บทที่ 1-1
ระบบการแพทย์ฉุกเฉนิ
(Emergency Medical System)
บทนา
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยเหตุผลท่ีก่อนหน้าน้ีการ
ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินยังขาดระบบบริหารจัดการด้านบุคลากร อุปกรณ์ และเคร่ืองมือ
ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมท้ังยังขาดหน่วยงานรับผิดชอบ ประสานการปฏิบัติการ ทาให้มีผู้ป่วย
ฉุกเฉินต้องสูญเสียชีวิต อวัยวะ หรือเกิดความบกพร่องในการทางานของอวัยวะสาคัญ รวมทั้งทาให้
การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นโดยไม่สมควร เพ่ือลดและป้องกันความสูญเสียดังกล่าวจึง
กาหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) ขึ้น เพ่ือกาหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธี
ปฏิบัติเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ตลอดจนกาหนดให้มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ขึ้น
เป็นหน่วยรับผิดชอบการบริหารจัดการ การประสานระหว่างหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องท้ังภาครัฐและ
เอกชน และการสง่ เสรมิ ให้องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินเข้ามามีบทบาทในการบรหิ ารจดั การเพอ่ื ให้เกดิ
ความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกัน อันจะทาให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการ
คมุ้ ครองสิทธิในการเข้าถึงระบบการแพทยฉ์ ุกเฉินอย่างทวั่ ถึง เท่าเทียม มีคุณภาพมาตรฐาน โดยได้รับ
การช่วยเหลือและรักษาพยาบาลท่ีมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์มากข้ึน ผู้ปฏิบัติการจึง
จาเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อสามารถปฏิบัติงานให้ตอบสนองต่อความ
ต้องการของระบบการแพทย์ฉกุ เฉิน และคุ้มครองความปลอดภยั ของผู้ป่วยฉกุ เฉนิ ตอ่ ไป
1.ประวัติระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย
ในประเทศท่ีพัฒนาแล้วมีระบบการลาเลียงขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยยานพาหนะท่ีเรียกว่า
รถพยาบาลฉุกเฉิน (ambulance) มานานกว่าหน่ึงร้อยปีแล้ว เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
อังกฤษ และประเทศในยุโรปอีกจานวนมาก แต่การจัดให้เป็นระบบการช่วยเหลือฉุกเฉินจริง ๆ นั้น
เร่ิมต้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เม่ือปี ค.ศ. 1966 และได้มีการพัฒนาปรับปรุงเรื่อยมาจนกระทั่ง
ปจั จบุ ัน ในขณะท่ีประเทศอนื่ ๆ ก็ไดม้ ีการพัฒนาระบบและมีเป้าหมายหลักเช่นกันคือ การทาใหม้ กี าร
รักษาพยาบาลฉุกเฉินที่รวดเร็ว มีคุณภาพ อันจะส่งผลให้อัตราการเสียชีวิต พิการและปัญหาในการ
รักษาพยาบาลลดน้อยลง
ประเทศไทยมีการช่วยเหลือผู้ปว่ ยฉุกเฉินในลักษณะสังคมสงเคราะห์และการกู้ภัย โดยควบคู่
กับการเก็บศพผู้เสียชีวิตในกรณีต่าง ๆ ซ่ึงดาเนินการโดยมูลนิธิป่อเต็กตึ้งมาต้ังแต่ พ.ศ. 2480 และ
มูลนิธิร่วมกตัญญูตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ซ่ึงได้ให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นต้นและลาเลียงนาส่ง
โรงพยาบาลโดยบุคลากรทเี่ ป็นจติ อาสา
ตอ่ มาได้มีความพยายามเริ่มพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยไดม้ ีการประชุมปรึกษาหารือ
กันหลายคร้ัง เพื่อจัดระบบการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บท่ีเป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ และได้
1
จัดทาแผนความร่วมมือกันระหว่างโรงพยาบาลต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครกับศูนย์ส่งกลับของกรม
ตารวจโดยพัฒนาเครือข่ายวิทยุสื่อสารร่วมระหว่างโรงพยาบาลซึ่งมีสังกัดต่างกัน และมีระบบ
รถพยาบาลฉกุ เฉนิ ของศนู ย์สง่ กลับเป็นหลกั
ต่อมาภายหลังจากท่ีมีการปฏิวัติภายใต้การนาของพลเอกอาทิตย์ กาลังเอก ได้มีการพัฒนา
กองกาลังรักษาพระนคร และจัดให้มีโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข 123 เพ่ือบริการเหตุด่วนแก่
ประชาชน รวมท้ังได้จัดให้มีรถพยาบาลฉุกเฉินข้ึนจานวนประมาณ 40 คัน ให้บริการแก่ประชาชนใน
พื้นท่กี รุงเทพมหานคร แตไ่ ด้ใหบ้ รกิ ารไปไม่นานก็ยุตลิ ง
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2532 กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ได้รับงบประมาณ
จานวน 150 ล้านบาท สนับสนุนให้จัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลราชวิถี ได้ก่อสร้าง
อาคารศูนย์อุบัติเหตุแล้วเสร็จ และเปิดดาเนินการบางส่วนในปี พ.ศ. 2536 ได้บรรจุแผนการพัฒนา
ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-
2539) ต่อมามีการจัดตั้งศูนย์อุบัติเหตุและวิกฤติบาบัดท่ีโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นและก่อต้ังหน่วยกู้
ชพี หนว่ ยแรกในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 จากนั้นกรุงเทพมหานครโดยโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้
เปดิ หน่วยแพทยก์ ู้ชีวิตข้นึ อย่างเปน็ ทางการเมื่อเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2537 ให้บรกิ ารผู้บาดเจบ็ โดยเน้น
อุบัติเหตุจราจรและอุบัติภัยต่าง ๆ ต่อมากรมการแพทย์ได้เปิดศูนย์กู้ชีพนเรนทร อย่างเป็นทางการ
เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 ให้บริการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน และขนย้ายผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ที่
ปฏิบัติการภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 นาทีโดยรอบโรงพยาบาลราชวิถี จากน้ันได้ขยายพ้ืนท่ีบริการ
โดยจดั ตั้งศูนย์กู้ชีพเลดิ สนิ และศนู ย์ก้ชู ีพ นพรตั นราชธานีในปีตอ่ มา
พ.ศ. 2540 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กาหนด
มาตราที่เก่ียวข้องกับการดูแลสุขภาพประชาชนในมาตรา 52 ท่ีระบวุ ่า “บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันใน
การรับบริการทางสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน และผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาลจากสถาน
บริการสาธารณสุขของรัฐโดยไมเสียคาใช้จ่ายท้ังน้ีตามที่กฎหมายบัญญัติ การบริการทางสาธารณสุข
ของรัฐตองเปนไปอยางทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะตองสงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
และเอกชนมีสวน รวมดวยเทาท่ีจะกระทาได การปองกันและขจัดโรคติดตออันตราย รัฐตองจัดใหแก
ประชาชนโดยไมคิดมูลคาและทันตอเหตุการณ ท้ังน้ีตามที่กฎหมายบัญญัติ” และมาตรา 82 ระบุว่า
“รัฐจะตองจัดและสงเสริมการสาธารณสุขใหประชาชนไดรับบริการท่ีไดมาตรฐานและมีประสิทธภิ าพ
อยางทัว่ ถงึ ”
กระทรวงสาธารณสุขได้จัดประชุมสัมมนาระดับประเทศเพ่ือจัดทาแผนแม่บทระบบบริการ
การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีการสรุปองค์ประกอบของ
ระบบบรกิ ารการแพทยฉ์ ุกเฉนิ ไว้ 6 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่
1) วสิ ยั ทศั น์และพันธกิจของระบบบรกิ ารการแพทย์ฉุกเฉิน
2) การจดั โครงสร้างองคก์ รการบรหิ ารจดั การระบบบริการการแพทย์ฉกุ เฉนิ
3) กฎหมายท่ีเกยี่ วขอ้ งกับระบบบรกิ ารการแพทย์ฉกุ เฉนิ
4) งบประมาณในการดาเนนิ การระบบบรกิ ารการแพทย์ฉกุ เฉิน
5) บุคลากรในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และ 6) การสื่อสารในระบบบริการการแพทย์
ฉุกเฉิน
2
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2545 กระทรวงสาธารณสุขไดป้ ระกาศให้การพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเป็นนโยบาย
1 ใน 4 ประการของกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดต้ังสานักงานระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (ศูนย์
นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการพัฒนา จัดงบประมาณในส่วนงบ
ลงทุนจากกองทุนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้จานวน 10 บาทต่อประชากร 1 คนที่จดทะเบียน
(คาดว่ามีประมาณ 41 ล้านคน) จานวนเงินประมาณ 420 ล้านบาทเพ่ือให้เร่ิมดาเนินงานในบางพื้นท่ี
และให้แล้วเสร็จขั้นตอนในการพัฒนาเปน็ ระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นจะจัดให้มีระบบงบประมาณใน
การบริหารจัดการและดาเนินการระบบ โดยมีงบประมาณส่วนหนึ่งจากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ
และจากแหล่งเงินทุนต่างๆ ตามความเหมาะสมในอตั รา 18 บาทต่อประชากร 1 คนทั้งประเทศ ซง่ึ ใน
แต่ละปีจะต้องมีเงินงบประมาณในการสนับสนุนระบบนี้ปีละ 1,200 ล้านบาท (อัตรา 18 บาทต่อ
ประชากร 1 คน) และในปี พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนการแก้ปัญหาอุบัติเหตุ
จราจรซ่ึงเสนอโดยศูนย์อานวยการความปลอดภัยทางถนน ซึ่งในมาตรการด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้
มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขโดยศูนย์นเรนทรเป็นผู้รับผิดชอบดาเนินการขยายผลระบบบริการ
การแพทย์ฉุกเฉินโดยใช้งบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกจากน้ันได้มีการบูร
ณาการแผนงบประมาณด้านอุบัติเหตุจราจรเข้าด้วยกัน ซึ่งทาให้งบประมาณในด้านระบบบริการ
การแพทยฉ์ กุ เฉนิ เปน็ ความสาคญั อันดบั ต้นของการพจิ ารณางบประมาณประจาปี
องค์การอนามัยโลก (WHO) ปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) ได้ให้ความสาคัญและกาหนด
องคป์ ระกอบการดูแลสุขภาพในด้าน Pre hospital trauma and emergency care เพม่ิ เติม
พ.ศ. 2551 ไดม้ ีการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ซึ่งกาหนดให้มี
สถาบนั การแพทยฉ์ ุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ทาหน้าท่ีในการพฒั นาระบบการแพทย์ฉกุ เฉนิ ของประเทศไทย ไดใ้ ห้
ความหมายของคาว่า “การแพทยฉุกเฉิน” (Emergency Medical System) ว่าหมายถึง การ
ปฏิบตั ิการฉุกเฉิน การศึกษา การฝกอบรม การคนควา และการวิจัยเกี่ยวกับการประเมิน การจัดการ
การบาบัดรักษาผูปวยฉุกเฉิน และการปองกันการเจ็บปวยท่ีเกิดข้ึนฉุกเฉิน และเพ่ือคุมครองความ
ปลอดภัยของผูปวยฉุกเฉิน ส่วน “การบริการการแพทย์ฉุกเฉิน” (Emergency Medical Service)
หมายถึงการบรกิ ารผู้บาดเจ็บและป่วยฉุกเฉินทง้ั ในภาวะปกติและสาธารณภยั ครอบคลุมตั้งแตก่ ารรับ
แจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน การให้คาแนะนาปรึกษาฉุกเฉิน การดูแลรักษาพยาบาลฉุกเฉินก่อนถึง
โรงพยาบาล การลาเลียงขนย้ายและนาสง่ สถานพยาบาลท่ีเหมาะสม และการรกั ษาพยาบาลฉุกเฉนิ ใน
สถานพยาบาล จนกระท่ังพ้นภาวะฉุกเฉิน และกาหนดให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินประกอบดว้ ย ระบบ
การแพทย์ฉุกเฉินกอ่ นถึงโรงพยาบาล (pre-hospital care) ระบบการแพทย์ฉกุ เฉินท่ีโรงพยาบาลและ
ระบบส่งต่อ (emergency department and transferal system) และระบบการแพทย์ฉุกเฉินใน
กรณีสาธารณภัย โดยไดม้ ีการจัดทาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. 2551-
2555 ไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรวมท้ังระบบข้อมูล
สารสนเทศทางการแพทย์ฉุกเฉิน 2) ยุทธศาสตร์การพัฒนากลไกการบริหารจัดการรวมทั้งระบบ
การเงินการคลัง 3) ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาบุคลากร 4) ยุทธศาสตร์การสรา้ งและจัดการความรู้ และ 5)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือขา่ ยและส่งเสริมการมสี ่วนร่วมของภาคี ต่อมาไดจ้ ัดทาแผนหลักการแพทย์
ฉุกเฉินแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2556-2559 มี 8 กลยุทธ์ คือ 1) การพัฒนาระบบปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉินให้
3
ได้มาตรฐานอย่างท่ัวถึงและเท่าเทียม 2) การพัฒนาหลักเกณฑ์ กลไก และการบริหารกิจการ
การแพทย์ฉุกเฉินที่ดี 3) การพัฒนาการเตรียมการด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้พร้อมรับสาธารณภัย 4)
การพฒั นาระบบการเงนิ และงบประมาณใหม้ ีประสทิ ธิภาพ 5) การประสานความร่วมมือกับประชาคม
อาเซียนและนานาชาติ 6) การพัฒนาระบบสารสนเทศและการส่ือสารให้รองรับการตัดสินใจเชิง
นโยบาย การบริหารจัดการ การปฏิบัติการ และการประเมินผลได้ 7) การสร้างเสริมบทบาทการมี
ส่วนร่วมและการจัดการความรู้ รวมท้ังเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติไดเ้ พ่ิมเติมกลยุทธ์
