601
ตามบทมาตราดงั กล่าวข้างต้น หาเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่
พยานหลักฐานท่ีศาลมีอานาจสืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๘ และ
พยานหลกั ฐานที่ศาลยอมให้ค่คู วามฝ่ ายที่อ้างว่าคาเบิกความของพยานคนใดท่ีค่คู วามอีกฝ่ าย
หน่ึงอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนามาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๐ ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ นัน้ มิใช่การกระทาทัง้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาความผิด หรือเป็น
ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้ องบรรยายมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕) อีกทงั้ มิใชพ่ ยานหลกั ฐานที่คคู่ วามประสงค์ท่ีจะนาสืบสนบั สนนุ ข้ออ้างหรือข้อ
เถียงของตนจะต้องนาสืบในกรณีปกติอนั จะอย่ใู นบงั คบั แห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๙/๑ หรือมาตรา
๑๗๓/๑ ท่ีคคู่ วามจกั ต้องยื่นบญั ชีระบพุ ยานหลกั ฐานตอ่ ศาลภายในกาหนดเวลาตามบทบญั ญัติ
ดงั กล่าวข้างต้นแตอ่ ยา่ งใด ดงั นนั้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเอกสารในสานวนคดี
แพ่งหมายเลขแดงที่ ๗๙๐/๒๕๔๒ ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้ยื่นบัญชีระบุอ้าง
เอกสารดงั กล่าวไว้ในบญั ชีระบุพยานก็หาเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีขดั ตอ่ กฎหมายไม่
ฎีกำท่ี ๙๖๙/๒๕๕๗ ฎ.๓๒๘ แม้โจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๑๐ ฐานเข้าร่วมชลุ มนุ ตอ่ สู้
ระหว่างบุคคลตัง้ แต่สามคนขึน้ ไปและบุคคลหน่ึงบุคคลใดถึงแก่ความตาย และบุคคลหน่ึง
บุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส และฟ้องจาเลยท่ี ๑๑ ถึงท่ี ๑๔ ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อ่ืน
ฐานเข้าร่วมชลุ มนุ ตอ่ ส้รู ะหว่างบคุ คลตงั้ แตส่ ามคนขนึ ้ ไปและบคุ คลหน่งึ บคุ คลใดถงึ แกค่ วามตาย
และบคุ คลหน่ึงบุคคลใดได้รับอนั ตรายสาหสั แต่ก็เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐
และจาเลยท่ี ๑๑ ถึงท่ี ๑๔ แต่ละฐานความผิดโดยถือเป็นค่คู วามคนละฝ่ ายตา่ งคนต่างทา มิใช่
ผ้รู ่วมกระทาความผดิ ด้วยกนั คาเบิกความของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ที่ยืนยนั วา่ จาเลยท่ี ๑๒ และท่ี
๑๓ กบั พวกใช้อาวุธปืนคนละกระบอกยิงจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๑๐ ท่ีบ้านของผ้เู สียหายในวนั เกิดเหตุ
จึงไม่ใช่คาซัดทอดในระหว่างผู้ร่วมกระทาความผิดด้วยกัน จึงนามารับฟังเพ่ือหักล้างพยาน
หลักฐานของโจทก์และพยานหลักฐานของจาเลยท่ี ๑๒ และที่ ๑๓ ได้ว่าจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐
ไม่ได้กระทาความผิดเนื่องจากจาเลยที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นฝ่ ายใช้อาวธุ ปืนยิงจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๑๐
ก่อน อนั เป็นการกระทาละเมิดต่อกฎหมาย จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๑๐ ย่อมมีสิทธิปอ้ งกนั โดยเข้าตอ่ สู้
กับจาเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ กับพวก เพ่ือไม่ให้จาเลยที่ ๑๒ และท่ี ๑๓ กับพวกใช้อาวุธปืนยิง
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐ ได้อีก เมื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐ โดย
เห็นว่า การกระทาของจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ เป็ นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์
ไม่อทุ ธรณ์ คดีสาหรับจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นอนั ฟังยตุ ิตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นว่า จาเลย
602
ที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ไม่ได้กระทาความผิดตามฟ้อง จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงอย่ใู นฐานะเป็นผ้เู สียหาย
ในความผิดท่ีโจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๑๒ และที่ ๑๓ กับพวกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ดงั นัน้ ศาลย่อม
นาคาเบกิ ความของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซง่ึ มีถ้อยความตรงกบั คาให้การในชนั้ สอบสวนของจาเลย
ท่ี ๑ ถงึ ที่ ๓ มารับฟังประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ลงโทษจาเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ได้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) และมำตรำ ๒๒๗/๑
มีพยำนหลักฐำนอ่ืนมำสนับสนุนพยำนบอกเล่ำหรือพยำนซัดทอด
ฎีกำท่ี ๓๙๐๕/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๒ แม้บนั ทึกคาให้การของ ม. ในชนั้ สอบสวนจะ
เป็ นพยานบอกเล่าและมีลักษณ ะเป็ นคาให้ การซัดทอดของผ้ ูร่วมกระทาความผิดด้ วยกันกับ
จาเลยก็ตาม แตค่ าให้การดงั กล่าวก็มีลกั ษณะของการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึน้ ทัง้ ผ้ใู ห้ถ้อยคาก็มิได้
ให้ถ้อยคาในลกั ษณะของการปัดความรับผิดไปให้จาเลยแตเ่ พียงฝ่ ายเดียว หากแตย่ อมรับวา่ ตน
เป็นผ้กู ระทาความผิดด้วย อีกทงั้ เมื่อพิจารณาคาให้การของ ม. ประกอบกนั กบั คาเบิกความของ
ช. เจ้าพนกั งานตารวจซ่ึงเป็นผ้สู ืบสวนหาตวั ผ้กู ระทาความผิดท่ีวา่ ได้ตดิ ตอ่ ขอบนั ทกึ ข้อมลู การใช้
โทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของ ม. จากบริษัทผ้ใู ห้บริการโทรศพั ท์เคลื่อนที่ ก็ปรากฏว่าในชว่ งก่อนเกิดเหตุ
และในวนั เกิดเหตมุ ีการใช้โทรศพั ท์เคลื่อนที่ของ ม. ตดิ ตอ่ กบั โทรศพั ท์เคล่ือนท่ีของจาเลยบอ่ ยครัง้
ซ่ึงจาเลยก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่าหมายเลขโทรศพั ท์ดังกล่าวเป็นของจาเลยจริง
ประกอบกับ ม. ได้ให้ ถ้ อยคาตามบันทึกคาให้ การต่อพนักงานสอบสวนโดยมี พ. ซ่ึงเป็ น
ผ้ใู หญ่บ้านและเป็นบุคคลท่ี ม. ให้ถ้อยคาในชนั้ สอบสวนด้วยวา่ เป็นบคุ คลที่ ม. ไว้วางใจให้ร่วม
ฟังการสอบสวนด้วย ดงั นนั้ แม้บนั ทึกคาให้การดงั กล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าหรือเป็นพยานชนั้
สองไม่ใช่พยานชนั้ หน่ึง แต่เม่ือพิเคราะห์ถึงลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของ
บนั ทึกคาให้การดงั กล่าว ซ่ึง ม. ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจและเป็นการให้
ถ้อยคาทนั ทีหลงั จากถกู จบั กมุ รวมทงั้ ข้อเท็จจริงท่ีปรากฏก็สอดคล้องต้องกนั สมเหตสุ มผลในอนั
