เมอ่ื ทา่ นเอย่ ปากเดด็ ขาดอยา่ งน้ี กจ็ ะมแี ตท่ า่ นอาจารยเ์ ลยี่ มเทา่ นนั้ ทกี่ ลา้ ขอรอ้ ง
เอาไว้
เรอ่ื งทห่ี ลวงพอ่ เขม้ งวดทสี่ ดุ คอื พระวนิ ยั เคยมพี ระตอ้ งอาบตั หิ นกั และทา่ นเหน็ วา่
ยังไม่เขด็ หลาบ ทา่ นเลยใหอ้ ยู่ปรวิ าส (คลา้ ยนักโทษ) ไปเรือ่ ยๆ บางทหี ลายเดอื น
ทั้งๆ ทตี่ ามหลกั พระวนิ ยั อาจก�ำหนดไมก่ ่ีวัน จนกระทง่ั พระรปู นัน้ ยอม”
สรุปแลว้ การบริหารของหลวงพอ่ ท้ังเฉียบขาดและนิ่มนวล ไมล่ �ำเอียง ไม่มกี าร
เลอื กทรี่ กั มกั ทช่ี งั แตเ่ อาพระธรรมวนิ ยั เปน็ ใหญ่ เอาประโยชนส์ ขุ อนั แทจ้ รงิ ของลกู ศษิ ย์
เป็นส�ำคัญ
มอบหมาย
นอกจากการอบรมส่ังสอนลูกศิษย์ เพื่อให้มีปัญญาสามารถพาตัวเองพ้นจาก
ความทกุ ขไ์ ดต้ ามสมควรแลว้ หลวงพอ่ ยงั ตงั้ ใจฝกึ สอนเพอื่ ใหล้ กู ศษิ ยไ์ ดเ้ ปน็ กำ� ลงั แทน
ทา่ นอกี ดว้ ย โดยในระยะหลงั ๆ ทา่ นไดม้ อบหมายหนา้ ทใี่ นการบรหิ ารตา่ งๆ ใหล้ กู ศษิ ย์
ทมี่ อี าวุโสในคณะสงฆร์ ับหนา้ ที่แทนท่าน เชน่ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และ พ.ศ. ๒๕๒๔
หลวงพอ่ กไ็ ด้จากวดั หนองป่าพงไปจ�ำพรรษาทอ่ี น่ื เพื่อใหพ้ ระอาจารยเ์ ลยี่ มและพระ
เถระรูปอนื่ ไดท้ ำ� หน้าทีใ่ นการบรหิ ารวดั หนองปา่ พง
“อยา่ งอาจารยบ์ ญุ ชู อาจารยเ์ ลย่ี ม ผทู้ า่ นอาวโุ สกม็ อบใหท้ า่ นปกครองคณะสงฆ์
ทง้ั หมด ให้ปรึกษาหารอื กนั ไมใ่ ชว่ ่ามอบใหอ้ งคใ์ ดองคห์ น่ึงแตผ่ เู้ ดียว แต่ส่วนใหญ่
ให้ท่านช่วยกันคุ้มครอง ถ้าท่านบอกท่านเตรียมอะไรๆ ก็ให้พิจารณาท�ำตามท่าน
ถา้ สงสยั อะไรกพ็ ดู กนั ใหม้ นั นา่ ฟงั ใหม้ นั รเู้ รอ่ื ง มเี รอ่ื งทปี่ รกึ ษาหารอื กนั กม็ อบใหท้ า่ น
พระอาคนั ตกุ ะจะไปจะมากม็ อบใหท้ า่ นปกครอง ใหป้ รกึ ษาหารอื กนั เปน็ เรอื่ งพระเถระ
คุณวรี พลกแ็ ยกไปในเรอื่ งงานเกี่ยวกบั การตดิ ต่อทางราชการ เรื่องเขยี นหนงั สอื กใ็ ห้
รบั เอาเสีย รับเอาแล้วก็ใหเ้ พื่อนดูดว้ ย ไมใ่ ช่ว่าเอาไปคนเดยี ว ให้ปรึกษากนั ไดด้ ว้ ย
อยา่ ใหม้ นั ขดั กนั ใหช้ ว่ ยเหลอื กนั การปกครองกเ็ หมอื นกนั อาจารยบ์ ญุ ชู อาจารยเ์ ลย่ี ม
จะท�ำอะไรก็ให้ปรึกษาคุณข่องด้วย ต่างฝ่ายต่างปรึกษาหารือกันได้ ให้เข้ากันได้
344
ไมข่ ดั ขอ้ งกนั ทนี เ้ี มอื่ มไี ฟฟา้ หรอื นำ้� ประปาอยา่ งน้ี ภาระอนั นก้ี ม็ อบใหค้ ณุ บญุ มากบั
คุณค�ำพนั ให้ปรกึ ษากันพดู กันได้ จึงจะมคี วามสะดวกสบายในการงานที่ท�ำ เปรยี บ
เหมอื นตน้ ไมท้ ว่ี ดั หนองปา่ พงมปี ระโยชนห์ มดทกุ ตน้ นน่ั แหละ ตน้ เลก็ ตน้ ใหญ่ ตน้ สนั้
ต้นยาว ตน้ คดๆ งอๆ กม็ ปี ระโยชน์ทง้ั นน้ั ถ้าเรารู้จักเลอื กใช้ ทีน้ีถา้ มีนาคทีต่ อ้ งการ
เขา้ มาบวชอยา่ งน้ี ก็มอบให้อาจารย์เลยี่ ม อาจารยบ์ ุญชู เปน็ ผู้ปกครองดูแล ไม่ใช่วา่
ทง้ิ ใหอ้ งคเ์ ดยี ว ถา้ เหน็ ไมด่ ไี มง่ ามผดิ พลาดอะไรกช็ ว่ ยกนั บอกเตอื นได้ จะทำ� อะไรกด็ ู
ใหด้ ี อยา่ ทำ� ตดั หนา้ ตดั หลงั ถา้ มคี วามสงสยั ในความบกพรอ่ งของผใู้ หญ่ กข็ อโอกาส
เรยี นถามได้โดยธรรมวนิ ยั ในส่ิงที่เหมาะสมทถ่ี กู ท่คี วร”
อธิวาสนา
เนอ้ื เรอื่ งในหวั ขอ้ น้ี มาจากขอ้ เขยี นของพระเถระรปู หนง่ึ ซง่ึ ใชน้ ามปากกาวา่ หลวงปู่
เขียนจากประสบการณ์ของท่านในโอกาสที่ได้ไปจ�ำพรรษาอยู่ในความปกครองของ
หลวงพ่อที่วดั หนองป่าพง
มีอยู่วันหน่ึงผู้เขียนเดินผ่านพระอาจารย์รูปหน่ึง ซึ่งบวชมาหลายพรรษาแล้ว
ทา่ นมหี นา้ ทต่ี รี ะฆงั สงั เกตดสู หี นา้ ทา่ นเศรา้ หมอง สอบถามไดค้ วามวา่ เมอ่ื การประชมุ
สงฆค์ รง้ั ทผี่ า่ นมา ซง่ึ ทง้ั หลวงพอ่ และผเู้ ขยี นกม็ ไิ ดอ้ ยใู่ นทปี่ ระชมุ ดว้ ยนนั้ คณะสงฆ์
ไดป้ รบั อาบตั พิ ระอาจารยร์ ปู นท้ี ที่ ำ� ผดิ ระเบยี บของวดั หนองปา่ พงหลายครงั้ หลายครา
ความผดิ ทพี่ ระรูปนีท้ �ำซำ้� ซากกค็ อื การท่ีท่านออกปากทกั ญาตโิ ยมกอ่ น พระอาจารย์
รปู นก้ี ท็ ราบวา่ ทา่ นไดท้ ำ� ผดิ ระเบยี บของคณะสงฆว์ ดั หนองปา่ พงจรงิ แตท่ า่ นไดป้ รบั
ทกุ ขก์ บั ผเู้ ขยี นวา่ ทา่ นมไิ ดต้ ง้ั ใจเลย เปน็ เรอ่ื งทท่ี า่ นเผลอสตทิ กุ ครง้ั ซงึ่ ทา่ นเสยี ใจมาก
และยอมใหค้ ณะสงฆป์ รบั โทษ เพยี งแตว่ า่ คนื นคี้ ณะสงฆจ์ ะรอฟงั คำ� ชขี้ าดจากหลวง
พอ่ อกี ทหี น่ึง เน่ืองจากการชโี้ ทษนนั้ เปน็ เสยี งของสงฆ์หมมู่ าก หลวงพอ่ ยังมไิ ดร้ ับรู้
ท่านอาจารย์ผนู้ ้ไี ด้บอกกบั ผเู้ ขยี นวา่ ถ้าหลวงพ่อจะให้ผมสึก ผมกจ็ ะสกึ
หลงั จากนน้ั พระเณรกไ็ ปรวมกนั ทก่ี ฏุ หิ ลวงพอ่ ซงึ่ ตอนนที้ า่ นกท็ ราบความเหน็
ของคณะสงฆ์ท่ีมีต่อพระอาจารย์รูปนั้นแล้ว เมื่อทุกองค์กราบนมัสการท่านแล้ว
345
กต็ งั้ ใจฟงั วา่ ทา่ นจะตดั สนิ อยา่ งไร ผเู้ ขยี นเองสงั เกตวา่ หลวงพอ่ ทา่ นเฉยๆ เมอ่ื ทกุ รปู
พรอ้ มกนั แลว้ ทา่ นกใ็ หโ้ อวาทเหมอื นกบั เปน็ เรอื่ งปรารภธรรมโดยปกติ โดยมไิ ดเ้ อย่
ถามเรอื่ งราวหรอื ซกั ถามพระองคใ์ ดเลย ทา่ นเทศนเ์ รอ่ื งอธวิ าสนา ซง่ึ ผเู้ ขยี นซงึ้ ใจมาก
จ�ำความไดด้ งั ตอ่ ไปนี้
...คนเรานั้นเป็นคนเหมือนกันจริง แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด ในด้านของ
พฤติกรรม เพราะเหตุปัจจัยท่ีผ่านเข้ามาสร้างเป็นจริตนิสัยนั้นต่างกัน เมื่อท�ำอะไร
บ่อยๆ เข้า รวมเป็นนิสัยท�ำซ้�ำๆ บอ่ ยมากข้นึ กลายเปน็ อปุ นิสัย (นสิ ัยทแ่ี น่นอนหรือ
สันดาน) อุปนิสยั ก็ย่ิงพอกพูน กลายเป็นเรอื่ งอธิวาสนา คอื เปน็ พฤติกรรมประจำ� ตัว
ที่แก้ไม่ได้ ผู้ที่จะแก้อธิวาสนาได้ มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้พระอรหันต์ก็ไม่
สามารถแกอ้ ธวิ าสนาได้ เชน่ พระสารบี ตุ รนน้ั ทา่ นมอี ธวิ าสนาคลา้ ยลงิ เชอ่ื กนั วา่ อดตี
ชาตทิ า่ นเคยเปน็ ลงิ มาหลายชาติ ทำ� ใหท้ า่ นชอบกระโดด โยมทย่ี งั ตดิ รปู แบบ เคยนกึ
ตำ� หนคิ วามไมส่ ำ� รวมของทา่ น ซงึ่ นา่ กลวั มาก เพราะพระสารบี ตุ ร เปน็ พระอรหนั ตท์ มี่ ี
ปญั ญามาก เปน็ อคั รสาวกเบอื้ งขวาของสมเดจ็ พระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ (ผใู้ ด
ต�ำหนิพระอรหันต์ บาปก็จะเข้าตัวเองเพราะพระอรหันต์เป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธ์ิแล้ว)
ในขณะทพ่ี ระอานนทแ์ มย้ งั มไิ ดบ้ รรลอุ รหนั ตก์ ม็ กี ริ ยิ านอบนอ้ ม มวี าจาไพเราะ มคี วาม
ส�ำรวม และความเป็นระเบียบย่ิง ส่ิงเหล่าน้ีทำ� ให้พระอรหันต์ของพระพุทธศาสนา
มีบุคลกิ ที่แตกตา่ งกันไป แลว้ แต่อธิวาสนา แต่ทกุ องคจ์ ะเหมือนกันที่ความบริสุทธ์ิ
ส�ำหรับพวกเราซ่ึงยังต้องการช�ำระจิตให้บริสุทธิ์อยู่ จะเห็นว่าจริตนิสัยของแต่
ละคนก็แตกต่างกนั ไป บางคนค่อนไปทางราคจรติ ชอบของสวยของงาม ชอบการ
ประดิษฐ์ปรุงแต่ง ก็จะต้องใช้ความไม่สวยไม่งามไปแก้ บางคนมีจริตค่อนไปทาง
โทสจริต ทำ� อะไรรวดเร็ว อยากได้อะไรตอ้ งไดด้ ังใจอยาก เชน่ นี้ก็ต้องแกโ้ ดยการ
ท�ำให้ช้าลง ส่วนโมหจริตนั้น เป็นพวกท่ีไม่สามารถเข้าใจธรรมะข้ันละเอียดได้
สว่ นศรัทธาจรติ ทคี่ อ่ นขา้ งจะเป็นโมหะมากๆ กม็ กั จะเช่ือง่าย ชอบอภินิหาร ชอบการ
ลองของ พทุ ธจิ รติ หรอื มจี ติ มปี ญั ญาจะชอบสอน พบใครเหน็ เปน็ เดก็ นกั เรยี นจะแนะนำ�
ดว้ ยความหวงั ดเี สมอ จรติ ทง้ั หลายนแี้ มผ้ วิ เผนิ จะตา่ งกนั แตโ่ ดยสจั ธรรมจะเหมอื นกนั
346
ในความไมเ่ ท่ียง เปน็ ทกุ ข์ และความเปน็ อนัตตา ความทไ่ี มอ่ าจยดึ ม่ันหมายม่นั ได้
เปรยี บได้กบั มะนาว พรกิ ออ้ ย บอระเพ็ด ทุกอย่างเกิดจากดนิ แต่รสจะต่างกัน
มะนาวมีรสเปร้ยี ว พริกมรี สเผ็ด ออ้ ยมีรสหวาน ส่วนบอระเพ็ดมีรสขม สง่ิ เหล่านี้
เหมอื นกนั คอื เกดิ มาจากดนิ แลว้ มนั ยงั ตอ้ งตายเหมอื นกนั เราจะหารสเผด็ จากมะนาว
กไ็ ม่ได้ จะหารสขมจากน้ำ� ตาลออ้ ยกไ็ มไ่ ด้ กินเปรี้ยวเกนิ ไปกถ็ ่ายท้อง กินหวานเกิน
กป็ วดตามขอ้ กนิ บอระเพด็ มากเกนิ กม็ ลี มออกหู เชน่ เดยี วกบั พระสารบี ตุ ร มปี ญั ญามาก
พระโมคคัลลานะมฤี ทธิม์ าก พระสิวลีมีลาภมาก แตล่ ะองคม์ เี อตทคั คะแตกตา่ งกัน
แต่เหมอื นกนั ในแงข่ องความบรสิ ทุ ธ์ิ
อยา่ งพระอาจารยท์ องรตั น์ คนไมค่ อ่ ยจะชอบทา่ น แตเ่ มอื่ ผมไปกราบนมสั การ
ทา่ น ทา่ นทกั วา่ “ชามาแลว้ หรอื ” ดว้ ยสำ� เนยี งออ่ นโยน ผมกว็ า่ แปลกเหมอื นกนั บางที
ทา่ นทำ� แผลงๆ พระจะปรบั อาบตั ทิ า่ น ทา่ นรลู้ ว่ งหนา้ บอกวา่ “เอาเลย มาปรบั อาบตั ผิ ม”
วนั หนง่ึ กำ� ลงั เดนิ แถวบณิ ฑบาตอยกู่ บั ทา่ นอาจารยม์ น่ั ปรากฏวา่ ทา่ นโดดออกนอกแถว
ไปเตะแพะตวั หนงึ่ บอกวา่ “น.ี่ ..มงึ สขิ วดิ พอ่ กเู บาะ” (น.่ี ..มงึ จะขวดิ พอ่ ก)ู ปฏปิ ทาของ
ทา่ นเป็นเชน่ น้ี คนธรรมดาเขา้ ใจยาก
คราวหนง่ึ ชาวบา้ นคดิ จะแกลง้ ทา่ นหรอื อยา่ งไรกไ็ มท่ ราบ บอกถวายปลาเปน็ ๆ ที่
เพงิ่ ตกได้ ปากยงั รอ้ ยดว้ ยหวายอยเู่ ลย ปรากฏวา่ ทา่ นรบั บาตรและเอาไปปลอ่ ย ทา่ นพดู
กับปลาวา่ “ดนี ะลกู ท่เี ขายงั ไม่ฆา่ เจ้า” เวลาท่านมรณภาพ ในยา่ มของทา่ นมมี ดี โกน
เลม่ เดยี ว นอกนน้ั ไมม่ สี มบตั อิ น่ื เมอื่ ตอนเผาเกดิ ลมพายฝุ นตกอยา่ งหนกั ครหู่ นงึ่ แลว้
หายไป พอใหเ้ ห็นเป็นอศั จรรย์
ทยี่ กเรอื่ งเหลา่ นม้ี ากเ็ พอ่ื ใหพ้ วกทา่ นเหน็ วา่ ความแปลกบางทกี ไ็ มแ่ ปลก เปน็ เรอ่ื ง
ธรรมดาเพราะทกุ ชวี ติ ก็ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ดว้ ยกนั ทกุ คน ดงั นน้ั เราจงอยา่ เกบ็ อะไร
ใหเ้ ปน็ การหนกั อกหนกั ใจตนเองเลย ปฏิบตั ธิ รรมแลว้ ต้องทำ� ใหเ้ กดิ เบาใจ อะไรผดิ
ก็แก้กันไป ผิดไปแล้วก็แล้วไปให้เห็นว่าเป็นมายาที่ผ่านไป ให้ท่านมีสติปัญญา
พิจารณาทุกอย่างให้เห็นเป็นธรรมดาอยู่เช่นน้ี ทุกอย่างแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย
ของมันเช่นนั้น อะไรที่แก้ไขไม่ได้ ก็ขอให้คิดว่าเป็นเร่ืองของอธิวาสนา แม้ผมเอง
347
บวชมานี่ ไมเ่ คยคดิ มากอ่ นเลยวา่ จะมาเปน็ ครบู าอาจารยข์ องใคร แลว้ อธวิ าสนากผ็ ลกั
พามาใหเ้ ปน็ ครสู อนพวกทา่ น มารว่ มปฏบิ ตั ธิ รรมกบั ทา่ น เรากจ็ ะปฏบิ ตั ไิ ปอยา่ งนแ้ี หละ
คอื ปฏบิ ัตใิ ห้เปน็ ศลี วตั ร สมาธวิ ัตร ปัญญาธิกวัตร และเคารพพระวนิ ัยใหม้ ากทสี่ ุด
สว่ นเรอื่ งปลกี ยอ่ ยขาดเกินบกพร่องไปบ้าง ก็ตอ้ งถือวา่ เปน็ ธรรมดา แมแ้ ตส่ บงจีวร
ทนี่ ุ่งห่มกนั อยู่ กม็ ีที่ยาวไปส้นั ไป เมือ่ มาใชก้ ับตวั เรา ความจริงจวี รน้ันไมย่ าวไม่สน้ั
แตม่ นั จะยาวไป สนั้ ไป กเ็ มอ่ื เราครองจวี รเทา่ นนั้ แตเ่ รากม็ ปี ญั ญาปรบั ใหพ้ อดกี บั ตวั
เราได้ เราจะไปยดึ วา่ จวี รตอ้ งเขา้ กบั ตวั เราพอดกี ไ็ มไ่ ด้ ตอ้ งปลอ่ ย ตอ้ งปลงไป เพราะ
เปน็ เรอื่ งทตี่ อ้ งควรปลอ่ ย แตถ่ า้ บางเรอื่ งตอ้ งถอื กถ็ อื ใหถ้ กู ตอ้ งตามธรรมวนิ ยั อยา่ ใช้
อารมณพ์ อใจหรือไม่พอใจของเราเข้าไปตัดสิน กลายเปน็ อารมณอ์ ยูเ่ หนอื ธรรมะไป
ทำ� อะไรจงึ ตอ้ งรอบคอบ ตอ้ งใชป้ ญั ญา เลก็ ไปบา้ งใหญไ่ ปบา้ ง ถกู ใจบา้ งไมถ่ กู ใจบา้ ง
แต่ถา้ ยงั ถูกต้องตามพระวินยั กน็ า่ จะปล่อยไป
พระเซน ๒ รปู เถยี งกนั เรอ่ื งธงไหว องคห์ นง่ึ วา่ ลมเปน็ ปจั จยั ทำ� ใหธ้ งไหว อกี องคว์ า่
ธงตา่ งหากทำ� ใหเ้ กดิ การเคลอื่ นไหว เถยี งกนั ไปเถยี งกนั มา ตกลงกนั ไมไ่ ด้ ตอ้ งรอ้ นถงึ
อาจารยต์ ดั สนิ ซงึ่ อาจารยก์ ก็ ลา่ ววา่ จติ ของทา่ นตา่ งหากทไ่ี หว ไมใ่ ชล่ มหรอื ธงอยา่ งที่
พระเซน ๒ รปู เถยี งกัน
พระอาทติ ยอ์ ยใู่ กลโ้ ลกทส่ี ดุ ตอนไหนของวนั องคห์ นงึ่ วา่ ตอนเชา้ ซิ เพราะดวงโต
ทสี่ ดุ อกี องคห์ นงึ่ วา่ ตอนกลางวนั เพราะรอ้ นทสี่ ดุ เถยี งกนั ไมม่ แี พไ้ มม่ ชี นะ ตอ้ งรอ้ น
ไปถงึ อาจารยใ์ หช้ ว่ ยตดั สนิ อกี อาจารยถ์ ามวา่ ทา่ นฉนั หรอื ยงั ใหไ้ ปฉนั ขา้ วดกี วา่ เชน่ นี้
เป็นตน้
พวกเรากเ็ หมอื นกนั อยา่ พยายามตง้ั เรอื่ งอะไรทม่ี นั ตอ้ งลำ� บากใจตนเอง ใหพ้ อใจ
กบั การปฏิบตั ิ พอใจกับธรรมะ อย่าพอใจกบั การสอดสอ่ งดคู วามบกพร่องของผูอ้ ืน่
นนั่ เปน็ เรอื่ งของกเิ ลส อะไรเกดิ กใ็ หร้ ู้ รแู้ ลว้ ละเสยี ธรรมชาตกิ เ็ ปน็ เชน่ นเี้ อง อยา่ คดิ
ให้เกินเลย ตอ้ งคดิ ใหพ้ อดี ดแี ลว้ นะทพ่ี วกเราเอาใจใสห่ ม่พู วก ดแู ลช้ีข้อบกพรอ่ ง
กนั ตลอดเวลา เพราะเราอยดู่ ว้ ยความรกั ความเมตตา อยกู่ นั ดว้ ยกายกรรม เคารพนบั ถอื
กนั ทง้ั ตอ่ หนา้ และลบั หลงั พดู กนั กม็ เี มตตาชแ้ี จงกนั ดว้ ยความปรารถนาดี สาธารณปู โภค
348
กแ็ บง่ กนั ตามมตี ามได้ ใหใ้ ชป้ ระโยชนใ์ ชส้ อยรว่ มกนั นแ่ี หละจงึ จะเรยี กวา่ พวกเรามี
ศลี สามญั ญตา มีทฏิ ฐิสามัญญตา ยึดถอื อดุ มการณ์ อุดมธรรมท่จี ะพ้นทุกข์ร่วมกนั
ขออนโุ มทนาทกุ ๆ องค์ท่ีใชส้ ติปญั ญาตรองตามนี้
จากนน้ั ทา่ นกท็ กั ทายพระรปู นนั้ รปู นเี้ ปน็ การสว่ นตวั แลว้ กเ็ ลกิ ประชมุ ไปตามปกติ
เมอ่ื ออกมาจากทปี่ ระชมุ พระอาจารยร์ ปู นน้ั มสี หี นา้ สดชนื่ ขนึ้ อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ผเู้ ขยี น
เข้าไปทัก ทา่ นบอกว่ารูส้ ึกเคารพรักหลวงพ่อมากข้ึน ทต่ี นไม่สบายใจก็เพราะคดิ ว่า
ตนเองเปน็ สาเหตทุ จ่ี ะทำ� ใหห้ ลวงพอ่ ไมส่ บายใจ แตก่ ไ็ มเ่ หน็ ทา่ นผดิ ปกตอิ ะไร ทกุ อยา่ ง
ปกติ และมีเมตตาเหมอื นเดิม ผมก็เลยสบายใจ พระรูปนัน้ กล่าว
สงั ฆทานสูงกวา่
เปน็ ธรรมดาทศี่ รทั ธาของญาตโิ ยมมกั เปน็ ศรทั ธาในตวั บคุ คล ชาวบา้ นเลอ่ื มใส
ครูบาอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงก็หล่ังไหลไปถวายไทยทานแก่ท่าน แต่ไม่ค่อยสนใจ
พระภกิ ษสุ ามเณรบวชใหม่ สำ� หรบั ทว่ี ดั หนองปา่ พงกเ็ ชน่ เดยี วกนั แตห่ ลวงพอ่ ไมเ่ คย
สนบั สนนุ ศรทั ธาประเภทนนั้ ทา่ นไมม่ คี วามตอ้ งการในเรอื่ งบรษิ ทั บรวิ ารเลย แตท่ า่ น
พยายามโนม้ นา้ วศรทั ธาของโยมใหต้ ง้ั อยใู่ นพระสงฆ์ เพราะทา่ นตระหนกั วา่ การยดึ ตดิ
ในตัวบุคคลเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติ นอกจากเป็นนโยบายในการสอน
ญาตโิ ยมแลว้ ยงั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ความเคารพทห่ี ลวงพอ่ มตี อ่ สงฆ์ และชว่ ยทำ� ใหพ้ ระภกิ ษุ
สามเณรสำ� นกึ ถงึ ความสำ� คญั ของสถาบนั ทตี่ นเองเปน็ สว่ นประกอบ พระอาจารยร์ ปู หนง่ึ
ไดเ้ ลา่ ถึงปฏปิ ทาในเร่อื งน้ีของหลวงพอ่ วา่
“บางครง้ั ญาตพิ น่ี อ้ งของทา่ น เอาสง่ิ ของหรอื อาหารมาถวายทา่ นโดยเฉพาะอยา่ งนี้
บางทที า่ นกร็ บั เอาบ้าง บางทีก็สละให้สงฆ์ไปเลย ท่านพูดว่า
ผมเคยอยกู่ บั เขามานานแลว้ เคยกนิ เคยใชข้ องพอ่ แมพ่ นี่ อ้ งมาตงั้ แตเ่ ลก็ ๆ แลว้
เขาเอามาให้ผม ผมก็ถวายให้สงฆ์ไปเพ่ืออนุเคราะห์แก่เขา เขาจะได้รับประโยชน์
อานสิ งสจ์ ากการถวายทานสงฆ์มากกว่าทีจ่ ะถวายเฉพาะผม”
349
ท่านเจา้ คุณพระมงคลกิตติธาดาไดเ้ ล่าเรอ่ื งแปลกเร่อื งหน่งึ ให้ฟังดังน้ี
“ผมไปอยกู่ ับท่านในปี ๒๕๑๒ ปีนัน้ เกดิ มตี วั ด้วงตวั หนอนลงกนิ ข้าวในนา
แถวอ�ำเภอพิบูลฯ อ�ำเภอเดชฯ ชาวนาเขาก็เลยแห่กันมาขอน�้ำมนต์จากหลวงพ่อ
ท่านบอกว่า
โอย๊ ! มาขอกบั อาตมาคนเดยี วไมด่ หี รอก โนน่ ! ไปเอากบั สงฆโ์ นน่ ดกี วา่ สงฆม์ ี
อ�ำนาจมากกวา่ อาตมาอกี
แล้วท่านบอกให้พวกเขาหาตุ่มใส่น้�ำมนต์ไปตั้งไว้หน้าพระประธานที่จะจุดธูป
เทียนโยงด้ายสายสิญจน์จากพระประธานไปท่ีตุ่มให้พระสวดมนต์ก่อนค่อยมาเอา
น้ำ� มนต์ ถงึ เวลาพวกผมก็พากนั ทำ� วัตรสวดมนต์แผ่เมตตาไป วนั หลงั เม่ือชาวนาจาก
อำ� เภอพิบลู ฯ มารบั น้�ำมนต์ ท่านกส็ ่งั ว่า
อยา่ ไปแชง่ ไปด่านะ พดู ดๆี บอกวา่ เออ! ขยบั ขยายหนีเสีย ขา้ พเจา้ ไมไ่ ดอ้ ยู่
ได้กินก็ลำ� บาก ข้าพเจ้าหากินเลีย้ งชีพ ทำ� ทานถวายพระเจา้ พระสงฆด์ ้วย
มีชาวนาคนหนึ่งฐานะดีหน่อย หัวเราะเยาะพวกไปขอน้�ำมนตจ์ ากวดั พรอ้ มกับ
บอกว่า
น�ำ้ มนต์ขวดเดียวจะประสาอะไร กูเอาโฟลิดอลฉดี ยงั ไมห่ นีเลย
ต่อมาอีกคืนหนึ่ง พวกตัวด้วงตัวหนอนก็ออกจากนาข้าวของผู้พรมน้�ำมนต์
แตไ่ ปลงกนิ ขา้ วในนาของอตี าคนนน้ั หมดเลย เปน็ เรอ่ื งแปลกเหมอื นกนั ไมน่ า่ เชอื่ แตม่ นั
ก็เป็นไปแล้ว เพราะเขามาเล่าให้หลวงพ่อฟัง ท่านก็ยิ้มบอกว่า มันอยากประมาท
ก็ยงั งนั้ แหละ...”
