พูดแค่ ทา่ นไม่ใหด้ มื่ นำ�้ พูดไม่หมดเนอื้ ความ พ่อหนผู ไี ด้ยินแค่นน้ั ก็โกรธ ขึงขังไป
จากบา้ น จะไปไลพ่ ระ พระอะไรกนั นม่ี าจากไหน ไมอ่ าศยั ญาตโิ ยมหรอื ยงั ไง วา่ ไปโนน่
ฟงั ความครง่ึ เดยี ว กวา่ จะทำ� ความเขา้ ใจกนั ไดก้ .็ ..โอ พอเขา้ ใจกนั แลว้ ทนี ี้ เลยมาเปน็
ลกู ศิษย์ มาเปน็ ทายก...”
ชาวบา้ นบางกลมุ่ ทเ่ี สยี ผลประโยชนซ์ ง่ึ ไดจ้ ากปา่ เชน่ เคยมาตดั ไม้ ลา่ สตั ว์ เลย้ี ง
ววั ควาย กท็ ำ� ไมไ่ ด้ เพราะพระคอยหา้ มแกมขอรอ้ ง พวกนจี้ งึ คดิ หาอบุ ายขม่ ขวญั พระ
โดยใช้ผู้หญิงเปน็ เครื่องมือ เมื่อพระที่ไปบิณฑบาตสายน้ันรปู เดียวทราบเรื่องกว็ ติ ก
หลวงพอ่ จงึ รับไปบิณฑบาตสายนัน้ แทน แตโ่ ยมทดั ทานไว้
“ทา่ นอาจารยอ์ ยา่ ไปบณิ ฑบาตองคเ์ ดยี วนะ เขาวา่ จะใหส้ าวๆ มากอด แลว้ กร็ อ้ งวา่
พระข่มขนื ” แตห่ ลวงพอ่ กบ็ ย่ ั่น ตะโกนทา้ เลยว่า
“เออ มาเลย เกิดมายงั ไมเ่ คยถูกผู้หญงิ กอดสกั ที ใหม้ ากอดเลย ยิ่งชอบละ
อย่างน้ัน”
แตใ่ นทสี่ ุดก็ไม่มอี ะไรเกิดขน้ึ เรื่องราวกค็ ่อยๆ เงียบหายไป และบรรยากาศ
กค็ ล่คี ลายไปในทางที่ดีขน้ึ เร่ือยๆ
อกี อยา่ งหนงึ่ โยมบางคนเหน็ แกไ่ ด้ เหน็ ผกั ผลไมใ้ นวดั กอ็ ยากได้ เชน่ มะละกอ
ส้ม ฝรัง่ เป็นต้น ตอนแรกก็เข้ามาขอบา้ ง ตอ่ ๆ ไปก็ขโมยบา้ ง สุดทา้ ยความโลภ
มมี ากขึ้น ก็เอากระบงุ มาหาบเลย หลวงพอ่ ก็หาวธิ ีจับขโมย เม่อื ไดต้ ัวแลว้ ก็เรยี กมา
อบรมสง่ั สอนวา่
“คราวหลงั อยา่ ทำ� อยา่ งนอ้ี กี มะละกอนเี้ อาไปกก็ นิ ไดแ้ คว่ นั ๒ วนั เทา่ นนั้ แหละ
ให้ทำ� มาหากินดว้ ยความสุจรติ จะได้เปน็ ตัวอยา่ งทดี่ ีแกล่ กู หลานได้”
ทา่ นกส็ อนอยา่ งเปน็ มติ ร สอนดว้ ยเมตตา ครงั้ หนง่ึ โยมเอาสนุ ขั มาปลอ่ ยในวดั
หลวงพอ่ แก้ปัญหาอยา่ งนุ่มนวล โดยการพดู ตักเตอื นช้แี จงเหตผุ ลใหฟ้ ังเพอ่ื ท่ีจะไม่
ตอ้ งมาขัดเคืองกันในภายหลังวา่
94
“วัดปา่ ไม่ชอบหมา ไมช่ อบแมว สตั วข์ องเรานั้นมีมากแล้ว เปน็ พวกกระรอก
กระแต ไกป่ ่า อาตมามาอย่ทู นี่ ีก่ ส็ งวนไว้เผื่อลกู หลาน ตอ่ ไปมนั จะสูญพันธ์ุ ต้องการ
เอาไวใ้ หล้ กู หลานเหน็ ทน่ี เ้ี อาหมาเขา้ มาปลอ่ ย หมามนั กดั สตั วพ์ วกน้ี ตอ่ ไปกอ็ ยา่ ไดท้ ำ�
อยา่ งนอี้ กี ถา้ หมาตวั ไหนของใครคนนน้ั กเ็ อาไป ถา้ หากเอามาแลว้ ไมอ่ ยากเอากลบั ไป
อาตมาจะใหโ้ ยมเขาเอาไปเสยี กไ็ ด้ แตท่ หี ลงั อยา่ ทำ� อกี กระรอกกระแตนเ้ี ปน็ ของอาตมา
กเ็ หมอื นของโยมดว้ ย ไกป่ า่ ของอาตมากเ็ ปน็ ของโยมเหมอื นกนั ลกู หลานของโยมโต
ขนึ้ มา จะไดเ้ หน็ พนั ธข์ุ องมนั อยใู่ นวดั ถา้ มนั อยขู่ า้ งนอกกไ็ มเ่ หลอื แลว้ จงชว่ ยกนั รกั ษา”
ส่วนทางพระสงฆ์นั้น ปัญหาก็มีอยู่เหมือนกันในระยะเร่ิมแรก ซ่ึงก็เป็นเรื่อง
ธรรมดาของความคดิ เหน็ ทไ่ี มล่ งรอยกนั แมห้ ลวงปมู่ นั่ เองสมยั ธดุ งคม์ าพำ� นกั ในเขต
จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นกเ็ คยถกู ขบั ไลไ่ สสง่ มาแลว้ เนอื่ งดว้ ยพระเจา้ ถน่ิ เปน็ พระฝา่ ย
คามวาสี หรอื ทคี่ นทวั่ ไปเรยี ก พระบา้ นหรอื พระเมอื ง ปฏปิ ทาของทา่ นแตกตา่ งจากของ
พระฝา่ ยปฏบิ ตั หิ รอื พระปา่ พระบา้ นกร็ ะแวงวา่ พระปา่ ไมท่ ราบหลกั การอนั แทจ้ รงิ ของ
พระพทุ ธศาสนา เน่ืองจากไม่ไดเ้ รียนทางปริยตั ธิ รรม ธดุ งควัตรต่างๆ เช่น การฉนั
ในบาตร ท่านก็เห็นว่าเป็น อตฺตกิลมถานุโยคฺ เบียดเบียนตัวเองให้ล�ำบากเปล่าๆ
ทา่ นถอื วา่ พระธดุ งคก์ รรมฐานเปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐิ แลว้ อยา่ งนจี้ ะสอนชาวบา้ นถกู ไดอ้ ยา่ งไร
ทา่ นถาม สอนอะไรกค็ งเปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐไิ ปหมด แมก้ ารเทศนก์ พ็ ดู เอา ไมม่ คี มั ภรี ์ ไมม่ ี
ใบลาน เมอื่ ไม่มหี ลักกอ็ าจคดิ เอาเอง พดู เอาเอง
ในสมยั ทหี่ ลวงพอ่ มาอยวู่ ดั หนองปา่ พงใหมๆ่ นนั้ เปน็ ทยี่ อมรบั กนั วา่ วดั ทวั่ ๆ ไป
คอ่ นขา้ งยอ่ หยอ่ นในทางพระวนิ ยั กจิ กรรมหลายอยา่ งทด่ี ำ� เนนิ อยใู่ นวดั ขดั ตอ่ พระวนิ ยั
อยา่ งชดั เจน เชน่ งานประจำ� ปขี องวดั ทม่ี ี หมอลำ� รำ� วง การชกมวย ฉายหนงั และอน่ื ๆ
เปน็ ตน้ พระสงฆ์ก็ไม่คอ่ ยเคร่งในศีลของตน บางรูปเล้ยี งชีพดว้ ยการดหู มอ ใบห้ วย
หรือปรงุ ยารกั ษาโรค แตส่ มยั กอ่ นสิ่งเหล่านก้ี ถ็ อื วา่ เป็นของธรรมดา ชาวบ้านก็ไมม่ ี
เครอื่ งวัดการประพฤติปฏบิ ตั ขิ องพระสงฆ์ จงึ ไมค่ อ่ ยมีเสยี งวิพากษ์วจิ ารณ์ แต่เมื่อ
หลวงพอ่ และคณะสงฆ์วดั หนองปา่ พง ได้มาเป็นตัวอย่างแกช่ าวบ้านในลักษณะพระ
ผู้ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ก็เป็นธรรมดาเช่นกันที่
95
ฆราวาสหลายคนหนั มามองพระสงฆฝ์ า่ ยคามวาสดี ว้ ยสายตาใหม่ ผลคอื ศรทั ธาของ
ชาวบ้านและชาวเมืองเร่ิมเอนเอียงไปทางวัดป่ามากข้ึน ซึ่งท�ำให้พระในเมืองบางรูป
ชักไม่พอใจ พระผู้ใหญ่บางรูปมองหลวงพ่อและวัดหนองป่าพงด้วยสายตาอคติ
บางรปู กม็ องดว้ ยความไมเ่ ขา้ ใจ บางรปู กม็ องดว้ ยจติ ทเี่ ปน็ อกศุ ล พระผใู้ หญร่ ปู หนงึ่
ถึงกบั เรยี กหลวงพอ่ วา่ “พระผีบา้ ” ด้วยซ้ำ� แตห่ ลวงพ่อก็อดทน ไม่ถอื สา ไมโ่ ตต้ อบ
ไม่มปี ฏิกิริยา นอกเขตวัดกพ็ ยายามไมใ่ หม้ กี ารกระทบกระท่งั ดว้ ยความเช่ือม่ันว่า
“ธรรมยอ่ มรกั ษาผปู้ ระพฤตธิ รรม”
ถึงกาลถึงสมัย เชน่ เขา้ พรรษา ท่านก็พาพระลูกวดั ไปกราบนมสั การ ทำ� วตั ร
พระเถระตามธรรมเนียม แม้ว่าไปแลว้ ได้รับการพูดจาเสยี ดสหี รือดถู กู ดหู มิ่น ทา่ นก็
ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ทา่ นปฏบิ ตั เิ รยี บรอ้ ย ไมเ่ ปดิ ชอ่ งใหใ้ ครตำ� หนไิ ด้ มเี อกลาภหรอื วตั ถุ
ปัจจัยที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการของสงฆ์ในวัดบ้าน ซ่ึงวัดหนองป่าพงพอเอ้ือเฟื้อได้
หลวงพอ่ ก็น้อมนำ� ไปถวายเสมอ นอกจากนน้ั ในระยะแรก ทา่ นยงั จัดใหพ้ ระได้เรยี น
นักธรรม โดยหลวงพ่อสอนเองด้วย ซึ่งปรากฏว่าพระวัดหนองป่าพงสอบนักธรรม
ไดห้ มด ระยะหลงั แมว้ า่ วดั ไมไ่ ดจ้ ดั การสอน ทา่ นกอ็ นญุ าตใหพ้ ระทส่ี นใจไดศ้ กึ ษาเปน็
ส่วนตวั ซึง่ กเ็ ปน็ การแก้ภาพพจน์ท่ดี อี กี วิธีหน่ึง
ตอ่ มาเมอื่ พระผใู้ หญฝ่ า่ ยปรยิ ตั ิ เชน่ ทา่ นเจา้ คณุ พระมงคลกติ ตธิ าดา (สมยั นนั้
ยังเป็นพระอาจารย์มหาอมร) และ หลวงพ่อมหาสุพงษ์ ไดเ้ ขา้ มามอบตัวเป็นศิษยใ์ น
ส�ำนักวัดหนองป่าพงแล้ว และชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงพ่อโด่งดังขึ้นจนเป็นท่ี
ยอมรบั ของคนทว่ั ประเทศ ประชาชนจากทใี่ กลไ้ กลเรมิ่ หลง่ั ไหลมาสวู่ ดั มากขน้ึ ๆ อคติ
ต่างๆ จึงค่อยจางหายไป
อนงึ่ นอกจากบารมขี องหลวงพอ่ แลว้ แรงกดดนั ภายนอกดงั กลา่ วขา้ งตน้ กอ็ าจ
เปน็ ส่วนหน่ึงที่ทำ� ใหส้ ามัคคีธรรมของสงฆท์ ีว่ ดั หนองปา่ พงเจรญิ ม่นั คง อนั ส่งผลให้
ความเจรญิ ในดา้ นอน่ื ๆ ตามมานับแตบ่ ดั นนั้
96
วตั ถธุ รรม
ในสบิ ปแี รกของวดั หนองปา่ พง วดั ยงั มลี กั ษณะเปน็ ทพ่ี กั สงฆก์ ลางดง ถาวรวตั ถุ
ยงั มนี อ้ ย พระสงฆอ์ ยอู่ ยา่ งเรยี บงา่ ยในกฏุ เิ ลก็ ๆ มงุ ดว้ ยหญา้ คา ฝาผนงั ทำ� ดว้ ยใบตอง
หลวงพ่อพาลูกศิษย์ท�ำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์โดยไม่สนใจกับการพัฒนาทางวัตถุ
เทา่ ไรนกั ประกอบกับในสมัยนัน้ ทุนกอ่ สรา้ งไมค่ อ่ ยจะมี
ต่อมาช่ือเสียงของหลวงพ่อเริ่มขจรขจายทั้งในจังหวัดอุบลฯ และต่างจังหวัด
จ�ำนวนพระภิกษุสามเณรจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ญาติโยมที่มากราบนมัสการหลวงพ่อก็
มากขน้ึ โดยลำ� ดบั ภายในไมก่ ปี่ ี วดั หนองปา่ พงจงึ กลายเปน็ วดั ใหญ่ เปน็ ศนู ยก์ ลางของ
วดั สาขาหลายวดั จำ� เปน็ ตอ้ งปรบั สภาพของวดั ใหเ้ หมาะกบั บทบาทใหม่ วดั หนองปา่ พง
จงึ เตบิ โตตามเหตตุ ามปจั จยั จนกระทงั่ ในทส่ี ดุ กพ็ รงั่ พรอ้ มดว้ ยถาวรวตั ถอุ นั เหมาะสม
แกว่ ดั ปา่ อนั เปน็ วดั แมข่ องพระภกิ ษสุ ามเณรหลายรอ้ ยรปู ดว้ ยกนั มกี ฏุ พิ ระเณร ๗๐ หลงั
กฏุ แิ มช่ ี ๖๐ หลัง มีศาลาอเนกประสงค์ โรงฉัน เมรเุ ผาศพ ฯลฯ เนอื้ ที่ ๓๐๐ ไร่
หลวงพอ่ ไมย่ นิ ดใี นตกึ อาคารทห่ี รหู ราฟมุ่ เฟอื ย ฟงุ้ เฟอ้ หากมงุ่ คมุ การกอ่ สรา้ ง
ในวัดใหอ้ ยู่ภายในเกณฑท์ ่พี อดี สรา้ งแตส่ ิง่ มีประโยชน์จรงิ ๆ สรา้ งให้กลมกลืนกับ
ธรรมชาตใิ หม้ ากทส่ี ดุ และในลกั ษณะทไี่ มท่ ำ� ลายบรรยากาศ เรยี บงา่ ย มกั นอ้ ย สนั โดษ
ของวดั ป่า
หลกั การส�ำคัญทห่ี ลวงพอ่ ยึดไวเ้ สมอตน้ เสมอปลาย คอื การไม่ขออะไรเลยจาก
ญาตโิ ยม แมใ้ นทางออ้ มกต็ าม ฉะนนั้ การเจรญิ โดยวตั ถธุ รรมของวดั หนองปา่ พงคอ่ ย
97
ด�ำเนินไปอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ ตามหลกั สีเลน โภคสมฺปทา โดยไมม่ ีการเร่ียไรจาก
ชาวบา้ นเปน็ อนั ขาด หลวงพอ่ สอนอยเู่ สมอวา่ พระไปยงุ่ กบั การหาเงนิ กอ่ สรา้ งวดั เปน็ สงิ่
ทน่ี ่าเกลยี ด แต่ใหพ้ ระสร้างคน คนจะสรา้ งวดั เอง
แมช่ บี ญุ ยู้ ได้กล่าวถงึ การสร้างวัตถธุ รรมตา่ งๆ ในวดั หนองป่าพงว่า
“หลวงพ่อท่านไม่ให้มีการเร่ียไรข้าวของเงินทอง อันจะท�ำให้ญาติโยมต้อง
เดอื ดรอ้ น ใหส้ รา้ งไปตามกำ� ลงั ปจั จยั ถา้ หมดเมอื่ ไรกห็ ยดุ เอาไวก้ อ่ น งานการกอ่ สรา้ ง
ทุกอย่างอาศัยแรงงานของพระเณรเป็นส่วนใหญ่เพื่อเป็นการประหยัดและฝึกความ
อดทน ฝึกให้รู้จักเจริญสติในทุกอิริยาบถ เพ่ือเป็นการสร้างสรรค์ความสามัคคีใน
หมคู่ ณะ และเน่อื งจากปจั จัยในการกอ่ สรา้ งมีจ�ำกดั ไม่สามารถใช้ได้อย่างฟุ่มเฟือย
ส่ิงใดที่พอจะเป็นการประหยัดได้ก็ต้องท�ำเอง บางคร้ังก็มีชาวบ้านที่อยู่รอบๆ วัด
เสียสละแรงงานมาช่วยดว้ ย”
ศาลาการเปรยี ญและโรงฉนั
การกอ่ สรา้ งถาวรวตั ถเุ รม่ิ ตน้ อยา่ งแจง้ ชดั ดว้ ยศาลา (โรงธรรม) ซงึ่ เรม่ิ สรา้ งเมอ่ื
พ.ศ. ๒๕๐๖ มขี นาดกวา้ ง ๑๖ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ขณะทก่ี ำ� ลงั ปรบั พน้ื ทเ่ี ตรยี มจะสรา้ ง
มผี ทู้ กั ทว้ งหลวงพอ่ วา่ สรา้ งศาลาใหญเ่ กนิ ไป ดว้ ยวดั อยกู่ ลางปา่ ดงเชน่ น้ี จะมใี ครทไี่ หน
มากนั มากมาย หลวงพ่อจึงพดู แยง้ ข้ึนว่า
“โอย๊ ...บางทีศาลาจะเลก็ ไปเสยี ด้วยซ้ำ� อีกหนอ่ ยจะมคี นมามากมาย จะไม่มีที่
พอนัง่ กัน จะตอ้ งลน้ ออกไปขา้ งนอก”
ในกาลต่อมาก็ปรากฏเป็นจริงอย่างที่ท่านว่า จนเมื่อศาลาอยู่ในสภาพท่ีเก่า
ครำ�่ ครา่ มาก ใน พ.ศ. ๒๕๓๓ พระอาจารยเ์ ลยี่ มจงึ ไดร้ อ้ื ทง้ิ และสรา้ งใหมใ่ หก้ วา้ งขวาง
ยงิ่ ข้ึน
98
การสรา้ งในสมัยนนั้ ทำ� ตามกำ� ลังปจั จยั ไมร่ บี ร้อน ใช้เวลาหลายปีจงึ แลว้ เสรจ็
โดยในปแี รก พ.ศ. ๒๕๐๖ ไดห้ ลอ่ เสา ๖๐ ตน้ ไดเ้ ศษเหล็กเส้นมาจากสะพานเกา่
ทเ่ี ขาร้อื ท้ิง ในปีต่อมาไดเ้ ทคานและขนึ้ โครงหลงั คา จงึ แล้วเสร็จ และไดส้ รา้ งหอฉัน
ขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๕๒ เมตร ตอ่ ออกไปทางด้านหลงั ศาลา โดยไดร้ ับแรง
ศรัทธาจากญาตโิ ยมช่วยกนั บรจิ าคทัง้ ปจั จัยและแรงงาน จนการก่อสรา้ งส�ำเร็จลุล่วง
ไปดว้ ยดี ตอ่ มาในปี ๒๕๑๒ ได้เทพ้ืนยกอาสน์สงฆ์จนเสรจ็ สนิ้
ก�ำแพงและถนนรอบวัด
วดั หนองปา่ พงเปน็ วดั ทม่ี กี ำ� แพงสองชนั้ เนอื่ งจากเมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ไดข้ ยาย
ท่ดี นิ จากเดิม ๑๘๗ ไร่ เปน็ ๓๐๐ ไร่ จึงไดก้ ่อก�ำแพงช้ันที่ ๒ ขน้ึ สูง ๒ เมตร
ยาว ๒,๗๒๐ เมตร สว่ นก�ำแพงชั้นแรกนนั้ หลวงปู่เสยเล่าประวัติความเป็นมาว่า
“พอสรา้ งศาลาเสรจ็ กม็ าทำ� ถนน แลว้ กท็ ำ� เขตวดั กวา่ จะไดเ้ ขตวดั รอบกต็ อ้ งซอื้
ทด่ี นิ สบิ กวา่ เจา้ ของ กไ็ มม่ ปี ญั หาอะไร มอี ยแู่ ปลงเดยี วเทา่ นนั้ ทมี่ ปี ญั หา ใครๆ เขาขาย
แปลงละ ๑,๐๐๐ บาท แกไมย่ อม จะเอาแปลงละ ๑๐,๐๐๐ บาท พดู ยงั ไงกไ็ มย่ อมละ
แกบอกวา่ แกอยากไดม้ าก ถา้ ไมไ่ ดท้ แ่ี ก เขตวดั กไ็ มต่ อ่ กนั ลงทา้ ยเลยไปปรกึ ษาเถา้ แก่
สมหวงั ลกู แมฮ่ วยกบั พรรคพวก ชว่ ยซอื้ ให้ ในราคา ๑๐,๐๐๐ บาท ตอนแรกลอ้ มดว้ ย
รั้วลวดหนาม ตอ่ มาจงึ ได้สรา้ งเปน็ ก�ำแพง ซง่ึ ก็ไม่ใชง่ า่ ยๆ ตอ้ งหล่อเสา ผมเป็นคน
พาพวกชาวบา้ นทำ� พวกบา้ นกลาง บา้ นตาตดิ บา้ นผงึ้ พวกนไี้ ปตามมาชว่ ยงานได้ กลางคนื
ก็เอารถผใู้ หญบ่ ้านกลางไปรับคนมาขดุ หลมุ หลอ่ เสา ไดว้ นั ละ ๑๐ ตน้ เอาเสาลง
เขากท็ ำ� กนั สนกุ สนานตลอดคนื จนถงึ เชา้ หลวงพ่อไปบิณฑบาต นน่ั แหละจึงหยดุ
หลวงพอ่ ก็สงั่ ใหร้ างวลั เขา มีผา้ เชด็ หนา้ สบู่ ยาสีฟนั แปรงสีฟนั ก็เอาออกมา
แจกพวกหนมุ่ ๆ สาวๆ ตอ่ มาจงึ ไดจ้ า้ งเขาทำ� ชอ่ งละ ๒ บาท กท็ ำ� ไดว้ นั ละ ๕-๖ ชอ่ ง
