เปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยใหจัดการไดดังพระราชประสงคมา
นานแลว ยังหาไมได จนทรงสงั เกตเหน็ วาความสามารถของขาพเจา
เหมาะแกต�าแหนงน้ัน จึงไดโปรดใหยายจากกระทรวงธรรมการไปเปน
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ซ่งึ ขาพเจามีความวิตกเพราะยังไมคุนเคย
กบั ราชการกระทรวงมหาดไทยนัน้ ก็เปนธรรมดา แตพอจะทรงชวยได
ตัวขาพเจาก็เคยน่งั ในท่ีประชมุ เสนาบดี คงไดสังเกตเห็น วาพระองค
ตองทรงเปนภาระในราชการกระทรวงมหาดไทยยิ่งกวากระทรวงอนื่
อยเู สมอ จนทรงคนุ เคยมานานแลว ถาขาพเจามคี วามลา� บากอยางไร
ก็ใหทลู ปรึกษาหารอื เปนสวนตวั ไดตามใจ อีกโสดหน่ึงนอกจากขอเรยี น
พระราชปฏบิ ัติตามทางราชการจะทรงพระกรณุ าโปรดชวยแนะนา� และ
อดุ หนุนทกุ อยาง อยาวติ กเลย
เม่ือขาพเจาไดฟงพระบรมราชาธิบาย และพระเจาอยูหัว
ทรงยังเปนครเู ชนนน้ั ก็อุนใจ คลายความวิตก จงึ กราบทลู รบั วาจะ
พยายามสนองพระเดชพระคุณตามพระราชประสงคโดยเตม็ ก�าลัง
และสตปิ ญญา ขอพระราชทานพรไวอยางหน่งึ แตวา ถาพระราชด�าริ
เห็นวาขาพเจาจะท�าการไปไมส�าเร็จ ขอใหไดกลับไปรับราชการ
กระทรวงธรรมการตามเดมิ กท็ รงสัญญาตามประสงค เรื่องทีข่ าพเจา
จะเปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยมีดงั เลามาน้ี
กระทรวงมหาดไทยเปนอยางไรในเวลาเม่ือขาพเจาไปเปน
เสนาบดกี น็ าเลาเขาในเรือ่ งโบราณคดี จะเลาเร่ืองศาลาลกู ขนุ อนั เปน
สา� นักงานของกระทรวงมหาดไทยกอน แลวจะเลาถงึ พนักงานประจ�า
การในศาลาลูกขุนและกระบวนท่ีท�าการงานในกระทรวงมหาดไทย
ตามแบบเกาตอไปโดยล�าดับ
สถานทเ่ี รียกวา “ศาลาลูกขนุ ” น้ัน แตเดมิ มี ๓ หลัง ตามแบบ
อยางคร้งั กรงุ ศรีอยุธยา หลงั หน่งึ อยนู อกพระราชวัง (วาอยใู กลๆ กับ
หลกั เมอื ง) เปนสถานทส่ี า� หรบั ประชุมขาราชการฝายตุลาการช้ันสงู
ซง่ึ เรยี กรวมกนั วา “ลูกขนุ ณ ศาลหลวง” นงั่ พพิ ากษาคดเี ปนท�านอง
10 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
อยางศาลสถิตยตุ ธิ รรม ศาลาลูกขุนอกี ๒ หลังอยใู นพระราชวัง จงึ เปน
เหตุใหเรยี กตางกนั วา “ศาลาลูกขุนนอก” และ “ศาลาลกู ขุนใน”
ศาลาลกู ขุนในเปนสถานทส่ี �าหรบั ประชมุ ขาราชการชนั้ สูงฝายธุรการ
ซ่งึ เรยี กรวมกนั วา “ลกู ขุน ณ ศาลา” หลงั หนง่ึ ซ่ึงอยขู างซาย สา� หรบั
ประชุมขาราชการพลเรือนซ่ึงอยูในปกครองของเสนาบดีกระทรวง
มหาดไทยดวยเปนสมุหนายกหวั หนาขาราชการพลเรอื น อีกหลงั
หนงึ่ ซ่งึ อยูขางขวา สา� หรบั ประชมุ ขาราชการทหาร ก็อยูในปกครอง
ของเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ดวยเปนหัวหนาขาราชการทหารเชน
เดยี วกนั
ตัวศาลาลูกขุนเปนศาลาใหญชัน้ เดียว ไดยินวาเม่อื แรกสราง
ในรัชกาลที่ ๑ เปนเครือ่ งไม มาเปลีย่ นเปนกออิฐถอื ปูนในรัชกาลท่ี
๓ ทงั้ ๒ หลัง ในศาลาลกู ขนุ ตอนขางหนาทางฝายเหนอื เปดโถงเปน
ทป่ี ระชมุ ขาราชการและใชเปนท่แี ขกเมอื งประเทศราชหรือแขกเมอื ง
ตางประเทศพกั เม่อื กอนเขาเฝา และเลยี้ งแขกเมอื งที่นนั้ ดวย แตมีฝา
ไมประจนั หองกน้ั สกดั กลางเอาตอนขาง หลังศาลาทางฝายใตเปนหอง
สา� นักงานกระทรวงมหาดไทยหลงั ๑ กระทรวงกลาโหมหลงั ๑ อยาง
เดียวกัน แตไมไดเปนส�านกั งานทุกอยางของกระทรวงมหาดไทยและ
กระทรวงกลาโหม เพราะหนาทสี่ องกระทรวงน้ันมีเปน ๓ แผนก
แผนกที่ ๑ คือหนาท่ีอัครมหาเสนาบดที ีต่ องสง่ั การงานตางๆ
แกกรมอืน่ ใหทนั ราชการ อนั นี้เปนมลู ท่ีตองมสี า� นักงานและมีพนักงาน
ประจ�าอยใู นพระราชวงั เสมอ ทั้งกลางวันและกลางคนื
แผนกท่ี ๒ การบังคบั บัญชาหัวเมือง ทีจ่ ริงโดยล�าพงั งาน
ไมจา� เปนตองท�าที่ศาลาลกู ขุน แตหากการบงั คับบญั ชาหวั เมอื งตองใช
ผูชา� นาญหนังสือ สา� หรับพจิ ารณาใบบอกและเขียนทองตราสั่งราชการ
หวั เมอื งกระทรวงมหาดไทยและกลาโหม มหี ัวพนั นายเวรและเสมยี น
ซึ่งชา� นาญหนงั สือสา� หรับเขียน บัตรหมายประจ�าอยูที่ศาลาลูกขุน
จงึ ใหพวกทชี่ �านาญหนังสือน้ันทา� การงานในแผนกบังคับบญั ชาการ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 11
หวั เมอื งดวย
แผนกท่ี ๓ เปนฝายตุลาการ ดวยกระทรวงมหาดไทยและ
กลาโหมเปนศาลอุทธรณความ หวั เมอื งซ่งึ อยใู นบังคบั บญั ชา มีขุนศาล
ตลุ าการตลอดจนเรอื นจ�าสา� หรบั การแผนกน้นั ตางหาก จึงตองตั้งศาล
ท่ีบานเสนาบดีและหาท่ีต้ังเรือนจ�าแหงใดแหงหนึ่ง เมื่อขาพเจาไป
เปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เรอื นจ�าของกระทรวงนั้นต้ังอยู
ริมกา� แพงหนาพระราชวังตรงหลังหอรษั ฎากรพพิ ัฒนออกไป แตจะต้งั
ที่ตรงนน้ั มาแตเม่ือใดหาทราบไม ถึงกระทรวงอื่นๆ แตกอนก็มหี นาที่
ทางตุลาการตองช�าระคดีอนั เนื่องตอกระทรวงน้ันๆ แตตัง้ ศาลและ
ส�านกั งานกระทรวงทีบ่ านเสนาบดีดวยกัน เพราะฉะนั้นแตกอนมา
เสนาบดจี งึ บัญชาการกระทรวงท่ีบาน แมมีส�านักงานอยูท่ีอน่ื เชน
กระทรวงมหาดไทยและกลาโหม ก็ไมไปน่ังบัญชาการทส่ี �านักงาน
เจาหนาท่ใี นกระทรวงตองไปเสนอราชการและรบั คา� ส่งั เสนาบดีทีบ่ าน
เปนนิจ
แตตามประเพณีเดิม ขาราชการกระทรวงตางๆ ตัง้ แตเสนาบดี
ลงมา ไดรับเบ้ยี หวัดประจา� ปกับคาธรรมเนียมตางๆ ในการทีท่ �า เปน
ผลประโยชนในตา� แหนง หาไดรับเงนิ เดือนไม
อน่ึง แตกอนมาการพระคลงั กบั การท่ีเกยี่ วกบั การตางประเทศ
(อนั เรยี กวากรมทา) รวมอยใู นกระทรวงเดยี วกัน เจาพระยาพระคลงั
เสนาบดจี ตสุ ดมภเปนหวั หนา
คร้นั ถงึ รชั กาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ โปรดใหแยกการพระ
คลงั จากกรมทามาจดั เหมือนเปนกระทรวงหนึ่งตางหาก ตง้ั ส�านักงาน
ณ หอรัษฎากรพิพัฒน จดั ระเบียบในสา� นักงานแบบออฟฟศอยางฝรั่ง
ขนึ้ เปนกระทรวงแรก คือใหบรรดาผูมีต�าแหนงในหอรัษฎากรพิพฒั น
รับเงินเดอื นแทนคาธรรมเนียมอยางแตกอน และตองมาท�างาน ณ
สา� นักงานตามเวลาเสมอทุกวันท้งั ผูใหญผูนอย ยกเวนแตสมเดจ็ เจาฟา
กรมสมเด็จพระบ�าราบปรปกษ์ เวลาน้นั ยังดา� รงพระยศเปนกรมพระ
12 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
ซึ่งเปนอธบิ ดพี ระองคเดยี ว เห็นจะเปนเพราะทรงพระราชดา� ริวาทาน
ทรงบญั ชาการอยทู ัง้ กระทรวงวังและกระทรวงพระคลงั โปรดอนญุ าต
ใหทรงบัญชาการที่วังอยางแตกอน เพราะฉะนั้นระเบียบส�านกั งาน
ที่ใชในหอรัษฎาฯ จึงยังเปนอยางเกาเจืออยบู าง
จนถึง พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระกรุณาโปรดใหสมเดจ็ กรมพระยา
เทววงศ์วโรปการ เมอ่ื ยังดา� รงพระยศเปนกรมหมื่น เปนเสนาบดี
กรมทา ทานกราบทลู ขอใหมีสา� นกั งานกระทรวง อยาใหตองวาราชการ
ทว่ี ัง จงึ ขอพระราชทานวงั สราญรมยใหเปนส�านกั งานกระทรวง ให
เรียกวากระทรวงวาการตางประเทศแตนนั้ มา สมเดจ็ กรมพระยา
เทววงศฯ เปนเสนาบดที ม่ี าประจ�าท�างาน ณ สา� นักงานทกุ วนั เหมอื น
กับผูนอย ทั้งเปนเสนาบดีแรกทไี่ ดรับแตเงินเดือนเหมือนกับคนอ่ืน
อนั มหี นาที่ในสา� นกั งานกระทรวง
ต อนั้นม าอีกสักก่ีป ข าพเจ าจ� าไม ได แ ละไ ม มีอะไรจะสอบ
เมื่อเขียนนิทานน้ี พระเจาอยูหัวมีพระราชประสงคใหจัดกระทรวง
มหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเปนแบบใหมเหมอื นเชนไดจัดกระทรวง
พระคลังกับกระทรวงตางประเทศมาแลว จึงโปรดใหร้ือศาลาลูกขุนใน
ทั้ง ๒ หลงั ลงสรางใหม ท�าเปนตกึ ๒ ช้ัน ๓ หลังเรยี งกนั มมี ุขกระสนั
ทัง้ ขางหนาขางหลังเชอ่ื มตกึ ๓ หลังนัน้ ใหเปนหมูเดยี วกัน ดังปรากฏ
อยบู ัดนี้ ตกึ หลังขางซายทรี่ ิมประตสู วุ รรณบริบาลสรางตรงศาลาลกู ขนุ
เดิมของกระทรวงมหาดไทย ตึกหลังขางขวาก็สรางตรงศาลาลูกขนุ
เดิมของกระทรวงกลาโหม มีประตเู ขาทางดานหนารวมกันตรงตกึ
หลงั กลางซึ่งสรางขึ้นใหมส�าหรับเปนที่ประชุม และมีประตเู ขาแยกกัน
ทางดานหลังอกี ทางหนึ่ง เม่อื สรางตึกสา� เรจ็ แลวกระทรวงมหาดไทย
กข็ ้นึ อยตู ดิ กบั มุขกระสนั ทางฝายซายเปนสา� นักงาน กระทรวงกลาโหม
ขน้ึ อยทู างฝายขวาเปนสา� นักงานเชนเดยี วกัน แตขันอยูที่ตกึ หลังกลาง
ซง่ึ เกดิ ขน้ึ ใหมน้ันมหาดไทยกบั กลาโหมมริ ูทจี่ ะแบงกนั อยางไร กระทรวง
วังเลยขอเอาเปนคลังกรมราชอาสนทีเ่ ก็บโต๊ะเกาอสี้ �าหรบั ใชราชการ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 13
ลนั่ กญุ แจเสยี ทง้ั ๒ ชนั้
เมื่อกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหม ขึ้นอยูศาลา
ลูกขุนใหมแลว ขาราชการท่มี ีตา� แหนงประจ�าท�างานในส�านักงานลูกขุน
ทงั้ ๒ กระทรวง ไดรับเงนิ เดือนเหมือนอยางกระทรวงพระคลงั และ
กระทรวงการตางประเทศ ขาราชการกระทรวงมหาดไทยและกลาโหม
จึงไดผลประโยชนตางกนั เปน ๒ พวกๆ ทีป่ ระจ�าท�างานอยูในศาลา
ลูกขุนไดเงนิ เดือน แตพวกทีท่ า� งานอยูทีอ่ น่ื เชน ขุนศาล ตลุ าการศาล
อทุ ธรณความหัวเมอื ง ซ่งึ ต้งั ศาลอยูทีบ่ านเสนาบดี คงไดคาธรรมเนียม
เปนผลประโยชนอยูอยางเดิม เพราะไมไดเขามาน่ังประจ�าท�างานใน
ศาลาลกู ขุน
ตัวขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรกท่ีไดรับ
แตเงนิ เดือน ไมไดคาธรรมเนยี มเหมือนทานแตกอน แตเมอ่ื กระทรวง
มหาดไทยและกระทรวงกลาโหมข้ึนท�างานบนศาลาลูกขุนใหมแลว
ไมมีใครในกระทรวงทั้ง ๒ น้ันคิดหรือสามารถจะแกไขระเบียบให
เจริญทนั สมยั ได กค็ งทา� การงานอยูตามแบบเดิม เหมอื นเชนเคยท�า
ทีศ่ าลาลูกขนุ เกาสืบมาจนขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ขาพเจาจงึ ไดเหน็ แบบเกาวาทา� กันมาอยางไร
ขาราชการทเ่ี ปนพนักงานประจ�าท�าการในศาลาลูกขนุ น้นั ปลดั
ทูลฉลองหรือขาราชการผใู หญท่ีไดท�าการในหนาทีป่ ลดั ทูลฉลองเปน
ตัวหัวหนา รองลงมามขี าราชการชน้ั สัญญาบัตรเปนพระเปนหลวง
เปนผชู วยสกั สามสค่ี น ตอน้นั ลงมาถึงชัน้ เสมยี นพนกั งาน
ในช้นั เสมียนพนักงานมนี ายเวร ๔ คนรบั ประทวนเสนาบดี
ตั้งเปนที่ “นายแกวนคชสาร” คนหนึ่ง “นายชา� นาญกระบวน” คน
หนง่ึ “นายควรรูอศั ว” คนหนึง่ “นายรัดตรวจพล” คนหนงึ่ ไดวากลาว
เสมยี นท้ังปวง นายเวร ๔ คนนนั้ กลวงวันมาท�างานในศาลาลกู ขุน
ดวยกนั ทั้งหมด เวลากลางคนื ตองผลดั เปลยี่ นกันนอนคางอยทู ศี่ าลา
ลกู ขุน สา� หรับทา� ราชการที่จะมาในเวลาคา�่ คราวละ ๑๕ วัน เวียนกันไป