ท่ี 8) การคุ้มครองผ้ปู ฏิบัตกิ าร
จากน้ันได้จัดทาแผนหลักการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560-2564 มีวิสัยทัศน์
คือ ประเทศไทยมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานซึ่งทุกคนเข้าถึงได้อย่างท่ัวถึงและเท่าเทียม
ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยกาหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1) การพัฒนา
คุณภาพระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 2) การพัฒนาบริหารจัดการบุคลาการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 3)
การพัฒนากลไกอภิบาลระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 4) การพัฒนาศักยภาพและการมีส่วนร่วมของภาคี
เครอื ขา่ ยทง้ั ในและต่างประเทศ และ 5) การสอื่ สารสาธารณะในระบบการแพทยฉ์ กุ เฉินสปู่ ระชาชน
ผู้ปฏิบัติการมีบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติการฉุกเฉินนับแต่การรับรู้ถึงภาวะการเจ็บป่วย
ฉุกเฉินจนถึงการดาเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการบาบัด รักษาให้พ้นภาวะฉุกเฉิน ซ่ึงรวมถึงการ
ประเมิน การจัดการ การประสานงาน การควบคมุ ดแู ล การติดต่อสอ่ื สาร การลาเลียงหรือขนส่ง การ
ตรวจวินิจฉัย และการบาบัดรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งนอกสถานพยาบาลและในสถานพยาบาล
การปฏบิ ัติการฉุกเฉินหากล่าชา้ อาจเกิดผลเสีย ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินจะเสียโอกาสในการอยู่รอดทุกนาทีท่ี
ผา่ นไป รวมทงั้ การลาเลียงขนย้ายนาสง่ ผปู้ ่วยทไ่ี มเ่ หมาะสม อาจทาอนั ตรายเพม่ิ เติมให้กบั ผปู้ ว่ ยด้วย
การจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉนิ ยงั มีความหมายรวมถงึ การจดั ใหม้ ีการระดมทรพั ยากรในพื้นท่ี
หนึ่ง ๆ ให้สามารถชว่ ยเหลือผู้อยู่อาศัยในพน้ื ท่ีให้ไดม้ ีโอกาสขอความชว่ ยเหลือในกรณเี จ็บป่วยฉุกเฉิน
ทั้งในภาวะปกติและสาธารณภัย โดยจัดให้มีระบบการรับแจ้งเหตุ ระบบการเข้าช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย
ฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ ระบบการลาเลียงขนย้าย และการนาส่งผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลท่ี
เหมาะสมได้อย่างมีคุณภาพและรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ระบบดังกล่าวนี้ควรเป็นความรับผิดชอบ
และดาเนินการโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลท้องถิ่นน้ัน ๆ ร่วมกับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต่าง ๆ และ
ประชาชนในพ้ืนที่ เป็นระบบท่ีต้องมีการดูแลรับผิดชอบโดยแพทย์หรือระบบการอานวยการทาง
การแพทย์ และควรเปน็ ระบบท่ีไมแ่ สวงหากาไร
2.ลักษณะการทางานของระบบบริการการแพทยฉ์ กุ เฉนิ แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ดงั น้ี
2.1 การเจ็บป่วยฉกุ เฉินและการพบเหตุ (detection) การเจ็บปว่ ยฉุกเฉนิ เป็นเหตุทเี่ กิดข้ึน
อย่างไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหนา้ ได้ แมว้ า่ จะเตรียมการป้องกนั ไวก้ ต็ าม การส่งเสริม
หรอื จดั ให้ผูท้ ่ีมีความรคู้ วามสามารถในการตัดสินใจแจ้งเหตเุ มื่อพบเหตุ ซ่งึ ผู้นน้ั อาจเป็นผู้
เจ็บป่วยเองหรือคนข้างเคียง เป็นเร่ืองท่ีจาเป็นมาก เพราะว่าจะสามารถทาให้
กระบวนการช่วยเหลือมาถึงได้รวดเร็ว ตรงกันข้ามหากล่าช้า นาทีท่ีสาคัญต่อชีวิตของผู้
เจ็บปว่ ยจะหมดไปเรือ่ ย ๆ จนกระท่ังสายจนเกดิ แก้ไขได้
4
2.2 การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ (reporting) การแจ้งเหตุที่รวดเร็วโดยระบบการ
สื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมีหมายเลขที่จาง่ายเป็นเร่ืองท่ีจาเป็นมากเช่นกัน เพราะว่า
เป็นประตูเข้าไปสู่การช่วยเหลือที่เป็นระบบ แต่ผู้แจ้งเหตุอาจจะต้องมีความรู้
ความสามารถในการให้ข้อมูลท่ีถูกต้อง รวมท้ังมีความสามารถในการให้การดูแลขั้นต้น
ตามความเหมาะสมอีกด้วย
2.3 การออกปฏิบัติการของชุดปฏิบัติการ (response) ชุดปฏิบัติการชุดแรกที่ออกไป
ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน จะต้องมีความพร้อมตลอด 24 ช่ัวโมงเพื่อให้สามารถออก
ปฏิบัติการตามการมอบหมายของศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการ และจะต้องมีมาตรฐาน
กาหนดระยะเวลาในการออกปฏิบัติการ ระยะเวลาเดินทาง โดยศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ัง
การจะตอ้ ง
คัดแยกระดับความรุนแรงหรือความต้องการของเหตุ และสั่งการให้ชุดปฏิบัติการท่ี
เหมาะสมออกปฏิบตั ิการ
2.4 การรักษาพยาบาลฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ (on scene care) ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินจะ
ประเมินสถานการณ์แวดล้อมเพ่ือความปลอดภัยของตนเองและชุดปฏิบัติการ ประเมิน
สภาพผูป้ ่วยฉุกเฉิน เพอื่ ให้การช่วยเหลือดูแลท่ถี ูกตอ้ งเหมาะสมหรอื ตามคาสงั่ ของแพทย์
อานวยการปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยมีหลักการดูแลช่วยเหลือว่า จะไม่เสียเวลา ณ จุดเกิด
เหตนุ าน จนเป็นผลเสียตอ่ ผู้ป่วย กล่าวคอื ในผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตจุ ะเนน้ ความรวดเร็ว
ในการนาส่งมากกวา่ ผู้ป่วยฉุกเฉนิ ทางอายรุ กรรม
2.5 การลาเลียงขนยา้ ยและการดูแลระหว่างนาสง่ (care in transit) หลกั สาคัญย่ิงในการ
ลาเลียงขนย้ายจะต้องผ่านการฝึกอบรมเทคนิควธิ ีมาเป็นอย่างดี ในขณะขนย้ายจะต้องมี
การประเมินสภาพผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นระยะ การปฏิบตั ิการบางอย่างอาจกระทาบนรถ
ในขณะลาเลียงนาส่งได้ เช่น การให้สารน้า การดามส่วนท่ีมีความสาคัญตามลาดับ เป็น
ต้น
2.6 การนาส่งสถานพยาบาลท่ีเหมาะสม (transfer to definitive care) การนาส่งไปยัง
สถานที่ใดเป็นการชี้ชะตาชีวิตและมีผลต่อผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้เป็นอย่างมาก การนาส่ง
จะต้องใช้ข้อมูลศักยภาพโรงพยาบาล(surge capacity) หรือใช้ดุลยพินิจว่าโรงพยาบาล
ที่จะนาส่งสามารถรักษาผู้ป่วยรายนั้นได้หรือไม่ มิฉะน้ันแล้วเวลาท่ีเสียไปกับความไม่
สามารถและความไมพ่ รอ้ มของสถานพยาบาลนนั้ ๆ จะทาใหเ้ กดิ การเสยี ชวี ติ พกิ าร หรอื
ปญั หาในการรกั ษาพยาบาลอย่างไมค่ วรจะเกดิ ขึ้น
3.ศูนยร์ ับแจ้งเหตแุ ละสั่งการ
การทางานของชุดปฏิบัติการฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในการให้
ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนนาส่งรักษาต่อในสถานพยาบาล ต้องมีศูนย์รับแจ้งเหตุส่ังการ เป็น
ศูนย์กลางตั้งแต่รับแจ้งเหตุ โดยรับข้อมูลผู้ป่วยฉุกเฉินจากญาติหรือผู้ที่อยู่กับผู้ป่วย ศูนย์รับแจ้งเหตุ
และส่ังการจะรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบและประเมินเหตกุ ารณ์ อาการเจ็บป่วย ตาแหน่งหรือสถานที่
ที่อยู่ของผู้ป่วยฉุกเฉิน จานวนผู้ป่วย และข้อมูลที่ติดต่อกลับผู้แจ้งเหตุ จากนั้นจะทาการตรวจสอบ
5
ค้นหาชุดปฏิบัติการที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับระดับความรุนแรง และอยู่ใกล้จุดที่เกิดเหตุ
หรือสถานที่ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินอาศัยอยู่ เพื่อมอบหมายภารกิจให้ เมื่อชุดปฏิบัติการฉุกเฉินมีปัญหาขณะ
ออกปฏิบัติงาน ต้ังแต่การค้นหาผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือไม่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินได้ ก็สามารถ
ติดต่อข อค าแ น ะน าจ าก แ พท ย์ อาน วย ก าร ปฏิบัติก าร ฉุ ก เฉิ น ห รือผู้ จ่ าย งาน ปฏิบัติก าร ฉุ ก เฉิ น ที่
ปฏบิ ัติงานที่ศูนยร์ บั แจ้งเหตแุ ละสั่งการได้
ศนู ย์รับแจ้งเหตุและส่ังการยังมีหน้าท่ีในการตดิ ตามการปฏบิ ตั ิงานของชดุ ปฏิบัตกิ ารต่าง
ๆ ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติการ การเดินทางออกจากท่ีต้ังหน่วยปฏิบัติการจนพบผู้ป่วย
การดูแลผูป้ ่วยเบื้องต้น และนาส่งจนถึงสถานพยาบาลท่มี ีขดี ความสามารถเหมาะสมกับความรนุ แรง
หรอื ภาวะการเจ็บปว่ ยของผปู้ ่วยฉุกเฉิน
4.ผ้ปู ฏบิ ตั กิ าร
ผ้ปู ฏิบตั กิ ารทีเ่ ป็นผชู้ ว่ ยเวชกรรมในระบบการแพทย์ฉกุ เฉนิ มี 2 ประเภท 9 ระดับ คือ
4.1 ผปู้ ฏิบัตกิ ารแพทย์ ได้แก่
4.1.1 นกั ปฏิบัติการฉุกเฉนิ การแพทย์ (นฉพ.) Paramedic
4.1.2 เจ้าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ (จฉพ.) Advanced Emergency Medical
Technician :AEMT
4.1.3 พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ (พฉพ.) Emergency Medical Technician :
EMT
4.1.4 อาสาสมคั รฉุกเฉนิ การแพทย์ (อฉพ.) Emergency Medical Responder :
EMR
4.2 ผปู้ ฏบิ ตั ิการอานวยการ ไดแ้ ก่
4.2.1 แพทย์อานวยการปฏบิ ตั กิ ารฉุกเฉิน (พอป.) Medical Director
4.2.2 ผู้กากับการปฏิบัติการฉุกเฉิน (ผกป.) Emergency Medical Dispatch
Supervisor: Supervisor
4.2.3 ผู้จ่ายงานปฏิบัติการฉุกเฉิน (ผจป.) Emergency Medical Dispatcher :
EMD
4.2.4 ผู้ประสานปฏิบัติการฉุกเฉิน (ผปป.) Emergency Medical Coordinator
: Coordinator
4.2.5 พนักงานรับแจ้งการเจ็บป่วยฉุกเฉิน (พรจ.) Emergency Medical Call
Taker : Call Taker
6
5.ประกาศนยี บัตร
คณะอนุกรรมการรับรององค์กรและหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมผู้ปฏิบตั ิการ และการ
ให้ประกาศนียบัตรหรือเครื่องหมายวิทยฐานะแก่ผู้ผ่านการศึกษาหรือฝึกอบรม (อศป.) จะอนุมัติ
ประกาศนียบตั รผู้ปฏบิ ตั กิ ารแพทยท์ ผ่ี ่านการฝกึ อบรม ดงั น้ี
5.1 ประกาศนยี บัตรอาสาสมคั รฉุกเฉินการแพทย์ (อฉพ.)
ผู้ปฏิบัติการที่มีสิทธิได้รับประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ต้องมี
คณุ สมบัติครบถ้วน ดงั ต่อไปนี้
5.1.1 สาเร็จการศึกษาไม่ต่ากว่าระดบั การศกึ ษาภาคบังคับหรือเทียบเท่า
5.1.2 เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติในการปฐมพยาบาลและช่วยปฏิบัติ
การแพทย์ขั้นพ้ืนฐาน โดยผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรหลักจากองค์กร
หรือสถาบันการฝึกอบรมท่ี อศป. รบั รอง
5.1.3 สอบผ่านความรู้ ทักษะ เจตคติ และการฝึกหัดปฏิบตั ิการฉุกเฉิน เพื่อขอรับ
ประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ตามวิธีการและเกณฑ์
ประเมนิ และการสอบตามท่ี อศป. กาหนด
ให้ประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์มีอายุสองปี และมีสิทธิต่ออายุได้
ตามหลักเกณฑ์
เง่ือนไขและวธิ ีการท่ี อศป. ประกาศกาหนด
ให้ผูไ้ ด้รับประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉนิ การแพทย์ใช้อภไิ ธยเพ่ือแสดงวิทยฐานะ
ว่า “อาสาสมคั รฉุกเฉินการแพทย”์ เรียกโดยย่อว่า “อฉพ.”
5.2 ประกาศนยี บตั รพนักงานฉกุ เฉนิ การแพทย์ (พฉพ.)
ผู้ปฏิบัติการท่ีมีสิทธิได้รับประกาศนียบัตรพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ต้องมี
คณุ สมบตั คิ รบถว้ น ดงั ต่อไปนี้
5.2.1 สาเรจ็ การศกึ ษาไมต่ ่ากวา่ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลายหรอื เทยี บเทา่
5.2.2 เป็นผู้มคี วามรู้ ทกั ษะ และเจตคตใิ นการปฏิบตั กิ ารแพทยข์ ้นั พน้ื ฐาน รวมท้ัง
การช่วยปฏิบัติ การแพทย์ข้ันสูง โดยผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรหลัก
จากองคก์ รหรือสถาบนั การฝึกอบรมท่ี อศป. รบั รอง
5.2.3 สอบผ่านความรู้ ทักษะ เจตคติ และการฝึกหัดปฏิบัติการฉุกเฉิน เพ่ือขอรับ
ประกาศนียบัตรพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ตามวิธีการและเกณฑ์ประเมิน
และการสอบตามท่ี อศป. กาหนด
กรณีผู้สาเร็จการศึกษาไม่ต่ากว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า และได้รับ
ประกาศนียบัตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์มาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี รวมทั้งมีผลการ
ปฏิบัติการฉกุ เฉิน
ในหนว่ ยปฏบิ ัติการหรือสถานพยาบาลที่ อศป. รบั รองตามที่กาหนดไว้ ในหลกั สูตรหลัก ให้
ถอื ว่ามีคุณสมบตั ิตามข้อ (๑)
ให้ประกาศนียบัตรพนักงานฉุกเฉินการแพทย์มีอายุสองปี และมีสิทธิต่ออายุได้ตาม
หลักเกณฑ์
7
เง่ือนไขและวธิ กี ารท่ี อศป. ประกาศกาหนด
ให้ผู้ได้รับประกาศนียบัตรพนักงานฉุกเฉนิ การแพทย์ใช้อภไิ ธยเพ่ือแสดงวิทยฐานะว่า
“พนกั งานฉกุ เฉินการแพทย”์ เรยี กโดยย่อว่า “พฉพ.”
