The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by stabundamrong KM, 2022-10-26 02:40:04

การเสด็จตรวจราชการหัวเมือง ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

โดย กระทรวงมหาดไทย

Keywords: ตรวจราชการหัวเมือง,กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

การเสด็จตรวจราชการหัวเมือง

ของ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ

คา� นา�

พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕ กระทรวงมหาดไทยจดั งานเทดิ พระเกียรติ
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ เสนาบดี
กระทรวงพระองคแรก ระหวางพุทธศกั ราช ๒๔๓๕ - ๒๔๕๘ ในโอกาส
ครบ ๑๕๐ ป วันประสตู ิ และครบ ๕๐ ป ท่ีองคการการศึกษาวทิ ยา
ศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ถวายพระเกยี รติ
เปนบคุ คลส�าคญั ของโลก สถาบันดา� รงราชานภุ าพ กระทรวงมหาดไทย
จงึ พิจารณาจัดพมิ พหนงั สืออนั เนือ่ งในพระจริยวัตรดานการจัดการ
ปกครองสวนภูมิภาคทีเ่ ร่ิมขึ้นรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา
เจาอยูหวั ไดแก “เรอ่ื งการเสด็จตรวจราชการหัวเมอื ง ของสมเด็จ
พระเจาบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ” เปนหนงั สือที่
ระลกึ ในโอกาสพเิ ศษน้ี

เทศาภิบาล คอื รากฐานการบริหารการปกครองในภูมิภาค
ของประเทศ ท่เี จริญเตบิ โตอยางมีระบบม่ันคงสืบมาถึงปจจบุ ัน เกดิ ขน้ึ
ดวยพระอจั ฉรยิ ภาพลา้� เลศิ ในการปฏริ ปู การเมอื งการปกครองประเทศ
แหงพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว ซ่งึ สมเด็จพระเจาบรม
วงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยทรง
พระวริ ยิ ะอตุ สาหะทมุ เทพระสตปิ ญญา และพระกา� ลังกายสนองพระ
ราชปณธิ านเสด็จออกตรวจตราราชการหวั เมืองในระยะน้ันเกือบท่วั
พระราชอาณาจักร ต้งั แตปแรกท่ที รงวาราชการและทรงปฏบิ ัติอยาง

(2) การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ

ตอเนือ่ งสม่�าเสมอตลอดเวลา ๒๓ ป แหงการดา� รงตา� แหนงเสนาบดี
ผลคือสรางภาพรวมในภูมิภาคใหเปนปกแผนในพระราชอาณาจักร
สามารถผดุงเอกราชในภาวะทมี่ หาอ�านาจยโุ รปคกุ คามอธิปไตยเพ่ือ
แสวงหาอาณานคิ มไวไดอยางนาภาคภูมใิ จ หลักฐานการเสดจ็ ตรวจ
ราชการหวั เมืองเปนเอกสารจดหมายเหตุท่สี า� คญั ของประวตั ิศาสตร
ชาตไิ ทย จึงควรแกการเผยแพรใหกวางขวาง

ไดประจักษวา หลักฐานการเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งน้ี
ไดมีการน�าออกเผยแพรแลวหลายลักษณะ ท้ังในรูปแบบเอกสาร
จดหมายเหตุ ทั้งเปนเร่ืองเลาเชิงประวัติศาสตรและโบราณคดี ซึ่ง
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพทรงพระ
นพิ นธเม่ือพนจากหนาที่ราชการกระทรวงมหาดไทยแลว โดยตงั้ ชื่อ
เร่อื งวา นิทานโบราณคดี ตลอดทงั้ มเี อกสารพรรณนาความ เลาเปน
เรอื่ งลักษณะทองเท่ยี วทต่ี างๆ ก�าหนดเปนภาคๆ ซง่ึ ทรงชกั ชวนใหมีผู
จดั พิมพเปนหนงั สือส�าหรบั บานเมืองตามโอกาสตางๆ เม่ือทรงด�ารง
ต�าแหนงนายกราชบณั ฑิตยสภา ซ่งึ เอกสารท้ังสามลกั ษณะเชนนี้ ลวน
แสดงถงึ งานเสด็จออกตรวจราชการหัวเมืองทพ่ี ระองคทรงบากบ่นั ไว
อยางจรงิ จงั เมื่อทรงด�ารงตา� แหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยท้ังสน้ิ
ในกาลตอมาไดทราบวา มีเอกสารท่ียังมไิ ดเผยแพร รวมท้ังบางสวน
ไมสามารถคนพบเอกสารใหปรากฏเปนหลกั ฐานได ในการน้ี คณะ
บรรณาธกิ ารจึงไดจัดท�าเปนตารางการเสด็จออกตรวจราชการหัวเมือง
แสดงไว เพ่ือเปดโอกาสใหผสู นใจไดศึกษาคนควาใหสมบูรณตอไป

ในการจัดพิมพครั้งนี้ สถาบันด�ารงราชานุภาพ กระทรวง
มหาดไทย ไดนา� เอกสารทเ่ี ผยแพรแลวมารวมพมิ พไวตามล�าดบั เวลา
การเสด็จออกตรวจราชการ เรมิ่ ต้ังแตพุทธศักราช ๒๔๓๕ รตั นโกสนิ ทร
ศก ๑๑๑ เปนตนมา นอกจากจะเปนประโยชนในการศกึ ษาแนวทาง
การปฏิบตั ริ าชการในภมู ิภาคของขาราชการกระทรวงมหาดไทยสมยั

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (3)

ใหมอยางย่ิงแลว ไดมโี อกาสทราบถงึ แนวทางทีเ่ สนาบดีกระทรวง
มหาดไทยทรงเครงครัดยดึ ถอื ปฏิบัตริ าชการเพื่อน�าความสันติสขุ มาสู
ชาตแิ ละประชาชนชาวไทยในฐานะผแู ทนพระองคแหงพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัว แสดงถงึ ความจงรักภกั ดตี อชาติ ศาสนา และพระมหา
กษตั ริยอยางบรสิ ุทธิ์ผุดผอง เปนวฒั นธรรมทีด่ งี ามของชาตไิ ทยท่ีสบื
เน่อื งมาแตโบราณ อันเปนคุณตอบานเมอื งอยางอเนกอนันต และท่ี
สา� คญั คือ เพอ่ื เทดิ พระเกยี รติคุณอนั ไพศาลแหงสมเดจ็ พระเจาบรมวงศ
เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ วาพระองคคือแบบอยางนกั ปกครอง
ทส่ี งางามของชาติไทยทค่ี วรแกการสกั การะอยางยงิ่

(นายวบิ ลู ย สงวนพงศ)
ปลดั กระทรวงมหาดไทย

(4) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ

สารบญั

คา� นา� (๒)
บทน�า (๘)
๑๕๐ ป สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ (๒๒)

กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ ๓
ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
การตรวจราชการครั้งแรก ๓๓
๖๕
รายงานการเสด็จตรวจราชการ
หวั เมอื งฝายเหนือ พ.ศ. ๒๔๓๕ ร.ศ. ๑๑๑ ๑๒๑
รายงานการเสด็จตรวจราชการ ๑๓๗
หวั เมอื งปกษ์ใต พ.ศ. ๒๔๓๙ ร.ศ. ๑๑๕
รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลกรงุ เกา
เมอื งพระนครศรีอยุธยา เมอื งสุพรรณบรุ ี
พ.ศ. ๒๔๔๑ ร.ศ. ๑๑๗
รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครไชยศรี
เมอื งนครไชยศรี พ.ศ. ๒๔๔๑ ร.ศ. ๑๑๗

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (5)

รายงานการเสด็จตรวจราชการมณฑลราชบุรี เมอื งราชบรุ ี
และเมอื งสมทุ รสงคราม พ.ศ. ๒๔๔๑ ร.ศ. ๑๑๗ ๑๕๗

รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลราชบรุ ี เมืองเพชรบุรี ๑๘๓
และเมืองสมุทรสาคร พ.ศ. ๒๔๔๑ ร.ศ. ๑๑๗

รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการ ๒๐๕
หวั เมอื งฝายเหนอื พ.ศ. ๒๔๔๑ ร.ศ. ๑๑๗

รายงานการเสด็จตรวจราชการมณฑลปราจณิ บรุ ี ๒๘๕
เมืองชลบุรี เมืองพนสั นิคม
และฉะเชงิ เทรา พ.ศ. ๒๔๔๓ ร.ศ. ๑๑๙

รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลกรงุ เกา เมืองปทุมธานี
พระนครศรอี ยธุ ยา และอางทอง
พ.ศ. ๒๔๔๓ ร.ศ. ๑๑๙ ๓๑๓

รายงานการเสด็จตรวจราชการเมืองสพุ รรณบรุ ี ๓๒๙
พ.ศ. ๒๔๔๖ ร.ศ. ๑๒๒

เร่ืองเทย่ี วที่ตางๆ ภาค ๓ เลาเรื่องเท่ียวมณฑลเพชรบูรณ์ ๓๕๙

(6) การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ

นทิ านโบราณคดี เรอ่ื งท่ี ๑๐ ๓๗๙
เร่อื งความไขที่เมอื งเพชรบูรณ์

เรื่องเท่ยี วทต่ี างๆ ภาค ๔ ๔๐๑
วาดวยเร่ืองเทย่ี วมณฑลนครราชสีมา มณฑลอดุ ร
และมณฑลรอยเอ็ด พ.ศ. ๒๔๔๙ ร.ศ. ๑๒๕

รายงานการเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งฝายเหนอื ๔๖๕
พ.ศ. ๒๔๕๑ ร.ศ. ๑๒๗

บรรณานุกรม ๔๘๔

ตารางการเสดจ็ ตรวจราชการหวั มอื ง ๔๘๖
ท่ีปรากฏในเอกสารและศักราชตาๆ

สารบาญภาพ ๔๙๔

ดรรชนคี นคา� ๕๖๖

คณะจัดทา� หนังสอื การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ ๕๗๕

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (7)

บทน�า

นับ ตั้ งแ ต ป ลา ย รัช สมัย ของ พ ร ะบ าท ส มเ ด็ จพ ร ะนั่ ง เก ล า
เจาอยูหัวเปนตนมา ประเทศสยามไดรับผลกระทบจากอิทธิพล
ของบรรดาประเทศตะวันตกหลายดาน จนถูกบีบบงั คบั ใหตองลง
นามในสนธิสญั ญาจ�ากัดอิสระดานการคลังและการศาล ท�าใหรูสึก
ไมปลอดภัยจากการคุกคามท้ังบูรณภาพเหนือดนิ แดนและเอกราช
ของประเทศ ขณะทีภ่ ายในราชอาณาจกั รตองเผชญิ ปญหาเก่ียวกบั
ความเปนเอกภาพของชาติ รวมทัง้ ปญหาความลาหลังของประเทศ
ตลอดจนความคับแคนยากจนของประชาชน อนั เน่อื งมาจากความไร
ประสิทธภิ าพของระบบการปกครองแบบเกา

เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๕
เสด็จข้นึ ครองราชยในป พ.ศ. ๒๔๑๑ พระองคตองเผชิญกบั ความ
กดดนั อยางหนักท่จี ะตองปฏริ ูปการบรหิ ารการปกครองของประเทศ
พระองคทรงพบปญหาในเรื่องพระมหากษัตริยขาดพระราชอ�านาจ
และรฐั บาลไมมีความสามารถท่ีจะคุมครองบูรณภาพเหนือดินแดน
ของราชอาณาจักร เพื่อใหพนจากการรกุ ล�้าของประเทศมหาอ�านาจ
โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ พระองคทรง
มองเห็นความจา� เปนอยางย่ิงที่จะตองด�าเนินการ แกไขระเบียบวิธี
การปกครองภายในประเทศใหเรว็ ท่สี ุด ซ่ึงขณะนั้นประเทศตองการ
ระบบการปกครองอนั ทรงประสทิ ธิภาพกวา ตองการวิธกี ารควบคุม
หวั เมืองท่ไี ดผลมากกวา และตองการจัดหารายไดหรือผลประโยชน
ของแผนดินมาใชจายในกจิ การของบานเมอื งมากกวาเดมิ ทางออก

(8) การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ

เดยี วที่จะแกปญหาดังกลาวได คือ น�าวทิ ยาการและแบบแผนในการ
บริหารการปกครองท่ีทันสมัยอยางตะวนั ตกมาปรับใช เพอ่ื รวบรวม
อ�านาจมาไวทส่ี วนกลาง สรางกองทพั ของชาตใิ หเขมแข็ง และพฒั นา
เศรษฐกจิ ของชาตใิ หเจรญิ เติบโตโดยเรว็

ในชวงตนรัชกาลแมพระองคจะไดด�าเนนิ การเปล่ียนแปลง
ประเทศใหทันสมัยข้ึนหลายประการ เชน การเลิกทาส การเลิก
ประเพณีหมอบคลาน การจัดระเบียบการปกครองบางอยางตาม
แบบตะวันตก แตปรากฏวาไมเพียงพอกับสถานการณท่ีรุนแรง
มากข้นึ ตลอดจนประสบกับความยุงยากทีเ่ กดิ จากระบบการปกครอง
เกา ท�าใหพระองคทรงจ�าเปนตองตัดสนิ พระทัยปฏิรปู การปกครอง
คร้งั ใหญ โดยศึกษาแบบแผนการจัดการกระทรวงแบบตะวันตก และ
ไดทดลองระเบียบการท่ีจะจดั ใหมมาตั้งแต พ.ศ. ๒๔๓๑ จนกระท่ัง
ในป พ.ศ. ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวจึงได
ทรงปฏริ ปู การปกครอง ดวยการมี “พระบรมราชโองการประกาศ
ตง้ั ต�าแหนงเสนาบด”ี เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยมี
หลกั การสา� คญั คือไดจดั สรรอ�านาจหนาทแ่ี ละความรบั ผิดชอบของ
งานแตละแขนงใหอยูเปนสวนสัดในกระทรวงเดียว เพื่อหลีกเล่ียง
ความยุงยากและความสับสนในการปฏิบตั ิงานเชนแตกอน ซึ่งการ
ปฏิรูปการปกครองครัง้ น้ี ตอมาภายหลังพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา
เจาอยูหวั รชั การที่ ๗ ทรงมีพระราชด�าริเห็นวา...นับเปนการเปล่ยี น
แปลงอยางใหญหลวง ซ่ึงเรียกไดอยางพูดกนั ตามธรรมดาวา “พลกิ
แผนดนิ ”…

การจ�าแนกหนาทอ่ี ยางชดั เจนตามระบบการปกครองแบบใหม
ท�าใหกระทรวงมหาดไทยมอี �านาจหนาที่และความรับผดิ ชอบบงั คับ
บญั ชาและปกครองหัวเมอื งทง้ั หมดในประเทศ และไดรับมอบหมาย
ใหเริม่ วางแผนงานในดานการปกครองตอไปแตเพยี งกระทรวงเดียว

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (9)

