The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

รวมเนื้อหาหลักสูตร 8 สัปดาห์

บทท่ี 8-1

บทที่ 8.2 การยกและการเคล่ือนยา้ ย (Lifting and Moving )

บทนา
เฮลิคอปเตอร์เปน็ อากาศยาน ปีกหมนุ ที่สามารถขึ้นลงในทางดงิ่ ได้ เร่ิมใชใ้ นกิจการขนส่งทาง

อากาศมาหลายสิบปี ทั้งทางพลเรือนและภารกิจทางทหาร ในระหว่างสงครามก็ได้มีการขนอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ กาลังพลในการสู้รบ รวมถึงการเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บจากแนวหน้ามา รักษายัง
โรงพยาบาลในแนวหลัง ต่อมาพลเรือนก็ได้นาเฮลิคอปเตอร์มาใช้สาหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทาง
อากาศมากข้ึน ทั้งภารกิจการค้นหาช่วยชีวิตผู้ประสบภัยต่างๆ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน
ผู้ป่วยหนักจากสถานที่ที่การคมนาคมเข้าถึงลาบากหรือใช้เวลานานเช่นในภูเขา ทะเล เป็นต้น จาก
การปฏิบัติการดังกล่าวก็ได้มีการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยบนอากาศยานให้ดีข้ึนตามลาดับ เริ่มจากการ
ขนย้ายโดยท่ีไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือมาจนถึงปัจจุบันที่เทคโนโลยีทางการแพทย์พฒั นาก้าวไปมากก็ทา
ให้การเคล่ือนย้ายทางอากาศมคี วามปลอดภยั มากขึน้
การจัดตั้ง พืน้ ที่ข้นึ ลงเฮลิคอปเตอรช์ ั่วคราวและการใชส้ ญั ญาณมือเบอ้ื งต้น

447

การปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉิน เป็นการปฏิบัติในห่วงวิกฤติ ต้องการความรวดเร็ว และ
ความร่วมมือในการทางานเป็นทีม ท่ีจะก่อให้เกิดการแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ทีมแพทย์
ฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย ตารวจหน่วยในพืน้ ท่ีที่มีความรู้หรือความชานาญในการกู้ภยั อย่างไรก็ตามนักบิน
และทีมแพทย์ฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยทางภาคพื้นในการจัดหาพ้ืนท่ีที่เหมาะสมใน
การลงรับส่งผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ แจ้งเตือนหรือ ให้ข้อมูลข่าวสารกับนักบิน เก่ียวกับสภาพของพ้ืนที่
สิ่งกีดขวางต่าง ๆ ท่ีอาจจะทาให้เกิดอันตรายได้ เช่น ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า เสาวิทยุ เสาธง หรือประตู
ฟุตบอล (สนามกีฬา) เป็นตน้ เพื่อให้เกดิ ความพร้อมเพียง ความถูกตอ้ ง และเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการ
ปฏบิ ตั ิภารกจิ
ข้อพิจารณาในการเลือกพ้นื ที่

อันดับแรก ในการพิจารณาหากพื้นที่นั้นมีความกว้างขวางเพียงพอ เช่น สนามกีฬา จะเป็น
สนามกีฬาของจังหวัดหรือสนามกีฬาภายในสถานศึกษา หรือพื้นที่ว่างเปล่าใกล้เคียงกับสถานท่ีเกิด
เหตฉุ ุกเฉนิ ขอ้ พจิ ารณา คอื

1. เป็นพ้นื ทรี่ าบเรียบ ไม่นมุ่ นม่ิ รบั น้าหนักได้ 5 ตนั ลาดเอียงไดไ้ มเ่ กิน 10 องศา
2. พ้นื ที่ไมเ่ ปน็ ดินทราย ดินฝนุ่ ที่จะต้องนาน้าฉีดพรมให้ไมม่ ีฝุ่น
3. ปราศจากวสั ดุหลวมคลอน หลุดลอย เข้าหาเฮลคิ อปเตอร์ได้
4. ไม่มี ร้ัว หรือแนวพุ่มไม้ในพ้ืนท่ีหรือบริเวณท่ีกาหนดให้เป็นท่ีขึ้นลงของเฮลิคอปเตอร์ เมื่อ
ได้พื้นที่ทีเ่ หมาะสมและปลอดภยั แล้ว ข้อพิจารณาในการดาเนนิ การอนั ดับต่อไป
1. พื้นท่ีลง (Landing Area หรือ Safety Area) เกณฑ์ข้ันต่า 60 x 60 ฟุต ในเวลากลางวัน
หากปฏิบัติการในเวลากลางคืน ความต้องการพ้ืนท่ีข้ันต่า 100 x 100 ฟุต โดยส่วนรวมควรให้มีพื้นที่
ขนาดใหญ่ 100 x 100 ฟตุ ขึน้ ไปทั้งกลางวนั และกลางคนื จะเกดิ ความปลอดภัยย่ิงขึ้น
2. มีพ้ืนทโี่ ดยรอบบรเิ วณพืน้ ทลี่ ง ประมาณ 200 ฟตุ จะต้องไม่มีประชาชนและยานพาหนะที่
ไมเ่ ก่ียวขอ้ งอยูใ่ นบริเวณน้ัน

448

ลกั ษณะทข่ี ้นึ -ลงเฮลิคอปเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

ลักษณะทข่ี ึน้ -ลงเฮลิคอปเตอรแ์ บบจาเปน็ ฉุกเฉนิ
การเตรยี มพน้ื ท่ี

การจัดเตรียมพ้ืนท่ีเป็นหน้าท่ีที่สาคัญยิ่งของหน่วยภาคพื้น การจัดเตรียมพื้นท่ีท่ีเหมาะสม
เป็นพ้ืนฐานของการปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินโดยเฮลิคอปเตอร์ (Emergency Medical
Services หรือ EMS) จึงต้องพิจารณาในสิ่งเหล่านี้ประกอบจัดการเก็บกวาด ส่ิงของต่าง ๆ เช่น ขยะ
หมวก ร่ม อุปกรณ์ที่ใช้ในสนามต้องยึดติดให้แน่น ไม่หลุดหลวมคลอน หากทาได้ ให้ทาเครื่องหมาย
แสดงขอบเขตพ้ืนที่ในการข้ึนลงของเฮลิคอปเตอร์ให้เห็นชัดเจน เช่น โรยปูนขาวเป็นมุมท้ังส่ีมุม
โดยเฉพาะในเวลากลางคืนควรมีไฟฟ้าส่องสว่างให้กับพื้นที่ ถ้าไม่มีให้จัดรถฉุกเฉิน จานวนอย่างน้อย
2 คันทาการส่องสว่างไปยังพ้ืนท่ีท่ีจะให้เฮลิคอปเตอร์ทาการลง เส้นทางเข้าออกต้องสะดวกต่อการ
เคลอื่ นยา้ ยผู้ปว่ ยหรือผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน จัดเจ้าหนา้ ทดี่ ูแลรักษาความปลอดภัยในพน้ื ท่ีและเพียงพอกับ
การกากบั ดูแล คนและยานพาหนะสัญญาณไฟฉุกเฉนิ ท่ีติดต้ังบนรถฉุกเฉินตา่ ง ๆ จะต้องปิดในขณะท่ี
เฮลคิ อปเตอร์ทาการลงและวง่ิ ขน้ึ ยกเว้นไฟฟ้าส่องสว่าง
ลักษณะขอ้ พจิ ารณาพนื้ ท่ีขน้ึ ลงเฮลคิ อปเตอร์เพ่ือสือ่ สารต่อนักบิน

1. เปน็ สนามกีฬา สนามของสถานศึกษา ถนนหลวง หรอื ทุง่ หญา้ เลยี้ งสัตว์
2. สภาพพื้นทีเ่ ป็น หญา้ คอนกรตี ลาดยาง

449

3. ส่ิงกีดขวางโดยรอบ มี ตน้ ไม้สูง บ้านเรือน เสาไฟฟา้ เสาวิทยุสื่อสาร ที่อยู่ใกล้บริเวณของ
พ้ืนที่

4. บอกทิศทางลม (เช่น พัดจาก ทิศตะวันออก ไปทางทิศตะวันตก) หรือให้ลงทางใต้
(หรอื ทิศ) ของสนาม

เจ้าหนา้ ทป่ี ฏบิ ัตกิ ารภาคพน้ื
เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉินภาคพ้ืน มีความสาคัญ และเป็นปัจจัยท่ี

สาคัญมากต่ออัตราความสาเร็จ และต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจเฮลิคอปเตอร์การแพทย์
ฉุกเฉิน ท้ังในระยะเวลาและข้ันตอนการเตรียมสถานท่ีข้ึนลงเฮลิคอปเตอร์ การตรวจสภาพความ
พร้อมก่อนการปฏิบัติการข้ึน-ลงของเฮลิคอปเตอร์และมีบทบาทที่สาคัญอย่างยิ่งยวดในระหว่างการ
ข้ึนลงเฮลิคอปเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคพ้ืนนี้ จะเป็นท้ังผู้อานวยการ และควบคุมการ
เคลอื่ นที่ของเฮลิคอปเตอรใ์ นระยะเวลาระหว่างการขึ้น และการลงของเฮลิคอปเตอร์

ในรูปภาพข้างต้น นักบินนาเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงในบริเวณพ้นื ท่ี ที่นักบนิ ไม่เคยทาการสาเร็จ
และไม่มีความคุ้นเคยมาก่อน ซ่ึงเป็นสภาวะความเสี่ยงต่ออันตรายอันอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย
โดยท่ีนักบินต้องอาศัยความสามารถในการพิจารณาสภาพแวดล้อมด้วยสายตา แล้วใช้วิจารญาณ
ร่วมกับความประสบการณ์การชานาญนาเฮลิคอปเตอร์ลงจอด ซ่ึงหากเปรียบเทียบกับการนา
เฮลิคอปเตอร์ลงจอดในพื้นที่ ท่ีแม้นักบินไม่เคยสารวจ หรือคุ้นเคย แต่ได้รับการจัดเตรียม ตรวจสอบ
และอานวยการบิน โดยการให้สัญญาณมือจาก เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการภาคพื้นแล้ว นักบินจะลด
ความเครียดในการนาเฮลิคอปเตอรล์ งจอด และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการปฏบิ ตั ภิ ารกิจสูงขนึ้
หลายเทา่

450

เน่ืองจากความสาคัญของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคพ้ืนดังได้กล่าวมา บุคคลผู้จะทาหน้าที่
ดังกล่าวจึงต้องเปน็ ผู้ท่ีมีความรู้ความเข้าใจ และไดเ้ ตรียมกายและสภาพจิตใจมาเป็นอย่างดี ก่อนการ
รบั หน้าทน่ี ้ีปฏิบัติอย่างรอบคอบ ตน่ื ตัว และพรอ้ มแก้ปญั หาเฉพาะที่อาจเกิดข้ึนได้ตลอดเวลา ซ่ึงคมู่ ือ
นไ้ี ดร้ ะบุคุณลกั ษณะและใหข้ ้อแนะนาในการเตรียมตวั เจ้าหน้าที่ปฏิบตั ิการภาคพ้ืน เป็นการเบือ้ งตน้
ชดุ แตง่ กายและอุปกรณ์เพอ่ื การปฏบิ ตั ิหน้าที่

เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการภาคพ้ืน ต้องแต่งกายด้วยเส้ือผ้าที่นักบินสามารถมองเห็นได้ชัดเจนใน
ระยะไกล รองเท้าควรเป็นแบบหุ้มส่วน และสามารถเคลื่อนไหวโดยรวดเร็ว ชุดที่แต่งต้องกระชับ
รดั กุมเมื่อปะทะกระแสลมแลว้ ไมม่ ีชิ้นส่วนใดหลดุ ปลวิ ใหเ้ กิดอันตรายตอ่ ตวั บคุ คล หรอื เฮลคิ อปเตอร์
ได้ (ช้ินส่วนเสื้อผ้า หรือเคร่ืองประดับสามารถทาให้เคร่ืองยนต์ และใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ชารุด
เสียหายได้) ชุดสเี หลือง และสสี ม้ เป็นท่นี ยิ มใชก้ นั อปุ กรณเ์ สริมท่จี าเปน็ อืน่ ได้แก่

1. แวน่ ตานิรภยั เพ่ือปอ้ งกันลมและเศษสิ่งของปลิวเข้าตา ช่วยทาให้ทัศวิสัยไม่ถูกรบกวนใน
ระหวา่ งการควบคุมเฮลิคอปเตอร์ดว้ ยการใหส้ ญั ญาณมอื ต่อนักบนิ บนเฮลคิ อปเตอร์

2. หมวกนิรภัย (เช่นหมวกกันน๊อค) ก็มีความสาคัญในการป้องกันศีรษะจากสิ่งของที่อาจ
ก่อให้เกดิ อนั ตราย เช่น เศษไม้ เศษหนิ หรือของแขง็ อื่นใด

3. ที่อุดหู (หากไม่ไดเ้ ปน็ สว่ นหน่ึงของหมวกนิรภยั ) เพอื่ ป้องกนั เสียงท่ีดังเกินระดับ โดยทว่ั ไป
เสียงจากเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน ไม่อยู่ในระดับที่ดังจนเกิดอันตรายต่อแก้วหูมนุษย์ทันที แต่
หากมรี ะยะเวลาการรบั ฟังนานเกิน (10 นาที ขน้ึ ไป) อาจส่งผลให้เกินอาการสูญเสียการไดย้ ินช่ัวคราว
ได้

4. ไฟฉาย หรือหลอดไฟให้แสงสวา่ งแบบกระพริบ ซึ่งสามารถช่วยให้นักบนิ สามารถมองเห็น
ลกั ษณะการให้สัญญาณมือเฮลิคอปเตอร์ได้ชัดเจนดขี ึ้น โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในสภาพทศั วสิ ัยที่ไม่ดี เช่น
เวลากลางคืน หรือสภาพอากาศปิด มืดคร้มึ มฝี นตก หรือ หมอก ควนั บดบัง

451

5. ถุงมือ อาจพิจารณาเป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มทัศวิสัยของนักบินในการมองเห็นมือของ
เจา้ หนา้ ที่ และเพอ่ื ปอ้ งกนั มอื จากสิ่งของตา่ ง ๆ ในระหวา่ งการปฏิบัติหนา้ ที่

การสือ่ สารระหว่างเจ้าหน้าที่ปฏบิ ัตกิ ารภาคพน้ื กบั นักบนิ
ในกรณีท่ีการสื่อสารล้มเหลวไม่สามารถทาการติดต่อกันได้ นักบินจะทาการบินมาเหนือท่ี

