The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

สามารถเผชิญกับความเครียดต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากน้ียังต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อหรือสาร
อันตรายต่างๆ ดังนัน้ พนกั งานฉุกเฉินการแพทย์ทุกคนจะตอ้ งเรยี นรู้กับสถานการณ์เหล่านี้ เพอื่ ให้การ
ช่วยเหลือผู้ป่วยไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง รวดเร็วเหมาะสม ปลอดภัยท้งั ผูป้ ่วยและผูป้ ฏิบตั ิงานทกุ คน

.....................................................

เอกสารอา้ งอิง
เพ็ญรุง่ บญุ รักษ์, สุนสิ า สวุ รรณรกั ษ.์ ตาราประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรพนกั งานฉกุ เฉิน
การแพทย์. พมิ พค์ ร้ังที่ 2. สมทุ รสาคร: บริษทั บอร์น ทู บี พบั ลชิ ชิง่ ; 2555.
สริ ริ ตั น์ ฉัตรชยั สชุ า, ปรางค์ทพิ ย์ อจุ ะรตั นและณฐั สุรางค์ บญุ จนั ทร์. ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล.
พมิ พ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพ: โรงพิมพห์ า้ งหนุ้ ส่วนจากดั เอ็น ทเี พลส; 2550.

51

บทที่ 1-3
กฎหมายและจริยธรรมทางการแพทยฉ์ กุ เฉนิ

บทนา

จากพระโอวาทของสมเด็จพระมหิดลอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งวงการ
แพทยไ์ ทย “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นทสี่ อง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เปน็ กจิ ท่ีหน่ึง ลาภทรัพย์
และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแหง่ วิชาชีพไว้ให้บรสิ ทุ ธิ์” ท่ีกล่าวมาเป็นคตธิ รรม
ของบุคลากรทางการแพ้ในปัจจุบัน ท่ีควรปฏิบัติตาม ในฐานะผู้ปฏิบัติการเองก็ถูกคาดหวังจากสังคม
ก็เป็นคนดี เสียสละ มีจิตอาสา และทาเพ่ือประโยชน์ของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามการตัดสินใจรักษาดูแล
ผู้ป่วยนั้นหลายครั้งท่ีไม่ได้ขึ้นกับอาการทางกายและความรู้ทางวิชาการเท่านั้น ยังขึ้นกับหลัก
“จริยธรรม” ท่ีมักมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ความเชื่อ ซ่ึงแตกต่างกันในแต่ละคนและสังคม
ในขณะเดียวกนั “กฎหมาย” ก็อาจจะพฒั นามาจากจรยิ ธรรมอกี ครง้ั

วตั ถุประสงค์

1. มีความรู้และเข้าใจเก่ียวกับกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติการฉุกเฉิน พระราชบัญญัติ
การแพทยฉ์ ุกเฉิน ประกาศและข้อบงั คับคณะกรรมการแพทยฉ์ กุ เฉนิ ท่ีเกี่ยวข้อง

2. มีความรู้และเข้าใจเรื่องสทิ ธผิ ู้ป่วย การรกั ษาความลับของผ้ปู ว่ ย การปฏิเสธการรกั ษา
3. มีความรู้และเข้าใจเหตุการณ์ท่ีต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตารวจ การเก็บและบันทึกหลักฐานทาง

กฎหมาย
4. มีความรแู้ ละเข้าใจหลักจรยิ ธรรมในการปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉิน

1.ประมวลกฎหมายท่เี ก่ียวข้องกบั การปฏบิ ัตกิ ารฉกุ เฉินของพนักงานฉกุ เฉนิ การแพทย์

1.1 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 307
“ผู้ใดมีหน้าท่ีตามกฎหมายหรือตามสัญญา ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุความ
เจ็บป่วย กายพิการ หรือจิตพิการ ทอดท้ิงผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้สียนั้น โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้
เกดิ อันตรายแก่ชวี ติ ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กนิ สามปหี รอื ปรบั ไมเ่ กนิ หกพนั บาทหรือท้ังจาทัง้ ปรบั ”
1.2 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 303
“ ถา้ การกระทาผิดตามมาตรา 306 หรอื มาตรา 307 เป็นเหตุใหผ้ ถู้ ูกทอดท้ิง ถงึ แกค่ วามตาย
หรอื รบั อันตรายสาหัส
ผ้กู ระทาตอ้ งระวางโทษดังทบ่ี ัญญัตไิ ว้ในมาตรา 290 มาตรา 297 นน้ั ”
1.3 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157
“ ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้หน่ึงผู้ใดหรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัตหิ น้าท่ีโดยทุจริต ต้องระวางโทษจาคุกตงั้ แต่หน่ึงปีถึง
สบิ ปหี รอื ปรับตั้งแตส่ องพันบาทถงึ สองหมื่นบาท หรือทง้ั จาท้ังปรับ”

52

1.4 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 374
“ ผู้ใดเห็นผู้อ่ืนตกอยู่ในอันตรายแห่งชีวิต ซ่ึงตนอาจช่วยได้ โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่
ตนเองแก่ตนเองหรือผู้อ่ืน แต่ไม่ช่วยตามความจาเป็น ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือ
ปรบั ไม่เกนิ หนึ่งพันบาท หรอื ทั้งจาท้ังปรับ
1.5 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 334
“ผู้ใดเอาทรัพย์สินของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทา
ความผดิ ฐานลักทรพั ยต์ อ้ งระวังโทษจาคุกไมเ่ กินสามปี และปรบั ไมเ่ กินหกพันบาท”
1.6 ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 335
“ ผ้ใู ดลกั ทรพั ย์”

1.6.1 ในเวลากลางคนื
1.6.2 ในท่ีหรือบริเวณท่ีมีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อทุ กภัย หรือในท่ี หรือบริเวณท่ี
มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟหรือยานพาหนะอื่นท่ีประชาชนโดยสารหรือภัยพิบัติอ่ืนทานอง
เดียวกัน หรืออาศยั โอกาสท่มี เี หตุเช่นวา่ นน้ั หรอื อาศยั โอกาสที่ประชาชนกาลังตื่นกลวั ภยันตรายใดๆ
ต้องระวางโทษจาคุกต้ังแตห่ น่งึ ปถี ึงหา้ ปี และปรบั ตง้ั แต่สองพนั บาทถึงหนงึ่ หมน่ื บาท”
1.7 พระราชบญั ญัตฺการแพทยฉ์ ุกเฉิน พ.ศ.๒๕๕๑ รายละเอยี ดตามภาคผนวก

2.สิทธิผูป้ ่วย

สิทธิมนุษยชนมีหลักสาคัญท่ียอมรับในระดับสากลคือ บุคคลมีสิทธิที่จะตัดสินใจในกิจการ
ต่างๆส่วนตัวด้วยตนเอง ซ่ึงแสดงถึงความเป็นอิสระของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยถือว่าเป็นบุคคลที่
จะต้องได้รับความช่วยเหลือทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการได้รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เพ่ือสมควร
ประกอบการตัดสินใจของตนเอง ฉะน้ันผู้ป่วยจึงเป็นบุคคลสาคัญที่จะต้องได้รับการพิทักษ์สิทธิ ใน
หลาย ๆ ประเทศได้นาสิทธิของผู้ป่วยมาบัญญัติเป็นกฎหมาย สาหรับประเทศไทยมิได้ระบุไว้เป็น
กฎหมายโดยตรง แต่มีกาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 ว่า บุคคลย่อมอ้าง
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าท่ีไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ
และมาตรา 31 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและในประมวลกฎหมาย
อาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้มีการกาหนด
สิทธิผู้ปว่ ยซึ่งประกอบด้วยสิทธิในการตัดสินใจที่จะรับหรือเลือกบริการทางการแพทย์ สิทธิท่ีจะได้รับ
บริการทางการแพทย์ท่ีมีมาตรฐาน สิทธิท่ีจะได้รับการบอกกล่าวหรือสิทธิที่จะรู้สิทธิส่วนตัวและสิทธิ
ในครอบครัว สิทธิท่ีจะได้รับความปลอดภัย สิทธิท่ีจะได้รับการชดเชยความเสียหาย และสิทธิที่จะ
ได้รับการปกปิดเรอื่ งราวไว้เปน็ ความลับ
คาประกาศสทิ ธิของผปู้ ่วย ทีบ่ ัญญัตไิ ว้เมอ่ื วันท่ี 16 เมษายน 2541 มดี งั น้ี

2.1 ผ้ปู ่วยทุกคนมสี ทิ ธิพ้ืนฐานทจ่ี ะไดร้ บั บริการดา้ นสขุ ภาพ ตามบญั ญัติไวใ้ น
รฐั ธรรมนญู

2.2 ผูป้ ่วยมีสิทธิทีจ่ ะรบั บรกิ ารจากผปู้ ระกอบวชิ าชพี ดา้ นสขุ ภาพโดยไมม่ กี ารเลอื ก
ปฏิบตั ิ เนอ่ื งจากความแตกต่างด้านฐานะ เช้อื ชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธกิ ารเมอื ง เพศ อายุ
และลกั ษณะของความเจบ็ ปว่ ย

2.3 ผปู้ ว่ ยท่ีขอรบั บรกิ ารด้านสุขภาพมีสทิ ธิทจี่ ะไดร้ ับทราบข้อมูลอยา่ งเพยี งพอ และ

53

เข้าใจชดั เจน จากผ้ปู ระกอบวชิ าชีพด้านสขุ ภาพ เพอ่ื ให้ผู้ปว่ ยสามารถเลอื กตัดสินใจในการยนิ ยอม
หรือไมย่ ินยอมใหผ้ ปู้ ระกอบวิชาชพี ด้านสขุ ภาพปฏิบตั ิต่อตน เว้นแตเ่ ปน็ การช่วยเหลือรีบด่วนหรือ
จาเปน็

2.4 ผปู้ ่วยที่อย่ใู นภาวะเส่ียงอนั ตรายถงึ ชีวิต มสี ทิ ธิทจ่ี ะไดร้ บั การชว่ ยเหลือรบี ดว่ นจากผู้
ประกอบวชิ าชีพดา้ นสุขภาพโดยทันทีตามความจาเป็นแกก่ รณี โดยไมค่ านึงวา่ ผู้ปว่ ยจะรอ้ งขอความ
ชว่ ยเหลือหรือไม่

2.5 ผูป้ ว่ ยมสี ทิ ธิท่จี ะได้รับทราบชอื่ สกลุ และประเภทของผู้ประกอบวิชาชพี ด้านสุขภาพ
ท่ีเปน็ ผใู้ ห้บรกิ ารแก่ตน

2.6 ผู้ปว่ ยมสี ทิ ธิที่จะขอความเหน็ จากผู้ประกอบวิชาชพี ด้านสขุ ภาพอ่นื ที่มไิ ดเ้ ปน็ ผู้
ใหบ้ ริการ แกต่ น และมสี ิทธิในการขอเปลีย่ นผู้ให้บริการและสถานบริการได้

2.7 ผปู้ ่วยมสี ิทธทิ จ่ี ะได้รบั การปกปดิ ข้อมูลเก่ียวกับตนเอง จากผูป้ ระกอบวชิ าชีพด้าน
สุขภาพ โดยเคร่งครดั เว้นแตจ่ ะได้รบั ความยินยอมจากผปู้ ว่ ยหรือการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ตามกฎหมาย

2.8 ผ้ปู ว่ ยมีสทิ ธิทจี่ ะไดร้ ับทราบขอ้ มูลอย่างครบถ้วนในการตัดสนิ ใจเขา้ รว่ ม หรอื ถอนตวั
จากการเปน็ ผูถ้ ูกทดลองในการทาวจิ ัยของผูป้ ระกอบวชิ าชีพดา้ นสุขภาพ

2.9 ผูป้ ่วยมสี ทิ ธิที่จะไดร้ บั ทราบข้อมูลเกี่ยวกบั การรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏใน
เวชระเบียนเม่ือรอ้ งขอ ท้ังน้ีขอ้ มูลดงั กลา่ วตอ้ งไมเ่ ปน็ การละเมิดสิทธิสว่ นตวั ของบุคคลอ่นื

2.10 บิดา มารดา หรอื ผ้แู ทนโดยชอบธรรม อาจใชส้ ิทธิแทนผปู้ ่วยที่เป็นเด็กอายุยังไมเ่ กิน
สบิ แปดปบี รบิ รู ณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจติ ซ่ึงไม่สามารถใชส้ ิทธิด้วยตนเองได้

3.การรักษาความลบั ของผปู้ ่วย

ในการปฏิบตั ิการฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ จาเป็นท่ีจะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกายผู้ป่วยโดย
ละเอียด ผู้ป่วยจะเป็นผู้ให้ประวัติและอนุญาตให้พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ตรวจร่างกายผู้ป่วยได้
ข้อมูลใดท่ีพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ได้รับมาจากผู้ป่วยถือเป็นข้อมูลท่ีเป็นความลับ ไม่ควรเปิดเผย
ตอ่ ผอู้ ่ืนหากไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากผ้ปู ว่ ยก่อน

3.1 ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นความลบั ผปู้ ่วย
3.1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพผู้ปว่ ย : การวินิจฉัยโรค การรักษา การพยากรณ์โรค

และข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วย ต้องได้รับการเก็บรักษาเป็นความลับผู้ป่วยไม่ว่าผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่หรือ
เสียชีวิตไปแล้ว ทายาทผู้ป่วยอาจมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลท่ีช่วยในการประเมินความเสี่ยงทาง
สขุ ภาพของทายาทเอง

3.1.2 ขอ้ มลู ทเี่ ป็นความลับของผ้ปู ่วยจะเปิดเผยไดใ้ นกรณที ีผ่ ปู้ ว่ ยใหค้ วามยนิ ยอม
อย่างชัดเจนต่อการเปิดเผยข้อมลู เท่านน้ั การเปดิ เผยขอ้ มลู ของผู้ป่วยกับผูใ้ ห้บริการทางการแพทย์
อื่นๆ ตอ้ งเปน็ การใหข้ ้อมูลเฉพาะที่จาเปน็ ต้องทราบเทา่ นั้น ยกเวน้ กรณผี ปู้ ว่ ยให้ความยนิ ยอมอย่าง
ชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูลทง้ั หมดต่อคณะบคุ คลดงั กลา่ ว

3.1.3 ข้อมลู ท่ีทาให้สามารถระบุตวั ตนของผปู้ ่วยได้ เชน่ บตั รประชาชน ต้องไดร้ ับ
การปกปิดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้สง่ิ ต่างๆ ทีไ่ ด้รับมาจากรา่ งกายของผ้ปู ว่ ย และสามารถนาไปสู่
การระบุถงึ ตัวผปู้ ่วยก็ตอ้ งไดร้ บั การปกปดิ เช่นกนั

3.2 ขอ้ ยกเวน้ ในการเปิดเผยความลบั

54

3.2.1 กรณีทม่ี ีภัยคกุ คามตอ่ ชวี ติ ของผปู้ ่วยเองหรอื ผอู้ ่นื ตวั อย่างเช่น
3.2.1.1 ผตู้ ดิ เช้ือ HIV สามี ภรรยา ลกู
3.2.1.2 โรคตอ้ งหา้ มในการขบั ข่พี าหนะ เชน่ ลมชัก
3.2.1.3 ป้ายข้อมือหรอื เอกสารระบุความเป็นโรคประจาตวั ของผปู้ ว่ ย กลมุ่

เลอื ด
3.2.2 คาสง่ั ศาล ในกรณศี าลสงั่ ให้บคุ ลากรสุขภาพไปใหก้ ารในศาลในฐานะพยาน

หรือศาลสง่ั ให้เปิดเผยความลับ
3.2.3 การรายงานโรคตดิ ตอ่ ท่อี นั ตรายตามกฎหมายเพอ่ื ประโยชนใ์ นการควบคมุ

โรค
3.2.4 ผู้ป่วยยนิ ยอมใหเ้ ปดิ เผยขอ้ มลู สุขภาพของตนเองแกบ่ ริษัทประกนั ภยั
3.2.5 กรณีตอ้ งสง่ ปรึกษาแพทย์ผเู้ ช่ียวชาญ
3.2.6 การรายงานการทุบตีทาร้ายรา่ งกายเดก็ สตรี หรือผุ้สูงอายุ อาจเปน็ สมาชิก