และโดยทก่ี ิจการในดานการปกครองเปนศูนยกลางในการปฏิรูปใน
ครั้งน้ี กระทรวงมหาดไทยจึงเปนกระทรวงที่มีความส�าคัญย่ิงกวา
กระทรวงอ่ืน โดยมแี นวความคิดวา การปกครองที่จัดไดเรียบรอย
จะเปนชองทางใหการบรหิ ารงานในดานอ่นื ๆ ของประเทศ สามารถ
ดา� เนินการไปไดอยางมปี ระสิทธภิ าพสมตามจุดมุงหมายของการปฏิรูป
ดังนั้นจึงไดมีความรอบคอบเปนพิเศษตัง้ แตกระบวนการเริม่ งานโดย
การจัดหาผูดา� รงต�าแหนงปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเปนตน
ไป ซ่ึงสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ เมือ่ คร้ังเปนพระเจา
นองยาเธอ กรมหมนื่ ดา� รงราชานุภาพ ขณะที่ยังมพี ระชนมายุไมเตม็
๓๐ ชันษา ทรงไดรบั ความไววางพระราชหฤทัยโปรดเกลาฯ ใหดา� รง
ต�าแหนง เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย

เม่อื สมเด็จฯ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพทรงเขารบั ตา� แหนง
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแลว พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
รชั กาลท่ี ๕ ไดทรงมอบพระราโชบายเฉพาะแกกระทรวงมหาดไทย
อันเปนจุดมุงหมายทจ่ี ะจัดการปกครองใหสา� เร็จในภายหนา สรุปได
ดังน้ี

๑. ใหแกลักษณะการปกครองแบบประเทศราชาธิราช
(empire) โดยรวมหัวเมืองเขาเปนพระราชอาณาจกั ร (Kingdom)
เพ่อื เสรมิ สรางความเปนเอกภาพของชาติใหมนั่ คง

๒. รวมการบงั คบั บัญชาหวั เมอื งทเ่ี คยแยกกนั อยูหลายหนวย
งาน ใหมารวมอยูในกระทรวงมหาดไทยแตกระทรวงเดยี ว เพอ่ื จัด
ระเบยี บการปกครองแบบรวมอ�านาจ (Centralization) เพ่อื เอกภาพ
ของชาติ และจัดระเบยี บราชการใหมีเอกภาพในการบังคับบัญชา
(Unity of Command) มีมาตรฐานเดียวกนั ลดความส้นิ เปลอื งและ
ความลาชาในการปฏบิ ตั งิ าน

๓. จัดตง้ั ระบบการปกครองสวนภูมิภาคโดยระบบเทศาภิบาล
เพือ่ ใหมที ท่ี �างานสวนภมู ภิ าคเปนสาขาของกระทรวงในสวนกลาง เพื่อ

(10) การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ

ใชเปนเครือ่ งมอื ในการควบคมุ หวั เมืองตางๆ และเปนปจจัยสา� คญั ใน
การขยายราชการบรหิ ารไปยังสวนภูมภิ าค

๔. การจดั การเปลยี่ นแปลงใหด�าเนินการไปเปนขนั้ ตอนมิให
เกิดความยุงยากในการเปล่ียนแปลง เนื่องจากขอจ�ากัดทางดาน
งบประมาณ

พระภารกจิ หนักข้ันแรกของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชา
นภุ าพในฐานะทรงด�ารงต�าแหนงปฐมเสนาบดีของกระทรวงมหาดไทย
คือ การแกไขการบริหารราชการสวนกลางของกระทรวง เพ่ือรองรับ
ภารกิจตางๆ ท่ีเพิ่มข้ึน รวมทั้งจะตองแสวงหาระบบใหมเพ่ือการ
ปกครองสวนภูมภิ าค กอนที่รฐั บาลจะไดออกพระราชบญั ญัติเกย่ี วกับ
การปฏริ ูปการปกครองสวนภูมิภาคไดอยางมีระเบยี บแบบแผนและ
สมบูรณครบถวนตอไป ท้ังน้พี ระองคทรงเห็นวาคงตองศกึ ษาหาความรู
ราชการกระทรวงมหาดไทยเสยี กอน เม่อื รแู ลวคอยคดิ อานจัดการงาน
ตอไป จนกระท่ังเมื่อพระองคทรงวาราชการในกระทรวงมหาดไทยได
ประมาณ ๖ เดอื น จนเห็นวามีความรูราชการมหาดไทยในสวนกลาง
สนั ทดั พอจะบญั ชาการไดแลว กท็ รงคดิ ที่จะเสด็จออกไปตรวจทองท่ี
ตามหัวเมอื ง เพอ่ื ศึกษาหาความรูการปกครองหัวเมอื งและหาลูทาง
จดั ต้ังมณฑลเทศาภิบาลตามเปาหมายท่ีทรงรับผดิ ชอบอยูตอไป ซึ่ง
เม่อื ไดกราบบงั คมทลู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั กท็ รง
พระราชดา� ริเหน็ ชอบดวย พระองคจึงทรงออกตรวจราชการหวั เมอื ง
ฝายเหนอื ซึง่ อยใู นความรบั ผิดชอบของกระทรวงฝายเหนือเดมิ โดย
ทรงเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อวนั ท่ี ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕
(ร.ศ. ๑๑๑) และเสด็จกลับในวันท่ี ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ รวม
เวลาที่เสดจ็ ออกตรวจราชการ ๗๙ วัน และไดเสดจ็ ผานหวั เมืองทงั้
สน้ิ ๑๘ หวั เมือง นับเปนการเสด็จออกตรวจราชการหัวเมอื งครัง้ แรก
ของพระองคและของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เน่ืองจากในอดีต
พระมหากษัตรยิ และเสนาบดีจะไมเสดจ็ ออกไปในหัวเมอื งไกลๆ เวน

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (11)

แตมเี หตรุ ายหรอื การสงครามเทานน้ั แตความจริงปรากฏแกพระองค
แตคร้ังน้นั มาวา การทีเ่ สนาบดีไปเท่ยี วตรวจราชการตามหวั เมอื งเปน
ประโยชนอยางส�าคัญมากหรอื วาจะเปนการจ�าเปนทีเดยี วกไ็ ด ตอมา
พระองคจงึ เทย่ี วตรวจหัวเมอื งเปนนจิ สืบมากวา ๒๐ ป ตลอดระยะ
เวลาทดี่ า� รงตา� แหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

แนวความคดิ ในการเสดจ็ ออกประพาสหวั เมืองของเจานายได
เคยมพี ระราชด�าริมากอน กลาวคอื ในสมัยรัชกาลท่ี ๓ เจาฟามงกุฎฯ
ซ่ึงทรงผนวชอยูตลอดรัชกาล ไดทรงพระอุตสาหะเสด็จธุดงคข้ึนไป
เมอื งเหนอื ในป พ.ศ. ๒๓๗๖ และเม่ือทรงตระหนักพระทยั วาการ
ที่เสด็จไปประพาสหวั เมอื งเพ่ือทอดพระเนตรสภาพบานเมืองและ
ความเปนอยูของราษฎร เปนประโยชนแกการปกครองราชอาณาจกั ร
อยางย่ิง เพราะฉะน้ันตอมาเมอ่ื ไดเสดจ็ ขึ้นครองราชยเปนรชั กาล
ท่ี ๔ จึงไดทรงพระราชด�ารทิ ี่จะเสดจ็ ประพาสไปยังหัวเมืองตางๆ เพ่ือ
ทอดพระเนตรสภาพบานเมือง ทรงตรวจราชการและพระราชทาน
พระบรมราชวโรกาสใหราษฎรเขาเฝารับเสดจ็ และกราบบงั คมทลู พระ
กรณุ าหรือถวายฎกี าไดอยางใกลชดิ อยูเปนนจิ ตลอดรชั กาล ตอมาใน
สมยั รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงโปรดเสดจ็ ประพาสหวั เมืองไปทอดพระเนตร
บานเมืองและความเปนอยูของราษฎรอยางสม่�าเสมอมาแตตนรชั กาล
โดยเคยเสดจ็ ไปยงั หัวเมอื งชายพระราชอาณาเขตทั้งทางดานตะวัน
ออก ตะวนั ตก และหวั เมืองปกษใตอยูติดชายแดนของประเทศ อาทิ
การเสด็จประพาสแหลมมลายู เม่อื ร.ศ. ๑๐๘, ๑๐๙ และ ๑๑๗ เปนตน
ดงั น้ัน สมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพนาจะทรงเห็นตวั อยาง
และไดรับแนวพระราชด�าริเรือ่ งการเสด็จประพาสหัวเมืองมาจาก
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั ทั้งสองพระองคดงั ทไ่ี ดกลาวแลว

หลังจากไดเสด็จออกตรวจราชการครัง้ แรกในหัวเมอื งฝาย
เหนือ สมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพทรงมีพระด�าริเห็นวา
การตรวจราชการมคี วามส�าคญั และจ�าเปนตอการบริหารราชการ

(12) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ

รวมท้ังการควบคุมติดตามการปฏบิ ตั งิ านตามนโยบายของรฐั บาลและ
กระทรวงมหาดไทย ตลอดจนเปนการดา� เนินการปกครองหัวเมือง
แบบใหมที่เริ่มเกิดข้นึ ในรชั กาลท่ี ๔ คือ การตรวจหัวเมืองเพ่ือจดั การ
ท�านบุ �ารงุ บานเมอื งในเวลาเม่อื เปนปกติ โดยพระองคทรงนพิ นธเร่ือง
“อธบิ ายดวยประโยชนของการเทีย่ วเตร” ไวตอนหนง่ึ วา

“ถาผทู �าราชการไดเที่ยวเตร ไดรู ไดเห็น ภูมลิ า� เนาบานเมอื ง
และความทกุ ขส์ ขุ ของไพรฟาขาแผนดินก็เหมือนหน่งึ มที ุนในทางท่ี
ด�ารหิ ต์ รติ รองราชการอันควรแกหนาท่ีของตน...ถึงผทู ่ีมหี นาที่ราชการ
อยแู ลว ถาไดเทย่ี วดูการบานเมืองมากขึ้นก็ยอมจะเปนประโยชน์ ทั้ง
จะเปนเครื่องปองกนั ความพลาดพล้งั ไดดวยอีกทางหนึ่ง เพราะทางท่ี
ผูตองรับผดิ ชอบในราชการ จะพึงพลาดพลง้ั ดวยอยางใด จะมีมากกวา
เพราะทไ่ี มรคู วามจริงน้ีเปนไมมี เพราะเหตฉุ ะนัน้ จึงวาการท่ีไดเทยี่ ว
เตรตรวจตราใหรเู หน็ ภูมิประเทศและกจิ การทกุ ขส์ ุขของผคู นพลเมือง
ชา� นาญมากข้นึ กเ็ หมอื นมเี ครื่องปองกันท่ีจะพลาดพล้ังใหนอยลงดวย”

สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรงมคี วามเช่ือมัน่ ตาม
ค�าพงั เพยทว่ี า “การเปนผนู า� นั้น ตองใหรองเทาขาดกอนกางเกง คอื
ตองออกตรวจตราจนรองเทาขาดไมใชน่ังเกาอจ้ี นกางเกงขาด เพราะ
หลกั โบราณกม็ ีอยูวา จงคิด จงสัง่ จงตรวจ” ดวยเหตนุ จ้ี ึงไดทรงยกเอา
เรอ่ื งการตรวจราชการมาเปนแนวทางส�าคัญในการปฏิบัติราชการสบื
ตอมา และเพ่อื ที่จะใหเปนตัวอยางแกผใู ตบังคับบญั ชา พระองคจึง
เสดจ็ ออกตรวจราชการตามทองทต่ี างหวั เมอื งอยเู สมอเปนนจิ แมวา
ขณะนน้ั การเดนิ ทางติดตอระหวางกรงุ เทพฯ กับหวั เมืองจะเต็มไป
ดวยความยากล�าบากก็มไิ ดทรงทอถอย และแมในบางพน้ื ท่ีจะมคี ติ
ความเชือ่ ที่ขัดขวางตอการเดินทางไป เชน มีค�าโบราณทห่ี ามมใิ หเจา
นายเสดจ็ เมอื งสุพรรณ พระองคกเ็ สดจ็ ไปเพื่อลบลางความเชอ่ื ดังกลาว
หรือในพนื้ ทซ่ี ึ่งชกุ ชุมไปดวยโรคภัยและความเจ็บไขทผี่ ูคนหวาดกลัว
เชน เมอื งเพชรบรู ณ พระองคก็เสดจ็ ไปดวยพระองคเองใหปรากฏ

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (13)

เพ่อื เปนอุบายใหคนอ่ืนหายกลัว ท�าใหหาคนไปรบั ราชการท่ีเมือง
เพชรบรู ณไดไมยากเหมือนเชนกอนหนานนั้ หรอื ที่เช่อื ถือกันมาวาใน
คกุ ตะรางมเี สนยี ดจัญไร ท�าใหผูรักษาเมือง กรมการเมืองไมเขาไปตรวจ
ดูในคกุ ตะราง ในคราวเสดจ็ ตรวจราชการเมืองราชบุรี พระองคกท็ รง
เชิญสมหุ เทศาภบิ าลและผูวาราชการเมอื งเขาไปตรวจถงึ ในคุกตะราง
ดวยกัน พระองคไดเสด็จออกตรวจราชการตามทองที่ตางหัวเมือง
อยูเสมอพรอมกับทรงใหค�าอบรมแนะน�าตอขาราชการปกครองท้ัง
หลายวา

...ทจี่ ะรูไดวา ทีใ่ ดเรยี บรอยหรือไมเรียบรอยนั้น ไมมีอะไรดียิง่
กวาฟงเสยี งราษฎร ถาราษฎรมเี สยี งรองเดือดรอนอยแู ลว ถงึ แมการ
ออฟฟศจะเรยี บหรือการอยางอน่ื จะดี ก็ไมเช่อื วาเรียบรอย...