หลวงพ่อบริหารสงฆ์โดยให้ความเอาใจใส่ดูแลลูกศิษย์อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง
เหมือนพอ่ ทค่ี อยจ้�ำจ้จี ำ้� ไชลกู แมพ้ ระจะอยู่ทว่ี ัดหนองป่าพง จะไปอย่ตู ามสาขา หรือ
จะออกธดุ งค์ หลวงพ่อเป็นผตู้ ัดสนิ ทุกสิ่งทุกอยา่ งในวดั ขึ้นอยกู่ ับหลวงพ่อ
350
ในระยะหลงั ๆ หลวงพอ่ คอยฝกึ ใหล้ กู ศษิ ยร์ บั ผดิ ชอบในเรอ่ื งการบรหิ ารมากขน้ึ
เพอ่ื ใหม้ ปี ระสบการณใ์ นการชว่ ยตวั เอง ไมใ่ หพ้ ง่ึ หลวงพอ่ จนเกนิ ไป แตต่ ลอดเวลาที่
ทา่ นทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ เจา้ อาวาสวดั หนองปา่ พง หลวงพอ่ เปน็ เหมอื นเสาเอกของสถาบนั สงฆ์
การบรหิ ารวดั กต็ รงตามหลกั พระธรรมวนิ ยั ไมม่ ผี ดิ เพย้ี น และทกุ รปู ทม่ี คี วามคดิ เหน็
ต่างๆ ซึ่งเปน็ ธรรมดา ก็ยอมรับและเช่อื ฟงั ท่าน
ปจั จบุ ันธรรม
“ปจจฺ ปุ ฺปนฺนญฺจ โย ธมมฺ ํ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ
อสหํ ิรํ อสกํ ปุ ฺปํ ตํ วิทธฺ า มนพุ ฺรหู เย”
แปลเปน็ ไทยว่า “ผูใ้ ดเห็นธรรมอนั เกดิ ขน้ึ เฉพาะหนา้ ในที่น้ันๆ อย่างแจม่ แจง้
ไม่ง่อนแงน่ คลอนแคลน เขาควรพอกพดู อาการเชน่ น้นั ไว”้
ปัจจุบันธรรมนี้มีความหมายและความส�ำคัญต่อนักบวชเพียงใด หลวงพ่อได้
อธิบายไว้อยา่ งแจ่มแจง้ ดังน้ี
“ปจั จบุ นั ธรรมมนั จะเปน็ อย่างไร ละมนั เดีย๋ วน้ี แกม้ นั เดยี๋ วน้ี เพราะว่าปัจจบุ ัน
ธรรมคอื ปจั จุบันน้ี มนั เป็นทั้งเหตุทัง้ ผล ปจั จบุ ันนี้มนั ต้งั อยู่ในเหตผุ ล อดตี เปน็ เหตุ
ปจั จุบนั เปน็ ผล ปจั จุบนั เป็นเหตุ อนาคตเป็นผล มนั มีเหตุผลอยา่ งน้เี รือ่ ยๆ ไป ทเ่ี รา
อยู่เด๋ียวนี้ก็เป็นเหตุ อดีตเหตุ อยู่ในปัจจุบันน้ีก็เป็นผล ผลเด๋ียวนี้ก็เป็นเหตุของ
อนาคตอีก
ปจั จุบนั นีม้ นั เปน็ ผลของอดตี และเหตุของอนาคตตอ่ ไป ท้งั อดตี และอนาคต
มนั กอ็ ยใู่ นปัจจบุ นั นี้
การปฏิบัติก็ให้ดูปัจจุบันนี้เท่าน้ันละ อย่าไปห่วงอดีต อย่าไปห่วงอนาคต
เพราะอดีตมันกผ็ ่านไปแลว้ เรือ่ งท่ีเกดิ ในอดีต มนั กด็ ับไปแล้วในอดีต มนั หมดแล้ว
อนาคตเรากป็ ลอ่ ย เรอ่ื งทเี่ กดิ ในอนาคต มนั กด็ บั ในอนาคต เราจะไปหว่ งใยมนั ทำ� ไม
351
ดปู จั จบุ นั ธรรมนว้ี า่ มนั ไมแ่ น่ มนั ไมเ่ ทยี่ ง พทุ โธมนั กร็ ขู้ น้ึ มา เจรญิ ขนึ้ มา รคู้ วามเปน็ จรงิ
ในสงิ่ ทง้ั หลายวา่ มนั ไมเ่ ทยี่ ง สขุ ทกุ ข์ เกดิ ขน้ึ มากไ็ มเ่ ทยี่ ง ไมแ่ น่ ถา้ จติ ใจของเราเหน็
ของทกุ อย่างว่าเป็นของไมแ่ น่ ปัญหาวา่ เราจะไปยดึ มัน่ หมายมั่นก็จะคอ่ ยๆ หมดไป”
ในเมอื่ ความทกุ ข์ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ความดบั ทกุ ข์ และหนทางไปสคู่ วามดบั ทกุ ข์
ลว้ นแตอ่ ยใู่ นขณะปจั จบุ นั จงึ เปน็ ธรรมดาอยเู่ อง ทหี่ ลวงพอ่ เนน้ ความสำ� คญั ของการ
อยู่ในปัจจบุ ัน และเนน้ ที่การมสี ตทิ ุกอริ ิยาบถ
“ข้อปฏบิ ัตนิ ี้คือการภาวนานเี่ อง พดู งา่ ยๆ ก็เรียกว่า เราต้องเปน็ ผ้มู สี ติ คือ
ความรู้ความระลกึ อย่เู สมอ อยทู่ ่ีนี่ว่าเด๋ยี วนี้เราคดิ อะไรอยู่ เราทำ� อะไรอยู่ เรามอี ะไร
อยเู่ ดยี๋ วนี้ เราดอู ยา่ งนมี้ สี ตอิ ยเู่ สมอวา่ เราอยยู่ งั ไง เรารตู้ วั อยวู่ า่ ขณะนเ้ี รามอี ะไรอยู่
กำ� ลงั คดิ อะไร กำ� ลงั สขุ หรอื กำ� ลงั ทกุ ข์ ผดิ หรอื ถกู อยเู่ ดย๋ี วน้ี ทเ่ี รามสี งิ่ ทงั้ หลายปรารภ
อยอู่ ยา่ งนี้ ปญั ญามนั กเ็ กดิ ขน้ึ มาแลว้ ระลกึ ไดอ้ ยแู่ ลว้ รไู้ ดอ้ ยเู่ ปน็ ตน้ มนั กว็ ง่ิ ไปวง่ิ มา
มันก็เกิดข้ึนมาวิพากษ์วิจารณ์พิจารณาเป็นความรู้สึกอยู่ทุกขณะ เมื่อตาเห็นรูป
หูฟงั เสียง จมูกดมกลิน่ ลนิ้ ล้มิ รส ร่างกายถกู ต้องโผฏฐพั พะ ถา้ รสู้ ึกแลว้ มันกร็ ู้จัก
อนั น้นั ดี อันนนั้ ไม่ดี อันน้ันเราชอบ อันนั้นเราไมช่ อบ ท้งั หลายเหล่านีม้ ันเปน็ อนิจจงั
ทุกขงั อนตั ตา ท่านใหว้ าง อยา่ ไปยดึ มน่ั ถือม่นั นี่เรยี กวา่ แก้ปัญหา”
ความเปน็ อยใู่ นวดั กม็ ีสว่ นชว่ ยใหค้ วามคิดเรือ่ งอดีต อนาคต หรอื เร่อื งนอก
ตัวลดน้อยลงได้เหมอื นกนั ส่งิ แวดลอ้ มทีเ่ ป็นป่ารกทึบ ไม่ชวนมอง ก็ทำ� ให้คนตอ้ ง
หนั กลบั มามองตนเอง ตารางการประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ คี่ ลา้ ยกนั ในแตล่ ะวนั ไมค่ อ่ ยมกี าร
เปลยี่ นแปลง ไมม่ อี ะไรเรา้ ความสนใจใหต้ นื่ เตน้ กเ็ ปน็ ขอ้ ดที ช่ี ว่ ยใหพ้ ระภกิ ษสุ ามเณร
มสี ติ อยกู่ บั ปจั จบุ นั ยงิ่ ขน้ึ หลวงพอ่ เองเปน็ ตวั อยา่ งทดี่ แี กล่ กู ศษิ ย์ ทา่ นสงบเยอื กเยน็
และตงั้ มนั่ ในปจั จบุ นั อยเู่ สมอดว้ ยความรู้ ความตนื่ ความเบกิ บานและสตอิ นั เตม็ เปย่ี ม
ซง่ึ ทำ� ใหห้ ลวงพอ่ มองเหน็ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งวา่ เปน็ อาจารยส์ อนธรรมะอยแู่ ลว้ ตลอดเวลา
ดังทที่ ่านเคยพูดบอ่ ยๆ ว่า “อะไรที่ไม่เป็นธรรมะนน้ั ไม่มี เรานงั่ อยู่ก็นงั่ ทับซง่ึ ธรรมะ
เดนิ ไปกเ็ ดนิ ไปบนธรรมะ” เพราะฉะนน้ั ไมว่ า่ หลวงพอ่ จะอยทู่ ไ่ี หน ทา่ นมอี ปุ กรณใ์ นการ
สอนพร้อมอยตู่ ลอดเวลา จะอยใู่ นภาวะปกติ หรอื มเี หตุการณอ์ ะไรเกดิ ขึ้น ท่านก็
352
สามารถหยบิ ยกอปุ กรณจ์ ากธรรมชาตริ อบตวั ในขณะนน้ั มาชแ้ี นะใหล้ กู ศษิ ยไ์ ดฉ้ กุ คดิ
อยู่เสมอ
ท่านพระครบู รรพตวรกิต ไดเ้ ล่าเรือ่ งเก่าๆ ซ่ึงเป็น “ปจั จุบนั ธรรมคำ� สอน” ที่
หลวงพ่อใหก้ บั ตวั ท่านเองโดยตรงว่า
“ครัง้ หนง่ึ ช่วงทีก่ ำ� ลงั ชว่ ยหลวงพ่อสร้างกฏุ ิ ยงั ปพู ้นื กระดานไมเ่ สร็จ ผมก็ปว่ ย
ไขข้ นึ้ สงู หลวงพอ่ กบั พระเณรมาเฝา้ ไข้ และทา่ นไดเ้ ลา่ ใหฟ้ งั วา่ ผมละเมอ ปดู ๆี เดอ้
เอาแผ่นนัน่ เล่ือนเข้าไปอีก เออ! เออ! จ่ังซนั่ หละ อยา่ ใหม้ รี ่อง
ท่านก็เลยให้สติว่า จติ ที่หว่ งกงั วลอยูน่ ่แี หละทจ่ี ะพาไปเกิด อาจจะไปเกดิ เป็น
ตุ๊กแก หรอื สัตว์อะไรกไ็ ด้ ตรงกฏุ ทิ ี่ก�ำลงั สรา้ งอยูน่ ัน่ เอง...”
ครงั้ หนง่ึ ระหวา่ งพำ� นกั อยทู่ ว่ี ดั หนองปา่ พง พระอาจารยป์ สนั โน มโี อกาสไดต้ าม
หลวงพอ่ ไปบณิ ฑบาตทบ่ี า้ นกลาง ขากลบั หลวงพอ่ เดนิ ชา้ ๆ ขณะเดนิ ผา่ นตน้ ไม้ กงิ้ กา่
คหู่ นง่ึ ซง่ึ กำ� ลงั “ปฏบิ ตั กิ ารสนุ ทรยี ”์ อยขู่ า้ งบนกพ็ ลาดทา่ หลน่ ตบุ๊ ลงมาตอ่ หนา้ ทงั้ ทตี่ วั
ยังติดกัน หลวงพ่อเห็นเข้าก็หัวเราะช้ีให้ลูกศิษย์ดู พร้อมกับท�ำมือท�ำไม้ประกอบ
คำ� อธิบายแกท่ า่ นอาจารยป์ สันโน ซ่ึงตอนน้นั ยงั ไม่ค่อยเขา้ ใจภาษาไทยมากนัก
“แน่ะ! เห็นไหม มนั เมาความสุขอยูข่ ้างบน เป็นเหตใุ หป้ ระมาท ตกลงมากเ็ จ็บ
อยา่ งนแี้ หละ”
มอี กี ตวั อยา่ งหนง่ึ ทแี่ สดงใหเ้ หน็ ไหวพรบิ อนั ฉบั ไวของหลวงพอ่ ในการชปี้ จั จบุ นั
เหตใุ หล้ กู ศษิ ยเ์ หน็ ธรรมแบบแทงใจดำ� แตแ่ ฝงดว้ ยอารมณข์ นั เชน่ เรอื่ ง ปน้ั ขา้ วฟกั ไข่
ซ่ึงพระอาจารย์เอนกได้เลา่ ให้ฟังดงั นี้
“ตามปกตทิ ่ีวดั หนองปา่ พง หลงั จากเสรจ็ กิจวัตรในตอนเชา้ แลว้ ภกิ ษสุ ามเณร
กอ็ อกบณิ ฑบาตไปตามสายตา่ งๆ ซง่ึ มอี ยหู่ ลายสายดว้ ยกนั แลว้ แตใ่ ครจะไปสายไหน
เมอ่ื กลับจากบณิ ฑบาตกม็ าถา่ ยบาตรออก ปัน้ ขา้ วเหนียวเอาเฉพาะพอฉันอมิ่ เทา่ น้ัน
ไม่ให้มากหรือไม่ให้น้อยเกินไป ส่วนอาหารท่ีบิณฑบาตได้มาทุกอย่าง ต้องส่งไปที่
353
โรงครัว เพอ่ื ให้แมช่ ีสำ� รวจดูใหเ้ รียบรอ้ ยเสยี กอ่ นว่า สงิ่ ไหนควรไมค่ วร เสรจ็ แลว้
พวกชีเขากจ็ ดั สำ� รบั ทั้งหมดส่งมาถวายพระ
ทว่ี ดั มกี ตกิ าวา่ อาหารทไี่ ดจ้ ากการบณิ ฑบาตตอ้ งสง่ ไปโรงครวั หมด หา้ มเกบ็ ไว้
ในบาตรของตน ครงั้ หนงึ่ มภี กิ ษรุ ปู หนงึ่ เกดิ ฝา่ ฝนื กตกิ าสงฆข์ อ้ น้ี ทา่ นคงคดิ วา่ อาหาร
มนี อ้ ย บางทอี าหารบางอย่างกแ็ จกหมดก่อนแตต่ ้นแลว้ ไมถ่ งึ ปลายแถว หรอื แมจ้ ะ
ถงึ กก็ ลวั จะไดน้ อ้ ย หรอื ไดข้ องทไ่ี มช่ อบใจ วนั นน้ั พระรปู นนั้ ไปบณิ ฑบาตไดไ้ ขต่ ม้ มา
หนง่ึ ฟอง ทา่ นกเ็ ลยปน้ั ขา้ วเหนยี วหมุ้ ไว้ เอาไขไ่ วข้ า้ งในกอ้ นขา้ ว จะเปน็ เหตบุ งั เอญิ หรอื
ทา่ นอาจจะทำ� มานานแลว้ กรรมมนั สง่ ผลกไ็ มท่ ราบ วนั นน้ั กอ่ นฉนั หลวงพอ่ ทา่ นกอ็ อก
เดนิ ตรวจในบาตรของพระภิกษสุ ามเณร พอมาถงึ บาตรของพระรูปนั้น ทา่ นกห็ ยุด
เพราะกอ้ นข้าวปริ และมองเห็นไข่ต้มอยขู่ า้ งใน ท่านก็เลยพดู ข้ึนว่า
ปั้นขา้ วใครฟักไข่
ภกิ ษสุ ามเณรเปน็ จำ� นวนมาก ซง่ึ กำ� ลงั นงั่ อยใู่ นโรงฉนั ตา่ งกห็ นั ไปมองพระรปู นนั้
เปน็ จดุ เดยี วยงั กะนดั กนั ไว้ ทำ� ใหภ้ กิ ษรุ ปู นนั้ ทง้ั กลวั ทงั้ อายจนตวั สน่ั หนา้ ซดี แทบจะ
แทรกแผน่ ดนิ หนใี หไ้ ด้ ตง้ั แตน่ นั้ มาภกิ ษรุ ปู นนั้ กเ็ ขด็ ขยาดหวาดกลวั ไมก่ ลา้ ทำ� อยา่ งนน้ั
อกี เลย อยา่ วา่ แตภ่ ิกษุรปู น้นั เลย แม้แตภ่ ิกษุรูปอน่ื ๆ ซึง่ เห็นเหตกุ ารณ์ ก็ไมก่ ล้าท�ำ
อยา่ งนัน้ เหมือนกนั ”
ไมแ่ น่
สงิ่ ที่หลวงพ่อพยายามชี้ให้ลูกศิษย์ไดเ้ หน็ ไดส้ ัมผัสอย่เู สมอคือ ความไมเ่ ท่ยี ง
ความไม่แน่นอนเพราะท่านเห็นว่า ความรู้ความเห็นในเรื่องน้ีเป็นสัมมาทิฐิ เป็นตัว
ปญั ญา “ไมแ่ น”่ คำ� นเ้ี ป็นคำ� สอนทห่ี ลวงพอ่ ย้ำ� นกั ยำ้� หนาในหลายๆ รปู แบบ จนแทบ
จะกลา่ วไดว้ า่ เปน็ คาถาบทสำ� คญั หรอื อาจถอื เปน็ เอกลกั ษณใ์ นคำ� สอนของทา่ นกว็ า่ ได้
ตวั อย่างทแี่ สดงให้เหน็ ความรูส้ ึกของท่านต่อเรื่องน้คี ือ
354
“ตวั ท่วี า่ ไมแ่ น่นั่นละ่ คือตวั พระพทุ ธเจ้าละนนั่ ตวั ท่ีไม่แน่นัน่ ละคือตัวธรรมะ”
และท่านกลา่ วคล้ายร�ำพันวา่
“ผมเคยพดู บอ่ ยๆ แตค่ นไมค่ อ่ ยใสใ่ จ อะไรเกดิ ขนึ้ ในปจั จบุ นั ผมกว็ า่ เออ้ ! อนั นี้
มนั ไม่แน่! แตค่ �ำน้คี นไม่คอ่ ยไดต้ ดิ ตาม คำ� ง่ายๆ สัน้ ๆ ที่วา่ ไมแ่ น่ ค�ำเดยี วและถูก
ผมพดู บอ่ ยๆ คนกไ็ ม่คอ่ ยเอา” ฯลฯ
“ถ้าเหน็ อนจิ จังชัดเจน มนั ก็เปน็ พระสมบรู ณน์ นั่ เอง เห็นอนิจจัง มันเป็นของ
ไม่แน่นอนในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อปุ าทานมนั่ หมายมัน
ก็ไมเ่ ข้าไปยึดม่นั ถือม่นั ในขันธท์ ้ังห้า”
“อะไรก็ช่างเถอะ ถึงจะเกิดอารมณ์อะไรท่ีไม่พอใจจนถึงกับน้�ำตามันจะไหล
ออกมา ให้เรานึกถงึ ค�ำสอนทว่ี า่ อนั นไ้ี ม่แน่ ไวเ้ สมอเลยทเี ดียว ด้วยสติสมั ปชัญญะ
ของเรา มนั จะพอใจ ไมพ่ อใจ มนั จะดี มนั จะชวั่ กใ็ หเ้ หน็ พอดี มนั กถ็ อนอปุ าทานได้
เหน็ วา่ มนั เปน็ ของไมม่ รี าคา แลว้ กม็ กี ารปลอ่ ยวางไปในตวั ดว้ ยเสมอ อนั นเ้ี ปน็ อารมณ์
ของวปิ สั สนา เมอ่ื อะไรเกดิ ขนึ้ มากเ็ รยี กวา่ มนั ไมแ่ น่ อยา่ ไปลมื อยา่ ไปทงิ้ คำ� น้ี ดี ทา่ น
กไ็ มใ่ หย้ ดึ ชวั่ กไ็ มใ่ หย้ ดึ ถา้ หากวา่ เราประสบอะไรมากช็ า่ งเถอะ ใหร้ วมกำ� ลงั ลงตรงนี้
อนั นเ้ี ปน็ บอ่ เกดิ แหง่ ปญั ญา แลว้ กเ็ ปน็ อารมณข์ องวปิ สั สนา เอาอนั นเ้ี ปน็ อารมณเ์ สมอ
จะท�ำให้พวกเราพ้นจากความสงสัย เพราะว่าธรรมะท้ังหลายเหล่าน้ีเรียกว่า ไม่แน่
ไม่เท่ียงนะ มันจะหมุนรอบตัวมันอยู่ เห็นอาการท้ังหลายเป็นอยู่อย่างนั้น จิตจะ
ทอดอาลัย อันนี้เป็นเครื่องมือที่ถอนความยึดม่ันออกจากอารมณ์อันน้ัน ท�ำให้เรา
มองเห็นธรรมะอยา่ งแจ้งชัด”
สมยั หนงึ่ เพลงลกู ทงุ่ “มนั บแ่ นด่ อกนาย” กำ� ลงั ไดร้ บั ความนยิ มอยา่ งแพรห่ ลาย
ไปถึงไหนๆ ก็ต้องไดย้ ิน วันหนง่ึ หลวงพ่อบงั เอญิ มีธุระผ่านเขา้ ไปในเมือง กพ็ ลอย
ได้ยินไปกับชาวบ้านเขาด้วยและเมื่อกลับถึงวัด ท่านได้ปรารภเร่ืองนี้ให้ลูกศิษย์ฟัง
ในระหวา่ งการอบรมวา่ “เออ! นั่นมนั ร้องเพลงของพระพุทธเจา้ เลยนะน่ัน”
355
นอกจากน้ี หลวงพ่อใช้ความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือสอนให้ลูกศิษย์คลาย
ความยดึ ตดิ ในสงิ่ ตา่ งๆ คอื ใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงอยา่ งกะทนั หนั จนพระเณรจะตอ้ ง
วางความรูส้ ึกใหย้ ดื หยนุ่ ยึดถอื อะไรเป็นจริงเปน็ จงั ไม่ได้ เช่น ทา่ นสง่ั ว่าไปก็ตอ้ ง
พรอ้ มทจี่ ะไป แตถ่ า้ ทา่ นสงั่ เลกิ กพ็ รอ้ มทจี่ ะเลกิ โดยไมร่ สู้ กึ กระทบกระเทอื น ทา่ นพระคร-ู
บรรพตวรกิต เป็นลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดค�ำสอนซึ่งเป็นคาถาส�ำคัญบทน้ีจาก
หลวงพอ่ ซ�้ำๆ ซากๆ จนซึ้งแก่ใจ
“ผมเองนะ ทา่ นสอนแบบทว่ี า่ เอาของจรงิ มาสอนเลย เชน่ ทา่ นสอนวา่ ไมแ่ น่ คำ� นี้
เป็นค�ำที่ผมรับมาตลอด ตอนท่ีท่านสอนครั้งแรกก็ยังไม่เข้าใจ ทีนี้ท่านสอนด้วย
การกระทำ� เชน่ ทา่ นจะใหเ้ ราไปทใี่ ดทหี่ นง่ึ กบั ทา่ น ทา่ นบอกวา่ ไปเตรยี มบรขิ ารมา วนั นี้
เราจะไปทโี่ นน้ ด้วยกนั ทีนีพ้ อเราเตรยี มตัวมาปบุ๊ ทา่ นกก็ ลบั บอกวา่ เอา้ ! ไม่ไปแล้ว
กลบั เถอะ ลักษณะอย่างนเ้ี ราต้องกลบั ผมรู้สึกเจอบ่อยจนกระทงั่ เขา้ ใจค�ำว่า ไม่แน่
ของท่าน จนกระทั่งต่อไป รู้ค�ำสมมุติของท่านลงในพระไตรลักษณ์ ค�ำว่า ไม่แน่
หมายความวา่ แบง่ ไว้ครึง่ หน่ึง ทุกสิ่งทกุ อย่างนนั้ ให้แบง่ ไวส้ กั ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็
เลยยึดเอาหลักนี้ส�ำหรับปฏิบัติ ซึ่งได้จากท่านโดยตรง ค�ำน้ีท�ำให้เราไม่เป็นทุกข์
สบายใจ คอื รจู้ กั แบง่ อนั นเ้ี ปน็ ลกั ษณะพเิ ศษเฉพาะทไ่ี ดก้ บั ผมโดยตรงนะ รสู้ กึ วา่ เปน็
ประโยชนแ์ ล้วกด็ มี ากสำ� หรับการสอนของท่าน ตอ่ จากน้นั เวลาอยกู่ ับท่านเราก็เขา้ ใจ
แลว้ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง พอทา่ นทำ� อะไรๆ หรอื พดู อะไรๆ เรากร็ จู้ กั วา่ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งมนั ไมแ่ น่
จ�ำคำ� ของท่านไว้เสมอ”
