อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยมีอาการตามข้อใดข้อหนึ่งท่ีบ่งบอกไวใ้ น 11 ข้อน้ี ขอให้รีบกลับมาพบ
แพทย์โดยทันทีเพื่อรับการตรวจซ้าอีกครั้ง โดยอาการดังกล่าวระบุใน “วิธีดูแลและสังเกตอาการท่ี
บ้าน” ดงั นี้
1. ซึมลงกวา่ เดิม หรอื หมดสติ
2. กระสบั กระสา่ ย การพูดผิดปกติ
3. ชักกระตกุ
4. แขนขาอ่อนแรงลง
5. มไี ข้
6. มีอาเจยี นบอ่ ย
7. อาการปวดศรี ษะทรี่ ับประทานยาแก้ปวดแล้วไมท่ ุเลา
8. มนี า้ ใสหรือน้าใสปนเลอื ด ออกจากหู จมกู หรือลงคอ(ไมค่ วรส่ังนา้ มกู )
9. ปวดตน้ คอ กม้ คอลาบาก
10. เวยี นศีรษะ ตาพร่า หรือเห็นภาพซอ้ น
11. อาการผดิ ปกติอื่นๆ ท่นี า่ สงสยั
ลงนาม.............................. ลงนาม............................. ลงนาม..............................
(......................................)
(......................................) (...................................)
ผู้ใหค้ าแนะนา
วนั ท.ี่ ................เวลา............ ผปู้ ่วย/ผปู้ กครอง ผูด้ แู ล/ญาติ/พยาน
วนั ท่.ี ................เวลา........... เก่ยี วข้องเปน็ ..................
7.1.2 กลุ่มท่ี 2 ระดับเส่ียงปานกลาง (moderate risk) GCS 13 - 14 คะแนน หรือ
GCS15 และมีอาการเหล่านี้ อย่างน้อย 1 ข้อ ได้แก่ อาเจียน (< 2 episodes) มีประวัติหมดสติ ปวด
ศีรษะ จาเหตุการณ์ไม่ได้ มีการแข็งตัวของเลือด ผิดปกตหิ รือรับประทาน warfarin, มีเกล็ดเลือดต่า
เป็น hemophilia เป็นต้น ต้องรบั เขา้ รักษาในโรงพยาบาลเพ่ือดูอาการ หรอื พิจารณาส่ง CT scan
7.1.3 กลุ่มท่ี 3 ระดับเส่ียงสูง (high risk) มีระดับ GCS 13-14 คะแนน หลังสังเกต
อาการครบ 1-2 ชั่วโมง หรือสงสัย Open Skull Fracture และ/หรือ Skull Base Fracture อาการ
ท่ีสงสัยว่ามี Open Skull Fracture ไดแ้ ก่ คลาผ่านแผลท่ีหนังศีรษะไดร้ อยแตกของกะโหลก อาการ
ท่ีสงสยั ว่ามี Skull Base Fracture หรอื Cerebrospinal Fluid รั่วซมึ , มีรอยชา้ รอบตา( raccoon ’s
eyes) หรือหลังใบหู (Battle ’s sign) มีน้าหรือเลือดออกจากจมูก(Rhinorrhea)หรือหู(Otorrhea)
อาเจียน (> 2 คร้ัง) การอาเจียนแต่ละคร้ังมีระยะห่างพอสมควร มีระดับ GCS score ลดลง 2
คะแนน โดยไมส่ ามารถ อธบิ ายได้จากการชกั ยา ความดันโลหิตตา่ หรือ ระบบ metabolic ตรวจพบ
ความผิดปกติทางระบบประสาท ชัก และมอี ายุมากกว่า 65 ปี
7.2. ระดับ 9-12 คะแนน แสดงถึงการบาดเจ็บท่ีศีรษะปานกลาง (moderate head
injury) หมายถึงผู้ป่วยท่ีมีความรู้สึกตัวลดลงและสับสน มักหลับเกือบตลอดเวลา จะต่ืนเมื่อถูกปลุก
หรือได้รับความเจ็บปวด สามารถทาตามคาส่ังหรือตอบคาถามง่ายๆ ได้ถูกต้อง โดยใช้เวลานานกว่า
347
ปกติ ในรายที่ความรู้สึกตัวลดลงมากอาจเพียงเคล่ือนไหวหนีความเจ็บปวดหรือส่งเสียงไม่เป็นคาพูด
ผู้ป่วยกลมุ่ น้มี กั จะมปี ระวัตหิ มดสตหิ ลงั จากไดร้ บั บาดเจ็บ
การรักษาท่ีได้รับ คือการรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และส่งตรวจเอกซเรย์
คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) เพื่อการวินิจฉัยท่ีแน่นอนว่ามีภาวะที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด เปิด
กะโหลกศีรษะหรือไม่ ไดแ้ ก่ มีเลือดออกใต้กะโหลกศีรษะ เลือดออกใต้เย่ือหุ้มสมอง เลือดออกในเน้ือ
สมอง ถ้าไม่จาเป็นต้องผ่าตดั ก็จะใหก้ ารรักษาด้วยยาตอ่ ไป
7.3. ระดับ 3-8 คะแนน แสดงถึงการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง (severe head
injury) หมายถึงผปู้ ว่ ยท่มี ีความรู้สึกตวั นอ้ ยมาก หรอื ไม่รู้สึกตัวเลย ไมส่ ามารถทาตามคาสงั่ ใดๆทง้ั สิ้น
อาจส่งเสียงไม่เปน็ คาพูดเมื่อได้รับความเจ็บปวด หรือเคล่อื นไหวแขนขาหนี หรืองอ หรือเหยียดในท่า
ผิดปกติ หรอื ไมเ่ คลือ่ นไหวเลย
8. การวัดสัญญาณชพี
การเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพสัมพันธ์โดยตรงกับพยาธิสภาพของสมอง การสังเกตและ
บนั ทึกความดันโลหิต การหายใจ และอุณหภูมิร่างกายเป็นระยะ จึงเป็นสิ่งจาเป็นสาหรับผู้บาดเจ็บ
ทีศ่ รี ษะเพราะสมองบางส่วนเป็นศูนยก์ ลางในการควบคุมการหายใจ การไหลเวียนโลหติ และอุณหภูมิ
ของร่างกาย เช่น เมื่อผู้บาดเจ็บมีความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น จะทาให้มีปฏิกิริยาโต้ตอบ คือ
ตรวจพบว่าชีพจรช้าลง ความดันซิสโตลิกสูงขึ้น ความดันชีพจร(Pulse pressure) กว้างขึ้น และ
ลกั ษณะการหายใจผดิ ปกติ เปน็ ต้น
การหายใจ (Respirations) ใหป้ ระเมินดรู ูปแบบและจังหวะการหายใจที่เปลีย่ นแปลงไปจาก
รูปแบบปกติ ได้แก่ การหายใจสลับการหยุดหายใจเป็นระยะ และการหายใจหอบลึกสม่าเสมอ
มากกว่า 40 ครั้ง/ นาที ท้ังสองรูปแบบการหายใจผิดปกติ แสดงถึงสมองได้รับการบาดเจ็บและเสีย
หนา้ ที่
9. การประเมินพยาธิสภาพของสมอง จะช่วยในการวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรง
ของการบาดเจ็บ ซง่ึ ตอ้ งประเมนิ จาก
9.1 ลักษณะของรูม่านตา (pupils) โดยตรวจดูลักษณะของรูปร่าง ขนาด และปฏิกิริยาต่อ
แสง
9.1.1 รูปร่างของรูม่านตา ดูขนาด ลักษณะของรูม่านตากลมเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่
จากน้ันดูขนาดและปฏิกิริยาตอบสนองของรูม่านตาต่อแสง โดยใช้ไฟฉายท่ีมีจุดสว่างตลอดดวง ฉาย
จากหางตามาหยุดตรงกลางสักครู่ และผ่านเลยไปทางหัวตา ซึ่งรูม่านตาปกติจะหดตัวเม่ือถูกแสงจ้า
ในการบันทึกขนาดของรูม่านตาน้ัน จะบันทึกขนาดของรูม่านตาก่อนที่จะมีการเปล่ียนแปลง ระบุ
ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเป็นมิลลเิ มตร
9.1.2 การตรวจประเมินปฏิกิริยาต่อแสงของรูม่านตา (Reactivity to light) จะฉายไฟ
โดยตรงในรมู ่านตาแตล่ ะข้าง ในสภาพปกติจะตอ้ งมกี ารหดเลก็ ลง
348
รูปที่ 6-9 รูมา่ นตาทผี่ ิดปกติตา
10. อาการทีบ่ อกให้ทราบวา่ มกี ารบาดเจ็บท่ีศีรษะ
10.1 มอี าการสลบ ไม่รู้สึกตวั หรอื เสียความทรงจาไปชวั่ ขณะ แล้วฟื้น
กลับมาปกติ
10.2 มีบาดแผลหรือช้าบวมที่หนังศีรษะ คือ บริเวณตั้งแต่เหนือค้ิวข้ึนไปจรดท้ายทอย
และใบหู
10.3 เห็นกะโหลกศีรษะแตกหรือคล้ายกะโหลกยุบ ถ้ามีเลือดออกจากหูหรือจมูกให้
สนั นษิ ฐานว่าอาจมีฐานกะโหลกศีรษะแตก
10.4 ผู้ไดร้ บั บาดเจบ็ ไมร่ สู้ ึกตัว หรอื หมดสติ
10.5 มอี าการเสน้ ประสาทสมองไม่ทางาน เช่น หนงั ตาตก ตาเข เหน็ ภาพซอ้ น ปากเบย้ี ว
พูดไมช่ ัด
10.6 อาการแขนอ่อนแรง หรอื ชาแขนขา
10.7 มีอาการชักกระตกุ หรือชักเกรง็
10.8 เดนิ เซ ทรงตัวไม่อยู่
รูปท่ี 6-10 แสดงความผิดปกติของใบหน้าทมี่ ีการบาดเจ็บทศ่ี ีรษะ
11. การดแู ลเบือ้ งตน้ เมื่อพบผู้ป่วยบาดเจ็บทศ่ี รี ษะ
ตรวจดูวา่ มีการบาดเจบ็ ของกระดูกต้นคอร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีบาดแผลหรือบวมช้าท่ตี ้นคอ
กดเจ็บท่ีตน้ คอ แขนขาสองข้างอ่อนแรง เปน็ ต้น ถ้ามีหรือผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว ก็ให้ใส่อุปกรณ์ดามคอ
ไว้กอ่ นเสมอ
12. การซักประวตั ทิ ีส่ าคญั ในผู้บาดเจบ็ ที่ศรี ษะ ควรซกั ถามดงั ต่อไปนี้
12.1 ระยะเวลาทเ่ี กิดการบาดเจ็บ
12.2 มกี ารหมดสตติ ้ังแต่แรกหรอื ไม่
12.3 เปน็ การบาดเจบ็ ที่เกิดจากการถกู กระแทกทศ่ี ีรษะหรอื ไม่
12.4 มลี ักษณะอาการทห่ี ยุดหายใจหรอื สภาพเขยี ว (Cyanosis) หรือไม่
349
12.5 มกี ารบาดเจบ็ เสยี เลอื ดอย่างมากหรือไม่
12.6 ผู้บาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่หนังศีรษะจนเสียเลือดมากและความดัน
โลหิตตา่ หรอื ไม่
12.7 มีโรคประจาตวั ในตวั ผ้บู าดเจบ็ ทีท่ าให้เกดิ การบาดเจ็บทางสมองหรอื ไม่
13. การดแู ลเบอ้ื งตน้
หลักการดูแลผู้บาดเจ็บจะต้องมีการประเมินและค้นหาปัญหาของผู้ป่วยอย่าง
รวดเร็วเพื่อให้การดูแลช่วยเหลือเบื้องต้นตามหลักของ การประเมินและการรักษาผู้ป่วยบาดเจ็บ
ระยะแรก ได้แก่
13.1. ประเมิน Airway with C - spine protection เป็นการประเมินการหายใจ
และการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอ เป็นขั้นตอนของการแก้ไขการอุดตันของทางเดินหายใจซึ่งมักเกิด
จาก ลิ้นตกลงไปทางด้านหลัง เน้ือเย่ือบริเวณคอและกล่องเสียงบวม ฟันหักแล้วหลุดเข้ากล่องเสียง
หรือหลอดลม อาเจียนเป็นเลือด การอุดตันของทางเดินหายใจมักพบในผู้ป่วยที่หมดสติ การบาดเจ็บ
ท่ีศีรษะ เมาสุรา การบาดเจ็บที่คอและใบหน้า ร่วมกับการประเมินและให้การพยาบาลผู้ป่วยท่ีสงสัย
ว่ามกี ารเคลอ่ื นของกระดกู ต้นคอ มกั พบในผู้ป่วยที่หมดสติ การบาดเจบ็ ท่ีใบหนา้ อยา่ งรนุ แรง
13.2. Breathing and ventilation เปน็ การประเมนิ การหายใจ ดลู ักษณะการหายใจ
และการขยายตวั ของทรวงอก อัตราการหายใจ ฟังเสยี งของลมหายใจของปอดท้ัง 2 ขา้ ง
13.3. Circulation with hemorrhage control เป็นการข้ันตอนการประเมินการ
เสียเลือด ซ่ึงอาจเป็นสาเหตุท่ีทาให้ผู้ปว่ ยเสียชีวิตได้ ต้องมีการประเมินสัญญาณชพี ชพี จร Capillary
refill การหาตาแหนง่ ของบาดแผล การห้ามเลือด การพนั ผ้าบรเิ วณท่ีมีบาดแผล
รูปท่ี 6-11 การพันแผลท่ศี ีรษะ รปู ท่ี 6-12 การทาแผลที่ศรี ษะด้วยผ้าสามเหลยี่ มดว้ ย elastic bandage
13.4. Disability เป็นการตรวจทางระบบประสาทโดยใช้คะแนน GCS และการ
ตรวจรมู า่ นตาทงั้ ขนาดและการตอบสนองต่อแสงเพอ่ื ประเมนิ การบาดเจบ็ ท่ีสมอง
350
13.5. Exposure and environmental control ในขั้นตอนน้ีเป็นการตรวจหา
ความผิดปกติของอวัยวะอ่ืนๆ ร่วมด้วย เช่น บาดแผลจุดเลือดออก รอยฟกซ้า การผิดรูปของแขนขา
รวมท้ังการพลิกตะแคงตัวตรวจทางทวารหนักซึ่งจะสามารถบ่งบอกได้ถึงการบาดเจ็บของระบบ
ทางเดินอาหารและการตรวจด้านแผ่นหลัง นอกจากน้ียังต้องมีการตรวจหาโดยละเอียดต้ังแต่ศีรษะ
จรดปลายเท้า ร่วมกับการประเมินการแพ้ยา สารเคมี วัตถุต่างๆ ยาท่ีใช้ในปัจจุบัน การเจ็บป่วยใน
อดีต การตง้ั ครรภ์ การรับประทานอาหารคร้ังสุดท้าย กลไกการเกดิ การบาดเจบ็
13.6 ประสานส่งต่อและขอความชว่ ยเหลือจากทมี อื่น
13.7 การเฝา้ ระวังอาการอย่างใกล้ชิดในระหวา่ งนาสง่ โรงพยาบาล
13.8 ผู้ที่นาส่งผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวไปโรงพยาบาล ควรอยู่รอให้ประวัติแก่แพทย์
และพยาบาล
14. การบาดเจบ็ ท่ใี บหนา้ และคอ
การบาดเจ็บทใี่ บหนา้ และคอ ตอ้ งคานงึ ถึงทางเดินหายใจด้วยเสมอ (Airway) เนอื่ งจากอาจ
มีการอุดกล้ันของทางเดินหายใจจากการมีเลือดออก สิ่งแปลกปลอม ฟันหัก ฟันปลอมหลุด หรือ
เศษอาหาร จงึ จาเปน็ ต้องเอาสงิ่ แปลกปลอมออกก่อน
การห้ามเลือด และการดูดเอาส่ิงอดุ ก้ันทางเดนิ หายใจออก ต้องจัดท่าผู้บาดเจ็บให้เหมาะสม
โดยการทา Jaw-thrust maneuver นอกจากน้ีบริเวณใบหน้ามีเส้นเลือดมาเล้ียงปริมาณมาก จึงทา
ให้มีเลือดออกมากเวลาเกิดอันตราย และกระดูกใบหน้าจะเป็นส่วนท่ีปกป้องสมอง ถ้ามีอันตรายต่อ
ใบหน้า ต้องตรวจดูวา่ มีการบาดเจบ็ ทีส่ มอง และกระดูกหลังส่วนคอร่วมดว้ ยหรือไม่
14.1 การดูแลผ้บู าดเจบ็ ทใี่ บหน้า
14.1.1. การดูแลทางเดินหายใจ ผู้บาดเจ็บจะเสียเลือดท่ีใบหน้าเข้าไปใน
ทางเดินหายใจ และรบกวนการหายใจ การเอาเลือดออก เลือดเก่า ฟันหัก หรือสิ่งแปลกปลอมออก
โดยใช้น้ิวกวาดหรือดูดออก ถา้ ไม่มีกระดกู สนั หลังสว่ นคอหกั ใหผ้ บู้ าดเจบ็ น่งั เพือ่ ใหท้ างเดินหายใจโล่ง
โดยการไอ ถา้ ผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตวั ใหน้ อนแตะแคงงอตวั หวั ตา่ เพือ่ ใหก้ ารไหลของเสมหะสะดวก
14.1.2. การห้ามเลือด โดยการกดโดยตรงที่บาดแผล บาดแผลในช่องปาก
ควรห้ามเลือดออกโดยใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดกดด้วยน้ิวมือบริเวณบาดแผล และกดแก้มด้วยนิ้วมือ
อีกมือหนงึ่ กรณที ว่ี ตั ถุมีคมคา้ งท่แี กม้ ควรเอาออก เพราะจะมีผลตอ่ ทางเดินหายใจ โดยคอ่ ยๆ คอ่ ยๆ
ดึงออก แล้วห้ามเลือดเหมือนแผลในช่องปาก ห้ามใช้ความรุนแรงหากดึงออกยาก จึงควรห้ามเลือด
ดว้ ยการตรึงวตั ถใุ ห้อยกู่ ับท่แี ละจัดท่าผบู้ าดเจบ็ เหมาะสม
15. การบาดเจ็บท่ีตา (Eye Injury)
