เร่อื งเที่ยวมณฑลเพชรบรู ณ๑์
ขาพเจาตง้ั ใจมาหลายป วาจะหาโอกาสไปดูมณฑลเพชรบูรณ์
สกั คร้งั หนึ่ง แตการทจี่ ะไปมณฑลเพชรบูรณจ์ ะตองใชเวลากวาเดอื น
และจะตองไปในฤดแู ผนดนิ แหงใหปราศจากความไขเจ็บ แตวาตองไป
ใหทันเวลาลา� น�้าสักยงั มนี ้�าพอลองเรือไดสะดวกในราวเดือนมกราคม
คอยหาเวลาวางราชการในหนาทีใ่ หสบเหมาะกบั ฤดูกาลทจ่ี ะไปมณฑล
เพชรบูรณ์ยงั ไมได จึงตองเฝาผดั มา พงึ่ ไปไดในรตั นโกสนิ ทรศก ๑๒๓
นไี้ มทันชวี ิตพระยาเพ็ชรรัตนสงคราม (เฟอง) ขาหลวงเทศาภบิ าล
คนแรก ซ่ึงไดอุตสาห์จดั การทา� นบุ �ารงุ มณฑลนัน้ และเปนผูท่ไี ดวิงวอน
ใหขาพเจาไปดมู ณฑลเพชรบรู ณเ์ สมอมา พระยาเพ็ชรรัตนสงครามลง
มากรุงเทพฯ มาเปนอหิวาตกโรคถงึ อนิจกรรมเมอ่ื กอนขาพเจาจะขน้ึ
ไปไมนานนกั ครง้ั ไดไปเหน็ มณฑลเพชรบรู ณ์ คดิ ถึงพระยาเพ็ชรรตั น
จึงรสู ึกเสยี ใจในขอน้ีเปนอันมาก
ทางที่จะไปมณฑลเพชรบูรณไ์ ปไดหลายทาง จะไปทางเรอื
ลา� นา�้ สกั ขนึ้ ไปจนถงึ เมอื งเพชรบูรณ์ทเี ดยี วก็ได แตกนิ เวลาเดนิ เรอื ราว
เดือน ๑ ถาไมไปเรือ จะเดินบกไปจากเมอื งนครราชสมี า หรือเมอื ง
สระบรุ ี เมืองลพบรุ กี ็ได ระยะทางเดนิ ราว ๑๑ - ๑๒ วนั ก็ถงึ เมือง
เพชรบรู ณ์ แตเขาวาทางอยขู างจะกนั ดารและไมมีสิง่ ใดนาดู สไู ปทาง
แมนา�้ เจาพระยาไปข้ึนเดนิ บกทแี่ ขวงเมอื งพจิ ติ รตัดไปเมอื งเพชรบรู ณ์
เมอื งหลมสัก แลวลองนา�้ สกั ลงมาเมอื งสระบรุ อี ยางนไี้ มได ทางน้ีวา
เปนทางสะดวกและจะไดเห็นภมู ลิ �าเนามากกวาทางอื่น ขาพเจาจึงได
๑ จากหนังสอื เที่ยวท่ตี างๆ ภาคท่ี ๓ เลาเร่ืองเท่ียวมณฑลเพชรบรู ณ์
พระนิพนธ์ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ
360 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
เลือกไปตามทางอยางวาขางหลงั นี้ ไดออกจากกรุงเทพฯ เม่อื วนั ที่ ๒๑
มกราคม รสู ึกวาชาไปสกั ๑๕ วัน น้�าในแมนา้� เจาพระยาแหงงวดลง
เสยี มาก แมใชเรอื ไฟอยางกินนา้� ต้นื แลวกย็ ังขน้ึ ไปไดดวยยาก เดนิ เรือ
๘ วนั จงึ ถงึ บางมลู นาคอันเปนทาที่จะข้นึ เดินทางบกไปเมอื งเพชรบูรณ์
บางมูลนาคนเี้ ดิมเรยี กกันวา “บางข้นี าค” พ่งึ เปลย่ี นเรยี กให
เปนค�าผดู ีวา “บางมูลนาค” เมือ่ ต้ังมณฑลพษิ ณโุ ลก คนเลยเรียกแปล
ไปเปน “บางบนุ นาค” ชุกชมุ เปนหมูบานเกาอยูใกลปากคลองบุษบง
อันเปนทางสา� หรบั ใชเรือขนสนิ คาเมอื งภูมขิ ึน้ ลงในฤดนู า�้ และเปนทา
เกวยี นของเมืองภมู ิในฤดแู ลงดวย จงึ เปนท�าเลการคาขายมาแตกอน
แตนับวาเปนทองทข่ี องเมืองพิจิตร คร้งั ต้ังมณฑลพิษณุโลกจึงยาย
ทีว่ าการเมืองภูมิมาตั้งที่บางมลู นาค จัดเปนอา� เภอ ๑ ของเมอื งพิจติ ร
แตนน้ั มา
วนั ท่ี ๓๑ มกราคม ออกเดนิ จากบางมลู นาคไปตามทางทท่ี า�
โทรเลข บายหนาขน้ึ ทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนอื การเดนิ ทางใชมาเปน
พาหนะและมชี างบรรทุกกบั ผูคนหาบหามสง่ิ ของตามประเพณีการ
เดินปาไมแปลกประหลาดอนั ใดนัก มีประหลาดอยหู นอยหน่ึงแตที่
ราษฎรชาวเมอื งพจิ ิตรบรรดาอยทู แ่ี ถวรมิ น�้าไมมใี ครอยากไปทางเมือง
เพชรบรู ณเ์ ลย คนเหลานีเ้ คยไปคาขายเที่ยวเตรทางขางตะวนั ตกจนถึง
เมืองกา� แพงเพชรและเมืองสโุ ขทัยโดยมาก แตจะหาผูใดทเ่ี คยไปทาง
ดอนขางตะวันออกหางแมน�้าเพียงกวาวันเดียวขึ้นไปไมใครมี เพราะ
เคยไดยนิ เลื่องลอื ถึงความไขเจ็บทางเพชรบูรณ์ ก็เลยหวาดหว่นั ครั่น
ครามกนั มาเสยี ชานาน ครง้ั นี้ก็ไดกา� หนดวาจะใหพวกชาวพิจิตรไป
สงเพียงพรมแดนเมืองพิจติ ร มใิ ชจะตองเขาไปในแดนเพชรบูรณแ์ ต
ถึงกระน้นั ก็ยังพากันสะทกสะทานถึงเขามาวงิ วอนขาพเจา ขอให
ผอนผันอยาใหตองไปก็มี ขาพเจามริ ทู จ่ี ะท�าประการใด กไ็ ดแตชแ้ี จงวา
ตวั ขาพเจาก็เปนชาวเมอื งอน่ื และรจู ักเจบ็ ไขตายลมเหมอื นกบั พวกเขา
ท่ีจะไปเมอื งเพชรบรู ณก์ ็เพราะเปนราชการของสมเดจ็ พระเจาอยูหัว
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 361
มใิ ชจะไปเทยี่ วเตรหาความสนุกสบายเมื่อไร จงนกึ เสียวาไปราชการ
ดวยกันเถดิ คนเหลานัน้ กจ็ �าเปนตองไปดวยความเกรงอา� นาจ เมอ่ื แรก
ออกเดนิ ทางสงั เกตดจู ะหาใครหนาตาสดช่นื ไมมีเลย จนไปได ๓ วัน
ถึงที่ซับมาแสนบนเขาพรมแดนเมอื งเพชรบูรณ์ รงุ ขน้ึ จะปลอยใหกลับ
บาน วนั นั้นจึงไดเหน็ อาการร่นื เริงของพวกชาวเมอื งพจิ ิตร ถงึ กบั เลนหวั
เฮฮากนั ออ้ื อึงจนตองหามในคนื หลงั ครงั้ ถามก็ไดความวา เมอ่ื คนเหลา
นัน้ ไดไปเหน็ ปาดงดูไมนากลัว และไมเหน็ มีใครเจ็บไขรายแรงดังคาด
ก็ส้ินความกลวั บางคนถึงกับเขาขนั อาสาวา ถาทีหลังขาพเจาจะไป
ทางน้นั อีกจะมาไปดวยไมตองใหเรยี กทเี ดียว แตฝายขางพวกชาวบาน
ดอนซงึ่ ไปพบเชนที่บานกระปาง อยหู างแมนา�้ ข้ึนไปเพียง ๒ วัน ความ
นยิ มกบั ตรงกนั ขาม คนพวกน้ีช�านาญเที่ยวเตรทางเมืองเพชรบูรณ์
นายม หลมสัก ตลอดจนเมอื งวิเชยี ร แตคร่นั ครามความไขทางทีล่ มุ
รมิ แมนา�้ เมืองพจิ ติ ร ไมมีใครอยากลงไปเลย บางคนบนแกขาพเจาวา
กลัวเรอื นกั ไดเคยลงเรอื ครั้งหน่งึ พอเขาออกเรอื กใ็ หเวียนศีรษะเปน
กา� ลัง เลยไมกลาขีเ่ รอื แตนัน้ มา หมคู นอยูหางกนั ทางเพียงสองวัน ภเู ขา
เลากาอันใดกไ็ มมคี ั่น มคี วามกลัวกลับกันขามอยางนดี้ กู ็ประหลาดอยู
ระยะทางแตบางมูลนาคไปถึงเมืองเพชรบูรณ์ ประมาณ
๓,๐๐๐ เสน ขาพเจาเดนิ ทางอยางสงวนพาหนะและผูคนหาบหาม
ไมใหบอบซา�้ เดนิ ๕ วนั แตถาจะเดินโดยลา� ลองเพยี ง ๔ วันก็ถงึ ได
ไมลา� บากอันใด เพราะหนทางทีเ่ ดนิ ถาไปในฤดูแผนดนิ แหงแลวเดนิ
ไดสะดวก ทองที่แตบางมูลนาคข้นึ ไปเปนที่ลมุ ราบไปประมาณ ๓๐๐
เสนถงึ เมอื งภมู ิเกา เลากันมาวาเปนทฤ่ี ๅษสี �านักอยแู ตโบราณ พระฤๅษี
ไดประสาทพรแกสานุศษิ ยไ์ ว จงึ เปนทองทที่ �าเลทา� นาดีนกั แตกอน
มาหาไดเกบ็ คานาไม กลาวกันวายกคานาบูชาพระฤๅษี เหตทุ ีจ่ ริงจะ
อยางไรหาทราบไม แตคานาเมอื งภูมิพงึ่ เกบ็ เม่อื จัดมณฑลพษิ ณุโลกนี้
เอง ออกจากเมอื งภูมพิ ื้นทยี่ ังลมุ เปนพรเุ ปนปาไผ ไปอีกสกั ๕๐๐ เสน
จึงขึ้นทดี่ อน เปนโคกปาไมเตง็ รัง ชายโคกรมิ หวยเปนดงสลับกนั ไปสัก
362 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
๑,๐๐๐ เสน จึงถงึ เชงิ เขาบรรทัดทป่ี นน้�าไหลลงแมนา�้ พษิ ณโุ ลกและ
แมนา�้ สกั และเปนพรมแดนเมืองพจิ ิตรตอกับเมอื งเพชรบรู ณ์ หนทาง
ตอนขามเขาบรรทดั เปนดงดบิ เหมอื นกบั ดงพระยาไฟ แตเดินสะดวก
ดวยทางลาดคอยๆ ขึ้นไปจนถึงสันเขาบรรทดั พอลงไหลเขาขางตะวัน
ออกไปสัก ๒๐๐ เสน กอ็ อกจากดงพนเทอื กเขา ถงึ บานลองคลาแขวง
เมอื งเพชรบูรณ์ แตน้ีไปทางเดนิ ตดั ข้ึนทศิ เหนือไปประมาณ ๕๐๐ เสน
ถงึ บานนายม อันต้ังอยรู ิมลา� น้�าสกั ใตเมอื งเพชรบรู ณ์ ทางเรอื ลองวนั
๑ เดนิ บกจากบานนายม ๔๖๐ เสน กถ็ ึงเมืองเพชรบรู ณ์ ขาพเจาไป
ถงึ เมอื งเพชรบรู ณเ์ มอื่ วันที่ ๔ กมุ ภาพันธ์
ท�าเลทองที่เมืองเพชรบูรณ์บอกสัณฐานไดไมยากนัก คือ
ลา� น�้าสกั ไหลแตเหนอื ลงมาใต ทั้งสองขางล�านา้� สกั มีภูเขาสงู เปนเทือก
ลงมาตามแนวล�าน้�า ขางตะวันออกเขาตอแดนมณฑลนครราชสีมา
ขางตะวันตกเขาตอแดนมณฑลพษิ ณโุ ลก เทือกเขาทั้งสองขางน้ตี อน
เหนอื สอบ ตอนใตผายออกไปโดยล�าดบั ท�านองสัณฐานกรวย เมอื ง
หลมสักอยูเหนือทส่ี ุดในลา� น�้าสัก ตอลงมาถึงเมอื งเพชรบรู ณ์ แลดูที่
เมืองเพชรบรู ณเ์ ทอื กเขาทั้งสองฟากหางล�านา้� ประมาณไมเกนิ ๕๐๐ -
๖๐๐ เสนทง้ั สองฝาย พน้ื ทเี่ มอื งเพชรบูรณ์ตอนรมิ น�า้ สักเปนทลี่ ุม ฤดู
นา้� ๆ ทวมแทบทุกแหง ถัดขึ้นไปในระหวางที่ลมุ กบั เชงิ เขาบรรทดั เปน
โคกสลับแองเปนหยอมๆ ทัว่ ไป บนโคกเปนปาไมเต็งรังทา� การเพาะ
ปลูกอยางอืน่ ไมได ในท่ีแองเปนท่นี า้� ซับทา� ไรนาเรอื กสวนเพาะปลูก
งอกงามดี เมืองเพชรบูรณ์ตงั้ อยทู ีล่ ุม ไดอาศยั นา้� หวยทา� เปนเหมือง
ไขนา้� เขาเรือกสวนไรนาไดสะดวก จึงบรบิ รู ณ์ดวยพชื พันธ์ุ ธัญญาหาร
คลายกับเมอื งลบั แลยงิ่ กวาท่อี ื่น
ขอที่เลือ่ งลือวาไขเมอื งเพชรบรู ณร์ ายแรงนัน้ เม่อื ไดไปแลเห็น
เมอื งเพชรบรู ณก์ ็เขาใจไดวาไขรายดวยเหตใุ ด เพราะเหตทุ ี่มเี ทอื กเขา
สงู อยใู กลเมอื งท้งั ๒ ขาง เขาทงั้ ๒ เทอื กนเี้ ปนเขาหนิ ปนู ถงึ ฤดแู ลง
ตนไมแหงไมมใี บ เวลาฤดรู อนจัดไอศิลาข้ึน ลมจะพัดมาแตทิศใดๆ ก็
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 363
พดั เอาไอศิลาเขามาในเมือง คนตองถกู ไอรอนจากศลิ าในฤดูรอนเปน
ไขไดประการ ๑ คร้ันฤดูฝน ฝนชะใบไมท่เี นาเปอยไหลออกมาตาม
ลา� หวย เมอ่ื บริโภคน้�าเชนนี้ก็เปนเหตใุ หเกดิ ไขอีกประการ ๑ ครั้นถงึ
หนาฝนชุกฤดนู �้าไหลหลากลงมา นา้� ทวมแผนดนิ ท่ีตัง้ บานเรอื นแฉะช้ืน
อยูชานาน พอนา�้ ลดไอดนิ ข้นึ กเ็ ปนเหตใุ หเกดิ ไขไดอกี ประการ ๑ แต
เมอื่ ไลเลยี งไตถามคนในพ้นื เมอื งถึงเรื่องความไขเจบ็ ท่ีเมอื งเพชรบรู ณ์
เขาวาไขมีชุกชมุ แตในเวลาเปล่ียนฤดู คอื แรกฤดฝู นตอฤดูรอนคราว
๑ กบั เมอ่ื เริม่ ฤดูแลงตอฤดูฝนอีกคราว ๑ และคราวหลัง คือ ไขหวั ลม
เม่อื ฤดแู ลงตอฤดฝู นนั้นรายกวาไขคราวแรก นอกจากไข ๒ ฤดูนแ้ี ลว
ก็เปนธรรมดา ตามความเห็นของพวกขาราชการทไี่ ปจากทีอ่ นื่ เขาวา
ความไขเมืองเพชรบูรณม์ ีมากกวามณฑลอ่นื บางมณฑล เชนมณฑล
กรุงเกาเปนตน จรงิ อยู แตไมรายแรงเหลือทนอยางเชนเลาลอื ถารจู กั
รกั ษาตวั แลวกไ็ มสกู ระไรนกั แตตองรักษาใจดวย ถากลวั เกินไปกอ็ าจ
จะเจ็บไขไดมากๆ เขายกตวั อยางวามีขาราชการในกรงุ เทพฯ คนหนง่ึ
เจากระทรวงใหข้ึนไปประจ�าต�าแหนงทม่ี ณฑลเพชรบูรณ์เมื่อปแลว
เหตุใดจึงไปในฤดฝู นหาทราบไม พอไปถงึ เมืองเพชรบรู ณไ์ ปเปนไขสัก
เลก็ นอย ซึ่งเขารแู นวาไมใชไขรายแรงอยางไร แตตัวคนเจ็บนน้ั หวน่ั ไข
เพชรบูรณไ์ ปแตกรุงเทพฯ เสยี แลว พอเจบ็ กใ็ จเสีย เหน็ แตวาถาขนื อยู
จะไมรอดอยางเดยี ว ใครจะรบั รักษาพยาบาลคนเจ็บกไ็ มยอมอยู ขอเรอื
รบี ลองกลบั ลงมากรุงเทพฯ ไดขาววาเมือ่ เรือลงมาถึงเมอื งวเิ ชียรไขเลย
กา� เริบจับไมสาง แตยงั ไมตาย จะเปนอยางไรตอไปหาทราบไม เขาเลา
ใหฟงอยางนี้ เหน็ วาท่ีเขาวาการรักษาตัวเปนสา� คญั น้ันเปนความจริงแท
ทเี ดยี ว
อนั วิธที ี่จะรักษาตวั ไมใหเปนไขปา ตามทไ่ี ดทราบและสังเกต
มาตามหวั เมืองดูกไ็ มสยู ากเพยี งใดนกั วธิ ปี องกนั ไขคอื ขอ ๑ นา�้ กิน
ถาหานา้� ฝนไมได ควรตมน้�าใหเดอื ดและกรองเสยี กอนจงึ กิน ขอ ๒
เครอื่ งนุงหมและเครือ่ งปลู าดหลับนอนอยาใหช้นื ตองตากแดดหรอื
364 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
เอาอุเตารีดใหแหงสนิทจงึ ใช ขอ ๓ อยานอนกับพ้นื แผนดนิ ถาจา� เปน
จริงกห็ าหญาฟางรองเสยี พอใหพนไอดนิ วิธีระวังตัวคือ ขอ ๔ ถาสงั เกต
เหน็ วาอุจจาระผูกไปวนั หนง่ึ สองวนั ตองระบายเสีย เพราะไขปาถาจะ
เปนมักจับดวยอุจจาระผูกกอน ขอ ๕ ถารูสึกคร่ันตัวตองรบี กนิ ยา
ควนิ ินเสยี สกั ส่หี าเกรนทนั ที ถงึ หูอื้อก็ทนเอาหนอยหนึง่ ถาระวังตัว
เชนวาน้ีกไ็ มใครเปนไข
การท�ามาหากนิ ของชาวเมืองเพชรบรู ณ์ ท�าเรอื กสวนไรนาได
ผลดี เพราะมีน�้าเหมอื งบรบิ รู ณด์ งั กลาวมาแลว แตวาโดยปรกติทา� แต
พอบริโภคกนั ในพืน้ บานเมอื งเทานนั้ เชนท�านากม็ ักทา� ป ๑ เวนเสยี ป
๑ เพราะจะท�าเปนสนิ คาไปจ�าหนายถงึ มณฑลอืน่ ทนคาบรรทกุ ไมไหว
ขาวเปลอื กขายกันในเมืองเกวียนละ ๑๖ บาท แตถาจะบรรทกุ เอาไป
ขายเมืองพิจติ รกด็ ี หรอื เอามาขายเมืองสระบรุ กี ด็ ี เมอ่ื คดิ คาบรรทุก
บวกเขา ราคากแ็ พงเทาขาวในเมืองน้ันๆ หาก�าไรไมได เพราะฉะนั้น
สิ่งซ่ึงเปนสินคาส�าคญั ออกจากเมืองเพชรบรู ณ์มแี ตยาสบู อยางเดียว
เพราะเปนยาดีกวาทอี่ ืน่ ๆ ในพระราชอาณาจักรน้ี
การท�าไรยาในมณฑลเพชรบรู ณน์ น้ั ราษฎรไปเทีย่ วทา� ตามท่ี
แองอนั นา้� ทวมขงั ในฤดฝู น พอตกแลงน�้าแหงก็ไปถากถางทา� ไรยาในท่ี
เหลาน้ัน ท�าเพยี ง ๖ ป ๗ ปดนิ จืดกต็ องยายไปท�าทีอ่ ืน่ พกั แผนดินเสีย
๖ ป ๗ ปจงึ กลับมาท�าไดใหมยาทเ่ี ปนยาอยางดีมแี ตในเมอื งเพชรบูรณ์
ยาเมอื งหลมสกั และยาท่ปี ลกู ขางใตหางเมอื งเพชรบรู ณล์ งมาเพียง ๒
วันรสยาคลายไป สทู ีเ่ มอื งเพชรบูรณ์ไมได ราษฎรปลูกยาเก็บหน่ั เสร็จ
แลวพวกพอคาไปรับซ้อื ถงึ บานเรอื นราษฎร บรรทกุ โคตางไปขายทาง
มณฑลนครราชสมี าและมณฑลอุดรบาง แตโดยมากน้ันบรรทกุ เรือ
รองลงมาขายกรุงเทพฯ
เวลาขาพเจาไปถึง ก�าลังเกิดความเขาใจผดิ ดวยเรอื่ งสินคา
