The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

5.9 การบนั ทึกขอ้ มลู สาคญั
5.9.1 เวลาทไ่ี ดร้ บั แจ้งเหตุ
5.9.2 เวลาทที่ ีมออกปฏิบัติการ
5.9.3 เวลาทีท่ ีมถงึ จุดเกิดเหตุ
5.9.4 เวลาที่ออกจากจุดเกดิ เหตุ
5.9.5 เวลาทมี่ าถงึ โรงพยาบาล
5.9.6 เวลาที่ทมี พรอ้ มออกปฏบิ ัตกิ ารอกี คร้ัง

5.10 หลกั สาคัญในการส่อื สารด้วยวทิ ยสุ ่ือสาร
5.10.1 เริ่มดว้ ยการระบุชอ่ื หน่วยงานทต่ี อ้ งการตดิ ตอ่ ตามด้วยชือ่ หน่วยงานผูส้ ่ง
5.10.2 รอจนกวา่ จะได้รบั สัญญาณจากผูร้ ับ จึงจะสง่ ข้อความทต่ี ้องการจะสง่ ใหผ้ รู้ ับ
5.10.3 พดู ชา้ ๆ ชดั ๆ ด้วยเสยี งปกติ
5.10.4 ส่งข้อความสั้นๆ ถ้าข้อความที่ส่งต้องพดู นานกวา่ 30 วินาที ควรจะหยุดการ

ส่งข้อความชั่วครู่ เพ่ือเปิดช่องให้ผู้รายงานคนอ่ืนสามารถรายงานข่าว หรือข้อความช่วยเหลือฉุกเฉิน
เรง่ ด่วนทแี่ ทรกเขา้ มา หลกี เล่ยี งการใชข้ ้อความที่ไมม่ ีความหมาย

5.10.5 ไมจ่ าเปน็ ต้องใชค้ า เหล่านี้ เช่น โปรด กรณุ า ขอบคุณ
5.10.6 ไม่ควรแจ้งชอื่ นามสกลุ ผู้ปว่ ยทางวทิ ยสุ ื่อสาร
5.10.7 การรายงานประวตั ิผู้ป่วยให้รายงานด้วยถอ้ ยคาทสี่ ภุ าพ
5.10.8 ใชค้ าว่า “เปลยี่ น” เม่อื หมดประโยค
5.10.9 พยายามลดเสียงแทรกให้เหลือนอ้ ยทส่ี ดุ
5.11 การสื่อสารภายใตก้ ารควบคมุ ของแพทย์
พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ต้องติดต่อส่ือสารกับศูนย์รับแจ้งเหตุตลอดเวลาท่ีออก
ปฏิบัติการฉุกเฉิน เพ่ือปรึกษาในเร่ืองแนวทางการคัดกรอง การรักษาพยาบาล และการนาผู้ป่วยส่ง
โรงพยาบาล

สรุป

การสื่อสารท่ีมปี ระสิทธิภาพ เปน็ องค์ประกอบสาคัญทผ่ี ้ปู ฏบิ ตั ิการต้องฝึกหัดจนเชย่ี วชาญไม่
วา่ จะเป็นการเตรียมความพร้อมของเครือ่ งมอื สอื่ สาร หรือการใชเ้ ครื่องมือส่ือสารตดิ ตอ่ กับผู้เก่ยี วขอ้ ง
โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ความพร้อมและการ
ประสานงานที่รวดเร็วมีประสิทธภิ าพ จะเพม่ิ โอกาสในการรอดชวี ติ ของผู้ป่วยมากข้ึน

…………………………………………………..

101

เอกสารอา้ งอิง
คณะกรรมการจดั ทาคู่มอื วิทยากรหลกั สตู รเวชกรฉกุ เฉนิ ระดบั พน้ื ฐาน. คมู่ ือวิทยากรหลักสตู รเวชกน
ฉกุ เฉนิ ระดับพื้นฐาน. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 3.กรงุ เทพ : พิมพ์ท่หี า้ งหนุ้ สว่ นจากัด เอน็ ที เพลส ; 2549.
วิทยา ชาตบิ ญั ชาชยั และคณะ. ตาราประกอบการเรียนการสอนหลกั สูตรเจ้าพนักงานฉุกเฉิน
การแพทย.์ ขอนแกน่ : พมิ พ์ทีโ่ รงพิมพศ์ ริ ิภัณฑอ์ อฟเซท็ ;2547.
เพ็ญรงุ่ บญุ รกั ษ์, สนุ ิสา สวุ รรณรกั ษ์. ตาราประกอบการฝกึ อบรมหลกั สตู รพนกั งานฉกุ เฉนิ การแพทย์.
พมิ พ์ครัง้ ที่ 2.สมุทรสาคร : พมิ พ์ทบี่ ริษทั บอร์น ทู บี พบั ลชิ ชิง่ จากดั ; 2555.

102

บทท่ี 1-7
การใช้ยาเบอื้ งต้น

บทนา
การบริหารยาให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นหน้าที่สาคัญสาหรับ

บุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน การบริหารยาแก่ผู้ป่วย
พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ต้องต้องอาศัยความรู้ ทักษะ และการตัดสินใจเพ่ือให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่าง
ถกู ตอ้ งปลอดภยั และสามารถจดั การกบั อาการขา้ งเคยี งของยาได้

1. ความหมายของยา

ยา (drug หรือ medication) เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ ที่ออกฤทธ์ิต่อร่างกายใช้เพื่อการวินิจฉัย
ทางการแพทย์ การบาบัดเคมี หรอื ใช้ในการป้องกันโรค คาว่า Medication และ Drugs หมายถึง ยา
แต่ความหมายต่างกัน กล่าวคือ Drugs หมายถึงยาที่เปล่ียนแปลงการทางานของร่างกาย โดยอาจมี
ผลต่อการทางานของรา่ งกาย โดยอาจมีผลต่อการทางานของระบบประสาทส่วนกลาง ทาให้มีการเสพ
ติดและประสาทหลอน หแู วว่ ได้ เชน่ ยาแก้ปวดกลุม่ Narcotic analgesic drug

2. การเรียกชื่อยา

เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการบริหารยาและอาจทาให้เกิดการสับสนสาหรับทีมสุขภาพ
ควรมีรายการยาท่ีระบุชัดเจนท้ังช่ือการค้าและชื่อสามัญ การสั่งยาโดยแพทย์ต้องเขียนชื่อให้ถูกต้อง
ไมค่ วรย่อช่ือยาอยา่ งไม่เปน็ สากล

การเรยี กช่ือยาแบ่งเป็น ๒ อยา่ ง ดงั น้ี
2.1 ช่ือสามัญหรือช่ือทั่วไป (Generic name) เป็นชื่อเรียกด้ังเดิมแบ่งเป็นกลุ่มๆ ชื่อยาท่ี
รวมในแต่ละกลุ่มจะมีฤทธ์ิเหมือนกนั ตัวอย่างเชน่ ชอื่ สามญั คอื Paracetamol รูปแบบยาเป็น ยาเม็ด
ใชส้ าหรับเพอ่ื บรรเทาอาการไข้และอาการปวด ชอื่ ทางการค้า เช่น ไทลนิ อล ซาร่า เปน็ ต้น
2.2 ชือ่ ทางการค้า (Trade names or Brand names) เปน็ ชอื่ ทบี่ รษิ ทั ผผู้ ลิตหรือตัวแทน
จาหน่ายยาเปน็ ผู้ต้งั ชือ่ และขอจดทะเบยี นกับกระทรวงสาธารณสุข การเขียนช่อื มักเขียนด้วยอักษรตัว
ใหญ่ตามด้วยอักษร R ในวงกลม หมายความว่าเป็นชื่อทางการค้าของบริษัทจดทะเบียนเป็นชื่อทาง
การค้าของบริษัทนน้ั ๆ แล้ว เช่น Tylenol ® Cef-3® เปน็ ต้น

3.ความรู้ทางเภสชั วทิ ยาขน้ั พน้ื ฐาน

กระบวนการของรา่ งกายในการจัดการยาเมือ่ ยาเขา้ ส่รู ่างกาย ประกอบดว้ ย ๔ ขน้ั ตอน ดังน้ี

103

3.1 การดูดซึมยา (Absorption) คือกระบวนการของโมเลกลุ ถูกดูดซมึ เขา้ ไปในกระเสเลือด
จากบริเวณที่มีการบริหารยา เช่น ยารับประทานทางปาก จะดูดซึมได้ดีท่ีสุดบริเวณลาไส้เล็กส่วนต้น
เนื่องจากมพี ้ืนทข่ี องการดดู ซมึ มาก

3.1.1 ปัจจัยที่มีผลต่อการดดู ซมึ ยา
3.1.1.1 วถิ ที างในการให้ยา การบริหารยาทางปาก ยาจะถูกดูดซมึ ได้ดีท่ีสุด

บริเวณลาไส้เล็กส่วนต้น การบริหารยาทาภายนอก ยาจะถูกดูดซึมผ่านทางผิวหนัง เป็นการซึมผ่าน
แบบธรรมดา การบรหิ ารยาโดยการพ่น สูดดม หรอื ในรูปของเหลว ยาจะถูกดูดซึมผา่ นทางเดินหายใจ
บริหารยาโดยการฉีด ยาจะถูกดูดซึมจากช้ันผิวหนัง ช้ันไขมันใต้ผิวหนัง ชั้นกล้ามเน้ือ ไปยังกระแส
เลอื ด ข้นึ กับการบริหารยาฉีดในชั้นตา่ งๆ ในรา่ งกาย

3.1.1.2 ความสามารถในการละลายของยา ความสามารถในการละลาย
ของยารับประทานข้ึนกับรูปแบบในการเตรียมยา เช่น ยาน้าจะถูกดูดซึมได้ง่ายกว่ายาเม็ด หรือยา
แคปซูล เป็นต้น

3.1.1.3 การไหลเวียนของเลอื ดบริเวณท่ใี ห้ยา บรเิ วณที่เลือดไปเลย้ี งมากจะ
ทาให้ยามีการดูดซึมเรว็ เช่น การฉดี ยาเขา้ กลา้ มเน้ือ ยาจะถกู ดูดซมึ เร็วกว่าการฉีดยาเข้าช้นั ใต้ผิวหนัง
เน่ืองจากการไหลเวยี นบรเิ วณกล้ามเนือ้ มากกว่าบริเวณช้ันใต้ผวิ หนัง

3.1.1.4 พ้ืนท่ีผิวสัมผัส ขนาดของพื้นท่ีผิวสัมผัสท่ีใหญ่จะทาให้มีการดูดซึม
บริเวณลาไส้เลก็ ได้ดีและเร็วกว่าบริเวณลาไสเ้ ลก็ ได้ดีกวา่ และเร็วกว่าบรเิ วณกระเพาะอาหาร เนื่องจาก
มีพ้ืนทผ่ี วิ สัมผสั มากกว่า

3.1.1.5 การละลายในไขมันของยา ยาที่อยู่ในรูปของน้ามันสามารถดูดซึม
ไดด้ ีกวา่ เนอ่ื งจากสามารถผา่ นชั้นเซลลเ์ มมเบรนได้ดีกว่ายาทีล่ ะลายในนา้

3.2 การกระจายตัวของยา หลังจากยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ยาจะกระจายตัวเข้าสู่
ของเหลวภายในรา่ งกาย

3.3 การเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย ส่วนใหญ่เกิดท่ีตับ เกี่ยวข้องกับการทางานของเอนไซม์
ทาหนา้ ทเ่ี ปลี่ยนแปลงยาจากไม่มีฤทธิ์เป็นมีฤทธ์ิ ฤทธิม์ ากกวา่ เดมิ ทาให้ฤทธ์ิลดลงหรอื ไม่มฤี ทธิ์ และ
อยู่ในรูปท่ีละลายน้าได้ง่ายสะดวกในการขับถ่าย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปล่ียนแปลงยา เช่น วัย
โดยเฉพาะวัยเด็ก ตับยังทาหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ผู้สูงอายุบางรายปริมาณเนื้อตับและการไหลเวียนของ
เลือดไปเลีย้ งตับลดลง ทาใหย้ าค้างอยู่ในรา่ งกายเป็นเวลานาน ดังนนั้ การใหย้ าในเด็กและผ้สู ูงอายุ จึง
เป็นสิ่งท่ีตอ้ งระมัดระวังมาก ปจั จัยอืน่ ได้แก่ เพศ พยาธิสภาพของตับ พนั ธกุ รรมท่ีมีผลตอ่ การทางาน
ของเอนไซม์ ตบั ยาหรอื สารเคมอี ่ืนๆ เป็นต้น

3.4 การขับถ่ายยา ยาส่วนใหญ่ถูกขับถ่ายออกทางไต ส่วนน้อยขับถ่ายทางอุจจาระ ลม
หายใจ น้านม ต่อมเหงื่อ น้ายา ผู้ป่วยโรคไต หรือในวัยเด็กผู้สูงอายุ ไตทาหน้าท่ีไม่สมบูรณ์ อาจมีผล
ต่อการขับถ่ายยาทางไต กอ่ ใหเ้ กิดการสะสมยาในรา่ งกาย

4.ปจั จัยทมี่ ผี ลตอ่ การออกฤทธข์ิ องยา

4.1 ความแตกต่างของพันธุกรรม ความแตกต่างของพันธุกรรมแต่ละบุคคลส่งผลต่อ
กระบวนการจัดการยาภายในร่างกาย สมาชิกภายในครอบครัวเดียวกันเม่ือได้รับยาชนิดเดียวกันยา
อาจออกฤทธใ์ิ กล้เคยี งกัน

104

4.2 การเปล่ียนแปลงทางสรรี วิทยา
4.2.1 อายุ การเปล่ียนแปลงของอายุมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาในเด็ก ทารก

การทางานของตับและไตไม่สมบูรณ์ อาจมีผลทาให้เกิดการสะสมยาและเป็นพิษต่อร่างกายได้ ใน
ผู้สูงอายุการทาหน้าที่ของร่างกายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงยาและการขับถ่ายยาลดลง จึงจาเป็นต้อง
ปรับขนาดของยาที่ใช้ให้เหมาะสม มิฉะน้ันอาจเกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดอาการพิษจากยาได้
เชน่ กัน

4.2.2 นา้ หนกั เมอื่ นา้ หนักตัวมากหรอื ในเด็กทารกที่มีพ้นื ผิวกายมากทาใหก้ ารดูดซึม
ของยามากกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะน้ันการให้ยาในเด็กต้องคานึงถึงน้าหนัก ความเข้มข้นของยา หากต้อง
ใช้ยาหลายชนดิ ตอ้ งคานึงถึงปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งกนั

4.2.3 ความแตกต่างของฮอร์โมนในเพศหญิงและชาย มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา
เชน่ การใชย้ าคุมกาเนิดในการรักษาสิว

4.3 โรคและความเจ็บป่วยที่เป็น เมื่อมีการสูญเสียการทางานหรือเกิดพยาธิสภาพของ
อวัยวะท่ีเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงและการขับออกของยา เช่น ในผู้ป่วยโรคตับ ไตวาย จะทาให้การ
ออกฤทธ์แิ ละการกาจัดยาผดิ ปกติ

4.4 เวลาในการให้ยา ยาก่อนอาหารควรรับประทานก่อนรับประทานอาหาร ๓๐-๖๐ นาที
เน่ืองจากยาจะถูกดูดซึมได้เร็วขณะกระเพาะอาหารว่าง แต่มียาบางชนิดควรรับประทานหลังอาหาร
ทันทีและด่ืมน้าตามมากๆ เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดบางชนิด เน่ืองจากผลข้างเคียงของยาทาให้เกิด
การระคายเคอื งตอ่ กระเพาะอาหาร จนทาใหเ้ กิดอาการปวดท้องได้

4.5 อาหาร ยาและสารอาหารอาจทาให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างกันได้ เช่น ยาป้องกันการเกิด
ล่ิมเลือด ไม่ควรรับประทานรว่ มกบั อาหารทม่ี ีวิตามินเคสงู เชน่ ตับหมู และตบั ววั หรือผักใบเขยี ว เช่น
ผักขม บล็อกโคล่ี กะหล่าปลี เป็นต้น เนื่องจากวิตามินเคจะเพิ่มการแข็งตัวของเลือดทาให้
ประสิทธิภาพของยาลดลง ยา Tetracycline ไม่ควรรับประทานร่วมกับนมเนื่องจากยาจะเข้าไปจับ
กับแคลเซยี ม ทาให้ยาไม่สามารถถูกดดู ซมึ ผ่านผนงั ลาไส้เล็กเพือ่ เข้าสกู่ ระแสเลือดได้

4.6 ปัจจัยทางด้านจิตใจ ทัศนคติ ความกลัว ประสบการณ์ของผู้ป่วยกับการได้รับยาท่ีไม่ดี
มีรสขม หรือได้รับยาบอ่ ยครงั้

5.อาการไมพ่ ึงประสงค์ของยา (Adverse drug reaction)

ตามนยิ ามขององค์การอนามัยโลก (WHO) หมายถึง อาการไม่พงึ ประสงค์ที่เกิดข้นึ เมื่อมีการ
ใช้ยาในขนาดปกติ แต่ไม่รวมถึงอาการมาพึงประสงค์ท่ีเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด หรือการใช้ยา
ในทางทีผ่ ิด อาจเกดิ จากส่งิ ต่อไปน้ี

5.1 ผลข้างเคียงของยา (Side effect) เกิดจากผลข้างเคียงท่ีร่างกายอาจต้องการหรือไม่
ต้องการจากการได้ยาในขนาดรักษา และไม่จาเป็นต้องเคยได้รับยามาก่อน เช่น อาการง่วงนอนหรือ
อาการปากแห้ง ที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มยาต้าน ฮีสตามีนท่ีเป็นยาแก้แพ้ ลดน้ามูกแก้คัน
บางตวั เปน็ ตน้

5.2 การแพ้ยา (Allergic reaction) เกิดจากร่างกายมีความไวต่อยาผิดจากคนท่ัวไป อาจ
เกิดจากพันธุกรรม การรับยาหรือสารที่มีสูตรคล้ายคลึงยา อาการอาจเกิดขึ้นทันที หรือภายหลังไดร้ ับ

105

ยาหลายชั่วโมง หลายวัน อาการแพ้ยาเกิดตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ผ่ืนแดง คัน จนถึงข้ันรุนแรงที่
เรียกว่า Anaphylaxis shock ผู้ป่วยจะมีหลอดลมตีบ หายใจลาบาก ความดันโลหิตลดต่า อาจ
เสียชีวติ ได้

5.3 พิษจากยา (Drug toxicity) เกิดจากผลของยา ถ้าได้รับบ่อยและเปน็ เวลานาน ยาอาจ
สะสมในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ทาให้ระบบการขับยาออกผิดปกติ อาจทาให้เกิดพิษรุนแรงถึงข้ัน
เสียชวี ิตได้ แตถ่ ้าเกิดพิษในขนาดรักษา แสดงวา่ มีความไวต่อยามากกวา่ ปกติ เรียก Hypersensitivity
การลดขนาดยาจะใช้ยาตอ่ ไป ผทู้ ่ีมีความผดิ ปกติทางพนั ธกุ รรม อาจไดร้ ับยาปริมาณเพยี งเล็กน้อยอาจ
เกดิ พิษรนุ แรงได้แต่พบน้อยราย

