The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Peet Warapat, 2022-07-27 01:47:43

รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะกั่ว บทท่ี 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

3. กลุ่มออมทรพั ย์ หมู่ท่ี 3
4. กลุ่มออมทรัพย์ หมทู่ ี่ 4
5. กลมุ่ ออมทรพั ย์บา้ นกอยออก หมูท่ ี่ 4
6. กลมุ่ ออมทรัพย์ ห้วยไทร หมูท่ ่ี 5
7. กลุ่มออมทรัพย์หลักสิบ หมู่ที่ 5
8. กลมุ่ ออมทรพั ย์ เพื่อการผลิต หมู่ที่ 6
9. กลุ่มออมทรพั ยแ์ มบ่ า้ นเกษตร หม่ทู ี่ 8
10. กลุ่มออมทรัพย์ เพ่อื การผลิตสายกลาง หมูท่ ่ี 9
11. กล่มุ ออมทรัพยส์ หกรณ์การค้าในกอย หมู่ท่ี 9
กลุม่ อาชีพ จำนวน 7 กลุ่ม
1. กลุ่มไม้ผล ตำบลหนองธง
2. กลุ่มนวดแผนโบราณ สถานอี นามยั หนองธง
3. กลุ่มแม่บา้ น
4. กลุ่มเลยี้ งแพะ
5. กลมุ่ จกั รสาน
6. กลมุ่ เยาวชน เครื่องหนงั และบาติก
7. กล่มุ ประยกุ ต์ศิลป์
กองทนุ หมูบ่ า้ น 8 กลุม่
1. กลมุ่ กองทุนหมูบ่ ้านเหมอื งตะก่ัว หมู่ที่ 1
2. กลุ่มกองทนุ หมู่บ้านหนองธง หมู่ท่ี 2
3. กลุ่มกองทุนหม่บู ้านทงุ่ ค่าย หม่ทู ่ี 3
4. กล่มุ กองทนุ หมู่บ้านทุ่งลานชา้ ง หม่ทู ี่ 4
5. กลุ่มกองทนุ หมบู่ า้ นหลักสบิ หมูท่ ี่ 5
6. กลมุ่ กองทนุ หมูบ่ า้ นเขาจนั ทร์ หม่ทู ่ี 6
7. กลุ่มกองทุนหม่บู ้านหอยโขง่ หม่ทู ่ี 8
8. กลุ่มกองทุนหม่บู า้ นสายกลาง หมู่ท่ี 9
(2) เทศบาลตำบลคลองใหญ่
(1) เขตการปกครองและประชากร
เทศบาลตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง มีเนื้อที่โดยประมาณ 51.52 ตาราง
กิโลเมตร หรือประมาณ 32,200 ไร่ แบ่งการปกครองออกเป็น 10 หมู่บ้าน หมู่บ้านในเขตเทศบาลฯ เต็มท้ังหมู่บ้าน
จำนวน 7 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 3, หมู่ท่ี 4, หมู่ท่ี 5,หมู่ท่ี 6,หมู่ที่ 7, หมู่ท่ี 8 และ หมู่ท่ี 10 และหมู่บ้านในเขต
เทศบาลฯ. บางส่วน 3 หมู่ ไดแ้ ก่ หมทู่ ี่ 1, 2 และ 9 มีประชากรทั้งส้ิน จำนวน 6,701 คน เปน็ เพศชาย จำนวน 3,359
คน และ เพศหญิง จำนวน 3,342 คน (ธันวาคม 2562) มีความหนาแน่นประชากร ประมาณ 130 คนต่อตาราง
กิโลเมตร

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-311 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดล้อมเบือ้ งตน้
บริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกว่ั บทท่ี 3
อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดลอ้ มในปจั จุบัน

(2) สภาพทางเศรษฐกิจ
สภาพทัว่ ไปของเทศบาลตำบลคลองใหญ่ เหมาะแก่การประกอบอาชพี ทางการเกษตรพ้ืนท่ีเป็น

เนินสูง และราบลุ่มในบางพื้นท่ี ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำสวนยางพารา ทำนา สวนผลไม้ และปศุสัตว์
หน่วยธุรกิจในเขตเทศบาลฯ ได้แก่ ปั๊มน้ำมันและก๊าซ 4 แห่ง โรงสี 5 แห่ง โรงเลื่อย 2 แห่ง และโรงอบยางแผ่น
8 แหง่

(3) การศึกษา
มีโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านคลองใหญ่ ตั้งอยู่ในหมู่ท่ี 1

โรงเรียนทุ่งหนองสิบบาท ต้ังอยใู่ นหมู่ที่ 6 โรงเรียนบ้านพรุนายขาว ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 7 และโรงเรียนบ้านท่าเชยี ด ต้ังอยู่
ในหม่ทู ี่ 10 และมีศนู ย์พฒั นาเดก็ เล็ก จำนวน 4 แห่ง (หมทู่ ี่ 1, หมู่ท่ี 3 หมู่ท่ี 4 และ หมทู่ ่ี 6)

(4) ศาสนา
ในเขตเทศบาลตำบลคลองใหญ่ มีวัด จำนวน 1 แห่ง ไดแ้ ก่ วดั พรุนายขาว สำนักสงฆ์ จำนวน

2 แห่ง ได้แก่ สำนักสงฆ์ต้นข้ีกวาง และสำนักสงฆ์ทุ่งหนองสิบบาท และมัสยิด จำนวน 5 แห่ง ไดแ้ ก่ มัสยิดนุรลุ ฮูดา้ ห์
มสั ยิดมฮู ายรี ีน มัสยดิ โหละ๊ บ้า มสั ยิดยามอี ุสสอละฮ์ มัสยดิ ดารุ้ลมาอารีฟ และบาลาเซาะฮ์ (บ้านโหละ๊ บ้า)

(5) การสาธารณสขุ
มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของตำบล 5 แห่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 4, หมู่ท่ี 7, หมู่ที่ 8 และ

หมู่ที่ 10)
(6) ความปลอดภัยในชีวติ และทรพั ย์สนิ
มปี อ้ มสายตรวจ 2 แหง่
(7) การบรกิ ารพื้นฐาน
การคมนาคม มีถนนสายสำคัญที่ตัดผ่าน 2 สาย คือ ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4122 (สายป่า

บอน–คลองหมวย) เป็นถนนลาดยางสภาพถนนอย่างดี แยกจากทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4 ที่หมู่ 7 บ้านหนองนก
ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สามารถคมนาคมติดต่อกับองค์การบริหารส่วน
ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน และเทศบาลตำบลตะโหมด และถนนหมายเลข 4025 (สายแม่ขรี – บ้านท่าเชียด)
เป็นถนนลาดยาง สภาพดี ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร สำหรับถนนภายในเขตเทศบาลฯ มีประมาณ 34 สาย
เป็นถนนลาดยาง 7 สาย สว่ นท่ีเหลอื เป็นถนนลูกรงั มีทงั้ สภาพใช้การได้ดีและที่ต้องปรบั ปรงุ ซอ่ มแซม

การโทรคมนาคม หอกระจายข่าวหมู่บ้าน มี 9 แห่ง (หมู่ท่ี 1, หมู่ท่ี 3, หมู่ท่ี 4, หมู่ที่ 5, หมู่ที่
6, หม่ทู ่ี 7, หมู่ท่ี 8, หมู่ที่ 9 และ หมู่ท่ี 10)

แหล่งน้ำ มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ คลองท่าเชียด คลองเหมืองตะก่ัว คลองวังคราม คลอง
ใหญ่ และห้วย 22 แห่ง ในทุกหมู่บ้าน นอกจากน้ียังมีแหล่งน้ำที่สร้างข้ึน ได้แก่ ฝาย 15 แห่ง ได้แก่ หมู่ท่ี 2, 4
และ 5 หมู่บ้านละ 1 แห่ง หมู่ท่ี 6, 7, 8 และ 10 หมู่บ้านละ 3 แห่ง บ่อน้ำต้ืน 5 แห่ง บ่อโยก 8 แห่งและ บ่อบาดาล
10 แห่ง

(8) ศักยภาพของชมุ ชนและพื้นที่
การรวมกลุ่มของประชาชน มีกลุ่มอาชีพ 27 กลุ่ม กลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต 6 กลุ่ม และ

กองทุนหมู่บา้ น 10 กลมุ่

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-312 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบื้องต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ นำ้ บา้ นเหมอื งตะก่วั บทท่ี 3
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

(2) ผลการสำรวจและเก็บตวั อย่างภาคสนาม
(ก) กลุม่ ผนู้ ำชุมชน
การสำรวจความคิดเห็นของผู้นำชุมชนในพื้นที่ศึกษา รวมทั้งสิ้น 12 ราย ผลการสำรวจ

ความคิดเห็น แสงดในภาคผนวก ซ.4 สามารถสรปุ ได้ดังนี้
1. ข้อมลู ทวั่ ไปเก่ียวกับผใู้ ห้สัมภาษณ์
ผใู้ ห้สัมภาษณ์ทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) เป็นเพศชาย ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 51-

60 ปี (ร้อยละ 66.7) และนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 75.0 การศึกษาอย่ใู นระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. มากท่ีสุด
(ร้อยละ 41.7) รองลงมา อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ร้อยละ 25.0) ปริญญาตรี (ร้อยละ 16.7) อนุปริญญา/ปวส.
(ร้อยละ 8.3) และประถมศึ กษ า (ร้อยละ 8.3) ตามลำดั บ โดยผู้ ให้ สั มภาษ ณ์ ส่ วนใหญ่ ร้อยละ 63.3
เป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนอีกร้อยละ 16.7 เป็นกำนัน ท้ังน้ีผู้นำชุมชนที่ให้สัมภาษณ์อยู่ในตำแหน่งเฉล่ีย 8.6 ปี โดยส่วนใหญ่
(ร้อยละ 83.3) อยู่ในนชุมชนต้ังแต่เกิด ส่วนอีกร้อยละ 16.7 ที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนต้ังแต่เกิด แต่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในชุมชน
นาน 25 ปี และ 35 ปี

2. ขอ้ มูลทัว่ ไปทางสงั คมและชมุ ชน
จากการสอบถามถึงการตั้งถิ่นฐานของหมู่บ้าน/ชุมชน พบว่าหมู่บ้าน/ชุมชน ต้ังมา

นานเฉล่ีย 49.8 ปี ลักษณะชมุ ชนท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) ลักษณะการต้ังบา้ นเรือนในชุมชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.0 มี
การต้ังบ้านเรือนแบบรวมกลุ่ม อกี ร้อยละ 25.0 มีการตงั้ บ้านเรือนแบบกระจายตัวในชมุ ชน ลักษณะของครอบครัวส่วน
ใหญ่ ร้อยละ 50.8 เปน็ ครอบครัวเดี่ยว อีกร้อยละ 49.2 เป็นครอบครัวขยาย สำหรับจำนวนประชากรในชุมชน พบว่า มี
ประชากรตามทะเบียนราษฎร์เฉล่ีย 1,139 คน และประชากรแฝงเฉล่ีย 20 คน มีจำนวนครัวเรือนเฉล่ีย 314 ครัวเรือน
เปน็ ครวั เรือนท่ีอยู่ดัง้ เดิมในชมุ ชนฌฉลยี่ 289 ครวั เรือน และเป็นครวั เรอื นท่ียา้ ยมาอยู่ใหมใ่ นชมุ ชนเฉล่ยี 7 ครวั เรือน

3. ความคิดเหน็ ต่อความเพียงพอของโครงสรา้ งพน้ื ฐานในชมุ ชน
จากการสอบ ถาม ความคิ ดเห็ น ต่ อความ เพี ยงพ อของโค รงสร้ างพ้ื น ฐาน ใน ชุ มช น

ผนู้ ำชุมชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ถนนสายหลักท่ีใช้เดินทางระหวา่ งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ นำ้ ด่ืม-น้ำกนิ ในครวั เรือน น้ำประปา
ในหมู่บ้าน คุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ บริการโทรศัพท์สาธารณะ การจัดเก็บขยะ/การกำจัดขยะในชุมชน ตลาด/ร้านค้า
โรงเรียน วัด/มัสยิด/สถานท่ีปฏิบัติทางศาสนา การดูแลสภาพแวดล้อมของท้องถ่ิน และการบริการสังคมสงเคราะห์ มี
ความเพียงพอในระดับมาก แต่ถนนในหมู่บ้าน ไฟฟ้าตามถนน/ทางเดิน สนามกีฬา/สนามเด็กเล่น สถานพยาบาล สถานี
ตำรวจ ห้องสมุดประชาชน แหลง่ ท่องเทีย่ วของชุมชน รถโดยสารสาธารณะ และนำ้ ใชเ้ พอ่ื การเกษตร ยงั ไม่เพียงพอ

4. การบริการโครงสร้างพื้นฐานทต่ี อ้ งปรบั ปรุง
จากการสอบถามถึงโครงสร้างพ้ืนฐานในหมู่บ้าน/ชุมชน ผู้นำชุมชน ตอบว่า ต้องการให้

ปรับปรุงปรับปรุงถนนในชุมชนให้ได้มาตรฐาน เช่น ผิวถนนลาดยางแอสฟัลทต์ ิก ยางมะตอย หรือ ถนนคอนกรีต เป็นต้น
ปรับปรุงถนนในชุมชนบ้านหนองธงบริเวณช่วง กม.4.5-กม.8.5 เน่ืองจากถนนแคบทำให้การเดินทางไม่สะดวก การติดต้ัง
หรือปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่างตามไหล่ทางถนนในชุมชนเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย ปรับปรุงน้ำใช้เพื่อการเกษตรและ
สำหรับอุปโภค-บริโภคให้มีคุณภาพท่ีดี การบริหารจัดการและปรับปรุงกระจายน้ำใช้อุปโภค-บริโภคอท่ีมีคุณภาพให้กับ
ประชาชนในพ้นื ท่ีอย่างทั่วถึง การพัฒนาแหล่งกักเกบ็ น้ำสำหรบั ฤดแู ล้ง/เพิ่มแหล่งนำ้ ใช้ในการเกษตร การรปรับปรุงฝาย
ทดน้ำในชมุ ชนให้มีคณุ ภาพดี ควรขยายระบบสาธารณสุขหรอื เพม่ิ สถานท่ีรองรับด้านการรักษาพยาบาล พัฒนาจุดบริการ
ด้านการท่องเทยี่ วในพน้ื ท่ชี ุมชน สรา้ งสนามเดก็ เล่น และลานออกกำลังกายภายในชุมชน

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-313 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่วั บทที่ 3
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

5. การเป็นสมาชิกกลุม่ องคก์ รในชุมชน
การจัดต้ังกลุ่ม/องค์กรที่มีในชุมชน พบว่า กลุ่มองค์กรที่มีการจัดตั้ง รวมตัวกันมาก

ท่ีสุดในชุมชน คือ กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน (ร้อยละ 15.7) และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร (ร้อยละ 15.7) รองลงมาเป็น
กลมุ่ ออมทรพั ย์ กลุ่มผู้เล้ียงสัตว์ กลุ่มลกู ค้า ธกส. กลุ่มเกษตรกรปลูกพืช กลุ่มสหกรณ์การเกษตร กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน
กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเคร่ืองแกง กลุ่มจิตอาสา กลุ่มร้านค้าสหกรณ์และกลุ่มโอท็อป กลุ่มสหกรณ์การยางและกลุ่มสาธิต
การตลาด และกล่มุ สหกรณ์รา้ นคา้

6. การเขา้ ร่วมกิจกรรมของคนในชุมชน
จากการสอบถามถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของคนในชุมชน พบว่าทุกชุมชน (ร้อยละ

100.0) มีการจัดประชุมในหมู่บ้าน หรือจดั ประชาคมหมู่บ้าน มากกว่าปีละ 6 ครั้ง ส่วนการเข้าร่วมประชุมในหมู่บ้าน
หรือประชาคมหมู่บ้านของคนในชุมชนเข้าร่วมประชุม สว่ นใหญ่ ร้อยละ 33.3 มีคนเขา้ รว่ มพอสมควร รอ้ ยละ 25.0
ในจำนวนท่ีเท่ากัน มีคนเข้าร่วมค่อนข้างมากและมาก และร้อยละ 16.7 มีคนเข้ารว่ มน้อย ส่วนในเรื่องงานกิจกรรม
ของหมู่บ้าน หรือของส่วนร่วม คนในหมู่บ้าน/ชุมชน จะมีความพร้อมเพรียงกันในการช่วยเหลืองานของส่วนรวม
พอสมควรถึงมาก

จากการสอบถามถึงบุคคลสำคัญ ในชุมชน/หมบู่ ้าน ในพนื้ ท่ีศึกษา พบวา่ บุคคลที่คน
ในชุมชนให้การยอมรับนับถือ ไดแ้ ก่ โต๊ะอหิ มา่ มและอดีตโตะ๊ อิหม่าม ประธานศูนยก์ ารเรียนรู้ ปราชญ์ชาวบา้ นทัง้ ดา้ น
การเกษตร หตั ถกรรม และศาสนาและประเพณีท้องถ่นิ หมอทำขวัญ เปน็ ต้น

ส่วนงานบุญ/งานประเพณีที่สำคัญที่ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปีของ
ชุมชน ได้แก่ วันอิฎิลอัดฮาหรือวันฮารีรายอหัจญี และวันอฎิลฟิตรีหรือวันฮารีรายอบ่อซอ (รอมฎอน) ของศาสนา
อสิ ลาม ส่วนทางศาสนาพุทธจะมีประเพณีลอยกระทง รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ประเพณีสารทเดือนสิบ ประเพณีชักพระ
ประเพณสี งการณ์ เป็นตน้

ด้านความสัมพันธ์ของคนในชุมชน พบว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่ ร้อยละ75.0 – ร้อย
ละ 75.1 มีความผูกพันกัน ให้ความช่วยเหลือเก้ือกูลกัน และ ให้ความร่วมมือในกิจกรรมในการพัฒนาหมู่บ้าน คนใน
ชมุ ชน และใหค้ วามสำคญั และมคี วามสนใจร่วมมือกนั เมื่อมกี จิ กรรมดา้ นงานบญุ งานประเพณีของชุมชน ในระดบั มาก

7. ปญั หาทางสังคมในชมุ ชน
จากการสอบถามถึงปัญหาทางสังคมที่พบในชุมชน พบว่า ร้อยละ 8.3 ตอบว่าไม่มี

ปัญหาทางสังคม แต่สว่ นใหญ่ รอ้ ยละ 91.7 ตอบวา่ มปี ัญหาทางสังคม โดยทุกชมุ ชนมปี ัญหาดา้ นยาเสพติดเปน็ อันดับ
แรก ซง่ึ เป็นปญั หาทมี่ ีความรุนแรงระดบั นอ้ ยถึงปานกลาง ปัญหาอนั ดับที่สองสว่ นใหญร่ อ้ ยละ 71.4 ระบุวา่ เปน็ ปญั หา
การว่างงาน มคี วามรุนแรงของปัญหาในระดับมากถึงน้อย และปญั หาอันดับท่ี 3 ไดแ้ ก่ ความยากจน ซ่งึ มีความรนุ แรง
ของปญั หาระดบั นอ้ ยถึงปานกลาง

ส่วนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน/ชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.7 ไม่มี
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนอีกร้อยละ 33.3 ที่ระบุว่ามีปัญหาด้านส่ิงแวดล้อมในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยปัญหาด้าน
สิ่งแวดล้อมท่ีพบ ได้แก่ กล่ินเหม็นจากและแมลงวันรบกวนจากฟาร์มไก่ น้ำชะขยะจากบ่อขยะส่งกลิ่นเหม็นรบกวน
และเสียงดงั จากรถจักรยานยนตข์ องเดก็ วัยรุ่น ท้ังน้ีแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะใชก้ ารแจ้งเทศบาลหน่วยงานในพ้ืนที่
และปศุสัตวใ์ หม้ าแก้ไขปัญหา และมีการทำประวัตแิ ละแจง้ หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งมาดแู ลเดก็ วัยรุ่น

8. สภาพการใช้ประโยชนท์ ด่ี ินของชุมชน

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-314 รายงานผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบ้ืองต้น
บริษทั เอน็ รชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกัว่ บทที่ 3
อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

การใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่การเกษตรเฉล่ีย
ร้อยละ 69.1 รองลงมาเป็นพ้ืนที่อยู่อาศัยเฉลี่ย ร้อยละ 16.8 และพื้นที่ประกอบธุรกิจการค้าเฉลี่ย ร้อยละ 6.7
ตามลำดับ สำหรับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพ่ือทำการเกษตรในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน พบว่ามีพืชที่ปลูก ได้แก่ ยางพารา
ปาลม์ นำ้ มัน ทเุ รยี น มังคุด ลองกอง และสละ การถือครองท่ีดนิ ของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน พบว่าครวั เรอื นท่ีมีที่ดินเป็นของ
ตนเอง ร้อยละ 96.2 ครัวเรือนทไ่ี ม่มีท่ีดนิ เป็นของตนเองเฉล่ียรอ้ ยละ 13.6 และครัวเรือนทเี่ ช่าที่ดินทำกินเฉลี่ย ร้อยละ 5
เมือ่ สอบถามราคาท่ีดินอยูอ่ าศัยในหมู่บ้าน/ชุมชน พบวา่ ราคาขายเฉล่ยี 879,1667 บาทต่อไร่ ส่วนทด่ี ินติดถนนสายหลัก
ราคาเฉล่ีย 972,500 บาทต่อไร่ ที่ดินติดถนนสายรอง ราคาเฉล่ีย 645,834 บาทต่อไร่ และท่ีดินทำการเกษตร ราคาเฉลี่ย
216,667 บาทต่อไร่ ในด้านเอกสารสิทธ์ิของคนในชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 68.3 มีเอกสารสิทธ์ิเป็นโฉนด รองลงมา
เปน็ นส.3 ก/นส.3 รอ้ ยละ 5.08 และ สปก 4-01 รอ้ ยละ 39.9

9. การประกอบอาชพี ของคนในหมบู่ ้าน/ชุมชน
จากการสอบถามถึงการประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ผนู้ ำชุมชน ตอบว่า

อาชพี ทที่ ำกันมากทีส่ ดุ คอื อาชีพเกษตรกรรม รองลงมา คือ อาชีพรับจา้ งทวั่ ไป อาชีพค้าขาย และรับราชการ สำหรับ
รายได้เฉลี่ยของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน พบว่า มีรายได้เฉลี่ย 31,723 บาทต่อเดือน ฐานะทางเศรษฐกิจของคนใน
หมู่บ้าน/ชุมชน พบว่า มีผู้ท่ีมีฐานะดี เฉลี่ย 5 ครัวเรือน มีฐานะปานกลาง เฉล่ีย 259 ครัวเรือน และ
มีฐานะยากจน เฉลี่ย 53 ครวั เรือน

ปัญหาดา้ นเศรษฐกจิ ของชุมชนหรอื หมบู่ ้าน ได้แก่ ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ วา่ งงาน
ค้าขายลำบาก สินคา้ ราคาแพง/คา่ ครองชีพสูง หาตลาดรองรับสินค้าทางการเกษตรไมไ่ ด้ และค่าจ้างแรงงานต่ำ

10. การรบั ร้ขู อ้ มูลข่าวสารโครงการ
การทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการ พบว่า ผู้นำชุมชนท่ีอยู่ในพ้ืนท่ีศึกษาทั้งหมด

ร้อยละ 100.00 ทราบข้อมลู ข่าวสารเกีย่ วกบั โครงการมากอ่ น โดยทราบขอ้ มลู จาก ผนู้ ำชุมชน (กำนนั /ผใู้ หญ่บ้าน/อบต.) การได้
เข้าร่วมการประชุมกับโครงการ จากหอกระจายข่าว/วิทยุชุมชน จากเจ้าหน้าท่ีบริษัทท่ีปรึกษา และจากเจ้าหน้าที่หน่วยงาน
ราชการในท้องท่ี ท้ังนี้ผู้นำชุมชนส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 58.3) ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโครงการเพ่ิมเติมในด้านรายละเอียด
และความก้าวหน้าของโครงการ ต้องการทราบวัตถปุ ระสงค์ของโครงการท่ีชดั เจนและผลประโยชนท์ ่ีประชาชนจะได้รบั จากการ
พัฒนาโครงการ ต้องการทราบแนวท่อโครงการจะใช้เส้นทางใด รายละเอียดพ้ืนที่ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ ระบบการ
บริหารจัดการส่งน้ำให้กับประชาชน ทำอย่างไรให้ท่ัวถึงทุกครัวเรือน สำหรับช่องทาง/วิธีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารท่ีผู้นำชุมชน
เหน็ ว่าสะดวกทส่ี ุด ไดแ้ ก่ การแจ้งผ่านกำนันผู้ใหญ่บา้ น การจัดประชุมระดับพืน้ ท่ีโครงการ และหอกระจายขา่ วประจำหมบู่ า้ น/
วทิ ยชุ มุ ชน

11. ความคดิ เห็นตอ่ การพฒั นาโครงการ
ความคิดเห็นต่อโครงการศึกษาผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบื้องต้น อ่างเก็บน้ำเหมือง

ตะก่ัวอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวัดพัทลุง พบวา่ ผู้นำชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ศกึ ษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.2 เห็นด้วย
กับการพัฒนาโครงการ เพราะเห็นว่า เกษตรกรจะได้มีน้ำใช้ทางการเกษตรอย่างเพียงพอ เป็นโครงการที่มีประโยชน์
ต่อเกษตรกรในพ้ืนที่และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เพ่ิมแหล่งท่องเท่ียวในพื้นท่ี สร้างอาชีพใหม่ให้กับประชาชนใน
พน้ื ท่ี ทั้งนี้ ผู้นำชุมชนรอ้ ยละ 8.3 ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าจะเป็นการทำลายธรรมชาติ และอีกร้อยละ 8.3 ไม่แสดง
ความคิดเห็น

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-315 รายงานผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบื้องต้น
บริษัท เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่ัว บทท่ี 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปจั จบุ นั

12. ความคดิ เห็นตอ่ ประโยชน์ทจ่ี ะเกดิ กับประชาชนจากการพัฒนาโครงการ
ผนู้ ำชุมชนเกือบทงั้ หมด (รอ้ ยละ 91.7) เห็นว่าโครงการมีประโยชน์เกดิ ขึ้นใน ในด้าน

ต่างๆ ได้แก่ เกษตรกรจะได้มีน้ำใช้ทางการเกษตรอย่างเพียงพอ (ร้อยละ 38.6) ประชาชนในพ้ืนที่จะมีน้ำใช้ใน
ครัวเรอื นสำหรับอปุ โภค-บริโภคท่ีมีคุณภาพดขี ้ึน (ร้อยละ 26.9) เพิ่มแหล่งท่องเท่ยี วในชุมชน (รอ้ ยละ 15.4) เกิดการ
จ้างงานในพื้นท่ีมากขึ้น (ร้อยละ 7.7) เกิดอาชีพใหม่เพ่ือรองรับการท่องเท่ียวท่ีเกิดข้ึนในอนาคต (ร้อยละ 3.8)
ประชาชนในพน้ื ที่จะได้มีน้ำใช้ในการอปุ โภค-บริโภคอย่างเพียงพอ (ร้อยละ 3.8) และเพ่ิมรายได้ของประชาชนจาก
การทอ่ งเทยี่ ว (ร้อยละ 3.8)

13. ความวติ กกงั วลต่อผลกระทบทางลบท่จี ะเกิดจากการพฒั นาโครงการในระยะก่อสรา้ ง
ความวติ กกังวลต่อผลกระทบทางลบท่ีจะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะก่อสร้าง

ผู้นำชุมชนร้อยละ 25.0 ไม่วิตกกังวล ส่วนอีกร้อยละ 75.0 มีความวิตกกังวล โดยประเด็นที่วิตกกังวล และมี
ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาสรปุ ไดด้ ังนี้

- การก่อสร้างอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบท่อส่งน้ำใช้ในการเกษตร และ
อาจทำให้ปริมาณน้ำใช้ในการเกษตรไมเ่ พียงพอ (ร้อยละ 40.0) และสง่ ผลกระทบต่อระบบท่อประปา ทำให้ประชาชน
ขาดแคลนน้ำใช้ในครวั เรอื น (ร้อยละ 10.0) ซึ่งมขี ้อแสนอแนะในการแก้ไข คือ ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการกดี
ขวางทางน้ำธรรมชาติ และกดี ขวางระบบท่อน้ำประปาของชมุ ชน ควรมีการบรหิ ารจัดการปริมาณน้ำใช้ให้เพียงพอใน
การอุปโภคและบริโภคในครัวเรือน ชุมชนมีแหล่งจ่ายน้ำบริเวณจุดอ่ืนนอกจากเหมืองตะกั่ว ควรพิจารณาทางเลือก
อน่ื ๆ ควรมกี ารศกึ ษาใหค้ รอบคลุมทกุ ด้าน

- ความไมป่ ลอดภยั จากกจิ กรรมการก่อสร้างของโครงการ (ร้อยละ 20.0) การ
กีดขวางการจราจรตอ่ ผใู้ ชเ้ ส้นทางสัญจร (รอ้ ยละ 10.0) และความปลอดภัยของผใู้ ช้เสน้ ทางสญั จร (ร้อยละ 10.0)ซึง่ มี
ข้อแสนอแนะในการแก้ไข คือ ควรติดตั้งป้ายเตือน และไฟส่องสว่างตอนกลางคืนบริเวณพื้นที่ก่อสร้างเพื่อความ
ปลอดภยั จัดเกบ็ วสั ดุก่อสร้างให้เปน็ ระเบียบเรยี บร้อยไม่ใหก้ ีดขวางทางสญั จร

- การลักขโมยจากคนงานก่อสร้างที่จะเข้ามาในพื้นท่ี (ร้อยละ 10.0) ซ่ึงมีข้อ
แสนอแนะในการแกไ้ ข คอื พจิ ารณารบั จ้างแรงงานในท้องถน่ิ เข้าทำงาน

14. ความวติ กกงั วลต่อผลกระทบทางลบที่จะเกดิ จากการพัฒนาโครงการในระยะดำเนินการ
ความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางลบท่ีจะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะ

ดำเนินการ ผู้นำชุมชนส่วนใหญ่ รอ้ ยละ 75.0 ไม่วติ กกงั วล ส่วนอีกร้อยละ 25.0 มีความวติ กกังวล โดยประเดน็ ที่วิตก
กงั วล และมีขอ้ เสนอแนะในการแก้ปัญหาสรุปไดด้ งั น้ี

- การบริหารจัดการน้ำไม้พียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ (ร้อยละ
75.0) ซง่ึ มีข้อแสนอแนะในการแกไ้ ข คือ ควรมกี ารบริหารจัดการทรพั ยากรนำ้ ให้เพียงพอทุกพนื้ ท่ี และจดั ตงั้ กุม่ ผูใ้ ช้น้ำ

- ผลกระทบต่อประชาชนในพ้นื ทตี่ ำบลคลองใหญ๋ ปริมาณนำ้ อาจไมท่ ั่วถงึ ซ่งึ มี
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาคือ ควรมีการบริหารจัดการน้ำในพื้นท่ีให้ครอบคลุมพื้นท่ีตำบลคลองใหญ่อย่าง
เพียงพอและมากขึ้น

15. ความคิดเห็นโดยภาพรวมต่อการพัฒนาโครงการ
ความคิดเห็นในภาพรวมต่อการพัฒนาโครงการ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.3 เห็นด้วย

เพราะเกษตรกรจะได้มีน้ำใช้ทางการเกษตรอย่างเพียงพอในทุกฤดูกาล และเพ่ิมแหล่งท่องเทย่ี วในชุมชน ส่วนอีกร้อย

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-316 รายงานผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้
บริษัท เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกวั่ บทท่ี 3
อันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

ละ 16.7 ไม่มีความเห็น เพราะ ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของชุมชนถูกทำลายจากการพัฒนาโครงการ
และการพฒั นาโครงการอาจสง่ ผลกระทบตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม

16. ขอ้ คิดเห็นและข้อเสนอแนะ
มีผู้นำชุมชนท่ีให้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมเก่ียวกับการ

พฒั นาโครงการ ซ่ึงสรุปได้ดังน้ี
- ควรบริหารจัดการปริมาณน้ำให้เพียงพอและสามารถกระจายให้กับชุมชน

อย่างทั่วถงึ สม่ำเสมอทุกฤดกู าล
- ควรเร่งดำเนินการก่อสร้างใหเ้ ร็วท่สี ุด
- พิจารณาสร้างฝายทดน้ำให้มากขึ้น จะเกิดประโยชนม์ ากกว่าและการขุดลอก

ลำหว้ ยที่มใี นพน้ื ท่ี
- พิจารณารับคนงานในทอ้ งถิ่นเข้าทำงาน
- สนับสนนุ สง่ เสรมิ อาชพี ให้กบั ประชาชนในพนื้ ท่ี
- ควรสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง/ปรับปรุงทางสาธารณะเพื่อใหส้ ามารถ

เข้ามาท่องเท่ยี วในพ้นื ทไี่ ดส้ ะดวก
- ต้องการให้มีการศึกษาว่าประโยชน์ท่ีชุมชนจะได้รับมากน้อยเพียงใด ได้รับ

ประโยชนจ์ ริงหรอื ไม่
- ควรมีการศกึ ษาครอบคลุมทกุ ด้าน หากเกิดพฒั นาโครงการ อาจสง่ ผลกระทบ

ตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มที่ไมส่ ามารถสร้างไดใ้ นระยะสัน้
- ควรประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารโครงการอย่างชัดเจนต่อเนื่อง และให้

ประชาชนเข้าไปมสี ว่ นรว่ มในโครงการให้มากขึ้น
- ต้องการให้มกี ารจัดประชมุ ในพน้ื ท่ีเพือ่ ทราบความก้าวหน้าของโครงการ

(ข) กลุ่มผ้ไู ด้รบั ผลกระทบจากการพฒั นาโครงการ
1) ตำบลหนองธง
(1) ขอ้ มูลทั่วไปของผูใ้ ห้สัมภาษณ์
การศึกษาครงั้ นีไ้ ด้ทำการสัมภาษณ์ตัวแทนจากครวั เรือนในตำบลหนองธง ซ่ึงคาดว่า

จะได้รับผลกระทบทางลบจากการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะก่ัวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง
ท้ังหมด 50 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 42.0 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.2 โดยผู้ให้สัมภาษณ์มีอายุอยู่ในช่วง 51 -
60 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 42.0) และมีอายุเฉลี่ย 53.5 ปี ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.0) นับถือศาสนาพุทธ และอีกร้อยละ
24.0 นับถือศาสนาอิสลาม ในด้านการศึกษา พบว่า สำเร็จศึกษาในระดับประถมศึกษามากท่ีสุด (ร้อยละ 48)
รองลงมาสำเร็จการศกึ ษาในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ปรญิ ญาตรี มธั ยมศึกษาตน้ อนปุ ริญญาหรือเทียบเท่า/ปวส./
ปวท. และสูงกว่าปริญญาตรี ในจำนวนร้อยละ 26.0, ร้อยละ 10.0, ร้อยละ 8.0 ร้อยละ 6.0 และร้อยละ 2.0
ตามลำดับ ผู้ให้สัมภาษณ์สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 76.0) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ประกอบอาชีพคา้ ขาย (ร้อย
ละ 10.0) รับราชการ (รอ้ ยละ 8.0) และรับจ้างท่วั ไป (ร้อยละ 6.0) ตามลำดับ สำหรับสถานภาพในครัวเรอื นของผู้ให้
สัมภาษณ์สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 56.0) เปน็ หัวหนา้ ครัวเรือน รองลงมาร้อยละ 42.0 เป็นคู่สมรสของหัวหน้าครัวเรอื น และ
อกี รอ้ ยละ 2.0 เป็นบิดา/มารดา (รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-1)

