ถงุ โยน (Throw bag)
เชอื กชว่ ยชวี ิตยาวประมาณ 40-50 ฟตุ
การชว่ ยด้วยวธิ ีโยนอุปกรณล์ อยนา้
เมอ่ื ไร: เมื่อผ้ปู ระสบภัยอยู่ไกลฝ่ังเกินกว่าทจี่ ะยื่นได้
ทาไม: ลดความเสีย่ งจากผชู้ ่วยเหลือ เพราะไม่ต้องลงไปวา่ ยน้า
ข้อควรระวงั : การชว่ ยด้วยการโยนอุปกรณแ์ บบน้จี ะต้องมีความแมน่ ยาหรอื ไมก่ ็ต้องโยนให้
หลายๆ ชนิ เพราะหากโยนไมแ่ มน่ ผู้ประสบภยั ไม่สามารถจะสามารถจะเคลือ่ นท่ีมาจับอปุ กรณ์ท่โี ยน
ใหไ้ ด้ การชว่ ยจะไม่ประความสาเรจ็ และผใู้ ห้ความช่วยเหลอื กไ็ มส่ ามารถท่จี ะลงไปหยบิ อุปกรณน์ ้นั ๆ
เอามาโยนใหป้ ระสบภัยอีกคร้ังได้
397
- ตะโกนบอกผู้ประสบภยั “ไมต่ อ้ งตกใจ มาช่วยแล้ว” ใชม้ อื จบั อุปกรณท์ ี่จะโยนให้แน่น
- จากนนั้ ให้โยนอปุ กรณล์ อยน้า เช่น Ring Buoy แผ่นโฟม ขวดน้าพลาสตกิ ถงั แกลลอน
หรอื เสื้อชชู ีพไปยังตาแหนง่ หรือใกล้กับจดุ ผปู้ ระสบภัยทสี่ ามารถจับได้
- แนะนาใหผ้ ู้ประสบภัยเคล่ือนทเ่ี ขา้ หาที่ปลอดภัย
การช่วยด้วยวธิ โี ยนอุปกรณท์ ่มี ีเชือกผูก เช่น หว่ งชชู ีพ ถังน้า ถังแกลลอน ขวดน้าด่ืมพลาสตกิ ทม่ี ี
เชือกผกู
เมื่อไร: เมอ่ื ผูป้ ระสบภยั อย่ไู กลฝั่งเกินกว่าท่ีจะยน่ื ได้ มอี ปุ กรณ์โยนนอ้ ย แตม่ เี ชอื ก
ทาไม: ลดความเสย่ี งจากผู้ชว่ ยเหลอื เพราะไมต่ อ้ งลงไปวา่ ยนา้
ขอ้ ควรระวัง: โยนอุปกรณใ์ หข้ า้ มศีรษะของผ้ปู ระสบภัย เพือ่ ใหผ้ ้ปู ระสบภยั จับเชอื ก
- ตะโกนบอกผู้ประสบภัย “ไม่ต้องตกใจ มาช่วยแล้ว” จากน้ัน ให้ยืนย่อตัวให้ต่าๆ เพ่ือลด
จุดศูนย์ถ่วง ตามองอยู่ที่ผู้จม ยืนในลักษณะท่ีมีเท้านา (เท้าหน้า) เท้าตาม (เท้าหลัง) มือข้างที่ไม่ถนัด
จบั หางเชือก (มอื ขา้ งเดยี วกบั เทา้ หน้า) มอื ข้างที่ถนัดจับอุปกรณใ์ ห้แน่น
398
- เหวีย่ งแขนไปดา้ นหลังแลว้ เหว่ียงแขนมาด้านหนา้ จนสงู ถงึ ระดับสายตาจงึ ปลอ่ ยอปุ กรณไ์ ป
โดยกะใหอ้ ปุ กรณ์ลอยข้ามศรี ษะของผู้ประสบภยั ไป เชอื กจะตกลงไปกระทบผู้ประสบภัย คอ่ ยๆ สาว
เชือกกลบั ผปู้ ระสบภัยจะร้สู ึกว่ามีเสน้ เชือกหรืออุปกรณม์ าสมั ผสั กจ็ ะจบั เชอื กหรอื อปุ กรณ์
- เมือ่ ผปู้ ระสบภยั จับสงิ่ ของหรอื สายได้ ใหด้ ึงผ้ปู ระสบภยั เข้าที่ปลอดภยั ช้าๆ โนม้ ตวั ออกห่าง
จากนา้ ในขณะดงึ
- หากส่ิงของไม่ถึงผู้ประสบภัย ดึงสายกลับอย่างเร็ว และโยนไปอีกคร้ัง พยายามอย่าให้สาย
พนั กัน แต่ไม่ควรเสยี เวลาในการมว้ นเป็นขด
การชว่ ยดว้ ยวธิ ยี น่ื ดว้ ยอปุ กรณท์ ี่สัน้ จากบนบก เชน่ แผน่ โฟม (Kick board) ไม้ หรือวสั ดทุ ่ีส้ันๆ
เม่อื ไร: เมือ่ ผู้ประสบภัยอยู่ใกลฝ้ ง่ั
ทาไม: เป็นการช่วยเหลอื ทป่ี ลอดภัย
ขอ้ ควรระวงั : มอี ันตรายต่อผใู้ ห้ความช่วยเหลือมากกว่าการโยนโดยเฉพาะเด็กเลก็ ๆ ท่ี
อาจจะถกู ผูป้ ระสบภัยดงึ ตกน้าได้
- ตะโกนบอกผู้ประสบภัย “ไม่ต้องตกใจ มาชว่ ยแลว้ ” จากนนั้ นอนราบลงกบั พนื้ ที่ขอบสระ
มือหน่ึงจบั ดา้ นหน่ึงของอุปกรณไ์ ว้ใหม้ นั่ คง ย่นื อปุ กรณไ์ ปใหผ้ ูป้ ระสบภัยท่ีอยูไ่ ม่หา่ งเกนิ ไปนกั พร้อม
กบั บอกใหผ้ ปู้ ระสบภยั จบั อุปกรณ์ แลว้ ดงึ เขา้ หาขอบสระ
399
- เม่ือมาถงึ ขอบสระใหผ้ ชู้ ว่ ยเหลอื จบั มอื ผูป้ ระสบภยั วางลงบนขอบสระ แล้วถามผู้ประสบภยั
เบาๆ ว่า “ข้นึ เองได้หรือเปล่าครับ/คะ”
- หากผูป้ ระสบภัยข้ึนเองไดก้ ใ็ ห้ขึ้นเอง หรือหากขึน้ ไม่ไดก้ ใ็ หช้ ว่ ยขึน้ ต่อไป
การช่วยดว้ ยวธิ ยี ื่นด้วยไม้ยาวจากบนบก เชน่ ทอ่ PVC ไมพ้ ลอง หรอื กง่ิ ไม้
เมื่อไร: เมอ่ื ผูป้ ระสบภยั อยูใ่ กล้ฝ่ัง แต่ไม่สามารถเอือ้ มถึงหรอื ใชอ้ ุปกรณีที่สั้นๆ ได้
ทาไม: เป็นการชว่ ยเหลอื ทป่ี ลอดภัย
ขอ้ ควรระวงั : มอี ันตรายต่อผูใ้ ห้ความชว่ ยเหลอื มากกว่าการโยนโดยเฉพาะเด็กเลก็ ๆ ที่
อาจจะถกู ผูป้ ระสบภยั ดงึ ตกนา้ ได้
- ตะโกนบอกผู้ประสบภัย “ไม่ตอ้ งตกใจ มาชว่ ยแลว้ ” ใชส้ องมือจับอปุ กรณ์ท่จี ะยน่ื ให้แน่น
ยอ่ ตัวลงให้ตา่ ๆเพ่อื ลดจดุ ศนู ยถ์ ่วงไมใ่ ห้ถูกผ้ปู ระสบภัยดงึ ตกนา้
- จากนัน้ ยืน่ อุปกรณ์ไปทางด้านขา้ งของผูป้ ระสบภัย
400
- วาดอปุ กรณ์เข้าไปหารา่ งของผูป้ ระสบภยั ตะโกนบอกด้วยว่า“จบั ไมไ้ ว้ จบั ไมไ้ ว”้
- เม่ือผู้ประสบภยั จับอปุ กรณไ์ ดแ้ ลว้ ใหถ้ อยหลังหา่ งออกมาจากขอบสระ 1 กา้ ว ยอ่ ตวั ลงแล้วค่อยๆ
สาวไม้ดึงผ้ปู ระสบภัยเข้ามาหาขอบสระ
- เมือ่ มาถึงขอบสระให้ผู้ช่วยเหลอื จับมือผ้ปู ระสบภัยวางลงบนขอบสระ แล้วถามผู้ประสบภัย
เบาๆ ว่า “ขึ้นเองได้หรอื เปลา่ ครบั /คะ”
- หากผู้ประสบภัยข้นึ เองไดก้ ใ็ หข้ ้ึนเอง หรอื หากขนึ้ ไม่ได้กใ็ หช้ ่วยขน้ึ ต่อไป
การชว่ ยด้วยวธิ ีย่นื โดยไมม่ ีอปุ กรณจ์ ากพน้ื ขอบแหล่งน้า (Reaching Assist without
Equipment from the Deck)
เม่อื ไร: เม่ือผ้ปู ระสบภัยอยใู่ กลฝ้ ง่ั สามารถเอ้ือมถงึ
ทาไม: เปน็ การช่วยเหลอื ที่ปลอดภัย
ข้อควรระวัง: อาจจะถกู ผู้ประสบภัยดงึ ตกน้าไปด้วย
401
- นง่ั นอน หรือคา้ ตวั บนพนื้ ขอบสระ ท่าเรือ หรือขอบฝ่ัง
- ยนื่ แขนไปจับผู้ประสบภัย
- ดึงผู้ประสบภัยเข้าฝงั่ ทีป่ ลอดภยั
การชว่ ยดว้ ยวธิ ยี ื่นโดยไม่มีอปุ กรณ์จากตาแหนง่ ในน้า
(Reaching Assist without Equipment from a Position in the Water)
เมอ่ื ไร: เมอ่ื ผปู้ ระสบภัยอยู่ใกลฝ้ ่ัง
ทาไม: เอื้อมไมถ่ ึง และไมม่ ีอปุ กรณ์ เพ่มิ ระยะไดไ้ กลขึ้นจากที่อย่บู นบก และเปน็ การช่วยเหลอื ที่
ปลอดภัย
ข้อควรระวงั : อาจจะถูกผปู้ ระสบภยั ดงึ ใหห้ ลุดตามไปได้
- จับขอบบนั ไดสระ รางนา้ หรือสง่ิ ทีม่ น่ั คงใดๆ ด้วยมือขา้ งหน่ึง
- ยนื่ มืออีกข้าง หรือขา ไปยังผู้ประสบภยั อยา่ ปล่อยมือจากส่ิงท่ีมนั่ คง หรอื ลงวา่ ยน้า
402
- ดึงผู้ประสบภัยเข้าฝ่ังทป่ี ลอดภัย
การช่วยด้วยวธิ ีลุยในนา้ ตนื้
เมอ่ื ไร: เม่ือผูป้ ระสบภยั อยใู่ กล้ฝัง่ และในน้าตน้ื แต่อาจจะตกลงไปในพื้นที่ท่เี ปน็ หลมุ
ทาไม: ลดความเส่ียงจากผชู้ ว่ ยเหลอื เพราะไมต่ ้องลงไปวา่ ยนา้ ไมต่ อ้ งใช้ทนุ่ ลอย
ขอ้ ควรระวงั : อาจจะถกู ผปู้ ระสบภัยดงึ หรอื ลื่นและไหลเขา้ ไปในพ้นื ทีท่ ีเ่ ปน็ หลุมได้
- ตะโกนเรยี กเพอ่ื ดึงความสนใจของผปู้ ระสบภัย “ไม่ตอ้ งตกใจ มาช่วยแล้ว” จากน้นั เดินลยุ
ลงไปในน้าโดยใชไ้ ม้หยง่ั ดคู วามลึกของน้า ไมค่ วรลงไปลกึ กว่าระดับหน้าอก
- ย่ืนปลายไม้ไปใหผ้ ้ปู ระสบภยั จบั ดึงผูป้ ระสบภยั ข้ึนจากน้าหรอื มายังท่ีปลอดภยั น้าต้ืน ยนื ได้
วธิ ีการช่วยชีวติ ทางนา้
1. วธิ ีการช่วยชวี ติ ทางน้าขั้นตน้
- การชว่ ยด้วยวิธโี ยน (Throw)
- การช่วยด้วยวิธยี ืน่ (Reach)
- การช่วยดว้ ยวธิ ลี ุยในนา้ ตื่น (Wade)
2. วิธีการช่วยชีวิตทางนา้ ข้ันสงู
- การช่วยด้วยวิธีการพายหรือน้าเรือออกไป (Row)
- การช่วยแบบประชดิ ตวั ดว้ ยวิธีไป (GO) และลากหรือพา (Tow or Carry)
วธิ ีการชว่ ยชวี ติ ทางน้าขนั้ ต้น
การช่วยด้วยวิธีโยน (Throw) เป็นการช่วยคนตกน้าที่ปลอดภัย ผู้ให้ความช่วยเหลืออยู่บน
บก บนเรือ หรือลยุ น้าเข้าไปใกลจ้ นสามารถโยนอุปกรณ์ต่างๆ ทีล่ อยน้าได้ เชน่ ห่วงยาง ยางในรถยนต์
ขวด ถังพลาสติก ฯลฯ ทั้งท่ีผูกเชือก หรือไม่ได้ผูกเชือกให้แก่ผู้ประสบภัยจับหรือเกาะพยุงตัวลอยน้า
403
ไว้ ถ้าอุปกรณ์ผูกไว้ก็ค่อยๆ ลากเข้าสู่ฝ่ังหรือท่ีปลอดภัยระวังปลายเชือกด้านท่ีอยู่กับเราจะลอยตาม
แรงโยนจนตกน้าไป ควรสอนให้เด็กเล็กๆ รู้จักการช่วยคนตกน้าด้วยวิธีโยนเป็นวิธีแรก เม่ือโยน
อุปกรณ์ไปให้คนตกน้าแล้วก็ตะโกนบอกคนอืน่ หรือผู้ใหญ่ทราบ เพ่ือใหค้ วามชว่ ยเหลือต่อไป การช่วย
ด้วยอุปกรณ์ที่ผูกเชือก ดูแลจัดเชือกที่ผูกอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้เสมอ อย่าให้เชือกพันกันยุ่ง
เมื่อโยนระวังอย่าให้ปลายเชอื กดา้ นท่ีเราจับ คือด้านท่ีไม่ไดผ้ ูกติดกับอุปกรณ์หลุดลอยตามอุปกรณ์ไป
ให้ใช้เทา้ หลังเหยียบปลายเชือกไวม้ อื ข้างถนัดจบั อปุ กรณ์อกี ข้าง ประคองสายเชือก โยนอุปกรณ์กะให้
ข้ามศีรษะผู้ประสบภัยไป แล้วค่อยๆ สาวเชือกให้อุปกรณ์มาชนผู้ประสบภัย แล้วเขาจะจับเอง หาก
โยนไม่ถงึ หรอื ผิดทิศทางให้รีบสาวเชือก และอุปกรณก์ ลบั มา เพื่อโยนอุปกรณอ์ อกไปใหม่ ระวังอย่าให้
เชอื กพนั กัน เชือกท่ไี มผ่ ูกอุปกรณก์ ส็ ามารถใชใ้ นการใหค้ วามชว่ ยเหลือได้
การเคลื่อนยา้ ยผ้ปู ระสบภัยขนึ้ จากน้า (Removal Casualties from the Water)
การเคลื่อนย้ายทางน้าส่วนหน่งึ ดาเนินการโดย บุคลากรทม่ี ใิ ช่ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งบุคลากรในส่วนของการกู้ภัย รวมถึงช่วยชีวิตทางน้าหรือทางทะเล แต่อย่างไรก็ดใี นบริบทปัจจุบัน
บคุ ลากรเหล่าน้ี มคี วามจาเปน็ ท่ีต้องได้รับการฝกึ อบรมทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์เอง
ในหลายกรณีอาจเป็นบุคลากรหลักในการเคลื่อนย้ายและดูแล หากไม่นับเจ้าหน้าที่ประจาเรือ
โดยเฉพาะอย่างยงิ่ หากกาหนดเรือน้ันๆ เปน็ เรอื พยาบาลฉุกเฉนิ (water ambulance)
ประเภทในการเคล่อื นย้ายทางนา้
1. การเคลื่อนย้ายแบบฉุกเฉิน (Emergency Transport) เพ่ือนาผู้ป่วยออกจากน้า เพ่ือ
ป้องกันผลตามมา ร้ายแรงจากการจมน้า หรือผู้ป่วยท่ีอาการรุนแรง หรือจมน้าไปแล้วเข้าสู่ท่ีตงั้ มั่นใน
การให้การดูแลกู้ฟื้นคืนชีพ โดยส่วนน้ี มักเป็นหน้าที่ของทีมค้นหาและกู้ภัย ส่วนหนึ่งเม่ือเจ้าหน้าท่ี
กภู้ ยั ได้รบั การฝึกอบรมอาจใหก้ ารดูแลทางการแพทยโ์ ดยกู้ฟื้นคืนชพี เบ้ืองตน้ คือการผายปอด กระท่ัง
บนผิวน้าก่อนส่งผ่านทางยานพาหนะทางน้า หากแต่เจ้าหน้าท่ีทางการแพทย์อาจได้รับการร้องขอให้