สมยั ก่อนรายไดไ้ ม่ค่อยมี ทอดกฐนิ ทไี ดเ้ งินเข้าวัดหา้ หกรอ้ ยบาท”
99
ถูกต้องตามกฏหมาย
๒๘ ตลุ าคม ปี ๒๕๑๓ วดั หนองปา่ พงไดร้ บั หนงั สอื อนญุ าตใหเ้ ปน็ วดั ไดถ้ กู ตอ้ ง
ตามกฎหมาย กอ่ นหนา้ นน้ั เมอื่ ยงั เปน็ เพยี งสำ� นกั สงฆ์ เวลามกี ารอปุ สมบทตอ้ งพานาค
ไปรบั การอุปสมบทตา่ งวัดต่างต�ำบล ถ้าคราวใดมนี าคบวชพรอ้ มกันมากๆ ถงึ ครง้ั ละ
๓๐-๔๐ คน ก็มีปัญหาขัดข้องขลุกขลักในการนิมนต์พระคู่สวดกรรมวาจาจารย์
อนสุ าวนาจารย์ หลวงพอ่ จงึ ไดฝ้ กึ พระเถระทงั้ หลายใหช้ ว่ ยกนั ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ พระคสู่ วด
เพ่อื ใหพ้ ธิ อี ุปสมบทด�ำเนนิ ไปอย่างรวดเร็วยิ่งข้นึ
๒๙ เมษายน ๒๕๑๖ หลวงพ่อไดร้ ับตราต้ังเป็นเจา้ อาวาส
๔ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๑๗ หลวงพอ่ ได้รบั ตราตง้ั เปน็ พระอปุ ัชฌาย์
๕ เมษายน ๒๕๑๗ วดั หนองปา่ พงไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสมี า ปญั หาทจี่ ะตอ้ ง
พานาคไปบวชยงั วดั ตา่ งถน่ิ นน้ั กห็ มดไป เพราะการอปุ สมบทจะทำ� ไดแ้ ตใ่ นวดั ทไี่ ดร้ บั
พระราชทานวิสุงคามสีมาเทา่ นนั้
อโุ บสถ
ในสมยั ทยี่ งั ไมม่ อี โุ บสถ การใหก้ ารอปุ สมบท หรอื ทำ� อโุ บสถสงั ฆกรรมลงปาฏโิ มกข์
ใชศ้ าลาหลงั เลก็ (ตอ่ มาใชเ้ ปน็ เรอื นคลงั สงฆ)์ เปน็ สถานทปี่ ระกอบพธิ ี แตเ่ นอื่ งจากศาลา
นน้ั คับแคบและเก่าทรดุ โทรมมาก เพราะเปน็ อาคารหลังแรกทถี่ กู สร้างขนึ้ และใชง้ าน
มานานเกือบย่สี บิ ปีแล้ว คณะศษิ ยานศุ ษิ ยแ์ ละกรรมการวัดทุกฝา่ ยได้ประชุมปรกึ ษา
หารอื และมคี วามเห็นพอ้ งกนั วา่ วัดหนองป่าพงควรมีพระอโุ บสถ (โบสถ์) ทส่ี ะดวก
กว้างขวาง เพ่ือใช้เปน็ สถานทป่ี ระกอบสงั ฆกรรมสืบไป จงึ ได้น�ำเรื่องขน้ึ กราบเรียน
หลวงพอ่ เมือ่ ทา่ นพิจารณาถึงความเหมาะควรแลว้ จึงอนุญาตใหส้ ร้าง
คณะศิษยานุศิษย์และกรรมการวัดทุกฝ่ายได้น�ำข้อคิดของหลวงพ่อไปปรึกษา
หารอื และไดม้ อบหมายใหอ้ าจารยบ์ ำ� เพญ็ พนั ธร์ ตั นอสิ ระ อาจารยแ์ ผนกสถาปตั ยกรรมศาสตร์
100
วทิ ยาลยั เทคโนโลยแี ละอาชวี ศกึ ษา นครราชสมี า เปน็ ทง้ั สถาปนกิ และวศิ วกรอำ� นวยการ
สรา้ ง ซง่ึ อาจารยบ์ �ำเพญ็ ไดม้ ศี รทั ธาเขยี นแบบแปลนและคำ� นวณโครงสรา้ งถวายโดย
ไมค่ ดิ มลู คา่ พรอ้ มทง้ั ยนิ ดเี สยี สละเวลาตดิ ตามควบคมุ การกอ่ สรา้ งจนงานแลว้ เสรจ็ ลง
ดว้ ยดี
อาจารยบ์ ำ� เพญ็ ได้เลา่ ให้ฟงั ถงึ คราวที่ได้มโี อกาสมากราบนมสั การหลวงพ่อเปน็
ครั้งแรก พร้อมกับได้อธิบายแนวความคดิ ในการสร้างโบสถห์ ลังน้ีดว้ ย
“เมอื่ ตน้ ปี ๒๕๑๘ ไดร้ บั โอกาสอนั ดยี ง่ิ จากหลวงพอ่ ชา โดยทา่ นมอบหมายใหเ้ ปน็
สถาปนกิ และวศิ วกรออกแบบกอ่ สรา้ งอโุ บสถวดั หนองปา่ พง รสู้ กึ ยนิ ดแี ละปลาบปลม้ื ใจ
อย่างมากท่ีสุด จึงได้พยายามและต้ังใจอย่างเต็มที่ท่ีจะสร้างงานสถาปัตยกรรมทาง
พทุ ธศาสนาใหเ้ ปน็ ในรปู แบบใหมท่ มี่ งุ่ ประโยชนใ์ ชส้ อยและประหยดั และใหม้ คี วาม
เหมาะสมกบั สภาพการณใ์ นปจั จบุ นั มากทส่ี ดุ หลวงพอ่ ชาไดบ้ อกความประสงคข์ องทา่ น
ในคร้ังแรกทไี่ ดไ้ ปนมัสการว่า
จติ เดมิ ของมนษุ ยเ์ ราไมไ่ ดย้ ดึ มน่ั ในวตั ถุ แตเ่ ทา่ ทเ่ี ปน็ มานน้ั ขน้ึ อยทู่ นี่ สิ ยั ทเ่ี คย
พบเหน็ มาอยา่ งน้ันจนคุ้นเคยจ�ำเจ และทา่ นไดบ้ อกว่า โบสถค์ ือบรเิ วณหรอื อาคารท่ี
พระสงฆใ์ ชเ้ ปน็ ทที่ ำ� สงั ฆกรรม ใหส้ รา้ งพอคมุ้ แดดคมุ้ ฝน ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งมเี ครอ่ื งประดบั
ให้สิ้นเปลอื งแตอ่ ย่างใด
นอกจากนี้ ทา่ นไดอ้ ธิบายให้รายละเอียดว่า วัดปา่ พงเปน็ วดั ใหญ่ มพี ระอยู่
อาศัยมาก และมีวัดสาขามากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงต้องการให้
ออกแบบโบสถท์ ม่ี ขี นาดกวา้ งใหญ่ สามารถใหพ้ ระสงฆม์ ารวมกนั ทำ� พธิ ที างศาสนาได้
ถงึ ๒๐๐ รปู เป็นอย่างนอ้ ย ใหพ้ น้ื โบสถ์ยกลอยสงู ข้นึ จากพืน้ ดิน พ้ืนโบสถส์ ่วนที่
ลอยน้ี จะใชเ้ ปน็ ถงั เกบ็ นำ้� ฝนขนาดใหญ่ เพราะวดั มกั จะกนั ดารนำ�้ ในฤดแู ลง้ ไมค่ วร
มชี อ่ ฟา้ ใบระกา ตลอดทง้ั สงิ่ ประดบั ฟมุ่ เฟอื ยตา่ งๆ เพยี งแตใ่ หห้ ลงั คาคมุ้ แดดคมุ้ ฝนได้
กเ็ พยี งพอแลว้ ไมต่ อ้ งมผี นงั มปี ระตู หนา้ ตา่ ง พน้ื โบสถท์ อี่ ยสู่ งู ทำ� ใหท้ กุ คนมองเหน็
และมีความรูส้ ึกว่าได้รว่ มพิธกี รรม
101
กระผมจงึ ไดน้ ำ� แนวความคดิ ของหลวงพอ่ มาคดิ สรา้ งรปู แบบอโุ บสถสมยั ใหมข่ น้ึ
มงุ่ ในประโยชนใ์ ชส้ อย ประหยดั แขง็ แรงทนทาน รปู แบบอาคารไดพ้ ยายามดงึ เอาสว่ น
ท่ีเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมพื้นเมืองอีสานเข้ามาผสมปนเปด้วย
เป็นการสืบทอดเจตนารมณท์ างวัฒนธรรม เสาอาคาร และผนงั บางส่วนประดบั ด้วย
เครื่องปนั้ ดนิ เผาจากบา้ นดา่ นเกวียน โคราช โดยมอบใหอ้ าจารยพ์ ิศ ป้อมสินทรพั ย์
เปน็ ชา่ งปน้ั และเผาสกุ ภาพปน้ั มที งั้ หมด ๘ ภาพ เปน็ ภาพเกย่ี วกบั ปชู นยี สถานสำ� คญั
ทางพทุ ธศาสนาของประเทศไทย ๔ ภาพ และเปน็ ภาพปน้ั แสดงเรอื่ งราวของหลวงพอ่
ทก่ี �ำลงั ธดุ งคอ์ กี ๔ ภาพ
วนั ที่ ๖-๙ พฤษภาคม ๒๕๑๘ หลวงพอ่ พรอ้ มดว้ ยพระภกิ ษุ ๔๐ รปู ไดป้ ระกอบ
พธิ ีสวดถอนติจีวราวิปปวาสสมี าและสมานสงั วาสสมี า ภายในเขตวิสุงคามสีมา กวา้ ง
๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร
วนั ท่ี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ตรงกบั วันวสิ าขบชู า หลวงพ่อได้ประกอบพิธี
วางศลิ าฤกษพ์ ระอโุ บสถ โดยมผี วู้ า่ ราชการจงั หวดั อกี ทง้ั ขา้ ราชการ พอ่ คา้ ประชาชน
มาร่วมในพธิ เี ปน็ จ�ำนวนมาก
วันท่ี ๑๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๑๙ ตรงกบั วันมาฆบูชา เป็นวันท่ีเร่ิมลงมอื วางผงั
กอ่ สร้าง ตอ่ มาอกี ๒ ปี จงึ แลว้ เสรจ็ ในสว่ นโครงสร้าง ซง่ึ ถอื ไดว้ า่ งานการก่อสรา้ ง
พระอุโบสถ วัดหนองป่าพง เกือบจะเสรจ็ สมบูรณ์
วันที่ ๒๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๒๗ สมเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ิต์ิฯ พระบรมราชินีนาถ
ไดเ้ สด็จมาประกอบพธิ ผี ูกพทั ธสีมา”
โยมรญั จวนเลา่ วา่ “หลวงพอ่ บอกวา่ สมยั ทหี่ ลวงพอ่ เปน็ พระภกิ ษใุ หมๆ่ ทา่ นกไ็ ป
งานบวช แลว้ โบสถน์ นั่ กเ็ ลก็ เหลอื เกนิ คนเขา้ ไปไดน้ ดิ เดยี ว พวกญาตโิ ยมทมี่ า ใครๆ ก็
อยากจะเหน็ แตม่ องไมเ่ หน็ วา่ ในโบสถน์ นั่ ทำ� อะไรกนั บา้ ง ในพธิ นี น้ั มอี ะไรบา้ ง ทา่ นก็
บอกวา่ เอาไวใ้ หท้ า่ นมโี อกาสเปน็ พระเถระชนั้ ผใู้ หญ่ ทา่ นจะสรา้ งโบสถใ์ หใ้ หญใ่ หก้ วา้ ง
ใหเ้ หน็ กนั ทวั่ ไป ใหเ้ ยน็ สบาย ไมต่ อ้ งรอ้ นไมต่ อ้ งอบอา้ ว แลว้ หลวงพอ่ ทา่ นกส็ รา้ งอยา่ ง
102
น้นั และโบสถน์ ้นั กเ็ ยน็ สบายจริงๆ ก็ปลอดโปร่ง แล้วจุคนได้มากจรงิ ๆ ไม่มีใครบ่น
ไดว้ า่ มองไม่เห็นอะไร”
กุฏิหลวงพอ่
ตง้ั แตห่ ลวงพอ่ เรม่ิ มาลงหลกั ปกั ฐานสรา้ งวดั หนองปา่ พง เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จน
ตราบเทา่ ทุกวันนี้ กุฏทิ ที่ า่ นพ�ำนักเป็นประจ�ำมีอยหู่ ลายแหง่ เปลยี่ นแปลงไปตามเหตุ
ตามปจั จยั หลงั แรกสร้างถวายโดยพอ่ ใหญ่เขียว เม่อื เดอื นมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗
มงุ ด้วยหญา้ คา พ้นื และฝาทำ� ด้วยไม้ไผ่ อยูท่ างด้านทศิ ใตข้ องโบสถ์ ปัจจบุ นั ผุพังไป
หมดแลว้ หลงั ทส่ี องสรา้ งถวายโดยพอ่ ใหญห่ ำ� อยไู่ มห่ า่ งจากหลงั แรกมากนกั พนื้ และ
ฝาท�ำด้วยไม้แปรรูป หลังคามุงสังกะสี ปจั จบุ ันไดร้ ้อื ออกไปแลว้
กฏุ หิ ลงั ทสี่ ามเปน็ กฏุ ทิ หี่ ลวงพอ่ พำ� นกั อยนู่ านทส่ี ดุ ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๒๔
สรา้ งถวายโดยคณุ ครทู องคำ� สพุ ชิ ญ์ อยทู่ างดา้ นทศิ เหนอื ของโบสถ์ หลงั คามงุ สงั กะสี
บฝุ า้ เพดาน ฝาและพนื้ ชน้ั บนเปน็ ไมแ้ ปรรปู มี ๒ หอ้ ง พนื้ ชนั้ ลา่ งลาดซเี มนต์ เปดิ โลง่
หลวงพอ่ มกั นงั่ รบั แขก สนทนาธรรม ณ ใตถ้ นุ กฏุ แิ หง่ นเี้ ปน็ ประจำ� ในราวปี พ.ศ. ๒๕๓๐
กไ็ ดเ้ คยนำ� เอารปู ปน้ั หนุ่ จำ� ลองของทา่ นในทา่ นง่ั อยบู่ นเกา้ อหี้ วายประดษิ ฐานอยใู่ ตถ้ นุ
กุฏนิ ้ี เม่อื พิพิธภณั ฑส์ รา้ งเสร็จแล้ว ไดอ้ ัญเชญิ ออกไปเก็บรกั ษาไวท้ นี่ น่ั ต่อมาได้ท�ำ
การซอ่ มแซม ปรบั ปรุงเปลย่ี นแปลงเป็นสถานท่รี บั รอง
เมอ่ื สขุ ภาพของทา่ นเรมิ่ เสอื่ มลงเปน็ ลำ� ดบั ลำ� บากตอ่ การขนึ้ ลงบนั ได พระอาจารย์
เลี่ยม ผู้รักษาการเจ้าอาวาส ได้มีดำ� ริสร้างกุฏิกลางสระนำ�้ ด้านนอกก�ำแพงชั้นใน
ถวายหลวงพอ่ โดยสรา้ งเปน็ กฏุ ชิ น้ั เดยี ว อยใู่ นระดบั ทเี่ สมอกบั ถนนเพอื่ สะดวกในการ
ใชร้ ถเขน็ และตดั ปญั หาเรอื่ งการขน้ึ ลงบนั ได อกี ทงั้ อยกู่ ลางสระนำ�้ ไมจ่ อแจดว้ ยผคู้ น
ผา่ นไปมา เพอ่ื เปิดโอกาสใหท้ ่านได้พกั ผอ่ นเตม็ ที่ ในกาลต่อมาปรากฏวา่ บอ่ รว่ั ซึม
ไม่สามารถเก็บขังน้�ำเอาไว้ได้ จึงได้ปรับพื้นใต้ถุนเทซีเมนต์ ปูกระเบื้อง ปัจจุบัน
พระอาจารยเ์ ล่ียมได้พำ� นกั อยทู่ ก่ี ฏุ หิ ลังน้ี
103
กุฏหิ ลังสดุ ทา้ ยเปน็ กฏุ พิ ยาบาล สร้างในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ในระหวา่ งทหี่ ลวงพอ่
กำ� ลงั พกั รกั ษาตวั ทโ่ี รงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ กรงุ เทพฯ หลงั จากทไี่ ดร้ บั การผา่ ตดั สมอง
แลว้ โยมเกสรี บลุ สขุ ลกู ศษิ ยผ์ ใู้ กลช้ ดิ คนหนงึ่ ของทา่ นไดเ้ สนอขอ้ คดิ ขนึ้ มาวา่ การที่
จะใหห้ ลวงพ่อกลบั มาพักรกั ษาตัวประจำ� อยู่ท่ีวดั ควรจะมีกุฏทิ สี่ ามารถอำ� นวยความ
สะดวกในการถวายการพยาบาลใหท้ า่ นอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะอาการอาพาธของ
หลวงพอ่ ในชว่ งนนั้ อยใู่ นสภาพทชี่ ว่ ยตวั เองไมไ่ ดแ้ ลว้ โยมเกสรแี ละญาตสิ นทิ มติ รสหาย
จงึ ไดพ้ รอ้ มใจกนั บรจิ าคทรพั ยส์ รา้ งกฏุ พิ ยาบาลหลงั นข้ี นึ้ โดยสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ
และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ มพี ระมหากรณุ าธคิ ณุ บรจิ าคพระราช-
ทรพั ยส์ ว่ นพระองค์สมทบทุนในการสรา้ งดว้ ย
กฏุ พิ ยาบาลหลงั นส้ี รา้ งอยบู่ นเนนิ ซง่ึ ขดุ ดนิ จากบอ่ นำ้� ขา้ งๆ นนั้ ขนึ้ มาถมทใ่ี หส้ งู ขนึ้
เพอื่ ใหไ้ ดร้ บั ลมตามธรรมชาติ อากาศถา่ ยเทสะดวก ภายในกฏุ อิ อกแบบเปน็ พเิ ศษให้
มีสภาพคลา้ ยกบั หอ้ งพเิ ศษของโรงพยาบาล ภายนอกกฏุ ปิ ลกู หญ้า จัดสวนหย่อมให้
บรรยากาศรม่ รื่น เร่มิ สรา้ งในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ หลวงพ่อเมตตาเข้าพ�ำนัก
ตามคำ� นิมนตเ์ มอ่ื วนั ท่ี ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
ศาลาหลงั เลก็ (พระอโุ บสถหลงั เกา่ ) ปจั จบุ นั ใชเ้ ปน็ เรอื นคลงั สงฆ์ และหอ้ งสมดุ วดั
อยตู่ ดิ ดา้ นทา้ ยของหอฉนั ขนาดกวา้ ง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร หลงั คามงุ ดว้ ยสงั กะสี
ผนังและพนื้ เป็นปนู อฐิ ทใ่ี ชใ้ นการก่อสร้างน้ัน พระเณรชว่ ยกนั ปน้ั แบบเนสัชชกิ คือ
ทำ� ตลอดคนื จนสวา่ ง ฉนั อาหารเสรจ็ แลว้ กท็ ำ� ตอ่ อีก ทรายที่ใชก้ ็เอาเกวียนไปขนมา
จากแมน่ �ำ้ มูล มีโยมใหค้ วามรว่ มมือชว่ ยเหลือเป็นอย่างดี
ศาลาหลังเล็กนน้ี อกจากจะเคยใช้เป็นโบสถ์แล้ว ตามฝาผนงั รอบศาลายังได้ทำ�
เปน็ ชอ่ งเพอ่ื เกบ็ กระดกู ของทายกทายกิ าผอู้ ปุ ฏั ฐากวดั เมอ่ื ถงึ แกก่ รรม เมอื่ พระอโุ บสถ
ใหมส่ รา้ งเสรจ็ จงึ ไดด้ ดั แปลงเปน็ เรอื นคลงั สงฆ์ และหอ้ งสมดุ ในโอกาสตอ่ มา ภายหลงั
งานศพครบรอบ ๕๐ วนั ในวันท่ี ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ไดร้ ้ือทิ้งพร้อมโรงฉัน
และสร้างขน้ึ ใหม่ จนแลว้ เสร็จในเดือนตุลาคม ๒๕๓๕
104
หอระฆัง
หอระฆงั ตงั้ อยทู่ างทศิ เหนอื ของหอฉนั ขนาดกวา้ ง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร สงู ๑๕ เมตร
บนยอดหอระฆงั ได้บรรจุพระบรมสารีรกิ ธาตุ เริ่มสร้างปี ๒๕๑๔ เสรจ็ เรยี บร้อยเมื่อ
เดอื นกนั ยายน ๒๕๑๗ ตามผนงั ประดบั ดว้ ยภาพปนู ปน้ั เรอ่ื งราวพทุ ธประวตั ิ และสตั ว์
ทม่ี อี ย่ใู นปา่ ตามธรรมชาติของวัดหนองป่าพง เชน่ ไก่ป่า กระรอก กระแต ตะกวด
อนั เป็นความคิดของหลวงพอ่ ปนั้ โดยพ่อใหญ่บวั พา วงสงิ ห์ บา้ นกลาง
พพิ ิธภณั ฑ์
พพิ ธิ ภณั ฑพ์ ระโพธญิ าณเถร (ชา สภุ ทโฺ ท) เปน็ วตั ถธุ รรมชนิ้ สดุ ทา้ ยทห่ี ลวงพอ่ ได้
ดำ� รสิ รา้ งขนึ้ กอ่ นทที่ า่ นจะอาพาธลง โยมมนสั กรรมการคนเกา่ แกข่ องวดั หนองปา่ พง
ได้เล่าให้ฟังวา่
