กามฉนั ทะ ความใคร่ในกาม
การบรรเทาความใครใ่ นกามใหเ้ บาบางลง ตอ้ งใชห้ ลายวธิ ดี ว้ ยกนั เพอ่ื ควบคมุ
การคกึ คะนองของจติ สงิ่ ทหี่ ลวงพอ่ เนน้ อยเู่ สมอ คอื การกนิ นอ้ ย นอนนอ้ ย พดู นอ้ ย
ความเปน็ ผมู้ อี นิ ทรยี ส์ งั วร การเปน็ ผรู้ ปู้ ระมาณในการบรโิ ภค นอกเหนอื จากนค้ี อื การ
ใช้อสภุ กรรมฐานเปน็ อุบายเคร่อื งแก้
“กามราคะจะบรรเทาลงได้ ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองถึงความน่าเกลียด
โสโครก การหลงตดิ อยใู่ นรปู กายเปน็ สดุ โตง่ ขา้ งหนงึ่ ซงึ่ เราตอ้ งมองใหเ้ หน็ สง่ิ ตรงขา้ ม
จงพิจารณารา่ งกายเหมอื นซากศพ และเห็นการเปลยี่ นแปลงเป่ือยเน่า หรอื พิจารณา
อวัยวะต่างๆ ของรา่ งกาย เชน่ ปอด มา้ ม ไขมัน อจุ จาระ และอนื่ ๆ จำ� อันน้ไี ว้
แล้วพิจารณาให้เห็นจริงถึงความน่าเกลียดโสโครกของร่างกาย เม่ือมีกามเกิดข้ึน
กช็ ว่ ยให้เอาชนะกามราคะได้
ถ้าเห็นรูปน้ี ชอบรูปน้ีเพราะอะไร ก็เอารูปน้ีมาพิจารณาดูว่า เกสา คือผม
โลมา คือขน นขา คือเล็บ ทนั ตา คือฟนั ตะโจ คือหนงั พระพทุ ธเจ้าให้เอาพวกน้ี
มาพิจารณาย้ำ� เขา้ ไป แยกออก แจกออก เผามนั ออก ลอกมนั ออก ทำ� อยูอ่ ย่างน้ี
เอาอยู่อย่างนจี้ นมันไมไ่ ปไหน มองพวกเดยี วกัน เชน่ พระเณรเวลาเดินบณิ ฑบาต
เห็นพระ เห็นคน ต้องก�ำหนดให้เปน็ ร่างผีตายซาก ผเี ดนิ ไปกอ่ นเรา เดินไปขา้ งหนา้
เดินไปเปะๆ ปะๆ ก�ำหนดมันเข้า ท�ำความเพียรอยู่อย่างน้ัน เจริญอยู่อย่างน้ัน
เหน็ ผหู้ ญงิ รนุ่ ๆ นกึ ชอบขนึ้ มา ก็กำ� หนดใหเ้ ปน็ ผเี ปรต เปน็ ของเนา่ ของเหม็นไปหมด
ทกุ คน ไมใ่ หเ้ ขา้ ใกล้ ใหใ้ นใจของเราเปน็ อยอู่ ยา่ งนี้ ถงึ อยา่ งไรมนั กไ็ มอ่ ยหู่ รอก เพราะ
มนั เป็นของเปือ่ ยของเนา่ ให้เราเห็นแน่นอน
พิจารณาใหม้ ันแน่ ใหเ้ ปน็ อยใู่ นใจ อย่างนี้แลว้ ไปทางไหนก็ไม่เสีย ให้ทำ� จริงๆ
เห็นเมอื่ ใดกเ็ ทา่ กับมองซากศพ เหน็ ผูห้ ญิงกซ็ ากศพ เหน็ ผู้ชายก็ซากศพ ตวั เราเองก็
เปน็ ซากศพดว้ ยเหมอื นกนั เลยมแี ตข่ องอยา่ งนท้ี ง้ั นน้ั พยายามเจรญิ ใหม้ าก บำ� เพญ็
ใหอ้ ยู่ในใจนี้มากข้นึ อีก อาตมาวา่ มนั สนุกจริงๆ ถ้าเราท�ำ แต่ถ้าไปมัวอา่ นตำ� ราอยู่
มนั ยาก ต้องท�ำเอาจรงิ ๆ ทำ� ให้มกี รรมฐานในใจเรา”
244
พยาบาท
เคยมพี ระลูกศษิ ยผ์ ้มู โี ทสจรติ รปู หน่ึง กราบเรยี นถามหลวงพ่อวา่
“เมอื่ ผมโกรธควรจะทำ� อย่างไรครบั ”
“ทา่ นตอ้ งแผเ่ มตตา” หลวงพอ่ แนะนำ� “ถา้ ทา่ นมโี ทสะในขณะภาวนาใหแ้ กด้ ว้ ย
การแผ่เมตตา ถ้าใครท�ำไม่ดีหรือโกรธก็อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบท่านจะโง่
ย่งิ กวา่ เขา จงเปน็ คนฉลาดสงสารเห็นใจเขา เพราะวา่ เขากำ� ลงั ได้ทุกข์ จงมเี มตตา
เตม็ เปย่ี มเหมอื นหนง่ึ วา่ เขาเปน็ นอ้ งชายทรี่ กั ยงิ่ ของทา่ น เพง่ อารมณเ์ มตตาเปน็ อารมณ์
ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ท้ังหลายในโลก เมตตาเท่าน้ันที่จะเอาชนะโทสะ
และความเกลียดได้”
“บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอ่ืนปฏิบัติไม่สมควร ท่านจะร�ำคาญใจ
ท�ำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ นี่ไม่ใช่ธรรมะของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่าเขาไม่
เครง่ ครดั เทา่ ฉนั เขาไมใ่ ชพ่ ระกรรมฐานทเี่ อาจรงิ เอาจงั เชน่ ฉนั เขาไมใ่ ชพ่ ระทด่ี ี นเ้ี ปน็
กเิ ลสเครื่องเศรา้ หมองอย่างยิ่งของตวั ท่านเอง อยา่ เปรยี บเทียบ อยา่ แบ่งเขาแบง่ เรา
จงละทฏิ ฐขิ องทา่ นเสยี และเฝา้ ดตู วั ทา่ นเอง นแี้ หละคอื ธรรมะของเรา ทา่ นไมส่ ามารถ
บงั คบั ใหท้ กุ คนประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามทที่ า่ นตอ้ งการหรอื เปน็ เชน่ ทา่ นได้ ความตอ้ งการ
เชน่ นมี้ แี ตจ่ ะทำ� ใหท้ า่ นเปน็ ทกุ ข์ ผปู้ ฏบิ ตั ภิ าวนามกั จะพากนั หลงผดิ ในขอ้ น้ี การจบั ตา
ดูผู้อ่ืนไม่ท�ำให้เกิดปัญญาได้ เพียงแต่พิจารณาตนเองและความรู้สึกของตนแล้ว
ท่านกจ็ ะเขา้ ใจได”้
บางครงั้ นวิ รณต์ วั นเี้ กดิ ขน้ึ ในลกั ษณะความไมพ่ อใจ หรอื ขดั เคอื งกบั การปฏบิ ตั ิ
ของตวั เอง หลวงพ่ออธบิ ายวา่
“ใจวนุ่ วาย ทำ� ไมจงึ วนุ่ วาย เพราะมตี ณั หา ไมอ่ ยากใหค้ ดิ ไมอ่ ยากใหม้ อี ารมณ์
ความไมอ่ ยากนี่แหละตวั อยาก คอื วภิ วตณั หา ยงิ่ ไมอ่ ยากเท่าไรมันยง่ิ ชวนกันมา
เราไม่อยาก มนั ทำ� ไมจงึ มา? ไม่อยากใหม้ นั เป็นท�ำไมมนั เปน็ ? นน่ั แหละเราอยากให้
มันเป็นเพราะเราไม่รู้จกั ใจเจา้ ของ”
245
“เปรยี บเหมอื นกบั เราเล้ียงควาย
จติ ของเรากเ็ หมอื นควาย อารมณค์ อื ตน้ ข้าว
ผรู้ ู้เหมือนเจ้าของ เวลาเราไปเลย้ี งควายท�ำอยา่ งไร
ปลอ่ ยมนั ไป แต่เราพยายามดูมนั อยู่
ถ้ามันเดินไป ใกล้ต้นขา้ ว เรากต็ วาดมนั
ควายได้ยนิ กจ็ ะถอยออก
แตเ่ ราอย่าเผลอนะ
ถ้ามันดอ้ื ไม่ฟงั เสยี ง
กเ็ อาไมฆ้ อ้ น
ฟาดมนั จรงิ ๆ มันจะไปไหนเสยี ”
246
ถีนมิทธะ ความหดหูง่ ่วงเหงา
พระพทุ ธองคท์ รงเปรยี บเทยี บการถกู นวิ รณ์ คอื ความงว่ งเหงาหาวนอนครอบงำ�
จติ ว่าเสมอื นการถูกกักขังไวใ้ นเรอื นจำ� มดื มดิ อดึ อัด ไม่เป็นอสิ ระ นิวรณต์ ัวนท้ี ำ� ให้
นักปฏิบัติจ�ำนวนไม่น้อย ต้องหนักอกหนักใจ แต่อุบายในการแก้ไขความง่วงมีอยู่
มากมายหลายวิธี อย่างเช่น อุบายท่ีหลวงพอ่ แนะน�ำแกพ่ ระรูปหน่ึง
“มวี ธิ เี อาชนะความงว่ งไดห้ ลายวธิ ี ถา้ ทา่ นนงั่ อยใู่ นทมี่ ดื ยา้ ยไปอยทู่ ส่ี วา่ ง ลมื ตาขนึ้
ลกุ ไปลา้ งหนา้ ตบหนา้ ตนเอง หรอื ไปอาบนำ�้ ถา้ ทา่ นยงั งว่ งอยอู่ กี ใหเ้ ปลยี่ นอริ ยิ าบถ
เดินใหม้ ากหรอื เดินถอยหลงั ความกลวั ว่าจะเดินไปชนเอาอะไรเขา้ จะทำ� ใหห้ ายง่วง
ถา้ ยงั งว่ งอยู่ จงยนื นงิ่ ๆ ทำ� ใจใหส้ ดชนื่ และสมมตุ วิ า่ ขณะนนั้ สวา่ งเปน็ กลางวนั หรอื
นงั่ บนหน้าผาสูงหรือบ่อลึก ทา่ นจะไม่กลา้ หลับ ถ้าทำ� อยา่ งไรๆ กไ็ ม่หายง่วง ก็จง
นอนเสยี เอนกายลงอยา่ งสำ� รวมระวงั และรูต้ วั อยู่จนกระทง่ั ทา่ นหลบั ไป เมอ่ื ท่าน
รสู้ ึกตวั ตนื่ จงลุกขน้ึ ทนั ที อย่ามองดูนาฬิกาแลว้ พลิกไปพลิกมา เริ่มตน้ มีสติ ระลึกรู้
ทกุ ทีทที่ ่านตื่น”
“ถา้ ง่วงนอนอยู่ทกุ วัน ลองฉันอาหารนอ้ ยลง ส�ำรวจตวั เอง ถา้ อกี ๕ ค�ำจะอม่ิ
หยุดแล้วดื่มน้�ำจนอ่ิมพอดี แล้วกลับไปน่ังดูต่ออีก เฝ้าดูความง่วงและความหิว
กะฉันอาหารใหอ้ ่มิ พอดี เมอื่ ท่านฝึกปฏบิ ัติตอ่ ไปอีก ท่านจะรู้สกึ กระปร้ีกระเปรา่ ขึน้
และฉันน้อยลง ตอ้ งปรบั ตัวของท่านเอง”
อุทธจั จกกุ กจุ จะ ความฟ้งุ ซ่านรำ� คาญใจ
อบุ ายของหลวงพอ่ ในการแกไ้ ขความฟงุ้ ซ่านนั้นง่ายจริงๆ
โยม : ความฟุ้งซ่าน เวลามนั เกิดขนึ้ มา เราจะแกไ้ ขด้วยอบุ ายอยา่ งไร
หลวงพอ่ : มันไม่ยากหรอก มันเป็นของไม่แน่หรอก ไม่ต้องไปแก้มัน
คราวทฟ่ี ุ้งซา่ นมีไหม ที่มนั ไม่ฟงุ้ ซ่านมีไหม
247
โยม : มคี รับ
หลวงพ่อ : นน่ั ! จะไปท�ำอะไรมนั ล่ะ มันก็ไม่แนอ่ ยแู่ ลว้
โยม : ทนี เี้ วลามันแวบไปแวบมาละ่ ครับ
หลวงพ่อ : เอา๊ ! กด็ มู นั แวบไปแวบมาเทา่ นนั้ แหละ จะทำ� ยงั ไงกบั มนั มนั ดแี ลว้
นัน่ แหละ โยมจะไม่ให้มนั เป็นอะไร อยา่ งไร มันจะเกดิ ปญั ญาหรอื นัน่
โยม : มันแวบไป เราก็ตามดูมนั
หลวงพอ่ : มันแวบไปมนั กอ็ ยู่นั่นแหละ
เราไมต่ ามมนั ไป เรารสู้ กึ มนั อยู่ มนั จะตรงไปไหนละ่ มนั กอ็ ยใู่ นกรงอนั เดยี วกนั
ไม่ตรงไปไหนหรอก
น้ีแหละ เราไม่อยากจะให้มันเป็นอะไรนี่ พระอาจารย์มั่นเรียกว่าสมาธิหัวตอ
ถ้ามันแวบไปแวบมา ก็ว่ามันแวบไปแวบมา ถ้ามันนิ่งเฉยๆ ก็ว่าน่ิงเฉยๆ จะเอา
อะไรละ่ ใหร้ เู้ ทา่ ทนั มนั ทง้ั สองอยา่ ง วนั นมี้ นั มคี วามสงบกค็ ดิ วา่ มนั มาใหป้ ญั ญาเกดิ
แตบ่ างคนเหน็ วา่ สงบนด่ี นี ะ ชอบ ดใี จ วนั นฉ้ี นั ทำ� สมาธมิ นั สงบดเี หลอื เกนิ แนะ่ ! อยา่ งนี้
เมอ่ื วนั ท่สี องมาไมไ่ ดเ้ ร่อื งเลย ว่นุ วายทั้งน้ันแหละ แนะ่ วันนไ้ี ม่ดีเหลอื เกิน
เรอื่ งดไี ม่ดีมันมีราคาเทา่ กัน เร่ืองดีมันกไ็ ม่เทีย่ ง เรอ่ื งไมด่ ีมันกไ็ มเ่ ท่ียง จะไป
หมายมั่นมันท�ำไม? มนั ฟุง้ ซ่านก็ดูมันฟุ้งซา่ นไปซิ มันสงบก็ดมู นั สงบซิ อย่างนใ้ี ห้
ปัญญามันเกิด มนั เปน็ เรือ่ งของมนั จะเป็นอยา่ งน้ี เป็นอาการของจิตมนั เป็นอย่างน้นั
เราอย่าไปยงุ่ กบั มันมากซิ ลกั ษณะอันนั้นอย่างเราเห็นลงิ ตวั หน่งึ นะ มันไม่นิง่ ใชไ่ หม
โยมก็ไม่สบายใจเพราะลิงมันไม่น่ิง มันจะนิ่งเมื่อไร โยมจะให้มันน่ิง โยมถึงจะ
สบายใจ มนั จะได้เรอื่ งของลงิ นะ ลงิ มันเป็นเชน่ นี้ ลิงทกี่ รงุ เทพฯ มนั กเ็ หมอื นลิง
ตวั นีแ้ หละ ลงิ ที่อุบลราชธานีก็เหมือนลงิ ที่กรุงเทพฯ น่ันแหละ ลิงมันเปน็ อยา่ งน้ัน
ของมันเอง ก็หมดปัญหาเท่านน้ั แหละ เอาอยา่ งนี้แหละจะได้หมดปญั หาของมันไป
อันนี้ลิงก็ไมน่ ง่ิ เรากเ็ ปน็ ทกุ ข์อยู่เสมอ อย่างนัน้ ก็ตายเท่าน้นั แหละ เราเปน็ ลิงยงิ่ กวา่
ลงิ เสียแลว้ กระมัง
248
วิจิกจิ ฉา ความลงั เลสงสัย
ความลงั เลสงสยั เปน็ นวิ รณท์ มี่ กั เปน็ อปุ สรรคสำ� คญั ของนกั ปฏบิ ตั ทิ ม่ี กี ารศกึ ษา
ในระดับสูง เพราะการศกึ ษาทางโลกท�ำให้คนคดิ มากขน้ึ รูจ้ กั เปรยี บเทยี บ วเิ คราะห์
วจิ ยั ใชเ้ หตผุ ล ซง่ึ มปี ระโยชนม์ ากในชวี ติ ประจำ� วนั แตโ่ ทษทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ กค็ อื ผรู้ มู้ าก
มกั สงสัยมาก นกั ปฏบิ ตั พิ วกนี้ตกเป็นเหย่ือของนิวรณ์ตวั น้ี จึงกลายเปน็ นกั ภาวนา
จับจด ไมเ่ อาจรงิ เอาจงั เพราะไมแ่ นใ่ จวา่ ถกู หรอื ผดิ แคลงใจว่าวิธกี ารหรอื เทคนคิ
ของตนไมถ่ ูกจริง สงสยั ในอาจารย์ สงสัยในความสามารถของตน วจิ ิกิจฉาก็เหมอื น
ไวรสั ทีท่ ำ� ให้การปฏบิ ตั ิหยดุ ชะงัก เมือ่ ลูกศษิ ย์ขส้ี งสยั ชอบมาถามปญั หากบั หลวงพ่อ
อย่างไม่รจู้ กั อมิ่ ท่านมกั ไมต่ อบค�ำถาม แต่จะบอกว่า
“ถา้ ผมตอบปญั หาเลก็ ๆ น้อยๆ ทกุ ปญั หาของท่าน ท่านกจ็ ะไม่มีทางรู้เทา่ ทัน
ถงึ การเกดิ ดบั ของความสงสยั ในใจทา่ น เป็นส่งิ จำ� เปน็ อย่างย่งิ ที่ทา่ นตอ้ งเรยี นรู้ทจี่ ะ
สำ� รวจตวั ท่านเอง สอบถามตวั ท่านเอง” และหลวงพ่อเตอื นสติว่า
“ปัญหาไมไ่ ด้จบดว้ ยคำ� พดู ของคนอื่น แตม่ นั จบด้วยการกระท�ำของตวั เราเอง”
“ถา้ เราสงสยั สงิ่ ทงั้ หลายทงั้ ปวง มนั กไ็ มเ่ ปน็ อนั อยอู่ นั กนิ หรอก เดยี๋ วกว็ งิ่ ไปตาม
ไอ้โนน่ บา้ งไอน้ ่บี ้าง ให้เรารูจ้ กั วา่ คนๆ นค้ี อื คนโกหก เราจับมันไว้ เร่อื งอารมณ์มัน
เป็นอยอู่ ย่างน้ี เปน็ ของไมแ่ น่นอน อยา่ วิ่งไปกบั มนั เลย รมู้ นั เฉยๆ อยนู่ น่ั แหละ ถา้ รู้
เชน่ น้ี มนั จะมปี ญั หาอื่นเกิดข้นึ มาอีก เรากร็ ับรู้สง่ิ ทม่ี นั เกดิ ขึน้ มาน้ี มนั ถึงจะสบายใจ
ถ้าเราไปว่งิ ตามสิง่ ทเี่ ราสงสยั มนั กไ็ มส่ บายใจ มนั จะเกิดมากกว่านี้ขึ้นไป ทา่ นจงึ วา่
อยา่ ไปยดึ มั่นถือม่ัน”
นกั ปฏบิ ตั บิ างคนภาวนาไปแล้วก็สงสยั วา่ ตนเองไดท้ �ำไปถึงข้นั ไหนแล้ว และ
บรรลุอะไรหรอื อยู่ระหว่างไหน ในขณะท�ำสมาธิ เรอื่ งนี้หลวงพ่อชแี้ จงว่า
“มนั ไมม่ ปี ้ายบอกเหมอื นทางจะเข้าวดั ป่าพงนี้หรอก” แลว้ ทา่ นอธิบายต่อวา่
249
“อย่างผลไมผ้ ลหนงึ่ นะ โยมเอามาถวายอาตมา รสผลไมม้ นั หวานอาตมากร็ ้จู กั
มนั หอมก็รูจ้ กั ร้จู กั ทกุ อย่าง แตว่ ่ามนั ขาดอยู่อยา่ งหนง่ึ คอื ไม่รูจ้ ักช่ือของผลไมว้ ่า
ชอ่ื อะไร อนั นกี้ เ็ หมอื นกนั ไมใ่ ชข่ องจำ� เปน็ อะไรหรอก ถา้ เรารจู้ กั วา่ ชอ่ื นนั้ ๆ มนั กไ็ มเ่ พมิ่
ความหวานข้ึนมาอกี มันกอ็ ยแู่ คน่ ั้นแหละ อันน้ันก็ให้เห็นวา่ ถงึ เหตุทค่ี วรจะรู้กใ็ ห้รู้
แตว่ า่ ไมร่ ชู้ อื่ ของมนั กไ็ มเ่ ปน็ ไร รสของมนั เรารมู้ นั แลว้ เชน่ วา่ เรากำ� ขามนั ไวท้ งั้ สองขา
แล้วมันจะไปตรงไหนกใ็ ห้มนั ไปเถอะ อยา่ งนน้ั จะเปน็ ชอ่ื ของแอปเป้ลิ หรอื อะไรกช็ ่าง
รสมันเราร้แู ลว้ เรอื่ งชอ่ื มนั ก็ไม่จ�ำเป็นเท่าไหร่ ถา้ มีใครมาบอกกร็ บั ไว้ แต่ถา้ ไม่มี
ใครมาบอกกไ็ มเ่ ดอื ดร้อน”
อีกโอกาสหนึ่ง หลวงพ่อปลอบใจลูกศิษย์ชาวต่างประเทศซึ่งมักเป็นพวกช่าง
สงสัยดงั นี้
“ความสงสัยน้นั เป็นเร่ืองปกติธรรมดา ทกุ คนเรม่ิ ต้นดว้ ยความสงสัย ทา่ นอาจ
ได้เรยี นร้อู ยา่ งมากมายจากความสงสยั นนั้ ทีส่ ำ� คญั ก็คือ ทา่ นอยา่ ถอื เอาความสงสยั
นนั้ เปน็ ตน นนั่ คอื อยา่ ตดิ ขอ้ งอยกู่ บั มนั ซง่ึ จะทำ� ใหจ้ ติ ใจของทา่ นหมนุ วนเปน็ วฏั ฏะ
อนั ไมม่ ที สี่ น้ิ สดุ แทนทจ่ี ะเปน็ เชน่ นนั้ จงเฝา้ ดคู วามเกดิ ดบั ของความสงสยั ของความ
ฉงนสนเทห่ ์ ดวู า่ ใครคอื ผทู้ สี่ งสยั ดวู า่ ความสงสยั นนั้ เกดิ ขนึ้ และดบั ไปอยา่ งไร แลว้ ทา่ น
จะไมต่ กเปน็ เหยอ่ื ของความสงสยั อกี ตอ่ ไป ทา่ นจะกา้ วพน้ ความสงสยั ออกมาได้ และ
จติ ของทา่ นก็จะสงบ
ทา่ นจะเหน็ วา่ สง่ิ ทงั้ หลายเกดิ ขน้ึ และดบั ไปอยา่ งไร จงปลอ่ ยวางสงิ่ ตา่ งๆ ทที่ า่ น
ยังยดึ มั่นอยู่ สลัดทงิ้ ความสงสยั ของทา่ น และเพยี งแตเ่ ฝา้ ดู นค้ี อื ทสี่ น้ิ สุดของความ
สงสัย”
แกค้ วามคิดเห็น
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเป็นเง่ือนไขอันส�ำคัญย่ิงในการเจริญสัมมาสมาธิ
ฉะนั้นหลวงพ่อต้องคอยแก้ไขความเห็นผิดของลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอ พร้อมท้ังให้
เหตผุ ลและก�ำลงั ใจในการประพฤติปฏบิ ัติในทางท่ถี ูกตอ้ ง
250
บญุ น้อยวาสนาน้อย
คนท่ัวไปมักเห็นงานภาวนาเป็นเร่ืองเหลือวิสัยของปุถุชน และเห็นว่าผู้ที่จะมา
จับงานน้ีได้ต้องสร้างสมอบรมบารมีมานาน แต่ทุกๆ ค�ำสอนของหลวงพ่อแย้งกับ
ความคิดเห็นเช่นว่านี้ โดยชี้ให้เห็นชัดลงไปว่า งานภาวนาเป็นเรื่องจ�ำเป็นของคน
ทกุ เพศทุกวยั ไม่จำ� กัดเฉพาะพระสงฆผ์ ูอ้ อกจากเรือนแลว้ และการภาวนานนั่ แหละ
คือการสร้างบุญสรา้ งวาสนา
“การทำ� สมาธนิ ้ี บางคนไมไ่ ด้ตามปรารถนาแลว้ กเ็ ลกิ ก็หยุด หาว่าตนไม่มีบญุ
