มรณภาพแลว้ คณะศษิ ยานศุ ษิ ยย์ งั สามารถรกั ษาความสามคั คขี องหมสู่ งฆไ์ ว้ เหมอื น
ดอกไมท้ ไ่ี ดร้ บั การรอ้ ยเปน็ พวงมาลยั ไมก่ ระจดั กระจาย แลดงู ดงามและเปน็ ระเบยี บ
เรียบรอ้ ย
หลวงพ่อกลา่ วถึงพระวินัย
“การปฏิบตั ขิ องเราทีน่ ี่มรี ากฐาน คือพระวินยั รวมท้ังธดุ งควตั รและการปฏบิ ตั ิ
ภาวนา การมสี ติ การส�ำรวมระวงั ในกฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนในศลี ๒๒๗ ข้อนั้น
ใหค้ ณุ ประโยชนอ์ นั ใหญห่ ลวง ทำ� ใหม้ คี วามเปน็ อยอู่ ยา่ งสงบเรยี บงา่ ย ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ ง
พะวงวา่ จะตอ้ งทำ� ตนอยา่ งไร ดงั นน้ั จงึ พน้ จากการครนุ่ คดิ และมสี ตดิ ำ� รงอยอู่ ยา่ งสงบ
ระงบั แทน”
“พระวินัยท�ำใหพ้ วกเราอยูก่ ันอยา่ งเปน็ อันหนง่ึ อนั เดียว และชมุ ชนกด็ ำ� เนินไป
อยา่ งราบรน่ื ลกั ษณะภายนอกทกุ ๆ คนดเู หมอื นกนั มกี ารกระทำ� อยา่ งเดยี วกนั พระวนิ ยั
และศีลธรรมเปน็ บนั ไดอนั แขง็ แกร่งนำ� ไปส่สู มาธิยง่ิ และปญั ญาย่งิ การปฏบิ ัตอิ ยา่ ง
ถกู ตอ้ งตามพระวนิ ยั และธดุ งควตั ร ทำ� ใหเ้ รามคี วามเปน็ อยอู่ ยา่ งงา่ ยๆ และจำ� กดั จำ� นวน
เครอ่ื งใชส้ อยของเราดว้ ย ทน่ี เี่ ราจงึ มกี ารปฏบิ ตั อิ นั สมบรู ณต์ ามแบบของพระพทุ ธเจา้
คอื การงดเวน้ จากความชว่ั และทำ� ความดี มคี วามเปน็ อยอู่ ยา่ งงา่ ยๆ ตามความจำ� เปน็
ขน้ั พน้ื ฐาน ชำ� ระจติ ใหบ้ รสิ ทุ ธห์ิ มดจด โดยการเฝา้ ดจู ติ และตวั ของเราในทกุ ๆ อริ ยิ าบถ
เม่ือนง่ั อยู่ เดนิ อยู่ หรอื นอนอยู่ จงรูต้ วั ของท่านเอง”
“พระวนิ ยั ของพระสงฆ์ และกฎระเบยี บของวดั สำ� คญั มาก ทำ� ใหเ้ กดิ บรรยากาศ
ทเี่ รยี บงา่ ย และประสานกลมกลนื แตจ่ ำ� ไวว้ า่ ความสำ� คญั ของพระวนิ ยั ของพระสงฆ์
คือการตง้ั ใจเฝา้ ดแู ละส�ำรวจจิต”
“ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะตอ้ งมสี ติ ตอ้ งพจิ ารณา จะพดู จะจา จะจบั จะแตะ ทกุ อยา่ งจะตอ้ ง
พจิ ารณากอ่ นใหม้ าก ทเี่ ราพลาดไปนนั้ เพราะวา่ ไมม่ สี ตพิ อ หรอื ไมเ่ อาใจใสใ่ นเวลานน้ั
พระวินัยจึงเป็นของก่อกวนกับผู้ปฏิบัติท้ังหลาย และก็มีประโยชน์มากด้วย ไม่รู้
สิกขาบทไหนก็ต้องใหร้ ู้ ไม่รกู้ ต็ ้องไตถ่ ามผู้รใู้ ห้ร้”ู
144
“พระวนิ ยั กค็ อื รว้ั นน่ั เอง เหมอื นรวั้ ทจี่ ะใหเ้ ราพน้ จากความผดิ ตา่ งๆ พถิ พี ถิ นั กนั
หนอ่ ยนะ...อันน้ี เร่อื งพระวินยั น้ี ถ้าหากว่ามันไม่เห็นในใจของตนมนั ก็ยาก ส�ำรวม
อยู่แล้ว มนั ก็เหมือนกับไมม่ อี ะไรจะผิด แตม่ ันกลัวเสมอนะ”
“พระวนิ ยั เปน็ เครอ่ื งชว่ ยในการทำ� สมาธภิ าวนาของทา่ น ไมใ่ ชอ่ าวธุ สำ� หรบั ใชต้ ชิ ม
หรอื ค้นหาความผิดผอู้ น่ื ไมม่ ใี ครสามารถฝึกปฏิบัตใิ ห้ท่านได้ และทา่ นก็ไมส่ ามารถ
ปฏิบัติให้ผ้อู ่ืนได้ จงมสี ติ ใส่ใจในการกระทำ� ของทา่ นเอง และนี่คือแนวทางของการ
ปฏิบตั ”ิ
“พระวนิ ยั นล้ี ำ� บาก ตอ้ งเปน็ คนมกั นอ้ ย ตอ้ งเปน็ คนสนั โดษ เปน็ คนเหน็ ภยั ในสงิ่
ทเี่ ปน็ โทษ คนไมร่ กั ษาพระวนิ ยั คนไมภ่ าวนา กบั คนภาวนา อยดู่ ว้ ยกนั ไมไ่ ด้ มนั ตอ้ ง
แยกกันเลย อนั นเ้ี ป็นของส�ำคัญ ดงั นัน้ จงศึกษาให้เขา้ ใจ แล้วพิจารณา แลว้ ก็จ�ำไว้
นานๆ ก็มากราบครูบาอาจารย์สกั ครงั้ หนง่ึ เรยี นถามตรงน้ันมนั เปน็ อยา่ งไร อนั น้นี ะ
ท่านจะอธบิ ายปลีกยอ่ ยให้ฟงั เราศึกษาไปเรอ่ื ยๆ จนกวา่ จะเข้าใจจริงๆ ในเรอ่ื งพระ
วินัย”
พระชาข้องใจ
หลวงพ่อมีความกระตือรือร้น ศึกษาหาความรู้ในเรื่องพระวินัยมาตั้งแต่อยู่
วดั บา้ น เมอ่ื มาปฏบิ ตั เิ ปน็ พระธดุ งคก์ รรมฐาน กม็ กั สนทนาแลกเปลยี่ นความรเู้ กย่ี วกบั
เรื่องสกิ ขาบทขอ้ ห้ามต่างๆ กับเพ่ือนสหธรรมกิ ดว้ ยกันเสมอ
ครน้ั ไดม้ โี อกาสไปกราบนมสั การหลวงปมู่ น่ั หลวงพอ่ กไ็ ดย้ กปญั หาทางพระวนิ ยั
มาเป็นค�ำถามท่สี �ำคัญ ค�ำชแี้ จงทหี่ ลวงปู่มัน่ เมตตาตอบให้นนั้ เป็นส่ิงท่ปี ระทบั ใจท่าน
อยา่ งยิ่ง และได้ถอื เปน็ หลกั ประจำ� ใจในการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ ลอดมา
ทา่ นไดเ้ ลา่ ถงึ ประสบการณใ์ นครง้ั นน้ั ใหล้ กู ศษิ ยฟ์ งั อยา่ งละเอยี ด ตอนหนง่ึ ทา่ น
เล่าถึงการศกึ ษาพระวินัยของทา่ นว่า
145
“บางวนั ผมเอาตงั้ แต่ ๖ โมงถงึ สวา่ งเลยนะ องคข์ องอาบตั ทิ งั้ หมดทอ่ี ยใู่ นหนงั สอื
บพุ พสิกขา ผมเกบ็ เอาไวใ้ นสมดุ พกใส่ย่ามตลอดเวลา ขะมักเขม้นพยายามท่ีสุด”
“เมอ่ื พดู ถงึ เร่ืองพระวินัยนี้ ผมเคยฟ่ันเฝอื มากเหลือเกนิ ผมเคยไปกราบเรียน
ทา่ นอาจารยม์ น่ั ในเวลานน้ั เรากำ� ลงั จะเรม่ิ ปฏบิ ตั ิ แลว้ กอ็ า่ นบพุ พสกิ ขาไปบา้ งกเ็ ขา้ ใจ
พอสมควร ทนี ไี้ ปอา่ นวสิ ทุ ธมิ รรค ทา่ นมาพดู ถงึ สลี นทิ เทส สมาธนิ ทิ เทส ปญั ญานทิ เทส
ศรี ษะผมมนั จะแตกเลย อา่ นแลว้ กม็ าพจิ ารณาวา่ มนษุ ยท์ ำ� ไมไ่ ด้ ทำ� อยา่ งนนั้ ไมไ่ ด้ แลว้
คดิ ไปอีกว่า อนั ทม่ี นุษย์ท�ำไม่ได้นัน้ พระพทุ ธเจ้าท่านไม่สอนหรอก ท่านไม่สอนแลว้
ท่านกไ็ ม่บัญญัติ เพราะวา่ สิง่ นน้ั ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ต่อท่าน และก็ไมเ่ ป็นประโยชนต์ ่อ
บคุ คลอน่ื ดว้ ย สงิ่ อะไรทใ่ี ครทำ� ไมไ่ ด้ ทา่ นไมส่ อน สลี นทิ เทสนม้ี นั ละเอยี ดมาก สมาธ-ิ
นิทเทสก็ยิง่ ละเอยี ด ปัญญานทิ เทสก็ยิง่ มากขน้ึ อกี เรามาน่ังคิดดู ไปไมไ่ หวเสียแล้ว
ไมม่ ที างท่จี ะไป คลา้ ยๆ ว่ามันหมดทางเสยี แลว้ ”
ในคราวนน้ั ก็ก�ำลังกระเสือกกระสนเร่อื งปฏปิ ทาของตนอยู่ มันก็ตดิ อยู่อยา่ งน้ี
พอดมี โี อกาสไปกราบนมสั การพระอาจารยม์ ัน่ ก็เลยเรยี นถามท่านวา่
“ผมจะทำ� อยา่ งไร เกลา้ กระผมปฏบิ ตั ใิ หม่ แตก่ ไ็ มร่ จู้ ะปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ความสงสยั มาก
ยังไม่ไดห้ ลกั ในการปฏบิ ัตเิ ลยครบั ”
ทา่ นว่า “มนั เป็นยงั ไง”
“ผมหาทางกเ็ ลยเอาหนังสือวสิ ทุ ธมิ รรคขึน้ มาอ่าน มีความรู้สกึ ว่ามันจะไมไ่ หว
เสยี แล้ว เพราะว่าเนอ้ื ความในสีลนิทเทส สมาธินิทเทส ปญั ญานทิ เทส นน้ั ดูเหมือน
ไมใ่ ชว่ สิ ยั ของมนษุ ยเ์ สยี แลว้ ผมมองเหน็ วา่ มนษุ ยท์ วั่ โลกนม้ี นั จะทำ� ไมไ่ ดค้ รบั มนั ยาก
มนั ลำ� บาก ก�ำหนดทกุ ๆ สิกขาบทน้ี มันไปไมไ่ ดค้ รับ มันเหลือวสิ ัยเสียแล้ว”
ท่านกเ็ ลยพดู ว่า “ทา่ น...ของนี้มนั มากกจ็ รงิ หรอก แต่มนั น้อย ถา้ เราจะก�ำหนด
ทกุ ๆ สิกขาบทในสีลนทิ เทสน้ัน มันกล็ �ำบากจริง แต่ความเป็นจริงแลว้ นะ ท่เี รยี กว่า
สลี นทิ เทสนน้ั มนั เปน็ นเิ ทศอนั หนง่ึ ซง่ึ บรรยายออกไปจากจติ ใจของคนเราน้ี ถา้ หากวา่
146
เราอบรมจติ ของเราใหม้ คี วามละอาย มคี วามกลวั ตอ่ ความผดิ ทง้ั หมด นน่ั แหละกจ็ ะเปน็
คนส�ำรวม จะเปน็ คนสังวร จะเปน็ คนระวังเพราะความกลัว”
“เม่อื เปน็ อย่างนั้นจะเป็นเหตทุ ่ีวา่ เราจะเปน็ คนมักนอ้ ย จะไม่เป็นคนมกั มาก
เพราะวา่ เรารกั ษาไมไ่ หว ถา้ เปน็ เชน่ นนั้ สตขิ องเรามนั จะกลา้ ขนึ้ มนั จะตงั้ สตขิ นึ้ จะยนื
จะเดนิ จะนง่ั จะนอน ทไี่ หน มนั ตง้ั อกตง้ั ใจมสี ตเิ ตม็ เปย่ี มเสมอ ความระวงั มนั เกดิ ขนึ้ มา
อนั ใดทมี่ นั สงสยั แลว้ กร็ บั ฟงั ไวอ้ กี และอนั ใดทมี่ นั สงสยั แลว้ กอ็ ยา่ พดู มนั เลย อยา่ ทำ�
มนั เลย ทเี่ รายงั ไมร่ จู้ ะตอ้ งถามครบู าอาจารยเ์ สยี กอ่ น ถามครบู าอาจารยแ์ ลว้ กต็ อ้ งรบั
ฟังไวอ้ กี กย็ ังไม่แนใ่ จ เพราะว่ามนั ยังไมเ่ กิดเฉพาะตัวเอง ถา้ หากเราจะไปก�ำหนด
ทกุ ประการนน้ั กล็ ำ� บาก เราจะเหน็ วา่ จติ ของเรายอมรบั หรอื ยงั วา่ ทำ� ผดิ มนั ผดิ ทำ� ถกู
มนั ถกู อยา่ งนเี้ รายอมรบั หรอื เปลา่ ” คำ� สอนของทา่ นอนั นเี้ ปน็ สงิ่ ทส่ี ำ� คญั ไมใ่ ชว่ า่ จะไป
รกั ษาสกิ ขาบททุกๆ ขอ้ เรารักษาจติ อันเดียวเทา่ นน้ั กพ็ อแล้ว
“อะไรๆ ทงั้ หมดนท่ี า่ นดไู ปนะ มนั ขน้ึ ตอ่ จติ ทง้ั นน้ั ถา้ ทา่ นยงั ไมอ่ บรมจติ ของทา่ น
ใหม้ ีความรูม้ คี วามละอาย ท่านก็จะมีความสงสยั อย่เู ร่ือยไป วจิ ิกิจฉา อยตู่ ลอดเวลา
ดงั นนั้ ทา่ นจงรวมธรรมะค�ำสอนของพระพุทธเจา้ ไว้ทจ่ี ติ ส�ำรวมอยทู่ ่จี ติ อะไรทมี่ นั
เกิดข้นึ มา แลว้ สงสยั เลิกมัน ถา้ ยังไมร่ ู้แจ้งเมื่อใดแล้วอย่าพงึ ท�ำมนั อยา่ พงึ พดู มัน
เช่นว่า อนั น้ีผดิ ไหมหนอ หรือไมผ่ ิด อยา่ งนี้คือยังไมร่ ู้ความเป็นจรงิ แล้ว อยา่ ท�ำมัน
อย่าไปพูดมนั อย่าไปละเมิดมนั ”
“นผ่ี มกน็ ง่ั ฟงั อยู่ กเ็ ขา้ กบั ธรรมะทวี่ า่ ธรรมะทถี่ กู ตอ้ งตามคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
ธรรมอันใดเป็นไปเพ่อื ความสะสมซึ่งกิเลส
ธรรมอนั ใดเปน็ ไปเพอื่ ความประกอบทุกข์
ธรรมเหล่าใดเปน็ ไปเพอ่ื ความก�ำหนดั ย้อมใจ
ธรรมเหลา่ ใดเปน็ ไปเพ่ือความมักมาก
ธรรมเหล่าใดเปน็ ไปเพอ่ื ความมกั ใหญ่ใฝ่สงู
ธรรมเหลา่ ใดเปน็ ไปเพอื่ ความคลุกคลหี มคู่ ณะ
147
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพือ่ ความเกยี จคร้าน
ธรรมเหล่าใดเปน็ ไปเพอ่ื ความเลยี้ งยาก
ลกั ษณะตดั สนิ พระธรรมวนิ ยั ๘ ประการนนั้ รวมกนั ลงไปแลว้ อนั น้ี สตั ถธุ รรม
เป็นคำ� สัง่ สอนของพระพุทธเจา้ นอกนน้ั ไม่ใช่”
ไมม่ เี จตนาจะทำ� ผิดแล้ว
ในทสี่ ดุ หลวงพอ่ เล่าว่า ทา่ นไดห้ ยดุ การศึกษาทางพระวนิ ัย
“ดไู ปๆ นานๆ ผลทสี่ ดุ ในสมยั ทกุ วนั นนี้ ะ่ ทงิ้ แลว้ ทงิ้ เพราะอะไร เพราะรแู้ ลว้ วา่
จะไมท่ �ำมันอกี ล่ะ ขึ้นช่อื ว่ามันเป็นบาปเปน็ ผิดแล้ว จะไม่ท�ำเปน็ อันขาด มนั ตงั้ ใจอยู่
อยา่ งน้ี มนั กไ็ มเ่ ปน็ บาปมนั ไมผ่ ดิ เพราะเราไมม่ เี จตนาอนั ใดแลว้ อนั นเ้ี ปน็ สง่ิ ทส่ี ำ� คญั
พระวนิ ยั ทกุ แงท่ กุ มมุ นะ่ จะให้จบมันไมจ่ บหรอก นอกจากทต่ี ัวเรา”
“ท่านท่มี ีธรรมะพอสมควร มีที่พง่ึ แลว้ ท่านถึงปล่อยวาง สมยั ก่อนต้องแบก
คมั ภรี พ์ ระวินยั ไปตัง้ หลายปีถงึ ได้ทิง้ มันน่ะ ทิ้งแล้วมันก็ยังอยู่ จิตมันเป็นธรรมแลว้
ถงึ จะไมม่ อี ะไร มนั กไ็ มเ่ ปน็ อะไร มนั กไ็ มเ่ ปน็ อะไรของมนั ไมใ่ ชว่ า่ ไมส่ นใจพระวนิ ยั
สนใจพระวนิ ยั อยู่ แตร่ เู้ รอ่ื งของพระวนิ ยั แลว้ จะไปรกั ษาใหห้ มดทกุ ๆ สกิ ขาบทนะ่ ตาย
ไปเอาจริงเอาจังอย่างน้ันไม่ได้ เรามาถึงพระวินยั แล้วก็วกเขา้ ไปหาธรรมะ”
แตอ่ ยา่ งไรก็ตามนไี้ ม่ได้หมายความว่า หลวงพอ่ เลกิ รกั ษาพระวนิ ัย ทา่ นกย็ งั
ปฏิบัติตามอย่างเดิมด้วยความเคารพต่อพระธรรมวินัย และเพ่ือเป็นตัวอย่างแก่
ศษิ ยานุศิษยใ์ นปจั จุบันและอนุชนรุ่นหลงั
หริ ิ โอตตัปปะ
ค�ำสอนของหลวงปู่มั่นประทับใจหลวงพ่ออย่างย่ิง ฉะน้ัน เม่ือท่านได้มาเป็น
เจา้ อาวาสทวี่ ดั หนองปา่ พง หลวงพอ่ มกั เอย่ ถงึ อยเู่ สมอ และยนื ยนั วา่ ผใู้ ดมธี รรมอนั
148
เปน็ โลกบาล ๒ ขอ้ คอื ความเกรงกลวั และความละอายตอ่ บาปสถติ อย่ใู นใจ ผนู้ น้ั
จะเปน็ ผู้ทสี่ มบูรณด์ ว้ ยศลี มอี าจาระและมรรยาทที่เพียบพรอ้ ม เพราะธรรมหมวดนี้
จะครอบคลมุ พระวินัยทกุ สิกขาบท
“ถา้ หากวา่ เราสนใจจรงิ ๆ จติ ใจเราจะตอ้ งละอายตอ่ บาป กลวั ตอ่ ความผดิ รจู้ ติ
ของตนอยวู่ า่ สงสยั แลว้ ไมท่ ำ� ไมพ่ ดู เรอื่ งสมาธนิ ทิ เทสกเ็ หมอื นกนั เรอ่ื งปญั ญานทิ เทส
กเ็ ชน่ กนั หริ โิ อตตปั ปะ อยใู่ นหนงั สอื มนั กเ็ ปน็ อยา่ งหนง่ึ ถา้ มนั มาตงั้ อยใู่ นใจของเราแลว้
มนั กเ็ ป็นอกี อย่างหน่งึ ”
“พระวนิ ยั ทงั้ หมดเราอา่ นครา่ วๆ ใหม้ นั รจู้ กั ใหม้ คี วามละอายมคี วามกลวั เทา่ นแี้ หละ
จะท�ำอยา่ งนม้ี คี วามละอายเกิดข้ึนมา แล้วอนั นน้ั ไมท่ ำ� มนั จะถกู หรอื ผิดกช็ า่ ง มันยัง
ไมท่ ำ� เลย จะพดู อยา่ งนมี้ นั จะผดิ หรอื ถกู เมอื่ ไมร่ จู้ กั ไมต่ อ้ งพดู มนั เลย อนั ใดทเี่ รายงั
ไมร่ จู้ กั อยา่ เพง่ิ ทำ� อยา่ เพงิ่ พดู เรยี นครบู าอาจารยก์ อ่ น นคี่ อื ทร่ี วมของพระวนิ ยั อาย
กลัวต่อความชวั่ ทั้งหลายแลว้ ยุงตวั นจ้ี ะเจตนาไปฆ่ามันน่ะ เหมอื นกับเราฆ่ามนษุ ย์
คนหนงึ่ มนั ขนาดนั้น มดตวั น้เี ราจะแกลง้ ไปฆ่ามนั ก็เหมือนฆ่าวัวตัวหนึ่ง มันขนาด
อยา่ งนน้ั จติ ใจมนั เปน็ อยา่ งนน้ั แตเ่ มอื่ ยงุ มนั มากดั เรา เรามคี วามรสู้ กึ มนั คนั นะ เราก็
ควา้ ไปเกาเสยี เออ้ อยา่ งนย้ี งุ ตายไปมนั กไ็ มม่ อี ะไร แตก่ ย็ งั เตอื นใหเ้ รามสี ตขิ นึ้ ใหม้ ากอกี
อยา่ ประมาท มนั ตอ้ งเพมิ่ ไปอยา่ งนน้ั เรารกั ษาทเี่ ดยี วน้ี มนั จะครอบทกุ สกิ ขาบทเลยนะ
ใหม้ คี วามละอายหนงึ่ ความกลวั หนง่ึ ๒ ตวั เทา่ นแ้ี หละ พระวนิ ยั ทกุ แงท่ กุ มมุ จะมาตก
อยตู่ รงน้ี ๒ คำ� นี้ มีความอาย มคี วามกลัว เท่าน้เี องก็เปน็ ธรรมะแล้ว จะต้องเป็น
อยา่ งน้ี”
พระนวกะทเี่ พง่ิ บวช ยงั ใหมต่ อ่ พระธรรมวนิ ยั มกั จะเหน็ วา่ การรกั ษาพระวนิ ยั เปน็
ภาระอนั หนกั จะขยบั เขยอ้ื นไปทางไหนกม็ แี ตค่ วามผดิ ทงั้ นน้ั รสู้ กึ อดึ อดั ใจเหลอื เกนิ
แตห่ ลวงพอ่ เปรยี บเทยี บการบงั คบั ใหจ้ ติ ทพ่ี ยศโหดรา้ ย ยอมอยใู่ ตร้ ะเบยี บแบบแผน
ของพระวนิ ัย กเ็ หมือนการจบั เสือโครง่ จากปา่ มาใสก่ รง ทีแรกมันต้องต่อตา้ นดน้ิ รน
กระสบั กระสา่ ยเป็นธรรมดา แตม่ นั จะคอ่ ยๆ ค้นุ เคย และยอมรบั ความจรงิ ไปเอง
ท่านปลอบใจว่า
149
“ไมใ่ ชใ่ จเราทเ่ี ปน็ ทกุ ข์ แตเ่ ปน็ กเิ ลสตา่ งหากทเี่ ดอื ดรอ้ น ตอ้ งอดทน” ทา่ นอปุ มา
เอาไวว้ า่ กเิ ลส และ ทฏิ ฐมิ านะ กเ็ หมอื นกบั แผลรา้ ย พระวนิ ยั เปน็ เหมอื นเครอ่ื งมอื
สำ� หรบั ใชแ้ หยเ่ ขา้ ไปเพ่อื ท�ำความสะอาด เอาของเน่าสกปรกออกไป
“พระวนิ ยั นจี้ ะเป็นของกอ่ กวนกบั ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ัง้ หลาย และก็มปี ระโยชน์
มากดว้ ย ไม่ใช่วา่ ไม่มปี ระโยชน์ สมกบั ที่ท่านว่า ไมร่ สู้ ิกขาบทไหนก็ให้รู้ ไม่รกู้ ต็ ้อง
ไตถ่ ามทา่ นผ้รู ู้ ถา้ หากวา่ เราไมร่ ตู้ ามสิกขาบทอยขู่ า้ งนอก เราจะไมร่ เู้ ทา่ ทนั อาบัต”ิ
ใช้ให้เปน็
“กลวั จนตายนะ่ แหละ พระวนิ ยั เปน็ เหตใุ หเ้ ดอื ดรอ้ นสารพดั อยา่ ง สำ� หรบั ผทู้ ใ่ี ช้
ไมเ่ ป็น”
แมว้ า่ หลวงพอ่ จะเนน้ ใหพ้ ระเณรเอาใจใส่กบั ศลี ของตนอยา่ งจรงิ จงั ใหเ้ ห็นภยั
แมใ้ นอาบัตเิ ลก็ นอ้ ย ทา่ นกย็ งั เตอื นไม่ให้ยึดตดิ ในพระวนิ ยั
“ศลี หรอื พระวนิ ยั และศลี ธรรม เปน็ สง่ิ จำ� เปน็ ยงิ่ ตอ่ ผฝู้ กึ ปฏบิ ตั ิ แตต่ อ้ งไมย่ ดึ มน่ั
ถือมัน่ ในกฎเกณฑ์ตา่ งๆ อย่างงมงาย ในการละเมดิ ขอ้ หา้ มนน้ั มันสำ� คัญที่เจตนา
ทา่ นยอ่ มรอู้ ยแู่ กใ่ จของทา่ นเอง อยา่ กงั วลกบั พระวนิ ยั ใหม้ ากจนเกนิ ไป ถา้ นำ� มาปฏบิ ตั ิ