“หลังจากทอดผา้ ป่าเสร็จ (วนั ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒) หลวงพ่อทา่ นกเ็ รียก
ประชุมกันที่โบสถ์ โดยมนี ายพลเรือตรอี ดุ มศกั ดิ์ ราชนรักษ์ กระผม (นายมนัส)
กรรมการวดั คนเกา่ แลว้ กม็ โี ยมโพธทิ อง โยมสนนั่ โยมหนู ทอ่ี ยดู่ ว้ ยในการทป่ี ระชมุ กนั
ในวนั นนั้ ซงึ่ กระผมกไ็ ดก้ ราบเรยี นหลวงพอ่ วา่ จะขอสรา้ งพพิ ธิ ภณั ฑ์ หลวงพอ่ กบ็ อกวา่
ใหร้ อก่อน ต่อมาภายหลงั หลวงพ่อจงึ ให้อาจารยบ์ �ำเพ็ญ พันธร์ ัตนอิสระ ออกแบบ
แปลนพพิ ธิ ภณั ฑข์ นึ้ มา กอ่ นทห่ี ลวงพอ่ จะไดเ้ ขา้ พกั รกั ษาตวั เมอ่ื เดอื นตลุ าคม ๒๕๒๔
อาจารยว์ รี พล เตชปญโฺ พระเลขานกุ ารรปู เกา่ ของหลวงพอ่ และอาจารยบ์ ำ� เพญ็ ไดน้ ำ�
แบบแปลนไปถวายหลวงพอ่ ทโ่ี รงพยาบาลสำ� โรงการแพทย์ หลวงพอ่ ดแู ลว้ กบ็ อกวา่
เอา้ เอาแบบนีแ้ หละ แต่ใหร้ อกอ่ น
สามปตี อ่ มา พระอาจารยเ์ ลี่ยม ฐติ ธมโฺ ม ผ้รู กั ษาการเจ้าอาวาสวดั หนองปา่ พง
จงึ พจิ ารณาเหน็ วา่ ถงึ เวลาแลว้ ทค่ี วรลงมอื สรา้ ง ระยะตอ่ มา ผมกเ็ ลยไดจ้ ดั หากรรมการ
ไปพดู กบั พระเถระทเ่ี ปน็ ลกู ศษิ ยร์ นุ่ เกา่ ๆ ของหลวงพอ่ เชน่ หลวงพอ่ เทย่ี ง หลวงพอ่ จนั ทร์
105
หลวงพ่อสี หลวงพ่อมหาสพุ งษ์ เพือ่ ขออนญุ าตสร้างพิพธิ ภณั ฑ์ ในรปู แบบของคณะ
กรรมการ โดยจะไมท่ ำ� ใหค้ ณะสงฆล์ ำ� บากในเรอื่ งการกอ่ สรา้ ง คณะสงฆท์ า่ นกเ็ ลยไม่
ขดั ขอ้ ง ทา่ นกอ็ นญุ าตใหท้ ำ� ได้ ญาตโิ ยมจดั ตง้ั เปน็ คณะกรรมการขน้ึ เพอื่ ดแู ลปจั จยั ที่
เขาบรจิ าค และจดั หาวสั ดุ ไดท้ ำ� พธิ วี างศลิ าฤกษ์ ซงึ่ ตรงกบั วนั ที่ ๙ กรกฏาคม ๒๕๒๗
ไดอ้ าราธนาพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระสงั ฆราช มาวางศลิ าฤกษพ์ พิ ธิ ภณั ฑ์ คณะสงฆ์
ทมี่ ารว่ มงานในพธิ กี ม็ าก ทางฝา่ ยฆราวาสกม็ ขี า้ ราชการทางฝา่ ยทหาร พอ่ คา้ ประชาชน
มาร่วมงานกันมากมาย
หลงั จากวางศลิ าฤกษ์แลว้ ต่อมาไดเ้ รม่ิ สร้างพพิ ิธภัณฑข์ ้ึนเพื่อเปน็ ทรี่ ะลึก เป็น
สญั ลักษณ์ของหลวงพอ่ ”
ขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ
๒๕๒๐ ขยายเขตวดั ทางดา้ นทศิ เหนอื และตะวนั ออก เพม่ิ จาก ๑๘๗ ไร่ เปน็ ๓๐๐ ไร่
ยา้ ยกฏุ แิ มช่ อี อกไปทางทศิ เหนอื ในทใ่ี หม่ สรา้ งกฏุ แิ มช่ ใี หม่ ศาลา ๒ หลงั
และโรงครวั
๒๕๒๑ สร้างศาสนาบญุ (ศาลานอก) และเมรุ
๒๕๒๒ วนั มาฆบชู า ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๒๒ หลวงพอ่ ไดเ้ ปน็ ประธานในการเททองหลอ่
พระประธาน ณ บริเวณวงกลมหนา้ วัด
๒๕๒๓ ไฟฟ้าเขา้ วัด
๒๕๒๔ สร้างแทง็ กน์ �ำ้ ประปา และสระเกบ็ นำ้� วางท่อตามบรเิ วณวดั
106
ความเปน็ หลวงพอ่
เมอ่ื หลวงพอ่ ตดั สนิ ใจตง้ั หลกั แหลง่ ทว่ี ดั หนองปา่ พงในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ชวี ติ การ
เดินธุดงค์ของท่านก็สิ้นสุดลง ท่านได้อยู่ประจ�ำท่ีวัดต้ังแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระท่ัง
มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ มเี วน้ อยเู่ พยี ง ๓ ปี ซงึ่ ทา่ นไปจำ� พรรษาทว่ี ดั สาขา แตไ่ ม่
เคยได้กลับไปใช้ชีวิตทรหดตามป่าเขาอย่างนักธุดงค์เช่นท่ีเคยท�ำมาก่อนหน้าน้ันเลย
มีบ้างท่ีท่านพาลูกศิษย์และโยมใกล้ชิดออกธุดงค์เป็นคร้ังคราวเพื่อให้ผู้ใหม่ได้
ประสบการณเ์ ทา่ นน้ั เอง ชวี ติ ในครงึ่ หลงั ของหลวงพอ่ ทวี่ ดั หนองปา่ พงนี้ เปน็ ชวี ติ แหง่
การปกครอง การบรหิ าร และการอบรมส่ังสอน พาพระภกิ ษุสามเณรและฆราวาส
ญาติโยมประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นงานหลัก เพราะฉะนั้น การเสนอชีวประวัติของ
หลวงพ่อในบทต่อจากนีไ้ ป จะมงุ่ ทกี่ ารวเิ คราะห์บคุ ลิกและคุณสมบตั ิเฉพาะของทา่ น
ตลอดจนแนวการสอนและปฏปิ ทาทท่ี า่ นพาลกู ศษิ ยล์ กู หาดำ� เนนิ มาตง้ั แตต่ น้ แทนการ
เสนอกิจกรรมท่เี นอื่ งดว้ ยกาลเวลาเช่นในบทกอ่ น
หลวงพ่อประจำ� อยทู่ ่ีวัดหนองปา่ พงเกอื บ ๔๐ ปี ตลอดชว่ งเวลาอนั ยาวนานน้ี
กเ็ ปน็ ธรรมดาอยเู่ องทบ่ี คุ ลกิ นสิ ยั ของทา่ นจะเปลย่ี นแปลงตามอายสุ งั ขารบา้ ง ดงั ทท่ี ราบ
กนั แลว้ ในบทกอ่ นวา่ เมอ่ื หลวงพอ่ ตง้ั วดั หนองปา่ พงนนั้ ทา่ นอายุ ๓๖ ปี อายพุ รรษา ๑๗
วยั ก�ำลังฉกรรจ์ และท่านก�ำลงั เร่งการปฏบิ ัติอยูอ่ ย่างเตม็ ท่ี ภาพของหลวงพ่อทีค่ น
สมัยน้ันรู้จกั จงึ เปน็ ภาพพระภกิ ษหุ นมุ่ ผู้เคร่งขรมึ เอาจริงเอาจงั พดู น้อยท�ำงานหนกั
ผอมคลำ้� กระฉบั กระเฉงวอ่ งไว และอดทนอยา่ งยงิ่ ตอ่ อปุ สรรคนานาชนดิ ทแ่ี ผว้ พาน
107
เข้ามาในระยะแรกของการบุกเบิกสร้างวัด ต่อมาเม่ือการปฏิบัติของท่านเสร็จสิ้น
สมบูรณ์ และหลวงพ่อมีประสบการณ์ในงานบริหารและการอบรมส่ังสอนมากขึ้น
มลี ูกศษิ ย์ลูกหาหลากหลายจากทิศต่างๆ เข้ามาสวู่ ดั หนองป่าพง ภาพของหลวงพอ่
ทีค่ ้นุ ตาคนรุ่นหลังจงึ คอ่ ยปรากฏขน้ึ คอื หลวงพ่อทอ่ี บอุ่นและเป็นกันเอง เป่ยี มดว้ ย
เมตตาและมากดว้ ยอารมณข์ นั อยา่ งไรกต็ าม ความเปน็ กนั เองของหลวงพอ่ นน้ั กเ็ ปน็
ทร่ี กู้ นั ในบรรดาลกู ศษิ ยล์ กู หาวา่ ทกุ รปู ตอ้ งตน่ื ตวั เตรยี มพรอ้ มอยเู่ สมอ เพราะถา้ ใคร
เผอเรอ ขาดสตเิ มอื่ อยตู่ อ่ หนา้ ทา่ น กจ็ ะไดพ้ บกบั “กบแกท่ ร่ี า่ เรงิ เปลยี่ นเปน็ เสอื กนิ พระ
ทน่ี ่ากลัว” ภายในพริบตาเดยี ว
ผใู้ กลช้ ดิ หลายคนตงั้ ขอ้ สงั เกตวา่ หลงั ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เปน็ ตน้ มา หลวงพอ่ ดแู กล่ ง
อย่างรวดเร็ว แม้พระลูกศิษย์ท่ีเคยโหมงานหนักในการสร้างวัดถ�้ำแสงเพชรกับท่าน
เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ กย็ งั อดแปลกใจไมไ่ ด้ เมอ่ื พบวา่ ในการสรา้ งโบสถว์ ดั หนองปา่ พง
เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ นั้น หลวงพอ่ ไมอ่ ยู่ในสภาพทช่ี ว่ ยงานหนกั ได้เลย ตัวทา่ นเอง
ก็ยอมรับและให้ความเห็นว่า คงเป็นผลของการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ในสมัยก่อน
อยา่ งไรกต็ าม แมจ้ ะมกี ารเปลยี่ นแปลงของบคุ ลกิ นสิ ยั เปน็ ตน้ วา่ คณุ ธรรมบางประการ
เชน่ เมตตาธรรม ซ่ึงได้รับการบ่มจนสุกงอมเตม็ ท่ใี นวัยปลายของทา่ น หลวงพอ่ กม็ ี
ลกั ษณะเดน่ บางอยา่ งซง่ึ เปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั ดงั ทจ่ี ะยกมากลา่ วตอ่ ไปนเี้ พอ่ื ผอู้ า่ น
ได้มองเหน็ ความเป็นหลวงพอ่ ในแง่มมุ ทีล่ ะเอียดชัดเจนยงิ่ ขน้ึ
ดงึ ดดู และสะทอ้ น
ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ หลวงพอ่ หลบไปจำ� พรรษาทถี่ ำ้� แสงเพชรเพอ่ื พกั ฟน้ื สขุ ภาพ แตก่ ็
ดเู หมอื นทา่ นไมไ่ ดพ้ กั ผอ่ นเทา่ ทคี่ วร เพราะญาตโิ ยมลกู ศษิ ยล์ กู หาซงึ่ ไปกราบนมสั การ
ท่ีวัดหนองป่าพงเมือ่ ไม่พบท่าน ก็พากนั หล่งั ไหลตามไปที่ถ�ำ้ แสงเพชรอยู่นน่ั เอง นกี่ ็
เปน็ เรอื่ งธรรมดาเพราะไม่ว่าหลวงพ่อจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าอยู่ในวสิ ัยท่ีติดตามได้ ก็จะ
มผี คู้ นจ�ำนวนมากตดิ ตามทา่ นไปทกุ หนทุกแหง่
108
“เหมอื นแมเ่ หลก็ ” พระลกู ศษิ ยบ์ างรปู ปรารภถงึ หลวงพอ่ อยา่ งน้ี “ทา่ นมแี รงดงึ ดดู
ให้เราเขา้ ไปหา ไม่ว่าท่านจะทำ� อะไร พดู กับใคร การไดเ้ ข้าไปอยูใ่ กล้ ไดฟ้ งั ทา่ นพดู
เปน็ ความบนั เทิงในธรรมอยา่ งย่งิ แม้วา่ ท่านจะไมไ่ ดเ้ ทศนเ์ ปน็ งานเปน็ การ เพยี งแต่
คยุ กบั ญาตโิ ยมไปตามธรรมดาในเวลาทที่ า่ นรบั แขก กร็ สู้ กึ วา่ นา่ ฟงั เพลนิ ฟงั ไมเ่ บอ่ื
ลมื เวลาทกุ คร้งั เลย”
“เข้าใกล้หลวงพ่อเหมอื นไดส้ อ่ งกระจก” เป็นความเห็นของลกู ศษิ ยอ์ กี รูปหนงึ่
“ทา่ นราบเรียบสม�่ำเสมอ ไม่เปลย่ี นแปลง สะทอ้ นให้เราเหน็ ความไม่เอาไหนของเรา
ไดด้ จี รงิ ๆ”
ที่ถ้�ำแสงเพชรปีน้ันก็เช่นเดียวกัน อุบาสิกาคนหน่ึงได้เล่าความรู้สึกประทับใจ
จากการไดต้ ิดตามไปกราบนมสั การและฟงั ธรรมของหลวงพอ่ ในครั้งน้นั ให้ฟังดงั นี้
ทกุ เชา้ หลวงพอ่ เดนิ ชา้ ๆ จากกฏุ ขิ องทา่ นมาบณิ ฑบาตทบ่ี รเิ วณลานหนิ ระหวา่ ง
ศาลากบั โรงครวั ทนั ทที เี่ หน็ ทา่ น ทกุ คนตา่ งกก็ รเู ขา้ ไปเพอื่ จะใสบ่ าตร คนทไ่ี มไ่ ดเ้ ตรยี ม
อาหารล่วงหน้าหรือเตรียมไม่ทัน ก็มานั่งพนมมือแต้ พร้อมกับบ่นเสียดายที่พลาด
โอกาสได้ใส่บาตรหลวงพอ่ แตก่ ร็ อไปถวายเวลาที่ทา่ นฉนั บนศาลาได้ หลงั อาหารเช้า
ก็คอยเวลากลางวัน ซง่ึ ท่านจะออกมานัง่ รบั แขกคยุ กบั ญาตโิ ยม ก็ไปรวมกันท่ศี าลา
คนเยอะจริงๆ มาอย่เู รื่อยๆ ตลอดวนั
กลางคนื คอ่ ยยงั ชว่ั หนอ่ ย คนนอ้ ยลง เพราะบางพวกมาแลว้ กก็ ลบั ฟงั หลวงพอ่
เทศนต์ งั้ แตห่ วั คำ่� ทา่ นไมไ่ ดข้ น้ึ ธรรมาสน์ นงั่ บนอาสนะทพ่ี น้ื ศาลา ทา่ นเทศนไ์ ปเรอื่ ยๆ
สบายๆ เปน็ กนั เอง คยุ กบั ญาตโิ ยมจากกรงุ เทพฯ สลบั ไปบา้ ง จำ� ไดว้ า่ มอี ยตู่ อนหนง่ึ
ระหวา่ งทก่ี ำ� ลงั เทศน์ หลวงพอ่ อธบิ ายเรอ่ื งการทำ� สตใิ หต้ อ่ เนอื่ ง ทา่ นยกกานำ้� ขน้ึ และ
หยดนำ้� ใหเ้ ราดเู ปรยี บเทยี บกบั สตขิ องเรา เปน็ ตวั อยา่ งทที่ า่ นใชบ้ อ่ ยๆ ในธรรมเทศนา
ของทา่ น
เมอื่ ไดเ้ วลาพกั ผอ่ น พระอปุ ฏั ฐากกข็ อโอกาสกราบเรยี นเตอื นใหห้ ลวงพอ่ กลบั กฏุ ิ
ญาติโยมก็ได้แต่กล้ันหายใจกลัวท่านกลับ เพราะรู้สึกว่าเพิ่งฟังท่านเทศน์นิดเดียว
109
หลวงพอ่ กย็ มิ้ แตไ่ มไ่ ดล้ กุ สกั ประเดยี๋ วทา่ นกเ็ ทศนต์ อ่ ไปอกี ระยะหนง่ึ พระอปุ ฏั ฐาก
ก็กราบเรียนเตือนอีก คนฟังส่งเสียงอื้ออ้าฮือฮาเป็นท�ำนองอ้อนวอนแกมประท้วง
หลวงพ่อก็ยิม้ แล้วพูดกบั พระอปุ ัฏฐากวา่ “ให้เขาอีกหน่อยเนาะ”
แลว้ ทา่ นกเ็ ทศนต์ อ่ จนถงึ ครงั้ ที่ ๓ คงจะไดเ้ วลาสมควรจรงิ ๆ เพราะพระอปุ ฏั ฐาก
ประนมมือและถอื โอกาสรวบรัดว่า “นิมนต์ครบั หลวงพ่อ” พลางคว้าไมเ้ ทา้ ของทา่ น
และไฟฉายมาถือไว้อย่างเตรียมพร้อม แถมหันมาพูดกับญาติโยมเป็นเชิงปรามว่า
“เลยเวลาไปมากแล้ว”
หลวงพอ่ ยม้ิ ปลอบใจญาตโิ ยมลกู ๆ หลานๆ แล้วก็บอกเสียงเย็นว่า “เขาไม่ให้
อยแู่ ลว้ ตอ้ งไปละเนาะ”
ดูเหมือนทุกคนในศาลาต่างพากันถอนใจเฮือกด้วยความเสียดาย เวลาผ่านไป
รวดเร็วเหมอื นไมก่ ่ีนาที ได้ฟงั เทศน์จากปากหลวงพอ่ อย่างจุใจแตก่ ย็ ังไมเ่ ตม็ อิ่มเลย
อดทน
ความอดทน เปน็ คณุ ธรรมทหี่ ลวงพอ่ ยำ�้ มากในการสอนของทา่ น อยา่ งทท่ี า่ นพดู
อยู่บ่อยๆ ว่า
“ความอดทนนเ้ี ปน็ แมบ่ ทของการปฏบิ ตั ”ิ และตวั ทา่ นเองกถ็ งึ พรอ้ มดว้ ยคณุ ธรรม
ขอ้ นเี้ ช่นเดียวกนั
ในประวัติการปฏิบัติของท่าน จะเห็นได้ว่าหลวงพ่ออยู่อย่างอุกฤษฏ์เป็นเวลา
หลายปี ชนดิ ทว่ี า่ คงเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลยสำ� หรบั คนทไ่ี มม่ นี ำ�้ อดนำ้� ทนถงึ ขนาด สมยั ทย่ี งั หนมุ่
และกามราคะกลมุ้ รมุ ทา่ นกไ็ ดอ้ าศยั ความอดทนนเ่ี องชว่ ยใหผ้ า่ นพน้ อปุ สรรคสำ� คญั
ของวัยหนุ่มมาได้ตลอดรอดฝงั่
ถงึ ตอนทมี่ าตงั้ วดั หนองปา่ พงในสมยั แรกๆ ทา่ นกต็ อ้ งอดทนตอ่ การขาดแคลน
ปัจจัย ๔ ทนต่อการต่อต้านขัดขวางของผู้ไม่หวังดีท้ังฝ่ายสงฆ์และฝ่ายคฤหัสถ์
110
ท้ายที่สดุ ก็ทนต่อโรคาพยาธใิ นตอนปลายของชีวิต หลวงพอ่ เคยปรารภใหล้ กู ศิษย์
ลกู หาฟังวา่
“คนปฏบิ ตั ธิ รรมไดน้ ี่ ผมวา่ ทนทานจรงิ ๆ เพราะมนั ไมใ่ ชเ่ บาๆ มนั หนกั เอาชวี ติ
เขา้ แลกก็วา่ ได”้
แมใ้ นการทำ� ความเพยี รของลกู ศษิ ย์ ทา่ นกส็ นบั สนนุ และใหก้ ำ� ลงั ใจในขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ทที่ ำ� ได้ยาก แตไ่ ม่ให้หกั โหมหรอื ตงึ เครยี ดเกินไปจนเปน็ การทรมานตัวเปล่าๆ
คำ� บอกเลา่ ของ พระอาจารยเ์ อนก เกยี่ วกบั เรอื่ งเกา่ ๆ สมยั สรา้ งวดั ถำ�้ แสงเพชร
ทำ� ใหภ้ าพชดั เจนยิง่ ขนึ้ ในเรือ่ งความอดทนของหลวงพ่อ ขนาดทวี่ ่าพระหนุม่ ๆ เอง
ยงั ยอมรับว่า สทู้ ่านไม่ได้เลย
“นสิ ัยของท่าน อดกลั้นเปน็ ท่หี นึ่ง อย่างตอนไปสร้างถำ�้ แสงเพชร สร้างถนน
ไปสำ� รวจเสน้ ทาง หวั หนา้ เขตการทางอบุ ลฯ กบ็ อกวา่ ถา้ หลวงพอ่ จะทำ� จรงิ ๆ ผมจะสง่
ชา่ งไปชว่ ย พอไปทำ� ได้ ๒-๓ วนั ชา่ งกส็ ไู้ มไ่ หว หมามยุ่ มนั เยอะ เขาบอกวา่ งานระดบั นี้
ตอ้ งอาศัยงบประมาณหลกั ไหนจะตอ้ งใช้ระเบดิ แทรกเตอร์ ก�ำลงั คนแคน่ ี้ทำ� ไม่ได้
หลวงพอ่ กไ็ มว่ า่ อะไร เมอื่ ชา่ งเขากลบั ไป วนั หลงั เรากไ็ ปสำ� รวจ พจิ ารณาทางขนึ้ ลงวา่
ทางไหนจะเปน็ ไปได้ แลว้ กล็ งมอื ทำ� เวลาพกั มนี อ้ ยมาก ทำ� ตงั้ แตบ่ า่ ยสามโมง จนตสี าม
จงึ เลกิ รองเทา้ มีกีค่ ๆู่ ขาดเกลย้ี ง ทั้งทุบหนิ ตีหนิ แบกหนิ ทา่ นกท็ ำ� อยู่อย่างนั้น
กลางวนั หลวงพอ่ กน็ ง่ั รบั แขกตง้ั แตฉ่ นั จงั หนั เสรจ็ ไมไ่ ดล้ กุ ไปไหน บา่ ยสามโมงกเ็ รมิ่