วาสนา แตว่ ่าไปท�ำชัว่ ได้ บารมีช่ัวทำ� ได้ บารมดี ๆี ท�ำไมค่ อ่ ยได้ เลิกเลย มนั เปน็ กนั
เสยี อยา่ งน้ีแหละ พวกเราไปเข้าขา้ งแตอ่ ย่างน้นั ละ่ ”
ใจรอ้ น
สมยั นี้เป็นสมยั กดปุ่ม คนส่วนมากถอื ว่า ท�ำอะไรลงไป ยง่ิ เร็ว ย่ิงง่าย กย็ งิ่ ดี
แต่หลวงพอ่ แยง้ กระแสโลกน้ีว่า
“การภาวนาเขา้ หาความสงบระงบั นน้ั ไม่เหมือนสวิตชไ์ ฟฟ้า กดปุ๊บจะใหแ้ สง
มนั จา้ ขน้ึ มาเลย ประโยคแหง่ การกระทำ� ความเพยี รนน้ั จะใหข้ าดวรรคตอนไมไ่ ด้ ธรรม
ทงั้ หลายเกิดมาเพราะเหตุ เมื่อเหตดุ บั แลว้ ผลจึงดบั ”
“ตอ้ งคอ่ ยๆ ทำ� คอ่ ยๆ ปฏบิ ตั ิ ไมใ่ ชว่ า่ จะเอาวนั สองวนั ใหไ้ ด้ ใหเ้ หน็ เมอ่ื วานซนื
มีนักศึกษามาปรึกษา จะไปหัดภาวนากรรมฐาน นั่งสมาธิมันไม่สบาย มันไม่สงบ
มาหาหลวงพอ่ จะใหห้ ลวงพอ่ ชารจ์ แบตเตอรใ่ี ห้ นอ่ี นั นตี้ อ้ งพากนั พยายามทำ� ไปเรอ่ื ยๆ
คนอนื่ บอกมันไมร่ จู้ ัก จะต้องไปพบดว้ ยตนเอง ไม่ตอ้ งเอาให้มากหรอก เอาน้อยๆ
แต่เอาทุกวัน แล้วก็เดินจงกรมทุกวัน มันจะมากจะน้อยก็ท�ำทุกวัน แล้วก็เป็นคน
พดู นอ้ ย แลว้ กด็ ูจติ ของตวั เองตลอดเวลา เม่อื ดจู ติ ของตัวเองอะไรมันจะเกดิ ขึ้นมา
มันจะสุขหรือมันจะทุกข์อะไรเหล่าน้ี ก็บอกปฏิเสธมันเสียว่า เป็นของไม่แน่นอน
เปน็ ของหลอกลวงทง้ั น้นั ”
251
“บางคนก็ไม่เคยท�ำ เมื่อมาท�ำวัน ๒ วนั ๓ วนั ก็ไมส่ งบ ก็เลยนกึ ว่า เราทำ�
ไมไ่ ด้ เราต้องคดิ วา่ เม่อื เราเกดิ มาเคยถกู สอนหรือยัง เราเคยท�ำความสงบหรือเปล่า
เราปลอ่ ยมานานแลว้ ไมเ่ คยฝกึ หดั มนั มาฝกึ ชว่ั ระยะเวลาหนงึ่ อยากใหม้ นั สงบ อยา่ งนน้ั
เหตุมันไม่พอ ผลมันก็ไม่มี เป็นเร่ืองธรรมดา เป็นเร่ืองอันตัวเราท่านท้ังหลายจะ
หลดุ พน้ ต้องอดทน การอดทนเปน็ แม่บทของการประพฤติปฏิบตั ิ”
“พระพทุ ธเจ้าสอนอย่าใหม้ ันชา้ อยา่ ให้มันเร็ว ท�ำจิตใจใหพ้ อดี การประพฤติ
ปฏบิ ตั นิ ไ้ี มต่ อ้ งเดอื ดรอ้ น ถา้ มนั เดอื ดรอ้ น เรากต็ อ้ งพจิ ารณา เชน่ วา่ เราจะปลกู ตน้ ไม้
ตน้ หนงึ่ ขนึ้ มา ตน้ ไมท้ จ่ี ะปลกู นนั้ กม็ อี ยู่ กข็ ดุ หลมุ กป็ ลกู เอาตน้ ไมม้ าวางลงหลมุ นน้ั
กเ็ ปน็ หนา้ ทข่ี องเราจะพนู ดนิ จะใหป้ ยุ๋ จะใหน้ ำ�้ จะรกั ษาแมลงตา่ งๆ กเ็ ปน็ เรอื่ งของเรา
เปน็ หนา้ ทขี่ องเรา คนจะทำ� สวนตอ้ งทำ� อยา่ งน้ี ทนี เ้ี รอื่ งตน้ ไมม้ นั จะโตเรว็ โตชา้ ของมนั
นน้ั นะ่ มนั ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งของเรา มนั เปน็ เรอื่ งของตน้ ไม้ ถา้ เราไมร่ จู้ กั หนา้ ทกี่ ารงานของตวั
แล้ว มันก็ไปท�ำงานท�ำหนา้ ทขี่ องต้นไม้ มันกท็ ุกขข์ องเรา หน้าทข่ี องเราก็ให้ปุ๋ยมันไป
ให้น�้ำมันไป รักษาแมลงไม้ไป เท่านี้ ส่วนต้นไม้จะโตเร็วโตช้าเป็นเร่ืองของต้นไม้
ถ้าเราร้จู กั หนา้ ทกี่ ารงานของเราเช่นน้ี ภาวนากส็ บาย ถ้าเราคดิ เชน่ น้ี การปฏิบัติของ
เรากส็ บาย ง่าย สะดวก ไมด่ ้นิ รนกระวนกระวาย”
“นงั่ มนั สงบกด็ คู วามสงบไป ทมี่ นั ไมส่ งบกด็ คู วามไมส่ งบไป ทม่ี นั สงบนนั้ กเ็ ปน็
เรื่องของจิตมนั เปน็ อยา่ งนน้ั ไม่ไดเ้ ปน็ อย่างอื่น มันสงบแล้วมันก็สงบไป ถ้าไมส่ งบ
กไ็ มส่ งบไป เราจะไปทกุ ขเ์ พราะมนั ไมส่ งบไมไ่ ด้ เราจะไปดใี จเพราะจติ สงบมนั กไ็ มถ่ กู
เราจะไปเสียใจเพราะจิตไม่สงบก็ไม่ถูกเหมือนกัน เราจะไปทุกข์กับต้นไม้ได้หรือ
ไปทกุ ขก์ บั แดดไดห้ รอื ไปทกุ ขก์ บั ฝนไดห้ รอื ไปทกุ ขก์ บั อยา่ งอน่ื ไดห้ รอื มนั เปน็ เรอ่ื ง
ของมันอย่อู ย่างนัน้
ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้แล้ว การภาวนาของพระโยคาวจรน้ันก็สบายแล้ว เดินทาง
เร่ือยๆ ไป ปฏิบัติไป ท�ำธุระหน้าที่ของเราไป เวลาพอสมควรเราก็ท�ำของเราไป
สว่ นจะไดจ้ ะถงึ หรอื มนั สงบนน้ั กเ็ ปน็ วาสนาบารมขี องเรา เหมอื นกบั ชาวสวนปลกู ตน้ ไม้
หนา้ ทข่ี องเราใสป่ ยุ๋ กใ็ สม่ นั ไป รดนำ�้ กร็ ดมนั ไป รกั ษาแมลงกร็ กั ษามนั ไป เรอื่ งตน้ ไม้
252
จะโตเร็วโตช้าไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเร่ืองของต้นไม้ ละปล่อยทั้งสองอย่างนี้ รู้จัก
หนา้ ทข่ี องเรา รจู้ กั หนา้ ทขี่ องตน้ ไม้ มนั ถงึ เปน็ ชาวสวนทมี่ คี วามสดชน่ื ดฉี นั ใด ผมู้ ปี ญั ญา
ผู้ท่ีภาวนาในพุทธศาสนาน้ีก็เหมือนกันฉันน้ัน พอจิตคิดเช่นนี้ ความพอดีมันก็ต้ัง
ขึ้นมาเอง”
ต้งั ใจมาก เป้าหมายสงู
หลวงพอ่ เตอื นอยเู่ สมอวา่ เราไม่ไดป้ ฏบิ ตั ิเพอื่ จะได้ เราปฏบิ ัติเพ่ือละ คือถ้า
ปฏบิ ัตเิ พือ่ อยากไดน้ นั่ อยากเป็นน่ี ความอยากน้นั ย่อมพานกั ปฏิบัตไิ ปส่ภู พสู่ชาตอิ ยู่
เรอื่ ยไป ไม่เปน็ ไปเพ่อื การหลุดพ้น “การก�ำหนดตัง้ ใจท�ำสมาธินี้ บางครั้ง บางคน
ตั้งใจเกนิ ไป บางคนถงึ กับอธษิ ฐานเลย จดุ ธปู ปักลงไป กราบลงไป ถา้ ธปู ดอกนี้
ไม่หมดข้าพเจา้ จะไมล่ ุกจากท่นี ง่ั เปน็ อันขาด มนั จะล้ม มันจะตาย มันจะเปน็ อยา่ งไร
ก็ช่างมัน จะตายอยู่ท่ีน่ีแหละ พออธิษฐาน ต้ังใจปุ๊บกน็ ่ัง พญามารมนั กเ็ ขา้ มารมุ เลย
นงั่ แพลบ็ เดยี วเท่าน้นั เลยลืมตาดสู กั หน่อย โอโ้ ฮ! ยังเหลอื เยอะ กัดฟนั เขา้ ไปอกี
มนั รอ้ นมนั รนมันวนุ่ มนั วาย ไม่รู้ว่าอะไรอกี เต็มทแี่ ลว้ ถึงนกึ วา่ มันจะหมด ลมื ตา
ดูอีก โอโ้ ฮ! ยังไมถ่ งึ ครึ่งเลย สองทอดสามทอดกไ็ มห่ มด เลยเลิกเสียเถิด เกดิ ไม่ท�ำ
นั่งคิดอาภัพอับจน แหมตัวเองมันโง่เหลือเกิน มันอาภัพ มันอย่างโน้นอย่างนี้
นงั่ เป็นทุกขว์ ่าตัวเองเปน็ คนไมจ่ ริง เป็นคนอัปรยี ์ คนจัญไร คนอะไรต่ออะไรวนุ่ วาย
ก็เลยเกดิ นวิ รณ์ นีก้ ็เรยี กวา่ ความพยาบาทเกิด ไม่พยาบาทคนอนื่ กพ็ ยาบาทตวั เอง
อันน้ีก็เพราะอะไร เพราะความอยาก ความเป็นจริงนั่นนะ ไม่ต้องท�ำถึงขนาดน้ัน
หรอก ความตง้ั ใจน่ะ คือตง้ั ใจในการปลอ่ ยวาง ไม่ต้องตัง้ ใจในการผูกมัดอย่างน้นั ”
อยากรอู้ ยากเห็น
หลวงพอ่ สอนใหล้ ูกศิษย์ภาวนาเพื่อทำ� จติ ให้สงบ แลว้ พิจารณาไตรลักษณ์เพือ่
ปล่อยวางความยึดม่ันถือมน่ั ในอารมณ์ เชน่ เดียวกบั ทพี่ ระพทุ ธองคต์ รสั สอนเฉพาะ
แต่เรื่องทกุ ข์ และความส้นิ ไปแห่งทกุ ข์ ท่านไมแ่ นะนำ� ให้ร้เู ห็นมากไปกวา่ เรื่องเหล่าน้ี
253
ครง้ั หนง่ึ มลี กู ศษิ ยม์ ากราบเรยี นถามวา่ ทำ� ไมเวลานง่ั สมาธิ ตวั เขาไมเ่ คยเหน็ แสง
เหน็ สอี ะไรอยา่ งที่ไดย้ ินคนอน่ื พดู กัน หลวงพอ่ เลยยอ้ นถามวา่
“เหน็ แสงหรอื ? เหน็ ทำ� ไม? เราอยากจะเห็นแสงเพื่ออะไร? ถ้าอยากเหน็ แสงก็
ดูนัน่ ซิ ไฟฟ้านั้นมนั สวา่ งแล้ว นน่ั แหละแสง” แลว้ ท่านก็อบรมต่อไปว่า
“คนนงั่ ภาวนา สว่ นมากจะเป็นอย่างนี้ อยากจะเห็นสเี ห็นแสง อยากเห็นเทวดา
เหน็ สวรรคน์ รกอะไรอยา่ งนนั้ เราอยา่ ไปตดิ ตรงนนั้ บางคนนง่ั ภาวนาไปไดห้ นอ่ ยเดยี ว
สงสยั เสยี แลว้ เราไดฌ้ านสองฌานสามฌานสแี่ ลว้ กระมงั ชอบคดิ กนั อยา่ งน้ี อยา่ เลย
อยา่ ไปท�ำอย่างน้ัน”
เปล่ยี นอริ ยิ าบถเทา่ นัน้
งานสมาธิภาวนานั้นหลวงพ่อเน้นให้ปฏิบัติอย่างมีสติต่อเนื่องในอิริยาบถท้ังสี่
ยืน เดิน นง่ั และนอน ไมจ่ ำ� กัดการเจรญิ สมาธเิ ฉพาะในเวลาน่งั หลบั ตาแตถ่ ่ายเดียว
“การภาวนากรรมฐานนไี้ มใ่ ชก่ ารยนื ไมใ่ ชก่ ารเดนิ ไมใ่ ชก่ ารนงั่ ไมใ่ ชก่ ารนอนนะ
แตต่ อ้ งใหก้ ารยนื การเดนิ การนงั่ การนอนเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ เพราะเราจะอยนู่ ง่ิ ๆ ไมไ่ ด้
เราจะยืนกด็ ี ยืน เดิน นง่ั นอน นีอ้ าศยั อะไร? อาศัยปญั ญาใหเ้ กิดขน้ึ ใหม้ ีความ
ถกู ตอ้ ง อาการทมี่ นั จะถกู ตอ้ งคอื ความเห็นที่ถูกต้องนน้ั นะ่ เรียกว่าปญั ญา มนั จะเกิด
เมื่อไรก็ได้ เมื่อเรานอนก็ได้ นั่งก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ อิริยาบถท้ังสี่ประการน้ี
เราอาจจะคดิ ชวั่ กไ็ ด้ อาจจะคดิ ดกี ไ็ ด้ อาจจะคดิ ถกู กไ็ ด้ อาจจะคดิ ผดิ กไ็ ด้ ในอริ ยิ าบถ
ทั้งสนี่ ้ี สาวกทั้งหลายประพฤตปิ ฏบิ ัติส�ำเร็จมรรคผลอริ ิยาบถ ยืน เดิน น่ัง นอนได้
ทง้ั นน้ั เช่นน้นั การภาวนานี้อาศยั การยนื การเดิน การน่ัง การนอน เปน็ หลกั ทเี่ อาไป
รวมกนั ตรงไหน? ไปรวมตรงความเหน็ ใหม้ นั ถกู ตอ้ งเปน็ สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาทฏิ ฐคิ วาม
เหน็ ชอบเกดิ ขึน้ มา สมั มาสังกัปโปความดำ� รมิ ันกถ็ กู ตอ้ ง การเลยี้ งชพี ก็ถูกต้อง ฯลฯ
ฉะน้ันเราต้องเปลี่ยนค�ำพูดเสียดีกว่า เปล่ียนเป็นว่าเราไม่ได้ออกจากสมาธิ
เราเปลี่ยนอิริยาบถเทา่ น้ัน สมาธิคือความต้งั ใจ เมอื่ เราออกจากสมาธมิ าแลว้ กใ็ หม้ ี
254
ความมน่ั ใจในสตอิ นั นน้ั ในสมั ปชญั ญะอนั นนั้ ในอารมณอ์ นั นน้ั ในการกระทำ� เชน่ นน้ั
ตลอดเวลา
เมอ่ื หากวา่ เราเลกิ จากการทำ� สมาธแิ ลว้ ถา้ หากเราเขา้ ใจวา่ เลกิ จากการงานแลว้
อยา่ งนไี้ มถ่ กู ให้เรามี วริ ิยารัมภะ ปรารภความเพียรของเราอยู่เสมอ ใหม้ ีจิตปรารภ
ในการงานของเรา ในการกระท�ำของเรา ในสติสัมปชัญญะของเราอยเู่ สมอ การท�ำ
สมาธินัน้ จงึ จะเจริญ”
ดกี ว่าหมานิดหนอ่ ย
การยกหชู หู างเป็นอาการต่นื เตน้ แบบโลกแบบสงสารทเี่ ขาเปน็ กนั เกิดจากการ
ได้พบไดเ้ ห็นสงิ่ แปลกๆ ใหมๆ่ ในขณะภาวนา และไปหลงยึดติดอยกู่ บั ส่งิ เหล่านัน้
หลวงพ่อเรียกว่าหลงอารมณ์ ท่านสอนให้นักภาวนาก�ำหนดรู้ และวางอารมณ์น้ัน
ลงเสีย
“การปฏิบัติของเรานี้อย่าให้มันยกหูชูหาง อย่าให้ยึดถือเป็นอะไรๆ ขึ้นมา
ให้เป็นไปด้วยความสงบระงับ ไม่ต้องทะเยอทะยานอยากได้อยากเป็นอะไรท้ังน้ัน
บางคนพอปฏบิ ตั ไิ ป เหน็ อะไรบา้ งแลว้ กถ็ อื เปน็ จรงิ เปน็ จงั วา่ ตวั ได้ ตวั เปน็ อะไรขนึ้ มา
จรงิ ๆ อยา่ งนนั้ มนั ไมถ่ กู เคยมอี ยคู่ รง้ั หนงึ่ ทวี่ ดั ของหลวงพอ่ เภา วนั หนงึ่ มแี มช่ รี ปู หนง่ึ
มาหาทา่ น มาบอกทา่ นวา่ ดฉิ นั ไดเ้ ปน็ พระโสดาบนั แลว้ นะหลวงพอ่ ทา่ นไดย้ นิ แมช่ วี า่
อยา่ งนน้ั ทา่ นจงึ ตอบไปวา่ เออ ดกี วา่ หมานดิ หนอ่ ยวะ่ พอทา่ นวา่ อยา่ งนน้ั พระโสดาบนั
กห็ น้างอกลบั ไป นม่ี นั เป็นกนั เสียอย่างน้ี มันผิดทางท้ังนนั้ แหละ เราปฏบิ ัติอย่าให้
หหู างมนั เกิดขนึ้ เลย เป็นอะไรแล้วกใ็ ห้มันแลว้ กันไป เปน็ พระโสดาบนั แลว้ ก็ให้มนั
แลว้ ไป เปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ กใ็ หม้ นั แลว้ ไป อยงู่ า่ ยๆ ทำ� ประโยชนไ์ ปเรอื่ ยๆ อยทู่ ไ่ี หน
กอ็ ยู่ไปไดเ้ ปน็ ปกติ ไมต่ ้องไปโอ้อวดถือวา่ เราได้ เราเป็นอะไรๆ ท้งั นั้น แตส่ มัยน้ี
ถา้ คนเปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ อยไู่ มค่ อ่ ยเปน็ สขุ คดิ วา่ เราเปน็ พระอรหนั ต์ กพ็ ดู ใหใ้ ครๆ
ฟังไปเรอ่ื ย อยูท่ ีไ่ หนกไ็ ม่ได้ ในคร้ังพทุ ธกาล ถ้าท่านเปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ ท่านอยู่
ไมย่ ากหรอก ไมเ่ หมือนกับคนทุกวนั นี้”
255
อทิ ธฤิ ทธ์ิ ปาฏหิ าริย์
บางคนปฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ยตณั หา อยากเปน็ ผวู้ เิ ศษ อยากไดอ้ ำ� นาจศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ และ
ในวงกรรมฐานมีหลายรูปที่ได้ผ่านประสบการณ์อันแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์
แตห่ ลวงพอ่ กลบั ไม่ยอมพดู เรื่องเหลา่ นี้เลย ทัง้ ๆ ทท่ี า่ นไดผ้ ่านของประเภทนีม้ ามาก
เพราะทา่ นมงุ่ ทจี่ ะอบรมลกู ศษิ ยใ์ หเ้ กดิ ปญั ญา ไมต่ อ้ งการใหเ้ พลดิ เพลนิ ยดึ มนั่ ถอื มนั่
ในสิ่งใดเลย แต่ก็มีบางคร้ังเวลานั่งสนทนากับพระเณรอย่างเป็นกันเอง ท่านอาจ
จะเล่าเร่ืองแปลกให้ฟัง เพื่อความบันเทิงในธรรม แต่ท่านเตือนด้วยว่าส่ิงเหล่านี้
ไมแ่ นน่ อน โลกยี ฌานมแี ลว้ อาจเสอ่ื มได้ อาจทำ� ใหห้ ลงได้ มโี ทษมากกวา่ คณุ ลงทา้ ย
แลว้ ท่านมักจะพูดวา่
“เล่าใหฟ้ ังเฉยๆ หรอก อยา่ เอาเลย อยา่ ไปสนใจมัน”
ครง้ั หนง่ึ ตอนทห่ี ลวงพอ่ จารกิ ไปประเทศองั กฤษในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ทา่ นไดส้ นทนา
ธรรมกับพระมหาเถระชาวศรีลังการูปหนึ่ง และวาระหน่ึงเมื่อได้ปรารภกันเร่ืองนี้
พระมหาเถระรปู นน้ั กถ็ ามวา่ ทเ่ี มอื งไทยมใี ครสนใจเรอ่ื งอทิ ธฤิ ทธป์ิ าฏหิ ารยิ ห์ รอื เปลา่
หลวงพ่อตอบวา่
“ผทู้ อ่ี ยากไดป้ าฏหิ ารยิ ์ อยากมฤี ทธอิ์ ยา่ งนน้ั กม็ ี แตผ่ มเหน็ วา่ การปฏบิ ตั อิ ยา่ งนนั้
ไมต่ รงตอ่ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธเจา้ ใหป้ ฏบิ ตั ิละความโลภ ละความโกรธ
ละความหลง พวกท้งั หลายเหล่าน้ี ปฏบิ ัตเิ อาความโลภ ปฏบิ ัติเอาความโกรธ ปฏบิ ัติ
ไปตามความหลง”
นมิ ิต – สะเก็ดของความสงบ
เมอื่ จติ ของผภู้ าวนาเขา้ สสู่ ภาวะอนั สงบ อาจจะเกดิ มมี โนภาพตา่ งๆ ขนึ้ มา สงิ่ เหลา่ นี้
เรยี กกนั วา่ นมิ ติ หลวงพอ่ เปน็ ผผู้ า่ นประสบการณด์ า้ นนมิ ติ มามาก และทา่ นมเี มตตา
ใหอ้ ุบายสอนศษิ ยใ์ หร้ ูเ้ ท่าทนั นมิ ติ ที่กำ� ลังเกิดข้นึ ในระหวา่ งการฝกึ สมาธิภาวนา
256
“เมื่อลงนง่ั สมาธถิ ้าเกดิ นมิ ติ ตา่ งๆ เช่น เหน็ นางฟ้า เป็นตน้ เมื่อเหน็ อย่างนัน้
ใหเ้ ราดเู ราเสยี กอ่ นวา่ จติ มนั เปน็ อยา่ งไร อยา่ ทง้ิ หลกั น้ี จติ ตอ้ งสงบมนั จงึ เปน็ อยา่ งนนั้
นิมิตที่มันเกิดข้ึนอย่าอยากให้มันเกิด อย่าไม่อยากให้มันเกิด มันมาก็พิจารณามัน
แล้วอย่าหลงมัน ให้นกึ วา่ มนั ไม่ใช่ของเรา นก้ี ็เปน็ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา เชน่ ถงึ มัน
จะเปน็ อยกู่ ็อยา่ เอาใจใส่มนั เม่ือมันยังไมห่ ายใหต้ ั้งใจใหม่ ก�ำหนดลมหายใจมากๆ
สดู ลมเข้ายาวๆ หายใจออกยาวๆ อย่างน้อย ๓ คร้ังก็ตดั ได้ ตัง้ ก�ำหนดใหม่เร่อื ยไป
สง่ิ เหลา่ นอี้ ยา่ วา่ เปน็ ของเรา สง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ เพยี งนมิ ติ คอื ของหลอกลวง มนั ใหเ้ ราชอบ
มนั ใหเ้ รารกั มันให้เรากลวั นิมติ เปน็ ของหลอกลวง ใจเรามันไม่แน่นอน ถ้าเห็นแล้ว