ที่จะเป็นเหตใุ ห้มีการกระทาและสอดคล้องกนั กบั พยานหลกั ฐานอ่ืนที่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจะพิสจู น์
ความจริงได้ จงึ เป็นพยานหลกั ฐานท่ีรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑)
ฎีกำท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๖ จาเลยทงั้ สองขบั รถหลบหนีทนั ทีท่ีเหน็ เจ้าพนกั งาน
ตารวจ จนถูกติดตามจับกุมตวั ได้พร้ อมกับมีประแจและคีม อันเป็นเครื่องมือที่อาจใช้ในการ
ลักรถจักรยานยนต์ได้โดยง่าย แล้วรับในขณะนัน้ ว่าร่วมกันก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ของ
ผ้เู สียหายและของบคุ คลอื่นอีกหลายรายในหลายท้องที่แล้วถอดแผน่ ปา้ ยทะเบียนทิง้ บอ่ นา้ และ
603
นารถจกั รยานยนต์ไปขายให้ร้านขายของเก่าในเขตอาเภอพานทองตามบนั ทึกการจบั กุม และ
เจ้าพนกั งานตารวจยงั ตามไปตรวจยดึ ได้แผ่นปา้ ยทะเบียนรถจกั รยานยนต์ของผ้เู สียหายในบอ่ นา้
ตามที่จาเลยทงั้ สองนาชี ้ บนั ทึกการจบั กุมดงั กล่าวนอกจากเป็นถ้อยคารับสารภาพของจาเลย
ทงั้ สองแล้ว ยงั มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นาทรัพย์ท่ีลกั ไปขายและการนาชีจ้ ุดทิง้ แผ่นป้าย
ทะเบียนด้วย อนั เป็นถ้อยคาอ่ืนที่อาจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิสูจน์ความผิดของจาเลย
ทงั้ สองได้ ทงั้ ปรากฏว่าเจ้าพนกั งานตารวจแจ้งสิทธิแก่จาเลยทงั้ สองก่อนท่ีจะให้ถ้อยคาดงั กล่าว
แล้ว จงึ ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย นอกจากนีใ้ นชนั้ สอบสวนจาเลย
ทัง้ สองก็ให้การรับสารภาพมีข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการ
กระทาความผิดของจาเลยทงั้ สอง โดยพนกั งานสอบสวนได้แจ้งสทิ ธิของผ้ตู ้องหาแก่จาเลยทงั้ สอง
ทราบก่อนให้การและจาเลยทงั้ สองลงลายมือชื่อในบนั ทึกคาให้การนนั้ แล้ว จึงรับฟังเป็นพยาน
หลกั ฐานในการพิสจู น์ความผิดของจาเลยทงั้ สองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ แม้บนั ทึกการ
จบั กุมและคาให้การชนั้ สอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ซึ่งต้องรับฟังด้วยความระมดั ระวงั แตส่ ภาพ
ลกั ษณะ แหลง่ ท่ีมาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของบนั ทึกการจบั กมุ และคาให้การดงั กลา่ วซ่งึ ตรงกบั
ท่ีจาเลยทัง้ สองนาชีแ้ ละพบแผ่นป้ายทะเบียนของกลาง น่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้และ
มีคณุ คา่ เชิงพิสูจน์ที่สามารถสนับสนุนให้คาเบิกความของพยานโจทก์มีความน่าเช่ือถือมากขึน้
จงึ มีนา้ หนกั รับฟังได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) และมาตรา ๒๒๗/๑
ฎีกำท่ี ๒๖๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑ แม้โจทก์จะไม่ได้ตวั ผู้เสียหายทัง้ สองและ อ. มา
เบิกความเป็นพยาน เพราะพยานย้ายท่ีอยู่ติดตามตัวไม่ได้ แต่พยานทัง้ สามก็ได้ให้ปากคา
ชนั้ สอบสวนยืนยนั ว่าจาเลยเป็นคนร้ายท่ีเข้ามาลกั ทรัพย์ทงั้ สามรายการของกลางในห้องพกั ของ
ผู้เสียหายทัง้ สองและจาเลยถูกจับได้ในทันทีหลังเกิดเหตุพร้ อมทรัพย์ทัง้ สามรายการของ
ผ้เู สียหายที่ ๒ ที่ถูกคนร้ายลักไปจากถุงกระดาษสีขาวท่ีจาเลยถืออยู่เป็นของกลาง โดยจาเลย
ไม่ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ว่าไม่ใช่ของผู้เสียหายที่ ๒ นอกจากนีย้ งั พบกระดุมเสือ้ ยืดของ
จาเลยและเชือกหูหิว้ ของถุงกระดาษสีขาวที่ใช้ใส่ทรัพย์ของกลางตกอยู่ท่ีพืน้ ห้องเกิดเหตุ ซึ่ง
ผู้เสียหายที่ ๑ ให้ปากคาว่าเกิดจากยือ้ แย่งต่อสู้กันระหว่างจาเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ พยาน
หลกั ฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จาเลยเป็นคนร้ายที่ลกั ทรัพย์ของผู้เสียหาย ท่ี ๒ โดยใช้กาลัง
ประทษุ ร้ายร่างกายแกผ่ ้เู สียหายท่ี ๑ เป็นความผดิ ฐานชิงทรัพย์
ฎีกำท่ี ๓๔๖๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๖๒ บนั ทึกคาให้การในชนั้ สอบสวนของจาเลยที่ ๑
ถึงที่ ๓ ซง่ึ กระทาขนึ ้ ภายหลงั เกิดเหตเุ พียง ๑ วนั วา่ เมทแอมเฟตามีนท่ีเจ้าพนกั งานตารวจพบเป็น
604
ของจาเลยที่ ๔ ที่นาไปทิง้ ในโอ่งนา้ ขณะเจ้าพนกั งานตารวจเข้าตรวจค้น แต่ด้วยความรีบร้ อน
ทาให้เมทแอมเฟตามีนบางสว่ นตกหล่นท่ีพืน้ ซง่ึ แม้บนั ทกึ คาให้การดงั กล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า
และถือเป็นพยานซดั ทอด ซึ่งตามกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ต้องห้ามโดยเด็ดขาด
เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวนัน้
ประกอบกบั โจทก์มีพยานบคุ คลและพยานเอกสารดงั กลา่ วมาเป็นพยานหลกั ฐานสนบั สนนุ ทาให้
พยานหลกั ฐานของโจทก์นา่ เช่ือถือ พยานหลกั ฐานของโจทก์ที่นาสืบมาจงึ มีนา้ หนกั มน่ั คงรับฟังได้
โดยปราศจากข้อสงสยั วา่ จาเลยที่ ๔ ร่วมกนั กระทาความผดิ กบั จาเลยที่ ๑
ฎีกำท่ี ๑๑๖๑๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๑๒ การตรวจพบธนบตั รของกลางที่ใช้ล่อซือ้ แม้
จะขาดหายไปไมค่ รบจานวนก็ไมใ่ ชข่ ้อสาคญั ข้อสาคญั คือธนบตั รของกลางท่ีเจ้าพนกั งานตารวจ
ได้ถ่ายสาเนาและลงบันทึกประจาวันไว้อยู่ที่ตัวจาเลย พยานมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับ
จาเลย ขณะเกิดเหตเุ ป็นเยาวชนได้ให้การต่อพนกั งานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ พนกั งาน
อยั การ และทนายความ ข้อความท่ีพยานได้ให้การนนั้ ไม่ได้เป็นคาซดั ทอดเพื่อทาให้ตนเองพ้นผิด
พยานจึงมิได้ประโยชน์ใด ๆ จากการให้การเชน่ นนั้ พยานหลกั ฐานของโจทก์มิได้มีแตเ่ พียงพยาน
บอกเล่าและคาซดั ทอดของพยาน แต่มีทงั้ สิบตารวจเอก ป. และสิบตารวจโท ส. ซึ่งเป็นประจกั ษ์
พยานที่ร่วมจบั กมุ เห็น ล. ส่งมอบธนบตั รที่ล่อซือ้ ให้แก่จาเลย และตรวจค้นพบธนบตั รของกลาง
ได้ที่ตวั จาเลย เม่ือนามาประกอบกนั ทาให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสยั วา่ จาเลยกระทาผิด
605
มีพฤตกิ ำรณ์พเิ ศษแห่งคดีให้ศำลรับฟังพยำนบอกเล่ำ
เพรำะพยำนไม่อำจมำศำล
ฎีกำท่ี ๘๙๗/๒๕๕๘ ฎ.๓๐ แม้คาให้การชนั้ สอบสวนของ ย. เป็นเพียงพยานบอกเล่า
ซ่ึงในการวินิจฉัยพยานบอกเล่าที่จาเลยไม่มีโอกาสถามค้าน ศาลจะต้องกระทาด้วยความ
ระมดั ระวงั ก็ตาม แต่ ย. ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานท่ีศาล ถึงวนั นดั กลบั ไม่มาศาลและไมไ่ ด้
แจ้งเหตขุ ดั ข้อง ศาลชนั้ ต้นจึงออกหมายจบั ย. เพ่ือเอาตวั มาเป็นพยานหลายนดั แตก่ ็ไม่ได้ตวั ย.