อย่างถกู ตอ้ ง กจ็ ะช่วยสง่ เสรมิ การฝกึ ปฏิบตั ิ แตพ่ ระภิกษบุ างรูปกงั วลกับกฎเกณฑ์
เล็กๆ น้อยๆ มากเกนิ ไป จนนอนไมเ่ ป็นสุข พระวนิ ยั ไมใ่ ช่ภาระท่ีต้องแบก”
หลวงพอ่ ให้ใคร่ศกึ ษา และจงรกั ภักดตี อ่ พระวินยั แต่ไมใ่ ห้เกดิ ตัวตนว่า เราดี
หรอื เราบรสิ ุทธ์ิ จนชอบเทยี่ วเพง่ โทษผู้อ่ืนที่ไมเ่ คร่งเท่าตน ซ่งึ เป็นการยกตนขม่ ท่าน
และหลวงพอ่ ใหร้ ะวงั ไปจนถงึ ความวติ กกงั วลหรอื ความลงั เลสงสยั พดู สนั้ ๆ ทา่ นใหใ้ ช้
ปญั ญาในการรกั ษาศลี ทา่ นเตอื นสตลิ กู ศษิ ยว์ า่ พระวนิ ยั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของมรรค แต่
ไมใ่ ชเ่ ปา้ หมายของการปฏบิ ตั ิ ทา่ นบอกวา่ “พระพทุ ธองคต์ รสั รพู้ ระธรรม ไมไ่ ดต้ รสั รู้
พระวินยั และใหเ้ ห็นวา่ ธรรมะลึกซง้ึ กว่า เพราะพระวินัยยงั อยใู่ นเขตของเหตผุ ล แต่
ธรรมะบางส่วนอย่นู อกเหตุเหนอื ผล”
150
ความสงสัย
เรอ่ื งความสงสยั ในพระวนิ ยั ยอ่ มมไี ดเ้ ปน็ ธรรมดา เนอ่ื งดว้ ยสกิ ขาบทมมี าก และ
ในแตล่ ะสิกขาบทนนั้ มีความละเอยี ดซับซ้อน ถ้าไม่หมน่ั ศกึ ษาหรอื ไมห่ มน่ั ไตถ่ ามผู้รู้
การรักษาพระวินัยกจ็ ะคลอนแคลนได้ ถ้าผ้รู กั ษาเปน็ คนข้ีสงสยั ก็ยิ่งเสย่ี งตอ่ ความ
วุ่นวาย
“บางคนอา่ นพระวนิ ยั แลว้ เปน็ อนั นนั้ ๆ เปน็ อาบตั ทิ กุ นาทเี ลย นคี่ อื คนไมม่ ปี ญั ญา
ที่ผมเคยเลา่ ใหฟ้ ังนะ นายคำ� อย่ทู ่ีบ้านท่งุ บวช ๓ พรรษานะ เดินจงกรมไปตอ๊ กๆ
นกึ ถงึ อนั นนั้ มา อา้ ว เปน็ อาบตั แิ ลว้ แวะไปหาแสดงอาบตั กิ บั ทา่ นทเี่ ดนิ จงกรมดว้ ยกนั
ทา่ นๆ ผมเปน็ อาบตั แิ ลว้ เดนิ ไปอกี กา้ วสองกา้ ว อา้ ว อนั นอ้ี าบตั อิ กี แลว้ เลยแสดงอาบตั ิ
อย่ตู ลอดเวลา เลยเปน็ บ้าเลย ดอู ะไรมันจะเปน็ อาบตั ิไปทง้ั นน้ั
ผา้ ไตรเดยี วนะ่ บวชเขา้ มาแลว้ ภาวนาไปนกึ ไป ไอผ้ า้ นถี้ า้ จะยงั ไม่ พนิ ท*ุ ละกระมงั
อา้ ว สงสยั อกี แลว้ ไปเสยี สละผา้ ใหม่ พนิ ทใุ หม่ ทำ� ไป ตอ่ มาอกี ๓-๔ วนั เดนิ จงกรม
ไปมา เราพนิ ทอุ ธษิ ฐานหรอื เปลา่ ไมร่ ู้ สงสยั อกี แลว้ ไปเสยี สละผา้ อกี แลว้ มาพนิ ทแุ ลว้
อธิษฐานใหม่ มาอกี ๕-๖ วนั ทำ� ไปอกี อ้อื อธษิ ฐานออกช่อื ผ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ อ้าว
เอาอกี แลว้ ไปเสยี สละอกี แลว้ ยง่ิ ดพู ระวนิ ยั ไปเทา่ ไร ยง่ิ เกดิ ความวนุ่ วายสงสยั ไปหมด
ทกุ แงท่ กุ มมุ เลย มนั เปน็ เสยี อยา่ งนี้ บวช ๓ พรรษานะ่ ไมม่ อี ะไร สงสยั ทงั้ นน้ั จนพระ
ทอี่ ยใู่ กลๆ้ กนั รงั เกยี จ เวลาเดนิ จงกรมกเ็ พยี รหาอาบตั ิ เพยี รหาความผดิ เดนิ ตอ๊ กๆ
เดย๋ี วก็ ทา่ นครบั ใหผ้ มแสดงอาบตั หิ นอ่ ย พระทอี่ ยใู่ กลๆ้ กนั วนุ่ วายจนตอ้ งหนี ปลงเทา่ ไร
อาบตั กิ ย็ งิ่ ไมห่ มดเสยี ที จำ� เปน็ จะตอ้ งสกึ นสี่ งสยั สกึ เสยี แลว้ มนั เกดิ นวิ รณ์ ทำ� อะไรไมไ่ ด้
มนั เกินไป เดย๋ี วนสี้ กึ ไปทำ� นาไปขายของแล้ว เลยหมดสงสัยไมม่ นี วิ รณ”์
อกี โอกาสหนงึ่ หลวงพอ่ เทศนอ์ บรมพระภกิ ษสุ ามเณรเรอื่ งความสงสยั วา่ “ตะวนั
ยงั ไม่ ๕ โมง แตใ่ นเวลานั้นฝนฟ้าอากาศมนั ครึ้ม ไมส่ ามารถมองเหน็ ตะวนั ได้ ไมม่ ี
* พินทุ การเขยี นรูปวงทีม่ ุมผา้ ตามวินัยบญั ญัติ เพ่ือทำ� ใหผ้ ้าเสียความสวยงาม และเพ่ือเป็นเครอ่ื งหมายของเจา้ ของ
151
นาฬกิ า เรากเ็ ลยคดิ ประมาณเอาวา่ มนั จะบา่ ยไปแลว้ กระมงั มคี วามรสู้ กึ อยา่ งนจ้ี รงิ ๆ
ในจติ ใจเราสงสยั อยู่ แตฉ่ นั อาหารเสยี พอฉนั ไปไดพ้ กั หนง่ึ แสงสวา่ งจากพระอาทติ ย์
กเ็ กดิ ขน้ึ มา ได้ ๕ โมงกวา่ เทา่ นนั้ นเ่ี ปน็ อาบตั แิ ลว้ เพราะวา่ เผอเรอ ไมเ่ ออื้ เฟอ้ื ไมพ่ จิ ารณา
ใหถ้ ี่ถว้ นนี่เอง ไมส่ ังวรส�ำรวม
๑. ถา้ หากว่าสงสยั แลว้ ยังทำ� อยู่ อยา่ งน้ีท่านปรับอาบตั ทิ ุกกฎ เพราะว่าสงสัย
๒. สงสยั วา่ บา่ ย แตค่ วามจรงิ นน้ั ยงั ไมบ่ า่ ย ถกู อยู่ แตก่ ป็ รบั อาบตั ิ เพราะไมส่ งั วร
ระวงั ประมาท
๓. ถ้าหากวา่ บ่ายไปแลว้ สงสัยว่าไม่บา่ ย ก็เป็นอาบตั ิปาจิตตยี ์
ทที่ า่ นปรบั อาบตั ทิ กุ กฎนเ้ี พราะไมส่ งั วรสำ� รวม สงสยั อยู่ จะถกู กต็ ามจะผดิ กต็ าม
ตอ้ งอาบัติ ถ้าหากมันถกู ปรบั อาบัติหยอ่ นลงมา ถ้าหากมนั ผดิ ก็ปรบั อย่างเตม็ ที่เลย”
อนั ใดทส่ี งสยั แลว้ อยา่ ไปพดู มนั เลย อยา่ ไปทำ� มนั เลย ทเ่ี ราไมร่ จู้ ะตอ้ งถามครบู า-
อาจารยเ์ สยี กอ่ น เมอื่ มนั เกดิ ขน้ึ กบั เรา เราจะเหน็ วา่ จติ ของเรายอมรบั หรอื ยงั วา่ ทำ� ผดิ
มันผิด ทำ� ถูกมันถกู อยา่ งนเ้ี รายอมรบั หรอื เปล่า
“ถา้ ยังไม่รแู้ จง้ เมือ่ ใดแลว้ อยา่ เพ่งิ ทำ� มัน อย่าเพงิ่ พดู มัน ถา้ หากว่ายงั ไม่รู้จัก
สกิ ขาบทใด ขอ้ อรรถอนั ใด กใ็ หศ้ กึ ษาใหร้ สู้ กิ ขาบทนนั้ ดว้ ยความพยายาม จงรกั ภกั ดี
ตอ่ พระวนิ ยั ถงึ ไมร่ ู้ ทา่ นก็ให้ศึกษาข้อน้ันใหร้ ู้ ถา้ ไม่เอาใจใสก่ ็เปน็ อาบัติอกี ”
“อาหารขบฉันทเ่ี ขาเอามาถวาย อะไรต่างๆ ที่สงสัย ไม่เอา แมม้ นั จะมอี ะไรเลิศ
ประเสรฐิ เทา่ ไรกไ็ มเ่ อา ยกตวั อยา่ ง ถา้ เราอยใู่ นปา่ ไปบณิ ฑบาตเขาใสป่ ลาสม้ ใหเ้ ปน็ หอ่
มแี ต่ปลาสม้ อย่างเดียวเท่านน้ั มาเปิดดูเหน็ เปน็ ปลาสม้ ไม่สกุ ดเี ลยท้งิ ฉนั ขา้ วเปล่าๆ
ดีกว่า มนั ไมก่ ล้าล่วง อย่างน้ีจึงเรยี กวา่ จติ มันเหน็ การรักษาพระวนิ ัยก็งา่ ยขนึ้ ”
“ผมงงเกือบจะสึกแล้วจริงๆ เพราะว่าเห็นความบกพร่องในการกระทำ� ในการ
ปฏบิ ตั ิ ในครบู าอาจารยส์ ารพดั อยา่ ง รอ้ น นอนไมไ่ ดเ้ ลยบาปจรงิ ๆ มนั บาปโดยความ
สงสัย สงสัยเท่าไรกย็ ง่ิ ภาวนาไป ยิง่ ท�ำความเพียรไป สงสัยที่ไหนก็ท�ำไปเรือ่ ยๆ ที่
152
นนั่ ปญั ญามนั เกดิ ความเปลยี่ นแปลงขน้ึ มาเรอ่ื ยๆ แตก่ อ่ นอาบตั ทิ กุ กฎไมร่ เู้ รอื่ ง ไมร่ บั
ฟังอะไรท้ังสิ้น เมื่อมาเข้าใจธรรมะจรงิ ๆ ถอื ขอ้ ปฏบิ ตั นิ ี้แลว้ อาบตั ทิ กุ กฏกก็ ลายมา
เป็นปาราชิกเลย”
หลวงพอ่ สอนพระวินัย
ในชว่ งเขา้ พรรษา ทว่ี ดั หนองปา่ พงมกี ารอบรมพระวนิ ยั ในตอนเยน็ หลงั ทำ� วตั รเสรจ็
ตลอดทงั้ พรรษา ตำ� ราทหี่ ลวงพอ่ ใชเ้ ปน็ หลกั คอื หนงั สอื บพุ พสกิ ขาวณั ณนา แตง่ โดย
พระอมราภริ กั ขติ (อมโร เกดิ ) วดั บรมนวิ าส พ.ศ. ๒๔๐๓ ในสมยั รชั กาลที่ ๔ ซงึ่ เปน็
หนงั สอื ทม่ี คี วามละเอยี ดในสกิ ขาบทตา่ งๆ อยา่ งมาก มที ง้ั สกิ ขาบททม่ี มี าในพระปาฏโิ มกข์
และนอกปาฏโิ มกข์ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ติ า่ งๆ อธบิ ายอยา่ งพสิ ดาร เรยี กกนั สน้ั ๆ ตดิ ปากวา่
หนังสือบุพพสิกขา อันเป็นหนังสือที่หลวงพ่อได้ใช้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องพระวินัย
มาต้ังแต่ท่านเป็นพระบวชใหม่ เมื่อมาเป็นครูบาอาจารย์ ท่านก็ยังถือเอาหนังสือ
บุพพสิกขาน้ี เปน็ บรรทดั ฐานของพระวินัยประจำ� วดั หนองปา่ พง
ตลอดระยะเวลาหลายปี ท่านเป็นคนอ่านและอธิบายส�ำนวนเพิ่มเติมด้วยตัว
ทา่ นเอง ต่อมาก็ได้มอบหมายให้พระรูปอ่ืนทำ� หน้าทนี่ ้ีแทนบ้าง ทา่ นเล่าให้ฟงั วา่
“การทม่ี าอบรมพระเณรนี้ ผมกย็ งั เอาบพุ พสกิ ขานเี้ ปน็ หลกั ฐาน ไดอ้ า่ นบพุ พสกิ ขา
เวลาศึกษาพระวินัยให้พระฟังอยู่หลายปี อยู่วัดป่าพงน่ี ผมท้ังน้ันล่ะท่ีอ่านให้ฟัง
สมยั นัน้ ข้ึนธรรมาสน์เทศนอ์ ยา่ งนอ้ ยกต็ ้อง ๕ ทุ่มหรอื ๖ ทุ่ม บางทกี ต็ หี น่งึ ตีสองนะ
สนใจแลว้ กฝ็ กึ ฟงั แลว้ กไ็ ปดไู ปพจิ ารณา ถา้ เรามาฟงั เฉยๆ นี้ ผมวา่ ไมเ่ ขา้ ใจแยบคาย
ออกจากการฟังแลว้ เราต้องไปดู ไปวินจิ ฉัย มนั กจ็ ะเข้าใจ”
หลวงพอ่ ไดใ้ หค้ �ำแนะนำ� ในการศึกษาพระวนิ ยั เพม่ิ เติมวา่
“ถา้ จะใหม้ นั ดจี รงิ ๆ นะ ถา้ เรามหี นงั สอื อกี เลม่ หนงึ่ เราจะศกึ ษาพระวนิ ยั ของเรา
ตอ้ งไปดูในกุฏิของเรา เวลาว่างๆ ดไู ปพจิ ารณาไปเรอ่ื ยๆ แล้วก็เขา้ มาฟังธรรม แลว้
พจิ ารณานานๆ เมอื่ มันไมเ่ ขา้ ใจก็มาเรียนถามทา่ น ทา่ นก็ช่วยแนะน�ำ แตม่ นั เปน็ ของ
153
ละเอยี ดมากเหลอื เกนิ อนั นนี้ ะ เราจะตามมนั ไมท่ นั ส่งิ ทม่ี นั ละเอยี ดๆ น้ี มนั ละเอยี ด
เชน่ นั้นแหละ เรารักษามนั ไม่ทันเลย ต้องอาศัยกาลอาศัยเวลานานๆ อาศัยศกึ ษากบั
ครูบาอาจารยเ์ รอื่ ยๆ ไป และกระท�ำไปเรอ่ื ยๆ”
ทดสอบ
สกิ ขาบทตา่ งๆ ในพระวนิ ยั มคี วามละเอยี ดลกึ ซงึ้ มาก บางทหี ลวงพอ่ ใชเ้ ปน็ อบุ าย
ทดสอบสตขิ องลกู ศษิ ยว์ า่ มคี วามแคลว่ คลอ่ งตน่ื ตวั อยเู่ พยี งใด เชน่ ในกรณที พ่ี ระผใู้ หญ่
ไมส่ วมรองเท้าหรอื ไมม่ ีสงิ่ ปกคลมุ ศีรษะ พระผ้นู อ้ ยกต็ ้องถอดรองเท้าออก หรือลด
รม่ ลง บางคร้งั ท่านเดินไปกลางแดด โดยเอาผา้ สรงน้ำ� วางไว้บนศีรษะ คร้ันเมือ่ เอา
ออกแลว้ จะยอ้ นกลบั มาดู ถา้ ลกู ศษิ ยร์ ปู ไหนไหวตวั ชา้ ไมร่ จู้ กั สงั เกต จะตอ้ งถกู ทา่ นดุ
ครง้ั หนงึ่ ขณะพาพระไปธดุ งคใ์ นเวลากลางคนื หลงั จากเทศนเ์ สรจ็ มโี ยมพดู ขน้ึ
มาวา่ “ไกต่ อนคนู่ พ้ี รงุ่ น้จี ะเชอื ดท�ำอาหารถวาย ทา่ นเทศนถ์ กู ใจเหลือเกิน พร่งุ นที้ า่ น
จะลาไปเสียแลว้ ” พอร่งุ ขน้ึ ในมอื้ จงั หนั ก็มีทงั้ ลาบไก่ ต้มไก่ ไก่ย่าง พระท่ตี ดิ ตาม
ไปด้วยไม่ได้นึกเฉลียวใจค�ำพูดของโยมเมื่อคืนก่อนว่าสัตว์ท่ีเขาเฉพาะเจาะจงฆ่ามา
ท�ำอาหารถวาย พระรับไม่ได้ จึงฉนั กนั ใหญ่ แต่หลวงพ่อไม่แตะเลย เพยี งแตถ่ ามว่า
“อร่อยไหมไกต่ อน” แลว้ ก็จ้องหนา้
“เออ ชา่ งไมค่ ดิ อา่ น ไมร่ สู้ กึ รสู้ มอะไรเลย แตไ่ มเ่ ปน็ ไรหรอก เพราะทา่ นไมร่ ู้ ผมนะ
พอเห็นไก่เสยี ววาบเลย”
วินยั ทางปฏิบัติ
แม้ในสิกขาบท ๒๒๗ ข้อน้ัน จุดประสงค์และวิธีการน�ำไปใช้ในทางปฏิบัติ
กไ็ มช่ ดั เจนเสมอไปทเี ดยี ว เพราะสงั คมวฒั นธรรมและสง่ิ แวดลอ้ มในประเทศอนิ เดยี
ซึง่ มผี ลตอ่ การบัญญัตสิ ิกขาบทบางข้อ ก็ไมเ่ หมือนกบั สังคมในยคุ สมัยนี้ เชน่ นนุ่ ท่ี
พระพทุ ธองคท์ รงหา้ มภกิ ษใุ ช้ เพราะเปน็ ของฟมุ่ เฟอื ยในสมยั นน้ั กลบั เปน็ ของหางา่ ย
154
ในสมัยนี้ อนึง่ สกิ ขาบทบางขอ้ ไมไ่ ด้ระบุรายละเอียดในทางปฏิบตั ิ หรือกล่าวถึงไม่
ครบถ้วนกระบวนความ เพราะฉะน้ัน การรกั ษาพระวนิ ยั ไม่ใช่การก�ำกับชีวติ ด้วยกฎ
ขอ้ บังคับเหมือนสมยั โบราณอย่างงมงาย แต่อาศยั การศกึ ษาเลา่ เรยี น ค้นควา้ และ
การพิจารณาเง่ือนไข ท่ีก�ำหนดความหนักเบาของอาบัติอย่างละเอียด และใช้สติ
สมั ปชญั ญะมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ดว้ ยเหตทุ ส่ี กิ ขาบทตา่ งๆ มคี วามลกึ ซง้ึ มาก
เชน่ นี้ และการปฏบิ ตั ใิ นวดั วาอารามตา่ งๆ ในเมอื งไทย มกั ไมค่ อ่ ยตรงกนั ในรายละเอยี ด
ปลีกย่อย จะยกตวั อย่างให้เห็นข้อวตั รมาตรฐานท่ีหลวงพอ่ บญั ญตั ิตามพระพทุ ธเจา้
อย่างเคร่งครดั ดงั นี้
อทนิ นาทาน
ในสกิ ขาบทปาราชกิ ขอ้ อทนิ นาทานทบ่ี ญั ญตั ไิ วว้ า่ “ภกิ ษถุ อื เอาของทเ่ี จา้ ของเขา
ไมไ่ ดใ้ ห้ ไดร้ าคา ๕ มาสก ตอ้ งปาราชกิ ” อนั วา่ ๕ มาสก นน้ั เปน็ หนว่ ยของเงนิ ในสมยั
โบราณ ซงึ่ ในปจั จบุ นั นย้ี งั ไมม่ ขี อ้ ยตุ วิ า่ มรี าคาเทา่ ไร สำ� นกั วดั หนองปา่ พงจงึ ไดถ้ อื เอา
ราคาทรพั ยเ์ พียงหนึ่งบาท เปน็ วัตถแุ หง่ อทินนาทานปาราชกิ ภกิ ษุผตู้ อ้ งอาบัตปิ ราชิก
ขาดจากความเปน็ พระทนั ที ฉะนนั้ พระตอ้ งระมดั ระวงั อยา่ งยงิ่ เมอ่ื ตอ้ งการสงิ่ ใด แมใ้ น
สิ่งเล็กน้อย ก็ตอ้ งขอสงฆ์กอ่ น หลวงพอ่ เคยอบรมไวว้ ่า
“อย่างยาสีฟันนะ ไปหยบิ มาสักกลอ่ งหนง่ึ กลวั คนจะเห็น น่ีมันเป็นอาการของ
อาบตั ปิ าราชกิ ของในศาลาหรอื ทไี่ หนกแ็ ลว้ แต่ ตอ้ งบอกครอู าจารยใ์ หท้ ราบกอ่ น งา่ ยๆ
อาบตั ปิ าราชกิ ไมย่ าก เปน็ อาการของขโมย มจี ติ มวั หมองเปน็ ขโมย แลว้ หยบิ ของสง่ิ นน้ั
ขน้ึ มา”
การประเคน
บางสกิ ขาบทไมม่ รี ายละเอยี ดทบี่ ง่ ไวช้ ดั เจนสำ� หรบั ใชใ้ นทางปฏบิ ตั ิ ในกรณเี ชน่ น้ี
หลวงพ่อมักจะตั้งข้อวัตรให้รัดกุมเคร่งครัดย่ิงข้ึนเพื่อช่วยในการฝึกสติ เพิ่มความ
ระมดั ระวงั ยงิ่ ขนึ้ เชน่ ในพระวนิ ยั ไมไ่ ดว้ างหลกั ไวโ้ ดยตรงวา่ ในกรณที อี่ าหารยงั ไมไ่ ด้
155
ประเคน แตพ่ ระไปจบั ตอ้ งเขา้ จะเกดิ ผลในทางปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร หลวงพอ่ จงึ ตงั้ ขอ้ วตั ร
ขนึ้ มาวา่ ถา้ พระรปู ใดจบั ตอ้ งแลว้ แตข่ องนนั้ ไมเ่ คลอ่ื นไหว พระรปู นน้ั หา้ มฉนั แตถ่ า้
เคลือ่ นออกจากฐานแล้ว พระทกุ รูปในวดั จะฉนั ไมไ่ ดเ้ ด็ดขาด
ในสมยั กอ่ นทอ่ี าหารการขบฉนั ยงั ขาดแคลน วนั หนง่ึ มโี ยมจากอบุ ลฯ อตุ สา่ หม์ า
จากเมอื ง เอาแกงหมอ้ ใหญม่ าทำ� บญุ พระรปู หนง่ึ เผลอไปยกขน้ึ มาตกั แจก ทงั้ ๆ ทหี่ มอ้
ยงั ไมไ่ ดร้ ับการประเคน หลวงพอ่ เหน็ แล้วกส็ ง่ั ให้ส่งหม้อใหญ่นนั้ ไปใหส้ ามเณรทนี่ ่ัง
ทา้ ยแถวฉนั เปน็ บทเรยี นทเ่ี จบ็ ปวดพอสมควรสำ� หรบั พระสงฆ์ ขอ้ วตั รเชน่ วา่ น้ี ทำ� ให้
พระระมดั ระวังตวั มากข้ึนเม่ืออยใู่ กลอ้ าหาร
สตรี
เรอื่ งผหู้ ญงิ หลวงพอ่ เขม้ งวดเอากบั ลกู ศษิ ยข์ องทา่ นมาก เพราะเปน็ ทท่ี ราบกนั ดวี า่
กามราคะ เปน็ มารตวั ส�ำคัญทท่ี �ำใหพ้ ระต้องลาสกิ ขา เป็นอุปสรรคอนั ยิง่ ใหญ่ต่อการ
ประพฤติปฏิบตั ิ ในพระวนิ ยั บัญญตั กิ ็มหี ลายสกิ ขาบททวี่ างหลกั ไวอ้ ย่างเขม้ งวดเพอ่ื
กำ� กับการตดิ ตอ่ กับมาตคุ าม ปอ้ งกันความเสยี หายท่อี าจเกดิ ขน้ึ ก่อนทจี่ ะสายเกินแก้
เชน่ หา้ มภกิ ษไุ ปไหนมาไหนสองตอ่ สองกบั มาตคุ าม หา้ มพดู คยุ สำ� เรจ็ การนอนการนง่ั
ในทลี่ บั หลู บั ตาสองตอ่ สองกบั มาตคุ าม จนกระทงั่ หา้ มมกี ารถกู ตอ้ งสมั ผสั เนอื้ ตวั ซง่ึ กนั
และกัน
ทว่ี ดั หนองปา่ พง แมว้ า่ จะมแี มช่ อี ยเู่ ปน็ จำ� นวนมากกต็ าม แตแ่ มช่ กี บั พระเหมอื น
อยกู่ นั คนละโลก โดยมขี อ้ วตั รทห่ี า้ มพระและแมช่ มี กี ารตดิ ตอ่ พดู คยุ กนั ถา้ มเี หตจุ ำ� เปน็
กต็ อ้ งผา่ นเจา้ อาวาส หลวงพอ่ ถอื วา่ พระกบั ชปี ฏบิ ตั กิ นั อยา่ งนี้ ไมใ่ ชเ่ พราะรงั เกยี จกนั
แตเ่ ปน็ การใหเ้ กยี รตซิ งึ่ กนั และกนั หลวงพอ่ เองกร็ ะวงั ตวั มาก ใตถ้ นุ กฏุ ทิ า่ นซง่ึ ใชเ้ ปน็
ทร่ี บั แขกกโ็ ลง่ และถา้ มแี ขกผหู้ ญงิ มา ตอ้ งมพี ระหรอื เณรหรอื โยมผชู้ ายเปน็ พยานรเู้ หน็
สง่ิ ท่หี ลวงพอ่ สนทนากบั ผู้หญงิ อยดู่ ว้ ยเสมอ ฉะน้ัน ไม่เคยมใี ครใสร่ ้ายท่านในเรือ่ ง
ผหู้ ญงิ เลย และหลวงพอ่ เปน็ ตวั อยา่ งทด่ี แี กส่ านศุ ษิ ยอ์ ยตู่ ลอดเวลา หลวงพอ่ เคยเตอื น
พระภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า
156
“ระวงั เถอะผูห้ ญงิ อยา่ ไปใกล้มนั ไมใ่ ช่ใกล้ไม่ใชไ่ กล แค่สายตาไปผา่ นพรบิ ...