อยา่ ไปหมายมั่น ไมใ่ ช่ของเรา อย่าว่งิ ตามนมิ ติ เห็นนิมิตให้ดูนเ่ี ลย อยา่ ทง้ิ หลักเดิม
ของมัน ถ้าท้ิงตรงน้ีไปว่ิงตามมัน ลืมตัวเองเป็นบ้าไปได้ ไม่กลับมาพูดกับตัวเอง
เพราะหนจี ากคอกมนั แลว้ ให้เชอื่ ตวั เองแนน่ อน เห็นอะไรมาก็ดูจิตตวั เอง ถ้านมิ ติ
เกิดข้นึ มา มันต้องสงบมนั จงึ เปน็ ถา้ เปน็ มาให้เขา้ ใจว่าสิง่ เหล่านม้ี ใิ ชข่ องเรา
นมิ ิตน้ีใหป้ ระโยชนแ์ กค่ นมปี ัญญา เพยี รท�ำไปจนเราไมม่ ีความตน่ื เต้นในนมิ ติ
มนั อยากเกิดกเ็ กดิ ไมก่ ลวั มัน เชือ่ ใจได้อยา่ งนไ้ี มเ่ ปน็ ไร ทแี รกเราต่นื ของน่าดมู ันก็
อยากดู ความดีใจเกิดขน้ึ มาอย่างนี้กห็ ลง ไมอ่ ยากใหม้ นั มีมนั ก็มี ไมร่ ้จู ะท�ำอยา่ งไร
ปฏิบตั ิน่ี นกี่ เ็ ปน็ ทกุ ข์ มนั อยากดีใจก็ชา่ งมนั ใหเ้ รารคู้ วามดใี จนัน่ เองวา่ ความดีใจนี้
ก็ผิด ไมแ่ น่นอนเชน่ กัน แกม้ ันอยา่ งนี้ อยา่ ไปแก้วา่ ไม่อยากใหม้ นั ดีใจ มนั ท�ำไมจงึ
ดใี จ”
นอกจากไปหลงรกั หลงชอบกับมันแลว้ นกั ภาวนาอาจจะเกิดอาการสะดงุ้ กลวั
ต่อนิมิต หลวงพ่อใหก้ �ำลงั ใจว่าไม่อันตราย
“ใหเ้ ตรยี มใจไวว้ า่ ไมม่ อี ะไรทำ� อนั ตรายเราได้ ถา้ หากเกดิ อะไรขนึ้ ในขณะภาวนา
ถา้ เราตกใจ เรากห็ ยดุ ตงั้ สตไิ วว้ า่ ไมม่ อี นั ตราย แลว้ กป็ ลอ่ ยวางมนั เสยี อยา่ ไปตามมนั
ถา้ เราจะยกเอามาพจิ ารณากไ็ ด้ ดเู หตผุ ลของมนั ถา้ เราผา่ นสงิ่ เหลา่ นบี้ อ่ ยๆ ครง้ั แลว้
เราก็จะไมต่ นื่ เต้นอะไร จะเป็นเรือ่ งธรรมดาๆ ไมม่ อี ะไร”
257
โยมคนหนึ่งกราบเรยี นทา่ นวา่ ขณะนั่งสมาธิเห็นร่างกายของตวั เองปรากฏเปน็
โครงกระดูกสีขาวลอยอยูข่ า้ งหนา้ ดังนี้ ทา่ นจึงไขความใหก้ ระจา่ งว่า
“อันนน้ั เขาเรยี กวา่ อุคคหนิมิต ขยายรปู ขยายแสง ขยายให้ใหญก่ ไ็ ด้ ขยาย
ให้เล็กก็ได้ ขยายให้สั้นก็ได้ ขยายให้ยาวก็ได้ เรื่องเราขยาย ความเป็นจริงน้ันก็
จติ ทม่ี นั สงบแล้ว กพ็ อแล้ว เป็นฐานของวปิ สั สนาแล้ว ไม่ต้องขยายอะไรมันมากมาย
พอทว่ี ่ามนั มีฐานะจะใหป้ ัญญาเกดิ ก็พอแลว้ เมื่อปญั ญาเกิด อะไรป๊บุ มันเกิดข้นึ มา
มนั แกป้ ญั หาของมนั ไดแ้ ลว้ มนั มปี ญั หามนั กต็ อ้ งมเี ฉลย อารมณอ์ ะไรทมี่ นั เกดิ ขน้ึ มา
ปุบ๊ เปน็ ต้น มนั เป็นปญั หามา เม่อื เห็นปญั หากเ็ ห็นเฉลยพร้อม มนั กห็ มดปัญหาแลว้
อันน้ีความรู้มันส�ำคัญ อะไรท่ีปัญหามันเกิด แต่เฉลยไม่เกิดก็แย่เหมือนกันนะ
ยังไม่ทันมัน ฉะน้ันไม่ต้องคิดอะไรมาก เม่ือมีปัญหาข้ึนมาปุ๊บเฉลยก็พร้อม เป็น
ปจั จุบันอย่างนี้ นี้เป็นปญั หาที่ส�ำคัญทีส่ ุด อะไรที่เราไมไ่ ดน้ กึ ไม่ไดค้ ิด แต่ปญั หา
มนั ก็เกิดข้ึนมาป๊บุ มนั มีตัวเฉลยพรอ้ ม ไม่ตอ้ งไปควา้ เอาตรงนน้ั ไม่ต้องไปคว้าเอา
ตรงน้ี เอาตรงน้ันก็พอแล้ว ให้เราคุมสตเิ ราใหด้ วี ่า มันใหญ่เกนิ ขนาดไหม มันเลก็
เกนิ ขนาดไหม เมอ่ื กำ� หนดเขา้ ไปถงึ ทสี่ ดุ แลว้ กก็ ำ� หนดเขา้ ไปขา้ งใน อยา่ วง่ิ ไปขา้ งนอก
ถา้ วิ่งไปตามขา้ งนอกมันจะขยายตวั ไปเรื่อยๆ เด๋ยี วก็เปน็ หมู เด๋ยี วก็เปน็ หมา เด๋ยี วก็
เป็นมา้ เดี๋ยวกเ็ ปน็ ชา้ ง เดีย๋ วเปน็ โนน่ เดยี๋ วกล็ ุกขึน้ มาไลก่ นั เทา่ นั้นแหละ ใหม้ ันรู้วา่
เปน็ นิมติ สะเกด็ ของความสงบ มนั เกดิ ขึน้ จากทีส่ งบนน้ั มนั เปน็ อยา่ งน้ัน อาจจะ
เกิดนิมติ อย่างนีม้ นั ต้องสงบแล้วมนั จึงจะเกดิ อย่างน้นั เม่อื เกดิ แลว้ ก็ดมู ัน เมื่อเรา
อยากใหม้ นั หายกอ็ ยา่ วง่ิ ตามมนั เรารแู้ ลว้ วา่ มนั เกดิ เปน็ นมิ ติ อยา่ งนน้ั กก็ ำ� หนดกลบั
เข้ามาในจติ มนั ก็หายได้”
สัมมาสมาธิในไตรสกิ ขา
หลวงพ่อได้อธิบายสรุปอานิสงส์ของสมาธิในส่วนท่ีช่วยค�้ำศีล และปัญญา
ให้สมบรู ณ์ครบองค์แหง่ ไตรสิกขา วา่
258
“เมื่อจิตสงบแล้ว มันจะเป็นการสังวรส�ำรวมเข้าด้วยปัญญา ด้วยก�ำลังสมาธิ
มันจะเป็นก�ำลังช่วยศีลให้บริสุทธ์ิข้ึนมาก เม่ือศีลบริสุทธิ์มากแล้วก็จะช่วยให้สมาธิ
เกดิ ขึน้ มามาก เมอื่ สมาธิเกิดเต็มที่แลว้ มันจะชว่ ยใหเ้ กดิ ปญั ญามาก จนกวา่ มรรค
คอื ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นก้อนเดยี วกันแลว้ ท�ำงานสม่�ำเสมอ อนั น้เี ปน็ ก�ำลงั
ทำ� ให้เกิด วิปสั สนา คอื ปัญญา
เมอื่ รวบยอดเข้ามา มนั จะมศี ลี มีสมาธิ มีปญั ญา คอื การสงั วรส�ำรวมท่มี ีอยู่
ในกิจการของตนนั้นกเ็ รยี กวา่ ศีล ศลี สงั วร ความตัง้ ใจมน่ั อย่ใู นความสังวรสำ� รวม
ในข้อวัตรของเราน้ัน ก็เรียกว่ามันเป็นสมาธิ ความรอบรู้ท้ังหลายในกิจการท่ีเรามี
อยู่นั้นกเ็ รยี กวา่ ปญั ญา พูดง่ายๆ กค็ อื จะมีศลี จะมสี มาธิ จะมปี ญั ญา ศีลก็ดี สมาธิ
ก็ดี ปัญญากด็ ี เมื่อมนั กล้าข้ึนมา มันก็คอื มรรค น่ีแหละคือหนทาง ทางอน่ื ไม่ม”ี
สมาธคิ อื อะไร
แม้ในกรณีท่ีหลวงพ่อกล่าวถึงเร่ืองละเอียดอ่อนท่ีเป็นนามธรรม ท่านก็ยังใช้
ภาษาง่ายๆ และตรงไปตรงมา ในการสอนเร่อื งสมาธิท่านมักพดู ถงึ อาการของความ
สงบระงบั ทป่ี รากฏแก่จิตตามความเปน็ จริง มากกวา่ หลักการท่บี ัญญัตไิ วใ้ นต�ำรา
“ถา้ มนั ชดั แจง้ ในความสงบ เมอื่ มอี ารมณม์ าผา่ น มนี มิ ติ ขน้ึ มาผา่ น กไ็ มไ่ ดส้ งสยั
ว่าเคลม้ิ ไปหรือเปล่าหนอเมอื่ ก้นี ้ี หลงไปหรือเปลา่ หนอเมอื่ กนี้ ้ี ลมื ไปหรือเปล่าหนอ
เมือ่ ก้ีนี้ หลบั ไปหรือเปล่าหนอเม่อื กี้น้ี จิตขณะนไ้ี ม่ได้สงสัย หลบั ก็ไมใ่ ช่ตนื่ กไ็ ม่ใช่
นีม่ นั คลมุ เครือ เรียกวา่ มันมั่วสมุ อย่กู ับอารมณ์ ไม่แจม่ ใส เหมือนกนั กบั พระจนั ทร์
เข้ากอ้ นเมฆ มองเห็นอยู่แลว้ แตม่ ันไม่แจ้ง มัวๆ ไมเ่ หมอื นกบั พระจนั ทรอ์ อกจาก
ก้อนเมฆน้ัน แจ่มใสสะอาด จิตเราสงบ มีสติสัมปชัญญะรอบคอบสมบูรณ์แล้ว
จึงไม่สงสัยในอาการท้งั หลายที่เกดิ ขน้ึ จะหมดจากนวิ รณ์จริงๆ รวู้ ่าอนั ใดเกดิ ขน้ึ มา
เปน็ อนั ใดหมดทกุ อยา่ ง รแู้ จง้ เรอื่ งตามเปน็ จรงิ ไมไ่ ดส้ งสยั อนั นนั้ เปน็ ดวงจติ ใสสะอาด
สมาธถิ ึงขดี แลว้ เป็นเช่นน้ัน”
259
“ระยะหลงั ๆ มากเ็ ปน็ ไปในรปู อย่างน้ีท�ำนองนี้ เป็นเรอื่ งธรรมดาของมัน ถา้ จติ
แจ่มแจ้งผ่องใสแล้ว ไม่ต้องไปถามว่าง่วงหรือไม่ง่วง ใช่หรือไม่ ทั้งหลายเหล่าน้ี
มนั กไ็ มม่ อี ะไร ถา้ มนั ชดั เจนกเ็ หมอื นเรานง่ั ธรรมดาอยา่ งนเ้ี อง นงั่ เหน็ ธรรมดา หลบั ตา
ก็เหมือนลืมตา เหน็ ในขณะหลับตากเ็ หมอื นลมื ตามาเห็น ทกุ อยา่ งสารพดั ไมม่ ีความ
สงสยั เพยี งแต่เกิดอศั จรรยข์ นึ้ ในดวงจิตของเราว่า เอ๊ะ สง่ิ เหลา่ น้ีมนั ก็เป็นของมนั
ไปได้ มนั ไมน่ า่ จะเปน็ ไปได้ มนั กเ็ ปน็ ของมนั ได้ อนั นจ้ี ะวพิ ากษว์ จิ ารณม์ นั เองไปเรอ่ื ยๆ
ทง้ั มปี ตี ิ ทง้ั มีความสุข มคี วามอมิ่ ใจ มีความสงบ เป็นเชน่ นั้น ตอ่ น้นั ไปจิตมนั จะ
ละเอยี ดไปยงิ่ กวา่ นนั้ มนั กจ็ ะทงิ้ อารมณข์ องมนั ไปได้ วติ กยกเรอ่ื งขนึ้ มากจ็ ะไมม่ ี และ
วิจารมันก็จะหมดจะเหลือแตค่ วามอ่มิ ใจ อิ่มไมร่ ู้วา่ อิ่มอะไร แตม่ นั อ่มิ เกดิ ความสขุ
กบั อารมณเ์ ดยี วนี้ มนั ทง้ิ ไป วติ ก วจิ าร มนั ทงิ้ ไป ทงิ้ ไปไหน ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งทงิ้ จติ เราหดตวั
เขา้ มา คอื มนั สงบ เรอื่ งวติ ก วจิ าร มนั เปน็ ของหยาบไปแลว้ มนั เขา้ มาอยใู่ นทน่ี ไี้ มไ่ ด้
กเ็ รยี กวา่ ทง้ิ วติ ก ทงิ้ วจิ าร ทนี จี้ ะไมม่ คี วามวติ ก ความยกขน้ึ มาวจิ าร ความพจิ ารณาไมม่ ี
มีแตค่ วามอ่มิ มคี วามสขุ และอารมณ์เดยี วเสวยอยอู่ ยา่ งนน้ั ”
“ทเี่ ขาเรยี กวา่ ปฐมฌาน ทตุ ยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน เราไมไ่ ดว้ า่ อยา่ งนน้ั
เราพูดถึงแต่ความสงบ วติ ก วจิ าร ปีติ สุข เอกคั คตา ตอ่ ไปนกี้ ็ทิง้ วติ ก วิจาร
เกิดข้ึนมาแล้วก็ท้ิงไปเหลือแต่ปีติกับสุข เอกัคคตา ต่อไปก็มีแต่โน้นถึงปลายมัน
เหลอื แตส่ ขุ เอกคั คตา กบั อเุ บกขา เฉยอยา่ งนี้ อนั นมี้ นั สงบแลว้ มนั จงึ เปน็ นเ้ี รยี กวา่
กำ� ลงั ของจติ อาการของจติ ทไ่ี ดร้ บั ความสงบแลว้ ถา้ เปน็ อยา่ งนมี้ นั ไมง่ ว่ ง ความงว่ งเหงา
หาวนอนมันเขา้ ไม่ได้ นิวรณท์ ้ัง ๕ มนั หนหี มด วจิ ิกิจฉา ความสงสยั ลังเล อจิ ฉา
พยาบาท ฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญ น!ี่ เหล่าน้ีไม่มแี ลว้ น่มี ันค่อยเคล่ือนไปเปน็ ระยะอยา่ งนัน้
นี้อาศัยการกระท�ำให้มาก เจริญใหม้ าก”
ส�ำคญั ทสี่ ติ
สตเิ ปน็ ธรรมอนั เอก ทจ่ี ะคอยประคององคส์ มาธใิ หเ้ ดนิ ไปในแนวสมั มาปฏปิ ทา
ขอ้ นห้ี ลวงพ่อท่านเน้นไวห้ นักหนา
260
“สงิ่ ทรี่ กั ษาสมาธไิ วไ้ ดค้ อื สติ สตนิ เ้ี ปน็ ธรรม เปน็ สภาวธรรมอนั หนงึ่ ซง่ึ ใหธ้ รรม
อนั อน่ื ๆ ทง้ั หลายเกดิ ขนึ้ โดยพรอ้ มเพรยี ง สตนิ ค้ี อื ชวี ติ ถา้ ขาดสตเิ มอ่ื ใดกเ็ หมอื นตาย
ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เป็นคนประมาท ในระหว่างขาดสตินั้น พูดไม่มีความหมาย
การกระท�ำไม่มีความหมาย ธรรมคือสติน้ี คือความระลึกได้ในลักษณะใดก็ตาม
สตเิ ปน็ เหตใุ หส้ มั ปชญั ญะเกดิ ขน้ึ มาได้ เปน็ เหตใุ หป้ ญั ญาเกดิ ขนึ้ มาได้ ทกุ สง่ิ สารพดั
ธรรมท้ังหลายถ้าหากว่าขาดสติ ธรรมท้ังหลายนั้นไม่สมบูรณ์ อันน้ีคือการ
ควบคมุ การยนื การเดนิ การนง่ั การนอน ไมใ่ ชแ่ ตเ่ พยี งขณะนง่ั สมาธเิ ทา่ นน้ั แมเ้ มอ่ื
เราออกจากสมาธไิ ปแลว้ สตกิ ย็ งั เปน็ สงิ่ ประจำ� ใจอยเู่ สมอ มคี วามรอู้ ยเู่ สมอ เปน็ ของ
ทมี่ ีอยู่เสมอ ทำ� อะไรกร็ ะมดั ระวงั เมื่อระมดั ระวงั ทางจิตใจ ความอายมันกเ็ กิดข้ึนมา
การพูด การกระทำ� อนั ใดท่ไี ม่ถกู ต้อง เราก็อายขึ้น อายขน้ึ เมอื่ ความอายมกี ำ� ลังกล้า
ขึน้ มา ความสงั วรกม็ ากขน้ึ ด้วย เมื่อความสังวรมากขึน้ ความประมาทก็ไมม่ ี”
“น่ถี ึงแมว้ า่ เราจะไมไ่ ด้น่ังสมาธอิ ย่ตู รงน้นั เราจะไปไหนกต็ าม อนั นมี้ ันอยใู่ น
จิตของตัวเอง มนั ไม่ไดห้ นีไปไหน นีท่ า่ นว่าเจริญสติ ท�ำใหม้ าก เจรญิ ใหม้ าก อันน้ี
เป็นธรรมะคุ้มครองรักษา กิจการท่ีเราท�ำอยู่หรือท�ำมาแล้ว หรือก�ำลังจะกระท�ำอยู่
ในปัจจุบันน้ี เปน็ ธรรมะท่ีมคี ณุ ประโยชนม์ าก ใหเ้ รารู้ตวั ทุกเม่ือ ความเหน็ ผดิ ชอบ
มันก็มีอย่ทู ุกเมื่อ เมื่อความเห็นผดิ ชอบมอี ยเู่ กดิ ขน้ึ อยู่ทุกเม่ือ ความละอายก็เกดิ ขึน้
จะไม่ท�ำสง่ิ ทีผ่ ิดหรือส่งิ ท่ีไม่ดี เรยี กว่า ปญั ญาเกิดขึ้นแล้ว”
แม้ในการเจริญปัญญา สติในแง่ของการระลึกรู้อยู่ในความไม่แน่ก็เป็นปัจจัย
อนั ส�ำคัญอย่างหนึง่
“ก็ใหร้ ู้วา่ อนั นี้มนั ไมแ่ นน่ อนอยา่ งนเ้ี รอื่ ยไปเถอะ แลว้ ปญั ญามนั จะเกิดหรอก
แตอ่ ยา่ ไปคดิ ออกหนา้ มนั นะ ใหด้ ไู ปเถอะใหม้ นั รู้ ถา้ หากเรารมู้ นั จะมารายงานเราหรอก
มนั ก็คลา้ ยๆ คนเข้าไปในบ้านทม่ี หี น้าตา่ งอยู่ ๖ ชอ่ ง แลว้ กม็ คี นๆ เดยี วเข้าไปอยู่
ในนัน้ เราไปดูหน้าต่าง กม็ ีคนโผล่ออกไป ทางโน้นกม็ ีคนโผลอ่ อกไป มนั ก็ไอ้คนๆ
เดยี วกันนะ่ แหละ ไมใ่ ชค่ น ๖ คน คนๆ เดยี วมันไปโผลท่ ่ัวถงึ กนั หมดทัง้ ๖ ช่อง
261
คนๆ เดยี วกเ็ รยี กวา่ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เปน็ ของไมแ่ นน่ อนทง้ั นน้ั นเี้ ปน็ อารมณ์
ของวปิ สั สนา จะตดั ความสงสยั ท้ังหลายออกไปได้”
มจิ ฉาสมาธิ และสมั มาสมาธิ
แมวเฝ้ารูหนูก็มีสมาธิ นักย่องเบาก็มีสมาธิ แต่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ
ของสัตวเ์ ดยี รัจฉาน ไม่ใชบ่ ่อเกดิ แห่งปญั ญา พระพทุ ธองค์ทรงเรยี กวา่ มจิ ฉาสมาธิ
หลวงพอ่ อธิบายวา่
“สมาธิทง้ั หลายเหลา่ น้ี แบ่งเปน็ มจิ ฉาสมาธิอยา่ งหน่งึ คอื เป็นสมาธใิ นทางทผ่ี ดิ
เปน็ สมั มาสมาธอิ ยา่ งหนงึ่ คอื สมาธใิ นทางทถี่ กู ตอ้ ง นก่ี ใ็ หส้ งั เกตใหด้ ี มจิ ฉาสมาธคิ อื
ความทจ่ี ิตแน่วแนเ่ ขา้ สูส่ มาธิ เงยี บหมด ไมร่ ้อู ะไรเลย ปราศจากความรู้ น่ังอยู่ ๒
ชั่วโมงก็ได้ กระทัง่ ท้งั วนั กไ็ ด้ แตจ่ ติ ไมร่ วู้ ่ามันไปถึงไหน มนั เปน็ อยา่ งไร ไมร่ เู้ รือ่ ง
น้ีสมาธิอันนี้เป็นมิจฉาสมาธิ มันก็เหมือนมีดที่เราลับให้คมดีแล้ว แต่เก็บไว้เฉยๆ
ไม่เอาไปใช้ มนั กไ็ มเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไร อยา่ งนัน้ เปน็ ความสงบทีห่ ลง คอื ไม่ค่อย
รู้เนื้อรู้ตัว เห็นว่าถึงที่สุดแล้วก็ไม่ค้นคว้าอะไรอีกต่อไป จึงเป็นอันตรายเป็นข้าศึก
ในขนั้ น้นั เปน็ อันตราย หา้ มปญั ญาไม่ให้เกิด ปัญญาเกดิ ไมไ่ ด้ เพราะขาดความรู้สกึ
รับผิดชอบ
ส่วนสัมมาสมาธิท่ีถูกต้อง ถึงแม้จะมีความสงบไปถึงแค่ไหน ก็มีความรู้อยู่
ตลอดกาล ตลอดเวลา มีสตสิ มั ปชัญญะสมบรู ณ์ บริบูรณ์ ร้ตู ลอดกาล นเี้ รียกวา่
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่ให้หลงไปในทางอื่นได้ น้ีก็ให้นักปฏิบัติเข้าใจไว้ให้ดี
จะทง้ิ ความรนู้ นั้ ไมไ่ ด้ จะตอ้ งรแู้ ตต่ น้ จนปลายทเี ดยี ว ถงึ จะเปน็ สมาธทิ ถี่ กู ตอ้ ง ขอให้
สงั เกตใหม้ าก”
และอีกโอกาสหนง่ึ หลวงพ่อพูดถึงสมาธิสองอยา่ งอกี นยั หนง่ึ
“ความสงบนมี้ ีสองประการคือ ความสงบอยา่ งหยาบอยา่ งหน่งึ และความสงบ
อยา่ งละเอยี ดอกี อยา่ งหนงึ่ อยา่ งหยาบนนั่ คอื เกดิ จากสมาธทิ เี่ มอื่ สงบแลว้ กม็ คี วามสขุ
262
แลว้ ถอื เอาความสขุ เปน็ ความสงบ อกี อยา่ งหนงึ่ คอื ความสงบทเ่ี กดิ จากปญั ญา นไ้ี มไ่ ด้
ถือเอาความสุขเป็นความสงบ แต่ถือเอาจิตท่ีรู้จักพิจารณาสุขทุกข์เป็นความสงบ
ความสงบจึงไม่ใช่ความสุข ฉะนั้นความสงบท่ีเกิดจากปัญญานั้นจึงไม่ใช่ความสุข
แต่เป็นความสงบ เพราะว่าความสุขทกุ ขน์ ีเ้ ปน็ ภพ เป็นชาติ เปน็ อุปาทาน จะไม่พน้
จากวัฏสงสารเพราะติดสุขติดทุกข์ ความสุขจึงไม่ใช่ความสงบ ความสงบจึงไม่ใช่
ความสขุ ฉะนั้นความสงบท่ีเกดิ จากปัญญานน้ั จงึ ไม่ใช่ความสขุ แต่เปน็ ความรเู้ หน็
ตามความเปน็ จรงิ ของความสขุ ความทกุ ข์ แลว้ ไมม่ อี ปุ าทานมนั่ หมายในสขุ ทกุ ขท์ ม่ี นั
เกดิ ข้ึนมา ท�ำจติ ใหเ้ หนอื สขุ เหนอื ทุกขน์ ้ัน ท่านจงึ เรยี กว่าเป็นเป้าหมายของพระพุทธ