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-317 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบ้อื งตน้
บริษัท เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อา่ งเก็บนำ้ บา้ นเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

(2) ข้อมูลพนื้ ฐานของครวั เรือน
- ขนาดของครัวเรือน
ครัวเรือนตัวอย่างท่ีอยู่ในพ้ืนที่ศึกษาของโครงการ ส่วนใหญ่มีจำนวนสมาชิกต่อ

ครัวเรอื น 5-6 คน และมีจำนวนสมาชิกต่อครัวเรือนเฉลย่ี 4 คน จัดเป็นครัวเรอื นขนาดกลาง โดยส่วนใหญ่มีสมาชิกที่
เปน็ เพศชาย 1-2 คนต่อครัวเรอื น และเพศหญิง 1-2 คนตอ่ ครวั เรือน

- โครงสรา้ งอายขุ องสมาชิกในครัวเรอื น
อายุของสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.0) มีอายุระหว่าง 25-59 ปี รองลงมาร้อยละ
44.0 มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 1-2 คนต่อครัวเรือน ร้อยละ 34.0 มีอายุระหว่าง 15-24 และร้อยละ 32.0 มีอายุ
ตั้งแต่ 60 ปขี ึ้นไป โดยมีจำนวนสมาชิกในแต่ละชว่ งอายุ 1-2 คนต่อครัวเรอื น

- การศกึ ษาของสมาชิกในครัวเรอื น
การศึกษาของสมาชิกของครัวเรือนตัวอย่างท่ีอยู่ในพื้นที่ศึกษาของโครงการ พบว่า สมาชิกใน
ครัวเรือนสำเร็จการศกึ ษาสงู สดุ ในระดบั ปริญญาตรี และประถมศึกษา เฉลยี่ ครัวเรือนละ 1 คน กำลังศึกษาอยูใ่ นระดับ
ประถมศกึ ษาหรอื ต่ำกวา่ เฉล่ียครวั เรือนละ 1 คน และยงั ไม่ได้เรียนหนังสือเฉลยี่ ครัวเรือนละ 1 คน เช่นเดยี วกนั

- การประกอบอาชีพ
การประกอบอาชีพหลักของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.0)

มอี าชีพเกษตรกรรม รองลงมา รับราชการและรับจ้างทั่วไปในจำนวนที่เท่ากนั คือร้อยละ 8.0 พนักงานบรษิ ัท ร้อยละ
6.0 และรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 2.0 ตามลำดับ ส่วนการประกอบอาชีพรองของครัวเรือน พบว่า ประกอบอาชีพรับจ้าง
ทั่วไปมากที่สุด (ร้อยละ 46.7) รองลงมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 20.0) ค้าขาย (ร้อยละ 16.7)
รฐั วสิ าหกิจ (ร้อยละ 6.7) รับราชการ (รอ้ ยละ 3.3) และพนกั งานบริษทั (ร้อยละ 3.3) ตามลำดับ

สำหรับการประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือน พบว่า สมาชิกในครัวเรอื นส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ
72.0) เป็นผู้ท่ที ำงานและมีรายได้ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.0) ประกอบอาชพี เกษตรกรรม รองลงมา ประกอบอาชีพ
รับจ้างท่ัวไป ร้อยละ 22.0 รับราชการ ร้อยละ 14.0 พนักงานบริษัทและค้าขายมีจำนวนท่ีเท่ากันคือ ร้อยละ 12
รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 4.0 และธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 2.0 ตามลำดับ ท้ังน้ีครัวเรือนที่มีสมาชิกท่ีไม่มีอาชีพ 1-2 คนต่อ
ครัวเรือน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 28.0 (รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-2)

(3) การตัง้ ถนิ่ ฐานและการย้ายถน่ิ ฐานของครวั เรือน
การต้ังถิน่ ฐานและการย้ายถ่ินของครวั เรอื นท่ีอยใู่ นพ้ืนที่ซงึ่ คาดวา่ จะไดร้ ับผลกระทบ

จากการพัฒนาโครงการ พบว่า ครวั เรือนเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 94.0) อยู่ในชมุ ชนมาตั้งแต่ด้งั เดิม ส่วนอกี ร้อยละ 6.0
ย้ายมาจากหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภออื่นๆ ในจังหวัดพัทลุงเป็นระยะเวลาเฉล่ีย 28 ปี โดยเหตุผลท่ีครัวเรือนที่ย้ายมาอยู่
ท่ีนี่ ได้แก่ เพ่ือมาหาท่ีดินทำกินใหม่หรือมาประกอบอาชีพ (ร้อยละ 38.5) มีท่ีดินทำกินอยู่ที่นี่ (ร้อยละ 36.5) มีบ้าน
และครอบครัวอยู่ท่ีนี่ (ร้อยละ 36.5) อยู่ที่นี่มีความสุขดีแล้ว(ร้อยละ 13.5) มีอาชีพท่ีมั่นคงและครอบครัวดีอยู่แล้ว
(ร้อยละ 7.7) มีทรัพย์สินอยู่ที่น่ี (ร้อยละ 1.9) และตั้งหลักปักฐานที่น่ีแล้ว (ร้อยละ 1.9) (รายละเอียดดังแสดงใน
ภาคผนวกตารางที่ ซ.4-3)

(4) สิทธ/ิ ลกั ษณะของการถอื ครองทดี่ นิ และทรัพย์สินของครัวเรอื น
- สิทธ/ิ ลกั ษณะของการครอบครองบา้ นเรือนและทีด่ นิ
สิทธิ/ลักษณะของการครอบครองบ้านเรือนและท่ีดินของครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนที่

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-318 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบื้องต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกัว่ บทท่ี 3
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

ซึ่งคาดว่าจะได้รบั ผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ พบว่า ครวั เรือนท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) มีบา้ น/อาคารและทด่ี ิน
เปน็ ของตนเอง

- การถอื ครองท่ดี ินของครวั เรอื น
การถอื ครองท่ีดินของครวั เรือน พบว่า มีจำนวนแปลงที่ดินทค่ี รอบครอง 2 แปลง

มากทีส่ ดุ (ร้อยละ 42.0) รองลงมา ร้อยละ 18.0 มจี ำนวนแปลงท่ดี ินทีค่ รอบครอง 3 แปลง จำนวน จำนวนแปลงทีด่ ิน
ทถ่ี อื ครอง 1 แปลง และ 4 แปลงในจำนวนท่เี ทา่ กันคือ ร้อยละ 16.0 จำนวนแปลงที่ดนิ ท่คี รอบครอง 5 แปลง ร้อยละ
6.0 และจำนวนแปลงท่ีดินท่ีครอบครอง 6 แปลง ร้อยละ 2.0 ตามลำดับ ท้ังนี้ ครัวเรือนมีขนาดท่ีดินท่ีถือครอง
ระหว่าง 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ มากท่ีสุดในสัดส่วนที่เท่ากันคือ ร้อยละ 22.0 รองลงมา มีที่ดินมากกว่า 10 ไร่ ร้อยละ
20.0 มีที่ดินระหว่าง 11-15 ไร่ ร้อยละ 18.0 มีที่ดินระหว่าง 16-20 ไร่ และ 21-25 ไร่ ในสัดส่วนท่ีเท่ากันคือร้อยละ
8.0 และมที ดี่ ินน้อยกวา่ 1 ไร่ ร้อยละ 2.0 ตามลำดบั

- ลกั ษณะของบา้ น/อาคาร
ลักษณะของบ้าน/อาคารของครัวเรอื นที่อยู่ในพ้ืนท่ีซ่ึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบ

จากการพฒั นาโครงการ พบวา่ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.0) มีลักษณะเปน็ บ้านตกึ ชั้นเดียว รองลงมาเป้นบ้านครึ่งตึกคร่ึง
ไม้ 2 ชั้น บา้ นไม้ 2 ชั้น บ้านไมช้ น้ั เดียว และบา้ นตกึ 2 ชั้น ในจำนวนร้อยละ 16.0, ร้อยละ 8.0, รอ้ ยละ 6.0 และรอ้ ย
ละ 4.0 ตามลำดับ (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-4)

(5) รายได้และรายจา่ ยของครวั เรือน
- รายไดข้ องครวั เรือน
รายได้ของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นท่ีคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนา

โครงการ ในรอบปี 2562 ทผี่ ่านมา มีรายได้รวมเฉลย่ี 14,026 บาท /เดือน โดยรายไดส้ ่วนใหญม่ าจากการขายผลผลิต
ทางการเกษตร ร้อยละ 62.0 คิดเปน็ รายได้จากการเกษตรเฉลยี่ 10,728 บาท/เดอื น รองลงมา ร้อยละ 2.0 รายได้
สว่ นใหญ่เป็นรายได้จากนอกภาคเกษตร ได้แก่ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย เงินเดือนประจำ รับราชการ บุตรส่งเงินมาให้ใช้
จ่าย และพนักงานบริษัท คิดเป็นรายได้จากนอกภาคการเกษตรเฉล่ีย 9,721 บาท/เดือน ซ่ึงลักษณะรายได้ของ
ครัวเรือน สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 52.0) เปน็ รายได้ที่ไม่แน่นอน และอกี ร้อยละ 48.0 เปน็ รายไดท้ ีแ่ นน่ อน

- รายจา่ ยของครัวเรอื น
สำหรับรายจ่ายของครัวเรือนในพ้ืนท่ีศึกษานั้น พบว่า มีรายจ่ายประจำครัวเรือน

เฉลี่ย 10,120 บาท /เดือน โดยร้อยละ 36.0 ระบุว่าเป็นรายจ่ายในครัวเรือนท้ังหมด และอีกร้อยละ 20.0 เป็น
รายจ่ายทางการเกษตรลงทนุ ด้านอาชีพประมาณ 40% (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-5)

(6) หน้สี ินและการออม
- สภาพหนี้สนิ
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ส ภ า พ ห นี้ สิ น ข อ ง ค รั ว เรื อ น ท่ี อ ยู่ ใน พื้ น ท่ี ซึ่ ง ค า ด ว่ า จ ะ ได้ รั บ

ผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ พบวา่ ครวั เรือนที่มีหน้สี ินมีจำนวนร้อยละ 42.0 โดยแหล่งกู้ยืมเงินมาจากกองทุน
หมู่บ้าน จำนวนเงินกู้ยืมเฉล่ีย 15,444 บาท/ราย ซึ่งส่วนใหญ่ (66.7) มีจำนวนเงินกู้ยืมต่ำกว่า 10,000 บาท อัตรา
ดอกเบ้ียส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.8) รอ้ ยละ 2 บาทตอ่ ปี โดยเงินกู้สว่ นใหญ่นำไปใช้จา่ ยในครวั เรอื น (รอ้ ยละ 66.7) และ
นำไปลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 33.3) สำหรับการกู้ยืมจากธนาคาร ธ.ก.ส. จำนวนเงินกู้ยืมเฉลี่ย 337,222 บาท
ซง่ึ มีจำนวนเงินกู้ยืม 100,001-200,000 บาท มากท่ีสุด (ร้อยละ 33.3) อตั ราดอกเบ้ียส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 94.4) ร้อยละ

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-319 รายงานผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อา่ งเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

7 บาทต่อปี โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไปลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 66.7) นำไปใช้จ่ายในครัวเรือน (ร้อยละ 16.7)
สร้างบ้าน/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 11.0) และเพื่อประกอบอาชีพนอกการเกษตร (ร้อยละ 5.6) นอกจากน้ียังมี
แหล่งกู้ยืมอ่ืนๆ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร ธนาคารพาณิชย์/บริษัทเงินทุน และญาติพ่ีน้อง ทั้งนี้ ครัวเรือนส่วนใหญ่
(รอ้ ยละ 63.0) สามารถชำระหนี้สนิ ได้ตามเงอื่ นไขทก่ี ำหนด ส่วนอกี ร้อยละ 37.0 ไมส่ ามารถชำระไดต้ ามเงือ่ นไข

- การออมของครัวเรอื น
การออมเงินของครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนท่ีซ่ึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนา
โครงการ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.0) ไม่มีการออม มีเพียงรอ้ ยละ 46.0 มีการออมเงิน โดยมีเงินออมเฉลยี่ 20,683 บาท/
ครัวเรอื น ทัง้ นอี้ กี ร้อยละ 2.0 ระบุว่ามกี ารออม แต่ไม่สะดวกใหข้ อ้ มูล (รายละเอียดดงั แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-6)
(7) คุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในชุมชน
คุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในชุมชน พิจารณาจากความคิดเห็นต่อความ
เพียงพอของโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ความคิดเห็นต่อคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยในชุมชน ความคิดเห็นต่อ
สภาพแวดล้อมในชุมชน พบว่า
- ความคิดเหน็ ตอ่ การบรกิ ารโครงสร้างพ้ืนฐานในชมุ ชน

ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ที่ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 94.0)
ระบุว่าไม่เพียงพอ ได้แก่ ห้องสมุดสำหรับประชาชน รองลงมา ได้แก่ สถานพยาบาลและสถานีตำรวจ (ร้อยละ
92.0) รถโดยสารสาธารณะ (ร้อยละ 90.0) บริการโทรศัพท์สาธารณะ (ร้อยละ 84.0) การจัดเก็บขยะ/การกำจัดขยะ
(รอ้ ยละ 82.0) การบรกิ ารสงั คมสงเคราะห์ (ร้อยละ 78.0) และห้องสมุดสำหรบั ประชาชน (รอ้ ยละ 54.55) ตามลำดบั

- ความคิดเห็นต่อคุณภาพชีวิตในการอย่อู าศัยในชมุ ชน
ด้านคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยในชุมชน ท่ีผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ

94.0) ระบุว่าไม่เพียงพอ ได้แก่ สุขภาพอนามัย รายได้จากการประกอบอาชีพ และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
ในจำนวนที่เท่าๆ กัน คอื ร้อยละ 2.0

- ความคิดเหน็ ต่อสภาพแวดลอ้ มในชุมชน
สำหรับความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมในชุมชน ท่ีผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่า

ไม่มีปัญหา ได้แก่ น้ำเสียและการพังทลายของดิน (ร้อยละ 94.0) ปัญหาขยะและน้ำท่วม (ร้อยละ 90.0) ฝุ่นละออง/
มลพิษทางอากาศ (ร้อยละ 86.0) การใช้สารเคมจี ากการทำการเกษตร (ร้อยละ 78.0) และเสียงดงั รบกวน (ร้อยละ 64.0)

สำหรบั ปัญหาด้านสภาพแวดลอ้ มในชมุ ชน ทีพ่ บวา่ มปี ัญหา ได้แก่
▪ ฝุ่นละออง/มลพิษทางอากาศ มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย
(ร้อยละ 10.0) และระดับมาก (รอ้ ยละ 4.0) ซึ่งเกิดจากการตัดต้นไม้ การจราจรบนท้องถนน และกล่ินเหม็นจากฟาร์ม
ไก่
▪ เสียงดังรบกวน มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 28.0)
ระดับพอสมควร (รอ้ ยละ 6.0) และระดับมาก (ร้อยละ 2.0) ซ่ึงเกิดจากเสียงรถยนต์/จักรยานยนต์ทส่ี ัญจรการจราจร
บนท้องถนน และการตัดต้นไม้
▪ สารเคมีจากการทำการเกษตร มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย
(ร้อยละ 14.0) และระดับพอสมควร (ร้อยละ 8.0) ซึ่งเกิดจากเกษตรกรฉีดพ่นสารกำจัดแมลงและวัชพืชในพ้ืนท่ี
เกษตรกรรม นำ้ ใชป้ นเปอื้ นสารเคมี สารเคมีท่ีตกค้างในพืน้ ที่เกษตรกรรม

บริษัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-320 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้
บริษัท เอน็ ริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะกั่ว บทท่ี 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจบุ ัน

▪ ปญั หานำ้ เสยี มคี รัวเรือนทีเ่ หน็ วา่ เป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 6.0) โดย
ทั้งหมดเห็นว่า เป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 100.00) ซ่ึงเกิดจากน้ำเสียชุมชน และสารเคมีการเกษตรปนเป้ืน
แหลง่ นำ้

▪ การพังทลายของดิน มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ
6.0) ซง่ึ ฝนทต่ี กทำใหเ้ กิดการชะล้างพงั ทลายของดนิ

▪ ปัญหาขยะ มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 8.0) และ
ระดบั พอสมควร (ร้อยละ 2.0) ซง่ึ ปัญหาเกิดจากไม่มภี าชนะรองรับขยะในชมุ ชน

▪ ปัญหานำ้ ท่วม มคี รัวเรอื นทเ่ี ห็นว่าเป็นปัญหาในระดับนอ้ ย (รอ้ ยละ 8.0) และ
ระดับมาก (ร้อยละ 2.0) ซึง่ ปัญหาเกิดจากฝนตกหนกั ติดต่อกนั หลายวนั ทำให้นำ้ ทว่ มขงั ระบายไม่ทนั (รายละเอียดดัง
แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-7)

(8) ดา้ นสาธารณสุขในชุมชน
- สวสั ดิการในการรกั ษาพยาบาลของสมาชกิ ในครวั เรือน
สวัสดิการในการรักษาพยาบาลของสมาชิกในครัวเรือน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ

83.3) ได้รับสิทธ์ิบัตรทอง รองลงมาเป็นสิทธิ์ประกันสังคม (ร้อยละ 9.3) และสิทธิ์สวัสดิการรกั ษาพยาบาลข้าราชการ
(รอ้ ยละ 7.4) ตามลำดับ)

- การใช้บรกิ ารดา้ นสาธารณสุข
การเข้ารบั การรักษาพยาบาลกรณที ่ีเจ็บป่วยของครัวเรือนท่ีอยูใ่ นพ้ืนที่ซงึ่ คาด

ว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ พบว่าไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรฐั มากท่ีสุด (รอ้ ยละ 47.8) รองลงมา
เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน/สถานีอนามัย (ร้อยละ 40.0) คลินิก (รอ้ ยละ 5.5) ซ้ือยากินเอง (ร้อยละ 4.4)
และโรงพยาบาลเอกชน (ร้อยละ 2.2)

- การเจ็บปว่ ยของคนในครัวเรอื น
การเจ็บป่วยของคนในครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนที่ซ่ึงคาดวา่ จะไดร้ ับผลกระทบจาก

การพัฒนาโครงการในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) ไม่มีการเจ็บป่วย ส่วนอีกร้อยละ 42.0
ระบุว่ามีการเจ็บป่วยของสมาชิกในครัวเรือน โดยโรคท่ีพบมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิต (ร้อยละ 32.3) โรค
ภูมิแพ้ (ร้อยละ 25.8) ไขห้ วดั ใหญ่และโรคปวดตามข้อ (ร้อยละ 9.7) โรคหอบหืดและโรคเบาหวาน (ร้อยละ 6.5) โรค
เก๊าท์ ไข้เลอื ดออก และโรคมะเรง็ (ร้อยละ 3.2)

- การจัดกจิ กรรมทีเ่ ก่ียวกับการดูแลสขุ ภาพของคนในชมุ ชน
การจัดกิจกรรมท่เี กี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนที่อยู่ในพนื้ ที่ศกึ ษา

ของโครงการ เกอื บท้ังหมด (รอ้ ยละ 98.0) ระบุวา่ มีการจัดกจิ กรรมฯ ไดแ้ ก่ การตรวจสขุ ภาพของคนในชุมชน (ร้อยละ
68.3) การออกกำลังกายเพ่ือสุขภาพ (ร้อยละ 26.7) และการรักษาสุขอนามัยในบ้านเรือน (ร้อยละ5.0) (รายละเอียด
ดังแสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-8)

(9) องคก์ รในทอ้ งถิน่ และการมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาชุมชน
- องคก์ รในทอ้ งถิ่น
องค์กรในท้องถ่ิน เป็นกลุ่มทางสังคมท่ีตั้งข้ึนอย่างไม่เป็นทางการ และองค์กรท่ี

บริษัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-321 รายงานผลกระทบส่งิ แวดล้อมเบื้องต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกั่ว บทท่ี 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

ตัง้ ขนึ้ อย่างเป็นทางการ ซ่ึงสว่ นใหญอ่ งค์กรท่ีจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จะมโี ครงสรา้ งขององคก์ รท่ีไม่ซับซ้อน ซึ่งส่วน
ใหญ่ประกอบด้วยประธาน รองประธาน เหรัญญิก เลขานุการ เป็นองค์กรท่ตี ั้งโดยการสนับสนุนของหน่วยงานพัฒนา
ในพ้ืนที่ ซ่ึงมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อการเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิต การแปรรปู ผลผลติ พัฒนาคุณภาพชีวติ โดยครวั เรือน
ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.0) เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กร/กลุ่มทางสังคม สำหรับกลุ่มที่ประชาชนเข้าร่วมเป็นสมาชิก
มากที่สุด ได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน (ร้อยละ 32.1) รองลงมา ได้แก่ กลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. กลุ่มเกษตรกร กลุ่มออมทรัพย์
กลุ่มแม่บ้านเกษตกร กลุ่มสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในจำนวนร้อยละ 25.9, ร้อยละ 24.7, ร้อยละ 9.9,
รอ้ ยละ 3.7, ร้อยละ 2.5, และร้อยละ 1.2 ตามลำดบั

- การมสี ่วนรว่ มในการพัฒนาชุมชน
การเข้ารว่ มกจิ กรรมของคนในชุมชน ของครัวเรอื นทอ่ี ยู่ในพน้ื ท่ีซงึ่ คาดวา่ จะไดร้ บั

ผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ พบว่า กิจกรรมการจัดประชมุ ในหม่บู ้านหรือจดั ประชาคมหมู่บ้านมีการจัดประชุม
ปลี ะ 4-6 คร้ัง (รอ้ ยละ 46.0) รองลงมา จดั ประชุมปีละ 1-3 คร้ัง (ร้อยละ 30.0) และจัดประชุม มากกว่าปีละ 6 คร้ัง
(รอ้ ยละ 24.0)

สำหรับการเข้าร่วมประชุมในหมู่บ้านหรือประชาคมหมู่บ้าน พบว่า ส่วนใหญ่
(ร้อยละ 50.0) เข้าร่วมเป็นบางครั้ง รองลงมา ร้อยละ 26.0 เข้าร่วมทุกคร้ัง และร้อยละ 22.0 เข้าร่วมเกือบทุกคร้ัง
ท้ังนีอ้ กี ร้อยละ 2.0 ไมเ่ คยเขา้ รว่ มประชุมเลย

ส่วนความพร้อมเพรียงในการช่วยเหลืองานของส่วนรวมของคนในชุมชน พบว่า
สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความพรอ้ มเพรียงกันดี รองลงมา ร้อยละ 40.0 มีความพร้อมเพรียงกนั ปานกลาง และรอ้ ย
ละ 2.0 มีความพรอ้ มเพยี งกับนอ้ ย(รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-9)

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-322 รายงานผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบื้องต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะกัว่ บทที่ 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

(10) การใช้ประโยชนแ์ ละการจดั การส่ิงแวดลอ้ มในครัวเรอื น
- การใชป้ ระโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม
ครัวเรือนเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 98.0) มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำบนดินดิน

(แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง อ่าง น้ำตก) ส่วนอีกร้อยละ 2.0 มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำใต้ดิน (น้ำ
บาดาล บ่อน้ำต้ืน) โดยใช้เพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน (ร้อยละ 98.0) และเพ่ือการเพาะปลูกพืช/เพาะเลยี้ งสัตว์น้ำ
(ร้อยละ 2) และมีการใช้ประโยชน์ ทุกวัน หรือ 365 วัน/ปี (ร้อยละ 98.0) และ 300 คร้ัง/ปี (ร้อยละ 2.0) ทั้งนี้ไม่
สามารถประเมนิ มูลคา่ ท่ีครวั เรือนได้รับประโยชนจ์ ากการใชท้ รพั ยากรดังกลา่ วได้

- การใชน้ ำ้
ครวั เรือนเกอื บท้งั หมด (ร้อยละ 98.0) มเี พียงร้อยละ 2.0 ท่ีมีการใช้น้ำจากแหล่ง

นำ้ บาดาล โดยมกี ารขดุ เจาะเองทั้งหมด และเสยี คา่ ใช้จ่ายในการขุดเจาะ 16,000 บาท
- การจดั การน้ำเสีย ขยะ และสง่ิ ปฏกิ ลู ในครวั เรือน
สำหรบั การจัดการนำ้ เสยี ท่ีเกิดขึ้นในครัวเรือน เกอื บทง้ั หมด (รอ้ ยละ 96.0) ใช้วธิ ี

ปล่อย/ระบายลงพ้ืนดิน ส่วนอีกรอ้ ยละ 2.0 ในจำนวนท่ีเท่ากัน จะระบายลงท่อสาธารณะและระบายลงถังบำบัดน้ำ
เสยี สำเรจ็ รูป โดยท้งั หมดไม่เคยประสบปญั หากับการจัดการน้ำเสียของครวั เรือน

ด้านการจัดการขยะมูฝอยในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนทั้งหมดกำจัดขยะด้วย
ตนเองโดยใช้วธิ ีการเผาเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 81.0) รองลงมา ร้อยละ 8.6 ในจำนวนท่เี ทา่ กนั ใช้วธิ ีการฝังและหมักทำ
ปุ๋ย และอีกร้อยละ 1.7 นำไปท้ิงท่ีหลุมของเทศบาล โดยทั้งหมดไม่เคยประสบปัญหาด้านการจัดการขยะมูลฝอยของ
ครัวเรือน

ด้านการจัดการส่ิงปฏิกูลในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนทั้งหมดมีการจัดการสิ่ง
ปฏิกูลโดยการระบายลงสู่บ่เกรอะ บ่อซมึ และไม่มีปัญหาด้านการจัดการสิ่งปฏิกูล(รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวก
ตารางท่ี ซ.4-10)

(11) การทำการเกษตร (สำหรับครัวเรอื นเกษตร)
จากการสอบถามขอ้ มลู ด้านการเกษตรของครวั เรอื นเกษตร พบวา่ สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ

58.0) มีการถือครองท่ดี ิน 1-2 แปลง รองลงมา ร้อยละ 34.0 ถอื ครองที่ดนิ 3-4 แปลง และร้อยละ 8.0 ถอื ครองท่ีดิน
5-6 แปลง โดยมีพื้นที่อยู่ในช่วง 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนที่เท่ากันคือร้อยละ 22.0 รองลงมา ร้อยละ 18.0 มี
พ้นื ที่อยู่ในช่วง 11-15 ไร่, รอ้ ยละ 10.0 มีพื้นที่อยู่ในช่วง 36-40 ไร่, ร้อยละ 8.0 ในจำนวนท่ีเท่ากัน มีพ้ืนที่อยใู่ นช่วง
16-25 ไร่ และ 21-25 ไร,่ รอ้ ยละ 6.0 มพี นื้ ท่ีอยูใ่ นชว่ ง 26-30 ไร่, รอ้ ยละ 4.0 มพี ้ืนทอ่ี ยู่ในช่วง41-45 ไร่ และรอ้ ยละ
2 มีพืน้ ที่น้อยกวา่ 1 ไร่ (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-11)

สำหรับการใช้ประโนชน์ทีด่ ินในแต่ละแปลงของครัวเรือนมีดังน้ี
- แปลงที่ 1 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีพื้นท่ี 1-5 ไร่ รองลงมามีพ้ืนท่ีน้อยกว่า 1
ไร,่ 6-10 ไร,่ 11-15 ไร่ และ 16-20 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 24.0, รอ้ ยละ 12.0, รอ้ ยละ 4.0 และรอ้ ยละ 2.0 ตามลำดับ
การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ ินสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 66.0) ใช้เป็นทีอ่ ยู่อาศัย รองลงมา รอ้ ยละ 30.0 ทำสวนยางพารา และอีกรอ้ ย
ละ 2.0 ในจำนวนท่ีเท่ากัน ทำสวนไม้ผล และไม้ยืนต้น ลักษณะการถือครองท่ีดินคือเป็นเจ้าของท้ังหมด (ร้อยละ
100.0) โดยร้อยละ 34.0 เจ้าของแปลงทดี่ นิ ทำการเกษตรเอง ท้ังนีเ้ อกสารสทิ ธิข์ องแปลงทีด่ ินสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 58.0)
เปน็ ท่ีดิน สปก. รองลงมา ร้อยละ 26.0 เป็นที่ดิน ภบท./ไมม่ ีเอกสารสิทธิ์ และร้อยละ 22.0 เป็นโฉนดท่ีดิน และที่ดิน

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-323 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบ้านเหมอื งตะกวั่ บทที่ 3
อนั เน่อื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 86.0) ตัง้ อยู่ภายในหมู่บา้ นท่ีอยู่ปัจจุบัน, รอ้ ยละ 10.0 อยู่ภายในตำบล และร้อยละ 4.0 อยู่ภายใน
จังหวดั

- แป ล งท่ี 2 มี พื้ น ท่ี 1-5 ไร่ (ร้อยล ะ 48.0) รองล งม ามี พื้ น ท่ี 6-10 ไร่,
11-15 ไร่, และน้อยกว่า 1 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 19.5, ร้อยละ 17.1, ร้อยละ 7.3 และร้อยละ 7.3 ตามลำดับ การใช้
ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.6) ใช้ทำสวนยางพารา รองลงมา รอ้ ยละ 14.6 ทำสวนไม้ผล, รอ้ ยละ 7.3 เปน็ ที่
อยู่อาศัย และอีกร้อยละ 2.4 ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ลักษณะการถือครองท่ีดินคือเปน็ เจ้าของท้ังหมด (ร้อยละ
100.0) และเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 92.7) เจ้าของแปลงที่ดินทำการเกษตรเอง ท้ังน้ีเอกสารสิทธิ์ของแปลงท่ีดินเป็น
ท่ีดิน สปก.มากที่สดุ (ร้อยละ 48.0) รองลงมา ร้อยละ 39.0 เป็นท่ีดนิ ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ ร้อยละ 9.8 เป็นโฉนด
ท่ดี ิน และร้อยละ 2.4 เป็น นส.3ก. ที่ดินสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 65.9) ต้ังอยู่ภายในหมู่บ้านที่อยู่ปัจจุบัน ร้อยละ 29.3 อยู่
ภายในตำบล และร้อยละ 2.4 ในจำนวนทเ่ี ทา่ กัน อย่ภู ายในอำเภอและจังหวดั

- แปลงที่ 3 มีพื้นท่ี 1-5 ไร่ มากที่สุด (ร้อยละ 38.1) รองลงมามีพื้นที่ 6-10 ไร่,
16-20 ไร่, ต้ังแต่ 26 ไร่ขึ้นไป, และ 11-15 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 33.3, ร้อยละ 14.3, ร้อยละ 9.5 และร้อยละ 4.8
ตามลำดบั การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85.7) ใช้ทำสวนยางพารา ส่วนทเ่ี หลอื ทำสวนไม้ผล ไมย้ ืนต้น และ
ทำการเกษตรแบบผสมผสานในจำนวนท่ีเท่ากนั คอื ร้อยละ 4.8 ลกั ษณะการถือครองท่ีดินคือเปน็ เจ้าของทงั้ หมด (ร้อย
ละ 100.0) และเจา้ ของแปลงที่ดินทำการเกษตรเองทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ท้งั นเ้ี อกสารสิทธข์ิ องแปลงที่ดนิ เป็นท่ีดิน
ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธ์ิมากที่สุด (ร้อยละ 47.6) รองลงมาเป็นท่ีดิน สปก. (ร้อยละ 33.3) และโฉนดที่ดิน (ร้อยละ
19.0) ตามลำดับ ท่ีดนิ สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 52.6) ต้งั อย่ภู ายในตำบล และอีกรอ้ ยละ 47.6 อยภู่ ายในหมบู่ ้านทอ่ี ยู่ปัจจุบนั

- แปลงท่ี 4 ส่วนใหญ่มีพื้นที่ 1-5 ไร่ (ร้อยละ 81.8) รองลงมามีพื้นที่ 16-20 ไร่
(รอ้ ยละ 18.8) การใช้ประโยชนท์ ี่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.6) ใช้ทำสวนยางพารา ส่วนท่ีเหลือทำสวนไม้ผล และไม้ยืน
ต้น ในจำนวนที่เท่ากันคือร้อยละ 18.2 ลักษณะการถือครองท่ีดนิ คอื เป็นเจ้าของทงั้ หมด (ร้อยละ 100.0) และเจ้าของ
แปลงท่ีดนิ ทำการเกษตรเองทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ทัง้ นเี้ อกสารสทิ ธิข์ องแปลงที่ดนิ เป็นทดี่ นิ ภบท./ไมม่ ีเอกสารสทิ ธ์ิ
มากที่สุด (รอ้ ยละ 45.5) รองลงมาเปน็ ที่ดิน สปก. (ร้อยละ 36.4) และโฉนดทด่ี ิน (ร้อยละ 18.2) ตามลำดบั ที่ดินสว่ น
ใหญ่ (ร้อยละ 54.5) ต้ังอยู่ภายในตำบล, ร้อยละ 36.4 อยู่ภายในหมู่บ้านท่ีอยู่ปัจจุบัน และร้อยละ 9.1 อยู่ภายใน
อำเภอ

- แปลงที่ 5 มีพ้ืนท่ีน้อยกว่า 1 ไร่, 1-5 ไร่, และ 6-10 ไร่ ในจำนวนท่ีเท่ากันคือ
ร้อยละ 33.3 การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.7) ปลูกไม้ยืนต้น และอีกร้อยละ 33.3 ทำสวนยางพารา
ลักษณะการถือครองที่ดินคือเป็นเจ้าของท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) และเจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเองทั้งหมด
(ร้อยละ 100.0) ทั้งนี้เอกสารสิทธิ์ของแปลงท่ีดินส่วนใหญ่เป็นที่ดนิ ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ (ร้อยละ 66.7) รองลงมา
เป็นโฉนดที่ดิน (ร้อยละ 33.3) ที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.7) อยู่ภายในหมู่บ้านที่อยู่ปัจจุบัน และร้อยละ 33.3 ตั้งอยู่
ภายในตำบล(รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-12)

จากการสอบถามข้อมูลดา้ นการจ้างแรงงานมาช่วยในการประกอบอาชีพเกษตร/ปศุ
สตั ว์/เพาะเล้ียงสัตวน์ ้ำ/ประมง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88.0) ไมม่ ีการจ้างแรงงาน ใช้แรงงานตนเอง รองลงมาร้อย
ละ 4.0 จ้างแรงงานท้ังหมด และร้อยละ 2.0 จ้างแรงงานและใช้แรงงานตนเองร่วมด้วย โดยมีค่าจ้างแรงงาน โดย
เฉลย่ี ทง้ั ค่าแรงเพศชายและหญงิ 193 บาท/วนั (รายละเอียดดงั แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-13)

จากการสอบถามข้อมูลการปลูกพืชของครัวเรือนท่ีทำการเกษตร พบว่าส่วนใหญ่

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-324 รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบอื้ งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกั่ว บทท่ี 3
อันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

