หลอนบอกให้ฆ่าตวั ตาย หรือผู้หญิงท่ีมีอาการซึมเศร้าภายใน 1 เดอื นหลังคลอด มีโอกาสเสี่ยงตอ่ การ
ฆา่ ตวั ตายสงู
8. ผทู้ แ่ี สดงเจตนาวา่ จะฆ่าตวั ตาย อาจด้วยคาพูดหรอื เขยี นจดหมายลาตาย
9. ผทู้ มี่ ีปญั หาสขุ ภาพ เชน่ เป็นโรคเรอ้ื รงั มคี วามเจบ็ ทรมานจากโรค อยใู่ นระยะสุดท้ายของ
โรค
การช่วยเหลอื
ต้องพยายามให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าใจว่าการท่ีเขาคิดฆ่าตัวตายน้ันเพราะอะไร โดยมีหลักการ
ดังน้ี
1. รับฟังผู้ป่วยฉุกเฉินพูด ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้พูดแสดงความรู้สึกเศร้าโศก เสียใจ ความรู้สึก
วา้ เหว่ ถกู ทอดทง้ิ และขณะเดยี วกนั กต็ ้องการความชว่ ยเหลือ
2. ต้องคิดเสมอว่า การท่ีผู้ป่วยฉุกเฉินพูดถึงความรู้สึกอยากตาย หรือจะฆ่าตัวตาย เป็นส่ิงที่
ผู้ปว่ ยฉุกเฉนิ จะทาจริง ไม่ใช่พูดเล่น
3. ชว่ ยให้ผู้ปว่ ยฉุกเฉินไดม้ ีความอบอุ่นทางใจ เช่น ให้ผู้ปว่ ยฉุกเฉินได้เข้าถึงความรู้สึกห่วงใย
ของครอบครวั
4. ไม่ควรแสดงอาการท้าทาย หรอื เชอื้ เชิญให้ฆา่ ตัวตาย ดว้ ยคิดวา่ ทีผ่ ู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ ทาไปเพราะ
ต้องการเรียกร้องความสนใจ และไม่อยากฆ่าตัวตายจริง เช่น “ถ้าแน่จริงกระโดดลงมา
เลย”
5. นาสง่ โรงพยาบาลเพ่ือพบจิตแพทย์
ส่งิ ทต่ี อ้ งคานึงในทางการแพทยต์ ามกฎหมาย
ถ้าผปู้ ว่ ยฉกุ เฉินยนิ ยอมให้ทาการรกั ษา ปัญหาทางกฎหมายจะน้อยลง แต่ถ้าผ้ปู ว่ ยฉกุ เฉนิ ตอ่ ตา้ น
การรกั ษา จะมปี ญั หาทางกฎหมายตามมาจงึ ตอ้ งคานงึ ถึง การระวงั ป้องกันตนเองด้วยโดย
ขอความชว่ ยเหลือจากตารวจ
พยายามให้มพี ยานในที่เกิดเหตุด้วย ยงิ่ ผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ เป็นเพศหญิง ควรมีผ้หู ญิงเป็นพยานอยู่
ดว้ ย
การยึดตรงึ ผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ต้องทาด้วยความละมุนละมอ่ ม ระวงั ไม่ให้เกดิ การบาดเจ็บเพมิ่
การบังคบั ตอ้ งเหมาะสมโดยพิจารณาทกุ ๆดา้ นตามลักษณะเหตุการณท์ ี่เกดิ และ
ประสบการณ์ท่ีพบ
ต้องมีการจดบันทกึ รายงานอยา่ งสม่าเสมอ เพื่อป้องกันตนเองจากขอ้ กลา่ วหา
สรปุ
การดแู ลผู้ป่วยฉุกเฉนิ ท่ีมอี าการผดิ ปกตทิ างพฤตกิ รรมน้นั เปน็ สิ่งทตี่ ้องเผชิญอยู่เสมอ ฉะนน้ั
เวชกิจฉุกเฉนิ ควรต้องคานงึ ถึงความปลอดภัยของตนเอง กอ่ นจะทาการช่วยเหลือ และใหค้ านึงถึง
ขอบเขตทางกฎหมายไว้เสมอ และ ตอ้ งระมัดระวังในเร่ืองการแสดงอารมณข์ องตนองดว้ ย
การยดึ ตรงึ ผูป้ ว่ ย(physical restraint)
การยึดตรึง เป็นการจากัดการเคลื่อนไหว ของผู้ป่วย ทาให้ผู้ป่วยเคล่ือนไหวได้ลาบาก เป็น
การยึดตรึงด้วยอุปกรณ์โดยปกติแล้ว การยึดตรึงผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางจิตเวชน้ัน มีวัตถุประสงค์
251
เพื่อความปลอดภัยของผู้ปว่ ย และทีมผู้ชว่ ยเหลือ ดว้ ยการใช้ผ้า สายหนัง ผูกข้อมือข้อเท้า รัดหน้าอก
ซ่ึงก่อนการยึดตรึง ควรประเมินอาการผู้ป่วย สถานการณ์และปรึกษาทีมช่วยเหลือแล้วตัดสินในการ
ยึดตรึง
การยึดตรึง
แรงทเ่ี หมาะสมคือแรงที่จาเปน็ เพอ่ื ป้องกันผปู้ ว่ ยจากการทารา้ ยตนเองและผอู้ ื่นตามความ
เหมาะสม ไดแ้ ก่
- รปู รา่ งและความแขง็ แรงของผูป้ ่วย
- ชนิดของพฤติกรรม
- สภาวะจติ ใจ
ความพรอ้ มของวิธกี ารยดึ ตรึง
1. มีทีมชว่ ยเหลอื เพยี งพอ
2. วางแผนการยดึ ตรึง
3. อยใู่ นตาแหนง่ ทเ่ี หมาะสมในการยึดตรึงผปู้ ว่ ยและเตรยี มพรอ้ ม
4. ปฏบิ ตั ิด้วยความรวดเรว็ ใช้แรงพอเหมาะ
5. มเี จา้ หน้าทพี่ ดู คุยกับผ้ปู ว่ ยเพื่อให้ผปู้ ว่ ยสงบ
6. การยึดตรึงต้องใช้คน 4 คน ช่วยจับแขนขาในเวลาเดยี วกนั
7. ยึดตรึงด้วยอุปกรณท์ ่เี หมาะสม ในท่านอนหงายเสมอ
8. ดแู ลทางเดนิ หายใจ
9. ม่ันใจวา่ ยึดตรึงผปู้ ว่ ยอย่างปลอดภยั จนส่งตอ่
10. หากผู้ป่วยพน่ น้าลายควรจะใช้ mask ปดิ ปาก
11. ประเมนิ ผู้ป่วยซ้าเปน็ ระยะ
12. บนั ทกึ การปฏิบัตงิ านทุกข้ันตอนไวเ้ ปน็ หลักฐาน
252
รูปที่ 1 ภาพแสดงการยดึ ตรงึ ผูป้ ว่ ย
การดูแลผ้ปู ว่ ยขณะยึดตรึงขณะนาสง่
การดแู ลผปู้ ่วยขณะให้ยดึ ตรงึ มีความ จาเป็นอยา่ งมาก เน่อื งจากเป็นการจากดั สิทธิผปู้ ว่ ย
กอ่ ใหเ้ กดิ ความไม่สบายทง้ั กายและใจ ดังนน้ั ควรคานึงถงึ ความสุขสบายทัง้ ดา้ นรา่ งกาย และดา้ น
จติ ใจของผ้ปู ว่ ย และสิ่งสาคญั คือ ด้าน ความปลอดภยั ของผปู้ ว่ ย ควรใหก้ ารดแู ลขณะผปู้ ่วยได้รบั การ
ผกู ยึดดังนี้
1. ประเมนิ ผปู้ ว่ ยกอ่ นการผกู ยดึ ทุกคร้ัง
2. สือ่ สารกับผ้ปู ่วยโดยใชเ้ ทคนคิ การ สอื่ สารและใหเ้ กียรติผู้ป่วย อธิบายวา่ ไมไ่ ด้เป็นการทา
โทษ แต่เป็นการช่วยเหลอื ผู้ป่วย ทาข้อตกลง กับผปู้ ว่ ยเก่ียวกบั พฤตกิ รรมท่ีเหมาะสมทจี่ ะ คลายการ
ผูกยดึ
3. ให้ขอ้ มลู และสอ่ื สารกับญาตเิ กีย่ วกบั เหตุผลการผกู ยึด
4. ดูแลตอบสนองความต้องการขน้ั พื้นฐาน ของผ้ปู ว่ ย เชน่ ความสุขสบาย ท่าทางการนอน
และปอ้ งกนั ภาวะแทรกซ้อนจากการผกู ยึด เปน็ ต้น
5. วัดสัญญาณชีพตามอาการและความจาเป็นในระหว่างการนาส่ง และบันทึกลกั ษณะการ
ผกู ยดึ อาการของผปู้ ว่ ยและสญั ญาณชพี ของผ้ปู ว่ ย พร้อมบันทึก
6. ให้ข้อมูลเกยี่ วกบั ผปู้ ว่ ยแก่ พยาบาล แพทย์ เม่ือนาส่งทีโ่ รงพยาบาล
ถึงแม้วา่ การผูกยดึ ผูป้ ่วย นีจ้ ะกระทาเพือ่ ผลประโยชนข์ องตวั ผ้ปู ว่ ยเอง แต่ ดูเหมือนวา่ จะขดั
ต่อหลกั สทิ ธขิ องผู้ป่วยในขอ้ ที่ ผ้ปู ่วยมีสทิ ธิทจี่ ะยนิ ยอมหรือไม่ยินยอมให้ผบู้ าบดั รกั ษาปฏิบตั ิตอ่ ตน
เพราะผูป้ ว่ ยทีต่ ้องไดร้ ับการ ผกู ยึดรา่ งกายน้นั สว่ นใหญ่จะไม่สามารถควบคุม ดูแลตนเอง หรือ
ตดั สนิ ใจดว้ ยตนเองได้โดยเฉพาะ ผูป้ ่วยจิตเวช ดังน้นั ผู้ให้การดแู ลชว่ ยเหลอื ปฏบิ ัตกิ บั ผูป้ ว่ ยอยา่ งให้
เกียรติและเคารพในสิทธิของผปู้ ว่ ย พรอ้ มทง้ั ให้ข้อมลู ท่ีจาเป็นในการยดึ ตรึง
253
อปุ กรณ์ในการยึดตรงึ
ภาพท่ี 2 แสดงอุปกรณย์ ดึ ตรึง
254
เอกสารอา้ งองิ
คมู่ อื ปฐมพยาบาล:Guide to self Care.ฟิลปิ ท.ี ฮาเกน.บรษิ ทั อมรนิ ทรพ์ ร้นิ ต้ิงแอนดพ์ บั ลชิ ซิ่ง
จากดั (มหาชน).กรุงเทพ 10700,2545.
255
บทท่ี 5-7
การดแู ลเบอ้ื งตน้ ในผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ ทางสูตินรเี วช
กายวิภาคและสรีรวทิ ยาของการตั้งครรภ์
การต้ังครรภเ์ ป็นการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญของสตรี ทัศนคติตอ่ การตั้งครรภ์จึงเป็นส่ิงที่สาคัญ
มีหลายปัจจัยที่อิทธิพลทางจิตสังคมต่อสตรีต้ังครรภ์ ได้แก่ อิทธิพลทางสังคม อิทธิพลทางวัฒนธรรม
อิทธิพลทางครอบครัว อิทธิพลส่วนบุคคล ดังน้ัน การมีส่วนร่วมในการดูแลสตรีตั้งครรภ์โดยบุคคล
ใกล้ชิด การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนระหว่างการต้ังครรภ์ของบุคคลใกล้ชิด จึงน่าจะเป็น
แนวทางในการต้ังครรภ์นั้นมคี วามสขุ ได้
ในระยะต่างๆ ของการตั้งครรภ์ จะก่อให้เกิดการปรับตัวและเปล่ียนแปลงทางสรีรวิทยาของ
ร่างกาย เพ่ือให้มีสภาวะแวดล้อมในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างเหมาะสม และไม่ถือว่า
เป็นความเจ็บป่วยจากการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ก็อาจเกิดปัญหาหรือเกิดพยาธิสภาพที่เป็น
อันตรายต่อตนเองและทารกในครรภไ์ ด้
กายวิภาคและสรรี วทิ ยาของระบบสบื พันธ์ุ (reproduction anatomy and physiology)
อวัยวะสืบพนั ธภ์ุ ายใน
รูปที่ 1 แสดงอวยั วะสบื พนั ธุ์ภายใน
A. มดลูก – อวยั วะท่ที ารกในครรภเ์ จริญเตบิ โตอย่ภู ายในทาหน้าที่คลอดและบบี ใหเ้ ดก็
ออกมา
B. ชอ่ งคลอด Vaginal Canal) ชอ่ งคลอด เป็นชอ่ งอวยั วะภายในที่ตั้งอยู่ระหว่างชอ่ ง
ปัสสาวะกับช่องทวารหนกั ยาวประมาณ 7 – 8 เซนติเมตร เป็นชอ่ งสาหรับผ่าน
ของตัวอสจุ เิ พอื่ เขา้ ไปปฏสิ นธกิ ับไขบ่ รเิ วณปีกมดลกู หรอื ทอ่ นาไข่ รวมถึงเป็น
ทางออกของทารกในขณะคลอด
C. ปากชอ่ งคลอด - ส่วนของผิวหนังระหวา่ งช่องคลอดและปากทวารหนกั มักจะฉีก
ขาดระหวา่ งการคลอด
256
D. รก – รกเป็นโครงสร้างท่ีเชื่อมระหว่างมดลูกของมารดาและทารก โดยจะมีสาย
สะดือเป็นตัวเช่ือมต่อระหว่างรกกับทารกรก มีหน้าที่เป็นตัวส่งผ่านสารอาหารและ
กา๊ ซออกซิเจนไปยงั ทารก
E. Fetus - ทารกในครรภ์ - การวิวฒั นาการของทารกทยี่ ังไม่เกิด
F. สายสะดือ - เปน็ สายท่เี ป็นสว่ นยนื่ ของรกเป็นทางผ่านทที่ ารกในครรภ์ไดร้ ับ
สารอาหาร และขบั ถา่ ยของเสียระว่างทอี่ ยูใ่ นมดลกู
G. ถุงน้าครา่ - ถงุ ซ่ึงล้อมรอบทารกทอ่ี ยูใ่ นมดลูก
H. ชอ่ งคลอด - ส่วนล่างของช่องทางการคลอด
กระบวนการคลอดปกติ (Childbirth)
กระบวนการการคลอด เรม่ิ ต้งั แต่มกี ารหดตัวของมดลูกจนกระท่งั ทารกคลอด
a) ระยะใกล้คลอด
b) สว่ นนาของศรี ษะปรากฏใหเ้ ห็นท่ีปากชอ่ งคลอด
c) กระบวนการขณะคลอด
ระยะใกล้คลอด
คาถามทคี่ วรถามผปู้ ่วยในผู้ปว่ ยใกลค้ ลอด
(1) ท้องนเ้ี ปน็ ท้องทเ่ี ทา่ ไหร่ เคยผา่ นการคลอดบุตรมาแลว้ กค่ี รง้ั
(2) อายคุ รรภ์กสี่ ปั ดาห์ ครบกาหนดคลอดเม่ือไร
(3) มีเลอื ดหรือน้าไหลออกจากชอ่ งคลอดหรอื เปลา่
(4) มีลมเบง่ หรอื ยงั
การซักประวัติ อยา่ งละเอียด จะสามารถแยกการเจบ็ ครรภจ์ รงิ ออกจากอาการเจ็บเตือนได้ เนื่องจาก
ลักษณะอาการเจ็บครรภ์ของ 2 ภาวะนี้ตา่ งกนั ได้แก่
การเจบ็ ครรภ์จรงิ
1. เกดิ ขึ้นสม่าเสมอ
2. ระยะหา่ ง (interval) ถ่ีขึ้นเรอื่ ยๆ
3. ความแรง (intensity) เพ่ิมขน้ึ เร่อื ยๆ
4. ร้สู กึ ปวดบริเวณหลังและท้อง
5. ไมส่ ามารถบรรเทาการปวดด้วยยาแกป้ วด
6. มกี ารเปิดขยายของปากมดลกู
การเจบ็ ครรภเ์ ตอื น
1. เกดิ ข้นึ ไมส่ มา่ เสมอ
2. ระยะห่างยงั คงห่างๆเหมือนเดิม
3. ความแรงยังคงเหมือนเดิม
4. รสู้ กึ ปวดบรเิ วณท้องน้อยเปน็ ส่วนใหญ่
5. บรรเทาอาการได้ดว้ ยยาแก้ปวด
6. ปากมดลูกไม่เปดิ ขยาย
257
การดแู ลระยะคลอด
1. ถา้ มารดา มีลมเบ่ง อยากเบ่งคลอด ใหอ้ ธบิ ายมารดา อยา่ เพ่ิงเบ่ง ใหห้ ายใจเขา้ ออก
ลึกๆ ช้าๆ
2. ปะสานงานศูนยร์ ับแจ้งเหตแุ ละสั่งการ การให้ดูแลระหวา่ งการนาส่งโรงพยาบาล
2.1 ให้มารดานอนตะแคงซ้าย
2.2 แนะนาหญิงต้ังครรภใ์ หห้ ายใจเขา้ ออกลกึ ๆช้าๆ
2.3 สอบถามว่ามนี า้ หรอื มูกเลอื ดออกจากช่องคลอดหรอื ไม่
2.4 ถา้ ระหว่างการนาสง่ หญงิ ต้ังครรภม์ กี ารคลอดฉุกเฉิน เชน่ ศรี ษะเด็กโผล่ออกมา
ให้รีบประสานชดุ ปฏิบตั ิการฉุกเฉินระดับสงู มาสนบั สนุนการดแู ล
การช่วยคลอดปกติในกรณฉี กุ ฉนิ
การดูแลมารดาและทารกกรณคี ลอดบุตรฉุกเฉิน (ระหวา่ งรอชุดปฏบิ ตั ิการฉุกเฉินระดบั สูง)
ให้ขบวนการคลอดเปน็ ไปตามกลไกตามธรรมชาติ โดย
1. จดั ทา่ ผูค้ ลอดโดยใหน้ อนหงอยชันเขา่ และเปิดเผยเฉพาะส่วนที่จาเป็น
2. ปผู า้ รองกน้ และปผู ้าคลมุ หนา้ ทอ้ ง
3. ปลอบโยนและให้กาลังใจผคู้ ลอด
4. หลงั จากศีรษะทารกคลอด ประคองศีรษะไว้ ผคู้ ลอดหยุดเบ่ง และหายใจเข้าทางปาก
ลึกๆยาวๆ
5. ใช้ลูกสบู ยางแดงดดู ภายในปากก่อนจมกู 2 หรอื 3 ครั้ง
6. เมื่อเดก็ คลอดออกมาท้งั ตวั แล้ว ใชม้ ือท้ังสองขา้ งประคองไว้ อยา่ ดงึ ลาตัวทารก
7. เมื่อเท้าคลอด จับเทา้ ทารกไว้ วางเดก็ ไวใ้ นระดับเดียวกบั ช่องคลอด และขานเวลาคลอด
ทันที พร้อมแจง้ เพศให้มารดาทราบ
8. หนีบสายสะดอื ดว้ ย Clamp Cord หรอื ผูกดว้ ยผา้ ก๊อซ หางจากหนาทองทารก
ประมาณ 10 เซนตเิ มตร หา้ มตัดสายสะดือ วางตัวเดก็ ไว้บนหน้าทอ้ งมารดา เพอ่ื ให้
ความอบอนุ่ กบั ทารก
9. ใชล้ ูกสบู ยางดดู นา้ คร่าออกอีกคร้งั ถ้ายงั มีเหลือ
10. เชด็ ตวั ทารกให้แหง้ อย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะศรี ษะหนา้ อก คอและหลงั
11. กระตุ้นทารกใหร้ อ้ ง โดยลบู ท่แี ผน่ หลัง หรอื ตบท่ฝี ่าเท้าทารกเบาๆ 3-4 ครัง้ หรือจน
ทารกรอ้ งดี ตัวแดง ห่อตวั ทารกด้วยผา้
12. สังเกตการเสียเลือดของมารดาหลังคลอด พร้อมสงั เกตอาการของการช็อคจากการเสยี
เลือด
13. ตรวจวัด vital signs เป็นระยะๆ, สังเกตปรมิ าณเลือดทอ่ี อกจากชอ่ งคลอด
14. หากระหวา่ งรอชุดปฏบิ ัติการฉกุ เฉนิ ระดับสูงมาชว่ ยเหลือ รกคลอด ใหต้ รวจลักษณะการ
ฉีกขาดของรก และเก็บห่อรกเพือ่ ตรวจรกที่โรงพยาบาล
15. เมอ่ื ชุดปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ ระดบั สงู มาถึง ทาการตดั สายสะดือ และทาคลอดรกต่อไป
258
การประเมนิ ทารกแรกเกดิ
APGAR score คือ การประเมินสภาวะเด็กทารกแรกเกิดใน 1 นาทีแรก ต่อด้วย 5 นาที
และ 10 นาที หลังคลอด เพื่อประเมินภาวะการหายใจในทารก ประกอบด้วย ลักษณะสีผิว อตั ราการ
เตน้ ของหัวใจ สีหน้าจากการกระตนุ้ การเคล่ือนไหวของทารก และความพยายามในการหายใจ ซ่ึงค่า
คะแนนเต็ม 10 คะแนน ทารกปกติต้องมีคะแนน 7 คะแนนข้ึนไปทารกที่มีคะแนนท่ีต่ากว่า 7 จะ
สัมพันธ์กับภาวะการขาดออกซิเจนต้ังแต่แรกเกิด (birth asphyxia) และมีความเสี่ยงท่ีทารกจะเกิด
ความผดิ ปกตแิ ละความพกิ ารของสมองตามมา
รปู ที่ 2 แสดงการใหค้ ะแนน APGAR score
การประเมินทารกเกิดในลักษณะท่ีปกติ
1. การประเมนิ APGAR score
a) ลักษณะทวั่ ไป - สี - ไมม่ อี าการคลา้ ช่วงกลางลาตัว
b) ชีพจรเต้นมากกว่า 100 ครั้ง/นาที
c) การประเมินปฏกิ ริ ิยาตอบสนองต่อการกระตนุ้ – ไอจามหรือรอ้ ง
เสียงดัง
d) การเคลอื่ นไหว - ขยับแขนขาได้ดี
e) การหายใจ - ปกตแิ ละรอ้ ง
2. กระตนุ้ ทารกเกดิ ใหม่ถา้ ยังไมห่ ายใจ
a) ดีดเบาๆ ท่ฝี ่าเท้าเด็ก
b) ลบู หลังเดก็
259
การชว่ ยทารกเกดิ ใหม่ หลงั จากการประเมนิ แล้วให้รายงานขอ้ มลู ผู้ป่วยให้กับศูนย์รบั แจ้ง
เกตแุ ละส่งั การ เพื่อขอคาปรึกษาจากแพทยอ์ านวยการปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉิน
หากอาการและอาการแสดงที่ตอ้ งการการนวดหัวใจและช่วยผายปอด จงทาตามน้ีตามแตท่ ี่สมควร
3. การหายใจ - ถา้ ตื้น ช้าหรือไม่หายใจ:
a) ใหท้ าการช่วยหายใจ 40 ครงั้ /นาที
b) ประเมินใหม่หลงั 30 วนิ าที
c) ถ้าอาการไม่ดขี ึน้ ให้ชว่ ยต่อ และประเมนิ ใหม่
4. การเต้นของหัวใจ
a) ถ้าตา่ กวา่ 100 ครั้ง/นาที
(1) ให้ทาการช่วยหายใจ 40 ครงั้ /นาที
(2) ประเมินใหมห่ ลงั 30 วนิ าที
(3) ถา้ อาการไมด่ ขี น้ึ ใหช้ ว่ งต่อ และประเมินใหม่
b) ถ้าต่ากว่า 80 ครั้ง/นาที และไมต่ อบสนองต่อ bag-valve-mask
ใหเ้ รมิ่ การกดหนา้ อกทารก
c) ถ้าต่ากว่า 60 ครั้ง/นาที ใหร้ ายงานแพทยผ์ คู้ วบคุมและหาทาง
ช่วยเหลอื
5. สี - ถ้ามอี าการคล้าของลาตัวและมกี ารหายใจเองพร้อมด้วยการเตน้ ของ
หัวใจที่เพยี งพอกใ็ หด้ มออกซเิ จนแตเ่ พียงอยา่ งเดียว - ใหอ้ อกซเิ จน 10-15
ลติ ร
6. วางทอ่ ออกซเิ จน ให้ใกล้ทหี่ น้าทารกเกดิ ใหม่ใกล้ทส่ี ดุ
การห่อตัวแบบคลุมศีรษะ
ปูผ้าท่ีใช้ห่อตัวเด็กลงบนเตียงพับมุมหนึ่งลงมาให้ผ้ากลายเป็นห้าเหล่ียม
อุ้มเด็กวางลงผ้าห้าเหล่ียมที่ปูไว้โดยวางให้ศีรษะเด็กตา่ กว่าผ้าที่พับมุมไว้ 3-4นิ้ว
ตลบผ้าลงมาโอบรอบศีรษะให้ปิดหน้าผากและใบหู
จับแขนทั้งสองข้างของเด็กให้แนบลาตัว ดึงชายผ้าข้างหน่ึงคลุมไหล่ แล้วดึงผ่านลาตัว
ไปสอดไว้ใต้แขนอีกข้างหน่ึง
จับแขนอีกข้างหน่ึงแนบลาตัว ตลบชายผ้าด้านท่ีเหลือให้คลุมไหล่และคลุมผ่านลาตัว