ศาสนาอยา่ งแท้จรงิ ”
ระดบั ของสมาธิ
ในวงกรรมฐาน ท่านมักกลา่ วว่าความสงบมี ๓ ระดบั
ขณิกสมาธิ คอื สมาธชิ วั่ ขณะ เปน็ ความสงบข้นั ตน้ ในการภาวนา พอสำ� หรบั ใช้
ในการเลา่ เรียน ทำ� การงานให้ได้ผลดี ทำ� ให้จิตใจสงบสบายเพราะได้พกั ช่วั คราว
อุปจารสมาธิ คือสมาธิเฉียดฌาน จวนจะแน่วแน่ระงับนิวรณ์ทั้งห้าได้แล้ว
แตจ่ ะเหมือนไก่ในเล้า ไมน่ งิ่ เลยทเี ดยี ว
อปั ปนาสมาธิ คอื ขน้ั ทจ่ี ติ ตงั้ มนั่ อยา่ งสนทิ แนว่ แน่ เมอ่ื จติ อม่ิ ตวั อยา่ งเตม็ ทแี่ ลว้
กถ็ อนออกจาก อปั ปนา กลบั มาสขู่ นั้ อปุ จารสมาธิ ซง่ึ เปน็ ขนั้ ทจ่ี ติ จะทำ� งานทางปญั ญา
ได้ดที ส่ี ดุ
“สมมุตวิ ่ามีครอบแก้วอันหน่ึงแลว้ จิตของเราไปอยใู่ นน้นั ไมอ่ อกจากวงอนั น้ัน
แต่วา่ มันยงั มีอารมณ์อยู่ ยังมีขอบเขต คือวา่ อารมณย์ ังเขา้ ไดบ้ ้างแตม่ ีขอบเขต ไมว่ ่งิ
ไปตามอารมณ์ มหี ลกั อยบู่ ้าง อยใู่ นวงจ�ำกัด อันน้ีคือ อุปจารสมาธิ จติ ต้องอาศยั
อุปจารสมาธิ คือ ก�ำหนดเข้าไปสู่ความสงบแล้วพอสมควร ถอนออกมารู้อาการ
ภายนอก ดอู าการภายนอกใหเ้ กดิ ปัญญา
263
อนั นด้ี ยู ากสกั หนอ่ ย เพราะมนั คลา้ ยๆ จะเปน็ สงั ขารความปรงุ แตง่ เมอื่ มคี วามคดิ
เกิดขึ้นมาเราอาจเห็นว่าอันนี้มันไม่สงบ ความเป็นจริงความรู้สึกนึกคิดในเวลาน้ัน
มันรู้สกึ อยใู่ นความสงบ พิจารณาอยู่ในความสงบแล้วก็ไมร่ ำ� คาญ บางทีกย็ กสังขาร
ขน้ึ มาพจิ ารณา ทยี่ กขนึ้ มาพจิ ารณานนั้ ไมใ่ ชว่ า่ คดิ เอาหรอื เดาเอา มนั เปน็ เรอื่ งของจติ
ทเ่ี ป็นขึ้นมาเองของมัน อนั นีเ้ รยี กว่าความร้อู ยใู่ นความสงบ ความสงบอยใู่ นความรู้
ถ้าเป็นสงั ขารความปรุงแต่งจติ มนั กไ็ มส่ งบ มนั ก็ร�ำคาญ แต่อันน้ไี มใ่ ชเ่ รอื่ งปรงุ แต่ง
มันเป็นความรสู้ กึ ของจิตท่ีเกดิ ขึ้นจากความสงบ เรียกว่า การพจิ ารณา น้ีปญั ญาเกดิ
ตรงน้”ี หลวงพ่อกล่าวถึงเร่อื งสมาธจิ ากประสบการณ์ของท่าน
สมาธิทกุ ขน้ั มีความสำ� คัญ มีหน้าทอี่ ยูใ่ นตัวของมัน จะทงิ้ อนั ใดอันหน่งึ ไมไ่ ด้
ดังจะเหน็ ได้จากค�ำอธิบายของหลวงพอ่ ระหว่างการสนทนากบั อุบาสกคนหนง่ึ
อุบาสก : ถ้าท�ำสมาธินี้เอาแต่ ขณิกสมาธิ ก็พอ ไม่จ�ำเป็นต้องไปยิ่งกว่าน้ี
ใชไ่ หมครับ
หลวงพอ่ : กไ็ มเ่ ปน็ ไรอยา่ งนน้ั คอื หมายความวา่ มนั ตอ้ งเดนิ ไปถงึ กรงุ เทพฯ กอ่ น
วา่ กรงุ เทพฯ มนั เปน็ อย่างน้ี อยา่ ไปถึงแต่โคราชซิ ถึงแม้ว่าจะไปอยูโ่ คราชก็ให้มนั
ถึงกรุงเทพฯ มันจะเหน็ วา่ ออ้ ! เมอื งโคราชเจริญแค่น้ัน คอื ไปใหถ้ งึ เมอื งกรงุ เทพฯ
กอ่ นและเรากผ็ า่ นอบุ ลราชธานดี ว้ ย ผา่ นโคราชดว้ ย ผา่ นกรงุ เทพฯ ดว้ ย คอื เรยี กวา่
สมาธิน่ะ ขณิกสมาธิ อัปปนาสมาธิ มันจะถึงท่ีก็ให้มันถึงท่ี มันจึงจะรู้จักโคตร
ของสมาธิวา่ มนั เปน็ อยา่ งไร อัปปนาสมาธิ นม่ี นั มากกวา่ อปุ จารสมาธิ ไปแค่โคราช
เท่าน้นั
อุบาสก : อปั ปนาสมาธิ นม่ี ากกว่า อปุ จารสมาธิ
หลวงพอ่ : อปุ จาระมนั ไปแคโ่ คราชเทา่ นนั้ แตม่ นั เทยี วไปเทยี วมา อปุ จารสมาธิ
ขณกิ สมาธิ น้ีเข้าไปวง่ิ อุปจารสมาธิ มนั ไมเ่ ข้าไป มันเดนิ ไปเดนิ มา ขณะจิตของเรา
มันคิดไปคิดมาอยู่ แต่คิดอยู่ในความสงบ บางทีคิดไปคิดมาก็เข้าไปหยุดอยู่แต่
ขณะหนึง่ เมื่อเขา้ ไปถึง อปั ปนาสมาธิ นะ่ มันทง้ิ ขณิกสมาธิอปุ จารสมาธิ ทิง้ ไปหมด
264
เขา้ ไปอยโู่ นน่ ตรงนม้ี นั พน้ จากสงิ่ ทง้ั หลาย แตว่ า่ มนั กเ็ ปน็ ผลของ ขณกิ สมาธิ ดว้ ยนะ
และกเ็ ป็นผลของอปุ จารสมาธิดว้ ย มนั ตอ้ งผา่ นน่ี ถา้ ไม่ผ่านไมไ่ ด้ถึงโน่น
อบุ าสก : แลว้ เราจะรไู้ ดอ้ ยา่ งไรวา่ มนั ถงึ ไหนแลว้ ขณกิ ะ อปุ จาระ หรอื อปั ปนา
หลวงพ่อ : มันจะเปน็ อปั ปนาสมาธิ หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอใหม้ นั รู้แจ้งในใจ
ของเราวา่ มนั สงบไดก้ แ็ ล้วกนั ให้มนั รูช้ ดั เจนวา่ ใจเราหยดุ ไดจ้ ริง เชื่อม่ันวา่ จติ ใจ
ของเราเป็นจิตใจอันผ่องใสหรือไม่ ต้องรับรองด้วยตนเอง เท่านี้ก็ไม่ต้องไปสงสัย
แลว้ วา่ มนั จะเปน็ อปั ปนา หรอื ขณกิ ะ หรอื อะไร อยา่ ไปคดิ มนั เลยเสยี ประโยชนเ์ ปลา่ ๆ
มาเอาใจของเรา เอาความจรงิ ของเราดีกวา่ เมื่อไรมันยงั ไมเ่ ป็นเราก็ยังตอ้ งทำ� เมอ่ื ไร
มันยังไมเ่ ห็นเราก็ต้องฝึกอยู่นน่ั แหละ
สมถะและวิปัสสนา
สมถะ (หรือสมาธิ) คอื ความตง้ั ม่นั แห่งจิต และวปิ สั สนา (หรือปัญญา) คอื
ความรแู้ จง้ สองค�ำนี้ใชก้ นั แพร่หลายในวงกรรมฐาน จนเกดิ ความเหน็ แบ่งแยกเปน็
สองฝักสองฝ่าย เรื่องบทบาทความสำ� คัญและความสัมพันธ์กัน ระหว่างสมถะกับ
วปิ สั สนา บางสำ� นกั เนน้ เรอ่ื งสมถะ บางส�ำนกั สอนแตว่ ปิ ัสสนาล้วน
ส�ำหรับหลวงพ่อท่านมิได้แบ่งแยกสมถะและวิปัสสนาออกจากกัน หรือให้
ความส�ำคญั ระหว่างสองส่งิ มากน้อยตา่ งกนั แต่ทว่าค�ำสอนของท่านโยงใยใหเ้ ห็นว่า
ธรรมสองข้อนมี้ ีความสัมพันธ์กนั อยา่ งไร และมีองค์คณุ เก่ียวเน่อื งกนั เช่นไร
“สมาธิ (สมถะ) และปัญญา (วปิ สั สนา) นี้ต้องควบค่กู นั ไป เบื้องแรกจติ จะ
เข้าถงึ ความระงับโดยอาศัยวธิ ีทำ� สมาธภิ าวนา จติ จะสงบอยไู่ ดโ้ ดยเฉพาะขณะทีท่ า่ น
น่ังหลับตาเท่านั้น น่ีคือสมถะ และอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญาหรือ
วิปัสสนาไดใ้ นทสี่ ุด แล้วจิตก็จะสงบ ไมว่ ่าทา่ นจะนัง่ หลับตาอยหู่ รอื เดินอยใู่ นเมือง
ทว่ี นุ่ วาย เปรยี บเหมอื นกบั วา่ ครง้ั หนง่ึ ทา่ นเคยเปน็ เดก็ บดั นท้ี า่ นเปน็ ผใู้ หญ่ แลว้ เดก็
กบั ผใู้ หญน่ เี้ ปน็ บคุ คลเดยี วกนั หรอื เปลา่ ทา่ นอาจจะพดู ไดว้ า่ เปน็ คนคนเดยี วกนั หรอื
265
ถา้ มองอกี แงห่ นง่ึ ทา่ นกจ็ ะพดู ไดว้ า่ เปน็ คนละคนกนั สมถะกบั วปิ สั สนากอ็ าจจะพดู กนั
ไดว้ า่ แยกออกจากกนั ในทำ� นองเดยี วกนั หรอื เปรยี บเทยี บอาหารกบั อจุ จาระ อาจจะ
เรยี กไดว้ ่าเป็นส่งิ เดยี วกนั และถ้ามองอีกแงห่ น่งึ กอ็ าจจะเรยี กได้ว่าเปน็ คนละสง่ิ กัน”
คำ� ว่า สงบจติ และ สงบกเิ ลส เป็นนิยามที่หลวงพอ่ เลอื กเฟ้นมาใชแ้ ทนคำ� ว่า
สมถะและวปิ สั สนาไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล เพราะสามารถชนี้ ำ� เขา้ ถงึ หวั ใจแหง่ การปฏบิ ตั ิ
กรรมฐานได้เป็นอย่างดี
“ถ้าพูดถึงสมถะก็คือที่เรียกว่า มันสงบจิต เม่ือเราท�ำสมาธิเราเข้าไปสงบจิต
เร่ืองสงบจิตน้ีอายุมันน้อย อายุมันสั้น ตรงนี้มันไม่สบายมันถูกอารมณ์มาก เราก็
เข้าไปที่ใดที่หน่ึงท่ีมันสงบ แล้วก็เข้าไปสงบจิตอยู่ตรงน้ัน แต่ว่ากิเลสมันยังอยู่นะ
ไม่ใชเ่ ร่ืองสงบกิเลส ตรงนี้มนั แบ่งออกเสีย เร่อื งสงบจิตมนั เปน็ อย่างหนงึ่ เร่ืองสงบ
กเิ ลสนนั้ มันก็เปน็ อกี อยา่ งหนึ่ง
เรื่องจิตมันสงบน้ัน มันไม่ได้ยินอารมณ์อะไรมาพลุกพล่าน จิตมันก็สงบไป
ไดง้ า่ ย แต่หากว่ามีอะไรมาคกุ คามแล้วจติ มนั สงบไม่ได้ อันนี้คือมนั ยงั อยู่ มันปล่อย
ไมไ่ ด้ มนั วางไมไ่ ดต้ รงน้ี เรอ่ื งท่เี ขาสมมตุ ิวา่ เรอ่ื งสมถะหรอื วปิ สั สนา ถา้ เราพดู สว่ น
แยกออกมนั กแ็ ยกออก ถา้ พดู สว่ นรวมมนั กแ็ ยกของมนั ไมไ่ ด้ มนั ตดิ กนั อยอู่ ยา่ งนน้ั
มญี าตโิ ยมหรอื สหธรรมกิ เคยมาเรยี นถามวา่ ทกุ วนั นฝ้ี กึ ใหเ้ ขาทำ� วปิ สั สนาหรอื สมถะ
ผมไมร่ ู้ มันฝกึ ไปพรอ้ มๆ กนั ถา้ ตอบตามความเป็นจริงในเรือ่ งของจิตจะตอ้ งตอบ
อย่างนี้ คอื ฝึกไปพรอ้ มๆ กัน เพราะมนั เปน็ ไวพจนซ์ ่ึงกนั และกัน เม่อื มีความสงบ
ถา้ ไมม่ ปี ญั ญามนั กอ็ ยไู่ มไ่ ดน้ าน” หลวงพอ่ ใหค้ ำ� จำ� กดั ความสรปุ อยา่ งสนั้ ๆ แตช่ ดั แจง้
ในตวั วา่
“ปญั ญาคืออาการไหวตัวของสมาธิ เชน่ เดียวกบั ค�ำว่า นำ�้ ไหลนง่ิ คือสมถะและ
วปิ สั สนาของผ้มู สี มั มาปฏบิ ัติต้องประสานสอดคล้องไหลรินดุจกระแสนำ้� จิตใจของ
ผู้ประพฤติปฏิบัตินี้ เหมือนน�้ำนิ่งมันไหล ถ้าเปรียบเข้ามาในธรรมะก็คือมีสมาธิ
ความสงบท่ีประกอบดว้ ยปญั ญา มศี ีล มสี มาธิ มปี ญั ญา ไปน่งั ตรงไหนมันกน็ ง่ิ และ
266
มนั กไ็ หลอยู่ มนั เปน็ น�ำ้ ไหลนิง่ ทัง้ สมาธิ ทัง้ ปญั ญา ทั้งสมถะ ท้งั วปิ ัสสนา มนั จะ
บอกมันเลย มันอยตู่ รงนี้ ธรรมะเป็นอยา่ งน”้ี
สงบแลว้ เพียรตอ่
จติ ทอ่ี ม่ิ ตวั อยใู่ นความสงบอยา่ งพอควร จติ ทปี่ ราศจากนวิ รณร์ มุ เรา้ ทา่ นเรยี กวา่
เปน็ จติ ทอี่ ยใู่ นสภาพ ควรแกก่ ารงาน หลวงพอ่ มกั แนะนำ� ใหผ้ ภู้ าวนากำ� หนดเอาเรอื่ ง
กายคตาสติ มาเปน็ อารมณ์กรรมฐาน กค็ ือยกอาการ ๓๒ ของรา่ งกายมาพจิ ารณา
หรอื เอาเฉพาะ ๕ ประการแรก ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง หรืออาการใดอาการหนึง่
ก็ไดแ้ ล้วแต่ถนดั
“ไมต่ อ้ งไปเพง่ ภเู ขา ดนิ ฟา้ อากาศ ไมต่ อ้ งไปเพง่ คนเปน็ สนุ ขั ไมต่ อ้ งไปเพง่ สนุ ขั
ใหเ้ ปน็ คน ไมต่ อ้ งไปเพง่ อะไรตอ่ อะไรวนุ่ วาย มนั ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั เราเพง่ แตส่ ง่ิ ทใี่ หม้ นั
เกิดปัญญาเลย เราตอ้ งดศู รี ษะไปหาปลายเท้า จากปลายเทา้ ข้ึนมาหาศรี ษะ นม่ี ันคือ
อะไร ความจรงิ มนั แค่ไหน ท�ำไมคนมนั จึงไปยดึ มนั นักหนา มันเปน็ หว่ งเปน็ ใยอะไร
เพราะอะไร มีอะไรอยใู่ นน้ีบา้ ง เรามาคน้ สิง่ ทงั้ หลายเหล่านใี้ หร้ ้เู ทา่ ตามความจริงวา่
เออ! มนั กเ็ ท่านเ้ี อง เม่ือเหน็ เชน่ น้รี เู้ ช่นน้ีมนั กถ็ อนอปุ าทานออกมาเท่าน้นั แหละ ทีจ่ ะ
เขา้ ไปยดึ มัน่ ถือมัน่ วา่ แหม! อันนเี้ รารกั มนั ทีส่ ดุ อนั นี้เราเกลยี ดมันท่ีสดุ มนั กถ็ อน
ออกมา”
แมล้ กู ศษิ ยไ์ ดภ้ าวนาจนจติ ถงึ ความสงบระงบั เพยี งใดกต็ าม หลวงพอ่ กย็ งั ใหถ้ อื
สตสิ มั ปชญั ญะ ความรตู้ วั ทว่ั พรอ้ มภายในความสงบนน้ั เปน็ ธรรมอนั เอก ในการฝกึ
จติ ใหค้ นุ้ ตอ่ ไป นกั ปฏบิ ตั หิ ลายรปู หลายคนมกั มาถามทา่ นวา่ เมอื่ จติ สงบแลว้ ควรจะ
ทำ� อย่างไรต่อ
“รกั ษาของเกา่ นนั้ ไว้ แลว้ กท็ ำ� สตใิ หด้ ขี น้ึ สตใิ หม้ ากกวา่ อยา่ งอน่ื ไมผ่ ดิ การทำ�
เพียรทำ� ไปอย่างน้ี แตว่ ่าทม่ี ันพอสมควรแลว้ สติของเรามันก็ยงั ไมเ่ ตม็ ส่วนของมัน
เรากพ็ ยายามเพมิ่ ใหม้ สี ตมิ ากยงิ่ กวา่ นน้ั ใหม้ นั รเู้ ทา่ ทนั มนั ทกุ อยา่ ง เมอื่ สตเิ ราแจม่ แจง้
267
ขึ้นเมอื่ ใดนะ ความร้เู รามนั จะเกดิ ข้ึนมา เพราะเรามีสตอิ ยู่ อะไรผา่ นมาเรากร็ ู้ อันน้ี
แหละถา้ เรามสี ตอิ ย่จู ะให้เกิดปัญญา จะให้เราตามร้ตู ามเห็นกระจ่างออกไปได้
ถา้ เราไม่มีสตเิ ราก็ไม่รู้ มันไปถึงไหนอะไรกัน คือทำ� สตินนั่ แหละใหม้ ากขึ้นเทา่
ทเี่ ราจะทำ� ได้ สตนิ เ้ี องจะเปน็ คณุ คา่ อนั ไพศาล ทจี่ ะประคบั ประคองความรสู้ กึ ของเรา
ให้เข้าแนวทางอันสงบได้ สติน้ีก็คือพระพุทธเจ้าน่ันเอง จะช่วยประคับประคอง
ตกั เตอื นเรา อยา่ งพวกเรานกี้ เ็ รยี กวา่ คลา้ ยๆ พระพทุ ธเจา้ เพราะวา่ เมอ่ื เรามสี ตอิ ยนู่ ะ
มนั จะตน่ื มนั จะรู้ มนั จะเหน็ มนั จะไดส้ งั วร การสงั วรการสำ� รวมมนั กจ็ ะเกดิ ขนึ้ เพราะ
เรามีสตอิ ยู่ อะไรทยี่ งั มีกิเลสทมี่ นั อยูล่ ึกลับเปน็ ตน้ ทเ่ี รายังไม่เหน็ อย่นู น่ั ก็เพราะสติ
เรายงั ไมพ่ ร้อม มันกไ็ มเ่ หน็ มนั หลบไปได้ ถา้ เรามสี ติอยู่กระจา่ งขึน้ มาเม่อื ใด จิตใจ
หรอื ปัญญาของเรามนั จะผ่องใสขึน้
ฉะน้ันท่านจึงอย่าให้ไปม่ันหมายมัน ยึดม่ันถือม่ันว่าเป็นเราเป็นเขาในเร่ือง
ทั้งหลายเหล่าน้ีก็กระท�ำความเพียรของเรานี้ต่อไป ผมว่าเราก็ทำ� ไปอย่างน้ี ถ้าไม่มี
เรอื่ งอะไร เรากไ็ มต่ อ้ งพจิ ารณามนั อยเู่ ปน็ ปกติ เหมอื นอยา่ งเราเดนิ ไป เรากวาดบา้ น
เราก็กวาดของเราเร่ือยๆ ไป ถ้าไม่มใี ครมาเรียกเรา เรากไ็ ม่มองดู ถา้ มใี ครมาเรยี ก
อาจารย์ หอื แน่ รแู้ ลว้ มธี รุ ะ นอกนน้ั เรากก็ วาดบา้ นของเราไป มเี รอื่ งกจ็ งึ พจิ ารณามนั
ไม่มีเร่ืองก็ไม่พิจารณา พิจารณาแต่ความเป็นอยู่ของเรานี้ ให้รู้ไว้ มีสติอยู่อย่างนี้
เทา่ นั้น ถ้าไมม่ ีเรือ่ งกอ็ ยู่สบายของเราตามเคย แต่ไม่ใชป่ ล่อยนะ เราระวงั ของเราอยู่
ไมใ่ ชป่ ลอ่ ยทง้ิ อะไรผ่านมาเรารจู้ ัก ไม่ใชว่ า่ ไมร่ จู้ ัก ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั แตว่ า่ ไมต่ อ้ งค้น
คดิ อะไรมนั มาก แต่เมอ่ื มันมาสัมผสั ทางอายตนะอันใดแลว้ มันสมั ผสั แลว้ มนั กเ็ ป็น
เรือ่ งภายในของมัน ก็ตามดมู นั ไป ถ้าดไู ปๆ มนั ก็แค่นัน้ แหละ ก็กลับมาอย่ทู ีเ่ ก่า
ของเรา อยา่ หนีมนั ไปเดี๋ยวมนั จะพาเราไปสวรรค์ ไปนรกนะ ระวัง”
คดิ กบั พิจารณา
ปัญหาอกี ขอ้ หน่ึงท่ีนกั ปฏิบตั มิ กั สงสัยบอ่ ยๆ กค็ ือการพิจารณาคืออะไรกนั แน่
คอยสงสยั วา่ มนั ตา่ งกบั ความนกึ คดิ อยา่ งไร หลวงพอ่ ไดอ้ ธบิ ายเรอ่ื งนไ้ี วอ้ ยา่ งชดั แจง้
268
ในค�ำตอบที่ท่านให้กับนักปฏิบัติจากอเมริกาที่มากกราบนมัสการและสนทนาธรรมที่
วัดหนองปา่ พง
“ความคดิ อยา่ งหนง่ึ ความพจิ ารณาอยา่ งหนง่ึ คอื ความคดิ นนั้ จติ มนั ไมส่ า่ ยหรอก
มนั กค็ ดิ ของมนั ไปเรอ่ื ยๆ หยาบๆ ทนี เ้ี มอ่ื จติ สงบปบุ๊ มนั จะมคี วามรสู้ กึ เกดิ ความรสู้ กึ
อยา่ งหนง่ึ ขน้ึ มาคลา้ ยๆ ความคดิ แตม่ นั ไมใ่ ชค่ วามคดิ อนั นมี้ นั เกดิ มาจากความสงบ
ทีก่ ลน่ั กรองออกมาแลว้ มนั จะเปน็ ปัญญาออ่ นๆ ถา้ เรารู้ไม่ทนั มนั มันก็เป็นสังขาร
ถ้าเรารู้ทันมนั มนั ก็เปน็ ปญั ญา เป็นปัญญายังไง เมอ่ื อะไรมันร้เู กดิ ข้นึ มามันก็เห็น
วา่ เป็น อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา นเ่ี ปน็ ปญั ญา ถา้ เราปรุงแต่งคิดยงั ง้ันคิดยงั ง้ี นม่ี นั
เป็นสงั ขารแล้ว ไอค้ วามรอู้ ันน้นั มนั เกิดมาจากอวิชชาแลว้ มันจึงเปน็ อย่างนัน้ ถา้ เกดิ
มาจากวชิ ชาแลว้ กต็ ้องรู้จักปลอ่ ย อนิจจัง ทกุ ขัง อานตั ตา ปล่อยมันไปเร่อื ยๆ น่มี ี
ปัญญาแลว้ ควรใหม้ ตี รงนี้ อนั นแ้ี หละจะเปน็ วปิ สั สนาตอ่ ไป ตรงนเ้ี ริ่มแล้ว”
ถาม : “แล้วตอนน่ังจะร้ไู ด้ยังไงวา่ เป็นปญั ญาจรงิ หรือวา่ เป็นอวิชชา?”