ยาเปนขอใหญอยางไดเคยพบที่เมืองพิจิตรและเมอื งพษิ ณโุ ลกมาแต
กอนครง้ั หน่งึ ถึงเปนเหตใุ หฉิบหายกันมาก คอื ธรรมดายาท่ขี ายกัน
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 365
โดยปรกติ ยอมคัดยาเปน ๓ ชนิด คืออยางดี อยางกลาง และอยาง
เลว ขายราคาลดกนั โดยลา� ดบั ใน ๒ ปมาน้ยี าเพชรบรู ณ์ขายดีมผี ูซื้อ
มาก ขางพวกที่ปลูกยาอยากจะไดกา� ไรแรง เอายาทั้ง ๓ อยางคละกัน
ปลอมขายเปนยาอยางดี พวกพอคาไมรูเทารบั เอาลงมาขาย เมอ่ื ปแลว
คนไมใครซื้อขาดทุนกนั หลายราย เมื่อศก ๑๑๙ ท่ีเมืองพจิ ิตรเมอื ง
พิษณุโลกกเ็ ปนอยางน้ี จนพอคาเข็ดไมกลารับซือ้ ยาลงมาขาย พวก
ราษฎรก็ตองเกบ็ ยาไวผคุ าเรอื นเปลาตลอดป ขาพเจาไดขนึ้ ไปพบเม่อื
ศก ๑๒๐ คร้ันไปพบท่ีมณฑลเพชรบูรณ์เรม่ิ ตนจะเปนอยางเดยี วกัน
ในปนี้ จงึ ไดสั่งใหรีบประกาศเลาเร่อื งยาเมอื งพิจิตรพษิ ณโุ ลกใหราษฎร
เมืองเพชรบรู ณ์ฟงและใหคอยตรวจตราหามปรามทวั่ ไป แตจะมีผล
แกทนั ไดในปน้ีหรอื ไมยังไมทราบแน ถาทานผใู ดสูบยาเพชรบรู ณใ์ น
ปนี้รสู ึกวารสคลายไปแลว ขอใหเขาใจเถดิ วาเปนดวยเหตดุ งั ขาพเจา
เลามานี้
ตัวเมอื งเพชรบรู ณเ์ ปนเมอื งโบราณ พเิ คราะห์ดูเห็นวาเปนเมือง
ที่ไดสรางมา ๒ ยุค แตสรางในท่ีอันเดียวกนั ส่ิงสา� คัญคือ พระมหาธาตุ
และวัดวาของกอสรางซึง่ มีเปนทสี่ งั เกต ท�าใหเขาใจวาเมืองเพชรบรู ณ์
ท่สี รางยคุ แรกนน้ั ดเู หมอื นจะสรางเม่อื เมอื งเหนอื คอื เมอื งสุโขทัยหรอื
พิษณุโลกเปนเมืองหลวง สังเกตตามแนวก�าแพงเมืองซง่ึ เอาลา� น้�าไว
กลางเชนเมอื งพิษณุโลก จะกวางยาวราวดานละ ๒๐ เสน เม่อื สราง
ยุคท่ี ๒ นนั้ เขาใจวาจะไดสรางในแผนดินสมเด็จพระนารายณ์ มปี อม
และกา� แพงกอดวยอิฐปนศิลา สณั ฐานคลายเมืองนครราชสีมา แตเลก็
และเตี้ยกวา เอาแมน้�าไวกลางเมอื งเหมอื นกนั แตรนแนวกา� แพงเมอื ง
เขามาเลก็ กวาเมอื งเกา เมอื งเพชรบรู ณท์ ่ไี ดสรางท้งั ๒ ยุค พิเคราะห์
ตามภูมแิ ผนทเี่ หน็ วาสรางสา� หรบั ปองกนั ขาศกึ ซงึ่ จะมาทางฝายเหนอื
เหมือนกัน เพราะสรางเมืองประชดิ โคกปาขางเหนือเอาท�าเลไรนาไว
ขางใตเมืองทัง้ สนิ้ เมือ่ อานดูพงศาวดารก็ไดความสมจรงิ ดวยทพั กรงุ
ศรสี ัตนาคนหุตยกลงมาคราวใด ก็ยกมาทางรมิ นา้� สักน้แี ทบทุกคราว
366 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
ขาพเจาจากเมืองเพชรบูรณ์ไปเมืองหลมสัก เมื่อวันท่ี ๖
กมุ ภาพนั ธ์ ทางแตเพชรบูรณไ์ ปหลมสัก ๑,๒๐๐ เสน ท�าเลท่ีเปนแอง
สลบั เนินเหมอื นกับพรรณนามาแลว แตมรี ะยะบานเรอื นราษฎรถี่ หา
เปลย่ี วเหมอื นทางระหวางพจิ ิตรกับเพชรบรู ณ์ไม และมีปาลานอยทู าง
น้ไี ดผานไปปาหนึ่งงามนาดนู กั หนา คางทางคนื หนึ่งถึงเมืองหลมสกั
เมอื่ วนั ท่ี ๗ กมุ ภาพันธ์ รงุ ขน้ึ วนั ท่ี ๘ กุมภาพันธ์ ไปดเู มืองหลมเกาซึง่
อยูหางเมอื งหลมสักทาง ๓๖๐ เสน ไปทางตะวันตกเฉยี งเหนอื เมือง
หลมเกาตั้งอยใู นทแี่ องใหญมีภเู ขาลอมรอบ แลมีหวยผานกลางเมือง
หวยน้ีมาตกล�านา้� สักขางใตเมอื งหลมสกั ท�าเลเมอื งหลมเกาเปนทีท่ �า
เรอื กสวนไรนาเพาะปลกู ตลอดจนผสมโคกระบอื ดีมาก ดูภมู แิ ผนท่ีงาม
กวาเมืองเพชรบูรณ์ เมืองหลมแตเดมิ ตง้ั อยทู ีเ่ มอื งหลมเกานี้ ในจารกึ
พอขุนรามก�าแหงเรยี กวาเมอื งลุม ตามตา� นานท่เี ลากันในพน้ื เมอื งวา
เดมิ พระพุทธองค์เสดจ็ มาประทับอยทู ่เี ขาแหงใดแหงหนงึ่ ในท่เี หลานั้น
และมพี ระยาวานรอยแู หงใดแหงหนงึ่ ในทเ่ี หลานั้นเหมือนกนั พระยา
วานรพาบรวิ ารไปเฝาพระพุทธองค์ เม่ือไปถึงท่ีตรงน้นั มีพระยานาค
มาทา� อุบายใหแผนดินถลมลงไป จับวานรไดทัง้ ฝงู พระพุทธองคท์ รง
ทราบดวยพระญาณ จงึ ใหพระสาวกองคใ์ ดองคห์ นงึ่ ไปทรมานพระยา
นาคจนเปนสมั มาทิฐิแลว ก็พาฝูงวานรไปเฝาพระพุทธองคด์ วยกนั
เหตุน้เี มื่อตงั้ เมืองตรงน้นั จงึ ไดเรยี กวาเมอื งหลม ตามมลู เหตุเดิมและ
พระพุทธพยากรณ์ดูเปนช่ืออนั ควรจะเรยี กเมืองนน้ั ไดจริงดวยตั้งอยู
ในวงเขาเหมือนต้ังอยูในกนกระทะ พิเคราะห์ดูตามเจดยี สถานของ
โบราณท่ีมอี ยใู นเมืองหลมเกา ดูเหมอื นจะเปนเมืองพวกราษฎรชาวศรี
สตั นาคนหุตไดมาตัง้ กอนแตคงจะเปนเมืองซอง คือพวกราษฎรทีห่ ลบ
หลกี หนภี ยั อนั ตรายตางๆ มามว่ั สุมกนั ตง้ั ภูมิลา� เนาจนเปนบานเมอื ง
ข้นึ ภายหลงั มิใชเมอื งที่รัฐบาลจัดตัง้ อยางเมอื งเพชรบรู ณ์ จึงไมมีเคา
เง่ือนก�าแพงเชิงเทินหรอื ภูมฐิ านบานเมอื งอยางใด สบื ถามกไ็ ดความวา
ไมมีมาแตเดิม สวนเมืองหลมสกั นน้ั ต้งั อยรู ิมแมน้�าสกั ตรงท่สี ดุ เพียง
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 367
ทใ่ี ชเรือในล�าแมนา�้ นั้นไดเปนเมอื งท่ตี ้ังใหม เขาบอกวาตง้ั มาได ๓ ชวั่
เจาเมอื ง ดเู หมือนจะต้งั ในแผนดนิ พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลาเจาอยหู ัว
นเ้ี อง ท่ีเรียกวาเมืองหลมสกั ขาพเจาเขาใจวาจะเรยี กใหผิดกับเมอื ง
หลมเกา ซึ่งเรียกมาวาเมืองหลมเฉยๆ อาศยั ที่เมืองใหมมาตั้งริม
น้�าสกั จงึ เรียกวาเมอื งหลมสกั แตถาทานผใู ด จะถามตอไปวา แมนา�้
นี้เหตไุ รจงึ เรยี กวาน�้าสักหรือน้�าปาสัก ขอน้ีขาพเจายอมจน สืบนัก
แลวยงั ไมไดความ ปาไมสกั กไ็ มมี จะเอาเกณฑ์อันใดต้งั เปนช่ือเรยี กวา
น�้าสัก ขาพเจายังรไู มถงึ
ท�าเลทเ่ี มืองหลมสักอยูระหวางเขาเหมือนกนั แตภูเขาอยหู าง
ไมลอมรอบเหมือนเมืองหลมเกา ทองที่ทา� เรอื กสวนไรนากด็ คี ลายๆ
กัน เปนท่ีสูงนา้� ไมทวมมากเหมือนเมืองเพชรบูรณ์ ความไขเจบ็ ก็วา
ไมมากมายรายแรงเหมือนเมืองเพชรบูรณ์ สินคาที่ออกจากเมือง
หลมสักยาสบู ก็มบี าง แตโคกระบือเปนสนิ คาใหญ พาเดินลงไปขาย
ทางมณฑลนครสวรรค์และเมอื งลพบรุ ีปละมากๆ สงั เกตดูผคู นมีทรพั ย์
สมบัตบิ รบิ รู ณ์มากกวาเมืองเพชรบรู ณ์ และจา� นวนผูคนก็มากกวาเมอื ง
เพชรบูรณ์ดวย
เมือ่ เท่ียวๆ ไปในมณฑลเพชรบรู ณค์ ราวน้ี ไปเกิดความสลด
ใจขน้ึ อยางหนงึ่ ดวยเรอ่ื งพระสงฆ์ในมณฑลนนั้ ดมู ีแตพระหนมุ ๆ ทพ่ี ่งึ
บวชราว ๒ พรรษา ๓ พรรษา เปนอยางผใู หญโดยมาก วัตรปฏิบตั กิ ็อยู
ขางจะเส่ือมทราม แมสวดมนตเ์ ยน็ ตามวดั ก็สวดเพียงในพรรษา นอก
พรรษาไมตองท�าอนั ใดกนั ขาพเจาไดคนควาจะวสิ าสะกบั พระผูใหญๆ
ท่ีเปนอุปชฌาย์อาจารย์ ท่ีไดพบปะกเ็ ปนผูมีอัธยาศยั ดี แตวาความ
รูนอยเหลือประมาณ ความดขี องพระสงฆ์ในมณฑลนี้มอี ยูที่อุตสาห์
รกั ษาวัดและท่ที า� การปฏิสังขรณ์ เรือ่ งสงฆมณฑลในมณฑลเพชรบรู ณ์
เม่อื พระยาเพ็ชรรัตนยงั อยไู ดปรารภและตง้ั ใจจะเอาเปนธรุ ะท�านุบา� รงุ
แตไปขดั ของเสียที่หาพระเถระทม่ี ีความรสู มคั รไปอยูมณฑลเพชรบูรณ์
ยงั ไมได แตพระยาเพช็ รรตั นก็ไดอุตสาหจ์ ัดพระสงฆส์ งลงมาศกึ ษา
368 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
อยใู นกรงุ เทพฯ หลายรปู กวาจะไดพระสงฆ์เหลาน้นั ขน้ึ ไปทา� นบุ �ารงุ
สงฆมณฑลในมณฑลเพชรบูรณเ์ หน็ จะยงั นาน
นอกจากความเสียใจเร่อื งสงฆมณฑล ยังรสู ึกเสยี ใจอกี อยาง
หน่ึง เม่อื ไดไปเหน็ ล�าน�้าสักที่เมืองเพชรบูรณ์เล็กและเลวกวาคาดหมาย
ไวเปนอนั มาก ขาพเจาไดเคยตามเสดจ็ ขน้ึ ไปตามทางลา� นา�้ สักจนถงึ หิน
ซอน เห็นวาเปนแมน้�าสนุกนาเทยี่ วเขาไดบอกแลววาแมนา้� สกั ตอนบน
ไมนาเที่ยวเหมอื นทางขางใต มกั มีตอและขอนไมลมกดี ขวางทางเรอื
แตก็นกึ วาจะไมสูลา� บากเทาใดนัก ดวยคาดวาเปนแมน้�าใหญ เพราะ
เคยเห็นเรอื ท่บี รรทุกสนิ คาลองลงมาทางล�าน้�าสกั ในฤดนู า้� เหน็ เขาใช
เรอื มอขนาดใหญลองลงมาได นึกวาเราลงมาฤดูแลงใชเรอื เล็กๆ ลองลง
มาก็จะยากเย็นอะไรนักหนา คร้ันไปแลเหน็ แมนา้� สักท่ีเมืองเพชรบรู ณ์
เขาจรงิ กไ็ ดแตสั่นศรี ษะไปตามกัน ดวยไมไดคาดเลยวาจะเล็กและต้นื
ถึงเพียงนัน้ บางแหงถงึ ชายไมตะไครน้�าประเรือทัง้ ๒ ขางกม็ ี นว่ี าเขา
ถากถางใหขาพเจาบางแลวเสียอกี ทีห่ ลงเขาใจวาเรือมอลองลงมาไดใน
ฤดูนา้� นัน้ ทีจ่ ริงเม่ือถงึ ฤดูนา้� ๆ ทวมตลิง่ เขาไปไกล พวกท่ใี ชเรือบรรทกุ
สินคาข้ึนลง เขาแลนเรือไปบนตล่ิงไมตองอาศยั แมน้�าสกั เทาใด เวลา
ทีล่ องเขาเลือกเวลาน้�าหลากก็ลองลงมาประมาณ ๑๕ วันถึงกรุงเทพฯ
ครั้นจ�าหนายสินคาและซอื้ สินคาบรรทุกใหมเสร็จแลว กลับข้นึ ไป ๒
เดอื นจึงถึง พอถึงก็พอน้�าแหงเอาเรอื ขน้ึ คานคอยหนานา้� ปหนาใหม
เปนอนั ขึน้ ลองไดปละเท่ียวเดยี วเทานัน้ นอกจากเวลานน้ั ใครไปมาทาง
นา�้ ก็ใชไดแตเรอ่ื งพายมาเล็กๆ แตกระน้นั จะข้ึนลองก็แสนยาก ความ
จรงิ ของแมน�้าสกั ตอนบนเปนดังน้ี
แตเดมิ ขาพเจาหมายใจวาขากลับจะลองเรือลงมาแตเมือง
หลมสัก แตไปชาไมทันน้�า จึงตองเดินบกยอนกลับมาลงเรือที่เมอื ง
เพชรบรู ณ์ ใหหาซอื้ เรือพายมามปี ระทุนอยางยอมๆ สา� หรบั บรรทุกของ
และใหพวกพองอาศยั สวนตวั ขาพเจาเองไดใหสงเรือมาดเกง ๖ แจว
อยางยอมขน้ึ ไปคอยรับลา� ๑ ไดมาในเรือนน้ั แตก็นึกเสียดายเพราะ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 369
เหมอื นเอาเรือล�าน้ันขึ้นไปยบั เยนิ เสยี ท้งั ล�าเรอื และเกง แตบญุ หนอยท่ี
เปนเรือมาดโดนตอโดนหินเทาใดพอทนไดไมแตกหกั ถาเปนเรอื ตอเชน
เรอื บตก็เหน็ จะไมไดเปนเรือกลับมาถึงบาน ไปแลเหน็ คณุ เรอื พายมาใน
เท่ียวนเ้ี อง วาเปนเรอื ที่เขาคิดท�าสา� หรับใชในแมน้�าทเ่ี ดินเรอื ยากเชน
ล�าน้�าสกั น้ี ทองเรอื ใชมาดถงึ จะเขน็ ลากลูถูโดนอยางใดกพ็ อทนทาน
สวนขางเรือที่ขนึ้ กระดานทา� ใหเปนเรือเบาบรรทุกไดดกี วาเรอื มาดท้งั
ตัวเปนอันมาก เปนความคดิ ฉลาดไมนอยทีเดยี ว
ขาพเจาลองเรือจากเมืองเพชรบรู ณเ์ มอื่ วันท่ี ๑๑ กุมภาพนั ธ์
ทางล�าน้า� สกั ตั้งแตเมืองเพชรบรู ณล์ งมาทง้ั ๒ ฟากเปนปาชฏั ตนไมรม
ครมึ้ ไมใครรอน มีตนตะเคยี น ตนยาง ตนสะตอื ใหญๆ โดยมากท่แี หง
ใดตลิ่งพังตนไมใหญกล็ มลงแมน�้าท้ังตนท้ังรากและกงิ่ สาขากีดขวาง
ทางเรือขึ้นลองล�าบากมาก บางตนลมทอดขามแมนา�้ อยางสะพานเรือ
ลอดมาไดกม็ ี บางตนลมลงมาราน้�าตองเข็นเรอื ขามมากม็ ี บางแหงจะ
ลอดหรอื จะเข็นขามไมไดท้ัง ๒ สถาน ตองขุดตลิง่ เอาเรือหลีกมาทาง
โคนตนก็มบี าง ดวยขอนทีไ่ มลมทบั กีดทางอยูเหลานีล้ วนเปนตนไม
ใหญโตเหลือกา� ลงั พวกถางทางจะตัดทอน จึงตองพากเพยี รเข็นเรอื
หลกี และขามขอนมาไมรูวาวนั ละกค่ี ร้ัง เปนเคร่ืองลา� บากและทอใจ
ในการลองลา� น�้าสกั ยง่ิ กวาอยางอ่นื ยังอกี อยางหนงึ่ การทล่ี งมาดวย
เรือเลก็ ๆ แรกๆ ลองกด็ ูขบขนั ดี แตคร้ังหลายวันเขาชักออกอดั ใจ ดวย
ไดแตนอนกบั นงั่ พับขามาสองทาเทานั้น ก็เกิดอาการเมื่อยและปวด
หัวเขาเปนก�าลัง เรอื มาดเกงของขาพเจามีทีพ่ อเอาเกาอ้ีผาใบเขาไป
ต้ังได นั่งเอนมาบนเกาอีพ้ อหายปวดหวั เขาไดบาง แตผงกตวั เวลาเผลอ
ศรี ษะก็โดนหลังคาเกงหลายครั้ง สวนพวกเพอื่ นฝูงทมี่ าเรอื พายมานนั้
ตองแซวมาในประทุนเรือ พากันบนกันวาราวกบั นอนมาในโรง บางคน
เหลือทนเขาก็ออกไปขอเขาแจวเรอื เสยี เอง พอไดยืนใหหายเมื่อยขา ท่ี
บางคนเจาะหลงั คาประทุนเรือแลวลุกขึ้นยืนโผลประทุนไปครึ่งตัวให
หายเม่ือยกม็ ี แตรอดดวยเรือหลายลา� ดวยกัน ตางบนบอกเลนหัวกนั มา
370 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
ก็เลยสนกุ ไป
แตถาจะวาไปการลองล�าน�้าสกั ก็สนุกจรงิ ๆ ดวย สนุกท่ีรสู กึ
วามาในปาจรงิ ๆ จะแลดูไปในสรรพทศิ ใดๆ เหน็ แตตนไมใหญนอย
แซกแซมกันเหมอื นแกลงแตงใหสงางามนาพิศวง แวะข้นึ ทไี่ หนก็ได
เห็นรอยสัตว์ ตงั้ แตชางเถอื่ น เสอื กวาง สุกรปา ตลอดจนรอยจระเข
ใหญๆ เกล่อื นกลนไปแทบทุกคุงนา้� จะหาแมนา้� ใดท่ีขาพเจาไดเคย
เหน็ มาแลวอดุ มดวยสัตวใ์ หญเหมอื นล�าน�้าสกั นี้ไมมีเลย นกยงุ กม็ ีชุม
จบั อยูตามยอดไมแลเห็นไมขาดวนั และยังมสี ัตว์แปลกๆ เชนตวั บาง
เปนตน รูปรางเหมือนกระรอกตัวเกอื บเทาแมว หนังตัวยืดได เวลา
จะโดดกางขา ๔ ขาใหหนังยดื เปนแผนถงึ กนั แลวบนิ รอนจากตนไมน้ี
ไปลงตนไมโนนไดไกลๆ ขาพเจาพ่งึ เหน็ ตวั จริงเม่ือคราวน้ี เพราะฤดู
แลงทองทต่ี อนใตเมืองเพชรบรู ณ์ ปาท่ีหางล�าน้�าขน้ึ ไปเปนปาแดง นา�้
แหงขาดเหลาสตั วป์ าตองอาศัยน้�าแตในล�าน้า� สกั ผคู นกไ็ มใครมีใครไป
มาทา� อันตรายจึงเปนท่สี บายของสตั วท์ ง้ั ปวง แตถาวาสา� หรบั คนเดนิ
ทาง ทางล�าน้�าสกั นีเ้ ปลย่ี วเปนอยางย่งิ พอพนบานนายมลงมาวัน ๑
ก็ไมมีบานเรือนผคู นเปนแตปาเถ่อื น ถึงบางแหงถามพวกนา� ทางวาที่