หมาย ทาการบินวนสารวจพื้นท่ีก่อนทาการร่อนลง เช่น ความพร้อมของพนื้ ที่ ทิศทางลม ส่ิงกีดขวาง
ตา่ ง ๆ เมือได้ยินเสยี งเฮลิคอปเตอร์มาถึง หรือสามารถมองเห็น

1. ให้เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการภาคพ้ืนออกไปย่ืนให้ทัศน์สัญญาณ เพ่ือนักบินจะได้ทราบและทา
การลงต่อไป

2. ใช้สญั ญาณมือ สือ่ สารกบั นกั บนิ จนเฮลิคอปเตอรท์ าการลงเรยี บรอ้ ย
ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการภาคพ้ืนใช้สัญญาณมือ ในการติดต่อในช่วงท่ีการส่ือสารเป็นปกติ
เฮลิคอปเตอร์ร่อนลงทุกคนจะมีภารกิจมาก นักบิน ควบคุมเฮลิคอปเตอร์เฝ้ารับฟังการส่ือสารต่าง ๆ
เจา้ หน้าที่ภาคพนื้ เฝ้าระวังให้ความปลอดภยั และเฝ้าฟังการส่ือสารตลอดเวลาจนกว่าเฮลิคอปเตอร์จะ
ลงสู่พ้ืนเรียบร้อย รอจนกว่าจะได้รับสัญญาณจากนักบิน เรียบร้อยและปลอดภัยจึงนาผู้ป่วยไปยัง
เฮลคิ อปเตอรไ์ ด้
การปฏิบตั เิ มอื่ เฮลคิ อปเตอรล์ งเรยี บรอ้ ย
เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติการภาคพ้ืน ยังคงมีหน้าที่ช่วยนักบิน อานวยการเข้า และออกจาก
เฮลิคอปเตอร์ของผโู้ ดยสารและผ้ปู ฏบิ ตั ิงานอยา่ งปลอดภยั ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ควบคุมผู้เข้าและออกจากเฮลิคอปเตอร์ โดยรอให้ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์หยุดหมุน
เสียก่อน หรือรอฟงั นกั บนิ อนญุ าตก่อน

452

2. ให้ผู้เข้าหาและออกจากเฮลิคอปเตอร์ตอ้ งเข้าทางด้านหน้าหรือด้านข้างของเฮลิคอปเตอร์
หรือในทิศทางท่ีนักบินสามารถมองเห็นตลอดเวลา พร้อมโน้มศีรษะลงต่า (เมื่อเข้าหาในขณะ
เครื่องยนต์ยังทางานอยู่ หรือใบพดั ยังคงหมุนอย)ู่

3. คอยดูและกาชับเตือน หมวก ร่ม เอกสารต่าง ๆ ของผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานเก็บให้
เรียบร้อยและรดั กมุ ในขณะเขา้ และออกจากเฮลคิ อปเตอร์

4. กาชับและควบคุม ผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงาน ให้เดินเข้าและออกจากเฮลิคอปเตอร์อย่าง
สงบ ห้ามวง่ิ

5. หากเฮลิคอปเตอร์จอดในพื้นท่ีลาดเอียง (ไม่เกิน 10 องศา) ต้องคอยกากับผู้เข้าออก
เฮลคิ อปเตอร์ให้เขา้ และออกจากเฮลคิ อปเตอร์ ในทางลาดลง (ตา่ ) เท่านน้ั

6. คอยดูแล ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าในทิศทางด้านหางของเฮลิคอปเตอร์ หรือในทิศทางท่ี
นกั บนิ ไมส่ ามารถมองเหน็ ได้
การให้สญั ญาณมอื เบ้ืองตน้ เพ่อื การสอื่ สารกบั นกั บนิ เฮลคิ อปเตอร์
การส่งสญั ญาณกาหนดบริเวณลงจอด

ใหเ้ ฮลิคอปเตอรร์ อ่ นลงจอดบริเวณน้ี
ยืนตรงในทศิ หลังปะทะกระแสลม ยกแขนทงั้ 2 ข้างเหยยี ดตรงชข้ี ้ึน ให้ทศิ แนวร่อนลงของ
เฮลิคอปเตอร์

การสง่ สัญญาณห้ามลงจอด

453

หา้ มเฮลิคอปเตอรล์ งจอดบริเวณน้ี
กางแขนทั้ง 2 ข้างออกข้างลาตัวแล้วรวบเข้าหาลาตวั เข้ามาไขว้ลักษณะรูปกากบาท สลับกนั เลอื่ น ๆ
จนกระทง่ั นกั บินนาเฮลคิ อปเตอรอ์ อกไปจากพื้นท่ี
การส่งสญั ญาณเคล่อื นท่ีตามที่กาหนด

ใหเ้ ฮลิคอปเตอรเ์ คลอ่ื นท่ีมาขา้ งหนา้
เหยยี ดแขนท้ัง 2 ขา้ งตรงไปข้างหนา้ จนสุด หลักจากน้ันงอข้อแขนแลว้ ดงึ กลับ โดยทาไปเรอ่ื ย ๆ
จนกว่าเฮลคิ อปเตอรจ์ ะเคลื่อนทีถ่ งึ ตาแหน่งท่ีตอ้ งการ

454

ใหเ้ ฮลคิ อปเตอร์เคลือ่ นที่ถอยหลงั
วางแขนทงั้ 2 ข้างแนบลาตวั ผายมอื และ ยกในลกั ษณะดนั เฮลคิ อปเตอรใ์ ห้ถอยหลัง

ให้เฮลคิ อปเตอร์เคลอ่ื นไปทางซ้าย ใหเ้ ฮลคิ อปเตอรเ์ คล่อื นท่ีทิศซ้าย-ขวา ให้เฮลิคอปเตอรเ์ คลื่อนไป
ทางขวา

455

ใหเ้ ฮลิคอปเตอร์เคลื่อนที่ยกระดบั ความสูงขนึ้
กางแขน 2 ข้างเหยยี ดตรงขา้ งลาตัว หงายฝา่ มอื แลว้ ยกแขนทง้ั 2 ข้างข้ึนเหนือศรี ษะ

ใหเ้ ฮลิคอปเตอร์เคลื่อนทีล่ ดระดบั ความสงู ลง
เหยียดแขนทัง้ 2 ขา้ งกางออกข้างลาตวั คว่าฝ่ามอื ลง แล้วลดแขนทั้ง 2 ขา้ งลงรวบไว้หนา้ ขา

456

กามือทงั้ 2 ขา้ ง ยน่ื เหยียดตรงแล้วเบ่ียงไปทางซา้ ยมือของนกั บนิ ใหห้ างเฮลคิ อปเตอรเ์ บี่ยงซา้ ย-ขวา
กามือทงั้ 2 ขา้ ง ย่ืนเหยยี ดตรงแล้วเบี่ยงไปทางขวามอื ของนกั บนิ
การส่งสญั ญาณให้เฮลคิ อปเตอร์จอดและดับเครื่องยนต์

ให้เฮลคิ อปเตอรจ์ อด
เหยยี ดแขนทั้ง 2 ขา้ งไขวไ้ วห้ น้าลาตัว

457

ให้นกั บินดับเครื่องยนต์
ยนื ตรง แขนหนงึ่ ขา้ งไพล่หลัง ส่วนอกี ข้างกางฝา่ มอื ยกแขนอกี ขา้ งหน่ึงทาลักษณะปาดคอ
การสง่ สญั ญาณใหเ้ ฮลิคอปเตอรข์ น้ึ บนิ

ส่งสญั ญาณให้นักบนิ พรอ้ มตดิ เครอ่ื งยนต์
ยนื ตรงแขนซ้ายไพล่หลัง ในขณะยกแขนขวาข้ึน แลว้ แกวง่ มอื ในลักษณะใบพดั หมุน

458

ให้นกั บนิ นาเฮลคิ อปเตอร์บินออกในทิศที่กาหนด
ยืนตรงเหยยี ดแขนทง้ั 2 ข้าง ชไ้ี ปทศิ ท่ตี ้องการใหเ้ ฮลิคอปเตอรบ์ ินออกไป

ใหเ้ ฮลิคอปเตอร์ลอดนิง่ อยู่ในระดบั ความสูงปัจจบุ นั
เหยียดแขนทัง้ สองข้างกางออกขา้ งลาตวั โดยกามือทัง้ สองข้าง
ข้อปฏิบตั ิของรถพยาบาลฉกุ เฉินในการเคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ่วยกับเฮลคิ อปเตอร์

เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เกิดความปลอดภัย สูงสุดในการปฏิบัติงาน
รถพยาบาลฉุกเฉินจะตอ้ งขบั เดินหนา้ เข้าหาเฮลิคอปเตอรเ์ สมอ

459

พนักงานขับรถจะต้องมองเหน็ เฮลิคอปเตอรด์ ว้ ยตนเอง ตลอดเวลา
การเข้าและออกจากเฮลิคอปเตอร์ของ รถพยาบาลฉุกเฉินต้องเคล่ือนท่ีขนานกับเฮลิคอปเตอร์
ดา้ นข้างซา้ ยมือหรือขวามือเทา่ น้นั

ระยะหา่ งใกลท้ สี่ ดุ ของรถฉกุ เฉนิ ตอ้ งไม่ล้าเขา้ ระยะของปลายใบพัดประธาน
การเข้าหาเจ้าหนา้ ทีข่ ับรถ จะตอ้ งขับโดยการหันหนา้ เขา้

460

ห้ามถอยรถฉกุ เฉินโดยใช้ด้านหลงั เขา้ หาเฮลิคอปเตอรโ์ ดยเดด็ ขาด

ตวั อย่างการปฏิบตั ภิ ารกิจเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉกุ เฉนิ เวลากลางคนื

461

วนั ที่ 08 ก.พ. 2552 เวลา 24.00 น. สนามกฬี า โรงเรยี นนครนายกวิทยา จังหวัดนครนายก

เปน็ ลกั ษณะการปฏิบตั ภิ ารกิจ ในเวลากลางคนื ในพื้นท่สี นามกีฬาประจาโรงเรยี นท่ไี ม่มรี ะบบ
ไฟส่องสว่างจึงได้มีการจัดหารถยนต์และรถฉุกเฉิน 2 คันมาส่องไฟในลักษณะด้านล่าง ก่อน
เฮลิคอปเตอร์ลงจอดเพ่ือความปลอดภยั ในการปฏิบัติภารกจิ ซึ่งผู้เตรียมการมีโอกาสจะต้องจดั เตรียม
ในพนื้ ท่ี ทีไ่ ม่มสี นามบิน หรอื การจดั ตงั้ สนามเฮลิคอปเตอร์อยา่ งเปน็ ทางการ

462

หน่วยการเรียนที่ 9

การจดั การทางการแพทย์
ในสถานการณ์สาธารณภยั

บทท่ี 9-1
การจัดการทางการแพทยใ์ นสถานการณ์สาธารณภัย

1. บทนา
ปัจจุบันสถานการณ์สาธารณภัยที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความ

รุนแรงขึ้น ท้ังนเี้ ปน็ ผลจากสภาพแวดล้อมของโลกทีเ่ ปล่ียนแปลงไป เน่อื งจากสภาวะเรือนกระจกจาก
การทม่ี นุษย์ใชพ้ ลังงานอย่างฟมุ่ เฟือย เผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างไรข้ ีดจากัด ไม่วา่ จะเป็นน้ามัน ถ่านหิน
หรือก๊าซธรรมชาติ รวมท้ังการบุกรุกทาลายปา่ ไม้ เผาป่า ควันพิษจากท่อไอเสีย ยานยนตแ์ ละโรงงาน
อุตสาหกรรม ทาให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน มีเทน และฝุ่นละออง สะสม

463

ในโอโซนพ้ืนผิวและช้ันบรรยากาศ เกิดลักษณะคล้ายเรือนกระจกห่อหุ้มโลกและกักความร้อนจาก
แสงอาทิตย์ไว้บนพื้นผิวโลกเกินความจาเป็น ส่งผลให้อุณหภูมิผิวดินและผิวน้าสูงมากขึ้น เกิดวิกฤต
โลกรอ้ นคุกคามไปทกุ ภูมภิ าคของโลก

นอกจากนี้ ความเส่ือมโทรมของส่ิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยท่ีถูก
ดัดแปลง แก้ไข และทาลายอย่างรุนแรง ทาให้ระบบนิเวศน์เสียความสมดุล ประกอบการกับการ
เพมิ่ ขึน้ ของประชากรและการขยายตวั ของชมุ ชนอยา่ งไร้ทิศทาง การเร่งพัฒนาโครงสร้างพ้นื ฐาน การ
พัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และการแพร่กระจายของสารเคมีและวัตถุอันตราย
การเกดิ โรคระบาด ตลอดจนการก่อการร้ายและการกอ่ วินาศกรรม ส่งผลใหส้ ถานการณ์ดา้ นสาธารณ
ภัยเปล่ียนแปลงไป โดยมีความหลากหลาย สลับซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งข้ึน สร้างความเสียหาย
ใหแ้ กช่ วี ติ และทรัพย์สนิ อย่างร้ายแรง
2. ความหมายของ ภยั พิบตั ิ สาธารณภัย และสถานการณ์ฉุกเฉิน

ภัยพิบัตหิ รือสาธารณภัย (disaster) เปน็ สถานการณท์ ี่ทาใหช้ ุมชนและสังคมไดร้ ับผลกระทบ
ทีร่ ุนแรงจนเกินความสามารถของตนเองทีจ่ ะจัดการให้เขา้ สสู่ ภาวะปกตไิ ด้

ภัยพิบัติ คือ ภัยอันเกิดแก่สาธารณชน ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ หรือจากการกระทาของ
มนุษย์โดยก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของประชาชน เกิดความสูญเสียหรือความเสียหาย และมี
ผลกระทบในทางลบต่อทรัพย์สิน สังคม เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อม จนเกินขีดความสามารถของ
ชุมชนท่ีจะใช้ทรัพยากรของตนในการรับมือและจัดการกับภัยพิบัติและผลกระทบของภัยพิบัติได้
(แผนปฏิบัติการการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยแบบบูรณาการระดับกระทรวงด้านคมนาคม
ฉบบั สมบูรณ์ พ.ศ. 2552)