เทา่ นนั้ แหละ มนั เปน็ พษิ เลย” ทา่ นจงึ ใหร้ ะวงั และเลา่ เรอื่ งทพี่ ระอานนทเ์ คยกราบทลู
ถามพระพทุ ธองคว์ ่า
“จะใหข้ ้าพระองคป์ ระพฤติกับมาตุคามอยา่ งไรดี”
“อานนท์ อยา่ เห็นเลยดกี ว่า”
พระอานนท์กค็ ดิ ไป เอ มนั มตี าจะไม่ให้เห็นคน จะทำ� อยา่ งไรหนอ
“ถา้ เหตมุ ันจะต้องได้เห็น จะให้ขา้ พระองคป์ ฏิบัตอิ ยา่ งไร พระเจา้ ข้า”
“อย่าพูดดีกว่า อานนท์”
อา้ ว พระอานนทก์ ็คดิ ต่อไปวา่
“ถ้าเหตุจะต้องใหพ้ ดู มีอยู่ จะให้ขา้ พระองคป์ ฏิบัติอยา่ งไรพระเจ้าขา้ เชน่ ว่าเรา
เดนิ ทางไปไมร่ จู้ กั ทาง เราหลงทางนะ เหน็ ผหู้ ญงิ เดนิ ผา่ นมา เรากจ็ ำ� เปน็ จะตอ้ งถาม”
“ถา้ เหตุจะใหถ้ ามมอี ยู่ ก็ใหม้ สี ติ”
“เหน็ ไหม ครงั้ แรกทา่ นวา่ ไมเ่ หน็ มนั เลยดกี วา่ ผหู้ ญงิ นี่ ตดั เบอื้ งแรก ไมใ่ หเ้ หน็ ดกี วา่
เหตจุ ะตอ้ งเหน็ มอี ยู่ กไ็ มต่ อ้ งพดู เหตจุ ะตอ้ งพดู มอี ยจู่ ะทำ� ยงั ไง ตอ้ งมสี ตใิ หม้ าก นคี่ อื
การปฏิบัติตอ่ สตรีเพศ สายตามันประสบกนั เท่านน้ั แหละ ใจมนั จะขาดอยตู่ ้ังเดือน
สองเดอื น บางทจี นตายแหละ แมแ้ ต่ทน่ี ่งั มันลกุ ไปใหม่ๆ ตรงน้นั ยังนกึ อยากจะไป
คลำ� เลย นน่ั แหละตณั หาละนนั่ ไปแลว้ กย็ งั เหน็ หนา้ กนั อยู่ มนั เปน็ นมิ ติ อยา่ งนน้ั เราจะไป
นง่ั คยุ กนั สองตอ่ สอง หนเู ปน็ อยา่ งงน้ั หนเู ปน็ อยา่ งงี้ มนั กห็ นๆู อยนู่ น่ั แหละ ๓ ปี มนั กย็ งั
หนๆู อยใู่ นหู ในใจนน่ั แหละ เสยี หายมาก อยา่ ไปคลกุ คลมี นั เลย อนั ตรายของเราอนั น”ี้
ปวารณา
ปวารณา คอื การท่ที ายกทายิกาผมู้ ศี รัทธาได้เชอื้ เชิญให้ภิกษขุ อไดซ้ ่งึ ปจั จยั ส่ี
อนั ควรแกส่ มณบรโิ ภค โดยอาจจำ� กดั ในเรอื่ งกาล โอกาส และสงิ่ ของกไ็ ด้ ถา้ พระภกิ ษุ
ไดข้ อสงิ่ ใดมาจากคนทม่ี ใิ ชญ่ าติ หรอื ผทู้ มี่ ไิ ดป้ วารณาเอาไวก้ อ่ น ตอ้ งนำ� ของทไี่ ดม้ านน้ั
มาสละเสยี แกส่ งฆ์ หลวงพ่อเขม้ งวดมากในเรื่องการขอของจากญาตโิ ยม ท้ังยงั ห้าม
157
การบอกบุญเรยี่ ไรในทุกรปู แบบอีกดว้ ยเพราะทา่ นถือวา่ การขอของหรือเร่ียไรอยา่ ง
พร�่ำเพร่อื เป็นการรบกวนญาตโิ ยม และเป็นเหตุใหเ้ ขาอาจเสือ่ มศรทั ธา หลวงพอ่ เอง
แม้จะมีญาติพ่นี ้องอยใู่ กลๆ้ วดั ก็ตาม ท่านก็ไมย่ อมออกปากขออะไรทัง้ สน้ิ แมจ้ ะมี
ญาตโิ ยมได้ปวารณาเอาไว้ คือเปดิ โอกาสให้ขอไดซ้ ง่ึ ปจั จัย ๔ เคร่อื งสมณบริโภค
หลวงพ่อท่านก็มกั พดู เตือนอยู่เสมอว่า
“ท�ำอย่างนั้นไม่ได้นะ ถึงเขาจะปวารณาแล้วแต่ก็ต้องคิดเห็นใจเขาบ้าง เขามี
ครอบครวั ตอ้ งรบั ผดิ ชอบ การทำ� มาหากนิ กล็ ำ� บาก พวกทา่ นไมเ่ คยบรหิ าร ทา่ นรไู้ หม
บางคร้ังบางคราวเงนิ สักสตางคก์ ไ็ ม่มีในครอบครวั นั้น แม้เขาจะปวารณากจ็ รงิ แตก่ ็
ตอ้ งดูเหตุ ดกู าลเทศะ ไมใ่ ช่เหน็ เขาปวารณาแล้วนึกอยากไดอ้ ะไรก็ไปขอเอา เรอื่ งที่
ไม่จ�ำเปน็ กเ็ กดิ จ�ำเป็นขึน้ มา ไมร่ ูจ้ ักเกรงใจ เปน็ การท�ำตามกเิ ลสตณั หา เป็นความ
ยอ่ หย่อน เป็นความวิบตั ”ิ
“อยู่ท่ไี หนใหม้ นั เป็นววั ป่า อยา่ ใหเ้ ป็นวัวบา้ น วัวปา่ มันอิสระไมม่ ใี ครผูกจมูก
จูงจมูก แต่วัวบ้านมันถูกผูกไว้กับหลัก ไปอยู่ที่ไหนก็อย่าให้โยมอุปถัมภ์อุปัฏฐาก
จนกระทงั่ วา่ มนั ตดิ ไป ไมใ่ ชใ่ หเ้ ขามาผกู มามดั เหมอื นววั บา้ น อยใู่ หเ้ ปน็ อสิ ระเหมอื น
ววั ป่า จะอยกู่ ็ไดจ้ ะไปก็ได”้
ทางฝา่ ยญาติโยม หลวงพอ่ กเ็ คยเทศนาอบรมชีแ้ จงว่า
“เรอ่ื งปวารณา อาตมาจะขอพดู เพมิ่ ใหเ้ ข้าใจ เราจะปวารณาโดยปากเปล่ากไ็ ด้
เช่น พระพุทธเจ้าสอนว่า ข้าพเจ้าขอปวารณาปัจจัยส่ีแก่พระคุณเจ้าตลอดชีวิตก็ได้
เดอื นหนง่ึ กไ็ ด้ ๕ เดอื นกไ็ ด้ ๗ วนั กไ็ ด้ ปวารณาของทส่ี ำ� คญั อยา่ งคา่ รถ คา่ เรอื ไมใ่ ช่
ใหร้ ำ่� ใหร้ วย ใหข้ อไดใ้ นปจั จยั ส่ี หยกู ยาอะไรตา่ งๆ เหลา่ นเ้ี พอ่ื บำ� บดั โรค ทงั้ ครอบครวั
ของกระผมนข้ี อปวารณาไวต้ ลอดชวี ติ แตต่ อ้ งปวารณากบั พระทสี่ มควร อยา่ ไปปวารณา
กบั พระทไ่ี มร่ เู้ รอื่ ง เดย๋ี วจะมาขอเอาใหห้ มดตวั อะไรทส่ี มควรแกส่ มณะแลว้ ใหข้ อได้
ทกุ เวลา กระผมไม่อยู่กใ็ ห้ขอได้ทแี่ มบ่ ้านของผมหรอื ลูกผมกไ็ ด้ การปวารณาเอาไว้
อยา่ งนม้ี นั เปน็ บญุ อนั เลศิ เปน็ บญุ อนั ประเสรฐิ เลยทเี ดยี ว แมว้ า่ เรานง่ั อยเู่ ฉยๆ กเ็ รยี กวา่
158
ไดบ้ ญุ อยู่เรือ่ ยๆ ดีมาก อันนี้ดมี าก ถ้าจะถวายใบปวารณาก็ใหเ้ ขยี นใบปวารณามี
ใจความวา่ ข้าพเจา้ มีศรทั ธาถวายปจั จยั เปน็ มูลค่า ๕๐ บาท หรอื เทา่ ไรก็ตาม เมื่อ
พระคณุ เจา้ ตอ้ งการปจั จยั อนั ควร จงเรยี กเอาจากไวยาวจั กรเทอญ แลว้ ถวายใบปวารณา
ใหพ้ ระ ตวั ปจั จยั กม็ อบใหไ้ วยาวจั กรไปอยา่ งนกี้ ไ็ ด้ หรอื ทา่ นไปองคเ์ ดยี ว รบั เงนิ ไมไ่ ด้
โยมกเ็ กบ็ เอาไวเ้ องกไ็ ด้ เมอ่ื ทา่ นตอ้ งการกใ็ หเ้ ขยี นหนงั สอื มา หรอื สง่ ใครมารบั กไ็ ด้ แต่
มันยากหน่อย ถา้ หากเอาตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้าจรงิ ๆ ก็ดีอย่างนี้ เพราะว่าต้อง
รักษาพระวนิ ัยใหย้ ืนนานถาวร”
เงนิ และทอง
เปน็ ทท่ี ราบกนั ดวี า่ พระสายปฏบิ ตั วิ ดั หนองปา่ พง มคี วามเครง่ ครดั ในสกิ ขาบท
ท่ีเกี่ยวกับเงินทองเป็นอย่างมาก จะไม่มีพระรูปใดที่จับเงินหรือมีปัจจัยเงินทองเป็น
สว่ นตวั ฝากไวใ้ นธนาคาร ไมถ่ อื กรรมสทิ ธใ์ิ นเงนิ และทองดว้ ยวธิ ใี ดๆ ทง้ั สน้ิ ซงึ่ ตาม
พระวนิ ัยบัญญัตไิ ด้มีสิกขาบทวา่
“ภกิ ษรุ บั เองกด็ ี ใชใ้ หผ้ อู้ น่ื รบั กด็ ี ซงึ่ ทองและเงนิ หรอื ยนิ ดที องและเงนิ ทเ่ี ขาเกบ็ ไว้
เพ่อื ตน ตอ้ งนสิ สัคคิยปาจิตตยี ”์ และ
“ภกิ ษทุ ำ� การซอ้ื ขายดว้ ยรปู ยิ ะ คอื ของทเ่ี ขาใชเ้ ปน็ ทองและเงนิ ตอ้ งนสิ สคั คยิ -
ปาจิตตีย”์
เงนิ ทองหรอื ของทไ่ี ดม้ าตอ้ งนำ� มาเสยี สละแกส่ งฆจ์ งึ จะแสดงอาบตั ติ ก การปฏบิ ตั ิ
อยา่ งจรงิ จงั ตอ่ สกิ ขาบทนม้ี อี านสิ งสม์ าก เงนิ คอื อำ� นาจ การงดเวน้ จากการใชเ้ งนิ และทอง
คอื การสละสทิ ธใ์ิ นการบงั คบั สง่ิ นอกตวั ใหเ้ ปน็ ไปตามใจ เปน็ การทรมานกเิ ลสทดี่ เี ยย่ี ม
สกิ ขาบทนเ้ี ปน็ ขอ้ สำ� คญั ทท่ี ำ� ใหว้ ถิ ชี วี ติ ของนกั บวชตา่ งจากของฆราวาส จงึ เปน็ สง่ิ สง่ เสรมิ
สรา้ งสมณสญั ญาในจติ สำ� นกึ ของพระ อนงึ่ ในเมอื่ คนในโลกสว่ นใหญห่ มกมนุ่ แตใ่ น
เรอื่ งเงินและทอง พระสามารถเป็นตัวอยา่ งพิสจู นใ์ หส้ งั คมเหน็ วา่ ความสุขท่แี ท้จริง
ไม่ได้อยู่ท่ีวัตถุ ในแง่ของหมู่สงฆ์ สิกขาบทน้ีช่วยสร้างความสามัคคีในหมู่เพื่อน
159
สหธรรมกิ บรรยากาศของสำ� นกั ปฏบิ ตั กิ เ็ ปน็ ไปอยา่ งราบรน่ื ไมม่ กี ารอจิ ฉารษิ ยาหรอื
แก่งแย่งกันเกี่ยวกับเอกลาภ หลวงพ่อเคยปรารภเร่ืองการเก็บสะสมปัจจัยส่วนตัว
ซ่ึงเป็นการสรุปในเรื่องนที้ ่ีดี
“ถา้ ผมสน้ิ ไป พวกทา่ นทง้ั หลายคน้ เหน็ ปจั จยั เงนิ ทองอยใู่ นกฏุ ผิ ม โอย๊ เสยี หายหมด
เสียหายมาก เสยี ศักดิ์ศรขี องพระปฏิบตั มิ ากทสี่ ุด”
การออกปากขอสงิ่ ของ หรอื เรยี่ ไรเงนิ ทองจากญาตโิ ยมทกุ รปู แบบ เปน็ อกี เรอ่ื งหนงึ่
ทห่ี ลวงพอ่ เขม้ งวดมาก แมแ้ ตก่ ารตงั้ ตบู้ รจิ าคในวดั กไ็ มม่ ี เมอื่ ญาตโิ ยมนำ� เงนิ มาถวาย
ทา่ นกไ็ มเ่ คยแสดงความยนิ ดี หรอื ตระหนห่ี วงแหน เพราะทา่ นถอื วา่ เงนิ ทองไมใ่ ชเ่ รอื่ ง
ของพระ เป็นเรอ่ื งศรทั ธาญาตโิ ยม แม่ชบี ญุ ยู้ไดเ้ ลา่ ขยายความให้ฟังว่า
“เมือ่ ญาตโิ ยมมาถวายปจั จยั ทา่ นจะมไี วยาวจั กรเปน็ ผ้เู กบ็ เอาไว้ โดยท่ที ่านจะ
ไมเ่ ขา้ ไปยงุ่ เกย่ี วดว้ ย ถา้ เขาจะโกงกนิ กก็ นิ กนั จนอาเจยี นนน่ั แหละ บางครงั้ ไวยาวจั กร
ไมอ่ ยู่ ทา่ นกใ็ หเ้ ขาเอาปจั จยั ใสไ่ วใ้ นสมดุ แลว้ ทา่ นกไ็ ปทำ� ธรุ ะของทา่ น ไมไ่ ดม้ าใสใ่ จ
กบั เรื่องปัจจัยน้ัน กลบั มาอีกคร้งั ปจั จัยหายไป เหลอื แตส่ มดุ เปลา่ ๆ ก็มี ท่านกจ็ ะไม่
ไปโจทก์ขานซักไซร้ไลเ่ ลียงเอากบั ผูอ้ น่ื ว่า ใครมาท่นี ่ีบา้ ง เหน็ พระเหน็ โยมมาที่น่ีไหม
ทา่ นจะวา่ เขาไม่มีเขาถงึ มาเอา”
กอ่ นทหี่ ลวงพอ่ จะออกปฏบิ ตั ิ ทา่ นกย็ งั จบั เงนิ อยู่ ทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั ถงึ คราวทตี่ ดั สนิ ใจ
เลกิ ใชเ้ งินอยา่ งเด็ดขาดว่า
“เรอ่ื งพระวนิ ยั นี้ ถา้ หากวา่ มนั ไมเ่ หน็ ในใจของตน มนั กย็ าก ในเวลากอ่ นมาอยู่
วัดป่าพงหลายสิบปี ผมกต็ ้ังใจจะทิง้ เงิน ตลอดท้ังพรรษา ๒ เดือนกวา่ ยงั ตัดสนิ ใจ
ไมไ่ ด้ จวนจะออกพรรษาแลว้ จบั เงนิ ในกระเปา๋ มอี ยหู่ ลายรอ้ ยเหมอื นกนั ตกลงใจวา่
วันน้ีจะต้องเลิก เมื่อมันทะลุปุ๊บตกลงว่ามันจะเลิกเท่านั้น เลยสบาย ตอนเช้าถือ
กระเป๋าสตางคม์ าพบเพื่อนองคห์ นึง่ เป็นมหาเปรยี ญ ทา่ นก�ำลังลา้ งหน้าอยู่ ผมโยน
กระเป๋าสตางค์ใหแ้ ลว้ ว่า นิมนต์เถิดทา่ นมหา เอาไปเถิด เอาไปเรียนหนงั สือ ไม่ตอ้ ง
หว่ งผมหรอก ผมเลิกแลว้ ตกลงกนั แล้วเมือ่ คืนนี้ ตกลงกันแลว้ ชว่ ยเป็นพยานให้
160
ผมด้วย ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะไม่แตะต้องเงินทองเป็นอันขาด ต้ังแต่วันนั้นมา
ผมยงั ไมเ่ คยทำ� อะไรเลย ไมเ่ คยซอ้ื ไมเ่ คยแลกไมเ่ คยเปลย่ี น มแี ตป่ ฏบิ ตั ทิ งั้ นน้ั แหละ
อะไรต่างๆ ก็สำ� รวมอยู”่
หลวงพอ่ เคยพดู ถงึ การใชเ้ งินครั้งหนง่ึ ว่า
“เอาเงนิ คา่ รถหมกไวซ้ อ่ นไวไ้ มใ่ หใ้ ครรู้ แตต่ วั เรากร็ ู้ พระอน่ื ไมร่ แู้ ตพ่ ระเรานกี่ ร็ ู้
เพราะเรากเ็ ปน็ พระเหมอื นกนั รอ้ นระออุ ยอู่ ยา่ งนน้ั อยา่ งวดั ปา่ พงเราไปไหนกไ็ มม่ คี า่ รถ
แตเ่ ขากใ็ ห้ไป มันดีกว่าเราต้องมาหอบสตางคเ์ สยี อกี ”
“ความจรงิ ไมม่ เี งนิ ไมใ่ ชว่ า่ จะไปไหนไมไ่ ด้ ยง่ิ ไปไดด้ กี วา่ เกา่ คา่ รถไมม่ กี เ็ ดนิ เอา
ท�ำจริงๆ เสยี เดย๋ี วเขาก็นมิ นต์ขนึ้ รถเอง”
หลวงพอ่ อธบิ ายวา่ ถา้ เรารกั ษาสกิ ขาบทขอ้ น้ี กเ็ ปน็ การสรา้ งบารมี ญาตโิ ยมเหน็
แล้วก็เลอ่ื มใส มีจติ ศรทั ธาที่จะช่วยเหลือ ส�ำคัญท่ีเราไม่ขอ พร้อมที่จะอดอยเู่ สมอ
เปน็ สิกขาบททช่ี ่วยสร้างความมักนอ้ ยสนั โดษเป็นหลกั ชวี ติ
เคยมพี ระรปู หนง่ึ มาตอ่ รองกบั ทา่ นในเรอื่ งการถอื ปจั จยั เงนิ ทอง วา่ จะใชแ้ บบไม่
ยดึ ม่นั ถือมนั่ หลวงพอ่ ไดใ้ ห้คำ� ตอบเรียบๆ วา่
“ถ้าท่านกินเกลือหมดกะทอไม่เค็ม ท่านกอ็ าจทำ� ได้”
161
๒. ขอ้ วัตรปฏิบัติ
นอกเหนอื จากสกิ ขาบท ๒๒๗ ขอ้ ในพระปาฏโิ มกขแ์ ลว้ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ ง้ั หลาย
ที่พระพทุ ธองคท์ รงบญั ญัติไว้ก็มีอยู่ ๓ หมวดรวมเรียกว่า อภสิ มาจารกิ สกิ ขา ซงึ่
ประกอบด้วยท้ังข้อห้ามและข้ออนุญาต เป็นบทก�ำกับวิถีชีวิตของพระทุกแง่ทุกมุม
ตั้งแต่เร่ืองการรักษาความสะอาดของร่างกาย การแสดงความเคารพคารวะต่อกัน
ตลอดถงึ การบรโิ ภคใชส้ อยเครอ่ื งบรขิ าร ศลี ประเภทนหี้ ลวงพอ่ พถิ พี ถิ นั มากโดยเฉพาะ
กจิ วตั ร ๑๔ เปน็ เรอื่ งทท่ี า่ นเนน้ เปน็ พเิ ศษในการอบรมพระภกิ ษสุ ามเณร ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ิ
ทง้ั สามหมวดนี้ได้แก่
- วิธวี ตั ร ว่าด้วยแบบอย่างตา่ งๆ ทีส่ มณะควรปฏบิ ตั ิ
- จรยิ าวัตร ว่าด้วยมารยาทที่สมณะควรประพฤติ
- กิจวตั ร ว่าดว้ ยกจิ ท่ีสมณะควรกระทำ�
ขอ้ วตั รทง้ั ๓ ประเภทนี้ ลว้ นแตเ่ ปน็ อบุ ายสง่ เสรมิ การเจรญิ สตปิ ฏั ฐาน และชว่ ย
ใหพ้ ระภกิ ษมุ คี วามละเอยี ดรอบคอบ และเอาใจใสใ่ นหนา้ ทข่ี องตน พรอ้ มกบั สรา้ งเสรมิ
ความสามคั คแี ละความดีงามของหมสู่ งฆ์
การใช้สอยบรขิ าร
บรขิ าร – เครื่องประดับของขนั ธ์
ผา้ ไตรจวี รและบาตร เป็นบรขิ ารหลกั ของพระภกิ ษุ เปน็ เอกลักษณข์ องนกั บวช
ในพระพทุ ธศาสนา พระทา่ นทไี่ หนตอ้ งไมข่ าดจากสง่ิ เหลา่ นี้ ฉะนน้ั ขอ้ วตั รทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
กบั ผา้ ไตรและบาตรจงึ มมี าก จดุ ประสงคก์ เ็ พอื่ ใหพ้ ระใชส้ อยดว้ ยความเคารพเออื้ เฟอ้ื
และไมป่ ระมาทประการหนงึ่ และอกี ประการหนง่ึ เพอื่ ใหก้ ารใชส้ อยบรขิ ารนนั้ กลายเปน็
สว่ นประกอบในการฝกึ สติ รายละเอยี ดของขอ้ วตั รที่ก�ำกบั การใช้สอยจีวรและบาตร
มตี วั อยา่ งดังนี้
162
จวี ร
หลวงพอ่ สอนลกู ศษิ ยล์ กู หาใหร้ จู้ กั ตดั เยบ็ ยอ้ มผา้ ดว้ ยตนเองตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ
ทมี่ มี าแตโ่ บราณ ทา่ นไมต่ อ้ งการใหพ้ ระใชไ้ ตรจวี รสำ� เรจ็ รปู ทม่ี ขี ายตามทอ้ งตลาด เพราะ
เหน็ เปน็ การทำ� ลายขอ้ วตั ร และสง่ เสรมิ ความประมาทมกั งา่ ย ไมช่ ว่ ยใหเ้ กดิ สมณสญั ญา
หรอื ซาบซึ้งในความศักด์สิ ทิ ธข์ิ องผา้ กาสาวพสั ตร์
การตดั ผา้ กต็ รงตามต�ำราคอื แบบคนั นาของชาวมคธ เป็นกระทงมเี สน้ คน่ั ใน