มาเบิกความต่อศาล ถือได้ว่ามีเหตุจาเป็นเนื่องจากไม่สามารถนา ย. มาเป็นพยานได้ และมี
เหตุสมควรเพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรมท่ีจะรับฟังพยานบอกเล่านนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) พฤตกิ ารณ์ในการหลบหนีและไมย่ อมมาเบกิ ความในชนั้ พิจารณาของ ย.
น่าเช่ือว่าเพื่อช่วยเหลือจาเลย ถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อมฟังพยานบอกเล่า
ตามคาให้การชนั้ สอบสวนของ ย. ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๖๙๗๒-๖๙๗๓/๒๕๕๘ ฎ.๓๒๐๔ แม้บนั ทกึ คาให้การในชนั้ สอบสวนของจาเลยท่ี
๒ และท่ี ๓ เป็นพยานบอกเลา่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไมไ่ ด้นา ป. ส. ศ. และ ร. มาเบิกความ แต่
เป็นเพราะบุคคลทัง้ ส่ีได้รับหมายเรียกแล้วไม่ยอมมาเบิกความจนเป็นเหตุให้ศาลชัน้ ต้นออก
หมายจับบุคคลทัง้ สี่ ซ่ึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าบุคคลทัง้ ส่ีหลีกเล่ียงการมาเบิกความเพ่ือช่วยเหลือ
จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงมีเหตจุ าเป็นและมีเหตผุ ลสมควรเพ่ือประโยชน์แห่งความ
ยุติธรรมที่จะรับฟังบันทึกคาให้การของบุคคลทัง้ สี่ ซ่ึงโจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตารวจโท ห.
พนกั งานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยนั ว่าเป็นผ้สู อบสวนบคุ คลทงั้ ส่ี อนั เป็นพยานบอกเล่า
ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจกั ษ์พยานยืนยนั ถึง
การกระทาความผดิ ของจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ แตก่ ารกระทาความผิดฐานรับของโจรยากที่จะนาสืบ
ด้วยประจกั ษ์พยาน จาเป็นต้องอาศยั เหตผุ ลจากกรณีแวดล้อมและพริ ุธแห่งการกระทาของจาเลย
ที่ ๒ และ ๓
ฎีกำท่ี ๑๒๖๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๐๓ โจทก์ไมม่ ีผ้เู สียหายที่ ๑ มาเบกิ ความเป็นพยาน
เพราะเหตุจาเป็ นท่ีไม่สามารถติดตามตัวได้ โจทก์จึงอ้างบันทึกคาให้การชัน้ สอบสวนของ
ผ้เู สียหายที่ ๑ เป็นพยานหลกั ฐานต่อศาล ซึ่งแม้จะถือเป็นพยานบอกเล่า แต่เม่ือพิจารณาจาก
สภาพ ลกั ษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบนั ทึกคาให้การนนั้ น่าเช่ือว่าผู้เสียหาย
ท่ี ๑ ให้การไปตามความจริง กล่าวคือบันทึกคาให้การดังกล่าวทาต่อหน้านักจิตวิทยาและ
พนกั งานอยั การ ซ่ึงไม่มีส่วนได้เสียกบั ฝ่ ายใด มีรายละเอียดข้อเท็จจริงเช่ือมโยงกนั อย่างมีเหตผุ ล
ไม่มีข้อนา่ ระแวงสงสยั ว่าจะทาขึน้ เพ่ือใส่ร้ายจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทงั้ ในคืนเกิดเหตผุ ้เู สียหายท่ี ๑
606
ก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึน้ ให้ผู้เสียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล และจ่าสิบตารวจ ภ. กับ
พันตารวจตรี น. ทราบตงั้ แต่แรกตรงกับบันทึกคาให้การนนั้ บันทึกคาให้การชัน้ สอบสวนของ
ผ้เู สียหายจงึ รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑)
ฎีกำท่ี ๑๑๗๑๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๘๔ แม้คาให้การในชนั้ สอบสวนของผ้เู สียหาย
จะเป็นพยานบอกเล่า แต่เม่ือได้ความว่าโจทก์ไม่สามารถนาผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยาน
เน่ืองจากหลงั เกิดเหตผุ ้เู สียหายหลบหนีออกจากบ้านไป ไม่อาจหาตวั และท่ีอย่ไู ด้ แต่ผ้เู สียหาย
ได้ให้การตอ่ พนกั งานสอบสวน นกั สงั คมสงเคราะห์ และพนกั งานอยั การไว้ตามบนั ทึกคาให้การ
ผ้เู สียหายอนั เป็นการปฏิบตั ติ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ แล้ว ศาลรับฟังคาให้การของผ้เู สียหาย
ประกอบกบั พยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ซงึ่ เป็นพยานแวดล้อมที่อยใู่ กล้ชิดกบั เหตกุ ารณ์ได้
ฎีกำท่ี ๕๔๙๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๖ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง บญั ญัติ
วา่ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า แตม่ ิได้บญั ญัตเิ ป็นข้อห้ามโดยเดด็ ขาด มาตราดงั กลา่ วได้
บญั ญัตขิ ้อยกเว้นไว้สองประการ คือ (๑) ตามสภาพ ลกั ษณะ แหลง่ ท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อม
ของพยานบอกเล่านนั้ นา่ เช่ือว่าจะพิสจู น์ความจริงได้ หรือ (๒) มีเหตจุ าเป็น เนื่องจากไม่สามารถ
นาบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเก่ียวในเร่ืองที่จะให้การเป็นพยานนนั้ ด้วย
ตวั เองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตผุ ลสมควรเพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟัง
พยานบอกเลา่ นนั้ คดีนีเ้หตทุ ่ีโจทก์ไม่สามารถนาประจกั ษ์พยาน ๓ ปาก คือ ผ้เู สียหาย ส. และ ช.
มาเบิกความเป็นพยานเพราะพยานทัง้ สามปากดังกล่าวเดินทางไปทางานต่างประเทศไม่มี
กาหนดกลับแน่นอน ถือได้ว่ามีเหตุจาเป็นตามสมควรท่ีทาให้โจทก์ไม่สามารถติดตามพยาน
ดงั กล่าวมาเบิกความเป็นพยานได้ ศาลมีอานาจที่จะนาคาให้การชนั้ สอบสวนมารับฟังประกอบ
พยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนงึ่
ฎีกำท่ี ๑๑๖๕๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๐๗ แม้บันทึกคาให้การชัน้ สอบสวนของ
ผ้เู สียหาย และบนั ทึกคาให้การชนั้ สอบสวนของพระภิกษุ อ. เป็นพยานบอกเล่า แตผ่ ้เู สียหายให้
การชนั้ สอบสวนรุ่งขนึ ้ จากวนั เกิดเหตุ และพระภิกษุ อ. ยงั ไมท่ นั มีเวลาคดิ ตกแตง่ เร่ืองเพิ่มเติมจาก
เหตกุ ารณ์ที่เกิดขนึ ้ จริง อีกทงั้ คาให้การของผ้เู สียหายและพระภิกษุ อ. สอดคล้องกบั ข้อเท็จจริงที่
ผู้เสียหายแจ้งต่อพันตารวจโท ส. ท่ีโรงพยาบาลหนองขาหย่างภายหลังเกิดเหตุไม่นานใน
สาระสาคญั และสอดคล้องกบั พฤตกิ ารณ์แหง่ คดีที่ปรากฏในบนั ทึกการตรวจสถานท่ีเกิดเหตแุ ละ
แผนที่สังเขปซึ่งพันตารวจโท ส. จัดทาขึน้ หลังเกิดเหตุเพียงประมาณ ๓ ช่ัวโมง ส่วนสาเหตุท่ี
ผ้เู สียหายไมอ่ าจยืนยนั ข้อเท็จจริงตามบนั ทกึ คาให้การชนั้ สอบสวนนนั้ ปรากฏในรายงานกระบวน
607
พิจารณาของศาลชนั้ ต้นและบนั ทึกคาให้การพยานวา่ ในวนั ดงั กล่าวศาลชนั้ ต้นไปเดนิ เผชิญสืบที่
บ้านผ้เู สียหายเพื่อสืบพยานปากผ้เู สียหาย แต่ผ้เู สียหายไม่สามารถตอบคาถามโจทก์และทนาย
จาเลยได้เพราะเหตุอายุมากถึง ๙๕ ปีแล้ว และ อ. หลานผู้เสียหายแจ้งว่าผู้เสียหายน่าจะจา
เหตกุ ารณ์ไมไ่ ด้แล้ว การที่ผ้เู สียหายไมอ่ าจยืนยนั ข้อเท็จจริงตามบนั ทึกคาให้การชนั้ สอบสวนของ
ผ้เู สียหายมิใชเ่ พราะโจทก์ประสงคเ์ อาเปรียบจาเลยในเชงิ คดี สว่ นสาเหตทุ ี่โจทก์ไมน่ าพระภิกษุ อ.