14 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
เรยี กวา “อยูเวร” ตา� แหนงหวั หนาจึงไดช่อื วา “นายเวร” แตหนาท่ี
นายเวรไมแตสา� หรบั ท�าราชการท่มี มี าในเวลาค่�าเทานน้ั บรรดาราชการ
ท่ีมาถงึ กระทรวงมหาดไทย จะมมี าในเวลากลางวนั หรอื กลางคืนกต็ าม
ถามาถงึ กระทรวงในเวร ๑๕ วันของใคร นายเวรนั้นกต็ องเปนเจาหนาที่
ท�าเร่อื งนั้นตั้งแตตนไปจนส�าเรจ็ ดงั จะพรรณนาใหเหน็ เมอ่ื กลาวถงึ
กระบวนทา� งานตอไปขางหนา
ยังมีพนักงานอกี กรมหนึ่งทา� งานอยูในศาลาลูกขุนเรียกวา
“กรมเงินสวย” (หรืออะไรขาพเจาจ�าไมไดแน) แตเปนกรมตั้งขึน้ ใหม
เมอ่ื กอนขาพเจาเปนเสนาบดไี มนานนกั เดิมในกระทรวงมหาดไทย
และกลาโหมมีตา� แหนงหัวพัน กระทรวงละ ๔ คน หวั พันมหาดไทย
“พนั พุฒอนุราช” คนหนง่ึ “พนั จันทนมุ าศ” คนหนงึ่ “พันภานรุ าช”
คนหนึง่ “พนั เภาอัศวราช” คนหนง่ึ เปนเจาหนาทใี่ นการกะเกณฑคน
เมื่อมรี าชการเกิดขน้ึ และเปนผูตรวจการท่มี หาดไทยส่ังใหกรมอื่นๆ
ท�าตามหมายกระทรวงวงั ดงั กลาวมาแลว
พนั พุฒอนรุ าชเปนผเู กณฑคน หรือเรียกเงินขาราชการมาจาง
คนไปท�าการ ทางกระทรวงกลาโหมกม็ ี “พนั เทพราช” เปนเจาหนาท่ี
อยางเดยี วกนั เพราะฉะน้นั เงนิ จึงผานมอื พันพฒุ ฯ และพันเทพราชมาก
เมื่อกรมพระนราธิปประพันธพงศ แตยังไมไดรบั กรมเปนรองอธบิ ดี
กระทรวงพระคลงั ทลู ขอใหตง้ั กรมเงินสวยข้ึนทง้ั ในกระทรวงมหาดไทย
และกลาโหม พันพฒุ อนรุ าชไดเลอ่ื นขึน้ เปนพระวรพฒุ ิโภคัย ตา� แหนง
เจากรมในกระทรวงมหาดไทย พันเทพราชไดเลอื่ นขนึ้ เปนพระอทุ ัย
เทพธน ต�าแหนงเจากรมในกระทรวงกลาโหมสา� หรบั เรงเงินคาสวย
ตามหวั เมืองสงพระคลงั ไดรบั เงนิ เดอื นท้งั ๒ กรม
บรรดาขาราชการที่มหี นาที่ทา� งานในศาลาลกู ขนุ ลวนอยใู น
บุคคล ๒ จ�าพวก จ�าพวกหนึ่ง เกดิ ในตระกลู ของขาราชการผูใหญใน
กระทรวงมหาดไทยถวายตัวเปนมหาดเล็ก ไดเฝาแหนในทองพระโรง
จนรูราชการงานเมืองบางแลว ไดรบั สญั ญาบตั รเปนขุนนางอยูกรมอ่นื
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 15
กอนบาง ตรงมาเปนขนุ นางในกระทรวงมหาดไทยบาง ตอไปไดเปน
เจาบานพานเมอื งกม็ ีรับราชการอยูในกระทรวงมหาดไทยจนแกเฒา
ก็มีอกี จ�าพวกหนง่ึ เปนแตลูกคฤหบดซี ึ่งสมัครเขาฝกรับราชการใน
กระทรวงมหาดไทย ตั้งแตยงั เปนเด็กหนุม ฝากตวั เปนศิษยใหนายเวร
ใชสอยและฝกหดั เปนเสมยี นมาแตกอน จนมคี วามรูไดเลอ่ื นตา� แหนง
ขนึ้ โดยลา� ดับความสามารถจนไดเปนรองนายเวรและนายเวร นายเวร
ลวนขึ้นจากคนจ�าพวกเสมยี นทง้ั น้ัน จึงช�านชิ �านาญกระบวนการใน
กระทรวงยง่ิ กวาพวกผูดที ่ีไดเปนขนุ นางโดยสกุล แตจา� พวกนน้ี อยตัว
ท่ีจะไดรับสัญญาบัตรเปนขนุ นาง ถงึ กระน้ันนายเวรบางคนไดเปน
ขาราชการผูใหญในกระทรวงมหาดไทยถงึ ชั้นพระยาพานทองก็มี
จะยกตัวอยางที่ฉันรูจักตวั เชน พระยาจาแสนยบดี (ขลบิ ) และพระยา
ราชวรานุกลู (อวม) เปนตน พระยาจาแสนยบดี (ไทย)๒ ก็ขึ้นจาก
จ�าพวกเสมียน เคยเปนนายเวรมากอนเหมอื นกนั
พเิ คราะหดเู หน็ จะเปนพิธีมมี าแตโบราณทีก่ ระทรวงตางๆ ตอง
หัดใชคนในกระทรวงเอง แมกระทรวงอ่ืนกค็ งเปนเชนเดียวกนั การท่ี
รับคนแปลกหนาเรยี นมาจากทอี่ น่ื เพ่งิ เกิดขึ้นเมื่อมีกระทรวงเสนาบดี
๑๒ กระทรวงแลว ดังไดพรรณนามาในนิทานที่ ๑๔ เร่อื งโรงเรียน
มหาดเลก็ หลวง๑
กระบวนท�างานในกระทรวงมหาดไทยตามแบบเกานั้น ถา
หนงั สือราชการจะเปนจดหมายในกรุงฯ ก็ดี หรือใบบอกหัวเมอื งก็ดี
มาถงึ ศาลาลกู ขุนในเวลาเวรของใคร เปรียบวาเปนเวรนายแกวน นาย
แกวนกเ็ ปนผูรับหนังสือนัน้ แมเปนหนงั สือของตวั บุคคลเชน สลัก
หลังซองถึงปลดั ทูลฉลองเปนตน กส็ งไปใหผูนน้ั ทั้งผนกึ ถาเปนใบบอก
ถงึ กระทรวงอนั เรยี กวา “วางเวรกระทรวงมหาดไทย” นายแกวนก็
๑ ในเรื่องนิทานโบราณคดี
๒ พระยาจาแสนยบดี ตอมาเปน พระยาพฤฒาธิบดี
16 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
ผนกึ ออกอาน แลวน�าขึน้ เสนอตอปลัดทูลฉลองใหพิจารณากอน ถงึ
วันตอมาเวลาเชาปลัดทูลฉลองกับนายแกวนเอาใบบอกนัน้ กับทั้ง
หนงั สือซึ่งปลัดทูลฉลองเหน็ วาเสนาบดีจะตองสอบประกอบกันไปยงั
บานเสนาบดี เมื่อนายแกวนคชสารอานใบบอกเสนอแลว เสนาบดี
ก็มีบญั ชาสั่งใหทา� อยางไรๆ ถาเปนเรื่องเพยี งจะตองมีทองตราตอบ
หรือส่ังราชการอันอยูในอา� นาจเสนาบดีก็ใหปลดั ทูลฉลองรบั บัญชา
มาใหขาราชการชัน้ สัญญาบัตร ซึง่ เปนพนกั งานรางหนงั สอื รางตรานน้ั
แลวใหนายแกวนเอาไปเสนอเสนาบดใี หตรวจแกไขกอน ถาเปนแต
ทองตราสามัญมแี บบแผนอยูแลว ก็ใหนายแกวนรางใหเสร็จไป ไมตอง
เอารางไปอานเสนอ แลวใหเสมียนเวรนายแกวนเขียนลงกระดาษ
มอบใหเสมียนตราเอาไปประทบั ตราท่ีบานเสนาบดีและสงไป ตน
หนังสือทั้งปวงในเรื่องน้ัน นายแกวนอันเปนนายเวรทท่ี �าการเปน
พนกั งานรกั ษาไวในกระทรวงตอไป มักเก็บไวบนเพดานศาลาลกู ขนุ
เปนมัดๆ ไมไดเรยี บเรียงเร่ืองเปนลา� ดบั ถึงกระนัน้ เม่ือขาพเจาเปน
เสนาบดตี รวจพบใบบอกเกาแตในรชั กาลท่ี ๔ ยังอยเู ปนอันมาก
ถาใบบอกฉบบั ใดทจ่ี ะตองกราบบงั คมทลู เสนาบดีก็ส่งั ใหปลดั
ทลู ฉลองคัดความขึน้ กราบบงั คมทูล ลักษณะคัดความอยางน้นั เรยี กวา
“คัดทลู ฉลอง” คอื เก็บแตเนอ้ื ความใบบอก แตตองระวังมใิ หผดิ เพี้ยน
บกพรองขน้ึ กราบบงั คมทูล
วธิ กี ราบบงั คมทูลนน้ั ตามประเพณีโบราณซ่ึงยังใชมาจนใน
รัชกาลที่ ๓ อันพงึ เหน็ ไดในหนงั สือ “จดหมายเหตหุ ลวงอุดมสมบตั ิ”
ซ่ึงหอสมุดพิมพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยปรกติเจาแผนดนิ เสด็จออก
ขุนนางในทองพระโรงวนั ละ ๒ ครั้งเปนนิจ เสดจ็ ออกเวลาเชาทรงวา
ราชการฝายตลุ าการคือพพิ ากษาฎีกาของราษฎรเปนตน เสด็จออก
เวลาค�่าทรงวาราชการบานเมือง เมื่อเสนาบดเี จากระทรวงทลู เบิกแลว
ปลัดทลู ฉลองอานใบบอกท่คี ดั แลวตรัสสัง่ ใหท�าอยางไร ปลดั ทูลฉลอง
ก็เปนผจู ดจา� กระแสรบั สัง่ มาจัดการ ถาเปนราชการสา� คญั โปรดใหน�า
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 17
รางตราขึ้นถวายทรงตรวจแกกอน และแกไขตามรบั สัง่ ในเวลาเสดจ็
ออกขุนนางเหมอื นเมื่ออานใบบอก
ราชการแผนดินท�าเปนการเปดเผยดังพรรณนามา จึงถอื กนั
วาทองพระโรง เปนท่ศี ึกษาราชการทง้ั ปวงอันมีต�าแหนงเฝาในทอง
พระโรง
แตตอมาขาพเจาเขาใจวาในรชั กาลที่ ๔ เมอื่ มีกิจเก่ยี วของกบั
รัฐบาลฝร่งั ตางประเทศมากขนึ้ จงึ เรม่ิ กา� หนดราชการเปน ๒ ประเภท
ตางกนั คือราชการอันควรเปดเผยประเภท ๑ ราชการอันไมควร
เปดเผยประเภท ๑ อานใบบอกกราบทลู ในเวลาเสด็จออกขุนนางแต
ราชการประเภทเปดเผย ถาเปนราชการประเภทไมเปดเผยใหทา� เปน
จดหมายบนั ทกึ ทลู เกลาฯ ถวาย ถาจะทรงปรึกษาหารอื เสนาบดคี น
ไหน ก็มรี ับสง่ั ใหหาเขาไปเฝาในท่รี โหฐานเม่ือขาพเจายังเปนเด็ก เคย
เหน็ สมเดจ็ พระยาบรมมหาศรสี รุ ิยวงศ์ เมือ่ ยงั เปนสมุหพระกลาโหม
เขาเฝาอยางน้ันเนืองๆ จดหมายบันทึกท่ีคดั เขียนในสมุดดา� เหมือน
อยางใบบอก ทอ่ี านในทองพระโรง แตมีดินสอขาวเหน็บไปกับใบปก
สมุดส�าหรับทรงเขยี นลายพระราชหัตถ ตรสั ส่ังแลวสงกลับออกมา
วิธกี ราบทูลราชการหวั เมืองจงึ เกิดเปน ๒ อยาง คอื อานกราบทลู ใน
เวลาเสดจ็ ออกขุนนางอยาง ๑ กบั เขยี นเปนจดหมายบนั ทึกทลู เกลาฯ
ถวายอยาง ๑ ตอมาขนบธรรมเนียมในราชสา� นักเปลย่ี นมาโดยล�าดบั
ดวยพระเจาอยูหัวมีราชกจิ อยางอ่ืนมากขึ้น ไมมีเวลาจะเสดจ็ ออก
ขนุ นางในทองพระโรงไดวนั ละ ๒ ครั้งเหมือนอยางโบราณ ราชการ
ตางๆ ที่เจากระทรวงกราบบงั คมทูลจงึ ใชเปนจดหมาย และด�ารสั ส่งั
ดวยลายพระหตั ถเลขามากขึ้น
ถึงรชั กาลท่ี ๕ ประเพณีทเ่ี สด็จออกขนุ นางเสด็จออกแตเวลา
บายวันละคร้ังเดียว และไมมีการปรึกษาหารือราชการในเวลาออก
ขุนนางเหมือนอยางแตกอน เสนาบดกี ็เลยไมเขาไปเฝาในเวลาเสด็จ
ออกขุนนาง การอานใบบอกหัวเมืองกราบทลู ก็กลายเปนแตอยางพิธี
18 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
เพื่อรักษาขนบธรรมเนยี มเดมิ ไว อานกราบทูลแตใบบอกราชการอยาง
จืดๆ เชนขาวโจรผรู ายหรือรายงานน�้าฝนตนขาว เปนตน เหมอื นกนั ทั้ง
กระทรวงมหาดไทยและกลาโหม กรมทา สวนราชการท่ีเคยทา� จดหมาย
บันทกึ ทลู เกลาฯ ถวายถงึ ตอนนก้ี ระทรวงกลาโหม กรมทา เปลยี่ น
เปนกราบทลู ดวยจดหมายเขยี นกระดาษฝรง่ั แตกระทรวงมหาดไทย
คงเขยี นในสมุดด�าอยูตามประเพณเี ดิม จงึ แปลกกับกระทรวงอ่ืนมี
อยแู ตกระทรวงเดยี ว จนในกรมราชเลขาธิการเรยี กวา “หบี ขนมปง”
ของกระทรวงมหาดไทย เพราะหอสมดุ ซึ่งสงเขาไปถวายไดขนาดกบั
หีบขนมปงทข่ี ายในทองตลาด ใชแตเทาน้ันความที่เขยี นในบันทึกก็
คงเปนอยูเหมอื นใบบอกเชนอานกราบทลู ในทองพระโรงแตโบราณ
กก็ ลายเปนขอเรยี นพระราชปฏบิ ัติ เหมอื นอยางทลู ถามวา “จะโปรด
ใหทา� อยางไร” ไปทุกเรื่อง จนพระเจาอยหู วั ตรสั บนวากระทรวงมหาด
ไทยกลายเปนกรมไปรษณียไปเสียแลว มรี าชการอะไรกเ็ กณฑใหทรง
พระราชด�ารวิ นิ ิจฉัยเสียทัง้ นน้ั ไมชวยคิดอานบางเลย แตก็ไมตรสั สง่ั
ใหแกไขอยางไร คงเปนเพราะทรงพระราชด�ารเิ ปนยตุ ิแลว วาจะหา
คนสมยั ใหมเปนเสนาบดใี หฟนราชการมหาดไทยท้ังกระทรวงทีเดยี ว
เม่อื แรกขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ดูเหมอื น
คนท้ังหลายทั้งที่อยูในกระทรวงมหาดไทยและอยูนอกกระทรวง
มหาดไทย จะคอยดูกนั มากวาขาพเจาจะไปท�าอยางไร บางทีจะมมี าก
ท่คี าดกนั วา พอขาพเจาไปถงึ กค็ งจดั การเปลยี่ นแปลงตางๆ ในทนั ที
ตามประสาคนหนุมและไดเคยจดั การอยางใหมมาหลายแหงแลว แต
ตัวขาพเจาเองมีความวติ กมากดวยยังไมรรู าชการกระทรวงมหาดไทย
และยงั ไมรูจกั ขาราชการกระทรวงมหาดไทยทง้ั ท่ีในกรุงฯ และตาม
หัวเมอื งอยโู ดยมาก เหน็ วาคงตองศึกษาหาความรรู าชการกระทรวง
มหาดไทยเสียกอน เม่อื รูแลวจงึ คอยคดิ อานจัดการงานตอไป
ก็และการศึกษาหาความรูนนั้ จา� จะตองอาศยั ไตถามขาราชการ
ผูใหญในกระทรวงที่เคยทา� การงานช�านิช�านาญมาแตกอน ในเวลา
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 19
นน้ั ขาราชการผูใหญในกระทรวงมหาดไทยรองแตเสนาบดีลงมามี
พระยามหาอา� มาตย์ (หรุน ศรเี พญ็ ) สมุหมหาดไทยฝายเหนือ กบั
เจาพระยาศรีธรรมาธริ าช (เวก บณุ ยรัตพันธุ) เมอื่ ยังเปนพระยา
ราชวรานุกูล ปลัดทลู ฉลอง แตปลดออกรับบา� นาญแลวทง้ั ๒ คน คง