อยใู่ นทีมงาน หรอื รับชว่ งตอ่ การปฏบิ ัตงิ านในลกั ษณะเดียวกนั กบั เรือพยาบาลฉุกเฉิน
2. การเคล่ือนย้ายลาเลียง (Medical Evacuation) ไปยังหน่วยหรือสถานพยาบาลท่ีมีขีด
ความสามารถสงู กว่า
การเคลื่อนยา้ ยผู้ประสบภัยขึ้นจากนา้ ดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ
การเคลอ่ื นยา้ ยวิธีพยุงเดนิ (Walking Assist)
เมอ่ื ไร: ใช้กับบริเวณน้าต้นื โดยท่ผี ู้จมนา้ มีลกั ษณะอ่อนแรงนา้ หนกั มาก
ทาไม: เพ่ือนาผู้ประสบภัยเขา้ ทีป่ ลอดภยั
ขอ้ ควรระวงั : ในขณะท่ีนาพาใหส้ อบถามอาการไปดว้ ย
404
- วางแขนผู้ประสบภัยข้างใดข้างหน่ึง
รอบคอและข้ามไหล่ของผู้เขา้ ช่วย
- จับข้อมือแขนท่ีข้ามไหล่ของผู้เข้าช่วย
แขนของผู้เข้าช่วยที่เหลือ โอบรอบหลัง
หรอื เอวของผ้ปู ระสบภัยเพ่ือพยงุ
- จับผู้ประสบภัยให้มั่น และช่วยในการ
เดินข้นึ จากน้า
- ให้ผู้ประสบภัยน่ังหรือนอนลงระหว่าง
ท่ผี ู้เขา้ ชว่ ยตดิ ตามอาการ
การเคล่อื นยา้ ยด้วยวิธลี ากทหี่ าด (Beach Drag)
เม่อื ไร: ใช้กรณคี นตกนา้ หมดสติ มีนา้ หนกั ตวั มาก โดยพน้ื น้ามคี วามลาดเอยี ง
ทาไม: เพอื่ นาผูป้ ระสบภยั เข้าทีป่ ลอดภยั
ขอ้ ควรระวัง: ในขณะท่ีนาพาให้ประคองศีรษะให้ดี
- ยื น ห ลั ง ผู้ ป ร ะ ส บ ภั ย แ ล ะ จั บ
ผู้ประสบภัยท่ีใต้รักแร้ ประคองศีรษะ
ผู้ประสบภัยใหม้ ากที่สุดด้วยแขนทอ่ น
ล่าง ปล่อยให้ rescue tube อยู่ทาง
ท้าย ระวังอย่าเหยียบขนสายหรือ
tube
- หากมีผู้เข้าคนจับผู้ประสบภัยใต้
รักแร้ ประคองศีรษะ
- เดินและลากผูป้ ระสบภยั ขนึ้ ฝั่ง ใชข้ า
อยา่ ใชห้ ลงั
- น้าผู้ประสบภัยข้ึนจากน้าแล้ว
ประเมินสภาวะผู้ประสบภัย และให้
การดูแลท่ีเหมาะสม
405
การเคลื่อนย้ายวิธีอมุ้ ทาบหลัง (Pack-Strap Carry)
เมื่อไร: ใช้ในการเคล่ือนย้ายผู้ประสบภัยที่มีสติ หรือหมดสติที่ไม่สงสัยการบาดเจ็บของ ศีรษะ คอ
และไขสันหลัง
ทาไม: เพือ่ นาผู้ประสบภัยเขา้ ที่ปลอดภยั
ข้อควรระวัง: ไมป่ ลอดภัยสาหรับผปู้ ระสบภยั ท่สี งสัยไดร้ ับบาดเจ็บของศรี ษะ คอ และไขสันหลัง
- ให้ผปู้ ระสบภยั ยนื หรอื ใหผ้ เู้ ข้าชว่ ย
คนที่สองพยุงผู้ประสบภัยในทา่ ยนื
- จดั ท่าตวั ผ้เู ขา้ ช่วยให้หันหลงั เข้าหา
ผ้ปู ระสบภัย รกั ษาให้หลงั ยืดตรง และ
เขา่ งอ ใหไ้ หล่เขา้ พอดีกันกับรักแร้
ผปู้ ระสบภยั
- ไขวแ้ ขนท้งั สองของผปู้ ระสบภัย
ทางด้านหน้าของผเู้ ข้าช่วย และจับ
ข้อมือของผ้ปู ระสบภยั
- โน้มตวั ไปข้างหน้าเลก็ นอ้ ย และดึง
ผู้ประสบภยั ข้นึ มาบนหลงั ผ้เู ข้าชว่ ย
ยนื และเดนิ ไปยังที่ปลอดภัย
ก า ร เ ค ลื่ อ น ย้ า ย วิ ธี ล า ก
เสื้อผา้ (Clothes drag)
เม่ือไร: เหมาะสมในการเคลื่อนย้ายฉกุ เฉินสาหรับผู้ประสบภยั ทส่ี งสยั ไดร้ ับการบาดเจ็บของศีรษะ คอ
และไขสันหลัง
ทาไม: เพ่อื นาผ้ปู ระสบภัยเขา้ ทีป่ ลอดภยั
ขอ้ ควรระวงั : พงึ ระลกึ ไวว้ ่าใหย้ กขนึ้ ดว้ ยกาลงั ขาไมใ่ ช้หลัง
- จัดทา่ ให้ผู้ประสบภยั นอนหงาย
- คุ ก เ ข่ า ด้ า น ห ลั ง ข อ ง ศี ร ษ ะ
ผู้ ป ร ะ ส บ ภั ย แ ล ะ จั บ เ สื้ อ ผ้ า
ผปู้ ระสบภยั ทางด้านหลงั ของคอ
- ดึงผู้ประสบภัยมายังที่ปลอดภัย
ประคองศีรษะของผู้ประสบภัย
ด้ ว ย เ ส้ื อ ผ้ า แ ล ะ มื อ ข อ ง
ผู้ประสบภยั
406
การเคลอื่ นยา้ ยวธิ ลี ากขอ้ เทา้ (Ankle drag)
เม่ือไร: ใช้ในการเคลื่อนย้ายผปู้ ระสบภยั ทีต่ ัวใหญเ่ กนิ กวา่ จะอุม้ หรืออืน่ ๆ
ทาไม: เพอ่ื นาผู้ประสบภยั เขา้ ที่ปลอดภยั
ข้อควรระวงั : ไมป่ ลอดภยั สาหรับผปู้ ระสบภัยทส่ี งสัยได้รับบาดเจ็บของศีรษะ คอ และไขสนั หลัง
- ยืนท่ีบริเวณเท้าของผู้ประสบภัย
จับข้อเท้าของผู้ประสบภัยและ
เ ค ลื่ อ น ย้ า ย ถ อ ย ห ลั ง อ ย่ า ง
ระมัดระวัง รักษาหลังในยืดตรง
เทา่ ทเ่ี ป็นไปได้ อย่าบดิ
- ดึงผู้ประสบภัยเป็นแนวเส้นตรง
ร ะ มั ด ร ะ วั ง อ ย่ า ใ ห้ ศี ร ษ ะ ข อ ง
ผู้ประสบภยั กระแทก
การเคล่อื นยา้ ยวิธอี มุ้ หนา้ หลัง (Front-and-Back Carry)
เมื่อไร: มผี ชู้ ่วย 2 คน ผู้ประสบภัยท่ีตัวใหญ่ และต้องเดนิ ในระยะทางไกล
ทาไม: เพื่อนาผู้ประสบภยั เขา้ ทีป่ ลอดภัย
ขอ้ ควรระวัง: เม่ือต้องเดนิ ลยุ น้าต้องระมดั ระวงั เป็นพิเศษ
- ผู้เข้าช่วยคนท่ีหนึ่งเข้าใต้รักแร้ของ
ผู้ประสบภัย จับที่ข้อมือขวาของ
ผู้ประสบภัยด้วยมือขวาของผู้เข้าช่วย
และจับข้อมือซ้ายด้วยมือซ้ายของผู้
เข้าช่วย ผู้เข้าช่วยไขว้แขนของ
ผปู้ ระสบภยั ทหี่ นา้ อก
- ผู้เขา้ ชว่ ยคนที่สองยืนระหว่างขาของ
ผู้ประสบภัย หันหน้าไปทางเท้าของ
ผู้ ป ร ะ ส บ ภั ย ง อ ตั ว ล ง แ ล ะ จั บ
ผู้ ป ระ ส บภั ย ที่ ใ ต้ ต่อ เ ข่า เ ม่ื อ ไ ด้
สั ญ ญ า ณ ผู้ เ ข้ า ช่ ว ย ท้ั ง ส อ ง ย ก
ผู้ประสบภัยข้ึน และอุ้มข้ึนจากน้าเดิน
ไปขา้ งหน้า
407
การเคลอื่ นยา้ ยวิธอี มุ้ คู่ (Two-Person Seat Carry)
เมื่อไร: มีผชู้ ่วย 2 คน ผปู้ ระสบภัยมสี ติ และบาดเจ็บบรเิ วณขา
ทาไม: เพอ่ื นาผปู้ ระสบภัยเขา้ ที่ปลอดภัย
ข้อควรระวงั : ผู้ช่วยทั้ง 2 คน ต้องระมัดระวงั ในการเดนิ เพราะตอ้ งเดนิ เอียงขา้ ง
- สอดแขนข้างหนึ่งใต้ต้นขาทั้งสอง
ของผูป้ ระสบภัย ขณะอีกข้างโอบหลงั
ผ้ปู ระสบภัย
- ล็อคแขนท้ังสองกันกับของผู้เข้า
ช่วยคนที่สองใต้ต้นขา และโอบหลัง
ผูป้ ระสบภยั
- ให้ผู้ประสบภัยวางแขนบนไหล่ของ
ผเู้ ขา้ ช่วยทัง้ สอง
- ยกผู้ประสบภัยในที่น่ังท่ีท้าขึ้นโดย
แ ข น ข อ ง ผู้ เ ข้ า ช่ ว ย ท้ั ง ส อ ง แ ล ะ อุ้ ม
ผ้ปู ระสบภยั ไปยงั ทปี่ ลอดภัย
การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยข้ึนจากน้าบริเวณขอบสระโดยไม่มีอุปกรณ์แบบพลิกผู้ประสบภัยน่ัง
ขอบสระ
เมื่อไร: ขอบสระไมส่ ามารถอุ้มขนึ้ ได้ ระดบั นา้ ลกึ และชว่ ยเพียงคนเดยี ว และผู้ประสบภัยตัวไม่ใหญ่
ทาไม: เพ่ือนาผปู้ ระสบภัยเขา้ ทป่ี ลอดภัย
ขอ้ ควรระวงั : พึงระลึกไวว้ ่าให้ยกข้ึนดว้ ยกาลงั ขาไม่ใช้หลัง
- โดยการหนุนให้ผู้ประสบภัยหันหน้าเข้าหาขอบ
สระ จับมือท้ังสองของผู้ประสบภัยกางไว้กับขอบ
สระด้วยมือข้างเดียวของผ้เู ข้าช่วย
408
- กดไว้มิให้เลอ่ื นหลดุ สปรงิ ตวั ข้ึนบนสระ
-หั น ห น้ า เ ข้ า ห า แ ล ะ จั บ ข้ อ มื อ ทั้ ง ส อ ง ข อ ง
ผู้ประสบภัยด้วยมือท้ัง 2 ข้าง โดยมือของผู้ช่วยจะ
ไขว้กัน ต้องการพลิกไปด้านไหนให้มือน้ันอยู่บน
หย่อนตัวขึ้นลงในน้า 2-3 คร้ัง เพ่ือทาน้าหนักและ
หาจงั หวะในการยก
- ขณะลาตัวของผู้ประสบภัยขึ้นสูงพอก้นพ้นขอบ
สระ ให้พลิกผู้ประสบภัยนั่งบนขอบสระ หากหมด
สติอาจใชเ้ ข่าชว่ ยประคองทด่ี ้านหลัง
- นั่งคุกเข่าลงด้านหลัง จับท่ีข้อมือขวาของ
ผู้ประสบภัยด้วยมือขวาของผู้เข้าช่วย และข้อมือ
ซา้ ยของผู้ประสบภัยด้วยมอื ซา้ ยของผเู้ ขา้ ชว่ ย ผ้เู ข้า
ช่วยไขว้แขนของผู้ประสบภัยที่หน้าอกของผู้เข้า
ช่วย แล้วลุกข้ึนยืนพร้อมลากผู้ประสบภัยเข้าท่ี
ปลอดภยั และช่วยเหลอื ต่อไป
409
การเคล่ือนย้ายผู้ประสบภยั ขึน้ จากน้าบริเวณขอบสระโดยไม่มอี ุปกรณ์ แบบวางทาบเอวลงกับพื้น
ของสระ
เม่อื ไร: ขอบสระไมส่ ามารถอมุ้ ขึ้นได้ ระดบั นา้ ลึกและชว่ ยเพียงคนเดยี ว และผปู้ ระสบภัยตวั ใหญ่
ทาไม: เพื่อนาผปู้ ระสบภัยเข้าท่ปี ลอดภยั
ขอ้ ควรระวัง: พึงระลกึ ไว้วา่ ให้ยกขึน้ ด้วยกาลงั ขาไม่ใช้หลัง
- หมุนให้ผู้ประสบภยั หันหน้าเข้าหาขอบสระ
จับมือท้ังสองของผู้ประสบภัยไว้บนขอบสระ
ดว้ ยมอื ขา้ งเดียวของผ้เู ขา้ ชว่ ย
- กดไวม้ ิให้เลอ่ื นหลุด สปรงิ ตัวขนึ้ บนสระ
- หันหน้าเข้าหาและจับข้อมือทั้งสองของ
ผู้ประสบภัย ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง โดยมือ
ของผู้ช่วยจะไขว้กัน ต้องการพลิกไปด้าน
ไหน ให้มือน้ันอยูบ่ น หย่อนตัวขน้ึ ลงในนา้
2-3 คร้ัง เพ่ือทาน้าหนักและหาจังหวะใน
การยก
- ขณะลาตัวของผู้ประสบภัยข้ึนสูงพอก้น
พ้นขอบสระ ให้พลิกผู้ประสบภัยนั่งบน
ขอบสระ หากหมดสติอาจใช้เข่าช่วย
ประคองท่ดี ้านหลัง
410
- นั่งคุกเข่าลงด้านหลัง จับที่ข้อมือขวา
ของผู้ประสบภัยด้วยมือขวาของผู้เข้าช่วย
และข้อมือซ้ายของผู้ประสบภัยด้วยมือ
ซ้ายของผู้เข้าช่วย ผู้เข้าช่วยไขว้แขนของ
ผู้ประสบภัยท่ีหน้าของผู้เข้าช่วย แล้วลุก
ข้ึ น ยื น พ ร้ อ ม ล า ก ผู้ ป ร ะ ส บ ภั ย เ ข้ า ท่ี
ปลอดภัย และชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป
การเคลือ่ นย้ายผู้ประสบภยั ข้นึ จากนา้ สู่เรือในกรณีไมม่ อี ปุ กรณ์
เม่ือไร: กรณที ่ีขอบเรือสงู และไม่มีบนั ได
ทาไม: เพ่ือนาผูป้ ระสบภัยเขา้ ทีป่ ลอดภยั
ข้อควรระวัง: เรือบางลาอาจมีบันไดแต่อาจพับเก็บไว้ การใช้บันไดเป็นทางน้าผู้ประสบภัยขึ้นดีที่สุด
สาหรับผู้ประสบภยั ทร่ี ู้สติ และใหค้ วามรว่ มมือ
- วธิ กี ารนาข้นึ อาจใชว้ ธิ ีเดียวกนั กับการนาผ้ปู ระสบภยั ขึน้ จากนา้ บริเวณขอบสระโดยไม่มีอุปกรณ์
411
- ในบางกรณีอาจประยุกต์ใช้เชือกในการดึงขึ้น กรณีท่ีขอบเรือสูง หรืออาจพิจารณาใช้ไหล่ของผู้เข้า
ชว่ ยเปน็ ท่ีเหยียบได้
การเคลอ่ื นย้ายวธิ ีผปู้ ระสบภัยขนึ้ โดยวิธเี ชอื กโยงลกั ษณะรอก (Parbuckling)
ตัวอยา่ งเช่น ตะแกรงเจสนั (Jason’s cradle)
เม่อื ไร: เหมาะสมสาหรบั นาผปู้ ระสบภยั ข้นึ อยา่ งรวดเร็ว หรือผ้ปู ระสบภัยมีขนาดใหญ่
ทาไม: เพอ่ื นาผู้ประสบภัยเขา้ ที่ปลอดภัย
ข้อควรระวงั : ไม่สามารถระมดั ระวงั การบาดเจบ็ ของศรี ษะ คอ และไขสันหลังได้ดี
- จดั ท่าผปู้ ระสบภยั ใหอ้ ยใู่ นแนวระนาบขนานกับดา้ นข้างของเรอื
- ผู้เขา้ ช่วยคกุ เข่าขอบภายในเรือ