(76.3) ปลูกยางพารา รองลงมาปลูกสละ ทุเรียน และมังคุด ในจำนวนร้อยละ 8.5, รอ้ ยละ 6.8 และร้อยละ 3.4 ส่วน
ท่เี หลอื อกี รอ้ ยละ 1.7 ในจำนวนที่เทา่ กนั ปลูกมะพรา้ วและลองกอง (รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-14)

สำหรบั ข้อมูลดา้ นตน้ ทุนการผลิตของการปลกู พืชแต่ละชนดิ มีดังน้ี
- ยางพารา มีพ้นื ทีเ่ พาะปลูก 6-10 ไร่, 1-5 ไร่, 16-20 ไร,่ ตั้งแต่ 31 ไร่ข้ึนไป, 11-
15 ไร่, 21-25 ไร่ น้อยกว่า 1 ไร่ และ 26-30 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 26.7, ร้อยละ 24.4, ร้อยละ 15.6, ร้อยละ 13.3,
ร้อยละ 11.1, ร้อยละ 4.4, ร้อยละ 2.2 และร้อยละ 2.2 ตามลำดับ อายุของยางพาราท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง
16-20 ปีมากท่ีสุด (ร้อยละ 35.6) รองลงมามีอายุอยู่ในช่วง 6-10 ปี, 11-15 ปี, 1-5 ปี และ 21 ปีข้ึนไป ในจำนวน
ร้อยละ 24.4, ร้อยละ 20.0, ร้อยละ 13.3 และร้อยละ 6.7 ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกยางพารา
ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีท่ีปลูก อยู่ในช่วง 2,000 - 3,000 บาท และต้ังแต่ 7,000 บาทข้ึนไป ใน
จำนวนที่เท่ากันคือ ร้อยละ 4.4 และอยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท, 5,000-6,000 บาท และ 6,000-7,000 บาท ใน
จำนวนท่ีเท่ากันคือร้อยละ 2.2 ค่าปลูกทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ไม่ระบุข้อมูล/จำข้อมูลไม่ได้ ค่าพันธุ์ในปีปลูกและ
ปลูกซอ่ ม ระบวุ ่า 7,000 บาทขึ้นไปเป็นสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 51.1) รองลงมา ร้อยละ 6.7 อยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท
และร้อยละ 4.4 ในจำนวนที่เท่ากัน อยู่ในช่วง 2,001-3,000 บาท, 3,001-4,000 บาท, 5,001-6,000 บาท และ
6,001-7,000 บาท ตามลำดบั คา่ ปุ๋ยต่อปีต้ังแต่ 7,001 บาทข้ึนไปมากทส่ี ดุ (ร้อยละ 31.1) รองลงมาร้อยละ 26.7ระบุ
ว่าไม่แนอน และร้อยละ 11.1 ระบุว่าอยู่ในช่วง 3,001-4,000 บาท ค่ายาปราบศัตรูพืชต่อปี เกือบท้ังหมด (ร้อยละ
93.3) ระบุว่าไม่แน่นอน/ไม่สามารถระบุได้, ส่วนอีกระบุว่าต่ำกว่า 1,000 บาท 1,000 -2,000 บาท และ 2,001-
3,000 บาท ในจำนวนร้อยละ 2.2 เท่าๆ กัน แหล่งน้ำใช้ในการปลูกยางพารา ได้แก่ น้ำฝน (ร้อยละ 93.3) และบ่อ/
สระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 6.7) พื้นที่เก็บเก่ียวทั้งหมดอยู่ในช่วง 1-5 ไร่, 6-10 ไร่ และ 16-20 ไร่ ในจำนวนร้อยละ
24.4, 20.0 และ 15.6 ตามลำดับ ผลผลิตท้ังหมดทีไ่ ด้เฉลยี่ 3,739 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 40 บาทต่อกิโลกรัม รายได้
จากการขายเฉล่ีย 155,653 บาท สถานที่ขายผลผลิตส่วนใหญ่ (ร้อยละ 71.1) คือขายกับพ่อค้าคนกลาง และร้อยละ
11.1 ขายท่ีตลาดกลาง ทง้ั นร้ี ้อยละ 17.8 ยังไม่มกี ารเก็บเกยี่ วผลผลติ
- มะพร้าว มีพ้ืนท่ีเพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของมะพร้าวที่ปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่
ในช่วง 11-15 ปี ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกมะพร้าว ประกอบด้วย คา่ ปุ๋ยต่อปอี ยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท และค่าค่า
วสั ดอุ ื่นๆ น้ำมนั เชื้อเพลิง และค่าซอ่ มแซมอปุ กรณ1์ ,000 บาทต่อปี แหล่งน้ำใชใ้ นการปลกู มะพร้าว ได้แก่ บอ่ /สระน้ำ
ในไร่-นา พื้นที่เก็บเก่ียวทั้งหมด 2.5 ไร่ ผลผลิตท้ังหมดที่ได้เฉล่ีย 600 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 15 บาทต่อกิโลกรัม
รายไดจ้ ากการขายเฉลี่ย 900 บาท สถานท่ขี ายผลผลิต ได้แก่ พอ่ คา้ คนกลาง
- ทุเรียน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50.0) มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 1 ไร่ ส่วนอีกร้อยละ
25.0 ในจำนวนที่เท่ากันมีพื้นที่ 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ อายุของทุเรียนท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50) อยู่
ในช่วง 11-15 ปี ส่วนอีกร้อยละ 25.0 ในจำนวนท่ีเท่ากัน มีอายุอยู่ในช่วง 1-5 ปี และ 6-10 ปี ค่าใช้จ่ายท่ีใช้ในการ
ปลูกทุเรียน ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีที่ปลูก ซ่ึงไม่สามารถระบุข้อมูล/จำข้อมูลไม่ได้ ค่าพันธุ์ในปี
ปลูกและปลูกซ่อม อยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 50.0) และต้ังแต่ 5,000 บาทขึ้นไป (รอ้ ยละ 50.0) ค่า
ปุ๋ยต่อปี ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75.0) ตั้งแต่ 3,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 25.0 ระบุว่าอยู่ในช่วง 1,001-2,000 บาท
และคา่ วัสดอุ ่ืนๆ นำ้ มนั เชอ้ื เพลิง และคา่ ซอ่ มแซมอุปกรณ์ ประมาณ 500 บาทต่อปี (ร้อยละ 25.0) แหล่งนำ้ ใชใ้ นการ
ปลูกทุเรียน ได้แก่ บ่อ/สระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 50.0) น้ำฝน (ร้อยละ 25.0) และคลอง/ห้วย (ร้อยละ 25.0) พ้ืนท่ี
เกบ็ เกี่ยวท้ังหมด สว่ นใหญ่ (50.0) น้อยกวา่ 1 ไร่ ส่วนอีกร้อยละ 25.0 มีพ้ืนที่เกบ็ เก่ียว 1-5 ไร่ ท้ังนี้ ร้อยละ 25.0 ยัง

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-325 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบอ้ื งตน้
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ผลผลิตทั้งหมดท่ีได้เฉล่ีย 600 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 80 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขาย
เฉลี่ย 50,667 บาท สถานที่ขายผลผลิต ได้แก่ ขายกับพ่อค้าคนกลาง ตลาดกลาง และตลาดในชุมชนในจำนวนท่ี
เท่าๆ กนั คอื ร้อยละ 25

- มังคุด มีพ้ืนท่ีเพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของมังคุดที่ปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง
6-10 ปี (รอ้ ยละ 50.0) และ 11-15 ปี (รอ้ ยละ 50.0) ค่าใช้จา่ ยทใี่ ช้ในการปลกู มังคุด ประกอบด้วย คา่ พันธุ์ ในปปี ลูก
และปลูกซ่อม ระบุว่าต้ังแต่ 3,000 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 50.0) ค่าปุ๋ยต่อปีตั้งแต่ 2,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 50.0)
แหล่งนำ้ ใชใ้ นการปลูกมังคุด ไดแ้ ก่ น้ำฝน พื้นทเี่ ก็บเก่ียวทงั้ หมด 1-5 ไร่ ผลผลิตท้ังหมดทไี่ ด้เฉลีย่ 1,200กก./ปี ราคา
ขายเฉล่ีย 18 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉล่ีย 8,600 บาท สถานที่ขายผลผลิต ได้แก่ พ่อค้าคนกลาง (ร้อย
ละ 50.0) และตลาดกลาง (รอ้ ยละ 50.0)

- ลองกอง มีพ้ืนที่เพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของมังคุดท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง
6-10 ปี ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกลองกอง แหล่งน้ำใช้ในการปลูกลองกอง ได้แก่ น้ำฝน พื้นที่เก็บเก่ียวทั้งหมด 5
ไร่ ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลีย่ 100 กโิ ลกรมั ./ปี ราคาขายเฉลยี่ 5 บาทต่อกิโลกรัม รายไดจ้ ากการขายเฉล่ยี 5,000 บาท
สถานท่ขี ายผลผลิต ไดแ้ ก่ พ่อคา้ คนกลาง

- อ่ืนๆ ได้แก่ สละ และสะตอ มีพ้ืนท่ีเพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของพืชที่ปลูกจนถึง
ปัจจุบันอยู่ในช่วง 1-5 ปี (ร้อยละ 50.0), 6-10 ปี (ร้อยละ 33.3) และ 11-15 ปี (ร้อยละ 50.0) ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการ
ปลูกพืช ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน + ขุดหลุมในปีที่ปลูก อยู่ในช่วงต่ำกว่า 1,000 บาท, 1,000-2,000 บาท, 2,001-
3,000 บาท และ 3,001-4,000 บาท ในจำนวนร้อยละ 16.7 เท่าๆ กนั ค่าพันธุ์ ในปีปลูกและปลูกซ่อม ระบวุ ่าตำ่ กว่า
5,000 บาท, 5,000-10,000 บาท, 10,001-15,000 บาท และ 20,001-25,000 ในจำนวนร้อยละ 16.7 เท่าๆ กัน ค่า
ปุ๋ยต่อปี ตำ่ กว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 50.0) และอยูใ่ นชว่ ง 5,000-10,000 บาท, 10,001-15,000 บาท และ 15,001-
20,000 บาท ในจำนวนร้อยละ 16.7 เท่าๆ กัน ค่ายาปราบศัตรูพชื และวัชพืช ต่ำกวา่ 1,000 บาท และ 1,000-2,000
บาท ในจำนวนร้อยละ 16.7 เท่าๆ กัน และค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมันเช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ อยู่ในช่วง 1,000-
2,000 บาท, 3,001-4,000 บาท และต้ังแต่ 4,001 บาทข้ึนไป ในจำนวนร้อยละ 16.7 เท่าๆ กัน แหล่งน้ำใช้ในการ
ปลูกพืช ได้แก่ บ่อสระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 83.3) และน้ำฝน (ร้อยละ 16.7) พ้ืนที่เก็บเก่ียวท้ังหมด 1-5 ไร่ (ร้อยละ
83.3) ส่วนอีกรอ้ ยละ 16.7 ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลติ ผลผลิตทั้งหมดท่ีได้เฉล่ีย 4,400กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 31 บาทต่อ
กิโลกรัม รายได้จากการขายเฉล่ีย 115,600 บาท สถานท่ีขายผลผลิต ได้แก่ พ่อค้าคนกลาง (รายละเอียดดังแสดงใน
ภาคผนวกตารางที่ ซ.4-15)

จากการสอบถามถงึ ปัญหาการปลกู พืช(พชื ยนื ตน้ เชน่ ยางพารา ปาล์มนำ้ มัน ไม้ผล )
พบว่า ส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 78.7) ไม่มีปัญหา ส่วนอีกร้อยละ 21.3 ระบุว่ามีปัญหา ในด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร
ตกต่ำ (ร้อยละ 70.0) ปริมาณนำ้ ใช้ทางการเกษตรไมเ่ พียงพอ/ขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก (ร้อยละ 10.0) โรคเชอื้ รา
และแมลงศัตรพู ืชรบกวน (ร้อยละ 10.0) และผลผลติ ทางการเกษตรไมด่ ี (น้ำยางน้อย) (รอ้ ยละ 10.0) (รายละเอียดดัง
แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-16)

จากการสอบถามครัวเรือนท่ีมีการเล้ียงสัตว์ พบว่ามีการเล้ียงวัว จำนวน 11-15 ตัว
โดยเลย่ี งไวเ้ พ่ือขาย มีค่าใชจ้ ่ายในการเลี้ยงวัว ตั้งแต่ 2,001 บาท/ปี ข้นึ ไป และมีรายได้ต้ังแต่ 15,001 บาท/ปี ขึน้ ไป
(รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-17)

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-326 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบื้องต้น
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกัว่ บทท่ี 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

(12) ปญั หานำ้ ทว่ ม ปัญหานำ้ แล้ง และปัญหานำ้ เสยี
จากการสอบถามครัวเรือนซ่ึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบทางลบจากการพัฒนา

โครงการ พบวา่ เกอื บทง้ั หมด (ร้อยละ 96.0) ไม่เคยประสบปัญหาน้ำทว่ ม มเี พยี งรอ้ ยละ 4.0 ทปี่ ระสบปัญหาน้ำท่วม
ด้านปัญหาน้ำแล้ง พบว่า ตรัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.0) ไม่เคยประสบปัญหาน้ำแล้ง ส่วนอีก ร้อยละ 16.0 ท่ี
ประสบปัญหาน้ำแล้ง ส่วนปัญหาน้ำเค็มบุกรุกพ้ืนท่ีทำการเกษตร และปัญหาน้ำเสียในพ้ืนที่ทำการเกษตร ครัวเรือน
ทง้ั หมด (รอ้ ยละ 100.0) ไม่เคยประสบปัญหาแต่อย่างใด (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-18)

สำหรบั ครวั เรือนท่ีประสบปญั หาน้ำทว่ ม ระบุว่าเกิดปญั หานำ้ ทว่ มทกุ ปี และท่วมเป็น
บางปีในจำนวนท่ีเท่ากันคือร้อยละ 50.0 โดยในรอบ 10 ปี ท่ีผ่านมา ปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายมากที่สุดในปี
2560, ปี 2561 และปี 2562 ตามลำดับ ซง่ึ ภาวะน้ำทว่ มของแตล่ ะปีสรปุ ได้ ดงั น้ี

- ปี 2560 น้ำทว่ มนาน 1-2 วนั ระดบั น้ำท่วมเฉลี่ย 6-10 เซนติเมตร จำนวนครง้ั ที่
ท่วม 1 ครั้ง/ปี สาเหตุหลักที่น้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถระบายน้ำได้ ฝนตกหนักในพ้ืนที่ติดต่อกัน
หลายวัน และลำน้ำตน้ื เขินมสี งิ่ กีดขวางการไหลของน้ำทำใหร้ ะบายไม่ทัน

- ปี 2561 น้ำท่วมนานตงั้ แต่ 7 วนั ขึ้นไปแตไ่ ม่เกนิ 15 วนั ระดบั น้ำทว่ มเฉล่ยี 21 -
60 เซนติเมตร จำนวนครั้งท่ีท่วม 1 คร้ัง/ปี สาเหตุหลักท่ีน้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถระบายน้ำได้
ฝนตกหนักในพน้ื ท่ตี ดิ ต่อกันหลายวนั และลำนำ้ ตื้นเขินมสี ง่ิ กดี ขวางการไหลของนำ้ ทำใหร้ ะบายไมท่ นั

- ปี 2562 น้ำท่วมนานตั้งแต่ 7 วันข้ึนไปแต่ไม่เกิน 15 วัน ระดับน้ำท่วมเฉล่ีย
ต้ังแต่ 16 -80 เซนติเมตร จำนวนคร้ังท่ีท่วม 1 คร้ัง/ปี สาเหตุหลักท่ีน้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถ
ระบายนำ้ ได้ ฝนตกหนกั ในพ้นื ทต่ี ิดตอ่ กนั หลายวนั และลำน้ำตื้นเขินมสี ่ิงกีดขวางการไหลของนำ้ ทำให้ระบายไม่ทัน

ส่วนด้านความเสียหายจากน้ำท่วมในปีที่เสียหายมากที่สุด เป็นความเสียหายด้าน
การเกษตร (ปลูกพืช เล้ียงสัตว์ เลี้ยงปลา) ร้อยละ 50.0 มูลค่าความเสียหายประมาณ3,001-3,500 บาท และ
ค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำท่วมประมาณ 300 บาท ค่าใช้จ่ายหลังน้ำท่วม เช่น ทำความสะอาด ซ่อมแซม ประมาณ
300 บาท และ คา่ ใช้จา่ ย / ความเสียหาย อืน่ ๆ ประมาณ 1,500 บาท (รายละเอียดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-18)

สำหรบั ครวั เรือนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง พบวา่ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50.0) ระบวุ ่าเกิด
ปญั หาในบางปี ร้อยละ 37 เกิดปญั หาเกือบทุกปี อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 87.5) ไมไ่ ด้รบั ความเสียหายจากภัย
แล้ง ส่วนอีกร้อยละ 12.5 ท่ีมีความเสียหาย โดยในรอบ 10 ปี ท่ีผ่านมา ปัญหาภัยแล้งสร้างความเสียหายมากท่ีสุดใน
ปี 2559 ในชว่ งเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน มูลค่าความเสียหาย โดยประมาณ
ต้ังแต่ 25,001 บาทขน้ึ ไป (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-19)

(13) การรบั รูข้ อ้ มูลข่าวสารเก่ยี วกับโครงการ
การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นท่ีซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก

การพัฒนาโครงการ พบว่า ครัวเรอื นท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) เคยทราบข้อมูลโครงการ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.0)
ได้รับทราบข้อมูลจากผู้นำชุมชน (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/สมาชิก อบต) หอกระจยข่าว/วิทยุชุมชน (ร้อยละ 19.5) เพ่ือน
บ้าน (ร้อยละ 6.1) ส่ือประชาสัมพันธ์โครงการ เช่น แผ่นพับ ประกาศ จดหมาย หนังสือพิมพ์ท้องถ่ิน (ร้อยละ 6.1)
เจา้ หน้าท่กี รมชลประทาน (ร้อยละ 3.7) และได้เขา้ ร่วมการประชมุ กับโครงการ (รอ้ ยละ 3.7) ตามลำดบั

ส่วนความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.0)
ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโครงการ โดยลักษณะข้อมูลท่ีต้องการทราบ ได้แก่ กำหนดแผนการก่อสร้างและ

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-327 รายงานผลกระทบส่งิ แวดล้อมเบ้อื งตน้
บริษทั เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเก็บนำ้ บ้านเหมอื งตะกั่ว บทที่ 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

ระยะเวลาแลว้ เสร็จของโครงการท่ีชัดเจน (รอ้ ยละ 49.0) ระยะเวลาในการจ่ายค่าเวนคืนท่ีดินให้กับประชาชน/ความ
ชัดเจนในการเวนคืน (ร้อยละ 18.4) พื้นท่ีท่ีจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ (ร้อยละ 8.2) รายละเอียด
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการท่ีชัดเจน และความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการ (ร้อยละ 4.1) ข้อมูลแผนการ
บริหารจดั การนำ้ ของโครงการเพอ่ื แจกจา่ ยใหพ้ น้ื ที่เกษตรกรรม และประชาชนในพน้ื ที่ (ร้อยละ 4.1) ความชัดเจนของ
การดำเนินโครงการ และด้านความปลอดภัยจากการก่อสร้าง (ร้อยละ 4.1) งบประมาณการก่อสร้าง (ร้อยละ 2.0)
ต้องการให้ให้เจ้าหน้าท่ีท่ีเก่ียวข้องเข้ามาชีแ้ จงเรื่องการเวนคืนท่ีชัดเจนกับประชาชน มวลชนสัมพันธ์โครงการควรลง
พืน้ ท่ีชุมชนอย่างต่อเนอื่ ง (รอ้ ยละ 2.0) การใช้ประโยชน์จากอ่างเกบ็ น้ำ/ผลประโยชนท์ ่ปี ระชาชนในพน้ื ท่ีจะได้รับจาก
การพัฒนาโครงการ (ร้อยละ 2.0) ข้อมูลเกี่ยวกับการวางระบบท่อส่งน้ำของโครงการ/แนวเส้นทางการวางท่อน้ำท่ี
ชดั เจน (ร้อยละ 2.0) และข้อมูลด้านความปลอดภัยตอ่ ชุมชนในระยะยาว (ร้อยละ 2.0)

สำหรับช่องทาง/วิธีรับรู้ข้อมูลขา่ วสารท่ีสะดวกท่สี ุด ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.4) เห็นว่า
ควรใชว้ ิธแี จ้งผ่านผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน รองลงมาควรจัดเจ้าหน้าท่ีเข้าไปช้ีแจงในพ้ืนท่ี (รอ้ ยละ 14.7) และใช้หอกระจาย
ข่าวประจำหมู่บา้ นหรอื วิทยชุ มุ ชน (รอ้ ยละ 2.9)

สำหรับการเข้าร่วมประชุมโครงการฯ พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบท้ังหมด (ร้อยละ
96.0) เคยเข้าร่วมประชุมโดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.1) เคยเข้าร่วม 3-4 ครั้ง รองลงมา 1-2 คร้ัง และ 7-8 คร้ังใน
จำนวนรอ้ ยละ 20.8 และร้อยละ 2.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามมีผู้ท่ีไม่เคยเข้าร่วมประชุมร้อยละ 4.0 (รายละเอียดดัง
แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-20)

(14) ความคดิ เหน็ ตอ่ การพฒั นาโครงการ
- ความคดิ เหน็ ตอ่ แนวทางในการพัฒนาโครงการ
ความคิดเห็นเก่ียวกบั แนวทางในการพฒั นาโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เบื้องต้น อ่างเกบ็ น้ำเหมืองตะกวั่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ พบว่า สว่ นใหญ่ ร้อยละ 86.0 เห็นด้วยกับ
การพฒั นาโครงการ รอ้ ยละ 4.0 ไมเ่ ห็นดว้ ยกบั แนวทางการพัฒนาโครงการ และร้อยละ 10.0 ไม่มีความเหน็

โดยผู้ท่ีเห็นด้วยให้เหตุผลว่า เกษตรกรและประชาชนในพ้ืนท่ีจะได้มีแหล่งน้ำใน
การเกษตรและใช้อุปโภคในครัวเรือนอย่างท่ัวถึง และเพียงพอในทุกฤดูกาล (ร้อยละ 34.9) เพิ่มแหล่งท่องเท่ียวของ
ชมุ ชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในพ้ืนท่ี (รอ้ ยละ 32.6) เกิดการจ้างงานในพ้ืนที่เพ่ิมมากขึ้น และกระตุ้นการท่องเที่ยวใน
พื้นที่ (ร้อยละ 9.3) ส่งเสริมรายได้การทอ่ งเที่ยวชมุ ชน และเพิ่มสถานที่ทอ่ งเที่ยวในพ้ืนที่ (รอ้ ยละ 7.0) ต้องการใช้น้ำ
ในการเกษตร และใช้ในครัวเรือน (ร้อยละ 4.7) เกษตรกร และประชาชนในพื้นท่ีจะได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคที่มี
คุณภาพมากขนึ้ (ร้อยละ 2.3) และตอ้ งการใหห้ มบู่ า้ นเกดิ การพัฒนาอย่างต่อเน่อื ง (ร้อยละ 2.3)

ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลท่ีเห็นด้วยว่าในพื้นท่ีใกล้เคียงมีอ่างเก็บน้ำอยู่แล้ว
(รอ้ ยละ 50.0) ได้คา่ เวคนื ในราคาทีไ่ มเ่ ป็นธรรม (ร้อยละ 50.0)

ท้งั นี้ผทู้ ่ีไม่มคี วามเห็นเนือ่ งจาก ยังไม่ทราบข้อมูลรายละเอยี ดโครงการที่ชัดเจน/
ยงั ไมเ่ ขา้ ใจในรายละเอยี ดของโครงการมากนกั (รอ้ ยละ 20.0) (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-21)

- ความคดิ เหน็ ต่อประโยชนท์ ีจ่ ะไดร้ บั จากการพฒั นาโครงการ
ครัวเรอื นท่อี ยู่ในพื้นทซ่ี ึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพฒั นาโครงการ เกอื บ

ทง้ั หมด (รอ้ ยละ 94.0) คาดวา่ การพฒั นาโครงการมปี ระโยชนต์ อ่ ชมุ ชน รอ้ ยละ 4.0 คาดว่าไมม่ ีประโยชน์ และอีกร้อย
ละ 2.0 ไม่มีความเหน็

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-328 รายงานผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบ้ืองตน้
บริษทั เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกัว่ บทท่ี 3
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

สำหรับผู้ท่ีเห็นว่าการพัฒนาโครงการมีประโยชน์ได้ให้เหตุผลว่า เกษตรกรและ
ประชาชนในพ้ืนที่จะได้มีแหล่งน้ำใช้ในการเกษตรและใช้อุปโภคในครัวเรือนอย่างท่ัวถึง และเพียงพอในทุกฤดูกาล
(ร้อยละ 24.7) ส่งเสริมรายได้จากการท่องเท่ียวของคนในชุมชน และเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นท่ีชุมชน (ร้อยละ
42.0) เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ในชมุ ชน/ลกู หลานมีงานทำ (รอ้ ยละ 14.8) เกษตรกรและประชาชนในพ้ืนที่จะได้มี
น้ำในการอุปโภคท่ีสะอาดและมีคุณภาพมากขึ้น (ร้อยละ 2.5) เกิดการจ้างงานในชุมชน (ร้อยละ 8.6) และส่งเสริม
เศรษฐกิจการคา้ ขายในชุมชนใหด้ ีขน้ึ (รอ้ ยละ 7.4) (รายละเอยี ดดังแสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-22)

- ความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางลบท่ีจะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะ
ก่อสรา้ ง

▪ ด้านคุณภาพน้ำผิวดิน และนิเวศวิทยาทางน้ำ ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวล
จากการชะล้างตะกอนดิน คราบน้ำมันจากเครื่องจักร ลงไปในลำน้ำ ทำให้คุณภาพน้ำเส่ือมลง ในระดับน้อย (ร้อยละ
44.0) และการก่อสร้างโครงการท้าให้ตะกอนในลำน้ำฟุ้งกระจาย ความขุ่นเพิ่มขึ้น คุณภาพน้ำเสื่อมลง ในระดับ
คอ่ นขา้ งน้อย (รอ้ ยละ 44)

▪ ด้านคุณภาพอากาศและบรรยากาศ ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจาก
ผลกระทบจากการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศจากกจิ กรรมการก่อสร้างของโครงการ ต่อสุขภาพ
อนามัยของคนในชุมชน ในระดับค่อนข้างน้อย (ร้อยละ 44.0) และผลกระทบจากกิจกรรม เช่น การขุดเปิดหน้าดิน
การบรรทุกขนส่งผ่านชุมชนไปยงั พื้นท่กี อ่ สรา้ ง ในระดบั คอ่ นขา้ งนอ้ ย (ร้อยละ 44.0)

▪ ด้านเสียง และความส่ันสะเทือน ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจากผลกระทบ
ด้านเสียงรบกวน จากกิจกรรมการก่อสร้างของโครงการ ซึ่งส่งผลต่อพื้นท่ีชุมชนท่ีอยู่ใกล้เคียงในระดับน้อย (ร้อยละ
30.0) ความสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ รวมถึงรถบรรทุกท่ีใช้ขนส่งวัสดุ ซ่ึงส่งผลต่อชุมชนใน
ระดบั ค่อนขา้ งนอ้ ย (รอ้ ยละ 30.0) และกอ่ ให้เกดิ ความร้าคาญต่อประชาชนในระดบั นอ้ ย (รอ้ ยละ 42.0)

▪ ดา้ นการคมนาคมขนส่ง ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจากผลกระทบต่อการกีด
ขวางหรือเป็นอปุ สรรคตอ่ การสัญจร/การจราจรของชมุ ชนในระดับค่อนขา้ งน้อย (รอ้ ยละ 36.0)

▪ ด้านอุบัติเหตุและความปลอดภัย ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจากความเส่ียง
ตอ่ การเกดิ อบุ ัตเิ หตุเพ่มิ ข้นึ ในชมุ ชนในระดบั คอ่ นขา้ งน้อย (รอ้ ยละ 42.0)

▪ ด้านการระบายน้ำและควบคุมน้ำท่วม ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจาก
กิจกรรมการก่อสร้างอาจก่อให้เกดิ การกีดขวางการไหลของน้าในสภาพธรรมชาติในระดับคอ่ นข้างน้อย (รอ้ ยละ 32.0)
และก่อให้เกดิ ปญั หาน้ำทว่ ม เกดิ ความเสยี หายแกช่ ุมชนและพื้นทเ่ี กษตรกรรมได้ในระดบั นอ้ ย (รอ้ ยละ 38.0)

▪ ดา้ นเศรษฐกจิ และสังคม ส่วนใหญ่มีความวติ กกังวลวา่ การกอ่ สรา้ งอาจสง่ ผล
ให้ผู้ท่ีใช้น้ำอาจได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพในระดับน้อย (ร้อยละ 40.0) และอาจส่งผลกระทบตอ่ เน่ืองกับผู้
ถกู เวนคนื เชน่ การประกอบอาชพี และการเสยี เวลา ค่าใช้จา่ ยในการจดั หาทดี่ ินใหม่ในระดับน้อย (รอ้ ยละ 40.0)

ลักษณะของประเด็นความวิตกกังวลตอ่ ผลกระทบทเี่ ห็นว่าต้องได้รับการแกไ้ ข
พบว่า ผู้ให้สมั ภาษณ์เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 92.0) ใหค้ วามเห็นว่าประเด็นความวิตกกังวลตอ่ ผลกระทบดังกล่าวน้ันไม่
ตอ้ งไดร้ บั การแก้ไข มเี พยี งร้อยละ 8.0 ทีเ่ หน็ วา่ ต้องไดร้ ับการแกไ้ ข

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-329 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดล้อมเบ้อื งตน้
บริษทั เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บนำ้ บา้ นเหมอื งตะก่ัว บทท่ี 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปจั จบุ นั

สำหรบั ลกั ษณะของประเดน็ ความวิตกกงั วลตอ่ ผลกระทบทเี่ หน็ ว่าต้องแกไ้ ขไดแ้ ก่

บ้านแตกร้าวเสียหายจากกิจกรรมการก่อสร้าง (ร้อยละ 33.3) เสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อน (ร้อยละ 16.7) อุบัติเหตุ

กบั เดก็ ในชุมชน (ร้อยละ 16.7) การใช้น้ำในการทำเกษตรจะไม่ทั่วถึง (ร้อยละ 16.7) กิจกรรมท่ตี ัดตน้ ไม้ออกจากพน้ื ที่

อาจสง่ ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ (ร้อยละ 16.7)

ท้ังน้ีได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ พิจารณาการจ่ายค่าเวนคนื /การ

ชดเชยทรัพย์สินที่เป็นธรรม (ร้อยละ 33.3) ลดกิจกรรมการใช้เสียงดังให้น้อยที่สุด (ร้อยละ 16.7) ติดต้ัง barier

ระหวา่ งพื้นทก่ี ่อสรา้ งกับชุมชน (รอ้ ยละ 16.7) และตอ้ งปฏิบัติตามมาตรการทกี่ า้ หนดอย่างเคร่งครดั เพื่อลดผลกระทบ

ตอ่ ชุมชน (รอ้ ยละ 16.7) (รายละเอยี ดดังแสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-23)

- ความวิตกกังวลตอ่ ผลกระทบทางลบท่ีจะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะ

ดำเนนิ การ

ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 98.0) ไม่มีความวิตกกังวลในระยะ

ดำเนินการ มีเพียงร้อยละ 2.0 ที่มีความวิตกกังวล โดยลักษณะประเด็นท่ีวิตกกังวล ได้แก่ โครงการอยู่ในพ้ืนที่ชุมชน

เป็นเวลานานเกดิ ความกังวลด้านความปลอดภัย (ร้อยละ 100.0) และมขี อ้ เสนอแนะในการแกไ้ ขปญั หา คอื ควรมีการ

รับรองด้านความปลอดภัยให้ประชาชนม่ันใจ และด้าเนินการประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 100.0)

(รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-24)

- ความคดิ เห็นในภาพรวมของการพัฒนาโครงการ

ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.0 เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ โดยให้

เหตุผลว่า เกษตรกรและประชาชนในพ้ืนที่จะได้มีแหล่งน้ำใช้ในการเกษตรและใชอ้ ุปโภคในครัวเรือนอย่างท่ัวถึง และ

เพียงพอในทุกฤดูกาลเกิดการจ้างงานในชุมชน และมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่แห่งใหม่ในชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชน

เศรษฐกิจชุมชนเติบโตมากข้ึนจากรายได้ด้านการท่องเท่ียวและราคาสินค้าทางการเกษตรที่สูงขึ้น เกษตรกรและ

ประชาชนในพ้ืนที่จะได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคที่สะอาด และมีคุณภาพมากข้ึน ชุมชนเกิดการพัฒนา และชีวิตความ

เปน็ อยูด่ ขี ึน้ และลดปัญหาการมัว่ สุมของวัยรนุ่

ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์อีกร้อยละ 8.0 ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ เน่ืองจาก

ได้คา่ เวนคืนในราคาทไ่ี ม่เปน็ ธรรม และสง่ ผลกระทบและท้าลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม

ทง้ั นี้ มีผู้ให้สัมภาษณ์ ร้อยละ 6.0 ไม่มคี วามเห็น โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทราบ

ขอ้ มูลรายละเอยี ดโครงการมากกว่าน้/ี ยงั ไมม่ คี วามเข้าใจในโครงการดพี อ

- ข้อเสนอแนะตอ่ โครงการ

ผู้ให้สัมภาษณ์มีข้อเสนอแนะต่อโครงการ ได้แก่ ต้องการให้โครงการดำเนินการ

โดยเร็วเพ่ือประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ ต้องการให้เวนคืนในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม และดำเนินการจ่ายค่า

เวนคนื ใหเ้ ร็วท่ีสดุ พิจารณารบั คนในชุมชนเข้าทำงาน ตอ้ งการให้เจ้าหนา้ ท่ีเข้ามาเจรจาค่าเวนคืนกับประชาชนที่ได้รับ

ผลกระทบ ต้องการให้มีสนับสนุน/ปรับปรุงถนนภายในชุมชน และยังไม่ทราบราบละเอียดโครงการดีพอ ควร

ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจในโครงการและลดปัญหาความ

ขดั แยง้ ภายในชุมชน (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-25)

(15) ลกั ษณะการทอ่ งเทย่ี วของชุมชน

จากการสอบถามถึงแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุงที่ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ไปท่องเท่ียว

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-330 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบื้องต้น
บริษทั เอน็ รชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่วั บทที่ 3
อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจบุ ัน

ได้แก่ น้ำตกโตนสะตอ ทะเลน้อย หาดแสนสุขลำปำ บ่อน้ำรอ้ น-บอ่ น้ำเย็น (ธารน้ำเยน็ ) เกาะสเ่ี กาะหา้ น้ำตกไพรวัลย์
ภูเขาอกทะลุ น้ำตกหม่อมจุ้ย วังเจ้าเมืองพัทลุง หรือวังเก่า – วังใหม่ อุทยานแห่งชาติเขาปู่ – เขาย่า แหลมจองถนน
ล่องแก่ง เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด วัดคูหาสวรรค์ ถ้ำสุมโน วัดวัง โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.0) มักจะ
เดินทางไปกับครอบครัว โดยมีการใชเ้ งินในการท่องเท่ยี วตั้งแต่ 501 บาทขนึ้ ไปเปน็ สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 61.7) รองลงมา
อยู่ในช่วง 401-500 บาท, ต่ำกว่า 100 บาท และ 201-300 บาท ในจำนวนร้อยละ 23.4, ร้อยละ 8.5 และร้อยละ
6.4 ตามลำดบั (รายละเอยี ดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-26)