ทำ� งานจนถึงตสี าม ทุกรูปสู้ทา่ นไม่ได้เลย ทา่ นแบกคราดตามหลัง ท�ำงานหนกั ไม่ได้
ทา่ นกเ็ ขยี่ อยอู่ ยา่ งนน้ั และไมไ่ ดช้ วนเลกิ ตสี ามแลว้ ไดพ้ กั ไมก่ ชี่ วั่ โมงกอ็ อกบณิ ฑบาต
ทกุ รปู ออ่ นเพลยี แตท่ า่ นกท็ ำ� อยอู่ ยา่ งนน้ั จนเสรจ็ ระเบดิ หนิ กใ็ ชก้ ำ� ลงั ชาวบา้ น แตไ่ ป
บอกเจา้ หนา้ ทเ่ี ขา เอาดนิ ปนื ของเราเอง ใหช้ าวบา้ นทำ� มา พวกแขวงการทางไปดู เหน็ วา่
หลวงพอ่ ทำ� ไมเ่ ลกิ เขาเลยไปขอระเบดิ มาชว่ ยเปน็ บางครงั้ วบิ ากจรงิ ๆ ไมใ่ ชง่ านนอ้ ยๆ
ตอนทำ� นนั้ เอาชวี ติ เขา้ แลก ผมเลอื ดตกใน ชำ้� ใน และคดิ วา่ เปน็ โรคหวั ใจมาตง้ั แตต่ อนนนั้
มันแนน่ หนา้ อก หายใจไมอ่ อก ชาวบา้ นกลับหมด กเ็ หลือแต่พระเณร หลวงพ่อทา่ น
111
ก็สู้อยู่อยา่ งนนั้ กลางวนั ก็สูอ้ ยู่กับโยม เราออกมากเ็ ห็นทา่ นน่ังรับแขก แลว้ กอ็ อก
มาท�ำงาน เป็นเร่ืองแปลก เราหน่มุ กวา่ ท่าน แตก่ ต็ อ้ งยอมรบั วา่ เทยี บท่านไม่ได้เลย
ทำ� ทกุ อยา่ งตอ้ งใหด้ ี ทง้ั ดที งั้ เรว็ พระเณรรปู ไหนนสิ ยั ชอบสนกุ พดู เรอื่ งสนกุ ทา่ นกไ็ ม่
พดู อะไร แตร่ บี เดนิ หนี วนั หลงั กไ็ ดก้ ณั ฑเ์ ทศน์ ทา่ นบอกวา่ ทำ� อยา่ งพระ อยา่ งผปู้ ฏบิ ตั ิ
ท่านเองทำ� อะไรก็ตอ้ งเอาจริงเอาจงั แลว้ ถึงท่านจะเหน็ดเหน่อื ยอยา่ งไร ผมกไ็ มเ่ คย
ไดย้ ินทา่ นบน่ สักทเี ลย”
เมตตา
พระครบู รรพตวรกติ ซงึ่ เปน็ ศษิ ยร์ ปู หนงึ่ ทมี่ โี อกาสไดอ้ ยกู่ บั หลวงพอ่ เปน็ เวลานาน
รู้นิสยั ใจคอของหลวงพ่อได้ดี ไดเ้ ล่าถึงหลวงพ่อวา่
“...ถา้ จติ เมตตาเกดิ ถงึ ทส่ี ดุ แลว้ บางทเี ดนิ ไปไหน เหน็ อะไรกพ็ ดู อยา่ งหลวงพอ่ เรา
เหน็ มด ทา่ นกบ็ อก เออ ไปดนี ะลกู อยา่ ขวางทาง เดย๋ี วเขาจะเหยยี บเอา เหน็ นก ทา่ นก็
บอก รกั ษาเนอื้ รกั ษาตวั นะ เดยี๋ วจะถกู ลกู ปนื เขา อย่างนเี้ ปน็ ตน้ ”
ดว้ ยเหตทุ ห่ี ลวงพอ่ มองเหน็ ทกุ ชวี ติ ทกุ รปู นามทปี่ ระกอบดว้ ยธาตุ ๔ ขนั ธ์ ๕ นน้ั
เป็นสามัญลักษณะ เมตตาธรรมของท่านจึงสม่�ำเสมอท่ัวหน้ากันหมด ไม่มีขีดขั้น
ไมม่ ีประมาณ เพราะทา่ นไมม่ ีอกศุ ลจติ กีดกันแบ่งแยก แต่ปรารถนาใหท้ ุกชีวิตไดถ้ ึง
ความหลดุ พน้ เชน่ เดยี วกนั และกเ็ ปน็ ไปอยา่ งบรสิ ทุ ธิ์ ไมห่ วงั สงิ่ ตอบแทน ไมว่ า่ ในดา้ น
รปู ธรรม เชน่ ปจั จยั เงนิ ทอง หรอื เอกลาภอนื่ ๆ หรอื ในดา้ นนามธรรม เชน่ ยศฐาบรรดาศกั ด์ิ
ชอื่ เสียงหรือความเคารพนับถือ
เมตตาของหลวงพอ่ นนั้ เหน็ ไดช้ ดั ในการอบรมสงั่ สอนลกู ศษิ ยท์ ง้ั บรรพชติ และ
ฆราวาส ทา่ นทมุ่ เทความอตุ สาหะวริ ยิ ะ อทุ ศิ เวลาใหก้ บั การฝกึ และขดั เกลาลกู ศษิ ยจ์ รงิ ๆ
จนกล่าวไดว้ า่ งานสร้างคนเปน็ งานอันดับหน่ึงของทา่ นทเี ดียว
พระครูบรรพตวรกิต ได้สรุปปฏิปทาในการสอนลูกศิษย์ของหลวงพ่อไว้ด้วย
ความประทับใจว่า
112
“แมพ้ อ่ แมบ่ งั เกดิ เกลา้ ของเรายงั ไมไ่ ดส้ อนมากอยา่ งน้ี หลวงพอ่ ทา่ นสอนใหเ้ รา
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ทา่ นสอนจรงิ ๆ สอนละเอยี ดลออ ตงั้ แตก่ ารกนิ การถา่ ย บว้ นนำ้� ลาย
คายน้�ำหมาก สอนทกุ อยา่ ง จ้�ำจจ้ี ำ้� ไช อยากใหล้ ูกศิษยไ์ ด้พ้นทุกข”์
นอกจากการแนะนำ� พรำ่� สอนแลว้ หลวงพอ่ ยงั คอยระวงั สอดสอ่ งดแู ล กลวั ภกิ ษุ
สามเณรจะถกู กระแสของโลกดงึ ดดู ออกไป วา่ กนั วา่ หลวงพอ่ เปน็ ครบู าอาจารยท์ ห่ี ว่ ง
และหวงลกู ศษิ ยย์ งิ่ นกั ถา้ ทราบวา่ พระเณรรปู ใดจะลาสกิ ขา ทา่ นจะหาอบุ ายชว่ ยเหลอื
และปอ้ งกนั ทกุ วิถีทางจนสุดความสามารถแลว้ จึงจะปลอ่ ยไปตามกรรม
ทนี่ า่ สงั เกตขอ้ หนง่ึ คอื หลวงพอ่ มกั เอน็ ดคู นทไี่ มค่ อ่ ยเกง่ เหมอื นคนอน่ื ๆ ดเู หมอื น
ท่านเมตตาศิษย์ที่มีปัญหาเป็นพิเศษ ให้เวลาให้โอกาสได้อยู่ใกล้ชิด เช่น ให้ไป
บณิ ฑบาตดว้ ย ใหต้ ดิ ตามไปในทต่ี า่ งๆ เปน็ ตน้ คอยปลกุ ปลอบ ใหก้ ำ� ลงั ใจ ไมร่ ำ� คาญ
ไมท่ ้อถอย ทง้ั การกระท�ำและค�ำทีพ่ ูดดว้ ย รสู้ กึ นมุ่ นวลอบอ่นุ เป็นพเิ ศษ
สำ� หรบั ฆราวาสญาตโิ ยมนนั้ แมไ้ มไ่ ดใ้ กลช้ ดิ เทา่ กบั พระสงฆ์ ชาวบา้ นทไี่ ปรกั ษา
อโุ บสถศลี และถอื เนสชั ชกิ ในวนั พระทวี่ ดั หนองปา่ พง ยอ่ มประจกั ษไ์ ดด้ ใี นความเมตตา
อนั หาทส่ี ดุ หาประมาณมไิ ด้ ทหี่ ลวงพอ่ อทุ ศิ ตนอบรมสง่ั สอนญาตโิ ยมตดิ ตอ่ กนั มาเปน็
เวลาหลายปี จนกระทงั่ เรม่ิ อาพาธ ในขณะทที่ า่ นเคยี่ วเขญ็ พระภกิ ษสุ ามเณรใหม้ งุ่ มนั่
อยกู่ บั ศลี สมาธิ ปญั ญา ของตน ญาตโิ ยมกม็ ไี ตรสกิ ขา คอื ศลี ทาน ภาวนา ทห่ี ลวงพอ่
สอนยำ�้ ใหป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ ว้ ยความเขา้ ใจทถี่ กู ตอ้ งมาแตต่ น้ เชน่ เดยี วกนั ถา้ ลกู ศษิ ย์
ลกู หาหรอื ญาตโิ ยมไปกราบเยยี่ ม หากไมเ่ หลอื วสิ ยั จรงิ ๆ หลวงพอ่ ตอ้ งใหก้ ารตอ้ นรบั
ปฏสิ นั ถารและใหโ้ อวาททกุ ครง้ั แมค้ ณะแพทยแ์ ละผอู้ ปุ ฏั ฐากพยาบาลจะรบเรา้ ใหท้ า่ น
พกั ผ่อนกต็ าม แตพ่ อเห็นญาตโิ ยม ท่านกอ็ ดสงสารไมไ่ ด้ เพราะบางคนก็มาหาท่าน
ดว้ ยความทกุ ข์ โศกเศรา้ เสยี ใจ ซง่ึ บางทที า่ นกอ็ าจชว่ ยใหเ้ ขาสบายใจขนึ้ บา้ ง ไมม่ าก
กน็ อ้ ย เพราะทา่ นมงุ่ แตส่ งเคราะหผ์ อู้ นื่ เปน็ สำ� คญั จนในทส่ี ดุ ทา่ นอาพาธหนกั รบั แขก
ไม่ได้ ไปไหนมาไหนไมไ่ ด้ ไดแ้ ต่นอนหายใจระรวยอยู่บนเตียง ลกู ศิษย์ลูกหาทงั้
บรรพชติ และฆราวาสจากทใี่ กลท้ ไ่ี กล ยงั หลงั่ ไหลกนั มากราบแสดงความเคารพคารวะ
ต่อหลวงพ่ออยู่ทุกวัน มิได้ขาด
113
รสฉ�่ำเย็นและช่ืนใจของโอวาทที่หลวงพ่อให้แก่ญาติโยมด้วยใจเต็มเปี่ยมด้วย
เมตตาธรรม อาจสัมผัสได้จากค�ำพูดของท่านดังตอ่ ไปน้ี
“ฝากธรรมะไวใ้ หญ้ าตพิ น่ี อ้ งทงั้ หลาย คนแกก่ เ็ ปน็ พอ่ เปน็ แม่ คนมอี ายเุ สมอๆ กนั
ก็เปน็ เพื่อน คนอายนุ อ้ ยๆ ก็เปน็ ลูกหลาน ทุกๆ คน ขอฝากความอาลยั ไว้ ณ ที่
นี้ ญาตโิ ยมท้งั หลาย จงเป็นผู้ขยันขันแข็งหมั่นในข้อประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ไม่มีอะไรแล้ว
จะยิ่งกว่าธรรมะ ธรรมะน้ีเป็นเคร่ืองค�้ำจุนโลกเหลือเกิน ทุกวันน้ีเราจะไม่สบาย
กระสบั กระสา่ ยกเ็ พราะไมม่ ธี รรมะ ถา้ เรามธี รรมะกจ็ ะสบาย บางทพี รงุ่ นอ้ี าตมาคงได้
จากไป ไปทไ่ี หนกย็ งั ไมท่ ราบ อยา่ งนเี้ ปน็ เรอื่ งธรรมดา มาแลว้ กต็ อ้ งไป ไปแลว้ กต็ อ้ งมา
นบั เปน็ เรอื่ งอยา่ งน้ี ไมค่ วรเสยี ใจ สขุ แลว้ กท็ กุ ข์ ทกุ ขแ์ ลว้ กส็ ขุ ไดแ้ ลว้ กเ็ สยี ไป เสยี ไป
แลว้ กไ็ ดม้ า เปน็ เรอื่ งธรรมดา ญาตโิ ยมจงเขา้ ไปอยใู่ นธรรมะ จะไมม่ คี วามเดอื ดรอ้ น
ผลทสี่ ดุ นี้ ขอใหญ้ าตโิ ยมทง้ั หลายเปน็ คนมโี ชคดี โชคอยา่ งใหญห่ ลวงคอื โชคไดร้ จู้ กั
ธรรมะนนั่ แหละเปน็ โชคท่สี ดุ แล้ว”
อิทธฤิ ทธปิ์ าฏหิ าริย์
เม่ือชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงพ่อเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก ผู้คนจาก
ทศิ ต่างๆ หลัง่ ไหลมาสวู่ ัดหนองป่าพง ก็เปน็ ธรรมดาอยเู่ องท่ีมผี สู้ นใจ และพูดถึง
อทิ ธฤิ ทธปิ์ าฏหิ ารยิ ข์ องหลวงพอ่ เชน่ เดยี วกบั ของเกจอิ าจารยอ์ นื่ ๆ ทงั้ นใี้ นบางรายอาจ
เป็นเพราะอุปาทาน หรือความคิดปรุงแต่ง หรืออาจจะทั้งสองอย่างของคนพูดก็ได้
เคยมีโยมไปถามพระลูกศิษย์ของหลวงพ่อในเร่ืองนี้เช่นเดียวกัน ซ่ึงท่านได้ให้
คำ� ตอบว่า
“หลวงพอ่ มอี นสุ าสนปี าฏหิ ารยิ ์ คอื คำ� สอนทเี่ ปน็ จรงิ สอนใหเ้ หน็ จรงิ และนำ� ไป
ปฏบิ ัตไิ ด้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย”์
ส�ำหรับหลวงพ่อเอง ท่านไม่ได้ให้ความส�ำคัญกับเรื่องอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์เลย
เหมอื นไมส่ นใจ ทา่ นไมก่ ลา่ วถงึ แตก่ ไ็ มป่ ฏเิ สธ ถา้ มคี นไปถามเรอ่ื งชนดิ นี้ หลวงพอ่
114
ก็ตัดบท หรือพูดชักน�ำออกไปในเร่ืองของการประพฤติปฏิบัติเพ่ือการพ้นทุกข์เสีย
อย่างเชน่ คร้งั หน่ึงมีคนไปถามท่านวา่
“เขาวา่ หลวงพอ่ เปน็ พระอรหันต์ เปน็ จริงเหาะไดห้ รือเปลา่ ”
หลวงพอ่ ตอบว่า
“เรื่องเหาะเรอื่ งบนิ น่ไี มส่ �ำคัญหรอก แมงกุดจ่ีมันกบ็ ินได้”
และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครูคนหน่ึงถามท่านเกี่ยวกับการเหาะเหินเดินอากาศของ
พระอรหนั ตใ์ นคร้ังพทุ ธกาล ซึ่งเคยอ่านพบวา่ เปน็ ความจรงิ หรือไม่ ทา่ นตอบวา่
“ถามไกลตัวเกนิ ไปแลว้ ล่ะครู มาพดู ถึงตอส้นั ๆ ที่จะต�ำเทา้ เรานี่ดีกว่า”
อยา่ งไรกต็ าม บางเรอื่ งท่พี ดู กนั ก็มีหลักฐานทน่ี า่ เช่ือถือ โดยเฉพาะเรือ่ งการรู้
วาระจติ ของคนอนื่ ซงึ่ มีตัวอยา่ งมากมาย เช่น
สมยั หนง่ึ มพี ระรปู หนงึ่ ไปบณิ ฑบาตบา้ นผง้ึ เดนิ ไปกค็ ดิ ไป คดิ อยใู่ นใจวา่ วนั น้ี
หวิ ขา้ วมาก จะฉนั เยอะๆ จะปน้ั เอาขา้ วเหนยี วกอ้ นโตๆ ใหเ้ ทา่ ศรี ษะของตวั เองถงึ จะอมิ่
พอกลับจากบณิ ฑบาตกำ� ลงั เดนิ เข้าประตวู ัด หลวงพ่อถามวา่
“มันหิวมากจนคดิ จะปั้นเอาข้าวเหนยี วกอ้ นโตๆ เทา่ ศีรษะของตวั เองหรอื ”
พระทถี่ กู ทา่ นทกั อยา่ งนน้ั เลยไมร่ จู้ ะพดู อยา่ งไร เงยี บเลย ทง้ั อายดว้ ยทหี่ ลวงพอ่
ท่านรูใ้ จ
และครงั้ หนง่ึ คณุ หมออทุ ยั เจนพาณชิ ย์ ลกู ศษิ ยใ์ กลช้ ดิ คนหนง่ึ ทไ่ี ดเ้ จอเรอื่ ง
อยา่ งนห้ี ลายครงั้ ไดถ้ ามหลวงพอ่ ดว้ ยความอศั จรรยใ์ จวา่ ทำ� ไดอ้ ยา่ งไร หลวงพอ่ ตอบ
เพียงแต่วา่
“หมอ น่เี ปน็ เรอื่ งของการทำ� สมาธิ ไม่ลึกซึง้ อะไรหรอก แต่ไมน่ ่าเอามาคุยกนั ”
115
ในสมยั กอ่ นเหตกุ ารณแ์ ปลกๆ กเ็ กดิ ขนึ้ คอ่ นขา้ งบอ่ ยเหมอื นกนั เชน่ แมช่ บี ญุ ยู้
ไดพ้ ดู ถงึ คราวทม่ี งี ใู หญม่ าอยดู่ ว้ ย เปน็ งจู งอางหางกดุ หลวงพอ่ เลยเรยี กมนั วา่ ไอห้ างกดุ
ตอนเช้าเม่ือหลวงพ่อออกไปบิณฑบาตท่ีบ้านผ้ึง มันก็เล้ือยตามหลังทับรอยเท้าของ
หลวงพอ่ ไปดว้ ย เชา้ วนั หนงึ่ คนหาปลาออกจากบา้ นแตเ่ ชา้ ขณะทห่ี ลวงพอ่ กำ� ลงั จะเดนิ
เข้าหมบู่ า้ น คนหาปลากส็ ังเกตเห็นรอยงูใหญ่เลอื้ ยตามหลัง ไม่เหน็ รอยเท้าของท่าน
เมือ่ เห็นเช่นน้ัน เขาจงึ หันหลงั กลับวิ่งเข้าไปในหม่บู ้านบอกเพอื่ นบ้านวา่ “อาจารยช์ า
เอางูมาบิณฑบาตดว้ ย”
ชาวบา้ นพากนั กลวั มาก ขากลบั กเ็ ลยสะกดรอยตามมา กเ็ หน็ วา่ งใู หญเ่ ลอ้ื ยตาม
หลวงพอ่ หายเข้าไปในวดั ด้วย ร่งุ เชา้ ชาวบา้ นเลยพากันมาพดู กับทา่ น
“ทา่ นอาจารยท์ �ำไมเอางไู ปบิณฑบาตด้วย ทนี จี้ ะไม่ใสบ่ าตรแล้วนะ กลวั ”
“อาตมาไมท่ ราบ อาตมาไม่ได้เอาไป” หลวงพ่อตอบ
“ไมไ่ ดเ้ อาไปยงั ไง ตอนออกมาทงุ่ นายงั เหน็ รอยงมู นั เลอ้ื ยทบั รอยเทา้ ทา่ นอาจารย์
อยู่น่นี า” ชาวบ้านชว่ ยกนั ตอ่ วา่
แตห่ ลวงพอ่ กย็ งั ยนื ยนั วา่ ทา่ นไมร่ อู้ ยนู่ น่ั เอง ชาวบา้ นกเ็ ลยพากนั มาสงั เกต กพ็ บวา่
งตู วั นตี้ ามทา่ นไปจากวดั พอถงึ ศาลพระภมู ทิ างเขา้ หมบู่ า้ น มนั กแ็ ยกเขา้ ไปคอยอยทู่ นี่ นั่
จนหลวงพอ่ กลบั จากบณิ ฑบาต มนั กเ็ ลอ้ื ยตามทา่ นกลบั วดั อกี หลวงพอ่ เองกไ็ มไ่ ดเ้ หน็ งู
แต่ไดส้ ังเกตว่ามีรอยอยา่ งท่ีชาวบ้านพดู กัน หลังจากน้นั เวลาทีท่ า่ นจะออกจากวัดไป
บณิ ฑบาต เมื่อจะพ้นเขตวัดหนองป่าพง ทา่ นก็เลยพดู ข้ึนมาว่า
“ไอห้ างกดุ อยา่ ไปบณิ ฑบาตกบั อาตมานะ คนเขากลวั ” และตอ่ มาทา่ นกไ็ ดบ้ อก
ดว้ ยวา่
“ใหห้ ลบหนเี ขา้ ไปหาทอี่ ยใู่ นปา่ รกทบึ เสยี เถอะ อยา่ ออกมาใหค้ นเหน็ อกี เพราะ
วัดน้ีจะมคี นมามากข้ึน เขาจะกลวั ”
กาลตอ่ มา ก็ไมป่ รากฏเหน็ งูจงอางใหญ่ตวั นอี้ ีก
116
รูก้ าลเทศะ
หลายคนประทบั ใจวา่ หลวงพ่อชำ� นาญในการปรบั ตวั หรอื วางตัวต่อกาละและ
เทศะ ในลักษณะทีโ่ บราณเรียกวา่ “บวั ไมใ่ หช้ ำ้� น�้ำไมใ่ ห้ขนุ่ แต่เอาปลามากินได”้
โดยปฏปิ ทาทีย่ ืดหยุ่น แต่ไม่เคยขัดต่อพระธรรมวินยั
พระลกู ศษิ ยร์ ปู หน่ึงได้เล่าปฏปิ ทาบางประการของหลวงพ่อในเร่ืองนใ้ี หฟ้ ังว่า
“เมอื่ ทา่ นไปเมอื งนอก ทา่ นกป็ ฏบิ ตั ไิ มใ่ หข้ ดั กบั ประเพณี ดกู าลเทศะ ทา่ นบอกวา่
แมเ้ ราจะเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ กอ็ ยา่ เอาของเราไปขดั กบั ประเพณเี ขา จะเอาแตข่ องเราทา่ เดยี ว
ไมไ่ ด้ ตอ้ งดขู องเขากอ่ น ไมเ่ ฉพาะแตท่ เี่ มอื งนอก เวลารบั นมิ นตไ์ ปฉนั ในเมอื ง หรอื ไป
รว่ มฉนั กบั พระวดั บา้ น ทา่ นกส็ อนวา่ ดพู ธิ ขี องเขากอ่ น สงิ่ ไมเ่ สยี หาย ไมเ่ ปน็ อาบตั ิ ไมข่ ดั
กับพระวนิ ัยโดยตรง แตเ่ ปน็ กฎท่เี ราต้ังของเราเอง กร็ ูจ้ กั ผ่อนปรนแกไ้ ขจึงจะฉลาด
อย่างเช่น ของบางอย่าง เขาถวายก็รับไว้ อย่าฉันเสียก็หมดเรื่อง ไม่ต้องไปพูด
ตอ้ งกปั ปยิ ะกอ่ น มนั จะขดั กนั แตถ่ า้ มโี ยมของเราอยู่ จะกปั ปยิ ะกไ็ ด้ มอี ะไรสมควรฉนั
