The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

ภาพที่ 2-2.11 ภาพ Mask with reservoir bag

เป็นการเพม่ิ ปริมาณออกซเิ จน เพื่อหวงั ผลในการเพม่ิ ความเข้มขน้ ของออกซิเจนขณะหายใจ
เข้าซ่ึงถ้าใชถ้ ูกวิธี จะให้ความเข้มข้นของออกซิเจนได้ 60-80% เมื่อเปิด flow ออกซิเจน 6-10 ลิตร
ตอ่ นาที ขณะใช้ reservoir bag ตอ้ งโป่งตึงและ mask ตอ้ งแนบติดหน้าผ้ปู ่วยพอดี ไม่รั่ว
ขอ้ ควรระวงั

- ถ้าอตั ราการไหลของออกซเิ จน ต่ากวา่ 5 ลิตรต่อนาที จะมีคาร์บอนไดออกไซดค์ ง่ั
ได้

- Mask ทก่ี ดแนน่ เกนิ ไป อาจทา

ตารางแสดงปริมาณออกซเิ จนท่ผี ปู้ ว่ ยไดร้ บั เมื่อให้ออกซิเจนแบบตา่ งๆ

ประเภทการใหอ้ อกซเิ จน Flow ออกซิเจนท่เี ปิด (ลติ รตอ่ ปรมิ าตรออกซเิ จนที่ได้

นาที) (%)

Nasal cannula 1 24

2 28

151

Simple Mask 3 32
Mask with Reservoir bag 4 36
5 40
6 44
5-6 40
6-7 50
7-8 60
6 60
7 70
8 80
9 80
10 80

การคานวณ ปริมาณออกซเิ จนท่เี หลือในถงั

 ระยะเวลาในการใชง้ านของถังออกซเิ จนขนึ้ กบั อัตราไหลออกซิเจน (flow) ขนาดถังและ

ระดบั ความดันของออกซิเจนทเ่ี หลอื อยู่ในถงั เมอื่ เริ่มใช้งาน

 ระยะเวลาใช้งาน (นาท)ี = ความดนั ของถงั เมอื่ เริม่ ใชง้ าน ( psi ) x คา่ คงท่ี

Conversion factor ของถัง ( L/psi ) / O2 Flow (ลิตร /นาที )

 ค่า Conversion factor (หมายถงึ คา่ ทีใ่ ช้แปลงหน่วย ) สาหรับถังออกซิเจนขนาด

ต่างๆดงั น้ี

ขนาดถังออกซิเจน Conversion factor ( L/psi )

D 0.16

E 0.28

G 2.41

H หรอื K 3.14

152

ตวั อย่าง
รถพยาบาลจะนาผู้ปว่ ยส่งโรงพยาบาล ผู้ป่วยได้รับ O2 mask with bag 6 LPM /min โดยมี

ถังออกซิเจนขนาด E ที่มีความดัน 1,500 psi จะสามารถใช้ถังออกซิเจนได้นานเท่าใด
ระยะเวลาการใช้งาน = 1,500 psi x 0.28 L/psi หารด้วย 6 ( b9i/นาที) = 70 นาที ( 1 ชั่วโมง 10
นาท)ี
สรปุ

การชว่ ยเหลอื ผู้ป่วยให้มที างเดินหายใจโล่ง และสามารถมลี มหายใจเขา้ และออกไดน้ น้ั ผู้
ปฏบิ ตั กิ ารต้องมคี วามรูค้ วามสามารถในการตดั สินใจใหก้ ารช่วยเหลือและเลอื กวิธกี ารช่วยเหลอื ได้
อยา่ งเหมาะสมและและคานงึ ถึงองค์ประกอบตา่ งๆ เพือ่ ใหก้ ารชว่ ยเหลอื ท่ีมีประสิทธภิ าพ จึงควร
ปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนและต้องคานงึ ถึง

เอกสารอ้างอิง
คณาจารย์เครอื ขา่ ยการศึกษาพยาบาลและการสาธารณสขุ ภาคใต(้ sc-net). กายวิภาคศาสตร์

.
พมิ พ์คร้งั ที่ 2 .กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทประชุมชา่ ง จากัด ; 2547
ไชยพร ยุกเซน็ , ยวุ เรศมคฐ์ สทิ ธชิ าญบญั ชา . การแข่งขันทกั ษะการแพทยฉ์ ุกเฉิน

ระดับชาติ
ประจาปี 2560. กรงุ เทพมหานคร : บญั ชามติ รการพมิ พ์ ; 2560
ทนนั ชยั บุญบรู พงษ์ , การบาบัดระบบหายใจในเวชปฏิบัต.ิ พิมพ์ครง้ั ที่ 6 กรุงเทพมหานคร :
บญั ชามิตรการพมิ พ์ ; 2559

153

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉนิ แหง่ ชาติ , ตาราประกอบการอบรมหลักสูตรพนกั งานฉกุ เฉิน
การแพทย์.

กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั บอรน์ ทู บี พบั ลซิ ซิ่ง จากดั ; 2547
นันทนชั หรตู ระกลู . Oxygen therapy . (Internet) 2557 (13 กรกฎาคม 2560) เข้าถงึ ได้
จาก
www.Ped.si.mahidol.ac.th
ภาควชิ าโสต นาสกิ ลาริงซ์วิทยา . ภาวะสาลักสงิ่ แปลกในทางเดนิ หายใจ.(Internet) 2557
(13 กรกฎาคม 2560) เขา้ ถึงได้จาก www.Ped.si.mahidol.ac.th Siriraj E.Public Library
มปน.การจดั การความร้หู ัวข้อ Suction(Internet) 2557 (13 กรกฎาคม 2560) เข้าถงึ ได้
จาก.
www.Ped.si.mahidol.ac.th > Km_suction

154

หน่วยการเรียนท่ี 3
การประเมนิ สถานการณ์ และการประเมนิ ผ้ปู ่วยฉุกเฉิน

(Scene Size Up and Assessment)

บทท่ี 3-1
การประเมินสถานการณ์

(scene size up)

บทนา

การประเมินสถานการณ์ เป็นขั้นตอนแรกในการปฏิบัติการฉุกเฉินของชุดปฏิบัติการ
ฉุกเฉิน โดยจะเร่ิมต้ังแต่ได้รับข้อมูลให้ออกปฏิบัติการฉุกเฉิน ระหว่างการเดินทางไปจุดเกิดเหตุ
จนกระทั่งถึงท่ีเกิดเหตุ และเมื่อมาถึง ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนการเร่ิมเข้าไปในที่เกิดเหตุ ผู้ปฏบิ ัติการท่ีจะ
เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ว่าเหตุการณ์น้ันจะเป็นเหตุการณ์ใดก็ตาม ทั้งในภาวะฉุกเฉินท่ัวไป
และในภาวะภัยพิบัติ ซ่ึงผู้ปฏิบัติการจะต้องพิจารณาดวู ่ามีส่ิงใดบา้ งที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง

155

ตอ่ ผู้ร่วมงาน และผู้อย่ใู นเหตุการณ์หรือผ้ปู ่วย ผู้ปฏิบัติการต้องตระหนักว่า “หากผู้ปฏิบตั ิการเกิดการ
บาดเจ็บหรือเสียชวี ติ ตัวผู้ปฏบิ ัตกิ ารคนนัน้ กจ็ ะไมม่ ปี ระโยชนส์ าหรบั ผ้เู จ็บปว่ ยฉกุ เฉนิ ”
หลักสาคญั ของการประเมินสถานการณ์

1. การใช้อปุ กรณป์ อ้ งกนั ตนเอง (body substance isolation :BSI)
2. การประเมินความปลอดภัยของสถานท่ีเกดิ เหตุ (scene safety)
3. การประเมินกลไกการบาดเจ็บหรือเจบ็ ปว่ ย (mechanism of injury: MOI or nature

of illness: NOI)
4. การประเมินจานวนผเู้ จ็บป่วยฉกุ เฉิน(number of patient)
5. การขอแหลง่ สนบั สนนุ เพ่มิ เติม(additional resources)
การใช้อุปกรณ์ป้องกนั ตนเอง (body substance isolation: BSI)
ผูป้ ฏิบตั ิการ ควรปฏิบตั ติ นตามมาตรฐานการปอ้ งกนั ตนเอง(standard precaution) ตาม
สภาพผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ ใช้อุปกรณ์ปอ้ งกันตนเองท่เี พยี งพอและเหมาะสม สาหรบั แต่ละสถานการณ์ เช่น
หนา้ กาก กาวน์ แว่นตา ถุงมือ รองเทา้ บตู๊ เป็นต้น รวมทั้งผ้ปู ฏบิ ัติการควรจะตอ้ งทราบแนวทางใน
การใช้อปุ กรณ์ปอ้ งกันตนเองแต่ละชนดิ ดงั น้ี
1. การป้องกนั การแพรก่ ระจายเชื้อ

1.1 ล้างมือ/สุขอนามยั สว่ นบคุ คล
1.2 การทาความสะอาด และการทาลายเช้อื หลังการใช้อปุ กรณ์
2. การใชอ้ ปุ กรณใ์ นการปอ้ งกนั การสัมผสั สารคดั หล่งั
2.1 ป้องกนั ดวงตา โดยการสวมแวน่ ตา
2.2 ถุงมือ ถุงมอื นับว่าเปน็ อุปกรณก์ ารปอ้ งกนั ตนเองหลกั ทีผ่ ูป้ ฏิบตั ิการควรจะต้อง
ใชใ้ นทกุ ๆ ปฏบิ ัตกิ าร และควรเปลี่ยนทุกครง้ั เมื่อจะสมั ผสั ผ้ปู ว่ ยรายอน่ื
2.3 กาวน์ หรอื ผา้ ยางกันเปือ้ น ใชใ้ นกรณที ่ีมีการกระเด็นเป้อื นมาก ๆ เชน่ บาดแผล
จากอุบัตเิ หตรุ ุนแรง การคลอดบตุ ร เปลี่ยนเมอื่ มคี วามจาเปน็
2.4 ผ้าปิดปาก – จมูก (mask) ใช้ในกรณีที่อาจมีการกระเด็นของเลือด หรือสารคัด
หล่งั หรอื กรณีสงสัยว่าผปู้ ่วยมีการติดเชอ้ื ของโรคทีต่ ิดตอ่ ทางลมหายใจ

การประเมนิ ความปลอดภยั ของสถานทเ่ี กดิ เหตุ (scene safety)
ความปลอดภัยของสถานท่ีเกิดเหตุ เป็นสิ่งสาคัญที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องตระหนักและพึง

ปฏิบัติ เพื่อประเมินความเส่ียงต่อภาวะอันตรายจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดข้ึน และอาจเป็น
อันตรายต่อตัว ผู้ช่วยเหลือ ถ้าประเมินสถานการณ์แล้วพบว่าไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ
ผู้ปฏิบัติการก็ไม่ควรเส่ียงเข้าไปในสถานการณ์น้ันๆ ทั้งนี้เพ่ือการป้องกันไม่ให้ผู้ช่วยเหลือได้รับ
อันตราย รวมทั้งการป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับอันตราย และถ้าประเมินสถานการณ์แล้ว
พบว่า ท่เี กิดเหตุไมม่ คี วามปลอดภัย ผูป้ ฏิบัติการไมค่ วรจะเขา้ ไปในทนี่ ้ัน ๆ พรอ้ มทั้งหาแนวทางในการ
ทาให้สถานการณ์นั้นมีความปลอดภัยเพียงพอ ที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้
สถานการณ์ความปลอดภัยของสถานท่ีเกิดเหตุเป็นพลวัต( dynamic)ท่ีสามารถเปล่ียนแปลงได้
ตลอดเวลา ดังน้ันผู้ปฏิบัติการจึงจาเป็นต้องมีการประเมินอยู่ตลอดเวลา มีสติ อยู่ทุกขณะ เพ่ือท่ีจะ

156

สามารถแก้ไขปญั หาเฉพาะหน้าได้อยา่ งทันท่วงที เมื่อมีการเปล่ียนแปลงในสถานการณน์ ้ันๆ โดยไม่ให้
ตนเอง ผรู้ ว่ มทีม ตลอดจนผอู้ ยใู่ นเหตุการณ์หรอื ผู้ปว่ ย ไมใ่ ห้ไดร้ ับอันตรายเพ่ิม
สิ่งทคี่ วรปฏิบตั เิ พอื่ ทาใหส้ ถานการณ์ปลอดภัย ในสถานการณ์ต่างๆ เชน่
กรณีอุบัตเิ หตุจราจร

1. เมื่อเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุจราจร ให้สังเกตส่ิงท่ีเป็นอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตจาก
สถานการณ์อุบตั ิเหตุจราจร เช่น หม้อแปลงไฟฟา้ สายไฟ เสาไฟ ไฟไหม้ ระเบิด วัตถุอันตราย สภาพ
การจราจร สภาพถนนจดุ ที่เกิดเหตุ

2. ติดต่อประสานงานกบั โรงพยาบาล หน่วยกูภ้ ัย ตารวจ หรอื หนว่ ยงานท่ีเก่ยี วข้องฯลฯ
ในกรณีทสี่ ถานการณ์รุนแรงเกินความสามารถทจ่ี ะกระทาไดเ้ อง
กรณีวัตถอุ ันตรายหรอื สารเคมี

1.เม่ือสงสัยว่าเหตกุ ารณ์น้ัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากวัตถุอันตราย ก่อนเข้าไป ณ จุดเกิดเหตุ
สิ่งที่พึงปฏิบัติ ต้องพยายามหาข้อมูลว่าวัตถุอันตรายนั้นคืออะไร และจะทาให้เกิดอันตรายต่อ ผู้ช่วย
เหลอื อยา่ งไร

2.ประสานงานให้มผี ู้เชี่ยวชาญเร่อื งวัตถอุ ันตรายโดยเฉพาะเข้าควบคมุ สถานการณ์
กรณกี ารทาร้ายร่างกาย/จลาจล

