โรคอโี บลา โรคไข้หวดั ใหญ่ โรคไข้หวัดนก
1-4 วัน 2-7 วนั
อจากคนสคู่ น เกดิ จาก เช้ือไวรัสอยใู่ นนา้ มูก น้าลาย การสมั ผสั กับสัตวป์ ว่ ยโดยตรง
โดยตรงกบั เลอื ดทต่ี ิด หรือเสมหะของผปู้ ่วย แพร่เช้ือ และโดยอ้อมจากการสมั ผสั ส่งิ คดั
คัดหลง่ั อวยั วะ หรือ ผา่ นการไอ จามรดกนั หรอื หลั่งจากสัตวท์ ่เี ปน็ โรค เช่น
ยงั ไมพ่ บรายงานการ หายใจเอาฝอยละอองเข้าไป อจุ จาระ นา้ มูก นา้ ตา น้าลาย
นทางละอองฝอย หากอยูใ่ กลผ้ ู้ปว่ ย บางราย ของสตั ว์ทปี่ ว่ ย เม่ือสัมผัสสตั ว์
โดยตรงกบั เลอื ดหรอื ได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือ ปว่ ยแลว้ มกั เอามอื มาสมั ผัสกบั
ของลิงทต่ี ดิ เช้ือ หรอื หรอื สง่ิ ของเครอื่ งใชท้ ่ปี นเปอ้ื น หนา้ จมูก หรอื ปากตนเอง ทา
จัดการหรอื ชาแหละ เช้ือ เช่ือจะเข้าสรู่ า่ งกายทาง ให้รบั เช้อื เข้าสู่รา่ งกาย พบการ
ลูกด้วยนมท่ีตาย จมูก ตา ปาก แพรจ่ ากคนสคู่ นได้น้อย
ตามอาการแบบ ยาต้านไวรสั คือ ยาโอสเซลทา ยาตา้ นไวรัส คอื ยาโอสเซลทามี
ระคอง ยังไมม่ วี ัคซนี มีเวียร์ มีวคั ซนี ปอ้ งกันโรค เวียร์ มกี ารใช้วัคซนี ในหลาย
ษาทจี่ าเพาะ ในราย ไข้หวัดใหญ่ ประเทศ แตป่ ระสิทธภิ าพยงั ไม่
นแรงต้องการการ ชัดเจน
ใกลช้ ดิ
การปอ้ งกนั การ มาตรการการป้องกนั การ มาตรการการปอ้ งกันการระบาด
องเชอ้ื ไวรัสอโี บลา
ทศไทย ระบาดของโรคไขห้ วัดใหญ่ ของโรคไขห้ วดั นก
เดินทางจากประเทศ ของประเทศไทย การแพร่กระจายเชือ้ คือ
บาดของโรค จะตอ้ ง
ตรวจคัดกรองทดี่ า่ น 1. บคุ ลากรทางการแพทย์ควรมี 1. ผู้ปว่ ยทส่ี งสัย ไดแ้ ก่ ผูส้ ัมผัส
คทา่ อากาศยาน ความรพู้ นื้ ฐานดา้ นสุขอนามยั สัตว์ปกี เขา้ บริเวณฟารม์ หรอื ที่มี
มิเขา้ เกณฑ์สอบสวน ได้แก่ การลา้ งมือ การสวม การฆา่ สัตวป์ ีก ผทู้ ่ีมอี าการคลา้ ย
ข้ตง้ั แต่ 38 องศา หน้ากากอนามัย ไข้หวัดใหญ่ หรือปอดอักเสบ
299
โรคเมอร์ (MERS) โรคซาร์ส (SARS) เซลเซียสข
สมั ผสั โรคใ
precaution และป้องกันดวงตา และ อตุ สาหกรรม พร้อมเคร่อื ง เริม่ ปว่ ย ม
การตดิ เช้ือจากฝอยละอองในอากาศ ปอ้ งกนั ตา ล้างมอื ทุกครง้ั ก่อน - อาศยั อย
จากผปู้ ว่ ย และหลงั สมั ผัสผปู้ ว่ ย หลงั ประเทศทีเ่
กิจกรรมทมี่ กี ารปนเปื้อนและ
หลังถอดถงุ มอื ท่ีเป้ือน และ - สมั ผัสผู้ป
อุปกรณท์ างการแแพทยอ์ น่ื ๆ ที่เขา้ เกณฑ
ต้องดแู ล เพราะอาจจะเป็น โรคติดเชอ้ื
แหลง่ แพรเ่ ชอื้ ได้ ใช้น้ายาฟอก
ขาวที่ผสมใหมแ่ ละเข้มขน้ ท่ี - สัมผสั โด
เหมาะสม ค้างคาว ห
ทม่ี าจากพ
1.2. ผ้ปู ่วย
สอบสวนข
ร่วมกบั อาก
อาการดงั ต
ปวดข้อ ปว
แนน่ ทอ้ ง อ
สะอกึ กลนื
เลือดออกผ
รุนแรงทีเ่ ก
อวยั วะ
1.3. ผูท้ ่ีอา
มาจากพ้ืน
โรคอีโบลา โรคไข้หวดั ใหญ่ โรคไขห้ วดั นก
ขึ้นไป รว่ มกับมปี ระวัติ 2. ฉดี วคั ซีนป้องกันโรคในกลมุ่ 2. บคุ ลากรทางการแพทยค์ วรมี
ในช่วง 21 วนั กอ่ น เสีย่ ง ความรพู้ ้นื ฐานดา้ นสขุ อนามัย
มีข้อใดขอ้ หนึง่ ต่อไปนี้ ไดแ้ ก่ การล้างมอื การสวม
ยหู่ รอื เดนิ ทางมาจาก หนา้ กากอนามยั
เกิดโรค
ปว่ ยหรือศพของผู้ปว่ ย
ฑส์ อบสวน / สงสยั
ออีโบลา
ดยตรงกบั สัตวจ์ าพวก
หนลู งิ สตั วป์ ่าเท้ากบี
พ้ืนท่ีเกดิ โรค
ยสงสยั ทเ่ี ขา้ เกณฑ์
ขา้ งตน้ ที่มอี าการไข้
การอย่างน้อย 3 จาก
ต่อไปนปี้ วด ศรี ษะ
วดกล้ามเนือ้ ปวด
อาเจยี น ถ่ายเหลว
นลาบาก ซึม หรือ
ผดิ ปกติ หรือมีอาการ
กดิ ข้ึนกบั หลาย ระบบ
าศัยอยู่ หรือ เดนิ ทาง
นทร่ี ะบาดของโรค
300
โรคเมอร์ (MERS) โรคซาร์ส (SARS)
ภายใน 21
ไม่ทราบสา
2. สวมชุด
หมวก หน
Face shie
ยาว (ชุดห
คลุมเท้ากัน
cover) แล
3. การทาค
สวมชุดปอ้
ดว้ ย 70%
spray หรือ
คลอไรด์ 2
กับNSS 50
โรคอีโบลา โรคไขห้ วดั ใหญ่ โรคไข้หวัดนก
1 วนั และเสยี ชีวิตโดย
าเหตุ อนื่ ๆ ท่ีชดั เจน
ดปอ้ งกนั ตนเอง ไดแ้ ก่
น้ากาก N95 แวน่ ตา
eld เสอื้ คลมุ แขน
หมี) ถงุ มอื 2 ชนั้ ถงุ
นนา้ (Leg and foot
ละรองเท้าบตู
ความสะอาดรถ ให้
องกันดงั ข้อ 2 เช็ด
% แอลกอฮอล์ชนิด
อ 10% โซเดยี มไฮโป
25 CC 2 ขวด ผสม
00 CC
301
เอกสารอา้ งอิง
คณะทางานด้านการวินิจฉัยดูแลรักษาและควบคุมป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กระทรวง
สาธารณสุข
ร่วมกบคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัย และชมรมควบคมุ โรคตดิ เช้อื ในโรงพยาบาลแห่ง
ประเทศไทย.แนวทางเวชปฏิบัติสาหรับบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข กรณี
เตรียม
รบั ผู้ปว่ ยสงสยโรคติดเช้อื ไวรสั อโบลา. ฉบบั ปรบั ปรุงครั้งท่ี 4. 2558.
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/th/content/.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. ตาราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. พิมพ์คร้ังที่ 5. บริษัทโฮลิสตกิ พับลิช
ชงิ่ จากัด
สานักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ตารางเปรียบเทียบโรคติดต่ออุบัติ
ใหม่ระบบทางเดินหายใจ ปี 2558.
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/th/content/
สานักโรคตดิ ต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง
หรือโรคเมอร์. http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/th/diseases/271.
หาหมอดอทคอม. “โรคมือ เท้า ปาก (Hand-Foot-and-Mouth Disease)”. (พญ.อรุณี เจตศรี
สภุ าพ). [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก : haamor.com. [10 ม.ี ค. 2016].
MEDTHAI. โ ร ค มือ เ ท้า ป า ก อ า ก า ร ส า เ ห ตุ แ ล ะ ก า ร รัก ษ า โ ร ค มือ เ ท้า ป า ก 8 วิธี.
HTTPS://MEDTHAI.COM.
ภาพประกอบ : www.nhsdirect.wales.nhs.uk, www.blogcdn.com, wikipedia.org (by Ngufra,
MidgleyDJ), www.natural-health-news.com, babycenter.com
302
หน่วยการเรยี นที่ 6
การดแู ลเบ้อื งต้นในผบู้ าดเจ็บ
บทท่ี 6 -1
303
การดูแลเบ้ืองต้นในผ้บู าดเจ็บเน้ือเยือ่ ออ่ น
Soft tissue injuries
บทนา
การบาดเจ็บในปัจจุบันสาเหตุนาของการเสียชีวิต คือ การเสียเลือด ซึ่งการเสียเลือดเป็น
เหตุการณ์วิกฤตและการควบคุมการเสียเลือดเป็นทักษะที่มีความจาเป็นสาหรับพนักงานฉุกเฉินการ
แพทย์ ซึ่งจะต้องทาโดยทันทีท่ีมีการสูญเสียเลือดเกิดข้ึน การตกเลือดภายในร่างกาย สามารถ
แสดงออกได้หลายอาการและอาการแสดง สามารถจดจาแล้วระลึกได้เสมอว่าอาการเหล่าน้ันเป็นข้อ
บง่ ชขี้ องการเสียเลือดและช็อก ทาใหล้ ดโอกาสเกดิ ภาวะทุพพลภาพที่รนุ แรงและเสียชวี ิตได้
กายวภิ าคศาสตร์ และสรรี วทิ ยา
เลือด
คนปกติมีเลือดประมาณร้อยละ 7-8 ของน้าหนักตัว คือ ประมาณ 4-5 ลิตรในผู้ใหญ่ ซ่ึง
ประกอบไปด้วยสว่ นท่ีเปน็ ของเหลว เรียกว่า พลาสม่า และส่วนท่เี ป็นเม็ดเลอื ด ซ่ึงประกอบไปด้วย
เม็ดเลือดแดง ทาหนา้ ท่ี นาพาออกซเิ จน
เม็ดเลอื ดขาว ทาหน้าที่ เกีย่ วกบั ภูมคิ ุ้มกันในการตอ่ สู้กบั เช้ือโรค
เกลด็ เลือด ทาหน้าท่ี ใหเ้ ลอื ดหยดุ ไหล
หวั ใจ
ประกอบไปด้วย 4 หอ้ ง แบง่ เป็น 2 ห้องบน และ 2 ห้องลา่ ง ดงั นี้
2 ห้องบน เรียกว่า เอเทรียม (Atrium) เป็นห้องที่รองรับเลือดท่ีสงมาจากส่วนต่างๆของ
ร่างกาย
2 ห้องล่าง เรียกว่า เวนตริเคิล (Ventricle) เป็นห้องท่ีทาหน้าท่ีบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไป
เลี้ยงสว่ นต่าง ๆของรา่ งกาย
รปู ท่ี 1 แสดงกายวิภาคของหัวใจ
ระบบหลอดเลือดดาและเลือดแดง
304
เลอื ดแดงออกจากหัวใจห้องล่างเส้นเลอื ดจะมีขนาดใหญ่และเลก็ ลงเรือ่ ย ๆ จนไปสน้ิ สดุ ที่
หลอดเลอื ดฝอย ซ่งึ หลอดเลือดฝอยนีจ้ ะมีความหนาเทา่ กับเซลล์ 1 เซลล์ และอยใู่ กลช้ ิดกบั เซลล์
จะมีการแลกเปล่ยี นสารอาหารและของเสียจากเซลล์ตา่ ง ๆ และผา่ นไปสู่เสน้ เลอื ดดาทเ่ี ลก็ ท่ีสดุ ซึ่ง
จะมกี ารรวมตัวกันมาเร่อื ย ๆ จนถงึ เสน้ เลือดดาใหญจ่ นเขา้ สู่หวั ใจ
รูปท่ี 2 แสดงระบบไหลเวียนเลือด
การเสยี เลอื ด (Bleeding)
การเสียเลือด (Bleeding) คือภาวะที่มีความล้มเหลวของระบบไหลเวียนโลหิตเกิดข้ึน ความ
ดันโลหิตก็จะลดลง ทาให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเย่ือไม่เพียงพอ (Hypoperfusion) และเกิดภาวะช็อกจาก
การเสยี เลอื ดได้ (Hypovolumic shock)
ปจั จัยทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั ภาวะเลอื ดออก ได้แก่
1.1 ชนดิ ของเสน้ เลือด เช่น เส้นเลอื ดดา เสน้ เลอื ดแดง และเส้นเลอื ดฝอย
1.2 ปริมาณเลือดท่ีไหลออก เทียบกับปริมาณเลือดท่ียังไหลเวียนในร่างกาย ถ้าเลือดไหล
ออกมามาก โอกาสที่ทาใหก้ ารแข็งตวั ของเลือดบกพร่อง (Coagulation defect)
1.3 ตาแหน่งทเ่ี ลือดออก
1.3.1 การเสยี เลือดภายนอก ไดแ้ ก่ บาดแผลท่เี ห็นได้ชัด มเี ลือดไหลออกมานอก
ผวิ หนัง
1.3.2 การเสียเลือดภายใน ได้แก่ เลือดออกในอวัยวะหรือช่องว่างต่างๆ ภายใน
รา่ งกาย โดยไม่ไหลออกมานอกผิวหนังทาใหส้ งั เกตไดย้ าก และเป็นอนั ตรายได้เสมอ
1.4 จานวนเส้นเลือดท่ีถูกทาลาย ถ้าจานวนเส้นเลือดหลายเส้นจะมีเลือดออกมากกว่าเส้น
เลอื ดเส้นเดยี ว
การเสยี เลือดภายนอก (External bleeding)
ระดบั ความรุนแรงของการเสยี เลือด
การเสยี เลือดในจานวนตอ่ ไปนี้ ถือเปน็ การเสียเลือดในขนั้ วิกฤติ
305
ผูใ้ หญเ่ สียเลือด 1,000 มลิ ลลิ ติ ร (ml.)
เด็ก 500 มลิ ลลิ ติ ร (ml.)
ทารก 100-200 มิลลิลิตร (ml.)
ความรุนแรงขนึ้ อยูก่ บั อาการและอาการแสดง
ระยะความรนุ แรง ระยะท่ี 1 ระยะท่ี 2 ระยะที่ 3 ระยะท่ี 4
1,500-2,000 >2,000
การเสยี เลือด (ml) <750 750-1,500 >40
30-40 >140
รอ้ ยละการเสยี เลอื ด (%) 10-15 15-30 >120 ตา่
ตา่ <35
ชีพจร (คร้งั / นาที) <100 >100 30-40
ความดนั โลหติ ปกติ ปกติ
การหายใจ (คร้ัง/นาท)ี 14-20 20-30
ร่างกายของคนพยายามจะควบคุมการตกเลือดด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยการหดตัวของเส้น
เลือดและการแข็งตัวของเกร็ดเลือด แต่คนทีเ่ สยี เลอื ดมากๆ กลไกการแขง็ ตวั ของเลอื ดอาจเสียไปได้
ตารางแสดงชนดิ ของการเสยี เลอื ดภายนอก
เสน้ เลอื ด อตั ราการไหล สี บริเวณ
ฝอย ซมึ เรอื่ ย ๆ แดง ตืน้ ชิดผวิ หนัง
ดา ไหลตลอด ม่วง/ แดงคล้า อยตู่ ้นื กว่าเส้นเลอื ดแดง
แดง ไหล/ พงุ่ ตามชีพจร แดงสด เสน้ เลือดท่อี ย่ลู ึกยกเว้นทข่ี อ้
พบั
การดูแลรกั ษาฉกุ เฉินของ External Bleeding
1. Universal Precaution หลกั การปอ้ งกนั ตนเองจากการตดิ เช้ือจากสารคัดหลง่ั ของรา่ งกาย เชน่
สวมถุงมือ (Gloves) สวมแวน่ ตา (Goggles) สวมเส้ือกาวนป์ อ้ งกนั บริเวณลาตวั (Gown) สวม
หน้ากาก (Mask) สวมรองเท้า (Boot) และการล้างมอื
2. ประเมินระดับความร้สู กึ ตัว AVPU
3. ประเมินทางเดินหายใจ และการหายใจ
4. ประเมนิ การเสียเลือดและทาการหา้ มเลอื ด
- ใชฝ้ ่ามือกดตรงจุดทเ่ี ลอื ดออกตามขนาดและตาแหนง่ ของแผล (Direct pressure)
- ยกตาแหนง่ อวัยวะทเี่ ลอื ดออกให้สูงข้ึน
- แผลใหญ่ให้ Pack ด้วยผ้ากอ๊ สสะอาด แลว้ กดดว้ ยฝา่ มอื (Pressure dressing)
- ถ้าในตาแหนง่ แขน ขา หลังจากการทา Direct pressure และ Pressure dressing
แลว้ ยงั ไมส่ ามารถหยดุ เลอื ดได้ ใหใ้ ช้วธิ ี Combat application tourniquet (C-
A-T)
วิธีทา Combat application tourniquet (C-A-T)
สายรัดห้ามเลือดภาคสนาม Combat Application Tourniquet เป็นสายรัดห้ามเลือด
ภาคสนาม ท่ีถูกเลือกใช้เพ่ือเป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลสนามประจาบุคคล และรับรองโดยสถาบัน
306
ศัลยกรรมทหารบกสหรัฐอเมริกา Combat Application Tourniquet หรือ CAT Tourniquet มี
ขนาดเลก็ นา้ หนกั เบา ใชง้ านได้ดว้ ยมอื เดยี ว ใชห้ ้ามเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ ท่ีเส้นเลือดใหญบ่ ริเวณ
แขนและขาถูกตัดขาด เพ่ือให้ผู้บาดเจ็บรอดชีวิต ก่อนการนาส่งถึงมือแพทย์ ขนาดของ Tourniquet
ทเ่ี หมาะสมควรมคี วามกวา้ ง 1.5 นว้ิ หรอื 4 ซม.