สาธารณภัย หมายถึง อัคคีภัย วาตภยั อทุ กภยั ภยั แลง้ โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์
โรคระบาดสัตว์น้า การระบาดของศัตรูพชื ตลอดจนภัยอ่ืนๆ อันมีผลกระทบตอ่ สาธารณชน ไม่ว่าเกิด
จากธรรมชาติ มีผู้ทาให้เกิดข้ึน อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซ่ึงก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของ
ประชาชนหรือความเสียหายแก่ทรพั ย์สินของประชาชน หรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทาง
อากาศ และการก่อวนิ าศกรรมด้วย (พระราชบญั ญัติปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั พ.ศ. 2550)

คาว่าสาธารณภัย ให้ความสาคัญกับสถานการณ์ภัยทั้งท่ีเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและด้วยน้ามือ
มนุษย์ท่ีส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและรัฐทุกประเภท โดยมิได้จากัดแต่เพียง
สถานการณภ์ ัยทีเ่ กนิ ขดี ความสามารถของชุมชนจะรับมอื ได้เท่าน้นั

ภัยพิบัติในทางการแพทย์ หมายถึงสถานการณ์ท่ีสร้างความเสียหายท้ังในด้านชีวิตและ
ทรัพย์สิน ที่เกินกาลังของหน่วยงานในโครงสร้างพ้ืนฐานของชุมชนแห่งน้ัน ณ เวลาขณะน้ัน จะ
สามารถรับมือและแก้ไขสถานการณ์ได้ โดยจานวนผู้ป่วยไม่ได้เป็นตัวกาหนดว่าจะเป็นภัยพิบัติ
หรือไม่ และภัยพิบัติของหน่วยงานในโครงสร้างพื้นฐานหนึ่ง อาจไม่ใช่ภัยพิบัติของหน่วยงานใน
โครงสร้างพ้ืนฐานอกี หนว่ ยหนึ่งกไ็ ด้

สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.
2548 หมายถงึ สถานการณ์ ดงั นี้

1) กระทบหรอื อาจจะกระทบตอ่ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

464

2) เปน็ ภยั ตอ่ ความมนั่ คงของรัฐ
3) เปน็ ภัยอาจทาให้ประเทศ หรอื ส่วนใดส่วนหน่ึงของประเทศตกอยูใ่ นภาวะคบั ขัน
4) การกระทาความผิดเกี่ยวกับการกอ่ การรา้ ย
5) การรบ หรอื การสงคราม
3. ประเภทของสาธารณภัย
สาธารณภยั แบง่ ตามลักษณะการเกิดหรอื สาเหตุไดเ้ ป็น 2 ประเภท ได้แก่
3.1 สาธารณภัยธรรมชาติ เปน็ สาธารณภัยทเ่ี กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ มักเกดิ ขึน้ ตามฤดูกาล
เป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยกะทันหัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต
รา่ งกาย จิตใจ ทรัพยส์ ินและส่งิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ซงึ่ ไดแ้ ก่
1) อุทกภัย เป็นภัยอันเกิดจากภาวะน้าท่วมจากพายุ ฝนตกหนัก พายุหมุน การ

ทาลายป่า การทรุดตัวของดิน ลักษณะอาจเป็นน้าท่วมเฉียบพลันหรือแบบค่อย
เป็นค่อยไป
2) วาตภัย เป็นภัยท่ีเกิดจากแรงลมและพายุ สามารถแบ่งลักษณะของวาตภัยได้
ตามความเร็วลม สถานที่ท่ีเกิดวาตภัย เช่น พายุฟ้าคะนอง พายุดีเปรสชั่น พายุ
โซนรอ้ น พายุไต้ฝุ่น
3) อัคคีภัย คือภัยท่ีเกิดจากเพลิงไหม้ เป็นภัยที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต และ
ทรพั ยส์ นิ มแี นวโน้มในการเกดิ ข้ึนบอ่ ยและสรา้ งความสูญเสียมากขนึ้ ทกุ ปี
4) อากาศหนาวผิดปกติ เช่น ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย ซ่ึงมีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากลม
มรสุม ท่ีพัดพาความหนาวเย็นจากจีน เข้าสู่พื้นท่ีดังกล่าว ทาให้ประชาชนท่ีอยู่
บริเวณหุบเขา และเชิงเขาได้รับความหนาวเย็น ซ่ึงพบว่าในบางปีของฤดูหนาว
จะมีอณุ หภมู ิตา่ มาก
5) ภัยแล้ง เป็นภัยท่ีทาให้เกิดความอดอยาก ขาดแคลน เนื่องจากการขาดน้า ใน
ประเทศไทยมักเกิดจากขาดฝน ความแห้งแล้งของพื้นท่ีก่อให้เกิดผลเสียในการ
ผลติ ผลทางการเกษตร
6) แผ่นดินถล่ม ในประเทศไทยมักพบแผ่นดินถล่มเกิดข้ึนเนื่องจากมีฝนตกหนัก
มาก เกิดจากดินบริเวณภเู ขาอุ้มน้าไว้จนเกิดการอ่มิ ตัว และไม่สามารถอุ้มน้าไว้
ไดอ้ ีกจงึ พังทลายลงมา ซงึ่ ส่วนมากจะเกิดพรอ้ มกับอทุ กภัย
7) การระบาดของโรค เชน่ อหวิ าตกโรค โรคฉ่ีหนู
8) ภัยจากฝูงสัตว์และแมลง
3.2 สาธารณภัยจากมนุษย์ เป็นสาธารณภัยท่ีเกิดจากการกระทาของมนุษย์ โดยอาจเกิด
จากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ท่ีประดิษฐ์เพื่อความสุขสบาย หรือเพื่อประหัตประหารกัน
เชน่
1) ภัยจากการจราจร ได้แก่ ทางอากาศ ทางบก ทางนา้ ทางราง

465

2) ภยั จากการประกอบอาชีพ ท้ังภาคเกษตรกรรมและอตุ สาหกรรม เช่น อบุ ัตเิ หตุ
จากการใชเ้ ครอื่ งมือเครื่องจกั ร อุบตั ิเหตุจากความรอ้ น อบุ ัติเหตจุ ากการตกจาก
ที่สงู อบุ ตั เิ หตุจากความไม่เป็นระเบียบ เปน็ ตน้

3) ภัยจากความไม่สงบของประเทศ เช่น การจลาจล การปฏิวัติ การก่อ
วนิ าศกรรม การก่อการร้าย สงคราม ซ่ึงผลท่ีทาให้เกิดสาธารณภัยจากสงคราม
จะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลร้ายของอาวุธที่นามาประหัตประหารกัน เช่น
นวิ เคลียร์ เชอ้ื โรคหรอื สารเคมี เป็นต้น

4) ภัยจากไฟฟ้า อัคคีภัย ทาให้เกิดการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิตจากแผลไหม้ ความ
ร้อน ควันไฟ การขาดอากาศ

5) ภัยจากวัตถุอันตราย ไดแ้ ก่ ภยั จากวัตถอุ นั ตรายทใี่ ช้ในอุตสาหกรรม การเกษตร
สาธารณสขุ อปุ โภคและบริโภค

6) ภัยจากความเจริญทางเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าดังกล่าว จะมีความเสี่ยง
สูงมากขึ้น เม่ือเกิดสาธารณภัย เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้ของอาคารสูง ระบบการ
เคล่ือนย้ายย่อมช้า และมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าอาคารปกติ รวมท้ังเกิดพิษ
จากสารเคมีท่ีใช้กับเฟอร์นิเจอร์ของอาคาร หรือแม้กระทั่งเคร่ืองใช้ประจา
สานักงาน เช่น คอมพิวเตอร์ น้ายาลบคาผิด ฯลฯ การมีมาตรการความ
ปลอดภัยท่ีดี ก็อาจจะเป็นความเส่ียงเม่ือเกิดสาธารณภัย เช่น ประตูที่ใช้ระบบ
เปิดปิดอัตโนมตั ิ หรอื ลฟิ ทท์ ข่ี ดั ขอ้ ง

4. รปู แบบการแบง่ ประเภทของสาธารณภัยทางการแพทย์
ประเภทของสาธารณภัยทางการแพทย์ หรืออุบัติเหตุกลุ่มชน (Major Incident) สามารถ

แบง่ ได้ 3 รปู แบบ ดงั น้ี
4.1 ธรรมชาติ (natural) หรือ มนษุ ย์ทา (manmade)
สาธารณภัยที่เป็นภัยธรรมชาติ เช่น น้าท่วม โรคระบาด โคลนถล่ม ไฟป่า ภูเขาไฟ

ระเบิด แผ่นดินไหว สนึ ามิ เป็นตน้
สาธารณภัยท่ีเกิดจากมนุษย์ทา เช่น ภัยจากอุบัติเหตุจราจร อัคคีภัย ภัยจาก

อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม ภัยจากการก่อการร้าย ภัยที่เกิดในฝูงชนที่มารวมตัวกัน ภัยจาก
สงคราม เปน็ ต้น

4.2 โครงสร้างพื้นฐานไม่ถูกทาลาย (simple) หรือ โครงสร้างพื้นฐานถูกทาลาย
(compound)

466

สาธารณภัยท่ีโครงสร้างพ้ืนฐานไม่ถูกทาลาย (simple incident) หมายถึง
สถานการณ์ทเี่ กดิ ขึ้นไมท่ าลายโครงสร้างพ้นื ฐานของชมุ ชนแหง่ นน้ั

สาธารณภัยที่โครงสร้างพื้นฐานถูกทาลาย (compound incident) หมายถึง
เหตุการณท์ ่ีโครงสร้างพนื้ ฐานสาคัญถกู ทาลายลงด้วย เช่น น้าทว่ ม แผ่นดนิ ไหว
4.3 รบั มือไหว (compensated) หรือ รบั มอื ไมไ่ หว (uncompensated)

สาธารณภัยที่รับมือไหว (compensated incident) หมายถึง สถานการณ์ที่
สามารถควบคุมได้ หน่วยงานตา่ ง ๆ ท่รี ับผดิ ชอบสามารถรบั มอื กบั ปัญหาได้

สาธารณภัยที่รับมือไม่ไหว (uncompensated incident) หมายถึง สถานการณ์ที่
เกิดขึ้นยังไม่สามารถควบคุมได้ แม้จะได้มีการระดมทรัพยากร และบุคลากรจาก
ภายนอกมาชว่ ยเหลอื แลว้ กต็ าม
5. ระยะในการตอบโต้สาธารณภัย
5.1 ระยะกอ่ นเกดิ เหตุ (Pre-event หรอื preparation phase)
5.2 ระยะขณะเกิดเหตุ (Event หรอื response phase)
5.3 ระยะหลงั เกดิ เหตุ (Post-event หรอื recovery phase)
6. การเตรียมการเพ่ือรองรับสถานการณ์สาธารณภัย ในระยะก่อนเกิดเหตุ (Pre-event หรือ
preparation phase)
กอ่ นเกิดสถานการณ์สาธารณภยั ควรมกี ารเตรียมการทจี่ าเปน็ 3 ด้าน (PET) ดังน้ี
1) การวางแผนการบริหารจัดการทางการแพทยใ์ นสถานการณ์สาธารณภัย (Planning)
2) การจดั เตรยี มอปุ กรณท์ ่ีจาเปน็ (Equipment)
3) การฝึกอบรมบุคลากรเพ่ือบริหารจัดการทางการแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย

(Training)
6.1 การวางแผนการบรหิ ารจัดการทางการแพทยใ์ นสถานการณ์สาธารณภยั (Planning)
การล้มเหลวในการทาแผนคือการวางแผนความล้มเหลว ดังนั้นการวางแผนต้องครอบคลุม
ความเส่ียงหรืออันตรายที่อาจจะเกิดข้ึนท้ังหมด เช่น อุบัติเหตุจราจรซ้าซ้อน ไฟไหม้ ตึกถล่ม ระเบิด
นา้ ท่วม การกอ่ การรา้ ย หรอื สารพิษ เป็นต้น
ในบางประเทศจะมีการทดสอบการส่ือสารตามแผนฉุกเฉินในสถานการณ์สาธารณภัยทุก 6
เดือน ฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ (table top) ทุกปี และฝึกซ้อมจริงในสถานการณ์จาลอง (live exercise)
ทุก 3 ปี ซึ่งในแผนจะบรรจุองค์ประกอบสาคัญคือการฝึกปฏิบัติ (exercise) และการฝึกอบรม
(training) เขา้ ไปด้วย
แผนการบริหารจัดการทางการแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัยที่ควรมีและฝึกให้คุ้นเคย
ได้แก่ แผนปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน แผนการบริหารจัดการของโรงพยาบาล แผนในกรณีที่เกิด
สถานการณพ์ ิเศษตา่ งๆ แผนฉกุ เฉนิ อืน่ ๆในระดับพืน้ ท่ี โรงพยาบาล จงั หวัด เขต และประเทศ รวมถงึ
การร่วมซ้อมแผนในพ้ืนที่เสี่ยงภัย เช่น สนามบิน โรงงานอุตสาหกรรม หรืออาคารสูง เป็นต้น โดยมี
เป้าหมายสูงสุดคือการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่ง
ต้องการความร่วมมืออย่างสูง และการทางานเป็นทีมของบุคลากร ในแผนและภาคส่วนท่ีเก่ียวข้อง
ท้ังนเ้ี พ่อื ใหม้ ีความพร้อมและสามารถปฏิบตั ิไดต้ ามแผน ไม่เพียงแตก่ ารให้ความรูเ้ ก่ยี วกับแผนเทา่ นนั้

467

องค์ประกอบของแผน ควรประกอบด้วย โครงสร้าง ผู้ประกาศใชแ้ ผน บุคลากรและบทบาท
ความรับผดิ ชอบ พ้นื ทีป่ ฏิบัตกิ าร และกระบวนการดาเนินงานตามแผน รวมถึงการมคี มู่ ือและระเบยี บ
ท่ีสนับสนุนการปฏิบัติงานด้วย โดยใช้ข้อมูลประกอบในการทาแผน ได้แก่ ธรรมชาติของภัยท่ีเกิดข้ึน
ศักยภาพของบุคลากร จานวนทรัพยากรที่มีอยู่ พนื้ ที่ใช้งาน เส้นทางการจราจร ระบบสื่อสาร วธิ ีการ
ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ข้อมูลสาคัญที่จะต้องรายงานในเบ้ืองต้น จิตวิทยากลุ่มชน
ผลกระทบเม่ือเกดิ ภัย และระบบการรักษาพยาบาลผูป้ ่วย เปน็ ต้น

วงจรของการวางแผนท่ีดี ประกอบด้วย การทาแผน การส่ือแผน การซ้อมแผนให้คุ้นเคย
และการประเมนิ ปรับปรงุ แผนใหด้ ีขนึ้