ภายในครอบครัว หรือโรงเรียน เป็นตน้ ในกรณีเหล่าน้ีถึงแม้ผู้ป่วยท่ีถูกทุบตีมาหาเราและบอกไม่ให้
แจ้งความ บคุ ลากรสขุ ภาพจะทาไม่ได้ ต้องแจง้ ความทุกราย เพราะเป็นเรื่องเกีย่ วกับสว่ นรวม

3.2.7 รายงานเกี่ยวกับแผลที่ผู้ป่วยมาให้รักษาที่อาจเกิดข้ึนจากการก่อคดี
อาชญากรรม เชน่ โจรผรู้ า้ ยถูกเจา้ หนา้ ท่ียงิ มารกั ษา แพทย์รักษาได้แต่ตอ้ งรายงานตารวจ

3.2.8 หนา้ ทตี่ ามกฎหมายทีต่ อ้ งแจง้ เตือน

4.การใหค้ วามยนิ ยอมในการรกั ษาพยาบาล

การแสดงความยนิ ยอมทแ่ี สดงออกชัดเจน
4.1 แสดงออกชดั เจน
4.1.1 ผู้ป่วยต้องบรรลุนติ ิภาวะแล้วและสามารถตัดสินใจได้เองอย่างมีเหตผุ ล
4.1.2 ผู้ป่วยต้องได้รับการบอกกล่าวถึงข้ันตอนการรักษาต่างๆ ตลอดจนความ
เส่ียงและขอ้ ผิดพลาดท่ีอาจเกิดข้นึ
4.1.3 ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยทุกคนก่อนท่ีจะเร่ิมให้การรักษาพยาบาล
ยกเวน้ กรณตี อ้ งชว่ ยชวี ิต
4.2 แสดงออกโดยนัย
4.2.1 ผู้ป่วยท่ีไม่รู้สึกตัวและจาเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพ่ือช่วยชีวิต
ถือ เปน็ ผ้ยู นิ ยอมให้ทาการรักษา
4.3 เดก็ และคนปญั ญาออ่ น
4.3.1 การยินยอมต้องได้รับจากบดิ ามารดาหรอื ผ้ทู มี่ ีอานาจดแู ลตามกฎหมาย
4.3.2 เม่ือมีการคุกคามชีวิตและไม่มีบิดามารดาหรือผู้มีอานาจดูแลอยู่ ณ ท่ีน้ันท่ี
จะยินยอม ให้ถอื ว่าการรักษาดา้ นฉุกเฉินมกี ารยนิ ยอมโดยนยั

5. การปฏิเสธการรักษาพยาบาล

5.1 ผปู้ ว่ ยมีสิทธทิ ่จี ะปฏิเสธการรกั ษาทุกรปู แบบ
5.2 ผู้ป่วยมีสิทธิที่ยกเลิกการรักษาเม่ือใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่หมดสติ เม่ือได้รับ

การรักษาจนฟ้ืนแลว้ มสี ิทธิปฏิเสธการนาส่งตอ่ ไปยังโรงพยาบาลได้

55

5.3 การปฏิเสธการรักษาต้องกระทาโดยผู้ป่วยที่มีสติสัมปชัญญะและสภาพจิตปกติ โดย
ตอ้ งแสดงออกอย่างชดั เจนวา่ ไมย่ ินยอมรบั การรกั ษา

5.4 ผู้ป่วยต้องได้รับการบอกกล่าวและเข้าใจถึงความเส่ียงตลอดจนผลที่ตามมาภาย
หลงั จากการปฏเิ สธการรักษาหรอื การนาสง่ โรงพยาบาล

5.5 ในกรณที ่ีไมแ่ น่ใจวา่ ผู้ป่วยปฏเิ สธหรือยินยอมใหร้ กั ษา ใหร้ ักษาไปกอ่ น
5.6 เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาจะช่วยปกป้องพนักงาน

ฉกุ เฉนิ การแพทยเ์ วลามปี ญั หาเกดิ ข้ึน
5.6.1 ผูป้ ว่ ยทมี่ ีสติสมั ปชญั ญะปกติมีสทิ ธปิ ฏิเสธการรกั ษา
5.6.2 ก่อนทพี่ นกั งานฉกุ เฉินการแพทย์จะออกมาจากสถานทีเ่ กิดเหตุควรจะ :
5.6.2.1 ลองชักชวนใหผ้ ูป้ ่วยไปโรงพยาบาลอีกคร้ัง
5.6.2.2 แน่ใจวา่ ผู้ปว่ ยไดต้ ัดสินใจอย่างมีเหตุผล ไม่ใชอ่ ยู่ใตอ้ ิทธิพลของยา
หรอื เหลา้ หรอื เปน็ ผลจากความเจ็บปว่ ย
5.6.2.3 อธบิ ายให้ผู้ปว่ ยเขา้ ใจเหตุผลท่ีควรจะไปโรงพยาบาล และอะไรจะ
เกดิ ขึ้นถ้าเขาไม่ไปโรงพยาบาล
5.6.2.4 ปรกึ ษาศูนย์สั่งการผคู้ วบคุมเม่อื มีปญั หาเกดิ ขน้ึ
5.6.2.5 ขอความชว่ ยเหลือจากตารวจ
5.6.2.6 บนั ทึกรายละเอยี ดส่งิ ที่ตรวจพบ อาการของผ้ปู ่วย และการรักษา
ทใ่ี ห้แล้วถา้ ผ้ปู ว่ ยปฏิเสธการรกั ษา ต้องให้ผปู้ ว่ ยเซ็นชอ่ื ไว้เป็นหลกั ฐาน
5.6.2.7 ห้ามพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะไม่นา
ผปู้ ่วยไปสง่ โรงพยาบาล

6.การหยดุ การรักษาพยาบาล

การหยุดการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ให้การรักษาต่อตามเดิมหรือการรักษาขั้นตอ่ ไป อาจกระทาได้
ต่อเมอ่ื อย่ใู นระบบควบคมุ ทางการแพทย์ เชน่ หยุดช่วยฟนื้ คนื ชีพ (CPR)

7.การเก็บวัตถุพยาน

วัตถุพยาน คือ วัตถุที่ใช้ในการพิสูจน์ว่ามีการกระทาผิดเกิดข้ึน หรือมีประโยชน์ในการช่วย
ประมวลเหตุการณ์ และระบตุ ัวผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง โดยเช่ือมโยงผู้ต้องสงสัยกับผู้ตาย หรือสถานท่ีเกิด
เหตไุ ด้

หลักของการตรวจหาวัตถุพยานคือ เม่ือวัตถุสองสิ่งมีการสัมผัสกันย่อมมีการถ่ายเทหรือ
แลกเปลย่ี นช้ินส่วนกัน

7.1 แหล่งทีม่ าของวัตถุพยาน อาจแบ่งไดเ้ ปน็ 2 แหล่ง คือ
7.1.1 เก็บจากสถานทีเ่ กิดเหตุ ซง่ึ แบ่งได้ 3 ประเภท
7.1.1.1. วัตถสุ ิง่ ของตา่ ง ๆ เชน่ อาวุธ จดหมาย หัวกระสนุ เป็นต้น
7.1.1.2 วัตถุพยาน หมายถึง สิง่ ท่ไี ด้จากรา่ งกายมนุษย์ เช่น เลอื ด อสุจิ ผม
ขนเพชร น้าลาย เปน็ ต้น
7.1.1.3 รอยประทับต่างๆ ท่ีเกิดขึ้น เช่น รอยน้ิวมือแฝง รอยดอกยาง
รอยเทา้ เปน็ ตน้

56

7.1.2 เก็บจากร่างกายมนษุ ย์ โดยแบง่ เป็น
7.1.2.1 เกบ็ จากมนษุ ย์ทย่ี งั ไมเ่ สียชวี ติ
7.1.2.2 เก็บจากมนษุ ยท์ ี่เสยี ชวี ิตแลว้

บทบาทของผู้ปฏิบัติการ ซ่ึงต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอันหมายถึงบุคคล
ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรืออาการป่วยกะทันหัน ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดารงชีวิต หรือการทางานของ
อวัยวะสาคัญ ซ่ึงจะพบว่าสาเหตทุ ท่ี าใหผ้ ูป้ ว่ ยฉกุ เฉนิ ต้องอยู่ในภาวะเชน่ นั้น อาจแยกได้เป็น 2 สาเหตุ
คือ

- จากภาวะเจ็บป่วยของตนเอง เช่น โรคหวั ใจ โรคหอบ
- จากบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ซ่ึงสาเหตุดังกล่าวมักจะมีบุคคลต้อง
รับผิดในทางอาญา เช่น ถูกทาร้าย อุบัติเหตุและการปฏิบัติการของอาสาสมัคร
ฉุกเฉินการแพทย์ มักจะเกิดขึ้น ณ สถานที่ซ่ึงผู้ป่วยกาลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ซ่ึง
หากมีสาเหตุจากบุคคลอื่น สถานที่ดังกล่าวก็จะเป็นสถานท่ีเกิดเหตุการณ์ในการ
กระทาความผดิ อาญาด้วยเช่นกนั
ดังน้ันผู้ปฏิบัติการจึงควรระมัดระวังในการเข้าถึงสถานท่ีเกิดเหตุ เพราะอาจจะเป็นผู้สร้าง
หรือท้ิงวตั ถุพยานใหม่ของ ตนเองลงไปในสถานที่เกิดเหตุ หรือทาลายวัตถุพยานเดิมท่ีมีอยู่ อนั อาจทา
ให้กระบวนการสอบสวนเสยี หายได้
สาหรับการเก็บวัตถุพยานในสถานท่ีเกิดเหตุถือเป็นหน่ึงในกระบวนการสอบสวน เป็นหน้าท่ี
โดยตรงของพนักงานสอบสวน

7.2 การเกบ็ วัตถพุ ยาน มวี ธิ ีการ ดงั นี้
7.2.1 คราบเลือด มีวิธีการเก็บหลายวิธีขึ้นอยู่กับสภาพของคราบเลือด ถ้าคราบ

เลือดยงั ไมแ่ ห้งใหใ้ ชไ้ มพ้ นั สาลเี ชด็ ออกมา ถา้ คราบแห้งแล้วอาจใชม้ ดี ขดู หรอื แซะ หรือใช้ไม้พันสาลีชุบ
น้าเกลอื หรือน้ากล่ันหมาด ๆ เชด็ โดยกอ่ นส่งตรวจยังหอ้ งปฏิบัตกิ ารต้องผ่งึ ให้แห้งก่อน

7.2.2 การเก็บเส้นผม เส้นขน ทาได้โดยใช้คีมทาแผลคีบใส่ในภาชนะที่สะอาดและปิด
สนทิ

7.2.3 การเก็บคราบนา้ ลาย คราบนา้ ลายมกั พบติดอยตู่ ามวัตถุต่างๆ ที่สัมผสั กบั ปาก
และฟัน เช่น ก้นบุหร่ี แก้วน้า วิธีการเก็บทาได้โดยใช้ไม้พันสาลีชุบน้าเกลือหรือน้ากล่ันหมาด ๆ เช็ด
หรือเก็บทั้งชิ้นหากวัตถุที่เปื้อนคราบน้าลายน้ันมีขนาดเล็กและอยู่ในสภาพที่จะไม่เน่าสลาย โดยก่อน
ส่งยังหอ้ งปฏบิ ัติการตอ้ งผงึ่ ใหแ้ ห้งก่อน

7.2.4 การเก็บคราบอสุจิ กรณีติดอยู่กับวัตถุ ก็เก็บวัตถุน้ันมาท้ังชิ้น ถ้าไม่สามารถ
เก็บได้ ให้ใช้ไมพ้ นั สาลีชบุ น้าเกลอื หรือนา้ กล่ันหมาดๆ เช็ด แล้วผงึ่ ให้แหง้ กอ่ นสง่ ห้องปฏิบตั ิการ

สาหรับการเก็บวัตถุพยานในมนุษย์ ในกรณีที่ยังไม่เสียชีวิต พนักงานสอบสวนมีอานาจให้
แพทย์หรือผู้เชย่ี วชาญดาเนินการเก็บตัวอย่างเลือด เน้ือเย่ือ ผิวหนัง เส้นผมหรือขน น้าลาย ปสั สาวะ
อจุ จาระ สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรมหรือส่วนประกอบของรา่ งกายจากผู้ตอ้ งหา ผู้เสียหายหรือบุคคลท่ี
เก่ียวข้อง แต่ต้องกระทาการเพียงเท่าที่จาเป็นและสมควรโดยใช้วิธีการท่ีก่อให้เกิดความเจ็บปวด

57

น้อยที่สุดเท่าท่ีจะกระทาได้ ท้ังจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออนามัยของบุคคลน้ัน และ
ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลท่ีเก่ียวข้องตอ้ งให้ความยินยอม หากผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายไม่ยินยอม
โดยไมม่ ีเหตุอันสมควรหรือผู้ต้องหา หรือผู้เสียหายกระทาการป้องปัดขัดขวางมิให้บคุ คลท่ีเก่ียวข้องให้
ความยินยอม โดยไม่มีเหตุอันสมควร กฎหมายให้สันนิษฐานไว้เบ้ืองต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผล
ของการตรวจพสิ ูจน์ที่หากไดต้ รวจพสิ ูจน์แล้ว จะเปน็ ผลเสียต่อผู้ตอ้ งหาหรือผู้เสียหายน้ันแล้วแต่กรณี
ยกตัวอย่างเช่น กรณีพนักงานสอบสวนขอให้แพทย์ตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ป่วยซึ่ง
ประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถยนต์ แต่ผู้ป่วยไม่ยอมให้เจาะเลือดและไม่ยอมให้ทาการตรวจระดับ
แอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีอื่น โดยผู้ป่วยไม่มีเหตุผล กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ป่วยมีระดับ
แอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่าท่ีกฎหมายกาหนด อันจะทาให้ผู้ป่วยมีความผิดฐานขับข่ีรถยนต์ในขณะ
มึนเมา ซ่ึงจะเปน็ ผลเสยี ต่อผู้ปว่ ยเอง เป็นต้น

การเก็บวัตถุพยานในมนุษย์ ในกรณีที่เสียชีวิตแล้ว จะอยู่ในอานาจของเจ้าพนักงานสอบสวน
ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ โดยการเก็บวัตถุพยานในมนุษย์สามารถเก็บได้จาก เลือด
ปสั สาวะ อุจจาระ เส้นผม เล็บ น้าดี ของเหลวในกระเพาะอาหาร เน้ือเย่ือในอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง
หัวใจ ปอด ตบั ไต

การถนอมส่ิงส่งตรวจที่เป็นชีววัตถุพยานก่อนส่งห้องปฏิบัติการ วิธีที่ดีที่สุด คือการแช่แข็ง
กรณอี น่ื อาจใชส้ ารเคมีพวกที่เปน็ สารถนอม

ข้อสาคัญในการเก็บชีววตั ถุพยานแต่ละชิ้น ตอ้ งเก็บใส่ถุงหรือซองแยกกัน ติดฉลากให้ชัดเจน
วา่ เป็นวัตถุพยานชนดิ ใด เกบ็ จากทใี่ ด เก็บเม่อื ใด เก็บโดยใคร ก่อนส่งตรวจ ณ ห้องปฏิบัตกิ าร

8.สภาวะทีต่ อ้ งรายงานเป็นพิเศษ

8.1 มกี ฎหมายบังคบั
8.2 สภาวะทตี่ ้องรายงานเปน็ พเิ ศษทีพ่ บบ่อย คือ

8.2.1 การถกู ทารา้ ย
8.2.1.1 เด็ก
8.2.1.2 คนชรา
8.2.1.3 คู่สมรส

8.2.2 อาชญากรรม
8.2.2.1 บาดแผลทเี่ กดิ จากการใชก้ าลงั ประทุษร้าย
8.2.2.2 อาชญากรรมทางเพศ

8.3 การสัมผสั โรคติดตอ่
8.4 ผู้ปว่ ยทก่ี ระทาผดิ กฎหมาย
8.5 ผู้ป่วยทีส่ ติสมั ปชัญญะไม่ปกติ เช่น เสพยาเสพติด

สรุป

อย่างไรกต็ าม การปฏิบัตกิ ารใดๆ ของผปู้ ฏบิ ตั กิ าร ยังตอ้ งยึดหลักจรยิ ธรรมเสมอ คือ การทา
ประโยชน์ทดี่ ที ่สี ุดใหก้ ับผ้ปู ่วย และไม่ทาใหเ้ กดิ โทษ ผูป้ ฏบิ ตั ิการจะตอ้ งปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉนิ โดยมีความรู้
ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยและเป็นการยกระดับสู่มาตรฐานวิชาชีพ
มากข้ึน

58

***************************

เอกสารอ้างองิ
เพญ็ รุ่ง บุญรกั ษ,์ สนุ สิ า สวุ รรณรกั ษ์. ตาราประกอบการอบรมหลักสูตรพนักงานฉกุ เฉนิ การแพทย์.
พิมพ์ครง้ั ท่ี 2. สมุทรสาคร: บริษัท บอร์น ทู บี พับลิชชง่ิ จากดั ; 2555.
พรรณวิไล ตั้งกุลพานชิ ย์และคณะ. หลักการซักประวัตแิ ละตรวจร่างกายในภาวะฉุกเฉนิ . กรุงเทพ:
บจก.ปญั ญามติ รการพิมพ;์ 2559.
วทิ ยา จาจุพูนผล . เวชจรยิ ศาสตร์ (Medical Ethics). มหาสารคาม: โรงพมิ พม์ หาวิทยาลัย
มหาสารคาม ; 2558.