ตรงนีเ้ ขาเรียกวากระไร บอกวาไมมชี ่ือเรียกฉะนีก้ ม็ ี เม่อื ลองลงมาได
๒ วันคนน�าทางบอกวาวนั นจ้ี ะถงึ ทาแดง ขาพเจาเขาใจวาเหน็ จะมี
บานชอง ครั้นมาถึงเขาเหน็ ไรอยูริมตล่ิง แตตัวเจาของข้นึ ไปขดั หาง
อยูบนกอไผ ใหไตถามไดความวามาจากบานดอนระยะทาง ๑ วันมา
ท�าไรอยูช่วั คราว จะปลกู ทับกระทอมอยูก็กลวั เสือ จงึ ข้ึนไปขดั หางอยู
บนกอไผ เพราะทางเปลย่ี วเชนน้ี เรือที่ขน้ึ ลองตองมีเสบยี งอาหารไป
ดวยใหพอเพียง จะหวงั หาซ้อื ตามระยะทางไมได ข้ึนลองถึงเวลาจะพกั
หลบั นอนก็แลวแตจะเหน็ หาดตรงไหนเหมาะกจ็ อดนอน เวลาคา่� ตอง
กองไฟรายไวกันสัตว์ปามใิ หทา� อนั ตราย
ลองจากเมอื งเพชรบรู ณ์ ๖ วนั ลงมาถึงเมอื งวเิ ชียร ทางตอน
นนี้ ้�าตื้น ลองเรอื ตองถอ ตอบางแหงจึงแจวพายไดบาง เปนตอนอดุ ม
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 371
ดวยขอนไมกีดทางดงั กลาวมาแตไมสมู แี กงกี่แหงนัก ท่เี รียกวาเมอื ง
วิเชยี รน้นั คอื บานหมเู ดยี วตง้ั อยูบนท่ีดอนทางฝงตะวนั ออกหางล�าน้า�
สกั ๒๐ เสน เพราะตอนรมิ น้�าเปนที่ลมุ การทา� มาหากนิ ทีเ่ มืองวเิ ชยี ร
อตั คัดเพราะอยหู างเทอื กภเู ขา ไมมหี วยทจ่ี ะไขนา้� มาท�าเรอื กสวนไรนา
เหมอื นที่เมืองเพชรบูรณ์ เพราะฉะน้ันถงึ เขตแดนกวางใหญกเ็ ปนปา
เปลา เปนพืน้ ทีด่ นิ ท�าไรนาไดมีนอย เมอื งวิเชยี รนีเ้ ดมิ เรียกวาเมอื งทา
โรง ครั้นเมือ่ เมอื งเวียงจนั ทนเ์ ปนขบถในแผนดนิ พระบาทสมเดจ็ พระ
นง่ั เกลาเจาอยหู ัว ผูวาราชการเมืองทาโรงมีความชอบในปราบขบถ
ครัง้ นั้น ถึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ใหยกเมืองทาโรงขึ้นเปนเมืองตรี
เอานามเขาแกวอันเปนท่ีสา� คัญในแดนเมืองนข้ี นานเปนนามเมอื ง เรยี ก
วาวิเชียรบรุ ี แตเปลีย่ นนามผวู าราชการเมอื ง ซงึ่ แตกอนเปนทพี่ ระศรี
ถมอรัตน ตามนามเขาแกวนน้ั มาเปนพระยาประเสริฐสงคราม ใช
เปนท�าเนียบต้ังแตรัชกาลที่ ๓ มาจนเม่ือจัดการเทศาภิบาลมณฑล
เพชรบรู ณ์ จงึ ไดลดเมอื งวิเชยี รบรุ ีลงมาเปนอ�าเภอข้นึ เมอื งเพชรบูรณ์
เขาใจวาเมืองหลมสักคือเมอื งหลมใหม ก็คงต้ังคราวเดียวกบั เมอ่ื ยก
เมอื งทาโรงเปนเมอื งวิเชยี รนั้นเอง
ไปมณฑลเพชรบูรณ์ครง้ั น้ี ขาพเจาไดเอาเปนธุระสืบถามถึง
เร่อื งเมอื งโบราณดวยเขาใจวาทางแมน้�าสกั นเี้ มอื งโบราณกอนครั้งกรงุ
เกาและสุโขทัย คอื เมอื งของพวกขอมทสี่ รางปราสาทหนิ เชนทมี่ ีใน
แขวงนครราชสีมาและเมอื งพมิ ายเปนตน คงจะมอี ยบู าง เพราะอยูใน
ระหวางเมืองโคราชและเมอื งลพบุรี เมืองสโุ ขทยั ซ่งึ มีรอยเมอื งโบราณ
สมัยนน้ั อยูทุกแหง สืบถามที่เมืองเพชรบรู ณ์ไดความวา ในระหวาง
เมืองเพชรบรู ณ์กับเมืองหลมสัก ขางฝงตะวนั ออกมีเมืองโบราณเมือง
๑ เรยี กวาเมอื งนครเดิด แตอยูในปาทึบ ผูที่เคยไปบอกวาเมืองนคร
เดิดน้ันไมมอี ันใดเหลอื อยนู อกจากเทือกเนินดิน พอเปนเคาก�าแพง
เมอื ง และมสี ระอยูสระ ๑ เรียกวาสระคงคา และมีรอยพูนดนิ เปนถนน
ลงมาทางขางใต แตจะลงมาถงึ ไหนหาทราบไม มคี �าของพวกชาวบาน
372 การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
ทีใ่ กลเคยี งพดู กนั อีกอยางหนึง่ วา บางคราวคนไปหาฟนพบศรี ษะยกั ษ์
ท�าดวยศลิ ามีอยูในเมอื งนครเดดิ น้นั แตไปวันดีคืนดจี ึงจะพบ บางที
ไปทีหลังกไ็ มพบ ไดความดงั นี้จงึ สันนษิ ฐานวา เมอื งนครเดดิ นั้นทจ่ี ริง
คงจะมีของโบราณยังเหลอื อยูบาง แตเพราะไมมใี ครเอาใจใสคนควา
จงึ ไมปรากฏวามีอะไรมาก ถาจะพากเพยี รคนดใู หไดจะตองไปต้งั แรม
ใหถากถางกันดูสัก ๗ วนั จงึ จะไดความ เปนอนั จนใจดวยไมมีเวลาพอ
ขาพเจาจงึ ไมไดไปเมอื งนครเดิด
ไดความวามีเมืองโบราณอีกเมืองหนึ่งอยูใตเมืองวเิ ชียรลง
มาขางฝงตะวนั ออกเหมือนกัน เมอื งน้เี รยี กวาเมืองศรีเทพช่อื ๑ อีก
ชื่อ ๑ เรียกตามค�าพระธุดงคว์ าเมอื งอภยั สาลี อยูหางลา� น้�าขนึ้ ไปทาง
ประมาณ ๑๕๐ เสน และอยใู นที่ปาแดงพอจะไปดไู ดไมยากนกั เม่อื
จะลองจากเมืองเพชรบูรณ์ ขาพเจาจึงไดสงั่ ใหเอามาเดินลงมาคอยรับ
ท่ีทานาตะกุด อนั เปนที่จะข้นึ ไปดูเมอื งศรเี ทพ และสั่งใหเรยี กราษฎร
ชาวบานศรเี ทพทไ่ี ดเคยไปเทีย่ วเตรในเมอื งน้นั มาคอยพบ หมายวาจะ
สืบถามหาเบาะแสและสง่ิ ซง่ึ ควรดใู นเมอื งศรเี ทพ ครนั้ ลงมาถึงบานนา
ตะกุดพบราษฎรชาวบานศรเี ทพ ไตถามจะเอาความพอใจแตอยางไร
ก็ไมได ดวยราษฎรเหลานัน้ พากันสะทกสะทาน ตงั้ ใจปฏิเสธวาไมรู
ไมเหน็ และไมมอี ะไรเสียท้ังน้ัน คงไดความแตวามเี มืองโบราณจริง
และมีปรางคอ์ ยูในเมอื งนั้นปรางค์ ๑ ในปรางค์น้ันมพี ระพุทธรปู อยู
บาง นอกจากนี้จะซกั ไซตอไปก็ไมไดความ ขาพเจานกึ ประหลาดใจ วา
เหตุไรราษฎรเหลานี้จงึ พดู เปนเชงิ ปฏิเสธเสียดวยกนั ทกุ คน นึกขนึ้ ไดวา
มรี าษฎรจะเขาใจความปรารถนาของขาพเจาผดิ เพราะยังไมเคยพบปะ
ใครท่ีไปคนควาหาความรูเห็นเชนขาพเจา บางทจี ะเขาใจวาขาพเจาได
ลายแทงมาคนคดิ ปริศนา ถาบอกวารูเหน็ พาไปขุดไมไดทรพั ยก์ จ็ ะเอา
โทษเหน็ จะเขาใจไปอยางน้ีเปนแน นึกไดจึงระงับการไตถามไวเสียพกั
๑ จนกระทั่งกินอาหารเยน็ แลวจงึ เรยี กราษฎรเหลานั้นมานั่งเขาแถว
สนทนากันตอไป ขาพเจาพยายามอธบิ ายใหฟงวา ขาพเจาไมมปี ระสงค์
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 373
ทจ่ี ะคนคิดปรศิ นา อยากแตจะเหน็ ของโบราณ คอื ของอยางนนั้ ๆ มี
เครื่องศลิ าเปนตน เหมือนอยางทีข่ าพเจาไดเคยเทยี่ วดมู าแลวหลาย
เมอื ง คร้นั เมอื่ ราษฎรเขาใจค�าช้ีแจงแลว ตางคนตางกบ็ อกวามสี ิ่งนนั้
ส่งิ น้ี อยูนอกเมอื งบาง ในเมอื งบาง มีจนกระท่งั ศลิ าจารกึ และเทวรูป
ซ่ึงขาพเจาเสาะแสวงอยากจะพบเห็น เปนอนั ไดความรูตามตองการ
ทุกอยาง ครั้นรงุ ข้นึ จงึ ไดไปดเู มืองศรเี ทพ มีพวกราษฎรพากนั ไปชวย
ถากถางและนา� ดขู องโบราณตางๆ ดวยเปนอันมาก
เมืองศรีเทพน้ีตั้งอยูในปาแดงท่ีราบ กอนจะถึงเมืองมีโคก
เห็นแทงศิลาแลงท้ิงอยูหลายแหง เขาใจวาคงเปนเทวสถานขนาด
ยอมๆ เทวรูปและศวิ ลงึ ค์ศิลากม็ จี มดนิ อยตู ามโคกเหลานี้ ครน้ั ถึงเมือง
มีสระใหญอยูนอกเมอื งสระ ๑ เรียกวาสระแกว ตัวเมอื งมีก�าแพงเปน
เนินดิน และมีคลู กึ รอบเมอื ง ตรงประตเู ขาเมอื งมศี ิลาแลงแผนใหญๆ
กองเรยี่ รายยน่ื ออกมาเปนที่ปอม ขางในเมืองมีโคกมอี ฐิ บางศลิ าแลง
บางหลายแหง บางแหงกองศลิ าแลงซึ่งท�าเปนแทงพังสมุ กนั สูงกวา ๓
วากม็ ี ท่กี ลางเมอื งมีสระส่เี หลีย่ มอกี สระ ๑ กวางประมาณสกั เสน ๑
ยาวสัก ๓ เสน ออกจากสระไปผานกา� แพงอกี ชน้ั หนง่ึ จงึ ถึงเทวสถาน
ท�าเปนปรางค์ ๓ ยอด และมปี รางคป์ ระตอู กี ปรางค์ ๑ มสี ระใหญอยู
ใกลบริเวณปรางคอ์ ีกสระ ๑ เรียกวาสระปรางค์ ตามลานในบรเิ วณ
ปรางคพ์ บรปู พระนารายณ์ รูปยกั ษ์ และเปนเทพารกั ษท์ า� ดวยศิลามี
หลายรปู และมีแทงศิลาสลกั ลวดลายอยางเดียวกับทเี่ มอื งพมิ ายและ
วดั พนมวันเมืองนครราชสมี าท้ิงอยูมาก ถาขุดดูเห็นจะไดเคร่ืองศิลา
โบราณที่นม้ี ีเหลืออยูอีกมาก ฐานทกั ษิณปรางคก์ อดวยศลิ าแลงปน
ศลิ าทราย แตตวั ปรางคน์ ้ันกอดวยอิฐสนทิ สนม ฝมอื ดีดูเหมือนยงั ทา�
คาง ดวยมรี อยถือปนู แลวบางยงั มไิ ดถอื ปนู บาง พเิ คราะหด์ ูเคร่อื งศิลา
ที่ปรางค์เปนของดอู ยางเดยี ว รนุ เดียวและขนาดเดยี วกบั ทีว่ ดั พนมวัน
และทเ่ี มอื งพิมายเกาแกกวาอิฐท่ีกอปรางค์ ท้งั น�้าหนกั ดูก็เหลือก�าลงั ที่
ปรางคอ์ ฐิ จะทานเครอ่ื งศลิ าเหลาน้ันได จงึ เปนเหตุใหคดิ เหน็ วาเมือง
374 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
ศรีเทพน้เี ห็นจะสรางเปน ๒ ยุค คอื เปนเมืองขอมสรางรนุ เดียวกบั
เมอื งพิมายยคุ ๑ แลวและหักพงั ทรุดโทรมไป มใี ครมาสรางขนึ้ อีกยคุ
๑ แตทา� คางหาส�าเรจ็ ไม สณั ฐานและลวดลายปรางคอ์ ิฐท่ีทา� ขนึ้ ใหม
เหมือนกับปรางคว์ ัดศรสี วายเมอื งสุโขทยั และเทวสถานท่เี มืองลพบุรี๑
ถาสันนษิ ฐานลงไปวา สรางเมื่อไรในชน้ั หลงั คงเปนของไทยสรางเม่ือ
ตอนกอนหรือตอนตนตัง้ ราชวงศ์พระรวง สมัยเมอ่ื ผคู รองเมืองสุโขทัย
เมอื งลพบรุ แี ละเมอื งศรเี ทพ ท�านองจะเปนเจาดวยกัน ศิลาจารกึ พบท่ี
เมอื งศรเี ทพคร้งั นี้ เปนของแปลกมาก สัณฐานคลายตะปหู วั เห็ดขาง
ปลายทเี่ สยี้ มแหลมเปนแตถากโกลนส�าหรบั ฝงดนิ ขดั เกล้ยี งแตหัวเหด็
จารกึ อักษรไวทนี่ ั้น เปนอักษรคฤนถช์ น้ั กอนหนังสือขอม แตตรงที่
จารกึ แตกช�ารดุ เสยี มาก ไดเอาศลิ าน้ลี งมากรงุ เทพฯ๒ ใหอานดเู ปน
ภาษาสังสกฤตมีค�าวา “ขีลงั ” ซ่ึงแปลวาหลักจงึ เขาใจวาศิลาแทงนี้คอื
หลกั เมืองศรีเทพ แบบโบราณเขาทา� เปนรปู ตะปูตอกลงไวในแผนดิน
ประสงค์วาใหม่งั คง แผนที่เมืองศรีเทพจะเปนอยางไรตอไปไมมีเวลา
พอตรวจทัว่ แตประมาณดูเหน็ เมอื งใหญขนาดดานละ ๒๕ หรือ ๓๐
เสน เมอื งนเี้ ปนเมืองสรางเมอ่ื ครั้งถอื ศาสนาพราหมณ์ ไมพบปะของ
โบราณในทางขางพระพทุ ธศาสนาเลย
เมอื งโบราณในแถวนยี้ ังมอี กี เมือง ๑ อยูที่ซับจา� ปาในดงพระยา
กลางแขวงเมอื งไชยบาดาล ใตเมอื งศรเี ทพลงมาทางเดินสกั ๒ วนั แต
อยหู างฝงตะวนั ออกขน้ึ ไปทางสกั ๕๐๐ เสน ขาพเจาไมมเี วลาพอจงึ
ไมไดไปดู ถามราษฎรท่ีเคยไปมา เขาบอกวามีก�าแพงศลิ า ขาพเจาได
พบเครื่องปรางคศ์ ิลาทเี่ ขาขนมาท้ิงไวท่ีวัดเมอื งไชยบาดาล จงึ เชอ่ื วา
๑ เทวสถานเมอื งลพบรุ ที ว่ี านีม้ ิใชปรางค์ ๓ ยอด ทีอ่ ยรู ิมทางรถไฟ มี
อีกแหง ๑ อยูมาทางขางเหนอื วัง
๒ เดี๋ยวน้อี ยใู นหอพระสมุดฯ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 375
เมอื งในดงพระยากลางนคี้ งมปี รางคเ์ ทวสถานอกี เหมือนกัน แตเมอื งนี้
สืบไมไดชือ่ ชาวบานบอกแตวาไดยินเขาวาเมืองพระเตมีย์ใบในทศชาติ
ก็เหน็ วาจะเปนคา� พระธุดงคบ์ อกอยางเชนเรยี กเมอื งศรีเทพเมอื งอภยั
สาลีอกี ชื่อหนงึ่ ฉะน้ัน
ออกจากเมอื งวเิ ชยี รลองเรอื คางทาง ๒ คนื ถงึ เมอื งบวั ชุม แต
เมืองบวั ชุมลงมาวัน ๑ ถงึ เมืองไชยบาดาล ลา� น�้าตอนนี้คอยกวางขวาง
พอแจวเรือไดถนดั ตอและขอนไมไมมากเหมือนตอนบน แตมแี กง
กรวดแกงหนิ ถ่ขี น้ึ เมอื งบัวชุมและเมืองไชยบาดาล ๒ เมอื งน้ีแตกอน
เปนเมอื งข้นึ เมอื งวิเชียร เดย๋ี วนแ้ี ยกออกเปนอ�าเภอเรยี กวา อา� เภอไชย
บาดาล ข้นึ เมืองเพชรบูรณ์ ผูคนมากกวาอ�าเภอวเิ ชยี ร ดวยพ้ืนทท่ี �าไร
นาดีและมเี สาไมแดงทัง้ ใบลานและสีเสยี ดเปนสินคาหาผลประโยชน์
ไดมาก เพราะขน้ึ ลองไปมากบั เมืองสระบรุ ไี ดสะดวกไมอัตคดั เหมือน
ตอนบน ต้งั แตเมืองไชยบาดาลลงมาบานเรือนตามริมน�้าก็มีหนาขน้ึ
จนตลอดถงึ แขวงสระบุรี ออกจากเมอื งไชยบาดาลคางคนื ๑ กเ็ ขาเขต
เมอื งสระบรุ ี
ขาพเจาเคยจ�าไดในครง้ั เม่ือตามเสดจ็ ประพาสลา� น�้าสกั ข้นึ ไป
จนหนิ ซอนน้ันไดยินทานผใู หญที่จัดการรบั เสดจ็ คร้ังนั้น ทานวาล�าน�้า
สักสนุกเพียงหินซอนเทาน้ันเกนิ นั้นขน้ึ ไปไมมีอะไรนาดู ขาพเจาได
สงสัยไมเช่ือวาเปนความจรงิ จนไดมาเห็นแกตาเองในครงั้ นี้ จึงนึก
ขึน้ ไดวาที่ทานวานน้ั เปนความจริง ดวยเทอื กเขาทางโคราชและเทือก
เขาทางพษิ ณุโลกซึ่งอยสู องฟากล�านา้� สัก กลบั โอบเขามาบรรจบกันที่
หินซอนล�าน�้าสักแตหินซอนลงมาจนแกงคอยตอนนี้ผานมาในกลาง
ภูเขา เพราะฉะนน้ั ตั้งแตหนิ ซอนลงมาจงึ ไดมีเขาตกถงึ ล�านา้� และมีถา�้
ธารอันนาดูนาพศิ วงตลอดลงมาในระหวางทาง ๒ วนั จนถึงแกงคอย
ขาพเจาขอกลาวซา้� เปนค�ารับรองถอยคา� ของทานผใู หญท่ีไดยนิ มานน้ั
วาล�าน้�าสักน้ี ต้ังแตแกงคอยข้ึนไปจนถึงหินซอน เปนล�านา�้ ทส่ี นกุ นา
เทยี่ วจรงิ ๆ แตเหนอื นน้ั ข้นึ ไปตองแลวแตอธั ยาศัยบคุ คลซง่ึ จะเห็นวา
376 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
อยางไรเปนความสนกุ ถาหากวาจะยอมทนความลา� บากเท่ียวหาความ
รใู นกระบวนเที่ยวดูบานเมอื งของตนเชนขาพเจาไปก็สนุกนาไป หรอื
ถาหากวาเปนนักเลงปนจะเทย่ี วหาสตั ว์ใหญยิงเชนน้ันแลว เท่ียวทาง
แมนา้� สักนีก้ ็เหน็ จะสนุก แตถาจะเท่ยี วหาความสบายเพลดิ เพลนิ แลว
อยาขนึ้ ไปใหเกินหนิ ซอนเลย
ต้ังแตเมืองไชยบาดาลลองเรอื มา ๓ วนั ถึงเมอื งสระบรุ ซี ึ่ง
เคยไปดวยกันมากแลว ไมตองพรรณนาวาเปนอยางไร รวมระยะทาง
ขาพเจาลองเรอื แตเมอื งเพชรบรู ณม์ า ๑๔ วัน ถึงปากเพรยี วท่ีต้ังเมอื ง
สระบรุ ี แลวขนึ้ รถไปกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพนั ธ์
ร.ศ. ๑๒๓ รวมวันที่ไปในครง้ั น้ี ๓๖ วัน ไดรเู หน็ มาเลาสูกันฟงดงั กลาว
มา.