6.อานาจหน้าที่ ขอบเขต ความรับผิดชอบ และข้อจากัดในการปฏิบัติการแพทย์ของ
ผ้ชู ว่ ยเวชกรรมตามคาส่งั การแพทย์หรอื การอานวยการ
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
7.รถปฏิบตั ิการฉกุ เฉนิ
การปฏบิ ัตกิ ารฉกุ เฉินมีความจาเป็นท่ีต้องดูแลช่วยเหลือผปู้ ่วยฉุกเฉินหลายประเภท ทจ่ี ะต้อง
ลาเลียงขนย้ายจากสถานที่เกิดเหตนุ อกสถานพยาบาลจนถึงสถานพยาบาล โดยท่ัวไปพาหนะลาเลียง
ขนย้ายจะใช้รถยนต์ท่ีจัดทาเพ่ือการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฉพาะหรือรถยนต์ท่ีนามาดัดแปลงสภาพให้
เหมาะสมกับการลาเลียงขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งจะต้องมีพ้ืนท่ีปฏิบัติงานเพียงพอกับการให้การดูแล
21
ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้สะดวก มีอุปกรณ์ท่ีจาเป็นทั้งชนิดและปริมาณท่ีเพียงพอตลอดระยะเวลา
ดงั น้ี
7.1 ประเภทของพาหนะทใ่ี ชเ้ พ่อื การลาเลียงขนย้าย
7.2 อปุ กรณท์ ่ัวไป
7.3 อุปกรณส์ ารสนเทศและการสอื่ สาร
7.4 อปุ กรณเ์ พ่อื ความปลอดภัยของการปฏิบัตกิ าร
7.5 อปุ กรณท์ างการแพทย์
7.6 ประเภทของพาหนะทีใ่ ชเ้ พื่อการลาเลยี งขนยา้ ย
การลาเลียงขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินจากจุดเกิดเหตุ หรือจากสถานที่ให้การดูแลช่วยเหลือ
เบื้องต้นนอกสถานพยาบาลมายังสถานพยาบาลอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยระหว่างการลาเลียง
ขนย้ายนั้น ผู้ป่วยฉุกเฉินจะ ได้รับการดูแลช่วยเหลือตามขีดความสามารถขอบเขตความรับผิดชอบ
ของผู้ปฏิบัติการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วย
ฉกุ เฉินนนั้
พาหนะทใี่ ชใ้ นการลาเลยี งขนย้าย แบ่งประเภทตามวธิ ีการลาเลยี งขนย้ายได้ ดงั นี้
7.6.1 พาหนะเพ่อื การลาเลียงขนย้ายของชดุ ปฏบิ ตั กิ ารในพ้นื ทป่ี ฏิบัติการทางบก
7.6.2 พาหนะเพอ่ื การลาเลียงขนย้ายของชุดปฏิบัติการในพื้นท่ีปฏบิ ัตกิ ารทางน้า
7.6.3 พาหนะเพื่อการลาเลียงขนย้ายของชุดปฏิบัติการในพื้นท่ีปฏิบัติการทาง
อากาศ
พาหนะเพ่อื การลาเลียงขนย้ายของชดุ ปฏิบัติการในพื้นที่ปฏิบัติการทางบกใช้ “รถปฏิบัติการ
ฉุกเฉิน” (Emergency Medical Service ambulance : EMS ambulance) ท่ีผ่านการจดทะเบียน
รถ ตรวจสภาพรถ ต่อใบอนุญาตประจาปีของกรมการขนส่งทางบกและมีการประกันตามกฎหมายที่
กาหนด
ผู้ขับพาหนะฉุกเฉิน จะต้องได้รับอนุญาตให้นารถปฏิบัติการฉุกเฉินมาใช้ในการบริการ
การแพทยฉ์ ุกเฉนิ อย่างถูกต้อง รวมท้งั มีใบอนญุ าตขับข่ีรถยนตท์ ถ่ี กู ตอ้ ง
7.7 รถปฏิบัติการฉุกเฉินข้ันพื้นฐาน จะตอ้ งมีลักษณะตามระดับการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
ดงั นี้
7.7.1 มีการแบ่งส่วนท่ีใช้เพ่ือการบาบัดรักษา ขนส่ง เคลื่อนย้าย กับส่วนผู้ขับ และ
สามารถสอ่ื สารระหวา่ งสองสว่ นได้
7.7.2 ส่วนที่ใช้เพ่ือการบาบัดรักษาที่อยู่ด้านหลังของส่วนผู้ขับ จัดให้มีพื้นที่ที่
เพียงพอสาหรับการจัดวางเตียงพร้อมผู้ป่วยฉุกเฉินในลักษณะนอนราบ มี
ประตูปิดล๊อกสนิท เม่ือมีการลาเลียงหรือขนย้ายผู้ป่วย และจะต้องมีพื้นที่
สาหรับผู้ปฏิบัติการระหว่างให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างเพียงพอ
ดังน้ี
7.7.3 จัดให้มีทีน่ ่งั สาหรบั ผู้ปฏิบตั กิ ารฉุกเฉิน ที่สามารถใหก้ ารดแู ลผูป้ ่วยฉกุ เฉนิ ได้
อยา่ งสะดวก
22
7.7.4 ความสูงของส่วนท่ีใช้เพ่ือการรักษาพยาบาลเพียงพอความสะดวกในการ
ปฏบิ ัตกิ าร เช่น การช่วยฟื้นคืนชีพ ( CPR )
7.7.5 มีประตูปิด-เปดิ เพ่อื ขนย้ายผปู้ ่วยพร้อมเตียงได้สะดวก ประตมู ีระบบล๊อคท่ี
ปลอดภัย ขณะเคลื่อนยา้ ย ลาเลียง
7.7.6 มีที่จัดเก็บอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์อ่ืนท่ีจาเป็น อย่างเป็นสัดส่วน
เป็นระเบียบและมีความปลอดภัยจากการหลุด ร่วง ปลิว ออกจากที่จัดเก็บ
ในกรณที ร่ี ถมกี ารชนหรือกระแทกหรือพลิกคว่า
7.7.7 ในห้องพยาบาลต้องมีแสงสว่างเพียงพอท่ีผู้ปฏิบัติงานจะทาหัตถการ/
ตรวจวดั สัญญาณชพี ได้
7.7.8 มกี ารตดิ ตงั้ สัญญาณไฟวับวาบและเสยี งสญั ญาณไซเรนพรอ้ มอุปกรณ์เครื่อง
ขยายเสยี ง
7.7.9 มกี ารตดิ ต้งั วทิ ยุส่ือสาร กาลงั สง่ และคลนื่ หลักตามทก่ี ฎหมายกาหนด
7.7.10 มีเคร่ืองดับเพลิงน้ายาเหลวระเหยชนิดไม่มีสาร CFC ขนาดไม่น้อยกว่า 5
ปอนด์
7.7.11 มีอปุ กรณท์ ่วั ไป อุปกรณท์ างการแพทย์ และอปุ กรณเ์ พ่ือความปลอดภยั ของ
ผูป้ ฏบิ ตั กิ ารตามทก่ี าหนดไว้ในอุปกรณ์แต่ละประเภทชดุ ปฏบิ ตั กิ ารฉุกเฉิน
7.8 เครอ่ื งหมายและตราสัญลกั ษณ์บนยานพาหนะ
การแสดงเคร่ืองหมายและตราสัญลักษณ์บนยานพาหนะของชุดปฏิบัติการฉุกเฉินในพ้ืนท่ี
ปฏิบัตกิ ารทางบก
7.8.1 ประเภทรถปฏิบัติการฉุกเฉินระดับเบ้ืองต้นและระดับต้น ควรแสดง
รายละเอยี ดอยา่ งน้อยดงั น้ี
7.8.1.1 ด้านหน้า กระจกหน้าด้านบนแสดงชื่อหน่วยปฏิบัติการตัวอักษรสี
น้าเงนิ บนพื้นสติ๊กเกอรส์ ีขาว
7.8.1.2 ดา้ นหลัง
1) กระจกหลังติดข้อความ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน อุบัติเหตุ โทร
1669”
2) ฝากะบะด้านท้ายแสดงช่ือหน่วยปฏิบัติการพร้อมช่ือจังหวัด
ตัวอกั ษรสีน้าเงินขอบขาว
7.8.1.3 ดา้ นข้างชว่ งหลงั ทงั้ สองข้าง
1) ติดช่ือหน่วยปฏิบัติการช่ือจังหวัด/ หมายเลขโทรศัพท์ 1669
หรอื หนว่ ยปฏบิ ตั กิ ารนัน้
2) ติดแถบสสี ะทอ้ นแสง ดา้ นข้างรถ ตลอดแนว รอบคนั
3) แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
ด้านท้ายบริเวณกะบะหรอื กระจกด้านขา้ งส่วนท้าย 2 ด้าน
4) ติดแถบสติ๊กเกอร์ระบุการตรวจสอบมาตรฐาน ด้านข้าง ทั้ง 2
ด้าน
23
7.8.2 ประเภทรถปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง และระดับสูง ควรแสดง
รายละเอยี ดอย่างนอ้ ยดังน้ี
7.8.2.1 ดา้ นหน้า
1) แสดงตราสัญลักษณ์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เหนือ
กระจกหนา้ รถ (ถ้าม)ี
2) แสดงชื่อของหน่วยปฏิบัติการ (หน่วยงานต้นสังกัดของ
รถพยาบาล) ท่ีกระจกหน้าด้านบน ตัวอกั ษรสีน้าเงินบนพ้ืนสี
ขาว หรือตัวอักษรสีขาวบนพ้ืนสติ๊กเกอร์สีดาหรือสีอื่นที่
สามารถมองเห็นไดช้ ัดเจน
3) ติดแสดงตัวอักษรคาว่า AMBULANCE สีแดง ใต้กระจกหน้า
เพ่ือให้รถที่ขับอยู่ด้านหน้ามองกระจกหลังจะได้เห็นเป็นรถ
ปฏิบตั กิ ารฉุกเฉนิ ไดช้ ดั เจน
7.8.2.2 ด้านหลัง
1) ติดอักษรสีแดงขอบขาว คาว่า “เจ็บป่วยฉุกเฉิน อบุ ัตเิ หตุ โทร
1669 บริเวณกระจกหลังหรือเพ่มิ เติมคาอ่ืน ๆ (ถ้ามี) เช่น ชุด
ปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน, Emergency Medical Services
เพื่อสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับรู้ การเข้าถึง
บริการ
2) แสดงช่ือหน่วยปฏิบัติการ (โรงพยาบาล) ตัวอกั ษรสีน้าเงิน ใต้
กระจกหลัง
7.8.2.3 ดา้ นขา้ ง
24
1) ติดแสดงเคร่ืองหมายหรือโลโก้ ของหน่วยปฏิบัติการที่สังกัด
ประตหู นา้ ทัง้ สองขา้ ง
2) แสดงช่ือหน่วยปฏิบัติการ (โรงพยาบาล) พร้อมเบอร์โทรศัพท์
ฉุกเฉนิ 1669 อกั ษรสีน้าเงินดา้ นขา้ งรถ
3) ตดิ แถบสสี ะท้อนแสง ดา้ นข้างรถ ตลอดแนว รอบคนั
4) ติดข้อความ “รถฉุกเฉินได้รับอนุญาตแล้ว” เป็นตัวอักษรสี
แดง
5) แสดงตราสัญลักษณ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
ดา้ นข้างช่วงท้ายทงั้ สองข้าง
6) ติดแถบสติ๊กเกอร์ระบุการตรวจสอบมาตรฐานด้านข้างทั้ง 2
ดา้ น
7.8.3 การแสดงเคร่ืองหมายและตราสัญลักษณ์และบนยานพาหนะ ของชุด
ปฏิบัติการฉุกเฉินในพ้ืนท่ีปฏิบตั ิการ ทางนา้ ควรแสดงรายละเอียดดงั นี้
7.8.3.1 มีธงสัญลักษณ์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ แสดงไว้ท่ี
ยานพาหนะ
7.8.3.2 มไี ฟสัญญาณ วบั วาบ หรอื เสียงไซเรน (ตามความเหมาะสม)
7.8.3.3 แสดงช่ือหนว่ ยปฏิบัตกิ าร หรอื สังกดั บรเิ วนทม่ี องเหน็ ได้ชดั เจน
7.8.4 การแสดงเคร่ืองหมายและตราสัญลักษณ์และบนยานพาหนะ ของชุด
ปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินในพนื้ ท่ีปฏบิ ตั ิการ ทางอากาศ ควรแสดงรายละเอยี ดดงั นี้
7.8.4.1ควรมีธงสญั ลกั ษณ์หรอื ป้ายตราสญั ลักษณข์ องสถาบนั การแพทยฉ์ กุ เฉนิ
แหง่ ชาตแิ สดงไวท้ ยี่ านพาหนะในตาแหน่งทเี่ หมาะสม
7.8.4.2ควรแสดงช่ือหนว่ ยปฏบิ ตั กิ ารหรือสังกดั บรเิ วนที่มองเหน็ ได้ชดั เจน
25
8.อปุ กรณท์ วั่ ไป
อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในพาหนะลาเลียงหรือขนย้าย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความ
สะดวกสบาย ทั้งนี้อุปกรณ์จะต้องมีความสะอาด จัดอยู่ในสภาพเรียบร้อย กรณีเปน็ สิ่งปฏิกูลหรือเป็น
สิ่งท่ีอาจทาให้เกิดการตดิ เช้ือ จะต้องมีการจัดแยกให้ถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดให้เป็นระเบยี บเพียงพอ
พรอ้ มใช้งาน เช่น
8.1 หมอน พรอ้ มปลอกหมอน ผา้ คลมุ เตยี ง
8.2 ผา้ หม่ ผ้าเชด็ ตัว
8.3 กระดาษชาระ
8.4 ภาชนะ หรอื อปุ กรณเ์ กบ็ สิ่งปฏิกูล
8.5 น้าดมื่ แกว้ น้า และน้าสะอาดสาหรับชาระล้าง
9 อปุ กรณส์ ารสนเทศและการสือ่ สาร
เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร สามารถดาเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลัก
อย่างหนึง่ ในการให้การชว่ ยเหลอื ผปู้ ว่ ยฉุกเฉิน เน่อื งจากการรับแจง้ เหตุของศูนยร์ ับแจง้ เหตแุ ละสงั่ การ
จากผู้ประสบเหตุหรือตัวผู้ป่วยฉุกเฉินเอง จะทาให้ผู้ปฏิบัติการสามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ การรับแจ้งเหตุท่ีถูกต้อง ครบถ้วน กระชับ จะทาให้ผู้ปฏิบัตกิ ารในศูนย์รับแจ้งเหตุและ
ส่ังการสามารถตัดสินใจสั่งการชุดปฏิบัติการออกปฏิบัติงานฉุกเฉินและประสานงานได้อย่างถูกต้อง
รวดเรว็
แม้ว่าในปัจจุบันอุปกรณ์ส่ือสารท่ีใช้กันอย่างแพร่หลาย จะมีการพ่ึงพาระบบเครือข่าย
โทรศัพท์ โดยเฉพาะระบบโทรศัพท์เคลื่อนท่ี แต่ระบบโทรศัพท์พ้ืนฐานและระบบวิทยุสื่อสารต่างๆ ก็
ยังมีความจาเป็น ในกรณีเม่ือเหตุท่ีเกิดข้ึนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ ท่ีระบบ
โทรศัพท์ต่างๆ อาจไม่สามารถรองรับการใชง้ าน หรือไม่สามารถให้บริการได้ นอกจากน้ีควรพิจารณา
ถึงสถานท่ีท่ีจัดเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ต้องมีพ้ืนท่ีเฉพาะเพียงพอ สาหรับปฏิบัติการ และจัด
วางอุปกรณ์ต่างๆ ควรมีผนังกั้นเสียงจากภายนอกเข้ามารบกวน ระบบไฟฟ้าและไฟฟ้าสารองท่ี
เหมาะสมกับการปฏบิ ตั กิ ารตลอด 24 ช่ัวโมง
9.1 อุปกรณ์สื่อสารสาหรับหน่วยปฏิบตั ิการ
9.1.1 ระบบโทรศพั ท์
9.1.1.1 โทรศพั ท์พนื้ ฐาน ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ไมน่ อ้ ยกว่า 1
คู่สาย เพื่อสามารถติดต่อประสานงานกับศูนย์รับแจ้งเหตุ
และสั่งการจังหวัด โดยให้มีการแจ้งและทาทะเบียน
หมายเลขตดิ ตอ่ ไวก้ ับศนู ยร์ บั แจง้ เหตุและส่ังการจงั หวดั
9.1.1.2 โทรศัพท์เคล่ือนที่ สาหรับผู้รับผิดชอบในการประสานงาน
กับศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการ กรณีไม่ได้ปฏิบัติงาน
ประจาในสถานที่ต้ังของหน่วยปฏิบัติการ โดยให้มีการ
แจ้งและทาทะเบียนหมายเลขตดิ ตอ่ ไวก้ ับศูนย์รับแจ้งเหตุ
และสั่งการจงั หวดั
9.1.2 ระบบวทิ ยคุ มนาคม
26
9.1.2.1 เคร่ืองวิทยุคมนาคมสาหรับสถานีฐาน (base station) มี
กาลังรับ-ส่ง ไม่เกิน 45 Watt มีสายต่อกับเสารับ-ส่ง
