The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

การดูแลเบ้อื งตน้ ในผู้ปว่ ยฉุกเฉินท่ีมอี าการปวดท้อง

บทนา

ปวดทอ้ ง เปน็ อาการปวดท่ีเกิดข้นึ บริเวณลาตัวตั้งแตใ่ ตก้ ระดูกซี่โครงลงมาจนถงึ เหนือกระดูก
สะโพก ซึ่งสาเหตุของการปวดอาจมาจากอวยั วะภายในช่องท้องหรืออวัยวะท่ีอยู่ใกล้เคียงกับช่องท้อง
อย่างไรก็ตาม อาการนี้สามารถเป็นกันได้ทุกคนและแม้จะปวดอย่างรุนแรงก็อาจไม่ได้บ่งบอกถึงโรค
ร้ายแรงเสมอไป
พยาธสิ รีรวทิ ยา
สามารถแบ่งบรเิ วณชอ่ งท้องได้เป็น 9 สว่ น คอื
1. ชายโครงขวา คือตบั และถงุ น้าดี
อาการทพ่ี บมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งรว่ มกับอาการตวั เหลือง ตาเหลือง ซ่ึงสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า
อาจเป็นโรคเกีย่ วกับตับหรือถงุ นา้ ดี เชน่ ตับอกั เสบ ฝีในตับ ถงุ นา้ ดอี ักเสบ
2. ใตล้ ้นิ ป่คี อื กระเพาะอาหาร ตับออ่ น ตบั และกระดูกลนิ้ ป่ี

-ปวดเปน็ ประจาเวลาหิวหรอื อ่มิ อาจเปน็ โรคเกย่ี วกบั กระเพาะ
-ปวดรุนแรงร่วมกบั คลื่นไสอ้ าเจียน อาจเปน็ โรคตบั อ่อนอกั เสบ
-คลาเจอก้อนเนื้อค่อนขา้ งแข็งและมขี นาดใหญ่ อาจหมายถงึ ตบั โต
-คลาไดก้ ้อนสามเหล่ียมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดกู ล้นิ ป่ี
3. ชายโครงขวาคือ ม้าม ซึ่งมกั จะคลาเจอก้อนเนอ้ื บริเวณนี้
4. บนั้ เอวขวาคอื ทอ่ ไต ไต ลาไสใ้ หญ่
-ปวดรว่ มกับถา่ ยอุจจาระผดิ ปกตหิ รอื ถา่ ยเปน็ เลือด อาจเป็นเพราะลาไสใ้ หญอ่ ักเสบ
-ปวดร้าวถึงตน้ ขา อาจเปน็ น่ิวในทอ่ ไต
-ปวดรว่ มกบั ปวดหลัง มไี ข้ หนาวส่ัน ปสั สาวะขุ่น อาจเปน็ กรวยไตอกั เสบ
-คลาเจอกอ้ นเนอ้ื อาจเปน็ ไตโตผิดปกติหรือเนอ้ื งอกในลาไส้ใหญ่
5. รอบสะดือคือ ลาไส้เลก็
มักพบในโรคทอ้ งเดินหรอื ไส้ตงิ่ อักเสบ(กอ่ นจะยา้ ยมาปวดทอ้ งน้อยขวา) แต่ถา้ ปวดแบบมลี มในทอ้ ง ก็
อาจเป็นเพราะกระเพาะลาไสท้ างานผิดปกติ
6. บนั้ เอวซา้ ยคือ ท่อไต ไต ลาไสใ้ หญ่ (เหมอื นขอ้ 4)
7. ท้องนอ้ ยขวาคอื ไส้ติง่ ทอ่ ไต และปีกมดลูก
-ปวดเกร็งเป็นระยะรา้ วมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนน่วิ ในกรวยไต
-ปวดเสยี ดตลอดเวลา กดแล้วเจบ็ มาก มกั เปน็ ไสต้ ่ิงอักเสบ
-ปวดรว่ มกับมไี ข้สงู หนาวสนั่ มีตกขาว มกั เปน็ เพราะปีกมดลูกอักเสบ
-คลาแลว้ เจอกอ้ นเน้ือ อาจเป็นก้อนไสต้ ง่ิ หรือรงั ไขผ่ ิดปกติ
8. ทอ้ งน้อยคอื กระเพาะปัสสาวะและมดลูก
-ปวดเวลาถา่ ยปัสสาวะหรอื ถ่ายกะปรดิ กะปรอย มักเปน็ เพราะกระเพาะปัสสาวะอกั เสบ หรือ
นว่ิ ในกระเพาะปสั สาวะ

201

-ปวดเกรง็ เวลามปี ระจาเดอื น เป็นอาการปวดประจาเดอื น แต่ในรายท่ีปวดเร้อื รังในหญงิ
แตง่ งานแล้วไม่มบี ุตร อาจเปน็ เน้ืองอกในมดลูก
9. ทอ้ งนอ้ ยซา้ ยคอื ปกี มดลกู และทอ่ ไต
-ปวดเกรง็ เปน็ ระยะและรา้ วมาที่ต้นขา มักเปน็ นว่ิ ในทอ่ ไต
-ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวส่นั ตกขาว เป็นเพราะมดลกู อักเสบ
-ปวดร่วมกับถ่ายอจุ จาระผดิ ปกติ อาจเป็นเพราะลาไส้ใหญ่อักเสบ
-คลาพบกอ้ นรว่ มกบั อาการทอ้ งผูกเปน็ ประจา อาจเปน็ เน้อื งอกในลาไส้

รูปท่ี 1 แสดงการแบ่งช่องทอ้ งและอวยั วะภายใน
สาเหตขุ องอาการปวดท้อง
ไมว่ า่ จะเปน็ อาการปวดทอ้ งไมร่ ุนแรง ปวดท้องหนักรุนแรง ปวดบีบในท้อง หรืออาการปวดทอ้ ง
ลักษณะอื่นใดกต็ ามลว้ นแต่เกดิ ข้ึนได้จากสาเหตุที่หลากหลาย โดยสาเหตขุ องอาการปวดทอ้ งต่อไปน้ี
ถอื วา่ ไม่รนุ แรงนกั

 ท้องผูก
 โรคลาไสแ้ ปรปรวน
 อาหารเปน็ พษิ
 แพอ้ าหารหรอื มภี าวะพร่องเอนไซม์ เช่น ภาวะพรอ่ งเอนไซมแ์ ลคเทส
 ไวรัสลงกระเพาะ
สาเหตอุ ่ืน ๆ ทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ และมีอาการรนุ แรง ไดแ้ ก่
 ไส้ตงิ่ อกั เสบ
 ลาไส้อุดตนั
 โรคหลอดเลอื ดแดงเอออร์ตาโป่งพองในช่องท้อง

202

 แสบรอ้ นกลางอก กรดไหลยอ้ น
 ลาไสอ้ ักเสบเรอื้ รัง
 นิว่ ในถงุ น้าดี
 ถงุ น้าดอี ักเสบ ซง่ึ อาจเกดิ จากน่วิ ในถุงนา้ ดหี รอื สาเหตุอน่ื ก็ได้
 โรคถุงผนังลาไส้ใหญ่
 ตบั อ่อนอกั เสบ
 โรคกระเพาะอาหาร
 มีเลอื ดไปหลอ่ เลย้ี งลาไสล้ ดลง หรือเรยี กวา่ โรคลาไสข้ าดเลอื ด
 มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเรง็ ลาไสใ้ หญ่ และอวัยวะอื่น ๆ
บางครั้งอาการปวดทอ้ งยงั อาจเกิดข้ึนไดโ้ ดยมีสาเหตจุ ากความผิดปกติที่บรเิ วณอื่น ๆ ใน
รา่ งกาย เชน่ บริเวณหน้าอกหรืออวัยวะในเชงิ กราน โดยโรคหรือภาวะท่อี าจเปน็ สาเหตุ
ไดแ้ ก่

 ปวดท้องประจาเดือนอยา่ งรนุ แรง
 ภาวะอักเสบในอ้งุ เชิงกราน
 ทอ้ งนอกมดลูก
 เยอ่ื บุโพรงมดลกู เจรญิ ผิดท่ี
 กลา้ มเนอ้ื ฉกี
 โรคตดิ เช้ือระบบทางเดินปสั สาวะ
การซักประวตั ิ
1. ลกั ษณะอาการปวดทอ้ ง ปวดบดิ ตอ้ื จ๊ีด เป็นพกั ๆ เริม่ ปวดทันทีหรอื ค่อยเปน็ ค่อยไป ปวดนาน
เทา่ ไร ตาแหนง่ ร้าวไปท่ใี ด เวลาทป่ี วดก่อนหรอื หลงั อาหาร หรือขณะทีน่ อนหลับ
2. มอี าการทางระบบทางเดนิ อาหารอยา่ งอ่นื รว่ มด้วยหรอื ไม่ เชน่ อาเจียน ทอ้ งร่วง เหลอื ง
3. มคี วามเปลี่ยนแปลงทางด้านส่ิงแวดล้อม หรือพฤตกิ รรม เช่น เปล่ยี นโรงเรยี น เปล่ียนทีอ่ ยู่ เปล่ียน
ตาแหน่งทีป่ วดท้องไปเรือ่ ยๆ
4. มอี าการด้านการติดเช้อื เชน่ ไข้
5. ประวตั ิประจาเดอื น
การดแู ลระหวา่ งนาสง่
1. การจดั ทา่ ให้นอนพักศีรษะสงู เล็กน้อยเพอื่ ลดแรงตงึ ตัวของกลา้ มเน้ือหน้าท้องหรอื ทา่ ทผี่ ปู้ ว่ ยรู้สึก
สบาย
2. แนะนางดอาหารและนา้ ทางปากจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล

203

รูปที่ 2 แสดงการจัดทา่ Semi - fowler

204

เอกสารอา้ งองิ
https://www.pobpad.com
http://guru.sanook.com/9283/
http://lyceum.algonquincollege.com/lts/onlineCourses/anatomy/content/module1-
8.htm
http://www.healthcarethai.com
http://www.decubitus.be/richtlijnen/nl/houdingen.htm

205

บทท่ี 5-2
การดูแลเบอื้ งต้นผปู้ ่วยฉุกเฉินระบบหวั ใจและหลอดเลอื ด

บทนา

การไหลเวียนเลือดเกิดจากการทางานของหัวใจ หลอดเลือดและเลือด หัวใจทาหน้าท่ีหด
ตัว และบีบไลเ่ ลือดให้ไหลไปตามหลอดเลอื ดแดงใหญ่หลอดเลือดแดงเล็กและหลอดเลือดฝอยโดยพา
สารอาหาร และออกซิเจนไปเล้ียงเซลล์เน้ือเย่ือทุกส่วนของร่างกายแล้วพาสารท่ีร่างกายต้องการขับ
ออก รวมท้ังคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เนือ้ เยือ่ เหล่านั้น กลับมาทางหลอดเลอื ดดาเลก็ ๆ และหลอด
เลือดดาใหญ่ตามลาดับ จนเข้าสู่หัวใจใหม่ เลือดไหลเวียนไปในวงจรปดิ (closed system) เป็นทาง
เดียวเช่นนเ้ี รอ่ื ยไป จงึ ไดช้ อื่ วา่ ระบบไหลเวียน
หนา้ ที่ของระบบไหลเวยี นเลอื ด คือ ขนส่งสารทสี่ าคัญ ดังน้ี

1. สารอาหาร
2. ออกซเิ จน
3. คาร์บอนไดออกไซด์
4. สารทเ่ี กิดจากกระบวนการเผาผลาญ
5. นา้
6. ความรอ้ น
7. ฮอรโ์ มน
8. สารให้ภูมคิ ุม้ กัน

206

รูปที่ 1 แสดงหลอดเลือดในรา่ งกาย

ปรมิ าณเลอื ด (blood volume) เลอื ดประกอบดว้ ยพลาสมาซ่งึ เป็นของเหลวและเม็ดเลอื ด ใน
ผู้ใหญโ่ ดยปกติมเี ลอื ดประมาณ 5 ลติ ร หรือประมาณ 7 เปอร์เซ็นตข์ องน้าหนกั ตัว ปรมิ าณเลือดมี
ความสัมพันธ์กับสมดลุ ของของเหลวในหลอดเลอื ดและในเน้ือเย่ือ

การเปลย่ี นแปลงปรมิ าณเลือด
สาเหตุทีป่ ริมาณเลือดลดลง ไดแ้ ก่
1. การเสียเลือดจากหลอดเลือด เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร ถูกแทง ถูกยิง
2. ปริมาณเม็ดเลอื ดแดงลดลง เช่น โรคซดี เมด็ เลอื ดแดงแตก
3. เสียเฉพาะนา้ เลือด เช่น ในรายไฟไหมน้ ้ารอ้ นลวก หรอื ชอ็ กจากสาเหตุอ่นื ๆ
4. เสยี น้าในเลือด พบในคนที่ท้องเดนิ รนุ แรง
สาเหตทุ ่ที าใหป้ รมิ าณเลอื ดเพิ่มข้นึ ได้แก่
1. อุณหภมู สิ ูง
2. การออกกาลงั กาย
3. การตง้ั ครรภ์
4. ภาวะหวั ใจล้มเหลวร่วมกบั ไตเสยี หนา้ ที่
การเปล่ียนแปลงปริมาณเลอื ดจะมีผลโดยตรงตอ่ หัวใจ เพราะปริมาณเลือดดาท่ีไหลกลับสู่

หัวใจ (venous return) เป็นปจั จยั ทีท่ าใหเ้ กดิ ผลโดยตรงตอ่ การหดตวั ของกลา้ มเน้ือหัวใจ

207

ปริมาณของเลือดทีบ่ รรจใุ นหลอดเลอื ดตา่ ง ๆ ปริมาณเลือด (ร้อยละ)
อวยั วะ 64
7
หลอดเลือด 13
หัวใจ 7
หลอดเลอื ดเอออร์ต้า และหลอดเลือดแดง 9
อวัยวะภายใน+หลอดเลือดฝอย
หลอดเลอื ดฝอยปอด

กายวิภาคและสรีรวทิ ยาของหัวใจ
หัวใจมี 4 ห้อง ประกอบด้วยส่วนตา่ งๆ คือ
1. กล้ามเน้ือหวั ใจ
2. ลน้ิ หวั ใจ
3. จดุ กาเนิดคลื่นไฟฟา้ และการนาคล่นื ไฟฟ้าหวั ใจ
4. เส้นเลอื ดโคโรนารี
หัวใจ เปน็ เครอื่ งสบู ฉีดเลอื ด ประกอบดว้ ยผนังเป็นกล้ามเน้อื หนา หดตัวและคลายตัวเป็น

จังหวะไมม่ หี ยุด รปู ร่างของหัวใจคลา้ ยรปู กรวยทู่ และแบนจาก หน้าไปหลงั เล็กนอ้ ย ช่องหัวใจแบ่ง
ออกเป็นครึง่ ซา้ ยและขวา โดยผนังก้ันเฉยี ง ๆ แต่ละ ข้างประกอบดว้ ยช่องท่ีรับเลือดดาเรยี กว่า เอ
เตรียม (Atrium) ซึ่งมผี นงั บาง และชอ่ งทผ่ี นังเลือดออกซึง่ มผี นังหนา เรียกวา่ เวนตรเิ คลิ (Ventricl)
ภายในสว่ นล่างของเอเตรียม เปิดเขา้ สู่สว่ นหลงั ของเวนตรเิ คิล โดยรูกว้างซึ่งเรียกวา่ รูอะตริโอเวนตริคู
ลาร์ (Artrio-ventricular orifice) แตล่ ะรูนม้ี ลี น้ิ หัวใจ ซ่ึงยอมใหเ้ ลือดจากเอเตรียม ไปสู่ เวนตริเคลิ ได้
แตป่ ้องกันไม่ใหเ้ ลือดไหลยอ้ นกลับ

208

รูปที่ 2 แสดงกายวิภาคและสรีรวทิ ยาของหวั ใจ

รูปที่ 3 แสดงรปู จาลองการไหลเวยี นเลอื ด
คณุ สมบตั ิการทางานของหวั ใจ

1. ความเป็นอตั โนมตั ิ (automaticity) คอื ทางานได้ด้วยตนเองมีระบบส่อื นาทส่ี ร้าง
ศักย์ไฟฟ้าขณะทางาน (action potential) ได้เอง

2. ความสามารถในการหดตัว (contractility) เปน็ ลักษณะทส่ี าคญั การบีบตวั (systole)
การคลายตัว (diastole) ระยะพกั (pause) ทางานเป็นรอบหรือวงจร (cardiac cycle)

3. ความเป็นส่ือนา (conductivity) มรี ะบบสื่อนาเพ่อื ให้ทางานพรอ้ มเพรยี งกันและเป็น
จังหวะ

209

4. ความไวตอ่ การกระตุน้ (excitability) และความด้ือ (refractory period) ปอ้ งกันไมใ่ ห้
หวั ใจหดตัวค้าง

หลอดเลือดแดง เม่ือหัวใจหดตัว ก็จะบีบไล่เลือดไปสู่เอออร์ตา และหลอดเลือดแดง แขนง
ใหญ่ ๆ ทันที หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่จึงมีเส้นใยยึดหยุ่นมากในผนังและยืดออกได้เม่ือหัวใจหดตัว
ทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายท่ีมีต่อหลอดเลือดขนาดเล็กกว่า อันเน่ืองจากความดันของเลือดที่
ออกมาอย่างแรง เพ่ือที่จะควบคุมการส่งเลือดไปยังเนื้อเย่ือต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่าง
สม่าเสมอ หลอดเลือดขนาดกลาง จงึ มีกลา้ มเน้ือเรยี บมากขน้ึ หลอดเลือดขนาดเล็กจะกลับมีกล้ามเนอ้ื
เรยี บน้อยลงหลอดเลือดฝอย มขี นาดเล็กมากขนาด 8-10 ไมครอน ไม่มีกลา้ มเนื้อเลย มีแต่เยอ่ื บุผนัง
เท่านั้น สาหรับการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ อาหารและของเสียซึมผ่านผนังได้
โดยสะดวกและรวดเรว็
ระบบการไหลเวยี นเลือด
1. การไหลเวียนของเลอื ดไปปอดประกอบด้วย

1.1 Main pulmonary artery
1.2 Muscular pulmonary arteries
1.3 Pulmonary arterioles
2. การไหลเวียนของเส้นเลอื ดส่วนปลายขึน้ อย่กู ับอวยั วะต่างๆ คอื
2.1 ไต
2.2 ระบบประสาท กล้ามเนอื้ ลาไส้
2.3 ผิวหนงั
2.4 เส้นเลอื ดโคโรนารแี ละผิวหนงั

ภาวะฉุกเฉินทางหวั ใจ
อาการและอาการแสดงที่สาคัญของระบบหวั ใจและหลอดเลือด
1. อาการเจ็บหนา้ อกทเี่ กี่ยวกบั ปัญหาสขุ ภาพหวั ใจ อาการเจ็บหน้าอกท่ปี รากฏกับผทู้ มี่ ีปัญหา
สขุ ภาพหวั ใจนน้ั มกั มอี าการอ่นื ๆ รว่ มดว้ ย โดยทั่วไป มกั มีลักษณะอาการตอ่ ไปน้ี
1.1 ร้สู ึกแนน่ หรือเหมือนถกู กดทห่ี น้าอก