ตอมาพระองคไดทรงวางระเบียบใหขาราชการช้นั ผูใหญใน
กระทรวงออกไปตรวจราชการผลดั เปล่ียนกันเสมอสวนขาราชการใน
หัวเมืองพระองคทรงถอื วาการตรวจราชการเปนงานประจ�า เพอ่ื ให
สามารถควบคมุ และประสานงานในทองทเี่ ปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพ
เม่ือตราพระราชบัญญตั ิลักษณะปกครองทองท่ี ร.ศ. ๑๑๖ และขอ
บงั คับลักษณะปกครองทองท่ี ร.ศ. ๑๑๗ ขึน้ แลว จึงไดมขี อก�าหนด
เก่ยี วกับการตรวจราชการระดับตางๆ ไวอยางชัดแจง เชน “ในระดบั
เมอื งเปนหนาท่ขี องผวู าราชการเมอื ง ปลดั เมอื ง ยกกระบตั รเมือง และ
ผูชวยราชการเมอื ง ซึ่งเปนกรมการช้ันผูใหญ ท่ีจะผลัดเปล่ียนกนั
ออกเดินทางตรวจการตามทองท่ใี นเมอื งนน้ั ๆ อยูเสมอ โดยมหี ลกั เกณฑ์
วาตองเดนิ ทางในปหนึง่ ไมต�่ากวา ๖๐ วนั เปนการตรวจการในอา� เภอ
ตางๆ ทุกอ�าเภอไมนอยกวาปละ ๒ ครั้ง เปนการตรวจการในต�าบล
ทุกต�าบล ไมต�่ากวาปละหน่งึ ครั้ง สวนการตรวจการในหมูบานให
ตรวจการเทาทีจ่ ะมีโอกาสและเวลาพอท่ีจะออกไปตรวจได” สวนใน
ระดับอ�าเภอนั้นเปนหนาท่ีกรมการอ�าเภอท่ีจะตองผลดั เปลี่ยนกัน
ออกไปตรวจราชการตามต�าบลและหมูบานในอา� เภอของตน ต�าบล

(14) การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ

หนึ่งไมต�่ากวาเดือนละคร้ัง นอกจากน้ี ภายหลงั ไดมีการเสนอใหมี
การแตงต้ังปลัดอ�าเภอเพ่ิมข้นึ อีก ๑ คน แยกเปนปลัดซายและปลัด
ขวาใหปลดั ขวามอี า� นาจเทากบั นายอ�าเภอเพ่อื ใหนายอา� เภอและปลัด
ขวาสามารถผลดั กนั ออกตรวจราชการได โดยไมท�าใหเสียงานบน
ที่ท�าการอ�าเภอ และใหมีการจัดต้งั กง่ิ อา� เภอในเขตรอบนอก ซง่ึ นาย
อา� เภอไมสามารถออกไปเยยี่ มเยยี นไดสะดวก รวมท้งั การจัดทา� วารสาร
“เทศาภิบาล” ขึ้นภายหลังเพื่อเปนชองทางการตดิ ตอกับขาราชการ
ที่อยหู างไกล เพ่ือชดเชยทพ่ี ระองคไมสามารถเสดจ็ ทุกแหงไดทัง้ หมด
พรอมกนั ในเวลาเดียว ทั้งหมดลวนเปนผลสบื เนือ่ งมาจากการใหความ
สา� คัญกบั การตรวจราชการทง้ั ส้ิน

หมอมเจาหญงิ พนู พิศมัย ดิศกลุ พระธดิ าซ่ึงเคยตามเสดจ็ ออก
ตรวจราชการตามหัวเมอื ง ไดทรงเลากิจกรรมประจา� วนั ของสมเด็จฯ
กรมพระยาดา� รงราชานุภาพระหวางเสดจ็ ตรวจราชการวา

“การเสดจ็ ตรวจราชการของเสดจ็ พอนัน้ ตอนเชาราว ๙ โมง
เสดจ็ ไปยงั ศาลากลาง (ซ่งึ งานเตม็ มือเพราะกระทรวงอ่นื ๆ ยงั ไมมีเงนิ
มคี นพอจะออกไปตามหัวเมืองได จ�าตองฝากงานไวกบั มหาดไทยโดย
มาก มกี รมแรธาตุ กรมปาไม อยั การ เปนตน) ศาล โรงต�ารวจภธู ร
คุก แลวแวะเย่ียมตามวัดและพอคาในตลาด เสด็จกลับมาเสวย
กลางวันท่ีท่ีพกั พรอมกบั ผตู ามเสดจ็ ตง้ั แต เทศาฯ เจาเมอื ง ลงไปถงึ
ผูใหญบาน... ตอนนี้แหละทีข่ าพเจามกั จะไดยินทานส่ังงานและคยุ กับ
คนท่ัวๆ ไปอยเู สมอ เสวยแลวทรงพกั บรรทม ๑ ช่วั โมง โดยมากเวลา
บาย ๑๕ น. แมไมบรรทมหลับกท็ รงพระอกั ษรเพราะตรัสวา รางกาย
มันมีเครื่องจักรเหมือนกัน ตองใหมนั พกั บาง ๑๖ น. ตรงเสด็จลุก
ขึ้นแตงพระองค์ ตอนนีพ้ วกเราไดตามเสด็จดวย เพราะเสด็จไปตาม
โบราณสถานทา� การขดุ คนไตถามพวกพน้ื เมือง กวาจะกลบั กร็ าวคา่� มดื
ถงึ เวลาสรงนา้� และเสวยเยน็ พรอมกับ เทศาฯ เจาเมือง จนราว ๒๑ น.
จงึ จะทรงพักทรงพระอกั ษร และเขาบรรทมราว ๒๒ น.”

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (15)

ในการเสด็จตรวจหัวเมืองแตละครั้ง ทรงสนพระทัยและมี
ประเดน็ ในการตรวจราชการแตกตางกัน ขึน้ อยูกับสภาพการณและ
บรบิ ทของการบริหารและการปกครองของประเทศในชวงเวลานนั้ ๆ
สา� หรับการเสด็จตรวจราชการครั้งแรกใน ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕)
ทรงต้ังพระทยั เพื่อไปศึกษาหาความรูเกยี่ วกบั การปกครองหัวเมือง
แบบเกา ตลอดจนท�าความคุนเคยกับบรรดาขาราชการหัวเมือง
ท�าใหทรงพบเห็นประเพณีการปกครองแบบโบราณท่ีเรียกวา “กิน
เมอื ง” ซ่งึ มขี อบกพรองหลายอยาง รวมทงั้ ทรงเหน็ ชองวางการบรหิ าร
ระหวางรัฐบาลกลางและสวนภูมภิ าค การใชต�าแหนงราชการเพื่อ
หาผลประโยชนสวนตวั ของขาราชการ โดยเฉพาะอยางยง่ิ ทรงพบวา
ขาราชการในระบบเกามคี ุณภาพไมเพียงพอ เม่ือเสดจ็ กลับจากการ
ตรวจราชการคร้ังแรก ทรงรเิ รมิ่ การปกครองสวนภูมิภาคแบบใหมทันที
โดยทรงดา� เนนิ การเปล่ยี นแปลงใหเปนไปตามนโยบายท่ไี ดก�าหนดไว
แลวตามระบบเทศาภิบาล คือ การกา� หนดโครงสรางการบังคบั บญั ชา
ทโ่ี ยงเขาสวนกลางไวเหนือการปกครองหัวเมอื งแบบโบราณ โดยให
หัวเมืองตางๆ เขามารวมเปนมณฑลและแตงต้ังขาราชการออกไป
ประจ�ามณฑลน้นั รวมท้ังเปลย่ี นสภาพความเปนอยขู องขนุ นางภธู รท่ี
เปนอสิ ระเกือบทกุ ทางใหมาเปนขาราชการโดยไดรบั เงนิ เดอื นเล้ยี งชพี
ตลอดจนจดั ใหมสี ถานที่ราชการประจ�า และเพื่อใหการโยงอา� นาจเขา
สูสวนกลางเปนไปอยางมีแบบแผนและดา� เนนิ การไดงาย การปกครอง
หัวเมืองจึงถกู แบงออกเปนกลุมงาน ดานมหาดไทย ดานการศาล
และดานการคลัง ตอจากนน้ั ก็ด�าเนินการลดความเปนอิสระโดยโยง
งานการบริหารสวนภมู ิภาคทงั้ ๓ เรื่อง เขาสูสวนกลาง ท้ังนี้ ไดมกี าร
จัดต้ังมณฑลเทศาภิบาลเพมิ่ เติมจากทีไ่ ดจัดต้งั ไวบางแลวตงั้ แตกอน
การปฏริ ูปการปกครองมากขน้ึ ตามล�าดับ สวนการปกครองทองที่ใน
ระดบั หมบู านและตา� บลน้ันกไ็ ดเริ่มวางรปู แบบและทา� การทดลองจดั
ตั้งผใู หญบานและก�านนั ตัง้ แตป พ.ศ. ๒๔๓๕ ตอมาในป พ.ศ. ๒๔๓๙

(16) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ

เมื่อเห็นวาระบบการปกครองหมูบานและต�าบลที่ตั้งใหมสามารถ
นา� มาปฏบิ ตั ไิ ด กระทรวงมหาดไทยจงึ ไดมหี นงั สือเวยี น ลงวนั ท่ี ๒๑
กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ แจงใหสมหุ เทศาภบิ าลและเจาเมอื งตางๆ จดั
ระเบียบการเลือกตัง้ ก�านนั และผูใหญบาน ตลอดจนเปล่ียนแปลง
ขนุ นางชนั้ ผนู อยมาเปนนายอา� เภอ

การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองปกษใต ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙)
หลงั จากไดมีการจัดต้ังมณฑลชมุ พรและมณฑลนครศรธี รรมราชขึ้น
จึงเปนการตรวจราชการตามระบบเทศาภบิ าลอยางแทจริง คอื ตรวจ
งานดานการปกครองในหนาที่กระทรวงมหาดไทย ไดแก การปองกนั
และรักษาความสงบเรยี บรอย การทา� นบุ �ารงุ ทองท่แี ละสงเสรมิ อาชีพ
ความเปนอยูของราษฎร ตลอดจนตรวจที่วาการมณฑล เมือง และ
อ�าเภอวาถูกตองตามแบบแผนที่ก�าหนดหรือไม เนื่องจากเปนส่ิงที่
เกิดใหม รวมทั้งชวยบกุ เบิกราชการสวนภมู ภิ าคใหแกหนวยงานของ
กระทรวงอน่ื ๆ ที่ยังไมพรอมจะบรหิ ารราชการในสวนภมู ภิ าคได โดย
เฉพาะงานดานการคลังหัวเมอื ง และการยุติธรรมหวั เมือง

เมอ่ื การจัดการปกครองทองท่ีสามารถดา� เนินการไดอยางท่วั ถึง
รวมทัง้ บังเกดิ ผลดีตามจดุ มงุ หมายแลว จึงไดมีการออกกฎหมายเก่ยี ว
กบั การปกครองสวนภูมิภาคทีส่ า� คญั ขน้ึ ๒ ฉบับ คอื พระราชบญั ญตั ิ
ลักษณะปกครองทองท่ี ร.ศ. ๑๑๖ และขอบังคับลักษณะปกครอง
ทองท่ี ร.ศ. ๑๑๗ ดงั นั้น ในป ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) จึงไดเสดจ็
ออกไปตรวจราชการหัวเมืองบอยคร้ัง สา� หรับงานดานการปกครอง
ทรงเนนตรวจสถานที่ราชการ ไดแก ทวี่ าการมณฑล เมือง อ�าเภอ
และพบปะกา� นนั ผูใหญบาน เพอ่ื ติดตามการปฏบิ ัตงิ านของพนักงาน
มณฑลตัง้ แตระดบั หมูบาน ต�าบล และอา� เภอ วาสามารถปฏิบัติงาน
ตามแบบแผนการปกครองตามรูปแบบใหมไดอยางมีประสิทธภิ าพ
และไดผลตามท่ีมุงหมายไวหรอื ไม รวมท้ังตรวจสอบวาการจัดระบบ
บริหารราชการระดบั เมอื ง (จงั หวัด) ทีอ่ อกเปนขอบังคับฯ สามารถ

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (17)

น�าไปปฏิบัติไดจริงหรือไม มีปญหาตองปรับปรุงแกไขประการใด
พรอมกนั นัน้ พระองคยงั ทรงประเมนิ ความสามารถของเจาหนาท่ีของ
ระบบเทศาภิบาลทกุ ระดับ โดยอาศัยวิธีการรับฟงเสยี งของราษฎร
อกี ดวย และเนือ่ งจากในป พ.ศ. ๒๔๔๑ ไดมกี ารเรงรดั ขยายการศกึ ษา
ออกไปทั่วประเทศ โดยใหกระทรวงมหาดไทยสนับสนุนวดั พระพทุ ธ
ศาสนาจัดการศกึ ษาในหวั เมือง ในการตรวจราชการหัวเมอื งในชวง
เวลาดังกลาว จึงทรงลงไปตรวจตราตามโรงเรยี นตางๆ ดวย

เมอื่ ถงึ ป พ.ศ. ๒๔๔๒ กระทรวงมหาดไทยไดจดั ระเบียบขน้ั
พน้ื ฐานในการปกครองมณฑลเทศาภิบาลเสรจ็ สมบูรณ โดยมีบท
บญั ญตั เิ ก่ยี วกับการปกครองหมบู าน ตา� บล อา� เภอ และจงั หวดั อยาง
ชัดเจน เทากับวาทุกกลุมงานและทุกระดบั ของการปกครองสวน
ภูมิภาคในบริเวณหัวเมอื งช้ันในไดถูกโยงเขาสูสวนกลางเรยี บรอย
แลว ในชวงหลัง พ.ศ. ๒๔๔๒ เปนตนมา จึงเปนระยะเวลาท่กี ระทรวง
มหาดไทยพยายามสงเสรมิ ระบบเทศาภิบาลใหมัน่ คงยง่ิ ขึน้ ในทกุ ระดับ
พรอมท้ังขยายออกไปใหครอบคลมุ ทั่วพระราชอาณาจักร โดยรวม
ประเทศราชตางๆ และหัวเมืองชนั้ นอกเขาสูระบบเทศาภิบาลทลี ะ
นอย ดังนนั้ การตรวจราชการในระยะหลงั จึงไมไดเนนการตรวจสถาน
ทร่ี าชการและการจัดแบบแผนส�านกั งานดงั แตกอน แตมุงใหความ
สา� คญั กับการท�านบุ �ารุงทองถิน่ การทา� มาหากิน ตลอดจนปญหาความ
เดอื ดรอนของราษฎร รวมท้ังใหความสนใจตรวจตรางานของกระทรวง
มหาดไทยทไี่ ดจดั ตัง้ ข้นึ ใหม เชน งานต�ารวจภูธร รวมท้งั งานของรัฐบาล
ในสวนภูมภิ าคบางเร่ืองทโี่ อนมาใหกระทรวงมหาดไทยดา� เนินการ

ในการเสด็จตรวจราชการหัวเมืองแตละครั้ง สมเด็จฯ กรม
พระยาด�ารงราชานภุ าพ ทรงจดบันทกึ ขอมูลตางๆ จากการที่ทอด
พระเนตรดวยพระองคเองและสอบถามจากราษฎรอยางละเอียด
เชน ขอมลู การเดนิ ทาง สภาพภมู ิประเทศตามรายทาง งานตางๆ ใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยและงานอืน่ ๆ ที่ฝากไวกบั

(18) การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ

งานมหาดไทย สภาพทองท่ีและสภาพทางเศรษฐกจิ สังคม ของเมือง
ตางๆ ชีวิตความเปนอยูและการทา� มาหากนิ ของราษฎร ตลอดจน
ส่ิงทพ่ี ระองคทรงสนพระทัย อาทิ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศิลป
วัฒนธรรม ความเช่ือและประเพณีของแตละทองถนิ่ รวมทง้ั ปญหา
ตางๆ และแนวทางแกไขปญหาของแตละพื้นที่ เอกสารดังกลาวถือ
เปนหลักฐานชัน้ ตนท่ีส�าคญั ท่ไี ดจดั ท�าขน้ึ เพ่อื เปนรายงานกราบบังคม
ทูลพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัว รชั กาลท่ี ๕ ใหทรงทราบเรือ่ งราว
ความเปนไปตางๆ เก่ยี วกับหวั เมอื ง และมบี างปญหาทีผ่ ูรายงานทรง
ขอพระบรมราชวนิ จิ ฉยั อกี ดวย