แมพ้ ระอาจารยร์ นุ่ หลงั ๆ กโ็ ดนหลวงพอ่ สอนคาถาบทนี้ เพอื่ ใหร้ จู้ กั ดคู วามรสู้ กึ
ของตนเองดว้ ย ทา่ นรปู หนง่ึ เลา่ วา่ “ไปกราบหลวงพอ่ ทไี ร ทา่ นกจ็ ะยม้ิ แยม้ เปน็ กนั เอง
ทกั ทายทกุ ครง้ั เรากป็ ลมื้ อยนู่ าน โอ! หลวงพอ่ เมตตาเรามากจรงิ ๆ แลว้ กม็ อี ยคู่ รง้ั หนงึ่
ไปกราบ ทา่ นไมพ่ ดู ดว้ ยเลย อยา่ วา่ แตพ่ ดู ไมม่ องมาดว้ ยซำ้� เหมอื นไมม่ เี ราอยใู่ นทนี่ น้ั
กวา่ จะรู้ โอโ้ ฮ! ทกุ ข์แทๆ้ ”
356
ความพอดี
อกี คำ� หนง่ึ ทล่ี กู ศษิ ยข์ องหลวงพอ่ ไดย้ นิ บอ่ ยๆ จนตดิ หู คอื คำ� วา่ “พอด”ี ทา่ นเคย
พูดอยู่เสมอว่า ธรรมะคือพอดี ความพอดี คือ ทางสายกลางไปสู่ความดับทุกข์
แลว้ ทา่ นยำ้� สอนใหแ้ ตล่ ะองคแ์ ตล่ ะคน หาความพอดขี องตวั เองในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
“เรามาฝึกการปฏบิ ัติ ท�ำไมทา่ นถงึ ให้เรากินนอ้ ย นอนน้อย พูดน้อย อะไรๆ
ทุกอย่างให้มันน้อยไปๆ ค�ำที่ว่ามันน้อยน่ะ มันจะพอดีหรือ ความเป็นจริงนั้นยัง
ไมพ่ อดี ไม่สม่ำ� เสมอ แตท่ ำ� ไมท่านถึงว่าให้เราทำ� ให้มันนอ้ ย พูดนอ้ ยๆ คยุ น้อยๆ
นอนนอ้ ยๆ เพือ่ ใหเ้ รารจู้ ักความพอดี ความเหมาะสมของตวั เรานั่นเอง ทุกทา่ นให้
พยายาม รบี เกนิ ไปก็ไม่ได้ ใหร้ จู้ กั ผอ่ นสนั้ ผ่อนยาวหาความพอดี ถา้ มนั นอ้ ยไปเรา
กเ็ ตมิ ถา้ มากไปเราเอาออก เปน็ สมั มาปฏปิ ทา คอื พอดี ถา้ มนั ดอ้ื กใ็ ชข้ อ้ วตั รเขา้ ควบคมุ
ใหม้ นั เขด็ ฝกึ มนั ทรมานมนั ถา้ มนั เปน็ อกี กท็ ำ� อกี นเ่ี รยี กวา่ การปฏบิ ตั หิ าทางพน้ ทกุ ข์
ของเรา การพดู จาปราศรยั ทกุ อริ ยิ าบถใหม้ คี วามรสู้ กึ อยใู่ นใจของเรา ความพอดนี นั้
เปน็ แนวทางปฏบิ ัติท่ไี ม่ข้องแวะกบั สง่ิ สุดโต่ง
กามสขุ ัลลิกานโุ ยโค คอื ใจของเราลุ่มหลงในความสุข ลุม่ หลงในความสบาย
ลมุ่ หลงในความดีใจ ลุม่ หลงวา่ เราดี เราเลศิ เราประเสริฐ
อัตตกลิ มถานุโยโค คอื อาการท่ีไมพ่ อใจ อาการท่ีเปน็ ทุกข์ อาการทีไ่ ม่ชอบใจ
อาการกรว้ิ โกรธ
ธรรม ๒ อย่างน้ีไม่ใช่หนทางของบรรพชิตจะพึงเดิน หนทางคืออาการดีใจ
หรือเสียใจ เดินทางคือตัวผู้รู้ของเรานั่นแหละ ผู้เดินทางคือจิต ผู้สงบท่านไม่เดิน
ทางนน้ั แตว่ ่าทางน้นั ท่านก็เห็น อาการสุขก็เห็น แตท่ า่ นไมม่ ีอุปาทานยึดมน่ั กบั มัน
ปลอ่ ยมันไป วางมนั ไป ละมนั ไป จึงเป็นผ้สู งบ การร้จู กั ความพอดี กเ็ กดิ จากการ
พจิ ารณาความไมแ่ นน่ นั่ เอง การประพฤตปิ ฏบิ ตั นิ ี้ ตอ้ งมปี ฏปิ ทาทพ่ี อดๆี ไมส่ งู เกนิ ไป
อยใู่ นระดบั พอดี ถา้ มนั เกินพอดี หรอื ต�ำ่ กว่าพอดี มนั กไ็ ปไมไ่ ด้ ไม่ใชส่ มั มาปฏิบัติ
357
ของพระ ถา้ เราดูเสมอวา่ ยืน นงั่ นอนนะ่ เรารู้สภาพอารมณ์ท้งั หลายมนั พอดีโดย
อ�ำนาจทีว่ ่า ของมันไมแ่ น่แลว้ มันก็ไมม่ อี ะไรมากไปกว่านนั้ อีก แตว่ า่ คนเรามันทน
ไม่ไหว มนั อยากเกนิ ขดี มันดนั ขึน้ ๆ ไม่ร้จู กั ความพอดีของมนั
ความพอดมี ันเกิดจากที่วา่ เม่ือพบอารมณอ์ ะไร กบ็ อกมนั วา่ ไม่แน่ เร่ืองอนิจจงั
เรยี กวา่ ไมแ่ นท่ นเอาอยตู่ รงน้ันแหละ ไมก่ ้าวไป ไมถ่ อยกลับ อยตู่ รงน้ี ทน ไม่นาน
เดีย๋ วกพ็ บความจริงได”้
ไม่ตึง ไมห่ ย่อน
“การสอนน่ตี ้องดวู า่ เขาจะรบั ไดแ้ ค่ไหน ดคู วามพอดขี องเขา เพราะความพอดี
นน่ั แหละคอื ธรรมะ ถา้ ไม่พอดไี ม่เป็นธรรมะ”
นีค่ อื ปฏิปทาในการสอนลูกศษิ ย์ ซง่ึ หลวงพ่อได้ปรารภใหฟ้ ัง และทา่ นเองได้
ดำ� เนนิ มาต้งั แต่ตน้
อนั ความพอดีนัน้ มิได้หมายถงึ เฉพาะในฝ่ายลกู ศษิ ยฝ์ า่ ยเดยี ว แตก่ ารดำ� เนนิ
ขอ้ วตั รทกุ อยา่ งซง่ึ เปน็ ไปเพอ่ื การฝกึ สอนทง้ั สนิ้ นนั้ กอ็ ยใู่ นเกณฑพ์ อดดี ว้ ย แมว้ า่ บางครงั้
จะเหน็ วา่ หลวงพอ่ วางกฎระเบยี บในการปฏบิ ตั คิ อ่ นขา้ งตงึ หรอื เครง่ แตก่ เ็ ปน็ ความตงึ
ความเครง่ ทตี่ ง้ั ไวเ้ พอ่ื ความพอดนี นั่ เอง อยา่ งทที่ า่ นอาจารยส์ พุ ร ไดต้ ง้ั ขอ้ สงั เกตวธิ กี าร
สอนของหลวงพอ่ ไว้วา่
“ปฏิปทาของหลวงพ่อ เวลาท่านท�ำอะไร ไมใ่ ชว่ ่าจะให้เข้มแข็งตรงเปะ๊ เม่ือถึง
คราวถงึ โอกาส บางบคุ คล บางกาล บางสถานที่ ทา่ นกอ็ นโุ ลมบา้ ง แตว่ า่ ทา่ นพยายาม
ให้ตึงให้เครง่ ไว้หน่อย เม่ือมันเสอื่ มลง หย่อนลง ตามลกั ษณะของทกุ สงิ่ ทุกอย่าง
ทา่ นกจ็ ะยกข้อวัตรทั้งระเบียบตา่ งๆ ข้ึนมาให้มนั ตงึ พอมนั ตึงแล้ว กล็ งมาเองตาม
ลกั ษณะของมนั ท่านก็ยกขึน้ อีก เทา่ ท่ีผมสังเกตดขู อ้ วัตรหลายๆ อยา่ งกเ็ ป็นอย่างน้ี
ขอ้ วตั รเกยี่ วกบั การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เชน่ การพดู คยุ อยา่ งน้ี ถา้ เสยี งดงั มากนี่ ทา่ นกจ็ ะ
ยำ�้ ข้นึ มาเสยี ทหี น่ึง เทศน์หนกั ทหี นงึ่ แล้วกจ็ ะหายเงยี บไปนาน แล้วก็จะค่อยๆ กลบั
358
ขึ้นมาอีก ทา่ นกย็ ้ำ� อีก กเ็ ป็นอยา่ งนเี้ ร่อื ยๆ คอื นมี่ นั เป็นลกั ษณะของธรรมะอนั หนึง่
เหมอื นกนั เพราะมนั ไมต่ งั้ อยเู่ ทยี่ งแทแ้ นน่ อน มนั คอ่ ยๆ เสอ่ื มลง ทา่ นกจ็ ะยกขนึ้ มา”
ความเป็นครูอาจจะท�ำให้หลวงพ่อมองเห็นว่าการปฏิบัติของลูกศิษย์น้ันก็คง
เหมือนกบั การเตรยี มตวั ดหู นังสอื เพือ่ เขา้ สอบของนกั เรียน ถา้ เตรยี มดูหนังสือเพียง
แค่ให้สอบผ่าน ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นตเ์ ทา่ นั้น เขา้ สอบจรงิ ๆ อาจจะไมผ่ า่ นก็ได้ จะต้อง
เตรยี มพรอ้ มไว้ ๙๐ หรอื ถึง ๑๐๐ เปอรเ์ ซ็นต์นน่ั แหละ แลว้ เวลาสอบมันจะเลื่อน
ลดลงมาเหลือเพียง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังถือว่าสอบได้ ปฏิปทาในการรักษา
ข้อวัตรของหลวงพอ่ จึงเปน็ ไปอย่างผ้ทู เี่ ขา้ ถงึ สจั ธรรม ความไม่เที่ยงอยา่ งแทจ้ รงิ
เม่อื มกี ารปรารภถงึ ขอ้ วัตรทบี่ างคนเหน็ วา่ ตงึ เกินไป หลวงพ่อตอบวา่
“ใหม้ ันตงึ ไว้นนั่ แหละดแี ล้ว เด๋ียวมันก็หยอ่ นลงมาเอง”
และกเ็ ปน็ อย่างน้ันจรงิ ๆ เสยี ดว้ ย เพราะจติ ใจของปุถุชนคนเรา ถ้าไม่คอยฉดุ
คอยรง้ั เอาไวม้ นั กค็ อยจะวกไปสทู่ างเสอ่ื ม เหมอื นนำ้� ทยี่ อ่ มจะไหลไปสทู่ ต่ี ำ่� เพราะฉะนนั้
ขอ้ วัตรทอ่ี าจจะตึงเกินไปสำ� หรบั คนอ่ืน ก็คงจะ ตึงพอดี แล้วส�ำหรบั หลวงพอ่
ปฏบิ ัติสม่ำ� เสมอ
บางคนคดิ วา่ การปฏบิ ัตกิ รรมฐานคือ การเดินจงกรมและนง่ั สมาธิเทา่ น้นั แต่
หลวงพอ่ เนน้ วา่ การปฏบิ ตั อิ ยทู่ สี่ ตมิ ากกวา่ ทอ่ี ริ ยิ าบถ อยา่ งทที่ า่ นเทศนใ์ นตอนหนง่ึ วา่
“ไม่ใช่เดินเพียร น่งั เพยี ร แตร่ เู้ พยี ร”
คอื ฝกึ ใหม้ สี ตริ ตู้ วั ทว่ั พรอ้ มทกุ อริ ยิ าบถ ไมใ่ ชเ่ ฉพาะเวลานงั่ สมาธิ หรอื เดนิ จงกรม
เทา่ นนั้ เคลด็ ลบั ของทา่ นกค็ อื ปฏบิ ตั เิ รอื่ ยไปอยา่ งสมำ�่ เสมอ ไมเ่ ครง่ เกนิ ไป แตก่ ไ็ มห่ ยอ่ น
ให้พอดีแกก่ ารขัดเกลากิเลส จงึ จะเรยี กวา่ เปน็ สมั มาปฏิปทา เพราะวา่
359
“การท�ำความเพยี ร ไม่ได้ขีดขนั้ จะยืน จะเดนิ จะนงั่ จะนอน ไดท้ ้งั หมดน้นั
แมก้ วาดลานวดั อยกู่ บ็ รรลธุ รรมะได้ แมแ้ ตเ่ พยี งมองเหน็ แสงพยบั แดดเทา่ นนั้ กบ็ รรลุ
ธรรมะได้ จะต้องมีสติพร้อมอยู่เสมอ ท�ำไมจึงเป็นเช่นน้ัน เพราะมันมีโอกาสที่จะ
บรรลธุ รรมอยตู่ ลอดเวลา อยทู่ ุกสถานท่ี เมอ่ื เราต้ังใจพจิ ารณาอยู่”
นค่ี อื ปฏปิ ทาในการปฏบิ ตั อิ ยา่ งสมำ่� เสมอ ไมใ่ ชท่ ำ� เปน็ เวลา แตต่ อ้ งทำ� ตลอดเวลา
อยา่ งท่หี ลวงพอ่ ทา่ นเรยี กวา่ “สติจำ� กาล” ปฏิปทาที่ไมต่ ดิ ต่อสมำ่� เสมอนั้นหลวงพ่อ
เปรยี บเทยี บว่า “เหมือนหยดนำ้� ทีไ่ ม่ตอ่ เนอ่ื งกัน”
“นำ้� ทเ่ี ราหยดลงไปอยา่ งนี้ หยดหา่ งๆ ปบ๊ั ...ปบ๊ั ...ปบ๊ั ... ถา้ เราเรง่ ความเรว็ ขน้ึ หยด
นำ�้ กถ็ ีเ่ ขา้ ๆ ป๊ับ...ป๊บั ...ปับ๊ ... เร่งขึ้นไปอีก มันก็ติดกันไหลเปน็ สาย สติของผู้ปฏบิ ตั ิ
ทีย่ งั ลมุ่ ๆ ดอนๆ ไมส่ ม�ำ่ เสมอ ก็เหมอื นหยดน�้ำท่ยี งั ไม่ตอ่ เน่ืองกัน มนั ก็เปน็ วรรค
เปน็ ตอน แตถ่ า้ เราเรง่ ใหน้ ำ้� ไหลเรว็ ขนึ้ หยดนำ้� กห็ ายไป กลายเปน็ สายนำ�้ การฝกึ สติ
ของเรากเ็ ชน่ เดยี วกนั นานๆ นกึ ขนึ้ ไดก้ ต็ งั้ สตเิ สยี ทหี นงึ่ เรากจ็ ะมสี ตทิ ข่ี าดเปน็ ชว่ งๆ
เหมอื นหยดนำ�้ ถา้ เราพยายามระลกึ รอู้ ยเู่ สมอ มสี ตใิ นทกุ การทท่ี ำ� คำ� ทพี่ ดู และความรสู้ กึ
นกึ คิด เรากจ็ ะเป็นผู้ท่ีมีสตติ ลอดเวลา ไม่เผลอ เหมอื นหยดน�้ำทต่ี ่อกนั เป็นสายน้ำ� ”
เรียนจากธรรมชาติ
พระพทุ ธองคต์ รสั วา่ ความสงบของจิตหรอื จติ ตวิเวก และการพน้ จากกเิ ลส
อุปธิวเิ วก เกิดจาก กายวิเวก ดว้ ยเหตุนจี้ ึงทรงสรรเสริญการหลีกเรน้ อยูใ่ นป่าอย่าง
สันโดษมักน้อยว่า เป็นเครื่องอุดหนุนท่ีส�ำคัญในการประพฤติปฏิบัติ เนื่องจาก
ความสงบสงดั ของสงิ่ แวดลอ้ มในปา่ ชว่ ยใหก้ ายสงบระงบั และความรสู้ กึ นกึ คดิ กเ็ ยอื ก
เย็นลง ในภาวะเช่นน้ี นักปฏิบัติจะได้อยู่ใกล้ชิดและสัมผัสกับธรรมชาติภายนอก
ท่ีเป็นรูปธรรม ซึ่งจะแทงทะลุเข้าไปถึงธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน อันเป็นนามธรรม
ภายในจิต จงึ เปน็ โอกาสท่ขี อ้ คดิ ทางธรรมจะผดุ โผล่ขน้ึ มาได้งา่ ย จนอาจเกดิ ความ
สว่างในเร่ืองนนั้ ๆ ได้ อยา่ งทีห่ ลวงพ่อเคยพูดว่า
360
“เมือ่ เหน็ ธรรมภายนอก ก็เหน็ ธรรมภายใน”
อนงึ่ ธรรมชาตเิ ปน็ ตวั ยนื ยนั และสนบั สนนุ การภาวนาของนกั ปฏบิ ตั ิ เสยี งของปา่
แมม้ อี ยกู่ ไ็ มร่ บกวน แตเ่ ปน็ เสยี งทจี่ ะกลอ่ มเกลาจติ ใจของนกั ปฏบิ ตั ใิ หเ้ ขา้ สคู่ วามสงบ
“ไม่เหมอื นเสยี งนกั รอ้ ง” หลวงพ่อทา่ นว่าอยา่ งนนั้
“พวกนกั รอ้ งทม่ี ันร้องกนั อยู่น่นั เราไปฟงั เข้าคร้ังเดียว แหม! มันแสบร้อนอยู่
กระทงั่ วนั กระท่งั คืน”
ทา่ นจงึ ไดค้ อยชชี้ วนลกู ศษิ ยใ์ หล้ มื หลู มื ตาตอ่ สจั ธรรมทอ่ี ยรู่ อบตวั เหมอื นสอน
ใหป้ ลาเห็นน้ำ�
“ธรรมชาติต่างๆ มันก็เป็นอยู่ตามธรรมชาติของมัน สารพัดอย่าง แต่ถ้าเรา
ไม่สงบระงับ อันใดที่ชอบใจเราก็เห็นว่าสงบ อันใดที่ไม่ชอบใจเราก็เห็นว่าไม่สงบ
ความเปน็ จรงิ คนผปู้ ฏบิ ตั ถิ า้ หากวา่ เราจะมาอาศยั แตผ่ อู้ นื่ เกาะผอู้ นื่ อาศยั ผอู้ น่ื สอนเรา
อย่างเดียวน้นั มันกไ็ ม่เกดิ ปญั ญาต้องเปน็ คนเข้าใจตนของตนเอง พยายามสอนตน
พยายามฝึกตน ทีค่ รูบาอาจารย์ทา่ นฝกึ ใหน้ ะ่ ภายนอก ท่านกเ็ ป็นผู้แนะแนวทางให้
ตั้งแต่ไหนแตไ่ รมาก็ดี ทางโลกทางธรรมก็ต้องเป็นอยา่ งน้ี
เรื่องธรรมชาตทิ ง้ั หลายน่ะ มนั สอนพระสอนคนอยใู่ นตวั ของมนั เต็มทอ่ี ยแู่ ล้ว
ถ้าคนมีปญั ญาแลว้ ก็เรียกว่าได้ความรจู้ ากสิ่งตา่ งๆ ของท่ีอยู่ในป่า จะเป็นกอ้ นดนิ
จะเปน็ กอ้ นหนิ จะเปน็ ตน้ ไมห้ รอื จะเปน็ เครอื เถาวลั ย์ เปรยี บประหนง่ึ วา่ สง่ิ ทงั้ หลายนนั้
มันพร้อมที่จะแนะน�ำพร่�ำสอนเราอยู่เสมอ แต่ว่ามันก็รู้สึกแต่บุคคลท่ีมีปัญญา
ถ้าคนไม่มปี ัญญาแลว้ กไ็ ม่รเู้ รื่องอะไร”
คติธรรมจากสัตว์ป่า
สตั วป์ า่ ทว่ี ดั หนองปา่ พงมอี ยหู่ ลายชนดิ เชน่ ไกป่ า่ กระรอก กระแต บา่ ง คา้ งคาว
ตะกวด เตา่ งู อเี หน็ กระจง และนกชนดิ ตา่ งๆ เปน็ ตน้ ซงึ่ เปน็ ผลจากการทหี่ ลวงพอ่
361
ได้พยายามมาตงั้ แต่แรกทีจ่ ะสงวนพันธเ์ุ อาไว้ โดยการขอร้องแกมห้ามปรามชาวบ้าน
ท่ีจะมาลา่ ท�ำลายสัตว์ในบรเิ วณวัด ท่านให้เหตผุ ลอย่างนุ่มนวลวา่
“ลกู หลานของโยมทโี่ ตขน้ึ เขาจะไดร้ จู้ กั สตั วเ์ หลา่ นว้ี า่ หนา้ ตาเปน็ อยา่ งไร เพราะ
อีกหน่อยจะหาดทู อ่ี น่ื ได้ยาก”
และสำ� หรบั พระเณรในวดั หลวงพอ่ กส็ อนใหเ้ รยี นรธู้ รรมะจากสตั วป์ า่ เหลา่ นดี้ ว้ ย
ทา่ นเจา้ คณุ มงคลกติ ตธิ าดาไดเ้ ลา่ คตธิ รรมทไ่ี ดจ้ ากไกป่ า่ ตามคำ� สอนของหลวงพอ่ วา่
“ท่านบอกให้อยู่อย่างง่ายๆ ในป่า และให้เอาของในป่าเป็นครูเป็นอาจารย์
อยา่ งไกป่ า่ ดซู ิ กนิ มนั กก็ นิ ไมม่ าก นอนกร็ ะวงั มสี ติ ถา้ หากวา่ มภี ยั อะไรมา มนั กจ็ ะรจู้ กั
ระวงั แมแ้ ตม่ อี าหารจะกนิ อยแู่ ลว้ ถา้ เหน็ วา่ มภี ยั มนั จะไมก่ นิ จะเอาตวั รอดกอ่ น และ
มันไม่ยึดในที่อยู่ ไม่ติดถิ่น จะอยู่เฉพาะที่ที่มันเห็นว่าปลอดภัย เวลานอนก็แยก
กนั นอน ไมส่ มุ หวั กนั เหมอื นไกบ่ า้ น และตวั กเ็ ปรยี ว ไกบ่ า้ นเอามาปลอ่ ยในนี้ หมากดั
ตายหมด เพราะมนั กนิ จุ ตวั กห็ นกั เซอ่ ไกป่ า่ นนั่ มนั เปรยี ว มนั ไว ฉะนนั้ ถา้ เราเอาไก่
เป็นครกู ็ดีเหมือนกันนะ”
การสอนนกั ธรรม
หลวงพ่อเป็นพระปฏิบัติท่ีให้ความส�ำคัญแก่ปริยัติธรรมในฐานะเป็นของคู่กับ
การปฏบิ ตั ิ ดงั ทท่ี า่ นเคยเปรยี บเทยี บวา่ ปรยิ ตั นิ น้ั เหมอื นแผนที่ หรอื เหมอื นฉลากยา
ข้างขวด คนที่ได้แผนทไ่ี ว้ในมือแลว้ แต่ไม่ยอมออกเดินทาง กไ็ มม่ ีวันไปถึงจุดหมาย
หรอื คนไขท้ ไ่ี ดย้ ามาแลว้ มวั แตอ่ า่ นฉลากขา้ งขวดไมล่ งมอื รบั ประทานยา โรคกไ็ มห่ าย
สกั ที คนเรยี นปริยตั แิ ลว้ ไมป่ ฏิบตั กิ ็เชน่ เดียวกนั อยา่ งไรกต็ าม จากประสบการณ์
ที่ท่านได้เคยจัดสอนนักธรรมแก่พระวัดหนองป่าพงในครั้งแรกนั้น หลวงพ่อได้ต้ัง
ข้อสงั เกตเกี่ยวกับ ปรยิ ตั ิ ปฏิบัติไว้ดังนี้
“ปรยิ ตั ิกับปฏิบัตนิ ้ี เป็นของคู่กนั มา ยงั พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จริญรุ่งเรอื งตลอด
จนบัดน้ี ก็เพราะการศกึ ษาแลว้ ก็รู้ รแู้ ลว้ ก็ปฏบิ ัตติ ามความรูข้ องเรานั้น เรียกว่าการ
362
ประพฤติปฏิบัติ ถ้าหากว่าเราเรียนปริยัติ อาศัยความประมาทเท่าที่ผมเคยสังเกต
มาแลว้ คอื สมยั หนงึ่ ผมอยทู่ น่ี ่ี พระอยจู่ ำ� พรรษาประมาณ ๗ องค์ เปน็ ปแี รก ผมกเ็ ลยมา
คดิ วา่ เรอ่ื งการเรยี นปรยิ ตั กิ บั ปฏบิ ตั นิ ้ี ถา้ ตง้ั ปรยิ ตั ขิ นึ้ เมอ่ื ไร เสอ่ื ม! โดยมากเปน็ อยา่ งน้ี