จากการสอบถามความเห็นด้านการท่องเท่ียว เมื่อมีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะก่ัว อัน
เน่ืองมาจากพระราชดำริ พบว่า เกือบท้ังหมด (ร้อยละ 96.0) เห็นด้วยกับโครงการ เพราะ มีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มข้ึน
ชุมชนมีรายได้ (หาปลา,ขายของ) มีนักทอ่ งเท่ียวเพิม่ ขน้ึ และทำกจิ กรรมเพื่อท่องเทย่ี วเพิ่มขนึ้ มเี พยี ง ร้อยละ 2.0 ท่ี
ไม่เห็นด้วย เพราะในพ้ืนท่ีมีอ่างเก็บน้ำอยู่แลว้ และอีกร้อยละ 2.0 ไม่มีความเห็น (รายละเอียดดังแสดงในภาคผนวก
ตารางท่ี ซ.4-27)

ในกรณีที่มีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ ผู้ให้
สมั ภาษณ์ทัง้ หมด (รอ้ ยละ 100.0) ระบุว่าจะไปท่องเท่ียว โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70.0) คาดว่าจะเสียค่าใช้จ่ายในการ
ทอ่ งเท่ียวประมาณ 50-100 บาท รองลงมา ประมาณ 151-200 บาท(รอ้ ยละ 16.0) และตง้ั แต่ 201 บาทขนึ้ ไป (ร้อยละ 14.0)

ในกรณีท่ีมีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะก่ัว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีการ
พฒั นาเส้นทางไปน้ำตกโตนสะตอให้เดินทางได้สะดวกยิง่ ข้ึน ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 98.0) ระบุว่าจะไป
ท่องเท่ียว โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.2) คาดว่าจะเสียค่าใช้จ่ายในการท่องเท่ียวประมาณ 50-100 บาท รองลงมา
ตั้งแต่ 201 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 22.4) และประมาณ 151-200 บาท (ร้อยละ 16.3) (รายละเอียดดังแสดงใน
ภาคผนวกตารางท่ี ซ.4-28)

(16) การยอมรับต่อการพัฒนาโครงการ
ผูใ้ ห้สัมภาษณ์ทั้งหมด (รอ้ ยละ 100.0) ทราบวา่ ทรัพย์สินของตนอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง

โครงการซงึ่ อาจไดร้ ับผลกระทบหรอื ถกู เวนคนื โดยรอ้ ยละ 16.0 มีทรพั ย์สนิ ที่อย่ใู นพื้นทีก่ ่อสร้าง ประกอบด้วย
- อาคาร/บ้าน/ส่ิงปลูกสร้าง ร้อยละ 100.0 มีอาคารอยู่ในพื้นท่ีก่อสร้าง 1 หลัง

(ร้อยละ 100.0) ซ่ึงมีมูลค่าประมาณ 800,000 บาท (ร้อยละ 37.5), 50,000 บาท (ร้อยละ 25.0), 120,000 บาท
(ร้อยละ 12.5), 150,000 บาท (รอ้ ยละ 12.5) และ 300,000 บาท (รอ้ ยละ 12.5)

- ที่ดิน ร้อยละ 76.0 มีท่ีดินอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง โดยมีจำนวน 1-5 ไร่ (ร้อยละ
36.4), 6-10 ไร่ (ร้อยละ 28.9), น้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 15.8), 11-15 ไร่ (ร้อยละ 7.9), 16-20 ไร่ (ร้อยละ 7.9) และ
ตั้งแต่ 21 ไร่ขึ้นไป (ร้อยละ 2.6) ซ่ึงมีมูลค่าประมาณ 100,000-500,000 บาท (ร้อยละ 52.6), 500,000-1,000,000
บาท (ร้อยละ 7.9), 1,500,000-2,000,000 บาท (ร้อยละ 7.9), 1,000,000-1,500,000 บาท (ร้อยละ 5.3),
2,000,000-2,500,000 บาท (รอ้ ยละ 2.6) และมากกวา่ 2,500,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 2.6)

- ไม้ผล/ไมย้ นื ตน้ ร้อยละ 80.0 มีไม้ผล/ไม้ยืนตน้ อยูใ่ นพ้ืนที่กอ่ สรา้ ง โดยเป็นสวน
ยางพารามากทีส่ ุด (รอ้ ยละ 42.5) รองลงมา ร้อยละ 7.5 เปน็ สวนยางพารา มงั คุด ลองกอง และรอ้ ยละ 5.0 เป็นสวน
ยางพารา ทุเรียน มังคุด ลองกอง ทั้งน้ีอีกร้อยละ 2.5 ในจำนวนท่ีเท่าๆ กัน มีการปลูกสวนผสมอ่ืนๆ ได้แก่ ยางพารา
ลองกอง มังคุด ทุเรียน สะตอ จำปาดะ มะปริง มะพรา้ ว มะม่วง มะขาม ขนุน เป็นตน้ โดยส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 50.0) มี
จำนวนต้ังแต่ 401 ต้นขึ้นไป รองลงมามีจำนวนน้อยกว่า 50 ต้น (ร้อยละ 15.0), 51-100 ต้น (ร้อยละ 12.5), 151-

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-331 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบ้ืองต้น
บริษัท เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกั่ว บทท่ี 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปจั จบุ นั

200 ต้น (ร้อยละ 7.5), 351-400 ต้น (ร้อยละ 5.0) ส่วนอีกร้อยละ 2.5 ในจำนวนท่ีเท่ากันมีจำนวน 100-150 ต้น,
251-300 ต้น และ 301-350 ต้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 100,000-500,000 บาท (ร้อยละ 47.5), น้อยกว่า 100,000
บาท (ร้อยละ 25.0), 1,000,000-1,500,000 บาท (ร้อยละ 10.0), 500,000-1,000,000 บาท (ร้อยละ 7.5) และ
มากกว่า 1,500,001 บาทขนึ้ ไป (ร้อยละ 2.5)

จากการสอบถามถงึ การดำเนินการดา้ นทีด่ นิ ในกรณที ี่ได้รับผลกระทบโดยถูกเวนคืน
ท่ีดินเพ่ือการก่อสร้างโครงการน้ี ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าจะไม่จัดหาท่ีดินใหม่ แต่ยังคงอยู่อาศัยในชุมชนเดิมตามปกติ
โดยไม่ต้องปรับเปล่ียนอาชีพ (ร้อยละ 34.0) จัดหาท่ีดินใหม่ทดแทนท่ีดินที่ถูกเวนคืน แต่ยังอยู่อาศัยในชุมชนเดิม
(รอ้ ยละ 30.0) ไม่จดั หาท่ีดนิ ใหม่ แต่ยังคงอยอู่ าศยั ในชุมชนเดิม แตเ่ ปลย่ี นไปประกอบอาชพี อื่น (ร้อยละ 26.0) จัดหา
ที่ดินใหม่ และอพยพโยกย้ายถ่ินฐานไปอยู่ที่อื่น (ร้อยละ 6.0) และจัดหาท่ีดินใหม่ทดแทนท่ีดินที่ถูกเวนคืนเพ่ือทำ
การเกษตร เน่ืองจากไม่ไดอ้ าศยั อยใู่ นท่ีดนิ ดังกลา่ ว (รอ้ ยละ 4.0) (รายละเอียดดงั แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-29)

สำหรับปัญหาในกรณีมีการก่อสร้างโครงการและต้องอพยพโยกย้ายถ่ินฐาน ของ
ครัวเรือนท่ีได้รับผลกระทบ มีดังนี้

- ด้านการจัดหาที่ดิน/การโยกย้ายถิ่นฐาน พบว่า การหาซ้ือที่ดินแปลงใหม่มี
ปัญหาบ้างเล็กน้อย (ร้อยละ 4.0) และมีปัญหาพอสมควร (ร้อยละ 2.0) การหาที่อยู่อาศัยใหม่ มีปัญหาบ้างเล็กน้อย
(ร้อยละ 2.0) การร้ือย้ายบ้านเรือน/การขนยา้ ยทรัพย์สิน มีปัญหาบ้างเล็กน้อย (ร้อยละ 2.0) ค่าใช้จ่ายในการหาซ้ือ
ที่ดนิ /ปลูกสร้างบ้านใหม่ มีปัญหาพอสมควร (รอ้ ยละ 6.0) และมปี ญั หาบ้างเล็กนอ้ ย (รอ้ ยละ 4.0)

- ด้านการประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพของครัวเรือน มีปัญหาพอสมควร
(ร้อยละ 4.0) และมีปัญหาบ้างเล็กน้อย (ร้อยละ 2.0) การไปทำงานของสมาชิกในครัวเรือน มีปัญหาพอสมควร (ร้อย
ละ 6.0)

- ด้านจิตใจ ความวิตกกังวลกับปัญหาการหาที่อยู่ใหม่ และวิตกกังวลกับปัญหา
การปรบั ตวั ในที่อยูแ่ หง่ ใหม่ และวติ กกังวลกบั ปญั หาตอ้ งพลดั พรากจากญาติพนี่ อ้ งมีปัญหาบา้ งเล็กน้อย (ร้อยละ 2.0)

- ด้านการประกอบกิจกรรมทางสังคม การพบปะสังสรรค์กับเพ่ือนบ้าน/ญาติพ่ี
น้องในชมุ ชนเดิม และการปรบั ตัวกบั ชุมชนเมื่อตอ้ งยา้ ยไปอยทู่ ใ่ี หม่ มีปัญหาบ้างเลก็ นอ้ ย (ร้อยละ 2.0)

สำหรับปัญหาในกรณีที่มีการพัฒนาโครงการ และได้รับผลกระทบโดยตรง (ถูก
เวนคนื ทด่ี ิน หรือทรพั ยส์ ิน) แตไ่ ม่ตอ้ งอพยพยา้ ยถนิ่ ของครวั เรือนท่ไี ด้รับผลกระทบ มีดงั น้ี

- ด้านการจัดหาท่ีดิน พบว่า การจัดหาซ้ือที่ดินเพ่ิมเติมปัญหาบ้างเล็กน้อย (ร้อย
ละ 10.0) และมปี ญั หาพอสมควร (ร้อยละ 8.0)

- ด้านการประกอบอาชีพ การประกอบอาชีพของครัวเรือน มีปัญหาพอสมควร
(ร้อยละ 4.0) และมีปัญหาบ้างเล็กน้อย (ร้อยละ 2.0) การไปทำงานของสมาชิกในครัวเรือน มีปัญหาพอสมควร (ร้อย
ละ 4.0)

- ด้านจิตใจ ความวิตกกังวลกับความเปลี่ยนแปลงทเี่ กิดขึ้นกับครอบครัว มีปัญหา
มาก (ร้อยละ 4.0) มีปัญหาน้อย (ร้อยละ 2.0) และมีปัญหาพอสมควร (ร้อยละ 2.0) ความวิตกกังวลกับความ
เปลีย่ นแปลงของสภาพแวดล้อม มีปัญหามาก (ร้อยละ 18.0) และมปี ัญหานอ้ ย (ร้อยละ 2.0)

ในกรณีที่ครัวเรือนมีที่ดินและ/หรอื บ้านเรอื นอยใู่ นเขตเวนคนื เกอื บท้ังหมด (ร้อยละ
98.0) ต้องการให้รัฐจ่ายค่าทดแทนให้ในอัตราที่เป็นธรรมและเหมาะสมเพียงพอกับการไปซ้ือท่ีดิน โดยจะไป

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-332 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ นั

ดำเนินการจัดหาด้วยตนเอง (ให้รฐั จา่ ยเงนิ ใหเ้ ท่าน้ัน) สว่ นอีกร้อยละ 2.0 รฐั ดำเนนิ การให้อยา่ งไรกไ็ ด้ไม่มปี ัญหา
ถ้ารัฐจ่ายค่าทดแทนให้กับผู้ท่ีถูกเวนคืน ในอัตราเหมาะสมตามสภาพความเป็นจริง

กับราคาในปัจจุบัน (ณ ช่วงเวลาที่ทำการเวนคืน) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) คิดว่าสามารถจะนำเงินที่ได้ไปหาซ้ือท่ีดิน
ใหมไ่ ด้แน่นอน เพราะ คาดวา่ ราคาคา่ เวนคืนนา่ จะซ้ือที่ดินในชมุ ชนได้ มที ี่ดนิ ท่ีเจา้ ของตอ้ งการขายอย่หู ลายแปลง ถ้า
ไดค้ ่าเวนคืนจะนำไปซ้ือ และซ้อื ทดี่ ินชดเชยเท่าท่ีซื้อได้ รองลงมาร้อยละ 28.0 คดิ ว่าไมไ่ ด้ เพราะเงินค่าเวนคนื ที่ไดม้ า
อาจไม่เพียงพอกับการไปซ้ือท่ีดินทำกินใหม่ และราคาที่ดินมีแนวโน้มสูงข้ึน และอีกร้อยละ 14.0 ยังไม่แน่ใจ เพราะ
การเจรจาค่าเวนคืนยังไม่มคี วามชดั เจนเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา และยงั ไมพ่ อใจค่าเวนคืน

ในกรณีท่ีรัฐต้องทำการก่อสร้างโครงการน้ี และครัวเรือนของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้ที่
ต้องถูกเวนคืน พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.0) ต้องการให้รัฐให้ความช่วยเหลือในด้านชดเขยหรือเวนคืน
ราคาที่ดินและทรพั ย์สินในอัตราที่เปน็ ธรรม ต้องการให้ดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว ต้องการให้มีการเวนคนื โดยเร็ว/เร่ง
ดำเนินการจ่ายเงินค่าเวนคืน/ชดเชย คำนึงถึงความปลอดภัย และด้านสุขภาพให้กับประชาชนในชุมชน ให้ความรู้ใน
ด้านการปลูกพืชกับประชาชนในพื้นท่ี พิจารณารบั คนในพ้ืนท่ีเข้าทำงาน การดำเนินงานโครงการขอให้มีความชัดเจน
การปรบั ปรุงเส้นทางการคมนาคมในพ้ืนท่ี และต้องการใหป้ ระเมนิ ราคาท่ดี ินเวนคนื ไรล่ ะ 1 แสนบาท (รายละเอียดดัง
แสดงในภาคผนวกตารางที่ ซ.4-30)

(ค) กลุ่มพืน้ ที่ได้รบั ผลประโยชนจ์ ากการโครงการ
1) ตำบลหนองธง
(1) ขอ้ มลู ทวั่ ไปของผู้ใหส้ ัมภาษณ์
การศึกษาครั้งน้ีได้ทำการสัมภาษณ์ตัวแทนจากครัวเรือนในตำบลหนองธง ซ่ึงเป็น

พ้ืนท่ีที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัด
พทั ลงุ ทัง้ หมด 269 ราย เป็นเพศชาย รอ้ ยละ 39.0 และเป็นเพศหญิง รอ้ ยละ 61.0 โดยผูใ้ หส้ มั ภาษณ์มอี ายอุ ยใู่ นช่วง
41-50 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 30.5) และมีอายุเฉล่ีย 49.8 ปี ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.4) นับถือศาสนาพุทธ และอีกร้อย
ละ 34.6 นับถือศาสนาอิสลาม ในด้านการศึกษา พบว่า สำเร็จศึกษาในระดับประถมศึกษามากที่สุด (ร้อยละ 48.7)
รองลงมาสำเรจ็ การศึกษาในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศกึ ษาตน้ ปริญญาตรี อนุปรญิ ญาหรือเทยี บเท่า/ปวส./
ปวท. และสูงกว่าปริญญาตรี ในจำนวนร้อยละ 19.3, ร้อยละ 13.4, ร้อยละ 8.3 ร้อยละ 7.1 และร้อยละ 1.1
ตามลำดับ ผู้ใหส้ ัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.0) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ประกอบอาชีพค้าขาย (ร้อย
ละ 11.2) และรบั จา้ งทว่ั ไป (ร้อยละ 10.4) ตามลำดับ สำหรบั สถานภาพในครัวเรอื นของผู้ให้สมั ภาษณ์ส่วนใหญ่ (รอ้ ย
ละ 56.1) เปน็ หัวหนา้ ครัวเรือน รองลงมาร้อยละ 32.7 เป็นคสู่ มรสของหวั หน้าครัวเรอื น และอีกรอ้ ยละ 5.6 เป็นบดิ า/
มารดา ตามลำดบั

(2) ข้อมลู พน้ื ฐานของครวั เรอื น
- ขนาดของครัวเรอื น
ครัวเรือนตัวอย่างที่อยู่ในพ้ืนที่ศึกษาของโครงการ ส่วนใหญ่มีจำนวนสมาชิกต่อ

ครัวเรือน 3-4 คน และมีจำนวนสมาชิกต่อครัวเรือนเฉล่ีย 4 คน จัดเป็นครัวเรือนขนาดกลาง โดยส่วนใหญ่มีสมาชิกที่
เป็นเพศชาย 1-2 คนตอ่ ครัวเรอื น และเพศหญิง 1-2 คนตอ่ ครัวเรอื น

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-333 รายงานผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอ้ื งต้น
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะก่วั บทท่ี 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

- โครงสรา้ งอายุของสมาชิกในครวั เรอื น
อายุของสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.4) มีอายุตั้งแต่ 60 ปีข้ึนไป เฉล่ีย 1 คนต่อ
ครัวเรือน รองลงมา ร้อยละ 63.2 มีอายุระหวา่ ง 15-24 ปี เฉลี่ย 2 คนต่อครัวเรอื น, ร้อยละ 48.7 มอี ายุต่ำกวา่ 15 ปี
เฉล่ีย 1-คนต่อครวั เรือน และร้อยละ 10.4 มีอายรุ ะหวา่ ง 25-59 ปี เฉลี่ย 1 คนตอ่ ครัวเรือน

- การศึกษาของสมาชิกในครัวเรอื น
การศึกษาของสมาชิกของครัวเรือนตัวอย่างท่ีอยู่ในพื้นท่ีศึกษาของโครงการ พบว่า สมาชิกใน
ครวั เรือนสำเร็จการศึกษาสงู สุดในระดับประถมศกึ ษาหรอื ต่ำกว่า เฉล่ยี ครัวเรือนละ 1 คน และกำลังศึกษาอยูใ่ นระดับ
ประถมศึกษาหรือต่ำกวา่ เฉล่ียครวั เรือนละ 1 คน เช่นเดียวกัน

- การประกอบอาชพี
การประกอบอาชีพหลักของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.4)

มีอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ร้อยละ 12.6 รับจ้างท่ัวไป และร้อยละ 11.9 ค้าขาย ตามลำดับ ส่วนการประกอบ
อาชีพรองของครัวเรือนมีจำนวนร้อยละ 50.2 โดยพบว่า ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทมากท่ีสุด (ร้อยละ 36.6)
รองลงมาประกอบอาชพี เกษตรกรรม (รอ้ ยละ 32.4) และรบั จ้างทัว่ ไป (ร้อยละ 20.0) ตามลำดับ

สำหรบั การประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือน พบว่า สมาชิกในครัวเรอื นส่วนใหญ่ (ร้อยละ
74.3) เป็นผู้ท่ีทำงานและมีรายได้ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.6) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ร้อยละ 22.3
ประกอบอาชพี รับจ้างทว่ั ไป และรอ้ ยละ 19.0 ประกอบอาชพี คา้ ขาย ตามลำดับ ทง้ั น้คี รัวเรอื นที่มสี มาชกิ ทไ่ี ม่มีอาชีพ
1-2 คนต่อครวั เรอื น คดิ เป็นรอ้ ยละ 23.4

(3) การตงั้ ถนิ่ ฐานและการย้ายถ่ินฐานของครวั เรอื น
การต้ังถิ่นฐานและการย้ายถิ่นของครัวเรอื นท่อี ยู่ในพนื้ ท่ีซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์

จากการพัฒนาโครงการ พบวา่ ครวั เรือนเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 93.3) อยู่ในชมุ ชนมาต้งั แต่ดงั้ เดิม ส่วนอีกร้อยละ 6.7
ยา้ ยมาจากหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภออ่ืนๆ ในจังหวัดพัทลุงเป็นระยะเวลาเฉล่ีย 25 ปี โดยเหตุผลท่ีครัวเรือนท่ีย้ายมาอยู่
ที่นี่ ได้แก่ เพ่ือมาหาท่ีดินทำกินใหม่หรือมาประกอบอาชีพ มาแต่งงานกับคนในหมู่บ้านนี้ และย้ายตามบิดามารดา/
ญาติพ่ีน้อง และเกือบทงั้ หมด (ร้อยละ 99.6) ไมค่ ิดจะย้ายไปอยู่ท่อี ื่น เนือ่ งจากมีท่ีดนิ ทำกนิ อยู่ท่ีน่ี มีบ้าน/ครอบครัว/
ญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ อยู่ท่ีนี่มีความสุขดีแล้ว ประกอบอาชีพอยู่ที่นี่ และมีอาชีพทมี่ ั่นคงและครอบครัวดีอยู่แล้ว และอายุ
มากแล้ว สว่ นอีกร้อยละ 0.4 คดิ จะย้ายกลับบา้ นเกิด

(4) สิทธ/ิ ลกั ษณะของการถอื ครองทีด่ ินและทรพั ย์สนิ ของครัวเรือน
- สิทธิ/ลักษณะของการครอบครองบ้านเรือนและท่ดี นิ
สิทธิ/ลักษณะของการครอบครองบ้านเรือนและที่ดินของครัวเรือนท่ีอยู่ในพ้ืนท่ี

ซ่ึงคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ พบว่า ครัวเรือนเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 99.6) มีบ้าน/อาคารและ
ท่ดี นิ เป็นของตนเอง สว่ นอีกรอ้ ยละ 0.4 เป็นผเู้ ชา่

- การถอื ครองทดี่ ินของครัวเรือน
การถือครองท่ดี ินของครวั เรอื น พบว่า มีจำนวนแปลงท่ีดินท่ีครอบครอง 2 แปลง

มากที่สุด (ร้อยละ 35.3) รองลงมา มีจำนวนแปลงที่ดินท่ีครอบครอง 1 แปลง, 3 แปลง, 4 แปลง, 5 แปล และ 6
แปลง ในจำนวนรอ้ ยละ 28.3, ร้อยละ 25.3, ร้อยละ 6.3, ร้อยละ 4.8 และร้อยละ 1.1 ส่วนทเ่ี หลือในจำนวนทีเ่ ทา่ กัน

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-334 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบ้อื งต้น
บริษทั เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อา่ งเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกั่ว บทที่ 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปจั จุบัน

คือ ร้อยละ 0.4 มีจำนวนแปลงที่ดินที่ครอบครอง 7 แปลง, 8 แปลง และ 9 แปลง ทั้งนี้ ครัวเรือนมีขนาดท่ีดินที่ถือ
ครองระหว่าง 1-5 ไร่ มากท่ีสุด (ร้อยละ 29.7) รองลงมา มีที่ดิน 6-10 ไร่ (ร้อยละ 23.8), 11-15 ไร่ (ร้อยละ 15.6),
16-20 ไร่ (ร้อยละ 11.9), น้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 8.9), 21-25 ไร่ (ร้อยละ 3.3) และต้ังแต่ 25 ไร่ขึ้นไป (ร้อยละ
6.7) ตามลำดับ

- ลักษณะของบา้ น/อาคาร
ลักษณะของบ้าน/อาคารของครัวเรือนท่ีอยู่ในพื้นที่ซ่ึงคาดว่าจะได้รับ ประโยชน์

จากการพัฒนาโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.6) มีลักษณะเปน็ บ้านตึกชนั้ เดียว รองลงมาเป้นบ้านคร่ึงตึกคร่ึง
ไม้ 2 ชั้น บา้ นไมช้ ้นั เดยี ว บา้ นไม้ 2 ชน้ั และบา้ นตึก 2 ชนั้ ในจำนวนร้อยละ 5.27, รอ้ ยละ 4.8, รอ้ ยละ 2.6 และร้อย
ละ 1.1 ตามลำดบั

(5) รายไดแ้ ละรายจา่ ยของครัวเรอื น
- รายได้ของครัวเรอื น
รายได้ของครัวเรือนในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมเฉล่ีย 26,289 บาท /

เดือน โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายผลผลิตทางการเกษตร ร้อยละ 58.7 คิดเป็นรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย
15,548 บาท/เดือน รองลงมา รอ้ ยละ15.7 รายไดส้ ่วนใหญ่เปน็ รายได้จากนอกภาคเกษตร ได้แก่ รบั จ้างท่ัวไป ค้าขาย
บุตรส่งเงินมาให้ใช้จ่าย รับราชการ เงินเดือนประจำ เป็นต้น คิดเป็นรายได้จากนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 11,509
บาท/เดือน ส่วนครัวเรือนส่วนใหญ่ท่ีมีรายได้จากการรับจ้างทำการเกษตรมีจำนวนรอ้ ยละ 5.6 ซ่ึงลักษณะรายได้ของ
ครัวเรอื น สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 60.2) เปน็ รายได้ทีแ่ น่นอน และอีกรอ้ ยละ 39.8 เปน็ รายได้ท่ีไม่แน่นอน

- รายจ่ายของครัวเรอื น
สำหรับรายจ่ายของครัวเรือนในพ้ืนทศ่ี ึกษาน้ัน พบว่า มีรายจ่ายประจำครวั เรือน

เฉลี่ย 11,970 บาท /เดือน โดยร้อยละ 18.2 ระบุว่าเปน็ รายจา่ ยทางการเกษตร/ลงทุนด้านอาชีพประมาณ 20% และ
อีกรอ้ ยละ 20.1 เปน็ รายจ่ายในครัวเรือนทงั้ หมด

(6) หนส้ี ินและการออม
- สภาพหน้ีสิน
จากการศึกษาสภาพหนีส้ ินของครวั เรือนในพ้ืนที่ศึกษา พบว่า ครัวเรือนทีม่ ีหนี้สิน

มีจำนวนร้อยละ 53.5 โดยแหล่งกู้ยืมเงินมาจากกองทุนหมู่บ้าน จำนวนเงินกู้ยืมเฉล่ีย 37,103 บาท/ราย อัตรา
ดอกเบี้ย รอ้ ยละ 1 และ 2 บาทต่อปี (ร้อยละ 29.4) โดยเงินกู้จะนำไปใช้จ่ายในครัวเรอื น (ร้อยละ 44.1) นำไปลงทุน
ทางการเกษตร (ร้อยละ 29.4) และนำไปซ่อมแซมบ้าน/ที่อยู่อาศยั (ร้อยละ 11.8) กู้ยืมจากธนาคาร ธ.ก.ส. จำนวน
เงินกู้ยืมเฉลี่ย 348,663 บาท อัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 86.1) ร้อยละ 7 บาทต่อปี โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไป
ลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 43.6) นำไปใช้จ่ายในครัวเรือน (รอ้ ยละ 12.9) สร้างบ้าน/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย (ร้อยละ
15.8) และเพื่อการซ้ือท่ีดินหรือซื้อบ้าน (ร้อยละ 11.9) กู้ยืมจากสหกรณ์การเกษตร จำนวนเงินกู้ยืมเฉล่ีย 162,500
บาท/ราย อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 7 บาทต่อปี (ร้อยละ 20.0) โดยเงินกู้จะนำไปลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 50.0)
ใช้ซื้อที่ดิน/บ้าน (ร้อยละ 20.0) และนำไปประกอบอาชีพทางการเกษตร และเพ่ือการศึกษาของสมาชิกในครัวเรือน
(รอ้ ยละ 10.0) กู้ยืมจากธนาคารพาณิชย/์ บริษัทเงินทุน จำนวนเงนิ กู้ยืมเฉล่ีย 807,500 บาท อัตราดอกเบ้ียสว่ นใหญ่
(ร้อยละ 50.0) ร้อยละ 4 บาทต่อปี โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไปใช้จ่ายในครัวเรือน (ร้อยละ 50.0) และเพื่อซ้ือเคร่ืองใช้
วัสดุอุปกรณ์ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากน้ียังมีแหล่งกู้ยืมอื่นๆ ได้แก่ พ่อค้าคนกลาง/นายทุนเงินกู้ ญาติพ่ี

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-335 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบอ้ื งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บนำ้ บา้ นเหมอื งตะกั่ว บทที่ 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

น้อง เพ่ือนบ้าน กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพ่ือการศึกษา (กยศ.) การฌาปนกิจช่วยเหลือเพ่ือนสมาชิกครู
(ชพค.) และธนาคารออมสนิ ทงั้ น้ี ครัวเรือนสว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 85.8) สามารถชำระหนีส้ ินไดต้ ามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วน
อีกรอ้ ยละ 14.2 ไม่สามารถชำระไดต้ ามเงือ่ นไข

- การออมของครวั เรอื น
การออมเงินของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ซ่ึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒ นา
โครงการ สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 56.5) มกี ารออม โดยมีเงนิ ออมเฉลยี่ 33,782 บาท/ครวั เรือน ท้ังน้ีอกี รอ้ ยละ 2.6 ระบุว่า
มกี ารออม แตไ่ ม่สะดวกให้ขอ้ มลู
(7) คณุ ภาพชีวติ และสภาพความเป็นอย่ใู นชมุ ชน
คุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในชุมชน พิจารณาจากความคิดเห็นต่อความ
เพียงพอของโครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชน ความคิดเห็นต่อคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยในชุมชน ความคิดเห็นต่อ
สภาพแวดลอ้ มในชุมชน พบว่า
- ความคดิ เหน็ ตอ่ การบรกิ ารโครงสร้างพน้ื ฐานในชมุ ชน

ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ท่ีผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ระบุว่าไม่
เพียงพอ ได้แก่ บริการโทรศัพท์สาธารณะ (ร้อยละ 50.2) รองลงมา ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ (ร้อยละ 46.5) การ
จัดเก็บขยะ/การกำจัดขยะ (ร้อยละ 39.8) ห้องสมุดสำหรับประชาชน (ร้อยละ 38.5) สถานีตำรวจ (ร้อยละ 34.2)
และสถานพยาบาล (รอ้ ยละ 33.5) ตามลำดับ

- ความคิดเห็นตอ่ คณุ ภาพชวี ติ ในการอยู่อาศยั ในชุมชน
ด้านคุณภาพชวี ติ ในการอยู่อาศัยในชมุ ชน ท่ีผู้ใหส้ ัมภาษณ์ระบวุ ่าไม่เพียงพอ มาก

ที่สุด ได้แก่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (ร้อยละ 2.6) รองลงมา ได้แก่ ถนนและการเดินทางไปยังสถานท่ี
ตา่ งๆ สถานศึกษา สวสั ดกิ ารทางสังคมทีไ่ ด้จากรฐั ในจำนวนท่เี ทา่ ๆ กนั คือร้อยละ 1.9

- ความคิดเหน็ ตอ่ สภาพแวดล้อมในชุมชน
สำหรับความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนที่ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่า

ไม่มีปัญหา ได้แก่ การพงั ทลายของดิน(ร้อยละ 97.0) น้ำเสีย (รอ้ ยละ 94.1) น้ำท่วม (ร้อยละ 78.4) ปัญหาขยะ (ร้อย
ละ 77.7) การใช้สารเคมีจากการทำการเกษตร (ร้อยละ 65.1) ฝุ่นละออง/มลพิษทางอากาศ (ร้อยละ 55.0) และเสยี ง
ดงั รบกวน (ร้อยละ 51.7)

สำหรับปัญหาดา้ นสภาพแวดลอ้ มในชมุ ชน ทพ่ี บว่ามีปัญหา ได้แก่
▪ ฝุ่นละออง/มลพิษทางอากาศ มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย
(รอ้ ยละ 28.6) มพี อสมควร (ร้อยละ 14.1) และระดบั มาก (ร้อยละ 2.2) ซงึ่ เกดิ จากฝุ่นละอองและควนั จากการจราจร
บนถนน กลิ่นเหม็นจากฟาร์มไก่ กลิ่นจากรถบรรทุกไก่บนถนน ฝุ่นละอองจากกองขยะมูลฝอย และฝุ่นละอองจาก
ถนนลูกรัง
▪ เสียงดังรบกวน มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 34.2)
ระดบั พอสมควร (รอ้ ยละ 12.6) และระดับมาก (ร้อยละ 1.5) ซ่ึงเกิดจากเสียงรถยนต์/จักรยานยนต์ทีส่ ัญจรการจราจร
บนทอ้ งถนน เสยี งดังจากทอ่ รถจักรยานยนต์ และลานตัดไม้
▪ สารเคมีจากการทำการเกษตร มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-336 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้
บริษทั เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อนั เนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

(ร้อยละ 20.8) ระดับพอสมควร (ร้อยละ 13.8) และระดับมาก (ร้อยละ 0.4) ซึ่งเกิดจากเกษตรกรฉีดพ่นสารกำจัด
แมลงและวัชพืชในพื้นท่ีเกษตรกรรม น้ำใช้ปนเปื้อนสารเคมี สารเคมีที่ตกค้างในพ้ืนท่ีเกษตรกรรม สารเคมีจาก
การเกษตรไหลลงสู่แหล่งนำ้ และสารเคมที ำใหเ้ กิดการระคายเคอื ง

▪ ปญั หานำ้ เสีย มีครวั เรือนทเี่ หน็ ว่าเปน็ ปญั หาในระดับนอ้ ย (ร้อยละ 3.7) และ
ระดับพอสมควร (ร้อยละ 2.2) ซึ่งเกิดจากน้ำขังในแปลงเกษตร น้ำเสียในครัวเรือนท่วมขังไม่สามารถระบายได้
สารเคมกี ารเกษตรปนเปื้นแหลง่ น้ำ นำ้ เสยี จากฟาร์มไก่ไหลลงส่แู หลง่ น้ำสาธารณะ และน้ำเสียชุมชน

▪ การพังทลายของดิน มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ
2.2) และระดับพอสมควร (รอ้ ยละ 1.5) ซง่ึ ฝนท่ีตกทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดนิ

▪ ปัญหาขยะ มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 8.0) ระดับ
พอสมควร (รอ้ ยละ 3.1) และระดับมาก (ร้อยละ 1.6) ซงึ่ ปญั หาเกดิ จากไม่มภี าชนะรองรับขยะในชุมชน และกองขยะ
ของเทศบาล

▪ ปัญหาน้ำท่วม มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 16.4)
ระดับพอสมควร (รอ้ ยละ 4.8) และระดบั มาก (ร้อยละ 0.4) ซง่ึ ปัญหาเกิดจากฝนตกหนักระบายไม่ทนั และฝนตกหนัก
ติดตอ่ กนั หลายวนั ทำใหน้ ้ำทว่ มขงั ระบายไมท่ ัน

(8) ด้านสาธารณสุขในชุมชน
- สวัสดิการในการรกั ษาพยาบาลของสมาชกิ ในครัวเรอื น
สวัสดิการในการรักษาพยาบาลของสมาชิกในครัวเรือน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ

85.9) ได้รับสทิ ธ์ิบัตรทอง รองลงมาเป็นสิทธ์ิสวัสดิการรกั ษาพยาบาลข้าราชการ (ร้อยละ 7.4) และสทิ ธิ์ประกันสังคม
(ร้อยละ 6.4) ตามลำดับ

- การใชบ้ รกิ ารด้านสาธารณสุข
การเข้ารับการรักษาพยาบาลกรณีที่เจ็บป่วยของครัวเรือนในพ้ืนท่ีศึกษา

พบว่าไปพบแพทย์ท่ีโรงพยาบาลรัฐมากท่ีสุด (ร้อยละ 38.6) รองลงมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน/สถานี
อนามัย (รอ้ ยละ 24.8) คลินิก (รอ้ ยละ 18.0) ซอ้ื ยากนิ เอง (ร้อยละ 11.3) และโรงพยาบาลเอกชน (รอ้ ยละ 7.2)

- การเจบ็ ปว่ ยของคนในครัวเรือน
การเจ็บป่วยของคนในครัวเรือนท่ีอยู่ในพื้นที่ศึกษาในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา

พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70.3) ไม่มีการเจ็บป่วย ส่วนอีกร้อยละ 29.7 ระบุว่ามีการเจ็บป่วยของสมาชิกในครัวเรือน
โดยโรคท่ีพบมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิต (ร้อยละ 40.2) ไข้หวัดใหญ่ (ร้อยละ 16.7) โรคเบาหวาน (ร้อยละ
8.8) โรคหอบหดื (ร้อยละ 4.9) และโรคภมู ิแพแ้ ละโรคเกา๊ ท์ (รอ้ ยละ 3.9) ตามลำดับ

- การจดั กิจกรรมทีเ่ ก่ยี วกับการดแู ลสขุ ภาพของคนในชมุ ชน
การจัดกิจกรรมทีเ่ กี่ยวกับการดูแลสขุ ภาพของคนในชุมชนท่ีอยู่ในพ้ืนที่ศกึ ษา

ของโครงการ เกอื บท้งั หมด (รอ้ ยละ 98.5) ระบุว่ามกี ารจัดกิจกรรมฯ ได้แก่ การตรวจสขุ ภาพของคนในชุมชน (รอ้ ยละ
44.2) การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (ร้อยละ 18.9) การรักษาสุขอนามัยในบ้านเรือน (ร้อยละ 18.7) และการฉีด
วัคซนี ปอ้ งกนั โรคใหเ้ ด็ก (รอ้ ยละ 18.2)

(9) องคก์ รในท้องถนิ่ และการมีส่วนร่วมในการพฒั นาชมุ ชน

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-337 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบ้ืองตน้
บริษทั เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเก็บน้ำบ้านเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อนั เน่อื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

- องค์กรในทอ้ งถน่ิ
องค์กรในท้องถ่ิน เป็นกลุ่มทางสังคมท่ีตั้งข้ึนอย่างไม่เป็นทางการ และองค์กรที่

ตง้ั ขึน้ อย่างเปน็ ทางการ ซ่งึ สว่ นใหญอ่ งคก์ รท่ีจดั ตั้งอย่างไม่เปน็ ทางการ จะมีโครงสร้างขององค์กรท่ไี ม่ซบั ซ้อน ซ่ึงส่วน
ใหญ่ประกอบด้วยประธาน รองประธาน เหรญั ญิก เลขานกุ าร เป็นองค์กรทตี่ ั้งโดยการสนับสนนุ ของหนว่ ยงานพัฒนา
ในพ้ืนท่ี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การแปรรูปผลผลติ พัฒนาคุณภาพชีวติ โดยครวั เรือน
ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.2) เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กร/กลุ่มทางสังคม สำหรับกลุ่มท่ีประชาชนเข้าร่วมเป็นสมาชิก
มากท่ีสุด ได้แก่ กลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. (ร้อยละ 31.0) รองลงมา ได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเกษตรกร
และกลุ่มสหกรณ์การเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในจำนวนร้อยละ 21.7, ร้อยละ 20.7, ร้อยละ
11.7 และร้อยละ 8.4 ตามลำดับ

- การมีส่วนรว่ มในการพฒั นาชุมชน
การเข้าร่วมกิจกรรมของคนในชุมชน ของครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนท่ีศึกษา พบว่า

กิจกรรมการจัดประชุมในหมู่บ้านหรือจัดประชาคมหมู่บ้านมีการจัดประชุมปีละมากกว่าปีละ 6 คร้ัง (ร้อยละ 36.8)
รองลงมา จดั ประชุม 4-6 ครง้ั (ร้อยละ 34.9) และจัดประชมุ ปีละ 1-3 ครงั้ (รอ้ ยละ 25.7)

สำหรับการเข้าร่วมประชุมในหมู่บ้านหรือประชาคมหมู่บ้าน พบว่า ส่วนใหญ่
(ร้อยละ 62.5) เข้าร่วมเป็นบางครั้ง รองลงมา ร้อยละ 17.5 เข้าร่วมเกือบทุกครั้ง และร้อยละ 17.5 เข้าร่วมทุกครั้ง
ทั้งนี้อกี ร้อยละ 9.7 ไม่เคยเขา้ ร่วมประชมุ เลย

ส่วนความพร้อมเพรียงในการช่วยเหลืองานของส่วนรวมของคนในชุมชน พบว่า
ส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 54.3) มีความพร้อมเพรียงกันดี รองลงมา ร้อยละ 27.1 มีความพร้อมเพรียงกันปานกลาง และรอ้ ย
ละ 9.3 มคี วามพรอ้ มเพยี งกับน้อย

(10) การใช้ประโยชนแ์ ละการจัดการส่งิ แวดลอ้ มในครวั เรือน
- การใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.9) มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำบนดิน (แม่น้ำ

ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง อา่ ง น้ำตก) รองลงมา ร้อยละ 30.1 มกี ารใช้ประโยชน์จากแหล่งนำ้ ใตด้ ิน (น้ำบาดาล
บ่อน้ำต้ืน) ส่วนอีกร้อยละ 3.0 มกี ารใช้ประโยน์จากนิเวศวิทยาป่าไม้ (อุทยานแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ป่าชมุ ชน) โดยใช้
เพ่อื อปุ โภคบริโภคในครัวเรอื น (ร้อยละ 94.8) เพ่อื การเพาะปลกู พชื /เพาะเลย้ี งสตั วน์ ้ำ (ร้อยละ3.7) เพื่อเกบ็ ของปา่ /
จับสัตว์น้ำฝสัตว์อ่ืน มาบริโภคในครัวเรือน (ร้อยละ 0.7) และเพื่อเป็นสถานที่ท่องเท่ียว (ร้อยละ 0.4) และมีการใช้
ประโยชนท์ ุกวัน หรอื 365 วนั /ปี (รอ้ ยละ 97.4) 300 ครั้ง/ปี (ร้อยละ 1.5) 50 ครัง้ /ปี และ 350 ครง้ั /ปี (ร้อยละ 0.4)
ทงั้ น้ีเกือบทง้ั หมด (ร้อยละ 98.9) ไม่สามารถประเมนิ มูลค่าที่ครวั เรอื นได้รับประโยชนจ์ ากการใช้ทรัพยากรดังกล่าวได้
สว่ นอีกร้อยละ 0.4 ในจำนวนทเ่ี ท่ากนั ประเมินมูลค่าอยใู่ นช่วง 1,000 บาท/ป,ี 50.000 บาท/ปี และ 200,000 บาท/
ปี

- การใชน้ ำ้
ครวั เรือนเกอื บท้งั หมด (ร้อยละ 97.4) ไม่มีการใช้น้ำบาดาล มเี พยี งรอ้ ยละ 2.6 ท่ี

มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำบาดาล โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 71.4) มีการขุดเจาะเองส่วนอีกร้อยละ 28.6 ขุดเจาะโดย
หน่วยงานอื่น โดยค่าใช้จ่ายในการชุดเจาะมีตั้งแต่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เสียค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะ 5,000 บาท, 16,000
บาท, 20,000 บาท และ 100,000 บาท ในจำนวนทเ่ี ท่ากนั คือร้อยละ 14.3

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-338 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบือ้ งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะกวั่ บทท่ี 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดลอ้ มในปจั จบุ นั

- การจัดการนำ้ เสยี ขยะ และสิง่ ปฏิกูลในครวั เรอื น
สำหรบั การจัดการน้ำเสยี ท่ีเกิดข้ึนในครัวเรอื น เกือบท้ังหมด (ร้อยละ 91.4) ใช้วิธี

ปล่อย/ระบายลงพื้นดิน ร้อยละ 6.3 ระบายลงท่อสาธารณะ ร้อยละ 1.1 ระบายลงถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป ร้อยละ
0.7 ระบายลงสู่บ่พักน้ำก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก และอีกร้อยละ 0.4 ปล่อย/ระบายลงสู่แหล่งน้ำ โดยเกือบทั้งหมด
(ร้อยละ 99.3) ไมเ่ คยประสบปัญหากับการจดั การนำ้ เสยี ของครัวเรอื น มีเพียงร้อยละ 0.4 ที่ประสบปญั หาเนอื่ งจากไม่
มที างระบายนำ้

ด้านการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่กำจัดขยะด้วย
ตนเอง (ร้อยละ 92.5) รองลงมา ร้อยละ 6.3 ให้หน่วยงานท้องถิ่นมารับไปกำจัด และกำจัดเอง และร้อยละ 1.5 ให้
หน่วยงานท้องถ่ินมารับไปกำจัด สำหรับวิธีการกำจัดใช้วิธีการเผาเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.1) รองลงมารอ้ ยละ 17.9
ใช้วิธีการฝัง ร้อยละ 10.8 หมักทำปุ๋ย และอีกร้อยละ 0.3 ในจำนวนท่ีเท่ากัน นำไปทิ้งท่ีกองขยะของเทศบาล และ
หลุมของเทศบาล โดยเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 97.8) ไม่เคยประสบปัญหาด้านการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน มี
เพียงร้อยละ 2.3 ที่ประสบปัญหาจากควันของการเผาขยะฟุ้งกระจาย ขยะส่งกลิ่นเหม็น รถเก็บขยะไม่เพียงพอ และ
สถานทท่ี งิ้ ขยะอยใู่ กล้บา้ น

ด้านการจัดการส่ิงปฏิกูลในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนทั้งหมดมีการจัดการสิ่ง
ปฏิกลู โดยการระบายลงสู่บเ่ กรอะ บ่อซึม และไม่มีปญั หาด้านการจัดการสิง่ ปฏิกลู

(11) การทำการเกษตร (สำหรบั ครัวเรือนเกษตร)
จากการสอบถามขอ้ มลู ด้านการเกษตรของครัวเรือนเกษตร พบว่า สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ

63.6) มกี ารถอื ครองท่ดี ิน 1-2 แปลง รองลงมา ร้อยละ 29.4 ถือครองทดี่ ิน 3-4 แปลง ร้อยละ 5.9 ถือครองท่ดี ิน 5-6
แปลง ร้อยละ 7.4 ถือครองที่ดิน 7-8 แปลง และร้อยละ 0.4 ถือครองที่ดิน 9-10 แปลง โดยมีพ้ืนท่ีอยู่ในช่วง 1-5 ไร่
มากท่ีสุด (ร้อยละ 29.7) รองลงมา ร้อยละ 23.8 มีพื้นท่ีอยู่ในช่วง 6-10 ไร่ ร้อยละ 15.6 มีพ้ืนที่อยู่ในช่วง 11-15 ไร่,
ร้อยละ 11.9 มพี น้ื ท่อี ยู่ในช่วง 16-20 ไร่ และรอ้ ยละ 8.9 มพี ้นื ที่น้อยกว่า 1 ไร่ ตามลำดบั

สำหรบั การใชป้ ระโนชนท์ ่ีดนิ ในแต่ละแปลงของครวั เรือนมีดงั นี้
- แปลงที่ 1 ครัวเรือนทีให้สัมภาษณ์มีพื้นที่ 1-5 ไร่ มากที่สุด (ร้อยละ 49.8)
รองลงมามีพื้นท่ีน้อยกว่า 1 ไร่, 6-10 ไร่, 11-15 ไร่, 16-20 ไร่ และ 21-25 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 36.8, ร้อยละ 9.7,
รอ้ ยละ 1.9, ร้อยละ 1.5 และร้อยละ 0.4 ตามลำดับ การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.7) ใช้เป็นทอ่ี ยู่อาศัย
รองลงมา ร้อยละ 17.1 ทำสวนยางพารา ร้อยละ 4.1 ทำสวนไม้ผล และอกี ร้อยละ 0.4 ในจำนวนท่ีเทา่ กนั ใช้ปลูกผัก
ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และปลูกต้นโกโก้ ลักษณะการถือครองท่ีดินคือเป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ร้อยละ 22.3
เจ้าของแปลงที่ดินทำการเกษตรเอง ทั้งน้ีเอกสารสิทธิ์ของแปลงท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.0) เป็นโฉนดท่ีดิน
รองลงมา ร้อยละ 25.7 เป็นที่ดิน สปก. ร้อยละ 3.0 ท่ีดิน ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ร้อยละ 1.9 เป็น นส.-3 และร้อย
ละ 15 เป็นที่ นส.3ก. ส่วนใ,ญ่ (ร้อยละ 92.2) ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านท่อี ยู่ปัจจุบัน, ร้อยละ 6.3 อยู่ภายในตำบลรอ้ ยละ
0.4 อยภู่ ายในจังหวดั และรอ้ ยละ 1.1 อย่ใู นจงั หวัดอืน่
- แปลงที่ 2 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.9) มีพื้นท่ี 1-5 ไร่ รองลงมามีพื้นที่ 6-10 ไร่,
11-15 ไร่, 16-20 ไร่, น้อยกว่า 1 ไร่, 21-25 ไร่ และตั้งแต่ 26 ไร่ข้ึนไป ในจำนวนร้อยละ 27.9, ร้อยละ 8.6, ร้อยละ
2.5, ร้อยละ 2.5, ร้อยละ 1.0, และร้อยละ 0.5 ตามลำดับ การใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.7) ใช้ทำสวน
ยางพารา รองลงมา ร้อยละ 12.2 ทำสวนไม้ผล, ร้อยละ 6.6 เป็นท่ีอยู่อาศัย ร้อยละ 3.0 เป็นท่ีว่างเปล่า และอีกร้อย

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-339 รายงานผลกระทบสง่ิ แวดล้อมเบ้ืองต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ นำ้ บา้ นเหมอื งตะกั่ว บทที่ 3
อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดล้อมในปจั จบุ นั

ละ 0.5 ทำปาล์มน้ำมัน ลักษณะการถือครองที่ดนิ เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 92.3) เป็นเจ้าของ และอีกร้อยละ 0.5 ให้เช่า
ทั้งน้ีสำหรับท่ีดินที่เป็นเจ้าของท่ีดินเอง เกือบทง้ั หมด (รอ้ ยละ 92.3) เจ้าของแปลงท่ดี ินทำการเกษตรเอง รอ้ ยละ 6.6
เป็นทอ่ี ยู่อาศัย และร้อยละ 1.0 ให้เช่า โดยมีพ้ืนที่ 1-5 ไร,่ 6-10 ไร,่ 11-15 ไร่, 16-20 ไร,่ น้อยกวา่ 1 ไร่ และ 21-25
ไร่ ในสว่ นของทด่ี ินให้เชา่ มพี ืน้ ท่ี 5.5 ไร่ และ 32 ไร่ และครัวเรือนท่เี ช่าทด่ี นิ ผอู้ น่ื มีพ้นื ท่ี 4 ไร่ ท้ังนเ้ี อกสารสิทธ์ิของ
แปลงทด่ี ินสว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 51.8) เป็นโฉนดที่ดินรองลงมา ร้อยละ 41.1 เป็นท่ดี นิ สปก. ร้อยละ 4.1 เปน็ นส.3 รอ้ ย
ละ 2.0 เป็นท่ีดิน ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และร้อยละ 1.0 เป็น นส.3ก. ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.5) ต้ังอยู่ภายใน
หมู่บ้านที่อยู่ปัจจุบัน ร้อยละ 27.9 อยู่ภายในตำบล และรอ้ ยละ 5.1 อยู่ภายในอำเภอ และอีกร้อยละ 2.5 อยู่จังหวัด
อ่ืน

- แปลงท่ี 3 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.9) มีพ้ืนที่ 1-5 ไร่ รองลงมามีพื้นที่ 6-10 ไร่,
11-15 ไร่ และ 16-20 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 18.2, ร้อยละ 10.2 และร้อยละ 3.4 ส่วนท่ีเหลือ มีพื้นท่ีน้อยกว่า 1 ไร่
และ 21-25 ไร่ ในจำนวนที่เท่ากันคือรอ้ ยละ 1.1 การใชป้ ระโยชนท์ ่ีดนิ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70.5) ทำสวนยางพารา สว่ น
ทเี่ หลือเป็นทีอ่ ยอู่ าศัย ทำสวนไมผ้ ล ปาล์มน้ำมนั ทว่ี า่ งเปล่า ฟารม์ เลี้ยงสัตว์ ไม้ยืนต้น และการเกษตรแบบผสมผสาน
ในจำนวนร้อยละ 8.0, ร้อยละ 6.8, ร้อยละ 5.7, ร้อยละ 4.5, ร้อยละ 2.3, ร้อยละ 1.1 และร้อยละ 1.1 ตามลำดับ
ลักษณะการถือครองท่ีดินเกือบท้ังหมด (97.8) เป็นเจ้าของ ส่วนอกี ร้อยละ 1.1 ในจำนวนที่เท่ากันให้ผู้อื่นทำฟรี และ
ให้เช่า ทั้งน้ีสำหรับท่ีดินที่เป็นเจ้าของที่ดินเอง เกือบท้ังหมด (ร้อยละ 90.7) เจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเองบน
พน้ื ท่ี 1-5 ไร่, 6-10 ไร,่ 11-15 ไร่, 16-20 ไร่, น้อยกว่า 1 ไร่ และ 21-25 ไร่, ร้อยละ 8.1 เป็นท่ีอยู่อาศัย และร้อยละ
1.2 ให้เช่า ในส่วนของที่ดินให้เช่ามีพื้นท่ี 8 ไร่ ให้ผู้อื่นทำฟรี 12 ไร่ และครัวเรือนที่เช่าที่ดินผู้อื่นมีพ้ืนที่ 12 ไร่ ท้ังนี้
เอกสารสิทธิ์ของแปลงที่ดินเป็นที่ดิน สปก. มากที่สุด (ร้อยละ 46.6) รองลงมา ร้อยละ 45.5 เป็นโฉนดท่ีดิน, ร้อยละ
4.5 เป็น นส.3, และร้อยละ 3.4 เป็นที่ดิน ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50.0) ตั้งอยู่ภายในตำบล
รอ้ ยละ 42.0 อย่ภู ายในหมู่บา้ นทอ่ี ยูป่ ัจจุบัน และรอ้ ยละ 3.4 ในจำนวนที่เท่ากัน อยภู่ ายในอำเภอและจงั หวัด และอีก
ร้อยละ 1.1 อยจู่ ังหวดั อน่ื

-
- แปลงที่ 4 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.7) มีพื้นที่ 1-5 ไร่ รองลงมามีพื้นท่ี 6-10 ไร่,
และ11-15 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 15.4 และร้อยละ 10.3 ส่วนท่ีเหลือมีพ้ืนที่น้อยกวา่ 1 ไร่, 16-20 ไร่ และ 21-
25 ไร่ ในจำนวนท่ีเท่ากนั คือร้อยละ 2.6 การใช้ประโยชนท์ ่ีดินส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 66.7) ทำสวนยางพารา ส่วนท่ีเหลือ
ทำสวนไม้ผล ปาล์มน้ำมัน เป็นที่อยู่อาศยั และที่วา่ งเปล่า ในจำนวนร้อยละ 17.9, รอ้ ยละ 7.7, ร้อยละ 5.1 และร้อย
ละ 2.6 ตามลำดับ ลักษณะการถือครองที่ดินเกอื บทั้งหมด (ร้อยละ 97.4) เปน็ เจา้ ของ โดยรอ้ ยละ 89.5 เจ้าของแปลง
ท่ีดินทำการเกษตรเองบนพ้ืนที่ 1-5 ไร่, 6-10 ไร่, 11-15 ไร่, 16-20 ไร่ และน้อยกว่า 1 ไร่ และ 21-25 ไร่, ส่วนอีก
ร้อยละ 5.3 ในจำนวนท่ีเท่ากันเป็นที่อยู่อาศัย และให้เช่าพื้นที่ 1.5 ไร่ และ 1.2 ไร่ ค่าเช่าท่ีดิน 1,000 บาท/ปี และ
15,000 บาท/ปี สว่ นพน้ื ทีท่ ี่ใหผ้ อู้ ่ืนทำฟรีร้อยละ 2.6 มพี ื้นท่ี 25 ไร่ ทัง้ น้ีเอกสารสทิ ธิ์ของแปลงที่ดินส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ
56.4) เปน็ ทด่ี นิ สปก. รองลงมา เปน็ โฉนดที่ดิน (รอ้ ยละ 41.0) และ นส.3 (ร้อยละ 2.6) ทด่ี นิ สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 53.8)
ตั้งอยู่ภายในตำบล, ร้อยละ 38.5 อยู่ภายในหมู่บ้านท่ีอยู่ปัจจุบัน, ร้อยละ 5.1 อยู่ภายในอำเภอ และร้อยละ 2.6 อยู่
จังหวดั อ่ืน
- แปลงที่ 5 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.4) มีพื้นที่ 1-5 ไร่ รองลงมา ร้อยละ 15.8 มี
พ้ืนท่ี 6-10 ไร่ ส่วนอีกร้อยละ 5.3 ในจำนวนท่ีเท่ากัน มีพื้นที่น้อยกว่า 1 ไร่, 11-15 ไร่ และ 16-20 ไร่ การใช้

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-340 รายงานผลกระทบส่งิ แวดล้อมเบอื้ งตน้
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

ประโยชน์ทด่ี นิ สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 63.2) ทำสวนยางพารา รองลงมา รอ้ ยละ 26.3 ทำสวนไม้ผล และอกี รอ้ ยละ 5.3 ใน

จำนวนท่ีเท่ากันเป็นท่ีอยู่อาศัย และที่ว่างเปล่า ลักษณะการถือครองที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 89.4) เป็นเจ้าของโดย

เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 94.1) เจ้าของแปลงทด่ี ินทำการเกษตรเองบนพื้นที่ 1-5 ไร่, 6-10 ไร,่ น้อยกว่า 1 ไร่, 11-15

ไร่ และ 16-20 ไร่ และอีกรอ้ ยละ 5.9 เป็นท่ีอย่อู าศัย ทั้งนี้ร้อยละ 5.3 ในจำนวนที่เท่ากันได้ให้อื่นทำฟรีบนพ้ืนที่ 3 ไร่

และให้เช่าพื้นท่ี 3 ไร่ ค่าเช่า 11,000 บาท/ปี สำหรับเอกสารสิทธ์ิของแปลงที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.2) เป็นที่ดิน

สปก. รองลงมาเป็นโฉนดที่ดิน (ร้อยละ 26.3) นส.3 (ร้อยละ 5.3) และ ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธิ์ (ร้อยละ 5.3) ท่ีดิน

ส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 57.9) ตงั้ อยู่ภายในตำบล และรอ้ ยละ 42.1 อยู่ภายในหมบู่ ้านท่อี ยปู่ จั จุบนั

- แปลงที่ 6 มีพื้นที่ 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนท่ีเท่ากันคือ ร้อยละ 40.0

ส่วนอีกรอ้ ยละ 20.0 มพี ้ืนที่ 11-15 ไร่ การใช้ประโยชนท์ ด่ี ินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.0) ทำสวนยางพารา และอกี ร้อยละ

20.0 ทำสวนไม้ผล ลกั ษณะการถือครองท่ดี นิ ส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 80.0) โดยเจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเองทง้ั หมด

(ร้อยละ 100.0) บนพื้นท่ี 1-5 ไร,่ 6-10 ไร่ และ 11-15 ไร่ ส่วนอกี ร้อยละ 20.0 เช่าพื้นทผ่ี ้อู ืน่ จำนวน 3 ไร่ เสยี คา่ เช่า

2,500 บาท/ปี สำหรับเอกสารสทิ ธิ์ของแปลงท่ีดนิ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.0) เปน็ ท่ีดิน สปก. และอีกร้อยละ 20.0 เป็น

นส.3 (รอ้ ยละ 5.3) ท่ีดนิ ทงั้ หมด (ร้อยละ 100.0) ต้งั อยู่ภายในตำบล

- แปลงที่ 7 มพี ้นื ท่ี 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนท่ีเท่ากันคือ รอ้ ยละ 50.0 มี

การใช้ประโยชน์ท่ีดินเพ่ือทำสวนยางพารา และสวนไม้ผลในจำนวนที่เท่ากันคือ ร้อยละ 50.0 ลักษณะการถือครอง

ท่ีดินร้อยละ 50.0 เปน็ เจ้าของ โดยเจา้ ของแปลงที่ดินทำการเกษตรเองทง้ั หมด (ร้อยละ 100.0) บนพื้นที่ 6 ไร่ และอีก

รอ้ ยละ 50.0 เช่าพ้ืนที่ผู้อ่ืน จำนวน 3 ไร่ เสียค่าเช่า 2,500 บาท/ปี สำหรับเอกสารสิทธ์ิของแปลงท่ีดินท้ังหมด (รอ้ ย

ละ 100.0) เป็นท่ดี ิน สปก. และต้ังอยภู่ ายในตำบลท้ังหมด

- แปลงที่ 8 มพี ืน้ ท่ี 1-5 ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนท่ีเทา่ กนั คือ ร้อยละ 50.0 มี

การใช้ประโยชน์ท่ีดินเพื่อทำสวนยางพารา และสวนไม้ผลในจำนวนท่ีเท่ากันคือ ร้อยละ 50.0 ลักษณะการถือครอง

ที่ดินร้อยละ 50.0 เป็นเจ้าของ โดยเจ้าของแปลงที่ดินทำการเกษตรเองท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) บนพื้นที่ 7.5 ไร่

และอีกรอ้ ยละ 50.0 เช่าพน้ื ท่ีผอู้ ่ืน จำนวน 3 ไร่ เสียคา่ เชา่ 2,500 บาท/ปี สำหรบั เอกสารสิทธขิ์ องแปลงที่ดนิ ท้ังหมด

(รอ้ ยละ 100.0) เปน็ ทด่ี นิ สปก. และตง้ั อยูภ่ ายในตำบลท้งั หมด

- แปลงที่ 9 มพี ื้นที่ 6.5 ไร่ มีการใช้ประโยชน์ท่ีดินเพ่ือทำสวนยางพารา ลักษณะ

การถือครองท่ีดินคือเป็นเจ้าของ โดยเจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเองท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) บนพ้ืนที่ 6.5 ไร่

สำหรบั เอกสารสทิ ธิ์ของแปลงทด่ี นิ ท้ังหมด (รอ้ ยละ 100.0) เปน็ ที่ดิน สปก. และต้งั อยภู่ ายในตำบล

11.2 ครัวเรอื นทา่ นไดจ้ า้ งแรงงานมาช่วยในการประกอบอาชพี เกษตร/ปศสุ ตั ว์/เพาะเล้ียงสตั วน์ ำ้ /ประมง หรอื ไม่

- ไม่ไดท้ ำการเกษตร 19.3

- ไม่ได้จา้ งใช้แรงงานตนเอง 75.8

- จา้ งแรงงานท้งั หมด 0.4

- จ้างแรงงาน และใช้แรงงานตนเองร่วมดว้ ย 4.5

11.3 ค่าจา้ งแรงงาน โดยเฉลี่ยทง้ั คา่ แรงเพศชายและหญิง บาท...........วนั

- ค่าจ้างแรงงานเฉลีย่ (บาทตอ่ วนั ) 904.6

จากการสอบถามข้อมูลด้านการจ้างแรงงานมาชว่ ยในการประกอบอาชีพเกษตร/ปศุ

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-341 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบื้องต้น
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกว่ั บทท่ี 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลงุ สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

สตั ว์/เพาะเล้ียงสัตวน์ ้ำ/ประมง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75.8) ไมม่ ีการจ้างแรงงาน ใช้แรงงานตนเอง รองลงมาร้อย
ละ 4.5 จ้างแรงงานและใช้แรงงานตนเองร่วมด้วย และร้อยละ 0.4 จ้างแรงงานทั้งหมด โดยมีค่าจ้างแรงงาน โดย
เฉล่ียท้งั คา่ แรงเพศชายและหญิง 905 บาท/วัน

จากการสอบถามข้อมูลการปลูกพืชของครัวเรือนที่ทำการเกษตร พบว่าส่วนใหญ่
(78.3) ปลูกยางพารา รองลงมาปลูกสละ ทุเรียน และปาล์มน้ำมัน ในจำนวนร้อยละ 11.0, ร้อยละ 3.5 และร้อยละ
3.1 ส่วนอีกร้อยละ 0.8 ในจำนวนที่เท่ากัน ปลูกมะพร้าวและลองกอง และร้อยละ 0.4 ในจำนวนท่ีเท่ากันปลูกมังคุด
โกโก้ มะนาว ไรส่ วนผสม ลำไย และสบั ปะรด

สำหรับขอ้ มูลด้านตน้ ทุนการผลิตของการปลูกพืชแต่ละชนดิ มดี งั น้ี
- ย า งพ า ร า มี พ้ื น ที่ เพ าะ ป ลู ก 6-10 ไร่, 1-5 ไร่, 11-15 ไร่, 16-20 ไร่ ,
21-25 ไร,่ ตัง้ แต่ 31 ไร่ขึ้นไป และ 26-30 ไร่ จำนวนร้อยละ 32.7, รอ้ ยละ 30.7, ร้อยละ 16.6, ร้อยละ 10.1, รอ้ ย
ละ 4.5, ร้อยละ 3.5 และร้อยละ 2.0 ตามลำดับ อายุของยางพาราท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง 16-20 ปีมากท่ีสุด
(ร้อยละ 37.7) รองลงมามีอายุอยู่ในช่วง 11-15 ปี, 6-10 ปี, ต้ังแต่ 21 ปีข้ึนไป และ 1-5 ปี ในจำนวน ร้อยละ 22.1,
รอ้ ยละ 17.6, รอ้ ยละ 12.6 และรอ้ ยละ 10.1 ตามลำดับ คา่ ใช้จ่ายท่ีใช้ในการปลกู ยางพารา ประกอบด้วย ค่าเตรียม
ดนิ และหลุมขุดในปที ่ปี ลกู อยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท มากท่ีสุด (ร้อยละ 14.6) รองลงมาอยูใ่ นช่วง 2,000 - 3,000
บาท (ร้อยละ 9.0) และ 4,001-5,000 บาท และต้ังแต่ 7,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 7.0) ค่าปลูกอยู่ในช่วง 1,000 -
2,000 บาทมากท่ีสุด (ร้อยละ 8.5) รองลงมาอยูใ่ นชว่ งตัง้ แต่ 7,001 บาทขึน้ ไป (รอ้ ยละ 6.5) และ 4,001-5,000 บาท
(ร้อยละ 5.0) ค่าดูแลรักษา อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาทมากที่สุด (ร้อยละ 1.5) รองลงมาอยู่ในช่วง 2,001-3,000
บาท และตั้งแต่ 3,001 บาทขน้ึ ไป (รอ้ ยละ 0.5) ค่าเก็บเก่ียว รวบรวม ในช่วงปีให้ผลเฉล่ียต่อปีส่วนใหญ่ (ร้อยละ
58.8) อยู่ในช่วงต้ังแต่ 7,001 บาทขึ้นไป รองลงมา อยู่ในช่วงตั้งแต่ 50,001 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 3.0) และ 20,001-
30,000 บาท (ร้อยละ 1.0) คา่ พันธุใ์ นปีปลูกและปลกู ซ่อม สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 58.8) อยูใ่ นชว่ งตัง้ แต่ 7,001 บาทข้ึนไป
รองลงมา อยู่ในช่วง 6,001-7,000 บาท (ร้อยละ 7.0) และ 5,001-6,000 บาท (ร้อยละ 6.5) ค่าปุ๋ยต่อปีอยู่ในช่วง
ต้ังแต่ 7,001 บาทข้ึนไปมากท่ีสุด (ร้อยละ 45.2) รองลงมา ระบุว่าไม่แน่นอน (ร้อยละ 15.6) และอยู่ในช่วง 4,001-
5,000 บาท (ร้อยละ 9.5) ค่ายาปราบศัตรูพืชต่อปี ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.4) ระบุว่าไม่แน่นอน/ไม่สามารถระบุได้,
รองลงมา อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาท (ร้อยละ 6.5) และตำกว่า 1,000 บาท (ร้อยละ 6.0) ค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมัน
เช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาทมากที่สุด (ร้อยละ 19.6) รองลงมาต่ำกว่า 1,000
บาท (รอ้ ยละ 11.1) และอยู่ในช่วง 2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 4.0) นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอ่ืนๆ ส่วนใหญ่ (รอ้ ย
ละ 50.0) ต้ังแต่ 3,001 ขึ้นไป และ ต่ำกว่า 1,000 บาท, 1,000 -2,000 บาท และ2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 16.7)
แหล่งน้ำใช้ในการปลูกยางพารา ได้แก่ น้ำฝน (ร้อยละ 73.9) และบ่อ/สระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 16.1) คลอง/ห้วย
(ร้อยละ 9.0) และนำ้ ใต้ดิน (ร้อยละ 1.0) พื้นท่ีเกบ็ เก่ียวท้ังหมดอยู่ในช่วง 6-10 ไร่, 1-5 ไร่, 11-15 ไร,่ 16-20 ไร่, 21-
25 ไร่, ตั้งแต่ 31 ไร่ขึ้นไป และ 26-30 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 33.2, ร้อยละ 30.7, ร้อยละ 14.1, ร้อยละ 7.0, ร้อยละ
3.0, ร้อยละ 2.5 และร้อยละ 1.5 ตามลำดับ ผลผลิตทั้งหมดท่ีได้เฉลี่ย 3,090 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 40 บาทต่อ
กิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลี่ย 116,643 บาท สถานที่ขายผลผลิตส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.9) คือขายกับพ่อค้าคน
กลาง ตลาดกลาง (6.0) และสหกรณห์ รอื กลุม่ (รอ้ ยละ 2.5) ทั้งนี้ร้อยละ 8.5 ยังไม่มกี ารเกบ็ เก่ียวผลผลติ
- ปาล์มน้ำมัน มีพ้ืนที่เพาะปลูก 1-5 ไร่, 11-15 ไร่, และ 6-10 ไร่ ในจำนวนร้อย
ละ 62.5, ร้อยละ 25.0 และรอ้ ยละ 12.5 ตามลำดับ อายุของปาล์มน้ำมนั ที่ปลกู จนถึงปัจจุบันอยูใ่ นช่วง 1-5 ไร่,

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-342 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบ้ืองตน้
บริษัท เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะก่วั บทที่ 3
อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