แล้วอ้อมชายผ้าไปพันรอบตัวเด็กด้านหลัง
รวบชายผ้าบริเวณปลายเท้า ใช้เข็มกลัดซ่อนปลายเหน็บ แต่ในเด็กเล็กกลัวเด็กดิ้น
หลุด เข็มกลัดทิ่มได้ ให้ใช้การผูกปมก็พอ
260
รูปท่ี 3 แสดงการห่อตัวทารก
ภาวะฉกุ เฉินทางนรเี วช เพมิ่ รูป
1. ภาวะเลือดออกทางชอ่ งคลอดผดิ ปกติ (abnormal vaginal bleeding)
เป็นภาวะท่ีมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ลักษณะของการมีประจาเดือนปกติ ซ่ึง
จะพบว่าประมาณร้อยละ 50 ของภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดเกิดจากภาวะ DUB
(Dysfunction Uterine Bleeding) ซึ่งเป็นภาวะที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก โดยท่ีตรวจไม่
พบพยาธิสภาพอื่นใด เช่น มะเร็ง เน้ืองอก การอักเสบ และการตั้งครรภ์ ซึ่งลักษณะของประจาเดือน
ปกติมักมีระยะเลือดออก 4-6 วัน ถ้านานกว่า 7 วันถือว่าผิดปกติ ระยะห่างของรอบประจาเดือน
ประมาณ 24-25 วนั ปริมาณเลือดในแตล่ ะรอบประมาณ 30 มิลลิลิตร ถ้ามากกวา่ 80 มิตรลิลิตร ถือ
ว่าผดิ ปกติ
การซกั ประวตั แิ ละตรวจรา่ งกาย
ซกั ประวัติการมปี ระจาเดอื น ท้ังปริมาณเลอื ดที่ออก ระยะเวลา รวมทง้ั การเปล่ยี นแปลง
ของรอบประจาเดือน
ประวัตกิ ารใช้ยาคุมกาเนดิ ทัง้ ชนดิ กนิ หรอื ฉีด การใชโ้ ฮอรโ์ มนทดแทนในวยั หมด
ประจาเดอื น การใชย้ าชนดิ ตา่ งๆ
ประวตั โิ รคเลือดและโรคเรอ้ื รงั ตา่ งๆ เชน่ ไทรอยด์ทางานผดิ ปกติ โรคตบั โรคไต
ประวัตกิ ารตง้ั ครรภ์
การดูแลเบือ้ งตน้
ภาวะฉุกเฉินของผู้ป่วยกลุ่มน้ี มักมาด้วยอาการของการท่ีมีเลือดออกมาก จนบางรายถึงขั้นมี
อาการหนา้ มืดและช็อค ดงั นก้ี ารดูแลทสี่ าคญั มีดงั น้ี
261
1. ประเมินสภาพเบ้ืองต้น
2. ประเมินสัญญาณชีพ และติดตามเป็นระยะๆ ถ้ามีการเปล่ียนแปลงท่ีแสดงถึงมี
ภาวะช็อคจากการเสียเลือดจานวนมาก ให้การดแู ลเหมือนผู้ป่วยท่ีมีการตกเลือด ไดแ้ ก่
การดแู ลทางเดินหายใจให้โล่ง การดแู ลให้ไดร้ บั ออกซิเจนท่เี พียงพอ
3. กรณีมีภาวะช๊อคจัดท่าให้นอนหงายราบหรือนอนศีรษะสูงประมาณ 30 องศาในกรณีไม่มี
ภาวะช็อค
4. สังเกตปรมิ าณเลอื ดทอ่ี อก
5. รายงานข้อมลู ผปู้ ่วยให้กับศนู ยร์ ับแจ้งเกตุและสง่ั การ เพ่ือขอคาปรึกษาจากแพทย์
อานวยการปฏิบัตกิ ารฉกุ เฉนิ
2. ภาวะแทง้ บตุ ร
การแทง้ หมายถึง การส้ินสดุ การต้ังครรภ์ก่อนถึงระยะทท่ี ารกจะสามารถเลีย้ งรอด ใน
ประเทศที่กาลงั พฒั นา นินมใชน้ ยิ ามตามองค์การอนามัยโรค โดยถือเอาการแทง้ คือการสน้ิ สุดอายุ
ครรภ์กอ่ น 28 สัปดาห์ หรอื ทารกตา่ กว่า 1000 กรัมหรอื ความยาวนอ้ ยกวา่ 35 เซนตเิ มตร ซึ่งการ
แท้งมสี าเหตมุ าจากหลายปัจจัย ทง้ั จากปจั จยั ด้านทารก เชน่ โครโมโซมผดิ ปกติ พัฒนาการของซัยโก
ตผิดปกติ ปัจจยั ด้านมารดา เชน่ การติดเชื้อท่รี กหรอื เดก็ การตดิ เชอ้ื ทม่ี ารดา โรคเร้ือรังท่ีทาให้
ร่างกายอ่อนแอ หรอื จากยาและปจั จัยแวดลอ้ มอน่ื ๆ เช่น บหุ ร่ี สุรา กาแฟ รังสีในปรมิ าณมาก สารพษิ
เปน็ ตน้
ประวตั แิ ละการตรวจรา่ งกาย
มเี ลอื ดออกทางชอ่ งคลอด และอาจมีอาการปวดทอ้ งน้อยรว่ มด้วย
มีอาการของคนตง้ั ครรภ์ เช่น ประจาเดอื นขาด แพ้ท้อง
ในรายทแ่ี ทง้ ไมค่ รบ อาจใหป้ ระวตั ิว่ามีช้ินสว่ นของการตั้งครรภห์ ลดุ ออกมาทางชอ่ ง
คลอด
ในรายทม่ี กี ารแทง้ ตดิ เชอ้ื มกี มไี ขส้ งู หรือได้ประวัตกิ ารทาแทง้ ผดิ กฏหมาย
การดูแลเบ้ืองตน้
1. ประเมินสภาพผูป้ ว่ ยเบื้องตน้
2. ประเมนิ สญั ญาณชพี
3. สังเกตภาวะเลือดออกทางชอ่ งคลอด ถา้ มปี ริมาณมาก ให้เฝ้าระวงั ภาวะชอ็ คจากการตก
เลอื ด ตอ้ งรีบแจง้ ศนู ยร์ ับแจ้งเหตุและสั่งการรบั ทราบ เพอื่ ใหค้ าแนะนา และการชว่ ยเหลอื ที่
เหมาะสม
4. ถ้ามไี ข้สูง ส่วนใหญ่มกั เป็นการแทง้ ตดิ เชื้อ ซ่ึงมักรบั ไว้รักษาในโรงพยาบาลทกุ ราย
1. สงั เกตอาการปวดทอ้ งนอ้ ย พรอ้ มดูแลความสุขสบายทวั่ ไป
2. รายงานขอ้ มลู ผู้ปว่ ยใหก้ บั ศูนย์รบั แจง้ เกตแุ ละสงั่ การ เพื่อขอคาปรกึ ษาจากแพทย์
อานวยการปฏบิ ตั ิการฉกุ เฉิน
262
3. ภาวะการตัง้ ครรภน์ อกมดลกู (ectopic pregnancy)
หมายถงึ การตัง้ ครรภท์ ่ีเกดิ ข้นึ จากไขท่ ถ่ี ูกผสมแลว้ ฝังตวั นอกโพรงมดลกู โดยร้อยละ 95
เกดิ ข้ึนท่หี ลอดมดลกู โดยสาเหตุทีแ่ ทจ้ ริงยังไม่ชดั เจนนกั แต่โดยสรุปแลว้ อาจเกิดจากสภาพการท่ี
ขัดขวางหรอื หน่วงเหนีย่ วมใิ หไ้ ข่ทถ่ี กู ผสมแล้วเดนิ ทางเข้าโพรงมดลกู ไดส้ ะดวก หรอื ภาวะทที่ าให้เย่อื บุ
หลอดมดลูกรงั ไข่ทถ่ี กู ผสมแลว้ ให้ฝังตวั
อาการแสดง
ในสตรีวัยเจริญพันธ์มีอาการปวดท้องน้อยอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีเลือดออกทาง
ช่องคลอด ซ่ึงลักษณะเลือดที่ออกทางช่องคลอดมักมีปริมาณเล็กน้อยกระปริกระ
ปรอย
อาการหน้ามืดและช็อค ซ่ึงสาเหตุเกิดจากผู้ป่วยท่ีตั้งครรภ์นอกมดลูกและหลอด
มดลูกแตกทาให้ที่มีเลือดออกในช่องท้องมาก จนทาให้เกิดอาการหน้ามืดและช็อค
จากการตกเลือด
การซักประวัติที่สาคัญ ได้แก่การซักประวัติเรื่องประจาเดือนคร้ังสุดท้ายและการคุมกาเนิด เพ่ือช่วย
วินจิ ฉัยการตงั้ ครรภ์
การดแู ลเบอื้ งต้น
อันตรายท่ีสาคัญท่ีอาจทาให้ผู้ป่วยท่ีมีภาวะต้ังครรภ์นอกมดลูก อาจถึงแก่ชีวิตได้ น่ันคือ
ภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกท่ีมีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก จนทาให้ช็อค ดังน้ันการดูแล
เบือ้ งตน้ ทสี่ าคญั คือ การสงั เกตและเฝ้าระวังภาวะอนั ตรายจากการตกเลือด ดงั น้ี
1. ประเมนิ สภาพเบือ้ งต้น และตดิ ตามตรวจวดั สัญญาณชพี เปน็ ระยะๆ ถา้ ผปู้ ว่ ยมอี าการ
ผิดปกติของสญั ญาณชีพที่แสดงถึงภาวะชอ็ ค
2. สังเกตอาการปวดทอ้ งและเลือดออกทางช่องคลอด
3. ซักประวัติที่สาคัญ ได้แก่การซักประวัติเรื่องประจาเดือนครั้งสุดท้ายและการคุมกาเนิด
เพอ่ื ช่วยวินจิ ฉยั การตงั้ ครรภ์
4. รายงานข้อมูลผู้ป่วยให้กบั ศูนยร์ บั แจง้ เกตุและส่งั การ เพื่อขอคาปรกึ ษาจากแพทย์
อานวยการปฏิบัตกิ ารฉกุ เฉิน
4. ภาวะความดนั โลหิตสูงขณะต้งั ครรภ์
เปน็ ภาวะฉกุ เฉินทางสตู ิกรรมชนดิ หนึ่งที่เป็นภาวะทม่ี ีความดนั โลหติ สงู ขณะตง้ั ครรภ์ ซ่งึ มีอยู่
หลายชนิดด้วยกนั แต่ท่ีพบบอ่ ยๆ ไดแ้ ก่ Pre-eclampsia และ Eclampsia
Pre-eclampsia เป็นกลุ่มอาการที่พบเฉพาะสตรีต้ังครรภ์ โดยพบปริมาณเลือดไปเล้ียง
อวัยวะต่างๆลดน้อยลง ซึ่งก่อนตรวจพบความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้าหนักตัวเพ่ิมมากกว่า
ปกติ อาจพบอาการบวมที่ผิดปกติ ระดับความรุนแรงอาจพบได้ตั้งแต่ เล็กน้อย ( mild
preeclampsia) ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตน้อยกว่า 160/100 mmHg หรือเป็นกลุ่มท่ีมีอาการรุนแรง
(severe preeclampsia ความดันโลหิตต้ังแต่ 160/100 mmHg ขึ้นไป) ซ่ึงในรายที่เป็นรุนแรง
(severe preclampsia) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว ตามัวหรือจกุ แนน่ ลิ้นปี่ แสดงว่าผู้ปว่ ยมีโอกาสเกิด
การชักได้สูง
263
Eclampsia เป็นภาวะชัก ซึ่งอาจเกิดข้ึนไดท้ ้ังในระยะก่อนคลอด ระยะเจ็บครรภ์คลอด หรือ
ระยะหลังคลอด ในกลุ่มท่ีเกิดหลังคลอดมักเกิดภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วย
ท่ีไม่ไดร้ ับการดูแลครรภท์ เี่ หมาะสม จงึ ไม่ได้รบั การวินิจฉัยภาวะ Pre-eclampsia ต้งั แต่เริม่ แรก
ปัญหาฉุกเฉินสาคัญของผู้ป่วยกลุ่มนี้ และจาเป็นต้องได้รับการดูแลเบ้ืองต้นท่ีเหมาะสม คือ
กลมุ่ ที่มีอาการของ severe preeclampsia และ eclampsia
การดแู ลเบื้องต้น
1. เฝ้าระวัง สังเกตอาการชัก ในผู้ปว่ ยกลุ่ม severe preeclampsia ถ้าพบว่าหญิงตั้งครรภ์
มีอาการปวดหัว ตามัว ปวดจุกแน่นลิ้นป่ี เพราะเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ป่วยอาจเกิด
อาการชกั ได้
2. ในกลุ่มหญิงต้ังครรภท์ ่ีมีอาการชกั การดูแลเพอ่ื ปอ้ งกันการอดุ ก้ันทางเดนิ หายใจเปน็ เรอื่ ง
สาคัญ รวมทง้ั การดแู ลให้ได้รับออกซิเจนที่เพยี งพอ
3. การป้องกันอุบัตเิ หตุขณะชัก
4. รายงานขอ้ มูลผูป้ ่วยให้กบั ศูนย์รบั แจง้ เกตแุ ละสั่งการ เพอ่ื ขอคาปรกึ ษาจากแพทย์
อานวยการปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉนิ
5. การขม่ ขนื กระทาชาเรา พทิ ักษ์สิทธิ การเกบ็ วตั ถุพยาน
Rape คือการลว่ งล้าเข้าไปในทวารตา่ งๆ ของรา่ งกาย เช่น ปาก ช่องคลอด ทวารหนกั โดย
การขม่ ข่หู รือใช้กาลังบงั คบั หรอื ไรค้ วามสามารถในการปอ้ งกันตนเอง ซงึ่ อาจสัมพันธก์ ับอายุ
ความสามารถในการรบั รผู้ ดิ ปกติ หรือไร้ความสามารถ หรอื เกดิ จากฤทธขิ์ องยา และแอลกอฮอล์ โดย
ผ้ถู กู กระทาปราศจากความยนิ ยอมขม่ ขืน หมายถึง การบงั คบั ใจ ใหผ้ ูถ้ กู กระทาตอ้ งตดั สินใจกระทา
การ ไม่กระทาการ หรอื จายอมใหก้ ระทาการนน้ั โดยมิไดย้ ินยอมพร้อมใจการกระทาชาเรา หมายถึง
การร่วมประเวณหี รอื การมีเพศสัมพันธร์ ะหวา่ งชายกบั หญงิ โดยปกติธรรมชาติ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ถูกข่มขืน
1. เคารพสิทธิเสรภี าพ ไมว่ ่าจะเป็นผเู้ สียหายหรอื ผูต้ อ้ งหาตอ้ งมกี ารใหข้ ้อมูลและขอความ
ยนิ ยอมกอ่ นการซักประวัติ การเกบ็ พยานหลักฐาน
2. การรักษาความลับ
3. สวมถงุ มือกอ่ นการสมั ผสั ผ้ปู ่วยและการเก็บวัตถพุ ยานทกุ ครงั้
4. ประเมินอาการบาดเจ็บทางร่างกายภายนอก
5. ดูแลด้านจิตใจ
6. รายงานข้อมูลผ้ปู ว่ ยใหก้ บั ศูนยร์ บั แจง้ เกตแุ ละสง่ั การ เพอื่ ขอคาปรึกษาจากแพทย์
อานวยการปฏิบัตกิ ารฉกุ เฉิน
264
อ้างองิ
HTTP://WWW.MED.CMU.AC.TH/DEPT/OBGYN/2011/INDEX.PHP?OPTION=COM_CONTENT&VIEW=A
RTICLE&ID=1047:2014-12-02-05-04-16&CATID=45&ITEMID=561
http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/chapter5/placental.htm,[cited 2017
July 20] http://www.rtcog.or.th/html/photo/newsfile_499687.pdf,[cited 2017 July 26]
บทท่ี 5-8
การดูแลเบื้องตน้ ในผปู้ ่วยโรคติดเชอ้ื และโรคอุบัตใิ หม่
265
ในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมาประมาณได้ว่ามีการติดเชื้อที่ปรากฏข้ึนใหม่และปรากฏขึ้นอีก
โดยเฉล่ียประมาณปีละโรค โรคท่ีความสาคัญมากจนเรียกไดว้ ่าพลิกโฉมหน้าของวงการโรคตดิ เช้อื คือ
ปรากฏ การณ์ของไวรัสโรคเอดส์ ต่อมาก็มีโรคท่ีปรากฏข้ึนใหม่ประมาณปีละโรคตลอดเวลา โรค
ดังกล่าวมาก กว่าครึ่งเป็นปัญหาการติดเช้ือที่นาพามาจากสัตว์ ตัวอย่างล่าสุดคือโรคไข้หวัดมรณะ
(SARS) และโรคไข้หวัดนก (Avian influenza) แต่หากมองให้ลึกถึงต้นตอของปัญหาเกิดจากน้ามือ
และพฤติกรรมของมนษุ ย์เองเกือบทงั้ สิน้
โรคอุบัตใิ หม่ (Emerging disease) มกั เปน็ โรคเกดิ จากการติดเช้ือ จึงเรียกได้อกี ชือ่ โรคตดิ
เช้ืออุบัติใหม่ (Emerging infectious disease) คือโรคที่เกิดข้ึนเป็นครั้งแรกในโลกหรือเคยมีอยู่แล้ว
แต่พบได้น้อยในโลก แต่ปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้อาจกลับมามีการแพร่กระจายระบาดได้อย่าง
รวดเร็ว ทั้งนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การลุกล้าท่ีอยู่อาศัยของสัตว์จากมนุษย์
และการเดินทางตดิ ต่อระหว่างผู้คนในโลกอย่างรวดเร็วท่ีส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตทางเช้ือโรคท่ีผิด
ไปจากเดิม และสามารถแพร่ลุกลามติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ โรคเอดส์ ไข้หวัดใหญ่
โรคติดต่อจากสตั ว์ปกี หรอื ไขห้ วัดนก และวณั โรคดือ้ ยา เป็นตน้
โรคติดเช้ืออุบัติซ้า (Re-emerging disease) หมายถึง โรคติดเชื้อท่ีเคยแพร่ระบาดในอดีต
และสงบไปแล้วเป็นเวลาหลายปีแต่กลับมาระบาดข้ึนอีก ตัวอย่างโรคติดเชื้ออุบัติซ้า เช่น วัณโรค
ไขเ้ ลอื ดออก และมาลาเรีย เป็นต้น
ตารางแสดงการแพรก่ ระจายเชอ้ื
โรคติดเชอ้ื การแพร่กระจายเชื้อ ระยะฟกั ตัว
โรคเอดส์ สัมผัสทางเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน มี ตลอดเวลา
เพศสมั พนั ธก์ ับผตู้ ดิ เชอ้ื แพรเ่ ชื้อจากแม่ส่ลู ูก
โรคไวรัสตบั อกั เสบบี ซี สัมผัสกับเลือด อุจจาระ สารคัดหล่ังจาก สัปดาห์ หรือเดือน
รา่ งกาย สมั ผัสส่ิงของ
วณั โรค หายใจรับละอองฝอย เสมหะ 2-6 สัปดาห์
ไข้หวดั ใหญ่ หายใจรับละอองฝอยทางอากาศ สารคัดหลั่ง 1-3 วนั
จากร่างกายผ้ปู ว่ ย
โรคซาร์ส หายใจรบั ละอองฝอย สมั ผสั ตัวผู้ปว่ ย 2-10 วัน
หดั เยอรมนั หายใจรับละอองฝอย สารคดั หลัง่ จากรา่ งกาย 10-12 วัน
ผปู้ ว่ ย แพร่เชอ้ื จากแม่สลู่ กู
อสี กุ อีใส หายใจรับละอองฝอย สัมผสั ตุ่มน้า 11-21 วนั
ไข้กาฬหลงั แอน่
เกิดจากเชอ้ื Neisseria meningitides ตดิ ต่อโดยการแพรจ่ ากคนสคู่ นทางระบบทางเดนิ
หายใจของผู้ตดิ เชอ้ื โดยการไอ จามผ่านทางละอองฝอยกับผ้สู มั ผสั ใกลช้ ดิ ไดแ้ ก่ คสู่ ามภี รรยา บคุ คลท่ี
อยบู่ ้านเดยี วกันและบุคลากรทางการแพทย์
266
อาการ
- โลหิตเป็นพิษ อาการเฉียบพลนั เสียชีวติ ใน 6 – 12 ช่วั โมง มาด้วยไขส้ งู ปวดศรี ษะ ปวด
ทอ้ ง มีจุด เลือดออกทผ่ี วิ หนังและเยือ่ บุตาบางราย มผี ่นื แดงคล้ายผืน่ ไขห้ วัดเยอรมนั ถ้า
รักษาทนั อาจไม่เสียชีวติ ได้ถึง 50 % นอกจากนอ้ี าจมีภาวะเลือดออกอยา่ งรนุ แรงและ
กลา้ มเนอื้ หวั ใจตายได้
- เยอ่ื หุ้มสมองอกั เสบ ปวดศรี ษะ ไข้ คอแข็งจนเสียชวี ติ ได้
การวนิ จิ ฉยั
- จากอาการและเพาะเชอื้ จากน้าไขสนั หลงั หรอื เลอื ด
การควบคุมโรค
- ผู้ป่วย : ผู้ปว่ ยควรอยูใ่ นหอ้ งแยกจนครบ 24 ชว่ั โมงหลังจากไดย้ าฆ่าเชือ้ ที่เหมาะสม
และแพทย์จะเก็บเลือด นา้ ไขสันหลงั เพือ่ เพาะเชอื้ หลังจากนน้ั รายงานกองระบาด
- ผู้สมั ผัส : เช่น คนร่วมบ้าน หรือบคุ ลากรทใี่ ห้การดแู ลใกล้ชดิ (นอ้ ยกวา่ 1 เมตร) ให้
พิจารณาเกบ็ ตัวอยา่ งจากโพรงจมกู ก่อนให้ต้านจลุ ชีพเพือ่ ป้องกนั การเกิดโรค
การปอ้ งกนั กรณีสมั ผสั ผู้ป่วยที่เปน็ ไข้กาฬหลังแอ่น ควรไดร้ บั ยาปอ้ งกันในกลมุ่ คนดังตอ่ ไปนี้
- อยูร่ ว่ มกับบ้านเดียวกนั กับผูป้ ่วยภายใน 7 วนั กอ่ นเป็นโรค
- สัมผัสกับสารหลั่งจากผู้ป่วยโดยตรงเชน่ ใชแ้ ปรงสฟี ันร่วมกนั , จูบ , ชว่ ยชีวติ โดยการเป่า
ปากผปู้ ว่ ย
- บุคลากรการแพทย์ทใ่ี ส่ทอ่ ชว่ ยหายใจโดยไม่ใส่หนา้ กากปอ้ งกนั ตนเอง
ยาป้องกันโรคสาหรับผสู้ ัมผสั
- Rifampicin :ในผใู้ หญ่ใหค้ รง้ั ละ 600 มลิ ลกิ รัม วันละ 2 ครั้ง เปน็ เวลา 2 วัน
ในเด็กอายมุ ากกว่า 1 เดือนให้คร้งั ละ 10 มลิ ลกิ รัมต่อน้าหนักเด็ก 1กิโลกรัม วันละ 2
ครั้งเป็นเวลา2 วนั ในเดก็ อายนุ อ้ ยกว่า 1 เดือนให้คร้ังละ 5 มิลลกิ รัมตอ่ นา้ หนักเดก็ 1 กโิ ลกรมั วันละ 2
ครง้ั เปน็ เวลา 2 วัน
- Ceftriaxone : ในผูใ้ หญใ่ ห้ 250 มลิ ลกิ รัมฉดี เข้ากล้ามคร้ังเดียวในเดก็ อายุนอ้ ยกวา่ 15
ปใี ห้
125 มิลลิกรมั ฉีดเขา้ กลา้ มคร้งั เดยี ว
- Ciprofloxacin : ในผใู้ หญ่ให้ 500 มิลลิกรมั กินครง้ั เดียว
การให้ยาปอ้ งกันแกค่ นจานวนมากโดยที่ไมม่ ีภาวะเสย่ี งกไ็ มพ่ บวา่ จะช่วยจากดั ขอบเขตการระบาดได้
การรกั ษา
ให้ยาฆา่ เชอ้ื ตามแพทย์สง่ั
ไขเ้ ลอื ดออก
สาเหตุ