1. ประสานเจา้ หนา้ ท่ตี ารวจควบคุมสถานการณน์ ้ันให้ได้ก่อนทจี่ ะเขา้ ไปใหก้ ารดูแลรักษา
2. การปฏบิ ตั งิ านในสถานการณ์อาชญากรรม ห้ามเข้าไปย่งุ เก่ียวในเหตุการณ์ ยกเว้นในเรอื่ ง
การดแู ลรักษาผ้ปู ว่ ยเทา่ นน้ั และการเก็บรกั ษาหลกั ฐานพยานต่าง ๆ

การประเมนิ กลไกการบาดเจ็บหรือการปว่ ยฉกุ เฉนิ (mechanism of injury: MOI or nature
of illness: NOI)

การประเมินกลไกการบาดเจ็บหรือการป่วยมีความสาคัญสาหรับการวางแผนการเข้า
ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ทาให้ผู้ปฏิบัติการสามารถค้นหาปัญหาของผู้ป่วยได้ง่ายและ
รวดเร็วยงิ่ ขึ้น สง่ ผลให้การดแู ลผ้ปู ว่ ยเปน็ ไปอยา่ งรวดเร็วและทนั ทว่ งทีมากข้ึน

กรณีป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุ เป็นการพิจารณาถึงความรุนแรงที่เกิดข้ึนกับผู้บาดเจ็บเพื่อ
พยากรณ์อวัยวะท่ีได้รับบาดเจ็บและวางแผนให้การช่วยเหลือ โดยพิจารณาจากความรุนแรงของ
เหตุการณ์ในสถานท่ีเกิดเหตุ เช่น สภาพของรถ ลักษณะการชน ความเร็วของรถ ข้อมูลสภาพของ
ผู้บาดเจ็บ เช่น ระดับความรู้สึกตัว ในเหตุการณ์น้ันมีผู้เสียชีวิตหรือไม่ หรือมีผู้บาดเจ็บติดภายใน
หรือกระเด็นออกนอกรถหรือไม่

การประเมินกลไกการบาดเจ็บ (mechanism of injury: MOI) สามารถประเมินได้โดยการ
สอบถามจากผู้ปว่ ย ครอบครัว หรือผู้เห็นเหตกุ ารณ์ ซ่ึงข้อมูลที่ได้จากการประเมินกลไกการบาดเจ็บ
จะทาให้ผู้ปฏิบัติการสามารถคาดการณ์ได้ว่าการบาดเจ็บในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการทาหน้าที่ของ
อวัยวะส่วนตา่ งๆอยา่ งไร

กรณีป่วยฉุกเฉินท่ีไม่ใช่จากอุบัติเหตุ เป็นการพิจารณาจากข้อมูลอาการของผู้ป่วยฉุกเฉิน
(nature of illness: NOI) ผู้ปฏิบัติการสามารถสอบถามลักษณะอาการ การป่วยฉุกเฉินจาก
ครอบครัว หรือญาติ โดยข้อมูลเบื้องต้นบางส่วนได้จากศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ก่อนมาถึงท่ีเกิด

157

เหตุแล้ว เช่น “รับแจ้งว่าเป็นผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก” หรือ “เป็นผู้ป่วยหมดสติ
ปลุกไม่ต่ืน”เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่าน้ี ผู้ปฏิบัติการสามารถนาไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการซักถาม
ข้อมลู เพ่มิ เติมจากผปู้ ว่ ยหรือญาติ เพ่อื ให้สามารถคาดการณ์ไดใ้ นเบอื้ งต้นวา่ การป่วยฉุกเฉินของผูป้ ่วย
รายน้ี น่าจะเกี่ยวข้องกับระบบใดของร่างกายหรือโรคอะไรได้บ้าง เพื่อท่ีจะวางแผนการช่วยเหลือได้
อยา่ งเหมาะสมตอ่ ไป
การประเมนิ จานวนผู้ป่วยฉกุ เฉิน (number of patients)

เป็นการประเมินดูวา่ ในเหตกุ ารณน์ น้ั มีจานวนผ้ปู ่วยฉุกเฉนิ จานวนเทา่ ใด จาเป็นตอ้ งใชแ้ ผน
อุบัติเหตหุ ม่หู รอื ปฏิบตั ิการดา้ น สาธารณภัยหรอื ไม่ เพ่ือวางแผนการช่วยเหลอื และขอกาลังสนับสนุน
การขอแหลง่ สนบั สนนุ เพิม่ เตมิ (additional resources)

พจิ ารณาว่าในเหตุการณค์ รง้ั นั้น จาเปน็ ต้องขอความช่วยเหลอื ก่อนจากหนว่ ยงานอนื่ ท่ี
เกีย่ วขอ้ งหรือไม่ เชน่ หน่วยดบั เพลิง เจ้าหนา้ ท่ตี ารวจมลู นิธิ กภู้ ยั ตา่ ง ๆ หรอื ชุดปฏิบัติการฉกุ เฉนิ
ระดบั สูง เปน็ ตน้

บทท่ี 3-2
การประเมินผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ

(assessment)

บทนา

การประเมินผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็นบทบาทสาคัญมากของผู้ปฏิบัติการ ท่ีจะต้องทาการประเมิน
ผปู้ ่วย ในทุกครงั้ ทอี่ อกปฏิบัตกิ ารฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉิน อาจเปน็ ผู้ป่วยที่มกี ารเจ็บป่วยทีร่ ุนแรง หรือ
เป็นผู้ป่วยทีมีการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยหรือปานกลาง ทั้งน้ี หลังการประเมินผู้ป่วยแล้ว ผู้ปฏิบัติการ
จะต้องสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยฉุกเฉินรายน้ันๆ มีความรุนแรงของการเจ็บป่วยมากหรือน้อย จะต้อง

158

ใช้การประเมินแบบใด จึงจะเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดแู ลทม่ี ีประสิทธิภาพสูงสุด ซ่ึงแนวทาง
ในการประเมนิ ผู้ปว่ ยฉกุ เฉินสามารถ สรุปไดต้ ามแผนผงั ดังตอ่ ไปน้ี

แนวทางการประเมนิ ผปู้ ว่ ยฉุกเฉิน สาหรับพนักงานฉุกเฉนิ การแพทย์

1.การประเมนิ เบื้องตน้ (primary assessment)

การประเมินเบ้ืองต้น เป็นการประเมินสภาพผู้ป่วยฉุกเฉิน ท่ีผู้ปฏิบัติการจะต้องกระทาเป็น
ลาดบั แรก หลังจากประเมินสถานการณ์แล้วว่ามีความปลอดภยั เพียงพอในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย
ซ่งึ การประเมนิ เบ้ืองต้น ณ จดุ เกดิ เหตตุ อ้ งใชท้ กั ษะ ความรู้ ความสามารถของผู้ปฏบิ ัตกิ าร ภายใตก้ าร
ตดั สนิ ใจทร่ี วดเรว็ เพ่อื ชว่ ยเหลือผู้ปว่ ยฉกุ เฉนิ ใหม้ ีโอกาสรอดชีวิตมากทส่ี ดุ โดยใช้เวลาในการประเมิน
ไม่เกนิ 30 วนิ าที เพ่อื ค้นหาปญั หาเร่งดว่ นท่เี ปน็ ภาวะคกุ คามต่อชีวติ (life threatening) โดยมีข้ันตอน
ในการประเมิน ดังน้ี

1. การประเมินสภาพทัว่ ไปของการเจ็บปว่ ย (general impression)
2. การประเมินความรู้สึกตัว (level of consciousness : LOC)
3. การประเมนิ ทางเดนิ หายใจ (airway)

159

4. การประเมินการหายใจ (breathing)
5. การประเมนิ การไหลเวยี นโลหิต(circulation)
การประเมินสภาพท่วั ไปการเจ็บปว่ ย (general impression)
เป็นการประเมินสภาพแวดล้อมท่ีอยู่รอบๆ ตัวผู้ป่วย และอาการสาคัญของผู้ป่วย โดยใช้การ
สังเกตอย่างรวดเรว็ แยกใหช้ ัดเจนวา่ เป็นการเจบ็ ปว่ ยด้วยโรคทว่ั ไปหรอื ไดร้ ับบาดเจ็บ ถา้ แยกไมไ่ ด้
หรือไม่แน่ใจให้การดูแลเหมือนผู้ปว่ ยได้รับบาดเจ็บ ผู้ประเมินทาการประเมินด้วยการสังเกตก่อนการ
เข้าไปสัมผัสตัวผู้ป่วยโดยให้ได้ข้อมูลสาคัญท่ีเป็นประโยชน์ ได้แก่ สภาพผู้ป่วยท่ีไปพบ อยู่ในสภาพ
อย่างไร มีวัถตหุ รือกลิ่นท่ีผิดปกติอยใู่ นพนื้ ทีใ่ กล้ๆ หรอื ไม่ เพศ และอายุของผปู้ ่วยโดยประมาณ

การประเมินความร้สู ึกตวั (level of consciousness : LOC)
ถ้าในข้ันตอนของการการประเมินสภาพท่ัวไปการเจ็บป่วย พบว่า ผู้ป่วยนอนแน่น่ิงอยู่ หาก

เป็นผู้ป่วยท่ีได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือไม่รู้สึกตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนทาการประเมินระดับ
ความรู้สึกตัว ให้ยึดตรึงกระดกู สันหลังส่วนคอ(c-spine protection) ใหอ้ ยกู่ ับที่ไว้ก่อนเสมอ กอ่ นทา
การชว่ ยเหลืออย่างอ่ืนต่อไป

ก่อนทาการประเมินผู้ป่วยทุกครั้ง ผู้ปฏิบัตกิ ารต้องแนะนาตวั ว่าเป็นใคร มาจากหน่วยงานใด
และจะมาทาการช่วยเหลือผู้ป่วย แล้วจึงทาการประเมินความรู้สึกตัวตามลาดับ โดยใช้หลักการ
ประเมินระดับคามรู้สึกตัวท่ีใช้ได้ง่ายและสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ จาแนกระดับความ
รู้สกึ ตวั เปน็ A-V-P-U ดงั นี้มดี ังนี้

160

- A= Alert รสู้ ึกตวั ดี
- V= Response to verbal stimuli ตอบสนองตอ่ เสียงเรยี ก
- P= Response to painful stimuli ตอบสนองต่อความเจ็บปวด
- U= unresponsive ไมร่ ู้สกึ ตัว
หมายเหตุ ในการประเมินระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย ถ้าประเมินพบว่า ผู้ป่วยไม่มีการ
ตอบสนอง / ไม่หายใจหรือหายใจเฮือก ให้เริ่มปฏิบัติตามขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR 2015)
เลย ( ซง่ึ จะกลา่ วรายละเอียดในบทท่ี 4-1 เรื่องการชว่ ยฟนื้ คืนชีพขนั้ พนื้ ฐาน)
การประเมินทางเดนิ หายใจ (airway)
เป็นการประเมินผู้ป่วย เพ่ือตรวจดูว่ามีภาวะทางเดินหายใจอุดก้ัน และต้องช่วยชีวิตแบบ
ฉุกเฉินหรือไม่ถ้าผู้ป่วยท่ีไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระตุ้น แสดงว่าอาจมีภาวะอุดก้ันทางเดิน
หายใจ
1. ถา้ ผปู้ ว่ ยพดู คุยได้ / ร้องไห้ได้ แสดงว่าไม่นา่ จะมีปญั หาภาวะทางเดินหายใจอดุ ก้ัน
2. ถา้ มีภาวะทางเดินหายใจอุดกนั้ เปิดทางเดนิ หายใจ ดว้ ยวิธี manual airway maneuver
เพ่อื ป้องกนั ล้นิ อุดกนั้ ทางเดนิ หายใจ
- ใชว้ ธิ ี Head tilt-chin lift ในผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ทว่ั ไป

ภาพแสดง การเปิดทางเดินหายใจดว้ ยวธิ ี Head tilt-chin lift
- ใช้วธิ ี Jaw thrust หรือ Chin lift ในผ้ปู ่วยอบุ ตั ิเหตุ

161

ภาพแสดง การเปดิ ทางเดนิ หายใจ ด้วยวธิ ี Jaw thrust
3. ดูแลทางเดนิ หายใจให้โลง่ ถา้ ทางเดนิ หายใจไมโ่ ล่ง ควรต้องทาทางเดินหายใจให้โล่งทนั ที
ก่อนทาการประเมนิ การหายใจตอ่ ไป เชน่ ดดู เสมหะ
การประเมินการหายใจ (breathing)
เป็นการประเมินว่าผู้ป่วยหายใจได้หรือไม่ และถ้าหายใจได้ ลักษณะการหายใจเป็นอย่างไร
(หายใจเร็ว หายใจช้า หรือไม่หายใจ) โดยการดู และสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอก ไม่มีภาวะ
เขยี วที่ รมิ ฝปี าก ปลายมือปลายเท้า ผ้ปู ว่ ยพดู ได้เปน็ ประโยค หากประเมนิ พบวา่ มีลกั ษณะการหายใจ
ท่ีผิดปกติ ให้ทาการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น การให้ออกซิเจน หรือการใช้ self- inflating bag เป็น
ต้น

162

การประเมนิ การไหลเวียนโลหิต (circulation)
เป็นการประเมินเพ่ือดูความเพียงพอของปริมาณเลอื ดในระบบไหลเวยี น โดยการประเมินดังนี้

1. ตรวจชีพจร
โดยคลาชพี จรท่คี อ (carotid pulse) และข้อมอื เปรียบเทียบกนั เพอื่ ประเมิน

ภาวะช็อคจากการสูญเสยี เลอื ด และประมาณการคา่ ความดนั โลหติ ซสิ โตลิค (systolic Blood
pressure) ดังน้ี

- คลาชพี จรได้ท่ีคอ ประมาณค่า systolic BP ประมาณ 60 มิลลิเมตรปรอท
- คลาชพี จรได้ทข่ี าหนบี ประมาณค่า systolic BP ประมาณ 70 มิลลิเมตรปรอท
- คลาชีพจรได้ทีข่ อ้ มอื ประมาณค่า systolic BP ประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท

grเ

163

2. ประเมินผิวหนัง โดยดูสีผิว อุณหภูมิ ความช้ืน เช่น ภาวะเหงื่อออก ตัวเย็นช้ืน แห้งหรือ
รอ้ น สีผวิ ซีด หรือเขียวคล้า