ท้ังการปฏบิ ตั กิ เ็ ป็นไปได้ยาก มันเสอื่ ม โดยมากเป็นเสียอยา่ งนนั้ เม่อื ได้มาค�ำนึงถงึ
อันนี้ ผมอยากจะรู้เหตุข้อมูลว่า มันเป็นเพราะอะไร ก็เลยมาตั้งสอนพระเณร
ในพรรษานน้ั ๗ องค์ สอนประมาณสัก ๔๐ วนั ฉนั เสร็จแล้ว ก็สอนจน ๖ โมงเยน็
ทกุ วนั ไปสอบสนามหลวง ปรากฏวา่ ได้ผล ๗ องคส์ อบไดห้ มดทกุ องคเ์ ลย อันนีด้ ี
แตว่ า่ มนั มกี ารบกพรอ่ งอยอู่ ยา่ งหนงึ่ กบั บคุ คลทไี่ มม่ คี วามระมดั ระวงั การเรยี นปรยิ ตั นิ ี้
ตอ้ งอาศยั การพดู อาศยั การทอ่ งตา่ งๆ เปน็ ตน้ บคุ คลทไี่ มค่ อ่ ยสงั วรไมค่ อ่ ยสำ� รวมนน้ั
ก็เลยทิ้งการปฏิบัติ มาท่องมาบ่น จดจ�ำด้วยสัญญาเสียเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้
พวกเราทงั้ หลายนนั้ ทง้ิ บา้ นเกา่ เรา ทงิ้ มลู เกา่ เรา ทงิ้ ขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั เกา่ ของเราไป โดยมาก
มันเป็นเชน่ นี้
ทนี เี้ มอ่ื เรยี นจบแลว้ สอบสนามหลวงแลว้ ดกู ริ ยิ าพระเณรกต็ า่ งจากเกา่ เดนิ จงกรม
ก็ไม่ค่อยมี น่ังสมาธิก็น้อย การคลุกคลีกันก็มากขึ้น ความสงบระงับมันน้อยลง
ความเปน็ จรงิ การปฏบิ ตั นิ ะ เมอ่ื เดนิ จงกรมแลว้ ตงั้ ใจเดนิ จงกรม เมอ่ื นงั่ สมาธกิ ต็ งั้ อก
ตงั้ ใจทำ� เมอ่ื อยใู่ นอริ ยิ าบถการเดนิ การยนื การนงั่ การนอน เรากพ็ ยายามสงั วรสำ� รวม
แต่เมื่อเรามาเรียนหนังสือแล้ว มันเป็นสัญญาเสียโดยมาก เลยเพลินไปตามปริยัติ
อันนั้น ลมื ตัวเสีย กเ็ ลน่ อารมณภ์ ายนอก อนั นี้มนั ก็เป็นแตเ่ ฉพาะคนท่ไี ม่มปี ัญญา
บคุ คลทไี่ มส่ งั วรสำ� รวม บคุ คลทไี่ มม่ สี ตติ ดิ ตอ่ กนั กเ็ ปน็ เหตใุ หเ้ สยี หายไดเ้ หมอื นกนั
มนั เปน็ เพราะเหตนุ ัน้ ท่ีเม่ือนกั เรียนเรียนหนังสือ ไมไ่ ด้น่ังสมาธิ ไมไ่ ดเ้ ดนิ จงกรม
การสงั วรส�ำรวมมนั ก็นอ้ ย เปน็ เหตุใหจ้ ิตฟุ้งซ่าน การพดู เร่อื ยเป่ือย ไม่สังวรส�ำรวม
จบั กนั เปน็ กลมุ่ เปน็ กอ้ นกม็ ากขน้ึ มา หลายขนึ้ มา อนั นเ้ี ปน็ เหตใุ หเ้ สอื่ ม มนั ไมใ่ ชเ่ ปน็
เพราะปริยตั ิ มันเป็นเพราะบุคคลเราไม่ตั้งใจ ลืมเนื้อลมื ตวั เสีย
ความจรงิ ปรยิ ตั นิ เี้ ปน็ ของชชี้ อ่ งทางใหพ้ วกเราประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ งั้ นนั้ ถา้ หากเราไป
เรยี นแลว้ ลมื ตวั การพดู มนั กม็ าก การเลน่ มนั กม็ าก การเดนิ จงกรมทง้ิ ไปหมด แลว้ กม็ ี
363
ความกระสนั อยากจะสกึ โดยมากเรยี นไมไ่ ดก้ ส็ กึ กนั อนั นเี้ ปน็ เหตุ ไมใ่ ชว่ า่ เพราะปรยิ ตั ิ
ไมด่ ี ปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั เปน็ เพราะพวกเราทงั้ หลายนนั้ ขาดการพนิ จิ พจิ ารณา
ความเปน็ จรงิ การปฏบิ ตั นิ นั้ จะอา่ นหนงั สอื จะทอ่ งหนงั สอื จะทำ� อะไรมนั กเ็ ปน็ กรรมฐาน
กนั ทงั้ นั้น
ฉะนน้ั เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ ในพรรษาท่ี ๒ ผมเลยเลกิ สอน เลกิ การสอนปรยิ ตั ิ อกี หลายปี
ตอ่ มามกี ลุ บตุ รมากขนึ้ บางคนกไ็ มร่ เู้ รอ่ื งพระธรรมวนิ ยั สมมตุ บิ ญั ญตั กิ ไ็ มร่ เู้ รอ่ื ง กเ็ ลย
ปรบั ปรุงขน้ึ มาใหม่ ขอครบู าอาจารย์ผ้ทู ไ่ี ดเ้ รยี นมาแล้วน้นั สอน”
ตอ่ มาหลวงพอ่ ใหเ้ ลกิ การสอนแตใ่ หผ้ สู้ นใจเรยี นดว้ ยตนเอง โดยทา่ นสนบั สนนุ
จดั หาหนงั สอื และสง่ รายชอื่ เขา้ สอบนกั ธรรมให้ แตห่ ลงั จากสอบเสรจ็ หลวงพอ่ ใหเ้ กบ็
หนงั สือแลว้ หันมาอา่ นใจแทน
“จบที่ตรงไหนรู้ไหม? หรือท่านจะเรียนอย่างน้ีเรื่อยไปง้ันรึ หรือท่านมีท่ีจบ
อันน้นั กด็ ี แตม่ ันเปน็ ปริยตั ิข้างนอก ไม่ใชป่ ริยัติข้างใน ปริยตั ขิ ้างในจะตอ้ งเรยี น
ตาของเราน่ี หูน่ี จมูกน่ี ลิน้ น่ี กายน่ี จติ นี่ อนั นเ้ี ปน็ ปริยตั ิทแ่ี ท้ อนั น้ันปรยิ ัติเป็น
ตัวหนงั สืออยู่ขา้ งนอก เรียนจบได้ยาก ตาเหน็ รูป มีอาการเกิดขึน้ อยา่ งไร หูฟังเสียง
มอี าการเกิดขน้ึ อยา่ งไร จมูกดมกลน่ิ มีอาการเกิดข้นึ อยา่ งไร ล้ินลิ้มรส มอี าการ
เกดิ ขน้ึ อย่างไร โผฏฐัพพะกับกายกระทบกันนัน้ มีอาการเกิดข้ึนอย่างไร อารมณท์ ่ีรู้
ทางใจนนั้ มนั เกดิ ขนึ้ แลว้ เปน็ อยา่ งไร ยงั มโี ลภไหมยงั มโี กรธอยนู่ น่ั ไหม ยงั มหี ลงอยู่
นัน่ ไหม หลงกับรปู เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ทเี่ กิดข้ึนนน่ั ไหม อนั นี้
เป็นปริยัติขา้ งใน เรียนจบงา่ ยๆ เรียนจบได้ ปริยตั ิขา้ งนอก เรยี นจบไมไ่ ดห้ รอก
มนั หลายตู้ ถา้ เราเรยี นปรยิ ตั ิ แตไ่ มไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิ กไ็ มไ่ ดร้ บั ผล เหมอื นคนเลย้ี งโค แตไ่ ม่
เคยไดก้ ินนำ้� นมโคฉนั นน้ั ”
364
เรือ่ งกาม
อนั วา่ กาเมนดี้ จู ะเปน็ เรอื่ งใหญ่ เปน็ ปญั หาหนกั อกหนกั ใจของพระหนมุ่ เณรนอ้ ย
เกอื บทกุ รปู หรอื ไมห่ นมุ่ กเ็ ถอะ วา่ กนั วา่ การทน่ี กั บวชไมส่ ามารถครองผา้ กาสาวพสั ตร์
ไปได้ตลอดรอดฝั่งน้ัน ต้นเหตุส�ำคัญก็อยู่ท่ีแรงดึงดูดอันมหาศาลของเร่ืองน้ีน่ันเอง
เพราะฉะนั้น เมื่อหลวงพ่อสอนเร่ืองกามแม้จะเป็นเร่ืองหยาบก็ต้องสอนกันบ่อยๆ
และพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อ ส่วนมากก็เป็น
พระหนุ่มพ้นื บ้าน
“งเู หา่ ตายแลว้ หรอื ยงั ?” ครงั้ หนง่ึ หลวงพอ่ ถามพระหนมุ่ ผรู้ อ้ นผา้ เหลอื ง ลกู ศษิ ย์
กม้ หนา้ งดุ หนา้ แดงและตวั สน่ั นดิ ๆ “ระวงั นะอยา่ ใหง้ เู หา่ มนั ฉก วนั ไหนมนั แผแ่ มเ่ บย้ี
มากๆ ก็ใหท้ ำ� ความเพยี รใหม้ าก”
อกี ตัวอยา่ ง ทีเ่ ปน็ ค�ำสอนของทา่ นในเรอื่ งน้กี เ็ ชน่ ว่า
“เออ! มนั หลงน้อ ไอโ้ ลภ โกรธ หลงน่เี ลิกไมไ่ ดซ้ กั ทนี อ้ ความงามมันงามอยู่
แค่ตานีน่ ะ ตอ้ งดใู หด้ ๆี ความหลงมนั กห็ ลงอยทู่ ่จี ิตใจน้ี มันไมภ่ าวนานะ งามหนงั
หลงหนงั เรอะ ดดู ีๆ ซิ ขา้ งล่างมันมีอะไร ดูดีแล้วเหรอ จิตใจมันเปน็ ยังไงนกั หนา
จะไมใ่ หม้ นั พน้ เชยี วเหรอ ทกุ ขพ์ วกนนี้ ะ่ อยากเขา้ คกุ อกี เหรอ รกั รขู เี้ ขาเหรอ นส่ี องรู
รขู ี้ ไมล่ า้ งละกเ็ หมน็ คลงุ้ เลยละ ไมเ่ ชอ่ื เหรอ ขมี้ กู ไหลอยนู่ ะ่ ไมร่ วู้ า่ หลงรขู เี้ ขาดว้ ยซำ้�
รูขีเ้ ขาทุกขมุ ขน ทวั่ ใบหนา้ บ้าแทๆ้ ยังจะหลงมันอกี ยงั อยากกลับไปตายที่เกา่ อีก
ยังไม่พออีกเหรอ”
บางคร้ังท่านกเ็ ทศน์เร่ืองอสภุ ะอสุภงั เร่อื งของการเกดิ อย่างท่านจะดวุ ่า
“ออกมาแลว้ ยงั อยากจะกลบั เขา้ ไปอกี เหรอ กวา่ จะคลอดออกมาได้ จมอยกู่ บั ของ
สกปรกผา่ นของสกปรกมามากแคไ่ หน ยังไมร่ ้สู กึ อีก”
365
แลว้ ทา่ นจะเปรยี บเทยี บกบั รู หรอื ทอ่ ในสว้ มใหเ้ หน็ วา่ มนั สกปรกอยา่ งนนั้ บางที
ท่านกเ็ ปรียบเทยี บความอยากในกามเหมือนคนอยากกินเน้ือสตั ว์ว่า
“กามนพ้ี ระพทุ ธเจา้ หรอื ปราชญท์ ง้ั หลายทา่ นสอนวา่ เหมอื นกนั กบั คนกนิ เนอ้ื สตั ว์
เม่อื มนั เข้าไปในซีฟ่ ันเจบ็ ปวด แลว้ กเ็ อาไมม้ าจิ้มมนั ออก แหม! สบายนะ เดย๋ี วกค็ ิด
อยากอกี แหละ อยากเนอื้ อกี กม็ ากนิ อกี เนอื้ มนั กย็ ดั เขา้ ไปในซฟี่ นั แลว้ กป็ วดอกี ไปหา
ไมม้ าแหยม่ นั ออกจมิ้ มนั ออกแลว้ กส็ บายอกี แลว้ แตน่ กึ ไปอกี อยากอกี ใชไ่ หม ไมร่ จู้ กั
ยงั ง้นั ถึงเป็นกรรม กามน่ขี นาดน้ี ไมด่ ีไปกว่าน้นั พอปานนั้นแหละ”
หลวงพอ่ เลา่ ถงึ ตวั เองว่า
“พอบวชมาแลว้ โอโ้ ฮ มนั กลวั ทั้งนนั้ แหละ มนั คล้ายๆ ว่าเห็นกามทเี่ ขาอย่นู ะ
ไมเ่ หน็ ความสนกุ กบั เขา แตเ่ หน็ ความทกุ ขม์ ากกวา่ มนั คลา้ ยๆ กบั กลว้ ยนำ้� วา้ ใบหนง่ึ
เราไปทานมันก็หวานดี มันมีรสหวานก็รู้อยู่ แต่เวลานี้รู้ว่า เขาเอายาพิษไปฝังไว้
ในกล้วยใบน้ัน แม้จะรู้อยู่ว่ามันหวานเท่าไรก็ช่าง ถ้ากินไปแล้วมันจะตายใช่ไหม
ความเหน็ มนั เปน็ เชน่ นน้ั ทกุ ที วา่ จะกนิ กเ็ หน็ ยาพษิ ฝงั อยใู่ นนนั้ ทกุ ทนี น่ั แหละ มนั กเ็ ลย
ถอยออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอายุพรรษามากขนาดนี้แล้ว ถ้าเรามองเห็นแล้ว
มนั ไม่นา่ กนิ เลยนะ”
พระอาจารยร์ ปู หนง่ึ เลา่ วา่ “สมยั กอ่ นผมเองกเ็ คยมปี ญั หาเรยี นถามทา่ น บางครงั้
กภ็ าวนาไมล่ ง เพราะถา้ เห็นผู้หญิงสาวสวยๆ กเ็ กดิ มคี วามรัก ชอบมองดู ผมเขา
ก็สวย ดเู รอื นรา่ งของผหู้ ญิงแล้วสวยงามไปหมด ไมร่ ู้จะแกไ้ ขอย่างไร ผมก็จนใจ
เพราะติดอย่ตู รงนัน้ ภาวนาไมล่ ง หลวงพอ่ ทา่ นกไ็ ด้ชว่ ยแก้ปญั หาท่ีเกิดขึ้นกบั จติ ใจ
ของผม ทา่ นวา่ นน่ั แหละเราไปหลงในรปู รา่ งกายของคนอน่ื ถา้ ยดึ วา่ สวยกไ็ ปหลงรกั
ถา้ ยดึ วา่ ไมส่ วยกไ็ ปหลงชงั เพราะเรายงั ภาวนาไมเ่ ปน็ เกดิ ความมวั เมาลมุ่ หลงอยา่ งนน้ั
ดูให้แน่ชัดซิว่ามันสวยจริงๆ หรือ ถ้ามันยังตอบว่าสวยจริงๆ ก็หันไปดูแม่ยาย
ของเขาเสยี ก่อนว่า มีสภาพเป็นอยา่ งไร ผมทวี่ ่าด�ำสลวยสวยงามน้นั อีกไม่นานกจ็ ะ
หงอกขาว เนือ้ หนังทเี่ ต่งตงึ ในวัยสาวพอถึงวัยชรามนั กเ็ ห่ยี วย่นหย่อนยานไป นบั วัน
366
จะทรุดโทรมลงทุกๆ วัน ดแู มเ่ ขาซิ เมอ่ื กอ่ นเขากส็ วย แต่เดี๋ยวนเี้ ขาก็มอี ันเปลย่ี น
ไปดูไม่ได้ใช่ไหม นั่นแหละมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กฎของสภาวะธาตุที่
ไมม่ ใี ครจะฝา่ ฝนื ได้ ควรทเ่ี ราจะหนั มาคน้ ควา้ พจิ ารณาดู เพอ่ื ใหร้ แู้ จง้ ทงั้ รา่ งกายของเรา
และของคนอน่ื ดว้ ยการพจิ ารณาอสภุ กรรมฐาน เพอื่ เพกิ ถอนความลมุ่ หลงของจติ ใจ
ให้จางคลายไปเพราะหมดความสงสัย ว่าสวยว่างาม เพราะเราดูเพียงผิวเผินจึง
ท�ำให้ลมุ่ หลงเอามากๆ ใหพ้ วกเราพิจารณาให้ลกึ ซง้ึ ด้วยปัญญา จงึ จะเหน็ ตามสภาพ
ความเป็นจรงิ จึงจะสามารถถอดถอนความก�ำหนัดยนิ ดอี อกจากจิตใจได้ สามารถ
ยกจติ ใจออกจากกองทกุ ขไ์ ด้ หลวงพอ่ ทา่ นมปี ญั ญามคี วามฉลาดรอบรู้ สามารถแกไ้ ข
ปญั หาเฉพาะหนา้ ได้ดีทีส่ ุดครบั ”
สำ� หรบั รายทอี่ าการหนกั จรงิ ๆ ภาวนาเทา่ ไรๆ กย็ งั ฟงุ้ ซา่ น หลวงพอ่ มคี ำ� แนะนำ�
ซึ่งทำ� ใหผ้ ฟู้ งั คอย่นวา่
“สนั อีโต้ สนั ขวนฮนั่ สับมนั ลงไปโลด เบ่งิ เบ๋งิ มนั สิกลา้ โงหัวขึน้ อีกอยบู่ ้อ”
(สนั มดี โตห้ รอื สนั ขวานแนะ่ สบั มนั ลงไปเลย ดซู มิ นั จะกลา้ ผงกหวั ขน้ึ มาอกี ไหม)
แต่ค�ำว่า กาม มีความหมายกวา้ งขวางนกั มิใชแ่ ตค่ วามรู้สึกตอ่ เพศตรงขา้ ม
หลวงพ่อเคยเตอื นสติพระเณรว่า
“อย่างเราบวชเข้ามาน้ีก็ดีใจว่า จะไม่ได้เสพกามแล้ว อันน้ีเป็นค�ำพูดของเรา
ทต่ี ดิ ปากกนั มา แตเ่ มอื่ เรามองเขา้ ไปอกี ทวี า่ ใครเสพนี่ ตามนั เหน็ รปู ถา้ มนั ยงั เกลยี ด
หรอื ชอบเขาอยู่ มันกเ็ สพแล้วน่ี ตา หู จมูก ลน้ิ กาย จิต ถา้ ไมร่ ู้เรอ่ื งมนั ๆ กเ็ สพ
ทั้งหมด เดี๋ยวนี้ทั้งพระท้ังเณรเสพกามนี้ไม่ได้หนีจากกามหรอก ตาเห็นรูปผู้หญิง
มนั ชอบกเ็ สพแลว้ จมกู ดมกลน่ิ มนั หอมชอบมนั กเ็ สพอกี ยงั เสพกามอยยู่ งั ปลอ่ ยวาง
อารมณ์ไม่ได้ ที่ว่าเราเป็นพระน่นั สมมตุ ิขึน้ มาหรอก”
นอกจากนี้ท่านก็เปรียบเทียบให้เห็นโทษในการติดรสของกามซึ่งเป็นอันตราย
ตอ่ การประพฤตปิ ฏิบัติอย่างยิง่ ว่า
367
“การประพฤติปฏิบัติมันก็ยาก ครูบาอาจารย์จะสอนให้เข้าแบบเข้าแนวก็ยาก
มนั ตดิ รสเสยี แลว้ เหมอื นกบั สนุ ขั ถา้ เอาขา้ วเปลา่ ๆ ใหก้ นิ ทกุ วนั ๆ มนั กอ็ ว้ นอยา่ งหมู
เหมอื นกนั แตถ่ า้ วนั หนงึ่ เอาแกงราดขา้ วใหก้ นิ ซี เอาซกั สองจานเทา่ นน้ั แหละ วนั หลงั
เอาขา้ วเปลา่ ใหก้ นิ มนั ไมก่ นิ แลว้ แนะ่ มนั ตดิ เรว็ เหลอื เกนิ ดงั นน้ั รปู เสยี ง กลน่ิ รส น่ี
จงึ เปน็ เครอื่ งทำ� ลายการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องเรา ถา้ หากวา่ เราทกุ คนไมม่ กี ารพจิ ารณาใน
ปจั จยั สี่ คอื จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยารกั ษาโรค”
แลว้ ทา่ นกย็ งั ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ แมก้ ารชอบคลกุ คลกี บั เพอื่ นหาความสนกุ กบั การพดู คยุ
ก็เปน็ อาการของกาม ท่านบอกวา่ พระอรหนั ตพ์ ระอริยเจ้าอยู่กนั เป็นหมื่นเป็นแสน
กไ็ มม่ ีเสียง ผู้ประพฤติปฏิบัติจริงอยกู่ นั ร้อยสองรอ้ ยก็ไม่มเี สยี งคยุ
เพราะฉะนนั้ หลวงพอ่ จงึ ยำ้� แลว้ ยำ้� อกี วา่ นกั ปฏบิ ตั มิ งุ่ หนา้ ปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ไมม่ กี าร
พดู คยุ เวลาซกั ผา้ ทโี่ รงยอ้ ม ระหวา่ งรอผา้ แหง้ ทา่ นกใ็ หข้ ดั บาตรรอไปพลางๆ หรอื ทำ�
ไมส้ ฟี นั บา้ ง รปู ไหนเผลอสง่ เสยี ง ทา่ นจะมาฮม่ึ ใสว่ า่ “ปลอ่ ยใหห้ มากดั กนั อกี แลว้ ” เพราะ
โรงยอ้ มอยใู่ กลก้ บั กฏุ ขิ องทา่ น เวลาจะไปไหน ทา่ นจะสงั่ เสยี ใหร้ กั ษาวดั ใหด้ ี อยา่ ปลอ่ ย
ให้หมามาขใี้ ส่ เป็นต้น
การท�ำงานคือการปฏบิ ตั ิธรรม
นอกจากงานประจำ� วนั ทเ่ี รยี กวา่ กจิ วตั รแลว้ หลวงพอ่ มกั พาพระเณรทำ� งานพเิ ศษ
ตา่ งๆ เชน่ งานก่อสรา้ ง หรอื ซอ่ มแซมเสนาสนะ ท้งั นีก้ ม็ เี หตผุ ลหลายประการ คือ
เป็นการเปล่ียนอิริยาบถหรือเปล่ียนบรรยากาศ และเพื่อท่านจะได้คอยสังเกตว่า
พระเณรสามารถเจริญสติในขณะท�ำงานได้หรือไม่ อีกประการหน่ึงก็คือเป็นความ
จ�ำเป็นด้วย เน่ืองจากวัดมีปัจจัยไม่เพียงพอที่จะจ้างคนนอกมาช่วยท�ำ ต้องอาศัย
พระเณรชว่ ยกนั คนละไมล้ ะมอื ซง่ึ เปน็ การสรา้ งความสามคั คขี น้ึ ในหมคู่ ณะ ตอ่ มาใน
สมยั หลงั ๆ พระเณรมจี ำ� นวนมากขนึ้ ผมู้ าบวชใหม่บางครัง้ ก็ยังคกึ คะนอง จะปล่อย
ใหภ้ าวนาเพียงอยา่ งเดยี วไมไ่ ด้ ต้องใหอ้ อกแรงเจรญิ สติในการท�ำงานบ้าง
368
บางครงั้ หลวงพอ่ พาทำ� งานจนดกึ ดนื่ เชน่ ตอนสรา้ งโบสถ์ จดุ ตะเกยี งทำ� กนั ถงึ
หา้ ทุ่มหกทุ่มเกอื บทกุ วนั ญาติโยมบางคนถึงกับล้อเลียนวา่ พระวดั หนองปา่ พงเปน็