- ปลายตะแกรงยอ้ ยลงไปในนา้ โอบรอบตวั ผู้ประสบภยั และย้อนกลบั มาท่ลี กู เรอื ผเู้ ขา้ ชว่ ย
- ดงึ ปลายตะแกรง และผ้ปู ระสบภัยมว้ นตัวอัตโนมตั ิเข้าสู่เรือ โดยใช้แรงเพียงเล็กนอ้ ย
การเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยข้ึนจากน้าสองคนโดยใช้กระดานรองหลัง (Two-Person Removal
from the Water Using a Backboard)
เมื่อไร: ขอบสระสูงไม่สามารถอุ้มขึ้นได้ ระดับน้าลึก
ทาไม: เพ่ือนาผู้ประสบภยั เขา้ ที่ปลอดภยั
ขอ้ ควรระวงั : พงึ ระลกึ ไว้วา่ ใหย้ กข้นึ ด้วยกาลังขาไม่ใช้หลัง
412
- ผเู้ ข้าช่วยคนท่อี ยู่บนฝงั่ เตรยี มกระดานรองหลัง
ให้พร้อม คลายที่ยึดตรึงศีรษะพร้อมสายรัดออก
(หากเป็นไปได)้
- ผู้เข้าช่วยคนท่ีนาผู้ประสบภัยมา ให้พลิก
ผ้ปู ระสบภยั หันหน้าเข้าผนงั สระ
- ผู้เข้าช่วยที่อยู่บนฝ่ังเอ้ือมมือมาจับข้อมือ
ผู้ประสบภัย และดึงผู้ประสบภัยขึ้นเล็กน้อยให้
ศีรษะพ้นน้า และอยู่ห่างจากผนัง พยุงศีรษะ
ผู้ประสบภยั อย่าใหก้ ม้ ไปด้านหนา้
-ผู้เข้าช่วยท่ีอยู่ในน้าดูแลให้ม่ันใจว่าหน้าของ
ผู้ประสบภัยอยู่พ้นน้า และปีนข้ึนจากน้า ถอด
rescue tube และไปเอากระดานรองหลงั มา
-เสียบด้านปลายเท้าลงน้าก่อน พาดไปตามผนัง
สระท่ีอยตู่ ิดกันกบั ผปู้ ระสบภยั
- ผู้เข้าช่วยคนที่อยู่บนฝ่ังพลิกตัวผู้ประสบภัยไป
พาดบนกระดานรองหลงั
- ผู้เข้าช่วยทั้งสองรีบจับข้อมือของผู้ประสบภัย
คนละขา้ ง และอีกขา้ งจบั กระดานรองหลงั
413
- ผู้เข้าช่วยทั้งสองดึงกระดานรองหลังและ
ผู้ประสบภัยข้ึนสู่ฝั่ง ผู้เข้าช่วยท้ังสองถอยไปทาง
ด้านหลัง และลดกระดานรองหลังต่าลงอย่าง
ระมดั ระวงั บนพ้ืน
- ผู้เข้าช่วยให้การดูแลที่เหมาะสมในทันทีตาม
สภาวะของผู้ประสบภยั
ข้อสาคัญ: อาจเป็นการง่ายกว่าในการจมกระดานรองหลังในลักษณะทามุมกับผนังสระ โดยนาด้าน
ปลายเท้าลงในทันทีท่ีกระดานจมน้าให้พลิกผู้ประสบภัยพาดบนกระดาน และปล่อยให้กระดาน
ลอยตัวข้ึนใต้ผู้ประสบภัย เมื่อกระดานจมผู้เข้าช่วยคนท่ีสองสามารถจัดให้กระดานยันผนังสระ หาก
จาเป็นใหย้ ันเทา้ กับกระดาน
การเคล่ือนยา้ ยผปู้ ระสบภยั ขน้ึ จากน้าด้วยกระดานรองหลงั และไขสันหลัง ในน้าตื้น
(Spinal Backboarding Procedure-Shallow Water)
เมือ่ ไร: ในกรณสี งสยั การบาดเจบ็ ของศรี ษะ คอ และไขสนั หลัง
ทาไม: เพื่อนาผู้ประสบภัยเขา้ ทป่ี ลอดภัย
ขอ้ ควรระวัง: พงึ ระลกึ ไวว้ ่าใหย้ กขึน้ ดว้ ยกาลังขาไมใ่ ชห้ ลัง
- ผู้เข้าช่วยคนแรก (ผู้เข้าช่วยหลัก) จัดการตรึงใน
แนวตรง (in-line stabilization) จนกว่าผู้เข้าช่วย
อื่นจะมาถึงพรอ้ มกับกระดานรองหลงั
- ผู้เข้าช่วยอีกคน (ผู้เข้าช่วยรอง) ถอดอุปกรณ์ตรึง
ศีรษะ (headimmobilizer device) จมกระดาน
รองหลัง และจัดตาแหน่งให้กระดานอยู่ใต้
ผ้ปู ระสบภัยยน่ื เลยศีรษะผูป้ ระสบภัยเลก็ น้อย ศีรษะ
ของผู้ประสบภัยควรอยู่ตรงกลางบนพื้นที่วางศีรษะ
ของกระดาน
414
- ในระหว่างผู้เข้าช่วยรอง ยกกระดานรองหลังเข้าที่
ผู้เข้าช่วยหลักเคล่ือนศอกที่อยู่ใต้ผู้ประสบภัยไปยัง
ด้านบนของกระดานรองหลัง ขณะที่ยังกระชับกับ
แขนท่อนบนของผู้ประสบภัย โดยใช้แขนท่อนบน
ของผู้ประสบภัยเปน็ ที่ดาม เม่ือกระดานรองหลังอยู่
ในตาแหน่ง ผู้เข้าช่วยรอง ตรึงผู้ประสบภัย โดยการ
วางมือและแขนท่อนบนข้างหน่ึงลงบนคางและ
หน้าอกของผู้ประสบภัย และมือและแขนท่อนบน
อีกข้างใต้กระดานรองหลัง
- ผู้เข้าช่วยรองเคล่ือนไปทางด้านหลังของศีรษะ
ผู้ประสบภัย และวาง rescue tube ใตต้ าแหน่งทาง
ศีรษะของกระดานรองหลังเพื่อช่วยในการลอยตัว
ของกระดาน
- ผู้เข้าช่วยหลักทาให้กระดานรองหลังสมดุลบน
rescue tube ด้วยแขนท่อนล่างของผู้เข้าช่วย และ
ตรึงศีรษะผู้ประสบภัย โดยการวางมือนาบตามแนว
ยาวดา้ นขา้ งของศรี ษะผู้ประสบภยั
- ผู้เข้าช่วยหลักรัดตรึงผู้ประสบภัยบนกระดานรอง
หลังดว้ ยสายรัดอย่างน้อย 3 สาย แต่ละอันพาดผ่าน
หน้าอก ตะโพก และต้นขาของผู้ประสบภัย
เรียงลาดับการรัดตรึงดังนี้ รัดตรึงสูงพาดผ่านอก
และใตต้ ่อรกั แร้ผู้ประสบภัย
415
- ช่วยในการป้องกันการไหลของผู้ประสบภัยออก
จากกระดานรองหลังระหว่างนาขึ้น รัดตรึงพาดผ่าน
ตะโพก โดยแขนท่อนบนและมือผู้ประสบภัยอยู่ใต้
ต่อสายรัด รัดตึงพาดผ่านต้นขา ตรวจสอบให้ม่ันใจ
ว่ารดั ตรงึ ทกุ สาย
- ผู้เข้าช่วยตรึงศีรษะให้อยู่กับกระดานรองหลังโดย
ใช้อุปกรณ์ตรึงศีรษะ (head immobilizer) และ
คาดสายพาดหน้าผากผู้ประสบภัย หากยังไม่กระทา
ให้นาผู้ประสบภยั ไปยังฝง่ั ดา้ นขา้ ง
บันทึก: หากผู้ประสบภัยไม่หายใจ ให้นาข้ึนจากน้า
ในทันที โดยใช้เทคนิคการเข้าช่วยนาข้ึนจากน้าดว้ ยผู้เข้าช่วย 2 คน และใหก้ ารกู้ฟื้นคืนชีพ อย่าล่าช้า
ในการนาผู้ประสบภยั ข้นึ จากน้า โดยการคาดสายรัด หรือการใชอ้ ปุ กรณ์ตรงึ ศีรษะ
การเคลือ่ นยา้ ยผู้ประสบภัยขน้ึ จากนา้ ด้วยกระดานรองหลังและไขสนั หลัง ในน้าลกึ
(Spinal Backboarding Procedure-deep Water)
เมื่อไร: ในกรณีสงสัยการบาดเจบ็ ของศีรษะ คอ และไขสันหลัง
ทาไม: เพื่อนาผูป้ ระสบภยั เขา้ ท่ปี ลอดภัย
ข้อควรระวงั : พงึ ระลกึ ไวว้ ่าให้ยกข้นึ ดว้ ยกาลังขาไมใ่ ชห้ ลงั
- ผู้เข้าช่วยคนแรก (ผู้เข้าช่วยหลัก)
จัดการตรึงใ นแ นวตรง (in-line
stabilization) หาก ผู้ ป ระส บภั ย
หน้าคว่า ให้ผู้เข้าช่วยหลักพลิก
ผู้ป่วยในท่าหน้าหงายขึ้น หาก
จาเป็นผู้เข้าช่วยรองดึงเอา rescue
tube ของผู้เข้าช่วยหลัก มาสอดใต้
รักแรข้ องผ้ปู ระสบภยั
416
- ผู้ เ ข้ า ช่ ว ย ห ลั ก เ ค ล่ื อ น ย้ า ย
ผู้ประสบภัยมายังด้านข้าง หาก
เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ใ ห้ ไ ป ที่ มุ ม ส ร ะ ห รื อ ท่ี
ปลอดภัย ผู้เข้าช่วยรองวาง rescue
tube ใต้เข่าผู้ประสบภัยเพ่ือยกขา
ช่วยทาให้วางกระดานรองหลังใต้
ผู้ประสบภยั ง่ายขนึ้
- ผู้เข้าช่วยรองวางกระดานรองหลัง
ใต้ผู้ประสบภัยระหว่างที่ผู้เข้าช่วย
หลกั ยงั คงตรึงผ้ปู ่วยอยู่
- ผู้เข้าช่วยรองหลังเข้าตาแหน่ง ผู้เข้าช่วยหลัก
เคล่ือนศอกที่อยู่ใต้ผู้ประสบภัยไปยังด้านใต้ของ
กระดานรองหลัง ขณะที่ยังกระชับกับแขนท่อน
บนของผู้ประสบภยั
- เม่ือกระดานรองหลังอยู่ในตาแหน่ง ผู้เข้าช่วย
รองทาให้กระดานรองหลังสมดุลบน rescue
tube
- ผู้เข่าช่วยรอตรึงศีรษะผู้ประสบภัยโดยการ
ว า ง มื อ น า บ ต า ม แ น ว ย า ว ด้ า น ข้ า ง ข อ ง ศี ร ษ ะ
ผูป้ ระสบภยั
417
- ผู้ เ ข้ า ช่ ว ย ห ลั ก รั ด ต รึ ง
ผู้ประสบภัยบนกระดานรอง
ห ลั ง ด้ ว ย ส า ย รั ด พ า ด ผ่ า น
หน้าอก ตะโพก และต้นขาของ
ผู้ประสบภัยภายหลังตรวจสอบ
ให้ม่ันใจว่ารัดตรึงทุกสาย ผู้เข้า
ชว่ ยตรึงศีรษะให้อยู่กับกระดาน
ร อ ง ห ลั ง โ ด ย ใ ช้ อุ ป ก ร ณ์ ต รึ ง
ศี ร ษ ะ (head immobilizer)
แ ล ะ ค า ด ส า ย พ า ด ห น้ า ผ า ก
ผู้ประสบภยั
บันทึก: หากผู้ประสบภัยไม่หายใจ ให้นาขึ้นจากน้าในทันที โดยใช้เทคนิคการเข้าช่วยนาขึ้นจากน้า
ด้วยผู้เข้าช่วย 2 คน และให้การกู้ฟื้นคืนชีพ อย่าล่าช้าในการนาผู้ประสบภัยขึ้นจากน้า โดยการคาด
สายรัด หรือการใช้อุปกรณ์ตรึงศีรษะ
การนาขึ้นจากน้าบนกระดานรองหลัง (Spinal Injury-Removal from the Water on a
Backboard)
เม่ือไร: บาดเจบ็ ของศรี ษะ คอ และไขสันหลัง
ทาไม: เพอ่ื นาผ้ปู ระสบภัยเขา้ ที่ปลอดภยั
ข้อควรระวัง: พึงระลกึ ไวว้ า่ ใหย้ กข้นึ ด้วยกาลังขาไมใ่ ช้หลัง
- เม่ือผู้ป่วยได้รับการตรึงอยู่บนกระดาน
รองหลัง วางตาแหน่งของกระดานรองหลัง
ด้วยปลายด้านศีรษะไปยังด้านข้างสระ
และปลายดา้ นเทา้ ช้ี ออกไปในนา้
418
- ผู้เข้าช่วยอยู่ในแตล่ ะด้าน ยกด้านศีรษะของ
กระดานรองหลังขึ้นเล็กน้อย และวางลงบน
ขอบ ใช้ rescue tube 1-2 อัน หากจาเปน็ ใน
การพยงุ ปลายด้านเท้าของกระดาน
- ผู้เข้าช่วยคนหนึ่งขึ้นจากสระ ขณะท่ีอีกคน
ควบคุมกระดานรองหลัง เม่ือข้ึนจากน้า ผู้เข้า
ช่วยบนฝั่งจับด้านศีรษะของกระดานรองหลัง
ขณะทผ่ี เู้ ขา้ ชว่ ยเหลืออีกคนข้นึ จากนา้
- ผู้เข้าช่วยท้ังสองพร้อมกันยืน
และก้าวถอยหลัง ดึงกระดาน
รองหลังและเล่ือนข้ึนเหนือ
ขอบสระ และอกห่างจากน้า
หากมีผู้เข้าช่วยเหลืออยู่ในน้า
ใหผ้ ลกั กระดาน
- หากมีผู้เข้าช่วยเหลือ ช่วยให้
คาแนะนาในการยกกระดาน
รองหลังข้ึนจากน้าเข้าสู่ฝ่ัง
แ ล ะ เ ร่ิ ม ป ร ะ เ มิ น ส ภ า พ
ผู้ประสบภัย และให้การดูแลที่
เหมาะสม
บันทึก: ให้ใช้เทคนิคการยกที่เหมาะสม เพ่ือป้องกันการบาดเจ็บของผู้เข้าช่วย โดยให้หลังเหยียดตรง
งอเข่า ควบคุมการเคลอ่ื นไหว โดยปราศจากการกระชากหรอื กระตุก ให้กระดานอย่ใู นระดับตา่ บนท่า
เท่าท่ีเป็นไปได้ ให้สอดคล้องกับเทคนิคการยก ผู้เข้าช่วยเหลืออื่นสามารถให้การช่วยเหลือ โดยการ
พยงุ ตัวผู้เขา้ ช่วยเหลือหลกั ท่ีด้านศีรษะของกระดานรองหลัง วางและรัดตรงึ สายรัดที่ อก ตะโพก และ
ต้นขา วางอุปกรณ์ตรึงศีรษะ และรัดตรึงสายรัดพาดผ่านหน้าผาก นาผู้ประสบภัยขึ้นจากน้าเร่ิม
ประเมินสภาวะและใหก้ ารดูแลที่เหมาะสม
การกู้ชพี และดูแลขัน้ ต้น
เน่ืองจากพบการรอดชีวิตท่ีมีการฟ้ืนตวั เป็นปรกติหลังจากจมน้าเป็นเวลานานในน้าแข็ง หรือ
กระท่ังน้าอุ่นดังนั้นไม่ควรรีรอที่จะให้ทาการกู้ฟื้นคืนชีพ และส่งไปแผนกฉุกเฉิน การตัดสินใจไม่กู้ชีพ
หรือยุตกิ ารกู้ชพี กระทาได้ยากและการตัดสินใจซ่ึงหน้าในพืน้ ทห่ี ลายครั้งพบว่าไม่ถกู ต้อง ให้พจิ ารณา
ตัดสินใจเร่ิมการกู้ชีพหากจมน้าไม่นานเกิน 60 นาทียกเว้นผู้จมน้าเสียชีวิตแล้วอย่างเห็นได้ชัด เช่น
ลาตัวขาดกลาง มีลักษณะของการตายปรากฏชัด เช่น เน่า อัตราการรอดชีวิตและไม่พิการขึ้นอยู่กับ
419