59

บทที่ 1-4
ความร้พู ื้นฐานของรา่ งกายมนุษย์

บทนา

ความรู้เกยี่ วกับกายวภิ าค (Anatomy) และสรรี วิทยา (Physiology) เปน็ สิง่ จาเปน็ สาหรับผู้
ให้บริการทางการแพทย์ทุกคน และเป็นจุดเริ่มต้นสาหรับความเข้าใจเกี่ยวกับการบาดเจ็บและการ
เจ็บปว่ ย

การเรียนรู้กายวิภาคและสรีรวิทยา เป็นการเรียนรู้โครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย โดยท่ี
กายวิภาคคือการเรียนในเรื่องโครงสร้างต่างๆของร่างกาย และสรีรวิทยาคือการเรียนรู้ในเรื่อง
ขบวนการทางานและกจิ กรรมของอวยั วะตา่ งๆของรา่ งกาย

ระบบของร่างกาย

ในแต่ละระบบของร่างกายมีบทบาทหน้าท่ีเฉพาะในการทากิจกรรมและหน้าที่ต่างๆ ของ
ร่างกาย การทาความเข้าใจในบทบาทของแต่ละระบบจะทาใหป้ ระเมินร่างกายในภาพรวมได้

1.ระบบโครงร่างและกระดกู (Skeletal System)

ระบบโครงร่างและโครงกระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกายและช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่
สาคัญ เมือ่ ประกอบกับกลา้ มเนื้อ ทาให้เกดิ การเคลื่อนไหวของร่างกาย

ในร่างกายประกอบด้วยกระดูก 206 ชิ้น กระดูกสร้างขึ้นจากเน้ือเย่ือเก่ียวพัน ที่ถูกทาให้
แข็งแรงข้ึนจากท่ีมแี คลเซียมไปสะสม และกระดูกมีการเจริญเตบิ โต และซ่อมแซมส่วนท่สี กึ หรอ

60

รูปที่ 1-4-1 แสดงโครงรา่ งและกระดูกทส่ี าคัญของรา่ งกาย

61

1.1 กะโหลกศีรษะ(Skull)
ปรับเปลีย่ นเอาเฉพาะหัวกะโหลก (ถา่ ยรูปใหม่ การชี้ส่วนตา่ งๆของรา่ งกายใช้ภาษาไทย)

รปู ที่ 1-4-2 แสดงกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหนา้

กะโหลกศีรษะประกอบด้วยกระดูกศีรษะ และกระดูกใบหน้า กระดูกศีรษะเป็นเกราะ
ปอ้ งกนั สมองที่อยู่ภายใน ซึ่งในผู้ใหญ่จะมีบรรจุประมาณ 1 ลติ ร ประกอบดว้ ยสมอง ,นา้ ไขสันหลงั

กระดูกใบหน้า ประกอบด้วยกระดูกเบ้าตา ท่อี ยู่ล้อมรอบดวงตา กระดูกจมกู และกระดูก
ขากรรไกรบน

สว่ นของกระดกู โหนกแก้ม (Zygoma) เปน็ กระดูกทเี ช่ือมต่อระหวา่ งกระดูกขมับและกระดูก
ขากรรไกรบน สามารถคลากระดกู โหนกแกม้ ไดง้ า่ ยบริเวณแก้มที่ตดิ กับขมับ

1.2 กระดกู สันหลงั (spinal) ถา่ ยรูปกระดกู สงั หลังใหม่

62

รูปท่ี 1-2-3 แสดงกระดกู สนั หลัง

กระดูกสนั หลงั ประกอบด้วยกระดกู 33 ชิน้ ซึ่งประกอบด้วย
1.2.1 กระดกู สันหลังระดบั คอ (Cervical vertebrae) ประกอบด้วยกระดกู 7
ชิน้ (C1 – C7) เปน็ โครงสร้างบริเวณคอ
1.2.2 กระดกู สันหลงั ระดับอก (Thoracic vertebrae) ประกอบดว้ ยกระดกู 12
ชน้ิ (T1 – T12) เปน็ บริเวณทย่ี ึดตดิ กบั กระดูกซ่ีโครง
1.2.3 กระดกู สันหลังระดับเอว (Lumbar vertebrae) ประกอบดว้ ยกระดูก 5
ชิ้น (L1 – L5)เป็นโครงสร้างบรเิ วณด้านหลงั ของเชงิ กราน
1.2.4 กระดกู กระเบนเหน็บ (Sacral vertebrae) ประกอบด้วยกระดกู 5 ช้ิน
(S1 – S5) เปน็ กระดกู ท่ีเชอื่ มตดิ กันเป็นโครงสรา้ งบรเิ วณด้านหลังของเชิง
กราน
1.2.5 กระดกู ก้นกบ (Coccyx vertebrae) ประกอบดว้ ยประดูก 4 ช้ิน เช่อื ม
ติดกนั เป็นโครงสร้างบริเวณก้นกบ

63

รูปท่ี 1-4-4 ภาพแสดงหมอนรองกระดูก

กระดูกสันหลัง ระดับคอ อกและเอว แต่ละชิ้นแยกจากกันด้วนหมอนรองกระดูก
ทาใหก้ ระดูกบรเิ วณเหล่าน้ีไม่เพียงแต่เปน็ โครงสร้างของรา่ งกายเท่าน้นั ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ใน
ระดับต่างๆ ส่วนกระดกู กระเบนเหน็บมกี ารเช่ือมติดกนั เพอื่ เปน็ โครงสร้างและป้องกันอวยั วะท่ีอยู่
ในอุ้งเชิงกราน

1.3 ทรวงอก (Thoracic) ถ่ายรปู ใหม่

64

65

รูปท่ี 1-4-6 แสดงกระดกู ทรวงอก และอวัยวะภายในกระดกู ทรวงอก

ทรวงอกเร่ิมตั้งแต่บริเวณใต้คอลงมาถึงกระบังลม กระดูกซ่ีโครงอยู่ล้อมรอบทรวงอกท้ังสอง
ด้าน เพ่ือเป็นโครงสร้างสาหรับการหายใจและป้องกันอวัยวะท่ีอยู่ภายทรวงอก ทางด้านหน้าของ
กระดูกซ่ีโครงคู่บน 10 คู่ จะยึดติดกับกระดูกสันอก (Sternum) โดยบริเวณท่ียึดติดจะเป็นกระดูก
อ่อน (Cartilage) และทางด้านหลังยึดติดกับกระดูกสันหลังระดับอก กระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ 12
ไม่เชือ่ มกับกระดูกสนั อก (sternum) เรยี กว่าซโี่ ครงลอย

กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) วางตัวอยู่บนกระดูกซ่ีโครงทางดา้ นหน้าจากกระดูกสันหลังไปท่ี
ไหล่ ส่วนกระดูกสะบัก (Scapular) วางตัวอยู่หลังกระดูกซ่ีโครงด้านหลงั ตอนบน และประกอบเปน็
สว่ นหนึ่งของไหล่ดว้ ยการยดึ ติดกบั กระดกู ไหปลาร้าและกระดูกต้นแขน (Humerus)

อวัยวะทอ่ี ยู่ภายในทรวงอกได้แก่ หัวใจ ปอด หลอดเลอื ดใหญ่ หลอดอาหาร
1.4 ช่องท้องและอุง้ เชิงกราน (Abdominal and Pelvic) ถา่ ยรูปใหม่

66

รูปท่ี 1-4-7 แสดงอุ้งเชงิ กรานและอวยั วะในช่องท้องและอุ้งเชงิ กราน
ภายในช่องท้องบรรจุด้วยอวัยวะท่ีเก่ียวกับระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายหลายชนิด
เช่น กระเพาะอาหาร (Stomach) ลาไส้เล็กและลาไส้ใหญ่ (Large and Small intestine) ตับ
(Liver) ถุงน้าดี (gall bladder) ตบั อ่อน (Pancreas) ม้าม (Spleen) ไต (Kidney)
อุ้งเชิงกรานทาหน้าที่ป้องกันอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ที่สาคัญ คือ ลาไส้ท่ีอยู่ด้านล่าง
กระเพาะปสั สาวะและอวัยวะสืบพนั ธใ์ุ นเพศหญงิ
1.5 กระดกู ขาและเทา้ (Lower Extermities)

รูปที่ 1-4-8 ภาพแสดงกระดูกขาและเท้า

1.6 กระดกู แขนและมือ (Upper Extremities)

67

รปู ที่ 1-4-10 รูปแสดงกระดูกแขนและมือ

ประกอบด้วย ไหล่ (shoulder) ตน้ แขน (arm) ข้อศอก (elbow) ปลายแขน (forearm)
ข้อมือ (wrist) และมือ (hand)

1.7 ขอ้ ต่อ (Joint) ถา่ ยรปู ใหม่

รูปท่ี 1-4-11 ภาพแสดง ขอ้ ตอ่ บรเิ วณเข่า

เป็นบริเวณที่กระดูกมาเช่ือมต่อกัน เพื่อทาให้เกิดการเคลื่อนไหว มี 2 ลักษณะคือ เป็น
แบบ ลูกบอลอยู่ในเบ้า เช่นข้อสะโพก ข้อไหล่ ทาให้เกิดการเคล่ือนไหวเป็นมุมกว้าง หรือเป็น
แบบบานพบั เช่น ขอ้ ศอกและข้อเขา่ ซึง่ ทาใหเ้ คลอ่ื นไหวไดเ้ ฉพาะการงอและการเหยยี ดเทา่ นั้น

2.ระบบกลา้ มเน้อื

68

รูปที่ 1-4-12 ภาพแสดงกลา้ มเน้อื

กล้ามเนอื้ เปน็ เน้อื เย่อื ทีส่ ามารถหดตัวและทาใหส้ ั้นลงได้ เมื่อกล้ามเนอื้ หดตวั ทาให้เกดิ การ
เคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่กล้ามเนื้อนั้นเกาะอยู่ นอกจากนี้กล้ามเนื้อเป็นส่วนหน่ึงของโครงร่างของ
ร่างกายและปกป้องอวยั วะทอี่ ยภู่ ายใน แบง่ กล้ามเน้อื เป็น 3 ชนดิ คือ

2.1 กล้าเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อที่เราสามารถควบคุมและสั่งให้เคลื่อนไหว ได้ตามที่เรา
ต้องการ เปน็ ส่วนทีย่ ดึ ตดิ กระดกู และเป็นกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกาย

2.2 กล้ามเน้อื เรยี บ เป็นกล้ามเน้ือท่ีเราไม่สามารถควบคุมให้หดตัวตามที่เราต้องการได้ เม่ือ
มีการหดตัวของกล้ามเน้ือเรียบจะทาให้เกิดการคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ อวัยวะที่มี
กล้ามเนือ้ เรียบได้แก่ อวัยวะภายใน เช่นลาไส้ อวัยวะท่ีทาให้เกิดการขับถ่าย ผนังหลอด
เลือดและหลอดลม

2.3 กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่พบเฉพาะในหัวใจ มีเลือดมาเลี้ยงเป็นของตัวเอง ไม่
สามารถทนต่อการขาดเลือดมาเล้ียงเป็นเวลานานได้ สามารถหดตัวได้เองอย่างอัตโนมัติ
และต่อเนื่องตลอดเวลา ด้วยระบบท่ีอยู่ภายในหัวใจเอง การหยุดบีบตัวของกล้ามเน้ือ

69

หวั ใจ จะเกิดเฉพาะในกรณีเกิดอันตรายต่อเซลล์ หรือเซลล์หัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง ทาให้
เสียชวี ิตไดอ้ ยา่ งรวดเรว็

3.ระบบทางเดินหายใจ ถา่ ยรปู ใหม่

รปู ที่ 1-4-13 ภาพแสดงระบบการหายใจ

3.1 หน้าทีข่ องระบบการหายใจ คอื นาออกซิเจนเข้ามาสรู่ ่างกายและขบั
คารบ์ อนไดออกไซด์ ระบบหายใจประกอบด้วย

70

3.1.1 จมกู และปาก (Nose and Mouth) หน้าท่ีของจมกู คือกรองอากาศและทา
ให้ อากาศทีห่ ายใจมีความชื้น ทาหน้าทด่ี มกล่นิ

3.1.2 คอหอย (Pharynx) เป็นทางผ่านของอากาศจากดา้ นหลังโพรงจมูกต่อลงไป
ท่ีหลอดคอและกล่องเสียง ผู้ป่วยที่หมดสติอาจเกิดจากการปิดกั้นของลิ้นท่ี
ตกลงมา ทาใหเ้ กดิ การอุดก้นั ทางเดินหายใจได้

3.1.3 กล่องเสียง (Larynx) หน้าที่หลักของกล่องเสียงคือ ทาให้เกิดเสียงและ
ป้องกันสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้ามา ที่ปอด โดยเม่ือมีส่ิงแปลกปลอม
เคลื่อนลงมา สายเสียงซ่ึงมลี ักษณะเปน็ กล้ามเน้ือจะเกดิ การหดตัวทาให้เกิด
การปดิ กั้นของสายเสยี ง

3.1.4 ฝาปดิ กล่องเสียง (Epiglottis) เปน็ กระดกู อ่อน ทาหน้าท่ีปิดกล่องเสยี งขณะ
กลนื อาหาร เพ่อื ป้องกันการสาลักอาหารเข้าในปอด

3.1.5 หลอดลมคอ (Trachea) ทาหนา้ ทีเ่ ปน็ โครงสร้างของทางเดินหายใจ
3.1.6 ปอด (Lungs) ปอดเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายกรวยมีอยู่ 2 ข้าง ประกอบด้วย

หลอดลม หลอดลมฝอยและถงุ ลม
3.1.7 กระบังลม (Diaphragm) เป็นส่วนฐานของทรวงอก ลักษณะเป็นกล้ามเน้ือ

รูปโคง้ เหมือนหลังคารถ ในชว่ งหายใจเข้า กล้ามเน้ือกระบงั ลมจะหดตัว และ
ดันลงไปในช่องท้อง เพ่ือทาให้อากาศเข้าไปในปอด ในช่วงหายใจออก
กล้ามเน้ือกระบังลมจะคลายตัวและกลับคืนสู่รูปร่างปกติ เน่ืองจากกระบัง
ลมเป็น ส่วนท่ีแยกทรวงอกและช่องท้อง และมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปตาม
การหายใจ ดังน้ันจึงทาให้ขอบเขตของสองส่วนน้ีเปล่ียนไปตามการหายใจ
ด้วย ซ่ึงต้องพิจารณาในกรณีท่ีผู้ป่วยไดร้ ับบาดเจ็บจากการถูกแทงด้วยของมี
คม