5.4 การใช้ยาในทางที่ผิด (Drug abuse) เกิดจากการใช้ยาเกินความจาเป็น ส่วนใหญ่เกิด
จากการซอ้ื ยาเอง หรอื จากความผดิ พลาดในแผนการรกั ษา เช่น การใชย้ านอนหลบั ยาระบาย เปน็ ตน้

5.5 การดื้อยา (Drug resistance) ร่างกายมีการตอบสนองต่อยาลดลง พบในยาท่ีมีฤทธิ์
ยับย้ังหรือทาลายเซลล์ของเช้ือโรคที่เจริญเติบโตเร็ว เช่น แบคทีเรีย ยาท่ีพบเชื้อดื้อยาบ่อย ได้แก่ ยา
ต้านจลุ ชพี

5.6การทนต่อยา (Drug tolerance) เกิดจากเคยได้รับยามาก่อนหลายๆครั้งเป็นเวลานาน
ทาใหเ้ กิดการทนต่อยา ผลการรกั ษาลดลงต้องเพิม่ ขนาดยา

5.7 ปฏิกิริยาของยากับยา (Drug interaction) เกิดจากยาต้ังแต่สองชนิดขึ้นไป เม่ือ
บริหารแก่ผู้ปว่ ยพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาเข้ากันไม่ได้ อาจเกิดอันตรายจากยา หรือผลทางการรักษา
ลดลง จะต้องระมัดระวงั กรณีผู้ปว่ ยได้รบั ยาหลายชนิดพร้อมกนั

6.หลกั สาคัญในการบรหิ ารยา ควรยดึ หลกั การบริหารยา 6 Right (6R)

6.1 ถูกผู้ป่วย (right patients) หมายถึงการให้ยาแก่ผู้ป่วยถูกคน โดยการถามช่ือและ
นามสกุลผูป้ ว่ ยพร้อมตรวจสอบปา้ ยขอ้ มือผปู้ ว่ ยทกุ ครั้ง

6.2 ถูกชนิด หรือถกู ตัวยา (right drug) หมายถึง การให้ยาแก่ผู้ปว่ ยดว้ ยยาท่ีถูกตอ้ งและยา
น้ันยังไม่หมดอายุ สามารถให้ยาแก่ผู้ป่วยได้ต้องตรวจสอบช่ือยาและวันหมดอายุของยาในฉลากยา
หรือที่ขวดยาให้ถูกต้องตรงกัน อย่างน้อย ๓ คร้ัง คือ ก่อนหยิบ ก่อนให้ และก่อนเก็บยา เพราะยาใน
แต่ละชนดิ มีคุณสมบตั ิ กลไกการออกฤทธิ์ และผลขา้ งเคียงทีต่ ่างกัน

เน่ืองจากการใช้ยาหมดอายุอาจทาให้การรักษาไม่ได้ผล หรือก่อให้เกิดอันตราย
อย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น อาจก่อให้เกิดโรคไตวาย ไตอักเสบ หรือทาให้เกิดการลุกลามของ
โรคตา่ งๆ ตลอดจนเกดิ การดื้อยาขึ้น วธิ ีท่จี ะช่วยตรวจสอบวธิ ีหน่งึ คอื การสงั เกตขอ้ มูลวนั ผลติ และวนั
หมดอายุบนฉลากยา ดงั น้ี

6.2.1 ข้อมูลการผลิต จะดูที่คาว่า “Manu .Date” หรือ “Mfg.Data” ซ่ึงจะตาม
ดว้ ยเลขวัน-เดอื น-ปขี องวันผลติ

6.2.2 ข้อมูลวันหทดอายุ จะดูท่ีคาว่า “Expiry Date หรือ “EXp.” หรือ “Used
before” หรือ “ Expiring” หรือ “ Used by” ซ่ึงจะตามด้วยตัวเลขวัน-เดือน-ปีของวันหมดอายุ
และในกรณีท่ีระบุวันหมดอายุไว้เพียงเลขเดือน-ปี จะให้นับวันที่สุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวัน
หมดอายุ ตวั อยา่ งเชน่ Exp.08/60 หมายความว่า ยาจะหมดอายใุ นวนั ท่ี 31 สิงหาคม ปี พ.ศ.2560

106

ในกรณีที่พบยาบางชนิดระบุไว้เพียงวันผลิต แต่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุ หลักเกณฑ์
ท่ัวไปจะกาหนดให้ยาน้าที่ยังไม่ได้เปิดใช้สามารถเก็บไวไ้ ด้ 3 ปี นับจากวันผลิต แตห่ ากยาน้าถูกเปิด
ใชแ้ ล้วและมีการเก็บรักษาท่ีดีจะมีการใช้งานประมาณ 3 เดอื น ส่วนยาเม็ดสามารถเก็บไว้ได้ 5 ปี นับ
จากวันผลิต แต่หากยาเม็ดมีการแบ่งบรรจุใส่ถุงซิป วันหมดอายุของยาจะนับจากวันแบ่งบรรจุ
ออกไป 1 ปี โดยไม่เกินวันหมดอายุจริงทรี่ ะบุบนฉลากยา

นอกจากนี้ การตรวจสอบยาหมดอายุอีกวธิ ีหนึ่งสามารถสังเกตได้จากลักษณะต่างๆ
ของยา ดังน้ี

6.2.2.1 ยาเม็ดแคปซูล ท่ีมีลักษณะแคปซูลบวมโป่ง ผงยาภายในแคปซูลมี
การเปล่ียนแปลงสีหรือเกิดการจับกันเป็นก้อน เปลือกแคปซูลอาจมีเชื้อราขึ้นหรือมีสีเปล่ียนไป เช่น
ยาเตตราไซคลินที่มีผงยาเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้าตาล แนะนาให้ทิ้งทันที เพราะหากรับประทาน
เขา้ ไปจะทาใหเ้ กดิ อันตรายต่อไตได้

6.2.2.2 ยาเม็ด ท่ีมีสีเปล่ียนไป มีจุดด่างหรือเชื้อราข้ึน เม็ดยานิ่มและแตก
ไดเ้ มอ่ื ใชม้ อื บบี เบาๆ

6.2.2.3 ยาเม็ดรูปแบบเคลือบน้าตาล (ลักษณะมันเงา) ที่มีลักษณะเย้ิม
เหนยี ว มีกลิน่ เหม็นหนื หรอื กลิน่ บูดเกิดขนึ้

6.2.2.4 ยาน้าแขวนตะกอน (ลักษณะคล้อยแป้งนา้ ทตี่ ้องเขยา่ กอ่ นใช้) ทพี่ บ
ตะกอนจับกันเปน็ ก้อนแข็ง เกาะตดิ กันแน่น เขย่าแล้วไมก่ ระจายตวั ดงั เดิม หรือมีความเขม้ ข้น กลิน่ สี
หรือรสที่เปลยี่ นไป

6.2.2.5 ยาน้าเช่ือม ที่มีสีเปลี่ยนไป มีลักษณะขุ่น ตกตะกอน เห็นเป็นผงที่
ไม่ละลาย หรือเห็นเป็นน้าท่ีมีสีแตกต่างกันลอยปะปนเป็นเส้นๆ หรือมีกลิ่นบูดหรือกล่ินเหม็นเปรี้ยว
เกิดขนึ้

6.2.2.6 ยาขผี้ ึ้งหรือยาครมี ทเ่ี นื้อยามีลักษณะแห้งแขง็ หรอื มสี ีเปลีย่ นไป
6.3 ถูกขนาด (right dose) หมายถึงการให้ยาผู้ป่วย ด้วยขนาดยาที่ถูกต้องยาตัวเดียวกัน
อาจมีหลายขนาด และขนาดยาที่ให้เหมาะสมต่อน้าหนักหรือไม่ เน่ืองจากมีผลต่อการรักษาแตกต่าง
กนั
6.4 ถกู วิถีทางหรือวิธี (right route หรือ right method) หมายถงึ การใหย้ าผู้ปว่ ยอย่างถูก
ชอ่ งทาง เพื่อใหย้ าออกฤทธิอ์ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพสงู สุด
6.5 ถกู เวลา (right time) หมายถึงการให้ยาผู้ปว่ ยตรงเวลา ตามเวลาที่กาหนด เพอื่ ใหร้ ะดับ
ความเข้มข้นของยาในการรักษาเพียงพอ ยาก่อนอาหาร ควรให้ก่อนอาหาร ๓๐ นาทีถึง ๑ ช่ัวโมง
ยาหลังอาหารควรรับประทานหลังอาหาร ๓๐ นาที ถึง ๑ ช่ัวโมง บางชนิดอาจรบั ประทานหลังอาหาร
ทันที เช่น ยาในกลุ่ม NSAID (Non-steroid, anti inflammatory drug) การได้ยาต้านจุลชีพอย่าง
ตรงเวลา และตามความถ่ี มีผลทาให้ยาออกฤทธ์ิตา้ นเชอื่ โรคไดด้ ี
6.6 บันทึกถูกต้อง (right document หรือ right record) หมายถึงการบันทึกการให้ยา
อยา่ งถกู ตอ้ ง ปลอดภัย และปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลตามหลกั สากล

7.ช่องทางการบริหารยา

107

7.1 การบริหารยาทางปาก การบริหารยาทางปาก โดยการกลืน เป็นวิธีที่ง่ายท่ีสุด ยาท่ีให้
ทางปากจะมีการออกฤทธชิ์ ้า แต่ยาวนานกวา่ วิถีทางอน่ื รปู แบบของยามดี ังน้ี

7.1.1 ของแข็ง (Solid forms)
7.1.1.1 ยาเม็ดเคลือบ เพอื่ ปอ้ งกันยาระคายเคืองเย่ือบใุ นปาก และทางเดิน
อาหาร และการถูกทาลายโดยกรดในกะเพาะอาหารต้องการให้
ยาออกฤทธชิ์ า้
7.1.1.2 ยาเม็ดไม่ได้เคลือบ ยาแตกตัวท่ีกะเพาะอาหาร เช่น
Paracetamol
7.1.1.3 Capsule มีสารเคลอื บทาให้ง่ายตอ่ การกลืน

7.1.2 ของเหลว (Liquid forms)
7.12.1 ยาน้าเชื่อม เป็นยารับประทานที่ละลายในน้าเชื่อม หรือสารอ่ืนที่
แทนน้าตาล เหมาะสาหรับเดก็
7.1.2.1 ยาน้าแขวนตะกอน เป็นยาน้าที่มีสารไม่ละลายปนอยู่ตั้งทิ้งไว้จะ
แยกตัวเปน็ ชน้ั ต้องเขยา่ ขวดกอ่ นใช้ยา

7.1.3 ยาท่ีใชท้ างปากรปู แบบอื่น
7.1.3.1 ยาอม ประกอบด้วยยาฆ่าเชื้อและยาทาลายเช้ือ ผสมน้าตาลให้มี
รสชาตนิ า่ รับประทาน
7.1.3.2 ยาผงเดือดฟู่ และยาเม็ดเดือดฟู่ เป็นยาท่ีละลายในน้าง่าย เชน่ ยา
ละลายเสมหะ

7.2 วธิ ีการบรหิ ารยาทางปาก
7.2.1 ตรวจสอบความถูกตอ้ งของผู้ป่วย โดยการถามชอื่ -สกลุ ผูป้ ว่ ย
7.2.2 อ่านชื่อ-สกุล อายุ ช่ือยา ขนาดยาบนซองยาหรือขวดยา พร้อมกับ
ตรวจสอบวนั หมดอายุ
7.2.3 กรณยี าทีม่ พี ลาสตกิ หุ้มอยู่ ใชก้ รรไกรตดั พลาสติกออก
7.2.4 นายาให้ผปู้ ่วยรับประทานและรินน้าให้ผู้ป่วย เพอื่ ให้ผู้ปว่ ยกลืนยาไดส้ ะดวก
แนะนาให้ผู้ป่วยค่อยๆ รับประทานยาคร้ังละเม็ดหรือยาที่กลืนได้ง่ายก่อน
เพอื่ ปอ้ งกันการสาลกั
7.2.5 กรณีเป็นยาน้า ต้องเขย่าขวดยาน้าเพื่อให้ยาละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้มือ
ข้างที่ถนัดถือขวดยาและเปิดขวดยา หันฉลากยาไว้ด้านบนเพื่อป้องกันยา
หกโดนฉลากยา หยิบแก้วยาน้าถือสูงระดับสายตา นิ้วหัวแม่มืออยู่ที่ขีดของ
ปริมาณยาน้าท่ีต้องการ ค่อยๆรินยาน้าให้ได้ยาในปริมาณตามท่ีต้องการ
ถ้ายาปริมาตรน้อยกว่า ๕ มิลลิลิตร ใช้ Syringe ปลอดเชื้อดูดยาออกจาก
ขวดให้ได้ขนาดตามทีต่ อ้ งการ
7.2.6 ประเมินอาการสาลัก อาเจียนหลังรับประทานยา
7.2.7 ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังผู้ป่วยรับประทานยาทันทีและภายใน ๓๐
นาที

108

7.3 การบริหารยาทางใตล้ ิ้น
ยาอมใต้ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม ยาถูกดูดซึมได้ดีในเย่ือบุช่องปากเข้าสู่กระแสโลหิต

โดยตรง จึงออกฤทธิเ์ ร็วและไม่ถูกทาลายโดยกรดในกะเพาะอาหาร เช่น ยาอมใตล้ ้ินไนโตรกลีเซอรีน
ใช้บรรเทาอาการเจ็บหนา้ อกจากกลา้ มเนือ้ หวั ใจขาดเลอื ด

7.3.1 จุดประสงค์
7.3.1.1 ให้ยาดูดซึมผ่านเยอ่ื บุผิวหนงั ใตล้ ิ้นเขา้ สู่กระเสเลอื ดโดยตรง
7.3.1.2 ป้องกันไม่ใหย้ าถูกทาลายโดยนา้ ย่อยในระบบทางเดนิ อาหาร

7.3.2 วธิ ีการให้ยาอมใตล้ ิน้
7.3.2.1 ตรวจสอบความถูกต้องของผปู้ ว่ ย โดยการถามช่อื -สกลุ ผูป้ ่วย
7.3.2.2 อ่านชอ่ื -สกล อายุ ช่ือยา ขนาดยาบนซองยาหรือขวดยา
7.3.2.3 อธิบายเหตผุ ลของการใช้ยาอมใต้ลิ้น
7.3.2.4 บอกให้ผู้ป่วยกระดกล้ินขึ้น วางยาใต้ลิ้นผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยปิดปาก
ให้สนิท และไม่ต้องด่ืมน้าตาม เพราะต้องการให้ยาดูดซึมผ่านเยื่อ
บุผวิ หนงั ใต้ล้นิ เขา้ สู่กระแสเลอื ดโดยตรง
7.3.2.5 ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังผู้ป่วยรับประทานยาทันทีและ
ภายใน ๓๐ นาที

7.4 การบริหารยาใชภ้ ายนอกทางผิวหนัง
เปน็ การให้ยาซึมผ่านผัวหนัง ใบหน้า เย่ือบุ เพ่ือตอ้ งการให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ ส่วน

ใหญ่เป็นยาใชเ้ ฉพาะภายนอกอาจใช้ ทา อาบ หรือปดิ ผ่านทางผิวหนัง ถ้าใชใ้ นปริมาณความเข้มข้น
สงู อาจเกิดการแพย้ า และเปน็ อันตรายตอ่ ผิวหนังได้

7.4.1 จดุ ประสงค์
7.4.1.1 ลดอาการคัน
7.4.1.2 ลดการอกั เสบ
7.4.1.3 ทาให้ผวิ หนังชมุ่ ชื้นและอ่อนนุ่ม
7.4.1.4 ทาให้หลอดเลอื ดขยายตัวหรือหดตัว
7.4.1.5 ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชอ่ื โรคหรอื ปอ้ งกนั การติดเช้ือ

7.4.2 วธิ กี ารใหย้ าภายนอกทางผิวหนัง
7.4.2.1 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของผปู้ ่วย โดยการถามช่อื -สกุล ผปู้ ่วย
7.4.2.3 อ่านช่ือ-สกล อายุ ช่ือยา ขนาดยาบนซองยาหรอื กล่องยา
7.4.2.3 อธิบายเหตุผลของการใชย้ าภายนอกทางผวิ หนัง
7.4.2.4 เปิดเฉพาะส่วน ทาความสะอาดผิวหนังโดยการล้างและเช็ดให้แห้ง

เพือ่ ให้บริเวณท่ใี หย้ าดูดซึมยาได้ดี
7.4.2.5 สวมถุงมอื สะอาด เพอ่ื ปอ้ งกันการปนเปื้อนสงิ่ สกปรก
7.4.2.6 กรณียาปา้ ยชนดิ ครีมหรือยาขีผ้ ึ้ง ปา้ ยยาลงบนผ้าก๊อสแล้วทาบางๆ

คลึงเบาๆ เพื่อกระตนุ้ ใหม้ ีการไหลเวยี นโลหิตเพม่ิ การดดู ซมึ ยา

109

7.4.2.7 กรณียาป้ายชนิดครีมสาหรับปิดผิวหนัง เช่น Nitroglycerine ให้
บบี ยาลงบนกระดาษ ซง่ึ มีตวั เลขบอกความยาวของยาทบ่ี ีบปริมาณตามแผนการรักษา พับริมกระดาษ
เขา้ หากันเพอื่ ให้บากระจายทัว่ แผ่น ปิดกระดาษยาบริเวณท่ีต้องการ ไม่ปิดซ้าตาแหน่งเดมิ

7.4.2.8 กรณียาผง เทยาลงบนผ้าก๊อส ใส่ยาบริเวณที่ต้องการ ถ้ายาอยู่ใน
หลอดที่พ่นได้ บีบหลอดยาพ่นลงบนผิวหนังโดยตรง กรณียาน้า เขย่าขวดยา เพื่อให้ยาผสมกันดี สวม
ถงุ มือจบั ผา้ ก๊อสชบุ ยาน้าทางบางๆ บริเวณที่ต้องการ

7.4.2.9 ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังผู้ป่วยได้รับยาทันทีและภายใน
๓๐ นาที

7.2.4.10หลงั ผปู้ ว่ ยไดร้ ับยาทนั ทีและภายใน ๓๐ นาที
7.5 การบริหารยาทางจมูก

การบริหารยาทางจมูกโดยการหยอดหรือพ่นยาเข้าไปในจมูก เพ่ือใช้รักษา อาการ
คัดจมูก ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ การสูดดมอนุภาคของยาจากการพ่นจมูกมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยา
จะสัมผัสกับเน้ือเย่ือจมูกมีผลทาใหห้ ลอดเลือดมีการหดตัวอย่างรวดเร็ว ยาถูกดดู ซึมและการกระจาย
ตัวได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยสามารถบริหารยาได้เอง แต่ในกรณีผู้ป่วยเด็กหรือผู้สูงอายุ พยาบาล
จะต้องเปน็ ผบู้ รหิ ารยาให้แก่ผู้ปว่ ย

7.5.1 รปู แบบยา มดี งั น้ี
7.5.1.1 ยาพ่นจมูก (spray) หรือยาหยอด ตัวยากระจายเป็นอนุภาคเล็กๆ

และออกฤทธ์ิเฉพาะที่ต้องการโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นยาสเตียรอยด์ เช่น เย่ือบุช่องจมูก หลอดลม
ผวิ หนัง เชน่ ยาพ่นจมกู