ระยะเวลาของการอยูใ่ ต้น้าอณุ หภมู นิ ้า และความพรอ้ มในการกชู้ ีพ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การช่วยหายใจ
หลังขึ้นจากน้า (AHA Class I, LOE C) ให้เอาขึ้นจากน้าอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดยต้องระวัง
อันตรายของตนเอง หากได้รับการฝึกอาจเริ่มช่วยหายใจต้ังแต่อยู่ในน้า (AHA Class IIb, LOE C)
หากแต่จะต้องไม่ทาให้การย้ายข้ึนจากน้าล่าช้า การช่วยหายใจอาจเลือกใช้ปากต่อจมูก (Mouth-to-
Nose) แทนปากต่อปาก หากยากในการบีบจมูกประคองศีรษะเปิดทางเดินหายใจ ไม่ควรกดนวด
หน้าอกระหว่างอยู่ในน้าเนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอและทาให้ขึ้นจากน้าล่าชา้ เม่ือขึ้นจากน้า
แล้วอย่าเสียเวลาในการอัดหน้าอก (chest thrust) หรือกดท้อง (abdominal thrust) รวมถึง
Heimlich maneuver (AHA Class III, LOE C) หรือเอาพาดบ่าให้น้าไหลออก เนื่องจากอาจทาให้
เกดิ การบาดเจ็บสาหสั และล่าช้าในการชว่ ยเหลอื
หากมีผู้ช่วยเหลือคนเดียว ให้เริ่มต้นการกู้ฟื้นคืนชีพโดยเร่ิมต้นด้วยการหายใจไม่น้อยกว่า 2
ครั้ง (เน่ืองจากกระทาได้ยากเนื่องจากมีน้าในทางเดินหายใจ) ตามด้วยกดนวดหน้าอก 30 คร้ัง ต่อ
ด้วยการช่วย หายใจ 2 ครั้ง และกดนวดหนา้ อก 30 คร้ัง จนกว่าจะมีสญั ญาณชพี หากมคี นเดยี วใหท้ า
ประมาณ 5 รอบ หรือ 2นาที แล้วกระตนุ้ ระบบฉกุ เฉิน
หากมีมากกวา่ 1 คน ให้ 1 คนไป กระตุ้นระบบฉุกเฉิน การกู้ชพี ยังคงใชร้ ะบบดงั้ เดิม คือ A-
B-C เน่อื งจากปัญหาหลักที่ทาใหห้ ัวใจหยุดเตน้ คอื ภาวะพร่องออกซเิ จน ไมค่ วรใชร้ ะบบ C-A-B ยกเว้น
พยานรู้เห็นว่าหมดสติทันทีทันใด การช่วยหายใจควรกระทา 2 คร้ัง โดยให้มีการเคลื่อนไหวของอก
หากผปู้ ว่ ยยังไม่ตอบสนองหรือไม่หายใจ ให้ติดแผน่ ตรวจคลนื่ ไฟฟา้ หัวใจจากเคร่อื งกระตกุ ไฟฟา้ หัวใจ
อัตโนมัติ (AED) โดยเช็ดหน้าอกให้แห้งก่อนทาการกระตุกไฟฟ้า ตามคาแนะนา ตามลักษณะของ
คล่ืนไฟฟ้าหวั ใจทตี่ รวจพบ
การบาดเจ็บของไขสันหลังพบไดน้ ้อยมาก (รอ้ ยละ 0.5) ไม่ควรเสยี เวลาในการดามกระดกู คอ
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการดามที่ไม่ถูกต้องอาจทาให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจและกระทาลาบากทาให้
ล่าช้าในการช่วยหายใจ ควรสงสัยในรายท่ีมีอาการทางคลินิกชัดเจน มีร่องรอยการได้รับบาดเจ็บจาก
อบุ ัติเหตุ ใช้ยานพาหนะ ที่ลื่นไหลบนนา เชน่ สกีนา เซริ ฟ์ หรอื เจท็ สกี เป็นตน้ อยู่ภายใต้การออกฤทธ์ิ
ของแอลกอฮอล์หรือมีประวัติกระโดดพุ่งหลาวลงนา อาจพิจารณาดามกระดูกคอ และสันหลัง หรือ
หากหยุดหายใจไม่มีชีพจร รีบนาข้ึนโดยจากัดการ เคล่ือนไหวของศีรษะและลาคอ และการจัดท่าพัก
ฟ้ืน modified High Arm IN Endangered Spine(H.A.IN.E.S) ซึง่ แขนดา้ นลา่ งยืดเหนือศีรษะ (AHA
ClassIIb, LOE C)
ผู้ปว่ ยจมน้าท่ีได้รับการช่วยหายใจ ประมาณ 2 ใน 3 จะมีการ อาเจียนและมากกวา่ น้ัน หาก
ไดร้ ับการกดนวดหัวใจร่วมดว้ ยในระหวา่ งการช่วยเหลือ หากผู้ป่วยอาเจียนให้ตะแคงไปด้านข้าง และ
นา้ เอาออกด้วยนิ้วหรืออุปกรณ์ ดูดสิ่งคัดหล่ัง (suction) หากมีสงสัยการบาดเจ็บกระดกู สันหลังคอให้
ใชว้ ิธกี ล้งิ เช่น ท่อนซุง โดยให้ ศีรษะ คอ และลาตวั ไปพรอ้ มกนั
420
บรรณานุกรม
สถาบนั การแพทย์ฉกุ เฉนิ .คมู่ อื แนวทางปฏิบัติการฉกุ เฉนิ ทางน้าและทางทะเล.ครง้ั ที1่ ,บรษิ ทั อลั ทเิ มท
พรน้ิ ทงิ้ จากัด,2557
421
หนว่ ยการเรียนที่ 7
ทารกและเด็ก
(ทฤษฎี 2 ชม. ปฏบิ ัติ 4 ชม.)
บทที่ 7 – 1
การดูแลเบ้อื งต้นในผปู้ ่วยทารกและเด็กทีม่ ีภาวะฉุกเฉนิ
บทนา
ทารกแรกเกิด หมายถึง ทารกตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาจนอายุครบ 1 เดือน ช่วงน้ี
เป็นช่วงเวลาสาคัญของชีวิต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ทารกต้องพร้อมที่จะ
422
ช่วยตัวเองด้านต่างๆ เมื่อออกมาจากครรภ์มารดา จึงเห็นได้ว่าอัตราตายของทารกระยะนี้จะ
สูงกว่าระยะอื่นๆ ของชีวิต อายุยิ่งน้อยโอกาสเสียชีวิตก็ยิ่งมากขึ้น ทารกแรกเกิด มักจะมี
ลักษณะศีรษะโตเมื่อเทียบกับลาตัว หน้าค่อนข้างกลมและคอสั้น แขนและขาสั้นเมื่อเทียบกับ
ผู้ใหญ่ จุดกึ่งกลางของลาตัวอยู่ที่บริเวณสะดือ ซึ่งแตกต่างจากของผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงหัวหน่าว
(SYMPHYSIS PUBIS)
ความสาคัญ ;
สาหรับเด็กไทย ทารกแรกเกิดจะมีน้าหนักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม ความ
ยาวเฉลี่ย 50 เซนติเมตร ขนาดรอบศีรษะ 33-35 เซนติเมตร และขนาดรอบทรวงอก 31-33
เซนติเมตร ทารกที่ครบกาหนดจะมีผิวหนังเป็นสีชมพู หรือผิวหนังเป็นจ้าๆ (MOTTLING) เป็น
ผลเนื่องจากกลไกการควบคุมหลอดเลือดฝอยยังทางานไม่เต็มที่ ทาให้บางส่วนขยายตัวและ
บางส่วนตีบตัว จึงเห็นผิวหนังเป็นจ้าๆ สีขาวซีดสลับกับสีคล้า ถ้าอุณหภูมิภายนอกเย็นลงจะ
ทาให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ส่วนอาการเขียวเฉพาะที่ปลายมือปลายเท้า (ACROCYANOSIS) อาจพบ
ได้ในเด็กปกติภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ผิวหนังซีด (PALLOR) อาจพบได้ในเด็กที่เสีย
เลือด ขาดออกซิเจนหรือช็อก อาการตัวเหลืองมักไม่พบทันทีหลังคลอด แต่ถ้าตรวจพบภายใน
24 ชั่วโมง ควรนึกถึงโรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด ผิวหนังที่เป็นรอยด่างสีน้าเงินปนเทา ซึ่ง
มักพบที่บริเวณก้นและหลัง ไม่มีอันตรายแต่อย่างใดมักจะจางหายไปภายใน 1-2 ปีหลังคลอด
ในทารกที่คลอดหลังกาหนดหรือตัวเล็กกว่าอายุ มักมีอาการขาดอาหาร โดยมีผิวหนังแห้ง
เหี่ยวย่น แตกหรือลอกเป็นแผ่น การหายใจของทารกแรกเกิดค่อนข้างไม่สม่าเสมอ มีอัตรา
ประมาณ 20-60 ครั้ง/นาที ทารกที่เกิดก่อนกาหนดอาจมีการหายใจถ่ีเร็วและหยุดเป็นพักๆ
(PERIODIC) ได้ โดยทั่วไปทารกแรกเกิดมักหายใจโดยการช่วยเหลือของกล้ามเนื้อหน้าท้องและ
เคลื่อนไหวหน้าท้องโดยใช้กระบังลม ดังนั้นทารกที่ท้องอืดจึงมักมีอาการหายใจลาบากร่วม
ด้วย สาหรับอัตราการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนแปลงระหว่าง 100-180 ครั้ง/นาที ขึ้นอยู่กับ
ความแข็งแรงของทารก ทารกเพศชายที่ครบกาหนด อัณฑะทั้ง 2 ข้างจะลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ
แล้ว หนังหุ้มองคชาตมักจะติดแน่น (PHYSIOLOGIC PHYMOSIS) ถ้าทารกถ่ายปัสสาวะได้ปกติดีก็
ไม่จาเป็นต้องแก้ไข ในทารกเพศหญิงแคมใหญ่ (LABIA MAJORA) 2 ข้างจะมาชิดกัน
ลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศใช้บอกอายุในครรภ์ของทารกได้ ทารกปกติส่วนใหญ่จะถ่ายข้ี
เทา (MECONIUM) ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ถ้าแต่ยังไม่ถ่ายให้ตรวจดูว่ามีรูทวารหนัก
หรือไม่
การประเมินสุขภาพเด็ก
การประเมินสุขภาพเด็กมีความแตกต่างกันเล็กน้อยกับการประเมินผู้ใหญ่ เด็กท่ัวไปมีการ
เจริญเติบโตและพัฒนาการค่อนข้างเร็ว เด็กที่มีอายุต่างกันแม้เพียงเล็กน้อย พัฒนาการก็มี
ความแตกต่างกันให้เห็นอย่างชัดเจน การประเมินสุขภาพเด็กมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสิ่งที่
เบ่ียงเบนไปจากปกติ เพ่ือจะได้ให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ
1. การซักประวัติ
423
2. การตรวจร่างกาย
การซักประวัติ มีจุดประสงค์เพื่อนาข้อมูลไปใช้วางแผนให้การช่วยเหลือ โดยการ
ซักถามจากครอบครัว ผู้ใกล้ชิด หรือผู้เห็นเหตุการณ์ หัวข้อในการซักประวัติมีดังน้ี
1. อาการสาคัญ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและเหตุผลที่ต้องการพาไปพบแพทย์ อาการ
สาคัญที่นาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลจะต้องมีระยะเวลาร่วมด้วยว่าเริ่มมีอาการผิดปกติเมื่อใด มัก
เป็นช่วงเวลาสั้นๆ
2. ประวตั ิการเจ็บป่วยในปจั จุบนั เป็นประโยคท่นี าเสนอปัญหาซ่งึ รวมไปถึงการเริ่มเจ็บปว่ ยใน
ครั้งนี้ ระยะเวลาที่เป็น และสาเหตุของปัญหาหรือการเจ็บป่วย รวมถึงประวัติการสัมผัสโรค
ร้ายแรง
3. ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต เป็นการซักประวัติเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอด
ประวัติการใช้ยา หรือปัญหาท่ีสาคัญของมารดาระหว่างตั้งครรภ์และการแท้งของครรภ์ก่อนๆ สภาพ
เด็กเม่ือแรกเกิด น้าหนักแรกเกิด ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังคลอด เช่น อาการตัวเหลือง ชัก เป็นต้น
รวมท้ังอาการแพ้สารต่างๆ
4. ประวัติครอบครัว ควรซักประวัติสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับอายุ สุขภาพบิดา
มารดาของเด็ก ญาติพี่น้องและปู่ย่าตายาย อาจซักถึงโรคติดต่อทางพันธุกรรม เช่น โรคหัวใจ
วัณโรค เบาหวานโรคทางระบบประสาท การติดยาเสพติด โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น
5. อุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บต่างๆ และการรับประทานสารพิษ เนื่องจากอุบัติเหตุ
ต่างๆ เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลทาให้เด็กเสียชีวิตได้ ควรซักถามเกี่ยวกับการตกจากที่สูง บาดเจ็บ
ที่ศีรษะ ไฟไหม้
6. การเจริญเติบโตและการพัฒนาการของเด็ก
7. การรับภูมิคุ้มกัน ซักถามเก่ียวกับชนิดภูมิคุ้มกันที่จะเป็นต้องได้รับตามวัย
8. นสิ ัยและพฤตกิ รรม/อารมณ์ อารมณ์ที่มกั พบในเดก็ เชน่ โมโหงา่ ย โมโหร้าย ชอบคร่าครวญ
เอาแต่ใจตนเอง เป็นต้น
เทคนิคการซักประวัติเด็ก