พระกรรมกร ไม่ใชพ่ ระกรรมฐาน บางรูปกบ็ ่นท่ีต้องทำ� งานหนกั
หลวงพอ่ กลา่ วถึงการปฏบิ ตั ธิ รรมในการทำ� งานว่า
“นแี่ หละการปฏบิ ตั ิ ทำ� งานไปกด็ จู ติ ของทา่ นซิ มนั เปน็ อยา่ งไรเมอื่ พามนั ทำ� อยา่ งง้ี
ไม่ใช่จะหลบอยู่เร่ือย ต้องออกมาต่อสู้กับมัน มันเป็นอย่างไรเราจะได้รู้ ต่อไป
ผมจะพาไปในเมอื งกรงุ มนั จะยงิ่ รา้ ยกวา่ นี้ เรามาฝกึ เมอื่ ฝกึ แลว้ กต็ อ้ งขนึ้ เวทซี ิ จะมา
ต�ำหนิติเตียนครูบาอาจารย์ไม่ได้ และก็ดูผลมันซิ ทำ� แล้วสร้างแล้ว ผมก็มิได้พัก
อาศยั อันนก้ี ็ท�ำเพื่อพวกทา่ นนนั่ แหละ ต่อไปกจ็ ะเห็นผลหรอก อยา่ เพิง่ ตอิ ยา่ เพงิ่ ชม
ท�ำไปก่อน”
ทา่ นก็เตือนอยา่ งนี้ รูปไหนพอใจกอ็ ยไู่ ด้ รปู ไหนไมพ่ อใจก็หนไี ป
พระอาจารยเ์ ลยี่ มไดพ้ ดู ถงึ ปฏิปทาในการท�ำงานของหลวงพอ่ ไวอ้ ย่างชัดเจนวา่
“การท�ำกิจท่านเน้นให้เสยี สละ หลกั ของการเสียสละเปน็ ทานของสงฆ์ เกดิ ข้นึ
จากจติ ใจทกี่ วา้ งขวางเหน็ ประโยชนส์ ว่ นรวม และการทำ� ทา่ นจะไมม่ บี อกใหห้ ยดุ หรอื
บอกวา่ พอเถอะ เพราะคำ� วา่ ปฏปิ ทามนั ตอ้ งปฏบิ ตั ิ คำ� วา่ หยดุ ไมม่ ี สว่ นทว่ี า่ มนั จะตงึ ไป
หรอื หยอ่ นไปนน้ั กเ็ ปน็ เรอ่ื งทเ่ี ราจะตอ้ งสอดแทรกสตขิ องเราเขา้ ไป เพอื่ ใหม้ นั เปน็ การ
ปฏิบัตทิ ่สี ม่ำ� เสมอ
ท่านเคยย้อนถามโยมท่ีชอบบอกว่าไม่มีเวลาปฏิบัติว่า ไม่ใช่เรารีบไปเหรอ
เพราะอนั ที่จรงิ เวลายงั มีอีกเยอะ แตถ่ ้าเรารบี ไปก็จะเห็นว่าเวลามีนอ้ ย เพราะว่าเรา
ไปเก่ียวข้องกับความอยาก ถ้าเราอยากท�ำมันก็ไม่อยากหยุด มองในแง่ความรู้สึก
มนั เปน็ อยา่ งนน้ั แตเ่ ราไมท่ ำ� เพราะความอยาก ทำ� เพราะการเสยี สละ จะเปน็ ประโยชน์
หรอื ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ แตม่ นั เปน็ ปฏปิ ทา ชว่ ยใหค้ นทที่ ำ� กบั เรามองเหน็ การกระทำ� นน้ั
ในแงข่ องการปฏบิ ตั วิ า่ การเสยี สละนน้ั เปน็ ประโยชน์ อยา่ งตอนทำ� ถนนขน้ึ ถำ้� แสงเพชร
369
ท่านกไ็ ม่ไดบ้ อกให้ท�ำ แต่กช็ ่วยกันทำ� ทงั้ วันท้ังคืน ใครเหน่ือยกไ็ ปนอน หลวงพ่อ
กเ็ ดนิ ไปเดนิ มาอยอู่ ยา่ งนนั้ ทำ� กนั อยู่ ๔ เดอื นทง้ั พระเณรและญาตโิ ยม มนั เปน็ ปฏปิ ทา
ของคนมีศรทั ธา คอื ทำ� ไมห่ ยดุ ไมเ่ คยไดย้ ินทา่ นบอกสกั คร้ังว่า โยมกลบั บา้ นเสยี ที
มีแตใ่ ครเหนื่อยก็ออกไป คนใหมก่ เ็ ขา้ มาแทน
ช่วงกอ่ นเข้าพรรษา จะเปน็ ชว่ งทมี่ กี จิ ตอ้ งช่วยกันท�ำมาก กอ่ นเข้าพรรษาก็จดั
สถานทข่ี องวดั เชน่ เสนาสนะหลงั ไหนรวั่ กต็ อ้ งซอ่ มแซม ทางเขา้ ออกไมม่ กี ท็ ำ� แนวถนน
เขา้ กฏุ ิ พอจะออกพรรษาหมดฤดฝู นดนิ ขดุ งา่ ยกช็ ว่ ยกนั แยกถนนทกุ ปี เกลยี่ หลงั ถนน
ให้ดี ตรงไหนเป็นที่ลุ่มก็เกล่ียใบไม้ไปกลบ ถ้ามีจอมปลวกก็ให้โยมขุดทีละน้อย
แตร่ ะหว่างพรรษาไมม่ ีงานมาก ทา่ นให้เราต้ังใจสมาทานวัตร เช่น ธดุ งควตั ร”
น่งั อยา่ งเดียวก็ไม่ใช่
วันหนึ่งหลวงพ่อพาพระเณรขนดินข้ึนไปใส่สนามหญ้ารอบโบสถ์ พอดีขณะที่
ท่านก�ำลังยืนส่ังงานอยู่นั้น มีหนุ่มใหญ่กลุ่มหน่ึงมาเท่ียวชมวัด เดินมาพบท่านเข้า
พวกเขาเขา้ มายนื ใกลๆ้ ทา่ น ทำ� ทา่ ทางแบบฝรง่ั วยั รนุ่ กริ ยิ าไมส่ จู้ ะออ่ นนอ้ มเทา่ ไรนกั
หนึ่งในคณะของเขา ถามท่านหลายอยา่ งและท้ายท่สี ุดเขาจึงถามท่านทำ� นองรกุ ไล่ว่า
“ทำ� ไมท่านไม่พาพระเณรน่งั สมาธิ ชอบพาทำ� งานอยู่เรอื่ ย”
หลวงพ่อตอบออกไปทันควันวา่
“น่ังมากมนั ขไ้ี ม่ออกว่ะ”
พวกน้ันรู้สึกงุนงงต่อค�ำตอบของท่าน ทันทีท่านก็ยกไม้เท้าขึ้นช้ีไปยังคนถาม
ปญั หา และสัง่ สอนวา่ ...
“ทถี่ กู นน้ั นง่ั อยา่ งเดยี วกไ็ มใ่ ช่ เดนิ อยา่ งเดยี วกไ็ มใ่ ช่ ตอ้ งนง่ั บา้ ง ทำ� ประโยชนบ์ า้ ง
และทำ� ความรคู้ วามเหน็ ใหถ้ กู ตอ้ งไปทกุ เวลานาที อยา่ งนจี้ งึ จะถกู กลบั ไปเรยี นมาใหม่
นี้ยงั ออ่ นอยมู่ าก เรอื่ งการปฏิบัติน้ีถ้าไม่ร้จู รงิ อยา่ พดู มันจะขายข้ีหนา้ ตวั เอง”
370
การออกธดุ งค์
“ท่ีพระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญให้ไปธุดงค์นั้นคือ ไปประกาศพรหมจรรย์
พรหมจรรย์น้นั คอื ขอ้ ปฏิบตั อิ นั ละเอยี ด คอื ปฏิบัติจติ ภายในน้ี ไม่ใชว่ า่ การเดินน้ัน
มันเป็นธุดงค์ การไปนั้นมันเป็นธุดงค์ ตัวธุดงค์จริงๆ น้ัน คือข้อปฏิบัติ” นี้คือ
ความหมายของธดุ งคท์ ห่ี ลวงพอ่ ชแ้ี จงใหล้ กู ศษิ ยไ์ ดเ้ ขา้ ใจ แลว้ ทา่ นอธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา่
“การไปธุดงค์น้เี รียกวา่ เราไปเพอ่ื ใหเ้ หน็ วิเวกทางกาย ไปพบป่าช้าปา่ ชฏั ไปพบ
หุบเขาเราก็แวะไปท�ำความเพียร ได้ความวิเวกวังเวงเป็นกายวิเวก เม่ือกายวิเวกก็
เปน็ เหตใุ หจ้ ติ วเิ วก พลอยให้จิตสงบระงบั ไปดว้ ย...”
คณุ ธรรมทพ่ี ระธดุ งคค์ วรดำ� รงไวม้ หี ลายขอ้ แตห่ ลวงพอ่ มกั กลา่ ววา่ ถา้ มธี รรม
๒ ขอ้ คอื หิริ ความละอายต่อบาป โอตตัปปะ ความเกรงกลัวตอ่ บาปเทา่ นั้นแล้ว
“ธดุ งค์ไปทีไ่ หนจติ จะสว่างไสว”
ท่านแนะนำ� อีกวา่ “เมอ่ื พบอาจารย์ตา่ งๆ กไ็ ม่ใหเ้ อามาเทยี บส�ำนักน้ีเป็นอยา่ งนี้
สำ� นกั โนน้ เปน็ อย่างโนน้ ใหเ้ อาดีมาตอ่ ดีอยา่ งเดียว บรขิ ารธุดงค์ก็เหมือนกัน ไมใ่ ช่
นี่ก็จำ� เปน็ โนน่ ก็จำ� เปน็ แบกเอาไปเสียมากมาย เดินไปๆ ต้องให้เขาไปหมด ธดุ งค์
เป็นการเตรียมใจเพื่อไปปฏิบัติ ไม่จ�ำเป็นต้องมีสบู่ เอาผ้าถูก็ได้ ไม่จ�ำเป็นต้องมี
แปรงสฟี ัน เอาไมข้ ัดกไ็ ด้ ผ้าผืนเดียว นำ�้ ขันเดยี ว กใ็ หอ้ าบได้ อยไู่ ด้ อย่างนีจ้ ึงจะ
เรยี กวา่ ไปธดุ งค์”
หลวงพอ่ ปรารภบอ่ ยๆ วา่ ทกุ วนั นี้ พระธดุ งคท์ แ่ี ทจ้ รงิ หายาก สว่ นมากเปน็ พระ
ทะลดุ งเสยี มากกวา่ นง่ั รถนง่ั เรอื ไปหาทสี่ วยงาม ทวิ ทศั นด์ ี อาหารดี พอรสู้ กึ เบอ่ื แลว้
ก็ยา้ ยหาทใี่ หม่ ไมอ่ ย่างนั้นก็ไปหาเอกลาภ โดยปักกลดใกล้ๆ หมู่บา้ น แลว้ ให้ยนั ต์
ใหต้ ะกรดุ ใหเ้ ครอ่ื งรางของขลงั ใหห้ วยเปน็ ธดุ งคพ์ าณชิ ย์ และบางรปู เขา้ ไปในปา่ ดงดบิ
อยดู่ ว้ ยความยากลำ� บาก แตไ่ มใ่ ชเ่ พอ่ื แสวงหาสจั ธรรม หากตอ้ งการเหลก็ ไหลเทา่ นนั้ เอง
หลวงพอ่ ปรารภถึงความแตกตา่ งกันระหวา่ งสมัยก่อนและสมยั นว้ี า่
371
“สมยั กอ่ นไมเ่ ป็นอยา่ งนี้ ถึงจะมรี ถมเี รือก็ไม่ไปกนั ไปดว้ ยสติปัญญา ไปดว้ ย
ทกุ ขเวทนา ไปด้วยการพจิ ารณาจติ ใจ ดทู ุกขเวทนา ไปเพอ่ื ความเยือกเย็น ไปเพ่ือ
การปฏิบัติ ไปหา ไปคิดหาธรรมะ หาความสงบ หาการปฏิบัติ หาความจริงไป
ตามภตู ามเขา ตามป่าตามดง”
เพื่อให้ลูกศิษย์ได้สัมผัสกับความวิเวกตามความหมายที่ท่านได้อธิบายไว้
อยา่ งน้ัน หลวงพอ่ จึงไดพ้ าคณะพระเณรออกธุดงคเ์ ปน็ คร้งั คราว บรรยากาศการไป
ธดุ งคใ์ นสมยั กอ่ นทหี่ ลวงพอ่ เปน็ ผนู้ ำ� ไปนนั้ เปน็ อยา่ งไร จะเหน็ ภาพไดจ้ ากคำ� บอกเลา่
ของท่านพระครบู รรพตวรกิต ซ่ึงได้ร่วมขบวนในคร้ังนนั้ ดงั นี้
“ผมไดฝ้ กึ ออกไปธดุ งคก์ บั ทา่ น ครง้ั แรกไปดว้ ยกนั ๖ องค์ และมโี ยมตามไปดว้ ย
ไปทางอำ� เภอบณุ ฑรกิ เปน็ เวลาประมาณสองเดอื นครงึ่ เมอ่ื ถงึ ปา่ ชา้ ทา่ นไดพ้ าแวะเขา้
ไปพกั พักอยแู่ หง่ ละสองวัน สี่วัน หรอื หา้ วนั
ทา่ นพาเดินไปเรือ่ ย เมอื่ ผา่ นหมบู่ ้านออกไปไดไ้ ปเจออจุ จาระ ผมเดินตามหลัง
กับพระ ๒-๓ องค์ ทา่ นได้หยุดอยู่และพดู วา่ นี่ๆ มาดูน่ี จะทำ� ให้ดู นค่ี ืออุจจาระ
ของสาวๆ นี่แหละ มันสวยตรงไหน สาวก็ข้เี หม็นเหมือนกัน แล้วท่านได้เลา่ เร่ือง
ของหลวงพ่อทองรตั นว์ า่ เมือ่ หลวงพอ่ ทองรัตน์เห็นสงิ่ เหลา่ นี้ เชน่ เหน็ อจุ จาระบ้าง
เหน็ เหด็ ทเี่ พงิ่ ขนึ้ บา้ ง เหน็ เหด็ เนา่ ลงบา้ ง เหน็ ตอไมต้ ายบา้ ง ทา่ นจะเรยี กลกู ศษิ ยไ์ ปดู
และจะพดู ว่า พอ่ เหน็ ธรรม พอ่ ไดธ้ รรมเพราะป่านี้ทงุ่ อนั น้ี เหน็ อย่อู ย่างน้ี คือเอาไป
พิจารณา ถา้ ไมพ่ ิจารณาเห็นอะไรก็สวยไปหมด แล้วอจุ จาระน้กี ส็ วยไหม เจา้ ของมนั
คือสาว สวยหรือเปล่า ทา่ นได้ช้แี นะใหด้ ”ู
ตอ่ มาเมอ่ื หลวงพอ่ อายมุ ากขน้ึ ทา่ นกไ็ มอ่ าจพาลกู ศษิ ยอ์ อกธดุ งคไ์ ดเ้ หมอื นครง้ั
ท่ียังแข็งแรง บางครั้งท่านจึงจัดให้พระไปป่าช้าบ้านกลางหรือบ้านก่อในตอนค่�ำ
โดยมพี ระเถระรปู ใดรปู หนงึ่ พาไป แบง่ กนั ไปครง้ั ละ ๒-๔ รปู ไปฝกึ อยทู่ นี่ นั่ โดยเฉพาะ
เวลามีศพคนตายโหง เพ่อื เป็นการฝกึ นสิ ยั ของพระบวชใหม่
372
หลงั จากบวชไดห้ า้ พรรษาแลว้ พระอาจารยช์ าคโรกไ็ ดก้ ราบลาหลวงพอ่ ไปธดุ งค์
บา้ งเหมอื นกนั ท่านเลา่ วา่
“หลวงพ่อได้ให้ค�ำแนะน�ำผมอย่างดีท่ีสุด ถ้าเดินไปพบพระหรือโยมก็ตาม
ถา้ เขาถามเราวา่ ทา่ นนยิ มลทั ธไิ หนหรอื นกิ ายอะไร กใ็ หต้ อบเขาวา่ เราไมส่ นใจเรอ่ื งนกิ าย
ไม่สนใจเรื่องลัทธิ แตเ่ รานยิ มธรรมะคำ� สงั่ สอนของสมเดจ็ พระบรมศาสดา ถา้ หาก
เขาถามวา่ ทา่ นเปน็ พระมหานกิ ายหรอื พระธรรมยตุ กใ็ หต้ อบเขาวา่ พระอปุ ชั ฌายข์ องเรา
เปน็ พระมหานิกาย แต่เราเป็นพระท่ีดีทรี่ ักษาพระวนิ ยั ” ท่านย้ำ� บอ่ ยๆ วา่
“อยา่ ไปสนใจในเรอื่ งลทั ธอิ ะไรๆ ในเรอ่ื งนกิ ายอะไรๆ ใหอ้ า่ นธรรมะทผ่ี ดุ ขนึ้ ในใจ
ของเราดกี วา่ ”
ตอ่ มาเมอ่ื ทา่ นพระครบู รรพตวรกติ จะออกธดุ งคเ์ องโดยไมม่ หี ลวงพอ่ เปน็ ผนู้ ำ�
หลวงพอ่ กใ็ ห้คำ� แนะนำ� แกท่ า่ นอย่างละเอยี ดลออทีเดียว
“หลวงพอ่ สอนวา่ ถา้ จะไปพกั ในถำ้� ตอ้ งถามญาตโิ ยมกอ่ นวา่ ถำ้� ไหนเปน็ ถำ�้ สมบตั ิ
หรอื ถำ้� วบิ ตั ิ มบี างถำ�้ เปน็ ถำ้� วบิ ตั ิ เพราะบางครง้ั มพี ระไปอยแู่ ลว้ ทำ� เสยี ศลี ดว้ ยการฆา่
สัตว์หรือไปท�ำสังฆาทิเสส เรียกว่า ถ�้ำวิบัติ ถ้�ำน้ันเราไม่ควรไปอยู่และไม่ควรไป
หรือถ่ินน้นั มสี ัตวร์ า้ ย มีเจา้ ทเี่ จา้ ทางรุกขเทวดาอารกั ขา เม่ือไปถึงก็ตอ้ งหยดุ เสยี ก่อน
หยุดยืนต้ังเจตนาจิต ข้าพเจ้าจะเข้าไปสู่ท่ีน่ี ไปเพื่อเป็นมิตรสหายเป็นเพ่ือน เพื่อ
ปลดเปลอ้ื งชว่ ยเหลอื ให้หมดความทกุ ข์ ไมใ่ ชจ่ ะเขา้ ไปเป็นศตั รูหมู่รา้ ยกนั ใหต้ งั้ จติ
อยา่ งนน้ั ถา้ มสี ตั วม์ อี ะไรอยู่ กข็ อใหอ้ ยตู่ ามสบาย ไมต่ อ้ งสงสยั แคลงใจ ขา้ พเจา้ มาเพอ่ื
ทำ� ความเพยี ร ทำ� ความดี ถ้าจะอยู่ด้วยกนั ก็อยู่ตามอัธยาศยั ตามสบาย ต้งั จิตเจตนา
อย่างนี้เสียกอ่ นจึงคอ่ ยเข้าไปดว้ ยความต้งั ใจมสี ติ
ถา้ มสี ตั วร์ า้ ยเชน่ ชา้ ง เสอื ทเี่ ปน็ อนั ตราย ทา่ นใหง้ ดฉนั เนอื้ สตั วเ์ สยี กอ่ น เพราะ
เนอื้ เมอ่ื ฉนั แลว้ มกี ลนิ่ สตั วร์ า้ ยไดก้ ลนิ่ จะมาทำ� รา้ ยเราได้ จงึ ตอ้ งงดฉนั เนอื้ ซงึ่ เปน็ วธิ ี
ปอ้ งกนั ตวั เมอ่ื ออกธดุ งคจ์ ะเหมอื นกบั ออกสสู่ นามรบ เรอื่ งศลี สำ� คญั มาก ตอ้ งพยายาม
รกั ษาทกุ ลมหายใจเขา้ ออก ทกุ กา้ วเทา้ เดนิ ถา้ ไปทำ� ผดิ ศลี กจ็ ะมอี นั เปน็ ไปตา่ งๆ บางครง้ั
373
กป็ วดทอ้ งเจบ็ ทอ้ ง บางครง้ั กน็ อนเพอ้ ละเมอฝนั รา้ ย บางทกี ม็ สี ตั วม์ สี ง่ิ อน่ื มาเบยี ดเบยี น
ต้องพจิ ารณาดูศลี
ถา้ มสี ตั วจ์ ะมาทำ� รา้ ย เชน่ ควาย ธรรมดาววั ควายถา้ จะชนมนั กจ็ ะกม้ หวั ลง แต่
ลงไดไ้ มม่ าก ถา้ หนไี มพ่ น้ เรากห็ ลบลงตรงทตี่ ำ่� ๆ หรอื กางกลดออก ถา้ มนั ตกใจจะหนี
ถ้ามรี อ่ งใหล้ งไป มันจะขวิดไมถ่ ูก สว่ นวัวเวลาจะชนมนั จะหลบั ตา ถ้ากำ� ลงั จติ เรา
หนกั แนน่ เมอื่ มันวิ่งเขา้ มาเราก็หลบฉากมันนิดเดยี ว แต่วา่ อาจจะไม่ทันกไ็ ด้ ขึน้ อยู่
ทีก่ �ำลังใจและความไวของเรา เวลาใช้ไฟฉายอยา่ ฉายตรงทางเราเดนิ ต้องฉายใหเ้ ห
ออกไปข้างๆ ถ้ามีคนรา้ ยใชป้ นื ยิงมาจะต้องยิงไปทแ่ี สงไฟฉาย เราจะพ้นอนั ตรายได้
ทา่ นแนะนำ� ทกุ อย่าง
ถา้ ไปพักป่าชา้ ทา่ นกใ็ หอ้ ยไู่ กลๆ กนั แตถ่ งึ เวลากลางคืนถ้าไปกับทา่ น ทา่ นจะ
กระแอมใหก้ ำ� ลงั ใจ ทา่ นยำ้� เสมอวา่ การทำ� ความเพยี รไมต่ อ้ งสงสยั วา่ จะไมถ่ กู มนั ถกู
แล้วดแี ลว้ ถา้ ไม่ดีพระพทุ ธเจา้ ทา่ นคงไมท่ ้งิ ลูกทิ้งเมียไปปฏบิ ัตหิ รอก เพราะฉะน้นั
ไมต่ ้องกลวั ตาย ไม่ต้องกลวั ขาขาดงอ่ ยเปลยี้ ทง้ั น้ัน
ก่อนไปธุดงค์ที่ภูลังกา ตอนแรกต้องไปฝึกกับท่าน ท่านสอนให้ระมัดระวัง
อยา่ ไปตดิ ผคู้ น สำ� คญั ทสี่ ดุ อยา่ ใหผ้ ดิ ศลี จะมอี นั เปน็ ไปตา่ งๆ อยา่ ไปพกั ในทหี่ วงหา้ ม
ใหส้ งั เกตรม่ เงา ดขู า้ งบนมกี งิ่ ไมแ้ หง้ มนั จะตกลงมา กลางวนั กใ็ หส้ งั เกตตอไม้ การพดู จา
กใ็ หร้ รู้ ะดบั จติ ใจญาตโิ ยม อยา่ ไปขดั แยง้ แขง็ กรา้ ว จะเขา้ ปา่ ไหนกใ็ หห้ ยดุ กอ่ นเขา้ เขต
ใหต้ ้งั จติ เมตตาก่อน ว่าจะเขา้ ไปเป็นมิตรไปเปน็ เพ่อื น จะเข้าถำ�้ อย่าฉนั เน้ือ พวกชา้ ง
จะได้กลิ่นตัวเรา บางถ้�ำเป็นถ�้ำวิบัติ มีพระเป็นสังฆาทิเสส ปาราชิก อย่าไปพัก
ไปแล้วไมต่ ้องไปเทย่ี วดูขา้ งนอก ให้ดขู า้ งใน ไมต่ อ้ งไปหาครูบาอาจารยม์ าก ใหไ้ ป
ตามป่าช้า ให้ท�ำวัตรสวดมนต์กราบอยู่ท่ีนั่น ให้ระวังสังวร และอย่าอยู่ที่ไหนนาน
จะไปตดิ ญาตโิ ยม อย่างมากไมค่ วรเกนิ ๑๕ วัน
อีกเร่ืองที่ท่านให้ระวงั คือเร่อื งคนมาขอหวย ใหบ้ อกเขาวา่ ไม่รู้ แต่จะให้ของดี
กวา่ นน้ั คอื ใหข้ อ้ วตั รปฏบิ ตั ิ ถา้ เขารบเรา้ หลกี เลย่ี งไมไ่ ด้ กใ็ หข้ อ้ วตั ร ศลี หา้ ศลี แปด
374
แลว้ แตเ่ ขาจะแปลเอาเอง ใหด้ นู สิ ยั คน อาจเปน็ อนั ตราย แตบ่ างบา้ นเขาฉลาด เพราะ
เคยรบั พระกรรมฐานมากอ่ น เขาจะมาอปุ ฏั ฐาก กลางคนื กพ็ าลกู หลานมาสมาทานศลี
วนั พระกม็ าถือศลี แปด
ส่ิงท่ีท่านเตือนและแนะน�ำให้อดทน ก็คือเรื่องความขัดแย้ง ถ้าไปเกินเดือน
หรือ ๒ เดือน ไป ๕ องค์ มกั จะเหลอื เพยี งสาม หรอื สอง หรือหนึ่ง เพราะต่างคน