3. ตรวจการคืนกลับของเลือดในหลอดเลือดฝอย (capillary refill) ในผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยการ
กดบริเวณเล็บของผู้ป่วยฉุกเฉิน แล้วปล่อย ถ้ามีการไหลกลับภายใน 2 วินาที ถือว่าปกติ แต่ถ้านาน
กว่า 2 วนิ าที ถอื ว่าผิดปกติ

4. ประเมินจุดเลือดออกมาก (major bleeding) โดยการดูตั้งแตศ่ ีรษะจนถึงปลายเท้าอย่างรวดเร็ว
ว่า มีตาแหน่งใดของร่างกายที่มีเลือดออกจานวนมาก ที่อาจทาให้ผู้ปว่ ยอาจเสียชีวิตได้ และสังเกตเสื้อผ้า
ภายนอกว่ามีส่วนใดที่ชมุ่ เลือด ถา้ พบว่าตาแหน่งใดมีเลือดออกมากๆ ให้ทาการหา้ มเลือดไวก้ ่อน

ข้อมูลที่ผปู้ ฏิบตั กิ ารได้จากการประเมนิ เบ้ืองต้นน้ี หากพบวา่ มีความผิดปกติและเกนิ ศักยภาพ
ของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ให้แจ้งขอรับการสนับสนุนการจากชุดปฏิบัติการในระดับที่สูงกว่ามา
ทาการช่วยเหลอื ผู้ปว่ ยต่อไป เชน่ ผู้ป่วยไม่รสู้ ึกตัว หรือประเมินพบวา่ มีปญั หาเกี่ยวกบั ทางเดินหายใจ
การหายใจ และการไหลเวียน

การประเมินเบอื้ งต้น เป็นการประเมินที่จะต้องปฏิบตั ิกับผู้ป่วยฉุกเฉินทุกราย โดยมีขั้นตอน
ในการปฏบิ ัติ ดังท่ีกล่าวมา แต่มีเหตุผลสาคัญ 4 ประการ ท่ีจะต้องหยุดการประเมินเบ้ืองต้นช่ัวคราว
ไดแ้ ก่

1) หวั ใจหยุดเตน้ (cardiac arrest)
2) ทางเดินหายใจอุดกั้น (airway obstruction)
3) สถานทีเ่ กดิ เหตุไมป่ ลอดภัย (scene unsafety)
4) ภาวะคุกคามชวี ติ (life threatening)
การประเมินเบ้ืองต้นสาหรับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ว่าจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุหรือป่วยฉุกเฉิน มี
แนวทางการปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่ในผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินท่ีมีประวัติชัดเจนว่าไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ
อาจไม่ต้องทาการยึดตรึงศีรษะก็ได้ และเม่ือผู้ปฏิบัติการทาการประเมินเบ้ืองต้นแล้ว ก็จะสามารถ
ตัดสินใจได้ว่าผู้ป่วยนั้นมีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยท่ีรุนแรงมากหรือไม่ หากพบว่าเป็นผู้บาดเจ็บ
รุนแรง (severe injury) หรือเป็นผ้เู จ็บปว่ ยที่ไม่ทราบประวตั ิแน่นอนหรอื ไมร่ ู้สึกตัว จาเป็นจะต้องรีบ
ทาการเคล่ือนย้ายนาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ให้รีบรายงานศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการ และทาการ
ประเมนิ ตามระบบอยา่ งรวดเร็ว (rapid scan assessment) แต่ถ้าข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการประเมนิ เบ้อื งตน้

164

พบว่าถ้าเป็นผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุท่ีมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยไม่มีปัญหาคุกคามต่อชีวิต หรือถ้า
เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่สามารถบอกอาการการเจ็บป่วยไดว้ ่ามีปญั หาบริเวณใด ก็ให้ทาการประเมินเฉพาะ
ตาแหนง่ ทเี่ ป็นปัญหา (focused assessment) ซงึ่ จะกล่าวตอ่ ไป

2.การประเมนิ ขั้นท่สี อง (secondary assessment)

บทบาทของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ท่ีเกี่ยวกับการประเมินผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น
ผูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ จากอบุ ตั ิเหตุหรือผปู้ ่วยฉุกเฉนิ ทางอายุรกรรม การท่ีจะสามารถตดั สินว่าผู้ป่วยฉกุ เฉินราย
นั้นๆ เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินท่ีมีระดับความฉุกเฉินเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรง ต้องอาศัยข้อมูลจากการ
ประเมินเบ้ืองต้น (primary assessment) ดังน้ันบทบาทของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ หลังจาก
ประเมินสถานการณ์ว่ามีความปลอดภัยเพียงพอท่ีจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินแล้ว ต้องทาการ
ประเมินเบ้ืองต้นก่อนเสมอ ก่อนที่จะให้การช่วยเหลืออ่ืนๆ ต่อไป และหลังจากที่ได้ทาการประเมิน
เบื้องต้นแล้ว และแก้ไขภาวะคุกคามต่อชีวิตที่เป็นปัญหาเร่งด่วนแล้ว ขั้นตอนการปฏิบัติในการ
ประเมินผู้ป่วยต่อไปคือ การทาการประเมินขั้นที่สอง (secondary Assessment) ซ่ึง มีลักษณะการ
ปฏิบัติในการประเมิน 2 รูปแบบ ท้ังนี้ ข้ึนอยู่กับสภาพและอาการผู้ป่วยฉุกเฉินท่ีได้ข้อมูลจากผลการ
ประเมินเบ้ืองต้น (primary assessment) คือ กลุ่มผู้ปว่ ยที่มีอาการไม่คงท่ี และกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ
คงที่ ซง่ึ ขัน้ ตอนและวิธกี ารในการประเมนิ ของแต่ละกลมุ่ มรี ายละเอยี ด ดังต่อไปน้ี

2.1 การประเมินตามระบบอยา่ งรวดเรว็ (Rapid Scan Assessment)
เปน็ การประเมินขั้นท่ีสองท่ีใช้สาหรับการประเมนิ กรณีที่เมื่อทาการประเมินเบ้ืองตน้

(primary assessment) แล้วพบว่า ผู้ป่วยมีอาการไม่คงท่ี (unstable/unsure) มีภาวะคุกคามต่อ
ชวี ิต หรือไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาคุกคามต่อชีวิตหรือไม่ หรือผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีโอกาสเกิดอาการทรุดลง
และอาจเสยี ชีวิตได้อยา่ งรวดเร็ว เช่น มีปัญหาการหายใจ การไหลเวยี น หรือระดับความรูส้ ึกตวั ลดลง
รวมท้ังให้พิจารณาจากกลไกการบาดเจ็บ(mechanism of injury) ร่วมด้วย กล่าวคือ ถ้ากลไกการ
บาดเจบ็ มีความเสีย่ งสูงท่จี ะทาให้เกดิ การบาดเจ็บรุนแรง เชน่ อบุ ตั ิเหตจุ ราจรท่ีมีผู้ขบั ขี่หรือผู้โดยสาร
กระเด็นออกจากตัวรถ มีผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งน้ัน ตกจากที่สูงมากกว่า 6 เมตรในผู้ใหญ่ (20 ฟุต
หรือ 3 เท่าของความสูงของผู้บาดเจ็บ) ในเด็กและทารกที่ความสูงมากกว่า 3 เมตร (10 ฟุตหรือ 2
เทา่ ของความสงู ของเด็ก) อบุ ตั ิเหตุจราจรความเร็วสงู อุบตั ิเหตุยานพาหนะชนคนเดินเทา้ ผู้บาดเจ็บ
ที่เกิดการบาดเจ็บด้วยวัตถุท่ีมีความคมบริเวณศีรษะ หน้าอก ท้อง หรือผู้บาดเจ็บที่ไม่รู้สึกตัวหรือ
ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยเหล่าน้ีควรได้รับการประเมินตามระบบอย่างรวดเร็ว (rapid
scan assessment) ใช้เวลาไม่เกิน 90 วินาที แต่ถ้าไม่มั่นใจในกลไกการบาดเจ็บก็ให้พิจารณาจาก
ข้อมูลจากการประเมินเบ้ืองต้น (primary assessment) ดังท่ีกล่าวมา และพนักงานฉุกเฉิน
การแพทยป์ ระสานขอการสนับสนุนจากชุดปฏบิ ตั ิการฉุกเฉนิ ระดับสงู

ผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีการบาดเจ็บท่ีศีรษะหรือสงสัยบาดเจ็บท่ีศีรษะ ควรนึกถึงว่า
ผ้บู าดเจ็บอาจมกี ารบาดเจ็บของไขสนั หลังรว่ มด้วยเสมอ ดงั นั้นผู้บาดเจ็บท่ไี ม่รสู้ ึกตัวทุกราย ควรไดร้ ับ
การดูแลและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวบริเวณคอด้วยเสมอ ด้วยการยึดตรึงบริเวณศีษะและลาคอด้วย
อุปกรณ์ยึดตรงึ ศรี ษะและลาคอ

หลกั การประเมินตามระบบอย่างรวดเร็ว (rapid scan assessment)

165

เป็นการตรวจประเมินตามระบบอย่างรวดเร็ว ที่จะกระทาหลังการประเมินเบ้ืองต้น
(primary assessment) โดยใช้หลักการดู (inspect) การคลา (palpate) และการฟัง(auscultate)
โดยใช้คา “DCAP-BTLS” เป็นหลักในการช่วยจา เพ่ือให้ง่ายในการจา โดยจะทาการตรวจ
ส่วนต่างๆ ของร่างกายผู้ป่วยฉุกเฉินตามระบบจากศีรษะ จรดปลายเท้า อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน
90 วินาที ดังนี้

D – Deformities (อวยั วะส่วนน้นั มีการผดิ รปู ไปจากเดมิ หรอื ไม่)
C – Contusions (อวยั วะส่วนนน้ั มีรอยฟกช้าหรอื ไม่)
A – Abrasions (อวัยวะส่วนน้ันมีบาดแผลท่ีเป็นแผลถลอกหรอื ไม่)
P - Penetrations or punctures (อวยั วะสว่ นนน้ั มบี าดแผลถกู แทงดว้ ยวตั ถมุ ีคมหรือไม)่
B – Burns (อวยั วะสว่ นน้ันมแี ผลไหม้ นา้ รอ้ นลวก หรอื ไม)่
T – Tenderness (อวัยวะส่วนนั้นมอี าการกดแลว้ เจบ็ หรอื ไม)่
L – Lacerations (อวยั วะสว่ นนัน้ มแี ผลฉกี ขาดหรือไม่)
S – Swelling (อวยั วะส่วนน้ันมีลักษณะบวมหรือไม)่

Deformity การผดิ รูป Contusion รอยฟกชา้

Abrasions แผลถลอก Punctures & Penetrations แผลจากการแทง

166

Burns แผลไหม้ Tenderness ตาแหน่งกดเจ็บ

Lacerations แผลฉกี ขาด Swelling อาการบวม

ขั้นตอนการประเมินตามระบบอยา่ งรวดเร็ว
กรณเี ป็นผ้ปู ่วยฉกุ เฉินจากอบุ ตั เิ หตหุ รือไม่ทราบประวัตชิ ัดเจน ให้ผูช้ ่วยเหลอื หน่งึ คน

ประคองศรี ษะให้อยู่นิ่งตลอดเวลา ผู้ปฏบิ ัตกิ ารที่เปน็ ผปู้ ระเมินเร่ิมทาการประเมนิ โดยตรวจ DCAP-
BTLS จากศรี ษะจนถงึ ปลายเท้า(head to toe) และดา้ นหลงั ดังนี้

1. DCAP-BTLS บริเวณศีรษะ
-โดยการตรวจดู คลา DCAP-BTLS บรเิ วณศรี ษะ

2. DCAP-BTLS บริเวณใบหน้า
-โดยการตรวจดู คลา DCAP-BTLS บริเวณใบหน้า

167

3. DCAP-BTLS บริเวณคอ
-โดยการตรวจดู คลา DCAP-BTLS บรเิ วณคอทง้ั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ดูการโป่งพอง

ของหลอดเลอื ดใหญ่ ดูหลอดลมวา่ เอยี งไปด้านใดด้านหนึง่ หรอื ไม่
-เมอื่ ตรวจ DCAP-BTLS เรยี บรอ้ ยแล้ว ใหท้ าการใส่ cervical hard collar

4. DCAP-BTLS บริเวณหนา้ อก
- ดูการขยายตัวของทรวงอกท้งั สองขา้ งวา่ เทา่ กันหรอื ไม่ ดูลักษณะการหายใจ
- คลาเสียงกรอบแกรบเพื่อดภู าวะลมใตช้ นั้ ผิวหนงั (subcutaneous emphysema)

บรเิ วณลาคอและหน้าอกส่วนบน
-ฟงั เสยี งหายใจโดยใชห้ ฟู ัง (stethoscope) ฟังบริเวณชายปอดท้งั สองข้าง 4 จุด ดังน้ี
บริเวณเสน้ กึง่ กลางแนวกระดกู ไหปลารา้ (mid-clavicular line ) ทงั้ สองขา้ ง

168

บริเวณเส้นกึ่งกลางแนวรักแร้ (mid-axillary line) ท้งั สองขา้ ง
โดยฟงั เสยี งหายใจวา่ มีหรอื ไม่ ถ้ามีใหเ้ ปรยี บเทียบว่าสองข้างเท่ากันหรือไม่

5. DCAP-BTLS บริเวณท้อง ทาการตรวจโดยการแบ่งหน้าท้องเปน็ 4 ส่วน ใช้สะดือเป็นจุด
ศูนย์กลาง แล้วทาการกดบริเวณหน้าท้องท้ัง 4 ส่วน คือ ช่องท้องส่วนบนขวา ส่วนบนซ้าย ส่วนล่าง
ขวา และส่วนล่างซ้าย ขณะทาการตรวจให้สังเกตการตอบสนองของผู้ป่วยฉุกเฉินว่ามีปฏิกิริยา
ตอบสนองต่อการตรวจอย่างไร เช่น เม่ือกดผู้บาดเจ็บมีอาการสะดุ้งหรือสีหน้าแสดงความเจ็บปวด
แสดงวา่ อาจมกี ารบาดเจบ็ ตรงตาแหนง่ น้ัน

