The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษา/ฝึกอบรบสามารถช่วยเหลือชีวิตตนเองและทหารท่ีได้รับบาดเจ็บ
ณ จุดเกิดเหตุการณป์ ะทะ จนกระทง่ั ผู้บาดเจ็บไดร้ บั การดูแลรักษาจากแพทย์ ในหนว่ ยรักษาพยาบาล
ที่ใกลท้ ส่ี ุด

3. เพ่ือลดอัตราการตายและพิการของกาลังพลจากการสู้รบจากการสู้รบ โดยเน้นการดูแล
รักษาและป้องกัน
การเสยี ชีวติ ท่ีสามารถทาการรกั ษาได้ ณ จุดเกิดเหตุ
กลุม่ เป้าหมาย

1. นักเรยี นนายสบิ เหล่าทหารแพทย์ หลกั สตู ร นักเรยี นนายสบิ เหล่าทหารแพทย์ 1 ปี
2. นายสบิ นักเรียน เหล่าทหารแพทย์ หลักสูตร นายสบิ ชั้นตน้ เหลา่ ทหารแพทย์
3. นายสบิ นกั เรียน เหล่าทหารแพทย์ หลักสตู ร นายสิบชน้ั ต้น สาหรับทหารกองหนุน/พลเรือน
เพอ่ื บรรจุในเหลา่ สนบั สนนุ การชว่ ยรบ เหลา่ ทหารแพทย์
4. นายทหารนักเรยี น หลกั สตู ร ชน้ั นายรอ้ ย เหล่าทหารแพทย์
5. นายทหารนักเรียน หลักสูตร ชัน้ นายพนั เหลา่ ทหารแพทย์
6. นายทหารประทวน เหล่าทหารแพทย์ (การศกึ ษาโดยโรงเรยี นของหน่วย หรือ Unit School)
7. กาลงั พล กองทพั บก ตามนโยบายผู้บงั คบั บัญชา

ส่วนท่ี 1 องค์ความรู้
เรื่องการช่วยเหลอื ชีวิตของนายสบิ พยาบาล

647

COMBAT MEDIC CARE

วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรหู้ ลัก
สามารถอธิบายหลักการ ขั้นตอนและการจัดการดแู ลผ้บู าดเจ็บทางยุทธวิธไี ด้

วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรทู้ ค่ี วรทราบ

(1) สามารถดแู ลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธไี ด้
(2) สามารถดูแลผู้บาดเจ็บระหว่างการปะทะ (Care Under Fire) และเน้นการห้ามเลือด
ดว้ ยสายยางรดั หา้ มเลือดไดถ้ กู ตอ้ ง
(3) สามารถอธิบายและปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลในพ้ืนท่ีหลังการปะทะ (Tactical Field
Care) สามารถทาการห้ามเลือดเพิม่ เติมด้วยผ้าแตง่ แผล และอุปกรณ์ห้ามเลือดอ่ืนๆ การเปิดทางเดิน
หายใจ การดแู ลทางเดนิ หายใจ และบาดแผลทรวงอก การประเมินระดับการรสู้ ติ
(4) สามารถอธิบายและส่งกลับทางยุทธวิธี การลาเลียง และ การคัดแยกผู้บาดเจ็บได้ถกู ต้อง
(5) สามารถอธบิ ายและกรอกข้อมลู ลงแบบบันทกึ การเจ็บปว่ ยในสนามได้ถูกต้อง

1. กลา่ วนา การดแู ลผบู้ าดเจบ็ ทางยทุ ธวิธี

การดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care, TCCC) ทาให้
ผู้บาดเจ็บในสนามรบ มีโอกาสรอดชีวิตมากข้ึน ซึ่งแบ่งออกเป็นได้เป็น 3 ระยะที่สาคัญคือ การดูแล
ระหว่างการปะทะ การดูแลในพ้ืนทหี่ ลงั การปะทะ และ การสง่ กลบั ทางยุทธวธิ ี

การพฒั นาบริการแพทย์ในสนาม มหี ลากหลายวธิ ี เชน่ การพฒั นาสงิ่ อปุ กรณ์ป้องกันตน
การดูแลผบู้ าดเจบ็ ทางยุทธวิธี การสง่ กลับให้เรว็ ขึ้น และ ฝึกฝนทักษะนายสบิ พยาบาล ฯลฯ

ความแตกต่างของการดูแลกอ่ นถึง รพ. ระหวา่ งทหารกบั พลเรอื น
1. การดูแลภายใต้การปะทะ
2. สภาพแวดลอ้ มทเ่ี ลวร้าย
3. ลักษณะความแตกต่างทางระบาดวทิ ยาของบาดแผล
4. เครอ่ื งมืออปุ กรณ์ทีจ่ ากดั
5. ความต้องการทางยทุ ธวิธี
6. ระยะเวลาการส่งไปยังสถานพยาบาลท่ียาวนาน
7. การฝึกและประสบการณ์ของนายสบิ พยาบาล
ความสาคัญของผู้ให้ความช่วยเหลือคนแรก พบว่าประมาณ ร้อยละ 90

ของการเสียชวี ิตในสนามรบเกิดขึ้นก่อนท่ีผู้บาดเจ็บจะไปถึงสถานพยาบาล ชีวิตของผู้บาดเจ็บอยู่ใน
มือของบุคคลแรกที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ เชน่ นายสิบพยาบาล นายสิบกู้ชีพ หรือ แม้แต่กาลังพล
เหลา่ อนื่ ๆทไี่ มใ่ ชเ่ หล่าแพทย์

การจัดการดูแลผู้บาดเจ็บ ถ้าผู้บาดเจ็บถูกนาส่งไปยัง รพ.พลเรือน หรือ ศูนย์ดูแล
ผู้บาดเจ็บ ได้รับการรักษาจากทีมแพทย์ท่ีใช้เทคโนโลยีท่ีทันสมัยท่ีสุด และ ทางานภายใต้เง่ือนไขที่
สามารถควบคุมได้ อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ถ้าเป็นการบาดเจ็บในสถานการณ์ทางยุทธวิธี จะเกิดอะไร
ขึ้น? ควรตอ้ งคานึงถึงส่ิงใดบ้าง

648

การดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี จะช่วยนาทางให้เรารู้ว่าเราควรจะทาอย่างไร นอกจากน้ี
การดูแลผู้บาดเจ็บทางยทุ ธวิธียังช่วยทาใหเ้ กดิ ส่งิ ทีเ่ รียกวา่ “การแพทยด์ ี ด้วยเทคนคิ วิธกี ารทดี่ ี”

พบว่าประมาณ ร้อยละ 90 ของการเสยี ชวี ิตในสนามรบ เกดิ ขนึ้ กอ่ นทีผ่ ู้บาดเจ็บจะไป
ถึงสถานพยาบาล การเสียชวี ิตส่วนใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถที่จะป้องกันได้ ตัวอย่างเช่น การบาดเจ็บท่ี
ศีรษะอย่างรุนแรง การบาดเจ็บท่ีร่างกายอย่างรุนแรง เป็นตน้ ซึ่งการเสียชีวิตในการรบจากบาดแผล
ประเภทต่างๆมีดังน้ี

- แผลทะลทุ ศี่ รี ษะ รอ้ ยละ 31
- บาดแผลฉกรรจท์ ี่ลาตัว รอ้ ยละ 25
- บาดเจ็บทต่ี ้องผา่ ตัด รอ้ ยละ 10
- การตกเลอื ดจากบาดแผลทีแ่ ขน/ขา รอ้ ยละ 9
- แผลอวยั วะฉีกขาดจากการระเบดิ ร้อยละ 7
- แรงดนั ในชอ่ งเย่อื ห้มุ ปอด ร้อยละ 4
- ปญั หาทางเดินหายใจ รอ้ ยละ 2
- เสียชีวติ จากบาดแผลจากการตดิ เช้ือและอาการช็อกแทรกซ้อน ร้อยละ 12

ผ้บู าดเจ็บประมาณ ร้อยละ 15 ท่สี ามารถรอดชีวิตได้ ถ้าได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม
เชน่ การห้ามเลอื ด การลดแรงดนั ในชอ่ งเยอ่ื หุ้มปอดและ การเปดิ ทางเดินหายใจ ซึง่ เป็นสาเหตกุ ารทา
ให้เสียชวี ิตในสนามรบอันดบั 1, 2 และ 3 ตามลาดับ

นายสิบกู้ชพี (Combat lifesaver) มีหนา้ ทหี่ ลกั คือการรบ สว่ นการทาหน้าทีเ่ ปน็ ผชู้ ว่ ยเหลือ
ชีวิตเป็นหน้าท่ีรอง ควรให้การรักษาพยาบาลก็ต่อเม่ือการรักษาพยาบาลน้ันไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อ
ภารกิจหลัก

เป้าหมายของการช่วยเหลือชีวิตด้วยหลักการการดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี คือปฏิบัติ
ภารกิจท่ีหน่วยมอบหมายให้สาเร็จลุล่วงแล้วจึงทาการช่วยเหลือการเสียชีวิตท่ีป้องกันได้และป้องกัน
ไม่ให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม การเข้าช่วย ณ ตอนไหนโดยใครให้ผู้บังคับชุดหรือผู้บังคับบัญชาสูงกว่า
เป็นผสู้ ั่งการ

การดแู ลผู้บาดเจ็บทางยทุ ธวธิ ี (Tactical Combat Casualty Care) แบง่ เปน็ 3 ระยะคือ
(1) ดแู ลระหวา่ งการปะทะ (Care Under Fire)
(2) การดูแลในพืน้ ทห่ี ลงั การปะทะ (Tactical Field Care)
(3) การสง่ กลับทางยทุ ธวธิ ี (Tactical Evacuation Care)

ในบทเรียนนี้มงุ่ เนน้ ในการประเมนิ ผบู้ าดเจ็บในสถานการณ์แรกทีเ่ น้นการดแู ลระหว่างการปะทะ และ
ร้จู กั วธิ ีการหา้ มเลือดในสนามรบดว้ ยสายยางรัดหา้ มเลือดไดอ้ ยา่ งถูกต้อง

2. การดแู ลระหวา่ งการปะทะ (CARE UNDER FIRE)

วัตถุประสงค์ที่ควรทราบ - สามารถดูแลผู้บาดเจ็บระหว่างการปะทะ (Care under fire) ใน
ระยะนี้ส่ิงที่ควรเน้นยา้ ไดแ้ ก่ เนน้ การยิงโต้ตอบ การหา้ มเลอื ดด้วยสายยางรัดหา้ มเลอื ด

649

ในสถานการณ์นี้ท้ังผู้เข้าช่วยเหลือ และผู้บาดเจ็บยังอยู่ภายใต้การโจมตีของข้าศึก ซึ่งอยู่ใน
ภาวะอันตราย และอยใู่ นระยะประชิด การรกั ษาพยาบาลท่ีสามารถจะทาได้น้ันจากดั มาก

2.1 แนวทางการดแู ลผู้บาดเจบ็ ระหวา่ งการปะทะ
2.1.1 รวมอานาจการยิงให้เหนอื กวา่ ข้าศกึ เน้น ความปลอดภัยของเราก่อนเป็นลาดับแรก
2.1.2 เข้าช่วยเหลือผ้บู าดเจ็บเมือ่ สถานการณป์ ลอดภยั
2.1.3 เคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าสู่ท่ีกาบังและให้ผู้บาดเจ็บทาการช่วยเหลือตัวเองก่อน

(Self aid) หากสามารถชว่ ยเหลือตวั เองได้ และใหท้ าการรบต่อไป
2.1.4 หลีกเลย่ี งการทาใหม้ ีผ้บู าดเจ็บเพิม่ เติมจากการถูกซุ่มยิงหรือสะเกด็ ระเบิด
2.1.5 ปอ้ งกันการเสียชีวิตจากการเสียเลือดทันทที ที่ าได้
- ใชส้ ายยางรัดห้ามเลือดทาการห้ามเลอื ดในบริเวณท่ถี ูกตอ้ งอย่างถกู วิธี
- ใช้สายยางรัดหา้ มเลอื ดรัดต้นแขนหรอื ต้นขา เหนอื บริเวณทีม่ เี ลือดออก ทบั ไปบน
เสื้อผ้าใหแ้ นน่ พอ และเคลอื่ นยา้ ยผู้บาดเจ็บเขา้ ท่ีกาบัง
2.1.6 เน้นการทาภารกิจให้สาเร็จและทาการดูแลผู้บาดเจ็บภายใต้การยิงเมื่อปลอดภัย

การดูแลผู้บาดเจ็บอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในการปฏิบัติภารกิจ แต่การดูแลผู้บาดเจ็บ ควรข้ึนอยู่กับ
สถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน

2.1.7 ถ้ายังมีการยิงเกิดขึ้นอยู่จะยังไม่ทาการเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในบริเวณที่
อนั ตราย (Killing zone)

2.1.8 ยงิ ตอบโต้ขา้ ศึกดว้ ยอานาจการยิงทเ่ี หนอื กว่า แลว้ จึงเขา้ ไปช่วยเหลอื ผบู้ าดเจบ็ และ
เคล่อื นยา้ ยเข้าสู่ท่กี าบังเม่ือสถานการณป์ ลอดภยั

2.1.9 ยงิ ตอบโต้ข้าศกึ ดว้ ยอานาจการยงิ ทเ่ี หนอื กวา่ จะชว่ ยลดความเส่ยี งของทมี ที่จะเข้าไป
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เพอ่ื ไมใ่ ห้มีผูบ้ าดเจ็บเพ่มิ ขนึ้

2.1.10 อานาจการยิงเกิดจากการชว่ ยกนั ของทีมที่จะเข้าช่วยและตัวผูบ้ าดเจบ็ เอง เพ่ือให้
เกดิ อานาจการยิงท่เี หนือกวา่ “ยาที่ดที ่ีสุดในสนามรบคืออานาจการยงิ ที่เหนือกวา่ ”

2.2 การเคล่ือนยา้ ยผู้บาดเจ็บเข้าสู่ท่กี าบัง
ถ้าผู้บาดเจ็บสามารถเคล่ือนที่เองได้ ให้เคล่ือนท่ีเข้าที่กาบังเองโดยให้ระวังการยิงจากฝ่าย

ขา้ ศึก แต่ถา้ หากว่าผู้บาดเจ็บไม่สามารถเคลื่อนท่ีเองได้หรือไมร่ ู้สึกตวั การเข้าช่วยเหลือจะตอ้ งรอก่อน
จนกว่าสถานการณ์จะปลอดภยั

แนวทางการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บถ้าจาเป็นต้องเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บระหว่างการปะทะ ให้
พจิ ารณา:

- หาท่กี าบังท่ใี กล้ทีส่ ดุ
- วธิ ีการท่ีดีทีส่ ุดในการเคล่อื นท่ีเขา้ สู่ท่กี าบงั
- ความเสีย่ งของทมี ทจี่ ะเขา้ ทาการชว่ ยเหลอื
- ประเมนิ ความคุ้มคา่ ในการเข้าชว่ ยเหลือ
- ระยะทางในการเขา้ ท่กี าบัง
- วิธีทด่ี ที ส่ี ดุ คอื การตอบโต้ดว้ ยอานาจการยงิ ท่ีเหนือกว่า
2.2.1 การเคลอ่ื นย้ายเขา้ ส่ทู ก่ี าบงั ดว้ ยการลากดว้ ยบคุ คลคนเดียว

650

- ใชเ้ มื่อสถานการณ์ปลอดภัย ใช้เคล่อื นยา้ ยในระยะทางสัน้ ๆ
- ผเู้ ข้าทาการช่วยเหลือจงึ เข้าหาผูบ้ าดเจ็บด้วยความระมัดระวงั
- ใชม้ อื ข้างถนัดถอื อาวุธปืนเพ่อื ระวังปอ้ งกัน
- ใชม้ ือข้างไม่ถนดั จับเสือ้ /คอเสื้อ/สายโยงบา่ /เส้ือเกราะของผบู้ าดเจบ็ เพอ่ื ใช้ใน
การเคลื่อนยา้ ย
- ขณะเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าท่ีกาบัง จะต้องทาการระวังป้องกันจากการยิงของ
ขา้ ศึกไปดว้ ย
ข้อดี : สามารถถอื อาวธุ ได,้ ใชค้ นช่วยเหลอื คนเดียว
ขอ้ เสยี : เคล่อื นทไี่ ดช้ า้ , ผู้บาดเจ็บต้องถูกลากอาจอย่ใู นท่าทไ่ี ม่เหมาะสม อาจจะ

ทาใหผ้ ู้บาดเจบ็ ได้รบั บาดเจ็บเพิ่มมากขนึ้ ในภมู ปิ ระเทศท่ขี รขุ ระ
2.2.2 การเคลือ่ นย้ายเขา้ สู่ทกี่ าบงั ด้วยการลากด้วยบุคคลสองคน

- เมือ่ สถานการณ์ปลอดภัย
- ผเู้ ขา้ ทาการช่วยเหลือจงึ เขา้ หาผ้บู าดเจบ็ ด้วยความระมัดระวงั
- ผชู้ ่วยเหลอื คนหนง่ึ ใช้มอื ข้างถนัดถอื อาวุธปืนเพ่ือระวงั ปอ้ งกัน
- ใชม้ อื ขา้ งไมถ่ นดั จับเสือ้ /คอเสอื้ /สายโยงเป/้ เสือ้ เกราะของผูบ้ าดเจบ็ เพ่ือใช้ในการ
เคลือ่ นยา้ ย
- ขณะเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าท่ีกาบังผู้ช่วยเหลือคนท่ีถือปืนจะต้องทาการระวัง
ป้องกันจากการยิงของข้าศกึ ไปดว้ ย
- การลากควรลากไปตามแนวยาวของลาตวั ของผู้บาดเจบ็
- การลากด้วยวิธีการนี้สามารถใช้ในสถานท่ีที่เป็นอาคาร การลากลงบันไดในน้าระดับ
ต้ืนๆได้