เข้าเบกิ ความเน่ืองจากจาเลยยอมรับว่าพระภิกษุ อ. ให้ถ้อยคาตอ่ พนกั งานสอบสวนไว้ตามบนั ทึก
คาให้การจริง โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจนาพยานปากนีเ้ ข้าสืบ และจาเลยไม่ได้ขอให้ศาลชนั้ ต้น
หมายเรียกพยานปากนีม้ าเป็นพยานจาเลย ถือเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีที่ทาให้นา
บนั ทกึ คาให้การชนั้ สอบสวนของผ้เู สียหายและพระภิกษุ อ. มารับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในคดีได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
ฎีกำท่ี ๑๖๐๕/๒๕๕๗ ฎ.๑๑๐ โจทก์มีผ้เู สียหายเป็นประจกั ษ์พยานเพียงปากเดยี วที่อ้าง
วา่ เห็นจาเลยเป็นคนร้ายท่ีใช้อาวธุ ปืนยงิ ตน และมี ท. และ ส. เป็นพยานพฤติการณ์แวดล้อมกรณี
แตโ่ จทก์ก็ไม่สามารถนามาเบิกความตอ่ ศาลเน่ืองจากผ้เู สียหายถึงแก่ความตาย ส่วน ท. และ ส.
ศาลชนั้ ต้นออกหมายจบั แต่ก็ไม่สามารถจบั ตวั มาเบิกความได้ โจทก์จึงมีเพียงคาให้การในชนั้
สอบสวนของ ท. และ ส. อ้างส่งประกอบคาเบิกความของพนกั งานสอบสวน ซึ่งคาให้การในชนั้
สอบสวนของ ท. และ ส. เป็นเพียงพยานบอกเล่า การท่ีผ้เู สียหายถึงแก่ความตายและ ท. กบั ส.
หลบหนีไม่ยอมมาเบิกความ ถือเป็นกรณีมีเหตุจาเป็นท่ีไม่อาจนาบุคคลดงั กล่าวเป็นพยานได้
อนั เป็นข้อยกเว้นให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แต่
ศาลต้องรับฟังด้วยความระมดั ระวงั และไมค่ วรเช่ือพยานหลกั ฐานนนั้ โดยลาพงั เพ่ือลงโทษจาเลย
เว้นแต่จะมีเหตุผลหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอ่ืน
มาสนบั สนนุ ตามมาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๖๘๖๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๒๘๖ แม้คาให้การชนั้ สอบสวนของ อ. และ ม. ตามบนั ทึก
คาให้การเป็นพยานบอกเล่า แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ ก็มิได้ห้ามศาลรับฟังเสียทีเดียว โดยมี
ข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) (๒) คือหากเข้าหลกั เกณฑ์ตามบทบญั ญัติดงั กล่าว
แล้ว ศาลก็รับฟังพยานบอกเลา่ ได้ แตใ่ นการรับฟังพยานบอกเลา่ ลงโทษจาเลยนนั้ พยานบอกเล่า
ดงั กลา่ วต้องมีเหตผุ ลอนั หนกั แน่น มีพฤตกิ ารณ์พิเศษ หรือมีพยานหลกั ฐานประกอบอื่นสนบั สนนุ
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่ึง คดีนีศ้ าลอุทธรณ์รับฟังคาให้การชัน้ สอบสวนของ อ.
ประกอบคาเบิกความของ อ. และรับฟังคาให้การชนั้ สอบสวนของ ม. เนื่องจาก ม. ถึงแก่ความ
608
ตายก่อนมาเบิกความ เป็นพยานอนั เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) โดย
รับฟังประกอบคาเบิกความของ อ. และ ม. ตามบนั ทึกคาให้การแล้วลงโทษจาเลยจึงชอบด้วย
บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๙๔๔/๒๕๕๒ ฎ.๒๐๐ คากล่าวขณะผ้ตู ายที่บอกให้ทราบว่าจาเลยเป็นคนทาให้
ตนตายในขณะท่ีรู้สึกตัวว่าใกล้จะตาย เป็นเหตุท่ีเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังพยานบอกเล่าเป็ น
พยานหลกั ฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แต่คาบอกเล่าของผู้ตายดงั กล่าว
รับฟังได้แตเ่ พียงว่า ผ้ตู ายได้ระบชุ ่ือจาเลยเป็นคนร้ายเช่นนนั้ จริง มิได้หมายความวา่ จะต้องรับฟัง
วา่ จาเลยเป็นผู้ใช้อาวธุ ปืนยิงผู้ตาย เพราะผ้ตู ายอาจเห็นหรือจาผิดพลาดหรือมีอุปทานก็เป็นได้
ความผิดพลาดอาจมีขึน้ ได้ การระบุชื่อคนร้ ายของผู้ตายจึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหน่ึงที่ใช้
ประกอบพยานหลกั ฐานอื่นให้มีนา้ หนกั มนั่ คงยง่ิ ขนึ ้
ฎีกำท่ี ๙๗๗๕/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑๒ แม้คาเบิกความของ ด. เป็นพยานบอกเล่า
แต่ถ้อยคาของผู้ตายท่ีบอกกล่าวขณะรู้สึกว่าตนจะต้องถึงแก่ความตายว่าคนร้ ายท่ียิงตนคือ
จาเลย ยอ่ มรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานวา่ เป็นความจริงตามคากล่าวได้ซ่งึ ด. ได้ให้การชนั้ สอบสวน
ในวนั ถัดจากวนั เกิดเหตวุ ่า ผ้ตู ายบอกกลา่ วกับตนว่า “ไอ้ลอบยิงผมแล้ว” ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดกบั
เหตทุ ่ีผ้ตู ายถกู ยิงและขณะนนั้ ด. ย่อมจาเหตกุ ารณ์ได้ดีท่ีสุด ส่วนที่ ด. มาเบิกความในคดีอาญา
หมายเลขแดงท่ี ๓๗๓๑/๒๕๔๔ ของศาลชัน้ ต้นและเบิกความในคดีนีเ้ หตุการณ์ได้ผ่านไป
ประมาณ ๑๒ ปี และ ๑๗ ปี ตามลาดบั ความจาของ ด. อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่มีระบุชื่อ
จาเลยตรงกนั ไม่ปรากฏวา่ มีผ้อู ่ืนในหม่บู ้านท่ีเกิดเหตชุ ื่อเดียวกบั จาเลย และจาเลยกบั พี่น้องรวม
๓ คน มีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกบั ผ้ตู ายประกอบกับผู้ตายถกู ยิงที่แก้มด้านซ้ายในระยะห่าง
ประมาณ ๑.๕๐ เมตร แสดงว่าคนร้ายต้องอยู่ต่อหน้าผู้ตายในระยะใกล้ เชื่อว่าผู้ตายมีโอกาส
เห็นจาเลยได้ชดั เจน จงึ สามารถระบชุ ่ือจาเลยเป็นคนยิงทนั ที
มีพฤตกิ ำรณ์พเิ ศษแห่งคดีให้ศำลรับฟังพยำนบอกเล่ำ
เพรำะพยำนกลับคำในชัน้ ศำล