การดแู ลรกั ษาบาดเจบ็ ท่ตี า (Care Of Eye Injuries) มหี ลกั 3 ประการในการดแู ลบาดเจบ็ ทต่ี า
- หลีกเลย่ี งการกดท่ลี ูกตาข้างท่ีบาดเจบ็
- ป้องกนั ตาข้างทีบ่ าดเจบ็ ใหเ้ คลือ่ นไหวนอ้ ยที่สุด โดยการปดิ ตาท้งั 2 ขา้ ง
- สร้างความสัมพนั ธ์ ใหผ้ ปู้ ่วยไวว้ างใจและให้ความรว่ มมอื ในการดแู ลข้นั ตอน
ในการลา้ งตาหรอื เอาสิ่งแปลกปลอมออก
15.1 ส่งิ แปลกปลอมเข้าตา (Foreign bodies)
351
ส่ิงแปลกปลอมเข้าตาจะทาให้ระคายเคืองลูกตาและปวดมากอาจอยู่ที่ลูกตา เปลือกตาล่าง
และเปลือกตาบน ผู้บาดเจ็บอาจรู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมใต้เปลือกตาเวลากระพริบตาสิ่งแปลกปลอม
บางอย่างสงิ่ แปลกปลอมอยา่ งอน่ื ท่ีอยลู่ กึ จาเป็นต้องส่งพบจกั ษุแพทย์เพ่ือเอาสิ่งแปลกปลอมนนั้ ออก
ให้
15.2 วตั ถุทท่ี มิ่ คาลูกตา
มกั เกิดจากอบุ ตั ิเหตทุ ่ีรนุ แรงที่ทาให้เกิดแผลฉีกขาดของลูกตา โดยอาจจะเปน็ การฉกี จาดของ
กระจกตาหรือตาขาว ทาให้วัสดุแปลกปลอมผ่านรูฉีกขาดเข้าไปฝังอยู่ภายในลูกตา การบาดเจ็บ
ลักษณะนมี้ ักจะมีประวัติชดั เจน เชน่ เกดิ จากการตอกตะปู โดนระเบิด ทาให้มีอาการเจ็บปวดและตา
มัวลง รวมถึงตรวจพบรอยฉีกขาด แต่ในบางครั้งมีวัตถุท่ิมคาที่ลูกตา ไม่ควรเอาออกเพราะจะทาให้
สญู เสียและทาลายตาอย่างถาวร การดูแลควรตรึงวัตถุที่ตดิ อยู่กับตาดว้ ยผ้ากอ๊ ซ แล้วปิดดว้ ยกระดาษ
รูปถว้ ยหรือกระดาษแข็งพับเป็นรปู โคน ควรปิดตาอีกขา้ งดว้ ยพลาสเตอร์
รปู ท่ี 6-13 วสั ดุปกั คา รปู ที่ 6-14 การพนั ผา้ พยึงวัสดปุ ักคาทีต่ า
15.3 บาดแผลทีห่ นังตา
บาดแผลท่ีหนงั ตาสามารถเกิดเลือดออกมาก เนือ่ งจากหนังตามเี ลือดมาเลีย้ งมากควรตรวจดู
ว่ามีอันตรายต่อลูกตาด้วยหรือไม่ ใช้แรงกดเบา ๆ เพ่ือห้ามเลือดออกจากหนังตา ไม่ควรกดไปท่ี
ลูกตาจะเกิดอันตรายมากข้ึน ถ้าลูกตาได้รับบาดเจ็บควรปิดด้วยแผ่นอายชิลด์ (eye shield) เพื่อ
ปอ้ งกนั อนั ตรายจากภายนอก
352
รปู ท่ี 6-15 บาดเจ็บทหี่ นงั ตา รปู ท่ี 6-16 การใช้ eye shield
การลา้ งตา
รูปท่ี 6-17 การลา้ งตา รูปท่ี 6-18 การล้างตา
16. บาดเจ็บที่ฟนั
หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับช่องปากและฟัน ฟันเป็นชิ้นส่วนสาคัญที่ทาให้เกิดการอุดก้ัน
ทางเดินหายใจได้ หากพบเลือดไหล ให้ตรวจดเู บ้าฟันว่ายังมีฟนั อยู่หรือไม่ หรือหลุดออกไปก่อนการ
บาดเจ็บ หรือฟันหลุดออกจากเบ้าฟันจากอุบัติเหตุในคร้ังน้ี ถ้ามีและเห็นชิ้นส่วนของฟัน หรือฟัน
ชัดเจนให้ล้วงออก หรือคีบออก หากไม่ชัดเจน สังเกตการหายใจว่า หายใจเข้าได้ดีหรือไม่ เมื่อมี
เลือดออกจากแผลท่ีริมปาก กระพุ้งแก้ม หรือท่ีเหงอื กรอบฟัน ให้สารวจดูว่าเลือดออกจากบริเวณ
ไหน และใช้ผ้ากดให้เลือดหยุด และพบทันตแพทย์ หากมีการบาดเจ็บร่างกายส่วนศีรษะ มีอาการ
มึนงง หมดสติ คลื่นไสอ้ าเจยี น ต้องรบี นาส่งพบแพทยท์ โี่ รงพยาบาลกอ่ น
การบาดเจ็บที่เกิดกับฟันและกระดูกรองรับฟัน แบ่งเป็น การแตกหัก (Fracture) และการ
เคลอื่ น (Luxation)
ข้อมูลที่ควรทราบก่อนนาส่งคือ อุบัติเหตุอะไร เกิดอย่างไร และเวลาเท่าไหร่ เพื่อประเมิน
ระยะเวลาการหลุดของฟันเม่ือหลุดออกมานอกปาก ส่วนใหญ่พบได้ในเด็ก ระยะเวลาที่อยู่นอกปาก
สาคัญมากกบั การรักษาฟันที่หลดุ ออกมา
16.1 อุบตั เิ หตุท่ีเกิดกบั ฟันแท้
อุบัติเหตุท่ีรุนแรงน้อยท่ีสุดอาจเพียงแค่แรงกระแทกฟันที่ทาให้มีเลือดออกจากเหงือกรอบๆ
ฟัน ฟันไม่หัก แต่อาจโยกเล็กน้อย ผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะในเด็กจะบ่นเจ็บฟัน ฟันบ่ินหรือฟันหัก
สามารถรักษาโดยการอดุ เติมให้เต็มซ่ีได้ด้วยวสั ดุเหมือนฟนั หรือมีขนาดใหญ่สามารถเก็บส่วนที่หักส่ง
ใหท้ นั ตแพทย์ต่อได้
ฟันหลุดออกจากเบ้าฟันทั้งซ่ี การรักษาคือการปลูกฟันกลับเข้าท่ีเดิมซ่ึงความสาเร็จของการ
รกั ษาขนึ้ อยกู่ ับเวลา และวธิ กี ารเก็บรักษาฟนั ก่อนมาพบทนั ตแพทย์ ควรปฏิบัตดิ ังน้ี
353
- เก็บรักษาฟันท่ีหลุด โดยจับท่ีตัวฟัน อย่าจับท่ีรากฟัน สังเกตได้จากตัวฟันมีสีขาวกว่า
และไม่มีปลายแหลม เพราะการจับที่รากฟันจะทาให้เย่ือที่ยึดระหว่างกระดูกและฟันหลุดหายไป จะ
ทาให้การปลูกฟันไม่สาเรจ็
- หลีกเล่ียงการขัดถูรากฟัน เพราะจะทาให้เซลล์ของเยื่อยึดกระดูกฟันตายได้ ถ้าฟัน
สกปรกมากใหล้ ้างโดยจบั ท่ตี ัวฟัน และถือให้น้าไหลเอ่อื ย ๆ ผา่ นเทา่ น้นั
- แช่ฟันในนมจดื จะชว่ ยรักษาสภาพฟันได้ดที สี่ ดุ รองลงมาแช่ในน้าเกลือลา้ งแผล
- ความสาเร็จของการปลูกฟัน ควรนามาพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด ภายใน 30 นาที
หลังเกิดอบุ ตั ิเหตุ ไมค่ วรเกิน 2 ชวั่ โมง
17. การบาดเจ็บทค่ี อ
การบาดเจ็บบริเวณคอเป็นส่วนท่ียากในการประเมินและรักษาหากได้รับการบาดเจ็บ
เนอ่ื งจากประกอบด้วยกายวภิ าคที่ซับซ้อนและเป็นบริเวณที่มีโครงสรา้ งสาคญั หากไดร้ ับบาดเจบ็ อาจ
นาไปสู่การเสียชีวิตได้โดยง่าย รูปแบบการบาดเจ็บมี 2 กลไก คือ แบบทะลุทะลวง (Penetrating
injury) และ แบบกระแทก (blunt injury)
การประเมินผู้ป่วยและการรักษาโดยเฉพาะในส่วนของทางเดินหายใจ หลอดอาหาร และ
หลอดเลือดบริเวณคอ การบาดเจ็บต่อหลอดเลือดแดง รวมถึงหลอดเลือด Carotid Artery ทั้งหมด
เป็นสาเหตุสาคัญต่อการเกิดทพุ ลภาพและเสียชวี ิต
บรเิ วณลาคอนป้ี ระกอบด้วย 8 ระบบท่ีสาคัญของรา่ งกาย คือ
1.ระบบโครงร่าง : กระดูกสนั หลงั ระดับคอ 7 ชน้ิ และ กระดกู Hyoid
2. ระบบประสาท : ไขสันหลัง ประสาทสมอง 3 คู่ ได้แก่ คู่ที่ 9 (glossopharyngeal
nerve) ค่ทู ี่ 11 (spinal accessory nerve) และ คูท่ ี่ 12 (Hypoglossal Nerve)
3. ระบบการหายใจ : ช่องปากและคอ( Oropharynx) กล่องเสียง (Larynx) และหลอดลม
(cervical Trachea)
4. ระบบทางเดินอาหาร : ช่องปากและคอ ( Oropharynx) และ หลอดอาหาร (cervical
esophagus)
5. ระบบหลอดเลือด : Common carotid arteries, internal carotid arteries, External
carotid arteries, vertebral arteries, internal jugular veins และ External jugular veins
6. ระบบน้าเหลือง : Thoracic duct
7.ระบบต่อมไร้ท่อ : ตอ่ มธยั รอยด์ และ ต่อมพาราธัยรอยด์
8. ระบบภมู ิค้มุ กนั : Cervical extension of thymus
17.1 การดแู ลผ้บู าดเจบ็ ท่ีบรเิ วณคอ ต้องประเมิน ได้แก่
17.1.1 Airway management and C-spine protection ผู้บาดเจ็บต้องได้รับ
การตรวจ ประเมิน และให้การรักษาหรือป้องกันทางเดินหายใจที่อาจเกิดภาวะอุดก้ัน ถือเป็นหัวใจ
สาคัญโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่คอ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับการใส่อุปกรณ์จากัดการขยับ
กระดูกต้นคอจากท่ีเกิดเหตุ (Rigid Hard collar) ในรายท่ีจาเป็นต้องทาการเปิดทางเดินหายใจหรือ
การใส่ท่อจึงมีความลาบากมากข้ึน การยึดตรึงศีรษะและคอ (manaul In-line cervical traction)
จึงนับวา่ มคี วามสาคัญมาก
354
การบาดเจ็บที่มีบาดแผลบริเวณคอ จะพบปัญหาการอุดตันของทางเดินหายใจจากสารคัด
หลงั่ เลือด ก้อนเลือด ตอ้ งทาการดดู ออกก่อน
17.1.2 Breathing management การให้ออกซิเจนด้วย mask with bag แบบ
High flow 12-15 ลิตรต่อนาที เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดและลดการคั่งของคาร์บอนได
ออกไซด์ทอ่ี าจเกิดข้ึน จากภาวะการตกเลือดรวมถงึ การอดุ กัน้ ทางเดินหายใจท่อี าจเกิดข้นึ ได้
นอกจากนี้ควรตรวจหาการบาดเจ็บร่วมที่อาจเกิดบริเวณช่องอกโดยเฉพาะการบาดเจ็บ ต่อ
คอที่อาจทาให้เกิด การตกเลือดในช่องปอด (pneumothorax) หรือ ลมในช่องปอด (simple/
Tension Pneumothorax) เปน็ ต้น
17.1.3 Circulation management การบาดเจ็บที่คอเมื่อมีบาดแผล ควรระวังใน
เรื่องการฉีกขาดของเส้นเลือดที่คอ จะทาให้เสียเลือดมากจนเกิดภาวะช็อคได้ การห้ามเลือดต้องกด
โดยตรงและพันทบั ดว้ ยผ้าสามเหล่ยี มหรอื ผา้ ยืด ออ้ มใตร้ กั แรข้ องฝ่งั ตรงข้ามของบาดแผลทคี่ อ
บาดแผลฉีกขาดเส้นเลือดท่ีคออาจทาให้เกิด air embolism เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของ
อากาศในช่องอกระหว่างการหายใจอากาศจะถูกดูดเข้าไปในเส้นเลือดดาระหว่างหายใจเข้าและผ่าน
เข้าไปในเส้นเลือด อากาศท่ีเข้าไปในเส้นเลือดอาจอุดก้ันการไหลของเส้นเลือด เป็น air embolism
มกั จะเกดิ ในผบู้ าดเจบ็
อาการและอาการแสดง ว่ามีการบาดเจ็บ หรือสงสัยวา่ มีการบาดเจ็บโดยยังคงมีสัญญาณชีพ
ท่ีคงท่ี เช่น การมีเสียงแหบหรือเสียงเปล่ียนไป การกลืนเจ็บ การกลืนลาบาก หรือการคลาพบมีลมใต้
ชั้นผิวหนังหรือมีการผิดรูปของกล่องเสียง รวมถึงบาดแผลใกล้เคียงกับตาแหน่งหลอดเลือด รวมถึง
เลอื ดออกใต้ผวิ ท่ีไมแ่ ผ่ขยาย
รปู ที่ 6-19 การบาดเจบ็ ท่ีคอ รูปท่ี 6-20 วสั ดุปักคาท่ีคอ
355
17.2 แผลท่ถี กู แทง และทะลทุ ่ีคอ
การบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจากการทะลุทะลวง (Penetration injury) เกิดจากหลาย
กลไก เช่น การถูกแทง ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ระเบิด เป็นต้น โดยการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเกิดได้ต้ังแต่การ
ทะลุผ่านโดยตรงของอาวุธต่ออวัยวะ รวมถึงการถ่ายเทพลังงานจากอาวุธสู่อวัยวะข้างเคียง โดย
พิจารณาจากความลึก คือ หากมีการบาดเจ็บลึกกว่าชั้นกล้ามเนื้อโอกาสเกิดอันตรายต่ออวัยวะที่
สาคัญซ่ึงอยู่ใต้ต่อช้ันกล้ามเนื้อนี้ได้ กรณีท่ีมีวัตถุปักคาบริเวณคอ ไม่ควรดึงออกเพราะจะทาให้เสีย
เลือดมาก
การแทงคอ แผลท่ีแทงอาจตัดเส้นเลือดทาให้เสียเลือดมาก นอกจากน้ันการแทงถูกเสน้ เลือด
ดาที่คอจะทาให้อากาศเข้าหัวใจไดง้ ่ายและตาย อย่างรวดเร็วจากอากาศอดุ เส้นเลือดในหัวใจและเส้น
เลือดปอด (เกิน 100 ซีซี) การรักษาของแพทย์จะต้องทาเอกซเรย์ทรวงอกด้วยทุกครั้งที่ถูกแทงท่ีคอ
หรือการตายเกิดจากขาดอากาศก็ได้เพราะเลือดท่ีออกที่คอคั่งจนดันหลอดลมให้ตีบตันหรือเลือด
สาลักเข้าหลอดลมก็ได้ ถ้าแผลท่ีเส้นเลือดคอมีการอักเสบอาจจะเกิดก้อนเลือดเล็กๆและหลุดไปอุด
เส้นเลือดในสมอง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุการตายในเวลาต่อมาได้ จึงต้องรีบประสานขอรถพยาบาล
ระดบั สูงเพื่อชว่ ยเหลือในลาดบั ตอ่ จากการดูแลเบ้อื งตน้
18. การบาดเจ็บทกี่ ระดกู สันหลงั และไขสนั หลัง (spinal cord injury)
ไขสันหลังจัดอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง ไขสันหลังต่อลงมาจากสมอง ส่วนmedulla
oblongata ซึ่งตรงกับกระดูกคอช้ินท่ี 1 ด้านบน ผ่านลงมาในอยู่ภายในช่องกระดูกสันหลัง
(Vertebral canal) ในเด็กแรกเกิดไขสนั หลังจะสนิ้ สุดท่ีกระดูกไขสันหลงั ระดับ L3 ในผู้ใหญไ่ ขสนั หลัง
อยู่ในสว่ นบน 2/3 ของชอ่ งกระดกู สันหลงั และส้นิ สุดตรงกับกระดกู สันหลงั L1 หรือรอยต่อระหวา่ ง
L1 กับ L2 ไขสันหลังในผู้ใหญ่ยาวประมาณ 45 เซนติเมตร ในเพศชาย ในเพศหญิงยาวประมาณ
42 เซนตเิ มตร
ไขสันหลังมีชื่อเรียกตามกระดูกสันหลังท่ีระดับเดียวกันหน้าท่ีสาคัญ คือ เป็นศูนย์รีเฟลกซ์
ไขสันหลังเป็นทางผา่ นของกระแสประสาทขึน้ หรือลงจากสมอง มีเซลล์ประสาทที่ทาหน้าท่ีนากระแส
ประสาทควบคุมการเคล่ือนไหวของกล้ามเนื้อของแขนขา มาจากส่วนล่าง เส้นประสาทไขสันหลังที่
บรรจภุ ายในชอ่ งกระดกู สนั หลังมที ้ังหมด 31 คู่ ดังน้ี
เส้นประสาทบรเิ วณคอ (cervical never) 8 คู่
เส้นประสาทบรเิ วณอก (thoracal never) 12 คู่
เสน้ ประสาทบรเิ วณอว (lumbar never) 5 คู่
เส้นประสาทบรเิ วณกระเบนเหน็บ (sacral never) 5 คู่
เสน้ ประสาทบรเิ วณก้นกบ (coccygeal never) 1 ค่
ดังรปู
356
รปู ท่ี 6-21 เส้นประสาทไขสันหลงั
Spinal cord
รูปแสดงระดับของไขสันหลัง (spinal cord segment) ตาแหน่งท่ีเส้นประสาทไขสันหลัง
ออกจากช่องกระดกู สันหลงั และความสมั พันธข์ องไขสนั หลงั กบั spinous processed และ bodies
ของกระดูกสันหลัง โปรดสังเกตว่าไขสันหลังส้ินสุดตรงกับระดับขอบล่างของ body ของ L1
(Crosby et al , 1962)
357
รปู ที่ 6- 22 แสดงเส้นประสาทไขสันหลังและความสัมพนั ธ์