การทา Tourniquet ให้รัดเหนือจุดที่เลือดออกประมาณ 1 ฝ่ามือ โดยใช้เฉพาะเลือดออก
จากส่วนรยางค์เท่านั้น โดยรัดจนคลาชีพจรที่ส่วนปลายไม่ได้ หรือรัดจนเลือดหยุดไหล หากไม่สามรถ
หยุดเลือดได้ ให้รัดเพิ่มจากตาแหน่งท่ีรัดเหนือจากตาแหน่งเดิมได้ และแนะนาให้คลาย tourniquet
ภายใน 2 ช่ัวโมง
รูปที่ 3 แสดงการทา Tourniquet
5. ดาม (Splints)ในตาแหนง่ ที่มอี วัยวะผดิ รปู ร่วมกบั มบี าดแผลเปดิ
- เพอ่ื ลดการเคล่ือนไหวกระดกู ทห่ี ัก
- เพือ่ ชว่ ยห้ามเลอื ดท่ีออกจากกระดูกทห่ี ัก
เลือดออกจากบางตาแหน่งทสี่ าคัญ (จมกู หู ปาก)
ตอ้ งระลึกวา่ อาจจะมี
1. เลอื ดออกจากจมกู หรือหู อาจจะมฐี านกะโหลกศีรษะร้าว
2. กระดกู ใบหน้าแตกรา้ ว
3. บาดแผลในโพรงจมกู
4. โรคทางอายรุ กรรม เช่น ไซนสั อกั เสบ ความดนั โลหติ สงู การแขง็ ตัวของเลือด
ผดิ ปกติ หรอื เลอื ดกาเดาไหล
การดูแลผ้ปู ่วยท่ีเลือดกาเดาไหล
- ให้ผู้ป่วยนงั่ และกม้ ตวั ไปขา้ งหนา้
- บีบปกี จมูกเข้าหากนั
- อธบิ ายให้ผูป้ ่วยไมต่ อ้ งตกใจและอยู่ในความสงบ
- ประคบเย็นบริเวณหนา้ ผาก
- สอนให้ผู้ปว่ ยหายใจทางปากแทน
307
รูปท่ี 4 ท่านง่ั ในผปู้ ว่ ยเลอื ดกาเดาไหล
การเสยี เลือดภายใน (Internal Bleeding)
ความรนุ แรง
- อาจรุนแรงจน Shock และเสียชวี ติ
- อวัยวะภายในทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ อาจมีการตกเลอื ดได้มากๆ
- อวัยวะทพ่ี บวา่ มีอาการปวดมาก บวมมาก และผดิ รูป อาจจะเกดิ จากการเสยี
เลอื ดออกภายในทีร่ ุนแรง
- ข้ึนอยู่กบั ความรุนแรงของบาดแผลท่ีอวยั วะนนั้ กลไกของการบาดเจบ็ อาการและ
อาการแสดง
กลไกการบาดเจ็บ
1. การบาดเจบ็ จากแรงกระแทก (Blunt Injury) บาดแผลทีพ่ บจะมรี อยช้า ผิดรูป บวม
เป็นรอยจากการถูกกระแทก
2. การบาดเจ็บท่มี บี าดแผลทะลุ (Penetrating Injury) แผลทด่ี ภู ายนอกจะบาดเจ็บ
เลก็ นอ้ ย แต่ภายในเกดิ รู การทะลขุ องเน้ือเยือ่ มีการเสียเลือดอยา่ งมากได้ ไดแ้ ก่ ถกู
แทง ถกู ยงิ ถกู ตะปูตา เปน็ ต้น
308
อาการและอาการแสดงของการเสยี เลอื ดภายใน
1. ปวด กดเจบ็ บวม ชา้ บริเวณท่ีไดร้ ับบาดเจ็บ
2. เลอื ดออกจากปาก ทวารหนัก ชอ่ งคลอด หรอื ทวารต่าง ๆ
3. เหง่อื ออก ผวิ หนงั เยน็ ชน้ื ซดี หายใจเร็ว ตน้ื ชีพจรเตน้ เบาเรว็ การไหลกลบั ของหลอด
เลือดฝอยสว่ นปลาย (Capillary refill)มากกว่า 2 วนิ าที ความดนั โลหิตต่า
4. วงิ เวียน กระสับกระสา่ ย พูดคยุ สบั สน หมดสติ
การดูแลผู้บาดเจบ็
1. Universal Precaution หลักการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากสารคัดหลั่งของ
ร่างกาย เช่น สวมถุงมือ (Gloves) สวมแว่นตา (Goggles) สวมเส้ือกาวน์ป้องกันบริเวณ
ลาตวั (Gown) สวมหน้ากาก (Mask) สวมรองเท้า (Boot) และการลา้ งมอื
2. ประเมนิ ระดบั ความรู้สกึ ตัว AVPU
3. ประเมนิ ทางเดินหายใจ และการหายใจ ละการช่วยเหลือตามสภาพอาการผู้บาดเจบ็
4. เฝา้ ระวงั สังเกตอาการและอาการแสดงของ ภาวะ shock อย่างใกล้ชดิ
5. แนะนางดอาหารและน้าทุกชนิด
6. รายงานข้อมูลผู้ป่วยให้กับศูนย์รับแจ้งเกตุและส่ังการ เพ่ือขอคาปรึกษาจากแพทย์
อานวยการปฏิบัติการฉกุ เฉิน
การบาดเจบ็ เนอื้ เย่อื ออ่ น
การบาดเจ็บเน้ือเยื่ออ่อน (Soft tissue injuries) พบได้บ่อย ซึ่งรวมถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
กล้ามเน้ือ และเอ็น การบาดเจ็บเนื้อเย่ืออ่อนไม่ทาให้เกิดอันตรายถึงชีวิตแต่อาจทาอันตรายต่อ
อวยั วะภายในและเส้นเลือดใหญ่
การบาดเจ็บต่อเน้ือเย่ืออ่อน แบ่งเป็น การบาดเจ็บชนิดมีบาดแผลเปิด (Opened injuries)
และการบาดเจ็บชนดิ มีบาดแผลปิด (Closed injuries) ท่ผี ิวหนังไมฉ่ ีกขาด
กายวภิ าคและสรีรวิทยาของผวิ หนังและเน้อื เยือ่ อ่อน
ผิวหนังเป็นอวัยวะท่ีมีหน้าที่ห่อหุ้มร่างกาย ทาหน้าท่ีแยกสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายใน
เป็นตัวป้องกันไม่ให้เช้ือโรคเข้าสู่อวัยวะภายใน ป้องกันการสูญเสียน้าจากร่างกาย และควบคุม
อุณหภมู ขิ องร่างกายให้คงท่ี
ชัน้ ของผวิ หนงั (Layers of the skin)
ผิวหนังมี 2 ช้ัน คือ ผิวหนังชั้นนอก (Epidermis) และหนังแท้ (Dermis) ซ่ึงอยู่บนช้ันใต้
ผวิ หนงั
1. ผิวหนังช้ันนอก (Epidermis) อยู่ช้ันนอกสุด ไม่มีเส้นเลือด ทาหน้าท่ีกันไม่ให้เชื้อโรค
ผา่ นเข้าไป ป้องกนั การสญู เสยี นา้ และปอ้ งกนั ร่างกายจากอันตรายของแสงอาทติ ย์ โดย
มีเมลานนิ ทีท่ าใหผ้ ิวหนงั มสี ีตา่ ง ๆ
309
2. หนังแท้ (Dermis) ประกอบด้วยเน้ือเย่ือเกี่ยวพันท่ีประกอบด้วยเส้นประสาท เส้นเลือด
ต่อมเหงือ่ และเส้นขน
- เส้นประสาท รับความรู้สึก เช่น ความดัน ความสั่นสะเทือน ความร้อนเย็น ถ้า
ผิวหนังชั้นน้ีถูกทาลาย จะไม่มีความรู้สึก เช่น บาดแผลท่ีถูกความร้อน ไฟไหม้ –
น้ารอ้ นลวกระดับที่ 3
- เส้นเลือด ท่ีมาเลี้ยงชั้นผิวหนังจะทาหน้าท่ีควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย สามารถท่ี
จะหดตัวเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนและขยายตัวเมื่อร่างกายต้องการระบาย
ความรอ้ น
- ต่อมเหง่ือ ทาหน้าท่ีควบคุมอุณหภูมิ เมื่อเกิดความร้อนข้ึนในร่างกาย โดยการ
ระเหยเปน็ นา้
- ต่อมไขมนั จะอยู่ใกลข้ มุ ขน ทาหน้าทหี่ ล่งั น้ามนั ช่วยให้ผิวหนงั ชุ่มชนื้
- เส้นผม (เสน้ ขน) จะมีรากอยูใ่ นชน้ั หนงั แท้
- ชน้ั เยอ่ื บุ (Mucous Membranes) จะอยู่ชั้นในของร่างกาย ไดแ้ ก่ ชอ่ งปาก ช่อง
จมูก ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ปอด ลาไส้ ช่องคลอด ในช้ันเย่ือบุ จะมีต่อม
เมอื ก (Mucous gland) ซง่ึ หลัง่ เมอื ก (Mucous) ช่วยในการหล่อล่ืน
- ช้ันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) ประกอบด้วยไขมัน และเน้ือเยื่อเกี่ยวพัน
ภายใตช้ ัน้ ใตผ้ วิ หนงั จะเปน็ เยือ่ บางๆ (Fascia) แยกช้นั ใต้ผิวหนงั จากกลา้ มเนอ้ื
รูปท่ี 5 แสดงชน้ั ของผวิ หนงั
บาดแผล
บาดแผล แบ่งเปน็
บาดแผลปิด (Closed wound) เกิดจากได้รบั แรงมากระแทก แต่ไมท่ าใหผ้ ิวหนงั แยกจากกัน
บาดแผลเปิด (Opened wound) เกิดจากได้รับแรงมากระแทกที่ผิวหนัง และมีผิวหนังแยก
จากกัน
ชนิดของการบาดเจ็บที่พบบ่อย ไดแ้ ก่
310
Deformity อวยั วะผดิ รูป
Contusions แผลฟกชา้
Abrasions แผลถลอก
Punctures/ Penetrating แผลถกู ทมิ่ แทง/ ตา
Tenderness แผลกดเจบ็
Lacerations แผลฉกี ขาด
Swelling บวม
ชนิดของบาดแผลและการชว่ ยเหลือ
1. แผลฟกชา้ (Contusion หรือ Bruise)
เกิดจากแรงมากระแทกท่ีช้ันผิวหนัง เส้นเลือดฝอยเกิดฉีกขาด เกิดการร่ัวซึมของน้าเหลือง
(Plasma) ทาให้บวม เห็นเป็นสีดา หรือสีฟ้าใต้ผิวหนัง สีจะเปลี่ยนเป็นเขียวน้าตาลแล้วเป็นเหลือง
กดเจบ็ หรือปวดบรเิ วณท่บี าดเจบ็ เมื่อเลือดสะสมใต้ผวิ หนงั มากขึน้ จะกลายเปน็ กอ้ นเลือด
รปู ที่ 6 แสดงบาดแผลฟกชา้ และการประคบเยน็
การช่วยเหลือ
- ใชน้ า้ แขง็ ประคบ หรือความเยน็ ประคบ จะทาใหเ้ กดิ การหดตัวของเส้นเลือด
- ยกแขนขาสว่ นที่บาดเจบ็ สูง จะช่วยลดความเจ็บปวด และทาให้เลอื ดไปเลี้ยงดขี ึน้
- ดามตาแหนง่ ทไ่ี ด้รบั บาดเจ็บ ให้อยนู่ ง่ิ เพอ่ื ลดการใช้งาน และลดบวม
ขอ้ ควรระวงั
1. รอยฟกช้าภายนอก อาจพบร่วมกับการบาดเจ็บของอวัยวะภายใน เช่น กระดูกหัก ตับ
แตก มา้ มแตก เปน็ ตน้
2. การใช้ความร้อนประคบตั้งแต่แรกหลังเกิดอุบัติเหตุ เช่น การใช้ยาหม่อง ไข่ต้ม ข้าวสุก
รอ้ น อาจเปน็ สาเหตุให้เลือดออกมากข้นึ
311
2. แผลถลอก (Abrasion wound)
บาดแผลถลอก เปน็ การลอกของผิวหนังหรือเย่ือบซุ ่ึงทาให้เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยทา
ให้เลือดซึมท่ีผิวหนัง จากการ ขีดข่วน ขัดถู เสียดสี มักเป็นแผลต้ืนๆ เลือดออกไม่มาก และมักปวด
เช่น แผลจากหกล้ม ทาให้เกิดบาดแผลถลอก ตามข้อศอกและหัวเข่า บาดแผลประเภทน้ี ติดเช้อื โรค
ได้ง่าย เพราะมีส่ิงสกปรกเข้าไปในบาดแผลตงั้ แต่ตน้
รปู ที่ 7 แสดงบาดแผลถลอก
การช่วยเหลอื
-ถ้าบาดแผลมเี ลอื ดซึมมาก ทาการหา้ มเลอื ดโดยใช้ผา้ สะอาดหรอื ผา้ กอ๊ สปิดแผล
-สังเกตการเสียเลือดเพม่ิ
3. บาดแผลทะลุ หรือ บาดแผลถกู แทง (Punctures or penetrating wounds)
เป็นบาดแผลท่ีเกิดจากถกู แทงด้วยของแหลมหรือถูกกระสนุ ปนื ยงิ มีทางเข้าเป็นรูเลก็ ๆ แต่
ลึก บางครงั้ ไมป่ รากฏเลอื ดออกมาจากภายนอก แต่มกี ารบาดเจ็บรนุ แรงของอวยั วะใตผ้ ิวหนังลงไป
ติดเชือ้ ไดง้ า่ ยเพราะมีเช้ือโรคจากภายนอกเขา้ ไปในส่วนลกึ ของแผล มเี ลอื ดออกน้อย
รูปท่ี 8 แสดงบาดแผลทะลุ
การชว่ ยเหลอื
- แผลถูกแทงหรือยิงส่วนใหญ่เป็นบาดแผลฉกรรจ์และอันตรายมากควรนาส่งโรงพยาบาล
โดยด่วน
312
- ระหว่างทาง ควรช่วยห้ามเลือดที่ไหลออกมาภายนอกโดยใช้ผ้าสะอาดกดบนแผล ส่วน
เลือดท่ีออกภายในซ่ึงเรามองไม่เห็นน้ัน อาจใช้ผ้าห่อน้าแข็งประคบรอบ ๆ แผลเพราะความเย็นจะ
ช่วยใหเ้ ลอื ดไหลช้าลง
- สังเกตอาการผู้ป่วย ถ้าพบว่าหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วให้ผายปอดทันที หรือหัวใจหยุด
เตน้ หรอื แผ่วเบา ใหร้ ีบนวดหวั ใจรว่ มกบั การผายปอด
วัสดุปักคา
แผลมวี ัตถุปักคาอาจเกดิ ขึ้นไดก้ ับทุกสว่ นของรา่ งกาย เชน่ แขน ขา หนา้ อก ชอ่ งทอ้ งตา
รปู ท่ี 9 แสดงบาดแผลวสั ดุปกั คาและการปดิ แผล
การช่วยเหลอื
- หา้ มดึงวสั ดนุ นั้ ออก นอกจากวา่ เป็นวสั ดทุ แ่ี ทงทะลแุ ก้ม หรือวัสดุน้นั กดขวางการ
ชว่ ยเหลือการหายใจและการกดหน้าอก
- ยึดวสั ดุนน้ั ให้อยนู่ ิง่ กับท่ี ไม่ให้เคลอื่ นไหว
- หา้ มเลอื ดโดยใชผ้ ้าปิดแผลหนา ๆ ปิดบริเวณโดยรอบวสั ดนุ ้ันเพอ่ื เป็นการช่วยพยงุ วสั ดุนน้ั
- ถ้าบาดแผลท่ีมีวัสดุหักคา เป็นบริเวณหน้าท้อง ทรวงอก ให้สังเกตอาการและอาการ
แสดงของภาวะช็อกจากการตกเลือดภายใน แนะนางดอาหารและน้า และรีบนาส่ง
โรงพยาบาล
4. บาดแผลฉีกขาด (Laceration wound)
เป็นบาดแผลท่ีเกิดจากของทู่ๆ หรือของไม่มีความคมกระทบหรือเฉ่ียวโดยแรงบาดแผล จาก
สะเก็ดระเบิด บาดแผลฉีดขาดจากอุบัติเหตุ เครื่องยนต์มักมีฝุ่นผงน้ามัน หรือสิ่งสกปรกเจือปน เส้น
เลือดบริเวณบาดแผลมักถกู หนีบ จงึ ทาให้เลอื ดออกไม่มาก แตต่ ิดเช้อื โรคได้
313
