประเพณีของไทยท่ี
สำคัญภายในชุมชนคลองบางหลวง คือประเพณีลอยกระทง เนื่องด้วยชุมชนบริเวณคลองบางหลวงอยู่ติดกับริมน้ำ
ลำคลองจึงจัดกิจกรรมวันลอยกระทงทุกปีและมีความคึกคักเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว
ต่างประเทศ










ชุมชนริมคลองบางหลวง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมและแหล่งเรียนรู้ประ วัติศาสตร์ท้องถ่ิน
ชุมชน เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเก่าแก่มากมาขท่ี
ที่ถูกส่งต่อสู่กันรุ่นสู่รุ่นนำมาจัดขึ้นเป็นพิพิธ ภัณฑ์ชุมชนคลองบางหลวงเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและ
ชาวตา่ งชาตไิ ดม้ าเรยี นรู้สกึ ษาประวัตศิ าสตร์ เร่ืองราวตา่ งๆภายในชมุ ชนแหง่ น้ี

2. แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสงั คมสงเกราะห์ทปี่ รบั ใช้
ใชแ้ นวคดิ ทฤษฎี หลักการ กระบวนการสังคมสงเคราะหป์ รบั ใช้ชุมชนคลองบางหลวง ดงั นี้ ทฤษฎีการ

พฒั นาทางสังคม ทฤษฎีความทันสมยั และแนวคิดการผสมผสานวัฒนธรรม
การพัฒนาสังคม หมายถึง การปรับปรุงคุณภาพ ชีวิตให้ดีขึ้น เพื่อให้ปลอดจากความยากจน ความไม่รู้ความ

เจ็บไข้ได้ป่วย และความหิวโทย ตลอดจน มุ่งที่จะให้ประชาชนตระหนักถึงศักยภาพ ศักดิ์ศรีความใฝ่ฝัน และความพึง
พอใจในชีวิตของตนด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การพัฒนาสังคม ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน
ให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ยกย่องตนเอง และเป็นอิสระจากการตกเป็นทาสของพันธนาการ ทั้งปวง (ติน
ปรชั ญพฤทธ.์ิ 2555 : 251)

615

ทฤษฎีความทันสมัย คือ สังคมมีความเจริญไม่เท่ากัน ซึ่งสังคมไม่ควรยึดติด ในขนบธรรมเนียมประเพณีมาก
นัก ดังนั้นแนวคิดทฤษฎี นี้จึงมองว่า การพัฒนา คือ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โคยมีตัวชี้วัดของการพัฒนาที่
สำคัญ ได้แก่ การเจริญเดิบโตทางเศรษฐกิจ (cconomic growth) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) รายได้ประชาชาติ (NI) เป็นต้น สำหรับกลยุทธ์ในการพัฒนา คือ การสร้างความ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มบทบาทของรัฐในการวางแผน และการร่วมมือกับ ต่างประเทศ (สุธประศาสน์
เศรษฐ์อ้าง ใน ดำรงคฐ์ านด,ี 2538)


การผสมผสานทางวัฒนธรรม หมายถึง วิธีการที่จะรับเอา วัฒนธรรมของสังคมอื่นมาประพฤติปฏิบัติ เช่น
เมื่อเราอยู่สังคมใค เราก็ต้องเอา วัฒนธรรมนั้นมาปฏิบัติ ถ้าหากวัฒนธรรมที่เรารับเอามากลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เราปฏิบัติ
สืบต่อกันมา การผสมผสานก็จะเกิดขึ้น เช่น คนไทยไปอยู่ต่างประเทศนาน ๆ ก็ติดนิสัยดื่มน้ำชา กาแฟ เมื่อกลับ
ประเทศไทย ก็ยังปฏิบัติอยู่เช่นนั้นอีก ก็เท่ากับนำเอาวัฒนธรรมดังกล่าวมาปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
พฤติกรรมทท่ี ำตามปกติ (บ้านจอมยุทธ)์


จะเห็นได้ว่าชุมชนคลองบางหลวงประกอบไปด้วยบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่อยู่อาศัยร่วมกันภายในชุมชนคนใน
ชุมชน มีพฤติกรรมที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และมีปฏิสัมพันธ์สัมพันธ์ต่อกัน เช่น การก่อตั้งกลุ่ม/เครือญาติภายใน
ชุมชน มีการประกอบอาชีพค้าขายรวมกันภายในชุมชน เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือปัญหา เนื่องจากแต่ละ
คนมีความแตกต่างกัน สังคมมีความเป็นพลวัตรมีความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน ชุมชนคลองบางหลวงจึง
จำเป็นต้องเกิดการพัฒนาทางสังคมทั้งทางกายภาพ สภาพแวดล้อม สร้างความเข้าใจในการพัฒนาการให้กับผู้คนใน
ชุมชนตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในมิติต่างๆเกิดข้ึน
คนในชุมชนเกิดการพัฒนาเรียนรู้ พัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบ้านเรือนให้ปรับเปลี่ยน
ตามยุคสมัย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีภายในชุมชน ผู้คนในชุมชนก็ต้องปรับเปลี่ยนอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
อนุรักษ์วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของชุมชนตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่างๆที่เกิดขึ้น ถ้าคนภายใน
ชุมชนเข้าใจถึงทฤษฎีหลักคิดในการพัฒนาทางสังคม พัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดี การพัฒนายกระดับชุมชนให้
น่าอยู่ พัฒนาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทันสมัย โคยมีการวางแผนวิเคราะห์อย่างมีระบบควบคู่กับการประยุกต์ใช้
ทฤษฎีการพัฒนาการที่กล่าวมาข้างตน ให้เกิดการพัฒนาให้ทันสมัย และการผสมผสานวัฒนธรรมดัดแปลงให้เกิด
ความทันสมัยแต่ยังคงวัฒนธรรมเดิมอยู่ควบคู่ไปกับการพัฒนาในการวางแผนการพัฒนาชุมชนวิถีชีวิตความเป็นอยู่
จากเดิมสู่วิถีความเป็นอยู่แบบใหม่ รวมทั้งกำหนดอนากตได้อย่างถูกทิศทาง โดยมีนักสังคมสงเคราะห์และหน่วยงาน
ภาครัฐต่างๆเข้ามาช่วยเหลือในการพัฒนา แนะแนวทางการพัฒนา พูดคุยกันถึงปัญหาต่างๆภายในชุมชนจะมี
แนวโน้มจะสามารถพฒั นาชุมชนคลองบางหลวงไดอ้ ย่าง
ย่ังยนื

กระบวนการทางสงั คมสงู เคราะห์ทปี่ รบั ใช้

นักสังคมสงเคราะห์ใช้กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์ในการพัฒนาชุมชน คือ1.การศึกษาข้อเท็จจริง(Fact
Finding จะมีการพูดคุยกับชาวบ้านภายในชูชนเพื่อทราบถึงปัญหาหรือข้อคิดเห็นต่างๆที่ควรได้รับการแก้ไข โดยการ
ใช้ทักษะการสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนใน ธิบายขั้นตอนการให้บริการ และทำความเข้าใจกับความคาดหวังของ
ผู้ใช้บริการ ซึ่งเกิดจากการสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชน และได้มีการเยี่ยมบ้านเพื่อดูสภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทั้ง

616

ภายในและภายนอกบ้านชุมชน มีการเยี่ยมบ้าน พื้นท่ี โดยรอบของชุมชน รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานและท่ี
เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการเพื่อให้ง่ายต่อการประเมินสภาพปัญหา ประเมิสภาพปัญหาของคนภายในชุมชน ทั้งทางด้าน
จิตใจ ค้านร่างกาย ด้านสภาพแวดล้อม เช่น มีผู้ใช้บริการที่เป็นคนสูงอายุภายในชุมชนเกิดความเครียดจาก
สถานการณ์ โควิด นักสังคมสงเคราะห์วางแผนประเมินผลพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านภายในชุมชนในการหากิจกรรมให้
ผู้สูงอายุทำเพื่อลดความเศรียด อีกทั้งต้องป้องกันตนเองจ ากการแพร่ ระบาดของโควิด -19 นักสังคมสงเคราะห์จะ
สรุปปัญหาทางสังคมตามปัญหาสังคมสงเคราะห์เพื่อเป็นการวางแผนแนวทางให้ความช่วยเหลือ (Planning for
intervention) คนในชมุ ชนใหส้ ามารถช่วยเหลอื ตนเองพัฒนาชุมชนอย่างเปน็ ระบบมากยิ่งขึน้

3.ลักษณะกจิ กรรมโครงการ การสง่ เสรมิ พัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ความเป็นอยู่ของชมุ ชนคลองบางหลวง

การส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนคลองบางหลวง ด้านสิ่งแวดล้อมการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อม และลักษณะทางกายภาพด้วยสภาพพื้นที่ของชุมชนที่เก่าแก่ อาคารบ้านเรือนเป็นอาคารไม้มีสภาพทรุด
โทรม ทางเดินริมน้ำมีการชำรุดบ่อย และกับแคบทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนต้องเดินเบียดกัน จึงอยากให้มี
หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนการซ่อมแซมทางเดินริมน้ำที่มีสภาพชำรุดและเสื่อมโทรม อีกทั้งเสริมสร้างความปลอดภัย
การติดตั้งกล้องวงจรปีดให้มีไฟฟ้าส่องสว่างทั่วถึง เนื่องจากตอนกลางคืนพื้นที่ภายในชุมชนติคริมน้ำมีความมืด และ
เปลี่ยวมาก ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ความอันตรายต่อผู้คนภายในชุมชน เช่น การถักขโมย จึงจำเป็นต้องมีการ
เสริมสร้างความปลอดภัยเพื่อลดปัญหาอาชญากรรม และทำให้คนในชุมชนรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งชุมชนยัง
เกิดความเข้มแข็งจากการมีความปลอดภัย และสามารถพัฒนาชุมชนสืบต่อไปได้ มีการจัดโครงการพัฒนาคุณภาพ
ของแม่น้ำลำคลองโดยส่งเสริมคนในชุมชนบริเวณโดยรอบและนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติรักษาความ
สะอาด ไมท่ ้ิงขยะลงในแม่น้ำลำคลองและพน้ื ทบ่ี รเิ วณชมุ ชน มีการจัดตัง้ ถังขยะใหท้ ิ้งขยะอย่างถกู ทีถ่ ูกทาง

กิจกรรมที่จะปรับปรุงพัฒนาองค์ประกอบทางกายภาพของชุมชนทั้งในภาพรวมของชุมชนและในระดับ
ครัวเรือนในการดำเนินกิจกรรมจะมีการประยุต์ใช้ทฤษฎีการพัฒนาการทางสังคมในด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำ
กิจกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีรูปแบบ โดยชุมชนควรได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้อง ในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน โดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ การมีไฟฟ้าส่องสว่าง
ทั่วถึง การติดตั้ง อุปกรณ์ชูชีพบริเวณท่าน้า รวมทั้งมีการตรวจสอบซ่อมแซมโป๊ะและสภาพบ้านเรือนไม้เก่าแก่อยู่เสมอ
รวมไปถึงการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนคลองบางหลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่อาศัยใน
ชุมชนรู้สึกปลอดภัยในการพักอาศัยในการอยู่ร่วมกันในชุมชน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับชุมชนเป็นการเสริมสร้าง
คุณภาพชีวิตของคนภายในชุมชน และเสริมสร้างภาพแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมชมุ ชนคลองบางหลวง
เสริมสร้างรายไดใ้ ห้กับผคู้ นในชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชนปรบั ปรชุ ุมชนอย่างมคี ุณภาพ

4.ขอ้ เสนอตอ่ บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์ชุมชน

นักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่ ติดตาม ประเมิน ชุมชน โคยใช้กระบวนการทางสังคมสงเคราะห์สืบค้น
ข้อเท็จจริง (Fact Finding) การประเมินสภาพแวดล้อมโดยรอบชุมชนและคนในชุมชน โดยใช้ทักษะการสื่อสาร การ
สัมภาษณ์ การพูดคุย และการเยี่ยมบ้านในการทำงาน พูดคุยกับชาวบ้านภายในชุมชนในเรื่องความเป็นอยู่และการ
สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับชุมชนอย่างไรได้บ้าง เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนภายในชุมชน และเสริมสร้าง
การประกอบอาชีพให้กับคนในชุมชน เช่น ในสถานการณ์ โควิด-19 คนในชุมชนเกิดการว่างงาน ชุมชนไม่มี
นักท่องเที่ยวเนื่องจากการแพร่ระบาดของ โควิด ทำให้ผู้คนในชุมชนเกิดความเรียด นักสังคมสงเคราะห์ทำการวางแผ