11-15 ไร,่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 62.5, รอ้ ยละ 25.0 และรอ้ ยละ 12.5 ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายท่ใี ช้ในการปลูก
ปาลม์ น้ำมัน ประกอบดว้ ย ค่าเตรียมดนิ และหลมุ ขุดในปีที่ปลูก อยใู่ นชว่ ง 5,000 -6,000 บาทมากท่สี ดุ (ร้อยละ 50.0)
รองลงมาอยู่ในช่วง ต่ำกวา่ 5,000 บาท (ร้อยละ 25.0) และ 6,001-7,000 บาท และต้งั แต่ 7,001 บาทข้ึนไป (ร้อยละ
12.5) ค่าปลูกอยู่ในช่วง ต่ำกว่า 5,000 บาท และ 6,001-7,000 บาท(ร้อยละ 25.0) และต้ังแต่ 7,001 บาทข้ึนไป
(ร้อยละ 12.5) ค่าพันธ์ุในปีปลูกและปลูกซ่อม อยู่ในช่วงตั้งแต่ 30,001 บาทขึ้นไปมากท่ีสุด (ร้อยละ 37.5) รองลงมา
อยู่ในช่วง ต่ำกว่า 10,000 บาท, 10,001-15,000 บาท, 15,001-20,000 บาท และ 25,001-30,000 บาท (ร้อยละ
12.5) ค่าปุ๋ยต่อปีอยู่ในชว่ ง ต่ำกว่า 10,000 บาท มากที่สดุ (ร้อยละ 50.0) อยู่ในช่วง 10,001-20,000 บาท, 20,001-
25,000 บาท, 25,001-30,000 บาท และไม่แน่นอน (รอ้ ยละ 12.5) ค่ายาปราบศัตรูพืชต่อปี อยู่ในช่วง 1,000-2,000
บาท มากท่ีสุด (ร้อยละ 25.0) และต้ังแต่ 2,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 12.5) ค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่า
ซ่อมแซมอปุ กรณ์ อยูใ่ นชว่ ง 1,000-2,000 บาท มากทีส่ ดุ (รอ้ ยละ 25.0) และตง้ั แต่ 2,001 บาทขึ้นไป (รอ้ ยละ 12.5)
นอกจากน้ียังมีค่าใช้จา่ ยอ่ืนๆ อยู่ในช่วง ต้ังแต่ 3,001 ขึ้นไป (ร้อยละ 50.0) และ 30,000 บาท (ร้อยละ 50.0) แหล่ง
น้ำใช้ในการปลูกยางพารา ได้แก่ บ่อ/สระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 62.5) น้ำฝน (ร้อยละ 25.0) และคลอง/ห้วย (ร้อยละ
12.5) พ้ืนที่เก็บเกี่ยวทั้งหมดอยู่ในช่วง 1-5 ไร่, 11-15 ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 62.5, ร้อยละ 25.0 และ
ร้อยละ 12.5 ตามลำดบั ผลผลิตท้ังหมดที่ได้เฉล่ีย 18,280 กก./ปี ราคาขายเฉลี่ย 3 บาทตอ่ กิโลกรมั รายได้จากการ
ขายเฉลี่ย 164,960 บาท สถานท่ีขายผลผลิตส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62.5) คือลานเท และขายกับพ่อค้าคนกลาง (ร้อยละ
12.5) ทั้งนรี้ อ้ ยละ 25.0 ยังไมม่ กี ารเก็บเกี่ยวผลผลิต

- มะพร้าว มีพ้ืนที่เพาะปลูกน้อยกว่า 1 ไร่ และ 1-5 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 50.0
เท่ากนั อายุของมะพรา้ วท่ีปลกู จนถึงปัจจุบันอยู่ในชว่ ง 1-5 ปี ค่าใช้จ่ายท่ีใชใ้ นการปลูกมะพร้าว ประกอบด้วย ค่า
เตรียมดิน + ขุดหลุมในปีที่ปลูก 300 บาท และ 600 บาท ค่าพันธุ์ ในปีปลูกและปลูกซ่อม 2,100 บาท และ3,200
บาท ค่าป๋ยุ ต่อปี ตำ่ กว่า 1,000 บาท และ 1,000-2,000 บาท คา่ ยาปราบศัตรูพชื และวัชพืช 300 บาท/ปีและค่าวสั ดุ
อนื่ ๆ น้ำมันเชอ้ื เพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 500 บาทตอ่ ปี แหลง่ น้ำใช้ในการปลูกมะพร้าว ได้แก่ น้ำฝน และบ่อ/
สระนำ้ ในไร่-นา ทัง้ น้ียังไม่สามารถเกบ็ เก่ยี วได้

- ทุเรยี น ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88.9) มีพ้ืนท่ีเพาะปลกู 1-5 ไร่ ส่วนอกี รอ้ ยละ 11.1 มี
พื้นท่ีปลูก 6-10 ไร่ อายุของทุเรียนที่ปลูกจนถึงปัจจุบัน อยู่ในช่วง 1-5 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 44.4) รองลงมามีอายุอยู่
ในช่วง 1-5 ปี และ 16 ปีขนึ้ ไป ในจำนวนร้อยละ 33.3 และรอ้ ยละ 22.3 ตามลำดบั คา่ ใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกทุเรียน
ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีท่ีปลูก อยู่ในช่วง ต่ำกว่า 1,000 บาท, 1,001-2,000 บาท และตั้งแต่
2,001 บาทขึน้ ไปในจำนวนที่เทา่ กัน คือรอ้ ยละ 11.1 คา่ ดูแลรักษา 12,000 บาท (ร้อยละ 11.1) คา่ พนั ธใุ์ นปปี ลูกและ
ปลูกซ่อม อยู่ในช่วง 2,001-3,000 บาท และ 4,001-5,000 บาท (ร้อยละ 22.2) และ1,000-2,000 บาท และ 3,001-
4,000 บาท (ร้อยละ 11.1) ค่าปุ๋ยต่อปี ตั้งแต่ 3,001 บาทขึ้นไปมากท่ีสุด (ร้อยละ 33.3) รองลงมาอยู่ในช่วง 1,000-
2,000 บาท (ร้อยละ 22.2) และต่ำกว่า 1,000 บาท และ 2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 11.1) ค่ายาปราบศัตรูพืชและ
วัชพชื 300 บาท (ร้อยละ 11.1) และค่าวัสดุอื่นๆ นำ้ มันเช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ ประมาณ 500 บาทต่อปี
และ 9,600 บาทต่อปี (ร้อยละ 11.1) แหล่งน้ำใชใ้ นการปลูกทุเรียน ได้แก่ น้ำฝน (ร้อยละ 44.4) บ่อ/สระน้ำในไร่-นา
(รอ้ ยละ 33.3) น้ำใต้ดนิ (รอ้ ยละ 11.1) และน้ำบาดาล (ร้อยละ 11.1) พ้ืนท่ีเก็บเก่ียวทง้ั หมด ส่วนใหญ่ (55.6) มีพนื้ ที่
เก็บเก่ียว 1-5 ไร่ และส่วนอีกร้อยละ 11.1 มีพื้นท่ีเก็บเก่ียว 6-10 ไร่ ทั้งนี้ ร้อยละ 33.3 ยังไม่ได้เก็บเก่ียวผลผลิต
ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลี่ย 1,283 กก./ปี ราคาขายเฉลี่ย 78 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลี่ย 102,833 บาท

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-343 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบือ้ งตน้
บริษัท เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อา่ งเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

สถานท่ขี ายผลผลติ ไดแ้ ก่ ขายกบั พ่อคา้ คนกลาง (55.6) และตลาดกลาง (รอ้ ยละ 11.1)
- มังคุด มีพื้นท่ีเพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของมังคุดท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันต้ังแต่ 16 ปี

ขน้ึ ไป ค่าใชจ้ ่ายท่ใี ช้ในการปลูกมงั คดุ ประกอบด้วย ค่าพนั ธ์ุ ในปปี ลกู และปลกู ซอ่ ม 2,001-3,000 บาท แหล่งนำ้ ใชใ้ น
การปลูกมังคุด ได้แก่ น้ำฝน พื้นท่ีเก็บเกี่ยวทั้งหมด 1-5 ไร่ ผลผลิตท้ังหมดท่ีได้เฉล่ีย 400 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 40
บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลยี่ 1,600 บาท สถานท่ขี ายผลผลติ ไดแ้ ก่ พ่อค้าคนกลาง

- ลองกอง มีพื้นที่เพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของมังคุดที่ปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง
6-10 ปี ค่าใช้จ่ายท่ีใช้ในการปลูกลองกอง ประกอบด้วย ค่าพันธ์ุ ในปีปลูกและปลูกซ่อม 500-1,000 บาท (ร้อยละ
50.0) และต้ังแต่ 2,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ50.0) ค่าปุ๋ย 1,001-2,000 บาท ค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเช้ือเพลิง และค่า
ซ่อมแซมอุปกรณ์ 500 บาทตอ่ ปี (ร้อยละ50.0) และ 10,000 บาทต่อปี (รอ้ ยละ50.0) แหล่งน้ำใช้ในการปลกู ลองกอง
ได้แก่ น้ำฝน (รอ้ ยละ 50.0) และนำ้ ใต้ดนิ (ร้อยละ 50.0) ท้ังน้ียังไม่ไดเ้ กบ็ เกย่ี วผลผลิต

- อื่นๆ ได้แก่ สละ (ร้อยละ 85.7) และโกโก้ มะนาว ไร่สวนผสม ลำไย และ
สับปะรด (ร้อยละ 2.9) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.6) มีพื้นที่เพาะปลูก 1-5 ไร่ รองลงมามีพ้ืนท่ี 6-10 ไร่ และ 11-15 ไร่
(ร้อยละ 11.4), น้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 5.7) และ 16-20 ไร่ (ร้อยละ 2.9) อายุของพืชที่ปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง
1-5 ปี (ร้อยละ 68.6), 6-10 ปี (ร้อยละ 17.1), 21-25 ปี (ร้อยละ 8.6) และ 11-15 ปี และต้ังแต่ 26 ปี (ร้อยละ 2.9)
ค่าใช้จ่ายท่ีใช้ในการปลูกพืช ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน + ขุดหลมุ ในปีท่ีปลกู อยู่ในช่วง 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ
22.9), ต้ังแต่ 5,001 บาทขึ้นไป (ร้อยละ 20.0), ต่ำกว่า 1,000 บาท และ 2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 5.7) และ
3,001-4,000 บาท และ 4,001-5,000 บาท (ร้อยละ 2.9) ค่าปลกู ในปปี ลูก และปลูกซ่อม ระบุว่า1,000-2,000 บาท,
3,001-4,000 บาท และ 4,001 บาทขึ้นไปในจำนวนร้อยละ 14.3, 8.6 และ 5.7 ค่าดูแลรักษา อยู่ในช่วง 5,001-
10,000 บาท (ร้อยละ 5.7) ต่ำกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 2.9) ค่าเก็บเกี่ยว รวบรวม ในช่วงปีให้ผลเฉล่ียต่อปี 38,400
บาท, 48,000 บาท, 160,000 บาท และ 254,250 บาท ในจำนวนท่ีเท่ากันคือร้อยละ 2.9 ค่าพันธุ์ ในปีปลูกและ
ปลูกซ่อม อยู่ในช่วงต้ังแต่ 30,001 บาทขึ้นไปมากที่สุด (ร้อยละ 40.0) รองลงมาอยู่ในช่วง 10,001-15,000 บาท
(ร้อยละ 20.0), 5,000-10,000 บาท และ 25,001-30,000 บาท (ร้อยละ 11.4), ต่ำกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 5.7)
และ 15,001-20,000 บาท (ร้อยละ 2.9) ค่าปุ๋ยต่อปี อยู่ในช่วงต่ำกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 42.9), 5,000-10,000
บาท (ร้อยละ 14.3), 10,001-15,000 บาท (ร้อยละ 8.6) และ 15,001-20,000 บาท และ 20,001-25,000 บาท
(ร้อยละ 2.9) ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช อย่ในช่วง 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 20.0), ต่ำกว่า 1,000 บาท (ร้อย
ละ 11.4), 2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 5.7), และ 3,001-4,000 บาท, 4,001-5,000 บาท และต้ังแต่ 5,001 บาทขึ้น
ไป (ร้อยละ 2.9) ค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ อยู่ในช่วงต่ำกว่า 1,000 บาท และตั้งแต่
4,001 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 14.3), 1,000-2,000 บาท, (ร้อยละ 11.4) และ2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 2.9) ค่าเช่า
ที่ดิน 1,100 บาท (ร้อยละ 50.0) และ 15,000 บาท (ร้อยละ 50.0) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่ในช่วง 5,000-10,000
บาท และ10,001-15,000 บาท (ร้อยละ 40.0) และต่ำกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 20.0) แหล่งน้ำใช้ในการปลูกพืช
ได้แก่ บ่อสระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 60.0), คลอง/หว้ ย (รอ้ ยละ 22.9), น้ำใตด้ ิน (ร้อยละ 8.6), บอ่ บาดาล (ร้อยละ 5.7)
และน้ำฝน (รอ้ ยละ 2.9) พ้ืนที่เก็บเกย่ี ว 1-5 ไร่ (รอ้ ยละ 54.3), 6-10 ไร่ (ร้อยละ 11.4), นอ้ ยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 2.9)
และ 11-20 ไร่ (ร้อยละ 2.9) ส่วนอีกร้อยละ 28.6 ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิต ผลผลิตท้ังหมดที่ได้เฉล่ีย 12,806 กก./ปี
ราคาขายเฉลี่ย 45 บาทตอ่ กิโลกรมั รายได้จากการขายเฉลีย่ 479,620 บาท สถานทขี่ ายผลผลิต ไดแ้ ก่ พ่อค้าคนกลาง
(ร้อยละ 57.1) ขายตลาดในชมุ ชน (รอ้ ยละ 8.6) ตลาดกลาง (ร้อยละ 2.9) และสหกรณ์/กลุ่ม (ร้อยละ 2.9)

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-344 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบื้องตน้
บริษทั เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ น้ำบ้านเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อนั เน่อื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบนั

จากการสอบถามถึงปญั หาการปลูกพชื (พืชยืนต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล
) พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.3) ไมม่ ีปัญหา สว่ นอกี รอ้ ยละ 22.7 ระบวุ า่ มีปัญหา ในด้านราคาผลผลติ ทางการเกษตร
ตกตำ่ (ร้อยละ 53.1) ปริมาณนำ้ ใชท้ างการเกษตรไมเ่ พยี งพอ/ขาดแคลนน้ำในการเพาะปลกู (ร้อยละ 26.5) โรคเช้อื รา
และแมลงศัตรูพืชรบกวน (ร้อยละ 10.2) และผลผลิตทางการเกษตรไม่ดี (น้ำยางน้อย) (ร้อยละ 6.1) ดินเป็นเช้ือรา
(รอ้ ยละ 2.0) และนำ้ ทว่ ม (ร้อยละ 2.0)

จากการสอบถามครวั เรอื นท่มี ีการปลูกพืชอายสุ ั้น เช่น ขา้ ว พชื ผัก ไม้ดอกฯ พบว่ามี
ปลูกผักชี (ร้อยละ 100.0) มะละกอฮอลแลนด์และกล้วยหอม (ร้อยละ 33.3) และอ้อย (ร้อยละ 33.3) โดยมี
รายละเอยี ดดังน้ี

- ผักชี มีพ้ืนที่ปลูก 2 ไร่ โดยปลูกผักชีได้ 6 คร้ัง/ปี มีค่าใช้จ่ายในการปลูกผักชี
ประกอบด้วย ค่าพันธุ์ 100 บาท ค่าปุ๋ย 500 บาท และค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 100
บาท แหล่งน้ำใช้สำหรับการปลูก ได้แก่ น้ำใต้ดนิ ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลี่ย 300 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 100 บาทต่อ
กโิ ลกรมั รายได้จากการขายเฉลีย่ 30,000 บาท สถานทข่ี ายผลผลติ ไดแ้ ก่ ขายตลาดในชุมชน

- มะละกอ มะละกอฮอลแลนด์ และอ้อย ส่วนใหญ่มีพ้ืนที่ปลูก 1-5 ไร่ (ร้อยละ
66.7) และน้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 33.3) โดยปลูกได้ 1 ครั้ง/ปี ค่าใช้จ่ายในการปลูก ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน
1,000 บาท (ร้อยละ 33.3) และ 4,000 บาท (ร้อยละ 33.3) ค่าปลูก รวมค่าเตรียมพันธุ์ 2,000 บาท (ร้อยละ 33.3)
ค่าดูแลรักษา 24,000 บาท (รอ้ ยละ 33.3) ค่าพันธ์ุ 16,000 บาท, 30,000 บาท และ 40,000 บาท ในจำนวน
ที่เท่ากัน คือร้อยละ 33.3 ค่าปุ๋ย 1,400 บาท, 6,000 บาท และ 24,000 บาท ในจำนวนท่ีเท่ากัน คือร้อยละ 33.3
และค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมแซมอปุ กรณ์ 300 บาท และ 8,400 บาท ในจำนวนท่เี ท่ากัน คือรอ้ ยละ
33.3 แหล่งน้ำใช้สำหรับการปลูก ได้แก่ คลอง/ห้วย บ่อสระน้ำในไร่-นา บ่อบาดาล ในจำนวนที่เท่ากัน คอื ร้อยละ
33.3 พื้นที่เก็บเกี่ยวท้ังหมด 1 ไร่ และ 2 ไร่ ในจำนวนที่เท่ากันคือ ร้อยละ 33.3 และยังไม่เก็บเก่ียวผลผลิต ร้อยละ
33.3 ผลผลติ ทง้ั หมดทไี่ ด้เฉลีย่ 8,700 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 13.5 บาทต่อกิโลกรมั รายได้จากการขายเฉล่ยี 165,000
บาท สถานทข่ี ายผลผลิต ได้แก่ พอ่ คา้ คนกลาง

- กล้วยหอม มีพ้ืนที่ปลูก 5 ไร่ โดยปลูกได้ 2 คร้ัง/ปี ค่าใช้จ่ายในการปลูก
ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน 7,000 บาท ค่าปลูก รวมค่าเตรียมพันธ์ุ 5,000 บาท ค่าดูแลรักษา 1,000 บาท ค่าพันธ์ุ
5,000 บาท ค่าปุ๋ย 12,000 บาท และค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 6,000 บาท แหล่งน้ำใช้
สำหรับการปลูก ได้แก่ บ่อสระนำ้ ในไร่-นา พ้ืนท่ีเก็บเกี่ยวทั้งหมด 5 ไร่ ผลผลิตท้ังหมดที่ไดเ้ ฉลี่ย 4,000 กก./ปี ราคา
ขายเฉลีย่ 10 บาทตอ่ กโิ ลกรัม รายได้จากการขายเฉล่ยี 40,000 บาท สถานที่ขายผลผลติ ได้แก่ ขายในตลาดชุมชน

จากการสอบถามครวั เรือนท่ีมีการเลี้ยงสัตว์ พบว่ามกี ารเลี้ยงสตั วต์ า่ งๆ ดงั น้ี
- ววั จำนวน 1-5 ตัว (ร้อยละ 90.0) และ 6-10 ตัว (รอ้ ยละ 10.0) โดยเล้ียงไว้เพื่อ
ขาย มีค่าใช้จ่ายในการเล้ียงวัว 1,501 -2,000 บาท (ร้อยละ 50.0), 500-1,000 บาท และต้ังแต่ 2,001 บาท/ปี ข้ึน
ไป (ร้อยละ 20.0) และ 1,001-1,500 บาท (รอ้ ยละ 10.0) มีรายได้ 10,001-15,000 บาท/ปี (รอ้ ยละ 40.0), ต่ำกว่า
5,000 บาท และ 5,001-10,000 บาท (รอ้ ยละ 20.0)
- เป็ด จำนวนต้ังแต่ 101 ตัวขึ้นไป (ร้อยละ 50.0),น้อยกว่า 50 ตัว (ร้อยละ 25.0)
และ 51-100 ตัว (ร้อยละ 25.0) โดยเล้ียงไว้เพ่ือขาย มีค่าใช้จ่ายในการเล้ียง 500 บาท/ปี, 3,800 บาท/ปี, 35,000
บาท/ปี และ 90,000 บาท/ปีและมีรายได้ 12,000 บาท/ป,ี 24,500 บาท/ปี, 201,600 บาท/ปี และ 210,000 บาท/

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-345 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบ้ืองตน้
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่ัว บทท่ี 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปจั จบุ นั

ปี
- ไก่ จำนวน 50 ตัว (ร้อยละ 50.0) และ 40,000 ตัว (ร้อยละ 50.0) โดยเล้ียงไว้

เพ่ือขาย มีค่าใช้จ่ายในการเล้ียง 1.500 บาท/ปี และ 150,000 บาท/ปี และมีรายได้ 12,000 บาท/ปี, และ
2,500,000 บาท/ปี

- แพะ จำนวน 15 ตัว โดยเลี้ยงไว้เพ่ือขาย ไม่ระบุค่าใช้จ่ายในการเล้ียง และมี
รายได้ 10,000 บาท/ปี

ทัง้ นี้เมื่อสอบถามถึงปัญหาใรการเลี้ยงสัตว์ พบว่า ครวั เรือนที่เลี้ยงสัตวเ์ กือบท้ังหมด
(รอ้ ยละ 93.3) ไม่มีปญั หา มีเพยี งรอ้ ยละ 6.7 มีปัญหาจากสัตวเ์ ปน็ โรคระบาด

จากการสอบถามครัวเรือนท่ีมีการเล้ียงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พบว่ามีการเลี้ยงสัตว์น้ำ
ต่างๆ ดังนี้

- ปลาดุก ซึ่งเลย้ี งในสระน้ำขนาดพ้ืนท่ี 300 ตร.ม. ระยะเวลาเพาะเล้ียง 5
เดือน เลี้ยงได้ปีละ 1 คร้ัง ปริมาณท่ีเพาะเลยี้ ง 50 ตัว/ครง้ั ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลาดุก ประกอบดว้ ย ค่าลงทนุ เช่น
คา่ เชา่ บอ่ /กระชงั /อุปกรณ์ 100 บาท และค่าลูกพนั ธุ์ 100 บาท ท้ังนยี้ ังไมม่ กี ารจำหนา่ ย

- ปลานลิ ซึ่งเลี้ยงในสระน้ำขนาดพ้ืนท่ี 300 ตร.ม. ระยะเวลาเพาะเล้ียง 5
เดอื น เลยี้ งได้ปลี ะ 1 คร้ัง ปริมาณทีเ่ พาะเล้ยี ง 100 ตัว/ครง้ั ค่าใชจ้ ่ายในการเล้ยี งปลานลิ ประกอบด้วย คา่ ลงทนุ เช่น
ค่าเชา่ บอ่ /กระชัง/อุปกรณ์ 1,000 บาท และคา่ ลูกพันธุ์ 1,000 บาท ท้งั นีย้ งั ไมม่ ีการจำหนา่ ย

ท้ังน้คี รวั เรอื นที่มีการเพาะเล้ยี งสัตว์น้ำไม่มปี ญั หาแต่อย่างใด
(12) ปัญหานำ้ ท่วม ปัญหานำ้ แลง้ และปญั หานำ้ เสยี

จากการสอบถามครัวเรือนซ่ึงคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ
พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.9) ไม่เคยประสบปัญหาน้ำทว่ ม ส่วนอกี ร้อยละ 17.1 ทปี่ ระสบปัญหาน้ำท่วม ด้านปญั หา
นำ้ แล้ง พบวา่ ครัวเรือนส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 56.5) ไม่เคยประสบปัญหานำ้ แล้ง สว่ นอกี ร้อยละ 43.5 ท่ปี ระสบปญั หาน้ำ
แล้ง ส่วนปัญหาน้ำเค็มบุกรุกพ้ืนที่ทำการเกษตร และปัญหาน้ำเสียในพ้ืนท่ีทำการเกษตร ครัวเรือนท้ังหมด (ร้อยละ
100.0) ไมเ่ คยประสบปญั หาแต่อย่างใด

สำหรับครวั เรือนท่ีประสบปัญหาน้ำทว่ ม ส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 76.1) ระบุว่าเกิดปัญหา
น้ำท่วมเปน็ บางปี รองลงมาร้อยละ 13.0 ระบุวา่ ท่วมทุกปี และร้อยละ 10.9 ท่วมเกือบทุกปี โดยในรอบ 10 ปี ท่ีผ่าน
มา ปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายมากท่ีสดุ ในปี 2560, ปี 2559, ปี 2561,ปี 2558, ปี 2543, ปี 2544และปี 2562
ตามลำดับ ซง่ึ ภาวะนำ้ ท่วมของแต่ละปีสรุปได้ ดงั น้ี

- ปี 2560 น้ำทว่ มนาน 1-2 วัน ระดบั น้ำท่วมเฉล่ยี 6-10 เซนติเมตร จำนวนครัง้ ท่ี
ท่วม 1 ครั้ง/ปี สาเหตุหลักที่น้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถระบายน้ำได้ ฝนตกหนักในพื้นท่ีติดต่อกัน
หลายวนั และลำน้ำตนื้ เขินมีส่งิ กดี ขวางการไหลของน้ำทำให้ระบายไมท่ ัน

- ปี 2559 น้ำท่วมนาน 1-2 วัน ระดับน้ำท่วมเฉล่ีย 21 - 60 เซนติเมตร จำนวน
ครั้งที่ท่วม 1 ครั้ง/ปี สาเหตุหลักที่น้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถระบายน้ำได้ ฝนตกหนักในพ้ืนท่ี
ตดิ ต่อกันหลายวนั และลำน้ำตนื้ เขนิ มสี ง่ิ กีดขวางการไหลของนำ้ ทำให้ระบายไมท่ ัน

- ปี 2562 น้ำท่วมนาน 3-4 วัน ระดับน้ำท่วมเฉลี่ย ต้ังแต่ 16 -80 เซนติเมตร
จำนวนครั้งท่ีท่วม 1 ครั้ง/ปี สาเหตุหลักท่ีน้ำท่วม ได้แก่ ระดับน้ำในแม่น้ำสูงไม่สามารถระบายน้ำได้ ฝนตกหนักใน

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-346 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบื้องต้น
บริษทั เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกัว่ บทที่ 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

พื้นทตี่ ดิ ตอ่ กันหลายวัน และลำน้ำต้นื เขินมีสิง่ กดี ขวางการไหลของน้ำทำให้ระบายไม่ทนั
ส่วนด้านความเสียหายจากน้ำท่วมในปีท่ีเสียหายมากที่สุด เป็นความเสียหายด้าน

การเกษตร (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เล้ียงปลา) ร้อยละ 10.9 มูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 3,501 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 60.0)
และประมาณ 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 40.0) คา่ ใช้จ่ายในการป้องกนั น้ำท่วมประมาณ 300 บาท (รอ้ ยละ 50.0)
และ 5,000 บาท (ร้อยละ 50.0) ค่าใช้จ่ายท่ีเพ่ิมข้ึนช่วงน้ำท่วม เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล
ประมาณ 2,000 บาท (ร้อยละ 2.2) ค่าใชจ้ ่ายหลังน้ำทว่ ม เช่น ทำความสะอาด ซ่อมแซม ประมาณ 1,000 บาท (รอ้ ย
ละ 33.3), 2,000 บาท (ร้อยละ 33.3)และ 5,000 บาท (รอ้ ยละ 33.3) และค่าใชจ้ ่าย / ความเสียหาย อ่ืนๆ ประมาณ
3,000 บาท (ร้อยละ 33.3)

สำหรบั ครวั เรือนท่ีประสบปัญหาภัยแล้ง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.9) ระบุว่าเกิด
ปัญหาในบางปี ร้อยละ 16.2 เกิดปัญหาเกือบทุกปี และร้อยละ 6.9 เกิดปัญหาทุกปี อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ (ร้อยละ
87.2) ไม่ได้รบั ความเสียหายจากภยั แล้ง สว่ นอีกรอ้ ยละ 12.5 ที่มีความเสียหาย โดยในรอบ 10 ปี ท่ีผ่านมา ปัญหาภัย
แล้งสร้างความเสียหายมากท่ีสุดในปี 2563, ปี 2562, ปี 2559, ปี 2560, ปี 2561 และปี 2562 ตามลำดับ โดย
เกดิ ข้นึ ในชว่ งเดอื นกมุ ภาพันธ์ถึงเดอื นมถิ ุนายน และชว่ งเดือนเมษายนถงึ พฤษภาคมมากท่ีสุด ระยะเวลาประมาณ 3-4
เดือน มูลค่าความเสียหาย โดยประมาณ 5,001-10,000 บาท และ 15,001-20,000 บาท (ร้อยละ 20.0), ต่ำกว่า
5,000 บาท และตัง้ แต่ 25,001 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 13.3) และ20,001-25,000 บาท (ร้อยละ 6.7)

(13) การรับรขู้ ้อมลู ข่าวสารเก่ยี วกบั โครงการ
การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของครัวเรือนท่ีอยู่ในพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก

การพัฒนาโครงการ พบว่า ครัวเรอื นท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) เคยทราบข้อมูลโครงการ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.0)
ได้รับทราบข้อมูลจากผู้นำชุมชน (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/สมาชิก อบต) หอกระจยข่าว/วิทยุชุมชน (ร้อยละ 19.5) เพื่อน
บ้าน (ร้อยละ 6.1) สื่อประชาสัมพันธ์โครงการ เช่น แผ่นพับ ประกาศ จดหมาย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น (ร้อยละ 6.1)
เจา้ หน้าทีก่ รมชลประทาน (ร้อยละ 3.7) และได้เขา้ ร่วมการประชุมกับโครงการ (รอ้ ยละ 3.7) ตามลำดบั

ส่วนความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.0)
ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโครงการ โดยลักษณะข้อมูลที่ต้องการทราบ ได้แก่ กำหนดแผนการก่อสร้างและ
ระยะเวลาแล้วเสร็จของโครงการท่ีชัดเจน (ร้อยละ 49.0) ระยะเวลาในการจ่ายค่าเวนคืนท่ีดินให้กับประชาชน/ความ
ชัดเจนในการเวนคืน (ร้อยละ 18.4) พื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ (ร้อยละ 8.2) รายละเอียด
ข้อมูลเก่ียวกับโครงการที่ชัดเจน และความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการ (ร้อยละ 4.1) ข้อมูลแผนการ
บริหารจัดการนำ้ ของโครงการเพอ่ื แจกจา่ ยใหพ้ ื้นท่ีเกษตรกรรม และประชาชนในพ้นื ที่ (รอ้ ยละ 4.1) ความชัดเจนของ
การดำเนินโครงการ และด้านความปลอดภัยจากการก่อสร้าง (ร้อยละ 4.1) งบประมาณการก่อสร้าง (ร้อยละ 2.0)
ต้องการให้ให้เจ้าหน้าที่ท่ีเกี่ยวข้องเข้ามาช้ีแจงเรื่องการเวนคืนท่ีชัดเจนกับประชาชน มวลชนสัมพันธ์โครงการควรลง
พ้ืนที่ชุมชนอย่างตอ่ เนื่อง (รอ้ ยละ 2.0) การใช้ประโยชน์จากอา่ งเกบ็ น้ำ/ผลประโยชนท์ ปี่ ระชาชนในพ้ืนทีจ่ ะไดร้ ับจาก
การพัฒนาโครงการ (ร้อยละ 2.0) ข้อมูลเกี่ยวกับการวางระบบท่อส่งน้ำของโครงการ/แนวเส้นทางการวางท่อน้ำที่
ชัดเจน (รอ้ ยละ 2.0) และขอ้ มูลด้านความปลอดภยั ตอ่ ชมุ ชนในระยะยาว (ร้อยละ 2.0)

สำหรับชอ่ งทาง/วธิ ีรบั รู้ขอ้ มูลขา่ วสารท่ีสะดวกท่สี ุด สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 82.4) เห็นว่า
ควรใช้วิธีแจง้ ผา่ นผใู้ หญ่บ้าน/กำนัน รองลงมาควรจัดเจ้าหนา้ ที่เข้าไปช้ีแจงในพ้ืนท่ี (ร้อยละ 14.7) และใชห้ อกระจาย
ขา่ วประจำหมู่บ้านหรือวิทยุชุมชน (ร้อยละ 2.9)

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกัด 3-347 รายงานผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบ้อื งตน้
บริษทั เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

สำหรับการเข้าร่วมประชุมโครงการฯ พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบท้ังหมด (ร้อยละ
96.0) เคยเข้าร่วมประชุมโดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.1) เคยเข้าร่วม 3-4 ครั้ง รองลงมา 1-2 คร้ัง และ 7-8 ครั้งใน
จำนวนร้อยละ 20.8 และร้อยละ 2.1 ตามลำดบั อยา่ งไรก็ตามมีผูท้ ไ่ี มเ่ คยเข้าร่วมประชุมร้อยละ 4.0

(14) ความคดิ เห็นเกีย่ วกบั แนวทางในการพฒั นาโครงการ
- ความคดิ เห็นตอ่ แนวทางในการพฒั นาโครงการ
ความคิดเห็นเก่ียวกับแนวทางในการพัฒนาโครงการ แนวทางในการพัฒนา

โครงการศึกษาผลกระทบส่ิงแวดล้อมเบ้ืองต้น อ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วอันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง
พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.1 เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ ร้อยละ 14.5 ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนา
โครงการ และรอ้ ยละ 36.4 ไม่มีความเหน็

โดยผู้ทเี่ หน็ ด้วยให้เหตผุ ลวา่ เกษตรกรและประชาชนในพน้ื ทจ่ี ะได้มีแหลง่ น้ำใน
การเกษตรและใช้อุปโภคในครัวเรือนอย่างท่ัวถึง และเพียงพอในทุกฤดูกาล (ร้อยละ 59.8) เพ่ิมแหล่งท่องเที่ยวของ
ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในพ้ืนที่ (ร้อยละ 9.1) ต้องการใช้น้ำในการเกษตรและใช้ในครัวเรือน (ร้อยละ8.3)
เกษตรกร และประชาชนในพ้ืนท่ีจะได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคท่ีมีคุณภาพมากข้ึน (ร้อยละ 6.1) หากโครงการเกิด
ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง (ร้อยละ 5.3) เกิดการจัางงานในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และกระตุ้นการท่องเท่ียวใน
พื้นท่ี (ร้อยละ 2.3) ส่งเสริมรายได้การท่องเที่ยวชุมชน และเพ่ิมสถานท่ีท่องเท่ียวในพื้นท่ี (ร้อยละ 2.3) ต้องการให้
หมบู่ า้ นเกดิ การพฒั นาอยา่ งต่อเนอ่ื ง (ร้อยละ 2.3) เปน็ โครงการท่มี ีประโยชน์ต่อชุมชนและท้องถนิ่ ((ร้อยละ 1.5) และ
จะได้รบั ทราบเกยี่ วกับผลกระทบจากการพฒั นาโครงการ (ร้อยละ 1.5) เป็นการพฒั นาพน้ื ท่ีให้มีความเจริญ เกษตรกร
มนี ้ำใชอ้ ยา่ งเพยี งพอ (ร้อยละ 1.5) และตอ้ งการน้ำทสี่ ะอาดคณุ ภาพที่ดขี น้ึ และไหลแรงข้ึน (รอ้ ยละ 0.8)

ส่วนผูท้ ่ีไม่เห็นดว้ ยใหเ้ หตุผลทเ่ี ห็นด้วยวา่ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่ิงแวดล้อม (ร้อยละ 76.9) ในพ้ืนท่ีใกล้เคียงมีอ่างเก็บน้ำอยู่แล้ว (ร้อยละ 7.7) ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของคนในชุมชนและส่ิงแวดล้อม (ร้อยละ 7.7) ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการ/โครงการไม่เกิดประโยชน์กับ
ประชาชนในพ้ืนท่ี (รอ้ ยละ 2.6) ตอ้ งการให้คงความสมบูรณข์ องทรพั ยากรธรรมชาติไว้ (ร้อยละ 5.1)