รปู ที่ 10 แสดงบาดแผลฉีกขาด
การชว่ ยเหลอื
-ทาการหา้ มเลือดโดยใช้ผา้ สะอาดหรอื ผ้ากอ๊ สปดิ บาดแผลไว้
-สังเกตการเสียเลือดเพ่มิ
-ถ้าเลอื ดยังไม่หยดุ ไหล ใหใ้ ชผ้ า้ ยืด (Elastic Bandage) พันทับ (Pressure dressing) อีกรอบ
-ถา้ เป็นบาดแผลบริเวณแขน ขา และไม่มีกระดูกหักรว่ ม ใหย้ กส่วนนน้ั ใหส้ ูง
4.1 บาดแผลตัด (Incisions/cut wounds)
เปน็ บาดแผลจากของมีคม เช่น มีด ขอบโลหะ กระจก เศษแกว้ ตดั ผา่ นผิวหนงั มักมีเลอื ดออก
มาก เพราะเส้นเลือดถูกตัด ขาดบริเวณขอบแผล ทั้งๆ ท่ีเน้ือเย่ือโดยรอบมิได้ถูก กระทบกระเทือน
บาดแผลประเภทนี้ตดิ เชื้อโรคไดน้ ้อยที่สุด เพราะมีเลือดออกมาก จึงชะล้างเอาส่ิงสกปรกและเช้ือโรค
ออกมาดว้ ย
รูปท่ี 11 แสดงบาดแผลตดั
การช่วยเหลอื
1. หา้ มเลือดตามขนั้ ตอน
2. ถ้าแผลกวา้ ง หรือลกึ และมกี ้อนเลือดหรอื สงิ่ แปลกปลอมภายในแผล ไม่ต้องลา้ งแผล
เพราะจะทาให้เลอื ดออกมาอีก
3. ถ้าแผลเลก็ ตน้ื ให้ลา้ งแผลดว้ ยนา้ สะอาดและสบู่ ซบั ใหแ้ ห้งแล้วปิด ด้วยผ้าปิดแผลหรอื พ
ลาสเตอร์ โดยใหข้ อบแผลชิดกนั
ข้อควรระวงั
• อาจพบรว่ มกับการบาดเจบ็ ของอวยั วะภายใน เช่น กระดกู หัก เสน้ เลือด ฉกี ขาด
4.2 บาดแผลกระชาก (Avulsion)
บาดแผลกระชาก เกิดจากการฉีกกระชากของผิวหนัง ถา้ ฉกี กระชากมากผวิ หนังจะหลุด
หมด ถา้ ฉกี กระชากไม่หมด จะมีการตดิ ของขั้ว ซ่งึ มีเสน้ เลือดและเส้นประสาทไปเลย้ี ง ควรจะจบั
ต้องดว้ ยความระมัดระวงั เพ่ือให้เลือดไปเลย้ี งเนื้อเยอื่ ท่ถี ูกกระชากอย่างเพยี งพอ
314
รูปท่ี 12 แสดงบาดแผลกระชาก
การชว่ ยเหลอื
-ทาการห้ามเลือดโดยใชผ้ า้ สะอาดหรอื ผา้ ก๊อสปิดบาดแผลไว้
-สังเกตการเสียเลอื ดเพม่ิ
-ถ้าเลอื ดยังไมห่ ยุดไหล ใหใ้ ชผ้ ้ายดื (Elastic Bandage) พนั ทับ (Pressure dressing) อีก
รอบ
-ถา้ เปน็ บาดแผลบริเวณแขน ขา และไมม่ ีกระดกู หักรว่ ม ให้ยกส่วนนน้ั ใหส้ ูง
4.3 แผลเปดิ ท่ที รวงอก (Open chest wound)
แผลเปิดบริเวณทรวงอกเกิดจากของมีคมหรือแรงกระแทกอย่างแรง อาจมีการบาดเจ็บของ
อวัยวะภายใน เชน่ ปอด หัวใจ หลอดลม ร่วมดว้ ย
รูปท่ี 13 แสดงบาดแผลทีท่ รวงอกและการปิดแผล
การช่วยเหลอื
- ใช้ผ้าก๊อสหรือแผ่นพลาสติกสะอาดปิดแผล (Occlusive Dressing) แล้วปิดพลาสเตอร์ท่ี
ขอบ 3 ดา้ น (3 sides dressing)
- จัดทา่ ใหผ้ ปู้ ่วยสบาย ถ้าไมม่ ีการบาดเจบ็ ของไขสนั หลงั
- สงั เกตอาการและอาการแสดงของภาวะชอ็ กจากการตกเลือดภายใน
- แนะนางดอาหารและนา้
4.4 แผลท่ีมอี วยั วะทะลกั ออกมา (Evisceration)
315
แผลท่ีมีอวัยวะทะลักออกมา มักเกิดบริเวณช่องท้องเกิดจากการถูกแทง ถูกฟัน ถูกยิง หรือ
ถูก กระแทกอย่างแรงที่ท้อง อาจมีเลือดออกมาให้เห็นภายนอก หรือมีเลือด คั่งอยู่ภายในช่องท้อง
ปริมาณมากก็ได้ ทาให้มีลาไสห้ รืออวยั วะใน ชอ่ งทอ้ งทะลกั ออกมาใหเ้ หน็
รูปที่ 14 แสดงบาดแผลทมี่ อี วัยวะทะลกั ออกมาและการปดิ แผล
การชว่ ยเหลอื
- ปดิ อวยั วะที่โผล่ออกมานั้นดว้ ยผ้าชบุ น้าสะอาด ห้ามดนั อวยั วะสว่ นท่ียื่นโผล่นน้ั กลบั เขา้ ไป
- ใหผ้ บู้ าดเจ็บนอนหงายราบ ชนั เข่า เพ่อื ให้หน้าท้องหยอ่ น
- สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะชอ็ กจากการตกเลือดภายใน
- หม่ ผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
- ใหง้ ดอาหารและน้า
4.5 อวัยวะถูกตดั ทง้ิ (Amputation)
การตัดขาดของอวัยวะจากร่างกายเช่น แขนขาหรือส่วนที่ย่ืนจากร่างกาย ส่วนท่ีตดั ขาดไม่มี
เส้นเลือดไปเล้ียง ช้ินส่วนที่ตัดขาดจากร่างกายสามารถมีชวี ิตอยู่ได้ไม่ก่ีช่ัวโมงเม่ือท้ิงไว้ที่อุณหภมู ิห้อง
ถา้ แช่เย็นสามารถอยไู่ ด้ถงึ 18 ชั่วโมง
316
รูปท่ี 15 แสดงการเก็บอวยั วะ
การชว่ ยเหลอื เก็บรกั ษาอวยั วะที่ถกู ตดั ขาด
- นาส่วนท่ถี ูกตัดขาดใส่ในถงุ พลาสตกิ แล้วรดั ปากถงุ ให้แน่น
- นาถุงพลาสติกทใี่ สส่ ว่ นที่ถกู ตัดขาด ใสล่ งในถงุ พลาสติกที่มนี ้าผสมน้าแขง็ อีกชัน้
- หา้ มแชใ่ นนา้ แขง็ หรอื น้าแข็งแหง้ โดยตรง
5. บาดแผลทศี่ รี ษะและสมอง
อาจเปน็ แผลเปิดหรือแผลปิด บาดเจบ็ ต่อสมอง มกี ารกระทบกระเทอื นต่อสมอง มีเลือดออก
ในโพรงสมอง ซ่งึ อาจจะทาให้เกิดภาวะความดนั ในสมองสงู ข้ึน
การชว่ ยเหลอื
-ทาการห้ามเลือดดว้ ยวิธปี ิดแผลโดยตรงหรอื ถ้าเลือดออกมากอาจใช้ผา้ ยืดพนั รดั
-สงั เกตอาการการเปลีย่ นแปลงทางสมอง เชน่ ระดบั ความรูส้ กึ ตัวลดลง ซมึ พดู คยุ สบั สน
ปวดศีรษะมาก อาเจียนพ่งุ เป็นต้น
6. แผลไฟไหมน้ ้ารอ้ นลวก
หมายถึง ผวิ หนังถูกทาลายด้วยความร้อนทอี่ ณุ หภูมิสูงกวา่ 50 องศาเซลเซียส ไดแ้ ก่ เปลว
ไฟ ไอนา้ ร้อน น้าเดือด สารเคมี กระแสไฟฟา้ และรงั สีตา่ ง ๆ ความรนุ แรงของบาดแผลข้ึนอยกู่ บั
ความเข้มของความรอ้ น อายุ ระยะเวลาที่สัมผสั โรคประจาตัว และ ตาแหน่งของรา่ งกาย
ระดบั แผลไหม้ ดงั นี้
317
ระดับ 1 : ผิวแดง เกรียม มอี าการปวดปานกลาง
ระดบั 2 : ผิวพุพอง มอี าการปวดมาก
ระดับ 3 : ผวิ สดี า หนังซดี แข็งตวั ไม่มอี าการปวดในตาแหนง่ ทม่ี ีบาดแผล
รูปที่ 16 แสดงความลกึ ของช้นั ผวิ หนงั ไหม้
การชว่ ยเหลอื
- ลา้ งด้วยนา้ สะอาดทีอ่ ุณหภมู ิปกติ ซึง่ ช่วยลดการหลัง่ สารท่ที าให้เกิดอาการปวดบรเิ วณบาดแผล
ได้
- ถอดเส้ือผา้ และเครือ่ งประดับท่ีถูกเผาไหมอ้ อก หากพบว่ามีการดึงรง้ั เสอ้ื ผ้าติดกับผวิ หนงั ควร
หลีกเลีย่ งส่วนนนั้ ไว้ ไมด่ ึงเสื้อผ้าออก
- การป้องกันการติดเชอ้ื ปิดแผลด้วยผ้ากอ็ ส
- ห้ามใช้นา้ มนั โลชน่ั ยาสฟี นั หรือยาปฏชิ ีวนะทาบนแผล
- ห้ามทาให้ต่มุ พองแตก
7. แผลไหม้จากสารเคมี (Chemical burn)
โดยทั่วไปการถูกสารเคมีคล้ายกับบาดแผลถูกความร้อน ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นและ
ระยะเวลาการสมั ผสั ซึ่งจะเป็นสิง่ สาคญั ในการบอกถึงความรนุ แรง
แผลจากสารเคมี อาจเกิดจากกรด หรือด่างเข้มข้น ทาให้ผิวหนังถูกทาลาย และเกิดแผลท่ี
รุนแรง ผ้ปู ่วยเจ็บมกั มีอาการปวดแสบปวดรอ้ นมาก ผิวหนงั อาจถูกทาลายลกึ จนถึงช้ันกลา้ มเน้อื
การช่วยเหลอื
ให้พจิ ารณาส่งิ ต่อไปนกี้ อ่ นทาการช่วยเหลอื คอื ประเมนิ ความปลอดภัยของสถานทเ่ี กิดเหตุ
และ สวมถุงมอื และเครื่องป้องกันดวงตา
- สารเคมที ี่เปน็ ผงแห้ง ๆ ควรปดั ท้ิงก่อนจะใชน้ า้ ล้าง
- ใช้น้าชาระล้างจานวนมาก ๆ เป็นเวลานาน 20 – 30 นาที
318
- การลา้ งชาระ ไมค่ วรใช้วธิ กี ารแช่นา้ ใหใ้ ชว้ ธิ กี ารให้นา้ ผา่ นโดยใชฝ้ ักบัว หรือสายยาง
- ถ้าสารเคมหี ก หรอื กระเดน็ ใส่ ใหต้ รวจดวู า่ มีการบาดเจ็บท่ตี าหรอื ไม่
ขอ้ ควรระวัง
1. งดจับตอ้ งแผลโดยไม่จาเป็น
2. ห้ามทายาโลชัน่ หรอื ครีมทุกชนิดลงบนแผล
8. แผลไหมจ้ ากกระแสไฟฟา้ (Electrical Burn)
ไฟฟ้าทาให้เกิดความร้อน ซึ่งทาอันตรายให้เกิดได้ตั้งแต่ผิวต้ืน ๆ จนถึงผิวหนังทั้งหมด ซ่ึงมี
สีเทา-ขาว จนถึงมสี ดี าเหมือนถา่ น บรเิ วณท่สี ัมผัสกระแสไฟฟ้าและวงจรใกลเ้ คยี ง ข้ึนกบั ระยะเวลา
ท่ีสัมผัส ถ้าสัมผัสนานย่ิงทาให้ไหม้ลึกและลึกกว่าท่ีเห็น อนั ตรายเฉพาะท่ีสาคัญถึงชีวิต คือ การหยุด
หายใจ หรือ หัวใจหยุดเต้น การให้การรักษาเบอื้ งตน้ อย่างรวดเร็วสามารถช่วยชวี ิตผู้ไดร้ ับอันตรายได้
เช่น ฟ้าผ่า สามารถชว่ ยชีวิตโดยถ้าได้รับการช่วยหายใจตง้ั แต่แรก ถ้ามีการตกจากท่ีสูงร่วมด้วยอาจ
ทาใหก้ ระดูหักและอันตรายระบบอืน่
การชว่ ยเหลือ
ขอ้ พจิ ารณาเป็นพิเศษ
- ความปลอดภัยของสถานท่ีเกดิ เหตุ
- ผปู้ ่วยมักจะมอี าการหนกั มากกวา่ ที่สังเกตเห็นภายนอก
- ดูแลการหายใจและภาวะหวั ใจหยดุ เตน้
การดูแลเบือ้ งต้นในผู้บาดเจบ็ ทม่ี กี ารบีบรดั เส้นเลือดส่วนปลายจากการถกู บดทับ
บาดเจ็บจากการถูกทับ (Crushed wound) มักเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เช่น ถูกรถทับ
เคร่ืองจักรกลทับ หรอื การบดขย้ีต่าง ๆ ทาใหเ้ กดิ ทง้ั บาดแผลเปดิ และบาดแผลปดิ แรงกระแทกอย่าง
รุนแรงทาให้เน้ือเยื่ออ่อนฉีกขาด กล้ามเนื้อหรือเน้ือเยื่อภายใตถ้ ูกบดขย้ี เช่น ถูกรถเหยียบขา หรือ
แขนขาเข้าเคร่ืองบดเนื้อ มักมีกระดูกหักและบาดแผลฉีกขาดร่วมอยู่ด้วย เชื้อโรคเข้าไปสู่ส่วนลึกได้
มาก มคี วามเจบ็ ปวดและเลือดออกรนุ แรง
ระยะแรกบาดแผลชนิดน้ีจะมีลักษณะบวมช้าธรรมดาแต่ต่อมาจะบวมพองอย่างมากพร้อม
กับมีความรู้สึกของผิวหนังลดลง หรือร่างกายส่วนที่มีบาดแผลเคล่ือนไหวได้น้อยลง ถ้าพบลักษณะ
เช่นนี้ควรนึกถึงการทาลายของกล้ามเน้ือ และก้อนเลือดแทรกในเน้ือ อาจต้องทาการกรีดระบายเพ่ือ
เอาก้อนเลอื ดออก มฉิ ะน้ันกล้ามเน้ือจะถูกทาลายและเกิดการติดเชือ้ ขนึ้ ภายหลัง
319
รปู ที่ 17 แสดงบาดแผลจากการถูกทบั
การช่วยเหลือ
- ประเมินสถานการณ์ความปลอดภยั
- ประเมนิ สภาพผ้ปู ว่ ยดว้ ย ABC
- ดแู ลให้ออกซิเจน mask with bag
- รายงานข้อมลู ผ้ปู ว่ ยใหก้ ับศูนย์รับแจง้ เกตแุ ละสงั่ การ เพอ่ื ขอคาปรกึ ษาจากแพทย์
อานวยการปฏบิ ตั กิ ารฉกุ เฉิน
สรุป
หลกั การรกั ษาอนั ตรายต่อเนอ้ื เย่อื อ่อน (soft tissue injuries)
1. ป้องกนั การติดเชอื้ (prevent infection)
2. ประเมินระดับความรสู้ กึ ตัว AVPU
3. ประเมินทางเดินหายใจ และการหายใจ
4. หา้ มเลอื ด (control bleeding)
5. ดามหรือ splint ส่วนท่ไี ดร้ ับบาดเจบ็ (immobilize the affected part)
6. การดูแลเก็บรกั ษาชิน้ ส่วนทข่ี าด (preserve avulsed or amputate part)
ถา้ บาดแผลอยู่บริเวณทางเดินหายใจต้องควบคุมการเสียเลือด ดูดเสมหะหรือเลือด
ท่ีไหลในทางเดินหายใจ เอาสิ่งแปลกปลอมท่ีฝังอยู่ออก หากขวางกั้นทางเดินหายใจ และกดห้าม
เลือดยกส่วนท่ีได้รับบาดเจ็บสูงขึ้น การใช้สายรัดทูนิเกต์ (Touniquet) ควรพิจารณาสถานการณ์
ระยะทางการนาส่งโรงพยาบาล ความรุนแรงของบาดแผลของอวยั วะนน้ั ๆ การประคบเยน็ จะช่วยลด
เลือดออกภายในหรือลดบวม และควรปิดบาดแผลดว้ ยผา้ กอ็ สทสี่ ะอาดปราศจากเช้อื
320
อ้างอิง
http://thainurseclub.blogspot.com/2013/10/blog-post_3.html,[cited 2017 July 26]
www2.nmd.go.th/kmnmd2/document/PDF/First_aid_and_Basic_life_support.pdf
app.nmd.go.th/pmqa/app/pmqa/documents/category6/filemain/3/3.../ผนวก%20ก..