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 377
นทิ านโบราณคดี เรื่องท่ี ๑๐
เร่อื งความไข้ที่เมืองเพชรบรู ณ์
นทิ านโบราณคดเี ร่อื งที่ ๑๑
เรอ่ื ง ความไขท้ ีเ่ มอื งเพชรบูรณ๒์
(๑)
หัวเมอื งที่ขนึ้ ชอื่ ลือเล่อื งวามาความไข Malaria รายกาจ แต
กอนมามีหลายเมอื ง เชนเมอื งกา� แพงเพชรและเมืองก�าเนิดนพคุณ
คอื บางตะพานเปนตน แตท่ีไหนๆ คนไมครน่ั ครามเทาความไขเมือง
เพชรบูรณ ดเู ปนเขาใจกันทัว่ ไป วาถาใครไปเมืองเพชรบรู ณ เหมือน
กับไปแสหาความตาย จึงไมมชี าวกรงุ เทพฯ หรือชาวเมืองอนื่ ๆ พอใจ
จะไปเมอื งเพชรบรู ณมาชานาน แมในการปกครองรัฐบาลกต็ องเลือก
หาคนในทองถ่ินต้ังเปนเจาเมืองกรมการเพราะเหตุท่ีคนกลัวความ
ไข เมอ่ื แรกฉนั เปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็ตองปลอยใหเมอื ง
เพชรบรู ณกบั เมอื งอ่ืนๆ ในลมุ แมนา�้ สักทางฝายเหนอื คือเมืองหลมสัก
และเมืองวเิ ชยี ร เปนอยอู ยางเดิมมาหลายป เพราะจะรวมเมอื งเหลา
นน้ั เขากับมณฑลพษิ ณโุ ลก หรือมณฑลนครราชสีมา ทเ่ี ขตตอกันก็มี
เทอื กเขากัน้ สมหุ เทศาภิบาลจะไปตรวจตราลา� บากทง้ั ๒ทาง อกี ประการ
หนง่ึ เมอ่ื แรกฉนั จัดการปกครองหวั เมอื งมณฑลตางๆ ขอคนออกไป
รบั ราชการ ฉันยังหาสงไปใหไมทนั เมอื งทางลา� น�้าสกั มีเมอื งเพชรบรู ณ
เปนตนไมมใี ครสมคั รไป ดวยกลวั ความไขดงั กลาวมาแลว จึงตองรอมา
มามีความจ�าเปนเกดิ ขึ้น เม่อื ราว พ.ศ. ๒๔๔๐ ดวยต�าแหนง
ผูวาราชการจงั หวัดเพชรบรู ณวางลง ฉันหาคนในกรุงเทพฯ ไปเปน
เจาเมืองไมได เลือกดูกรมการในเมืองเพชรบูรณเองท่ีจะสมควร
เปนผูวาราชการจังหวัดก็ไมมนี กึ วามณฑลพิษณโุ ลกมีทองที่ความไข
รายหลายแหง บางทีจะหาขาราชการในมณฑลนนั้ คุนกับความไข
๑ เนอ่ื งจากไมปรากฏรายงาน ในยคุ ตอมาจึงนา� เร่อื งจากนทิ านโบราณคดี
ที่พระองคท์ รงพระนพิ นธไ์ วม้ าลงแทน
๒ นิทานโบราณคดี นิทานท่ี ๑๐ เร่ืองความไขท้ เ่ี มืองเพชรบรู ณ์
380 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
ไปเปนเจาเมอื งเพชรบูรณได เวลาน้ันเจาพระยาสุรสีหวิสิษฐศักดิ์
(เชย กลั ยาณมติ ร) เมื่อยงั เปนทพ่ี ระยาศรีสรุ ยิ ราชวรานวุ ตั ิ เปนสมุห
เทศาภบิ าลมณฑลพิษณโุ ลก ฉันเคยเหน็ ทานถนัดเลอื กคนใช จงึ ถาม
ทานวาจะหาขาราชการในมณฑลพษิ ณุโลก ท่มี ีความสามารถพอจะ
เปนเจาเมอื งและไมกลวั ความไขเมืองเพชรบรู ณใหฉันสกั คนจะไดหรอื
ไม ทานขอไปตริตรองแลวมาบอกวา มีอยคู นหนง่ึ เปนท่พี ระสงคราม
ภักดี (ช่อื เฟอง) นายอา� เภอเมอื งน�้าปาด ดูลาดเลามีสติปญญา และ
เคยไปรับราชการตามหัวเมอื งทีม่ คี วามไข เชนเมืองหลวงพระบาง
และแหงอื่นๆ หลายแหง เวลาน้ันเปนนายอ�าเภอทเ่ี มืองน้�าปาด ก็อยใู น
แดนความไข เหน็ จะเปนเจาเมอื งเพชรบรู ณได ฉันเรียกพระสงคราม
ภกั ดลี งมากรุงเทพฯ พอแลเห็นก็ประจักษใจวาแกเคยคุนกับความ
ไข เพราะผิวเหลอื งผิดกับคนสามัญ ดรู าวกบั วาโลหติ เต็มไปดวยตัวไข
มาลาเรีย จึงอยคู งกบั ความไข ฉนั ไตถามไดความวาเปนชาวกรงุ เทพฯ
แตข้ึนไปทา� มาหากินอยูเมืองเหนือต้งั แตยงั หนุม เคยอาสาไปทัพฮอ
ทางเมืองหลวงพระบางและที่อ่นื ๆ มีความชอบ เจาพระยาสุรสีหฯ
จงึ ชวนเขารับราชการมาจนไดเปนท่ีพระสงครามภกั ดี ฉนั ซักไซตอไป
ถึงความคิดการงานดูก็มีสติปญญาสมดงั เจาพระยาสุรสีหฯ บอกจึง
ใหพระสงครามภกั ดขี ้นึ ไปเปนผูร้ังราชการเมอื งเพชรบูรณ แกไปถึง
พอเรยี นรูความเปนไปในทองทแ่ี ลว ก็ลงมือจดั การปกครองตามแบบ
มณฑลพษิ ณุโลก บานเมืองมีความเจริญข้ึน พระสงครามภกั ดีก็ได
เลอ่ื นขน้ึ เปนท่ี พระยาเพชรรัตนสงคราม ผวู าราชการจังหวัดเพชรบรู ณ
เตม็ ต�าแหนงเม่อื พ.ศ. ๒๔๔๒
การท่ีพระยาเพชรรัตนสงคราม (เฟอง) สามารถจดั ระเบียบ
แบบแผนปกครองเมอื งเพชรบูรณส�าเรจ็ นั้น เปนมลู ใหตองปรารภตอ
ไปถงึ เมืองหลมสักและเมอื งวเิ ชยี รบรุ ที อี่ ยูลุมล�าน้�าสกั ดวยกัน เหน็ วา
ถึงเวลาควรจะจัดการปกครองใหเขาแบบแผนดวย แตจะเอาหัวเมือง
ทางลา� น�้าสกั ไปเขาในมณฑลใดก็ขัดของดวยทางคมนาคมดังกลาวมา
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 381
แลว จะปกครองไดสะดวกอยางเดยี วแตรวมหวั เมืองในลุมน้�าสกั ๓
เมอื งแยกเปนมณฑลหนง่ึ ตางหาก จึงตงั้ มณฑลเพชรบรู ณข้นึ (ดูเหมือน)
เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๓ ผูทจี่ ะเปนสมุหเทศาภบิ าลเพชรบรู ณกไ็ มมีผอู ่นื อยาก
เปน หรอื จะเหมาะเหมือนพระยาเพชรรัตนฯ (เฟอง) เพราะอยูคง
ความไข และไดแสดงคุณวฒุ ใิ หปรากฏแลววาสามารถจะปกครองได
พระยาเพชรรัตนสงคราม (เฟอง) ก็ไดเปนสมุหเทศาภบิ าล แตแรก
คนทั้งหลายอยูขางจะประหลาดใจดวยสมหุ เทศาภิบาลมณฑลอ่ืน
ลวนเปนเจานายหรือขาราชการผูใหญอนั ปรากฏเกียรตคิ ณุ แพรหลาย
แตมใิ ครรจู ักพระยาเพชรรัตนสงคราม (เฟอง) เพราะแกเคยรบั ราชการ
อยูแตในทองทลี่ ับล้ีหางไกล คนเห็นสมุหเทศาภบิ าลแปลกหนาขึ้น
ใหมกพ็ ากันพศิ วง แตเมอ่ื แกไดเขาสมาคมในกรุงเทพฯ ไมชาเทาไร
ก็ปรากฏเกยี รติคณุ เชนนั่งในทป่ี ระชมุ สมหุ เทศาภบิ าล เพ่ือนสมหุ
เทศาภิบาลดวยกัน ก็เห็นวาเปนคนมีสติปญญาสมควรแกตา� แหนง
แมผูอน่ื ทีใ่ นสมาคมขาราชการ พอไดคุนเคยเห็นมารยาทและกิรยิ า
อัชฌาสัยก็รูตระหนักวาเปนผูดีมใิ ชไพรไดดี ก็ไมมีใครรังเกยี จ แม
สมเด็จพระพุทธเจาหลวงเมอ่ื ด�ารัสถามถงึ ราชการตางๆ ในมณฑล
เพชรบรู ณ แกกราบเรยี นช้แี จงก็โปรดและยงั ทรงพระเมตตาเพราะเปน
สหชาติเกิดรวมปพระบรมราชสมภพดวยอีกสถานหน่ึง แตสงาราศี
ของพระยาเพชรรัตนฯ (เฟอง) ดเู หมอื นจะอยูท่ีผิวแกเหลอื งผิดกับ
คนอื่นนัน้ เปนส�าคัญ ใครเห็นกร็ ูวาแกไดดเี พราะไดล�าบากตรากตรา�
ท�าราชการเอาชวี ิตสูความไขมาแตหนหลัง อันนเ้ี ปนเครื่องปองกนั
ความบกพรองยิ่งกวาอยางอื่น แตพระยาเพชรรตั นฯ (เฟอง) เปน
สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพชรบรู ณอยูไดเพียง ๓ ป ถงึ พ.ศ. ๒๔๔๖
เขามาเฝาในกรงุ เทพฯ เมือ่ งานฉลองพระชนมายุครบ ๕๐ ป ก็มา
เปนอหิวาตกโรคถึงอนิจกรรมสน้ิ บญุ เพยี งอายุ ๕๐ ปเทานั้น ใครรูก็
อนาถใจ ดวยเห็นวาแกเพียรตอสคู วามไข ชนะโรคมาลาเรียแลวมาแพ
ไขอหิวาตกโรคงายๆ เพราะไมไดเตรียมตวั สมู าแตหนหลงั มคี นพากัน
382 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
เสยี ดาย
(๒)
เม่ือพระยาเพชรรตั นสงคราม (เฟอง) เปนสมุหเทศาภบิ าล
มณฑลเพชรบรู ณ เคยปรารภกับฉันเนอื งๆ วา การปกครองมณฑล
เพชรบรู ณไมยากนัก เพราะราษฎรเปนคนเกดิ ในมณฑลนั้นเองแทบ
ทั้งนั้น ชอบแตทา� มาหากิน มิใครเปนโจรผูราย บังคบั บญั ชากว็ างาย
ราชการในมณฑลน้ัน มีความล�าบากเปนขอสา� คญั แตหาคนใชไมได
พอการ เพราะคนในพื้นเมืองยังออนแกการศึกษา คนมณฑลอื่น
ก็มิใครมใี ครยอมไปดวยกลัวความไข จะจัดท�าอะไรจงึ มักตดิ ขัดดวย
ไมมีคนจะทา� ท่จี รงิ ความไขท่ีเมอื งเพชรบรู ณกม็ ี แตเปนฤดมู ไิ ดมอี ยู
เสมอ สังเกตดอู าการไขกไ็ มรายแรงถงึ อยางย่งิ ยวด ความไขทางเมอื ง
หลวงพระบาง หรอื แมในมณฑลพษิ ณุโลกทางขางเหนอื รายกวาเปน
ไหนๆ แตมิรูท่ีจะทา� อยางไรใหคนหายกลวั ไขเมอื งเพชรบูรณได ฉัน
พดู วาตวั ฉันเองก็ล�าบากในเร่ืองหาคนไปรับราชการมณฑลเพชรบูรณ
เหมือนกนั ไดเคยคิดทา� อุบายทจี่ ะระงบั ความไขเมอื งเพชรบูรณ เหน็
วาตัวฉันจะตองข้ึนไปเมืองเพชรบรู ณเอง ใหปรากฏเสยี สกั ครงั้ หนึ่ง
คนอ่นื จงึ จะหายกลัว ดวยเหน็ วาความไขคงไมรายแรงถึงอยางเชนกลวั
กัน ฉนั จึงกลาไป ถึงจะยงั มคี นกลัว ชักชวนก็งายข้นึ ดวยอาจอาง
ตัวอยางวาแมตวั ฉันก็ไดไปแลว พระยาเพชรรัตนฯ ชอบใจวาถาฉัน
ไปคนก็เหน็ จะหายกลัวไดจริง ถามพระยาเพชรรัตนฯ ถึงทางท่ีจะ
ไปมณฑลเพชรบูรณ แกบอกวาไปไดหลายทาง ทไ่ี ปไดสะดวกน้ันมี
๓ ทาง คือไปเรอื ในแมน้�าสักทางหน่งึ ไปจากกรงุ เทพฯ ราว ๓๐ วัน
ถึงเมืองเพชรบูรณ อีกทางหนึ่งจะเดนิ บกจากเมอื งสระบุรหี รือเมือง
ลพบรุ ีกไ็ ด เดินทางราว ๑๐ วนั ถงึ เมืองเพชรบรู ณ แตวาหนทางอยู
ขางล�าบากและไมมีอะไรนาดู ทางท่ี ๓ นน้ั ไปเรือมีเรือไฟจงู จาก
กรุงเทพฯ ราว ๗ วนั ไปขน้ึ เดินบกท่อี า� เภอบางมูลนาค แขวงจงั หวัด
พจิ ิตร เดินบกอกี ๔ วนั ถึงเมอื งเพชรบรู ณ และวาทางนส้ี ะดวกกวา
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 383
ทางอืน่ แตการที่ฉันจะไปเมืองเพชรบรู ณตองกะเวลาใหเหมาะดวย
คอื ควรไปในฤดูแลงเมอ่ื น้�ายงั ไมลดมากนกั ทางเรือจึงจะสะดวก ไป
ในเดอื นมกราคมเปนเหมาะกวาเดือนอน่ื แตฝายตัวฉนั ยงั มีขออื่นท่จี ะ
ตองคดิ อกี คอื จะตองหาโอกาสวางราชการในเดือนมกราคมใหไปอยู
หัวเมอื งไดสกั เดือนหน่งึ เมอ่ื ปรึกษากบั พระยาเพชรรัตนสงครามแลว
ฉันยงั หาโอกาสไมได ตองเลอ่ื นก�าหนดมาถึง ๒ ป ในระหวางน้ัน
พระยาเพชรรัตนสงคราม (เฟอง) ถึงอนจิ กรรมก็ไมไดไปดวยดังนดั กนั ไว
ฉนั มาไดโอกาสไปเมอื งเพชรบูรณ เม่อื พ.ศ. ๒๔๔๗ กะวาจะไปทาง
เรือจนถึงบางมูลนาค แลวข้ึนเดินบกไปเมืองเพชรบูรณและเมือง
หลมสัก ขากลับจะลงเรือท่ีเมืองหลมสัก ลองลา� แมนา�้ สักมายงั เมอื ง
วเิ ชยี รบุรี แลวเลยมาจนถึงเมืองสระบุรี ขนึ้ รถไฟกลบั กรงุ เทพฯ
พอขาวปรากฏวาตวั ฉันเตรียมตัวจะไปเมอื งเพชรบูรณ ก็มี
พวกพองพากันมาใหพร คลายกบั จะสงไปทัพบาง มาหามปรามโดย
เมตตาปรานีดวยเห็นวาไมพอทฉี่ ันจะไปเส่ียงภัยบาง ผิดกับเคยไป
ไหนๆ มาแตกอน ฉนั บอกวาเปนราชการ จา� ท่ีจะตองไปและไดทลู ลา
เสรจ็ แลว ที่หามปรามกเ็ งยี บไป แตสวนพระองคสมเดจ็ พระพทุ ธเจา
หลวงนั้น ทรงพระราชดา� รเิ ห็นชอบดวย ตัง้ แตฉนั กราบทลู ความคิด
ที่จะไปมณฑลเพชรบรู ณ ตรสั วา “ไปเถดิ อยากลัว สมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟาฯ ของเราทานก็เสดจ็ ไปแลว” ในเวลานัน้ ตวั ฉันเองต้ังแตเปน
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไดไปตามหัวเมอื งตางๆ เคยผานปาดง
แมท่ีวาไขรายมาหลายครง้ั แลว ไมรสู กึ ครน่ั ครามอยางไร แตประหลาด
อยูทพี่ อรกู ันวา ฉันจะไปเมืองเพชรบูรณเปนแน กม็ ีผขู อไปเที่ยวดวย
หลายคน แมพวกท่ีฉันเลือกเอาไปชวยธรุ ะหรอื ใชสอยก็สมคั รไปดวย
ยินดี ไมเหน็ มใี ครครัน่ คราม คงเปนดวยอนุ ใจ คลายกบั จะเขาไปยงั ที่
ซ่ึงเขาวาผดี ุ ไมมใี ครกลาไปคนเดยี ว แตพอมีเพื่อนไปดวยหลายคน
ก็หายกลัวผไี ปเอง
384 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งของ
(๓)
ฉนั ออกเรือจากกรุงเทพฯ เมอื่ วันท่ี ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗
ชาไปสัก ๑๕ วนั น้า� ในแมนา�้ ตัง้ แตกรุงศรอี ยุธยาขนึ้ ไป ลดงวดลงเสยี
มาก แมเรือไฟที่จูงเรือพวงเปนอยางกนิ น�้าต้ืนก็ล�าบาก ตองเดินเรือ