617

การทำงานประเมินสภาพปัญหาโดยการตรวจสอบสภาพจิตใจของคนในชุมชน หากิจกรรมส่งเสริมเพื่อไม่ให้เกิด
ความเครียด ให้ความรูใ้ นการป้องกันตนเองด้านโควดิ ส่งเสริมการประกอบอาชพี คนในชมุ ชน และการแนะนำการสร้าง
โฆษณาต่างๆเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักชุมชนมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในชุมชน โดย
นักสังคมสงเคราะห์จะทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยประสานงาน ติดตาม
ประเมินผลต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนคลองบางหลวง ส่งเสริมศักยภาพให้กับผู้คนในชุมชนให้เขา
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองอย่างมีคุณภาพ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม
ภายในชมุ ชน

อ้างอิง
เคลนิ วิ ส.์ 2563.ชวนเทย่ี ว'คลองบางหลวง' สร้างรายไดเ้ ขา้ ส่ชู มุ ชน

สืบค้นั จาก htps:/www.dailynews.co.th/ bangkok/749965/
พัชรนิ ภรณ์ โยธาภกั ด.ี 256 1. การศกึ ษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างการสง่ เสรมิ การท่องเทยี่ วทอ้ งถ่ินกบั การ

ปรบั ปรงุ สภาพทางกายภาพ ของชุมชนรมิ กลองบางหลวง กรงุ เทพมหานกร
สืบคน้ จาก http://ithesis-ir.su.ac.th/ dspace/bitstream/123456789/2151/1/57058305.pdf

ตนิ ปรัชญพฤทธ.ิ์ 2555 : 251.การพฒั นาสงั คม.
สบื คน้ จาก htp://aritbooks.nrru.ac.th/uploadfiles/books2-2018-08-30-08-37-26.pdf

ศาสตราจารย์ ดร.ดเิ รก ฤกษ์หร่าย.ทฤษฎแี ละแนวทางการพฒั นาสงั กม.
สบื คน้ั จาก http://www.ssdc.m-society.go.th

สุรีประศาสน์เศรษฐ์ ดำรงคฐ์ านด.ี 2538. ทฤษฎีความทันสมยั .
สืบก้นจาก htp://pirun.ku.ac.th/ ~fedusmsw/publication/p10.pdf

บา้ นจอมยทุ ธ.์ การผสมผสานทางวฒั นธรรม.
สบื คนั้ จาก htps:/www.baanjomyut.com/library/social sciences/ 34.html

618

“ชมุ ชนวัดปู่เจา้ ”
ภัทรดนัย เงนิ บาท

619

ชมุ ชนวดั ป่เู จ้า
การศึกษาชุมชนวัดปู่เจ้าในครั้งได้ ผมได้นำการสัมภาษณ์มาใช้ในการศึกษาข้อมูลเบื้องของชุมชนโดยได้รับ
ข้อมูลจาก คุณพ่อชุมกับภรรยาซึ่งเป็นคนในชุมชนและพ่อชุมยังเป็นอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ท่ี4และ ภรรยาก็
เป็นอสม.ของอนามัยชุมชน ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์เราได้ข้อมูลคราวๆเกี่ยวกับชุมชนวัดปู่เจ้าจากคำบอกเล่า ชุมชนวัด
ปู่เจ้านั้นมีครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ1 80ครัวเรือนและคนชุมชนส่วนใหญ่จากประกอบอาชีพการทำนา ซึ่งเป็นแบบนี้มา
นานแล้วตั้งแต่พ่อเกิดก็เห็นทุ่งนาแล้ว โดยครอบครัวพ่อชุมเองนั้นแต่ก่อนก็มีอาชีพทำนาแต่ตอนนี้ผันตัวมาทำ
ร้านอาหาร และจากการสอบถาม เราได้เห็นถึงมิติชุมชนเกี่ยวกับการอยู่เป็นเครือญาติในชุมชน ในหมู่4ที่ภรรยาของพ่อ
ชุมอยู่ใช้นามสกุลกล้าหาญ ซึ่งคนในพื้นที่แทบนี้ก็มีนามสกุลเหมือนกันอยู่และส่วนใหญ่ญาติที่อยู่ที่นี้ก็ทำเกษตรกัน
เกือบหมด โดยผมได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และสืบคันตามแผนที่ใน google map ทำให้ผมสามารถเขียนแผนที่เดิน
ดินไดค้ รา่ วๆดงั นี้




















แผนที่เดนิ ดิน ชมุ ชนวัดปูเ่ จา้

แผนท่เี ดนิ ดนิ

สำหรับแผนที่เดินดินถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เราเข้าใจชุมชนมากขึ้นเราจะเห็นถึงทรัพยารที่มีใน
ชุมชนค่อนข้างชัดจากพื้นที่เดินดินและยยังสะท้อนเกี่ยวกับวิถีชีวิตบางอย่างให้เห็น ซึ่งการเขียนแผนที่นี้เราได้จากการ
สัมภาษณ์คนในพื้นที่ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ศึกษาและครอบครัวโดยใช้ google map หมู่ 4 ตำบล บ้านกร่าง อำเภอศรี
ประจันต์ จังหวดั สุพรรณบุรีในการสรา้ งเครอื่ งมอื ขึ้นมา จากชมุ ชนเราจะเหน็ ได้วา่ มีการทำนาและทำสวนกนั เยอะ

ดูจากพื้นที่ในทุ่งนาจะทำให้เห็นถึงชุมชนเป็นชุมชนเกษตกรผู้คนในชุมชนแทบตะวันตกจะทำอาชีพทำนาซะ
ส่วนใหญ่ซึ่งนาที่ปลูกจากที่พ่อสุมให้ข้อมูล เกษตรกรจะได้ข้อมูลจากชลประทานผ่านพ่อชุมเพราะพ่อชุมรู้จักกัน
เจ้าหน้าที่ชลประทาน ถ้าเดือนไหนมีการปล่อยน้ำมาก็จะปลูกนาปีแต่ถ้าปีไหนที่ไม่ได้ปล่อยน้ำเลยก็จะทำนาเฉพาะหน้า

620

ฝนส่วนอีกฝั่งหนึ่งของด้วยความที่มีโรงเรียนและวัดเลยทำให้เรามองมิติของเศรษฐกิจได้โดยการมองแผนที่ซึ่งจะทำ
ให้เราเห็นถึงพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชนเมื่อโรงเรียนเลิกชาวบ้านแถวนั้นก็จะขายของกันเด็กส่วนใหญ่ออกมา
ก็จะมาซื้อสังเกตได้ว่าทางโซนฝั่งตะวันออกจะมีร้านขายของเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการขายข้าวจากการสัมภาษณ์พ่อชุม
นั้นชาวนาที่ได้ข้าวเปลือกมาก็จะเอาไปขายกับทางโรงสีที่อยู่ต่างหมู่เพราะไม่มีโรงสีในพื้น ส่วนตลาดนั้นจะมีตลาดตรง4
แยกคลองชนตรงที่มีสะพานข้ามผึ้งจะมีตลาดทุกอาทิตย์ จันทร์-ศุกร์ และในพื้นที่ชาวบ้านบ้างหลังก็ทำอาชีพรับซื้อ
ของเกา่ แต่ก็มีไมใ่ หญ่เท่ากับจำนวนเกษตรกร




















ผังเครือญาติ

สำหรับผังเครือญาติทำให้เราเข้าใจการอยู่ของกลุ่มย่อยภาพในชุมชนและความเชื่อมโยงระหว่างกันภายในเครือญาติ
ซง่ึ กไ็ ดข้ ้อมูลมาทำผังไดม้ าจากการสมั ภาษณท์ างพ่อชมุ และภรรยา

จากผังจะให้ได้ว่าครอบครัวของพ่อชุมนั้นถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ไม่ใช่ครอบครัวเดี่ยวซึ่งมีแค่พ่อแมล่ ูกแต่
เป็นครอบครัวแบบขยายที่มีป้าและยายเข้ามาเข้ามาอยู่ด้วยกันทำให้เรานั้นเห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว
และจากการสัมภาษณ์พ่อชุมได้ให้ข้อมูลว่าไม่ใช่แค่ครอบครัวของพ่อที่จะอยู่กันแบบนี้ในระแวกนี้ก็อยู่กันแบบนี้หลาย
ครอบครวั เช่นเดียวกัน

621

















ปฏิทนิ ชุมชน

สำหรับปฏิทินชุมชนทำให้เราเห็นถึงสภาพสังคมที่เชื่อมโยงกะวัฒนธรรมเป็นส่วนให้และร่วมไปถึงประกอบอา
ชัพสว่ นใหญ่ของคนในชุมชน ซ่ึงข้อมูลจากปฏทิ นิ จะไดจ้ ากการสัมภาษณ์พ่อชุมและครอบครอบท่ีเปน็ คนในพนื้ ที่

ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่มีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องมีกิจกรรมทางศาสนากัน จากข้อมูลที่พ่อชุมเล่าบอกว่าจะมีงาน
ทอดกฐินกันพฤศจิกายนของทุกปีพ่อก็จะไปช่วยและคนในหมู่บ้านก็เช่นกันและวัดยังเชื่อมโยงกับโรงเรียนโดยที่พระ
บางครั้งก็ลงมาสอนนักเรียนบ้างไปครั้งๆ ชุมชนยังมีกิจกรรมในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็จะช่วยกันเก็บกวาดตัดต้นไม้กัน
วัดก็มีกิจกรรมประเพณีปกติตามศาสนาปกติ ช่วงสงกรานต์ก็จะมีประเพณีที่วัดเช่นการรดน้ำพระทำบุญในทุกปี ส่วน
มิติในเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งการทำนาตลอดทั้งปีของชาวนาและการค้าขายช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ตลอดปีตลาดจะหยุด
เสาร์อาทติ จากขอ้ มูลการสัมภาษณ์

ด้านของสขุ ภาพ
ภรรยาของพ่อชุมนั้นเป็น อาสาสมัครอนามัยตำบลบ้านกร่าง ซึ่งก็มีหน้าที่ในหมู่4คือจะค่อยแจ้ง ว่ามีตรวจ

อะไรๆ หรอื การเกบ็ ข้อมูลด้านทางสขุ ภาพ เพื่อสง่ ข้อมลู นน้ั ใหก้ ับอนามยั ตำบลบา้ นกรา่ งและ ทางอนามยั ก็จะสง่ ต่อไปให้
ทางโรงพยาบาลศรีประจันต์ หรือใครที่ป่วยก็จะไปผ่านการประเมินโรคก่อนจะส่งตัวให้โรงพยาบาลซึ่งถ้าเป็นไม่หนัก
มากทางอนามัยก็จะช่วยบรรเทาให้แต่ถ้าอนามัยประเมินว่าหนักก็ส่งให้โรงพยาบาลเป็นคนรักษาภรรยาของพ่อชุมที่มี
หน้าที่ลงสำรวจให้กับทางอนามัยบอกว่าพื้นที่นี้เป็นคนแก่ค่อนข้างมากเลยทำให้มีเรื่องไปติดตามอยู่บ่อยครั้ง เพราะคน
แกในท้องถ่ินก็ยังทำอาชีพเกษตรกรรมกันอยู่ และใชส้ ารเคมใี นการกำจดั แมลง

2.แนวคิด ทฤษฎี หลกั การและกระบวนการการปฏิบตั งิ านสงั คมสงเคราะห์
แนวคดิ "บวร" บ้าน วดั โรงเรยี น

แนวคิดที่สำคัญที่ทำให้เราเข้าใจชุมชุมอย่างเห็นได้ชัด เป็นการนำหลักสถาบัญที่มีอยู่ในชุมชนมาทำให้ชุมชน
นั้นเข้มแข็งเกิดความรู้และสามารถทำงานร่วมกัน ซึ่งบวรนั้น บ หมายถึงบ้านหรือชุมชน ซึ่งจะเป็นผู้คนในชุมชมน้ัน

622

เป็นบุคคบสำคัญที่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของหมู่บ้านได้ และ ว คือวัดหรือศาสนาที่ประกอบศาสนาในบริบทชุมชน
วัดปู่เจ้าก็จะหมายถึงวัดปูเจ้า ซึ่งวัดก็จะมีหน้าที่ดำเนินการพิธี ความเชื่อทางศาสนา และสามารถเข้าสอนหลักธรรมอัน
ดีให้แก่คนในชุมชนเพื่อสร้างความเป็นอยู่อันสงบสุขให้แก่ชุมชนได้ส่วน ร คือโรงเรียนซึ่งโรงเรียนมีหน้าที่หลักในการ
สร้างเสริมองค์ความรู้วิชาการ ซึ่งก็เป็นการศึกาให้กับทุกเพศทุกวัย แนวคิด บวร จะทำให้เราเห็นภาพที่เชื่อมโยงในการ
สร้างความร่วมมือในชุมชนได้ ยกตัวอย่างจากชุมชนวัดปู่เจ้าก็จะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัดและคนในชุมชน ในการ
ร่วมมือกันเช่นงานทอดกฐินที่จะมีคนมาช่วยกัน และวัดกับโรงเรียน ในกรณีของชุมชนวัดปู่เจ้าโรงเรียนนั้นใช้ชื่อวัด
และมพี ระทา่ นเข้ามาสอนอยเู่ ปน็ ครั้งคราวเหน็ ถึงการนำเอาพระพทุ ธศาสนาเข้ามาเช่ือมโยงกบั คนในสังคมวดั ปเู่ จา้