7.5.1.2 ยาดม (inhalant) มีกล่ินหอมระเหย สามารถสูดดมได้ง่าย บรรเทา
อาการวงิ เวียน

7.5.1.3 ยาสูดพ่นทางปาก ใช้รักษา โรคหอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง
สามารถนาส่งยาเข้าสู่หลอดเลือดหรือปอดได้โดยตรง ยาจึงออก
ฤทธิไ์ ดร้ วดเร็วและลดผลข้างเคียงท่ีอาจเกิดข้ึนกับระบบอ่ืนๆ ของ
ร่างกายได้ เคร่ืองมือ สูดพ่นยา ภายในบรรจุยาแขวนลอยอยู่
ในกา๊ ซเหลว ในรปู แบบยาแขวนตะกอน

7.5.2 จดุ ประสงค์
7.5.2.1 ลดการอกั เสบ
7.5.2.2 บรรเทาอาการบวมในโพรงจมูก
7.5.2.3 บรรเทาโรคภมู ิแพข้ องช่องจมูก

7.5.3 วิธกี ารใชย้ าทางจมูก
7.5.3.1 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของผปู้ ว่ ย โดยการถามชือ่ -สกลุ ผ้ปู ว่ ย
7.5.3.2 อา่ นช่ือ-สกล อายุ ช่ือยา ขนาดยาบนซองยาหรือกล่องยา
7.5.3.3 อธิบายเหตุผลของการให้ยาทางจมูกให้ผูป้ ว่ ยทราบ
7.5.3.4 จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่ง แหงนหน้า หรือท่านอนหงายรองหมอน
หนุนไหล่ เพื่อให้ศีรษะแหงนไปด้านหลังหรือเอียงศีรษะเล็กน้อย

110

ถา้ ตอ้ งการให้ยาไปสโู่ พรงกระดูกดา้ นใดดา้ นหนงึ่ ขจัดส่งิ คดั หลงั่ ใน
ชอ่ งจมูกออกใหห้ มด โดยใช้สาลีพันปลายไม้เช็ดให้สะอาด
7.5.4 กรณียาพน่ จมกู มีข้ันตอนปฏิบัติดงั นี้
7.5.4.1 เขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยาในกรณีท่ีเป็นขวดใหม่ที่เพิ่งซ้ือ ก่อนใช้
พ่นจริงต้ังขวดยาให้ตรง และกดให้ยาพ่นออกมาในอากาศเป็น
ละอองฝอยสัก 2-3 คร้ัง เพ่ือกระตุ้นให้ระบบขับเคลื่อนยาทางาน
ในกรณีท่ีพ่นยาเป็นประจาทุกวันแล้ว ไม่จาเป็นต้องกดยาให้พ่น
ออกมาใรอากาศก่อนใช้จรงิ ทุกครงั้
7.5.4.2 ควรพ่นยาในจมูก หลังจากที่ทาให้จมูกโล่งแล้ว โดยอาจจะพ่น
ตามหลังการสงั่ น้ามูก หรอื การลา้ งจมกู
7.5.4.3 การจับขวดยา ควรใช้นิ้วช้ี และนิ้วกลาง วางอยู่ท่ีบริเวณไหล่ขวด
ยาและใช้นิ้วหัวแม่มือวางท่ีก้นขวด แล้วนาส่วนปลายของยาพ่น
จมูกหรือหัวที่พ่นยา ใส่เข้าไปในโพรงจมูกด้านหน้าข้างตรงข้าม
กับมือที่ถือขวดยา พนักงานฉุกเฉินการแพทย์อาจจับให้ผู้ป่วย
ขณะพ่นยา หรือแนะนาให้ผู้ป่วยทาเอง พยายามให้หัวที่พ่นยาชี้
ไปที่ก่ึงกลางของลูกตาข้างท่ีจะพ่น เพ่ือให้ยาไปสัมผัสกับเย่ือบุ
จมูก ซง่ึ อยู่ทางด้านข้างโพรงจมูกให้มากท่สี ุด ไมใ่ หพ้ ่นยาเข้าไปท่ี
ผนังก้ันช่องจมูก ซ่ึงอยู่ตรงกลางเพราะอาจทาให้ผนังกั้นช่องจมูก
เป็นแผลและมีเลือดกาเดาไหลได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ถนัดในการใช้บาง
ข้างในการพ่นจมูก อาจใช้มือข้างท่ีถนัดพ่นยาเข้าไปในจมูกทั้ง 2
ข้างในทิศทางดงั กล่าวข้างตน้
7.5.4.4 เม่ือพร้อมที่จะพ่นยาเข้าไปในโพรงจมูก ควรกดยาอย่างแรงและ
เร็ว เพ่ือให้ยากระจายออกมาเป็นละอองฝอย หลังจากนัน้ ใหเ้ งย
หนา้ ข้นึ และเอียงศีรษะไปดา้ นขา้ งทีพ่ ่นเปน็ เวลาครึง่ นาที เพอ่ื ให้
ยาพ่นจมูกไหลฉาบผนังด้านข้างของโพรงจมูกไปด้านหลังอย่าง
ชา้ ๆ หลงั จากนั้นจงึ พ่นยาในจมูกอีกขา้ งหนง่ึ ในลกั ษณะเดยี วกนั
7.5.4.5 หลังจากพ่นยาในจมูกเสร็จแล้ว ควรทาความทาความสะอาดหัวท่ี
พ่นด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูล้างน้าสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง และ
ครอบฝาปิด หลีกเลี่ยงการสั่งน้ามูกภายในระยะเวลา 15
นาที หลงั พ่นยา
7.5.5 กรณีใช้ยาสูดพน่ ทางปากปฏบิ ัตดิ งั นี้
7.5.5.1 เขย่ากระบอกยาในแนวตั้ง และเปดิ ฝากระบอกยาออก
7.5.5.2 หายใจออกจนสดุ ใชร้ มิ ฝปี ากครอบปลายกระบอกยา
7.5.5.3 กดหัวพ่นยา พร้อมกับหายใจเข้าทางปากอย่างช้าๆ ลึกๆ จากนั้น
กลั้นลมหายใจไว้ประมาณ 10 วินาที จึงผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ทางจมกู

111

7.5.5.4 หากต้องพน่ ยาซ้า ใหพ้ น่ ห่างกัน 1-2 นาที
7.5.5.5 ทาความสะอาดปากกระบอกยาด้วยกระดาษทิชชู หลังใช้ควร

บว้ นปากด้วยน้าสะอาด หลังจากพ่นยาทกุ ครัง้
7.5.6 ประเมินอาการไม่พึงประสงค์หลังผู้ป่วยได้รับยาทันทีและภายใน 30 นาที

เพื่อจะไดใ้ ดใ้ ห้การชว่ ยเหลือทนั ที
สรุป

การให้ยากับผู้ป่วย ต้องอาศัยความรู้ทางเภสัชวิทยา ความรู้พื้นฐานทางการดูแลผู้ป่วย
เบื้องต้น การปฏิบัติโดยยึดหลัก 6 Rights การติดต่อส่ือสารกับแพทย์อานวยการปฏิบัติการฉุกเฉิน
ก่อนท่ีจะให้ยาผู้ป่วย มีการตรวจสอบซ้า รวมทั้งติดตามและบันทึกอาการผู้ป่วย เพ่ือให้ผู้ป่วยได้รับ
ยาอย่างถกู ต้อง ปลอดภยั และมีประสิทธภิ าพในการรกั ษาสูงสุด

.........................................................................

112

เอกสารอ้างองิ
วฒั นา (บญุ คง) พนั ธ์ศุ ักดิ์ และสิริรตั น์ ฉัตรชัยสุชา. ทกั ษะพ้นื ฐานทางการพยาบาล. พิมพ์ครง้ั

ที่ 2. กรงุ เทพ: หา้ งห้นุ สว่ นจากดั เอน็ ที เพลส ; 2553.
วิไลวรรณ ทองเจริญ. ศาสตรแ์ ละศลิ ปก์ ารพยาบาลผู้สูงอาย.ุ กรงุ เทพ: โครงการตารา คณะ

พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล; 2554.
ณัฐสรุ างค์ บญุ จันทร์ และคณะ. ทักษะพนื้ ฐานทางการพยาบาล(Basic Nursing Skills).

กรุงเทพ: โครงการตาราคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล; 2559.
สานกั อนามัยกรงุ เทพมหานคร .ยาหมดอายุดูอย่างไร. กรุงเทพ: กองเภสชั กรรม; 2550
Sushada.ch. 5 วธิ ีสงั เกตุวนั หมดอายุ นิตยสารชีวจิตฉบบั ที่ 199. กรุงเทพ: อมั รินทรพ์ รนิ้ ตง้ิ

แอนด์ พับลชิ ชิ่ง; 2557

113

บทท1่ี -8
การสอื่ สารเพอ่ื การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

บทนา

การส่ือสารหมายถงึ การแลกเปลยี่ นสญั ลักษณ์ต่างๆ ไม่วา่ จะด้วยคาพดู การเขยี น รอ้ งเพลง
หรอื ท่าทาง การถามและตอบคาถามควรจะเป็นเร่ืองง่ายๆ และอยู่ในชวี ิตประจาวัน อย่างไรก็ตาม
จะไดค้ าตอบให้ตรงกับคาถามและตรงกบั ใจของผู้ถามนัน้ ไม่ไช่เรอื่ งงา่ ย ย่ิงเมอื่ ตอ้ งอยู่ในภาวะวิกฤต
รบี ด่วน ยิง่ จะตอ้ งระมัดระวังในการส่อื สรมากขึน้
วัตถุประสงค์
1.บอกความหมายของการส่ือสารเพ่อื การดูแลผ้ปู ่วยฉกุ เฉินได้
2.สามารถบอกองค์ประกอบของการส่ือสารทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพได้
3.สามารถบอกเทคนคิ การส่อื สารกับผูป้ ว่ ยฉกุ เฉินในภาวะต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ จึงมีความจาเป็นที่จะต้องเรียนรู้เทคนิคการตั้งคาถาม และ
การสอื่ สารในสถานการณต์ า่ งๆ เพื่อสามารถรวบรวมขอ้ มูลใชใ้ นการวินจิ ฉัยและรักษาได้

องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย “สาร” ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ซึ่งท้ังคู่ต้องผ่าน
การ แปลสาร ทาให้พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่ทาให้การสื่อสารล้มเหลวมีมากถึง ๕ จุดตั้งแต่ ความไม่พร้อม
ของผู้สง่ สาร ผู้ส่งสารแปลสารไมถ่ ูกตอ้ ง วิธีสื่อสาร ไม่ถกู ตอ้ ง ผู้รับสารแปลสารไม่ถูกต้องและผ้รู ับสาร
ไมพ่ รอ้ ม

การซักประวัติเป็นการสื่อสารระหว่าง พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ กับผู้ป่วยแบบหนึ่ง ผู้ซัก
ตอ้ งตระหนกั วา่ ข้อมูลขอ้ มลู ใดมีความสาคัญทจี่ ะตอ้ งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พรอ้ มกบั พยายาม
หลีกเล่ียงไม่ให้เกความทุกข์กับผู้ป่วยมากข้ึนไปกว่าเดมิ การซักประวัติจึงต้องมีเทคนิคที่ดปี ระกอบกับ
องค์ความรทู้ ่คี รบถ้วนทางวชิ าการ

1.องคป์ ระกอบในการส่ือสารกับผู้ป่วย

องคป์ ระกอบภายนอก
1.1 การให้เกียรตผิ ู้ปว่ ย

1.1.1 ความไว้ใจ ในฐานะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ซักถามย่อมไดร้ ับความไวใ้ จ
ในบางส่วนอยแู่ ล้วนอกเหนือไปจากนั้นการทาตัวให้คุ้นเคย ให้เกยี รติ จะทาให้ไดร้ ับความไวว้ างใจมาก
ข้ึน เช่น การซักถามชื่อและการเรียกช่ือของคนไข้ไดถ้ ูกต้อง ให้เกียรตโิ ดยเรียกคานาหน้าว่าคุณ ไม่ใช่
พี่, น้อง, ลุง, ป้า, น้า, อาจะพบว่าความสาเร็จของการส่ือสารนั้นวางอยู่บนพน้ื ฐานของการเชื่อใจและ
ไวใ้ จ ไม่อยา่ งนน้ั ขอ้ มูลท่ีไดร้ ับอาจไมถ่ กู ตอ้ ง และอาจมคี วามเสี่ยงตอ่ การถกู ฟอ้ งรอ้ งได้

1.1.2 ความเป็นมืออาชีพ ความประทับใจแรกพบนั้นบ่งบอกความเป็นมืออาชีพ ใน
ฐานะพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ บุคลิกและการแต่งกาย คือการส่ือสารท่ีถูกส่งเข้าสายตาของผู้ป่วย
หากพบว่าผู้ที่เข้ามาซักประวัติ ใส่เสื้อยืด รองเท้าแตะ สีหน้างว่ งงุน ยืนระเกะระกะไม่เรียบร้อย ก็เป็น

114

การยากท่ีผู้ปว่ ยหรือญาติจะอยากตอบคาถามกับบุคลากรเหล่าน้ี กลับกันการประพฤติตามมาตรฐาน
วิชาชีพ ย่อมชว่ ยในการสร้างความนา่ เช่อื ถือ เชน่

1.1.2.1 ใส่เครือ่ งแบบท่สี ะอาดและถูกตอ้ ง เปน็ การบง่ ช้ีตัวตนในฐานะ
พนกั งานฉกุ เฉินการแพทย์

1.1.2.2 สขุ ลักษณะของรา่ งกาย ผมตดั ส้ันเรียบ เลบ็ มือตดั สะอาด
พยายามหลกี เลยี่ งการใชน้ ้าหอมกลิ่นฉุน

1.1.2.3 ความแขง็ แรงของร่างกาย ความนา่ เชือ่ ถอื จากการไดด้ ลู เบ้อื งต้น
จากผทู้ ม่ี รี า่ งกายแข็งแรงกายา กับผทู้ ่ีมนี า้ หนักเกนิ ออ่ นแอ
ยอ่ มแตกตา่ งกัน

1.1.2.4 ความประพฤตโิ ดยรวม ท้งั ความสภุ าพ การรกั ษาคาพูด ความ
ม่ันคงทางอารมณ์

1.1.2.5 ความม่นั ใจ (ทไ่ี ม่หยิง่ ยโส)
1.1.2.6 ทา่ ทางการเดินทีม่ ีความเรว็ พอดี จะทาให้ดกู ระฉับกระเฉง

นา่ เช่อื ถือมากกว่าการวิ่ง หรือการเดินเอือ่ ยเฉอ่ื ย เปน็ เรอ่ื งเลก็ ๆ
นอ้ ยๆ แต่สาคญั
1.2 สนใจและเขา้ ใจความรสู้ ึกของผู้ป่วย
1.2.1 การเข้าใจ คือความสามารถของผู้ซักประวัติทจี่ ะรบั รู้และตระหนกั ถึง
ความรสู้ ึกและมมุ มองดา้ นในของผปู้ ่วย เหมอื นดังที่ผปู้ ่วยประสบต่อตนเองมใิ ชจ่ ากมุมของผู้
ซักประวตั ิเอง โดยอาศยั
1.2.1.1 การรบั ร้แู ละเขา้ ใจความรูส้ ึกของผู้ปว่ ย
1.2.1.2 การส่ือสารตอ่ ผ้ปู ว่ ยว่าเราเขา้ ใจความรู้สึกของผูป้ ่วย
1.3 มีความจรงิ ใจกบั ผูป้ ่วย
ทา่ ทที ีเ่ ปิดเผย จริงใจ เปน็ ธรรมชาติไม่แสแสร้ง และไม่พยายามท่ีจะปกปอ้ งตัวเอง
แสดงออกในทางสร้างสรรค์และคานึงถึงผู้ป่วยเป็นหลักไม่จาเป็นเสมอไปที่ต้องแสดงท่าทางเคร่งขรึม
จรงิ จังเพ่อื ให้ได้รับความนา่ เช่อื ถอื
องคป์ ระกอบภายนอก
การปฏิสัมพันธ์ถัดจากแรกพบ คือช่วงเวลาของการซักประวัติเพ่ือให้ได้ข้อมูลทาง
การแพทย์ จุดเริ่มต้นท่ีดีต้องคานึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย และอยู่ในสถานท่ีท่ีไม่มีสิ่งดึงดูด
ความสนใจไปที่อ่นื ควรจะอยู่ในที่เงยี บพอสมควร มีแสงไฟที่เพียงพอ ควรคานึงไปถึงของมีคมตา่ งๆ
ท่เี ป็นอันตรายไมค่ วรอยู่ใกล้มือของผู้ป่วย

2.ข้ันตอนการสร้างความสมั พันธข์ ้นั ต้น

2.1 แนะนาตัวเอง เปน็ จดุ เริ่มต้นทด่ี ขี องการสอื่ สาร ทกั ทายตามธรรมเนียมและตามสมควร
2.2 จาช่ือของผู้ป่วยให้ได้ บ่งบอกถึงความใส่ใจของผู้ซักประวัติ อาจจะใช้วธิ ีออกเสียงดังๆ

หรอื ขานช่อื ผ้ปู ว่ ยอยู่ในใจ
2.3 ให้เกียรติโดยการเรียนคานาหน้า ในสังคมไทยนิยมท่ีจะนับญาติกัน แต่หลายคร้ังท่ี

ผู้ป่วยไม่ต้องการนับญาติด้วย คานาหน้าว่า “คุณ” เป็นคาที่ควรใช้และสุภาพ หรือถ้า

115

เป็นผู้ปว่ ยเด็กอาจเรียกขามเด็กชาย หรือเื ด็กหญิง ไม่ใชท่ ุกคนท่ีจะสะดวกใจให้เรยี กน้อง
แม้แต่ชอื่ เล่นเองกค็ วรจะตอ้ งถามความสมคั รใจทกุ คร้ังกอ่ นทีจ่ ะเรียก
2.4 โทนเสียง โทนเสียงต่าฟังสบายและเข้าใจได้มากกว่าเสียงสูง ใช้เสียงท่ีไม่สูงและความ
ดังท่ีพอดี ยกเวน้ ผู้ปว่ ยท่ีมีปัญหาการได้ยินอาจต้องเพิ่มระดบั ความดังแต่ตอ้ งไม่กระชาก
เสียง มิฉะน้ันจะดูเหมือนก้าวร้าว โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน เป็นการยากที่จาทาความ
เขา้ ใจคาถาม เพราะฉะนนั้ พยายามพดู ช้าๆ
2.5 น้าเสียง พยายามใช้เสียงที่นุ่มนวลและเป็นมืออาชีพ หลีกเล่ียงเสียงที่แสดงอาการโกรธ
หงุดหงิด กระชาก
2.6 อธิบาย บอกผู้ป่วยทุกคร้ังที่จะต้องมีการตรวจ หรือทาหัตถการหรือการกระทาใดต่อ
ผู้ปว่ ย พรอ้ มทงั้ เหตุผล จะช่วยลดความกังวลของผปู้ ว่ ยที่ย่อมตอ้ งการอยากรู้
2.7 สีหน้า แสดงสีหน้าท่ีนุ่มนวลและต้องการให้ความช่วยเหลือแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะวิกฤติ
เพียงใดก็ตาม อย่าลืมว่าใบหน้าของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์แสดงการส่ือสารได้
มากมาย ใบหน้าท่ีนิ่งเรียบเหมือนใส่หน้ากากไว้ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถรับมือได้ทุก
อย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดข้นึ ส่ิงท่ีควรจะหลีกเลี่ยงที่สุดคือสีหน้าดถู ูก ตาหนิ ซงึ่ อาจเกดิ ขึ้น
ไดเ้ มื่อเราซกั ประวตั ิ เชน่ การใช้ยาเสพตดิ การพยายามฆ่าตัวตาย
2.8 สไตล์ที่ยืดหยุ่น การส่ือสารของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ต้องปรับตามสถานการณ์
แม้วา่ ปกติและควรอยู่ในภาวะสงบ หากเม่ือพบว่าวิกฤตกิ ระช้ันเข้ามา เราอาจต้องแสดง
การใช้อานาจ คาถามที่ส้ัน กระชับและบังคับให้ตอบคาถามมากขึ้น อย่างไรก็ตาม
พยายามอย่าแสดงอารมณ์ โดยเฉพาะส่วนความคดิ ทไ่ี มร่ ู้จะทาอะไรดี แย่แล้ว เป็นต้น