ฎีกำท่ี ๑๒๑๐/๒๕๕๙ ฎ.๕๙๗ เมื่อคาให้การชนั้ สอบสวนของ ธ. พยานโจทก์เช่ือว่าเป็น
ความจริงย่ิงกวา่ คาเบกิ ความในชนั้ พิจารณา แม้คาให้การชนั้ สอบสวนของ ส. เป็นพยานบอกเล่า
ซ่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้รับฟัง แต่กรณีนีเ้ ข้าข้อยกเว้นท่ี
กฎหมายมาตรา ๒๒๖/๓ นีไ้ ด้บญั ญตั ไิ ว้ใน (๑) วา่ พยานเชน่ นีร้ ับฟังได้เพราะตามสภาพ ลกั ษณะ
609
แหล่งท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านัน้ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เม่ือ
นาไปรับฟังประกอบกบั คาให้การชนั้ สอบสวนของ ธ. และคาเบกิ ความของร้อยตารวจเอก ช. ท่ีไป
ยงั ท่ีเกิดเหตทุ นั ทีหลงั จากได้รับแจ้งเหตแุ ละได้สอบปากคา ส. และ ธ. ในเบือ้ งต้น กบั พนั ตารวจโท
บ. พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคา ส. และ ธ. ในชัน้ สอบสวนทันทีในวันเกิดเหตุแล้ว ย่อมมี
นา้ หนกั มน่ั คง ดงั นี ้พยานหลกั ฐานของจาเลยไมม่ ีนา้ หนกั หกั ล้างพยานหลกั ฐานของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๓๑๑๒/๒๕๕๘ ฎ.๒๓๒ ร. พยานโจทก์เบิกความกลบั คาในชนั้ พิจารณาไมย่ ืนยนั
ข้อเท็จจริงตามคาให้การในชนั้ สอบสวนที่ระบุถึงเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดขึน้ โดยละเอียดถึงพฤติการณ์
แห่งคดีและพฤตกิ รรมของจาเลย เช่ือว่าเป็นเร่ืองที่พยานโจทก์พยายามเบิกความบา่ ยเบี่ยง เพ่ือ
ช่วยเหลือจาเลยเสียมากกว่า คาให้การในชนั้ สอบสวนของ ร. พยานโจทก์จงึ รับฟังเป็นความจริง
ย่ิงกว่าคาเบิกความในชัน้ พิจารณา แม้คาให้การของ ร. เป็นพยานบอกเล่าและเข้าลักษณะ
คาซดั ทอดของผ้ถู กู กลา่ วหาวา่ กระทาความผิดด้วยกนั กบั จาเลย และตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
วรรคหนึ่ง บญั ญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชงั่ นา้ หนักพยานดงั กล่าวและ
ไม่ควรเช่ือพยานหลกั ฐานนัน้ โดยลาพังเพ่ือลงโทษจาเลยก็ตาม แต่คาซัดทอดของ ร. มิใช่เป็น
คาซดั ทอดเพ่ือให้ตนเองพ้นผิดเพราะมีรายละเอียดของพฤติการณ์ในการกระทาความผิดทงั้ ของ
ร. และของจาเลยรวมทัง้ บุคคลที่เกี่ยวข้องตลอดจนขนั้ ตอนของการกระทาความผิดตงั้ แต่ต้น
จนกระทั่ง ร. ถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุม อันเป็นข้อเท็จจริงท่ีอยู่ในความรู้เห็นของ ร. โดย
ไมป่ รากฏข้อพิรุธ ซ่ึงตามสภาพ ลกั ษณะแหล่งท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคาให้การในชนั้
สอบสวนของ ร. น่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้และมีเหตุผลอันหนักแน่น จึงรับฟังประกอบ
พยานหลกั ฐานอื่นของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๖๘๔๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๕๑ แม้คาให้การชนั้ สอบสวนของ ส., บ. และผ้ตู าย
เป็ นพยานบอกเล่าซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟัง แต่เมื่อปรากฏว่าพยานดังกล่าวเป็ นพยานที่เห็น
เหตกุ ารณ์ใกล้ชิด และพยานให้การหลงั เกิดเหตุ ๑ วนั ส่วนผ้ตู ายให้การหลงั เกิดเหตุ ๑๕ วนั ย่อม
ไม่ทันมีเวลาคิดไตร่ตรองหรือได้รับการติดต่อให้บิดเบือนความจริงเพื่อช่วยเหลือผู้ใด เช่ือว่า
ข้อเท็จจริงตามบนั ทึกคาให้การของผู้ตาย และ บ. เป็นความจริง และคาให้การชนั้ สอบสวน ส.
เป็นความจริง ยิ่งกว่าคาเบิกความที่ ส. เบิกความบ่ายเบี่ยงทานองว่าจาคนร้ายไม่ได้โดยไม่ให้
เหตผุ ล เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลกั ษณะ แหล่งท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานปาก ส.
น่าเชื่อวา่ จะพิสูจน์ความจริงได้ การท่ีผ้ตู ายถึงแก่ความตายไปก่อน กบั การท่ี บ. ไม่มาเบิกความ
จนถกู ศาลชนั้ ต้นออกหมายจบั แต่ไม่ได้ตวั มาจนต้องงดสืบพยาน ซ่ึงเช่ือว่าเพ่ือช่วยเหลือจาเลย
610
นนั้ ถือเป็นกรณีมีเหตจุ าเป็น จงึ รับฟังคาให้การชนั้ สอบสวนของ ส., บ. และผ้ตู ายได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) (๒) และยงั ถือได้วา่ เป็นกรณีท่ีมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี ศาลย่อม
รับฟังพยานบอกเลา่ ดงั กลา่ วเพื่อลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
ฎีกำท่ี ๗๕๑๕/๒๕๕๖ ฎ.๑๘๘๗ แม้บนั ทกึ คาให้การชนั้ สอบสวนของผ้ตู ้องหาเป็นพยาน
บอกเลา่ แตเ่ มื่อพิจารณาจากสภาพ ลกั ษณะ แหลง่ ท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอก
เลา่ นนั้ นา่ เชื่อว่าจะพสิ จู น์ความจริงได้ การท่ีผ้เู สียหายเบิกความบ่ายเบ่ียงไปเพื่อชว่ ยเหลือจาเลย
ถือได้ว่าเป็นกรณีท่ีมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี จึงรับฟังคาให้การในชนั้ สอบสวนของผู้เสียหาย
ประกอบกบั พยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๑๐๔๑๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๑ แม้คาให้การในชัน้ สอบสวนจะเป็นพยาน
บอกเล่า แต่พยานโจทก์ปาก อ. ซ่ึงเป็นประจกั ษ์พยานเห็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผ้ตู าย และ ศ.