หลวงพอ่ : “เปน็ ปญั ญาทแ่ี ทจ้ รงิ คอื มนั ไมไ่ ปยดึ หมายในอารมณอ์ นั นนั้ เหน็ แลว้
กไ็ มร่ ำ� คาญเปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เปน็ เรอ่ื งธรรมดาไมม่ อี ะไรแลว้ เมอ่ื กเิ ลสเกดิ
ขน้ึ มา ความรู้มากระทบมนั กห็ ายไปๆ ถ้าเป็นอวชิ ชากระทบมาจับเลย คอื เรือ่ งการ
ภาวนาน้ีมันมีสองอย่าง ท่านตรัสไว้ว่า มัน เจโตวิมุตติ อันหนึ่ง ปัญญาวิมุตติ
อันหน่ึงนะ ปัญญาวิมุตติ นั้นเรียกว่ามันเร็วมาก อย่างคนสองคนนี้จะเดินไปดู
ลวดลายซักอยา่ งหนง่ึ อยา่ งโยมก็ไปดูพรอ้ มกันน่นี ะ่ ดูห้านาทีพรอ้ มกนั น่ี เขา้ ใจเอา
มาทำ� เลย รู้ ทนี อี้ กี คนหนง่ึ จะตอ้ งมานงั่ คดิ ตรงนน้ั มนั ทำ� ยงั งน้ั กก็ ลบั ไปดอู กี ตรงนน้ั
มนั ทำ� ยงั งนั้ แนะ่ เจโตวมิ ตุ ติ ตอ้ งมาทำ� จติ ใหม้ นั มากๆ เสยี หนอ่ ยหนงึ่ ทำ� สมาธใิ หม้ าก
เสยี หนอ่ ยหนงึ่ โยมนไี่ มต่ อ้ งอะไรแลว้ นี่ ไปมองดเู ขา้ ใจแลว้ กม็ าทำ� ไมส่ งสยั กลบั มา
เขียนเลยท�ำเลย น่ี ปัญญาวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติและเจโตวิมุตติ นี้ก็ไปถึงที่
สุดเหมือนกัน แต่ว่ามีอาการต่างกัน มีอาการต่างกันอย่างไร ปัญญาวิมุตติน้ีมี
สตสิ ัมปชญั ญะรอบอยเู่ สมอเลย เมอ่ื เหน็ อะไรพน้ ขนึ้ มา รู้ รู้ มนั ปล่อยมนั วางง่าย
คนทเี่ จโตวมิ ตุ ตนิ เี่ หน็ ขน้ึ มาแลว้ ไมไ่ ด้ ตอ้ งไปนง่ั พจิ ารณา นก่ี ไ็ ปไดเ้ หมอื นกนั ใหร้ จู้ กั
269
จรติ ของเรา บางคนทอ่ี าจจะไมร่ จู้ กั วา่ มนั เปน็ สมาธดิ ว้ ย เราเดนิ ไปดไู ป สมาธคิ อื ความ
ตงั้ ใจมน่ั มนั มีอยู่ในตัวของมนั อยู่แล้ว ถา้ คนมปี ัญญาไมต่ ้องยาก ท�ำสมาธินี่พอเป็น
รากฐานเฉยๆ คลา้ ยๆ วา่ เขาเรียนกัน มศ.๓ น่ะ ม.๖ นะ ได้ ม.๖ ปุบ๊ แลว้ ก็แยกไป
จะไปเข้าตรงไหน ใครชอบอะไร ใครชอบเกษตรก็ไปเกษตร ใครชอบอะไรก็ไป
มันแยกตรงน้ีอย่างนี้ สมาธิก็เหมอื นกันอย่างนี้ มนั ไปอย่างนีก้ ไ็ ปถึงที่สุดของมัน”
อีกโอกาสหนึ่งหลวงพอ่ อธบิ ายเรื่องวิปสั สนาไวว้ ่า
“อาการทพ่ี จิ ารณาออกจากความสงบเหล่านี้แหละเรียกวา่ ปญั ญา เปน็ วิปสั สนา
ไม่ได้แต่งมันหรอก วิปัสสนาน้ีถ้ามีปัญญามันเป็นของมันเอง ไม่ต้องไปต้ังช่ือมัน
ถา้ มนั รู้แจ้งน้อยกเ็ รียกว่าวปิ ัสสนาน้อย ถ้ามนั รูอ้ กี ขนาดหน่งึ ก็เรยี กวา่ วิปสั สนากลาง
ถา้ มนั รตู้ ามความเปน็ จรงิ กเ็ รยี กวา่ วปิ สั สนาถงึ ทสี่ ดุ เรอื่ งวปิ สั สนานอ้ี าตมาเรยี กปญั ญา
การจะไปท�ำวิปัสสนา จะทำ� เอาเดี๋ยวนน้ั ๆ ท�ำไดย้ าก มันตอ้ งเดนิ มาจากความสงบ
เร่ืองมันเป็นเองทั้งหมดไม่ใช่เร่ืองเราจะไปบังคับ ใช้จิตท่ีสงบนั้นพิจารณาอารมณ์
รูปบ้าง เสยี งบา้ ง กลิ่นบ้าง รสบา้ ง โผฏฐพั พะบ้าง ธรรมารมณบ์ ้าง ที่เกดิ ขน้ึ ให้มา
พิจารณา ชอบหรือไม่ชอบต่างๆ นานาให้เป็นผู้รับทราบไว้ อย่าเข้าไปหมายใน
อารมณ์นน้ั ถา้ ดีกใ็ ห้รู้ว่าดี ถา้ ไมด่ ีกใ็ ห้ร้วู ่าไมด่ ี อนั นเ้ี ปน็ ของสมมตุ บิ ญั ญตั ิ ถ้าจะดี
จะชว่ั กเ็ ปน็ อนิจจัง ทกุ ขัง อนตั ตาทงั้ น้ัน เปน็ ของไม่แนน่ อน ไม่ควรยดึ ม่นั ถอื มนั่
อ่านคาถาน้ีไว้ด้วย ถ้าท�ำได้อย่างน้ีเรื่อยๆ ไป ปัญญาจะเกิดเอง อารมณ์นั้นเป็น
อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา ทง้ิ ใส่ ๓ ขุมน้ี น่ีเป็นแก่นของวปิ ัสสนา ท้งิ ใส่ อนจิ จัง ทกุ ขงั
อนัตตา ดีช่ัวร้ายอะไรก็ท้ิงมันใส่น่ี ไม่นานเราก็จะเกิดความรู้ความเห็นข้ึนมาใน
อนจิ จัง ทุกขัง อนัตตา เกดิ ปัญญาอ่อนๆ ขึ้นมา นั่นแหละเร่ืองภาวนา ใหพ้ ยายาม
ทำ� เรอ่ื ยๆ ใหร้ คู้ วามจรงิ เพอื่ ละ เพอื่ ถอน เพอื่ ความสงบ เมอ่ื หไู ดย้ นิ เสยี งดจู ติ ของเรา
มนั ผนั ผวนไปตามไหม มนั รำ� คาญไหม เทา่ นเี้ รากร็ ู้ ไดย้ นิ อยแู่ ตไ่ มร่ ำ� คาญ เอากนั ใกลๆ้
มไิ ด้เอาไกล เราจะหนีจากเสียงนนั้ หนไี ม่ได้หรอก ต้องหนีวิธีนจี้ งึ จะหนไี ด้ โดยเรา
ฝกึ จติ ของเราจนมนั่ อยใู่ นสงิ่ น้ี วางสงิ่ เหลา่ นนั้ สง่ิ ทวี่ างแลว้ นนั้ กย็ งั ไดย้ นิ อยู่ ไดย้ นิ อยู่
แต่กว็ างอยู่ เพราะส่งิ เหล่านั้นถกู วางอยแู่ ล้ว มิใชจ่ ะไปบงั คับให้มันแยก มนั แยกเอง
270
โดยอัตโนมัติ เพราะการละ การวาง จะอยากให้มันไปตามเสียงน้ันมันก็ไม่ไป
เมือ่ เรารู้ถงึ รูป เสียง กล่นิ รส ทงั้ หลายเหล่านีต้ ามเป็นจริงแล้ว เห็นชัดอยใู่ นดวงจิต
ของเราวา่ สงิ่ เหลา่ นล้ี ว้ นแตเ่ ปน็ สามญั ลกั ษณะ คอื อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา หมดทงั้ นนั้
เมอ่ื ได้ยินครัง้ ใดกเ็ ป็นสามญั ลักษณะอยู่ในใจ เวลาอารมณ์ทั้งหลายมากระทบไดย้ ิน
ก็เหมือนไม่ได้ยินนั้น ไม่ใช่จิตของเราจะไม่มีการงาน สติกับจิตพัวพันคุ้มครองกัน
อย่ตู ลอดกาลตลอดเวลา ถ้าทำ� จิตให้ถงึ อนั นี้แล้ว ถงึ จะเดนิ ไปทางไหน มันกค็ ้นควา้
อยนู่ ี่ เปน็ ธรรมวจิ ยั หลกั ของโพชฌงคเ์ ทา่ นนั้ เอง มนั หมนุ เวยี นพดู กบั ตวั เอง แก้ ปลด
เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ ไม่มอี ะไรจะมาใกล้มันได้ มันมงี านท�ำของมันเอง
นีเ่ รอ่ื งอัตโนมัตขิ องจิตที่เป็นอยู่ ไมไ่ ด้แต่งมนั ”
รู้แจง้ เหน็ จรงิ
หลายประเด็นที่ไดห้ ยิบยกมากล่าว นบั ตั้งแต่เรื่องน่งั สมาธิ เดนิ จงกรม นิวรณ์
และอื่นๆ ธรรมะทกุ หมวดทุกหัวข้อ สรุปลงไดท้ ีอ่ นจิ จงั ทุกขัง อนัตตา สง่ิ ท้ังหลาย
ทัง้ ปวงเกดิ ขึ้น ตง้ั อยแู่ ละดับไป ไมค่ วรจะเข้าไปยึดม่นั ถือมนั่ ดังค�ำท่หี ลวงพอ่ ชอบ
ใชม้ ากท่สี ดุ มนั ไม่แน่
“เรอ่ื งปฏบิ ัตินใ้ี หม้ องดูให้ลกึ ลักษณะจิตเรามนั เปน็ อย่างไร ใหอ้ ย่กู บั ความรู้
อนั นี้เทา่ น้ัน ทำ� ไปอันน้ี มนั ไดฐ้ านแลว้ มนั มสี ตสิ มั ปชัญญะรตู้ ัวทงั้ การยืน การเดิน
การนัง่ การนอน เมอื่ เราเห็นอะไรเกิดขน้ึ มากใ็ หม้ ันไป เราอย่าไปติดอย่าไปยึดมน่ั
ถอื ม่นั มัน เร่ืองชอบใจไม่ชอบ เรอ่ื งสขุ เรอ่ื งทกุ ข์ เรือ่ งสงสยั ไมส่ งสัย นัน่ ก็เรียกว่า
มนั วจิ ารณ์ มนั พจิ ารณา ตรวจตราดผู ลงานของมนั อยา่ ไปชอี้ นั นนั้ เปน็ อนั นี้ อยา่ เลย
ให้รู้เรื่อง เห็นส่ิงท้ังหลายที่เกิดข้ึนกับจิตนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นความรู้สึกเท่านั้นเอง
เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง เกดิ ขน้ึ มากต็ ง้ั อยู่ ตงั้ อยกู่ ด็ บั ไปกเ็ ปน็ ไปเทา่ นน้ั ไมม่ ตี วั ไมม่ ตี น ไมม่ ี
เราไม่มเี ขา ไม่ควรยึดมน่ั ถอื มั่นอันใดอนั หน่ึงในสิง่ ท้งั หลายเหลา่ นี้
เมื่อเห็นรูปนามมันเป็นเช่นน้ีตามเร่ืองของมันแล้ว ปัญญาเห็นเช่นนี้มันก็เห็น
รอยเกา่ มนั เหน็ ความไมเ่ ทยี่ งของจติ เหน็ ความไมเ่ ทย่ี งของรา่ งกาย เหน็ ความไมเ่ ทย่ี ง
271
ของความสขุ ความทุกข์ ความรกั ความโกรธ มันไมเ่ ทยี่ งทัง้ น้นั จิตมันกว็ ูบแลว้ ก็เบ่ือ
เบ่ือกายเบือ่ จติ อนั น้ี เบ่ือส่ิงท่ีมันเกิดมันดบั ท่ีมนั ไม่แนอ่ ยา่ งนเ้ี ทา่ นน้ั แหละ จะไปนั่ง
อย่ทู ไ่ี หนมนั กเ็ หน็ เม่ือจิตมันเบ่อื กห็ าทางออกเท่าน้ัน มนั หาทางออกจากสง่ิ ทัง้ หลาย
เหลา่ นั้น ไม่อยากเปน็ อย่างนไี้ ม่อยากอยู่อยา่ งน้ัน มันเห็นโทษในโลกน้ี เห็นโทษใน
ชวี ติ ทเ่ี กิดมาแลว้ เมือ่ จติ เป็นเช่นน้ี เราไปน่งั อยูท่ ี่ไหนกเ็ รือ่ ง อนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา
ก็ไม่มีที่จับต้องมันแล้ว จะไปนั่งอยู่โคนต้นไม้ก็ได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า จะไป
น่ังอยู่เขาก็ได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า เห็นต้นไม้ทุกต้นมันจะเป็นต้นเดียวกัน
เหน็ สัตว์ทุกชนดิ มนั เป็นสัตว์อยา่ งเดยี วกัน ไม่มีอะไรแปลกไปกว่าน้ี มันเกดิ แล้วมนั
ก็ตง้ั อยู่ ต้ังอยู่แล้วก็แปรไป ดบั ไป เหมอื นกันท้งั นนั้
ฉะนนั้ เรากม็ องเหน็ โลกนชี้ ดั ขนึ้ เหน็ รปู นามอนั นไี้ ดช้ ดั ขน้ึ มนั ชดั ขนึ้ ตอ่ อนจิ จงั
ชัดขึ้นต่อทุกขัง ชัดข้ึนต่ออนัตตา ถ้ามนุษย์ท้ังหลายเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเท่ียง
มนั จริงอยา่ งนัน้ มนั กเ็ กิดทกุ ข์ขนึ้ มาทันที มนั เกดิ อยา่ งนี้ ถา้ เราเหน็ รูปนามมนั เปน็
ของมันอย่างน้ัน มันก็ไม่เกิดทุกข์เพราะไม่ไปยึดม่ันถือม่ัน นั่งอยู่ท่ีไหนก็มีปัญญา
แม้เห็นต้นไม้ก็เกิดปัญญาพิจารณา เห็นหญ้าทั้งหลายก็มีปัญญา เห็นแมลงต่างๆ
ก็มีปญั ญา รวมแลว้ มันเข้าจุดเดียวกนั เปน็ ธรรมะ เปน็ ของไม่แน่นอนทัง้ นัน้ น้คี ือ
ความจรงิ นคี้ อื สจั ธรรม มนั เปน็ ของเทย่ี ง มนั เทยี่ งอยตู่ รงไหน มนั กเ็ ทยี่ งอยตู่ รงทว่ี า่
มันเป็นอยู่อย่างน้ัน ไม่แปรเป็นอย่างอื่นเท่าน้ันแหละ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
ถ้าเราเหน็ เชน่ นีแ้ ลว้ มันกจ็ บทางทีจ่ ะต้องไป”
272
“ภกิ ขุ ผเู้ หน็ ภยั ในสังสาร
ผูใ้ ดเขา้ ใจธรรมะขอ้ น้แี ลว้
จะยนื จะเดิน จะน่ัง จะนอน ทีไ่ หนก็ตาม
จะเกดิ ความสลด เกิดความสังเวช
เกิดความร้ตู วั เกิดความไมป่ ระมาทอย่นู ั่นแหละ”
273
สมณธรรม
ชีวติ พรหมจรรย์
ครูบาอาจารย์บางรูปมีลูกศิษย์ฝ่ายสงฆ์จ�ำนวนมาก แต่ลูกศิษย์ฝ่ายคฤหัสถ์
มจี ำ� นวนนอ้ ย หลายรปู กต็ รงกนั ขา้ ม บางรปู กม็ ลี กู ศษิ ยม์ ากทง้ั สองฝา่ ย หลวงพอ่ เปน็
รปู หนง่ึ ในกลมุ่ สดุ ทา้ ยนท้ี น่ี า่ สงั เกตกค็ อื ทา่ นใหค้ วามสำ� คญั แกศ่ ษิ ยน์ กั บวชมากกวา่
แก่ญาติโยมอยู่เสมอ ตลอด ๒๕ พรรษาที่ท่านได้บริหารวัดหนองป่าพงในฐานะ
เจ้าอาวาส หลวงพ่อได้ถือการฝึกสอนพระภิกษุสามเณรเป็นงานหลัก เพราะท่าน
ตระหนักดีว่า ความเจริญของพระพุทธศาสนาอยู่ที่คุณธรรมในจิตใจของชาวพุทธ
มากกว่าอยา่ งอื่น ในเม่อื พระสงฆเ์ ปน็ ผู้ท่กี ล้าเสียสละความสุขทางโลก เพือ่ แสวงหา
ธรรมดว้ ยความตง้ั ใจจรงิ หลวงพอ่ จงึ เหน็ พระเณรเปน็ ผทู้ ท่ี า่ นควรเอาใจใสเ่ ปน็ พเิ ศษ
อนง่ึ ท่านเหน็ ว่าการอบรมส่งั สอนคฤหัสถ์เปน็ หน้าทที่ ี่ส�ำคญั ของครูบาอาจารย์กจ็ รงิ
แต่ถ้าทุ่มเทมากไป เวลาท่ีอยู่กับสงฆ์ก็น้อยลง ท�ำให้พระภิกษุสามเณรท่ีบวชใหม่
รสู้ ึกขาดความอบอุ่น ขาดการอบรม ซ่งึ ยอ่ มมีผลกระทบตอ่ การประพฤติปฏบิ ัตขิ อง
หมสู่ งฆ์ ฉะนน้ั แมใ้ นสมัยหลงั ๆ เมอื่ สงั ขารทา่ นชราแลว้ และหลวงพอ่ ใหเ้ วลาแก่
ญาตโิ ยมคอ่ นขา้ งมาก ทา่ นกย็ ังให้เกียรตแิ ละความส�ำคญั แกน่ กั บวชเป็นอนั ดับแรก
อยู่นน่ั เอง
จะขอเลา่ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั การอบรมพระภกิ ษสุ าเณรทว่ี ดั หนองปา่ พง เรม่ิ ดว้ ย
โอวาทที่หลวงพอ่ ใหแ้ ก่นาคผูข้ อเขา้ หมสู่ งฆ์
274
โอวาท – ผม ขน เลบ็ ฟนั หนัง
“เมื่อมีความเลื่อมใสมาบวชแล้วในวัดหนองป่าพงนี้ บวชยาก บวชล�ำบาก
กไ็ มใ่ ช่ว่าอะไรหรอก คืออยากจะท�ำใหด้ ีน่ะแหละ ทีพ่ วกเธอท้ังหลายมงุ่ เข้ามาบวชน้ี
กม็ งุ่ อยากจะบวชดี ประพฤตดิ ปี ฏบิ ตั ดิ ี ถา้ มศี รทั ธาเราตอ้ งใชเ้ วลา เวลานเ้ี ปน็ สง่ิ สำ� คญั
เวลานี้เป็นเคร่อื งพสิ ูจน์ว่า มันเปน็ ยงั ไงไหม บางทกี อ็ ยากจะบวช แตม่ ันนานกวา่ จะ
ไดบ้ วช ก็เลยไม่อยากจะบวช บางทีก็อยากจะบวช อยู่ที่นีก่ ็อุตสา่ หท์ น หรอื บางทกี ็
หนไี ปบวชทอ่ี น่ื เรากไ็ มว่ า่ เพราะเราพดู เสมอวา่ การบวชนไ้ี มไ่ ดว้ า่ บวชเลน่ ถงึ แมเ้ รา
บวชเจด็ วัน หรอื เดือนหน่ึงกต็ ามที หรือบวชเพอื่ อุทศิ ตอ่ พระศาสนาขององคส์ มเด็จ
พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าของเรา ไมใ่ ช่บวชแขง่ ขนั กัน ไม่ใช่บวชเล่น
การบวชนี้ทำ� ได้งา่ ย เอาลกู มาแลว้ ก็เอามาเถอะ ท�ำกันงา่ ยๆ สบายๆ ไมม่ ีอะไร
ฉะน้นั บางคนก็บางทีสองปกี ็มีสามปีกม็ ี จึงจะได้บวชเป็นเณร บวชเป็นนาค แล้วก็
เรยี กวา่ ตอ้ งมาฝกึ ฝกึ บวช ผทู้ ฝี่ กึ บวชกต็ อ้ งมาอยกู่ บั พระ ดแู ลพระ รจู้ กั ถวายของพระ
รจู้ กั เรอื่ งของพระวา่ เปน็ อยดู่ ว้ ยวธิ ใี ด ใหค้ นุ้ เคย ใหร้ จู้ กั เสยี กอ่ น ใหฝ้ กึ หดั การเยบ็ ผา้
การยอ้ มผ้า การรกั ษาผ้า การรักษาบาตร สารพดั อยา่ ง จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ
เภสัช ท่ีพระอาศัยน่ะท่านท�ำอย่างไร เป็นอย่างไร เมื่อเราเห็นชัดด้วยตนเองแล้ว
เราก็ตอ้ งใจชอบแลว้ จะบวชอยูแ่ ลว้ อนั นี้ก็เปน็ เหตุ
เมื่ออะไรๆ ก็เปน็ แล้ว กม็ าบวชเข้าไปเปน็ เณร จะไดเ้ อาบาตรใสม่ อื ให้ จะได้
ห่มผ้าเรียบร้อย เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ผ้าน้ีเป็นของใช้ของพระพุทธเจ้า ลองซิ
พรงุ่ นนี้ ะ่ จะหม่ ผา้ เขา้ ไปบณิ ฑบาต เรยี กวา่ เขาตกั บาตรให.้ .. ใหข้ า้ วสกุ เราดว้ ย แลว้ ก็
ไหวเ้ ราดว้ ยสารพัดอยา่ งคนเฒ่าๆ แกๆ่ นะ่ หวั หงอกหวั ขาว จะตอ้ งไหว้เพราะอะไร
เพราะวา่ อำ� นาจของผา้ กาสาวพสั ตรน์ ี้ ผา้ กาสาวพสั ตรน์ มี้ อี ำ� นาจทสี่ ดุ ถา้ หากเราใชไ้ ม่
ถูกทางแล้ว เสียคน คนตามบา้ นไปหม่ ผ้าเป็นบ้าเลย ใสเ่ ข้าบ้านไหน เขาว่าบา้ ทง้ั นน้ั
ทีนถี้ า้ เราบวชมคี รูบาอาจารย์ เรากต็ ้องเปน็ คนดี เปน็ ผู้มจี รรยา เปน็ ผู้ใกลช้ ิด
พระพทุ ธเจ้า ถา้ เราห่มผ้ายอ้ มฝาดน้ีแล้ว อะไรๆ เขาบชู า เขานอ้ มไหวท้ กุ สงิ่ สารพัด
อนั นเ้ี ป็นอำ� นาจธงชยั ของพระพุทธเจา้ ใหเ้ รารูจ้ กั
275
ฉะน้ันเธอทง้ั หลาย เมอื่ บวชเข้ามาแลว้ ห่มผา้ กาสาวพสั ตรแ์ ลว้ ให้สลดสงั เวช
ถึงแม้วา่ จะบวชคราวเดยี ว ๙ วนั ๑๐ วัน ๒๐ วนั กต็ ามทีเถอะ ใหต้ ้ังใจดๆี การบวช