pdf
http://ergoldbook.blogspot.com/2013/10/military-tactical-combat-casualty-
care.html,[cited2017 July 28]
บทท่ี 6-2
321
การดูแลเบอื้ งตน้ ในผูท้ ่ีมภี าวะช็อค และบาดเจ็บหลายระบบ
(Shock and Multiple Trauma)
ลักษณะท่ัวไป
ช็อก (Shock) ในทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะที่เน้ือเย่ือต่าง ๆ ท่ัวร่างกายได้รับเลือดไป
เลี้ยงไม่เพียงพอ อันสืบเน่ืองมาจากสาเหตุต่าง ๆ ท่ีทาให้ระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว ซ่ึงจะทา
ให้อวัยวะสาคัญ ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ ไต สมอง มีการขาดเลือด และทาหน้าที่ไม่ได้ ถือว่าเป็น
ภาวะที่เป็นอนั ตรายตอ่ ชวี ิตมาก การเกิดสามารถเกิดอย่างเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป ดังน้ัน การ
ตรวจหาภาวะชอ็ กให้พบแตแ่ รกจงึ มคี วามสาคัญ
สาเหตุ
1. ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง (Hypovolemic shock) เป็นภาวะช็อกที่พบบ่อย
ที่สุดอาจมีสาเหตุจากการตกเลือด เช่น เลือดออกจากบาดแผล ตกเลือดหลังคลอด แท้งบุตร หรือ
ถา่ ยเป็นเลอื ด ไข้เลอื ดออก การเสยี นา้ เช่น ทอ้ งเดินรุนแรง อาเจียนรุนแรง บาดแผลไฟไหม้/ นา้ รอ้ น
ลวก การสญู เสียภายใน เชน่ เลอื ดตกใน ครรภ์นอกมดลูก กระดกู หกั เป็นต้น
2. ภาวะช็อกจากระบบประสาท (Neurogenic shock) เกิดโดยผ่านทางระบบประสาท
อัตโนมัติและศูนย์ควบคุมหลอดเลือด ทาให้หลอดเลือดท่ัวร่างกายขยายตัว เป็นผลทาให้ความดัน
เลือดต่า เช่น ตกใจ เสียใจ เจ็บปวดรุนแรง ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ได้ยานอนหลับหรือยาสลบ
อาการเปน็ ลมธรรมดากถ็ อื ว่าเปน็ ภาวะช็อกชนดิ นอี้ ยา่ งออ่ น ๆ
3. ภาวะช็อกจากการติดเช้ือ (Septic shock) ซึ่งเกิดจากพิษแบคทีเรีย เช่น การอักเสบติด
เชอื้ รนุ แรง
4. ภาวะช็อกท่ีเกี่ยวข้องกับหัวใจ (Cardiogenic shock) เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายจาก
โรคหวั ใจขาดเลอื ด ลิน้ หวั ใจตบี กลา้ มเน้อื หัวใจเต้นผดิ จังหวะ ปอดทะลุ ฯลฯ
5. ภาวะช็อกจากการแพ้ (Hypersensitivity shock หรือ Anaphylactic shock) เช่น การ
แพย้ าปฏชิ ีวนะ เช่น ยาเพนนิซลิ ิน แพเ้ ซรมุ่ ตา่ ง ๆ แพ้พิษของแมลง เชน่ ผงึ้ ต่อ ฯลฯ
6. ภาวะช็อกจากระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine shock) เช่น การใช้ยาประเภทสเตียรอยด์
เป็นระยะเวลานาน อาการผู้ป่วยมักจะมีอาการกระสับกระส่าย กระหายน้า ความรู้สึกตัวและ
ความคิดอ่านลดลง ลุกนั่งจะมีอาการเป็นลมจนต้องล้มตัวลงนอน ปัสสาวะน้อยลง มือเท้าแขนขา
ซดี และเย็น เหง่ือออก หายใจเร็ว เล็บเริ่มเปล่ยี นเป็นสเี ขยี วคลา้ ในบางครั้งมือเทา้ แขนขาของผปู้ ว่ ย
อาจเหมอื นคนปกติท่ีร้สู กึ อุ่น และไม่ช้นื ก็ได้ ซ่ึงอาจพบในระยะแรกของอาการชอ็ กท่ีมีสาเหตุจากข้อ
2 และ 3 ดังกล่าว ในรายที่เป็นนาน ๆ หรือรุนแรง จะมีอาการซึม สับสน กระหายน้ามาก ผิวหนัง
ซดี คล้า ตวั เย็นจัด หอบ ปัสสาวะแทบไมม่ ีเลย ผู้ป่วยจะหมดสตแิ ละตายในที่สดุ
ตารางแสดง ระดบั ความรุนแรงของภาวะชอ็ กจากการเสยี เลอื ด (Hemorhagic shock)
322
ระดบั ช็อก Pathophysiology Manifestation
Mild shock - เลือดไปหลอ่ เล้ยี งอวัยวะที่ไม่ - ซีด ผิวหนังเย็น รู้สึกหนาว
(เสยี เลอื ดน้อยกวา่ 20% ของ สาคญั ลดลง เช่น ผิวหนงั ปัสสาวะสีเข้มชีพจรเรว็ ความ
ปรมิ าณเลือด) ไขมนั กลา้ มเนือ้ และกระดกู ดนั โลหิตปกติ
Moderate shock -เลอื ดไปหล่อเลย้ี งอวยั วะสาคญั -ปสั สาวะออกนอ้ ยหรือไม่ออก
(เสียเลือด 20 – 40% ของ ลดลง เช่น ตับ ลาไส้ และไต เลย ชพี จรเร็วและเบา ความ
ปริมาณเลอื ด) ดนั โลหิตอาจต่าลงเล็กน้อย
Severe shock -เลอื ดไปเลยี้ งสมองและหัวใจ - กระวนกระวาย สลมึ สลอื
(เสยี เลอื ดมากกว่า 40% ของ ลดลง หรือ หมดสติ ชพี จรเบามาก
ปรมิ าณเลอื ด) หรือคลาไม่ได้ หัวใจเต้น
ผดิ ปกติ หรืออาจหยุดหายใจ
ตารางแสดง อาการและอาการแสดงของภาวะช็อก
อาการ สาเหตุ
ซีด เย็น เยน็ ชื้น มีการกระจายเลือดไปสูอ่ วัยวะยังชีพมากขึน้ (สมอง หัวใจ
ปอด)
อาการเขยี วคล้า เลอื ดไปที่บรเิ วณผวิ หนังลดลง ออกซิเจนในเลอื ดลดปริมาณ
ลง
ชีพจรเตน้ เบา เร็ว หัวใจเตน้ เรว็ เพ่ือเพ่ิมปริมาณเลือดออกจากหวั ใจ แต่คลาได้
เบา เนอื่ งจากความดันเลือดลดลง
หายใจต้ืน เรว็ เพอ่ื เพิ่มปรมิ าณออกซเิ จนในกระแสเลอื ด
กระสบั กระสา่ ย กระวนกระวาย เลือดไปที่สมองลดลง
หมดสติ
ความดนั โลหติ ตา่ หวั ใจวาย ปรมิ าณเลือดไหลเวียนลดลง
มา่ นตาขยาย คลน่ื ไส้ อาเจยี น ผลจากการตอบสนองระบบประสาท
ส่งิ ท่ีตรวจพบ
ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรมากกว่านาทีละ 100 ครั้ง ความดันเลือดต่า และ
ความดนั ชว่ งบนกับช่วงล่างตา่ งกันนอ้ ยกว่า 30 มม. ปรอท เช่น 90/70, 80/60 เปน็ ตน้
การดแู ลรักษาภาวะฉกุ เฉนิ
1. Universal Precaution ด้วยอุปกรณป์ ้องกันการตดิ เชื้อ เชน่ ถงุ มอื Mask ผา้ กนั เปอ้ื น
แว่นตา
323
2. ดแู ลจดั การเรอ่ื งทางเดินหายใจ การหายใจ
3. หาสาเหตขุ องอาการชอ็ ก และให้การรกั ษาเทา่ ท่ีจะทาได้ เช่น
4. ถา้ มเี ลือดออก รีบห้ามเลอื ดให้หยดุ (ถา้ ทาได้)
5. ถ้ามีไข้สงู ให้เช็ดตัวดว้ ยน้าเย็น
6. ถ้ามีรอยฟกช้าหรือบาดแผลท่สี งสัยกระดกู จะหกั ใหต้ รงึ ส่วนน้ันไวไ้ มใ่ หเ้ คล่อื นไหว
7. ควรยกขาผปู้ ว่ ยข้นึ สูงประมาณ 8-12 นวิ้ (ยกเวน้ ในรายทห่ี ายใยหอบและมกี ารบาดเจ็บที่
สะโพก ขา ศรี ษะ อก ท้อง คอ สนั หลงั ใหผ้ ู้ป่วยนอนหงายราบ)
8. ใหค้ วามอบอนุ่ แก่รา่ งกายโดยการ ห่มผ้า ให้ออกซเิ จน
9. ถ้าผูป้ ่วยมีสตอิ ยู่ ควรพดู ให้กาลงั ใจ อาจใหด้ มยาดมด้วยกไ็ ด้
10. อยา่ ใหค้ นมามุงล้อมผ้ปู ่วย
11. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ให้ทาการปฐมพยาบาลเชน่ เดียวกับอาการหมดสติ
12. ส่งตอ่ ทนั ที
การดูแลผ้บู าดเจบ็ หลายระบบ
การบาดเจบ็ ทท่ี รวงอก
การบาดเจบ็ ทท่ี รวงอก (Chest Trauma หรือ Chest Injury) พบไดบ้ อ่ ยในผบู้ าดเจบ็
หลายตาแหน่งและสามารถทาให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อวยั วะท่ีอยู่ภายในทรวงอก ไดแ้ ก่ กระดูกไห
ปลารา้ กระดกู หนา้ อก กระดกู ซีโ่ ครง ปอด หัวใจ หลอดอาหาร หลอดลม กระบงั ลม และหลอดเลือด
ตา่ งๆ เป็นตน้ ซึ่งไดร้ บั บาดเจบ็ จากแรงภายนอกทมี่ ากระทาต่อทรวงอก
สาเหตุของการบาดเจ็บทท่ี รวงอก
1.การบาดเจ็บที่ทรวงอกเกิดจากแรงกระแทก (Blunt Injury) ไดแ้ ก่ อบุ ตั เิ หตุจราจร การตก
จากทีส่ งู แล้วบริเวณหน้าอกถูกกระแทก
2.การบาดเจ็บจากการทะลุและทิ่มแทง (Penetrating injury) เช่น ถูกยิง ถูกแทง หรือถูก
ของมีคมอื่น ทาให้เกิดแผลทะลุเข้าไปในทรวงอกภาวะที่ทาให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ถ้าไม่รีบ
ให้การ ช่วยเหลือทัน ที ได้แก่ ภาวะลม ในช่องปอดแ บบมีแรงดัน (Tension
Pneumothorax) ภาวะเลอื ดออกในชอ่ งปอด ภาวะอกรวน
ภาวะมลี มในชอ่ งปอด (Pneumothorax)
พบได้ 20% ของการบาดเจ็บของทรวงอกอย่างรนุ แรง มี 3 แบบ คือ
1. ภาวะมลี มในชอ่ งเปดิ ทม่ี ีรูเปิดสภู่ ายนอก (Open pneumothorax)
2. ภาวะลมในช่องปอดทว่ั ไป (Simple pneumothorax)
3. ภาวะลมอัดดนั ในชอ่ งปอด (Tension Pneumothorax)
ภาวะมลี มในชอ่ งเปิดที่มรี ูเปิดสภู่ ายนอก (Open pneumothorax) เกดิ เมอ่ื มวี ัตถุ มีความเรว็
เชน่ กระสุนปืนทะลุผา่ นทรวงอกและปอด เมือ่ ผนังทรวงอกทะลุ อากาศก็จะผา่ นเขา้ เวลาหายใจเข้า
จะดดู อากาศเข้าไป เกดิ เสียง “Sucking sound” ซึง่ เรยี กว่า sucking chest wound
324
ภาวะที่มรี รู ั่วขนาดใหญท่ ่ีผนังทรวงอก ซ่งึ ขนาดของรูรั่วมีขนาดใหญ่กวา่ สองในสามของขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลางของหลอดลม) ทาให้เกิดความดันท่ีเท่ากันระหวา่ งความดนั ในช่องอก กับความดัน
บรรยากาศ ทาให้ขณะหายใจเข้าออก อากาศผ่านเข้าออกท่ีรูรั่วท่ีมีขนาดใหญ่ (เน่ืองจากมีแรงเสียด
ทานน้อยกว่า) แทนท่ีจะเข้าออกทางหลอดลมเพื่อเข้าปอด ทาให้ปอดไม่ขยาย ไมส่ ามารถแลกเปลี่ยน
กา๊ ซได้
รปู ท่ี กลไกการเกดิ Open Pneumothorax
อาการและอาการแสดง
เหนื่อยแน่น หายใจไม่ออก ตรวจพบบาดแผลเปิดถึงช่องเยื่อหุ้มปอด ที่ทรวงอก เห็นเป็น
ผู้ป่วย จะมีอาการของภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) หายใจเร็วแต่ทรวงอกไม่ขยาย ฟังไม่ได้ยิน
เสยี งหายใจ ถา้ แผลใหญม่ าก ลมอาจไม่เขา้ ปอดทัง้ สองข้าง จะไม่ได้ยินเสยี งหายใจทัง้ สองขา้ ง
การดแู ลเบอื้ งตน้
หลักการดูแลมุ่งเน้นทางเดินหายใจ ป้องกันอากาศไม่ให้เข้าไปในช่องเยื่อหุ้มปอด และเพิ่ม
ออกซิเจน ดงั น้ี
1. ปิดรรู ่ัวบรเิ วณผนังทรวงอกด้วย Sterile occlusive dressing (วัสดุสามารถกั้นลมได้) ที่มี
ขนาดใหญ่พอควรซึ่งสามารถปิดขอบแผลได้หมด แล้วปิดขอบ dressing ด้วยเทปเพียงสามด้าม
เพื่อให้เป็น one way valve ซ่ึงเวลาผู้ป่วยหายใจเข้า dressing ก็จะปิดไม่ให้ลมข้างนอกเข้าไปใน
ช่องเยอ่ื หมุ้ ปอด แตเ่ วลาผ้ปู ่วยหายใจออกลมในช่องเยือ่ หุ้มปอดจะสามารถออกมาได้
ภาวะลมในชอ่ งปอดท่ัวไป (Simple pneumothorax)
ภาวะลมรว่ั ในช่องปอดทั่วไป เกิดความดันในช่องอกท่ีเพิม่ ขึ้น จะดนั อวัยวะในช่องอกใหไ้ ปอีก
ทางหนึ่ง ทาให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจไดน้ อ้ ยลง ปอดข้างที่ไม่มลี มร่ัวถกู กดจากอวัยวะในชอ่ งอก ทา
325
ให้ขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยต้องใช้แรงมากข้ึนในการหายใจ การแลกเปลี่ยนก๊าสในปอดทาได้ไม่ดี
นาไปสู่ภาวะออกซิเจนในเลือดต่า และหายใจล้มเหลวได้ในท่ีสุด มี 2 ภาวะ คือ การหายใจท่ีแย่ลง
และภาวะชอ็ ก
อาการและอาการแสดง
ผู้บาดเจ็บมักจะให้ประวตั ิเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า ฟงั ปอดไดย้ ินเสียงหายใจลดลง เคาะ
โปร่ง ควรสงสัยภาวะน้ี ในผู้บาดเจ็บทุกรายที่มีภาวะหายใจลาบาก และฟังได้เสียงหายใจลดลง
ผปู้ ่วยที่มีโอกาสเกดิ ภาวะลมดันในชอ่ งปอด คือ ได้รับบาดเจ็บท่ีทรวงอก ผู้บาดเจบ็ ท่ีมี/น่าจะมีภาวะ
ลมร่ัวในปอด และผ้บู าดเจบ็ ทีม่ กี ารบาดเจ็บที่ทรวงอกทีไ่ ด้รับการชว่ ยหายใจ
การดแู ลเบ้อื งตน้
1. ต้องตระหนักว่า ผู้บาดเจ็บท่ีมีภาวะลมรั่วในปอดท่ัวไปทุกราย มีโอกาสกลายเป็นลมดนั ใน
ช่องปอดไดต้ ลอดเวลา และต้องการการตรวจติดตามอย่างใกล้ชดิ และเตรียมพร้อมให้การรักษาทันที
2. ใหอ้ อกซิเจน Mask with bag 10 -15 ลิตรตอ่ นาที
3. ดแู ลและชว่ ยเหลอื ทีมในการใหน้ า้ เกลอื
4. เฝ้าติดตามภาวะช็อก
5. ประสานศนู ย์ส่ังการ ขอทมี ปฏิบตั กิ ารระดับสูง (ALS) ให้การดแู ลและนาส่งโรงพยาบาล
ภาวะลมอัดดนั ในช่องปอด (Tension Pneumothorax)
ภาวะนีเ้ ปน็ อนั ตรายถึงแกช่ วี ติ อยา่ งรวดเรว็ มลี มรั่วเขา้ ช่องปอดโดยไมม่ ที างออก ลมสะสม
ในช่องอกมากขึ้นจนความดันในช่องอกเป็นบวก ความดันท่ีเพ่ิมขึ้นในช่องอกทาให้กดเบียดเมดิเอสิ
ตนิ มั (mediastinum) ไปด้านตรงขา้ ม ซ่ึงทาให้กดเส้นเลือดดาใหญ่ ลดปริมาณเลือดเข้าหัวใจ ทาให้
ผู้บาดเจ็บอยู่ในภาวะช็อก ร่วมกับขาดออกซิเจนทาให้เสียชีวิตได้ ต้องรีบตามระดับ ALS ให้การดูแล
รกั ษาผู้บาดเจ็บ
รปู ท่ี . กลไกการเกดิ Tension Pneumothorax
อาการและอาการแสดง
เหน่ือยหอบ หายใจเร็ว สับสน ซึมลง ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่า คลาได้หลอดลมเอียง
ไปฝ่ังตรงข้าม ทรวงอกข้างที่บาดเจ็บน้ันยกนูนกว่าปกติ ไม่ขยายตามการหายใจ ฟังปอดได้ยินเสียง
326
หายใจลดลงหรือไม่ได้ยินเสียงหายใจเข้าออก เคาะปอดข้างนั้นจะโปร่งผิดปกติ อาจพบเส้นเลือดดาท่ี
คอโป่งพอง ในระยะท้ายจะพบผู้ปว่ ยมตี วั เขียว
การดแู ลผู้บาดเจ็บเบ้อื งต้น
1. ถา้ อาการเกิดหลังจากปิดบาดแผลทท่ี รวงอกท่ีแน่นด้วยผ้าปดิ แผลท้ัง 4 ด้าน ไม่มีท่รี ะบายลมออก
ควรเปล่ยี นเปน็ การปดิ แผลด้วยวธิ ี 3 side dressing เพ่ือลดแรงดนั อากาศที่ขังอยู่
2. ผู้บาดเจ็บท่ีมีภาวะ tensionpneumothorax จาเป็นต้องได้รับการเจาะระบายลมในช่องเยื่อหุ้ม
ปอดอยา่ งเร่งดว่ น
3. ดูแลใหอ้ อกซเิ จน mask with bag 10 ลิตร/ นาที
4. วัดสญั ญาณชีพ O2 sat และติดตามการทางานของหัวใจ (EKG monitor) ทุก ๆ 5 นาที
ภาวะเลอื ดออกในชอ่ งอก (Hemothorax)
เกดิ จากเส้นเลือดในชอ่ งปอดขาดทาให้เลือดออกในชอ่ งปิด อาจมีสาเหตจุ ากมีวตั ถุผ่านปอด
หรือจากแรงกระแทก มีเลือดออกจานวนมาก ในช่องเย่ือหุ้มปอด โดยท่ัวไปนิยามถึงเลือดออก
มากกว่า 1500 มิลลิลิตร หรือ หนึ่งในสามของปริมาตรเลือดในร่างกาย หรือประมาณ 20 ซีซี/ก.ก.