ท้ังนี้ผู้ทไ่ี ม่มีความเห็นเน่ืองจาก ยงั ไมท่ ราบขอ้ มูลรายละเอียดโครงการท่ีชดั เจน/ยัง
ไม่เข้าใจในรายละเอียดของโครงการมากนัก (ร้อยละ 19.4) ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง/ไม่เกิดผลดีหรือผลเสียใดๆ
(ร้อยละ 9.2) ของเป็นกลาง แต่ไม่คัดค้านการก่อสร้างโครงการ (ร้อยละ 4.1) ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียด
โครงการมากกว่าน้/ี รับรู้รายละเอียดโครงการน้อยไป (ร้อยละ 4.1) กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (รอ้ ยละ
1.0) และยังแน่ใจว่าโครงการจะกอ่ ใหเ้ กิดประโยชนม์ ากนกั (รอ้ ยละ 1.0)

- ความคดิ เห็นตอ่ ประโยชนท์ ่ีจะไดร้ บั จากการพฒั นาโครงการ
ครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ ส่วน

ใหญ่ (ร้อยละ 72.5) คาดว่าการพัฒนาโครงการมีประโยชน์ต่อชุมชน ร้อยละ 19.7 คาดว่าไม่มีประโยชน์ และอีกร้อย
ละ 7.8 ไมม่ ีความเห็น

สำหรับผู้ท่ีเห็นว่าการพัฒนาโครงการมีประโยชน์ได้ให้เหตุผลว่า เกษตรกรและ
ประชาชนในพ้ืนท่ีจะได้มีแหล่งน้ำใช้ในการเกษตรและใช้อุปโภคในครัวเรือนอย่างทั่วถึง และเพียงพอในทุกฤดูกาล
(ร้อยละ 61.3) ส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยวของคนในชุมชน และเพิ่มสถานที่ท่องเท่ียวในพ้ืนที่ชุมชน (ร้อยละ
21.2) เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในชุมชน/ลูกหลานมีงานทำในชุมชน (ร้อยละ 11.2) เกษตรกรและประชาชนใน

บริษัท เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-348 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บา้ นเหมอื งตะกวั่ บทท่ี 3
อันเนอื่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ ัน

พ้ืนที่จะได้มีน้ำในการอุปโภคที่สะอาดและมีคุณภาพมากข้ึน (ร้อยละ 6.7) เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ในชุมชน/
ลูกหลานมีงานทำ (ร้อยละ 3.3) เม่ือปริมาณนำ้ ใช้อยา่ งเพียงพอ ทำใหพ้ ืชผลทางการเกษตรดขี ้ึน อาจสง่ ผลเพิม่ รายได้
ให้กบั ประชาชน (ร้อยละ 1.9) ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าขายในชุมชนให้ดขี ึ้น (รอ้ ยละ 1.1) ดึงดูดนักท่องเทย่ี วให้เข้ามา
ในชุมชน (ร้อยละ 0.7) เกดิ ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม (รอ้ ยละ 0.7) และเปน็ แหลง่ เรียนรูใ้ ห้กับนกั เรียนนกั ศกึ ษา (ร้อยละ 0.4)

- ความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางลบที่จะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะ
ก่อสรา้ ง

▪ ด้านคุณภาพนำ้ ผิวดนิ และนิเวศวิทยาทางน้ำ ส่วนใหญ่มคี วามวติ กกงั วลจาก
การชะล้างตะกอนดิน คราบน้ำมนั จากเครื่องจกั ร ลงไปในลำนำ้ ทำให้คณุ ภาพน้ำเสื่อมลง ในระดบั ปานกลาง (รอ้ ยละ
22.7) และการก่อสร้างโครงการท้าให้ตะกอนในลำน้ำฟุ้งกระจาย ความขุ่นเพิ่มข้นึ คุณภาพน้ำเส่ือมลง ในระดับปาน
กลาง (รอ้ ยละ 27.9)

▪ ดา้ นคณุ ภาพอากาศและบรรยากาศ ส่วนใหญ่มีความวติ กกังวลจากผลกระทบ
จากการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมการก่อสร้างของโครงการ ตอ่ สุขภาพอนามยั ของ
คนในชุมชน ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 27.5) และผลกระทบจากกิจกรรม เช่น การขุดเปิดหน้าดิน การบรรทุกขน
สง่ ผ่านชุมชนไปยังพื้นท่กี อ่ สรา้ ง ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 26.4)

▪ ด้านเสียง และความส่ันสะเทือน ส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลจากผลกระทบ
ด้านเสียงรบกวน จากกิจกรรมการก่อสรา้ งของโครงการ ซ่ึงส่งผลต่อพ้ืนทชี่ ุมชนที่อยู่ใกลเ้ คียงในระดบั ปานกลาง (ร้อย
ละ 24.9)

▪ ด้านอุบัติเหตแุ ละความปลอดภยั ส่วนใหญม่ ีความวติ กกังวลจากความเส่ียงต่อ
การเกดิ อุบตั เิ หตเุ พ่มิ ขึน้ ในชมุ ชนในระดับปานกลาง (รอ้ ยละ 26.0)

ลักษณะของประเด็นความวิตกกังวลต่อผลกระทบท่ีเห็นว่าต้องได้รับการแก้ไข
พบวา่ ผู้ให้สมั ภาษณ์เกอื บทั้งหมด (ร้อยละ 97.4) ให้ความเห็นว่าประเด็นความวิตกกังวลต่อผลกระทบดังกลา่ วน้ันไม่
ต้องได้รบั การแกไ้ ข มีเพียงร้อยละ 2.6 ทเี่ หน็ ว่าต้องได้รบั การแกไ้ ข

สำหรับลักษณะของประเด็นความวิตกกังวลต่อผลกระทบท่ีเห็นว่าต้องแก้ไขได้แก่
กังวลวา่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มจะถูกทา้ ลาย เชน่ การตัดต้นไม้ (ร้อยละ 25.0) ส่งผลกระทบตอ่ การใช้น้ำ
ของประชาชน (ร้อยละ 25.0) กิจกรรมที่ตัดต้นไม้ออกจากพ้ืนท่ีอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ (ร้อยละ12.5) ถนน
ภายในชุมชนชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกขนส่งของโครงการ (ร้อยละ 12.5) ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย (ร้อยละ
12.5) และฝุ่นละอองจากกิจกรรมการก่อสร้าง เชน่ การขดุ ดนิ ขนย้ายวัสดุ (ร้อยละ 12.5)

ท้งั น้ีได้มีขอ้ เสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ ต้องปฏบิ ัติตามมาตรการท่ีกำหนด
อย่างเคร่งครัดเพ่ือลดผลกระทบต่อชุมชน (ร้อยละ 50.0) หลีกเลี่ยงเส้นทางชุมชน ควรใช้เส้นทางด้านหลังบ้านของ
ชมุ ชน (ร้อยละ 12.5) ใชส้ แลนดก์ ันฝุน่ ละอองฟุ้งกระจาย (ร้อยละ 12.5) ระยะเวลาการก่อสร้างไม่ควรใช้เวลานาน
(รอ้ ยละ 12.5) และหากเกดิ ผลกระทบตอ่ ชุมชนต้องแก้ไขปญั หาอย่างจริงจงั (12.5)

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-349 รายงานผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบือ้ งตน้
บริษัท เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ นำ้ บ้านเหมอื งตะกัว่ บทท่ี 3
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลงุ สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

- ความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางลบท่ีจะเกิดจากการพัฒนาโครงการในระยะ
ดำเนนิ การ

ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบท้ังหมด (ร้อยละ 99.6) ไม่มีความวิตกกังวลในระยะดำเนินการ
มีเพียงร้อยละ 0.4 ที่มีความวิตกกังวล โดยลักษณะประเด็นท่ีวิตกกังวล ได้แก่ กลัวว่าการบริหารจัดการน้ำจาก
โครงการอาจไมท่ ั่วถงึ (ร้อยละ 100.0) แตไ่ ม่มขี อ้ เสนอในการแกไ้ ขปัญหาดังกล่าว

- ความคิดเหน็ ในภาพรวมของการพัฒนาโครงการ
ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.5 เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ โดยให้

เหตุผลว่า เกษตรกร และประชาชนในพื้นที่จะได้มีแหล่งน้ำในการเกษตรและใช้อุปโภคในครัวเรือนอย่างทั่วถึง และ
เพียงพอในทุกฤดูกาล เป็นแหล่งท่องเท่ียวแหง่ ใหม่ในชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชน เกษตรกรและประชาชนในพ้ืนท่ี
จะไดม้ ีน้ำใชใ้ นการอุปโภคท่ีสะอาดและมีคุณภาพมากข้นึ ชุมชนเกิดการพฒั นาและชีวติ ความเป็นอยดู่ ีข้นึ เกดิ การจา้ ง
งานในชุมชน เศรษฐกิจชุมชนเติบโตมากขึ้นจากรายได้ด้านการท่องเท่ียวและราคาสินค้าทางการเกษตรท่ีสูงข้ึน ช่วย
ส่งเสริมด้านการเกษตร ประชาชนได้ใช้น้ำทางการเกษตรและส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรดีขึ้นท้าให้มีรายได้เพ่ิม
หากมีการดำเนนิ โครงการให้ถกู ตอ้ งตามขนั้ ตอนทางกฎหมาย และประชาชนไดร้ ับผลกระทบน้อยท่สี ุด และประชาชน
มรี ายได้มากขน้ึ จากการทอ่ งเทยี่ วมากขนึ้

ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์อีกร้อยละ 14.5 ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ เนื่องจาก
ส่งผลกระทบและทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ต้องการให้คงความ
สมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติไว้ ในพ้ืนท่ีมีโครงการประเภทเดียวกันอยู่แล้ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของคนในชุมชนและส่ิงแวดล้อม และอาจสง่ ผลกระทบตอ่ ปญั หาน้ำท่วม

ท้ังน้ี มีผู้ให้สัมภาษณ์ ร้อยละ 39.0 ไม่มีความเห็น โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้รับ
ผลกระทบโดยตรง ขอเปน็ กลาง แต่ไม่คัดค้านการก่อสร้างโครงการ ต้องการทราบข้อมลู รายละเอียดโครงการมากกว่า
นี้/ยังไม่มีความเข้าใจในโครงการดีพอ กังวลจะกระทบต่อทรพั ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และกังวลว่าโครงการ
จะไมป่ ฏบิ ัติตามมาตรการฯ ทแี่ จ้งไว้ และประชาชนจะไม่ได้รบั ผลประโยชน์อยา่ งแท้จริง

- ข้อเสนอแนะตอ่ โครงการ
ผูใ้ หส้ ัมภาษณ์มีขอ้ เสนอแนะตอ่ โครงการ ได้แก่ ยังไม่ทราบราบละเอียดโครงการดี

พอ ควรดำเนินการประชาสัมพนั ธ์ใหข้ อ้ มูลขา่ วสารอยา่ งตอ่ เน่ืองเพ่ือสรา้ งความร้คู วามเข้าใจในโครงการและลดปญั หา
ความขัดแย้งภายในชุมชน ต้องการให้โครงการดำเนินการโดยเร็วเพื่อประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ พิจารณารับคนใน
ชุมชนเข้าท้างาน หากเป็นไปได้ให้พิจารณาต่อท่อน้ำโดยไม่ผ่านลำคลอง ควรมีการศึกษาให้ดีและส่งผลกระทบต่อ
ชุมชนให้น้อยท่ีสุด ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อประชาชนให้มาก เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำอย่างแท้จริง ควรจัดภูมิ
ทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพร ต้องการให้เวนคืนในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม
และดำเนินการจ่ายค่าเวนคืนให้เร็วท่ีสุด ต้องการให้มีการดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานท่ีกำหนดไว้ ต้องการให้มี
สนับสนุน/ปรับปรุงถนนภายในชุมชน และควรระมัดระวังกิจกรรมการก่อสร้างของโครงการฯ อาจส่งผลท้าให้น้ำใช้
ชุมชนขนุ่ /ตกตะกอน

(15) ลักษณะการท่องเทยี่ วของชมุ ชน
จากการสอบถามถึงแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดพัทลุงท่ีผู้ให้สัมภาษณ์ได้ไปท่องเที่ยว

ได้แก่ ทะเลนอ้ ย หาดแสนสขุ ลำปำ นำ้ ตกโตนสะตอ น้ำตกไพรวัลย์ บอ่ น้ำรอ้ น-บอ่ น้ำเย็น (ธารนำ้ เยน็ ) นำ้ ตกหม่อมจุ้ย

บริษทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-350 รายงานผลกระทบสิง่ แวดล้อมเบ้อื งต้น
บริษทั เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเก็บนำ้ บา้ นเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

ภูเขาอกทะลุ ล่องแก่ง อุทยานแห่งชาติเขาปู่ – เขาย่า วัดคูหาสวรรค์ ถ้ำสุมโน เกาะส่ีเกาะห้า วังเจ้าเมืองพัทลุง หรือ
วังเก่า – วังใหม่ แหลมจองถนน เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด วัดวัง และศูนย์วัฒนธรรมบ้านตะโหมด โดย
สว่ นใหญ่ (ร้อยละ 80.0) มักจะเดินทางไปกับครอบครัว รวมทั้งไปเที่ยวกับผู้นำชุมชนและหน่วยงาน โดยมีการใช้เงิน
ในการท่องเท่ียวต้ังแต่ 501 บาทข้ึนไปเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60.8) รองลงมาอยู่ในช่วง 401-500 บาท, 201-300
บาท, 100-200 บาท, 301-400 บาท และต่ำกว่า 100 บาท และ ในจำนวนร้อยละ 21.5, ร้อยละ 7.4, ร้อยละ 5.6,
ร้อยละ 2.8 และร้อยละ 0.4 ตามลำดบั

จากการสอบถามความเห็นด้านการท่องเที่ยว เมื่อมีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว อัน
เน่ืองมาจากพระราชดำริ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.2) เห็นด้วยกับโครงการ เพราะมีแหล่งท่องเท่ียวเพิ่มขึ้น มี
นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ชุมชนมีรายได้ (หาปลา,ขายของ) และทำกิจกรรมเพื่อท่องเท่ียวเพ่ิมข้ึน ส่วนอีกร้อยละ 6.7 ไม่
เห็นด้วยกับโครงการ เพราะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ในพื้นที่มีอ่างเก็บน้ำอยู่แล้ว และ
ตอ้ งการรักษาความเป็นธรรมชาตขิ องเหมอื งตะกวั่ ไว้ ทั้งน้ี อกี รอ้ ยละ 27.1 ไมม่ ีความเห็น

ในกรณีที่มีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะก่ัว อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ ผู้ให้
สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.3) ระบุว่าจะไปท่องเท่ียว ส่วนอีกร้อยละ 4.1 ระบุว่าไม่ไป เพราะไม่เห็นด้วยกับการ
พัฒนาโครงการ และต้องการให้มีสภาพแวดล้อมแบบเดิม สำหรับค่าใชจ้ ่ายในการท่องเที่ยวคาดว่าจะมีประมาณ 50-
100 บาทมากท่ีสดุ (ร้อยละ 45.3) รองลงมา ประมาณ 151-200 บาท (รอ้ ยละ 23.8) ตั้งแต่ 201 บาทข้ึนไป (รอ้ ยละ
19.9), ไม่มีคาใชจ้ ่าย (รอ้ ยละ 8.3), 101-150 บาท (รอ้ ยละ 2.2) และต่ำกวา่ 50 บาท (ร้อยละ 0.4)

ในกรณีท่ีมีโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะก่ัว อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ และมีการ
พัฒนาเส้นทางไปน้ำตกโตนสะตอให้เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67.3) ระบุว่าจะไป
ท่องเที่ยว ส่วนอีกร้อยละ 3.3 ระบุว่าไม่ไป เพราะไม่สนับสนุนการพัฒนาโครงการ ต้องการให้มีสภาพแวดล้อม
แบบเดิม แลสภาพร่างกายไม่อำนวย โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 61.2) สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเท่ียวคาดว่าจะมี
ประมาณ 50-100 บาทมากท่ีสุด (ร้อยละ 38.1) รองลงมา ประมาณ 151-200 บาท (ร้อยละ 25.4), ต้ังแต่ 201 บาท
ขน้ึ ไป (รอ้ ยละ 24.9), ไม่มีคาใช้จา่ ย (รอ้ ยละ 8.8), 101-150 บาท (ร้อยละ 2.2) และต่ำกวา่ 50 บาท (รอ้ ยละ 0.6)

(16) การยอมรับตอ่ การพฒั นาโครงการ
ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ไม่มีทรัพย์สินของตนอยู่ในพ้ืนที่ก่อสร้าง

โครงการซ่งึ อาจได้รบั ผลกระทบหรอื ถูกเวนคืน
(ค) กลุ่มพ้นื ท่ไี ด้รับผลประโยชนจ์ ากการโครงการ
2) ตำบลคลองใหญ่
(1) ขอ้ มลู ท่ัวไปของผู้ให้สมั ภาษณ์
การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสัมภาษณ์ตัวแทนจากครัวเรือนในตำบลคลองใหญ่ ซ่ึงเป็น

พ้ืนท่ีท่ีคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัด
พัทลุง ท้ังหมด 51 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 43.1 และเป็นเพศหญิง รอ้ ยละ 56.9 โดยผู้ให้สมั ภาษณ์มีอายุอยู่ในช่วง
51-60 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 30.5) และมีอายุเฉลี่ย 51.7 ปี ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.9) นับถือศาสนาอิสลาม และอีก
รอ้ ยละ 45.1 นับถือศาสนาพุทธ ในด้านการศึกษา พบวา่ ส่วนใหญ่สำเร็จศึกษาในระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 54.9)
รองลงมาสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาต้น และปริญญาตรี ในจำนวนร้อยละ 15.7,
ร้อยละ 11.8 และร้อยละ 8.2 ตามลำดับ ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60.8) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-351 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบือ้ งต้น
บริษทั เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่วั บทท่ี 3
อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

รองลงมา ประกอบอาชีพรับจ้างท่ัวไป (ร้อยละ 23.5) ค้าขาย (ร้อยละ 7.8) และรับราชการ (ร้อยละ 3.9) สำหรับ
สถานภาพในครัวเรอื นของผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.1) เปน็ หัวหน้าครัวเรือน รองลงมารอ้ ยละ 43.1 เป็นคู่
สมรสของหวั หนา้ ครวั เรือน และอกี รอ้ ยละ 2.0 เปน็ บตุ ร/บตุ รเขย/สะใภ้

(2) ข้อมูลพ้ืนฐานของครวั เรือน
- ขนาดของครวั เรือน
ครัวเรือนตัวอย่างท่ีอยู่ในพ้ืนท่ีศึกษาของโครงการ ส่วนใหญ่มีจำนวนสมาชิกต่อ

ครัวเรือน 3-4 คน และมีจำนวนสมาชิกต่อครัวเรือนเฉลีย่ 4 คน จัดเป็นครัวเรือนขนาดกลาง โดยส่วนใหญ่มีสมาชิกที่
เป็นเพศชาย 1-2 คนตอ่ ครัวเรือน และเพศหญงิ 1-2 คนตอ่ ครัวเรือน

- โครงสรา้ งอายุของสมาชิกในครัวเรือน
อายุของสมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.7) มีอายุระหว่าง 25-59 ปี เฉล่ีย 1 คนต่อ
ครัวเรือน รองลงมา ร้อยละ 62.7 มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เฉลี่ย 1 คนต่อครัวเรือน, ร้อยละ 31.4 มีอายุต่ำกว่า 15
ปี เฉลยี่ 1-คนตอ่ ครวั เรือน และรอ้ ยละ 25.5 มอี ายุระหวา่ ง 15-24 ปี เฉลย่ี 1 คนตอ่ ครวั เรอื น

- การศกึ ษาของสมาชกิ ในครัวเรือน
การศึกษาของสมาชิกของครัวเรือนตัวอย่างท่ีอยู่ในพ้ืนที่ศึกษาของโครงการ พบว่า สมาชิกใน
ครัวเรือนสำเรจ็ การศกึ ษาสูงสุดในระดับประถมศึกษาหรือตำ่ กวา่ เฉล่ียครัวเรือนละ 1 คน และไมม่ สี มาชิกในครวั เรอื น
ท่ีกำลังศกึ ษาอยู่

- การประกอบอาชีพ
การประกอบอาชีพหลักของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.9)

มีอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ร้อยละ 31.6 รับจ้างท่ัวไป และร้อยละ 7.8 ค้าขาย ตามลำดับ ส่วนครัวเรือนท่ีมีการ
ประกอบอาชีพรองมีจำนวนร้อยละ 54.9 โดยพบว่า ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด (ร้อยละ 37.0) รองลงมา
ประกอบอาชพี รับจ้างท่วั ไป (รอ้ ยละ 33.3) และคา้ ขาย (รอ้ ยละ 14.8)

สำหรบั การประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือน พบว่า สมาชิกในครัวเรอื นส่วนใหญ่ (ร้อยละ
66.7) เป็นผู้ท่ีทำงานและมีรายได้ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60.8) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รองลงมา ร้อยละ 37.3
ประกอบอาชพี รับจ้างท่ัวไป และรอ้ ยละ 17.9 ประกอบอาชีพคา้ ขาย ตามลำดบั ท้ังน้คี รวั เรอื นทีม่ ีสมาชิกทีไ่ ม่มีอาชีพ
1-2 คนต่อครวั เรือน คดิ เป็นร้อยละ 25.5

(3) การตัง้ ถ่ินฐานและการย้ายถนิ่ ฐานของครัวเรือน
การตั้งถิ่นฐานและการย้ายถ่นิ ของครัวเรือนทอ่ี ยู่ในพ้ืนท่ีซงึ่ คาดวา่ จะได้รับประโยชน์

จากการพัฒนาโครงการ พบว่า ครวั เรือนเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 94.1) อยู่ในชุมชนมาตง้ั แต่ดั้งเดิม ส่วนอกี ร้อยละ 5.9
ย้ายมาจากจังหวัดสงขลา สตูล และนครศรธี รรมราช เป็นระยะเวลาเฉล่ยี 21 ปี โดยเหตุผลท่ีครวั เรอื นท่ียา้ ยมาอยู่ท่นี ี่
ได้แก่ เพ่ือมาหาท่ีดนิ ทำกนิ ใหม่หรือมาประกอบอาชีพ มาแต่งงานกับคนในหมู่บา้ นนี้ และย้ายตามบิดามารดา/ญาติพี่
น้อง และท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) ไม่คิดจะย้ายไปอยทู่ ่ีอ่ืน เน่ืองจากมีที่ดนิ ทำกินอยู่ท่ีน่ี มีบา้ น/ครอบครัว/ญาติพี่น้อง
อยู่ที่นี่ ประกอบอาชีพอยู่ท่ีน่ี มีทรัพย์สินอยู่ท่ีน่ี และมีอาชีพท่ีมั่นคงและครอบครัวดีอยู่แล้ว อยู่ท่ีน่ีมีความสุขดีแล้ว
เปน็ บา้ นเกดิ และอายมุ ากแลว้

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-352 รายงานผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบื้องตน้
บริษัท เอน็ ริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บา้ นเหมอื งตะก่วั บทที่ 3
อันเน่อื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปจั จบุ นั

(4) สิทธิ/ลกั ษณะของการถอื ครองท่ดี ินและทรัพย์สินของครัวเรือน
- สทิ ธิ/ลกั ษณะของการครอบครองบา้ นเรือนและทดี่ ิน
สิทธิ/ลักษณะของการครอบครองบ้านเรือนและที่ดินของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นท่ี

ซ่ึงคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ พบว่า ครัวเรือนเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 96.1) มีบ้าน/อาคารและ
ทดี่ นิ เป็นของตนเอง ส่วนอกี รอ้ ยละ 3.9 เปน็ ผ้เู ช่า

- การถือครองท่ดี นิ ของครัวเรอื น
การถือครองท่ีดนิ ของครัวเรือน พบว่า มีจำนวนแปลงทดี่ นิ ที่ครอบครองมกาที่สุด

1 แปลง (ร้อยละ 47.1) รองลงมา มีจำนวนแปลงที่ดินที่ครอบครอง 2 แปลง, 3 แปลง, 4 แปลง, 5 แปลง และ 6
แปลง ในจำนวนร้อยละ 25.5, ร้อยละ 13.7, ร้อยละ 7.8, ร้อยละ 3.9 และร้อยละ 2.0 มีขนาดท่ีดินที่ถือครองมาก
ท่ีสุด คือ 1-5 ไร่ (ร้อยละ 35.3) รองลงมา มีท่ีดินน้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ 21.6), 6-10 ไร่ (ร้อยละ 13.7), 11-15 ไร่
(ร้อยละ 13.7), 16-20 ไร่ (รอ้ ยละ 9.8) และตงั้ แต่ 25 ไร่ขึน้ ไป (ร้อยละ 5.0)

- ลักษณะของบ้าน/อาคาร
ลักษณะของบ้าน/อาคารของครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนที่ซึ่งคาดว่าจะได้รับ ประโยชน์

จากการพฒั นาโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.3) มีลกั ษณะเป็นบ้านตึกชนั้ เดียว รองลงมาเปน้ รอ้ ยละ 9.8 บ้าน
ครึง่ ตึกครง่ึ ไม้ 2 ชนั้ และอีกรอ้ ยละ 2.0 ในจำนวนทเ่ี ท่ากันเป็นบา้ นไม้ช้นั เดียว บ้านไม้ 2 ช้ัน และบ้านตกึ ขนั้ คร่ึง โดย
ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 86.3) มีการใช้เป็นที่พักอาศัยอย่างเดียว รองลงมารอ้ ยละ 7.8 ใช้เป็นที่พักอาศัยและประกอบการ
คา้ และร้อยละ 5.9 ใช้เปน็ ท่ีพกั อาศัยและทีท่ ำกิน (ทำนา/ทำไร่/ทำสวน)

(5) รายได้และรายจา่ ยของครัวเรือน
- รายได้ของครัวเรือน
ในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา ครัวเรือนมีรายได้รวมเฉล่ีย 14,849 บาท/เดือน โดย

รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายผลผลิตทางการเกษตร ร้อยละ 51.8 คิดเป็นรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย 9,703 บาท/
เดือน รองลงมา ร้อยละ 45.1 รายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากนอกภาคเกษตร ได้แก่ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย บุตรส่งเงิน
มาให้ใชจ้ ่าย รับราชการ ลูกจ้างชั่วคราวในหน่วยงานรฐั เป็นต้น คิดเป็นรายได้จากนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 11,585
บาท/เดือน ส่วนครัวเรอื นสว่ นใหญ่ที่มีรายได้จากการรับจ้างทำการเกษตรมีจำนวนร้อยละ 3.9 ซึ่งลักษณะรายได้ของ
ครัวเรอื น ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.9) เป็นรายได้ทแี่ น่นอน และอีกรอ้ ยละ 43.1 เปน็ รายไดท้ ่ีไม่แนน่ อน

- รายจา่ ยของครัวเรอื น
สำหรับรายจ่ายของครวั เรือนในพ้ืนที่ศึกษานั้น พบว่า มีรายจ่ายประจำครัวเรือน

เฉลี่ย 12,226 บาท /เดือน โดยร้อยละ 21.6 ระบวุ ่าเป็นรายจ่ายทางการเกษตร/ลงทุนด้านอาชีพประมาณ 50% และ
อีกร้อยละ 19.6 เป็นรายจา่ ยในครวั เรอื นประมาณ 50%

(6) หน้สี นิ และการออม
- สภาพหนีส้ นิ
จากการศึกษาสภาพหนีส้ นิ ของครัวเรือนในพ้นื ที่ศกึ ษา พบวา่ ครวั เรอื นที่มหี น้สี นิ

มีจำนวนร้อยละ 54.9 โดยแหล่งกู้ยืมเงินมาจากกองทุนหมู่บ้าน จำนวนเงินกู้ยืมเฉล่ีย 60,000 บาท/ราย อัตรา
ดอกเบี้ย ร้อยละ 1 บาทต่อปี (ร้อยละ 50.0) และร้อยละ 7 บาทต่อปี (ร้อยละ 50.0) โดยเงินกู้จะนำไปใช้จ่ายใน
ครัวเรือน (ร้อยละ 50.0) นำไปประกอบอาชพี นอกการเกษตร (รอ้ ยละ 50.0) ก้ยู มื จากธนาคาร ธ.ก.ส. จำนวนเงนิ กยู้ มื

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-353 รายงานผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มเบ้ืองต้น
บริษทั เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะก่ัว บทท่ี 3
อันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

เฉลี่ย 269.,333 บาท อตั ราดอกเบ้ียสว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 93.3) ร้อยละ 7 บาทตอ่ ปี และรอ้ ยละ 6 บาท/ปี (ร้อยละ 6.7)
โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไปใช้จ่ายในครัวเรือน (ร้อยละ 26.7) ลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 20.0) และสร้างบ้าน/
ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 13.3) กู้ยืมจากสหกรณ์การเกษตร จำนวนเงินกู้ยืมเฉลี่ย 275,000 บาท/ราย อัตรา
ดอกเบ้ีย ร้อยละ 7 บาทต่อปี (ร้อยละ 75.0) และรอ้ ยละ 9 บาท/ปี (รอ้ ยละ 25.0) โดยเงนิ กู้จะนำไปใช้ซือ้ ท่ีดนิ /บ้าน
(ร้อยละ 50.0), ลงทุนทางการเกษตร (ร้อยละ 25.0) และเพ่ือการศึกษาของสมาชิกในครัวเรือน (ร้อยละ 25.0) กู้ยืม
จากธนาคารพาณิชย์/บริษัทเงินทุน จำนวนเงินกู้ยืมเฉล่ีย 401,250 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 – 6.5 บาทต่อปี
(ร้อยละ 25.0) และร้อยละ 0.25 – 1 บาท/ปี (ร้อยละ 12.5) โดยเงินกู้ส่วนใหญ่นำไปซ้ือเครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ เช่น
รถยนต์ เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า ในครวั เรอื น (รอ้ ยละ 50.0) และเปน็ คา่ ใช้จ่ายในครวั เรือน ลงทนุ ทำการเกษตร ประกอบอาชีพ
นอกการเกษตร สร้างบ้าน/ซ่อมแซมท่ีอยู่อาศัยในจำนวนท่ีเท่ากัน คือร้อยละ 12.5 นอกจากน้ียังมีแหล่งกู้ยืมอ่ืนๆ
ได้แก่ พ่อค้าคนกลาง/นายทุนเงินกู้ ทั้งน้ี ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.8) สามารถชำระหน้ีสินได้ตามเงื่อนไขที่
กำหนด สว่ นอีกรอ้ ยละ 17.2 ไมส่ ามารถชำระไดต้ ามเงื่อนไข

- การออมของครวั เรอื น
การออมเงินของครัวเรือนท่ีอยู่ในพ้ืนที่ซ่ึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการพัฒนา
โครงการ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62.7) มีการออม โดยมีเงนิ ออมเฉล่ีย 41,713 บาท/ครัวเรือน ส่วนอีกร้อยละ 31.4 ไม่มี
การออม ทงั้ น้ีอีกรอ้ ยละ 5.9 ระบุวา่ มีการออม แตไ่ ม่สะดวกให้ขอ้ มูล
(7) คณุ ภาพชีวิตและสภาพความเปน็ อยใู่ นชมุ ชน
คุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในชุมชน พิจารณาจากความคิดเห็นต่อความ
เพียงพอของโครงสร้างพ้ืนฐานในชุมชน ความคิดเห็นต่อคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยในชุมชน ความคิดเห็นต่อ
สภาพแวดล้อมในชมุ ชน พบวา่
- ความคดิ เห็นต่อการบริการโครงสรา้ งพ้นื ฐานในชมุ ชน

ด้านบริการโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ที่ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ระบุว่าไม่
เพียงพอ ได้แก่ ห้องสมุดสำหรับประชาชน (ร้อยละ 58.8) บริการโทรศัพท์สาธารณะ (ร้อยละ 49.0) รองลงมา ได้แก่
สถานีตำรวจ (รอ้ ยละ 47.1) รถโดยสารสาธารณะ (ร้อยละ 41.2) การจัดเกบ็ ขยะ/การกำจัดขยะ (ร้อยละ 25.5) และ
แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วของชุมชน (ร้อยละ 23.5) เปน็ ต้น

- ความคดิ เห็นตอ่ คุณภาพชวี ติ ในการอยอู่ าศยั ในชมุ ชน
ดา้ นคุณภาพชวี ิตในการอยอู่ าศัยในชมุ ชน ผใู้ หส้ มั ภาษณ์ระบุวา่ มีเพยี งพอทั้งหมด

- ความคิดเหน็ ตอ่ สภาพแวดลอ้ มในชมุ ชน
สำหรับความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนท่ีผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่า

ไม่มีปัญหา ได้แก่ การพังทลายของดิน(รอ้ ยละ 96.1) น้ำเสีย (รอ้ ยละ 96.1) ปัญหาขยะ (ร้อยละ 80.4) การใช้สารเคมี
จากการทำการเกษตร (ร้อยละ 78.4) น้ำท่วม (ร้อยละ 66.7 เสียงดังรบกวน (ร้อยละ 62.7) และฝุ่นละออง/มลพิษ
ทางอากาศ (รอ้ ยละ 60.8)

สำหรับปัญหาดา้ นสภาพแวดลอ้ มในชุมชน ท่ีพบวา่ มีปัญหา ไดแ้ ก่
▪ ฝุ่นละออง/มลพิษทางอากาศ มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย
(ร้อยละ 19.6) มพี อสมควร (ร้อยละ 15.7) และระดับมาก (รอ้ ยละ 3.9) ซ่ึงเกิดจากฝุ่นละอองและควนั จากการจราจร
บนถนน กลน่ิ เหมน็ จากฟารม์ ไก่ และควนั จากการเผาขยะมูลฝอย

บริษัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-354 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบ้ืองตน้
บริษทั เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเกบ็ น้ำบา้ นเหมอื งตะก่ัว บทท่ี 3
อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลุง สภาพแวดล้อมในปจั จุบนั

▪ เสียงดังรบกวน มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 25.5)
และระดับพอสมควร (ร้อยละ 11.8) ซง่ึ เกดิ จากเสียงรถยนต์/จักรยานยนตท์ ี่สญั จรการจราจรบนทอ้ งถนน และเสียงดงั
จากท่อรถจักรยานยนต์

▪ สารเคมีจากการทำการเกษตร มีครัวเรือนที่เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย
(ร้อยละ 13.7) และระดับพอสมควร (ร้อยละ 7.8) ซ่ึงเกิดจากเกษตรกรฉีดพ่นสารกำจัดแมลงและวัชพืชในพ้ืนที่
เกษตรกรรม และสารเคมที ่ตี กค้างในพ้นื ทีเ่ กษตรกรรม

▪ ปัญหาน้ำเสีย มีครวั เรอื นทีเ่ ห็นว่าเป็นปญั หาในระดับน้อย (รอ้ ยละ 3.7) และ
ระดับพอสมควร (ร้อยละ 2.2) ซง่ึ เกดิ จากน้ำขงั ในแปลงเกษตร