ขอ้ ดี : เคล่อื นท่ีเขา้ ส่ทู กี่ าบังไดเ้ ร็วกว่าแบบคนเดียว
ข้อเสีย : ใช้ทีมเข้าชว่ ยเหลือมคี วามเสยี่ งเพมิ่ ขึ้น

2.3 ลาดบั ความเรง่ ดว่ นของการปฐมพยาบาล ในระหวา่ งการปะทะ

- รบี ทาการหา้ มเลอื ด บริเวณทีม่ ีเลอื ดออกจานวนมาก
- การเสียเลือดปริมาณมากจากบาดแผลที่แขน-ขาเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่
สามารถป้องกันได้ และเปน็ สาเหตุทีพ่ บบ่อยท่สี ดุ
- ทหารมากกว่า 2,500 นาย ท่ีได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในสงครามเวียดนาม
เสียชีวติ จากเลอื ดไหลออกที่แขน-ขา จานวนมาก เกิดภาวะชอ็ ก และเสยี ชวี ิต
- ควรรบี ทาการห้ามเลือดทที่ าให้เกิดความเสีย่ งต่อการเสยี ชีวิต ในระหว่างการปะทะ
- ถ้ามีเส้นเลือดใหญ่บรเิ วณตน้ ขาฉีกขาด ผบู้ าดเจ็บจะเสียชีวิตภายในเวลาเพยี งสามนาทีเท่าน้นั
- ทหารมากกว่า 2,500 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในสงครามเวียดนาม
เสยี ชวี ติ จากเลือดไหลออกทแี่ ขน-ขา จานวนมาก เกิดภาวะชอ็ ก และเสียชวี ติ
- ควรรบี ทาการห้ามเลือดท่ที าให้เกดิ ความเสยี่ งตอ่ การเสยี ชีวติ ในระหว่างการปะทะ

651

- ถ้ามีเส้นเลือดใหญ่บริเวณต้นขาฉีกขาด ผู้บาดเจ็บจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงสาม
นาทเี ทา่ น้นั

2.4 การห้ามเลอื ดระหว่างการปะทะ
ทหารทุกนาย ที่ออกปฏิบัติภารกิจต้องมีความรู้ในการป้องกันการเสียเลือด ควรมี

สายยางรัดห้ามเลือดประจากาย ต้องทาการฝึกและรู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง และสามารถห้ามเลือด
ได้ เพื่อเป็นการชว่ ยเหลือตวั เองในเบ้ืองตน้ (self-aid)

ภาพที่ 1 การสายยางรัดหา้ มเลอื ดเพ่ือชว่ ยเหลือตัวเอง (self-aid)

การเสียเลือดท่ีพบได้บ่อยคือ บริเวณ แขน-ขา ถ้าพบการบาดเจ็บต่อเส้นเลือดขนาดใหญ่
ตอ้ งทาให้เลอื ดหยุดไหลโดยเร็วทสี่ ุดเพราะสามารถทาให้เกดิ ภาวะชอ็ กได้

2.5 การสงั เกตเลือดทอี่ อกจากบาดแผล

2.5.1 เลือดท่ีออกจากเส้นเลือดแดง มีสีแดงสด ไหลแรง พุ่งออกตามจังหวะการ
เตน้ ของหัวใจถ้าเจอเลือดออกลกั ษณะนี้ใหร้ บี ใช้สายยางรัดห้ามเลือดทันที

2.5.2 เลือดที่ออกจากเสน้ เลือดดา มสี ีแดงคล้า ไหลออกมาเรือ่ ยๆ ไหลไม่แรง
2.5.3 เลอื ดทอี่ อกจากเส้นเลอื ดฝอย มีสีแดงคลา้ ไหลซมึ ออกมาช้าๆ

2.6 วิธีการห้ามเลอื ดในระหวา่ งการปะทะ

ควรใช้สายยางรัดห้ามเลือดเป็นอุปกรณ์ช้ินแรก ในการห้ามเลือดระหว่างการปะทะ

สายยางรัดหา้ มเลือดใชไ้ ด้กบั การตกเลือดท่ีแขนขา แขนขาขาด ถูกระเบิด บาดแผลฉกรรจ์ การใช้สาย

ยางรัดหา้ มเลือด ต้องรดั ให้แน่นพอทจ่ี ะทาให้เลือดหยดุ ได้ หรอื คลาชพี จรส่วนปลาย (ตา่

กว่าสายยางรัดห้ามเลือด) ไม่ได้ การใช้สายยางรัดห้ามเลือดควรใช้ก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะเสียเลือดมาก

จนเกิดอาการชอ็ ก

ขอ้ ควรระวงั : การคลาชพี จรใหใ้ ชน้ ้วิ ชแ้ี ละนว้ิ กลาง หา้ มใช้นิว้ หวั แม่มือเพราะเส้น

เลอื ดทน่ี ้วิ หัวแมม่ อื ของผู้จับชพี จร เตน้ แรงอาจทาให้สบั สนว่าเป็นชพี จรของผ้บู าดเจบ็ หรอื ผจู้ บั ชีพจร

652

ภาพท่ี 2 ตาแหนง่ ทค่ี ลาชีพจร
การคลาชีพจรที่ข้อมือ (Radial pulse)ได้ ความดนั โลหิต (Systolic Blood Pressure:SBP) ประมาณ
80 mmHg (ถ้าจับชีพจรท่ีข้อมือไม่ได้ให้จับชีพจรท่ีขาหนีบ),การคลาชีพจรท่ีขาหนีบ (Femoral
pulse)ได้ SBP ประมาณ 70 mmHg (ถา้ จบั ชีพจรทีข่ าหนีบไมไ่ ด้ใหจ้ ับชีพจรทค่ี อ),และการคลาชพี จร
ท่ีคอ (Carotid pulse)ได้ SBP ประมาณ 60 mmHg หากคลาชีพจรที่คอไม่ได้ ให้งดการช่วยเหลือ
ผ้บู าดเจบ็

การสังเกตเลือดที่ออกหลังจากรัดแน่นพอ คือเลือดจากหลอดเลือดแดงหยุดไหล แต่เลือด
จากหลอดเลือดดาในส่วนท่ีอยู่ต่าลงไปของแขนขาจะไหลออกจนกระท่ังเลือดท่ีอยู่ในหลอดเลือดดา
ไหลออกหมดจงึ จะหยดุ ฉะน้ันอยา่ รดั ให้แน่นขึ้นอีก ถา้ รดั แนน่ เกนิ ไปทาใหข้ าดเลอื ดไปเลี้ยงสว่ นทีต่ ่า
กวา่ สายรดั อาจทาให้เน้อื เย่ือส่วนนัน้ ตาย จนต้องถูกตัดแขนหรือขา

การวางสายยางรัดห้ามเลอื ดควรรัดให้เหนอื บาดแผลบริเวณต้นแขนหรอื ต้นขาขา้ งนน้ั ๆ
เพราะมีกระดูกชิ้นเดียวจึงกดเสน้ เลือดแดงไดด้ กี ว่า แขนขาท่อนล่างซ่งึ มีกระดูก 2 ช้นิ

653

ภาพท่ี 3 การวางสายยางรดั หา้ มเลือดเหนอื บาดแผลบริเวณตน้ ขาข้างท่ีไดร้ บั บาดเจ็บ

ขอ้ ควรจา : 1. ไม่ควรรดั สายยางรดั ห้ามเลือดบนขอ้ ศอกและขอ้ เข่าไมร่ ัดบนอุปกรณท์ ี่ติดตัวผู้ป่วย
2. ไมค่ วรคลายสายยางรัดหา้ มเลือดออกจนกวา่ จะถงึ มอื แพทย์ต้องรบี นาผ้บู าดเจบ็
สง่ แพทย์เร็วท่ีสดุ

ขอ้ ดี : 1. ทาไดง้ า่ ยและรวดเรว็ ได้ผลเร็วทสี่ ดุ
2. เหมาะสมทจี่ ะใช้ในช่วงเวลาทมี่ ีการปะทะ

ข้อเสีย : 1. เพมิ่ ความเจบ็ ปวดให้แก่ผู้บาดเจบ็
2. ทาให้เสน้ ประสาท หลอดเลือดและเนอ้ื เยื่อ ไดร้ บั บาดเจบ็ และขาดเลอื ด

มาเลย้ี งของอวยั วะที่ต่ากว่าสายรดั อาจตอ้ งตดั อวยั วะนนั้ ทง้ิ
2.7 วธิ กี ารใชส้ ายยางรัดหา้ มเลอื ด
2.7.1 ยืดสายยางรัดออกให้มากที่สุด แล้วพันรัดที่บริเวณต้นแขนหรือต้นขาข้างที่

ไดร้ ับบาดเจบ็ พัน 2 รอบ รดั ลงบนเส้ือผ้าโดยไม่ตอ้ งตดั เสื้อผ้าออก ผกู เงอ่ื นตายให้แน่นทส่ี ุด
2.7.2 ในกรณีที่ใช้สายยางรัดเส้นที่ 1 แล้วเลือดยังไม่หยุดไหล ให้ใช้สายยางรัดห้าม

เลือดอันที่ 2 รัดเหนือสายรัดเส้นที่ 1 ข้ึนมา พัน 2 รอบ ห้ามถอดเส้นแรกออก ใช้ผ้าแต่งแผลปิด
บาดแผลและพันให้แน่น

2.7.3 ห้ามคลายสายยางรัดออกโดยเด็ดขาด จนกว่าจะถึงมือแพทย์ เขียนตัว T
(Tourniquet) ไว้ที่หน้าผากผู้บาดเจ็บด้วยปากกา หรือ ใช้เลือดของผู้บาดเจ็บเขียนถ้าทาได้ หากทา
ไมไ่ ด้ให้เปิดบรเิ วณทใี่ ช้สายรดั ห้ามเลือดให้เห็นชัดเจน

2.7.4 บันทกึ เวลารดั สายยางฯไวใ้ นบตั รบนั ทกึ ผู้ปว่ ยเจ็บ หรือบรเิ วณท่ที ่ีเจา้ หนา้ ที่
แพทยส์ ามารถมองเหน็ ไดง้ า่ ย

654

ภาพท่ี 4 วิธกี ารใชส้ ายยางรัดหา้ มเลือด ยดื สายยางรดั ออกใหม้ ากทีส่ ดุ

ภาพท่ี 5 พนั สายยางรดั ห้ามเลือด 2รอบ บรเิ วณตน้ ขาข้างที่ได้รบั บาดเจบ็ ผกู เงอ่ื นตายให้แน่นท่ีสดุ
2.8 การใชค้ อมแบท แอพพลเิ คชนั่ ทนู เิ กต์ The Combat Application Tourniquet

(CATแคท) เป็นสายรัดห้ามเลือดในสนามรบท่ีประเทศสหรัฐอเมริกานิยมใช้ เน่ืองจากมี
ประสิทธิภาพ ใช้ไดร้ วดเรว็ สะดวก สามารถใชไ้ ดด้ ว้ ยมอื ข้างเดยี ว มีขนาดเลก็ และเบา

วิธีการใช้คอมแบท แอพพลิเคช่ัน ทูนิเกต์ The Combat application tourniquet
(CAT-แคท)

655

2.8.1 สอดห่วง Tourniquet เข้าไปตามแขนขาข้างท่มี แี ผลเลอื ดออกมาก
2.8.2 วาง Tourniquet ไว้ท่ีต้นแขนหรอื ตน้ ขาข้างที่มบี าดแผล

เพม่ิ รปู ถ่าย CAT (สปก.)
ภาพท่ี 6 วาง Tourniquet ไว้ทต่ี น้ แขนขา้ งที่มีบาดแผล
2.8.3 ดงึ ปลายสายของหว่ ง ใหเ้ กิดการรัดท่ีแนน่ ข้ึน
2.8.4 ดงึ ปลายสายห่วงรดั ใหแ้ นน่ รอบแขน โดยยงั ไม่ให้ผา่ นตวั clip
2.8.5 หมนุ แทง่ ขันให้แนน่ จนเลอื ดหยดุ
2.8.6 ยึดแท่งขันไว้กับตวั clip เพอ่ื ปอ้ งกนั การคลายเกลียว
2.8.7 พันสายห่วงทับผา่ นแทง่ ขันไป
2.8.8 พันทบั สายหว่ งและแทง่ ขันด้วยสายรดั clip (Windlass Strap) โดยตอ้ งรดั ให้แน่น
2.9 สรุปประเดน็ การห้ามเลือด
2.9.1 ทหารทกุ นายต้องสามารถใชส้ ายยางรดั ห้ามเลอื ด เพ่ือทาการช่วยเหลอื ตนเองได้
2.9.2 ควรมีการทาการฝึกฝนทักษะการใช้สายยางรัดห้ามเลือด จากชุดปฐมพยาบาล
ประจากายทหารทเี่ ก็บไว้ในบรเิ วณที่ทราบโดยท่ัวกัน
2.9.3 การรัดสายยางรดั ห้ามเลอื ด ใหร้ ดั บนเสอ้ื ผา้ ไดเ้ ลย ไมจ่ าเป็นตอ้ งถอดเสื้อผา้ ออก
2.9.4 ตอ้ งรดั ให้แน่นพอ เพอื่ ทาใหเ้ ลือดหยุดไหล
2.9.5 รดั เส้นทสี่ องใหเ้ หนอื เสน้ แรกขนึ้ ไป
2.9.6 ไม่รัดบนข้อศอกหรือ ข้อเข่า ไม่รัดบนกระเป๋า ซ่ึงอาจจะมีสิ่งของอยู่ภายใน
ทาใหเ้ กดิ แรงกดและได้รบั บาดเจ็บมากขึน้ นอกจากนย้ี ังทาให้การรดั หา้ มเลือดดอ้ ยประสทิ ธภิ าพ
2.9.7 ควรใชส้ ายยางรัดห้ามเลือดเมอ่ื ควรใช้ เชน่ ควรรดั กอ่ นที่ผูบ้ าดเจบ็ จะเสยี เลือด
มากจนเกดิ ภาวะชอ็ ก
2.9.8 ไม่ควรใช้สายยางรดั หา้ มเลอื ดเมอื่ ยงั ไม่ควรใช้ เช่น กรณที เี่ ลอื ดไหลออกไม่
มากไม่เป็นอนั ตรายถงึ ชวี ิต ควรทาการหา้ มเลอื ดในระยะถัดไปท่ีอยใู่ นห้วงหลังการปะทะสน้ิ สดุ ลง
2.9.10 ไม่คลายสายยางรัดหา้ มเลือดเด็ดขาดจนกวา่ จะถงึ มือแพทย์
2.10 สรปุ ประเด็นสาคญั ระหวา่ งการปะทะ
2.10.1 ทาการยงิ ตอบโต้ เพือ่ ขม่ ขา้ ศกึ ให้ได้
2.10.2 แนะนาให้พลรบ และ คนทบ่ี าดเจ็บให้ทาการยิงต่อสู้ตอ่ ไป

656

2.10.3 บอกให้ผู้บาดเจ็บเข้าท่ีกาบัง บอกให้ผู้บาดเจ็บทาการหา้ มเลือดด้วยตนเอง ถ้า
เปน็ ไปได้

2.10.4 ปอ้ งกนั ไม่ให้มีการบาดเจ็บเพ่ิมเติม
2.10.5 นาผู้บาดเจ็บออกจากยานพาหนะ อาคารทก่ี าลงั ลุกไหม้ โดยเร็วทส่ี ุด
2.10.6 การลากด้วยบุคคลสองคน จะช่วยผู้บาดเจ็บได้รวดเร็วกว่า แต่มีความเส่ียง
มากกวา่
2.10.7 การเปิดทางเดินหายใจไม่ควรทาในระยะน้ี แต่ควรทาในระยะถัดไป ที่การ
ปะทะสิ้นสดุ ลง
2.10.8 ควรรีบทาการหา้ มเลอื ดให้ได้เรว็ ที่สดุ การใช้สายยางรดั หา้ มเลือดเป็นสงิ่ สาคัญ
ในการช่วยรกั ษาชวี ิต ควรรดั สายยางรดั หา้ มเลอื ดกอ่ นทผี่ ู้บาดเจบ็ จะเสียเลือดมากจนทาใหเ้ กดิ อาการ
ช็อก
2.10.9 ตาแหนง่ ท่รี ดั สายยาง ควรรดั บริเวณตน้ แขน-ต้นขา ข้างท่ีไดร้ ับบาดเจบ็

3. การดูแลในพ้ืนทหี่ ลงั การปะทะ (Tactical Field Care)

วัตถุประสงค์ท่ีควรทราบ : สามารถอธิบายข้ันตอนการดูแลในพ้ืนที่หลังการปะทะ (Tactical
Field Care) เน้นการห้ามเลือดเพิ่มเติมด้วยผ้าแต่งแผล และอปุ กรณ์ห้ามเลือดอื่นๆ การเปดิ ทางเดิน
หายใจ การดูแลการหายใจและบาดแผลทรวงอก การประเมินระดับการรู้สติ การประเมินอาการ
ผู้บาดเจบ็

เป็นสถานการณ์เม่ือผู้เข้าช่วยเหลือและผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในระหว่างการปะทะ การดูแลใน
ระยะนี้มีเป้าหมาย คือ ผู้เข้าชว่ ยเหลือสามารถดูแลผู้บาดเจ็บปฐมพยาบาลบาดแผลที่ไม่เป็นอันตราย
ถึงชีวิต ในกรณีท่ีพบผู้บาดเจ็บที่มีอาการ เพ้อ สับสน หวาดระแวง ซึม มีอาการจิตประสาทจากการ
รบ หรอื มีความผิดปกตทิ างด้านจติ ใจ ควรรีบปลดอาวธุ ทันที

3.1 แนวทางการปฏบิ ัติตัวเพื่อความปลอดภัย ณ ทีเ่ กดิ เหตุ (Scene safety)
3.1.1 สวมถงุ มอื ทุกครง้ั ทท่ี าการประเมินอาการผ้บู าดเจ็บ
3.1.2 ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานการณ์ เพ่ือความปลอดภัยของผู้