ระหวา่ งดจุ คันนาขวางเรียกว่า ขณั ฑ์ ผา้ สบงนิยมใช้ ๕ ขนั ฑ์ ถ้าเปน็ จีวรหรือสงั ฆาฏิ
นิยมใช้ ๗ หรือ ๙ ขันฑ์ แล้วแตข่ นาดของผา้ เม่ือวัดผ้าได้ขนาดแล้วก็น�ำมาเยบ็
ลม้ ตะเขบ็ ถา้ เปน็ ผา้ สงั ฆาฏจิ ะใชผ้ า้ ๒ ผนื ประกบโดยซอ่ นตะเขบ็ ไวใ้ น เสรจ็ เรยี บรอ้ ย
กน็ ำ� ไปยอ้ มดว้ ยนำ้� แกน่ ขนนุ ทเี่ คย่ี วเขม้ ขน้ จากนน้ั กน็ ำ� ผา้ ผนื ใหมท่ ตี่ นทำ� เสรจ็ นนั้ มาให้
ครบู าอาจารยพ์ จิ ารณา เมอื่ ทา่ นเหน็ วา่ ใชไ้ ดแ้ ลว้ จงึ ขอจากสงฆเ์ พอ่ื นำ� ไป พนิ ทุ อธษิ ฐาน
ใชต้ อ่ ไป โดยตอ้ งถอนอธษิ ฐานสละผา้ ผนื เกา่ ดว้ ย เพราะใชไ้ ตรจวี รไดเ้ พยี งสำ� รบั เดยี ว
การรกั ษาผา้ จวี รทย่ี อ้ มดว้ ยแกน่ ขนนุ นี้ ตอ้ งใชค้ วามระมดั ระวงั อยา่ งมาก ตอ้ งซกั
ด้วยนำ�้ แก่นขนุนตม้ เดอื ดเทา่ นั้น ถ้าใชผ้ งซกั ฟอก สจี ะหลุดออกหมดและจะมีกลิ่น
เหมน็ ดว้ ย เวลาตากแดดตอ้ งพลกิ กลบั ไปมาเปน็ ระยะ มฉิ ะนนั้ จะปรากฏรอยเสน้ เชอื ก
ทผ่ี า้ เมอื่ ผา้ แหง้ พอหมาดๆ กน็ ำ� เขา้ ตากในทรี่ ม่ ตอ่ ไมท่ งิ้ ผา้ ไวก้ ลางแดด ตามพระวนิ ยั
นน้ั บญั ญตั วิ า่ ตง้ั แตก่ อ่ นอรุณสว่าง ต้องนำ� ผา้ ไตรจวี รติดตวั ไวใ้ หค้ รบสำ� รบั อยเู่ สมอ
แมว้ า่ กำ� ลงั ทำ� กจิ อะไรอยกู่ ต็ าม เชน่ ถา้ ตอ้ งปดั กวาดเชด็ ถเู สนาสนะ ทา่ นมกั พาดไตรจวี ร
ไวบ้ นบ่า แล้วเอาเชือกมัดไวก้ บั อก การปลอ่ ยปละละเลยวางผา้ ท้ิงไวห้ ่างจากตวั เปน็
อาบัติ นิสสคั คิยปาจติ ตยี ์
ขอ้ วตั รขอ้ หนงึ่ ทพ่ี ระสว่ นมากปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความจำ� ใจมากกวา่ ความพอใจ โดยเฉพาะ
ในหนา้ แลง้ กค็ อื ขอ้ ทเี่ กยี่ วกบั การครองผา้ ออกบณิ ฑบาต ซงึ่ กำ� กบั วา่ พระตอ้ งหม่ จวี ร
ซอ้ นดว้ ยสงั ฆาฏิ (เวน้ แตม่ เี หตจุ ำ� เปน็ เชน่ ฝนตก) ขากลบั จากหมบู่ า้ น บาตรกห็ นกั ดว้ ย
ขา้ วเหนยี ว แสงแดดกเ็ ร่ิมร้อน กว่าจะกลับถงึ วดั ผา้ ไตรก็โชกดว้ ยเหงื่อ เปน็ การฝึก
ความอดทนท่ีทรหดพอสมควร
163
หลวงพอ่ เคยเตอื นไม่ใหล้ ะเลยกจิ วัตรขอ้ น้วี า่
“ไปบณิ ฑบาตนะ่ ใหห้ ม่ ผา้ ซอ้ นสงั ฆาฏอิ ยา่ หม่ แตจ่ วี รผนื เดยี ว เวน้ แตจ่ ำ� เปน็ อนั น้ี
เป็นกิจวัตรของเรา อย่าไปคดิ ว่ามนั นอ้ ยๆ เห็นมะม่วงไหม ลกู มนั นอ้ ยๆ แตต่ ่อไป
มนั จะเปน็ หนว่ ยใหญ่ กว่าจะใหญ่มนั กม็ าแตน่ อ้ ยๆ เมอ่ื มนั ติดนิสยั แลว้ เสยี หาย”
การรักษาผ้าต้องละเอียดและรอบคอบ เช่น ผ้าเป็นรู แม้ขนาดเพียงเมล็ด
ขา้ วสารลอดได้ กต็ ้องรบี ปะทันที ปล่อยไว้ค้างคนื ตอ้ งอาบัติ
ผา้ ไตรจวี รแตล่ ะผนื แตล่ ะสำ� รบั ตอ้ งใชจ้ นกวา่ ครำ�่ ครา่ ปะแลว้ ปะอกี จงึ จะไดร้ บั
อนญุ าตใหต้ ดั ใหมไ่ ด้ หลวงพอ่ พยายามอนรุ กั ษแ์ บบอยา่ งการทำ� ผา้ ไตรจวี รทม่ี มี าแต่
ครงั้ โบราณกาลไว้ ชว่ ยใหพ้ ระเณรเกดิ ความภาคภมู ใิ จในฝมี อื ของตนเอง ทำ� ใหใ้ ชส้ อย
หม่ คลุมด้วยความทะนุถนอมสมกบั ศรทั ธาของทายกทายกิ าทน่ี ้อมน�ำผ้ามาถวาย
สำ� หรบั ผา้ นสิ ที นะ คอื ผา้ ปนู งั่ หลวงพอ่ กใ็ หพ้ ระเณรถอื การใชผ้ า้ นสิ ที นะปรู อง
พน้ื นง่ั เป็นประจำ� ในการทำ� วตั รสวดมนต์ ฉันอาหาร ขนึ้ เทศนบ์ นธรรมาสน์ หรอื มี
กจิ นมิ นตไ์ ปฉนั หรอื ไปสวดมนตน์ อกวดั กต็ าม เพอ่ื เปน็ การรกั ษาจวี รมใิ หเ้ ปรอะเปอ้ื น
หรือครดู สกี ับพืน้ อันจะท�ำให้อายุการใชง้ านสนั้ ลง
บาตร
พระวินยั ทา่ นไดว้ างสิกขาบทเก่ยี วกับการรกั ษาบาตรไวอ้ ยา่ งกวดขัน เพราะใน
สมัยพทุ ธกาล บาตรทำ� ดว้ ยดนิ เผา ถ้าประมาทเลนิ เล่อในการรกั ษายอ่ มแตกไดง้ า่ ย
แต่ทุกวันนี้วัตถุเจริญมากข้ึน จึงได้เปล่ียนมาใช้บาตรสแตนเลส แต่ก็ยังคงรักษา
ธรรมเนียมการระวงั รักษาบาตรอยูเ่ ชน่ เดมิ เพือ่ ประโยชนใ์ นการเจรญิ สติ
หลวงพ่อสอนพระภิกษุสามเณรให้ถือบาตรเป็นเสมือนเศียรของพระพุทธเจ้า
กอ่ นจะวางหรอื เก็บบาตรลงทีใ่ ด ก็ใหพ้ ิจารณาอยา่ งรอบคอบเสียก่อน ไมว่ างในทๆี่
จะเป็นอนั ตรายแกบ่ าตร เชน่ บนพืน้ แข็ง หรอื ท่ที ่ีบาตรจะตกลงมาได้งา่ ย สมยั ก่อน
164
บาตรทใี่ ชท้ ำ� ดว้ ยเหลก็ ทบี่ ม่ ดว้ ยไฟ หลวงพอ่ จงึ ไมใ่ หล้ า้ งบาตรดว้ ยผงซกั ฟอก เพราะ
จะท�ำใหเ้ กดิ สนิม ต้องใช้ใบไม้ เช่น ใบตระไคร้ หรอื ใบแต้ว เป็นต้น มาขัดถแู ทน
เม่ือล้างเสร็จแล้ว ก็เช็ดให้แห้งแล้วน�ำออกผึ่งแดดสักครู่ จึงใส่ถลกก่อนน�ำไปเก็บ
เวลาเกบ็ ต้องเผยอฝาไว้เลก็ น้อยให้อากาศถา่ ยเทจะไดไ้ ม่เกิดกลิ่นเหม็นอับ
มเี หตกุ ารณอ์ นั หนงึ่ ทค่ี รบู าอาจารยช์ อบเลา่ ใหศ้ ษิ ยฟ์ งั ในระหวา่ งการสอนวธิ กี าร
รกั ษาบาตร ครงั้ หนงึ่ พระทว่ี ดั หนองปา่ พงรปู หนง่ึ เอาผา้ สรงนำ�้ ใสไ่ วใ้ นบาตร เมอื่ กลบั
ถึงกุฏิเอาบาตรไปเก็บ ก็เปิดฝาบาตรออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทแต่เปิดกว้างเกินไป
ตกกลางคนื หนเู ขา้ ไปในบาตรกเ็ ลยไดท้ นี่ อนนมุ่ สบาย รงุ่ เชา้ พระรปู นน้ั บงั เอญิ ตน่ื สาย
ได้เวลาบิณฑบาตก็รีบออกไปโดยไม่ได้แวะจัดบาตรท่ีโรงฉัน ไปถึงหมู่บ้านเม่ือเปิด
ฝาบาตรเพ่อื รับอาหาร หนกู ็กระโดดผลงุ ออกมา ท�ำให้แมอ่ อก (โยมผ้หู ญงิ ) ตกใจ
รอ้ งวดี้ วา้ ยไปตามๆ กนั จนเขาใสบ่ าตรไปหลายคนแลว้ ทา่ นเจา้ ของบาตรจงึ เพงิ่ สงั เกตวา่
ผา้ สรงน�ำ้ ยงั อยู่ท่ีก้นบาตร
หลวงพ่อเคยใหโ้ อวาทแก่พระเณรตอนหน่ึงว่า
“การล้างบาตรหรือเช็ดบาตร อย่ามักง่าย มีดท่ีใช้ส�ำหรับตัดอาหารก็เช่นกัน
ตอ้ งลา้ งใหส้ ะอาด มฉิ ะนนั้ แลว้ ตอนบา่ ยถา้ เราเอาไปผา่ สมอ ผา่ มะขามปอ้ ม เพอื่ ฉนั
อยา่ งนีก้ ็เปน็ อาบัติไดเ้ หมือนกัน เพราะมคี ราบคาวอาหารติดอยู่ น่ีคือความละเอียด
สขุ มุ มาก ไมใ่ ชข่ องงา่ ยนกั บาตรกด็ ี กานำ�้ กด็ ี แกว้ นำ้� กด็ ี ถา้ ไมจ่ ำ� เปน็ แลว้ กไ็ มต่ อ้ งใช้
ผอู้ นื่ ใหท้ ำ� ความสะอาดแทน เพราะอาจเกดิ การแตกรา้ วเสยี หายไดง้ า่ ย เราตอ้ งทำ� เอง
ทำ� ให้ละเอยี ด สิง่ ใดทีเ่ ปน็ ความสงสยั ในจติ ใจของเรา นนั่ ไมด่ ี อาจเป็นความผิดได้
เราต้องเรยี นถาม”
บรขิ ารอยา่ งอนื่ เชน่ กลดและขาบาตร หลวงพอ่ ใหพ้ ระเณรรจู้ กั ทำ� เอง โดยพระ
ทีช่ �ำนาญสาธิตให้ผฝู้ ึกท�ำใหม่ งานตดั เหลาชานไมไ้ ผ่ หรอื หวาย ซึ่งเปน็ วัตถุดบิ อัน
สำ� คญั ตอ้ งใชค้ วามตง้ั ใจและความอดทนมาก เปน็ งานละเอยี ดทต่ี อ้ งใชเ้ วลาหลายวนั
กว่าจะเสร็จ หลวงพ่อแนะน�ำพระเณรใหใ้ ชก้ ารทำ� บริขารหรือเหลาไม้สีฟนั เปน็ อบุ าย
165
แกง้ ว่ งในชว่ งกลางวนั แตใ่ นขณะเดยี วกนั ทา่ นกเ็ ตอื นไมใ่ หก้ ารทำ� ขาบาตรเปน็ เหตขุ อง
การคลุกคลีพูดคุยกัน และให้ศิษยร์ ะวงั ไมใ่ ห้เกิดความโลภ ยดึ ม่ันถือมั่นในบรขิ าร
ท่สี วยงาม
การเบิกของ
เอกลาภเงนิ ทองหรอื ขา้ วของเครอ่ื งใช้ ทญ่ี าตโิ ยมมศี รัทธานอ้ มนำ� มาถวายน้นั
ตามกตกิ าสงฆ์ ทา่ นใหเ้ ปน็ ของสว่ นรวมทงั้ หมด พระเณรรปู ใดมคี วามจำ� เปน็ ใช้ กไ็ ป
ขอเบกิ กบั พระผู้มหี นา้ ทีร่ กั ษาคลงั สงฆ์ หลักการนหี้ ลวงพ่อได้วางไวเ้ พอ่ื ใหเ้ กิดความ
ท่ัวถึงและเป็นธรรมในการใช้สอยของสงฆ์ ห้ามสั่งสมบริขาร หรือใช้สอยอย่าง
สุรุ่ยสุร่าย ท่านสอนศิษย์ให้เป็นผู้รู้ประมาณในการขอและรู้จักเวลาที่เหมาะสมด้วย
เพราะยงั มวี ดั สาขาทอ่ี ยใู่ นทอ้ งถน่ิ ทรุ กนั ดารอกี หลายแหง่ ทข่ี าดแคลนปจั จยั ๔ เครอื่ ง
อปุ โภคบริโภค วัดหนองปา่ พงซ่งึ เป็นเสมอื นวัดแม่ ก็ต้องมีหนา้ ทนี่ �ำไปจนุ เจอื ตามมี
ตามได้
พระเถระรปู หนึ่งไดเ้ ลา่ เร่ืองการเบกิ จา่ ยของจากคลังสงฆ์ใหฟ้ ังวา่
“เกยี่ วกบั ปจั จยั ๔ น้ี สมยั ท่ผี มอยกู่ บั หลวงพ่อเท่าทผ่ี มเห็น กไ็ มม่ อี ะไรขดั สน
แตก่ ารจา่ ยบรขิ ารรสู้ กึ จะเครง่ ครดั มาก การจา่ ยผา้ จวี รอยา่ งนี้ ถา้ ไมเ่ กา่ หรอื ขาดจรงิ ๆ
กไ็ มไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหเ้ ปลยี่ น ถงึ แมจ้ ะเกา่ ขาดบา้ ง บางทกี ต็ อ้ งใชอ้ ยอู่ ยา่ งนนั้ โดยเฉพาะ
พระเณรบวชใหม่ หรือพระอาคนั ตุกะ ท่านจะเน้นฝกึ ใหร้ ู้จักประมาณในเรื่องการขอ
สิ่งของ ถ้าเป็นพระเก่าอยู่มานานเข้าใจข้อวัตรปฏิบัติพอสมควรแล้ว ก็ไม่ค่อยจะ
เคร่งครดั เท่าใด โดยส่วนตวั ของหลวงพ่อเองทา่ นกเ็ ป็นคนธรรมดาอยา่ งท่สี ุด ผา้ กม็ ี
เทา่ กนั อยกู่ ฏุ กิ ไ็ มไ่ ดม้ อี ะไรพเิ ศษ แมจ้ ะมญี าตพิ น่ี อ้ งอยใู่ กลๆ้ ทา่ นกไ็ มเ่ คยออกปาก
ขอสงิ่ ใดมาเพอ่ื ตน มแี ตจ่ ะน�ำมาจนุ เจอื หมคู่ ณะเท่านั้น”
166
การเขม้ งวดในเรอื่ งการเบกิ จา่ ยสง่ิ ของนี้ หลวงพอ่ ถอื เปน็ อบุ ายอยา่ งหนงึ่ ในการ
สอนธรรมะใหศ้ ษิ ยร์ จู้ กั พจิ ารณาดจู ติ ใจของตนเมอื่ ไมไ่ ดต้ ามปรารถนา พระอาจารยเ์ ลย่ี ม
ได้เลา่ ปฏปิ ทาของหลวงพ่อในเรอื่ งนีว้ ่า
“อยา่ งเชน่ บาตรนี้ ถา้ ใครอยากได้ลูกสวยๆ ทา่ นจะไปเปลยี่ นเอาลกู ขเี้ หร่มาให้
มนั ไมส่ วย ทา่ นวา่ อยา่ งนน้ั อะไรละ่ ทไ่ี มส่ วย กค็ วามอยากทเ่ี ราแสดงออกมานน่ั แหละ”
เรอื่ งการใชส้ อยปจั จยั ๔ นี้ หลวงพ่อไดใ้ ห้ข้อคิดเอาไวว้ า่
“พวกเราภกิ ษสุ ามเณร ถา้ ใครมคี วามเหน็ แกต่ วั คดิ แตจ่ ะเอารดั เอาเปรยี บผอู้ นื่ ละก็
ผมวา่ เรานม้ี นั โงก่ วา่ โยมเขา มนั เลวกวา่ ฆราวาสเขา พวกฆราวาสเขาหาเงนิ ทองมาดว้ ย
หยาดเหง่ือแรงงานของเขา หามาดว้ ยความยากล�ำบาก เขายังสามารถเสียสละทรัพย์
สมบัติของเขาไปซอื้ อาหารการขบฉนั เครอื่ งใช้ไมส้ อยต่างๆ มาถวายพระได้ พระเรา
น่ีไดข้ ้าวของมาโดยไมต่ อ้ งออกแรงอะไร และได้มาฟรๆี เสียดว้ ย เม่อื ไดม้ าแล้วกไ็ ม่
อยากจะแบง่ เพอ่ื น เอาคนเดยี ว กนิ คนเดยี ว ใชค้ นเดยี ว อยา่ งนค้ี ดิ ดแู ลว้ มนั นา่ ละอาย
โยมเขาเหลอื เกิน ถ้าคิดอย่างน้ี ท�ำอย่างน้ี ผมว่ามนั โงก่ วา่ โยมเขา สูโ้ ยมเขาไมไ่ ด”้
167
ขอ้ กตกิ าสงฆ์
๑. พระภิกษุสามเณร หา้ มขอของจากคนทไ่ี มใ่ ชญ่ าติไม่ใชป่ วารณา และ
ห้ามตดิ ต่อกบั คฤหสั ถ์และนักบวช ที่เปน็ วสิ ภาคกับพทุ ธศาสนา
๒. ห้ามบอกและเรียนดริ ัจฉานวิชา บอกเลข ท�ำนำ้� มนต์ หมอยา หมอดู
(ทำ� และจ่ายแจกวัตถุมงคลตา่ งๆ)
๓. พระผมู้ ีพรรษาหยอ่ น ๕ พรรษา หา้ มเทย่ี วไปแต่ลำ� พงั ตนเอง เว้นไว้
แตม่ เี หตจุ ำ� เป็นหรือมีอาจารย์ผ้สู มควรตดิ ตามไปด้วย
๔. เมอื่ จะไปทำ� อะไรใหป้ รกึ ษาสงฆ์ หรอื ผเู้ ปน็ ประธานเสยี กอ่ น เมอ่ื เหน็ วา่
เปน็ ธรรม เป็นวนิ ัยแล้ว จงึ ท�ำ อย่าท�ำตามอ�ำนาจของตนเอง
๕. ใหย้ นิ ดใี นเสนาสนะทสี่ งฆจ์ ดั ให้ และทำ� ความสะอาดเกบ็ กวาดกฏุ ิ และ
ถนนท่เี ขา้ ออกใหส้ ะดวก
๖. เมือ่ กจิ สงฆ์เกิดขึ้นใหพ้ ร้อมกันทำ� เม่ือเลิกใหพ้ ร้อมกนั เลิก อยา่ ทำ� ตน
ใหเ้ ปน็ ทรี่ งั เกยี จของหมคู่ ณะ คอื เปน็ ผมู้ มี ารยาสาไถย หลกี เลยี่ งแกต้ วั
๗. เมอ่ื บณิ ฑบาต เกบ็ บาตรลา้ งบาตร กวาดวดั ตกั นำ้� สรงนำ�้ จดั โรงฉนั ยอ้ มผา้
ฟังเทศน์เหล่านี้ หา้ มคุยกนั พึงตง้ั ใจทำ� กจิ นน้ั จริงๆ
๘. เมอ่ื ฉนั เสรจ็ แลว้ ใหพ้ รอ้ มกนั เกบ็ กวาดโรงฉนั เสยี กอ่ น แลว้ จงึ กราบพระ
พรอ้ มกนั จึงน�ำบริขารของตนกลับกุฏิ โดยความสงบ
๙. ให้ทำ� ตนเปน็ ผมู้ ักนอ้ ยในการพูด กิน นอน รา่ เรงิ จะเปน็ ผู้ต่นื อยูด่ ว้ ย
ความเพียรและจงชว่ ยกนั พยาบาลภกิ ษสุ ามเณรปว่ ย ด้วยความเมตตา
168
๑๐. หา้ มรบั เงนิ และทอง และหา้ มผอู้ นื่ เกบ็ ไวเ้ พอื่ ตน หา้ มซอ้ื ขาย แลกเปลย่ี น
๑๑. เมอ่ื เอกลาภเกดิ ขน้ึ ในหมสู่ งฆ์ ให้เก็บไว้เป็นกองกลาง เมือ่ ทา่ นองคใ์ ด
ตอ้ งการใหส้ งฆ์อนุมัตใิ หแ้ กท่ ่านองคน์ น้ั ตามสมควร
๑๒. หา้ มคยุ กนั เปน็ กลมุ่ กอ้ น ทง้ั กลางวนั และกลางคนื ในทท่ี วั่ ไปหรอื ในกฏุ ิ
เวน้ แตม่ เี หตจุ ำ� เปน็ ถงึ กระนนั้ กอ็ ยา่ ใหเ้ ปน็ ผคู้ ลกุ คลี หรอื เอกิ เกรกิ เฮฮา
(หา้ มสูบบหุ ร่ี กนิ หมาก)
๑๓. การรบั และสง่ จดหมาย เอกสาร หรอื วตั ถตุ า่ งๆ ภายนอก ตอ้ งแจง้ ตอ่ สงฆ์
หรอื ผู้เปน็ ประธานสงฆ์ให้ทราบ เม่อื ทา่ นเห็นสมควรแลว้ จงึ รบั ส่งได้
๑๔. พระเณรผู้มุ่งเข้ามาปฏิบัติในส�ำนักนี้ เบื้องต้นต้องได้รับใบฝากจาก
อุปัชฌาย์อาจารย์ของตน และย้ายหนังสือสุทธิมาให้ถูกต้องเสียก่อน
จึงจะใชไ้ ด้
๑๕. พระเณรทเี่ ปน็ อาคนั ตกุ ะมาพกั อาศยั ตอ้ งนำ� หนงั สอื สทุ ธแิ จง้ สงฆ์ หรอื
ผเู้ ปน็ ประธานสงฆใ์ นคนื แรก และมกี ำ� หนดใหพ้ กั ไดไ้ มเ่ กนิ ๓ คนื เวน้ แต่
มีเหตุจ�ำเปน็
*** ข้อกติกาสงฆ์เหลา่ นี้ เมอื่ ผูใ้ ดฝ่าฝนื สงฆ์มีอำ� นาจบรหิ ารได้เต็มท่ี ***
ประกาศ ณ วนั ที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
พระอาจารย์ชา สภุ ทโฺ ท
ประธานสงฆ์
169
กจิ วตั รในชวี ติ ประจ�ำวัน
ตะแกรงรอ่ นพระเณร
การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก
พร้อมเพรยี งกนั ท�ำกจิ ของสงฆ์ เป็นหัวข้อธรรมหนง่ึ ใน อปริหานิยธรรม ๗ ประการ
ที่หลวงพ่อได้ใช้เป็นหลักการเพ่ือเสริมสร้างความสามัคคีในคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง
การทำ� วตั รสวดมนต์ นงั่ สมาธิ รว่ มกนั ทง้ั เชา้ และเยน็ กด็ ี การรว่ มกนั ทำ� กจิ สว่ นรวมกด็ ี
เปน็ ขอ้ วตั รทฝี่ กึ การเสยี สละทง้ั เวลา และทฐิ มิ านะ หลวงพอ่ ใหถ้ อื เอากจิ วตั รประจำ� วนั
เปน็ เครอ่ื งสอบอารมณ์ วดั ความรสู้ กึ พอใจหรอื ไมพ่ อใจของตน เชน่ ความรสู้ กึ เมอ่ื ไดย้ นิ
เสยี งระฆงั ทำ� วตั รเชา้ ตอนตสี าม กบั เสยี งระฆงั ฉนั นำ�้ ปานะตอนเยน็ เหมอื นกนั หรอื ไม่
กจิ วตั รประจำ� วนั ชว่ ยใหเ้ หน็ ความกระตอื รอื รน้ ความเบอื่ หนา่ ย ความสงบ ความไมส่ งบ
วา่ เปน็ แคอ่ ารมณท์ เี่ กดิ แลว้ ดบั ไปเทา่ นน้ั ไมค่ วรหลงเชอื่ วา่ เปน็ ตนหรอื ของตน ทง้ั ชว่ ย
ให้การปฏิบตั ิมอี ย่สู มำ�่ เสมอทุกอิรยิ าบถ การปฏบิ ัติกรรมฐานเชน่ นี้ จึงไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ ง
ให้ครูบาอาจารย์มาคอยนั่งสอบอารมณ์ลูกศิษย์อยู่ร�่ำไป เพราะกิจวัตรข้อวัตรคือ
“ตะแกรงรอ่ นพระเณร” เปน็ เสมอื นกระบวนการกลนั่ กรองเลอื กเฟน้ เฉพาะพระเณร
ผฝู้ ักใฝใ่ นสมั มาปฏบิ ตั ิ ผมู้ จี ติ ใจปรารภความเพียรอย่างไมห่ วนั่ ไหวในอารมณ์ตา่ งๆ
เทา่ นน้ั จงึ จะทนอยไู่ ด้ และจะประจกั ษผ์ ลของความเพยี รในทสี่ ดุ หลวงพอ่ ไดก้ ลา่ วถงึ
อานิสงส์ของการปฏิบตั ขิ อ้ วตั รจากประสบการณข์ องทา่ นวา่
“สมยั กอ่ นผมไปอยเู่ มอื งเหนอื ไดไ้ ปอยกู่ บั พระแกๆ่ พระหลวงตาเพงิ่ จะบวชกนั
พรรษา ๒ พรรษา ผม ๑๐ พรรษาแลว้ ไปอยกู่ บั พวกคนแก่ ผมตงั้ ใจปฏบิ ตั ขิ อ้ วตั รมาก
ชว่ ยทา่ นเหลา่ นน้ั รบั บาตร รบั จวี ร เทกระโถน ทำ� อะไรตอ่ มอิ ะไรสารพดั อยา่ ง ไมไ่ ดค้ ดิ วา่
ทำ� ใหอ้ งคน์ นั้ องคน์ ี้ แตค่ ดิ วา่ เราทำ� ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องเรา ใครไมท่ ำ� เรากท็ ำ� เปน็ กำ� ไรของเรา
เปน็ เรอื่ งทส่ี บายใจ ภมู ใิ จ พอถงึ วนั อโุ บสถ เรากเ็ ขา้ ไปปดั กวาดในโบสถ์ ตง้ั นำ�้ ใช้ นำ้� ฉนั
พวกทไ่ี มร่ เู้ รอ่ื งมนั กเ็ ฉย แตเ่ รากไ็ มว่ า่ เขา เพราะเขาไมร่ จู้ กั อนั นกี้ ถ็ อื เปน็ การปฏบิ ตั ไิ ด้
เราทำ� ไปตวั เรากภ็ มู ใิ จ ถงึ เวลาเดนิ จงกรมสบาย ภาวนาก็สบาย มันดีมกี �ำลงั เพราะ
ขอ้ วตั รของเรามันมีกำ� ลังมากหนุนส่งมา”
170
ขา้ งในตื่น ขา้ งนอกเต็ม
ในระหว่างการท�ำกิจวัตร ข้อวัตรต่างๆ หลวงพ่อสอนให้ส�ำรวมกิริยาอาการ
ภายนอก สว่ นในใจนน้ั กใ็ หเ้ จรญิ ภาวนา ทา่ นบอกวา่ ทกุ สงิ่ ทเี่ ราทำ� มนั จะไหลออกมา
จากส่วนลึกภายใน ถา้ ภายในตื่นอยู่ ท�ำอะไรก็จะไมม่ ีการขาดตกบกพร่อง
“ทไี่ หนเราทำ� ไดค้ วรทำ� ทวี่ ดั ของเรา ทก่ี ฏุ คิ นอน่ื กด็ ี กฏุ เิ รากด็ ี ทส่ี กปรกรกรงุ รงั
ให้รบี ท�ำเลย ไมต่ ้องทำ� เพ่ือใคร ไม่ตอ้ งทำ� เอาหนา้ เอาตาหรอก ท�ำเพื่อขอ้ วตั รปฏิบตั ิ
ของเรา ถ้าเราท�ำได้เช่นน้ัน ก็เหมือนกับว่าได้กวาดของสกปรกออกจากใจของเรา
อยา่ งนนั้ เพราะเราเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ อนั นใ้ี หม้ อี ยปู่ ระจำ� ใจของเราทกุ ๆ คน แลว้ ความสามคั คี
ไม่ต้องให้มารอ้ งเรยี กกนั ใหม้ าก อะไรทเ่ี ปน็ งานหนักงานหนาใหม้ าชว่ ยกันท�ำ อะไร
ทชี่ ว่ ยกนั กไ็ มน่ านหรอกเดย๋ี วกแ็ ลว้ ผมเคยไดพ้ บเรอื่ งการเอารดั เอาเปรยี บเหมอื นกนั
แตผ่ มกลบั ไดก้ ำ� ไร ไปอยดู่ ว้ ยกนั มากๆ เอา้ ! วนั นย้ี อ้ มผา้ กนั นะ เรากไ็ ปฟนั แกน่ ขนนุ
ต้มน้�ำ พระเณรบางองค์พอต้มเสร็จก็เอาผ้าของตัวมาซักมาย้อม แล้วก็หนีเลย
เอาผา้ ตาก ไปกฏุ นิ อนสบาย ไมค่ อยชว่ ยเกบ็ ชว่ ยลา้ ง เขาคดิ วา่ เขาสบายแลว้ แตอ่ นั นน้ั
มนั โงท่ ่สี ดุ เพื่อนเขาทำ� แลว้ เราไปชบุ มอื เปิบ ดเู ถิดอันนน้ั ไม่เกดิ ประโยชน์อะไรเลย
กจิ ทคี่ วรท�ำไมท่ ำ� หลบไดเ้ ป็นดที ่สี ดุ อยา่ งน้กี อ็ ยู่รว่ มกนั ไมไ่ ด”้
ต่นื แต่ดึก ลุกแตเ่ ชา้
เหงง่ ! เหง่ง! เหงง่ !
ตีสามแล้ว นกกายังละเมอหลับใหลอยู่ แต่พระเณรท่ีวัดหนองป่าพงต้องรีบ
กระวีกระวาดลุกขึ้นทันทีที่เสียงระฆังแรกในวันน้ันดังข้ึน บางรูปก็ตื่นก่อนด้วยซ้�ำ
ขืนนอนบิดซ้ายบิดขวา คงไม่แคล้วเสียท่ากิเลส ถูกมันฉุดให้นอนต่อจนตีส่ี ตีห้า
แล้วก็พลาดการประชุมในตอนเช้าแน่ๆ สัญญาณระฆังจึงมีความหมายมากส�ำหรับ
ชวี ติ ในวดั ป่า ซ่งึ กจิ ส่วนรวมทกุ อย่างถกู ก�ำหนดดว้ ยเสียงระฆัง พระหนุ่มเณรนอ้ ย
171
ท่ีมีปัญหาในการต่ืนตอนเช้าบางรูปหาอุบายแก้ไขตนเอง โดยไปขออนุญาตเป็น
คนตีระฆงั เสยี เลย
“กจิ วตั รภายในเราอยา่ ใหม้ นั ผดิ การตรี ะฆงั นก่ี ส็ ำ� คญั เขาตใี หค้ นไดย้ นิ รจู้ กั ไหม?
ตรี ะฆงั ท�ำไม? ตใี ห้ผบี ่? เขาตีใหพ้ ระเณรในวัดนีไ้ ด้ยิน ทกุ คนให้คิดอยา่ งนน้ั ระฆงั
นเ่ี ปน็ สิ่งที่สำ� คญั ผูท้ ่อี ยู่ใกลก้ นั ทไี่ หนใครขัดขอ้ งไมไ่ ด้มา เจ็บไข้ก็ใหบ้ อก วันนผี้ ม
ไม่ได้บณิ ฑบาตผมเป็นไข้ แน่ะ! จะได้ร้จู กั จะไดจ้ ดั อาหารจัดหยกู จัดยาให้ มนั ไข้
ขนาดไหน ถา้ ไมบ่ อกใคร มนั กไ็ มร่ จู้ กั หรอื ตายแลว้ กไ็ มร่ ู้ จนเนา่ นนั่ แหละจงึ จะเหน็ กนั
ให้มันรอบคอบ อาศัยกนั ไดใ้ นเรอื่ งอยา่ งน้”ี
การประชุมเนืองนิตย์เป็นหลักส�ำคัญของวัดหนองป่าพง เป็นวิธีเสริมสร้าง
ความสามคั คใี นคณะสงฆ์ การประชมุ แรกของวนั ใหมเ่ รมิ่ ตง้ั แตต่ สี าม ดว้ ยการทำ� วตั ร
สวดมนต์ และนัง่ สมาธิ ซงึ่ หลวงพ่อเหน็ ว่าเปน็ อุบายที่ดีในการฝึกผูใ้ หม่
“เราจะตอ้ งตนื่ มาใหท้ นั ภกิ ษสุ ามเณรลงมารวมทำ� วตั ร เพอื่ ระงบั นวิ รณท์ ง้ั หลาย
ความงว่ งเหงาหาวนอน ความขเี้ กียจข้ีคร้านมักงา่ ยตา่ งๆ ก็จะได้ฝืนมนั มาก็พอดี
ได้ท�ำวัตร ท�ำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว ก็นั่งช�ำระนิวรณ์ จากน้ันก็ท�ำความสะอาด
จัดอาสนะ แล้วจงึ ไปเทยี่ วบณิ ฑบาต ไดบ้ ญุ มาก การท�ำวัตรนี่ และจะเปน็ เหตใุ ห้เรา
ไดม้ ารวมกนั ไดม้ าประชมุ กนั ไดม้ าพรอ้ มเพรยี งกนั กำ� จดั ความขเ้ี กยี จทงั้ หลายออก
การท�ำวตั รประชุมกนั น้ี อยา่ ได้ถือวา่ เป็นเร่อื งเลก็ นอ้ ย ทกุ วันนล้ี องดซู ิ ถ้าเลิกการ
ท�ำวัตรน่ี อ้าว! ผมวา่ มันจะเสื่อมเร็วๆ นีแ้ หละ”
ระวงั เปรตหลอก
พระอาจารย์สุริยนตไ์ ด้ปรารภถงึ การท�ำวัตรสวดมนตใ์ หฟ้ งั วา่
“ทำ� วตั ร สวดมนตน์ เ้ี ปน็ กจิ วตั รทสี่ ำ� คญั หลวงพอ่ ทา่ นใหเ้ อาใจใสไ่ มใ่ หข้ าดประชมุ
พอระฆงั ดงั ขน้ึ ใหร้ บี ไปกอ่ นเคาะระฆงั เสรจ็ ถา้ ไปถงึ ขณะทเี่ พอื่ นกำ� ลงั นงั่ ทำ� สมาธอิ ยู่
ใหร้ ะวงั อยา่ ใหม้ เี สยี งสวบๆ สาบๆ ของทอี่ ยใู่ นยา่ มเชน่ แกว้ นำ�้ ชอ้ น มดี เวลาสะพาย
172
เขา้ ไปในศาลาใหเ้ อาผา้ เชด็ หนา้ พนั ไว้ อยา่ ใหม้ เี สยี งดงั กอ๊ กแกก๊ ถา้ ไมร่ ะวงั หลวงพอ่
ท่านจะดุเอา ท่านว่ามันเป็นเปรตแล้วหลอกเพื่อนทั้งกลางคืนทั้งตอนเช้า เวลาเดิน
เข้าศาลาตอ้ งเงยี บและเบาจนกระท่งั เพอื่ นทน่ี ง่ั อยกู่ ่อนไมร่ วู้ า่ เราเข้าไป หลวงพ่อทา่ น
สอนเรื่องการปฏบิ ตั ิอยูเ่ สมอวา่ ให้ตน่ื ตัวให้วอ่ งไวไม่ใหเ้ ฉอื่ ยชา ไม่ใช่วา่ ไดย้ นิ เสียง
ระฆงั ดังแล้วกน็ อนเลยไปจนถึงตี ๔ ตี ๕ ข้อนี้ทา่ นต�ำหนมิ ากจรงิ ๆ บางองคก์ ลบั มา
จากบณิ ฑบาตแลว้ จงึ ไปเอากานำ�้ เชงิ บาตรทกี่ ฏุ ขิ องตน ถา้ ทา่ นเหน็ จะถกู ดใุ หญท่ นั ทวี า่
ขเ้ี หรม่ าก เหลวเละเฉอ่ื ยชามาก ไมไ่ ดค้ วามเลย ขนาดทำ� วตั รกไ็ มม่ ากบั เพอ่ื น แลว้ จะ
ได้เดนิ จงกรม นัง่ สมาธิภาวนาหรอื อยา่ งน้ี กลางคนื เอาแต่นอน หลวงพอ่ ทา่ นต�ำหนิ
มากทเี ดียว พระเณรก็พยายามระวังกัน
ท�ำวัตรสวดมนต์แล้วพระภิกษุสามเณรก็น่ังสมาธิ จนกระทั่งได้เวลาประมาณ
ตี ๕ ไหว้พระแล้วร่วมกันท�ำความสะอาดหอฉัน จัดอาสนะฉัน เตรียมตัวออก
บณิ ฑบาต โดยทพี่ ระผมู้ พี รรษานอ้ ยหรอื สามเณร คอยชว่ ยครบู าอาจารยค์ รองผา้ เพอ่ื
ออกบณิ ฑบาต คอื ห่มจีวร ห่มซ้อนดว้ ยสงั ฆาฏิ และกลัดรังดุมใหเ้ รียบร้อย จากน้ัน
นำ� บาตรของทา่ นออกไปรออยทู่ ท่ี างเขา้ หมบู่ า้ น เมอ่ื จะเขา้ บณิ ฑบาตในหมบู่ า้ นจงึ คอ่ ย
ส่งบาตรให้ท่านด้วยความเคารพ เสร็จจากการบิณฑบาตก็เข้าไปขอโอกาสรับบาตร
จากทา่ น แลว้ รบี กลบั วดั โดยไมช่ กั ชา้ เพอื่ เตรยี มถวายการลา้ งเทา้ เชด็ เทา้ และพบั ผา้
สงั ฆาฏใิ หท้ า่ น ถา้ จวี รมเี หงอื่ มากกน็ ำ� ออกไปตากใหแ้ หง้ จากนนั้ กค็ อยรบั ประเคนบาตร
จากผ้าขาวหรือสามเณร แล้วถ่ายเอาข้าวและอาหารที่บิณฑบาตได้ส่งไปโรงครัว
เพ่ือทางโรงครวั พจิ ารณาจัดน�ำมาถวายใหม่ รวมกับอาหารทท่ี ำ� เพม่ิ เติม”
เตือนดว้ ยเสียงกระแอม
กอ่ นถงึ เวลาฉนั พระภตั ตเุ ทศก์ คอื พระซง่ึ ทำ� หนา้ ทแ่ี จกอาหารกจ็ ะมาตกั อาหาร
ทุกชนิดท้ังคาวหวาน ใส่ลงในบาตรของแต่ละรูป เม่ือได้ยินสัญญาณระฆังจาก
หลวงพอ่ แล้วจงึ เรมิ่ ฉนั พระอาจารย์สพุ รได้เลา่ บรรยากาศในโรงฉนั สมัยนนั้ ให้ฟงั วา่
173
“เมอื่ พระเณรเขา้ มาในโรงฉนั แลว้ จะไมไ่ ดย้ นิ เสยี งพดู คยุ กนั เลย ถา้ ใครพดู คยุ
สง่ เสยี งทา่ นจะเตอื น เวลาเตอื นทา่ นไมพ่ ดู ใชก้ ารกระแอมแทน เสยี งกระแอมของทา่ น
มีอ�ำนาจมากเหมือนเสียงเสือร้อง พระเณรกลัวมาก เวลารับนิมนต์ไปฉันนอกวัดก็
เหมือนกนั
ถา้ เหน็ ความไมเ่ รยี บรอ้ ยทา่ นจะกระแอมทนั ที ถา้ ทา่ นไมถ่ ามอะไรขน้ึ มาแลว้ จะ
ไม่มกี ารพูดคุยกันเลย มีบ้างนานๆ สักครง้ั หน่ึง บางองคเ์ ผอเรอพดู เสียงดงั ออกมา
ท่านได้ยินแลว้ จะดทุ ันที เวน้ แตเ่ ป็นพระอาคันตกุ ะหลวงพอ่ จะไม่ดุ แตถ่ ้าเขาไปแลว้
หลวงพ่อก็จะหยิบยกข้ึนมาชี้ให้พระเณรดูเป็นตัวอย่างว่า พระท่ีไม่ได้รับการอบรม
สงั่ สอน ไมไ่ ดผ้ า่ นการประพฤตปิ ฏบิ ตั มิ ามลี กั ษณะเปน็ อยา่ งน้ี เมอ่ื ถงึ เวลาฉนั แมก้ าร
เคี้ยวก็ต้องคอยระวัง ไมใ่ ห้มเี สยี งจบู๊ ๆ จ๊าบๆ เสยี งช้อนกระทบกบั บาตรกไ็ มใ่ ห้มี
จะเก็บกระโถน เก็บกาน�ำ้ ก็ต้องระวงั ไมใ่ หม้ ีเสยี งกระทบกนั
เวลาฉนั ทา่ นยงั สอนใหร้ ปู้ ระมาณในการบรโิ ภคอาหาร กะวา่ ยงั เหลอื อกี ประมาณ
๓ ค�ำจะอมิ่ ใหห้ ยุด แลว้ ฉันนำ�้ ตามลงไปจะพอดี ถ้าอมิ่ มากจะเกิดความง่วงซมึ เซา
พาให้ข้เี กยี จทำ� ความเพียร กจ็ รงิ ของทา่ น ถ้าอ่ิมมากแล้วอืดอาด ข้เี กยี จเดนิ จงกรม
บางทีกลับยังไมถ่ งึ กุฏิก็อยากจะนอนแล้ว มันจะลม้ ต้ังแตน่ ัง่ อยู่ในหอฉันด้วยซำ้�
ถงึ เวลาอนั ควร พระอปุ ฏั ฐากจะหยดุ ฉัน เพ่ือรีบถวายไม้สฟี ัน และช่วยลา้ งมอื
พระเถระ นำ� บาตร แก้วน�้ำ กระโถนของท่านมาดว้ ย เพื่อเตรียมไปลา้ ง เมอ่ื ได้ยนิ
สัญญาณระฆงั อีกครง้ั จึงกราบพระพรอ้ มกนั จากน้นั กอ็ อกไปล้างบาตร เช็ดให้แหง้
ผงึ่ แดดสกั ครจู่ งึ ใสถ่ ลก เมอื่ เรยี บรอ้ ยแลว้ กเ็ ขา้ มารวมพรอ้ มกนั ในหอฉนั อกี ครงั้ หนงึ่
เพอื่ รบั ฟงั โอวาท หรอื การมอบหมายภารกจิ ทจ่ี ะตอ้ งทำ� ในวนั นนั้ จากนนั้ กแ็ ยกยา้ ยกนั
กลับกุฏิ กลับไปถงึ กุฏิ ใหเ้ กบ็ บรขิ ารและตากผ้า แลว้ หลวงพอ่ จะสัง่ ว่า “เดินจงกรม
อยา่ ไปนอนละ่ ”
174
กิจวัตรตอนบ่าย
ครั้นถึงเวลาบ่าย ๓ โมง พระภิกษุสามเณรออกท�ำความสะอาดบริเวณวัด
ปัดกวาดเช็ดถศู าลา หอฉัน โบสถ์ บางวันหลวงพ่อพาพระเณรทำ� งานก่อสรา้ ง หรอื
ซอ่ มแซมบรู ณะเสนาสนะ แต่โดยปกติงานหลกั คือ การตักนำ้� หามน�้ำ และการกวาด
ลานวัด
“ปฏิบัติท�ำความเพียรต่างพร้อมเพรียงกัน กิจวัตรตักน้�ำหามน้�ำก็รีบช่วยกัน
แลว้ การกวาดตาดน่ี ไมก้ วาดตอ้ งหาใครหามนั เตรียมไวข้ องใครของมนั มดั ให้ดี
เกบ็ ไวท้ ก่ี ฏุ ใิ ครกฏุ มิ นั รกั ษาเอาไว้ พอตรี ะฆงั ปบุ๊ วนั นกี้ วาดตาดกนั นะ เทา่ นน้ั แหละ
มไี มก้ วาดตดิ มอื มา ไมก้ วาดนที่ า่ นจะมดั ใหด้ ี และเกบ็ ไวท้ ก่ี ฏุ อิ ยา่ งเรยี บรอ้ ย เกบ็ รกั ษา
อยา่ งดีไม่ให้เปยี กฝน”
งานอย่างนห้ี าได้ทีไ่ หน
พระอาจารยร์ ปู หนงึ่ ได้เลา่ ถงึ ค�ำสอนของหลวงพอ่ เรอ่ื งกิจวตั รประจ�ำวันให้ฟัง
เพิ่มเตมิ ดังนี้
“ถงึ เวลาบา่ ย ๓ โมงก็เคาะระฆัง รว่ มกันทำ� กจิ วตั ร ตักนำ�้ ใสต่ มุ่ ทงั้ น�ำ้ ใช้นำ�้ ฉนั
ตกั ใสห่ อ้ งนำ�้ หอ้ งสว้ ม ทกี่ ฏุ หิ ลวงพอ่ แลว้ กต็ ามกฏุ พิ ระเณร ตกั ใสต่ มุ่ ไวล้ า้ งบาตรบา้ ง
ตักใส่ห้องน้�ำห้องส้วมที่โยมใช้บ้าง ทั้งยังต้องคอยดูแลรักษาความสะอาดด้วย
นอกจากน้ีกม็ กี ารปดั กวาดเชด็ ถศู าลาโรงธรรม หอฉนั อีกด้วย หลวงพ่อทา่ นสอนวา่
ให้ท�ำไปเถิด นี่เป็นกิจท่ีเราพึงกระท�ำ งานเช่นนี้หาท�ำยาก เราจะไปหาท�ำที่ไหนคง