สัญญาณ เพ่ือใช้ติดต่อประสานงานกับศูนย์รับแจ้งเหตุ
และสงั่ การจงั หวดั หรอื กับชุดปฏิบตั ิการ
10.มาตรฐานอปุ กรณ์สื่อสารสาหรบั ชดุ ปฏบิ ตั ิการฉกุ เฉิน
1. ระบบโทรศัพท์
1.1 โทรศัพท์เคล่ือนที่ สาหรับหัวหน้าชุดปฏิบัติการ เพ่ือใช้ติดต่อประสานงานกับ
ศนู ยร์ บั แจง้ เหตุและสั่งการ และหน่วยปฏิบตั ิการทส่ี ังกดั
2. ระบบวทิ ยคุ มนาคม
2.1 เครื่องวทิ ยุคมนาคมชนิดติดต้ังเคล่ือนท่ี (mobile station) มีกาลังรับ-ส่งไม่เกิน
25 watt สาหรับติดต้ังในพาหนะฉุกเฉิน เพื่อนาไปใช้ในการติดต่อประสานงาน
กับศูนยร์ ับแจง้ เหตุและสั่งการจงั หวดั หรือหน่วยปฏิบัตกิ ารทีส่ ังกัด
2.2 เคร่ืองวิทยุคมนาคมชนิดมือถือ (handheld portable station) มีกาลังรับ-ส่ง
ไม่เกิน 5 watt สาหรับให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการ เพื่อนาไปใช้ในการติดต่อ
ประสานงานกับศนู ย์รบั แจง้ เหตแุ ละส่งั การจังหวัด หรือหนว่ ยปฏิบตั ิการที่สังกดั
11.อุปกรณเ์ พ่อื ความปลอดภยั ของการปฏบิ ตั กิ าร
อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของการปฏิบัติการ เป็นอุปกรณ์ที่จาเป็นท้ังต่อตัวผู้ปฏิบัติการใน
ชดุ ปฏิบัตกิ ารฉุกเฉนิ และตอ่ ผ้ปู ว่ ยฉุกเฉนิ
11.1 อุปกรณ์ป้องกนั ตนเอง เปน็ อุปกรณ์ที่มีไวเ้ พื่อป้องกันอันตรายของผู้ปฏิบัติการซ่ึงอาจ
มีความแตกต่างไปตามเหตุฉุกเฉินท่ีเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติการหรือหน่วยปฏิบัติการควร
เตรียมอุปกรณ์ไวใ้ ห้พร้อม และพิจารณานาไปพร้อมชดุ ปฏิบัติการตามเหตทุ ี่เผชญิ หรือ
ภยั ทีไ่ ดร้ บั แจ้ง ไดแ้ ก่
ลาดับ ประเภทภยั ทเ่ี ผชญิ อุปกรณ์
1 อบุ ัตเิ หตุจราจร เสอื้ สะทอ้ นแสง กรวยยาง กระบองไฟฟ้า
ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อน นกหวดี ไฟฉาย
2 วาตภยั พายุ เสื้อกันฝน เส้ือคลุม ชูชีพ เชือก ห่วงเหล็ก หมวก
นิรภยั แว่นตา นกหวีด ไฟฉาย
3 ภยั จากอาคาร ดินหรือหินถล่ม หมวกนิรภัยที่มีสายรัดคางและสีเด่นชัด รองเท้าบูต
ถงุ มอื ชนิดหนา นกหวดี ไฟฉาย หนา้ กาก
4 ภยั จากสารเคมี ชดุ ปอ้ งกันสารเคมี นกหวดี ไฟฉาย
5 ภยั จากชีวภาพ เช้อื โรค หน้ากากอนามัย ถุงมือ ชุดป้องกันชีวภาพ นกหวีด
ไฟฉาย
27
6 อัคคภี ยั หมวกนริ ภัย หนา้ กากปอ้ งกนั ควัน นกหวีด ไฟฉาย
7 ภัยทางนา้ หรอื น้าทว่ ม
เส้ือชูชีพ เชือก ห่วงเหล็ก ห่วงชูชีพ นกหวีด ไฟ
8 บริเวณทมี่ ีเสียงดงั ฉาย
ชดุ ปิดหู (ear plug) นกหวีด ไฟฉาย
11.2 อปุ กรณป์ อ้ งกนั บริเวณทปี่ ฏิบตั งิ าน เพือ่ ทาใหก้ ารช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ ใน การ
ปฏิบัติการฉุกเฉินเป็นไปอย่างถูกต้อง ป้องกันผู้ไม่มีส่วนเก่ียวข้องมาขัดขวางการปฏิบัติการฉุกเฉิน
ชุดปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินอาจจาเปน็ ตอ้ งมีอุปกรณ์เพม่ิ เติม ได้แก่ เทปหรือสายหรือเชือกเพื่อกั้นอาณาเขต
ไฟกระพริบฉุกเฉนิ ไฟฉาย ไฟสอ่ งสว่าง ปา้ ยหรอื ธงสแี ดง เหลือง เขียว ดา กรวยจราจร เปน็ ตน้
11.3 อุปกรณ์อื่นเพื่อช่วยเหลือและเพ่ือความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน ในการเข้า
ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในบางสถานการณ์ ชุดปฏิบัติการอาจมีไว้ซึ่งอุปกรณ์ท่ีใช้เพื่อตัดถ่างง้างงัด
(extrication equipment) เช่น ขวาน ค้อน คีมตัดเหล็ก ไขควง มีดตัดเข็มขัดนิรภัย ชะแลง หรือ
เชือก เพื่อใชใ้ นกรณผี ู้ป่วยตดิ อยู่ในรถหรืออาคาร รถ เพื่อแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ได้ ยกเว้นในกรณีผปู้ ่วย
ติดอยู่ในท่ีซ่ึงอุปกรณ์ที่จัดเตรียมไว้ช่วยเหลือออกมาไม่ได้ จาเป็นต้องประสานงานเพื่อขอการ
สนบั สนุนยานพาหนะหรอื เครอ่ื งมอื ขนาดใหญจ่ ากหนว่ ยงานอื่น
12. อุปกรณท์ างการแพทย์
อุปกรณ์ทางการแพทย์ ควรจัดแบ่งไว้เป็นชุด โดยอาจบรรจุภาชนะหีบห่อไว้พร้อมนาไปใช้
งานตามความจาเป็นกับเหตุฉุกเฉินที่เกิดข้ึน เช่น เป็นกระเป๋ามีหูห้ิวท่ีแข็งแรง หรือกระเป๋าสะพาย
หลัง สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เป็นต้น ท้ังน้ีเม่ือมีการใช้อุปกรณ์ใดไปแล้ว ผู้ปฏิบัติการหรือหน่วย
ปฏิบัติการจะต้องนาอุปกรณ์ท่ีใช้ไปแล้วมาเติมให้เพียงพอ พร้อมใช้งานในการปฏิบัติการคร้ังต่อไป
หากเปน็ อุปกรณท์ ่ีนามาใช้อีกจะตอ้ งมีการตรวจสอบ รกั ษาให้อยใู่ นสภาพพรอ้ มใชง้ าน สะอาด และใน
กรณีท่ีใช้เพื่อการวัดจะต้องมีความถูกต้อง เที่ยงตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือมาตรฐานท่ี
กาหนดโดยผู้ผลติ แบ่งประเภทตามลกั ษณะการใชง้ านได้เปน็
12.1 อุปกรณ์ทางการแพทย์พ้ืนฐาน (basic medical supplies) เป็นอุปกรณ์ที่กาหนดไว้
ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์ และเป็นอุปกรณ์ท่ีพาหนะลาเลียงหรือขนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินต้องมี
ประจาเสมอ โดยอุปกรณ์ทุกชนิดจะต้องมีการตรวจสอบ ทั้งน้ีเพื่อให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน
เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่
12.1.1 อุปกรณข์ นยา้ ยลาเลยี ง
12.1.1.1 เตียงผู้ป่วยชนิดมีล้อ ปรับศีรษะให้อยู่ท่ากึ่งน่ัง ศีรษะยกสูง 60
องศาได้ มสี ายยดึ ตรึงผู้ปว่ ยอย่างน้อย 3 ตาแหนง่
12.1.1.2 Long Spinal Board พร้อมอุปกรณ์ยึดตรึงศีรษะ สายรัดศีรษะ
และสายรัดตรึงผู้ปว่ ยอย่าง น้อย 3 เส้น
12.1.2 อปุ กรณเ์ พือ่ การตรวจวินิจฉัย
12.1.2.1 ปรอทวัดไข้
12.1.2.2 เคร่อื งวัดความดันโลหิต (sphygmomanometer)
28
12.1.2.3 หูฟัง (stethoscope)
12.1.3 อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและดามกระดูก
12.1.3.1 ถุงมอื ปราศจากเช้ือ และถงุ มอื ชนดิ ใช้แล้วทิ้ง (disposable)
12.1.3.2 สาลี ไมพ้ ันสาลี
12.1.3.3 ผา้ ก๊อซ ชนดิ บางและหนา ผ้ากอ๊ ซชบุ วาสลนิ
12.1.3.4 Elastic bandage ขนาด 4 และ 6 นว้ิ
12.1.3.5 พลาสเตอรเ์ หนียว
12.1.3.6 กรรไกร
12.1.3.7 นา้ เกลอื สาหรบั ล้างแผล
12.1.3.8 ครมี ทาแผลไฟไหม้ นา้ ร้อนลวก
12.1.3.9 เฝอื กคอชนิดแขง็ (hard collar)
12.1.3.10 เฝือกดาม แขน ขา
12.1.4 อุปกรณช์ ่วยชีวติ ขัน้ พ้นื ฐาน
12.1.4.1 Pocket mask
12.1.4.2 ลกู สูบยางแดง
12.1.4.3 ออกซเิ จน
12.1.4.5 bag (สาหรับชุดปฏบิ ตั ิการฉุกเฉนิ ระดบั ตน้ )
13.ศพั ทพ์ ื้นฐานดา้ นการแพทย์ฉุกเฉนิ
13.1 การแพทย์ฉุกเฉิน หมายความว่า การปฏิบัติการฉุกเฉิน การศึกษา การฝึกอบรม การ
ค้นคว้า และการวิจัยเกี่ยวกับการประเมิน การจัดการ การบาบัดรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน และการป้องกัน
การเจบ็ ปว่ ยท่ีเกดิ ขึ้นฉกุ เฉนิ
13.2 ผปู้ ว่ ยฉกุ เฉนิ หมายความว่า บุคคลซง่ึ ไดร้ บั บาดเจ็บหรือมอี าการป่วยกระทันหัน ซึ่งเป็น
ภยนั ตรายต่อการดารงชีวิตหรอื การทางานของอวัยวะสาคญั จาเป็นตอ้ งได้รับการประเมิน การจัดการ
และบาบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพือ่ ป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการ
ปว่ ยนนั้
13.3 สถานพยาบาล หมายความว่า สถานพยาบาลของรัฐ สถานพยาบาลสภากาชาดไทย
สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และสถานพยาบาลอื่นตามท่ีรัฐนตรีประกาศ
กาหนด
13.4 ปฏิบัตกิ ารฉุกเฉิน หมายความว่า การปฏิบตั กิ ารดา้ นการแพทย์ฉุกเฉินนบั แต่การรบั ร้ถู ึง
ภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินจนถึงการดาเนินการให้ผู้ปว่ ยฉุกเฉินได้รับการบาบัด รักษาให้พน้ ภาวะฉุกเฉินซ่ึง
รวมถึงการประเมนิ การจัดการ การประสานงาน การควบคุม ดูแล การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร การลาเลียงหรอื
ขนส่ง การตรวจวินิจฉัย และการบาบัดรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งนอกสถานพยาบาลและใน
สถานพยาบาล
13.5 หน่วยปฏบิ ัติการ หมายความวา่ หน่วยงานหรอื องคก์ รทีป่ ฏิบัติการฉุกเฉิน
13.6 ผู้ปฏิบัติการ หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินตามท่ี
คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉนิ กาหนด
29
13.7 อานวยการ หมายความว่า การอานวยการทางการแพทย์โดยแพทย์อานวยการ
ปฏิบัติการฉุกเฉิน ซึ่งรวมถึงการจัดการและควบคุมการปฏิบัติการฉุกเฉินของผู้ช่วยเวชกรรม ท้ังการ
อานวยการทั่วไปและการอานวยการตรง เพื่อให้ผู้ช่วยเวชกรรมรายงานภาวะของผู้ป่วยฉุกเฉินและ
ปฏิบัติการฉุกเฉนิ ตามคาสง่ั การแพทย์
13.8 อานวยการท่ัวไป หมายความวา่ การอานวยการซึ่งไดจ้ ัดทาและประกาศไว้เปน็ เอกสาร
ด้วยวิธีการท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นคาส่ังประจา ข้ันตอนวิธี หรือเกณฑ์วิธีปฏิบัติการฉุกเฉินให้
ผู้ช่วยเวชกรรมดาเนินการหรือปฏิบัติตาม รวมทั้งตรวจสอบและพิจารณากระบวนการและผลการ
ปฏบิ ัตกิ ารฉกุ เฉินย้อนหลัง
13.9 อานวยการตรง หมายความว่า การอานวยการเช่ือมตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคลขณะ
กาลังปฏิบัติฉุกเฉิน ณ สถานที่ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินหรือท่ีเกิดเหตุการณ์ หรือผ่านการส่ือสารทางไกลด้วย
วาจา ลายลักษณ์อกั ษร อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โทรคมนาคม หรอื วิธกี ารสือ่ สารอ่นื
13.10 ผู้ช่วยเวชกรรม หมายความว่า ผู้ปฏิบัติการที่ได้รับมอบหมายให้ทาปฏิบัติการแพทย์
โดยท่ีไม่ได้เป้นผู้ประกอบวิชาชีพ หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งทาปฏิบัติการแพทย์นอกเหนืออานาจ
หนา้ ท่ี ขอบเขต ความรบั ผดิ ชอบ และขอ้ จากัดตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพนั้น
13.11 ปฐมพยาบาล หมายความวา่ การปฏบิ ตั ิการฉุกเฉนิ ที่เริม่ ต้นกระทาเพือ่ รักษาชีวิต หรอื
ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินขณะรอคอยปฏิบตั ิการแพทย์จากผู้ประกอบวชาชีพหรือผุ้ชว่ ยเวชกรรมซึ่งต้อง
ไม่มีการทาหัตถการในร่างกายเว้นแต่การให้ยาสามัญประจาบ้านหรือยาของผู้ป่วยตามที่แพทย์สั่งไว้
และหมายรวมถึงการแจ้งการเจ็บปว่ ยฉุกเฉิน การปฏิบตั ิการฉุกเฉินท่ีกระทาตามคาแนะนาของแพทย์
หรือผู้ชว่ ยเวชกรรม และการช่วยบุคลากรสาธารณสขุ ท่ีปฏบิ ตั กิ ารฉุกเฉิน ณ ทเี่ กิดเหตกุ ารณ์และขณะ
เคลือ่ นยา้ ยผู้ปว่ ยฉุกเฉิน รวมทง้ั การกระทาอืน่ ใดท่ี กพฉ. กาหนดเพม่ิ เติมใหเ้ ป็นการปฐมพยาบาล
13.12 ปฏิบัติการแพทย์ หมายความว่า การปฏิบัติการฉุกเฉินที่กระทาโดยตรงต่อผู้ป่วย
ฉุกเฉิน เกี่ยวกับการประเมิน การดูแล การเคล่ือนย้ายหรือลาเลียง การนาส่งต่อ การตรวจวินิจฉัย
และการบาบัดรักษาพยาบาล รวมถึงการเจาะหรือผ่าตัด การใช้อุปกรณ์หรือเคร่ืองมือแพทย์ การให้
หรือบริหารยาหรอื สารอ่ืน หรอื การสอดใสว่ ตั ถุใดๆ เข้าไปในรา่ งกายผู้ป่วยฉกุ เฉิน และให้หมายรวมถึง
การรับแจ้งและจา่ ยงานให้ผูป้ ฏิบัตกิ ารอนื่ กระทาโดยตรงต่อผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ รวมทั้งการปฏบิ ัติการฉกุ เฉิน
ที่ต้องกระทาตามคาส่ังการแพทย์ด้วย แตไ่ มร่ วมถงึ การกระทาใดอันเปน็ การปฐมพยาบาล
13.13 ปฏิบัติการแพทย์ข้ันพ้ืนฐาน หมายความว่า ปฏิบัติการแพทย์ด้วยการใช้อุปกรณ์หรือ
เครื่องมือแพทย์และการบริหารยาพ้ืนฐาน โดยไม่ทาหัตถการในร่างกาย รวมท้ังการกระทาอื่นใดท่ี