ถึง ๗ วัน จึงถึงอ�าเภอบางมูลนาค แขวงจังหวัดพิจิตร ทจี่ ะขึน้ เดินทาง
บก เทศาภบิ าลมณฑลพิษณโุ ลก จดั พาหนะและคนหาบของเตรียม
ไวแลว พอฉนั ข้ึนไปถงึ ก็มีพวกถูกเกณฑจางหาบของเขามาวิงวอน
ขอใหใชไปทางอื่น อยาใหตองไปเมอื งเพชรบูรณ เพราะกลัวความไข
ฉันประหลาดใจทคี่ นเหลานนั้ อยใู กลๆ กบั เมอื งเพชรบูรณ ไฉนจงึ กลวั
ไขถึงปานนั้น สืบถามไดความวาพวกชาวจังหวดั พิจติ รท่ีอยูตอนริม
แมนา้� เคยเดนิ ปาไปทา� มาหากนิ แตทางฝายตะวนั ตก จนถงึ กา� แพงเพชร
และเมอื งสุโขทยั นอยคนท่ีจะไดเคยไปทางฝายตะวนั ออก หางล�าแมนา้�
ไปกวาวนั เดยี ว เพราะเคยไดยินเล่อื งลือถงึ ความไขเมืองเพชรบรู ณ
กลัวกนั มาเสยี ชานาน ฉันก็ไดแตชแี้ จงแกพวกท่มี าขอตวั วาขอใหคิด
ดเู ถดิ ตัวฉันเองถงึ เปนเจากเ็ ปนมนษุ ย อาจจะเจ็บจะตายไดเหมอื น
กับพวกเขา ท่ีฉันจะไปเมืองเพชรบรู ณก็เพ่ือจะไปท�าราชการของ
พระเจาอยูหวั มิใชจะไปหาความสุขสนุกสบายส�าหรับตัวเอง พวก
เขาก็เปนขาแผนดนิ เหมอื นกบั ตัวฉัน มาชวยกันท�าราชการสนองพระ
เดชพระคุณพระเจาอยูหัวสกั คราวเปนไร อีกประการหนึ่งฉันไมได
คดิ จะเอาพวกเขาไปจนถึงเมอื งเพชรบรู ณ จะใหไปสงเพยี งปลายแดน
จงั หวดั พจิ ิตร ทางเพยี ง ๓ วันเทาน้นั กจ็ ะไดกลบั มาบาน ฉันจะดแู ล
ปองกนั มใิ หไปเจ็บไขในกลางทาง อยาวติ กเลย พวกนัน้ ไดฟงก็ไมกลา
ขอตวั ตอไป แตสังเกตดเู ม่ือเดินทางไมเหน็ มใี ครหนาตาเบกิ บานคงเปน
เพราะยังกลวั อยูไมหาย แตเม่ือเดนิ ทาง ๒ วนั พอถึงบานต�าปางทใ่ี น
ปาก็ไปเกดิ ประหลาดใจดวยไปพบราษฎรท่ีมีความนยิ มตรงกันขาม
หมบู านเหลาน้นั กอ็ ยใู นแดนจงั หวดั พิจติ ร แตชาวบานชอบไปทา� มา
หากินแตทางฝายตะวันออกจนถงึ เมอื งเพชรบรู ณ เมืองหลมสักและ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 385
เมืองวิเชยี ร แตไมชอบลงไปทางริมแมนา้� เชนที่บางมูลนาคเปนตน
ดวยเกรงความไขในที่ลุม คนที่ไดไปแลวคนหน่ึงบอกฉันวาเคยไปขี่
เรือครัง้ หน่งึ พอเรอื ออกเวียนหวั ทนไมไหว แตน้นั ก็ไมกลาลงเรอื อีก
ดูประหลาดหนักหนา คนอยูหางกนั เพียงทางเดนิ ๒ วัน ภูเขาเลากา
อะไรกไ็ มมคี น่ั ความนิยมกลบั ตรงกันขามถึงอยางน้นั
ระยะทางบกแตบางมูลนาคไปถึงเมอื งเพชรบรู ณ ราว ๓,๐๐๐
เสน เดินทางในฤดูแลงเมือ่ แผนดนิ แหงแลวไมล�าบากอยางไร ออกจาก
บางมลู นาคเปนที่ลุมราบซง่ึ น�้าทวมในฤดนู ้�า ไปสัก ๓๐๐ เสนถงึ เมือง
ภมู เิ กาวาเปนเมืองโบราณทา� นาไดผลดี ยังมบี านชองแนนหนา ออก
จากเมืองภูมิไปยังเปนลุมเปนพรแุ ละเปนปาไผอีกสัก ๕๐๐ เสนจึง
ข้ึนท่ีดอนเปนโคกปาไมเตง็ รงั ชายโคกเปนหวยเปนดงสลบั กนั ไปสัก
๑,๐๐๐ เสน ถงึ เชงิ เขาบรรทัดท่ีเปนเขตแดนจังหวัดพจิ ิตรกับจงั หวัด
เพชรบรู ณตอกันบนสนั เขานน้ั ทางตามขามเขาบรรทัดเปนดงดิบเชน
เดียวกับดงพระยาไฟ แตเดินข้ึนเขาไดสะดวกเพราะทางลาดข้นึ ไป
ไมสูชันนัก เมอ่ื ฉันไปถงึ ท่พี กั แรมตา� บลซับมาแสนบนสันเขาบรรทัด
พวกชาวเมอื งเพชรบูรณมารับ ผลัดหาบหามจากพวกเมอื งพิจติ ร คนื
วนั นั้นไดเหน็ ความร่ืนเริงจากพวกท่ีไปจากเมืองพจิ ิตรเปนคร้งั แรก
พากนั รองเพลงเลนหวั เฮฮาอยูจนเวลาจะนอน ถงึ ตองใหไปหามปาก
เสียง ครั้นรุงเชาเม่ือกอนจะออกเดินทาง ฉันเรยี กพวกเมืองพิจิตร
มาขอบใจและแสดงความยินดที ี่ไมมีใครเจ็บไข พวกเหลานนั้ บอกวา
ไดมาเหน็ อยางนแี้ ลวก็ส้ินกลัว บางคนถงึ พดู วา “ถาใตเทามาอีก ผม
จะมารบั อาสาไมใหตองเกณฑทีเดียว” ออกเดินจากตา� บลซับมาแสน
เปนทางลงจากเขามาสัก ๒๐๐ เสนก็พนดงเขาเขตบานลองคลา เดนิ
แตบานลองคลาข้นึ ไปทางเหนือสัก ๕๐๐ เสนถึงบานนายม ไปจาก
บานนายมอกี สกั ๔๐๐ เสนกถ็ ึงเมอื งเพชรบูรณ
386 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมืองของ
(๔)
ฉันไปถงึ เมืองเพชรบรู ณเมือ่ วันที่ ๔ กุมภาพันธ ทองทีม่ ณฑล
เพชรบูรณ บอกแผนท่ีไดไมยาก คือล�าแมนา�้ สักเปนแนวแตเหนอื ลง
มาใต มีภูเขาสูงเปนเทือกลงมาตามแนวล�าน้�าทง้ั ๒ ฟาก เทือกขาง
ตะวนั ออกเปนเขาปนนา้� ตอแดนมณฑลนครราชสมี า เทอื กขางตะวนั ตก
เปนเขาตอแดนมณฑลพิษณุโลก เทอื กเขาทั้งสองขางนน้ั บางแหงก็
หาง บางแหงกใ็ กลแมนา�้ สัก เมอื งหลมสักอยูท่ีสุดลา� น�้าสักทางขาง
เหนอื แตลงมาถึงเมืองเพชรบูรณ ตรงทีต่ ั้งเมืองเพชรบูรณเทือกเขา
เขามาใกลล�าน�้า ดเู หมอื นจะไมถึง ๔๐๐ เสน แลเหน็ ตนไมบนเขาถนัด
ทัง้ ๒ ฝาย ทา� เลทเี่ มืองเพชรบูรณตอนรมิ นา�้ เปนท่ีลมุ ฤดูนา้� ๆ ทวมแทบ
ทกุ แหง พนทีล่ ุมขึน้ ไปเปนทีร่ าบทา� นาไดผลดี เพราะอาจจะขดุ เหมอื ง
ชกั นา�้ จากล�าหวยมาเขานาไดเหมอื นเชนที่เมอื งลับแล พนทรี่ าบขึน้ ไป
เปนโคกสลบั กบั แองเปนหยอมๆ ไปจนถึงเชงิ เขาบรรทดั บนโคกเปน
ปาไมเตง็ รัง เพาะปลูกอะไรอยางอ่ืนไมได แตตามแองนนั้ เปนทนี่ า้� ซบั
เพาะปลกู พนั ธไุ มงอกงามดี เมืองเพชรบรู ณจึงสมบูรณดวยกสกิ รรม
จนถึงชาวเมืองทา� นาปหนึ่งเวนปหน่ึงก็ไดขาวพอกันกนิ ราคาขาว
เปลอื กซือ้ ขายกนั เพยี งเกวียนละ ๑๖ บาทเทานั้น แตจะสงขาวเปน
สนิ คาไปขายเมืองอน่ื ไมไดดวยทางกันดาร เม่อื ขาวไปถงึ เมอื งอืน่ คิด
คาขนขาวดวยราคาแพงกวาขาวท่ขี ายกันในเมอื งน้นั ๆ ชาวเพชรบูรณ
จงึ ท�านาแตพอกนิ ในพื้นเมอื ง สงิ่ ซง่ึ เปนสินคาสา� คญั ของเมืองเพชรบูรณ
ก็คือยาสูบ เพราะรสดีกวายาสูบท่ีอ่ืนหมดทัง้ เมืองไทย ชาวเมือง
เพชรบรู ณจงึ หาผลประโยชนดวยปลูกยาสบู ขายเปนพื้น ลกั ษณะปลกู
ยาสูบทเ่ี มืองเพชรบูรณนน้ั ปลูกตามแองท่ีนา�้ ขงั ในฤดูฝน ถงึ ฤดแู ลง
พอน�้าในแองแหง ราษฎรก็ไปพรวนดินปลกู ตนยาสูบ เม่ือตนยาสูบ
งอกงามไดขนาดก็เก็บใบยามาผ่ึงแลวห่นั เอาเขาหอไว พวกพอคาไปรบั
ซ้ือตามบานราษฎร แลวบรรทุกโคตางไปขายทางมณฑลนครราชสมี า
บาง มณฑลอุดรบาง แตมณฑลพิษณโุ ลกปลูกยาสูบเหมอื นกนั จึง
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 387
ไมซ้ือยาเมืองเพชรบูรณ แตตลาดใหญของยาสบู เมอื งเพชรบูรณน้ัน
อยูในกรุงเทพฯ ถึงฤดูนา�้ พวกพอคาเอายาสบู บรรทุกเรอื ลงมาขาย
มากกวาแหงอ่ืนเสมอทุกป ประหลาดอยูท่ีรสยาสบู ซึ่งเรียกกันวา
“ยาเพชรบูรณ” นัน้ ดเี ปนยอดเย่ยี มแตทปี่ ลูก ณ เมอื งเพชรบรู ณ ถา
ปลกู ที่เมืองหลมสกั หรือปลูกขางใตหางเมืองเพชรบูรณลงมา เพียง
ทางวันเดียวรสยาก็คลายไปเพราะโอชะดนิ สูทเ่ี มืองเพชรบูรณไมได
ถงึ ท่ีเมอื งเพชรบรู ณเอง กป็ ลกู ยาซา�้ ที่อยูไดเพียงราว ๖ ป แลวตอง
ยายไปปลกู ทอ่ี ื่น ปลอยใหดนิ พกั เพมิ่ โอชะเสีย ๕ ป ๖ ป จงึ กลบั ไป
ปลกู ทเี่ กาอกี
ในเรื่องทเ่ี ลอ่ื งลอื วาความไขเมอื งเพชรบูรณรายแรงนน้ั เมอ่ื ไป
เหน็ เมืองเพชรบูรณก็พอไดเคาเขาใจวาเปนเพราะเหตุใด คงเปนเพราะ
เหตุทเ่ี มืองเพชรบูรณตัง้ อยทู ี่ลุมริมล�าน�้า มีเทือกเขาสูงกระหนาบอยู
ใกลๆ ทง้ั สองขาง เทอื กเขานน้ั เปนหินปูน ถึงฤดูแลงตนไมแหงไมมี
ใบ หินถูกแดดรอนจัดไอข้นึ ลมพดั มาแตทิศใดก็พัดพาเอาไอหนิ เขา
มารอนอบอยใู นเมือง พอเรม่ิ ฤดฝู นคนถกู ไอรอนของหนิ กับไอฝนผสม
กัน ก็อาจจะเปนไขไดสถานหนง่ึ ในฤดูฝนๆ ตกชะใบไมทหี่ ลนรวง
เนาเปอยอยบู นเขา พาเอาพษิ ไขลงมากบั น�้า คนกอ็ าจเปนไขดวยกนิ
นา�้ มีพิษสถานหนึ่ง เม่อื สน้ิ ฤดฝู นนา้� ทวมแผนดนิ ลด ก�าลงั แผนดินช้ืน
ลมหนาวพัดมาระคนกับความชืน้ ก็อาจเกิดไขไดอีกสถานหนึ่ง แต
สังเกตคนในพ้ืนเมอื งหรอื แมคนตางถน่ิ ท่ีไปอยูจนคนุ ท่ีแลวดอู นามัย
ก็เปนปรกตไิ มแปลกกับทอี่ ื่น ฉันไตถามพวกกรมการในพน้ื เมืองถึง
ลักษณะความไข เขาบอกวาไขมีชุกแตเวลาเปลยี่ นฤดู คือเม่อื ฤดแู ลง
ตอฤดฝู นคราวหนงึ่ กับเมื่อฤดูฝนตอฤดแู ลงคราวหนง่ึ ไขคราวตนป
เมอ่ื ฤดูแลงตอฤดฝู นไมรายแรงเหมือนกับไขคราวปลายป ท่เี ราเรยี กวา
“ไขหัวลม” นอกจาก ๒ ฤดนู ั้น ความไขเจบ็ ก็มใิ ครมี โดยจะมีกเ็ ปน
อยางธรรมดาไมผิดกับทอี่ ื่น ความเห็นของพวกที่ไปจากตางถ่นิ เขาวา
ความไขเมืองเพชรบูรณรายกวามณฑลอ่นื บางมณฑล เชนมณฑล
388 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
อยุธยาเปนตน จริงอยูแตไมรายแรงเหลือทนเหมือนเชนเลื่องลือ
ถารจู ักระวงั รักษาตัวกไ็ มสกู ระไรนัก แตสา� คัญอยูท่ใี จดวย ถาขขี้ ลาด
ก็อาจจะเปนไดมากๆ เขาเลาเรื่องเปนตวั อยางวา เม่อื ปท่ีลวงมาแลว
มีเจาพนกั งานกรมไปรษณยี คนหนึง่ ซงึ่ เจากระทรวงสงขึน้ ไปอยูประจา�
การ ณ เมืองเพชรบรู ณขึ้นไปทางเรอื ในฤดฝู นพอถงึ เมืองเพชรบูรณ
ก็จับไข อาการไมหนักหนาเทาใดนัก แตเจาตัวกลัวตายเปนก�าลัง
พวกที่เมอื งเพชรบูรณบอกวาจะรักษาใหหายได ก็ไมเช่อื ขอแตให
สงกลับกรงุ เทพฯ อยางเดยี ว เขากต็ องใหกลบั ตามใจ เมือ่ ลงไปถึง
เมืองวเิ ชียรอาการไขก�าเริบถึงจับไมสาง แตตอไปจะเปนหรือตาย
หาทราบไม
ตัวเมืองเพชรบูรณ เปนเมืองมีปอมปราการ สรางมาแต
โบราณ เหน็ ไดวาตัง้ เปนเมอื งดาน โดยเลือกท่ีชัยภูมิตรงแนวภเู ขา
เขามาใกลกบั ลา� แมน้�าสัก มที างเดนิ ทพั แคบกวาแหงอน่ื ตงั้ เมืองสะกัด
ทางท�าปราการท้งั สองฟาก เอาล�าน�้าสักไวกลางเมอื งเหมือนเชนเมอื ง
พษิ ณโุ ลก สงั เกตตามรอยทป่ี รากฏ เห็นไดวาสรางเปน ๒ ครงั้ ๆ แรก
สรางเมอ่ื สมยั กรุงสุโขทยั แนวปราการขนาดราวดานละ ๒๐๐ เสน
เดิมเปนแตถมดินปกเสาระเนยี ดขางบน มาสรางใหมในที่อนั เดยี วกนั
เมื่อสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาอกี คร้ังหนง่ึ รนแนวยอมเขามาแตทา� ปราการ
กอดวยหินและมปี อมรายรอบ สา� หรบั สขู าศึกซ่ึงจะยกมาแตลานชาง
ขางในเมืองมีวดั มหาธาตุกับพระปรางคเปนสิ่งส�าคญั อยูกลางเมือง
ฉันไดไปทา� พธิ ีพทุ ธบูชา และถวายสังเวยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธ
ยอดฟาจุฬาโลกท่ีวดั มหาธาตุนั้น ที่ในเมอื งแตกอนเห็นจะรกเลี้ยว
เพ่ิงมาถากถางท�าถนนหนทาง และปลูกเรอื นส�าหรับราชการตางๆ
เม่อื พระยาเพชรรตั นสงคราม (เฟอง) ข้นึ ไปอยู ไปเหน็ เขากค็ ดิ ถงึ
(๕)
ฉนั เดนิ บกจากเมืองเพชรบรู ณไปเมืองหลมสัก ระยะทางทีไ่ ป
ราว ๑,๒๐๐ เสน ตองคางทางคนื หน่งึ ท�าเลทเี่ มืองหลมสกั เปนแอง
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 389
กับเนินสลับกัน เหมอื นดังพรรณนามาแลว แตมีบานเรือนราษฎร
ในระยะทางถ่ี ไมเปลี่ยวเหมือนทางทมี่ าจากบางมูลนาคจนถึงเมอื ง
เพชรบูรณ ผานไปในปาลานแหงหนงึ่ ดงู ามหนกั หนา ตนลานสูงใหญ
แลสลางไป ใบยาวตงั้ ราว ๖ ศอกผิดกับตนลานท่ีเคยเห็นปลกู ไวตามวัด
ดูนาพิศวง ในจังหวดั หลมสักมีตนลานมากกวาทอี่ นื่ ถึงใบลานเปน
สนิ คาใหญอยางหน่ึงซึง่ ขายไปทีอ่ นื่ จงั หวดั หลมสักมเี มอื ง ๒ แหง เรียก
วาเมอื งหลมเกาแหงหนึง่ เมอื งหลมสักแหงหน่ึง ฉันไปถึงเมอื งหลมสกั