71

รูปที่ 1-4-14 ภาพแสดงโครงสรา้ งของปอด

4. ระบบการไหลเวียนโลหิต ถ่ายรปู ใหม่

72

รปู ท่ี 1-4-15 ภาพแสดงระบบการไหลเวียนโลหติ

4.1 หน้าที่ของระบบการไหลเวยี นเลอื ดเปน็ ขบวนการขนส่งของร่างกายซึง่ มคี วามสาคญั
หลายประการ คอื
4.1.1 ทาหน้าที่ขนส่งออกซเิ จนและสารอาหารไปยงั เนือ้ เยอื่ ต่างๆ และรับของเสยี
กลับมายังปอดและไต เพ่ือขับออกจากรา่ งกาย
4.1.2 ทาหนา้ ที่กาจัดแบคทีเรยี ทแี่ ปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย
4.1.3 ควบคุมภาวะเลือดออก
4.1.4 ควบคมุ อณุ หภูมิของร่างกายโดยการเพมิ่ ปริมาณเลือดไปยังผวิ หนงั
เนอ่ื งจากเนอ้ื เยอื่ ต่างๆ ของร่างกายตอ้ งการออกซิเจนท่ีเพยี งพอ เพือ่ ความอยรู่ อด การ

ท่มี ีความผดิ ปกตขิ องระบบไหลเวียนเลือดจะทาให้เกิดการขาดออกซเิ จนมากทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ ระบบ
ประสาทสว่ นกลางและหัวใจ

4.2 องคป์ ระกอบของระบบไหลเวียนโลหิต
4.2.1 หัวใจ (Heart) หวั ใจเป็นอวัยวะท่ีประกอบไปดว้ ยกลา้ มเนอื้ ท่ชี ่วยสูบฉดี
เลอื ดไปยงั ส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย โดยหัวใจอยูภ่ ายในทรวงอกระหวา่ งกระดกู สัน
อกและกระดูกสันหลังระดับอก

73

รปู ที่ 1-4-16 ภาพแสดงหวั ใจและเยื่อหุม้ หวั ใจ

4.2.2 หลอดเลือดแดง (Arteries) ทาหนา้ ท่ี นาเลอื ดจากหวั ใจไปเลย้ี งสว่ นต่างๆ
ของร่างกาย หลอดเลอื ดแดงใหญท่ ส่ี าคญั คือ
4.2.2.1 หลอดเลอื ดแดงใหญ่ที่ลาคอ (Carotid) สามารถคลาชพี จรไดท้ ่ีคอ
4.2.2.2 หลอดเลือดแดงใหญท่ ่ีขาหนีบ (Femoral) สามารถคลาชีพจรได้ที่
บรเิ วณขาหนบี
4.2.2.3 หลอดเลอื ดแดงใหญท่ ่ีแขนส่วนบน (Brachial) สามารถคลาชีพจร
ได้ท่ีข้อพับแขน และเป็นตาแหน่งที่ใช้วัดความดันโลหิตโดยการ
ฟัง พร้อมกับใช้เป็นตาแหน่งที่ใช้ในการจับชีพจรในเด็กเล็กหรือ
ทารก

74

4.2.2.4 หลอดเลือดดา (Vein) ทาหน้าที่นาเลือดดาจากส่วนต่างๆของ
รา่ งกายกลบั เขา้ สู่ หวั ใจ

4.2.2.5 หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เป็นหลอดเลือดแดงฝอย
เช่ือมตอ่ ระหว่างหลอดเลอื ดแดงแขนงเล็ก (Arteriole) กับหลอด
เลือดดาแขนงเล็ก (Venule) มีอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย เป็นที่
ท่มี กี ารแลกเปลย่ี นสารอาหารและของเสียกับเซลลข์ องร่างกาย

4.2.2.6 เลือด (Blood) เป็นของเหลวท่ีเป็นส่วนประกอบของระบบ
ไหลเวียนโลหิต ผู้ใหญ่มีปริมาณเลือดเฉล่ีย 5 – 6 ลิตร โดย
ปรมิ าณเลือดของแต่ละคนแปรผันกบั ขนาดของร่างกาย เลือด
ประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นน้าเหลืองและส่วนท่ีเป็น
เซลล์ ทาหน้าท่ีในการขนส่งออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
ผู้ป่วยที่มีออกซิเจนในกระแสเลือดต่า จะพบอาการเขียวท่ีริม
ฝปี ากและเลบ็

4.3 สรีรวิทยาของการไหลเวียนโลหิต
4.3.1 การบีบตวั ของหัวใจห้องลา่ งซา้ ยจะสง่ เลือดทม่ี อี อกซิเจนผา่ นเส้นเลอื ดแดง
เพื่อไปเล้ียงสว่ นตา่ งของรา่ งกาย
4.3.2 สามารถคลาชพี จรได้ทกุ แห่งท่หี ลอดเลอื ดแดงไหลผ่านและอย่ตู น้ื ใกล้
ผิวหนงั และอยู่บนกระดูก เชน่ คอ (Carotid) ขาหนบี (Femoral) ข้อมือ
(Radial ) ข้อพบั แขน (Brachial)

75

5.ระบบประสาท (Nervous System) ถ่ายรูปใหม่หรือจา้ งวาดรูป

ภาพท่ี 1-4-17 แสดงการควบคุมการสั่งการของระบบประสาทและแสดงภาพตดั ขวางของกะโหลก
ศีรษะ

ระบบประสาทเป็นระบบส่ังการและควบคุมอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นยังเป็น
ศูนย์ควบคุมและแสดงออกของระดับความรู้สึก ความเฉลียวฉลาด อารมณ์ พฤติกรรม ควบคุม
กจิ กรรมของอวัยวะต่างๆ ในระดบั รสู้ ึกตวั และไมร่ สู้ ึกตัว

76

ระบบประสาทมีสมองเป็นศูนย์กลางการสั่งการ มี Spinal cord เป็นเหมือนสายเมน
โทรศัพท์ ซึ่งรวมเส้นประสาทนับล้านเส้น เส้นประสาทเหล่านี้แยกกันไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
นาคาส่ังจากสมองไปให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทางานและ นาข้อมูลท่ีผ่านเข้ามาทางอวัยวะรับรู้
เช่น หู ตา จมูก ผวิ หนัง กลับเข้ามารายงานสมอง เมื่อ Spinal cord เสียหาย จงึ เทา่ กับเสน้ ประสาท
จานวนมากถูกตัดขาด อาจมีผลทาให้เกิดอัมพาต คือส่วนของร่างกายท่ีเลี้ยงโดยเส้นประสาท
เหลา่ นั้นไมส่ ามารถรับคาสัง่ จากสมอง และไมส่ ามารถรายงานข้อมูลกลับมายงั สมองได้

ระบบประสาทสามารถแบง่ เปน็ สองส่วน คอื
5.1 ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ประกอบด้วย สมอง ก้าน

สมอง ไขสันหลัง
5.2 ระบบประสาทสว่ นปลาย (Peripheral Nervous System)

5.2.1 นาขอ้ มูลจากสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายไปยงั สมองและไขสนั หลัง
5.2.2 Motor นาข้อมลู จากสมองและไขสันหลังไปยงั ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

6. ผวิ หนงั (Skin)

ภาพท่ี 1-2-18 ภาพแสดงโครงสรา้ งของผวิ หนัง

6.1 ผวิ หนงั เปน็ ระบบห่อหุม้ ร่างกายท่มี ีกลไกการทางานอยา่ งซับซอ้ น แบง่ เปน็ 3 ช้ัน
คือ
6.1.1 ช้ันนอกหรอื ชั้นหนงั กาพร้า (Epidermis)
6.1.2 ชั้นกลางหรือชนั้ หนังแท้ (Dermis)
6.1.3 ชัน้ ในหรือช้นั ใตผ้ ิวหนงั (Subcutaneous)

มีกลไกการทางานร่วมกันเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย ได้แก่ ต่อมเหง่ือ หลอดเลือดผิวหนัง
ซ่ึงหดขยายตัวตามอุณหภูมิได้ ขนและกล้ามเนื้อ นอกจากน้ียังมีปลายประสาทรับความรู้สึกชนิด
ต่างๆ ในแง่ของการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เมอ่ื ผิวหนังถลอกหรือมแี ผล จะเป็นช่องให้เชื้อโรค
เข้าสรู่ า่ งกายได้

6.2 หนา้ ทข่ี องผิวหนัง
6.2.1 ปกป้องรา่ งกายจากสภาพแวดล้อมและเชอ้ื โรค

77

6.2.2 ชว่ ยควบคุมอุณหภูมขิ องรา่ งกาย
6.2.3 ป้องกนั การระเหยของน้าในรา่ งกาย
6.2.4 รับความรู้สกึ รอ้ น หนาว การสัมผสั การเจบ็ ปวดและแรงกดดนั แลว้ นา

ข้อมูลนไี้ ปยังสมองและไขสันหลัง

7.ระบบต่อมไรท้ ่อ

เป็นระบบที่มีหน้าที่หลักในการควบคุมการทางานผ่านสารเคมีท่ีทาหน้าที่เฉพาะโดยการ
ปล่อยสารต่างๆ เข้าในกระแสเลือด สารเคมีเหล่านี้ เรียกว่า ฮอร์โมน ซ่ึงสารอาหารเหล่านี้ควบคุม
การเผาผลาญในร่างกาย มีผลกับการสบื พนั ธุ์ การเติบโตและตอบสนองตอ่ ภาวะเครียด
ฮอร์โมนสาคญั ได้แก่

7.1 อีพิเนฟริน (epinephrine) หรือ แอดรีนาริน (adrenalin) หลั่งออกจากต่อมหมวกไต
ในชว่ งที่มคี วามเครียด เปน็ สารสาคัญทมี่ บี ทบาทตอ่ การรอดชีวิต

7.2 อินซุลิน (Insulin) หลงั่ ออกมาจากตับอ่อน มีหน้าท่ใี นการเผาผลาญของนา้ ตางกลโู คส

8.ระบบยอ่ ยอาหาร

ระบบย่อยอาหารเป็นแหล่งพลังงานเกือบทุกอย่างที่เน้ือเย่ือต้องการ ยกเว้นออกซิเจน
อาหารจะผ่านกระบวนการเชิงกลและทางเคมี เพื่อให้มีขนาดเหมาะสมที่จะดูดซึมเข้ากระแสเลือด
ในขณะทนี่ ้าสามารถดดู ซมึ ได้โดยไมต่ ้องผ่านการย่อยใดๆ สว่ นกากอาหารท่ีร่างกายไม่สามารถนาไปใช้
จะถกู กาจัดออกทางลาไส้ ทวารหนกั ในรูปของอจุ จาระ

เม่ืออาหารเข้าสู่ช่องปาก อาหารจะถูกย่อยด้วยการเค้ียว เป็นการทางานร่วมกันของฟันและ
ล้ิน นอกจากนี้ยังถูกย่อยสลายทางเคมีด้วยน้าลายจากนั้นส่งต่อไปที่คอหอยส่วนบนลงไปท่ีหลอด
อาหาร ในขณะท่ีกลืนฝาปดิ กลอ่ งสยี งจะปิดหลอดลม เพ่ือปอ้ งกันการสาลกั การเคล่ือนตัวของอาหาร
เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อท่ีอยู่ตามท่อทางเดินอาหาร อาหารจากหลอดอาหารจะเข้าสู่ กระ
เพะอาหารไปรวมกับกรดและน้าย่อยที่อยู่ในกะเพาะอาหาร อาหารท่ีย่อยบางส่วนจะผ่านหูรูดท้าย
กระเพาะ เข้าสู่ลาไส้เล็ก ส่วนตับท่ีมีด่างและน้าย่อยจากตับอ่อน น้าดีจากตบั จะมาทาหน้าที่ย่อยให้
สมบูรณ์ แล้วจะผ่านไปที่ลาไส้เล็ก สารอาหารท้ังหลายจะถูกดูดซึมเข้าเส้นเลือดท่ีผนังลาไส้ ระบาย
เข้าระบบหลอดเลือดท่ีไปตับ ตับจะทาหน้าที่กรอง เปล่ียนแปลงสารอาหารต่างๆ เก็บและแปลงรูปให้
อยู่ในรูปทเ่ี น้อื เย่ือตา่ งๆ สามารถนาไปใช้งานได้

9.ระบบปสั สาวะ

ระบบปัสสาวะประกอบด้วย ไต ท่อไต กะเพาะปัสสาวะท่อปัสสาวะระบบนี้จะกรองเลือดที่
ไต ขับน้าส่วนเกินที่ไตจะกรองเลือดเอาของกรองเลือดเอาของเสียออกและดูดกลับสารสาคัญน้าและ
ของเสียท่ีออกจากไต จะส่งผ่านท่อไตไปเก็บที่กะเพาะปัสสาวะและออกจากร่างกายโดยการมี
ปัสสาวะผ่านออกมาตามทอ่ ปสั สาวะ

78

10. ระบบสบื พันธุ์

ภาพที่ 1-2-19 ภาพแสดงระบบสืบพนั ธุ์เพศหญงิ

อวัยวะสืบพันธุ์ในเพศหญิง ประกอบด้วยรังไข่ ท่อรังไข่ มดลูก อวัยวะเหล่าน้ีอยู่ในอุ้งเชิง
กราน โดยมีทางเปิดสู่ภายนอกทางชอ่ งคลอด

79

ภาพท่ี 1-4-20 ภาพแสดงระบบสบื พนั ธ์เุ พศชาย

ในเพศชาย ประกอบด้วยลูกอัณฑะ ลูกอัณฑะในถุงอัณฑะทาหน้าที่ในการผลิตตัวอสุจิ
เคลื่อนออกมาตามหลอดอสุจิผ่านต่อมลูกหมาก ที่ต่อมลูกหมากจะหลั่งสารคัดหลั่งท่ีเรียกว่าน้ากาม
หรือนา้ อสุจิมารวมกบั ตัวอสุจิ หล่งั มาตามทอ่ ปัสสาวะและออกมาจากองคชาต
สรปุ

ความรู้เร่ืองร่างกายมนุษย์เป็นเร่ืองสาคัญที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจาเป็นต้องรู้ เพื่อที่เป็น
พื้นฐานในการเรียนรู้เร่อื งอื่นๆในบทเรียนต่อๆไป การจดจาอวัยวะต่างๆ รวมถึงหน้าท่ีขออวัยวะนน้ั ๆ
จะทาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้าใจเร่ือง การคาดการณ์ การบาดเจ็บ การเกิดโรคและการ
ช่วยเหลือเบอ้ื งต้นไดอ้ ย่างรวดเร็ว

…………………………………………

80

เอกสารอา้ งอิง
ผาสุก มหรรฒานุเคราะห.์ ตารากายวภิ าคทั่วไป. เชยี งใหม่: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเชยี งใหม;่ 2553.
เพญ็ รุ่ง บุญรกั ษ์, สนุ ิสา สวุ รรณรกั ษ์. ตาราประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรพนกั งานฉุกเฉิน
การแพทย์. พมิ พ์ครงั้ ท2ี่ . สมุทรสาคร: บริษัท บอรน์ ทู บี พับลชิ ชิ่ง จากดั ; 2555.
วทิ ยา ชาติบัญชาชัยและคณะ. ตาราประกอบการเรยี นการสอนหลกั สูตรเจา้ พนกั งานก้ชู พี . ขอนแกน่ :
โรงพิมพ์ศริ ภิ ณั ฑอ์ อฟเซท็ ; 2547

บทท่ี 1-5
สญั ญาณชีพและการเฝ้าตรวจติดตาม

บทนา

81

การตรวจวัดสัญญาณเป็นเกณฑ์สาคัญในการประเมินผู้ป่วยทุกราย ตลอดระยะเวลาการ
ประเมินสัญญาณชีพ พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ตอ้ งคานึงถึงความรู้สึกของผู้ป่วยในขณะน้ัน เข้าใจ
ในความไม่สุขสบายต่อสภาพความเจ็บป่วย จะต้องกระทาด้วยความถูกต้อง นุ่มนวลและเคารพใน
สทิ ธิผปู้ ว่ ย รวมท้ังพิทักษ์สิทธใิ หก้ ับผู้เจ็บป่วยฉุกเฉนิ