เกิดจากถูกยุงลายที่มีเช้ือไวรัสเด็งก่ี (Dengue) กัด ยุงชนิดน้ีมักกัดในเวลากลางวัน เช้ือ
ไวรัสเด็งกี่มี ซีโรทัยพ์ การติดเช้ือไวรัสเด็งก่ีซีโรทัยพ์หน่ึงทาให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อซีโรทัยพ์น้ันตลอดไป
267
และสามารถป้องกันข้ามไปยังซีโรทัยพ์อื่นได้เพียงช่ัวคราว ผู้ป่วยจึงสามารถติดเชื้อซีโรทัยพ์อ่ืน ๆ ท่ี
แตกตา่ งจากการตดิ เช้ือคร้ังแรกได้ เกิดการตดิ เชอื้ ครงั้ ทสี่ องได้ซ่งึ มกั มอี าการของโรคท่มี กั รนุ แรงขน้ึ
อาการ แบ่งเป็น 3 ระยะ
1. ระยะไข้สูง ไข้สูงนาน 2 – 7 วันและมักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ พบอาการชักได้ในเด็ก
เลก็ ปวดศีรษะ อาเจยี น มักไม่มีอาการนา้ มกู และไอ ปวดเม่ือยกล้ามเนื้อ ตบั โตและกดเจ็บ อาจพบจุด
เลือดออกทีผ่ วิ หนงั การทดสอบทนู ิเกตใ์ หผ้ ลบวกไดร้ ้อยละ 80 – 85
2. ระยะวิกฤต เป็นระยะที่ไข้มักลดลงอย่างรวดเร็ว หากมีการร่ัวของพลาสมามากอาจเกิด
ภาวะช็อค ( shock) ผู้ปว่ ยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบาลง ความดัน
โลหิตต่า เลอื ดออกได้บอ่ ย
ความรุนแรงของโรคแบ่งเปน็ 4 เกรดโดยอาศัยอาการเลอื ดออกและภาวะช็อคคือ
- เกรด 1 หมายถงึ ไม่พบอาการเลอื ดออก การทดสอบทนู เิ กตใ์ หผ้ ลบวก
- เกรด 2 หมายถึงมเี ลอื ดออกบริเวณผวิ หนังหรืออวยั วะอ่ืน
- เกรด 3 หมายถึงมีชพี จรเบาเรว็ ความดันโลหิตตา่
- เกรด 4 หมายถงึ วัดความดนั โลหติ ไม่ไดห้ รือคลาชีพจรไมไ่ ด้
3. ระยะฟน้ื อาการดีขนึ้ เร่มิ อยากอาหาร ปัสสาวะเพิ่มขน้ึ
การรกั ษา
โดยทั่วไปไม่จาเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกรายโดยเฉพาะในระยะแรกของ
โรค ควรเช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลกรณีจาเป็น ( ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน
เพราะอาจทาให้ตับวายได้ ) และด่ืมน้าให้เพียงพอ สารน้าท่ีแนะนาได้แก่น้าเกลือแร่ น้าผลไม้ ไม่
แนะนาให้ดื่มน้าท่ีมีสีแดงหรือดาเน่ืองจากกรณีผู้ป่วยอาเจียนอาจทาให้เข้าใจผิดว่ามีเลือดออกใน
กระเพาะอาหารได้ ควรติดตามอาการทกุ วัน ควรรับผูป้ ่วยไว้ในโรงพยาบาลกรณีทมี่ ีภาวะขาดน้าอยา่ ง
มากซึ่งอาจแสดงด้วยอาการมือ เท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงของระดับการรู้สึกตัวและ
ภาวะช็อค
การป้องกนั
1. ทาลายแหลง่ เพาะพนั ธ์ของยุงลายให้ท่งั ถงึ อยา่ งน้อยสัปดาหล์ ะคร้ัง ถ้าพบลกู น้ายงุ ลาย
ในภาชนะใส่นา้ ใหก้ าจดั โดยใสท่ รายอะเบตลงไป ทรายอะเบตไมเ่ ปน็ อันตรายต่อคนแต่
อาจทาให้นา้ มกี ลิ่นได้ ท้ิงหรอื ทาลายภาชนะขังน้าทีไ่ มไ่ ดใ้ ชแ้ ลว้
2. ป้องกันยงุ กัดโดยใสเ่ สอื้ ผ้าท่คี ลมุ ร่างกายใหม้ ิดชดิ หรือทายากันยุง
มาลาเรีย
มาลาเรยี คือ โรคทเี่ กิดจากเช้ือโปรโตซวั แพร่สรู่ า่ งกายคนจากการกดั ของยุงก้นปล่องเพศ
เมีย ผู้ปว่ ยจะมีไขส้ งู หนาวสนั่ โดยมกั พบโรคน้ใี นเขตท่ีมีภมู อิ ากาศรอ้ นช้ืน และมแี หลง่ น้าขังตาม
ธรรมชาติ ป่าเขา ซี่งเป็นท่ีอยอู่ าศัยของยงุ ก้นปล่องทีเ่ ป็นพาหะนาโรค
อาการของมาลาเรีย
อาการมาลาเรียจะแตกต่างกนั ขน้ึ อยู่กับชนดิ โปรโตซวั ทเี่ ป็นสาเหตุ โดยอาการจะเกิด
หลังจากได้รบั เชอื้ ถกู ยุงกดั ในระยะ 2-3 วันแรก อาจมีอาการไขต้ า่ ๆ ปวดศรี ษะ ครน่ั เนอื้ ครั่นตวั
268
ปวดเม่ือยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจมอี าการเบอ่ื อาหาร คล่ืนไส้ อาเจยี น ปวดทอ้ ง ทอ้ งเดนิ ร่วม
ด้วย ต่อมาจึงจะมีอาการไขจ้ บั สน่ั
สาเหตุ
เกิดจากการติดเชอื้ โปรโตซัว สาหรับประเทศไทยทพ่ี บบอ่ ยได้แก่ โปรโตซัวชนิดฟาลซิฟารัม
และโปรโตซวั ชนดิ ไวแวกซ์
การวนิ ิจฉัยโรค
แพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติและเดินทางของผู้ป่วย การตรวจร่างกายและการตรวจ
เลอื ดหาเชื้อภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์
การรักษา
หากได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที แพทย์จะรักษาด้วยการดูแล
ประคับประคองอาการ
1. การใหย้ ารกั ษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ การให้สารน้าทางหลอดเลอื ด
2. การให้ยาตา้ นมาลาเรยี ไดแ้ ก่ ยากลุ่มควินนิ ตา่ ง ๆ
การปอ้ งกัน
1. เม่ือตอ้ งเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา ควรป้องกนั ไมใ่ ห้ยงุ ก้นปล่องกัน โดยการนอน กางมุง้ ทายากัน
ยงุ
2. เมอื่ ออกจากป่าแลว้ มอี าการไขห้ รอื สงสยั เปน็ มาลาเรีย ใหร้ ีบไปตรวจรกั ษา
ไวรัสตับอกั เสบ บี (Hepatitis B)
ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นการอักเสบของเนื้อตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดบี (B) พบเป็น
สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับและเสียชีวิต โรคน้ีพบได้ทุกคนทุกวัย บางครั้งอาจพบระบาดตาม
หมู่บ้าน โรงเรยี น โรงงาน กองทหาร เปน็ ตน้
สาเหตุ
เช้ือไวรสั ตับอักเสบ บี จะมีอย่ใู นเลือด และพบในน้าลาย น้าตา น้านม ปัสสาวะ น้าอสุจิ
น้าเมือกในชอ่ งคลอด เป็นต้น ผู้ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนมากไม่ทราบว่าติดโรคน้ีมาได้อย่างไร การตดิ ต่อ
ของโรคนี้ ตดิ ตอ่ กันได้ 4 ทาง คอื
1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเช้ือจากการได้รับเลือดจากผู้ท่ีเป็นโรคน้ี ปัจจุบันเราพบการ
ติดตอ่ ทางน้ีน้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลอื ดก่อนทจี่ ะนามาใหค้ นไข้
2. ติดต่อทางน้าลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนท่ีมีเช้ือไวรัสตับอักเสบชนิดบี มีโอกาส
จะติดต่อไดง้ ่าย เพราะจะลมื ใชช้ ้อนกลางเม่อื รับประทานอาหารร่วมกัน
3. ตดิ ต่อทางเพศสมั พนั ธ์ ผูท้ มี่ เี พศสมั พันธ์กับคนทเ่ี ปน็ โรคนี้
4. ติดตอ่ จากมารดาสู่บุตร การติดต่อน้ีจะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อไดใ้ นระหว่างคลอดจึงต้องมี
การตรวจเลือดมารดาในตอนท่ีฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเช้ือโรคน้ีอยู่ ควรให้วัคซีนแก่ทารกตั้งแต่
แรกเกดิ เพื่อป้องกนั ไมใ่ ห้ทารกเปน็ โรคน้ี
อาการ
อาการของโรคน้ี แบง่ เปน็ 3 ลกั ษณะ
269
1. มีอาการน้อย ผู้ป่วยแทบจะไมท่ ราบวา่ ตัวเองเปน็ โรคนี้ จะทราบภายหลงั ว่าเป็นโรคน้ี โดย
การเจาะเลือดตรวจ หรอื บริจาคโลหติ
2. มอี าการชัดเจน ไดแ้ ก่ มไี ขต้ า่ ๆ อ่อนเพลีย มคี ลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารนามาก่อน ตอ่ มา
มีอาการตาเหลือง ตวั เหลอื ง ปสั สาวะเหลอื งเขม้ หรือทีเ่ รยี กอีกอยา่ งว่า อาการดซี ่าน
3. มีอาการรนุ แรงมาก ผ้ปู ่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึม จนไมร่ ้สู กตวั ตบั จะมขี นาด
เลก็ ลง ผูป้ ่วยจะมีโอกาสเกิดภาวะตบั วาย และเสยี ชีวติ ในทส่ี ุด
อาการท่ีเกิดขึ้นในผู้ใหญ่จะเร่ิมเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก ซ่ึงในระยะน้ีจะเรียกว่าระยะ
เฉียบพลัน โดยในระยะนี้จะยังไม่ค่อยพบว่ามีอาการท่ีรุนแรงน่ากังวลมากนัก แต่หากการติดเชื้อ
ดาเนินต่อไปเป็นเวลา 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งก็คือระยะเรื้อรัง อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็งและ
มะเร็งตับ ซ่ึงอาการก็จะแตกต่างกันออกไป ท้ังระยะเฉียบพลันและระยะเร้ือรังสามารถพบอาการได้
ตัง้ แต่เปน็ นอ้ ยจนเป็นรุนแรง โดยจะข้นึ อยกู่ ับระดบั การอกั เสบของตบั
การวนิ จิ ฉยั โรค แพทย์จะตรวจร่างกาย และตรวจเลือด ดูการทางานของตับ และหาเชื้อไวรัสตับ
อกั เสบชนดิ บี
การรกั ษา
การรักษาโรคสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง เมื่อมีการ
วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เอง แพทย์จะแนะนา
การปฏิบัติตัว เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้าในปริมาณ
มาก ๆ เพราะร่างกายกาลังต่อสู้ในการกาจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ หากไดร้ ับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรค
ไวรัสตับอกั เสบ บี ระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยจาเป็นตอ้ งได้รับการรักษาเพอ่ื ลดความเส่ียงท่ีทาให้เป็นโรคตบั ที่
รุนแรง และปอ้ งกนั ไมใ่ ห้แพร่เชอ้ื ไปสผู่ อู้ น่ื โดยการรักษานัน้ ขนึ้ อยกู่ บั ความเหมาะสมของผู้ป่วย ใชก้ าร
รกั ษาดว้ ยยาตา้ นเชอ้ื ไวรสั ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลีย่ นตับ เปน็ ตน้
การดูแลเบื้องต้น
1. การช่วยเหลือเบ้อื ตน้ ในผูป้ ่วยท่ตี ดิ เช้ือไวรสั ตับอักเสบ บี ควรระมัดระวังในการสมั ผัสเลือด
ของผู้ป่วย เช่น สวมถุงมือ การใช้อุปกรณ์ปนเปื้อนเลือดของผู้ติดเชื้อซ้าให้กับผู้ป่วยรายอ่ืน เช่น เข็ม
เจาะนา้ ตาลปลายน้ิว เขม็ ฉดี ยา เปน็ ตน้
2. ให้การดแู ลเบ้อื งตน้ ตามหลกั ABC
3. ผู้ป่วยที่หมดสติ หรือมีอาการอ่อนเพลีย เบ่ืออาหาร ควรประเมินระดับน้าตาลในเลือด
ดูแลให้นา้ หวานหรือน้าตาลกลูโคส เมือ่ พบระดบั นา้ ตาลในเลอื ดมีค่าตา่ กว่าค่าปกติ
โรคฉ่ีหนู ( Leptospirosis )
สาเหตุ เกิดจากเช้อื เลปโตสไปรา ( Leptospira ) พบในปสั สาวะ เลือด และเน้ือเยือ่ ของสตั ว์ที่ติด
เชอื้ เชน่ หนู มรี ายงานพบบ่อย ในชว่ งนา้ ทว่ ม และในภาคอีสานอย่ชู ว่ งหน่งึ
อาการ ไข้ ปวดกลา้ มเนอื้ ขา เลอื ดออกในเย่ือบตุ า เย่อื หมุ้ สองอกั เสบ ตา – ตวั เหลือง ปสั สาวะ
อักเสบ หรอื ไตวาย ปอดอักเสบ หอบเหนื่อยหรอื ไอเป็นเลอื ด
การวนิ จิ ฉัย จากอาการและเพาะเช้ือไดใ้ นเลอื ดหรอื เน้ือเย่ือตา่ ง ๆ หรือมภี ูมิคมุ้ กนั ต่อเชือ้ สูงในเลือด
270
การรักษา
1. การรักษาเบ้อื งตน้ หรอื การกูช้ พี
Airway ใสท่ ่อช่วยหายใจถ้าหอบมาก ,Breathing ให้ออกซิเจน ,Circulation
ให้น้าเกลือเพอื่ คงความดันโลหติ ใหป้ กติ
รกั ษาปริมาณเกลอื แร่ในเลอื ดให้สมดลุ
2. ยาฆา่ เชือ้ ใหย้ าเพนนซิ ิลนิ เขา้ กระแสเลือด
เอดส์
สาเหตุ เกิดจากเชื้อ HIV ท่ีไปทาลายเม็ดเลือดขาวให้ตา่ ลงจนง่ายต่อการติดเชื้ออ่ืนและเป็นมะเร็งได้
งา่ ย เช้อื ติดตอ่ ไดท้ างเลอื ดและการมเี พศสัมพนั ธ์
อาการ ไข้ ผอมลง ต่อมน้าเหลืองโต ปวดศีรษะ สับสน และมีอาการของการติดเช้ือเข้าแทรกใน
อวัยวะตา่ ง ๆ เช่นปอดอักเสบก็มาด้วยอาการหอบมาก ๆ หรือติดเชื้อในเย่ือหุ้มสมองจะมีอาการปวด
ศรี ษะมากและอาเจียนพงุ่ ได้
การวินิจฉยั โรค ได้จากอาการและผลเลอื ดพบ Anti HIV เป็นผลบวกและ CD4 ตา่
การรกั ษา รักษาโรคตดิ เช้อื เขา้ แทรกและให้ยาตา้ นไวรสั เอดส์
การป้องกันการตดิ เช้อื ในบุคลากรทางการแพทย์
อัตราการติดเชื้อจากเลอื ดทต่ี ิดเชื้อ HIV ในกรณีโดนเข็มแทงพบประมาณ 0.3% ในกรณเี ลอื ด
ท่ีมีเช้ือสัมผัสกับเย่ือบุในร่างกายก็อาจเกิดโรคได้ 0.09% ถ้าสัมผัสเลือดที่มีเช้ือควรรีบล้างแผลทันที
ด้วยน้าและสบู่ การใส่ยาทาลายเช้ือ ไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์แต่ไม่มีข้อห้าม ในกรณีของเยื่อบุให้
ล้างด้วยน้าสะอาดหรือน้าเกลือปราศจากเช้ือ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านเอดส์ร่วมด้วย
ควรเริ่มให้ยาเร็วทีส่ ดุ เท่าทีท่ าได้ (นอ้ ยกวา่ 36 ช่ังโมงหลังสมั ผสั เลือดทตี่ ิดเชอื้ จะไดผลดีกวา่ )
บาดทะยัก
สาเหตุ เกดิ จากปนเปื้อนเชื้อ Clostridium tetani
อาการ ขากรรไกรแขง็ กลา้ มเนือ้ บนใบหน้าแขง็ เกร็ง ลาตัวและแขนขาอาจแขง็ เกรง็ จนหลังแอน่ ได้โดย
ทีผ่ ูป้ ว่ ยรสู้ กึ ตวั ดตี ลอดเวลา
การรกั ษา
1. การรักษาเบื้องต้นหรือการกู้ชีพ Airway ใส่ท่อช่วยหายใจถ้าหายใจลาบากหรือให้ยา
แก้ชักมาก ๆ , Breathing ให้ออกซิเจน , Circulation ให้น้าเกลือเพื่อคงความดัน
โลหติ ใหป้ กติ
2. ฉีด tetanus toxoid 0.5 ml เข้ากล้ามและ human tetanus immunoglobulin
3000 – 6000 ยนู ิต ฉีดเข้ากลา้ มคนละขา้ งกับยาตัวแรก
3. ให้ยาปฏชิ วี นะคอื Metronidazole
4. ให้ยาคลายตวั ของกลา้ มเนื้อและยานอนหลับ เช่น diazepam
การปอ้ งกัน - ฉดี วัคซีนตามอายุท่ีกาหนดตามโปรแกรมของกระทรวงสาธารณสขุ
- ถ้าเคยฉดี วคั ซนี tetanus toxoid ครบ 3 เขม็ นานมากกวา่ 5 ปีแลว้ ไปมีบาดแผล
สกปรกต้องฉีดวคั ซนี tetanus toxoid อกี เข็มหน่งึ ถา้ แผลสะอาดกไ็ มต่ อ้ งฉดี เพ่ิม
271
- ถา้ ไม่เคยไดร้ บั วัคซีนมาก่อนเม่ือมีบาดแผลสกปรก ควรจะฉีดทัง้ วคั ซนี tetanus
toxoid 0.5mlฉดี เขา้ กลา้ มที่ 0 , 6 สปั ดาหแ์ ละ 6 เดอื นตามลาดบั จนครบ รว่ มกับ
human tetanus immunoglobulin 250 ยนู ติ ฉดี เข้ากลา้ ม
พิษสนุ ัขบ้า
สาเหตุ เช้อื นี้เป็นไวรสั ชนิด ตดิ ต่อมาส่คู นโดยถูกสตั ว์ทเี่ ป็นโรคกดั แพร่มาทางน้าลาย
อาการ มักมีอาการใน 20 – 90 วันหลังจากได้รับเชื้อ อย่างไรก็ตามอาจใช้เวลานานกว่านี้ได้ อาการ
เริ่มด้วยไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน ตอ่ มาจะด้ินทุรนทุราย เห็นภาพหลอน อาการที่สาคัญคือกลืนน้าไม่ได้
ซ่งึ พบได้ถงึ ครงึ่ หนึ่งของผู้ป่วย ส่วนน้อยท่ีจะมาดว้ ยแขนขาอ่อนแรงหรืออมั พาต
การป้องกัน สัตว์ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จะมีโอกาสแพร่เช้ือได้ดีกว่าในสัตว์ท่ี
ไดร้ บั วคั ซนี โอกาสเสี่ยงท่ีสุนัขจะมกี ารติดเชื้อพษิ สนุ ขั บ้าจะลดลงมากหากสุนขั มีสุขภาพแข็งแรงดแี ละ
เคยได้รบั วคั ซนี มาแล้วอยา่ งนอ้ ย 2 ครง้ั กรณีถูกสุนขั ดังกลา่ วกัดให้สังเกตอาการของสุนขั ประมาณ 10
วันโดยยังไม่ต้องรักษาผู้ถูกกัด แต่ถ้าสุนัขแสดงอาการป่วยในระหว่างเวลาเฝ้าสังเกตอาการน้ัน ให้รีบ
ทาการรักษาผู้ป่วยทันที ถ้าสงสัยสัตว์ที่เป็นโรคพษิ สุนัขบ้ากัดหรือข่วน หรือน้าลายของสัตว์สัมผัสกับ
เย่ือเมือก เช่น ควรให้วัคซีน 5 เข็มฉีดเข้ากล้าม ( วันท่ี 0, 3, 7, 14 และ 28 ) ร่วมกับ
Immunoglobulin
แนะนาให้วัคซีนป้องกันล่วงหน้าแก่บุคคลที่มีความเสย่ี งสงู ไดแ้ ก่บุคลากรทางห้องปฏิบัตกิ ารที่
ทางานเกย่ี วข้องกับเชอื้ พษิ สนุ ัขบา้ สัตวแพทย์ เจา้ หน้าท่ีพทิ ักษส์ ัตวป์ า่ หรอื พนกั งานเล้ยี งสตั ว์
การดูแลบาดแผลที่อาจได้รับเชื้อ ให้ล้างแผลทันทีด้วยน้าและสบู่หรือผงซักฟอก หรือน้าอย่างเดียว
แล้วเช็ดด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน หรือโพรวิโดนไอโอดีน ให้แพทย์ดูเพ่ือพิจารณาให้อิมมูโนโกบูลิน ก่อน
เยบ็ แผล
โรคมือเท้าปาก
(Hand, Foot and Mouth Disease)
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth disease – HFMD) เป็นโรคไข้ออกผ่ืนชนิดหนึ่ง
ที่พบได้บ่อยในเด็ก ท่ีเกิดจากการติดเช้ือไวรัสเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) เช่น ค๊อกแซกกี ้
(coxsackievirus) และเอนเทอโร 71 (EV71) การติดเชอ้ื EV71 มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เอง
เปน็ ส่วนใหญ่ ส่วนใหญจ่ ะพบไดใ้ นเดก็ ที่อายุตา่ กว่า 5 ปี
โรคมือเท้าปากเป็นโรคคนละชนิดกับโรคปากเป่ือยเท้าเป่ือยที่พบได้ในสัตว์กีบคู่ (เช่น โค
กระบอื หมู แพะ แกะ) ซ่ึงโดยทั่วไปจะไม่ติดต่อมาสู่คน (หรือจากคนไปสู่สัตว์) ยกเว้นในกรณีท่ีคนไป