ซ่ึงเป็นประจักษ์พยานท่ีอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ได้ เบิกความแตกต่างไปจากที่ให้การต่อพนักงาน
สอบสวนและเป็นการเบิกความในลกั ษณะช่วยเหลือจาเลย ศาลจึงชอบที่จะนาคาให้การในชนั้
สอบสวนและคาเบิกความในชัน้ พิจารณามาใช้ดุลพินิจในการช่ังนา้ หนักพยานหลักฐานว่า
ความจริงควรเป็นเช่นไร ดังนัน้ การที่ศาลนาบนั ทึกคาให้การของพยานโจทก์ในชัน้ สอบสวน
มารับฟังเพื่อลงโทษจาเลย เพราะมีเหตทุ ี่ทาให้ศาลเช่ือว่าพยานบอกเลา่ ดงั กลา่ วจะพิสจู น์ความ
จริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) จงึ กระทาได้โดยชอบ
ฎีกำท่ี ๗๐๐๘/๒๕๕๔ ฎ.๑๖๔๖ ผ้เู สียหายเบิกความเป็นพยานว่า ขณะจาเลยกระทา
ชาเราผ้เู สียหาย ผ้เู สียหายไม่ได้ขดั ขืนเพราะเหน็ วา่ จาเลยเป็นบิดา แตใ่ ห้การตามบนั ทกึ คาให้การ
ตอ่ หน้าบคุ คลที่ผ้เู สียหายร้องขอ พนกั งานอยั การ และนกั สงั คมสงเคราะห์ว่า ขณะจาเลยกระทา
ชาเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้ร้ องขอไม่ให้จาเลยทา จาเลยไม่ฟังและผู้เสียหายก็มีร่างกาย
ไม่สมประกอบ ไม่มีแรงที่จะขดั ขืน ผ้เู สียหายเป็นบตุ รจาเลยและเบกิ ความตอบทนายจาเลยถาม
ค้านว่า ผ้เู สียหายยงั รักจาเลยและไม่ประสงค์จะเอาเร่ืองจาเลย เชื่อว่าผ้เู สียหายเบิกความในชนั้
พิจารณาเพื่อช่วยเหลือจาเลย คาให้การชนั้ สอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อกว่าคาเบิกความ
แม้คาให้การในชนั้ สอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่าแตเ่ ม่ือพิจารณาตามสภาพ ลกั ษณะ แหลง่ ท่ีมา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเลา่ น่าเช่ือวา่ จะพิสูจน์ความจริงได้ ประกอบกบั เป็นเร่ือง
ผดิ ปกตวิ สิ ยั ที่บตุ รจะยินยอมให้บดิ ากระทาชาเรา คาให้การชนั้ สอบสวนของผ้เู สียหายจงึ มีเหตผุ ล
หนกั แนน่ รับฟังได้
611
มีพฤตกิ ำรณ์พเิ ศษแห่งคดีให้ศำลรับฟังพยำนบอกเล่ำและพยำนซัดทอด
ฎีกำท่ี ๑๑๑๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๑๑๐๑ แม้โจทก์มีเพียงบันทึกคาให้การของผู้ร้ องทุกข์ซึ่ง
ผ้เู สียหายให้การเป็นพยานไว้ในชนั้ สอบสวน และถือเป็นพยานบอกเล่าท่ีจาเลยไม่มีโอกาสถาม
ค้านเป็นพยานหลกั ฐานยืนยนั การกระทาความผิดของจาเลย โดยโจทก์ไม่ได้นาตวั ผ้เู สียหายมา
เบิกความรับรองข้อเท็จจริงก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง ท่ีห้ามมิให้ศาลรับฟัง
พยานบอกเล่า มิได้บัญญัติเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาด โดยได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้สองประการ
กล่าวคือ (๑) ตามสภาพ ลกั ษณะ แหล่งท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านนั้ น่า
เช่ือว่าจะพิสจู น์ความจริงได้ หรือ (๒) มีเหตจุ าเป็นเน่ืองจากไมส่ ามารถนาบคุ คลซึ่งเป็นผ้ทู ่ีได้เห็น
ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนนั้ ด้วยตวั เองโดยตรงมาเป็นพยานได้
และมีเหตผุ ลสมควรเพ่ือประโยชน์แหง่ ความยตุ ธิ รรมท่ีจะรับฟังพยานบอกเลา่ นนั้ เมื่อการร้องทกุ ข์
กล่าวโทษจาเลยในความผิดต่อเสรีภาพ ผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตารวจสายตรวจ
ในทนั ทีที่เจ้าพนกั งานตารวจติดตามไปพบรถยนต์ของ ส. ที่จอดอย่บู ริเวณหน้าบ้านของจาเลย
และจาเลยเพิ่งหลบหนีไป จนนาไปส่กู ารร้องทุกข์ตอ่ พนักงานสอบสวนและให้การเป็นพยานใน
ฐานะผ้รู ้องทกุ ข์ในทนั ทีทนั ใดหลงั จากเกิดเหตุ ประกอบกบั บนั ทกึ ของผ้รู ้องทกุ ข์ปรากฏข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับการขู่เข็ญผู้เสียหายโดยละเอียดและเป็นขนั้ เป็นตอนอนั ยากที่บุคคลผู้ไม่รู้เห็นจะคิด
ตกแตง่ ขนึ ้ เอง ตามพฤติการณ์เช่ือวา่ ข้อเทจ็ จริงตามบนั ทึกคาให้การของผ้รู ้องทกุ ข์ เป็นข้อเทจ็ จริง
ที่ผ้เู สียหายให้การตามความเป็นจริง ย่อมนบั เป็นพยานบอกเลา่ ที่ตามสภาพและแหลง่ ที่มานา่ เชื่อ
ว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลชอบที่จะรับฟังบันทึกคาให้การของผู้ร้ องทุกข์ประกอบพยาน
หลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๖๑๗๓–๖๑๗๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๖๕ แม้คาให้การในชนั้ สอบสวนของ ส. ว.
และ ร. จะมีลกั ษณะเป็นคาซดั ทอดในระหวา่ งผ้กู ระทาความผิดด้วยกนั ก็ตาม แตไ่ มม่ ีบทบญั ญัติ
ของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเสียทีเดียว แต่จะต้องรับฟังด้วยความระมดั ระวงั เมื่อไม่ปรากฏว่า
มีเหตจุ ูงใจที่บุคคลทงั้ สามจะต้องมาปรักปราจาเลยทงั้ สอง อีกทงั้ การที่จาเลยทงั้ สองต้องรับผิด
ด้วยก็มิได้ช่วยให้บุคคลทงั้ สามพ้นผิดหรือได้ รับโทษน้อยลงแต่ประการใด คาให้การของบุคคล
ทงั้ สามจงึ มีเหตผุ ลอนั ควรรับฟัง และแม้คาให้การของบคุ คลทงั้ สามและ น. เป็นพยานบอกเลา่ แต่
เป็นคาให้การของผ้ทู ี่ร่วมอย่ใู นท่ีเกิดเหตแุ ละให้การหลงั เกิดเหตเุ พียงวนั เดียวซ่ึงยงั ไมม่ ีเวลาและ
โอกาสที่จะปรุงแตง่ ข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความจริง เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลกั ษณะแหลง่ ท่ีมา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าเหล่านีแ้ ล้ว เช่ือวา่ จะพิสจู น์ข้อเท็จจริงได้ ดงั นนั้ จงึ มี
เหตตุ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) ท่ีจะรับฟังคาให้การของ ส. ว. ร. และ น. ประกอบ
612
พยานหลกั ฐานอื่นของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๓๑๔๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๒๑ หลงั ถกู จบั กุม ฉ. ให้การรับสารภาพมาโดย
ตลอดว่า ร่วมกับ ด. ลักเหล็กอุปกรณ์เครื่องบดวสั ดุทาป๋ ุยอินทรีย์จริง จนศาลมีคาพิพากษา
ลงโทษจาคกุ ไปแล้ว โดยในชนั้ พิจารณา ฉ. ยงั คงเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยนั ว่า พยานและ
ด. นาเหล็กไปบอกขายให้ จ. ซึ่งมีอาชีพรับซือ้ ของเก่า แต่ จ. ไม่ซือ้ และแนะนาให้ ไปขายแก่จาเลย
พยานและ ด. จงึ นาไปขายให้แก่จาเลยในราคา ๒๔๐ บาท สอดคล้องกบั คาเบกิ ความของ จ. แม้