ขอมูลจากเอกสารรายงานการเดินทางตรวจราชการเปน
ประโยชนตอการปฏิบตั ริ าชการโดยเฉพาะการจดั ตง้ั มณฑลเทศาภบิ าล
และต้ังขาราชการผูมีหนาท่ีบังคับบัญชาหัวเมืองขณะน้ัน อีกทั้ง
ยงั เปนประโยชนในปจจบุ นั ส�าหรับการศกึ ษาสภาพสงั คมไทยในสมยั
รชั กาลท่ี ๕ ทง้ั ดานเศรษฐกิจ สงั คม การปกครอง สภาพทองถ่นิ ตลอด
จนวถิ ชี ีวติ ของคนในทองถิน่ ตางๆ ซง่ึ อยูในยุคหัวเล้ยี วหัวตอของการ
พัฒนาประเทศไปสูความทนั สมัย ในเอกสารรายงานการตรวจราชการ
ยังท�าใหเรามองเห็นแนวความคดิ และวิธีท�างานของสมเด็จฯ กรม
พระยาด�ารงราชานุภาพ ที่ทรงใชวิธีแยกหนาที่การจัดการตางๆ ตาม
หวั เมืองไปใหผูบัญชาการมณฑลเปนผูจัดท�า โดยมีพระองคซึ่งเปน
เสนาบดีเปนผคู ิดแบบแผนและทรงตรวจการทที่ �านัน้ ประกอบกัน ได
เหน็ การนา� เอาวิธกี ารติดตามและประเมินผลมาใช โดยทรงน�าเอา
ผลงานและประสบการณในการจัดการมณฑลแรกๆ เปนขอสงั เกต
ในการจดั ตง้ั มณฑลตอไป และเสด็จไปตรวจผลการจดั วาถูกตองตาม
พระบรมราโชบายหรอื ไม หากมีขอบกพรองประการใด ก็ทรงโปรด
ใหแกไขใหมจนเปนท่พี อพระทยั ทรงจดั การบานเมืองโดยอาศัยทั้ง
ทฤษฎีและปฏบิ ตั ปิ ระกอบกัน ส�าหรบั ข้ันตอนปฏิบัติทที่ รงใชในการ
บรหิ ารงานคอื คดิ ระบบหรอื แบบแผน นา� ไปทดลองปฏบิ ตั ิ ตรวจสอบ

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (19)

ประเมนิ ผลและแกไขปรับปรุง แลวนา� ไปกา� หนดเปนแนวทางปฏบิ ัติ
ท่ีชัดเจนและส่ังการใหยึดถือปฏิบัติในทีส่ ดุ อาจกลาวไดวาการเสดจ็
ออกตรวจราชการหวั เมืองเปนเครอ่ื งมือสา� คัญย่ิงท่ีท�าใหการจัดตั้ง
มณฑลเทศาภบิ าลประสบความสา� เร็จอยางราบรืน่ และมีขอบกพรอง
นอยทสี่ ุด

เอกสารรายงานการตรวจราชการหัวเมืองที่ด�าเนินการตาม
ระยะเวลามาอยางตอเน่อื ง ชวยใหเรามองเหน็ ความเปลี่ยนแปลงใน
ภาพรวมของประเทศนอกเหนือจากการพัฒนาระบบราชการไดอยาง
ชัดเจน จากความยากล�าบากในการคมนาคมในคราวตรวจราชการ
ครงั้ แรกๆ ซ่ึงการคมนาคมทางบกไมมีถนนตองอาศยั ทางเดนิ เทาที่
คดเคี้ยวไปตามปาตามทุงและใชไดเฉพาะฤดแู ลง หรอื การเดนิ ทาง
ทางน้�าท่ีตองอาศัยเรือกลไฟลากจูงไปทางเหนือไดเพียงปากน้�าโพ
ตอจากน้ันตองถอเรือทวนน้�าขึ้นไป แตหลังจาก พ.ศ. ๒๔๔๑ ก็
สามารถใชรถไฟเปนพาหนะเปนบางชวงระยะทาง ท�าใหชวยลดเวลา
การเดนิ ทางไดมากขน้ึ หรือในรายงานการตรวจราชการครั้งแรกๆ ได
บรรยายถงึ การปกกรยุ ทางวางสายโทรเลขในทองถนิ่ ทุรกนั ดารหางไกล
แตในการตรวจราชการระยะหลังพระองคสามารถเสยี บสายโทรศพั ท
ติดตอกับกรุงเทพฯ ไดทกุ วัน

สมเด็จฯ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรงรับราชการใน
ต�าแหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มาต้ังแตวันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ.
๒๔๓๕ ถึงวันที่ ๑๒ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ รวมระยะเวลา ๒๓ ปเศษ
ทรงบา� เพ็ญพระกรณียกิจสา� คญั เพื่อประเทศชาติเปนอเนกประการ
แตทีส่ �าคัญยิ่งกวาสิง่ ใดคอื ทรงปฏิรปู การปกครองสวนภมู ภิ าค โดยจัด
ตั้งระบบเทศาภิบาลข้นึ ส�าเรจ็ ดงั ค�าประกาศเลอ่ื นกรมหมน่ื ด�ารงราชา
นุภาพเปนกรมหลวงด�ารงราชานภุ าพ ไดกลาวไววา

(20) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ

“ทรงรบั จัดการแบบอยางการปกครองทั้งปวง ซ่ึงเปนการ
ใหญย่ิงยากทจี่ ะสา� เรจ็ ได อาศยั พระสติปญญาอนั สขุ ุมคมั ภรี ภาพและ
พระอุตสาหฉันทวิริยอันแรงกลา ประกอบดวยการศกึ ษาแบบอยาง
แลความเปนอยูทั้งภายในแลภายนอกกอปรไปดวย พระสตปิ ญญา
ตรติ รอง เลือกเฟน ทัง้ มีความซ่ือตรงด�ารงในความสัตย์สุจริต มิได
หนกั ไปในทางอคติทง้ั ปวง”

ในป พ.ศ. ๒๔๕๘ กระทรวงฝายเหนอื เดิมไดเปลยี่ นแปลงมา
เปนกระทรวงมหาดไทยที่ทนั สมยั ในสวนภูมภิ าคระบบเทศาภิบาลได
ถกู สถาปนาข้นึ แทนทก่ี ารปกครองหวั เมอื งแบบโบราณ ท�าใหประชาชน
ไดรับความสงบสุข หัวเมืองมีความเจริญกาวหนาและประเทศชาติ
มคี วามม่นั คงสบื มาจนถงึ ทกุ วนั น้ี

สถาบนั ดา� รงราชานภุ าพ
สา� นักงานปลดั กระทรวงมหาดไทย

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (21)

๑๕๐ ป สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ๑

วันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๕ เปนมงคลสมัย
ครอบรอบ ๑๕๐ ป คลายวันประสูติของสมเด็จพระเจาบรมวงศเ์ ธอ
กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ คนไทยพระองคแ์ รกทีไ่ ดรับการประกาศ
เกียรติคุณยกยองใหเปนบุคคลส�าคัญของโลก จากองค์การการ
ศึกษาวิทยาศาสตร์และวฒั นธรรมแหงสหประชาชาติ หรือยเู นสโก
และระหวางวันที่ ๒๑ มถิ ุนายน ถึงวันที่ ๑ ธนั วาคม พุทธศกั ราช
๒๕๕๕ รัฐบาลไดจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสครบ ๑๕๐ ป วัน
ประสตู ิ และครบ ๕๐ ป การประกาศเกยี รติคุณยกยองใหเปนบุคคล
ส�าคัญของโลกดังกลาว โดยมกี ระทรวงมหาดไทยเปนเจาของเรอื่ ง

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ มี
พระนามเดิมวาพระองคเจาดศิ วรกมุ าร เปนพระราชโอรสในพระบาท
สมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๔ กับเจาจอมมารดาชุม
ธดิ าพระยาอัพภันตริกามาตย (ดิศ โรจนดิศ) ประสูติในพระบรม
มหาราชวังเมื่อวันเสารที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๐๕ สิ้น
พระชนมเม่ือวนั ท่ี ๑ ธนั วาคม พทุ ธศักราช ๒๔๘๖ สริ พิ ระชนั ษา ๘๑ ป
ทรงเปนตนราชสกุล ดิศกุล ทรงเปนก�าลังสา� คญั ในการสนองพระบรม
ราโชบายการบริหารและพัฒนาประเทศ ในรชั กาลท่ี ๕ รัชกาลที่ ๖
และรัชกาลที่ ๗ ทั้งดานการทหาร การศึกษา การปกครอง ท้ังทรง
ใฝพระทยั ในการศกึ ษาคนควาทางประวตั ิศาสตรและโบราณคดี จน
ทรงไดรบั พระสมญั ญาวา “พระบิดาแหงวิชาประวตั ศิ าสตรไ์ ทย”

๑ นางสาวทรงสรรค์ นิลก�าแหง อดีตเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน
เรียบเรียง

(22) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ

พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยา
ด�ารงราชานภุ าพนัน้ ไดมผี ูเรยี บเรียงไวเปนอนั มาก แตท่ไี ดประมวล
ไวโดยบริสทุ ธบ์ิ ริบรู ณเปนหลักส�าคญั ทางประวัติศาสตร คอื ประกาศ
พระบรมราชโองการของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว
รชั กาลท่ี ๕ ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั รชั กาล
ท่ี ๖ และของพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยหู ัว รัชกาลที่ ๗ ใน
การสถาปนาพระอสิ ริยยศ ตั้งกรม และเลอ่ื นกรม ทีพ่ ระราชทานไว
โดยลา� ดับ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว มพี ระบรมราช
โองการสถาปนาพระอิสริยยศ ตงั้ กรม พระเจานองยาเธอ พระองคเจา
ดศิ วรกมุ าร ผูมพี ระชันษาเพยี ง ๒๔ ป เปน พระเจานองยาเธอ กรม
หมื่นด�ารงราชานภุ าพ เปนครัง้ แรกเมื่อพทุ ธศกั ราช ๒๔๒๙ ดวยมี
พระราชด�ารวิ า พระเจานองยาเธอ พระองคเจาดิศวรกมุ าร ไดทรง
ศกึ ษาวชิ าทหาร ในกรมทหารมหาดเล็กรกั ษาพระองคมาแตยังทรง
พระเยาว จนไดทรงเปนนายทหารและเปนผูบัญชาการกรมทหาร
มหาดเล็กมาชานาน คร้ันเมื่อโปรดใหต้ังกรมแผนท่ีเพ่ือฝกหัด
คนไทยใหท�าแผนท่ีพระราชอาณาเขตใหเรยี บรอยมั่นคง กับในสวน
กรมกองแกวจนิ ดา ท่ีโปรดใหจัดปนใหญทั้งเกาและใหม ซ่ึงยังใช
งานได มาซอมบ�ารุงท�ารางตั้งเรียงประจ�าโรงไวเปนเครือ่ งศัตราวุธ
สา� หรับปองกนั พระนครน้ัน พระเจานองยาเธอ พระองคเจาดศิ วรกมุ าร
ก็ทรงจดั การไดเรียบรอยทั้ง ๒ กรมเปนประโยชนแกราชการเปนอัน
มาก ครั้นตอมาไดรับกระแสพระราชด�ารแิ ละพระบรมราชโองการให
ต้งั โรงเรยี นส�าหรับพระบรมวงศานุวงศ์และบตุ รขาราชการ ตลอด
จนโรงเรียนส�าหรับราษฎร ก็ทรงจัดตงั้ โรงเรยี นและจัดการเลาเรยี น
ใหแพรหลาย จัดวิธีสอบไลหนังสือซ่ึงไมเคยมีมากอน อันเปนคณุ
ประโยชนแกแผนดนิ และแกตัวผูเลาเรยี น ท้งั เปนพระเกยี รติยศใน
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (23)

ตอมาในพทุ ธศักราช ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว มีพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยยศ เลื่อนกรม
พระเจานองยาเธอ กรมหมื่นดา� รงราชานภุ าพ เปน พระเจานองยาเธอ
กรมหลวงด�ารงราชานุภาพ ดวยมีพระราชด�าริวา พระเจานองยาเธอ
กรมหม่นื ดา� รงราชานุภาพ ทรงปฏิบัตริ าชการทหารในต�าแหนง นาย
พลตรีผูชวยผบู ญั ชาการทหารบก แลวยังทรงจัดการโรงเรียนทั้งปวง
จนไดตงั้ เปนกรมศึกษาธกิ าร ทรงเปนกรรมการจัดต้ังโรงพยาบาล
และยงั จดั การกรมสังฆการแี ละธรรมการ เม่อื รวมกรมเหลานี้เขาเปน
กระทรวงธรรมการ จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมให
ยายจากหนาที่ราชการทหารบกมาเปนอธิบดกี ระทรวงธรรมการ
กไ็ ดทรงจดั ระเบยี บหนาท่ีราชการในกระทรวงที่ตงั้ ข้ึนใหม วางระบบ
การศึกษา จนถงึ ทรงแตงต�าราเรียน มแี บบเรียนเร็ว เปนตน เมอ่ื
ทรงรบั ตา� แหนงราชทูตพิเศษไปยงั นานาประเทศในยุโรป ก็ไดทรงดู
งานการศกึ ษาในประเทศนัน้ ๆ ดวย ตอมาโปรดเกลาโปรดกระหมอม
ใหเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็ทรงรบั สนองพระราชดา� ริในการ
จดั การปกครองพระราชอาณาเขตใหม่ันคง ยกหวั เมืองจากกลาโหม
และกรมทามารวมในกระทรวงมหาดไทยแบงพระราชอาณาเขตเปน
มณฑล อนั นบั เปนการยากยง่ิ พระเจานองยาเธอ กรมหมืน่ ดา� รงราชา
นภุ าพ ก็มพี ระอตุ สาหะวริ ิยะ ศึกษาแบบอยางความเปนไปทัง้ ภายใน
และภายนอกประเทศ “กอปรดวยพระสติปญญาตริตรองเลือกฟน
ท้ังมคี วามซ่ือตรงดา� รงในความสัตยส์ ุจรติ มไิ ดหนักไปในอคติท้งั
ปวง” เปนเหตุใหเจรญิ พระเดชานภุ าพ เปนความสขุ แกราษฎรทัง้ ปวง
นับเปนความชอบพิเศษย่ิงใหญ สวนการเสด็จประพาสแหงใดทงั้
ภายในภายนอกประเทศก็ทรงจดั การใหเปนท่ีสะดวกสบายทกุ ครั้ง
ในการเสด็จพระราชด�าเนนิ เยือนยุโรป ก็ไดทรงเปนท่ปี รึกษาของ
สมเดจ็ พระศรีพชั รินทรา บรมราชินนี าถ ซึง่ สา� เรจ็ ราชการแผนดินตาง
พระองคดวย

(24) การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ

คร้ันในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั มี
พระบรมราชโองการใหสถาปนาพระอสิ ริยยศ เล่ือนกรม พระเจา
บรมวงศเธอ กรมหลวงด�ารงราชานุภาพ เปน พระเจาบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ ในพุทธศักราช ๒๔๕๔ ดวยทรงปฏบิ ตั ิ
ราชการแผนดินและราชการในพระองคเปนท่ีไววางพระราชหฤทัย
มาแตในแผนดินพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหวั สืบมา
จนถึงรชั กาลของพระองค ไมวาจะเปนราชการในหนาท่ีเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทยหรือการศกึ ษา เชน การจดั ตง้ั โรงเรยี นขาราชการ
พลเรือน การจดั ตง้ั เสอื ปาและลูกเสือในหวั เมอื ง ทัง้ มีพระอธั ยาศัย
สุขุมรอบคอบ กอปรดวยพระสตปิ ญญา อตุ สาหะวิริยภาพ ตั้งพระองค
ไวในที่อนั สมควรตอชนทกุ ช้ัน

พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ ไดรับ
พระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสรยิ ยศ เลอ่ื นกรมอกี คร้งั หน่ึงใน
รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว เปนสมเด็จพระเจา
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ เมอ่ื วนั ท่ี ๘ พฤศจิกายน
พุทธศกั ราช ๒๔๗๒ ดวยมพี ระราชด�าริวา พระเจาบรมวงศเธอ กรม
พระยาด�ารงราชานภุ าพ เปนพระบรมวงศพระองคหนึ่ง ท่พี ระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู ัว ไดทรงฝกสอนรัฐประศาสโนบาย
ตางๆ แลวทรงสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณไดดังพระ
ราชหฤทัยในตา� แหนงตางๆ จนถึงไดเปนเสนาบดีตา� แหนงสา� คญั มา
แตในรัชกาลท่ี ๕ น้ัน โดยเฉพาะตา� แหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ที่ทรงเปนสบื มาถึง ๒๓ ป จนทรงออนพระกา� ลัง รูสกึ พระองควา
ไมสามารถท�าราชการในต�าแหนงส�าคญั ใหเรียบรอยไดดังแตกอน
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา
โปรดกระหมอมใหเปนเสนาบดที ป่ี รึกษา แลวทรงมอบหมายใหอ�านวย
การจดั หอพระสมดุ สา� หรบั พระนคร ซ่งึ ไมเปนงานหนักเกนิ พระกา� ลงั
ก็ไดทรงพระอตุ สาหะรวบรวมตรวจคนเรือ่ งโบราณคดีและวรรณคดี

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (25)

ตางๆ ทัง้ ทรงพระนพิ นธหนังสือไวเปนแบบฉบับหลายเร่ือง เปนเหตุ
ใหเกดิ ความนยิ มในการพมิ พหนงั สือแจกวิชาความรูใหเปนประโยชน
แกมหาชนจนทกุ วนั น้ี ครั้นเมื่อหายประชวรกท็ รงพระกรณุ าโปรดเกลา
โปรดกระหมอมใหกลบั เขารับราชการ เปนกรรมการสภาการคลงั
กรรมการทา� ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย์ กรรมการองคมนตรี
ตรวจงบประมาณเงนิ แผนดิน เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และที่
ปรึกษาผสู า� เรจ็ ราชการรักษาพระนคร เม่อื เสด็จพระราชด�าเนินเยือน
ตางประเทศ

มาในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงพระ
กรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหเปนอภิรัฐมนตรี ในอภิรัฐมนตรี
สภา สวนหอสมดุ ส�าหรบั พระนคร ซึ่งเจริญเปนหลักฐานมั่นคงแลว
โปรดใหขยายการบ�ารุงในแผนกอนื่ ๆ โดยตัง้ เปนราชบัณฑติ ยสภา มี
แผนกวรรณคดี แผนกโบราณคดี แผนกศิลปากร ทรงแตงตง้ั พระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ เปนนายกราชบณั ฑิตยสภา
ความเจริญในวิชาตางๆ ก็เกิดดังพระราชประสงค เปนการเพ่มิ พูน
เกยี รตยิ ศของบานเมอื งดวยสถานหนึง่

พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ จึงควรแก
การยกยองพระเกียรตคิ ุณท่ที รงคุนเคยราชการหาผูอ่ืนเสมอเหมือน
ไดยาก เพราะทรงปฏิบัติราชการในตา� แหนงสา� คญั มาชานานถึง ๓
รชั กาล ไดทรงท�าคุณประโยชนแกบานเมืองเปนอนั มาก แมทรงเจรญิ
พระชนมายมุ ากแลวกน็ ับวาทรงเปนพระบรมวงศผูใหญที่เปนหลัก
ราชการ เปนท่ที รงไววางพระราชหฤทัยและเปนท่เี คารพนบั ถือของ
คนทงั้ ปวง

พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราช
โองการสถาปนาพระอสิ รยิ ยศ เล่อื นกรม พระเจาบรมวงศเธอ กรม
พระยาดา� รงราชานุภาพ เปน สมเด็จพระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
ดา� รงราชานุภาพ ศกั ดินา ๓๕๐๐๐ เปนพเิ ศษ ในตา� แหนงพระองค์

(26) การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ

เจาตางกรมผูใหญในพระบรมมหาราชวัง มพี ระนามปรากฏในพระ
สุพรรณบฏั วา๑
“สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ
อิสสรยิ ลาภบดินทรสยามวิชติ ินทรวโรปการ มโหฬารรฐั ประศาสน์
ปยมหาราชวรานศุ ษิ ฏไ์ พศาลราชกฤตการี โบราณคดีปวัติศาสตร
โกศล คัมภรี นพิ นธนริ ุกตปิ ฏิภาน ราชบัณฑติ วิธานนิตธิ รรมสมรรถ
ศึกษาภวิ ัฒนปยวาที ขันตสิ ัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปญญา
อาชวาศรัย พทุ ธาทไิ ตรสรณาทรพเิ ศษคณุ าภรณ์ธรรมิกนาถบพิตรฯ”
พระเทพโมลี วัดเทพศริ ินทราวาส ไดแปลความหมายของ
พระนามไวดงั น้ี๒
สมเด็จพระเจาบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ
อสิ สรยิ ลาภบดินทร ทรงย่ิงใหญดวยพระอิสริยลาภ
สยามวชิ ติ ินทรวโรปการ ทรงพระอุปการะพระเจาแผนดิน
สยามรฐั
มโหฬารรัฐประศาสน์ ทรงเจนจัดรฐั ประศาสนอยางมโหฬาร
ปยมหาราชวรานุศษิ ฏ์ สมเด็จพระปยมหาราชเจาทรงอบรม
สงั่ สอน
ไพศาลราชกฤตการี ทรงกระท�าราชกิจมากมายไพศาล
โบราณคดปี วัตศิ าสตรโกศล ทรงรอบรูในโบราณคดีและประวัติ
ศาสตร
คมั ภรี นพิ นธนริ กุ ตปิ ฏภิ าน ทรงนพิ นธตา� ราวิทยาการแตกฉานใน
ภาษาและปฏิภาณวาจาโตตอบ

๑ สะกดการนั ต์ตามต้นฉบบั เฉลมิ พระยศเจ้านาย เล่ม ๒, ๒๕๓๘, หนา้ ๒๗๙
๒ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ กรงุ เทพฯ :
โรงพมิ พบ์ �ารงุ นุกลู กจิ , ๒๕๑๙

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (27)

ราชบณั ฑติ วธิ านนิตธิ รรม ทรงเปนนายกจัดการราชบัณฑติ ย
สมรรถ สภาสามารถในนติ ธิ รรม
ศกึ ษาภิวฒั นปยวาที ทรงจัดการศึกษาใหเจริญยง่ิ มพี ระ
วาจาเปนที่รกั
ขันตสิ ตั ยตรีสุจริตธาดา ทรงดา� รงไวซึ่งขนั ติสจั จะแลสุจริตทัง้
๓ ประการ
วิมลรัตนปญญาอาชวาศรัย พระปรชี าญาณบรสิ ทุ ธ์ดิ จุ รตั นะ ทั้ง
พระอัธยาศรยั ก็ซอ่ื ตรง
พทุ ธาทิไตรสรณาทร ทรงมั่นคงในพระไตรสรณะมีพระ
พทุ ธเจาเปนตน
พเิ ศษคุณาภรณธ์ รรมกิ ทรงเปนบพิตรธรรมิกนาถประดบั ดวย
นาถบพติ รฯ พระคณุ าภรณพเิ ศษท้ังหลายนีฯ้
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว มพี ระบรม
ราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมสถาปนาพระอสิ ริยยศแรกทรง
กรมในพระนาม “กรมหม่ืนด�ารงราชานุภาพ” ในความหมายวา
ผูด�ารงอานภุ าพของพระราชานั้น ทง้ั องคผูพระราชทานนาม และ
องคผูรบั พระราชทานที่เพิง่ จะมีพระชันษาเพยี ง ๒๔ ป ก็คงจะมิได
ทรงคาดคิดวา พระนามอนั เปรียบเสมอื นพระพรชยั มงคลอนั ศกั ด์สิ ทิ ธิ์
น้ัน จะไดปกเกลาปกกระหมอมผไู ดรับพระราชทานใหไดเปน “ผดู �ารง
อานภุ าพของพระราชา” สืบเนือ่ งกนั ถึง ๓ รัชกาล แมจนบน้ั ปลาย
พระชนมชีพจะมิไดทรงรับราชการแลว และตองทรงจากประเทศ
ไทยไปประทับที่ปนงั ก็ยังทรงเปนพระบรมวงศผูใหญผูเปยมดวย
ความจงรกั ภกั ดี เมอ่ื มโี อกาสไดเฝาทูลละอองธลุ พี ระบาท ถวายดอกไม
ธปู เทียนแพ แดพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดล
พระอัฐมรามาธิบดินทร และสมเดจ็ พระอนชุ าธริ าช พระบาทสมเดจ็
พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช รัชกาลปจจุบนั เม่อื เสดจ็ ผานปนงั
เพ่อื นวิ ตั ประเทศไทยครั้งแรกหลังจากทรงรบั สิริราชสมบตั ิ

(28) การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ

พระเกียรติคุณของสมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
ด�ารงราชานุภาพ อันปรากฏในพระสพุ รรณบฏั และประกาศพระบรม
ราชโองการสถาปนา ตัง้ กรม เล่อื นกรม แตละคราว ดังไดกลาวถงึ
นนั้ พระเกยี รตคิ ณุ แตละดานมรี ายละเอยี ดเปนมาอยางใด ปรากฏใน
พระนิพนธ์หลายเลม แตท่ีแสดงถงึ ความคดิ และปรชั ญาการดา� เนินงาน
ตลอดจนพระวิสัยทศั นข์ องพระองค์ทานอยางชดั เจนนั้น คือ บนั ทึก
ของพระธดิ า หมอมเจาพนู พิศมัย ดิศกลุ ผูสนองงานติดตามรบั ใช
ใกลชดิ จนตลอดพระชนมชีพของพระบิดา ไดฟงรับส่งั ท่ีอาจไมปรากฏ
ในพระนิพนธ์อ่นื เพราะเปนเร่อื งที่พอเลาใหลกู ฟง รวมทั้งจากพระ
ประสบการณ์และขอสังเกตของหมอมเจาพนู พศิ มยั ดศิ กุล เองดวย

พระนพิ นธเลมหน่ึงของหมอมเจาพนู พศิ มัย ดศิ กุล ซึ่งเปนที่
รจู ักกันดใี นหมูผูสนใจศกึ ษา คือเรือ่ ง “สมเดจ็ กรมพระยาดา� รงราชา
นุภาพ” แรกเร่มิ นั้นทรงเขียนเปนตอนๆ ออกอากาศทางสถานวี ิทยุ
รักษาดนิ แดนเมื่อพทุ ธศักราช ๒๕๐๑ จบแลวรวมพมิ พเปนเลม การ
พมิ พคร้งั ตอๆ มารจู กั กนั ในชือ่ หนงั สอื “พระประวตั ลิ กู เลา”

พระประวัติท่ีหมอมเจาพนู พิศมัย ดิศกุล ทรงบนั ทึกไวน้นั
เร่มิ แตประสูติ การทรงงานดานตางๆ จนทรงพนจากราชการ เสดจ็
ไปประทับท่ีปนัง ในที่สุดก็เสด็จกลับเมืองไทย และส้ินพระชนม
พระกรณยี กิจทที่ รงปฏิบตั ิตลอดจนพระอธั ยาศัย เทียบตามค�าแปล
พระนามแตละวรรคในพระสุพรรณบฏั ไดอยางบรบิ ูรณ ดังจะยกมา
กลาวพอสงั เขป แตเพือ่ ใหการลา� ดบั ความไมสับสน จึงจะไมกลาวเรยี ง
ตามล�าดบั วรรคในพระนาม หากจะกลาวเรียงไปตามล�าดับเหตุการณ
“ไพศาลราชกฤตการี - ทรงกระทา� ราชกจิ มากมายไพศาล”
ทรงสนองพระบรมราโชบายดานตางๆ ตลอด ๓ รชั กาล

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (29)

ทรงเริ่มเรยี น ก.ข. เม่อื พระชันษาได ๓ ป พอผสมตวั ไดแลวก็ทรง
“ขึ้นสมดุ ” โดยอานหนังสอื เลม เชน รามเกียรต์ิ อิเหนา จนพระชันษา
ได ๘ ป ทรงเรยี นอกั ษรขอมอยปู หนึ่ง แลวทรงเรยี นภาษาอังกฤษอกี
๔ ป หลงั โสกนั ตแลว ทรงผนวชสามเณรตามธรรมเนียมราชกุมารใน
สมัยน้ัน ลาผนวชแลวทรงเขารับราชการเปนนักเรียนนายรอยทหารบก
เมอ่ื พระชันษา ๑๔ ป เปนอนั วาทรงจบการศึกษาขัน้ ตนเพียงนั้น ความ
รตู อมาทรงไดจากการอานเขียนเรียนรูดวยพระองคเอง ประกอบดวย
พระอัจฉรยิ ภาพในพระองค จึงทรงสนองพระบรมราโชบายทพ่ี ระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจาอยูหัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ไววางพระราช
หฤทยั ใหทรงทา� ถวายอยางหลากหลายและประสบความส�าเรจ็ เปน
อยางดี จนทรงไดรบั พระมหากรุณาทรงสถาปนาตั้งกรมคร้งั แรกเปน
กรมขนุ เมือ่ พระชนั ษา ๒๔ ป ทรงเปนนายพลตรีเมื่อพระชันษา ๒๖ ป
ทรงเปนเสนาบดเี มือ่ พระชันษา ๒๘ ป และทรงเปนเอกอัครราชทูต
พเิ ศษผูแทนพระองคไปเจริญพระราชไมตรีกับราชส�านักตางๆ ใน
ยโุ รป เมื่อพระชนั ษา ๒๙ ป ตา� แหนงสุดทายคือ ทรงเปนนายกราช
บณั ฑิตยสภา
“ศึกษาภิวัฒนปยวาที - ทรงจดั การศึกษาใหเจรญิ ยิง่ มีพระวาจา
เปนท่รี ัก”
จากโรงเรยี นพระต�าหนกั สวนกหุ ลาบสกู รมศึกษาธกิ าร

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรง
เรม่ิ รบั ราชการในกรมทหารมหาดเลก็ จนดา� รงพระยศพลตรี ไดทรง
ปรับปรุงกรมกองแกวจินดา (ทหารปนใหญ) ตงั้ กรมแผนที่เพอ่ื ท�า
แผนท่รี าชอาณาเขตประเทศสยามตามมาตรฐานสากล และทส่ี �าคญั
คือ ทรงจดั การใหทหารมหาดเลก็ ไดเรยี นหนงั สือ โดยขอพระราชทาน