แตพระยาราชวรานกุ ูล (อวม) เม่อื ยงั เปนพระยาศรีสงิ หเทพ ปลดั
บญั ชีวาที่ปลัดทูลฉลอง เปนหัวหนาขาราชการกระทรวงมหาดไทย
ขาพเจาจงึ อาศัยไตถามแบบแผนกระบวนราชการกระทรวงมหาดไทย
มาตง้ั แตแรก
ตรงน้ีอยากจะพรรณนาคณุ ของพระยาราชวรานุกูล (อวม)
ซง่ึ ไดมีตอตวั ขาพเจาลงไวใหปรากฏ ตัวทานกับขาพเจาไดคุนเคยจน
ชอบกันอยูแลวต้ังแตขาพเจาเปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย แตจะ
เปนเพราะความอารโี ดยมีไมตรีจติ ในสวนตัวก็ตาม หรอื เพราะทาน
มคี วามภักดตี อราชการบานเมอื งก็ตาม สังเกตเหน็ ไดวาทานเตม็ ใจ
ชวยจรงิ ๆ เหมือนอยางวาต้ังใจประคับประคองขาพเจามาตั้งแตแรก
เปนตนวาในเวลาขาพเจาปรึกษาหารือการงาน ถาทานไมเห็นชอบดวย
ก็ทักทวงและชี้แจงใหเหน็ ขอขัดของตามความคิดของทาน ไมคลอย
ตามดวยเกรงใจขาพเจา เวลาขาพเจาถามแบบแผนหรือราชการซึ่ง
เคยมมี าแตกอน ทานกพ็ ยายามชีแ้ จงใหขาพเจาเขาใจ ไมปกปดความ
รคู วามเห็นของทาน เพราะฉะน้ันจึงไดรับความนบั ถอื ของขาพเจาและ
ท�าการงานดวยกนั สนทิ สนมยิ่งขน้ึ ดวยโดยลา� ดับมา เมอ่ื พระเจาอยหู ัว
ทรงพระกรณุ าโปรดใหพระยาราชวรานุกลู (เวก บุณยรตั พันธ)ุ เล่อื น
ขนึ้ เปนเจาพระยาศรธี รรมาธริ าชในกระทรวงวัง ทานก็ไดเล่ือนจาก
ที่พระยาศรสี งิ หเทพ ซึ่งเปนพระยาราชวรานุกลู ปลัดทูลฉลองเตม็
ต�าแหนง ทา� ราชการอยดู วยกนั กบั ขาพเจา และเปนผรู ักษาราชการ
แทนในเวลาขาพเจาไปตามเสดจ็ หรอื ไปตรวจราชการหัวเมืองตอมา
อีกหลายปจนทานแกชรา จึงกราบถวายบงั คมลาออกจากต�าแหนง
ปลัดทลู ฉลองไปรับบ�านาญ ถงึ เม่อื ออกไปแลวเวลามีการงานอนั ใดซึ่ง
20 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
จะชวยขาพเจาได ทานก็ยังอุตสาหเขามาชวยอยเู สมอจนตลอดอายุ
ขาพเจายังคิดถึงคณุ ของพระยาราชวรานุกลู (อวม) อยูไมลืม
แตก็ที่ขาพเจาคิดวายังไมจัดการงานอยางใด จนเรียนรู
ราชการกระทรวงมหาดไทยเสยี กอนนน้ั ไมเปนไดดงั คดิ เพราะมี
การบางอยางซ่ึงจา� เปนตองจดั ตั้งแตแรก ตามระเบียบกระทรวง
เสนาบดที ี่ทรงจดั ใหม ตวั ขาพเจาเปนแตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ไมไดเปนสมุหนายก จึงตองปลดการในหนาทส่ี มหุ นายกสงไปกระทรวง
อื่น คือสงการหมายสัง่ ราชการฝายพลเรอื นโอนไปยังกระทรวงวงั ซึ่ง
จะเปนเจาหนาท่ีหมายสั่งราชการท้ังฝายทหารพลเรอื นตอไปอยาง
หนึ่ง สงศาลอทุ ธรณความหวั เมืองกับทงั้ เรือนจ�าโอนไปยังกระทรวง
ยตุ ธิ รรมทตี่ งั้ ขึ้นใหมอยางหนง่ึ ระเบยี บการในกระทรวงมหาดไทยเอง
กต็ องแกตง้ั แตแรกอยางหนงึ่ คือสง่ั ใหเลกิ ประเพณที เ่ี จาหนาที่ตองไป
เสนอราชการทบี่ านเสนาบดี เพราะตัวขาพเจาจะเขาไปประจ�าท�างาน
ทศี่ าลาลูกขุนทกุ วันเหมอื นกบั คนอื่น และใหจดั หองประชุมขนึ้ ท่ีใน
ศาลาลูกขุนหอง ๑ ถงึ เวลากลางวันใหเจาหนาทีน่ า� หนงั สอื ราชการไป
เสนอตอขาพเจาในทีป่ ระชมุ พรอมกัน วันละครงั้ ทกุ วนั ในเวลาประชมุ
นนั้ ขาพเจาเชิญพระยาราชวรานุกูลใหมานั่งอยูขางตวั ขาพเจา เมื่อฟง
ขอราชการทจี่ ะตองมีคา� ส่งั ขาพเจาถามทานกอนวาการเชนนเ้ี คยสงั่
กันมาอยางไร หรือถาขาพเจาสงสยั ไมรเู คามูลของการนน้ั กถ็ ามให
ทานชีแ้ จงจนเขาใจกอน ถาเปนการสามญั ขาพเจาเห็นวาทา� ตามเดิม
ไดไมมโี ทษกส็ ่งั ใหทา� ไปอยางเดิม ถาเหน็ วาอาจจะมีไดมีเสยี ซ่งึ จะตอง
เลอื กหาทางท่ีถูก ขาพเจาปรึกษาพระยาราชฯ กอน ถาเหน็ พองกนั ก็
สั่งตามน้นั ถาเหน็ ตางกนั ก็ปรกึ ษาชีแ้ จงกันตอไปจนตกลง ถาไมตกลง
กันหรือเหน็ วาเปนการส�าคญั ไมควรจะสงั่ โดยพลการ ก็ใหน�าความ
ขน้ึ กราบบังคมทลู ฯ “ขอเรยี นพระราชปฏิบัติ” หรือกราบทูลหารอื
เปนเรอื่ งสวนตัวตามท่ีเห็นสมควร แตลักษณะขอเรยี นพระราชปฏบิ ตั ิ
น้นั ขาพเจาสัง่ ใหเลกิ วธิ ีเขียนบันทกึ ในสมดุ ดา� อยางแตกอน เปล่ยี นเปน
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 21
จดหมายซึ่งขาพเจารางเองเปนนจิ กราบทลู อยางเลาเรอ่ื งคดที ่ีมีขนึ้
แลวกราบทูลวินจิ ฉัยตามความคดิ ของขาพเจา และท่สี ุดกราบทูลวา
เห็นควรจะทา� อยางไรในจดหมายน�า ถาในใบบอกมถี อยคา� ควรพจิ ารณา
ก็ใหคัดสา� เนาใบบอกถวายดวย ไมใหทรงล�าบากเหมือนแตกอน ก็ชอบ
พระราชอธั ยาศัย
ยงั มอี ีกเร่ืองหน่ึง ซง่ึ เกิดขึ้นเมื่อแรกขาพเจาไปเปนเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย ดวยในวันแรกขาพเจาไปนั่งวาการ เจาพระยา
รัตนบดินทรทานใหเสมียนตราเชิญตราจกั รกับตราราชสหี ส�าหรับ
ต�าแหนงเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย มาสงใหขาพเจาทีศ่ าลาลูกขุน
ดวงตรารวมกันอยูในกลองเงินใบหนึ่ง ดูเปนของท�าที่เชียงใหมไม
วเิ ศษอันใด แตเสมยี นตราบอกวากลองใสดวงตราน้ันเปนของเสนาบดี
ตองหามาเม่ือแรกรับดวงตรา และครั้งสมเด็จเจาฟากรมสมเด็จ
พระบ�าราบปรปกษเปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยทรงใชกลองกระ
(หรอื กลองถมขาพเจาจ�าไมไดแน) คร้ันเจาพระยารัตนบดินทรเปน
ต�าแหนง เอากลองเงนิ ใบนีม้ ารบั ตราไปแตแรก ขอใหขาพเจาหาอะไร
มาใสดวงตรา จะไดคืนกลองเงนิ ใหเจาพระยารตั นบดินทร ขาพเจา
ตอบวาขาพเจาไมรูวาเสนาบดีจะตองหาอะไรมาใสตรา ไมไดเตรียม
ไว จะท�าอยางไรดี กข็ อยมื กลองเงินของพระยารัตนบดนิ ทรไวกอน
ไมไดหรอื เสมยี นตราจงึ บอกวามีเตียบประดับมกุ ของเกาอยูบนเพดาน
ใบ ๑ ดูเหมือนจะเปนของเดมิ ทส่ี า� หรบั ใสตรา ขาพเจาใหไปหยิบลง
มาดู เหน็ ลวดลายประดับมกุ เปนแบบเกา ถึงชนั้ รชั กาลที่ ๑ หรอื ท่ี ๒
ก็ตระหนกั ใจวาจริงดังวา จึงส่ังใหกลับใชเตยี บใบนนั้ ใสตราตามเดมิ
แลวสง่ั ใหเสมยี นตราหากา� ปนเหลก็ มาเก็บตราไวในศาลาลูกขุน จึงเปน
อนั เลกิ ประเพณีท่เี สนาบดีเอาตราตา� แหนงไปไวทีบ่ านอกี อยางหน่งึ
นอกจากการบางอยางท่ีไดกลาวมา ขาพเจาไมเปลย่ี นแปลง
อันใด ขาราชการคนใดเคยมีหนาท่ีท�าการอนั ใดกใ็ หคงท�าอยูอยาง
เดมิ ระเบียบการงานทีเ่ คยท�ามาอยางใด เชนทา� การผลัดกนั เปนเวร
22 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
เปนตนก็ใหคงท�าอยตู ามเดมิ เปนแตขาพเจาไปเท่ยี วตรวจดกู ารและ
ไตถามเจาหนาทต่ี ามหองทีท่ า� งานเนอื งๆ ในไมชากค็ ุนกับขาราชการ
ในกระทรวงทั้งหมดทัง้ ผูใหญตลอดจนผูนอย ขาพเจาศึกษาหาความรู
กบั ทัง้ บัญชาการมาดวยกันราวสกั ๖ เดอื น จนเหน็ วามีความรูราชการ
มหาดไทยในกรงุ เทพฯ สันทัดพอจะบญั ชาการไดโดยล�าพังตัวแลว จึง
เริ่มคดิ ศึกษาหาความรกู ารปกครองหวั เมืองตอไป แตเห็นจา� เปนจะตอง
ออกไปเที่ยวดูตามหัวเมืองเอง ขาพเจากราบบังคมทูลพระเจาอยหู วั
กท็ รงพระราชดา� รเิ หน็ ชอบดวย
ถึงเดือนตลุ าคมขาพเจาจึงขนึ้ ไปตรวจหัวเมอื งเหนือ ในสมัย
นัน้ ยังไมมีรถไฟสายเหนอื ตองลงเรือเกงพวงเรือไฟไปตงั้ แตออกจาก
กรุงเทพฯ ขึ้นไปทางเรอื จนถงึ อตุ รดติ ถ แลวเดนิ บกไปเมอื งสวรรคโลก
ลงเรือมาสุโขทัย แลวเดินบกไปเมอื งตาก ลงเรือลองจากเมืองตากกลับ
ลงมาจนถึงเมืองอางทอง ข้นึ เดนิ บกไปเมอื งสุพรรณบุรเี ปนทสี่ ุด แลว
กลับทางเรือมาถึงกรุงเทพฯ ในเดอื นธันวาคม
ขาพเจาข้ึนไปเมอื งเหนือครง้ั นัน้ ไปไดความรูประหลาดใจตั้งแต
ไปถงึ เมืองนครสวรรค วาเปนครั้งแรกท่เี สนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ขึ้นไปตรวจราชการหวั เมือง ดวยเจาเมอื งกรมการมกั มากระซบิ ถาม
พระยาวรพฒุ ิโภคยั ซ่ึงเปนผใู หญในขาราชการทไ่ี ปกบั ขาพเจาวา มี
เหตกุ ารณอะไรเกดิ ขึ้นหรือ ขาพเจาจงึ ขึ้นไปเมอื งเหนือ แตกอนมา
ตอมรี าชการส�าคัญเกดิ ขน้ึ เชนเกิดทพั ศกึ เปนตน เสนาบดจี งึ ข้นึ ไปเอง
พระยาวรพุฒิฯ บอกวาที่ขาพเจาไปเปนแตจะไปตรวจราชการตาม
หวั เมอื ง ไมไดมเี หตกุ ารณอนั ใดเกดิ ข้ึนดอก กม็ ิใครมใี ครเขาใจ นาจะ
พากนั นึกวา เพราะขาพเจาเปนเสนาบดแี ตยังหนมุ ผิดกบั ทานแตกอน
กเ็ ทีย่ วซอกแซกไปตามคะนอง
แตความจริงปรากฏแกตัวขาพเจาแตครง้ั นน้ั มาวาทีเ่ สนาบดไี ป
เทย่ี วตรวจราชการตามหวั เมอื ง เปนประโยชนอยางส�าคัญมากหรอื จะ
วาเปนการจ�าเปนทเี ดียวกไ็ ด ตอมาขาพเจาจึงเท่ียวตรวจหัวเมอื งเปน
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 23
นจิ สบื มากวา ๒๐ ป จนตลอดสมยั เมือ่ ขาพเจาเปนเสนาบดีกระทรวง
มหาดไทย
ขาพเจาไปตรวจหัวเมืองครงั้ น้ัน ไดเหน็ ประเพณีการปกครอง
หัวเมอื งอยางโบราณที่ยงั ใชอยูหลายอยาง ควรจะเลาเขาในโบราณคดี
ได แตตองเลาประกอบกบั วนิ จิ ฉัยอนั เปนความรูซ่งึ ขาพเจาไดตอเม่ือ
ภายหลังดวย จงึ จะเขาใจชัดเจน
การปกครองตามหวั เมอื งสมยั น้นั ยังใชวธิ เี รยี กในกฎหมายเกา
วา “กินเมอื ง” อันเปนแบบเดิม ดเู หมือนจะใชเชนเดียวกนั ทกุ ประเทศ
ทางตะวนั ออกนี้ ในเมืองจนี ก็ยงั เรียกวากนิ เมอื งตามภาษาจีน แตใน
เมอื งไทยมาถงึ ชัน้ หลงั เรียกเปล่ยี นเปน “วาราชการเมอื ง” ถึงกระนั้น
ค�าวา “กนิ เมือง” ก็ยังใชกนั ในคา� พดู และยงั มีอยูในหนงั สอื เกาเชน
กฎมนเฑียรบาล เปนตน
วธิ ปี กครองท่ีเรียกวากนิ เมอื งน้ัน หลักเดมิ คงมาแตถอื วาผเู ปน
เจาเมอื ง ตองท้งิ กจิ ธุระของตนมาประจา� ท�าการปกครองบานเมืองให
ราษฎรอยเู ย็นเปนสขุ ปราศจากภัยอนั ตราย ราษฎรกต็ องตอบแทนคณุ
เจาเมอื งดวยการออกแรงชวยทา� การงานใหบาง หรอื แบงสง่ิ ของซึง่ ทา�
มาหาได เชนขาวปลาอาหาร เปนตน อนั มีเหลอื ใชใหเปนของก�านลั ชวย
อุปการะมใิ หเจาเมอื งตองเปนหวงในการหาเลย้ี งชพี ราษฎรมากดวย
กนั ชวยคนละเลก็ ละนอย เจาเมืองกเ็ ปนสุขสบาย รฐั บาลในราชธานี
ไมตองเล้ียงดู จงึ ใหคาธรรมเนียมในการตางๆ ทที่ า� ในหนาท่ีเปน
ตัวเงนิ สา� หรบั ใชสอย กรมการซง่ึ เปนผูชวยเจาเมืองกไ็ ดรบั ผลประโยชน
ท�านองเดยี วกัน เปนแตลดลงตามศกั ด์ิ
คร้ันจ�าเนียรกาลนานมา ความเปล่ียนแปลงในโลกียวิสัย
ท�าใหการเลี้ยงชีพตองอาศัยเงนิ ตรามากข้ึนโดยล�าดับ ผลประโยชน
ที่เจาเมืองกรมการไดรบั อยางโบราณไมพอเลี้ยงชีพ จึงตองคิดหา
ผลประโยชนเพ่มิ พนู ข้นึ ในทางอนื่ เชน ทา� ไรนา คาขายเปนตน ใหมี
เงนิ พอใชสอยอยูเปนสุขสบายเจาเมืองกรมการมีอ�านาจที่จะบังคับ
24 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
บัญชาการตางๆ ตามต�าแหนง และต�าแหนงในราชการเปนปจจัย