210

1.2 รู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบที่หน้าอกและเจ็บร้าวไปที่หลัง คอ ขากรรไกร ไหล่และแขน
โดยเฉพาะแขนซ้าย

1.3 อาการเจ็บที่เพิ่งหายไปกาเริบข้ึนได้หากต้องออกแรงมาก และอาจเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่ง
ขน้ึ อยู่กบั ความหนักหน่วงของกจิ กรรมทท่ี า

1.4 หายใจหอบเหน่ือย หายใจไมส่ ดุ
1.5 เหง่อื ออกแตต่ ัวเยน็
1.6 งว่ งซมึ หรอื ออ่ นเพลีย
1.7 วงิ เวียนหรอื อาเจียน
2. อาการเจ็บหน้าอกจากปัญหาสุขภาพอ่ืน ๆ อาการเจ็บหน้าอกไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า
เกิดจากปัญหาสุขภาพของหวั ใจหรือปัญหาสุขภาพอ่นื ๆ อย่างไรกต็ าม อาการเจ็บหน้าอกท่มี ีแนวโน้ม
วา่ ไมไ่ ด้เกิดจากปญั หาสุขภาพหวั ใจนน้ั มักเกิดลกั ษณะของอาการดงั นี้

2.1 รบั รสเปรย้ี วหรือรูส้ กึ ว่ามีนา้ จากสิง่ ท่ีกลนื ลงไปไหลข้นึ มาท่ีคอ
2.2 อาการเจบ็ หนา้ อกอาจดีขน้ึ หรือแยล่ งเมอ่ื ขยบั ตัวเปลยี่ นอริ ิยาบถ
2.3 อาการเจ็บหน้าอกกาเริบมากขึ้นเมอื่ หายใจลึก ๆ หรือไอ
2.4 รู้สึกแนน่ ตึงเมอ่ื กดหนา้ อก
สาเหตุของอาการเจบ็ หนา้ อก
สาเหตุของการเจ็บหน้าอกประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สาเหตุที่เก่ียวกับหัวใจ สาเหตุ
จากระบบย่อยอาหาร สาเหตุจากกล้ามเน้ือและกระดูก สาเหตเุ ก่ียวกับปอด และสาเหตุอื่น ๆ โดยแต่
ละสาเหตุมรี ายละเอยี ด ดังนี้

1. สาเหตุทเี่ ก่ยี วกบั หวั ใจ อาการเจ็บหน้าอกท่มี ีสาเหตเุ กย่ี วกบั หวั ใจนั้น ประกอบด้วย
1.1 โรคหัวใจหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (myocardial infarction:
MI) เกิดจากการท่ีลิ่มเลือดอุดตัน ทาให้เลือดไม่สามารถไหลเวยี นไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
ได้ เม่ือเลือดไหลไปเล้ียงหัวใจได้น้อยลงก็เป็นสาเหตใุ ห้กล้ามเน้ือหัวใจตาย ผู้ปว่ ยจะรู้สึก
เจ็บปวดเหมือนถูกบีบรัดท่ีบริเวณตรงกลางหรือด้านซ้ายของหน้าอกข้ึนมาทันที แม้จะ
นอนพักอาการก็ไม่ทุเลาลง นอกจากน้ี ผู้ปว่ ยจะเหงื่อออก คล่ืนไส้ หายใจไมส่ ุด หรอื รู้สึก
อ่อนแรงอย่างรุนแรงร่วมด้วย ช่องทางด่วนภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (MI Fast
Track) คือ ช่องทางด่วนรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันระยะเวลา ตัง้ แต่
เรม่ิ มีอาการเจบ็ แน่นหนา้ อกมากอย่างเร็วท่ีสดุ ไม่ควรเกนิ 12 ชั่วโมง
1.2 ภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (angina) ภาวะนี้เป็นผลมาจากโรคหลอดเลือด
หัวใจตีบ (coronary artery disease: CAD) ท่ีมีคราบตะกรันหนาสะสมอยู่ภายในผนัง
ของหลอดเลือดแดงซ่ึงทาหน้าท่ีลาเลียงเลือดไปเล้ียงหัวใจ โดย คราบตะกรัน น้ีจะทาให้
หลอดเลือดแดงแคบลง ส่งผลให้ร่างกายลาเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเน้ือ
หัวใจไม่พอ จนเกิดภาวะเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บเหมือน
ถูกกดหรือบีบที่หน้าอก ซึ่งอาการน้ีอาจกระจายไปที่แขน ไหล่ ขากรรไกร หรือหลัง

211

อาการดังกล่าวมักเกิดเม่ือออกแรงทากิจกรรมอย่างออกกาลังกาย ตื่นเต้น หรือรู้สึก
เครยี ด ซึ่งอาการจะทเุ ลาลงเม่ือหยดุ พกั จากกิจกรรมดังกล่าว
1.3 ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) ภาวะหัวใจล้มเหลวทาให้เกิดอาการหรืออาการ
แสดงที่เกิดจากการท่ีเลือดออกจากหัวใจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และ
อาการที่เกิดจากภาวะค่ังของน้าและเกลือ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการหายใจ
เหนื่อยในขณะท่ีออกแรง อาการเหนื่อย/หายใจไม่สะดวกในขณะนอนราบ บางครั้งจะมี
อาการไอในขณะนอนราบด้วย หรือในขณะนอนหลับต้องต่ืนขึ้นเน่ืองจากมีอาการหายใจ
ไม่สะดวกซึ่งเป็นอาการจาเพาะสาหรับภาวะหัวใจล้มเหลว อาการบวมจากภาวะคั่งน้า
และเกลอื เช่น ท่ีเท้าและขามีลักษณะบวม กดบุ๋ม มีน้าค่ังในปอดและอวัยวะภายใน เช่น
มีตับ ม้ามโต มนี ้าในชอ่ งทอ้ ง ทาให้มอี าการท้องบวม ท้องโตขึ้น แนน่ อึดอดั
2. สาเหตจุ ากระบบยอ่ ยอาหาร อาการเจ็บหน้าอกยังเป็นผลมาจากระบบยอ่ ยอาหารไดอ้ ีกดว้ ย ซึ่ง
ได้แก่
2.1 อาการแสบร้อนกลางอก (heartburn) อาการนถ้ี อื เป็นอาการหลักของโรคกรดไหล
ย้อน(gastro-esophageal reflux disease: GERD) เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหล
ขนึ้ มาท่หี ลอดอาหาร ปกติแล้วอาหารท่รี ับประทานและกลนื เขา้ ไปจะผา่ นหลอดอาหาร
ไปยงั กระเพาะอาหาร โดยมีหูรูดซึ่งอยู่ปลายสดุ ของหลอดอาหารทาหนา้ ท่ปี ้องกันไมใ่ ห้
กรดในกระเพาะอาหารไหลยอ้ นขึ้นมาทห่ี ลอดอาหาร แตห่ ากกล้ามเน้อื หรู ดู ไม่แข็งแรงก็
ทาใหก้ รดในกระเพาะอาหารไหลยอ้ นข้ึนมาได้ ผู้ปว่ ยจะรสู้ ึกแสบร้อนและรับรสเปร้ียว
จากท้องขึ้นมาที่อกและคอ ทง้ั นี้ ผปู้ ่วยยงั รู้สกึ เจบ็ ทีท่ ้องสว่ นบนและหนา้ อก ไม่สบาย
ทอ้ งอดื และเกดิ อาการเรอเปรี้ยวและแสบรอ้ นเมือ่ กลืนเครอ่ื งดมื่ ร้อน อาการแสบร้อนนี้
มักเปน็ และหาย และจะแยล่ งทุกคร้ังหลงั รบั ประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ บ่อยคร้งั ทีห่ ลาย
คนมักเขา้ ใจอาการเจบ็ หนา้ อกเพราะภาวะแสบรอ้ นกลางทรวงอกวา่ เป็นเพราะโรคหัวใจ
เพราะหวั ใจและหลอดอาหารนัน้ อย่ใู กลก้ นั และมีเส้นประสาทร่วมกัน
2.2 โรคกระเพาะ (peptic ulcers) ผู้ป่วยโรคกระเพาะจะเกิดอาการแสบร้อนภายในท้อง
หรือส่วนแรกของลาไส้เล็ก มักเกิดข้ึนกับผู้ที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา สูบบุหรี่ ดื่ม
เครอ่ื งดม่ื ท่มี แี อลกอฮอล์ หรือใชย้ าแกป้ วดหรอื ยาลดอาการอักเสบ
3. สาเหตุจากกล้ามเนื้อและกระดูก อาการเจ็บหน้าอกบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับการไดร้ ับบาดเจ็บ
หรือสาเหตอุ น่ื ๆ ทส่ี ่งผลกระทบตอ่ โครงสร้างผนงั ทรวงอก ดังน้ี
3.1 กระดูกอ่อนของซี่โครงอกั เสบ (costochondritis) กระดูกออ่ นของผนังอก โดยเฉพาะ
ส่วนที่เช่ือมกับกระดูกหน้าอกน้ัน เมื่อเกิดการอักเสบ จะทาให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ บวม ตึง
รอบ ๆ ซี่โครง และจะรสู้ กึ เจบ็ มากเมอ่ื นอนหงาย หายใจลึก ๆ ไอ หรือจาม
3.2 ได้รับบาดเจ็บท่ีกล้ามเน้ือและเอ็นกล้ามเน้ือ ผนังอกตรงซ่ีโครงมีกล้ามเนื้อหลายส่วนท่ี
อยู่ล้อมรอบและช่วยให้ผนังอกสามารถเคล่ือนไหวระหว่างที่หายใจได้ หากกล้ามเน้ือ
เหล่าน้ีถูกใช้งานอย่างหนักจนเส้นใยกล้ามเน้ือฉีกขาด เช่น ออกกาลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ
บริเวณหน้าอก ยกของหนัก เคล่ือนไหวทันทีทันใด หรือไอติดต่อกันนาน ๆ อาจส่งผลให้
เกิดอาการเจ็บหนา้ อกได้

212

3.3 ซี่โครงได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดซี่โครงหักหรือช้า ซ่ึงทาให้เกิดอาการเจ็บ
หนา้ อกขน้ึ ไดเ้ ช่นกัน

4. สาเหตเุ ก่ียวกบั ปอด ปัญหาเกย่ี วกบั ปอดทท่ี าให้เกดิ อาการเจบ็ หน้าอกนน้ั มหี ลายอย่าง โดย
สาเหตุของอาการเจบ็ หนา้ อกท่ีเกี่ยวกบั ปอดและพบไดท้ ว่ั ไป ไดแ้ ก่
4.1 โรคล่ิมเลือดอุดกั้นปอด (pulmonary embolism) เม่ือลิ่มเลือดท่ีไหลเวียนอยู่ใน
กระแสเลือดเข้าไปอุดท่ีปอด ปิดทางไม่ให้เลือดลาเลียงไปเลี้ยงเนื้อเย่ือของปอดได้ จะทา
ให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางอกหลังกระดูกสันอก
หายใจไดไ้ ม่สดุ ไอเป็นเลือด เปน็ ไขอ้ อ่ น ๆ หัวใจเต้นเรว็
4.2 เยื่อห้มุ ปอดอกั เสบ (pleurisy) ปอดมเี ยอ่ื ห้มุ 2 ชน้ั โดยชนั้ แรกอยดู่ ้านในกลา้ มเน้อื และ
กระดูกซี่โครงของผนังอก เย่ือหุ้มอีกชั้นอยู่ล้อมรอบปอด ช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มทั้ง 2
ชั้นนี้มีของเหลวไหลอยู่ไปมาระหว่างปอดและผนังอกตามจังหวะการเคล่ือนไหวของ
รา่ งกาย สาเหตทุ ี่เย่ือหุ้มปอดอักเสบเกิดจากการอกั เสบติดเช้ือหรือสาเหตุอื่นๆ ส่งผลให้
ผู้ป่วยเจ็บแปล๊บเหมือนถูกของมีคมแทงท่ีหน้าอก ท้ังน้ี ผู้ป่วยสามารถเจ็บตรงส่วนไหน
ของอกก็ได้ขึ้นอยู่กับวา่ เยื่อหมุ้ ปอดเกิดการอักเสบที่ส่วนใด และจะย่ิงเจ็บมากเม่ือหายใจ
เข้า ไอ หรอื จาม
4.3 ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension) เม่ือความดนั เลือด
ในปอดสูงข้ึน ทาให้หัวใจด้านซ้ายต้องทางานหนักข้ึนตามไปดว้ ย ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บ
หนา้ อก โดยผูป้ ว่ ยจะรู้สกึ เจ็บหน้าอกเหมอื นถกู กดหรอื บีบท่บี ริเวณดังกล่าว คลา้ ยอาการ
เจ็บหนา้ อกจากภาวะเจบ็ หน้าอกเพราะหัวใจขาดเลอื ด
4.4 ภาวะโพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศ (pneumothorax) เกิดจากการที่มีอากาศเข้าไปอยู่
ระหว่างปอดและผนังอก ซ่ึงสาเหตุหลักเกิดได้ 2 อย่าง อย่างแรกเกิดจากการท่ีมีโพรง
อากาศอยู่ในเย่ือหุ้มปอดอยู่ก่อนแล้ว และอากาศก็เพิ่มข้ึนมา โดยด้านนอกบางส่วนของ
ปอดอาจเกิดรอยฉีกเล็กน้อย ทาให้อากาศเข้ามา ซึ่งจัดเป็นภาวะแทรกซ้อนของการป่วย
เป็นโรคเก่ียวกับปอด สาหรับสาเหตทุ ี่ 2 เกิดจากการไดร้ ับบาดเจ็บท่ีหนา้ อกมาก่อน เช่น
แผลจากการถูกแทง ถูกรถชน หรือปอดแตกหลังเล่นกีฬา ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปลาบท่ีด้าน
ใดด้านหน่งึ ของหน้าอก และจะยงิ่ เจ็บมากขนึ้ เม่อื หายใจเขา้ ทาใหห้ ายใจไม่ออก
4.5 ปอดบวมหรือฝีในปอด การติดเช้ือในปอดของโรคเหล่าน้ีทาให้เย่ือหุ้มปอดอักเสบและ
เกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บลึกเข้าไปข้างใน สาหรับผู้ท่ีป่วยเป็นปอด
บวมมักเกิดอาการเจบ็ หน้าอกทนั ที มีไข้ ไอและมีหนองออกมาด้วย
4.6 โรคหอบหืด (asthma) โรคหอบคือโรคท่ีเกี่ยวกบั ระบบทางเดินหายใจอกั เสบ ผู้ปว่ ยจะ
หายใจลาบาก หายใจเสยี งดังวีด๊ คล้ายหายใจไม่ออก ไอ และบางคร้งั กเ็ จ็บหนา้ อก

5. สาเหตุอื่น ๆ นอกจากสาเหตุท่ีกล่าวมาข้างต้นแล้ว อาการเจ็บหน้าอกยังมีสาเหตุอ่ืน ๆ ที่ไม่ได้
เกยี่ วขอ้ งกบั ความเจ็บปว่ ยทางร่างกายโดยตรงอกี ด้วย ดงั นี้
5.1 ความกลวั หรือกงั วล ความกลัวหรอื กังวลถือเปน็ สาเหตุของอาการเจบ็ หนา้ อกทพี่ บไดไ้ ม่
บอ่ ยนัก โดยความรู้สึกกลัวหรือกังวลนั้นส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกายอย่างเจ็บหน้าอก
หัวใจเตน้ เร็ว เหงือ่ ออกมาก หายใจไม่สดุ คล่ืนไส้ เวยี นหัว และรสู้ ึกกลวั ตาย

213

5.2 โรคงูสวดั (shingles) โรคงสู วัดจะทาใหเ้ กดิ ตมุ่ น้าใส ๆ ขน้ึ ตั้งแตห่ ลังไปจนถึงหน้าอกทา
ให้ผู้ปว่ ยรู้สกึ เจ็บปวด

ปัจจยั เส่ยี งในการเกดิ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรอื อดุ ตัน
1. อายแุ ละเพศ ในผูช้ ายและสตรีวยั หมดประจาเดือน หรอื มอี ายุมากขนึ้ เสน้ เลอื ดก็คงเกิดความเสือ่ ม
และแข็งขึ้น โอกาสที่จะเกิดการตบี หรืออุดตันกม็ ากขนึ้
2. มีระดบั ไขมนั ในเลือดสงู
3. เปน็ โรคความดนั โลหติ สงู
4. เป็นโรคเบาหวาน เนอื่ งจากภาวะที่ระดับนา้ ตาลในเลือดสงู เซลลบ์ ผุ นงั หลอดเลือดจะทางาน
ผิดปกติ โดยผูท้ ีเ่ ป็นเบาหวานจะมีความเสย่ี ง ในการเกิดโรคหลอดเลอื ดหัวใจมากขนึ้ ประมาณ 3-5
เทา่
5. การรบั ประทานอาหาร หากรบั ประทานอาหารท่ีมไี ขมนั อม่ิ ตัว หรอื โคเลสเตอรอลสูง เชน่ ไขมัน
สตั ว์ เน้ือสัตวต์ ดิ มนั เครอ่ื งในสตั ว์ ไขแ่ ดง หอยนางรม ปลาหมกึ และกุง้ หรอื อาหารที่มกี ากใยอาหาร
น้อยเกินไปได้แก่ ผักใบเขียนตา่ งๆ
6. ขาดการออกกาลังกาย
7. เป็นโรคอว้ น หรือมีภาวะนา้ หนักเกิน
8. สูบบุหรี่
9. มีประวัตญิ าติหรือบคุ คลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลอื ดแดงอุดตนั หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ

วิธีการตดิ ตรวจคลน่ื ไฟฟ้าหวั ใจ 3 leads
Lead I, II, III ถอื วา่ เป็น standard limb lead ท่จี ะบอกถงึ การทางานของกล้ามเนอ้ื หวั ใจ ซ่ึงแต่

ละตาแหน่งจะบอกถงึ electric potential ระหวา่ ง 2 ขัว้ electrode
1. ขว้ั ลบ (-) จะวางในตาแหน่งหน้าอกด้านขวา ระดบั ประมาณระหว่างช่องซีโ่ ครงท่ี 1 และ 2 (Lead

I) ระหว่างแขนซา้ ยและแขนขวา
2. ขวั้ บวก(+) จะวางในตาแหนง่ หน้าอกดา้ นหนา้ ซ้าย ตรง Apex (Lead II) ระหวา่ งแขนขวาและขา

ซ้าย
3. ขั้วบวกลบ (±) จะวางในตาแหนง่ หนา้ อกดา้ นซา้ ย ระดับประมาณระหว่างชอ่ งซโี่ ครงที่ 1 และ 2