ทาแผน

ปรับแผน สอื่ แผน

ซ้อมแผน

วงจรการวางแผน
แผนป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั

1) แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จัดทาโดย กรมป้องกันและ
บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานเอกชน เสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและ
บรรเทา สาธารณภยั แห่งชาติ และขออนุมตั ิคณะรฐั มนตรี

2) แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตท้องท่ี (จังหวัด/กรุงเทพมหานคร)
จัดทาโดย คณะกรรมการฯ ในระดับจังหวดั และกรุงเทพมหานคร

468

การบญั ชาการเหตุการณ์ฉุกเฉิน
1) ระดับชาติ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีท่ีได้รับมอบหมายมีอานาจสั่งการ

ผู้ว่าราชการ ผู้อานวยการ หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ให้ดาเนินการป้องกัน
และบรรเทาสาธารณภัยและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน ในกรณีเกิดสาธารณภัยร้ายแรงเพ่ือให้
เกิดความเปน็ เอกภาพ ในการบริหารจดั การสาธารณภัย

รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย เปน็ ผูบ้ ัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั แห่งชาติ
มีอานาจควบคุมและกากับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท่ัวราชอาณาจักร โดยมีปลัดกระทรวง
มหาดไทย เป็นรองผู้บญั ชาการ

อธิบดกี รมปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภัย เปน็ ผอู้ านวยการกลาง รับผิดชอบการปอ้ งกนั และ
บรรเทาสาธารณภยั ทัว่ ราชอาณาจักร

2) ระดบั จังหวัด ผ้วู า่ ราชการจงั หวัด เป็นผู้อานวยการจงั หวัด รบั ผิดชอบการปอ้ งกัน
และบรรเทาสาธารณภัยในเขตจงั หวดั มีนายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวัด เปน็ รองผู้อานวยการ
จังหวดั นายอาเภอ เปน็ ผู้อานวยการอาเภอ รบั ผดิ ชอบการปอ้ งกนั และบรรเทา สาธารณภยั ในเขต
อาเภอ มหี นา้ ทชี่ ่วยเหลอื ผอู้ านวยการจงั หวดั ตามท่ไี ดร้ ับมอบหมาย

3) ระดับท้องถน่ิ กาหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมีหน้าที่ในการดาเนินการด้าน
การป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ มีส่วน
รบั ผิดชอบในการบรหิ ารจดั การ สาธารณภยั ในพ้ืนที่

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้อานวยการกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบป้องกันและ
บรรเทาสาธารณภัยในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นรองผู้อานวยการ
กรุงเทพมหานคร ผู้อานวยการเขตแต่ละเขตเป็นผู้ช่วยผู้อานวยการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ช่วย
ผ้อู านวยการกรุงเทพมหานคร

ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นผู้อานวยการท้องถ่ิน รับผิดชอบในการปอ้ งกันและ
บรรเทาสาธารณภัยในเขตพื้นท่ี มีหน้าที่ชว่ ยเหลือผู้อานวยการจังหวดั และผู้ชว่ ยผู้อานวยการจังหวัด
ตามที่ได้รับมอบหมาย มีปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นผู้ช่วยผู้อานวยการทุกระดับ โดยมี

469

อานาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน เพ่ือปฏิบัติหน้าท่ีในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตรับผิดชอบ
และจดั ให้มี อาสาสมคั รชว่ ยเหลือเจา้ พนักงานในการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั
6.2 การจดั เตรยี มอปุ กรณ์ท่ีจาเป็นในการบรหิ ารจดั การทางการแพทยใ์ นสถานการณ์สาธารณภัย
(Equipment)

อุปกรณ์ท่ีจาเป็นในการบริหารจัดการทางการแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย ได้แก่
อุปกรณ์ป้องกันตนเอง (Personal Protective Equipment) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (medical
equipment)
) อปุ กรณป์ ้องกนั ตนเอง (Personal Protective Equipment)

คณุ สมบัติที่ดขี องอุปกรณ์ปอ้ งกันตนเองมี 4 ประการ ดงั นี้
ปลอดภัย (safety)

ชุดปฏิบัติงานในกรณีสถานการณ์สาธารณภัย ต้องเป็นชุดท่ีทาให้ตนเองปลอดภัยและ
สามารถมองเห็นไดช้ ัดเจน ทั้งน้บี ุคลากรที่ไม่ไดใ้ ชอ้ ปุ กรณ์ป้องกันตนเอง จะไม่ไดร้ บั อนุญาต ให้เข้าไป
ในสถานการณ์เพ่ือช่วยเหลือผู้ปว่ ย ดังน้ันอุปกรณ์เหล่าน้ี จึงควรอยู่ในรถพยาบาลฉุกเฉินเพ่ือพร้อมใช้
ตลอดเวลา

ในสถานการณ์สาธารณภัย ควรมีพนักงานรักษาความปลอดภัย (ambulance safety
officer) คอยดูแลดา้ นความปลอดภยั ให้กับบุคลากรขณะปฏิบัติงาน โดยท่ัวไปเมื่อทีมรักษา พยาบาล
ไปถึงจุดเกิดเหตุ จะจอดรถ ณ ลานจอดรถ (ambulance parking point) ซึ่งจะเป็นจุดท่ีมีการ
ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่สวมใส่ชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเองหรือยัง โดยอย่างน้อยอุปกรณ์เหล่าน้ี จะ
สามารถปอ้ งกนั อันตรายที่อาจจะเกิดข้ึนกับศรี ษะ หนา้ ตา หู ลาตัว มือ และเท้าได้
ใชง้ านได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ (function)

เส้ือท่ีใส่ในสถานการณ์สาธารณภัย ควรเป็นเสื้อสะท้อนแสงที่เห็นได้ชัดแต่ไกล สามารถ
จาแนกประเภทของบุคลากรได้ เช่น มีคาว่า “แพทย์” “พยาบาล” “เจ้าหน้าท่ีกู้ชีพ” ด้านหน้าและ
หลังเสื้อ ในบางพื้นท่ีกาหนดให้ใช้สีสะท้อนแสงเป็นสีเขียวและเหลือง และกาหนดให้หัวหน้าทีมกู้ชีพ
(ambulance commander) ใส่เสื้อสะท้อนแสงลายหมากรุกสีเขียวสลับขาว และมีคาว่า “หัวหน้า
ทีมกู้ชีพ” ส่วนหัวหน้าทีมรักษาพยาบาล (medical commander) ใส่เสื้อสะท้อนแสงที่มีคาว่า
“หัวหน้าทีมรักษาพยาบาล” สีเขียวบนพื้นสีขาว นอกจาน้ีเส้ือที่ใส่ควรสามารถกันหนาวหรือป้องกัน
ความร้อนได้ระดบั หน่ึง และควรมีกระเปา๋ หรือชอ่ งสาหรับใส่อุปกรณท์ ่จี าเป็นได้พอสมควร
ทนทาน

ชุดปฏิบัติงานควรทาจากวัสดุท่ีมีความคงทน แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสะดวกในการ
ปฏิบัติงาน สามารถทนไฟได้ ชุดท่ีต้องใชใ้ นการปฏิบัติงานบนพื้นควรมีแผ่นรองเข่าหรือศอกเย็บติดท่ี
ชุดดว้ ย
ใช้สะดวกสบาย (comfort)

มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป นอกจากน้ีในสถานการณ์พิเศษท่ีมีความเส่ียง อุปกรณ์ท่ี
ควรนาไป ณ จุดเกิดเหตุเพิ่มเติมคือ บัตรประจาตัว โทรศัพท์มือถือ สมุดจด กล้องถ่ายรูป ไฟฉาย
นกหวีด เงนิ พก ปากกา เป็นตน้

470

ส่ิงสาคัญคืออุปกรณ์ที่ใช้ในสถานการณ์สาธารณภัย จาเป็นต้องมีการตรวจสอบให้พร้อมใช้
งานอยู่เสมอ

อปุ กรณ์ป้องกนั ตนเอง ตอ้ งมี ควรมี

ถงุ มือทางการแพทย์ 

แว่นตา 

Mask 

เสอ้ื ปอ้ งกันส่ิงคดั หล่งั 

รองเทา้ บทู๊ 

กรวยจราจร 

เทปจราจร 

หมวกนิรภัย 

กระบงั หนา้ 

เครอ่ื งปอ้ งกันเสยี ง 

เสือ้ คลมุ กันฝน 

ไฟฉาย 

กรรไกร 

กลอ้ งส่องทางไกล 

พลุไฟ 

อปุ กรณ์ Incident commander ตอ้ งมี ควรมี

471

แผนที่ 
Job Action Sheet 
ใบรายงานตัว 

472

เส้อื สะท้อนแสง จาแนกตาแหนง่ ปฏบิ ตั ิการ
2) อปุ กรณ์ทางการแพทย์ (medical equipment)

อปุ กรณ์ทางการแพทย์ที่จาเปน็ ตอ้ งจัดเตรียมในกรณีสถานการณ์สาธารณภยั ได้แก่
อุปกรณ์คัดแยก (triage) อุปกรณ์ช่วยชีวิต (life saving first aid) อุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพข้ันสูง
(advanced life support) อุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ (special medical equipment) และ
อุปกรณใ์ นการยดึ ตรึงผ้ปู ่วยกอ่ นเคลือ่ นย้ายนาสง่ (packaging for transport)

(1) อปุ กรณ์คดั แยก (triage) ปา้ ยท่ีใชใ้ นการคัดแยกผ้ปู ่วยควรใชร้ ดั หรือติดกับผู้ป่วยไดง้ ่าย
และหลุดยาก สามารถระบุกลมุ่ สีประเภทผ้ปู ่วยเพื่อจดั ลาดับการช่วยเหลือที่เข้าใจไดง้ า่ ย
ทนทาน กันน้าได้ สามารถเขียนข้อมูลบนป้ายได้ สามารถเปลี่ยนสีประเภทผู้ป่วยได้
อย่างรวดเร็ว ซ่ึงป้ายคัดแยก จะต้องมีไว้บนรถพยาบาลฉุกเฉินทุกคันๆละประมาณ 20
ปา้ ย เพอ่ื ให้สามารถคัดแยก ผู้ปว่ ยจานวนมากไดท้ นั ทีเมอ่ื ถงึ จุดเกิดเหตุ

473

(2) อุปกรณ์ช่วยชีวิต (life saving first aid) เปน็ อุปกรณ์ทีม่ ใี ช้บนรถพยาบาลฉุกเฉิน
ท่ัวไป แต่ในสถานการณ์สาธารณภัยมีความต้องการในจานวนมากข้ึน อุปกรณ์
เหล่านี้จะใช้ในการชว่ ยเหลอื ภาวะคุกคามต่อชีวิต: Airway-Breathing-Circulation

(3) อุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง (Advanced Life Support) การรักษาพยาบาลท่ี
มีการช่วยเหลือเพ่ิมเติม ได้แก่ การดูแลทางเดินหายใจ ท่ีมีการยึดตรึงกระดูกสัน
หลักส่วนคอ การช่วยหายใจที่มีการให้ออกซิเจนด้วย และการแก้ปัญหาระบบ
ไหลเวียนโลหติ ดว้ ยการหา้ มเลอื ดเพิ่มเตมิ
การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง จะทา ณ หน่วยรักษาพยาบาล (Casualty
Clearing Station: CCS) ซึ่ ง ค ว ร มี ชุ ด รั ก ษ า พ ย า บ า ล ( primary treatment
box/rucksack) 1 ชดุ ต่อผปู้ ่วย 1 คน

(4) อุปกรณ์ทางการแพทย์อ่ืนๆ (special medical equipment) ในกรณีท่ีมีทีม
แพทย์ออกไปช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ (Mobile Medical Team: MMT) อาจ
จาเป็นต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์อ่ืนๆ เพิ่มเติม ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับข้อตกลงของแต่ละ
พ้ืนท่ี

474

ชดุ ป้องกนั สารเคมี
(5) อุปกรณ์ในการยึดตรงึ ผปู้ ว่ ยกอ่ นเคล่อื นยา้ ยนาส่ง (packaging for transport)

ผู้ป่วยจะต้องได้รับการยึดตรึงก่อนถูกนาส่งไปยังโรงพยาบาล อุปกรณ์ที่ต้องใช้
เพม่ิ เติมขึน้ อยู่กับข้อตกลงของแตล่ ะพน้ื ที่
6.3 การฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการบริหารจัดการทางการแพทย์ในสถานการณ์สา
ธารณภัย (Training)รูปแบบการฝึกอบรมบุคลากรที่เก่ียวข้องในระดับบุคคล
ระดับโรงพยาบาล ระดบั จงั หวัด และระดบั เครอื ขา่ ย ดงั น้ี

1) การทาแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ (paper exercises)

2) การฝกึ สถานการณ์บนโต๊ะ (table top exercises)

475

3) การฝึกปฏบิ ตั ิตามโจทยส์ ถานการณ์ (Practical Exercises without
Casualties: PEWC)
4) การฝึกปฏิบัติจรงิ ในสถานการณ์จาลอง (practical exercises with
casualties)

7. การตอบโตส้ าธารณภัย ในระยะขณะเกิดเหตุ (event หรือ response phase)
ขัน้ ตอนการตอบโตส้ าธารณภัย ประกอบด้วย 7 ประการ ตามหลักการ CSCATTT ดังนี้

476

1) Command and Control ควบคมุ กากบั และสง่ั การ

2) Safety ทาให้เกิดความปลอดภยั

3) Communication สือ่ สาร

4) Assessment ประเมนิ จดุ เกดิ เหตุและทรัพยากร

5) Triage คดั แยกผบู้ าดเจ็บ

6) Treatment รักษา ณ จุดเกิดเหตุ

7) Transport ขนย้ายผบู้ าดเจบ็

7.1 การควบคมุ กากบั และสง่ั การ (Command and Control)

นพ.อนชุ า เศรษฐเสถยี ร (2552) ได้เรียบเรียงไวด้ ังนี้

การส่ังการ (command) คือการส่ังการลงมาตามสายการบังคับบัญชาใน

สถานการณ์ฉุกเฉินแต่ละชนิด และตามแต่ละหน่วย เช่น ตารวจ ดับเพลิง กู้ชีพ โดยแต่ละ

หน่วยยอ่ มมผี ูบ้ งั คบั บัญชาของตนเอง ถอื เปน็ การควบคมุ ในแนวดง่ิ

การควบคุมกากับ (control) คือการกากับของผู้มีหน้าท่ี ในการควบคุมสมาชิกของ

หนว่ ยตา่ งๆ ทหี่ ลากหลายและมารว่ มในสถานการณ์ฉุกเฉินนนั้ แต่ละสถานการณ์ยอ่ มตอ้ งมผี ู้