แผนภาพแสดงบรเิ วณของผิวหนงั ซ่ึงเลย้ี งดว้ ยเส้นประสาทไขสันหลงั แตล่ ะระดับ (dermatomes)
C = Cervical segment T = Thoracic segment
L = Lumbar segment S = Sacral segment
การบาดเจ็บท่ีไขสันหลัง หมายถึง อันตรายต่อไขสันหลังท่ีเกิดจากการมีแรงกระทบบน
กระดูกสันหลังแล้วมีผลให้เกิดการบาดเจ็บและทาลายประสาทไขสันหลังอันตรายที่สาคัญท่ีสุดจาก
การบาดเจ็บท่ีไขสันหลัง คือ การเสียความรู้สึก และไม่สามารถเคล่ือนไหวร่างกายส่วนที่อยู่ระดับ
ตา่ กว่าไขสนั หลังที่ได้รบั บาดเจ็บลงไป
18.1 สาเหตุ
เช่นเดียวกับการเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ สาเหตุท่ีพบบ่อย คือ ตกจากท่ีสูงศีรษะกระแทก
พืน้ และอบุ ัตเิ หตจุ ากการจราจร รองลงมา คอื ถูกยงิ หรือวัตถุหนักหล่นทบั
18.2 กลไกการเกิดการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การบาดเจ็บท่ีไขสันหลังข้ึนอยู่กับปัจจัย 4
ประการ ได้แก่ ขนาดของแรงท่ีกระทา ทิศทางของแรง จุดท่ีแรงกระทบ แนวของแรงที่กระทาต่อไข
สนั หลัง
นอกจากน้ี การบาดเจ็บท่ีไขสันหลังจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะของ
แรงท่ีกระแทกลงบนกระดูกสันหลงั ดงั ต่อไปน้ี
18.1. แรงกระแทกทาให้กระดูกสันหลังงอมากผิดปกติ (Hyperflexion injury)
เป็นแรงที่ทาให้ประสาทไขสันหลังมีการบาดเจ็บมากที่สุด จุดศูนย์กลางของแรงท่ีกระดูกสันหลังงอ
358
ข้ึนอยู่กับบริเวณด้านหน้าของกระดูกไขสันหลังทาให้มีการยุบตัวเกิดการบาดเจ็บต่อแรงที่มากระทา
จึงมักเกิดท่ีกระดูกสันหลังบริเวณคอ คือ ระดับ C4 ถึง C7 และบริเวณลาตัว เช่น กรณีตกท่ีสูง
และกระแทกพนื้ ในทา่ น่ัง แรงจะกระทบท่ีกระดูกสันหลัง บรเิ วณทรวงอกต่อกับเอว
18.2. แ ร ง ก ร ะ แ ท ก ที่ ท า ใ ห้ ก ร ะ ดู ก สั น ห ลั ง เ ห ยี ย ด อ อ ก ห รื อ ยื ด อ อ ก
(Hyperextension injury) เป็นการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลังในท่าเงยศีรษะหรือ แอน่ ตัวมากเกินไป
ทาให้เกิดแรงตึงตัวขึ้น จึงอาจจะเกิดการฉีกขาดที่หมอนรองกระดูกหรือท่ีริมขอบของส่วนตัวของ
กระดกู ไขสันหลัง ของกระดูกคอ บริเวณคอทางด้านหลังจะถูกกดด้วย ทาให้มีการหักของส่วนของ
กระดูกสันหลงั จนเกิดการเคลื่อนและกดรากประสาท
18.3. แรงกระแทกที่ทาให้กระดูกสันหลังงอและหมุน (Flexion-rotation injury)
แรงท่ีเกิดจากการหมุนบิดลาตัวจะทาลาย และทาให้มีการหักและเคลื่อนของแนวกระดูกสันหลังมัก
เกดิ ตรงชอ่ งต่อกระดกู สนั หลงั บรเิ วณทรวงอกกบั เอว มีอัตราการตายสงู
18.4. แรงกระแทกแนวดิ่ง (Vertical direct impact) เกดิ จากการบาดเจ็บเนอ่ื งจาก
มแี รงกระแทกตามแนวดิ่งของกระดูกสันหลัง ทาให้กระดกู คอข้อที่หนึง่ หกั (atlas) ผู้บาดเจ็บอาจตาย
ได้เนื่องจากก้านสมองเคล่ือนท่ี Medulla oblongata ฉีกขาด อาจมีการกดท่ีกระดูกสันหลัง ส่วน
อกและเอวในรายทีต่ กจากทีส่ งู กน้ กระแทก
18.4 พยาธสิ ภาพท่ีเกดิ กบั ไขสันหลงั จาแนกได้ 4 ลกั ษณะ คือ
18.4.1. ไขสันหลังกระเทือน (spinal cord concussion) มีการเสียหน้าท่ีไป
ชั่วคราว 24-48 ชวั่ โมง เม่ือพ้นระยะหนัก การทางานต่าง ๆ ของไขสันหลังจะฟ้ืนกลับสู่สภาพปกติ
ไดเ้ อง
18.4.2. ไขสันหลังฟกช้า (spinal cord contusion) ได้รับความกระทบกระเทือน
ดว้ ยแรงทม่ี ากกวา่ ทที่ าใหเ้ กิดไขสันหลงั จะมีเลอื ดออกที่ไขสันหลงั และบวม
18.4.3. ไขสันหลังถูกกด (spinal cord compression) สาเหตุของแรงกดอาจมา
จากช้ันกระดูกสันหลังท่ีหัก การเคล่ือนที่ของหมอนรองกระดูกสันหลังท่ีหัก หรือมีล่ิมเลือดออกจาก
การมีเลือดออกทาให้เนื้อเย่ือของไขสันหลังขาดเลือดไปเล้ียง เกิดการเน่าตายตามมา อาการแสดง
จะบ่งช้ีถึงความพิการที่จะเกิดข้ึนภายหลัง ค่อย ๆ เป็นไปช้า ๆ เช่นเดียวกับไขสันหลังฟกช้า การ
เปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดข้ึนอยา่ งถาวรหากไม่ได้รบั การแกไ้ ขอยา่ งทันทว่ งที
18.4.4. ไขสันหลังถูกกดอย่างสมบูรณ์ (Complete spinal cord transaction)
เป็นพยาธิสภาพที่มีความรุนแรงท่ีสุด เกิดความพิการอย่างสมบูรณ์ และถาวร พยาธิสภาพท่ีเกิดท่ี
ไขสันหลังท่ีระดับคอ เพราะจะทาให้ไม่สามารถส่งกระแสประสาทจากสมองไปควบคุมการทางาน
ของอวัยวะต่างๆ ในระดับต่าลงไปได้ โดยเฉพาะระบบการหายใจและการไหลเวียน ซึ่งอาจทาให้
ผู้ป่วยถึงแก่กรรมทันที จากปอดและหัวใจหยุดทางาน หรือถ้าผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือให้รอดชีวิต
อยู่ได้กต็ ้องใช้เครื่องชว่ ยหายใจตลอดชวี ิต
18.5 ประเภทของผู้บาดเจบ็ ตามลกั ษณะของไขสันหลงั ทไี่ ด้รับการบาดเจบ็
18.5.1. Complete cord lesion ไขสนั หลงั เสียหนา้ ทโี่ ดยสนิ้ เชิงโดยมอี าการและ
อาการแสดง ได้แก่ กล้ามเนอ้ื อ่อนปวกเปียก ไม่มรี ีเฟลกซใ์ ด ๆ ไมม่ กี ารหลั่งเหง่อื ความดันโลหิตตา่
359
และไมค่ งที่ชพี จรเต้นชา้ กว่าปกติ ถา่ ยอุจจาระและปัสสาวะเองไมไ่ ด้ ความผดิ ปกตขิ ององคชาตในเพศ
ชาย
18.5.2. Incomplete cord lesion ไขสันหลังถูกทาลายบางส่วน แบ่งเป็น 4
ชนิด มีอาการแสดงดังนี้
18.5.2.1 Central cord syndrome กล้ามเน้ือแขนขาอ่อนแรง ความรู้สึก
เกี่ยวกบั ความเจบ็ ปวด และอณุ หภูมเิ สียไป
18.5.2.2 Anterior cord syndrome อัมพาตของแขนขาความรู้สึกเก่ียวกับ
ความเจ็บปวดและอุณหภมู ิเสียไป แต่ความรู้สึกเก่ียวกับการสัมผัส ท่าทาง และการส่ันสะเทือนยัง
ใชไ้ ด้
18.5.2.3 Posterior cord syndrome การสง่ คล่นื ความรูส้ กึ ของไขสนั หลงั ดา้ นหลัง
เสยี ไป
18.5.2.4 Lateral Hemisection or brown-sequard syndrome การ
ควบคุมการทางานของกล้ามเน้ือและความรู้สึกท่ีผ่านไขสันหลัง จะเสียหน้าที่เพียงซีกเดียว โดยมี
อาการและอาการแสดง เช่น ปวดกดและเจ็บบริเวณหลัง อัมพาตแบบอ่อนปวกเปียก การ
เคล่ือนไหวที่อยู่ใต้อานาจจิตใจและรีเฟล็กซ์ท่ีเสียไป การสูญเสียความรู้สึกสัมผัสทั้งหมด การสูญเสีย
การควบคุมการขับถ่ายปสั สาวะ อจุ จาระ หมดสมรรถภาพทางเพศ อัมพาตแบบแขง็ เกรง็ หรอื มีอาการ
เกร็ง มีการกระตุกของร่างกายส่วนบน มีอาการเกร็งของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดทวารหนักและ
รีเฟล็กซต์ า่ งมีมากกว่าปกติ (Hyperrefexia)
18.6 ภาวะชอ็ คของไขสันหลัง (Spinal shock)
คือ การทไ่ี ขสันหลังส่วนต่ากวา่ ตาแหนง่ ที่มีพยาธิสภาพเกิดการเกรง็ แบบชั่วคราว จะเกิดข้ึน
ทันทีท่ีสันหลังได้รับการบาดเจ็บ อาการช็อคของไขสันหลังเกิดข้ึน เน่ืองจากการขาดการเชื่อมต่อ
ระหว่างการส่งคลื่นประสาทจากสมองซ่ึงอยู่ส่วนบนมายังไขสันหลังอย่างกะทันหัน ผู้บาดเจ็บจะมี
อาการกล้ามเนอื้ อ่อนปวกเปียก ไมส่ ามารถเคล่ือนไหวร่างกายส่วนที่ต่ากวา่ ตาแหน่งที่มพี ยาธสิ ภาพ
อาการแสดง ดังน้ี
- ปวดลึก เจบ็ ลกึ หรอื บวมลกึ ท่ีคอหรอื หลงั
- ปวดเวลาเคล่ือนไหว
- มึนชา หรอื ไม่รสู้ กึ หักทีแ่ ขนหรอื ขา
- ไม่มแี รง ขยับตวั ไมไ่ ด้
- ท่าผิดปกติ รูปรา่ งผดิ ปกติ
- ช็อค (พบไดบ้ างคร้ัง)
- หายใจลาบาก (พบไดบ้ างครงั้ )
- หมดสติในคนที่สวมหมวกป้องกนั อันตรายท่ศี รี ษะ
ขอ้ ควรจา
ห้ามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่คาดว่ามีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังจนกว่าจะได้รับการ
ช่วยเหลือจากแพทย์ หรือเจ้าหน้าท่ีเฉพาะให้เคล่ือนย้ายด้วยความระมัดระวัง มีการประสานงานที่
ชดั เจน พรอ้ มเพรียงกัน
360
ขอ้ จากดั – ยกเวน้
- ในสถานการณ์เส่ียงตอ่ ชีวิต
- สถานการณ์การบาดเจบ็ กลมุ่ ชน หรอื หลายคน
- เมื่อชว่ ยเหลือครบแลว้ ต้องแน่ใจว่าทางเดนิ ของลมหายใจยงั โล่งและการหายใจยงั ดีอยู่
18.7 การชว่ ยเหลอื เบอื้ งตน้ ในผบู้ าดเจ็บไขสนั หลัง
18.7.1. เคล่ือนย้ายจากบริเวณที่มีอันตรายโดยเร็ว แล้วจากน้ันช่วยการหายใจ
การหา้ มเลอื ด
18.7.2. คิดเสมอว่าผู้หมดสติจากแรงกระแทกน้ันมีบาดเจ็บที่ไขสันหลังจนกว่าจะ
พสิ จู นว์ ่าไม่ใชท่ โ่ี รงพยาบาล
18.7.3. จดั ท่าพกั ผู้บาดเจบ็ ให้อยู่ในท่าเดมิ ที่พบแตต่ น้
18.7.4. จับศีรษะค่อย ๆ แหงนคอโดยยกดันไปทางหลังเล็กน้อยพร้อม ๆ กับดึงขึ้น
จนอย่ใู นลกั ษณะปกติ อย่าดงึ มากไป และดงึ ไวต้ ลอดเวลาอยา่ ปล่อยมือ
18.7.5. ถอดหมวกปอ้ งกันอันตรายทีศ่ รี ษะเรือ่ ง การบาดเจ็บทีค่ อ
18.7.6. อย่าฝืนดัดหรือจัดศีรษะ ถ้าพบว่าเม่ือดึงและแหงนคอ แล้วติดให้ค้าหรือ
ใสเ่ ฝอื กคอคา้ คางให้ยนั กบั หวั ไหลใ่ นสภาพคอทีบ่ ดิ เบีย้ ว ใหผ้ ชู้ ว่ ยใส่เฝอื กคอคา้ คางยนั กับหวั ไหล่
18.8 การปอ้ งกันการภาวะแทรกซอ้ น
ในกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บที่สวมใส่หมวกหมวกนิรภัย การถอดหมวกนิรภัยและใส่เฝือกดามคอ
(Helmet removal and Cervical Hard collar applied) จึงเป็นสง่ิ สาคัญทีส่ ดุ
รูปท่ี 6-1 23 ภาพแสดงหมวกนิรภัยชนิดตา่ งๆ
ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศหนึ่งท่ีมีการใช้รถจักรยานยนต์จานวนมาก ประชาชนส่วน
ใหญ่ยังมีการใชห้ มวกนิรภัยจานวนน้อย เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงทาให้มีการบาดเจ็บบริเวณศีรษะร่วมด้วย
ซงึ่ การใช้หมวกนริ ภัยสามารถช่วยป้องกนั การบาดเจ็บดงั น้ี
1. ชว่ ยลดความเสย่ี ง และความรุนแรงของการบาดเจบ็ บริเวณศีรษะได้
361
2. ชว่ ยลดความเสี่ยงต่อการเสยี ชีวติ
3. ชว่ ยลดค่ารักษาพยาบาลและลดจานวนวนั นอนท่ีตอ้ งพกั รักษาตวั ในโรงพยาบาล
ส่วนประกอบของหมวกนริ ภัย
1. ชั้นนอก หรอื เปลอื กนอกทาจากวัสดุชนิดพเิ ศษ จะตอ้ งแขง็ แรง น้าหนักเบา เพอ่ื สามารถ
ทนแรงกระแทรกจากของแข็งและของมีคมได้โดยไมแ่ ตก หรือทะลไุ ดง้ า่ ย
2. ช่องระบายอากาศ ทาหน้าท่ีถ่ายเทความร้อนภายในหมวกให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายขณะ
สวมใส่ จะต้องมขี นาดไมเ่ กนิ เซนติเมตร และตอ้ งออกแบบอยใู่ นตาแหนง่ ทีป่ ลอดภัย
3. สายรัดคาง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้หมวกนิรภัยติดแน่นกับศีรษะไม่หลุดง่าย แต่ต้องรัดให้
ถูกวธิ ี
4. EPS Liner มีลักษณะเป็นเส้นๆ อยู่ภายในหมวกนิรภัย ป้องกันแรงกระแทก นอกจากนี้
ยังเป็นช่องทางเดินอากาศไดอ้ กี ด้วย
5. ชั้นใน เป็นช้ันที่ทามาจากวัสดุท่ีถูกพัฒนาข้ึนมาเป็นพิเศษ มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น
ความหนาแน่นสูง สามารถรับและกระจายแรงกระแทรกได้ดี ส่วนใหญ่ทามาจากแผ่น
โฟมชนิดโพลสี ไตรีนท่ียึดออกได้ หรอื เรยี กวา่ สไตโรโฟน
6. แผ่นกันลมหรือชิลด์ ติดอยู่ด้านหน้าของหมวกนิรภัย สาหรับป้องกันแสง ฝุ่น ฝน แมลง
ฯลฯ ท่ีอาจจะเข้าตาได้ในขณะขับข่ีรถจักรยานยนต์ แผ่นกันลมท้ังชนิดใสเพ่ือใช้ในเวลา
กลางคืน และชนดิ ทบึ เพือ่ ใชใ้ นเวลากลางวนั ทม่ี แี สงแดดจดั สามารถถอดเปลย่ี นได้
หมวกนิรภัยมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี เพ่ือความปลอดภัยควรใช้หมวกนิรภัยขณะขับขี่
รถจักรยานยนต์ ใช้ความเร็วตามท่ีกฎหมายกาหนดตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพของหมวกนิรภัย
ทกุ ครั้งก่อนการใชง้ านเพื่อความปลอดภัยของผูข้ ับข่เี อง
รูปที่ 6.1-24 ภาพแสดงสว่ นประกอบของหมวกนิรภยั
หมวกนิรภัยแบบเต็มหน้า (full face) จะใส่พอดีกับกะโหลกศีรษะ ทาให้การประเมินการ
หายใจผู้บาดเจ็บเปน็ ไปด้วยความยากลาบากรวมถึงการให้ออกซิเจนแก่ผู้บาดเจ็บ รวมท้ังหมวกแบบ
น้ถี ้าขนาดใหญ่มากเวลาที่ผู้บาดเจ็บนอนหงายนั้น กจ็ ะทาให้ศีรษะก้มต่าลงซึง่ ส่งผลให้เส้นประสาทไข
362
สันหลังได้รับการกดทับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงควรถอดหมวกนิรภัยชนิดน้ีออกจากผู้บาดเจ็บในที่
เกิดเหตโุ ดยทันที
วธิ กี าร
1. ถา้ พบผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนตะแคงหรืออย่ใู นท่านอนคว่า
ต้องมีผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คนช่วยกันพลิกตะแคงตัวผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่านอนหงายก่อน โดย
ผชู้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ตอ้ งทาการประคองศีรษะให้อยู่น่ิงและตรงตลอดเวลา