กรณีพบว่ามีท้องบวมตึง (distention) ห้ามทาการกดตรวจช่องท้องต่อ เน่ืองจากผู้ป่วย
ฉกุ เฉนิ อาจมภี าวะเลอื ดออกในช่องท้อง

6. DCAP-BTLS บริเวณสะโพก
-โดยการสงั เกตและคลา (observation and palpation) ดังน้ี โดยใหผ้ ทู้ าการตรวจสังเกตวา่
มีการเคล่ือนที่ของกระดูก (unstable) อาจพบเห็นรอยเขียวช้า หรือขาท้ังสองยาวไม่เท่ากัน หรือมี
ลักษณะขาแบะออกด้านนอก หากพบว่ามีความผิดปกติดังกล่าว ห้ามทาการกดเพ่ือตรวจ แต่หากไม่
พบความผิดปกติ สามารถทาการประเมินต่อได้ โดยใช้มือคลาบริเวณสะโพกทั้งสองข้างแล้วกดลง
สังเกตดูว่าเมื่อกดแล้วผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่ หรือมีการเคลื่อนของสะโพกหรือไม่ ถ้าไม่มีความ

169

ผิดปกติ ให้ทาการตรวจประเมินต่อโดยใช้มือสองข้างวางบริเวณสะโพกท้ังสองข้างแล้วกดเข้าหาตัว
ผู้ปว่ ย

นอกจากน้ีให้สังเกตจากเส้ือผ้าภายนอกดูว่า มีรอยชุ่มเลือดหรือน้าออกในส่วนบริเวณ
ของอวยั วะสบื พนั ธุ์หรอื ไม่ เชน่ กรณเี ปน็ ผ้ปู ่วยหญงิ ต้งั ครรภ์ เปน็ ตน้

7. DCAP-BTLS บริเวณขาท้ัง 2 ข้าง และการตรวจ PMS(pulse, motor, sensory) เท้า
2 ข้าง

-โดยการดูและคลา ตรวจ DCAP-BTLS บริเวณขา โดยการตรวจทีละข้าง เริ่มต้ังแต่ต้นขาลง
ไปเม่ือถึงปลายเท้าให้ตรวจชีพจรบริเวณเท้า ตรวจการเคลื่อนไหว การรับรู้ความรู้สึก และให้ตรวจ
PMS เปรยี บเทียบทงั้ สองขา้ ง

170

8. DCAP-BTLS บริเวณ แขน 2 ขา้ ง และการตรวจ PMS(pulse, motor, sensory) แขน
2 ข้าง

-โดยการตรวจ DCAP-BTLS บริเวณแขนท้ังสองข้าง โดยการตรวจทีละข้าง เร่ิมต้ังแต่
บรเิ วณหวั ไหล่ลงไป เมอ่ื ถงึ ปลายนิ้วมือให้ตรวจ PMS โดยจับชีพจรบริเวณขอ้ มอื ตรวจการเคลื่อนไหว
การรับรู้ความรสู้ กึ และใหต้ รวจ PMS เปรยี บเทียบท้ังสองข้าง

9. DCAP-BTLS บริเวณด้านหลงั
-โดยพลกิ ตวั ผปู้ ่วยดว้ ยวิธกี ารพลิกตวั แบบทอ่ นซงุ (log roll) ผู้ตรวจทาการตรวจ DCAP-
BTLS ตัง้ แต่บริเวณคอ ตรวจไลล่ งมาตามแนวกระดกู สันหลังจนถึงสว่ นกน้ กบ รวมท้งั การสังเกตรอย
เลอื ดออกบริเวณก้นและอวยั วะสบื พันธุด์ า้ นหลงั

171

-เมือ่ ตรวจเรียบรอ้ ยแลว้ ใหผ้ ชู้ ว่ ยเตรียมอปุ กรณ์ Long spinal broad เพื่อเตรยี มเคลื่อนยา้ ย

หลังการตรวจร่างกายตามระบบอย่างรวดเรว็ และแกไ้ ขภาวะคุกคามตอ่ ชีวติ ตามบทบาทของ
พนกั งานฉุกเฉินการแพทยแ์ ล้ว จะต้องรายงานผลการดแู ลตอ่ ศูนย์รบั แจง้ เหตแุ ละสง่ั การ เพ่อื พิจารณา
ให้ทาการเคลื่อนยา้ ยผู้ป่วยเพอื่ นาสง่ โรงพยาบาล หรือรอชดุ ปฏิบัตกิ ารฉุกเฉินระดับสูง โดยในระหว่าง
นั้นใหพ้ นกั งานฉุกเฉินการแพทย์ ทาการประเมินสัญญาณชีพ การซักประวัติ และทาการประเมินตาม
ระบบอย่างละเอียด(detailed assessment) ซ่ึงขั้นตอนการประเมินตามระบบอย่างละเอียด (ดู
รายละเอียดในบทท่ี 3-4)

การซักประวัติ (History taking)
หลกั การในการซกั ประวตั ิผู้บาดเจ็บ ควรยึดหลกั ทีส่ ามารถปฏบิ ัตไิ ด้งา่ ย โดยใชเ้ วลานอ้ ย

และเข้าใจไดง้ ่าย โดยทวั่ ไปใช้หลัก SAMPLE ในการซักประวตั ผิ ู้บาดเจ็บ ดงั นี้
S (signs and symptoms) คือ อาการและอาการแสดงทผ่ี ู้บาดเจบ็ บอกกล่าว
A (allergy) คอื ประวัตกิ ารแพย้ า อาหาร หรอื สิ่งอน่ื
M (medication) คือ ประวัตกิ ารใชย้ า หรือ ยาทใี่ ช้อย่ปู ระจา
P (past pertinent history) คอื ประวตั ิการเจบ็ ปว่ ยในอดีต
L (last meal) คอื อาหาร เครอื่ งดม่ื ทีผ่ ้บู าดเจบ็ ไดร้ บั คร้ังล่าสดุ ก่อนเกิดการบาดเจบ็

172

E (events leading to present illness) คือ เหตกุ ารณ์สาคญั ก่อนการเกดิ เหตุที่นามาสู่การ
บาดเจบ็ ครัง้ นี้

สาหรับหลักการในการซักประวัตผิ ปู้ ว่ ยทางอายรุ กรรม ดรู ายละเอยี ดในบทที่ 3-5
2.2 การประเมนิ มงุ่ สว่ นสาคญั (focused assessment)
การประเมินมุ่งส่วนสาคัญ เป็นการประเมินข้ันท่ีสองท่ีใช้สาหรับการประเมินผู้ปว่ ยฉุกเฉินท่ีมี
อาการคงที่ (stable) ไม่มีปัญหาคุกคามต่อชีวิต กล่าวคือหลังจากการประเมินเบื้องต้น (primary
assessment) พบว่าผู้ป่วยมีอาการคงท่ี ไม่มีปัญหาคุกคามต่อชีวิต ไม่มีปัญหาเรื่อง ทางเดินหายใจ
การหายใจหรือระบบการไหลเวียน รวมท้ังระบบประสาท สามารถใช้การประเมินมุ่งส่วนสาคัญ
(focused assessment) ในการประเมิน โดยไม่ต้องทาการประเมินตามระบบอย่างรวดเร็ว (rapid
scan assessment) และอาจพิจารณาทาการประเมินตามระบบอย่างละเอียด ( detailed
assessment) เพอ่ื คน้ หาความผดิ ปกตเิ พิม่ เติมได้
ในผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุ ก็จะเป็นกลุ่มที่หลังการประเมินเบ้ืองต้นพบว่า มีการบาดเจ็บ
เพียงเล็กน้อย (Minor injury) ซึ่งผู้บาดเจ็บในกลุ่มนี้ไม่จาเป็นต้องตรวจประเมินให้ครบทุกระบบ
สามารถประเมินเฉพาะตาแหน่งท่ีผบู้ าดเจบ็ มอี าการ เนน้ ท่ีส่วนของร่างกายที่ได้รับบาดเจบ็ (focused
assessment)
แต่ในกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินทางอายุรกรรม การประเมินมุ่งส่วนสาคัญ มีความสาคัญมาก
เน่ืองจากการประเมินมุ่งส่วนสาคัญในผู้ป่วยกลุ่มน้ี จะเน้นเรื่องการซักประวัติและจากการตรวจ
ประเมินในส่วนที่มีอาการเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยฉุกเฉิน และตามอาการท่ีผู้ป่วยบอก หากสามารถ
ซักประวัติและประเมินในส่วนที่มีอาการให้ได้ข้อมูลที่มีความครอบคลุม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน
การวางแผนการดูแลผ้ปู ว่ ยต่อไป (ดรู ายละเอยี ดในบทท่ี 3-5)
2.3 การประเมินตามระบบอย่างละเอยี ด (detailed assessment)
การประเมินตามระบบอย่างละเอียด (detailed assessment) เป็นขั้นตอนหนึ่งของการ
ประเมินข้ันที่สอง ซ่ึงสามารถใช้ประเมินได้ท้ังกลุ่มผู้ปว่ ยฉุกเฉินท่ีมีอาการไม่คงที่(unstable) ซ่ึงจะทา
การประเมินภายหลงั จากการประเมินตามระบบอย่างรวดเรว็ (rapid assessment) และผู้ป่วยฉุกเฉิน
ที่มีอาการคงที่(stable) ท่ีอาจจะทาการประเมินเม่ือได้ทาการประเมินมุ่งส่วนสาคัญแล้ว เพื่อค้นหา
ปัญหาผู้ป่วยเพ่ิมเติม ที่อาจตรวจไม่พบในขั้นตอนการประเมินที่ผ่านมา ซ่ึงการประเมินตามระบบ
อยา่ งละเอียดนั้น ไมจ่ าเป็นตอ้ งทาการประเมินในผู้ป่วยฉกุ เฉนิ ทกุ ราย
กลุ่มผู้ป่วยท่ีต้องการการประเมินตามระบบอย่างละเอียด เช่น กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินท่ีมีการ
บาดเจ็บรุนแรง (severe injury) ผู้ป่วยที่มีกลไกการบาดเจ็บที่รุนแรง (significant mechanism of
injury) ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือไม่สามารถบอกอาการสาคัญได้ การประเมินอย่างละเอียด ส่วนใหญ่จะ
กระทาในระหว่างการนาส่งโรงพยาบาลหรือระหว่างรอชุดปฏิบัติการระดับสูงมาทาการเคล่ือนย้าย
ดังน้ันการประเมินอย่างละเอียดบางครั้งอาจไม่จาเป็นต้องกระทาให้เสร็จสมบูรณ์ ขึ้นอยู่กับ
สถานการณ์ในแต่เหตุการณ์ ให้พึงระลึกไว้ว่า “เราจะไม่เสียเวลาในการลาเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินส่ง
โรงพยาบาล เพยี งเพ่อื ต้องการจะทาการประเมนิ อยา่ งละเอยี ดใหเ้ สรจ็ สมบูรณ์”

173

หลักการในการประเมนิ ตามระบบอยา่ งละเอยี ด ใชห้ ลกั DCAP-BTLS เช่นเดยี วกบั การ
ประเมินตามระบบอยา่ งรวดเรว็ (rapid scan assessment) โดยเริม่ ตรวจตงั้ แตศ่ ีรษะจนถงึ ปลายเทา้
เชน่ เดยี วกันท้ังผู้ปว่ ยอุบัตเิ หตแุ ละไมใ่ ชอ่ บุ ัติเหตุ
ขัน้ ตอนการประเมินตามระบบอย่างละเอยี ด
1.ตรวจศรี ษะ โดยการดแู ละคลา DCAP-BTLS หนังศีรษะและกระโหลกศีรษะ

2. ตรวจหู
- ตรวจดชู ่องหูขา้ งในว่ามนี ้าหรือสง่ิ คัดหลงั่ ออกมาหรอื ไม่ ซึ่งถา้ มีอาจเปน็ สิง่ บ่งชว้ี ่าผปู้ ่วยอาจมี

ภาวะฐานกระโหลกศีรษะแตกรา้ ว (fracture base of skull)
- ตรวจดูบรเิ วณหลังใบหู ถ้าตรวจพบมลี ักษณะสเี ขยี วคลา้ หรือสมี ว่ งหรือนา้ เงิน (ecchymosis)

เรียกวา่ “Battle’s sign” ซ่งึ เปน็ อาการทีบ่ ่งบอกถงึ มกี ารบาดเจ็บท่ีศรี ษะทอี่ าจมีกระโหลกศรี ษะ
แตกร้าว

3.ตรวจใบหนา้
ดูและคลาบรเิ วณใบหนา้ DCAP-BTLS

174

4.ตรวจตา
- ตรวจดูขนาดรมู า่ นตา และการมปี ฏกิ ริ ิยาตอ่ แสง โดยใชไ้ ฟฉายสอ่ งจากหางตามาหัวตา โดยท่วั ไป

รูม่านตาทง้ั สองข้างต้องมขี นาดเทา่ กนั และจะหดตัวเมื่อสอ่ งไฟ
- ตรวจดูร่องรอยการบาดเจบ็ บริเวณในตา และรอยชา้ เขยี วบริเวณรอบดวงตา (Periorbital

ecchymosis)
- ตรวจดกู ารเคลื่อนไหวของลกู ตา โดยใหผ้ ปู้ ว่ ยเหลือบตามองตามปลายนิ้วของผ้ตู รวจ ในทิศทาง

ต่างๆซ่ึงอาจพบความผดิ ปกติ เช่น พบว่าการเคลอ่ื นของลกู ตาเขา้ หากนั ไมด่ ี เคล่ือนเขา้ มาช่ัวคราว
และเคลอ่ื นออกตามเดิม ไมส่ ามารถจอ้ งมองได้นาน ซงึ่ อาจแสดงว่ามีภาวะกล้ามเน้อื ลูกตาอ่อนแรง
ภาวะผิดปกติ หรืออาจพบเห็นลูกตาเคลอื่ นไหวไมส่ มั พนั ธ์กัน มตี าแกวง่ หรอื ตากระตุก เหน็ ภาพซ้อน