ควบคมุ สถานการณโ์ ดยรวม ถือเป็นการควบคมุ ในแนวราบ

การควบคุมกากับและสั่งการ คือกระบวนการควบคุมกากับและส่ังการ ที่สามารถ

พลิกผันสถานการณ์จากร้าย ยุ่งเหยิง กลายเป็นดี มีระบบได้ ถ้าเข้าใจทั้งกระบวนการและมี

การส่ือสารทดี่ ที ้งั แนวราบและแนวดงิ่

1) การส่ังการรวม (Incident Command) บริเวณท่ีเกิดเหตุ โดยมี ผู้ส่ังการแต่ละ

ฝ่าย ซ่ึงจะสวมชุดเห็นชัดเจนท้ังหน้าหลังและหมวกตามท่ีตกลงกันในแผน และ

สมาชิกตามสายบังคับบัญชาก็แต่งชุดแบบเดียวกัน ต่างกันแต่สัญลักษณ์ บน

เครื่องแบบ

477

รถคันแรกของแต่ละหน่วยท่ีมาถึงก็จะได้รับการจัดต้ังเป็นรถสั่งการของหน่วย
น้ันๆ โดยผู้สั่งการก็จะอยู่กับรถดังกล่าว บางประเทศจะบังคับให้สัญญาณไฟบน
หลงั คารถส่งั การจะมีสเี ฉพาะเพ่ืองา่ ยตอ่ การตามหากนั

2) การควบคุมกากับโดยรวมของบริเวณที่เกิดเหตุ (Incident Control) จะต้องเลือกผู้
สั่งการหน่วยท่ีเหมาะสมขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมกากับโดยรวม โดยทั่วไปจะเปน็ ผู้สั่งการ
ฝ่ายตารวจ แต่ถ้าเป็นกรณีไฟไหม้ ก็สามารถกาหนดให้ผู้ส่ังการฝ่ายดับเพลิงขึ้นมา
เป็นผู้ควบคุมกากับโดยรวม บางกรณีเช่นน้าท่วมอาจเป็น หัวหน้าหน่วยบรรเทาสา
ธารณภัยของเทศบาลน้ันมาควบคุมกากับก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ เรียกบุคคล
ดังกล่าวว่า ผู้ส่ังการ “Incident Commander” หน้าท่ีหลักของการควบคุมกากับ
คือการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงานตามความเหมาะสมและกาหนดทิศทางการ
เคล่ือนย้ายในสถานการณ์ โดยใช้ระบบการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพและ
ประสานงานกันสม่าเสมอ แต่การส่ังการลงสู่สายการบังคับบัญชายัง
ขึ้นกบั หัวหนา้ หน่วยนัน้ ๆ
การกั้นแบ่งพ้ืนท่ี (cordons) เป็นการกาหนดความชัดเจนของ
แต่ละพ้ืนที่ ซึ่งอาจใชแ้ ถบเส้นสีต่าง ๆ ของตารวจ หรือวัสดุอย่างอ่ืน เพ่ือ
ก้ันแบง่ และเลือกจะให้ใครเข้าออกบริเวณต่าง ๆ โดยเสน้ แบ่งเขตชั้นนอก
(outer cordon) จะล้อมรอบเหตุการณ์ท้ังหมดไว้ มักใชร้ ถตารวจ แถบสี
หรือกรวยสี เป็นตวั ก้ัน บริเวณจะค่อนข้างกวา้ ง การออกนอกจากวงแถบ
สีน้ีแล้วจงึ จะถือว่าปลอดภยั อย่างแท้จริง การจะเขา้ ออกจะถูกตรวจอยา่ ง
เข้มข้น และต้องมีสัญลักษณ์แสดงหน้าท่ีก่อนเข้ามา นักข่าวและ
ส่ือมวลชน ต่าง ๆ ก็ต้องอยู่นอกแถบดังกล่าว ส่วนเส้นแบ่งเขตชั้นใน (inner
cordon) ล้อมพื้นท่ีเกิดเหตุที่มีความเส่ียง สามารถกั้นแบ่งได้เช่นกันและอาจต้อง
ชัดเจนมากขึ้นในกรณีสารพิษ กรณีอาชญากรรม ยิ่งถ้าด้านในของรอยแบ่งยัง
อันตรายหรือเส่ียง แม้แต่คนเข้าออกต้องมีสัญลักษณ์ และเช็คชื่อและจานวนเสมอ
เพ่ือความปลอดภัยของทุกคน มักเป็นตารวจ หรือดับเพลิง ที่คอยควบคุมการเข้า
ออก

478

การจัดลาดับช้ันของการสงั่ การใหส้ อดคล้องพน้ื ท่ี (Tiers of Command)
เป็นการกาหนดยทุ ธศาสตรข์ องการส่งั การตามพนื้ ท่หี ลงั จากขดี เส้นแบ่งเขต (cordon) แลว้

โดยเรียกชื่อแต่ละพน้ื ทีด่ ังแผนภมู ิ ตอ่ ไปน้ี

Bronze

Silver

Gold

พ้ืนท่ชี ัน้ ใน (Bronze)
ล้อมดว้ ยเส้นแบง่ เขตช้นั ใน ถือเปน็ พื้นทปี่ ฏบิ ตั กิ าร (operational area) พ้ืนที่มคี วามเส่ียงและ

มีภัย การดับเพลิงกูภ้ ัยเปน็ ส่วนสาคัญ ผู้ส่ังการฝ่ายดับเพลิงจะอนุญาตทีมอืน่ ๆ ทจ่ี ะเข้าออกก็ตอ่ เม่ือ
ม่ันใจว่าปลอดภัยพอและต้องเข้าออกอย่างรวดเร็ว ทีมทางการแพทย์ท่ีบุกเข้าไปจะอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของผู้สัง่ การ หลักการทางานของพื้นทน่ี ี้คือรีบกู้ภยั รีบคัดแยกผู้ป่วย (primary triage) แล้วรีบ
นาออกจากพื้นทชี่ นั้ ใน
พืน้ ทชี่ ้นั กลาง (Silver)

อยู่ระหว่างเส้นแบ่งเขตชั้นใน และเส้นแบ่งเขตช้ันนอก จะรับช่วงผู้ป่วยออกมา ทาการคัดแยก
ครง้ั ท่ี 2 (secondary triage) พร้อมช่วยเหลือเบอ้ื งต้น และเตรยี มนาข้ึนรถพยาบาลฉกุ เฉนิ

479

ท้งั พ้ืนท่ีชนั้ ในและช้ันกลาง ซ่ึงถูกล้อมดว้ ยเสน้ แบ่งเขตนอก ถือวา่ อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ส่ัง
การ ในพนื้ ท่ีชน้ั กลางอาจมี พื้นท่ีชนั้ ในหลายวง ถา้ บริเวณทีเ่ กิดเหตุกระจายตวั

รถสั่งการของหน่วยตา่ ง ๆ จะมาจอดรวมกัน อยู่ภายในพื้นท่ีชนั้ กลาง ภายใต้การควบคุมของผู้
สั่งการ
พ้ืนที่ชนั้ นอก (Gold)

อยู่นอกเส้นแบ่งเขตชั้นนอก กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ผู้อานวยการต่าง ๆ และการสนับสนุน
ทรัพยากรต่าง ๆ จะมาอยูร่ วมกนั นอกเส้นแบง่ เขตช้ันนอกทง้ั ส้ิน รวมถึงนักข่าว อาสาสมคั รอน่ื ๆ และ
ญาติ การจะผ่านเส้นแบ่งเขตช้ันนอก ต้องได้รับการอนุญาตจากตารวจ ต้องมีสัญลักษณ์หรือบัตร
แสดงหน้าที่เพอ่ื ความปลอดภยั ของผ้เู ขา้ สพู่ ้นื ทเ่ี องและเพ่ือประสิทธิภาพของงาน

การควบคุมและส่ังการของผู้สั่งการที่ไดร้ ับเลือกแล้ว จะไม่เปลี่ยนตัวบอ่ ย อย่างมากก็ 1 ครั้ง
เมื่อมีผู้อาวุโสกว่ามาถึงผู้สั่งการไม่ว่าจะเป็น พนักงานดับเพลิง หรือตารวจก็ตาม ต้องสามารถติดต่อ
ประสานกับผู้สั่งการของหน่วยอื่นได้เป็นอย่างดีและมีการนัดเจอ นัดคุยกันทุก 20-30 นาที โดยการ
สื่อสารต้องเปน็ แนวราบท่ไี ขวห้ ากันได้หมด

ภาพรวมของการควบคุมส่ังการ คือการประสานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการจัดการกับ
พื้นที่ชั้นกลางและให้ทุกหน่วยส่ังการในทีมของตนตามความรับผิดชอบ เพื่อจัดการกับเหตุให้สงบลง
คัดแยกผู้ป่วยหนักนาส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสม ให้บุคลากรทุกหน่วยปลอดภัยและป้องกันความ
วุ่นวายจากผู้ไมเ่ ก่ยี วข้อง

ถ้าสามารถจัดการพ้ืนท่ีช้ันกลางท้ังหมดได้ ท้ังการกาหนดพื้นที่ภายในต่าง ๆ การกั้น
บคุ คลภายนอกด้วยเส้นแบ่งเขตช้ันนอกได้ การส่ือสารภายในทาไดด้ ีและต่อเน่ือง การบังคับบญั ชาใน
แตล่ ะหนว่ ยทาไดด้ ี ภาพรวมของการจดั การ ท้ังเหตุการณ์ถอื ว่าสาเรจ็ ไปกวา่ คร่ึง

480

ผู้ส่ังการฝ่ายการแพทย์และผู้ส่ังการฝ่ายกู้ชีพอาจเป็นคนเดียวกัน ในกรณีที่ทั้งคู่มาจาก
โรงพยาบาล แต่ทั้งคู่ต่างก็ต้องร่วมกันดูแลทรัพยากรทั้งระบบ ทั้งการวางกาลังคน เครื่องมือ การ
สอื่ สาร ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้

ผสู้ ัง่ การฝา่ ยการแพทย์ มหี น้าท่ี ดังนี้
- ตอ้ งกากับทั้งเหตกุ ารณ์ ไม่ตอ้ งลงไปดูผู้ปว่ ยเป็นรายบุคคล พร้อมประสานงานกันอยา่ งดี

และประสานกับผสู้ ัง่ การหลกั เพื่อกาหนดพืน้ ทเ่ี สน้ แบ่งเขต และจดุ เขา้ ออก
- กระจายงานให้ลูกทีมตามสายการบังคับบัญชาที่แสดง

ไว้ในแผนภูมิ โดยลูกทีมท่ีมาถึงจุดเกิดเหตุต้องมา
รายงานตัวและรับคาส่ังจากผูส้ งั่ การ
- ผู้ส่ังการ จัดการให้ระบบสื่อสารและเครื่องมือต่าง ๆ
เพียงพอต่อการทางานของบคุ ลากร

481

- รว่ มกันประเมินสถานการณ์เพื่อการสัง่ การทีเ่ หมาะสม
- จัดระบบการประสานกับโรงพยาบาลเพื่อขอทีมกู้ชพี มา

เสริมความช่วยเหลือ และจัดการให้การแจ้งข่าวสาร
เพื่อการเตรียมรับผู้ป่วยท่ีจะไปโรงพยาบาลต่าง ๆ
เปน็ ไปด้วยความสะดวกและต่อเนอ่ื ง
- กากับให้มีการทาคัดแยก (Triage) โดยประสานส่ังการ
ไปยงั เจา้ หนา้ ทีค่ ัดแยก ( Triage Officer)
- ควบคุมกากบั และสนับสนนุ การช่วยเหลอื รักษาเบอื้ งต้น
บางกรณีต้องขอทีมพิเศษเช่นศัลยแพทย์ด้านอุบัติเหตุ
วิสัญญแี พทย์และทมี เปน็ ต้น
- ควบคุมกากับทีมจัดการนาส่ง (Ambulance Loading
Officer) จัดรถและบุคลากรในรถทเ่ี หมาะสม เพยี งพอ
- ประสานกับทีมตารวจกรณีตอบคาถามหรือให้ข่าวสื่อมวลชนและกรณีการจัดการ
เร่อื งการชนั สตู ร
- ส่ังการทีมปฏิบตั ิการใน พ้ืนที่เส่ียง ให้ตรวจสอบและระวังเร่ืองความปลอดภัยของ
ทีม การคัดแยกเบ้ืองต้นท่ีเน้นให้ผู้ท่ีเดินได้ไม่บาดเจ็บถูกแยกออกจากพ้นื ท่ีโดยไม่
ไปสู่จดุ รักษาพยาบาล (Casualty Clearing Station) จะลดภาระของเจ้าหน้าท่ไี ด้
เปน็ อย่างดี
7.2 การสอื่ สาร (Communication)
ดร.วิภาดา วิจกั ขณาลญั ฉ์ (2552) ไดเ้ รียบเรียงไว้ดังน้ี
การส่ือสาร หมายถึง กระบวนการของการถ่ายทอดสารจากบุคคลฝ่ายหน่ึง ซ่ึงเรียกว่า ผู้ส่ง
สาร ไปยังบคุ คลอกี ฝ่ายหน่งึ ซึ่งเรียกวา่ ผู้รบั สาร โดยผ่านสอ่ื
การส่ือสารเป็นหัวใจของความสาเร็จในการตอบโตส้ ถานการณ์สาธารณภยั หากมีปัญหาดา้ น
การสื่อสารจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภาวะฉุกเฉินได้ ปัญหาในการสื่อสารที่มักพบได้แก่ การขาด
ข้อมูล (information) การขาดการยืนยันความถูกต้องของข้อมูล (confirmation) และการขาดการ
ประสานงาน (coordination)
ยกตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์สาธารณภัย ที่มีอุปกรณ์ทาแผลและให้สารน้าในจุด
รักษาพยาบาล (Casualty Clearing Station) เหลือจานวนน้อย แล้วไม่มีการส่ือสารให้ผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ ก็จะมีปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ในการใช้งานได้ นี่เป็นตัวอย่างของการขาดข้อมูล
(information) หากไม่มีการตรวจสอบความเข้าใจข่าวสารท่ีผู้ส่งข่าวสารส่งไปยังผู้รับข่าวสาร ก็อาจ
ทาให้มีการปฏิบตั ิงานที่ผิดพลาดได้ เช่นส่งข่าวสารว่าต้องการความช่วยเหลือจากชุดปฏบิ ัติการขั้นสูง
เพิ่มเตมิ แต่ผู้รบั ข่าวสารอาจเข้าใจว่าต้องการชุดปฏบิ ัติการข้นั พ้นื ฐาน เพราะไม่ได้ตรวจสอบขอ้ มูลซึ่ง
กันและกัน น่ีเป็นตวั อย่างของการขาดการยืนยันความถูกตอ้ งของข้อมูล (confirmation) และหากไม่
มีการส่ือสารประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง ก็อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือเพ่ิมเติมตามที่
ต้องการได้ ซึง่ เป็นตวั อย่างของการขาดการประสานงาน (coordination)