ใหไดผลประโยชนสะดวกดกี วาบุคคลภายนอกเปรยี บดงั เชน “ทา� นา”
ก็ไดอาศัย “บอกแขก” ขอแรงราษฎรมาชวย หรอื จะคาขายเขาหุน
กับผใู ด กอ็ าจสงเคราะหผเู ปนหุนใหซอ้ื งายขายคลองไดกา� ไรมากขึน้
แมจนเจาภาษนี ายอากรไดรับผกู ขาดไปจากกรุงเทพฯ ถาใหเจาเมอื ง
กรมการมีสวนไดดวย กไ็ ดรบั ความสงเคราะหใหเก็บภาษอี ากรสะดวก
ขึน้ จึงเกิดประเพณีหากนิ ดวยอาศยั ตา� แหนงราชการแทบท่ัวไป เจาเมอื ง
กรมการทเี่ กรงความผิดก็ระวังไมหากนิ ดวยเบยี ดเบยี นผูอืน่ ตอเปน
คนโลภจึงเอาทุกอยางสดุ แตจะได ก็มักมภี ยั แกตัว ดงั เชนผูวาราชการ
เมอื งสพุ รรณบุรี ซึ่งไดเลาไวในนิทานท่ี ๔ เร่อื งหามเจามใิ หไปเมอื ง
สุพรรณ๑
เมอ่ื ขาพเจาขนึ้ ไปเมอื งเหนอื คร้งั นนั้ เจาเมืองทขี่ าพเจาไปพบ
โดยมากเปน “ผูดีมตี ระกูล” แตมักเปนชาวเมืองน้ันเอง ดวยเปน
เทอื กเถาเหลากอเจาเมืองคนกอนๆ ซึ่งไดทา� ราชการประกอบกบั ทา� มา
หากิน จนตงั้ ถนิ่ ฐานไดในเมืองนั้น มลี กู ถวายตวั เปนมหาดเล็กกอนแลว
ขอออกไปรบั ราชการบาง หรือฝกหดั ใหทา� ราชการในเมอื งนน้ั เองบาง
จนไดรับสัญญาบตั รเปนผชู วยราชการเปนยกกระบตั รเปนปลัด ใคร
ดีก็ไดเปนเจาเมือง ในที่สุดเปนแลวก็อยูในเมอื งนน้ั จนตลอดชวี ติ ลกู
หลานจงึ มีกา� ลงั พาหนะรับราชการสบื กันมา ขาราชการที่ถ่ินฐานอยู
ในกรุงเทพฯ หาใครมใี ครสมัครออกไปรับราชการหวั เมอื งไม เพราะ
เกรงความลา� บากในการหาเลี้ยงตัวดงั กลาวมาแลว ถาเปนผไู ปจากทอี่ ่นื
ก็ตองมที ุนรอนของตัวไป หรือมฉิ ะน้ันก็ตองไดเปนเขยสขู อผมู กี า� ลงั
พาหนะในเมืองนน้ั จงึ จะอยูได ย่ิงถึงชนั้ กรมการชั้นรองลงไปตอง
เลอื กหาแตในพวกคฤหบดใี นเมอื งน้ันเองทั้งนัน้ เพราะหาคนตางถนิ่ ยาก
๑ ในเรื่องนิทานโบราณคดี
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 25
ตามหัวเมอื งในสมัยน้ัน ประหลาดอีกอยางหนึ่งทไ่ี มมีศาลา
รัฐบาลตง้ั ประจา� สา� หรบั วาราชการบานเมอื งอยางทกุ วันน้ี เจาเมือง
ตงั้ บานเรอื นอยทู ีไ่ หนกว็ าราชการบานเมอื งท่ีบานของตน เหมือนอยาง
เสนาบดีเจากระทรวงในราชธานวี าราชการทีบ่ านตามประเพณเี ดิม
บานเจาเมืองผดิ กับบานของคนอืน่ เพยี งที่เรียกกันวา “จวน” เพราะมี
ศาลาโถงปลูกไวนอกรัว้ ขางหนาบานหลังหนึ่ง เรียกวา “ศาลากลาง”
เปนทสี่ า� หรบั ประชุมกรมการเวลามีการงาน เชนรับทองตราหรอื ปรกึ ษา
ราชการ เปนตน เวลาไมมีการงาน กใ็ ชศาลากลางเปนศาลชา� ระความ
เห็นไดวาศาลากลางกเ็ ปนเคาเดยี วกบั ศาลาลูกขุนในราชธานนี ั่นเอง
เรือนจา� สา� หรบั ขังนกั โทษก็อยูในบริเวณจวนอกี อยางหนง่ึ ไมจา� เปน
จะตองอยกู ับจวนเหมอื นกบั ศาลากลาง
มเี รอ่ื งปรากฏมาแตกอน วาคร้งั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา
เจาอยูหวั เสดจ็ ขึ้นไปเมืองเหนือเมื่อป พ.ศ. ๒๔๐๙ ทอดพระเนตร
เหน็ ศาลากลางตามหวั เมอื งซอมซอ จนทรงสงั เวชพระราชหฤทัยทรง
พระกรณุ าโปรดพระราชทานเงนิ สวนพระองคใหซอมแซม เมืองละ
๑๐ ชง่ั (๘๐๐ บาท) เมืองไหนท�าสา� เร็จแลวพระราชทานปายจ�าหลกั
ปดทองประดับกระจก ท�าเปนรปู เงินเหรยี ญรัชกาลที่ ๔ ลายเปนรูป
พระมหามงกฎุ แผน ๑ รปู ชางอยใู นวงจกั รแผน ๑ พระราชทานให
ไปติดไว ณ ศาลากลางซงึ่ ไดทรงปฏิสังขรณ เมอ่ื ขาพเจาขึ้นไปยงั มี
อยูบางแหงขาพเจาไปยืมมาจา� ลองรกั ษาแบบไว เดย๋ี วนีอ้ ยใู นพพิ ธิ ภัณฑ
สถานแหงชาติ แตมาภายหลังศาลากลางก็กลับทุดโทรมนาทเุ รศ
อยางเกา หามีแหงใดเปนสงาผาเผยไม
เหตทุ ่เี ปนเชนนัน้ ก็เพราะเจาเมอื งตองสรางจวนและศาลากลาง
ดวยทนุ ของตนเอง แมแตแผนดนิ ซง่ึ จะสรางจวน ถามไิ ดอยใู นเมืองมี
ปราการ เชน เมืองพิษณุโลก เปนตน เจาเมอื งกต็ องหาซ้ือท่ดี นิ เหมือน
กับคนท้งั หลาย จวนกับศาลากลางจึงเปนทรัพยสวนตวั ของเจาเมือง
เม่อื สน้ิ ตัวเจาเมอื งกเ็ ปนมรดกตกแกลูกหลาน ใครไดเปนเจาเมืองคน
26 การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
ใหมถามไิ ดเปนผูรบั มรดกของเจาเมอื งคนเกากต็ องหาทส่ี รางจวนและ
ศาลากลางขนึ้ ใหมตามกา� ลงั ท่จี ะสรางได บางทกี ย็ ายไปสรางหางจวน
เดมิ ตางฟากแมนา้� หรือแมจนตางตา� บลก็มี จวนเจาเมืองไปต้ังอยทู ีไ่ หน
ก็ยายท่ีวาราชการไปอยทู ่นี ั่นชั่วสมัยของเจาเมอื งคนนนั้ ตามหวั เมอื ง
จึงไมมีท่ีวาราชการเมืองต้งั ประจ�าอยูแหงใดแหงหนง่ึ เปนนิจเหมอื น
อยางทุกวันน้ี อันเพิ่งมีขึ้นเมือ่ จัดมณฑลเทศาภิบาลแลว สวนพวก
กรมการน้ันเพราะมักเปนคฤหบดีอยใู นเมืองน้ันแลวจึงไดเปนกรมการ
ตงั้ บานเรอื นอยทู ่ไี หนกค็ งอยูทีน่ น่ั เปนแตเวลามีการงานจะตองท�าตาม
หนาที่ จวนเจาเมอื งอยทู ่ไี หน ก็ตามไปฟงค�าสงั่ ทน่ี ัน่ บางคนต้ังบาน
เรือนอยหู างถงึ ตางอ�าเภอก็มี ดวยเคยเปนคฤหบดีอยูทแี่ หงน้ันมากอน
เจาเมืองประสงคจะใหเปนผูรักษาสันติสุขในทองทน่ี ้ันเหมือนอยางนาย
อ�าเภอซ่งึ มีขนึ้ ในสมยั เทศาภิบาล จึงขอใหคฤหบดคี นนั้นเปนกรมการ
หรือวาอกี อยางหน่ึงคือ ตั้งนักเลงโตซงึ่ มพี รรคพวกมากใหเปนกรม
การเพือ่ จะใหโจรผรู ายยา� เกรงไมกลาปลนสะดมในถนิ่ น้ัน แตบางทีก็
กลบั ใหผลราย ดงั เคยมีเรอ่ื งปรากฏเมอื่ ตอนตนรัชกาลท่ี ๕ ผูรักษา
กรุงศรอี ยุธยาตั้งคฤหบดีคนหน่ึงชอ่ื ชางเปนทหี่ ลวงบรรเทาทกุ ขอยูท่ี
เกาะใหญ ดวยแมนา�้ ตอนเกาะใหญลานเท เปนยานเปลี่ยวมักมีโจร
ตีปลนเรอื ทขี่ ึน้ ลอง หลวงบรรเทาฯ คนนั้นขนึ้ ชื่อ คนชมในการรับรอง
ผูมบี รรดาศกั ดซ์ิ ่ึงผานไปมา แมจนชาวเรือขึ้นลอง ถาใครไปพง่ึ พา� นัก
หลวงบรรเทาฯ โจรผูรายก็ไมกลาย่�ายี ดเู หมือนจะเปนเชนน้ันมาแต
ปลายรชั กาลที่ ๔ ครัน้ ถงึ รัชกาลที่ ๕ ความปรากฏข้ึนจากค�าใหการ
ของโจรผรู ายท่ีจบั ไดหลายราย วาเปนพรรคพวกของหลวงบรรเทาฯ
โปรดใหขาหลวงชา� ระ ก็ไดความวาหลวงบรรเทาฯ เปนนายซองโจร
ผูราย เปนแตใหไปทา� การโจรกรรมเสยี ในเขตแขวงอนื่ ภายนอกถ่ินท่ี
ตนปกครอง หลวงบรรเทาฯ จึงถกู ประหารชวี ิต เปนเรื่องเลอื่ งลือกนั
ออ้ื ฉาวอยูคราวหน่ึง ในเวลาขาพเจาแรกรบั ราชการ
เม่ือขาพเจาข้ึนไปเมืองเหนือยังมีกรมการท่ีเคยเปนนกั เลงโต
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 27
อยูหลายเมือง เพราะในสมัยนนั้ ยังไมมีโปลศิ หรอื ต�ารวจภธู รท่เี ปน
พนกั งานส�าหรบั ตรวจจบั ผูราย เจาเมอื งตองปราบปรามตามปญญา
ของตน จึงเกิดความคิดทจ่ี ะหานกั เลงโตมพี รรคพวก ต้งั เปนกรมการ
ไวส�าหรบั ปราบปรามโจรผูราย ทจี่ ริงกรมการชนดิ น้ันก็ไมไดเปนผรู าย
ไปทุกคน โดยมากมกั ไปต้ังบานเรอื นทา� มาหากนิ อยูตามบานนอก เม่อื
ไดเปนกรมการกม็ ักหาประโยชนดวยทดรองทุนตกขาวจากราษฎร
และขอแรงราษฎรชวยท�านาของตนแลกกับคุมโจรผูรายใหราษฎร
ตอบางคนจงึ เลยหากนิ ไปในทางทจุ รติ ถงึ เปนใจใหพรรคพวกไปเท่ยี ว
ลกั ววั ควายหรือปลนทรพั ย เพอื่ จะไดสวนแบงเปนผลประโยชน
เมอ่ื ขาพเจาข้นึ ไปตรวจหัวเมอื งครง้ั แรก ไดพบกรมการซึ่ง
สงสัยกนั วาหากนิ อยางนัน้ ๒ คน เรยี กกันวา “ขนุ โลกจับ” อยูที่เมือง
พยุหครี ีคน ๑ แตเมือ่ ขาพเจาพบน้ันแกชรามากแลว ตอมาไดยินวา
ออกบวชแลวกต็ าย อีกคนหนง่ึ เปนทหี่ ลวงศรมี งคล อยทู ่เี มอื งอางทอง
เจาเมอื งใชสอยอยางวาเปน “มือขวา” กลาวกันวาเพราะจบั โจรผรู าย
เขมแข็งนกั เมอื่ ขาพเจาจะเดนิ บกจากเมอื งอางทองไปเมอื งสพุ รรณบุรี
เจาเมืองใหหลวงศรีมงคลคนน้นั เปนผูจดั พาหนะ ในวนั เดยี วหามาและ
ผูคนสา� หรบั หาบหามสง่ิ ของไดพอตองการหมด แลวตัวเองอาสาขม่ี า
น�าขาพเจาแตเมืองอางทองไปจนถงึ เมอื งสพุ รรณ ขาพเจาจึงไดชอบ
มาแตน้นั
คร้นั ถึงสมัยเม่ือตั้งมณฑลเทศาภิบาลแลวความปรากฏวา หลวง
ศรีมงคลปลอยใหพรรคพวกไปเทีย่ วปลนในเมอื งอน่ื แลวรับของที่โจร
ไดมาเปนประโยชน แตแรกกรมขุนมรุพงศศ์ ริ ิพฒั น์สมหุ เทศาภบิ าล
ก็ไมทรงเช่อื เพราะทรงใชสอยหลวงศรมี งคลจนโปรดเหมอื นกนั แต
ไตสวนไดหลักฐาน จึงตองฟองศาลขาหลวงพิเศษ ศาลพพิ ากษาให
จ�าคุกหลวงศรีมงคลหลายป กรมขนุ มรุพงศฯ จึงออกพระโอษฐวา
“วิธเี ล้ียงขโมยไวจบั ขโมยน้ันใชไมได” แตเมื่อถึงสมัยเทศาภิบาล
มีกรมการอ�าเภอตง้ั ประจ�าอยูตามบานนอกและมีต�ารวจภูธรแลว
28 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ
กไ็ มตองอาศัยกรมการบานนอกเหมอื นอยางแตกอน
มกี รมการอีกพวกหนงึ่ เรียกวา“กรมการจนี ” เพราะเปนจนี หรอื
ลูกจนี ซึง่ ยงั ไวผมเปยทัง้ นัน้ พวกน้ขี ึน้ จากจนี นอกที่ไปตงั้ ทา� มาหากนิ
ตามหวั เมอื งบางคนไปต้ังตัวไดเปนหลักฐานแลวเขารับผูกภาษีอากร
กต็ ามกฎหมายแตกอนน้นั ตอบุคคลถอื ศักดนิ าแต ๔๐๐ ไร
ข้ึนไปเปนความในโรงศาลจงึ แตงทนายวาความแทนตัวได การเก็บ
ภาษอี ากรมกั ตองเปนถอยความกับราษฎรเนอื งๆ ถาเจาภาษีอากร
ตองไปตดิ วาความเสียในโรงศาลกไ็ มสามารถจะเก็บภาษีอากรได เพ่อื
จะแกไขความขดั ของขอน้ีเมอ่ื รัฐบาลตง้ั ใครเปนเจาภาษีนายอากรจึง
นบั วาเปนขาราชการ ใหมียศเปนขนุ นางชน้ั ขนุ ถือศักดนิ า ๔๐๐ ไร
เม่ือท�าราชการตอมาไดเล่อื นเปนหลวงหรอื เปนพระก็มี พวกที่อยใู น
กรงุ เทพฯ เรยี กกนั วา “ขุนนางภาษนี ายอากร” พวกที่อยูตามหัวเมือง
เรียกกนั วา “กรมการจนี ” เปนถงึ ต�าแหนงปลัดเมอื งก็มีดงั ไดกลาวมา
ในนิทานท่ี ๑๕ เรอื่ งอัง้ ยนี่ ัน้ พวกกรมการจีนโดยปรกตติ ัง้ หนาท�ามา
หากนิ แสวงหาทรพั ยสมบตั ิ ไมแสวงหาอ�านาจและมกั บริจาคทรัพย
ชวยอดุ หนนุ กจิ การตางๆ ใหเปนประโยชนแกผอู ื่น จงึ เขากับชาวเมือง
ไดทุกชน้ั ตง้ั แตเจาเมืองกรมการตลอดจนราษฎร
ที่ขาพเจาไปทางเรือคร้ังน้ัน นอกจากไดเหน็ หัวเมืองรายทาง
ท่วั หมดยังมีประโยชนอกี อยางหน่งึ ดวยในเวลาเดนิ ทางตองน่งั กับนอน
ไปในเรือวันละหลายๆ ช่วั โมง ไดมเี วลาอานหนงั สือตางๆ เชน กฎหมาย
เปนตน ศึกษาหาความรวู ธิ ปี กครองอยางโบราณอันมีอยใู นหนงั สอื เกา
ไปดวยตลอดทาง อาศยั ความรทู ่ไี ดในครง้ั นน้ั ทา� ใหขาพเจาคดิ เห็นวา
ความมงุ หมายของการปกครองทง้ั อยางใหมและอยางเกา ก็อยูในจะให
“บานเมอื งอยูเยน็ เปนสุข” ดวยกนั แตเขาใจอธบิ ายค�า “อยูเยน็
เปนสุข” นัน้ ผดิ กนั
อยางเกาถือวา“ถาบานเมอื งปราศจากภยั ตางๆ” เชนโจรผรู าย
เปนตน “ก็เปนสุข” ขอนี้สังเกตไดในบานแผนกทแ่ี กกฎหมายในการ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 29