ช่วยเหลอื และผู้บาดเจ็บ
3.1.3 รายงานสถานการณใ์ ห้ผ้บู งั คบั บญั ชารับทราบ
3.1.4 ทาการประเมนิ ผ้บู าดเจ็บ ตรวจระดับการมีสติด้วยหลกั AVPU
- A - Alert (ตื่น) ผบู้ าดเจ็บตืน่ ตัว สามารถตอบคาถามได้ถูกตอ้ ง รู้ว่า

ตวั เองเป็นใคร อย่ทู ่ีไหน รู้ วันท่ี และ อืน่ ๆ
- V - Verbal (เรียกตื่น) ผู้บาดเจ็บไม่ต่ืนตัวแต่มีการตอบสนองต่อ

เสียงเรยี ก และทาตามคาส่ังได้
- P - Pain (เจ็บตื่น) ผู้บาดเจ็บมีการตอบสนองเมื่อถูกกระตุ้นด้วย

ความเจ็บปวด
- U - unresponsive (ไม่ต่ืน) ผู้บาดเจ็บไม่มีการตอบสนอง หรือ

หมดสติ

657

- หากผู้บาดเจ็บมีระดับความรู้สติที่ต่ากว่า A-Alert ให้ปลดอาวุธเคร่ือง

กระสนุ และวัตถุระเบดิ ทงั้ หมดทนั ที

3.2 แนวทางการประเมินผบู้ าดเจบ็

ควรประเมินอาการสาคัญและส่ิงท่ีบ่งบอกอาการท่ีจะเป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิต

ถามผู้บาดเจ็บวา่ เกิดอะไรขึ้น เกิดอย่างไร มีบาดเจ็บที่ไหนหรือไม่ เหตเุ กิดเมื่อใด ลงบันทึกเป็นคาพูด

ของผ้บู าดเจ็บ ถามขอ้ มลู เบือ้ งตน้ ช่อื และอายุ และอื่นๆ

3.2.1 การตรวจร่างกายอยา่ งรวดเร็ว ทาการประเมนิ รา่ งกายทุกสว่ นครา่ วๆโดย

- ต้องตรวจสอบบาดแผลทร่ี ดั หา้ มเลือดไวว้ ่าเลือดหยุดหรือไม่

- ประเมนิ ดูบาดแผลและปริมาณการเสียเลอื ด ดทู างเข้า-ออกของบาดแผล

- ตรวจหาบาดแผลทมี่ ีเลือดออกมากเพิ่มเติม ดูเลือดทีเ่ ปยี กชุ่มบนเส้ือผ้า

3.2.2 การประเมนิ เบื้องต้นเร่มิ ด้วย:

- ทาการหา้ มเลือด ถ้ายงั มีเลอื ดไหลออก ให้ทาการห้ามเลอื ดให้ได้

- หลงั จากน้นั ให้ประเมนิ ตามหลัก ABC

- A – Airway - การดทู างเดินหายใจ

- B – Breathing - ดูการหายใจ

- C – Circulation - การไหลเวยี นของเลอื ด

3.2.3 ประเมินทางเดินหายใจและการหายใจ
- ตรวจหาสิง่ แปลกปลอมในชอ่ งปาก เช่น เลอื ด เสมหะ อาเจียน ฟันปลอม

พรอ้ มทงั้ นาออกเพ่อื ไมใ่ หอ้ ุดกน้ั ทางเดนิ หายใจ
- ถ้ามองเห็นถึงจะทาการใชน้ ิ้วล้วงออก
- Head-tilt/Chin-lift method(ดรู ายละเอยี ดหน้า 11) ไมค่ วรใส่ head-tilt
- Look - ดูการเคล่อื นไหวของอกและทอ้ ง
- Listen - ฟงั เสียงหายใจ
- Feel - รู้สกึ ถงึ ลมหายใจท่ีมากระทบแก้ม

3.2.4 ดูการหายใจ :

- ดูการขยับของทรวงอกทั้งสองข้างว่าเท่ากันหรือไม่ โดยควรเปิดเสื้อผ้า
ออกเพ่ือเหน็ ชัดเจนและสารวจบาดแผลได้

- ถ้ามีบาดแผลเปิดที่ช่องอกและมีการหายใจลาบาก ให้หยุดทาการ
ประเมนิ ก่อนแลว้ รีบปิดบาดแผล
**ถ้าผบู้ าดเจ็บไมห่ ายใจ ไมม่ ชี ีพจร จะไม่ทาการฟ้นื คนื ชีพ หรอื ป๊ัมหัวใจ ผ้บู าดเจ็บคนนน้ั **

3.3 การรกั ษาพยาบาลในระยะ Tactical Field Care
การประเมินตามลาดับ คือ A B C D
A- Airway ตรวจการอุดกั้นทางเดนิ หายใจ และแกไ้ ข
B- Breathing ประเมินและรกั ษาการบาดเจบ็ ทที่ รวงอก

658

C- Circulation ตรวจสอบการมเี ลือดไหล หรอื ตรวจรอยชา้ แล้วแกไ้ ขเพิ่มเติม
D- Disability ตรวจและแก้ไขภาวะกระดูกหัก

การเปิดทางเดินหายใจ เป็นวิธีพ้ืนฐานที่ง่าย รวดเร็ว ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย
สามารถเปิดทางเดินหายใจช่วยผู้ป่วยได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์ท่ี
อปุ กรณ์ไม่พร้อม เช่น ในสถานท่ีเกิดเหตุ ในรถพยาบาล นอกจากนี้ยังเป็นขั้นตอนแรกในการเริ่มกู้ชพี
ขน้ั พ้นื ฐาน (Basic life support)

ถ้าผู้บาดเจ็บไม่หายใจ ต้องทาให้การหายใจกลับคืนเร็วที่สุดเท่าที่จะทาได้ ดังน้ันผู้
ชว่ ยเหลอื และผบู้ าดเจบ็ ตอ้ งอยูใ่ นท่ปี ลอดภัยจากการพื้นทีก่ ารยงิ ตอ่ ส้กู ่อนทาการแก้ปัญหาการหายใจ
ถ้ายังอยู่ในพ้ืนที่การปะทะ ต้องรีบทาการเคลื่อนย้ายตัวเองและผู้บาดเจ็บไปยังพ้ืนที่ปลอดภัยเพื่อ
สามารถทาการช่วยให้ผบู้ าดเจ็บใหห้ ายใจไดป้ กตติ อ่ ไป

การเปิดทางเดินหายใจท่ดี ี เป็นการป้องกนั การเสยี ชีวิตทที่ าได้เปน็ อนั ดบั 3 สามารถ
รอได้จนสถานการณป์ ลอดภัย ถา้ ยังอยู่ภายใตก้ ารยิงจะยังไม่ทาการเปดิ ทางเดนิ หายใจ

ลิ้น เป็นอวัยวะที่จะไปอุดทางเดินหายใจท่ีพบบ่อยท่ีสุดพบว่า เม่ือหมดสติ จะทา
ให้กล้ามเนอื้ ลิน้ หย่อนตวั ทาให้ล้ินเลื่อนไปดา้ นหลงั อุดทางเดนิ หายใจ

3.4 ข้ันตอนการปฏบิ ตั ใิ นระยะ Tactical Field Care เมอ่ื ถงึ ทป่ี ลอดภยั มดี งั น้ี
3.4.1. การตรวจสอบการตอบสนองของผ้บู าดเจบ็ ถ้าพบวา่ ผูบ้ าดเจบ็ ไม่ไดส้ ติ ให้

ทาการตรวจการตอบสนองของผบู้ าดเจบ็ ดว้ ยการ ถามเสยี งดงั ๆ แต่ชา้ วา่ “คณุ เป็นอะไรไหม” และ
จบั ตัวเขยา่ เบาๆ หรือจับท่ีไหล่ผู้บาดเจ็บ ถา้ ผบู้ าดเจบ็ ไมม่ ีการตอบสนอง ต้องจดั ทา่ นอนผบู้ าดเจบ็
และทาการเปิดชอ่ งทางเดนิ หายใจ

3.4.2 การจัดท่าผู้บาดเจ็บ การจัดท่าก่อนเร่ิมเปิดทางเดินหายใจ ควรจัดให้ผู้ปว่ ย
นอนราบบนพื้น แข็งในท่านอนหงายมือของผู้ป่วยอยู่ข้างลาตัว ถ้าผู้บาดเจ็บไม่นอนหงาย ให้จัดท่า
นอนหงายด้วยวิธกี ารตอ่ ไปนี้

3.4.2.1 คุกเขา่ ขา้ งๆ ผบู้ าดเจบ็
3.4.2.2. ยกแขนผู้บาดเจ็บข้างทีใ่ กลท้ ่ีสดุ ข้นึ เหนอื ศรี ษะเขาเอง
3.4.2.3 จบั ขาทัง้ สองของผ้บู าดเจบ็ ใหช้ ิดกันและเหยียดให้ตรงหรอื เกอื บตรง
3.4.2.4 ใชม้ ือขา้ งหนึ่งสอดเขา้ ใต้ศีรษะและคอของผบู้ าดเจบ็
3.4.2.5 ใชม้ อื ขา้ งทวี่ า่ งขา้ มด้านหลงั ของผบู้ าดเจ็บไปจบั ใตท้ อ่ นแขนของเขา
(ให้ห่างจากบริเวณขอ้ พับ)
3.4.2.6 ดงึ ชา้ ๆและสม่าเสมอเข้าหาตวั ต้องรักษาระดบั ศีรษะและคอให้อยู่
แนวเดยี วกบั ลาตวั
3.4.2.7 หมนุ ตัวผูบ้ าดเจบ็ ใหเ้ ป็นเหมือนวตั ถชุ ้ินเดียวไปพรอ้ มกนั ศรี ษะและคอ
เพมิ่ รปู (Lock roll )
3.4.2.8 หลงั จากจัดใหผ้ บู้ าดเจ็บนอนหงายแลว้ จดั ใหแ้ ขนทง้ั สองอยขู่ ้างลาตวั
หมายเหตุ - วิธีการพลิกตัวผู้บาดเจ็บนี้เพ่ือลดการบาดเจ็บท่ีอาจก่อให้เกิดกับกระดูกสันหลังใน
กรณที ่ผี ู้บาดเจบ็ ไดร้ ับบาดเจ็บทศ่ี ีรษะ คอและหลงั

659

- หากสงสัยวา่ ผู้บาดเจบ็ มีอาการบาดเจบ็ บรเิ วณลาคอ ใหใ้ ส่เฝือกดามคอ
3.5 การเปิดช่องทางเดนิ หายใจผ้บู าดเจบ็

เมือ่ ผู้บาดเจ็บหมดสติ กล้ามเน้อื ทุกส่วนจะคลายตัวซงึ่ จะมีผลทาให้ล้ินเล่อื นตวั ลงไป
ด้านหลังและอุดตันช่องทางเดินหายใจ การเปิดช่องทางเดินหายใจอาจช่วยทาให้ผู้บาดเจ็บสามารถ
หายใจได้ด้วยตัวเองอีกคร้ัง วิธีการเปิดช่องทางเดินหายใจมี 2 วิธี คือ การกดหน้าผาก/ยกคาง และ
การยกกราม ถา้ คาดวา่ ผู้บาดเจบ็ ได้รับบาดเจบ็ ท่คี อหรือกระดูกสันหลงั ให้ใชว้ ิธีการง้างขากรรไกร
หมายเหตุ 1. แม้วา่ ผบู้ าดเจ็บจะยังหายใจได้ การจัดท่าทีด่ กี จ็ ะช่วยใหเ้ ขาหายใจได้สะดวกขึน้

2. ถ้าพบเห็นส่ิงแปลกปลอมในช่องปากผู้บาดเจ็บ (เช่น เลือด เสมหะ วัตถุ
แปลกปลอม ฟันหลุด วัสดุแข็งๆ เศษอาหาร ฯลฯ) ให้ใช้นิ้วมือล้วงออกโดยเร็วท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้
เพื่อทาใหท้ างเดนิ หายใจโลง่

3.5.1 การกดหน้าผาก/เชยคาง (Head tilt-Chin lift)
การกดหนา้ ผาก/เชยคาง (Head tilt-Chin lift) ปฏิบตั ิโดยผู้ช่วยเหลือใช้มือ

ขา้ งหน่ึงจับหน้าผากผู้ป่วย และมอื อกี ข้างประคองคอดา้ นหลังของผ้บู าดเจบ็ จัดให้ศีรษะของผู้ป่วยอยู่
ในทา่ เงยหนา้ เลก็ นอ้ ย (Sniffing position) เมอ่ื อยใู่ นท่าที่เหมาะสมแลว้ มือข้างที่จับหนา้ ผากกดศีรษะ
ของผูป้ ่วยไวเ้ บา ๆ เพอื่ ไมใ่ ห้ขยับ จากนนั้ ใช้มืออกี ขา้ งหนึ่งจบั ใต้ปลายคางผู้ปว่ ยยกขนึ้ ในแนวตัง้ ฉาก
กับพืน้ โดยระวงั ไม่ให้กดเน้ือส่วนใต้คางมากเกนิ ไป (ตามภาพท่ี 7)

การทา Head tilt-chin lift น้เี หมาะสาหรับในผูป้ ่วยทม่ี น่ั ใจว่าไม่มีการบาดเจ็บของกระดกู สันหลัง
บรเิ วณคอ เนอื่ งจากการจับผบู้ าดเจ็บเงยหนา้ ในผู้ป่วยทีม่ ีการบาดเจ็บกระดกู ต้นคออยแู่ ลว้ จะทาใหม้ ี
การขยบั ของกระดูกต้นคอและเกิดการบาดเจบ็ เพ่มิ ขน้ึ ได้

3.5.2 การยกกราม (Jaw-thrust)
ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าผู้บาดเจ็บมีการบาดเจ็บที่กระดูกต้นคอ วิธีนี้ผู้

ช่วยเหลอื ต้องอยู่ทางดา้ นบนศีรษะของผ้ปู ่วย จากนั้นใชม้ อื ทั้งสองขา้ งจับบริเวณมมุ ของกราม (Angle
of mandible) และยกกรามของผู้ป่วยข้ึนพร้อม ๆ กับใช้น้ิวหัวแม่มืออยู่บริเวณปลายคางของผู้ป่วย
เพ่ือช่วยเปดิ ปากผ้ปู ่วย (ตามภาพท่ี 8)

660

ภาพท่ี 8 การยกกราม

3.6 การเปดิ ทางเดินหายใจดว้ ยการใชท้ ่อชว่ ยหายใจทางจมกู ( Nasopharyngeal Airway:NPA )
ทักษะอย่างหน่ึงท่ีมีความสาคัญมาก ซึ่งท่านจะต้องมีคือการดแู ลทางเดินหายใจ ถ้าไม่มี

วิธีการดูแลทางเดินหายใจ และการให้ออกซิเจนท่ีเหมาะสม ผู้บาดเจ็บอาจจะเสียชีวิตได้ ท้ังๆที่
สามารถป้องกันแก้ไขได้ ดังน้ันท่านจะต้องสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ท่ีเหมาะสมในการทาให้ทางเดิน
หายใจทางานเป็นปกติ เป้าหมายของการดูแลทางเดนิ หายใจคือการสร้างและคงไวซ้ ่ึง ทางเดินหายใจ
ที่ เปิดโล่ง ในขั้นตอนแรก ต้องประเมินให้ได้ว่าผู้บาดเจ็บกาลังหายใจหรือไม่ ทางเดินหายใจเชื่อมต่อ
ระหว่างร่างกายกบั ออกซิเจน ซง่ึ ถ้าเรมิ่ เกดิ การอดุ ตันแล้ว ผบู้ าดเจ็บจะขาดออกซิเจน และจะเสยี ชีวติ
ไดภ้ ายในไม่กี่นาที ดังน้ันท่านจะตอ้ งจาอาการท่ีบ่งบอกถึงภาวะทางเดนิ หายใจเกิดการอุดกั้นได้ และ
ดาเนนิ การเพื่อการแก้ไขโดยทันที

ภาพที่ 9 ทอ่ ชว่ ยหายใจทางจมูก( Nasopharyngeal Airway:NPA )
ข้อห้าม ท่อชว่ ยหายใจทางจมกู ( Nasopharyngeal Airway:NPA )
- ห้ามใช้ NPA ทางจมูกถ้าตรวจพบวา่ เพดานปากผู้บาดเจ็บแตกหรอื มีสมองไหลออกมา
- ห้ามใช้ทอ่ ช่วยทางเดินหายใจทางจมูกถ้าพบเลอื ดหรอื ของเหลวใสออกมาจากหูหรอื จมูก
ซึง่ อาจเป็นนา้ ในช่องสมองอันหมายถึงอาจมีรอยแตกของกะโหลกศีรษะ

3.6.1 วิธีการใส่ ท่อช่วยหายใจทางจมกู ( Nasopharyngeal Airway:NPA )
3.6.1.1 การเลอื กขนาด : NPA วดั จากจมูกถงึ ต่งิ หู

661

3.6.1.2 จัดให้ผู้บาดเจ็บนอนหงายเงยหน้าข้ึน
3.6.1.3 ทาสารหล่อลื่นหรือน้าสะอาดท่ีท่อ (ตามภาพท่ี 10)

ภาพที่ 10 การหลอ่ ล่ืนทอ่ ชว่ ยหายใจทางจมกู ดว้ ยเจลหล่อลน่ื ปลอดเช้ือ
3.6.1.4 การใสท่ อ่ ชว่ ยทางเดินหายใจ โดย เปิดรจู มูกของผู้บาดเจบ็ ให้เหน็ ชัดเจน

ภาพที่ 11 การเปดิ รจู มูกผู้บาดเจ็บให้เห็นชัดเจน
หมายเหตุ ปกตมิ กั ใชร้ จู มูกขา้ งขวา