ทาให้ปอดไม่ขยายและเปลี่ยนก๊าซไม่ดี อีกท้ังเสียเลือดในช่องปอดมาก ทาให้ความดนั โลหิตต่า ส่วน
ใหญ่มักพบจากการบาดเจ็บแบบ Penetrating โดยมักเกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดแดง
intercostals ที่มาเลีย้ งกลา้ มเน้อื ทรวงอก หรือเนอื้ ปอด
อาการและอาการแสดง
หายใจเหนอื่ ย มอี าการของการเสยี เลอื ด เหงือ่ ออก ตัวเยน็ สับสน ซึมลง ตรวจพบบาดแผล
ท่ีทรวงอก (หากเป็นการบาดเจ็บแบบ penetrating) หรือพบกดเจ็บจากซี่โครงหัก มองดูพบทรวงอก
เคล่ือนไหวน้อย ฟังปอดได้ยินเสียงหายใจเข้าออกเบา เคาะปอดข้างนั้นจะทึบผิดปรกติ อาจตรวจพบ
หลอดลมเขยอื้ นออกจากศนู ย์กลางไปด้านตรงขา้ ม ความดนั โลหติ ตา่ ตวั ซดี เย็น ตาซดี
การดแู ลเบอ้ื งตน้ รักษา
1. ดแู ลเร่ืองการหายใจ ให้ออกซเิ จน Mask with bag 10-15 ลติ รตอ่ นาที
2. สงั เกตอาการทเี่ ปล่ยี นแปลง
กระดกู ซโ่ี ครงหัก(Fracture ribs)
มักเกิดจากแรงกระแทก ตาแหน่งท่ีหักบริเวณด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ ซี่ที่ 4-8 หรือ 5-9 ปวด
เวลาหายใจเข้า อาการปวดทาให้ผู้บาดเจ็บหายใจต้นื ไม่กล้าไอ การแลกเปล่ียนอากาศและออกซิเจน
ไม่ดีเจ็บเมื่อถูกกดบริเวณที่หัก ตรวจดูอาการแทรกซ้อนร่วมด้วยหรือไม่ เช่น pneumothorax,
Haemothorax, ภาวะลมออกชน้ั ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous emphysema)
ภาวะอกรวน (Flail chest)
การบาดเจ็บของทรวงอกที่มีกระดูกซี่โครงหักมากกว่าสองซ่ีและมากกว่าสองตาแหน่ง แผง
กระดูกซ่ีโครงท่ีหักจะไม่ถูกยึดกับผนังทรวงอกทาให้เม่ือหายใจจะขยับลอยสวนทางกับผนังทรวงอก
ส่วนอื่น (Paradoxical movement) ในผู้บาดเจ็บ flail chest เกิดจากภาวะปอดช้า (lung
327
contusion) ทาใหเ้ สียการแลกเปลี่ยนกา๊ ซ เกดิ ภาวะ hypoxia แบบ shunt คอื มีเลอื ดมาฟอกที่ปอด
แต่ไม่มอี อกซิเจนมาแลกเปล่ียนเน่ืองจากถุงลมเตม็ ไปด้วยเลือด
รปู ท่ี กลไกการเกดิ Flail Chest
อาการและอาการแสดง
เหนื่อยแน่น หายใจไม่ออก เจ็บปวดเวลาหายใจเน่ืองจากกระดูกซี่โครงหัก เม่ือหายใจแผง
กระดูกซ่ีโครงจะขยับลอยสวนทางกับผนังทรวงอกส่วนอ่ืน (paradoxic movement) คือ ขณะที่
หายใจเข้าผนังทรวงอกข้างที่ปกติจะขยายตัวออก แต่ผนังทรวงอกข้างท่ีได้รับบาดเจ็บจะยุบลง เม่ือ
หายใจออกผนังทรวงอกข้างท่ีปกติจะยุบลง แต่ผนังทรวงอกท่ีได้รับบาดเจ็บกลับจะโป่งพองขึ้น ซึ่ง
ตรงกันข้ามกับการหายใจออก เรียกหายใจนี้ว่า Paradoxical respiration ซ่ึงภาวะน้ีส่งผลให้มีการ
แลกเปลี่ยนก๊าซภายในปอดไดน้ ้อยลง ร่างกายอาจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ และเกิดภาวะคาร์บอน
ไดออกไซดค์ ัง่ ได้
การตรวจโดยวิธีการคลาบริเวณซี่โครงจะพบซ่ีโครงหักยวบยาบ ฟังเสียงหายใจได้ยินเสียง
กรอบแกรบ (crepitation หรือเสียง secretion) เคาะปอดได้เท่ากันสองข้าง ในรายท่ีมีปอดช้ามาก
อาจพบไอเปน็ เลือด
รูปที่ paradoxic movement
328
การดแู ลเบื้องตน้
1.ให้ออกซิเจน Mask with bag 10-15 ลติ ร/ นาที
2. พยุงสว่ นทหี่ ักใหอ้ ยู่น่งิ
3. สงั เกตอาการเปลีย่ นแปลงระหว่างรอทีม ALS
รปู ที่
การบาดเจ็บชอ่ งท้อง
การบาดเจ็บบริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เป็นการบาดเจ็บท่ีพบได้บ่อย โดยเฉพาะใน
กรณีที่บาดเจ็บหลายระบบ (Multiple injury) ในช่องท้องมีอวัยวะสาคัญหลายอย่าง เช่น ตับ ตับ
ออ่ น ลาไส้ ม้าม รวมท้ังหลอดเลือดสาคัญหลายเส้น เป็นต้น เม่ือมีบาดเจ็บช่องท้องอาจก่อให้เกิดการ
เสยี เลอื ดจานวนมาก ถา้ ไม่ไดร้ บั การรักษาอยา่ งถกู ต้องและทนั ทว่ งทอี าจทาให้ผบู้ าดเจบ็ เสยี ชวี ิตได้
การบาดเจบ็ จากการถกู กระแทกและวัตถแุ หลมคม
กลไกการบาดเจ็บ (Mechanism of Injury) การบาดเจ็บของชอ่ งท้องสามารถแบ่งกลไกการ
บาดเจบ็ ของช่องท้องเปน็ 2 กรณี คอื
1. Blunt abdominal injury ในการบาดเจ็บแบบ blunt อวัยวะภายในมกี ารบาดเจ็บ จาก
การถกู บีบ อัด กระแทก หรอื การเพมิ่ ความดนั อยา่ งรวดเร็ว เช่น การถูกชก หรือถกู ตีบริเวณท้อง เข็ม
ขดั นริ ภัยรัดทอ้ ง ตกจากท่ีสงู การบาดเจบ็ จึงเกดิ ขึ้นไดใ้ นหลายตาแหน่งพรอ้ มกนั อวัยวะท่ีได้รับการ
บาดเจ็บได้บอ่ ย ไดแ้ ก่ ม้าม ลาไส้เลก็
2. Penetrating abdominal injury ในการบาดเจ็บแบบ penetrating เชน่ ถกู แทง การ
บาดเจ็บเกดิ จากแรงกระทาโดยตรงต่อบรเิ วณนัน้ ๆ อวัยวะทีไ่ ดร้ ับการบาดเจบ็ จงึ มกั เปน็ อวยั วะที่อยู่
ใกล้ ๆ บาดแผลน้นั กลไกแบบนจี้ ะพบมกี ารบาดเจ็บต่อลาไส้และหลอดเลอื ดใหญใ่ นช่องท้องพบบ่อย
ขึ้น
การตรวจร่างกาย เปน็ สิง่ สาคญั ท่ีสดุ มองหาบาดแผลถลอก ฟกช้า รวมทั้งบาดแผลถกู แทง
หรือรกู ระสนุ การตรวจรา่ งกายพบอาการแสดงบางอย่างจะชว่ ยในการวนิ จิ ฉยั ทจี่ าเพาะขึ้น เชน่ การ
ตรวจพบรอยชา้ ของเข็มขดั นริ ภัย หรือ “seat belt sign” อาจพบการบาดเจบ็ ของลาไส้ เป็นตน้
329
บาดแผลอวยั วะในชอ่ งท้องโผล่
บาดแผลที่มอี วัยวะภายในผ่านแผลเปดิ ออกมาอยู่นอกชอ่ งท้อง สงิ่ สาคัญในการดูแล
คือ ไม่ควรนาอวัยวะที่ออกมาใส่กลับไปในช่องท้อง แต่ป้องกันไม่ให้อวัยวะที่ออกมาเกิดการบาดเจ็บ
มากขึ้นดูแลให้อวัยวะมีความชื้น ไม่แห้ง เนื่องจากจะทาให้เซลล์ตาย ควรใช้ผ้าก๊อสชุบน้าเกลือคลุม
และคลุมทับภายนอกด้วยผ้าก๊อซแห้ง เพ่อื ควบคุมอุณหภมู ิกายผู้บาดเจ็บไมใ่ หเ้ ย็น
บาดแผลอนื่ ๆ ในช่องทอ้ ง
ดูแลให้ผบู้ าดเจ็บสงบ เนอ่ื งจากผู้บาดเจ็บร้องไห้ หรือไอ จะย่ิงทาใหด้ นั อวัยวะภายในออกมา
มากข้ึน ถ้ามีมีดหรืออาวุธปักอยู่ ไม่ควรดึงออกเอง เพราะอาจทาให้เลือดที่หยุดหลับพุ่งออกมาได้
ให้ไป ถ้าวัสดุปักคาน้ันมีขนาดยาว เคลื่อนย้ายไม่สะดวก ให้ใช้การตัดแทนการดึงออกไม่ควรสารวจ
ความลึกของแผลโดยใช้นิ้วมือ หรือ วัสดุแยงแผลเน่ืองจากอาจไปทาอันตรายต่ออวัยวะมากข้ึนถ้า
เป็นแผลถูกกระสุนปืน ควรตรวจหาว่ามีรูกระสุนเข้าและออกที่ใดจะสามารถคะเนวิถีกระสุนปืนได้
ถ้าแนวกระสุนทะลุผ่านหรอื เขา้ ทอ้ งแน่นอน
การบาดเจ็บกระดกู เชงิ กราน
การดามกระดูกเชิงกราน
รปู ที่ การดามกระดูกเชงิ กราน
การบาดเจ็บตอ่ อวัยวะสืบพนั ธ์ภุ ายนอก
330
การบาดเจ็บของอวยั วะสืบพันธภุ์ ายนอก ทาให้มีอาการเจ็บปวดและเสียเลือดไดม้ าก
เนอื่ งจากเปน็ บริเวณท่ีมปี ลายประสาทและหลอดเลอื ดอยูม่ าก
การบาดเจบ็ ตอ่ อวยั วะสืบพนั ธเ์ พศชาย (Penis or Male urethra)
มักเกิดจากการกระแทกตรงหวา่ งขา เช่นตกลงมานงั ครอ่ มของแขง็ หรือจากกระดกู เชงิ กราน
หัก รุนแรง นักกีฬาจะปวดบวมบริเวณอวัยวะเพศหรือ Perineum มีเลือดออกตรงปลายเปิดของ
อวัยวะเพศ การรักษา พยายามให้ผู้บาดเจ็บกลั้นปัสสาวะไว้ก่อน เพ่ือลดการร่ัวออกนอกทางเดิน
ปัสสาวะ
การชว่ ยเหลือ
- มเี ลอื ดออกภายนอก สามารถหยุดได้โดยการกด
- ถ้าไม่มีเลอื ดออก ให้ปดิ คลมุ บาดแผลด้วยก๊อซชุบน้าเกลือ
การบาดเจ็บทม่ี เี ลอื ดออกจากช่องคลอด
สาเหตุมักเกิดจากอุบัติเหตุ มีบางรายอาจเกิดจากการเฆี่ยนตี ถึงแม้ว่าจะพบการบาดเจ็บ
บริเวณอวัยวะเพศในเด็กเล็กมากกว่าเด็กโตหรือหญิงวัยรุ่นสาว แต่ลักษณะการจัดการเกี่ยวกับการ
บาดเจ็บสามารถประยุกตใ์ ช้กบั ทุกกลุ่มอายุ
1. ก้อนเลอื ดคงั่ บริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอด
เกิดจากการล้มทับวัตถุไม่มีคม ถูกเตะ ถูกชก แรงกระแทกทาให้หลอดเลือดใตผ้ ิวหนังปากชอ่ ง
คลอดหรือเย่ือบุช่องคลอดฉีกขาด เม่ือมีเลือดออกยังผลให้มีก้อนเลือดคั่งอยู่ภายใน บริเวณปากช่อง
คลอดจะมีอาการปวดและบวมแดง มีเลือดไหลซึมจากก้อนเลือดและมีอาการปวดอย่างรุนแรง ก้อน
เลือดคัง่ ขนาดใหญม่ ักพบร่วมกบั ภาวะเนอื้ ตายและการตดิ เชอื้
ก้อนเลือดค่ังในช่องคลอดมักเกิดจากวัตถุมีคมมากกว่า หากหลอดเลือดที่ฉีกขาดมีขนาดเล็ก
ปรมิ าณเลอื ดออกไมม่ าก ก้อนเลอื ดคั่งท่โี ป่งขึ้นจะมีแรงกดทาให้เลอื ดหยุดได้เอง ในกรณีท่หี ลอดเลอื ด
ขนาดใหญ่ฉีกขาดก้อนเลือดคั่งอาจลุกลามไปถึงบริเวณด้านหลังของเยื่อบุช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน
ทาใหเ้ กดิ อาการปวดและมีอาการของการเสยี เลือดอยา่ งรุนแรง
การชว่ ยเหลือ
-ใชผ้ า้ กอ๊ ซกดชวั่ ครู่ในบาดแผลที่มกี อ้ นเลือดคงั่ ขนาดเล็กประคบดว้ ยความเยน็ จะไดผ้ ลดี
แผลฉีกขาดบรเิ วณฝเี ย็บและปากชอ่ งคลอด
การฉีกขาดอาจเป็นเพียงแผลตนื้ จนถึงแผลลึกซ่ึงทะลุเข้าในทวารหนัก หรือพบร่วมกับแผลฉีก
ขาดของท่อปัสสาวะ ช่องคลอด และอวัยวะเพศภายใน แผลฉีกขาดบริเวณฝีเย็บและปากช่องคลอด
มักเกดิ จากวัตถมุ ีคม หลังใหย้ าระงบั ความรู้สึกและทาความสะอาดควรตรวจว่ารอยแผลฉกี ขาดทะลุ
ถึงทวารหนักหรือไมโ่ ดยสอดน้วิ และคลาผ่านทางทวารหนกั
การบาดเจบ็ จากระเบิด
การบาดเจ็บจากระเบิดส่วนใหญ่จะเป็น Blunt injury, Penetrating injury และ Thermal
trauma เช่นเดียวกับท่ีพบได้ท่ัวไปในผู้บาดเจ็บ โดยส่วนใหญ่จะพบการบาดเจ็บของเน้ือเยื่ออ่อน
กระดูก ศีรษะ จะพบการบาดเจ็บท่ีเกิดจากแรงอัดอากาศที่เพ่ิมสูงข้ึนอย่างรวดเร็วเป็นคลื่นกระแทก
(Primary blast injury) ผลจากคล่ืนกระแทกในระยะใกล้กับวัตถุระเบิดจะทาให้ร่างกายฉีกขาดและ
มักเสยี ชวี ิต แตถ่ า้ อยู่หา่ งออกมาจะเกิดการบาดเจ็บต่อปอด หชู ้ันกลาง ลาไส้ และระบบประสาท
331
การไดร้ ับบาดเจบ็ จากเศษระเบิด หรือเศษวตั ถทุ ่ีไดร้ บั แรงจากการระเบดิ ทาให้วัตถุนน้ั เคลื่อนท่ี
อยา่ งรวดเร็วพุง่ เข้าสรู่ า่ งกายไดจ้ นก่อให้เกิดบาดแผลทะลุ
การบาดเจ็บเนื่องจากร่างกายถูกแรงดันอากาศจากการระเบิดที่ดันให้ร่างกายล้มกลิ้งหรือ
กระเด็นปลิวไปกระแทกกับผนังหรือพื้น อาจทาให้เกิดการตัดขาดของรยางค์ร่างกาย เช่น แขน ขา
เป็นตน้
นอกจากนี้ความร้อน หรือเปลวไฟที่เกิดข้ึนจากการระเบิด ก่อให้เกิดบาดแผล หรือการหายใจ
รับฝุ่นผงหรือสารพิษจากการระเบิด ความแรงของระเบิดสามารถที่จะทาให้กระจกหน้ารถยนต์แตก
หรือทาให้ผนังอิฐร้าว ทาลายโครงสร้างอาคารส่ิงก่อสร้างทลายลงมาทับผู้บาดเจ็บ ปอดเป็นอวัยวะที่
ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดเป็นอันดับสอง เช่น เย่ือหุ้มปอดฉีกขาดจากแรงระเบิด ลาไส้เป็น
อวัยวะท่ไี ดร้ ับบาดเจ็บรองลงมา และการบาดเจ็บที่ตา
ภาพแรงระเบดิ 4 ระดบั
การช่วยเหลอื ผบู้ าดเจ็บในทเี่ กิดเหตุ
1.กอ่ นทีเ่ จา้ หนา้ ทร่ี ักษาพยาบาลจะเข้าไปช่วยเหลอื ผู้บาดเจ็บจะตอ้ งประสานกับผรู้ ับผดิ ชอบ
พ้นื ท่ีก่อนเพ่อื ใหท้ ราบถึงความปลอดภัยในท่ีเกิดเหตุ เพราะอาจยังคงมีอนั ตรายจากระเบิดที่ยัง
เหลอื อยู่หรืออาคารท่ีอาจจะถล่มทบั ลงมา
2. ใหก้ ารดูแลเบื้องตน้ ที่ไม่เสียเวลาในที่เกิดเหตุ จดั การทางเดนิ หายใจทจ่ี าเป็น ใหอ้ อกซเิ จน
การกดหา้ มเลือด ดามกระดูก และการตรึงกระดูกสันหลัง ระหว่างรอทมี ALS
การเฝา้ ตดิ ตามการไหลของสารนา้ ในผูบ้ าดเจ็บ
สาหรับพนกั งานฉุกเฉินการแพทย์ท่ีปฏบิ ัตงิ านในทมี ชดุ ปฏบิ ตั ิการระดับสูง เมื่อใหก้ ารชว่ ย
เหลอื ผบู้ าดเจบ็ ณ ท่จี ุดเกดิ เหตุ ในผู้บาดเจบ็ ที่ไดร้ ับสารน้า พนกั งานฉุกเฉนิ การแพทยต์ ้องมีบทบาท
ในการเฝา้ ตดิ ตามการไหลของสารน้าในผบู้ าดเจบ็ ใหไ้ ด้รบั สารน้าอย่างเพยี งพอระหว่างการนาสง่
1. ผบู้ าดเจ็บทม่ี ภี าวะช็อก ต้องไดร้ บั สารนา้ 2,000 cc ดว้ ยชนิด Ringer Lactates
Solution (RLS) 1,000 cc หรือ Normal saline solution (NSS) 1,000 cc เปดิ เส้นที่
แขนพร้อมกันสองข้าง ปรับอัตราไหล free flow load
2. ดูแลสารนา้ ใหไ้ ด้รบั อย่างเพียงพอ หรอื เปน็ ไปตามแผนการรกั ษาจากแพทย์ หรือแพทย์
อานวยการ
3. ดแู ลตาแหนง่ การใหน้ า้ เกลอื ขอ้ ตอ่ ของชดุ สายให้นา้ เกลือใหแ้ นน่ ไม่หลดุ หรือหลวม
หากพบให้รายงานพยาบาล นักปฏบิ ตั กิ ารฉกุ เฉิน หรอื แพทย์ทราบ
4. ประเมินการตอบสนองจากการให้สารน้า ไดแ้ ก่ ระดบั ความร้สู กึ ตัวมากขน้ึ ชีพจรเตน้
ช้าลง ปสั สาวะออกมากขึ้น ความดันโลหติ คงท่ี และ capillary refill < 2 วินาที
332
บทที่ 6-3
การบาดเจบ็ ของกระดกู และกล้ามเนอื้
ระบบโครงร่างของกระดูก ข้อ เอ็น ประกอบด้วย กระดูก กระดูกอ่อนเอ็นยึดกระดูก เอ็นกล้ามเน้ือ
ไขกระดกู
หน้าท่ี เปน็ โครงรา่ งของรา่ งกาย กระดกู ในรา่ งกายมีทั้งหมด 206 ชิ้น แบง่ เป็น 2 สว่ นหลกั คอื
1.กระดูกแกนร่างกาย (Axial skeleton) หน้าที่พยุงและปกป้องอวัยวะภายใน เช่น กระดูก
กะโหลกศีรษะและใบหน้า กระดกู สนั หลงั และช่องอก
2.กระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton) มีหน้าที่หลักเก่ียวข้องกับการเคล่ือนไหว พยุง
ส่วนร่างกายและปกป้องอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ได้แก่ กระดูกรยางค์บนและล่าง กระดูกไหล่
กระดูกเชงิ กราน
ระบบกลา้ มเนอื้
1.กลา้ มเนอ้ื ลาย
2.กล้ามเน้ือเรยี บ
3.กล้ามเน้อื หัวใจ
การบาดเจ็บตอ่ ระบบโครง่ รา่ ง
1.การแตกหักของกระดกู (Fracture)
1.1. กระดกู หกั ชนดิ สมบูรณ์ (Complete fracture) คือ กระดูกแตกหกั ทชี่ ิ้นกระดูกขาด
จากกันโดยตลอด
1.2. กระดกู หักชนิดไมส่ มบรู ณ์ (Incomplete fracture) หรอื กระดูกหกั รา้ ว เปน็ ชนดิ ที่
กระดูกหกั โดยไม่ตลอด ยังคงมีบางส่วนตดิ กันอยู่
2.ข้อแพลง (Sprains) เปน็ การบาดเจบ็ ของเอน็ กระดูก เปน็ ผลมาจากแรงยดื
3.การเคล็ด (Strains) เป็นการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หรือเอ็นยึดกล้ามเน้ือ เป็นผลมาจาก
แรงยืดท่มี ากเกนิ ปกติ หรือ การหดรง้ั ของกล้ามเนอ้ื ทร่ี ุนแรง
4.การเคลื่อนหลุดของข้อต่อ (Dislocations) เป็นการบาดเจ็บของข้อต่อกระดูกท่ีมีการ
เคลอ่ื นหลดุ ผิดไปจากตาแหน่งปกติ อาจพบร่วมกับการบาดเจบ็ ท้งั 3 แบบข้างตน้
กลไกการบาดเจ็บ
1. แรงกระทาโดยตรง (Direct force) การบาดเจบ็ ในตาแหนง่ ที่แรงภายนอกมาปะทะ มี
การบาดเจบ็ ต่อเนื้อเยอ่ื ค่อนขา้ งมาก
333
2. แรงกระทาทางอ้อม (Indirect force) การบาดเจบ็ ของกระดูกและเนอ้ื เยอื่ ขา้ งเคียงใน
ตาแหนง่ ท่ีหา่ งไกลจากบรเิ วณที่ถูกแรงภายนอกมาปะทะ
การบาดเจบ็ ของกระดกู หรือข้อต่อ
1. กระดกู แตกหกั ชนิดบาดแผลเปดิ (Open Fracture)
ใสภ่ าพกระดกู หกั แผลเปดิ
2. กระดกู แตกหกั ชนดิ บาดแผลปิด (Closed Fracture)
ใส่ภาพกระดกู หักแผลปิด
อาการและอาการแสดง
1.ปวดและการกดปวด (Pain and Tenderness) พบได้บ่อยที่สุดของการบาดเจ็บท่ีกระดูก
การเจบ็ ปวดจะต่างกนั ไปตามสภาพการณท์ เ่ี กิด และความอดทนของแต่ละบุคคล
2.การผิดรูปหรือการโก่งงอ (Deformity or Angulation) การโก่งงอของลากระดูกเกิดจาก
การผิดรูป แรงโก่งนูนในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บและอาจพบลักษณะขาส้ันผิดรูปเน่ืองจากการซ้อนกัน
ของกระดกู ทหี่ ัก หรอื พบลกั ษณะทแี่ ยกหา่ งจากกัน
3.การบวมและผิวหนังมสี ีผิดปกติ (Swelling and discoloration) เป็นผลจากการค่ังของน้า
หรอื เลือดออกในตาแหน่งที่บาดเจบ็
4.สภาพที่อวัยวะใช้การไม่ได้ (Loss of use) อวัยวะใช้การไม่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการปวด
หรือในเดก็ เล็กมกั แสดงอาการคลา้ ยอมั พาต ขยบั ไมไ่ ดแ้ ม้กระทัง่ น้ิวมอื หรือนิ้วเทา้
5.การเคลื่อนไหวผิดปกติและมีเสียงขัดสีของรอยหัก (Abnormal mobility and
crepitation) อาจพบการขยับของกระดูกในส่วนที่ไม่ใช้ข้อ หรือได้ยินเสียงขัดสีของรอยหัก จะ
เจ็บปวดมากไม่ควรทดสอบจะทาใหเ้ กิดการบาดเจ็บมากขน้ึ
6.กระดูกโผล่ (Exposed bone) พบลกั ษณะกระดูกโผลอ่ อกมานอกผิวหนังท่ีปกคลุมอวยั วะน้นั
การรกั ษา
หลักท่ัวไปในการดูแลผู้บาดเจ็บควรเริ่มต้นด้วย Primary survey ก่อนเสมอ เพ่ือตรวจดูว่า
ระบบท่ีสามารถทาให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิต อย่างรวดเร็วมีความผิดปกติหรือไม่ โดยเรียงลาดับความ
เรง่ ด่วน ดังนี้
A คอื Airway (ทางเดินหายใจ)
B คอื breathing (การหายใจ)
C คอื Circulation (การไหลเวยี น)
ข้อควรระวงั ตอ้ งระวงั การบาดเจบ็ ท่ีกระดูกต้นคอเสมอ
การบาดเจบ็ ร่วมที่ต้องคานงึ ถงึ เช่น ซโี่ ครงหกั ตอ้ งคานงึ ถึงการบาดเจบ็ ของปอดดว้ ย หรือ
มรี อย ฟกช้าท่หี น้าท้อง อาจมีการบาดเจ็บอวัยวะภายในช่องท้อง เช่น ตับ
การดูแล ณ จดุ เกดิ เหตุ
กอ่ นทาการเคล่ือนย้ายผบู้ าดเจ็บควรไดร้ ับการดูแลสว่ นต่าง ๆ กอ่ นทาการเคลื่อนย้าย
เช่น คอและหลังต้องได้รับการป้องกันไม่ให้มีการบาดเจ็บเพ่ิมข้ึน แขนขาท่ีหักต้องได้รับการดามให้
เรียบร้อย กรณีที่ส่วนแขนขา ชั้นผิวหนังมีความชอกช้า ฉีกขาดและมีเลือดออก ให้ใช้น้าแข็งหรือ
ประคบความเยน็ วางบรเิ วณทไี่ ดร้ ับบาดเจ็บ
334
ถา้ มบี าดแผลกท็ าการหา้ มเลอื ด และดูแลแผลก่อนทจ่ี ะมีการดามกระดกู เน่ืองจาก
กระดูกหักก็มีการเสียเลือดอยู่แล้วด้วยแม้จะเป็นแผลปิดก็ตาม โดยการเสียเลือดข้ึนอยู่กับชนิดของ
กระดูกที่หกั
คา่ เฉลี่ยการเสยี เลือดในกระดูกหักชนิดปิด
ตาแหน่งทีก่ ระดกู แตก หัก ค่าเฉลย่ี ของการเสียเลอื ด
(ซซี )ี
กระดกู ปลายแขน (Radias & Ulna) 150-250
กระดกู ตน้ แขน (Humerus) 250
กระดูกเชิงกราน (Pelvis) 1,500-3,000
กระดูกตน้ ขา (Femur) 1,000
กระดูกหน้าแข้ง และกระดกู นอ่ ง (Tibia & Fibula) 500
หลักในการดาม
1.ป้องกันการเคล่ือนไหวในผู้บาดเจ็บร่วมหลายระบบในกรณี ที่สงสัยว่ามีการบาดเจ็บร่วม
ของกระดูกสันหลัง โดยใช้กระดานแข็ง (Spine board) รวมถึงดามอวัยวะที่หักก่อนการ
เคลอ่ื นยา้ ย
2. ใชว้ สั ดทุ เ่ี หมาะสม
3.ควรดามให้ครอบคลมุ ส่วนขอ้ ต่อ เหนอื และใต้ สว่ นท่ไี ดร้ ับบาดเจ็บ
4. ทาแผลก่อนการดาม
วสั ดุท่ใี ช้ในการดาม
1.เคร่ืองดามชนิดแข็ง (Rigid splints) ทาจากวัสดุหลากชนิด ได้แก่ ไม้บรรทัด แผ่นพับ
แขง็ แผ่นไม้โลหะ หรอื หนังสือพมิ พ์ทีพ่ บั เปน็ ท่อนแขน่
2.เคร่ืองดามแบบสุญญากาศ (Pneumatic/ Air splints) ช่วยการดามมีประสิทธิภาพรอบ
ทศิ ทางโดยใชห้ ลักการดดู ลมออก วสั ดุทป่ี ระกอบข้นึ ภายในจะแขง็ ตัว
3.เครื่องดามเท่าท่ีหาได้ (Improvised Splints) เป็นการประยุกต์จากวัสดุท่ีหาได้ มา
จดั การใหเ้ หมาะสมโดยมหี ลักการยึดมใิ ห้ส่วนทไ่ี ด้รับบาดเจบ็ มีการเคลือ่ นไหว
ชนดิ ของการดามในแต่ละตาแหน่งของอวัยวะท่ไี ดร้ ับบาดเจบ็ และวสั ดทุ ่เี ลือกใช้
การดามโดยใช้วัสดุที่แข็งหรือไม้กระดานยาวแข็ง (board and flexible splints) สาหรับ
กระดูกหักบริเวณรยางค์ท้ัง 4 ได้แก่ กระดูกต้นแขน กระดูกแขนท่อนล่าง การดามบริเวณนิ้วมือ
ข้อเข่า กระดูกขาท่อนบน และกระดูกขาท่อนล่างอุปกรณ์ท่ีใช้ทาจากวัสดุหลากชนิด ได้แก่ ไม้
บรรทดั แผน่ พบั แขง็ แผ่นไม้ โลหะ หรอื กระดาษลงั กระดาษหนงั สอื พมิ พท์ ่ีพับเป็นท่อนแบน
335
การดามโดยใช้ชุดเฝือกสุญญากาศ (Vacuum splints)
การดามบริเวณขอ้ ต่อ เชน่ ข้อศอกเลอ่ื นหลดุ
ขอ้ สะโพกเคล่ือนหลุด ให้ใช้หมอนวางระหว่างข้อเข่าและพื้นกระดานแข็ง และผูกบริเวณขา
ใหต้ ิดกบั พ้นื กระดานแขง็
336
การดามด้วยเฝือกชั่วคราวชนดิ ดึงใหอ้ ยนู่ ง่ิ กบั ท่โี ดยไมถ่ ว่ งนา้ หนัก (Traction splint)
อนั ตรายจากการ Splints ทไี่ มเ่ หมาะสม
1. Splints และพันแน่นจนเกนิ ไปจะทาให้รบกวนการไหลเวยี นของโลหติ และกดทบั
เสน้ ประสาท
2. ส่งต่อลา่ ช้าในผบู้ าดเจบ็ ทม่ี สี ภาพทเ่ี ปน็ อันตรายแกช่ วี ิต
3. เพ่ิมการบาดเจบ็ ต่อกระดกู และขอ้ ทาใหเ้ พมิ่ การบาดเจบ็ ต่อ เสน้ เลอื ด เส้นประสาท และ
กลา้ มเนือ้
ภาวะทม่ี ีการเพม่ิ ความดนั ในพ้ืนทจี่ ากัด(Compartment syndrome)
การบาดเจ็บทสี่ ่วนของรยางค์ ภาวะแทรกซอ้ นทพ่ี บไดบ้ ่อย คอื Compartment syndrome
ซ่ึงเป็นกลุ่มอาการท่ีมีการเพ่ิมข้ึนของความดันภายในเนื้อที่จากัด ทาให้มีผลต่อการไหลเวียนเลือด
และหน้าท่ีของเนื้อเย่ือบริเวณนั้น ๆ ไดแ้ ก่ กระดูกแขน และกระดูกขา ซ่ึงเป็นบริเวณที่ประกอบดว้ ย
กล้ามเน้ือ เส้นเลือด เส้นประสาท fascia และกระดกู มักเกิดหลังการบาดเจ็บทาให้เกิดภาวะขาด
เลอื ด (Ischmia) และมแี รงดนั ในชอ่ งว่างสูงขน้ึ จนทาให้เลือดไม่สามารถนาออกซเิ จนสเู่ ซลลไ์ ด้ จน
เกิดภาวะขาดออกซิเจนในเนื้อเย่ือ และเลือดในเส้นเลือดฝอยก็จะหยุดไหล หยุดการจ่ายออกซิเจน
337