ตา่ งเหนื่อย สง่ิ แวดลอ้ มกท็ ารณุ บางทกี ็ขดั กนั เร่อื งเส้นทางเรอื่ งสถานทพ่ี กั บางองค์
กน็ สิ ยั ขล้ี มื ไปพกั ทไี่ หนลมื ของไวท้ น่ี นั่ ตอ้ งกลบั ไปเอา มปี ญั หามาก โดยเฉพาะปจั จยั สี่
ขาดแคลน ไปธดุ งคต์ อ้ งใชค้ วามอดทนและอดกลนั้ มาก
ถ้ามคี นมาถามเราเร่อื งเก่ียวกับฌาน โสดาบัน ก็บอกว่า ไมไ่ ด้ปฏิบตั ทิ างน้ัน
ไมส่ นใจ การปฏบิ ตั ทิ า่ นใหล้ ดลงไปวา่ มนั ละความโลภ ความโกรธ ความหลงไดไ้ หม
มนั ไมย่ ดึ มน่ั ในวตั ถสุ ง่ิ ของไหม คนดา่ ยงั โกรธไหม สว่ นฌานขน้ั ไหนๆ ครบู าอาจารย์
ไมไ่ ดส้ อน ทา่ นสอนให้ตามดจู ิตของตน จะพน้ จากบว่ งของมาร”
ยาดองยาดี
พระธุดงค์มักชอบหาท่ีวิเวกห่างไกลจากความเจริญ เพ่ือบ�ำเพ็ญสมณธรรม
แตท่ สี่ งบสงดั จากความวนุ่ วายของโลก ยอ่ มสงบสงดั จากสง่ิ อำ� นวยความสะดวกสบาย
เชน่ กนั ที่ส�ำคญั อาจจะอย่ไู กลหลายกิโลเมตรจากโรงพยาบาล ฉะน้นั พระธดุ งคต์ ้อง
เรยี นรเู้ รอื่ งยาสมนุ ไพร รจู้ กั ใชส้ งิ่ ทธ่ี รรมชาตใิ หแ้ กโ่ ลกเพอื่ บำ� บดั อาพาธ และในเรอื่ งน้ี
หลวงพอ่ ไดส้ งั่ สมความรทู้ ลี่ กึ ซงึ้ เอาไวเ้ หมอื นกนั พระอาจารยด์ ลิ ก เคยเขยี นบทความ
เรื่อง ยาดียาดองของพระธดุ งค์ โดยมีข้อความตอนหน่งึ วา่
“อนั ทจ่ี รงิ ยาทน่ี กั ปฏบิ ตั นิ ยิ มทำ� กนั กค็ อื ยาดองนำ้� มตู รเนา่ บางทดี องใสไ่ หเปน็ ปี
จนหนอนขนึ้ กม็ ี แลว้ กรองเอาน้ำ� มาตม้ กบั ขงิ ใส่เกลือ พอฉนั คลอ่ งใชแ้ ทนยาระบาย
การท�ำน้ำ� ยาดองมตู รเนา่ ตอ้ งพจิ ารณาปสั สาวะ ถา้ มีกล่ินมาก ยาดองก็จะมกี ลน่ิ ด้วย
ถา้ ดองแบบไมใ่ ส่เครื่อง ๗-๘ เดอื น จงึ ใชไ้ ด้ แต่ถ้าใส่ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
375
กป็ ระมาณ ๓ เดอื น สว่ นทจ่ี ะทำ� อยา่ งไรแลว้ แตค่ วามชอบ บางทกี น็ ำ้� ปสั สาวะสองสว่ น
นำ�้ สกุ หนงึ่ สว่ น บางทกี ก็ ลบั กนั ผเู้ ขยี นมปี ระสบการณว์ า่ ฉนั ยาดองนำ้� มตู รเนา่ ทกุ เจด็ วนั
จะระบายทอ้ งดี ฉนั ทกุ วนั ไมด่ จี ะติดยา เม่อื หยดุ ฉนั จะไม่ถ่าย สมัยโบราณใช้ยาน้ี
เปน็ ยาระบาย บางทเี ครอื่ งทใี่ ชด้ องกไ็ มท่ ง้ิ ภายหลงั ๓ เดอื น เอามาตากและบดสำ� หรบั
ติดตวั ไปยามออกธุดงค์ ชงน้�ำรบั ประทาน
หลวงพ่อเคยบอกกับหมู่สงฆ์ว่า ก่อนหน้าออกธุดงค์ท่านจะใช้ใบส้มลม
ตำ� ละเอยี ดปนกบั เกลอื อดั ใสก่ ระบอกไมไ้ ผจ่ นแนน่ แลว้ เอาไปหลาม คอื ปง้ิ ไฟใหแ้ หง้
นำ� มาผา่ ออกจะได้ยาเปน็ แทง่ เวลาฉันกข็ ูดออก ไปไหนมาไหนไมม่ นี ำ้� ปานะ ก็นำ�
ส่งิ นแี้ หละมาฉันแทนน้�ำปานะ สว่ นมาเลเรียกใ็ ช้ใบสะเดากับบอระเพ็ด ฉันวันละคบื
ถ้าป่วยหนักต้องต�ำค้ันเอาน้�ำฉัน บางคนนิยมเอาบอระเพ็ดหั่นเป็นแว่นเฉลียงบางๆ
คั่วใสเ่ กลือ หอมเหมอื นกาแฟ สว่ นประกอบยาแก้ตา่ งๆ โดยเฉพาะยากนั งูกดั กม็ ี
ท่านบอกว่าได้ต�ำรามาจากน้องชายหลวงพ่อชื่อ ผู้ใหญ่ลา มีกล่อมก้อยลอดขอน
ตมุ่ กาแดงหวั ปอ่ ขไ้ี กแ่ ละดงี เู หลอื ม มยี าแกง้ กู ดั อกี ขนานหนงึ่ ทพี่ ระธดุ งคเ์ คยใชไ้ ดผ้ ล
มาแลว้ ในพระวนิ ยั กลา่ ววา่ ในกรณถี กู งกู ดั อนญุ าตใหต้ ดั ไมจ้ ดุ ไฟได้ (เผาไมใ้ หเ้ ปน็
ขเ้ี ถ้า) ใหเ้ อาน้ำ� มตู รรวมกบั อจุ จาระและข้ีเถา้ จากไมท้ ่ีเผา กวนให้เขา้ กนั แลว้ ให้คน
ถกู งกู ดั กนิ จะทำ� ใหอ้ าเจยี นออกมาอยา่ งแรง และทำ� ลายพษิ ของงไู ด้ (เรยี กวา่ ยามหา-
วิกัฏ ๔)
ผพู้ ันคนหนงึ่ ไดย้ นิ หลวงพอ่ เทศน์เรอ่ื งนบ้ี ่อยจนจ�ำได้แมน่ ย�ำ วนั หนง่ึ คมุ ทหาร
เดนิ ลาดตระเวนอยใู่ นปา่ พลทหารคนหนงึ่ ถกู งกู ดั ผพู้ นั นกึ ถงึ คำ� ของหลวงพอ่ จงึ บอก
ใหพ้ ลทหารท่ีปวดอจุ จาระและปสั สาวะไปถ่ายเอามา คนใหเ้ ขา้ กนั จบั กรอกลงในปาก
พลทหารท่ถี ูกงูกดั ตอนนั้นขากรรไกรแข็งแล้ว ปรากฏวา่ ตัวเย็นและอาเจยี นออกมา
รอดตายได้เหมือนกัน”
376
ระเบยี บในการออกธุดงค์
กติกาสงฆ์ของวัดหนองป่าพงก�ำหนดไว้ว่า พระที่จะไปธุดงค์ตามล�ำพังหรือ
เป็นหวั หนา้ ตอ้ งมีอายุพรรษาอยา่ งน้อย ๕ พรรษา แตอ่ ันนก้ี ็มิใช่กฎตายตวั เพราะ
แท้ที่จริงหลวงพ่อให้ความส�ำคัญแก่คุณธรรมมากกว่าอายุพรรษา โดยเฉพาะความ
ละอายและความเกรงกลวั ต่อบาป ดังน้ัน หลวงพอ่ มักพจิ ารณาอนุญาตให้พระออก
ธดุ งค์เปน็ รายๆ ไป เช่นพระบางรูปแมบ้ วชหลายพรรษาแล้วจิตใจยงั ไม่เข้มแขง็ พอ
ท่านก็ไม่อนุญาต บางคร้ังผู้ขอมีจิตใจฟุ้งซ่านอยากเท่ียวหรือเบ่ือหน่ายการอยู่กับท่ี
หลวงพ่อก็ฝืนกิเลสลูกศิษย์ โดยการปฏิเสธ แต่ถ้าเห็นว่าการออกธุดงค์จะเป็น
ประโยชนแ์ กก่ ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องพระรปู ใด ทา่ นอาจจะชวนพระรปู นนั้ เอง อยา่ งน้ี
เป็นตน้ ที่แน่นอนก็คือ ใครแสดงความอยาก ใจร้อนจะไปเร็วๆ จะตอ้ งรอนานจึง
จะได้รับอนุญาต
สงิ่ ทหี่ ลวงพอ่ กำ� ชบั เตอื นลกู ศษิ ยท์ กุ รปู ทอ่ี อกธดุ งคก์ ค็ อื ไมใ่ หล้ มื จดุ มงุ่ หมายใน
การไปธุดงคค์ อื ไปเพ่อื ขดั เกลากเิ ลส อย่าสกั แตว่ า่ ไปเทีย่ วไปโดยไร้จดุ มุ่งหมายแบบ
ทะลดุ ง แตไ่ ปอยา่ งมศี กั ดศิ์ รขี องสมณะผสู้ งบระงบั เพอ่ื เปน็ การประกาศพรหมจรรย์
แก่ชาวโลก
377
โอวาท – การออกธุดงค์
ธดุ งค์ นเี้ ปน็ ขอ้ วตั รของพระอรยิ บคุ คล หรอื ผกู้ ำ� ลงั ปฏบิ ตั เิ พอื่ จะเปน็ พระอรยิ เจา้
เพอ่ื เปน็ พระอรยิ บคุ คล ทา่ นเรยี กวา่ ธตุ งั คะ เปน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั อิ นั บคุ คลทำ� ไดโ้ ดยยาก
ท่านเรยี กธดุ งค์ คือ มนั ขดั เกลากเิ ลสของนกั ปฏบิ ัติ
ถ้าทา่ นอยากจะไปธุดงค์ คือไปหาส่ิงท่ีเปน็ ประโยชน์ ไปเพ่อื ประโยชน์ เพือ่ ข้อ
ปฏิบัตอิ ันเครง่ ครัด พระผตู้ งั้ ใจไปธุดงคแ์ บบถูกต้องจะต้องเป็นพระทเี่ ก่งพอสมควร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเดินไปคนเดียวนี้ ยิ่งเป็นของล�ำบากย่ิงเป็นของส�ำคัญ
ทา่ นจะต้องเป็นผู้ระมดั ระวงั ร้รู อบเป็นผทู้ ร่ี ู้พระวินัยและขอ้ ปฏิบตั พิ อสมควร
ความรู้ท่ีเป็นกรณีพิเศษ ซ่ึงเราจะพบในเม่ือเราจะเดินทางไปน้ันหลายอย่าง
หลายประการ แต่ละทา่ นจะเปน็ ผู้มีปัญญาแลว้ ท่านจะเป็นคนฉลาด เพราะว่าการ
เดินธุดงค์คือเดินออกจากบ้าน เดินออกจากกุฏิวิหาร เดินออกจากที่อยู่อันสบายๆ
เดินออกจากทน่ี ่งั ทน่ี อนอันสบายๆ
ฉะนั้นการเดินธุดงคน์ ี้ จงึ เป็นของสำ� คญั มาก ทเ่ี ดินธดุ งคน์ กี้ ไ็ มใ่ ช่วา่ การเดนิ
นน่ั มันเป็นธุดงค์ การไปนน้ั มันเป็นธดุ งค์ ตวั ธุดงคจ์ รงิ ๆ นั้น คือขอ้ ปฏิบตั ิ ไมใ่ ช่
การเดินเข้าไปในปา่ นัน้ เป็นธุดงค์ ธดุ งค์นั้น คอื การปฏบิ ัติ ไปประกาศพรหมจรรย์
ไม่ใช่ว่าไปประกาศพระศาสนา เพราะว่าการประกาศพระศาสนาน้ันต้องบรรยาย
ตอ้ งประกาศ ต้องแสดงธรรมกับประชาชนทั่วๆ ไป
ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทา่ นสรรเสรญิ ใหไ้ ปธดุ งคน์ ค้ี อื ไปประกาศพรหมจรรย์ พรหมจรรย์
นั้นคือข้อปฏิบัติอันละเอียดมาก ไม่ใช่การพูดการเรียนเฉยๆ คือไปประกาศ
ความจรงิ เรียกว่า พรหมจรรย์
พรหมจรรยท์ ่มี ันจะเศร้าหมองด่างพรอ้ ยได้ เช่น ผมยกตวั อย่างวา่ เราไดย้ ิน
เสยี งรอ้ งเพลงก็ดี รอ้ งไห้กด็ ี แล้วเรามคี วามยินดปี ลื้มใจชน่ื ใจในเสียงน้ัน อนั นี้ก็
378
พรหมจรรยเ์ ศรา้ หมองแลว้ หรอื วา่ เราระลกึ ถงึ กาลเกา่ เชน่ เมอ่ื เราเปน็ หนมุ่ ไดไ้ ปพดู
หยกิ หยอก คดิ ชนื่ กนั กบั ผหู้ ญงิ ในกาลกอ่ นเมอ่ื เราเปน็ ฆราวาสอยนู่ น้ั เมอ่ื ระลกึ ขน้ึ ได้
แลว้ ละกย็ นิ ดี รา่ เรงิ เพลนิ ใจ สงิ่ ทง้ั หลายเหลา่ นนั้ อนั นพ้ี รหมจรรยเ์ ราเศรา้ หมองแลว้
พรหมจรรยเ์ ราดา่ งพรอ้ ยแลว้ อยา่ งนเี้ ปน็ ตน้ เรยี กวา่ พรหมจรรยค์ อื ปฏบิ ตั จิ ติ ภายใน
อันน้ี แสดงถงึ ขอ้ ปฏิบัติ
ดงั นน้ั เมอ่ื ทา่ นไปนี้ ทา่ นจะตอ้ งพยายามไปประกาศพรหมจรรยแ์ ละพระศาสนา
พรอ้ มกนั ใหค้ นเขา้ ใจ การพดู การเรยี น การกระทำ� อนั นเี้ รยี กวา่ การประกาศพระศาสนา
ประกาศธรรมะ
สว่ นจติ ใจของทา่ นซงึ่ เปน็ ภายใน อนั นนั้ เรยี กวา่ พรหมจรรย์ ทเ่ี ปน็ สว่ นลกึ สว่ นลกึ
ยงั ไง เช่นว่า มันยังมคี วามยนิ ดใี นรปู ในเสยี ง ในกลิ่น ในรสอยู่ อันนั้นเรยี กวา่
พรหมจรรย์ยงั ไมส่ �ำเร็จ พรหมจรรยย์ ังไมจ่ บ ยงั มพี รหมจรรย์ อนั นย้ี งั ไมบ่ รสิ ุทธ์ิ
ยงั ไม่พน้ ทุกข์ อันนี้เป็นส่วนลึกของสมณปฏิบัติ
ดังนั้นการไปธุดงค์น้ี เรียกว่าเราเดินไป เข้าไปในป่าเพื่อให้เห็นวิเวกทางกาย
ไปพบปา่ ชา้ ไปพบหบุ เขา ไปพบปา่ ชฏั เรากแ็ วะเขา้ ไปทำ� ความเพยี ร หรอื อาศยั อยทู่ น่ี น่ั
ไดค้ วามวิเวกวังเวงที่พระพทุ ธเจ้าทา่ นสรรเสริญวา่ กายวิเวก สงัดจากรปู เสียง กลน่ิ
รส สงดั ทางกายเปน็ กายวิเวก คือไปอยูใ่ นทห่ี ่างเสยี ง รปู กลนิ่ รส ทง้ั หลายเหลา่ นี้
ท่านเรียกวา่ เอากายไปวิเวก หาวเิ วกทางกาย
เมื่อวิเวกทางกายมันก็เป็นเหตุให้สงบ สงบเพราะเราไกลจากรูป จากเสียง
จากกลน่ิ จากรส ทงั้ หมดนเ้ี ปน็ เหตใุ หจ้ ติ เราสงบขน้ึ เพราะไปอยทู่ ก่ี ายวเิ วก เพราะตา
ไม่ได้เหน็ รูป หูไม่ได้ยนิ เสียง ไม่อยใู่ นทพ่ี ลกุ พล่านทงั้ หลาย จิตก็สงบ
ความสงบนเี้ ปน็ ความสงบทไี่ มเ่ ดด็ ขาด เปน็ ความสงบเพราะเราอยหู่ า่ งจากอารมณ์
ไกลอารมณเ์ ทา่ นนั้ กส็ งบ อนั นมี้ นั กย็ งั เปน็ ผลอนั หนงึ่ ซง่ึ เปน็ เหตใุ หจ้ ติ วเิ วก พลอยให้
จิตสงบระงับไปด้วย เพราะเราอยูใ่ นที่วเิ วก กายวเิ วกจิตก็วเิ วก
379
เม่อื จติ วเิ วก คือจิตปราศจากอารมณ์ ปราศจากความฟุ้งซา่ น อนั น้ีเปน็ จิตวเิ วก
เมอ่ื จติ ไดร้ บั ความวเิ วกเชน่ นน้ั สตสิ มั ปชญั ญะทเ่ี ปน็ องครกั ษน์ นั้ กพ็ รอ้ มอยใู่ นทอ่ี นั นนั้
มีสติสัมปชัญญะ เมื่อตาเห็นรูปมันก็รู้สึก หูฟังเสียงมันก็จะมีความรู้สึก ท้ังหลาย
เหลา่ นีแ้ หละ แต่วา่ ความรู้สึกอนั นัน้ เป็นความรู้สึกเฉยๆ เมื่อมคี วามรูส้ กึ ขึน้ มาแล้ว
มนั จะเกดิ ขณะจติ อนั หนงึ่ ขึ้นมาอีกว่า รูปนีม้ นั สวยเราชอบ เสยี งน้ีมนั ไพเราะเราชอบ
รูปนมี้ ันไม่สวยเราไมช่ อบ เช่นนี้ จะมคี วามรู้สึกเชน่ นีเ้ ฉพาะก�ำลังของสตสิ ัมปชญั ญะ
สติสัมปชัญญะนี้เป็นเหตุร้องเรียกถึงปัญญาเข้ามาช่วย เม่ือปัญญาเข้ามาช่วยในสติ
สมั ปชญั ญะอนั นน้ั สตสิ มั ปชญั ญะอนั นนั้ จะสมบรู ณบ์ รบิ รู ณข์ นึ้ ลำ� พงั สตสิ มั ปชญั ญะ
ก็เปน็ เพยี งแตว่ า่ สติความระลึกได้ สมั ปชัญญะความรูต้ ัวเฉยๆ รูม้ คี วามอุปาทาน
มนั่ หมายในอารมณท์ ัง้ หลายเหล่าน้นั ทนี ้เี ม่ือปัญญาเกดิ ขึ้นมาในท่มี ีสตสิ มั ปชัญญะ
อนั นัน้ จะมาช่วยให้สตนิ ั้นสมบูรณ์บริบูรณ์ เช่นวา่ สขุ เวทนามนั เกดิ ขน้ึ ทุกขเวทนา
มนั เกดิ ขนึ้ เม่อื ปญั ญาไดพ้ จิ ารณาขน้ึ แล้ว มันก็จะได้เห็นเวทนานัน้ ในเวทนา จะเหน็
เวทนาในเวทนา เหน็ สขุ เวทนาในเวทนา เหน็ ทกุ ขเวทนาในเวทนา ก็คือเหน็ เวทนาใน
เวทนานัน้ ถ้าไมเ่ หน็ เวทนาในเวทนานั้น เมือ่ มีเวทนาเป็นความสุขมนั ก็ชอบใจ ถ้ามี
เวทนาเป็นความทุกข์มันก็ไม่ชอบใจ อันนี้เรียกว่ามีสติล้วนๆ สัมปชัญญะล้วนๆ
มันจะเกิดผลอย่างน้ี
ถ้ามีปัญญามาช่วย มันจะเห็นเวทนาในเวทนา เห็นกายในกาย เห็นเวทนา
ในเวทนา เปน็ ต้น นี่ยกตวั อยา่ งงา่ ยๆ เมื่อเห็นเวทนาในเวทนาแล้ว มันก็จะรูส้ ึกวา่
เวทนานี้ก็ไม่ใช่เรา เราน้ีก็ไม่ใช่เวทนา เวทนาน้ีก็ไม่ใช่เรา สุขน้ีก็ไม่ใช่เรา เรานี้ก็
ไมใ่ ช่สุข สขุ น้นั กไ็ ม่ใช่ของเรา เราก็จะไมเ่ ป็นเจ้าของความสขุ ถ้าปัญญามนั เกดิ ข้ึน
เชน่ น้ี กเ็ รยี กวา่ เราเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นธรรมในธรรม เห็นจิต
ในจิต โดยถูกต้อง เม่ือเห็นเช่นน้ีมันก็ปล่อยวาง เมื่อเห็นเวทนาเกิดขึ้นมันก็เห็น
สักแต่ว่าเวทนาเทา่ น้ัน สขุ เวทนาก็เหน็ สักแต่ว่าสุขเทา่ นั้น ทุกขเวทนากเ็ หน็ สกั แตว่ ่า
ทุกข์เท่านั้น มันไม่ใช่ว่าเราสุข มันไม่ใช่ว่าเราทุกข์ ตัวสุขทุกข์อันน้ันไม่มีเจ้าของ
ตัวเราก็ไม่ยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของความสุข ตัวเราก็ไม่ยืนยันว่าตัวเราน้ีเป็นเจ้าของ
ความทกุ ข์ ตกลงก็เห็นว่าสุขมอี ยู่ ทุกขก์ ็มีอยู่ แตเ่ จา้ ของความสุขและความทกุ ข์นน่ั
ไม่มีใครไปรับรองเป็นเจา้ ของ
380
ถ้าปัญญาเกิดเช่นนี้ขึ้นมาในที่น้ัน มันก็เกิดการถอนอุปาทาน การถอนอุปธิ
ทั้งหลายออกจากจิตของเราได้โดยสมบูรณ์นั้นท่านเรียกว่า ความสงบคร้ังที่สอง
คือปัญญารู้รอบอันนั้นจะมีเวทนาไม่มีเวทนา จะเห็นรูปหรือไม่มีรูป จะได้ยินเสียง
หรือไม่ได้ยินเสียงก็ตาม ผู้รู้อันนั้น จิตอันน้ัน ก็ยืนตัวอยู่เสมอ จะไม่ต่ืนเต้น
จะไมเ่ ดือดร้อน จะไมต่ น่ื เต้นในส่งิ ท้งั หลายทมี่ ันเกิดมาในเวลาน้นั
เม่ือจติ ผู้รเู้ ห็นแล้ว จิตมันกไ็ มต่ ืน่ เตน้ ไมส่ งสยั เม่อื จิตไม่ต่ืนเตน้ กเ็ ปน็ จติ
ทม่ี กี ำ� ลงั มพี ลงั มาก เมอื่ มพี ลงั มากแลว้ จติ นน้ั กไ็ มส่ งสยั เมอ่ื จติ ไมส่ งสยั แลว้ เปน็ จติ
ท่ีถอนอุปธิออกมาแล้ว คือความยึดม่ันถือมั่นเหมือนกับบุรุษที่ถอนลูกศรออกจาก
หวั ใจของเรา ลกู ศรอนั นนั้ กเ็ หมอื นกบั สขุ หรอื ทกุ ขน์ น่ั เอง มนั เปน็ ลกู ศรทแี่ ทงหวั ใจอยู่
ตลอดเวลา ถา้ เราถอนอปุ ธธิ รรมออกแลว้ กค็ อื ถอนลกู ศรนน้ั ออกมาจากหวั ใจของเรา
เหมอื นกนั กบั บรุ ษุ ทถ่ี อนถอดลกู ศรออกแลว้ กส็ งบ ไมเ่ จบ็ ไมป่ วด ไมว่ นุ่ วาย ฉนั นน้ั
กเ็ หมอื นกนั
ในครง้ั พระพทุ ธเจา้ ของเรานนั้ กเ็ คยปรากฏสาวกสององค์ พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร
กับพระสารีบุตรซึ่งเป็นอาจารย.์ .. อนั นเ้ี ท่าท่ีผมจำ� ได้นะ เพราะว่าจำ� มานานแล้วบางที