อนั เปนทบ่ี ญั ชาการจงั หวดั กอน ตัวเมืองหลมสักต้ังอยูริมล�าแมนา้� สัก
ทางฟากตะวนั ตก ไมมปี ราการเปนดานทางอยางใด แตต้งั เมืองบนทส่ี งู
นา�้ ไมทวมถึง และเขาบรรทดั ตรงนัน้ ก็หางออกไป ความไขจงึ ไมรายแรง
เหมอื นเมอื งเพชรบูรณ ราษฎรจังหวดั หลมสักเปนไทยลานชางท่เี รยี ก
กนั แตกอนวา “ลาวพงุ ขาว” เหมือนอยางชาวมณฑลอดุ ร ไมเหมอื น
ไทยชาวจงั หวัดเพชรบรู ณ ซงึ่ เปนอยางเดยี วกันกบั ชาวมณฑลพษิ ณโุ ลก
จ�านวนผคู นพลเมอื งมากกวาเมอื งเพชรบูรณ เพราะการท�ามาหากินได
ผลบริบูรณดีกวาเมอื งเพชรบรู ณ สินคาทีข่ ายไปตางเมืองมยี าสบู และ
ใบลานเปนตน และโคกระบอื เปนสินคาใหญกวาอื่น พาเดินลงไปขาย
ทางมณฑลนครสวรรคและเมืองลพบรุ ปี ละมากๆ เสมอทุกป ฉันได
เลยไปดูถงึ เมืองหลมเกา ซ่ึงอยูหางเมืองหลมสักไปทางทิศตะวันตก
เฉยี งเหนอื ระยะทางราว ๓๖๐ เสน เมืองหลมเกาตง้ั อยูในทแ่ี องใหญ
ภเู ขาลอมรอบ มีล�าหวยผานกลางเมืองมาตกล�าน�้าสักขางใตเมอื ง
หลมสัก ทางที่เดนิ ไปจากเมอื งหลมสักเปนทส่ี งู เมื่อใกลจะถึงเมอื ง
หลมเกาเหมอื นกนั อยูบนขอบกะทะ แลลงไปเหน็ เมืองหลมเกาเหมอื น
อยูในกนกะทะ แตเปนเรือกสวนไรนามีบานชองเต็มไปในแองน้ัน
นาพศิ วง แตสงั เกตดไู มมขี องโบราณอยางใดแสดงวาเปนเมืองรัฐบาล
ต้ังมาแตกอน สนั นิษฐานวาเหตทุ ่ีจะเกดิ เมืองหลมเกา เห็นจะเปนดวย
พวกราษฎรที่หลบหนภี ัยอนั ตรายในประเทศลานชาง มาตงั้ ซองมั่วสมุ
กันอยูกอน แตเปนท่ีดินดีมีน�้าบริบูรณ เหมาะแกการทา� เรือกสวน
390 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
ไรนาและเล้ียงโคกระบือ จงึ มคี นตามมาอยูมากข้นึ โดยล�าดับจนเปน
เมอื ง แตเปนเมืองมาแตสมยั กรงุ สโุ ขทัยมีชื่อปรากฏในศิลาจารึกของ
พอขุนรามคา� แหง เรียกวา“เมอื งลุม”ช้นั หลังมาจงึ เรยี กวา“เมอื งหลม”
กห็ มายความอยางเดียวกนั แตเมอื งหลมสกั เปนเมืองตง้ั ใหมในชัน้ หลงั
เขาใจวาเพ่ิงต้ังเม่อื รัชกาลที่ ๓ กรงุ รตั นโกสินทรนี้ เพ่ือจะใหสะดวก
แกการคมนาคม จงึ มาตง้ั เมอื งทร่ี มิ ล�าน้�าสัก และเอาช่อื ลา� น�้าเพิ่มเขา
เรียก “เมอื งหลมสกั ” ใหผดิ กับเมอื งหลมเดมิ แตเหตุใดลา� น�้าจึงชอ่ื วา
“ลา� น�้าสกั ” หรอื “ลา� น้�าปาสกั ” ขอน้ีฉันสบื สวนไมไดความสิ่งสา� คญั
อนั ใดที่มีค�าวา “สัก” เปนช่ือหรือปาไมสักทางน้นั ก็ไมมี ตองยอมจน
เดมิ ฉนั คิดวา ขากลบั จะลงเรอื ทเ่ี มืองหลมสกั ลองลา� น้�าสกั ลง
มาจนถึงเมืองสระบุรี แตน�้าลดเสยี มากแลว จะลงเรือมาแตเมือง
หลมสักไมได จึงตองเดินบกยอนกลบั มาลงเรือที่เมืองเพชรบรู ณ ฉัน
สงั่ ใหสงเรือมาดเกง ๖ แจวขนาดยอมข้ึนไปรบั สา� หรับตวั ฉนั จะมา
เองล�าหนงึ่ เรือส�าหรับผูอ่นื จะมา ฉันใหหาซื้อเรือพายมา ๒ แจว
ทใ่ี ชกันในเมอื งเพชรบรู ณ ท�าประทุนเปนทีอ่ าศัยใหมาลา� ละคนหน่ึง
สองคนบางจนครบตวั กนั
(๖)
ฉันลงเรอื ลองจากเมืองเพชรบูรณ เม่ือวนั ที่ ๑๑ กุมภาพันธ
ลา� น้�าทเ่ี มอื งเพชรบรู ณแคบกวาตอนใตในแขวงสระบรุ มี าก ทบ่ี างแหง
เมอ่ื เรือลองลงมาถงึ ปลายก่ิงตนตะไครน้�าที่ขึน้ อยูกบั หาดประเกงเรอื
ทั้งสองขาง นา้� กต็ ื้นฤดูแลงใชเรอื ไดแตขนาดเรือพายมา พอพนท่ตี ั้งเมือง
ลงมาท้งั สองฝงเปนปาตนไมใหญ เชน ตนตะเคยี น ตนยาง และตน
สะตือ ขึ้นทึบบงั แสงแดดรมท้ังเวลาเชาและบาย มบี านคนตั้งประปราย
มาเพียงบานนายม ตอนัน้ กเ็ ปนปาเปลย่ี วลงมาทางหลายวนั ในระยะท่ี
เปลย่ี วนัน้ ลองเรือล�าบาก ดวยตามปรกติเมื่อถึงฤดูฝนนา้� หลาก สายนา�้
แรงมกั กดั ตลิง่ พังเปนเหตุใหตนไมใหญโคนลมลงในลา� น�้ากีดขวางทาง
เรือ บางตนลมขามล�าน้�าเหมอื นอยางสะพาน เรอื ลอดมาไดก็มี บาง
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 391
ตนลมทอดอยูในทองน้�า ตองเขน็ เรอื ขามมาก็มี บางตนจะลอดหรือ
จะเข็นเรอื ขามไมไดทง้ั ๒ สถาน ตองขดุ ดนิ หรือชายตลิ่งพอเปนชอง
ใหเรอื หลีกมาทางโคนตนไมกม็ ี โดยปรกติไมมีใครไปจับตอง ทิ้งไวจน
สายนา�้ หลากปหลงั พัดพาขอนไมใหลอยไป หรอื ท้ิงอยจู นตุไปเอง เม่อื
ฉนั ไป พวกเมอื งเพชรบรู ณเขาลวงหนาลงมาถากถางทางบางแลว แต
กระนนั้ ตนไมที่โคนกดี ขวางบางตนใหญโต เหลอื ก�าลังทพ่ี วกทา� ทางจะ
ตัดทอนชักลากเองไปทง้ิ ท่ีอ่ืนได จึงตองเขน็ หรือขามหรือหลีกขอนไม
มา ไมรวู าวนั ละสกั กค่ี ร้ังเปนความลา� บาก และชวนใหทอใจในการลอง
ล�านา�้ สักย่งิ กวาอยางอื่น แตตองนกึ ชมความคิดของคนโบราณทีเ่ ขา
คดิ ท�าเรอื มาดข้ึนกระดานเชนเรอื พายมาใชในที่เชนนัน้ เพราะทองเรือ
มาดเปนไมหนาถงึ จะเขน็ ลากถูลถู กู งั อยางไรก็ทนได ทขี่ น้ึ กระดานตอ
ขึ้นมา ๒ ขางกท็ �าใหเรอื เบา บรรทกุ ไดจกุ วาเรอื มาดทั้งล�า เปนของคดิ
ถกู ตามวิทยาศาสตร ถาเปนเรือตอเชนเรือบดหรือเรือสา� ปน กเ็ ห็นจะ
แตกปนลองลา� น�้าสักลงมาไมไดตลอด เม่ือกอนไปมณฑลเพชรบูรณ
ฉนั เคยเห็นเรือมอขนาดใหญบรรทกุ สินคาเมอื งเพชรบรู ณลงมาขายที่
กรุงเทพฯ เสมอทกุ ป เมอ่ื ตองไปเข็นเรือขามขอนดังกลาวมาแลว คิด
ไมเห็นวาเรือใหญท่บี รรทกุ สนิ คาจะลองลงมาถงึ กรงุ เทพฯ ไดอยางไร
ถามพวกชาวเมืองเพชรบรู ณ เขาบอกวาเรอื บรรทุกสินคาเหลาน้ัน
ไมไดขนึ้ ลองทางล�าน�้าสักตลอด ประเพณขี องพวกพอคาเม่อื ใกลจะ
ถึงเวลานา้� หลาก เขาบรรทุกสนิ คาลงเรอื เตรยี มไว พอน้�าทวมฝงก็ลอง
เรือหลกี ลา� น�้าสักตอนมีไมลมกีดขวาง ไปตามท่ลี ุมท่ีน้�าทวมบนตลิ่ง
จนถึงที่กวางพนเครือ่ งกีดขวางจงึ ลองทางล�าน�้าสัก เมอื่ สงสินคาแลว
ก็รีบซ้ือของในกรงุ เทพฯ บรรทกุ กลบั ขึ้นไปใหทนั ในฤดูน้�า พอถึงเมอื ง
เพชรบรู ณก็เอาเรอื ข้นึ คาน เรือบรรทกุ สนิ คาข้นึ ลองแตปละครั้งเดยี ว
เทาน้ัน นอกจากตนไมลมกีดขวางทางเดินเรอื ดงั กลาวมา ยังมแี กง
ตองชะลอเรอื หลีกหนิ มาเนืองๆ แมน้�าสักตอนขางเหนือยังผดิ กับลา� นา�้
อน่ื ๆ อีกอยางหนง่ึ ทท่ี างเปล่ียวเปนอยางย่งิ บางวนั ฉนั ถามคนน�าทาง
392 การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
วา “นเ่ี รามาถึงไหนแลว” แกตอบวา “ท่ีตรงนยี้ ังไมเคยมชี อื่ ” วันหนึง่
แกบอกวา “พรงุ น้จี ะถึงทาแดง” ฉันกเ็ ขาใจวาคงจะไดเห็นบานเรอื น
แตเมอ่ื ไปถึงทาแดงเหน็ แตไรอยูที่ชายตลง่ิ แหงหน่ึง แตตวั เจาของไร
ขึ้นไปขัดหางอยบู นกอไผ ถามไดความวาบานอยูหางลา� น้�าสกั ไปสกั วัน
หนึ่ง มาตงั้ ท�าไรช่ัวคราว ไมกลาปลกู ทบั กระทอมอยูกับแผนดิน ดวย
กลัวเสอื จงึ ขดั หางอยูบนกอไผ สตั วปากช็ ุมจริงอยางวา จอดเรอื เขา
แหงใด ตามชายตลิง่ ก็เหน็ รอยสตั วปาเกลอ่ื นกลน มที ัง้ รอบชางเถือ่ น
รอยเสอื รอยกวางและหมูปา เพราะตอนนเ้ี ทือกภูเขาหางทงั้ สองฝาย
ถงึ ฤดแู ลงที่แผนดินแหงผากไมมนี า้� สตั วปาตองลงมากินนา�้ ในล�าน้�า
สกั ๆ ตอนน้กี ็เปนทเ่ี ปลย่ี ว ไมมีคนไปมาเบยี ดเบยี น สตั วปาจงึ ชอบมา
อาศัยในฤดแู ลง ประหลาดอยูอยางหนง่ึ ท่ีล�าแมน�า้ สักขางตอนใตใน
แขวงเมืองสระบุรี ไมปรากฏวามีจระเข แตในตอนเปลี่ยวมีจระเขชมุ
เหน็ รอยตามตล่งิ เกลื่อนไป
การลองล�าแมน�้าสักตอนเหนือถึงล�าบากกส็ นุก สนกุ ต้ังแต
ลงเรือเลก็ ๆ แยกกันลา� ละคนสองคน แลนเรียงเคียงคลอลอเลนกัน
เรื่อยมา แตหลายวนั เขาก็เกดิ ไมสบาย ดวยอยูในเรือไดแตนอนกบั นั่ง
ราบมา ๒ ทาตลอดวันยังคา่� จนเม่อื ยขบและปวดหวั เขา บางคนบนวา
เหมือนกับมาในโลง ตางคนก็คิดอุบายแกเมอ่ื ยขบดวยประการตางๆ
บางคนเหน็ ตรงไหนพอจะเดินไดกข็ ้นึ เดนิ บก บางคนก็ออกไปรับผลัด
แจวเรือ บางคนก็เจาะหลงั คาประทนุ เรอื เปนชอง มีฝาจับโพลปด ถงึ
เวลาแดดรมเปดฝาจบั โพลยนื โผลขึน้ ไปดอู ะไรเลน และดัดขาแกปวด
หัวเขากม็ ี สวนตวั ฉันเองมาในเรือเกง มที กี่ วางและมีชองหนาตางพอ
เยีย่ มมองดอู ะไรๆ ได ไมปดทบึ เปนโลงเหมอื นเรือประทุน ถึงกระนน้ั
พอถึงวันท่ี ๓ ก็รูสึกเมือ่ ย ใหเอาเกาอผ้ี าใบมาตง้ั นอนเอนหลังและ
หอยขาแกเมื่อยไดบาง แตเวลาเผลอตัวผงกหัวขึ้น ก็โดนเพดานเกง
เจบ็ หลายหน ลองเรือมาทางลา� แมนา้� สักยังมแี ปลกอีกอยางหนง่ึ ดวย
ก�าหนดทพี่ ักแรมลวงหนาไมไดเหมือนเชนไปทางลา� น�้าอื่นๆ เพราะ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 393
ตองเสียเวลาเขน็ เรือขามขอนวนั ละหลายๆ คร้ัง ไมรวู าวนั ไหนจะไปได
จนถึงไหน ทางก็เปลี่ยว บานชองผคู นก็ไมมจี ะเปนท่อี าศยั พกั แรม จงึ
ตองเอาแสงตะวนั เปนหลกั ลองลงมา พอถงึ เวลาราวบาย ๔ โมง ก็มอง
หาชายตลิง่ ทีเ่ ปนหาดพอจะจอดเรือพักแรมได จอดแลวพอพลบค่�าก็
ตองกองไฟรายลอม ใหบรรดาคนทไ่ี ปดวยกนั อยแู ตในวงกองไฟ เพราะ
ไมรูวาสตั วปามันจะอยทู ่ีไหน ครง้ั นัน้ พระยาวจีสตั ยารกั ษ (ดิษฐ) เมอ่ื
ยังเปนพระยาสระบุรี คุมเรอื ข้นึ ไปรบั ฉนั ทเี่ มอื งเพชรบูรณ แกไปเลา
วาไปกลางทางเวลากลางคืน มีสัตวอะไรอยางหน่ึงไดยนิ แตเสียงรอง
“ปอ๊ กเจ๋ยี กๆ” มนั มาเทย่ี วเลาะอยรู อบกองไฟ จนพวกคนแจวเรอื พา
กนั กลวั อายตวั ปอ๊ กเจย๋ี ก เพราะไมรวู ามันเปนตวั อะไร แตเม่อื ฉนั ลงมา
หาไดยินเสยี งสัตวอยางใดไม พวกที่มาดวยกนั เฝาเตอื นถงึ ตัวป๊อกเจย๋ี ก
จนพระยาวจฯี ออกเคอื ง แตกย็ นื ยันวามีตัวปอ๊ กเจี๋ยกอยูเสมอ จน
เลยเปนเร่อื งขบขนั แตลา� แมนา้� สักตอนที่เปลี่ยวน้ี ถาวาในทางชมดง
กน็ าชมนัก เพราะสงางามตามธรรมชาติ จะหาท่อี น่ื เปรียบไดโดยยาก
เวลามาในเรือจะแลดไู ปทางไหนกเ็ หน็ แตตนไมปาตางๆ ท้ังใหญนอย
สลบั สลอนซอนซับกนั ไปรอบขาง บนยอดไมกม็ ีนกพวกอยปู าสูงเชน
นกยูงเปนตน จบั อยูใหเห็นแทบทุกวัน และยังมีสัตวแปลกๆ เชน
ตวั บาง รูปรางคลายกระรอกแตขนาดสกั ทาแมว มนั ยดื หนังระหวาง
ขาออกไปไดเปนผืน เวลาโผนจากตนไมมันกางขายดื หนงั แผออกไปเชน
ปะระชดุ เครือ่ งบิน รอนไปไดไกลๆ ฉนั เพง่ิ ไดเห็นบางรอนเปนคร้งั แรก
ไดชมนกชมไมก็ออกเพลดิ เพลนิ เจริญใจ นับวาสนุกไดอีกอยางหนงึ่
ลองเรือมาจากเพชรบูรณ ๖ วนั ถงึ เมืองวิเชียร ตอนใกลจะ
ถึงเมอื งวเิ ชียรพนที่เปลย่ี ว ลา� แมนา�้ สักคอยกวางออก แกงกค็ อยหาง
ยังมีแตขอนไมกีดขวางทางเรอื เปนแหงๆ แตน�้าตื้นแจวเรือไมถนัด
ตองใชถอจนถึงเมอื งวิเชียร เมอื งวิเชียรน้ันตั้งอยูทางฝงตะวันออก
เดมิ เปนหัวเมืองขึ้นตรงตอกรุงเทพฯ และมเี รื่องตา� นานจะเลาตอไป
ขางหนาเขตแดนกวางขวางกวาเมอื งเพชรบูรณ แตเปนเมอื งกันดาร
394 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองของ
เพราะเทือกภเู ขาทั้งสองฝายอยูหางทีแ่ ผนดินดอน ไมมีล�าหวยพอ
จะชักน้�ามาท�าการเพาะปลูกไดเหมือนเมืองเพชรบูรณและเมือง
หลมสกั ไดแตทา� นาน้�าฝนหรือทา� ในทีล่ มุ ใกลลา� น้�าสกั อาหารการกิน