สมั ผสั คลุกคลีอยู่กบั สตั ว์ที่ปว่ ยหรือผู้ทีป่ ฏบิ ัติงานในห้องทดลองเกยี่ วกับโรคในสัตวเ์ หล่านี้
การติดต่อ : โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้โดยตรงจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากจมูก ลาคอ
ละอองนา้ มกู นา้ ลาย หรือนา้ เหลอื งจากตุ่มนา้ ทผ่ี วิ หนัง รวมถงึ อุจจาระของผูป้ ว่ ยที่มเี ช้ืออยู่ นอกจากน้ี
ยังสามารถติดต่อโดยทางออ้ มจากการสัมผัสสิ่งของหรือของเล่น สัมผัสพน้ื ผิวที่มีการปนเป้อื นของเชื้อ
ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้าด่ืมท่ีปนเป้ือนเชื้อ มือของผู้เล้ียงดูที่ไม่
สะอาด เป็นตน้ โดยสถานทท่ี ี่มักพบการระบาดของโรค ได้แก่ โรงเรียนอนบุ าลและสถานรบั เลี้ยงเด็ก
ระยะฟักตัวของโรค : เมื่อเช้ือโรคเข้าสู่ร่างกายจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน ผู้ป่วยจึงจะแสดง
อาการ
272
การเป็นซ้า : โรคนี้สามารถเป็นซ้าได้อีก ถ้าเชื้อไวรัสท่ีได้รับมาเป็นคนละสายพันธ์ุกับที่เคย
เกิด เน่ืองจากภูมิคุ้มกันท่ีเกิดข้ึนของผู้ป่วยท่ีหายจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่ง ๆ อาจไม่สามารถ
ป้องกันการตดิ เช้ือจากไวรัสสายพันธอุ์ น่ื ๆ ได้ แม้จะจดั อยูใ่ นกลุ่มย่อยของไวรสั เอนเทอโรเช่นเดยี วกัน
กต็ าม
อาการของโรคมอื เทา้ ปาก
เร่มิ แรกผ้ปู ว่ ยจะมีอาการไข้ และอาจมอี าการออ่ นเพลีย เบ่อื อาหารรว่ มด้วย
หลังจากน้ัน 1-2 วัน ผู้ป่วยจะมีน้ามูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม ไม่อยาก
รับประทานอาหาร ในเด็กเล็กจะมีน้าลายยืดมากกว่าปกติ และอาจร้องไห้งอแง เมื่อ
ตรวจดูในช่องปากจะพบว่ามีจุดนูนแดง ๆ หรือมีน้าใสอยู่ข้างใต้ ข้ึนตามเยื่อบุปาก ล้ิน
และเหงอื ก ซ่ึงตอ่ มาจะแตกกลายเปน็ แผลตน้ื ๆ ซึง่ เจ็บมาก ในขณะเดยี วกันก็จะมผี ื่นขึ้น
ที่มือและเท้า ในบางรายข้ึนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกน้ิวมือ หรือแก้มก้นด้วย ซึ่งในตอนแรก
จะขึน้ เป็นจุดแดงราบกอ่ น แล้วต่อมาจะกลายเปน็ ตุม่ นา้ ตามมา
อาการไข้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วันก็จะทุเลาลงไปเอง แผลในปากมักจะหายได้เอง
ภายใน 7 วัน ส่วนตมุ่ ที่มือและเท้าจะหายได้เองภายใน 7-10 วนั และมักจะไม่ทาให้เกิด
แผลเป็น (หากไมม่ ีอาการแทรกซ้อนเกิดขน้ึ )
ในรายท่ีเปน็ รุนแรง (เปน็ กรณีท่ีพบได้น้อย) อาจมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียน
รนุ แรง ซึม ไม่คอ่ ยรู้ตัว ชกั แขนขาอ่อนแรง หรอื หายใจหอบ
ผู้ใหญ่อาจติดเชื้อได้โดยไม่มีอาการแสดง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระได้
อยู่ ดังนั้น ควรป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อ่ืนโดยการล้างมือด้วยสบู่หลังถ่ายอุจจาระและ
กอ่ นการเตรียมอาหาร
ภาพแสดง
273
ภาพแสดง ตมุ่ ทม่ี อื และเทา้ ในเดก็ ของโรคมือเทา้ ปาก
ภาพแสดง ตุ่มทร่ี มิ ฝีปากและช่องปากในเดก็ ของโรคมอื เทา้ ปาก
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปาก
โรคน้ีแพทยม์ ักจะวินิจฉัยไดจ้ ากลักษณะอาการท่ีแสดงและการตรวจร่างกายของผู้ป่วย ดังน้ี
พบวา่ ผปู้ ่วยมไี ข้ 38-39 องศาเซลเซยี ส
พบจุดนนู แดง ตมุ่ น้าใส หรือแผลทเี่ ยอ่ื บุปาก ลนิ้ และเหงอื ก
พบจุดแดงราบ ตมุ่ นนู หรอื ตมุ่ นา้ ที่มือ เท้า ฝา่ มือ ฝ่าเท้า และแกม้ ก้น
ในรายที่จาเป็น หรือผปู้ ่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง แพทย์อาจทาการตรวจเช้อื ไวรสั จาก
สิ่งคัดหลั่งที่คอหอย อุจจาระ หรือน้าเหลืองจากตุ่มน้าบนผิวหนังเพ่ิมเติมเพ่ือยืนยันว่า
เปน็ การตดิ เชือ้ ในกลุ่มน้ี
ในรายทม่ี ีอาการคัน อาจเกาจนเกิดการตดิ เชือ้ แบคทีเรยี แทรกซ้อน จนกลายเป็นตุ่มหนอง
พพุ อง
อาจเกิดภาวะขาดน้าเนอื่ งจากการเจบ็ แผลในปากจนทาให้ดมื่ น้าไดน้ ้อย
ในบางรายอาจมเี ย่อื หุม้ สมองอกั เสบ ซง่ึ มกั จะไมร่ นุ แรง และจะหายไดเ้ องภายใน 10 วนั
ในรายที่เป็นรุนแรงมักจะทาให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ระบบหัวใจ และ
ปอดได้สูง ได้แก่ สมองอักเสบ อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ภาวะปอดบวมน้า
(Pulmonary edema) หรือเลือดออกในปอด กล้ามเน้ือหัวใจอักเสบ และอาจรุนแรงถึง
เสียชวี ติ ได้
วธิ ีรกั ษาโรคมอื เทา้ ปาก
เน่ืองจากการรักษาโรคมือเท้าปากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะหรือมียาท่ีสามารถ
ทาลายเชื้อไวรัสนี้ได้ และยังไม่มีวัคซีนท่ีจะได้ผลในการป้องกันเชื้อไวรัสในกลุ่มน้ี ดังนั้นการรักษา
โดยทั่วไปจึงเป็นการรักษาไปตามแต่อาการของผู้ป่วย ในกรณีท่ีป่วยเพลียมากหรือมีอาการหนักมาก
แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้น้าเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้ แก้ปวด
และ/หรือหยอดยาชาในปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปาก รวมถึงการเฝ้าสังเกตอาการของ
ภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ แตส่ าหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ท่ีอาการไม่รุนแรง ก็ไม่จาเป็นตอ้ งนอน
รกั ษาตัวในโรงพยาบาล
วิธปี อ้ งกันโรคมอื เท้าปาก
เน่ืองจากโรคน้ีสามารถติดต่อกันได้โดยการรับเชื้อไวรัสจากทางเดินอาหาร น้ามูก น้าลาย
และจากการหายใจเอาเชือ้ ทแ่ี พรจ่ ากผูป้ ่วยเข้าไป (ในปจั จุบนั ยังไม่มีวัคซนี สาหรับปอ้ งกนั โรคนี)้ ดังน้ัน
การปอ้ งกนั จึงเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด โดยมวี ธิ ปี ฏิบัติดงั น้ี
274
1. เม่อื เกิดการระบาดของโรคนี้ ไม่ควรนาบุตรหลานเขา้ ไปในพนื้ ทแ่ี ออดั หรือเขา้ ไปคลุกคลี
ใกล้ชิดกบั ผทู้ ่ปี ว่ ยเป็นโรคมือเท้าปาก
2. ฝึกให้เด็กมีสุขนิสัยท่ีดี ไม่นาน้ิวมือหรือของเล่นเข้าปาก ส่วนผู้เลี้ยงเด็กควรล้างทาความ
สะอาดมือก่อนหยิบจับอาหารให้เด็กรับประทาน และให้เด็กรับประทานแต่อาหารท่ีสุก
สะอาด ปรงุ ใหมๆ่ ไมม่ ีแมลงวนั ตอม และใหด้ มื่ น้าสะอาด
3. ผู้เลี้ยงดูเด็กและเด็กควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ากับสบู่หลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ
หลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อม หลงั จากเช็ดน้ามูกหรอื น้าลายใหเ้ ดก็ ก่อนการเตรียมอาหาร และ
กอ่ นรบั ประทานอาหาร
4. รีบซักผ้าอ้อมหรือเส้ือผ้าที่เป้ือนอุจจาระให้สะอาดโดยเร็วและท้ิงน้าลงในโถส้วมเท่าน้ัน
(ห้ามทิ้งลงทอ่ ระบายน้า)
5. หลีกเล่ียงการใช้ส่ิงของร่วมกับผู้อ่ืน เช่น ขวดนม แก้วน้า หลอดดูด ช้อน จาน ชาม
เส้ือผ้า ผ้าเช็ดตัว รวมท้ังของเล่นของเด็กแต่ละคนออกจากกัน อย่าให้ปะปนกัน เพราะ
ของเล่นต่าง ๆ อาจปนเปื้อนน้าลาย น้ามูก หรือส่ิงขับถ่ายของเด็กได้ และควรหมั่นทา
ความสะอาดด้วยสบู่หรอื ผงซักฟอก แล้วล้างนา้ ให้สะอาดก่อนท่จี ะนาไปผงึ่ แดดใหแ้ ห้ง
6. สาหรับการทาความสะอาดพื้นเพ่ือฆ่าเชื้อโรคน้ัน ควรทาความสะอาดโดยใช้สบู่หรือ
ผงซักฟอกปกติก่อน 1 รอบ แล้วตามด้วยน้ายาฟอกขาว คลอรอกซ์ หรือไฮเตอร์ ทิ้งไว้
ประมาณ 10 นาที แลว้ ค่อยเช็ดออกดว้ ยน้าสะอาด เพือ่ ป้องกนั สารเคมีตกคา้ ง
7. เมื่อพบวา่ บุตรหลานเปน็ โรคมอื เท้าปาก ควรแยกให้อยูแ่ ตใ่ นบ้าน เพอ่ื ไมใ่ ห้ผู้ป่วยไปคลุก
คลีกับผู้อ่ืนประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าตุม่ แผลตา่ ง ๆ จะหายดี เวลาไอหรือจามควร
ใชผ้ ้าปดิ ปากและจมกู ดว้ ย
8. ในช่วงที่มีการระบาดของโรคในโรงเรยี นหรอื สถานเล้ยี งเดก็ ควรมกี ารสอบถามถึงประวัติ
อาการของเด็กที่หน้าโรงเรียนเก่ียวกับอาการเป็นไข้และตุ่มน้าท่ีปาก มือ และเท้า หาก
สงสัยว่าเด็กคนไหนเป็นโรคมือเท้าปาก ควรให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองมารับพาเด็กกลับ
บ้านและไปพบแพทย์ทนั ที อย่าใหเ้ ด็กอยู่ในโรงเรยี นหรือสถานเลีย้ งเด็ก
วัณโรคปอด
โรคเป็นโรคติดต่อท่ีเกิดจากเช้ือแบคทีเรียท่ีมีช่ือว่า Mycobacterium tuberculosis
เช้ือวณั โรคมีความคงทนตอ่ ความแห้งได้ และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองไดน้ าน เม่ือพูดถึงวัณโรค
ชาวบา้ นท่ัวไปมักจะนกึ ถึงโรคปอด คอื วณั โรคปอด เพียงอยา่ งเดียว ความจรงิ วัณโรคอาจเป็นได้ในทุก
ๆ อวยั วะของรา่ งกาย เชน่ ลาไส้ ตบั มา้ ม ตอ่ มนา้ เหลือง ผวิ หนังและเยอื่ ห้มุ สมอง แตว่ ัณโรคมักเป็นที่
ปอด มากกวา่ อวยั วะอนื่
การตดิ เชอื้
การติดเชื้อติดต่อทางระบบหายใจ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเม่ือไอหรือจามแรงๆ เชื้อวัณโรคจะ
ปนเปื้อน มากับละอองเสมหะ ล่องลอยอยู่ในอากาศ เมื่อมีผู้สูดหายใจ เอาละอองเสมหะเหล่าน้ีเข้าสู่
ร่างกาย เชื้อวัณโรคท่ีปนเปื้อนมากับละอองเสมหะขนาดเล็ก 1-3 ไมโครเมตร จะเข้าสู่หลอดลมส่วน
ปลายจนไปถึงถุงลมเล็กๆ ในเน้ือปอด เช้ือวัณโรคจะเจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจานวนข้ึนอย่าง
รวดเรว็ จนทาให้เกดิ เปน็ แผลในเน้อื ปอด และผู้ปว่ ยเปน็ วัณโรค
275
โดยทั่วไปผู้ท่ีได้รับเช้ือวัณโรคครั้งแรก ส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานมากพอ ท่ีจะทาให้เชื้อโรค
ถูกทาลาย หรืออาจจะมีเชื้อโรคเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย และอยู่อย่างสงบน่ิงในเนื้อปอดโดยไม่ทาให้
ผู้น้ันป่วยเป็นวัณโรค แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามท่ีร่างกายอ่อนแอลง หรือผู้ท่ีมีภูมิต้านทานน้อย เช่น เด็ก
ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผทู้ ตี่ ิดเช้อื ไวรัสเอดส์ ทาใหเ้ กิดปว่ ยเป็นวัณโรคไดท้ ันที
ลกั ษณะและอาการของผ้ปู ่วยวณั โรค
ลักษณะอาการของผู้ป่วยวัณโรคนั้นคล้ายๆ กับ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังท่ัวๆ ไป จะสังเกตได้
ยากในผู้ปว่ ยที่เป็นใหมๆ่ เพราะโรคนีเ้ กดิ ขนึ้ ช้าๆ ค่อยเป็นคอ่ ยไป ไมท่ นั รูต้ วั
อาการเริ่มต้น มีไข้ตา่ ๆตอนบ่าย มีเหง่ือออกตอนกลางคืน ไอแห้งๆ ต่อมาไอมีเสมหะ อาจมีเลือดปน
เสมหะ ถ้ามีแผลโพลงในเนอื้ ปอด อาจจะไอเปน็ เลอื ดสดๆ เมื่อไอมาก อาการท่ีตามมาคือเจบ็ ชายโครง
ทั้งสองข้าง อ่อนเพลียลงเร่ือยๆ เบอ่ื อาหาร เมื่อเวลาผ่านไปไม่ไดร้ กั ษาอาการ ทุกอย่างจะเป็นมากขึ้น
น้าหนกั ลดลงมากจนบางครัง้ เหลอื แตห่ นังหุ้มกระดูก ในสมยั ก่อนเรียกวา่ "โรคผอมแหง้ "
วัณโรคเป็นโรคติดต่อเร้ือรัง ระยะเวลาที่เริ่มเป็นจนมีอาการหนัก มักจะใช้เวลานานเป็นปี
บางคนเท่ียวดึก สูบบุหรี่จัด เมื่อมีอาการไอก็เข้าใจว่าเป็นผลมาจากบุหร่ี ก็เลยไม่สนใจท่ีจะไปรับการ
ตรวจ สาหรับคนท่ีติดเหล้ามาก อาการมึนเมาจะบดบัง อาการเริ่มแรกของวัณโรคได้ ตอ่ เม่ือมีอาการ
ของวัณโรคมากจึงไปพบแพทย์ ทาให้ยากต่อการรักษา เน่ืองจากเนื้อปอดถูกทาลายไม่สามารถทางาน
ได้ตามปกติ ทาให้มีอาการหอบ เหน่ือย จนไม่สามารถเดินได้ ซึ่งนับว่าเป็นอาการท่ีเข้าขั้นรุนแรง
สาหรับผหู้ ญงิ ท่เี ป็นวัณโรครนุ แรงมาก อาจจะมีประจาเดอื นคาดเคลอ่ื น หรอื ขาดหายไป
การตรวจวินิจฉยั
สิ่งจาเป็น ที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้คือ ประวัติความเจ็บป่วย อาการ และการตรวจ
ร่างกาย สามารถช่วยในการวินิจฉัยได้ในระดับหน่ึง การวินิจฉัย วัณโรคปอดท่ีแน่นอนจะต้องพบเชื้อ
วัณโรคจากเสมหะ โดย การย้อมสีเสมหะ และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือ จากการนาเสมหะ
ไปเพาะหาเชอ้ื วัณโรค
ในทางปฏิบัติ ถ้าตรวจเสมหะไม่พบเชื้อ แต่พบลกั ษณะแผลในเน้ือปอดจากภาพถา่ ยรังสีทรวง
อก ร่วมกับอาการบ่งชว้ี ่าเป็นวณั โรคโดยไม่พบสาเหตโุ รคอ่นื อาจให้การวินิจฉัยว่าเปน็ วัณโรคปอดได้"
การวินจิ ฉยั และการรักษาทที่ าไ้ด้เรว็ จะเปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งมากตอ่ ผู้ปว่ ย"
วิธีการรกั ษา
ในปัจจุบันมียาท่ีมีประสิทธิภาพในการรักษาวัณโรค แต่ต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งชนิดจึง
สามารถฆ่าเช้ือวัณโรคได้ เน่ืองจากเช้อื นี้มีคุณสมบตั ิพิเศษไม่เหมือนเช้ือแบคทีเรียชนดิ อน่ื วณั โรคเป็น
โรคที่รักษาใหห้ ายขาดได้ แต่ต้องใชเ้ วลานานเป็นปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนตอ้ งปฏิบตั ิตวั ตามคาส่ัง
อย่างเคร่งครดั ถา้ กนิ ยาไม่สม่าเสมอ การรกั ษาจะไมป่ ระสบผลสาเรจ็
การปฏิบัติตนเมอ่ื ปว่ ยเปน็ วณั โรค
- กนิ ยาให้ครบถว้ นทกุ ชนิดตามท่ีแพทย์ส่ัง และกนิ ติดต่อกนั สมา่ เสมอทุกวันจนครบตาม
กาหนด
- ไปพบแพทยต์ ามนัด และเกบ็ เสมหะส่งตรวจทุกครัง้
- กินอาหารทม่ี ปี ระโยชน์ เชน่ เนือ้ สัตว์ ไข่ ผกั ผลไม้ เพือ่ บารุงร่างกายให้แข็งแรง
- เพ่อื ป้องกันการแพร่เชือ้ ไปสูผ่ ้อู ่ืน ปดิ ปาก จมกู เวลาไอหรือจามทุกครง้ั ไมใ่ ช้ของใชส้ ว่ นตวั
276
ไดแ้ ก่ ผา้ เชด็ หน้า ผา้ เช็ดตัว รว่ มกับผ้อู นื่ และไมบ่ ้วนเสมหะลงพื้น
- จดั บา้ นให้อากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก
- ให้บคุ คลในบา้ นไปรับการตรวจ ถา้ พบวา่ ปว่ ยเป็นวัณโรคแพทยจ์ ะไดใ้ ห้การรักษาทนั ที
ปัจจยั เสย่ี งตอ่ การเปน็ วัณโรค
ปัจจยั เส่ียงในการติดเชอ้ื วณั โรค
- สมั ผสั ใกล้ชิดกับผูป้ ว่ ยวณั โรค (อยู่อาศยั ร่วมบา้ นเดียวกัน)
- ภมู ิต้านทานรา่ งกายออ่ นแอ เชน่ เบาหวาน, ติดเช้อื HIV, หรอื ได้รบั ยากดภมู ิต้านทาน เช่น
ยารักษาโรคมะเร็ง หรอื ยาลกู กลอนท่มี ีส่วนผสมของ steroids
การป้องกนั วัณโรค
- รักษาสขุ ภาพใหแ้ ข็งแรง โดยการออกกาลงั กายกินอาหารที่มปี ระโยชน์ ครบ 5 หมู่
- หลกี เลี่ยงการคลุกคลใี กลช้ ดิ กบั ผูป้ ว่ ยวัณโรค เคยมีรายงานผปู้ ่วยเป็นวัณโรคในระยะตดิ ตอ่
สามารถแพรเ่ ช้ือวัณโรคกับผรู้ ่วมโดยสารเครอื่ งบนิ ลาเดียวกันไดจ้ านวนหลายคน
- ถา้ มีผูป้ ว่ ยวัณโรคอยูใ่ นบ้าน ควรเอาใจใสด่ แู ลใหก้ นิ ยาครบถ้วนสมา่ เสมอทกุ วนั
- ควรตรวจร่างกาย โดยการเอกซเรย์ปอดอยา่ งน้อยปลี ะครงั้
- พาบุตร หลาน ไปรบั การฉดี วคั ซีน บี ซี จี หากมอี าการผิดปกติ สงสัยวา่ จะเป็นวัณโรค ควร
รบี ไปพบแพทยเ์ พื่อรับการตรวจเสมหะ และเอกซเรยป์ อด
โรคทางเดนิ หายใจเฉียบพลนั รุนแรง ( SARS)
เปน็ โรคแรกในศตวรรษท่ี 20 ทท่ี าใหเ้ กิดการต่นื ตระหนกและมผี ลกระทบต่อประชากรทงั้ โรค
เกือบตลอดปี 2546 ในช่วงแรกของการระบาด จากการท่ียังไม่ทราบเชื้อก่อเหตแุ ละวิธีการติดต่อทา
ให้มีการติดเชื้อในบุคลากรแพทย์และเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างท่ัวโลก แต่การเกิดโรค
SARS น้ีก่อให้เกิดการร่วมมืออย่างรวดเร็วระหวา่ งองค์การอนามัยโรคและศูนย์ควบคุมโรคติดเช้ือของ
นานาประเทศท่ัวโลกได้มีการแลกเปล่ียนข้อมูลและให้ความร่วมมือซ่งึ กันและกนั อยา่ งมาก พรอ้ มท้ังมี
การจัดต้ังศูนย์ติดต่อระหว่างประเทศท่ีจะช่วยติดตามเฝ้าระวังโรคติดเช้ือเกิดใหม่และโรคติดเชื้อเกิด
ซ้า จากองค์ความรู้ท่ีรวดเร็วทาให้สถานการณ์โรค SARS อยู่ในระดับท่ีควบคุมได้ภายในเวลาเพียง