ไมผ่ ิดกฉ็ นั เสีย อย่างอยเู่ มืองนอก เขาจะขา้ มหวั ข้ามหู ท่านกไ็ มใ่ หถ้ ือ ท่านบอกว่า
ประเพณคี นละอย่าง ถือกนั คนละอยา่ ง ไมเ่ สยี หายหรอก”
มกั นอ้ ย สนั โดษ
คร้ังหนึ่งลูกศิษย์กลุ่มหน่ึงได้ปรารภกันถึงเร่ืองท่ีอยากให้วัดหนองป่าพงได้มี
มูลนธิ ิ อยา่ งเช่นกบั ทบ่ี างวัดมอี ย่แู ลว้ เพ่อื วัดจะไดม้ ีความม่ันคง เพราะหลวงพอ่ ก็มี
อายมุ ากขนึ้ ทกุ วนั เมอื่ ปรกึ ษาหารอื กนั ดแี ลว้ จงึ นำ� เรอ่ื งเขา้ กราบเรยี นถวายความเหน็
หลวงพอ่ ฟงั แล้วกต็ อบว่า
“อย่างนั้นก็ดีอยู่ แต่ผมคิดว่ามันยังไม่ถูกต้อง เพราะพวกท่านก็ยังไม่อาศัย
ปฏิปทาที่บริสุทธิ์ของตัวเอง ถ้าพวกท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ก็คงจะไม่อด
พระพทุ ธเจา้ ทา่ นกย็ งั ไมเ่ คยมมี ลู นธิ เิ ลย ทา่ นกโ็ กนหวั ปลงผม ทำ� อะไรเหมอื นพวกเรา
117
ท่านก็ยงั อยู่ได้ ท่านไดป้ ทู างไวใ้ ห้แล้ว เราก็เดนิ ตามทางของทา่ นก็น่าจะพอไปได้นะ”
หลวงพ่อหยดุ ไปครู่หนึ่ง ก่อนทจี่ ะสรุปอยา่ งเดด็ เด่ยี ววา่
“บาตรกบั จวี รนีแ่ หละมูลนธิ ทิ ่พี ระพทุ ธเจ้าต้ังไว้ให้เรา กนิ ไม่หมดหรอก”
ความเปน็ อยู่ทีเ่ รยี บง่าย มักนอ้ ยสนั โดษ เปน็ ปฏิปทาที่เด่นชัดอกี ประการหนึง่
ของหลวงพอ่ กฏุ ขิ องทา่ นแทบจะโลง่ เรยี บเพราะไมม่ ขี องใชฟ้ มุ่ เฟอื ย หอ้ งนอนกเ็ ปน็
หอ้ งเลก็ มเี ฉพาะเตยี งนอนและของใชท้ จ่ี ำ� เปน็ เชน่ กระโถน วตั ถขุ า้ วของตา่ งๆ ทญ่ี าตโิ ยม
นำ� มาถวายอยเู่ สมอนน้ั ทา่ นกส็ ง่ ตอ่ ไปใหล้ กู ศษิ ยล์ กู หายงั วดั สาขาหมด หลวงพอ่ ไมเ่ คย
มบี ัญชเี งินฝากสว่ นตวั ปจั จัยและเอกลาภตา่ งๆ ทีโ่ ยมถวายใหเ้ ป็นของกลางทง้ั สิ้น
ทา่ นเปน็ ผ้ทู ่พี อแลว้ จริงๆ
“เราพอกนิ พออย่แู ลว้ จะมากอะไรทำ� ไมนะ กินขา้ วมือ้ เดียว”
หลายครง้ั ทโี่ ยมเคยมาตดั พอ้ ตอ่ วา่ เพราะไดป้ วารณาถวายปจั จยั ไวใ้ หห้ ลวงพอ่ ใช้
ในกจิ สว่ นตัว แตท่ ่านไม่เคยเรยี กใชส้ ักที แตก่ ลบั ปรารภกบั ลูกศษิ ย์ลูกหาว่า
“ย่ิงเขามาปวารณาแล้วผมกย็ ิง่ กลวั ”
พระอาจารยเ์ อนกได้เล่าความประทบั ใจในปฏิปทาขอ้ นีข้ องหลวงพอ่ ว่า
“แตส่ งิ่ ทผี่ มภมู ใิ จ พอใจ และศรทั ธาในตวั ทา่ น กค็ อื ปฏปิ ทาของทา่ นเอง ทา่ นไมใ่ ช่
นักสะสมวัตถุไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม ท่านเคยบอกว่า พระถ้าบวชเข้ามาแล้ว
สะสมของพวกนีก้ ็หมดกัน
มอี ยคู่ รง้ั หนง่ึ คณุ หญงิ ตนุ่ ไปทำ� บญุ วนั เกดิ นำ� มลู คา่ ๙๐,๐๐๐.๐๐ บาท ไปถวาย
ท่าน ก�ำชบั ห้ามนำ� ไปใชใ้ นกจิ อยา่ งอื่นนอกจากกจิ เฉพาะตัว หลวงพอ่ ทา่ นกเ็ ลยสงั่ ว่า
ถา้ มธี รุ ะเกย่ี วกบั ตวั ทา่ นใหใ้ ชใ้ หห้ มด อยา่ ใหเ้ หลอื เรากเ็ ลยไดม้ ลู คา่ นน้ั มาพมิ พห์ นงั สอื
ชดุ ทเี่ ปน็ ปกแขง็ สนี ำ้� ตาลชดุ นนั้ ตวั ทา่ นนนั้ ไมม่ อี ะไร ทา่ นเกดิ มาเพอ่ื ให้ ใหใ้ นสงิ่ ทเ่ี ปน็
ประโยชนต์ อ่ โลก ทง้ั ขยายสาขา ทงั้ เปน็ ผนู้ ำ� ญาตโิ ยม ใหแ้ ลว้ กแ็ ลว้ ไป สว่ นตวั ทา่ นก็
อาศยั เพยี งปัจจยั ๔ ไปวนั ๆ”
118
พระอาจารย์วรี พล เตชปญฺโ เล่าว่า
“มีคร้ังหน่ึง โยมที่อุบลฯ เอารถไปถวายหลวงพ่อ เขาบอกถ้าหลวงพ่อไม่รับ
ผมไมย่ อมหรอกครบั เขาเอารถมาจอดไวห้ ลงั กฏุ ทิ า่ นใตต้ น้ ประดู่ (ดา้ นประต)ู แลว้ เอา
กญุ แจใสย่ า่ มทา่ นไว้ นงั่ หวั เราะภมู ใิ จ แตห่ ลวงพอ่ ไมเ่ คยไปดมู นั เลย ออกจากกฏุ ิ ทา่ นจะ
เดนิ ไปทางอนื่ จะไปในเมอื งทา่ นกข็ น้ึ รถคนอนื่ ไมไ่ ดไ้ ปดเู ลยวา่ มนั เปน็ อยา่ งไร มสี อี ะไร
ได้ ๗ วัน หลวงพ่อเรยี กโยมอกี คนหน่ึง
ไปบอกเขาเอารถกลบั คนื ไปนะ เอามาถวายขอ้ ย ขอ้ ยกร็ บั ไปแลว้ ไดบ้ ญุ แลว้ เดยี๋ วนี้
ข้อยจะสง่ คนื มันไมใ่ ชข่ องพระ
และอกี ครง้ั หนง่ึ เมอ่ื หลวงพอ่ จะไปวดั ถำ้� แสงเพชร ลกู ศษิ ยล์ กู หาทม่ี รี ถสว่ นตวั
คนั งามยี่ห้อดงั ๆ ซง่ึ จอดเรยี งรายอยทู่ ี่ลานวัดหนองป่าพง ต่างกแ็ ยง่ กันนิมนตจ์ ะให้
หลวงพ่อไปรถของตวั เองใหไ้ ด้ หลวงพอ่ มองซา้ ยมองขวาอยู่สักครู่ กช็ มี้ อื ไปทรี่ ถเกา่
โกโรโกโสคันหนง่ึ พร้อมกบั พูดว่า อ้า ไปคนั นั้น ทำ� ให้เจา้ ของต่นื เตน้ ดใี จสุดขีด
รีบลนลานไปเปิดประตรู ถนิมนตห์ ลวงพอ่ ข้ึนน่งั
การเดนิ ทางไปวัดถ้�ำแสงเพชรในวันนั้น ใช้เวลานานกวา่ ปกติ เพราะขบวนรถ
คนั งามความเรว็ สงู ทงั้ หลาย ตอ้ งค่อยๆ ขบั ตามหลงั รถเต่า ไปอยา่ งใจ (ไม่คอ่ ย)
เยน็ ”
เป็นอิสระ
ครง้ั หนงึ่ หลวงพอ่ ไปพกั ทบ่ี า้ นลกู ศษิ ยท์ สี่ มทุ รสงคราม พกั ได้ ๓ คนื ทา่ นกส็ ง่ั
โยมท่ีตดิ ตามไปให้เตรียมของแล้วไปเรยี กรถเพอ่ื ออกเดินทางต่อ โยมก็ทว้ งว่า
“ไมบ่ อกเจ้าของบา้ นเขากอ่ นหรอื ครบั ”
“บอกทำ� ไม ขืนบอกก็ไมต่ ้องไปเท่าน้นั เอง” หลวงพ่อตอบหน้าตาเฉยก่อนท่จี ะ
กล่าวต่อว่า
119
“เราไม่ได้สัญญาว่าจะมาหาเขาน่ี บอกว่าจะมาเฉยๆ จะให้เขามาผูกมัดอะไร
นักหนา”
เมอ่ื โยมจดั ของเสรจ็ กไ็ ปเรยี กรถ เดก็ คนใชท้ บ่ี า้ นคงจะเหน็ ผดิ สงั เกต เลยโทรศพั ท์
ไปบอกนายทกี่ รงุ เทพฯ หลวงพอ่ สงั่ ใหร้ ถไปสง่ ทอ่ี รญั ประเทศ แตไ่ ปไดป้ ระมาณ ๑๐
กโิ ลเมตร เจา้ ของบ้านหญงิ ก็ขับรถตามมาขวางทางไว้ ลงมากราบหลวงพอ่ พรอ้ มกบั
รอ้ งไหต้ ดั พ้อต่อวา่
“โธ่ หลวงพอ่ มาพกั ยังไมท่ ันไดพ้ ดู จาอะไรกนั เลย ก็จะท้ิงลกู ไปเสียแลว้ ”
สกั ประเดย๋ี วเจา้ ของบา้ นชายกข็ บั ตามมาขวางไวอ้ กี เปน็ ๒ คนั แตไ่ มว่ า่ ทง้ั ๒ คน
จะชว่ ยกันออ้ นวอนอย่างไร หลวงพอ่ กไ็ ม่ยอมอยู่ บอกแต่ว่าเอาไว้คราวหลงั ค่อยพดู
กันใหม่ จนเจ้าของบา้ นชายก็ถึงกับร้องไหด้ ว้ ยเหมือนกนั ถามวา่ ตกลงราคาคา่ รถไว้
เทา่ ไร พอโยมบอกว่า ๔๐๐ บาท เจา้ ของบา้ นหญิงกค็ วักเงนิ ออกมาวางไว้ท่หี น้ารถ
หลวงพ่อก็ไม่ฟังเสียง สั่งให้ออกรถเลย ในท่ีสุดทั้งสามีภรรยาเจ้าของบ้านก็ได้แต่
นั่งพนมมอื แตอ้ ย่กู บั พน้ื ขา้ งทางนัน่ เอง
ในการตดิ ตอ่ เกย่ี วขอ้ งกบั ญาตโิ ยมนนั้ หลวงพอ่ ระมดั ระวงั ตวั เสมอ ทา่ นไมใ่ ห้
โอกาสโยมคนใดได้เข้าใกล้ชิดมีความสนิทสนมเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะ
ผหู้ ญงิ และผมู้ อี ำ� นาจวาสนาในทางโลก ซ่ึงจะเปน็ เหตุใหท้ า่ นตอ้ งเกรงใจ หรอื กลวั ว่า
จะขัดใจเขาในการงานบางอย่าง แต่ท่านปฏิบัติและตอบสนองทุกคนด้วยเมตตา
ทัดเทียมกัน โดยยึดพระธรรมวนิ ยั เป็นหลกั ในการรกั ษาความเป็นอสิ ระของทา่ น ซง่ึ
หลายคนที่ต้งั ขอ้ สังเกตในเรอ่ื งนี้ช่ืนชมว่า หลวงพอ่ เป็นพระที่ไม่มีเจ้าของ
ด้วยปญั ญาและรอยยิม้
ความรา่ เรงิ แจม่ ใสมากดว้ ยอารมณข์ นั ของหลวงพอ่ เปน็ ทปี่ รากฏแกใ่ ครตอ่ ใคร
มาตง้ั แตส่ มัยทท่ี ่านยังเป็นเด็ก
120
โยมคนหนึ่งซ่ึงบวชเป็นพระอยู่ท่ีวัดก่อนอก ในตอนที่หลวงพ่อบวชเป็น
สามเณรนอ้ ยเลา่ วา่ “ทา่ นเปน็ เณรนสิ ยั ดี รา่ เรงิ มอี ารมณข์ นั พดู อะไรกบั ใครกย็ ม้ิ เสมอ
หวั เราะไดเ้ รอื่ ยๆ บางทโี ยมเขานมิ นตไ์ ปสวดมงคลทบ่ี า้ น พระพาสวดอะไรกห็ วั เราะอยู่
นน่ั แหละ จนเพอื่ นๆ ทนไมไ่ ดต้ อ้ งหวั เราะตาม แมเ้ วลาฉนั ขา้ วกช็ อบหวั เราะ ดเู หมอื น
ท่านมอี ารมณข์ ันอยเู่ รอื่ ยๆ”
เมื่อบวชจนเป็นหลวงพ่อ ก็มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับอารมณ์ขันอันแยบคาย
ของทา่ น ดว้ ยอารมณข์ นั และศลิ ปะในการพดู ซง่ึ ตอ้ งถอื วา่ เปน็ เอตทคั คะจรงิ ๆ เวลาท่ี
ทา่ นเทศนจ์ งึ ไมม่ ใี ครหลบั ไดเ้ ลย แมแ้ ตค่ นทถี่ กู ทา่ นวา่ เจบ็ ๆ แสบๆ กโ็ กรธทา่ นไมล่ ง
และแทนทจี่ ะมคี วามรสู้ กึ ตอ่ ตา้ น เมอื่ ถกู วา่ กก็ ลบั อยากเขา้ ใกล้ พรอ้ มทง้ั อาย ไมก่ ลา้ ทำ�
อย่างที่ถกู หลวงพอ่ ว่าอกี เลย
อารมณ์ขันของหลวงพ่อมีแทรกอยู่เสมอในโอวาทค�ำสอนและการสนทนา
ของทา่ น ต่อไปนี้เปน็ เพียงบางเร่อื งทย่ี กมาเปน็ ตวั อยา่ ง
จบั ขโมยด้วยหนามคอม
สมยั กอ่ นทวี่ ดั หนองปา่ พงยงั เปน็ ปา่ ทบึ เมอ่ื มโี ยมมาชว่ ยทำ� ความสะอาด กเ็ อาตน้
มะละกอมาปลกู ไวม้ ากมาย พอมะละกอออกลกู ดกเตม็ ทกุ ตน้ ใครๆ มาเหน็ กช็ อบใจ
จึงเป็นท่ีหมายตาของพวกขโมยไปด้วย พวกน้ีเทียวมาลักมะละกอในวัดอยู่เสมอๆ
แรกๆ หลวงพอ่ ก็ยังเฉยอยู่ แตห่ นักๆ เขา้ ท่านก็เลยคิดจะจบั ขโมยเสยี ที
วันน้นั หลวงพ่อส่ังใหป้ ะขาวไปตัดต้นหนามคอมขนาดใหญ่มา ๓ ตน้ ซอ่ นไว้
ขา้ งๆ ทางเดนิ ปกตขิ โมยจะเขา้ มาในชว่ ง ๒-๓ ทมุ่ ซง่ึ พระเณรกำ� ลงั ประชมุ ทำ� วตั รเยน็
คืนน้นั หลวงพอ่ จดั พระคอยดักไว้ ๓ จุด ท่านอยู่ดว้ ยท่จี ดุ แรกใกลๆ้ กบั ทขี่ โมยเก็บ
มะละกอ จุดที่สองอยู่ระหว่างกลาง และจุดที่สามอยู่ใกล้กบั ดกั หนามคอม
พอถงึ เวลา ขโมยกเ็ ขา้ มาตามปกตพิ รอ้ มดว้ ยหาบ กระบงุ ขณะทก่ี ำ� ลงั สาละวน
เก็บมะละกออยู่นั้น หลวงพ่อก็ให้สัญญาณ เอาหนามคอมออกจากที่ซ่อนมาวาง
121
ขวางทางเดินท่ีพวกขโมยจะผา่ นกลับออกไป โดยวางตอ่ กนั ตามความยาวทั้ง ๓ ตน้
หนามคอมเป็นตน้ ไมพ้ มุ่ แต่ละตน้ ขนาดใหญ่ ก่ิงก้านกเ็ ต็มไปดว้ ยหนาม เมอื่ วางลง
บนทางเดนิ กแ็ ผเ่ ตม็ เนอื้ ทพี่ อดี ประมาณวา่ พวกขโมยเกบ็ มะละกอจวนจะเตม็ หาบแลว้
หลวงพ่อก็แกล้งส่งเสียงกระแอมขึ้นเบาๆ เพราะไม่อยากให้ขโมยตกใจมากเกินไป
จนทิ้งหาบมะละกอทนั ที พอไดย้ ินเสียงกระแอม ขโมยกต็ กใจ รีบยกหาบมะละกอ
ขึ้นบา่ ครง่ึ วิ่งครง่ึ เดนิ มาจนถึงจดุ ทส่ี อง หลวงพอ่ กต็ ะโกนถามไลห่ ลงั มา
“เห็นคนไปทางนนั้ ไหม”
“ไหน ไหน อย่ไู หน” พระซง่ึ ซุ่มอยทู่ ี่จดุ ทสี่ องตะโกนตอบ
ขโมยได้ยนิ เสียงอย่างนนั้ ก็ย่งิ ตกใจมากขนึ้ หาบมะละกอวิง่ เตลิดมาจนถึงจดุ
ทสี่ าม พระทซี่ มุ่ ซอ่ นอยกู่ ส็ ง่ เสยี งเอะอะขน้ึ ในขณะเดยี วกบั พระจากจดุ ทหี่ นง่ึ และสอง
ก็ไล่ตามมาสมทบ ทำ� ให้มีเสียเอะอะโหวกเหวกดงั ลน่ั ป่า ขโมยตกใจสุดขีด ท้ิงหาบ
มะละกอกบั ผา้ ขาวม้า พากันวิ่งฝ่าต้นหนามคอมไปติดๆ กนั คนแรกนน้ั คงจะเจ็บ
ปวดมาก ซวนเซลม้ ลง เลยถูกคนหลงั โถมเขา้ ปะทะ พากันลม้ ลุกคลกุ คลานอยู่ใน
กบั ดกั หนามคอมนน้ั เอง สง่ เสยี งโอดโอยดงั ลนั่ ดว้ ยความเจบ็ ปวด แตด่ ว้ ยความตกใจ
กลวั สดุ ขดี กอ็ ตุ สา่ ห์กัดฟันวิง่ ฝา่ กับดกั หายเงยี บไปจนได้
หลวงพ่อให้ปะขาวเก็บของกลาง คือหาบมะละกอกับผ้าขาวม้าไว้ ท่านรู้ตัว
คนขโมย เพราะคนๆ นน้ั ตอ้ งนอนใหล้ กู ชว่ ยบง่ เอาหนามคอมออกตง้ั ๓ วนั ยงั ไมห่ มดเลย
แล้วท่านใหต้ ามตัวผ้ใู หญบ่ า้ นมาพบ สัง่ ว่า “ให้เขามาเอามะละกอกับผา้ ขาวมา้ ดว้ ย
มาท�ำตกหายที่นี่ บอกเขาไม่ต้องกลัว ให้มาเอากับอาตมา ทิ้งไว้หลายวัน เดี๋ยว
มะละกอเหีย่ วจะขายไม่ออก”
เมอื่ ขโมยหนง่ึ ในสองนน้ั มาพบ ทา่ นกอ็ บรมดว้ ยเมตตา ไมไ่ ดด้ ดุ า่ อะไร สอนให้
ทำ� มาหากนิ โดยสจุ รติ และอยา่ ขโมยอกี เพราะมะละกอนนั้ เอาไปกก็ นิ ไดแ้ คว่ นั สองวนั
เทา่ นั้นแหละ
ตั้งแตน่ นั้ มาขโมยกเ็ งยี บไปเลย
122
รบั ประกนั ผล
ครง้ั หนง่ึ ลกู ชายของโยมทบ่ี า้ นบงุ่ หวายไดร้ บั หมายเกณฑท์ หาร กเ็ ลยไปกราบลา
หลวงพ่อ พร้อมกับกราบเรียนขอพระเคร่ืองกันกระสุนจากท่าน หลวงพ่อชี้ไปท่ี
พระประธานองค์ใหญ่ในศาลา พร้อมกบั พูดหนา้ ตาเฉยวา่
“เอาองคน์ ้นั ดีบ่ เวลาไปยิงกับเขากะอมุ้ ไปนำ� ”
(เอาองคน์ น้ั ดไี หม เวลาไปยงิ กับเขาก็อุม้ ไปดว้ ย)
จบั เองก็ปลอ่ ยเอง
อกี ครงั้ หนง่ึ มเี ดก็ หว้ิ กรงนกเขา้ มาชกั ชวนใหห้ ลวงพอ่ ทำ� บญุ ด้วยการซอื้ นก
ไปปลอ่ ย หลวงพอ่ ถามวา่
“นกอะไร เอามาจากไหนน”ี่
เดก็ “ผมจบั มาเองครับ”
หลวงพอ่ “เอา๊ จบั มาเองก็ปลอ่ ยเองซี มาใหห้ ลวงพอ่ ปล่อยท�ำไม”
อยากให้เป่าบ้าง
และกอ็ กี ครั้งหน่งึ มโี ยมผ้หู ญิงมากราบและรอ้ งขอวา่ “หลวงพอ่ เปา่ ขาใหด้ ฉิ นั
หนอ่ ยซิ แหม ดฉิ ันปวดขาเหลอื เกิน”
หลวงพอ่ บอกวา่
“โยมมาเปา่ ใหอ้ าตมาแหนะ่ ตี้ละ่ อาตมากะปวดคอื กัน”
(โยมมาเป่าใหอ้ าตมาบ้างซี อาตมาก็ปวดเหมอื นกัน)
123
นักแสดงที่ไมม่ ีตัวตน
ลกู ศษิ ยบ์ างคนตง้ั ขอ้ สงั เกตวา่ หลวงพอ่ เหมอื นนกั แสดงทเี่ ลอื กอารมณต์ า่ งๆ มา
ใสเ่ ปน็ หวั โขนเวลาสอนธรรมะ และทา่ นมคี วามสามารถพเิ ศษในการเลอื กหยบิ หวั โขน
มาใช้ให้เหมาะในการแสดงบทบาทกับคนประเภทต่างๆ เพราะฉะน้ัน บุคลิกของ
หลวงพอ่ จงึ มีหลายแบบ สุดแตค่ วามประทับใจในหัวโขนที่แต่ละคนไดส้ ัมผสั เช่น
คนทที่ กุ ขร์ อ้ นมาหา กป็ ระทบั ใจกบั เมตตาธรรมอนั ฉำ�่ เยน็ ของหลวงพอ่ แตส่ ำ� หรบั คน
ที่มากด้วยทิฏฐิ เย่อหย่งิ จองหอง มาเพ่อื ทดสอบหรอื ลองของกไ็ ด้เจอของ (ด)ี กับ
คนออ่ นนอ้ มทมี่ าเพอื่ อรรถเพอื่ ธรรมจรงิ ๆ หลวงพอ่ กค็ อื ครบู าอาจารยท์ เ่ี ปน็ กลั ยาณมติ ร
ลกู ศษิ ยค์ นไทยมกั เหน็ วา่ หลวงพอ่ วางเฉย นา่ เกรงขาม แตล่ กู ศษิ ยฝ์ รงั่ เหน็ วา่ หลวงพอ่