175

5.ตรวจจมกู

176

- การดู ใชน้ ิ้วหวั แม่มือแตะทย่ี อดจมูกและรั้งขน้ึ ใหเ้ ห็นภายในจมูกชัดเจนท่สี ุด มือขวาถือไฟ
ฉายสอ่ งเขา้ ไปในรจู มูก ตรวจดเู ย่อื บุ ลกั ษณะสิ่งหล่งั คดั ความตรงของผนงั ก้นั จมูก

- การคลา ใชน้ ้วิ มือคลา และตรวจ DCAP-BTLS บรเิ วณสันจมกู ปกี จมกู ภาวะผิดปกติ กด
เจ็บ

6.ตรวจปาก
ตรวจดใู นช่องปาก ภาวะผิดปกติที่อาจพบ เช่น รมิ ฝีปากคล้า เขยี ว หรอื ซดี มาก บวมแดง มี

แผลหรอื ตุ่ม เยื่อบชุ ่องปากซดี มีต่มุ เหงอื กสซี ีด หรือบวมแดงผดิ ปกติ มแี ผล หรือร่นจนเห็นคอฟนั
ล้นิ แตก เลีย่ นไมม่ ปี มุ่ รับรส ลน้ิ แดง มฝี า้ ขาว (trash) ลนิ้ ไกไ่ ม่อยู่ตรงกลาง ทอนซลิ โตเกนิ pillar
ออกมา แดง มีหนอง ผนังคอแดง มีตุ่ม มแี ผลหรอื สิง่ คดั หลงั่ ผิดปกติ

7.ตรวจลาคอ
- ตรวจดภู าวะผิดปกติของหลอดลมคอ (Trachea) ว่ามีลกั ษณะเอียงไปดา้ นใดด้านหน่ึงหรือไม่

(Tracheal deviation)
-ตรวจดูมลี กั ษณะเส้นเลือดแดงใหญม่ ลี กั ษณะโป่งหรอื ไม่ (Jugular Vein Distension)
- คลาได้ยินเสยี งกรอบแกรบบริเวณใต้กระดูกไหปลารา้ หรือไม่
- สังเกตลกั ษณะการหายใจวา่ ใชก้ ล้ามเน้ืออ่ืนช่วยในการหายใจหรอื ไม่

177

8.ตรวจทรวงอก
โดยการตรวจ DCAP-BTLS บรเิ วณหน้าอก คลาเสียงกรอบแกรบเพื่อดภู าวะลมใต้ช้นั ผวิ หนงั

(Subcutaneous emphysema) ดกู ารขยายตัวของทรวงอกท้ังสองขา้ งว่าเทา่ กนั หรอื ไม่ ฟังเสียง
หายใจโดยใช้หูฟัง (stethoscope) 6 ตาแหน่งดังภาพ

- ชายปอดทั้งสองข้าง
-ปอดด้านบนทัง้ สองขา้ ง
-ปอดด้านล่างทงั้ สองขา้ ง

178

9.ตรวจทอ้ ง
โดยการกดบริเวณหน้าท้อง 4 ส่วน (4 quadrants) เช่นเดียวกับการตรวจตามระบบอย่าง

รวดเร็ว (Rapid scan assessment) ดังภาพ หากในการตรวจครั้งแรกพบว่ามีอาการกดเจ็บหรือท้อง
โปง่ ตึง ไมต่ อ้ งทาการตรวจซา้ อีก

10.ตรวจเชงิ กราน
- การตรวจอย่างละเอียดในส่วนของการตรวจกระดกู เชิงกราน หากตรวจพบความผิดปกติต้ังแต่

ในขั้นตอนของการตรวจตามระบบอย่างรวดเร็ว (Rapid trauma assessment) ไม่ต้องทาการตรวจ

179

ซ้าอีก แตถ่ ้าในการตรวจประเมินในคร้ังแรกเป็นปกติ ให้ทาการตรวจอกี คร้ัง เช่นเดียวกับการตรวจใน
คร้งั แรก

11.ตรวจแขนขาท้งั สองขา้ ง
-DCAP-BTLS บริเวณขาท้ัง 2 ข้าง และการตรวจ PMS (Pulse, Motor , Sensory) เท้า 2 ข้าง

โดยการตรวจ DCAP-BTLS บริเวณขา โดยการตรวจทลี ะขา้ ง เร่ิมตง้ั แต่ตน้ ขาลงไป เมอ่ื ถงึ ปลายเท้าให้
ตรวจชีพจรบริเวณเท้า ตรวจการเคลื่อนไหว การรับรู้ความรู้สึก เม่ือตรวจครบท้ังสองข้าง ให้ตรวจ
PMS เปรยี บเทยี บทั้งสองข้าง

อออออ

180

3.การประเมนิ ซา้ และประเมนิ ต่อเนื่อง (Reassessment &Ongoing assessment)

เป็นการประเมินเพื่อติดตามและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วยฉุกเฉิน เป็น

ระยะๆ หลังจากท่ีได้ทาการประเมินเบ้ืองต้น และทาการแก้ไขภาวะคุกคามชีวิตในเบื้องต้นแล้ว

รวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพการดูแลทีไ่ ดใ้ ห้การช่วยเหลือในเบื้องตน้ ไปแล้ว ซ่ึงจะทาการประเมิน

ในขณะการลาเลียงผู้ปว่ ยเพ่ือนาส่งโรงพยาบาล หรือระหว่างรอชดุ ปฏิบัติการฉุกเฉินในระดับท่ีสูงกว่า

โดยผูป้ ฏิบตั กิ ารจะตอ้ งทาการประเมนิ เป็นระยะๆ ตามสภาพความรนุ แรงของผู้ปว่ ยแตล่ ะราย ดังนี้

1. ผู้ป่วยท่ีมีการเจ็บป่วยท่ีรุนแรงมากหรือบาดเจ็บสาหัส ควรมีการประเมินผู้ป่วยอย่าง

ต่อเนื่อง ทุก 5 นาที จนกระทั่งนาผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลหรือจนกว่าชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน

ระดบั สงู จะมาถงึ และรับผปู้ ว่ ยไปดูแลต่อ

2. ผู้ป่วยที่มีอาการการเจ็บป่วยที่มีความรุนแรงในระดับปานกลาง ควรมีการประเมินอย่าง

ต่อเนื่องทกุ 15 นาที จนกระท่งั นาผ้ปู ่วยมาถึงโรงพยาบาล

3. ผู้ป่วยท่ีมีอาการการเจ็บป่วยที่มีความรุนแรงเพียงเล็กน้อย ควรมีการประเมินสภาพอย่าง

ต่อเน่อื ง อยา่ งน้อยทกุ 30 นาที จนกระทั่งนาผปู้ ่วยมาถงึ โรงพยาบาล (ถ้ามีการนาส่งโรงพยาบาล)

ในการประเมินผู้ป่วยฉุกเฉินซ้า เป็นระยะๆ นี้ ผู้ปฏิบัติการจะต้องทาการบันทึกผลการ

ประเมิน ในแบบบันทึกรายงานด้วย เพ่ือประเมินการเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วย และเป็นข้อมูล

สาคญั สามารถใช้เป็นข้อมลู ประกอบการวางแผนการรกั ษาพยาบาลต่อไป เม่ือผู้ปว่ ยมาถงึ โรงพยาบาล

ส่ิงสาคัญท่ีผปู้ ฏิบัติการ จะตอ้ งทาการประเมินซ้าอย่างต่อเน่ือง เพ่อื เฝ้าระวังการเปล่ยี นแปลง

อาการของผปู้ ่วยมดี ังนี้

1.กา ร ติ ด ต า ม ป ร ะ เ มิ น อา กา ร กา ร เ ป ลี่ ย น แป ล ง ข อง ผู้ ป่ วยเ ป็ น ร ะ ย ะ ( monitoring

&reassessment) คือ

1.1 ระดับความร้สู ึกตวั หรือสัญญาณทางประสาทและสมอง

1.2 ทางเดนิ หายใจ โล่งสะดวกดีหรือไม่

181

1.3 การตรวจวัดสัญญาณชีพ ได้แก่ การประเมินหายใจเป็นอย่างไร หายใจช้า หายใจเร็ว
หรอื ผดิ ปกตอิ ยา่ งอ่ืนหรือไม่ การประเมนิ การเต้นของชีพจร ทง้ั อตั ราและจงั หวะการเตน้
ของ ชีพจร ความแรง เบา รวมทัง้ การวัดความดนั โลหติ (ถ้าสามารถวดั ได้)

1.4 การเปลี่ยนแปลงอ่นื ๆ ท่สี ังเกตได้ ขณะใหก้ ารดูแลผ้ปู ว่ ย
2.การตรวจดูประสทิ ธภิ าพของการรกั ษาพยาบาลเมอ่ื แรกรับ ได้แก่

2.1 การเปิดทางเดินหายใจ และการช่วยการหายใจ มีความเหมาะสม ถูกต้อง และมี
ประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่ เช่น การจัดท่าเปิดทางเดนิ หายใจ การใหอ้ อกซเิ จนเพยี งพอหรือไม่

2.2 การห้ามเลือด มีประสิทธิภาพหรือไม่ สามารถหยุดเลือดได้หรือไม่ หรือมีจุดเลือดออก
บริเวณอืน่ ของร่างกายอกี หรือไม่ วธิ กี ารหา้ มเลอื ดเหมาะสมหรือไม่

2.3 การดามส่วนท่ีควรระมัดระวังการเคล่ือนไหว หรือส่วนท่ีมีกระดูกหัก เช่น ผู้บาดเจ็บท่ีไม่
รู้สึกตัวได้รับการใส่อุปกรณ์ดามคอหรือไม่ มีบริเวณใดที่มีอาการบวมผิดรูปบ้าง ได้รับ
การดาม และใช้อุปกรณ์การดามทเี่ หมาะสมกับอวัยวะนั้นๆ หรือไม่

2.4 ประเมินและตรวจร่างกายซ้าในตาแหน่งท่ีผู้ป่วยมีอาการหรือได้รับบาดเจ็บในระหว่าง
การนาส่ง นอกจากจะต้องทาการประเมินผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องดังกล่าวแล้ว ถ้ายังไม่ได้
ทาการซักประวัติผู้ป่วย หรือได้ประวัติยังไม่ครบถ้วน ก็สามารถซักประวัติเพ่ิมเติมได้
ในขณะนาสง่

182

บทท่ี 3-3
การซักประวัติและการประเมนิ ผูป้ ่วยฉุกเฉินทางอายุรกรรม

(focused history and assessment: Medical)

บทนา

ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางอายุกรรมทุกราย ต้องได้รับการประเมินเบ้ืองต้น(primary
assessment) เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุ สาหรับการประเมินผู้ป่วยทางอายุรกรรม
หลังการประเมินเบ้ืองต้น และแก้ไขภาวะคุกคามชีวิตแล้ว พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ต้องทาการซัก
ประวัติและตรวจร่างกาย (focused history and physical exam) ซ่ึงการซักประวัติในผู้ป่วยทาง
อายุรกรรมเป็นสิ่งท่ีเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรค ในการวินิจฉัยโรคทางอายุรกรรมน้ัน 80
% ใช้ข้อมูลท่ีได้จากการซักประวัติ และอีก 20 % เป็นข้อมูลจากการตรวจร่างกาย ดังนั้นพนักงาน
ฉุกเฉินการแพทย์ จึงควรตระหนักและให้ความสาคัญกับข้ันตอนและกระบวนการในการซักประวัติ
เพ่ือจะได้ทาให้ทราบปัญหาและความตอ้ งการของผู้ป่วย และสามารถให้การดูแลในเบื้องต้นได้ และมี
ความสอดคล้องกับปญั หาและความตอ้ งการการดูแลของผู้ปว่ ยมากข้ึน
การซกั ประวตั ผิ ูป้ ว่ ย (history taking)

เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสาคัญท่ีสุดในการประเมินผู้ป่วย เพราะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อให้
ได้มาซึ่งการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ถ้าข้อมูลที่ได้รับมีความครบถ้วนและถูกต้องมากเท่าใด
การวนิ ิจฉยั โรคก็จะมคี วามถกู ต้องมากเทา่ นั้น
หลกั การซกั ประวตั ผิ ปู้ ่วย

ประวตั ิการเจ็บป่วยเปน็ เรื่องราวของเหตุการณ์สาคัญท่เี กิดขึ้น ซ่ึงสัมพันธ์กับปัญหาปัจจุบนั
ของผู้ป่วยและมีผลทาให้ผู้ป่วยต้องขอความช่วยเหลือ ผู้ป่วยมักจะเร่ิมต้นด้วยการอธิบายถึงปัญหา
หลักของผู้ป่วย ซึ่งเรียกว่าอาการสาคัญ เช่น “ฉันหายใจไม่ออกมาประมาณ 10 นาทีก่อนมา ”
หลังจากนั้น ควรจะซักถามอาการเจ็บป่วยปัจจุบันตามระบบอวัยวะต่างๆตามลาดับก่อนหลัง ซ่ึง
สัมพันธก์ ับอาการสาคญั และรวมถึงประวัติการเจ็บปว่ ยในอดตี หลักในการซักประวตั ิผู้ปว่ ยทั่วไป ใช้
หลักการ “SAMPLE “ เช่นเดยี วกบั ผู้ป่วยฉกุ เฉิน ทไ่ี ดร้ ับอุบตั ิเหตุ ดงั น้ี
1. อาการและการแสดง (signs and symptoms)

- อะไรเป็นส่งิ ท่ีทาให้คุณไม่สบาย
- ทาไมคุณถงึ ต้องตามหน่วยแพทยฉ์ กุ เฉิน
- นอกจากอาการสาคัญทค่ี ุณบอกแล้ว มอี าการอนื่ ๆ อกี หรอื ไม่ ทผี่ ิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย
ไอ เจ็บหน้าอก ไข้ บวม โดยพยายามเรียงลาดับเหตุการณ์ก่อนหลัง อาจจะใช้หลัก O P Q R
S T ในการช่วยจากไ็ ด้ กลา่ วคือ