3.ลักษณะกจิ กรรม บริการ โครงการทเ่ี หมาะสม

จากการศึกษาชุมชนวัดปู่เจ้าจะเห็นได้ว่าอาชีพส่วนใหญ่ของชุมชนนี้จะเป็นชุมชนเกษตกรรมปลูกข้าวซึ่งการ
ปลูกข้าวในชุมชนนั้นก็จะประสบปัญหาอยู่บ้างเช่นข้าวขายไม่ได้ราคาเพราะปัจจัยภายนอก เช่นแมลงที่เป็นศัตรู หรือ
สภาพอากาศมีความแห้งในปีนั้นหรือน้ำท่วมบ้าง จึงส่งผลกระทบต่อราคา ทั้งนี้กิจกรรมที่เหมาะสมกับชุมชน ควรจะ
เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการให้ความรู้ในการปลูกพืชพันธุ์แบบผสมผสานกันในไร่ โดยกิจกรรมนี้เราจะนำวิทายากรหรือ
ผู้ให้ความรู้มามีส่วนช่วยในการอบรม หาอาสาสมัครในการลองทดลองเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการปลูกแบบนาผสมไร่
เพื่อทีป่ ้องกนั การขาดรายไดจ้ ากข้าว ก็จำเป็นตัวปลกู พชื อย่างอื่นในพนื้ ท่ี ดูเร่อื งของการจัดสรรพนื้ ท่ี


ใน Individua Chang หรือการเปลี่ยนแปลงในระดับระดับบุคคล เริ่มจากการที่พัฒนาความรู้ความเข้าใจใน
การจัดศรรท่ีดินและพืชร่พืชสวน โดยทำความเข้าใจกบั ตลาดว่าส่งิ ใดเปน็ ทต่ี ้องการของตลาดนะตอนนพ้ี รอ้ มกบั ศกึ ษา
เรื่องดินว่าดินที่เป็นอยู่ในเหมาะกับพืชชนิดอะไร ซึ่งการปลูกพืชผลหลายชนิดในพื้นที่ไร่ จะส่งผลดีเมื่อราคาพืชใดพืช
หน่ึงตกต่ำพชื อ่ืนทีม่ รี าคาก็จะมาทดแทนพชื ท่ตี กตำ่ ได้และสามารถขายไดต้ ลอดทงั้ ปี

ใน Group Action การเปลี่ยนแปลงระดับกลุ่ม การตั้งสหกรณ์มาช่วยในเรื่องของการจัดการวางขายผลผลิต
ที่ได้จากชาวบ้านโดยให้ชาวบ้านมีส่วนในการจัดตั้งองค์กรสหกรณ์และโครงสร้างการบริหารก็ให้ทางกลุ่มชาวนาหรือ
กลุ่มที่เช้าร่วมนั้นจัดตั้งกันเองเมื่อมีสหกรณ์ของหมู่บ้านนั้นอาจจะทำเป็นของดีของหมู่บ้านจากการพัฒนาทรพยากรที่
มีอยู่เช่นพืชไร่พืชสวนมาทำการแปรรูปซึ่งก็จะทำให้ชาวบ้านนั้นได้รายได้จากผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมากขึ้นใน Solidify
Structure หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง เชินโยบาเป็นการที่งานบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นมีการช่วยผลักดัน
ผลไม้พืชแปรรูปที่ชาวบ้านทำ การให้งบประมาณช่วยเหลือในการพัฒนาสหกรณ์ ส่งเสริมให้สินค้าที่มีอยู่ในตำบลที่ผ่าน
การแปรรูปสู่สินค้า o-top ของตำบลบ้านกร่าง และมีการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้านอาจมีนโยบายก็จัด
อบรมใหแ้ กช่ าวบ้านท่สี นใจรว่ มกันพัฒนาการเกษตรในรปู แบบผสมผสาน

บทบาทนกั สงั คมสงเคราะหก์ ับการปฏบิ ัตงิ านเพื่อสรา้ งหารเปลย่ี นแปลง

สำหรับบทบาทนักสังคมสงเคาห์จะมีบทบาทในการสร้างการรวมกลุ่มและสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มในชุมชน
ซึ่งการจะสร้างความเข้มแข็งต้องศึกษาเรียนรู้ชุมชนและคนในชุมชนให้ละเอียด รู้ความต้องการของชุมชนหรือปัญหา
ของคนในชุมชน เพื่อที่จะผลักดันส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง อยา่ งปญั หาขา้ วขายไม่ได้ราคาของกลุม่ ชาวนานักสังคม
ก็มีหน้าที่สนอแนวทางการแก้ให้และให้ชาวนาร่วมมือกันแก้ไขไปพร้อมๆกันเพื่อให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา

623

ภายในชุมชนของตนเองและถ้ากิจกรรมที่ได้กล่าวไปสามารถทำได้และเกิดขึ้นจริงๆนักสังคมสงเคราะห์จะมีหน้าที่หา
สวัสดิการให้แก้กลุ่มและประสานงานในด้านของการให้ความรู้ซึ่งถ้านักสังคมไม่มีความรู้ในด้านดังกล่าวก็ประสาน
ให้สหวิชาหรือผู้มีความรู้ไม่ว่าจะในหรือนอกชุมชนลงมาช่วยเหลือ และหน้าที่เชิงโครงสร้างอย่างเช่นการผลักดัน
นโยบายในการจัดทำผลติ ภัณฑข์ องชุมชนและใหท้ างอบตหรือจังหวดั ชว่ ยโฆษณาเพ่อื สรา้ งรายไดใ้ หก้ ับชมุ ชน

624

“ชมุ ชนบา้ นแม่กำปอง”

ธรชญา จูประเสรฐิ

625

ข้อมูลของชุมชนบ้านแมก่ ำปอง

บ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านเก่าแก่หมู่บ้านหนึ่ง มีอายุมากกว่า 100 ปี ลักษณะสำคัญของหมู่บ้าน คือ มีลำห้วย
ไหลผ่านหมู่บ้านหลายสาย ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาของห้วยแม่กำปอง ตั้งแต่ในอดีตบริเวณใกล้ลำห้วยจะพบดอกไม้ชนิด
หนึ่งมีสีเหลืองแดงผสมกัน มีขนาดเล็ก ชาวบ้านเรียกชื่อดอกไม้นี้ว่า "ดอกกำปอง" ส่วนชื่อหมู่บ้านนั้นมาจากการท่ี
นำเอาชื่อดอกไม้รวมกับชื่อแม่น้ำ "บ้านแม่กำปอง" ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มคนที่มาตั้งถิ่นฐานในบ้าน
แม่กำปองกลุ่มแรกเป็นกลุ่มคนพื้นเมือง จากอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่ไม่มีที่ดินทำกินจึงอพยพขึ้นมา
ประกอบอาชีพเก็บเมี่ยง เพื่อนำเมี่ยงที่เก็บได้ไปแลกซื้อข้าวและอาหาร โดยต้นเมี้ยงที่ชาวบ้านเก็บในตอนแรกนั้นเป็น
ต้นเมี่ยงที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ต่อมาเมื่อมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้น จึงมีการสร้างวัดคันธาพฤกษาขึ้น
เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ ต่อมากลุ่มชนเผาขมุจึงอพยพย้ายถิ่นเข้ามา เพื่อรับจ้างเก็บเมี่ยงให้กับคนพื้นเมือง
นานวันเข้าก็แต่งานกับคนเมือง และมีการผสมกลมกลืนทั้งทางสายเลือด และวัฒนธรรมจนกลายเป็นคนเมือง
ทง้ั หมด

ตามประวัติระบุว่า ผู้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแม่กำปอง ในช่วงแรกของการตั้งชุมชน คือ พ่ออุ้ย กิ่งแก้วซ่ึง
เป็นชาวบ้านจากบ้านดอกแดง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เดิมที่อพยพมาที่บ้านปางโตน จากนั้นจึงย้ายกันมา
จนเป็นชุมชนใหญ่ในปัจจุบัน ชาวบ้านที่อยู่ส่วนมากเป็นชาวล้านนา สาเหตุที่อพยพมาในอดีตก็เพื่อต้องการมาทำสวน
เมี้ยง หรือ สวนชา ในสมัยก่อนชาวล้านนานิยมบริโภคเมี่ยงกันจนกลายเป็นวัฒนธรรม ผ่านไปไม่นานในช่วงปีพ.ศ.
2519 มีเหตุการณ์นักศึกษาแถบภาคเหนือหรือเข้าป่าและได้มาทำแคมป์หลบซ่อนอยู่ในพื้นท(่ี คอมมิวนิสต์ แม่กำปองจึง
กลายเป็นหมู่บ้านพื้นที่สีชมพู ในช่วงปีพ.ศ. 2521 ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างปกติไม่ได้มีการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์
และในปีพ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 เสด็จประพาสหมู่บ้านแม่กำปอง ส่งประทานโครงการ
หลวงตีนตก ส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรให้ชาวบ้าน ส่งเสริมการปลูกกาแฟ ปลูกผลไม้เมืองหนาว ส่งเสริมการสร้าง
โรงฟฟ้าพลังนำ้ ใหช้ ุมชนชาวบา้ นจึงได้มีไฟฟา้ ใชต้ ง้ั แต่ ปีพ.ศ. 2526 เป็นตน้ มา

ในอดีตที่ผ่านมา บ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีลำธารไหลผ่านหมู่บ้าน มี
ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศป่าไม้ที่มีความสมบูรณ์ ส่งผลให้สภาพอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นสบายตลอดปี จึงเป็น
แรงดึงดูดทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังชุมชนในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายของภาครัฐท่ี
พยายามผลักดันให้บ้านแม่กำปองพัฒนาเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้ชุมชนในขณะนั้น ซึ่งยังไม่มีความพร้อมใน
การบริหารจัดการชุมชนการท่องเที่ยว รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาการลักลอบนำกลัวย
ไม้เฉพาะถิ่นออกไปเพื่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัญหาขยะมูลฝอย เป็นต้น ทำให้คนในชุมชนเกิดความตะหนักเล็งเห็นถึง
ความสำคัญในการสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการชุมชน และการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆทั้งเรื่อง
ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการรายได้ เพื่อกำหนดมาตรการ วางแผนบริหารจัดการสำหรับ
รบั มือกับสถานการณ์ตา่ งๆ ทีอ่ าจเกิดขน้ึ กับชมุ ชนในปจั จุบนั และในอนาคตตอ่ ไป

ลักษณะการตัง้ ถ่นิ ฐาน

บ้านแม่กำปองจะเริ่มต้นที่บริเวณปางกลางก่อนจะมีการขยายไปตั้งบ้านเรือนยังบริเวณปางนอก ปางขอน
ปางโตน และปางใน นอกจากนี้ข้านแม่กำปองยังเป็นหมู่ข้านที่ทำเมี่ยง กาแฟ และชา เป็นอาชีพหลัก โดยเฉพาะชาท่ี
ชาวบ้านเอาใบมาทำเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอย่างหมอนใบชาสำหรับจำหน่าย ถือเป็นจุดเด่นของบ้านแม่กำปองไม่เพียง
เท่านั้นหนึ่งในเสน่ห์น่าดึงดูดใจของแม่กำปองคือสถาปัตยกรรมท้องถิ่น บ้านเกือบทุกหลังสร้างขึ้นจากไม้ซึ่งทำให้ดู

626

กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบๆ สำหรับผู้เยี่ยมชมที่เดินไปตามถนนสูงชันและคดเคี้ยวผ่านหมู่บ้านคงจะรู้สึกราว
กบั วา่ ได้ยอ้ นกลบั ไปในประเทศไทยในอดีต

ข้อมลู ด้านพน้ื ท่ี

บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยแก้วกิ่ง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชุนชนแม่กำปองมีพื้นที่

หมูบ่ า้ นทงั้ หมดประมาณ 6.22 ตารางกโิ ลเมตร ระยะทางห่างจากตัวเมืองเชยี งใหม่ 50 กิโลเมตร



ลกั ษณะการตง้ั บ้านเรอื น

บ้านแม่กำปองจะตั้งเรียงรายในหุบเขาและสองฝั่งจะเป็นลำห้วยสภาพทั่วไปของชุมชนรายล้อมไปด้วยภูเขามี

ไร่ซากาแฟและมีน้ำตกและป่าที่อุดมสมบูรณร์ วมทั้งทรัพยากรธรรมชาติท่ีสวยงามมีอากาศเย็นสบายตลอดทงั้ ปี



ลกั ษณะภมู ิประเทศ

บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ในหมู่ท่ี 3 ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มีลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 98เป็นเขต

ภูเขาเนินเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธาร และมี

อาณาเขตติดตอ่ ดงั นี้

- ทศิ เหนือ ติดกับ แมน่ ้ำลาย ต.ห้วยแก้ว อ.แมอ่ อน จ.เชยี งใหม่

- ทิศใต้ ตดิ กบั บ้านแมร่ วม ต.ออนเหนอื อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

- ทศิ ตะวันออก ติดกับ อ.เมืองปาน จ.ลำปาง

- ทิศตะวันตก ตดิ กับ บ้านธารทอง ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชยี งใหม่



ขอ้ มลู ดา้ นประชากร

1. ปจั จบุ นั มี 132 หลังคาเรือน

2. มีประชากรประมาณ 362 คน

3. อาชพี หลักของชาวชมุ ชนบ้านแม่กำปอง คือการทำเม่ียง(ซา) อาชีพรอง คือ การปลกู กาแฟ ค้าขายและ

รับจา้ ง

ลักษณะทางสังคม
บ้านแม่กำปอง มีลักษณะทางสังคม คือ ชาวบ้านอยู่กันแบบพึ่งพาเหมือนญาติพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อในพิธีกรรมต่างๆของชุมชน มีความเคารพในกฎระเบียบ กติกาของชุมชนและสมาชิกมีส่วน
ร่วมในการพัฒนาชุมชนในทุกรูปแบบ บ้านแม่กำปองมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มีความหลากหลายทาง
ชีวภาพของพืชพรรณตามธรรมชาติ มีอากาศที่สะอาดและแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ มีดอกไม้สีเหลืองแดงขึ้นบริเวณใกล้ 1
ลำห้วยตลอดแนว ชาวบ้านเรียกดอกไม้นี้ว่า "ดอกกำปอง" รวมกับมีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้าน จึงเรียกรวมกันว่า "แม่กำ
ปอง" จนกลายเปน็ ทีม่ าของชื่อหม่บู า้ น

วัฒนธรรมและวถิ ชี ีวติ ของชมุ ชน
ลักษณะวัฒนธรรมของบ้านแม่กำปอง เป็นวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งเป็นอัตตลักษณ์ของคนพื้นบ้านภาคเหนือ

โดยมีลักษณะการพูด การกิน ภาษา และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองนอกจากนี้วิถี

627

ชีวิตของชาวบ้านแม่กำปอง ยังมีจุดเด่น คือ เป็นชุมชนที่มีการทำเมี่ยงเป็นอาชีพหลัก ซึ่งอาชีพดังกล่าวปัจจุบันเริ่มลด
น้อยลง และหาดไู ด้ยาก

ขอ้ มลู ด้านศาสนา
คนในชุมชนส่วนใหญ่มีการนับถือศาสนาพุทธ โดยมีวัดคันธาพฤกษาเป็นวัดประจำหมู่บ้านแม่กำปองหลังคา

ของวิหารไม้สักถูกปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวเต็มทั้งหลังคา มีความเก่าแก่ รวมถึงวัดที่ตั้งอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอแม่
ออน ยงั ถอื เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจชาวบ้านแม่กำปองมาเปน็ เวลายาวนาน คนสว่ นใหญ่จึงนบั ถอื ศาสนาพุทธ

เครื่องมือการศึกษาชมชน
ประวตั ิศาสตรช์ มุ ชน

ปี พ.ศ. 2539 นายธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ หรือพ่อหลวงพรหมมินทร์ (นามเดิม) เข้ามารับหน้าที่เป็น
ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของหมู่บ้าน โดยเฉพาะการเปิดหมู่บ้านเป็นสถานที่
ท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของพ่อหลวงธีรเมศร์ ที่มองว่าจะสามารถช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นและทำให้
หมู่บ้านพัฒนาได้เร็วขึ้นจากเม็ด เงินของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในหมู่บ้าน จึงทำการขับเคลื่อนพัฒนา
หมู่บ้าน ทำความเข้าใจร่วมกันกับคนในหมู่บ้าน สร้างกระบวนการเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ใช้
เวลาทั้งหมดสี่ปี จนในที่สุดหมู่บ้านเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้สำเร็จ ชุมชนแม่กำปองได้พัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อนจน
ไดร้ ับรางวลั มากมายดา้ นการบริหารจดั การส่งิ แวดล้อมและการทอ่ งเทยี่ วจากหน่วยงานตา่ ง ๆของรฐั

• พ.ศ. 2548 ไดร้ ับการรบั รองมาตรฐานโฮมสเตยไ์ ทย
• พ.ศ. 2550 ได้รบั รางวัลอตุ สาหกรรมการทอ่ งเที่ยวไทย
• พ.ศ. 2558 ได้รับรางวัลชนะเลิศหมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพยี ง อยเู่ ยน็ เป็นสุข
• พ.ศ. 2559 ไดเ้ ป็นหมบู่ า้ นท่องเทย่ี วเชงิ อนุรกั ษ์ ภายใต้โครงการประชารัฐ
• พ.ศ. 2560 ได้เป็นศนู ยเ์ รียนรชู้ ุมชนดีเด่น จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่น ๆ อาทิ หมู่บ้านปลอดการเผา ชนะเลิศด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดีเด่นจากเวที
ระดับอาเซียน หมู่บ้านต้องแอ่ว ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรมและสุขภาพ ชุมชนต้นแบบพลังงาน
สะอาด ชาติสดใส รวมไปถึงกลายเป็นชมุ ชนผูน้ ำเข้มแข็ง
กิจกรรมภายในชุมชน

- การนวดเทา้
- การนวดแผนโบราณและประคบสมุนไพร
- การนวดน้ามนั
- การย่างแคร่
- การอบสมุนไพร
- การเท่ยี วชมสวนกาแฟ
- การเทยี วชมการเกบ็ ใบเมี่ยง
- การเดินป่าศกึ ษาธรรมชาติและเทียวชมนา้ ตกแมก่ ำปอง

628

ปฏิทนิ ชุมชนบา้ นแม่กำปอง

1. ปฏทิ ินประเพณี

มกราคม - ประเพณีเดอื นสี่เปง็ ในวันข้ึน 15 คำ่

เมษายน - ประเพณวี ันปีใหม่เมอื ง หรอื ประเพณีสงกรานต์

กรกฎาคม - ประเพณวี ันเข้าพรรษาในวันขึ้น 15 คำ่ เดือนแปด

กันยายน - ประเพณวี นั 12 เป็งในวันขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 10

พฤศจิกายน - ประเพณยี ี่เปง็ หรอื วันลอยกระทง ในวันขึ้น 15 คำ่ เดือน 12

ธันวาคม - ตานประจำปี ตาลสลากภตั ตานต้นเงิน ตานกระถิน



ปฏิทนิ กิจกรรมแบบตาราง


เดือน กิจกรรม

มกราคม ประเพณเี ดือนสี่ย่ีเปง็ ในวนั ข้นึ 15 คำ่

กมุ ภาพนั ธ์

มีนาคม

เมษายน ประเพณวี ันปใี หม่เมือง หรอื ประเพณสี งกรานต์

พฤษภาคม

มิถุนายน

กรกฎาคม ประเพณวั นั เข้าพรรษา ในวนั ขน้ึ 15 ค่ำเดอื นแปด

สิงหาคม

กันยายน ประเพณวี ัน 12 เป็นในวนั ขน้ึ 15 ค่ำ เดือน 10

ตลุ าคม

พฤศจกิ ายน ประเพณยี ่เี ป็ง หรอื วันลอยกระทง ในวันข้ึน 15 ค่ำ เดือน 12

ธันวาคม ตานประจำปี ตาลสลากภัต ตานต้นเงนิ ตานกระถิน

629

2. ปฏิทินการท่องเทย่ี ว
มกราคม - ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ
กุมภาพันธ์ - ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ
พฤษภาคม - วิถคี นเกบ็ เมยี่ ง
มิถนุ ายน - วิถีคนเกบ็ เม่ียง
กรกฎาคม - วิถีคนเก็บเมีย่ ง
สงิ หาคม - วถิ ีคนเกบ็ เมีย่ ง
กันยายน - วิถีคนเก็บเม่ยี ง
ตุลาคม - วิถีคนเก็บเม่ียง
พฤศจิกายน - วถิ ีคนเกบ็ เมี่ยง / ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ
ธนั วาคม - ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ


ปฏิทินกจิ กรรมแบบตาราง

เดือน กจิ กรรม

มกราคม ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ

กมุ ภาพันธ์ ฤดูกาลเกบ็ กาแฟ

มนี าคม

เมษายน

พฤษภาคม วิถคี นเก็บเม่ยี ง

มถิ นุ ายน วิถคี นเก็บเมย่ี ง

กรกฎาคม วถิ ีคนเก็บเมย่ี ง

สงิ หาคม วิถีคนเก็บเมยี่ ง

กนั ยายน วิถคี นเกบ็ เมี่ยง

ตุลาคม วิถคี นเกบ็ เม่ยี ง

พฤศจกิ ายน วิถีคนเกบ็ เมยี่ ง / ฤดกู าลเกบ็ กาแฟ

ธนั วาคม ฤดกู าลเก็บกาแฟ

630

ประวตั ิบคุ คล
ชื่อ ป้อหลวง ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ (ชื่อ-สกุลเดิม : พรหมมินทร์ พวงมาลา) ผู้นำแห่งชุมชนบ้านกำปอง

เป็นประธานการจดั การ ท่องเทีย่ วเชิงสขุ ภาพ และเป็นผนู้ ำในการกำหนดความรูด้ ้านการท่องเที่ยวเชงิ สขุ ภาพ
1. บทบาทหนา้ ที่

- พ.ศ. 2539 ปอ้ หลวงธรี เมศร์ เปน็ ผู้ใหญบ่ ้าน จนถงึ ปจั จบุ ัน
- พ.ศ. 2540 ทำแนวกนั ไฟ เพือ่ ไม่ให้เกดิ ไฟป่าในชมุ ชนแม่กำปอง
- พ.ศ. 2543 บริหารจัดการดูแลเรื่อง การท่องเที่ยว จนหมู่บ้านแม่กำปองเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่าเป็น
ทางการในเดือนธันวาคม
- พ.ศ.2545 นายธรี เมศร์ ขจรพฒั นภิรมย์ ไดร้ ับรางวลั ผใู้ หญ่แหนบทองคำจากกระทรวงมหาดไทย

2. แนวคิดในการทำงาน
"ความจริงเป้าหมายของเราไม่ได้มองแค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่สิ่งที่เรามองไปมากกว่านั้น คือ การพัฒนา

ตนเอง" ป้อหลวงธีรเมศร์ ได้ยึดมั่นในข้อความนี้ และเริ่มทำการพูดคุย ทำความเข้าใจ และขอความร่วมมือจากทุกคน
ในชุมชน เพราะเขามาองว่า เป้าหมายเหล่านี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ทุกคนในชุมชนต้องช่วยกัน จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ
นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการ คณะกรรมการมีความเข้มแข็งและชาวบ้านให้ความร่วมมือ โดยสร้างกฎกติกา
ถ้าไม่มีกฎกติกาในการบริหารจัดการ คงป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มทุนหรือคนนอกพื้นที่เข้ามากอบโกย
ผลประโยชน์ไม่ได้ เช่น ห้ามไม่ให้มีรถ ATV หรือให้คนนอกเข้ามาสร้างที่พักหรือโฮมสเตย์ นอกจากนี้ป้อหลวงธีรเมศร์
ยังกล่าวว่า "เป็นทั้งวิธีคิดวิธีทาที่สามารถทาได้ในชุมชนทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงเข้ามาเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว
ของชุมชนได้ สุดท้ายชุมชนจะเป็นสถานที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การไปเรียนรู้ การไปสัมผัส
กบั วิถีชวี ิต ไมใ่ ชก่ ารเข้าไปเทีย่ วเพียงอยา่ งเดียว ถา้ เราไม่พฒั นากจิ กรรมสักวันหนง่ึ คงตอ้ งคงท่หี รือหยุดนงิ่ "

จากการใชเ้ ครอ่ื งมือประวตั ิบคุ คล
จุดเดน่ - ทำให้ได้เห็นวิธีการดแู ลจดั การหมู่บ้านไม่วา่ จะเป็นการร่วมมือของคนในชุมชนหรอื การบรหิ ารจัดการ

ภายในองคก์ รซง่ึ ทำใหเ้ หน็ วา่ ผนู้ ำท่ดี ี ควรเป็นคนท่ีมีศักยภาพและส่งเสริมใหช้ ุมชนพัฒนาและเตบิ โตไปเรอ่ื ย ๆ


แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการสังคมสงเคราะห์

จากการศึกษาชุมชนบ้านแม่กำปอง จะเห็นได้ว่ามีการจัดการและบริหารภายในชุมชนที่มีความสอดคล้องกับ
แนวคดิ ทฤษฎี และหลักการตา่ ง ๆ โดยมกี ารเช่อื มโยงกบั ทฤษฎเี หล่าน้ี ได้แก่