ปกครองแตโบราณ มกั อางเหตุที่เกดิ โจรผูรายชกุ ชุมแทบทง้ั น้นั เพราะ
ฉะนนั้ ตามหัวเมอื งเจาเมอื งกรมการก็มุงหมายจะรกั ษาความเรียบรอย
ในพื้นเมืองไมใหมีโจรผูรายเปนท่ีตง้ั ตลอดจนถึงเจากระทรวงใน
กรงุ เทพฯ เมือ่ เหน็ วาเมอื งใดสงบเงยี บไมมีเหตรุ ายกย็ กยองวาปกครอง
ดี ตอเมอื งใดไมเรยี บรอย โจรผรู ายชุกชมุ หรอื ราษฎรเดือดรอนดวย
เหตอุ ่นื จงึ ใหขาหลวงออกไประงับ หรอื มีเหตกุ ารณใหญโต เชน เกดิ
ทัพศกึ เสนาบดกี อ็ อกไปเอง จึงไมมีการตรวจหวั เมอื งในเวลาเมือ่ เปน
ปรกติ
ความคิดท่ีวาจะใหบานเมืองอยูเยน็ เปนสุข ตองจดั การท�านุ
บ�ารุงในเวลาบานเมอื งเปนปรกติ เปนคติเกดิ ข้นึ ใหม ดเู หมือนจะเรม่ิ
เกดิ ข้ึนแตในรชั กาลท่ี ๔ และมาถอื เปนขอส�าคญั ในรฏั ฐาภิปาลโนบาย
ตอรชั กาลที่ ๕ ตอมา
30 การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
เมือ่ แรกตัง้ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน ๒๔๓๕ กระทรวงได
อาศยั ทา� งานท่ตี กึ แถวยาว ๒ ชน้ั หนาประตพู ิมานไชยศรี ตรงขามศาลาสภา
ไทย ซง่ึ เคยเปนทีต่ ้งั กรมทหารมหาดเลก็ รักษาพระองค์ อยูราว ๒ ป
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 31
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว มพี ระราชประสงค์ใหจดั กระทรวง
มหาดไทยและกระทรวงกลาโหมเปนแบบใหม จงโปรดใหร้อื ศาลาลูกขุนใน ใน
พระบรมมหาราชวงั ทง้ั ๒ หลงั ลง แลวสรางใหมเปนตึก ๒ ชน้ั ๓ หลังเรยี ง
กัน มมี ขุ กระสนั ทัง้ ขางหนาขางหลังเชื่อมตกึ ๓ หลังใหเปนหมูเดียวกนั ซึง่
สมเด็จฯ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพทรงรับราชการอยูในกระทรวงหลังน้ี
การตรวจราชการคร้งั แรก
รายงานการเสด็จตรวจราชการ
หวั เมืองฝ่ายเหนอื
พ.ศ. ๒๔๓๕ ร.ศ. ๑๑๑
การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองฝา่ ยเหนอื ร.ศ. ๑๑๑
รบั วนั ท่ี ๑๗ ตุลาคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑๑
ท่ี ๖๒/๑๔๓๐๖
ศาลาลูกขนุ ในฝายซาย
วนั ที่ ๑๒ ตุลาคม รตั นโกสินทรศก ๑๑๑
ข าพระพุทธเจา พระยาศรีสิงหเทพฯ๒ ขอพระราชทาน
กราบทูลพระเจ านองยาเธอกรมหมื่นสมมตอมรพันธุ๓ ทราบ
ฝาพระบาท ดวยพระเจานองยาเธอกรมหมนื่ ดา� รงราชานุภาพ เสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย มลี ายพระหัตถสงลงมาทูลเกลาฯ ถวาย ๒ ฉบบั
ขาพระพทุ ธเจาไดสงลายพระหตั ถพระเจานองยาเธอกรมหมื่นดา� รง
ราชานุภาพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยสองฉบับทลู เกลาฯ ถวาย
ทราบฝาพระบาท
ควรมคิ วรแลวแตจะโปรดเกลาฯ
ขาพระพทุ ธเจา พระยาศรสี ิงหเทพ๔
๑ รกั ษาอกั ขรวธิ คี งตามเอกสารเดิม
๒ พระยาศรสี ิงหเทพ (เส็ง วิรยศิร)ิ บางแหงเขียนวริ ยิ ศริ ิ บรรดาศกั ดิ์ที่
ปรากฏคอื หลวงเทศาจติ วจิ ารณ พระยาสฤษด์พิ จนกร สุดทายคือ พระยามหา
อ�ามาตยาธบิ ดี ไดรบั มอบหมายใหทดลองจดั ตง้ั ผใู หญบาน ก�านัน บานเกาะ
บางปะอนิ เม่อื พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๕ มโี อกาสไปศึกษาแบบแผนการปกครองที่
พมาและมะลายู
๓ พระยศหลงั สดุ คอื พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระสมมตอมรพนั ธุ (พ.ศ.
๒๔๐๓ - ๒๔๕๘) พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาล
ท่ี ๔ ตนราชสกลุ สวสั ดกิ ุล เปนเสนาบดตี า� แหนงราชเลขานกุ าร และอธบิ ดกี รม
พระคลงั ขางท่ีในรชั กาลที่ ๕
๔ พระยาศรสี ิงหเทพ ตอมาเขยี นศรสี หี เทพ
34 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
ที่ น. ๔
บานคลังแควสที กุ
วนั ท่ี ๙ ตุลาคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ขาพระพุทธเจา ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบ
ฝาลอองธุลีพระบาท
ดวยข าพระพุทธเจาไดข้ึนมาแวะตรวจการที่พระราชวัง
บางปะอินทช่ี �ารดุ ตางๆ ยังไมไดซอมแซมใหเรยี บรอย ดวยเปนเวลาฤดู
ฝน ยังทา� ไมได แตเดิมต้ังแตโปรดเกลาฯ ใหขาพระพุทธเจารบั รกั ษา
พระราชวังบางปะอนิ แตปใหมมา ไดคดิ แตจะจัดการรักษาใหเรยี บรอย
กอน จึงจะจดั การซอมแซม เพราะเงนิ ปนีจ้ ายลดลงจะตองตรวจตรา
การใชเงินใหแขงแรง แลเพราะคาดวายงั จะไมเสด็จพระราชด�าเนิน
ดวยสวนการรกั ษานน้ั ไดจดั มามากแลว แตท่ีช�ารดุ ทรดุ โทรมนอกจาก
ทีร่ าวๆ เอยี งๆ ผๆุ ตางๆ ท่ไี ดทรงทราบฝาลอองธลุ พี ระบาทอยูแลว
ขาพระพุทธเจาวติ กอยู ดวยเรื่องโคมตะเกยี งตางๆ อยาง ๑ เพราะ
ทั้งพระราชวงั ใชโคมตะเกียงแทบจะกวารอยชนดิ และขนาด จะตอง
มีหลอดโคมหลายสิบอยาง แลโปะโคมหลายสิบอยาง ไสตะเกียง
กระจุบน้�ามันหลายขนาด ซ่ึงจะใชไขวเขวกันไมได ดังนี้ประการ
หนึ่ง โคมลานสงออกไปเกาะสชี งั เสยี แตเมื่อกอนขาพระพุทธเจารับ
รักษามาก เกรงที่เหลือ อยูขางจะไมพอใชตามตา� หนักไดทวั่ ไป อีก
อยางหนึง่ พรมที่ปูตามต�าหนักและที่ตางๆ ปลวกกดั แลถกู ฝนสาด
เสียโดยมาก ขาพระพุทธเจาใหเลกิ ข้นึ หมายจะท�าเปนพ้นื ขัดน�้ามัน
ก็ยังไมทัน และเคร่ืองผาและผาหุมตางๆ ท่ีช�ารุด ก็มีหลายแหง
ขาพระพุทธเจาไดมีคา� สั่งใหรบี จดั การโดยเร็วและมากท่ีสุด ทีจ่ ะทา� ได
แตเกรงวา ถงึ เวลาเสดจ็ พระราชด�าเนิรการจะยังขาดตกบกพรอง
อยูบางประการใด ขอพระบาระมีปกเกลาฯ เปนทพ่ี งึ่ ขาพระพุทธเจา
ไดส่ังใหกรมการกรงุ เกาและเจากรมปลดั กรม กองแกวจนิ ดา ไปชวย
จัดการตามสมควรแลว และการทงั้ ปวงตลอดจนเวลาเสด็จพระราช
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 35
ด�าเนิน ไดมอบไวในพระวรวงษเธอพระองคเจาขจรจรสั วงษ๑ ขอให
ชวยเปนธุระสนองพระเดชพระคุณใหเรยี บรอยตลอดไป และท่ีซง่ึ
จะเสด็จประพาศทุง ขาพระพุทธเจาไดสั่งใหกรมการ เท่ียวเลือกหา
หนองบัวตางๆ ไดไวหลายแหงแลว หวงั ดวยเกลาฯ วาจะเปนการ
เรยี บรอยตลอดไป
ควรมคิ วรแลวแตจะทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ
ขาพระพุทธเจา
๑ คอื พระวรวงศเธอ พระองคเจาขจรจรสั วงศ กรมหมื่นปราบปรปกษ
(๒๓๘๖ - ๒๔๔๑) ในสมเด็จฯ เจาฟามหามาลา กรมพระยาบ�าราบปรปกษ ใน
รัชกาลที่ ๕ บัญชาการกรมทหารเรือ กรมพระนครบาล กรมชางสิบหมชู วย
ราชการกรมวัง
36 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ
น. ท่ี ๖
เมอื งอางทอง
วนั ที่ ๑๐ ตลุ าคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ขาพระพุทธเจา ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบ
ฝาลอองธลุ พี ระบาท
ดวยการใชจายเงนิ โรงเล้ียงเดก็ ของพระอรรคชายาเธอ๑ ตาม
กระแสพระราชดา� รหิ มาแตเดิม ใหจัดทนุ สา� หรบั ใชจายในการโรงเลีย้ ง
เดก็ เปน ๓ แพนก คือ เงินที่จะใชจายเปนเงินเดอื นผูดูการพนักงาน
พี่เลี้ยง นางนม และคนใชท้งั ปวง เงินใชจายเปนเบี้ยเลย้ี งและอาหาร
เงินใชสอยเบ็จเสรจ็ คอื เปนคาซอ้ื ของใชสอย มเี ครื่องเล้ยี ง เครือ่ ง
ครัว เครื่องเขียนหนังสือ และเคร่อื งแตงเรือนตางๆ เปนตน บรรดา
ทุนทรัพยทจี่ ะใชซื้อจายเสมอในการเหลานี้ พระราชทานเงนิ พระคลัง
ขางที่จา� หนายแพนก ๑ เงินบรรดาใชซ้ือท่ีดนิ ใชกอสรางเรือนทีอ่ ยู
และขุดคลอง ทา� ถนน หรือซอมแซมส่ิงตางๆ ซง่ึ เกี่ยวดวยพ้ืนที่ เงิน
ท่ีใชซ้ือหาในส่ิงซ่ึงเปนสาธารณแกตวั เด็กทั้งหลาย มีคาเตยี งนอน
และคาท่ีนอนหมอนมงุ และเสื้อผานงุ หม บรรดาทนุ ทรัพยเหลานี้ เปน
สวนของพระอรรคชายาเธอประทานมาใชจายแพนก ๑ ยงั เงินแพนก
๑ ซง่ึ เปนเงนิ ของผมู ศี รทั ธาเกอ้ื กูลแกโรงเลีย้ งเดก็ เปนรายๆ เงินสวน
นจี้ ะไมใชจายในการอื่นๆ นอกจากจะรวบรวมไวท�าส่ิงหนึ่งสง่ิ ใดให
เปนสง่ิ เปนอนั สา� หรบั เปนสงิ่ ถาวรใหเปนทร่ี ะฦกของผมู ีศรัทธา เงนิ ได
และเงินใชจายจา� แนกตามทางที่ควรเปน ๓ แพนก ดงั น้ี
โรงเลย้ี งเด็กของพระอรรคชายาเธอนีไ้ ดเร่ิมการกอสรางและ
๑ คอื พระวมิ าดาเธอ พระองคเจาสายสวลภี ิรมย กรมพระสุทธาสนิ นี าฎ
ปยมหาราชปดวิ รดั า (พ.ศ. ๒๔๐๖ - ๒๔๗๒) พระอัครชายาเธอในพระบาท
สมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั รชั กาลท่ี ๕ มศี รทั ธาสรางโรงเล้ียงเด็กเก้อื
หนุนราษฎรยากจน
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 37
จดั ตัง้ มาแตรตั นโกสนิ ทรศก ๑๐๘ มาจนถงึ รตั นโกสินทรศก ๑๑๐ ที่
ลวงแลวมานี้ รายจายยงั หาไดจ�าแนกกันตามแพนกไม เพราะการ
ใชสอยเงินทองยังสับสน แลเปนเวลาขาพระพุทธเจาไมอยู เงินรายใด
มีก็จายทดแทนกันไป หาไดรอขอพระราชทานเบกิ มาใชใหถกู ตองตาม
แพนกไม มาในป ร,ศ, ๑๑๑ นี้ ขาพระพทุ ธเจาใหเจาพนักงานตรวจ
บาญชีเงนิ รับและเงนิ จายจ�าแนกออกใหตรงกนั ตามแพนก ไดความ
วา แพนกเงินหลวงรายรับไดรับพระราชทานแลว ๔ คร้ังๆ ละ ๒๐
ชั่ง รวม ๘๐ ชัง่ รายจายไดจายเปนเงินเดอื น ๑๒๔ ช่งั ๔๑ บาท ๔๙
อัฐ ๕๐ เบีย้ จายเปนเบย้ี เลยี้ ง ๔๑ ชั่ง ๒๐ บาท ๓๖ อฐั จายใชสอย
เบ็จเสร็จ ๕๕ ชงั่ ๑ บาท ๒๕ อฐั รวมรายจายแพนกหลวง ๒๒๐
ช่งั ๖๓ บาท ๔๒ อฐั ๕๐ เบ้ีย รายจายแพนกหลวงขาดตองยมื เงนิ
รายอืน่ มาทดรองอยู ๑๔๐ ชงั่ ๖๓ บาท ๔๒ อัฐ ๕๐ เบ้ีย เงนิ แพนก
พระอรรคชายาเธอ รายรับ ๕ คร้งั เงนิ ๔๐๐ ชั่ง ๕๒ บาท รายจาย
ไดจายเปนคาที่ดิน ๑๗๐ ชั่ง ๔๐ บาท คากอสรางและซอมแซม
ท่ีตางๆ ๒๑๗ ช่ัง ๒๓ บาท ๗ อฐั ยงั เหลอื ตวั เงินอยู ๑ ช่งั ๕๒ บาท
รวมรายจายและเงินมีตัว ๓๘๙ ชงั่ ๓๕ บาท ๗ อฐั นอยกวารายรบั
๑๒ ชง่ั ๑๖ บาท ๕๗ อัฐ เงนิ ๑๒ ช่ัง ๑๖ บาท ๕๗ อฐั น้ี ไดทดรอง
ไปในรายจายแพนกหลวง สวนเงนิ แพนกผูมีศรัทธาชวยบา� รงุ รายรบั
๑๐๒ ช่งั ๑๖ บาท ๓๘ อฐั มไิ ดมรี ายจายสง่ิ ใด แตไปจายทดรองอยู
ในรายจายแพนกหลวงทั้งส้ิน ยังขาพระพุทธเจาไดยืมเงนิ กระทรวง
ธรรมการจายทดรองไปในรายจายแพนกหลวงอีก ๒๖ ชัง่ ๓๐ บาท
๑๑ อฐั ๕๐ เบี้ย จงึ รวมเปนเงินแพนกหลวงรายจายเกินกวาทไี่ ดรบั
พระราชทานไวแลว ๑๔๐ ช่งั ๖๓ บาท ๔๒ อัฐ ๕๐ เบีย้ เพราะฉะนั้น
ขอพระราชทานเงินพระคลังขางท่ี รอยสสี่ ิบชั่งหกสบิ สามบาทส่ีสิบสอง
อัฐหาสิบเบยี้ มาจายใชหนี้รายเงินสวนพระอรรคชายาเธอ และสวน
ผูศรัทธาชวยบ�ารุง ทัง้ รายท่ียืมเงินกระทรวงธรรมการนั้นดวย ถา
ไดใชกันถกู ตองดังนี้ จะมเี งินเปนสมบัตขิ องโรงเลย้ี งเดก็ ใชกอสราง
38 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
อะไรไดอกี เงินพระอรรคชายาเธอฯ ๑๒ ชง่ั ๑๖ บาท ๕๗ อัฐ เงิน