กพฉ.กาหนดเพม่ิ เติมใหเ้ ปน็ ปฏบิ ัตกิ ารแพทย์ขัน้ พื้นฐาน
13.14 ปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง หมายความว่า ปฏิบัติการแพทย์ซ่ึงต้องมกี ารบรหิ ารยา การใช้
อุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์ท่ีซับซ้อน และการทาหัตถการในร่างกายซึ่งเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าในการ
ป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงข้ึนของการเจ็บปว่ ยของผู้ป่วยฉุกเฉินได้ แตห่ ากมีการกระทาอย่าง
ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ก็อาจก่ออนั ตรายตอ่ ผูป้ ่วยฉุกเฉินได้ยิ่งกว่าดว้ ย
13.15 หัตถการในร่างกาย หมายความว่า กลวิธีเพื่อการวินิจฉัยและบาบัดรักาผู้ป่วยฉุกเฉิน
ซ่ึงต้องใช้อุปกรณ์หรือเคร่ืองมือแพทย์ เจาะหรือผ่าตัด หรือสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่างกายมนุษย์
หรือการแทรกแซงกระบวนการสรีรวิทยาของร่างกายมนุษย์ และหมายรวมถึงการให้หรือบริหารยา
30
หรือสารอื่นเข้าไปในร่างกายมนุษย์ด้วย แต่ไม่รวมถุงการกระทาใดเป็นการปฐมพยาบาลและปฏิบัติ
การแพทยข์ ัน้ พื้นฐาน
13.16 ปฏิบัติการอานวยการ หมายความว่า การปฏิบัติการฉุกเฉินท่ีไม่ได้กระทาโดยตรงต่อ
ผู้ป่วยฉุกเฉินประกอบด้วยการจัดการ การประสานงาน การควบคุมดูแล และการตดิ ต่อส่ือสาร อันมี
ความจาเปน็ เพื่อให้ผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ ได้รบั การปฏิบตั กิ ารแพทยท์ ถ่ี ูกต้อง สมบูรณ์ และทันทว่ งที
13.17 คาแนะนา หมายความว่า คาช้ีแจงให้เข้าใจและให้ทาตามเป็นลาดับขั้นตอน เพื่อให้ผู้
แจง้ การเจบ็ ป่วยฉกุ เฉนิ หรือบุคคลอื่นใดอาจปฏบิ ัตกิ ารฉกุ เฉินตามได้
13.18 คาสั่งการแพทย์ หมายความว่า คาช้ีแจงให้เข้าใจและส่ังให้ทาตามเป็นลาดับขั้นตอน
เพ่ือให้ผชู้ ่วยเวชกรรมปฏิบัตกิ ารแพทยไ์ ด้
13.19 บริการสาธารณสุข หมายความว่า บริการสาธารณสุขตามกฎฆมายว่าด้วยสุขภาพ
แห่งชาติ
13.20 บุคลากรสาธารณสุข หมายความว่า ผู้ปฏิบัติการซึ่งเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขตาม
กฎหมายว่าดว้ ยสุขภาพแหง่ ชาติ
13.21 ผู้ประกอบวิชาชีพ หมายความว่า ผู้ปฏิบัติการซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย
ว่าด้วยสถานพยาบา่ ล ซึ่งปฏิบตั ิการแพทย์ตามอานาจหน้าท่ี ขอบเขต ความรับผิดชอบ และข้อจากัด
ตามกฎหมายวา่ ด้วยวิชาชพี นน้ั
13.22 การบาบัดเจาะจง หมายความว่า การบาบัดรักษาอันเป็นท่ียอมรับโดยท่ัวไปของ
วชิ าชีพเวชกรรมว่าเป็นวธิ ีการเจาะจงที่ทาให้ผู้ปว่ ยฉุกเฉินหายหรือพ้นจากภาวะผิดปกตภิ าวะใดภาวะ
หนึง่ หรอื โรคใดโรคหนึง่ โดยเฉพาะตามหลกั วิชาการของวิชาชพี เวชกรรม
สรุป
ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นระบบการบริการที่ต้องการความถูกต้องรวดเร็วและทันต่อ
เหตุการณ์ ต้องมีการประสานงานกบั บคุ ลากร และหนว่ ยงานอื่นๆ ตามข้ันตอนตง้ั แตพ่ บเหตจุ นผ้ปู ่วย
ได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ผู้ปฏิบัติการต้องตระหนักรู้ในบทบาทหน้าท่ีความรับผิดชอบของตนเอง
อย่างถ่องแท้ ซ่ึงประกอบไปด้วย ความปลอดภัยของตนเองและผู้อ่ืน การประเมินและช่วยเหลือ
ผู้ป่วยโดยเร็ว การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกต้องปลอดภัย การสื่อสารท่ีกระชับฉับไว การบันทึกท่ี
ถูกต้องครบถ้วน และส่ิงสาคัญที่ต้องตระหนักคือ ท่านเป็นบุคลากรทางการแพทย์คนแรกที่เข้าถึงตัว
ผู้ป่วย ต้องยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ผู้ปฏิบัติการต้องมีคุณสมบัติที่สาคัญคือ ความเอ้ืออาทร เมตตา
รกั และเอาใจใสต่ อ่ ผู้ปว่ ย ซ่งึ จะทาให้การปฏิบตั ิภารกจิ สาเร็จลลุ ่วงและมีคุณภาพทดี่ ี
-------------------------------------
31
เอกสารอ้างองิ
คณะกรรมการจัดทาคู่มือวิทยากรหลักสูตรเวชกรฉุกเฉินระดับพ้ืนฐาน. คู่มือวิทยากรหลักสูตรเวชกร
ฉุกเฉินระดับพื้นฐาน (Emergency Medical Technician-Basic Curriculum). พิมพ์คร้ังท่ี
3 .กรุงเทพ: หา้ งหนุ้ ส่วนจากดั เอ็น ที เพลส; 2549
วิทยา ชาติบัญชาชัยและคณะ. ตาราประกอบการเรียนหลักสูตรเจ้าพนักงานกู้ชีพ. ขอนแก่น: ศิริ
ภัณฑอ์ อฟเซ็ท; 2547.
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ. คู่มือวิทยากรหลักสูตรพยาบาลกู้ชีพ (Pre hospital Nurse
Curriculum). ม.ป.ท.: 2551
32
บทที่ 1-2
ความปลอดภัยและสขุ ภาพของผปู้ ฏบิ ัตกิ าร
บทนา
บุคลากรที่ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จะต้องทางานกับผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ประสบ
กับสถานการณ์ที่เส่ียงอันตราย และก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ
ครอบครัว และสังคมของผู้ปฏิบัติการ ซ่ึงผู้ปฏิบัติการทุกคนจะต้องตระหนักถึงความเครียดที่เกิดขึ้น
จากสถานการณ์ต่างๆ เช่น ผู้ป่วยเสียชีวิต การเรียนรู้เพื่อท่ีจะเผชิญกับปัญหาท่ีก่อให้เกิด
ความเครียด จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและดารงชีวิตได้อย่าง
ปกติสขุ
1.การดแู ลผู้เจบ็ ปว่ ยฉกุ เฉินทมี่ ีปญั หาด้านอารมณ์
1.1 การตายและเจ็บปว่ ยในระยะสุดท้าย
ผปู้ ฏบิ ตั ิการฉุกเฉินต้องเผชญิ กับปญั หาของครอบครัวท่ีมกี ารเสยี ชวี ิต ตอ้ งเตรยี มรับมือสถาน
การร์ดังกล่าวในการตอบโต้ทางอารมณ์ เช่น การปฏิเสธความจริง ความรู้สึกผิด ความเศร้าโศก
เสียใจ ความโกรธ ภาวะซมึ เศร้า
การให้การดูแล ณ จุดเกิดเหตุ เป็นสิ่งจาเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทา เช่น การช่วยฟ้ืนคืนชีพ
จะต้องรีบทาทันทีตามแนวทางการปฏิบัติงานที่กาหนดไว้ พนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะต้องมีความ
ซ่ือสัตย์ ใหข้ อ้ มลู รายละเอยี ด คอยปลอบโยนให้กาลงั ใจแก่ครอบครัวผูเ้ สียชีวติ
ในกรณีท่ีพบว่าสภาพร่างกายผู้เสียชีวิต มีการฉีกขาดหรือถูกตัด ต้องใชผ้ ้าคลุมร่างกายส่วน
ทีถ่ กู ตดั ขาดใหม้ ิดชิด เพ่ือไม่ให้อจุ าดตา
ในกรณีท่ีเป็นการตายโดยที่ไม่คาดคิดมาก่อน เช่น การฆ่าตัวตายหรือการตายของคนใน
ครอบครัวท่ีมีสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะมีปฏกิ ิริยารุนแรงมาก เพราะไม่คิดว่าญาติ
จะเสียชีวิต ทั้งๆที่เป็นคนแข็งแรง ญาติจะโทษตัวเองในความผิดดังกล่าว และอาจจะลงโทษว่าเป็น
ความผิดของผู้อ่ืนด้วย ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินต้องไม่แสดงความคิดเห็นที่เป็นการลงโทษครอบครัว
ผู้เสียชีวิต เช่น “คุณน่าจะนาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลตั้งนานแล้วหรือเรียกรถพยาบาลต้ังแต่แรก” เพ่ือ
ไมใ่ ห้ครอบครวั ผเู้ สียชีวติ เกดิ ความร้สู กึ เศร้าโศกมาก
เมื่อเผชิญกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ปฏิบัติการต้องปล่อยให้ผู้ป่วยแสดงความรู้สึกออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธหรือยอมรับต่อการเจ็บป่วย การน่ิงเฉย ความโกรธ เก็บกดหรือผ่อนคลาย
ผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายมักจะมีอารมณ์แปรปรวนง่าย ผู้ปฏิบัติการตอ้ งแสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่
ปฏิเสธสิ่งที่ผู้ป่วยบอกว่ากาลังจะตาย การปฏิบัติเมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินจะต้อง
ประเมินความรู้ของผู้ป่วยและญาติเก่ียวกับภาวะโรคของผู้ป่วย เช่น ครอบครัวผู้ป่วยรู้ว่าผู้ป่วยเป็น
มะเร็งระยะสุดท้าย แต่ไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินไม่ควรบอกผู้ป่วยถึงเร่ืองโรค
33
จนกวา่ ผู้ปว่ ยจะบอกเองหรือมาปรึกษา และไม่ควรใชค้ าว่ามะเร็งหรอื ความตาย ควรบอกแค่อาการท่ี
ตรวจพบ เช่น รบั ประทานอาหาร ได้นอ้ ย ความดนั ต่า
ในรายท่ีผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาของแพทย์ จะต้องรายงานให้แพทย์ทราบ พร้อมทั้งให้
คาแนะนาแก่ผู้ป่วยและครอบครัว รวมทั้งเซ็นใบยินยอมไม่อนุญาตให้รักษา เพ่ือเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ทางกฎหมาย
2.สถานการณ์ทีก่ อ่ ให้เกิดความเครยี ด
ในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน จะพบสถานการณ์ต่างๆมากมายที่ก่อให้เกิด
ความเครียด เช่น การเสียชีวิตของเด็กหรือผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลโดยพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ซึ่ง
อาจจะมีอายุใกล้เคียงกัน หรือเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ทาให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจานวนมาก ทาให้บุคลากร
สาธารณสขุ หรือผูป้ ฏิบตั กิ ารเกดิ ความเครยี ด ความหวาดกลวั ความสับสนอลหม่าน
ผู้เคราะห์ร้ายจากอาชญากรรม เช่นถูกข่มขืน ถูกทาร้ายร่างกาย หรือถูกพยายามฆ่า
หรือผู้เคราะห์ร้ายจากการกระทาทารุณกรรมอื่นๆ เช่น การทารุณกรรมเด็ก สามีทาทารุณกรรม
ภรรยา ผู้ปกครองทาทารุณกรรมเด็ก อาจกระตุ้นให้พนักงานฉุกเฉินการแพทย์เกิดความรู้สึกเห็นอก
เห็นใจ หรือโกรธได้
สิ่งที่พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ต้องทาคือ ต้องพยายามตั้งสติ ปลอบโยนให้กาลังใจผู้ป่วย
และครอบครัว รวมทั้งเพ่ือนผู้ป่วยด้วย สิ่งที่ควรทาลาดับแรกคือ การให้การรักษาพยาบาลที่
เหมาะสม และจะต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตารวจเพอื่ เก็บรวบรวมวัตถุพยาน ในรายที่ผู้ป่วยโดน
ข่มขืน หรือถูกกระทาทารุณ พนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะต้องช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมตัวเองได้
ปล่อยใหร้ ะบายความร้สู กึ
2.1 การควบคุมความเครียด
ความเครียดเกดิ ได้จากหลายปจั จยั และสว่ นใหญ่มักเกย่ี วกับความเปล่ยี นแปลงบาง
ประการในชีวิต ทง้ั ในด้านดี เชน่ การได้หยุดงานไปพกั ผ่อนหรือการได้เลอ่ื นตาแหนง่ และในด้านไม่ดี
เชน่ การสญู เสียบคุ คลอนั เป็นทร่ี กั หรือการตกงาน เปน็ ต้น
การตอบสนองต่อความเครียดทั้งในรูปของความวิตกกังวล ความตึงเครียด และ
อาการกลุ้มอกกลุ้มใจ เหล่านี้ไม่ได้เป็นภาวะทาง “อารมณ์” เท่าน้ัน เพราะเมื่อคนเราถูกบบี ค้ันโดย
ทางใด ทางหนึ่ง ร่างกายจะผลิต “สื่อ” สารเคมีออกมาที่จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ภายในรา่ งกาย เชน่ ทาใหช้ ีพจรเต้นเร็วขึน้ ร หายใจหอบเหน่อื ย และปากแห้ง เป็นการเปลี่ยนแปลง
เพ่อื เตรียม “สู้” หรอื “หนี” ซงึ่ หากปล่อยให้ร่างกายเผชญิ ภาวะเครียดแบบน้ีนานเกินไป ก็อาจส่งผล
ให้เกดิ การเจ็บป่วยทางรา่ งกายและจติ ใจตามมาดว้ ย
2.2 การควบคุมความเครียด
34
รา่ งกาย จิตใจ พฤติกรรม
ปวดศีรษะ
กดั ฟัน วติ กกังวล กินมากผดิ ปกตหิ รอื ไมก่ นิ เลย
คอแหง้ ตบี ตัน
หงดุ หงดิ ใจร้อน
ขบกราม
เจบ็ หน้าอก รู้สึกหมดหวังหรือต่ืนกลัว ชอบเถยี ง มีปากเสยี งบ่อยขึน้
หายใจหอบถี่
หวั ใจเต้นแรง ตลอดเวลา
ความดันโลหติ สงู
เป็นโรคซมึ เศรา้ ชอบผดั วนั ประกันพรุง่
ปวดเจบ็ ตามกล้ามเนือ้
อาหารไม่ยอ่ ย คิดช้า ดมื่ จัดหรอื ใชย้ าเสพติด
ทอ้ งผูกหรอื ทอ้ งเสยี
เหง่ือออกมาก อยากเอาชนะ สูบบุหรีจ่ ัด
เหง่ือออกมอื มอื เยน็ รู้สกึ ขาดท่ีพงึ่ ปลีกตัวหรือชอบอยู่คนเดียว