ยม้ิ แยม้ เปน็ กนั เอง อยา่ งนเ้ี ปน็ ตน้ เพราะฉะนนั้ ตวั ตนทแี่ ทจ้ รงิ ของหลวงพอ่ คงยากท่ี
จะบอกไดว้ ่าเปน็ อย่างไร
ท่หี ้องโถงในวดั อมราวดี ประเทศอังกฤษ มภี าพวาดของหลวงพอ่ อย่ภู าพหนง่ึ
ซึง่ คนสว่ นมากไม่ค่อยประทับใจ เพราะใครๆ กช็ อบเห็นหลวงพ่อยมิ้ แยม้ ดมู ีเมตตา
แต่ส�ำหรับ พระอาจารยส์ ุเมโธ กลบั รู้สกึ ชอบภาพนี้มากทีส่ ดุ ท่านบอกว่าท�ำให้คดิ ถงึ
สมยั อยทู่ ว่ี ดั หนองปา่ พงกบั หลวงพอ่ หลายครงั้ ทา่ นสงั เกตเหน็ วา่ บางขณะหลวงพอ่ มี
อาการคล้ายๆ “ปดิ สวติ ช”์ เหมือนจติ หายเหลอื แตร่ า่ ง ภาพท่ีว่านเี้ ปน็ ภาพที่หลวงพอ่
ดวู า่ งเปลา่ ไมม่ อี ารมณเ์ ลย และใหค้ วามรสู้ กึ ลกึ ลบั ของอนตั ตา เปน็ หลวงพอ่ ทไี่ มส่ วม
หัวโขน มีความเปน็ หลวงพอ่ อย่างแทจ้ ริง
อุเบกขา
ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เมือ่ หลวงพอ่ ได้รับพระราชทานสมณศกั ดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ชนั้ สามญั ชอ่ื พระโพธญิ าณเถร นนั้ ลกู ศษิ ยล์ กู หาทงั้ หลายพากนั ตนื่ เตน้ ดใี จไปตามๆ กนั
วันท่ีหลวงพ่อเดินทางกลับจากร่วมพระราชพิธีที่กรุงเทพฯ เหล่าทายกทายิกาวัด
หนองป่าพง ตลอดจนญาตโิ ยมชาวเมืองวารินฯ และอบุ ลฯ เป็นจ�ำนวนมาก ไดไ้ ปรอ
124
ตอ้ นรบั ทา่ นทสี่ ถานรี ถไฟ มกี ารจดั ขบวนแหป่ ระกอบดว้ ยรถหลายคนั กลบั วดั และทวี่ ดั
กม็ ีประชาชนอกี กลุม่ ใหญร่ อรบั อย่เู ช่นเดียวกนั ญาติโยมพรอ้ มใจกันจัดงานท�ำบญุ
ฉลองสมณศกั ดถิ์ วายหลวงพอ่ ดว้ ย ตลอดเวลาทลี่ กู ศษิ ยล์ กู หาพากนั เคลอื่ นไหวอยา่ ง
ตนื่ เตน้ คกึ คกั หลวงพอ่ เทา่ นน้ั ทย่ี งั คงความเปน็ ปกตขิ องทา่ นไวอ้ ยา่ งสมำ�่ เสมอ ในการนี้
ทา่ นไดใ้ หโ้ อวาทและพดู ถงึ ความรสู้ กึ ทไ่ี ดเ้ ปน็ เจา้ คณุ ทา่ นบอกวา่ การเปน็ เจา้ คณุ นนั้
เปน็ เพยี งสมมตุ ขิ องโลก แตท่ า่ นกย็ งั เปน็ หลวงพอ่ คนเกา่ โลกธรรมเปน็ ของไมแ่ นน่ อน
มีการเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา
“แตส่ ะพานยงั อยทู่ เี่ กา่ นะ สะพานขา้ มนำ�้ มลู นะ่ ถงึ นำ�้ จะขนึ้ สะพาน มนั กไ็ มโ่ กง่
น�ำ้ จะลงสะพาน มันก็ไมแ่ อ่นตาม”
นักอนุรักษ์เฉียบขาด
ในชว่ งแรกทห่ี ลวงพอ่ และคณะสงฆไ์ ปอยทู่ ว่ี ดั หนองปา่ พง ไขม้ าลาเรยี ระบาดหนกั
อยถู่ งึ ๓ ปเี ตม็ ทง้ั พระเณรและแมช่ เี ปน็ ไขก้ นั งอมแงม เรมิ่ จากหลวงพอ่ กอ่ นเลย ทา่ น
เปน็ หนกั มากจนเนอ้ื ตวั เขยี วคลำ้� นกึ วา่ ถงึ ทส่ี ดุ แลว้ แตใ่ นทสี่ ดุ กห็ าย พอหลวงพอ่ หาย
ลูกวัดกเ็ ปน็ กันใหญ่ ท้ังพระทง้ั ชีป่วยหนกั ไปตามๆ กัน แตโ่ ชคดที ีไ่ ม่มีใครเสยี ชวี ติ
กันเลย
การรักษาในสมัยนน้ั ก็ไม่มีหยกู ยาอะไรกิน นอกจากยาสมุนไพร และสมุนไพร
ตัวส�ำคัญท่ีใช้ปราบมาลาเรียนั้น แม่ชีบอกว่า “ที่ได้ผลตัดเช้ือได้อย่างเด็ดขาด
กบ็ อระเพ็ดนี่แหละ” ส�ำหรับเรอื่ งโรงพยาบาลนน้ั “หลวงพ่อทา่ นไมใ่ หพ้ าไปเกี่ยวขอ้ ง
วุ่นวายดว้ ยหรอก ไม่ให้ไป ไมใ่ ห้ลกู ศิษย์ลูกหาเอ่ยถงึ โรงพยาบาลเลย”
อยา่ งไรกต็ าม มหี มอเขา้ มาวดั บา้ งเหมอื นกนั ครงั้ หนง่ึ มคี ณะแพทยเ์ ขามากราบ
เรียนหลวงพ่อวา่ “ปา่ นท้ี บึ เกินไป ใหต้ ดั รอนก่ิงไมอ้ อกบ้างใหโ้ ปรง่ ๆ ลมจะไดเ้ ข้า
สะดวก”
หลวงพ่อตอบว่า “ตายซะคน เอาไว้แตป่ ่ากพ็ อ”
125
พวกหมอก็พยายามอธิบาย พูดโน้มน้าวหว่านล้อมด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
เกย่ี วกบั เรอ่ื งปา่ แตห่ ลวงพอ่ กย็ งั ยนื ยนั เจตนารมณด์ ง้ั เดมิ ทา่ นตอบอยา่ งเดด็ เดยี่ ววา่
“พระหรือชกี ็ตาม อาตมาเองกต็ าม ตายแล้วก็แลว้ ไป เอาปา่ ไวเ้ สียดกี ว่า”
พวกหมอก็เลยพูดไมอ่ อก แลว้ กล็ ากลบั
รกั ข้อวตั ร
หลวงพอ่ มคี วามรกั และความเคารพตอ่ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ขิ องทา่ นมาก จนกระทง่ั เคย
บอกศษิ ย์ว่า
“ถ้าจะให้ผมละเมิดพระวินัย ผมยอมตายก่อน ไม่เสียดายชีวิตเท่าเสียดาย
พระวนิ ยั ”
ครง้ั หนง่ึ หลวงพอ่ ไดร้ บั นมิ นตไ์ ปฉนั จงั หนั ในพระบรมมหาราชวงั ขณะลงจากรถ
ไดพ้ บกับเจ้าคุณรปู หนึ่งพอดี ท่านเจ้าคุณรปู นน้ั มองเห็นว่าหลวงพ่อสะพายบาตรอยู่
ก็ถามอย่างเยาะหยันว่า
“คณุ ชา ไม่อายในหลวงหรือ สะพายบาตรเขา้ วงั ”
“ทา่ นเจา้ คณุ ไมอ่ ายพระพทุ ธองคห์ รอื ครบั ไมส่ ะพายบาตรเขา้ วงั ” หลวงพอ่ ตอบ
กตญั ญูกตเวที
ความกตญั ญเู ปน็ มงคลอนั หนง่ึ ในมงคล ๓๘ ประการ ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงไว้
และเปน็ คณุ ธรรมทโ่ี ดดเดน่ ประการหนง่ึ ของหลวงพอ่ ทปี่ รากฏมาแตเ่ ยาวว์ ยั ในบทตน้
ทว่ี า่ ดว้ ยชวี ประวตั ขิ องหลวงพอ่ และวดั หนองปา่ พงนน้ั ผอู้ า่ นคงไดท้ ราบรายละเอยี ด
แลว้ วา่ หลวงพอ่ ไดแ้ สดงกตเวทติ าธรรมตอ่ ปชู นยี บคุ คล คอื บพุ การขี องทา่ น ผเู้ ปรยี บ
เสมือนครูคนแรกของบุตรเสมอมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงขั้นสมบูรณ์ คือนอกจากได้
126
อปุ สมบทใหโ้ ยมพอ่ ไดเ้ หน็ ชายผา้ เหลอื ง พรอ้ มทงั้ ใหค้ ำ� มน่ั สญั ญาวา่ จะไมล่ าสกิ ขาแลว้
ทา่ นยงั ไดใ้ หก้ ำ� เนดิ ในทางธรรมแกโ่ ยมแมข่ องทา่ น โดยอนเุ คราะหใ์ หบ้ วชชี จนกระทงั่
โยมแม่ส้ินชวี ติ ในเพศนักบวชอกี ดว้ ย
ส�ำหรับครูบาอาจารย์ ผู้ให้ก�ำเนิดและให้แสงสว่างในทางธรรมแก่ท่านนั้น
คณุ ธรรมของหลวงพอ่ ในขอ้ น้ี กเ็ ปน็ สง่ิ ทลี่ กู ศษิ ยไ์ ดส้ มั ผสั อยเู่ สมอเชน่ เดยี วกนั ดงั ได้
ทราบแลว้ วา่ หลวงพอ่ บวชทวี่ ดั บา้ น พระอปุ ชั ฌายแ์ ละพระคสู่ วดของทา่ นกเ็ ปน็ พระบา้ น
แต่หลวงพ่อไม่เคยเลยท่ีจะแสดงความถือเนื้อถือตัวว่าท่านเป็นพระป่าหรือพระ
กรรมฐานท่ีมีขอ้ วัตรปฏิบัติเครง่ ครัดต่อพระวดั บา้ น ตรงกันข้าม ทา่ นกลบั ออ่ นนอ้ ม
ถอ่ มตนยง่ิ นกั ครง้ั หนงึ่ มพี ระเถระจากวดั บา้ นมาเยย่ี มวดั หนองปา่ พง หลวงพอ่ ลกุ ขนึ้
จดั อาสนะตอ้ นรบั ดว้ ยตวั ทา่ นเอง แลว้ กล็ งกราบอยา่ งออ่ นนอ้ มแสดงความเคารพจรงิ ๆ
“เปน็ การกราบทง่ี ดงามท่ีสดุ ท่อี าตมาเคยเห็น” ลกู ศิษย์รูปหนึง่ ของหลวงพ่อกลา่ ว
กบั ครอู าจารยผ์ ใู้ หก้ ำ� เนดิ ในทางธรรม หลวงพอ่ กย็ ง่ิ เคารพ ถงึ ฤดกู าลเขา้ พรรษา
ทา่ นไปทำ� วตั รพระอปุ ชั ฌายแ์ ละพระคสู่ วดของทา่ นทกุ ปมี ไิ ดข้ าด นอกจากนน้ั ยงั กราบ
นมิ นตใ์ หท้ า่ นทง้ั สองมาพกั หรอื จำ� พรรษาทว่ี ดั หนองปา่ พง เพอื่ วา่ หลวงพอ่ จะไดถ้ วาย
การอปุ ัฏฐากอย่างเต็มท่ี แต่เมื่อทา่ นปฏเิ สธ หลวงพอ่ ก็ได้จดั พระลูกศิษย์เปลี่ยนเวร
กนั ไปอปุ ัฏฐากพระอุปัชฌาย์ของท่านแทน นอกจากนี้ เมื่อหลวงพอ่ ไดร้ ับตราต้งั ให้
เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปีแรก ท่านก็ไม่ได้ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรท่ีมาขอบวชที่
วดั หนองปา่ พงเลยทเี ดยี ว แตไ่ ดถ้ วายเกยี รตแิ กพ่ ระอปุ ชั ฌายข์ องทา่ น โดยกราบนมิ นต์
ใหม้ าเป็นอปุ ชั ฌาย์แทนอีกดว้ ย
ครบู าอาจารยผ์ ใู้ หแ้ สงสวา่ งในทางธรรมทห่ี ลวงพอ่ เคารพเทดิ ไวใ้ นทสี่ งู สรรเสรญิ
พระคุณและปรารภถงึ อยูเ่ สมอ ดเู หมือนมอี ยู่สามท่าน ไดแ้ ก่ หลวงปมู่ นั่ ภรู ิทตโฺ ต
หลวงปกู่ นิ รี จนทฺ โิ ย และพระอาจารยท์ องรตั น์ กนตฺ สโี ล สำ� หรบั หลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต นนั้
ช่ือเสียงเกียรติคุณของท่านโด่งดังเป็นท่ีรู้จักกันอย่างดีแล้วในแวดวงนักกรรมฐาน
ในท่ีน้ีจึงขอกล่าวถึงปฏิปทาบางประการของหลวงปู่กินรี และพระอาจารย์ทองรัตน์
เทา่ น้นั
127
หลวงพอ่ เคยจำ� พรรษาอยใู่ นสำ� นกั ของหลวงปกู่ นิ รี ๑ พรรษา แตใ่ นระหวา่ งธดุ งค์
ทอ่ งเท่ยี วไปเร่อื ยๆ น้นั เม่อื มโี อกาสผา่ นไปถน่ิ เดิม ท่านก็มกั แวะเวียนเขา้ ไปกราบ
นมสั การหลวงปเู่ พอ่ื รบั ฟงั โอวาทสน้ั ๆ หรอื ขอ้ คดิ เตอื นจติ สะกดิ ใจเลก็ ๆ นอ้ ยๆ จาก
หลวงปู่เสมอ หลวงปูท่ า่ นไม่เทศน์ยาว
“พทุ โธ พุทโธ เดอ้ ! พุทธออ้ ยสามวา ดึงเข่ามาให่เหลอื วาเดียวหน่ั ดงึ เขา่ มายัง
แขนเดียวหนั่ ดงึ เขา่ มายงั ศอกเดียวห่ัน ดงึ เข่ามายงั คบื เดยี วหัน่ ดงึ เขา่ มาอกี ใสใ่ จ
นี.่ ..ปัด๊ ! น่!ี หลวงป่เู ทศนซ์ ำ� นี่ จก๊ั เพนิ ว่าอีหยงั บจ่ ั๊ก ดึงเข่ามาปานควายบักตู้เวย้ ”
(พทุ โธ พทุ โธ นะ พทุ ธออ้ ยสามวา ดงึ เขา้ มาใหเ้ หลอื วาเดยี วนน่ั ดงึ เขา้ มาเหลอื
แขนเดยี วนัน่ ดงึ เขา้ มาเหลือศอกเดียวน่ัน ดึงเขา้ มาเหลอื คืบเดยี วนัน่ ดึงเขา้ มาอกี
ใสใ่ จน่ี ปัด๊ ! หลวงปเู่ ทศน์แค่นี้ ไม่ร้ทู า่ นว่าอะไร ไมร่ ู้ ดงึ เข้ามาอย่างกบั ควายเว้ย)
หลวงพ่อเล่าถึงการสอนภาวนาของหลวงปู่พลางหัวเราะตัวเอง เพราะสมัยนั้น
หลวงพ่อก็ยังใหม่ตอ่ การภาวนา ยงั ไมเ่ ข้าใจในความหมายในปรศิ นาธรรมที่หลวงปู่
แสดง
และอกี ครง้ั หนงึ่ เมอื่ หลวงปสู่ อนเรอ่ื งการวางใจใหพ้ อดี หรอื ทางสายกลางดว้ ย
ปริศนาส้ันๆ ซง่ึ กว่าหลวงพ่อจะแจ่มแจ้งกใ็ ช้เวลานานพอดู
“นางมะที (มทั รี) บ่สงู บ่ต่�ำ บ่ก�่ำ บข่ าว บ่อว้ น บพ่ ี กำ้� พอดี พองาม”
(นางมทั รี ไมส่ ูงไมต่ ่�ำ ไมด่ ำ� ไม่ขาว ไมอ่ ว้ นไม่พี พอดพี องาม)
“การท�ำงานคือการปฏิบัติ” คือ ปฏิปทาท่ีเด่นชัดอีกประการหนึ่งของหลวงปู่
หลวงพอ่ เลา่ วา่ ตวั ทา่ นเองทำ� ความเพยี รเทา่ ไร สว่ นมากหลวงปกู่ ลบั ทำ� งานอยา่ งอนื่ เสยี
จนหลวงพ่อนึกประมาทว่าหลวงปู่คงไม่ค่อยรู้อะไร หารู้ไม่ว่าหลวงปู่ท่านสบายแล้ว
มอี ยู่วันหน่งึ หลวงพอ่ กำ� ลังเยบ็ ผ้า ร้อนแคไ่ หนกไ็ ม่ยอมพัก รีบเรง่ จะให้เสร็จเรว็ ๆ
อยากไปทำ� ความเพยี รตอ่ หลวงปเู่ ดนิ มาใหธ้ รรมะเตอื นสตวิ า่ การปฏบิ ตั นิ น้ั คอื การมสี ติ
อยทู่ ุกเมื่อไม่วา่ จะท�ำอะไร การปฏบิ ัติดว้ ยความอยากน้ันผดิ ตัง้ แต่เร่มิ แลว้
128
แมข้ อ้ วตั รการกราบเพอ่ื ฝกึ สมาธขิ องวดั หนองปา่ พงนนั้ หลวงพอ่ กไ็ ดแ้ บบอยา่ ง
ไปจากสำ� นกั ของหลวงปกู่ นิ รนี เ่ี อง ดว้ ยความรำ� ลกึ ถงึ พระคณุ ของหลวงปู่ หลวงพอ่ ได้
จดั สง่ ลกู ศษิ ยข์ องทา่ นจากวดั หนองปา่ พงไปอยอู่ ปุ ฏั ฐากหลวงปทู่ ว่ี ดั ของทา่ นเปน็ ประจำ�
และจดั สง่ บรขิ ารเครอ่ื งใช้ เชน่ เภสชั ทจี่ ำ� เปน็ ไปถวายหลวงปอู่ ยเู่ สมอ กระทง่ั วาระสดุ ทา้ ย
เมอื่ หลวงปูม่ รณภาพ หลวงพอ่ กไ็ ดเ้ ปน็ ธุระจดั งานฌาปนกิจศพหลวงปอู่ ยา่ งเตม็ สติ
ก�ำลงั
สำ� หรบั พระอาจารยท์ องรตั นน์ น้ั หลวงพอ่ เคารพและชน่ื ชอบปฏปิ ทาทห่ี า้ วหาญ
อีกท้ังปัญญาบารมีและอารมณ์ขันของท่านมาก หลวงพ่อมักเล่าพฤติกรรมแปลกๆ
แผลงๆ ของพระอาจารย์ทองรัตน์ให้ลูกศิษยฟ์ งั เสมอ เป็นต้นว่า มารยาทในการฉนั
อาหาร ซงึ่ ดไู มง่ ดงามเลย ทง้ั ๆ ทพ่ี ระอาจารยส์ อนลกู ศษิ ยใ์ หฉ้ นั สำ� รวม และครงั้ หนง่ึ
เมอื่ ไปบณิ ฑบาตในหมบู่ ้าน ทา่ นกไ็ ปหยดุ ยืนอยู่ทหี่ น้าบ้านหลังหนึง่ เม่อื เจา้ ของบา้ น
เหลือบมาเหน็ พระ ก็ร้องวา่ “ขา้ วยงั ไม่สุก”
แทนทพี่ ระอาจารยท์ องรัตนจ์ ะเดนิ จากไป ทา่ นกลับรอ้ งบอกวา่
“บ่เป็นหยังดอกลูก พอ่ สิทา่ ฝา่ วๆ เร่งไฟเขา้ เด้อ”
(ไม่เปน็ ไรลกู พ่อจะคอย เร่งไฟเขา้ เถอะ)
ระหวา่ งพำ� นกั อยกู่ บั หลวงปมู่ น่ั และไมค่ อ่ ยไดฟ้ งั เทศน์ พระอาจารยท์ องรตั นก์ ม็ ี
อุบายหลายอย่างที่ท�ำให้หลวงปู่ม่ันต้องแสดงธรรมให้ฟังจนได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง
ไปบณิ ฑบาต ทา่ นกเ็ ดนิ แซงหนา้ หลวงปมู่ นั่ แลว้ กค็ วกั เอาแตงกวาจากบาตรออกมากดั
ดงั กรว้ มๆ และอกี ครงั้ หนง่ึ ทา่ นไปสง่ เสยี งเหมอื นกำ� ลงั ชกมวย เตะถบี ตน้ เสาอยอู่ ยา่ ง
อตุ ลดุ ใตถ้ นุ กฏุ หิ ลวงปมู่ น่ั นนั่ เอง ในขณะทเี่ พอ่ื นสหธรรมกิ ตา่ งกก็ ลวั กนั หวั หด ผลกค็ อื
ตกกลางคืน ลูกศิษย์ลูกหาต่างก็ได้ฟังเสียงหลวงปู่อบรมด้วยเทศน์กัณฑ์ใหญ่ทั้ง
๒ คร้งั
หลวงพอ่ เลา่ วา่ พระอาจารยท์ องรตั นเ์ ปน็ ผอู้ ยอู่ ยา่ งผอ่ งแผว้ จนกระทงั่ วาระสดุ ทา้ ย
เมือ่ ท่านมรณภาพน้ัน ท่านมีสมบัตคิ อื มดี โกนเพยี งเลม่ เดียวในยา่ มเท่าน้นั เอง
129
กระทง่ั ญาตโิ ยมทอ่ี ปุ ถมั ภอ์ ปุ ฏั ฐาก แมช้ าวบา้ นในชนบททใ่ี สบ่ าตรดว้ ยขา้ วกอ้ น
เดียวปั้นเล็กๆ หลวงพ่อก็ร�ำลึกและสรรเสริญบุญคุณให้ปรากฏอยู่เสมอ และท่าน
กไ็ ดต้ อบแทนดว้ ยการแนะนำ� พรำ่� สอนชที้ างเดนิ ทถ่ี กู ตอ้ ง เพอื่ ญาตโิ ยมไดถ้ งึ ซงึ่ ความ
พน้ ทกุ ข์ตามควรแก่อุปนสิ ัย
“พอรเู้ รอ่ื งของตวั เองบา้ งแลว้ กจ็ งึ ไดค้ ดิ ถงึ ญาตโิ ยม เหน็ บญุ คณุ ทกุ หนทกุ แหง่
แม้ผู้ใดให้ทานข้าวทัพพีหนึ่งก็คิดถึง ไม่ได้ประมาท ไม่ลืม คิดถึงบุญคุณทุกคน
อยา่ งชาวบา้ นตอ้ ง หนองฮี นกี่ ไ็ มเ่ คยลมื สกั ครง้ั มโี อกาสไดม้ าพดู ความจรงิ ใหฟ้ งั บา้ ง
ไม่บอ่ ยนกั ..”