อัตคดั บานเมอื งจงึ ไมเจรญิ ตวั เมอื งวิเชยี รต้งั อยหู างล�าน�้าสกั ๒๐ เสน
ดวยตอนริมนา้� เปนทต่ี �่านา้� ทวมในฤดฝู น แลดูเหมอื นกับหมบู านไมเปน
เมอื งมีสงาราศี เพราะเปนเมืองกนั ดารดงั กลาวมาแลว เม่อื ตั้งมณฑล
เพชรบรู ณจงึ ลดเมืองวเิ ชียรลงเปนแตอ�าเภอหนง่ึ ในจงั หวดั เพชรบูรณ
ออกจากเมืองวิเชียร ลองเรือมา ๓ วันถึงเมืองบวั ชุม แตเมือง
บวั ชมุ มาวันหนึ่งถึงเมืองชัยบาดาล ล�าน�้าสักตอนนี้กวางแจวเรอื ได
ถนัด ขอนไมท่กี ดี ขวางทางเรอื กม็ นี อยกวาขางเหนอื แตตองหลีกแกง
กรวดแกงหนิ ถข่ี ึ้น เมอื งบวั ชมุ และเมืองชัยบาดาลเดิมเปนเมืองขน้ึ ของ
เมอื งวิเชียร เมอื่ ตัง้ มณฑลเพชรบรู ณ รวมตง้ั เปนอา� เภอหนงึ่ ตางหาก
เรยี กวา อ�าเภอชัยบาดาล ในจงั หวดั เพชรบรู ณ ผคู นมมี ากกวาอา� เภอ
วิเชียร ต้ังเรือนตามริมนา้� เปนระยะมาตลอด ไมเปล่ียวเหมอื นขางเหนือ
เพราะตอนนเ้ี ทอื กภเู ขาเขามาใกลล�าน้�าสักทั้งสองฝาย ทองท่ีมนี �้าหวย
ท�าไรนาดี และเปนปากดงพญากลาง ทางคนไปมาคาขายกับเมอื ง
นครราชสีมา มสี นิ คาหาไดในทองท่ี เชนเสาและไมแดง ใบลาน สีเสยี ด
หาผลประโยชนไดมาก และอาจสงสนิ คามาทางเรอื ถงึ เมอื งสระบุรีได
สะดวกกวาเมอื งอ่นื ทางขางเหนือดวย ออกจากเมืองชยั บาดาลลองมา
๔ วัน ก็ถงึ ปากเพรียวที่ตัง้ เมอื งสระบุรี นบั จ�านวนวนั ที่ลองล�าน้�าสกั
แตเมืองเพชรบรู ณจนถึงทข่ี ้ึนรถไฟ ณ เมืองสระบรุ รี วม ๑๔ วนั
ฉั นเ ค ยต า ม เสด็ จส มเ ด็ จพ ร ะพุท ธ เจ า หลว งป ร ะพา ส ท า ง
ล�าแมน้�าสัก ข้นึ ไปจนถึงตา� บลหินซอนปลายแดนจังหวดั สระบุรคี รั้ง
หน่ึง เคยไดยนิ ทานผูใหญทต่ี รวจทางเสด็จประพาสครง้ั น้ัน ทานวา
ล�าน้�าสักเทย่ี วสนุกเพยี งตา� บลหินซอนเทาน้นั เหนือหินซอนขึ้นไป
ไมมีอะไรนาดู ฉนั สงสยั ไมเช่อื จนมาเห็นดวยตาตนเองในครั้งนี้ ตอง
ยอมรับรองวาจรงิ ดังวา เพราะเทอื กภเู ขาทงั้ สองฝายล�าน�้าสกั วงเขามา
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 395
ประจบกันถึงล�าน้�าท่ีต�าบลหินซอน ขางฝายตะวันออกเรียกกันวา
เทือกเขาดงพญาไฟ ขางฝายตะวันตกเรียกกนั วาเทอื กเขาพระบาท
ลา� แมนา้� สกั ผานมากลางภเู ขา ตั้งแตหินซอนจนถึงแกงคอย ทัง้ สองฝง
จึงมีเขาตกน้�าถา้� ธาร ที่ขนึ้ เท่ียวเลนสนุกตลอดทางเรือขึ้นไป ๓ วัน
เหนอื นน้ั ข้นึ ไปกไ็ มมอี ะไรนาชม
(๗)
ฉันไปมณฑลเพชรบูรณน้ัน มีกิจอยางหนงึ่ ซ่งึ จะไปสืบเมือง
โบราณดวย ดวยเม่อื แรกฉนั เปนเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ไดเห็น
ทา� เนยี บเกาบอกรายชอื่ หวั เมอื ง มชี ่อื เมืองศรเี ทพเมอื งหนงึ่ แตตัวเมือง
หามีไม ฉันถามขาราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ไมมีใครรูวาเมือง
ศรีเทพอยูที่ไหน ตอมาฉันพบสมุดด�าอีกเลมหนงึ่ เปนตนราง กะทาง
ใหคนเชิญตราไปบอกขาวสนิ้ รชั กาลท่ี ๒ ตามหวั เมืองเปนทางๆ ให
คนหนง่ึ เชิญตราไปเมอื งสระบรุ ี เมอื งชัยบาดาล เมืองศรเี ทพ และ
เมอื งเพชรบรู ณ ก็ไดเคาวาเมอื งศรเี ทพเห็นจะอยูทางลา� แมนา�้ สกั แต
อยูตรงไหนยงั ไมรู เม่อื ฉนั ขนึ้ ไปเมืองเพชรบูรณ ใหหาผชู า� นาญทองท่ี
มาถามวา มีเมอื งโบราณอยูทางล�าแมนา�้ สกั ที่ไหนบาง ไดความวาขาง
เหนอื เมอื งเพชรบรู ณทางฝงตะวันออกมเี มืองโบราณเมอื งหน่งึ เรยี กวา
“เมอื งนครเดดิ ” แตอยูในดงทบึ ยงั มแี ตเทอื กเนินดนิ เปนแนวกา� แพง
และมสี ระอยูในเมอื งสระหน่ึงเรียกวา “สระคงคา” บางคนไดเคยไป
พบหวั ยกั ษท�าดวยหิน พอเช่อื ไดวาเปนเมอื งพวกขอมสรางไว แตฉนั
ไมไดไปดู เขาบอกวามีเมืองโบราณอีกเมืองหนึ่งใหญโตมาก ช่ือวา
“เมืองอภัยสาลี” อยูใกลกับเมืองวิเชยี รบุรีและอยูในปาแดงไปถงึ ได
ไมยาก เมอื งนน้ั ยังมปี รางคปราสาทเหลอื อยู ฉนั อยากดจู งึ ส่งั ใหเอามา
ลงมาคอยรับท่ีเมืองวเิ ชยี ร เมื่อฉนั ลงมาถงึ เมืองวเิ ชียรทราบวาพระยา
ประเสรฐิ สงคราม ผูวาราชการจงั หวัดซ่ึงแกชราลาออกจากราชการ
นานมาแลว ยังมีชวี ติ อยูแตทพุ พลภาพไมสามารถจะมาหาได ฉันจงึ
ไปเยยี่ มถึงบานถามเร่อื งเมอื งศรีเทพ ไดความวาเมืองวิเชียรน้ันเอง
396 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
แตโบราณเรยี กชอ่ื เปน ๒ อยาง เมอื งทาโรงก็เรียก เมอื งศรีเทพก็เรยี ก
ต�าแหนงผูวาราชการจังหวดั เปนท่พี ระศรีถมอรัตน (ตามชอ่ื เขาแกว
ซึง่ เปนสงิ่ สา� คญั ในจังหวัดนั้น) มาจนถงึ รชั กาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร
เม่ือครง้ั ปราบกบฏเวยี งจนั ทน พระศรีถมอรัตนมคี วามชอบมาก จงึ
โปรดใหยกศักดิ์เมืองศรีเทพข้ึนเปนเมืองตรี เปลี่ยนนามเปนเมือง
วิเชยี รบรุ ี (คงเอาช่อื เขาแกวเปนนิมิต) และเปล่ียนนามผูวาราชการ
จังหวดั จากพระศรีถมอรตั นเปนพระยาประเสรฐิ สงครามแตน้ันมา
ถามแกตอไปถึงเรื่องเมืองอภัยสาลี แกบอกวามีเมอื งโบราณใหญโต
จริงแตช่อื ทเ่ี รียกวาเมอื งอภัยสาลีน้นั เปนแตคา� พระธุดงคบอก จะ
เอาเปนแนไมได เปนอันไดความตามทอ่ี ยากรเู รอ่ื งต�านานเมืองศรีเทพ
ถาหากพระยาประเสริฐสงครามไมมีอยูในเวลานั้น เรอื่ งกน็ าจะเลยสูญ
ฉันลองเรอื จากเมืองวเิ ชียร มาถึงบานนาตะกดุ อันเปนทาทจ่ี ะ
ขึ้นเดนิ บกไปยงั เมืองโบราณในวนั น้ัน ใหเรยี กพวกชาวบานศรเี ทพอนั
อยใู กลเมอื งโบราณมาถามถงึ เบาะแส และสง่ิ ซ่ึงนาดูในเมืองน้นั แต
คนเหลาน้ันตางคนพากนั ปฏิเสธวาไมรูไมเห็น จนออกประหลาดใจ
ฉันคิดใครครวญดูเห็นวาคนพวกนั้นไมเคยพบเจานาย และไมเคย
ไดยนิ ใครซักไซไถถามเชนนนั้ มาแตกอน นาจะเขาใจตามภาษาของเขา
วาฉันคงไดลายแทงปรศิ นามาขุดทรัพยแผนดิน ถาพาไปไมไดทรัพย
ก็จะถูกลงโทษ จงึ บอกปดเสียใหพนภัย ตองพดู จาช้ีแจงอยูนานจน
คนเหลานนั้ วางใจ จงึ บอกออกความตามรูเห็น และรบั จะพาไปตาม
ประสงค ฉนั พักแรมอยคู ืนหนึง่ พอรงุ เชาก็ไปดเู มอื งโบราณ ระยะทาง
หางล�าน้�าราว ๑๕๐ เสน เปนเมืองใหญโต ตง้ั ในทร่ี าบ มคี ูรอบและมี
ปราการถงึ ๒ ชนั้ มีสระน้�าก็หลายสระ ทก่ี ลางเมืองมปี รางคเทวสถาน
ท้ังขางนอกเมอื งและในเมืองเรี่ยรายไปหลายแหง แตขอส�าคัญของการ
ดเู มืองโบราณแหงน้ี อยทู ไ่ี ปพบของจ�าหลกั ศิลาแปลกๆ มอี ยูเกลอื่ น
กลน เพราะยงั ไมมีใครไดเคยไปคนของโบราณมาแตกอน พวกชาว
บานน�าไปใหฉัน เหน็ สิ่งใดชอบใจฉันกใ็ หเงนิ รางวัลแกผูนา� ถาเปนของ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 397
ขนาดยอม พอจะสงมากรงุ เทพฯ ได ก็ใหนายอา� เภอเอามารวมไวแลว
สงตามลงมาเมื่อภายหลัง วธิ ใี หเงนิ รางวัลแกผูน�ามผี ลดีมาก พวกชาว
บานบอกใหเองไมตองถาม แมจนเม่อื ฉันกลับมาลงเรอื แลว กย็ ังมีคน
ตามมาบอกวายังมรี ปู ศิลาจ�าหลักอยทู นี่ ั้นๆ ขางนอกเมอื ง ท่ฉี ันไมได
ไปถงึ อีกหลายแหง ไดเครื่องศลิ ามาหลายส่งิ เด๋ียวนี้ในพพิ ิธภัณฑสถาน
มีสง่ิ หน่ึงซ่ึงควรจะกลาวถงึ ดวยเปนของส�าคญั ทางโบราณคดไี มเคย
พบทีอ่ ่ืน คือ “หลกั เมอื ง” ท�าดวยศิลาเปนรปู ตะปูหัวเหด็ ท�ารอยฝง
ปลายตะปูลงในแผนดิน เอาแตหวั เหด็ ไวขางบน จารกึ อกั ษรเปนภาษา
สันสกฤตไวที่หัวเห็ด เด๋ียวน้รี กั ษาไวในหอพระสมุดวชิรญาณ เปน
ตัวอยางใหเหน็ วาหลักเมอื งตามแบบโบราณเขาท�าอยางไร
เม่อื ดเู มอื งโบราณน้นั แลว อาจจะลงความเห็นเปนยุตไิ ดสอง
อยาง อยางทหี่ นึ่ง เมอื งโบราณนัน้ พวกพราหมณจะขนานช่อื วากระไร
กต็ าม เปนมูลของช่อื เกาเมอื งวิเชียรที่เรียกวา “เมอื งศรเี ทพ” เพราะ
ยังเรียกเปนชือ่ ตา� บลบานชานเมอื งมาจนบัดนี้ อยางที่สอง ในสมยั
เม่ือครั้งขอมปกครองเมืองไทย เมืองศรีเทพคงเปนมหานครอนั หนึ่ง
ช้ันเดียวกันกับเมอื งท่ีดงศรีมหาโพธิ (ในแขวงจังหวัดปราจีน) และ
เมอื งสุโขทัย และในสมัยนน้ั ทองทค่ี งจะทา� ไรนาไดผลอุดมดี มีไพรพล
เมอื งมาก จงึ สามารถสรางเปนเมืองใหญโตถึงปานน้นั ท�าเลท่ีเมอื ง
วเิ ชียร เพมิ่ มาเกดิ แหงแลงดวยเหตอุ ยางใดอยางหน่งึ เมื่อภายหลัง จึง
เปนเมืองเล็กลงเพราะอัตคัด ถงึ กระนน้ั ปรากฏในเร่ืองพงศาวดารสมยั
กรุงศรอี ยธุ ยา วาครง้ั รชั กาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เมือง
ศรีเทพ (ในหนงั สือพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา เอาชอื่ เจาเมือง
เรยี กวา เมอื งศรถี มอรัตน) กับเมอื งชยั บาดาล (เอาช่อื เจาเมืองเรยี ก
วา เมอื งชัยบรุ ี) เปนคกู นั เม่อื ปกุน พ.ศ. ๒๑๐๐ ในเวลากรุงศรอี ยุธยา
ออนก�าลงั ดวยแพศกึ หงสาวดใี หมๆ พระยาละแวกเจากรงุ กมั พูชาให
ทศโยธายกกองทัพมาทางเมอื งนครราชสมี าจะตีหัวเมืองช้ันในทาง
ตะวันออก เวลานน้ั สมเด็จพระนเรศวรเสด็จลงมาเฝาสมเด็จพระ
398 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของ
ปตุราชอยู ณ พระนครศรีอยธุ ยา โปรดใหพระศรีถมอรัตน กับพระ
ชัยบุรี (เจาเมอื งชัยบาดาล) คมุ พลไปซมุ (อยใู นดงพญากลาง) และ
สมเด็จพระนเรศวรเสดจ็ ข้นึ ไปยังเมืองชยั บาดาล ยกกองทัพตีกองทพั
เขมรแตกฉานพายหนีไปหมด ตอนัน้ มากป็ รากฏตามค�าของพระยา
ประเสรฐิ สงคราม วาเมือ่ ปราบกบฏเวยี งจนั ทนแลว พระบาทสมเดจ็
พระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรดใหเปล่ียนนามเมืองศรีเทพเปนเมอื ง
วิเชียรบุรี ยกศกั ดิ์ข้ึนเปนเมอื งตรี คือรวมเมอื งชยั บาดาลและเมือง
บวั ชุมเขาเปนเมืองขนึ้ ของเมืองวิเชียร เปนเชนนัน้ มาจนเปลยี่ นแปลง
เม่อื ต้งั มณฑลเทศาภิบาล ดังกลาวมาแลว
เม่ือฉันลงมาถึงเมอื งชัยบาดาล ไปเห็นศลิ าจ�าหลักเปนตัว
เครอื่ งบนพระปรางคขอมท้ิงอยูท่ีวัดสองสามช้นิ ถามเขาวาไดมาจาก
ทไ่ี หน เขาบอกวาเอามาจากปรางคหินท่ตี า� บลซับจ�าปาในดงพญากลาง
ก็เปนอันไดความรูเพม่ิ ขึน้ อีกอยางหนึ่งวา มีเมืองหรือวัดขอมอยูใน
ดงพญากลางอกี อยางหน่งึ แตฉนั หาไปดไู ม สน้ิ เร่อื งตรวจของโบราณ
ในมณฑลเพชรบรู ณเพยี งเทาน้ี
ฉันกลบั มาถึงกรุงเทพฯ เม่อื วันท่ี ๒๕ กมุ ภาพนั ธ รวมเวลาที่
ไปมณฑลเพชรบรู ณครั้งนนั้ ๓๖ วนั พอรงุ ขึ้นฉนั เขาเฝาฯ วันนั้น มี
การพระราชพิธีเสด็จออกพระท่ีนงั่ อมรินทรวินิจฉัย เจานายและ
ขาราชการเฝาอยูพรอมกนั เมอ่ื เสร็จการพิธสี มเด็จพระพทุ ธเจาหลวง
เสดจ็ ทรงพระราชด�าเนินมายังทีฉ่ นั ยนื เฝาอยู ทรงพระกรณุ าโปรด
พระราชทานพระหตั ถมาจบั มอื ฉัน ด�ารัสวา ทรงยินดีทฉ่ี นั ไดไปถึง
เมอื งเพชรบูรณ แลวตรัสถามวา มีใครไปเจ็บไขบางหรอื ไม ฉนั กราบทลู
วา ดวยเดชะพระบารมีปกเกลาฯ หามีใครเจบ็ ไขไม แลวจึงเสด็จขึ้น
ฉันรูสึกวาไดพระราชทานบา� เหน็จพิเศษ ชื่นใจคมุ คาเหนื่อย วาถงึ
ประโยชนของการทีไ่ ปครง้ั น้นั ก็ไดสมประสงค เพราะแตนนั้ มากห็ าคน
ไปรบั ราชการในมณฑลเพชรบูรณไดไมยากเหมอื นแตกอน.