การตรวจวดั สัญญาณชพี

สัญญาณชีพ (Vital signs) เปน็ การวัดการทางานของระบบต่างๆ ในร่างกาย และเปน็
ตัวช้ีวัดทด่ี ที ่ีจะบง่ บอกถึงความมชี ีวติ บอกถงึ ความปกตทิ ่เี กิดข้ึน ซ่งึ ประกอบด้วย

 การหายใจ (Respiration )
 ชีพจร (Pulse)
 ความดันโลหติ (Blood pressure)
 อุณหภูมิของร่างกาย (Temperature)
การประเมินสัญญาณชีพผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ เป็นการแสดงถึงการตัดสินใจ ท่ีจะทาการ
ชว่ ยเหลือผู้ปว่ ยในลาดับต่อไป เช่น การให้ออกซิเจน เม่ือใดก็ตามที่สัญญาณชีพ เปลี่ยนแปลงจาก
เกณฑ์ปกติของบุคคลน้ันๆ ย่อมแสดงถึงความผิดปกติ ดังนั้นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ต้องมี
ทักษะในการวัดสญั ญาณชีพ เพ่อื ใหข้ ้อมูลที่ถกู ตอ้ งแมน่ ยา ซึ่งจะนาไปสกู่ ารแปลผลทีถ่ กู ต้องต่อไป
การหายใจ (breathing )
การหายใจคือ การนาออกซิเจนจากอากาศเข้าสรู่ ่างกาย และขบั คาร์บอนไดออกไซด์ออกโดย
ผา่ นปอด กระบวนการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซดน์ ี้มี 2 ขน้ั ตอน
1.การหายใจภายนอก เป็นการแลกเปล่ียนของออกซเิ จนและคาร์บอนไดออกไซด์ ระหว่าง
ปอดกบั อากาศภายนอก
1.1 การหายใจเข้า เพื่อสูดอากาศภายนอกเข้าไปในถุงลมปอด จังหวะน้ีจะมีการ
ขยายตัวของกระดูกซี่โครง พร้อมๆกับ กะบังลมมีการหย่อนตา่ ลงในช่องท้อง ทาให้มีการขยายตัวของ
ทรวงอกและหนา้ ทอ้ ง ปอดจงึ ขยายตวั เพ่ือรบั อากาศจากภายนอกเข้ามาได้
1.2 การหายใจออก เพ่ือขับไล่อากาศออกจากปอด จังหวะนี้จะมีการหดตัวเข้าหากัน
ของกระดูกซ่ีโครง ทาให้หน้าอกบุ๋ม พร้อมๆ กับกระบังลมจะดนั ตัวสูงขึ้นไปในช่องอก ทาให้ชอ่ งอก
แคบเข้า ปอดจะถกู บังคบั ให้แฟบลง อากาศจะถกู ขับออกมาทางจมกู
2. การหายใจภายใน เป็นการแลกเปล่ียนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ระหว่างเซลล์
ต่างๆ ท่ัวร่างกายกับเส้นเลือด ออกซิเจนท่ีหายใจเข้าไปถูกนาไปสู่เซลล์ต่างๆ โดยเส้นเลือดแดงและ
คาร์บอนไดออกไซด์ ซ่ึงเกิดจากการเผาผลาญของเซลล์นั้นๆ ก็จะซึมผ่านเข้าเส้นเลือดดา โดยวิธี
ออสโมซสิ เพ่ือนากลับไปท่ปี อด
การหายใจเป็นการทางานแบบอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาและความลึกของการ
หายใจ บางขณะก็สามารถถูกควบคุมโดยอานาจจติ ใจได้เป็นพกั ๆ เชน่ ไดร้ บั อิทธิพลจากความเจ็บปว่ ย
การเปลีย่ นแปลงของอารมณ์หรอื สภาวะแวดลอ้ ม อาจมีผลทาให้หายใจต้นื หรอื ลึกกว่าปกติได้ ดงั น้นั
การนับอตั ราหายใจ จึงไมค่ วรให้ผูป้ ว่ ยรู้สึกตวั ซ่งึ นิยมนับตอ่ จากการนบั ชพี จร
วธิ กี ารนับหายใจ

82

1. จัดใหอ้ ยู่ในท่าท่สี บาย เพอ่ื ผู้ปว่ ยจะไดใ้ ห้ความร่วมมอื
2. จับขอ้ มอื ผูป้ ว่ ยในลักษณะเหมอื นจบั ชีพจร เพ่อื ไม่ให้ผ้ปู ว่ ยรสู้ ึกว่าถกู จอ้ ง

มองจากการหายใจ
3. นับการหายใจเข้าและออกโดยดูจากการขยายและหดตวั ของทรวงอก ใน

เด็กเล็กอาจดู จากการขยายตัวของหน้าทอ้ งแทนนบั การหายใจเข้าและ
ออกเป็นการหายใจ 1 ครัง้ นบั เต็มนาที
การประเมนิ การหายใจ จะสงั เกตุใน 4 เร่ือง ดงั นี้

 อัตราการหายใจ (rate ) เปน็ การนับจานวนคร้ังของการเคล่ือนไหวของทรวงอกและ
หน้าท้องขน้ึ ลง อตั ราการหายใจโดยปกติ จะตรวจนับใน 1 นาที ในผูใ้ หญค่ ่าปกติ
อัตราการหายใจอยรู่ ะหวา่ ง 12-20 ครัง้ /นาที ซ่ึงอตั ราการหายใจจะแตกต่างกนั ไป
ในแต่ละช่วงอายุ ตามตาราง ....

ตารางแสดงการหายใจของแต่ละชว่ งอายุ

ชว่ งอายุ อตั ราการหายใจ (คร้ัง / นาท)ี
ผู้ใหญ่ 12 – 20
เดก็ โต 15 – 30
เดก็ ทารก 25 - 50

 ลกั ษณะของการหายใจ (quality of breathing) ขณะทสี่ งั เกตุบรเิ วณทรวงอกและ
หนา้ ทอ้ ง จะต้องดถู ึงลกั ษณะของการหายใจดว้ ย
a) หายใจปกติ การเคลอ่ื นไหวของทรวงอกเปน็ ไปอยา่ งปกติ ไมต่ ้อง
ใช้กล้ามเนื้ออ่นื ช่วยในการหายใจ
b) หายใจตน้ื มีการเคลื่อนไหวของทรวงอกนอ้ ยกวา่ ปกติ
c) หายใจลาบาก
(1) ตอ้ งใช้แรงในการหายใจมากข้ึน
(2) หายใจมีเสียงครืดคราด (grunting and stridor)
(3) ใชก้ ลา้ มเนอ้ื อื่นชว่ ยในการหายใจ (accessory muscle)
(4) จมูกบาน (nasal flaring) ไหปลารา้ บุม๋ (intercostal
retraction supraclavicular retraction) และช่อง
ซ่โี ครงบมุ๋ (intercostal retraction)
(5) อ้าปากพะงาบในเดก็ และทารก (gasping)

 เสยี งการหายใจ ขณะท่สี ังเกตกุ ารหายใจ จะต้องฟงั เสียงของการหายใจด้วย ทัง้ ทไ่ี ม่
ต้องใช้หฟู งั (stethoscope) จะได้ยินเสยี งในการหายใจดงั ขึ้น เชน่ เสียงวีด้ กรน
หรือมเี สยี งครอกในลาคอ

ถ่ายรปู อุปกรณ์ท่ีใช้ในการนบั หายใจ และขั้นตอนท่าทา่ งการนับหายใจ

83

ชีพจร (pulse)
ชพี จร (pulse) คือ การหดและขยายตัวของผนังเสน้ เลือด ซึง่ เกิดจากการบีบตัวของหวั ใจทา

ให้คล่ืนความดันของเลือดไปดันผนังเส้นเลือดแดงให้ขยาย ในขณะท่ีเลือดผ่านไปตามเส้นเลือดถ้าใช้
มือจับเส้นเลือดไว้ จะรู้สึกว่าเส้นเลือดมีการเต้นเป็นจังหวะ จังหวะการเต้นของเส้นเลือดจะสัมพันธ์
กบั การเต้นของหัวใจ

ชีพจรสามารถคลาพบได้ท้ังที่เส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดา แต่ในการจับชีพจรนิยมคลาที่
ตาแหน่งเส้นเลือดแดง เพราะคลาไดช้ ัดเจนกวา่ ตาแหนง่ ที่สามารถคลาไดง้ ่ายได้แก่

ชีพจรทีข่ ้อมือ (Radial pouse ) เป็นตาแหน่งท่คี ลาพบง่ายและสะดวกทสี่ ุด
ชพี จรทข่ี ้อศอกดา้ นใน (Brachial pulse)
ชีพจรทค่ี อ (Carotid pulse)
ชีพจรทใ่ี ต้คาง (Facial pulse)
ชพี จรทีข่ มับ (Temporal pulse)
ชีพจรทข่ี นหนีบ (Frmoral pulse)
ชพี จรท่ีหลังเท้า (Dorsalis pulse)
วิธกี ารนับชพี จร

4. บอกใหผ้ ปู้ ว่ ยทราบและจดั ใหอ้ ยู่ในทา่ ท่สี บายที่สดุ เพื่อให้ผ้ปู ่วยไม่เครียด
อัตราการเตน้ ของหวั ใจจะได้เป็นไปตามธรรมชาติ

5. ใช้ปลายนิ้วชี้ นว้ิ กลาง นิว้ นาง วางแตะลงบนตาแหน่งชพี จร ไม่ควรใช้
นวิ้ หัวแมม่ ือในการจับชีพจร เพราะอาจทาให้เกิดความสับสน ระหว่างการ
เต้นของชีพจรผ้ปู ่วยกบั ชพี จรบนนิ้วหวั แม่มือของผู้จบั เอง

6. นับการเต้นของชพี จรใหเ้ ตม็ 1 นาที พรอ้ มกบั สงั เกตุ ความหนัก เบา ของ
ชพี จรดว้ ย ถ้าชีพจรเตน้ ไมส่ มา่ เสมอหรืออัตราเต้นผดิ ปกติ หรอื ความหนกั
เบา ผิดปกติควรจบั ใหม่ให้แน่ใจ

7. ชพี จรในเด็กเลก็ อาจตอ้ งใช้วธิ ีฟงั อตั ราการเต้นของหัวใจแทน เพราะในเด็ก
เล็กคลาชีพจรไมช่ ดั เจน การนบั อตั ราการเต้นของหวั ใจนี้อาจใชใ้ นผ้ปู ่วย
โรคหวั ใจที่ใชย้ าในการรกั ษา เช่น
ไดจ็อกซิน เนอ่ื งจากยาท่ใี ช้รกั ษาโรคหัวใจนที้ าใหก้ ลา้ มเนื้อหัวใจบบี ตวั แรง
ขึ้น แตอ่ ัตราการบีบจะช้าลง

8. บันทึกจานวนชพี จร ความแรง ความหนักเบาของจังหวะการเต้นของชพี จร
การประเมินชีพจรจะสังเกตุส่งิ ต่อไปนี้ประกอบดว้ ย

1. อตั ราการเต้นของชพี จร (rate ) การประเมินอตั ราการเต้นของชพี จรทาได้โดยนับ
จงั หวะการขยายตัวและหดตวั ของหลอดเลอื ดรวมกนั จะเท่ากับการเต้นของชีพจร
1 ครั้งหรอื เทา่ กบั การเตน้ ของหัวใจ 1 คร้ัง อัตราการเต้นของชีพจรปกติในผู้ใหญ่
ประมาณ 60-80 คร้งั /นาที โดยประมาณ 72 ครง้ั /นาที

ตารางแสดงอตั ราการเตน้ ของชีพจรปกติจาแนกตามอายุ

II.

84

อายุ อตั รา (ครงั้ / นาที) คา่ เฉลย่ี
เดก็ แรกเกดิ - 1 เดอื น 85 – 205 140
100 – 190 130
เด็กทารก 60 – 140 80
เดก็ เลก็ 60 – 100 75
เดก็ โต 50 - 60 55
ผใู้ หญ่

2. คุณภาพการเต้นของชีพจร (quality )คุณภาพของชีพจรหมายถึง ความแรงของชีพ
จร ซึ่งรู้สึกได้จากการใช้น้ิวมือคลาบริเวณท่ีตรวจนับชีพจร โดยปกติต้องมีความแรง
เท่ากันทุกคร้ังและคลาได้ชัดเจน ถ้าแรงดันเลือดไม่มากพอ ชีพจรจะคลาได้เบา
และไมช่ ัดเจน เชน่ ผปู้ ่วยท่ีอยใู่ นภาวะชอ็ ก อาจจะคลาชีพจรท่แี ขนไมไ่ ด้

3. จังหวะการเต้นของชีพจร (rhythm) การคลาจังหวะชีพจร จะอธิบายในลักษณะ
สม่าเสมอ หรือไม่สม่าเสมอ และจังหวะการเต้นไม่สม่าเสมอ หรือแรงและเบา เป็น
ผลกระทบโดยตรงจากความผิดปกติของระบบการนากระแสไฟฟ้าของหัวใจ ความ
ผดิ ปกติของชพี จรบ่งบอกอาการแสดงของระบบการไหลเวียนท่ีถูกกระทบกระเทือน
ซงึ่ มสี าเหตุได้หลายอยา่ งจะตอ้ งมกี ารประเมินระบบอน่ื ที่เกยี่ วข้องต่อไป

4. ตาแหน่งในการประเมนิ ชีพจร
 หลอดเลือดแดง เรเดียล (radial pulse) ซึ่งอยู่ในส่วนปลายของ
แขนคือบรเิ วณขอ้ มอื ด้านนิ้วหัวแม่มอื ถ่ายรูป
 หลอดเลือดแดงเบรเคียล (brachial pulse) นิยมใช้ในเด็กท่ีอายุ
ต่ากวา่ 1 ปี อย่บู รเิ วณด้ายในของแขน บรเิ วณหน้าศอก ถา่ ยรปู
 หลอดเลือดแดงคาโรติด (carotid pulse)ซ่ึงคลาได้ด้านข้างของ
หลอดลม (trachea) ถ่ายรปู

จับชีพจรท่ีคอด้วยความระมัดระวัง อย่ากดแรงเกินไปโดยเฉพาะในผู้สูงอายุห้ามจับชีพจรที่
คอสองขา้ งพร้อมกนั ในเวลาเดียว
การวัดความดนั โลหิต (blood pressure)

ความดันโลหิต เป็นแรงดันหรือความดันของเลือดที่ส่งออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายเข้าสู่ระบบ
หลอดเลือดแดง ซ่ึงประกอบด้วย สองค่า คือ ความดันโลหิต (systolic และ diastolic blood
pressure) มีหนว่ ยเป็นมิลลเิ มตรปรอท (mm.Hg)

a) ความดันโลหิต systolic blood pressure คือเสียงแรกที่ได้ยิน
เป็นเสียงของเลือดที่ไหลผ่านในหลอดเลือดแดงที่ได้ยินเป็นเสียง
แรกหลังจากลดความดันใน blood pressure cuff เป็นการวัด
แรงดนั ของโลหิตทีก่ ระทบผนังหลอดเลือดระหว่างหวั ใจบีบตวั จะมี
ค่าสงู

b) ความดันโลหิต diastolic blood pressure คือเสียงสุดท้ายที่ได้
ยิน เป็นจุดที่เสียงหายเงียบไปหลังจากลดความดันใน blood