(Lead III) ระหว่างแขนซา้ ยและขาขวา

214

รูปท่ี 4 วธิ ีการติดตรวจคล่นื ไฟฟา้ หวั ใจ 3 leads

วิธีการตดิ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหวั ใจ 12 leads

215

รูปท่ี 5 วธิ ีการติดตรวจคล่ืนไฟฟ้าหัวใจ 12 leads
การใช้ยา ไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerin) ในรูปแบบยาอมใต้ลนิ้
ขนาดยาและวิธืใช้

ขนาดยา Nitroglycerin อมใต้ลิ้นสาหรับรักษาหรือป้องกันการเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก
คอื 0.3-0.6 mg ระยะเวลาท่ียาเริม่ ออกฤทธ์ิ 1-3 นาที

วิธีใช้ยา ในขณะที่เจ็บหน้าอกให้ผู้ป่วยนอนพักแล้วอมยา Nitroglycerin ไว้ใต้ล้ิน 1 เม็ด
อาการเจ็บหน้าอกจะหายไป แต่หากอาการไม่ดีขึ้นให้อมเม็ดต่อไปซ้า ทุก 5 นาที เท่าท่ีจาเป็น เป็น
เวลา 15 นาที ไมเ่ กิน 3 เม็ด

216

หมายเหตุ เมื่อยา Nitroglycerin ที่อมใต้ลิ้นละลายจะรู้สึกเผ็ดร้อนที่ใต้ล้ิน มีอาการหน้าแดง (flush)
หรอื ปวดศีรษะได้
ขอ้ ห้ามในการใชย้ าไนโตรกลีเซอรนี

- ผู้ป่วยมีความดัน systolic blood pressure ต่ากว่า 90 mmHg หรือต่าลงกว่าของเดิม
เกิน 30 mmHg

- ชพี จรช้ากว่า 50 ครัง้ ตอ่ นาที หรือเร็วกว่า 100 คร้ังตอ่ นาที

รปู ที่ 6 การอมยาใต้ลิน้
บทบาทของพนักงานฉกุ เฉนิ การแพทย์
1. ประเมินสภาพผู้ป่วยเบื้องตน้

1.1 สภาพทั่วไปของผู้ป่วย (General impression)
1.2 ประเมนิ ระดบั ความรู้สึกตวั (Mental status)
1.3 ประเมนิ ทางเดนิ หายใจ (Airway: A)
1.4 ประเมนิ การหายใจ (Breathing: B)
1.5 ประเมินระบบการไหลเวียน (Circulation: C) ชีพจร อาจเบาเรว็ ไม่สมา่ เสมอ หรอื
อาจจะช้า
2. ซักประวัติ โดยใชห้ ลักSAMPLE
3. ตรวจร่างกาย
4. รายงานขอ้ มลู ผปู้ ่วยให้กับศูนยร์ ับแจ้งเกตแุ ละสั่งการ เพอื่ ขอคาปรกึ ษาจากแพทยอ์ านวยการปฎบิ ัติ
การฉุกเฉนิ

ความดันโลหติ สูงวิกฤติ (hypertensive crisis)
ความดันโลหิตสูง คือ ความดันโลหิตท่ีสูงตั้งแต่ 140/90 mmHg (มิลลิเมตรปรอท) โดยแบ่งความ
รนุ แรงงา่ ยๆเป็น 3 ระดับจากความรุนแรงนอ้ ยไปหามาก คอื
ระดับที่ 1 ค่าความดันโลหติ สูงตัง้ แต่ 140/90 ถงึ 159/99 mmHg
ระดับท่ี 2 ค่าความดนั โลหติ สูงตง้ั แต่ 160/100 ถึง 179/119 mmHg

217

ระดับที่ 3 หรือ ความดันโลหิตสูงวิกฤติ (hypertensive crisis) ค่าความดันโลหิตสูงต้ังแต่ 180/120
mmHg ขนึ้ ไป ทงั้ นี้ ภาวะความดนั โลหติ สูงวิกฤติประกอบด้วย 2 ภาวะ คือ

3.1 ภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉิน (emergency) คือ ภาวะที่ตรวจพบว่า มีอวัยวะท่ีเกี่ยว
ข้องได้ถูกทาลาย เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว เลือดออกในจอตา ไตวาย และมีกลุ่มอาการทาง
สมอง เช่น ชกั สับสน

3.2 ภาวะความดนั โลหติ สงู เรง่ ด่วน (urgency) คือ ภาวะที่ตรวจไมพ่ บวา่ มีอวยั วะที่เก่ยี ว ขอ้ ง
ถกู ทาลาย
อาการและอาการแสดง
ความดนั โลหิตท่ีสงู ตั้งแต่ 180/120 mmHg ข้นึ ไป ร่วมกบั มอี าการทางสมองท่เี กิดจากสมอง
บวม ไดแ้ ก่
1. ปวดศีรษะรุนแรงและอาเจยี น
2. กระสับกระส่าย สับสน
3. ชัก
4. หมดสติ โคม่า
5. ผปู้ ว่ ยท่มี ีอาการทางสมองจะต้องไม่มแี ขนขาออ่ นแรง เพราะถ้ามีแขนขาออ่ นแรง น่าจะเป็นจาก

โรคหลอดเลือดสมองมากกวา่
บทสรปุ

การดูแลเบ้ืองต้นผู้ป่วยฉุกเฉินระบบหัวใจและหลอดเลือดให้มีประสิทธิภาพ ผู้ช่วยเหลือควร
ซักประวัติผู้ป่วยให้ครอบคลุมในตาแหน่งท่ีเจ็บและลักษณะความเจ็บปวด เพื่อช่วยวินิจฉัยความ
รุนแรงของโรค และการทราบถึงระยะเวลาของการมีอาการเจ็บหน้าอกจะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินที่อยู่ใน
ระบบ Fast track จะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและสามารถป้องกันภาวะคุกคามชีวิตไดอ้ ย่าง
มีประสิทธิภาพ

218

เอกสารอา้ งองิ

ผ่องพรรณ อรุณแสง. การพยาบาลผ้ปู ว่ ยโรคหัวใจและหลอดเลอื ด. พมิ พ์คร้งั ท่ี 10. ขอนแก่น: หจก.
โรงพมิ พ์คลังนานาวทิ ยา; 2556.

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏบิ ัติทวั่ ไป สมาคมความดนั โลหิตสูงแห่งประเทศไทย
2558

https://www.pobpad.com, [cited 2017 July 16]

บทที่ 5-3

219

การดแู ลเบอื้ งต้นผูป้ ่วยฉกุ เฉินทางระบบประสาท

ลักษณะของเซลล์ประสาทจะมีลักษณะที่แตกต่างจากระบบร่างกายอ่นื ๆ คือไม่สามารถสร้าง
ขึ้นใหม่ได้ ในบางส่วนสมองอาจเสียหายได้มากถึงร้อยละ 45 ของเซลล์ในพื้นท่ีของเยื่อหุ้มสมอง ใน
ภาพรวมนา้ หนักของสมองจะลดลง 10% ต้งั แตอ่ ายุ 20 - 90 ปี หากตอ้ งพิจารณาถึงการควบคมุ ความ
ดนั โลหิตตามแนวปฏิบตั ิ พึงระลึกวา่ การไหลเวียนของเนอ้ื เยอื่ สมองขนึ้ อยู่กับความดันโลหติ ทเ่ี พียงพอ
(1) การเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สติพบได้จากจากปัญหาในสมอง เช่น สมองขาดเลือด หรือ จาก
ปัญหานอกสมอง ได้แก่ เบาหวาน การได้รับสารพิษ หรือ ภาวะขาดออกซิเจน ปัญหาทางสมองมี
ความสาคัญในการดูแลฉุกเฉินเน่ืองจากสมองควบคุมระดับการรับรู้ ความรู้สึก และ การส่ังการการ
เคลื่อนไหว
วตั ถปุ ระสงคท์ ่วั ไปของการดแู ลผปู้ ว่ ยกอ่ นการรักษาในโรงพยาบาลมี ดังนคี้ อื

1. การหายใจและการไหลเวียนโลหิตเพียงพอ
2. มองหาหลักฐานว่าเกิดจากอบุ ตั ิเหตหุ รอื ไม่
3. ใหอ้ อกซเิ จน และ กลโู คส
4. ประเมนิ การรกั ษาปัญหาอื่นๆ อย่างต่อเน่อื ง
ภาวะฉุกเฉนิ ทางระบบประสาททส่ี าคัญ
1. การเปลีย่ นแปลงของสตสิ ัมปชญั ญะ (altered mental status)
การสอบถามข้อมูลจากประวัติและการประเมินผู้ป่วย เพ่ือหาสาเหตุของการเปล่ียนแปลงของระดับ
สติสมั ปชญั ญะ อย่างไรก็ตามการหาสาเหตยุ งั ไม่จาเป็น และไมส่ ามารถท่ีจะกาหนดให้ปฏิบัติได้ในการ
ออกปฏบิ ตั กิ ารฉกุ เฉินทางการแพทย์

ซ่ึงโดยทัว่ ไปในการประเมนิ ความรู้สกึ ตวั มหี ลกั การคือ “AEIOU-TIPS”

A= Acidosis, Alcohol (ภาวะเลือดเป็นกรด, แอลกอฮอร)์
E= Epilepsy (โรคลมชกั )
I= Infection (ภาวะตดิ เชอ้ื )
O= Overdose (การรับสารพิษเกนิ ขนาด)
U= Uremia (kidney failure, ไตวาย)
T= Trauma, tumor, toxin (การบาดเจบ็ , เนื้องอก, สารพิษ)
I= Insulin (hypoglycemia or diabetic ketoacidosis)
อนิ ซลู ิน ภาวะนา้ ตาลในเลือดต่า หรือระดบั นา้ ตาลในเลอื ดสูงและ
P= เกดิ ภาวะกรดเมตะบอลิกจากการท่ีมกี รดคีโตนค่ังในรา่ งกาย
S= Psychosis, poison (ภาวะทางจิตเวช, สารพษิ )
การประเมินสภาพผ้ปู ่วย Stoke, seizure (หลอดเลอื ดสมอง, ภาวะชัก)

1. การประเมินสภาพท่ัวไป

220

2. การประเมนิ ระดบั การร้ตู วั โดยใช้ AVPU เป็นวธิ ีการท่งี า่ ย ท่ีใช้บอกระดบั ความรู้สกึ ตวั
ของผู้ป่วย

3. การประเมนิ ทางเดินหายใจ กรณีผูป้ ่วยไมร่ สู้ ึกตัวควรติดตามอยา่ งใกล้ชิดและเฝ้าระวงั
ทางเดนิ หายใจสอบถามข้อมลู จากครอบครัว ญาติ เพ่ือนหรือผู้เห็นเหตุการณ์ หาสาเหตุ
ท่ที าใหไ้ ม่รูส้ ึกตวั ประเมินโดยการตรวจรา่ งกายเบอื้ งต้นและประเมินการได้รับบาดเจ็บ,
อาการและอาการแสดง

4. การประเมินการหายใจ
5. การประเมินระบบไหลเวียน
6. การซักประวัติการเจบ็ ปว่ ย SAMPLE
การดแู ลเบ้อื งต้น
การดูแลในเบอ้ื งต้นทจี่ าเปน็ คือการเปดิ ทางเดินหายใจและการยึดตรงึ กระดูกตน้ คอ (ในกรณี
ท่คี าดวา่ มกี ารบาดเจบ็ ของศีรษะและคอ) โดยดคู วามปลอดภัยของทางเดินหายใจผปู้ ว่ ยและใช้
ออกซิเจน (กรณผี ้ปู ่วยมภี าวะขาดออกซิเจน) ถ้าผู้ปว่ ยมีการหายใจไมเ่ พยี งพอ ให้ดูแลเรอื่ งการหายใจ
หากผปู้ ่วยไม่รสู้ ึกตวั ให้ชว่ ยดูแลทางเดนิ หายใจให้เหมาะสมในแตล่ ะราย ในการประเมินการไหลเวียน
เลอื ดโดยดจู ากอตั ราการเต้นของหัวใจระดับความดันโลหิตและการเฝ้าติดตามจังหวะการเตน้ ของ
หัวใจ
หลงั จากประเมินอาการเบอ้ื งตน้ และใหก้ ารดแู ลแลว้ ควรดาเนนิ การตรวจพิเศษ ตามบทบาท
หน้าท่ขี องพนกั งานฉุกเฉนิ การแพทย์
1. การตรวจระดับนา้ ตาลในเลอื ดโดยการใช้เคร่อื งตรวจ (glucose meter) ระดับน้าตาลใน

เลือดจะ
เป็นส่ิงท่กี าหนดวิธีการชว่ ยเหลือหากระดบั การรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไปเนอื่ งจากภาวะระดบั นา้ ตาลใน
เลือด

2. กรณีระดบั น้าตาลในเลือดต่า ซ่ึงอาจจะเปน็ สาเหตขุ องการเปลยี่ นแปลงของระดบั การ
รสู้ กึ ตวั
2.1 อาการของภาวะนา้ ตาลในเลือดต่าคอื ระดับกลโู คสในเลือด ≤ 70 มก./ดล. และ
มีอาการไมร่ นุ แรงหรือปานกลาง (ผปู้ ่วยช่วยเหลอื ตนเองได้) สามารถแก้ไขโดย
การดื่ม น้าผึง้ 3 ช้อนชา นา้ อัดลม 180 มลิ ลิลิตรหรือนา้ ส้ม 180 มิลลลิ ติ ร เปน็
ตน้ (2)

2. อาการปวดศีรษะ (Headache)
ปวดศีรษะประมาณร้อยละ 3-5 จะได้จากการที่ผู้ป่วยบอกถึงลักษณะการปวด โดยสาเหตุที่

พบบ่อยจะมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว ปวดศีรษะจากความเครียด ปวดศีรษะชนิดไม่รุนแรง สาหรับ
อาการปวดที่มีสาเหตุซง่ึ อาจเกิดจากการมีเนอ้ื งงอกในสมอง ภาวะเลอื ดออกในสมอง สมองอักเสบ ซ่ึง
การปวดศีรษะที่รุนแรงโดยมากจะมีสาเหตุจากเน้ืองอก อย่างไรก็ตามร้อยละ 5-10 ในรายที่ปวด
รนุ แรงทีส่ ามารถก่อให้เกดิ ภาวะคุกคามต่อชีวติ มีอบุ ัตกิ ารณ์การเกิดดังเช่นตารางที่ 1 (2)

การปวดศีรษะแบบไม่รุนแรง โดยการปวดจะเกิดข้ึนจากหลอดเลือด, เส้นประสาทหรือการ
เกิดจากส่วนอ่ืนๆเช่น ปวดกล้ามเนื้อ การปวดศีรษะแบบฉับพลันอาจเกิดจากก้อนเนื้องอกหรือภาวะ

221

เลือดออกในช้ันเน้อื เย่ือสมอง, เยือ่ หมุ้ สมองอักเสบ เส้นเลือดอกั เสบ เส้นเลือดปริแตก หรือสาเหตุอืน่ ๆ
เชน่ การปวดฟัน, หอู ักเสบหรือไซนสั อกั เสบ
อาการปวดศรี ษะที่เกดิ จากการมโี รคตา่ งๆ

1. เลอื ดออกใต้เยอ่ื หุ้มสมองช้ันกลาง (subarachnoid Hemorrhage)
ถึงแม้ว่าภาวะเลือดออกใต้เย่ือหุ้มสมองช้ันกลาง จะพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของอาการปวด
ศรี ษะในผู้ป่วยทีม่ ายงั แผนกฉุกเฉนิ จากผูป้ ่วยทั้งหมดรอ้ ยละ 12 ท่มี าดว้ ยอาการปวดศรี ษะแบบรุนแรง
ฉับพลัน โดยอาการปวดจะพบได้บ่อยในบริเวณท้ายทอยและจะสามารถหาไปได้เอง โดยจะพบได้ใน
วัยกลางคนท่ีอายุประมาณ 50 ปี และมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเม่ือตรวจทางระบบประสาทจะ
พบวา่ ปกติ การแตกของหลอดเลอื ดจะเปน็ สาเหตุทีพ่ บไดบ้ ่อยทีส่ ุด
2. เยือ่ หุ้มสมองอกั เสบ (Meningitis)
อาการที่พบได้บอ่ ยคือ การปวดศีรษะ, ไข้, มีคอแข็งซง่ึ อาจพบไม่บ่อยนกั จึงทาใหย้ ากแก่การ
วินจิ ฉัย
การกดภมู คิ มุ้ กันอาจเป็นสาเหตุทีก่ อ่ ใหเ้ กิดอาการปวดศีรษะได้เช่นเดยี วกนั
3. ภาวะเลือดออกในเน้ือสมอง (Intracranial Bleed)ภาวะเลือดออกใต้เย่ือหุ้มสมอง

สามารถเกดิ ขนึ้ ได้
น้อยหรือไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บ เช่นการใช้ยาละลายล่ิมเลือด (warfarin) , ภาวะเลือดออกในเย่ือ
หุ้มสมองช้ันนอกจะเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ, ภาวะเลือดออกในเน้ือเย่ือสมองจะเกิดสัมพันธ์กับระดับ
ความดันโลหติ สูงรนุ แรง(3)

4. โรคหลอดเลือดขมับอักเสบ (Temporal Arteritis)
เกิดในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและพบมากข้ึนเพศหญิง สาเหตุเกิดจากการท่ีหลอดเลือดอักเสบ
ผู้ปว่ ยจะมีอาการปวดตุบ๊ ๆบริเวณศีรษะด้านหนา้ และข้างขมบั , จะมอี าการปวดเมอื่ ยบริเวณกลา้ มเนื้อ
ที่ใช้ในการเค้ียวโดยจะปวดเป็นระยะหรือกดเจ็บบริเวณเส้นเลือดบริเวณขมับ หรืออาจมีสาเหตุทาให้
การมองเห็นผดิ ปกตจิ ากการขาดเลอื ดมาเลีย้ งที่เสน้ ประสาททมี่ าเลีย้ งลูกตา

5. การฉีกขาดของเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดท่ีมาเล้ียงสมอง (Carotid And Vertebral
Artery Dissection)เป็นภาวะท่ีมีการฉีกขาดท่ีบริเวณผิวด้านในของเส้นเลือดท่ีไปหล่อเล้ียงสมอง
อาการปวดที่เกิดขึ้น มักปรากฏเกิดข้ึนท่ีด้านใดด้านหนึ่งของคอ และศีรษะผู้ป่วยจะมีอาการปวด
ศรี ษะปรากฏข้ึน ก่อนที่จะมีอาการแสดงอยา่ งอ่ืนตามมา เชน่ อาการทางสายตา อาการอ่อนแรงที่
ส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกาย และร้อยละ 20 เป็นสาเหตุของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอายุน้อย
กว่า 45 ปกี ารปริแตกของหลอดเลือดคาโรตดิ เกดิ ข้ึนไดม้ ากกว่าเสน้ เลือดท่ีมาเลี้ยงสมอง หรือบางครั้ง
การเกิดการปริแตกเกิดสัมพันธ์กบั การบาดเจ็บเพียงเล็กนอ้ ย เช่นการหาว หรืออาจเกดิ ขน้ึ เอง

6. ภาวะความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูง (Pseudotumor Cerebri) สาเหตุของการเกิด
ความดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูงไม่เป็นท่ีทราบแน่ชัด ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับการใช้ยาคุมกาเนิด, ไว
ตามนิ เอ, ยาเตตรา้ ไซคลินและภาวะพร่องไทรอยด์ ซ่ึงพบไดบ้ อ่ ยในวัยหนมุ่ สาว หญิงที่มีรปู รา่ งอ้วนทีม่ ี
อาการปวดศีรษะเรื้อรัง การบวมของเสน้ ประสาทของตาจะมีการมองเหน็ ภาพผิดปกติ

7. โรคหลอดเลอื ดสมอง (Stroke) ถึงแม้ว่ารอ้ ยละ 55 ของผปู้ ว่ ยที่มีภาวะเลือดออกท่เี นือ้

222

สมองจะมีอาการปวดศีรษะ และน้อยกว่าร้อยละ 17 ของโรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการปวดศีรษะ
อย่างไรก็ตามเม่ือมีอาการของเนื้อสมองตายจะมีอาการท่ีแสดงออกฉับพลันคืออาการปวดศีรษะ
บริเวณท้ายทอยเพราะเป็นบริเวณท่ีมีความเส่ียงของการเกิดภาวะสมองเลื่อนและมีการบวมของเน้ือ
สมองเกิดขึ้น

8. อืน่ ๆโรคเน้ืองอกตอ่ มใตส้ มอง, ภาวะต้อหนิ มุมปดิ เฉียบพลัน, โรคสมองจากความดันโลหิต
สงู ภาวะความดันโลหิตสงู ขณะตง้ั ครรภ์, หลอดเลอื ดดาในสมองอุดตัน เปน็ ตน้
อาการปวดศรี ษะซึ่งเกดิ ขนึ้ เองโดยไม่ได้เกิดจากโรค

1. ปวดศีรษะข้างเดียว (Migraine) การทางานของเส้นเลือดที่ความผิดปกติของเส้นเลือดที่
เกิดจากความคิดเป็นสาเหตุ พบมากในผู้หญิงต้ังแต่วัยรุ่นเป็นต้นมา หลังอายุ 40 ปีมัก
พบไดน้ อ้ ย ผปู้ ่วยจะมอี าการปวดต๊บุ ๆและอาจไม่มกี ารมองเห็นแสง (aura)อาการปวดจะ
มีลักษณะแบบท่ัวๆไปซ่ึงในแต่ละคนอาจดีข้ึนในระหว่างต้ังครรภ์เน่ืองจากการหล่ังของ
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งอาการปวดไมเกรนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจมี
อาการกลัวแสง

2. อาการปวดจากความเครียด (Tension) พบได้บ่อยทสี่ ดุ ในเร่ืองของอาการปวดศรี ษะ มัก
มีอาการปวดบรเิ วณขมบั ทั้ง 2 ข้างไมม่ ีอาการคลื่นไส้ อาเจียนไมม่ ีอาการกลัวแสง

3. อาการปวดศีรษะแบบไมร่ ุนแรง (Cluster) ปวดเปน็ ชุดๆไม่คอ่ ยพบในประชากรทวั่ ไป มกั
พบในผู้ชายท่ีเริ่มต้นหลังจากอายุ 20 ปีมักมีอาการปวดทันที รุนแรง ปวดกระบอกตา
อาจมีน้าตาไหล ตาอักเสบและมีน้ามูกซ่ึงพบไดบ้ ่อยในกลุ่มอาการปวดศีรษะและมักหาย
ได้เองเป็นวนั หรอื เปน็ สปั ดาห์

อาการแสดง
การซักประวัตเิ ป็นสง่ิ ท่ีสาคัญมากเน่ืองจากจะสามารถวนิ ิจฉัยได้อย่างถูกตอ้ งโดยเฉพาะอย่าง

ย่ิงคือ ลักษณะอาการปวด พึงระลึกถึงอาการปวดที่มีสาเหตุ การปวดศีรษะทันทีทันใด มีอาการเป็น
คร้ังแรก และเป็นมากและบ่อยครั้งข้ึนเร่ือยๆ อาการปวดศีรษะทันทีทันใดและมีอาการปวดรุนแรง
อาจบ่งบอกถึงภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองช้ันกลาง หรืออาการปวดศีรษะในช่วงเช้าอาจมีอาการ
ของเนื้องอก สาหรับอาการปวดศีรษะโดยท่ัวไปไม่เฉพาะเจาะจงอย่างไรก็ตามอาการปวดของไมเกรน
จะเป็นศีรษะข้างเดียว อาการปวดศีรษะจากความเครียดจะปวดได้ท่ัวๆและเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง
ช้ันกลางมักปวดบริเวณท้ายทอยและต้นคอ อาการปวดต้นคออาจมีหรือไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงของ
ระบบประสาทซ่ึงอาจแสดงถึงการปริของเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดท่ีมาเลี้ยงเนื้อสมอง อาการปวด
ศีรษะอาจแสดงถึงลักษณะที่ปวดเป็นระยะ ปวดตุ๊บๆ(ไมเกรน)หรือมีอาการปวดบีบ (ปวดจาก
ความเครียด) หรอื ปวดแบบท่มิ แทง และทนั ทที ันใด (เสน้ ประสาท,เลือดออกใตเ้ ยือ่ ห้มุ สมองชัน้ กลาง)

ความสัมพันธ์ของลักษณะอาการ อาจเป็นจุดท่ีบ่งบอกภาวะฉุกเฉินท่ีมีสาเหตุอาจรวมถึง
อาการหน้ามืด, สติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง, ปวดต้นคอ, คอแข็ง, ไข้, ความดันโลหิตสูง, มีปัญหาการ
มองเห็น, ออ่ นแรง, ชักหรือมีอาการบาดเจ็บ ซึ่งควรพิจารณาเรื่องของการไดร้ ับพิษจากคาร์บอนมอน
นอกไซค์ ส่ิงสาคัญเกี่ยวกับประวัติการใชย้ าในอดีต ประวตั ิภูมิต้านทานต่า, มะเร็ง, ความผิดปกติของ
การแข็งตัวของเม็ดเลือด, ระดับความดนั โลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้, ล่ิมเลือดอดุ ตัน, เน้ือเยื่อผิดปกติ,โรค
หลอดเลอื ดสมองรวมถึงประวตั ิของครอบครัวมสี ว่ นสาคัญ

223

การประเมนิ สภาพผปู้ ว่ ย

1. การประเมินสภาพทั่วไป
2. การประเมินระดับการรตู้ วั โดยใช้ AVPU เป็นวิธีการที่ง่าย ทใ่ี ช้บอกระดับความรู้สกึ ตัว

ของผปู้ ว่ ย
3. การประเมนิ ทางเดินหายใจ กรณผี ูป้ ่วยไม่รสู้ ึกตวั ควรตดิ ตามอย่างใกลช้ ิดและเฝา้ ระวงั

ทางเดนิ หายใจ
4. สอบถามข้อมูลจากครอบครัว ญาติ เพ่ือนหรือผู้เห็นเหตุการณ์ หาสาเหตุที่ทาให้ไม่

รู้สึกตัวประเมินโดยการตรวจรา่ งกายเบ้อื งตน้ และประเมนิ การเจ็บป่วยรวมทัง้ อาการและ
อาการแสดง
5. การประเมินการหายใจ
6. การประเมนิ ระบบไหลเวยี น
7. ซกั ประวตั ิ ดว้ ยกระบวนการ SAMPLE
การชว่ ยเหลอื เบ้อื งต้น ตามสภาพปัญหา ได้แก่
1. การเปดิ ทางเดนิ หายใจประเมินทางเดนิ หายใจและการหายใจ ถ้าไมส่ ามารถหายใจเองได้
ทาให้ล้ินตกปิดก้ันทางเดินหายใจ ควรพจิ ารณาใชอ้ ปุ กรณท์ ่เี หมาะสมชว่ ยการหายใจ
2. การหายใจ
3. การประเมนิ การไหลเวียน
4. จัดทา่ ผู้ป่วยในทา่ ที่เหมาะสม ในกรณที ่ีผ้ปู ว่ ยไมม่ ีการบาดเจ็บของกระดกู สันหลงั ให้
ความช่วยเหลอื ผปู้ ่วย โดยไม่ตอ้ งกังวลถงึ สาเหตขุ องการปวดศีรษะ
5. ประสานชุดปฏบิ ัติการฉุกเฉินท่ีมีศกั ยภาพสูงกวา่ สนบั สนนุ ถ้าพิจารณาว่าอาการของ
ผปู้ ว่ ยเกินศกั ยภาพท่ีจะทาการชว่ ยเหลอื ได้
6. เฝ้าระวงั อาการการเปลีย่ นแปลงเป็นระยะๆ อย่างใกลช้ ดิ
Dizziness
อาการวิงเวียน (Dizziness) เป็นอาการทางระบบประสาทที่พบบ่อยและพบมากในผู้สูงอายุ
นอกจากวิงเวียนแล้วยังมี มึนงง อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง เดินเซ นอกจากน้ีในบางคร้ังอาจมีอาการ
หมนุ ร่วมดว้ ยเรียกวา่ (Vertigo) (8)
สาเหตุ
1. โรคทางสมอง เชน่ และการได้รบั ยาบางชนดิ ทส่ี ง่ ผลต่อระบบประสาทสว่ นกลาง ซึง่
อาการวงิ เวียนทเ่ี กดิ จากโรคทางสมองมคี วามสาคัญเป็นอย่างย่งิ ในการรีบนาส่งผูป้ ว่ ยไป
ยังโรงพยาบาลเพ่ือพบแพทย์
2. โรคที่เกิดจากระบบประสาทและการทรงตวั ของอวัยวะทอี่ ยใู่ นชอ่ งหู
อาการท่บี ่งบอกถึงภาวะทีม่ ีอันตรายท่ตี อ้ งรีบนาสง่ โรงพยาบาลโดยดว่ น
1. เวยี นศีรษะมลี ักษณะบา้ นหมุนมาก คลื่นไส้ อาเจยี นมาก
2. อาการเปน็ ซ้าเปน็ มากขึน้ เรอื่ ยๆ หรอื เปน็ ตลอดเวลาและนานกว่า 3 สัปดาห์
3. หมดสติ ชัก หรือมีอาการทางระบบประสาท
การดูแลตนเองเบอ้ื งตน้

224

1. รีบน่ังหรือนอนลง เพ่อื ปอ้ งกันอุบตั ิเหตุ
2. สงั เกตอาการอน่ื ร่วมด้วย เช่น บา้ นหมนุ แขนขาอ่อนแรง ปากเบยี้ ว
3. เปลย่ี นอิรยิ าบถอยา่ งชา้ ๆ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงผู้สงู อายุ
4. ออกกาลงั กายอย่างสม่าเสมอและพักผ่อนอยา่ งเพยี งพอ
บทบาทของพนักงานฉกุ เฉินการแพทย์
1. ประเมินสภาพผู้ปว่ ยเบือ้ งต้น และใหก้ ารชว่ ยเหลอื ตามสภาพปัญหา ไดแ้ ก่ ประเมนิ

ระดบั ความรู้สกึ ตัว
2. ประเมนิ ทางเดินหายใจและการหายใจ ควรพจิ ารณาใชอ้ ปุ กรณ์ท่เี หมาะสมชว่ ยการ

หายใจ จัดทา่ ผปู้ ว่ ยนอน
3. เฝา้ ระวงั อาการการเปลย่ี นแปลงเป็นระยะๆ อยา่ งใกลช้ ิด
4. เตรยี มประสานชดุ ปฏบิ ตั ิการฉุกเฉนิ ที่มศี ักยภาพสูงกว่าสนบั สนนุ ถา้ พจิ ารณาว่าอาการ

ของผู้ป่วย เกนิ ศักยภาพที่จะทาการชว่ ยเหลือได้
โรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease, stroke)

โรคหลอดเลือดสมอง(cerebrovascular disease, stroke) เป็นปัญหาที่สาคัญทาง
สาธารณสุขระดับโลกท่ีพบว่ามีจานวนผู้ป่วยเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว สาหรับประเทศไทยเป็นสาเหตุการ
เสียชีวิตอันดับ 1 ละอันดับ 3 ในหญิงไทยและชายไทยทุกอายุเมื่อพิจารณาข้อมูลจาก สานักนโยบาย
และยุทะศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข จานวนและอัตราตายจากโรคหลอดเลือดต่อประชากร
100,000 คนจากสถิติปี พ.ศ. 2554 และ 2558 เพิ่มจาก 30.0 เป็น 43.3 (4) นอกจากนี้โรคหลอด
เลือดสมองยังเป็นโรคท่ีมีภาระโรค(burden of disease) ค่อนข้างสูงจึงทาให้โรคหลอดเลือดสมอง
เป็นปัญหาสาคัญ อีกท้ังยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัว ชุมชน รวมถึงต่อระดับประเทศ
ดงั น้ัน การเขา้ ถึงการบริการ การดูแล รักษาจึงนับว่าเป็นส่วนสาคัญอย่างยิ่งในการลดอัตราป่วย อัตรา
ตาย และความพิการ โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะท่ีสมองมีการบาดเจ็บหรือการตายของเน้ือเยื่อ
สมองเน่ืองจากการขาดเลือดไปเล้ียงสมอง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองรวมทั้ง
เนื้อเยื่อสมองบริเวณนั้นๆ ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน จะทาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี
นั้น ต้องประกอบด้วยทีมที่ให้การดแู ลเบื้องตน้ ท่ีรวดเร็ว สาสมารถนาผู้ปว่ ยโรคหลอดสมองเฉียบพลัน
ทอ่ี อกรับ ณ จุดเกิดเหตจุ นกระทั่งถึงแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยไดร้ ับการดแู ลรักษาท่ี
รวดเร็วถูกตอ้ งเหมาะสม จากทีมแพทย์ พยาบาล ดังนั้น การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลเป็นส่ิงที่สาคัญ
โดยทีมจะต้องมีข้อมูลที่จาเป็นและช้ีเฉพาะ ในการนาผู้ป่วยมาแผนกฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลที่มี
ศักยภาพในดา้ นเครือ่ งมือและความสามารถในการรักษาท่ีจะตอบสนองต่อผูป้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง
อยา่ งรวดเรว็ จงึ เปน็ บทบาทสาคัญของผ้ใู หก้ ารดแู ลชว่ ยเหลอื เบือ้ งต้น

ปัจจยั เสีย่ งของการเป็น โรคหลอดเลอื ดสมองมี 2 สาเหตุ คือ สาเหตทุ ่ีควบคมุ ได้และสาเหตุทค่ี วบคุม
ไม่ได้

1. สาเหตุท่คี วบคุมได้ ไดแ้ ก่ ความดันโลหติ สูง ไขมันในเลือดสงู เบาหวาน ปญั หาของหลอด
เลือดสูบบหุ ร่ี ด่มื สรุ า โรคอ้วน

225

2. สาเหตทุ ่คี วบคมุ ไมไ่ ด้ อายุ เพศ เชือ้ ชาติ ประวตั ิครอบครวั
อาการและอาการแสดง

1. ชาหรอื ออ่ นแรงทันทที ันใด ซกี ใดซีกหนง่ึ ของรา่ งกาย
2. เดนิ เซหรือทรงตวั ไมไ่ ด้
3. มองไมเ่ หน็ ทันทที นั ใด ของตาขา้ งใดขา้ งหนึ่ง หรือซกี ใดซกี หนึ่งของสายตา
4. พูดสับสนหรือพูดชา้ ลงหรอื ไม่พูดเลย
5. เวยี นศีรษะทนั ทที นั ใด
การประเมินผปู้ ว่ ยโดยใชอ้ ักษรยอ่ F.A.S.T.
F = Facial หนา้ เบ้ียว หนังตาตก
A= Arm drip แขน ขา ข้างใดข้างหน่งึ ออ่ นแรง หรือรา่ งกายอ่อนแรงครึ่งซกี
S= Speech พูดผิดปกติ ไดแ้ ก่ พดู ลาบาก สื่อสารไมไ่ ด้
T= Time เวลาทีเ่ กดิ อาการ
ระยะเฉยี บพลัน
1. ให้การรกั ษาตามอาการ ดูแลเกย่ี วกับทางเดินหายใจ การหายใจ และระบบไหลเวียน

เลอื ด เช่น การใหอ้ อกซิเจนหรอื สารนา้
2. การใหย้ า เชน่ ยาละลายลมิ่ เลือด โดยพิจารณาตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแตล่ ะราย
ระยะพักฟ้ืน

1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยง
2. ทากายภาพบาบัด
3. ดแู ลประคบั ประคองทางดน้ จิตใจ
การรักษาในปจั จบุ นั การรกั ษาผปู้ ว่ ย Ischemic stroke ทีไ่ ด้ผลดี
ขอ้ บง่ ช้ี (2-3)
1. มีอาการของหลอดเลอื ดสมองตีบตนั ภายใน 4.5 ชว่ั โมง (ในกรณีไม่ทราบเวลาท่เี รม่ิ มี
อาการอย่างชัดเจนหรือมีอาการหลังต่ืนนอน ให้นับเวลาล่าสุดที่มีพยานยืนยันว่ายังเป็น
ปกติ เปน็ เวลาท่เี รม่ิ มอี าการ)
2. อายุ ≥18 ปี
3. ผล CT brain ไมพ่ บวา่ มีเลือดออกในเนื้อสมองหรอื ชน้ั ใต้เยอ่ื หุม้ สมอง
การช่วยเหลอื ดแู ลเบ้อื งต้น
1. ประเมินสภาพทั่วไปผปู้ ว่ ย
2. จัดท่าเปดิ ทางเดนิ หายใจใหโ้ ล่งตรง
3. ดูแลการหายใจ ใหอ้ อกซิเจนและใหไ้ ดร้ บั ออกซเิ จนอย่างเพียงพอโดยไม่ให้เกดิ ภาวะ
พร่อง
ออกซิเจนในเลอื ด (O2 saturation >92%) และการหายใจผดิ ปกติ
4. ประเมินระดบั ความรสู้ ึกตวั และสัญญาณชพี เป็นระยะๆ กรณรี สู้ ึกตวั ดี จดั ให้นอนศีรษะ
สงู
30-45 องศา เพือ่ ใหเ้ ลือดดาจากสมองไหลกลบั สหู่ วั ใจ

226

5. เฝา้ ระวงั อาการไมใ่ หเ้ กดิ อนั ตรายระหว่างการส่งต่อและการเคลอื่ นยา้ ย
6. การสง่ ตอ่ โรงพยาบาลที่เหมาะสม
นอกจากน้ี การซักประวัติ สอบถามขอ้ มลู ณ จดุ เกดิ เหตุ เก่ยี วกับอาการท่ีเกดิ ขน้ึ ได้แก่
1. มอี าการออ่ นแรง ชาบรเิ วณใบหน้า แขนขาอ่อนแรง หรอื ชาครึง่ ซกี ของรา่ งกาย เกดิ