นอกจากนน้ั หลวงพ่อยงั สอนลูกศิษยล์ ูกหาให้หนกั แน่นในคุณธรรมข้อนด้ี ว้ ย
เชน่ เดยี วกนั สงิ่ หนง่ึ ทล่ี กู ศษิ ยต์ อ้ งฝกึ เมอื่ เปน็ พระมชั ฌมิ า คอื ๕ พรรษาขนึ้ ไป กค็ อื
ให้ธรรมเป็นทานแก่ญาติโยม ซึ่งหลวงพ่อให้พูดออกจากใจ ไม่ให้เตรียมข้อความ
ลว่ งหนา้ ระมดั ระวงั ไมใ่ หเ้ ทศนด์ ว้ ยหวงั ความเคารพ คำ� สรรเสรญิ ชอื่ เสยี ง เอกลาภ ฯลฯ
แต่พูดดว้ ยเมตตาด้วยความหวงั ดตี อ่ ผ้มู ีอุปการะคณุ แกต่ น เพราะหลวงพอ่ พิจารณา
แล้วว่า ทานทีญ่ าติโยมถวายน้นั เปน็ เรือ่ งใหญ่
“เรอ่ื งใหอ้ าหารการขบฉนั ใหเ้ สนาสนะ ยาบำ� บดั รกั ษาโรค เหลา่ นนี้ ะ่ ไมใ่ ชเ่ รอื่ ง
เล็กๆ เขาส่งเสริมให้เราไปพระนิพพานนะนี่ ถ้าไม่มีอาหารการฉันนี้ไปไม่ไหวแล้ว
นั่งสมาธิไมไ่ ด.้ ..”
ทา้ ยทส่ี ุด แตไ่ มใ่ ชส่ ุดทา้ ยท่หี ลวงพอ่ ระลึกถึงองคส์ มเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้
ผทู้ รงเปน็ บพุ การขี องพทุ ธบรษิ ทั โดยเฉพาะนกั บวชทกุ รปู ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ ลกู พระตถาคต
พระมหากรณุ าธิคณุ อันได้แก่ พระเมตตาคุณ พระปญั ญาคณุ และพระบรสิ ุทธิคุณ
จงึ เปน็ สงิ่ ทแี่ นบแนน่ ในจติ ใจของหลวงพอ่ อยตู่ ลอดเวลา ทา่ นกำ� ชบั ลกู ศษิ ยล์ กู หาอยู่
เสมอวา่ ใหเ้ คารพเทดิ ทนู บรขิ าร คอื บาตร และจวี ร เสมอดว้ ยหรอื ยงิ่ กวา่ ชวี ติ เพราะ
บริขารท้ังสองน้คี อื มูลหรือมรดกท่พี ระพอ่ คือองค์สมเดจ็ พระศาสดาพระราชทานไว้
แก่นักบวชลกู ๆ ของพระองคท์ า่ นทุกรปู ทุกนาม
130
พระบางรปู ใชจ้ วี รของตนเองปดั ฝนุ่ แทนผา้ ขาวมา้ เหมอื นไมร่ วู้ า่ ผา้ กาสาวพสั ตร์
คอื ธงชยั ของพระอรหนั ต์ บางรปู กว็ างบาตรทง้ิ ๆ ขวา้ งๆ เหมอื นจะทบุ หมอ้ ขา้ วตวั เอง
แตห่ ลวงพ่อให้เคารพและประคองบาตรเทา่ กับเศียรของพระพุทธรปู ทเี ดียว
ค�ำสอนต่างๆ เหล่านี้ท่ีหลั่งไหลออกจากจิตใจของท่าน ย่อมแสดงถึงความ
กตัญญูต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมครูที่เต็มเปี่ยมอยู่ในจิตใจของหลวงพ่อ
อยา่ งชัดเจน ปฏิปทาของทา่ นในการแสดงกตเวทีตอ่ พระองค์จึงมิได้บกพรอ่ งเลย
131
มุ่งสอนสจั
“ภกิ ษุท้ังหลาย เพราะไดต้ รัสรู้ความเปน็ จรงิ ซง่ึ อรยิ สัจส่ี ตถาคตจึงมีนามอัน
บณั ฑิตกลา่ ววา่ อรหนั ตสัมมาสมั พุทธ”
พระพทุ ธพจนน์ ้ี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสำ� คญั อนั ยงิ่ ใหญข่ องอรยิ สจั อนั กลา่ วไดว้ า่
เปน็ ตวั กำ� หนดพระพทุ ธศาสนาทเี ดยี ว และอรยิ สจั นเี้ อง คอื หลกั ธรรมทพี่ ระพทุ ธองค์
ทรงช้ีแนะให้สาวกเพียรปฏบิ ัติใหเ้ ข้าถงึ
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เพราะเหตนุ น้ั ในกรณนี พ้ี วกเธอพงึ ทำ� ความเพยี รเพอ่ื ใหร้ คู้ วาม
เปน็ จริงว่า นคี้ อื ทกุ ข์ นค้ี ือเหตุใหเ้ กดิ ทกุ ข์ นีค้ อื ความดบั ไมเ่ หลอื แห่งทุกข์ และน้ีคือ
ทางดำ� เนนิ ให้ถึงความดับไมเ่ หลือแห่งทุกข์”
สำ� หรบั การปรารภความเพยี รเพอ่ื ใหร้ ตู้ ามความเปน็ จรงิ นน้ั พระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั
ถึงกิจทนี่ กั ปฏิบตั พิ งึ กระทำ� ต่ออริยสจั แตล่ ะข้อ ดงั น้ี
ทกุ ข์ - ควรกำ� หนดรู้
สมทุ ัย - ควรละ
นิโรธ - ควรท�ำให้แจง้
มรรค - ควรเจริญ
132
ปฏิปทาที่หลวงพ่อด�ำเนินมาโดยตลอด ทั้งท่ีเป็นการปฏิบัติกิจส่วนตัวจนเกิด
อานสิ งสเ์ หน็ ประจกั ษเ์ ปน็ ปจั จตั ตงั ทง้ั การปฏบิ ตั เิ พอ่ื ประโยชนข์ องผอู้ น่ื ในรปู ของการ
อบรมสงั่ สอนสานศุ ษิ ย์ ลว้ นเปน็ การดำ� เนนิ ตามรอยพระยคุ ลบาท โดยใชห้ ลกั อรยิ สจั ส่ี
ที่พระตถาคตได้ทรงชีแ้ นะเปิดเผยไว้อย่างจริงจงั
แมบ้ างคนมกั มองวา่ พระปา่ ไมส่ นั ทดั ปรยิ ตั ธิ รรม สำ� หรบั หลวงพอ่ ถา้ ไดว้ เิ คราะห์
คำ� สอนและวธิ กี ารสอนของทา่ นแลว้ จะเหน็ หลกั ปรยิ ตั แิ ฝงเรน้ อยดู่ ว้ ยเสมอ อยา่ งทท่ี า่ น
เคยกล่าวว่า
“คำ� สอนของผมมนั นอกตำ� รา แตอ่ ยใู่ นขอบเขต อาจไมถ่ กู คมั ภรี ท์ า่ นเขยี น แตม่ นั
ถูกคัมภรี ส์ จั ธรรม”
อุบายปฏิบัติตามนัยแห่งอริยสัจส่ีที่หลวงพ่อยึดเป็นหลักในการอบรมส่ังสอน
สานศุ ิษย์ พอมองเห็นได้จากตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี
ทกุ ข์
หลวงพอ่ พยายามให้ศษิ ยเ์ หน็ ทกุ ขต์ ามความเปน็ จรงิ โดยสอนย�้ำอยูเ่ สมอวา่
“ทกุ ขเ์ กดิ ขน้ึ มาแลว้ ไมอ่ ยากใหม้ นั ทกุ ข์ มนั กไ็ มเ่ หน็ ทกุ ข์ ไมเ่ หน็ ทกุ ข์ มนั กไ็ ม่
รจู้ กั ทกุ ข์ ไมร่ จู้ กั ทกุ ข์ มนั กเ็ อาทกุ ขอ์ อกไมไ่ ด้ ความจรงิ ทกุ ขน์ แี้ หละจะทำ� ใหเ้ ราฉลาดขนึ้
ทำ� ใหเ้ กดิ ปญั ญา ทำ� ใหเ้ รารจู้ กั พจิ ารณาทกุ ข์ คนเปน็ ทกุ ขค์ วรพจิ ารณาทกุ ข์ มใิ ชว่ า่ หนี
ไมอ่ ยากทกุ ข์ ทกุ ขเ์ ปน็ เครอ่ื งชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ตรงนไ้ี มถ่ กู ตรงนไ้ี มส่ บาย คนเรากเ็ หมอื นกนั
ทุกขจ์ ะพาใหเ้ ราไปหาครูอาจารยแ์ ละความสงบในทสี่ ุด”
เมอื่ การกำ� หนดรคู้ วามทกุ ขม์ คี วามสำ� คญั มากถงึ ขนาดนี้ หลวงพอ่ จงึ ใหค้ วามทกุ ข์
เปน็ ภารกจิ ประจำ� วนั ทล่ี กู ศษิ ยต์ อ้ งเผชญิ แตโ่ ดยธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ รา ไมม่ ใี ครชอบ
ความทกุ ข์ พยายามหลบหลกี หรอื กลบเกลอ่ื นอยเู่ สมอ หลวงพอ่ จงึ เนน้ หนกั เรอื่ งความ
อดทนวา่ เปน็ แม่บทของการปฏิบตั เิ ป็นเครือ่ งเผากิเลสอยา่ งยง่ิ
133
สมทุ ยั
การฝืนความทะยานอยากในทุกกรณีเพื่อก�ำจัดต้นเร่ืองของความทุกข์ที่เกิด
กลมุ้ รมุ จติ ใจ เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ทิ ห่ี ลวงพอ่ พาพระเณรวดั หนองปา่ พงดำ� เนนิ อยเู่ ปน็
ประจำ�
หลวงพ่อเห็นว่า ถ้าไม่ทวนกระแสของตณั หา นกั ปฏบิ ัตจิ ะไมเ่ หน็ โทษของมนั
จึงกลบั หลงยึดม่ันถอื ม่ันวา่ เป็นตัวตนของตน
“...เมอ่ื ทกุ ขเ์ กดิ ขน้ึ มากร็ จู้ กั วา่ มนั ทกุ ข์ ทกุ ขน์ ม่ี นั เกดิ ขนึ้ มาเพราะอะไร มนั จะเหน็
อะไรไหม ถา้ เราเหน็ ตามธรรมดามนั กไ็ มท่ กุ ข์ เชน่ วา่ เราอยอู่ ยา่ งนี้ เรากส็ บาย อกี วาระหนง่ึ
เราอยากไดก้ ระโถนใบน้ี เรายกมนั ขนึ้ มา ตา่ งแลว้ ตา่ งกวา่ แตก่ อ่ นทยี่ งั ไมไ่ ดย้ กกระโถน
ถา้ ไปยกกระโถนขนึ้ มา มคี วามรสู้ กึ วา่ มนั หนกั เพมิ่ ขนึ้ มา มนั มเี หตุ หนกั มนั จะเกดิ เพราะ
อะไร ถ้าไมใ่ ช่เพราะเราไปยกมัน ถา้ เราไม่ยกมนั มนั ก็ไม่มอี ะไร ถ้าไมย่ กมันกเ็ บา
อะไรเปน็ เหตผุ ล ดเู ทา่ นก้ี ร็ แู้ ลว้ ไมต่ อ้ งไปเรยี นทไี่ หน ถา้ เราไป ยดึ อะไร อนั นนั้ แหละ
เปน็ เหตุใหท้ กุ ข์เกดิ ถ้าเรา ปลอ่ ย มันก็ไม่มที กุ ข์”
“...เร่ืองปฏบิ ตั นิ ้ี อาตมาคน้ คดิ เหลอื เกนิ เอาชีวิตเป็นเดิมพนั เพราะเชอื่ ตามที่
พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ มรรค ผล นิพพาน มอี ยู่ มันมีอยู่ตามพระองค์ตรัสสอน แต่วา่
สงิ่ เหลา่ นนั้ เกดิ จากการปฏบิ ตั ิ เกดิ จากการทรมาน กลา้ หาญ กลา้ ฝกึ กลา้ หดั กลา้ คดิ
กลา้ แปลง กลา้ ทำ� การทำ� นนั้ ทำ� อยา่ งไร ทา่ นใหฝ้ นื ใจตวั เอง ใจเราคดิ ไปทางนี้ ทา่ นใหไ้ ป
ทางโนน้ ใจเราคดิ ไปทางโนน้ ทา่ นใหม้ าทางน้ี ทำ� ไมทา่ นจงึ ใหฝ้ นื ใจ เพราะใจถกู กเิ ลส
เข้าพอกมาเต็มท่ีแล้ว มันยังไม่ได้ฝึกหัดดัดแปลง มันยังไม่เป็นศีลยังไม่เป็นธรรม
เพราะใจมนั ยงั ไมแ่ จ้ง ไมข่ าว จะไปเช่อื มนั อยา่ งไรได้”
“...ถา้ เราพดู แคว่ า่ เราตดั ไมไ่ ดๆ้ เอาอนั นน้ั มาพดู เรากเ็ ปน็ นกั เลงโตกนั หมดทงั้ วดั
เทา่ นั้นแหละ อาศยั ที่ว่ามนั ตัดไม่ไดก้ ต็ อ้ งพยายามสิ ตดั ไมไ่ ด้ก็ตอ้ งขูดมัน ขดู กิเลส
เกลากเิ ลส ถา้ ตดั ไมอ่ อกกข็ ดุ มนั ออก มนั เหนยี วมนั แนน่ นี่ ไมใ่ ชว่ า่ มนั ไดต้ ามปรารถนา
ตามใจของเรา จะต้องระวงั ขา้ งหนา้ ระวังขา้ งหลัง”
134
“...ถา้ เราไมฝ่ นื ความรสู้ กึ ของเราในเวลานวี้ นั น้ี ความเปน็ ปถุ ชุ นหรอื อนั ธพาลนน้ั
มันก็ยังฝังอยู่ในสันดานเราเร่ือยไป ที่พระพุทธเจ้าท่านออกบวช ก็เพราะท่านเห็น
อยา่ งน้นั เปล่ียนแปลงฝืนเร่อื ยมา ถา้ หากวา่ ใครไมพ่ จิ ารณาให้แยบคาย กจ็ ะไมเ่ หน็
ความรู้สึกของเจ้าของ”
นิโรธ
หลวงพอ่ สอนเรอื่ งนโิ รธ ดว้ ยการกลา่ วถงึ ผลของการปฏบิ ตั ิ ซง่ึ แตล่ ะครงั้ ทที่ า่ น
พูดถงึ ภาวะจิตท่เี ห็นธรรมแลว้ ย่อมเป็นแรงบันดาลให้ลูกศษิ ยไ์ ดเ้ ร่งการปฏิบตั ิของ
ตนเอง แตถ่ า้ จะวา่ ไปแลว้ นโิ รธทห่ี ลวงพอ่ แสดงดว้ ยตวั ของทา่ น เปน็ ประจกั ษพ์ ยานท่ี
ชัดแจง้ ถึงผลของการปฏบิ ัติย่ิงกว่าคำ� สอนของทา่ นเสียอกี
“...ผถู้ งึ สนั ตธิ รรม ยอ่ มมจี ติ ใจอยอู่ ยา่ ง นอกเหตเุ หนอื ผล นอกดเี หนอื ชวั่ นอกผดิ
เหนอื ถูก นอกสูงเหนือตำ�่ นอกด�ำเหนอื ขาว นอกแพ้เหนือชนะ นอกเกิดเหนอื ตาย
นอกสขุ เหนอื ทุกข์ มันจะเหมอื นกับเราตอบปัญหาของคนซึง่ เรามเี ฉลยอยูแ่ ล้ว เราดู
เฉลยอยู่แล้ว และเขาก็ออกปัญหามา เรากต็ อบไดท้ ันทเี ลย ทำ� ไม เพราะเฉลยมันมี
อยแู่ ลว้ อนั นกี้ เ็ หมอื นกนั ฉนั นน้ั ถงึ แมว้ า่ มนั จะเกดิ อยา่ งนน้ั มนั กท็ ำ� ความเกดิ นน้ั ไมใ่ ห้
เป็นทุกข์ คือมันเกิดดับ ไม่ใช่มันเกิดเกิด มันเป็นพื้นอยู่แล้ว ส่ิงทั้งหลายเหล่านี้
มนั จะเกดิ มาแลว้ กใ็ หม้ นั เกดิ ทหี ลงั สงิ่ ทเ่ี กดิ กอ่ นมนั มอี ยแู่ ลว้ อยา่ งนก้ี เ็ รยี กวา่ สตปิ ระจำ�
กาลที่ได้ทำ� และคำ� ทีพ่ ูดอยู่เสมอ นเี่ รียกว่า ปฏิปทาของจิต”
“...เมอ่ื เรารู้ถงึ รปู เสียง กลนิ่ รส ทงั้ หลายเหลา่ นี้ตามเปน็ จรงิ แล้ว เห็นชดั อยู่
ในดวงจิตของเราวา่ ส่ิงเหลา่ นล้ี ว้ นเปน็ สามญั ลกั ษณะ คือ อนจิ จัง ทุกขงั อนตั ตา
หมดทั้งนนั้ เม่ือไดย้ ินครง้ั ใด กเ็ ป็นสามญั ลกั ษณะอยู่ในใจ เวลาอารมณท์ ั้งหลายมา
กระทบ ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน มิใช่จิตของเราจะไม่มีการงาน สติกับจิตพัวพัน
คมุ้ ครองกนั อยตู่ ลอดกาลตลอดเวลา ถา้ ทา่ นทำ� จติ ใหถ้ งึ อนั นแ้ี ลว้ ถงึ จะเดนิ ไปทางไหน
มนั คน้ ควา้ อยนู่ ี่ เปน็ ธรรมวจิ ยั หลกั ของโพชฌงคเ์ ทา่ นนั้ เอง มนั หมนุ เวยี นพดู กบั ตวั เอง
แก้ ปลด เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไมม่ อี ะไรมาใกลม้ นั ได้ มนั มงี านทำ� ของมนั เอง”
135
“...จติ ของเรามนั เป็นอย่างนี้ จะร้วู า่ สุขมนั เป็นอยา่ งนี้ ทกุ ข์มันเปน็ อยา่ งน้ี มนั ก็
เปน็ คนละเรอ่ื งกนั อยู่ เวทนามนั เปน็ อยา่ งนี้ มนั กเ็ ปน็ คนละเรอื่ งกนั อยู่ จะเปรยี บกค็ ลา้ ย
กบั วา่ น�้ำมันกับน�ำ้ ท่า มันปนอยู่ในขวดเดยี วกัน กป็ นกันได้ น้ำ� มนั ก็เป็นน้ำ� มนั น้�ำทา่
ก็เป็นน้ำ� ท่า”
มรรค
การเจริญมรรคที่เป็นสัมมาปฏิปทาหรือสัมมามรรคน้ัน หลวงพ่อย�้ำว่าต้อง
ประกอบดว้ ยองคท์ ง้ั ๘ ประการ จะเอาหมวดศลี แตอ่ ยา่ งเดยี ว หมวดสมาธอิ ยา่ งเดยี ว
หรือหมวดปญั ญาอยา่ งเดียวไม่ได้ ท่านพดู อย่เู สมอเรื่องความสัมพันธ์ขององค์มรรค
ตา่ งๆ โดยเน้นในแงข่ อง ศีล สมาธิ ปญั ญา
“...หลกั ใหญข่ องพทุ ธศาสนานน้ั มอี ยู่ ๓ ประการ ถา้ พดู ถงึ ตวั บคุ คล กค็ อื กาย
วาจา ใจ ถา้ พดู ถงึ ธรรมลว้ น กค็ อื ศลี สมาธิ ปญั ญา เชน่ วา่ ศลี กด็ ี สมาธกิ ด็ ี จะดำ� เนนิ
อยไู่ ด้ มนั กต็ อ้ งมปี ญั ญา บางคนเขา้ ใจวา่ ปนี ผ้ี มจะรกั ษาศลี ปหี นา้ จะทำ� สมาธิ ปตี อ่ ไป
จะทำ� ปัญญาให้เกิด อย่างน้เี ปน็ ตน้ เพราะเข้าใจว่ามนั คนละอยา่ งกัน ปีน้จี ะทำ� ศลี
ใจไมม่ น่ั จะทำ� ไดอ้ ยา่ งไร ปญั ญาไมเ่ กดิ จะทำ� ไดอ้ ยา่ งไร มนั กเ็ หลวทงั้ นน้ั แหละ ความ
เปน็ จริงนนั้ มันกอ็ ยูใ่ นจดุ เดียวกนั ศลี ก็ดี สมาธิก็ดี ปญั ญาก็ดี เมอ่ื เรามศี ีลข้นึ มา
สมาธกิ เ็ กดิ ขน้ึ มาเทา่ นน้ั สมาธเิ กดิ ขนึ้ มา ปญั ญามนั กเ็ กดิ ขนึ้ มาเทา่ นนั้ มนั เปน็ วงกลม
ครอบกนั อยอู่ ยา่ งนี้ มนั เปน็ อนั เดยี วกนั เหมอื นมะมว่ งใบเดยี วกนั เมอื่ มนั เลก็ มนั ก็
เปน็ มะมว่ งใบน้ัน เมื่อมันโตมามนั กเ็ ป็นมะมว่ งใบนั้น เมื่อมนั สุก มันก็มะม่วงใบนั้น
ถา้ เราคิดกนั ง่ายๆ อย่างน้ี มนั ก็เปน็ ธรรมที่เราต้องปฏบิ ตั ิ ไมต่ ้องเรยี นอะไรมากมาย
ใหเ้ รารูม้ นั เถิด รู้ตวั จริงสิง่ ท้ังหลายเหล่าน้ี รู้ข้อปฏิบัตขิ องตนเอง”
“...มรรคทงั้ แปดนนั้ ไมใ่ ชอ่ ยทู่ อ่ี น่ื อยทู่ ก่ี ายของเรา ตาสอง หสู อง จมกู สอง ลนิ้ หนงึ่
กายหนงึ่ นเ่ี ปน็ มรรคแลว้ จติ เปน็ ผเู้ ดนิ มรรค เปน็ ผทู้ ำ� มรรคใหเ้ กดิ ขน้ึ ใหร้ จู้ กั วา่ มนั ผดิ
มันถกู ผิดกร็ ู้ ถกู กร็ ู้ มันจะผดิ ขนาดไหนก็ช่าง เรารูว้ ่าอนั น้นั มนั คิดผดิ เขา้ ใจผิด