การบรรพชาในพุทธศาสนาน้ี ค�ำสอนอยา่ งอนื่ น้ัน มากมายหลายอยา่ ง แตว่ า่ ค�ำสอน
ในวนั น้ี เฉพาะการบรรพชาในวนั นน้ี ะไมม่ าก ทำ� ตามพระโบราณาจารยข์ องเราทที่ า่ น
ท�ำไว้ ใหเ้ ราเรียนกรรมฐาน เช่นว่ากรรมฐานท้ังหา้ คอื เกสา โลมา นะขา ทนั ตา
ตะโจ ฟังทา่ นพดู แล้วดูเป็นของเลน่ ๆ แตถ่ ้าเราพจิ ารณาใหด้ ีแล้ว มนั เป็นของลกึ ซง้ึ
ทเี ดยี ว ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง ทัง้ ๕ นี้ พระกรรมฐานทเ่ี กิดแล้วพร้อม ทเ่ี ราเกิดมา
มกี รรมฐานแล้ว แต่เราไม่รจู้ กั จำ� เปน็ ต้องเรยี นมลู กรรมฐานนีเ้ พ่ือเปน็ ปากเป็นทาง
แห่งการประพฤติปฏิบัติเดินตรงไปสู่นิพพาน นี่เป็นสัมมาทิฏฐิ ท่านให้เรียนมูล
กรรมฐานนี้แล้วเอาไปพจิ ารณา
ฉะน้ันวันนี้พวกเธอจึงเรียนพระกรรมฐาน เป็นภาษามคธดังต่อไปน้ี ว่าตาม
เกสา โลมา นะขา ทนั ตา ตะโจ บางคนเขาวา่ เขามีแลว้ เรียนไปทำ� ไมใครๆ กร็ จู้ กั
แต่ความจริงมนั ไม่รจู้ กั ไม่รูจ้ ักผม ไม่รจู้ ักขน ไมเ่ ห็นผมเจา้ ของตามความเปน็ จริง
ไม่เห็นขนตามความเป็นจริง ไม่เห็นเล็บตามความเป็นจริง ไม่เห็นฟันตามความ
เป็นจรงิ ไม่เห็นหนังตามความเป็นจริง เรือ่ งเห็นนผี้ มนน่ี ะเกิดข้นึ มา ตามเปน็ จริง
มันก็น่าอุจาดเหมือนกันนะ มันเกิดมาจากไหน มันดูดกินน�้ำเหลือง ที่เกิดมาเป็น
ผมขนนี้ก็เหมือนกัน สง่ิ ทัง้ ห้าประการนีไ้ มน่ า่ สดใสนะ แตพ่ วกเราไมค่ อ่ ยเหน็ ที่เขา
แต่งกันทุกวันนี้มันแต่งที่มันบกพร่อง แต่งที่มันไม่สวย ก็เพราะมันสกปรกมาก
ทส่ี ดุ แหละ เขาจึงไปแตง่ เพอื่ ให้มันดี
ความเปน็ จรงิ ผมมนั จะสวยอะไรไหม ไม่มเี รือ่ งสวยหรอก มันจะสะอาดไหม
ไมม่ เี รอ่ื งสะอาด จบั ผมมาขมวดๆ แลว้ ทงิ้ ไวข้ า้ งทางใครจะหยบิ เอาไหม หนงั นถ้ี ลกมนั
ขนึ้ มาเอาทง้ิ ไวข้ า้ งถนน ไปบณิ ฑบาตพรงุ่ นใี้ ครจะหยบิ เอาไหม นค่ี อื ความจรงิ มนั เปน็
อย่างน้ี เรามาแต่งผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง ให้มันสวยสะอาด พวกเราจงึ เปน็ คนหลง
ไม่รู้จักส่ิงเหล่าน้ีตามความเป็นจริง ฉะนั้นเมื่อบวชเข้ามาน้ี ก็ให้ยกสิ่งท้ังห้าอย่างน้ี
ขน้ึ มา ผมนม่ี นั ไม่สวย ขนก็ไม่สวย เลบ็ กไ็ ม่สวย ฟนั มันก็ไมส่ วย หนงั มันกไ็ ม่สวย
276
แตว่ า่ เขาเอาแปง้ เอาอะไรประใหม้ นั สวยทงั้ นน้ั แหละ ฉะนนั้ เราจงึ หลงกนั ไมเ่ หน็ ตาม
ความเป็นจริง อะไรทงั้ หลายทถี่ ูกปกปดิ ไว้ไม่ให้โผล่ข้ึนมา เราก็ไม่เห็น
ทา่ นจึงทำ� การสอนให้มันแจง้ สาธติ ใหม้ ันแจง้ ขาวสะอาด เกสา โลมา นะขา
ทันตา ตะโจ มันเป็นอะไรยังไง ให้มันชัด ให้เอากรรมฐานท้ังห้านี้ไปพิจารณาดู
หนงั เปน็ ยงั ไง ทม่ี นั หมุ้ รา่ งกายของเราอยทู่ น่ี ่ี ถา้ เราฉกี หนงั ออกเหลอื แตเ่ นอ้ื หมุ้ กระดกู
มันจะสวยตรงไหนล่ะ ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อดูไปถึงท่ีสุดของมันแล้ว มันไม่สวย
อย่างน้ัน ในก้อนน้ีอาศัยผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันเป็นของไม่แน่นอนท้ังนั้น
แตเ่ รานมี้ นั ชอบหลงทเ่ี ขาตกแตง่ ผม ตกแตง่ เลบ็ ตกแตง่ สารพดั คอื ของไมส่ วยทำ� ให้
มนั สวยขน้ึ มา แลว้ กห็ ลงกนั มนั เหน็ ไมช่ ดั มนั กห็ ลง อยา่ งปลามนั กนิ เบด็ นะ่ เหน็ ไหม
ความเปน็ จรงิ ปลามนั ไมก่ นิ เบด็ หรอก มนั กนิ เหยอ่ื ถา้ มนั เหน็ เบด็ จรงิ ๆ แลว้ มนั ไมก่ นิ
หรอกปลานะ่ ไปเกยี่ วปากมนั ลองซิ เพราะมนั ไม่รูน้ ่ี
พวกเราทงั้ หลายกเ็ หมอื นกนั ถา้ เหน็ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั ตามความเปน็ จรงิ แลว้
ไม่เอานะ จะแบกไปท�ำไม ไม่เอาแน่ คนท่ีไปติดเพราะหลง หลงว่าไอ้ผม ไอ้ขน
ไอ้เล็บ ไอ้ฟัน ไอ้หนังมันเป็นของเลิศ ของประเสริฐ เป็นของสวยทั้งนั้นแหละ
เหมือนกับปลานะที่ว่ามันกินเบ็ดความจริงมันกินเหยื่อ แต่ไม่รู้เรื่อง พอกินเข้าไป
แล้วเบ็ดกเ็ ก่ียวปากมัน อยากจะออกขนาดไหน มนั กอ็ อกไม่ได้ มนั ติดแล้วนี่ เราก็
เหมอื นกนั เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ เม่ือเห็นมัน ชอบมันหลงเขา้ ไปติดเบด็
อนั นั้น เม่อื รู้สึกตวั มนั กเ็ กาะปากแลว้ จะออกกอ็ อกยาก มันหว่ งลูก หว่ งสมบัติ
ห่วงอะไรสารพดั อย่าง เลยไมไ่ ด้ไปไหน อยู่อยา่ งนน้ั แหละจนตาย มนั ถกู เบ็ดเกย่ี ว
มนั ไมร่ เู้ หมอื นกบั ปลาทมี่ นั หลงนะ่ ไมร่ จู้ กั เหยอื่ ไมร่ จู้ กั เบด็ ถา้ มนั รจู้ กั เบด็ จรงิ ๆ แลว้
กไ็ มก่ นิ เบด็ เท่าน้นั แหละ
อันนี้ก็เหมือนกนั เราไปติดในโลกเพราะเหน็ ทง้ั หา้ ประการน้ีว่ามนั สวย มนั เลศิ
มันประเสริฐ มันถึงอยู่กัน จึงไปชอบสิ่งท่ีสลดสังเวชสยดสยองท้ังหลายเหล่านั้น
ความจริงมันเป็นเรื่องนิดเดียว ไม่ใช่มาก เรื่องเบ็ดมันเก่ียวปากปลาเท่านั้นแหละ
ให้เอาไปคิดดูให้มนั ดีๆ เมื่อพิจารณาย้�ำไปยำ้� มา เห็นชัดแล้วมันจะมคี วามสบายใจ
277
ถงึ แมว้ ่าสึกไปเพราะความจ�ำเป็น อนั น้ีมันก็จะระวงั ระวังว่ามันจะเก่ยี วปากเอา อันนี้
จะได้ความสงบ เม่ือเราสึกไปก็ดี บวชต่อไปก็ดี ให้มีความสงบ เพราะเห็นธรรม
อย่างแทจ้ รงิ วา่ มันเปน็ อยา่ งนี้ ดังนนั้ ถึงแมว้ า่ จะมเี วลานอ้ ยก็ชา่ งมนั เถอะ พยายาม
พิจารณา อย่าประมาท อันน้ีเป็นกรรมฐานโดยย่อท่ีเธอท้ังหลายจะต้องเรียนให้รู้
ใหก้ ลัว ถา้ คนไม่กลวั ก็เพราะมนั ไมร่ ู้จกั อะไรๆ นน่ั เอง
เม่ือเธอบวชเข้าในพุทธศาสนาแล้ว จงเช่ือฟังครูบาอาจารย์แนะน�ำพร�่ำสอน
เคารพคารวะ กลัวพระพุทธเจา้ กลวั กฎของพระพทุ ธเจ้าของเรา คือศีล ศีลนเี้ ปน็
กฎหมายของพระทที่ า่ นหา้ มไวท้ กุ อยา่ งแลว้ ของเณรทา่ นกห็ า้ มไวแ้ ลว้ จะตอ้ งพยายาม
ที่สุดให้กลัวอยา่ งน้นั กลัวความผดิ กลวั บาป กลัวกฎของพระพุทธเจ้าทต่ี รัสห้ามไว้
พวกเธอทง้ั หลายจะอยดู่ ว้ ยความสงบสขุ อยดู่ ว้ ยความไมป่ ระมาท ถา้ เราพจิ ารณาอยู่
เสมออยา่ งนน้ั ตอ่ นไี้ ปจะมอบผา้ จวี ร ผา้ ยอ้ มฝาดให้ ซงึ่ เปน็ ธงชยั ของพระอรหนั ตเ์ จา้
ไปห่มข้างนอก ห่มเป็นปริมณฑล ทงั้ สบง ทง้ั จีวร ใหง้ ดงาม”
278
บวชเพื่ออะไร
“เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า การครองเรือนคับแคบ
เปน็ ทางมาแหง่ ธลุ ี (กเิ ลส) บรรพชาเปน็ ทางปลอดโปรง่ การทฆี่ ราวาส
จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธ์ิสมบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด
ไม่ใช่ทำ� ไดง้ ่าย อยา่ กระนั้นเลย เราพงึ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้า
กาสาวพสั ตร์ ออกบวชเปน็ บรรพชิต”
สมัยก่อนชายไทยเม่ือมีอายุครบ ๒๐ ปี พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะจัดการให้ได้
อปุ สมบทตามประเพณี ครอบครัวไหนมลี กู ชายได้บวช พ่อแมก่ ็ภาคภูมใิ จ ถือว่าได้
เกาะชายจวี รขนึ้ สวรรค์ ลกู ชายทบี่ วชกถ็ อื วา่ ไดท้ ดแทนบญุ คณุ ของพอ่ แม่ นอกจากนน้ั
การบวชยังเป็นคุณวุฒิแถมพิเศษส�ำหรับผู้ชายที่ต้องการมีคู่ครองเป็นหลักเป็นฐาน
อกี ด้วย จนดเู หมือนจะมสี ตู รสำ� เรจ็ ของการด�ำเนนิ ชีวิตของผู้ชายไทยสมัยก่อนว่าจะ
ตอ้ งเรยี นจบ มงี านการทำ� เปน็ หลกั แหลง่ บวชเรยี นแลว้ อกี ดว้ ยจงึ จะถอื วา่ เปน็ ผพู้ รอ้ ม
ทจ่ี ะกา้ วไปสชู่ วี ติ ครอบครวั คนโบราณเขาเรยี กผทู้ ไี่ ดผ้ า่ นการบวชแลว้ วา่ เปน็ คน “สกุ ”
สว่ นผทู้ ย่ี งั ไมไ่ ดบ้ วชแมจ้ ะไดผ้ า่ นขน้ั ตอนอน่ื ๆ ของชวี ติ มาครบเครอื่ งกย็ งั ถอื วา่ เปน็ คน
“ดบิ ” อยนู่ นั่ เอง
ในปจั จบุ นั การปฏบิ ตั ติ ามประเพณกี ารบวชของผชู้ ายไทยนบั วา่ ลดนอ้ ยลงไปมาก
ทเี ดยี ว ทงั้ นอี้ าจจะเนอ่ื งมาจากสาเหตหุ ลายประการ แตส่ าเหตสุ ำ� คญั อนั หนงึ่ นา่ จะมา
จากการขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้มาต้งั แตแ่ รก ถึงจุดมุ่งหมาย หรือวตั ถปุ ระสงค์
อันแท้จรงิ ของการบวช ซง่ึ ไม่ใช่สักแตว่ ่าทำ� ตามประเพณี สมัยปัจจบุ นั จงึ หาผมู้ คี วาม
ศรทั ธาในการออกบวชเพ่ืออานิสงส์จริงๆ ไดย้ าก “บวชเพ่อื อะไร” คนทย่ี งั ไมไ่ ดบ้ วช
อาจจะสงสยั แมค้ นทบี่ วชแลว้ บางคนกอ็ าจจะยงั ไมก่ ระจา่ ง มคี ำ� ตอบทแ่ี จม่ แจง้ ชดั เจน
ท่ีสดุ ในโอวาทสน้ั ๆ ของหลวงพ่อดังน้ี
“เราบวชเขา้ มา ไม่ใช่ว่าจะมักใหญใ่ ฝ่สงู ปฏบิ ัติเป็นน้นั เป็นน้ี บวชมาเพอ่ื ให้
หมดทกุ ขใ์ นใจของเรา ถ้าอยากเปน็ น้นั เป็นนี้มันทุกข์ ไมใ่ ห้เป็นอะไร พระนิพพานก็
279
ไมต่ อ้ งอยากไป ปฏบิ ตั อิ ยากจะไปพระนพิ พานมนั กเ็ ปน็ ทกุ ข์เขา้ ไปอีก คนเราไมร่ จู้ ัก
จะต้องฟงั ค�ำครบู าอาจารยแ์ ลว้ เอาไปพิจารณา ทำ� อยู่ในน้ีมนั ไมไ่ ปไหนหรอก ฉะนน้ั
การบวชในทนี่ ีก้ เ็ รยี กว่า บวชกนั ให้มเี หตผุ ล จะบวชสามเดือน กต็ ้องมาปรกึ ษากนั
พอสมควรวา่ บวชอะไร เพอ่ื อะไร บวชเดยี๋ วนมี้ นั ไมไ่ ดอ้ ะไร โงก่ ็ไม่อยากทิ้งของชัว่
ชอบเอาความชวั่ ไว้ในใจ แตธ่ รรมะชว่ ยเปดิ ได้ เปดิ ใหเ้ หน็ ความช่ัว เห็นความผิด
แตป่ ถุ ชุ นคนหนาเราชว่ ยปดิ ความชวั่ ชว่ ยปดิ ความชวั่ ของตวั ไวไ้ มใ่ หใ้ ครรู้ มนั ตา่ งกนั
อย่างนี้ คนมกี ิเลสตณั หาอยู่ มนั ก็เปน็ อย่างนัน้ ”
สำ� หรบั การบวชนนั้ หลวงพอ่ มหี ลกั ของทา่ นวา่ “บวชงา่ ยสกึ งา่ ย บวชยากสกึ ยาก”
ฉะนนั้ ทวี่ ดั หนองปา่ พงจงึ มรี ะเบยี บในการบวช และมขี นั้ ตอนตา่ งๆ ซง่ึ ทำ� หนา้ ทค่ี ดั เลอื ก
คนที่มีนิสัยปัจจัยพอท่ีจะอบรมให้เป็นนักบวชได้ คือก่อนจะบวชพระ จะต้องผ่าน
การฝกึ หดั อบรมในฐานะเปน็ ปะขาวและเณรมากอ่ นตามลำ� ดบั เพอื่ เรยี นรแู้ ละปรบั ตวั
ให้เข้ากับการที่จะอย่ใู นวดั อยา่ งนกั บวช รู้เร่อื งพระวินัยพอเปน็ พน้ื ฐาน และขัดเกลา
นสิ ยั หยาบๆ ออกเสยี บา้ งกอ่ นทจ่ี ะหม่ ผา้ เหลอื ง ระยะเวลาในการฝกึ หดั กแ็ ลว้ แตบ่ คุ คล
อาจจะหลายเดอื นหรอื เปน็ ปี พระอาจารยจ์ ันดพี ูดถงึ ตอนทที่ า่ นมาอยู่วดั หนองป่าพง
ใหม่ๆ ว่า
“ตอนแรกกน็ ึกอยากบวชเรว็ ๆ แต่ท่านก็อธบิ ายให้ฟงั ถึงเรื่องการฝกึ หัดสำ� หรบั
คนใหม่ แตว่ ่าอนั นค้ี งจะเป็นอปุ นสิ ยั ของแต่ละบคุ คลก็ไม่รู้ บางคนอาจจะฟงั เข้าใจ
บางคนกฟ็ งั ไมเ่ ขา้ ใจ แตช่ ว่ งนน้ั ผมรสู้ ึกวา่ เข้าใจ ในขณะที่เพื่อนๆ บางคนฟงั ไมค่ ่อย
เข้าใจทัง้ ๆ ที่ฟงั ดว้ ยกัน ท่านอธิบายถงึ การบวชการปฏบิ ตั ิ แรกๆ ทา่ นก็ดุหน่อย
หน่ึงวา่ พวกพอ่ ขาวกลุ่มน้นี ะมนั อยูน่ านได้เทา่ ไร กเ่ี ดือนแลว้ จะยงั ไม่บวชใหห้ รอก
พวกนี้ตอ้ งเอาไว้เหมอื นทหาร ก็ท่านร้นู ี่ ทหารเขาฝึกกนั ถงึ ๖ เดือน มาเปน็ ทหาร
ล้มลุกคลุกคลาน เรามาเป็นทหารของพระพุทธเจ้าก็ต้องมีการผ่านการฝึกเสียก่อน
ฝึกหัดเสียก่อน ฝึกหัดหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปีก็ได้ถ้ามันไม่ดี ท่านพูดอย่างน้ี
ถา้ คนอยากบวชมาก กก็ ำ� ลงั ใจไมค่ อ่ ยดเี หมอื นกนั คอื แตก่ อ่ นทา่ นจะมงุ่ เอาคณุ ภาพ
มากทสี่ ุด ท่านไม่แคร์ใครท้ังนัน้ ทม่ี าอยู่ เพ่ือหยั่งดูศรัทธาของผู้มาบวชด้วย
280
ผมมาอยใู่ หมๆ่ ไมม่ ใี ครพดู ดว้ ย นเี้ ปน็ ลกั ษณะของการสอนอยา่ งหนงึ่ ทจ่ี ะบง่ ให้
รวู้ ่าคนท่เี ขา้ มาน้ันมีความฉลาดหรือโง่ มนั แสดงออกมาใหเ้ ห็นทนั ที ฉะน้นั ตอนเขา้
มาใหม่ๆ ถึงมีเพอ่ื นหลายคน บางทกี ็ทนไมไ่ ด้ อยูไ่ ดส้ องวนั ก็เลยไป ท่านกไ็ มไ่ ด้
สนใจใคร ใครจะไปก็ไป ใครจะอยกู่ อ็ ยู่ ไมไ่ ดส้ นใจทั้งสิ้น ผมมาเป็นโยมอยู่ต้งั
หลายวนั รว่ มสบิ วนั ไมม่ ใี ครพดู ดว้ ย พระเณรไมบ่ อกไมส่ อน ไมใ่ ชอ้ ะไรทง้ั สน้ิ เราก็
คิดว่าเอ๊ะ ท�ำไมท่านถึงปล่อยไว้อย่างน้ีนะ ท่านปล่อยทิ้ง บางทีมันทุกข์ใจขึ้นมา
คดิ อยากจะกลบั บา้ นดหี รอื ไมด่ นี ะ คดิ วา่ ไมม่ ใี ครสนใจเรา ดจู ากทา่ ทลี กั ษณะภายนอก
ของทา่ น ทีนี้ผมมาพิจารณาดตู วั เอง เออ ลกั ษณะการสอนอยา่ งน้มี ันก็ดเี หมือนกัน
มนั จะรู้อุปนสิ ยั ของคนได้งา่ ยเรว็ ข้นึ ถา้ คนฉลาดสงั เกตดูครูบาอาจารย์หรอื ลูกศษิ ย์
ปฏบิ ตั ิ อปุ ฏั ฐากครบู าอาจารยส์ งั เกตดสู กั สองสามวนั กอ็ าจจะพยายามทำ� ได้ แตบ่ างคน
มนั ไมเ่ ปน็ เลยนี่ อยนู่ านเทา่ ไรกย็ งั ไมเ่ ปน็ ดงั นนั้ หลวงพอ่ ถงึ บอกวา่ บางคนเขา้ มาแลว้
ทำ� ไมทา่ นถงึ ไมบ่ วชใหง้ า่ ยๆ แตบ่ างคนมาทหี ลงั ไมน่ านเทา่ ไร กบ็ วชใหก้ ม็ เี หมอื นกนั
น่กี แ็ สดงว่าคนฉลาดกับคนไมฉ่ ลาดมนั ต่างกัน ความรู้พนื้ ฐาน ภมู ิปญั ญามนั ตา่ งกนั
ถา้ คนไหนฉลาดมนั ก็เร็วหนอ่ ย มนั คลอ่ งตวั ทำ� อะไรได้เรียบรอ้ ยหมด บางคนมา
ตั้งปีสองปีก็ยังไม่ได้บวชให้ เพราะมันยังไม่เป็น ไม่คล่องตัวนี่ ถ้าทนได้ก็ทนไป
ถา้ ทนไมไ่ ด้ก็แลว้ ไป ทา่ นไมง่ ้องอนใครท้งั สิ้น ช่วงท่ผี มมาอยู่ เพ่อื นท่มี ารุน่ เดยี วกัน
หลายคนท่ีจดั ว่าอยู่ในลกั ษณะเบอ่ื โลก อันนผ้ี มเห็นมากับตวั เอง ผมก็เลยมานึกถึง
ว่าหลวงพอ่ ท่านเหน็ มามากแลว้ ทา่ นก็เลยปลอ่ ยไวอ้ ย่างนเ้ี อง บางคนมาแรกๆ บอก
ว่าผมนี้เบอ่ื โลก เบ่อื ไมเ่ อาแลว้ ทกุ ส่ิงทุกอยา่ ง มาดว้ ยศรทั ธากจ็ ริงอยู่ แตว่ า่ ถ้าไม่
ประกอบด้วยปัญญา พอเข้ามาแล้วมาเจอข้อวัตรระเบียบต่างๆ ได้วันเดียวเท่านั้น
พอวนั ทสี่ องจติ ใจเปลยี่ นแลว้ เปลยี่ นออกไป บางคนกไ็ มล่ าครบู าอาจารย์ หนไี ปเลย
บางคนมาอยูห่ ลายวนั โกนหวั ใหเ้ รียบร้อยแล้วก็ยังเปล่ยี นใจได้ หนไี ปทง้ั โกนหวั ก็มี
เยอะเลย ขนาดผมมาอยู่เจอเยอะแยะเหมือนกัน นม่ี ันทนไม่ได้”
สำ� หรบั พระอาจารยเ์ รอื งฤทธิ์ ซงึ่ มงุ่ หนา้ มาทว่ี ดั หนองปา่ พงเพอื่ ขออปุ สมบทกบั