6 เดอื น
สาเหตุ
ยังไม่มีข้อสรุปว่าเช้ือ SARS มาจากไหนแต่มีข้อสนันสนุนบางรายงานจากประเทศจีนว่าเชื้อ
มาจากสัตว์สู่คน เช่น ตัวชะมด และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด สาเหตุท่ีสาคัญส่วนหนึ่งน่าจะมาจากมีการ
นาสัตว์ป่ามาเลี้ยงมากข้ึนและสัตว์เหล่าน้ีเองที่มีเช้ือไวรัสอยู่และมีการกลายพันธ์ของไวรัสทาให้เกิด
การระบาดในคน
อาการ
มีอาการเบ้ืองต้นเหมือนไข้หวัดท่ัว ๆ ไป แม้ในระยะกลางและระยะท้ายก็มีความเหมือนโรค
ไข้หวัดใหญ่อีกด้วยทาให้เป็นการยากท่ีจะวินิจฉัยจากอาการทางคลินิกอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งท่ีช่วยให้
วินิจฉัยได้เร็ว จะเป็นเร่ืองของประวัติการเดินทางไปยังแหล่งท่ีมีการระบาดของโรคจึงจะนาไปสู่การ
สงสยั คัดแยกผปู้ ่วยและส่งตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร
ผปู้ ่วยทส่ี งสยั ว่าเปน็ SARS
277
1. ผู้ปว่ ยท่มี ีอาการต่อไปน้หี ลังวนั ที่ 1 พฤศจิกายน 2545
- ไข้สงู เกิน 38 องศาเซลเซยี ส รว่ มกบั อาการ
- ไอและหายใจลาบาก หอบเหนอ่ื ยรว่ มกับ
- ภายใน 10 วนั มีประวัติตอ่ ไปน้ี สมั ผสั ใกลช้ ิดกบั ผู้ป่วยสงสยั เป็น SARS มี
ประวัตเิ ดนิ ทางไปพืน้ ที่ทมี่ โี รค SARS อาศยั อยใู่ นพื้นทท่ี ม่ี โี รค SARS
2. ผปู้ ่วย ตอ่ ไปน้ี
- ผปู้ ว่ ยเสียชวี ิตจากโรคทางเดนิ หายใจทไี่ ม่ทราบสาเหตุหลงั วันท่ี 1 พฤศจกิ ายน
2545และได้รับการตรวจศพ
- ภายใน 10 วันมีประวัติต่อไปนี้
- สัมผัสใกล้ชิดกับผูป้ ว่ ยสงสัยเป็น SARS
- มปี ระวตั เิ ดินทางไปพ้นื ทีท่ ่มี ีโรค SARS
- อาศัยอยใู่ นพน้ื ทที่ มี่ ีโรค SARS
การรักษา
รักษาตามอาการ ขณะนีย้ งั ไม่มียาตา้ นไวรสั ทีใ่ ชไ้ ดผ้ ลดี
ไขห้ วดั ใหญแ่ ละไข้หวดั นก
โรคไข้หวัดใหญ่หมายถึงโรคท่ีเกิดจากไวรัส Influenza ซึ่งถ้าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ท่ี
ติดต่อมาจากสัตว์ปีกกเ็ รียกว่าไข้หวดั นก (avian influenza หรอื bird flu) ไวรสั influenza แบง่ เป็น
3 ชนิดคอื A, B และ C โรคไข้หวดั ในคนส่วนใหญ่เกิดจากสายพันธ์ A ซ่ึงจะมีอาการหลากหลายต้ังแต่
นอ้ ยไปจนถึงรุนแรง เนอ่ื งจากไวรสั ไวรัสไข้หวดั ใหญม่ ีการเปล่ียนแปลงตัวเองอยู่เรอื่ ย ๆ ทาใหเ้ กิดสาย
พันธ์ใหม่ อนั เปน็ ผลใหม้ กี ารระบาดใหญ่ ท่ัวโลกได้
ไวรัส Influenza ถูกทาลายได้ง่ายด้วยความร้อนท่ีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสนาน 30 นาที
ไวรัสจะตาย ไวรัสน้ีไม่ทนตอ่ ความแห้งและสารเคมีหลายชนิด เช่น สารไอโอดีน, ฟอร์มาลีน แต่ไวรัส
คงอยไู่ ด้นานในสงิ่ ขบั ถา่ ยและสิง่ คัดหลงั่ เช่น นา้ มกู น้าลาย เสมหะ อุจจาระ
ไข้หวัดนกเกิดจาก Influenza A ส่วนใหญ่ไม่ทาให้นกเหล่าน้ันป่วยหรืออาจป่วยเล็กน้อยทา
ให้นกซึ่งมีเช้ือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ตา่ ง ๆ เหล่านี้ยังคงบินไปมาแพร่เช้ือสู่สัตว์อืน่ ๆ ได้ สาหรับไข้หวัด
นกเป็นการรับเชือ้ ของคนจากสัตว์ปีกโดยตรงซ่ึงไม่เคยมีมาก่อนท้ังน้ีอาจเป็นเพราะไวรัสเปลี่ยนแปลง
ตัวเองหรือเซลล์มนุษย์ปรบั ตัวใหร้ บั เชอ้ื ไดง้ า่ ย
อาการ มไี ด้ 5 แบบ คอื
1. ไม่มีอาการเลย
2. อาการไมร่ ุนแรง ไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอ นา้ มกู ไหล ท้องเสยี อาเจยี น
3. ปอดอักเสบแทรกซอ้ น
4. ปอดอักเสบรุนแรงรว่ มกับภาวะหายใจลม้ เหลว
5. อวัยวะหลายระบบทางานลม้ เหลว เช่น ตบั วาย ไตวาย เลือดออกมากผิดปกติการดาเนิน
โรคประมาณ 1 – 2 สปั ดาหน์ ับจากเร่ิมมีอาการ
การควบคมุ และปอ้ งกนั โรค
278
1. ล้างมือเมื่อสัมผัสสารคัดหล่ังของผู้ป่วย แม้จะสวมถุงมือก็ต้องล้างมือโดยใช้สบู่ฟอก
ประมาณ 15 – 20 วนิ าที หรือใช้น้ายาลา้ งมอื หรอื แอลกอฮอล์ชนดิ ลา้ งมือกไ็ ด้
2. ใช้อุปกรณ์ป้องกนั ตนเอง ไดแ้ ก่สวมถุงมือ และเสื้อคลุมกันเปื้อน อาจต้องสวมรองเท้าบูท๊
และควรสวมแว่นตา เพ่ือป้องกันไม่ให้เช้ือกระเด็นเข้าตา บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด
หรอื ผทู้ ่ีจะทาลายสตั วป์ กี ท่ปี ว่ ย ควรสวมหน้ากาก N – 95 หรือหนา้ การผ่าตดั
การฉดี วคั ซีนป้องกัน
สาหรับมาตรฐานอเมริกา บุคลากรแพทย์ต้องได้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างน้อยเพ่ือ
ป้องกันการติดเช้ือไข้หวัดใหญ่ร่วมกับไข้หวัดนก อาจนาไปสู่การผสมของเชื้อต่าง ๆ เกิดเป็นสายพันธ์
ใหมแ่ พรร่ ะบาดใหญ่ท่วั โลกได้
ไข้หวัดใหญส่ ายพันธใ์ หม่ 2009
โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุใ์ หม่ 2009 มชี อื่ เรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวดั เมก็ ซิโก,
ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุเอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็น
ไข้หวดั ใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่าน้ัน สามารถพบได้ท้ังในหมูเล้ียง และหมูป่า ซ่ึงมี
หลากหลายสายพันธ์ุ ท้ัง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเช้ือไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า
1 ชนิด ซ่ึงอาจทาให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทาให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มา
ติดตอ่ ยังมนษุ ย์ได้ เรม่ิ ตน้ จากการสัมผสั กับหมูทีเ่ ป็นโรค
สาหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ท่ีเริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และ
สหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกน้ัน เกิดจากเช้ือไข้หวดั ใหญ่ ชนิดเอ สาย
พันธ์ุ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เน่ืองจาก
เป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และ
ไขห้ วัดหมูทพี่ บในทวีปเอเชยี และยโุ รป ทาใหอ้ งค์การอนามัยโลกต้องเฝา้ ระวังการแพรร่ ะบาดของโรค
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุใหม่ 2009 เน่ืองจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธ์ุเป็นสายพันธุ์ที่
อนั ตรายย่งิ ขน้ึ
ความเปน็ มาของไขห้ วดั ใหญ่สายพนั ธใ์ หม่ 2009
ก่อนที่ไข้หวัดหมูด้ังเดมิ จะกลายพันธเุ์ ป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสาย
พันธ์ุดัง้ เดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงท่ีไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดคร้ังใหญ่
ท่ัวโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และต้ังแต่ 65 ปีข้ึนไป จากน้ัน
โรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มี
ประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่าย
ทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยท่ีอีก 230 ราย ติดเช้ือแต่ไม่มี
อาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทง้ั หมดนไ้ี มม่ ปี ระวัตสิ ัมผัสหมู ซ่งึ แสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการ
ติดต่อจากคนสูค่ น
ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู
จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุห์ มูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์
พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธ์ุ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่าง
279
หมู คน และนก เกิดสายพันธ์ุผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรค
ติดเชอื้ JID 2008) และสายพันธ์ผุ สมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา
จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ท่ีประเทศ
สเปน จากหญิงอายุ 50 ปที ี่ทางานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเม่ือยกล้ามเน้ือ คันคอ
คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่าน้ีหายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการ
คาดการณ์ว่า ไข้หวดั หมูสายพันธุใ์ หมจ่ ะเป็นอันตรายมากนกั
จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือทีม่ ีการบัญญัตชิ อื่ ใหม่ว่า ไขห้ วดั ใหญ่
สายพนั ธใุ์ หม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่
คน เนอื่ งจากเชอื้ โรคได้ววิ ัฒนาการอยา่ งสมบูรณ์แลว้
การตดิ ตอ่
เช้ือไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนท่ัวไป และ
เช้ือจะมกี ารเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา โดยระยะฟกั เชือ้ ของไข้หวัดใหญ่ 2009 น้ันอยู่ที่ประมาณ 3-7
วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งท้ังน้ีจะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกาย
แขง็ แรงมากนอ้ ยแค่ไหน
ทัง้ นีเ้ ชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ามกู น้าลายของผปู้ ่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผูอ้ ื่นด้วย
การไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมท้ังติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเช้ือ และ
สามารถติดต่อได้จากมือ หรือส่ิงของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ท้ังน้ีเช้ือโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา
เช่น การแคะจมูก การขย้ีตา ซ่ึงสามารถแพ้เช้ือได้ ต้ังแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจาก
ปรากฎอาการไข้แลว้
ขณะท่ีนักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุใหม่ 2009 มี
อัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซารส์ และไข้หวดั นก แต่อัตราการเสยี ชวี ิตมนี ้อยกวา่ คืออย่ทู ี่ร้อยละ
5-7 ขณะทีโ่ รคไข้หวดั นกมอี ัตราการเสยี ชวี ติ สงู ถึงร้อยละ 60
อาการและการตดิ ตอ่
เมื่อเช้ือไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์
ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวดั ใหญ่ธรรมดา แตม่ ีอาการรุนแรงกวา่ และรวดเร็วกว่า
นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ามูก มีเสมหะ ปอดบวม
เบ้่ืออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คล่ืนไส้ อาเจียน จากน้ันเช้ือจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทาให้เกิด
เย่อื ห้มุ สมองอกั เสบ ผปู้ ่วยจะมีการทรงตวั ผิดปกติ เดนิ เอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจ
สูญเสียการได้ยินจนถึงข้ันหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่าง
ทันทว่ งที
ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อ่ืน ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1
วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เช้ือ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้
นาน 10 วนั
ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง
อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายาม
280
รักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพ่ือตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซ่ึงการตรวจด้วยวิธีน้ี
สามารถหาเช้ือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ช่ัวโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายใน
หอ้ งตรวจพเิ ศษ Negative Pressure เพอื่ ปอ้ งกนั การกระจายของเช้ือไวรัสต่อไปยงั ผ้อู นื่
โรคแทรกซอ้ น
ผู้ป่วยท่ีติดเช้ือไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุใหม่ 2009 มีความเส่ียงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา
รวมถงึ หวั ใจวาย และอาจจะทาใหเ้ กิดเยือ่ หมุ้ สมองอักเสบ ซง่ึ โรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวติ ได้ หาก
ผู้ติดเช้ือไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเส่ียง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงต้ังครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็น
โรคเบาหวาน และตดิ ยาเสพตดิ เป็นตน้
การรกั ษา
องค์การอนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรค
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า
ไวรสั สายพนั ธใ์ุ หม่นี้ สามารถรักษาไดด้ ว้ ยยาปฏชิ วี นะ คือ
1. "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึง
ผู้ใหญ่ มีตัวยาท้ังท่ีเป็นเม็ดและเป็นน้า แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน
นอกจากนนั้ ในเดก็ อาจมีอาการปวดท้อง เลือดกาเดาออก ปัญหาเร่อื งหู และโรคตาแดง
2."ซานามิเวียร"์ (ชื่อทางการคา้ วา่ รีเลนซา) เป็นยาทใี่ ช้ไดเ้ ฉพาะในผู้ปว่ ยอายุมากกวา่ 5 ปี
และไม่แนะนาให้ใช้ในคนท่ีเป็นโรคปอดเร้ือรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ท่ีมี
อาการแพ้สารแลคโตส ตวั ยามลี ักษณะเปน็ เบบชนดิ พ่นเทา่ น้ัน ผลข้างเคยี งของยาน้ีคือ เพ่มิ ความเสย่ี ง
ของอาการหายใจลาบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเส่ียงสูงข้ึนจากอาการชัก อาการสับสน
ความประพฤติผดิ ปกติ ซึ่งอาจเกดิ จากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก
ทั้งนี้ ยาท้ังสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง
เพราะมีโอกาสที่เช้ือไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกาลังเร่ง
ผลิตวัคซีนเพ่ือป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพนั ธใุ์ หม่ 2009 น้ีอยู่ ซ่ึงยังคงต้องใช้เวลา อย่าง
น้อย 5-6 เดือน เพื่อใหไ้ ดว้ ัคซนี ทใี่ ชร้ กั ษาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
การปอ้ งกนั โรค
โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกัน
การติดต่อของโรคได้ดีท่ีสุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกาลังกาย
รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเล่ียงการไปในท่ีชุมชน
หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมท้ังผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพ่ือป้องกัน
โอกาสการกลายพนั ธ์ุของเชอื้ ไวรัสไข้หวัดใหญส่ ายพนั ธใ์ุ หม่ 2009 ท่จี ะเข้าไปผสมกับไวรัสไขห้ วดั ใหญ่
ประจาฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซ่ึงอาจจะทาให้เกิดเช้ือใหม่ที่มีความรุนแรงเพ่ิมข้ึน ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่
ระบาดจากคนส่คู นมากข้ึนต่อไป
นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที
เพ่ือจะได้เฝา้ ระวังและรกั ษาไดท้ นั
วคั ซนี ไข้หวัดใหญ่
281
วคั ซีนสาหรับรักษาโรคไข้หวดั ใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกนั โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธใ์ุ หม่ได้ แต่
ก็ป้องกันโรคไขห้ วัดใหญ่ ทีจ่ ะเกิดขึน้ ตามฤดูกาลได้ ซ่ึงอาจจะชว่ ยปอ้ งกันไม่ใหไ้ ขห้ วัดใหญ่ตามฤดกู าล
ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพนั ธุ์ใหม่ จนกลายพันธ์เุ ป็นพันธ์ุที่รุนแรงมากกวา่ เดมิ