3.เทคนิคการสือ่ สารและการสมั ภาษณ์

3.1 ภาษาที่ใช้ (language)
หลักสาคัญของการสื่อสารที่ดีคือต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย พยายามใช้ศัพท์ทาง

การแพทย์ให้น้อยที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ พยายามใช้ภาษาของผู้ป่วยหากพูดภาษาท้องถิ่นได้จะเป็น
การดีและสร้างความคุ้นเคยกับคนไข้และญาติ กลับกัน หากไม่สามารถสื่อสารกันได้ด้วยอุปสรรค
ทางภาษา จาเป็นจะต้องมีล่ามเป็นสื่อกลาง ให้พยายามพูดประโยคส้ันๆ และพูดกับผู้ป่วยโดยตรง
แม้ว่าจะผา่ นลา่ มกต็ าม

3.2 การฟัง (listening)
ทักษะการฟังเป็นเรื่องที่สาคัญมากในการซักประวัติผู้ป่วยและญาติ จะพบว่าหลาย

ครั้งที่พนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะรับฟังเฉพาะคาตอบท่ีอยากฟัง เช่น ถามว่าเจ็บหน้าอกหรือไม่ก็
อยากจะได้คาตอบว่า เจ็บ หรือไม่เจ็บ อย่างไรก็ตามบ่อยคร้ังที่คาตอบอาจจะออกมาในรูปแบบของ
ไม่รหู้ รือไม่แน่ใจ ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองแก่ผู้ถามไม่มากก็น้อย ทั้งที่ความจริงแล้วบางอย่างซ่อนอย่ใู น
คาตอบนั้น และผู้ป่วยกาลังอยากที่จะบอกอาการที่แท้จริงก็เป็นได้ นอกจากฟังแล้วจะต้องใช้การ
สังเกตอย่างอืน่ ร่วมด้วยเพื่อเปน็ องค์ประกอบ อาทิ ผู้ป่วยที่บอกวา่ ไม่เจ็บหนา้ อกแล้ว แตย่ งั มีสีหน้า
เจบ็ ปวดและเหง่ือออกพดู ไม่เปน็ คา ทาให้สงสยั วา่ อาการเจบ็ น่าจะยงั อยูม่ ากกว่าเป็นตน้

116

3.3 การสง่ เสรมิ (facilitation)
การสบตาเปน็ อาการข้ันต้นท่ีแสดงวา่ กาลังต้ังใจฟังในส่งิ ท่ีพูดรวมทั้งการแสดงสีหน้า

การผงกศีรษะ การตอบรับ การกระตุ้น “เข้าใจค่ะแล้วอย่างไรตอ่ ” หรือบางครั้งความเงียบก็ยังช่วย
เม่ือผู้ป่วยทาท่าลังเลท่ีจะเล่า ดังน้ัน พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ไม่ควรก้มหน้าก้มตาหรือเขียนบันทึก
ข้อมูล แต่ควรสบตาและตง้ั ใจฟงั และโต้ตอบในการซักประวตั ิผู้ปว่ ยและญาติเสมอ โดยสรุปทักษะที่
ใช้ในการส่งเสรมิ ไดแ้ ก่

3.3.1 แสดงทา่ ทีส่งเสริมให้พดู ต่อ
3.3.2 พูดซา้ คาหรือวลีสดุ ท้ายของผ้ปู ว่ ย
3.3.3 พดู ซ้าแตส่ รปุ ให้ส้นั ลง
3.3.4 เน้นเร่อื งให้ชดั
3.3.5 พดู ในเชงิ ขอให้ผู้ป่วยเล่าเร่อื งท่เี ราต้องการทราบ
3.3.6 การเงยี บ
3.4 การสะท้อน (reflection)
การทวนซ้าท้ายประโยคของผู้ป่วย การทาเช่นน้ีเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยาย
ความและเล่าต่อ แต่ต้องระวังไม่ให้มากเกินจนเป็นการขัดจังหวะ ยกตัวอย่างผู้ป่วยท่ีแจ้งว่าเจ็บ
หนา้ อก
ผปู้ ว่ ย ตอนหายใจเข้าจะเจบ็ หนา้ อกมาก
พฉพ. คณุ มีอาการเจ็บหน้าอกมากขน้ึ เมื่อหายใจเขา้
ผู้ปว่ ย ใช่ โดยเฉพาะเมอื่ ตอนหายใจเข้าสุดหรือไอ มันจะเจ็บมาก
พฉพ. คณุ มอี าการไอ
ผู้ปว่ ย สองสามวันน้ไี อมาก เสมหะสเี ขยี ว แล้วก็มไี ข้ด้วย
การสะท้อนความที่ได้เห็นจากตัวอย่างจะพบว่ากระตุ้นให้ผู้ป่วยเล่าเร่ืองอาการมาก
ขึน้ ทาให้พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอาการเจ็บที่แท้จรงิ น่าจะเกิดจากการติด
เช้อื ในระบบทางเดนิ หายใจมากกว่าที่จะเป็นโรคหวั ใจ

3.5 การทาความกระจ่าง (clarification)
ในภาวะวิกฤติหลายคร้ังท่ีผู้ป่วยไม่สามารถอธิบายอาการได้อย่างชัดเจน หากมีข้อ

สงสยั อย่าลงั เลทจ่ี ะถามเพิม่ เติม เชน่
พฉพ. คุณเคยแพย้ าหรอื สารอาหารหรือไม่
ผู้ปว่ ย เคยแพ้ยาแกป้ วดพาราเซตามอล มัมแย่มาก
พฉพ. ตอนทีแ่ พม้ ีอาการอยา่ งไรช่วยอธิบาย
ผปู้ ่วย รสู้ กึ ผะอดื ผะอม เหม็นไปหมดแทบอยากจะอาเจยี นออกมา
พฉพ. คณุ มอี าการผ่นื คัน หรอื หายใจลาบากไหม ตอนท่ีมีอาการ
ผู้ป่วย ไม่มีเลย แคไ่ ม่อยากจะกนิ มันอีกแคน่ ้นั

117

เมื่อได้ยินคาว่า “แย่” ของผู้ป่วยหลายครั้ง อาจทาให้พนักงานฉุกเฉินการแพทย์
เข้าใจว่าเป็นอาการแพ้ท่ีร้ายแรง ทาให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาน้ันทั้งที่จาเป็นต้องใช้ แต่ถ้าถาม
ชดั ๆ จะพบวา่ เปน็ แค่ผลขา้ งเคยี งจากยาท่อี าจเกดิ ข้ึนได้

3.6 แสดงความเห็นอกเหน็ ใจ (empathy)
ในสายตาผู้ป่วย ถึงแม้จะเป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างไรก็ตามก็ยังเป็นคนแปลก

หน้า ให้หลายครั้งเกิดความอึดอัดท่ีจะเล่าเร่ืองส่วนตัวหลายอย่างจนไปถึงขั้นขุ่นเคืองใจ การแสดง
ความเห็นอกเห็นใจจะช่วยให้ผู้ป่วยมีความมีความสบายใจที่จะเล่ามากข้ึน โดยอาจจะใช้ประโยค
ง่ายๆ เช่น “ฉันเข้าใจค่ะ” หรือ “อาการท่ีเจ็บน่าจะต้องทรมานมากทีเดียว” หรือการกระทาง่ายๆ
เช่น บีบมือเบาๆ หรือส่งกระดาษซับน้าตาให้ จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์และทาให้การซักประวัติ
สามารถไดร้ ายละเอยี ดทีด่ ีมากขน้ึ

3.7 การเผชิญหน้า (confrontation)
บางคร้ังผู้ป่วยปิดบังอาการบางอย่างไว้ไม่เล่าให้ฟังไม่ว่าจะต้ังใจหรือไม่ก็ตาม แต่หาก
พนักงานฉุกเฉินการแพทย์สังเกตเห็น การตง้ั ข้อสังเกตกลับไปทาให้ผู้ปว่ ยรับรู้ถึงคาพูดหรือพฤติกรรม
ของตนจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยเล่าความจริงที่ปิดไว้มากข้ึน เช่น “คุณบอกไม่มีอาการเจ็บหน้าอกแล้ว แต่
เห็นว่าคุณยังพยายามตบหน้าอกตวั เองเบาๆตลอดเวลา”
3.8 การแปลความหมาย (interpretation)

การแปลความเป็นขั้นตอนถัดมาของการเผชิญหน้า เมื่อพบจุดต้องสงสัยบางอย่าง
และทาให้เกิดปัญหาใหม่หรือมีข้อสังเกตที่ต้ังข้ึน อาทิ “คุณบอกว่าไม่มีอาการเจ็บหน้าอกแล้ว แตเ่ ห็น
คุณยังพยายามตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ตลอดเวลา คุณกาลังกลัวที่จะบอกว่าเจ็บหน้าอกแล้วต้องไป
โรงพยาบาลเพื่อตรวจเพ่ิมใช่ไหม” ในการแปลความนี้บางครั้งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งเพราะ
ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกว่าถูกกล่าวหาอยู่ก็เป็นได้ แต่หากผู้ซักประวัติมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ป่วยและต้ัง
ข้อสังเกตและแปลความอย่างระมดั ระวงั การแปลความน้ีจะแสดงออกถึงความเอาใจใส่และหว่ งใยแก่
ผู้ป่วยไดอ้ ยา่ งดี

3.9 ถามความรูส้ กึ (asking about feeling)
ผู้ป่วยนั้นคือมนุษย์ธรรมดาทั่วไปไม่ใช่ข้อสอบ ถามและใส่ใจความรู้สึกของผู้ป่วย

เสมอในส่ิงที่กาลังเผชิญอยู่ แสดงให้เห็นว่ามีความเห็นอกเห็นใจ สิ่งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อและไว้ใจ
นาไหสูข่ ้อมูลประวตั ิทจ่ี ะไดร้ บั

4.เทคนิคของการซกั ประวตั ิ

นับตง้ั แต่วินาทีแรกที่ได้พบผู้ป่วย หน้าท่ีสาคัญของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์คือการได้มาซ่ึง
ข้อมูลที่สัมพันธ์กับภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งหมายความต้ังแต่อาการสาคัญ สาเหตุของอาการและ
ประเมินความรนุ แรง ซึง่ ขอ้ มูลทั้งหมดจะไดม้ าจากการต้งั คาถาม การสังเกตอาการและทักษะการฟงั ท่ี
ดี

4.1 เทคนิคการต้ังคาถามประกอบดว้ ย
4.1.1 ใช้คาถามปลายเปิด เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเล่าอาการหรือความกังวลท่ี

เกิดขึน้ จรงิ ซ้ึงหลายครั้งจะพบวา่ เป็นคนละเรื่องกับทีไ่ ด้รับแจง้ มาดว้ ยซ้า

118

4.1.2 การใช้คาถามปลายปิดเมื่อจาเป็น คาถามปลายปิดทาให้ไม่ได้ข้อมูลเพ่ิม แต่
บางคร้ังควรใช้กับข้อมูลท่ีจาเพาะ เช่น “รับประทานอาหารหรือยัง” “อาการเป็นๆหายๆ หรือเป็น
ตลอด” ประโยชนข์ องคาถามแบบนี้จะชว่ ยเตมิ เต็มข้อมูลต่อจากคาถามปลายปิด ใช้หาข้อมูลวกิ ฤตใิ น
เวลาทจ่ี ากัด สุดท้ายใชไ้ ด้ดีในกลมุ่ ผปู้ ่วยทช่ี อบเล่าอาการหรือมีความกังวลมากเปน็ พิเศษ

4.1.3 อย่าถามคาถามช้ีนา บางครั้งจะทาให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดและตอบรับไปตามน้ัน
เพื่อให้เกิดความพอใจ เช่น การถามว่า “อาการปวดร้าวไปท่ีแขนด้วยใช่ไหม” ควรจะถามเป็น “มี
อาการปวดร้าวไปที่ใดบา้ ง” เปน็ ตน้

4.1.4 ถามทีละหนึง่ คาถาม การถามเปน็ ชดุ ทาใหบ้ างคาถามไม่ได้รับคาตอบ
4.1.5 อย่าตัดบท ให้ผู้ป่วยตอบคาถามจนจบประโยคเสียก่อน หลายคร้ังเมื่อฟังจบ
แลว้ ตอ้ งเปลยี่ นคาถามท่เี ตรียมไว้
4.1.6 ลดการถูกขัดจังหวะ ถ้าเป็นไปได้พยายามจัดส่ิงแวดล้อมให้เหมาะสม หลาย
คร้งั ท่ีสิง่ รบกวนทาใหพ้ ลาดขอ้ มูลท่ีสาคัญ

5.การสงั เกตอาการผปู้ ว่ ย

ระหว่างการซักประวัติจะเป็นที่จะต้องสังเกตผู้ป่วยไปพร้อมๆ กัน กับอาการที่แสดงออกมา
ทงั้ หมด ไมว่ า่ จะเสื้อผา้ เครื่องประดบั ทั้งหมดจะเปน็ ขอ้ มลู สนบั สนุนในการวเิ คราะหป์ ัญหา สาเหตุ
และการตัดสินใจรกั ษาสิ่งสาคัญคร่าวๆ ที่ควรสงั เกต ไดแ้ ก่

5.1 ระดบั ความรสู้ กึ และการขยับของรา่ งกาย
5.2 ลกั ษณะการพูดและความเหมาะสมของการตอบคาถาม
5.3 การรับรู้ส่ิงแวดล้อมและความทรงจา โดยปกติจะเป็นการทดสอบในเรื่องของ สถานที่
เวลา และตวั บุคคล ความทรงจาระยะส้นั ระยะยาว เปน็ ต้น
5.4 ภาวะท่ีถูกกระตุ้นของร่างกาย (automatic response) อาจแสดงออกในรูปแบบของ
เหง่อื ออกมาก กระสบั กระส่าย มอ้ื สัน่ เปน็ ตน้
5.5 การแสดงออกของใบหนา้ ไม่ว่าจะเป็นการสบตา มุมปากสั่น เปน็ ตน้
5.6 อารมณ์และความรสู้ ึก เพือ่ การตอบสนองไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง อาทิ ผูป้ ว่ ยกัดเลบ็ ดึงเสือ้ ผ้าไป
มา ระหวา่ งการซักประวัตอิ าจจะต้องใหค้ วามมน่ั ใจไปพร้อมๆ กัน หรือผปู้ ว่ ยทเ่ี รม่ิ มีพฤติกรรมกา้ วร้าว
เสยี งดงั อาจจะต้องเลย่ี งคาถามดังกลา่ วและถามใหม่ ในแงอ่ ่ืนๆ แทน
5.7 ผู้ป่วยก้าวร้าวและหยาบคาย จาเป็นต้องรับมืออย่างมืออาชีพ ถ้าผู้ป่วยหรือญาติไม่ได้
ต้ังใจหรอื ไมร่ ู้สกึ ตัว ให้ใชน้ ้าสียงท่ีนมุ่ นวลอธบิ ายวา่ พฤติกรรมดังกลา่ วกาลังขัดขวางความชว่ ยเหลืออยู่
แตถ่ ้ามีความเป็นไปได้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการคุกคามหรือใช้ความรุนแรง ให้รักษาระยะห่างท่ี
ปลอดภยั พรอ้ มท้ังมองหาทางหนีทไี ลโ่ ดยเรว็

6.ทกั ษะการฟังทดี่ ี

การฟงั เป็นส่ิงที่ติดตัวมาแตเ่ กิด แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีทักษะการฟังท่ีดี น้อยคนที่จะมีความ
อดทนในการรอฟัง จนไปถึงสรปุ ความจากการฟังไดเ้ ปน็ อย่างดี อย่างไรก็ตามทักษะการฟังสามารถฝึก
ได้และจาเป็นต้องฝึกฝนโดยใช้สมาธิ ความต้ังใจและความสม่าเสมอ เพราะฉะน้ันระหว่างการฟัง
หยดุ ทากจิ กรรมอย่างอ่ืน หยดึ คิดเรอ่ื งอ่ืนท่ีดึงด฿ดความสนใจและสมฺ ไมห่ มกมุ่นอยู่กับการหาคาตอบ

119

และเว้นระยะเวลาก่อนจะตอบโต้ที่แสดงออกว่าคุณให้ความใส่ใจ และได้รับข้อความที่สมบูรณ์
ครบถว้ นแล้วโดย

6.1 ความเงียบ เวน้ ระยะเวลาในการรวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะห์
6.2 สะท้อน เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจดว้ ยคาพูดของตวั เอง
6.3 ส่งเสริม สนบั สนนุ ใหผ้ ปู้ ว่ ยให้ขอ้ มูลเพิม่
6.4 ความเห็นอกเห็นใจ ใช้ภาษากายในการแสดงออก เพ่อื ให้ผู้ปว่ ยมีความสะดวกใจท่ีจะให้
ข้อมลู เพิม่
6.5 ทาความกระจ่าง ถามคาถามรายละเอียดเมอ่ื ไมเ่ ขา้ ใจ
6.6 เผชญิ หน้า ในข้อสงั เกตุที่มี
6.7 แปลความหมาย สอบถามข้อมูลเพมิ่ เตมิ จากการคิดวเิ คราะหส์ งั เกต
6.8 อธิบาย อธบิ ายถึงท่ีมาของคาถามเพ่อื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจและไดข้ อ้ มลู มากขนึ้
6.9 สรุปความ ทบทวนและสรุปข้อมูลท่ีได้ ให้ผู้ป่วยฟังใช้คาถามปลายปิดเพ่ือใช้อธิบาย
เพิม่ เติม
6.10 อย่าใหค้ าสัญญา ท่ีไม่แนใ่ จ เชน่ คาพูดที่ว่า “คนไขไ้ มเ่ ปน็ อะไรคะ่ ”
6.11 ให้คาแนะนา ผู้ป่วยและญาติโทรเรียกรถพยาบาลเพราะเขาต้องการความช่วยเหลือ
การกระทาทุกอย่างควรมีคาแนะนาท่ีเหมาะสม เช่น อาการท่ีเปน็ ควรจะตอ้ งได้รับการตรวจเพิม่ เติมท่ี
โรงพยาบาล
6.12 ให้เกียรติ แม้ว่าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะออกปฏิบัติงานในฐานะผู้ให้ความ
ช่วยเหลือ แต่ควรใช้อานาจท่ีมใี นขอบเขตที่สมควรและให้เกยี รตผิ ู้อนื่ เสมอ
6.13 งดใช้การตัดบทด้วยความราคาญ น่ันแสดงออกถึงความไม่ม่ันใจ ไม่ชานาญและ
นาไปสคู่ วามขัดแยง้
6.14 ระยะห่างที่เหมาะสม ใกล้ไปหรือไกลไกล ทาให้อารมณ์หรือบรรยากาศในการซักถาม
พูดคยุ แตกตา่ งกัน
6.15 ภาษาของมืออาชีพ อย่าลืมว่าพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ปฏิบัติงานในท่ีโล่งแจ้ง ทุก
คาพดู มคี นคอยฟังอยู่ ตาพดู เล่นหรอื ศพั ทย์ อ่ ทีฟ่ ังแปลกหู
6.16 พดู มาก อยา่ ลมื ใชท้ กั ษะในการฟังด้วย
6.17 ขัดจังหวะ เช่นเดียวกับทักษะการฟงั
6.18 การใช้คาถาม “ทาไม” คาถามประเภทน้ีมักถูกแปลความไปในด้านของการกล่าวหา
เชน่ ทาไมไมก่ นิ ยาใหต้ รงเวลา” ทาใหห้ ลายครงั้ ผปู้ ่วยไม่อยากตอบจนถึงข้นั เกดิ ตวามไม่พอใจ
จะเห็นได้ว่าทักษะต่างๆ น้ันเป็นเร่ืองที่ละเอียดอ่อนและจาเป็นต้องฝึกฝ นร่วมกับ
ประสบการณ์ หลายครั้งในสถานการณ์เร่งด่วนท่ีพนักงานฉุกเฉินการแพทย์จะต้องทางานไปถามไปซึ่ง
ขัดกับหลกั การท้งั หมดทก่ี ล่าวมา พยายามใหค้ าอธบิ ายกบั คนไขแ้ ละญาตเิ สมอ