หลวงพ่อ เมื่อยี่สบิ กวา่ ปีท่ีแลว้ ก็ได้พบกับการต้อนรบั ชนดิ “ตดั ไมข้ ่มนาม” ที่ทำ� ให้
ทา่ นรู้สกึ สะอกึ ตั้งแตว่ นั แรกเพราะหลวงพ่อปฏสิ นั ถารกบั ท่านวา่
281
“หน่าจัง่ ซ่บี ้อ สิมาบวช”
(หนา้ อย่างนีห้ รือจะมาบวช)
หลวงพอ่ เคยเลา่ ถงึ บางคนท่ีอยากบวชมาก คอยถามอยู่เรื่อย “เมอื่ ไหร่จะบวช
ใหผ้ ม” ถา้ อยา่ งน้ีทา่ นจะบอกว่า “เฮ้ย! อย่าบวชเลย” อยูไ่ ปอีกสหี่ ้าวนั กถ็ ามอกี แล้ว
ท่านก็บอกว่า “เออ! อยู่น้นั แหละ” เลยไม่ไดบ้ วชสกั ที แต่ถ้าคนไหนเฉยๆ ถึงเวลา
อันสมควรทา่ นก็จะจดั การบวชให้
ไดบ้ วชสมปรารถนาแลว้ ทำ� อยา่ งไร จะเปน็ พระทม่ี คี ณุ ภาพนน้ั แสนยาก สารพดั
ทจี่ ะตอ้ งเรยี นตอ้ งรู้ โอวาททห่ี ลวงพอ่ อบรมผบู้ วชใหมต่ อ่ ไปนค้ี งชว่ ยใหม้ องเหน็ ตาม
ทา่ นเคยพดู บอ่ ยๆ ว่า
“การบวชน้นั ไม่ยาก แตบ่ วชแลว้ นซี้ ยิ าก”
282
โอวาท – จะเอาตามปรารถนาไม่ได้
(หลวงพ่อให้โอวาทแกพ่ ระบวชใหม)่
“คนเราทกุ คนชอบตามใจตวั เอง แตว่ า่ มาบวชอยทู่ นี่ ี่ จะทำ� อะไรตามใจเราไมไ่ ด้
เรามาฝกึ การเป็นพระกต็ ้องทำ� ตามสิง่ ท่ีจะใหเ้ ปน็ พระ ฉะนั้น การประพฤตปิ ฏบิ ัตินี่
ต้องเร่ิมต้ังแต่การบวชเข้ามาเป็นนาคแล้ว แต่บางคนก็หนีไปกลางคืนเลย ไม่บอก
อย่างน้ีก็เต็มที แต่ว่ามันเต็มทีกับคนท่ีมีก�ำลังน้อย คนที่มีศรัทธามากไม่เต็มทีละ
หนักกท็ น ทุกข์ยากลำ� บากก็ทน อยูด่ ้วยการอดทนไม่ใช่ว่าบวชเขา้ มาท�ำตามใจเรา
การบรรพชา คอื การถอื บวช เปน็ อบุ ายเว้นจากการเบียดเบียนซ่ึงกนั และกัน
ถา้ เรามาบวชจะพยายามใหไ้ ดก้ ินดี นั่งดี นอนดี ไม่ใชแ่ ลว้ ตรงน้ีไมใ่ ชท่ อี่ ย่างน้ัน
ถ้าต้องการเช่นนนั้ ก็อยู่ในเพศฆราวาส หากินเอาเองก็ได้ ท่เี รามาอยูท่ ่ีน้อี าศยั คนอ่นื
เขาเลย้ี ง แมก้ ฏุ ทิ อี่ ยกู่ อ็ าศยั คนอน่ื เขา ผา้ นงุ่ ผา้ หม่ กอ็ าศยั คนอน่ื เขา อาหารการขบฉนั
กอ็ าศัยคนอนื่ เขา เราจะเอาตามปรารถนาของเราไม่ได้
ฉะนน้ั พวกเราทง้ั หลายกเ็ หมอื นกนั สารพดั อยา่ ง สงิ่ ทเี่ ปน็ มานี้ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง
เมอื่ เราจะละมนั จรงิ ๆ นะ่ มนั เสยี ดายนะ ฉะนนั้ ขอ้ วตั รอยา่ งดที พี่ ระพทุ ธเจา้ ของเรา
สอนให้ปฏิบตั ินั้น มนั ขัดเกลากิเลส แต่วา่ เราแยกกเิ ลสกับตัวเราออกไม่ได้ เอากิเลส
มาเป็นเรา เอาเรามาเป็นกิเลส ไม่รู้เร่ืองว่าจะลงตรงไหนจะท�ำอะไรกัน จะทรมาน
กิเลส มันก็มาถูกเรา เลยไม่ไดท้ ำ� กัน จึงต้องตงั้ ข้อวัตรปฏิบตั ขิ น้ึ มา ใหม้ ีการทรมาน
เพื่อบรรลธุ รรม ทกุ ๆ ปีกจ็ ะอบรมกนั อย่างนี้เรื่อยไป
นแ่ี หละการบวชไมใ่ ชข่ องงา่ ย เปน็ ของยาก เราทอี่ ยขู่ า้ งนอกพดู ไมถ่ กู คอเทา่ นนั้
คนมาบวชเพราะความผดิ หวังน่ี เดนิ เข้ามาเรากร็ ู้จกั ผดิ หวงั ทำ� ไม นึกวา่ ทางนีม้ นั จะ
สบาย เข้ามาบวชในวัดหนองป่าพง ยงิ่ บีบเข้าไปอีก จนอยไู่ มไ่ ด้ มนั เปน็ เรื่องอย่างน้ี
ไมใ่ ชว่ า่ ทกุ ขแ์ ตค่ นอน่ื ผมกท็ กุ ขม์ าเหมอื นกนั แตว่ า่ มนั มจี ติ ใจเดด็ เดยี่ ว ทกุ ขก์ ไ็ มย่ อม
ไม่ร้วู า่ มนั มีมาอย่างไรกไ็ ม่รู้ ทุกขแ์ สนทกุ ข์ แต่วา่ ตวั ทีไ่ ม่ยอมน่นั มันมี เรือ่ งทกุ ขน์ ่ะ
คดิ ไปบางครง้ั กส็ นุกสนานไปด้วย ว่ามันทุกข์หลาย ล�ำบาก
283
ฉะนน้ั เม่ือบวชมาแลว้ กใ็ หป้ ลูกศรัทธาดีๆ ให้ปลกู ศรทั ธามากๆ เตรยี มตัวไว้
แต่บวชเข้ามาแลว้ ศรทั ธามนั พัง คือไมร่ ้จู กั นน่ั เองแหละ เราคดิ วา่ มนั จะดี มนั จะสงบ
ระงบั ไมน่ กึ วา่ มนั จะเปน็ อยา่ งนน้ั เมอ่ื เขา้ มาจรงิ ๆ แลว้ นะ มนั ไมส่ มปรารถนาของเรา
กเ็ ลยไป ฉะนน้ั รากฐานทแ่ี ทจ้ รงิ ทด่ี นี นั้ จะตอ้ งอยดู่ ว้ ยความอดทน ความอดทนเปน็
ของทส่ี ำ� คญั มาก ตอ้ งฝนื จติ ใจของเจา้ ของ และเชอื่ ครบู าอาจารยพ์ ดู แนะนำ� พรำ่� สอน
ตวั อยา่ งกม็ อี ยมู่ าก ทำ� ไมทา่ นถงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งน้ี คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทา่ นวา่ ทำ� อยา่ งน้ี
เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา สร้างประโยชน์ตน สร้างประโยชน์คนอื่น จะต้องท�ำ
อยา่ งนี้
บวชเข้ามาแลว้ กป็ ฏิบตั ิตามข้อกติกาทีท่ ่านวางไว้ ทที่ ่านท�ำตอนเชา้ ตอนเยน็
ท่านท�ำให้ดูแล้วเป็นของไม่ยาก ท�ำได้ไม่ยาก ที่มันจะยาก คือคนไม่พอใจท่ีจะท�ำ
อยา่ งนน้ั ไมเ่ หน็ ดว้ ยนน่ั เอง ความเปน็ จรงิ ทา่ นทำ� มากอ่ นแลว้ เราไมต่ อ้ งคดิ อะไรมาก
มาท�ำตามท่ีท่านบอกเท่านั้น เป็นของง่ายๆ ไม่ใช่เป็นของยาก แต่คนเรามีกิเลส
มนั ก็เลยเป็นของยากล�ำบาก อันน้ีขอฝากไวใ้ หน้ าคทงั้ หลายไปพิจารณาดู
ในครง้ั พทุ ธกาลทา่ นกฉ็ นั อยา่ งนี้ ทา่ นกท็ ำ� อยา่ งน้ี ในสมยั นไี้ มค่ อ่ ยมฉี นั ในบาตร
ยิ่งไปดูท่ีเขาอยู่ธรรมดาเขาน่ะ บาตรเกิดสนิมท้ังนั้น บิณฑบาตแล้วก็ให้เด็กไปล้าง
เสร็จแลว้ ก็เอาไปแขวนไวต้ ามตะปขู ้างฝาน่นั ไม่ต้องเช็ดหรอก มหากค็ งจะเคยละมัง
คงจะเห็น ไปแขวนไว้ตามข้างฝาน่ันแหละ ตอนเช้ามาบางทีเดินไปชนตกลงมาเป้ง
จนบาตรยบุ คอื บาตรจะตอ้ งทง้ิ อยแู่ ลว้ ละ่ จะฉนั ในบาตรไดย้ งั ไง เหมน็ ไปบณิ ฑบาต
มาแล้วก็รบี ควักเอาข้าวออก โยนบาตรใหเ้ ดก็ ทำ� บางทีกไ็ มไ่ ปบณิ ฑบาตเสยี ดว้ ย ให้
เด็กมนั ไปบิณฑบาต ถมไปอยา่ งนี้ แล้วเขาก็พูดกันว่า สมยั น้ีมีภาชนะไมอ่ ดกันแลว้
ไมต่ ้องฉันในบาตรหรอก แนะ่ ! เรียนสูงๆ แล้วแกไ้ ปอยา่ งนั้น เออ! ใชแ่ ลว้ คนท่ี
มักง่ายนงั่ อยเู่ ต็มนั่น ไม่ตอ้ งฉนั ในบาตรแลว้
พระพุทธเจ้าก็เคยเทศน์โปรดไว้ว่า ศาสนาตถาคตไม่มีใครจะมาท�ำลายหรอก
นอกจากลูกศิษย์ตถาคต ตัวเราน้ีก็เหมือนกันฉันน้ัน สิ่งท่ีจะท�ำลายตัวเรานี่ก็คือ
ความคิดทีไ่ มถ่ กู ตอ้ งนน่ั เอง คอื ความอยากมันหนุนหลงั มันก็เป็นไป การทเ่ี รามา
284
ปฏิบตั ิเช่นนี้ เพอ่ื ปราบความอยากเท่านน้ั แหละ อยากนคี่ นกไ็ มร่ ู้นะ บางคนกน็ กึ ว่า
อมิ่ แลว้ กห็ ยุดอยาก ไม่ใช่ อ่ิมกบั อยากนม้ี ันคนละทคี นละอย่างกัน คนก็เหมือนกนั
อม่ิ แลว้ กย็ งั อยาก หอ่ ไวอ้ กี เกบ็ ไว้ อยา่ วา่ แตค่ นเลย ผมเคยเหน็ สนุ ขั มนั หวิ กเ็ อาขา้ ว
ใหก้ นิ ใหจ้ านหนง่ึ สองจานกนิ หมด สามจานสจ่ี านอมิ่ แลว้ ผลทสี่ ดุ กก็ ลบั มานอนเฝา้
อยู่นน่ั แหละ ตาหลับหรๆี่ อยนู่ ่ันแลว้ สนุ ขั ตัวอนื่ จะมากินมนั ขู่ โฮกๆ สญั ชาติสุนัข
กเ็ หมอื นกบั คนเรา คนก็เหมือนสนุ ัข สัญชาตญาณอนั นี้ ย่อมเป็นอยา่ งนน้ั ฉะนนั้
การประพฤติปฏิบัติตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้านี้จึงมีอ�ำนาจหักหาญกันเลยทีเดียว
กบั กเิ ลสทง้ั หลาย ถา้ ไมท่ ำ� อยา่ งนน้ั กไ็ มเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไร แตค่ นเรากเ็ หน็ วา่ สไู้ มไ่ หว
มีนอ้ ยท่จี ะศรัทธาอย่างนัน้
ฉะนน้ั พวกเราทงั้ หลายทเ่ี ขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนานี้ ตอ้ งมอบกายถวายชวี ติ
ไม่ตอ้ งไปท�ำ ไม่ต้องไปคุยเร่ืองท่มี นั สนกุ สนาน ปล่อยทงิ้ ไป บางคนก็ไปคุย สึกแลว้
จะไปท�ำโนน่ ท�ำนี่ เลี้ยงหมบู ้าง เลย้ี งไกบ่ า้ ง อะไรต่ออะไรวนุ่ วาย ยงั ไม่สกึ เล้ยี งไก่
เสยี แลว้ เลยี้ งหมูเสยี แล้ว ถงึ เรามีเวลาบวชน้อยกช็ า่ งเถอะ เราท�ำให้ถูกตอ้ งทุกอย่าง
เมอื่ เราจะทง้ิ มนั ได้ เรากต็ อ้ งพจิ ารณาเหน็ แลว้ วา่ สงิ่ นน้ั ควรจะทง้ิ เราถงึ ทง้ิ มนั ได้ อะไรท่ี
เราละมนั ได้ เพราะเราเหน็ โทษในสงิ่ ทงั้ หลายทเี่ ราจะละมนั ทเี่ ราปฏบิ ตั ไิ ดเ้ ชน่ นนั้ กเ็ พราะ
เห็นวา่ มนั เป็นประโยชนร์ อ้ ยเปอรเ์ ซ็นตเ์ ลย จึงทำ� ประโยชน์นนั้ ไดอ้ ยา่ งนที้ ุกคน
คนเราทบ่ี วชเขา้ มาแลว้ ตงั้ ใจมาบวชเอาบญุ แตว่ า่ เขา้ มาแลว้ มาเอาบาป เปน็ คน
หัวด้ือ อะไรต่ออะไรหลายๆ อย่าง ไม่อยู่ในโอวาทค�ำสอนของครูบาอาจารย์และ
ไมพ่ ิจารณา
ดังน้ัน พวกเราทั้งหลายทุกรูปจงพากันตั้งอกต้ังใจ พระท่ีต้ังใจจะจ�ำพรรษา
กบั ผม ในวนั นท้ี ผี่ มไดบ้ อกไปนนั้ กค็ งเขา้ ใจกนั แลว้ และผมกข็ ออภยั ดว้ ย ผดิ ถกู อยา่ งไร
ก็เอาไปพิจารณากันดูเถอะ ให้ดูในใจของท่านท้ังหลายก่อนท่ีจะมาจ�ำพรรษาท่ีน่ีน่ะ
โดยมากจวนๆ จะเข้าพรรษาถึงจะไปกันมันไม่ได้ ท่ีอน่ื ได้ แต่ทนี่ ไี่ ม่ได้ จะต้องมา
ฝึกกันให้รู้เรื่องเสียก่อนว่าเขาท�ำอะไรต่ออะไรกัน มันต้องมีความเปล่ียนแปลงนะ
ความเห็นของเรานั้น ที่เรามาดูกันมาประพฤติกันปฏิบัติกันน้ี เดือนอ้ายเดือนย่ี
285
มากนั มาอย่ตู ามปา่ น่แี หละดทู า่ นท�ำอะไรกนั ทา่ นปฏิบตั อิ ย่างไรกนั เราจะไดร้ จู้ กั ว่า
ผลทสี่ ดุ แลว้ เราชอบไหมการปฏบิ ตั อิ ยา่ งนี้ อาหารในวดั นะ่ เราชอบไหม เราชอบขอ้ วตั ร
ปฏบิ ตั กิ บั ทา่ นไหม เมอ่ื ตา่ งคนกต็ า่ งชอบดว้ ยกนั ทกุ คน อยดู่ ว้ ยกนั แลว้ กส็ บาย จงึ ตอ้ ง
ขอนิสยั ให้มันมีนสิ ัยเสยี กอ่ น เขา้ ขอนสิ ยั เอาเป็นที่พ่ึงทพ่ี �ำนกั ของเรา เคารพคารวะ
เรียนกรรมฐานต่อไป อันนี้ยังไม่รู้เรื่องมันก็ล�ำบากอยู่ เวลามันน้อย ท�ำไมถึงท�ำ
อยา่ งนี้ ผมเคยเปน็ มาแล้ว เคยท�ำมาแลว้ เคยเปน็ มาแลว้ ถึงท�ำอยา่ งนี้
การบวชนไ้ี มย่ าก สำ� คญั ทบ่ี วชมาแลว้ บวชวนั นก้ี ไ็ ดไ้ มย่ าก แตว่ า่ ทำ� ไมถงึ ไมบ่ วช
ไมถ่ งึ กาลเวลาทจ่ี ะบวช ยงั ไมส่ มควร และการบวชนนั้ เทา่ ทที่ ำ� มานน้ี ะ่ จะบวชเวลาไหน
ก็ได้ ในพรรษาก็ได้ ถ้ายังไม่เหมาะสม ผมไม่รีบบวชให้ บวชแล้วมาท�ำความชั่ว
ทำ� ความผดิ บวชมาท�ำไม เรามาบวชเพอื่ จะมาหาบุญหากุศลน้ี ถ้ายงั ไม่สมควรผม
ไมบ่ วชให้ ถา้ สมควรแล้วก็บวชให้ อายุ ๒๐ ปี ครบบริบรู ณ์แลว้ บวชเป็นสามเณร
ถงึ วนั เข้าพรรษาบวชสมาทานพรรษาเลย อยูไ่ ปถงึ เดือน ๙ เดอื น ๑๐ น่ันกย็ งั ได้
บวชใหก้ ็เป็นพระได้ พรรษารบั กฐนิ ไดส้ มบรู ณบ์ รบิ ูรณ์เหมอื นกัน ยังดกี วา่ ท่ีบวชเข้า
มาไม่ร้เู รอ่ื งอะไร ไปทำ� ผิดทำ� บาปเสยี มนั ก็ไมค่ ่อยดี อันนี้พดู ให้ฟังให้เขา้ ใจ
เรื่องปฏิบัติน้ันบางคนกอ็ ยากจะได้ คดิ ว่านั่งกรรมฐานมันจะสงบกเ็ ลยมาบวช
นกึ วา่ มันเปน็ ของง่ายๆ บางทมี านงั่ กัดฟันอยูน่ ี่ให้สงบ ก็ยงิ่ ไปกันใหญ่ หมดท่าหมด
ทางไม่มที จี่ ะสงบ เร่ืองจิตของเราน้ี มนั รสู้ กึ นึกคดิ ไปหลายอยา่ ง ทีนีเ้ ราจะท�ำให้มัน
เป็นอารมณ์เดียว แต่พอไปน่ังมันก็หลายอารมณ์อีกแล้ว ก็เลยพยายามหาอารมณ์
อันเดียวอยู่นั่นแหละ อารมณ์อันเดียวก็ไม่รู้จักนะ แต่อยากให้เป็นอารมณ์เดียว
ความเปน็ จรงิ จติ ของเรานน้ั มันเล่นกบั อารมณ์นี้มาตง้ั แต่เกิดแลว้ มันเป็นของมนั อยู่
อยา่ งน้ี ทนี ี้ เราจะมาทำ� อารมณท์ ง้ั หลายใหม้ นั นอ้ ยลง มาตดั มนั ออกเสยี มาภาวนากนั
เอาอะไรมาแทนหลายๆ อารมณ์ให้มอี ารมณ์เดยี ว บางทมี ันกม็ แี กว้ มไี ห มีกลอ่ ง
มอี ะไรหลายๆ อยา่ ง บดั นเี้ ราทง้ิ มนั ไมต่ อ้ งเอา เราจะเอาถว้ ยใบเดยี วเทา่ นนั้ พวกขวด
จานต่างๆ นี่ชา่ งมนั เถอะเรยี กว่าภาวนา พทุ โธ นง่ั ขดั สมาธิ ขาขวาทับขาซา้ ย มือขวา
ทบั มอื ซา้ ย ตงั้ กายใหต้ รง ไมต่ ้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องท�ำอะไรมาก
286
เราภาวนานค่ี ลา้ ยๆ เราจะทำ� อยา่ งนน้ี ะ แกว้ ใบนเี้ อามาตงั้ ไวต้ รงนี้ ตง้ั ไว้ ๑ นาที
แลว้ ใหห้ ยบิ มาตง้ั ทนี่ ่ี ๑ นาที ได้ ๑ นาทแี ลว้ กห็ ยบิ มาตงั้ ตรงนนั้ อกี ๑ นาที สมมตุ นิ ี่
ทำ� อยอู่ ยา่ งนที้ า่ นให้ท�ำเทา่ น้ี เรือ่ งอื่นทา่ นไมใ่ ห้คดิ ไม่ให้รู้เรื่อง มันจะไปที่ไหนก็ชา่ ง
แก้วใบนี้ เพือ่ อะไร เพ่อื ไม่ใหม้ อี ารมณ์หลายอยา่ ง ใหม้ ีเทา่ น้ี ตง้ั น่ี ๑ นาทีแลว้
ยกมาตัง้ น่ี ๑ นาที ธุระทีจ่ ะทำ� ใหจ้ ติ สงบ มีธรุ ะเท่านี้ ไม่ให้มาก จะท�ำไปทำ� ไมหนอ
อย่าคิดไป ท�ำไปมันเป็นอะไร อยา่ คิดไป คิดไปก็ไมต่ ามมนั น่ีก็เปรยี บกบั ลมหายใจ
เขา้ ออก หายใจเขา้ และกห็ ายใจออก ใหร้ จู้ กั วา่ มนั สนั้ รจู้ กั วา่ มนั ยาว วางไวเ้ ฉพาะหนา้
การปฏบิ ตั กิ รรมฐานน้ี บางคนกท็ ำ� เฉพาะเวลาขยนั เมอ่ื ขเี้ กยี จแลว้ กไ็ มท่ ำ� อนั นี้
ก็ไม่ถูกต้อง เราไม่ต้องพูดถึงมันหละ เรื่องขยันเร่ืองขี้เกียจน้ีมันต้องมีอยู่เร่ือยไป
ขยันกช็ ่างมันเถอะ เกียจครา้ นก็ช่างมันเถอะ จะตอ้ งทำ� อยา่ งนเ้ี รอื่ ยๆ ไป นีเ่ รียกว่า
ทำ� การตดั กเิ ลสไปเรอ่ื ยๆ ถา้ วนั นข้ี ยนั กท็ ำ� ไมข่ ยนั กเ็ ลกิ มนั กท็ ำ� ตามความคดิ ทำ� ตาม
กเิ ลสของเราเท่าน้ันแหละ มันจะตัดกระแสของกเิ ลสได้เมื่อไหร่
ฉะน้ันท่านจงึ ให้มสี ตอิ ยู่ มสี มั ปชญั ญะอยู่ แลว้ ก็มคี วามรูร้ อบอย่เู สมอ แล้วก็
ท�ำไป ออกจากการน่ังสมาธิแล้วเห็นอะไรก็พิจารณาเร่ือยๆ ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่
มปี ัญญาอยู่เรอ่ื ยไมล่ มื ตัว อันนี้มนั จะเป็นนิสัย จะเปน็ ปัจจยั จะเปน็ พลังองคห์ นึง่
มนั นอ้ ยแลว้ ใหม้ นั มากขน้ึ มาได้ นท่ี า่ นเรยี กวา่ การเจรญิ การเจรญิ ภาวนานกี่ ต็ อ้ งเปน็
อย่างน้ี เมอื่ เราอยากจะใหส้ งบ เม่อื ไปนงั่ ไม่ได้ความสงบกค็ ดิ วา่ เราไม่มีบุญ แลว้ ก็
สึกไป อะไรท้งั หลายเหลา่ นคี้ ิดไปอย่างน้ี ไมใ่ ชว่ า่ เราจะไปทำ� ตามใจของเราไดง้ ่ายๆ
บังคบั บัญชามันไมไ่ ดอ้ นั น้ี จะตอ้ งท�ำใจเราให้เยือกเยน็ จะตอ้ งอดทนต่อการกระท�ำ
ตอ่ ธรรมะคำ� สอนอยู่เสมอ การปฏบิ ัติน่ไี ม่ใชว่ ิบตั นิ ะ ถ้าเรามาปฏิบัติกต็ อ้ งท�ำทัง้ กาย