ออ่ นเพลีย รู้สกึ สิน้ หวัง ห ลี ก เ ล่ี ย ง ห รื อ ล ะ เ ล ย ค ว า ม
นอนไมห่ ลับ
เจ็บปว่ ยบอ่ ยๆ รับผดิ ชอบ
รสู้ ึกไร้ค่า ทางานไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพ
รสู้ ึกไรท้ ิศทาง หมดแรง
รู้สกึ ไมม่ ่นั คง สุขอนามัยสว่ นตัวไมด่ ี
รู้สกึ เศร้า ไม่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมทาง
ศาสนาเหนอื เดิม
ปดิ ตวั เอง ความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด
และคนในครอบครัวเปลี่ยนไป
โกรธงา่ ย
ตนื่ ตกใจงา่ ย
ไรอ้ ารมณ์
2.3 การดูแลรกั ษาตนเอง
2.3.1 รจู้ ักผอ่ นคลาย การผ่อนคลายทาไดห้ ลายวธิ ี ไมว่ ่าจะเปน็ การสรา้ งจนิ ตภาพ
แบบน้อมนา การฝึกสมาธิ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับ
อตั ราการเตน้ ของหัวใจใหช้ า้ ลง ลดความดันโลหติ และลดความตงึ เตรียดของกลา้ มเนื้อ
2.3.2 ระบายความในใจให้เพ่ือนสนิทฟัง การพูดคุยจะช่วยผ่อนคลายความตึง
เครยี ด ช่วยคลี่คลายให้เหน็ ปญั หาในทัศนะต่างมมุ มอง และนาไปสู่การแกป้ ัญหาท่ีถูกต้องตอ่ ไปได้
2.3.3 วางแผนการทางานทีละลาดับขั้น เร่ิมตน้ ทางานให้สาเร็จไปทีละชิน้
2.3.4 การจัดการทางอารมณ์ คนเราควรมีโอกาสระบายอาราณ์บ้าง แต่ควรต้อง
ระวงั เช่นกัน ต้งั สตินับ 1-10 แลว้ ค่อยคดิ หาทางออกตอ่ ไป
2.3.5 หลบไปอยู่เงยี บๆสักพัก กา้ วเดินใหช้ า้ ลงเพ่ือคณุ จะมองเห็นบางอยา่ งชดั เจน
2.3.6 อยู่กับความจริง ต้ังเป้าหมายท่ีสามารถทาได้จริง จัดลาดับงานตาม
ความสาคัญก่อนหลังและจัดการกับส่ิงท่ีสาคัญที่สุดก่อน การตัง้ เป้าไว้สูงเกินความเป็นจริง จัดลาดับ
35
งานตามความสาคัญก่อนหลัง และจัดการกับสิ่งท่ีสาคัญที่สุดก่อน การตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินความ
เปน็ จรงิ มกั เปน็ เหตใุ หผ้ ดิ หวงั ไดง้ า่ ย สารวจว่าสงิ่ ใดสาคญั สาหรับคุณมากท่ีสดุ แล้วตงั้ ใจทาใหส้ าเร็จ
2.3.7 อย่าซ้ือยามากินเอง การกินยาหรือดื่มเหล้าเพื่อให้ผ่อนคลาย เป็นวิธีหนี
ปัญหาอย่างหน่งึ เทา่ น้นั
2.3.8 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกาลังกายสม่าเสมอ และกินอาหารที่มี
ประโยชน์ เมื่อสุขภาพดี สุขภาพใจก็จะดีตามไปด้วย การนอนหลับทาให้สมองคิดแก้ปัญหาคิด
แกป้ ญั หาดขี ้ึน การออกกาลังกายจะชว่ ยผ่อนคลายความเครยี ด
2.3.9 ขอความช่วยเหลือ ควรไปพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาถ้ารู้สึกเครียดมากหรือ
รู้สึกวา่ เครยี ดจนทางานไม่ได้
3.การปอ้ งกนั และควบคมุ การแพร่กระจายเช้อื
การป้องกันการแพร่กระจายเช้ือ หมายถึงการปฏิบัติเพื่อป้องกันมิให้เช้ือจากผู้ป่วยที่มีการ
ติดเชื้อหรือผู้ที่มีเช้ืออยู่แต่ไม่ปรากฎอาการ แพร่ไปสู่ผู้ป่วยอื่นสู่บุคลากรทางการแพทย์ หรือญาติ
ผู้ป่วย การป้องกันการแพรก่ ระจายเชอื้ อาจทาไดห้ ลายวิธี ได้แก่ การแยกผปู้ ่วย การทาความสะอาด
มือ การทาลายเช้ือบนวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วยวิธีการท่ีเหมาะสม เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ป่วย
สามารถแพรากระจายเช้ือสู่ผู้อื่น สู่บุคลากรทางการแพทย์และญาติ มีความจาเป็นต้องแยกผู้ป่วย
อย่างเหมาะสม เน่ืองจากการแยกผู้ป่วยอาจทาให้เกิดความไม่สะดวกในการให้การรักษา ทาให้
เสียเวลาและค่าใชจ้ ่ายเพ่ิมเติมขึ้น ในบางกรณีอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจแก่ผู้ป่วยโดยเฉพาะ
ผู้ป่วยเด็ก การเลือกวิธีแยกท่ีเหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึน และสามารถป้องกันการ
แพร่กระจายได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือผู้ที่เป็นพาหะของโรคไปสุ่ผู้อื่นได้ด้วย
วิธีการต่างๆ เชื้อโรคบางชนิดสามารถแพร่กระจายได้มากกว่า 1 วิธี บุคลากรผู้ให้การดูแลผู้ป่วย
จาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการแพร่กระจายเช้ือ เพื่อให้สามารถป้องกันผู้ป่วยไม่ให้ได้รับเช้ือและ
ป้องกนั ตนเองใหป้ ลอดภัยจากการตดิ เชอ้ื ขณะปฏิบตั ิงาน วิธีการแพร่ป
3.1 วธิ ีการแพรก่ ระจายเชอื้ มี 3 วธิ ี ดงั นี้
3.1.1 การแพร่กระจายเชื้อโดยการสัมผัส (contract transmission) แบ่งออกเป็น
2 วิธีคอื การสมั ผัสทางตรง (direct contract transmission) การสมั ผัสทางอ้อม (indirect contract
transmission)
3.1.2 การแพร่กระจายเชื้อโดยละอองฝอยน้ามูกน้าลาย (droplet contract
transmission)
3.1.3 การแพร่กระจายเช้อื ทางอากาศ (airborne transmission)
3.2 การปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายเช้อื มี 2 ประเภท คอื
3.2.1 Standard precaution วิธีการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือในผู้ป่วยทุกราย
โดยคานึงว่าผู้ปว่ ยทุกรายอาจจะมีเชอ้ื โรคท่ีสามารถติดต่อได้ทางเลือดและสารคัดหลั่งจากร่างกายทุก
ชนิด (body fluid, secretion, excretion ยกเว้นเหงื่อ) ผิวหนังที่มีแผลและเย่ือบุ (mucous
36
membrane ) เป็นการนาแนวทางป้องกันการติดเชื้อโดยวิธี Universal Blood and body fluid
precautions และ Body substance isolation มารวมกนั
3.2.2 Transmission-based precautions เป็นวธิ ีการป้องกันการแพร่กระจายเช้ือ
ในผู้ป่วยท่ีทราบการวินิจฉัยแล้ว โดยป้องกันตามกลวิธีการติดต่อเพิ่มเติมด้วย standard
precautions ดังน้ี
3.2.1.1 Airborne precautions
3.2.1.2 Droplet precautions
3.2.1.3 Contract precaution
3.3 Standard precautions เป็นมาตรฐานป้องกันการกระจายเชื้อที่จะต้องปฏิบตั ิ เพ่ือ
ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางเลือด สารน้า สารคัดหล่ังของผู้ป่วยโดยให้คานึงว่าผู้ป่วยทุกรายอาจ
มีเชื้อโรคในร่างกายท่ีสามารถติดต่อโดยเลือดและสารคัดหล่ัง(body fluid, secretion, excretion )
ได้แก่ น้าคร่า น้าในเยื่อหุ้มปอด น้าในเย่ือหุ้มหัวใจ น้าในช่องท้อง น้าไขสันหลัง น้าอสุจิ น้าในชอ่ ง
คลอด นา้ เหลอื งหรอื หนองของผู้ป่วย อุจจาระ ปสั สาวะ เสมหะ ยกเวน้ เหงอื่ การสมั ผสั กบั ผวิ หนัง
ท่มี แี ผลหรอื เย่ือบุต่างๆ วิธีปฏิบตั ิ มีดังนี้
3.3.1 การล้างมือและการสวมถุงมือ (handwashing and gloving ) การล้างมือ
เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปอ้ งกันการแพร่กระจายเช้ือจากคนหน่ึงสู่อกี คนอืน่ ๆ การล้างมืออย่างถูกวิธี
ก่อนให้การดูแลผู้ป่วย ก่อนการสัมผัสผู้ป่วยแต่ละราย หลังจากสัมผัสวารคัดหล่ังหรืออุปกรณ์ที่แปด
เปอ้ื นเช้ือและหลังสัมผสั ผู้ปว่ ย เป็นองค์ประกอบสาคญั ในการป้องกนั การตดิ เชื้อ นอกจากน้ีถุงมือยัง
มสี ่วนชว่ ยในการลดการแพร่กระจายเชอ้ื ได้
3.3.1.1 เหตุผลในการใส่ถุงมือ
1) ถุงมือช่วยในการป้องกันการสัมผัสเลือด สารคัดหล่ัง อุจาระ
ปสั สาวะ หนองเยื่อบุและ ผวิ หนงั ท่มี ีบาดแผลของผูป้ ่วย
2) ถุงมือช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อจากมือบุคลากรทาง
การแพทย์ไปสู่ผู้ป่วยขณะที่ผู้ป่วยได้รับการสอดใส่เครื่องมือ
หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าสู่ร่างกาย และการต้องสัมผัส
กบั เยอ่ื บหุ รือผวิ หนังท่มี บี าดแผลของผูป้ ่วย
3) การสวมถุงมือช่วยลดการสัมผัสกับเช้ือโรคที่มาจากตัวผู้ป่วย
หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ การ
สวมถุงมืออาจทาให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้ป่วยอื่นได้
ดังน้ันบุคลากรทางการแพทย์จึงต้องเปล่ียนถุงมือทุกครั้งเมื่อ
ต้องสัมผัสผู้ป่วยแต่ละรายและต้องล้างมือหลังจากถอดถุงมือ
อย่างไรก็ตามการสวมถุงมือไม่สามารถแทนการล้างมือได้
เน่ืองจากถุงมอื อาจมรี อยร่ัว มีรอยฉกี ขาดขนาดเล็กๆ ซ่ึงมอง
ไม่เห็นหรือมีการฉีกขาดขณะใช้งาน รวมท้ังมืออาจเกิดการ
ปนเปื้อนเช้ือขณะถอดถุงมือ การไม่เปลี่ยนถุงมือเมื่อสัมผัส
37
ผู้ป่วยแต่ละราย/ส่ิงแวดล้อมต่างๆ อาจทาให้เกิดการ
แพร่กระจายเชื้อได้
3.3.1.2 การลา้ งมอื
มือเปน็ อวยั วะท่ใี ช้สัมผสั ส่ิงต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแตล่ ะวนั การล้างมอื ให้
สะอาดอยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเร่ืองเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพ่ือให้มั่นใจได้ว่าเช้ือไวรัสและ
แบคทีเรียท้ังหลายถูกจากัด ป้องกันการติดเช้ือจากการเผลอนามือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลด
การแพร่กระจายเชอื้ โรคไปสูผ่ อู้ ืน่ ดว้ ย
3.3.2.2.1 เมื่อไหรจ่ ึงควรลา้ งมือ
1) หลังจากสมั ผัสส่งิ สกปรกทงั้ หลาย เช่น ถงั ขยะ ดินทราย
ส่ิงของสาธารณะต่างๆ ท่ีเต็มไปด้วยเชื้อโรคและเช้ือ
แบคทีเรียจานวนมาก การล้างมือจะช่วยทาความสะอาด
และกาจัดเชอื้ โรคเหลา่ น้ีใหห้ มดไปได้
2) ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสอาหาร เม่ือใช้มือที่
ปนเปื้อนเช้ือโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อม
ปนเป้อื นและเขา้ สรู่ ่างกายไปพรอ้ มกับอาหาร แล้วย่ิงหาก
มือน้ันสะสมเช้ือโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจานวนเชื้อโรค
มหาศาล และยังเสี่ยงตอ่ การเกดิ อาหารเปน็ พิษได้ง่าย
3) ช่วงฤดูท่ีโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ระบาดแพร่กระจายได้
ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยข้ึน
เ พ่ื อ ช่ ว ย ล ด ค ว า ม เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร ติ ด เ ชื้ อ ร ว ม ถึ ง ก า ร
แพรก่ ระจายเชื้อโรค
4) ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดผู้ปว่ ย ไม่เพียงแต่
ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น
แต่เชื้อโรคท่ีอาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่
รา่ งกายออ่ นแออยู่แล้วตดิ เชือ้ เพ่มิ เติมได้งา่ ย
5) กอ่ นและหลงั จากการทาแผล ล้างมือใหส้ ะอาดกอ่ นทาแผล
เพอื่ ปอ้ งกันเชือ้ โรคเขา้ สู่รา่ งกายผา่ นบาดแผล และลา้ งมือ
หลังการทาแผลเสรจ็ สิ้นอกี ครั้ง
6) หลังจากเข้าห้องน้า ห้องน้าถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค
อันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทาธระใน
หอ้ งนา้ จึงจาเป็นอย่างย่ิง
7) ล้างมือทุกคร้ังหลังจากไอ จาม หรือส่ังน้ามูก เพื่อป้องกัน
การแพรก่ ระจายเช้ือโรคไปสผู่ ้อู ่ืน
8) ล้างมือทุกคร้ังเม่ือสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด
และควรลา้ งมือหลังจากให้อาหารสตั วเ์ ลยี้ งด้วย
3.3.2.2.2 การลา้ งมอื ทถ่ี กู วิธี
38
การปล่อยให้น้าไหลผ่านมือเพียงไม่ก่ีวินาทีไม่อาจช่วยขจัดเช้ือโรคให้หมด
ไปได้ หน่วยงานควบคุมโรคและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนาถึงการล้างมือที่ได้ผล
ว่าด้วยการล้างมือด้วยสบู่และถูทาความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมท่ีจะทาความสะอาด
ข้อมือ หลังมือ ง่ามน้ิวมือ และบริเวณซอกเล็กหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้าเปล่าและ
เชด็ มือใหแ้ หง้ หรืออธิบายเป็นขน้ั ตอนทล่ี ะเอียด 11 ข้นั ตอน ดังนี้
1) ลา้ งมอื ดว้ ยนา้ สะอาด
2) ใชส้ บ่ใู นปนิมาณท่ีเพยี งพอต่อการล้างมอื ในแตล่ ะครงั้
3) ใชฝ้ ่ามอื ทั้งสองข้างถกู นั และกนั โดยสลับกันถู
4) ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามน้ิว
ทาสลับกนั กับมืออกี ข้าง
5) ถูฝ่ามือดว้ ยการไขว้มือท้ังสองขา้ งเข้าดว้ ยกันคล้ายท่าประสาน
มือ
6) ใช้น้ิวท้ังส่ีของมือท้ังสองเกี่ยวกันในท่ามือหน่ึงคว่า มือหนึ่ง
หงาย เพื่อถูหลงั มือดว้ ยฝา่ มอื อีกขา้ ง
7) ใช้มือข้างซ้ายจับน้ิวโป้งขวาแล้วหมุนไปมา ทาซ้าแบบ
เดียวกนั กับน้ิวโปง้ ขา้ งซา้ ย
8) ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลม
กลับไปกลบั มาบนฝา่ มือ
9) ล้างสบูอ่ อกด้วยน้า
10) เช็ดมอื ใหแ้ ห้งดีดว้ ยกระดาษชาระสาหรับเชด็ มือ
11) อาจใช้กระดาษชาระเช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัส
เช้อื โรคอกี ครัง้
3.3.1.3 สวมเคร่ืองมือป้องกันร่างกาย ควรสวมหรือใช้เมื่อคาดว่าจะสัมผัสเลือดหรือ
สารคัดหลั่งของผู้ปว่ ย เพ่ือป้องกันผิวหนังหรือเยื่อบุสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหล่ังจากตัวผู้ป่วย เช่น
การสวมผ้าปิดปาก ปดิ จมูก (mask) หน้ากาก (face shield) แว่นตา (goggle) เสื้อคลุม (gown) ถุง
มอื (glove) รองเทา้ บู๊ท
3.3.1.4 การดแู ลอปุ กรณ์เครื่องมอื -เครอ่ื งใชข้ องผ้ปู ่วย อปุ กรณ์ที่เปอ้ื นเลอื ด สารคัดหล่ังจาก
ตัวผู้ป่วย ควรบรรจุลงภาชนะหรือถุงเพ่ือป้องกันไม่ให้ผู้ป่วย บุคลากรหรือญาติสัมผัส และป้องกัน
ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อจากอุปกรณ์สู่ส่ิงแวดล้อม การทาความสะอาดด้วยความระมัดระวัง
และมกี ารทาลายเช้ือหรือทาให้ปราศจากเช้อื อยา่ งถกู ตอ้ งตามความเหมาะสมก่อนนามาใชต้ อ่ ไป
3.3.1.5 การจัดการผ้าและการซัก ผ้าท่ีใช้ในการดแู ลผู้ปว่ ยอาจมีการปนเปื้อนเลือด สารคัด
หลั่งและส่ิงขับถ่ายให้ถือและจับต้องด้วยความระมัดระวัง ทิ้งในถังผ้าเป้ือนแล้วส่งไปซักล้างหรือ
ทาลายเชอื้ ต่อไป
3.3.1.6 การเคล่ือนย้ายผู้ป่วยท่ีมีการติดเช้ือ การจากัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยท่ีมีการติดเช้ือ
รุนแรงหรือแพร่กระจายเช้ือได้ง่าย โดยการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยเมื่อมีความจาเป็นจริงๆ เป็นมาตรการ
สาคัญทีจ่ ะช่วยลดโอกาสการแพรก่ ระจายเช้อื หากจาเป็นตอ้ งเคลื่อนยา้ ยใหป้ ฏบิ ตั ิดังน้ี
39
3.3.1.6.1 ต้องให้ผู้ป่วยสวมอุปกรณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ ผ้าปิดปากปิดจมูก
หรือเส้ือคลุม รวมทั้งการปกปิดบาดแผลอย่างเหมาะสม เพื่อ
ปอ้ งกนั การปนเป้ือนเชอ้ื ในส่ิงแวดล้อมของโรงพยาบาล
3.3.1.6.2 บุคลากรในหน่วยงานท่จี ะเคล่อื นย้ายผปู้ ว่ ยไป จะตอ้ งทราบและ
เตรียมการเพ่ือรับผุ้ป่วยอย่างเหมาะสม เพื่อลดการ
แพร่กระจายเชอ้ื
3.3.1.6.3 ในกรณ๊ที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงเหตุผลและความ
จาเป็นในการใชอ้ ปุ กรณป์ ้องกนั และขอความร่วมมือผูป้ ว่ ยในการป้องกันการแพรก่ ระจายเชื้อ
3.3.1.7 การจัดสถานที่สาหรับผู้ป่วย วิธีการปฏิบัติในการแยกผู้ป่วยสาหรับผู้ป่วยท่ีทราบ
หรือสงสัยว่ามีการติดเช้ือหรือเป็นแหล่งเชื้อโรคที่สามารถแพร่กระจายเช้ือได้ โดยแยกผู้ป่วยตาม
หลักการแพรก่ ระจายเชอ้ื ดงั นี้
3.3.1.7.1 Airborne precaution เป็นวิธีการแพร่กระจายเช้ือโรคท่ีแพร่
ทางอากาศท่ีมีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน ได้แก่ วัณโรค (TB) หัด (Measles) สุกใส (chickenpox)
งูสวัดและเริมแบบแพร่กระจาย โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Sever Acute Respiratory
Syndrome :SAR) และโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ซ่ึงโรค 2 ชนิดหลังนี้ต้องมีการปฏิบัติตาม
หลัก Contract precaution รว่ มด้วย โดยมวี ิธีปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
1) ปฏิบตั ติ ามหลัก Standard precaution ในการดูแลผูป้ ่วย
2) สวมผ้าปิดปาก ปิดจมูก ท่ีมีคุณสมบัติกรองเช้ือโรค เมื่อต้อง
เข้าใกล้ผู้ป่วยในกรณีผู้ป่วยวัณโรค โรคสุกใส หรือผู้ป่วย
งสู วสั ด์ิ
3) ถ้าจาเปน็ ต้องเคล่อื นยา้ ยผู้ปว่ ยให้ผู้ป่วยสวมผา้ ปดิ ปากปดิ จมกู
4) แนะนาให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดปาก ปิดจมูกขณะไอ
หรือจาม และให้บ้วนเสมหะในภาชนะท่ีจัดไว้ให้ โดยต้องมี
ถุงพลาสตกิ รองรบั และมีฝาปิดมดิ ชดิ
3.3.1.7.2 Droplet precaution เป็นวิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื่อ
โรคจากละอองฝอย เสมหะ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน นอกจากน้ียังติดต่อจากการสัมผัส เยื่อบุ
ตา เยื่อบุปากและจมูก ได้แก่ หัดเยอรมัน (rubella) คางทูม (mumps) ไอกรน (pertussis) ไข้หวัด
ใหญ่ (influenza) ไข้กาฬหลังแอน่ (meningococcal infection) โดยมีวธิ ีปฏิบัตดิ ังนี้
1) ปฏิบัติตามหลกั Standard precaution ในการดแู ลผปู้ ว่ ย
2) ให้สวมผ้าปิดปากและจมูก ชนิด Surgical mask เมื่อต้องเข้า
ใกลผ้ ปู้ ว่ ยภายใน 3 ฟตุ
3) การเคล่ือนย้ายผู้ป่วยใหผู้ป่วยสวมผ้าปิดปากและจมูก ชนิด
Surgical mask เพ่ือป้องกันเช้ือโรคแพร่กระจายและแจ้งไป
ยังโรงพยาบาลทจ่ี านาสง่ ดว้ ย
40
4) แนะนาให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดปาก ปิดจมูกขณะไอ
หรือจาม และให้บ้วนเสมหะในภาชนะท่ีจัดไว้ให้ โดยต้องมี
ถุงพลาสติกรองรับและมฝี าปดิ มดิ ชิด
3.3.1.7.3 Contract precaution เป็นวิธีป้องกนั การแพร่กระจายเชอ้ื โรคที่
ติดต่อได้โดยการสัมผัสท้ังทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ Infection diarrhea, Infection would,
Abscess, Viral hemorrhage infection, Lice, Scabies รวมทั้งเชื้อที่ต้องมีทั้ง Airborne และ
Contract precaution เช่น โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) โรคไข้หวัดนก (Avian
influenza) และโรคสุกใส ไข้หวัดใหญ่รวมท้ังผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ดื้อต่อยาด้วย โดยมีวิธีในการ
ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
1) แยกของใช้ผู้ป่วยไว้จนพ้นระยะการแพร่กระจายเช้ือ
2) สวมถุงมือและถอดถุงมือทันทีหลังให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย
แต่ละครั้ง และต้องล้างมอื ทนั ทที ่ีถอดถงุ มือ
3) สวมเส้ือคลุม หรือผ้ากันเป้ือนพลาสติกเมื่ออยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย
หรือคาดว่าจะต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม และสารคัดหลั่งจาก
ตัวผู้ป่วย โดยการเปล่ียนเสื้อคลุมตัวใหม่ทุกคร้ังที่จะดูแล
ผปู้ ่วยในแตล่ ะกิจกรรม
4) การเคลื่อนย้ายผู้ปว่ ยให้ห่อหุ้มหรือปิดส่วนที่มีการติดเชอ้ื หรือ
มีสารคัดหล่ังปนเป้ือนเชื้อโรคออกมา เพื่อป้องกันการ
แพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อ่ืน และการป้องกันการปนเป้ือนของ
เช้ือต่อสิง่ แวดล้อม
5) อุปกรณ์ เครื่องมือ- เครื่องใช้ ให้แยกใช้กับผู้ป่วยเฉพาะราย
หลังใช้งานต้องล้างให้สะอาด และทาลายเชื้อหรือทาให้
ปราศจากเช้ืออยา่ งเหมาะสมก่อนนามาใชต้ อ่ ไป
4.การรกั ษาความปลอดภยั ณ จดุ เกดิ เหตุ
4.1 ความรทู้ ัว่ ไปเกี่ยวกับสารเคมีอนั ตราย
สารเคมี หมายถึง สาร สารประกอบ สารผสม ซึ่งอยู่ในรูปของของแข็ง ของเหลาว
หรอื กา๊ ซท่ีมีลกั ษณะอยา่ งหนงึ่ อยา่ งใดหรอื หลายอยา่ งดังตอ่ ไปน้ี
4.1.1 มีพิษกัดกร่อน ระคายเคืองทาให้เกิดอาการแพ้ ก่อมะเร็ง หรือทาให้เกิด
อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพอนามยั
4.1.2 ทาให้เกิดระเบิด เป็นตัวทาให้เกิดปฏกิ ิริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพ่ิมออกซิเจนหรือ
ไวไฟ
4.1.3 มกี มั มนั ตรังสี
การเกิดเหตุฉุกเฉินทางด้านสารเคมี พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ควรรู้จักข้อมูล
สารเคมีเบ้ืองต้น เช่น UN /ID Number ทั้งน้ีเพ่ือประโยชน์ในการสืบค้นข้อมูลและยังเป็นตัวเลขท่ีใช้
บ่งชชี้ นดิ ของสารเคมีอันตราย
4.1.4 UN/ID Number (United Nations / Identification Number)
41
เป็นรหัสตัวเลข 4 หลัก เพ่ือบ่งช้ีชนิดของสารเคมี (Identification Number)ท่ีถูก
กาหนดโดยองค์กรสหประชาชาติ (United Nations) และกรมการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา
(Department of Transportation : DOT)
เช่น UN/ID NO. 1017 เปน็ สารคลอรนี หรอื UN/ID NO. 1005 เปน็ สารแอมโมเนีย
แอนไฮดรสั
จะเป็นอักษรตัวเลข 4 หลักสีดาบนภาชนะบรรจุหรือข้างรถบนพ้ืนสีส้ม เพ่ือแสดง
ชนดิ ของสารเคมี
1824 1824 =โซดาไฟ
รูปท่ี 2-1-1 ภาพแสดงตวั อยา่ งเลข UN/ID Number
4.1.5 CAS Number (Chemical Abstracts Service Registry Number )
เป็นตัวชุดเลขที่กาหนดข้ึนโดย Chemical Abstracts Service of the American
Chemical Society สาหรับใชช้ ้บี ง่ ชนดิ ของสารเคมีอนั ตรายทก่ี าหนดในกฎหมาย
กลมุ่ แรก ประกอบดว้ ยตวั เลข 2-6 หลัก
กลมุ่ ท่ีสอง เป็นตวั เลข 2 หลัก
กลมุ่ สุดทา้ ยเป็นตวั เลข 1 หลักสาคัญตรวจสอบความถกู ตอ้ งของตวั เลขท้ังชุด
42
รูปท่ี 2-1-2ภาพแสดงตัวอย่างเลข CAS Number
4.1.6 NFPA (National Fire Protection Agency)
ตัวเลข 4 ชนิดที่บอกถึงระดับอันตรายในด้านต่างๆ ได้แก่ การติดไฟ (สีแดง) การ
เกิดปฏิกิริยาเคมี (สีเหลือง) ผลต่อสุขภาพ (สีฟ้า) และอันตรายเฉพาะ (สีขาว) เช่น การเป็นกรด/ด่าง
สารกัดกร่อน
43
รูปที่ 1-2-3 ภาพแสดง NFPA
4.1.7 เครือ่ งป้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลและการดแู ลรกั ษา
เคร่ืองป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment)
หรือเรียกชื่อย่อว่า PPE หมายรวมถึงเส้ือผ้าและอุปกรณ์ประกอบ จุดประสงค์ของการใช้เพื่อป้องกัน
และแยกผู้ใส่จากอันตรายจากสารเคมี ด้านกายภาพและด้านชีวภาพ ซึ่งอาจพบได้ในท่ีเกิดเหตุจาก
อบุ ตั ิภยั จากสารเคมแี ละสารอนั ตรายอ่ืนๆ
4.1.7.1 ชุดสวมใส่ป้องกันสารเคมี มีหลายขนิด ชนิดช้ินเดียว หรือ 2 ชิ้น
หรอื ชดุ ทนทานใชค้ รงั้ เดยี วทิ้ง
4.1.7.2 หมวกนิรภัย เป็นหมวกแข็ง ทาด้วยพลาสติกแข็งหรือยาง อาจมี
พลาสตกิ บุดา้ นในเพื่อใหเ้ กิดความอบอนุ่ ใช้ปอ้ งกนั ศีรษะจากการกระแทก
4.1.7.3 ฮดู โดยทั่วไปใช้ใส่ทับหมวกนิรภัยเพ่ือปอ้ งกันสารเคมีที่กระเด็นมา
สมั ผสั
4.1.7.4 ทคี่ ลุมผม สวมใส่เพ่ือปอ้ งกันการปนเป้ือนของสารเคมี และปอ้ งกัน
ไม่ให้เข้าไปติดในอปุ กรณห์ รอื เคร่อื งจกั รขณะทางาน
4.1.7.5 กระบังหน้า แว่นนิรภัย แว่นตาท่ีครอบปิดตา เป็นอุปกรณ์ป้องกัน
ตาและใบหนา้ จากสารเคมีจากอนภุ าคใหญ่และจากวตั ถุที่กระเดน็
4.1.7.6 อาจเป็นช้ินเดียวกันที่ยึดติดกันกับแขนเส้ือหรือชุดสวมป้องกันหรือ
แยกจากชุดปอ้ งกันอนื่ ๆ เปน็ อปุ กรณป์ กป้องมอื จากการสัมผัสสารเคมี
4.1.7.7 รองเทา้ บู๊ททนต่อสารเคมี
ตารางท่ี 2-1-1 ชุดป้องกนั สารเคมแี ละเคร่ืองปอ้ งกันระบบทางเดนิ หายใจในแตล่ ะระดับ
ชดุ ปอ้ งกนั สารเคมี เครอ่ื งป้องกันระบบทางเดนิ หายใจ
ชุดคลุมทง้ั ตวั มชิ ดิ
ระดบั A
44
ระดับ B ชดุ กนั กระเซน็ ระบบชว่ ยหายใจแบบจ่ายอากาศ
ไมม่ คี วามจาเปน็ ด้วยแรงดัน
ระดับ C
ระดับ D เครือ่ งกรองอากาศ
ไม่มีความจาเปน็
4.1.8 ระดับการป้องกัน (Level of Protection)
4.1.8.1 เกณฑก์ ารป้องกันระดับ A เกณฑ์การเลอื กการปอ้ งกันระดับ A