85

pressure cuff เป็นการวัดแรงดันของโลหิตที่กระทบผนังหลอด
เลอื ดในระหวา่ งทีห่ ัวใจห้องล่างซา้ ยกาลังพักอยู่ จะมคี า่ ตา่
c) การวดั ความดันโลหติ มี 2 วิธี
(1) วดั โดยการฟัง
(2) วัดโดยการคลาชีพจร
ควรวัดความดันโลหิตในผู้ป่วยทุกคนท่ีมีอายุมากกว่า 3 ปี ในผู้ป่วยเด็กหรือทารก การ
ประเมินสภาพท่วั ไปของผู้ปว่ ย เชน่ เดก็ มที า่ ทางไม่สบายมาก หายใจลาบากหรือซึม จะมีความสาคัญ
มากกว่าตัวเลขของสญั ญาณชพี
สาเหตทุ ่ีทาใหค้ วามดันโลหิตเปลย่ี นแปลงในคนปกติ
1. อายุ ในผ้ใู หญ่อายุมากกว่า 25 ปีขน้ึ ไป โอกาสท่ีจะมคี วามดันโลหติ ทีส่ งู ขึ้นได้ เนือ่ งจาก
ความสามารถในการยืดหย่นุ ของผนังหลอดเลือดลดลง
2. อริยาบทขณะวัดความดันโลหิตและการออกกาลงั กาย ก่อนท่ีจะวดั ความดันโลหติ ควรให้
ผูป้ ่วยพักก่อน 5 นาที
3. ความเครียดและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
4. ลักษณะของร่างกายอืน่ ๆ ได้แก่ รปู รา่ ง เพศ ยา โรคประจาตัว เครอ่ื งดมื่ ต่างๆ
เครื่องใช้
1. เคร่ืองฟัง (stethoscope)
2. เครื่องวดั ความดนั โลหติ (sphygmomanometer) มี 2 แบบ คือแบบแทง่ ปรอท และ
แบบแปน้ กลม ซ่ึงใช้วดั ความดันอากาศแทนปรอท ซึ่งชนดิ นีม้ คี วามแมน่ ยานอ้ ยกวา่
แบบแท่งปรอท
วธิ ีการวัดความดันโลหติ
1. บอกใหผ้ ปู้ ่วยทราบ
2. จัดใหผ้ ู้ปว่ ยอยู่ในท่าท่ีสบาย โดยจัดให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนเหยียดแขนข้างท่ีจะวดั ให้อยู่ใน
ทา่ ทสี่ บายท่สี ดุ พร้อมทัง้ หงายมือข้นึ พบั แขนเสื้อข้างท่วี ัดข้นึ ไปเหนือขอ้ ศอก
3. วางเคร่ืองมือ ให้อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ผู้วัดควรอยู่ในท่าน่ังหรือยืนโดย ให้สเกลของ
เครื่องวดั อยูต่ รงระดบั สายตาพอดี และวางห่างจากตาไม่เกิน 3 ฟุต
4. ไล่ลมออกจากผ้าพันแขนให้หมด ปดิ ล้ินท่ีลูกสูบยาง เพือ่ ป้องกันลมเข้าไปในถุงยางท่ีผ้า
พนั แขน
5. พันผ้าพันแขนรอบแขนเหนือข้อพับข้ึนไป 1 นิ้ว ไม่ให้แน่นหรือหลวมจนเกินไป เหน็บ
ปลายผ้าให้เรียบร้อย เนื่องจากเป็นบริเวณเหนือเส้นเลือดแดง เพราเม่ือดันลมเข้าไปใน
ถุงลมจะทาใหเ้ สน้ เลอื ดตีบเลือดผ่านไปเลยี้ งแขนไมไ่ ด้
6. คลาชีพจร ที่ข้อพับแขน (brachial pulse) ใส่หูฟังและวางแป้นของเครื่องฟังลงตรง
ตาแหนง่ ชีพจรทค่ี ลาได้
7. บีบลูกยางด้วยอุ้งมือให้ลมเข้าไปในผ้าพันแขนให้ดันปรอทในเครื่องวัดให้สูงกว่าค่าปกติ
ของความดันโลหิตประมาณ 20 มม.ปรอท แรงดันปรอทท่ีบบี ขึ้นไปไม่ควรมากเกนิ ไป จะ
ทาให้ผูป้ ่วยรู้สึกปวดเพราะจะรัดแขนมาก

86

8. ค่อยคลายเกลียวลูกยางออกจากผ้าพันแขน โดยให้ระดับปรอทค่อยๆลดลงช้าๆ และ

ต้ังใจฟังเสียงเต้นของผนังเส้นเลือด ซ่ึงในตอนแรกจะยังไม่ได้ยินเสียงเต้นของผนังเส้น

เลือด แต่เมื่อปรอทถึงระดับหนึ่งจะได้ยินเสียงตุบๆ ของแรงดันเลือด เสียงตุบแรกที่ได้

ยินระดับปรอทอยู่ที่ตาแหน่งใด ก็ถือค่าระดับความดันสูงสุดที่หัวใจบีบตัวหรือเรียก

ความดันซีสโตลิค ค่อยๆปล่อยปลายลมออกจากลูกสูบยางช้าๆ สังเกตุเสียงที่ดังเป็น

ระยะๆ จนมีระยะหน่ึง เสียงจะเริ่มเป็นเสียงฟู่ๆ ระดับปรอทท่ีเสียงเริ่มเปลี่ยน หรือเสียง

หยดุ หายไปเปน็ คา่ ความดนั ขณะทีห่ ัวใจคลายตัวหรือความดันแอสโตลิค

9. เมือ่ วดั เสร็จแล้วปลอ่ ยลมออกจากผ้าพันแขนให้หมด โดยใหป้ รอทอยใู่ นตาแหนง่ ทเี่ ร่มิ ต้น

ปลดผ้าพันแขนออก พับเกบ็ ให้เรียบร้อย

10. ทาความสะอาดหฟู ังและแป้นของเครื่องฟงั ดว้ ยสาลชี ุบแอลกอฮอล์ 70% อกี ครัง้

การวัดอณุ หภูมขิ องรา่ งกาย (temperature )

อณุ หภูมิ เป็นระดับความร้อนของร่างกาย มีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส (๐ ซ,๐C) หรือองศาฟา

เรนไฮต์ (๐ ฟ,๐F)

อุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์ จะคงที่ไม่แปรผันตามสิ่งแวดล้อม และสามารถปรับตัวให้

ดารงชวี ติ อยู่ในสภาพแวดลอ้ มทมี่ ีอุณหภูมิแตกต่างไปจากร่างกายได้ เน่ืองจากมนุษยเ์ ป็นสัตวเ์ ลือดอุ่น

ร่างกายปกติจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37๐ ซ ระดับอุณหภูมิของร่างกายจะมีความแตกต่างกันบ้าง

เล็กน้อยตามสภาพร่างกาย วัย เพศ ระดับฮอร์โมน การออกกาลังกาย ประเภทอาหารที่รับประทาน

ความเครียด สิง่ แวดลอ้ ม

อุณหภูมิเมื่อวัดทางปาก ถ้าสูงเกิน 37.5 ๐ ซ เรียกว่ามีไข้ ซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของ

รา่ งกายอย่างหนง่ึ ไข้มีหลายระดับดังน้ี

37.5 - 38.3๐ ซ เรยี กวา่ ไข้ตา่ ๆ

38.4 - 39.4๐ ซ เรียกว่า ไขป้ านกลาง

39.5 - 40.5๐ ซ เรยี กวา่ ไข้สูง

สงู กว่า 40.5๐ ซ เรยี กวา่ ไขส้ ูงมาก

เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงมากๆ เนื้อเยื่อสมองและโปรตีนในร่างกายจะเริ่มถูกทาลาย ในเด็ก

อายุต่ากว่า 5 ขวบ อาจมีอาการชัก ในผู้ใหญ่อาจมีอาการเพ้อหรือเกิดประสาทหลอนได้ ถ้าอุณหภูมิ

สูงถึง 43 - 45๐ ซ อาจเสียชวี ิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง อุณหภูมิร่างกายเมื่อต่ากวา่ 36๐ ซ ถอื ว่าตา่

กว่าปกติ และถ้าต่ากว่า 34 - 35๐ ซ จะเป็นภาวะอันตราย การไหลเวียนของเลือดในร่างกายจะ

ชา้ ลง หรือหยุดชะงัก ทาใหเ้ สียชีวิตได้

วธิ วี ดั อณุ หภูมิ

1. ทางปาก เป็นวิธวี ดั อุณหภูมิทสี่ ะดวกและนยิ มใช้กันมากทส่ี ุดและผู้ปว่ ยต้องรูส้ ึกดี

2. ทางทวารหนัก เป็นวิธีวดั อณุ หภูมทิ ีไ่ ด้คา่ อุณหภูมเิ ที่ยงตรงท่สี ดุ ใช้ในเด็กเลก็

3. ทางรกั แร้ การวดั ทางรักแร้ไมค่ ่อยนยิ มใชก้ นั เพราะไดค้ ่าอณุ หภมู ไิ ม่คอ่ ยเทยี่ งตรง

จะใช้ในผูป้ ่วยไมร่ สู้ กึ ตวั

ชนิดของปรอท ทีใ่ ชว้ ัดอุณหภูมิทางรา่ งกายมี 2 ชนิด

87

1. ปรอทสาหรับวัดทางปากและรักแร้ มีลักษณะเป็นแท่งยาวแบน ปลายด้านหนึ่งเรียวเล็ก
มนเป็นทีบ่ รรจปุ รอท

2. ปรอทสาหรับวัดทางทวารหนัก มีลักษณะเป็นแท่งยาวกลม ปลายเป็นกระเปาะกลม
สาหรับบรรจุปรอท

ข้นั ตอนการวัดอุณหภมู ิ
1. บอกให้ผู้ป่วยทราบวา่ จะทาอะไร
2. ใหผ้ ้ปู ่วยนง่ั หรอื นอนในทา่ ทส่ี บาย
3. ผปู้ ฏบิ ตั กิ ารล้างมอื ให้สะอาด
4. จบั ปรอทวดั ไข้ให้อย่ใู นระดับสายตาหากปรอทในกระเปาะอยู่ต่ากว่า 35๐ ซ หากสงู กว่า
น้ัน จับปรอทด้วยน้ิวหัวแม่มือ นิ้วชี้ น้ิวกลาง คว่ามือลงสะบัดข้อมือจนกระท่ังปรอทใน
กระเปาะไหลลงมาอยทู่ ี่ 35๐ ซ
5. เลือกชนดิ ของปรอทให้ถกู ต้องกับวิธกี ารวดั
5.1 วดั ทางปาก ในกรณีผู้ป่วยไมม่ ปี ญั หาในช่องปาก
- บอกให้ผู้ป่วยอ้าปากกระดกล้ิน วางปรอทไว้ใต้ลิ้นให้ผู้ปว่ ยปดิ ปากให้สนิท วัดนาน
2-3 นาที
5.2 วดั ทางรักแร้ กรณผี ู้ปว่ ยมแี ผลทช่ี ่องปาก/ไม่รู้สึกตัว ใหใ้ ชว้ ัดปรอททางรักแร้แทน แต่
ผลท่ีไดจ้ ะตอ้ งเพิม่ อีก 1๐ ซ
- ซับบริเวณรักแร้ให้แห้ง วางปรอทตรงกลางรักแร้ให้ผู้ป่วยหุบรักแร้ วัดนาน 3-5
นาที
5.3 วัดทางทวารหนัก กรณีผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก จะใช้วัดปรอททางทวารหนัก ลักษณะ
ปรอททใ่ี ช้วัดทางทวารหนัก จะแตกจากปรอททางปากและรักแร้ ผลท่ีไดต้ อ้ งหักออก 1๐

- หล่อล่ืนปรอทด้วยวาสลีน ค่อยๆสอดปรอทเข้าทางทวารหนัก ลึกประมาณ 1 นิ้ว
วดั นาน 1-2 นาที
6. อ่านค่าอุณหภูมิจากระดับปรอท โดยถือปรอทตามยาว หงายในระดับสายตา ถ้ามอง
ปรอทไมช่ ดั เจนตอ้ งพลิกปรอทไปมา จะมองเห็นลาปรอทไดช้ ัดเจนขึน้
7. นาปรอทไปทาความสะอาด โดยแช่ปรอทในภาชนะที่มีน้ายาฆ่าเชื้อ แล้วจึงนาไปล้างน้า
สะอาด เช็ดใหแ้ ห้ง สลดั ปรอทให้เขา้ กระเปาะเก็บเขา้ ท่ีภาชนะที่สะอาด
นอกจากการวดั สญั ญาณชพี ข้างต้นแลว้ การเฝ้าตรวจติดตามอาการของผู้เจบ็ ปว่ ยฉุกเฉนิ ยัง

สามารถทาการประเมนิ เพ่ิมเตมิ ได้ดงั น้ี
การตรวจวัดการไหลกลับของเลือดฝอย (capillary refill )โดยวิธีกดท่ีเล็บของผู้ป่วยแล้วดูว่าใช้
เวลานานเท่าไรจึงจะมีสีเหมือนเดิม เวลาปกติในการไหลเวียนกลับของโลหิตเข้าเส้นเลือดแดงฝอย
(normal capillary refill) ไมเ่ กนิ 2 วนิ าที ถา้ นานเกนิ 2 วนิ าที ถือวา่ ผดิ ปกติ
ถา่ ยรปู
การวดั ความอม่ิ ตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด (pulse oximetry)

88

การวัดความอ่ิมตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด (pulse oximetry) เป็นการวัดระดับ
ออกซเิ จนในกระแสเลอื ดส่วนปลาย ด้วยเครื่อง Pulse oximeter เหมาะสาหรบั การใชเ้ ฝ้าตดิ ตามวะ
วังระดับออกซิเจนในขณะเคลื่อนย้ายผู้ปว่ ย หรือขณะใชใ้ นการดแู ลผู้ป่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล ค่า
ปกติอยู่ท่ี 99-100 % แต่ในระดับที่ยอมรับได้คือ 94 % แต่ในผู้ป่วยบางโรค เช่น ภาวะปอดอุดกั้น
เรื้อรงั อาจต่ากวา่ นี้เลก็ น้อย
ถา่ ยรูปเครอ่ื งมอื และวิธีการวดั
ควรวัดสญั ญาณชพี และจดบนั ทึกซ้าหลงั จากประเมินทุกคร้ัง
สรุป

การวัดสัญญาณชพี สามารถทาให้ทราบถึงสญั ญาณเตือนของความผิดปกตใิ นร่างกายซึ่งอาจ
เกดิ ข้ึนได้ โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาพที่ปกตขิ องบคุ คลแต่ละรายในเบ้ืองตน้ นอกจากนี้ควร
เข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ท่ีมีอิทธิพลต่อสัญญาณชีพแต่ละอย่าง เกณฑ์มาตรฐานสัญญาณชีพในผู้ใหญ่
สรปุ ได้ดังตาราง

สญั ญาณชพี คา่ ปกตทิ ีไ่ ม่ควรสงู กว่า คา่ ปกติทไ่ี มค่ วรตา่ กวา่
37.5๐ ซ 36๐ ซ
อุณหภูมิร่างกาย
100 คร้งั /นาที 50 ครัง้ /นาที
อตั ราการเต้นของชพี จร 20 ครง้ั /นาที 12 ครัง้ /นาที

อัตราการหายใจ 120 มม.ปรอท 80 มม.ปรอท
90 มม.ปรอท 60 มม.ปรอท
ความดนั โลหติ
- ความดนั ซิสโตลิค
- ความดันไดแอสโต
ลิค

การสังเกตุและการบันทึกรายงานอาการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเน่ือง จะทาให้ผู้เจ็บป่วย
ฉุกเฉนิ ได้รบั การวินิจฉัยและรบั การรักษาไดร้ วดเร็ว มปี ระสทิ ธิภาพมากข้ึน

เอกสารอ้างองิ
ศภุ ชัย ไชยธรี ะพนั ธ์. แนวทางการรักษาโรคความดนั โลหิตสงู ในเวชปฏบิ ัติทั่วไป. กรงุ เทพ : พิมพ์ที่
สมาคมความดนั โลหิตสูงแห่งประเทศไทย ; 2558.
อรชร ศรีไทรล้วนและคณะ. การพยาบาลพื้นฐานเล่ม 2 (Fundamentals of Nursing II) .กรุงเทพ :
พิมพท์ ่บี ริษทั บพธิ การพมิ พ์ จากัด ; 2557

89

บทที่ 1-6
การสื่อสารในระบบการแพทย์ฉกุ เฉิน

บทนา

การส่ือสารเป็นระบบการประสานของระบบการแพทย์ฉุกเฉินหากต้องการรักษาชีวิตผู้
เจ็บป่วยฉุกเฉิน จะต้องมีการพัฒนาระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงเครือข่ายการสั่งการ
ซึ่งต้องเชื่อมโยงจากท่ีเกิดเหตุและศูนย์สั่งการให้สามารถติดต่อประสานในการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย
ฉกุ เฉินไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