ทงั้ น้วี คั ซีนไขห้ วัดใหญ่เป็นวคั ซนี ชนิดฉดี และเปน็ วัคซนี เชอื้ ตาย จานวน 3 สายพันธ์ุ คอื ชนดิ
เอ 2 สายพันธ์ุ และชนิดบี 1 สายพันธ์ุ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ข้ึนมาใหม่ โดยองค์กร
อนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเช้ือไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร
สาหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้
วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่น้ี สามารถฉีดได้ในเด็ก ต้ังแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเน้ือ
สาหรับเด็กที่อายุนอ้ ยกว่า 9 ปี หากไมเ่ คยฉีดวคั ซีนมากอ่ นในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยหา่ งกนั 1 เดอื น
จากนนั้ ให้ฉดี 1 เขม็ ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ใหฉ้ ีดวคั ซนี ปีละครั้ง
โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นข้ึนมา
อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรือ
อาจมีไขห้ รือปวดเม่ือยตามตวั นาน 1-2 วนั
แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธใ์ุ หม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวติ ของผู้ตดิ เชื้อไม่มากนัก และ
ผตู้ ิดเช้ือในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วกต็ าม ควรตอ้ งติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชดิ เพ่ือ
สามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซ่ึงวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์
ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกาจัดเช้ือโรคออกไป
นั่นเอง
โรคทางเดนิ หายใจตะวนั ออกกลางหรอื โรคเมอรส์
MERS-CoV (Middle East Respiratory System)
ข้อมูลท่ัวไปของไวรัสโคโรน่า
ไวรัสโคโรน่าเป็น RNA virus สามารถก่อโรคทางเดินหายใจและทางเดินหายใจ(ส่วนใหญ่
อาการน้อยมาก บางคร้ังรุนแรงมาก) ยกเว้นเม่ือปี ค.ศ.2002-2003 ซ่ึงเป็น SARS Corona virus
การติดเช้ือไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด พบรายงานครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. 2555 ที่ประเทศ
ซาอุดีอาระเบียแพร่กระจายไปยังประเทศใกล้เคียง ไดแ้ ก่ การ์ต้า จอร์แดน ฝร่ังเศส อิตาลี ตูนีเซีย
เดิมเรียก Novel Corona และในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกใช้ช่ือ Middle East Respiratory
Syndrome Coronavirus (MARS-Cov)
พบผ้ปู ่วย ได้ในทกุ กลมุ่ อายุ (ขอ้ มลู ท่รี ายงานอายทุ ีพ่ บระหวา่ ง 2-83 ปี) สว่ นใหญ่เป็นผูใ้ หญ่
มีผปู้ ่วยเดก็ ไมถ่ งึ 10 ราย สัดสว่ นเพศชาย ต่อ เพศหญิง มีแนวโน้มเพิม่ ขน้ึ จาก 0.3 เปน็ 1.1
อตั ราการปว่ ยตาย ในชว่ งแรก พบค่อนข้างสงู ร้อยละ 60-70 ปจั จบุ ันลดเหลือ รอ้ ยละ 36
ปจั จัยเสี่ยงทพ่ี บ
มีรายงานว่าผู้ป่วยมีประวัติป่วยเรื้อรัง สูบบุหรี่จัด กาลังให้เคมีบาบัดจานวน 31 ราย
ความสาคัญของ MARS-Cov นอกจากอัตราป่วยตายที่สูงแล้ว ยังพบการแพร่เช้ือจากคนสู่คน
โดยเฉพาะบ้านผู้ป่วยและคนในโรงพยาบาลพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน ทั้งในครอบครัว และใน
โรงพยาบาล โดยมีรายงานการระบาดในโรงพยาบาล ร้อยละ 26 ของรายงานผู้ป่วย MARS-Cov
ท้งั หมดโดย รอ้ ยละ 12 ของผผู้ป่วยท้ังหมดเป็นบคุ ลากรทางการแพทย์
282
ระยะฟกั ตัว ประมาณ 10-14 วนั
อาการและอาการแสดงของผู้ปว่ ยโรค MARS-Cov
- พบวา่ อาการของผูป้ ว่ ยเรม่ิ ต้งั แต่ ไมม่ ีอาการ อาการเพียงเล็กนอ้ ย พบได้รอ้ ยละ 13.5
- ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการไข้สูง มากกว่า 38 องศาเซลเซียส อาการไอ หอบ หายใจเร็ว มาก
วา่ 28 คร้ัง/ นาที SpO2 นอ้ ยกว่า 90 ในรายทอี่ าการรนุ แรง พบว่าผ้ปู ว่ ยจะมีอาการเลวลง
อย่างรวดเร็ว ภายในสัปดาห์ ผู้ป่วยอาจมีลักษณะของกลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ
ลม้ เหลวเฉียบพลนั อยา่ งรุนแรง ตามความรนุ แรงของภาวะขาดออกซเิ จน
- ในผู้ป่วย 47 ราย พบอาการไข้ร้อยละ 98 ร่วมกับอาการ ไอ หอบ นอกจากน้ียังพบผู้ป่วย
อาการของระบบทางเดนิ อาหาร พบร้อยละ 26 ได้แก่ คลน่ื ใส้ อาเจยี น ถ่ายเหลว
การดแู ลเบ้อื งตน้
- ปอ้ งกันตนเองจากการตดิ เชอ้ื
- ปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้ือ
- ประเมนิ และดแู ลแก้ไขตามหลกั การประเมนิ ผูป้ ่วย
- ให้ออกซเิ จนทกุ ราย
- แจง้ โรงพยาบาลท่ีจะนาส่งทุกคร้งั ถึงการซักประวัติแล้วพบวา่ นา่ สงสยั
- แจ้งชื่อ ที่อยู่ ของผนู้ าสง่ ทุกคร้ัง เพ่อื การติดตามและเฝา้ ระวัง
ไวรสั อโี บลา
ไวรัสอีโบลา (Ebola) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา หรือ โรคอีวีดี (Ebola virus
disease, EVD) เดิมรู้จักกันในชื่อโรคไข้เลือดออกอีโบลาซ่ึงเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอันตรายถึง
ชวี ติ
อีโบลาระบาดขึน้ ครัง้ แรกในปี 1976 ท่ีมีเมือง Nzara ประเทศซูดาน และในเมือง Yambuku
ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยคองโก
การแพร่กระจายของโรค
อโี บลาสามารถติดต่อกนจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรงกับเลือดท่ีติดเชื้อและสารคัดหลั่งตัวอย่าง
สาเหตทุ ่ีทาใหไ้ ด้รับเช้ืออีโบลา มดี ังตอ่ ไปนี้
- ได้สัมผัสโดยตรงกับผู้ท่ีมีการติดเช้ือหรือผู้ท่ีเสียชีวิต จากการติดเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีก
หลายวันภายนอกรา่ งกาย
- ตอ้ งใช้เข็มหรืออปุ กรณ์ทางการแพทย์ท่ีใชก้ บั ผปู้ ่วยติดเช้อื ไวรสั อีโบลา
- การมเี พศสัมพนั ธ์กับผูท้ ี่ติดเช้อื โดยทไี่ มไ่ ดใ้ สถ่ งุ ยางอนามัย พบวา่ เชื้อไวรัสอโี บลายังคงอยู่ใน
นา้ อสจุ ิ ไดอ้ ีกหลายเดือนหลังจากท่ีโรคหายแลว้
โดยส่วนใหญ่แล้ว ความเสี่ยในการได้รับไวรัสอีโบลาอยู่ในระดับต่า ซ่ึงความเสี่ยงอาจเพ่ิม
มากข้ึน จากปจั จยั ดงั ตอ่ ไปนี้
- เดนิ ทางไปยังประเทศในทวปี แอฟริกา ที่เคยมีการระบาดของโรค
- การวิจัยสัตว์ ผู้ท่ีทาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์โดยเฉพาะลิงที่มาจากประเทศแอฟริกา หรือ ประเทศ
ฟิลิปปินส์ อาจต้องมีการสัมผัสกับสัตว์เหล่าน้ี ทาให้มีความเส่ียงในการได้รับเช้ือซ่ึงต้องดูแลอย่าง
283
ใกล้ชิด โดยเฉพาะแพทย์สามารถได้รับเชื้อได้ง่าย หากไม่ได้ป้องกันอย่างถูกต้อง โดยการใส่อุปกรณ์
ป้องกนั เชน่ หน้ากาก และถุงมอื
- ผู้ที่ทาพิธีศพให้ผู้ติดเช้ือ เน่ืองจากกร่างกายของผู้เสียชีวิตยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่ ผู้ท่ีต้อง
ใกลช้ ิดกบั ศพหรือผู้ท่ชี ่วยเตรยี มพิธีมคี วามเสย่ี งสูงท่จี ะได้รบั เชือ้
อาการ
อาการช่วงแรกของการตดิ เช้ือไวรัสอโี บลา จะคล้ายกับอาการไข้หวดั ท่ัวไป หลังจากไดร้ ับเชื้อ
จะเร่ิมแสดงอาการต้งั แตว่ นั ท่ี 2 ไปจนถึงวนั ที่ 21 อาการท่พี บได้บ่อย มีดงั น้ี
- มไี ขส้ งู เจบ็ คอ ปวดศีรษะ
- ปวดขอ้ ตอ่ และกลา้ มเน้อื
- รา่ งกายอ่อนเพลยี กล้ามเนอื้ อ่อนแรงอย่างรุนแรง
- ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง
เมือ่ เวลาผ่านไป อาการมคี วามรุนแรงมากขึน้ ซ่ึงทาใหเ้ กิดเลือดออกในร่งกายรวมไปถึงออก
จากทางตา หู และจมูก ผปู้ ว่ ยบางรายจะมอี าการอาเจียนหรือไอออกมาเป็นเลือด และมีผ่ืนข้นึ
การวนิ จิ ฉยั
ความสาคัญในการวินิจฉัยโรคอีโบลาได้จากการซักประวัติของผู้ป่วย เช่น การต้ังครรภ์และ
การทางานร่วมกับผุ้ป่วย หรือ การทางานกับสัตว์ป่า แต่การวินิจฉัยโรคในเบื้องต้นจะบอกได้ยาก
เพราะอาการต่าง ๆ จะคล้ายกับโรคอื่น ๆ เช่น ไทฟอยด์ และมาลาเรีย หากแพทย์คาดว่าผู้ป่วยเป็น
โรคไวรสั อโี บลาจะตรวจเลอื ดหาเชอื้ ไวรัสต่อไป
การรกั ษา
ปัจจุบันยังไม่มียาท่ีรักษาอีโบลาได้ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองหรือควบคุมอาการ
เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคท่ีมีความรุนแรงมาก จึงต้องทาการรักษา ส่ิงจาเป็นต้องทา คือ การแยกผู้ป่วย
เพ่อื ลดความเสยี่ งในการระบาดของโรค โดยแพทย์จะรกั ษาตามอาการ เชน่
- ใหส้ ารนา้ ทางหลอดเลือด
- ใหอ้ อกซเิ จน
- ให้ยากระตุ้นความดันโลหิต ยาแก้ปวดลดไข้
- การรักษาระดับความดนั โลหิต
- ให้เลอื ด
- รักษาการติดเช้อื อื่น ๆ ทีเ่ กิดข้ึนตามมา
ภาวะแทรกซ้อน
การติดเชอื้ ไวรัสอีโบลา มีโอกาสท่ีจะเสียชีวติ ถึง 90 เปอร์เซนต์ ซึ่งการดาเนินไปของโรคอาจ
ทาให้เกิดโรคหรือภาวะต่าง ๆ เชน่ การทางานของอวัยวะสาคัญในร่างกายล้มเหลว มีเลือดออกอย่าง
รนุ แรง โรคดีซ่าน อาการเพ้อ อาการชัก อาการขาดสตหิ รือโคม่า ความดันโลหิตตา่ ลงมาก
การปอ้ งกนั และควบคมุ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนท่ีสามารถใช้ป้องกันไวรัสอีโบลาได้ แต่มีการค้นคว้าวิจัยวัคซีนป้องกัน
อย่างตอ่ เนือ่ งโดยการปอ้ งกันที่ดที ีส่ ุด คือ การหลกี เลยี่ งความเสีย่ งท่ีอาจทาใหต้ ิดเชือ้ ได้แก่
284
- หลีกเล่ียงการไปท่องเที่ยวในประเทศท่ีพบว่ามีการระบาดของเชื้อ อีโบลา เช่น ประเทศใน
ทวีป แอฟริกา ควรตดิ ต่อขอ้ มลู การระบาดของโรคจากศูนย์ควบคมุ โรค
- วิธสี าคญั ท่ีจะช่วยในการป้องกันได้ คือ การล้างมือบอ่ ย ๆ
- ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตวท์ ่ีสงสัยว่าอาจมีเชื้อปนเป้ือน หลีกเลี่ยงการซ้ือ หรือรับประทาน
สัตว์ปา่
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ตดิ เชือ้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลคนป่วย ระวังการสัมผัส
กับของเหลวตา่ ง ๆ ของผู้ป่วย
- การควบคุมการติดเช้ือในระบบการดูแลผู้ป่วยสาหรับบุคลากรทางการแพทย์ ต้องเป็นชุด
ป้องกันระดับ C คือ สวมหน้ากาก N 95 หรือ P 100 (ทา fit test ทุกคร้ังหลังใส่) แว่นตาป้องกัน/
face shield ใสเ่ สอ้ื ป้องกนั รา่ งกายกนั น้าแขนยาว (ชดุ หมี) ใหป้ ลายขากางเกงหมุ้ รองเท้าบูท สวมถุง
มอื 1-2 ชิน้ สวมรองเท้าห้มุ เท้าหรอื สวมบทู
- ระยะหา่ งในการดูแลผปู้ ว่ ย ควรห่างอยา่ งน้อย 1 เมตร
- แยกผูป้ ว่ ยตดิ เช้อื อโี บลาจากผู้ป่วยอื่น
- หากอยู่ในแหลง่ ระบาดจะตอ้ งเฝา้ ดอู าการ อกี 21 วัน
ภาพที่ แสดง ชดุ ป้องกันตนเองสาหรบั การดแู ลผปู้ ว่ ยติดเช้ืออโี บลา
โรคตดิ เชอื้ ไวรสั ซิกา (Zika virus disease)
โรคติดเช้ือไวรัสซิกา (Zika virus disease) เกิดจากการติดเช้ือไวรัสซิกา พบเช้ือจาก
น้าเหลืองของลิงรีลัส (rhesus) เม่ือปี 2490 ในป่าซิกา ประเทศยูกันดา มียุงลายเป็นพาหะนาโรค
สามารถแพร่เช้ือโดยยุงลายที่มีเช้ือไวรัสซิกากัด และมีรายงานการแพร่เช้ือจากแม่สู่ลูก และทาง
เพศสัมพนั ธ์
ปี 2556 – 2558 พบรายงานการระบาดโรคติดเช้อื ไวรัสซิกาในหลายประเทศ เช่น บราซิล มี
ผลกระทบต่อหญิงต้ังครรภ์ทาให้เกิดความพิการแต่กาเนิด ทารกมีศีรษะเล็ก และการอักเสบของ
เส้นประสาทร่วมด้วย สาหรับประเทศไทย พบการรายงานผู้ป่วยโรคติดเช้ือไวรัสซิกา จากสานัก
ระบาดวิทยาตั้งแตป่ ี 2555 เป็นตน้ มาเพ่ิมขนึ้ เฉลยี่ ปลี ะ 5 ราย\
285
ภาพที่ แสดงความพกิ ารของทารกทม่ี ีศรี ษะเล็กกว่าปกติ
ระยะฟกั ตัว มีระยะฟกั ตวั 4-7 วัน
อาการ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาจพบผื่นแดงท่ีบริเวณลาตัวและแขนขา มีไข้ ปวดศีรษะ
เย่ือบุตาอักเสบตาแดง (แต่ไม่มีข้ีตา) ปวดข้อ ออ่ นเพลีย อาจจะมีอาการตอ่ มน้าเหลืองโตและอุจจาระ
ร่วงร่วมด้วย
การวินิจฉยั โรค
แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติ และอาการของผู้ป่วย ส่งเลือด ปัสสาวะ และสารคัดหล่ัง เช่น
นา้ ลาย
การดูแลรักษา
รักษาตามอาการ และการรักษา แบบประคับประคอง ห้ามให้ยาแก้ปวดแอสไพริน และยา
แกป้ วดกล่มุ เอน็ เสด (NSAIDS)
บทที่ 5-9
การดูแลเบื้องต้นในผู้ปว่ ยทม่ี ภี าวะฉุกเฉนิ อน่ื ๆ
ภาวะฉกุ เฉนิ ทางสง่ิ แวดล้อม
การเป็นลม เป็นกลุ่มอาการที่อยู่ๆผู้ป่วยก็หมดสติทรุดลงกับพ้ืน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เป็นอยู่ช่ัว
ประเด๋ยี วเดียว ก็คืนสติไดเ้ ป็นตามปกติ การเป็นลม ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตคุ ล้ายกัน คือ ร่างกายมี
ความอ่อนเพลีย หรือเหน่อื ยมากเกนิ ไป แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ไดแ้ ก่
1. เปน็ ลมหน้ามืด
286
2. เป็นลมแดด
3. เป็นลมร้อน
4. เป็นลมชกั
การเปน็ ลมหนา้ มืด
สาเหตุ เกิดขึ้นเนอ่ื งจาก ออ่ นเพลยี มาก หวิ หรอื เหน่ือยมาก เป็นอาการช็อกอยา่ งอ่อน
อาการ หน้าซดี เหงอื่ ออกเปน็ เมด็ ๆ ตามหน้าและลาตัว เวยี นศีรษะ หน้ามดื ตาลาย ใจสัน่
หาวนอน ยืนอยู่อาจจะหมดแรง ชีพจรเต้นออ่ นและเรว็ มีอาการส่นั กระตุกตามตวั ,แขน ,ขา,หายใจ
ต้นื ๆ
การช่วยเหลือ
1. รบี ใหผ้ ู้ป่วยนอนราบลงกับพน้ื ให้เท้าอยสู่ งู กวา่ ศรี ษะ
2. ขยายเคร่ืองแตง่ กายผปู้ ว่ ยใหห้ ลวม
3. ทาใหร้ า่ งกายอบอุ่น
4. อย่าใหค้ นมงุ ลอ้ มรอบผปู้ ่วย
5. ใช้ผ้าชบุ นา้ เย็นบิดหมาด ๆ เชด็ ใบหนา้ , แขน , ขา , ลาตัว
6. ให้ผ้ปู ว่ ยสดู ดมแอมโมเนยี หอมหรอื โอดิโคโลนญ์
การเป็นลมแดด
สาเหตุ เกิดจากการถกู แดดนาน ๆ โดยเฉพาะดา้ นหลงั ศีรษะ ทา้ ยทอย
อาการ หน้าตาแดงกล่า คล่นื ไส้ อาเจียน หมดสติ ผวิ หนังแห้ง ตัวร้อนจัด หายใจหอบ มีอาการ
ชกั ก่อนหมดสติ
การชว่ ยเหลือ
1. ให้ผู้ปว่ ยนอนราบ ยกศรี ษะสงู
2. ขยายเครอ่ื งแต่งกายให้หลวม
3. นากระเป๋านา้ แขง็ มาวางบนศีรษะ ( ถา้ ไมม่ ใี ชอ้ ยา่ งอ่ืนแทน )
4. เม่อื ตัวเริม่ เยน็ ให้นอนในแนวราบ
5. ใหเ้ คร่อื งดื่มบารงุ หัวใจ เช่น กาแฟดาร้อน
6. ผายปอด ถ้าหยุดหายใจ
การเป็นลมร้อน
สาเหตุ ทางานในทรี่ ้อนอบอา้ ว อากาศถา่ ยเทไม่ดี
อาการ ( เช่นเดียวกับลมหน้ามืด ) หน้าซีด เหง่ือออกเป็นเม็ด ๆ ตามหน้าและลาตัว เวียนศีรษะ
หน้ามืด ตาลาย ใจส่ัน หาวนอน ยืนอยู่อาจจะหมดแรง ชพี จรเต้นอ่อน และเร็ว มีอาการกระตุก
ตามตวั , แขน ,ขา , หายใจตืน้ ๆ
การชว่ ยเหลือ เชน่ เดียวกบั ลมหนา้ มดื
1. รีบใหผ้ ู้ป่วยนอนราบลงกับพนื้ ใหเ้ ทา้ อยสู่ งู กวา่ ศีรษะ
2. ขยายเคร่ืองแต่งกายผู้ป่วยให้หลวม
3. ทาใหร้ า่ งกายอบอุ่น
4. อย่าใหค้ นมุงล้อมรอบผปู้ ว่ ย
287
5. ใชผ้ า้ ชุบน้าเย็นบดิ หมาด ๆ เชด็ ใบหน้า , แขน , ขา , ลาตัว
6. ให้ผู้ป่วยสดู ดมแอมโมเนียหอมหรือโอดโิ คโลนญ์
การเป็นลมชกั
ผู้ป่วยมีอาการหมดสติชั่วคราวร่วมกับอาการแขนขาเกร็ง กระตุก น้าลายฟูมปากตาค้างปัสสาวะราด
มึนงง งว่ งนอน
การชว่ ยเหลอื
1. ระวงั อันตรายท่ีจะเกิดข้ึนเมื่อชกั
2. ให้ดมแอมโมเนีย
3. อย่ากรอกยา – น้า ทางปาก
4. อยา่ พยายามขม่ จบั ยดึ ผปู้ ว่ ยขณะชกั
5. ขยายเครือ่ งแต่งกายใหห้ ลวม
6. เดก็ ชกั เพราะตัวรอ้ น ใหเ้ อาผา้ ชุบน้าเย็นจดั บิดหมาด ๆ เชด็
7. เม่อื รูส้ ึกตวั ให้นอนพกั ต่อ อย่าพึ่งลกุ นัง่
8. พาไปพบแพทย์
งูพษิ กัด
ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนท่ีมีทั้งพ้ืนที่ลุ่ม ป่า และภูเขาจึงทาให้มีงูชุกชุม งูมี 2 ประเภท