คาเบกิ ความของ ฉ. เป็นพยานซดั ทอดซงึ่ การรับฟังจะต้องกระทาด้วยความระมดั ระวงั และไมค่ วร
เช่ือโดยลาพงั เพื่อลงโทษจาเลย เว้นแตม่ ีพยานหลกั ฐานประกอบอ่ืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
วรรคหนึ่ง แต่เมื่อ ฉ. เองได้รับโทษและพ้นโทษแล้ว ย่อมจะมิใช่เป็นการซัดทอดจาเลยโดยมี
เหตผุ ลจงู ใจเพื่อให้ตนเองพ้นผดิ คาเบกิ ความของ ฉ. จงึ มีเหตผุ ลท่ีจะรับฟังเป็นความจริงได้
ฎีกำท่ี ๑๒๐๓๒/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๓ ช. ให้ปากคาตอ่ พนกั งานสอบสวนวา่ ช. ไปรับ
เมทแอมเฟตามีนจากจาเลย โดยจาเลยพูดกับพยานว่า "พี่ฝากของไว้กับน้อง ถ้ามีคนมาขอซือ้
บอกให้มาซือ้ กับพี่ แล้วพี่จะให้เขามารับของที่น้อง ถ้าน้องจะเสพเอาไปเสพได้ ๑ เม็ด" แม้
คาให้การของ ช. มีลกั ษณะเป็นพยานบอกเลา่ และพยานซดั ทอด แตเ่ มื่อเป็นการให้ถ้อยคาหลงั ถกู
จบั กุมในทนั ทีและมิได้ม่งุ ซดั ทอดเพื่อหวงั ให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือพ้นผิด หากเป็นเพียงการ
บอกเล่าถึงท่ีมาของเมทแอมเฟตามีนท่ีตนเองมีไว้ในครอบครองอย่างผิดกฎหมายเท่านนั้ เช่นนี ้
ตามสภาพ ลกั ษณะและแหลง่ ท่ีมาแห่งคาบอกเลา่ ตามคาให้การของ ช. จงึ มีเหตผุ ลท่ีนา่ เช่ือวา่ จะ
พิสจู น์ความจริงและรับฟังประกอบพยานหลกั ฐานอื่นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง
(๑) และ ๒๒๗/๑ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๒๒๗๙/๒๕๕๖ ฎ.๑๗๑ คาให้การรับสารภาพในชัน้ สอบสวนจาเลยที่ ๑ ที่มี
ข้อความซดั ทอดถึงจาเลยท่ี ๒ ไม่ใช่เป็นคาซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดเพราะจาเลยที่ ๑ ก็ถูก
ดาเนินคดีด้วย ศาลสามารถนามารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ แต่จะนา
คาให้การรับสารภาพของจาเลยที่ ๑ เพียงลาพงั มารับฟังลงโทษจาเลยที่ ๒ ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๕๗๙-๕๘๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๕ แม้คาให้การในชนั้ สอบสวนของ ส. จะมี
ลกั ษณะเป็นคาซดั ทอดของผ้รู ่วมกนั กระทาผิดและเป็นพยานบอกเลา่ แตก่ ็ไมไ่ ด้มีบทบญั ญัตขิ อง
กฎหมายบงั คบั โดยเด็ดขาดห้ามมิให้รับฟังคาให้การดงั กล่าว ซ่ึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ระบุถึง
พฤติการณ์การกระทาท่ีร่วมกบั จาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ และที่ ๔ ตงั้ แต่ก่อนเกิดเหตตุ อ่ เน่ืองเช่ือมโยงกัน
ไปจนกระทั่งร่วมกันรุมทาร้ ายผู้ตายแล้วก็หลบหนีไปด้วยกัน อันเป็นข้อเท็จจริงท่ีบอกเล่าถึง
613
เหตกุ ารณ์แห่งคดีท่ีเกิดขนึ ้ เกี่ยวกบั มลู เหตแุ ห่งการกระทาผิด รวมถึงบคุ คลที่เก่ียวข้อง มิได้เป็นแต่
เพียงคาซดั ทอดท่ีปรักปราให้ร้ายแก่ผ้อู ่ืนเพื่อให้ตนเองพ้นผิด จึงย่อมมีเหตผุ ลให้รับฟังประกอบ
พยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๓๘๒๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๐ ส. เป็นเพียงชาวบ้านท่ีไม่ได้เรียนหนงั สือและ
มีอาชีพรับจ้าง เมื่อถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุม ส. ได้ให้การในทนั ทีว่าตนเองเพียงรับจ้างขน
เช่ือได้วา่ ส. เพียงเป็นผ้รู ับจ้างบุคคลอื่นขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง พฤตกิ ารณ์ในการกระทา
ความผิดอันอยู่ในความรู้เห็นของ ส. และผู้ว่าจ้างโดยเฉพาะเช่นนี ้ ย่อมยากแก่การท่ีจะหา
ประจกั ษ์พยานมารู้เห็นการกระทาของผ้วู า่ จ้างดงั กล่าวได้ จงึ จาเป็นต้องอาศยั จากพยานแวดล้อม
กรณีอ่ืนว่ามีความน่าเช่ือถือมากน้อยเพียงใด ท่ี ส. ให้การวา่ จาเลยเป็นผ้วู ่าจ้างให้ขนเมทแอมเฟ
ตามีน แม้เป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่การที่ ส. ให้การในทันทีโดยยังไม่ทันได้มี
โอกาสคิดปรุงแต่งเร่ืองเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง กับมิใช่เป็นการซัดทอดเพ่ือให้ตนเองพ้นผิด
โดยปัดความผิดไปให้จาเลยเพียงลาพงั หากแตเ่ ป็นการบอกเลา่ เรื่องราวถึงมลู เหตแุ หง่ การกระทา
ความผิดของตนเองมากกวา่ ประกอบกบั จาเลยเบกิ ความรับวา่ ส. กบั จาเลยไมเ่ คยมีสาเหตโุ กรธ
เคืองกัน จึงไม่มีข้อสงสัยว่า ส. จะให้การกลั่นแกล้งปรักปราจาเลย เพราะไม่มีเหตุผลใดที่ ส.
จะต้องกระทาเชน่ นนั้ ดงั นี ้ตามสภาพ แหล่งท่ีมา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเลา่ และ
พยานซัดทอดตามคาให้การของ ส. น่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๖/๓ (๑) ในชนั้ พิจารณา ส. ยงั คงเบิกความยืนยนั วา่ จาเลยจ้างให้ ส. นาเมทแอมเฟ
ตามีนไปส่งโดยจะให้ค่าจ้าง ๕๐,๐๐๐ บาท แม้จะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ท่ีร่วมกระทา
ความผิดด้วยกนั ซ่ึงในการวินิจฉยั ชงั่ นา้ หนกั ศาลจะต้องกระทาด้วยความระมดั ระวงั และไม่ควร
เช่ือพยานหลกั ฐานนนั้ โดยลาพงั เพื่อลงโทษจาเลยเว้นแตม่ ีเหตผุ ลอนั หนกั แนน่ มีพฤตกิ ารณ์พิเศษ
แหง่ คดี หรือมีพยานหลกั ฐานประกอบอ่ืนมาสนบั สนนุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนงึ่ โดย
โจทก์ ไม่มี พยานหลักฐาน อ่ื นหรื อการกระทาใดของจาเลยท่ี จะให้ รับฟั งเชื่อมโยงหรื อรับฟั ง
ประกอบคาเบิกความของ ส. ได้เลยก็ตาม แตเ่ ม่ือมิใช่เป็นการซดั ทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะ
ขณะท่ีเบิกความ ส. ยงั คงรับโทษอย่แู ละไม่มีเหตผุ ลใดท่ี ส. จะต้องเบิกความกลน่ั แกล้งปรักปรา
ให้ร้ายจาเลย คาเบิกความของ ส. จึงมีเหตผุ ลหนกั แน่นอนั เชื่อได้ว่าเป็นการเบิกความตามจริง
พยานโจทก์จงึ รับฟังลงโทษจาเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ยได้
ข้อสังเกต คดีนี้แม้ศาลฎีกาจะรับฟังพยานซดั ทอดลงโทษจาเลย แต่ก็เป็นการชง่ั น้าหนกั พยาน
เฉพาะคดีนี้ พนกั งานสอบสวนควรหาพยานหลกั ฐานประกอบอืน่ มาสนบั สนนุ ว่าคาเบิกความของ
พยานซดั ทอดเป็นความจริง เช่น ฐานะทางการเงินและทรัพย์สินที่มีมากผิดปกติของจาเลย หรือ
614
การใช้โทรศพั ท์ติดต่อขณะเกิดเหตรุ ะหว่างจาเลยและพยาน เป็นตน้
โจทก์มีเพียงพยำนบอกเล่ำยังฟังลงโทษจำเลยไม่ได้