เร่ยี รายได ๑๐๒ ช่งั ๑๖ บาท ๓๘ อฐั รวม ๑๑๔ ช่งั ๓๓ บาท ๓๑
อัฐ และการบาญชเี งนิ ก็จะไดรบั พระราชทานเบิกและจายใหถูกทาง
ตอไปในภายหนา
ควรมคิ วรแลวแตจะทรงพระกรณุ าโปรดเกลาฯ
ขาพระพุทธเจา ขอเดชะ
ป.ล. บาญชรี ายเลอียดอยูที่เวรรบั จายกระทรวงมหาดไทยหาไดติดมา
ไม จะคัดทลู เกลาฯ ถวายตอภายหลัง ขอรบั พระราชทานใหกระทรวง
มหาดไทย รบั เงนิ ไปรักษาไว
ดร
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 39
(สา� เนา)
ส. ท่ี ๓๘๕/๑๑๑ ม,ท, ๔๖
พระที่น่งั จกั รกรีมหาปราสาท
วันที่ ๑๗ ตลุ าคม รัตนโกสนิ ทรศก ๑๑๑
กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ แจงความแกพระยาศรสี ิงหเทพ
ดวยทานมหี นังสือที่ ๖๒/๑๔๓๐๖ ลงวนั ที่ ๑๒ ตุลาคม สงหนงั สอื
กรมหมน่ื ดา� รงราชานภุ าพมมี าทลู เกลาฯ ถวาย ๒ ฉบบั ไปนัน้ ไดนา�
ข้นึ ทูลเกลาฯ ถวายแลว มพี ระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ดา� รสั วา
หนงั สือกรมหมน่ื ด�ารงราชานภุ าพท่ที านสงมานั้นฉบบั ๑ หมาย น,๔
วาดวยการทพ่ี ระราชวังบางปอนิ ใหกรมการกรงุ เกาแลเจากรมปลัด
กรมกองแกวจินดา จัดการอยูแลในระหวางเสด็จพระราชด�าเนิน
มอบใหพระองคเจาขจรจรัสวงษชวยเปนธุระสนองพระเดชพระคุณ
ฉบับ ๑ หมาย น,๖ วาดวยการใชจายเงินโรงเลี้ยงเด็กจะขอเบกิ เงนิ
พระคลงั ขางท่ี ๑๔๐ ช่งั ๖๓ บาท ๔๒ อัฐ ๕๐ เบ้ยี มาจายใชหน้ี
รายเงนิ สวนพระอรรคชายาเธอ แลสวนผูศรัทธา ใหเปนการบ�ารุง
คนื รายยืมในกระทรวงธรรมการดวยนั้น ไดทราบฝาลอองธุลีพระบาท
แลว โปรดเกลา, พระราชทานต๋วั ส�าคญั ตามจ�านวนเงนิ ท่กี รมหมน่ื ดา� รง
ราชานภุ าพ ขอรับพระราชทานนั้นแลว ไดสงตว๋ั สา� คญั มาใหทาน ใน
ซองนีด้ วยแลว
(เซนพระนาม) สมมตอมรพนั ธ์ุ
40 การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
รับวันที่ ๒๔ ตลุ าคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ที่ ๗๔/๑๔๘๙๙
ศาลาลกู ขนุ ในฝายซาย
วนั ที่ ๒๒ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑
ขาพระพุทธเจา พระยาราชวรานุกูล๑ ขอพระราชทานกราบทลู พระเจา
นองยาเธอ กรมหมนื่ สมมตอมรพนั ธุ ทราบฝาพระบาท
ดวยพระเจานองยาเธอ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยมีคา�
โทรเลขลงมาวา ไดทรงรับเรื่องมาที่เมอื งนครสวรรคมากเกินกวาท่ี
เมอื งพจิ ติ ร เมืองพศิ ณุโลกย จะมีมากเหมอื นกนั ขอหลวงจินดารักษ
ตามเสดจ็ ขึ้นไปไตสวนความตามรับสัง่ ตอไป ขาพระพทุ ธเจาไดสงตน
ค�าโทรเลขทูลเกลาฯ ทราบฝาพระบาท เพ่อื ขอพระบรมราชานุญาติ
แลวจะไดใหหลวงจนิ ดารักษรีบข้ึนไป
ควรมคิ วรแลวแตจะโปรดเกลา,
ขาพระพุทธเจา พระยาราชวรานกุ ูล
๑ พระยาราชวรานุกูล (อวม) เคยอยใู นบรรดาศักด์พิ ระยาศรีสิงหเทพ
กอนเปนปลดั บัญชีวาทีป่ ลดั ทูลฉลอง หวั หนาราชการกระทรวงมหาดไทย เปน
ผรู กั ษาการแทนเมอ่ื เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยออกตรวจราชการ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 41
รบั วันที่ ๑๕ มกราคม รัตนโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ที่ ๔๘
ศาลาลกู ขุนในฝายซาย
วันท่ี ๘ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑
ขอเดชะฝาลอองธุลีพระบาทปกเกลาฯ
ดวยมีพระบรมราชโองการดา� รสั ถามถงึ ความประพฤตขิ องผูวาราชการ
หวั เมืองซ่ึงจะเปนดีแลช่ัว ตามท่ีขาพระพุทธเจาไดไปเห็นมาในการ
ตรวจราชการหวั เมืองคราวนี้ ขาพระพุทธเจาไดกราบบงั คมทูลถึง
แตบางคน แลกราบบังคมทลู ยงั ไมกระจัดชดั ความทไ่ี ดด�ารหิ เหน็ ท้ัง
ฝายดแี ลฝายช่วั
ขาพระพุทธเจามาคดิ ดวยเกลาฯ วา การท่กี ราบบังคมทลู ถงึ
ความดแี ลความช่ัวของผูอน่ื เชนน้เี ปนทางท่จี ะเปนความชอบแลความ
ผดิ แกตัวเราในภายหนา ถาขาพระพุทธเจากราบบังคมทูลพระกรณุ า
สมควรท่จี ะกราบบงั คมทูลใหเปนยุติธรรมถองแท อยาใหมคี วามช่วั
ความดีเคลอื บแฝงอยูแกผูใดโดยไมเปนความจริงแลสมควร จึงจะ
ชอบดวยหนาทแี่ ลตา� แหนงในราชการ ดวยเหตุน้ี จงึ เหน็ ดวยเกลาฯ
วาสมควรจะกราบบงั คมทูลใหถวนถที่ วั่ ทุกหัวเมอื งจงึ เปนยุตธิ รรมแล
สมควรจะทรงทราบฝาลอองธลุ พี ระบาท
บนั ดาผวู าราชการหัวเมอื งซงึ่ ขาพระพทุ ธเจาไดไปตรวจมาครงั้
นี้ เห็นดวยเกลาฯ วา
(๑) พระยาวเิ สศไชยชาญ เมืองอางทอง เปนคนมีกา� ลังทพุ ล
ภาพ ความสามารถท่ีจะจัดการบานเมืองไมพอ เปนเจาเมืองรักคา
ธรรมเนียมอยางเกาๆ แตท่จี ะประพฤตทิ จุ ริตรายแรงอันใดก็ไมปรากฏ
ทราบเกลาฯ วาจะขอลาออก
(๒) พระพรหมประสาทศลิ ป เปนคนโงแลชักฝกฝายในกามคุณ
มาก ไมใครจะเปนธรุ ะราชการบานเมอื ง แลวแตคนใชสอยซ่ึงเปนคน
โกงๆ จะแนะนา� ใหทา� อยางไร ท่จี ริงกจ็ ะไมต้ังใจทจี่ ะทา� ทจุ ริต แตดวย
42 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
ความโงจะเขาใจวาเจาบานผานเมืองเขาเคอยไดผลประโยชนเชนน้ันๆ
แลมีภรรยามาก ตองการคาใชสอยมาก ใครเอาเงนิ มาให เขาวาควรรับ
ก็รบั ไวเปนพน้ื พระพรหมประสาทศลิ ปนเ้ี หน็ ดวยเกลาฯ วาตองเปลยี่ น
ถาหากวาไมแพอทุ ธรณ ถงึ หกั โคน โปรดเกลาฯ ใหเขามารบั ราชการใน
กรงุ เทพฯ ในทใ่ี กลฝาลอองธลุ พี ระบาทจะดกี วา
(๓) พระอินทรประสิทธศิ ร ผวู าราชการเมอื งอินทร จรติ พิการ
เลก็ นอย ไปขางดุ แตเอ้อื เฟอตอราชการดี การที่จะประพฤติทุจรติ
อันใดยงั ไมปรากฏ คงพอเปนราชการตอไปได
(๔) พระพิศาลสงคราม ผูวาราชการเมืองสิงค ดูทาทาง
คลองแคลวดี แตความประพฤติจะอยางไรยังไมไดมีเวลาสมาคมพอ
จะทราบได แตทราบเกลาฯ วาถกู ฎกี าหาความฉกรรจอยูหลายเรือ่ ง
ถาไมแพความเหน็ ดวยเกลาฯ คงจะพอเปนราชการได
(๕) พระสรรคบุรานรุ ักษ ผวู าราชการเมืองสรรค เปนคนไป
แตกรงุ เทพฯ ดูกริ ยิ าอธั ยาไศรยก็เรียบรอยดี แลเมอื งสรรคเปนเมอื ง
ไมมรี าชการอนั ใดมาก ยงั ไมปรากฏความประพฤตเิ สียหายอันใด แต
ขาพระพุทธเจาไมไดมีเวลาไตสวนพอจะทราบไดเลอยี ดเห็นดวยเกลาฯ
วาคงจะพอเปนราชการไดตอไป
(๖) พระยาสุรบดินทร ผูวาราชการเมอื งไชยนาท เปนคนต้งั ใจ
จะรบั ราชการใหดี แตสติปญญาสามารถอยูขางยังออน แมแตวากลาว
กรมการผูใหญเกาๆ ท่ีเกะกะกย็ ังไมใครลง แตยงั ไมปรากฏความทจุ ริต
ประการใด คงจะพอตักเตือนสั่งสอนใหเปนราชการตอไปได บางที
นานๆ เขาจะดขี ้ึน
(๗) พระยาพิไชยสุนทร ผวู าราชการเมืองอไุ ทยธานี เปนอยาง
ดีที่ ๒ แตพระยาพไิ ชยลงมา ท่ีเอือ้ เฟอตอการบานเมืองแลบังคับ
บัญชาการเรยี บรอยมาก แลไมปรากฏความทจุ รติ อันใด แตจะเอาขาง
ความคิดอานอยางใหมๆ ตองแนะน�าจงึ จะท�าได คงจะเปนราชการ
ตอไปไดดี
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 43
(๘) พระศรีสทิ ธคิ วร ผูวาราชการเมอื งมโนรมย เจาเมืองอยาง
ชาวบานนอก คือหาผลประโยชนในคาธรรมเนยี มอยางหยุมๆ หยิมๆ
แตกไ็ มปรากฏวากลาทา� ทจุ รติ รุนแรงอันใดนกั แตท่ีจะแกไขใหเปนคน
ประเปรียวอนั ใดกเ็ ห็นจะไปไมได แลเมอื งมโนรมยนเี้ พราะเขตรเมือง
เล็กราษฎรกน็ อย ถามกี รมการมากมายอยอู ยางเมืองใหญๆ อยูเชน
นีต้ ราบใด กเ็ หน็ ดวยเกลาฯ วายากท่เี จาเมืองกรมการจะท�าการดไี ด
ดวยก�าลงั เมืองไมพอเลยี้ งกรมการไดโดยปรกติ การเปนเชนนี้ ถายัง
ไมเปล่ยี นแปลงเขตรเมืองกค็ วรจะใหคงไปเชนนีก้ อน
(๙) พระพยหุ าภบิ าล ผวู าราชการเมอื งพยุหะคีรี ดเู ปนผใู หญ
บังคับบัญชาการเปนหลกั ถานอยางเกาๆ ดีอยู แตทราบเกลาฯ วา
ความอุทธรณครงั้ ยงั เปนหลวงเมืองกรงุ เกายงั มอี ยูจะหนกั หนาอยาง
ใดยังไมทราบเกลาฯ ถาจะถึงหกั โคนเสยี ดูกน็ าเสยี ดายอยู
(๑๐) พระยาไตรเพชรัตนสงคราม เมืองนครสวรรค จรติ พิการ
มากๆ บงั คับบัญชาราชการอยูขาง พลองแพลง เสียไปในทางขาง
หยุมหยิมตางๆ ดวย เมืองนครสวรรคนีเ้ ปนเมอื งส�าคัญ มีราชการก็มาก
เหน็ ดวยเกลาฯ วาจ�าเปนจะตองเปลีย่ นผูวาราชการเมอื งอิกเมือง ๑
(๑๑) พระยาเทพาธบิ ดี ผูวาราชการเมอื งพจิ ิตรเปนคนชรา
ใครพูดเช่ืองายอยางคนแกๆ แตไมปรากฏวาหากนิ โดยทุจริตผิด
ขนบธรรมเนยี มอยางหนึ่งอยางใด แลควรจะชมไดดวยการที่ใชกรม
การเปนหนาท่ีดีอยอู ยาง ๑ จะตองเปล่ยี นกท็ ค่ี วามชราครอบงา� หนัก
เขา แตเดี๋ยวน้ยี ังพอรบั ราชการได
(๑๒) พระไชยบูรณ ผรู ักษาเมอื งพิศณโุ ลก ดูนไิ สยไมใครจะ
แนนอน อาจจะท�าไดท้ังฝายสุจริตแลทุจริต ช่ือเสียงกไ็ มสูจะดีนัก
แตกอนก็ยงั ไมเคอยทา� การทต่ี องรบั ผดิ ชอบมีจ�ากัดใหท�าดี เด๋ียวนดี้ ู
ก�าลงั ตงั้ ใจจะทา� การใหแขงแรง ตองรบั พระราชทานดไู ปกอน
(๑๓) พระยาศรีสรุ ิยราชวรานุวัติ ผูวาราชการเมืองพิไชย
จัดเปนดีย่ิงกวาผูวาราชการหัวเมืองช้ันในทั้งปวงซึง่ ข้ึนกระทรวง
44 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ
มหาดไทยได ดวยความคิดอาน สอดสองเอาใจใสในราชการมาก
ประการ ๑ ทา� การเปนแบบประการ ๑ เขาใจใชผูนอยตามสมควร
แกคุณานุรูปดีประการ ๑ รักษาช่ือเสียงดีประการ ๑ ถารักษา
คณุ สมบัติเหลานี้ไวไดมั่นคง ตอไปภายหนา อาจจะเปนขาหลวง
บังคบั หวั เมืองมากๆ ไดเปนแท
(๑๔) พระยาวชิ ติ ภักดี ผวู าราชการเมอื งสวรรคโลก เปนคน
ชราทพุ ลภาพ ทานเจาพระยารตั นบดนิ ทรไดมตี ราพระราชสีห ไมให
วาราชการเมอื งมาแตกอนแลว แตบัดนี้พระปลัดผูวาราชการเมือง
ก็ถงึ แกกรรมลง พระยกรบัตรกด็ ูยังออนความสามารถ เปนอนั จะ
ตองมผี วู าราชการใหม แตขาพระพุทธเจายงั ก�าลงั พิจารณาหาผูซง่ึ จะ
สมควรอยู
(๑๕) พระยาศรีธรรมศกุ ราช ผูวาราชการเมอื งศโุ ขไทย เปน
ผูใหญอายมุ าก แตยังแขงแรงดี ดเู ปนคนฉลาดสามารถในราชการอยาง
เกาๆ ไดคนหน่ึง
(๑๖) พระยาสจุ ริตรกั ษา ผวู าราชการเมอื งตาก เปนคนแขงแรง
ในราชการมาก แลรักษาการบานเมอื งกอ็ ยูขางดี แตจะเปนเพราะ
เมอื งตากเปนทางไปมาผคู นส�าสอน จะใหเรียบรอยยาก การบานเมอื ง
จึงไมสงบโจรผูรายไดดงั เมืองพิไชยแลเมืองอไุ ทยธานี แตพระยาสจุ ริต
หมนู ้ีอยูขางเจ็บปวยออดแอด กา� ลังรางกายหาใครจะแขงแรงดงั แต
กอนไม
(๑๗) พระยารามรณรงคสงคราม ผูวาราชการเมอื งก�าแพง
เพ็ชร ดูชื่อเสยี งไมใครจะดี มเี รื่องราวกลาวโทษการหยมุ ๆ หยมิ ๆ หลาย
เรื่อง แตยังไมปรากฏความเส่ือมเสียใหญโตอนั ใด ตองดไู ปกอน
(๑๘) พระยาสุนทรสงคราม ผูวาราชการเมืองสุพรรณบุรี
จดั เปนท่ี ๑ ไดในการท่ีไมเอื้อเฟอตอราชการ แตทราบเกลาฯ วา