1. แสดงท่าทีท่ีอบอุ่น เป็นมิตร สุภาพอ่อนโยนต่อเด็กและผู้ปกครอง
2. แนะนาตัวเอง ทาความรู้จักกับเด็กและผู้ปกครอง เรียกชื่อเล่นเด็กเพื่อให้เกิด
ความคุ้นเคย
3. แสดงความสนใจ อาจถามเพ่ิมเติมเมื่อต้องการคาอธิบาย เพื่อให้เกิดความชัดเจน
มากข้ึน ละเว้นการวิจารณ์ซ่ึงจะทาให้ผู้ปกครองเกิดความรู้สึกผิดมากขึ้น
4. สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและให้ความเป็นกันเอง
การตรวจร่างกาย
การประเมินสภาพทั่วไปของเด็กอาจทาในขณะทาการซักประวัติ และไม่จาเป็นต้อง
ตรวจตามลาดับตั้งแตศ่ ีรษะไปยังเท้า อาจต้องปรับเปล่ียนไปตามความรุนแรงของการเจ็บป่วยหรือตาม
สภาพร่างกาย และวัยของเด็ก ทั้งนี้จะต้องประเมินให้ครอบคลุมสิ่งที่จาเป็นต้องประเมิน และ
เริ่มจากกิจกรรมที่ทาให้เด็กกลัวน้อยที่สุดก่อนโดยอาศัยทักษะ 3 ด้านคือการดู (INSPECTION)
การคลา (PALPATION) และการฟัง (AUSCUTATION)
424
การดู : เปน็ เทคนคิ ท่มี ีประโยชน์มากทีส่ ดุ แม้ว่าเป็นเทคนคิ ทค่ี ่อนขา้ งยาก แต่ถา้ มปี ระสบการณ์
และมีความรู้ จะทาให้สามารถช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยาขึ้น เป็นการประเมิน
สภาพทัว่ ไป
การคลา : หมายถึง การใช้การสัมผัสและความรู้สึกโดยใช้มือ เป็นการแยกแยะอวัยวะ
ต่างๆ เช่น ก้อนเนื้อ รอยโรค ลักษณะของผิวหนัง และอุณหภูมิร่างกาย
การฟัง : เป็นการฟังเสียงผ่านเคร่ืองมือที่เรียกว่าหูฟัง (STETHOSCOPE)
ส่ิงที่ต้องทาการตรวจ
1. อุณหภูมิร่างกาย (TEMPERATURE) ในทารกและเด็กเล็กส่วนมากจะวัดทางทวาร
หนัก โดยการใส่ปรอทที่หล่อลื่นด้วยวาสลินแล้วใส่เข้าไปในทวารหนักลึกประมาณ 1 นิ้ว ใน
เด็กการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นอุณหภูมิของทารกที่วัดทาง
ทวารหนักจะค่อนข้างสูง โดยเฉล่ียไม่ควรต่ากว่า 37.2 องศาเซลเซียส
2. ชีพจร (PULSE) ในทารกและเด็กอัตราการเต้นของหัวใจมักจะไวต่อความเจ็บป่วย
การออกกาลังกาย และอารมณ์มากกว่าผู้ใหญ่ อัตราการเต้นของหัวใจในเด็ก (ขณะพัก) ดัง
แสดงในตาราง
อายุ อัตราโดยเฉลี่ย/นาที
แรกเกิด 140
6 เดือนแรก 130
6-12 เดือน 115
110
1-2 ปี 103
2-6 ปี 90
6-10 ปี
การตรวจอัตราการเต้นของหัวใจในทารกหรือเด็กเล็ก อาจสังเกตได้จากการเต้นของ
ขม่อมหน้า (ANTERIOR FONTANALE) หรือคลาที่เส้นเลือดแดงที่ขาหนีบ (FEMORAL ARTERY) หรือ
อาจฟังโดยตรงที่หัวใจ ส่วนในเด็กโตอาจจับชีพจรที่ข้อมือ (RADIAL ARTERY) หรือข้อพับแขน
(BRACHIAL ARTERY)
3. อัตราการหายใจ (RESPIRATORY RATE) อัตราหายใจในทารกและเด็กเล็กมีความ
คล้ายคลึงกับอัตราการเต้นของหัวใจ คือมีระยะ (RANGE) ค่อนข้างกว้าง และไวต่อความ
เจ็บป่วย การออกกาลังกาย และอารมณ์มากกว่าในผู้ใหญ่ อัตราการหายใจอยู่ระหว่าง 30-80
ครั้ง/นาทีในทารก ส่วนในเด็กเล็กอัตราการหายใจประมาณ20-40คร้ัง/นาที ในเด็กโตอัตราการ
หายใจอยู่ระหว่าง15-25ครั้ง/นาที การสังเกตการหายใจควรใช้เวลานานกว่า 30-60 วินาทีใน
ทารกและเด็กเล็กจะใช้ กะบังลม (DIAPHRAGM) ช่วยหายใจมากกว่าทรวงอกดังนั้นวิธีที่ง่าย
ที่สุดในการสังเกตการหายใจคือการสังเกตการกระเพื่อมของหน้าท้องส่วนในเด็กโตสามารถ
สังเกตการหายใจได้จากบริเวณทรวงอก โดยดูการขยายตัวของทรวงอก การใช้แรงในการ
425
หายใจ เสียงการหายใจ เช่น เสียงวี้ด (WHEEZING) เสียงคราง (GRUNTING) เสียงกรน (STRIDOR)
เป็นต้น
4. ความดันโลหิต (BLOOD PRESSURE) ความดันโลหิตในระยะหัวใจบีบตัวปกติในเด็ก
แต่ละวัยมีค่าต่างกัน ดังนี้
แรกคลอดมีค่าประมาณ 50 MMHG
1 เดือน 60 MMHG
6 เดือน 70 MMHG
1 ปี 95 MMHG
6 ปี 100 MMHG
สาหรับความดันโลหิตเมื่อหัวใจคลายตัวมีค่าประมาณ 65 MMHG เม่ืออายุได้ 1 ปี และ
จะไม่เปลี่ยนแปลงเลยในระหว่างท่ียังอยู่ในวัยเด็ก การเปล่ียนแปลงค่าความดันโลหิตจะข้ึนอยู่กับการ
ใช้กาลัง การออกกาลังกาย การร้องไห้ หรือเมื่อมีอารมณ์โกรธ กรณีค่าความดันโลหิตต่ากว่า
ปกติจะต้องตรวจดู CAPILLARY REFILL ด้วยเสมอ
เทคนิคการตรวจร่างกายของเด็กแต่ละวัย
1. ทารก (แรกเกิด -1 ปี) ระยะนี้จะตกใจกลัวเม่ือได้ยินเสียงดัง และได้รับการสัมผัสที่
รุนแรง จึงควรสัมผัสทารกด้วยความนุ่มนวลและไม่พูดเสียงดัง
การเตรียม : ถอดเสื้อผ้า อาจมีของเล่นสีสดใสไว้กระตุ้น หรือเบี่ยงเบนความสนใจ
ต้องรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายทารกด้วย
ท่าตรวจ : น่ัง หรือนอนบนตักบิดา มารดา
ขั้นตอน : หากทารกไม่ร้องไห้ ให้ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ เสียงปอด และเสียงการ
เคลื่อนไหวของลาไส้ก่อนตรวจระบบอ่ืน แล้วจึงตามด้วยการเคาะ การคลาบริเวณเหล่าน้ี
จากน้ันจึงตรวจร่างกายจากศีรษะถึงเท้าโดยวิธีการดูเป็นหลักสาคัญ การตรวจด้วยเครื่องมือที่
ก่อให้เกิดการระคายเคืองควรทาเป็นอันดับสุดท้าย
2. เด็กวัยหัดเดิน (อายุ 1-3 ปี) เด็กวัยนี้เป็นวัยที่มีปฏิกิริยาขัดขืนต่อต้าน และกลัวการ
ตรวจร่างกายมากกว่าทุกวัย กลัวคนแปลกหน้า จึงไม่ชอบแยกจากพ่อแม่ ไม่ชอบให้แตะต้อง
ตัว และไม่ชอบให้ถอดเสื้อผ้าออก มักร้องไห้ง่ายแต่ปลอบให้สงบยาก
การเตรียม : ถอดเส้ือผ้าเด็กเท่าที่จาเป็น และทาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้บิดา
มารดาเป็น ผู้กระทา ควรสรา้ งสมั พนั ธภาพกับเด็กเพ่ือให้เด็กเกิดความคนุ้ เคยกอ่ น จึงเรมิ่ สมั ผัสเด็ก
สร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นปกติธรรมดา ปล่อยให้เด็กได้เล่นหรือหยิบจับ
เคร่ืองมือในการตรวจ อาจต้องแสดงตัวอย่างการตรวจ และให้คาอธิบายง่ายๆ ก่อนตรวจ
ท่าตรวจ : น่ังบนตัก ยืนใกล้ๆ บิดามารดา เด็กมักจะขัดขืนหากให้อยู่ในท่านอน
ขั้นตอน : ควรทาการตรวจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะการตรวจด้วยเครื่องมือท่ี
ก่อให้เกิดการระคายเคือง การตรวจที่ต้องให้เด็กนอนหงาย ควรทาเป็นอันดับสุดท้าย มีการ
กล่าวชมเชยเม่ือเสร็จสิ้นการตรวจ
426
3. เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3-6 ปี) เด็กวัยนี้จะให้ความร่วมมือในการตรวจดีกว่าวัยหัดเดิน แต่
ยังคงมีปฏิกิริยาขัดขืนต่อต้านอยู่บ้าง เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด กลัวเลือด และต้องการอยู่
ใกล้ชิดกับบิดามารดา
การเตรียม : ให้เด็กถอดเส้ือผ้าเองเท่าที่จาเป็น ให้เด็กได้หยิบจับ หรือลองใช้เครื่องมือ
ที่ใช้ในการตรวจ ควรผูกเรื่องราวให้น่าสนใจในการบอกเด็กก่อนจะทาการตรวจร่างกาย หรือ
อาจใช้เกมส์เป็นสื่อในการตรวจ
ท่าตรวจ : ท่าน่ังหรือยืน เด็กบางคนอาจนั่งบนตักมารดา
ขั้นตอน : สามารถตรวจเป็นระบบ ตั้งแต่ศีรษะถึงเท้าได้ดีขึ้น ควรใช้เครื่องมือในการ
ตรวจเป็นอันดับสุดท้ายหลังจากที่เด็กได้มีโอกาสหยิบจับเคร่ืองมือเล่นแล้ว
4. เด็กวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี) เด็กวัยน้ีจะให้ความร่วมมือในการตรวจดีขึ้น
การเตรียม : ให้ความมิดชิดแก่เด็ก ไม่ควรเปิดเผยร่างกาย เพราะวัยนี้จะเริ่มอายบิดา
มารดา หรือเพศตรงข้าม แนะนาเครื่องมือที่ใช้และเปิดโอกาสให้ซักถามถึงเทคนิควิธีการ และ
วัตถุประสงค์ของการใช้ ตลอดจนผลการตรวจร่างกาย
ท่าตรวจ : ตามความต้องการของผู้ตรวจ วัยน้ีจะให้ความร่วมมือดี
ขั้นตอน : เป็นระบบจากศีรษะถึงเท้า การตรวจอวัยวะสืบพันธุ์จะเป็นอันดับสุดท้าย
5. เด็กวัยรุ่น (อายุ12-18 ปี) เป็นวัยที่ให้ความร่วมมือมากกว่าเด็กทุกวัย มีความสุภาพ
สนใจและให้ความสาคัญแก่ความปกติและไม่ปกติของร่างกายมากกว่าเด็กวัยอื่น กลัวความ
พิการ กลัวเสียรูปร่าง
การเตรียม : ให้ความมิดชิดเป็นส่วนตัวกว่าทุกวัย การอธิบายวัตถุประสงค์ วิธีการ
และผลการตรวจเป็นสิ่งสาคัญมาก ควรถามเด็กว่าต้องการให้บิดามารดาอยู่ด้วยขณะตรวจ
หรือไม่
ท่าตรวจ : ตามความต้องการของผู้ตรวจ
ปัญหาที่พบบ่อยในทารกและเด็ก
1. การอุดตันทางเดินหายใจ
สาเหตุ : การติดเช้ือ สาลักสิ่งแปลกปลอม อุบัติเหตุต่อทางเดินหายใจ
ผู้ป่วยเด็กจะมีปัญหาการอุดตันทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะทาง
กายวิภาคและสรีระท่ีแตกต่างกันดังน้ี
1. จมูก เป็นส่วนของทางเดินหายใจที่ทาให้เกิดแรงต้านการไหลของอากาศสู่ทางเดิน
หายใจได้มากถึงร้อยละ 50 ในเด็กช่องจมูกจะส้ัน มีโครงสร้างที่นิ่มและแบนราบ ร่วมกับรูจมูก
มีขนาดเล็กทาให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
2. ขากรรไกรล่าง (MANDIBLE) มีขนาดเล็ก และช่องคอส่วนส่วนจมูก (NASOPHARYNX)
แบนราบ ทาให้ช่องทางเดินหายใจส่วนนี้แคบ
3. ลิ้น มีขนาดใหญ่ ทาให้มีโอกาสตกไปปิดด้านหลังของช่องคอ (POSTERIOR PHARYNX)
โดยเฉพาะเม่ือหลับ หมดสติ หรือได้รับยาท่ีกดการหายใจ
4. กล่องเสียง (LARYNX) อยู่ในตาแหน่งที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ทาให้ฝาปิดกล่องเสียง
(EPIGLOTTIS) ขึ้นมาอยู่ในระดับกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่ 1 และเกือบชิดกับเพดานอ่อน
427
ร่วมกับการที่มีลิ้นขนาดใหญ่และขากรรไกรล่างเล็ก จึงเกิดการปิดกั้นทางเดินหายใจในส่วน
ช่องปากได้ ทาให้เด็กต้องหายใจทางจมูกเป็นหลักจนถึงอายุ 2-5 เดือน
5. EPIGLOTTIS อ่อนนิ่ม มีรูปร่างแคบและยาวเป็นรูปตัว “U” ทาให้ม้วนไปด้านหลัง
ปิดช่องทางเดินหายใจได้ง่ายช่วงหายใจเข้า
6. เยื่อบุทางเดินหายใจ มีลักษณะอ่อนนุ่มและเกาะตัวกันอย่างหลวมๆ ทาให้บวมได้
ง่าย และบวมมากเม่ือเกิดการอักเสบ
การอุดตันทางเดินหายใจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1 การอุดตันบางส่วน เด็ก/ทารกยังรู้สึกตัว หรือน่ังได้