▪ การพังทลายของดิน มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ
2.0) และระดบั พอสมควร (รอ้ ยละ 2.0) ซง่ึ ฝนท่ตี กทำใหเ้ กิดการชะลา้ งพังทลายของดิน

▪ ปัญหาขยะ มีครวั เรือนที่เห็นว่าเป็นปญั หาในระดบั นอ้ ย (ร้อยละ 13.7) ระดับ
พอสมควร (ร้อยละ 2.0) และระดับมาก (รอ้ ยละ 3.9) ซ่ึงปัญหาเกดิ จากไมม่ ีภาชนะรองรบั ขยะในชมุ ชน กองขยะของ
เทศบาล และไม่มกี ารจดั เกบ็ ขยะ

▪ ปัญหาน้ำท่วม มีครัวเรือนท่ีเห็นว่าเป็นปัญหาในระดับน้อย (ร้อยละ 21.6)
และระดบั พอสมควร (ร้อยละ 11.8) ซ่งึ ปญั หาเกิดจากฝนตกหนกั ระบายไมท่ นั

(8) ด้านสาธารณสขุ ในชุมชน
- สวสั ดกิ ารในการรกั ษาพยาบาลของสมาชิกในครัวเรือน
สวัสดิการในการรักษาพยาบาลของสมาชิกในครัวเรือน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ

86.5) ได้รับสิทธิ์บัตรทอง รองลงมาเป็นสิทธิ์ประกันสงั คม (ร้อยละ 5.8) และสิทธิ์สวสั ดิการรกั ษาพยาบาลข้าราชการ
(ร้อยละ 5.8) ทั้งนมี้ ีผู้ท่ีไม่ได้มสี ทิ ธ์ิในสวสั ดิการรกั ษาพยาบาลใดๆ มีจำนวนรอ้ ยละ 1.9

- การใชบ้ ริการดา้ นสาธารณสขุ
การเข้ารับการรักษ าพ ยาบ าลกรณี ที่เจ็บ ป่วยของครัวเรือน ในพื้ นที่ ศึกษ า

พบว่าไปพบแพทย์ท่ีโรงพยาบาลรัฐมากท่ีสุด (ร้อยละ 39.5) รองลงมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน/สถานี
อนามัย (รอ้ ยละ 22.7) คลินิก (ร้อยละ 16.8) โรงพยาบาลเอกชน (รอ้ ยละ 13.4) และซอื้ ยากินเอง (รอ้ ยละ 7.6)

- การเจบ็ ป่วยของคนในครัวเรอื น
การเจ็บป่วยของคนในครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนท่ีศึกษาในช่วงปี 2562 ท่ีผ่านมา

พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74.5) ไม่มีการเจ็บป่วย ส่วนอีกร้อยละ 25.5 ระบุว่ามีการเจ็บป่วยของสมาชิกในครัวเรือน
โดยโรคท่ีพบมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิต (ร้อยละ 27.8) ไข้หวัดใหญ่ (ร้อยละ 16.7) โรคหัวใจ (ร้อยละ 11.1)
และไขเ้ ลือดออก (รอ้ ยละ 11.1)

- การจดั กิจกรรมท่เี กยี่ วกบั การดแู ลสขุ ภาพของคนในชุมชน
การจัดกิจกรรมที่เก่ียวกับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนท่ีอยู่ในพื้นท่ีศกึ ษา

ของโครงการ ผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ระบุว่ามีการจัดกิจกรรมฯ ได้แก่ การตรวจสุขภาพของคนใน
ชุมชน (ร้อยละ 38.8) การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (รอ้ ยละ 26.3) การรักษาสุขอนามัยในบ้านเรือน (รอ้ ยละ 17.5)
การฉดี วัคซนี ป้องกันโรคใหเ้ ดก็ (รอ้ ยละ 17.5)

บรษิ ัท เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-355 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดล้อมเบื้องต้น
บริษทั เอน็ ริช คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อา่ งเก็บน้ำบ้านเหมอื งตะก่ัว บทที่ 3
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

(9) องคก์ รในท้องถิน่ และการมีส่วนรว่ มในการพฒั นาชุมชน
- องคก์ รในทอ้ งถิน่
องค์กรในท้องถ่ิน เป็นกลุ่มทางสังคมที่ต้ังข้ึนอย่างไม่เป็นทางการ และองค์กรท่ี

ตงั้ ขนึ้ อยา่ งเป็นทางการ ซ่งึ ส่วนใหญ่องค์กรท่ีจดั ตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จะมโี ครงสรา้ งขององค์กรท่ไี ม่ซบั ซ้อน ซึ่งสว่ น
ใหญ่ประกอบด้วยประธาน รองประธาน เหรัญญกิ เลขานกุ าร เป็นองค์กรทีต่ ้ังโดยการสนับสนุนของหน่วยงานพัฒนา
ในพ้ืนที่ ซ่ึงมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อการเพม่ิ ประสิทธิภาพในการผลติ การแปรรปู ผลผลิต พัฒนาคุณภาพชีวติ โดยครัวเรอื น
ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60.8) เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กร/กลุ่มทางสังคม สำหรับกลุ่มท่ีประชาชนเข้าร่วมเป็นสมาชิก
มากท่ีสุด ได้แก่ กลุม่ ลูกค้า ธ.ก.ส. (ร้อยละ 30.2) รองลงมา ได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสหกรณ์การเกษตร กลุ่มออม
ทรัพย์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในจำนวนร้อยละ 20.9, ร้อยละ
18.6, ร้อยละ 14.0, ร้อยละ 11.4, ร้อยละ 2.3, รอ้ ยละ 2.3 ตามลำดบั

- การมีสว่ นร่วมในการพฒั นาชมุ ชน
การเข้าร่วมกิจกรรมของคนในชุมชน ของครัวเรือนที่อยู่ในพ้ืนที่ศึกษา พบว่า

กิจกรรมการจัดประชุมในหมู่บ้านหรือจัดประชาคมหมู่บ้านมีการจัดประชุมปีละมากกว่าปีละ 6 ครั้ง (ร้อยละ 68.6)
รองลงมา จดั ประชุมปีละ 1-3 ครัง้ (รอ้ ยละ 15.7) และจัดประชมุ 4-6 คร้งั (รอ้ ยละ 7.8)

สำหรับการเข้าร่วมประชุมในหมู่บ้านหรือประชาคมหมู่บ้าน พบว่า เข้าร่วมเป็น
บางครั้ง (ร้อยละ 45.1) รองลงมา ร้อยละ 23.5 เข้ารว่ มเกอื บทกุ คร้งั และรอ้ ยละ 13.7 เขา้ รว่ มทุกครัง้ ทง้ั นี้อีกรอ้ ยละ
17.6 ไมเ่ คยเขา้ รว่ มประชุมเลย

ส่วนความพร้อมเพรียงในการช่วยเหลืองานของส่วนรวมของคนในชุมชน พบว่า
สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 58.8) มีความพร้อมเพรียงกันดี และร้อยละ 17.6 มีความพร้อมเพรียงกันปานกลาง

(10) การใชป้ ระโยชน์และการจัดการส่ิงแวดล้อมในครัวเรือน
- การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม
ครัวเรือนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 94.1) มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำบนดิน (แม่น้ำ

ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง อ่าง น้ำตก) รองลงมา รอ้ ยละ 3.9 มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำใต้ดิน (น้ำบาดาล
บอ่ น้ำต้ืน) สว่ นอีกร้อยละ 2.0 มกี ารใชป้ ระโยน์จากนิเวศวิทยาป่าไม้ (อุทยานแห่งชาติ ป่าอนรุ กั ษ์ ปา่ ชุมชน) โดยใช้
เพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน (ร้อยละ 96.1) เพ่ือการเพาะปลูกพืช/เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ร้อยละ 2.0) และเพื่อเป็น
สถานที่ท่องเท่ียว (ร้อยละ 2.0) และมีการใช้ประโยชน์ทุกวัน หรือ 365 วัน/ปี (ร้อยละ 100.0) ท้ังน้ีทั้งหมด (ร้อยละ
100.0) ไมส่ ามารถประเมนิ มลู คา่ ที่ครัวเรอื นไดร้ ับประโยชน์จากการใชท้ รพั ยากรดงั กลา่ วได้

- การใช้น้ำ
ครัวเรือนท้ังหมด (รอ้ ยละ 100.0) ไม่มกี ารใช้น้ำบาดาล

- การจัดการน้ำเสีย ขยะ และส่ิงปฏกิ ลู ในครวั เรือน
สำหรับการจัดการน้ำเสียท่ีเกิดข้ึนในครัวเรือน ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88.2) ใช้วิธี

ปล่อย/ระบายลงพ้ืนดิน และร้อยละ 11.8 ระบายลงท่อสาธารณะ โดยท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) ไม่เคยประสบปัญหา
กับการจัดการนำ้ เสียของครัวเรอื น

ด้านการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนท้ังหมดกำจัดขยะด้วย
ตนเอง (รอ้ ยละ 100.0) สำหรบั วธิ ีการกำจัดใช้วิธีการเผาเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.8) รองลงมา ใช้วิธีการฝัง (ร้อยละ

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซัลท์ จำกดั 3-356 รายงานผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบ้ืองตน้
บริษทั เอน็ รชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อา่ งเก็บน้ำบ้านเหมอื งตะกวั่ บทที่ 3
อนั เน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พทั ลุง สภาพแวดลอ้ มในปจั จุบนั

14.3) หมักทำปุ๋ย (ร้อยละ 13.8) คัดแยกขยะรีไซเคิล (ร้อยละ ) และอีกร้อยละ 1.5 ทิ้งในที่สาธารณะ โดยเกือบ
ท้ังหมด (ร้อยละ 98.0) ไม่เคยประสบปัญหาด้านการจัดการขยะมูลฝอยของครัวเรือน มีเพียงร้อยละ 2.0 ท่ีประสบ
ปญั หาจากขยะมปี รมิ าณมาก ทำใหย้ ากต่อการกำจัด

ด้านการจัดการส่ิงปฏิกูลในครัวเรือน พบว่าครัวเรือนท้ังหมดมีการจัดการส่ิง
ปฏิกลู โดยการระบายลงสู่บเ่ กรอะ บ่อซึม และไม่มปี ัญหาดา้ นการจดั การสง่ิ ปฏิกลู

(11) การทำการเกษตร (สำหรบั ครัวเรอื นเกษตร)
จากการสอบถามข้อมลู ด้านการเกษตรของครัวเรือนเกษตร พบวา่ สว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ

72.5) มีการถือครองท่ีดิน 1-2 แปลง รองลงมา ร้อยละ 21.6 ถือครองที่ดนิ 3-4 แปลง และร้อยละ 5.9 ถอื ครองท่ีดิน
5-6 แปลง โดยมีพ้ืนที่อยู่ในช่วง 1-5 ไร่ มากท่ีสุด (ร้อยละ 35.3) รองลงมา ร้อยละ 21.6 มีพื้นท่ีน้อยกว่า 1 ไร่, ร้อย
ละ 13.7 ในจำนวนท่ีเท่ากัน มีพื้นที่อยู่ในช่วง 6-10 ไร่ และ 11-15 ไร่, ร้อยละ 9.8 มีพื้นที่อยู่ในช่วง 16-20 ไร่, ร้อย
ละ 3.9 มีพน้ื ทอ่ี ยูใ่ นช่วง 36-40 ไร่ และร้อยละ 2.0 มีพ้ืนท่อี ยูใ่ นช่วง 26-30 ไร่

สำหรับการใช้ประโนชน์ท่ีดนิ ในแต่ละแปลงของครัวเรอื นมดี ังน้ี
- แปลงท่ี 1 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.9) มีพื้นที่ 1-5 ไร่ รองลงมามีพ้ืนที่น้อยกว่า 1
ไร่ และ 6-10 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 43.1 และรอ้ ยละ 3.9 ตามลำดับ การใช้ประโยชนท์ ดี่ ินสว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ 84.3) ใช้
เป็นทีอ่ ยู่อาศัย รองลงมา ร้อยละ 13.7 ทำสวนยางพารา และร้อยละ 2.0 ทำสวนไม้ผล ลกั ษณะการถือครองที่ดินคือ
เป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ร้อยละ 15.7 เจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเอง ท้ังน้ีเอกสารสิทธิ์ของแปลง
ท่ดี ินเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 94.1) เปน็ โฉนดท่ีดนิ รองลงมาในจำนวนท่เี ท่ากันคอื ร้อยละ 2.0 เป็นนส.-3, ทดี่ ิน สปก.
และท่ีดิน ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ท่ีดินเกือบท้ังหมด (ร้อยละ 94.1) ตัง้ อยู่ภายในหมูบ่ ้านที่อยู่ปัจจุบัน และอีกร้อยละ
5.9 อยภู่ ายในตำบล

- แปลงท่ี 2 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.5) มีพื้นที่ 1-5 ไร่ รองลงมาร้อยละ 20.7 มี
พืน้ ที่ 6-10 ไร,่ รอ้ ยละ 3.4 ในจำนวนทีเ่ ทา่ กนั มพี ื้นที่นอ้ ยกวา่ 1 ไร่, 11-15 ไร่, 16-20 ไร่ และต้ังแต่ 26 ไรข่ น้ึ ไป และ
ร้อยละ 0.8 มีพื้นท่ี 21-25 ไร่ การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 82.8) ใช้ทำสวนยางพารา รองลงมา ร้อยละ
10.3 ทำสวนไม้ผล, และอีกร้อยละ 3.4 ในจำนวนทเ่ี ท่ากันใช้เป็นท่ีอยู่อาศัยและทวี่ ่างเปล่า ลักษณะการถือครองทีด่ ิน
เป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) โดยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 96.0) เจ้าของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเอง และอีก
ร้อยละ 3.4 เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เอกสารสิทธ์ิของแปลงที่ดินทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) เป็นโฉนดท่ีดิน และที่ดินส่วน
ใหญ่ (รอ้ ยละ 82.8) ตัง้ อยู่ภายในหม่บู ้านท่ีอยู่ปัจจบุ ัน รอ้ ยละ 10.5 อยูภ่ ายในจังหวดั และรอ้ ยละ 6.3 อยู่ภายในตำบล

- แป ลงที่ 3 ส่วน ใหญ่ (ร้อยละ 56.3) มีพ้ื นที่ 1-5 ไร่ รองลงมามีพ้ื น ที่
11-15 ไร่, 6-10 ไร่, น้อยกว่า 1 ไร่ และ 16-20 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 18.8, ร้อยละ 12.5, ร้อยละ 6.3 และร้อยละ
6.3 ตามลำดับ การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (รอ้ ยละ 81.3) ทำสวนยางพารา ส่วนท่ีเหลือเป็นทอ่ี ย่อู าศัย ทำสวนไม้
ผล และที่ว่างเปล่า ในจำนวนท่ีเท่ากัน คือร้อยละ 6.3 ลักษณะการถือครองท่ีดนิ เป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0)
ท้งั นส้ี ำหรบั ท่ีดนิ ที่เป็นเจ้าของที่ดนิ เอง เกือบทัง้ หมด (ร้อยละ 93.8) เจา้ ของแปลงท่ีดินทำการเกษตรเอง และอีกร้อย
ละ 6.3 เป็นท่ีอยู่อาศยั ท้ังน้ีเอกสารสิทธขิ์ องแปลงท่ีดินสว่ นใหญ่ (ร้อยละ 87.5) เป็นโฉนดท่ีดนิ และอีกร้อยละ 12.5
เป็นท่ีดิน ภบท./ไม่มีเอกสารสิทธ์ิ ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62.5) ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านท่ีอยู่ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ
25.0 อยภู่ ายในตำบล และร้อยละ 12.5 อยูภ่ ายในจังหวัด

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-357 รายงานผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอื้ งตน้
บริษทั เอ็นริช คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกว่ั บทที่ 3
อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวดั พัทลุง สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบนั

- แปลงที่ 4 มีพื้นที่ 1-5 ไร่ มากที่สุด (ร้อยละ 44.4) รองลงมามีพื้นที่ 6-10 ไร่
และน้อยกว่า 1 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 33.3 และร้อยละ 22.2 การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66.7) ทำสวน
ยางพารา ทำสวนไม้ผล (ร้อยละ 18.0) ปาล์มน้ำมัน (ร้อยละ 6.0) ที่อยู่อาศัย (ร้อยละ 4.0) ไม้ยืนต้น (ร้อยละ 4.0)
ลักษณะการถือครองที่ดนิ เป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) ทั้งนี้สำหรับที่ดินทเี่ ป็นเจ้าของท่ีดินเอง ส่วนใหญ่ (ร้อย
ละ 88.9) เจ้าของแปลงที่ดินทำการเกษตรเอง และอีกร้อยละ 11.1 เป็นท่ีอยู่อาศัย ทั้งนี้เอกสารสิทธ์ิของแปลงที่ดิน
ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 88.9) เป็นโฉนดท่ีดิน และอีกร้อยละ 11.1 เป็นที่ดิน สปก. ท่ีดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 55.6) ตั้งอยู่
ภายในหมบู่ า้ นทอี่ ยู่ปัจจุบัน รองลงมา รอ้ ยละ 22.2 ในจำนวนที่เท่ากนั อยู่ภายในตำบลและจงั หวดั

- แปลงที่ 5 มีพ้ืนที่ 1-5 ไร่ การใช้ประโยชน์ท่ีดินเพื่อทำสวนยางพาราละปาล์ม
น้ำมันในจำนวนท่ีเท่ากัน (ร้อยละ 50.0) ลักษณะการถือครองที่ดินเป็นเจ้าของทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) โดย เจ้าของ
แปลงทีด่ นิ ทำการเกษตรเอง ท้งั นีเ้ อกสารสิทธ์ขิ องแปลงท่ดี ินทั้งหมด (ร้อยละ 100.0) เปน็ โฉนดที่ดนิ และทด่ี นิ ทงั้ หมด
อยูภ่ ายในหม่บู า้ นทอี่ ยู่ปัจจุบัน

- แปลงท่ี 6 มีพ้ืนท่ี 1-5 ไร่ การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นท่ีอยู่อาศัยท้ังหมด ลักษณะ
การถือครองที่ดินเป็นเจ้าของทั้งหมด เอกสารสิทธ์ิของแปลงท่ีดินเป็นโฉนดที่ดินท้ังหมด (ร้อยละ 100.0) และที่ดิน
ทัง้ หมด (รอ้ ยละ 100.0) ต้งั อยูภ่ ายในหมูบ่ า้ นทอี่ ยปู่ ัจจบุ ัน

จากการสอบถามข้อมูลด้านการจ้างแรงงานมาชว่ ยในการประกอบอาชีพเกษตร/ปศุ
สัตว์/เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ/ประมง พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60.8) ไม่มีการจ้างแรงงาน ใช้แรงงานตนเอง และร้อยละ
2.0 จา้ งแรงงานท้งั หมด โดยมีค่าจา้ งแรงงาน โดยเฉลย่ี ทงั้ คา่ แรงเพศชายและหญิง 400 บาท/วัน

จากการสอบถามข้อมูลการปลูกพืชของครัวเรือนที่ทำการเกษตร พบว่าส่วนใหญ่
(72.1) ปลูกยางพารา รองลงมาร้อยละ 11.6 ปลูกมังคุด, ร้อยละ 4.7 ในจำนวนท่ีเท่ากันปลูกเงาะ ทุเรียน และ
ลองกอง และอีกรอ้ ยละ 2.3 ปลูกปาล์มนำ้ มัน

สำหรบั ขอ้ มูลด้านตน้ ทุนการผลิตของการปลูกพชื แต่ละชนิด มดี ังนี้
- ยางพารา มีพ้ืนที่เพาะปลูก 1-5 ไร่, 6-10 ไร่, 11-15 ไร่, 16-20 ไร่, 26-30 ไร่
และตั้งแต่ 31 ไร่ขึ้นไป ในจำนวนร้อยละ 35.5, ร้อยละ 22.6, ร้อยละ 22.6, ร้อยละ 9.7, ร้อยละ 3.2, ร้อยละ 6.5
ตามลำดับ อายุของยางพาราท่ปี ลูกจนถึงปจั จุบนั อย่ใู นชว่ ง 6-10 ปี และ 11-15 ปใี นจำนวนทเี่ ทา่ กันคอื ร้อยละ 29.0,
รองลงมาในจำนวนท่ีเท่ากันคอื รอ้ ยละ 16.1 มอี ายุ 1-5 ไร่ และ16-20 ไร่ และอกี รอ้ ยละ 9.7 มีอายุตง้ั แต่ 21 ปขี น้ึ ไป
คา่ ใช้จ่ายท่ีใช้ในการปลกู ยางพารา ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีที่ปลูก อยูใ่ นช่วง 1,000 - 2,000 บาท
มากที่สุด (ร้อยละ 16.1) รองลงมาอยู่ในช่วงตั้งแต่ 7,001 บาทข้ึนไป (ร้อยละ 12.9) และ 2,001 - 3,000 บาท (ร้อย
ละ 9.7) ค่าปลูกอยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาท (ร้อยละ 3.2) ค่าดูแลรักษา อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาท (ร้อยละ
3.2) คา่ เก็บเก่ียว รวบรวม ในช่วงปีให้ผลเฉล่ียตอ่ ปีอยู่ในชว่ ง 10,001-20,000 บาท และช่วงตงั้ แต่ 50,001 บาทขน้ึ ไป
ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน ค่าพันธุ์ในปีปลูกและปลูกซ่อม ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.8) อยใู่ นช่วงตั้งแต่ 7,001 บาท
ข้ึนไป รองลงมา อยู่ในช่วง 3,001-4,000 บาท และ 5,001-6,000 บาท ในจำนวนร้อยละ 9.7 เท่ากัน และ 6,001-
7,000 บาท (ร้อยละ 6.5) ค่าปุ๋ยต่อปีส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.8) อยู่ในช่วงต้ังแต่ 7,001 บาทขึ้นไป รองลงมาอยูในช่วง
1,000 -2,000 บาท, 2,001 - 3,000 บาท และ 3,001-4,000 บาท ในจำนวนร้อยละ 9.7 เท่ากัน ค่ายาปราบศัตรูพืช
ต่อปี อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาท (ร้อยละ 22.6) และต่ำกว่า 1,000 บาท (ร้อยละ 6.5) ค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมัน
เช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ อยู่ในช่วง 1,000 -2,000 บาทมากท่ีสุด (ร้อยละ 29.0) รองลงมาต่ำกว่า 1,000

บรษิ ทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-358 รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องตน้
บริษัท เอ็นรชิ คอนซลั แตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มเบอื้ งตน้ อ่างเกบ็ นำ้ บา้ นเหมอื งตะก่วั บทที่ 3
อนั เนื่องมาจากพระราชดำริ จงั หวดั พัทลุง สภาพแวดล้อมในปัจจบุ นั

บาท (ร้อยละ 19.4) และอยู่ในช่วง 2,001-3,000 บาท (ร้อยละ 6.5) แหล่งน้ำใช้ในการปลูกยางพารา ได้แก่ น้ำฝน
ทัง้ หมด ร้อยละ 100.0) พื้นท่ีเกบ็ เก่ียวท้ังหมดอยู่ในช่วง 1-5 ไร,่ 6-10 ไร่, 11-15 ไร่,16-20 ไร่, 26-30 ไร่ และต้ังแต่
31 ไร่ขน้ึ ไป ในจำนวนรอ้ ยละ 32.3, ร้อยละ 19.4, รอ้ ยละ 19.4, ร้อยละ 6.5, ร้อยละ 3.2 และร้อยละ 3.2 ตามลำดับ
ผลผลิตท้ังหมดที่ได้เฉลี่ย 3,720 กก./ปี ราคาขายเฉลี่ย 39 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลี่ย 149,002 บาท
สถานที่ขายผลผลิต คือขายกับพ่อค้าคนกลาง ตลาดกลาง (3.2) และโรงงารแปรรูป (ร้อยละ 3.2) ท้ังน้ีร้อยละ 19.4
ยังไม่มีการเกบ็ เกยี่ วผลผลติ

- ปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่เพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของปาล์มน้ำมันที่ปลูกจนถึงปัจจุบัน
อยู่ในช่วง 11-15 ปี ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีที่ปลูกต่ำกว่า
3,000 บาท ค่าพันธ์ุในปีปลูกและปลูกซ่อม อยู่ในช่วงต่ำกว่า 10,000 บาท ค่าปุ๋ยต่อปีอยู่ในช่วงต่ำกว่า 10,000 บาท
ค่าวสั ดอุ ่ืนๆ น้ำมนั เช้ือเพลงิ และค่าซอ่ มแซมอุปกรณ์ อยใู่ นช่วง 1,000-2,000 บาท นอกจากนี้ยังมี แหลง่ นำ้ ใชใ้ นการ
ปลูกยางพารา ได้แก่ น้ำฝน ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลี่ย 35,000 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 3 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จาก
การขายเฉลี่ย 10,500 บาท สถานท่ขี ายผลผลติ คือขายกับพอ่ ค้าคนกลาง

- เงาะ มีพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ อายุของมะพร้าวท่ีปลูกจนถึงปัจจุบัน 5 ปี และ 25
ปี ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปลูกเงาะ ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและขุดหลุมในปีท่ีปลูก
300 บาท และ 600 บาท ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน ค่าปุ๋ยต่อปี 300 บาท และ 700 บาท ในจำนวนร้อยละ
50.0 เท่ากัน ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช 200 บาท/ปี และ 500 บาท/ปี ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน และค่า
วัสดุอื่นๆ น้ำมันเช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 200 บาท/ปี และ 500 บาท/ปี ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน
พ้ืนที่เก็บเกี่ยว 0.5 ไร่ และ 1 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน แหล่งน้ำใช้ในการปลูกเงาะ ได้แก่ น้ำฝน และ
บอ่ /สระนำ้ ในไร่-นา ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากนั ผลผลติ ทั้งหมดที่ได้เฉล่ีย 275 กก./ปี ราคาขายเฉลี่ย 20.0 บาท
ต่อกโิ ลกรมั รายไดจ้ ากการขายเฉลยี่ 5,375 บาท สถานที่ขายผลผลติ คือขายกับพอ่ ค้าคนกลาง

- ทุเรียน มีพ้ืนที่เพาะปลูก 1-5 ไร่ อายุของทุเรียนท่ีปลูกจนถึงปัจจุบัน อยู่ในช่วง
1-5 ปี และ 11-15 ปี ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน ค่าใช้จ่ายที่ใชใ้ นการปลูกทเุ รียน ประกอบด้วย คา่ เตรยี มดินและ
หลุมขุดในปีท่ีปลูก อยู่ในช่วงต่ำกว่า 1,000 บาท ค่าพันธ์ุในปีปลูกและปลูกซ่อม อยู่ในช่วงต่ำกว่า 1,000 บาท และ
ต้ังแต่ 5,000 บาทข้ึนไป ในจำนวนร้อยละ 50.0 เท่ากัน ค่าปุ๋ยต่อปี อยู่ในช่วงต่ำกว่า 1,000 บาท และตั้งแต่ 5,000
บาทขึ้นไป (ร้อยละ 50.0) และค่าวัสดุอ่ืนๆ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ ประมาณ 500 บาทต่อปี (ร้อย
ละ 50.0) แหล่งน้ำใช้ในการปลูกทุเรียน ได้แก่ น้ำฝน (รอ้ ยละ 50.0) และบ่อ/สระน้ำในไร่-นา (ร้อยละ 50.0) พื้นที่
เก็บเกี่ยวท้ังหมด ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 50.0) มีพ้ืนที่เก็บเกี่ยว 1-5 ไร่ และส่วนอีกร้อยละ 50.0 ยังไม่มีการเก็บเกี่ยว
ผลผลติ ผลผลิตทงั้ หมดท่ีไดเ้ ฉลี่ย 1,500 กก./ปี ราคาขายเฉลยี่ 60 บาทตอ่ กิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลีย่ 90,000
บาท สถานทีข่ ายผลผลิต ได้แก่ ขายกับพ่อค้าคนกลาง (50.0)

- มังคุด มีพื้นท่ีเพาะปลูก 1-5 ไร่ (ร้อยละ 80.0) และน้อยกว่า 1 ไร่ (ร้อยละ
20.0) อายุของมังคุดที่ปลูกจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.0 มีอายุ 11-15 ปี และอีกร้อยละ 20.0 ในจำนวนท่ี
เท่ากันมีอายุ 1-5 ปี และ 6-10 ปี ค่าใช้จ่ายท่ีใช้ในการปลูกมังคุด ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีที่ปลูก
300 บาท ค่าพันธุ์ ในปีปลูกและปลูกซ่อม ต่ำกว่า 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 60.0) และอยู่ในช่วง 1,000-2,000
บาท, 2,001-3,000 บาท และตั้งแต่ 3,001 บาทขึ้นไปในจำนวนร้อยละ 20.0 เท่ากัน ค่าปุ๋ยต่อปี อยู่ในช่วง1,000-
2,000 บาท (ร้อยละ 60.0) และต่ำกว่า 1,000 บาท (ร้อยละ 40.0) ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช 1,500 บาท/ปี

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกดั 3-359 รายงานผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มเบ้อื งต้น
บริษัท เอ็นรชิ คอนซัลแตนท์ จำกดั

โครงการศกึ ษาผลกระทบสิง่ แวดลอ้ มเบอ้ื งตน้ อ่างเก็บน้ำบา้ นเหมอื งตะกวั่ บทที่ 3
อันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั พทั ลงุ สภาพแวดลอ้ มในปัจจุบัน

(ร้อยละ 20.0) และค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเช้ือเพลิง และค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ 500-1,000 บาทต่อปี (ร้อยละ 80.0) และ
อีกร้อยละ 20.0 ต่ำกว่า 500 บาท แหล่งน้ำใช้ในการปลูกมังคุด ได้แก่ น้ำฝน (ร้อยละ 80.0) และบ่อสระน้ำในไร่-นา
(ร้อยละ 20.0) พื้นท่ีเก็บเก่ียวท้ังหมดน้อยกว่า 1 ไร่ และ 1-5 ไร่ ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลี่ย 1,175 กก./ปี ราคาขาย
เฉลย่ี 45 บาทตอ่ กโิ ลกรมั รายได้จากการขายเฉล่ีย 49,500 บาท สถานทขี่ ายผลผลิต ไดแ้ ก่ พอ่ ค้าคนกลาง

- ลองกอง มีพ้ืนที่เพาะปลูกน้อยกว่า 1 ไร่ และ 1-5 ไร่ ในจำนวนร้อยละ 50
เท่ากัน อายขุ องมังคุดท่ีปลูกจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วง 1-5 ปี และ 6-10 ปี ในจำนวนร้อยละ 50 เท่ากัน ค่าใช้จ่ายที่ใช้
ในการปลูกลองกอง ประกอบด้วย ค่าเตรียมดินและหลุมขุดในปีที่ปลูก 6,000 บาท ค่าปลูกในปีปลูกและปลูกซ่อม
1,600 บาท ค่าพนั ธ์ุ ในปีปลูกและปลูกซอ่ ม 500-1,000 บาท (รอ้ ยละ 50.0) และ 1,000-2,000 บาท (รอ้ ยละ 50.0)
ค่าปุ๋ย 500-1,000 บาท (ร้อยละ 50.0) และ 1,000-2,000 บาท (ร้อยละ 50.0) ค่าวัสดุอื่นๆ น้ำมันเช้ือเพลิง และค่า
ซ่อมแซมอุปกรณ์ 500 บาทต่อปี (ร้อยละ50.0) แหล่งน้ำใช้ในการปลูกลองกอง ได้แก่ น้ำฝน (ร้อยละ 50.0) และ
คลอง/ห้วย (ร้อยละ 50.0) พื้นที่เก็บเกี่ยวท้ังหมดน้อยกว่า 1 ไร่ และ 1-5 ไร่ ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉล่ีย 150 กิโลกรัม/ปี
ราคาขายเฉลีย่ 30 บาทต่อกโิ ลกรมั รายไดจ้ ากการขายเฉล่ยี 4,500 บาท สถานทข่ี ายผลผลติ ได้แก่ พอ่ ค้าคนกลาง

จากการสอบถามถึงปัญหาการปลูกพืช (พืชยืนต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน
ไม้ผล ) พบว่า ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.8) ไม่มีปัญหา ส่วนอีกร้อยละ 31.3 ระบุว่ามีปัญหา ในด้านราคาผลผลิตทาง
การเกษตรตกต่ำ โรคเชอ้ื ราและแมลงศตั รูพชื รบกวน และตน้ ยางพาราตาย

จากการสอบถามครวั เรือนท่มี ีการปลูกพืชอายสุ ้ัน เช่น ขา้ ว พชื ผัก ไม้ดอกฯ พบว่ามี
ปลกู ผักกาด (รอ้ ยละ 100.0) และขา้ วโพด (ร้อยละ 100.0) โดยมีรายละเอียดดงั นี้

- ผักกาด มีพื้นที่ปลูก 1-5 ไร่ โดยปลูกได้ 1 คร้งั /ปี มีค่าใช้จ่ายในการปลูกผักกาด
ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน 500 บาท และค่าพันธุ์ 200 บาท แหล่งน้ำใช้สำหรับการปลูก ได้แก่ คลอง/ห้วย ผลผลิต
ทั้งหมดที่ได้เฉล่ีย 200 กก./ปี ราคาขายเฉลี่ย 20 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉลี่ย 4,000 บาท สถานท่ีขาย
ผลผลิต ได้แก่ ขายตลาดในชุมชน

- ข้าวโพด มีพื้นที่ปลูก 1-5 ไร่ โดยปลูกได้ 2 ครั้ง/ปี ค่าใช้จ่ายในการปลูก
ประกอบด้วย ค่าเตรียมดิน 500 บาท ค่าพนั ธ์ุ 1,500 บาท และค่าปุ๋ย 2,000 บาท แหล่งน้ำใชส้ ำหรับการปลูก ไดแ้ ก่
น้ำฝน ผลผลิตทั้งหมดที่ได้เฉลี่ย 700 กก./ปี ราคาขายเฉล่ีย 20 บาทต่อกิโลกรัม รายได้จากการขายเฉล่ีย 14,000
บาท สถานทีข่ ายผลผลิต ไดแ้ ก่ ขายตลาดในชุมชน

ท้งั นีจ้ ากการสอบถามถงึ ปัญหาในการปลูกพืชผกั พบวา่ ทง้ั หมด (ร้อยละ 100.0)ไม่มี
ปัญหาในการปลูกพชื ผักแตอ่ ยา่ งใด

จากการสอบถามครัวเรอื นทีม่ กี ารเลีย้ งสตั ว์ พบวา่ มีการเลย้ี งสัตว์ตา่ งๆ ดังนี้
- วัว จำนวน 1-5 ตัว โดยเลี้ยงไว้เพ่ือขาย มีค่าใช้จ่ายในการเล้ียงวัว 500-1,000
บาท/ปี ข้ึนไป มรี ายได้ 5,001-10,000 บาท/ปี
ทงั้ นี้เมอ่ื สอบถามถึงปัญหาในการเล้ียงสัตว์ พบว่า ครัวเรือนที่เล้ยี งสัตว์ทั้งหมด (รอ้ ย
ละ 100.0) ไม่มีปญั หา

บริษทั เอช ทู โอ คอนซลั ท์ จำกัด 3-360 รายงานผลกระทบส่งิ แวดลอ้ มเบ้ืองต้น
บริษทั เอน็ ริช คอนซัลแตนท์ จำกดั


Click to View FlipBook Version