1.ทฤษฎกี ารพฒั นาชุมชน
ทฤษฎีการพัฒนาชุมชนหรือที่เรียกว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่ เป็นแนวคิดมีมุมมองที่ต่างออกไปจาก

มุมมองทางความคิดแบบเดิมๆ จะมีหลากหลายความคิด เป็นแนวคิดที่มีรากฐานม จากความสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการ
สังเกต ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าสังคม และ
วัฒนธรรมของมนุษยชาติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาด้วยสาเหตุต่าง ๆ หลายประการซึ่งในชุม ซึ่งในชุมชมบ้าน
แม่กำปองนั้น มีผู้นำที่มีมุมมองที่คิดการณ์กล และมีการจัดการและวางแผนอย่างเป็นระบบ่ ร่วมกับได้รับความร่วมมือ
ส่วนใหญ่จากสมาชิกในชุมชน โดยมีการพูดคุย ทำความเข้าใจ และมีความคิดและมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้

631

ชุมชนเกิดการเติบโตขึ้นด้วยฝีมือของทุกคนในชุมชน นอกจากนี้ในด้านของการส่งเสริม บ้านแม่กำปองได้มีการจัดหา
กิจกรรม เพื่อมาประยุกต์ให้เกิดความน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น การเก็บเมี่ยง(ซา) การเก็บ
กาแฟ รวมไปถึงบริการด้านสุขภาพเช่น การสร้าง นวดแผนไทย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดการความ
ร่วมมือของคนในชุมชน ช่วยกันสร้างและส่งเสริม กิจกรรมต่าง ๆ จนกลายมาเป็นจุดเด่นของชุมชน และทำให้มี
ชือ่ เสยี งโด่งดัง และได้รับรางวลั มากมาย ไม่ว่าจะเปน็ รางวลั เกยี่ วกบั วัฒนธรรม หรอื รางวลั เก่ียวกับส่งิ แวดล้อม

2.แนวคดิ การผสมผสานทางวฒั นธรรม
แนวคิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม คือ วิธีการที่จะรับเอา วัฒนธรรมของสังคมอื่นมาประพฤติ

ปฏิบัติเช่น เมื่อเราอยู่สังคมใด เราก็ต้องเอา วัฒนธรรมนั้นมาปฏิบัติ ถ้าหากวัฒนธรรมที่เรารับเอามากลายเป็นส่ิงหนึ่ง
ที่เราปฏิบัติ สืบต่อกันมา การผสมผสานก็จะเกิดขึ้น สอดคล้องกับชุมชนบ้านแม่กำปอง เนื่องจาก แต่เดิมบ้านแม่กำ
ปอง เป็นชุมชนที่เก่าแก่กว่า 100 ปี ทำให้วิถีชีวิต และวัฒนธรรมค่อนข้างที่จะอยู่กับท่ี แต่เมื่อผู้นำได้เข้ามาปรับเปลี่ยน
และสอดแทรกวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปให้มีความทันสมัยตามสังคมในปัจจุบันได้ทันเช่น แต่เดิม บ้าน
กำปองที่วัฒนธรรมการเก็บชาและกาแฟตามฤดูกาล ไว้บริโภคกันภายในครัวเรือน แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมย่อมมี
การเปลี่ยนแปลง ทำให้บ้านกำปองตกอยู่ในยุคของความลำบาก จนสุดท้ายต้องมีการปรับตัวและผสมผสาน
วัฒนธรรมเก่าแก่ร่วมกับวัฒนธรรมใหม่ ทำให้เริ่มมีการนำวัฒนธรรมดั้งเดิม คือการเก็บชาหรือกาแฟมาสร้างเป็นจัด
เด่นและเพิ่มยอดขายให้กับชุมชน โดยการปรับเปลี่ยนให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีการสาธิตการเก็บชา
หรือกาแฟตามฤดูกาล ซึ่งสร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับคนสมัยใหม่ ชุมชนจึงกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว
สำคญั และทำให้ชุมชนกลบั มาฟน้ื ตวั ขึน้ อีกครงั้

3.แนวความคดิ แบบการปฏิบัติการทางสังคม
เป็นแนวคิดที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข และส่งเสริมชุมชน แต่แนวคิดนี้มิได้
มุ่งหวังว่าจะเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคม หรือกดขี่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด แนวคิดนี้เป็นเพียง
แนวทางในการพัฒนาชุมชน โดยมีภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ในที่นี้ ชุมชนบ้านแม่กำปอง ได้รับการดูแล
จากภาครัฐในส่วนของพื้นท่ี และการจัดการบางส่วนของชุมชน ซึ่งภาครัฐมีส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนโดยการมา
ลงพื้นท่ี รวบรวมข้อมูล และมอบรางวัลในด้านต่าง ๆ ให้กับชุมชน จนเป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือนอกจากนี้รัฐ ยัง
มีส่วนในการช่วยเรื่องงบประมาณและค่าใช้จ่ายภายในชุมชน เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาต่อไปซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งที่
กล่าวมา เป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดแบบการปฏิบัติการทางสังคมรูปแบบหนึ่ง ที่ภาครัฐมีส่วนร่วมในการช่วย
พัฒนาชมุ ชนบา้ นแม่กำปองแห่งนี้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ชุมชนบ้านแม่กำปองนั้นมีความสอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการ
พัฒนาชุมชน แนวคิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม และแนวความคิดแบบการปฏิบัติการทางสังคม ซึ่งทั้งสามทฤษฎี
นี้ มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของชุมชน และส่งเสริม พัฒนาชุมชนไปก้าวไปข้างหน้า ทั้งด้านของบุคคลในชุมชน
สภาพแวดล้อม สถานที่ท่องเที่ยว และสภาพสังคมของชุมชนบ้านแม่กำปอง ซึ่งแนวคิด ทฤษฎีเหล่านี้ยังมีส่วนสำคัญ
ในการทำให้ชุมชนมีความทันสมัย ตามโลกปัจจุบันได้ทัน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ข้นึ และส่งเสรมิ สถานที่ทอ่ งเที่ยวเชิงอนุรกั ษใ์ หอ้ ยูน่ านยิง่ ขึ้นได้เช่นกัน

632

กระบวนการสังคมสงเคราะห์
กระบวนการสังคมสงเคราะห์ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการทำโครงกรนี้ มีอยู่หลายกระบวนการ โดยจะมีการ

ดำเนินกลุ่มเทคนิค โดยเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่า คนสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทุก
สิ่งให้ที่ดีขึ้น ซึ่งมุมมองดังกล่าวนี้คือ พื้นฐานคุณค่าของงานสังคมสงเคราะห์ มุ่งพัฒนาสำนึกของชุมชน ความเป็น
ผู้นำ และการพัฒนา ยุทธศาสตร์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน การสร้างความร่วมมือในการดูแลกันในชุมชน
รวมทั้งการพัฒนาความสามารถของชุมชน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในชุมชนเทคนิคในการปฏิบัติการแบบมี
สว่ นรว่ มในงานการศึกษาชมุ ชน ได้แก่

1. เทคนิค PAR (Participatory Action Research)จะเป็นการให้ทุกคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแสดง
ความคิดเห็น ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ดียิงขึ้น นอกจากนี้จะให้ทุกคนได้รับฟังความคิดเห็นของ
คนอื่น มีความเข้าใจร่วมกัน และยึดมั่นในประชาธิปไตย เคารพในตัวผู้อื่น และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสามัคคีกันและ
ร่วมมือกนั เพ่อื ทำใหช้ ุมชนพฒั นาและมปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น

2. เทคนิคการประเมินสภาวะชนบทแบบมีส่วนร่วม PRA (Participatory Rural Appraisal)จะเป็นการให้ทุก
คนในชุมชนสามารถวิเคราะห์เองโดยผ่านกระบวนการพูดคุยกันในกลุ่มโดยมีการเรียนรู้และร่วมมือกันในการแก้ไข
ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชนรวมถึงช่วยกันคิดหาวิธีการส่งเสริมให้ชุมชนมีการพัฒนาไปมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการ
สร้างสัมพันธภาพกันภายในชุมชน เพื่อง่ายต่อการสร้างความร่วมมือในชุมชน จัดกิจกรรมให้ทุกคนได้ระดมความคิด
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำการวางแผน เพื่อให้มีกิจกรรมร่วมกัน โดยเป้าหมายคือช่วยกันแก้ไขปัญหา และสร้าง
เสรมิ ให้ชมุ ชนพฒั นาไปในทางท่ดี ีย่งิ ข้นึ

3. เทคนิคกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (AIC for Participatory Planning) เป็นการประชุมที่
ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อจัดทำแผน โดยเป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในชุมชนได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน
ความรู้ ประสบการณ์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้เกิดความเข้าใจถึงสภาพปัญหาความต้องการ ข้อจำกัด และ
ศักยภาพ เป็นกระบวนการที่ช่วยให้มีการระดมสมอง ระดมพลัง เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนา เพื่อให้เกิดการตัดสินใจ
ร่วมกนั

การปฏิบตั ิการโครงการ
ชื่อโครงการ : พาใบเม่ยี งสู่ worldwide
ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ : ธรชญา จปู ระเสริฐ
หลกั การและเหตผุ ล :

ชุมชนบ้านแม่กำปอง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งในประเทศไทย รายได้หลักจะมา
การจากแหล่งท่องเที่ยว แต่เดิม อาชีพหลักของชาวชุมชนบ้านแม่กำปองคือการทำเมี่ยงหรือที่เรียกกันว่าชา
เป็นจุดเด่นหนึ่งของชุมชนบ้านแม่กำปอง นอกจากนี้ยังมีการทำอาชีพปลูกกาแฟค้าขายและรับจ้าง แต่เมื่อเกิดความ
คงที่ทางรายได้ คนในชุมชนจึงได้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนกัน ทำให้ผู้นำของชุมชน ได้คิดค้น หาวิธีที่จะฟื้นฟูชุมชนบ้าน
แม่กำปองขึ้นมาอีกครั้ง โดยการจัดกิจกรรมต่าง ( ภายในชุมชน สร้างจุดเด่น จนกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิง
อนรุ ักษ์ทสี่ ำคญั ของไทย

ปัจจุบันชุมชนบ้านแม่กำปองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แทนที่แหล่งเกษตรกรรม โดยชุมชนจะมีการเปิดเป็น
แหล่งท่องเที่ยวการท่องเที่ยวโดยชุมชนเน้นย้ำความสำคัญของชุมชนท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นควบคุมการ
พัฒนาและการจัดการภายในชุมชนเพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะถึงมือคนท้องถิ่น นี่เป็นเหตุที่ชาวบ้านหลาย

633

คนที่แม่กำปองเปิดบ้านของตนเป็นโฮมสเตย์ที่ผู้เยี่ยมชมจะได้หลับนอนและรับประทานอาหารกับเจ้าของบ้าน และ
เรียนรู้ถึงชีวิตในชุมชนชนบทจากประสบการณ์ตรง ซึ่งอาจรวมไปถึงการเยี่ยมชมไร่ชาไร่กาแฟหรือเรียนรู้การ
ทำอาหารเหนือ แต่เมื่อพบเจอกับสถานการณ์โควิด- 19 ทำให้แหล่งท่องเที่ยวนี้ต้องปิดตัวลง สร้างผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจ และรายได้ภายในชุมชนอย่างมาก เนื่องจากรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวนี้ เป็นรายได้หลักของชุมชน ในส่วน
ของเมี่ยง หรือชา ก็มีการสรา้ งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ของชุมชน แตก่ ไ็ ด้รับรายได้ในสว่ นน้ี
ค่อนข้างน้อย เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวปิดตัว นักท่องเที่ยวก็ไม่สามารถมาเยี่ยมชม หรือซื้อผลิตภัณฑ์ได้ เนื่องจาก
ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชุมชน ยังเปิดจำหน่ายในวงแคบ ไม่ได้เข้าไปตีตลาดโลกออนไลน์มากนัก ทำให้ทางชุมชนต้อง
ปรับตัวและหาวธิ ีการรับมอื กับสถานการณท์ ่เี กิดข้ึน

ด้วยเหตุนี้ ทางผู้จัดทำจึงเล็งเห็นปัญหา และผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนบ้านแม่กำปอง จึงมี
ความคิดที่จะจัดโครงการ "พาใบเมี่ยงสู่ worldwide" ขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
และทำให้ชุมชนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงของสถานการณ์โควิด - 19 นี้ได้มากขึ้น โดยการนำผลิตภัณฑ์ขึ้นช่ือ
ของชุมชนบ้านแม่กำปอง นั่นคือ ใบเมี่ยง มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยกระดับขึ้นจากสินค้า OTOP ให้มีรูปร่างหน้าตา
คุณสมบัติ และเป็นจุดขายที่มีเอกลักษณ์ จนสามารถส่งออกได้ทั้งภายในประเทศ และตีตลาดโลกได้ อีกทั้งยังส่งเสริม
ให้ผลิตภณั ฑ์นีม้ ีชอ่ื เสยี งท้ังโลกจรงิ และโลกออนไลน์