(30) การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ

พระต�าหนักสวนกุหลาบตั้งเปนโรงเรียน ทรงดา� รงต�าแหนงผูจดั การ
โรงเรยี น ทรงก�าหนดหลกั สตู ร จดั หาครมู าสอน บางคร้งั ทรงสอนเอง
ทรงจดั การสอบไลนักเรียนขน้ึ เปนครง้ั แรก โดยทรงรางขอสอบ ทรง
สอบนกั เรียนและจดั ทา� ประกาศนยี บตั รดวยพระองคเองทงั้ สน้ิ

กลาวถึงหลักสูตรในสมยั น้นั ยังไมมีผูเขาใจความหมายของ
ค�าวา “หลักสตู ร” ดวยซ้�า เม่ือจะทรงจัดเร่ืองใดเขาหลักสูตร ก็จะ
ทรงทดลองกับเด็กเสยี กอน ฉะนั้นที่วงั ของพระองคทานจงึ มโี รงเรียน
เล็กๆ หองเดียวอยูหลังหนึ่ง คงเปรยี บไดดังโรงเรียนสาธิต เพราะ
หมอมเจาพนู พศิ มยั ดศิ กลุ ทรงเลาวา

“พวกลูกๆ ตั้งแตของพระองคท์ านและลูกคนในวัง ก็เปน
ผูสา� หรับทดลองท้งั นน้ั ... ครูกม็ ีตางๆ บางคนสอนอยางนั้นดี บางคน
สอนอยางน้ีดี มขี ุนบัญญตั ฯิ คนหนงึ่ สอน ก.ข. ดนี กั แมเด็กจะเกเร
อยางไรครกู ม็ วี ิธสี อนจนอานไดดแี ละเรว็ ดวย”

ครัน้ พระชนั ษาได ๒๐ ป ทรงผนวชเปนพระภิกษุ เสด็จไป
ทรงจา� พรรษาที่วัดนิเวศธรรมประวตั ิ บางปะอิน ไดทอดพระเนตร
เหน็ เด็กชาวนามาเรยี นหนังสือทว่ี ัดโดยใชหนังสือ “มูลบทบรรพกจิ ”
แตอานไมไดนอกจากทองชไ้ี ปตามเร่อื งวา ก ก ก ก๊ ก๋ แตชกี้ ็ไมถูกตัว
เพราะเด็กมีเวลามาเรยี นเพียงปละ ๓ เดอื น ถึงหนาทา� นาก็กลับไป
ชวยพอแม กลบั มาเรียนใหมกล็ ืมหมด ตองต้ังตนกนั ใหม หมอมเจา
พนู พิศมยั ดศิ กลุ ทรงเลาวา

“เปนเหตุใหทานทรงคดิ แบบเรยี นเร็ว ขึ้น เพ่ือจะใหอานได
ภายใน ๓ เดอื น และเอาของท่ีจ�าไดงาย เชน ก.ไก ข.ไข ซง่ึ เดก็ เห็น
อยูเสมอๆ แลวชวยความจา� ใหเรว็ ข้ึน สวนในเน้อื เร่อื งก็ทรงเลือกเอา
มาแตท่ีจบั ใจเด็กเปนประมาณ เพราะธรรมชาติของเด็กไมสามารถ
จะเขาใจคติธรรมไดนอกจากชอบการตืน่ เตน จึงทรงผูกเรอ่ื ง เชน ตาโป๋
ขาเป๋ ตาหวังหลังโกง เปนตน เพ่อื ใหเดก็ เห็นวาแมคนพิการก็ยังทา�
อะไรๆ ได”

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (31)

ในพทุ ธศักราช ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจา
อยูหัว จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหพระองคทานยายไปเปนอธิบดี
กรมศึกษาธกิ ารและก�ากับการธรรมการมตี า� แหนงเทยี บเทาเสนาบดี
แมยังไมไดประกาศตงั้ เปนกระทรวง แตกเ็ ปนตา� แหนงท่ีเขาประชมุ
เสนาบดสี ภาดวย

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ มี
พระวสิ ัยทศั นเก่ยี วกบั การศกึ ษาของชาตใิ นเบ้ืองตนวา

“ตองดคู วามตองการของประเทศวาเรายงั ขาดคนชนิดใด
ถากระทรวงศึกษาธิการท�าคนใหแกประเทศไดถูกตองตามเวลาแลว
บานเมืองจะเจรญิ เร็ว และคนกจ็ ะมีงานท�าโดยทัว่ ถงึ กัน”

ในเวลานน้ั คนอานออกเขียนไดมีนอย เมอ่ื มีเหตจุ า� เปนตอง
เขียนใบบอกราชการกต็ องไปเขียนทว่ี ดั เพราะพวกพระตองรหู นังสอื
เพ่ือแปลบาลีเปนภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงสรางคนให
“อานออกเขยี นได” เม่ือเร่มิ จดั การปกครองแบบใหมในพุทธศกั ราช
๒๔๓๕ ก็จัดคนท่ีอานออกเขียนไดสงใหกระทรวงมหาดไทยและ
กระทรวงตางๆ ไดท่วั ประเทศตอเนอ่ื งมา คนจึงมงี านท�ากนั ท่วั ถึง

แตในสองปตอมา เม่อื บานเมอื งเร่มิ เกิดวิกฤติการณกรณพี ิพาท
ดนิ แดนกับฝร่ังเศส สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชา
นภุ าพ ทรงไดรับพระบรมราชโองการใหไปเปนเสนาบดกี ระทรวง
มหาดไทยโดยมิไดมพี ระราชดา� รัสถามความสมัครใจ ดวยมีพระราช
กระแสวา

“กรมดา� รง ฉนั เชอ่ื วาเธอจะท�าการศึกษาไดส�าเร็จ แตบดั น้ี
บานเมอื งอยใู นอนั ตราย ถาเราตกไปเปนขาเขาอ่นื การศกึ ษาที่เธอรัก
จะอยูท่ไี หน ใครเขาเปนนายเขากจ็ ะตองเปลยี่ นแปลงไปตามพอใจเขา
เรามาชวยกันรกั ษาชวี ิตของประเทศไวจะไมดีกวาหรอื ”

(32) การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ

“มโหฬารรัฐประศาสน์ - ทรงเจนจัดรฐั ประศาสน์อยางมโหฬาร”
สูกระทรวงมหาดไทย - ทรงตั้งเมืองและทรงตั้งคน

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ ทรง
เปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยต้งั แตแรกต้ังกระทรวงเม่ือวันท่ี ๑
เมษายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๕ ขณะพระชันษาเพยี ง ๓๐ ป เมอื งตางๆ
ท่ีเคยสังกัดกระทรวงกลาโหมและกรมทาไดรวมมาอยูในความรับ
ผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยท้ังหมด ในชน้ั แรกทรงก�าหนดทต่ี ้ัง
มณฑล จงั หวดั และอา� เภอในทองทีต่ างๆ โดยใชแผนท่ีสยาม ซง่ึ ได
ทรงควบคมุ เจาหนาท่ฝี รง่ั และไทยรวมกนั สา� รวจจัดทา� ไว เมอ่ื ทรงต้งั
กรมแผนที่ข้นึ ในพุทธศักราช ๒๔๒๘ หมอมเจาพูนพิศมยั ดิศกลุ ทรง
บันทึกตามทีพ่ ระบดิ าเลาประทานวา

“เอาแผนทีป่ ูข้ึนบนโต๊ะ มีพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา
เจาอยูหัว และพระองคท์ าน ๒ พระองค์เทานน้ั ยืนคดิ ตามแผนทีว่ าจะ
เอาภเู ขาและทางน�้าเปนขอบเขตของมณฑลและจงั หวดั แลวจึงลงมือ
ออกตรวจทองท่แี ละเลอื กคนทา� งาน”

การตั้งเมืองนั้นโบราณเขาเอาทีม่ ีน�้าและทีร่ าบท�านาไดเปน
หลัก และระยะเมืองก็เอาเกณฑเดนิ ดวยเทาแตเชามืดถงึ เย็นเปนท่ี
หยุดพกั ระยะทางจงึ อยใู นระยะ ๖๐ กิโลเมตรเสมอ ดงั เชน นครปฐม
ราชบรุ ี เพชรบรุ ี เปนตน ในสมยั ของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม
พระยาด�ารงราชานภุ าพ ก็ทรงเอาความสะดวกของราษฎรเปนหลัก
เชน ถาทางน�้าเปล่ยี นใหม ไมสะดวกแกการคมนาคม ราษฎรมักจะยาย
ไปตามนา้� ถาเลือกทีไ่ ดถูกตองม่ันคงกย็ ายเมอื งตามไป ถาไมถูกตอง
กแ็ กไขชีแ้ จงใหเขาใจกัน

การเสดจ็ ออกตรวจราชการ ขณะนั้นมรี ถไฟไปถึงเพยี งอยธุ ยา
และโคราช นอกนั้นตองใชชาง มา เกวยี น เรือ แตสมเดจ็ พระเจาบรม
วงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ ก็เสดจ็ ตรวจราชการไดท่ัวทุก

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (33)

เมอื งยกเวนเมืองเลย โปรดวา สภาขนุ ชางขุนแผน น้นั แผนที่ดนี ัก ทรง
เคยใหส�ารวจทองท่ีเปนถูกตองทุกหมูบานและอา� เภอ ดวยเหตนุ ้จี งึ
ทรงเหน็ วา ไมควรจะเปล่ียนช่ือทองท่ี เพราะท�าใหเสียความรูในทาง
พงศาวดารวาเปนแหงหนต�าบลใดแน

สวนเร่อื งการตัง้ คน สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยา
ด�ารงราชานุภาพ ทรงถอื วาการเลือกคนใหถกู ทีเ่ ปนสง่ิ ส�าคญั ยิ่งกวา
ส่ิงใดๆ โดยทรงยา�้ กบั พวกเทศาภบิ าลและขาราชการเสมอวา

“การเลือกคนใชใหเหมาะสมแกต�าแหนงเปนส่งิ สา� คญั ส�าหรับ
ผูเปนนายคน การทจี่ ะรูวาถกู หรือผิดนน้ั จะตองขยนั เอาใจใสดอู ยเู สมอ
วาผลงานทเ่ี ขาทา� นั้นเปนอยางไร ถาเขาท�าไดดีตองยอมใหวาเปนความ
ดีของเขาเอง เราจะรบั เอาไดแตเพียงวาเลือกคนถูก ถาเขาท�าผดิ เรา
ตองรับเสียเองวาเพราะเราเลอื กเขา เขาจงึ มโี อกาสท�าผดิ ทั้งน้เี พราะ
อ�านาจอยูทีไ่ หน ความรบั ผิดชอบตองอยทู น่ี ่ันดวย”

เมอ่ื มผี ทู ลู ถามวาทรงมเี กณฑอะไรเลอื กคน จงึ เลอื กไดถกู เสมอ
หมอมเจาพนู พิศมยั ดิศกุล พระธดิ า ทรงเลาวา โดยมากทานตอบดวย
ทรงพระสรวล แตกับพระโอรสธิดาทรงอธบิ ายวา

“ถาเรยี กผใู ดมาสัง่ งานจะใหไปรบั ตา� แหนงใหม ผนู ้ันตอบรบั วา
ไดโดยเร็ว และอายนน่ั กท็ �าได อายน่ีก็งายละก็ เตรยี มหาคนใหมไวได
ทันที แตถาคนใดหนักใจซักถามถ่ีถวน เห็นความล�าบากละก็ เรานอน
ตาหลับได”

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ ทรง
ท�างานกระทรวงมหาดไทยซึ่งเปนงานทสี่ �าคญั ทีส่ ดุ ในพระชนมชพี ของ
พระองคทาน คือการจัดการปกครองแบบใหมอยถู งึ ๒๓ ป ทรงตัง้
มณฑล ๑๘ มณฑล จังหวดั ๗๑ จังหวดั การเลอื กตัง้ ผใู หญบานและ
กา� นันกท็ รงวางแบบไวเพื่อฝกหดั ใหเปนประชาธปิ ไตย สมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ ทรงงานหนักจนทรงพระ
ประชวรในพทุ ธศกั ราช ๒๔๕๗ ตองทรงลาพกั ราชการ กอนทจ่ี ะกราบ

(34) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ

ถวายบังคมลาออกจากต�าแหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปตอมา
“โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล - ทรงรอบรูในโบราณคดีและ
ประวัติศาสตร์”
ทรงพัฒนาหอสมุดสา� หรบั พระนครและโบราณคดี

หลังทรงพนจากงานหนักของกระทรวงมหาดไทย พระบาท
สมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงพระกรุณาโปรดใหสมเดจ็ พระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ ทรงดูแลงานหอสมดุ ส�าหรับ
พระนคร ตอมาพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัวพระราชทาน
พระราชวงั บวรสถานมงคลใหเปนพิพิธภณั ฑ ก็ทรงขอใหทรงชวยจัด
พพิ ิธภัณฑดวย

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ ทรง
เริ่มงานพัฒนาหอสมุดสา� หรับพระนครดวยการทรงอานหนังสือทมี่ ี
อยูในหอสมดุ ขณะน้ันทง้ั หมดแลวทรงจัดหาหนังสือเกาเพิ่มเติม ทง้ั
ประกาศรับซ้อื และสงคนออกเสาะหา ทรงขอยืมตลู ายรดนา�้ จากวดั
ตางๆ มาต้ังแสดงโดยติดปายชื่อผูใหยืม แลวนิมนตพระมาชม จึง
กอใหเกิดศรทั ธามีผูสงตูลายรดน�้ามาถวายมากขน้ึ จนไดตูใสหนงั สือ
เต็มหอสมุด สวนการจัดพมิ พหนังสือ ทรงชกั ชวนเจานายพ่ีนองและ
ขาราชการผูใหญใหพิมพหนังสือแจกเปนวทิ ยาทานในโอกาสตางๆ
โดยหอสมดุ รับจัดพมิ พใหเสร็จ ขอแตใหมอบหนงั สือแกหอสมดุ รอย
ละ ๒๐ ทรงเปดหองขายหนังสือเหลาน้ีในราคาถูกเพื่อใหนักเรียน
ซื้อได ก็ไดเงินเขาหอสมุดเปนจา� นวนไมนอย นอกจากน้ยี งั ทรงสนับ
สนุนการคนควาเรียบเรยี งเรอื่ งใหมๆ ทงั้ ทรงแจงไปยงั หอสมดุ ในตาง
ประเทศใหชวยตรวจหาเรอ่ื งเกย่ี วกบั ประเทศไทยแลวคดั ส�าเนาสงมา
ใหโดยมคี าสมนาคณุ ตามสมควร

สวนเรอ่ื งโบราณสถาน หากเปนเมืองไมไกลนกั โปรดเสด็จไป

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ (35)