รูปท่ี 6.1-25 ภาพแสดงพลิกตะแคงตวั ผบู้ าดเจ็บให้อยใู่ นทา่ นอนหงาย
2. เมื่อผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนหงายราบแล้ว ให้ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 2 (ซ่ึงควรเป็นหัวหน้าทีม)
ถ้าพบว่า ผู้บาดเจ็บมีหน้ากากหมวกนิรภัยปิดหน้าอยู่ ทาการเปิดหน้ากากของหมวก
นิรภัย ทาการประเมินการตอบสนอง (Response) ของผู้บาดเจ็บ ประเมินระบบ
ทางเดนิ หายใจเบอื้ งตน้ กอ่ น
363
รปู ท่ี 6 – 26 ภาพแสดงการประเมินผู้ปว่ ยในขณะทที่ า Manual in line
3. ผู้ชว่ ยเหลือคนแรกทา Manual in line โดยใชฝ้ ่ามือทั้ง 2 ข้างประกบด้านข้างของหมวก
นิรภัย เพ่ือประคองหมวกนิรภัย คอ และศีรษะให้อยู่ในท่าNeutral position โดยยังไม่ต้องเรียก
ผู้บาดเจ็บเพอื่ ปอ้ งกันการเคล่ือนไหวของกระดูก ส่วนคอ (ข้อศอของผู้ชว่ ยเหลือควรวางบนพน้ื เพ่ือให้
การทา Manual in line มคี วามมน่ั คง) ดังภาพ
รูปที่ 6-27 ภาพแสดง Manual in line
364
4. ผ้ชู ว่ ยเหลอื คนทสี่ องทาการปลดสายรดั ของหมวกนิรภัยบรเิ วณคางออก
5. ผู้ช่วยเหลือท่านท่ี 2 ใช้ มือด้านหน่ึงประคองท่ีท้ายทอยโดยส่วนแขนของมือข้างนี้ต้องวาง
บนพื้นเพื่อให้การประคองคอมีความม่ันคง (Neck grip) และ ใช้นิ้วหัวแม่มือและน้ิวช้ีของมือ อีกข้าง
จับท่ีมุมคาง ท้ัง 2 ข้างและประคองตามแนวกระดูกคาง แขนด้านขวาวางระหว่างกึ่งกลางของทรวง
อกผ้บู าดเจ็บ (Chin grip) หลังจากที่ประคองได้อยา่ งมน่ั คงให้ส่งสญั ญาณให้ผชู้ ่วยเหลืออีกคนทราบ
รปู ท่ี 6- 28 แสดงการทา Manual in line ในขณะถอดหมวกนิรภยั
6. ผ้ชู ่วยเหลือคนท่ี 1 ทาการถอดหมวกนริ ภัยออก โดยจับท่ีขอบของหมวกนิรภยั และ
หมุน ขึ้น-ลง โดยให้ขอบล่างของหมวกนิรภัยผ่าน ปลายคาง และ จมูก และค่อย ๆ ดึงหมวกออก
โดยมขี ้อคานึงดังนี้
7. หลังจากหมุนหมวกนิรภัยผ่านปลายจมูก ให้ดึงหมวกในแนวตรง โดยที่ผู้ช่วยเหลือ
คนที่ 2 ค่อยๆ เลื่อนมือที่ประคองบริเวณท้ายทอยตามหมวกนิรภัยท่ีถอด ในขณะที่ผู้ช่วยเหลือคนที่
1 กาลงั ทาการดึงหมวกออก
365
รูปที่ 6- 29 แสดงการทา Manual in line ในขณะถอดหมวกนิรภัย
7. หลังจากถอดหมวก ผ้ชู ่วยเหลอื ทา่ นแรกทาท่า Head grip และพยายามจดั ผู้ป่วยใน
ท่า Neutral position (ค่อยๆ วางศีรษะลงที่พ้ืนอย่างช้าๆ ถ้ามีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอให้
หยดุ และนาผา้ มารองให้พอดกี ับความสูงของศีรษะ)
รูปท่ี 6- 30 จดั ผปู้ ว่ ยในท่า Neutral position
366
ขั้นตอนที่ 7 ประคองศีรษะในท่า Head grip ต่อไปจนกว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการใส่
ปลอกคอและ Head immobilization
การยดึ ตรึงศีรษะและคอ
ในผู้บาดเจ็บที่สงสัยมี C-spine injury ให้ทาการใส่ hard collar ที่คอทุกรายโดยวิธีการยึด
ตรึงศีรษะและคอ (cervical spine Immobilization) จนกวา่ จะสามารถพสิ ูจนไ์ ด้วา่ ไม่มีการบาดเจ็บ
ของกระดูกคอจริงจากผลเอกซเรย์ (X-ray) หรือ ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) โดยการใส่
cervical collar ควบคู่กับการใช้ Long spinal board with Head Immobilization device
การทา Manual in-line cervical immobilization มที ้งั ในทา่ นอนและทา่ น่ัง
1. ทา่ นอน มีด้วยกัน 2 วธิ ีคือ
1.1 ผู้ทา In-line cervical spine immobilization ยืน หรือ นั่งบริเวณเหนือศีรษะ
ผู้บาดเจ็บ เอามือ 2 ข้างประกบบริเวณหูของผู้บาดเจ็บ หรือใช้ฝ่ามือประกบบริเวณรอยต่อของคาง
และคอ ท่าน้ีจะไมส่ ะดวกในผ้บู าดเจบ็ ทมี่ ีความจาเปน็ ตอ้ งใสท่ อ่ ช่วยหายใจ
รปู ที่ 6 - 31 แสดงการทา Manual in-line cervical immobilization
1.2 ผู้ทา In-line cervical spine immobilization ยืนหรือ นั่งบริเวณด้านข้างลาตัว
ของผู้บาดเจ็บ หันหน้าไปทางผู้บาดเจ็บ ใช้ฝ่ามือ 2 ข้างประกบบริเวณหูของผู้บาดเจ็บท้ัง 2 ข้าง
หรือใช้ฝ่ามือประกบบริเวณรอยต่อของคางและคอ วิธีนี้จะสะดวกกับผู้บาดเจ็บท่ีต้องใส่ท่อช่วย
หายใจ
367
รปู ท่ี 6 – 32 แสดงการทา In-line cervical spine immobilization
1. ท่าน่ัง การยึดตรึงศีรษะพบได้บ่อยในผู้บาดเจ็บติดภายในรถ หรือที่แคบ การเข้า
ช่วยเหลือตาแหน่งการยืนข้ึนอยู่กับพ้ืนทีในการเข้าช่วยเหลือ สามารถเข้ายึดตรึงได้ทั้งทางด้านหน้า
ดา้ นขา้ งและด้านหลัง
รปู ท่ี 6 - 33 แสดงการยดึ ตรงึ ศีรษะผบู้ าดเจ็บดา้ นหลงั
368
การใสอ่ ุปกรณ์ดามคอ
วิธกี าร
1. ผู้ชว่ ยเหลือคนที่ 1 ทาหน้าที่ยึดตรึงศีรษะและคอ โดยกางนิ้วมือทั้งสองข้าง แนบบริเวณ
ข้างศีรษะ แกม้ คาง และลาคอของผู้บาดเจบ็ (ถ้าเปน็ การปฏิบัติต่อจากขนั้ ตอนการถอดหมวกนิรภัย
หรอื หมวกกันน็อค อยใู่ นข้นั ตอนท่ี 6 ของการถอดหมวก)
2. ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 2 (ถ้าเป็นการปฏิบัติต่อจากขั้นตอนในการถอดหมวกนิรภัยหรือกันน็อค
ให้เป็นหน้าท่ีของผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ในการเตรียมการใส่ cervical hard collar ท่ีมีขนาดพอดีกับ
ขนาดความกวา้ งของคอของผ้บู าดเจบ็
วิธีการวดั
1. ทาการวัดความยาวของคอผู้ป่วยโดยใช้นิ้วมือทาบไปด้านข้างของคอบริเวณ Inferior
border of mandible แ ล ะ Root of the neck วั ด โ ด ย ป ร ะ ม า ณ เ ป็ น จ า น ว น
Fingerbreadth
2. แล้วเลือกขนาด Collar โดยใช้จานวนน้ิวมือท่ีวัดได้จากผู้บาดเจ็บทาบไปด้านข้างของ
Collar เฉพาะสว่ น rigid part (ไม่รวมบริเวณโฟม)
3. ทาการใส่ Collar ใหผ้ ้ปู ว่ ยขณะท่มี ีผชู้ ว่ ยเหลือตรงึ ศีรษะผู้ปว่ ยไว้ไมใ่ ห้เคลื่อนไหว
4. ผู้ใส่หมนุ ด้านบนลา่ ง หน้าหลงั ของ Collar ใหถ้ ูกตอ้ ง
5. สอดปลายข้างหนึ่งของ Collar เข้าไปบริเวณคอทางด้านหลังของผู้บาดเจ็บ แค่พอให้
ปลายโผลไ่ ปอกี ด้านของคอ โดยผ้ยู ดึ ตรึงศีรษะยกคอผบู้ าดเจบ็ ขึ้นใหน้ อ้ ยทส่ี ดุ
6. ทาการ fitting ให้เข้ากับบริเวณคาง แล้วติดตีนตุ๊กแก หรือ Velcro strap เข้ากับปลาย
ดา้ นท่โี ผล่ออกมาจากการสอดไว้ดา้ นหลังตัง้ แต่ทีแรก
7. กระชับเขา้ รูปกบั คอผปู้ ว่ ยโดยที่คอต้องอยทู่ า่ ท่ีไม่แหงนขน้ึ หรือ ก้มลงกวา่ ปกติ
8. หลังการใส่ ควรถามผู้บาดเจ็บ(กรณีผู้ป่วยรู้ตัว) ไม่เจ็บหรือแน่นจนเกินไปเพราะอาจทา
ให้เกิดการกดทบั เน้ือเยอ่ื และเส้นเลือดได้
369
รปู ท่ี 6 – 34 แสดงภาพ cervical hard collar
รูปท่ี 6 – 35 แสดงการวดั ขนาด cervical hard collar
370
เม่ือเลอื กขนาดของ cervical hard collar ไดแ้ ลว้ จึงนามาใสใ่ หผ้ ูบ้ าดเจบ็ ดงั ภาพขา้ งลา่ ง
รปู ท่ี 6 – 36 แสดงการใส่ cervical hard collar
การใชก้ ระดานส้ันดามกระดกู สันหลงั (Short spinal board)
อุปกรณ์สาหรับดามกระดูกแบบสั้นที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมากสุดคือ Kendric Extrication
Device(KED) นี้เป็นอุปกรณ์ที่ใชส้ าหรับเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บท่ีสงสัยได้รับการบาดเจ็บบริเวณกระดูก
สันหลัง มักใช้ในผู้ท่ีติดท่านั่ง ติดภายในรถยนต์ หรือติดอยู่ในพื้นท่ีที่มีลักษณะแคบ และต้องการ
ป้องกันกระดูกสันหลงั สามารถใชก้ ับเดก็ เพ่ือป้องกนั กระดกู สนั หลงั เคลือ่ นไหวได้
รปู ที่ 6 – 37 Kendric Extrication Device(KED)
371
รูปที่ 6 - 38 แสดงการใส่ Kendric Extrication Device(KED)
รูปท่ี 6 - 39 แสดงการใส่ Kendric Extrication Device(KED)
ข้อเสีย ใช้เวลาในการใส่อุปกรณ์น้ี อาจทาให้เวลาท่ีใช้ในนาส่งผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลชา้ ลง
วิธีการใช้ KED พนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะสามารถทาได้ภายใต้การสั่งการของแพทย์ หรือ การ
อานวยการตรง
372
1. ควรมีผู้ช่วยเหลืออยา่ งน้อย 2-3 คน
2. ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 1 ยืนด้านหลังเพื่อยึดตรึงศีรษะให้น่ิงและเป็นแนวนอน ตาแหน่งการยืน
เพื่อตรึงศีรษะอาจยืนด้านข้างของผู้บาดเจ็บ ขึ้นอยู่กับพ้ืนที่ท่ีจะเข้าช่วยเหลือ เช่น การช่วยเหลือ
ผู้บาดเจ็บติดภายในรถกระบะตอนเดียว
3. ผู้ช่วยเหลือคนท่ี 2 ใส่ hard collar จากดา้ นหนา้ หรือดา้ นขา้ ง แล้วเลอ่ื นจนอย่ใู นระดบั ท่ี
ถูกต้อง
4. หลังจากใส่ hard collar แลว้ ผู้ช่วยเหลอื คนท่ี 2 สอด KED เขา้ ทางดา้ นหลังของผบู้ าดเจบ็
5. ใหส้ ว่ นของศีรษะและลาตวั พอดีกับผูบ้ าดเจ็บ
6. ผู้ชว่ ยเหลอื คนที่ 2 ยดึ ตรงึ ส่วนศรี ษะ เอว หน้าอก ซอกรกั แร้ ต้นขา
7. ภายหลังท่ียึดตรึงผู้บาดเจ็บเรียบร้อยแล้ว เล่ือนตัวผู้บาดเจ็บนอนลงบนกระดานรองหลัง
ชนดิ ยาว เพ่อื ยึดตรงึ ให้ติดกันและเคล่ือนยา้ ยผ้บู าดเจบ็ โดยไม่เล่อื นหลุดต่อไป
การใชก้ ระดานยาวดามกระดูกสันหลัง(Long spinal board)
รปู ที่ 6 - 40 แสดงการเตรียมพลกิ ตวั เพื่อใช้กระดานยาวดามกระดูกสนั หลัง
รปู ที่ 6-41 แสดงแสดงเตรยี มใช้ Head Immobilizer
373
รูปที่ 6-42 แสดงการใช้ Head Immobilizer และ สายรัด
แผ่นกระดานรองหลังเป็นอุปกรณ์ที่บุคลากรทางการแพทย์นอกโรงพยาบาลคุ้นเคยเป็นอย่างดีใช้ใน
การเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บท่ีมีการบาดเจ็บกระดูกสันหลัง หรือสงสัยมีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง
หรือบาดเจ็บหลายตาแหน่ง
ข้อหา้ ม ในผบู้ าดเจบ็ ทกี่ ระดกู หลังผดิ รูปคดไปคดมาและไม่สามารถนอนหงายในทา่ ปกติได้
อุปกรณ์ในชุดแผ่นกระดานรองหลังยาว มี กระดานรองหลัง (Long spinal board) ชุดยึด
ศีรษะ (head Immobilizer) สายรัดตรึงตัวผบู้ าดเจ็บ (Belt)
วิธีการ หลงั จากใส่เฝือกดามคอและนาแผ่นกระดานรองหลังมาวาง โดยพลิกตะแคงตัวด้วย
log roll กับผู้บาดเจ็บ ใช้ชุดยึดศีรษะประคองบริเวณศีรษะและคอ รัดตรึงบริเวณหน้าผากและคาง
และใช้สายรัดรัดที่ทรวงอกบริเวณราวนม กระดูกเชิงกราน และที่ขา(เหนือเข่า) ดูรายละเอียด
เพม่ิ เตมิ บทท่ี 8 การยกและเคลอ่ื นย้าย
จะเห็นได้ว่า ตาแหน่งของการบาดเจ็บมีความสาคัญต่ออวัยวะภายใน ซึ่งยากแก่การ
คาดการณ์ได้ว่า การบาดเจ็บที่อวัยวะภายนอกน้ัน อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะท่ีสาคัญซ่ึงอยู่ภายใน
เช่น การบาดเจ็บบริเวณลาคอ อาจรุนแรงถึงเส้นประสาทไขสันหลังจนทาให้ผู้บาดเจ็บพิการไดต้ ลอด
ชวี ิต
374
บทท่ี 6-5
การดแู ลเบือ้ งต้นในผ้บู าดเจ็บจากส่ิงแวดลอ้ มและผู้บาดเจ็บกล่มุ เฉพาะ
การบาดเจ็บจากอณุ หภูมทิ ่เี ปล่ยี นแปลง
การรักษาระดบั อุณหภมู ิ
การรักษาระดับอุณหภูมิ ขึ้นอยู่กับการสูญเสียและการได้รับความร้อน ภาวะอุณหภูมิต่า
แต่ไม่พบบ่อยในประเทศไทย สาเหตุ การแผ่รังสี (Radiation) การนา (Conduction) การพา
(Convection) การระเหย (Evaporation) และการหายใจ (Breathing) พนักงานฉุกเฉินการแพทย์
จะต้องสังเกตการสูญเสียความร้อนในขณะท่ีรักษาผู้ป่วยท่ีเป็น Hypothermia เพ่ือไม่ให้มีการเสีย
ความรอ้ นอกี
อณุ หภมู กิ ายสูงเรียกว่า Hyperthermia จากการได้รับความร้อนจากแสงแดด การออกกาลัง
กายหรืออยู่ใกลค้ วามรอ้ นสูงเป็นเวลานาน
คาถามท่ีสาคัญสาหรับถามผปู้ ่วยทไี่ ด้รบั ความกระทบกระเทอื นจากส่งิ แวดล้อม
- สถานทเ่ี กดิ เหตุ
- สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี กดิ เหตุ
- สตสิ มั ปชัญญะเสียไปหรือไม่
- ผลทเ่ี กิดข้นึ ไดแ้ ก่ ผลท่วั ไป (general) และ ผลจาเพาะท่ี (Local)
การไดร้ ับความเยน็ มากเกนิ ไป
ภาวะฉุกเฉนิ จากการได้รับความเย็นเกิน
ปจั จยั ท่ที าใหเ้ กิด ได้แก่
- สภาพแวดลอ้ มทีห่ นาวเย็น เช่น การจมนา้
- อายุ ในเด็กทารกและเด็กเล็กมีพ้ืนท่ีผิวน้อย มีกล้ามเนื้อน้อย ทาให้การหนาว
สั่นเกิดไดน้ ้อยมีไขมันน้อย เด็กที่อายนุ ้อยต้องการความชว่ ยเหลือในการป้องกัน
ความรอ้ นและความเยน็ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในการใชเ้ ส้ือผ้าได้
- ภาวะทางการแพทย์ท่ีอาจจะคล้ายคลึงกันท่ีต้องแยกออกระหว่าง ช๊อค และ
บาดเจบ็ ทีศ่ ีรษะ ไฟไหม้ การตดิ เชือ้ ท่ัวไป การบาดเจ็บทไ่ี ขสันหลงั เบาหวาน
ภาวะนา้ ตาล ในกระแสเลอื ดตา่ ยาและการเปน็ พษิ
อาการและอาการแสดงของ Generalized Hypothermia