3.6.1.5 สอดดา้ นปลายทอ่ เข้าไปในรจู มกู
3.6.1.6 จัดตาแหน่งของท่อให้ด้านท่ีเฉียง (อยู่ตาแหน่งปลายท่อ) หันเข้า
หาผนัง (ฝง่ั ด้านทเ่ี ป็นผนังกัน้ ระหว่างรูจมูกทั้งสอง)
3.6.1.7 สอดใส่ท่อเข้าไปเร่ือยๆจนกระทั่งถึงขอบหลังของท่อติดกับรูจมูก
(ตามภาพที่ 12)

662

ภาพที่ 12 การสอดใสท่ ่อทางเดินหายใจจนขอบดา้ นหลังทอ่ ตดิ รจู มูก
ระวัง ! อยา่ ใชแ้ รงดนั เขา้ ไปในรจู มกู ของผบู้ าดเจบ็ ถา้ มีแรงต้านใหด้ ึงทอ่ ออกและ

พยายามใสร่ จู มกู อีกด้าน และถา้ ไมส่ ามารถทาไดท้ ้ังสองด้าน ใหจ้ ดั ท่าผบู้ าดเจ็บใหอ้ ยใู่ นท่าพักฟ้นื และ
ขอความช่วยเหลือจากแพทย์

3.6.2 การจัดท่าผูบ้ าดเจบ็ ให้อยใู่ นท่าพกั ฟ้นื
ท่าพักฟื้นช่วยให้เลือดและน้ามูกและน้าลายไหลออกจากรูจมูกและปาก

ผบู้ าดเจ็บและไมย่ ้อนกลบั เข้าไปปิดก้นั ช่องทางเดนิ หายใจ วธิ กี ารจดั ทางพกั ฟ้ืนทาดงั น้ี
3.6.2.1 น่งั คุกเข่าขา้ ง ๆ ผปู้ ่วย ทา head tilt chin lift เหยียดขาผปู้ ่วยให้

ตรง จบั แขนด้านใกลต้ วั งอและหงายมอื ขนึ้
3.6.2.2 จบั แขนดา้ นไกลตวั ข้ามหนา้ อกมาวางมอื ไวท้ ี่แก้มอีกข้างหนึง่
3.6.2.3 ใชแ้ ขนอีกข้างหนงึ่ จับขาไว้ดึงพลกิ ตัวผ้ปู ่วยให้เข่างอข้ามตวั มาด้าน

ที่ผูป้ ฏิบัตอิ ยู่ ให้ผปู้ ่วยอยใู่ นทา่ ตะแคง
3.6.2.4 จับศีรษะแหงนเล็กน้อย เพ่ือเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ปรับมือให้

อยู่ใตแ้ กม้ และจดั ขาให้งอเลก็ นอ้ ย

ภาพท่ี 13 แสดงท่านอนพักฟืน้ ของผู้บาดเจ็บ
3 .7 ภ า ว ะ ล ม ร่ั ว แ ล ะ มี แ ร ง ดั น ใ น ช่ อ ง ป อ ด (Tension pneumothorax)

ภาวะท่ีมีลมรั่วและมีแรงดันในช่องปอด (Tension pneumothorax) เป็นภาวะ
เร่งด่วน อันตรายถึงแก่ชีวิต เป็นสาเหตุการตายในสนามรบท่ีป้องกันได้และพบมากเป็นอันดับที่ 2
แรงดันในช่องอกท่ีเกิดขึ้นหลังการบาดเจ็บบริเวณทรวงอกด้วยสาเหตุต่างๆจากภาวะท่ีไม่ปกติ เช่น

663

บาดเจ็บหลังถูกแรงระเบิด ทาให้เกิดมีลมร่ัวออกจากเน้ือปอด และค่ังในช่องทรวงอก แต่ไม่สามารถ
ระบายออกมาได้และเกิดแรงดันที่เพิ่มขึ้นในช่องอกข้างที่ผิดปกติ จะทาให้ผู้บาดเจ็บมีการหายใจ
ลาบาก เกดิ การกดเบียดของอวยั วะในช่องอกใหไ้ ปอกี ทางหนง่ึ ตามท่ปี รากฏในภาพท่ี 8 ทาให้ปอดไม่
สามารถขยายได้ เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้น้อยลง ปอดข้างที่ไม่มีลมรั่วถูกกดเบียดจากอวัยวะใน
ช่องอก ทาให้ขยายตัวได้ไม่เต็มท่ี ผู้ป่วยตอ้ งใช้แรงมากขนึ้ ในการหายใจ การแลกเปลี่ยน ก๊าซในปอด
ทาได้ไม่ดี นาไปสู่ภาวะออกซิเจนในเลือดตา่ และหายใจล้มเหลวไดใ้ นที่สุด

ภาพท่ี 14 แสดงปอดยบุ ตวั เนือ่ งจากแรงดันในช่องอก
3.7.1 วิธีการประเมนิ และวัดอตั ราการหายใจ

ขน้ั ที่ 1 - สงั เกตการหายใจ
ทรวงอกหรือท้องขยับข้ึน-ลง นบั เปน็ 1 ครั้ง

ขั้นที่ 2 - นับอตั ราการหายใจ ใน 1 นาที
15 วนิ าที x 4
30 วนิ าที x 2

ขั้นท่ี 3 - ดวู ่าหายใจสมา่ เสมอหรอื ไม่
ข้นั ท่ี 4 - ดูวา่ มีการหายใจลาบากหรือติดขัดหรอื ไม่
ขั้นที่ 5 - ดวู ่ามหี ายใจหอบ, เร็ว/ช้า, ลกึ /ตนื้ ข้นึ หรือไม่
(Hyperventilation and Hypoventilation)
3.7.2 การหายใจทผ่ี ดิ ปกติ จะพบอาการดงั นคี้ อื
- อัตราการหายใจ น้อยกว่า 10 หรอื มากกวา่ 24 ครั้ง/นาที
- ทรวงอกขยับ ขึ้น-ลง ไมเ่ ทา่ กัน
- ทรวงอกขยบั ข้นึ -ลง ข้างเดียว
- จงั หวะการหายใจ ไมส่ ม่าเสมอ
3.7.3 อาการและอาการแสดงทีบ่ ่งช้ีวา่ เกดิ ภาวะลมรวั่ และมีแรงดนั ในชอ่ งอก
- กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หนา้ ซดี หรอื รมิ ฝีปากซีด
- ฟงั เสยี งปอดได้ลดลงหรือไม่ได้ยนิ
- หายใจลาบาก ผิดปกติ หอบเหนอื่ ย
- เสน้ เลือดทค่ี อโปง่ พอง
- คลาชพี จรท่ขี ้อมือได้ยาก (Low Blood Pressure - Hypotension)

664

- เหง่อื ออกแต่ตัวเยน็
- ระดับการรู้สึกตัวลดลง หมดสติ (ประเมินระดับความรู้สึกตัวตามระบบ
AVPU หนา้ 9)
- หลอดลมท่ีคอถูกกดเบียดไปด้านตรงข้าม (Tracheal shift) หลอดลม
เอยี งตวั (หลอดลมเอียงไปทางขวาหรอื ซ้ายตรงข้ามกับดา้ นท่ีมีการบาดเจ็บ)
หมายเหตุ: การเอยี งตวั ของหลอดลมคอื สญั ญาณทจ่ี ะเห็นได้ตอนท้ายๆ หากมีแรงดนั ในช่องอก และ
อาจจะสงั เกตเห็นไดไ้ ม่งา่ ยนัก
3.7.4 การรักษา
อาการและอาการแสดงท่ีกล่าวไปน้ันอาจจะประเมินได้ยากในสถานการณ์
การรบ ผู้ช่วยเหลือต้องต่ืนตัว อยู่เสมอต่ออาการแรงดันในช่องอกท่ีอาจจะเกิดข้ึนได้ เมื่อใดก็ตามที่
ผู้บาดเจ็บมีแผลเปิดบริเวณหน้าอก ดังน้ันมาตรการเพียงอย่างเดียวในการใช้เข็มเจาะเพ่ือระบาย
อากาศในช่องอกจะนามาใช้เม่ือผู้บาดเจ็บมีแผลทะลุในช่องอกร่วมกับการหายใจติดขัดขึ้นเ ร่ือยๆ
(ฉะนั้นในผู้บาดเจ็บทห่ี มดสติ จงึ ไม่แนะนาใหท้ าการใชเ้ ข็มเจาะเพือ่ ระบายอากาศในช่องอก)
เนื่องมาจากการบาดเจ็บและภาวะปอดแฟบ ผู้บาดเจ็บที่มี tension
pneumothorax มักจะบอกว่ารู้สึก เจ็บหน้าอกตามการหายใจ และหายใจลาบาก ภาวะเลือดมี
ออกซิเจนต่าที่เกิดข้ึน จากสาเหตุน้ี อาจจะทาให้ผู้บาดเจ็บเริ่มเกิดความวิตกกังวล หัวใจเต้นเร็ว
ผดิ ปกติ และอาจเกดิ อาการเขยี วคล้า ได้ดว้ ย
การให้ความช่วยเหลือทันที เม่ือมีความดันเพ่ิมสูงข้ึน จะต้องดาเนินการ
ด้วยวิธีใช้เข็มเจาะระบายลมหรือ Needle Decompression ท่ีเรียกอีกชื่อว่า Needle
Thoracentesis /Needle Thoracostomy มีขั้นตอนปฏบิ ัตดิ งั ต่อไปน้ี
3.7.4.1 ประเมินอาการผูบ้ าดเจ็บ เพื่อใหแ้ น่ใจว่าอาการทแ่ี สดงภาวะลมร่ัว
ทีม่ แี รงดนั ในช่องปอด ตรวจใหไ้ ดว้ า่ มีขอ้ บง่ ชใี้ ห้ตอ้ งทาการเจาะระบายลม แบบฉกุ เฉนิ หรือไม่
3.7.4.2 กาหนดจุดท่ีจะเจาะด้วยเข็ม ที่ช่องซ่ีโครงช่องท่ี 2 (อยู่ระหว่าง
กระดูกซโ่ี ครงซ่ที ี่ 2 และ 3 กระดกู ซีโ่ ครงท่ีคลาไดซ้ ี่แรกใตต้ อ่ ไหปลาร้าคือซ่ีโครงซ่ีท่ี 2) และอยูใ่ นแนว
กง่ึ กลางของกระดูกไหปลาร้า โดยสังเกตจากไหปลาร้าโค้งตวั ออกดา้ นนอกคล้ายอกั ษรเอส (S) นั้นคือ
แนวทถ่ี ดั ออกจากหัวนมผู้ชายออกไปดา้ นนอกประมาณ 1-2 เซนติเมตร
3.7.4.3 ใช้เขม็ เจาะปอดเบอร์ใหญ่ ทน่ี ิยมใช้คอื เบอร์ 14 ยาว 3.25 นว้ิ
3.7.4.4 แทงเข็มเข้าเหนือบริเวณขอบบนกระดูกซี่โครงซ่ีที่ 3 ท่ีก่ึงกลาง
ของกระดูกไหปลาร้า โดยแทงเป็นมุมต้ังฉากกับหน้าอก (หลีกเล่ียงการแทงเข็มจากแนว ก่ึงกลาง
กระดกู ไหปลารา้ เขา้ ไปกลางอก) (ตามภาพท่ี 15)

665

ภาพท่ี 15 แสดงตาแหนง่ การเจาะปอดทีถ่ กู ตอ้ ง

3.7.4.5 ในขณะท่ีเข็มได้เข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอด เม่ือได้ยินเสียงลมให้ถอน
แกนเขม็ โลหะออกเล็กน้อย แลว้ ดนั สว่ นพลาสติกเข้าไปจนสุด พร้อมกบั ดึงแกนเขม็ โลหะออก แล้วคา้ ง
ส่วนปลอกพลาสติกไวข้ า้ งในชอ่ งปอด

3.7.4.6 ตรงึ ส่วนปลอกพลาสติกไวก้ ับผนังช่องอกดว้ ยการตดิ เทป
ตวั อยา่ งเขม็ ทใ่ี ชใ้ นการเจาะปอด

ภาพที่ 16 เข็มเจาะปอด

หลังการเจาะระบายลมรั่วในช่องปอด ให้จัดท่าของผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่าที่สบาย โดย
อาจเปน็ ทา่ นงั่ หรอื ท่านอนหวั สงู ได้ และรีบติดต่อหาทางส่งกลบั ผบู้ าดเจ็บ

ส่ิงท่ีบอกว่าเราวินิจฉัยได้ถูกต้องคือ ผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้น หายใจช้าลง ไม่อึดอัด คลา
ชีพจรไดแ้ รงขน้ึ

3.7.5 ภาวะแทรกซ้อน
- แผลฉีกขาดของหลอดเลือดที่อยู่ในช่องระหว่างซี่โครงอาจจะทาให้เกิด

ภาวะตกเลือดได้หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดาท่ีอยู่ในช่องระหว่างซี่โครงทอดตัวไปตามขอบ
ดา้ นลา่ งของซ่โี ครงแต่ละซี่ การแทงเขม็ ทีผ่ ิดพลาดอาจจะทาใหห้ ลอดเลือดเหล่านี้ฉีกขาดได้

- การบาดเจ็บท่ีเส้นประสาทหรือหลอดเลือดแดงในชอ่ งระหว่างซี่โครงอาจ
เกดิ ข้นึ ได้ ถ้าแทงเข็มทข่ี อบดา้ นล่างของซโี่ ครงซท่ี ี่ 2

3.8 แผลเปดิ ทรวงอก (Open pneumothorax)
บาดแผลท่ีหนา้ อก ทาให้เกิดการดูดลมเข้าไปในชอ่ งอก บาดแผลทาหน้าทเ่ี หมือนล้ิน (

one way valve) เมื่อลมผ่านเข้าไปแล้ว แต่ในระหว่างที่หายใจออก ลมน้ันไม่สามารถออกจากช่อง
อกได้ในระหว่างท่ีหายใจออก และกลบั ไปเพิม่ ความดนั ในชอ่ งอก ทาให้ปอดยบุ แฟบลง

แผลเปดิ บริเวณหนา้ อกสามารถเกิดได้จากการท่กี ระสุน ใบมีด ของมีคม หรือวตั ถอุ ื่นๆ
ทะลุเข้าไปในช่องอก หากไม่แน่ใจว่าแผลน้ันทะลุเข้าไปถึงช่องอกหรือไม่ ก็ให้ทาการรักษาบาดแผล
เหมือนกบั วา่ แผลนน้ั เปน็ แผลเปดิ ทรวงอก อาการและอาการแสดงของบาดแผลเปดิ ทรวงอกไดแ้ ก่

1. เสียงดูดหรือเสียงฟู่ ดังมาจากบาดแผลบริเวณหน้าอก (เมื่อผู้บาดเจ็บท่ีมีแผลเปิด
บริเวณช่องหายใจเข้า อากาศก็จะผ่านเข้าและออกบริเวณบาดแผล บางคร้ังอากาศจะทาให้เกิด
“เสียงดูด” เพราะเสยี งที่ดงั เช่นนี้ บางครั้งเราจงึ เรียกแผลเปิดบริเวณหนา้ อกว่า “แผลดดู ทรวงอก”

666

2. ผบู้ าดเจ็บไอเปน็ เลือด
3. เลือดเป็นฟองไหลออกมาจากแผลบริเวณหน้าอก (อากาศที่เข้าและออกจากแผล
บริเวณหนา้ อกทาใหเ้ ลือดทอ่ี อกจากบาดแผลเป็นฟอง)
4. หายใจไดส้ น้ั ๆหรอื หายใจลาบาก
5. ช่องอกไม่พองข้ึนตามปกติขณะที่ผู้บาดเจ็บหายใจเข้า (ผู้บาดเจ็บอาจมีกระดูก
ซี่โครงหลายชนิ้ ท่แี ตกหกั ซง่ึ เปน็ ผลมาจากหน้าอกถูกกระแทก)
6. มีอาการเจบ็ ท่ีบริเวณไหลห่ รอื บรเิ วณหนา้ อก โดยจะเจบ็ ปวดข้ึนเรื่อยๆเวลาหายใจ
7. ริมฝีปากเขยี วคลา้ มอี าการหนา้ ซดี
8. สัญญาณของอาการช็อก เชน่ หัวใจเตน้ เร็วและอ่อน

3.8.1 การตรวจสอบแผลเปดิ บรเิ วณหน้าอก
ตรวจสอบท้ังแผลเข้าและแผลออก ดูว่ามีกองเลือดอยู่ข้างหลังของผู้บาดเจ็บ

หรอื ไม่ โดยการใช้มือลบู เพ่อื สัมผัสบาดแผล
3.8.1.1 หากมีแผลเปิดบริเวณหน้าอกมากกว่าหนึ่งแผล ให้รักษาแผลที่มี

อาการหนักกวา่ ก่อน(มเี ลอื ดออกมากกว่า หรอื แผลท่มี ลี กั ษณะอากาศผา่ นเขา้ ออก)
3.8.1.2 หากผูบ้ าดเจบ็ มแี ผลเปิดบรเิ วณหนา้ อกอยู่ดา้ นหน้าหนงึ่ แผลและอยู่

ดา้ นหลงั อกี หนง่ึ แผลและแผลทงั้ สองส่งผลตอ่ ปอด ใหใ้ ชก้ ารทาแผลแบบตดิ เทปสามด้านบนวสั ดกุ ัน
อากาศเขา้ บริเวณแผลดา้ นหน้า ส่วนแผลดา้ นหลงั ใหใ้ ช้การติดเทปบนวสั ดุกนั อากาศทง้ั สี่ดา้ น

3.8.2 การดูแลเบื้องต้นด้วยการปิดแผลเปิดบริเวณหน้าอกเนื่องจากอากาศ
สามารถผ่านเข้าผ้าพันแผลท่ัวไปได้ ดัง้ นั้นจึงต้องพยายามปิดบาดแผล โดยการใช้ พลาสติก หรือวัสดุ
ท่ีอากาศไม่สามารถซึมผ่านได้ชนิดอ่ืน เพ่ือป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปในช่องอกและทาให้ปอดยุบตัว
เช่นใช้ซองพลาสติกของผ้าแต่งแผลสนาม หรือซองพลาสติกของห่อชุดทาแผลฉุกเฉินมาปิดแผลได้
ขั้นตอนต่อไปเป็นข้ันตอนในการนาเอาซองผ้าแตง่ แผลสนาม มาใช้ในการปดิ แผล