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 399
เร่อื งเท่ยี วทต่ี างๆ ภาค ๔
วาดว้ ยเรื่องเท่ยี วมณฑลนครราชสมี า
มณฑลอดุ ร และมณฑลร้อยเอ็ด
พ.ศ. ๒๔๔๙ ร.ศ. ๑๒๕
อธบิ ายหนงั สอื เรอ่ื งเท่ียวทีต่ างๆ ภาค ๔
วาดว้ ยเท่ยี วมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลรอ้ ยเอด็
พระนพิ นธ
สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ
หนังสอื เรือ่ งน้พี ิมพมาแลว ๓ ครัง้ คร้งั แรกเม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๓
คร้งั ที่สองเมือ่ พ.ศ. ๒๔๖๖ ครัง้ ท่สี าม พ.ศ. ๒๕๑๒ สมเด็จพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพทรงพระนพิ นธอธิบายไวใน
ค�านา� ครง้ั ทส่ี องวา
“เรื่องเท่ียวที่ตางๆ ภาค ๔ นี้ วาดวยเท่ียวทางมณฑล
นครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลรอยเอ็ด เดิมพระยาศรีวรวงศ
(ม.ร.ว. จิตร สทุ ัศน ณ อยุธยา) แตงไวเม่อื ครง้ั ขาพเจายังรับราชการ
อยูในกระทรวงมหาดไทย ไปตรวจราชการมณฑลเหลาน้นั เมื่อป
มะเมยี พ.ศ. ๒๔๔๙ (เวลานนั้ มณฑลรอยเอ็ดกับมณฑลอบุ ลยงั รวม
กัน เรยี กวามณฑลอิสาน) พระยาศรีวรวงศยงั เปนเจาหมืน่ ศรีสรรักษ
ผูจัดการโรงเรียนมหาดเลก็ หลวง อยากเห็นการปกครองหวั เมอื ง ได
อาศยั ไปดวย จึงรบั เปนผเู รียบเรยี งระยะทางท่ไี ปตรวจราชการคราว
น้ัน ไดพิมพไวในหนังสอื เทศาภบิ าลเมอื่ ปมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ เปนครัง้
แรก เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๑ ขาพเจาคนหาหนังสือเร่ืองเทีย่ วทตี่ างๆ ซึง่ มีผู
ไดแตงไว ไปพบระยะทางเทย่ี วมณฑลอดุ ร มณฑลอิสานทพี่ ระยาศรี
วรวงศเรยี บเรยี ง เห็นวานาอานอยู เดมิ คดิ จะเอามาพิมพตามฉบับเดิมที
เดยี ว แตรสู กึ ขดั ของ ดวยฉบับเดมิ แตงเปนจดหมายเหตุเสนาบดไี ป
ตรวจราชการ มีขอความเก่ยี วกับกระบวนราชการอยหู ลายอยาง ไม
เหมาะแกการทจ่ี ะเอามาพิมพเปนเรื่องส�าหรบั อานกนั เปนสามัญ อีก
ประการ ๑ ขอความคิดเห็นของขาพเจา ไดก�าหนดไวในคร้งั น้นั หลาย
ขอ แตหาไดบอกใหพระยาศรีวรวงศเขยี นลง เมือ่ เวลาแตงระยทางน้นั
ไม ดวยเหตุทง้ั ๒ ประการนี้ ขาพเจาจึงไดถอื วิสาสะเอาหนงั สอื ระยะ
402 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
ทางของพระยาศรวี รวงศมาตัดทอนแลวแตงเพ่ิมเตมิ เปล่ยี นเปนโวหาร
ของขาพเจาเองส�าหรบั พิมพใหม ไดขออภยั พระยาศรวี รวงศ และขอให
ทานท้งั หลายผูอานหนงั สือเรอ่ื งนใ้ี หเขาใจวาความรูและประโยชนทัง้
ปวง อนั จะพงึ ไดในการอานหนงั สือเร่อื งเทีย่ วมณฑลอุดร และมณฑล
รอยเอด็ ท่พี ิมพในสมุดเลมนี้ ทจ่ี รงิ เปนเร่อื งของพระยาศรีวรวงศแตง
ไวโดยมาก ขาพเจาเปนแตผแู กไขเพ่มิ เติม หาไดแตงเองทง้ั หมดไม”
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 403
ระยะทางกรมหลวงดา� รงราชานภุ าพ๑
ตรวจราชการมณฑลนครราชสมี า มณฑลอดุ ร
และมณฑลอสี าน
พ.ศ. ๒๔๔๙ ร.ศ. ๑๒๕
วนั ท่ี ๑๕ ธนั วาคม ร.ศ. ๑๒๕ เวลาเชา มาข้นึ รถไฟพิเศษ
ทส่ี ถานีกรุงเทพฯ พรอมดวยพระยาจาแสนบดี๒ เจากรมพลมั ภัง ๑
เจาหม่นื ศรีสรรักษ๓ ผูอ�านวยการโรงเรียนมหาดเล็ก กราบถวาย
บังคมลาไปดูการปกครองทองท่ี ๑ หมอมเจาประสบประสงค๔ ๑
หลวงอนุชิตพทิ ักษ๕ ๑ หมอแบรดดอ๊ ก ๑ นายเดอลารอคา ชางถายรูป
๑ นายเอ๋ยี น๖ มหาดเลก็ มากับเจาหมนื่ ศรีสรรักษ ๑ นายทองสกุ ๗ จะ
ไปเปนขาหลวงธรรมการมณฑลอสี าน ๑ นายแกวพนักงานกรมลหโุ ทษ
จะไปฝกหดั กดลายมือนกั โทษตามหัวเมือง ๑ เปนตัวนายที่ไปดวย
พอเวลาเชา ๓ โมงรถออกจากสถานกี รงุ เทพฯ ถงึ สถานกี รุงเกา เชา
๔ โมง ๔๔ นาที ถึงสถานแี กงคอยเวลาเท่ยี ง ๘ นาที เปลี่ยนรถจักร
แลวเดินรถตอไปถึงสถานีปากชองบายโมง ๔๓ นาที รถไฟหยุดรับนา้�
แลวออกเดินตอไปถึงสถานีสงู เนินบาย ๒ โมง ๕๙ นาที ถึงสถานี
๑ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ จดั พมิ พเปน
เรอ่ื งเทย่ี วทตี่ างๆ ภาค ๔ ชอ่ื วาระยะทางกรมหลวงด�ารงตรวจราชการมณฑล
อดุ ร และมณฑลอิสาน
๒ พระยาจาแสนบดี (อวบ เปาโรหิต) ภายหลงั เปนเจาพระยามุขมนตรี
๓ เจาหมื่นศรสี รรักษ (ม.ร.ว. จติ ร สทุ ศั น ณ อยธุ ยา) ภายหลงั เปนพระยา
ศรีวรวงศ
๔ หมอมเจาประสบประสงคชุมพล เปนหมอมเจาชายใหญในกรมหลวง
สรรพสิทธปิ ระสงค ออกไปศึกษาวิชาในยโุ รปกลับมาแลวไดรับราชการในกระทรวง
มหาดไทย ภายหลงั เปนผูวาราชการจังหวัดระยอง
๕ หลวงอนชุ ิตพิทกั ษ (ชาย สนุ ทรารชุน) ภายหลังเปนพระยาสฤษดิพจนกร
๖ นายเอย๋ี น โอวาทะสาร ภายหลงั เปนหลวงวิจารณภักดี
๗ นายทองสกุ อนิ ทรรศั มี ภายหลังเปนหลวงจรญู ชวนะพฒั น
404 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งของ
นครราชสีมาเวลาบาย ๓ โมง ๔๕ นาที ไปพกั ณ เรือนทที่ �าขนึ้ ใหม
ที่ต�าบลหนองบัว นอกเมืองนครราชสีมา ไดขนานนามเรือนนี้วา
“แสนสุข” แลวเตรียมการที่จะเดินทางอยู ๒ วัน
มณฑลนครราชสีมา
วันท่ี ๑๘ ธนั วาคม เวลาย่�ารงุ ออกเดนิ ทางพรอมดวยผูที่มา
จากกรงุ เทพฯ และพระยากา� แหงสงคราม๑ ขาหลวงเทศาภบิ าลมณฑล
นครราชสมี า ๑ หลวงวชิ ิตเสนี๒ ขาหลวงมหาดไทยมณฑลนครสวรรค
ซ่ึงลวงหนามาจัดเสบียงพาหนะ ๑ หลวงภักดีบริรักษ ขาหลวง
สรรพากรมณฑลนครราชสีมา ๑ นายพันตรี เอคอลส ครูฝกหดั ตา� รวจ
ภูธร ๑ หลวงพิชยั สงครามพล นายอา� เภอจตั รุ ัส นายสงวนมหาดเลก็ ๓
เลขานุการ ๑ นายโสฬศ๔ หาดเลก็ รายงาน ๑ สมทบไปดวยตลอด
ทาง และหมอมเจาบวรเดช ผูบัญชาการกรมทหารมณฑล และพระยา
สุริยเดชวิเศษฤทธ๕์ิ ปลัดมณฑล พระบรมราชบรรหาร๖ ยกกระบัตร
มณฑล นายโก โซยา ผดู กู ารโรงไหม มาสงถึงท่พี กั รอนดวย ข่ีมาออกจาก
ทีพ่ กั แสนสุข ต�าบลหนองบัว เขาประตไู ชยณรงค ผานในเมอื งไปออก
ประตูพลแสนผานวัดสามัคคีขามลา� นา�้ ตะคองผานบานวดั พลับเดนิ ตาม
ทางโทรเลข ผานเนนิ กะทาเกลอื ถงึ บานเกาะขึ้นถนนจอหอ ซึ่งเปน
ทางท่ถี มข้นึ ไว ลงถนนจอหอขามลา� น้�าบรบิ รู ณ ถงึ พะเนาเปนทีท่ าง
มณฑลอดุ รกบั ทางเมืองชยั ภมู ิมารวม มตี ลาดเปนโรงชัน้ เดียวกับตึก
๑ พระยาก�าแหงสงคราม (จัน อนิ ทรก�าแหง)
๒ หลวงวิชติ เสนี (แมน วสนั ตสงิ ห) ภายหลงั เปนพระยาเพชรพิไสยศรี
สวสั ดิ์
๓ นายสงวน ศตะรตั ภายหลังเปนพระยาอรรถกวสี ุนทร
๔ นายโสฬส ตอมาเปนขุนราชธุรกจิ
๕ พระยาสรุ ยิ เดชวิเศษฤทธิ์ (จาบ สวุ รรณทัต)
๖ พระบรมราชบรรหาร (สวัสด์ิ วเิ ศษศิร)ิ ภายหลังเปนพระยาพทิ กั ษ
ภบู าล
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 405
อยางโคราชหลายหลัง ถงึ บานสระธรรมขันธแลวข้ึนเนินโคกปาไม
เตง็ รัง ถงึ หนองมวงเวลาเชา ๒ โมง ๒๕ นาที ระยะทาง ๔๔๐ เสน
พักมาและกนิ ขาวเชาจนเวลาเชา ๓ โมง ๓๕ นาที ออกเดนิ ทางตอไป
มาตามทางโทรเลขผานหนองสวง หนองตะแบง หนองกระยาจก มา
ถึงดานระกาเขาเขตอ�าเภอกลาง พักมาครูหนึ่ง แลวเดินทางตอมา
ผ านตลาดและท่ีวาการอ�าเภอกลาง ขามล�าเชิงไกรมาที่พักแรม
ที่หมูบานบัว ถงึ เวลาเชา ๕ โมง ๑๐ นาที รวมระยะทางท่ีเดนิ วนั น้ี
๗๕๐ เสน
การหาเล้ยี งชีพของราษฎรอ�าเภอน้ี ประกอบการท�านาอยาง
๑ ท�าไรอยาง ๑ หาชนั อยาง ๑ ทา� เกลืออยาง ๑ เล้ยี งสกุ รขายอยาง ๑
ทม่ี ีเกวียนกร็ บั จางขนสนิ คาดวยอีกอยาง ๑ หนทางที่มาต้ังแตบาน
หนองมวงถึงท่ีวาการอ�าเภอนี้ มีทุงสลบั โคก ท่ที ุงท�าเปนนาแลวบาง ที่
ทงุ วางเปลายังมมี าก ทเ่ี หลาน้หี ากจะท�านากไ็ ด แตราษฎรมนี อยกวา
เนื้อที่ จงึ ยังมีทีว่ างเปลาอยูมาก หนทางตอนระหวางหนองมวงถึง
อ�าเภอกลาง มที ่ีขามทงุ ลุมมากอยูแหง ๑ เวลาน้�าทวมทงุ เกวยี นและ
ผูคนเดินยาก ควรจะถมทางใหสูงเหมอื นถนนจอหอทพ่ี ระยาประสิทธิ
ศัลยการ๑ ทา� เมอ่ื ยังเปนขาหลวงเทศาภิบาลอยู เทศาภบิ าลวาจะบอก
บุญราษฎรทา� ท่อี า� เภอกลางน้ีแตเดมิ ไมมตี ลาด จนมาตงั้ ทว่ี าการอา� เภอ
ที่บานบัวนี้ จึงมพี อคามาต้ังตลาดรานขายของ ดคู รกึ คร้ืน ที่วาการ
อ�าเภอตั้งอยใู กลล�าน�้าเชิงไกร แตกอนเปนทีเ่ กวยี นขามยาก แตเดย๋ี วนี้
นายอ�าเภอไดท�าสะพานเกวียนขามไดสะดวก เปนทางไปมาคาขาย
ในระหวางมณฑลนครราชสมี ากบั มณฑลอดุ รและมณฑลอีสานสาย
สา� คัญสาย ๑
๑ พระยาประสทิ ธิศลั ยการ (สอาด สิงหเสนี) ภายหลังเปนพระยาสงิ หเสนี
ศรีสยาเมนทรสวามิภักดิ์
406 การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองของ
เวลาบาย ไปดูโรงเรยี นของพระโขนท่ีวดั บานบัว มีนกั เรยี น
ทั้งหมด ๘๑ คน แตมีเครื่องแตงตัวอยางนักเรียน ๓๗ คน คือ
สวมกางเกงสัน้ เสอ้ื ราชปะแตนขาว หมวกสานอยางยนุ ฟิ อรมนกั เรยี น
กรงุ เทพฯ การสอนๆ เพียงชน้ั ประถมศึกษา ใชศาลาการเปรยี ญเปน
ทีส่ อน พระโขนผูนเ้ี ปนชาวเมืองนี้เอง แตไดไปเรียนหนงั สือท่กี รุงเทพฯ
สอบไลไดชั้นประถมศึกษา มาบวชอยูที่วัดน้ีจึงจัดตงั้ โรงเรียนสอน
เปนการดหี นักหนา ดูโรงเรยี นแลวไปดตู ลาด ที่ตลาดมโี รงแถว ๒ แถว
พอคาเปนจนี ขายของเลก็ ๆ นอยๆ ของท่ีขายเปนของกรงุ เทพฯ โดย
มาก รานแถวหนึง่ ๕ หอง อกี แถวหนึ่งประมาณ ๑๐ หอง เชากนั ถึง
หองละ ๓ บาทตอเดอื น และมีตึกอยางโคราชของขนุ พานชิ นุกูลการ
และของผูอนื่ อีก ๒ แหง
วันที่ ๑๙ ธันวาคม เวลาย�่ารงุ ๔๐ นาที ขี่มาออกจากทพ่ี กั
บานบวั ออกทุงนา เดนิ ตามคนั นาบาง ทางเกวยี นบาง ถึงทงุ ดงพลอง
มีเนนิ ราษฎรเรยี กวาโนนเมอื งเกา ตอมามหี มูบาน แลวขามหวยดง
พลองเดินมาในทงุ มะคาเปนทุงใหญ หนทางเดนิ มาสักช่วั โมง ๑ พน้ื ดนิ
เปนดินดีสดี �าอยางดินเหนียว มนี กกระเรียน๑ ท�ารังอยใู นทุงนี้เปน
อันมาก ทองท่ีทุงในมณฑลนครราชสมี า ที่เปนทุงใหญและเนือ้ ดินดี
เชนนี้มีหลายแหง แตท�าไรนาเพาะปลกู ไมได ดวยฤดแู ลงแหงเกราะ
หาน้�าไมไดทีเดียว ครงั้ ถงึ ฤดูน�้าๆ ก็ทวมลึกเกินไป จงึ ตองทง้ิ เปนทุง
หญาอยูเปลาๆ ถึงในมณฑลอดุ รและอีสานทุงเชนนกี้ ็มบี าง ขามหวย
มะคาจวนถงึ หมูบานจึงเห็นนาบาง ผานละแวกบานมาท่พี กั รอนรมิ
บงึ ใหญ ซ่งึ ราษฎรขงั น�้าไวใช พักมาและกนิ ขาวเชาทีๆ่ พักบานมะคา
แลวเวลาเชา ๔ โมง ๒๕ นาที ออกเดนิ ทางตอไป ขึน้ โคกปาไมเต็งรงั
ลงทงุ ถึงบานโพนเสลาผานละแวกบานแลวเขาทุงอีก เดินลงทุงขาม
๑ เรื่องนกกระเรียนท�ารงั ทที่ งุ น้ี สมเด็จฯ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ
ทรงเลาไวในนทิ านโบราณคดี นทิ านท่ี ๑๖ เรอื่ งลานนกกระเรยี น
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานภุ าพ 407
หวยสงครามซึ่งเปนทางน้�าตนั แลวขนึ้ โคกสงคราม (ไมใชพลสงคราม)
ผานเทวสถานศิลาแลงของโบราณ เปนสถานอยางยอมๆ แลวถึงท่ี
พกั แรม ที่พักตงั้ อยูใกลสระเพลงในหมบู านโพนสงคราม ถงึ ทีพ่ ักเวลา
เชา ๕ โมง ๔๕ นาที
หนทางตง้ั แตบานบวั ถึงบานมะคา ๓๐๐ เสน ตงั้ แตบานมะคา
มาบานโพนสงคราม ๒๕๐ เสน รวมระยะทางวันนี้ ๕๕๐ เสน ราษฎร
ในหมบู านโพนสงครามนมี้ ปี ระมาณ ๑๐๐ ครวั เลย้ี งชพี ดวยการทา� นา
และรบั จางเกวยี นบรรทุกสนิ คาไปทต่ี างๆ
วันท่ี ๒๐ ธันวาคม เวลาย�่ารงุ ข่มี าออกจากท่ีพกั แรมบานโพน
สงคราม มาตามทางปาไมเตง็ รังระยะทาง ๑๑๒ เสน เขาเขตอา� เภอ
นอก ถึงบานดอนใหญแลวเดนิ ทางตอไป ถงึ ตา� บลโกรกรังเวลาเชาโมง ๑
กับ ๔๐ นาที ระยะทาง ๑๗๓ เสน ถึงบานตะครอ พกั มาและกนิ ขาวเชา
แลว เวลาเชา ๒ โมง ๔๐ นาที ออกเดนิ ตอไปขึ้นโคกไมเตง็ รังเดนิ ตาม
ทางโทรเลขบาง ระหวางปาไผบาง ถึงต�าบลบานทองหลางนอย และ
บานบวั นอย แลวขามล�าคลองไผข้ึนโคกอกี แลวลงทุงนาบานบวั ใหญ
ถึงทีพ่ ักแรมเวลาเชา ๕ โมง ๒๐ นาที ระยะทาง ๔๒๗ เสน รวมระยะ
ทางเดนิ วนั นี้ ๗๑๒ เสน
ทบี่ านบวั ใหญนีพ้ ่ึงยายท่วี าการอา� เภอนอกจากตา� บลทองหลาง
ใหญ มาตง้ั ใหมเมื่อเดอื นเมษายน ศก ๑๒๕ น้ีเอง เพราะทีน่ เ้ี ปนยาน
กลางใน ทางไปมาระหวางทต่ี างๆ และใกลทางหลวงซง่ึ เดนิ ไปมณฑล
อุดร ทีว่ าอา� เภอท่ีต้ังใหมอยูบนเนินสงู เปนท�าเลเหมาะดี เวลานี้มี
หมูบานอยสู กั ๓ หมู ราษฎรประมาณ ๕๐๐ คน มีรานขายของคือ
ออยเปนตน อยู ๔-๕ แหงแลว ตอไปราษฎรจะยกมาอยูอกี มาก
การหาเลีย้ งชีพของราษฎรในอา� เภอน้ี สวนท่ที า� กินและซือ้ ขาย
กันเองในหมูบานคอื ทา� นา ท�าไร ทา� ไรฝาย ทา� ไหม การทีท่ �าสา� หรบั
ขายไปท่อี ื่น คือ หีบออยเปนนา�้ ออยหมอ ผสมโคและเลีย้ งสกุ รเปน
มากกวาอยางอ่ืน จ�านวนราษฎรทั้งอ�าเภอน้ี ๒๐,๐๐๐ เศษ
408 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งของ
มณฑลอุดร
วนั ท่ี ๒๑ ธนั วาคม เวลายา่� รงุ ๑๐ นาที ขีม่ าออกจากท่พี ัก
บานบวั ใหญ ขามสะพานผานหมูบานบัว บานจาน เดนิ ทางลงทงุ ไปข้นึ
โคกหลวง ท่ีตอแดนมณฑลนครราชสีมากบั มณฑลอุดร โคกหลวงนี้
เปนแนวแตตะวนั ตกไปตะวันออกยืดยาว จะไปมณฑลอดุ รจงึ ตองขาม
โคกน้ี เปนโคกใหญมีไมรมดีกวาทางทม่ี าวันกอน เวลาเชา ๒ โมงถงึ
หนองหวาเอน ระยะทาง ๒๘๐ เสน พักกินขาวเชา พระยาศรสี ุริยราช
วรานุวตั ร๑ ขาหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดร พระยาไสยสรเดช๒ ผวู า
ราชการเมืองโพนพสิ ัย และพระเกษตรวัฒนา นายอา� เภอมัญจาคิรี
มาคอยรับ ทีห่ นองหวาเอนน้เี ปนทางรวมท่ีพอคาและราษฎรมักไปมา
เปนทีเ่ ปลยี่ วเพราะเปนทางหางจากหมูบานประมาณ ๓๐๐ เสน เดมิ
มีผรู ายชุกชมุ ครนั้ เมื่อศก ๑๒๔ พวกพอคามณฑลอดุ รเรย่ี ไรกนั สราง
โรงพักตา� รวจภธู รถวายหลังหนงึ่ จึงเปนท่พี ักตา� รวจภธู รมาจนบดั น้ี และ
ทีห่ นองน�้านน้ั ราษฎรมณฑลนครราชสีมาและมณฑลอดุ ร ก็เรยี่ ไรกัน
ขุดใหกวางใหญออกไปเพ่ือจะไดมีนา้� ใชส�าหรบั คนเดนิ ทางตลอดปดวย
เวลาเชา ๔ โมง ๑๐ นาที ออกจากทีพ่ ักหนองหวาเอนขาม
คลองจานเขาเขตเมอื งชนบทมณฑลอุดร เดินทางข้นึ เนนิ ลงเนินตอมา
หนทางตดั กวางขน้ึ กวาทางที่มาแลว ถงึ หนองหญาปลองเวลาเชา ๕ โมง
๒๐ นาที พักแรมทีน่ รี่ ะยะทาง ๓๐๐ เสน รวมระยะทางวนั นี้ ๕๘๐ เสน
ที่ต�าบลหนองหญาปลองน้ี เปนที่รวมทางไปมาของพอคาและราษฎร
เหมือนกนั ตอไปจะตั้งโรงพักต�ารวจภธู รอกี แหงหน่งึ หมูบานในตา� บล
น้ีประมาณ ๑๘ หมู คน ๓๐๐๐ คน แตอยไู กลท่พี กั นีไ้ ปหนทางต้งั แต
๕๐ เสนขน้ึ ไป และมีบานคนเปนโรคกดุ ถงั ๓ ซงึ่ สงมาแตตางเมือง วา
๑ พระยาศรสี ุริยราชวรานวุ ตั ร (โพธ์ิ เนติโพธิ)
๒ พระยาไสยสรเดช (คา� สงิ สิงหสิริ) ตอมาเปนพระยาสุนทรธรรมธาดา
๓ เรื่องบานคนเปนโรคกุดถงั น้ี สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ารงราชานภุ าพ
ทรงเลาไวในนทิ านโบราณคดี นทิ านท่ี ๑๖ เร่อื งบานขท้ี ูด
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดา� รงราชานุภาพ 409