- O = Onset อาการนน้ั เกดิ ข้นึ เมอื่ ใด
- P = Provocation อาการนนั้ ๆ ถกู กระตุ้นด้วยอะไร
- Q = Quality ลักษณะของอาการเปน็ อยา่ งไร เกิดทตี่ าแหนง่ ใด
- R = Radiation อาการนั้น ๆ มีการย้ายหรอื ลามไปตาแหนง่ อ่นื หรอื ไม่

183

- S = Severity อาการเปน็ มากน้อยเพยี งใด ในกรณที ผี่ ้ปู ่วย เคยมี
อาการเป็น ๆ หาย ๆ ก็ให้เทยี บกบั อาการคร้งั กอ่ น ๆ

- T = Time ระยะเวลาที่มอี าการนนั้ นานเพียงใด นานเท่าใด
2. ประวตั เิ ก่ยี วกบั การแพส้ ารตา่ งๆ (allergies) อาจช่วยแยกสาเหตุของโรคได้ เช่น ผปู้ ว่ ยภมู ิแพ้มกั
สมั พันธ์กับหอบหืด การสมั ผสั สารน้าทผ่ี ู้ป่วยแพ้ อาจกระตุ้นใหผ้ ้ปู ว่ ยมีอาการได้ นอกจากนค้ี วรซักวา่
ผ้ปู ่วยแพ้อะไรมาหรอื ไม่
3. ยาท่ีไดร้ ับประจา (medications) และถ้าผู้ป่วยเอายาให้ดูกค็ วรจดบนั ทกึ หรือนาไปโรงพยาบาล
ดว้ ย
4. ประวตั ิการเจ็บปว่ ยในอดีต (past pertinent history) คุณมีโรคประจาตัวอะไรหรอื ไม่ เชน่ หอบ
หดื ถุงลมโปง่ พอง โรคหัวใจ วณั โรค
5. อาหารมอ้ื สดุ ท้ายที่ไดร้ บั (last meal) เป็นการซักถามถึงสิง่ ท่ีผ้ปู ่วยรับประทานก่อนเกดิ การ
เจ็บปว่ ยครงั้ นี้
6. เหตกุ ารณท์ น่ี ามาสกู่ ารเจ็บป่วยครัง้ น้ี (event leading to illness) เปน็ การซักถามถงึ เหตุการณ์
ก่อนการเกดิ การเจบ็ ปว่ ยในครั้งนี้ เช่น ขณะว่ิงออกกาลังกายแล้วมีอาการเจ็บหนา้ อก

ในการออกปฏิบัติการฉุกเฉินทุกคร้ัง ก่อนออกไป ณ จุดเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินต้องมี
ข้อมูลอาการนาของผู้ป่วยในเบ้ืองต้นท่ีอาจได้รับแจ้งจากศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการ หรือจากญาติ
ผู้ป่วย ดงั น้ันเพื่อให้ผู้ปฏิบัตกิ ารได้มีแนวทางในการซักประวัติเพื่อให้ไดข้ ้อมูลที่เป็นประโยชน์มากท่ีสุด
จึงขอยกตัวอย่างการต้งั คาถามเพอื่ เปน็ แนวในการซกั ประวัติ ตามกลมุ่ อาการนา เชน่

184

อาการนา ตัวอยา่ งคาถาม

ผู้ป่วยที่มีระดับความรู้สึกตัวเปล่ียนแปลง - เคยเปน็ มาก่อนหรือไม่

(Altered Mental Status) - ระยะเวลาที่เปน็

- เร่มิ เป็นเมอ่ื ใด

- มอี าการอื่นร่วมด้วยหรอื ไม่

- มอี บุ ัตเิ หตุร่วมด้วหรือไม่

- มีอาการชกั หรือมีไขร้ ่วมดว้ ยหรอื ไม่

ผู้ ป่ ว ย ก ลุ่ ม อ า ก า ร ป ฏิ กิ ริ ย า แ พ้ ( Allergic - มีประวัติการแพ้หรือไม่ เช่น แพ้ยา อาหาร

Reaction) หรอื อ่นื ๆ

- ท่ีมีอาการในคร้ังนี้ มีประวัติการสัมผัสกับส่ิง

กระตุ้นอะไรบ้างกอ่ นจะมีอาการแพ้ ถ้ามีสมั ผัส

อย่างไร เช่น กิน ทา หรือสูดดม แล้วหลังการ

สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นเหล่าน้ันแล้วมีอาการ

อยา่ งไร

ผู้ป่วยกลุ่มอาการของโรคระบบหัวใจและการ O-P-Q-R-S-T

หายใจ(Cardiac/Respiratory)

ผปู้ ว่ ยหมดสติ (Loss of Consciousness: LOC) - ระยะเวลาทห่ี มดสตินานเทา่ ไร

- มีประวตั อิ บุ ตั ิเหตหุ รอื ไม่

- เหตุการณ์ก่อนท่ีจะหมดสติ และช่วงที่หมด

สตผิ ปู้ ว่ ยอยู่ในลกั ษณะทา่ ทางอย่างไร เช่น เดิน

อยู่แล้วเป็นลมหมดสติ หรือ นั่งทางานอยู่แล้ว

ฟบุ อยูก่ บั โตะ๊ เปน็ ตน้

ผูป้ ว่ ยทางสูตกิ รรม (Obstetrics) - ประวัติการตั้งครรภ์ อายุครรภ์ ประจาเดือน

คร้ังสุดท้าย การฝากครรภ์ กาหนดคลอด การ

แทง้ บุตร

- มีอาการท้องแข็งจากมดลูกบีดรัดตัวหรอื ไม่

- เจ็บครรภห์ รือไม่

- มีมกู หรอื เลอื ดออกทางช่องคลอดหรือไม่

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดทอ้ ง (Ac abdomen) - ตาแหนง่ ที่ปวด ลักษณะการปวด

- มีอาการอ่ืนร่วมด้วยหรือไม่ เช่น คลื่นไส้

อาเจยี น มไี ข้ ท้องเสยี

- มีเลือดออกจากสว่ นไหนหรือไม่

- ประวัติการขับถ่ายอุจจาระ ปสั สาวะ

185

การประเมนิ ผู้ป่วยฉุกเฉนิ ทางอายรุ กรรม
ในการปฏบิ ตั ิงานของชุดปฏิบัติการฉกุ เฉินระดับต้น(BLS) ถ้าพนักงานฉกุ เฉนิ การแพทยไ์ ด้รบั

แจ้งเหตุเป็นผปู้ ว่ ยไมร่ ู้สึกตวั ให้ทาการประสานขอการสนบั สนนุ จากชุดปฏบิ ตั กิ ารระดับสูงเสมอ และ
ในระหว่างรอการสนับสนนุ จากชุดปฏบิ ตั ิการในระดับสงู ใหพ้ นกั งานฉุกเฉนิ การแพทย์ ปฏบิ ัติดงั นี้

หลักการในการประเมินผู้ป่วยฉุกเฉินทางอายุรกรรม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ตาม
ระดับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ซ่ึงได้ข้อมูลจากการประเมินเบื้องต้น (primary assessment)
ดังน้ี

1. ผู้ป่วยท่ีรู้สึกตัวดีและทราบประวัติการเจ็บป่วยท่ีชัดเจน (responsive medical
patient)

2. ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว สับสนหรือไม่สามารถบอกอาการนาของการเจ็บป่วยได้
(unresponsive medical patient/unknown history)

กรณผี ู้ป่วยรสู้ ึกตวั และทราบประวัติการเจบ็ ป่วยทช่ี ัดเจน
ในผู้ป่วยทางอายุรกรรมในกรณีผู้ป่วยรู้สึกตัวและทราบประวัติการเจ็บป่วยที่ชัดเจน ควรให้

ความสาคัญกับการซักประวัติ โดยเฉพาะอาการสาคัญท่ีผู้ป่วยหรือญาติบอก และให้ทาการตรวจ
ร่างกายในสว่ นท่ีผปู้ ว่ ย มอี าการ รวมทงั้ ตรวจวัดสัญญาณชพี และการตรวจพเิ ศษเพิม่ เตมิ ดังน้ี

2.1 ซกั ประวตั ิ “SAMPLE”
2.2 ตรวจร่างกายในส่วนทมี่ ีอาการ (Focused medical assessment)
2.3 Baseline Vital signs
2.4 การตรวจพเิ ศษเพิ่มเติมที่เกยี่ วข้อง

กรณผี ้ปู ว่ ยไมร่ ู้สึกตวั สบั สน หรอื ไมส่ ามารถบอกอาการนาของการเจบ็ ป่วยได้

การประเมินให้ปฏบิ ัติเชน่ เดยี วกับผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ ท่ไี ดร้ ับอบุ ัติเหตุ(Trauma) รว่ มกบั การค้นหา
สาเหตขุ องการไม่รู้สึกตวั ท่ีอาจเปน็ ไปได้ ดงั นี้

1.1 ตรวจร่างกายตามระบบ (Rapid Physical Exam Head to toe) : Head, neck,
chest, abdomen, pelvis, extremities, posterior โดยใชห้ ลกั DCAP-BTLS
เชน่ เดยี วกบั ผู้บาดเจบ็

1.2 ตรวจวัดสญั ญาณชีพ (Baseline vital sign)
1.3 ตรวจพิเศษท่จี าเปน็ ตามข้อมูลปัญหาของผูป้ ่วย เช่น เจาะเลอื ดตรวจระดบั นา้ ตาลใน

เลือด วัดค่าความอ่ิมออกซิเจนตามชพี จร
1.4 ซักประวัติ (Focused history) จากญาต,ิ ผพู้ บเห็น,เพ่ือน (ถ้าม)ี

เอกสารอ้างอิง

186

Mick JS. Mosby’s paramedic textbook. 4thed. Burlington: Ascend learning
company; 2012

Sinclair community college. Paramedic nurse practical skill. Dayton OH:
United states

of America; 2016

187

หนว่ ยการเรียนท่ี 4
การช่วยฟื้นคืนชพี ข้ันพนื้ ฐาน

บทท่ี 4-1
การช่วยฟ้นื คืนชพี ขั้นพืน้ ฐาน

คนปกตมิ ีชวี ิตอยู่ได้ดว้ ยระบบสาคัญ2ระบบคือ ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต ระบบ
หายใจมีปอดเป็นอวัยวะสาคัญที่จะทางานโดยหายใจเอาอากาศจากอากาศภายนอกท่ีมีออกซิเจนสูง

188

ประมาณ 21% ผ่านจมูกและหลอดลมเข้าไปในปอดแล้วหายใจเอาอากาศท่ีมีคาร์บอนไดออกไซด์
สูงขึ้นจากในปอดผา่ นหลอดลมและจมกู ออกมาสู่ภายนอก

ระบบไหลเวียนโลหิตมีหัวใจเป็นอวัยวะสาคัญทางานโดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดที่รับออกซิเจน
จากปอดไปเล้ียงเซลล์ต่างๆของร่างกายเช่น สมอง ลาตัว แขนขา แล้วรับคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็น
ของเสียจากการทางานของเซลลม์ าทปี่ อดเพอื่ ให้ระบบหายใจนาออกนอกรา่ งกายโดยการหายใจออก

ภาวะหยุดหายใจเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุเชน่ ส่ิงแปลกปลอมอดุ กั้นทางเดินหายใจ จมน้า สูด
ดมควันเข้าไปมากได้รับยาเกินขนาด ไฟฟ้าดูด อยู่ในที่ไม่มีอากาศหายใจ ได้รับบาดเจ็บ กล้ามเนื้อ
หัวใจตายเฉยี บพลัน ฟ้าผา่ เปน็ ตน้

ภาวะหัวใจหยุดเต้น หมายถงึ ภาวะทก่ี ารไหลเวียนโลหิตหยุดการทางานลงอย่างสนิ้ เชิง ซ่ึงจะ
แสดงอาการให้ทราบ เช่น หมดสติ ไม่มีการเคล่ือนไหว ไม่มีอาการไอ ไม่มีชีพจร ไม่หายใจ ตามปกติ
ภาวะหัวใจหยุดเต้นเกิดข้ึนจากสาเหตุหลายอย่างเช่น ภาวะกล้ามเน้ือหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอด
เลือดหัวใจตบี หรือทเ่ี รยี กกนั วา่ หวั ใจวายหรืออาจเกดิ ข้นึ ตามหลงั ภาวะหยุดหายใจ

คนที่หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นหากมีใครสักคนรีบทาการช่วยชีวิตขั้นพ้ืนฐาน (Basic
Life Support) ตามหลักการที่ถูกต้องก็จะทาให้เกิดการแลกเปล่ียนออกซิเจนท่ีปอดและมีการ
ไหลเวยี นนาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองเพยี งพอที่จะทาให้สมองยังทางานต่อไปได้ โดยไม่เกิดภาวะสมอง
ตาย ก็จะทาให้มีโอกาสที่จะกลับฟ้ืนขึ้นมามีชีวิตปกตไิ ด้ ท้ังนี้การชว่ ยฟืน้ คืนชพี ขั้นพน้ื ฐานน้ันจะส่งผล
ดี จะตอ้ งทาภายใน 4 นาทแี รกท่หี ยดุ หายใจและหัวใจหยดุ เตน้ ซงึ่ ขน้ั ตอนการช่วยเหลอื ได้ถกู รวบรวม
จดั เป็นกลมุ่ และลาดบั ขัน้ ตอนการช่วยเหลือ เปน็ chain of survival ดังนี้

ห่วงโซ่ของการรอดชีวติ นอกโรงพยาบาล (Out-of-hospital chain of survival)
1. วินิจฉัยภาวะหัวใจหยดุ เต้นใหเ้ ร็ว และตามทีมชว่ ยชวี ติ ใหไ้ ด้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว
2. เรม่ิ ทาการชว่ ยชวี ิตโดยการนวดหัวใจ
3. ทาการชอ็ คไฟฟา้ ตามขอ้ บ่งชอ้ี ย่างรวดเร็ว
4. ทาการชว่ ยชีวติ ขน้ั สูงอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
5. ใหก้ ารดูแลรักษาผปู้ ว่ ยหลงั จากหวั ใจหยดุ เตน้ อย่างเหมาะสม

ขนั้ ตอนการชว่ ยฟ้นื คนื ชีพข้ันพืน้ ฐาน (สาหรบั บุคลากรทางการแพทย)์

189

ก่อนทาการประเมนิ และช่วยเหลอื ผ้ปู ่วยฉกุ เฉนิ จะตอ้ งประเมนิ ความปลอดภยั ของสถานท่ี
เกดิ เหตุ สภาพแวดล้อมตอ้ งปลอดภัยทั้งตอ่ ผชู้ ่วยเหลือและผู้ป่วยฉกุ เฉนิ โดยมลี าดบั และขั้นตอนการ
ปฏบิ ัติ ดงั นี้

ทีม่ า : ……………………………….