อาการ : เสียงหายใจผดิ ปกติ เชน่ มีเสียงฮ้ืด อกบุ๋มขณะหายใจเข้า สผี ิวยังปกตเิ ป็นสชี มพู
การชว่ ยเหลอื : จัดให้อยูใ่ นท่าทส่ี บายทสี่ ุด เดก็ เล็กให้นงั่ ตกั มารดา อยา่ ปล่อยใหน้ อนบนพ้ืนให้ออกซิเจน
ประสานศูนย์สั่งการนาส่งโรงพยาบาลอย่าทาให้เด็กตกใจกลัวหรือดิ้นร้อง ตรวจร่างกายเท่าที่
จาเป็น
1.2 การอุดตันแบบสมบูรณ์ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง หรือสีผิวเขียว
คล้า (CYANOSIS)
อาการ : ไม่ร้อง ไม่พูด เขียว หายใจลาบาก หมดสติ
การช่วยเหลือ : ใช้เทคนิคกาจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ
- อายุตา่ กว่า 1 ปี ทา BACK BLOWS และ CHEST THRUSTS
- อายุมากกว่า 1 ปี ทา ABDOMINAL THRUST
การช่วยหายใจที่เหมาะสม โดยใช้ BAG-VALE-MASK
กรณีท่ีรู้สึกตัว ทา HEIMLICH MANEUVER
1. แขนโอบรอบลาตัวผ่านใต้รักแร้
2. วางกาป้ันด้านนิ้วหัวแม่มือให้ติดหน้าท้อง ตรงแนวกึ่งกลาง โดยอยู่เหนือสะดือ แต่
ใต้ต่อกระดูกล้ินปี่
3. ฝ่ามืออีกข้างวางซ้อนลงบนกาป้ัน
4. ออกแรงดันเข้าในท้องและทิศทางขึ้นบนด้วย ทาติดต่อกัน 5 ครั้ง
5. ทาต่อแบบเดิมจนกระท่ังเห็นส่ิงแปลกปลอมหลุดกระเด็นออกมาหรือเด็กมี
เสียงพูดออกมาได้หรือถ้าเด็กเริ่มไม่รู้สึกตัวให้ช่วยเหลือแบบเด็กหมดสติต่อไป
กรณีท่ีไม่รู้สึกตัว ทา ABDOMINAL THRUST
1. ใช้วิธี ABDOMINAL THRUST ในท่านอนหงาย โดยน่ังคร่อมบนขาทั้ง 2 ข้างของเด็ก
2. ใช้ 2 มือประสานซ้อนกัน เอาส้นมือวางตรงกลางระหว่างสะดือและลิ้นป่ีแล้ว
ออกแรงกด แรง และเร็ว คล้ายทิศทางกระแทกดันขึ้นตรงกลาง โดยจะกระแทก
ติดต่อกัน 5 คร้ัง
428
3. สังเกตว่ามีสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาในปากหรือไม่ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอม
ชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อยๆเขี่ยและเกี่ยวออกมาระวัง!!! อย่าดันแรงเกินไป หลุดเข้า
ไปลึกย่ิงข้ึน
รปู ท่ี 7.1-2 แสดงการลว้ งสิง่ แปลกปลอมออกจากทางเดินหายใหายใจ
ถา้ เดก็ ไม่หายใจ & ไมข่ ยบั เลย ให้เปา่ ปากและนวดหวั ใจแทนจนกวา่ จะถงึ โรงพยาบาล
** การนวดหัวใจ อาจชว่ ยให้สง่ิ แปลกปลอมหลดุ ออกมาได้ หมนั่ ตรวจเชค็ ชอ่ งปาก
2. ภาวะฉุกเฉินระบบทางเดินหายใจ
2.1 หายใจลาบาก
อาการ : ปีกจมูกบาน อกบุ๋ม มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อที่คอ ทรวงอก และหน้าท้อง ได้ยินเสียง
หายใจผิดปกติ เช่น เสียงอี๊ด (STRIDOR) เสียงวี้ด (WHEEZING) อัตราการหายใจมากกว่า 60
ครั้ง/นาที เขียว PERIPHERAL PERFUSION ไม่ดี ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
2.2 ภาวะหายใจล้มเหลว (RESPIRATORY ARREST)
อาการ : อตั ราการหายใจน้อยกวา่ 10 ครงั้ /นาที ความตงึ ตัวของกล้ามเนอ้ื ออ่ นลงมาก ไม่ร้สู ึกตัว หัว
ใจเต้นช้าหรือหยุดเต้น คลาชีพจรไม่ได้ ตัวเย็น เขียว
การช่วยเหลือ : ให้ออกซิเจนทุกรายที่มีภาวะฉุกเฉินระบบทางเดินหายใจ รีบนาส่ง
โรงพยาบาล
วิธีดูดสารคัดหล่ัง : จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายราบ
ใช้หลักการปราศจากเชื้อ (STERILE TECHNIQUE)
เลือกขนาดของสายดูดให้เหมาะสม
ปรับความดนั ทีใ่ ชใ้ นการดดู การใช้ความดนั มากเกนิ ไปจะทาใหเ้ กิดการทาลายของ
เน้ือเยื่อในหลอดลม ทารกใช้ความดันประมาณ70 – 90 MMHG เด็กโตใช้ความดันประมาณ
90 – 120 MMHG ระยะเวลาในการดูดเสมหะแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 10 – 15 วินาที
3. ชัก (SEIZURE)
สาเหตุ : มีความผิดปกติในสมอง น้าตาลในเลือดสูง/ต่า ติดเช้ือ ไข้สูง บาดเจ็บศีรษะ
อาการ : กระตุกบริเวณลาตัว คอ แขน หรือขา ที่ใดท่ีหนึ่ง หรือเป็นพร้อมๆ กัน อาจมีลักษณะ
เกร็งแข็งของอวัยวะต่างๆ ค้างอยู่ร่วมด้วย
การช่วยเหลือ : ซักประวัติการชัก ลักษณะการชัก ระยะเวลา เคยได้รับยากันชักหรือไม่
429
ประเมินระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงหรือไม่หลังการชัก
ประเมินการได้บาดเจ็บระหว่างการชักด้วยเปิดทางเดินหายใจ ดูแลทางเดิน
หายใจให้โล่ง ดูดเสมหะ เอียงผู้ป่วยให้ตะแคงหน้า ถ้าไม่มีการบาดเจ็บของ
กระดูกต้นคอให้ออกซิเจน ถ้ามีภาวะหายใจลาบาก/ล้มเหลวใช้ BAG-VALVE-
MASK ป้องกันอุบัติเหตุขณะชักถ้าเด็กชักเนื่องจากไข้สูง เช็ดตัวลดไข้ นาส่ง
โรงพยาบาลทุกราย
เทคนิคการเช็ดตัวลดไข้
ในเด็กที่มีไข้สูง จาเป็นต้องพิจารณาช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงโดยเร็ว ปกติ
ผู้ป่วยท่ีมีไข้เกิน 38 ๐ซ. ควรเช็ดตัวด้วยนา้ ธรรมดาหรือนา้ อุ่น และวัดอุณหภูมิซา้ หลังเช็ดตัว
แล้ว 20-30 นาที
1. การเตรียมอุปกรณ์ กะละมังใส่นา้ ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก 2-4 ผืน
2. ก่อนเช็ดตัวควรวัดอุณหภูมิ ชีพจร และการหายใจ
3. เช็ดตัวจากส่วนที่ปลายอวัยวะเข้าสู่ร่างกาย การเช็ดต้องเช็ดช้าๆ
และซ้าบริเวณเดิมอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ขณะเช็ดต้องใช้ผ้าเช็ดตัว 1-2
ผืน เปียกน้าหมาดๆ วางพักไว้ตามข้อพับ ได้แก่ ซอกคอ รักแร้ ขา
หนีบ ข้อพับแขน และบริเวณศีรษะ บริเวณหัวใจ วางพักไว้เป็นพักๆ
และเปลี่ยนซักน้ามาวางใหม่เรื่อยๆ เนื่องจากบริเวณข้อพับ ศีรษะ
และหัวใจมีเลือดไหลผ่านมาก จึงสามารถนาความร้อนออกจาก
บริเวณเหล่านี้ได้มาก ซึ่งในการเช็ดตัวแต่ละครั้งไม่ควรเร็วเกินไป แต่
ก็ไม่ควรนานเกิน 15-20 นาที เพราะถ้านานกว่านี้อาจทาให้หนาวสั่น
ได้ หากขณะเช็ดตัวรู้สึกหนาว ควรหยุดการเช็ดตัวทันที
4. ก่อนเช็ดตัว ระหว่างเช็ดตัวและหลังการเช็ดตัว ควรกระตุ้นให้ดื่มน้า
บ่อยๆ เพ่ือส่งเสริมการระบายความร้อนออกทางปัสสาวะมากข้ึน
5. ขณะเช็ดตัวควรให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยท่ีสุด เพื่อลดการเผา
ผลาญของร่างกาย
6. ภายหลังเช็ดตัว 20-30 นาที ควรวัด อุณหภูมิ ชีพจร และการหายใจ
ซ้า ถ้าอุณหภูมิไม่ลด ควรพิจารณาเช็ดตัวซา้
4. ช็อค (SHOCK)
เป็นกลุ่มอาการท่ีเกิดจากการทางานของระบบไหลเวียนโลหิตลดลง จนทาให้เกิด
ปัญหาการส่งออกซิเจนไปเล้ียงเนื้อเย่ือต่างๆ ไม่เพียงพอ สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
1. สูญเสียสารน้าออกนอกร่างกาย เช่น การเสียเลือด โรคอุจจาระร่วง อาเจียน โรค
เบาจืด บาดเจ็บช่องท้อง
2. สูญเสียสารน้าในร่างกายจากการรั่วซึมของสารน้าออกนอกหลอดเลือด เช่น ไฟ
ไหม้ ลาไส้อุดตัน โปรตีนในเลือดตา่
3. สาเหตุท่ีพบได้ไม่บ่อย เช่น ติดเช้ือ ปฏิกิริยาภูมิแพ้ สารพิษ โรคหัวใจ
430
อาการ : หายใจเร็วตื้น ผิวหนังซีดเย็น เหง่ือออก ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตตา่
อ่อนเพลีย CAPILLARY REFILL ช้า ปัสสาวะออกน้อยลง (อาจสอบถามจากผู้เลี้ยงดูเด็ก) มีการ
เปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว ไม่มีน้าตาขณะร้องไห้
การช่วยเหลือ : ประเมินทางเดินหายใจ ให้ออกซิเจน เตรียมการช่วยหายใจ
ห้ามเลือดถ้ามีเลือดออก ยกขาสูงกว่าระดับลาตัว
จัดให้นอนราบ ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ให้ความอบอุ่นแก่
ร่างกาย
รีบนาส่งโรงพยาบาล ประเมินอาการซา้ อย่างต่อเนื่องระหว่างนาส่ง
5. สารพิษ (POISONING)
เป็นสาเหตุท่ีพบบ่อยใน 5 อันอับแรกของอุบัติเหตุ ร้อยละ 60 พบในเด็กอายุน้อยกว่า
6 ปี วิธีที่ได้รับสารพิษพบว่าเกิดจากการรับประทานประมาณร้อยละ 75.4 ร้อยละ 90 เกิดขึ้น
ภายในบ้าน
ปัจจัยท่ีมีผลต่อการได้รับสารพิษ
1. ระดับพัฒนาการ
2. ความประมาท
3. ขาดการดูแลเอาใจใส่
4. ภาวะเศรษฐกิจและสังคม
5. สาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น โรคประจาตัวท่ีต้องกินยาเป็นประจา
การช่วยเหลือ : ซักประวัติ (เวลาที่ได้รับ ลักษณะการได้รับ ปริมาณ สาเหตุ)
เก็บภาชนะที่บรรจุสารพิษนาส่งพร้อมผู้ป่วย สังเกตภาพแวดล้อมถ้าได้รับ
สารพิษทางผิวหนัง ถอดเส้ือผ้าที่เปื้อนออก ล้างด้วยน้าจานวนมาก
กรณีไม่หมดสติ: ประสานแพทย์ผู้ควบคุมระบบให้ออกซิเจน ดูแลอย่างใกล้ชิดเน่ืองจากอาจ
เข้าสู่ภาวะหมดสติรีบนาส่ง
กรณีหมดสติ : เปิดทางเดินหายใจ เตรียมการช่วยหายใจให้ออกซิเจนติดต่อแพทย์ผู้ควบคุม
ระบบ รีบนาส่ง
6. การจมน้า
ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยท่ีจมน้า จะสาลักน้าเข้าปอด และอาจจะสาลักเอาเศษอาหารจาก
กระเพาะ โคลน ทราย เข้าในปอดด้วย
อาการ : หายใจไม่ออก หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หมดสติ ความรุนแรง ขึ้นอยู่กับ
ระยะเวลาท่ีจมอยู่ในนา้
การช่วยเหลือ : ช่วยหายใจ (สาคัญที่สุด) ช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายสูงข้ึน ตรวจการบาดเจ็บ
เพิ่ม KEEP WARM เปิดทางเดินหายใจ ดูดสารคัดหลั่งถ้าจาเป็นป้องกันการเกิด
SECONDARY DROWNING SYNDROME คือภาวะหายใจลาบากที่เกิดขึ้นหลังจากท่ี
ผู้ป่วยมีภาวะหายใจปกติในระยะแรก จะเกิดในเวลาไม่ก่ีนาที-ไม่กี่ช่ัวโมง
431
7. แผลไฟไหม้
ผิวหนังถูกทาลายด้วยความร้อนหรือสารเคมี อาจจะเกิดต้ังแต่หนังกาพร้า หนังแท้
หรือลึกลงไปถึงกระดูกได้
ประเภทของแผลไฟไหม้
- แผลไหม้จากความร้อนเกิดจากเปลวไฟ ประกายไฟ แผลที่เกิดจากน้า
ร้อน ไอน้าร้อน น้ามันร้อน อันตรายขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและระยะเวลาที่
สัมผัส
- แผลไหม้จากกระแสไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการ SPARK ของกระแสไฟฟ้าหรือ