482

วิธีการส่ือสาร (communication methods) ในสถานการณ์สาธารณภัย สามารถใช้ได้ทั้ง
วทิ ยุ โทรศัพท์ และวิธีการอื่นๆ ดงั น้ี

1) วทิ ยุ
เครือขา่ ยวทิ ยสุ ่อื สาร
บุคคลหรือหน่วยงานที่จะส่ือสารทางวิทยุ จะต้องมีรหัสหรือนามเรียกขาน (call

sign) ที่สามารถส่ือสารกันได้โดยใช้คล่ืนความถี่ในเครือข่ายท่ีกาหนดไว้โดยเฉพาะ
ระบบปฏิบตั ิการของเครือขา่ ยวิทยุสื่อสารมี 2 ระบบ คือ

(1) Single frequency simplex เป็นการสื่อสารที่ทุกคนสามารถได้ยินและสื่อสาร
กนั ไดท้ ้ังหมด ซึง่ เป็นเครอื ขา่ ยการส่ือสารทจ่ี ดั เตรียมไว้สาหรับใช้ในสถานการณ์
สาธารณภยั

(2) Two frequency simplex เป็นการส่ือสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับข่าวสารใน
คลื่นความถี่เฉพาะน้ันเท่านั้น โดยศูนย์ส่ือสารจะสามารถได้ยินและสื่อสารกับผู้
ท่ีอยู่ในเครือข่ายนั้นได้ทุกคน ซึ่งเป็นเครือข่ายการสื่อสารท่ีใช้ในระบบบริการ
การแพทย์ฉุกเฉนิ ในสถานการณท์ ว่ั ไป

การสื่อสารทางวิทยุสื่อสาร สามารถใช้คลื่นความถี่วิทยุสื่อสาร (radio frequency)
ได้ท้ังแบบ HF (High frequency) VHF (Very High frequency) หรือ UHF (Ultra High
frequency)โดยคลื่นความถี่วิทยุส่ือสารแบบ HF จะมีความยาวของคล่ืนท่ียาวท่ีสุด ส่วน
คล่ืนความถ่ีวิทยุสื่อสารแบบ UHF จะมคี วามยาวของคลืน่ สั้นทสี่ ุด

โดยทั่วไป การส่ือสารระหว่างรถพยาบาลฉุกเฉินกับศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการและ
โรงพยาบาล จะใช้คล่ืนความถ่ีแบบ VHF ส่วนการส่ือสารระหว่างผู้ปฏิบตั ิงาน ณ จุดเกิดเหตุ
อาจใช้ UHF สาหรบั คลนื่ ความถแี่ บบ HF น้ันจะใช้ในพนื้ ทีห่ า่ งไกลและราชการทหาร

ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จาเป็นต้องมีการวางแผน การจัดหา และการใช้วิทยุ
ส่ือสารระหว่างผู้ปฏิบัติงาน ณ จุดเกิดเหตุ รถพยาบาลฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุและส่ังการ
โรงพยาบาลทจี่ ะนาสง่ ผูป้ ว่ ย และหนว่ ยงานเกยี่ วขอ้ ง เชน่ ตารวจหรือดับเพลงิ เปน็ ต้น ซ่งึ จะ
มปี ระสทิ ธิภาพมากกวา่ การสอื่ สารทางโทรศัพท์โดยเฉพาะในสถานการณ์สาธารณภัย

สว่ นประกอบของวทิ ยุสอ่ื สาร
(1) เครอื่ งวทิ ยุส่ือสาร มี 3 แบบ คอื

ก. เคร่ืองวทิ ยุสื่อสารแบบแร่บังคับความถี่ เป็นเครื่องวิทยุที่ผลิตความถี่ใช้งาน
ด้วยแรบ่ ังคับความถ่ี (Crystal)

ข. เคร่ืองวิทยุส่ือสารแบบสังเคราะห์ความถี่ เป็นเคร่ืองวิทยุท่ีผลิตความถ่ีใช้
งานด้วยระบบ Phase Lock Loop ซึ่งจะทาให้ผใู้ ช้สามารถเลือกความถ่ีใน
งานใดๆได้อย่างสะดวก เช่น ระบบเปลี่ยนความถี่ด้วย Key pad หรือ
Diode matrix

ค. เครอ่ื งวทิ ยุสอ่ื สารแบบโปรแกรมความถ่ี เปน็ เครอ่ื งวิทยุทผี่ ลติ ความถ่ีใช้งาน
ดว้ ยระบบ Phase Lock Loop ตามโปรแกรมทตี่ งั้ ไว้

483

(2) ส่วนประกอบของเครอื่ งวิทยุส่ือสาร
ก. ตัวเคร่ือง ประกอบดว้ ย
- ปุ่มเปิด-ปิด และปรับความดังเสียงสาหรับควบคุมความดังของเสียงใน
ภาครบั
- ปุ่มกดพูด (Push to talk: PTT) เม่ือกดปุ่มน้ี เคร่ืองวิทยุคมนาคมจะ
เปล่ียนสถานะจากเครื่องรบั เป็นเครอ่ื งส่ง
- ปมุ่ ปรับสเควล ใชป้ รับตง้ั ความไวในการรบั สญั ญาณจากสถานีต่างๆ
- ปุ่มเลือกช่องความถี่ใช้งาน ใช้ปรับเลือกช่องความถี่ช่องต่างๆ ตาม
ตอ้ งการ
ข. เสาอากาศ
ค. แบตเตอรี่
ง. แท่นชาร์จ

อีเรดิโอ (e-radio) เป็นวิทยุคมนาคมที่ทาการถ่ายทอดสัญญาณผ่านทางสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ าศัยเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ในการถ่ายทอดสญั ญาณระยะไกล

ระบบสื่อสารทางวิทยุคมนาคมสามารถติดต่อได้ในระยะไม่ไกลเนื่องจาก
ข้อจากัดในเรื่องของพ้ืนที่และความสามารถของเครื่องวิทยุคมนาคมรวมถึงระบบ
สายอากาศ การจะทาให้ระบบส่ือสารสามารถติดต่อได้ไกลขึ้นจะต้องอาศัยทรัพยากร
และทุนสูงมาก ระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โครงข่าย e-radio เป็นอีกวิธีการหนึ่งใน
การแก้ปัญหาระบบสื่อสารท่ีอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการถ่ายทอดสัญญาณ
ระยะไกล ซึ่งจะสามารถส่ือสารโดยการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระยะไกลและระบบวิทยุ
คมนาคม สามารถถ่ายทอดสัญญาณเสียงการประชุม สามารถประยุกต์ใช้ในสานักงาน
แทนระบบโทรศพั ทแ์ ละสามารถตดิ ต่อส่อื สารไดอ้ ย่างรวดเร็ว และเป็นแหล่งรวมข่าวสาร
ในยามทจ่ี าเปน็

วธิ ีการสอื่ สารโดยใช้วิทยสุ อ่ื สาร
หลักการพน้ื ฐานในการสอื่ สารโดยใชว้ ิทยุ
1) ความชัดเจน (clarity) เสียงดัง ชัดเจน เปน็ จังหวะ ใช้ความเร็วใน
การส่ือสารช้ากวา่ การพูดตามปกตเิ ลก็ นอ้ ย
2) ความถูกต้องแม่นยา (accuracy)
3) สน้ั กะทัดรัด (brevity)

484

การเรียก การตอบ ระหว่างสถานี

1) การเรียก ให้เรียกรหัสวิทยุของสถานีวิทยุที่ต้องการติดต่อและ

ตามด้วยรหัส ของสถานีผู้เรียกโดยใช้คาว่า "จาก" อยู่ตรงกลาง

แล้วต่อท้ายคาว่า "ว2 เปลี่ยน" เช่น ลาปาง1 จาก ลาปาง2 ว2

เปลี่ยน

2) การตอบ ให้ผู้ถกู เรยี กตอบโดยใชค้ าวา่ "ว2" และตามดว้ ยรหัสวทิ ยุ

ของสถานที ี่

เรยี กมา เชน่ ว2 ลาปาง2 เปล่ยี น

กรณีเกดิ สถานการณส์ าธารณภัย ควรมกี ารสอ่ื สารแจง้ ข้อมูล METHANE ดังนี้

M Major incident: Standby or Declared

เป็นสถานการณส์ าธารณภัยหรือไม่ เกิดขึ้นหรอื ยงั (ภัยหม)ู่

E Exact location

สถานท่ีเกดิ เหตุท่ีชดั เจน (รู้จุด)

T Type of incident

ประเภทของสาธารณภัย (รู้เหตุ)

H Hazards: present and potential

มีอันตรายหรอื อาจเกดิ อันตรายอะไรบ้าง (เภทภัย)

A Access and egress

ข้อมูลทางเขา้ -ทางออกจากสถานที่เกิดเหตุ (ไปพบ)

N Number and severity of casualties

จานวนและความรุนแรงของผบู้ าดเจบ็ (ผูป้ ระสบ)

E Emergency services: present & required

หน่วยฉกุ เฉนิ ไปถึงหรือยงั ต้องการความช่วยเหลอื อะไรบ้าง (ครบชว่ ย)

รหัสวทิ ยุสอื่ สาร

รหัส ความหมาย รหัส ความหมาย
ว 00 คอย , คอยกอ่ น ว 39 จราจรคบั ค่ัง
ว 0 คาสงั่ , ขอรบั คาสั่ง ว 40 เกดิ อบุ ตั เิ หตุ
ว 1 ขอทราบที่อยู่ ว 41 สญั ญาณไฟชารุด
ว 2 ไดย้ นิ แล้วตอบดว้ ย , ตอบ ว 42 ขบวนยานพาหนะ
ว 3 ทบทวนข้อความอีกครั้ง ว 43 จุดตรวจยานพาหนะ
ว 4 ปฏิบัติหน้าที่ ว 59 ใหง้ ดใช้วทิ ยเุ ดด็ ขาด
ว 5 ปฏบิ ตั ริ าชการลับ ว 60 มีญาตติ ้องการพบ
ว 6 ติดต่อ , ขอติดต่อโดยตรง ว 61 ขอบคณุ
ว 7 ภาวะคับขนั ชว่ ยดว้ ย ว 62 ของฝาก
ว 8 ข้อความขา่ วสง่ ทางวทิ ยุ ว 63 บ้านพกั

485

รหัส ความหมาย รหัส ความหมาย
ว 9 เหตุฉุกเฉนิ , ด่วน ว 64 ธุรกจิ ส่วนตวั
ว 10 หยุดรถยนตป์ ฏบิ ัติงาน ใชว้ ิทยุ ว 65 พบปะสังสรรค์
ว 11 หยุดรถยนตไ์ มป่ ฏิบัติงาน ใช้ ว 71 ปว่ ย

วิทยุ ว 78 อนมุ ตั ิ
ว 12 หยุดรถยนตไ์ ม่ใชว้ ิทยุ ว 80 รายงานตัว
ว 13 ตดิ ตอ่ ทางโทรศพั ท์
ว 14 เลกิ ปฏิบัตหิ น้าที่ 01 ทีท่ างาน
ว 15 ใหไ้ ปพบ ทันที 02 ท่บี า้ น
ว 16 ทดสอบความชัดเจน เหตุ ลกั ทรัพย์
111
ว 16-1 รบั ฟังไมช่ ดั เจนเลย เหตุ ว่งิ ราวทรพั ย์
121
ว 16-2 รับฟังได้ค่อนข้างยาก เหตุ ชงิ ทรพั ย์
ข้อความ ขาดหายบางตอน 131
ว 16-3 รบั ฟงั ไดพ้ อสมควร เหตุ ปลน้ ทรัพย์
141
ว 16-4 รบั ฟงั ได้ดชี ดั เจน เหตุ ทาร้ายร่างกาย
200
ว 16-5 รับฟงั ไดช้ ัดเจนดมี าก เหตุ ฆา่ คนตาย
241
ว 17 จดุ อันตรายห้ามเขา้ เหตุ สงสยั เป็นระเบดิ
510
ว 18 นารถยนต์ออกลองเครอ่ื ง เหตุ เกดิ เพลิงไหม้
ก.พ.
ว 19 สถานีวทิ ยถุ กู โจมตี 601 สายอากาศ
ว 20 ตรวจคน้ , จับกุม 602 เครื่องวทิ ยคุ มนาคม
ว 21 ออกจาก 603 รถยนต์
ว 22 ถึง 604 โทรศพั ท์
ว 23 ผา่ น 605 อาหาร
ว 24 ขอทราบเวลา 606 ดูทวี ี
ว 25 ไปทีจ่ ดุ หมาย 607 อาบนา้
ว 26 ใช้ ว ใหน้ อ้ ย 608 บุคคลภายนอก
ว 27 ตดิ ตอ่ ทางโทรพิมพ์ 609 ความถ่ภี ายนอก
ว 28 ประชมุ ปรกึ ษา

486

รหัส ความหมาย รหัส ความหมาย
ว 29 มรี าชการใด
ว 30 ขอทราบจานวน
ว 31 ความถ่วี ิทยุชอ่ ง 1
ว 32 ความถวี่ ทิ ยชุ อ่ ง 2
ว 33 ความถี่วิทยชุ อ่ ง 3
ว 34 ความถ่ีวิทยชุ อ่ ง 4
ว 35 เตรยี มพร้อม
ว 36 เตรียมพร้อมเติมกาลงั
ว 37 เตรียมพร้อมครึง่ อัตรา
ว 38 เตรยี มพร้อม 1 ใน 3