ทอดพระเนตรดวยพระองคเอง หากเปนเมืองไกล จะทรงสั่งเจาเมือง
และนายอา� เภอใหแจงแกพรานปาวา ถาผูใดพบโบราณวัตถุสถานที่
ใดใหรายงานมาและไดรับรางวัลตามคาของโบราณวัตถุสถานนั้นๆ
จงึ ไดพบศลิ าจารึกเปนจ�านวนมาก และโปรดใหทา� สา� เนาเพื่อมอบให
ผูรอู านแปลตอไป

งานรวบรวมหนังสือและเอกสารส�าคญั อันเปนมรดกของชาติ
ทท่ี รงรเิ ริม่ ไวอกี ๒ เร่อื ง แตยงั ไมสา� เรจ็ เรยี บรอย คอื งานหอรปู ทง้ั
รูปคน เหตกุ ารณ และสถานที่ โดยทรงขอสา� เนารปู และฟลมกระจก
จากรานถายรูป รูปสวนพระองคและฟลมกระจกของหลวงคร้ัง
รัชกาลท่ี ๕ มารวมเก็บรกั ษา หาผูรูมาท�าค�าอธิบายรูป สวนงาน
หอจดหมายเหตุ เปนการรวบรวมเอกสารราชการทอ่ี ายุเกิน ๒๕ ป
จากกระทรวงตาง ๆ มาคัดเลอื กจดั เขาแฟมเรยี งวนั เดือนป
“ราชบัณฑิตวิธานนิตธิ รรมสมรรถ - ทรงเปนนายกจัดการราช
บัณฑิตยสภาสามารถในนิตธิ รรม”
ทรงงานราชบัณฑติ ยสภา

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรง
เปนนายกราชบัณฑิตยสภาพระองคแรก ซึ่งรวมการด�าเนินงาน
วรรณคดี พิพธิ ภณั ฑ และศลิ ปากรไวในสังกดั เดียวกัน โดยเฉพาะงาน
จดั พิพิธภณั ฑสถานท่พี ระราชวงั บวรสถานมงคล ซึ่งขณะนัน้ อาคาร
สถานที่ชา� รุดทรุดโทรมมาก ไมมงี บประมาณซอมแซม สมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ โปรดใหพระธิดาจดั เครอ่ื ง
นา�้ ชาไปเลี้ยงกลมุ พอคาฝรง่ั แขก จีน ท่ที รงเชิญมาใหชวยกนั ดูสถานท่ี
และชวยเหลอื ตามกา� ลงั ก็มผี ขู นไม กระเบอ้ื ง ปูนซเี มนต ฯลฯ มาให
มากมาย ครน้ั ซอมสถานที่เรียบรอยแลวก็ทรงขอตูโตะ๊ จากเจานาย
พนี่ อง หากเปนเร่ืองทางศาสนาก็ทรงขอพระสงฆ สวนส่ิงของจัด

(36) การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ

แสดง นอกจากทีม่ อี ยูเดมิ กท็ รงใชวิธี “ขอยมื ” มาตงั้ แสดง หมอมเจา
พูนพศิ มัย ดิศกลุ พระธดิ า ทรงกลาววา “ของอน่ื ๆ สิ่งไรไมมีทานกข็ น
ไปจากวังจนเกอื บๆ จะหมด” เม่ือจดั พพิ ิธภัณฑเสรจ็ กเ็ กดิ ปญหาคน
ไมเขาไปดู โปรดใหพระธิดาจัดอาหารวางและเครือ่ งดื่มไปขาย ของ
ไทยทที่ า� จากหัวเมอื งตางๆ ก็นา� มาฝากขายได เพราะเม่ือนกั ทองเท่ียว
มา ก็ไปดพู ิพิธภณั ฑดวย เม่อื ฝรง่ั อยากรับประทานของไทยๆ มา คน
ไทยกม็ าดวย
“คัมภีรนพิ นธนริ ุกติปฏิภาน - ทรงนพิ นธต์ า� ราวิทยาการแตกฉาน
ในภาษาและปฏิภาณวาจาโตตอบ”
พระนพิ นธ์เร่อื งตางๆ

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรง
รับการศกึ ษาตามแบบราชกุมารในสมยั นนั้ เพยี งพระชันษา ๑๔ ป หลงั
จากน้ันก็ทรงศกึ ษาเรียนรูดวยพระองคเองจนตลอดพระชนมชีพ ทรง
เลาประทานหมอมเจาพนู พศิ มยั ดศิ กลุ พระธดิ าวา

“เชาเขยี นเปนวทิ ยาทาน ค่�าตองหาความรตู อ มิฉะนนั้ มนั จะ
หมด คนทนี่ ึกวาตวั รพู อแลวนัน้ เปนคนตายแลวเปนๆ เพราะโลกหมนุ
อยูทกุ นาที เราตองเรียนตามมนั ไป จงึ จะอยกู บั โลกโดยไมโงได”

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรง
พระนิพนธพงศาวดารไว ๑๓๔ เร่ือง โคลงกลอน ๙๒ เรื่อง ศาสนา
๗๖ เร่ือง อธิบายแทรก ๑๙ เร่อื ง ประวัติ ๑๖๐ เรื่อง ต�านาน ๑๐๓
เรอื่ ง บทความในนิตยสารสยามสมาคม ๑๐ เร่อื ง นอกจากน้ไี ดทรง
ตง้ั “สมาคมวรรณคด”ี โดยทรงเชิญนกั ปราชญและนักวชิ าการทัง้ ชาว
ไทยและชาวตางประเทศรวมประชุมไตถามวิชาการกันเหมือนอยาง
French Academy ทกี่ รุงปารสี แตหลงั จากการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองในพทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ งานของสมาคมวรรณคดีก็ยุติไป ทั้ง

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (37)

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ตองทรงพน
จากงานราชบัณฑติ ยสภาดวย
“ขันตสิ ตั ยตรสี จุ รติ ธาดา - ทรงด�ารงไวซึ่งขันติสัจจะแลสจุ รติ ทั้ง ๓
ประการ”
ทรงมพี ระขันตมิ ัน่ คง

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ ทรง
มพี ระขันติมนั่ คงสม�่าเสมอ ท้งั ในการทรงงานและในการสวนพระองค
โดยเฉพาะเมอ่ื ตองทรงพนจากตา� แหนงนายกราชบัณฑิตยสภา หมอม
เจาพูนพิศมัย ดศิ กุล ทรงบนั ทกึ ไววา

“วนั หนึ่ง เจาพระยามหิธร ราชเลขาธิการ มาเฝาเสดจ็ พอที่
วงั ทลู วาพระยามโนปกรณ์ตองการต�าแหนงนายกราชบณั ฑติ ยสภาให
แกเพ่ือน... ขอใหเสดจ็ พอลาออกเสยี เสด็จพอทรงตอบวา ทรงยินดที ่ี
จะออก ถาทานลาออกก็จะเปนโกรธเคืองเรือ่ งสวนตัวทีถ่ กู จับไปขัง
[เม่อื เปลยี่ นแปลงการปกครอง - ผเู รยี บเรียง] ชาวตางประเทศจะดถู ูก
ไดวาเอาเร่ืองสวนตัวมาปนกบั การงานของประเทศ ถาจะใหทานออก
ก็ขอใหประกาศปลด...”

ทางการก็ประกาศปลด
ทรงมีพระขนั ตมิ น่ั คงจนถงึ บนั้ ปลายพระชนมชีพ หลงั จากทรง
พนหนาทีร่ าชการสมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชา
นุภาพ เสด็จไปประทบั ทีห่ วั หนิ ได ๑ ป เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจาอยหู วั เสด็จพระราชด�าเนนิ ไปรักษาพระองคทีย่ โุ รป สมเดจ็ พระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ จึงขอพระราชทานพระบรม
ราชานุญาตเสด็จไปประทบั ท่ีปนังเพราะทรงตองการความสงบและ
ออกไปใหพนจากการเมือง จนพทุ ธศกั ราช ๒๔๘๕ เร่มิ ประชวรดวย
โรคพระหทยั พกิ าร พระโอรสจงึ ทูลขอใหเสด็จกลบั ประเทศไทย ครนั้

(38) การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ

ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๖ กท็ รงบรรทมหลับแลวมไิ ด
ทรงต่นื ข้นึ มาอกี เลย

หมอมเจาพูนพศิ มยั ดิศกุล พระธดิ า ทรงจบทายพระประวัติ
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ ที่ทรงเลาออก
อากาศทางสถานวี ิทยุรักษาดนิ แดน เมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๑ วา

“ในเวลาท่ีทานทรงเปนนายทหารประจ�าอยูในพระราชวัง
หลวงนน้ั เจาพ่ีเจานองรุนเดยี วกนั มกั จะมาประทบั คุยกนั ใกลๆ ประตู
วงั ๆ เห็นคนเขาออกเนอื งแนนอยเู สมอ จงึ ทรงคิดกันวา จะลองความ
รคู นดูสักที แลวทรงจดชือ่ คน ๔ คน คอื ๑. ทานขรวั โต (สมเด็จพระ
พุฒาจารย)์ ๒. พระพุทธยอดฟา ๓. จ�าไมไดวาใคร ๔. อนี าคพระโขนง
ใหคนคอยถามทุกคนที่เขาออกประตูวา ใน ๔ คนนี้รูจักใครบาง?
อีนาคพระโขนงชนะ! ทา� ใหคิดวาอกี ๑๐๐ ปขางหนาใครจะอยูในเมือง
ไทยในฐานะเชนไร? สวนเสด็จพอของขาพเจานัน้ อยางนอยกค็ งจะได
เสดจ็ อยูในพระนามวา พระบดิ าประวัตศิ าสตร์ ดอกกระมัง”

หมอมเจาพูนพิศมยั ดิศกลุ คงชน่ื พระทยั มใิ ชนอย ทเ่ี พียง ๔ ปตอ
มา ในพุทธศกั ราช ๒๕๐๕ องคการการศกึ ษาวิทยาศาสตรและวฒั นธรรม
แหงสหประชาชาติ หรอื ยูเนสโกไดประกาศยกยอง สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์
เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ เปนบุคคลสา� คัญของโลก ผลงานทท่ี รง
สรางสรรค ตลอดจนงานพระนิพนธยงั เปนท่ีรูจกั ยกยองท้งั ในวงราชการ
และวงวชิ าการทุกวันน้ี ตลอดจนทรงไดรับพระสมัญญา “พระบิดาแหง
วชิ าประวตั ิศาสตร์ไทย” ดงั ทห่ี มอมเจาพนู พศิ มัย ดศิ กลุ ทรงปรารภไว
กอนนน้ั

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ (39)



การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื ง

ของ
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ

ศาลาลูกขนุ ใน ในสมัยรชั กาลท่ี ๓ เปนอาคารกออฐิ ถือปนู ชัน้ เดยี ว ๒ หลงั คู
ใชเปนสา� นักงานกระทรวงมหาดไทยหลงั หนึง่ และกระทรวงกลาโหมหลงั หนึง่
จนถึงสมยั ปฏริ ปู ระบบราชการครัง้ ใหญในสมัยรัชกาลท่ี ๕

ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

คดั จากเรื่องเทศาภบิ าล
ตอน ๑-๔
พระนพิ นธ

สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ
กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ

ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

นทิ าน๑ เร่อื งนี้อยขู างจะยาวจงึ แบงเปน ๒ ภาค ภาคตน วาดวย
เหตุที่จัดการปกครองหัวเมืองอยางเทศาภิบาล ภาคท่ี ๒ วาดวย
กระบวนการปกครองหัวเมืองอยางเทศาภิบาล อันตัวขาพเจาได
เกย่ี วของมามาก

ขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕
เหตทุ ี่ขาพเจาไดเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มเี ร่ืองชอบกลควร
เลาเขาในโบราณคดีได เพราะเวลาก็ลวงมาถงึ ๕๐ ปแลว

อันตา� แหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยนน้ั แตกอนมาเปน
อัครมหาเสนาบดีท่ีสมุหนายก หัวหนาราชการฝายพลเรือน และ
บงั คบั บญั ชาหวั เมืองฝายเหนอื ท้ังปวง คกู ับเสนาบดกี ระทรวงกลาโหม
อนั เปนสมุหพระกลาโหม หัวหนาขาราชการฝายทหาร และไดบงั คับ
บัญชาหวั เมืองฝายใตทงั้ ปวงเชนเดียวกัน

ผูที่เปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแตกอน ลวนเคยรับ
ราชการพลเรือนมาชานาน จนไดเปนเสนาบดชี ้นั จตสุ ดมภ เมือง วัง
คลัง นา ต�าแหนงใดตา� แหนงหนึง่ มากอน แลวจึงไดเลอ่ื นขน้ึ เปนอคั ร
มหาเสนาบดีเม่ือสูงอายุ ยกตวั อยางดงั เชน เจาพระยารัตนบดนิ ทร
ซ่ึงเปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยอยูกอนตวั ขาพเจา ทานเคยเปน
พระยาราชวรานุกลู ปลดั ทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยแตรัชกาลท่ี ๔
จนถึงรชั กาลท่ี ๕ ไดเปนเจาพระยาพลเทพเสนาบดกี ระทรวงเกษตรา
ธิการแลวจึงไดเปนทีส่ มหุ นายกเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย แตสวน
ตัวขาพเจาเอง ตั้งแตออกจากโรงเรียนเขารับราชการก็เปนทหารอยูใน
กรมทหารมหาดเลก็ ไดเคยเปนต้งั แตนักเรยี นนายรอยแลวเลอ่ื นยศขึ้น
ไปตามลา� ดับจนถงึ เปน นายพนั โท ราชองครกั ษบังคับการกรมทหาร

๑ เทศาภบิ าล. พระนพิ นธ์ สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารง
ราชานุภาพ ตอน ๑-๔

4 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ

มหาดเล็กอยหู ลายป ไมเคยเปนนายพนั เอก เพราะสมัยน้ันนายพนั เอก
ทหารมหาดเลก็ มแี ตพระเจาอยูหวั พระองคเดียว คนอืน่ เปนไมได

เหตุท่ีขาพเจาจะเริ่มรับราชการฝายพลเรือน เกิดแตเม่ือ
ขาพเจาเปนผูบังคับการทหารมหาดเลก็ ทูลขอพระต�าหนักเดิมที่
สวนกุหลาบต้ังโรงเรียนฝกหัดลูกผูดีท่ีเปนนักเรียนนายรอยทหาร
มหาดเลก็ ต้ัง “โรงเรียนพระตา� หนักสวนกหุ ลาบ” เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๒๕
ครั้นโรงเรียนเจริญข้ึนมีเจานายและลกู ผดู ีสมคั รเปนนกั เรยี นมากเกนิ
อตั รานกั เรยี นนายรอย จะตองจา� กดั จา� นวนนกั เรยี นรบั ฝกสอนถึงผูท่ี
จะไมเปนทหารดวย ขาพเจากราบทูลถามพระเจาอยูหวั โปรดใหจดั
เปนโรงเรยี นส�าหรับลกู ผดู ีทั่วไป ไมเฉพาะแตท่จี ะเปนนักเรยี นนายรอย
ทหารมหาดเล็ก ตรัสวาลูกผูดที ีเ่ รยี นส�าเรจ็ แลวถงึ ไมเปนทหาร ก็คงไป
รับราชการอยางอื่นใหเปนประโยชนเหมือนกนั จงึ ขยายการฝกสอนใน
โรงเรียนพระตา� หนกั สวนกุหลาบ ใหมที ง้ั ชนั้ ประถมทเี่ ปนวิชาวสิ ามัญ
เวลานน้ั เรยี กวา “ประโยค ๑” และช้นั มัธยมเรยี กวา “ประโยค ๒”
สา� หรบั ไปรบั ราชการ