คือมีพษิ กับไม่มีพิษ แต่ทีพ่ บส่วนใหญ่เป็นงูไมม่ ีพษิ งูพษิ ท่ีมีความสาคัญทางการแพทย์เพราะมีคนถูก
พวกมันกัดบ่อย ๆ มีอยู่ 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ งูเห่างูจงอางงูกะปะงูเขียวหางไหม้งูแมวเซางู
สามเหลี่ยมงทู ับสมงิ คลา
กรณไี ม่เห็นสตั ว์ทกี่ ัด
กรณีเช่นนี้จะเป็นปัญหาในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา การพิจารณาคงต้องอาศัย
ประวัติช่วย เช่นถ้าถูกกัดบริเวณก่ิงไม้ให้สงสัยว่าจะเป็นงูเขียวหางไหม้ ถ้าถูกกัดตามทุ่งนาให้สงสัย
วา่ เปน็ งูเห่า ถูกกัดบริเวณซอกไมอ้ าจเปน็ งหู รือตะขาบ แมงป่อง ถ้าถกู กัดตามพงหญ้าโดยมากเป็นงู
กัด นอกจากนั้นยังต้องดูแผลท่ีถูกกัดด้วย ถ้าถูกงูพิษกัดจะต้องมีรอยเข้ียว 1 - 2 แผลเสมอมี
เลือดออกซึม ๆ ถ้าดูแผลแล้วไม่พบรอยเขี้ยวแสดงว่าไม่ใช่งูพิษ แต่ถ้าเป็นงูพิษกัดอาจทาให้เกิด
อนั ตรายตอ่ ชีวิต ถ้าใหก้ ารชว่ ยเหลอื ไม่ทัน ผู้ไดร้ ับพษิ อาจจะเสยี ชีวติ ได้อย่างรวดเรว็
การช่วยเหลอื
1. ทาความสะอาดบาดแผลดว้ ยน้าสบูห่ รือนาสะอาด
2. ใหน้ อนน่ิง ๆ ให้บาดแผลอยู่ตา่ กว่าหวั ใจ
3. หา้ มใหย้ าหรือเครอ่ื งดมื่ สารกระตุน้ ประสาทใด ๆ ท้งั สน้ิ เพราะจะทาใหพ้ ิษเขา้ ส่หู ัวใจเร็ว
ขึ้น
4. รีบเคลื่อนย้ายผู้ถกู งูกัดสง่ โรงพยาบาลโดยเรว็ ท่ีสุด
288
5. กรณีงูไม่มีพิษ ให้ทาความสะอาดบาดแผลด้วยน้าสบู่หรือน้าสะอาด ทาแผล ใส่ยาฆ่า
เชื้อ ถ้าปวดให้รับประทานยาแก้ปวด และควรไปรับการฉีดวัคซีน ปอ้ งกันบาดทะยักท่ีสถานบริการ
พยาบาล
ถ้ายนื ยันวา่ ถกู งพู ิษกดั จรงิ และมอี าการและอาการแสดงของการถูกงูพษิ กดั อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง
ซึ่งการถกู งูพิษกัดไมจ่ าเปน็ ตอ้ งเกดิ อาการรุนแรงเสมอไป ประมาณ 50 % ของผู้ปว่ ยท่ีถกู งพู ิษกัด ไม่
มีอาการอะไรเลย มีเพียง 25 % ที่เกิดอาการพิษของงู โดยท่ัวไปเราจาแนกพิษของงูได้เป็น 4
ประเภท
1. พิษตอ่ ระบบประสาท ( Neurotoxin ) ได้แก่ พษิ ของงูเหา่ งจู งอาง งูสามเหล่ยี ม ผู้ที่
ได้รับพิษจะทาให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ลืมตาไม่ได้ กลืนลาบากและที่สาคัญคือทาให้หยุดหายใจ
เสยี ชีวิตได้
2. พิษต่อโลหิต ( Hemotoxin ) ได้แก่พษิ ของงูแมวเซา งูกะปะ งูเชียวหางไหม้ ทาให้มี
เลอื ด ออกตามทต่ี ่างๆ ตามผิวหนงั เหงอื ก อาเจียนเปน็ เลอื ด ปสั สาวะเปน็ เลอื ด
3. พิษต่อกล้ามเนื้อ ( Myotoxin ) ได้แก่พิษงูทะเลทาอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ปวด
กล้ามเนือ้ มาก ปัสสาวะสีดาเนื่องจากกลา้ มเนอ้ื ถกู ทาลายเกดิ Myoglobinuria
4. พิษตอ่ กล้ามเน้อื หวั ใจ ( Cardiotoxin ) ได้แกพ่ ิษงูเหา่ งจู งอาง
การพจิ ารณาว่าได้รับพิษจากงูหรือไม่ เป็นพิษชนิดใด และรุนแรงแค่ไหน ต้องอาศัยอาการ
และอาการแสดงของผ้ปู ว่ ย อาการท่บี อกว่าได้รับพิษงูคอื มรี อยเขีย้ ว ปวด และบวม
- ถ้าถกู กดั แลว้ เกิดอาการปวดอย่างรนุ แรงและเกิดทันที แผลบวมขน้ึ รอบแผลมีสีเขยี วและ
มเี ลอื ดออกใหส้ งสยั วา่ เกดิ จากงูแมวเซา , งกู ะปะ , งเู ขยี วหางไหม้
- ถา้ อาการปวดไมม่ าก อีก 2 - 3 ชวั่ โมงจงึ มอี าการบวมบรเิ วณแผล ตามด้วยหนงั ตาตก
กลนื นา้ ลายลาบากใหค้ ดิ ถึงงเู หา่
- ถ้าปวดกลา้ มเนื้อมากและเป็นชาวประมง ใหส้ งสยั เปน็ งทู ะเล
หลงั จากถกู กดั 2 ช่ัวโมงถา้ แผลไมบ่ วมและไมม่ อี าการอืน่ แสดงว่าพษิ ของงูไมไ่ ด้เข้าสูร่ า่ งกายผูป้ ว่ ย
แนวทางการรกั ษา
ดแู ลรกั ษาเบือ้ งต้น ดงั น้ี
1. ประเมิน ABC และใหก้ ารชว่ ยเหลอื เบ้อื งต้น A = Airway , B = Breathing ,
C = Circulation
2. ถ้าผปู้ ว่ ยเอาเชือกรดั เหนือแผลมา ควรคลายเชอื กท่รี ดั ออกก่อน
3. อธิบายให้ผปู้ ว่ ยหรญื าตคิ ลายความกังวล
4. ทาความสะอาดบริเวณแผลทถ่ี ูกงกู ัด ด้วยแอลกอฮอล์ หรือ Povidine iodine
สนุ ขั กัด
สนุ ัขเป็นพาหนะนาโรคพษิ สุนัขบ้าหรือโรคกลัวนา้ เกิดจากเชอ้ื ไวรสั ซ่ึงเช้อื ชนิดน้มี อี ยู่ใน
น้าลายของสตั ว์หลายชนิด เชน่ สนุ ขั แมว หนู ควาย ววั หมู ลงิ ชะนี เป็นตน้ หากได้รับเชื้อ
ชนิดน้แี ลว้ ไมไ่ ด้รับการฉดี วัคซีนปอ้ งกนั ผ้ปู ว่ ยเสยี ชวี ติ ทุกราย จึงควรป้องกนั การถกู สุนขั กัดหรอื เมอื่
ถกู กดั ตอ้ งปฐมพยาบาลอยา่ งถูกวิธี
การปฐมพยาบาล
289
1. ลา้ งบาดแผลดว้ ยนา้ และสบมู่ าก ๆ เพอ่ื ล้างน้าลายสุนัขออกจากบาดแผล แลว้ ใสย่ าฆา่
เชอ้ื ปิดแผล
2. นาผบู้ าดเจ็บสง่ ศูนย์บริการสาธารณสุขหรอื สถานเสาวภา หรือโรงพยาบาลเพือ่ ฉีดวคั ซนี
ป้องกนั โรคพิษสนุ ขั บ้าและบาดทะยักทันทแี ละควรรบั วคั ซนี ให้ครบจานวนตามกาหนด
นัด เพ่ือให้วคั ซีนได้ผลในการป้องกนั โรค
3. ถ้าเป็นไปได้ ควรกกั สตั วไ์ ว้รอดูอาการ 14 - 16 วัน ถ้าสัตว์นัน้ ไมเ่ สยี ชีวิต แสดงว่า
ไม่ได้เป็นโรค
แมลง สัตว์ กัด ต่อย
พิษจาก ผึ้ง ตอ่ แตน
ผึง้ แตน ต่อ เปน็ แมลงทีม่ เี หล็กในอย่บู ริเวณกน้ ภายในเหลก็ ในจะมถี ุงเก็บนา้ พิษเม่อื กดั ตอ่ ย
ศัตรู จะปลอ่ ยเหล็กในออกไปพรอ้ มกบั น้าพิษ ทาใหม้ อี าการคนั ปวด บวม แดง ถา้ มอี าการแพม้ ากจะ
คลน่ื ไส้ อาเจยี นทอ้ งเดิน เป็นลม หมดสติ เสยี ชวี ิตได้
การปฐมพยาบาล
1. ให้เอาเหล็กในออกโดยใช้วัตถุท่ีมีรูตรงกลาง เช่น ลูกกุญแจ ปลายปากกาลูกลื่นชนิดกด
วางครอบเหล็กในให้อยู่ตรงกลางรู แล้วกดให้เหล็กในโผล่ออกมา ดึงเหล็กในออกมา
ห้ามบบี หรอื เคน้ พษิ เพราะจะทาให้ถงุ น้าพิษแตก ร่างกายจะไดร้ บั พษิ มากขนึ้
2. ใชแ้ อมโมเนียทาบริเวณทถ่ี ูกต่อยเพ่ือทาลายพิษ
3. ใช้น้าแข็งหรือน้าเย็นประคบเพ่ือลดอาการปวดและบวม ลดการกระจายของพิษเข้าสู่
ร่างกาย
4. ถา้ ปวดใหร้ บั ประทานยาแก้ปวด
5. ถ้ามีอาการแพ้ อาจหยุดหายใจ ถ้าหัวใจหยุดเต้น ต้องช่วยหายใจและนวดหัวใจและรีบ
นาส่ง
พษิ จากแมงป่อง และตะขาบ
แมงปอ่ งจะมีเหลก็ ในท่ีหางใชต้ ่อยและฉีดพษิ ใส่ศัตรู ส่วนตะขาบจะมเี ข้ียว 2 เข้ียวกัดใหเ้ ห็น
เปน็ รอยเข้ยี ว 2 จุด ผ้ถู กู กัดจะมีอาการคลา้ ยผง้ึ ต่อ แตน ต่อย แตม่ อี าการรุนแรงกวา่
การปฐมพยาบาล
1. ใช้แอมโมเนียทาบรเิ วณทถี่ ูกต่อย เพอื่ ทาลาย
2. ประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดบวม
3. ถา้ ปวดให้รับประทานยาแกป้ วด
4. ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง ใหป้ ฐมพยาบาลตามอาการ แลว้ รีบนาสง่ โรงพยาบาล
พิษจากแมงกะพรนุ ไฟ
แมงกะพรุนไฟเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล ท่ีหนวดมีเหล็กในเล็ก ๆ มีพิษเม่ือถูก
ผิวหนังทาให้เกิดรอยไหม้แดง และปวดแสบ ปวดร้อนท่ีผิวหนัง เกิดอาการอ่อนแรง ถ้ามีอาการมาก
อาจชอ็ ค คลื่นไส้ อาเจียน เปน็ ตะคริวและหายใจล้มเหลวได้
การปฐมพยาบาล
290
1. ใช้ทรายหรือผ้าเช็ดถูบริเวณบาดแผลเพื่อขจัดเมือกและพิษของแมงกะพรุนออกจาก
ผิวหนัง
2. ใช้แอมโมเนียหรือแอลกอฮอล์ชุบผ้าประคบหรือใช้ผักบุ้งทะเลขยาหรือตาให้มีน้า ทา
บริเวณทถ่ี กู แมงกะพรนุ จะชว่ ยลดอาการปวดแสบปวดรอ้ น
3. ถา้ มอี าการปวดใหร้ ับประทานยาแกป้ วด
4. ถา้ มีอาการแพร้ นุ แรงให้ปฐมพยาบาลตามอาการ และรีบนาสง่ โรงพยาบาล
5. การโดนไฟฟ้าดดู
การตายเน่ืองจากกระแสไฟฟา้ นน้ั หลกั ๆ ขึน้ อยู่กบั 2 ปัจจัยหลกั คือ
1. ขนาดของกระแสไฟฟ้าทไี่ หลผา่ นร่างกาย
2. ระยะเวลาทไ่ี ฟฟา้ ไหลผา่ นรา่ งกาย
ขอ้ ห้ามทส่ี าคญั ทไี่ ม่ควรทาเม่อื ถูกไฟฟา้ ชอ๊ ต
- หา้ ม เขา้ ไปช่วยผ้ถู ูกไฟฟ้าช๊อต จนกวา่ จะแนใ่ จไดว้ า่ ผบู้ าดเจ็บมิไดส้ ัมผสั กบั
สายไฟฟา้ หรอื ตัวนาใดๆ จากน้นั จงึ ควรตัดวงจรไฟฟา้ ทลี่ ดั วงจรก่อนเข้าไป
ช่วยเหลอื
- ห้าม เข้าไปช่วยผู้ถูกไฟฟ้าช๊อต ถ้าผิวหนังผู้ท่ีจะช่วยนั้นเปียกช้ืน เพราะอาจ
เปน็ ตวั นากระแสไฟฟา้ และถูกไฟฟา้ ดดู
- ถ้าไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ ในการเข้าไปในช่วยเหลือเนื่องจากไม่มีความรู้
ในการตัดกระแสวงจรไฟฟา้ หรือวิธีการช่วยเหลอื ที่ถูกตอ้ ง ให้รีบตามคนมาช่วย
อันตรายจากไฟฟ้าเราสามารถป้องกันได้ และเมื่อเกิดเหตุร้ายจากไฟฟ้ากับ
ตวั เอง หรอื คนใกล้เคยี ง ควรพยายามตัง้ สตแิ ละปฏิบัตติ ามคาแนะนา
อาการร่วม/อาการแสดง ประเมินอาการ การรกั ษาเบื้องต้น/สง่ ต่อ
ฉุกเฉนิ
1.ไม่รู้สึกตัว ความรู้สึกตัว - ประเมนิ ระดับความรู้สึกตวั ABC
เปลี่ยนแปลง - ไม่หายใจ CPR ทันที
2.ร ะ บ บ ไ ห ล เ วี ย น โ ล หิ ต - ใหอ้ อกซเิ จน
ผิดปกติ หัวใจเต้นแรง - ใหค้ วามอบอุ่นแก่ร่างกาย
ผดิ ปกติ - ประสานศูนยส์ งั่ การในการส่งชดุ
3.มี บ า ด แ ผ ล ไ ห ม้
โดยเฉพาะบริเวณทางเข้า ALS มาชว่ ยเหลือ
และทางออกของ - ใหก้ ารดแู ลบาดแผลและประเมนิ
กระแสไฟฟา้
4.มีภาวะกระดูกหกั หรอื อาการบาดเจ็บรว่ ม เชน่ กระดกู สนั
ขอ้ ต่อเคลือ่ น กระดูกสัน หลังหัก และการบาดเจ็บทศ่ี รีษะ
หลังหกั
5.เกดิ ภาวะไตวาย
เฉียบพลนั
291
6.ถ้าผปู้ ่วยรู้สึกตัวดี ไมม่ ี สามารถใหก้ ารดูแล - ใหก้ ารดแู ลบาดแผล
ความผิดปกติตา่ งๆ เบอื้ งต้นได้ - ใหย้ าลดอาการปวด
ดังกล่าว ขั้นตน้ - พดู คุยปลอบโยนเพอ่ื คลายความ
วิตกกังวล
- ประเมินความเปลีย่ นของความ
รูส้ กึ ตัวและสญั ญาณชพี เปน็ ระยะ
การดูแลผปู้ ว่ ยท่ไี ดร้ บั รงั สฉี กุ เฉิน
อุบตั เิ หตุทางรงั สี หมายถงึ เหตุการณ์ท่ีเกิดข้นึ โดยมไิ ดค้ าดหมายเกี่ยวข้องกบั รงี สี ตน้ กาเนิด
รังสีเป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมปรมิ าณรังสีให้อย่ใู นระดับท่ีกาหนดได้ และอาจกอ่ ใหเ้ กิดอนั ตรายท้ัง
โดยตรงและโดยอ้อมตอ่ ชีวติ และทรัพยส์ ินของผูป้ ฏบิ ตั ิงาน ผุ้เก่ยี วขอ้ งและประชาชนทั่วไป
สาเหตุของการเกิดอุบตั ิเหตุ
ปัจจุบันการใช้กัมมันตภาพรังสี ในประเทศ ทั้งเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เกษตรกรรม
และการศึกษาวจิ ัยต่างๆ น้ัน มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรังสีไดส้ ืบเน่ืองจากสาเหตโุ ดยสรุป 3 ลักษณะ
ไดแ้ ก่
สารรังสีสูญหาย ถูกโจรกรรมหรือท้ิงไวโ้ ดยปราศจากการควบคุมดูแล เชน่ สารรังสีท่ีใช้
ในโรงงานถ่ายภาพ หรือนาสารรังสีที่เลิกใช้แล้วไปเก็บไว้ในท่ีซ่ึงไม่มีมาตรการป้องกัน
อันตรายจากรังสี
สารรังสีขาดเคร่ืองกาบังรังสี เกิดการค้างหรือหลุดออกมาจากเคร่ืองกาบังรังสี เน่ืองจาก
เหตุขัดข้องขณะปฏิบัติงาน เช่น การค้างของสารรังสีที่ใช้ในงานถ่ายภาพด้วยรังสี ไม่
สามารถนาลงคืนในภาชนะเก็บ๙งกาบงั รังสีได้
สารรังสีแพร่กระจายออกจากท่ีเก็บหนือบริเวณท่ีควบคุม เช่น การร่ัวของสารรังสีขณะ
ปฏิบตั ิงาน หรือผู้รเู้ ท่าไมถ่ ึงการณ์ ถอดชิ้นสว่ นหรือเครอื่ งมอื ซ่งึ สารรังสบี รรจุอยู่ ทาให้
สารรงั สีแพรก่ ระจายออกไป
หลักการปฏบิ ัตภิ าวะรงั สีฉกุ เฉิน
1. อุบัติเหตทุ ี่เกดิ จากสารรังสีสูญหาย ถูกโจรกรรม หรือทิ้งโดยปราศจากการควบคุมดูแล
1.1 ตอ้ งค้นหาสารรงั สใี หพ้ บ
1.2 นากลบั ไปเก็บไวใ้ นทเ่ี ก็บ ซึ่งมคี วามปลอดภยั ทางรังสี หรอื ย้ายสถานที่เกบ็ ไปยังที่ซึ่งมี
มาตรการควบคมุ /ป้องกันอนั ตรายจากรงั สอี ยา่ งรัดกมุ
1.3 การปฏิบัติการทั้งหมดจะต้องควบคุมใหไ้ ด้รับปรมิ าณรงั สตี า่ สุดเท่าทีส่ มควร จะยอมให้
รับได้
1.4 หากมีผู้ประสบอุบัติเหตุ จาเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีท่ีผู้ประสบเหตุได้รับ
เพ่อื ให้การรักษาพยาบาลได้ถูกวธิ ี
2. อบุ ตั ิเหตุเกิดจากการทีร่ ังสขี าดเครอื่ งกาบงั รงั สี เกิดการคา้ งหรือหลุดออกมาจากเครื่องกาบงั รังสี
2.1 สรา้ งเครือ่ งมอื กาบังใหม่ หรอื นาสารรังสีเขา้ เก็บไวใ้ นเครอ่ื งกาบงั รังสที ่ีมีอยู่
292
2.2 การปฏิบตั งิ านท้ังหมดตอ้ งควบคุมใหไ้ ดร้ บั ปรมิ าณรังสีตา่ ท่ีสดุ เท่าทีส่ มควรจะยอมให้รบั
ได้
2.3 หากมีผู้ประสบเหตุ จาเป็นต้องประเมินระดบั ปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ เพ่ือให้
การรักษาพยาบาลได้ถกู วธิ ี
3. อุบตั เิ หตุเกดิ จากสารรงั สีแพร่กระจาย
3.1 ต้องขจัดคราบเปรอะเปื้อนรังสีให้แก่บุคคล เคร่ืองมือ และสถานที่ซ่ึงมีการเปรอะ
เปือนรังสี
3.2 รวบรวมเกบ็ และกาจัดกากกมั มันตรงั สที ีเ่ พ่ิมขนึ้
3.3 การปฏบิ ัตงิ านทงั้ หมด ตอ้ งควบคมุ ให้ได้ปรมิ าณรังสีท่ตี ่าสดุ เทา่ ทีจ่ ะยอมรบั ได้
3.4 หากมีผู้ประสบเหตุ จาเป็นต้องประเมินระดบั ปรมิ าณรงั สีทผี่ ู้ประสบเหตไุ ด้รับ เพอื่ ให้
การรักษาพยาบาลทีถ่ ูกวิธี
การแจ้งเหตุทางรังสี
สานักงานพลงั งานปรมณุเพื่อสนั ติ
ถนนวิภาวดีรงั สิต บางเขน กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ 02-579 5230-4 , 02- 579 0138-9 ,02 -579 0547 ,02-562 0086 , 02-562
0091
โทรสาร 02-561 3013
การดูแลผ้ปู ว่ ยทางรังสี ประเภทผปู้ ่วยเน่ืองจากอุบตั ิเหตุทางรงั สีสามารถแบง่ ออกเป็น 5 กลมุ่ ดงั นี้
1. ผู้ป่วยมีอาการใหเ้ ห็นวา่ เกิดจากการได้รบั รังสีและมบี าดแผลหรือแผลไหมต้ ามผิวหนัง
2. ผู้ป่วยไม่มีอาการใหเ้ หน็ ว่าเกิดจากการไดร้ บั รงั สี แตม่ ีบาดแผลหรอื แผลใหมต้ ามผวิ หนงั
3. ผู้ปว่ ยมอี าการท่ีอาจคาดว่าไดร้ บั รงั สี
4. ผปู้ ว่ ยไมม่ ีอาการให้เหน็ วา่ เกดิ จากการไดร้ บั รงั สี และไมม่ บี าดแผล
5. ผปู้ ่วยท่ไี ด้รบั ปรมิ าณรังสีเกินกว่าขีดกาหนด แตย่ ังตา่ กวา่ ค่าทีจ่ ะทาให้เกดิ การปว่ ยทาง
รงั สี
ผู้ป่วยในกลุ่มท่ี 1 และ 2 ถึงแม้ว่าจะได้รับรังสีหรือไม่ก็ตาม ควรรีบนาส่งโรงพยาบาลท่ีมี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบาบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสีโดยด่วน แต่ถ้าบาดแผลหรืออาการไหม้
ของผูป้ ว่ ยไม่รุนแรง และไม่จาเปน็ ต้องรีบรักษาพยาบาลแลว้ ควรดาเนนิ การชาระล้างการเปรอะเปือ้ น
ทางรังสีในเบื้องต้น ท้งั นตี้ ้องไม่ทาให้บาดแผลหรืออาการไหม้ดงั กล่าวเกิดอาการสาหัส และควรไดร้ ับ
คาแนะนาในการรักษาพยาบาลด้วย อย่างไรก็ตามการขจัดการเปรอะเป้ือนรังสี เป็นส่ิงจาเป็นยิ่ง
เน่ืองจากอาจทาให้เกิดการแพร่กระจายการเปรอะเปื้อนรังสี ในสถานพยาบาล ซึ่งก่อให้กิดความ
ยุง่ ยากมากขึ้น ถา้ จาเป็นตอ้ งขนยา้ ยผู้ป่วยท่ีมรีการเปรอะเปอ้ื นรงั สี ควรใชแ้ ผ่นพลาสติกคลมุ บนเปล
หามขึ้นรถพยาบาล และใช้พลาสติกแทนผ้าหม่ ซึ่งจะชว่ ยลดการแพรก่ ระจายของรังสี วัสดทุ ี่ใช้งาน
แล้วให้ทิ้งผ่านขบวนการขจัดกากกัมมันตรังสีหรือนามาขจัดการเปรอะเปื้อนรังสีก่อนท่ี จะนาไปใช้
ต่อไป
ผู้ป่วยกลุ่มที่ 3 ไม่จาเป็นต้องรีบทาการรักษาพยาบาลทันที แต่ต้องประเมินปริมาณรังสีที่
ผู้ป่วยได้รับ และความเร่งด่วนอันดับต่อมา ได้แก่ การตรวจวินิจฉัยอาการเบ้ืองต้นโดยคณะแพทย์
293
ผู้เช่ียวชาญ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งมีเคร่ืองมืออุปกรณ์ต่างๆพอควร โดยท่ัวไป
ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะได้รับรังสีชนิดใดก็ตาม ต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เช่นกัน ดังน้ัน
ควรส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท่ีมีแพทย์ผู้เช่ียวชาญด้านการบาบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสี
ซึ่งจะให้การรักษาพยาบาลตามสถานการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนได้ ในกรณีที่คาดว่าจะมีประชาชนได้รับ
รงั สีควรดาเนินการตรวจสอบหาผู้ไดร้ บั รงั สโี ดยละเอียด ซ่ึงการตรวจสอบเพ่ือหาผไู้ ด้รบั น้ี หากวนิ จิ ฉัย
อาการจะทาได้ยากมาก เน่ืองจากอาการป่วยทางรังสีอาจปรากฎให้เห็นต่อเมื่อได้รับรังสีไปแล้ว 6
สัปดาห์ การตรวจหาผู้ที่ได้รับรังสี จึงควรดาเนินการโดยวิธีสอบประวตั ิผทุ้ ่ีต้องสงสยั วา่ อาจได้รบั รงั สี
โดยสอบถามรายละเอียดสถานที่อยขู่ องผู้นัน้ ในขณะเกดิ อบุ ตั ิเหตทุ างรังสี
ผู้ป่วยในกลุ่ม 4 และ 5 ตามปกติไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่จะต้องมีการ
ติดตามผลของผู้ปว่ ยกลุม่ ท่ี 4 เพือ่ ใหม้ ั่นใจวา่ การวินจิ ฉัยครั้งแรกถกู ตอ้ งและเพือ่ ประเมนิ ปรมิ าณรังสีท่ี
ไดร้ ับใหถ้ ูกต้องย่งิ ขึน้ ส่วนผู้ป่วยในกลมุ่ ที่ 5 ควรมกี ารเกบ็ ประวตั ิปรมิ าณรงั สที ่ีไดร้ ับ และหากมคี วาม
จาเปน็ ควรดาเนินการประเมินปริมาณรงั สใี หม่
เลือดออกในทางเดนิ อาหารเฉยี บพลนั และเร้อื รัง
เลือดออกในทางเดินอาหารเกิดได้หลายสาเหตุ ซึ่งบางกรณีไม่ถึงชีวิต แต่บางกรณีจะถึงแก่
ชีวิตได้ สาเหตุของเลือดออก โดยท่ัวไปรักษาหรือควบคุมได้เช่น ริดสีดวง สาเหตุของเลือดออกไม่
คอ่ ยน่าหนกั ใจแตก่ ารหาตาแหน่งเลอื ดออกเป็นส่งิ จาเป็นมากกวา่
รปู ทางเดนิ อาหาร
ทางเดินอาหารคนเราประกอบด้วย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้ใหญ่และ
ทวารหนัก การมีเลือดออกเกิดจากตาแหน่งใดตาแหน่งหนึ่ง หรือหลายๆตาแหน่งจากอวัยวะเหล่านี้
อาจเกดิ จากแผลเลก็ ๆ ในกระเพราะอาหาร หรือมีการอกั เสบเปน็ บริเวณกวา้ งในลาไส้ การมีเลอื ดออก
บางครั้งเกิดข้ึนโดยที่เราไม่ได้สังเกตุ ซ่ึงการตรวจต้องตรวจจากอุจจาระเพ่ือหาเลือดปริมาณน้อยๆท่ี
ตามองไม่เหน็
สาเหตุที่เลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนตน้ เกิดจากแผลท่ีลาใส้เล็กส่วนต้น ส่วนเลือดออก
ที่ทางเดินอาหารส่วนล่างมาจากลาไส้ใหญ่ และทวารหนัก ริดสีดวงทวารเป็นตาแหน่งท่ีมีเลือดออก
มากท่ีสุด โดยจะเห็นเปน็ เลือดแดงสด ริดสีดวงทวารเกิดจากหลอดเลือดดาตรงทวารหนักท่ีโตขึ้นและ
แตกออกจึงมเี ลอื ดออกมาเวลาถา่ ยหรือทาความสะอาด อย่างไรก็ตามควรนกึ ถงึ สาเหตขุ องมะเรง็ ลาไส้
ได้ ก้อนเนื้อนี้จะทาให้เกิดเลือดออกที่มองเห็นด้วยตาหรืออาจมองไม่เห็นด้วยตา ในคนไข้ท่ีเป็นมะเร็ง
ลาไส้ บางคนจะมาดว้ ยอจุ จาระเปน็ เลอื ด
กรดในกระเพาะอาหารสามารถทาให้เกิดการอักเสบและเลือดออกที่หลอดอาหารส่วนปลาย
ภาวะน้ีเรียกวา่ หลอดอาหารอักเสบ บางครั้งกล้ามเนื้อหูรูดตรงตาแหน่งปลายของหลอดอาหารส่วนท่ี
ต่อกับกระเพาะอาหารไม่สามารถหดตัวได้ดี ทาให้อาหารและน้าย่อยจากกระเพราะอาหารไหล
ย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหาร ทาให้หลอดอาหารอักเสบ การมีเส้นเลือดที่หลอดอาหารโป่งพอง
ตรงบริเวณหลอดอาหารส่วนลา่ ง ซึง่ อาจมีการแตกของหลอดเลือดจะทาใหเ้ ดลือดออกในหลอดอาหาร
หรืออาจเกิดจากการฉีกขาดของเยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งเกิดจากการอาเจียนและอาจรวมถึงสาเหตจุ าก
การเพ่ิมความดันในท้องจากอาการไอ
294
กระเพาะเป็นตาแหน่งที่มีเลือดออกบ่อยๆ สุรา แอสไพริน ยาแก้ปวดข้อและกระดูกเป็น
สาเหตุท่ีทาให้แผลและการอักเสบของกระเพาะ การมีแผลเฉียบพลันหรือการมีแผลเร้ือรัง ทาให้แผล
ใหญ่ข้ึนและจะเซาะไปโดนหลอดเลอื ดทาใหเ้ กดิ เลอื ดออก
การอักเสบของลาไส้ใหญ่จากหลายๆสาเหตุ สามารถทาให้เกิดเลือดออกเป็นจานวนมากใน
ลาใส้ใหญ่ การติดเช้ือในลาไส้ใหญ่ก็เป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดเลือดออกเป็นจานวนมากได้ สุดท้ายนี้
ย่งิ คนอายมุ ากขนึ้ หลอดเลอื ดในลาใสใ้ หญอ่ าจมีความผดิ ปกติ ทาใหเ้ ลือดออกได้
อาการ
ขึ้นกับตาแหน่งและความรุนแรงของเลือดที่ออก ถ้าเลือดออกจากลาไส้ใหญ่ส่วนล่างหรือ
แถวทวารหนัก จะเห็นเลือดเป็นสีแดงเคลือบหรือผสมกับอุจจาระ ถ้าตาแหน่งท่ีเลือดออกอยู่สูงข้ึนไป
ในลาไส้ใหญ่หรือส่วยปลายของลาไส้เล็กอุจจาระท่ีออกมาอาจผสมกับเลือดเป็นสีดา เม่ือมีเลือดออก
ในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลาไส้เล็กส่วนต้น อุจจาระท่ีออกมาจะเป็นสีดาแดง และถ้า
อาเจียนออกมาอาจจะเป็นสีแดงหรือสีกาแฟ ถ้าเลือดท่ีออกมาจานวนไม่มาก จะมองด้วยตาเปล่าไม่
เห็น ถ้ามีเลือดออกในอุจจาระเป็นจานวนมากทันทีทันใด คนขัมักจะรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด เป็นลม
หายใจเร็ว หรืออาจมีปวดเกร็งในท้องหรือท้องเสีย ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นเม่ือชีพจรเร็ว ความดันโลหิตต่า
และไม่ค่อยมีปัสสาวะ คนไข้จะซีดมากถ้าเลือดออกช้าๆและเป็นเวลานาน คนไข้จะค่อยๆอ่อนแรง
ไม่ค่อยมแี รง หายใจสน่ั และซดี ซึ่งเปน็ ภาวะซีดเกิดจากการขาดธาตเุ หลก็ เรอ้ื รงั
การช่วยเหลือเบือ้ งตน้
- การประเมนิ และดแู ลตามหลกั ABC
- เฝา้ ระวงั ภาวะชอ็ กจากการเสยี เลือด
- ถา้ ผปู้ ่วยหมดสติ หรอื มภี าวะชอ็ กใหร้ ายงานทีมกูช้ พี ระดบั สงู ทนั ที
เย่ือบชุ อ่ งท้องอกั เสบ
ภาวะเยื่อบชุ อ่ งท้องอกั เสบ (peritinitis)คือ การท่ีเยื่อบชุ อ่ งท้องมีอาการอักเสบเกดิ ข้ึน ซึง่ เกดิ
จากหลายสาเหตุ และการอกั เสบอาจเกิดข้ึนเฉพาะทีใ่ นบางตาแหน่งของช่องท้อง หรืออาจเกดิ ทว่ั ช่อง
ท้องก็ได้ โดยไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด อาการก็จะคล้ายๆกัน คือ มีอาการปวดท้องเป็นหลัก อัตรา
การเสียชีวิตและการรักษาจะขึน้ อยกู่ ับสาเหตทุ ีท่ าให้เกดิ ขึ้น ปจั จุบัน ม่มีสถติ ชิ ัดเจนถึงอบุ ัตกิ ารณ์ของ
เย่ือบุช่องท้องอักเสบ แต่เป็นโรคที่พบได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับบ่อยนัก พบได้ในทุกวัยต้ังแต่เด็กจนถึง
ผู้สงู อายุ ผู้หญงิ และผชู้ ายมีโอกาสเกดิ ภาวะนไ้ี ดเ้ ทา่ กนั
สาเหตุ แบ่งสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ของเย่ือบุช่องท้องอักเสบออกได้เป็น การอักเสบที่เกิด
จากการตดิ เช้ือ และการอกั เสบทไ่ี มไ่ ด้เกิดจากติดเช้อื
อาการหลักของเดย่ือบุช่องท้องอกั เสบ คือ ปวดท้องแบบเฉียบพลัน โดยจะปวดมากขึ้นเวลา
ที่เย่ือบุช่องท้องเกิดการเคลื่อนไหว เช่น การไอ การจาม ซึ่งเวลาท่ีตรวจร่างกายก็จะทดสอบโดยการ
จับต้นขาผู้ป่วยงอขึ้น ผู้ป่วยก็จะมีอาการปวดท้องมากข้ึนทันที หรือหากกดหน้าท้องลงไปช้าๆแล้ว
ปล่อยขนึ้ เร็วๆ ผูป้ ่วยก็จะเกดิ อาการปวดทอ้ งขณะปลอ่ ยมอื มากกว่าตอนท่ีกด
อาการอื่นๆที่อาจตรวจพบได้คือ เวลาจับหน้าท้องจะแข็ง ซ่ึงโดยปกติจะนิ่มและกดลงได้ง่าย
นอกจากน้ีจะมีไข้ หัวใจเต้นเร็ว และมีอาการท้องอืด หรือคล่ืนใส้อาเจียน ไม่ถ่ายอุจจาระ/ท้องผูก
เนอ่ื งจากลาใสห้ ยุดการเคลอื่ นไหว
295
การดแู ลเบอ้ื งตน้
- การประเมินและดูแลตามหลักการ ABC
- ตอ้ งซกั ประวตั ิการรับประทานอาหารครง้ั สดุ ทา้ ยทกุ ครงั้
- ต้องใหผ้ ู้ปว่ ยงดนา้ และอาหารทางปากทกุ ชนิด
ท้องเดนิ
ท้องเดิน (ท้องร่วง ท้องเสีย อุจจาระร่วง) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้า หรือ
ถ่ายเหลวมากกว่าวนั ละ 3 คร้ัง หรือถ่ายเหลวเป็นมกู หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว ในทารกทกี่ ินนม
แม่ปกติอาจถ่ายอุจจาระเหลวๆ บ่อยคร้ังได้โดยไม่ถือว่าเป็นอาการของท้องเดิน แต่ถ้าถ่ายเป็นน้า
จานวนมากและบ่อยคร้ัง กวา่ ที่เคยเป็น ก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการท่ีพบไดบ้ ่อย และมีสาเหตุ
ได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทา
ให้มภี าวะขาดน้าและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนแก่ นอกจากอาการ
ถ่ายเป็นน้า ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกเลือดปนแล้ว อาจมีอาการไข้ ปวดท้อง อาเจียนร่วมดว้ ย ซ่ึงสุด
แล้วแต่สาเหตุทจ่ี าเป็น
อาการ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นน้า หรือถ่ายเหลวบ่อยคร้ัง บางคนอาจมีไข้
หรือคลื่นใสอ้ าเจยี นร่วมด้วย หรืออาจถา่ ยเป็นมูก หรอื มกู ปนเลอื ด
การชว่ ยเหลอื เบอ้ื งตน้
1. การประเมินและดแู ลตามหลกั การ ABC
2. ใหด้ ่มื นา้ เกลือแร่ ถ้าไม่มีอาการอาเจียน
3. ไม่แนะนาให้รับประทานยาหยุดถ่ายอุจจาระ หรอื ซื้อยารบั ประทานเอง
ภาวะแทรกซ้อนจากการฟอกเลอื ดลา้ งไต
ภาวะแทรกซ้อนท่ีนาผูป้ ่วยมานอนโรงพยาบาลมากที่สุดคือ ปัญหาการติดเช้อื และการอดุ ตัน
ของเส้นเลือดท่ีผ่าตัดต่อสาหรับการฟอกเลือด ซ่ึงในผู้ป่วยบางรายอาจจาเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเส้น
เลือดใหมอ่ กี ครัง้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบในช่วงแรกระหว่างฟอกเลือดคือ ตะคริว เน่ืองจากร่างกายสูญเสีย
น้าและเกลือแร่เร็วเกินไป นอกจากนี้อาจพบความดันโลหิตต่า อาจเกิดจากผู้ป่วยกินยาลดความดัน
โลหิตก่อนฟอก ซึ่งผู้ปว่ ยจะมีอาการ ออ่ นเพลีย มึนงง หรือคล่ืนใส้อาเจียน แต่ภาวะแทนกซ้อนเหล่านี้
สามารถป้องกันได้โดย การควบคุมน้าหนักตัวของผู้ป่วย คือการจากัดน้าดื่ม ปรับการฟอกเลือดและ
น้ายาฟอกเลือดให้เหมาะสม โรคแทรกซ้อนท่ีพบได้น้อย ได้แก่ เลือดออกทางเดินอาหาร มีไข้ คัน
ผิวหนงั นอนไมห่ ลับ
การช่วยเหลอื เบื้องต้น
1. การประเมินและดูแลตามหลักการ ABC
2. ส่วนใหญ่สถานที่ล้างไตจะดแู ลเบ้ืองตน้ เพื่อพิจารณาว่าเปน็ ระดับพ้นื ฐานหรือต้องใช้ทีมกู้
ชีพขัน้ สูง
ภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายสวนปัสสาวะ
1. ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคิดเป็นร้อยละ 40
ถงึ แม้การสวนปัสสาวะแตล่ ะครงั้ จะทาถูกวธิ ีและใช้เทคนิคปลอดเชอ้ื แล้วก็ตาม ผ้ปู ่วยท่มี ี
296
สายสวนปัสสาวะด้วยระบบปิด มีทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้
บริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะ ข้อต่อระหว่างสายสวนปัสสาวะกับถุงเก็บปัสสาวะ และรู
เปดิ ของถุงปัสสาวะ ดงั นน้ั การสวนคาปัสสาวะมีโอกาสทาใหเ้ กดิ การตดิ เชือ้ เพมิ่ ขึน้
2. การรวั่ ซมึ ของปัสสาวะ
3. การอุดตนั ของสายสวนปสั สาวะ หรือจากลกู โปง่ ที่ใหญเ่ กนิ ไป
4. ความไม่สขุ สบายจากการสวนปสั สาวะ
การช่วยเหลือเบอื้ งต้น
1. ปอ้ งกันการติดเชอ้ื และการแพร่กระจายเชื้อ
2. การประเมนิ และการดแู ลตามหลักการ ABC
3. ถ้าผ้ปู ่วยรูส้ ึกตวั ดสี ามารถนาสง่ โรงพยาบาลได้ ถ้าไมร่ สู้ กึ ตัวรายงานศูนย์ส่งั การขอรถกู้
ชีพขน้ั สงู ตอ่ ไป
297
ตารางเปรียบเทยี บโรคตดิ ตอ่ อุบตั ใิ หมร่ ะบบทางเดินห
โรคเมอร์ (MERS) โรคซาร์ส (SARS)
ลกั ษณะโรค การระบาดสว่ นใหญ่อยูใ่ นประเทศ โรคทางเดินหายใจเฉยี บพลนั โรคตดิ เช้อื
เชือ้ กอ่ โรค แถบตะวันออกกลาง ลา่ สดุ พบที่ รนุ แรง มกี ารติดเชือ้ ในทางเดิน รุนแรงเกดิ
เกาหลี หายใจอยา่ งรนุ แรงรว่ มกับ
อาการในระบบทางเดนิ อาหาร
เชอ้ื ไวรสั โคไรนา เชื้อไวรสั โคโรนา(SARS-CoV- เกดิ จากเช
(MERS CoV)
like Virus) (Ebola vi
อาการ/ อาการแสดง ไข้ ไอ หอบ บางราย มีอาการในระบบ คร่นั เนื้อครั่นตวั ปวดกล้ามเนอื้ มไี ขส้ งู ทนั ท
ทางเดินอาหาร และบางรายอาจมี และมีไขต้ ่อมาเกอิ าการของ ปวดศรี ษะ
อาการทางระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินหายใจอยา่ ง เจ็บคอ ต
รุนแรง และถึงแกช่ ีวติ ได้ รวดเรว็ ซึ่งมีทงั้ ไอ หายใจ ท้องเสยี แ
ลาบาก อาจมอี าการท้องเสยี ตวั รายท
รว่ มดว้ ย อาการจะทรุดลง เสยี ชวี ิต จ
หลายวันสอดคลอ้ งกบั ท่ไี วรสั ใน มกั เกิดรว่ ม
เลอื ดขน้ึ สงู หลงั จากแสดง ทาลาย ไต
อาการได้ 10 วัน อาการของ
ส่วนกลาง
หายใจ โดย สานกั โรคติดตอ่ อบุ ัตใิ หม่ ณ 18 มถิ นุ ายน 2558
โรคอโี บลา โรคไขห้ วัดใหญ่ โรคไขห้ วดั นก
อไวรัสชนดิ เฉียบพลนั โรคระบบทางเดนิ หายใจที่เกิด มักพบในคนท่ีมีประวตั ิสัมผัสกับ
ดจากเชอ้ื ไวรัสอีโบลา จากการตดิ เชอื้ ไวรัสอย่าง สตั ว์ปกี ท่ีปว่ ย/ ตาย ด้วยโรค
เฉียบพลัน มกั พบผ้ปู ่วยในฤดู ไขห้ วดั นก สว่ นการพบการแพร่
หนาว เน่อื งจากสภาพอาการที่ จากคนสคู่ นได้นอ้ ย
เย็น
ชื้อไวรัสอโี บลา เชือ้ ไวรัสไขห้ วัดใหญ่ เชอื้ ไวรัสไขห้ วัดใหญ่ในสัตวป์ กี
irus) (Influenza virus) จาแนก ตดิ เชือ้ สู่คนได้ ซงึ่ มหี ลายสาย
ออกเปน็ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ ชนิด เอ พนั ธุ์ เช่น H5N1, H7N9, H9N7
บี และซี พบมากท่ีสดุ คอื ชนิด เปน็ ต้น
เอ (H1N1) (H3N2)
ทีทนั ใด ออ่ นเพลยี ไข้สูง ตวั ร้อน หนาว ปวดเม่ือย มไี ขส้ งู ปวดศรี ษะ ปวดเมอ่ื ย
ะ ปวดกลา้ มเนอ้ื และ ตามกลา้ มเน้ือมาก โดย กลา้ มเนอ้ื ออ่ นเพลีย มีนา้ มูก
ตามดว้ ยอาเจยี น เฉพาะท่หี ลงั ตน้ แขน ต้นขา ไอและเจบ็ คอ บางรายมีอาการ
และมผี น่ื นูนแดงตาม ปวดศรี ษะ อ่อนเพลยี เบือ่ ตาแดงร่วมด้วย อาการแทรก
ที่อาการรนุ แรงและ อาหาร คดั จมกู มนี ้ามกู ใสๆ ซอ้ นรนุ แรง เช่น ปอดบวม
จะพบมเี ลอื ดออกงา่ ย ไอแห้ง ๆ บางรายที่มีอาการ ระบบหายใจลม้ เหลวโดยเฉพาะ
มกบั ภาวะตับถกู ปอดอักเสบรนุ แรง จะพบ ในเด็ก และผสู้ ูงอายุ
ตวาย หรือก่อใหเ้ กิด อาการหายใจเร็ว เหนือ่ ย หอบ
งระบบประสาท หายใจลาบาก อาจเสยี ชีวติ ได้
ชอ๊ คและเสยี ชีวิตได้
298
โรคเมอร์ (MERS) โรคซารส์ (SARS)
ระยะฟกั ตัว 2-14 วนั 2-10 วัน 2-21 วัน
วิธกี ารแพรโ่ รค
การตดิ ตอ่ ระหวา่ งสัตวส์ คู่ นผ่านการ การตดิ ต่อระหวา่ งคนสู่คน โดย การตดิ ตอ่
สัมผสั สตั ว์ปว่ ย การแพร่เช้ือระหว่าง การสัมผสั ใกลช้ ิด โรคน้ี การสัมผสั โ
คนส่คู นจะผ่านทางเสมหะของผู้ปว่ ย แพรก่ ระจายทางน้ามกู นา้ ลาย เชื้อ สารค
จากการไอ เปน็ ตน้ และมักเกิดจาก และวสั ดุที่อาจจะปนเป้ือนเช้ือ นา้ อสุจิ ย
การสมั ผสั อยา่ งใกลช้ ดิ กบั ผู้ป่วยโดย อกี กรณีหนงึ่ คาดวา่ แพร่โดย ตดิ เชอื้ ผ่าน
มไิ ดม้ กี ารป้องกันตนเอง พาหะทางส่งิ แวดล้อม เชน่ การสัมผสั โ
ละอองฝอยจากทอ่ นา้ ทงิ้ หรือ เครื่องในข
จากการขนส่งของเสยี เกิดขณะจ
สัตว์เล้ียงล
การรกั ษา/ยา/วคั ซีน การรกั ษาตามอาการแบบ ให้ยาปฏิชีวนะ การรกั ษาต
ประคับประคองยงั ไมม่ วี ัคซีน และยา ประคบั ปร
รกั ษาทจี่ าเพาะ ยงั ไมม่ ีวคั ซนี และยาท่รี ักษา และยารักษ
จาเพาะ ทอี่ าการรุน
ดูแลอยา่ งใ
คาแนะนา/แนวทาง/ ความสาคญั ในการปอ้ งกนั มาตรการป้องกันโรค มาตรการก
ระบาดขอ
มาตรการ การแพรก่ ระจายเชอ้ื เมอร์ คอื 1. คดั แยกผปู้ ว่ ย จดั ให้อยู่ในทีท่ ่ี ของประเท
รพ.จัดไว้ (ห้องความดนั ลบ)
1. ผู้ปว่ ยท่สี งสยั ได้แก่ นกั ท่องเท่ียว และใสห่ น้ากากอนามัย 1.ผปู้ ว่ ยที่เ
แรงงานตา่ งดา้ วทม่ี ีประวัติเดนิ ทาง ท่มี กี ารระบ
จากประเทศตะวนั ออกกลาง หรือ 2.บคุ ลากรทางการแพทยต์ อง ได้รับการต
ได้รับการยนื ยันวา่ ติดเช้ือเมอร์ ใสห่ นา้ กาก N95 ขน้ึ ไป ควบคุมโรค
(N95/99/100 หรือ FFP2/3) สุวรรณภูม
2.บุคลากรทางการแพทยท์ ี่ต้องดแู ล หรือเทยี บเทา้ มาตรฐาน 1.1ผทู้ ี่มีไข
ผ้ปู ว่ ยควรใชห้ ลัก Standard