1.การใช้วทิ ยุ เพ่อื การติดตอ่ ส่ือสาร

1.1 วัตถุประสงค์

90

1.1.1 สามารถทราบชนดิ ของเคร่อื งวทิ ยุคมคมนาคม
1.1.2 สามารถใช้เครอ่ื งวทิ ยุคมนาคมได้
1.1.3 สามารถทราบรหัสวทิ ยุ และสามารถใชร้ หสั วิทยไุ ด้

ลกั ษณะขา่ ยส่ือสารทางวิทยคุ มนาคมกระทรวงสาธารณสุข

รปู ท่ี 1-6-1 ภาพแสดงเครือข่ายการส่ือสารของกระทรวงสาธารณสุข

2.การใชว้ ิทยคุ มนาคมเพ่อื การตดิ ตอ่ สื่อสาร

2.1 ความร้รู ะเบยี บการใชว้ ทิ ยคุ มนาคม
2.1.1 ห้ามมิใหผ้ ู้ใช้เครื่องวทิ ยคุ มนาคมปฏบิ ตั ดิ งั นี้
2.1.1.1ติดต่อสถานวี ิทยุทไี่ มไ่ ดร้ บั อนุญาตให้ใชเ้ ครือ่ งวทิ ยคุ มนาคมของ
กระทรวงสาธารณสขุ
2.1.1.2 ใชร้ หัสลบั ในการตดิ ต่อส่ือสารนอกเหนอื ไปจากท่ี คบค. กาหนด
2.1.1.3 รับส่งข่าวทีไ่ มเ่ ป็นข่าวราชการ
2.1.1.4 ใช้ถ้อยคาหยาบคาย ไม่สภุ าพในการติดตอ่
2.1.1.5 รบั ส่งข่าวอันมีเนอื้ หาละเมดิ ตอ่ กฎหมาย
2.1.1.6 ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง หรือรายการโฆษณาผ่านเคร่ืองวิทยุ
คมนาคม
2.1.1.7 กอ่ ให้เกดิ การรบกวนต่อการส่ือสารของสถานีวิทยอุ นื่ ๆ
2.1.1.8 ใชส้ ัญญาณเรียกขานปลอม หรอื แอบอา้ งให้สัญญาณเรยี กขานของ
ผอู้ ่ืน

91

2.1.1.9 ใชช้ อ่ งสญั ญาณตดิ ตอ่ ข่าวสารในขณะทผี่ ู้อ่นื ใชอ้ ยู่

2.2 ความร้เู กย่ี วกับความถวี่ ทิ ยุคมนาคม กระทรวงสาธารณสขุ

ความถี่ท่ใี ชง้ านมี 11 ช่องความถ่ี

ช่อง 1 ความถี่ 155.175Mhz ช่อง 2 ความถ่ี 155.125Mhz

ช่อง 3 ความถี่ 153.875Mhz ช่อง 4 ความถี่ 152.250Mhz

ช่อง 5 ความถ่ี 154.975Mhz ช่อง 6 ความถี่ 155.375Mhz

ชอ่ ง 7 ความถี่ 155.475Mhz ชอ่ ง 8 ความถ่ี 155.675Mhz

ชอ่ ง 9 ความถ่ี 155.725Mhz ช่อง 10 ความถ่ี 155.775Mhz

ช่อง 11 ความถี่ 154.925Mhz

การจัดสรรความถี่ให้ใช้งานโดยการกาหนดให้จังหวัดต่างๆ ใช้ความถ่ีตามท่ีกาหนด เพ่ือ

ปอ้ งกนั

การรบกวนระหว่างการใช้งานระหว่างจังหวัดต่างๆ ในการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดประจาท่ี ซึ่งมี

กาลังออกอากาศสูงถึง 45 วัตต์ และการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดติดรถยนต์ มีกาลังส่ง 30 วัตต์

สว่ นการใช้เครื่องวทิ ยุคมนาคมชนิดพกพา หรือชนิดมือถือสามารถใช้งานความถี่ได้ทั้ง 11 ช่องความถี่

เนอ่ื งจากเครื่องวทิ ยุคมนาคมมกี าลงั ส่งออกอากาศไมส่ ูงเพียง 5 วตั ต์

2.3 ประเภทของเครือ่ งวทิ ยุคมนาคม เครอ่ื งวทิ ยุคมนาคมทงั้ 3 ชนิดมอี ยดู่ ว้ ยกัน 2 ประเภท

2.3.1 ประเภท 1 หมายถึงเคร่ืองวิทยุคมนาคมท่ีสามารถปรับค่าความถ่ีได้จากหน้า

เครื่องรับส่งวิทยุคมนาคม ผู้ทสี่ ามารถใช้เครื่องวิทยุคมนาคมจะต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกบั กิจกรรมความ

ม่ันคง ตามท่ีระบุไว้ในระเบียบสานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ

กรมไปรษณยี ์โทรเลขเดิม

2.3.2 ประเภทที่ 2 หมายถึง เคร่ืองวิทยุคมนาคมท่ีไม่สามารถปรับค่าความถี่ได้จาก

หน้าเคร่ือง การปรับความความถ่ีจะต้องโปรแกรมค่าความถี่จากเคร่ืองโปรแกรม หรือจากโปรแกรม

คอมพิวเตอร์ ซง่ึ หน่วยงานกระทรวงสาธารณสขุ ได้รบั อนญุ าตใหใ้ ช้เครือ่ งประเภทที่ 2

2.4 ระบบวทิ ยุคมนาคมทีก่ ระทรวงสาธารณสุขได้รบั อนุญาตให้ใชง้ านได้

2.4.1 ระบบ VHF/FM ยา่ นความถี่ 152-156 MHz สามารถใชง้ านได้ 11 ช่อง

ความถ่ี และความถี่ประชาชนย่านความถี่ 245 MHz สามารถใช้งานได้ 80 ช่องความถี่

2.4.2 ระบบ SSB/AM มีความถี่ใชง้ าน 4 ชอ่ งความถี่

2.5 ชนดิ ของเคร่อื งวิทยคุ มนาคมมีอยดู่ ว้ ยกนั 3 ชนดิ

2.5.1 ชนิดพกพา หรือมือถือ กาลงั ส่งออกอากาศสูงสดุ 5 วตั ต์

2.5.2 ชนดิ ติดรถยนต์ หรอื ชนดิ เคลอื่ นท่ี กาลงั สง่ ออกอากาศสงู สดุ 30 วตั ต์

2.5.3 ชนดิ ประจาท่ี กาลังสง่ ออกอากาศสูงสุด 45 วตั ต์

2.6 ความร้เู กี่ยวกบั เครือ่ งวทิ ยคุ มนาคมการปรับแตง่ เพือ่ การใชง้ าน

เครือ่ งวิทยคุ มนาคมมีอยู่ 3 ชนดิ ดังนี้ คอื

2.6.1 ชนดิ พกพา หรือมือถือ แนวทางการใชง้ าน

หน้าทปี่ มุ่ ตา่ งๆ

- Power On/off และ Volume

92

- Squelch Volume หรือ Auto Squelch
- Power Selector หรอื Up/Down
- Selector Up/Down Channel
- สายอากาศ และแบตเตอรี่ พร้อมใช้งาน
2.6.2 ชนิดเคลือ่ นที่ หรอื ติดรถยนต์ แนวทางการใช้งาน
หนา้ ที่ปุม่ ต่างๆ
- การตรวจสอบอปุ กรณใ์ ห้อยใู่ นสภาพพรอ้ มใช้งาน
- Power on/off
- Squelch Volume หรอื Auto Squelch
- Power Selector หรอื Up/Down
- Selector Up/Down Channel
- ไมโครโฟน พร้อมใช้งาน
- สายอากาศพรอ้ มใชง้ าน
2.6.3 ชนิดประจาท่ี แนวทางการใช้งาน
หน้าทปี่ ่มุ ต่างๆ
- การตรวจสอบอปุ กรณ์ให้อยู่ในสภาพพรอ้ มใช้งาน
- Power On/off
- Squelch Volume หรอื Auto Squelch
- Power Selector หรอื Up/Down
- Selector หรอื Up/Down Channel
- ต่อแจค็ ไมโครโฟน สาหรับร่นุ น้นั ๆ

- การตรวจสอบแหลง่ จา่ ยแรงดัน หรอื DC Power Supply

เครื่องวทิ ยคุ มนาคมสาหรับราชการ และเคร่ืองวทิ ยคุ มนาคมความถปี่ ระชาชน

รปู ท่ี 1-6-2 ภาพวทิ ยุสื่อสารชนดิ กพา

93

รูปท่ี 1-6-3 ภาพวทิ ยสุ ่อื สารชนิดเคลอื่ นทห่ี รอื ติดรถยนต์

รูปที่ 1-6-4 ภาพวิทยุส่ือสารชนิดประจาท่ี
2.7 ความสามารถในการสอื่ สารด้วยเครอ่ื งวทิ ยคุ มนาคมแตล่ ะชนดิ ต่างๆ

2.7.1 เคร่ืองวิทยุคมนาคมชนิดมือถือ กาลังส่งสูงสุดไม่เกิน 5 วัตต์ สามารถ
ตดิ ต่อสอ่ื สารระยะไกล้

2.7.2 เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดเคลื่อนที่ กาลังส่งสูงสุดไม่เกิน 30 วัตต์ สามารถติด
สอ่ื สารไดร้ ะยะทางไกล เน่ืองจากกาลังส่งออกอากาศสูง

2.7.3 เคร่ืองวิทยุคมนาคมชนิดประจาท่ี กาลังส่งสูงสุดไม่เกิน 45 วัตต์ สามารถ
สือ่ สารได้ระยะไกล เน่อื งจากความสูงของเสาอากาศ และกาลงั ส่งออกอากาศ
สูง

2.8 การต้ังค่าต่างๆ เพื่อใช้งานวิทยุคมนาคม ชนิดพกพาหรือมือถือ ชนิดเคลื่อนที่ และ
ชนิดประจาท่ี

2.8.1 การใชเ้ คร่ืองวทิ ยคุ มนาคมเปน็ เคร่ืองรับวิทยุคมนาคม
2.8.1.1 เปดิ เคร่อื งวทิ ยคุ มนาคม หรอื Power On
2.8.1.2 เลือกช่องความถี่ใช้งาน ช่อง 1ถึง ช่อง 11 หรือ Selector
Channel
2.8.1.3 ต้ังความไวในการรบั Squelch selector หรอื Auto Squelch

2.8.2 การใช้เครอ่ื งวทิ ยคุ มนาคมเปน็ เครือ่ งสง่ วทิ ยคุ มนาคม
2.8.2.1 เปิดเคร่ืองวทิ ยุคมนาคม หรอื Power On

94

2.8.2.2 เลือกช่องความถี่ใชง้ าน ช่อง 1ถึง ช่อง 11 หรอื Selector
Channel

2.8.2.3 เลือกระดับกาลังส่งออก Low Mid และ Hi ตามความเหมาะสม
ระยะทางที่ต้องการตดิ ตอ่ ส่ือสาร

2.9 การตดิ ตัง้ เคร่ืองวทิ ยคุ มนาคม และการตรวจสอบอปุ กรณ์ใหอ้ ยใู่ นสภาพพร้อมใชง้ าน
2.9.1 เปดิ เครือ่ งวทิ ยุคมนาคม
2.9.2 เลอื กชอ่ งความถ่ีใช้งาน ชอ่ ง 1-ชอ่ ง 11 หรอื Selector Channel
2.9.3 การตง้ั ค่า SQUELCH Volume เพ่ือตั้งความไวในการรบั สญั ญาณวิทยุ
2.9.4 ตั้งคา่ กาลงั สง่ ออกอากาศตามความเหมาะสม
2.9.5 หากตอ้ งการติดตอ่ ส่อื สาร ใหก้ ดคียส์ ่งเพอื่ ตดิ ต่อสถานีต่างๆ ถา้ หากต้องการ
2.9.6 ปิดเครื่องวิทยคุ มนาคม และ แหลง่ จา่ ยแรงดนั หากเลกิ ใชง้ าน
2.9.7 หากเปน็ วิทยุชนิดประจาท่ี ให้ถอดสายอากาศออก เพ่อื ปอ้ งกันฟ้า กรณเี กดิ
ฝนฟ้าคะนอง

2.10 หลกั การและวิธีการตดิ ตอ่ หลักการงา่ ยๆ
2.10.1 ตอ้ งการตดิ ตอ่ สือ่ สารเรอ่ื ง อะไร หมายถงึ เร่ืองที่ตอ้ งการติดตอ่
2.10.2 ต้องการติดต่อสอ่ื สารกับ ใคร หมายถงึ นามเรยี กขานของเขา
2.10.3 ต้องการติดต่อสื่อสารกับที่ ไหน หมายถึง ช่องความถี่ที่เขาอยู่ หรือสถานที่
เขาอยู่
2.10.3.1 ดงั น้ันเราจะต้องทราบดงั น้ี
1) อะไร ว 6 หมายถงึ ขอติดต่อสอ่ื สาร หรอื ว 8 หมายถึง
การส่งขา่ ว หรืออืน่ ๆ
2) ใคร หมายถึง นามเรียกขาน หรอื ชอ่ื ของผูท้ ่ตี อ้ งการ
ติดต่อ
3) ไหน หมายถึง ช่องความถ่ี ท่ใี ช้ในการตดิ ตอ่

2.11 ความรู้เกีย่ วกับการใชร้ หัส วิทยุ รหสั วิทยุทีจ่ าเปน็ ต้องทราบสาหรับเจ้าหน้าท่ี
สือ่ สาร

95

รหัส ว. ความหมาย ประมวล สญั ญาณ ว. รหสั ว. ความหมาย
ว.0 รับคาส่งั ว.40 อุบัตเิ หตจุ ราจร
ว.00 คอยสักครู่ รหสั ว. ความหมาย ว.41 สัญญาณไฟจราจรเสีย
ว. 1 อยู่ท่ีใด ว.17 มีเหตอุ นั ตราย, หา้ มผา่ น ว.42 จดั ขบวนรถ
ว.2 ไดย้ นิ แล้ว ว.18 ทดสอบเคร่อื งยนต์ ว.43 จุดสกดั ,ดา่ นตรวจ
ว.3 ทวนขอ้ ความใหม่ ว.19 สถานถี กู โจมตี ว.45 ตรวจสอบบคุ คล
ว.4 ออกปฏบิ ัตกิ าร ว.20 ตรวจค้น , จับกมุ ว.50 รับประทานอาหาร
ว.5 ราชการลับ ว.21 ออกเดนิ ทางจากท…ี่ …. ว.51 ปว่ ย
ว.6 สนทนาโดยตรง ว. 22 ถึงปลายทางท…ี่ …. ว.60 เพ่ือน, ญาติ
ว.7 ขอความช่วยเหลือดว่ น ว. 23 ผา่ นสถานทค่ี ือ…….. ว.61 ขอบคุณ
ว.8 ขอ้ ความต่อเน่ือง ว. 24 แจง้ เวลา…..เทียบเวลา ว.70 บา้ น
ว.9 มเี หตุฉุกเฉนิ ว. 25 กาลังเดินทาง,ผ่าน
ว.10 หยดุ สงั เกตการณ์ ว. 26 ติดต่อทาง ว. นอ้ ยทส่ี ดุ
ว.11 หยุดรถ ตดิ ตอ่ วทิ ยุได้ ว. 27 ตดิ ตอ่ ทางโทรพิมพ์
ว.12 หยุดรถ ตดิ ต่อวิทยไุ มไ่ ด้ ว. 28 ประชมุ
ว. 13 ติดต่อทางโทรศัพท์ ว.29 มีราชการ , ภารกจิ ใด
ว.14 เลกิ ปฏบิ ตั งิ าน ว.30 จานวนเทา่ ใด(คน,ส่ิงของ)
ว.15 ใหไ้ ปพบ,มาพบ ว.31 ใช้ชอ่ งความถ่ีท่ี 1
ว.16 ความชัดเจนของสญั ญาณ ว.32 ใช้ช่องความถ่ีท่ี 2
ว.33 ใชช้ ่องความถ่ีท่ี 3
ว.16-1 : รบั ฟังไมร่ ้เู รอ่ื ง ว.34 ใช้ช่องความถี่ที่ 4
ว.35 เตรียมกาลังพร้อม