3.8.2.1 การเตรียมซองพลาสติก เปิดซองด้านหน่ึงออก เอาผ้าทาแผลด้าน
ใน (ผ้าทาแผลท่ีถูกกระดาษห่อไว้) แยกออกไว้ต่างหาก ตัดขอบซองจนได้เป็นแผ่น
พลาสติกหนึ่งชิ้น แผ่นพลาสติกนี้เองท่ีจะนามาใช้ปิดแผลเพ่ือกันอากาศเข้า หากมี
ท้ังแผลเข้าและแผลออก อาจตัดแผ่นพลาสติกเป็นสองชิ้นเพื่อปิดแผลทั้งสองด้าน
หากแผลไม่ใหญ่เกินไป ขอบของแผ่นพลาสติกแต่ละด้านควรเลยขอบของปากแผล
มาอย่างน้อยขา้ งละสองนิ้ว

3.8.2.2 ให้ผู้บาดเจ็บหายใจออก บอกให้ผู้บาดเจ็บหายใจออกและกลั้น
หายใจเอาไว้ เพ่ือไล่อากาศออกจากแผล ถ้าอากาศออกมาได้มาก ผู้บาดเจ็บก็จะสามารถหายใจได้ดี
ข้ึนหลังจากที่ปดิ บาดแผลแล้ว หากผู้บาดเจ็บหมดสติหรือไม่สามารถกล้ันหายใจได้ ให้รีบปิดบาดแผล
หลังจากทผ่ี บู้ าดเจ็บหายใจออกจนสุดแลว้ กอ่ นทีผ่ บู้ าดเจบ็ จะหายใจเข้าคร้ังตอ่ ไป

667

ภาพที่ 17 การปิดแผลสามดา้ น โดยใหด้ า้ นล่างเปิด (ผปู้ ่วยนอนหงาย)
เพ่อื กนั อากาศเข้า แตอ่ ากาศสามารถออกได้

การทาแผลด้วยผ้าแต่งแผลและผ้าพันแผลจะช่วยป้องกันไม่ให้วัสดุปิดแผลกันอากาศเข้าเกิด
ความเสยี หายและยังช่วยกดบาดแผลเอาไว้

- เอาผา้ แต่งแผลออกจากห่อ เอาผ้าแตง่ แผลดา้ นสขี าววางลงบนพลาสติกปอ้ งกนั อากาศเขา้
กดบาดแผลไวเ้ พื่อไมใ่ หแ้ ผ่นพลาสตกิ เลอื่ นออกจากแผล
ข้อควรระวงั : หากมีวตั ถุยื่นออกมาจากแผลบรเิ วณหน้าอก อย่าพยายามดึงวัตถุนั้นออก วางวัสดุเพื่อ
ปอ้ งกันอากาศเข้ารอบ ๆ วัตถทุ ี่ยนื่ ออกมาน้ัน เพ่ือพยายามไมใ่ ห้อากาศเข้าบาดแผลเท่าท่ีจะทาได้ ใช้
ผ้าพนั แผลปดิ ทบั ผา้ ทาแผลน้นั ไว้เพ่ือไม่ให้เล่อื นหลุด หา้ มเอาผา้ พันแผลพันวตั ถนุ ัน้ เดด็ ขาด

- ใชผ้ า้ พนั แผลปิดทับผา้ ทาแผลเพื่อไม่ให้เล่ือนหลดุ ถา้ ผ้บู าดเจบ็ พอจะช่วยได้ ให้ผู้บาดเจบ็
จับผ้าพันแผลไว้ในขณะท่ีพันผ้า แตถ่ ้าผู้บาดเจ็บชว่ ยไม่ได้ตอ้ งใช้มือหน่ึงกดผ้าทาแผลไว้แล้วพยายาม
พันผา้

- จับปลายขา้ งหนง่ึ ของผ้าพนั แผลแล้วสอดเข้าไปขา้ งหลงั ดงึ ปลายข้ึนมาปดิ ทับผ้าทาแผล
- เอาปลายผา้ พนั แผลอกี ขา้ งหน่ึงสอดเขา้ ไปอกี ด้านแลว้ ดึงข้ึนมาปิดทบั ผ้าพันแผล
- ดงึ ปลายท้งั สองขา้ งให้แน่นแลว้ มัดด้วยเง่อื นตายตรงกึ่งกลางของผ้าทาแผล เงื่อนน้ีจะชว่ ย
กดแผลไวอ้ ีกทางเพอื่ ช่วยไม่ให้อากาศเข้าแผล ผ้าพันแผลไม่ควรรัดแนน่ เกนิ ไปจนผู้บาดเจ็บหายใจไม่
ออก

3.8.3 การจดั ตาแหนง่ ผบู้ าดเจบ็ ท่ที าแผลเปดิ บรเิ วณหนา้ อกเรียบร้อยแล้ว
ให้ผู้บาดเจ็บนอนตะแคงโดยให้ข้างที่มีแผลอยู่ติดพ้ืน แรงกดลงกับพื้นทา

หน้าท่ีเหมือนการเข้าเฝือกข้างท่ีบาดเจ็บและช่วยลดความเจ็บปวด (การให้ผู้บาดเจ็บนอนตะแคงเอา
ข้างทไ่ี มบ่ าดเจ็บลงกับพื้นอาจทาใหห้ ายใจลาบาก) (ตามภาพที่ 18)

668

ภาพที่ 18 ให้ผ้บู าดเจ็บทาแผลเปิดบรเิ วณหนา้ อกเรยี บร้อยแล้ว นอนทับบาดแผลไว้

หมายเหตุ ผู้บาดเจ็บอาจอยากลุกขึ้นนั่ง หากผู้บาดเจ็บสามารถหายใจได้สะดวกขณะลุกข้ึนนั่ง
มากกว่าขณะนอนตะแคง ก็ให้ผู้บาดเจ็บนั่งโดยหันหลังพิงต้นไม้ ผนัง หรือส่ิงอ่ืน ๆ เอาไว้ หาก
ผู้บาดเจบ็ เหน่ือยก็ให้นอนตะแคงลงอกี คร้งั

3.9 การหา้ มเลอื ด ในพ้ืนทีห่ ลงั การปะทะ
วิธีการหา้ มเลอื ดเพม่ิ เตมิ ในระยะนี้ ได้แก่ การขนั ชะเนาะแบบแสวงเครื่อง การกด

โดยตรงทบี่ าดแผล การใชผ้ ้าแตง่ แผล การใช้ผ้าม้วนแบบยืดได้ และการใช้ผ้าสามเหลย่ี ม
3.9.1 วธิ ีการใชข้ นั ชะเนาะแบบแสวงเครอื่ ง
สามารถประกอบข้ึน จากวัสดทุ ่ยี ืดหยนุ่ มคี วามแขง็ แรง เช่นผา้ ก๊อซ ผ้า

มสั ลิน หรอื เสอ้ื ผา้ ควรมีความกวา้ งประมาณสองนิ้ว ใชร้ ว่ มกบั วตั ถแุ ขง็ เป็นแท่ง
ข้นั ตอนในการปฏิบัตกิ ารใช้ขันชะเนาะแบบแสวงเครอ่ื ง
3.9.1.1 ใช้ผ้าสามเหล่ียมทาเป็นผ้าคราวาท (Cravat) หรือวัสดุที่ใช้ควรมี

ความกวา้ งไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว ไม่ควรใชห้ วาย เชอื ก ลวดหรือวสั ดุทม่ี ีขนาดเล็ก เพราะอาจบาด/ตดั เนื้อ
ได้

ภาพที่ 19 การใชผ้ า้ สามเหลย่ี มทาเป็นผา้ คราวาท (Cravat)

669

3.9.1.2 วางขนั ชะเนาะแบบแสวงเครอื่ งท่บี ริเวณต้นแขนตน้ ขา
3.9.1.3 ผูก 1 เงอื่ น
3.9.1.4 วางไมท้ ีจ่ ะใชใ้ นการขนั ชะเนาะลงไป
3.9.1.5 ผกู เงอ่ื นอีกหน่งึ ครงั้ รอบๆไมท้ ใี่ ชใ้ นการขนั ชะเนาะ
3.9.1.6 หมนุ แทง่ ขันจนกระท่งั ขันชะเนาะแบบแสวงเคร่ืองแน่นและเลือด
แดงสดๆหยุดไหลและคลาชีพจรไมไ่ ด้
3.9.1.7 ผูกยึดปลายไม้ด้วยเงื่อนตาย เพื่อไม่ให้ไม้คลายหมุนกลับ ใช้ผ้า
แต่งแผลปดิ แผลนาส่งแพทยโ์ ดยเรว็ ท่สี ุด
3.9.1.8 บริเวณขันชะเนาะไม่ควรให้อะไรมาบดบังสายตาเพื่อให้สังเกตได้
งา่ ย
3.9.1.9 ทาเคร่อื งหมายตัว T (Tourniquet) บนหนา้ ผากผู้บาดเจ็บ ถา้ ไมม่ ี
อะไรเขยี น ใช้เลือดของผ้บู าดเจ็บเขียน
3.9.1.10 จดเวลาที่ทาการขันชะเนาะ รวมไปถึงการจับชีพจรและการ
หายใจ
3.9.1.11 ควรเก็บและส่งแขน/ขา/ชิ้นส่วนที่ขาดไปกับผู้บาดเจ็บ อย่าให้
ผบู้ าดเจบ็ เห็น
3.9.2 การกดโดยตรงที่บาดแผล
วิธีการนีเ้ ปน็ วธิ ีท่ไี ด้ผลดี ถา้ เปน็ แผลเลก็ นอ้ ย มขี นั้ ตอนการปฏิบัตคิ อื ใหใ้ ช้
น้ิวมอื ทส่ี ะอาดหรือผา้ สะอาดวางและกดโดยตรงบนบาดแผลจนกวา่ เลอื ดจะหยุดไหล ตามภาพท่ี 13
เปน็ การบีบปลายหลอดเลือดท่ีฉีกขาดใหเ้ ขา้ มาหากัน และเปน็ การอดุ หลอดเลอื ดไมใ่ หเ้ ลอื ดไหล
ออกมา/ชะลอให้เลือดไหลช้า เมื่อเลือดออกนอกหลอดเลือดจะแขง็ ตัวภายใน 3-5 นาที ใชเ้ วลาในการ
กดประมาณ 5-10 นาที เลือดจะหยุด เมือ่ เลือดหยดุ ใหใ้ ชผ้ ้าแต่งแผลปิด/พนั ด้วยผา้ พันแผลแล้วรบี ทา
การสง่ กลบั ทางการแพทย์

ภาพท่ี 20 การกดลงบนบาดแผล

ถา้ เลือดยังไหลออกอีกใช้ผ้าแต่งแผลอีกผืนวางทับบนผา้ ผนื เดมิ แล้วพนั ใหแ้ น่น
ด้วยผ้าพันแผลม้วนแบบยืดได้ โดยดึงให้ยืดพอควรแล้วจึงพันทับลงไป เป็นการเพิ่มแรงกดลงบน
บาดแผลช่วยห้ามเลือด ห้ามเปล่ียนผ้าแต่งแผลผืนเดิมเพราะจะทาให้ล่ิมเลือดท่ีแข็งแล้วหลุดออก
เลอื ดจะไหลออกมาอกี (ตามภาพที่ 21)

670

ภาพท่ี 21 การใช้ผา้ ผืนใหมพ่ ันซ้าบนผา้ ผนื เดิม

3.9.3 การใชผ้ า้ แต่งแผล
ผ้าแต่งแผลเป็นผ้าสะอาดปราศจากเช้ือ ใช้สาหรับปิดบาดแผลโดยตรงเพื่อห้าม
เลือดป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่บาดแผล ช่วยลดความเจ็บปวดได้ และเพ่ิมแรงกดท่ีบาดแผลร่วมกับการ
พนั ด้วยผ้าพนั แผล

3.9.3.1 ตรวจหาบาดแผล อาจตัดหรือฉีกเสื้อผ้าบริเวณท่ีมีบาดแผลอย่าง
ระมดั ระวัง ( ดว้ ยกรรไกร หรอื มดี ) เสือ้ ผ้าทีต่ ิดอยูก่ ับบาดแผลใหป้ ล่อยไว้เชน่ น้นั ไมด่ ึงออกเพอ่ื ป้องกัน
การบาดเจ็บมากขน้ึ ไมท่ าความสะอาดบาดแผล ไม่ถอดเส้ือผา้ ให้ใช้ผ้าพนั แผลพันทับเสอ้ื ผา้ ทีบ่ รเิ วณ
แผลน้ัน

3.9.3.2 ตรวจบาดแผลท้ังทางเข้าและทางออก ก่อนใชผ้ ้าพันแผล ให้ตรวจ
ผู้บาดเจ็บอย่างระมัดระวังอาจมีบาดแผลมากกว่าหนึ่งแห่ง บาดแผลทางออกมักจะใหญ่กว่าบาดแผล
ทางเขา้ ถา้ มที ้ังบาดแผลทางเข้าและทางออก ต้องพันแผลท้งั สองแผล

ขอ้ ควรระวงั ถา้ วตั ถุฝังอยู่ท่แี ผล ไมแ่ ตะตอ้ งวตั ถุนนั้ ไม่ดงึ ออกหรือดันเขา้ ไปในแผล ให้พนั ผ้าทา
แผลรอบๆวัตถุ เพอื่ พยงุ วัตถุให้อยกู่ ับท่แี ละป้องกนั การบาดเจ็บมากขน้ึ

วธิ กี ารใช้ผ้าแตง่ แผล (ตามภาพที่ 22)
1. แกะกล่องผ้าแต่งแผลออก ใชม้ ือทั้งสองข้างจับหางผา้ ไว้ ตามขน้ั ตอนท่ี 1
2. ถอื ผา้ แต่งแผลไวเ้ หนือแผล โดยควา่ ดา้ นสขี าว เขา้ หาบาดแผล ไมส่ มั ผสั ดา้ นสีขาว
( ฆา่ เชือ้ ) และไม่ให้ดา้ นสีขาวสมั ผสั กับสิง่ อนื่
3. ดงึ ผา้ พันแผลนน้ั ให้กางออก แล้วปิดลงบนบาดแผล

671

ภาพที่ 22 แสดงการใช้ผา้ แต่งแผลตามขนั้ ตอน
4. จับผ้าแต่งแผลไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง เพ่ือให้ผ้าอยู่กับที่ มืออีกข้างหนึ่งพันหางผ้าพันรอบๆ
ผ้าพันแผลประมาณคร่ึงหน่ึงของผ้าพนั แผลนั้น เหลือหางผ้าไว้ยาวพอผูกเงื่อนได้ และ พันหางผ้าอีก
ข้างทับอีกคร่ึงหน่ึงของผ้าแต่งแผลท่ีเหลือให้ปิดมิดบาดแผล ควรพันหางผ้าไปทางด้านข้างของผ้าแต่ง
แผล
5. ผูกหางผ้าทั้งสองข้างเป็นเงอ่ื นตายไว้ริมด้านนอกของผ้าพันแผล อย่า! ผูกเง่ือนไว้บนแผล
เพื่อให้เลือดไปเล้ียงขาท่ีบาดเจ็บในส่วนท่ียังดีอยู่ ผูกผ้าพนั แผลให้แน่นพอที่จะไม่หลุด แต่อย่าแน่น
มากจนกระทั่งเกดิ การขาดเลอื ดไปเล้ียงสว่ นที่ดีอยู่

3.9.4 วิธกี ารแตง่ แผล และ การห้ามเลือด
3.9.4.1 แผลสะเก็ดระเบิด /ถูกกระสุนปืนท่ีแขนขา
3.9.4.1.1 ใช้ผ้าแต่งแผลปิดตามบาดแผลให้ท่ัวแล้วพันให้แน่น
ตามภาพที่ 23

ภาพที่ 23

3.9.4.1.2 ถ้ายังมีเลือดออก(แผลสะเกด็ ระเบดิ ขนาดใหญ)่ ให้ใชผ้ ้า
แต่งแผลผืนใหม่พันทับลงบนผืนเดิมหลายๆ ช้ันแล้วพันด้วยผ้าพันแผลม้วนแบบยืดได้ พันให้แน่น
ตง้ั แตข่ อ้ เทา้ ข้ึนมาจนถงึ ระดบั เหนือบาดแผลตามภาพที่ 24

672

ภาพที่ 24

ถา้ ยังมีเลือดออกมากให้ใช้สายยางรัดต้นแขนหรือต้นขาบาดแผลกระสุนที่เลือดออก
ภายนอกให้เห็นไม่มาก แต่กลับออกภายในเป็นจานวนมาก จะสังเกตได้จากแขนหรือขานั้นบวมขึ้น
เรื่อยๆและทาให้เสียชวี ติ จากการตกเลือดได้ ตอ้ งหา้ มเลอื ดจนกว่าจะหยดุ เพ่ิมการบวม

3.9.4.2 แผลบริเวณสว่ นบนของศีรษะ
3.9.4.2.1 แกะผา้ แตง่ แผลออกจากห่อ รวบหางผา้ แต่งแผลไวใ้ มือ
ท้งั สองขา้ ง
3.9.4.2.2 ถือผ้าแต่งแผลให้ส่วนสีขาวลงข้างล่างวางผ้าแต่งแผล
บนแผล (ข้นั ท่ี 1)
3.9.4.2.3 พันสว่ นปลายของผ้าแตง่ แผลไปใต้คาง (ขน้ั ที่ 2)
3.9.4.2.4 พันปลายส่วนที่เหลือของผ้าแต่งแผลไปในทิศทางตรง
ขา้ ม (ขัน้ ท่ี 3)
3.9.4.2.5 พันปลายของผ้าแต่งแผลออ้ มมาทางหน้าผาก (ขน้ั ท่ี 4 )
3.9.4.2.6 ผูกปลายของผ้าบริเวณดา้ นข้างเหนือใบหูดว้ ยเง่ือนตาย
(ข้นั ที่ 5)