วัตถุประสงค์โครงการ
1. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและด้าน
เกษตรกรรม
2. เพื่อเป็นการช่วยเหลือ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งเรื่องของรายได้และ
คุณภาพชีวติ
3. เพื่อเปน็ การส่งเสริมอาชีพ และผลกระทบท่เี กดิ ขน้ึ ณ ตอนนี้ สามารถนำไปตอ่ ยอด และพฒั นาไดอ้ กี ในอนาคต

เปา้ หมายโครงการ
1. ทำให้คนในชมุ ชนได้มรี ายได้ทีห่ ลากหลายมากขึ้น ทงั้ ทางดา้ นการท่องเที่ยวและดา้ นเกษตรกรรม
2. ทำใหค้ นในชมุ ชนมรี ายได้และคณุ ภาพชีวิตที่ดขี ้นึ
3. เปน็ การส่งเสริมอาชีพ สามารถนำไปตอ่ ยอด และพัฒนาได้ในอนาคต

ตวั เชงิ วัดโครงการ การสมั ภาษณ์คนในชุมชนบ้านแม่กำปอง
เชิงคณุ ภาพ แบบประเมินกจิ กรรม
• ผลการดำเนินกจิ กรรม

• จำนวนคนในชมุ ชนบา้ นแม่กำปอง
จำนวนผูเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรม
• ระยะเวลาในการดำเนนิ โครงการ
เชิงปริมาณ งบประมาณท่ใี ช้ในการทำโครงการ









634

วิธีการดำเนิน
1. มีการลงพื้นที่ เพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล และทำความเข้าใจชุมชน ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่
วัฒนธรรม รวมถึงปัญหา หรือผลกระทบทชี่ ุมชนพบเจอ
2. เริม่ เขียนโครงการ และวางแผนการทำงานเชิงปริมาณ
3. ติดต่อ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการกระจ่ายข้อมูลข่าวสารให้กับสมาชิกในชุมชน

อย่างทัว่ ถงึ

ข้ันตอนการดำเนินงาน
1. ชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นที่มา วัตถุประสงค์ เป้าหมายของโครงการ รวมถึง
ข้อตกลงตา่ ง ๆ เพ่ือให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
2. เรม่ิ ทำกจิ กรรม โดยการใหท้ ุกคนมีการสร้างสมั พนั ธภาพรว่ มกนั เพื่อง่ายต่อการดำเนนิ งาน
3. ให้ทุกคนได้ช่วยกันคิด แลกเปลี่ยน และระดมสมอง ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นของ
ผลิตภณั ฑม์ ากขนึ้ เพอื่ ทจ่ี ะดึงดดู ผู้บรโิ ภคทง้ั สังคมปกติ และสงั คมออนไลน์
4. ติดต่อวิทยากร และทำการ work shop ร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม และทำผลิตภัณฑ์
ออกมาไดไ้ ปในทิศทางเดียวกนั
5. ประเมินผลลัพธ์ทไ่ี ด้ ท้งั เร่ืองของผลิตภณั ฑ์ และความพงึ พอใจของคนในชุมชน
6. นำผลติ ภัณฑท์ ่ีได้ทำรว่ มกนั มาจำหนา่ ย ประเมินและติดตามผล เพอ่ื นำมาปรบั ปรงุ ในครงั้ ถดั ไป

ข้อเสนอตอ่ บทบาทนกั สงั คมสงเคราะห์ชมชน
นักสังคมสงเคราะห์ชุมชน เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมที่มี กระบวนการทำงานร่วมกันกับชุมชนตั้งแต่ต้น

ทาง - ปลายทาง โดยการทำงานทีครอบคลุมในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และ ทำงานร่วมกันในรูปของ
คณะกรรมการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความชอบธรรมในการทำงาน จะเกี่ยวข้องกับการสร้างศักยภาพในการ
ป้องกัน ดูแลบริการสาธารณะเพือทำให้ กลุ่มเป้าหมายทางสังคมสงเคราะห์สามารถเข้าถึงด้วยการใช้ชุมชนเป็นฐานใน
การดำเนินงาน รวมทั้งในการทำงานแบบภาคี เครือข่าย ความร่วมมือกับวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาวะและอื่นๆ ที่เกียว
กับภาคบริการสาธารณะ คนทำงานด้านอาสาสมัคร และ ประชาชนในชุมชน อีกทั้งยังเป็นการริเริ่มสนับสนุน และ
ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนแบบไม่เปน็ ทางการท่เี นน้ การทำงานร่วมกนั กับสมาชกิ กลมุ่ ตา่ งๆ ในชุมชน

โดยหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ คือการสร้างความเชื่อมั่นในการกระทำร่วมกันว่าคนสามารถ พัฒนาและ
เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ที่ดีขึ้น มุ่งพัฒนาสำนึกของชุมชน ความเป็นผู้นำ และการพัฒนายุทธศาสตร์ สร้างความร่วมมือ
ในการดูแลกันในชุมชน รวมทั้งการพัฒนาความสามารถของชุมชน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในชุมชน
นอกจากนีย้ งั มกี ารร่วมมือกับสหวชิ าชพี อื่น ๆ เพือ่ ดำเนินการใหค้ รอบคลุม และมปี ระสิทธผิ ลมากย่งิ ขึ้น

ซึ่งจากการใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดในการทำโครงการ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน ปฏิทินกิจกรรม ปฏิทิน
ชุมชน และประวัติบุคคล ต้องมีการลงพื้นที่ สร้างสัมพันธภาพกับชุมชน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือ
ขึ้น มีการศึกษา รวบรวมข้อมูล และทำความเข้าใจชุมชน ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมรวมถึงปัญหา
หรอื ผลกระทบทีช่ ุมชนพบเจอ ใหส้ มาชิกเลา่ ประสบกรณ์ แลกเปลยี่ นความคิดกนั เพือ่ ชว่ ยเหลอื ไดอ้ ยา่ งตรงจดุ

635

กิจกรรม นักสังคมสงเคราะห์จะมีการใช้หลักการทางสังคมสงเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้ตรงกับ
ความต้องการของคนในชุมชน ในที่นี้คือ การที่ชุมชนเครียด เนื่องจากขาดรายได้หลักอย่างแหล่งท่องเที่ยว และแหล่ง
เกษตรกรรม ช่วยพัฒนาความสามรถของบุคคลให้เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดทำกิจกรรมข้างต้น เพื่อเป็นการพัฒนา
ความสามารถของคนในชุมชน และพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปพร้อม ๆ กัน และท่ีสำคัญที่สุด คือต้องช่วยอย่าง
เสมอภาค และเครพในความแตกต่าง เนื่องจากสมาชิกในชุมชนแต่ละคนอาจจะมีช่วงอายุ เพศ และสิ่งแวดล้อมท่ี
แตกต่างกันออกไป ทำให้นักสังคมสงเคราะห์ต้องเคารในความแตกต่างของทั้งกับสมาชิกในชุมชนด้วยกันเอง หรือกับ
ตัวนักสังคมสงเคราะห์เองก็ตาม เพื่อให้เกิดความร่วมมือซึ่งกันและกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป้าหมายที่ใงไว้ก็จะ
สำเรจ็ และตรงตามทว่ี างแผนไว้

และสุดท้ายการเขียนโครงการ "พาใบเมี่ยงสู่ worldwide" ต้องมีการนำกระบวนการต่าง ๆของนักสังคม
สงเคราะห์เข้าไปเชื่อมโยงกับการทำโครงการน้ี ทั้งการพูดคุย หาข้อเท็จจริง เก็บรวบรวมข้อมูล วางแผน ประเมินและ
ตดิ ตามผล เพ่ือให้สามารถนำมาปรับปรุง แกไ้ ขในครงั้ ถัดไปได้


เอกสารอา้ งอิง

หมู่บา้ นท่องเที่ยวเชงิ อนรุ กั ษ์ บา้ นแมก่ ำปอง
https://www.chianemaipao.co.th/tourism/place detail.php?id=167&area=41

แนวคิดการปฏิบัติการทางสังคม
https://so01.tci-thaijo.ore/index.php/HUSO/article/download/145541/107489/

'แมก่ ำปอง' สู่ท่องเที่ยวชมุ ชน
https://www.isranews.ore/content-page/item/79332-interview-79332.htm

ชมุ ชนบ้านแมก่ ำปอง
http://community.onep.go.th/location/ba-mae-com-pone-chianemai/

กระบวนการจดั การความรู้ด้านการทอ่ งเที่ยวเชิงสุขภาพบา้ นแมก่ ำปอง
https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2557/mpa50457jst ch4.pdf

ทฤษฎแี ละหลักการพัฒนาชุมชน
http://www.academy.rbru.ac.th/uploadfiles/books/58-2018-08-01-08-41-20.pdf

การสงั คมสงเคราะห์
http:/bloe.bru.ac.th/wp-content/uploads/bp-attachments/10538/opt-สวสั ดกิ ารสงั คม-8.pdf

636

“ชมุ ชนศาลเจ้าปงี เถา้ กง”

ศิรประภา วชั รพงศ์ชัย

637

คำนำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา สด.3 11 หลักและวิธีการทาสังคมสงเคราะห์ 3ชั้นปีที่ 3
ภาคเรียนที่ 1 การศึกษา 2564 คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเพื่อศึกษาความรู้ในเรื่อง
ของการลงศึกษาพื้นที่ชุมชน และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียนต่อไป ผู้จัดทำจึงได้เลือกลงศึกษา
ในพื้นที่ชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วย
เครื่องมือที่ใช้ศึกษาชุมชน แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการศึกษาชุมชน โครงการที่เหมาะสมสำหรับชุมชน และ
บทบาทนกั สังคมสงเคราะห์
ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้สนใจศึกษาไมม่ ากก็น้อย หากมีข้อแนะนำหรือ
ขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผูจ้ ดั ทำขอน้อมรับไวแ้ ละขออภัยมา ณ ที่น้ดี ว้ ย

ผู้จัดทำ

638

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ความสำคัญของการศกึ ษาชุมชนศาลเจ้าปงี เถา้ กง

ในการลงพื้นที่ชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ซึ่งเป็นชุมชนศาลเจ้าเก่าแก่ของตำบลบางตะบน เป็นชุมชนติดทะเล
เรียกว่า อ่าวบางตะบนู และชุมชนกอ่ ตงั้ ขนึ้ มากว่า 200 ปี

โดยการศึกษาชุมชนครั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบประวัติและวิถีชีวิตของคนในชุมชน คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
โดยการนำเครื่องมือการลงชุมชนเป็นตัวกลางในการตั้งคำถามเบื้องต้นต่อการศึกษาชุมชน เพื่อให้ได้ทราบถึงชีวิต
ความเปน็ อยู่ และปญั หาทเี่ กิดขน้ึ ภายในชุมชน เพ่ือร่วมหาแนวทางการแกไ้ ข และหาทางออกใหก้ บั ชุมชนได้

1.2 เทคนิคการศึกษาชุมชน
การที่จะเข้าไปศึกษาชุมชน จำเป็นจะต้องศึกษาลักษณะของชุมชน ค้นคว้าข้อมูลของชุมชนอย่างเช่น

ประชากร อาณาเขต ความสนใจของคนในชุมชนร่วมกัน เพื่อให้รู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชุมชนก่อนที่จะเข้าไปศึกษา และให้ได้
ขอ้ มูลสำคญั ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา หรอื ทราบความตอ้ งการของคนในชมุ ชนได้

639

บทที่ 2
เคร่อื งมอื ศึกษาชมุ ชน

2.1 ประวตั ศิ าสตรข์ องชมุ ชนศาลเจ้าปีงเถา้ กง
การได้มาซึ่งข้อมูลประ วัติศาสตร์ของชุมชน ได้มาจากการสัมภาษณ์คนในชุมชน และการค้นคว้าข้อมูลจาก

เพจเฟสบ๊คุ บางตะบูนมหานคร

มติ ดิ ้านประวัตศิ าสตร์
เริ่มมาจากเป็นพื้นที่เปล่าติดทะเล ที่ยังไม่มีบ้านคน แล้วก็มีคนจีนที่เดินทางผ่านมา ก็เลยมาสร้างศาลเจ้าบึง

เถ้ากงไว้ เพื่อให้คนผ่านไปมาได้กราบไหว้ หลังจากนั้นก็เริ่มมีบ้านคน 2-3 หลัง ที่มาขอที่ของศาลเจ้าไว้อยู่อาศัย และ
ต่อมาก็เริม่ มีบ้านคนเรื่อยๆ จนเกิดเปน็ ชมุ ชนอยา่ งในปัจจุบนั