สิ่งท่ีตรวจพบ คอื
- ตัวเย็นอยา่ งชัดเจน
- การไดร้ ับความเยน็ ทแี่ ฝงอยู่ (ตัวไมเ่ ย็น)
- การด่ืมแอลกอฮอล์
- ภาวะโรคท่ีมอี ยูเ่ ดิม
- ได้รับยาเกินขนาดหรือเป็นพิษ
- การบาดเจบ็ ทรี่ ุนแรง
- การทาการช่วยฟน้ื คืนชีพนอกอาคาร
375
- อุณหภูมภิ ายในบา้ นลดลง เชน่ บา้ นสงู อายทุ ีเ่ ปดิ แอร์
วิธีการตรวจอุณหภูมิผิวหนังท่ีเย็น ให้เอาด้านหลังของมือสอดเข้าไประหว่างผ้าห่มกับหน้า
ท้องของผู้ป่วยท่ีจะประเมินอุณหภูมิทั่วไปของผู้ป่วย ผู้ป่วยท่ีได้รับความเย็นเกินขนาดจะมีผิวหนัง
บริเวณท้องเย็นสติสัมปชัญญะเสียไป หรือกาลังเสียไปจากระดับของความเย็น ร่างกายทางานไม่
ประสานกันความจาถูกรบกวน ความรู้สึกสัมผัสทางผิวหนังลดลง อารมณ์เปลี่ยนไป ไม่อยากติดต่อ
กบั ใคร มึนงง และ พูดลาบากส่วนของกล้ามเนอื้ จะเกร็งแข็ง ท่าทางแข็งหรือยดึ การสั่นสะท้านอาจ
มีหรือไม่มี รู้สึกว่าข้อและกล้ามเนื้อเกร็งแข็งการหายใจเปลี่ยนไป ระยะแรก การหายใจเร็ว ต่อมา
ระยะหลังการหายใจต้ืน ช้าหรือหยุดหายใจ ม่านตาไม่ค่อยสนองตอบต่อแสงชีพจร ระยะแรก เร็ว
ระยะหลัง ชา้ และคลาไดย้ าก และ/หรอื ไม่สม่าเสมอหรือคลาไม่พบความดันโลหติ ต่าหรอื วดั ไม่ได้การ
คิดตัดสินใจช้าผิวหนัง ระยะแรก แดง ซีด ระยะหลัง เขยี วคลา้ แข็งและไมยืดหยุ่น
การช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยทส่ี มั ผัสความเย็นเกิน
1. นาผู้ปว่ ยออกจากสิ่งแวดลอ้ ม ป้องกนั การสญู เสียความร้อนต่อไป
2. นาเส้อื ผ้าท่ีเปียกชืน้ ออกแล้วหม่ ดว้ ยผ้าหม่
3. จับต้องผปู้ ่วยอย่างเบา ๆ
4. หา้ มไมใ่ ห้ผปู้ ่วยเดนิ หรือออกแรงเอง
5. ให้ออกซิเจน หากไมม่ กี ารใหม้ ากอ่ น ออกซิเจนทใ่ี ห้ควรจะทาความอ่นุ และใส่
ความช้นื
6. ประเมนิ ชีพจรก่อนที่จะทา CPR
7. หากผปู้ ว่ ยรตู้ วั ดแี ละสนองตอบ ใหค้ วามร้อนต่อ ดว้ ย ใช้ผ้าห่มท่อี ุ่น ให้กระเป๋า
นา้ รอ้ นท่ตี น้ ขา รกั แร้ และคอ หรือปดิ เคร่อื งปรับอากาศภายในรถพยาบาล
ฉุกเฉนิ
8. หากผปู้ ่วยไมส่ นองตอบหรือสนองตอบไม่ดี ใหค้ วามอนุ่ ต่อ
9. หา้ มไม่ให้ผ้ปู ่วยดื่มหรอื กินยากระต้นุ
10. ห้ามนวดแขนและขา
การบาดเจบ็ จากความเยน็ เฉพาะท่ี
การบาดเจบ็ จากความเย็นเฉพาะทขี่ ึ้นอยูก่ ับปจั จัยในการเกดิ มกั เกดิ ทแ่ี ขนและขาและ
อวยั วะทเ่ี ดน่ ชัดเช่นจมูก ใบหูและหน้า
อาการและอาการแสดง
1. เปน็ การบาดเจ็บทีม่ ีพื้นท่ีเหน็ ไดช้ ัดเจน
1.1 ระยะแรกหรือการบาดเจ็บเฉพาะส่วนผิว ผิวหนังเจ็บ ไม่มีความรู้สึกในบริเวณท่ี
บาดเจ็บ ผิวหนังยังคงออ่ น หากให้ความร้อนจะมีความรู้สึกเสียวแปลบ ๆ (Tingling
sensation)
1.2 บาดเจ็บระยะหลัง หรือบาดเจ็บลึก ผิวหนังสีขาวและคล้ายข้ีผึ้ง ถูกต้องบริเวณที่
เย็นจะเจ็บ อาจบวม อาจมีพุพอง หากละลาย ผิวหนังจะแดงและมีบางส่วนสีม่วง
คลา้
การรกั ษาพยาบาลฉุกเฉนิ สาหรับบาดแผลถกู ความเยน็ จาเพาะที่
376
1.นาผปู้ ่วยออกจากบรเิ วณน้ัน
2.ปอ้ งกันอวัยวะท่บี าดเจบ็ ไม่ใหบ้ าดเจ็บเพ่ิม
3.ให้ออกซิเจน
4.นาเสื้อผา้ ทีเ่ ปียกชนื้ ออก
5. หากเป็นบาดแผลใหมห่ รือต้ืน
- ใหด้ ามส่วนน้ัน
- คลมุ ปิดบรเิ วณบาดเจบ็
- หา้ มถหู รอื นวด
- ห้ามกลบั ไปถูกอากาศเยน็ อกี
6.หากเปน็ บาดแผลเก่าหรือลกึ
- นาเครอ่ื งประดับออก
- คลุมด้วยผ้าแหง้
- หา้ มทาใหพ้ พุ องแตก หา้ มถูหรอื นวดบรเิ วณบาดเจ็บ
- ห้ามให้ความรอ้ น หรือทาให้อุ่น
- หา้ มเดินโดยใชข้ าท่ีบาดเจ็บ
7.จาเปน็ จะตอ้ งรอเปน็ เวลานานกวา่ ทจ่ี ะขนยา้ ย อาจต้องให้ความอ่นุ โดย
7.1 จ่มุ สว่ นท่บี าดเจบ็ ลงในน้าอนุ่
7.2 เฝา้ ดนู ้าเพ่อื ไม่ใหเ้ ย็นลงตามสภาพอากาศ
7.3 หมนั่ กวนน้าอยู่เสมอ
7.4 ทาตอ่ จนกระทัง่ บรเิ วณนั้นอ่อนตัวลงและมีความรู้สึกขน้ึ มา
7.5 คลมุ ด้วยผ้าปลอดเช้ือทแี่ ห้ง
7.6 ปอ้ งกนั ไมใ่ ห้โดนความเยน็ อีก คาดไดว้ ่าผูป้ ่วยจะต้องร้องว่าเจ็บ
การไดร้ บั ความรอ้ นมากเกินไป
ความร้อน (thermal burns)
บาดแผลจากความรอ้ นจะทาลายผวิ หนัง ซงึ่ ผวิ หนังจะทาหน้าท่ีเปน็ เคร่ืองป้องกนั ตอ่ การตดิ
เช้อื ป้องกันการสูญเสยี น้า ควบคุมอณุ หภมู ิ การรบั รูค้ วามร้สู ึกของผิวหนัง
การดูแลกอ่ นนาสง่ โรงพยาบาล (prehospital care)
1. หยุดยั้งอนั ตรายจากความร้อน
2. แยกผ้ปู ่วยจากบรเิ วณท่ีมีควัน
3. ใหอ้ อกซิเจนเพอื่ แกไ้ ขพษิ จากคารบ์ อนโมนอกไซด์
4. ดแู ลอาการช็อก
5. ป้องกันการตดิ เช้อื
6. ขนยา้ ยผู้ป่วยดว้ ยความเหมาะสม
7. การรกั ษาตอ้ งดแู ลภาวะแทรกซอ้ น เช่น ควัน การอุดก้นั ทางเดินหายใจ และอันตราย
จากภยันตรายร่วมหรอื โรคประจาตัวผูป้ ว่ ย หลงั จากระงับอันตรายความร้อน การดแู ล
377
ข้นั ต้นก่อนสง่ ถึงโรงพยาบาลในการป้องกนั การตดิ เชอื้ อุณหภูมิของร่างกายและลดการ
เจบ็ ปวด ตอ้ งมีความสามารถในการประเมนิ ความลึกและขอบเขตของ burn
การจาแนก และประเมินบาดแผลจากความรอ้ น
1.ความลกึ ของแผล
2. ขอบเขตของ แผล
3. ตาแหน่งของบาดแผล
4. ปจั จัยอ่นื ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง เช่น อายุ การหายใจ การได้รับยาที่ใชป้ ระจา หรือ อนั ตรายร่วม เชน่
บาดเจบ็ ท่ีศรี ษะ
ความลึก (Depth of Burns) แบง่ เปน็ 3 ระดับ ดงั นี้
1. burn ระดับที่ 1 หรือดีกรีท่ี 1 (First degree burns) ความร้อนทาลายชั้นผิว (superficial)
ทาลายเฉพาะช้ัน Epidermis และเหลือชั้นลึก ตัวอย่างเช่น ถูกแดดเผา จะมีสีแดงแห้ง
และอุ่น ปวด เพราะเส้นประสาทฝังอยู่ อาจจะบวมจากเส้นเลือดฝอยขยายตัวของช้ันใต้
ผิวหนัง burn ดีกรีท่ี 1 ไมต่ ้องประเมนิ ในขอบเขต
2. Burn ระดับท่ี 2 หรือดีกรีท่ี 2 (Partial thickness หรือ Second-degree burns) Burn จะ
ทาลายชั้นนอกของผิวหนัง Epidermis และลึกถึงชั้นหนังแท้บางส่วน ส่วนใหญ่เกิดน้าร้อน
ลวกและไฟไหม้ช่วงสั้น ๆ ลักษณะท่ีพบคือ บวม (edma) และมีถุงน้า เกิดจากทาลาย
เนื้อเยื่อและสะสมน้าเหลืองจากเส้นเลือดฝอย ผิวหนังจะแฉะหรือมีน้าเหลืองเยิ้ม การบวม
จะลดการไหลของเลอื ด โดยเฉพาะท่ีเปน็ รอบแขนขา สีจะแตกตา่ งกันขน้ึ กบั ความลกึ อาจสี
ชมพู หรือแดง ถ้า burn ลึกมากจะมีสีดาหรือสีซีดหรือไม่มีสี Burn ระดับที่ 2 จะปวดและ
ไวต่อการจับต้องหรือลมพัด หน้าที่ของผิวหนังเสียไป สูญเสียน้า สูญเสียความร้อนและติด
เช้ือง่ายอย่างไรดี บาดแผล burn ดีกรีท่ี 2 สามารถหายเองได้เพราะมีผิวหนัง เส้นผม
หรอื ต่อมเหงอ่ื สามารถสรา้ งผวิ หนังขนึ้ มาใหม่
3. Burn ระดับที่ 3 หรอื ดกี รีท่ี 3 (full thickness or third degree burn) บาดแผลจะลกึ ถงึ
ช้ันหนังกาพร้า (Eperdermis) และช้ันหนังแท้ (Dermis) สาเหตุจากความ ร้อนมาก ๆ ถูก
ไฟไหม้นาน ๆ จุ่มไปในน้าร้อนจะมีสีดา น้าตาลเหลือง แดงเข้ม หรือสีขาวใส จะเห็นเส้น
เลือดดาอุดตัน ไม่มีความเจ็บปวดเพราะเส้นประสาทที่อย่ใู นชั้นผิวหนังถกู ทาลาย ผิวหนงั จะ
แข็ง สูญเสียความยืดหยุ่น ถ้าเป็นรอบหน้าอกสามารถจากัดการหายใจหรือถ้า burn
ระดับที่ 3 รอบแขนขาจะลดการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงส่วนปลาย เนื่องจาก burn
ระดับท่ี 3 จะไม่มีเซลล์ผิวหนังเหลืออยู่ ดังน้ัน burn ระดับท่ี 3 จึงต้องหายใจโดยเอา
ผิวหนังจากท่ีอ่ืนมาปิด (skin Graft) กรณีท่ี burn ลึกกว่าชั้นผิวหนัง เช่น ใต้ผิวหนัง
กล้ามเน้ือ หรือกระดูก อาจเรียกว่า ระดับที่ 4 หรือ ดีกรีท่ี 4 (Fouth-degree burn)
เช่น บาดแผลไฟฟ้าดูด
378
2. ขอบเขตบาดแผล (Extent of Burns)
การแสดงถึงความรนุ แรงของ burn โดยใช้กฎของเลข 9 (Rule of nine) หรือใชห้ ลกั 1
ฝา่ มอื เทา่ กบั 1% ของผ้บู าดเจ็บ
ลาตวั ผใู้ หญแ่ บง่ เป็น 9% และ 18%
หวั คอ และแขน คิดเปน็ 9%
ขาข้างละ 18%
อวยั วะสบื พันธ์ุ 1%
ตาแหนง่ ของ Burns
บริเวณบาดแผลไฟไหม้น้าร้อนลวก มีความสาคัญเพราะอาจเกิด Infection สูญเสียหน้าท่ีมี
ผลต่อการหายใจ ไดแ้ ก่ บาดแผลทห่ี นา้ อวัยวะสืบพันธุ์ ขาและมอื
อันตรายจากการสูดความรอ้ นและควนั พษิ (Inhalation injuries)
379
ไอร้อนหรอื สูดอากาศรอ้ น ควันพิษ อาจทาลายต่อทางเดนิ หายใจและปอด ไอรอ้ นสามารถ
ทาลายทางเดินหายใจส่วนบนถึงถงุ ลม ควันสามารถนาความร้อนและสารพิษเข้าไปในทางเดนิ หายใจ
โดยเฉพาะในที่มิดชิด (Closed space) หรือผู้ป่วยท่ีไม่รู้ตัวเพ่ิม risk ของอันตรายจากการสูดควันพิษ
ซง่ึ มอี าการแสดงดงั น้ี
ขนจมูกไหมเ้ กรียม เสมหะมีเขม่าสีดา (carbonaceous sputum) , Burn รอบปาก จมูก
เสียงแหบ หายใจลาบาก
การดูแลเบ้อื งตน้
1.หยุดบาดแผลไฟไหม้โดยแยกผ้บู าดเจ็บออกจากพืน้ ทเ่ี กดิ เหตุ burn หรือ มีควัน และดบั ไฟ
ด้วยผ้าห่ม หนา ๆ หรือน้า ผู้บาดเจ็บที่เสื้อผ้าติดไฟไหม้ควรปิดด้วยผ้าห่มหนาๆ หรือล้มตัวกับพื้น
กลิ้งไปมา
2.ประเมินทางเดนิ หายใจ การหายใจ โดยดูจากการหายใจเข้ามีเสียงดงั เสยี งแหบ การใช้
กล้ามเนื้อหายใจมากกว่าปกติ ตัวเขียว อาการของการหายใจลาบาก อาการแสดงของการสดู ความ
ร้อนหรือควันพิษ ถ้ามีควรให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง ร่วมกับความช้ืน ดูเร่ืองของการได้รับ
บาดเจบ็ ร่วมแกไ้ ขภาวะชอ็ ค
3.ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับออกจากร่างกาย เทน้าลงบนเส้ือผ้าท่ีมีควันท่ียังดับไม่สนิทที่
สมั ผัสผวิ หนงั
4. ใช้ผ้าสะอาดชบุ น้าเย็น หรือน้าเกลือ หรือนาอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บจากความร้อนจมุ่ ลงใน
น้า เพ่ือช่วยลดความรุนแรงของบาดแผล การใช้ผ้าเย็นประคบในบริเวณที่มีบาดแผลมาก ๆ อาจเกิด
ภาวะอุณหภูมิต่า (Hypothermia) ไม่ควรเกิน 20% ของพน้ื ที่ผิวร่างกาย และทาได้ถ้าไม่นานเกิน 2-
3 นาทจี นอณุ หภมู ิลดลงปกติ ไม่ควรทายาไปก่อนท่ีจะถงึ โรงพยาบาล เมอื่ ถงึ โรงพยาบาลแลว้ เปิดแผล
ประเมนิ อีกครั้ง
การสูดความรอ้ นและควนั พิษ (Smoke inhalation)
การสูดความรอ้ นและควนั พษิ เป็นสาเหตุการตายในกองไฟไดบ้ อ่ ย ๆ ควนั ไฟก็คอื อากาศร้อน
กบั กา๊ ซพิษต่าง ซ่ึงมสี ารเคมที ่ีเปน็ อันตรายปะปนอยู่
ถกู สารเคมี
โดยท่ัวไปการถูกสารเคมีคล้ายกับบาดแผลถูกความร้อน ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นและ
ระยะเวลาการสมั ผัสซึ่งจะเปน็ ส่งิ สาคัญในการบอกถงึ ความรุนแรง
หลักการดูแลรักษา คอื เริม่ การลา้ งด้วยนา้ มากๆ บริเวณร่างกายทถ่ี กู สารเคมี เปน็ เวลานาน
20-30 นาที ระวังสารเคมีหกใส่ส่วนอื่น ของร่างกาย ควรป้องกันสารเคมีอันตรายโดยใส่ถุงมือแวน่ ตา
และเส้อื กาวน์
ใช้สายน้าฝักบัวฉีดล้างสารเคมีออกได้อย่างดี กรดและด่างเป็นสารเคมีท่ีพบบ่อย ซ่ึงทาให้
เกิดอนั ตรายจากสารเคมี (Chemical burn) ต่างจะเอาออกไดช้ ้ากว่า โดยทั่วไปควรล้างน้าดว้ ยน้า
ให้เร็วที่สุดเท่าท่ีจะทาได้ การช้าไป 2 นาทีอาจทาความรุนแรงต่างกัน ผู้บาดเจ็บควรรีบล้างสารเคมี
ออกดว้ ยตัวเองโดยเรว็
อนั ตรายจากสารเคมแี หง้ (Dried Chemicals)
380
ถ้าถูกสารเคมีแห้งควรปัดออก และควรถอดเส้ือผ้า รองเท้า ก่อนล้างด้วยน้า สารเคมีแห้ง
อาจสะสมในรองเท้า ขากางเกง สารเคมี เชน่ Lime (Calcium oxide), ฟอสฟอรัส (Phosphorus)
โซเดียมและโปแตสเซียม (sodium และ potassium) กรดไฮโดรฟลูออริค (Hydrofluoric acid) ฟี
นอล (Phenols)
อันตรายต่อลกู ตาจากสารเคมี ขน้ึ อยู่กับชนิดของสารและระยะเวลาการสมั ผัสตอ่ ลกู ตา เชน่
ต่างและกรดสารอนื่ ที่อนั ตราย เชน่ เมทลิ ไอโซไซยาไนต์ (Methyl isocyanate)
ข้ันต้นการรักษาโดยใช้น้าสะอาดล้าง ควรล้างต้ังแต่แรกที่ถูกสารเคมีเข้าตา ผู้บาดเจ็บบาง
รายอาจไม่สามารถลืมตาได้ขณะล้างตา อาจมีความจาเป็นต้องหยอดยาชา จึงจาเป็นต้องนาส่ง
โรงพยาบาล
อนั ตรายจากแสง (Light injuries)
การถูกแสงอินฟราเรดจากแสงอาทิตย์ หรือแสงอัลตร้าไวโอเล็ต โดยไม่ได้สวมแว่นตา
ป้องกันแสง อาจเกิดอันตรายต่อกระจกตาได้ (cornea) อาจเกิดหลังถูกแสงไม่ก่ีช่ัวโมง ควรปิดตา
ด้วยผ้าปิดตาทชี่ ุม่ ๆ ดว้ ยนา้ สะอาด หรือน้าเกลอื กอ่ นนาส่งโรงพยาบาล
บาดเจบ็ จากกระแสไฟฟา้
ไฟฟ้าเป็นพ้ืนฐานทางธรรมชาติที่มีแรงบวกและแรงลบ ในแต่ละปีจะมีคนตายจากไฟฟ้าดูด
โดยสว่ นใหญเ่ ปน็ คนทท่ี างานในโรงงานอุตสาหกรรม และเด็กจะมีความเสีย่ งตอ่ ไฟฟา้ ดดู มากกว่า