1.ประเมนิ ผปู้ ว่ ยฉุกเฉนิ และเรียกขอความช่วยเหลืออย่างทันทว่ งที
กรณีผู้พบเหตุเป็นประชาชนทั่วไป เมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว เข้าทาการประเมินระดับ

ความรู้สึกตัวของผู้ป่วย(Level of consciousness)โดยการเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงดังๆ ร่วมกับ การ
ปลุกบรเิ วณไหล่ผปู้ ่วย ดวู ่าผู้ปว่ ยมีการตอบสนองหรือไม่ หากพบว่าผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองใดๆ ให้
เรม่ิ ตามทมี ช่วยเหลือ และทาการช่วยชีวติ ผปู้ ่วยทนั ที

สาหรับบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากประเมินดังกล่าวแล้ว อาจต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยไม่
หายใจ หรือหายใจผิดปกตริ ว่ มด้วยหรือไม่ ซ่ึงจะตอ้ งใชเ้ วลาไม่นาน หากผู้ปว่ ยไม่ตอบสนองร่วมกบั ไม่
หายใจหรือหายใจผิดปกติ ให้ถอื ว่ามีภาวะ cardiac arrest ใหต้ ามทมี ช่วยเหลือพรอ้ มขอเครื่องกระตกุ
ไฟฟา้ หวั ใจอัตโนมัติ (AED)
2.คลาชีพจร

สาหรับประชาชนท่ัวไป ไม่แนะนาให้ทาให้คลาชีพจร กล่าวคือ เมื่อประเมินพบว่าผู้ป่วยไม่
ตอบสนอง ไมห่ ายใจหรือหายใจเฮือกใหท้ าการกดหน้าอกทันที พรอ้ มตามทีมช่วยเหลอื และให้ทาการ
กดหน้าอกไปเรอื่ ยๆ จนกว่าทีมชว่ ยชีวติ มาถงึ และทาการดูแลตอ่

สาหรบั บุคลากรทางการแพทย์ ใหค้ ลาชพี จรทบี่ ริเวณลาคอ (carotid pulse) และตรวจการ
หายใจไปพร้อมกัน โดยใชเ้ วลาไม่เกิน 10 วนิ าที หากผู้ประเมินไมม่ ่ันใจวา่ ผู้ป่วยมีชีพจรหรือไม่ ให้ทา
การกดหน้าอกในทันที

190

3.ทาการกดหน้าอก
หลงั การคลาชพี จรตามขัน้ ตอนท่ี 2 พบวา่ ผู้ปว่ ยไม่มีชพี จร ใหท้ าการกดหน้าอกทันที ดงั น้ี
1) จดั ผปู้ ว่ ยให้อยู่ในทา่ นอนหงายบนพื้นผิวที่แขง็ ในสถานที่ปลอดภยั
2) ผู้ช่วยเหลือคุกเขา่ อยูท่ างด้านขา้ งของผู้ปว่ ย
3) วางส้นมือข้างหน่ึง บริเวณคร่ึงล่างของกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างหน่ึงทาบหรือ
ประสานลงไป แล้วออกแรงกดหน้าอก ให้แขนดงึ ตรงในลกั ษณะตงั้ ฉากกับลาตวั ผปู้ ว่ ย
ซึ่งการกดหน้าอกให้มีประสิทธิภาพน้ัน จะทาให้มีการเพิ่มข้ึนของความดันภายในช่อง
ทรวงอกและเพ่ิมแรงดันท่ีหัวใจโดยตรง ส่งผลทาให้เกิดการไหลเวียนโลหิตและขนส่ง
ออกซเิ จนไปยังบริเวณกลา้ มเนอ้ื หัวใจและสมอง

การกดหน้าอกท่มี ีประสทิ ธภิ าพ
การกดหน้าอกที่มีประสิทธิภาพ จะทาให้เพ่ิมการไหลเวียนโลหิตในขณะทาการช่วยฟ้ืนคืน

ชพี ดังน้ี
3.1 การกดหน้าอกต้องแรงและเร็ว โดยกดหน้าอกให้ลึก 2นิ้ว (5 เซนติเมตร) แต่ไม่เกิน 2.4

นิ้ว (6 เซนติเมตร) กดอย่างต่อเน่ืองที่อัตราเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที ให้หน้าอกคืนตัว (fully chest
recoil ) ปล่อยให้มีการขยายของทรวงอกกลับคืนจนสุด เพื่อให้หัวใจรับเลือดสาหรับการสูบฉีดครั้ง
ตอ่ ไป ซ่งึ พบว่าการกดหนา้ อกทไ่ี มป่ ล่อยใหท้ รวงอกกลับคนื จนสุด จะทาให้เกดิ การเพิ่มข้ึนของแรงดัน

191

ในทรวงอก ส่งผลให้ลดปริมาณเลือดที่ไปเล้ียงกล้ามเนื้อหัวใจ สมองและหลอดเลือดส่วนต่างๆของ
ร่างกาย

3.2 รบกวนการกดหนา้ อกใหน้ ้อยทส่ี ุด โดยสามารถหยุดการกดหน้าอกไดไ้ ม่เกิน 10 วนิ าที
ในกรณตี อ่ ไปน้ี

- การคลาชพี จร
- ช็อกไฟฟา้
3.3 ทาการกดหน้าอก 30 ครัง้ สลับกับการชว่ ยหายใจ 2 ครัง้ ในผู้ใหญ่ จนกว่าจะมีการใส่
อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจขั้นสูง เช่น ท่อช่วยหายใจ หลังจากใส่ท่อช่วยหายใจเรียบร้อยแล้วให้
เปลี่ยนวิธีการช่วยหายใจ เปน็ ชว่ ยหายใจ 1 คร้ังทุก 6 วินาที (10 ครั้ง/นาที) โดยไม่ต้องสัมพันธ์
กับการกดหน้าอกควรเพิ่มความระมัดระวังการรบกวนการกดหน้าอกและหลีกเลี่ยงการช่วยหายใจท่ี
มากเกนิ ไป
กรณมี ผี ชู้ ่วยเหลอื 2 คน แนะนาใหม้ ีการสลบั หน้าที่ในการกดหนา้ อกทุก 2 นาที หรือ
หลังจากครบ 5 รอบของการกดหนา้ อกต่อการช่วยหายใจ ในอตั รา 30:2
4.เปดิ ทางเดินหายใจ
ทาการเปิดทางเดินหายใจ โดยวธิ ี Head Tilt-Chin Lift หรือวิธี Jaw thrust
(ดูวธิ กี ารเปดิ ทางเดนิ หายใจในบทที่ ………. ………………….
5. ช่วยหายใจ
จุดประสงค์หลกั ในการช่วยหายใจคือ เพอ่ื รักษาระดับออกซเิ จนใหเ้ พยี งพอและขับกา๊ ซ
คารบ์ อนไดออกไซดอ์ อก ในผปู้ ว่ ยท่ีมีภาวะหวั ใจหยุดเตน้ มีวธิ ใี นการชว่ ยหายใจ ดงั นี้
5.1. การช่วยหายใจด้วยวิธี Mouth to Mask

รปู ที่ 3-1-6 การชว่ ยหายใจแบบ Mouth to Mask
วธิ ีปฏิบัตใิ นการช่วยหายใจแบบ Mouth to Mask โดยการใช้ Pocket mask

1) ครอบหนา้ กาก (Mask) ลงบนปากและจมูก โดยให้สันจมูกเป็น guide เลอื กขนาดให้
พอเหมาะ เพือ่ ปอ้ งกนั ลมรั่วขณะเปา่ ชว่ ยหายใจ
2) ปอ้ งกันลมร่วั ออกโดยใช้โคนน้วิ หัวแมม่ อื ประกบ 2 ดา้ น แลว้ กดลงไปท่ีขอบของ Maskให้
แน่น
3) ใชน้ ิว้ ชีว้ างบนขอบของ Mask ทคี่ รอบอย่บู นคาง ส่วนนิ้วอนื่ ๆ เก่ยี วกระดกู ขากรรไกรทงั้
2 ข้าง ยกขากรรไกรลา่ งขน้ึ แลว้ จัดให้ศรี ษะแหงนไปดา้ นหลงั

192

4) ช่วยหายใจโดยการเป่าลมผ่านทางหน้ากาก จนหน้าอกผู้ป่วยยกข้ึน ใช้เวลาประมาณ 1
วินาที รอจนหน้าอกยุบลงและเป่าปากอีก 1 คร้ัง หากมีการอุดตันทางเดินหายใจ จะไม่
สามารถเป่าลมเข้าไปได้ ต้องทาทางเดินหายใจให้โล่งก่อนวิธีตรวจสอบว่าลมท่ีเป่าเพียงพอหรือไม่
โดยให้สังเกตการขยับข้ึนลงของทรวงอก ขณะทาการเป่าหากมีการขยับขึ้นลงของทรวงอก
แสดงว่า ปริมาตรอากาศท่ีเข้าไปเพียงพอ ซ่ึงการช่วยหายใจท่ีมากเกินไป อาจทาให้เกิดผล
เสียได้กล่าวคือ ทาให้กระเพาะอาหารมีการโป่งพองมากข้ึนจากอากาศที่ช่วยหายใจเข้าไป
และอาจเกิดอาการสูดสาลักเศษอาหารเข้าสู่ปอดได้ และท่สี าคญั คือทาให้ความดันในชอ่ งอก
เพิ่มขึ้น ปริมาณเลือดที่จะไหลกลับเข้ามายังหัวใจลดลง ส่งผลให้เลือดที่จะถูกบีบออกจาก
หัวใจไปยังอวยั วะตา่ งๆ ลดลงตามไปดว้ ย

5.2. การช่วยหายใจดว้ ย Self Inflating Bag
เปน็ วิธีการช่วยหายใจท่บี คุ ลากรทางการแพทย์หรือเจา้ หนา้ ท่ีกู้ชพี ใช้ช่วยหายใจบ่อย

รปู ท่ี ……….

แสดงสว่ นประกอบต่างของ Self Inflating Bag

การใช้ Self Inflating Bag

กรณผี ชู้ ว่ ยเหลอื คนเดียว
6. ผู้ทาการชว่ ยหายใจอยูเ่ หนอื ศีรษะผูป้ ว่ ย
7. เปดิ ทางเดนิ หายใจด้วยวธิ ี jaw thrust กรณผี ูป้ ว่ ยมีอาการบาดเจ็บบรเิ วณกระดูก

ตน้ คอ หรือ head tilt – chin lift กรณไี ม่มีการบาดเจ็บทกี่ ระดูกตน้ คอ
8. ครอบ Mask บนปากและจมกู ผปู้ ่วยโดยให้สว่ นแหลมอยูด่ ้านจมูก
9. วางหัวแม่มอื และนิว้ ช้ีรอบ mask ดา้ นบน น้ิวทเี่ หลือยกขากรรไกรลา่ งขนึ้ เปน็ รปู

ตัว EC clamp technique
10. มอื ข้างท่เี หลอื บีบ Self Inflating Bag ชา้ ๆ ครงั้ ละ 1 วนิ าที ควรสงั เกตการ

เคล่อื นไหวของทรวงอก (chest rise) ขณะช่วยหายใจ

กรณีผชู้ ่วยเหลอื 2 คน

1) ผูช้ ว่ ยเหลือคนท่ี 1 ใช้ มือทัง้ สองข้าง จับ mask โดยใชห้ ัววางหัวแม่มือและนว้ิ ชีร้ อบ

mask ดา้ นบน นวิ้ ท่เี หลือยกขากรรไกรล่างขึ้น เป็นรปู ตัว EC clamp technique

193

2) ผ้ชู ่วยเหลอื คนท่ี 2 บีบ Self Inflating Bag โดยใช้มือท้ังสองขา้ งบีบ bag ช้าๆ ครั้งละ
1 วนิ าที ควรสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอก (chest rise) ขณะช่วยหายใจ

ขอ้ ควรระวังกรณบี บี Self Inflating Bag แลว้ หนา้ อกไม่ขยับขนึ้ ลงตามจงั หวะการบบี Self
Inflating Bag

- ถา้ สงั เกตเหน็ หนา้ ทอ้ งขยบั ข้ึนลง โดยท่ีทรวงอกไม่ขยับ ใหต้ รวจสอบการเปดิ ทางเดนิ
หายใจหรือการยกขากรรไกรลา่ ง

- ตรวจสอบการอุดกนั้ ทางเดินหายใจ
- กรณที ่ีมลี มรั่วออกข้าง Mask ขณะบบี Self Inflating Bag ใหต้ รวจสอบการจบั

Mask ใหม่วา่ แนบสนทิ กบั หนา้ ผปู้ ว่ ยหรอื ยัง
- อาจใช้ Oropharyngeal airway ร่วมด้วย
- อาจเปลย่ี นมาใช้ Pocket mask
กรณสี งสัยวา่ มีอาการบาดเจ็บท่กี ระดูกคอ เช่น การตกจากท่สี ูงหรืออบุ ตั เิ หตุจราจร ผู้ช่วยเหลอื ต้อง
ตรงึ ศีรษะผปู้ ว่ ยใหอ้ ยูก่ ับท(่ี immobilization) หรือใส่ Cervical Hard collarและเปดิ ทางเดิน
หายใจแบบ jaw thrust

รูปท…่ี …………แสดง เทคนิคการจับ Self Inflating Bag

6. ทาการช็อกไฟฟา้ ด้วยเครอื่ งชอ็ คไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ (Automated External
Defibrillation :AED)