ทง้ั จติ ของเรา ถา้ วบิ ตั แิ ลว้ มนั กเ็ สยี หายเทา่ นน้ั แหละคอื เกยี จครา้ นไมก่ ลา้ ทำ� ไมท่ ำ� ตาม
ไม่มีศรัทธา บางคนก็บวชเข้ามาด้วยศรัทธา แต่เข้ามาย่�ำยีค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
โดยไมร่ ตู้ วั เหมอื นกนั กม็ ี ฉะนน้ั ในกลมุ่ ปฏบิ ตั ทิ กุ วนั นม้ี นั มนี อ้ ย ทผ่ี มฝา่ ฟนั อปุ สรรค
มาครั้งแรกก็อยา่ งนแ้ี หละ
287
การปฏิบัตินะ ถ้าไม่รู้จะปฏิบัติยังไง มันต้องรู้ปฏิบัติน่ะ มันรู้ยังไง มันก็รู้
น่ันแหละ เช่นว่าโยมเอาผลไม้ผลหน่ึงมาถวาย เราไม่รู้จักช่ือมันหรอก แต่เรารู้ว่า
รสมันหวานอร่อย มนั รรู้ สแตเ่ ราไม่รู้ช่อื รู้ว่ารสมนั หวานไหม อร่อยไหม ก็พอแลว้
จะเป็นผลไม้อะไรน่ีไม่จ�ำเป็นต้องรู้เท่าไหร่ ถ้ามีใครมาบอกก็จ�ำไว้ก็ได้ ถ้าไม่รู้ช่ือ
ก็ปล่อยท้ิงเสีย เพราะว่าถึงเรารู้ช่ือ มันจะมีรสหวานเพ่ิมข้ึนก็ไม่ใช่ จะมีรสเปรี้ยว
เพ่ิมข้ึนอีกก็ไม่ใช่ จะรู้ช่ือหรือไม่รู้ชื่อมันก็แค่น้ันแหละ เหมือนกับเราฉันอาหารนี่
มันอร่อย เราก็รู้วา่ มันอร่อย ไม่จ�ำเปน็ จะต้องพดู ว่าอร่อย ไมอ่ อกปากมันก็ร้อู ยูแ่ ล้ว
ความรอู้ ย่างนมี้ นั มคี รับ ธรรมชาตมิ นั มีแล้ว”
ผใู้ หม่
บวชเขา้ มา ๕ พรรษาแรก ยงั ถือวา่ เปน็ ผใู้ หม่ คือเป็นพระนวกะ ตอ้ งอยกู่ ับ
ครอู าจารย์ ถา้ ไมอ่ ยู่วัดหนองป่าพงกบั หลวงพอ่ ก็ต้องไปอยู่ตามวดั สาขา หรืออาจ
ติดตามพระที่มีอายุ ๕ พรรษาขึ้นไปออกธุดงค์ก็ได้ แต่ห้ามเด็ดขาดส�ำหรับการท่ี
พระนวกะจะออกเท่ียวธุดงค์โดยไม่มีพระผู้ใหญ่เป็นผู้น�ำ สมัยก่อนที่พระเณรยัง
ไมม่ าก หลวงพอ่ จะเปน็ ผตู้ ดั สนิ วา่ ใครจะไปอยทู่ ไี่ หน บางทที า่ นสง่ั พระใหไ้ ปอยทู่ อี่ นื่
กะทันหัน ไม่บอกล่วงหน้า ต่อมาพระเณรมากข้ึน พระท่ีไหนอยากย้ายสาขาต้อง
เดินทางไปวดั หนองป่าพงเพื่อขออนญุ าตหลวงพ่อเสยี ก่อน
ปลอ่ ยไวก้ อ่ น
เม่ือชื่อเสียงของหลวงพ่อเริ่มระบือลือเล่ือง ผู้ที่สนใจในปฏิปทาการปฏิบัติ
ของวัดหนองป่าพงก็ทยอยกันบ่ายหน้ามาสู่ส�ำนักเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ ทั้งที่เป็น
พระอาคันตกุ ะและฆราวาส ส�ำหรับวิธสี อนผู้มาใหม่น้นั พระอาจารยเ์ ทยี่ งได้เลา่ วิธี
บางอยา่ งของหลวงพ่อใหฟ้ งั ว่า
“ผู้มงุ่ เขา้ มาประพฤตปิ ฏิบัตใิ นวดั หนองปา่ พง มาใหม่ๆ ทา่ นก็จะปลอ่ ยให้อยู่
ไปก่อน ไม่ได้พูดอะไรด้วย เพียงแต่ถามข่าวเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็อยู่ไปอย่างน้ัน
288
ผดิ ก็ไม่ว่า ถูกก็ไมว่ า่ ปลอ่ ยไว้สกั อาทิตยห์ นึ่ง หรอื หา้ วนั หรือสามวนั แลว้ แต่กรณี
แล้วทา่ นจึงจะพูด ขอ้ น้ผี มคิดวา่ เป็นวธิ กี ารของทา่ นทดี่ ีที่สุด คือตอ้ งดกู อ่ นว่า คนนี้
จะมสี ตปิ ญั ญาไหม มคี วามฉลาดรอบตวั ไหม รจู้ กั สงั เกตไหมหรอื เปน็ คนโง่ ไมส่ งั เกต
ไม่รอบคอบ เมือ่ จับจดุ ออ่ นจับนสิ ยั ได้ รู้จกั ขอ้ บกพร่องของบคุ คลนนั้ แล้ว ท่านจงึ
จะอบรมสง่ั สอน”
ศีลตอ้ งบรสิ ุทธิ์
ท่านพระครูบรรพตวรกิตได้เล่าประสบการณ์ของท่าน เมื่อเข้ามาอยู่วัด
หนองปา่ พงและไดร้ ับการแนะนำ� ส่ังสอนจากหลวงพ่อว่า
“ในการสอนคร้ังแรกท่านก็สอนให้มีความบริสุทธิ์เป็นพ้ืนฐาน ถ้าไม่มีความ
บรสิ ทุ ธิ์ ศีลไมด่ ีมลี บั ลมคมในแล้ว ก็จะไปไมร่ อด ถา้ ผดิ กต็ อ้ งบอกว่าผิด ถูกต้อง
บอกว่าถูก วิชาความรู้ต่างๆ ทา่ นใหเ้ กบ็ เขา้ ตใู้ ห้หมด เวทมนตรค์ าถา เครอ่ื งรางของ
ขลงั ตา่ งๆ ทงิ้ ใหห้ มด ทา่ นจะสอนใหม่ ผดิ ถกู ยงั ไงกใ็ หเ้ อาตามทา่ นไปกอ่ น แลว้ คอ่ ย
มาวา่ กนั ทหี ลงั เมอ่ื ทา่ นพสิ จู นศ์ รทั ธา ความเคารพเชอ่ื ถอื ของผม เหน็ วา่ ผมเชอื่ ถอื ทา่ น
ทำ� ตามทา่ นทั้งหมด ท่านจงึ ได้เร่ิมสอน ผมบวชมา ๖ พรรษา ไม่เคยนง่ั สมาธิเลย
ท่านกส็ อนวธิ นี งั่ สมาธิ เดนิ จงกรม ทางกายก็ให้รู้จักวางลม ตง้ั สติ ผมกป็ ฏบิ ตั ิตาม
ทา่ นทกุ อยา่ ง มุ่งม่ันจะเอาดีใหไ้ ด้ งานก่อสร้างซ่ึงผมเคยทำ� มา เชน่ ชา่ งอิฐ ชา่ งไม้
ช่างปนู ท่านก็ใหว้ างมือทง้ั หมด”
พระอาคันตุกะ
เมื่อปฏิปทาในการด�ำเนินข้อวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อโด่งดังออกไป นอกจาก
ฆราวาส ญาตโิ ยมจะมศี รัทธาหลง่ั ไหลมากราบนมัสการ และช่นื ชมความงดงามใน
ศีลาจารวัตรของพระสงฆ์วัดหนองป่าพงแล้ว ภิกษุจากต่างส�ำนักก็ทยอยกันเข้ามา
ขอโอกาสศกึ ษา และปฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ยเช่นเดยี วกัน ซ่งึ ถ้าใครมาจากส�ำนักท่ีหลวงพอ่
289
คนุ้ เคย มขี อ้ วตั รปฏบิ ตั ซิ งึ่ คลา้ ยกบั วดั หนองปา่ พงกไ็ มม่ ปี ญั หาอะไร แตถ่ า้ เปน็ สำ� นกั
ทมี่ ีข้อวัตรปฏบิ ตั ทิ ่ีไม่เสมอกัน โดยเฉพาะท่ไี ม่ใหค้ วามสำ� คญั ต่อการรกั ษาพระวนิ ัย
มากนัก จะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บของพระอาคนั ตกุ ะที่หลวงพอ่ ตั้งไว้ กลา่ วคือ
ในขน้ั แรก ใหพ้ กั ไดใ้ นเวลาจำ� กดั ไมเ่ กนิ สามคนื เวน้ แตม่ เี หตจุ ำ� เปน็ ถา้ พระรปู ใดมคี วาม
ประสงค์จะเข้ามาปฏิบัติร่วมหมู่คณะมอบตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ ต้องมีหนังสือ
รับรองจากอุปชั ฌายอ์ าจารย์เดมิ มาแสดงเปน็ หลกั ฐานดว้ ย
ทนได้กไ็ ดด้ ี
ระหว่างพ�ำนักอาศัยในฐานะพระอาคันตุกะที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นศิษย์
ในสำ� นกั วดั หนองปา่ พง พระจากตา่ งถนิ่ ตา่ งขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิ จะตอ้ งใชค้ วามอดทนมาก
ในการพสิ ูจนต์ วั เองใหห้ ลวงพ่อและคณะสงฆ์เหน็ ว่าเป็นผูม้ ศี รัทธามน่ั คง และม่งุ ม่นั
มาเพอื่ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามแนวทางเดยี วกนั จรงิ ๆ เพราะระเบยี บปฏบิ ตั ติ ลอดจน
ทา่ ทขี องพระเจา้ ถนิ่ ทแี่ สดงตอ่ พระอาคนั ตกุ ะในบางครงั้ อาจดคู ลา้ ยกบั เปน็ การตง้ั ขอ้
รงั เกยี จหรอื ดถู กู เชน่ การไมอ่ นญุ าตใหเ้ ขา้ รว่ มอโุ บสถสงั ฆกรรม และในการบณิ ฑบาต
การรับแจกอาหาร พระอาคันตุกะต้องเดินท้ายแถวหรือนั่งต่อจากพระพรรษาน้อย
ทส่ี ดุ ของพระวดั หนองปา่ พง แมว้ า่ พระอาคนั ตกุ ะมพี รรษามากแคไ่ หนกต็ าม ทนี่ ง่ั ฉนั
อาหารและฉนั นำ�้ ปานะกอ็ ยทู่ า้ ยแถว หรอื อาจจดั ไวต้ า่ งหาก กจิ การงานของสงฆท์ กุ อยา่ ง
จะหนกั หนาสาหสั แคไ่ หน พระอาคนั ตกุ ะตอ้ งเอาเปน็ ธรุ ะโดยพรอ้ มเพรยี งกนั จะหลกี เลยี่ ง
หรอื บดิ พรว้ิ ไมไ่ ด้ และตอ้ งยอมปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บกตกิ าทก่ี ำ� หนดไว้ เพอื่ ความเปน็
อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ของหมคู่ ณะทกุ ประการ เมอื่ บกพรอ่ งหรอื ผดิ พลาด กต็ อ้ งอดทน
ต่อการตกั เตือนหรือชี้โทษจากพระเจ้าถ่ินอย่างน้เี ป็นต้น
อยา่ งไรกต็ าม เมอ่ื เวลาผา่ นไปพอสมควร หากพระอาคนั ตกุ ะพอใจในขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ของวัดหนองป่าพง มีความเคารพ ศรัทธาและเล่ือมใสในตัวหลวงพ่อ ตลอดจน
มีความเชื่อถือและไว้วางใจในเพ่ือนสหธรรมิกร่วมส�ำนัก และหลวงพ่อก็ได้เห็นว่า
พระอาคันตุกะเป็นผู้มีความอดทน มีความศรัทธาแน่วแน่ มั่นคงต่อการประพฤติ
290
ปฏบิ ตั ิ มปี กตอิ อ่ นนอ้ ม เชอื่ ฟงั การวา่ กลา่ วสง่ั สอนและพรอ้ มทจ่ี ะกระทำ� ตามหมคู่ ณะ
ก็ถึงเวลาอันสมควรท่ีพระอาคันตุกะจะรับนิมนต์เข้าหมู่สงฆ์ เร่ิมแรกมีการเปลี่ยน
บรขิ ารตา่ งๆ ทง้ั หลายใหถ้ กู ตอ้ งตามพระวนิ ยั เพอื่ สมาชกิ ใหมไ่ ดเ้ ปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธหิ์ มดจด
สำ� หรบั การเขา้ รว่ มหมคู่ ณะ เปน็ เพอ่ื นรว่ มทางเดนิ เดยี วกนั อยา่ งอบอนุ่ ตอ่ ไปโดยไมม่ ี
การแบง่ แยก
ส�ำหรับขั้นตอนการเปลี่ยนบริขารนั้นละเอียดลออมาก เร่ิมจากการตรวจสอบ
บรขิ ารทกุ ช้นิ ทุกอันว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องตามพทุ ธบญั ญตั ิหรือไม่ (ตามพระวินยั
ที่มีมาในพระปาฏิโมกข์ ท่านบัญญัติห้ามภิกษุรับ หรือมีกรรมสิทธิ์ในเงินและทอง
อกี ทงั้ หา้ มซอื้ หา แลกเปลยี่ นสงิ่ ของเครอื่ งใชด้ ว้ ยเงนิ และทอง และปรบั อาบตั นิ สิ สคั คยิ -
ปาจติ ตียส์ �ำหรับผลู้ ่วงละเมดิ เมือ่ ตอ้ งอาบัตแิ ล้วต้องน�ำของนนั้ มาสละท่ามกลางสงฆ์
จงึ จะแสดงอาบตั ิตก) ถ้ามบี ริขารส่วนใดทไ่ี ด้มาโดยไมถ่ ูกตอ้ งกจ็ ะถกู เปลี่ยนออกไป
หรืออาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ท้ังหมดก็ได้ เพราะบริขารที่ไม่บริสุทธ์ิน้ีเป็นเหตุให้เกิด
นิวรณ์ในจิตใจของผปู้ ฏิบัติ ดงั เชน่ ท่หี ลวงพ่อเคยปรารภว่า...
“เม่ือภาวนาไปจติ กส็ งสัยวุ่นวายอย่นู ัน้ แหละ ถา้ ได้ถอดออกอย่างนี้แลว้ กจ็ ะ
ไมม่ ีข้อสงสยั เร่อื งของใช้อกี ต่อไป”
ต่อจากน้ัน ก่อนท่ีจะอนุญาตให้ศิษย์ใหม่เข้าร่วมอุโบสถสังฆกรรมต่างๆ ได้
กจ็ ะตอ้ งสอบถามเกย่ี วกบั อาบตั หิ นกั ซง่ึ บางรปู อาจมตี ดิ ตวั มา จำ� เปน็ ตอ้ งชำ� ระสะสาง
ให้หมดส้ินไปเสียก่อน จึงจะถือเป็นปกติภิกษุ คือมีความเป็นอยู่เสมอกัน มีศีล
เสมอกนั มขี อ้ ประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ ปน็ อนั เดยี วกนั เมอื่ เปน็ เชน่ นกี้ เ็ ปน็ อนั รบั เขา้ เปน็ ศษิ ย์
ในส�ำนักวัดหนองป่าพงอย่างสมบูรณ์ แล้วจึงจะมีการขอนิสัยคือขออยู่ในโอวาท
คำ� สั่งสอนของครบู าอาจารย์ต่อไป
พระเถระหลายรูปซ่ึงเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ เช่น ท่านเจ้าคุณพระมงคล-
กิตติธาดา พระครูบรรพตวรกิต พระอาจารย์มหาสุพงษ์ พระอาจารย์มหาบุญมี
รวมทง้ั พระอาจารย์เลี่ยม รกั ษาการเจ้าอาวาสวดั หนองป่าพงในปจั จุบนั ลว้ นแตเ่ คย
291
เปน็ พระอาคนั ตกุ ะ ไดผ้ า่ นการทดสอบมาแลว้ อยา่ งงดงามทงั้ สน้ิ ญาตโิ ยมทไี่ มเ่ ขา้ ใจ
ในอบุ ายของหลวงพอ่ เมอ่ื เหน็ พระอาคนั ตกุ ะพรรษามากตอ้ งไปนง่ั ทา้ ยแถว เคยกราบ
เรยี นถาม
“แหม หลวงพอ่ รปู นน้ั ทา่ นเปน็ ถงึ ทา่ นมหา ทำ� ไมเอาทา่ นไปไวเ้ สยี ไกล” หลวงพอ่
ตอบวา่ “เออ! ช้างใหญก่ ็ตอ้ งล่ามโซเ่ สน้ ใหญ่เปน็ ธรรมดา”
เมอ่ื ฟงั ครบู าอาจารย์ พระเถระ เลา่ ถงึ ความหลงั ครงั้ กระโนน้ จะชว่ ยใหเ้ หน็ ภาพ
การรบั พระอาคันตุกะของวดั หนองป่าพงได้ดขี น้ึ วา่ เขม้ งวดกวดขนั เพยี งใด
เหลือสบงผนื เดียว
“สมยั ผมเขา้ มาใหม่ๆ ประมาณปี ๒๕๐๓” ท่านพระครบู รรพตวรกิตเริม่ เร่อื ง
“มาอยตู่ อนแรกๆ ทา่ นไมย่ อมรบั อา้ งวา่ ไมไ่ ดต้ ดิ ตอ่ มากอ่ น กฏุ ไิ มว่ า่ ง ญาตโิ ยม
ท่มี าดว้ ยกันกช็ ่วยกันอ้อนวอนอยนู่ าน และรับว่าจะออกเงนิ สร้างกฏุ ิให้ ทา่ นจึงยอม
ก่อนมาอยู่กบั ทา่ น ผมก็บวชอยู่วดั บา้ น ปฏปิ ทากเ็ ปน็ อย่างพระบา้ น ถึงเวลาสรา้ งกฏุ ิ
ใหผ้ ม หลวงพอ่ กม็ ายนื คมุ ผมกม็ ที ฏิ ฐนิ กึ ในใจวา่ พระเณรทวี่ ดั หนองปา่ พง นอกจาก
ไมโ่ อภาปราศรัยแลว้ ยังทำ� อะไรไมค่ อ่ ยเปน็ ผมก็ไมร่ วู้ ินยั เข้าไปท�ำเองเลย ขุดหลุม
ใสข่ อ่ื แป ตดั เถาวลั ย์มามดั หลวงพ่อท่านกไ็ ม่วา่ อะไร
ตอนแรกผมเขา้ ใจวา่ ความเปน็ อย่ใู นวดั ป่ากบั วดั บ้านคงไมม่ อี ะไรแตกตา่ งกนั
มากนกั ขา้ วของเครอ่ื งใชต้ า่ งๆ กเ็ ตรยี มมามากมาย อยา่ งนม โอวลั ตนิ นกี่ เ็ ตรยี มมา
หลายกระป๋อง คดิ ว่าจะได้ชงฉนั ก่อนออกบณิ ฑบาต ผ้าจีวรกม็ เี ปลีย่ นหลายผืน
ตอนผมมานั้นอกี ประมาณ ๔-๕ วนั จะเขา้ พรรษา พออยู่ได้ถงึ วนั ท่สี ่ี ทา่ นก็
เรยี กประชมุ สงฆก์ อ่ นทำ� วตั ร ทา่ นใหอ้ าจารยเ์ ทย่ี งเปน็ คนตรวจบรขิ ารของพระมาใหม่
เพือ่ สำ� รวจอาบตั ิ ช�ำระความบริสทุ ธิ์ต่อหนา้ สงฆ์ ปรากฏวา่ วันนั้นผมเหลือสบงบางๆ
ผืนเดยี ว บริขารอ่นื ๆ ท้ังหมดเปน็ อาบตั ินสิ สคั คิยปาจติ ตยี ์ ท่านตรวจละเอียดมาก
292
บรขิ ารบางอย่างแมว้ า่ จะไมไ่ ดซ้ ื้อมาเอง โยมถวาย แตเ่ ราซอื้ สบ่หู รอื น�ำ้ ย้อม กถ็ อื วา่
เป็นของไมบ่ รสิ ุทธิ์ ไม่ถูกต้องตามธรรมวินยั ให้เอากลบั ไปวัดเดมิ ให้หมด หลวงพอ่
เล่าว่าสมยั ทา่ นย่งิ กวา่ น้ี ครูบาอาจารยใ์ หท้ ้งิ หมดเลย
แล้วจากน้ันอาจารย์เท่ียงก็ไปหาผ้าใหม่มาให้ผม เป็นผ้ากรรมฐานสีคล้�ำ
มรี อยจกั รยำ้� ตรงทขี่ าด ทา่ นกบ็ อกวา่ เรอ่ื งบริขารไมต่ อ้ งหว่ ง ถา้ ศีลของเราดีบริสทุ ธิ์
ของทกุ อยา่ งจะมาเอง จากนน้ั ทา่ นกป็ ระกาศใหส้ งฆท์ ราบ ใหผ้ มอธษิ ฐานแสดงอาบตั ิ
ผมแสดงอาบตั แิ บบพระปา่ กไ็ มเ่ ปน็ ตอ้ งวา่ ตามทา่ น เมอื่ สงฆร์ บั แลว้ ทา่ นกใ็ หช้ ว่ ยดแู ล
และเป็นพี่เลี้ยงของพระมาใหม่ ผมดีใจมากที่ได้บวชเป็นพระปฏิบัติ กลางคืนก็ยัง
ลกุ ข้ึนมาน่ังดบู าตรลูกใหม่”
อะไรกนั นักหนา
ส�ำหรับความรู้สึกต่อการต้อนรับในฐานะพระอาคันตุกะน้ัน ท่านพระครู
เปิดเผยวา่
“ไม่มบี าตรมา ก็ให้ฉนั ในกาละมัง ได้บาตรน้อยมากใ็ หฉ้ ันในบาตรนอ้ ย ไดผ้ ้า
ยงั ไงมาก็ใหน้ งุ่ อยู่อยา่ งนั้น ลองดูซิ อนั นผ้ี มเห็นของผมไมเ่ หมอื นกับเพ่อื น มาขอ
ท่านเปลีย่ นทา่ นไม่ให้ ผา้ นผี้ มจะไปตากราวเดียวกบั ท่านกไ็ ม่ได้ จะไปยอ้ มกับทา่ น
ทโ่ี รงยอ้ มกย็ งั ไมไ่ ดเ้ ลย พระอาคนั ตกุ ะมาเหมอื นรงั เกยี จกนั ไมร่ ว่ มกนิ ไมร่ ว่ มนอน
จนกระทั่งสงฆ์รบั รองเปลยี่ นผา้ ให้
“พอรบั เขา้ มารวมหมแู่ ลว้ ทนี ท้ี า่ นกเ็ ทศนไ์ ปอยา่ งหนงึ่ เทศนบ์ รรยายถงึ คณุ นน่ั
คุณน่ี เทศน์ถึงความสกปรกโสมมท่ีคณะสงฆ์ได้เมตตาสงเคราะห์สะสางให้อย่างน้ี
จะลืมบุญคุณไม่ได้ จะต้องจ�ำไว้ตลอดชาติตลอดชีวติ อยา่ งงัน้ อย่างง้ี ร้องไหเ้ ลย”
293