96

ว.16-2 : รับฟังไมช่ ัดเจน ว.36 เตรยี มกาลังเตม็ กาลัง
ว.16-3 : รับฟังชัดเจนพอใช้ได้ ว.37
ว.16-4 : รับฟังชัดเจนดี ว.38 เตรียมกาลงั ครึ่งหน่งึ
ว.16-5 : รบั ฟังชัดเจนดมี าก ว.39
เตรียมกาลัง 1/3
การจราจรคับคง่ั

รหสั การแจง้ เหตุรา้ ยทางวิทยุ

รหัสการแจ้งเหตุ ความหมาย รหสั การแจง้ เหตุ ความหมาย
100 ทารา้ ยร่างกายไดร้ บั บาดเจ็บ
111 ประทุษรา้ ย 231 ฆา่ คนตาย
121 การพนนั เปน็ บอ่ น
131 ลักทรัพย์ 241 วตั ถตุ อ้ งสงสัยเก่ยี วกบั ระเบิด
141
วงิ่ ราวทรพั ย์ 300 ไดเ้ กิดระเบิดขึน้ แลว้
200
211 ชิงทรพั ย์ 510 วตั ถรุ ะเบดิ ไดต้ รวจสอบแลว้ ไมร่ ะเบดิ

ปล้นทรพั ย์ 511

ประทุษรา้ ยต่อร่างกาย 512

ทารา้ ยร่างกายไมไ่ ด้รับบาดเจบ็

รหสั แจ้งเหตเุ พลิงไหม้ และนักเรียนก่อเหตทุ ะเลาะววิ าท

รหัสแจง้ เหตุเพลิงไหม้ รหัสแจ้งเหตนุ กั เรยี นทะเลาะวิวาท

รหัสการแจ้งเหตุ ความหมาย รหัสการแจง้ เหตุ ความหมาย

501 การบรกิ ารนา้ ,รถยก,ตัดต้นไม้ 600 นกั เรยี นจะก่อเหตุทะเลาะววิ าท

502 ขนสง่ ผปู้ ่วย 601 นักเรยี นรวมกลุม่ มีสง่ิ บอกเหตุว่า
จะกอ่ เหตุ
503 สาธารณภยั ทางบก น้า อากาศ

201 เพลงิ ไหม้หญา้ 602 นกั เรยี นกอ่ เหตุทะเลาะววิ าท

202 ไฟฟา้ ลัดวงจร 603 นักเรยี นกอ่ เหตยุ กพวกทาร้าย
ซึ่งกันและกัน
203 เพลงิ ไหม้ยานพาหนะ

204 เพลงิ ไหมช้ มุ ชน ตึกแถว บา้ นเรอื น 604 นกั เรียนก่อเหตุยกพวกทารา้ ย

205 เพลงิ ไหมอ้ าคารเก็บเช้อื เพลงิ สารเคมี ซง่ึ กนั และกนั ถึงตาย

97

206 เพลิงไหมอ้ าคารสงู อาคารขนาดใหญ่ 605 นกั เรยี นกอ่ เหตยุ กพวกทารา้ ย

ซงึ่ กันและกัน มีวัตถรุ ะเบดิ

2.12 ทดลองการใชว้ ิทยคุ มนาคม
2.12.1 การส่อื สารปกติ และพดู คุยสนทนาเพ่ือการสือ่ สาร
หลักการ เพื่อให้เกิดการส่ือสารท่ีระบบส่ือสารไม่สามารถทาได้อย่างสะดวก

เน่ืองจากช่องส่ือสารความถี่ เดียวเท่านั้น การส่ือสารจะต้องมีสถานีควบคุมข่ายสื่อสารคอย
ทาหนา้ ทีค่ วบคมุ การใชง้ าน

2.12.1.1 การส่งขา่ วทเี่ ป็นขอ้ ความทเ่ี ปน็ ทางการ
หลักการ

2.12.1.2 นามเรียกขาน เจ้าหน้าที่
2.12.1.3 นามเรียกขานสถานี
2.12.1.4 นามเรียกขานอน่ื ๆ ทเ่ี ขา้ มารว่ มใช้ขา่ ยสอื่ สาร
2.12.1.5 การส่งข่าวสาหรับหน่วยงาน การส่งและรับ ว 8 หน่งึ ฉบบั
2.12.1.6 ปญั หาระบบสื่อสารทมี่ ชี อ่ งความถ่ีแบบจากดั

3.ความรู้ระเบียบการใชว้ ทิ ยคุ มนาคม

3.1 หา้ มมใิ หผ้ ู้ใชเ้ คร่ืองวทิ ยุคมนาคมปฏบิ ตั ิดังน้ี
3.1.1 ติดต่อสถานีวิทยทุ ไ่ี ม่ไดร้ บั อนญุ าตให้ใช้เคร่อื งวิทยคุ มนาคมของกระทรวง
สาธารณสุข
3.1.2 ใชร้ หัสลับในการติดต่อสอื่ สารนอกเหนือไปจากท่ี คบค. กาหนด
3.1.3 รับ-ส่งขา่ วทไ่ี ม่เป็นข่าวราชการ
3.1.4 ใช้ถอ้ ยคาหยาบคาย ไม่สภุ าพในการตดิ ต่อ
3.1.5 รับ-ส่งข่าวอันมีเนอ้ื หาละเมิดต่อกฎหมาย
3.1.6 สง่ เสียงดนตรี รายการบันเทงิ หรอื รายการโฆษณาผ่านเครือ่ งวทิ ยุ
คมนาคม
3.1.7 กระทาการใดๆ ทีก่ ่อใหเ้ กิดการรบกวนตอ่ การส่ือสารของสถานีวิทยุอืน่ ๆ
3.1.8 ใช้สัญญาณเรยี กขานปลอม หรอื แอบอา้ งใหส้ ญั ญาณเรียกขานของผูอ้ ่นื
3.1.9 ใช้ช่องสญั ญาณตดิ ตอ่ ข่าวสารในขณะท่ผี ู้อืน่ ใชอ้ ยู่

4.องคป์ ระกอบของระบบการส่ือสาร

การสือ่ สารในระบบการแพทยฉ์ ุกเฉินมหี ลายระบบ ได้แก่
4.1 ระบบสือ่ สารวทิ ยุ ในระบบนีจ้ ะต้องมีเคร่อื งมือสือ่ สารที่ประกอบด้วย

4.1.1 ฐานวิทยุ
4.1.2 วิทยุ
4.1.3 รพี ที เตอร์
4.2 ระบบโทรศัพท์มอื ถือ
4.3 Telemedicine สามารถสง่ ขอ้ มูลคนไข้ เชน่ EKG จากท่ีเกิดเหตมุ ายังโรงพยาบาล

98

4.4 Computerized mobile dispatch terminal

5 ศูนย์รับแจ้งเหตแุ ละสั่งการ (Emergency Dispatch center)

มภี ารกิจสาคัญคอื
5.1 เป็นศนู ยร์ บั แจ้งเหตเุ จบ็ ป่วยฉกุ เฉนิ
5.2 คดั แยกระดับความรนุ แรงของการเจบ็ ปว่ ยฉุกเฉนิ
5.3 ใหค้ าแนะนาการปฏบิ ตั ติ วั ของผทู้ อ่ี ยู่จดุ เกดิ เหตุ
5.3 จัดสง่ ชุดปฏบิ ัติการตามระดับความรุนแรงของความเจ็บป่วยฉุกเฉนิ
5.4 ประสานระบบขอความช่วยเหลอื กับหนว่ ยงานอ่นื ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
5.5 ประสานกับ พอป. ในการใหค้ าส่ังการแพทยห์ รอื การอานวยการแกผ่ ู้ปฏบิ ตั กิ าร
5.6 รับทราบการรายงานของชุดปฏิบตั ิการ
5.7 บุคลากรในศูนยร์ บั แจง้ เหตุ (ผูป้ ฏิบตั ิการอานวยการ)

5.7.1 แพทย์อานวยการปฏิบัติการฉุกเฉนิ (พอป.)
5.7.2 ผู้กากบั การปฏิบตั ิการฉกุ เฉิน (ผกป.) ทาหนา้ ท่ี

5.7.2.1 ทบทวนเอกสารและการปฏิบัติงานของผู้ช่วยเวชกรรมและผู้ช่วย
อานวยการตามแนวทางท่ี สพฉ. ประกาศ กาหนด

5.7.2.2 ประเมินข้อมูลการปฏิบัติการฉุกเฉิน ระบุวิธีการปฏิบัติการฉุกเฉิน
ที่มีประสิทธิผล ระบุวิธกี ารแก้ไขประเด็นการปฏิบัตกิ ารแพทย์ที่ซับซ้อน และกาหนดแผนงานประกัน
คุณภาพเพ่อื วัดผลลัพธแ์ ละประสิทธิผลการปฏบิ ตั กิ ารฉุกเฉิน

5.7.2.3 ดาเนินการวิเคราะห์ในการปฏบิ ัติการฉกุ เฉินในปจั จุบนั และอนาคต
รวมทั้งแนวโน้มเพ่ือประกันคุณภาพการปฏิบัติการแพทย์ ตลอดจนช่วยจัดการวางแผน ประเมิน
ผู้ช่วยเวชกรรมและผู้ช่วยอานวยการ ประเมินระบบปฏิบัติการฉุกเฉินและประกันคุณภาพ เพื่อให้
บรรลุเปา้ หมายการแพทย์ฉกุ เฉินตามทีท่ ้องถนิ่ หรือพน้ื ที่หรือหนว่ ยปฏิบัติการนน้ั กาหนด

5.7.2.4 วางแผน จัดระเบียบ และพัฒนาแผนงานฝึกอบรมการปฏิบัติ
การแพทย์ของผู้ช่วยเวชกรรม และการปฏิบัติการอานวยการของผู้ช่วยอานวยการ ให้เป็นไปตาม
กฎหมายว่าดว้ ยการแพทยฉ์ กุ เฉนิ และแนวทางท่อี งคก์ รวชิ าชพี เวชกรรมแนะนา

5.7.2.5 ดาเนินการและประเมินกิจกรรมการฝึกอบรมพนักงานฉุกเฉิน
การแพทยแ์ ละอาสาสมคั รฉุกเฉนิ การแพทย์ รวมทัง้ การฝกึ อบรมต่อเนอื่ งใหแ้ ก่ผู้ช่วยเวชกรรม

5.7.2.6 จัดทาแนวทาง ข้ันตอนวิธี เกณฑ์วิธี และดาเนินการให้มีการ
ปฏิบัติการฉุกเฉินตามการอานวยการท่ัวไป และรับคาสั่งการแพทย์จากแพทย์อานวยการฉุกเฉินผู้ทา
หน้าท่อี านวยการตรง

5.7.2.7 จัดทาแนวทาง ขั้นตอนวิธี และเกณฑ์วิธี ในการประสานการ
ปฏิบัติการฉุกเฉินและการตกลงร่วมปฏิบัติการฉุกเฉินของหน่วยปฏิบัติการกับสถานพยาบาลและ
องคก์ รอนื่ ที่เกย่ี วขอ้ งกบั การปฏิบัติการฉกุ เฉนิ

5.7.2.8 ติดตามการปฏิบัติงานควบคู่ไปกับผู้ปฏิบัติการประเภทและระดับ
ตา่ งๆ ขณะปฏิบตั ิการแพทย์และปฏบิ ตั ิการอานวยการเพอื่ ประเมินการปฏิบัตกิ ารฉกุ เฉิน ณ ทเ่ี กิดเหตุ

5.7.3 ผู้จ่ายงานปฏบิ ัติการฉกุ เฉนิ (ผจป.) ทาหน้าที่

99

5.7.3.1
5.7.4 ผูป้ ระสานปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉิน (ผปป.) ทาหน้าท่ี

5.7.4.1 ประสานการจัดทาเอกสารและปฏิบัติงานของผู้ช่วยเวชกรรมและ
ผู้ช่วยอานวยการตามแนวทางท่ี สพฉ. กาหนด

5.7.4.2 ประสานการจัดเก็บข้อมูลการปฏิบัติการฉุกเฉินเพ่ือการประเมิน
ผู้ช่วยเวชกรรมและผู้ช่วยอานวยการ การประเมินระบบปฏิบัติการฉุกเฉิน และการประกันคุณภาพ
ตามเป้าหมายการแพทย์ฉกุ เฉนิ ทท่ี ้องถ่นิ หรือพ้ืนท่หี รอื หนว่ ยปฏิบัติการฉกุ เฉนิ

5.7.4.3 ประสานการปฏิบัติการฉุกเฉินและการดาเนินงานตามแผนงาน
ประกนั คณุ ภาพ เพอ่ื การวัดผลลพั ธแ์ ละประสทิ ธิผลการปฏบิ ตั กิ ารฉุกเฉิน

5.7.4.4 ประสานแผนการฝึกอบรมการปฏิบตั ิการแพทย์และการปฏิบัตกิ าร
อานวยการ ใหเ้ ป็นไปตามแนวทาง ขน้ั ตอนวิธี และเกณฑว์ ธิ ีท่ีผู้กากับการปฏิบัติการฉกุ เฉินหรือแพทย์
อานวยการปฏิบตั ิการฉุกเฉนิ กาหนดไว้

5.7.4.5 ประสานการจัดเก็บข้อมูลการดาเนินการและการประเมินกิจกรรม
การฝกึ อบรม รวมทัง้ การฝกึ อบรมต่อเนอ่ื งของผ้ปู ฏบิ ัติการ

5.7.4.6 ประสานการปฏิบัติการฉุกเฉินตามแนวทาง ข้ันตอนวธิ ี และเกณฑ์
วิธีตามการอานวยการทั่วไปและการรับคาสั่งการแพทย์จากแพทย์อานวยการปฏิบัติการฉุกเฉิน ผู้ทา
หนา้ ทอ่ี านวยการ

5.7.4.7 ประสานการปฏิบัติการฉุกเฉินของหน่วยปฏิบัติการกับ
สถานพยาบาล และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามแนวทาง ข้ันตอนวิธี และ
เกณฑ์วธิ ีทีผ่ ู้กากบั การปฏิบัติการฉกุ เฉินหรอื แพทยอ์ านวยการปฏบิ ัติการฉกุ เฉนิ ท่กี าหนด

5.7.5 พนักงานรับแจ้งการเจบ็ ปว่ ยฉุกเฉิน (พรจ.) ทาหนา้ ท่ี
5.7.5.1 รับแจ้งการเจ็บปว่ ยฉุกเฉนิ
5.7.5.2 จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลสานสนเทศจากผุ้แจ้งเหตุหรือผู้อาจช่วย

ได้ เพ่ือคัดแยกระดับความรุนแรง รวมทั้งส่งต่อข้อมูลสารสนเทศไปยังผู้ช่วยเวช
กรรม ผู้ช่วยอานวยการแพทย์อานวยการปฏิบัติการฉุกเฉิน และองค์กรอ่ืนที่
เก่ียวข้องกับการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามแนวทาง ข้ันตอนวิธีและเกณฑ์วิธีที่แพทย์
อานวยการปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉนิ กาหนด
5.8 ข้อมูลที่มีความสาคัญในการตัดสินใจ สั่งการปฏิบัติงานของศูนย์รับแจ้งเหตุ
ประกอบด้วย
5.8.1 สถานท่ีเกิดเหตุ
5.8.2 ลักษณะของเหตกุ ารณ์และปัญหาของผปู้ ่วย
5.8.3 ระดับความชว่ ยเหลอื ท่ีตอ้ งการ
5.8.4 ชื่อและตาแหน่งของผูแ้ จง้ เหตุ
หลังจากการรับแจ้งเหตุ แม้จะได้สั่งการให้รถพยาบาลออกปฏิบัตกิ ารแล้ว ศูนยร์ ับแจ้งเหตยุ ัง
ตอ้ งติดต่อให้คาแนะนาการดูแลผู้ป่วยให้กับผู้แจ้งเหตุจนกว่าทีมชว่ ยเหลือจะไปถึง ดังนั้นผู้ปฏิบัตกิ าร
อานวยการจะตอ้ งเปน็ ผ้ทู ่ีมคี วามรูท้ ่วั ไปเรอ่ื งการสอ่ื สาร

100


Click to View FlipBook Version