ชนดิ ของ Automated External Defibrillation

1.1 Fully autometed เปน็ เคร่อื ง Defibrillator ท่ที างานโดยไมต่ ้องควบคุม โดยผู้ใช้

เพยี งแตเ่ ปิดสวิทซ์เทา่ นัน้ กส็ ามารถใชง้ านไดท้ นั ที

194

1.2 Semi-automated เป็นเครือ่ ง defibrillator ท่ใี ชเ้ สียงสงั เคราะห์จากคอมพวิ เตอร์ใน
การแนะนา ตามทไ่ี ดว้ ิเคราะหจ์ งั หวะการเต้นของหัวใจผูป้ ว่ ย
ขั้นตอนการใชเ้ ครอื่ งช็อกไฟฟ้าหัวใจแบบอตั โนมตั ิ (Automated External Defibrillator:
AED)

ขัน้ ตอนการใช้เครื่องชอ็ กไฟฟ้าหวั ใจแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นที่ยอมรบั กันเปน็ สากล (universal
steps ) ใหป้ ฏบิ ตั ติ าม 4 ขั้นตอน ดงั ตอ่ ไปนี้

1. เปิดสวิทซ์เคร่ือง AED (Power on the AED) ซึ่งอาจเป็นการเปิดฝาเคร่ืองหรือกดปุ่ม
เปิดสวิทซ์ onแล้วแต่รุ่นของเครื่อง AED หลังจากนั้นจะมีคาสั่งใช้เครื่องในข้ันตอน
ตอ่ ๆไป ซ่งึ สามารถทาตามคาสั่งทีไ่ ด้มีการตงั้ โปรแกรมไว้ในเคร่ืองได้

2. ตดิ แผ่นชอ็ กไฟฟ้า (Attach AED pads) บนผนงั ทรวงอกผปู้ ว่ ย ขณะท่เี พือ่ นในทีมทาการ
CPR ผู้ป่วย
อยา่ งต่อเนื่อง
 แผ่นชอ็ กจะมีสติ๊กเกอร์ตดิ อยู่ ให้ลอกสต๊ิกเกอรอ์ อกแลว้ ตดิ แผน่ บนผวิ ทรวงอกผูป้ ่วย
 ตาแหน่งในการติดแผ่น แผ่นแรกติดบนหน้าอกด้านขวาบน แผ่นที่สอง ติดบริเวณ
ดา้ นขา้ งซา้ ยใตร้ าวนม
 ต่อสายแผน่ ช็อกไฟฟา้ เข้ากับเครื่อง AED

3. รอให้เครื่องทาการวิเคราะห์จังหวะการ
เตน้ ของหวั ใจ (“clear” and analyze the rhythm) หากจาเปน็ ตอ้ งทาการชอ็ กไฟฟา้
เครื่องจะสั่งให้ทุกคนถอย ออกห่างจากผู้ป่วย และเตรียมทาการช็อก เคร่ืองจะทาการ
ประจุไฟฟ้าเองโดยอัตโนมัติ

ทาการ กดชอ็ ค (Shock) เม่อื เครอ่ื ง
วิเคราะหแ์ ละแนะนาใหท้ าการช็อค(แสดงว่าเป็น shockable rhythm)

195

4. จะมีสญั ญาณไฟกระพริบตรงปมุ่ “shock” ซ่งึ จะแสดงถงึ พร้อมสาหรับการชอ็ ค ใหผ้ ้ทู า
การชว่ ยเหลอื กดปุม่ “Shock”เพื่อปล่อยพลังงานสผู่ ้ปู ่วย หลงั การกดชอ็ คไฟฟ้า ให้
กลบั มาทาการกดหนา้ อกตอ่ ทนั ที

- กรณที ่เี คร่อื งวิเคราะหว์ า่ ไม่ต้องช็อกไฟฟา้ ใหเ้ รม่ิ ทาการกดหน้าอกต่อทนั ที (แสดงว่า
เป็น non shockable rhythm)

- หลังทา CPR ครบ 5 รอบ หรือประมาณ 2 นาที ในชว่ งเวลาทีก่ ลบั มาประเมินผูป้ ่วย
เครือ่ งจะทาการวเิ คราะห์จงั หวะการเต้นของหัวใจซา้ โดยอัตโนมัติ หากเครื่องให้ช็อก
ไฟฟา้ ก็ให้กลบั มาทาตามข้นั ตอนที่ 3 และ 4 หากไม่ตอ้ งช็อคไฟฟ้า ให้เรมิ่ ทา CPR ทันที

ข้อควรระวังในการใช้ pads
1.กรณีผู้ป่วยมีขนหน้าอกหนา ให้ลองแปะแผ่นช็อกไฟฟา้ แล้วกดให้แน่นท่ีสุด แต่หากเครื่อง

เตือนว่า “shock pads” หรือ “shock electrodes” ให้รีบดึงแผ่นออกแล้วโกนขนหน้าอกบางส่วน
แล้วแปะแผ่นใหม่ให้แนบผิวหนังผู้ป่วย แต่ถ้าเครื่องยังเตือนอยู่ อาจต้องโกนขนหน้าอกเพิ่มและ
พิจารณาเปลี่ยนแผ่นช็อกไฟฟ้าอันใหม่ ถา้ บนแผ่นมีขนผู้ป่วยตดิ อยู่

2. กรณีผู้ป่วยอยู่ในน้า ให้นาผู้ป่วยข้ึนจากน้า เช็ดตัวผู้ป่วยให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก
กอ่ นทาการแปะแผน่ AED เนอื่ งจากนา้ เปน็ ตัวนาไฟฟา้ ทีด่ ี จงึ ห้ามใช้ AED ในน้า แต่ถ้าผู้ป่วยนอนอยู่
บนหิมะ บนทราย หรือโคลนท่ีชืน้ แฉะ หรือบริเวณที่มีน้าขังเล็กน้อย อาจใช้ AEDหลังจากเช็ดหน้า
อกใหแ้ ห้งอย่างรวดเร็ว

3.กรณที ่ผี ูป้ ่วยมกี ารฝงั เครือ่ งช็อกไฟฟา้ หวั ใจ (ICD) หรือ เครื่องกระตนุ้ หวั ใจ (pacemaker)
ควรหลกี เล่ยี งการตดิ pads ลงบนตาแหน่งของเครอ่ื งทฝ่ี งั

4.กรณีผ้ปู ่วยมแี ผน่ transdermal medication patch เชน่ nitroglycerin patch อยู่
ก่อนใหด้ งึ patch ออกใชผ้ ้าเชด็ ทาความสะอาด และแปะแผน่ ช็อก AED อยา่ งรวดเรว็
การจัดทา่ พักฟื้น (Recovery Position)

ภายหลงั ทาการช่วยฟนื้ คนื ชพี แลว้ หากประเมินพบว่าผปู้ ่วยกลบั มามีชีพจร และหายใจเองได้
ในผ้ปู ่วยฉุกเฉนิ ที่ไม่ไดม้ ีสาเหตจุ ากอุบตั ิเหตุ ใหจ้ ัดท่าท่าพกั ฟนื้ โดยมีขัน้ ตอนการปฏิบัตดิ ังน้ี

196

ขนั้ ตอนปฏบิ ัตใิ นการจดั ท่าพักฟน้ื
(1) ยกแขนผู้ป่วยด้านใกลต้ ัวผูช้ ว่ ยเหลือขึน้ วางเหนอื ศีรษะผูป้ ่วย ใหง้ อแขนอยู่
ในลกั ษณะตั้งฉาก
(2) ผชู้ ่วยเหลอื ใชม้ ือข้างทีอ่ ยดู่ ้านศรี ษะผูป้ ว่ ย จับบริเวณไหลผ่ ปู้ ว่ ยดา้ นไกลตวั
มืออีกข้างจบั บรเิ วณเขา่ ของผูป้ ว่ ยแลว้ ไขว้ขาข้างใกล้ตวั
(3) ออกแรงดึงผูป้ ่วยเข้าหาตวั ผชู้ ่วยเหลือ โดยใหศ้ รี ษะ ลาตวั และไหล่ของ
ผู้ปว่ ยจะต้องเคลอื่ นไปพร้อมกนั โดยไมบ่ ดิ หรอื เอี้ยวตัว
(4) เมื่อพลกิ ตวั ผปู้ ่วยแล้ว ขาด้านลา่ งของผ้ปู ่วยอยูใ่ นลักษณะเหยยี ดตรง ขา
ดา้ นบนอยใู่ นลักษณะงอเขา่ และใหจ้ ดั ศรี ษะใหอ้ ยู่ตรงกลางมากที่สุด
(5) จดั วางมือผปู้ ่วยข้างที่อยดู่ ้านบนไวข้ า้ งๆใบหนา้ ให้ฝา่ มืออย่บู ริเวณปาก
และแก้มของผปู้ ว่ ย

รูป …………….แสดง การจดั ท่าพักฟนื้

197

บทสรปุ ขององค์ประกอบของการนวดหวั ใจผายปอดกู้ชพี ทมี่ ีคุณภาพสงู สาหรับผู้ใหก้ ารชว่ ยชีวติ ขน้ั พ้ืนฐาน

198

199

ขัน้ ตอนวิธกี ารช่วยชวี ติ ขนั้ พื้นฐานสาหรับภาวะหวั ใจหยดุ ทางานในผใู้ หญ่

ตรวจสอบความปลอดภยั ของ
สถานที่เกิดเหตุ

ผ้ปู ่วยไม่ตอบสนองตะโกนเพ่อื ขอความช่วยเหลือที่อยบู่ ริเวณใกล้เคียงแจ้งระบบ ให้ทาการผายปอด : ผายปอด 1 ครัง้ ทกุ 5-6 วนิ าที
หรือ ผายปอดประมาณ 10-12 ครัง้ ตอ่ นาที
ตอบรับฉกุ เฉินผ่านทางโทรศพั ท์มือถือ (ถ้าเหมาะสม) จดั หาเคร่ืองกระต้นุ หวั ใจ
- แจ้งระบบตอบรับฉกุ เฉิน (ถ้ายงั ไม่ได้
ด้วยไฟฟา้ จากภายนอกร่างกายแบบอตั โนมตั ิและอปุ กรณ์ฉกุ เฉิน ( หรือสง่ คนอ่ืน กระทา) หลงั จาก 2 นาที

ไปกระทาแทน ) ไมม่ ีการหายใจ - ทาให้การผายปิดตอ่ ไป; ตรวจสอบการ
เต้นของชีพจรทกุ 2 นาที ถ้าไมพ่ บชีพ
มีการหายใจปกติ ตามปกติ จรทกุ 2 นาที ถ้าไม่พบชีพจร ให้เร่ิมทา
มีชีพจร การนวดหวั ใจผายปอดก้ชู ีพ (ไปยงั
มองหาการไมห่ ายใจ หรือมเี พียงการหายใจเฮอื ก และ มีชีพจร กรอบ “การนวดหวั ใจผายปอดก้ชู ีพ”)
เฝา้ ระวงั จนกระทงั่ ตรวจชีพจร ( ทาไปพร้อมๆกนั ) พบชีพจร อยา่ งแน่นอน
หน่วยก้ภู ยั ฉกุ เฉินมาถงึ - ถ้าเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากสารสกดั
รู้สกึ ได้ ภายใน 10 วนิ าทีหรือไม่ จากฝิ่น ให้ยานาโลโซนถ้ามีพร้อมใช้
งานตามข้อกาหนด
ไมห่ ายใจ หรือ มีเพียงการ
หายใจเฮือกไมม่ ีชีพจร

การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพ โดยขณะนีใ้ นทกุ สถานการณ์ ระบบ
ตอบรับฉกุ เฉินหรือระบบสารองจะ
เร่ิมต้นรอบของกด 30 ครัง้ และผายปอด 2 ครัง้ ใช้ ได้รับแจ้งเหตแุ ล้ว และได้รับ
เครื่องกระต้นุ หวั ใจด้วยไฟฟา้ จากภายนอกร่างกายแบบ เครื่องกระต้นุ หวั ใจด้วยไฟฟา้ จาก
ภายนอกร่างกายแบบอตั โนมตั แิ ละ
อตั โนมตั ิทนั ทีเม่ือได้รับมา อปุ กรณ์ฉกุ เฉินแล้ว หรือคนอื่น
เคร่ืองกระต้นุ หวั ใจด้วยไฟฟา้ จากภายนอก กาลงั นาอปุ กรณ์เหลา่ นนั้ มา

ร่างกายแบบอตั โนมตั มิ าถงึ

ได้ ตรวจจงั หวะชีพจร จงั หวะชีพจรที่ ไม่ได้
สามารถกระตุ้นด้วยไฟฟ้าได้ สามารถกระต้นุ ด้วยไฟฟา้ หรือไม่ ไม่สามารถกระตุ้นด้วย
ไฟฟ้าได้

ชอ็ ค 1 ครัง้ ทาการนวดหวั ใจผายปอดก้ชู ีพตอ่ ทนั ที เป็นเวลา ทาการนวดหวั ใจผายปอดก้ชู ีพตอ่ ทนั ทีเป็นเวลาประมาณ
2 นาที (จนกระทงั่ เครื่องกระต้นุ หวั ใจด้วยไฟฟา้ อตั โนมตั ิ
ประมาณ 2 นาที (จนกระทงั่ เคร่ืองกระต้นุ หวั ใจด้วยไฟฟา้ แจ้งวา่ พร้อมท่ีจะให้ตรวจสอบจงั หวะชีพจร )ทาตอ่ ไป
จนกวา่ ผ้ใู ห้การช่วยชีวติ ขนั้ สงู มาดแู ลตอ่ หรือผ้ปู ่ วยเร่ิม
จากภายนอกร่างกายแบบอตั โนมตั ิแจ้งวา่ พร้อมที่จะ เคล่อื นไหวแล้ว

บทท่ี 5-1ตรวจสอบจงั หวะชีพจร ) ทาตอ่ ไปจนกวา่ ผ้ใู ห้การชว่ ยชีวติ ขนั้

สงู มาดแู ลตอ่ หรือผ้ปู ่วยเริ่มเคลอ่ื นไหว

200


Click to View FlipBook Version