7.การรับมือกบั ผปู้ ่วยในสถานการณพ์ ิเศษ

พบว่าการซักประวัติน้ันไม่ใช่เร่ืองยากเพราะคนส่วนใหญ่ยินดีจะตอบคาถาม อย่างไรก็ตาม
คนบางส่วนน้ันจะต้องรับมือในรูปแบบท่ีแตกต่างกันไป เห็นได้ชัดว่าเราควรเร่ิมจากคาถามปลายเปิด

120

แต่หากไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจึงใช้คาถามปลายปิด ในขณะเดียวกันก็คิดวิเคราะห์ถึงพยาธิสภาพท่ีทา
ให้เกดิ โรคเพื่อหาข้อมูลทเี่ กย่ี วขอ้ งดว้ ยวิธีต่างๆ

7.1 ผู้ป่วยเด็ก เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีปัญหาเร่ืองการส่ือสาร อาจจะต้อง
รับมือกับการสัมภาษณ์จากผู้ปกครองซ่ึงก็มีปัญหาอีกแบบในการส่ือสารแทน ไม่ว่าจะเป็นการวิตก
กังวล หรือความร้อนใจ อย่างไรก็ตามส่ิงที่ไม่ควรทาอย่างยิ่งคือการละเลยผู้ป่วยเด็กไป ยังคงงงต้อง
พูดคุยกบั พวกเขาเหล่าน้ันด้วย

7.2 ผู้สูงอายุ เร่ืองสาคัญอันดับแรกคือพยายามอย่าตัดสินอายุผู้ป่วยด้วยตา การเรียนคา
นาหน้าด้วย “คุณ” เป็นส่ิงที่สุภาพที่สุด การซักประวัติผู้สูงอายุจะต้องมีความอดทนเพราะบางคร้ัง
อาจต้องใช้เวลานานในการรวบรวมข้อมูล อย่าลืมใช้การสัมผัสท่ีสุภาพช่วยในการส่ือสาร ใช้คาถามที่
สั้นกระชับ และอาจต้องมีตัวเลือกให้ถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมสอบถามเรื่องการดารงชีวิตประจาวัน
ความสามารถในการชว่ ยตัวเอง และเคารพในศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ของคนไข้แม้วา่ บางคร้ังจะนอน
ติดเตียงและไม่สามารถสื่อสารเขา้ ใจได้กต็ าม

7.3 ผู้ป่วยที่มีปัญหาการได้ยิน ซึ่งหลายคร้ังเป็นผู้สูงอายุ ถ้าถึงขั้นหูหนวกไม่ได้ยินอาจต้อง
ใช้การเขียนเข้ามาช่วย เปิดผ้าปิดปากเวลาพูดเพราะบางคนอาจอ่านริมฝีปากช่วยด้วย เสียงท่ีใช้อาจ
ดังมากข้ึนแต่ต้องไม่เป็นการตะโกนและคุมโทนสียงให้ต่าจะฟังเข้าใจกว่าโทนเสียงสูง และเตือนใจไว้
เสมอวา่ การพยักหนา้ ตอบรบั ของผู้ปว่ ยอาจไม่ไดแ้ ปลว่าใช่เสมอไป

7.4 ผู้ป่วยท่ีพูดน้อย ผู้ซักประวตั ิบางคนอาจหงุดหงิดกับผู้ปว่ ยที่พูดน้อย ตอบคาถามคาต่อ
คา เบื้องต้นจาเป็นตอ้ งควบคุมความรู้สึกของตัวเอง และแก้ไขท่ีสาเหตุก่อน สาเหตขุ องการพูดน้อย
อาจมาจากความกังวล อึดอัดใจของผู้ป่วย โรคทางจิตเวช หรือแม้กระทั่งผู้ซักประวัติท่ีไม่มีทักษะใน
การสัมภาษณ์องในผู้ป่วยท่ีไม่ใช่คนช่างพดู แก้ไขโดยใช้เทคนิคการตั้งคาถามและการส่งเสริมให้ผู้ปว่ ย
พูดดังท่ีกล่าวมาแล้ว หากสังเกตุว่าผู้ป่วยไม่อยากพูดในบางเร่ือง ให้เปลี่ยนการสนทนาไปสู่เรื่องท่ัวๆ
ไปทีท่ าให้มคี วามรูส้ ึกดีขึ้น ในชว่ งตน้ ของการสร้างความสัมพนั ธ์ควรหลีกเล่ียงเร่ืองที่ละเอียดอ่อน เช่น
การดมื่ สุรา หากยงั ไมไ่ ด้ผล ใหใ้ ชก้ ารสะทอ้ นความรสู้ กึ ในการช้ีนาและทาความเขา้ ใจ

7.5 ผู้ป่วยท่ีพูดมาก ในช่วงต้นของการสนทนาน้ันเป็นการดี แต่เมื่อการซักประวัตดิ าเนินไป
สักครู่ผู้ซักประวัติจะเริ่มรู้สึกอึดอัดหรือไม่ได้ข้อมูลในจุดที่ต้องการ ดังน้ันเม่ือเขข้าสู่ชว่ งกลางของการ
สัมภาษณ์ให้ใช้วิธีหลีกเลี่ยงท่าทีส่งเสริมค่อยๆ ใช้คาถามปลายปิดมากขึ้น และรีบดึงกลับมาสู่เร่ืองท่ี
ต้องการเมื่อมีแนวโน้มจะถูกเบี่ยงเบนไปเร่ืองอน่ื ๆ ท่ายังไม่ไดผ้ ล อาจตอ้ งเน้นย้าความสาคัญของเรื่อง
ท่ีกาลังจะถามว่าเป็นเรื่องที่สาคัญมากและเวลาที่มีจากัดขอให้พูดส้ันๆ และอาจต้องขัดจังหวะการ
ชแี้ จงโดยตรงทาใหผ้ ู้ป่วยเข้าใจและลดความขดั แยง้ ในใจลงหากถกู ตัดบทหรือขัดจังหวะ

ผู้ป่วยท่ีให้ข้อมูลสับสน ให้ประวัติขัดแย้ง ไม่ต่อเนื่อง จนไม่ทราบว่าจะเช่ือถือข้อมูลใด ให้
พยายามใช้คาถามสัน้ ๆใจความชัดเจน ตรวจสอบว่าผู้ป่วยเข้าใจคาถามหรอื ไม่ เรมิ่ ใช้คาถามปลายปิด
ตามหลังปลายเปิดมากขึ้นเพ่ือยืนยันความแน่นอนของข้อมูลและสรุปข้อมูลสาคัญที่ได้มาเป็นช่วงๆ
เพ่ือให้สามารถลาดับส่ิงต่างๆ ได้ดีข้ึน สุดท้ายแล้วหากไม่ได้ผลอาจต้องแจ้งตรงๆ ว่าข้อมูลที่ได้
คอ่ นข้างสบั สน ความจริงแล้วเปน็ เชน่ ไรโดยพยายามไมใ่ หผ้ ูป้ ่วยรสู้ กึ วา่ ถูกตาหนิ

ผูป้ ว่ ยท่ีกา้ วร้าวหรือมีความเสี่ยงตอ่ การใช้ความรุนแรง อันดบั แรกตอ้ งม่ันใจกอ่ นว่าตัวเองจะ
ไม่เป็นอันตราย หลีกเลี่ยงการประจัญหน้า แต่อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวโดยพนักงานฉุกเฉินการแพทย์

121

ควรอยู่ในตาแหน่งทีม่ ที างออกได้เสมอและตามผูช้ ่วยเหลือหากไมส่ ามารถรับมือได้ หากอยู่ในชว่ งของ
การพูดคุยให้ใช้หลักการส่ือสารท่ีดดี ังที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วหลายคร้ังที่สถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลาย
ด้วยคาอธิบายท่ีดีและละเอียดเพียงพอ การเก็บข้อมูลจากส่ิงแวดล้อม ญาติ เพ่ือนบ้าน เป็นอีกหน่ึง
ตัวเลือกที่ดี ส่ิงสาคัญท่ีดีคือการตระหนักถึงภาวะจิตใจของผู้ป่วยตั้งแต่แรก เพ่ือจะได้สามารถ
ป้องกนั และแก้ไขจนนาไปสูก่ ารใชค้ วามรุนแรง ลกั ษณะทบ่ี ง่ บอกวา่ ผู้ปว่ ยจะมพี ฤติกรรมรุนแรงไดแ้ ก่

- หนา้ ตาบูดบึ้ง
- กระสับกระส่าย
- ท่าทรี ะแวง หงุดหงิด ไม่พอใจ ไมย่ อมพูดต่อ
- เสยี งดังขึน้
- จ้องตาขวาง
- พดู จาหรือแสดงท่าทขี ่มขู่
- มีอาการหวาดระแวงหรือหูแว่วในเร่ืองที่อาจก่อความรุนแรงได้ เช่น ได้ยินเสียงคน

ด่าหยาบคายหรือถกู สั่งใหอ้ าละวาด
ผูป้ ่วยที่ถูกคุกคาม ต้องแจ้งว่าเรามาในฐานะผู้ให้การช่วยเหลือทางดา้ นการแพทย์ ถ้าเป็นไป
ได้ควรให้บคุ ลากรเพศเดียวกับผ้ปู ่วยอยู่ด้วยตลอดเวลา อยา่ ลืมบันทึกเหตุการณ์และมีพยาน
ลงช่ือด้วยเป็นการปอ้ งกันตวั เอง

8. การแจง้ ขา่ วร้าย

การแจ้งขา่ วรา้ ยทางการแพทย์เปน็ เรื่องท่แี พทย์และบคุ ลากรทางการแพทย์รู้สึกลาบากใจเมื่อ
ต้องมีส่วนเก่ียวขอ้ ง ส่วนหนง่ึ อาจเนื่องจากขาดศาสตร์และทักษะในการส่ือสาร อีกท้งั มีความรู้สึกไม่
อยากรบั รแู้ ละตอบสนองตอ่ ปฏกิ ริ ยิ าต่างๆ ของผู้รบั ทราบข่าวร้ายซึง่ ยากต่อการจดั การ

ผู้แจ้งข่าวร้ายที่เหมาะสมข้ึนอยู่กับแต่ละสถานการณ์ ลักษณะของครอบครัว รวมท้ัง
คุณสมบัติของผู้รับทราบข่าวร้าย โดยท่ัวไปแพทย์มักเป็นผู้แจ้งข่าวร้ายโดยตรงกับผู้ป่วยและญาติ
กรณีผู้ปว่ ยเด็ก พอ่ แม่หรือผู้ปกครองท่ีเด็กรักและไวว้ างใจควรเป็นผู้แจ้งข่าวร้ายแก่เด็ก โดยมีแพทย์
หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้แนะนาด้านเทคนิคในการแจ้งข่าว ตลอดจนรู้จักวิธีในการ
ตอบสนองต่อปฏิกิริยาท่ีอาจเกิดขึ้นหลังการแจ้งข่าว ในกรณีพ่อแม่หรือญาติของเด็กไม่สามารถทา
หนา้ ทีใ่ นการแจ้งขา่ วไดด้ ้วยตนเอง แพทยห์ รือบุคลากรทางการแพทย์อาจทาหนา้ ทีแ่ ทน โดยในขณะ
แจง้ ขา่ วควรมพี ่อแม่หรอื ญาติของเด็กเข้ารว่ มฟงั ดว้ ย

ในช่วงเวลาใดเหมาะสมในการแจ้งข่าวร้ายควรพิจารณาจากความชัดเจนของหลักฐานทาง
การแพทย์ ความพร้อมของผูป้ ว่ ยและญาติ ตลอดจนความพร้อมของทมี รักษาพยาบาล นอกจากน้ัน
ตอ้ งพิจารณาถึงลักษณะข่าวร้ายที่ตอ้ งการแจ้งด้วย เช่น กรณีเป็นความเจ็บป่วยเฉียบพลันท่ีรุนแรงถึง
ขั้นเสียชีวิต ควรแจ้งข่าวโดยเร็ว กรณีเป็นความเจ็บป่วยเรื้อรัง อาจรอความพร้อมของผู้ป่วยและ
ญาติ และรอหลักฐานทางการแพทยใ์ ห้ชัดเจนได้

8.1 ทักษะในการแจง้ ข่าวรา้ ย
การแจ้งข่าวร้ายต้องอาศัยทักษะของการให้คาปรึกษาท่ัวไป แต่ต้องเลือกใช้ทักษะที่มีความ
หลากหลายและมีความชานาญเปน็ พเิ ศษสาหรบั บางทักษะ เช่น ทักษะการให้ข้อมูล (ส้นั ตรงประเด็น
ชัดเจน) ทักษะการสะทอ้ นความรู้สกึ ทักษะเงียบ ทกั ษะอน่ื ที่ไมใ่ ช่คาพดู

122

“ผลการตรวจช้นิ เนอื้ มลี ักษณะเหมือนเน้อื รา้ ย (แลว้ ใช้ทกั ษะเงียบ)”
8.2 ข้ันตอนในการแจง้ ขา่ วร้าย
การแจ้งข่าวร้ายควรทาเป็นข้ันตอนและอาจแบ่งทาเปน็ หลายคร้ังได้ โดยไม่จาเป็นตอ้ งรอให้
ได้ข้อมูลครบถ้วนก่อน การแจ้งข่ายร้ายแบบเป็นขั้นตอนสามารถทาได้ง่ายและช่วยทาให้ผู้ป่วยหรือ
ญาตคิ ่อยๆ ปรบั ใจให้ยอมรับความจรงิ ได้ดขี นึ้
การแจง้ ข่าวรา้ ยที่เปน็ เร่ืองรา้ ยแรงมากๆ ควรทาให้เป็นขั้นตอน ดงั นี้

8.2.1 ข้ันตอนในการเตรียมการ ทาการแจ้งผู้ป่วยหรือญาติล่วงหน้าและเชิญชวนให้
สมาชิกในครอบครัวที่มีความสาคัญมาร่วมพูดคุยโดยพร้อมเพรียงกัน หากบุคคลท่ีเราแจ้งข่าวไม่
สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเรื่องเก่ียวกับแผนการรักษา จะทาให้ต้องเสียเวลาในการ
พูดคุยหลายครั้งและอาจทาให้การรักษาล่าช้าออกไป นอกจากนั้นควรเตรียมความพร้อมของสมาชิก
ในทีมรักษาพยาบาล (กรณีต้องการข้อมูลหรือความคิดเห็นเฉพาะเรื่องเพิ่มเติม) และเตรียมความ
เหมาะสมของสถานท่ดี ว้ ย

8.2.2 ข้ันตอนในการแจ้งข่าวร้าย แพทย์เจ้าของไข้ควรทาหน้าท่ีเปน็ ผู้แจ้งข่าว กรณี
แพทย์เจ้าของไข้ไม่สะดวกทาหน้าท่ีอาจใช้แพทย์คนอื่นที่มีความเช่ียวชาญในการแจ้งข่าวร้ายหรือ
บุคลากรทางการแพทย์ทีม่ ปี ระสบการณใ์ นการให้คาปรกึ ษา

ผู้แจ้งข่าวควรทักทายผู้ป่วยและญาติ แนะนาตนเองและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ท้ังช่ือและ
บทบาทในการดูแลผู้ป่วย จากนั้นควรสรุปข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วยพอสังเขป เพื่อนาไปสู่การ
แจง้ ขา่ วร้ายตอ่ ไป

การแจ้งข่าวร้ายควรทาโดยเร็วเม่ือถึงจังหวะที่เหมาะสม ผู้แจ้งข่าวท่ีขาดความชานาญมักท้ิง
ช่วงเวลายาวเกินไป เน่ืองจากรู้สึกขาดความเชื่อม่ันและเกิดความรู้สึกลังเลใจในการแจ้งข่าว และ
กลัวส่ิงท่ีจะเกิดตามมาหลังการแจ้งข่าว จึงใช้เวลานานในการพูดคุยที่ไม่เก่ียวข้อง ในทางกลับกันผู้
แจ้งขา่ วควรจะใช้ช่วงเวลาส้นั ๆ ในขั้นตอนนี้ และประหยดั เวลาไวส้ าหรบั สงิ่ ทจี่ ะเกดิ ข้นึ หลังแจง้ ขา่ ว

เนอ้ื หาในการแจง้ ขา่ วร้ายควรมคี วามชัดเจน กะทดั รัด และตรงไปตรงมา
พี่เสียใจที่จะแจ้งให้ทราบว่า ผลการตรวจชิ้นเน้ือในช่องปากของคุณสมชาย พบเซลล์มะเร็ง
ค่ะ”

8.2.3 ข้ันตอนหลังแจ้งข่าวร้าย ขั้นตอนหลังแจ้งข่าวร้ายเป็นข้ันตอนท่ีมี
ความสาคัญและต้องอาศัยผู้ท่ีมีความเช่ียวชาญด้านการสื่อสาร เน่ืองจากผู้รับแจ้งข่าวส่วนใหญ่จะอยู่
ในสภาพช็อกและมีปฏิกิริยาออกมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้องให้ เงียบ หรือแม้กระทั่งอาการ
โกรธและเอะอะโวยวาย ขั้นตอนน้ีเป็นการเน้นการจัดการเกี่ยวกับความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ป่วย
และญาติ ผู้แจ้งข่าวควรมคี วามเข้าใจถงึ ปฏกิ ิริยาของผุ้ป่วยและญาติ หลีกเล่ียงการตอบสนองในทาง
ลบ เช่น ต่อว่า โตเ้ ถียง และไม่ควรให้ข้อมูลที่มากจนเกนิ ไป เพื่อเป็นการปลอบประโลมผผู้ป่วยและ
ญาติ รวมท้งั เปน็ การกลบเกลือ่ นความรู้สกึ อดึ อัดของตนเอง