กระแสไฟฟ้าแบ่งเป็นกระแสไฟฟ้าตรง เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ส่วนกระแสไฟฟ้า
จากไฟบ้านเป็นกระแสไฟฟ้าสลับ โดยทั่วไปกระแสไฟฟ้าท่ีโวลต์ต่าจะอันตรายน้อยกว่าโวลต์สูง
แรงดันของกระแสไฟฟ้าต่า 45-60 เฮิร์ต (hertz) อาจทาให้เกิดอันตรายถึงตายได้ กระแสไฟฟ้าบ้าน
สามารถทาให้เกิดการของหดเกร็งกล้ามเน้ือได้ กระแสไฟฟ้าผ่านหัวใจอาจเกิดหัวใจหยุดเต้น
กระแสไฟฟ้าผ่านร่างกายเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า จะวิ่งผ่านในร่างกายท่ีมีความต้านทาน
ต่า ผิวหนังและกระดูกมีความต้านทานสูง กล้ามเนื้อมีความต้านทานต่ากว่า เส้นเลือดและ
เส้นประสาทจะมีความต้านทานน้อยที่สุด ผิวหนังที่เปียกจะมีความต้านทานน้อยท่ีสุด ทาให้
กระแสไฟฟ้าท่ผี า่ น
บาดแผลไฟฟา้ ดูดทผ่ี วิ หนัง
ไฟฟา้ ทาให้เกดิ ความรอ้ น ซงึ่ ทาอันตรายใหเ้ กดิ ไดต้ ั้งแตผ่ ิวต้นื ๆ (Superficial) จนถึง
ผิวหนังทั้งหมด (Full thickness burn) ซง่ึ มีสดี าเหมอื นถา่ น บรเิ วณทสี่ มั ผสั กระแสไฟฟา้ และวงจร
ใกล้เคยี ง ข้ึนกบั ระยะเวลาที่สัมผสั ถ้าสมั ผสั นานยง่ิ ทาให้ burn ลกึ กว่าทเ่ี ห็น
ชนดิ ของไฟฟา้ ดูด (types of electrical burns)
1.กระแสไฟฟ้าแรงสูง (High-voltage-current) วิ่งผ่านไปในอากาศอาจทาให้เกิดความร้อนสูงถึง
2000-3000 องศาฟาเรนไฮต์ ความร้อนทเ่ี กิด (Flash) อาจทาให้เกดิ เปลวไฟลุกไหม้เส้อื ผา้ ได้
2. อนั ตรายเฉพาะ (Specific injuries) ท่สี าคัญถึงชวี ิต คอื การหยุดหายใจ หรือ หัวใจหยุดเต้น การ
ให้การรักษาเบื้องตน้ อย่างรวดเร็วสามารถช่วยชีวิตผู้ได้รับอันตรายได้ เช่น ฟ้าผ่า สามารถช่วยชีวิตได้
ถ้าได้รับการช่วยหายใจตั้งแต่แรก ถ้ามีการตกจากที่สูงร่วมด้วยอาจทาให้กระดูกหักและอันตราย
ระบบอืน่
การประเมินและการรักษา
381
ต้องประเมนิ วา่ สายไฟแรงสงู ยงั มกี ระแสไฟฟา้ ผา่ นหรืไมโ่ ดยการติดตอ่ หน่วยงานเพ่ือดับ
ไฟฟ้ากอ่ นท่เี ขา้ ช่วยเหลือผ้ไู ดร้ ับอันตราย หลงั จากช่วยเหลือก็เริ่มจาก การช่วยฟื้นคืนชีพเบ้อื งต้น
(ABCs) ดกู ระดูกสนั หลงั ส่วนคอว่าไดร้ บั อันตรายหรอื ไม่ ถา้ ตกจากทสี่ งู หรอื ไ ด้รบั อันตราย ควรใส่
splint ดามคอ เมื่อประเมนิ ทางเขา้ และทางออกของแผล ควรปดิ แผลดว้ ยผา้ ปิดแผลและนาสง่
โรงพยาบาล
ภยั จากรังสี
Radiation หมายถึง การแผร่ ังสี ซึ่งเป็นกระบวนการที่พลังงานในรปู รังสีหรือความร้อน ฯลฯ
ถูกส่งออกมาจากปรมาณูและอณูขณะที่มีการเปล่ียน แปลงขึ้นภายใน เป็นการถ่ายโอนพลังงาน ซึ่ง
หากมนุษย์ได้รับสัมผัสกับพลังงานที่เพียงพอและถูกถ่ายโอนสู่ปรมาณูในเน้ือเยื่อ ก็จะทาให้มีการขับ
อีเลค ตรอนออกจากปรมาณูเกิดประจุไฟฟ้า (ion) เป็นกระบวนการท่ีเรียกว่า “การแผ่รังสีที่ทาให้
เกดิ อิออน” กระบวนการนไ้ี ด้แก่ การแผ่รังสีแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า เชน่ รงั สีเอ็กซ์ และการแผร่ งั สีจากอนุภาค
กมั มันตรงั สี เช่น อนุภาคแอลฟา เบตา และนวิ ตรอน
อิออน (Ion) หมายถึงปรมาณูท่ีเกิดประจุไฟฟ้าข้ึน เน่ืองจากสูญเสียหรือได้รับอีเลคตรอน
ปรมาณทู ี่สูญเสยี อีเลคตรอนจะมีประจุไฟฟ้าบวก และ ปรมาณูที่ไดร้ บั อีเลคตรอนเพ่มิ จะมปี ระจุไฟฟ้า
ลบ
ภาวะมลพษิ รังสี หมายถึงมลภาวะในส่งิ แวดล้อมทป่ี นเป้ือนด้วยรังสีที่มีศักยภาพเป็นอนั ตราย
ต่อสุขภาพของมนุษย์ในความเข้มเกินขีดปลอดภัย การสัมผัสอาจได้รับจากรังสีท่ีอยู่นอก หรือที่อยู่
ภายในกาย
แหล่งกาเนดิ รงั สี
แหล่งรังสีในส่ิงแวดล้อมมีท้ังที่เกิดเองตามธรรมชาติ (เช่น จากหิน, ดิน, ทรายและน้า และ
จากจักรวาลนอกโลก เช่น รังสีคอสมิค รังสีเหนือม่วงและรังสีอินฟราเรด) และจากแหล่งที่สร้างขึ้น
โดยมนุษย์ เช่น อปุ กรณ์เคร่อื งใช้ตา่ งๆ รวมถงึ เครื่องมอื ตรวจรักษาทางการแพทย์ด้วย
เครื่องถ่ายภาพรังสีเอ็กซ์ การถ่ายภาพรังสีหญิงมีครรภ์บ่อยในช่วงไตรมาสแรกอาจพบต้อ
กระจกในเด็กแรกเกิดได้ ผู้ที่ได้รับการถ่ายภาพรังสีกระดูกหลังแต่ละครั้ง ได้รับปริมาณรังสีเท่ากับ
การถา่ ยภาพรงั สที รวงอกทกุ วนั วนั ละคร้ัง รวมกนั เป็นเวลา 6 ปี
โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เช้ือเพลิงที่ใช้ได้ แก่ยูเรเนียม และ พลูโตเนียม (Pu-239) จากการ
ตรวจบุคลากรของโรงไฟฟ้าเหล่าน้ีพบวา่ ได้รับรังสีได้รับรังสีถึง 500 มิลลิแร็ดต่อปี น้าหรือของเหลวที่
ใชร้ ะบายความร้อนภายในเตาปฏิกรณ์จะมีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนด้วยเสมอ จึงต้องได้รับการบาบัด
ด้วยสารเคมีโดยวิธีแลกเปลี่ยนอิออน แล้วนาไปเก็บหรือท้ิงในบริเวณท่ีปลอดภัย เช่น โดยการฝังดิน
ในระดับช้ันหินลึกอุบัติเหตุจากการร่ัวไหลของสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าได้ทาให้บุคลากรของโรง
ไฟ ฟา้ และประชาชนในบรเิ วณใกล้เคียงไดร้ บั อันตรายจากรังสีด้วย
อาวุธปรมาณู การทดลองอาวุธปรมาณู ซ่ึงเริ่มต้ังแต่ปี 2483 ได้ก่อให้เกิดสารกัมมันตรังสี
เพิ่มข้ึนมากมายในบรรยากาศ มนุษย์ได้เร่ิมตระหนัก ถึงอันตรายร้ายแรงที่เกิดจากรังสีเม่ือสหรัฐทิ้ง
ระเบดิ ปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ เมือ่ ปี 2488 นอกจากมผี ู้คนล้มตายจานวนมาก
ทันที จากการได้รับรังสีท้ังตัวปริมาณเกิน 830 แร็ด แล้ว หลังจากนั้นผู้ที่รอดชีวิตยังเกิดโรคมะเร็ง
ระบบตา่ งๆ สูงกว่าประชาชนทัว่ ไปด้วย
382
การนาขยะยูเรเนียมเข้ามาใช้เป็นหัวอาวุธสงคราม เร่ิมตั้งแต่ปี 2534 ซ่ึงส่งผลให้ทั้งทหาร
และประชาชนไดร้ ับการสัมผัสรงั สีและเกิดผลรา้ ยตามมามากมาย
กาเนดิ พยาธิ
การสัมผัสรังสีเกิดข้ึนทั้งนอกกายและในกาย รังสีจากภายนอกที่มากระทบร่างกายเมื่อถูก
นาออกไปก็ไม่มีการสัมผัสเพิ่มเติม ซ่ึงผิดกับรังสีที่เข้าสู่ในร่างกายโดยการหายใจ บริโภคหรือการซึม
ผ่านทางผิวหนังหรือทางบาดแผล สารกัมมันตรังสีท่ีติดค้างอยู่ภายในกายจะแผ่รังสีออกไปอย่าง
ตอ่ เน่ืองจนกระทงั่ สลายตัวหมดกัมมันตภาพรังสี ซง่ึ ข้นึ อยูก่ ับอายุของสารกมั มนั ตรังสีนน้ั ๆ
บุคคลทเี่ ส่ียงอนั ตรายจากการสมั ผสั รังสี
การสัมผัสในคนท่ัวไป ได้แก่ ผู้ที่ชอบอาบแดด ผู้ที่ได้รับภัยจากระเบิดปรมาณู หรือจาก
อุบัติเหตุจากการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การใช้อุปกรณ์ในบ้านบางอย่าง เช่น โทรทัศน์และ
นาฬกิ า หน้าปัดแสงเรือง และการไดร้ ับรังสจี ากการตรวจรกั ษาด้วยเคร่อื งมือแพทย์บางประเภท.
ตารางท่ี 1 แสดงถึงขนาดรังสีเฉล่ียท่ีมีผลต่อเน้ือเยื่อของร่างกายในกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน
การดาเนนิ ชวี ติ ปกติ
การประกอบอาชพี ทเ่ี สยี่ งอนั ตรายจากการสัมผสั รงั สี ไดแ้ ก่
-ผทู้ ีท่ างานเกี่ยวกบั การผลิตสารกัมมนั ตรงั สี เชน่ เตาปฏกิ รณ์พลังนวิ เคลยี ร์
-ผูป้ ระกอบการในโรงไฟฟา้ พลงั นวิ เคลียร์
-ผทู้ ใี่ ช้เคร่ืองมอื แพทย์บางชนดิ
-กรรมกรเหมอื งต่างๆ
-พนักงานในเคร่ืองบิน
อันตรายที่เกิดขึ้นต่อรา่ งกาย
383
เป็นผลเน่ือง จากอันตรกิริยาโดยตรงระหว่างอนุภาครังสีกับโมเลกุล ดีเอนเอในเซลล์ หรือ
จากอันตรกิริยาโดยอ้อมระหว่างอนุมูลฮัยดร็อกซีย์ (ท่ีเกิดจากการแผ่รังสีให้อิออน) กับ ดีเอนเอ
ปฏิกิริยาที่รุนแรงก็จะทาลายเซลล์ไปทาให้เกิดความพิการต่ออวัยวะท่ีสัมผัสรังสี ส่วนเซลล์ที่รอดชวี ิต
ก็อาจเกิดการกลายรูปลกั ษณ์ และเจริญเปน็ มะเรง็ โดยกระบวนการสาเนาเซลล์ (Cloning)
หลกั สามประการในการป้องกนั อันตรายจากรงั สี (ตามหลัก ALARA : As low as reasonably
achievable)
1. เวลา (Time) การปฏิบัติงานทางด้านรังสีต้องใช้เวลาน้อยที่สุด เพ่ือป้องกันมิให้ร่างกาย
ได้รับรงั สเี กนิ มาตรฐานทก่ี าหนดไวส้ าหรบั บคุ คล
2. ระยะทาง (Distance) ความเข้มของรังสีจะเปลี่ยนแปลงลดลงไปตามระยะทางจากสารต้น
กาเนิดรังสี สาหรับต้นกาเนิดรังสีท่ีเป็นจุดเล็ก ๆ ความเข้มจะลดลงเป็นสัดส่วนกลับกับ
ระยะทางยกกาลังสอง
3. เครื่องกาบัง (Shield) ความเข้มของรังสีเมื่อผ่านเครื่องกาบังจะลดลง แต่จะมากหรือน้อย
ขนึ้ อยกู่ บั พลังงานของรังสี คณุ สมบตั ิ ความหนาแนน่ และความหนาของวตั ถทุ ี่ใช้
การดแู ลผู้บาดเจ็บในหญงิ ตัง้ ครรภ์
อบุ ัติเหตุในหญิงตั้งครรภ์พบประมาณร้อยละ 7 ของการตง้ั ครรภ์ และเปน็ สาเหตุการตายที่
ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ท่ีพบบ่อยท่ีสุด หญิงตั้งครรภ์ท่ีได้รับบาดเจ็บต้องการการดูแลจากทีม
รกั ษาประกอบด้วยสตู ินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ อายรุ แพทย์ กุมารแพทย์ และแพทยเ์ วชศาสตรฉ์ ุกเฉิน
เปน็ ต้น เพื่อใหผ้ ปู้ ่วยไดร้ บั การวินิจฉัยทรี่ วดเรว็ และแม่นยา ซ่ึงจะนามาสู่การรักษาทเี่ หมาะสม โดยมี
จุดประสงคท์ ส่ี าคญั คอื เพอ่ื ให้มารดาได้รบั ความปลอดภยั และทารกในครรภป์ ลอดภัย
การเปลย่ี นแปลงทางกายวภิ าคของหญงิ ต้งั ครรภ์กับการบาดเจ็บ
1. การบาดเจ็บตอ่ มดลกู จะทาให้มดลกู แตก ฉีกขาด รกลอกตวั และถงุ น้าคร่าแตกได้
ซงึ่ จะทาให้มเี ลอื ดออกมาก
2. การท่ีหญงิ ตั้งครรภ์มีท้องทีโ่ ตข้ึน ทาให้ล้มงา่ ย
3. ลาไส้ถกู ดนั ขน้ึ ไปอย่สู ว่ นบนของชอ่ งทอ้ ง
การเปลย่ี นแปลงทางสรรี วทิ ยา
1. ชพี จรเตน้ เร็วข้นึ 15-20 คร้ัง/ นาที
2. ในช่วง 12-28 สัปดาห์ ความดันจะต่าลง 5-15 มิลลิเมตรปรอท และกลับสู่ระดับปกติ
ในชว่ งทา้ ยของการตงั้ ครรภ์
3. ต้ังแตส่ ัปดาห์ท่ี 10 หัวใจจะสูบฉดี เลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึน้ 1-1.5 ลิตร/ นาที
4. ชว่ งใกล้คลอด ปริมาณเลือดของมารดาเพิม่ ขึ้น 50%
5. หญิงตั้งครรภ์ในช่วงใกล้คลอดอาจมีความดันต่าถ้านอนหงาย เน่ืองจากมดลูกถูกกด
หลอดเลือดดาใหญใ่ นชอ่ งทอ้ ง
6. ช่วงใกลค้ ลอด กะบงั ลมจะถูกดนั สงู ขนึ้ ทาใหม้ อี าการเหนื่อยได้ โดยเฉพาะถา้ นอนหงาย
7. การเคลื่อนตัวของลาไส้จะช้าลงระหว่างการต้ังครรภ์ ทาให้มีโอกาสเกิดการสาลักอาหาร
ง่ายขึ้น
การชว่ ยเหลอื
384
1. การประเมินหญิงตั้งครรภ์ท่ีประสบอุบัติเหตุในเบื้องต้นด้วย Airway with C- spine
protection, Breathing, Circulation
2. ให้ออกซิเจนทดแทน เพือ่ ป้องกันการขาดออกซิเจนของมารดาและทารก
3. นอนตะแคงทับซ้าย หรือในกรณีผู้ป่วยต้องใช้กระดานรองหลัง ให้หนุนสะโพกด้านขวา
ให้สูงข้นึ 4-6 น้ิว (10-15 เซนตเิ มตร) หรือ 30 องศา
4. ถา้ ขยบั ตัวผู้บาดเจ็บไมไ่ ด้ ใหย้ กขาขวาเพ่ือดนั มดลูกไปทางซา้ ย
5. ซักประวัติเพ่ือให้ทราบอายุครรภ์ท่ีแน่นอน เช่น ประจาเดือนครั้งสุดท้าย วัน
กาหนดคลอด ประวัติการดิ้นของทารก ระยะที่ตรวจปัสสาวะพบว่ามีการต้ังครรภ์
ประวัติโรคประจาตวั ประวัตกิ ารคลอดก่อนกาหนด หรือรกลอกตวั กอ่ นกาหนด
6. แจง้ ข้อมลู ท่ปี ระเมนิ และซักประวตั ไิ ดเ้ พื่อประสานศูนยส์ ัง่ การและขอสนับสนนุ ทมี
ปฏบิ ัติการ ALS ใหก้ ารดแู ลผู้บาดเจ็บต่อเม่ือเกนิ ขดี ความสามารถ
การดแู ลเบอ้ื งต้นผบู้ าดเจบ็ ในเด็ก
การดูแลเบอื้ งต้นในเด็กทีไ่ ด้รบั บาดเจ็บมขี ั้นตอนการประเมนิ ไม่ตา่ งกับผู้ใหญ่ ความแตกต่าง
ทางสรรี วิทยาและกายภาพท่ีมผี ลตอ่ กลไกการบาดเจบ็ ทต่ี อ้ งตระหนักถงึ อยูเ่ สมอ ผู้บาดเจ็บเดก็ มักจะ
เป็นอันตรายรุนแรงหลงั การบาดเจบ็ หลายระบบและอาการสามารถทรุดลงอย่างรวดเรว็
สาเหตุการบาดเจ็บที่พบบอ่ ย ได้ อบุ ัติเหตุทางรถยนต์ จมน้า ถูกทาร้ายร่างกาย อบุ ัตเิ หตุ
จากไฟไหม้ นา้ ร้อนลวก
สงิ่ สาคญั ของสรรี วทิ ยาและกายภาพในเดก็
1. ขนาดของตัวเด็กมีขนาดเล็กทาให้แรงท่ีเข้ามาปะทะทาให้เกิดการบาดเจ็บมากกว่าหาก
เทียบกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะศีรษะมีขนาดใหญ่ เม่ือเทียบกับลาตัวจึงมีโอกาสบาดเจ็บท่ี
ศีรษะบ่อย
2. โครงสร้างกระดูก (Skeleton) ของเด็กมีความยืดหยุ่นสูงเนื่องจากมีส่วนประกอบของ
กระดูกอ่อนมาก ทาให้พบการบาดเจ็บภายในท้ังท่ีกระดูกไม่มีรอยแตกหัก เช่น เนื้อ
ปอดไดร้ บั บาดเจ็บจนชา้ แต่ไม่พบกระดูกซ่โี ครงหัก
3. พ้นื ทผี่ ิว (body surface area) ผปู้ ่วยเดก็ มีพนื้ ทผี่ ิวมากกวา่ สามารถสญู เสียความร้อน