ผนังหลอดเลือดมีการร่ัวไหลของสารนา้ และสารเคมีในร่างกายเข้าไปในช่องพ้ืนที่ระหวา่ งกลางมากขึ้น
จนเกดิ แรงดนั ทาให้ผ้บู าดเจบ็ มีการปวด การนาไฟฟ้าของเส้นประสาทกช็ า้ ลงเกิดอาการชา
อาการและอาการแสดง ปวด ผิวหนงั อ่นุ บวมในระยะแรก ต่อมาสผี วิ จะซีดและคล้า
ตามลาดบั สูญเสียความรู้สกึ
การประเมินด้วย 6P
“6P” Pain อาการปวดรุนแรงขน้ึ เร่อื ย ๆ
Paresthesia อาการชาและความรู้สึกเจบ็ ลดลง
Pallor อาการซดี
Paralysis การเคลอ่ื นไหวไม่ได้ออ่ นแรง
Pulseless คลาชพี จรสว่ นปลายไม่ได้
Polar อวยั วะสว่ นปลายเย็น
การช่วยเหลอื
1. คลายผ้าพนั หรือเฝือกลมจะชว่ ยลดความดันได้เล็กน้อย (ประมาณ 25 mmHg)
2. ยกแขน ขาใหส้ งู กวา่ ระดบั หัวใจเลก็ น้อย (ไมค่ วรสูงมาก)
สรปุ
การบาดเจ็บต่อระบบโครงสร้างกระดกู -ข้อ-เอ็น-กล้ามเนื้อ พบได้บ่อยจากอุบัติเหตุ
จราจร การช่วยเหลือดแู ลเบ้ืองต้นท่ีรวดเร็วเหมาะสม ชว่ ยบรรเทาอาการปวดและลดโอกาส
ของการบาดเจ็บเพิ่มเตมิ ต่อวยั วะขา้ งเคียง ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการบาดเจ็บ
ลดอัตราความพิการ ลดอัตราการตายต่อผู้บาดเจ็บ ดังน้ัน การอบรมและทบทวน ความรู้
ความชานาญเก่ียวกับ วิธีการดามจึงเปน็ สง่ิ ทจี่ าเปน็
บทท่ี 6 – 4
การดูแลเบอื้ งต้นในผ้บู าดเจ็บทศี่ ีรษะ ใบหน้า คอและกระดูกสันหลงั
(Head injury, Facial injury, Neck injury and Spinal injury)
บทนา
การบาดเจ็บศีรษะ (head injury) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและมีภาวะทุพลภาพท่ีสาคัญ
ของทุกประเทศ มีอัตราการตายเป็นอันดับท่ี 3 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทุกประเภท (Yeoman
et al., 2011) เป็นอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดประมาณร้อยละ 30 จากสถิติพบว่าการบาดเจ็บ
สมองเล็กน้อยพบมากท่ีสุดถึงร้อยละ 80 สว่ นการบาดเจ็บระดับปานกลางและรุนแรงพบเพยี งร้อยละ
10 (NSW, 2013) การบาดเจ็บสมองทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงต่อระดับการรู้สึกตัวได้เพียงชั่วขณะ
338
หรืออยา่ งถาวรได้ (Hickey, 2003) ยังส่งผลให้เกดิ ความผิดปกติทง้ั ทางด้านพยาธิสรรี วทิ ยารวมถงึ การ
ทาหน้าท่ีของสมองได้แก่ ระดับการรู้สติ การรู้สึกนึกคิด จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมและบุคลิกภาพ ทา
ให้มีรอยโรคและความพิการที่ต้องดูแลรักษาในระยะยาว มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและ
ครอบครัว นอกจากน้ีการบาดเจ็บยังทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของพยาธิสภาพความรุนแรงระดับ
เลก็ นอ้ ยใหร้ นุ แรงมากขึ้นและเสียชีวิตได้ (Sharon et al., 2011)
1. การบาดเจบ็ ทศ่ี รี ษะ (head injury)
การบาดเจ็บทศี่ รี ษะ หมายถึง การบาดเจบ็ ใดๆท่มี ตี อ่ หนังศีรษะ กะโหลกศรี ษะและเนอ้ื เยือ่ ท่ี
เป็นส่วนประกอบภายในกะโหลกศีรษะ ซึ่งอาจทาให้มีหรือไม่มีการเปล่ียนแปลงระดับความรู้สึกตัว
อุบัติการณ์เกิดหรือสถิติการเกิดบาดเจ็บท่ีศีรษะบอกตัวเลขท่ีชัดเจนได้ยาก เนื่องจากแนวคิดพ้ืนฐาน
เกี่ยวกับคาว่าบาดเจ็บที่ศีรษะได้อธิบายไว้กว้างมากมีความแตกต่างตามความรุนแรงและกลไก ของ
การบาดเจบ็
ในปัจจุบันการใช้ความหมายของการบาดเจ็บที่ศีรษะ มีบางบทความใช้คาว่า สมองบาดเจ็บ
(traumatic brain injury ;TBI) มากขึ้น ซึ่ง TBI หมายถึงการท่ีมีการเปล่ียนแปลง การทางาน หรือ
เกดิ พยาธสิ ภาพทส่ี มอง แตน่ ยิ ามของคาวา่ head injury ไมไ่ ด้กล่าวถงึ การเปลย่ี นแปลงการ
ทางานหรือเกิดพยาธิสภาพที่สมอง ดังนั้น head injury อาจจะไม่มี TBI ก็ได้ จะเห็นว่าควรมีการ
พิจารณาในการใช้ในบริบทท่ตี า่ งกัน
2. สาเหตุของการเกดิ การบาดเจ็บท่ศี ีรษะ
สาหรับสาเหตขุ องการเกิดการบาดเจบ็ ท่ศี รี ษะมดี ้วยกนั หลายสาเหตุ เชน่ อบุ ตั ิเหตจุ ราจร ตก
จากทสี่ ูง ทาร้ายรา่ งกาย กีฬาและนันทนาการ ถกู ยงิ แรงกระแทกอน่ื ๆสาเหตุของการบาดเจบ็ ทศี่ รี ษะ
เกิดจากสาเหตหุ ลัก ๆ คอื อุบตั ิเหตจุ ราจร การหกลม้ หรอื ตกจากท่สี ูง และการถกทู ารา้ ย
โดยสัดส่วนของสาเหตุข้ึนอยู่กับแต่ละประเทศ โดยประเทศทางตะวันตกจะพบว่าการหกล้ม
หรือตกจากท่ีสูงเป็นสาเหตุท่ี พบบ่อย 40-50% แต่ในประเทศกาลังพัฒนาพบว่าอุบัตเิ หตุจราจรเป็น
สาเหตุที่พบบ่อยพบ 50-60% อย่างไรก็ตาม พบว่าอุบัติเหตุจราจรจะเป็นสาเหตุหลักของการ
บาดเจ็บทีศ่ รี ษะในวัยทางานในรายงานสว่ นใหญ่
3. กลไกการเกดิ บาดเจบ็ ทศี่ รี ษะ
กลไกการเกิดบาดเจ็บที่ศรี ษะ แบง่ ออกเปน็ 2 แบบ คือ
3.1 บาดเจ็บท่ีเกิดขณะศีรษะอยู่น่ิง (static head injury) คือ บาดเจ็บท่ีเกิดแก่ศีรษะ
ขณะอยู่น่ิงหรือเคลื่อนไหวเล็กน้อย เช่น การถูกตี ถูกยิง เป็นต้น พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นจะเป็นพยาธิ
สภาพเฉพาะที่เท่านั้น แต่ถ้าถูกตีด้วยวัตถุใหญ่หรือวัตถุที่มีความเร็วสูง จะทาให้สมองเกิดการ
สนั่ สะเทอื นอยา่ งรุนแรง
3.2 บาดเจ็บที่เกิดขณะศีรษะเคลื่อนท่ี (dynamic head injury) คือ บาดเจ็บที่เกิดแก่
ศีรษะขณะท่ีศีรษะมีความเร็วไปกระทบกับวัตถุที่อยู่น่ิงหรือกาลังเคล่ือนที่ เช่น ขับรถไปชนต้นไม้ ขับ
รถไปชนกับรถท่ีว่ิงสวนทาง เป็นต้น เมื่อศีรษะกระทบของแข็ง จะทาให้เกิดบาดเจ็บหรือพยาธิสภาพ
แก่สมองส่วนนั้น ซึ่งมักมีการแตกร้าวของกะโหลกศีรษะร่วมดว้ ย ส่วนสมองดา้ นตรงข้ามกับบริเวณที่
กระทบวตั ถุน้นั อาจมกี ารฉกี ขาดและมเี ลือดออกรว่ มดว้ ย
4. พยาธสิ รรี ภาพของการบาดเจ็บท่ศี รี ษะ
339
พยาธสิ รรี ภาพของการบาดเจบ็ ที่ศีรษะ สามารถอธบิ ายตามลักษณะปรากฏการณท์ ่ีเกิด 2 ระยะ คือ
4.1. บาดเจ็บที่ศีรษะระยะแรก (primary head injury) เป็นการบาดเจ็บของสมองที่
เกิดขึ้นทันทีภายหลังจากการบาดเจ็บ ได้แก่ การบาดเจ็บต่อเนื้อ สมองโดยตรง มีการฉีกขาดของ
หลอดเลือด หรือใยประสาทฉีกขาดเนื่องจากแรงท่ีมากระทบ อาจมีเซลล์ประสาทถูกทาลาย ตามชั้น
ตา่ งๆ ของศีรษะดงั นี้
4.1.1 หนังศีรษะ (Scalp) เป็นชั้นซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันและลดอันตรายที่จะเกิด
แก่กะโหลกศีรษะและสมอง ได้มีการทดลองในศพท่ีปราศจากหนังศีรษะ พบว่าใช้แรงกระทาต่อ
กะโหลกนั้นเพียง 40 ปอนด์ต่อ ตารางน้ิว กส็ ามารถทาให้กะโหลกแตกร้าวได้ แตถ่ ้ามีหนงั ศีรษะหมุ้ อยู่
ด้วยต้องใช้แรงถึง 400-900 ปอนด์ต่อ ตารางน้ิว จึงจะทาให้กะโหลกศีรษะแตกได้ บาดแผลท่ีเกิด
บริเวณหนังศีรษะ มีลักษณะต่างๆเชน่ บวม ช้า หรือโน ( contusion) เปน็ การชอกชา้ ของหนังศีรษะ
ชั้นนอกจากแรงกระทบโดยตรงจากวัตถุที่ไม่มีคม ถลอก (abrasion ) เปน็ การหลุดของผิวหนงั ชั้นหนงั
กาพร้า เมื่อศีรษะครูดกับวัตถุ ฉีกขาด (laceration) เป็นบาดแผลที่เกิดจากวัตถุที่มีคม
ทาให้เกิดบาดแผลที่มีขอบเรียบ แต่ถ้าเกิดจากวัตถุที่ไม่มีคมจะทาให้บาดแผลชอกช้า ขอบแผลไม่
เรียบ หรือหนงั ศรี ษะขาดหาย (avulsion)
4.1.2 กะโหลกศีรษะ (skull) ประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้นเชื่อมติดกันสนิทในผู้ใหญ่
จึงไม่สามารถยืดขยายได้ ยกเว้นเด็กท่ีรอยต่อระหว่างกระดูกยังไม่เช่ือมติดกัน ภายในโพรงกะโหลก
ศีรษะมีช่องเปิดท่ีสาคัญ บริเวณกระดูกท้ายทอย (occipital bone) ชื่อ foramen magnum ซึ่งเป็น
ทางท่ีประสาทไขสันหลังติดต่อกับแกนสมอง บริเวณกะโหลกศีรษะที่มีความบอบบางท่ีสุดคือ บริเวณ
กระดูกด้านข้าง (temporal bone) และมีผิวที่ขรุขระท้ังด้านนอกและด้านใน ซ่ึงทาให้เกิดการ
บาดเจ็บตอ่ สมองส่วนขา้ งใตน้ ้ีได้บ่อย
รูปท่ี 6-1 การแตกของกะโหลกศรี ษะ
340
4.1.2.1 กะโหลกแตกร้าวเป็นแนว (linear skull fracture) พบประมาณ ร้อยละ
80 ของกะโหลกแตกทุกชนิด สาเหตจุ ากการกระทบอย่างแรงเป็นบริเวณกว้างของกะโหลก การแตก
ชนิดนี้ทาให้หลอดเลือดของเยื่อดูราและเน้ือสมองส่วนน้ันฉีกขาดเกิด epidural hematoma, acute
subdural hematoma และ brain contusion
4.1.2.2 กะโหลกแตกร้าวบริเวณฐาน (basilar skull fracture) ชนดิ นม้ี ักเกดิ ร่วมกบั
กะโหลกแตกร้าวเป็นแนวตามขวางของกระดูกด้านข้าง หรืออาจแตกเฉพาะบริเวณฐานกะโหลกเป็น
สาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดช่องทางติดต่อระหว่างโพรงอากาศ ( sinuses ) กับช่องวา่ งใต้เย่ือแรคนอยด์
และอาจขัดขวางการส่งกระแสประสาทของสมองส่วนนี้ได้ การแตกแบบน้ีมักไม่พบจากการถ่ายภาพ
รังสแี พทย์ สามารถวินิจฉยั จากอาการและอาการแสดง เชน่ รอยเขยี วคล้า บริเวณหลงั หู (
Battle’ s sign ) แก้วหูฉีกขาด เลือดออกหลังแก้วหู มีน้าหรือเลือดไหลทางจมูก(rhinorrhea) และ/
หรือทางรหู ู (otorrhea ) ผิวหนงั บรเิ วณรอบเบา้ ตาเขยี วคลา้ ( raccoon ’ s eyes ) เป็นต้น
รูปที่ 6-2 Fracture base of skull รูปที่ 6-3 รอบเบ้าตาเขียวคล้า (Raccon’s
eyes)
รปู ที่ 6-4 Battle’s sign รปู ที่ 6-5 เลอื ดออกหู (Rhinorrhea)
4.1.2.3 กะโหลกแตกยุบ (depressed skull fracture) ชนิดนี้เกิดเนื่องจากแรง
กระทบบนบริเวณที่แคบกว่าชนิดกะโหลกแตกร้าว แรงกดท่ีกระทาต่อกะโหลกต้องแรงกว่าหรือ
341
เท่ากับ ความหนาของกะโหลกส่วนนั้น พบว่าเกิดร่วมกับการฉีกขาดของเย่ือดูราหรือเนื้อสมอง และ
การฉีกขาดของหนังศีรษะ
รูปท่ี 6-7 กะโหลกยบุ
4.1.3 เน้ือสมองช้า (brain contusion) เป็นผลมาจาการที่สมองถูกกระแทกหรือถูก
เขย่าอย่างแรง เป็นภาวะที่มีเลือดแทรกอยู่ระหว่างเซลล์สมองใต้เยื่อหุ้มสมอง ตาแหน่งท่ีมีการช้าได้
บ่อยคือ บริเวณสมองส่วนหน้าโดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของสมองกลีบหน้าและกลีบข้าง
(frontotemporal) พบว่า การช้าของสมองส่วนนี้สัมพันธ์กับลักษณะผิวดา้ นในแอ่งกะโหลกที่รองรับ
ท่ีมีความขรขุ ระมาก
อาการแสดงของสมองช้า ในระยะแรก อาการแสดงคือ ปวดศรี ษะ มนึ งง เวยี นศีรษะ
ขาดการรับรู้สิ่งแวดล้อม คลื่นไส้อาเจียน อาการแสดงในระยะหลังคือ ปวดศีรษะอย่างอ่อน ๆ สมาธิ
สั้น ความจาเส่ือมไม่สามารถคิดเลขง่าย ๆ ได้ ไม่สามารถคิดหาคาตอบได้ ตอบสนองช้า เหน่ือยล้า