ผู้แจ้งข่าวควรใช้เวลาส่วนใหญ่กับการจัดการเก่ียวกับอารมณ์ของผู้ป่วยและญาติ โดยเน้น
การใช้ผู้ป่วยและญาติเป็นศูนย์กลาง พยายามเลือกใช้ทักษะท่ีเป็นภาษากาย ทักษะเงียบละทักษะ
การสะท้อนอารมณ์ หากมีคาถามจากผู้ป่วยและญาติ ก็สามารถตอบและให้ข้อมูลท่ีเป้น
ประโยชน์และไม่ยาวจนเกินไป ผแู้ จ้งขา่ วร้ายไม่ควรเร่งรบี ออกจากเหตุการณ์ โดยท้ิงผู้ปว่ ยและญาติ

123

ไว้ตามลาพัง โดยท่ัวไปข้ันตอนน้ีมักใช้เวลาประมาณ ๑๕-๓๐ นาที ผู้แจ้งข่าวควรเตรียมเวลาไว้ให้
เพียงพอ

ก่อนส้ินสุดการแจ้งข่าวร้าย ควรมีเวลาสอบถามปัญหาจากน้ันสรุปประเดน็ ส้ันๆท่ีได้จากการ
สนทนา ให้กาลังใจผู้ปว่ ยและญาติ ตลอดจนใหโ้ อกาสในการเขา้ พบกรณตี อ้ งการขอคาปรกึ ษาหรอื ขอ
ความช่วยเหลอื เพิ่มเตมิ

8.3 หลังการแจ้งข่าวร้าย
ปฏิกิรยิ าหลังการแจ้งขา่ วรา้ ยเป็นสิ่งที่พบได้เสมอ ผู้แจ้งขา่ วจึงควรใชเ้ วลากบั ผู้รับแจ้งข่าวให้
เพียงพอ เพื่อรับรู้ความรู้สึกให้ความช่วยเหลือ และตอบข้อข้องใจต่างๆ ผู้แจ้งข่าวมักรู้สึกตกใจเม่ือ
ผ้รู ับแจง้ ขา่ วมอี าการโศกเศรา้ เสียใจและมกั ใชข้ อ้ มลู ท่ีมากจนเกนิ ไปเพอ่ื ปลอบประโลม
ผู้แจ้งข่าวส่วนหนึ่งจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อความรู้สึกของผู้รับแจ้งข่าว
บ่อยครั้งที่ผู้รับแจ้งข่าวกล่าวปฏิเสธหรือแสดงความไม่เชื่อว่าข้อมูลท่ีเราแจ้งเป็นความจริง ปฏิกิริยา
พวกน้ีพบได้บ่อยๆ และเป็นขั้นตอนท่ีเกิดขึ้นหลังทราบข่าวร้าย ผู้แจ้งข่าวส่วนหน่ึงจะรู้สึกหงุดหงิด
โมโห และพยายามตอบโต้ โดยยนื ยันความถูกต้องของข้อมลู ทใ่ี ห้

9.หลักการบอกความจรงิ (veracity)

การบอกความจริงแก่ผู้ป่วยเป็นเร่ืองท่ีบคุ ลากรทางการแพทย์พึงกระทา เพราะผู้ป่วยมีสิทธิที่
จะรับรู้ความจริงเก่ียวกับโรคและการรักษาที่ไดร้ บั การบอกความจริงจะทาให้ผปู้ ่วยได้รับรู้สภาพการ
เจบ็ ปว่ ยทตี่ นเองเปน็ อยู่

เม่ือบุคลากรทางการแพทย์เจอปัญหาว่า ควรบอกความจริงผู้ป่วยดีไหมขอให้นึกถึง
ปจั จัยตา่ งๆ เหลา่ นี้

- บอกไปแลว้ จะเจอปัญหาอะไรบา้ ง
- แลว้ ตวั ผู้ป่วยเองตอ้ งการรไู้ หม
- อยา่ ลมื ครอบครวั ญาตพิ ่ีนอ้ งดว้ ยว่าเขาคิดยงั ไง
- หา้ มคดิ ว่าจะบอกดไี หม แตจ่ งคดิ ว่าจะบอกยงั ไง
- ถา้ คดิ จะปิดบังไมบ่ อก เตรียมรบั สถานการณภ์ ายภาคหน้าไว้ด้วย
สรุป
การส่ือสารกับผู้ปว่ ยฉกุ เฉินมหี ลักการเช่นเดยี วกับการสื่อสารกับผู้ปว่ ยทั่วไป แต่มีความจากัด
ในเร่ืองของเวลา จึงตอ้ งอาศัยทักษะข้ันสูงในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใตเ้ งื่อนไข
ของความจากดั ในเรอ่ื งของเวลา

……………………………………………………….

124

เอกสารอา้ งองิ
เพญ็ รุ่ง บญุ รกั ษ,์ สุนสิ า สุวรรณรักษ.์ ตาราประกอบการอบรมหลักสตู รพนักงานฉกุ เฉิน

การแพทย์. พมิ พ์คร้ังที่ 2. สมทุ รสาคร: บริษัทยทุ ธรินทรก์ ารพมิ พ์ จากดั ; 2555.
พรรณวไิ ล ต้งั กลุ พานิชย์และคณะ. หลกั การซักประวัติและตรวจร่างกายในภาวะฉกุ เฉนิ .

กรุงเทพ: บจก.ปัญญามิตรการพมิ พ์;2559.
วิทยา จารพุ ูนผล. เวชจรยิ ศาสตร(์ Medical Ethics). มหาสารคาม: โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลัย

มหาสารคาม; 2558.
อภิญญา เพียรพจิ ารณ์. แนวคิดพนื้ ฐานและหลักการพยาบาลเลม่ 2. พิมพ์คร้งั ท่ี 11. นนทบุร:ี บริษัท
ยทุ ธรนิ ทร์การพมิ พ์ จากดั ; 2552.

125

หน่วยการเรยี นท่ี 2
การดแู ลทางเดนิ หายใจ

บทท่ี 2-1
ทางเดินหายใจและการชว่ ยเหลือ

126

บทนา

ระบบทางเดนิ หายใจเป็นระบบทส่ี าคัญ เป็นสิ่งท่ที าหน้าท่ีในการนาอากาศและแกเปลี่ยนกา๊ ซ
แลแลกเปล่ียนก๊าซระหว่างอาการกับเลือด โดยปล่อยอากาศที่มีออกซิเจนเข้าสู้กระแสเลือดและนา
อากาศท่ีมีคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป การลาเรียงก๊าซไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายนั้นจะต้องอาศัย
อวัยวะทีประกอบกันเป็นทางเดินอากาศไดแ้ ก่ จมูก ( nose) คอหอย (pharynx) กล่องสียง ( larynx)
หลอดคอ (trachea) ถุงลม (alveoli) และปอด (lung)

1.ทบทวนกายวภิ าคและสรรี ะวิทยา
ระบบทางเดินหายใจ

รปู ท่ี 2-1.1 ภาพแสดงระบบการหายใจ

หน้าทขี่ องระบบการหายใจคอื นาออกซเิ จนเขา้ มาสู่รา่ งกายและขับคารบ์ อนไดออกไซด์
และทาให้เกิดเสียงพูดจากการทอี่ ากาศผ่านสายเสยี ง (Vocal cord)
ระบบหายใจประกอบดว้ ย

1. จมูกและปาก (Nose and Mouth) หน้าท่ีของจมูกคือกรองอากาศและทาให้อากาศท่ี
หายใจเขา้ อนุ่ และชื้น และทาหนา้ ทด่ี มกล่นิ

127

2. คอหอย (Pharynx) เป็นทางผ่านของอากาศจากด้านหลังโพรงจมูกต่อลงไปท่ีหลอด
อาหารและกล่องเสียง ผู้ป่วยท่ีหมดสติอาจเกิดจากการปดิ กน้ั ของล้ินท่ีตกลงมาได้ หรือ
เนอ้ื เยอื่ บวมเนือ่ งจากปฏิกิรยิ าภมู แิ พ้หรือบาดเจ็บ

3. กล่องเสียง (Larynx) หน้าที่หลักของกล่องเสียงคือ ทาให้เกิดเสียงโดยมีสายเสียงทา
หนา้ ท่ียดื หดทาให้เกิดเสียงสงู ต่าและป้องกนั การสาลกั

4. ฝาปิดกลอ่ งเสียง (Epiglottis) เปน็ กระดกู อ่อน ทาหน้าท่ปี ดิ กล่องเสยี งขณะกลนื อาหาร
เพอ่ื ปอ้ งกันการสาลกั อาหารเข้าในปอด

รปู ท่ี 2-1.2 ภาพแสดงโครงสรา้ งของปอด

5. หลอดลมคอ (Trachea) เร่ิมจากกล่องเสียง เป็นท่อกลวง ด้านหน้าของหลอดคอ
ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปเกือกม้า ด้านหลังของหลอดคอเป็นกล้ามเน้ือทาให้อาหาร
ผ่านหลอดอาหารซ่ึงอยู่ด้านหลังของหลอดคอได้อย่างสะดวก บ่อยคร้ังท่ีหลอดคอถูก
ผา่ ตัดสาหรับเป็นทางเปดิ ทางเดนิ หายใจ เรยี กว่า tracheotomy

6. หลอดลม(Bronchi) หลอดลมแยกออกเป็นสองข้างซ้ายและขวาโดยหลอดลมจะแยก
แขนงต่อเข้าปอดท้งั สองข้าง

7. หลอดลมฝอย (Bronchioles) หลอดลมทั้งสองข้างจะแยกแขนงออกเป็นหลอดลมที่เล็ก
ลงเร่ือยๆ หลอดลมเล็กๆ เหล่านี้จะมีขนาดเล็กลงและไม่มีกระดูกอ่อนเป็นส่วนประกอบ
มีเฉพาะกล้ามเน้ือเป็นส่วนประกอบทาให้สามารถเปล่ียนแปลงขนาดของหลอดลมเล็กๆ
เหล่านี้ได้จากการหดหรือขยายของกล้ามเน้ือ สาเหตุของการหอบในผู้ป่วยโรคหอบหืด

128

(asthma) คือการทีห่ ลอดลมส่วนนี้ตบี (Bronchial constriction) ทาใหพ้ ลังงานทใ่ี ชใ้ น
การหายใจเพ่ิมขึ้น สามารถรักษาอาการนี้ได้โดยการให้ยาท่ีมีฤทธิ์ขยายกล้ามเนื้อ
หลอดลม
8. ถุงลม (Alveoli) ส่วนสุดท้ายของปอดจะส้ินสุดท่ีถุงลมซึ่งเปน็ ตาแหน่งท่ีแลกเปล่ียนก๊าซ
ถุงลมมีลักษณะเหมือนพวงองุ่น ถ้าถุงลมเสียหายหรือถูกทาลาย เช่น โรคถุงลมโป่งพอง
ความสามารถในการแลกเปล่ยี นก๊าซของปอดลดลง
9. ปอด (Lungs) ปอดเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายกรวยมีอยู่ 2 ข้าง ประกอบด้วยหลอดลม
หลอดลมฝอยและถุงลม
10. กระบงั ลม (Diaphragm) เปน็ ส่วนฐานของทรวงอก ลักษณะเปน็ กล้ามเนอ้ื รูปโค้ง ในการ
หายใจเข้า กล้ามเน้ือกระบังลมจะหดตัว และดันลงไปในช่องท้อง เพ่ือทาให้อากาศเข้า
ไปในปอดในช่วงหายใจออก กล้ามเน้ือกระบังลมจะคลายตัวและกลับคืนสู่รูปร่างปกติ
เนื่องจากกระบังลมเปน็ ส่วนที่แยกทรวงอกและช่องท้อง และมีการเคล่ือนไหวเปล่ียนไป
ตามการหายใจ ดงั นั้นจึงทาให้ขอบเขตของสองสว่ นน้ีเปลยี่ นไปตามการ
หายใจดว้ ย ซง่ึ ต้องพจิ ารณาในกรณที ี่ผู้ปว่ ยได้รับบาดเจ็บจากการถูกแทงดว้ ยของมีคม
กายวภิ าคของระบบของระบบทางเดนิ หายใจในเดก็
กายวิภาคของระบบทางเดินหายใจในเด็กจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ ขนาดของหลอดลมและ
ทางเดินหายใจส่วนต่างๆ จะมขี นาดเล็ก ฉะน้นั ถา้ มีการบวมของหลอดลมหรอื ทางเดนิ หายใจ จะทาให้
ทางเดินหายใจอุดก้ันได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้บริเวณท่ีแคบที่สุดของทางเดินหายใจคือ บริเวณ
cricoid cartilage สาหรับผู้ใหญ่บริเวณ vocal cord จะเป็นส่วนท่ีแคบท่ีสุดของทางเดินหายใจ
ลิ้นของเด็กจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจึงทาให้ลิ้นตกลงไปอุดก้ันทางเดินหายใจส่วนบนได้ง่าย
กรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัว รวมท้ังทาให้ใส่เครื่องมือ เช่น Oropharyngeal airway ได้ยาก กรณีที่เด็ก
ทารก เป็นหวดั ทางเดินหายใจจะบวมและมีน้ามูกมาก ทารกจะมีอาการหายใจลาบากหรือทางเดิน
หายใจอดุ กน้ั ได้งา่ ย การดดู เสมหะด้วยลกู สบู ยางหรอื ใช้สายดูดเสมหะจะช่วยเปดิ ทางเดนิ หายใจได้

2.การจดั การทางเดนิ หายใจ

การจัดการทางเดินหายใจนับว่าเป็นสิ่งท่ีสาคัญอันจะนาไปสู่ภาวะเสียชีวิตของผู้ป่วย ถ้า
ประเมินไดว้ า่ ผู้ป่วยหมดสติ จะมีภาวะล้นิ ตกอดุ กน้ั ทางเดนิ หายใจได้ ฉะน้ันการเปดิ ทางเดินหายใจเป็น
สง่ิ ทีส่ าคัญในการเรียนร้แู ละปฏิบัตใิ ห้ถกู ตอ้ ง

1. การเปดิ ทางเดินหายใจโดยไมใ่ ชอ้ ปุ กรณ์
การเปิดทางเดินลมหายใจในผู้ป่วยที่หมดสติมีความเร่งด่วนที่สุดหลังจากท่ีประเมินแล้วพบว่า
ผู้ป่วยหมดสติ ตอ้ งทาทันที โดยเริ่มจากการอ้าปากผู้ป่วยตรวจดูส่ิงแปลกปลอม ส่ิงที่อาเจียนออกมา
หรือเลือด ถ้าเห็นต้องรีบนาออกมา ด้วยการใช้มือท่ีสวมถุงมือหรือดูดด้วยเคร่ืองดูดเสมหะ จัดท่า
ศีรษะให้ตะแคงยกเว้น ในรายท่ีสงสัยว่ามีการบาดเจ็บท่ีกระดูกคอ หลังจากนั้นจึงเปิดทางเดินลม
หายใจ ซึง่ สามารถทาได้ 2 วิธี คือ

วิธีท่ี 1 การเปดิ ทางเดนิ ลมหายใจด้วยท่าดนั คางร่วมกับกดหน้าผาก ( head tilt –chin lift )
โดยใชน้ ้ิวของมือข้างหนง่ึ ดนั คางของผ้ปู ่วยให้เงยหนา้ ขนึ้ ขณะเดียวกนั ก็ใช้ฝ่ามือของมืออกี ขา้ งหนึ่งกด

129

หน้าผาก เป็นการช่วยให้คอของผู้ป่วยยืดออกได้มากท่ีสุด จะมีผลให้ลิ้นท่ีกดทับทางเดินลมหายใจอยู่
ถูกดึงข้ึน วธิ ีน้ีใชไ้ ดก้ บั ผปู้ ว่ ยทว่ั ไป แตไ่ มเ่ หมาะกับผ้ปู ่วยที่สงสยั ว่าอาจจะมีการบาดเจ็บท่ีกระดูกคอ

ภาพท่ี 2-1.3 แสดงการทา Head tilt –Chin lift
วิธีที่ 2 การเปิดทางเดินหายใจด้วยท่าดันคาง ( Chin lift ) เพื่อเปิดทางเดินหายใจโดย
ปราศจากการเคล่อื นไหว ของกระดกู คอ
วิธีการนี้ผู้ปฏิบัติการคนที่ 1 อยู่ด้านบนศีรษะของผู้บาดเจ็บ Manual in-line stabilization
ใหผ้ บู้ าดเจ็บอยู่ในทา่ neutral position ไว้เสมอเพือ่ ป้องกนั การเคลอ่ื นไหวของศรี ษะและตน้ คอ
ผ้ปู ฏบิ ตั ิการคนท่ี 2 อยดู่ ้านข้างของผู้บาดเจ็บบรเิ วณระหวา่ งไหลแ่ ละสะโพกของผ้บู าดเจ็บ

-ใชม้ ือข้างทใ่ี กลศ้ รี ษะที่สดุ จับบรเิ วณหน้าผากของผู้บาดเจบ็
-ใชม้ ืออกี ข้างจับบรเิ วณฟันลา่ งและกระดกู ขากรรไกรลา่ งสว่ นล่าง โดยให้อย่รู ะหว่าง
นว้ิ หวั แมม่ ือและน้วิ ชข้ี องผู้ปฏบิ ัติการ
-ดึงขากรรไกรล่างขึ้นด้านหน้าและลงไปทางขาของผู้บาดเจ็บเล็กน้อย จะทาให้
กระดูกขากรรไกรถูกยกขน้ึ และเปดิ ปากผ้บู าดเจ็บไดเ้ ล็กน้อย

130

ภาพท่ี 2-1.4 แสดงการทา Chin lift
วิธีที่ 3 การเปิดทางเดินหายใจด้วยท่ายกกระดูกขากรรไกรล่าง (Jaw Thrust
Maneuver) วธิ นี ีเ้ หมาะสาหรบั ผู้ป่วยทม่ี กี ารบาดเจ็บของกระดูกสนั หลงั ส่วนคอ ( C-spine Injury )

ภาพที่ 2-1.5 แสดงการทา Jaw thrust
- ผปู้ ฏบิ ัติการตอ้ งอย่ดู ้านบนของผูบ้ าดเจ็บ มือท้ังสองขา้ งประคองศรี ษะของผู้บาดเจบ็
โดยทป่ี ลายนวิ้ ชี้ลงไปทางปลายเท้าของผบู้ าดเจ็บ
- การประคองศีรษะให้พอดีข้ึนอยู่กับขนาดของมือของผู้ปฏบิ ัติ โดยน้ิวมือของผู้ปฏิบัติการ
อยู่บริเวณหน้าและรอบๆ มุมของกระดกู ขากรรไกรลา่ งของผ้บู าดเจ็บ
- ผปู้ ฏบิ ตั ิการทาการดันกระดกู ขากรรไกรล่างข้ึน (forward) และดนั ลงไปทางด้านเท้าของ
ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย โดยทาอย่างระมัดระวังและน่ิมนวลให้มากที่สุด เม่ือผู้ปฏิบัติการทา Jaw thrust
ได้อยา่ งถกู ต้อง จะสามารถดึงลิน้ ทีข่ วางคอหอยส่วนกลอ่ งเสยี งออกไปได้
การทา Jaw thrust สามารถทาได้โดยผู้ปฏิบัติการเข้าไปด้านข้างของผู้บาดเจ็บโดยท่ีหัน
หน้าตรงกบั ผ้บู าดเจ็บและตาแหน่งของนวิ้ มอื ของผู้ปฏิบตั ชิ ข้ี ึ้นไปด้านศีรษะของผู้บาดเจ็บโดยมือของผู้
ปฏิบัติต้องประคองบริเวณหน้าและรอบๆมุมของกระดูกขากรรไกรล่างและออกแรงดันกระดูก
ขากรรไกรล่างขึ้น ( forward) และดนั ลงไปทางดา้ นเท้าของผบู้ าดเจ็บเล็กนอ้ ยโดยทาอย่างระมดั ระวงั
และนม่ิ นวลใหม้ ากท่สี ดุ
3. การเปิดทางเดนิ หายใจโดยใช้อปุ กรณ์