ภาพท่ี 25 แสดงการใชผ้ ้าแต่งแผลตามขน้ั ตอน

673

3.9.5 วธิ ีใชผ้ า้ พนั แผลแบบยดื หดได้ ( elastic bandage )

1 23

ภาพท่ี 26 แสดงข้ันตอนการใช้ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ ( elastic bandage )
3.9.5.1 การจบั ถอื ผ้าพันแผลแบบยดื หดได้ พนั ยึดจดุ เรม่ิ ต้นของผา้ พนั แผล
3.9.5.2 วางปลายของผ้าพันแผลลงบนฝ่ามือขวา ปล่อยให้ปลายนั้นอยู่บน

ส่วนท่ีจะพันผ้า และปลายผ้าพับขึ้นได้ ใชม้ ือซ้ายพันผา้ ทับลงบนปลายผ้าพันแผล
3.9.5.3 พันผา้ กลบั มาทางมือขวา พบั ปลายผ้าลง แลว้ พนั ทับอกี รอบหนงึ่ ก็

เปน็ การทาใหจ้ ดุ เรมิ่ ตน้ ของผ้าพันแผลอยกู่ บั ที่

45 6

3.9.5.4 ต่อมาพนั เป็นเกลียวขนึ้ มาบนมอื
3.9.5.5 ใช้ผ้าพันทับซ้อนกันพอสมควรเมื่อพันข้ึนมาถึงข้อศอกพอดีก็พัน
ทบั ซ้อนกนั หลายรอบ
3.9.5.6 แล้วผูกเงื่อนทับไว้พนั ปลายผ้าพันแผลกลับมา คล่ีใหร้ อบส่วนนั้นๆ
ทาใหเ้ กิดปลายที่จะผูกขึ้นสองปลาย
3.9.5.7 ผูกปมส่ีเหลี่ยมทับบนผ้าพันแผลท่ีได้พันไว้ หรือตัดแยกปลายของ
ผา้ พนั แผลออกเปน็ สองแฉก แล้วผูกแฉกทั้งสองตรงโคนผ้าที่แยกแล้วผูกปมสีเ่ หลี่ยมทับบนผ้าพนั แผล
ที่ไดพ้ ันไว้
3.9.6 บาดแผลช่องท้องท่ีมีอวัยวะในช่องท้องออกมาข้างนอก บาดแผลในช่อง
ท้อง อาจทาให้เจ็บปวดอย่างรุนแรง คล่ืนไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของกล้ามเน้ือหน้าท้องและเกิด
อาการช็อกได้ ต้องได้รับการผ่าตัดช่วยเหลือด่วน ถ้ามีอวัยวะภายในทะลักออกนอกร่างกาย ไม่แตะ
ต้องหรือดนั กลับเข้าไป ไม่ตอ้ งทาความสะอาดบาดแผล เพราะอาจทาให้อาการต่างๆมากข้ึน อาจใช้
แผ่นห่อพลาสติกด้านในหรือผ้าก็อซชุบน้าเกลือหรือน้าสะอาดปิดไว้ แล้วใช้ผ้าแต่งแผลผืนใหญ่ที่
สะอาดปิดคลุมท้ังหมด พันผ้าให้แน่นเพียงพอเพื่อยึดส่วนต่างๆอยู่กับท่ี ผู้บาดเจ็บนอนหงาย ยกเข่า
ชันขึ้นทั้งสองข้าง เพ่ือช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องผ่อนคลาย งดน้าและอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่

674

ผู้บาดเจ็บ กรณีผู้บาดเจ็บหมดสติ ให้เอียงศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อป้องกันผู้บาดเจ็บสาลักเม่ือ
อาเจียน

3.9.7 การใช้ผ้าสามเหลย่ี มและผา้ คราวาท ( Cravat)
วิธกี ารพบั ผ้าสามเหล่ียม ตามภาพท่ี 27
3.9.7.1 ผ้าสามเหลี่ยม และผ้าผูกคอนิยมทาจากผ้าฝ้าย ตัดเป็นรูป

สามเหลี่ยม ขนาด 37x37x52 นิ้ว เม่ือพับเป็นแถบเรียกวา่ ผ้าผูกคอ การทาผ้าสามเหลยี่ มตัดทแยงมุม
ผา้ สี่เหลีย่ ม กวา้ ง 3 X 3 ฟตุ จะได้ผ้าสามเหล่ียม 2 ผืน (ขน้ั ท่ี 1 )

1

3.9.7.2 การพบั ผา้ สามเหลยี่ มเปน็ ผ้าคราวาท (Cravat) นายอดมุมของผ้า
สามเหลี่ยมพับลงมาที่ฐานของผ้า (ขั้นท่ี 2)

3.9.7.3 พับดา้ นบนของผ้าสามเหลีย่ มมาทีฐ่ านของผ้าสามเหลี่ยม (ขั้นท่ี 3)
3.9.7.4 พับดา้ นบนของผา้ สามเหลี่ยมลงมาท่ีฐานอกี คร้ังหน่งึ (ขั้นที่ 4)

2
3
4

ภาพที่ 27 แสดงข้นั ตอนการพบั ผ้าสามเหล่ยี ม

675

การใช้ผา้ สามเหลย่ี มกบั บาดแผลที่ศีรษะ (ตามภาพท่ี 28)

1 23

ภาพท่ี 28 แสดงขนั้ ตอนการพันผ้าสามเหลยี่ มบรเิ วณศรี ษะ
1. วางผ้าสามเหลี่ยม ให้ฐานของสามเหล่ียมอยู่ตรงก่ึงกลางหน้าผากปล่อยให้ส่วน
ยอดของสามเหล่ียมมาอยูด่ ้านหลังของคอ (ขั้นท่ี 1)
2. จับปลายท้ังสองข้างไขว้กันมาทางด้านหลังของศีรษะ และพันข้าม ส่วนยอดของ
สามเหล่ยี มนาส่วนปลายท้งั สองขา้ งมาผูกไว้ด้านหนา้ ผาก (ขั้นท่ี 2)
3. พับยอดสามเหล่ียมซ่อนไว้ใตส้ ่วนของผ้าแต่งแผลที่ท้ายทอยใชเ้ ข็มกลัดยึดไว้ถ้ามี
(ขั้นที่ 3)
3.10 สรปุ ประเดน็ สาคญั ในระยะการดูแลในพื้นทห่ี ลงั การปะทะ
- สถานการณน์ ้ยี ังคงอยู่ในอันตราย
- ทรัพยากรมจี ากดั
- ต้องควบคมุ อาการเลอื ดออกให้ได้
- เปิดทางเดินหายใจ การจดั ทา่ พักฟ้นื ของผู้บาดเจ็บ
- ดูแลการหายใจ
- ดแู ลความเจบ็ ปวดจากการใช้สายยางรัดห้ามเลือด
- การประเมินระดบั การร้สู ตขิ องผบู้ าดเจบ็ และควรบันทึกอาการต่างๆ

4. การสง่ กลบั ผ้บู าดเจ็บทางยทุ ธวิธี (Tactical Evacuation Care)

วัตถุประสงค์ท่ีควรทราบ สามารถอธิบายและปฏิบัติ การส่งกลับผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี การ
ลาเลยี งดว้ ยมือ การใชเ้ ปลแสวงเคร่อื ง และการคดั แยกผู้บาดเจบ็ ไดถ้ ูกต้อง

การเตรียมผู้บาดเจ็บให้พร้อมสาหรับการส่งกลับทางการแพทย์ ซึ่งอาจจะเป็นการส่งกลับ
โดยพาหนะทางการแพทย์ (MEDEVAC) และมีเจ้าหน้าท่ีเหล่าแพทย์ดูแล หรือการส่งกลับโดยไม่ใช้
พาหนะทางการแพทย์ (CASEVAC)

หากการส่งกลบั นนั้ เป็นผู้บาดเจ็บท่หี มดสติและเดินทางโดยพาหนะทไ่ี ม่ใช่ทางการแพทย์
ผ้ชู ่วยชีวิตทางยทุ ธวธิ อี าจตอ้ งไปกับผบู้ าดเจ็บ ข้ึนอยู่กบั การส่งั การของผ้นู าหนว่ ย ซง่ึ หากเปน็ เชน่ น้ัน
ผ้ชู ว่ ยชวี ิตทางยุทธวิธีต้องเฝา้ ดู ระดับการร้สู กึ ตัว ทางเดินหายใจ การหายใจ การเสยี เลือด ของ

676

ผูบ้ าดเจบ็ อยตู่ ลอดการเดินทาง และอาจตอ้ งใหก้ ารดแู ลรักษาเพม่ิ เติม เชน่ การดูแลทางเดินหายใจ
การใหส้ ารนา้ และ การรกั ษาอุณหภูมริ า่ งกาย การประเมนิ อาการกระดูกหกั การตรวจชีพจร การให้
ยา การดแู ลแผลไฟไหม้ ฯลฯ

4.1 การลาเลยี งผบู้ าดเจบ็
การลาเลียงผู้บาดเจ็บด้วยการใช้มือเปล่าจะต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก การอุ้ม

ดว้ ยท่าท่ีไม่เหมาะสมอาจจะทาให้ผู้บาดเจ็บไดร้ ับการบาดเจ็บมากข้ึน ควรกระทาอย่างเป็นระบบ ใน
ทุกข้ันตอนของการเคล่ือนย้าย การยกหรือการเคลื่อนท่ีผู้บาดเจ็บต้องทาด้วยความนุ่มนวลให้มาก
ท่ีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้บาดเจ็บไม่ควรจะถูกเคลื่อนย้ายก่อนที่จะมีการประเมินอาการ และ ต้องให้
การปฐมพยาบาลก่อน (การช่วยตัวเอง เพื่อนช่วยเพื่อน พลรบช่วยชีวิต) และ การให้การ
รกั ษาพยาบาลอยา่ งฉุกเฉินจากนายสบิ พยาบาล

มาตรการในการช่วยชีวิต จะกระทาก่อนท่ีจะมีการส่งกลับ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน จะมี
การประเมนิ ประเภทของการบาดเจ็บก่อนท่ีจะทาการเคลอื่ นย้าย โดยมีการตรวจสง่ิ ต่างๆ ดังนี้

- การหา้ มเลือด
- การเปดิ ทางเดินหายใจ
- การรักษาจังหวะการเตน้ ของหัวใจ
- การป้องกัน และควบคมุ การช็อก
- การปกป้องบาดแผลจากการปนเปอ้ื น

เมอื่ สงสยั ว่ามกี ระดกู หกั ควรทาการเข้าเฝือก ต้องมคี วามระมดั ระวงั กระดกู ทแี่ ตก หรอื
ร้าวนน้ั จะไปทิม่ หรือ ตัด กล้ามเน้ือ เสน้ เลอื ด เส้นประสาท หรือ ผิวหนัง

4.1.1 ประเภทของการอมุ้ ดว้ ยมือเปล่า
4.1.1.1 การอุ้มดว้ ยบุคคลคนเดียว (อมุ้ เด่ียว) ใช้เมื่อมผี อู้ มุ้ เพยี งคนเดยี ว
(1) อุ้มแบก (ตามภาพที่ 29) เป็นการอุ้มด้วยคนๆเดียว ซ่ึงเป็นวิธี
ท่งี ่ายทส่ี ุดในการเคล่อื นยา้ ย หลงั จากท่ีทาการจัดท่าของผบู้ าดเจ็บ
ที่หมดสตติ ามภาพท่ี 29 แลว้ จึงทาการยกขนึ้ จากพื้นและประคอง
ในท่าตา่ งๆ

677



ขค งจ

ภาพท่ี 29 การอุ้มแบก

ก) หลังจากจัดท่าให้ผู้บาดเจ็บนอนคว่าแล้ว ผู้อุ้มนั่งคร่อมตัวผู้บาดเจ็บ
สอด มือเขา้ ไปใต้หนา้ อก และจับมอื ทงั้ สองข้างเข้าไว้ด้วยกัน

ข) ยกผบู้ าดเจ็บขน้ึ มาในท่าคุกเขา่ คลา้ ยกับการเคลอื่ นไปข้างหลงั
ค) คอ่ ยยกตัวผปู้ ว่ ยข้นึ จนขาเหยยี ดตรง และ ทาการลอ็ กเขา่ ไว้
ง) เดนิ ไปขา้ งหน้าใหผ้ ู้บาดเจ็บอยูใ่ นตาแหน่งยืน เอนตัวผู้บาดเจ็บไปทาง
ดา้ นหลังเพียงเลก็ นอ้ ย
จ) ประคองผูบ้ าดเจ็บไว้ในออ้ มแขน ส่วนแขนขา้ งทีเ่ หลอื ใช้จบั ที่ข้อมอื ของ
ผู้บาดเจบ็ ยกแขนของผ้บู าดเจบ็ ให้สูงไว้เหนอื ศีรษะของผอู้ มุ้ ลอดผ่านใตว้ งแขนของผบู้ าดเจบ็

ฉ) หมุนตัวเองอย่างรวดเร็ว หันหน้าเข้าหาผู้บาดเจ็บ และ สอดแขนไว้ใต้
เอวของผู้บาดเจ็บนาตัวของผู้บาดเจ็บผ่านขึ้นบนไหล่ ในระหว่างนั้นให้สอดแขนไว้ที่ระหว่างขาของ
ผบู้ าดเจ็บ

ช) จบั ท่ีเอวของผู้บาดเจ็บ และ ยกแขนให้สูงผ่านศรี ษะของผอู้ มุ้
ซ) ก้มตัวลง และ ดึงแขนของผู้บาดเจ็บอยู่ให้อยู่บนและล่างของไหล่ นา
ลาตัวของผูบ้ าดเจ็บผ่านไหล่ของผู้อ้มุ ในขณะเดยี วกนั สอดแขนไว้ทรี่ ะหวา่ งขาของผู้บาดเจ็บ

678

ฉช ซ

ดต

ภาพที่ 30 ทา่ อ้มุ แบก (ต่อ)
ด) จับท่ีข้อมือของผู้บาดเจ็บด้วยมือหน่ึงข้าง และ วางมืออีกข้างหนึ่งที่เข่า
เพื่อการประคอง
ต) ยกลาตัวของผู้บาดเจ็บให้อยู่ในตาแหน่งท่ีถูกต้อง มืออีกข้างจะว่าง
สามารถใช้งานอยา่ งอื่นได้

(2) อุ้มพยุง (ตามภาพที่ 31) ท่าอุ้มแบบนี้ผู้บาดเจ็บต้องสามารถ
เดินได้ หรือ พยุงได้ด้วยขาอีกหน่ึงข้าง โดยใช้ผู้อุ้มคล้ายกับการประคอง การอุ้มแบบนี้อาจจะใช้ใน
การเคล่อื นย้ายผูบ้ าดเจ็บในระยะทางไกลได้เทา่ ท่ผี บู้ าดเจบ็ สามารถเดิน หรือพยุงตนเองได้

ภาพท่ี 31 ท่าอุม้ พยุง

ก) ยกผ้บู าดเจบ็ จากพน้ื ใหอ้ ยูใ่ นตาแหนง่ ทา่ ยืน โดยการอมุ้ แบก
ข) จับข้อมือและยกแขนของผู้บาดเจ็บและพาดอ้อมไปทางด้านหลังลาคอ
ของผู้อมุ้
ค) โอบเอวของผู้บาดเจ็บไว้เพ่ือพยุงให้ผู้บาดเจ็บสามารถเดิน หรือ
ประคองตนเองได้โดยมผี อู้ ุ้มเป็นเครอ่ื งพยุง

(3) อุ้มกอดหน้า (ตามภาพท่ี 32) ใช้ได้ดีในการอุ้มผู้บาดเจ็บใน
ระยะทางส้ัน ๆ ประมาณ 50 เมตร ก่อนนาไปวางไว้บนเปล

ก) ยกผบู้ าดเจ็บข้นึ มากจากพืน้ ในทา่ ยนื ให้เหมือนกบั วธิ ีการอุ้มแบก

679

ดา้ นหลัง ข) สอดแขนข้างหนึ่งที่ใต้รักแร้ของผู้บาดเจ็บ และ แขนอีกข้างอยู่ที่

ค) ยกผู้บาดเจบ็ ข้ึน
ง) ยกผูบ้ าดเจ็บใหส้ ูงข้นึ ระดับอกเพือ่ ลดความเม่ือยลา้

ภาพที่ 32 อมุ้ กอดหน้า
(4) อุ้มกอดหลัง ใช้เฉพาะผู้บาดเจ็บท่ีรู้สึกตัวดีเท่าน้ัน
(ตามภาพที่ 33) เพราะวา่ ผปู้ ่วยตอ้ งชว่ ยจับท่หี ลังของผู้อุม้ ตามข้ันตอนดงั น้ี

ภาพที่ 33 ท่าอุ้มกอดหลงั

ก) ยกผู้บาดเจบ็ ให้อยู่ในทา่ ยนื ให้เหมือนกับวธิ กี ารอมุ้ แบก
ข) ใช้แขนโอบประคองรอบเอวของผู้บาดเจ็บ ให้ผู้บาดเจ็บใช้แขนโอบท่ี
รอบคอของผู้อุม้ แล้วคอ่ ยๆเคล่อื นตัวมาอยดู่ า้ นหน้า
ค) แขนของผบู้ าดเจ็บโอบขา้ มไหลท่ ้ังสองขา้ งผอู้ มุ้ อย่างหลวมๆ
ง) โน้มตัวไปข้างหน้า ยกผู้บาดเจ็บข้ึนให้อยู่บนหลังของผู้อุ้ม และ ผู้อุ้ม
สอดมอื ไปกอดตน้ ขาของผูบ้ าดเจ็บไว้