มนั พลาดไปได้... พระปณุ ณมันตานบี ตุ รน้นั อยากจะไปธุดงค์ อย่ใู นเสนาสนะกอ็ ยู่
มาพอสมควรแล้ว อยากจะเดินธุดงค์ อยากจะไปธุดงค์ในทิศต่างๆ เพื่อแสวงหา
ประโยชนใ์ นขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั เปน็ ขอบเขตนี้ จงึ ไปกราบเรยี นทา่ นอาจารยค์ อื พระสารบี ตุ ร
พระสารบี ตุ รทา่ นกส็ อนเรอ่ื งการออกจากเสนาสนะทสี่ บาย ออกจากอาหารทสี่ บาย
ออกจากท่ีนอนทีส่ บายท้ังหมด แล้วท่านก็ถามพระปณุ ณมนั ตานบี ุตรว่า
“ทา่ นปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร ถา้ ทา่ นไปธดุ งคอ์ งคเ์ ดยี วหรอื หลายองคก์ ต็ าม ถา้ หากวา่
มปี รพิ าชกหรอื มบี รุ ษุ หรอื มที ายกทายกิ าทง้ั หลายเขาจะเรยี นถามทา่ นวา่ ทา่ นปณุ ณ-
มนั ตานบี ตุ ร ทา่ นรไู้ หมวา่ พระอรหนั ตต์ ายแลว้ เปน็ อะไร ถา้ เขาถามเชน่ น้ี ทา่ นจะตอบ
เขาว่าอย่างไร”
นเี่ ปน็ ค�ำถามของพระสารบี ตุ รสอบซ้อมลกู ศิษยท์ ี่จะออกธดุ งควัตร
381
พระปณุ ณมันตานบี ุตรกป็ ระนมมอื นมสั การแล้ววา่
“เกล้ากระผมก็จะตอบวา่ รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ เกดิ แล้วดับไป”
เทา่ นี้
เมื่อพระสารีบุตรได้ฟังพระปุณณมันตานีบุตรกราบเรียนว่า จะตอบปัญหากับ
คนทถ่ี ามปญั หาเชน่ นี้ ทา่ นกเ็ ขา้ ใจวา่ พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รเปน็ ผมู้ ปี ญั ญา เชน่ ถามวา่
พระอรหนั ตต์ ายแลว้ เปน็ อะไร พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รตอบตามความเขา้ ใจวา่ รปู เวทนา
สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เกิดขน้ึ แล้วดบั ไป พระสารบี ุตรผ้เู ปน็ อาจารยก์ ็ภูมใิ จวา่
เอาตวั รอด มกี �ำลงั ทจ่ี ะพอเดินธดุ งคไ์ ปได้
ดงั นน้ั การเดนิ ธดุ งคน์ มี้ อี ปุ สรรคบางครง้ั บางคราว แตเ่ รากอ็ ยา่ กลวั ซง่ึ อปุ สรรค
อุปสรรคนนั้ แหละท�ำใหเ้ ราเกดิ ปญั ญา อปุ สรรคนน้ั แหละเปน็ หลักฐานท่ใี ห้เราศึกษา
รคู้ วามตามเปน็ จรงิ เม่อื เรารตู้ ามเปน็ จริง อุปสรรคนนั้ ก็หายไป ถา้ เราไมร่ ู้ตามความ
เป็นจริงแลว้ มันกม็ ีอุปสรรคท่ัวไป
ฉะน้ัน เม่ือท่านธุดงค์ไปองค์เดียว ก็ให้ท่านน้อมคุณพระพุทธเจ้า น้อมคุณ
พระธรรม นอ้ มถงึ คุณพระสงฆ์ไว้ในใจของทา่ น ให้จติ ของทา่ นเป็นพระพุทธ ใหจ้ ติ
ของท่านเปน็ พระธรรม ใหจ้ ิตของทา่ นเปน็ พระสงฆ์ น้อมคณุ ท้งั สามอย่างนพ้ี รอ้ มไว้
ในใจของทา่ น ทา่ นจะเป็นผู้มกี �ำลัง ทา่ นจะเปน็ ผมู้ ีสติ ท่านจะเป็นผ้มู ีความรรู้ อบตัว
ของทา่ น ทา่ นจะไดแ้ กป้ ญั หาทกุ ๆ อยา่ งทท่ี า่ นผา่ นไปในชนบทตา่ งๆ นนั้ ได้ เพราะวา่
ทา่ นมพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ทพี่ งึ่ เพราะทา่ นมพี ระธรรมเจา้ เปน็ ทพ่ี ง่ึ เพราะทา่ นมพี ระสงฆ์
เป็นที่พึ่ง หลักสามประการน้ีให้มีอยู่ในใจของท่าน เมื่อสิ่งท้ังสามนี้สถิตเสถียรอยู่
ในใจของทา่ น จติ ใจของท่านจะมอี านุภาพ จติ ใจของทา่ นจะเบกิ บาน จติ ใจของท่าน
จะผ่องใส จิตใจของทา่ นจะมีปญั ญาเกดิ ขน้ึ มาโดยสมบูรณ์
เม่อื ทา่ นเดินธุดงค์ จะได้พบสง่ิ ท่ไี มเ่ คยพบ จะเหน็ ในส่งิ ท่ีไมเ่ คยเห็น จะได้รู้
สิง่ ท่ีไมเ่ คยไดร้ ้มู า ถ้าท่านมหี ลักดี เป็นผู้มีปญั ญาแลว้ การทท่ี ่านเดนิ ไปนนั้ ก็ลว้ นแต่
เกิดประโยชนท์ ้ังน้ัน ลว้ นแตจ่ ะเกิดประโยชน์ตนด้วย ล้วนเป็นประโยชนแ์ ก่บุคคล
382
อื่นด้วย เมื่อท่านมีการสังวรส�ำรวมด้วยดีแล้ว เหมือนพระอัสสชิท่ีท่านผู้ประพฤติ
ปฏิบัติเรียบร้อยดี ในเวลาหน่ึงท่านเดินเท่ียวภิกขาจารดูเหมือนอยู่ในเมืองกรุง
ราชคฤหน์ คร พระอสั สชนิ นั้ ทา่ นเปน็ ผสู้ มบรู ณบ์ รบิ รู ณใ์ นธรรมะพอสมควร เมอื่ ทา่ น
เดินทอ่ งเท่ียวภกิ ขาจารในสถานทีน่ นั้ ทา่ นกส็ งั วรสำ� รวมเป็นอยา่ งดี ในเวลาน้นั ท่าน
พระสารบี ตุ รเมอ่ื ยงั เปน็ ฆราวาสอยู่ มองเหน็ หรอื ไปพบเขา้ ในทน่ี น้ั องคพ์ ระสารบี ตุ รน้ี
ทา่ นมปี ญั ญามาก ทา่ นมองเหน็ พระอสั สชิ ทา่ นกม็ คี วามเลอ่ื มใส การทเ่ี ลอื่ มใสอนั นน้ั
เพราะอะไร เพราะว่าดูกิริยามารยาทของพระอัสสชินั้นแปลกจากพระภิกษุองค์อื่นๆ
ลทั ธอิ น่ื ๆ แมต้ ลอดว่าสีผ้าท่ที า่ นหม่ ไปกเ็ ป็นสีผ้าอันไม่ฉดู ฉาด และการเดินไปดว้ ย
ความสงบระงับ เดนิ ไม่ช้านกั ไม่เร็วนกั แตม่ ีความรสู้ กึ ขา้ งหนา้ ขา้ งหลัง ขา้ งซา้ ย
ข้างขวา อยตู่ ลอดเวลาดว้ ยมสี ติสมั ปชัญญะ
เมอ่ื เหน็ เชน่ นน้ั พระสารบี ตุ รกเ็ กดิ ความเลอ่ื มใส กเ็ ดนิ ไปในระยะหนงึ่ ไดโ้ อกาส
แลว้ กเ็ ดนิ ไปหาทา่ นอสั สชผิ มู้ ตี าอนั สังวรสำ� รวม กราบเรยี นถามวา่ “ทา่ นเปน็ ลูกศษิ ย์
ของใคร อาจารย์ท่านสอนท่านอยา่ งไร”
พระอัสสชิตอบวา่ “อาตมาภาพเป็นลูกศิษยข์ องพระโคดม”
พระสารบี ตุ รกเ็ รยี นถามตอ่ ไปอกี วา่ “พระโคดมนนั้ ทา่ นสอนทา่ นอยา่ งไร ขอทา่ น
จงแสดงธรรมใหโ้ ยมฟังพอสมควร”
พระอสั สชิผู้ที่มีความมกั นอ้ ยสันโดษนั้น กต็ อบพระสารบี ตุ รวา่ “อาตมาภาพ...
ยังเป็นผูบ้ วชใหม่ มีความรู้ในค�ำสอนของพระโคดมน้อย” แต่พระสารบี ตุ รได้ขอให้
ท่านแสดงธรรมโดยยอ่ สักเล็กนอ้ ย
ในเวลานนั้ พระอสั สชเิ ถรไดโ้ อกาส กเ็ ลยพดู ธรรมะหรอื ใหธ้ รรมะแกพ่ ระสารบี ตุ ร
โดยยอ่ ๆ วา่ “พระตถาคตสอนวา่ เย ธมมฺ า เหตปุ ปฺ ภวา ธรรมทงั้ หลายเกดิ เพราะเหตุ
ดบั เพราะเหตุ เมอ่ื ผลจะเกิดเปน็ ยังไง ก็เพราะเหตุมนั เกิดก่อน เม่ือธรรมทง้ั หลาย
เหล่านัน้ จะดับไป ก็เหตนุ น้ั ดับไปกอ่ น ผลจึงดบั ไปทหี ลัง”
383
พระสารีบุตรได้ยินเท่านั้นเองก็เลยเข้าใจว่า ในธรรมทั้งหลายเหล่าน้ีมันเกิด
จากเหตุ เมอ่ื เหตเุ กดิ ผลเกดิ เพราะเหตุ เมอื่ เหตดุ บั ไปผลกด็ บั ไปทหี ลงั ทา่ นพระสารบี ตุ ร
ไดโ้ อกาสไดย้ นิ ธรรมะคำ� สองคำ� น้ี ซง่ึ พสิ ดารกวา้ งขวาง ทา่ นเขา้ ใจในธรรม อนั นกี้ เ็ ปน็
เหตใุ หพ้ ระสารบี ตุ รนน้ั เลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนาในกาลตอ่ มา จนกระทง่ั ไดเ้ ปน็ สาวก
เบอ้ื งขวาชว่ ยประกาศพระศาสนาของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ของเรา เปน็ ผเู้ ลศิ องคห์ นง่ึ
อันนี้ก็ได้ความว่าพระอัสสชิเถรน้ัน ท่านได้ไปประกาศพรหมจรรย์ และท่าน
ประกาศพระศาสนาไปพร้อมๆ กัน ทา่ นรู้ถงึ อาการภายนอก ท่านรู้จักอาการภายใน
พรหมจรรยข์ องทา่ นกเ็ สร็จ พรหมจรรย์ของท่านกไ็ มเ่ ศรา้ หมอง อาการทเ่ี ปลง่ วาจา
ทเี่ ปน็ ธรรมะออกไปน้นั กเ็ ป็นการประกาศพระศาสนาไปในตัว ประการแรกทา่ นจะ
เปน็ ผสู้ มบรู ณ์ บรบิ รู ณ์ บรสิ ทุ ธ์ิ ทางกายดว้ ย ทางวาจาดว้ ย ทางใจดว้ ย อนั นเ้ี ปน็ เหตุ
ในการประกาศพรหมจรรยน์ น้ั กค็ อื ประกาศความจรงิ การกระทำ� จรงิ การปฏบิ ตั จิ รงิ
ใหร้ จู้ กั ความจรงิ ไมใ่ ชก่ ารไปโฆษณา การไปประกาศความจำ� หรอื ไปโฆษณาความจำ�
ท่ีเราศกึ ษาเล่าเรยี นมา ซง่ึ ไม่เกี่ยวกับพรหมจรรย์ บุคคลที่มกี ิเลสหนา ปญั ญาหยาบ
เม่ือมาได้เล่าเรียนศึกษาเพ่ือความจ�ำ ก็เอาความจ�ำนั้นไปประกาศ ไม่ใช่ความจริง
ไม่ใช่ประกาศพรหมจรรย์ ประกาศความจ�ำ การประกาศความจ�ำความรู้ตามต�ำรา
เปน็ นกั พดู ในเวลาน้ัน มันไมม่ ปี ระโยชนม์ าก หรือไม่มปี ระโยชน์เลยกไ็ ด้
ฉะน้นั ดูกนั ท่กี ารกระท�ำใหด้ ี ดกู ันทคี่ วามประพฤติปฏบิ ัตใิ ห้ดี ใหเ้ ป็นไปตาม
พระธรรมวนิ ยั ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ของเรา
ท่านได้เปรียบไว้ว่า อนั ความรู้ถ้าหากว่าต้งั อยู่ในใจของคนอันธพาลแล้ว มนั ก็
เหมือนกนั กบั เอาอาวธุ ให้โจร เม่ือโจรได้อาวุธแลว้ มันจะปลน้ กไ็ ด้ มนั จะท�ำอะไร
ก็ได้ทงั้ นัน้ เหมือนกนั กับความรทู้ บ่ี คุ คลสามารถเอาไปประกาศเกอื บทกุ อยา่ ง แต่ว่า
การประพฤตปิ ฏบิ ตั ไิ มเ่ ปน็ ไปตามธรรมะคำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ มนั เลยเปน็ โมฆะ
อันน้ีเรียกว่าประกาศความจ�ำ มันจึงเลอะๆ เทอะๆ ไปหมดในเวลาน้ี หรือ
ถือกันว่าไปประกาศพระศาสนา ไม่ได้ไปประกาศพรหมจรรย์ หรือได้ความว่าไป
384
ประกาศความจ�ำทศ่ี กึ ษาเล่าเรยี นมาเทา่ น้นั ไม่ไดป้ ระกาศความจริง ถ้าเราประกาศ
ความจริงน้ันก็คือเราประกาศพรหมจรรย์ เช่นพระบรมครูของเราทรงส่งพระสาวก
ออกไปประกาศพรหมจรรย์ครั้งแรกนั้น ลองนกึ ย้อนหลังไปซิว่า ทา่ นเลือกเอาพระ
อยา่ งไรไป เอาพระชนดิ ไหนไป ศาสนาคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ จงึ ดำ� เนนิ มาตลอดทกุ
วนั น้ี ทจี่ รงิ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นเอาสาวกทเ่ี ปน็ พระแทๆ้ เปน็ พระทไ่ี มต่ ดิ ในสมบตั ขิ องตน
เปน็ พระทไ่ี มต่ ดิ สมบตั ขิ องผอู้ นื่ เปน็ พระทไี่ มต่ ดิ สมบตั ขิ องเทวดา...นอี้ อกไปประกาศ
พรหมจรรย์ คอื ไปประกาศความจริง คือข้อปฏบิ ัติจรงิ พดู จริง ทำ� จริง เห็นจรงิ
ซ่ึงกลา่ วว่าท่านทงั้ หลายเหล่านี้ เปน็ ผรู้ ู้ซงึ่ อรยิ สัจสคี่ ือ ทกุ ข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค
ทา่ นทงั้ หลายเหลา่ นี้ ทมี่ คี วามรอู้ ยา่ งนที้ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ของเราสง่ ไปประกาศพรหมจรรย์
คร้ังแรก มันก็เกิดประโยชนม์ าตลอดทุกวันนี้ก็เพราะเปน็ อยา่ งน้ี
ทา่ นไม่ได้เอาพระท่ีเอาความจำ� ไปประกาศ ท่านเอาพระทเี่ อาความจรงิ ท่ีร้ยู ่งิ
เห็นจริงในพระธรรมท่ีได้รู้ได้เห็นไปประกาศพรหมจรรย์ การประกาศพระศาสนา
การประกาศพรหมจรรยใ์ นทต่ี า่ งๆ นน้ั จงึ ไดเ้ กดิ ประโยชนม์ ากมายไมเ่ หมอื นทกุ วนั นี้
ทที่ ่านจะเดนิ ทางออกจากวัดหนองป่าพงวันนี้ ถา้ ท่านเห็นพระสงฆ์ ทา่ นจะคิด
อยา่ งไร และทา่ นร้อู ย่างไร ให้ทา่ นปฏบิ ัติอย่างไรเสียก่อน ท่านจะเป็นผู้ไม่เกอ้ เขิน
ในเมื่อบรรพชติ หรือบรษิ ทั ทง้ั หลายจะมาถามปญั หาของทา่ น
พระพทุ ธเจา้ ทา่ นสอนวา่ หากวา่ เรายงั ไมร่ ภู้ ายในทนี่ นั้ ยงั ไมร่ ขู้ อ้ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ในกลมุ่ ชนทัง้ หลายเหล่าน้นั เรายงั ไมร่ ู้ประเพณีในกลุ่มชนทัง้ หลายเหล่าน้ัน อย่าไป
ถอื ตวั ในทน่ี ั้น อันนี้มปี ระโยชนม์ าก ไม่ถอื ตวั อันน้มี ันเป็นของสมมุติ
เทา่ ทผ่ี มไดอ้ ธบิ ายใหท้ า่ นฟงั มานี้ ทา่ นจะพบสงิ่ ทง้ั หลายเหลา่ นไ้ี ปตลอด ผมจงึ
วา่ เปน็ ประโยชน์ ผมกเ็ คยเดนิ ธดุ งคไ์ ป ไปธดุ งคอ์ งคเ์ ดยี วแตว่ า่ มนั เปลย่ี วนะ ถา้ จะใหด้ ี
มีเพือ่ นสหธรรมิกไป ๒ องค์นั่นดี พอดี แตถ่ ้าไป ๓ องค์ หรือ ๔ องค์ นน้ั
มนั จะมากไป ความยงุ่ เหยงิ วนุ่ วายเกดิ ขน้ึ แตไ่ ปองคเ์ ดยี วนก้ี อ็ าจจะเปลย่ี วไป แตว่ า่ ไม่
เปน็ อะไรถา้ เราถวายชวี ติ ตอ่ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆแ์ ลว้ เพราะเราเกดิ มากเ็ กดิ
385
มาคนเดียว ตายกต็ ายคนเดียว ทำ� ความดกี ็ท�ำคนเดยี ว ทำ� ความชั่วเรากท็ ำ� คนเดยี ว
เปน็ เร่อื งของเราทั้งนน้ั
ฉะนน้ั ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั กิ รรมฐานจงึ เปน็ ผตู้ อ่ สู้ แกป้ ญั หาตลอดกาลตลอดเวลา
และประการหนง่ึ ถา้ ทา่ นเปน็ ผมู้ กั นอ้ ย ถา้ ทา่ นเปน็ ผสู้ นั โดษ ใหท้ า่ นมคี วามสำ� นกึ ในใจ
ว่า ทา่ นจะตอ้ งเอาชนะตัวทา่ นไวใ้ นใจเสมอ ไมต่ อ้ งเอาชนะบคุ คลอื่น ถา้ เราเอาชนะ
บุคคลอื่น เราก็แพ้ตัวของเรา ถ้าเราเอาชนะตัวเรา ก็ชนะคนอื่น ชนะโดยธรรมะ
ชนะโดยการไมย่ ดึ ม่นั ถือมน่ั เรียกว่าชนะ ในท่ีนไ้ี ม่ไดเ้ รยี กวา่ ชนะด้วยการมที ฐิ มิ านะ
อะไร แต่ชนะด้วยการปล่อยวาง ชนะด้วยการหยุด อันนั้นให้เป็นอารมณ์ไว้ในใจ
ของท่านเสมอไป
แต่ว่าการไปธุดงค์นี้มีเหตุหลายอย่าง ผมเคยได้อ�ำลาครูบาอาจารย์ไปธุดงค์
ซง่ึ ครง้ั แรกไปกราบทา่ น ทา่ นกส็ อนวา่ การไปธดุ งคน์ ล้ี ำ� บาก แตก่ ไ็ มเ่ ปน็ อะไร มสี ถานที่
ให้พักกใ็ หพ้ จิ ารณาทีเ่ ราพักพอสมควร ต้นไม้ ป่าไม้ ก่งิ ไม้ ท้งั หลายเหล่านน้ั หรือ
สถานทอ่ี นั ใดๆ ทปี่ ระชาชนเขามปี ระเพณถี อื เปน็ ของศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องเขา เขาไมใ่ หพ้ กั ทนี่ น่ั
ไมใ่ หอ้ าศยั อยทู่ นี่ น่ั ทา่ นกต็ อ้ งออกจากทนี่ น่ั ไปพกั ทอี่ นื่ อนั นส้ี ำ� คญั เพราะถา้ พกั ทนี่ นั้
ถ้าขืนพักที่น้ันจะเป็นอันตราย เพราะปุถุชนยังมีกิเลสหนาอยู่นั้น ยังไม่รู้เรื่องอะไร
มนั จะทำ� กบั เราอยา่ งไรก็ได้
อีกประการหนึ่งเม่ือท่านพัก ท่านอย่าไปติดท่ีพักน้ัน คือหากไปอยู่แห่งหนึ่ง
ไมค่ วรเกนิ ๓ คนื แลว้ กเ็ คลอ่ื นทไี่ ป และประการทสี่ อง ถา้ ทา่ นพกั อยทู่ นี่ นั้ อยา่ งกลาง
เพยี ง ๗ วนั แลว้ เรากไ็ ปธดุ งค์ อยา่ งมากทส่ี ดุ คอื อยา่ งทสี่ ามนนั้ ใหท้ า่ นพกั อยา่ งมาก
๑๕ วัน แลว้ กถ็ อนกลดไปทีอ่ นื่ เร่อื ยๆ ไป
อันนีผ้ มเคยไดร้ ับค�ำสั่งสอนของครบู าอาจารย์ แต่ก็ยงั ไม่รู้วา่ มันมีเหตอุ ยา่ งไร
มีผลอย่างไร เมอ่ื ผมเดินไปแล้วจึงเกดิ ความรจู้ กั ในการเดนิ ธดุ งค์เชน่ นี้ อยา่ งมาก
ท่านให้พกั ได้เพียง ๓ คนื แรก ครัง้ แรกใหท้ ่านพักไดเ้ พยี ง ๓ คืน ทีเ่ ราพกั ๓ คืนนี้
บางทกี ม็ ผี ้คู นประชาชนมายงุ่ มาก ไมไ่ ด้ความสงบ ท่านก็เคลื่อนทไ่ี ปจากท่ีนน้ั เสยี
386
และประการทส่ี ามนนั้ ถา้ ไปพกั ในทนี่ น้ั จะมโี ยมเลอื่ มใสถวายอาหารบณิ ฑบาต
ทุกส่ิงทุกประการนนั้ ทา่ นจะมคี วามสขุ ในท่ีนนั้ ตดิ ในที่นั้นอีก นอี้ ย่างหน่ึง เปน็ เหตุ
ให้ท่านตอ้ งเคลื่อนไป ถึงเราจะชอบใจในทนี่ ้นั หรอื ไมช่ อบใจในท่นี ้ัน ถา้ ได้ ๓ คนื
ก็ให้เคล่ือนไปท่ีอ่ืน กลัวท่านจะติดคน กลัวท่านจะติดเสนาสนะ กลัวท่านจะติด
อาหารการกิน กลัวท่านจะติดความสะดวกสบายในที่นั้นอีก น่ันเป็นเหตุออกจาก