ขอกลาวแทรกตรงนี้สกั หนอย วานกั เรยี นส�าเร็จประโยค ๒
ในโรงเรียนพระต�าหนกั สวนกหุ ลาบครง้ั น้นั ตอมาถึงรชั กาลหลงั ท่ี
ไดเล่อื นยศในราชสกุลถึงเปนกรมก็มี ท่ีเปนขนุ นางช้ันรองลงมาน้ัน
แมแตในรชั กาลท่ี ๕ กม็ ีมาก

ปหนง่ึ ในเวลาเมอ่ื โรงเรยี นพระต�าหนักสวนกุหลาบก�าลงั เจรญิ
พระเจาอยหู วั เสดจ็ ไปพระราชทานรางวลั นกั เรียน แลวทรงพระราช
ดา� เนนิ เท่ยี วทอดพระเนตรท่ัวบริเวณโรงเรยี น โปรดการทจี่ ดั ในโรงเรียน
น้นั มาก ตอมาไมชา วนั หนง่ึ ตรสั แกขาพเจาวา การศึกษาเปนการส�าคัญ
ของบานเมืองในภายหนา ขาพเจาจดั โรงเรยี นพระตา� หนกั สวนกหุ ลาบ
ไดส�าเร็จก็ดแี ลว ใหขาพเจาคิดตงั้ โรงเรียนใหมีแพรหลายตอออกไป
จนถึงฝกสอนราษฎรใหเปนประโยชนแกบานเมืองดวย ขาพเจาจึง
มหี นาทจ่ี ัดโรงเรยี นอนั เปนฝายพลเรอื นเพิม่ ข้นึ แตในเวลาเมือ่ ยงั เปน

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 5

ผูบังคบั การกรมทหารมหาดเลก็
คร้ันถงึ พ.ศ. ๒๔๓๐ เมอ่ื โปรดใหรวมการบงั คับบญั ชาทหารบก

ทหารเรอื ตัง้ เปน “กรมยทุ ธนาธิการ” ทรงพระกรุณาโปรดฯ ใหขาพเจา
เลอ่ื นยศทหารข้นึ เปนนายพลตรี และเปนตา� แหนงผชู วยผบู ญั ชาการ
ทหารบกในกรมยุทธนาธกิ าร ขาพเจาจะตองยายขาดไปจากกรม
ทหารมหาดเล็ก จึงโปรดรวมงานที่จดั โรงเรียนตงั้ เปนกรมอิสระเรียก
วา “กรมศึกษาธิการ” ตั้งสา� นกั งานทต่ี กึ แถวตอประตพู มิ านชยั ศรที าง
ขางตะวนั ออก และโปรดใหขาพเจาเปนต�าแหนงอธบิ ดีกรมศึกษาธกิ าร
ตอนนขี้ าพเจาจึงมตี �าแหนงรับราชการท้งั ฝายทหารและฝายพลเรอื น
ดวยกันอยู ๒ ป คร้ันถงึ พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดใหรวมกรมธรรมการ
และกรมสังฆการี กับท้ังกรมพยาบาลและกรมพิพธิ ภัณฑสถาน
ซ่งึ เปนกรมอสิ ระอยกู อน เขากบั กรมศึกษาธิการยกขึน้ เปน “กระทรวง
ธรรมการ” และทรงพระกรุณาโปรดใหขาพเจายายขาดจากตา� แหนง
ผูชวยผบู ญั ชาการทหารบก ในกรมยุทธนาธิการ มาเปนอธบิ ดีกระทรวง
ธรรมการแตต�าแหนงเดยี ว เมอ่ื ตน พ.ศ. ๒๔๓๓ ขาพเจาจึงไดรับ
ราชการแตฝายพลเรือนทางเดยี วแตนน้ั มา

เหตทุ พี่ ระเจาอยูหัวทรงพระกรุณาโปรดใหขาพเจายายขาด
จากราชการทหาร มาเปนอธิบดีกระทรวงธรรมการรับราชการพลเรอื น
แตฝายเดียวนัน้ เนื่องดวยการเมือง เพราะจะทรงจัดคณะเสนาบดี
เปลย่ี นแปลงเปนอยางใหมตามทที่ รงพระราชปรารภมาแตกอน วา
ถึงเวลาที่ เมืองไทย จ�าจะต องเร ง รัด จัดกา ร ปกครองบ า นเ มือง ให
เรียบรอยทว่ั พระราชอาณาเขต จะรง้ั รอตอไปไมได แตคณะเสนาบดี
เจากระทรวงซึง่ บญั ชาการตามแบบเกามีแต ๖ คนนอยตวั นกั ทง้ั หนาท่ี
เสนาบดซี ่งึ จัดเปนอัครมหาเสนาบดี ๒ คน เปนจตสุ ดมภ ๔ คน ก็
พนสมยั ไมเหมาะกับการงานในปจจบุ ันเสียแลว ทรงพระราชปรารภ
จะแกไขคณะเสนาบดีใหมเี จากระทรวงพอท�าการเสยี กอน เมอ่ื พ.ศ.
๒๔๓๐ โปรดใหสมเด็จกรมพระยาเทววงศวโรปการแตยงั เปนกรมหลวง

6 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ

เสดจ็ ไปชวยงานฉลองรชั กาลสมเดจ็ พระบรมราชินวี ิคตอเรยี ครบ ๕๐ ป
ณ ประเทศอังกฤษแทนพระองค ตรัสส่ังไปใหพิจารณาแบบคณะ
เสนาบดใี นยโุ รป วาเขาเอาอะไรเปนหลกั ก�าหนดต�าแหนงเสนาบดี

สมเดจ็ กรมพระยาเทววงศฯ เสดจ็ กลบั มาทูลรายงาน จึงทรง
ก�าหนดคณะเสนาบดที ี่จะจัดใหมใหเปน ๑๒ กระทรวง คงต�าแหนง
เสนาบดเี ดมิ ไวทัง้ ๖ กระทรวง กระทรวงท่ตี ้งั ขน้ึ ใหมนน้ั คือกระทรวง
พระคลัง กระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวงยุติธรรม กระทรวง
ธรรมการ กระทรวงโยธาธกิ าร กระทรวงมรุ ธาธร แตใหเปนเสนาบดี
มีศกั ดเ์ิ สมอกันทง้ั ๑๒ กระทรวง เลิกต�าแหนงอคั รมหาเสนาบดที ง้ั ๒
มิใหมีตอไปดงั แตกอน

เมอ่ื ก�าหนดกระทรวงเสนาบดซี ่งึ จะต้งั ขึ้นใหม และทรงเลอื ก
หาตัวผซู ่ึงจะเปนเสนาบดกี ระทรวงนั้นๆ แลว เห็นจะทรงพระวิตก
เกรงวาถาประกาศตั้งเสนาบดี ๑๒ ต�าแหนงตามกา� หนดใหมทันที จะ
ไมเปนการเรียบรอย ดวยกรมตางๆ อันจะรวมเขาในกระทรวงเสนาบดี
ท่ีตงั้ ใหมเปนกรมอสิ ระอยโู ดยมาก ทง้ั ตัวผซู ่ึงจะเปนเจากระทรวงใหม
ก็ยังไมคุนเคยกับหนาท่ีเสนาบดี จึงทรงทดลองระเบียบการทจ่ี ะจัด
ใหมและฝกหัดผูซึง่ จะเปนเสนาบดีขึ้นใหมมาแต พ.ศ. ๒๔๓๑ โปรด
ใหจัดท่ีประชุมเสนาบดีข้ึนที่มุขกระสัน พระท่นี ่งั ดุสิตมหาปราสาท
ใหเสนาบดีเกากับท้ังผูซ่ึงจะเปนเสนาบดีใหมเขาไปประชุมกัน และ
เสด็จลงประทับเปนประธานในที่ประชมุ ทรงปรึกษาราชการตางๆ
ซ่ึงทรงเคยบญั ชาแตโดยลา� พงั พระองคมาแตกอน ดเู หมือนสัปดาหละ
คร้งั หน่งึ ถามีราชการมากก็ประชมุ ติดตอกันไป คราวละหลายคืนกม็ ี
ตัวฉันซึ่งทรงเลือกจะใหเปนเสนาบดกี ระทรวงธรรมการคนแรก ก็ได
เขาไปน่ังในท่ีประชุมเสนาบดีมาตงั้ แตยังเปนอธบิ ดีกรมศกึ ษาธิการ
เพราะฉะนั้นทีโ่ ปรดใหรวมกรมตางๆ ต้ังเปนกระทรวงธรรมการ และ
ใหตวั ขาพเจาแยกมาจากราชการทหารกเ็ พือ่ จะยกกระทรวงธรรมการ
ขึ้นเปนกระทรวงเสนาบดีนนั้ เอง ถึงกรมอน่ื ท่ีจะยกข้ึนเปนกระทรวง

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 7

ก็โปรดใหขยายการออกไปโดยลา� ดับเชนเดยี วกนั
เม่อื พระเจาอยูหวั ทรงทดลองระเบยี บการท่ีจะจดั ใหมอยถู ึง ๓

ป ในระหวางนนั้ เมอ่ื ตน พ.ศ. ๒๔๓๔ เจาซาเรวชิ รัชทายาทประเทศ
รุสเซีย (ซงึ่ ภายหลังไดเสวยราชสมบตั ิเปน พระเจานิโคลัส ที่ ๒) เขา
มาเฝา ถงึ เดือนกรกฎาคมในปน้ันพระเจาอยูหวั กโ็ ปรดใหตวั ขาพเจา
เปนราชทูตพิเศษไปเยีย่ มตอบเจาซาเรวชิ แทนพระองค ดงั ไดเลามา
แลวในนิทานท่ี ๕ เร่อื งของประหลาดท่ีเมืองชัยบรุ ะ๑ ขาพเจาไปยโุ รป
ครั้งนน้ั ไดรบั พระราชทานอนุญาตใหไปยังประเทศอียปิ ตและอินเดีย
เมื่อขากลับ เพอ่ื จะไดหาความรูประกอบกับที่ไดไปเหน็ ในยุโรป มา
ท�าการงานใหเปนประโยชนดวย ขาพเจากต็ ้งั หนาหาความรูเร่ืองท่ีจะ
เปนประโยชนแกกระทรวงธรรมการตลอดทางทไ่ี ปคร้ังนั้น ขาพเจา
กลับมาถงึ กรงุ เทพฯ เมอื่ ปลายเดือนมีนาคม มาไดถึง ๗ วนั ก็ออก
ประกาศพระบรมราชโองการต้งั เสนาบดเี ปน ๑๒ ต�าแหนง ดงั ไดทรง
พระราชด�ารไิ ว แตตอนทายประกาศมวี า โปรดใหเปลี่ยนตวั เสนาบดี
บางคน เปนตน แตเจาพระยารตั นบดินทร เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งแกชรามากแลว โปรดใหปลดออกรับพระราชทานเบยี้ บา� นาญ และ
ทรงพระกรุณาโปรดใหตัวขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ต้งั แตวนั ที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ตอไป

การทข่ี าพเจาตองยายจากกระทรวงธรรมการไปเปนเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย พระเจาอยหู ัวมไิ ดตรสั ถามความสมัครของขาพเจา
หรอื แมแตตรัสบอกใหเตรยี มตวั กอน บางทจี ะเปนดวยทรงสังเกตเห็น
ขาพเจารกั กระทรวงธรรมการอยูมาก ถาตรสั ถามกจ็ ะทูลขอตวั หรอื
ขอใหผอนผันไปตางๆ จึงตรสั สัง่ โดยไมไตถามทเี ดยี ว แตเม่ือมพี ระ
บรมราชโองการประกาศเปนเดด็ ขาดเชนนนั้ แลว ขาพเจากต็ องยาย

๑ ดใู นเร่อื งนิทานโบราณคดี ของสมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ

8 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ

ไปตามรบั ส่ังทงั้ ไมไดเตรียมตัว มีแตเจาพระยาพระเสด็จฯ๑ (ม.ร.ว.
เปย มาลากุล) เวลาน้ันเปนหลวงไพศาลศิลปศาสตร ซึ่งเปนเลขา
นกุ ารประจา� ตัวติดไปดวยคนเดยี วแตตอมาในเดอื นเมษายนน้นั เอง

วันหน่ึงมีรับส่งั ใหหาขาพเจาเขาไปเฝาในท่ีรโหฐาน ขาพเจา
ไดโอกาสจึงกราบบังคมทลู ปรับทุกขวาตง้ั แตทรงพระกรณุ าโปรดให
ขาพเจากอสรางกระทรวงธรรมการมา ใจขาพเจาฝงอยแู ตในราชการ
กระทรวงนั้น นึกวาถาโปรดใหอยูในกระทรวงธรรมการตอไปคงจะ
สามารถจัดใหดีได แตราชการกระทรวงมหาดไทยขาพเจาไมไดเคย
เอาใจใสศึกษามาแตกอน ทราบแตวาเปนกระทรวงใหญ การงานยาก
กวากระทรวงธรรมการมาก ตัวขาพเจาไมรรู าชการกระทรวงมหาดไทย
ไปบังคบั บัญชาการ เกรงจะไมดดี ังพระราชประสงค ถาไปพลาดพลงั้
ลงอยางไรกจ็ ะเสยี พระเกียรติยศ ซงึ่ ทรงเลือกสรรเอาตวั ขาพเจาไปวา
ราชการกระทรวงมหาดไทย จึงวติ กนกั

พระเจาอยูหัวตรัสตอบวาในสวนพระองคก็ทรงเช่ือแนวา
ขาพเจาคงจะสามารถจัดกระทรวงธรรมการใหดีได แตการบาน
เมืองซ่งึ สา� คญั กวาน้นั ยังมีอยู บางทีขาพเจาจะยังมิไดคิดไปถงึ ดวย
ตางประเทศกา� ลังต้ังทาจะรุกเมืองไทยอยูแลว ถาเราประมาทไม
จัดการบานเมอื งเสยี ใหเรียบรอย ปลอยใหหละหลวมอยางเชนเปน
อยูชาไป เห็นจะมภี ยั แกบานเมือง บางทีอาจจะถึงเสยี อสิ รภาพของ
เมอื งไทยก็เปนได ถาบานเมืองเสยี อิสระแลวกระทรวงธรรมการจะดี
อยูไดหรอื การรกั ษาพระราชอาณาเขตดวยการจัดปกครองหัวเมือง
ใหเปนระเบียบเรยี บรอยจงึ เปนการสา� คัญกวามาก การน้ันตกอยูใน
หนาทก่ี ระทรวงมหาดไทยย่ิงกวากระทรวงอ่ืน เพราะหวั เมอื งทั้งปวง
ข้ึนอยูในกระทรวงมหาดไทยโดยมาก ไดทรงพจิ ารณาหาตัวผูซึ่งจะ

๑ เจ้าพระยาพระเสด็จสเุ รนทรธบิ ดี

สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 9


Click to View FlipBook Version