(5) อุ้มทาบหลัง (ตามภาพท่ี 34) ท่าอุ้มนี้น้าหนักของผู้ป่วยส่วนที่
เหลืออยู่อยู่บนหลังของผู้อ้มุ ให้ง่ายในการเคลื่อนท่ี ในระยะทางใกล้ๆ (50 ถึง 300 เมตร) เพ่ือป้องกัน
อาการบาดเจบ็ ทีแ่ ขนของผบู้ าดเจ็บ ผ้อู มุ้ ควรจบั มือผ้ปู ว่ ยไวท้ ี่ในท่าทีป่ ล่อยใหแ้ ขนลงมา

680

ภาพท่ี 34 อ้มุ ทาบหลงั
ก) ยกผู้บาดเจ็บขนึ้ จากพื้น ในทา่ ยนื คลา้ ยกบั การอมุ้ แบก
ข) ใชแ้ ขนประคองรอบๆตวั ผบู้ าดเจบ็ และ จับทีข่ อ้ มอื ผบู้ าดเจ็บไวใ้ กล้
กับตวั เรา
ค) ยกมือผู้ป่วยข้ึนให้อยู่เหนือศีรษะของผู้อุ้ม ให้แขนพาดผ่านไหล่ทั้งสอง
ข้างของผอู้ ุ้ม
ง) เคลือ่ นไปขา้ งหนา้ ในขณะท่ยี งั คงประคองนา้ หนกั ใหอ้ ยบู่ นหลัง
จ) จบั ทแ่ี ขนอกี ข้างหน่ึงและ วางไวท้ ไ่ี หลข่ องผู้อุ้ม
ฉ) โนม้ ไปข้างหน้า และ ยก ผบู้ าดเจ็บท่อี ยูบ่ นหลงั ใหส้ ูงที่สุดเทา่ ทจ่ี ะทาได้
ให้นา้ หนักอยบู่ นหลังของผอู้ ุม้

หมายเหตุ เมื่อยกผู้บาดเจ็บในท่ายืนบนหลังของผู้อุ้ม ผู้อุ้มจะต้องยืนให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทาได้การ
ปอ้ งกนั อาการตงึ กลา้ มเนอ้ื หรอื การบาดเจบ็ ของกลา้ มเนือ้ ทห่ี ลงั

(6) อุ้มลากด้วยคอ (ตามภาพที่ 35) เป็นวิธที ี่เป็นประโยชน์มากใน
สนามรบเพราะว่าผู้อุ้ม สามารถทาการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บได้เสมือนกาลังคลานอยู่ข้างหลังกาแพง
ต่า พุ่มไม้เต้ีย ใต้ยานพาหนะ หรือ ผ่านท่ออุโมงค์ ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ต้องระวังให้ศีรษะยกสูงจากพ้ืน
การลากดว้ ยวธิ นี ้ไี มค่ วรใชก้ ับผูบ้ าดเจ็บแขนหกั

681

ภาพที่ 35 อุ้มลากด้วยคอ
ก) ผกู บรเิ วณข้อมอื ทง้ั สองขา้ งของผู้บาดเจ็บไว้
ข) อมุ้ ถา่ งขาคร่อมตัวผปู้ ่วยไวห้ นั หน้าเขา้ หากนั
ค) จับมือผู้บาดเจ็บไว้ให้เป็นห่วง คล้องไว้กับที่คอของผู้อุ้มผู้อุ้มคลานไป
ข้างหนา้ พร้อมกับลากตัว ผูบ้ าดเจบ็
หมายเหตุ ถา้ ผู้บาดเจ็บรู้สกึ ตัวดี ใหใ้ ช้แขนทั้งสองขา้ งโอบรอบคอผอู้ ุ้มไว้ ถ้าผบู้ าดเจบ็ หมดสติ ระวงั
ศรี ษะให้สูงจากพน้ื

(7) อุ้มลากด้วยมือ (ตามภาพที่ 36) วิธีน้ีจะเหมาะสาหรับการ
เคล่ือนยา้ ยผ้บู าดเจ็บในทิศทางขึน้ หรือลงบันได

ภาพท่ี 36 อุ้มลากด้วยมือ
ก) คุกเข่าลงทีด่ ้านศรี ษะของผู้บาดเจ็บ(ผ้บู าดเจ็บนอนหงาย) ผอู้ ุ้มหงายฝ่า
มอื ขึน้ แลว้ สอดเขา้ ไปใต้ไหลข่ องผบู้ าดเจบ็ และ จบั ไว้ใหแ้ น่น
ข) ยกขึ้นเล็กน้อย ประคองศีรษะส่วนหัวของผู้บาดเจ็บไว้ด้วยแขน ข้าง
หน่งึ ของผู้อมุ้ หรือให้ขอ้ ศอกข้อศอกชดิ กนั ชว่ ยรองศีรษะของผูบ้ าดเจ็บไวบ้ นแขนของผูอ้ ุ้ม

682

ค) ยก และ ลากผูบ้ าดเจบ็ ไปข้างหลงั (ผบู้ าดเจ็บอยใู่ นท่ากึง่ นั่ง)
ง) ถอยหลังมาหน่ึงก้าว ประคองศีรษะ และ ส่วนลาตัวของผู้บาดเจ็บ
ปลอ่ ยให้สะโพก และ ขาคอ่ ยๆหล่นลงมาทีล่ ะขั้น
หมายเหตุ ถา้ ตอ้ งเคลอื่ นยา้ ยผ้บู าดเจ็บขนึ้ ข้างบน ควรหนั หลังขึน้ บันได และใช้ข้นั ตอนเดยี วกนั
4.1.2 การอมุ้ ด้วยบคุ คลสองคน (อุ้มคู่)
ควรใช้เมื่อสามารถทาได้ เพื่อเป็นการอานวยความสะดวกสบายให้กับ
ผบู้ าดเจ็บ และเป็นการทาให้ผอู้ ุ้มเหนอื่ ยน้อยลง มวี ธิ ีการอุ้มท่ีแตกต่างกัน 5 วิธี
(1) อุ้มคู่พยุง (ตามภาพท่ี 37) สามารถใช้ได้ท้ังผู้ป่วยมีสติ และ หมดสติ
ถ้าผู้บาดเจ็บสูงกว่าผู้อุ้มอาจจะต้องยกขาของผู้บาดเจ็บข้ึน และ ให้
ผู้บาดเจบ็ น่ังลงบนท่อนแขนของผ้อู มุ้ มขี นั้ ตอนการปฏิบตั ิดงั นี้
(2)

ภาพท่ี 37 อุ้มคพู่ ยงุ

- ชว่ ยให้ผบู้ าดเจ็บยนื และ ใชแ้ ขนประคองโดยโอบรอบเอวไว้
- จบั ข้อมอื ผ้บู าดเจบ็ โอบรอบไหล่ คอ ของผ้อู ้มุ
(2) การอุ้มคู่กอดหน้า (ตามภาพท่ี 38) จะเป็นประโยชน์มาก สาหรับการ
เคล่ือนท่ีระยะทางปานกลาง (50-300 เมตร) และ การวางผู้บาดเจ็บลงบนเปล เพ่ือลดความเม่ือยล้า
ของผู้อุ้ม ควรยกผู้บาดเจ็บให้อยู่สูง ใกล้ระดับหน้าอกให้มากที่สุด เท่าท่ีจะเป็นไปได้ ในกรณีฉุกเฉิน
เมือ่ ไม่มเี วลาท่ีใช้แผ่นกระดานช่วยประคองผู้บาดเจบ็ การอมุ้ แบบนเี้ ป็นวธิ ีที่ปลอดภัยท่ีสดุ สาหรบั การ
เคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บที่มีการบาดเจ็บท่ีหลัง ถ้าเป็นไปได้ผู้อุ้มควรจะรักษาระดับของศีรษะ และขาไว้
ใหอ้ ยใู่ นระดับเดยี วกับลาตวั ตามข้ันตอนปฏิบัตดิ งั น้ี
ก) คุกเข่าข้างเดียวทดี่ ้านข้างของผู้บาดเจ็บ สอดแขนลงท่ีใต้หลังผูบ้ าดเจ็บ
บรเิ วณ เอว สะโพก และ เข่า
ข) ยกผู้บาดเจบ็ ข้ึนวางบนเข่าของผอู้ ุ้ม
ค) พลิกตวั ผู้บาดเจ็บเข้าหาหน้าอกของผู้อุ้ม ขณะลุกยืน และ ยกผู้ป่วยให้
อยใู่ นระดบั สงู เพอ่ื ลดความเหน่ือยลา้

683

ภาพท่ี 38 อุ้มคูก่ อดหน้า
3) อุ้มคู่กอดหลัง (ตามภาพท่ี 39) การอุ้มแบบน้ีจะเหมาะสาหรับการ
เคลื่อนย้ายในระยะทางไกล มากกว่า 300 เมตร ผู้อุ้มที่มีความสูงมากกว่าควรจะอยู่ทางด้านศีรษะ
ของผู้บาดเจ็บ เมื่อจะเปลยี่ นท่าการอุ้มเพ่ือวางผูบ้ าดเจบ็ ลงบนเปล ผู้อุ้มจะหนั หน้าเขา้ หากัน

ภาพที่ 39 อมุ้ คูก่ อดหลัง
- ผู้อุ้มคนหนึ่งจะแยกขาของผู้บาดเจ็บออก และ คุกเข่าลงระหว่างขา หัน
หลังให้ผู้บาดเจ็บสอดมือไว้ท่ีใตข้ าผู้บาดเจ็บ ผู้อุ้มอกี คนจะคุกเข่าลงด้านศีรษะของผู้บาดเจ็บ สอดมือ
ของผ้บู าดเจบ็ ข้ึนทีใ่ ต้รกั แร้ผา่ นไปทางหน้าอก และ ประสานมอื เข้าไวด้ ว้ ยกัน
- ผูอ้ มุ้ ทงั้ สองคน ยกผู้บาดเจ็บขน้ึ พร้อมกนั

684

(4) อุ้มคู่ประสานแคร่ (ตามภาพท่ี 40) ใช้กับผู้บาดเจ็บท่ีมีสติ เพราะ
ผู้บาดเจ็บต้องประคองตัวเอง โดยใช้แขนโอบรอบไหล่ของผู้อุ้ม เหมาะสาหรับการเคล่ือนย้าย
ผู้บาดเจ็บท่ีมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ และ ขา ในระยะทางปานกลาง และ เหมาะในการยกผู้บาดเจ็บ
วางในเปล

ภาพที่ 40 อ้มุ คปู่ ระสานแคร่ และวธิ กี ารประสานมอื
(5) อุ้มคู่จับมือ (ตามภาพที่ 41) ใช้ในการอุ้มผู้บาดเจ็บในระยะทางสั้นๆไม่

เกิน 50 เมตร และวางผู้บาดเจ็บลงบนเปล ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนหงาย ผู้อุ้มคุกเข่าลงคนละข้างของ
ผู้บาดเจ็บบริเวณสะโพก ผู้อ้มุ แต่ละคนสอดแขนใต้ต้นขาและหลังของผู้บาดเจ็บและจับข้อมือซึ่งกันไว้
แลว้ ทาการยกผูบ้ าดเจบ็ ขน้ึ

- ผู้อุ้มทั้งสองจับข้อมือแต่ละข้างของกันและกัน (ตามภาพท่ี 41) เพ่ือทา
เป็นทน่ี ัง่

- ผู้อุ้มท้ังสองย่อตัวต่าพอท่ีจะให้ผู้บาดเจ็บน่ังลงบนแคร่ท่ีประสานมือไว้
แล้วให้ผ้บู าดเจบ็ ใชแ้ ขนทง้ั สองข้างโอบไหลผ่ อู้ ้มุ และทงั้ คู่ยนื ขึ้นพร้อมกัน

685

ภาพที่ 41 อมุ้ คจู่ ับมือ

4.2 การลาเลยี งผบู้ าดเจบ็ ดว้ ยเปล
การลาเลียงด้วยเปลมีประโยชน์ เพราะเป็นการลาเลียงผู้ป่วยเจ็บด้วยวิธีการขนส่งต่างๆ ได้โดย

ไม่ต้องนาผู้ป่วยเจ็บออกจากเปล สะดวกสบายและง่ายต่อการที่จะนาผู้ป่วยเจ็บเคล่ือนย้าย
นอกจากนี้ผู้ป่วยเจ็บได้รับการกระทบกระเทือนน้อยลง ลดอันตรายท่ีอาจจะเกิดขึ้นจากการ
เคล่ือนยา้ ยให้นอ้ ยลง

4.2.1 การทาเปลแสวงเครอื่ ง (IMPROVISED LITTERS)
4.2.1.1 เปลแสวงเครื่องอาจทาขึ้นได้จากสิ่งของต่างๆ ในพื้นที่หรือภูมิ

ประเทศส่วนมากของสิ่งของท่ีมีลักษณะผิวเรียบ ที่มีขนาดเหมาะสม อาจนามาใช้แทนเปลได้ ส่ิงของ
ตา่ งๆเหล่าน้ไี ด้แกแ่ ผ่นกระดาน ประตู บานหนา้ ต่าง ม้าน่งั บันได เตียงนอน และเสาท่ีนามาผูกตดิ เข้า
ด้วยกันหากเป็นไปไดส้ ่งิ ของเหล่านคี้ วรหมุ้ /หรอื บใุ หม้ ลี ักษณะอ่อนนุ่มเสยี กอ่ นนาไปใช้งาน

4.2.1.2 เปลที่นามาดัดแปลงสามารถนามาใช้โดยปลอดภัย โดยประกอบ
คานเข้ากับส่ิงของอื่น เช่น ผ้าห่ม เส้ือคลุมชนิดไม่มีแขน ส่วนหน่ึงของเต๊นท์นอนบุคคล ผ้าใบชุบ
น้ามัน เสื้อแจ๊คเก๊ต เสื้อเช้ิต ถุงกระสอบ ถุงใส่ปลอกหมอนหรือฟูกนอน ผ้าคลุมเตียง คานเปล
สามารถดดั แปลงได้จากกงิ่ ไม้ท่แี ข็ง เสาเต๊นท์ สกี และสงิ่ ของอ่ืน ๆ ทมี่ ีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกัน

4.2.1.3 ถ้าหากส่ิงของท่ีนามาดัดแปลงเป็นคานไม่ได้ ส่ิงของที่มีขนาดใหญ่
เช่น ผ้าห่มนอน อาจนามาม้วนจากปลายท้ังสองด้านเข้าหาก่ึงกลางม้วนผ้าห่ม ใช้เป็นที่จับอย่าง
แข็งแรงสาหรับการนาผู้บาดเจ็บเคลอื่ นยา้ ยไปได้ แต่ถ้าใชเ้ สอื้ คลุมชนิดไม่มีแขนต้องแน่ใจศีรษะเอาไว้
ด้านบนโดยอย่ใู ต้รา่ งของคนไข้ ไมล่ ากไปกับพน้ื ดนิ

4.2.2 เปลดัดแปลงทาจากเสาและผา้ ห่ม
ขนั้ ตอนการทาเปลดัดแปลงจากผา้ หม่
(1) คลี่ผ้าห่มออกให้เต็มผืน วางเสาต้นหนึ่งตามขวาง ตรงจุดก่ึงกลางของ

ผา้ หม่ นอนทป่ี ไู วต้ ามความยาว

686

(2) พับผ้าห่มนอนทับเสา จากนั้นจึงวางเสาอันที่ 2 ตามขวางตรงจุด
ก่ึงกลางของผา้ หม่ นอนทพี่ บั ไว้

(3) พับผ้าห่มนอนด้านทไี่ มม่ ีเสาสอดอยู่บนเสาอนั ที่ 2

ภาพท่ี 42 แสดงข้นั ตอนการทาเปลดัดแปลงจากผา้ ห่ม
ข้นั ตอนการทาเปลดัดแปลงจากเส้อื
(1) ใส่กระดุมสองถึงสามเม็ดท่ีเส้ือท่ีจะนามาดัดแปลงทาเป็นเปล แล้ว

กลบั เอาขา้ ง ในออกขา้ งนอก ปล่อยใหแ้ ขนเสอื้ อย่ขู า้ งใน
(2) สอดเสาหรอื คานดัดแปลงเข้าไปตามรูของแขนเสื้อ

ภาพที่ 43 แสดงข้นั ตอนการทาเปลดัดแปลงจากเสื้อ
ขั้นตอนการใชเ้ ปล :