131

อุปกรณ์ คือ Oropharyngeal airway เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในการเปิดทางเดินหายใจและ
ถูกออกแบบให้ สามารถยกล้ินข้ึน เพ่ือเปิดทางเดินหายใจในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว หรือไม่มี Gag
reflex (อาการขย้อนหรือคลื่นไส้อาเจียน) Oropharyngeal airway มีหลายแบบแต่ทุกแบบก็อาศัย
หลกั การเดียวกัน คอื อุปกรณ์จะมีลกั ษณะโค้งจากบริเวณรมิ ฝีปากจนถึงโคนลิ้น มีขนาดต้ังแต่ เบอร์
0 ถึงเบอร์ 4 สาหรับผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ทาจากพลาสติกและยาง ส่วนของอุปกรณ์ที่อยู่บริเวณริมฝาก
จะมวี สั ดแุ ขง็ รองรับเพอ่ื ปอ้ งกันไม่ให้ผปู้ ว่ ยกดั เรียกวา่ Bite block

ภาพท่ี 2-1.6 แสดง oropharyngeal airway แบบตา่ งๆ
ขอ้ บ่งชใ้ี นการใช้ Orapharyngeal airway

1. ผบู้ าดเจบ็ ทีอ่ าจมภี าวะอดุ กั้นทางเดนิ หายใจส่วนบน
2. ปอ้ งกนั การกัดท่อชว่ ยหายใจในผ้บู าดเจ็บท่ใี ส่ทอ่ ช่วยหายใจ
ข้อหา้ มในการใช้ Orapharyngeal airway
1. ไมแ่ นะนาใหใ้ ชใ้ นผบู้ าดเจ็บที่รสู้ กึ ตัวเพราะจะกระตนุ้ ให้ผู้ปว่ ยมี Gag reflex ทาใหส้ าลัก

ได้
วิธกี ารใส่ Orapharyngeal airway
1. ผูป้ ฏบิ ตั กิ ารคนท่ี 1 ทาการ Manual in-line stabilization ใหผ้ ้บู าดเจบ็ อย่ใู นทา่ กลาง
neutral position ไว้เสมอเพ่อื ปอ้ งกนั การเคลื่อนไหวของศรี ษะและตน้ คอ และเปิดทางเดินหายใจ
ดว้ ยทา่ Jaw - thrust ในขณะทผ่ี ู้ปฏบิ ตั กิ ารคนท่ี 2 ทาการวัดและเลือกขนาดของ Oropharyngeal
-airway ใหเ้ หมาะกบั ผปู้ ว่ ยรายนัน้ ๆ โดยวัดระยะจากมุมปากของผูบ้ าดเจ็บจนถงึ ติง่ หู (ear lobe)

132

ภาพ 2-1.7 แสดงการวัดขนาดของ Orapharyngeal airway

ภาพ 2-1.8 แสดงขนาดของ Oropharyngeal airway ที่ ส้ันและยาวเกนิ ไป
1. ผ้ปู ฏิบตั กิ ารคนที่ 2 เปิดปากของผูบ้ าดเจบ็ โดยใช้มอื ขา้ งทีไ่ มถ่ นดั เปิดปากผู้ป่วยหรอื ใชไ้ ม้

กดลิ้นชว่ ยและใชม้ อื อกี ข้างใส่ Oropharyngeal airway โดยใหป้ ลายสว่ นโค้งของ
Oropharyngeal airway ชข้ี ้นึ ไปทางดา้ นศรี ษะของผู้บาดเจ็บ

133

ภาพที่ 2-1.9 แสดงการมือเปดิ ปาก หรือใช้ไมก้ ดลิ้น เพื่อใส่ Oropharyngeal airwa
2. ใส่ Oropharyngeal airway โดยหันปลายท่ีโคง้ ขึ้นไปด้านเพดานปากของผู้บาดเจ็บ

และค่อยๆใส่ Oropharyngeal airway เขา้ ในช่องปาก

134

ภาพท่ี 2-1.10 แสดงการใส่ Oropharyngeal airway โดยหันปลายทโ่ี คง้ ข้นึ ไปดา้ นเพดาน
3. ถา้ ผปู้ ่วยมีอาการไอหรืออาเจียนตอ้ งหยดุ การใส่ Oraopharyngeal airway หรือเอา
ออกทันที
4. เมือ่ ใส่ Oropharyngeal airway ไดป้ ระมาณครง่ึ หนงึ่ ให้หมุน Oropharyngeal
airway กลบั ลง (180 องศา) คอ่ ยๆใส่ตามแนวโคง้ ของปากจนสุดให้ปลายด้านที่โคง้
ช้ลี งลา่ งและอยู่บรเิ วณโคนล้ิน

ภาพที่ 2-1.11 ภาพแสดงการใส่ Oropharyngeal airway ที่ถกู ต้อง
ภาวะแทรกซอ้ น

- พบอนั ตรายตอ่ ริมฝีปาก ฟนั ถ้าใส่เป็นเวลานานอาจเกิดเนื้อตาย (necrosis)
- ในผู้ป่วยทร่ี ูส้ ึกตัว 0ropharyngeal airway จะกระต้นุ ให้ผูป้ ว่ ยไอ อาเจยี น

หรือกระตนุ้ ใหเ้ กดิ laryngeal spasm ได้
- การใส่ 0ropharyngeal airway ทยี่ าวเกินไป จะทาใหป้ ลายท่อดัน Epiglottis

ปิด
4.การดูดสารคัดหลง่ั (Suction)
วัตถปุ ระสงค์ เพื่อดดู เอาเศษอาหาร เลอื ด หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆออกจากทางเดนิ หายใจ ซึง่ ตอ้ ง
ดดู ทันทีทีไ่ ด้ยินเสียงการสาลักจากการชว่ ยหายใจ หรือทราบประวัติวา่ มีการสาลกั เสมหะหรืออาหาร

4.1 ใชล้ กู สบู ยาง
วิธปี ฏิบตั ิ
 ผปู้ ฏบิ ตั ติ อ้ งไม่สมั ผัสสงิ่ คดั หลง่ั จากตวั ผปู้ ว่ ย ไดแ้ ก่ เสมหะ เลอื ด น้าลาย นา้ มูก

135

ภาพท่ี 2-1.12 ภาพแสดงการใช้ลกู สูบยางดูดเสมหะ
เทคนคิ การดูดเสมหะ
- ใช้หลกั ป้องกันการแพร่กระจายเชอ้ื โดยผปู้ ฏิบตั ติ อ้ งใชผ้ า้ ปดิ ปากปิดจมกู และสวมถงุ มอื
- บีบลมออกจากลูกสูบยาง บีบลูกสบู ยางคา้ งไว้
- ใสป่ ลายลูกสบู ยาง เมอ่ื ถงึ โคนล้นิ แล้วจึง ค่อย ๆ คลายมอื ทีบ่ บี ลูกสูบยางไว้
- วนลูกสูบยาง ดูดจนทั่วภายในปาก
- การดูดแต่ละคร้งั ใช้บบี เตม็ ลูกสูบยางในเด็ก และทารกไมต่ อ้ งบบี ลกู สูบยางเต็มลกู ในราย

อาเจียน จบั ผ้ปู ่วยตะแคงหน้า ยกเว้นทม่ี ีอาการบาดเจ็บทคี่ อ
- นาเสมหะ เลอื ด นา้ ลายทีใ่ นถุงขยะ ปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชื้อ
- ไม่บีบลูกสูบยางขณะปลายลกู สบู อยู่ในปากผ้ปู ว่ ย

4.2 การดูดเสมหะโดยใช้เคร่อื งดูดเสมหะ
การดูดเสมหะ คือ การนาสายดูดเสมหะ (Suction tube) ซ่งึ มที ั้งแบบอ่อนและแข็ง ใสเ่ ข้า
ไปชอ่ งปากเพือ่ ดดู เสมหะหรือเศษอาหารออกจากปากผปู้ ว่ ย เศษอาหารจากการอาเจยี น เสมหะ หรือ
ภาวะเลอื ดออกดังกลา่ ว อาจทาให้เกดิ ภาวะทางเดนิ หายใจถูกอุดกัน้ ในผ้ปู ว่ ยท่ไี ม่รสู้ ึกตวั ได้ ดงั น้ันจงึ
ต้องรีบแกไ้ ขภาวะดงั กล่าว เพอื่ เปดิ ทางเดินหายใจและชว่ ยหายใจต่อไป ก่อนดูดเสมหะควรเตรียม
อุปกรณ์ทีจ่ ะใชใ้ ห้พร้อม
อปุ กรณท์ ใ่ี ช้ประกอบด้วย
-เครื่องดดู เสมหะ ซึง่ มหี ลายประเภท เชน่ แบบทีใ่ ช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ไฟฟ้า หรอื แบบทใ่ี ช้
กาลังคน

136

ภาพที่ 2-1.13 แสดงเครือ่ งดดู เสมหะชนิดตา่ งๆ
- ความแรงของการดูดเสมหะ ถ้าเป็นผใู้ หญใ่ ห้ตง้ั ความแรงที่มคี า่ เป็นแรงดนั ลบที่ 300

mmHg ถ้าเป็นเด็กโตหรือเดก็ เลก็ ให้ตงั้ ความแรงลบที่ 80 – 100 mmHg
- สายดูดเสมหะ ซง่ึ มที งั้ แบบออ่ นและแบบแข็ง
- อปุ กรณป์ ้องกันการติดเชื้อ

ภาพที่ 2-1.14 สาย ดดู เสมหะขนาดตา่ งๆ
วิธกี ารดดู เสมหะ
1. เตรยี มอุปกรณท์ ี่จะใชใ้ ห้พร้อม และตรวจสอบอปุ กรณด์ ังกลา่ วสามารถทางานไดด้ ี
2. เลอื กขนาดสายดูดเสมหะใหเ้ หมาะสมกบั ผปู้ ่วย การวดั ความยาวของสายดดู เสมหะวา่ จะ

ใส่เข้าไปในปากได้ลกึ
3. เปดิ เครือ่ งดูดเสมหะ และตั้งความแรงของการดดู เสมหะใหเ้ หมาะสมกบั ผ้ปู ่วย
4. ตรวจสอบเครอื่ งดูดใหอ้ ยู่ในสภาพพรอ้ มใชง้ าน โดยเครื่องดดู ท่จี ะใชง้ านไดต้ ้องมแี รงดูด

สูญญากาศอย่างน้อย 30 มม.ปรอท
5. ตอ่ สายดดู เสมหะ
6. เปิดปากผู้ป่วยดว้ ยวิธีcross finger ใสส่ ายดดู เสมหะเข้าไปในปากยังไมต่ อ้ งดดู จนปลาย

สายถึงโคนลน้ิ จึงเรม่ิ ดดู
7. วนสายดูดเสมหะให้สามารถดดู ไดท้ กุ ด้านของทางเดนิ หายใจ

137

8. การดูดเสมหะแตล่ ะครงั้ ไม่ควรเกิน 15 วนิ าที โดยในเดก็ และทารกควรใช้เวลาน้อย
กวา่ น้ี กรณผี ปู้ ว่ ยอาเจยี น ควรจับผูป้ ่วยตะแคงหนา้ (ยกเวน้ ผูป้ ่วยทมี่ ีอาการบาดเจบ็ ที่
บรเิ วณคอ) และใช้นิ้วมอื กวาดเศษอาหารในปากผู้ป่วยออกจนหมด ด้วยความระมัดระวัง
ผูป้ ่วยอาจกดั น้ิวได้

9. ในกรณีท่จี าเปน็ ใหด้ ดู นา้ ผา่ นสายดูดเสมหะเพ่ือปอ้ งกนั การอดุ ตนั ในสายดดู เสมหะ
5. ทางเดนิ หายใจสว่ นบนอดุ กน้ั

ปัญหาสาลัก สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายเป็นปัญหาที่มีความสาคัญและอาจมีอันตรายถึง
แก่ชีวิต ได้ มักพบในเด็กเล็กอายุต่ากว่า 3 ปี ซ่ึงเป็นวัยท่ีมีความอยากรู้อยากเห็น สนใจชอบค้นคว้า
ทดลองด้วยตนเอง จึงมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในช่องต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะช่องทางเดิน
หายใจอนั ได้แก่ รูจมูก และปาก ประกอบกับฟนั กรามท่ียังขึ้นไมค่ รบสมบูรณ์ทาให้ไม่สามารถบดเคี้ยว
อาหารช้ินโต ให้ละเอียดเพียงพอ จึงอาจเกิดการสาลักในระหว่างรับประทานอาหาร และว่ิงเล่นไป
ด้ ว ย

ในผู้ใหญ่สามารถเกิดปัญหาสาลักได้เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ป่วยพยายามจะทากิจกรรมหลายๆ
อย่างในขณะกินอาหาร เชน่ พูด, หัวเราะ เปน็ ต้น บางครัง้ ฟนั ปลอมท่ียดึ ตดิ ไม่แน่นพอ อาจเลื่อนหลุด
ลงสู่ทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารโดยไม่ได้ต้ังใจเช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดตามหลังการสา ลัก

1. ทาให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเด็กเล็ก ซึ่งทางเดิน
หายใจมีขนาดเล็กอยู่แล้ว การอุดก้ันแม้เพียงเล็กน้อย อาจทาให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

2. เกิดการอุดก้ันของหลอดลมส่วนปลาย ทาให้เกิดภาวะปอดแฟบ ปอดพอง หรือหอบหืดได้
3. เกดิ การอุดกน้ั การระบายของเสมหะในทางเดนิ หายใจ ทาใหเ้ กดิ ปัญหาการอักเสบติดเชอื้
ตามมา เชน่ ปอดอกั เสบ, หลอดลมอักเสบ เปน็ ตน้
4. สิ่งแปลกปลอมบางชนิดเช่น ถ่านนาฬิกา, ถ่านเคร่ืองคิดเลข เมื่อตกค้างในทางเดนิ หายใจ
จะทาปฏิกิริยากับเสมหะหรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆ เกิดเป็นสารเคมีที่มีฤทธ์ิเป็นด่างเข้มข้น รั่วซึมออกจาก
ตัว ถ่าน ทาให้เกิดการทาลายของเนื้อเย่ือข้างเคียงอย่างรุนแรง จนบางคร้ังเกิดการทะลุของ
อวยั วะ ภายในเขา้ ส่ชู อ่ งอกเป็นอนั ตรายถึงแก่ชวี ิตได้

ภาวะฉกุ เฉินกรณีทางเดนิ หายใจอุดกัน้
เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจผู้ป่วยจะมีอาการ สาลัก ไออย่างรุนแรง และมีอาหาร

หายใจลาบากได้ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับขนาด รูปร่างและตาแหน่งของสิ่งแปลกปลอม สิ่งแปลกปลอมขนาด
ใหญ่มักติดค้าง และเกิดการอุดตันในระดับของกล่องเสียงหรือหลอดลมส่วนต้น ทาให้เกิดการอุดกั้น
ของทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักมีประวัติสาลักในขณะรับประทานอาหาร
กุมฝา่ มือไวท้ ลี่ าคอ พูดไม่มีเสยี ง กระสับกระส่าย หายใจไม่เข้า ริมฝีปากเขยี วคล้า ภาวะน้ถี อื เปน็ ภาวะ
ฉกุ เฉนิ เนื่องจากผ้ปู ว่ ยอาจเสยี ชีวิตได้ภายในไมก่ ี่นาที
การชว่ ยเหลอื

1. การทา Heimlich น้ันเร่ิมต้นโดยเม่ือหลังจากทราบ หรือคิดว่าผู้ป่วยมีอะไรตกลงไปใน
ลาคอและขัดขวางทางเดินหายใจอยู่ ผู้ช่วยเหลือทาการกอดรัดผู้ป่วยที่บริเวณลาตัว โดยเข้าทาง

138

ดา้ นหลัง มือข้างหนงึ่ กาเปน็ กาปน้ั หัวแมม่ อื ชขี้ ้นึ ด้านบนอย่ทู ี่บรเิ วณใต้ตอ่ กระดูก sternum (ทรวง
อก) ส่วนอีกมือหน่ึงก็ช่วยประคองกาป้ันไว้ จากนั้นออกแรงในลักษณะของการดึงกาปั้นขึ้นอย่าง
รวดเร็วและแรงพอสมควร ณ จดุ สูงสดุ ของตาแหน่งกระเพาะอาหาร ในกรณีที่สง่ิ แปลกปลอมนัน้ ยงั ไม่
ออกมา สามารถทาซา้ ไดอ้ ีก

ภาพท่ี 2-1.15 แสดงการทา Heimlich
2. การกดกระแทกทอ้ ง (Abdominal thrust)กรณผี ้ปู ่วยหมดสติ กดกระแทกท่ีทอ้ งเหนอื
สะดอื ใต้ล้ินป่ี ใหน้ ัง่ คลอ่ มผปู้ ว่ ยแล้วใช้ส้นมอื กดกระแทกเหนือสะดอื ใตล้ น้ิ ปใี่ นลักษณะเฉยี งขนึ้ ทา 5
ครั้ง แลว้ ใชท้ ่ายกกระดกู ขากรรไกรรว่ มกบั ใชน้ ว้ิ ลว้ งเอาสิง่ แปลกปลอมออกมา

ภาพท่ี 2-1.16 แสดง การทา Abdominal thrust
3. การโอบกระแทกทรวงอก ( Chest thrust) เป็นเทคนิคเดยี วกบั การกดกระแทกทอ้ ง หรือ
กดกระแทกทหี่ น้าท้อง แตเ่ ลอ่ื นข้ึนมาทาทห่ี น้าอก โดยวางหมดั ไว้ที่กระดกู กง่ึ กลางหน้าอกแทน ใชใ้ น
คนทท่ี ้องมีขนาดใหญ่โอบไม่รอบหรอื หญงิ ตง้ั ครรภ์

139

ภาพท่ี 2-1.17 แสดงการทา Chest thrust
4.การตบหลัง (Back blow) โดยใช้สันมือตบที่กลางหลังระหว่างปลายล่างของกระดูกสะบัก
(scapula) ทง้ั สองขา้ งทาติดกัน 5 ครั้ง สว่ นใหญ่ใช้ในเด็ก

ภาพที่ 2-1.18 แสดงการทา Back blow
5. การกวาดด้วยนิ้ว (finger sweep) ใช้ในผู้ป่วยที่หมดสติ และผู้ช่วยเหลือมองเห็นส่ิง
แปลกปลอมในปาก ใช้มือหนึ่งยกกระดูกขากรรไกรล่างข้ึน โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ในปากยกเอาลิ้น
ข้ึนมาด้วย น้ิวอ่ืนยกกระดูกขากรรไกรล่าง จากข้างนอก แล้วเอาน้ิวชี้ของอีกมือหนึ่งงอเป็นรูปขอเบ็ด
เข้าไปล้วงเอาสงิ่ แปลกปลอมออกมา