2. โทรศพั ท์
ข้อดี

 มีอสิ ระในการสอื่ สารมากกวา่ วิทยสุ อ่ื สาร
 ใชใ้ นการสอื่ สารนอเครอื ข่ายวิทยุสอื่ สาร
 สามารถสอื่ สารได้โดยตรงกบั โรงพยาบาลท่ีจะนาส่งผ้ปู ่วย
 สามารถสอื่ สารได้ทัว่ ประเทศและระหวา่ งประเทศ
 สามารถสื่อสารข้อความยาวๆได้
 สามารถสง่ โทรสารและกระจายข้อมูลได้
ข้อเสยี ของโทรศพั ท์ กรณีสถานการณส์ าธารณภยั
 ไม่มีศูนย์กลางการรับสง่ ข่าวสาร
 มีขอ้ จากัดในการใช้งานพร้อมกนั
3. การสือ่ สารวธิ ีการอน่ื ๆ
1) คนวิ่งสื่อสาร ซ่ึงบางกรณีใช้การได้ดีกวา่ การสื่อสารทางวิทยุที่มีผู้ใช้งานจานวนมาก
โดยสามารถส่งกระดาษข้อมูลไปยังผู้รับข่าวสาร ทาให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทั่วไป
เป็นบทบาทของอาสาสมัคร
2) ใชส้ ัญลกั ษณม์ อื ใช้การไดด้ ใี นกรณีที่มเี สียงดงั รบกวนการสื่อสารหรืออยู่ไกลกัน
3) นกหวดี ใชใ้ นกรณีต้องการเรยี กความสนใจใหป้ ฏิบตั กิ ิจกรรมทตี่ ้องการแตโ่ ดยทั่วไป
ตารวจจะเปน็ ผ้ใู ช้นกหวีดในการสื่อสารเพอื่ การปอ้ งกันอันตรายที่อาจจะเกิดข้ึน
4) การประกาศ สามารถใช้ได้ดีกรณีต้องการสื่อสารเป็นกลุ่ม โดยใช้โทรโข่ง ประกาศ
เสยี งตามสายหรือหอกระจายขา่ ว ใช้ไดด้ ีกรณีตอ้ งการส่ือสารกับบุคคลจานวนมาก
5) โทรทัศน์หรือวิทยุ เป็นการสื่อสารแบบกระจายที่สามารถสื่อสารได้อย่างกว้างขวาง
เช่น สามารถสื่อสารให้บุคลากรมารวมตัวกันในท่ีต้องการ เมื่อเกิดสถานการณ์สา
ธารณภัย

487

6) วิดีโอ สามารถส่งวิดีโอเทปไปยังโรงพยาบาลไดใ้ นระยะเวลาอันสั้น เพ่อื พจิ ารณาว่า
มีปัญหาอะไร ณ จุดเกิดเหตบุ ้าง เพือ่ ช่วยในการตดั สินใจให้การช่วยเหลือ หรือหาก
มีการถ่ายทอดวิดีโอไปยังศูนย์บัญชาการ จะสามารถเห็นเหตุการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ
และใหก้ ารสนับสนนุ ช่วยเหลอื ได้

7) เทเลเมดดิซีน (Telemedicine) เป็นการส่ือสารที่ช่วยในการบริหารจัดการ
สถานการณ์ สาธารณภยั โดยใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ซ่ึงสามารถสื่อสารกันได้
ท่วั โลก

7.3 การคัดแยก (Triage)
นพ.ไชยยุทธ ธนไพศาล (2552) ไดเ้ รยี บเรยี งไว้ดังนี้
การคัดแยกมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดกลุ่มและนาผู้ปว่ ยไปส่งยังสถานที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่
เหมาะสมเพ่ือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาท่ีเหมาะสม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจานวนมากเกินกว่าจานวน
บคุ ลากรที่ให้การช่วยเหลือ การคัดแยกจะใชเ้ พื่อชว่ ยเหลือผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีโอกาสรอดชวี ิต โดยผู้ท่ี
มีอาการรุนแรง และมีโอกาสรอดชีวิตไมม่ ากนัก อาจไมไ่ ดร้ ับการชว่ ยเหลือ
การคัดแยก สามารถใช้ได้ตั้งแต่กรณีอุบัติเหตุทางการจราจรที่มีผู้บาดเจ็บ 4-5 ราย โดยมี
บคุ ลากรที่ดแู ลที่จุดเกิดเหตุเพียง 1-2 คน จนถึงกรณีการเกิดอุบัติเหตุกลุ่มชนขนาดใหญ่ที่มีผู้บาดเจ็บ
จานวนมาก ซ่ึงต้องใช้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าท่ีอื่นๆ ทั้งในและนอกโรงพยาบาล ต้องใช้การ
ตดั สินใจและการประสานงานในระดบั ชาติหรือนานาชาติ
เวลาและตาแหน่งทท่ี าการคดั แยก
การคัดแยกเปน็ กระบวนการซ่ึงต้องกระทาอย่างตอ่ เนื่อง ไม่ใช่ทา ณ เวลาใดเวลาหน่งึ เท่านนั้
ท้ังน้ีเพราะอาการของผู้ป่วยอาจดีข้ึนหรือแย่ลงได้เสมอ ดังน้ันการคัดแยกจึงต้องกระทาหลายคร้ังใน
ระหว่างกระบวนการดูแลผู้ป่วย โดยอาจทาท่ีจุดเกิดเหตุ ทาก่อนเคลื่อนย้าย ทาที่จุดรักษาพยาบาล
ทาก่อนจะส่งมายังโรงพยาบาล ทาเมื่อมาถึงโรงพยาบาล ทาระหว่างให้การดูแลรักษาในห้องฉุกเฉิน
นอกจากน้ีอาจทาการคัดแยกเพ่ิมเติมได้เม่ือใดก็ตามท่ีอาการของผู้ป่วยมีการเปล่ียนแปลง ในทาง
ปฏบิ ัติ นยิ มคดั แยกอยา่ งนอ้ ย 2 คร้ัง
โดยทว่ั ไปการคัดแยกครัง้ แรก (primary triage) มักจะกระทาทีจ่ ดุ เกดิ เหตุ ในตาแหน่งทพี่ บ
ผู้ปว่ ย เรียกว่า triage sieve การคัดแยกครง้ั ทีส่ อง (secondary triage) มกั กระทาท่จี ดุ รักษาพยาบาล
เรยี กว่า triage sort

488

1 2
EMS
1–
1– 2–
2–
3–

การคดั แยก ณ จดุ เกดิ เหตุมกั กระทาโดยเจา้ หนา้ ท่กี ูช้ ีพในขณะที่การคัดแยกท่ีจุด
รกั ษาพยาบาลมกั กระทาโดยแพทยห์ รือพยาบาล ผู้ปว่ ยบางรายโดยเฉพาะรายท่บี าดเจ็บเพียงเล็กนอ้ ย
หลงั จากคัดแยกทจี่ ดุ เกดิ เหตุหรือรกั ษาพยาบาลแลว้ อาจนาสง่ โรงพยาบาลได้เลย โดยไม่ต้องการ การ
รกั ษาใดๆ และอาจนาสง่ โดยพาหนะอน่ื ๆ ที่ไมใ่ ช่รถพยาบาล เน่ืองจากตอ้ งใชร้ ถพยาบาลในการนาสง่
ผู้ปว่ ยทีม่ อี าการรนุ แรงกว่า
การคัดแยกครงั้ ท่ี 1 (Triage sieve)

คือการตรวจดูอย่างรวดเร็วเพื่อจัดกลุ่มผู้ป่วยในเบ้ืองต้น เนื่องจากต้องกระทาอย่างรวดเร็ว
และใชข้ อ้ มลู ไม่มาก การทา triage sieve จงึ อาจเกิดความคลาดเคล่อื นได้ แตก่ ็จะสามารถปรับแกไ้ ข
ได้ในภายหลัง การทา triage sieve จะพจิ ารณาจาก

1. ผ้ปู ่วยเดินได้เองหรือไม่
2. การประเมิน ABC (airway, breathing, circulation)
ถ้าผู้ป่วยเดินไดเ้ อง ให้จัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวบาดเจ็บเล็กน้อย อาจมีผู้ตง้ั คาถามวา่ ถ้าผู้ปว่ ยเดิน
ได้แต่มีดปักอยู่ท่ีหลังหรือมีแผลไฟไหม้ 50% จะจัดกลุ่มอย่างไร แนะนาว่าให้จัดกลุ่มตามความเป็น
จรงิ คือ จดั เป็นสีเขียวบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่ออาการเปลยี่ นแปลงจึงปรบั เป็นสเี หลืองบาดเจ็บปานกลาง
ในภายหลังเพราะการคัดแยกตอ้ งทาหลายครั้งเป็นระยะ อย่าลืมว่าการคัดแยกครั้งที่ 1 เป็นการตรวจ
อย่างรวดเร็ว และอาการของผู้ป่วยอาจเปลี่ยนแปลงดีข้ึนหรือแย่ลงก็ได้ การเปลี่ยนแปลงน้ีจะทาให้
ผปู้ ว่ ยในแตล่ ะกลุ่มมจี านวนเปล่ยี นไป ซ่งึ มผี ลต่ออตั ราส่วนระหวา่ งบคุ ลากรผดู้ แู ลต่อจานวนผูป้ ่วย
ผู้ป่วยทีเ่ ดนิ ไม่ได้ ต้องประเมนิ ABC อยา่ งรวดเรว็ ดังน้ี
รายที่ไม่หายใจ ให้เปดิ ทางเดินหายใจโดยหัตถการพื้นฐาน หากเปิดทางเดินหายใจแล้วยังไม่
หายใจ ให้จัดอยใู่ นกลุม่ สดี าเสยี ชวี ิต

489

ถ้าเปดิ ทางเดินหายใจแล้ว ผู้ป่วยหายใจได้ ใหจ้ ัดอยใู่ นกลมุ่ สีแดงบาดเจบ็ รนุ แรง ผูป้ ว่ ยกล่มุ น้ี
มักมีปัญหาอื่นๆ ที่ต้องดูแล แต่ในขณะเดียวกัน บุคลากรจะต้องเปิดทางเดินหายใจอยู่ตลอดเวลา
มิฉะนั้นก็อาจจะหยุดหายใจอีก ในทางปฏิบัติอาจให้ผู้เห็นเหตุการณ์ หรือให้ผู้ป่วยที่มีอาการเบาช่วย
หรอื อาจใชอ้ ปุ กรณ์ชว่ ยเปดิ ทางเดินหายใจ เพือ่ ใหบ้ ุคลากรสามารถทางานตอ่ ไปได้

รายที่หายใจได้ ให้ประเมินการหายใจ (breathing) โดยตรวจวัดอัตราการหายใจ ถ้าหายใจ
ช้ากว่าหรือเท่ากับ 9 ครั้งต่อนาที หรือ หายใจเร็วกว่าหรือเท่ากับ 30 ครั้งต่อนาทีให้จัดอยู่ในกลุ่มสี
แดงบาดเจ็บรุนแรง

ถ้าอัตราการหายใจ อยู่ในเกณฑ์ปกติ (10-29 ครั้งต่อนาที) ให้ประเมินระบบไหลเวียน
(circulation) ต่อไป ซ่ึงมี 2 วธิ ี คือ

1- การไหลกลับของเลือดในหลอดเลือดแดง (capillary refill time) ทาโดยกดที่เล็บของ
ผู้ป่วยนาน 5 วินาที แล้วปล่อย ถ้า capillary refill time นานกว่า 2 วินาที ให้ถือว่ามีปัญหาของ
circulation ให้จัดอยู่ในกลุ่มสีแดงบาดเจ็บรุนแรง แต่ถ้า capillary refill time เร็วกว่า 2 วินาที ให้
จัดอยู่ในกลุ่มสีเหลืองบาดเจ็บปานกลาง การตรวจประเมินโดยวิธีนี้จะช่วยบ่งบอกถึงเลือดท่ีไปเล้ียง
เนือ้ เย่ือ (tissue perfusion) ได้ แต่อาจมีความคลาดเคลอื่ นไดจ้ ากสาเหตุหลายประการ เชน่ อุณหภูมิ
แสงสวา่ ง เป็นต้น

2 - ชีพจร หากชีพจรเร็วกว่า 120 คร้ังต่อนาทีให้จัดเป็นกลุ่มสีแดงบาดเจ็บรุนแรง ในระยะ
หลงั นยิ มใช้การจบั ชพี จรมากขนึ้ เน่อื งจาก capillary refill time มีความคลาดเคลอ่ื นได้ง่าย อยา่ งไรก็
ตาม การจับชีพจรจะใช้เวลานานกว่า เพราะอย่างน้อยต้องจับ 15 วินาที เมื่อเทียบกับ capillary
refill time ซงึ่ ใชเ้ วลา 7 วนิ าที (กด 5 วินาที ปล่อยและดู 2 วินาที)

1: Triage Sieve 3
)
(

10 - 29 10 1
29 )

( 2
)
120

(120

490

การคดั แยกครง้ั ท่ี 1 (Triage sieve) ในเดก็
กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา ของเด็กจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ ค่าของการตรวจวัดต่างๆ ใน

แต่ละช่วงอายุก็ไม่เหมือนกัน ทาให้ผู้ปฏิบัติมีปัญหาในการจาค่าปกติ เพ่ือแก้ปัญหาน้ีจึงมีการนาเทป
คัดแยกของเด็กมาใช้ โดยถือหลักการท่ีว่า ความสูงของเด็กจะเป็นสัดส่วนกับอายุ น้าหนัก แล ะ
สัญญาณชีพ ดังน้ัน เม่ือวางตัวเด็กลงข้างเทปโดยให้ศีรษะอยู่ตรงกับเครื่องหมาย ตาแหน่งที่ส้นเท้า
แตะกบั เทปกจ็ ะเป็นความสงู ซึ่งจะทาใหป้ ระเมินคา่ ปกติต่างๆ ได้

โดยทั่วไปแล้ว เด็กเล็กที่เดินไม่ได้ จะจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเหลืองบาดเจ็บปานกลางเป็นอย่าง
น้อย การตรวจ capillary refill time ให้ตรวจที่หน้าผาก เน่อื งจากจะเห็นไดช้ ัดกว่าที่เล็บ ส่วนอัตรา
การหายใจและชีพจรใช้อัตราในตาราง ในกรณีที่เด็กตดิ อยู่ในรถหรือส่ิงก่อสร้าง ให้ถือเป็นกลุ่มสีแดง
บาดเจบ็ รุนแรงไว้ก่อน จนกว่าเดก็ จะถกู นาออกมาจากรถหรือสิง่ ก่อสรา้ งนน้ั ได้ จึงทาคดั แยกอกี คร้ัง

ความสูง อัตราการหายใจ ชพี จร
50 ซ.ม. 20 – 50 90 – 180
80 ซ.ม. 15 – 40 80 – 160
>100 ซ.ม. 10 – 30 70 – 140