ขึ้นอย่
ทนั ทีทนั ใด
2. การพูดผดิ ปกติไป เชน่ พดู ลน้ิ คบั ปาก พดู ไม่ชัด เปน็ อยา่ งทันทีทนั ใด
3. การปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันโดยไม่เคยเป็นมาก่อนมปี จั จัยเสีย่ งท่ีทาให้เกิดโรค เชน่

ความ
ดนั โลหติ สงู เบาหวาน มีภาวะไขมันในเลอื ดสงู
4. การซกั ประวตั กิ ารแพย้ า แพอ้ าหาร

ถ้าจากการซักประวตั ิ พบว่าเมอ่ื ผปู้ ว่ ยมีอาการดังกล่าว ให้ทาการซักประวตั ิเพ่ิมเตมิ
ว่า
เวลาท่เี รมิ่ มอี าการ เกดิ ขน้ึ เม่อื ใด ถา้ เกดิ ขน้ึ ในเวลาไม่เกิน 3 ชว่ั โมง ใหร้ บี ทาการ
ประสานศูนยร์ ับแจ้งเหตแุ ละส่ังการ เพอื่ ประสานสถานพยาบาลทจ่ี ะนาสง่ ไดเ้ ตรยี ม
ความพร้อมในการสง่ ผู้ปว่ ยเข้ารบั การรกั ษาดว้ ยวิธกี ารให้ยาละลายล่ิมเลอื ดได้ทันเวลา
ตามชอ่ งทางด่วน (Stroke fast track) สาหรบั โรงพยาบาลที่เข้ารว่ มโครงการ Stroke
fast track ในระหวา่ งนาสง่ ให้ทาการชว่ ยเหลอื ดูแล ดังน้ี

1. ดแู ลทางเดนิ หายใจใหโ้ ล่ง และให้ได้รบั ออกซเิ จนอยา่ งเพยี งพอโดยไม่ให้เกดิ
ภาวะพรอ่ งออกซเิ จนในเลอื ด (O2 saturation >92%) และการหายใจผิดปกติ

(6)

2. ประเมนิ ระดบั ความรสู้ กึ ตวั และสญั ญาณชพี เป็นระยะๆ กรณรี สู้ ึกตวั ดี จดั ให้
นอนศีรษะสูง 30 องศา เพือ่ ให้เลอื ดดาจากสมองไหลกลับสู่หัวใจ

3. ใหง้ ดอาหารและนา้ ทางปากทุกชนิดเนื่องจาก ผ้ปู ว่ ยซมึ ไมร่ ู้สกึ ตัว สงสยั ว่ามี
เน้อื สมองตายเปน็ พื้นที่กวา้ ง มแี นวโนม้ ที่จะต้องผา่ ตัด

4. ประเมินระดับความรสู้ ึกตัว ผู้ปว่ ยอาจยงั คงร้สู กึ ตวั ดี หรอื มรี ะดับความ
รูส้ ึกตวั ลดลง โดยการตรวจวัดสัญญาณทางประสาทและสมอง (Glassgow
Coma Scale :GCS) และขนาดรมู า่ นตา (Pupils)

5. ถ้าผปู้ ่วยระดับความรู้สกึ ตัวลดลง หรือไมร่ ู้สกึ ตวั ใหท้ าการประเมนิ ทางเดิน
หายใจ และเปิดทางเดินหายใจ พรอ้ มท้งั ประเมนิ การหายใจและช่วยการหายใจ
ดว้ ยวิธกี ารทเ่ี หมาะสม

6. ประสานทมี แพทยพ์ ยาบาลเพื่อใหก้ ารช่วยเหลือ
7. เม่อื มาถงึ โรงพยาบาล รบี แจง้ ใหแ้ พทยห์ รือพยาบาลห้องฉุกเฉนิ รับทราบทนั ที
ภาวะชัก
นยิ าม เป็นภาวะทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงอย่างเฉยี บพลนั ทางคลื่นไฟฟา้ สมองโดยมกี ารปลอ่ ยคล่ืนไฟฟ้าท่ี
ผิดปกติจากเซลลส์ มอง และเกย่ี วข้องกบั การทางานของระบบประสาทผิดปกติ ซ่ึงเกดิ จากการทเ่ี ซลล์

227

สมองถกู กระตุน้ มากเกินไป ผปู้ ว่ ยจะมอี าการเกร็งกระตุก ขณะชกั มักไมร่ สู้ ึกตัว และ หลังชักมกั หมด
สติ หรือสบั สนอยูร่ ะยะหน่งึ อาจมนี า้ ลายฟมู ปาก กัดปาก หรอื ลิน้ เป็นแผล หรอื มปี ัสสาวะ อุจจาระ
ราดร่วมดว้ ย ในผูท้ ่ดี ม่ื สุรามากเป็นประจา เมอ่ื หยดุ ดื่มทันทีพบวา่ อาจมีการชกั ไดภ้ ายใน 12-36
ช่ัวโมง หลงั หยดุ ด่ืม (7)อาการชักมหี ลายชนิด เกดิ ขึน้ ไดจ้ ากหลายสาเหตุ เช่น การเจบ็ ป่วยเร้อื รงั ไข้
สงู ภาวะตดิ เชอ้ื สารพษิ รวมทัง้ ยาและแอลกอฮอล์ ระดับนา้ ตาลในเลือดต่า การบาดเจบ็ ท่ีศรี ษะ
ระดับออกซเิ จนลดลง เน้อื งอกในสมอง ภาวะแทรกซ้อนจากการตัง้ ครรภ์ และไม่ทราบสาเหตุ
อาการชกั เป็นอันตรายถึงชีวิตไดน้ ้อยแตเ่ ปน็ ภาวะฉกุ เฉินที่รุนแรง และมีระยะเวลาการชักในระยะสน้ั
(นอ้ ยกวา่ 5 นาที) หรอื ยาวนานก็ได้
สาเหตุ

1. ความผิดปกติในสมอง เช่น อบุ ตั ิเหตุทางสมอง เลอื ดออกในสมอง ตดิ เชอ้ื ในสมอง เน้อื
งอกในสมอง

2. สมองปกตแิ ตม่ ีสงิ่ กระตนุ้ เชน่ ไข้ ภาวะขาดนา้ ตาลในเลอื ด หรอื เกลอื แรใ่ นเลือด
ผดิ ปกติ ดม่ื สุราในปริมาณมากและหยุดดืม่ ในทนั ที

การช่วยเหลอื ดูแลเบอ้ื งต้น
1. ประเมินสภาพผปู้ ว่ ยเบ้ืองตน้ และใหก้ ารชว่ ยเหลอื ตามสภาพปญั หา ได้แก่
1.1 ประเมนิ ระดับความรู้สกึ ตัว
1.2 ประเมนิ ทางเดินหายใจและการหายใจ ถา้ ไม่สามารถหายใจเองได้ ทาให้
ล้นิ ตกปดิ กั้นทางเดนิ หายใจ ควรพิจารณาใชอ้ ุปกรณท์ เี่ หมาะสมช่วยการ
หายใจ
2. จัดท่าผู้ปว่ ยในทา่ ที่เหมาะสม ในกรณีทผ่ี ปู้ ่วยไม่มกี ารบาดเจ็บของกระดกู สนั หลงั
3. ใหค้ วามชว่ ยเหลือผู้ปว่ ย โดยไม่ตอ้ งกงั วลถึงสาเหตขุ องการชัก
4. ห้ามใส่สิง่ ใด ๆ ไวใ้ นปากผปู้ ว่ ย
5. อย่าผกู หรือมัดผปู้ ่วย
6. สงั เกตและบนั ทึกอาการชัก
7. เฝ้าระวังอาการการเปลย่ี นแปลงเป็นระยะๆ อยา่ งใกลช้ ดิ
8. เตรียมประสานงานทีมแพทย์ พยาบาล หรือชดุ ปฏบิ ตั ิการฉุกเฉนิ ที่มศี กั ยภาพสงู กว่า

สนบั สนุน ถา้ พิจารณาวา่ อาการของผปู้ ว่ ย เกนิ ศักยภาพที่จะทาการชว่ ยเหลือได้
ภาวะชกั ตอ่ เนอื่ ง (status epilepticus)
นิยาม คือการชักแต่ละครั้งนานมากว่า 5 นาที (การชักทั่วไปประมาณ 1-2 นาที) หรืออาการชัก
ต้ังแต่ 2 คร้ังขึ้นไป โดยแต่ละคร้ังไม่นานมากกว่า 5 นาที แต่ระหว่างท่ีหยุดชักแต่ละคร้ัง ผู้ป่วยมี
ระดับสติหรือระดับการรู้สึกตัวไม่ปกติภาวะชักต่อเน่ืองเป็นลมชักประเภทหนึ่ง ที่มีอันตรายและมี
โอกาสเสียชีวิตได้สูง แตกต่างกับโรคลมชักทั่วไป ที่มีการชักแต่ละครั้งนานเพียง 1-2 นาที แล้ว
กลับมามีสติปกติดังเดิม และมีการเสียชีวิตเหตุจากการชักน้อยมากภาวะชักต่อเน่ือง เป็นภาวะที่พบ
บ่อยในแต่ละปีของไทยจะมีผู้ป่วยประมาณ 2,000 ราย เป็นภาวะพบได้ในทุกอายุ ต้ังแต่เด็กจนถึง
ผูส้ ูงอายุ ผ้หู ญงิ และผชู้ ายเกิดไดใ้ กล้เคยี งกัน
สาเหตุ

228

1. การขาดยากันชักอย่างกระทนั หัน ในผูป้ ว่ ยโรคลมชกั
2. ภาวะติดเชื้อในสมอง
3. ภาวะสมองขาดออกซเิ จน
4. ภาวะอบุ ตั เิ หตรุ ุนแรงต่อสมอง
5. ภาวะดม่ื แอลกอฮอลเ์ กนิ ขนาด พิษสรุ าเร้ือรัง หรอื การหยดุ ด่มื แอลกอฮอล์ทันที
6. ภาวะไตวาย
7. ภาวะตบั วาย
8. โรคหลอดเลือดสมอง
9. มรี อยโรคในสมอง
10. ผู้ป่วยทางจิตเวช
อาการและอาการแสดง
ภาวะชกั ต่อเนื่องมี 3 รปู แบบการชักไดแ้ ก่ (8)

1. ภาวะชักเกรง็ กระตุกทั้งตัว หมดสติ ซึ่งเป็นชนดิ ทีร่ ุนแรงและอันตรายท่ีสดุ คือ
มี
โอกาสเสยี ชวี ิตจากการชักได้สูง

2. ภาวะชักเกรง็ และกระตุกบางสว่ นของร่างกาย โดยรู้สึกตวั ปกติ
3. ภาวะชกั แบบพฤติกรรมผดิ ปกติ ระดับการรสู้ ึกตวั ไม่ปกติ แต่ไมห่ มดสติ
อนึ่ง การเกิดภาวะชักต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดในผู้ปว่ ยท่ีเป็นโรคลมชกั อยู่แล้ว ดังน้ันถ้าผู้ปว่ ย
โรคลมชัก เคยมีประสบการณ์ว่าก่อนท่ีจะชัก มักมีอาการเตือน ก็จะสามารถให้การดูแลตนเอง
เบือ้ งต้นได้ เช่น การรีบนอนลง โดยอยใู่ ห้ห่างจากท่ที ่ีจะกอ่ ใหเ้ กิดอันตรายขณะชักได้ หรือรบี บอกผู้ท่ี
อยู่ใกลเ้ คียงให้การช่วยหลือ เป็นต้น
การดูแลช่วยเหลือเบ้ืองต้น
1. ป้องกนั อันตรายจากการชกั แล้วล้มหมดสติ กระแทกกบั สิ่งของตา่ งๆ ควร

ประคองผปู้ ว่ ยให้นอนราบ มหี มอนหนนุ ศีรษะ และเลอ่ื นส่งิ ของต่างๆออกให้พน้
ตวั ผูป้ ่วย ปลดเข็มขดั หรอื เส้อื ผ้าท่รี ดั ตรึง
2. ดแู ลทางเดินหายใจ การสาลกั อาหาร ไม่ต้องนาน้วิ มอื หรือของแข็ง เช่น ชอ้ นงัด
ปาก เพราะอาจเกิดอนั ตรายจากฟันหลดุ เข้าหลอดลมผู้ป่วย หรอื ผูป้ ว่ ยกดั นิว้ ผู้
ช่วยเหลอื ได้
3. หา้ มใหน้ า้ หรอื ยาทุกชนดิ ขณะผปู้ ว่ ยมอี าการชักหรือหลังชกั แตร่ ะดับการรู้สกึ ตวั
ยงั ไม่ปกติ
4. ดูแลการหายใจ ใหอ้ อกซิเจน
5. ซักประวัติ
6. ประสานศูนยร์ บั แจ้งเหตใุ นการใหก้ ารชว่ ยเหลอื ตอ่ ไป
การตรวจวัดสญั ญาณทางประสาทและสมอง(Glassgow Coma Scale :GCS)
สัญญาณทางประสาทและสมอง เปน็ สิง่ บง่ บอกถงึ การทางานของสมองวา่ ทาหนา้ ทไ่ี ดอ้ ย่าง
ปกตหิ รอื ไม่อย่างไร ซง่ึ วธิ กี ารวัดสญั ญาณทางประสาทและสมองทไ่ี ดร้ ับการยอมรบั และใชใ้ นการ

229

ประเมนิ ระดบั ความรู้สึกตัวของผู้ปว่ ยท่มี ปี ญั หาเกีย่ วการทางานสมอง คือ Glassgow Coma Scale :
GCS ซ่ึงจะใชข้ อ้ มูลจาก 3 องค์ประกอบหลัก คือ การลืมตา การพูดท่ดี ที ่สี ุด และการเคลอ่ื นไหวที่
ดีท่ีสุด ประกอบกับการประเมนิ ขนาดของรมู ่านตา (Pupils)และกาลังแขนขา (Motor power) รว่ ม
ด้วย ซึง่ ระดบั การใหค้ ะแนนดงั น้ี

การประเมินระดับ Glassgow Coma Scale : GCS

การประเมิน ระดับการตอบสนอง คะแนน
4
การลืมตา (Eye opening : E) ลมื ตาได้เอง 3
2
ลมื ตาเม่ือเรียก 1
5
ลมื ตาเม่ือเจบ็ 4
3
ไม่ลมื ตา 2
1
การพูดที่ดที ี่สดุ (Verbal response: V) พูดคุยไดไ้ มส่ บั สน 6
5
พดู คุยได้แตส่ บั สน 4
3
พูดเปน็ คาๆ 2
1
ส่งเสียงไม่เปน็ คาพดู

ไมส่ ง่ เสยี งเลย

การเคล่อื นไหวที่ดีทสี่ ุด(Motor response : M) ทาตามคาส่งั

ทราบตาแหนง่ ทเ่ี จบ็

ชักแขนขาหนี

แขนเกรง็ เขา้ หาตัวเมอ่ื กระตุ้นให้เจบ็

แขนเกรง็ เหยียดออกเมอ่ื กระตนุ้ ให้เจบ็

ไม่เคลื่อนไหวเลย

คะแนนสูงสดุ ทั้งหมด 15 คะแนน ในคนปกตทิ ่วั ไป และต่าสุดคือ 3 คะแนน นัน่ คอื ไมม่ ี
ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองใด กล่าวคอื ระดับคะแนนย่ิงสงู แสดงว่า ผู้ป่วยมีอาการคอ่ นขา้ งดี

นอกจากน้ี ยังตอ้ งมกี ารประเมินขนาดและการมีปฏิกริ ิยาต่อแสงของรมู า่ นตาท้งั สองข้าง โดย
ปกติทัว่ ไป ขนาดรมู ่านตาจะขนาดประมาณ 2-4 มิลลเิ มตร และมีการหดตัวเมอ่ื มีการสอ่ งไฟ ซงึ่ ใน
การประเมินขนาดและปฏกิ ริ ิยาต่อแสง สามารถทาไดโ้ ดยการใชไ้ ฟฉายสอ่ งจากหางตาไปยงั หวั ตา ท่ี
ละข้าง แล้วสังเกตขนาดและการหดตวั ของรมู ่านตาขณะส่องไฟผ่าน แล้วเปรียบเทียบกันทง้ั สองข้าง
ซง่ึ โดยปกตทิ ว่ั ไป ควรจะมขี นาดเทา่ กนั และมปี ฏกิ ริ ิยาตอ่ แสงเหมอื นกนั

การประเมนิ กาลงั แขนขา (Motor power) โดยการตรวจกาลังของแขนท้งั สองข้าง และขาทง้ั
สองข้าง ซงึ่ มี 6 ระดบั ไดแ้ ก่

1. เกรด / ระดบั 0 หมายถึง กลา้ มเนอื้ เป็นอมั พาต/แขนหรอื ขาไม่มีการ
เคล่ือนไหวเลย

2. เกรด / ระดับ 1 หมายถงึ กล้ามเนอื้ ไมม่ แี รงหดตัวแต่ใยกล้ามเนือ้ หดตัวได้ /
มกี ารเคล่อื นไหวปลายนิว้ มือ-เท้าได้เล็กน้อย

230

3. เกรด / ระดับ 2 หมายถงึ กล้ามเนอ้ื มแี รงที่จะเคล่อื นไหวแนวราบกบั พืน้
4. เกรด / ระดบั 3 หมายถงึ แขนหรือขาสามารถยกได้ แตต่ า้ นแรงท่ีกดไวไ้ มไ่ ด้
5. เกรด / ระดับ 4 หมายถึงแขนหรือขาสามารถยกได้ แตต่ ้านแรงที่กดไดน้ ้อย

กว่าปกติ
6. เกรด / ระดับ 5 หมายถงึ แขนหรือขามกี าลังปกติ

ในการตรวจจะทาการตรวจท้งั 4 ระยางค์ คือ แขน และขาทง้ั สองข้าง โดยให้
บนั ทึก
ข้างทกี่ าลังปกติดีทสี่ ุดกาลังปกติ
จะเห็นว่า การดูแลผูป้ ่วยทม่ี ีภาวะฉุกเฉนิ ผ้ชู ่วยเหลอื จะต้องมีความรชู้ านาญ มที ักษะการ
ดแู ลช่วยเหลอื เบอ้ื งต้น เพือ่ ให้ผูป้ ว่ ยปลอดภยั ได้รับการดูแลรกั ษาอยา่ งทันทว่ งที ถกู ตอ้ งเหมาะสม
ตามภาวะเร่งด่วน และปลอดภยั ได้มาตรฐานตามวิชาชีพ

อา้ งองิ
(1) Bledsoe BE, Porter RS, Cherry RA, Armacost MR. Paramedic Care,

Principles & Practice. Prehospital Emergency Care. 2006 Jan 1;10(4):522-
3.