ทน่ี นั้ ไป ถา้ จะอยอู่ กี อยา่ งกลางตอ้ งไมเ่ กนิ ๗ วนั มนั จะเกดิ อะไร มนั กไ็ มเ่ กนิ ๗ วนั
เปน็ อย่างกลาง มันจะชอบใจ จะสนกุ สนานกับญาติกบั โยมเทา่ ไรกต็ ามเพราะเราเดิน
ธดุ งค์เพราะเราไปหาประโยชน์ ไมใ่ ชว่ ่าเรามาไรป้ ระโยชน์ เพอ่ื ให้อยดู่ ี กินดี อะไร
ทง้ั หลายเหลา่ นนั้ อยา่ งมาก ๗ วนั เพราะตวั เรานี้ ทา่ นจงึ ไมใ่ หค้ นุ้ เคยกบั คนมาก จนเสยี
ของรักของเรา อย่าไปยอมมนั
ประการทส่ี ามนน้ั อยา่ งมากทส่ี ดุ อยา่ ใหเ้ กนิ ๑๕ วนั ถา้ เกนิ ๑๕ วนั ไปแลว้ มนั ยงั
อยทู่ น่ี น่ั เดยี๋ วมนั ชอบญาตโิ ยมทน่ี นั้ เดย๋ี วมนั ชอบอาหารทน่ี นั้ เดยี๋ วมนั ชอบทอ่ี ยอู่ าศยั
อันน้ัน เพียงเพราะอนั น้เี ป็นเหตใุ ห้เราอยใู่ นท่ีนนั้ ทั้ง ๓ ประการนีใ้ หพ้ จิ ารณา นผี่ ม
เคยผา่ นมาแลว้ เปน็ ความจรงิ อนั นอ้ี นั หนง่ึ เปน็ อปุ สรรค ถา้ ทไ่ี หนไมค่ อ่ ยชอบ ใจอยาก
จะไปวันน้ี อยากจะไปเดยี๋ วนี้ ถา้ ท่ีไหนชอบ ใจอยากจะอยูน่ านๆ ในทน่ี ้นั อยา่ งน้ี
เรยี กวา่ เราปฏิบตั ติ ามใจของเรา ปฏบิ ัตติ ามตัณหา ปฏบิ ตั ติ ามความอยาก ไม่ใช่วา่
เราไปธดุ งคเ์ พ่อื ขดั เกลากิเลสของเรา อนั น้ีเปน็ เหตุ
ดงั นน้ั การไปธดุ งคน์ จ้ี งึ เกดิ ประโยชนม์ ากกบั บคุ คลผมู้ ปี ญั ญา เปน็ โทษมากกบั
คนท่ีไมม่ ปี ัญญา อันนีใ้ หท้ ่านสำ� นกึ ไวเ้ สมอวา่ พระอัสสชิพบพระสารีบุตร หลังจาก
ทา่ นไดร้ บั ธรรมะคำ� สงั่ สอนของพระอสั สชแิ ลว้ พระสารบี ตุ รมคี วามเคารพมาก เมอื่ ทา่ น
จะหลับจะนอน ทา่ นกผ็ ินศีรษะไปในทศิ ท่พี ระอสั สชอิ ยู่ เพราะท่านระลึกถึงอปุ การะ
ของท่าน ทุกคร้ังเม่ือท่านจะพักจะจ�ำวัด ท่านก็ต้องผินศีรษะไปทางพระอัสสชิอยู่
ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความเคารพคารวะ
ทนี เ้ี มอ่ื เรามาเทยี บเปน็ ปรมตั ถธรรมแลว้ กค็ อื ทา่ นมคี วามระลกึ อยทู่ ใี่ จของทา่ น
เสมอ ซงึ่ เปน็ คำ� สอนของพระอสั สชสิ อนวา่ ธรรมทง้ั หลายเกดิ เพราะเหตุ เมอ่ื จะดบั ไป
387
เพราะเหตุมันดบั ไปกอ่ น ผลก็ดับด้วย ธรรมะอนั เปน็ สัจธรรมอนั น้ี ธรรมะอนั เปน็
ความจรงิ อนั นี้ จะกอ้ งอยใู่ นใจของพระสารบี ตุ รตลอดเวลา คอื หวั ใจทา่ นเรยี กวา่ ศรี ษะ
เม่ือท่านจะยืน จะเดิน จะนงั่ จะนอน จะขบ จะฉนั ท่านมีจิตฝกั ใฝ่ รู้สกึ อปุ การะ
และรจู้ กั ธรรมะทท่ี า่ นพระอสั สชเิ ถรสอนเสมอทกุ โอกาส ฉะนนั้ ตามตำ� นานจงึ กลา่ ววา่
พระสารบี ตุ รเมอ่ื ทา่ นจะนอน ทา่ นจะตอ้ งผนิ ศรี ษะไปทางพระอสั สชทิ า่ นอยู่ นเ้ี รยี กวา่
พูดตามหลักปรมัตถธรรม เม่ือพูดตามหลักของปรมัตถธรรมแล้ว ศีรษะของท่าน
ก็คือใจ หัวใจของทา่ นน้ันแหละ ท่านมจี ติ จดจอ่ มีจติ ฝกั ใฝ่อย่ใู นธรรมะ คำ� ส่งั สอน
ของครบู าอาจารยใ์ นทกุ โอกาส เป็นผ้ไู ม่ประมาท
บรรลุขน้ั ไหนแล้ว
พระอาจารยร์ ูปหน่งึ เลา่ วา่
ครงั้ หนงึ่ มกี ารเลา่ ลอื วา่ ลกู ศษิ ยข์ องหลวงพอ่ รปู หนง่ึ เปน็ พระอรหนั ต์ พระบางรปู
กเ็ ชอ่ื บางรปู กไ็ มเ่ ชอ่ื อดรนทนไมไ่ หว รปู หนงึ่ กเ็ ลยเอาเรอ่ื งนไ้ี ปกราบเรยี นถามหลวงพอ่
หลวงพ่อตอบว่า
“ท่านเป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น ผมก็ไม่ได้เป็นอะไร ผมไม่มีอะไรจะเป็น
เรื่องของเราเป็นเรื่องของเรา เรื่องของเราไมใ่ ช่เรือ่ งของคนอ่ืน เรอื่ งของคนอ่ืนไม่ใช่
เร่อื งของเรา”
ค�ำตอบของหลวงพ่อแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีถึงทัศนะของท่านต่อการบรรลุ
คุณธรรมข้ันสูง ท่านไม่ส่งเสริมให้ลูกศิษย์ลูกหาใส่ใจในเรื่องน้ี แต่ให้เข้าใจว่าการ
ปฏบิ ตั นิ น้ั กเ็ พอื่ การปลอ่ ยวาง ทา่ นมกั ตำ� หนกิ ารจบั กลมุ่ วพิ ากษว์ จิ ารณผ์ อู้ นื่ องคน์ น้ั
ไดข้ นั้ นั้น องค์นี้ได้ขั้นน้ี แต่ก�ำชบั ใหด้ ูตวั เองมากกว่าวา่ ยังมโี ลภไหม ยังมโี กรธไหม
ยงั มหี ลงไหม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การเชอ่ื ผลการปฏบิ ตั ขิ องตวั เอง หลวงพอ่ เตอื นเสมอ
ไมใ่ ห้ปลงใจเชื่องา่ ยๆ วา่ ตวั เองบรรลเุ ปน็ อะไร
388
“คนมศี รทั ธามากประกอบดว้ ยความเชอื่ แตอ่ อ่ นดว้ ยปญั ญา สมาธกิ เ็ กง่ แตว่ า่
วิปัสสนาไมม่ ี มันเหน็ ไปหนา้ เดยี วเปน็ ไปรูปเดยี ว มนั ก็เป็นไป ศรัทธาอยา่ งนี้ในทาง
พทุ ธศาสนาพูดตามตัวหนงั สอื ท่านว่า ศรทั ธาอธโิ มกข์ ศรทั ธาอธโิ มกข์ นะ่ คือมี
ศรทั ธาจรงิ แตว่ า่ ศรทั ธามนั ปราศจากปญั ญา แตเ่ รากม็ องไมเ่ หน็ ในขณะนน้ั กน็ กึ วา่ เปน็
ปัญญาไปก็มี กเ็ ลยไม่มองเหน็ ความผิด ไมเ่ ห็นความรู้สึกผิดในทน่ี ั้น
สมั มาทฏิ ฐิ คอื ความมงุ่ มน่ั ทวี่ า่ สง่ิ ทง้ั หลายเหลา่ นนั้ มนั เปน็ ของทไ่ี มแ่ นน่ อน ฉะนนั้
พระอรยิ เจา้ และพระพทุ ธเจา้ ทา่ นจงึ ไมใ่ หย้ ดึ ใหย้ ดึ แตไ่ มใ่ หม้ นั่ ทา่ นยดึ จบั มาดู นค่ี อื
ผลอะไรเทา่ น้นั จะใชป้ ระโยชน์มนั อย่างไร จะท�ำอยา่ งไรกบั ผลไมอ้ นั นีเ้ ทา่ นั้น ไม่ใช่
ทา่ นยดึ มนั่ ยดึ ไมใ่ หม้ น่ั คอื ยดึ ไมใ่ หเ้ ปน็ ทกุ ข์ คอื ไมม่ ตี ณั หาเขา้ ไปปะปน ไมต่ อ้ งเปน็ นน่ั
เปน็ น่ี มนั หมดมนั สน้ิ ในการกระทำ� อยา่ งนน้ั ทวี่ า่ ยดึ มาแลว้ มนั ยนิ ดไี หม มนั ยนิ รา้ ยไหม
เม่ือยินดีแล้ว มันยึดในความดนี ั้นไหม มนั ยึดในความร้ายน้นั ไหม เราควรพจิ ารณา
ผมเคยเลา่ ใหฟ้ งั เรอ่ื ยๆ วา่ ปฏบิ ตั นิ ะ่ ใหแ้ อบเขา้ หาพระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธเจา้ อยู่
ตรงไหนทกุ วนั นนี้ ะ่ แอบเขา้ ไปหาทา่ นเถอะ อะไรคอื อนจิ จงั แอบเขา้ ไปหาทา่ นซิ อนจิ จงั
มันเป็นของไม่แน่ น่นั แหละตรงนนั้ ยนื ไว้ตรงนั้นกอ่ น ถ้ามันบอก “ออื ! ฉันเปน็
โสดาแลว้ ” ไปกราบทา่ นเถอะ ไมแ่ นโ่ สดานะ่ เขา้ ไปกราบทา่ น ทา่ นจะบอกวา่ มนั ไมแ่ น่
“เปน็ อนาคามี” ไปกราบ ท่านก็วา่ ไมแ่ น่ ท่านจะบอกอยคู่ �ำเดียวว่ามันไม่แน่ “ไปถึง
อรหันต์” ไปกราบท่าน ท่านย่ิงจะเอาใหญ่ละว่า มันไม่แน่ เราจะได้ฟังธรรมของ
พระบา้ ง ไมแ่ นก่ ค็ อื ไมย่ ดึ นนั้ เองแหละ มนั ไมแ่ น่ อะไรจะเปน็ อะไรกไ็ มย่ ดึ อยา่ ไปยดึ
งๆู ปลาๆ ไปยดึ แลว้ ไมว่ าง จบั ไมว่ าง แตท่ า่ นยดึ มาดแู ลว้ ทา่ นวาง ยดึ มาดเู ปน็ สมมตุ ิ
เฉยๆ ผลทสี่ ดุ ก็ส่งให้วิมุตติ มันเปน็ เสียอยา่ งนนั้
ผมจงึ ไดบ้ อกวา่ ใหแ้ อบเขา้ ไปหาพระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธเจา้ คอื ใคร กค็ อื ธรรมะ
นน่ั แหละ เรอ่ื งในสากลโลกท้ังหมดมนั มารวมที่ธรรมะตวั เดยี วคอื “อนจิ จงั ” ลองดซู ิ
ใครเปน็ นกั ปฏบิ ตั ิ ผมคมุ มาตลอดยส่ี บิ กวา่ พรรษา นผี่ มเหน็ เทา่ นนั้ แลว้ กอ็ ดทนอนั หนงึ่
และกเ็ ข้าไปใกลธ้ รรมะ อนิจจงั มนั ไม่แน่ ใจมันว่าแน่ขนาดไหน ก็บอกวา่ มนั ไม่แน่
389
ผมเคยพูดให้พระฟังส้ันๆ แต่ก็บางคนอาจจะสนใจ ถ้าหากว่าคนปฏิบัติอยู่
พจิ ารณาอยเู่ รอ่ื ยไป ตอนปลายถงึ จะรจู้ กั ทส่ี ำ� นกั เราปฏบิ ตั นิ ี้ อาการมนั จะไปลงตรงนน้ั
แนน่ อน ไมไ่ ปทไ่ี หน ผมเคยพดู วา่ รบี เดนิ ไปแลว้ กร็ บี กลบั มา แลว้ กร็ บี หยดุ อยู่ เบอื้ งแรก
มันเปน็ อยา่ งนี้ ท�ำอยา่ งนีไ้ ปเรือ่ ยๆ แลว้ ผลทสี่ ุดมนั ไมม่ อี ะไรมาก มันแคน่ ้นั แหละ
มนั หมดมันสนิ้ แลว้ ไม่ตอ้ งเดนิ ไม่ต้องถอย ไมต่ ้องหยดุ เดนิ กไ็ ม่มี หยุดกไ็ ม่มี
ถอยกไ็ มม่ ี หมด! อนั นใี้ หเ้ อาไปพจิ ารณานะ ใหม้ นั ชดั ในจติ ของเจา้ ของ ตรงนน้ั มนั จะ
ไม่มอี ะไรจรงิ ๆ”
390
สาขาวดั หนองปา่ พง
ปัจจบุ นั นี้ (พ.ศ. ๒๕๓๕) วัดหนองป่าพงมีวัดสาขาในประเทศไทย ๘๒ แห่ง
และในตา่ งประเทศ ๘ แหง่ นอกจากนนั้ ยงั มอี กี ๕๑ สำ� นกั สงฆ์ เปน็ สาขาสำ� รอง ซงึ่ ยงั
อยใู่ นระหวา่ งการพจิ ารณาตามระเบยี บการรบั สาขาจากคณะสงฆว์ ดั หนองปา่ พง แตเ่ ปน็
สำ� นักสงฆ์ทลี่ ูกศษิ ยข์ องหลวงพอ่ ปกครองอยู่
วดั สาขา ๑๔๑ แหง่ น้ี สว่ นใหญอ่ ยใู่ นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เฉพาะในจงั หวดั
อบุ ลราชธานมี ี ๖๑ แหง่ นอกนน้ั กระจายอยใู่ นจงั หวดั ตา่ งๆ ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศไทย
เหตุผลในการขยายสาขามหี ลายประการ เปน็ ต้นว่า เพ่อื อนเุ คราะห์ญาตโิ ยม
ผู้ต้องการสร้างวัดป่าใกล้บ้านของตนเพื่อเป็นท่ีพ่ึงทางใจ การส่งพระออกไปตาม
คำ� นมิ นตข์ องชาวบา้ นอยา่ งน้ี ถอื เปน็ การตอบสนองความตอ้ งการของสงั คม และเปน็
การเผยแผ่ธรรมะไปสู่ชนบทที่ได้ผลอย่างถาวร ส�ำหรับพระเถระที่รับผิดชอบเป็น
เจ้าส�ำนักในแต่ละวัด ท่านก็ได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามาสร้าง
ประโยชนแ์ กพ่ ระศาสนามากขน้ึ การทห่ี ลวงพอ่ คอยสง่ คนเกา่ ออกจากวดั หนองปา่ พง
ไปเรอ่ื ยๆ กท็ ำ� ใหม้ ที วี่ า่ งสำ� หรบั คนใหมอ่ ยเู่ สมอ การหมนุ เวยี นพระภกิ ษสุ ามเณรจงึ เปน็
เหตใุ ห้คณะสงฆ์ได้เพ่ิมขึ้นอย่างราบรืน่
การกอ่ ตวั ของวดั สาขาเรม่ิ ครงั้ แรกใน พ.ศ. ๒๕๐๑ หลงั จากหลวงพอ่ ไดร้ บั นมิ นต์
จากชาวบา้ นเกา่ นอ้ ย ต.ธาตุ อ.วารนิ ชำ� ราบ จ.อบุ ลราชธานี ซงึ่ เคยมาจำ� ศลี ทว่ี ดั หนองปา่ พง
เปน็ ประจำ� ใหไ้ ปจำ� พรรษาทปี่ า่ ละเมาะใกลบ้ า้ นเกา่ นอ้ ย หลวงพอ่ พอใจกบั ศรทั ธาอนั
391
แรงกล้าของชาวบ้านมาก และเม่ือออกพรรษากลับไปวัดหนองป่าพง ทา่ นไดจ้ ดั สง่
ศษิ ยอ์ าวโุ สในขณะนน้ั คอื พระอาจารยเ์ ทย่ี งใหไ้ ปอยแู่ ทน พระอาจารยเ์ ทยี่ งจึงกลาย
เปน็ เจา้ อาวาสของวดั ใหม่ ชอ่ื วดั ปา่ อรญั ญวาสี และไดอ้ ยมู่ าจนกระทงั่ ทกุ วนั นี้ วดั ปา่
อรญั ญวาสนี ้ี นบั ว่าเป็นสาขาท่ี ๑ ของวัดหนองป่าพง
ตอ่ มาสาขาอนื่ ๆ ไดเ้ กดิ ขน้ึ ตามลำ� ดบั สว่ นมากมลี กั ษณะการเกดิ คลา้ ยกบั สาขาที่ ๑
แตใ่ นบางกรณี ลกู ศษิ ยห์ ลวงพอ่ ออกธดุ งคพ์ บทสี่ ปั ปายะ และตดั สนิ ใจปกั หลกั อยทู่ น่ี นั่
จนกลายเป็นส�ำนักสงฆ์หรือไม่อย่างน้ันชาวบ้านท่ีเล่ือมใสในปฏิปทาของพระสายวัด
หนองป่าพงแล้ว ขอให้หลวงพ่อสง่ ลกู ศษิ ยไ์ ปอยู่เป็นประจ�ำ บางครัง้ ญาติโยมขอให้
พระผ้เู ป็นญาตกิ ลบั ไปโปรดที่บ้านเกิดของทา่ นเอง กรณหี ลังนม้ี ีตัวอยา่ งท่ีเด่น คือ
วดั สาขาที่ ๒ (วดั บงึ เขาหลวง) ซ่งึ พระครูบรรพตวรกิต เปน็ เจา้ อาวาส ทา่ นได้รบั
นมิ นตไ์ ปตง้ั วดั ใกลบ้ า้ นเกดิ ของทา่ น ทอ่ี ำ� เภอเขอื่ งใน อ.อบุ ลราชธานี หลงั จากทอ่ี ยวู่ ดั
หนองป่าพงมาแล้ว ๗ ปี ทา่ นเลา่ วา่
“เมอื่ ผมจะออกไปอยวู่ ดั บงึ เขาหลวง หลวงพอ่ ทา่ นกไ็ มค่ อ่ ยอยากใหไ้ ป แตท่ า่ น
ก็เห็นใจ เลยบอกให้ออกไปทดลองดูก่อน ถ้าสู้ไม่ไหวให้กลับไปสร้างลูกปืนใหม่
พอดีช่วงน้ันหลวงปู่กินรมี า ทา่ นกเ็ ตือนเหมอื นกันเร่อื งไปสรา้ งวดั ท่ีบา้ น ท่านอ้างว่า
พระพทุ ธเจา้ เองทา่ นยงั ไปทอ่ี นื่ เสยี กอ่ น เพราะทบ่ี า้ นนนั้ โปรดยากกวา่ ทอ่ี น่ื ญาตกิ นั เอง
นั่นแหละจะหลอกล้อท�ำพิษให้ระวัง จะเสียพระเพราะเพื่อนและญาติ รักส่ิงไหน
สง่ิ น้นั แหละจะมาทำ� ให้เป็นทุกข”์
แตเ่ นอื่ งจากวา่ ทา่ นพระครบู รรพตวรกติ ไดร้ บั การฝกึ อบรมจากหลวงพอ่ มาเปน็
อยา่ งดี มคี วามมน่ั คงในพระธรรมวนิ ยั และสามารถปลกู ฝงั ศรทั ธาในชาวบา้ นในละแวก
นั้นได้ ท่านจึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาท่ีเกิดขึ้นมาได้ และทุกวันน้ี
วดั บงึ เขาหลวงมวี ดั สาขาแยกออกไปหลายแหง่ แตก่ ็ขนึ้ ตรงกบั วัดหนองป่าพง
392
กว่าจะเป็นสาขา
พระอาจารยส์ พุ ร เจา้ อาวาสวดั ปา่ ไตรสรณคมน์ จงั หวดั กระบ่ี เลา่ วา่ หลวงพอ่ ไมไ่ ด้
รับทุกราย หรือรบั ทนั ทที ่โี ยมมาขอสร้างวดั สาขา
“ใครจะถวายที่จะสร้างวัดน้ีก็ต้องมากราบเรียนหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อจะส่ง
ครบู าอาจารยไ์ ปดู เมอื่ ดแู ลว้ เหน็ วา่ สถานทส่ี มควร ญาตโิ ยมกไ็ ปสรา้ งกฏุ ิ สรา้ งศาลา
ชวั่ คราวกอ่ น ยงั ไมต่ อ้ งทำ� ถาวร แลว้ มานมิ นตพ์ ระไป ซงึ่ อาจจะสง่ ไปสกั ๔ รปู ๕ รปู
๒-๓ รปู อะไรกแ็ ล้วแตท่ ี่ๆ ไปอยู่จำ� พรรษา เม่ือพระไปจ�ำพรรษาท่ีน้ัน ญาตโิ ยมก็
จะมาฝกึ หดั จ�ำศีลภาวนา มาฝึกท�ำวตั รสวดมนต์ นอกจากถวายทีแ่ ลว้ จะตอ้ งเสนอ
ช่ือโยมที่จะอุปัฏฐากดูแลพระเณรในส่ิงท่ีจ�ำเป็นด้วย ถ้าท่านเห็นว่าทุกส่ิงทุกอย่าง
พอสมควรแลว้ ท่านจึงจะรบั เป็นสาขา และสง่ พระเณรไปอยู่ประจ�ำต่อไป”
เมื่อรับเปน็ วดั สาขาแลว้ หลวงพอ่ ทา่ นจะเมตตาย่งิ นัก สงเคราะหท์ ั้งกำ� ลังกาย
กำ� ลงั ใจ
“สว่ นทเี่ ปน็ วตั ถภุ ายนอกทา่ นกส็ งเคราะห์ เปน็ ตน้ วา่ สาขาไหนขาดแคลนสง่ิ ของ
อะไร เชน่ ตมุ่ นำ้� ใหญไ่ มม่ ี ทา่ นกส็ ง่ ไปให้ ทา่ นบอกวา่ ของเหลา่ นเ้ี ปน็ สมบตั ขิ องสงฆ์
ใหเ้ จอื จานไปใหท้ ว่ั ถงึ จะมปี ระโยชนม์ าก เปน็ คำ� พดู ทป่ี ระทบั ใจมาก ไมว่ า่ ทา่ นจะเมตตา
ด้วยธรรมะอันเป็นส่วนหล่อเลี้ยงจิตใจภายใน หรือสงเคราะห์วัตถุภายนอก ดูช่าง
เหมาะเจาะพอดี ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ทา่ นไมม่ คี วามลำ� เอยี ง คอื ทา่ นไมม่ อี คตทิ ง้ั ส่ี ทา่ นไม่
ประจบและไมท่ ำ� ตามกิเลสใคร”
ในสมัยทีส่ าขายังมีจำ� นวนน้อย หลวงพ่อดูแลอย่างใกล้ชดิ โดยเฉพาะการยา้ ย
สาขาของพระภกิ ษุสามเณร ตอ้ งผ่านท่านก่อนทกุ ราย แต่เมือ่ ขยายสาขาได้มากแลว้
คณะสงฆก์ ใ็ หญข่ นึ้ ประกอบกบั พระใหมห่ ลายรปู บวชเปน็ ลกู ศษิ ยข์ องเจา้ อาวาสสาขา
มากกวา่ หลวงพอ่ เอง หลวงพอ่ จงึ อนญุ าตใหเ้ จา้ สำ� นกั เปน็ ผรู้ บั พจิ ารณาคำ� ขอยา้ ยสำ� นกั
ของลกู ศษิ ย์ และถ้าทา่ นเจา้ ส�ำนักเหน็ สมควร ใหเ้ ขยี นจดหมายรบั รองแทนด้วย
393