ในส่วนประวัติของศาลเจ้าปิ้งเถ้ากง มีมานานกว่า 200 ปี สมัยก่อนศาลเจ้าเป็นไม้หลังไม่ใหญ่มากหลังจากนั้น
ก็บูรณะใหม่ได้ประมาณ 30 ปี มีการขยายให้ใหญ่ขึ้น ตกแต่งศาลเจ้าใหม่ทั้งหมดเทพประธานของศาลแห่งนี้ คือ เทพ
ปิ้งเถ้ากง (ปิ้งเถ่ากง ปูนเถ้ากง โทวตี๋กง) หรือ อากง ความหมายในภาษาไทย คือ ปู้ ตามความเชื่อโบราณเชื่อว่า แต่ละ
ท้องที่มีเทพประจำ ชาวแต้จิ๋วเรียกโดยทั่วไปว่า "ตี่เถ่าเล่าเอี้ย" หรือ "เทพผู้เป็นใหญ่ ณ ที่นั้น" ไม่ว่าชาวจีนจะอพยพ ไป
อยู่ที่ใดก็ยังยึดมั่นความเชื่อนี้อยู่ จึงได้แกะสลักรูปเคารพของเทพคี่เถ่าเล่าเอี๋ยจากไม้ขึ้นมาเพื่อเการพบูชา ภายหลัง
เรยี กอย่างงา่ ยๆวา่ "ปนู เถา้ กง"

ปึงเถ้ากงเป็นเทพเจ้าองค์เดียวกับแป๊ะกง ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ดิน ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในเมืองจีนตามชุมชนต่างๆ จะมี
ศาลแป๊ะกงให้เห็นเสมอแป๊ะกงมีบทบาทสำคัญมากในสังคมสมัยก่อน งิ้วหลายเร่ืองถ่ายถอดให้เห็นว่ากษัตริย์, ขุนนาง,
คนเดินทางใครตกระกำลำบากก็ไปอาศัยศาลเป๊ะกง เป็นที่พักแรม, ที่หลบภัย หรือร้องทุกข์กับเทพเจ้า แป๊ะกง ซึ่งเป็น
เทพระดับล่างก็มีหน้าที่ส่งรายงานขึ้นไปเบื้องบนลิ้มเฮียยังเล่าถึงนิทานพื้นบ้านแต้จิ๋วเรื่องหนึ่งซึ่งกล่าวถึงแป๊ะกงว่า
สมยั ราชวงศห์ มิง เอง็ บว่ งตัก๊ -เสนาบดกี ลาโหมชาวแต้จว๋ิ ยกทัพไปรบ ระหวา่ งทางแวะพกั แรมที่ศาลแปะ๊ กง แตป่ รากฎ
ว่าทหารในกองทัพถูกเสือฆ่าตายเอ็งบ่วงตั๊กเดินไปตำหนิแป๊ะกงในศาลว่าเป็นเทพเจ้าที่ไม่ดูแเลพื้นที่ให้เรียบร้อยปล่อย
ให้เสือมาทำร้ายทหารหลวงได้อย่างไร ทั้งสั่งให้แป๊ะกงไปเรียกเสือตัวที่ฆ่าคนตายมารับผิด เมื่อเสือมาพบเอ็งบ่วงตั๊กสั่ง
ให้เสือตัวนั้นถือธงประจำกองทัพแทนทหารที่ตายเป็นการทำคุณไถ่โทษ นิทานเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าแป๊ะกงไม่ได้ดูแลแต่คน
หากรวมถึงสรรพสัตว์และสภาพดินฟ้าอากาศของชุมชนอีกด้วยแต่เมื่อคนจีนออกมาทำกิน ในทะเล อาชีพเกษตรที่เคย
ทำส่วนใหญ่เปล่ียนเปน็ ค้าขาย ขณะที่ช่อื ของ"ปงี เถ่ากง" ในภาษาแตจ้ ๋ิว

นั้นมีความหมายที่ดี คำว่า "ปิง" มาจาก "ปีงจี้" แปลว่า เงินทุน คำว่า "เถ่า" มาจาก"เถ่าใช่" แปลว่า นิมิต
หมายที่ดี ส่วนคำว่า "กง" ใช้เรียกผู้อาวุโส ผู้ชาย หรือหมายถึง ปู, ตา บึงเถ่ากงจึงเป็นเทพเจ้าในใจคนที่ทำการค้า ซึ่ง
ลักษณะทั่วไปของคนค้าขายจะอาศัยอยู่ในเมือง หรือ ชุมชนขนาคใหญ่ ประกอบกับการขยายตัวของสังคมเมือง ปีงเถ่า
กง จึงกลายเป็นเทพเจ้าของคนในเมือง ขณะที่คนในชนบทที่ห่างไกลออกไปยังคงนับถือและเรียกท่านว่า "เป๊ะกง"
เช่นเดิม เป๊ะกงจึงกลายเป็นเทพเจ้าของคนในเมืองขณะที่คนในชนบทที่ห่างไกลออกไปยังคงนับถือและเรียกท่านว่า
"เปะ๊ กง" เช่นเดมิ เป๊ะกงจึงกลายเปน็ เทพเจา้ ของคนในชนบท ขณะที่ปิง้ เถา่ กงเปน็ เทพเจ้าของคนเมืองไปโดยปริยาย

มีเกร็ดเล็กน้อยว่าคนจีนฮกเกี้ยนมักจะอัญเชิญท่านไว้ท่ีทิ้งเพื่อกราบไหว้ ส่วนคนจีนแต้จิ๋วจะนิยมอัญเชิญ
ท่านไว้ที่ทิ้งบนพื้น เพราะถือว่า ท่านเป็นเทพเจ้าที่ ในการบูชาเจ้าที่ของแต่ละบ้าน และรูปเคารพของเทพ ปุนเถ่ากง หรือ

640

ปุ่นเถ่าม่า เทพองค์นี้มีลักษณะของรูปเคารพ ที่ไม่เหมือนกัน ในทุกศาลเจ้า เช่นมีทั้งที่แต่งกาย แบบขุนนางฝ่ายบุ๋น
บา้ งก็แตง่ กายแบบขนุ นางฝา่ ยบู๊ มหี นวด มือขวาถอื หลู่ยื่ มอื ซ้ายถือก้อนทอง เป็นต้น

ประวัติของตำบลบางตะบูน ชื่อถูกตั้งขึ้นตามต้นไม้ชายเลนชนิดหนึ่ง ชื่อ "ตะบูน" หรือ "กระบูน"ที่ขึ้นอยู่เป็น
จำนวนมากในพื้นที่ของตำบลนี้ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลสภาพดินเป็นดินเลนและมีลุ่มน้ำ
มาก "บางตะบูน" เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องด้วยมีแม่น้ำบางตะมูนไหลผ่าน ซึ่งลำน้ำสายนี้
แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรีไหลออกทะเลบริเวณปากอ่าวบางตะบูนซึ่งเป็นปลายแม่น้ำเพชรบุรี ในสมัยก่อนแม่น้ำสายน้ี
เป็นเส้นทางสัญจรทางเรือของพ่อค้าวาณิชต่างๆ นับแต่สมัยโบราณลำน้ำบางตะปูนเป็นเส้นทางการคมนาคมที่มีความ
จำเปน็ และสำคญั ทางเศรษฐกจิ เป็นอย่างมาก

มิติด้านกายภาพ
ชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากงตั้งอยู่ในตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และยังติดกับทะเลอ่าว

บางตะบนู ซึ่งมเี น้ือที่ทัง้ หมด 4 ไร่

มติ ิด้านความเชอื่
ชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง คนในชุมชนจะมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มีศาสนาพุทธ แต่การประกอบพิธีภายในชุมชนจะ

เปน็ พธี ขี องจนี ผคู้ นในชมุ ชนกจ็ ะมาเข้ารว่ มและสืบสานประเพณีของชมุ ชนใหม้ ตี อ่ ๆไป
ภายในชุมชนก็จะมีศาลเจ้าปึงเถ้ากง เป็นศูนย์กลางของชุมชนทำให้ผู้คนในชุมชนได้มาทำพิธีร่วมกัน สร้าง

ปฏิสัมพันธ์กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และยังเป็นที่ไว้สำหรับการกราบไหว้ของคนในชุมชน เพื่อขอพรต่างๆ เช่น
การค้าขาย เป็นต้น

2.2 แผนท่ีเดนิ ดิน ชมุ ชนศาลเจ้าปีงเถ้ากง
การไดม้ าซึง่ ขอ้ มลู แผนทีเ่ ดนิ ดนิ ของชุมชน ไดม้ าจากการสมั ภาษณค์ นในชมุ ชน

641

พื้นท่ีทางกายภาพ
พื้นที่ทางกายของชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง เริ่มจากทางเข้าก็จะเจอกับศาลเจ้าปีงเถ้ากง ซึ่งถนนก็เชื่อมกับ

บ้าน ร้านค้าต่างๆ โรงเจ ยาวไปจนถึงศาลาท่าน้ำ ทำให้การเดินทางของคนในการจะมาศาลเจ้าและโรงเจ มาได้ง่ายและ
สะดวก ในการที่จะมากราบไหว้หรือตอนที่ศาลเจ้าและโรงเจมีพิธีต่างๆ ถนนภายในชุมชนเป็นถนนเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก
ศาลเจ้าและโรงเจะหันหน้าไปทางทะเล สภาพการตั้งบ้านเรือนค่อนข้างกระจุกตัวหนาแน่น ลักษณะอาคารบ้านเรือนใน
ชุมชนเป็นบา้ น 2 ช้ัน ประมาณ 3 หลัง ส่วนใหญล่ กั ษณะบ้านในชุมชนจะเป็นบ้านช้นั เดียว มีท้งั แบบตกึ และแบบครง่ึ ตกึ
คร่ึงไม้ บ้านในชมุ ชนก็จะไม่คอ่ ยใหญม่ าก ด้วยมีพนื้ ท่ีจำกดั และสว่ นใหญ่คนในชุมชนมีสมาชิกครอบครวั ไมเ่ ยอะ

2.3 ปฏทิ นิ ชุมชนศาลเจา้ ปงั เถ้ากง

การไดม้ าซึ่งข้อมลู ปฏทิ ินของชมุ ชน ไดม้ าจากการสมั ภาษณค์ นในชมุ ชน

กจิ กรรม เดือน
ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

ประเพณีทงิ้ กระจาด

ประเพณกี ินเจ

ประเพณงี วิ้ ประจำปี

ประเพณีท้ิงกระจาด
ชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธจะเน้นกิจกรรมรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ควง

วิญญาณที่ถ่วงลับ รวมถึงอุทิศส่วนบุญให้แก่วิญญาณที่ไม่มีญาติ โดยคนในชุมชนจะเข้ามาร่วมพิธีด้วยการนำอาหาร
มาร่วมในพีธี หลังจบพธิ ี ก็จะแจกจา่ ยอาหารใหแ้ กค่ นที่มาร่วมพธิ ี ซ่งึ งานจะจัดขึน้ 2 วนั ในเดอื นกนั ยายนของทุกปี

ประเพณกี ินเจ
ก่อนเข้าเจวันแรกทางศาลเจ้าจะมีการอัญเชิญเทพเจ้าดโจ่วมาประทับอยู่โรงเจ 10 วัน โดยช่วงเทศกาลกินเจ

ทางโรงเจจะเปิดให้คนเข้ามากินอาหารเจได้ฟรี เมื่อครบกำหนด 10 วัน ก็จะมีการส่งเทพเจ้าผ่านเรือสำเภากระดาษและ
ไปเผากลางทะเล แต่ปัจจุบันก็ทำพิธีที่ศาลเจ้าเพื่อความสะดวก หลังจากนั้นก็จะมีการปล่อยกระทงจีนให้ผีไร้ญาติจะทำ
ในตอนเช้า และในตอนกลางคืนก็จะเปน็ การทิง้ กระจาด โดยจะจดั ขนึ้ ในเดอื นตุลาคมของทุกปี

ประเพณงี ว้ิ ประจำปี
ประเพณีงิ้วจะมีเพื่อฉลองศาลเจ้า โดยจะจัดพิธีทั้งหมด 4 วัน ทางศาลเจ้าจะนำงิ้วเข้ามาแสดงในชุมชน เพื่อให้คนใน

ชุมชนหรือชุมชนละแวกนั้นเข้ามาดูได้ ถือว่าเป็นประเพณีสำคัญสำหรับศาลเจ้า โดยจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของ
ทุกปี

642

บทที่ 3
แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กยี่ วข้องในการศึกษาชุมชน

3.1 ทฤษฎี Empowerment
เป็นกระบวนการทางสังคมที่ส่งสริมให้บุคคล องค์กร และชุมชน มีความเป็นตัวของตัวเองสามารถควบคุมตนเอง มี