ไดม้ ากจนทาใหเ้ กิดภาวะรา่ งกายมอี ณุ หภมู ิต่า (hypothermia)
ส่ิงสาคัญคือการเตรียมอุปกรณ์สาหรับผบู้ าดเจ็บเด็กให้พรอ้ ม เชน่ collar , oropharyngeal airway,
mask with bag ของเด็ก, ambu bag ของเด็ก เปน็ ตน้
การประเมนิ และการชว่ ยเหลอื
1. กรณที ถี ึงทเ่ี กิดเหตุ ทราบกลไกการบาดเจ็บทีร่ นุ แรง เช่น ตกจากที่สงู รถชน จมนา้ ให้
รายงานขอ้ มลู กลับศนู ยส์ ่ังการทันที เพ่อื ขอสนับสนนุ ทีมปฏบิ ตั กิ าร ALS
2. รีบประเมนิ ทางเดนิ หายใจ (airway) เนื่องจากการอดุ กัน้ ทางเดนิ หายใจและขาดอากาศ
เปน็ สาเหตุหลักที่ทาให้เด็กหวั ใจหยดุ เต้น เดก็ เลก็ จะมกี ระหม่อมหลงั ขนาดใหญท่ าให้
เวลาที่จดั ให้อยู่ทา่ นอนหงายจะทาใหเ้ ด็กอยใู่ นท่าก้มคอ และมโี อกาสอดุ กัน้ ทางเดนิ
หายใจไดง้ า่ ย วิธกี ารแกไ้ ข คอื การนากระดานสูงประมาณ 0.5-1 นวิ้ มารองบริเวณ
385
ลาตัวของเดก็ เพอ่ื เปิดทางเดินหายใจอยใู่ นท่า sniffing position เปดิ ทางเดนิ หายใจ
ดว้ ย Jaw thrust
ใส่รูป sniffing
3. การใส่ oropharyngeal airway เลอื กใส่ในเดก็ รายที่ไมร่ สู้ ึกตวั และด้วยวิธใี สเ่ ขา้ ไปตรง
ๆ และเบามอื เนอ่ื งจากจะทาใหเ้ กิดการสาลักไดง้ า่ ย
4. ให้ออกซเิ จนในเด็กด้วย Mask with bag 10 – 15 ลติ รต่อนาที ระหว่างรอทีม ALS
5. ห้ามเลอื ด
6. ประเมินระบบประสาทด้วย Pediatric Gasglow Coma Score ในเดก็ ท่ีอายนุ อ้ ยกว่า
3 ปี
7. ดามกระดกู ส่วนทีผ่ ดิ รูป
8. ดแู ลให้ความอบอุน่ รา่ งกาย เนอ่ื งจากเดก็ มีพื้นทผี่ วิ มากทาให้สูญเสียความรอ้ นและมี
ความเส่ยี งท่ีเกดิ ภาวะอุณหภูมิตา่ (hypothermia)
9. ตรวจร่างกายและซักประวตั ิการบาดเจ็บ
การประเมินระบบประสาทในเด็ก Pediatric Gasglow Coma Score ต่ากวา่ 3 ปี
ด้าน การประเมิน คะแนน
การลมื ตา ลมื ตาไดเ้ อง (Spontaneous) 4
(Eye Opening –E) ลืมตาเมื่อถกู เรยี ก (To voice) 3
ลืมตาเมื่อเจบ็ (To pain) 2
ไม่ลมื ตาเลย (None) 1
การใช้คาพดู พดู เปน็ คา ๆ หรือเปน็ วลที ่ีเหมาะสม 5
(Verbal Response- V) หรือยมิ้ ส่งเสียงเหมาะสม (อายนุ อ้ ยกว่า 23 เดอื น)
พดู เปน็ คา ๆ แต่ไม่เหมาะสม 4
หรือ รอ้ งไห้และสามารถปลอบได้ (อายุนอ้ ยกว่า 23
เดือน)
ร้องไหไ้ มห่ ยุดและ/ หรือรอ้ งกวนตลอดเวลา 3
ส่งเสยี งไมเ่ ปน็ คาพูด หรือกระสบั กระส่าย 2
ลกุ ลี้ลกุ ลน
เงยี บหรอื ไม่มีการตอบสนองด้วยเสยี ง 1
การเคลอื่ นไหว เคล่อื นไหวตามคาสัง่ ไดถ้ กู ตอ้ ง 6
(Motor) ไมท่ าตามคาสง่ั แต่ทราบตาแหนง่ เจบ็ 5
ชักแขนขาหนคี วามเจ็บปวด 4
แขนงอเขา้ หาตัวผดิ ปกตเิ มอ่ื เจบ็ ปวด 3
แขนเหยยี ดผดิ ปกติ เม่อื เจ็บปวด 2
ไมม่ ีการเคลื่อนไหวเลย 1
386
การจมน้าในเดก็
แผลไหมน้ า้ รอ้ นลวก
การดแู ลเบอื้ งตน้ ผูบ้ าดเจบ็ ในผสู้ งู อายุ
อุบัติเหตุในผู้สูงอายุ มีอัตราการตายมากถึงร้อยละ สาเหตุการตายท่ีพบบ่อย ได้แก่ หกล้ม
อบุ ัติเหตุทางรถยนต์ และอุบัติเหตุจากไฟไหม้น้าร้อนลวก ซึ่งส่ิงท่ีส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดอุบัติเหตุ
เหล่านไี้ ด้งา่ ยข้นึ คือการเปลีย่ นแปลงในทางเส่อื มถอยของระบบการมองเห็น ระบบสมองและประสาท
ระบบการเคลอื่ นไหว รวมทั้งโรคร่วม และยาบางอยา่ งทร่ี บั ประทานอยู่
การเปล่ียนแปลงในผู้สงู อายุกับการบาดเจ็บ และการชว่ ยเหลอื
1. Airway เน่ืองจากผู้สูงอายุอาจมีปัญหาในการเปิดทางเดินหายใจ ได้แก่ ฟันปลอม
หรือจากการใส่ oropharyngeal airway เนื่องจากมีเลือดออกง่าย เน้ือเยื่อเปราะบาง
บาดเจบ็ ต่อกล่องเสียงได้งายเมอื่ ถูกกระแทกท่คี อแมเ้ พยี งเล็กนอ้ ย
2. การช่วยหายใจในผู้สูงอายุ ต้องได้รับออกซิเจนทุกราย เนื่องจากมีโรคประจาตัวเป็นโรค
ปอดอุดก้ันเร้ือรัง เน่ืองจากเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ไต หลอดเลือดแดงก็จะลดลง การ
ปลดปล่อยออกซเิ จนให้เน้ือเย่ือกล็ ดลง
3. การช่วยหายใจด้วย hold face mask อาจจะทาได้ลาบากและไม่แนบสนิทกับใบหน้า
เน่อื งจากมีร่องแก้ม ทต่ี อบลง
4. การบาดเจ็บบริเวณทรวงอก จะพบกระดูกซ่ีโครงหัก ปอดช้าได้ง่าย และมีความคงทน
ต่อการมีบาดแผลที่บริเวณทรวงอกได้นอ้ ย จึงควรรีบให้ออกซิเจนและปดิ แผล 3- sides
dressing และรบี รายงานศนู ยส์ ่งั การเพือ่ ขอทีมปฏิบตั กิ าร ALS ใหก้ ารชว่ ยเหลอื
5. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ดังน้ันหาก Systolic blood
pressure 120 มิลลิเมตรปรอท อาจแสดงว่าผู้สูงอายุที่ได้รับบาดเจ็บนั้นอยู่ในภาวะ
ความดันโลหิตต่าก็ได้ เพราะความดันโลหิตปกติของผู้สูงอายุอยู่ที่ ระดับ 170-180
มลิ ลิเมตรปรอทอยแู่ ลว้ ซ่งึ อาจจะไมพ่ บอตั ราการเตน้ ของหัวใจเต้นปกติ
6. ร่างกายมีการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท การนาสื่อประสาทลดลง การมองเห็น การ
ได้ยิน และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือส่ิงแวดล้อมลดลง มีผลทาให้การประเมินการ
ตรวจรักษาผูส้ ูงอายทุ าไดล้ าบากและซบั ซ้อนมากข้ึน
7. ผู้สูงอายุจะมชี น้ั ผวิ หนังและชัน้ ใตผ้ ิวหนงั บาง จานวนเซลล์ลดลง ความแข็งแรงลดลงทา
ให้ความสามารถในการควบคุมและปรับสมดุลอุณหภูมิของร่างกายลดลง การหายของ
แผลชา้ ลง
8. ซกั ประวัตถิ ึงโรคประจาตัวและการใช้ยาประจา ซึง่ จะนามาใช้ในการรักษา และป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคร่วม ได้ เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอุดก้ันเร้ือรัง การได้รับยา
ละลายลม่ิ เลอื ด
387
บทท่ี 6 – 6
การชว่ ยเหลอื ผู้ประสบภยั ทางน้า
ความปลอดภยั ทางนา้ และการปอ้ งกัน
สาเหตุของการเกดิ อบุ ัตเิ หตุ
1. สาเหตุจากตัวบุคคล เป็นสาเหตุท่ีสาคัญท่ีสุดท่ีทาให้เกิดอุบัติเหตุ มีสาเหตุเกิดจากมี
สภาพร่างกายจิตใจ ไม่พร้อม ขาดความรู้ความชานาญ หรือขาดประสบการณ์ ไม่ประพฤติตนอยู่ใน
ระเบียบกฎข้อบังคับ มีความประมาท ไม่ระมัดระวัง ขาดความรอบคอบ มีความเชื่อในทางท่ีผิด
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ใช้เคร่อื งมือ หรืออปุ กรณ์ผิดประเภทของงาน
2. สาเหตุจากตัวเคร่ืองมือหรือยานพาหนะ สาเหตุเกิดจากช้ินส่วนเคร่ืองจักรกลชารุดขาด
การบารุงรักษา ขาดการทดลองตรวจสอบก่อนนาไปใช้งาน สภาพความพร้อมใช้งานของเรือ
3. สภาพจากสภาพแวดล้อม สาเหตุเกิดจากสภาพดนิ ฟ้าอากาศ ไม่ดสี ภาพของทางสัญจรไม่
ดี หรือสภาพแวดล้อมอืน่ ๆ ไม่ดี
กฎความปลอดภยั ทางนา้ ทว่ั ไป
1. ไมว่ ่ายน้าคนเดียว ควรวา่ ยกับเพื่อนหรือเปน็ กลุม่ หรอื อยา่ งน้อยมผี ู้อ่นื รู้วา่ เรากาลงั ลงเลน่
นา้ อยู่ทีใ่ ด
2. ไม่ว่ายนา้ ออกไปไกลจากฝัง่ ควรวา่ ยน้าขนานฝ่ัง
3. ไมล่ งวา่ ยนา้ เลน่ นา้ ในเวลากลางคืน
4. ลงเลน่ นา้ หรอื วา่ ยน้าในบรเิ วณท่ีจดั ไวใ้ ห้หรอื มเี จา้ หนา้ ที่ชวี พิทกั ษ์คอยดแู ล
5. ไม่กระโดดลงน้าในบริเวณน้าต้นื นา้ ขนุ่ หรือไม่ทราบสภาพใต้นา้
6. ไม่ควรลงเลน่ นา้ หากดม่ื สรุ า เมายา อดนอน อ่อนเพลยี
7. เตรียมชดุ วา่ ยนา้ ที่เหมาะสมสาหรับลงเลน่ น้า หรือว่ายนา้ ไมค่ วรใสก่ างเกงขายาว ลงเลน่
นา้
8. ไมค่ วรลงเลน่ นา้ ขณะมีฝนตก หรือฝนฟา้ คะนอง
9. เดก็ เล็กทงั้ ทวี่ า่ ยน้าเปน็ หรือไมเ่ ป็น ต้องมีคนคอยดแู ลตลอดเวลาแม้จะใชอ้ ุปกรณ์ชว่ ยลอย
นา้
10. เตรยี มอุปกรณส์ าหรับช่วยชวี ิตไว้เสมอ เชน่ หว่ งชชู ีพ ไม้ เชือก ฯลฯ
11. ระมดั ระวงั ดแู ล รบั ผิดชอบความปลอดภยั ของตนเองอยู่เสมอ
12. ให้ขึน้ จากแหล่งนา้ ทนั ที ทีเ่ ห็นนา้ ขนุ่ แดงไหลผ่าน
13. ใหร้ บี ว่งิ หนีขนึ้ ทสี่ งู ทนั ทเี ม่อื เหน็ นา้ ลดลงจากชายหาดอย่างรวดเร็วและไกล
ความปลอดภยั ในการเดนิ ทางทางน้า
1. สวมเสอ้ื ชูชพี ท่เี หมาะสมกบั ขนาดน้าหนักของตัวเองทุกครงั้ ทีเ่ ดินทางทางนา้
2. ไมค่ วรใสเ่ สอื้ ผ้าท่หี นาหนกั หรืออุ้มน้า เชน่ กางเกงยนี ส์ เสือ้ ผา้ หนาๆ
3. ลักษณะของชชู ีพทเ่ี หมาะสมสาหรบั การใชโ้ ดยท่วั ๆ ไป คือ แบบที่2 ซง่ึ จะชว่ ยใหห้ นา้ อก
ศรี ษะและใบหนา้ ของผ้สู วมลอยอยเู่ หนือนา้ เสมอแม้ผูท้ ่สี วมจะหมดสติ (สลบ)
4. เตรียมความพรอ้ มขณะท่ีโดยสารเรอื
388
- หากเป็นไปได้ควรเตรียมอุปกรณ์สาหรับช่วยชีวิตตนเองติดตัวไว้เสมอ เช่น รองเท้า
แตะฟองนา้ ขวดนา้ ดมื่ พลาสตกิ ถังแกลลอน ฯลฯ
- มองหาอุปกรณ์สาหรับช่วยชีวิตผู้อ่ืนไว้เสมอเพื่อใช้ช่วยเม่ือเกิดเหตุการณ์ เช่น ห่วงชู
ชพี ขวดน้าด่ืมพลาสติก ถงั แกลลอน เชอื ก ไม้ยาวๆ ฯลฯ
ความปลอดภัยในสวนสนุกทางนา้ (water parks)
สวนสนุกทางน้าพบได้บ่อยมากข้ึนในปัจจุบนั มีอปุ กรณ์และกิจกรรมหลากหลาย เช่น เครื่อง
เล่นสไลด์สระท่ีมีคล่ืน หรือกระแสน้าไหล อันตรายจากการบาดเจ็บ พบไดบ้ ่อยท้ังตกลงมาบนพ้นื แข็ง
กระแทก ชนกนั คาแนะนาในการป้องกนั มีดังนี้
1. มน่ั ใจว่ามผี ู้ใหญค่ อยดูแล และใหค้ าแนะนาแก่เด็ก
2. เดก็ เลก็ และผู้ท่ีว่ายนา้ อ่อน ควรใสเ่ สอ้ื ชชู พี ขณะทอี่ ยู่ใกลห้ รือในนา้ (บางแห่งอาจหา้ มใส่)
3. สวมเสื้อผา้ และรองเทา้ สาหรับกจิ กรรมทางน้าที่เหมาะสมและปอ้ งกันแสงแดด
4. อยา่ วา่ ยน้าลาพงั ควรมีเพือ่ นตลอด
5. เชื่อฟงั ป้ายคาแนะนา หากสงสัยใหป้ รึกษาเจา้ หน้าที่
6. ตระหนักถึงความลกึ ของน้า และระเบียบการใช้
7. เครอ่ื งเล่นสไลด์ควรใชเ้ ท้านา ศีรษะอยูบ่ น หากสไลดเ์ ร็วใหไ้ ขว้ขา
8. อย่าอนุญาตใหเ้ ด็กห้อยตัวกบั คนอื่นระหว่างใชเ้ คร่อื งสไลด์
9. อย่าลงน้าหากทอ้ งเสยี โดยเฉพาะเดก็ ท่ใี ส่ผา้ อ้อม
10. อาบน้าลา้ งตวั กอ่ นลงสวนสนกุ นา้
11. มัน่ ใจว่าเด็กๆ มหี ้องน้าเขา้ อยา่ งท่วั ถึง เปลย่ี นผ้าอ้อมหา่ งจากสระและส่วนนา้
ความปลอดภยั ในการใชเ้ รือในทางนนั ทนาการ
เรอื ทางนันทนาการมหี ลายชนิด เช่น เรือยนต์ ยานนา้ ส่วนบคุ คล เรอื ใบ เรอื แคนู เรือคายคั เปน็ ต้น
กฎเบอื้ งต้น ได้แก่
1. สวมใสเ่ ส้อื ชชู พี ตลอดเวลา
2. อบรมหลกั สูตรความปลอดภัยทางเรือ
3. อยา่ ด่ืมแอลกอฮอล์
4. แจง้ แผนกาหนดการให้กับคนบนฝั่ง
5. ตดิ ตามการพยากรณ์อากาศ
ความปลอดภยั ในการใชย้ านนา้ บคุ คล (personal watercraft) เชน่ เจ็ทสกี
1. สวมใส่ชชู พี
2. ทราบกฎและข้อบังคับในการใช้
3. มีมารยาทและสามารสานกึ ในการใช้ และใหค้ วามสนใจสิ่งแวดลอ้ ม ปฏบิ ตั ิตามเส้นทาง
กาหนดเชือ่ ฟังเขตทีห่ ้ามใชค้ วามเร็ว
4. ให้ระมดั ระวงั สาหรบั นักว่ายน้า นกั เล่นเซิร์ฟ นักดานา้ และเรอื อ่นื ๆ ใหล้ ดความเร็วใน
พ้นื ทดี่ ังกล่าว
5. ไม่ขบั ข่ตี ามลาพัง ควรมีกจิ กรรมเปน็ กลมุ่
6. ผขู้ บั ขคี่ วรสวมสายห้อยคอที่ผกู ตดิ กับสัญญาณดับเครื่องในระหว่างการขบั ขี่
389
7. แจง้ แผนการใชเ้ มือ่ ออกจากฝัง่
ความปลอดภัยในการล่องแพยาง
1.สวมใสเ่ สอื้ ชูชีพ
2. ไมด่ ่ืมแอลกอฮอล์
3. ไม่บรรทุกนา้ หนักเกนิ
4. ไมล่ ่องแพภายหลังฝนตกหนกั หรือสญั ญาณเตอื นนา้ หลาก
5. ม่ันใจวา่ มคั คเุ ทศกผ์ า่ นการอบรม
6. แจง้ แผนการกบั ฝ่ัง
7. ตรวจสอบสภาพกอ่ นใช้ และมัน่ ใจวา่ ได้รบั การอบรมและมีประสบการณด์ งั กล่าว
ความปลอดภัยในการดานา้ สคบู า
1. ประวัติสุขภาพ สมรรถนะสุขภาพ และสมรรถนะทางกาย ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์
หากสงสยั ปรึกษาแพทย์ท่ีมีความชานาญ
2. ผ่านการอบรมหลักสตู รการดานา้ จากครฝู ึก และโรงเรยี นท่ไี ดม้ าตรฐาน และคงทกั ษะการ
ดานา้ ในด้านตา่ งๆ รวมถึงขัน้ ตอนฉกุ เฉิน
3. มคี วามร้หู ลกั การพนื้ ฐานด้านเวชศาสตร์ใต้น้า
4. ไม่ดาน้าคนเดียว และควรอยูใ่ นระยะสายตากบั เพื่อนค่หู ู (buddy) นกั ดานา้ ตลอดเวลา
5. อยา่ ให้ร่างกายขาดนา้ หรอื ด่มื น้ามากเกนิ ไม่ดาน้าหลงั ม้ืออาหารทนั ที
6. ใส่ชุดดานา้ ทป่ี อ้ งกันจากสิ่งแวดลอ้ มท้งั อุณหภมู แิ ละสตั วท์ ะเลบางประเภท
7. ใช้ชดุ อุปกรณ์ดาน้าที่ได้ตรวจสอบดว้ ยตนเอง และเหมาะสมปลอดภัยเข้าใจและใช้งานได้
อย่างคลอ่ งแคลว่
8. อุปกรณ์ดาน้า ต้องได้รับการบารุงรักษาเป็นอย่างดี และอากาศอาจต้องมั่นใจในคุณภาพ
อากาศ
9. ไม่ควรดาน้าจนเกินขีดจากัด หรือเข้าใกล้ขีดจากัดสูงสุดของตารางก ารดาน้าและควรเลิก
ดาน้าก่อนหมดแรง