การถูกวัตถุที่ร้อน
เ ข้า ร่า ง ก า ย -->พ ล ัง ง า น ค ว า ม ร้อ น -->เ กิด แ ผ ล ไ ห ม้ที ่ผ ิว ห นัง ภ า ย น อ ก
ตาแหน่งเข้าและออก มีการทาลายเนื้อเยื่อ อวัยวะ เส้นประสาทและเส้น
เลือดที่กระแสไฟฟ้าผ่าน-->เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและตาย ความรุนแรง
ขึ้นกับขนาด/ปริมาณกระแสไฟฟ้า ระยะเวลาที่สัมผัส ตาแหน่งท่ีสัมผัส
- แผลไหม้จากสารเคมี มีคุณสมบัติเป็น NECROTIZING SUBSTANCE ทาลาย
เนื้อเยื่อ ด่างจะทาให้เกิดแผลไหม้รุนแรงมากกว่ากรด ความเข้มข้นของ
สารเคมีและระยะเวลาท่ีสัมผัส
- แผลไหม้จากรังสี
SECOND DEGREE
ลักษณะทใี่ ช้ First SPT DPT THIRD DEGREE
แยก degree (Superficial (Deep partial-
การทาลายช้ัน หนงั กาพร้า partial- thickness
ผิวหนัง
thickness burn) burns)
หนังกาพรา้ หนงั กาพรา้ และ หนงั กาพรา้ หนังแท้
ทงั้ หมดและ หนงั แท้เกอื บ ทัง้ หมด กล้ามเนื้อ
บางส่วนของหนงั ท้ังหมด กระดกู เสน้ ประสาท
แท้
432
สี(color) สีชมพูหรอื สีแดง สขี าว ซีด ขาว ซดี เหลอื ง
แดง น้าตาลไหม้ หรือดา
พอง(Blister) ตุ่มพองเห็นชัด มีน้อยหรอื แฟบ หนาแขง็
ไม่มี
ความรู้สึก ปวดแสบมาก ปวดแสบลดลง พองแฟบ แขง็ แหง้
ปวดแสบร้อน กรา้ น
ความออ่ นนุม่ มคี วามน่มุ ยงั นมุ่ บา้ ง
ระยะเวลาการ มคี วามนมุ่ ประมาณ 7-14 ประมาณ 14-28 ไมม่ คี วามรสู้ กึ
หาย หายไดเ้ อง วนั มแี ผลเปน็ ไม่ วนั เป็นแผลเปน็ ยกเว้นแรงกด
ภายใน 3-5 ต้องทา skin graft มาก
วัน หยาบกรา้ น ตึง
เป็นเดือนๆ และตอ้ ง
ทา skin graft
แผลเปน็ ทมี่ ลี ักษณะ
นนู
การช่วยเหลือ
1. ประเมินสภาพเบื้องต้นตามหลัก A B C
2. หยุดขบวนการเผาไหม้ที่ยังหลงเหลืออยู่ ตัดเสื้อผ้าที่ไหม้ไฟ หรือเปียกน้าร้อนออก
และถอดเครื่องประดับ
3. ซักประวัติ สาเหตุ บริเวณที่เกิดเหตุ ประวัติการเจ็บป่วยเดิม
4. ประเมินการบาดเจ็บอื่นๆ ประเมินสภาพแผลไหม้
5. ประเมินการหายใจป้องกันภาวะหายใจลาบาก - โดยประเมินจาก
• บ่นหายใจลาบาก หรือกลืนลาบาก
• ลักษณะการหายใจผิดปกติ เช่น เร็ว ต้ืน การขยายตัวของทรวงอกลดลง
8. การบาดเจ็บในเด็ก (TRAUMA)
การบาดเจ็บเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเด็ก การบาดเจ็บจากแรงกระแทก
(BLUNT INJURY) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
ลักษณะการบาดเจ็บในเด็กจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมักไม่ได้สวมหมวก
นิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัย จึงเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะและต้นคอได้ง่าย หรือหากมีการคาด
เข็มขัดนิรภัย อาจจะทาให้มีการบาดเจ็บที่ช่องท้องและกระดูกสันหลังช่วงล่างได้ กรณีรถมี AIR
BAG ใหร้ ะวังเร่อื งการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอด้วย
อวัยวะท่ีได้รับบาดเจ็บ ที่พบบ่อย ได้แก่
433
1. ศีรษะ การบาดเจ็บที่ศีรษะเป็นสาเหตุการตายท่ีสาคัญ
การช่วยเหลือ : กรณีเหมดสติ เปิดทางเดินหายใจ โดยวิธียกขากรรไกร (JAW THRUST)
การช็อกในเด็กที่บาดเจ็บท่ีศีรษะ ต้องตรวจหาการบาดเจ็บอ่ืนๆ ร่วม ด้วย
ติดตามการหายใจอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดการหายใจล้มเหลว ถ้ามีการคลื่นไส้
อาเจียน ป้องกันการสาลัก ช่วย SUCTION
สาเหตุสาคัญของการขาดออกซิเจนในผู้ป่วยหมดสติ ภายหลังได้รับบาดเจ็บท่ี
ศีรษะคือ การอุดตันทางเดินหายใจจากล้ินตก การทา JAW THRUST จึงมีความสาคัญอย่างมาก
2. ช่องท้อง พบการบาดเจ็บช่องท้องได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่ มักเป็นอาการท่ีไม่แสดง
ชัดเจนในช่วงแรก จะต้องตรวจหาการบาดเจ็บช่องท้องร่วมด้วยเสมอในกรณีท่ีมีการบาดเจ็บ
หลายระบบร่วมกันถึงแม้จะไม่มีอาการแสดงชัดเจน โดยตรวจดูรอยฟกชา้ อาการปวดท้อง
หรือท้องอืด
3. ช่องอก อาจมีการบาดเจ็บของอวัยวะภายในช่องอก โดยไม่แสดงอาการบาดเจ็บ
ภายนอก มักพบว่าซ่ีโครงมีโอกาสหักน้อยกว่าผู้ใหญ่ เน่ืองจากมีความยืดหยุ่นได้ดี
9.การทาร้ายร่างกายเด็ก และการทอดท้ิงเด็ก
การทาร้ายร่างกายเด็ก หมายถึง การกระทาที่ไม่เหมาะสม อันเป็นสาเหตุให้เกิดการ
บาดเจ็บหรืออันตราย
การทอดทิ้งเด็ก หมายถึง การท่ีเด็กไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ การเมินเฉยของผู้เลี้ยงดู
บางก รณีอาจ มีทั้งก าร ทาร้าย ร่างกายแ ละถูกท อดทิ้งร่วม กัน เวชกรฉุกเฉิน
ระดับพื้นฐานจะต้องคานึงถึงสาเหตุเหล่านี้ ให้ความระมัดระวังและตระหนักอยู่เสมอถึงปัญหา
ที่อาจจะตามมาได้
อาการ และการแสดงของเด็กถูกทาร้าย
1. รอยแผลฟกช้า บาดแผลไหม้
2. การให้ประวัติของการบาดเจ็บไม่สอดคล้องกับลักษณะการบาดเจ็บ
3. มักเป็นการขอความช่วยเหลือซ้าๆ จากที่เดิม
4. ผู้ดูแลเด็กให้ความสนใจการบาดเจ็บไม่เหมาะสม
5. การเล่าเรื่องราวขัดแย้งกัน
6. เด็กมีท่าทางหวาดกลัว กลัวท่ีจะเล่าว่าการบาดเจ็บเกิดจากสาเหตุอะไร
อาการ และการแสดงของเด็กถูกทอดท้ิง
1. ขาดผู้ใหญ่ดูแลเอาใจใส่
2. สภาพร่างกายขาดอาหาร ผอมโซ เส้ือผ้าสกปรก
3. พบในสิ่งแวดล้อมท่ีไม่ปลอดภัย อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม
4. ไม่ได้รับการรักษาท้ังที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น หอบ พิการ
การช่วยเหลือ : ไม่กล่าวโทษในท่ีเกิดเหตุ ควรช่วยเด็กให้อยู่ในท่ีปลอดภัยก่อน
รายงานตามขั้นตอนของกฎหมาย
การช่วยฟื้นคืนชีพข้ันพ้ืนฐานในเด็ก (PEDIATRIC BASIC LIFE SUPPORT )
แนวปฏิบัติสาหรับการช่วยฟ้ืนคืนชีพเด็กให้คาจากัดความของทารกและเด็กดังนี้
434
เด็ก (CHILD) อายุต้ังแต่ 1-8 ปี
ทารก (INFANT) อายุน้อยกว่า 1 ปี
ทารดแรกเกิด (NEWBORN) อายุน้อยกว่า 28 วัน
ทารกแรกเกิด (NEWLY BORN) ทารกท่ีเพ่ิงคลอดได้ไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง
อ้างอิง : AHA 2015
1. การป้องกันภาวะหวั ใจหยุดเต้น
2. การทาการกดหน้าอกอย่างถูกตอ้ ง และทนั ทว่ งที
3. การเรียกขอความช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉนิ
4. การชว่ ยฟนื้ คืนชีพขัน้ สงู อย่างมีประสิทธิภาพ
5. การดแู ลภายหลังการช่วยฟนื้ คนื ชพี
ข้นั ตอนการชว่ ยฟนื้ คนื ชีพขนั้ พ้นื ฐานในเดก็
1. ประเมนิ สภาพแวดล้อมรอบตวั ผ้ปู ่วย
โดยการประเมินก่อนว่าบริเวณสภาพแวดล้อมรอบตวั เด็กมีความปลอดภัยหรือไม่ ก่อนท่ีจะ
เขา้ ไปชว่ ยเหลอื
2. ประเมนิ การตอบสนองของเด็ก
ทาโดยแตะที่ตัวเด็กเบาๆและตะโกนเรียก เพ่ือประเมินการตอบสนองของเด็ก หากเด็ก
ร้สู ึกตวั อาจมกี ารขยบั หรือร้องคราง แตห่ ากเดก็ ไม่มกี ารตอบสนอง ไมห่ ายใจหรือหายใจเฮอื ก ให้เข้า
ชว่ ยเหลือขั้นตอ่ ไป
3. การคลาชีพจร
ประชาชนทวั่ ไป : ไม่แนะนาใหท้ า
บุคลากรทางการแพทย์ : ในทารกให้คลาชีพจรท่ีตาแหน่ง brachial artery และในเด็ก
ใหค้ ลาที่ carotid หรือ femoral artery โดยใชเ้ วลาไม่เกิน 10 วินาที แล้วประเมินผปู้ ่วยดงั น้ี
435
รปู ที่ 7.3 แสดงตาแหนง่ การคลาชพี จรในเด็ก
รปู ที่
7.4-5 แสดงการคลาชพี จรตาแหนง่ ขอ้ พบั แขนและตาแหนง่ ขาหนีบ
3.1 หากคลาชีพจรไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าเด็กมีชีพจรหรือไม่ ให้กดหน้าอกในทันทีและ
ประเมินชีพจรซ้าทกุ ๆ 2 นาที
3.2 หากคลาชีพจรได้มากกว่า 60 คร้ัง/นาที แต่เด็กหายใจไม่เพียงพอ ให้ทาการช่วย
หายใจด้วยอตั รา 12-20 ครงั้ / นาที (ช่วยหายใจ 1 ครัง้ ทกุ ๆ 3-5 วินาท)ี จนกว่าเด็กจะ
หายใจไดเ้ องอยา่ งเพียงพอ
3.3 หากคลาชพี จรได้น้อยกว่า 60 ครง้ั / นาที และเดก็ มอี าการผดิ ปกตขิ องระบบไหลเวียน
โลหิต เช่น ตัวลาย ซีด เขียว แม้ว่าจะให้ออกซิเจนและช่วยหายใจแล้ว ให้ทาการกด
หนา้ อกทันทีและทาการประเมินชีพจรซา้ ทุกๆ 2 นาที
4. การกดหน้าอก
กรณีทารก infant
โดยการจัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่านอนหงายบนพ้ืนผิวท่ีแข็ง ในสถานที่ท่ีปลอดภัย ผู้ช่วยเหลือ
คุกเข่าอยูท่ างดา้ นขา้ งของผปู้ ่วย จากนัน้ ให้ผู้ชว่ ยเหลอื ทาการกดหนา้ อกผปู้ ่วยด้วยเทคนคิ ตอ่ ไปน้ี
กรณีทารก (infant) ให้กดหน้าอกตรงตาแหน่งกึ่งกลางหน้าอกใต้ต่อแนวหัวนม (intermammary
line) เล็กนอ้ ย กดลกึ อย่างน้อย 1.5 นว้ิ (4 ซม.) ไม่ควรกดบริเวณ กระดูกลนิ้ ป่หี รอื ซ่ีโครง โดยวธิ กี ด
หนา้ อกอยสู่ องวิธี คอื
- Two finger technique วางนิว้ ชีแ้ ละน้วิ กลางบนกระดูกหนา้ อก อกี มือหนึง่ รองบริเวณ
หลังทารก
- Two thumb-encircling hands technique วางนิ้วหัวแมม่ อื ท้ังสองขา้ งชิดกนั หรอื ซ้อน
กนั บนกระดกู หน้าอกอีก 4 นิ้วโอบรอบหน้าอกและหลงั ทารก
436
รปู ท่ี 7.6 แสดงการกดหนา้ อกด้วยวิธี two finger technique
รปู ที่ 7.7 แสดงการกดหน้าอกดว้ ยวิธี two thumb-encircling hands technique
กรณีเด็ก (CHILD)
ใช้สันมือเดียวหรือสองข้างก็ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตัวเด็ก วางบริเวณคร่ึงล่างของกระดูก
ทรวงอก (LOWER HALF OF STERNUM) โดยกดลึกอย่างน้อย 2 น้ิว (5 ซม.)
437
รปู ที่ 7.8-9 แสดงการกดหน้าอกด้วยวิธี one hand and two hand technique
การกดหน้าอกควรกดและคลายเป็นจังหวะโดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นจากทรวงอกขณะท่ี
คลายการกดควรให้ความสาคัญในขณะท่ีทาการกดหน้าอกเป็นอย่างมาก โดยเน้นในเร่ือง
4.1 การกดหน้าอกที่แรง (PUSH HARD) โดยกดหน้าอก อย่างน้อย 2 นิ้ว (5
ซม.) ในทารกและ 1.5 น้ิว (4 ซม.)