ความสามารถในการเลือก เกิดการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการกำหนดอนาคตของตนเอง ชุมชน และสังคมได้ ซึ่งแนวคิด
การสร้างพลัง เป็นรูปแบบที่เนั้นการพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงเกิดความนับ
ถือเช่ือมั่นในความสามารถของตนเอง โดยกระบวนการจะใช้วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้และความคิด เพื่อที่จะสามารถ
ระบปุ ญั หา วิเคราะห์ ปัญหา สาเหตุ มองภาพอนาคตได้ สามารถพัฒนาวิธีท่จี ะแกไ้ ขปัญหาและดำเนนิ การแกไ้ ขปัญหาได้

กระบวนการเสริมพลังบุคคลจะต้องใช้ทั้งกระบวนการทางจิตวิทยา และ โครงสร้างของสังคมในการมีปฏิสัมพันธ์
ร่วมกันของผู้ปฏิบัติงาน และบุคคลที่ต้องเสริมพลัง กระบวนการทางจิตวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจตนเองและ
ผู้อื่น กระบวนการเสริมพลังของ Paulo Freire (1986) มีแนวคิดว่าการเสริมพลังผู้ที่อ่อนแอ ไร้อำนาจ จะต้องปลุกเร้าสติ
ความรับผดิ ชอบ (จติ สำนกึ ) ดว้ ยการเรียนรทู้ ี่จะพิจารณาปัญหาตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยการช่วยให้บคุ คล/กล่มุ
ได้คิดผ่าสถานการณ์ที่เป็นปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ และการกระทำเช่นนี้เป็นการเชื่อมโยงโลกภายนอกที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเข้า
สโู่ ลกภายในจิตใจทีเ่ ขาร้สู ึก และรับรู้ เพ่อื ที่ปรับเปลี่ยนอยา่ งมพี ลังท่เี กิดจากการเรียนรูร้ ว่ มกนั ของสมาชิกในกลุม่

ซึ่งในชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ที่มีศาลเจ้าและ โรงเจเป็นศูนย์กลางของชุมชน เห็นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนใน
การทำประเพณีต่างๆ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการเลือกประธานกับคณะกรรมการของศาลเจ้า ซึ่งเป็นการเสริมพลัง
ของชมุ ชน

3.2 แนวคิดเก่ยี วกับชมุ ชนเขม้ แขง็
เป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนา เพราะความเข้มแข็งของชุมชนทั้งในระดับชุมชน ที่ทุกคนมีความช่วยเหลือซึ่งกัน

และกัน มีการเรียนรูร้ ่วมกนั มีการทำงานเพอื่ แกไ้ ขปญั หาและพัฒนาชุมชนและสังคมร่วมกัน
การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยชุมชนจะต้องมีการเรียนรู้ มีการจัดการ และมีการแก้ปัญหาร่วมกัน

ของคนในชุมชน แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม หรืออื่นๆ ที่มี
ความหมายแสดงถึงความร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งชุมชนศาลเจ้าปีงเถ้ากงมีลักษณะที่เป็นชุมชน
เขม้ แข็ง คอื ชุมชนมีการเรยี นรู้ และรเู้ ท่าทนั ข่าวทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง เปน็ ชมุ ชนทมี่ ีการจัดการตนเองด้วยระบบการ
บริหารจัดการ ชุมชนมีความรัก มีความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโดยมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันในชุมชน และเป็นชุมชนที่มีความ
สงบสุข คนในชุมชนมีจติ ใจดี มีคุณภาพ และมคี ุณธรรม

3.3 แนวคดิ การมีส่วนร่วมของชมุ ชน
เป็นแนวคิดที่ให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของคนในชุมชนกันเอง เป็นการเปิดโอกาสให้คนใน

ชุมชนรู้จักวิเคราะถึงสถานการณ์ที่ตนเองเป็นอยู่และพร้อมเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเป็น การดำเนินการเป็นไปด้วยความสมัคร ใจ
คนในชุมชนมีบทบาทหลักในการพัฒนา สามารถพัฒนาและพึ่งตนเองได้ และผลประ โยชน์จากการพัฒนาก็ตกอยู่กัคนใน
ชุมชน โดยคนในชุมชนศาลเจ้าปีงเถ้ากงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดสถานการณ์หรือ
ปัญหาคนในชุมชนก็พร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี และในการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนกับประเพณี
ต่างๆ ทใี่ หค้ วามสำคัญกบั การมีน้ำใจ และการชว่ ยเหลือกนั จงึ ทำให้ชุมชนศาลเจ้าป๊ิงเถา้ กงมสี ว่ นรว่ มตอ่ กนั พอสมควร

643

บทท่ี 4
โครงการ

ชอ่ื โครงการ
ท่องเที่ยววิถีชมุ ชน

ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ
1. นางสาวฮิรประภา วัชรพงศ์ชยั นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ มหวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2. ประธานศาลเจ้า

หลกั การและเหตุผล
ชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีศาลเจ้าปีงเถ้ากงและโรงเจท่ี

เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน และยังมีประวัติที่น่าสนใจ อีกทั้งสมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ระกอบอาชีพการทำประมง
เนื่องจากเป็นชุมชนที่ติดทะเลอ่าวบางตะบูน และก็มีร้านค้า รวมถึงบริเวณใกล้าชุมชนก็มีร้านอาหารทะเลคังๆ มากมาย
ของตำบลบางตะบูน

เนื่องด้วยศาลเจ้าประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย จากการที่ไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ และผู้คนภายนอก
ไม่ค่อยรู้จักศาลเจ้าปีงเถ้ากง ส่วนใหญ่ผู้คนที่เข้าไปกราบไหว้ก็จะเป็นคนในชุมชน หรือผู้คนบริเวณชุมชนใกล้เคียง อีก
ทั้งศาลเจ้ายังเป็นศูนย์กลางการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และคนในชุมชนก็ประสบปัญหาในการทำประมงที่ไม่
สามารถออกทะเลได้เหมือนแต่ก่อน เพราะปัญหาของน้ำทะเลที่ทำให้การทำประมงได้ลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้
ครวั เรือนทีล่ ดลง ไมเ่ พยี งพอต่อคา่ ใช้จา่ ยในครอบครวั ทำใหค้ นในชุมชนจึงไปทำอาชพี อืน่ แทน

จากปัญหาดังกล่าว จึงมีมติว่าควรมีการอบรมทักษะอาชีพเพิ่มเติมให้กับคนในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนมี
ทักษะ และสามารถนำไปประกอบอาชีพและแก้ปัญหาได้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในชุมชนเพื่อให้สวยงามขึ้น ให้
คนในชุมชนร่วมกันสะท้อนวิถีชีวิตผ่านการทำประมง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชน เพื่อให้ผู้คนที่สนใจเข้ามา
เรียนรู้วิถีชีวิตคนในชุมชน ได้กราบไหว้ขอพร และซึมซับบรรยากาศของชุมชนติดทะเลได้ เพราะเมื่อชุมชนมีผู้คนเข้ามา
มากขึ้น ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ศาลเจ้า คนในชุมชนก็สามารถใช้อาชีพประมงในการสร้างรายได้ได้ และอาจต่อ
ยอดเพื่อเพิ่มรายได้ให้สมาชิกในชุมชนได้ และยังเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับกลุ่มชุมชน เพราะ โครงการ
ท่องเที่ยววิถีชุมชนเป็นการสร้างรายได้ให้กับศาลเจ้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนและสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกใน
ชมุ ชน และเปน็ การตอ่ ยอดสงิ่ ที่
ชุมชนมเี พอ่ื ใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงท่ดี ขี ้นึ

วัตถุประสงคโ์ ครงการ
1. เพิ่มพนู ทกั ษะในการประกอบอาชพี ใหแ้ ก่คนในชมุ ชน
2. เพมิ่ การประชาสมั พนั ธแ์ ละสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดกิจกรรมทเ่ี ปน็ การสรา้ งรายไดใ้ หแ้ กช่ ุมชน

เปา้ หมายโครงการ
สมาชกิ ในชมุ ชนศาลเจา้ ปงื เถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวดั เพชรบรุ ี

644

ตัวชว้ี ัดโครงการ
เชงิ ปรมิ าณ
1 . สมาชิกในชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีไม่ต่ำกว่า 80 % มี

การเรยี นรทู้ กั ษะและการประกอบอาชีพเพิ่มเตมิ
2. สามารถบรรลุเปา้ หมายของโครงการได้ภายใน 5 เดอื น

เชงิ คุณภาพ
1 . สมาชิกในชุมชนศาลเจ้าปืงเถ้ากง ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีเข้าใจและสามารถ

เรียนรทู้ กั ษะการประกอบอาชพี เพิม่ เตมิ และสามารถนำทกั ษะท่ีได้ไปแก้ปญั หาหรอื เพม่ิ รายได้
2. มีการประชาสัมพันธ์ชุมชน ทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักมากขึ้น สามารถพัฒนาเป็นชุมชนท่องเที่ยวได้ และเป็น

แหลง่ เรียนรูว้ ถิ ชี ีวิต รวมถงึ เป็นสถานทีส่ ำคัญในการกราบไหว้ขอพร

วิธกี ารดำเนนิ งาน/ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน/กจิ กรรม

ขน้ั เตรียมการ
1. จัดการประชุมและหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประธานศาลเจ้า คณะกรรมการชุมชน ตัวแทนสมาชิกชุมชน

และอ่นื ๆ เพ่อื ร่วมกันสะท้อนให้เห็นปัญหาพรอ้ มเสนอแนวทางแกไ้ ขปญั หาเพอ่ื วางแผนดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
2. วิเคราะห์สิ่งที่ภายในชุมชนต้องปรับปรุงหรือเพิ่มเติม เช่น ปรับปรุงสะพานท่าน้ำ การสร้างแหล่งเรียนรู้ของ

ชมุ ชน เปน็ ตน้
3. ติดต่อประสานงานกับวิทยากรที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำประมงให้แก่คนในชุมชน โดยอาจเป็นคนใน

ชุมชนเอง โดยคำนึงถึความสะดวกและเหมาะสม
4. คำนวณงบประมาณท่จี ำเป็นต้องใช้ในการดำเนนิ โครงการ

ข้นั ดำเนินการ
1. เริ่มปรับปรุงชุมชน เช่น ปรับปรุงสะพานท่าน้ำ สร้างอาคารสำหรับการเรียนรู้วิถีชุมชนและประวัติของ
ชุมชน และมีการเตรียมความพร้อมของเรือประมง ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากนั่งเรือไปชมทะเล เป็น
ตน้
2. มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในการเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว และการให้ความรู้
นักทอ่ งเท่ียวเกย่ี วกบั วถิ ีชวี ติ
3. ศกึ ษาดูงานความคืบหนา้ ของการฝกึ อบรม
4. ประชุมสรุปผลการอบรมและประเมินว่าโครงการมีการดำเนินตามแผนที่วางไว้มากหรือน้อยเพียงใด
เพ่อื ท่ีจะสามารถนำผลทป่ี ระเมินไดม้ าใช้ปรบั เปลีย่ นแผนการดำเนินงานใหม้ คี วามเหมาะสมตามสถานการณ์
5. ดำเนินการประชาสัมพนั ธ์ชุมชนให้คนภายนอกรู้จัก

645

ขนั้ สรปุ ผลโครงการ
1. ตดิ ตาม ประเมินผลและพฒั นาดำเนนิ โครงการใหเ้ กิดความต่อเนื่อง

งบประมาณทใ่ี ช้ดำเนนิ โครงการ

ลำดับที่ หมวด งบประมาณ (บาท)

ค่าตอบแทน 5,000

1 ค่าวทิ ยา 20,000
50,000
ค่าวัสดุ 4,000
8,000
2 ค่าปรบั ปรุงสะพานทา่ นำ้ 20,000

3 คา่ สร้างแหลง่ เรียนรู้ 2,000
1,000
4 คา่ วสั ดทุ ใ่ี ชใ้ นการอบรม 110,000.-

5 ค่าประชาสัมพันธ์

6 ค่าอปุ กรณใ์ นแหลง่ เรยี นรู้

คา่ ใช้สอย

7 ค่าอาหารวา่ งและอาหารกลางวัน

8 คา่ พาหนะ

รวม

ระยะเวลาดำเนนิ โครงการ
ระยะเวลา 5 เดอื น พฤศจิกายน 2564 ถึงมนี าคม 2565

สถานท่ีดำเนินโครงการ
ชมุ ชนศาลเจา้ ปงื เถ้ากง ตำบลบางตะบนู อำเภอบา้ นแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
1. สมาชกิ ในชมุ ชนศาลเจา้ ปงี เถา้ กง มที กั ษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ
2. ชมุ ชนไดร้ ับการประชาสมั พันธ์และกอ่ ใหเ้ กดิ การสร้างรายไดใ้ หแ้ ก่ชุมชน
3. สมาชกิ ในชมุ ชนมีกจิ กรรมด้านอาชีพเสรมิ รายได้ในครวั เรอื น


Click to View FlipBook Version