ไมค่ อ่ ยจะมี ทา่ นจะไปรงั เกยี จทำ� ไมกบั แคง่ านลา้ งสว้ มนี่ ถา้ โยมเขาไมท่ ำ� ความสะอาด
ก็ต้องเป็นหน้าท่ีพระเณรเราที่อยู่ท่ีนี่แหละ จะต้องเป็นผู้ดูแลรักษา โยมเขามาใช้
เดี๋ยวเดียวเขาก็กลับ มันเป็นงานที่หายากมากนะ อีกท้ังเราจะได้ปฏิบัติธรรมด้วย
ไดฝ้ ึกหัดฝกึ ฝืนทำ� ในส่งิ ทเ่ี ราไม่ชอบ เป็นการขัดเกลากเิ ลสออกจากใจของเรา”
175
โยมเขามองอยู่
วันหนึง่ หลวงพ่อไดอ้ บรมศิษย์ว่า
“ท�ำการท�ำงาน ท�ำกิจวัตร อย่าไปมีช้ันมีเชิง มีไหวมีพริบ ตัวไม่ได้ท�ำมาก
มนั ดี อยา่ ไปคดิ อยา่ งนน้ั อนั นนั้ แหละกเิ ลสละ จติ ใจพระเณรไมค่ วรจะเปน็ อยา่ งนนั้
ถา้ เปน็ อยา่ งนน้ั กค็ วรแกม้ นั ใหร้ จู้ กั มนั ใหท้ นั จติ ของเรา มนั จงึ จะไมเ่ กดิ โทษ เราอยไู่ ป
จึงจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาท้ังภายนอกภายในดูให้มันคุ้ม ญาติโยมเขา
กจ็ ะเพง่ พระเพง่ เจา้ สารพดั อยา่ งทกุ วนั นใี้ หท้ กุ คนพากนั ดู ไมเ่ ชน่ นนั้ มนั จะพากนั เปน็
ไปหมดทกุ อยา่ งถ้าเราไมช่ ่วยกัน
เร่ืองกิจส่วนรวมคือเรื่องกิจวัตรโดยตรงของเรา ถ้าไปท�ำอะไรส่วนตัวแล้ว
อย่าให้มันมาขัดกิจวัตรเรา ให้หาเวลา ถึงเวลาตีระฆังท�ำกิจวัตรแล้วให้มาแสดง
ความสามัคคี กายสามัคคีกันอยู่ในที่นี้ ให้เห็น ให้รู้จัก ธรรมดาผู้เป็นผู้ใหญ่ให้
ชว่ ยกนั ดู ถา้ ผใู้ หญป่ ลอ่ ย มนั กป็ ลอ่ ยเทา่ นนั้ แหละ เดก็ นอ้ ยมนั จะรเู้ รอ่ื งอะไร พวกนี้
จะเอาใครเปน็ ตวั อยา่ งไดล้ ะ่ มนั ยงิ่ ขเ้ี กยี จมนั ยง่ิ ขค้ี รา้ นถา้ ตอ้ งทำ� แลว้ ไมไ่ ดท้ ำ� การทำ�
กจิ วตั รนเี้ ปน็ เรอ่ื งที่ส�ำคัญ”
หลังจากท�ำงานเสร็จแล้ว บางวันประมาณ ๕ โมงเย็น ก็มีน้�ำปานะให้ฉัน
ซ่ึงอาจมีสมอหรอื มะขามปอ้ มด้วยเป็นบางครั้ง เพ่อื ช่วยแก้อาการทอ้ งผกู หลวงพ่อ
เคยเตอื นพระเณรเรอื่ งการฉันยาชนิดตา่ งๆ ว่า ตอ้ งรู้จักเวลา
“ถา้ จะฉันสมอมะขามปอ้ มกอ็ ย่าไปฉนั ท่กี ฏุ ิ ใหน้ �ำมาฉันที่เดียวกนั มารวมกัน
ต้มน้�ำร้อนแลว้ กใ็ ห้มาฉนั รวมกันที่ศาลาน่ี ถ้ามีญาตโิ ยมพ่อแมข่ องพระเณรองคไ์ หน
มาเย่ียม เอาอาหารของขบฉนั มาถวาย เอายามาถวาย เอามาเข้าโรงครัวนี่ รวมเลย
ฉันด้วยกันท้ังหมดเลย ฉันให้เป็นกาลเป็นเวลา ไม่ใช่ว่าจะไปชวนกันฉันอยู่ที่กุฏิ
หลังโน้น ไปฉันท่ีกฏุ ิหลงั นี้ รวมเป็นกลมุ่ เป็นกอ้ นคยุ กัน มนี ้ำ� ออ้ ยน�้ำตาล จะนำ� มา
ฉนั เปน็ กล่มุ เปน็ กอ้ นไม่ได้ มันไม่ไดอ้ ยา่ งน้นั ไมใ่ ชว่ า่ หวงแหนขเ้ี หนยี วหรือไมอ่ ยาก
176
ใหฉ้ นั หรอกนะ แตพ่ วกเรานะ่ ยงั ไมร่ เู้ รอ่ื งอะไรนน่ั สมอกฉ็ นั นำ�้ ออ้ ยกฉ็ นั นำ้� ตาลกฉ็ นั
ฉนั ไปฉนั มา กเ็ ลยคยุ กนั ไปปรมั ปราเตลดิ เปดิ เปงิ ไปทวั่ โลก คยุ กนั ไปหาเรอื่ งโลกโลกา
ชวนกันสึกไปท�ำอย่างนั้น สึกไปท�ำอย่างน้ี เสียงดังเอิกเกริกเฮฮาจนลืมหน้าที่ของ
ตวั เอง โอย๊ ! มนั ร้ายเหลือเกิน มันออกนอกลู่นอกทางเกนิ ขอบเขตไปแล้ว จะกลับ
มาปฏิบัติเอาก็ไม่ทันแล้วคราวน้ี ฉันพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน มันเป็นระเบียบดี
ฉันแลว้ กเ็ ลกิ ชว่ ยกันเก็บ มนั เป็นกิจลักษณะถ้าท�ำอย่างนัน้ ”
ท�ำวตั รเย็น
เม่ือเสร็จจากฉันน้�ำปานะแล้ว พระภิกษุสามเณรแยกย้ายกันไปสรงน้�ำ และ
เตรียมตวั ไปประชุมทำ� วัตรสวดมนตเ์ ยน็ น่ังสมาธแิ ละฟงั เทศน์ ซ่ึงในสมัยแรกของ
วัดหนองป่าพง หลวงพ่อเทศน์บ่อยเกือบทุกวัน แต่ในสมัยต่อมาเนื่องจากสุขภาพ
ไม่อำ� นวย ท่านเทศนน์ ้อยลง การสวดมนต์ก็สวดค�ำแปลด้วย บททส่ี วดประจำ� คือ
บททำ� วตั รเชา้ ท�ำวตั รเยน็ บทแผ่เมตตา บทอิมนิ า ปญุ ญกมั เมนะ บทอาการ ๓๒
และอภณิ หปจั จเวกขณ์ บางวนั สวดบทยาว เชน่ ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร อรยิ มรรค ๘
หรอื ปฏิจจสมุปบาท
พระอาจารยส์ ุขชัยเลา่ วา่ “บทสวดพวกน้ีหลวงพ่อท่านยำ้� จรงิ ๆ เพราะตอ้ งการ
ให้เราเอาไปภาวนา ตอนกลางคืนก็จะมีการอบรมพระเณร ดแู ล้วรู้สึกว่าทา่ นมีความ
กระตือรอื ร้นมาก อยากจะใหพ้ วกเราได้ดิบไดด้ จี ริงๆ สมมตุ วิ า่ เป็นเหล็กอยา่ งน้ที ่าน
ก็จะใช้ทั่งตีให้แผ่ออก ถ้าเป็นไม้ท่านก็จะถากออกให้ได้ขนาดเสียก่อนถึงจะเล่ือย
ทา่ นเอาใจใสจ่ รงิ ๆ คนทที่ นไม่ได้กห็ นีไป ท่านจะไม่ตามใจใคร เพราะทา่ นตอ้ งการ
ฝึกใหด้ ีจรงิ ๆ
ส�ำหรับตอนกลางวันท่านก็ไม่ให้เอาหนังสืออื่นมาดู หนังสือพิมพ์ก็ไม่ให้ดู
ท่านใหท้ ่องเฉพาะทีก่ ำ� หนด ทอ่ งได้แล้วกเ็ อาไปเจริญภาวนา เดนิ จงกรม นง่ั สมาธิ
ไม่ให้คลกุ คลีกัน คุยกันเอกิ เกรกิ เฮฮา”
177
เลกิ ประชมุ ประมาณ ๓ หรอื ๔ ทมุ่ บางทกี ็ ๕ ทมุ่ พระเณรกลับกุฏทิ �ำ
ความเพียรต่อ หลวงพ่อสอนว่า ไม่ควรนอนก่อน ๕ ทุ่ม ทุกวันพระก็สมาทาน
เนสชั ชกิ วตั ร คือไม่นอนตลอดทง้ั คืน โดยร่วมกนั ท�ำความเพียรท่ีศาลาไปจนถึงตี ๓
จากน้นั จึงทำ� วตั รเชา้ ต่อไปเลย มชี าวบา้ นอุบาสกอุบาสกิ ารักษาศีล ๘ รว่ มภาวนา
อยู่ดว้ ย
ไมย่ อมยก (เว้น) วตั ร
พระครูบรรพตฯ ได้เล่าให้ฟังถึงสมัยท่ีบรรดาลูกศิษย์ขอยกวัตรให้หลวงพ่อ
แตท่ า่ นไมต่ กลง “การทำ� กจิ วตั รตา่ งๆ เชน่ การหามนำ้� ตกั นำ้� ทา่ นชว่ ยทำ� หมดทกุ อยา่ ง
ถึงจะบอกให้ท่านเลิกท�ำโดยลูกศิษย์จะขอยกวัตรให้เพราะสงสารท่าน จะช่วยท่าน
แตท่ า่ นก็ไม่ยอม ไดม้ กี ารประชุมสงฆ์เพอื่ ขอยกวัตรให้ทา่ น โดยพวกกระผมท�ำเอง
ให้หลวงพ่อท�ำงานเบาๆ ท่านก็บอก ไม่เป็นไร ผมยังหนุ่มยังแน่น ยังพอท�ำได้
ท�ำอย่างน้ีแหละ ยังไม่ถึงกาลถึงเวลาอย่างนั้นหรอก เอาไว้ก่อน ไม่ต้องห่วงผม
ทา่ นให้โอวาทอยา่ งน้ี ท่านก็ทำ� ของทา่ นไปเสมอต้นเสมอปลาย”
พระอาจารยส์ เุ มโธผเู้ ปน็ ลกู ศษิ ยช์ าวตา่ งชาตคิ นแรก เมอ่ื ครงั้ มาอยใู่ นสำ� นกั วดั
หนองป่าพงใหมๆ่ หลวงพอ่ กไ็ ดต้ ้ังข้อแมเ้ อาไว้อยา่ งแข็งขันว่า จะไม่มกี ารลดหย่อน
ขอ้ วัตรให้ ทา่ นตอ้ งปฏิบตั ติ ามหม่คู ณะทกุ อยา่ ง”
“ผมเคยเลา่ ใหฟ้ งั อยเู่ รอื่ ยๆ ในสมยั นน้ั พระสเุ มโธมา ชาวฝรง่ั มา เรากไ็ มเ่ คยเหน็
ไม่เคยร้จู ักทา่ น ไดย้ ินแต่ว่าบา้ นเมอื งท่าน แหม! มนั ช่างสนุกสนานเหลือเกนิ แตเ่ รา
ก็ไม่เคยเห็น เรานึกไป บัดน้ีเขาได้มาอาศัยเราอยู่ด้วยกัน ผมรู้สึกชักจะไม่สบาย
ขน้ึ แลว้ กลวั นะ กลวั ทำ� ไม เพราะทา่ นเคยสะดวกสบายมากอ่ น จะมาทนลำ� บากลำ� บน
อยา่ งง้ไี ดอ้ ยา่ งไร ท่านตอบวา่ อย่ไู ด้ ผมจงึ ตง้ั เงอื่ นไขวา่ ผมจะไม่บ�ำรุงท่าน อยบู่ า้ น
ท่านเคยกินขนมนมเนยสมบูรณ์ มาอยู่ในป่าผมจะไม่บ�ำรุงท่านถึงขนาดน้ัน ท�ำไม
เพราะผมออกจากบ้านมาแลว้ จวี รบิณฑบาต เสนาสนะน้ัน อาศยั คนอน่ื เขาทงั้ นนั้
เขาใหอ้ ยา่ งไรกใ็ หเ้ ปน็ ไปตามเรอื่ ง ตวั ผมเองยงั ไมไ่ ดต้ ามปรารถนาเลย อยา่ งงนั้ ผมจงึ
178
ไม่บ�ำรงุ ทา่ น จะมาอยูด่ ว้ ยกนั ก็ได้ ล�ำบากสกั หน่อย แตผ่ มจะไม่บำ� รงุ ทา่ น ท�ำไม
กลัวท่านจะโง่ เข้ามาในเมืองไทยน่ีท�ำไม ก็ท่านมาศึกษาพุทธศาสนา มาศึกษา
วัฒนธรรมของไทย อย่เู มืองไทย เขาอยอู่ ย่างไร เขากินอย่างไร เขาท�ำอะไรอย่างไร
ท่านก็ควรจะต้องรู้จัก ถ้าผมไปบ�ำรุงบ�ำเรอท่านทุกอย่าง ท่านก็จะโง่เท่านั้นแหละ
จะฉนั แตข่ นมปงั อยเู่ รอ่ื ย ทา่ นจะมดี อี ะไรไหม บา้ นเมอื งไทยเขาปฏบิ ตั ติ วั กนั อยา่ งไร
ไม่รู้เร่ือง เปน็ เหตใุ หท้ า่ นโง่อยา่ งน้ี ตกลงก็อยกู่ ันไป ทา่ นก็ลำ� บากเหมือนกันนะ”
ไม้สฟี นั
ไมส้ ฟี นั ทำ� จากไมท้ มี่ คี ณุ สมบตั เิ ปน็ ยา เชน่ ไมโ้ กทา สมดั ดคี น ขอ่ ย ฯลฯ
ใช้สำ� หรบั ช�ำระฟนั ลนิ้ ปากให้สะอาดปราศจากกล่นิ และเศษอาหาร รวมทง้ั ชว่ ย
ให้ฟันแข็งแรง ลิน้ รบั รสไดด้ ี และขจัดเสมหะ หลวงพ่อให้พระเณรฝกึ ทำ� ไมส้ ฟี ัน
เพ่อื เป็นเครื่องสักการบชู าครบู าอาจารย์ ในวาระสำ� คญั เชน่ การขอนิสยั
ไมส้ ฟี นั เปน็ เครอื่ งแสดงถงึ ความเคารพบชู าของศษิ ยต์ อ่ ครอู าจารย์ จงึ ตอ้ ง
ทำ� อยา่ งประณตี ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ความพากเพยี ร ความอดทน และใชเ้ วลาพอสมควร
วธิ ีท�ำโดยสังเขป คอื ตดั ไมเ้ ป็นท่อนยาว ๔-๕ น้วิ ผึง่ แดดพอหมาดๆ
ถา้ แดดจัดผ่งึ ๒-๓ ชั่วโมง หากตากแดดแห้งเกนิ ไป เมื่อทุบไม้จะแตก
การทุบใชไ้ มใ้ หญๆ่ ทุบทีป่ ลายให้แตกเป็นฝอยยาวสุดเลบ็ มือ ถ้าทุบชา้ ๆ
ไม้จะแตกเป็นฝอยและนุ่มละเอียดกว่าการทุบเร็วๆ
สางฝอยดว้ ยเขม็ ใหเ้ รยี บรอ้ ย แลว้ ใชม้ ดี ตอกเหลาดา้ มใหเ้ รยี บสวย เอาฝอย
ทเ่ี หลาออกจากดา้ มมาขดั ไมส้ ฟี นั ใหข้ น้ึ เงา นำ� ไปตากแดดใหแ้ หง้ สนทิ แลว้ เกบ็ ใสถ่ งุ
พลาสตกิ ปอ้ งกนั ความชน้ื (ปลายดา้ นทท่ี บุ แตกเปน็ ฝอย ใชส้ ำ� หรบั ถฟู นั หรอื เคย้ี ว
ปลายด้านท่ีเหลาให้แหลมใช้แคะเศษอาหารท่ีติดตามไรฟัน ส่วนกลางของไม้ใช้
สำ� หรบั ขูดลนิ้ )
179
โอวาท – หลังอโุ บสถ
การประชมุ ลงอโุ บสถทกุ กงึ่ เดอื นเปน็ สงั ฆกรรมทสี่ ำ� คญั เปน็ วนั ทพี่ ระมารวมกนั
เพอื่ ตรวจทานศลี ของตน หากเกดิ ความไมบ่ รสิ ทุ ธ์ิ ตอ้ งแกไ้ ขดว้ ยการแสดงอาบตั ิ เปน็ ตน้
หลวงพอ่ จะใช้โอกาสน้อี บรมพระเณร โดยเน้นหนกั ในเรื่องศีลและข้อวัตร
วนั นเี้ ปน็ วนั อโุ บสถ มพี ระภกิ ษสุ ามเณรมารว่ มกนั อนั นเ้ี ปน็ กจิ ของสมณะทค่ี วรทำ�
พระบรมศาสดาท่านก็บัญญัติไว้ว่าให้หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ การประชุมกัน
เนอื งนติ ยก์ บั การคลกุ คลหี มคู่ ณะนะ่ ตา่ งกนั การประชมุ ไมใ่ ชก่ ารคลกุ คลี การประชมุ กนั
ตามกาลตามสมยั ถกู ตอ้ งตามพระวนิ ยั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ของเราทา่ นสรรเสรญิ ถา้ หากวา่
พวกเราท้ังหลาย อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถ้าขาดการประชุมกันเนืองนิตย์
การประพฤติวตั รสมณะของพวกเราทงั้ หลาย มนั ก็ไมเ่ ป็นไปโดยชอบธรรม
ฉะนัน้ การประชุมกันตามกาลตามเวลา อย่าง ๑๔ คำ�่ ๑๕ ค่ำ� เป็นตน้ รว่ มลง
อุโบสถเพ่ือให้มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน และก็ตรวจดูสิกขาอันพวกเราทั้งหลาย
จะตอ้ งศกึ ษา มนั เปน็ หนา้ ทขี่ องพวกเราทงั้ หลายอยแู่ ลว้ สกิ ขาแปลวา่ การศกึ ษา ในทน่ี ี้
มีสกิ ขา ๓ อยา่ งคือ ศลี สิกขา สมาธสิ ิกขา ปญั ญาสิกขา สกิ ขาทงั้ ๓ ประการนี้
เป็นหลักเป็นแก่นให้พวกเราทั้งหลายได้ศึกษาเพ่ือความกลมเกลียวซึ่งกันและกัน
ดงั นน้ั จงึ ไมไ่ ดจ้ ดั เปน็ การคลกุ คลหี มคู่ ณะ แตเ่ ปน็ ธรรมเปน็ วนิ ยั เปน็ ธรรมะคำ� สง่ั สอน
ของพระพุทธเจ้า
การคลกุ คลหี มคู่ ณะคอื คยุ กนั เปน็ กลมุ่ เปน็ กอ้ น พดู เรอื่ งทไ่ี มไ่ ดเ้ ปน็ สารประโยชน์
เหมอื นกบั ชาวบ้านเขาพูดกัน พูดกนั เรือ่ งคา้ เรื่องขายเรอื่ งโลก อันใดทีม่ ันเกี่ยวขอ้ ง
กับทางโลก มกั เป็นเหตุใหภ้ กิ ษุสามเณรของเราเพลินไป หลงไปตามอารมณอ์ นั น้ัน
อยา่ งคฤหสั ถว์ สิ ยั เขาประชมุ กนั คลกุ คลกี นั และกม็ คี วามสนกุ สนาน ไมไ่ ดม้ คี วามสงั วร
สำ� รวม อนั นเี้ รยี กวา่ คลกุ คลดี ว้ ยหมคู่ ณะ ไมใ่ ชเ่ ปน็ ธรรมไมใ่ ชเ่ ปน็ วนิ ยั ของพระพทุ ธเจา้
ของเรา แตเ่ รอ่ื งการประชมุ กบั การคลกุ คลนี ้ี พวกเราไมไ่ ด้คิดแยกออกจากกนั
180
วนั นกี้ เ็ ปน็ วนั หนงึ่ ของการประชมุ ของพวกเราทง้ั หลาย พระภกิ ษแุ สดงปาฏโิ มกข์
จบแล้ว พวกสามเณรทั้งหลายก็มารวมกันเข้า เพื่อได้รับโอวาทตามกาลตามเวลาท่ี
พวกเราทงั้ หลายเคยทำ� มา การแสดงปาฏโิ มกขเ์ กย่ี วกบั เรอ่ื งศลี ของเจา้ ของน้ี เรอื่ งศลี
เรอ่ื งสกิ ขาบทของพวกเรานกี้ เ็ กย่ี วกบั การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ใหต้ รวจดศู ลี ความเรยี บรอ้ ย
ของกาย วาจาเป็นรากฐาน ศีลน้ีทำ� กายทำ� วาจาให้งาม แต่งกาย แต่งวาจาให้งาม
เปน็ กริ ยิ าภายนอก สว่ นธรรมแตง่ ใจใหง้ ามเปน็ กริ ยิ าภายใน ไมม่ ใี ครสามารถจะมอง
เหน็ ได้นอกจากเจา้ ของ
ธรรมเปน็ ของกวา้ งขวางเปน็ ของลกึ ลบั มนั เปน็ เรอ่ื งจติ ใจ สว่ นกายวาจาอนั เนอ่ื ง
กบั พระวนิ ยั สกิ ขาบทน้ี ถา้ ใครดกู ร็ จู้ กั ได้ กายไมส่ งั วร วาจาไมส่ งั วรสำ� รวม กเ็ ปน็ เหตุ
ใหจ้ รรยามารยาทของสมณะทงั้ หลายหมนู่ นั้ เหลา่ นนั้ คลาดไปจากสกิ ขา ไมไ่ ดส้ มบรู ณ์
ญาติโยมทง้ั หลายเขากเ็ หน็ ได้ ปราชญท์ ง้ั หลายเขากต็ เิ ตียนได้ ฉะน้นั ศีลก็คอื รกั ษา
จรรยาของสมณะ การพดู จาปราศรยั การกระทำ� ดว้ ยกายวาจามองเหน็ ได้ แกน่ ในทนี่ ้ี
จงึ เปน็ แกน่ ของกายของวาจา ใหเ้ หน็ ไดง้ า่ ยทสี่ ดุ จงึ เปน็ สภาวะอนั หนงึ่ ซง่ึ ทำ� กายใหง้ าม
ทำ� วาจาให้งาม
สว่ นธรรมแสดงถงึ ดา้ นจติ ใจ แตง่ ใจใหง้ ามในภายใน ซง่ึ เปน็ ตน้ รากเคา้ มลู ของ
กเิ ลสทงั้ หลายที่เกิดขน้ึ มาได้