ไมใ่ หม้ นั ดงึ ดดู เราไปได้ แลว้ กก็ ลบั มาใหค้ งทข่ี องเราอยู่ มคี วามตง้ั ใจมนั่ ชอบ คอื ไมห่ นี
136
ไปกบั ใคร อารมณถ์ งึ ไปทไ่ี หนกก็ ลบั มาตรงน้ี เพราะมนั มน่ั อยแู่ ลว้ ไมใ่ หม้ นั ขาดจากนไ้ี ป
แคน่ ี้กเ็ ปน็ สงั วรศลี แลว้ เป็นสมาธิแลว้ ปัญญากจ็ ะเกิดขน้ึ มา”
ในเมอ่ื ศลี เปน็ บาทฐานของการเจรญิ สมาธแิ ละปญั ญาทข่ี าดไมไ่ ด้ หลวงพอ่ จงึ ให้
ความสำ� คัญแกเ่ ร่อื งพระวนิ ยั อย่างมาก ถ้าศลี ไม่บริสุทธิ์ สมาธแิ ละปัญญากไ็ มเ่ กิด
ทา่ นเนน้ และยำ�้ เสมอวา่ สมาธทิ ถี่ กู ตอ้ งจะตอ้ งประกอบดว้ ยสตแิ ละความเพยี ร และตอ้ ง
เป็นไปเพอื่ ปญั ญา เพอ่ื ความดับทุกข์โดยตรง ทา่ นไมใ่ ห้ความสนใจเรือ่ งที่ไมเ่ ปน็ ไป
เพือ่ ความดับทกุ ข์ เชน่ เรือ่ งไสยศาสตรห์ รอื อิทธิฤทธิ์ปาฏหิ ารยิ ์ เป็นต้น
“...การประพฤตศิ ลี สมาธิ ปญั ญาน้ี กเ็ พอื่ ใหเ้ กดิ ความเหน็ ชอบ ใหม้ คี วามเหน็ ถกู
ปราศจากความผดิ ไม่มอี นื่ นอกจากน้ไี ป”
ทางสายกลาง ซง่ึ ก็ตรงกบั อรยิ มรรคนนั่ เอง กเ็ ปน็ สิ่งท่หี ลวงพ่อกลา่ วถึงบ่อยๆ
ทา่ นใหค้ ำ� จำ� กดั ความของทางสายกลางงา่ ยๆ บางทเี ปน็ คำ� เดยี ววา่ พอดี หรอื อกี นยั หนง่ึ
ทา่ นพดู ถงึ การไมห่ ลงตดิ ในความสขุ หรอื ความทกุ ข์ เปน็ ความหมายของทางสายกลาง
“...เมอื่ ไดเ้ หน็ ความสขุ แลว้ ใหพ้ จิ ารณาความสขุ นน้ั ทา่ นไมใ่ หต้ ดิ อยใู่ นความสขุ
คือท่านให้วางทั้งสขุ และทกุ ข์ การวางทางท้งั สองไดน้ ้ี เปน็ สัมมาปฏปิ ทา ทา่ นเรยี กวา่
เปน็ ทางสายกลาง”
นา่ สังเกตวา่ อริยสจั ท่ีสาม คอื นิโรธน้นั แมห้ ลวงพ่อกล่าวหรือพรรณาถึงน้อย
เนื่องจากเป็นภาวะท่ีเป็นปัจจัตตัง แต่ละคนต้องสัมผัสเอง กลับมีความส�ำคัญเป็น
อันมากในการฝกึ สอนพระเณรของทา่ น เพราะความเช่อื ม่ันของลกู ศษิ ย์ในคณุ ธรรม
ของหลวงพอ่ อยทู่ ก่ี ารไดเ้ หน็ นโิ รธในตวั ทา่ น ซง่ึ ทำ� ใหก้ ารอบรมสง่ั สอนมนี ำ้� หนกั ทำ� ให้
เกดิ ความเช่ือถอื เปน็ การสอนที่แมน่ ย�ำและได้ผล เพราะอบุ ายการสอนมาจากนิโรธ
อนั ลำ้� ลกึ ของหลวงพอ่ นน่ั เอง แตโ่ ดยเหตทุ เี่ นอื้ หาของการสอนอยทู่ ม่ี รรค จงึ จะขยาย
ใหเ้ หน็ ถงึ รายละเอยี ด โดยนำ� เรอ่ื งของพระวนิ ยั และขอ้ วตั ร ธดุ งควตั ร (หมวดของศลี )
และการเจรญิ ภาวนา เชน่ การปฏบิ ัตทิ างสมาธิและปัญญา มากลา่ วในบทต่อไป
137
“เธอน้นั คร้ันบวชแล้วอยา่ งนี้
ยอ่ มเปน็ ผู้ส�ำรวมในปาติโมกขสังวร
สมบูรณด์ ว้ ยมรรยาทและทเี่ ป็นทเี่ ทยี่ วไป
มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มปี ระมาณน้อย
สมาทานศกึ ษาอยู่ในสกิ ขาทัง้ หลาย”
(สามญฺผลสูตร)
138
ศีลของสงฆ์
๑. พระวนิ ัย
ดงั ไดก้ ลา่ วแลว้ ขา้ งตน้ วา่ การสอนศษิ ยข์ องหลวงพอ่ เนน้ เรอื่ งเอกภาพของมรรค
อยา่ งทท่ี า่ นยำ้� อยเู่ สมอวา่ ศลี สมาธิ และปญั ญา แยกออกจากกนั ไมไ่ ด้ ในการอบรม
พระภิกษสุ งฆ์ทเี่ ขา้ มาบวชที่วัดหนองป่าพง ทา่ นจงึ เอาศีลของสงฆ์ คือพระวินยั เป็น
หลักใหญ่ ความสำ� คัญท่หี ลวงพ่อให้กบั พระวินัยดูได้จากคำ� พดู ของทา่ นเอง
“ถา้ เราไมร่ กั ษาพระวนิ ยั น.่ี ..เทา่ กบั ไมเ่ คารพพระพทุ ธเจา้ เพราะทา่ นเปน็ ผบู้ ญั ญตั ิ
พระวนิ ยั ข้นึ มา ฉะนัน้ ถา้ ไมร่ ักษาพระวนิ ัย ไมเ่ คารพพระวนิ ยั ก็เทา่ กบั ไม่เคารพ
พระพทุ ธเจา้ ถา้ เราเคารพพระพทุ ธเจา้ เราตอ้ งเคารพพระวนิ ยั ดว้ ยการรกั ษาพระวนิ ยั
อยา่ งเคร่งครัด ถา้ ไม่ท�ำเช่นนก้ี ็ไมร่ จู้ ะบวชมาทำ� ไม แลว้ จะเกดิ ประโยชนอ์ ะไรแกเ่ รา”
“พระวินัยอยทู่ ่ีไหน กอ็ ยทู่ เ่ี รานน่ั แหละ เรารกั ษาไวพ้ ระวินัยก็อยู่ ถ้าไม่รกั ษา
ทงิ้ ๆ ขวา้ งๆ ก็เป็นโจรเหยยี บพระศาสนาเท่านนั้ เอง”
“ยอมตายก่อนทจี่ ะละเมดิ พระวนิ ัย ไมเ่ สียดายชีวติ เท่าเสยี ดายพระวนิ ยั ”
139
พระวินยั คืออะไร
พระวนิ ยั คอื ระบบแบบแผนตา่ งๆ ทกี่ ำ� หนดความประพฤติ ความเปน็ อยู่ และ
กิจการของสงฆท์ ้งั หมด เป็นสิง่ ทคี่ รอบคลมุ ชีวติ ดา้ นนอกของภิกษสุ งฆ์ทกุ แงม่ มุ
พระวนิ ยั ประกอบด้วยสกิ ขาบทตา่ งๆ มากมาย มที ัง้ ขอ้ ก�ำหนดเกีย่ วกับความ
เป็นอยู่ส่วนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างพระภิกษุด้วยกัน ความสัมพันธ์กับคฤหัสถ์
ทั้งหลาย ตลอดจนการปฏิบัติต่อธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มอน่ื ๆ ระเบียบวา่ ดว้ ยการ
ปกครอง และการดำ� เนนิ กจิ การตา่ งๆ ของสงฆ์ ระเบยี บเกย่ี วกบั การแสวงหา การจดั ทำ�
เกบ็ รกั ษา แบง่ สนั ปนั สว่ นปจั จยั ๔ ฉะนน้ั เมอ่ื รวมขอ้ หา้ มและขอ้ อนญุ าตแลว้ กม็ มี าก
จนกระทง่ั หลวงพ่อเคยบอกว่าน้ี มีเป็นโกฏิเปน็ กือ
เหตผุ ลทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงปรารภในการบญั ญตั สิ กิ ขาบทแกส่ งฆม์ ี ๑๐ ประการ
๑. เพอื่ ความเรียบรอ้ ยดงี ามแหง่ สงฆ์
๒. เพ่อื ความผาสุกแหง่ สงฆ์
๓. เพอื่ กำ� ราบคนหน้าดา้ นไม่รู้จกั อาย
๔. เพ่ือความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษผุ มู้ ศี ลี ดีงาม
๕. เพือ่ ปิดกั้นความเส่อื มเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ทีจ่ ะมใี นปัจจุบนั
๖. เพือ่ บำ� บัดความเส่อื มเสีย ความทุกข์ ความเดอื ดร้อน ทจี่ ะมใี นภายหลัง
๗. เพอ่ื ความเลอื่ มใสของคนทยี่ งั ไมเ่ ล่อื มใส
๘. เพอ่ื ความเลอ่ื มใสย่ิงขึน้ ของคนทเ่ี ลือ่ มใสแลว้
๙. เพอ่ื ความดำ� รงมน่ั แหง่ สัทธรรม
๑๐. เพื่อส่งเสริมความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย สนับสนนุ วนิ ัยใหห้ นกั แน่น
พระวินยั จึงมีอานิสงส์ทง้ั ในแงข่ องการปฏบิ ัติธรรมสว่ นตวั ของพระ และในแง่
สว่ นรวมของสงฆ์
140
แงส่ ่วนตัว
พระวินัยเป็นเคร่ืองมือก�ำจัดกิเลสขั้นหยาบไม่ให้ความเศร้าหมองทางใจกำ� เริบ
เกดิ การลว่ งละเมดิ ดว้ ยกายและวาจา จนสรา้ งความเดอื ดรอ้ นแกต่ นและผอู้ ่นื ตาม
รากศพั ท์ คำ� วา่ วนิ ัย แปลว่า การนำ� ออก เพราะน�ำผู้ปฏิบตั ิตามใหอ้ อกจากนิสัยเก่า
ทยี่ ังติดเช้อื จากชีวิตฆราวาส และช่วยปลกู ฝงั สมณสัญญาให้งอกงามไพบูลย์
คนทยี่ งั ใหมต่ อ่ พรหมจรรย์ มกั ไมอ่ าจคงความสมำ�่ เสมอในปฏปิ ทาไวไ้ ด้ ยงั หลง
อารมณบ์ อ่ ยๆ สกิ ขาบทและขอ้ วตั รปฏบิ ตั ติ า่ งๆ ซงึ่ ไมเ่ ปลยี่ นแปลงตามความรสู้ กึ หรอื
ความตอ้ งการของใคร จงึ เปน็ เสมอื นมาตรฐานเครอ่ื งวดั การกระทำ� เปน็ เครอื่ งเตอื นสติ
ทดี่ ี พระพทุ ธองคต์ รสั ไวว้ า่ “ศลี คอื เจตนา” และการระลกึ รอู้ ยใู่ นศลี ของตน ทำ� ใหพ้ ระ
ภิกษผุ ู้เอ้อื เฟ้ือตอ่ พระวนิ ยั สามารถมองเหน็ เจตนาของตวั เองวา่ เปน็ กุศลหรอื อกุศล
ควรประพฤตติ ามหรอื ไม่
นอกจากน้ัน พระวินัยยังท�ำให้ผู้ปฏิบัติตามด้วยความเอาใจใส่อย่างจริงจัง
เพมิ่ ความละเอยี ดถถ่ี ว้ นขน้ึ มวี จิ ารณญาณทกี่ วา้ งไกล เปน็ ผรู้ มู้ ารยาทและโคจร เคารพ
คารวะต่อผ้หู ลกั ผ้ใู หญ่ มปี กติอ่อนนอ้ มถอ่ มตน แมใ้ นหมู่เพอื่ นสหธรรมิกดว้ ยกนั
เปน็ ผยู้ ินดีในความมักนอ้ ยสันโดษ อดทน เลยี้ งง่าย พร้อมทจ่ี ะเสียสละประโยชน์
สว่ นตนใหก้ ับหมู่สงฆอ์ ยูเ่ สมอ
แตอ่ านสิ งสข์ องการรกั ษาพระวนิ ยั ทส่ี ำ� คญั อยทู่ จี่ ติ เบาสบาย ไมเ่ ดอื ดรอ้ น มคี วาม
เชอ่ื ม่ัน และนบั ถอื ในตนเอง ซ่งึ ทำ� ให้การเจริญสมาธิภาวนาก้าวหนา้ เร็วและราบรืน่
อนงึ่ การปฏบิ ตั ทิ จี่ ติ ภาวนาอยา่ งขะมกั เขมน้ แตล่ ะเลยกริ ยิ าภายนอก หลวงพอ่
ถอื วา่ เปน็ การสรา้ งประโยชนต์ นแตฝ่ า่ ยเดยี ว ไมใ่ สใ่ จในประโยชนข์ องผอู้ น่ื จะเรยี กวา่
นักปฏบิ ัติธรรมท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ยงั ไมไ่ ด้ ส่วนการประพฤตปิ ฏิบตั ิโดยเออ้ื เฟ้ือต่อ
พระวนิ ยั นนั้ ถอื เปน็ การประกาศศาสนาไปในตวั เพราะทำ� ใหผ้ ทู้ มี่ าพบเหน็ ทย่ี งั ไมเ่ คย
เลื่อมใสให้เล่ือมใส ที่เล่ือมใสแล้วเกิดความเล่ือมใสยิ่งๆ ขึ้นไป ซ่ึงข้อน้ีตรงกับ
141
วัตถุประสงค์อันหน่ึงท่ีพระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นคู่เคียงกับพระธรรม
บางสำ� นักสอนว่าไมต่ ้องไปจุกจกิ จู้จเ้ี รือ่ งสิกขาบทตา่ งๆ มากเกนิ ไป ใหม้ ีสตติ วั เดียว
กพ็ อแลว้ ครงั้ หนง่ึ มพี ระถามหลวงพอ่ วา่ ทา่ นเหน็ อยา่ งไรตอ่ ทศั นะนี้ หลวงพอ่ ตอบวา่
“จรงิ แตไ่ ม่ถกู ถูกแต่ไม่จริง”
แง่สว่ นรวม
พระวนิ ยั เปน็ วธิ สี รา้ งชมุ ชนทเี่ รยี บรอ้ ย อยรู่ ว่ มกนั ดว้ ยความสงบสขุ มบี รรยากาศ
ท่ีเก้ือกูลต่อการปฏิบัติธรรม ในเมื่อผู้ท่ีเข้ามาบวชมักจะมีความแตกต่างกันในเรื่อง
เชื้อชาติ ชัน้ วรรณะ นิสยั ใจคอ การศกึ ษาพระวินยั จึงเปน็ เครือ่ งรบั รองความสมาน
สามคั คขี องสงฆ์ ทำ� ใหท้ กุ รปู ไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั ไมม่ คี วามหวาดระแวง หรอื ทะเลาะ
ววิ าทกนั ไมม่ คี วามแกง่ แยง่ ชงิ ดชี งิ เดน่ กนั แตอ่ ยอู่ ยา่ งมติ รดว้ ยความเมตตาและเคารพ
ต่อกนั
หลวงพอ่ ปรารภเรอ่ื งความสามคั คขี องสงฆอ์ ยเู่ สมอ เพราะทา่ นทราบดวี า่ เปน็ สงิ่
รบั ประกันความมนั่ คงและอายขุ องสงฆ์ และความสามัคคยี ่อมอาศัยพระวินยั นนั่ เอง
หลวงพอ่ เหน็ ว่าความเสื่อมของสถาบนั สงฆ์ในปัจจบุ นั สมั พันธก์ ับเร่ืองน้ี
“เรอื่ งพระวนิ ยั เรอ่ื งศลี น่ี เดย๋ี วนผี้ มวา่ จะมแี ตช่ อ่ื ตวั ศลี จรงิ ๆ มนั ไมค่ อ่ ยมี ดงั นนั้
ความสามคั คกี นั จงึ ไมต่ กลง ตกลงกนั ไมไ่ ด้ ไอค้ นนนั้ ทำ� ผดิ ไมก่ ลา้ ตดั สนิ ใจ เพราะอะไร
นเี่ พราะวา่ เรากเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั มนั กเ็ ลยไมก่ ลา้ ครบั กเ็ ลยทง้ิ มนั ไวอ้ ยา่ งนนั้ ไมม่ ใี ครวา่
อะไรกนั คนอนื่ กเ็ ปน็ อยา่ งนนั้ ตวั เรากเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั ถา้ ไปพดู ใหค้ นอน่ื มนั กค็ งแดงขนึ้
นี่ครับ ตวั เรากพ็ ร้อมไปด้วย มันเป็นในทำ� นองน้ี เดี๋ยวน้มี นั เป็นอย่างนั้น”
หลวงพอ่ เตอื นลกู ศษิ ยไ์ มใ่ หท้ ำ� อะไรตามอำ� เภอใจ แตใ่ หป้ รกึ ษาสงฆก์ อ่ น (กตกิ า
สงฆข์ ้อที่ ๔) ทา่ นสอนว่าในเรอื่ งเกยี่ วกบั ความสามัคคขี องสงฆ์น้ัน ไมค่ วรน�ำค�ำวา่
นานาจติ ตงั มาอา้ ง เพราะเปน็ คนละเรอ่ื ง ความเอกฉนั ทข์ องหมสู่ งฆ์ ยอ่ มอาศยั การลด
มานะละทิฏฐขิ องแต่ละรปู
142
หลวงพ่อเคยเรียกพระวนิ ยั วา่ เปน็ ตะแกรงรอ่ นพระเณร เพราะเมอ่ื คณะสงฆ์
ปฏบิ ตั ติ ามอยา่ งเครง่ ครดั พระรปู ทม่ี ศี รทั ธาจรงิ ๆ เทา่ นน้ั ทจ่ี ะอยไู่ ด้ เมอื่ มกี ฏระเบยี บท่ี
ตายตวั อยา่ งน้ี ความยอ่ หยอ่ นยอ่ มปรากฏออกมาทนั ทตี งั้ แตแ่ รก ผปู้ กครองจงึ มโี อกาส
ควบคุมไมใ่ ห้ก�ำเริบเสยี หาย เปรยี บได้ราวกบั นำ้� ใส แมม้ ีสหี ยดลงไปเพยี งเล็กนอ้ ย
กส็ ังเกตเห็นได้ง่าย
การมีมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ข้ึนกับบุคคลใด แต่ทุกคนยอมรับ
ท�ำตามด้วยความสมัครใจ ท�ำให้การปกครองง่ายขึ้น เพราะถ้าต้องมีการตักเตือน
วา่ กลา่ วกนั แลว้ กไ็ มม่ ใี ครบน่ ไดว้ า่ ไมย่ ตุ ธิ รรม หรอื เปน็ การขม่ เหง เพราะครบู าอาจารย์
ขนาบลกู ศษิ ยใ์ นฐานะเปน็ ตวั แทนพระพทุ ธองคเ์ ทา่ นนั้ ดงั คำ� อธบิ ายทพี่ ระอานนทใ์ ห้
แก่วัสสการพราหมณ์
“(หาก) ปรากฏภกิ ษมุ อี าบตั ิ คอื มโี ทษทลี่ ว่ งละเมดิ อาตมภาพทงั้ หลายจะปรบั โทษ
ใหเ้ ธอปฏบิ ตั ธิ รรมตามคำ� อนศุ าสน์ การทเี่ ปน็ ดงั นจี้ ะชอ่ื วา่ พวกภกิ ษผุ เู้ จรญิ ทงั้ หลาย
ท�ำการปรับโทษก็หามิได้ ธรรม (ตา่ งหาก) ปรบั โทษ”
ตง้ั แตท่ หี่ ลวงพอ่ เรมิ่ บรหิ ารวดั หนองปา่ พง ทา่ นพจิ ารณาถงึ หลกั ความเจรญิ และ
ความเสื่อมของสงฆ์อยู่ตลอดเวลา จนท่านตระหนักชัดในความจริงของพุทธพจน์ท่ี
กลา่ ววา่ “วนิ ยั คอื อายขุ องพระศาสนา” คอื เหน็ วา่ ตราบใดทค่ี ณะสงฆม์ คี วามเออื้ เฟอ้ื
ตอ่ พระวนิ ยั ความสามคั คยี อ่ มไมแ่ ตก การปฏบิ ตั ธิ รรมกร็ าบรนื่ ฉะนนั้ ถงึ แมว้ า่ บางสงิ่
บางอยา่ งทว่ี ดั หนองปา่ พงเปลย่ี นไปตามยคุ สมยั เรอื่ งศลี และขอ้ วตั ร ทา่ นยำ�้ อยอู่ ยา่ ง
เสมอตน้ เสมอปลาย และผลทป่ี รากฏออกมาชดั เจน คอื การขยายตวั ของคณะสงฆเ์ ปน็
ล�ำดบั ทงั้ ภายในและภายนอกประเทศ แมท้ า่ นอาพาธหนักตัง้ แต่พฤษภาคม ๒๕๒๔
ก็ยังมสี านุศิษย์เพ่ิมขึ้นเรอ่ื ยๆ
การมีระเบียบแบบแผนของพระวินัยเป็นหลักด�ำเนิน ท�ำให้พระภิกษุสามเณร
ทกุ สาขาของวัดหนองป่าพงมคี วามรสู้ ึกกลมเกลียว เปน็ หมู่คณะเดียวกัน เนอ่ื งจาก
มีแนวทางการปฏิบัติที่ไม่ขึ้นอยู่กับศรัทธาในตัวบุคคล ตอนหลวงพ่ออาพาธหรือ
143