แพอุทธรณจะตองรบั พระราชอาญาถอดจากบนั ดาศักดิ์ แลพระยา
สุพรรณก็รูตัวรื้อบานชองเขามากรุงเทพหมดแลว เปนอนั จะตอง
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 45
เปลยี่ นผูวาราชการเมืองใหมอกิ เมอื ง ๑
ความดชี ่ัวของผวู าราชการหัวเมืองตามทข่ี าพระพุทธเจากราบ
บงั คมทูลพระกรุณาน้ี ตามทไี่ ดพิจารณาเหน็ ในเวลาทีไ่ ปตรวจราชการ
พักอยเู มอื งละสองวันสามวัน กบั รวบรวมความตามที่ราษฎรยืน่ เร่ือง
ราวกลาวโทษโดยมาก ไตสวนไดความชดั บาง ยังก�าลังไตสวนบาง
บางทคี วามทข่ี าพระพุทธเจาพจิ ารณาเห็นโดยนา้� ใจตงั้ เปนกลาง มิได
เจอื ไปดวยเพราะรักแลชังน้ี จะพลาดพลงั้ ผดิ ไปบางกจ็ ะเปนได แต
ข าพร ะพุทธเจ าเช่ือใจว าถา พลา ดคงจ ะพล าดไปข าง เห็นชั่วเป นดี
มากกวาท่จี ะพลาดไปขางเหน็ ดีเปนชัว่
เมื่อพจิ ารณาเหน็ การจา� เปนจะตองเปล่ียนผูวาราชการบาง
บางเมืองดังกราบบังคมทูลมาน้ี ไดคดิ ดตู ัวผซู ่งึ ควรจะเปนผูวาราชการ
หวั เมืองตอไป เหน็ ดวยเกลาฯ วา การที่เลือกผูวาราชการเมืองใน
เวลานีเ้ ปนการยากมาก ถาจะจดั ขาราชการออกไปจากกรุงเทพฯ คน
กรงุ เทพฯ ไมใครรถู ่ินถานแลภมู ลา� เนาผคู น ตลอดจนวิธกี ารปกครอง
หวั เมอื ง ถาคนใหมๆ ออกไป คงจะตองไปงงอยูนานๆ ถาเปนคนโง
หรอื หเู บา คนคดโกงก็มักจะเขาทายได ดงั พระพรหมประสาทศลิ ป
เปนตัวอยาง หรือมิชน้ัน ก็ประพฤตอิ ยางท่ีวาออกไป “กนิ เมือง”
ดวยผลประโยชนผูวาราชการท่ีจะพึงไดโดยสมควรแลโดยสุจริต
ดวยนั้น ยงั มีนอยไมใครพอจะเล้ียงชีวติ ร ตองแสวงหาท่ีไดทางอื่น
เพ่มิ เติม บางคนท่ีมีทุนกค็ ิดหาโดยชอบคือท�านา คาขาย เปนตน
บางคนกค็ ิดหาใหไดแตโดยงาย ลงปลูกความแลหยบิ ฉวยหยมุ หยมิ
ไปตางๆ นอยคนทีเดียวทจ่ี ะเปนไดดงั พระยาพิไชย ถาวาโดยอยางนี้
แลว สูคนซ่งึ ต้งั ภูมลา� เนามตี �าแหนงยศอยูตามหวั เมอื งแลวไมได ดวย
คนเหลานั้นไดคุนเคอยช�านาญทาทางถิน่ ถานแลการหวั เมอื งอยมู าก
แตก็มที เ่ี สีย ท่ีเปนขุนนางบานนอกไมใครเขาใจขนบธรรมเนียมใน
กรุงเทพฯ อกิ ประการหน่งึ ชนั้ กรมการรองผวู าราชการลงมาจะหาที่
ใจไมแตกไปในทางหาผลประโยชนหยุมหยมิ หรอื ไมมึนตึง ก็หายาก
46 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
ขาพระพุทธเจาไดตงั้ ใจเสาะแสวงดูตลอดทาง เห็นกรมการทพ่ี อจะ
เปนผูวาราชการเมืองตอไปภายหนาได มีในเวลานแี้ ต ๓ คน คือ
พระปลดั เมืองอุไทยธานี คน ๑ พระศักดาเรืองฤทธปิ ลดั เมืองตาก คน
๑ หลวงกรุงศรบี ริรกั ษยกรบัตรกรุงเกา คน ๑ กบั หมื่นสรุ ฤทธพิ ฤฒิไกร
ซึ่งจ�าเปนจ�าจะตองขอรบั พระราชทานไปรับราชการหัวเมือง เพราะ
กรมยุทธนาธิการ ตัดทิง้ เสยี จากผลประโยชนแลราชการทหาร แต
เม่อื โปรดเกลาฯ ใหไปเปนขาหลวงนัน้ อิกคน ๑
แมจะมตี วั คนซง่ึ แลเห็นความสามารถแลวการท่ีจะเลือกที่ต้งั
ก็ยังเปนความล�าบากเปนอยางย่ิง ดวยไทยยงั มีธรรมดาหนาอยูใน
ความอาไลยถ่ินถานภมู ล�าเนาเคอยท�ามาหากนิ ยงั ชน้ี วิ้ ใชไมไดดังฝรง่ั
คร้นั จะขมขืนใหไปโดยใจไมสมัค กจ็ ะกลายเปนการลงโทษใหทอถอย
ในหนาที่ราชการ
แตการทจ่ี ะเลอื กหาคนแตท่สี มควรโดยความสามารถ ใหเปน
ผูวาราชการตามหวั เมืองน้ี เหน็ ดวยเกลาฯ วา เปนการสา� คญั อยางย่งิ
ของความสา� เร็จในการทจี่ ะบ�ารุงหวั เมอื งตอไปภายหนา เปนการอยาง
๑ ซ่ึงขาพระพทุ ธเจาต้ังใจระวงั มาก
ตอไปภายหนาเหน็ ดวยเกลาฯ วา เมือ่ ใดจัดใหขาราชการใน
กรุงกับขาราชการหวั เมอื งเปลยี่ นผลดั ถายกันไปมาได เมอื่ น้นั และจะ
หาคนดๆี เปนผูวาราชการหวั เมืองไดงาย ในเวลาน้ถี าจะตองตง้ั ผูวา
ราชการเมอื งเม่ือใด กอ็ ยูในจา� เปนตองเสาะหาตวั คนในขาราชการใน
กรงุ หรอื หวั เมือง ซ่งึ สมควรโดยเฉภาะตวั ไปอยางเดิมกอน คอยคิดคอย
จดั ตอไป
ควรมคิ วรแลวแตจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ
ขาพระพทุ ธเจา ขอเดชะ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 47
รบั วนั ที่ ๒ มกราคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ท่ี ๔๕
ศาลาลกู ขนุ ในฝายซาย
วันที่ ๓๑ ธันวาคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ขอเดชะฝาลอองธลุ ีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม
เมอื่ ขาพระพุทธเจาขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองฝายเหนอื คราวนีไ้ ด
ตั้งใจสืบเสาะพิจารณาดูทางท่ผี ูวาราชการไดผลประโยชนเล้ียงชวี ิตร
อยูตามอยางท่เี ปนอยูเดี๋ยวนีท้ กุ ๆ เมอื ง ความพิสดารในเรอ่ื งน้ีจะได
กราบบังคมทูลในรายงานตรวจราชการหวั เมือง ขอรับพระราชทาน
กราบบังคมทูลโดยสังเขปในทน่ี ี้แตรวบใจความ เห็นดวยเกลาฯ วา
ทางที่ผวู าราชการหาผลประโยชนเล้ยี งตัวอยูทกุ วนั น้มี ี ๓ ประเภท
ประเภทท่ี ๑ หาเล้ียงชวี ิตรดวยการคาขาย ประเภทนี้ท�าไดดแี ตบาง
เมือง ซ่ึงไมใครมีราชการแลท่ีพรอมมูลวงษาคณาญาติในตา� แหนง
กรมการ ประเภทท่ี ๒ หากนิ ในกระบวนวาความ ประเภทน้ถี อย
ความมักจะรุงรงั บานเมืองแลมกั จะถกู อุทธรณบอยๆ ประเภทท่ี ๓
หาเล้ียงชีวิตรโดยการวิสาสะหยิบยืมเงินหลวง ซึ่งตกถึงมือใชสอย
เลี้ยงชีวิตร ประเภทนม้ี ักตองยกพระราชทานเมอ่ื ปลายมือ ผูวาราชการ
ท่ีมีก�าลังบริบูรณคงจะเล้ียงตัวไดอยูดวยการอยางใดอยางหนึ่งใน
ประเภทน้ี หรอื สองอยางสามอยางเจอื กนั บาง
ท่ีขาพระพุทธเจากราบบังคมทูลพระกรุณาบัดนโ้ี ดยเฉพาะ
ความรอนใจดวยพระยาพิไชย ทา� เลทา� มาหากินในเมอื งนีก้ ไ็ มมี ถงึ
มีก็จะท�าไมใครได ดวยเปนเมืองมรี าชการมาก การที่จะหากนิ ดวย
ถอยความ ดูพระยาพิไชยเปนคนรักช่อื เสียงแลไมมกี ติ ติศพั ทติเตียน
เลอยในเร่ืองน้ี ขาพระพุทธเจาไดไตถามเฉภาะตัวโดยเลอียดได
ความวา ไดรบั พระราชทานผลประโยชนอยูเพียงปละสกั ๑๕ ชัง่ แล
เห็นไดวา ไมพอท่จี ะเลี้ยงชีวิตรแลรักษาเกยี รตยิ ศบรรดาศักดิตาม
48 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
สมควรดวย พระยาพไิ ชยไดแจงตอขาพระพุทธเจาโดยเฉภาะตัววา ทกุ
วนั นข้ี ัดสนยากจนมาก ตองเปนหนี้เขาอยูหลายราย จะไปราชการ
คราว นี้ยินดี ที่จ ะได รับ พระรา ชทาน เงินเดือน ผ อน ผั นใช ห น้ีท่ีเขา
ติดคาง แตอยากจะจัดการใชหนี้สินเสียใหเสรจ็ กอน กไ็ มมเี งนิ ทอง
พอจะใชได อยากจะใหขาพระพุทธเจาขอรับพระราชทานยมื เงินสกั
๘๐ ช่งั แลวขอรบั พระราชทานใหผอนหักเงินเดอื นไวจนกวาจะครบ
ขาพระพุทธเจาคิดเหน็ อกแลนกึ เกรงวาจะเปนโรคเสียในประเภทท่ี ๓
จงึ ไดรบั มาวาจะกราบบงั คมทลู
พระยาพไิ ชยคนน้ี แตเดมิ ขาพระพุทธเจากไ็ มไดคนุ เคยอนั ใด
นกั เปนแตไดยินกิตตศิ พั ทสรรเสรญิ มาก ครนั้ เม่อื ขาพระพุทธเจาขนึ้
ไปถงึ ไดเห็นแลไดทราบเกลาฯ ทพี่ ระยาพิไชยไดจดั การบานเมอื ง ท้งั
เม่อื ไดไตสวนสนทนาฟงความคิดความอาน ก็ตองยอมวาคนๆ น้ีควร
เปนคนราชการ แลถาไมมเี หตุผลอันใดมากระท�าใหเสยี ตอไปภายหนา
คงจะเปนคนราชการอยางดที ่จี ะพงึ ทรงพระกรณุ าชบุ เกลาฯ เลย้ี งได
คนหน่ึง ทม่ี คี วามทกุ ขรอนดวยเรือ่ งยากจนน้ี จะวาเปนความผิดของ
ตัวเอง กเ็ ปนการทแ่ี ลเหน็ ไปไมได ใจขาพระพุทธเจาเห็นดวยเกลาฯ
วา ผูซง่ึ ทา� ราชการไดเชนพระยาพิไชยมคี วามขดั สนทรงทราบฝาลออง
ธลุ ีพระบาทเชนนี้ แมพระราชทานเงิน ๘๐ ชั่ง น้ันเปนบ�าเหน็จ
เสยี ทีเดียว ถึงแมวาจะดูมากเกนิ ไปสักหนอย กจ็ ะเปนตัวอยางๆ ดี
หนาที่จะมผี ลอยางดไี ดในภายหนา ไมมากก็นอย แตขาพระพทุ ธเจา
ไมกลาที่จะกราบบงั คมทูลตกลงเปนความเห็นเชนนน้ั แลไมไดกราบ
บังคมทลู โดยความชอบใจหลงใหลในพระยาพไิ ชยอยางหนึ่งอยางใด
ถาโปรดเกลาฯ พระราชทานใหพระยาพไิ ชยยมื เงิน ๘๐ ช่ัง แลจะหกั
เงินเดอื นไวใชแลว พระยาพิไชยจะไดรับพระราชทานเงินเดือนๆ ละ
๖ ช่งั เสศ คือปละ ๘๐ ชั่ง เหน็ ดวยเกลาฯ ควรจะหักไวเพียงปละ ๓๐
ชั่ง เหลือนัน้ พระราชทานใหพระยาพไิ ชยพอไดเลย้ี งชวี ิตรในเวลาไปรบั
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 49
ราชการเปนขาหลวงเมอื งหลวงพระบางปละ ๕๐ ชง่ั เงินท่หี ักไว ๓ ป
จึงจะครบตนเงินที่ไดรบั พระราชทานยมื ไป
ควรมคิ วรแลวแตจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ
ขาพระพุทธเจา ขอเดชะ
50 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
รับวนั ท่ี ๓ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑
ศาลาลกู ขุนในฝายซาย
วนั ที่ ๒๕ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๑
ขอเดชะฝาลอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม ดวยมี
พระราชโองการโปรดเกลาฯ แกขาพระพุทธเจา
พระยาจาแสนบด๑ี ทลู เกลาฯ ถวายเรอ่ื งราว ขอรบั พระราชทาน
เปนตา� แหนงที่พระยาพศิ ณโุ ลกาธบิ ดี ขาพระพทุ ธเจาจะเห็นดวยเกลาฯ
ประการใดน้นั พระเดชพระคุณหาทสี่ ุดมไิ ด
ขาพระพทุ ธเจาเห็นดวยเกลาฯ วา ที่จะทรงพระกรณุ าโปรด
เกลาฯ ใหพระยาจาแสนเปนพระยาพฤฒาธิบดีน้ัน เปนพระเดช
พระคุณแลเปนการสมควรอยางย่ิงอยูแลว ดวยพระยาจาแสนอายุ
ก็มากอยูแลวผลประโยชนแลอา� นาจวาศนาท่ีจะไดรบั พระราชทาน
ก็ไมหยอนลงกวาเดยี๋ วน้ีแตอยางใดอยางหนึ่ง แตทีพ่ ระยาจาแสนจะ
ไปวาราชการเมอื งพศิ ณโุ ลกยซ่งึ เปนหวั เมืองเอก หรอื แมแตหัวเมอื ง
ใด ไปตงั้ ตนเมอ่ื อายถุ งึ ปานนี้ ขาพระพุทธเจาเช่ือเปนแนวาคงจะไม
สามารถท�าราชการหัวเมืองซง่ึ ยุงเหยิงอยูแลวกลับใหดีได หรือจะ
รักษาแบบแผนซึ่งจะวางขน้ึ ไวสา� หรบั บงั คบั บัญชาราชการหวั เมอื ง แม
อยางตา่� เพยี งทจ่ี ะตองหมนั่ เทย่ี วตรวจตราเขตรแขวงบานเมืองเทาน้ี
ก็จะเปนอนั เหลอื กา� ลงั รางกายทจี่ ะท�าได ไมตองปวย กลาวไปถงึ สติ
ปญญาสามารถในทางท่ีจะคดิ อานราชการ ซงึ่ ยังไมเคยท�าเลยมาจน
แก ถาไปพลาดพลั้งมคี วามผิดลงประการใดก็อยูในจะขาดทุนกวาที่
๑ พระยาจาแสนบดี (ไทย)
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 51
เปนพระยาพฤฒาธบิ ดมี าก ครั้นขาพระพทุ ธเจาจะเรยี กพระยาจาแสน
มาช้แี จงการซึ่งควรจะเขาใจอยูแลวนี้ใหเขาใจ ก็เห็นเปนเหลือวิไสย
จะควรประการใดแลวแตจะโปรดเกลาฯ
ขาพระพุทธเจา ขอเดชะ
52 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
เม่ือวันท่ี ๓ มกราคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ท่ี ๑๔๑/๑๙๙๙๕
ศาลาลูกขนุ ในฝายซาย