และถูกกระตุ้นได้ง่าย ไม่สามารถทนแสงจ้าได้ มองเห็นภาพไม่ชัด ไม่ทนต่อเสียงดัง มีเสียงดังในหู
วติ กกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และการนอนหลบั ถูกรบกวน
4.1.4 สมองกระทบกระเทือน (concussion) คือภาวะที่มีการหมดความรู้สึกตัว และ
สมองหยุดการทางานไปชั่วขณะหลังการบาดเจ็บทางสมอง เนื่องจากผลของคลื่นกระทบที่เกิดจาก
แรงกระทาต่อสมองจนหยุดทางานไปชว่ั ขณะ การบาดเจ็บทางสมองมีระดับความรุนแรงหลายระดับ
จากความรุนแรงน้อยจนกระท่ังมีการหมดความรู้สึก หรือมีอาการสับสน (Confusion) หรือสูญเสีย
ความทรงจาชั่วขณะแล้วกลบั คนื สสู่ ภาพปกติ เนื่องจากแรงมากระทบตอ่ สมองจนหยุดการทางานและ
ไมม่ ีการบันทึกความทรงจาในขณะนน้ั
4.1.5 เนื้อสมองฉีกขาด (brain laceration) หมายถึงการฉีกขาดของเน้ือสมอง
ร่วมกบั การฉีกขาดของเยื่ออแรคนอยด์และเยอ่ื เพีย เน่ืองจากการแตกของกะโหลกศีรษะเป็นแนวหรือ
มีการแตกยุบทาอนั ตรายตอ่ เน้ือสมอง และเยือ่ หุ้มสมองโดยตรง
4.2. บาดเจ็บที่ศีรษะระยะที่สอง (secondary head injury) เป็นการบาดเจ็บของสมอง
หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนท่ีเกิดจากผลการบาดเจ็บจากระยะแรก ซ่ึงส่งผลให้เน้ือสมองและเซลล์
ประสาทเสียหายเพิม่ ข้ึน เป็นภาวะที่เกิดหลังจากการบาดเจ็บที่ศีรษะระยะแรก โดยใชร้ ะยะเวลาเป็น
นาที ช่ัวโมง หรือเป็นวนั การบาดเจ็บระยะที่สอง ไดแ้ ก่ ภาวะท่ีมีเลือดออกในสมอง เลือดออกในเย่ือ
342
หุ้มสมอง ภาวะสมองบวมภายหลงั การบาดเจบ็ ทศี่ ีรษะ ความดนั ในโพรงกะโหลกศีรษะสูง (increased
intracranial pressure:ICP) และ ภาวะสมองเคลอื่ น เป็นตน้
รูปท่ี 6-8 การบาดเจบ็ ทศี่ ีรษะและสมอง
5. ภาวะแทรกซอ้ น
ภาวะแทรกซ้อนที่พบไดบ้ ่อยในผบู้ าดเจ็บทางสมอง เกิดได้จากภาวะใด ๆ ที่ส่งผลทาให้สมอง
สญู เสียการควบคุมการทางานของระบบอวัยวะท่ีสาคัญ เช่น การหายใจท่ีน้อยลงกว่าปกติ เกิดภาวะ
ขาดออกซิเจน (Hypoxia) ภาวะความดันโลหิตต่า (Hypotension) หรือมีก้อนเลือดค่ังท่ีบริเวณ
ภายในช่องกะโหลกศรี ษะ ตลอดจนสมองบวม
ภาวะขาดออกซิเจน พบได้ในผู้บาดเจ็บท่ีมีการบาดเจ็บหลายตาแหน่ง เช่น บาดเจ็บ ที่เนื้อ
สมองรว่ มกับภาวะอกรวน
ภาวะความดันโลหิตต่า พบได้ในผู้ที่มีบาดเจ็บต่อเน้ือสมองร่วมกับการฉีกขาดที่ม้าม ทาให้
เสยี เลอื ดมากจนความดนั โลหติ ต่า สง่ ผลให้สมองไดร้ ับเลือดและออกซเิ จนลดลง
ภาวะระดับน้าตาลในเลือดต่า พบไดใ้ นผู้ป่วยเบาหวานและเกิดอุบัตเิ หตุมีการบาดเจ็บต่อเนื้อ
สมอง ผลจากการท่ีระดับน้าตาลในเลือดต่าจะทาให้สมองขาดพลังงานและสารอาหาร คือ Glucose
ทาให้มีผลตอ่ การฟืน้ ฟูสภาพ เสรมิ กบั การบาดเจบ็ ทางสมองจากอุบัติเหตุ
6. การแบ่งระดับความรุนแรงของการบาดเจบ็ ทศ่ี รี ษะ
การแบ่งระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บศีรษะเป็นส่วนหนึ่งท่ีมีความสาคัญต่อการรักษา
และการพยากรณ์โรคฉะน้ันการประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะจะต้องทาตั้งแต่
ระยะแรก ก่อนที่จะมีภาวะแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บ เพื่อท่ีจะให้การรักษาในระยะเฉียบพลันได้
เฉพาะเจาะจงเป็นรายๆไป
การประเมนิ ผู้บาดเจ็บทศี่ ีรษะ ตอ้ งประเมนิ ทางระบบประสาท ไดแ้ ก่
- แบบประเมินความรสู้ กึ ตัวของกลาสโกว ( Glasgow Coma Scale )
343
- การประเมนิ สญั ญาณชีพ
- การประเมินพยาธิสภาพของสมอง
6.1. แบบประเมินความรู้สกึ ตวั ของกลาสโกว ( glasgow coma scale )
เป็นแบบประเมินที่เป็นท่ียอมรับว่า สามารถประเมินระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยได้อย่าง
รวดเร็ว มีความแม่นยา เป็นดัชนีที่ระบุความรุนแรงของการบาดเจ็บท่ีศีรษะตลอดจนการทานายผล
หรือพยากรณ์โรคภายหลังจากการไดร้ ับบาดเจ็บที่ศีรษะ แตจ่ ะใช้ไดผ้ ลดีต้องมีการประเมินซ้าหลายๆ
คร้ัง เน่ืองจากอาจได้ค่าที่ไม่ถูกต้องเมื่อประเมินทันที หรือภายในสองสามนาทีแรกหลังจากได้รับ
บาดเจ็บหรือผู้ป่วยได้รับยากดการทางานของระบบประสาทหรือแอลกอฮอล์ และถ้าจะนาไปใช้ใน
การประเมนิ เด็กอายตุ า่ กวา่ 3-5 ปี จะต้องทาการปรับปรงุ ให้เหมาะสมยิง่ ขึ้น
แบบประเมินความรู้สึกตัวของกลาสโกว (Glasgow Coma Scale-GCS) จะประเมิน
พฤติกรรม 3 ดา้ นของผู้บาดเจบ็ / ผู้ปว่ ยดงั น้ี
ด้าน การประเมิน คะแนน
การลมื ตา 4
ลมื ตาไดเ้ อง (Spontaneous) 3
(Eye Opening- E) 2
ลมื ตาเมื่อถกู เรียก (To voice) 1
การใชค้ าพูด
ลมื ตาเมอ่ื เจ็บ (To pain) 5
(verbal Response-V) 4
ไม่ลืมตาเลย (None) หรือตาบวมปิดการลืมตาของ 3
การเคลอ่ื นไหว ผู้บาดเจ็บ / ผู้ป่วย ต้องดูหนังตาบนว่าเปิดข้ึนหรือไม่ใน 2
(Motor) ผู้ป่วยท่ีปิดตาไม่สนิทขณะหลับถือว่าเป็นการหลับตา แต่ 1
หากผู้บาดเจ็บ/ ผู้ป่วยไม่ลืมตาเน่ืองจากหนังตาบวมให้
เขยี น C ลงในชอ่ งของแบบบันทึก 6
5
พดู ตอบคาถามได้ทันทีถกู ตอ้ ง (Oreinted)
(สามารถบอกเวลา สถานท่ี และบุคคลได้ถกู ตอ้ ง)
พดู ไดเ้ ป็นประโยคแตส่ ับสน(Confused)
(สามารถตอบถกู มผี ิดบา้ ง ทัง้ บุคคลและสถานท่)ี
พดู ไดเ้ ป็นคาๆ
(บอกเปน็ คาสบถ คาทไ่ี ม่มีความหมาย ไมใ่ ชค่ าสนทนา)
สง่ เสยี งไมเ่ ป็นคาพูด ครวญคราง
(ส่งเสยี งคราง หรอื เสียงร้อง)
ไมส่ ง่ เสียงเลย หรือใสท่ อ่ หลอดลม
(กรณีที่ผู้บาดเจ็บ/ ผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลม ให้ เขียน T ลงใน
แบบประเมิน)
เคลื่อนไหวตามคาสงั่ ได้ถูกตอ้ ง
(เช่น สามารถกาน้ิวผตู้ รวจตามคาส่ังได้)
ไม่ทาตามคาสงั่ แตท่ ราบตาแหนง่ เจ็บ
344
ดา้ น การประเมนิ คะแนน
(เมื่อกระตุ้นดว้ ยความเจ็บปวด ผู้บาดเจ็บ / ผ้ปู ่วยสามารถ
ยกมอื ปัด ณ ตาแหนง่ ท่ปี วดได้)
ชกั แขนขาหนคี วามเจบ็ ปวด 4
(ไม่ทราบตาแหน่งท่ีเจ็บ ดึงมือพร้อมเท้าหนีเม่ือถูกกระตุ้น
ดว้ ยความเจบ็ ปวด)
แขนงอเขา้ หาตวั ผิดปกติ ( Decorticated) 3
(แขนมีการเกรง็ ผิดปกติ งอบริเวณขอ้ ศอก ขอ้ มืองอเข้าหา
ตวั และนว้ิ มอื กาลงบนหัวแม่มอื )
แขนเหยียดผิดปกติ ( Decelerated) 2
(ผู้บาดเจ็บ/ ผู้ป่วยจะเกร็งแนบเข้าหาลาตัว เหยียดตรง
ขอ้ มือออกไปจากลาตวั )
ไมม่ ีการเคล่อื นไหวเลย 1
การประเมินความรู้สึกตัวของกลาสโกว ( Glasgow Coma Scale ) ในเด็กจะมีความ
แตกตา่ งในผใู้ หญ่ ดังนี้
คะแนน อายุ 2-5 ปี อายุ 0-23 ปี
5
4 พูดเป็นคาๆ หรอื เป็นวลที เ่ี หมาะสม ยิม้ หรือสง่ เสียงอย่างเหมาะสม
3
พูดเป็นคาๆ แตไ่ ม่เหมาะสม ร้องไหแ้ ละสามารถปลอบได้
2
ร้องไห้ไม่หยุดและ/หรือร้องกวน ร้องไห้ ร้องคร่าครวญและ/หรือร้องกวน
1
ตลอดเวลา ตลอดเวลา
สง่ เสียงไมเ่ ปน็ คาพดู สง่ เสียงไม่เปน็ คาพูด หรือ กระสับกระส่าย
ลกุ ลล้ี กุ ลน
เงียบหรอื ไม่ตอบสนองด้วยเสียง เงียบไมม่ กี ารตอบสนองดว้ ยเสียง
345
Russ Rowlett and the University of North Carolina at Chapel Hill,2001 อ้างใน
http://www.bhumibolhospital.rtaf.mi.th/airforcenurse/pageconfig/viewcontent/view
content1.asp?pageid=134&directory=2011&contents=339
ความเที่ยงของคะแนนที่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้บาดเจ็บไม่มีความผิดปกตใิ นระบบอื่น เช่น ความ
ดันโลหิตต่า ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะระดับน้าตาลในกระแสเลือดต่า การใช้ยาซึ่งมีผลต่อการ
ทางานของระบบประสาท นอกจากนี้จาเป็นตอ้ งได้ประวัตจิ ากผู้บาดเจ็บ ผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้ให้
การชว่ ยเหลอื กอ่ นนาส่งโรงพยาบาล เกีย่ วกบั สาเหตแุ ละกลไกการบาดเจ็บข้อมูลเกยี่ วกับการหมดสติ
ระดบั ความรสู้ ึกตวั และเหตกุ ารณ์สาคัญอ่ืน ๆ
ในการบันทึกและรายงานระดับคะแนนควรระบุคะแนนในแต่ละด้าน และผลรวมคะแนน
ทง้ั หมดด้วยรปู แบบ ดังน้ี
GCS : E_________ V_________ M_________ = Total _______
(1 – 5 คะแนน) (1 – 6 คะแนน) (1 – 4 คะแนน) (3 – 15 คะแนน)
7. ผลรวมของคะแนนตามพฤติกรรมที่แสดงทั้ง 3 ดา้ น จะบอกระดบั ความรนุ แรงของ
การบาดเจบ็ ทีศ่ ีรษะดงั นค้ี ือ
ระดับความรุนแรง ในทางการแพทย์ได้แบ่งระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะออก
ได้เป็น 3 ระดับ โดยดจู ากระดับความรู้สึกตวั และการตอบสนองทางระบบประสาท คือ การบาดเจ็บ
ทีศ่ รี ษะในระดับเล็กน้อย ระดับปานกลาง และระดับรุนแรง
7.1. ระดับ 13-15 คะแนน แสดงถึงการบาดเจ็บที่ศีรษะเล็กน้อย (mild head injury)
ผู้ปว่ ยจะรู้สึกตวั ดี สามารถลืมตาได้เองหรือเม่ือถูกเรียก ทาตามคาส่ัง และตอบคาถามได้ถูกต้องทันที
หรือใช้เวลาเล็กน้อย หรือสับสนบ้างเป็นบางครั้ง ผู้บาดเจ็บอาจมีประวัติการหมดสติชั่วครู่หลังจาก
ได้รับบาดเจ็บ ซ่ึงในระดับการบาดเจ็บศีรษะเล็กน้อยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเสี่ยงได้
ดังนี้
7.1.1 กลุ่มที่ 1 ระดับเสี่ยงต่า (Low Risk) มีระดับการรู้ตัวดี ไม่มีอาการปวดศีรษะ
อาจตรวจพบการบาดเจ็บที่หนังศีรษะ เช่น รอยช้าหรือแผลฉีกขาด ในกลุ่มน้ี จาหน่ายกลับบ้าน
พรอ้ มให้คาแนะนาการปฏบิ ัติตวั และการเฝา้ ระวงั อาการผิดปกติ ดงั น้ี
คาแนะนาสาหรับผ้ทู ี่ได้รบั บาดเจ็บท่ีศรี ษะ
แพทย์ไดท้ าการตรวจผู้ป่วยแล้ว มีความเห็นวา่ การบาดเจ็บที่ศีรษะซ่ึงผู้ป่วยได้รับขณะนี้ ยัง
มีมีอาการที่บง่ บอกความรุนแรงในระดับที่ตอ้ งรับไวใ้ นโรงพยาบาล จึงแนะนาให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวต่อ
ท่ีบ้าน โดยให้งดการออกกาลังกายทุกชนิดและควรหลีกเลี่ยงการขับข่ียานพาหนะอย่างน้อย 24
ชวั่ โมง รบั ประทานอาหารอ่อน และงดดืม่ สรุ าและยาทท่ี าใหง้ ่วงซึมทุกชนิด
ถ้ามีอาการปวดศีรษะเล็กน้อยในระหว่างน้ี ให้รับประทานยาแก้ปวดตามท่ีแพทย์ส่ัง ควรมี
ผดู้ ูแลทีส่ ามารถสังเกตอาการและเขา้ ใจวธิ ปี ฏบิ ัตเิ พ่ือคอยดูแลผ้ปู ่วยอย่างใกล้ชดิ อยา่ งน้อย 24 ช่ัวโมง
และควรปลุกผปู้ ่วยทกุ 2-4 ช่ัวโมง ภายใน 24 ชัว่ โมงแรก เพอ่ื ประเมนิ ความรู้สกึ ตัวของผปู้ ว่ ยว่าลดลง
หรือไม่
346