231

(2) แนวทางสาหรับเวชปฏบิ ัติสาหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2557. สมาคมโรคเบาหวานแหง่
ประเทศไทย ในพระราชปู ถัมภ์สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร.ี
หจก.อรุณการพมิ พ์ กรุงเทพมหานคร

(3) Scott C. Sherman, joseph M. Weber, Michael A . Schindlbeck, Rahul G.
Patwari. Clinical Emergency Medicine, 2014

(4) ไชยพร ยุทเซน็ , ธารณิ ี ไตรณรงค์สกุล ยวุ เรศมคฐ,์ สิทธิชาญบัญชา. Emergency
care. The pocket guide book. 2556

(5) งานบรกิ ารข้อมูลสารสนเทศ กลุ่มขอ้ มลู ขา่ วสาร สขุ ภาพ สานกั นโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวง สาธารณสุข. จานวนและ

อัตราตายตอ่ ประชากร 100,000 คน จาแนกตามสาเหตท่สี าคญั พ.ศ.2554 และ 2558 [เขา้ ถึงเม่ือ 14 กรกฎาคม 2560]
เขา้ ถงึ ได้จาก https://www.m-society.go.th/article_attach/18527/20347.pdf

(6) Casaubon LK, Boulanger JM, Blacquiere D, Boucher S, Brown K, Goddard
T, Gordon J, Horton M, Lalonde J, LaRivière C, Lavoie P. Canadian stroke
best practice recommendations: hyperacute stroke care guidelines,
update 2015. International Journal of Stroke. 2015 Aug;10(6):924-40.

(7) Clinical Practice Guideline for Ischemic Stroke แนวทางการรกั ษา โรคหลอด
เลอื ดสมองตีบหรืออดุ ตัน สาหรับแพทย.์ 2556

(8) Kasper, D., Fauci, A., Hauser, S., Longo, D., Jameson, J., & Loscalzo, J.
(2015). Harrison's Principles of Internal Medicine, 19e.

(9) Wechsler LR. Intravenous thrombolytic therapy for acute ischemic
stroke. New England Journal of Medicine. 2011 Jun 2; 364 (22):2138-46.

(10)Lekpet J, Wuthisuthimethawee P, Vasinanukorn P. Prehospital time and
Emergency Department time for acute ischemic stroke care at.
Songklanagarind Medical Journal. 2009;27(3):203-12.

232

ภาคผนวก

233

แบบประเมิน Glasgow coma score

234

บทที่ 5-4

การดแู ลเบอื้ งตน้ ในผ้ปู ่วยฉกุ เฉนิ ทีม่ ปี ฏกิ ริ ิยาแพ้

บทนา

ปฏกิ ิรยิ าแพ้ (anaphylaxtic reaction) คือปฏกิ ริ ิยาภูมิแพอ้ ยา่ งรนุ แรงเฉียบพลัน ทเี่ กดิ
ขึ้นกับอวยั วะระบบตา่ งๆของร่างกายหลายระบบพรอ้ มๆกัน เช่น ผวิ หนัง ระบบทางเดินหายใจ ระบบ
หวั ใจและหลอดเลือด ระบบทางเดนิ อาหาร ในรายทีเ่ ป็นมาก อาจเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นอยา่ ง
รุนแรงและรวดเรว็ จนหายใจไมไ่ ดห้ ายใจลาบากภาวะระบบการไหลเวียนโลหิตและ ภาวะหัวใจ
ล้มเหลว ส่งผลให้เสยี ชีวติ ไดใ้ นระยะเวลาอันส้ัน ถ้าได้รับการรกั ษาไม่ทนั
สาเหตุ

1. ยา โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนซิ ลิ นิ , NSAIDS , ยารกั ษามะเร็ง
2. วัคซีนโดยเฉพาะผู้ทแ่ี พไ้ ข่ขาวหรอื อาจแพ้ส่วนประกอบของวคั ซนี
3. เลือด และ ส่วนประกอบของเลือด
4. สารจากอาหารท่กี อ่ ใหเ้ กดิ การแพไ้ ดบ้ ่อยสุด เชน่ อาหารทะเล นม ไข่ ถัว่ แปง้ สาลี
5. สารถนอมอาหาร เช่น sulfate ที่มีในอาหารหมกั ดอง มันฝรั่ง สรุ า
6. แมลงกัดตอ่ ย เช่น ผง้ึ ต่อ มดแดง
7. ยางธรรมชาติ (latex) พบในถุงมอื ,อปุ กรณท์ างการแพทย์บางชนิด
ปจั จัยเส่ยี ง ( Risk Factor )
- อายุพบมากในผูใ้ หญ่
- เพศ ไมแ่ ตกตา่ งกนั ระหวา่ งเพศชาย และเพศหญิง
- คนไขท้ มี่ ปี ระวตั ิเป็นภมู ิแพเ้ ช่น Asthma (หอบหืด) Urticarial (ลมพิษ)จะมโี อกาสเกดิ
จะปฏิกริ ยิ าแพ้มากกว่า เม่อื เทียบกับบุคคลท่ัวไป
- วธิ ีท่ีได้รับสารกระต้นุ เชน่ การไดร้ ับทางหลอดเลือดดาจะมีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกวา่
ทางกนิ หรอื ทางสมั ผสั
- ประวัตเิ คยเกดิ ภาวะ แพ้ (anaphylaxis) มากอ่ น
- ผ้ปู ่วยท่ไี ด้รบั ยา Bata – blocker จะมีความรุนแรงของปฏกิ ิริยาการแพม้ ากกวา่ คน

ท่ัวไป
- ประวัตกิ ารแพ้ อาหารทะเล มีความสัมพนั ธก์ ันกับการแพส้ ารทึบแสง
อาการ และ อาการแสดง
ส่วนใหญ่เกดิ อาการใน 5- 60 นาที ซึง่ แบง่ เปน็ ระบบตา่ งๆได้ ดงั น้ี
1. อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลอื ด เชน่ เวยี นศรี ษะ หนา้ มืด เป็นลม ภาวะความ

ดันโลหิตตา่
2. อาการระบบทางเดินอาหาร เชน่ แนน่ ท้อง ปวดท้อง คลนื่ ไส้ อาเจยี น
3. อาการทางระบบทางเดนิ หายใจตอนบน เช่น คดั จมูก น้ามกู ไหล จาม หายใจเสยี งดงั

พดู ลาบาก เสียงแหบ

235

4. อาการทางระบบทางเดินหายใจตอนล่าง เชน่ ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวด๊ี
หายใจลาบาก

5. อาการทางผิวหนัง เช่น ลมพิษ หนงั ตาบวม ปากบวม
6. อาการทางตา เชน่ ตาบวม ตาแดง คนั ตา นา้ ตาไหล
อาการที่พบบ่อยที่สดุ คือ มีผน่ื แดง พบได้ถึงร้อยละ 90 ของผ้ปู ่วย อาการทางระบบทางเดิน
หายใจพบได้ร้อยละ 50 อาการทางระบบทางเดินอาหารพบได้ประมาณร้อยละ 30 ภาวะความดัน
โลหิตต่า (anaphylaxis shock) พบได้ร้อยละ 30 เกิดจากเส้นเลือดหดตัว(Cardiovascular
collapse)

รปู ที่ 1แสดงผน่ื แพ้ทางผิวหนงั

236

รูปที่ 2 แสดงอาการแพร้ ะบบทางเดินหายใจ

การประเมนิ
- ตรวจวดั สัญญาณชพี
- จากประวัติ โดยหาสาเหตุที่อาจทาให้เกดิ อาการแพ้
- อาการและอาการแสดง

การชว่ ยเหลอื เบ้ืองต้น
1. ระบบทางเดนิ หายใจ :
- จัดทา่ ใหน้ อนพักศรี ษะสูงหรอื ก่งึ นั่ง เพ่ือให้ผู้ปว่ ยหายใจได้สะดวก
- ดแู ลระบบทางเดนิ หายใจให้โลง่ ประเมนิ ภาวะพรอ่ งออกซเิ จน ใหอ้ อกซิเจน
2. ระบบไหลเวยี น : วัดความดันโลหติ และ ชพี จร

การไดร้ บั สารพิษ หรอื ยาเกินขนาด

การได้รับสารพิษ (poison) หมายถึง สารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ซึ่ง
สามารถเข้าสู่ร่างกายโดย การรับประทาน การฉีด การหายใจ หรือการสัมผัสทางผิวหนัง แล้วทาให้
เกิดอันตรายต่อโครงสร้างและหน้าท่ีของร่างกาย ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี อันตรายจะมากหรือน้อย
ขนึ้ อย่กู บั คุณสมบัติ ปริมาณ และทางทไ่ี ด้รบั สารพษิ น้นั

- Overdose หมายถึง การได้รบั สารหรอื สารเคมเี ขา้ ไปในร่างกายเกินขนาด
- Toxicology หมายถึง ศาสตรท์ ศี่ ึกษาเก่ียวกบั สารพิษ ภาวะทีเ่ กิดขนึ้ เนอื่ งจากสารพิษ
อุบัติการณ์การได้รับสารพิษนั้นในประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขรายงานท่ีแน่นอน แต่จะพบว่าถ้าเป็น
ผู้ป่วยเด็กจะพบในช่วงอายุ 1-5 ปี กว่าร้อยละ 50 โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ และความ
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กแต่ก็ตอ้ งพึงระลึกอยู่เสมอว่า เดก็ ที่ไดร้ ับสารพิษอาจจะเกิดจากการถูกทารุณ
กรรมในเดก็ ก็ได้ ส่วนในผู้ใหญน่ ั้นมักมีสาเหตุมาจากการต้ังใจกินสารพษิ เข้าไป เพ่อื เหตุผลต่างๆกันไป

237

หรือ จากการประกอบอาชีพก็ได้ และส่วนใหญ่มักมีอาการทางจิตใจร่วมด้วย จึงพึงระวังคาพูดในการ
ดแู ลที่อาจจะกระทบกระเทือนตอ่ จติ ใจได้
ชนดิ ของสารพิษ

สารพิษที่ทาให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์มาจากหลายแหล่งด้วยกัน อาจเป็นพิษจากสัตว์ เช่น งูพิษ
ผึ้ง แมลงป่อง พิษจากพืช เช่น เห็ดพิษ ลาโพง พิษจากแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ตะก่ัว ฟอสฟอรัส สาร
หนู และ พิษจากสารสังเคราะห์ต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ยาอันตราย รวมท้ังสาร
สงั เคราะหท์ ่ใี ช้ในครัวเรอื นเช่น น้ายาฟอกขาว นา้ ยาขดั ห้องนา้ เป็นตน้
สารพิษสามารถจาแนกตามลกั ษณะการออกฤทธ์ิ ได้ 4 ชนดิ ดังน้ี

1. ชนิดกัดเน้ือ (corrosive) สารพิษชนิดนี้จะทาให้เนื้อเย่ือของร่างกายไหม้พอง
ไดแ้ ก่ สารละลายพวก กรดและดา่ งเขม้ ข้น น้ายาฟอกขาว

2. ชนิดทาให้ระคายเคือง (irritants) สารพิษชนิดนี้จะทาให้เกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน
และอาการอกั เสบในระยะตอ่ มา ไดแ้ ก่ ฟอสฟอรัส สารหนู อาหารเป็นพษิ ซลั เฟอร์ได
ออกไซด์

3. ชนิดท่ีกดระบบประสาท (narcotics) สารพษิ ชนิดนี้จะทาให้หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ต่ืน
ม่านตาหดเล็ก ไดแ้ ก่ ฝ่นิ มอร์ฟนี พษิ จากงูบางชนดิ

4. ชนิดท่ีกระตุ้นระบบประสาท (dililants) สารพิษชนิดนี้จะทาให้เกิดอาการเพ้อคล่ัง
ใบหนา้ และผวิ หนังแดง ต่นื เตน้ ชพี จรเตน้ เร็ว ช่องมา่ นตาขยายได้แก่ ลาโพง

การซักประวตั ิ
การซกั ประวตั ิเป็นสิง่ ทจี่ าเปน็ ถา้ ได้ประวตั ทิ ถี่ ูกตอ้ งจะทาให้การรักษาไดร้ วดเรว็ และถกู ตอ้ ง

แต่ มักจะไม่ไดร้ บั ประวัตทิ แ่ี น่นอนเนือ่ งจากบางทีกเ็ ป็นผปู้ ว่ ยเดก็ ซึง่ ไม่สามารถบอกได้ หรอื ผู้ป่วยท่ี
จะฆา่ ตัวตาย จะคอ่ นขา้ งสบั สนดังนั้นจงึ ตอ้ งซักจากบคุ ลทใี่ กลช้ ดิ หรือ ขวดยา หรือสารเคมที ่ีอยู่ข้างๆ
ตวั ของผู้ป่วย

ประวัตสิ าคญั ทางพษิ วิทยา ประกอบดว้ ย
1. สารพิษที่ได้รับคือสารอะไร
2. ได้รับต้ังแต่เมือ่ ไร
3. ทาไมถงึ ได้รับสารพษิ
4. ไดร้ ับสารอ่นื รว่ มดว้ ยหรือไม่
5. ไดร้ บั อยา่ งไร
6. ได้รบั ปรมิ าณเท่าไร

การประเมินภาวะการได้รบั สารพษิ
การได้รับสารพิษ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลที่รีบด่วน และเฉพาะเจาะจง

ดังน้ันสิ่งสาคัญที่สุดคือ จะต้องประเมินจาแนกให้ได้ว่าอาการผิดปกตติ ่าง ๆ ท่เี กิดข้ึนกบั ผู้ปว่ ยนั้น ว่า
เกิดจากสารพิษใด นอกจากประเมินอาการแล้ว ยังจาเป็นต้องสังเกตสภาพการณ์ ส่ิงแวดล้อมท่ี
เกี่ยวข้องกบั ผูป้ ่วยร่วมด้วย ดงั นี้

- การคล่ืนไส้ อาเจียน ปวดท้อง นา้ ลายฟูมปาก หรอื มรี อยไหม้นอกบรเิ วณริมฝปี าก มกี ล่นิ
สารเคมีบรเิ วณปาก

238

- เพ้อ ชกั หมดสติ มีอาการอัมพาตบางส่วนหรือทั่วไป ขนาดชอ่ งม่านตาผิดปกติ อาจหด
หรือขยาย

- หายใจขัด หายใจลาบาก มีเสมหะมาก มีอาการเขียวปลายมือปลายเท้า หรือบริเวณริม
ฝปี าก ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี

- ตวั เย็น เหง่อื ออกมาก มีผน่ื หรอื จุดเลอื ดออกตามผวิ หนัง
สภาพการณห์ รือสิง่ แวดลอ้ มที่บง่ ชถ้ี ึงภาวการณ์ไดร้ ับสารพษิ

- เกิดอาการผดิ ปกติขึ้นอย่างปจั จบุ นั ทันด่วน โดยทีผ่ ปู้ ว่ ยเป็นคนที่แข็งแรงสมบูรณม์ าก่อน
- เกดิ อาการขนึ้ กบั คนหลาย ๆ คน หรืออยู่ในสงิ่ แวดล้อมเดียวกนั
- ในบริเวณท่ีพบผู้ป่วยมีภาชนะบรรจุสารพิษ หรือเป็นแหล่งของสัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ

แมงปอ่ ง แมงกะพรนุ ไฟ
- มีปัญหาทางด้านจิตใจ ได้แก่ เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย มีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย

ผดิ หวังในชวี ติ หรือการทางาน มีศัตรูปองร้าย
การตรวจรา่ งกาย

- ตรวจวดั สัญญาณชพี
- การตรวจเพอ่ื หากลุ่ม อาการแสดงของสารพิษ
การปฐมพยาบาลผ้ทู ีไ่ ดร้ บั สารพิษ
จาแนกตามวีถีทางท่ไี ดร้ บั 3 ทาง ดังน้ี
การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รบั สารพษิ ทางปาก
- ประเมนิ ระดับความร้สู กึ ตวั และสญั ญาณชพี
- แนะนางดอาหารและนาทางปากทกุ ชนิด
- หา้ มกระตุ้นใหผ้ ้ปู ่วยอาเจยี น
- หากมีบรรจุภัณฑ์สารพิษหรือยาที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่ด้วยควรนาบรรจุภัณฑ์หรือ

ถ่ายภาพบรรจุภณั ฑเ์ พ่อื ส่งตอ่ ข้อมลู ให้โรงพยาบาล
การปฐมพยาบาลผทู้ ่ไี ดร้ บั สารพษิ ทางการหายใจ
สารพษิ ที่เขา้ สทู่ างการหายใจ ได้แก่ ก๊าซพษิ ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ดังน้ี

- ก๊าซทีท่ าใหร้ ่างกายขาดออกซิเจน เกิดอาการ วิงเวยี น หนา้ มืด เป็นลมหมดสติ ถงึ แกค่ วาม
ตายได้ เช่น คารบ์ อนมอนนอกไซด์ คารบ์ อนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ปจั จบุ นั พบว่า
ก๊าซทีท่ าให้เกดิ ปญั หาคอ่ นขา้ งบ่อย ไดแ้ ก่ คารบ์ อนมอนนอกไซด์ โดยเฉพาะในเมอื งใหญ่ ๆ ท่ี
มปี ญั หาการจราจรคับค่งั อากาศเปน็ พิษ คาร์บอนมอนนอกไซด์ เปน็ ก๊าซไม่มีสี ไม่มกี ลนิ่ ไมม่ ี
รส เกิดจากการเผาไหมท้ ่ไี มส่ มบูรณ์ของนา้ มันเช้ือเพลิง เมือ่ หายใจเข้าไปในรา่ งกาย ก๊าซนีจ้ ะ
แยง่ ทีก่ ับออกซเิ จนในการจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลอื ดแดง ทาให้เมด็ เลอื ดแดงไม่สามารถไป
ยังเนอ้ื เยื่อท่วั ร่างกายได้ ร่างกายจึงมีอาการของการขาดออกซเิ จน ซึ่งถา้ ช่วยเหลอื ไม่ทันจะทา
ให้ผู้ป่วยเสยี ชวี ิต เชน่ ในกรณีทม่ี ผี เู้ สยี ชีวิตในรถยนต์

- ก๊าซทที่ าใหเ้ กดิ การระคายเคืองตอ่ ระบบทางเดนิ หายใจ ไดแ้ ก่ คอ หลอดลม และปอด ถ้า
ไดร้ ับในปริมาณมากอาจทาให้ตายได้ เชน่ ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ ไมม่ สี แี ต่มีกล่นิ ฉนุ พบไดใ้ น
โรงงานอุตสาหกรรม ใชท้ ากรดกามะถนั

239

- กา๊ ซที่ทาให้อนั ตรายท่วั รา่ งกาย ไดแ้ ก่ กา๊ ซอารซ์ ีน ไมม่ สี กี ลิ่นคลา้ ยกระเทียม พบไดใ้ นโรงงาน
อตุ สาหกรรมใช้ทาแบตเตอร่ี เม่ือเขา้ สู่รา่ งกายจะทาใหเ้ มด็ เลือดแดงแตก ปัสสาวะเปน็ เลอื ด ดี
ซา่ น ตาเหลือง ตวั เหลือง