ปญั ญาสกิ ขา ถา้ หากวา่ เราไมไ่ ดส้ งั วรสำ� รวมใหม้ ศี ลี เกดิ ขน้ึ มา สมาธคิ อื ความตงั้ ใจ
มน่ั ในขอ้ วตั รทงั้ หลายนนั้ กห็ ายไป สว่ นปญั ญากย็ งิ่ ไมเ่ กดิ เมอื่ ปญั ญาไมเ่ กดิ ปญั ญาก็
ไม่สมบรู ณ์ ศลี กไ็ ม่เจรญิ ศลี ไม่เจริญสมาธิกไ็ ม่เจรญิ สมาธิไมเ่ จรญิ ปญั ญากไ็ มเ่ กิด
เมอ่ื ศลี สมาธิ ปญั ญาไมเ่ กดิ ไมเ่ ปน็ กเ็ รยี กวา่ พวกเราทง้ั หลายนน้ั ไมไ่ ดศ้ กึ ษาซง่ึ สกิ ขา
ทัง้ ๓ ประการน้ี
เมื่อข้อวัตรภายนอกเราเรียบร้อยดี เราพยายาม นี่แหละแสดงถึงด้านจิตใจ
ภายใน อยา่ ไปเข้าใจวา่ การเนสชั ชกิ การทำ� วตั รสวดมนต์ การประชมุ กนั นี้ เปน็ เร่อื ง
นิดหน่อย จริงอยู่ครับ ถ้าเราอยู่ผู้เดียวผู้เป็นแล้วผู้ฝึกแล้ว แต่อันนี้เพื่อหมู่คณะ
พระเล็กเณรน้อย เพื่อหมู่ที่ไม่ฉลาดให้ฉลาดขึ้นอย่างพระพุทธเจ้าหรือสาวกของ
181
พระพทุ ธเจา้ กเ็ หมอื นกนั กจิ ของทา่ นเสรจ็ แลว้ สน้ิ แลว้ ทา่ นกย็ งั ทำ� กจิ เพอ่ื ผอู้ นื่ อกี ตอ่ ไป
อ้ันนี้มันหย่อนนี่ครับ
การท�ำกิจก็ให้ช่วยกัน คนมีอายุพรรษาพอสมควรก็ดี ไม่ได้ท�ำเองก็ให้ดูแล
ให้ตรวจตรา ให้เอ้ือเฟื้อ การกวาดลานวัด การตักน�้ำ ทั้งหลายเหล่าน้ีให้เอ้ือเฟื้อ
การกราบการไหว้ กจิ เลก็ ๆ นอ้ ยๆ นี้ ใหพ้ ากนั สนใจในขอ้ วตั รของเจา้ ของ อยา่ ไปรบี
จะเปน็ พระเถระกนั ไวหลาย มนั จะเสอื่ มลงไวๆ นแี้ หละ เชน่ กระโถนนแี้ หละใหพ้ ยายาม
ที่สุดครับ ฉันแล้วจับไว้เลย ไม่ต้องไปเก่ียวกับผู้ใดให้ล�ำบาก กิจอันน้ีควรถือไว้
อยา่ เพ่งิ ให้ผูอ้ ืน่ อปุ ถัมภอ์ ปุ ฏั ฐากเราจนเราหลงงมงาย ถา้ คนอืน่ ลา้ งกระโถนนี้ มนั เท
มันล้าง มนั แตกมนั ร้าว มนั สารพัดอย่าง
แม้แต่การเทบาตรก็เหมือนกัน อย่าให้เด็กน้อยจับบาตรเราเท เราน่ังอยู่นั่น
อยา่ ใหพ้ ่อออกจบั เท ให้จับเทเอง ผมเคยบอกหลายครัง้ แลว้ ฉนั แล้วใหเ้ อากะละมัง
มาใหเ้ ท อย่าใหเ้ ด็กน้อยมาจบั เท พ่อขาวนอ้ ยมาจบั เท คนไม่ร้เู รื่องมาจับเท ให้ร้จู กั
รกั ษาบรขิ ารของเราเอง สิง่ ทั้งหลายเหล่านี้แหละมันหยอ่ นไปเรื่อยๆ
ประการทสี่ องพดู ถงึ การขบฉนั เรานนั้ ฉนั เสรจ็ แลว้ เลกิ พรอ้ มกนั ยกเวน้ ทจี่ ำ� เปน็
แตท่ จ่ี ำ� เปน็ หรอื ไมจ่ ำ� เปน็ เรากไ็ มร่ จู้ กั กนั พวกพอ่ ขาวเขาเหน็ พวกเกา่ รนุ่ เกา่ ทำ� กนั อยา่ งนน้ั
เขากท็ ำ� อยา่ งนน้ั อนั นใี้ หพ้ ากนั พจิ ารณา ทจี่ ำ� เปน็ นะ่ กลน้ั อจุ จาระ กลนั้ ปสั สาวะ หรอื
เปน็ โรคอะไรทจ่ี ะเป็นเหตใุ หเ้ ปน็ อันตรายน่นั แหละ
พวกเราทั้งหลายควรรักษาข้อวัตรไว้ เช่นมันร้อนธรรมดาหรือหนาวธรรมดา
เราน้ี อย่าคิดว่ามันเป็นอุปสรรค ไม่ควรให้มันเสียข้อวัตรของเราได้ ให้พากันจ�ำ
การปฏิบัตินี้ให้มองดูเจ้าของ อย่าไปมองข้างนอกให้มองดูข้างใน ข้อปฏิบัติเรามัน
หยอ่ นไหม สม�ำ่ เสมอไหม มันมีอะไรในใจของเรา ใหพ้ ากนั มองดูจิตของเจ้าของวา่
มันพน้ อันตรายแล้วหรอื ยงั หรอื มันยังอยู่ในระหวา่ งอันตราย
เพราะอะไรจงึ ใหม้ องดเู จา้ ของ เพราะเราปฏบิ ตั เิ พอ่ื มรรคผลนพิ พานเปน็ เปา้ หมาย
พวกเราท้ังหลายจึงสละการงาน ทง้ั ผ้เู ฒา่ ผู้หนุ่มก็มาอยทู่ น่ี ่ี ปฏบิ ตั ิแลว้ ต้องให้มนั ได้
182
มรรคไดผ้ ล ผปู้ ฏบิ ตั ไิ มไ่ ดม้ รรคไดผ้ ลนะ่ ผมวา่ ไมไ่ ดเ้ กดิ ประโยชนอ์ ะไร ใหเ้ ราพยายาม
ใหเ้ กิดผล ใหไ้ ด้มรรคใหไ้ ด้ผล ไม่ไดม้ รรคใหญก่ ไ็ ด้มรรคน้อย ไมไ่ ด้ผลใหญก่ ไ็ ด้
ผลนอ้ ย ใหม้ นั ไดแ้ ตอ่ ยา่ ถอย เพอ่ื ใหม้ นั คบื คลานตอ่ ไปอกี ไมใ่ ชว่ า่ เอาเทา่ นเ้ี พยี งแคน่ ี้
อย่าไปคดิ อย่างน้ัน
จะอยหู่ มพู่ วกมากๆ กอ็ ยา่ ทงิ้ เจา้ ของ ตอ้ งตง้ั ขอ้ วตั รของตวั เอง ใครจะซวนเซไป
ทางไหน เราไม่เซไปตาม ไม่ไดท้ ำ� ตามผู้ใด แม้หมจู่ ะเซไปไหนก็ไม่ไป หยาบชา้ ลามก
ขนาดไหนกไ็ มไ่ ปตาม ร่าเริงบนั เทงิ ไปทางไหนก็ไมต่ ามมนั ไป ถ้ามันไดม้ รรคถ้ามนั
ไดผ้ ลแล้วไมไ่ ดส้ งสยั หรอกทีนี้ เมอ่ื เราเข้ามาในกลมุ่ ใหญ่หม่ใู หญ่นแ่ี หละมันเอาตัว
ไม่ค่อยรอด อารมณ์มันหลาย คนท่ีไม่รู้จักตัวเองก็ปล่อยจิตไปทั่วสารทิศ เช่น
พระบวชใหมเ่ ปน็ ต้น ถา้ คลกุ คลีกันแล้วคุยกนั เปน็ เร่อื งโลก โลกามิสอันน้นั มนั ไมใ่ ช่
หนทางของสมณะ ใหเ้ ราตรวจดจู ติ ของเจ้าของ
วดั ปา่ พงเรา เขาสมมตุ วิ า่ เปน็ ศนู ยก์ ลางของสำ� นกั ปฏบิ ตั ิ แตล่ ะสาขานี่ แตล่ ะสาขา
จะตอ้ งมารวมกัน การประชุมกัน ก็ตอ้ งมารวมกนั ที่น่ี เพราะวา่ วดั ปา่ พงนไี้ ดป้ ลกู ฝงั
การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ ้นึ มา
ทนี สี้ าขาอน่ื บางทกี ส็ ง่ พระผฉู้ ลาดไปเปน็ หวั หนา้ และกส็ ง่ พระนวกะไปอาศยั อยู่
ถงึ คราวถงึ สมยั กก็ ลบั มาเยย่ี มครบู าอาจารยท์ ว่ี ดั หนองปา่ พงน้ี นเี่ ปน็ เหตุ ถา้ มาเยย่ี ม
วดั ปา่ พงน้หี มด ผปู้ ระพฤตปิ ฏิบตั ิแลว้ ไมค่ ่อยเอาใจใส่ในข้อวัตรปฏบิ ัติ กเ็ ปน็ เหตุ
ใหพ้ วกบรรพชติ เราทงั้ หลายเสียไปด้วยกัน ผทู้ ่ีมาดูกม็ าดูแต่ส่ิงทไ่ี มด่ ี สง่ิ ท่ดี ีน่ะไม่ดู
ถา้ คลกุ คลกี บั หมคู่ ณะแลว้ มกั ชอบพดู ชอบคยุ ชอบเลน่ กนั หลาย คอื ทำ� ใหม้ นั เสอื่ มนะ่
แหละ ท�ำใหม้ นั เจรญิ น่ะมีนอ้ ย บา้ งก็คลุกคลกี ันเป็นกลุ่มเปน็ กอ้ น บ้างกน็ ินทากัน
บ้างกส็ รรเสรญิ กัน แยกหมแู่ ยกพวกกันออกไปอย่างนน้ั
ฉะนั้นเมื่อเขาหิวหรือเขาเปน็ ผ้มู ศี รทั ธาอยู่ เขาออกมาจากวัดสาขาต่างๆ เขา้ มา
หาเรากใ็ ห้เขามาฝึก ฝึกมันกต็ ้องเข้ามาในกลมุ่ อย่างข้าราชการน่ะ ไดไ้ ปทำ� งานใน
ทั่วประเทศในแดนต่างๆ เม่ือตรงเข้ามาในกลุ่ม มีการงานอันละเอียดสุขุม ผู้ใหม่
183
ก็มองเห็นผู้เก่าอยู่เป็นอย่างไร ก็ควรให้เป็นแบบแผนของหมู่ของสงฆ์ของบรรพชิต
นีอ่ นั หนึ่ง
บางทา่ นบางองคใ์ นพรรษาหนง่ึ กเ็ ลยจะไมร่ จู้ กั กบั ผมนานๆ กไ็ มเ่ คยผา่ นไปใกล้
ไปหาเปน็ บางคร้ังบางคราว ถงึ แม้ว่าคนหลายก็พอมีโอกาสนี่ ถา้ อยู่เปน็ กลมุ่ อยา่ งน้ี
กม็ กั ไดย้ นิ วา่ อยากตม้ นำ�้ รอ้ น นำ�้ ชา นำ�้ ออ้ ย สบู บหุ รกี่ นั ไหม เรอื่ งทเ่ี ราไมไ่ ดส้ งั่ สอน
ให้ท�ำพากันไปหัดไปท�ำ นี่มันยังดีท่ีมีผู้เก่าเป็นหลักพอสมควร เป็นหูเป็นตาช่วย
ถ้าไม่มีผูเ้ กา่ เปน็ หลกั ชว่ ยอย่พู อสมควรแลว้ หมด!
เราจะเขา้ ใจวา่ เรามศี รทั ธาอยา่ งไร จะเขา้ ใจวา่ เราปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร มนั ตอ้ งดเู จา้ ของ
จึงจะร้จู กั มนั โกหกเจา้ ของไหม คนมันก็ไปรู้เรอื่ งแต่โกหกผ้อู น่ื ไปขโมยของผู้อื่น
เรอื่ งขโมยของเจา้ ของ เรอื่ งโกหกเจา้ ของไมร่ จู้ กั ตอ้ งใหค้ น้ ใหซ้ อกดคู วามไมด่ ไี มง่ าม
ในเจ้าของ จะตอ้ งปฏิบตั ิ เกดิ มาแลว้ จะตอ้ งปฏิบตั ิ ถา้ ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิอยูไ่ ม่ได้ พระเณร
เรานี่ ไมไ่ ดอ้ ะไรกใ็ หม้ นั ไดก้ จิ วตั รทค่ี รบู าอาจารยส์ ง่ั สอนไวใ้ หท้ ำ� ซงึ่ มนั ไมไ่ ดเ้ หลอื วสิ ยั
อะไร ใหช้ ว่ ยกัน
ผูม้ ีพรรษามากก็ท�ำงานไปอย่างหนึง่ ผมู้ ีพรรษาน้อยกท็ �ำงานไปอย่างหนงึ่ ผู้ท่ี
บวชใหมก่ ท็ ำ� งานไปอยา่ งหนงึ่ แตใ่ หด้ แู ลกนั ใหส้ งเคราะหก์ นั อนั ใดมนั จะโทรมลงไป
ผู้เกา่ เรากใ็ หท้ �ำเปน็ แบบแผนข้นึ มา ใหเ้ ด็กน้อยได้มองไดเ้ หน็ ผู้น้อยผ้หู นุ่มกด็ ูท่าน
ผู้บวชเข้ามาก่อนเป็นครูบาอาจารย์เรา มีหลายองค์อยู่นี่ตั้งแต่ ๕ พรรษาไปจนถึง
๑๐ พรรษา ผูใ้ หญต่ ้องดผู ูน้ ้อย ผนู้ อ้ ยกต็ อ้ งดูผู้ใหญ่จะตอ้ งปฏบิ ตั ิ
ความเสื่อมมันจะเกิดขึ้นมาเพราะการปฏิบัติน้อย หรือหยุดเลิกการปฏิบัติ
ถา้ ขาดการปฏบิ ตั นิ กี่ ไ็ มร่ จู้ ะเอาอะไร จะพาทำ� สมาธหิ รอื กน็ อ้ ยๆ อา่ นหนงั สอื ใหฟ้ งั หรอื
ก็ออกไปอย่ขู า้ งนอกโนน้ พานง่ั สมาธหิ รอื กอ็ อกไปข้างนอกโนน้ หลีกออกไปอย่โู นน้
ลบั ๆ รๆ่ี เปน็ โจรปลน้ พระศาสนาเฉยๆ ไมค่ อ่ ยเอาใจใส่ แลว้ เรามาบวชจะมาเอาอะไร
ก็ไมไ่ ด้คดิ ดู
184
การประพฤติอยา่ งสมณะ
กราบจนขนลุก
อาจถือได้ว่าการเป็นผู้มีปกติกราบไหว้ เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของส�ำนักวัด
หนองป่าพง หลวงพ่อสอนใหแ้ สดงความเคารพดว้ ยกิริยาท่ีน่มุ นวล เพอื่ เปน็ การลด
ทฏิ ฐมิ านะ และฝกึ ใหม้ สี ตริ อบคอบ ครบู าอาจารยม์ าจากตา่ งถน่ิ ตา่ งที่ ผเู้ ปน็ ประธานสงฆ์
ต้องนำ� พระลูกวัดกราบ เม่ือท่านจะลาจากไปก็กราบอีก ในระหว่างพระด้วยกันเอง
ถา้ มพี รรษาตา่ งกัน ๓ พรรษาขึ้นไป ผู้มีพรรษานอ้ ยกว่าเวลาจะพูดตอ้ งประนมมือ
ดว้ ยเสมอ อบุ าสกอบุ าสกิ ากเ็ ชน่ กนั เวลาสนทนากบั พระหรอื เวลาท่ีพระทา่ นเดินผ่าน
กต็ ้องแสดงออกซึ่งความเคารพโดยการคุกเขา่ ประนมมอื หลวงพ่ออบรมไวว้ า่
“ทกุ กลมุ่ ทกุ เหลา่ ถา้ ขาดความเคารพคารวะกนั แลว้ กไ็ มส่ ำ� เรจ็ ประโยชน์ จะเปน็
ฆราวาสก็ดี จะเปน็ บรรพชิตกด็ ี จะหาความม่นั คงไมไ่ ด้หากขาดความเคารพคารวะ”
นอกจากเปน็ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ระหวา่ งเพอ่ื นสหธรรมกิ แลว้ หลวงพอ่ สอนให้
ฝกึ กราบแมอ้ ยลู่ ำ� พงั แตผ่ เู้ ดยี ว คอื กอ่ นลงจากกฏุ แิ ละเมอ่ื กลบั ถงึ กฏุ ทิ กุ ครง้ั ตอ้ งกราบ
เม่ือเข้าศาลามาก็กราบ จะกลับออกไปก็กราบ ขึ้นเสนาสนะก็กราบก่อนแล้วจึงนั่ง
ก่อนจะลงก็กราบอีกคร้ังหน่ึง ซ่ึงทั้งนี้เป็นข้อวัตรที่หลวงพ่อได้มาจากหลวงปู่กินรี
ผทู้ ี่ไมเ่ ขา้ ใจอุบาย การกราบ นจี้ ะเห็นเปน็ เรอื่ งงมงาย เพราะแม้แตน่ ัง่ อยตู่ ามโคน
ตน้ ไม้กย็ งั ต้องกราบ แทท้ ่จี ริงการกราบบ่อยๆ อย่างนี้ เปน็ อบุ ายอย่างหนงึ่ ในการ
เจรญิ สติเฝา้ ดจู ติ หลวงพอ่ อธบิ ายว่า
“การกราบนี้เป็นส่ิงส�ำคัญมาก ถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของการปฏิบัติ แม้จะเป็น
กิริยาภายนอกก็ตาม การกราบนี้ต้องท�ำให้ถูกต้องพร้อมเพรียงกัน กราบแบบ
เบญจางคประดิษฐ์ อย่าให้หลงั โกง่ อย่ารีบเกนิ ไป คอ่ ยๆ ก้มลงตรงๆ ให้หนา้ ผาก
จรดพื้น วางศอกห่างจากเข่าประมาณสามนิ้ว กราบลงช้าๆ มีสติรู้อาการของกาย
การกราบชว่ ยแกค้ วามถอื ตวั ของเราไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ควรกราบบอ่ ยๆ เมอ่ื เรากราบ ๓ หน
185
เราควรตง้ั จติ ระลกึ ถงึ พระคณุ ของพระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ นนั่ คอื คณุ ลกั ษณะ
แห่งจิตอันบริสุทธ์ิเป็นประภัสสรและสงบ ดังนั้นเราจึงอาศัยกิริยาอาการภายนอกน้ี
ฝึกฝนตน กายและจิตจะประสานกลมกลนื กนั ผู้ทีเ่ ขา้ ถึงธรรมะได้อย่างแทจ้ ริงแลว้
ทา่ นจะอยเู่ หนอื กริ ยิ าอาการภายนอก ทกุ ๆ อยา่ งทท่ี า่ นทำ� จะมแี ตก่ ารออ่ นนอ้ มถอ่ มตน
เดนิ กถ็ ่อม ฉันกถ็ อ่ ม ถา่ ยกถ็ ่อม ทัง้ นก้ี เ็ พราะว่าทา่ นพ้นจากความเห็นแกต่ ัวเสียแลว้
และอย่าได้หลงผิดไปจับตาดูว่าผู้อื่นกราบอย่างไร ถ้าสามเณรน้อยดูไม่ใส่ใจ
พระผเู้ ฒา่ ดขู าดสติ กไ็ มใ่ ชเ่ รอ่ื งทเ่ี ราจะไปดว่ นตดั สนิ บางคนอาจจะสอนยาก บางคน
เรยี นไดเ้ รว็ บางคนเรยี นไดช้ า้ การพจิ ารณาตดั สนิ ผอู้ นื่ มแี ตจ่ ะเพม่ิ ความหยงิ่ ทะนงตน
จงเฝา้ ดตู วั เอง การกราบบอ่ ยๆ จะช่วยขจดั ความหย่ิงทะนงตนออกไปได้
ผมสอนสมัยก่อนน้ันได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น ครั้นจะออกจากกุฏิก็กราบ
กราบครง้ั หนง่ึ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ จรงิ ๆ กราบครงั้ ทส่ี องระลกึ ถงึ คณุ พระธรรมจรงิ ๆ
กราบครง้ั ทส่ี ามระลกึ ถงึ คณุ ของพระสงฆจ์ รงิ ๆ แลว้ กค็ อ่ ยกา้ วเดนิ ลงมา แตก่ อ่ นมกี าร
กวาดลานวดั มกี ารทำ� อะไรตา่ งๆ ถา้ หากวันไหนลมื กราบ มาถึงลานวัดแล้วกก็ ลบั ไป
กราบอีก ฝึกให้มันชินจนช�ำนาญ เมื่อเสรจ็ ธรุ ะแล้วกลับไปกุฏกิ ก็ ราบอกี จะนงั่ สมาธิ
กก็ ราบ จะลงจากกฏุ กิ ก็ ราบ กจิ วตั รอนั นี้ท�ำไมใ่ ห้มันขาด ทำ� ใหต้ อ่ เนอื่ งกนั นค่ี อื
ทำ� ใหม้ าก เจรญิ ใหม้ าก สะพายบาตรเขา้ ไปในปา่ วางบาตรวางกลดลงทโี่ คนไม้ อยทู่ ไ่ี หน
กราบเลย ไปอุจจาระปัสสาวะไปสรงน�้ำกลับมากราบอีก จนมันระลึกได้ทุกทีละน่ี
พอนง่ั ปบุ๊ กก็ ราบเลยแหละ จติ ใจมศี รทั ธา กราบลงไประลกึ คณุ พระครงั้ หนง่ึ จนขนพอง
สยองเกล้าขนลกุ ซู่ๆ เกดิ ปตี ”ิ
โทษอะไรกไ็ มร่ ้ายเทา่
การจบั กลมุ่ คลกุ คลพี ดู คุยกนั เปน็ สงิ่ ทหี่ ลวงพอ่ หา้ มนกั ห้ามหนา จนถงึ กบั ให้
คตเิ ตือนใจเอาไว้ ดงั ทเี่ คยกลา่ วแลว้ ว่า
“กินนอ้ ย นอนน้อย พูดนอ้ ย คอื นักปฏบิ ตั ิ
กินมาก นอนมาก พูดมาก คือคนโง่”
186
และในข้อกตกิ าสงฆ์ ทา่ นก็ได้วางบญั ญตั ิเอาไวว้ า่
“เมอื่ ฉันบิณฑบาต เกบ็ บาตร กวาดวัด ตักน้ำ� สรงน�ำ้ จัดโรงฉัน ย้อมผา้
ฟังเทศน์ เหล่านีห้ ้ามคุยกัน พึงตง้ั ใจทำ� กจิ นนั้ จรงิ ๆ”