4.2 การกดหน้าอกท่ีเร็ว (PUSH FAST ) ด้วยอัตราเร็ว 100-๑๒๐ คร้ัง / นาที
4.3 ปล่อยให้หน้าอกกลับคืนจนสุด ก่อนกดหน้าอกครั้งต่อไป (FULL CHEST RECOIL)
4.4 ขัดจังหวะการกดหน้าอกให้น้อยที่สุด โยสามารถหยุดการกดหน้าอกได้ไม่เกิน 10
วินาที ในกรณีท่ีจะทาการช็อคไฟฟ้าหัวใจหรือขณะคลาชีพจร
4.5 หลีกเล่ียงการช่วยหายใจที่มากเกินไป
4.6 กรณีบุคลากรทางการแพทย์คนเดียว ให้ทาการกดหน้าอก 30 ครั้ง และช่วย
หายใจ 2 คร้ัง
4.7 กรณีมีบุคลากรทางการแพทย์สองคน ให้ทาการกดหน้าอก 15 ครั้ง และช่วย
หายใจ 2 ครั้ง
4.8 การกดหน้าอกนั้น ถ้าพบว่าผู้ช่วยเหลือจะเริ่มเหนื่อยและประสิทธิภาพในการกด
หน้าอกลดลงหลังจากทาไปประมาณ ๕ รอบ ดังนั้นในกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือ 2
คน ให้ทาการเปลี่ยนบทบาทผู้ทาหน้าที่กดหน้าอกกับผู้ที่ช่วยหายใจทุก 2 นาที
หรือกดหน้าอกและช่วยการหายใจครบ 5 รอบ
เนื่องจากสาเหตุของสภาวะหัวใจหยุดเต้นในเด็กมักเกิดจากการขาดอากาศ จึง
แนะนาให้ทาการช่วยฟื้นคืนชีพโดยการกดหน้าอกร่วมกับช่วยหายใจมากกว่าการช่วยฟื้นคืน
ชีพโดยการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว
5. การเปิดทางเดินหายใจ
ให้เปิดทางเดินหายใจให้ใช้วิธี HEAD TILT – CHIN LIFT แต่หากสงสัยว่าจะมีการ
บาดเจ็บของกระดูกบริเวณต้นคอ แนะนาให้เปิดทางเดินหายใจด้วยวิธี JAW THRUST แต่หาก
เปิดทางเดินหายใจโดย JAW THRUST ไม่ได้ ก็ให้เปิดแบบ HEAD TILT – CHIN LIFT
438
6.การช่วยหายใจ
การช่วยหายใจจะเริ่มหลังจากที่กดหน้าอกไปแล้ว 30 ครั้ง (หรือ 15 ครั้ง กรณีมี
บุคลากรทางการแพทย์สองคน) แล้วจึงช่วยหายใจ 2 ครั้ง โดยใช้เวลานานมากกว่า 1 วินาที
ในแต่ละครั้ง โดยใช้ปริมาตรที่เพียงพอที่จะเห็นทรวงอกเคลื่อนไหว ซึ่งเทคนิคในการช่วย
หายใจมีดังนี้
6.1 การช่วยหายใจแบบปากต่อปากและจมูก (MOUTH TO MOUTH AND NOSE) ใช้ใน
กรณีทารก
รูปที่ 7.10 แสดงวิธกี ารเป่าปากช่วยหายใจในเดก็
6.2 การช่วยหายใจแบบปากต่อปาก (MOUTH TO MOUTH) ใช้ในกรณีเด็ก
6.3 การช่วยหายใจแบบปากต่อจมูก (MOUTH TO NOSE) ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถช่วย
หายใจทางปากได้ เช่นผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บบริเวณปาก หรือ ไม่สามารถเปิดปาก
ได้
6.4 การช่วยหายใจแบบใช้อุปกรณ์ป้องกัน (MOUTH TO BARRIER DEVICE) เพื่อเป็นการ
ป้องกันโรคติดต่อท่ีอาจติดต่อผ่านจากการสัมผัส
6.5 การช่วยหายใจโดยใช้ BAG และ MASK ใช้กรณีที่มีบุคคลทางการแพทย์อย่าง
น้อยสองคนเท่าน้ัน
7. เรียกขอความช่วยเหลือจากระบบฉุกเฉิน
หลังจากกดหน้าอกและช่วยหายใจครบ 5รอบหรือประมาณ 2 นาที ให้รีบเรียกขอ
ความช่วยเหลือในทันที หรือรีบเอาเครื่องช็อกไฟฟ้ามา อีกคนหนึ่งให้อยู่ประเมินช่วยเหลือ
ผู้ป่วย
8.การกระตุกไฟฟ้าหัวใจโดยใช้เค รื่องกระตุกไฟ ฟ้าหัวใจอัตโน มัติ (AUTOMATIC
ELECTRICAL DEFIBRILLATOR : AED)
ทารก แนะนาให้ใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าแบบธรรมดา (MANUAL DEFIBRILLATOR) จะ
เหมาะกว่าการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) แต่ถ้าไม่มี MANUAL DEFIBRILLATOR
ควรใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติที่มีระบบปรับลดขนาดพลังงานไฟฟ้าสาหรับเด็ก
(PEDIATRIC DOSE ATTENUATOR) หรือถ้าไม่มีก็ใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติปกติของ
ผู้ใหญ่
439
รูปท่ี 7.11 แสดงการกดหนา้ อกดว้ ยวธิ ี AUTOMATIC ELECTRICAL DEFIBRILLATOR : AED
รปู ที่ 7.12 แสดงการกดหน้าอกด้วยวิธี pediatric attenuating system
เด็กอายุ 1 – 8 ปี ควรใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ ที่มีระบบปรับลดขนาด
พลังงานไฟฟ้าสาหรับเด็ก แต่ถ้าไม่มีก็ใช้แต่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติปกติได้
เด็กอายุ > 8 ปี ใช้เคร่ืองกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติปกติ
เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ
1. เปิดสวิทซ์เครื่อง AED (Power on the AED) ซึ่งอาจเป็นการเปิดฝาเคร่ืองหรือกดปุ่ม
เปิดสวิทซ์ onแล้วแต่รุ่นของเคร่ือง AED หลังจากน้ันจะมีคาสั่งใช้เคร่ืองในขั้นตอน
ต่อๆไป ซึ่งสามารถทาตามคาสั่งท่ีไดม้ กี ารต้งั โปรแกรมไว้ในเครอ่ื งได้
2. ติดแผ่นช็อกไฟฟ้า (Attach AED pads) บนผนังทรวงอกผู้ป่วย ขณะท่ีเพื่อนในทีมทา
การ CPR ผ้ปู ่วยอยา่ งต่อเน่อื ง
แผ่นช็อกจะมีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ ให้ลอกสติ๊กเกอร์ออกแล้วติดแผ่นบนผิวทรวงอก
ผูป้ ว่ ย
ตาแหน่งในการติดแผ่น แผ่นแรกติดบนหน้าอกด้านขวาบน แผ่นท่ีสอง ติดบริเวณ
ดา้ นข้างซ้ายใต้ราวนม
ตอ่ สายแผ่นช็อกไฟฟา้ เขา้ กับเคร่ือง AED
440
รอให้เครือ่ งทาการวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ (“clear” and analyze the
rhythm) หากจาเป็นต้องทาการช็อกไฟฟ้า เครื่องจะสั่งให้ทุกคนถอย ออกห่างจาก
ผปู้ ว่ ย และเตรยี มทาการช็อก เคร่ืองจะทาการประจุไฟฟา้ เองโดยอัตโนมัติ
เปลย่ี นเปน็ รูปเดก็
ทาการกดช็อค (Shock) เมื่อเคร่ืองวิเคราะห์และแนะนาให้ทาการช็อค(แสดงว่าเป็น hockable
rhythm)
จะมีสัญญาณไฟกระพริบตรงปุ่ม “shock” ซึ่งจะแสดงถึงพร้อมสาหรับการช็อค ให้
ผู้ทาการชว่ ยเหลือกดปุ่ม“Shock”เพื่อปล่อยพลังงานสู่ผู้ป่วย หลังการกดช็อคไฟฟ้า
ใหก้ ลับมาทาการกดหนา้ อกต่อทนั ที
- กรณที ่ีเครอ่ื งวิเคราะหว์ า่ ไม่ตอ้ งชอ็ กไฟฟา้ ใหเ้ รมิ่ ทาการกดหน้าอกตอ่ ทนั ที (แสดงว่า
เปน็ non shockable rhythm)
441
- หลงั ทา CPR ครบ 5 รอบ หรือประมาณ 2 นาที ในช่วงเวลาท่ีกลับมาประเมินผปู้ ว่ ย
เครอ่ื งจะทาการวเิ คราะห์จงั หวะการเตน้ ของหวั ใจซ้าโดยอตั โนมัติ หากเคร่อื งใหช้ อ็ ก
ไฟฟ้า กใ็ หก้ ลบั มาทาตามขั้นตอนที่ 3 และ 4 หากไม่ต้องช็อคไฟฟา้ ใหเ้ ริม่ ทา CPR
ทนั ที
ในผู้ป่วยเด็กอายุมากกว่า 1 ปี จนกระทั่งถึง 8 ปี (25 กก.) ควรมีระบบปรับลดขนาด
พลังงานไฟฟ้าสาหรับเด็ก (PEDIATRIC ATTENUATING SYSTEM) ( การใช้ PADDLE และการลด
พลังงานไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับชนิดและวิธีการใช้ของแต่ละเครื่อง)
ภาวะส่ิงแปลกปลอมอุดก้ันทางเดินหายใจในเด็ก
ในกรณีที่เด็กมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ ให้ประเมินการอุดกั้นนั้น มีความ
รุนแรงมากน้อยเพียงใด โดยหากมีการอุดก้ัน เด็กจะยังไอและยังมีเสียงอยู่ ควรกระตุ้นให้ไอ
ออกมาเอง แต่หากมีการอุดกั้นที่รุนแรง ผู้ป่วยจะไม่สามารถไอได้ ไม่มีเสียง หายใจหอบ ให้
ทาการเอาออกโดยมีเทคนิคดังน้ี
ทารก ทาการตบหลัง (BACK BLOW) 5 คร้ัง ตามด้วยการกดกระแทกที่หน้าอก (CHEST
THRUST) 5 ครั้ง ไม่ควรกดกระแทกที่ท้อง (ABDOMINAL THRUST) เนื่องจากอาจเกิดบาดเจ็บที่
ตับได้
รูปที่ 7.13 แสดงการทา BACK BLOW และ CHEST THRUST
เด็ก ทาการกระตุกที่หน้าท้อง (HEIMLICH MANEUVER) จนวัตถุหลึดออกมาหรือเด็กไม่
รู้สึกตัว
หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้ทาการช่วยฟื้นคืนชีพโดยการกดหน้าอกทันที (โดยไม่ต้อง
ตรวจชีพจร) หลังจากกดหน้าอก 30 คร้ัง ให้เปิดดูในปากว่ามีสิ่งแปลกปลอมออกมาหรือไม่
หากเห็นให้เอาออกมา ไม่ควรใช้นิ้วกวาดหากมองไม่เห็น เนื่องจากอาจทาให้วัถตุเลื่อนเข้าไป
อีกและเกิดการบาดเจ็บท่ีช่องปาก ช่วยหายใจ 2 คร้ัง หลังจากนั้นให้กดหน้าอกต่อจนกระทั่ง
วัตถุหลุดออกมา เม่ือครบ 2 นาที ควรรีบไปขอความช่วยเหลือ
442
รูปที่ 7.14 แสดงการทา HEIMLICH MANEUVER ในเด็ก
กรณีท่ีรู้สึกตัว
1. แขนโอบรอบลาตัวผ่านใต้รักแร้
2. วางกาปั้นด้านนิ้วหัวแม่มือให้ติดหน้าท้อง ตรงแนวกึ่งกลาง โดยอยู่เหนือสะดือ แต่ใต้
ต่อกระดูกล้ินปี่
3. ฝ่ามืออีกข้างวางซ้อนลงบนกาป้ัน
4. ออกแรงดันเข้าในท้องและทิศทางขึ้นบนด้วย ทาติดต่อกัน 5 ครั้ง
5. ทาต่อแบบเดิมจนกระทั่งเห็นสิ่งแปลกปลอมหลุดกระเด็นออกมาหรือเด็กมีเสียงพูด
ออกมาได้หรือถ้าเด็กเริ่มไม่รู้สึกตัวให้ช่วยเหลือแบบเด็กหมดสติต่อไป
กรณีท่ีไม่รู้สึกตัว ทา ABDOMINAL THRUST
1. ใช้วิธี ABDOMINAL THRUST ในท่านอนหงาย โดยน่ังคร่อมบนขาทั้ง 2 ข้างของเด็ก
2. ใช้ 2 มือประสานซ้อนกัน เอาส้นมือวางตรงกลางระหว่างสะดือและลิ้นปี่แล้วออกแรง
กด แรง และเรว็ คล้ายทิศทางกระแทกดนั ขนึ้ ตรงกลาง โดยจะกระแทกติดต่อกัน 5 ครั้ง
3. สังเกตว่ามีสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาในปาก หรือไม่ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอม
ชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อยๆเขี่ยและเกี่ยวออกมา ระวัง!!! อย่าดันแรงเกินไป หลุดเข้าไป
ลึกยิ่งขึ้น ถ้าเด็กไม่หายใจ & ไม่ขยับเลย ให้เป่าปากและนวดหัวใจแทนจนกว่าจะถึง
โรงพยาบาล
** การนวดหวั ใจ อาจชว่ ยให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาได้ หมน่ั ตรวจเช็คช่องปาก
ไมต่ อบสนอง ไม่หายใจ หรือ หายใจเฮือก
โทรตามเบอร์ฉกุ เฉนิ และเครือ่ งช็อกหัวใจอัตโนมัติ
ผู้ปฏิบัติการคนเดียว โทรหาความช่วยเหลือและเคร่ืองกระตกุ
ไฟฟ้าหวั ใจอัตโนมัตกิ ่อน หากเปน็ sudden collapse
443
มีชีพจร ชว่ ยหายใจ 1 ครงั้ ทุก 3 วนิ าที
คลาชพี จร ภายใน 10 กดหน้าอกถา้ มชี พี จรน้อยกวา่ 60 ครงั้ /นาที และมี
วนิ าที
การไหลเวยี นโลหติ ไมด่ ี แมว้ า่ ใหอ้ อกซเิ จนและชว่ ย
ไม่มีชีพจร หายใจเพยี งพอแลว้
ตรวจชพี จรทกุ 2 นาที
ผู้ปฏบิ ตั กิ ารคนเดยี ว:กดหน้าอก 30 ครง้ั ต่อการชว่ ยหายใจ 2 ครง้ั
ผปู้ ฏบิ ตั กิ าร 2 คน : กดหน้าอก 15 ครั้ง ต่อการชว่ ยหายใจ 2 ครั้ง
หลงั จาก 2 นาที ให้โทรตามเบอร์ฉกุ เฉินและเครื่อง
กระตกุ ไฟฟ้าหวั ใจอตั โนมตั ิ (หากยงั ไม่ได้ทา) ติด
เคร่ืองกระตกุ ไฟฟา้ หวั ใจอตั โนมตั ิ
ตรวจจงั หวะการเต้นของหวั ใจ
ชอ็ คได้หรือไม่?
ได้ ไม่ได้
ช็อคไฟฟา้ 1 คร้ัง CPR ต่อทันทอี ีก2 นาที
ตามด้วย CPR ต่อทนั ที 2 นาที ตรวจชีพจรทุก 2 นาที จนกวา่ ทีม PALS มา
หรอื จนผปู้ ว่ ยขยบั ตัว
แผนภูมิ การช่วยฟ้ืนคืนชีพขั้นพื้นฐานในเด็กสาหรับบุคลากรทางการแพทย์
สรุป
ปญั หาและอุบัตเิ หตทุ ่ีพบบ่อยในเด็กท่ีเกิดขึ้นมีความต่างกันในแต่ละวัย ขึ้นกับพัฒนาการแต่
ละคน ส่วนใหญ่อุบัติเหตุมักเกิดจากการเล่น การดูแลเด็กเบ้ืองต้นในผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินเด็กและทารก
ณ จุดเกิดเหตุ และระหว่างนาส่งโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและการแก้ปญั หาจะทาให้อตั ราการรอดชวี ิตของเดก็ กลมุ่ นส้ี ูงขนึ้
444
อ้างอิง
1. กนกวรรณ ฉันธนะมงคล.การพยาบาลทารกแรกเกิด (พิมพ์คร้ังท่ี 2) . สมุทรปราการ
: โครงการสานกั พมิ พ์หวั เฉยี วเฉลมิ พระเกยี รติ 2553
2. กลุ่มควบคุมป้องกันการบาดเจ็บและปัญหาจากสุรา. หลักสูตรและคู่มือวิทยากรการ
ปฐมพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุ. กรุงเทพฯ : สานักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข. 2545
3. ปริญญา คุณาวุฒิ,นลินาสน์ ขุนคล้าย,บวร วิทยชานาญกุล. Highlights of 2015
Guidelines Update for CPR and ECC, สมาคมแพทย์โรคหัวใจในพระบรม
ราชปู ถัมภ์ (พ.ศ.2558-2560) : บจก.ปญั ญมติ ร การพมิ พ์ 2558
445
4. พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์และคณะ . คู่มือกุมารเวชศาสตร์ฉุกเฉิน, ภาควิชาการกุมารเวช
ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั พิมพส์ วย, 2550
5. พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา. การพยาบาลเด็ก เล่ม 1, นนทบุรี : โครงการสวัสดิการ
วชิ าการสถาบนั พระบรมราชชนก. 2552
6. ศูนย์กชู้ พี “นเรนทร” โรงพยาบาลราชวถิ ี. คู่มือเวชกรฉุกเฉินระดับพน้ื ฐาน. กรุงเทพฯ
: แอล ที เพรส จากัด, 2546
7. ศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” โรงพยาบาลราชวิถี ร่วมกับสมาคมเวชศาสตรฉุกเฉิน สมาคม
แพทย์อบุ ัติเหตุแห่งประเทศไทย. การรักษาพยาบาล ณ จุดเกดิ เหตุ. กรุงเทพฯ : แอล
ที เพรส จากดั , 2546
8. สมชาย กาญจนสุต. คู่มือปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินสาหรับหน่วยกู้ชีพ. กรุงเทพฯ :
สามเจริญพาณชิ ย์ จากัด, 2545
9. American Heart Association.
10. Henry, Mark C. and Stapleton, Edward R. EMS : Pre hospital care. Second
edition.
Philadelphia : W.B. Saunders company, 1997
446