การปฐมพยาบาล
- กลั้นหายใจและรบี เปดิ ประตหู นา้ ตา่ ง ๆ เพอื่ ใหอ้ ากาศถ่ายเท มอี ากาศบรสิ ุทธ์เิ ขา้ มาในหอ้ ง
ปิดท่อกา๊ ซ หรอื ขจดั ต้นเหตุของพิษนน้ั ๆ
- นาผู้ปว่ ย ออกจากบริเวณทีเ่ กดิ เหตุไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์
- ประเมินการหายใจและการเตน้ ของหวั ใจ ถ้าไม่มใี หผ้ ายปอดและนวดหัวใจ
- ประสานศนู ยร์ บั แจง้ เหตแุ ละสง่ั การ

การปฐมพยาบาลผ้ทู ไ่ี ด้รบั สารพษิ ทางผวิ หนัง
สารพิษทีส่ ามารถเข้าสูร่ า่ งกายทางผวิ หนังท่ีพบบ่อยเกดิ ไดแ้ ก่ สารเคมี และสารพษิ ที่เกดิ จากการถูก
สตั วม์ พี ิษกดั หรือตอ่ ย เชน่ ตอ่ แตน ผึ้ง ตะขาบ แมงปอ่ ง แมงกะพรนุ ไฟ งพู ษิ
การปฐมพยาบาลเมอ่ื สารเคมีถูกผวิ หนงั

- ถอดเส้อื ผา้ ท่ีเปื้อนสารพิษออกจากตวั ผู้ปว่ ยโดยระมดั ระวงั อยา่ ให้สมั ผัสผู้อื่นและตนเอง
- สารพิษทีเ่ ปน็ ผง ปัดออกตวั ผู้ปว่ ย ล้างโดยใชน้ า้ สะอาดไหลผา่ นส่วนทีเ่ ปอื้ นสารพิษอย่างน้อย

20 นาที ถ้าสามารถทาได้
- ของเหลว ล้างโดยใช้นา้ สะอาดไหลผา่ นสว่ นที่เปื้อนสารนัน้ อย่างนอ้ ย 20 นาที ถ้าสามารถทา

ได้
- ตา ลา้ งโดยใชน้ ้าสะอาดไหลผ่านส่วนทเี่ ปือ้ นสารนนั้ อยา่ งนอ้ ย 20 นาที ถา้ สามารถทาได้
- ประสานศูนย์รบั แจ้งเหตุและส่งั การ
แอมโมเนยี (Ammonia)
ลักษณะทางกายภาพ ในบรรยากาศปกติจะมีสถานะเป็นแก๊ส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุนคล้ายปัสสาวะหาก
เก็บอยู่ในถังอดั ความดันจะมีสถานะเป็นของเหลว
แหลง่ ที่พบ สามารถพบแอมโมเนยี ในระดับตา่ ๆเกิดขึ้นได้เองจากกระบวนการเนา่ เปอื่ ยย่อยสลายของ
ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ และสิ่งปฏิกูลต่างๆตามธรรมชาติ สาหรับการใช้ในอุตสาหกรรมท่ีพบได้
บ่อยคือ ใช้เป็นสารทาความเย็นและโรงงานทาน้าแข็ง ใช้เป็นส่วนประกอบของปุ๋ย อยู่ในสูตร
น้ายาทาความสะอาดบางชนิด ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า การสัมผัสแอมโมเนียในโรงงาน
อุตสาหกรรม หากเกิดการร่ัวไหลข้ึน มีโอกาสท่ีจะได้รับแก๊สนี้ในปริมาณเข็มข้นสูงและก่อให้เกิด
อันตรายรุนแรงได้ ในทางการแพทย์ใช้สารละลายแอมโมเนียความเข้มข้นต่าๆ ผสมกับสารท่ีมีกล่ิน
อนื่ ๆ เพ่อื ให้ผปู้ ่วยดมแกว้ งิ เวยี น (แอมโมเนยี หอม) และยงั เปน็ สารตง้ั ตน้ ในการผลติ ยาบา้
กลไกการเกิดโรค แอมโมเนียละลายน้าได้ดีมากและเร็วมาก เม่ือสัมผัสกับน้าที่หล่อเลี้ยงเย่ือบุส่วน
ต่างๆของร่างกาย เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เย่ือบุทางเดินหายใจ แอมโมเนียจะทาปฏิกิริยากับน้า
และไดส้ ารทีม่ ฤี ทธเิ์ ปน็ ดา่ งคือ แอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ซึ่งจะกัดกร่อนทาลายเน้ือเยื่อออ่ นของรา่ งกาย
ได้

240

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉกุ เฉนิ
เหตุการณ์แอมโมเนียร่ัวพบได้บ่อย โดยเฉพาะจากโรงงานทาน้าแข็งและห้องเย็นต่างๆ

ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ฉุกเฉินควรเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์รั่วไหลของแก๊สชนิดน้ีไว้
แอมโมเนียเมื่อร่ัวจะส่งกล่ินฉุนรุนแรงมากให้ผ้ปู ระสบภัยมักรู้ตวั ได้เรว็ การระเบิดในอากาศจะเกิดได้
ก็ต่อเมื่อความเข็มข้นของแก๊สแอมโมเนียในอากาศสูงมาก จึงมีโอกาสเกิดระเบิดข้ึนได้แต่ไม่บ่อยนัก
หน่วยกู้ภยั ควรใส่ชุดป้องกันในระดับที่เหมาะสม ถ้าการร่ัวไหลในปริมาณสูงแนะนาให้ใส่ชุดป้องกันที่
มถี งั บรรจอุ ากาศในตัว
อาการ

อาการเฉียบพลัน การสูดดมแก๊สแอมโมเนียเข้าไปจะทาให้เน้ือเยื่อร่างกายถูกกัดกร่อน
อาการมักเกิดขึ้นทันทีที่สัมผัส อาการที่พบได้แก่ แสบตา แสบจมูก แสบคอ ไอ แน่นหน้าอก หาก
สัมผสั ในปรมิ าณสูงจะทาใหท้ างเดินหายใจบวม เริม่ แรกจะมีอาการเสยี งแหบ ไอเสียงทมุ้ และฟงั ปอด
ได้เสียงทุ้ม (stridor) จากนั้นจะทาให้เกิดอาการบวมและอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนได้
ทางเดินหายใจส่วนล่างจะทาให้หลอดลมตีบ (bronchospasm) ฟังปอดจะมีเสียง wheezing หาก
สัมผัสในปริมาณสูงมากๆ จะทาให้เกิดภาวะปอดบวมน้า และถึงแก่ชีวิตได้ การสัมผัสที่ตาถ้าแก๊สมี
ความเข้มข้นสูงมากก็อาจกัดกร่อนกระจกตาอย่างรุนแรง แต่โอกาสเกิดน้อยกว่าการสัมผัสในรูป
สารละลาย การสัมผสั ทผี่ วิ หนังทาใหเ้ กดิ การไหมไ้ ดเ้ ชน่ กนั

อาการระยะยาว หากการสัมผัสในระยะเฉียบพลันน้ันรุนแรง สัมผัสในปริมาณสูงมาก จน
เนื้อเยื่อปอดถูกทาลายถาวรแล้ว ก็อาจทาให้ผู้ป่วยหอบเหน่ือยเกิดปอดเป็นพังผืดในระยะยาวได้
การสมั ผสั ในปรมิ าณสูงในคร้ังเดยี วในคร้ังเดียวอาจทาให้เกิดโรคหอบหืด การสัมผัสทต่ี าอาจกัดกรอ่ น
กระจกตาจนมีปญั หาการมองเห็นในระยะยาว ส่วนพิษในการกอ่ มะเรง็ และการกอ่ ผลต่อบุตรในครรภ์
ยงั ไมม่ ีข้อมลู ชัดเจน
การปฐมพยาบาล

- นาผปู้ ว่ ยออกจากท่เี กดิ เหตุให้เร็วทส่ี ดุ
- ทาการลา้ งตวั ด้วยนา้ เปล่า
- สงั เกตดูปญั หาการหายใจ หากรู้สกึ ตัวดแี ตห่ ายใจเรว็ ควรให้ออกซเิ จนเสริม
- หากมีการสัมผสั ที่ตา มีอาการแสบตามาก ควรรีบลา้ งตาด้วยน้าเปล่าให้มากท่ีสุดก่อนสง่ พบ

แพทย์
ก๊าซคารบ์ อนมอนนอกไซด์

ถือไดว้ ่าเป็นก๊าซพษิ ที่ไดร้ ับฉายาจากทั่วโลกวา่ “นักปลิดชีพเงียบ” เป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี ไม่มี
กล่ิน และไมม่ ีรส จงึ สามารถแทรกตัวอยู่ไดใ้ นอากาศโดยเราไม่รู้ตัว เปน็ อันตราย และเม่ือมกี ารสูดดม
เข้าไป ก๊าซจะถูกดูดซึมเข้าเม็ดเลือดแดง ได้ดีกว่า ออกซิเจนถึง 200 เท่า เกิดเป็นคาร์บอก
ซีฮีโมโกลบนิ ซงึ่ ลดความสามารถของเม็ดเลือดแดงในการนาออกซิเจนจากปอดไปสู่เน้อื เยื่อต่างๆ ทา
ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนลดลง เกิดอาการเวยี นหัว หน้ามืด คล่ืนไส้ อาเจียนและอาจถึงตายได้ถ้า
ไดร้ ับในปริมาณมาก

อาการ

241

อาการเฉียบพลัน หากได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์จากการหายใจระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
จะทาให้เกิดอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คล่ืนไส้ อาเจียน กระสับกระส่าย สับสน การมองเห็น
ผิดปกติ ความดนั โลหิตตา่ หัวใจเต้นเร็ว และมีการหายใจที่เร็วขนึ้ กรณีได้รบั เปน็ ปริมาณมากๆ จะ
ทาให้เกิดภาวะหมดสติ ชัก ภาวะช็อก กดการหายใจรวมทง้ั ระบบหวั ใจและหลอดเลือด ภาวะสมอง
บวมและอาจเสียชีวิตได้ ถ้าหากไม่เสียชีวิตหลังจากท่ีได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์ปริมาณมากแล้วก็
มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทตามมา เช่น ภาวะหลงลืม จิตเภท การเล่ือนไหวท่ี
ผิดปกติ ภาวะอารมณผ์ ดิ ปกติ บุคลิกภาพท่ีเปล่ียนแปลง

อาการระยะยาว การไดร้ ับคารบ์ อนมอนอกไซด์ในปรมิ าณตา่ ๆ เป็นระยะเวลานานจะทาให้มี
อาการอาเจยี น ถ่ายเหลว ปวดท้อง ปวดศีรษะ ใจส่นั ซ่ึงเปน็ อาการท่ีไมเ่ ฉพาะเจาะจง แยกไดย้ าก
จากอาหารเปน็ พิษหรือการตดิ เช้อื ไวรัส
การดูแลเบ้ืองต้น

การปฐมพยาบาล กรณีเกิดแก๊สร่ัว นาผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่
อากาศถ่ายเท ถอดเส้ือผ้าออก ล้างตวั ด้วยน้าเปลา่ ใหม้ ากท่ีสุด ถา้ เข้าตาให้ลา้ งตาดว้ ย วดั สัญญาณ
ชพี ดรู ะดับความรู้สึกตัว ใหอ้ อกซิเจน ถ้าเกดิ ภาวะชักให้ดแู ลทางเดินหายใจ อย่ารัดตรงึ ผู้ป่วย และ
ใหอ้ ยู่ในท่อี ากาศถา่ ยเทสะดวก
ภาวะแอลกอฮอลเ์ ปน็ พิษ

ภาวะแอลกอฮอล์/สรุ าเป็นพิษ ทเี่ กิดแบบเฉียบพลัน หมายถงึ ภาวะเป็นพษิ ของ
แอลกอฮอล์เน่อื งจากระดับแอลกอฮอลใ์ นเลือดสูงเกินกวา่ ค่าปกติ พบได้ในผู้ปว่ ยที่ด่ืมคร้ังแรกๆหรือ
ดม่ื เปน็ ประจาก็ได้

- ถา้ ระดบั แอลกอฮอล์ในเลือดไมส่ ูงมาก ผปู้ ่วยจะมีอารมณด์ ี พูดมากขนึ้ แตพ่ ูดไม่ชดั เดิน
เซและงว่ ง

- กรณีระดับของแอลกอฮอล์สูงมาก ผู้ด่ืมจะซึมและอาจไม่รู้สึกตัว/โคม่า เป็นผลมาจากการ
ยับยง้ั การทางานของสมองและไขสนั หลงั เนอื่ งจากแอลกอฮอลม์ ฤี ทธคิ์ ลา้ ยยาสลบ

- Black out เป็นภาวะแอลกอฮอล์ เป็นพิษแบบหนึง่ เกิดขึน้ ได้ทั้งในแอลกอฮอลเ์ ปน็ พิษแบบ
เฉียบพลันและเร้ือรัง ผู้ด่ืมจะรู้สึกตัวดีแต่ไม่สามารถจาเหตุการณ์ในขณะน้ันได้ คือ ในช่วง
เวลาเกิดภาวะสุราเป็นพิษท่ีรุนแรง ผู้ป่วยจะเสียความทรงจาในระยะส้ันมากกว่าเสียความ
ทรงจาในระยะยาว ถ้าผู้ดืม่ มีอาการแบบน้บี อ่ ยๆ พบวา่ มีโอกาสเกิดการตดิ สรุ าไดส้ งู

การดูแลเบ้อื งตน้
ภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ กรณีอาการไม่มากและสัญญาณชีพปกติ ให้อาบน้า ดมื่ กาแฟแก่ๆ

แตถ่ า้ ผู้ปว่ ยซมึ มากไม่ร้สู ึกตวั ดแู ลทางเดนิ หายใจ และรบี นาสง่ โรงพยาบาล

บทที่ 5-5

การดูแลเบื้องตน้ ในผู้ป่วยเบาหวานท่มี ีภาวะฉกุ เฉนิ

242

บทนา

โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นภาวะทีร่ ่างกายมีระดบั น้าตาลในเลอื ดสงู เนือ่ งจาก
ไมอ่ าจนาแปง้ และน้าตาลทีบ่ รโิ ภคเข้าไปมาใช้ได้ เน่ืองจาก ตบั อ่อนไมส่ ามารถผลติ ฮอร์โมนอนิ ซลู นิ ได้
หรอื ได้ไมม่ ากพอ โดยอินซลู ินนีม้ หี น้าทชี่ ว่ ยส่งผ่านน้าตาลทอ่ี ยใู่ นรูปของกลโู คสในกระแสเลือดไปสู่
ระบบเน้อื เยื่อต่าง ๆ เพอื่ นาไปเผาผลาญ และแปลงเป็นพลังงาน หรือจาก เนอ้ื เย่อื และอวัยวะต่าง ๆ
(ไขมัน ตับ กลา้ มเนื้อ ฯลฯ) มีภาวะด้อื ต่ออินซลู นิ ซ่ึงส่งผลคอื มีระดับน้าตาลในเลอื ดสูงและตา่ กวา่ ปกติ
สาเหตุ

1. โรคเบาหวานทที่ ราบสาเหตุ
- โรคของตับออ่ น
- ยาบางชนิด
- โรคทางพันธกุ รรม

2. โรคเบาหวานท่ยี ังไมท่ ราบสาเหตุ
- พันธุกรรม เปน็ ปจั จัยหนง่ึ ทท่ี าให้เกดิ เบาหวาน แต่กลไกการถ่ายทอดยังไม่
ทราบแน่นอน
- พฤติกรรมส่วนบุคคล

การวินิจฉยั
- ตรวจหาปรมิ าณน้าตาลในปสั สาวะ
- ตรวจหาปรมิ าณน้าตาลในกระแสเลือด

อาการและอาการแสดง
- ตามัว
- ปัสสาวะบอ่ ย
- กระหายนา้ มากกวา่ ปกติ
- กนิ จุ
- นา้ หนกั ลด
- อ่อนเพลยี
- ชาปลายมือปลายเทา้
- แผลหายช้า
- คันผิวหนงั

การดูแลรกั ษา
- การปรบั เปลยี่ นพฤติกรรม ไดแ้ ก่การออกกาลงั กาย การควบคุมอาหาร
- การงดบุหรี่
- การดแู ลสขุ ภาพทั่วๆไป
- การควบคมุ ความเส่ยี งตอ่ การเกดิ โรคแทรกซอ้ นอน่ื ๆ
- การใช้ยาเมด็ หรือยาฉดี

243

วิธีการเจาะเลอื ดตรวจระดบั น้าตาลในเลือด (DTX)

รปู ที่ 1 วธิ ีการเจาะเลือดตรวจระดับน้าตาลในเลือด

7. เตรยี มอปุ กรณ์ ประกอบดว้ ย เคร่ืองตรวจน้าตาลในเลอื ด (glucometer) พรอ้ ม strip
เข็มเจาะ และสาลีแอลกอฮอล์

8. เปดิ เครือ่ ง Glucometer
9. ใส่ strip เขา้ ไปในเครอ่ื งตรวจ Glucometer จนขน้ึ สญั ลกั ษณ์ ลกั ษณะเป็นหยดเลอื ดบน

หน้าจอเครอื่ ง(ควรตรวจสอบ code ของเครื่องกบั strip ใหต้ รงกนั )
10. เลอื กปลายนว้ิ ท่ีจะทาการเจาะ เช็ดสาลแี อลกอฮอล์ (รอให้แอลกอฮอลแ์ ห้ง)
11. ทาการเจาะเลือด โดยใชเ้ ข็มเจาะท่ปี ลายนิ้ว
12. หยดเลือดลงบนแผ่น strip ใหท้ ว่ั ถงึ
13. รอให้เครือ่ งอา่ นค่าและแสดงผลออกมา ทางหนา้ จอเครือ่ ง คา่ ท่ีออกมาจะเป็นคา่ นา้ ตาล

ในเลอื ด มหี น่วยเป็น mg%
 ค่าท่ีออกมา เป็น “HI” แสดงว่า ระดบั นา้ ตาลในเลือดสูงมาก
 คา่ ทอี่ อกมาเปน็ “LO” แสดงว่า ระดบั น้าตาลในเลอื ดต่ามาก (ค่าปกติอยทู่ ี่
ประมาณ 70-110 mg%)

ภาวะระดบั น้าตาลในเลอื ดตา่
ภาวะระดับน้าตาลในเลอื ดต่าคือ ระดบั น้าตาลในเลอื ดตา่ กวา่ 70 mg% (ในผปู้ ว่ ยเปน็ โรคเบาหวาน)
ร่วมกบั มีอาการ เช่น
ใจสนั่ หัวใจเตน้ เร็ว หวิวๆ เหงอ่ื ออก สบั สน หลงลืม ซมึ