687

(1) การเคลอ่ื นยา้ ยตัวผู้บาดเจบ็ ตอ้ งเปน็ ไปอย่างประณีต ละมนุ ละม่อม
(2) ผู้ถือเปลด้านหลังต้องคอยมองอิริยาบถของผู้ถือด้านหน้าตลอดเวลา
รวมถึงต้องเบามอื และรวดเรว็
(3) เปลตอ้ งอยใู่ นระนาบเดียวกันตลอดเวลาไม่เวน้ เวลาท่ีข้ามส่ิงกีดขวาง
(4) ผู้บาดเจ็บต้องถูกยกเปลจากทางปลายเท้าขึ้นก่อน ยกเว้นเวลาขึ้นเขา
หรือ ที่สูง ให้ยกศีรษะกอ่ น แต่หากผูบ้ าดเจ็บมีบาดแผลที่บริเวณลาตัวส่วนล่าง ให้ยกสว่ นล่างขึ้นก่อน
เสมอไมว่ า่ กรณใี ดๆ เพื่อป้องกนั นา้ ไหนกั ทิ้งลงไปทีบ่ รเิ วณบาดเจ็บ
4.3 การคดั แยกผู้บาดเจ็บ
การคดั แยก (Triage) เปน็ ภาษาฝรัง่ เศส หมายถึง การแบ่งแยกประเภท ซงึ่ มพี นื้ ฐาน
มาจาก การพิจารณาความต้องการของผู้บาดเจ็บ เพื่อการรักษาและการส่งกลับ เหตุผลท่ีต้องมีการ
คัดแยกเนื่องจากในสถานการณ์รบมักจะมีผู้บาดเจ็บจานวนมาก แตท่ รัพยากรในการรักษาพยาบาลมี
อยจู่ ากัด จึงต้องทาการคัดแยกเพื่อให้ผู้บาดเจ็บที่มโี อกาสรอดมากท่สี ุด ได้รบั การดูแลอย่างเหมาะสม
การคัดแยกต้องกระทาอย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่องหลังจากท่ีได้ทาการประเมินอาการข้ันต้น
เรยี บรอ้ ยแลว้
4.3.1 หลกั การของการคดั แยกผู้บาดเจบ็
- ใช้ทรพั ยากรท่มี อี ยอู่ ยา่ งให้เกิดประสิทธภิ าพมากท่ีสดุ
- ส่งคืนไปปฏบิ ัติหน้าทใ่ี ห้ไดเ้ รว็ ทส่ี ุด
- ทาการประเมนิ อย่างตอ่ เนื่อง และควรทาการคัดแยกผปู้ ว่ ยซา้ อีก
- เคลือ่ นยา้ ยด้วยความรวดเร็ว
- วางแผน เตรียมพร้อม และฝึกซอ้ ม
4.3.2 ลักษณะของการคัดแยกผู้บาดเจ็บเพือ่ ทาการรักษา
- เร่งดว่ น หมายถงึ ผูป้ ่วยทตี่ อ้ งการการรกั ษาทันที เพ่ือรกั ษาชีวิต แขน ขา
ดวงตา
- รอได้ หมายถึง ผู้บาดเจ็บ ที่ต้องการทาให้อาการคงท่ีก่อน และทาการ
รักษาแต่สามารถรอได้หลายๆ ช่ัวโมง โดยท่ีไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (สามารถรอได้จนผู้ป่วยแบบ
เรง่ ด่วนไดร้ บั การรักษาจนอาการคงท)่ี
- บาดเจ็บเล็กน้อย หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องการการรักษา แต่สภาพของ
ผู้บาดเจ็บรอได้เป็นวันๆ โดยอาการไม่แย่ลงไปกว่าเดิม ผู้บาดเจ็บเหล่านี้สามารถทาการช่วยเหลือ
ตนเองไดช้ ว่ ยเพื่อนได้
- หมดหวัง หมายถึง ผู้บาดเจ็บท่ีคาดว่าจะเสียชีวิต ควรใช้ทรัพยากรทาง
การแพทย์กับผู้บาดเจ็บประเภทน้ีอาจเกิดประโยชน์น้อย ควรใส่ใจและใช้เวลาในการรักษาผู้บาดเจ็บ
ท่มี คี วามสาคญั เร่งดว่ น
4.3.3 ข้ันตอนตา่ งๆในการคดั แยกผู้บาดเจบ็
4.3.3.1 ประเมนิ สถานการณ์

การคน้ หาผบู้ าดเจบ็ และคัดแยกเพอ่ื การรักษา

688

- ประเมินและจัดแบ่งผู้บาดเจ็บเพื่อใช้ เจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ท่ีมี
อย่เู กดิ ประโยชน์สงู สดุ

- ให้การรักษาขั้นแรกสาหรับผ้บู าดเจบ็ ที่มโี อกาสรอดชวี ติ กอ่ น
- เป้าหมายแรกคือ การส่งกาลังพลที่มีบาดแผลเล็กน้อยกลับไป
ปฏิบัตหิ นา้ ที่
- ทาการคดั แยก และจัดลาดบั ความเรง่ ด่วนในการรักษา
สถานการณท์ างยทุ ธวธิ ี และประมาณการณ์
- ผู้บาดเจ็บจาเป็นต้องถูกส่งไปยังพ้ืนที่ปลอดภัยเพ่ือการรักษา
หรอื ไม่
- สารวจจานวนผู้บาดเจ็บ ตาแหน่งที่บาดเจ็บ และความรุนแรง
ในการบาดเจ็บ
- ความช่วยเหลือท่ีมีอยู่ (ช่วยเหลือตนเอง เพื่อนช่วยเพื่อน
เจา้ หน้าที่แพทย์)
- ความสามารถในการสนับสนุนการส่งกลับ และความต้องการมี
อะไรบ้าง
4.3.3.2 ประเมนิ ผ้บู าดเจ็บ และจดั ลาดับความสาคัญในการรกั ษา
(1) เร่งด่วน หมายถึง ผบู้ าดเจ็บทีต่ ้องการการรักษาทนั ทเี พื่อรกั ษา
ชีวติ แขนขา ดวงตา ผบู้ าดเจบ็ ท่มี ีความสาคญั มากเปน็ อันดบั หน่ึงในการรักษา ไดแ้ ก่
- ผู้บาดเจ็บที่มีการอุดก้ันของระบบทางเดินหายใจ ผู้บาดเจ็บท่ี
ระบบหวั ใจขดั ขอ้ ง
หมายเหตุ ผู้บาดเจ็บที่อยู่ในภาวะไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น (Cardio respiratory
distress )อาจจะไม่ถกู จดั อยใู่ นพวกเร่งด่วน ในสนามรบ ผ้บู าดเจ็บเหลา่ น้ีถูกจดั อยู่ในภาวะหมดหวัง
- เลือดออกเป็นจานวนมาก
- ช็อก
- การบาดเจบ็ ของทรวงอก
- การอดุ กน้ั ทางเดินหายใจ
- แผลไหม้บรเิ วณใบหนา้ คอ แขน เทา้ อวยั วะเพศ
(2) รอได้หมายถึงผู้บาดเจ็บที่ไม่ได้มีความเส่ียงถึงชีวิต บาดเจ็บที่
แขนขาเปน็ กลมุ่ ท่ีรอได้
- แผลเปดิ ทห่ี น้าอก โดยไมม่ ภี าวะหายใจลาบาก
- แผลเปิดท่ชี อ่ งทอ้ ง โดยไม่มอี าการช็อก
- การบาดเจ็บท่ีตา แต่ไมม่ ปี ัญหาการมองเหน็
- แผลเปิดอ่ืนๆ
- กระดูกหัก
- แผลไหมร้ ะดบั สองและสาม (ไม่รวมท่ีใบหน้า มือ เทา้ อวัยวะ
เพศ) มีพ้นื ท่ี 20 % ของพืน้ ผิวร่างกายทงั้ หมดหรอื มากกว่า

689

- มีอาการเล็กนอ้ ย จากการโดนสารพษิ
(3) ผู้บาดเจบ็ เลก็ น้อย สามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้
- มแี ผลถลอกเล็กน้อย และแผลฟกช้า
- กล้ามเนอ้ื ตึง เคล็ด ขดั ยอก
- มีปัญหาความเครียดเล็กนอ้ ย
- มแี ผลไหม้ระดับหน่งึ และสอง
(4) ผบู้ าดเจบ็ หมดหวงั ผ้บู าดเจ็บท่มี ีอาการรนุ แรง ซับซ้อนและ
ตอ้ งใชเ้ วลาในการรกั ษาเพ่ือชว่ ยใหร้ อดชีวิตนาน ไดแ้ ก่
- บาดเจ็บท่ีศีรษะอย่างรุนแรง มีแผลไหม้เกิน 85 % ของพ้ืนผิว
รา่ งกาย
- มอี าการแสดงวา่ ได้รับพิษจากสารเคมี และอนั ตรายถึงชวี ติ
4.3.3.4 การจดั ลาดับความเรง่ ดว่ นในการสง่ กลับทางการแพทย์
(1) ประเภทด่วนท่ีสุด (Urgent) ทาการส่งกลับเร็วที่สุดเท่าที่จะ
เป็นไปได้ หรือภายใน 2 ชั่วโมง เพ่ือทาการรักษาชีวิต แขน ขา ดวงตา โดยทั่วไปถ้าเราไม่สามารถ
ควบคุมอาการผูบ้ าดเจ็บได้ แตผ่ ้บู าดเจ็บมโี อกาสรอดชีวติ ใหจ้ ัดอย่ใู นประเภทนี้
- ภาวะการหายใจ ลาบาก
- ชอ็ ก ไม่ตอบสนองต่อการใหส้ ารนา้ ทางหลอดเลือดดา
- ไม่รสู้ ึกตวั เปน็ เวลานานๆ
- บาดเจบ็ ทศี่ รี ษะและสมอง ( Intracranial injuries) มีแรงดนั ในสมอง
- แผลไหม้ 20-85 %
- แผลเปดิ ช่องอก ช่องทอ้ ง ความดนั โลหติ ลดลง
- บาดแผลทะลุ
- ควบคมุ เลอื ดทอ่ี อกไม่ได้ หรอื กระดูกหกั เปดิ มเี ลอื ดออก
- บาดแผลที่ใบหน้าอยา่ งรนุ แรง
(2) ประเภทด่วน (Priority ) ต้องทาการส่งกลับภายใน 4 ชม.
โดยท่ัวไปผู้บาดเจ็บประเภทน้ี อยู่ในสภาพที่มีอาการไม่คงท่ี หรือมีอาการแย่ลงและเสี่ยงต่อ
ภาวะแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บ
- บาดแผลท่ีทรวงอก เชน่ กระดกู ซ่ีโครงหกั การบาดเจ็บทีร่ บกวน
การหายใจ
- การบาดเจบ็ ทเี่ นือ้ เยอ่ื ออ่ น และแผลหกั แบบเปดิ -ปิด
- บาดแผลทชี่ อ่ งทอ้ ง แตค่ วามดนั โลหติ ยังไมล่ ดลง
- การบาดเจ็บทีด่ วงตา และไม่เปน็ อนั ตรายต่อการมองเห็น
- การบาดเจ็บทีก่ ระดูกสนั หลงั
- บาดแผลไหมท้ ี่ มอื หนา้ เทา้ อวยั วะเพศ เหลือพน้ื ทีผ่ วิ หนังของ
ร่างกาย < 20 %

690

(3) ประเภทปกติ ( routine ) เป็นการส่งกลับทางการแพทย์
ภายใน 24 ชม. สาหรับการรักษาต่อ ไม่จาเป็นต้องรีบทา การส่งกลับอย่างด่วน ผู้บาดเจ็บในกลุ่มน้ี
ไดแ้ ก่ บาดแผลตา่ ง ๆ ดงั นี้

- แผลไหม้ 20-80 % ของพื้นท่ีร่างกาย ผู้บาดเจ็บตอบสนองต่อ
การใหส้ ารน้าทางหลอดเลอื ดดา

- กระดกู หกั ท่ีไม่รุนแรง
- แผลเปิด แผลท่ีทรวงอกโดยไม่มีภาวะหายใจลาบาก
- ผู้ปว่ ยจิตเวช
- ผปู้ ่วยทส่ี ้นิ สุดการรกั ษา
(4) ประเภทดว่ นยุทธการ (Tactical Urgent) เป็นการส่งกลับทาง
การแพทยเ์ มื่อมยี านพาหนะในการสง่ กลับ เชน่ ผบู้ าดเจบ็ ทีม่ ี แผลเปดิ เล็กนอ้ ย เคล็ดขดั ยอก แผลไหม้
< 20 % เปน็ ตน้

5. การกรอกขอ้ มูลลงแบบบันทกึ การเจบ็ ปว่ ยในสนาม

691

วัตถุประสงค์ท่ีควรทราบ สามารถอธิบายการกรอกข้อมูลลงแบบบันทึกการเจ็บป่วยใน
สนามไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง

หน้าท่ี 1 ให้กรอก ข้อมูล ช่ือ สกุล สังกัดของผู้บาดเจ็บ (ในกรณีท่ียังไม่ได้กรอก) ซัก
ประวตั ิผู้บาดเจบ็ ลงบนั ทึก ประวตั กิ ารแพ้ยา ประวตั กิ ารเจบ็ ปว่ ยในอดีต และ ยาท่ใี ช้ประจา

แบบบนั ทกึ การเจบ็ ป่ วยในสนาม

ยศ-ชื่อ-สกลุ ...............................................................................................

สงั กดั ..............................................................................................................

หมเู่ ลือด  O  A B  AB

 Rh+ve  Rh+ve

แพ้ยา

.......................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
...

ประวตั ิการเจบ็ ป่ วยในอดตี / โรคประจาตวั

.............................................................................................................................
.....................................................................................................................……
…………………………………………………………………………………………
……………….

ยาที่ใช้ประจา

………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….

กองยทุ ธการและการข่าว กรมแพทย์ทหารบก โทร.94430 , 02-354-4423 692

หน้าที่ 2 ให้บันทึก สาเหตกุ ารบาดเจบ็ วันเวลา สถานที่ ทีเ่ กิดเหตุ อุปกรณป์ ้องกัน เวลา
ทท่ี าการรัดหา้ มเลือด (ถ้ายังไม่ได้บนั ทกึ ) ทาการขีดเส้นลงบนรูปวาดในตาแหนง่ ที่แขน ขา ท่ีทาการรัด
ห้ามเลือด ทาการประเมินซา้ ถงึ ระดบั การรูส้ ตวิ า่ ผู้ป่วยอยใู่ นระดบั ใด ในแตล่ ะหว้ งเวลา

สาเหตกุ ารบาดเจ็บ ..................................................................................................

..................................................................................................................................
..................................................................................................................................

(เวลา) (วัน/เดือน/ปี )

(สถานท่ี) อปุ กรณ์ปอ้ งกนั
 หมวกเหล็ก
 แวน่ ตา
 ที่อดุ หู
 เสอื ้ เกราะ
 เกราะแขน
 เกราะขา
 อ่ืน ๆ ระบุ

เวลารัด/ขนั ชะเนาะ

กห = กระดูกหกั หป = กระดกู หักเปิ ด หม=ไหม้ ฉ=ฉีกขาด ถ=ถลอก

การเปล่ยี นแปลงอาการและอาการแสดงในช่วงแรก

เวลา
รูส้ ึกตวั *
ชีพจร
หายใจ
ความดัน

หมายเหตุ ระดบั ความร้สู กึ ตัว : ต=ตื่น ร= เรียกตน่ื จ=เจบ็ ตน่ื ม=ไมต่ น่ื
หนา้ ท่ี 3 ทาการบนั ทกึ ขอ้ มูลของทางเดินหายใจ ปอด และ ตรวจบาดแผล การหา้ มเลอื ด
เพม่ิ เตมิ และ การรกั ษาเพมิ่ เติม พรอ้ มลงชือ่ ผทู้ ี่ทาการประเมนิ อาการผปู้ ่วย

693

ทางเดินหายใจ :  ปกติ  ใส่ท่อปาก  ใส่ทอ่ จมกู  เจาะคอ
ปอด :  ปกติ  ปิดดว้ ยผ้า  เข็มระบาย  ทอ่ ระบาย
แผล :  ปกติ  ผา้ แต่งแผล  สายรดั  ขนั ชะเนาะ

น้าเกลือNS / LR / ระบุ....................500 / 1000 CC.
เวลา

จานวน เรม่ิ ให้ .............CC. .............CC. .............CC.

ยาแก้ปวด ..................................................................................................................................
ยาฆ่าเช้อื .......................................(...ช..่ือ..ย..า.........../............ข.น...า.ด........../......... ช่องทาง )

...........................................(...ช.่.ือ.ย..า............/...........ข..น..า..ด........./............ช.่อ..ง..ท..า.ง....)....
อื่นๆ...............................................................................................................................................

……………......................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
…………………………….....................................................................................................................
ผบู้ นั ทกึ .....................................................................................................................................

(ยศ/ช่ือ/สกลุ ) (สงั กดั )

694

หน้าท่ี 4 บนั ทกึ การเปลี่ยนแปลงทัง้ หมดที่เกิดขน้ึ ในระหว่างการเคลอื่ นยา้ ย

695
บนั ทกึ การเปลีย่ นแปลงในระหวา่ งการเคล่ือนยา้ ยผ้ปู ่วย
เวลา ความดันชีพจร หายใจ ผิวหนัง ลมื ตา พูด เคลือ่ นไหว O Sat2 การรกั ษา ผูป้ ฏบิ ตั ิ

ตารางการฝึกปฏิบตั ิ 3 วนั

การฝึก ระยะเวลา (นาท)ี หมายเหตุ

1. วันท่ี 1

2. การดูแลระหว่างการปะทะ และการใช้สายยางรัด 50 บรรยาย/สอนเชงิ สาธติ

ห้ามเลอื ด

3. การดแู ลในพื้นทก่ี ารรบหลังการปะทะ 100 บรรยาย/สอนเชิงสาธิต

การเปิดทางเดินหายใจ การดูแลการหายใจ และ

บาดแผลทรวงอก การประเมินระดับการรู้สติ การ

ประเมนิ อาการผบู้ าดเจ็บ และ การหา้ มเลอื ดเพม่ิ เตมิ

4. การส่งกลับทางยุทธวิธี การลาเลียงด้วยการอุ้ม การ 100 บรรยาย/สอนเชิงสาธิต

ใช้เปลการคดั แยกผู้บาดเจ็บในสนาม

5. การบันทกึ การเจบ็ ปว่ ยในสนาม 25 บรรยาย

6. การทบทวนเน้ือหาที่สาคัญตามหลักการดูแล 50 บรรยาย
ผบู้ าดเจบ็ ทางยุทธวธิ ี

7. วนั ท่ี 2

8. การฝกึ ห้ามเลือด การใชส้ ายยางรัดห้ามเลือด 50 ฝกึ ปฏบิ ตั ิ

9. การฝกึ หา้ มเลือดดว้ ยอุปกรณ์ชิ้นอน่ื ๆ 50 ฝกึ ปฏบิ ตั ิ

10. การฝกึ การประเมินผูป้ ว่ ย การคัดแยกผู้บาดเจบ็ 50 ฝึกปฏิบัติ

11. NPA / recovery position 50 ฝึกปฏิบตั ิ

12. Tension pneumothorax 50 ฝกึ ปฏบิ ัติ

13. การฝกึ การเคลอื่ นยา้ ยดว้ ยการอุ้ม การใช้เปล 50 ฝกึ ปฏบิ ตั ิ

14. การทบทวนทกั ษะต่างๆ 50 บรรยาย

15. วันที่ 3

16. ฝึกสถานการณจ์ าลอง เสมอื นจริง 1 วนั ฝึกปฏบิ ัติ

หมายเหตุ การบรรยายและการสาธติ วันละ 7 ชว่ั โมง การพกั ระหว่างช่ัวโมง 10 นาที

696


Click to View FlipBook Version