การคัดแยกครง้ั ต่อมา (Triage sort)
เมอ่ื ผปู้ ่วยมาถงึ จุดรักษาพยาบาล จะถกู ทาคดั แยกอีกครงั้ หนง่ึ ซ่ึง ณ จดุ น้ีจะมบี คุ ลากรและ

อปุ กรณม์ ากข้ึน การทาคัดแยกจะมีการใช้ข้อมลู มากขนึ้ กระบวนการนี้ เรียกวา่ การคดั แยกครั้งตอ่ มา
(triage sort) โดยใช้ triage revised trauma score (TRTS) ซงึ่ ใช้อตั ราการหายใจ, ความดันโลหติ
และการประเมนิ ระดับความร้สู กึ ตัวของกลาสโกว (Glasgow coma scale) ปกติแลว้ ปรบั คา่ ท่วี ัดได้
แตล่ ะตัวเปน็ score 0 - 4 โดยคะแนน 4 เป็นคา่ ท่ีอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดหล่ันลงมาถงึ 0 เป็นค่าทีว่ ดั
ไม่ได้เลย

491

: Triage Sort
(Triage revised trauma score: TRTS)

10 – 29 4
3
Respiratory rate >29 2
1
6–9 0
4
1–5 3
2
Triage 0 1
0
Systolic blood > 90 4
pressure 76 – 89 3
50 – 75 2
1
1 – 49 0

0

Glasgow coma scale 13 – 15
9 – 12

6–8

4–5

3

เมอื่ นาคะแนนทง้ั 3 มารวมกนั จะไดเ้ ป็นค่า TRTS ซงึ่ มคี ะแนนเตม็ 12 การนา TRTS ไป
จดั กลุ่มผปู้ ว่ ย

Triage TRTS

T1 1 – 10
T2 11
T3 12
T4 0

492

ข้อดีในการใช้ทาคดั แยก โดยวธิ ีนี้คือ ทาได้เร็ว แม่นยา สามารถเรียนรู้และนาไปใช้ได้งา่ ย อีก
ท้ังยังเป็นการวัดค่าทางสรีรวิทยาท่ีต่อเน่ืองจาก triage sieve อย่างไรก็ตามการจัดกลุ่มวิธีนี้ บอกได้
เพียงว่ากลุ่มใดหนักหรือเบา และต้องการการดูแลรักษาที่รีบด่วนกว่ากัน แต่ไม่ได้บอกถึงอวัยวะที่
บาดเจ็บ ซ่งึ จะทาให้บอกไมไ่ ดว้ ่า รายใดตอ้ งสง่ ไปยงั โรงพยาบาลทีม่ ีแพทยเ์ ฉพาะทางสาขาใด

ในการปฏบิ ัติ แนะนาให้ทา triage sieve และ triage sort โดยการวัดค่าทางสรีรวิทยาก่อน
หลังจากนั้นให้ใช้ข้อมูลการบาดเจ็บทางกายวิภาคศาสตร์เสริม เช่น บาดแผลไฟไหม้ การบาดเจ็บทาง
สมอง การบาดเจบ็ ที่ใบหนา้ เปน็ ต้น เพ่อื ชว่ ยในการพิจารณาส่งต่อไปยงั โรงพยาบาลทเี่ หมาะสม
ปา้ ยแสดงการจัดกลุ่ม (triage labeling)

ในการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุกลุ่มชน ผู้ป่วยทุกรายจะต้องมี ป้าย หรือเครื่องหมาย แสดงถึง
กลุ่มหรอื สีของตนเอง ป้ายทีด่ ีควรมคี ณุ สมบตั ิดังนี้

- มองเหน็ ได้ชดั เจน
- ใช้วิธกี ารจัดกลมุ่ ท่เี ป็นมาตรฐาน เช่น สี ตัวอกั ษร ตวั เลข
- ตดิ กับตัวผู้ป่วยได้งา่ ย และหลุดยาก
- สามารถเปล่ยี นกลุ่มหรอื สีได้ เมื่ออาการของผปู้ ่วยเปลย่ี นแปลงไป
- มีพ้นื ท่ีสาหรบั บันทกึ ข้อมลู ทสี่ าคัญหรือเฉพาะ
- กนั น้าได้

7.4 การรักษา ณ จุดเกิดเหตุ (Treatment)
นพ.นคร ทิพยส์ นุ ทรศกั ด์ิ (2552) ได้เรยี บเรยี งไว้ดังน้ี
เมื่อเกิดอุบัติเหตุกลุ่มชน (Major Incident) จะมีผู้คนจานวนมาก เข้ามามีส่วนร่วมในการ
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ คนที่เข้ามาช่วยเหลือเหล่าน้ีมีความรู้ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เป็นประชาชนผู้ประสบ
เหตุ ไปจนถึงบคุ ลากรทางการแพทยท์ ี่มคี วามรเู้ ปน็ อย่างดี

493

การช่วยเหลือเบื้องต้นหลังจากเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บมักจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ประสบภัย
ดว้ ยกนั เองหรอื ผู้ท่ีพบเห็นเหตกุ ารณ์

การดูแลรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบจะเร่ิมขึ้นเมื่อทีมท่ีรับผิดชอบมาถึง ตารวจ,
หน่วยกู้ภัย จะช่วยใหก้ ารดแู ลรกั ษาพยาบาลขน้ั พ้ืนฐาน และหน่วยกู้ชีพจะให้การรักษาพยาบาลตั้งแต่
ขน้ั พน้ื ฐานไปจนถึงการช่วยชีวิตขั้นสงู

เกระบวนการดแู ลผู้ป่วยอุบตั ิเหตกุ ลมุ่ ชนเกดิ ผลดีตอ่ ผบู้ าดเจ็บทั้งหมด จะตอ้ งเร่ิมตน้ จากการ
คดั แยก ผ้ปู ่วย (Triage) ตามดว้ ยการใหก้ ารรักษา (Treatment) และการสง่ ตอ่ (Transport)

เมื่อทาการคัดแยก (Triage) ทาให้สามารถแยกกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บหนัก ซ่ึงต้องได้รับการ
ช่วยชีวิตข้ันสูงออกมาให้แพทย์และพยาบาลท่ีมีอยู่จากัดเป็นผู้ดูแล ในขณะท่ีกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บปาน
กลางและเลก็ นอ้ ย สามารถให้การดแู ลแบบพ้ืนฐานไปก่อนได้

สถานทที่ ีใ่ หก้ ารรกั ษา
ผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่กับที่ (entrapped) อาจจาเป็นต้องได้รับการดูแลข้ันสูง ในขณะท่ีรอการ
ชว่ ยเหลือเพื่อนาออกมาจากจุดเกิดเหตุ ในกรณีน้ีจาเป็นตอ้ งส่งหน่วยกู้ชีพขั้นสูงเข้าไปช่วยเหลือท่ีจุด
เกิดเหตุ
ผู้ป่วยท่ีได้รับการรักษาพยาบาลที่จุดรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บและพร้อมที่จะนาส่ง
โรงพยาบาลจะย้ายมายังบริเวณใกล้กับจุดรับผู้บาดเจ็บ (Ambulance Loading Point) เพ่ือเตรียม
ในการนาส่งโรงพยาบาลอยา่ งปลอดภยั

1 2
EMS
1–
1– 2–
2–
3–

ระดับการให้การรกั ษา
การรักษาผู้ป่วยท่ีมีจานวนมากท่ีจุดเกิดเหตุ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะท่ี
ปลอดภยั เพียงพอทีจ่ ะนาสง่ โรงพยาบาล เพ่ือไปรับการประเมนิ และรกั ษาอย่างสมบรู ณต์ ่อไป

494

การคัดแยก (triage) และการให้การรักษา ณ จุดเกิดเหตุ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก
ระดับของความเร่งด่วนที่ให้กับผู้บาดเจ็บจะเป็นตัวบอกถึงการรักษาท่ีผู้ป่วยควรจะได้รับในขณะน้ัน
ยกตวั อย่างเชน่ ผู้บาดเจ็บทส่ี ามารถเดนิ ได้เอง คดั แยกเปน็ สีเขยี ว สามารถใหก้ ารนาส่งไปรับการรกั ษา
ท่ีโรงพยาบาลไดเ้ ลย โดยท่ีไม่จาเป็นต้องให้การรักษาท่ีจุดเกิดเหตุ ในขณะที่ผู้บาดเจ็บท่ีมีปัญหาเรื่อง
airway ซ่ึงคัดแยกเป็นสีแดงบาดเจ็บรุนแรง จาเป็นต้องให้การดูแลผู้บาดเจ็บให้อยู่ในสภาวะที่
ปลอดภัยเพยี งพอเพอ่ื ทจ่ี ะนาผู้ปว่ ยส่งโรงพยาบาลใหป้ ลอดภัยทสี่ ดุ เท่าที่จะทาได้

จะให้การรักษาอยา่ งไร
แม้ว่าเราจะสามารถทาหัตถการการรักษาผู้บาดเจ็บท่ีจุดเกิดเหตุได้ทุกอย่าง แต่ไม่ได้
หมายความว่าทุกหัตถการควรจะทาให้แก่ผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีอุบัติเหตุกลุ่มชน
จุดมุ่งหมายของการรักษาท่ีจุดเกิดเหตุก็เพ่ือทาให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยเพียงพอในระหว่างที่
นาส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล ดังน้ันการรักษาจึงควรพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าให้การรักษาไม่เพียงพอ
ผู้บาดเจ็บอาจเสียชีวิตในระหวา่ งนาส่งโรงพยาบาล แต่ถึงให้การรักษามากเกินไป ก็จะเสียเวลาที่ควร
จะใชช้ ่วยเหลอื ผู้บาดเจบ็ รายอ่นื ๆ
ปกติแล้วการรักษาผู้บาดเจ็บท่ีจุดเกิดเหตุ จะมุ่งแก้ไขปัญหาในเรื่อง airway, breathing
และ circulation โดยจะเน้นความสาคัญของการยึดตรึงศีรษะในขณะนาส่งโรงพยาบาล การรักษา
อ่ืนๆ ถ้าจาเป็นก็พิจารณาทาได้ ในบางกรณีอาจจะต้องพิจารณาตัดอวัยวะผู้ป่วยท่ีถูกทับเพื่อ
เคลือ่ นย้ายออกไปยงั จดุ ท่ปี ลอดภัย
ปัญหาในการดแู ลผู้บาดเจบ็ ในกรณีอุบัติเหตกุ ลุม่ ชน มักไมใ่ ชป่ ญั หาเรือ่ งคนไม่พอ ปัญหา
มกั จะอย่ทู ่ีการไม่รบู้ ทบาทหน้าทแ่ี ละการแจกจา่ ยงาน
บุคลากรทางการแพทย์ เม่ือมาถึงท่ีเกิดเหตุมักจะคุ้นเคยในการรักษาและต้องการจะเข้าไป
ใหก้ ารรกั ษาผบู้ าดเจ็บมากกวา่ จะทาการคัดแยก หรอื บริหารจดั การ ณ จุดเกดิ เหตุ
7.5 การขนย้ายผ้บู าดเจบ็ (Transport)
นพ.ไชยยทุ ธ ธนไพศาล (2552) ไดเ้ รียบเรยี งไวด้ ังน้ี
การขนยา้ ยผู้บาดเจ็บ (transportation) เป็นข้ันตอนที่ 3 ในการดแู ลทางการแพทย์ เม่ือเกิด
อุบัติเหตุกลุ่มชน ซึ่งประกอบด้วย triage, treatment และ transport การจัดการการส่งต่อต้องทา
ด้วยความรวดเร็ว และมีข้ันตอนท่ีถูกตอ้ ง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการส่งตอ่ อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ใน
ขณะเดียวกัน หากมีข้อจากัดในเร่ืองของยานพาหนะ พ้ืนท่ีหรือกาลังคน บุคลากรควรรู้จักปรับใช้
วธิ ีการและขั้นตอนในการสง่ ตอ่ ตามความเหมาะสม
ขั้นตอนการขนย้ายผบู้ าดเจบ็ ไปยังโรงพยาบาล

495

รถพยาบาลหรือพาหนะอ่ืนๆ อาจมาจากโรงพยาบาลหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อมายังจุดเกิด
เหตุที่เส้นแบ่งเขตชั้นนอก (outer cordon) เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลซ่ึงมักเป็นตารวจจะแจ้งให้รถไปจอด
รวมกันที่จุดจอดรถพยาบาล (ambulance parking point) และรอการเรียกจากเจ้าหน้าที่ประจาจุด
นาส่งขึ้นรถพยาบาล (ambulance loading officer) เมื่อถูกเรียก พนักงานจะขับรถไปยังจุดนาส่ง
ขึ้นรถพยาบาล (ambulance loading point) เพ่ือรับผู้ป่วย
ที่กาหนดเจ้าหน้าท่ีประจาจุดนาส่งขึ้นรถพยาบาลจะแจ้ง
ข้อมูลเก่ียวกับอาการของผู้ป่วย การดูแลระหว่างทางและ
โรงพยาบาลท่ีจะนาส่ง หลังจากน้ันรถพยาบาลจะขับออก
จากเขตร้ัวช้ันนอกตามเส้นทางและจุดท่ีกาหนด นาผู้ป่วยส่ง
ยังโรงพยาบาลท่ีได้ประสานงานไว้แล้ว การทางานตาม
ขน้ั ตอนนี้ จะชว่ ยลดความสบั สนและแออดั ของรถพยาบาลซ่ึง
มจี านวนมากได้

ในกรณีซ่ึงต้องปฏิบัติงานต่อเน่ืองเป็นเวลานาน อาจจัดบริเวณใกล้กับจุดจอดรถพยาบาลให้
เปน็ ท่พี กั ผ่อนของพนักงานขบั รถ ขั้นตอนการขนย้ายจากบริเวณทเ่ี กิดเหตุ

ขนั้ ตอนการขนยา้ ยผู้ป่วย (casualty flow)

Transport

การตัดสนิ ใจนาส่ง
โดยท่ัวไป ผู้ป่วยรายใดจะนาส่งก่อนหลัง จะขึ้นกับการจัดกลุ่มดงั ได้กล่าวมาแล้ว แตน่ อกจาก

การพิจารณากลุ่มผู้ป่วยแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ความจุของพาหนะ ความ
เหมาะสมของวิธีการนาสง่ เปน็ ตน้

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยบางคนที่สามารถน่ังได้ อาจนาส่งโดยรถโดยสาร หรือรถส่วนตัว เพ่ือไห้
รถพยาบาลนาส่งรายท่ีอาการหนัก หรือนั่งไม่ได้ รถบางคันอาจนาผู้ป่วยส่งได้พร้อมกันหลายราย

496


Click to View FlipBook Version