วันท่ี ๓๑ ธันวาคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๑
ขาพระพุทธเจา ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบ
ฝาลอองธุลพี ระบาท
ดวยเม่อื ขาพระพทุ ธเจาขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองถงึ เมอื ง
พิไชย ไปตรวจดูนักโทษทต่ี ราง นกั โทษหลายคนมหี ลวงรักษาราษฎเปน
ตน ยืน่ เรือ่ งราวรองทุกขวา เดมิ เปนผูคมุ ๆ ผูรายนักโทษผรู ายหนีไป
พระยาพิไชยเอาตัวจ�าเรงเอาผูรายอยูคนละปหน่ึงบางหลายปบาง
ยังไม ไ ด ตั วผู ร ายม าส ง จะยอมเ สีย สินไ หมให แ กโจท ย ขอพ นโ ทษมี
ประกนั ออกไปบนบาลสืบจบั ผูรายทห่ี นมี าสง ขาพระพุทธเจาไดถาม
พระยาพิไชยแจงความวา ผูคุมซึ่งท�าใหนกั โทษนน้ั พระยาพิไชยได
ไตสวนโดยถวนถ่ี หาไดความวาผูคมุ รเู ห็นเปนใจปลอยใหผูรายหนไี ป
แลหลวงรกั ษาราษฎนั้นเปนผูคุมใหญ ใหผูคมุ รองคมุ นักโทษๆ หนี
ผูคมุ รองกห็ นีไปดวย จึงตองเอาตัวผูคุมใหญจา� เรงเพราะกลัวอาญา
อุทธรณ ขาพระพุทธเจาเห็นดวยเกลาฯ วา ขอบังคับทา� เนียมคุมขัง
นักโทษทเี่ มอื งพิไชยมอี าญาแขงแรง ชองทผ่ี คู ุมจะหาผลประโยชนได
มีนอย คร้ันจะยกเรอื่ งราวรองทุกขเสยี คนเหลาน้ันก็คงจะตองตดิ เวร
จ�าไปไมมที ี่สุด ไดเรยี กโจทยมาถามก็หาไดตดิ ใจสงไสยวาผูคุมรูเห็น
เปนใจปลอยใหผูรายหนไี ม จึงไดท�าคา� สั่งใหผูคุมเหลานน้ั ใชเงนิ สนิ ไหม
ใหแกโจทยแลวใหมีประกนั ออกแบบสบื เอาตวั ผูรายตอไป การเร่อื งน้ี
เชื่อดวยเกลาฯ อยวู า มไิ ดฝาฝนกระแสพระมหากรณุ าในใตฝาลออง
ธลุ ีพระบาท แตเกรงท่จี ะเปนการลวงเลมดิ พระราชกา� หนดกฎหมาย
อยู ขอพระราชทานพระกรุณาบารมีปกเกลาฯ ในการท่ีไดสงไปนนั้
แลผูรายฉกรรจมหันตนักโทษท่ีเมอื งพิไชยแลเมืองอื่นช�าระเปนสัตย
เสร็จส�านวนนนั้ ไดมีคา� ส่ังใหสงลงมา ณ กรงุ เทพฯ ทกุ เมอื งแลว
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 53
ขาพระพุทธเจาไดคัดส�าเนาค�าสั่งหน่ึง และหนังสือพระยาพิไชย
หนึ่งรวม ๒ ฉบบั สอดซองมาขอพระราชทานทูลเกลาฯ ถวายทราบ
ฝาลอองธุลพี ระบาท
ควรมคิ วรแลวแตจะทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ขอเดชะ
ขาพระพทุ ธเจา
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
54 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
สา� เนาที่ ๑๙๙๙๖
น, ที่ ๖๘๙
(สา� เนา น, ที่ ๑๐๔๓)
วนั ท่ี ๓ ธันวาคม รัตนโกสนิ ทรศก ๑๑๑
พระเจานองยาเธอกรมหมื่นด�ารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวง
มหาดไทย มาถงึ พระยาศรสี รุ ิยราชวรานุวัตผวู าราชการกรมการเมือง
พิไชย
ดวยท�าจดหมายหาฦาลงวนั ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ร,ศ, ๑๑๑
ดวยเร่ืองผูคมุ ท�านกั โทษหนีโดยไดความชดั วามไิ ดเปนใจเขาดวยผูราย
เลอย แตจ�าเปนตองรบั โทษเฆ่ียนตามขอบงั คบั คุมนักโทษ และยังตอง
จ�าเรงเอาตวั นกั โทษตามกตหมายอยูหลายคน เปนความครั่นครามจะ
หาตวั ผเู ปนผคู มุ นกั โทษไดโดยยากนัน้ ไดตรวจดูตลอดแลว การทคี่ ุม
ขงั นักโทษในเมืองพิไชย ไดตรวจดกู เ็ ห็นวามน่ั คงดีกวาเมืองอน่ื ๆ ท่ีมี
นักโทษหนตี รางไดบางเชนนี้ ก็พจิ ารณาเห็นวาใชนกั โทษเมืองพิไชย
จะหนไี ดมากกวานกั โทษเมืองอ่นื ๆ นน้ั ก็หาไม เพราะหากวาควบคมุ
กันเปนแบบแผน จงึ ไดปรากตกวาท่ที า� กนั หลวมๆ
เมอ่ื จะพจิ ารณาดูหนาทแ่ี ละความรับผดิ รับชอบของผูคุมก็แล
เหน็ วาการท่เี ปนผูคมุ อยางผคู ุมเมอื งพไิ ชยคงจะไดผลประโยชนนอยแล
การท่คี ุมนักโทษๆ ก็เปนคนมรี ูปกายและสติปญญาสามารถเทาผูคุม
เอง นักโทษมากผคู ุมนอยนกั โทษมีธรรมดาทจ่ี ะคิตหนีหายอยูเสมอๆ
นกั โทษหนีไดผูคุมตองเวรจ�าแทนนักโทษ ไมมีทส่ี ุตกห็ นาสงสารอยู
และเปนธรรมดาที่จะเปนจะเปนความทอถอยของผอู น่ื ทีจ่ ะเปนผคู ุม
ตอไป เพราะฉน้นั ผูคมุ คนใดที่ท�านักโทษหนแี ตสืพไดความชดั วามไิ ด
เปนใจใหนักโทษนัน้ หนี ไมมที สี่ งไสยกินใจอยางหนึ่งอยางใดแลวกค็ วร
จะผอนผนั ใหไดความกรณุ าบาง แตเพยี งไมใหเปนการลบลางกตหมาย
ตามรายตัว และเฉภาะเรือ่ งที่จะกลาว ตอไปนี้
เร่อื ง ๑ หลวงราชรักษาเปนผูคมุ ใหญใหนายเขยี วผคู ุมรองคมุ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 55
อายเปานกั โทษเปนสตั วาตีนายทุเรียนตายหนไี ป นายเขียวผคู มุ ตามจับ
อายเปาไมไดก็หนไี ปดวย หลวงราชรักษามคี วามผติ ตองรบั โทษอยูใน
เวรจ�ากักขงั มาไดปเสศ แตโจทยไมติจใจวาความน้นั เหน็ วาหลวงราช
เปนกรมการไดไปราชการทัพแลสงล�าเลยี งกองทพั หลายครง้ั มคี วาม
ชอบในราชการและเปนแตผใู ชไมควรจะรับโทษถึงผทู า� ใหหนี ชอบให
ภาคโทษไว ใหพระยาพิไชยปรับไหมหลวงราชรกั ษาเปนเบย้ี เผาผีปลุก
ตวั นายทุเรยี นผูตายใหแกโจทยแทนอายเปาผูรายตามกตหมาย แลว
ใหเรยี กประกันทานบลหลวงราชรักษาออกรบั ราชการแลตดิ ตามจับ
ตวั อายเปาผูรายชวยนายเขียวผคู มุ ตอไป
เรื่อง ๑ หลวงภักดีผูคุมใหญ ใหนายโดผูคุมรองคุมอายก๊ัก
นกั โทษรับเปนสตั วา ลงมือยิงนายสตตายกับอายดพุ วกเพอื่ นอายกก๊ั
หนีไป พระยาพไิ ชยไดบอกสงตัวนายโดผคู ุมรองเขาไปปฤกษาโทษ ณ
กรงุ เทพฯ แลว หลวงภักดผี คู ุมใหญยงั อยใู นระหวางทา� ผกั สงตวั อาย
กั๊กผูลงมอื อายอุพวกเพ่ือน แตโจทยยังติจใจวาความเอาเบย้ี เผาผี
แกหลวงภักดนี ั้น เหน็ วาหลวงภักดีเปนผูคมุ ใหญไดบังคับผคู มุ รองๆ
มคี วามประมาทท�าใหอายกกั๊ อายอุ หนีไปก็ไดสงตัวนายโดผคู ุมให
พระยาพิไชยบอกสงเขาไป ณ กรงุ เทพฯ แลวควรใหภาคโทษหลวงภักดี
ไว ใหพระยาพไิ ชยตัดสนิ ใหหลวงภักดีเสียเงนิ คาเผาผีปลุกตัวผตู ายแทน
อายก๊ัก อายอุ ตามสมควร ใหหลวงภกั ดที า� ราชการแกตวั แลสืพตาม
จบั อายก๊กั อายดุ ตอไป
เร่ือง ๑ หลวงวนิ ิจจา� นงผูคุมใหญ ใหนายพลตั ผูคุมรองคุม
อายคงนกั โทษเปนสัตวาลกั ชางพระยาศโุ ขทัยหนีไป นายพลัตผคู มุ กห็ นี
ไปดวยนัน้ เหน็ วาหลวงวนิ จิ จา� นงเปนผูคมุ ใหญไดบังคับวากลาวผคู ุม
รองๆ ทา� ใหอายคงผรู ายหนีไปได เพราะความประมาทดังนมี้ ีความผติ
ชั้นหลวงวนิ จิ จา� นงเปนแตผใู ชไมควรจะรบั โทษ ควรแตจะปรับไหมใช
ทนุ ใหแกโจทยๆ กไ็ มติจใจวาความนน้ั ชอบใหภาคโทษหลวงวินิจจ�านง
ไว ใหตจิ ตามอายคงนกั โทษกบั นายพลตั ผูคมุ ตอไป
56 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
เรื่อง ๑ หลวงภักดเี ปนผูคุมใหญใหขุนนาหรุนคุมอายพรม
นกั โทษซ่ึงเปนสัจวาลกั กระบอื หลวงคลงั ไป ขนุ นามีความผิตตองรับ
โทษโบยแลจา� กกั ขงั ตามขอบังคบั ผคู มุ ท่ีรักษานักโทษแลวแตความราย
นโ้ี จทยไดคากระบอื คนื แลวไมตจิ ใจวาความ ควรใหเรยี กประกันทานบล
ขนุ นาภาคโทษไว ใหทา� ราชการแกตัวแลสืบจบั อายพรมนักโทษตอไป
เร่ือง ๑ หลวงราชรักษาผูคมุ ใหญใหนายโม นายกนุ ผคู ุมๆ
ตัวอายสานกั โทษรบั เปนสัตวาลกั ขางหลวงใหหนีไปนายโม นายกนุ มี
ความผิตตองรบั โทษจ�าเรงเอาตัวอายสามาได ๒ ปเสศ ชอบใหพระยา
พิไชยมีบอกขอความหาฦาโทษนายโม นายกุน ผูคุมเขาไปให
เจากระทรวงปฤกษาโทษนายโม นายกนุ ณ กรงุ เทพฯ
เร่อื ง ๑ หลวงภักดผี ูคุมใหญ ใหนายดีผูคมุ รองคุมอายกล้ีง
นกั โทษ ชั้นเปนพวกเพือ่ นอายเหราผลู งมือฟนนายพรมตายใหหนไี ป
นายดมี คี วามผิตตองรับโทษ จ�าเรงเอาตัวอายกล้งี มาไดปเสศ ชอบ
ใหพระยาพิไชยมีใบบอกขอความหาฦาโทษนายดผี ูคุมรองลงไปให
เจากระทรวงปฤกษาโทษนายดี ณ กรุงเทพฯ
แตการน้อี นุญาติใหเปนการพเิ สศ อยาใหใชเปนแบบแผนโดย
พละการตอไป
แตการทีค่ ุมขังนักโทษเมอื งพิไชยนี้ ถึงวาจะไดจัตการแลเหน็
วาดีกวาเมืองอื่นๆ กย็ งั บกพรองอยูควรจะตองจัดใหเรียบรอยหลาย
อยาง คอื
(๑) นักโทษที่ความฆาฟนกนั ตายชา� ระเสรจ็ ส�านวนแลว ไมควร
จะรง้ั รอไวใหรบี สงตวั นักโทษและถอยค�าสา� นวนลงไปกรุงเทพฯ
(๒) นักโทษมโี ทษหลวงแตไมถงึ ฉกรรมะหนั กะโทษชา� ระเสรจ็
ส�านวนแลว ใหรีบมีใบบอกสงถอยค�าส�านวนลงไปขอค�าตดั สนิ ณ
กรงุ เทพฯ
(๓) การทจ่ี ะจายนักโทษไปทา� งานตางๆ ไมควรจะจายไปไกล
จากตาราง โรงงานกม็ อี ยแู ลว ชอบใหเอาการมาท�าท่โี รงงาน
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 57
(๔) ถามีการจา� เปนจะตองจายนักโทษไปท�าท่ีอนื่ ๆ ควรจะจาย
นกั โทษแตที่โทษเบา หรือที่ติตจวนจะครบก�าหนตออกไดไปท�างาน
นักโทษมีโทษหนกั ไมควรจะจาย ใหพระยาพิไชยท�าตามคา� สั่งนท้ี ุก
ประการ
ประทับตราพระราชสหี นอยมาเปนส�าคญั
58 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ
สา� เนาท่ี ๑๙๙๙๗
(สา� เนา น. ท่ี ๑๐๔๒)
วนั ท่ี ๑๒ พฤศจิกายน รตั นโกสินทรศก ๑๑๑
ขาพระพทุ ธเจา พระยาศรสี ุริยราชวรานวุ ตั ร พิพัฒนพิไชย ผูวาราช
การเมืองพไิ ชย ขอพระราชทานนอมเกลาถวายคา� นบั กราบทลู พระเดช
พระคุณ พระเจานองยาเธอฯ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทราบ
ฝาลอองพระบาท
ด ว ย เ ม่ือ เ สด็จ ประทับทรง ตรว จ ราช กา รอยู ท่ีเ มือง พิ ไชย
ขาพระพทุ ธเจาไดน�าความขัตของเรื่องผคู ุมใหญ ผูคมุ รอง ซึ่งท�าให
นักโทษหนีขึน้ กราบทลู ขอรับพระราชทานพระวนิ จิ ฉยั จงึ มีรับส่งั โปรด
เกลาฯ ใหขาพระพทุ ธเจาเรยี งขอหาคา� ใหการข้นึ กราบทลู เพือ่ จะได
ทรงตัดสนิ น้นั พระเดชพระคุณเปนลนเกลาฯ หาท่สี ุดมิได
ขาพระพุทธเจาขอรับพระราชทานคัดขอหาคา� ใหการยอแต
ใจความข้นึ กราบทูลเปนลา� ดบั ตอลงไป
เร่อื งหนึ่ง เมื่อ ณ ปชวตส�าฤทธศ์ิ ก สืพจับไดตวั อายผูเย อาย
ไปร อางคง ผูรายลกั ชางพรายพระยาศุโขไทย ๑ ชาง พิจารณาถงึ ถาน
อายผูเย อายคง อายไปร รบั เปนสจั แตชางกลางไมไดคืนโจทยไมตจิ
ใจวากลาว ไดเอาตวั อายผเู ย อายไปร อายคง จา� ตรวนไว หลวงวนิ ิจ
จา� นงเปนผูคุมใหญนายพลัดเปนผูคมุ รองคุมอายคงไปอาบนา�้ นายพลัด
กบั อายคงภากนั หนีไป หลวงวนิ ิจจา� นงคท�าผักไวยังไมไดตัวมาสง
เร่ืองหนงึ่ ณ เดอื นมถิ นุ ายน ร,ศ, ๑๐๙ พันมะโนโจทยฟองหา
วาอายเปา อายดอนตนี ายทุเรยี นพ่ชี ายพันมะโนตายพิจารณาถงึ ถาน
อายเปา อายดอน ใหการรบั เปนสจั หลวงราชรกั ษาเปนผคู มุ ใหญใช
ใหอายเขยี วเปนผูคมุ รองคุมอายเปาไป ซอมเขาท่บี านหลวงราช อาย
เขยี วผูคุมกับอายเปาภากนั หนไี ป ไดเอาตวั หลวงราชรักษาจ�าตรวนไว
แทน
เร่อื งหนง่ึ เม่อื ณ เดอื นเมษายน ร,ศ, ๑๐๙ นายชมุ โจทยหา
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 59