10. หากรู้สึกไม่สบาย อย่าดาน้า และหากรู้สึกผิดปกติ หลังดาน้าให้ปรึกษาแพทย์ หรือ
บคุ ลากรทีม่ คี วามชานาญ
11. ไมด่ านา้ ในขณะท่ีมีการออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ยาทีอ่ อกฤทธิต์ อ่ จติ ประสาทหรอื ยาทท่ี า
ให้งว่ งซึม
12. ใส่อุปกรณ์ดานา้ มีระบบพยุงชีพ (Life Support) ท่ีเพยี งพอและเหมาะสม โดยมีอุปกรณ์
หายใจสารอง(Alternate Air Source) และเส้ือชูชีพปรับแรงลอยตัว (Buoyancy Control Device)
ชนดิ ควบคุมดว้ ยมอื
13. หากใช้ขวดอากาศ อย่าใช้อากาศในหัวจนเกือบหมด ให้เลิกก่อนตามมาตรฐานความ
ปลอดภัยในการดานา้
14. มีความรแู้ ละทกั ษะในการกู้ชพี มอี ุปกรณ์ช่วยชวี ติ และออกซิเจนบรสิ ุทธิ์พร้อมในพน้ื ท่ี
15. วางแผนการดาน้าตามมาตรฐานความปลอดภัย หากเป็นไปได้หลีกเล่ียงการดาน้าซ้า
และหลีกเลย่ี งดานา้ ลึกกวา่ 18 เมตรหลังออกกาลงั กายอย่างหนัก
390
16. วางแผนการเคลอื่ นยา้ ยไปยังหอ้ งปรับแรงดนั บรรยากาศสงู ในกรณฉี กุ เฉนิ
17. หลกี เลย่ี งการขึน้ เครือ่ งบินโดยสาร หรอื ขึ้นในทสี่ ูงหลังการดานา้ ในวันเดียวกัน
การป่วยเจ็บทางน้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้มีมาตรการความปลอดภัยและการป้องกันดี
เพียงใด การวางแผนการรองรับการป่วยเจ็บทางน้าเป็นสิ่งสาคัญ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินทาง
น้าจะเป็นระบบที่มีเชื่อมต่อกับแผนการรองรับการป่วยเจ็บจากการดาน้า หากมีระบบที่มี
ประสทิ ธิภาพจะชว่ ยลดการเสยี ชีวิต หรือความพิการทเ่ี กดิ ขึ้นจากการป่วยเจบ็ ทางน้า
การจมนา้ (Drowning and Submersion Injury)
องค์การอนามัยโลกประมาณการการเสียชวี ิตจากการจมน้า 8.4 ราย ต่อแสนราย ประชากร
ตอ่ ปีส่วนใหญ่เกิดในประเทศที่มีรายได้ต่า-ปานกลาง คาดการณ์วา่ อาจตา่ กว่าความเปน็ จริง เนอ่ื งจาก
คานิยามที่ใช้ไม่ตรงกันและยังไม่นับรวมภัยพิบัติสาหรับการจมน้าที่ไม่เสียชีวิต ( non-fatal
drowning)ว่าประมาณ 4 เท่าของการจมน้าท่ีเสียชีวิต (fatal drowning) สาหรับประเทศไทยพบว่า
อุบัติเหตตุ กน้าจมน้าพบมีอบุ ัติการณ์สูงหลากหลายตามชว่ งอายุต้ังแต่ 2.2 ถึง 13.8 รายตอ่ ประชากร
1 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นรองเพียงแตอ่ ุบตั ิเหตจุ ากการขนส่งทางบก ยกเว้นในช่วงอายุ 1-9 ขวบปีแรก
ท่ีพบได้มากกว่า จากรายงานของสานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข การ
บาดเจ็บและเสียชีวิตของการจมน้าเป็นปัญหาและทวีความรุนแรงขึ้นในทุกปี ต้ังแต่ 2542 - 2549
หลังจากนั้นเร่ิมมีแนวโน้มลดลง พบว่าในปี 2549 มีผู้บาดเจ็บจากตกน้า จมน้า จานวน 8,118 ราย
เสยี ชวี ิต 2,445 ราย อตั ราบาดเจบ็ 13.05 ต่อประชากรแสนคน อตั ราการเสียชวี ิต 3.93 ต่อประชากร
แสนคน (เมื่อเทียบกับอัตราการเสียชีวิต 1.2 ต่อประชากรแสนคน ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง
สหรัฐอเมริกาและอัตราป่วยตายหรือจานวนผู้เสียชีวิตจากการ ตกน้า จมน้าร้อยละ 30 และจาก
ขอ้ มูลการเฝ้าระวงั การบาดเจ็บในปี 2548 พบวา่ เป็นชายมากกวา่ หญงิ ประมาณ 2 เทา่ และประมาณ
ครึ่งหน่ึงเปน็ เดก็ น้อยกว่า 10 ปี นอกจากนี้ยงั พบผูบ้ าดเจ็บส่วนหน่ึงมีการดืม่ แอลกอฮอล์ถึงประมาณ
ร้อยละ 10 นอกจากนีภ้ ยั พิบัติ ทางน้า เชน่ ธรณีพิบัติ ภัยจากสึนาม(ิ Tsunami) วาตภัย จากคลื่นพายุ
ซดั ฝง่ั (Storm Surge) ตลอดจนอุทกภัย โดยเฉพาะหากเกิดเฉยี บพลันยังเป็นเหตสุ าคญั และมีรายงาน
จากผเู้ สยี ชวี ติ จากการบาดเจ็บเหตทุ างนา้ โดยเฉพาะการจมนา้
คานยิ าม (WHO 2002)
การจมน้าเป็นกระบวนการท่ีเป็นผลให้มีการบกพร่องของการหายใจ อันเนื่องจากจมอยู่ใต้
น้า (submersion) หรือ บางส่วนจุ่มหรือแช่ (immersion) อยู่ใต้น้า (WHO 2002) การปรากฏของ
น้าที่ทางเข้าของทางเดินหายใจ ได้ก้ันไม่ให้ผู้จมน้าหายใจด้วยอากาศได้ ผู้จมน้าดังกล่าวอาจเสีย
(fatal drowning) หรือรอดชีวิต (nonfatal drowning) จากเหตุการณ์ก็ได้โดยในปัจจุบันเพ่ือให้ใช้
คาไปในทิศทางเดียวกัน แนะนาให้ใช้คาจากัดความโดยใช้สไตล์ Utstein โดย “การจมน้า”
(Drowning) อย่างเดียว ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือรอดชีวิตก็ตามแนะนาให้เลิกใช้คา “near drowning”
รวมถึงกากวมอื่นๆ เช่น “wet/dry drowning” “secondary drowning” เพ่ือให้การส่ือสารและ
การศึกษาทางระบาดวิทยามีประสิทธภิ าพ หากการช่วยเหลือเป็นไปได้โดยที่ไม่ได้มีความผิดปกติของ
ระบบทางเดินหายใจ พจิ ารณาเรียกว่าการช่วยชวี ติ ทางนา้ (water rescue) ไม่นบั เปน็ การจมน้า
391
พยาธสิ รรี วทิ ยาของการจมน้า
เม่ือผู้จมน้าไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้าเข้าสู่ช่องทางเดินหายใจได้ น้าจะไหลเข้าปาก ผู้จมน้า
จะบ้วนออกหรือกลืน เมื่อรู้สติจะทาการกล้ันหายใจ แต่ส่วนใหญ่ไม่นานเกินกว่านาที เน่ืองจากแรง
ขับในการหายใจเข้ายากท่ีจะต้าน น้าบางส่วนจะไหลเข้าสู่ทางเดินหายใจ และมีอาการไอ บางครั้งมี
หลอดเสยี งหดเกรง็ (laryngospasm) แตใ่ นท่ีสุดจะหายไปเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน การสาลักนา้
มากข้ึน และภาวะขาดออกซิเจน (hypoxemia) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทาให้หมดสติ และหยุดหายใจ
การเต้นของหัวใจส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วย ภาวะหัวใจเต้นเร็ว(tachycardia) ตามมาด้วยเพราะว่าหัว
ใจเต้นช้า (bradycardia), pulseless electrical activity และในที่สุดหยุดเตน้ (asystole) โดยส่วน
ใหญ่แล้วกระบวนการนี้เกิดข้ึนภายในเป็นวนิ าที หรือนาที ยกเว้นการจมน้าในน้าแข็งอาจยาวนานได้
เป็นช่ัวโมง หากได้รับการช่วยเหลือทัน อาการทางคลินิกข้ึนอยู่กับปริมาณของงานท่ีสาลักเข้าไป น้า
ในถุงลม ทาให้มีภาวะทางานบกพร่องของสาร surfactant และถูกขจัดออกไป การสั่งรักน้าทะเล
หรือน้าจืดที่มีลักษณะขายคลึงกัน อันตรายต่อ alveolar capillary membrane ทาให้เกิดปอดบวม
น้า (pulmonary edema) ทาให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงท้ังหมดทา
ใ ห้ lung compliance ล ด ล ง ท า ใ ห้ ไ ม่ มี ห รื อ ventilation ต่ า ม า ก มี atelectasis แ ล ะ
bronchospasm ความพิการทางสมองภายหลงั การกูฟ้ นื้ คืนชพี ไมต่ ่างจากสาเหตอุ ่นื นอกจากนีภ้ าวะ
hypothermia ร่วมดว้ ย ซ่งึ มกี ลไกลตอ้ งการส่วนหน่ึงจากการลดการใชอ้ อกซิเจนของสมอง
การดูแลผู้ป่วยจมน้าอาจเร่ิมได้ตั้งแต่ ระยะการช่วยชีวิตผู้ตกน้า จมน้า ระยะการกู้ชีพ
และดูแลขั้นต้น และระยะการกู้ชีพและดแู ลขั้นสูง
การชว่ ยชวี ติ ผูต้ กนา้ ผปู้ ว่ ยจมนา้ (Aquatic Rescue)
หากเป็นไปได้พยายามช่วยชีวิตในทุกกรณี โดยไม่ตกลงไปในน้า พูดคุย และย่ืนส่ิงของเข้า
ช่วยเหลือหรือโยนเชือกหรือวัสดุลอยน้า หากตกน้าในบริเวณใกล้ฝ่ังหากจาเป็นต้องลงไปในน้าต้อง
อุปกรณ์ช่วยเหลือและลอยตัวไปด้วยเสมอ และควรลงไปอย่างน้อย 2 คน ไม่ควรกระโดดพุ่งหลาว
เนอื่ งจากอาจคาดสายตาและไดร้ ับบาดเจบ็ กระดกู คอ
การช่วยหายใจสามารถกระทาได้ต้ังแต่อยู่บนผิวน้าและระดับน้าตื้นก่อนขึ้นฝ่ัง หากผู้
ช่วยเหลือได้รบั การฝกึ ฝน และไมบ่ อกกอู ยูใ่ นอันตรายให้การชว่ ยหายใจเปน็ จานวน 5 คร้ัง ให้เรว็ ท่สี ุด
หากอยู่ในระดับน้าลึกหากได้รับการฝึกฝนและมีอุปกรณ์ช่วยหลายตัวให้ช่วยหายใจ 10-15 ครั้งต่อ
นาที และกระทาในระหว่างการลากข้ึนสู่ฝ่ังหากนานเกินกว่า 5 นาที ให้ช่วยหายใจต่ออีกประมาณ 1
นาที แลว้ นาข้นึ สูฝ่ ั่งใหเ้ ร็วทส่ี ุดโดยไมต่ ้องช่วยหายใจอีก
การเคล่ือนย้ายผู้ป่วยตกน้าแล้วจงนาขึ้นสู่ฟังหรือ เรือ อาศัยความรู้ สมรรถนะร่างกายและ
ทักษะในการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย การเคล่ือนย้ายส่วนใหญ่ต้องการอุปกรณ์โดยเฉพาะ
อุปกรณ์ การลอยตัว หากท่ีเคลื่อนย้ายอยู่ในตาแหน่งท่ีไม่สามารถยืนได้อุปกรณ์ในการดามกระดูกคอ
และกระดานรองหลังที่ลอยน้าได้อาจมีความจาเป็น หากจะต้องทาให้เกิดการล่าช้าในการช่วยหายใจ
และกูฟืน้ คนื ชีพเช่นเดยี วกันกบั การเคลื่อนย้ายจากน้าขน้ึ สู่เรือต้องอาศยั อปุ กรณท์ ่ีเหมาะสมเช่นกัน
หลกั การปฏบิ ัติโดยทวั่ ไปเมอ่ื เผชญิ กับเหตุฉกุ เฉินทางนา้
1. การรอ้ งขอความช่วยเหลือ
2. การประเมินสถานการณ์ และลักษณะของผู้ประสบภัย
392
3. การลงนา้ อย่างปลอดภัยถ้ามีความจาเป็น โยการเลือกวธิ ีการทีส่ ุดทีส่ ดุ ขึน้ อยูก่ บั
- ความลกึ ของน้า
- ผู้ช่วยเหลืออย่ทู ีส่ ูงหรอื อย่ทู ร่ี ะดบั พนื้ ดิน
- สิง่ กีดขวางท่ีอยใู่ นน้า
- ตาแหน่งและสภาพของผู้ประสบภยั
- การกาหนดของหนว่ ยงาน
4. การใหค้ วามชว่ ยเหลอื อยา่ งเหมาะสม
5. การเคล่อื นย้ายผปู้ ระสบภัยในน้าอยา่ งปลอดภยั
6. การเคล่อื นยา้ ยผู้ประสบภยั ขึน้ จากนา้
7. การดแู ลในภาวะฉุกเฉนิ ถ้าจาเปน็
ลกั ษณะของผ้กู าลงั ประสบภยั
1. ผู้ประสบภัยท่ีตกอยู่ในภาวะลาบาก ได้แก่ ผู้ที่กาลังพยายามว่ายน้า แต่เคล่ือนที่ไป
ข้างหน้าน้อยมาก ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจะเสียความสามารถในการลอยตัวและจมน้า โดยมี
อากัปกริ ยิ า ดังนี้
- มคี วามเหนื่อยล้าอย่างมากในการวา่ ยน้าเขา้ หาฝ่ังหรอื เข้าหาขอบสระ
- สามารถลอยตัวอยูก่ ับท่ีและหายใจได้
- สามารถร้องขอความชว่ ยเหลอื ได้
- สามารถลอยตวั เดินในนา้ หรอื จับเชอื กสาหรับการช่วยเหลือ
2. ผู้ประสบภัยจมน้าท่ีมีปฏิกริ ิยาตอบสนอง (Active downing) ไดแ้ ก่ ผู้ประสบภัยท่ีกาลัง
ด้นิ รนก่อนท่ีจะจมน้าจะมองเห็นตาแหน่งของแขนยกขึ้นลง แยกจากออกจากลาตัวอย่างชัดเจน ไม่มี
การเตะขาช่วย ไม่สามารถเคลื่อนท่ีหรือเดินในน้าได้ และพยายามดิ้นรนเพ่ือให้ปากพน้ น้า อาจมีเวลา
อยบู่ นผวิ นา้ ได้นานประมาณ20-60 วนิ าที โดยมีอากปั กริ ิยา ดังน้ี
- ตัวตั้งตรงในนา้
- ไมส่ ามารถเคล่อื นท่ีไปข้างหน้าหรือเดนิ ในน้าได้
- แขน ยกขน้ึ -ลงด้านขา้ งลาตวั เปน็ การพยายามกระทาโดยสัญชาตญาณเพอ่ื ใหศ้ ีรษะ
พ้นน้าเพ่อื หายใจ
- พลังงานจะหมดไปกบั การด้ินรนเพื่อหายใจ
- ไมส่ ามารถรอ้ งขอความช่วยเหลือได้
3. ผปู้ ระสบภยั จมนา้ ท่ีไมม่ ีปฏิกิรยิ าตอบสนอง (Passive downing) ได้แก่ ผ้ทู ีจ่ มหนา้
คว่าอยู่ในน้าตัวอาจต้งั ตรงหรอื ขนานกับนา้ ไม่หายใจ ไมม่ กี ารเคลอื่ นไหว หรอื อาจจะจมอย่ใู นน้า ซง่ึ
อาจจะเป็นผทู้ ดี่ ้ินรนกอ่ นท่จี ะจมนา้ หรอื จมลงทันทที นั ใดโดยไม่มีการดนิ้ รนก็ได้ โดยมอี ากปั กริ ิยาดงั นี้
- ไม่มีการเคลอ่ื นไหว
- ลอยน้าหนา้ ควา่ อยู่ท่ีน้าหรือใกล้ผวิ น้า
393
ลกั ษณะของผ้กู าลังประสบภยั
ผูป้ ระสบภยั ทต่ี กอยู่ในภาวะลาบาก
- มีความเหน่ือยลา้ อยา่ งมากในการวา่ ยน้าเข้าหาฝั่ง หรอื เขา้ หาขอบสระ
- สามารถลอยตัวอยู่กบั ทแ่ี ละหายใจได้
- สามารถร้องขอความชว่ ยเหลือได้
- สามารถลอยตัว เดนิ ในน้า หรอื จับเชอื กสาหรับการช่วยเหลอื
ผปู้ ระสบภยั จมน้าทีม่ ปี ฏิกริ ยิ าตอบสนอง (Active downing)
- ตัวตง้ั ตรงในน้า
- ไม่สามารถเคล่อื นที่ไปข้างหน้าหรือเดินในนา้ ได้
- แขน ยกขึ้น-ลงด้านขา้ งลาตวั เป็นการพยายามกระทาโดยสัญชาตญาณเพ่อื ให้ศรี ษะพน้ นา้
เพ่ือหายใจ
- พลังงานจะหมดไปกับการดนิ้ รนเพ่ือหายใจ
- ไม่สามารถรอ้ งขอความชว่ ยเหลอื ได้
394
ผปู้ ระสบภัยจมน้าทไี่ มม่ ีปฏิกิรยิ าตอบสนอง (Passive downing)
- ไม่มกี ารเคลอ่ื นไหว
- ลอยน้าหนา้ คว่าอยทู่ นี่ ้าหรอื ใกล้ผิวน้า
อปุ กรณช์ ว่ ยชวี ติ ทางนา้
- ทุ่นลอยประเภท Rescue tube
- ท่นุ ลอยประเภท Rescue Board
- ท่นุ ลอยประเภท Ring Buoy ปกตกิ ว้างประมาณ 20-30 นว้ิ ผกู กับเชือกยาวประมาณ 30-
60 ฟุต
- ไม้สาหรับยน่ื (Reaching pole และ Shepherds’s Crook) ยาวประมาณ 10-12 ฟตุ
- ถงุ โยน (Throw bag)
- เชือกช่วยชีวิตยาวประมาณ 40-50 ฟตุ
- อปุ กรณล์ อยน้าอื่นๆ เชน่ ถุง ขวดน้าพลาสตกิ หรือแกลลอนเปลา่ (อาจผูกกบั เชือก
ชว่ ยชีวิต)
ทุ่นลอยประเภท Rescue tube
395
ทนุ่ ลอยประเภท Rescue Board
ทุ่นลอยประเภท Ring Buoy
ไม้สาหรบั ยน่ื (Reaching pole และ Shepherds’s Crook)
396