1) ต้องป้องกันผิวหนัง ตา และระบบทางเดินหายใจ ในระดับ
สูงสุด
2) มีออกซิเจนในบรรยากาศตา่ กว่า 19.5 %
3) สารเคมีอาจกระเดน็ หรอื คนงานอาจต้องแช่อย่ใู นสารหรืออาจ
สัมผัสสารที่อาจเป็นอนั ตรายต่อผวิ หนัง
4) ทางานพืน้ ที่จากัด ระบายอากาศไม่ดี และยังไม่มกี ารตรวจสอบ
5) เครื่องมืออ่านค่าโดยตรง ชี้ว่ามีก๊าซ ไอในระดับสูง ซึ่งการ
ตรวจวดั ไมส่ ามารถระบไุ ด้วา่ เปน็ ก๊าซ หรอื ไอชนดิ ใด
6) เมื่อมีความเปน็ ไปไดม้ ากท่สี ุดทีจ่ ะสัมผัสกับอันตรายทมี่ ีอย่แู ละ
เมื่อต้องปกป้องผวิ หนงั
ทางเดินหายใจ และตาอยา่ งย่งิ
7) ชุดและอุปกรณ์สาหรับระดับ A หน้ากากแบบเต็มหน้าพร้อม
อปุ กรณ์ปกปอ้ งทางเดินหายใจชนิดถังบรรจุอากาศแบบพกพา
(SCBA) หรือหน้ากากแบบส่งผ่านอากาศ พร้อมด้วยSCBA
สาหรับการหนี ชุดป้องกันสารเคมีที่คลุมท้ังร่างกาย ถุงมือท่ี
ชน้ั ในและ/ หรือช้นั นอกทนทานตอ่ สารเคมี
4.1.8.2 การปอ้ งกันระดบั B เกณฑก์ ารเลือกการปอ้ งกนั ระดบั B
1) ได้ตรวจวัดความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศแล้ว พบว่า
ต้องการปกป้องระดับทางเดิน หายใจในระดับสูง แต่การ
ปกปอ้ งผวิ ต่างกว่าระดบั A
2) มอี อกซิเจนในบรรยากาศต่ากวา่ 19.5%
3) ไม่ได้ตรวจวัดไอระเหยและก๊าซอย่างสมบูรณ์ แต่คาดว่าไม่มี
สารอันตรายต่อผวิ หนัง
4) ต้องการปกป้องระบบทางเดินหายใจสูง แต่ปกป้องผิวหนังใน
ระดับทต่ี า่ กวา่
5) ชดุ และอปุ กรณ์สาหรับระดับ B หน้ากากเต็มหน้าซึ่งมีความดัน
ภายในสูงกว่าพร้อมด้วย SCBA สาหรับหนี ถุงมือท่ีช้ันใน
และ/หรอื ชน้ั นอกทนทานตอ่ สารเคมี กระบงั หน้า
4.1.8.3 การป้องกนั ระดบั C เกณฑก์ ารเลอื กการป้องกันระดับ C
45
1) สารปนเปือ้ น
4.2 โรคติดต่อ
4.2.1 ตับอกั เสบ (Hepatitis)
เป็นการติดเช้ือของตบั จากเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหน่ึง ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ซ่ึง
การแพรก่ ระจายเชื้อเหมือนกับเอดส์ สามารถตดิ ตอ่ โดยการสัมผัสน้าลาย หรือเลือด พนักงานฉุกเฉิน
การแพทย์จะต้องให้ความสนใจและจะต้องใช้หลักป้องกันแบบครอบจักรวาล ( Universal
Precaution) เชน่ เดียวกับโรคเอดส์ การฉดี วคั ซีนตับอักเสบบี จะชว่ ยในการป้องกันได้
4.2.2 เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) เกิดจากเช้ือไวรัส แบคทีเรียหรือเช้ือโรคชนิด
อ่ืนๆ เยอ่ื หุ้มสมองอักเสบอาจเกดิ ร่วมกับการติดเชอื้ ในระบบทางเดนิ หายใจ
อาการ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง และมีการเปลี่ยนแปลงความรู้สติ เช้อื โรคสามารถ
ติดตอ่ ได้จากสารคดั หลั่งของระบบทางเดินหายใจ ซึง่ อาจเกดิ จากการทา Mouth to Mouth
46
4.2.3 โรคอสี ุกอใี ส (Chicken pox)
โรคอีสุกอีใส สามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสสารคัดหล่ังจากระบบทางเดินหายใจและแผลผุ
พอง ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หายใจต้ืนจากภาวะปอดอักเสบ ซ่ึงจาเป็นต้องนาส่ง
โรงพยาบาล พนักงานฉกุ เฉินการแพทย์ จะตอ้ งใช้วิธีปอ้ งกนั ตนเอง โดยการสวมถงุ มือ ผกู Mask
4.2.4 โรคหดั (Measles)
เป็นโรคที่มีการกระจายเชอ้ื โรคโดยการสัมผัสกับนา้ มูก น้าลาย เสมหะ การฉีดวัคซีน มีความ
จาเป็นควรได้รับอย่างครบถ้วนตั้งแต่แรกเกิด โรคไข้หวัดมีการติดต่อในผู้ใหญ่ พนักงานฉุกเฉิน
การแพทย์ควรใช้ความระมัดระวงั ในการดูแลผู้ป่วย หลีกเล่ียงการสัมผัสตัวและส่ิงคัดหล่ังถ้าพนักงาน
ฉุกเฉนิ การแพทยย์ ังไมม่ ีภมู ิค้มุ กันโรคน้ี
4.2.5 โรคหัดเยอรมนั (Rubella)
มีการแพร่กระจายเช้ือโดยการไอ จาม ติดต่อทางสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ผู้หญิงต้ังครรภ์
หรอื ไมแ่ นใ่ จวา่ ต้งั ครรภ์ จะต้องหลีกเลีย่ งการสมั ผัสกบั ผูป้ ว่ ย พนักงานฉกุ เฉินการแพทยจ์ ะต้องรวู้ ่าตัว
องไดร้ บั การฉดี วัคซีนป้องกันโรคนห้ี รือยงั
4.2.7 วัณโรคปอด (Tuberculosis)
การแพร่กระจายเช้ือโดยการไอ จาม ผู้ป่วยโรคน้ีควรสวม Mask เพ่ือป้องกันการ
แพร่กระจายเชอื้ ไปสู่ผอู้ ื่น บคุ ลากรทด่ี ูแลตอ้ งสวม Mask ดว้ ยเช่นกัน
4.2.7 เหาและหิด
เหา จะทาใหม้ กี ารติดเช้อื ทศ่ี ีรษะ รา่ งกาย บริเวณหวั เหนา่ ติดตอ่ โดยการสมั ผสั อย่างใกลช้ ดิ
หิด มักพบบริเวณนิ้ว ติดต่อโดยการสมั ผสั อยา่ งใกลช้ ิด เหาและหดิ มวี ิธีการรกั ษาเหมือนกัน
4.3 วัคซีนทผี่ ปู้ ฏิบตั กิ ารควรได้รบั
4.3.1 ผู้ใหญท่ วั่ ไป
วัคซีน เดือนที่ ข้อแนะนา
T(บาดทะยัก) DT 0 , 1 , 6 วัคซีนบาดทะยักเป็นวัคซีนที่ใช้เพ่ือสร้างเสริมภูมิคุ่มกันโรค
(บาดทะยักกับตีบ) บาดทะยัก หรอื กระตุ้นภมู ิคุ้มกันโรคบาดทะยกั
DPT( บ า ด ท ะ ยั ก
คอตีบ ไอกรน)
HB ไวรสั ตับอักเสบ 0 , 1 , 6 ควรเจาะเลือดตรวจ HBV markers ท่ีเหมาะสม (HbsAg , Anti
HBs หรอื Anti HBc) กอ่ นพิจารณาใหว้ ัคซนี
JE 0-2สัปดาห์ -เฉพาะผู้ท่ีจะเข้าไปอยู่ในพ้ืนที่ท่ีมีโรคนี้ชุกชุม และควรได้รับ
12 เดอื น วัคซีนครบ 2 ครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนเข้าพื้นที่
ดงั กลา่ ว
- สตรมี คี รรภห์ รอื สตรีก่อนแต่งงาน
47
วคั ซีน เดอื นที่ ข้อเสนอแนะ
วคั ซีนป้องกันโรคหัด 0 , 1 - สาหรับสตรที ่ีไม่เคยมีประวัตฉิ ดี วัคซนี ชนิดน้ีมาก่อนในวัยเดก็
คางทูม หัดเยอรมัน - หา้ มฉีดในขณะต้ังครรภ์
(MMR Vaccine) - ฉีดก่อนแต่งงาน หรือถ้าหลังแต่งงานต้องแน่ใจว่ามีการ
คมุ กาเนดิ 100 %
- หลังฉีดวัคซีนครบแล้ว ควรคุมกาเนิดต่อไปอีก อย่างน้อย 1
เดอื น
วัคซีนป้องกันโรค 0, 1 , 6 - ฉีด 2 ครงั้ คอื ในระหว่างตั้งครรภ์ 1 คร้ังและหลงั คลอด 1 ครั้ง
บาดทะยัก
4.3.2.วัคซีนโรคพษิ สุนขั บ้า
เมื่อถูกสุนัข แมว หนู ค้างคาวกัด ไม่ว่าสัตว์ที่กัดจะมีอาการหรือไม่ หากแผลท่ี
ถูกกัดมีเลือดออก ควรรีบทาความสะอาดด้วยน้าสบู่ และตามด้วยน้ายาฆ่าเชอื้ และนาผู้ท่ีถูกกัดไป
รับวัคซีน หากเป็นไปได้ควรกักสัตว์ วัคซีนป้องกันโรคนี้เป็นวคั ซีนเชอ้ื ตาย มีหลายบริษัทบางวคั ซีน
ผลิตจากไวรัสท่ีเป็นเซลล์เพาะเลี้ยง บางวัคซีนได้รับไวรัสจากไข่เป็ดฟกั คนท่ีแพไ้ ม่ควรได้รับวัคซีนท่ี
ผลิตจากไข่ กรณีผู้ถูกกัดมีบาดแผลหลายแผลและถูกกัดใกล้บริเวณศีรษะ ควรได้รับอิมมูนโนโกบูลิ
นป้องกันโรคพษิ สุนัขบ้าดว้ ย
4.3.3.วคั ซีนป้องกนั โรคไวรัสไข้หวัดใหญ่
เม่ือมีการระบาดในพ้ืนท่ี บุคคลในพ้ืนท่ีท่ีควรได้รับวัคซีนคือ เด็กและคนชรา ผู้ที่
มีโรคปอดเร้อื รัง หอบหืด หวั ใจ เบาหวาน โรคไต โรคเลือด ภมู บิ กพรอ่ ง
ชนดิ ของวคั ซีนเปน็ วัคซีนตายหรือวัคซีนหนว่ ยย่อย ประกอบดว้ ยไวรสั 3 สายพันธุ์
ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดเอ 2 สายพันธุ์ (H1N1 และ H3N2) และไวรัสไข้หวัดใหญ่บี 1 สายพันธุ์ท้ัง 3
สายพนั ธุ์ เป็นสายพนั ธุท์ ม่ี กี ารระบาดในปัจจบุ นั การฉีดในเด็ก 6 เดือน- 8 ปี ใหฉ้ ดี 1 -2 เข็ม (ห่าง
กัน 1 เดือน) เดก็ โตและผ้ใู หญ่ฉีด 1 เข็ม
4.4. ความปลอดภยั ของผู้ปฏิบตั งิ าน
4.4.1 การป้องกนั สว่ นตา่ งๆ ของร่างกาย
4.4.1.1 ความปลอดภยั ของพนกั งานฉุกเฉินการแพทย์และผู้ปว่ ย
4.4.1.1 ลา้ งมือ
4.4.1.2 ป้องกันตาโดยการสวมแว่นตาถ้าใช้แว่นสายตาอยู่แล้วอาจสวม
ทบั ด้วยท่ีปอ้ งกัน
4.4.1.3 ถุงมือยางจาเป็นเมื่อตอ้ งสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้ป่วยและ
ควรเปลย่ี นทุกคร้งั เม่ือสัมผัสผปู้ ่วยอื่น
48
4.4.1.4 ถุงมือเอนกประสงค์ ใช้สาหรับทาความสะอาดยานพาหนะและ
เคร่อื งมือ
4.4.1.5 เส้ือคลุม (กาวน์) ใช้ในกรณีท่ีมีการกระเด็นเปื้อนมากๆ เช่น
อุบตั ิเหตรุ นุ แรงหรอื คลอดกอ่ นถงึ โรงพยาบาล
4.4.1.6 หน้ากากครอบปากและจมูก (mask)
1) ใช้ในกรณีที่อาจมีการกระเด็นของเลือด-โดยผู้ให้การ
ดแู ลผปู้ ว่ ยเป็นผใู้ ช้
2) ใชใ้ นกรณีที่อาจมกี ารแพรโ่ รคจากผปู้ ่วย โดยใหผ้ ูป้ ว่ ย
เปน็ ผใู้ ส่
3) การใช้ High Efficiency Particulate Air respirator
ในกรณีสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นวณั โรค โดยให้ผู้ดูแลผู้ป่วย
เป็นผู้ใส่- ตอ้ งฝึกโดยผ้เู ช่ียวชาญ
4) การขจดั ส่ิงสกปรกและการทาความสะอาด พนกั งาน
ฉุกเฉินการแพทย์ควรรีบทาความสะอาด เลือดที่
กระเด็นออกมาโดยเร็ว และใช้อุปกรณ์ป้องกัน โดย
ใช้ถุงมือ รองเท้า บู๊ท แว่นตา หลังจากใช้แล้วให้
ทิ้งใส่ถุงพลาสติกสีแดง เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
เชื้อ หลังจากเอาอุปกรณ์ออกไปแล้วจะต้องทาความ
สะอาดบริเวณที่ถูกสัมผัสด้วยน้ายาฆ่าเช้ือ ปล่อยให้
พื้นแห้ง สิ่งแรกที่ควรทาต้องเอาสิ่งปนเป้ือนออก
ก่อนแล้วจึงถอดถุงมือ ทิ้งลงในถุงแดง ล้างมือ
หลังจากถอดถุงมือ ผ้าและเส้ือผ้า ควรแยกเสื้อผ้าท่ี
เปื้อนไว้ในถุงแดงหรือถุงผ้าเป้ือน ล้างมือหลังจาก
เก็บเสื้อผ้าลงถุงแล้ว ถ้ามีการสัมผัสสิ่งปนเป้ือนมา
ใหร้ บี ทาความสะอาดร่างกายและเปลย่ี นเส้อื ผา้
4.5 การป้องกนั ตวั เอง
4.5.1 วตั ถอุ นั ตราย
4.5.1.1 เมอ่ื สงสัยวา่ จะมอี นั ตราย
1) ใช้กล้องสอ่ งทางไกล
2) แผน่ ปา้ ยประกาศ
3) คูม่ อื วตั ถอุ ันตราย
4.5.1.2 เส้อื ผ้าที่ช่วยปอ้ งกันอนั ตราย
1) ชุดสาหรบั ผจญวตั ถอุ นั ตราย
2) อปุ กรณ์สาหรับหายใจในตัว
4.5.1.3 มผี ู้เชีย่ วชาญเรื่องวัตถอุ ันตรายควบคุมสถานการณโ์ ดยเฉพาะ
49
1) พนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะให้การดูแลผู้ป่วย ก็ต่อเม่ือ
สถานการณ์ปลอดภัยแล้วและสามารถจากัดการปนเปื้อนวัตถุอันตรายของ
ผปู้ ว่ ยได้
2) ตอ้ งมกี ารอบรมเป็นพเิ ศษในเรอื่ งวัตถอุ ันตราย
4.5.2 การจาแนกและข้ันตอนลดภาวะอนั ตราย
4.5.2.1 สิง่ มีอันตรายสูงตอ่ ชวี ติ และต้องรบี หาทางลดความรนุ แรง
1) ไฟฟ้าตัดกระแสไฟฟ้า ใช้วัสดุท่ีเป็นฉนวนคล้องตัว
ผู้ปว่ ยออกมา
2 ) ไฟไหม้ จะเข้าไปในสถานท่ี ท่ีเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อ
ควบคมุ เพลิงได้แล้ว
3 ) ระเบิด หา้ มเขา้ จนกว่าจะควบคุมสถานการณไ์ ด้แลว้
4 ) วัตถุอันตราย อยู่เหนือลมและรายงานหน่วย
ปฏิบัติการจาเพาะ ไม่เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยจนกว่าจะได้รับการ
ส่งต่อผู้เช่ียวชาญดา้ นวตั ถุอนั ตรายที่เข้าไประงับเหตแุ ล้วและไดร้ ับ
อนุญาตจากแพทยผ์ คู้ วบคุม
4.5.2.1 เสื้อผา้ ทช่ี ว่ ยป้องกันอนั ตราย
1 ) ชดุ สวมใสป่ ้องกนั อนั ตราย
2) ถุงมือท่ตี รวจแลว้ ว่าไมท่ ะลุ
3 ) หมวกนริ ภัย
4 ) แว่นปอ้ งกันตา
เรยี กขอความชว่ ยเหลือจากศูนย์บัญชาการในกรณที ีส่ ถานการณ์ รุนแรง
4.5.3 การทาร้าย
4.5.3.1ต้องมีตารวจควบคุมสถานการณ์น้ันได้ก่อนที่พนักงานฉุกเฉิน
การแพทย์จะให้การดูแลรักษาผปู้ ว่ ยหรอื ผ้บู าดเจบ็
4.5.3.2การปฏบิ ตั ติ น ณ จดุ ทีเ่ กดิ เหตุทารา้ ย
1 ) ห้ามพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ฉุกเฉิ น
การแพทย์เข้าไปยุ่งเก่ียวในเหตุการณ์ยกเว้นใน
เร่ืองการดแู ลรักษาผู้ปว่ ย
2 ) ระวังอย่าทาลายหลักฐาน
สรุป
ความปลอดภยั และสุขภาพของผู้ปฏิบัติการ ส่ิงท่ีควรระลึกถึงเสมอคือภาวะทางสุขภาพดา้ น
ร่างกายและจิตใจ อารมณ์ สังคม ความเครียดและสถานการณ์ที่เป็นอันตรายน้ันเป็นสาเหตุท่ี
พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ทุกคนที่ปฏิบัติงานจะต้องเผชิญ จึงมีความจาเป็นที่จะต้องปรับตัวให้
50