“หา้ มคยุ กนั เปน็ กลมุ่ กอ้ นทงั้ กลางวนั และกลางคนื ในทที่ ว่ั ไปหรอื ในกฏุ ิ เวน้ แต่
มีเหตุจ�ำเป็น ถึงกระน้ันก็อย่าให้เป็นผู้คลุกคลีหรือเอิกเกริกเฮฮา ให้ท�ำตนเป็นผู้
มักนอ้ ยในการพดู กนิ นอน รา่ เริง จงเป็นผตู้ ืน่ อยู่ดว้ ยความเพยี ร”
ทงั้ นหี้ ลวงพอ่ ไดช้ แี้ จงแสดงโทษของการจบั กลมุ่ พดู คยุ กนั ไวว้ า่ มอี ยหู่ ลายสถาน
เปน็ ตน้ ว่า
“ไม่เห็นมีอะไรท่ีจะมีโทษร้ายแรงต่อการประพฤติปฏิบัติ เท่ากับการจับกลุ่ม
คลกุ คลพี ดู คยุ กนั เพราะพดู มากกจ็ ะมเี รอ่ื งมากตามมา มเี รอื่ งมากกจ็ ะทำ� ใหข้ ดั กนั มาก
และทำ� ให้แตกความสามคั คีในทส่ี ุด”
“โทษท้ังหลายที่ปฏิบัติในป่าน้ี ตามท่ีผมด�ำเนินมาแล้วน่ะ โทษอย่างอื่นก็
ไมร่ า้ ยแรงเหมอื นโทษทรี่ วมกลมุ่ กนั คยุ จบั กลมุ่ กนั คยุ โทษอนั นมี้ ากทสี่ ดุ แตว่ า่ พระเจา้
พระสงฆ์เรารกั ษายากท่ีสดุ แหละ ตรงนี้ มกั จะเสียตรงน้ี ผมวา่ มันไม่เกดิ ประโยชน์
อะไรจับกลุ่มกันคุยกันนี่ เสียการปฏิบัติ เสียการงานไม่สมควร แล้วก็เดือดร้อน
ไมเ่ คยดี อนั นท้ี ี่เคยเสยี มาแลว้ นะ เสยี ทต่ี รงนี้ และเมอ่ื เขา้ กลมุ่ แลว้ มนั จะพูดกนั แรง
พดู เรอ่ื งอะไรตอ่ อะไรกนั หวั เราะเยาะกนั สารพดั อยา่ งนะ่ แหละ ทป่ี ฏบิ ตั กิ อ็ ยตู่ รงนน้ั
ไม่ใช่อยูค่ นเดียว เมอ่ื เขา้ ในกลุ่มแลว้ พดู เรอ่ื งตลกคะนองหลายๆ อยา่ งนะ่ ใจมนั
ก็ฟงุ้ ข้ึนมา ไมฟ่ ังว่าเสียงดังขนาดไหน เพราะไมร่ ้เู รอื่ งเจ้าของ มนั เพลินนะ่ ตรงนน้ั
แหละตรงท่ีเราจะต้องมีสติ เราอยู่องค์เดียวไม่ต้องมีสติเท่าไหร่หรอก เม่ือเข้าอยู่
ในหมอู่ ยใู่ นฝูงแล้วจะต้องมสี ติใหม้ าก กลมุ่ พระ กลุม่ เณร กลุม่ ญาตโิ ยมทง้ั หลาย
กลุม่ หญงิ กล่มุ ชาย ตรงนนั้ ควรมีสติ ไม่หลงใหลไปตามอารมณ์น้นั ควรก�ำหนดเป็น
ระยะๆ ไป เป็นเวลาทีจ่ ะตอ้ งปฏบิ ัตใิ ห้ย่งิ ๆ”
187
อีกโอกาสหนึ่ง หลวงพ่อได้อธิบายภาวะจิตของผู้ปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมา
ท่อี ากัปกริ ยิ าภายนอกว่า
“การฝึกจิตหรือการภาวนาน้ี ถ้าจิตสงบแล้วเราจะออกจากเพ่ือน ไม่อยาก
คลุกคลี เพื่อนมาหาก็ร�ำคาญ คนที่จิตยังไม่สงบจะชอบอยู่กันหลายคน พูดมาก
ว่นุ วาย บางองค์จิตไม่อยูน่ กึ ถงึ องคน์ ้นั กไ็ ปหา นกึ ถงึ เร่ืองน้นั ก็ชวนคยุ เปน็ ไปตาม
ค�ำสั่งตามอาการของกิเลสตณั หา ทา่ นถึงวา่ พระอรหนั ตพ์ ระอรยิ เจ้า อยกู่ ันเปน็ หมื่น
หรือแสนองคก์ ็ไมม่ ีเสียง ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิจรงิ อยกู่ นั รอ้ ยสองร้อยก็ไมม่ เี สียงคยุ ”
ตอ้ งเซนเซอร์
วัดหนองป่าพงมีกฎห้ามรับแขกบนกุฏิ ห้ามทั้งบุรุษสตรีขึ้นไปคลุกคลีบนกุฏิ
เวน้ แตม่ เี หตจุ ำ� เปน็ เชน่ ภกิ ษอุ าพาธ เปน็ ตน้ ซงึ่ อนญุ าตใหผ้ ชู้ ายขน้ึ ได้ พระอาจารย์
จันดีได้กลา่ วถึงความสมั พันธ์กบั ฆราวาสวา่
“การติดต่อคลกุ คลีกบั ญาตโิ ยมมากนัน้ ท่านเคยย้�ำว่าเปน็ จดุ เสื่อม แตก่ ่อนนี้
นาคหรอื โยมทเี่ ขา้ มาฝกึ ปฏบิ ตั ิ ทา่ นไมใ่ หเ้ ขา้ ใกลเ้ ลย จะใหห้ ลกี ใหไ้ กลทสี่ ดุ ไมใ่ หไ้ ป
สงุ สิงดว้ ย รุน่ ผมน่ี ๒-๓ ปี ยงั ไมไ่ ด้พูดคยุ กับโยม บางทีพ่ีสาวมาเยี่ยมก็ไม่ค่อย
ไดพ้ ดู ดว้ ย เห็นหลวงพอ่ แลว้ กก็ ลวั ย่ิงจะลาไปเยย่ี มบ้านอยา่ งนี้ ท่านจะถามดุๆ ว่า
ไปทำ� ไม ต้องขเู่ อาไว้แบบทีไ่ มใ่ ห้เราอยากไปขออีก การไปขอแต่ละครั้งตอ้ งมเี หตผุ ล
จรงิ ๆ”
และหลวงพ่อได้กำ� ชบั เร่ืองนไี้ วว้ า่
“แลว้ กแ็ ขกท่จี ะมาเย่ียมเรา แมเ่ ราก็ตาม นอ้ งเราก็ตาม ถา้ มาเยี่ยมให้พบกนั
ที่โรงฉันนั่น พระเณรใครมาก็ช่างเถอะ ถามหาอาจารย์นั้นอยู่ไหม อยู่ไปไหนล่ะ?
ไปเยยี่ มให้ไปท่โี รงฉันโนน่ ไมใ่ หไ้ ปรับแขกทก่ี ฏุ ิ ทำ� ไมจงึ ห้ามเช่นนี้ ผหู้ ญงิ นะ่ เขา้ มา
หาเรา ใครจะร้จู กั ว่านอ้ งเรา ใครจะร้จู ักวา่ แมเ่ รา ใครจะรู้จกั วา่ เมียเราแฟนเราเข้ามา
ไปคยุ กนั อยใู่ นปา่ เขากว็ า่ พระเลน่ สาวเทา่ นน้ั แหละ มนั จะยากอะไร ถา้ ไมท่ ำ� เชน่ นมี้ นั
188
จะไม่รัดกุม อีกหนอ่ ยก็แฟนเขา้ มาหา ตดิ ต่อกนั เขา้ มาๆ แล้วกอ็ อกทางโน้น จะไป
ท�ำอะไรกันใครจะไปรู้ ใหพ้ ากนั รจู้ กั
แลว้ กจ็ ดหมายเขา้ มานะ่ หรอื ใครจะมจี ดหมายไปขา้ งนอก ใหเ้ อามาแจง้ อาจารยช์ ู
อาจารยเ์ ล่ยี มใหท้ ราบเสียกอ่ น เขียนวา่ อย่างไร เอามาอ่านให้ท่านฟัง เมือ่ จดหมาย
รับเข้ามากเ็ อามาใหท้ า่ นอ่านเสียกอ่ น มนั จดหมายอะไร เร่ืองอะไรน่ี ผสู้ าวมันเขียน
มาหารึ หรือผู้ใดเขียนมาหา เกิดประโยชน์อะไรไหม หรือมันติดต่อคอมมูนิสต์รึ
เอาคนปลอมปนเข้ามารึ หรืออย่างไร ให้มันสังเกตเหตุการณ์ได้ว่ามันจะเจริญหรือ
เสอื่ มอย่างนี้
ทุกคร้งั พอได้รบั จดหมายแล้ว รีบเอามาส่งอาจารยช์ ู อาจารยเ์ ลยี่ ม สง่ เลยอยา่
ไปฉีกจดหมายอ่านก่อน ได้รับจดหมายแล้วรีบเอามาให้ ให้รู้จักอย่างนี้ อันน้ี
มนั ปลอดภยั ดีทสี่ ุด ทน่ี ป่ี ฏบิ ัติมาอย่างน”ี้
ขอนสิ ัย ขอขมา
พระพทุ ธองค์ทรงบัญญัติให้พระภิกษุใหม่ (๑-๕ พรรษา) ตอ้ งถือนสิ ยั คือ
การอย่ภู ายใต้การปกครองควบคุมดูแลของพระอปุ ัชฌาย์หรอื อาจารย์ เพื่ออาศยั ให้
ท่านชว่ ยแนะน�ำส่ังสอน หลวงพ่อเห็นวา่ เปน็ วิธที ี่ดี ทส่ี ร้างความเคารพความผกู พัน
ฉันบตุ รกบั บดิ าระหว่างศิษย์และอาจารย์ และเปน็ ข้อย�้ำเตอื นไมใ่ ห้ภกิ ษทุ อ่ งเท่ียวไป
ตามอำ� เภอใจ โดยไมย่ ดึ ถอื ใครเปน็ อาจารย์ ปกตพิ ระภกิ ษสุ ามเณรขอนสิ ยั จากครบู า
อาจารย์เม่ือได้มาอยู่กับท่านใหม่ๆ และคณะสงฆ์ท้ังหมดต้องขอนิสัยจากเจ้าอาวาส
รว่ มกันในวนั เขา้ พรรษา และอกี โอกาสหนึ่งกค็ อื ในเมือ่ พระอาคนั ตกุ ะไดร้ บั อนุญาต
เขา้ หมู่สงฆ์แล้ว ในการขอนสิ ยั น้นั ผู้ขอถวายเครอ่ื งสักการะอนั ประกอบด้วยดอกไม้
ธปู เทยี น แลว้ กลา่ วคำ� ภาษาบาลเี รม่ิ ดว้ ย อาจรโิ ย เม ภนั เต โหหิ ซงึ่ เปน็ การแสดงตวั
วา่ พร้อมที่จะอย่ใู นโอวาทและรับฟงั ค�ำวา่ กลา่ วตักเตือนทุกประการ
ต่อไปน้ีเป็นโอวาทตอนหนึ่งของหลวงพอ่ ในโอกาสที่มกี ารขอนิสัย
189
“พวกท่านทั้งหลายก็เรียกว่าขอนิสัยแล้ว นิสัยก็รับแล้วเข้าใจกันคือขอพึ่ง
อย่างคล้ายๆ เรายังไม่มีที่อยู่หรือท่ีอยู่เราไม่พออย่างนี้ ความรู้เราก็ยังไม่พอไม่สม
เรากต็ อ้ งขออาศยั ผอู้ นื่ ขอคำ� แนะนำ� ขออะไรหลายๆ อยา่ ง เหมอื นกบั เราไปอาศยั เขา
พวกทา่ นทงั้ หลายกจ็ ะมหี นา้ ทที่ จ่ี ะตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม หรอื เอาไปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ด้วยความเคารพ
ในโอกาสอนั ใดทผ่ี มสอนทา่ น ในขณะไหนกต็ าม ใหท้ า่ นทง้ั หลายเขา้ ไปพจิ ารณา
อันนั้น เป็นหน้าท่ีของพวกท่านท้ังหลายจะปฏิบัติเอง หน้าท่ีของผมน้ี ก็จะเป็น
ผสู้ งเคราะหพ์ วกทา่ นทง้ั หลาย ทงั้ วตั ถทุ สี่ มควร ทง้ั ทางธรรมะ ทงั้ ขอ้ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
อะไรๆ ท้งั สิ้นเปน็ ต้น มันก็เปน็ หนา้ ท่ีของผมเสียแล้ว เพราะทา่ นมาอาศัยผม ผมก็
ตอ้ งอนุเคราะหพ์ วกทา่ นท้ังหลายเท่าท่ีควรพอสมควร
ดังนั้นต้ังแต่วันนี้ต่อไป จะได้มีความสัมพันธ์กันอย่างอาจารย์กับลูกศิษย์
อาจารยก์ บั อนั เตวาสกิ คอื เปน็ ลกู ศษิ ยข์ องอาจารยไ์ มใ่ ชอ่ ปุ ชั ฌาย์ และอาจารยก์ จ็ ะเปน็
ธรรมาจารย์ ดว้ ยนะ คอื ใหธ้ รรมะใหค้ วามคดิ ใหค้ วามเหน็ ใหค้ วามรู้ ใหค้ วามฉลาด
ทุกประการพอสมควร
อันนี้ผมก็ดีใจ จึงมิได้สงสัยโดยประการใด เพราะเห็นว่านิสัยก็ขอแล้ว
ทำ� อะไรแลว้ ดงั นน้ั พวกเราทงั้ หลายนน้ั ใหม้ คี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งครู อยา่ งอาจารยต์ อ่ ไป
อยา่ งพอ่ กบั ลกู มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร ถา้ เชน่ นกี้ เ็ ปน็ อนั เรยี กวา่ เปน็ ทไ่ี วว้ างใจกนั แลว้
พระพทุ ธองคท์ า่ นสอน พวกเราทง้ั หลายน้ี ถา้ ไดเ้ ขา้ ไปสำ� นกั ทไี่ หนอะไร ถา้ หากวา่
ทา่ ทพี อสมควรแล้ว วันหนึง่ สองวนั ก็ตาม เรามีโอกาส ผมมากราบเรียนทา่ นอาจารย์
ขออาศัยวนั สองวนั คืนสองคืน อะไรทง้ั หลายเหลา่ นี้ หรอื ขอนิสัยเลย
แลว้ ผมก็ขอปวารณาตวั ผมไว้ เม่อื ผมผิดพลาดประการใด ทางกาย ทางวาจา
อนั ใดนนั้ เมอ่ื เหน็ อะไรทอี่ ากปั กริ ยิ าไมด่ ี จรรยามารยาทไมเ่ หมาะสมนน้ั ผมขอปวารณา
ทา่ นอาจารยไ์ วห้ รอื คณะสงฆท์ งั้ หลาย ใหช้ ว่ ยตกั เตอื นผม ชว่ ยกรณุ าผม จะเปน็ พระคณุ
อยา่ งยิง่ และผมจะเอาไปพนิ ิจพจิ ารณาตามสมควร นี่เปน็ ความดีชอบยิ่งเหลือเกิน
190
ดงั นน้ั ถา้ หากวา่ ไมท่ ำ� อยา่ งนนั้ กไ็ มร่ วู้ า่ จะเอายงั ไง อะไรทจ่ี ะพดู ใหฟ้ งั จะพอใจ
หรอื เปล่ากไ็ มร่ ู้ จะมอี ะไรกไ็ ม่ร้จู ัก การปวารณาตวั นี้จงึ เปน็ ของส�ำคญั ประการหนง่ึ
การปวารณาตัวนี้ก็เปน็ การแสดงความเคารพอยู่ในตัวนัน่ เอง ทนี ผี้ ู้ทรี่ ับปวารณาแล้ว
เชน่ ผม เป็นต้น ก็สบายใจ ถา้ มันผิดกจ็ ะพดู ได้ ถ้ามนั ไม่ดกี ็จะพูดได้ และมกี �ำลังใจ
ท่ีจะแนะน�ำ พร�่ำสอนพวกท่านทั้งหลายท่ีมาอยู่ด้วย ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย
อะไรทัง้ นั้น อนั นตี้ ามภาษากเ็ รียกวา่ เปน็ กนั เอง เรียกวา่ กย็ อมรับ คนน้ีก็ยอมถอน
เรียกว่า ท�ำความเข้าใจกันเป็นอย่างย่ิงในทางพุทธศาสนา เม่ือเราพากันรู้จักเช่นนี้
ไม่มีความสงสัยอะไรกันแล้ว เราอยู่ด้วยกันไป เป็นลูกศิษย์ตถาคตด้วยกันทั้งนั้น
มันก็ไมม่ เี รอื่ งอะไรมากมาย
เรื่องปฏิบตั ิน้ีเป็นเรอ่ื งทยี่ อมรับเท่านนั้ แหละครบั เรายอมรับกนั ยอมรู้กนั แลว้
มนั กห็ มดเรอ่ื งกนั ไมม่ อี ะไรมากเกนิ ไปกวา่ นี้ ทเ่ี ราอยดู่ ว้ ยกนั นน้ั กไ็ มไ่ ดเ้ คลอื บแคลง
สงสยั ถงึ แมผ้ มจะพดู แรงๆ ไปหนอ่ ยเปน็ ตน้ ผมกก็ ล้าพูด เพราะวา่ ผมพูดมุ่งธรรม
ม่งุ วนิ ยั ”
ตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ พระผมู้ อี ายพุ รรษาหา้ ขน้ึ ไป และมคี วามรใู้ นพระธรรมวนิ ยั
พอรักษาตวั ได้ คือรจู้ ักอาบัติ รจู้ ักอาบัติหนักอาบัติเบา รทู้ างออกจากอาบตั ิ ฯลฯ
พระรปู นนั้ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งขอนสิ ยั ทา่ นมชี อ่ื วา่ นสิ ยมตุ ตกะ (ผพู้ น้ จากนสิ ยั ) แตอ่ ยา่ งไร
ก็ตามหลวงพ่อเคยอบรมไวว้ า่
“ถงึ แมอ้ งคใ์ ดเปน็ นสิ ยั มตุ ก์ คอื พน้ นสิ ยั ไปแลว้ เปน็ ตน้ พระทท่ี า่ นสงั วรสำ� รวม
เคารพ คารวะ ไม่ประมาท ท่านยังขอนิสัยอยู่เร่ือยไป ก็เหมือนกับพ่อแม่ของเรา
ถึงแม้ว่าเราโตแล้วหัวหงอกแล้วเป็นต้น ก็ยังคงเคารพพ่อเคารพแม่อยู่ตลอดเวลา
นน่ั เอง”
เมื่อพระจะลาไปจากส�ำนักท่ีอาศัยอยู่ หรือออกไปธุดงค์ ตามแบบแผน
ธรรมเนยี มทด่ี งี ามตอ้ งมาขอขมาตอ่ ผเู้ ปน็ ครบู าอาจารย์ เพอื่ เปน็ การแสดงอโหสกิ รรม
ซ่งึ กนั และกัน ในสงิ่ ทอี่ าจไดเ้ คยท�ำล่วงเกินกนั มาทางกาย วาจา ใจ
191
พระอาจารยเ์ ล่ียมไดอ้ ธบิ ายถึงเรือ่ งการขอขมาเอาไว้วา่
“การขอขมาลาโทษน้ัน ปราชญ์ทั้งหลายถือว่าเป็นการลบสิ่งไม่ดีออกจากใจ
ในบางครงั้ เราอาจจะประมาทพลาดพลง้ั หรอื รเู้ ทา่ ไมถ่ งึ การณ์ ทำ� ใหเ้ กดิ อกศุ ลจติ ขน้ึ
เมื่ออยากให้ส่ิงเหล่าน้ีลบเลือนคล่ีคลายหายไป จึงประกอบพิธีน้ีขึ้น เพื่อทำ� ให้เกิด
อโหสิกรรม
อันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มากส�ำหรับผู้ปฏิบัติธรรม เพราะจะได้ไม่มีนิวรณ์
ครอบงำ� หมดความหวาดระแวงแคลงใจ ทำ� ให้เกดิ ความผ่องใส ความสบาย จะอยู่
ก็มีความรู้สกึ สบาย จะออกไปก็มคี วามรู้สึกสบาย การขอขมาโทษจงึ เป็นประเพณีที่
ดงี าม แมแ้ ตพ่ ระอรยิ สาวกท่านกย็ งั กระทำ� กนั ไมข่ าด เพอ่ื เป็นตัวอยา่ ง เป็นแนวทาง
แกก่ ุลบุตรลกู หลาน”
192
กจิ วัตร ๑๔ *
๑. อาคันตุกวัตร หน้าท่ีของอาคนั ตกุ ะผ้เู ขา้ ไปสู่อาวาสอน่ื
๒. อาวาสกิ วัตร หนา้ ที่ของเจา้ อาวาส (เจา้ ถนิ่ ) ทจ่ี ะต้องปฏิบตั ิ
ต่อพระอาคันตกุ ะ
๓. คมกิ วตั ร หนา้ ทีข่ องผ้เู ตรยี มจะไปทีอ่ ื่น
๔. อนุโมทนวตั ร วิธีอนโุ มทนา
๕. ภตั ตกิ วตั ร ธรรมเนียมในโรงฉนั หรือเม่อื ไปฉันนอกวดั
๖. บณิ ฑจารกิ วัตร ระเบียบประพฤตใิ นเวลาออกบิณฑบาต
๗. อรญั ญิกวตั ร หนา้ ทข่ี องผอู้ ย่ปู า่
๘. เสนาสนวัตร วิธีดแู ลท่อี ย่อู าศยั
๙. ชนั ตาฆรวัตร ข้อปฏิบตั ิในเรอื นไฟ ที่อบกายระงับโรค
๑๐. วจั กุฎีวัตร ระเบียบปฏบิ ัตใิ นเวลาเข้าสว้ ม
๑๑. อุปัชฌายวัตร หนา้ ที่ของสทั ธงิ วหิ าริก (ลกู ศิษย)์ ต่ออปุ ชั ฌาย์
๑๒. สทั ธิงวิหารกิ วตั ร หนา้ ท่ขี องอปุ ชั ฌายต์ อ่ ลกู ศษิ ย์
๑๓. อาจรยิ วตั ร หนา้ ที่ของอนั เตวาสิก (ศษิ ย)์ ต่ออาจารย์
๑๔. อันเตวาสิกวตั ร หนา้ ทข่ี องอาจารย์ต่อศิษย์
* สำ� หรับรายละเอยี ดดหู นงั สอื บพุ พสิกขาวณั ณนา
193