ภาพที่ 2-1.19 แสดงการทา finger sweep

140

บทที่ 2-2
การหายใจและการชว่ ยเหลือ
บทนา

การหายใจเป็นสญั ญาณท่บี อกถึงการมชี วี ิตของมนษุ ย์ การหายใจทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพจะต้องไม่มี
ภาวะอุดกั้น อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้สะดวก ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอกับความ
ต้องการของร่างกาย ดังน้ันหากพบปัญหาของทางเดินหายใจ ผู้ปฏิบัติการจะต้องมีความสามารถใน
การชว่ ยเหลอื และใช้อุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม จึงจะสามารถชว่ ยชวี ติ ผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว
การชว่ ยหายใจ

เมื่อเปิดทางเดินหายใจให้กับผู้ป่วยแล้ว ถ้าผู้ป่วยหายใจได้ไม่เพียงพอ ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน
ตอ้ งทาการช่วยหายใจ ซง่ึ การช่วยหายใจมอี ยดู่ ้วยกนั หลายวิธี ทง้ั ทตี่ อ้ งใช้อปุ กรณ์และไม่ใชอ้ ปุ กรณ์
วธิ กี ารช่วยหายใจ

1. การช่วยหายใจด้วยวธิ ี ใชป้ ากเปา่ ( Mouth to Mouth )
2. การช่วยหายใจดว้ ยวิธี ใช้ปากเป่าผา่ นหน้ากาก (Mouth to Mask )
3. การชว่ ยหายใจด้วยวิธี ถงุ บบี ลมเข้าปอด (Self- inflating bag or Ambu bag)

141

4. การให้ออกซเิ จน
แต่ส่ิงที่สาคัญที่ควรระวังก่อนทาการช่วยเหลือผู้ป่วยคือ ต้องมีการป้องกันการติดเช้ือ
โดยการใส่ถงุ มอื ผา้ ปดิ ปากและจมกู แวน่ ตา
1 การช่วยหายใจดว้ ยวิธี ใช้ปากเป่า ( Mouth to Mouth )
การช่วยหายใจโดยวิธีน้ีทาได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ แต่อาจติดเช้ือจากน้าลายหรือหรือ
เสมหะของผู้ป่วยไดง้ ่าย แตป่ ัจจุบนั มีอุปกรณ์ป้องกันการติดเชือ้ คือ Face shield มาใช้ประกอบการ
ชว่ ยหายใจ การชว่ ยหายใจโดยวิธีนีจ้ งึ ปลอดภยั ขึน้ สาหรบั ผู้ชว่ ยเหลือ

ภาพท่ี 2-2.1 face shield
วิธปี ฏบิ ัติ

- เปิดทางเดินหายใจดว้ ยวิธี Head tilt-chin lift
- ถ้ามี face shield ใหว้ าง face shield บนหน้าผู้ปว่ ย ให้บริเวณทม่ี ีชอ่ ง อย่บู รเิ วณปาก

ผูป้ ว่ ย
- ใช้นิ้วหวั แมม่ ือและนว้ิ ช้ขี องมอื ทว่ี างบนหนา้ ผาก บีบจมกู ผปู้ ว่ ย ประกบปากผู้ปฏิบตั ิการให้

แนบสนทิ กับปากผปู้ ว่ ย แล้วเป่าลมหายใจช้าๆ 1 คร้งั ๆละ 1 วนิ าที ทุก 6 วนิ าทีสาหรับ
ผู้ใหญ่ และ 1 คร้ัง ทกุ 3 วนิ าทีสาหรับเดก็ สงั เกตทรวงอกของผปู้ ว่ ยขยับขึน้ ลงตามจังหวะ
การช่วยหายใจ
- กรณีทีไ่ ม่สามารถประกบปากใหแ้ นบสนทิ กบั ปากของผู้ปว่ ยได้ เชน่ ผปู้ ว่ ยได้รบั บาดเจ็บ
บริเวณปาก หรอื ไมม่ ฟี ัน ให้ช่วยหายใจโดยใชป้ ากประกบจมกู ผูป้ ่วยแทน (Mouth to
Nose)

142

ภาพที่ 2-2.2 รูป mouth to mouth
2 การช่วยหายใจด้วยวธิ ี ใชป้ ากเปา่ ผา่ นหน้ากาก (Mouth to Mask )

วิธีน้ี จะต้องมีอุปกรณ์สาหรับการช่วยหายใจ คือ Pocket mask ซึ่งมีลักษณะใส ขอบ
mask จะน่ิมทาให้สามารถแนบสนิทกับใบหน้าของผู้ป่วย ขณะช่วยหายใจ ไม่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย
หน้ากากที่ใชช้ ่วยหายใจวิธีนี้เป็นชนิดที่มีล้ินทางเดียว (one way valve) สาหรับให้ลมท่ีออกจากปาก
ผู้ปฏิบัติการผ่านเข้าไปสู่ปอดได้ แต่กันไม่ให้ลมที่ออกจากปอดของผู้ป่วยสวนกลับเข้าปากของ
ผู้ปฏิบัติการได้ เลือก Mask ที่ทาจากวัสดุใส เพ่ือจะได้มองเห็นว่าเกิดการสาลักหรือไม่ การช่วย
หายใจแบบ Mouth to Mask มขี ้อดคี อื ผปู้ ฏบิ ัติการไม่ต้องสมั ผัสกับน้าลายผปู้ ่วย
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ

1. วาง Mask ครอบปากและจมูกผู้ปว่ ย โดยวางด้านมมุ สามเหล่ยี มครอบบริเวณจมกู ของ
ผู้ป่วย

2. วางหวั แมม่ อื และนิ้วชเ้ี ปน็ รปู ตัว C บน Mask พรอ้ มทั้งกดให้ Mask แนบกบั หน้า
ผปู้ ว่ ย

3. วางนวิ้ ที่เหลือท่ขี ากรรไกรลา่ งของผู้ปว่ ย พร้อมทั้งยกขากรรไกรลา่ งข้นึ เพอื่ เปิด
ทางเดินหายใจ

4. ช่วยหายใจผ่าน one way valve ชา้ ๆ 1 ครัง้ ๆละ 1 วนิ าที ทกุ 6 วนิ าทสี าหรับผใู้ หญ่
และ 1 ครง้ั ทกุ 3 วนิ าทีสาหรบั เดก็ สังเกตวา่ ทรวงอกจะขยบั ขึน้ -ลง ตามจงั หวะการ
ช่วยหายใจ

143

ภาพท่ี 2-2.3 รปู การใช้ pocket mask
3. การช่วยหายใจด้วยวิธี ถุงบีบลมเข้าปอด ( Self-inflating bag or Ambu bag ) เป็นวิธีท่ี
บุคลากรทางการแพทย์หรือ ผู้ปฏิบัติการใช้ช่วยหายใจบ่อยท่ีสุด Self-inflating bag ประกอบด้วย
Bag ซึ่งมีความจุขนาด 1,600 มิลลิลิตร สาหรับผู้ใหญ่ และ one way valve ซึ่งอากาศจะเข้าสู่
ผู้ป่วยทางเดียว บางครั้ง Self - inflating bag อาจต่อกับ reservoir bag เพ่ือช่วยเพ่ิมเปอร์เซ็นต์
ของออกซเิ จน

ภาพที่ 2-2.4 ภาพแสดงส่วนประกอบต่างของ Self - inflating bag
การใช้ Self - inflating bag
กรณีผู้ช่วยเหลอื คนเดียว

1. ผูท้ าการชว่ ยเหลอื ผเู้ หนือศีรษะผปู้ ว่ ย
2. เปดิ ทางเดินหายใจด้วยวิธี jaw thrust กรณผี ูป้ ว่ ยมีอาการบาดเจบ็ บริเวณกระดกู ต้น

คอหรอื head tilt – chin lift กรณไี มม่ ีการบาดเจ็บท่ีกระดูกตน้ คอ

144

3. ครอบ Mask บนปากและจมกู ผูป้ ่วย โดยให้สว่ นแหลมอยู่ดา้ นจมูก
4. วางน้วิ หวั แมม่ อื และน้วิ ช้รี อบ mask ด้านบน เป็นรปู ตวั C นว้ิ ที่เหลอื ยกขากรรไกร

ลา่ งข้นึ
5. มือข้างทเี่ หลอื บีบ bag ช้าๆ 1 คร้ังๆละ 2 วินาที ทกุ 6 วนิ าทีสาหรบั ผ้ใู หญ่ และ 1 ครั้ง

ทกุ 3 วนิ าทีสาหรบั เด็ก สงั เกตว่าทรวงอกจะขยับขนึ้ -ลง ตามจงั หวะการบบี bag
กรณีผู้ช่วยเหลอื 2 คน

1. ผชู้ ่วยเหลอื คนท่ี 1 ใช้ มอื ท้ังสองข้าง จับ mask โดยใช้หวั วางน้ิวหัวแม่มือและนวิ้ ช้รี อบ
mask ดา้ นบน เปน็ รูปตัว C นิ้วที่เหลือยกขากรรไกรลา่ งขึน้

2. ผู้ช่วยเหลอื คนท่ี 2 บีบ Self - inflating bag โดยใชม้ อื ทัง้ สองขา้ งบบี bag ช้าๆ 1
คร้ังๆละ 1 วนิ าที ทุก 6 วินาทีสาหรับผใู้ หญ่ และ 1 ครั้งทกุ 3 วนิ าทีสาหรับเดก็ สงั เกต
วา่ ทรวงอกจะขยบั ข้ึน-ลง ตามจงั หวะการบีบ bag

ข้อควรระวงั กรณบี บี Self - inflating bag แล้วหน้าอกไมข่ ยับข้ึนลงตามจงั หวะการบีบ Self -
inflating bag

- ถ้าสังเกตเห็นหน้าทอ้ งขยับขนึ้ ลง โดยทท่ี รวงอกไมข่ ยบั ใหต้ รวจสอบการเปดิ
ทางเดินหายใจหรอื การยกขากรรไกรลา่ ง

- ตรวจสอบการอดุ กั้นทางเดนิ หายใจ
- กรณที มี่ ลี มรว่ั ออกขา้ ง Mask ขณะบีบ Self - inflating bag ให้ตรวจสอบการ

จับ Mask ใหม่ วา่ แนบสนิทกับหนา้ ผ้ปู ่วยหรือไม่
- อาจใช้ Oropharyngeal airway รว่ มด้วย
- อาจเปลย่ี นมาใช้ Pocket mask
กรณสี งสัยวา่ มีอาการบาดเจ็บท่ีกระดูกคอ เชน่ การตกจากที่สูงหรอื อุบัติเหตุจราจร ผชู้ ว่ ย
เหลือต้องตรึงศีรษะผปู้ ว่ ยใหอ้ ยู่กับที่ (immobilization) หรอื ใส่ Hard calla และเปดิ ทางเดนิ
หายใจแบบ jaw thrust

145

ภาพที่ 2-2.5 เทคนคิ การจับ Mask แบบ E-C clamp technique
4.การให้ออกซิเจน

ออกซิเจนเป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ในชั้นบรรยากาศจะมีออกซิเจน 21 % ในทาง
การแพทย์ ถังออกซิเจนจะถูกบรรจุในถังออกซิเจน ถังออกซิเจนประกอบด้วย Regulator ซึ่งทา
หน้าท่ปี รบั ความดันของก๊าซในถังไม่ใหม้ ากเกนิ ไปและทาหนา้ ท่ีควบคุมปริมาณของก๊าซท่ีไหลออกจาก
ถัง ก๊าซแต่ละชนิดจะถูกบรรจุในถังที่มีสีต่างกันเพ่ือป้องกันการให้ก๊าซผิด ก๊าซออกซิเจนถูกบรรจุอยู่
ในถังสีเขยี ว

ขนาดของถังก๊าซมีหลายขนาด ต้ังแต่ขนาดเล็ก (size D,E) ซ่ึงสามารถเคล่ือนย้ายไดส้ ะดวก
จนถึงขนาดใหญ่ (size M , G ,H)ท่ีเคล่ือนย้ายไม่สะดวก จึงเหมาะกับการตดิ ต้งั ประจาที่ แตอ่ ย่างไร
ก็ตามถ้าถงั ก๊าซมีขนาดใหญ่ ปรมิ าณของกา๊ ซท่บี รรจอุ ยกู่ ็จะมปี รมิ าณมากข้นึ ดว้ ย

ขนาดของถงั ออกซเิ จน ปรมิ าตรของกา๊ ซออกซิเจนทบี่ รรจุอยูใ่ นถงั (ลิตร)
D 350
E 625
M 3,000
G 5,300
H 6,900

146

ขัน้ ตอนการให้ออกซิเจน
 ตรวจสอบถงั ท่ใี ช้ว่าเป็นบรรจกุ า๊ ซออกซเิ จน โดยดูจากฉลาก สถี ัง
 ประกอบ Regulator เขา้ กับถังออกซิเจน
 เปิด valve ออกซเิ จน ซึง่ อยูด่ า้ นบนสดุ ของถงั
 ตรวจสอบ Regulator ว่า เมือ่ เปิดออกซเิ จนแล้ว ลูกลอยลอยขึน้ ตามปรมิ าณ
ออกซเิ จนหรือไม่
 ตอ่ สายออกซเิ จนของอุปกรณ์ใหอ้ อกซเิ จนกับ Regulator
 ตอ่ อปุ กรณ์การใหอ้ อกซิเจนกับผปู้ ่วย

Main valve

บริเวณท่ีจะต่อกบั regulator

ภาพที่ 2-2.6 ภาพถงั ออกซิเจน

147

ภาพท่ี 2-2.7 การต่อ regulator และเปดิ ถังออกซิเจน
ภาพที่ 2-2.8 การตอ่ อปุ กรณใ์ หอ้ อกซิเจนและปรับ flow meter

การใหค้ วามชนื้ แกอ่ อกซเิ จน (Humidification)
Humidifier เป็นอปุ กรณใ์ หค้ วามช้นื แก่ออกซเิ จนทใี่ หก้ ับผู้ป่วย ทาให้ทางเดนิ หายใจของ

ผูป้ ว่ ยไมแ่ ห้งและมคี วามชุ่มชน้ื ตลอดเวลา
ข้อบง่ ชี้ ใชใ้ นกรณที ต่ี ้องการใหท้ าให้กา๊ ซออกซิเจนซง่ึ เดมิ เปน็ กา๊ ซแหง้ ปราศจากความชน้ื ให้มี
ความชืน้ เหมาะสมสาหรบั การหายใจ
วิธกี ารใช้

-เติมน้ากลน่ั (Sterile water) ลงในภาชนะใหถ้ ึงระดับทีก่ าหนดไวต้ ามเสน้ เครอื่ งหมาย
-ต่อเคร่ือง Humidifier เข้ากบั flow meter ซงึ่ ตอ่ กับทอ่ ออกซิเจน
-สว่ นปลายทอ่ อีกด้านหนึ่งของ Humidifier ตอ่ กับ Nasal cannula หรือ Mask ทีใ่ ชก้ ับ
ผู้ปว่ ย

148

-เปดิ flow meter ปรบั ให้ได้ปรมิ าณออกซเิ จนตามตอ้ งการ
-ถา้ นา้ ในภาชนะลดระดบั ต่ากว่าขีดที่กาหนด ควรเปดิ ฝาเปล่ียนนา้ ใหมใ่ หอ้ ย่ใู นระดับเตม็
ขีดทก่ี าหนด
-ก่อนการเตมิ นา้ กล่นั (Sterile water) ทกุ คร้ัง ควรเทนา้ ที่เหลอื ใน Humidifier ทง้ิ กอ่ น
เพื่อป้องกันการสะสมของเช้อื โรค
อปุ กรณก์ ารใหอ้ อกซิเจน
1. Nasal cannula

ภาพท่ี 2-2.9 ภาพสาย Nasal cannula
เปน็ สายพลาสตกิ ยาวประมาณ 1 นิว้ ใส่เข้าทางรูจมกู ทงั้ 2 ขา้ ง การใสต่ ้องให้ปลายโค้งและ
ชี้ไปทางส่วนหลังของจมูก ขณะใช้ต้องคอยตรวจสอบว่า cannula ตันหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจมี
ส่งิ สกปรก เช่น ฝนุ่ ละออง นา้ มกู แห้งตดิ อยู่ภายในทาให้ตนั ได้ การใหอ้ อกซเิ จนด้วย nasal cannula
จะให้ความเข้มข้นของออกซิเจนในช่วงหายใจเข้าประมาณ 24-44 % เม่ือเปดิ ออกซิเจนในอัตราไหล
ต้ังแต่ 1-6 ลิตรต่อนาที ในทางปฏิบัติจะไม่เปิด flow มากกว่า 4 ลิตรต่อนาที เพราะอัตราไหลท่ีสูง
กวา่ น้จี ะก่อใหเ้ กิดอาการระคายเคืองตอ่ เยื่อบทุ างเดินหายใจ

ขอ้ ควรระวัง
- ความเขม้ ข้นของออกซเิ จนท่ีผู้ป่วยไดร้ บั อาจสูงกว่าท่คี ิด ถ้าผปู้ ว่ ยหายใจช้าหรอื เรว็
กว่าปกติ

149

- การใหอ้ อกซเิ จน flow มากกว่า 6 ลติ รตอ่ นาที ไม่ทาใหค้ วามเข้มขน้ ของออกซิเจนที่
ไดเ้ พม่ิ ขนึ้ ไปอกี

- เยื่อบุคอและจมูกอาจแห้ง เกดิ การระคายเคือง และมเี ลอื ดกาเดาออกได้
2. Simple face mask

ภาพท่ี 2-2.10 ภาพ Simple face mask
สว่ นใหญ่เป็นพลาสตกิ ใชค้ รอบปากและจมูกขนาดต้องพอเหมาะกบั หน้าของผู้ป่วยลกั ษณะ
จะเป็น รปู กรวย ปลายของกรวยเปน็ ทางเขา้ ของออกซิเจน บนตวั mask จะมรี ูเจาะไวเ้ ปน็ รูเลก็
ขา้ งละหลายรู หรือ รใู หญข่ า้ งละ 1 รู เพ่อื เป็นทางออกของลมหายใจหรอื เป็นทางเข้าของอากาศ
ภายนอกในขณะหายใจเขา้
การใช้ simple mask น้ี ถ้าต่อกับเคร่ืองมอื ท่ีใหค้ วามชน้ื แบบ humidifier ต้องใช้อตั รา
การไหลของออกซิเจนต้งั แต่ 5 ลิตรต่อนาทีข้นึ ไป จึงจะไมท่ าใหเ้ กดิ การคัง่ ของคารบ์ อนไดออกไซด์
ความเข้มข้นของออกซเิ จนไดต้ ้งั แต่ 40-60 % เมื่ออตั ราการไหลของออกซิเจนอยรู่ ะหว่าง 5-8 ลติ ร
ต่อนาที ถ้าอตั ราการไหลของออกซเิ จนมากกว่า 8 ลติ รตอ่ นาที ก็ไมท่ าให้เปอรเ์ ซ็นต์ออกซเิ จนท่ีได้
มากข้ึน
3. Mask with reservoir bag

150


Click to View FlipBook Version