สาเหตุ
สว่ นใหญ่เกิดจากยารักษาเบาหวาน คอื ยารบั ประทาน ยาฉีด

สาเหตรุ ่วม
- รับประทานอาหารนอ้ ยเกินไป
- ออกกาลงั กายมากเกนิ ไป

244

- โรคไต
อาการ

- ออ่ นเพลีย
- เหงอ่ื ออกตัวเย็น
- กระสับกระสา่ ย
- ระดบั ความรตู้ ัวเป็นแปลง เช่น เหมอ่ ลอย พดู คุยไมร่ ู้เรอ่ื ง
- ชีพจรเตน้ เร็ว
- หมดสติ
การดแู ลในภาวะฉกุ เฉนิ
- ตรวจน้าตาลในกระแสเลือดทางปลายนว้ิ
- กรณยี ังไมห่ มดสติ ให้รับประทานนา้ ตาลหรือน้าหวาน
- ประเมินอาการกอ่ นการเคลื่อนย้าย
- รายงานข้อมูลผู้ป่วยใหก้ ับศนู ย์รบั แจ้งเกตแุ ละส่งั การ เพือ่ ขอคาปรึกษาจาก

แพทย์อานวยการปฏิบตั ิการฉกุ เฉนิ
ภาวะนา้ ตาลในเลือดสูง

ภาวะระดบั นา้ ตาลในเลอื ดสงู คือ ระดบั น้าตาลในเลือดสูงกว่า 300 mg%
สาเหตุ

- ความผิดปกตขิ องต่อมไรท้ ่อ
- พฤตกิ รรมการกินท่ไี มเ่ หมาะสม ได้แก่ การรบั ประทานอาหารประเภทแป้งและ

นา้ ตาลมากเกนิ ไป
- ยา
อาการและอาการแสดง
- ปสั สาวะบ่อย
- คลนื่ ไสอ้ าเจยี น
- ปวดศรี ษะ
- ชาตามปลายมอื ปลายเท้า
- ระดบั ความรูส้ กึ ตัวเปลี่ยนแปลง เชน่ สบั สน พูดคยุ ไมร่ เู้ รอ่ื ง
- หายใจเหน่อื ย หมดสติ
การดูแลในภาวะฉกุ เฉิน
- เจาะหาระดบั นา้ ตาลในเลอื ดทางปลายนว้ิ
- ประเมินดอู าการกอ่ นการเคลอื่ นย้าย
- รายงานข้อมูลผูป้ ว่ ยใหก้ ับศนู ยร์ บั แจ้งเกตุและสั่งการ เพ่ือขอคาปรึกษาจาก

แพทย์อานวยการปฎิบัติการฉุกเฉนิ
บทสรปุ

245

โรคเบาหวาน ท่ีเปน็ ภาวะฉกุ เฉินอาจสง่ ผลให้ระดับนา้ ตาลในเลอื ดสูงหรือต่า จนทาใหผ้ ปู้ ว่ ยมี
อาการและอาการแสดงทีส่ ่งผลต่อภาวะคุกคามชีวิตได้ ด้งั นนั้ การตรวจระดับนา้ ตาลในเลอื ดทางปลาย
น้ิวจงึ ความสาคญั ในการประเมนิ หาสาเหตุเพอ่ื ให้ผู้ปว่ ยฉุกเฉนิ ไดร้ บั การช่วยเหลืออย่างทนั ท่วงที

เอกสารอ้างอิง
นางสาวเพ็ญรุง่ บุญรกั ษ์, นางสุนิสา สวุ รรณรกั ษ์. ตาราประกอบการอบรมหลักสูตรพนักงานฉกุ เฉนิ
การแพทย.์ สมุทรสาคร: บรษิ ทั บอร์น ทู บี พบั ลิซชิ่งจากัด; 2555.

246

ศาสตราจารย์ นพ. รชั ตะ รชั ตะนาวิน, รองศาสตราจารย์ ภญ. ธิดา นิงสานนท,์ บรรณาธิการ.
ความรูเ้ รือ่ งเบาหวานฉบบั สมบรู ณ.์ พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั วิทยพัฒน์ จากัด; 2557.
HTTP://HDIMAGELIB.COM/TYPE+1+DIABETES+INSULIN, [CITED 2017 JULY 24]
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/endocrine/DM/intro.htm, [cited 2017
July 24]
https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2553/30th-anniversary/living-with-
hypertension-and-diabetes, [cited 2017 July 24]

บทที่ 5-6
การดูแลเบ้ืองตน้ ในผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ ทางสุขภาพจติ

บทนา

247

พฤตกิ รรม ( Behavior ) หมายถึง ลกั ษณะทา่ ทางทบี่ ุคคลกระทาหรือแสดงออกซึ่งรวมทัง้ ด้าน
ร่างกายและจติ ใจ

ภาวะฉกุ เฉนิ ทางดา้ นพฤติกรรม ( Behavioral Emergency ) หมายถึง สถานการณ์ซง่ึ
บคุ คลแสดงพฤตกิ รรมทีผ่ ดิ ปกตไิ มเ่ ปน็ ทยี่ อมรับ หรอื การแสดงออกของพฤตกิ รรมท่ีผดิ ปกติ ไม่เป็นท่ี
ยอมรับหรอื การแสดงออกท่ีไม่สามารถควบคมุ ได้ต่อบคุ คลอืน่ ซ่ึงจะนาไปส่อู ันตรายท่ีรุนแรงได้ ภาวะ
ฉุกเฉินทางด้านพฤตกิ รรมท่เี ป็นปญั หาทางสุขภาพจติ ที่พบไดบ้ ่อยในสถานการณฉ์ กุ เฉิน ไดแ้ ก่
พฤตกิ รรมก้าวรา้ วอาละวาด ฆา่ ตวั ตาย และภาวะหายใจเกิน

พฤติกรรมก้าวร้าวอาละวาด (Violent Behaviors)
อาการนา

กระวนกระวาย ผดุ ลุกผุดน่งั กา้ วเท้าเรว็ ไมอ่ ย่นู งิ่ กาหมดั ขบกราม ดา่ ทอ ข่มขู่ สน้ เลอื ดที่
ขมบั ตน้ แรง ทาลายขา้ วของ ถอื ส่งิ ของทใ่ี ช้เป็นอาวธุ เพ่ือทารา้ ยผู้อนื่
สาเหตุ

แรงผลักดันภายในใจเกิดจากความรู้สึกส้ินหวัง ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง
ต้องการควบคุมพฤติกรรมของตนเองและผู้อ่ืนเพ่ือลบล้างความรู้สึกสิ้นหวัง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรค
ทางจิตเวช เช่น กลุ่มอาการโรคจิต อารมณ์แปรปรวน เมาสารเสพติด สมองเสื่อมจากการใช้สารเสพ
ติดเปน็ เวลานาน บุคลิกภาพผิดปกติ ตอ่ ตา้ นสังคม ยา้ คิดย้าทา หวาดระแวง ขาดการควบคมุ อารมณ์ที่
หุนหันพลันแล่น หรืออาจมีสาเหตุมาจากกลุ่มโรคอื่น เช่น เนื้องอกในสมอง การติดเช้ือในสมอง
อุบัตเิ หตุทางสมองเปน็ ตน้
แนวทางการดูแล

หลักการ คอื ตอ้ งป้องกนั ตัวผู้ดแู ล ผูป้ ่วยฉกุ เฉิน และการเกิดเหตรุ า้ ยตอ่ ผู้อนื่
วิธกี าร

1.ผู้ช่วยเหลือที่เป็นหัวหน้าทีมจะต้องควบคุมสติให้มั่นคง เพราะต้องเป็นผู้ควบคุม
สถานการณ์ แนะนาตวั กับผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ วา่ เปน็ ใคร มาจากไหน จะมาช่วยเหลอื ผู้ป่วยฉกุ เฉนิ

2.ยืนอยู่ในจุดห่างจากผู้ป่วยฉุกเฉินพอสมควร ในตาแหน่งที่มีความปลอดภัยทางกายภาพ
สามารถถึงประตูเข้า-ออก ไดง้ ่าย และไม่อยูก่ ับผู้ปว่ ยฉุกเฉินตามลาพัง เตรยี มทมี ให้พรอ้ มท่ีจะควบคมุ
ผู้ป่วยฉุกเฉินเมื่อเขาอาละวาด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยฉุกเฉินจะหยุดอาละวาด ถ้าเห็นว่ามีผู้ควบคุมอย่าง
จรงิ จงั

3.สารวจวา่ ผู้ป่วยฉุกเฉินมีอาวุธอย่กู บั ตัวหรอื ไม่ ถ้ามี ควรถามถงึ สาเหตุ เช่น “มอี ะไรทที่ าให้
คณุ กลวั จนตอ้ งมีอาวธุ ไวก้ ับตัว” “มอี าวธุ ไวป้ ้องกันอะไรหรอื ”

4. ไมค่ วรขออาวธุ คนื จากผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ ทันที เพราะจะเพ่ิมความระแวงของผปู้ ว่ ยฉกุ เฉิน
5.ระหว่างการพูดคุยกับผู้ปว่ ยฉุกเฉิน ถ้าผู้ป่วยฉุกเฉินยินยอมท่ีจะวางอาวุธ ให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน
วางบนโตะ๊ หรือพ้ืนเพ่อื จะไดเ้ ก็บเม่ือสนิ้ สุดการพูดคุย ไม่ควรรบั อาวธุ จากผู้ป่วยฉุกเฉนิ โดยตรง
6.แจ้งเจ้าหน้าท่ีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ หรือโรงพยาบาลด้วยท่าทีท่ีสงบ ถ้าผู้ป่วยฉุกเฉิน
ไม่ยอมวางอาวุธ เพื่อขอสนับสนุนจากทีมแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยฉุกเฉินอาจจาเป็นต้องได้รับยา
รับประทานหรอื ยาฉีด

248

7.กรณีท่ีผู้ชว่ ยเหลือถูกข่มขู่ดว้ ยอาวธุ ตอ้ งให้สติกับผู้ป่วยฉุกเฉินดว้ ยการพูดวา่ “ผมอยากจะ
ช่วยเหลือคุณ คุณวางอาวุธก่อนดีมั๊ย?” “ผมไม่สะดวกใจ ถ้าคุณยังถืออาวุธในขณะที่เรากาลังพูดคุย
กันเชน่ น”ี้

8. หากผู้ป่วยฉุกเฉินยังไม่สงบยังควบคุมตนเองไม่ได้ ให้ผูกมัดผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยบอกกับ
ผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ดว้ ยความสงบ ไม่ควรให้ผปู้ ว่ ยฉุกเฉินต่อรอง
ขอ้ พึงระวงั ในการเข้าช่วยเหลอื ผปู้ ่วยฉกุ เฉินก้าวร้าวอาละวาด

1.พึงระลึกเสมอว่าอาจเกดิ อันตรายจากผู้ปว่ ยฉุกเฉนิ ได้เสมอ
2.ไม่ควรไปดผู ปู้ ว่ ยฉกุ เฉินท่ีกาลังโกรธ กาลงั คุกคาม และกระวนกระวายมากในทันทีทนั ใด
3. ไม่อยู่ในสถานทปี่ ดิ ทหี่ นไี ด้ลาบากหรือหนั หลังใหผ้ ูป้ ่วยฉุกเฉนิ
4.ไมค่ วรเยาะเย้ย เสียดสีผ้ปู ว่ ยฉกุ เฉนิ หรือให้สัญญาใดๆด้วยความไมจ่ ริงใจ
5.ไม่ควรสัมผัสผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเข้าหาผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว โดยท่ีไม่ได้บอกกล่าวให้
ทราบก่อน
6.ไมค่ วรพยายามผกู มดั ผู้ป่วยฉุกเฉนิ โดยไม่มีเจ้าหน้าท่ีและอปุ กรณท์ เี่ พียงพอ
7.ไม่ควรต่อรองกับผู้ปว่ ยฉุกเฉินในประเดน็ ความจาเป็นตอ้ งช่วยเหลือด้วยการผูกมัด การให้
ยา หรอื การนาส่งโรงพยาบาล
8.ให้หาขอ้ มลู สาคญั จากครอบครัวและเพอื่ นของผปู้ ่วยฉุกเฉิน

กล่มุ อาการหายใจหอบถี่
(Hyperventilation Syndrome)
สาเหตุ
เปน็ กลไกทางจติ ใจในการเผชิญกับความเครียดและความคบั ขอ้ งใจ ทแ่ี สดงออกมาในความ
ผดิ ปกตทิ างกาย ซง่ึ ตนเอง ครอบครวั และสงั คมยอมรบั ได้ แต่ไมไ่ ด้เกดิ จากการแกลง้ ทา

อาการสาคัญ
หายใจหอบถ่ี แรงสน้ั หายใจขัด และหายใจลึกเปน็ ชว่ งๆ
แน่นหน้าอก มนึ ศรี ษะ ปวดศรี ษะ หูอื้ ตาลาย เปน็ ลม
อ่อนเพลยี
ชาปลายมือ ปลายเทา้ กล้ามเนอื้ มือเกรง็ จบี
ต่ืนตระหนก ตกใจกบั อาการทางกายทเ่ี กิดขึน้
เกดิ อาการเป็นช่วงๆ เกดิ ไดท้ ้งั เฉยี บพลนั และเรื้อรัง
มักเกิดรว่ มกับภาวะวิตกกงั วลชนิด penic disorder

การดูแลเบ้ืองตน้
1. ครอบถุงกระดาษหรือกรวยกระดาษท่ีตัดปลายมุมก้นถุงหรือมุมกรวยให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน
หายใจลึกๆช้าๆ ในกรวยหรือถงุ กระดาษทีค่ รอบ
2. ปลอบใจผู้ปว่ ยฉุกเฉินให้คลายกังวล/พาผู้ป่วยฉุกเฉนิ ออกไปอยู่ในบริเวณที่สงบ ลดสิง่ เรา้
3. ถ้าอาการไมด่ ขี น้ึ นาสง่ โรงพยาบาล

249

การฆ่าตัวตาย (Suicide)
การฆ่าตัวตาย สามารถเกิดข้ึนได้กับคนทุกวัย แต่ในวัยเด็กท่ีอายุต่ากว่า 10 ปี จะพบน้อย
การกระทาของเด็กเป็นเพราะอาราณ์หุนหันพลันแล่นชั่ววูบ เป็นส่วนใหญ่ ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า
และไม่ได้เป็นโรคจิตหรือโรคประสาท ส่วนในวัยรุ่นและหนุ่มสาว โรคจิตเภทและการติดสารเสพติด
เป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายท่ีสาคัญ สาหรับวัยกลางคนข้ึนไป โรคจิตเวชประเภทโรคซึมเศร้า เป็น
สาเหตุสาคัญของการฆา่ ตวั ตาย
การฆ่าตวั ตาย อาจทาไดด้ ว้ ยจดุ มุ่งหมายและความเชื่อต่างๆ ดังน้ี
1. เปน็ ความเชอ่ื ทางศาสนา เชน่ การทรมานตวั เองจนถงึ แก่ความตาย
2. เป็นความหลุดพ้นจากความทุกข์และเคราะห์กรรม หรือความทรมานเพราะความ

เจบ็ ปวดเนื่องจากโรคทางกาย
3. มคี วามร้สู ึกไม่สมควรมชี วี ติ อยู่ตอ่ ไป เพราะตนเองเป็นคนไรค้ า่ ไม่มปี ระโยชน์ต่อใครอกี
4. เพอ่ื ไปเกดิ ใหม่ มชี วี ติ ใหม่ด้วยความหวงั วาจะดกี ว่าเดมิ
5. เป็นการแก้แค้น โดยเชื่อว่าถ้าตนตาย บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่จะเกิดความรู้สึกเสียใจและ

เปน็ ทุกข์ทรมานใจกับการสูญเสีย
6. เป็นการได้ไปอยู่ร่วมกันใหม่ในชาติหน้า กับบุคคลอันเปน็ ท่ีรัก ซ่ึงไดเ้ สียชวี ิตไปก่อนหน้า

นหี้ รอื พร้อมๆกัน
7. เป็นการกระทาของผู้ป่วยฉุกเฉินโรคจิต เช่น ได้ยินเสียกบอกให้ฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วย

ฉกุ เฉนิ ได้รบี พษิ จากยา ด้วยความหลงผดิ คิดว่าตนเองบินได้ กา้ วออกมาจากหน้าต่างและ
ตกลงมาจากตึกจนถงึ แก่ความตาย
ผทู้ ีม่ แี นวโนม้ ทีจ่ ะฆ่าตัวตาย
1.เคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน พบวา่ 1 ใน 3 ของผู้ฆ่าตัวตายสาเร็จ เคยพยายาม
ฆ่าตัวตายมากอ่ น การกระทาครั้งที่ 2 มกั เกิดภายในเวลา 90 วนั หลังจากคร้ังแรก ผู้ท่ีเคยพยายามฆ่า
ตวั ตายมากอ่ น มโี อกาสสาเร็จมากกว่าผทู้ ีไ่ ท่เคยกระทามาก่อน
2. เก่ียวกับการงานและอาชีพ พบว่า ผู้ที่ตกงานหรือทางานใช้แรงงานมีอัตราการฆ่าตัวตาย
สงู กว่าผู้ทท่ี างาน
3. สถานภาพสมรส พบว่า ผู้ที่เป็นโสดมีโอกาสเส่ียงมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ผู้ป่วยฉุกเฉิน
หม้าย หยา่ แตง่ งานแล้วแตไ่ มม่ ีบตุ ร และแตง่ งานและมบี ตุ ร
4. เพศ พบว่า ผู้ชายฆ่าตัวตายสาเร็จบ่อยกวา่ ผู้หญิงประมาณ 3:1 ส่วนผู้หญิงพยายามฆ่าตัว
ตายมากกวา่ ผู้ชายประมาณ 3:1
5. อายุ การฆ่าตัวตายอาจพบในคนหนุ่มสาว การเส่ียงต่อการฆ่าตัวตายของผู้ชายจะเพ่ิมข้ึน
ตามอายุจนถึง 60 ปี และจะเริ่มลดลงหลังจากน้ัน ส่วนในผหู้ ญิงพบวา่ มีหารฆ่าตวั ตายบ่อยระหว่างวัย
ต่อคอื ชว่ งอายุ 45-55 ปี
6. ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติญาติสนิทในครอบครัวฆ่าตัวตาย จะพบอัตราการฆ่าตวั ตาย
สูงกว่าผู้ทไ่ี มม่ ีประวัติครอบครัวฆา่ ตวั ตาย
7. โรคทางจิตเวช ได้แก่ผู้ท่ีมีอาการซึมเศร้ารุนแรง ผู้ป่วยฉุกเฉินท่ีติดสุราหรือยาเสพติด
ผู้ป่วยฉุกเฉินโรคจิตที่มีอาการหวาดกลัว ระแวงสงสัย มีอาการหลงผิดว่ามีคนปองร้ายและประสาท

250


Click to View FlipBook Version