ฎีกำท่ี ๑๙/๒๕๕๙ ฎ.๙ โจทก์มีผู้เสียหายเป็ นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แม้
ผ้เู สียหายไม่มาเบิกความเพราะไม่มีผู้ใดทราบว่าผู้เสียหายออกจากบ้านไปอยู่ท่ีใดอนั เป็นเหตุ
จาเป็นให้ศาลรับฟังคาให้การชัน้ สอบสวนของผู้เสียหาย และคาเบิกความของผู้เสียหายใน
คดีอาญาของศาลชนั้ ต้นที่ ท. ถกู ฟ้องว่าร่วมกบั จาเลยกระทาผิดในคดีนีซ้ ่ึงเป็นพยานบอกเล่าได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) ก็ตาม แต่การท่ีศาลจะวินิจฉัยชงั่ นา้ หนกั พยานบอก
เลา่ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่ึง บญั ญัติให้ศาลต้องกระทาด้วยความระมดั ระวงั และไมค่ วร
เชื่อพยานหลกั ฐานนนั้ โดยลาพงั เพ่ือลงโทษจาเลย เว้นแตจ่ ะมีเหตผุ ลอนั หนกั แน่น มีพฤติการณ์
พิเศษแหง่ คดี หรือมีพยานหลกั ฐานประกอบอื่นมาสนบั สนุน ดงั นี ้ เม่ือคาให้การชนั้ สอบสวนของ
ผ้เู สียหายแตกต่างจากคาเบิกความชนั้ พิจารณาในคดีท่ี ท. ถูกฟ้องเป็นจาเลยในข้อเท็จจริงอนั
เป็นสาระสาคญั ท่ีบง่ ชีว้ า่ ใครเป็นผ้ทู าร้ายผ้เู สียหายและทาร้ายในลกั ษณะใดอยา่ งไร รวมตลอดถึง
เหตกุ ารณ์ภายหลงั ถกู ทาร้ายทกุ ขนั้ ตอนส่อแสดงว่าไม่อยกู่ บั ร่องกบั รอยเป็นข้อพิรุธ จงึ เป็นพยาน
บอกเล่าที่ไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือเพียง
พอที่จะรับฟังเพ่ือลงโทษจาเลย เม่ือโจทก์ไม่มีพยานหลกั ฐานใดแสดงว่าก่อนเกิดเหตแุ ละขณะ
เกิดเหตจุ าเลยได้กระทาการอยา่ งใดหรือมีพฤตกิ ารณ์อยา่ งใดแสดงวา่ จาเลยอาจสมคบกบั คนร้าย
ที่ทาร้ายผ้เู สียหายมาประกอบสนบั สนนุ ลาพงั เพียงพยานหลกั ฐานโจทก์เท่าที่นาสืบมายงั มีความ
สงสยั ตามสมควรว่าจาเลยได้ร่วมกับพวกกระทาผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความ
สงสยั นนั้ ให้จาเลยตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๒๗๓/๒๕๕๙ ฎ.๓๖๑ จาเลยที่ ๒ เป็นผ้กู ระทาความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่า
ผ้อู ื่นตามคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ คาให้การของจาเลยท่ี ๒ ในชนั้ สอบสวนท่ีระบุว่า จาเลยที่ ๔
ร่วมกบั จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ใช้อาวธุ ปืนยิง พ. กบั พวกด้วย เป็นพยานบอกเล่าและเป็นคาซดั ทอด
ของผ้รู ่วมกระทาความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผ้อู ่ืนตามที่โจทก์ฟ้องถือวา่ เป็นพยานซดั ทอด ใน
การวินิจฉัยชั่งนา้ หนักพยานซดั ทอด ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหน่ึง บญั ญัติให้ศาลจะต้อง
กระทาด้วยความระมดั ระวงั และไมค่ วรเชื่อพยานหลกั ฐานนนั้ โดยลาพงั เพ่ือลงโทษจาเลย เว้นแต่
จะมีเหตผุ ลอนั หนกั แนน่ มีพฤตกิ ารณ์พเิ ศษแหง่ คดี หรือมีพยานหลกั ฐานประกอบอื่นมาสนบั สนนุ
โจทก์อ้างส่งคาให้การในชัน้ สอบสวนของ ป. เป็นพยานซ่ึงขณะที่พนักงานสอบสวน
615
สอบปากคา ป. มีอายุ ๑๗ ปี แต่พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้ มีนักจิตวิทยาและนักสังคม
สงเคราะห์ บคุ คลที่เด็กร้องขอและพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการถามปากคา เป็นการไมช่ อบด้วย
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึง ทงั้ ไม่เข้าเหตจุ าเป็นเร่งดว่ นที่จะกระทาได้ตามมาตรา ๑๓๓
ทวิ วรรคท้าย จึงไม่อาจรับฟังคาให้การในชนั้ สอบสวนของ ป. เป็นพยานหลกั ฐานได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๖
ฎีกำท่ี ๓๔๙๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๔๐ โจทก์ไม่มีพยานท่ีรู้เห็นว่าจาเลยทัง้ สามเป็น
คนร้ายที่ร่วมกนั เข้าไปลกั ทรัพย์ของผ้เู สียหายในบ้านเกิดเหตุ แม้ โจทก์มีคารับสารภาพของจาเลย
ที่ ๑ ท่ี ๒ ในชนั้ สอบสวน แต่คารับสารภาพเป็นเพียงพยานบอกเล่าซ่ึง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗/๑
วรรคหน่ึง ระบุว่า ศาลจะต้องกระทาด้วยความระมดั ระวงั และไม่ควรเช่ือพยานหลกั ฐานนนั้ โดย
ลาพังเพ่ือลงโทษจาเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือ
มีพยานหลักฐานประกอบอ่ืนมาสนบั สนุน เมื่อจาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ ให้การปฏิเสธเช่นนี ้โจทก์ต้องมี
พยานประกอบอ่ืนมาสนบั สนุนคารับสารภาพของจาเลยทงั้ สอง แตต่ ้องมิใช่คาของเจ้าพนกั งาน
ตารวจผ้สู อบสวนคารับนนั้ เอง นอกจากนีบ้ นั ทึกการนาชีท้ ี่เกิดเหตปุ ระกอบคารับสารภาพและ
ภาพถ่ายประกอบการนาชีเ้ ป็นส่วนหนึ่งของคารับสารภาพในชนั้ จบั กุมและชนั้ สอบสวนเท่านนั้
ไม่ทาให้พยานหลักฐานของโจทก์มีนา้ หนักดีขึน้ ลาพังคารับสารภาพของจาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ มี
รายละเอียดตา่ ง ๆ ตามลาดบั ขนั้ ตอนตงั้ แตม่ ีการวางแผนเข้าไปหลอกลวงผ้เู สียหายจนถึงมีแก๊ง
ทีมงานหาคนสวมตวั เป็นผ้เู สียหายไปเบิกเงินธนาคารแล้วนาเงินมาแบ่งกัน ตลอดจน ส. กับ จ.
ให้การรับสารภาพในชนั้ สอบสวนสอดคล้องต้องกันและเชื่อมโยงถึงจาเลยท่ี ๓ ยงั ไม่อาจถือว่า
เป็นเหตุผลอันหนักแน่นหรือมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี เม่ือโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอ่ืนที่ใช้
เชื่อมโยงถึงการกระทาของจาเลยทงั้ สามมาสนบั สนุนพยานโจทก์ท่ีนาสืบมามีความสงสัยตาม
สมควรว่า จาเลยทงั้ สามร่วมกันกระทาผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสยั นนั้ ให้จาเลย
ทงั้ สามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๙๐๖๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๕ โจทก์ไม่ได้ตวั ผ้เู สียหายและ ส. มาเบกิ ความ
เป็นพยานต่อศาล คงมีเพียงบันทึกคาให้การของผู้เสียหายและ ส. ในชัน้ สอบสวนและแถบ
บนั ทึกภาพการสอบสวนพยานทงั้ สอง (วีซีดี) โดยโจทก์แถลงในวนั นดั สืบพยานโจทก์ลอย ๆ ว่า
ผ้เู สียหายและ ส. ได้รับหมายเรียกแล้วไมม่ าศาลและไม่สามารถจบั กมุ ตวั มาเบิกความได้ ดงั นนั้
การที่โจทก์ไมไ่ ด้ตวั ผ้เู สียหายและ ส. มาเบิกความ จึงยงั ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีท่ีมีเหตจุ าเป็นอยา่ ง
ยง่ิ อนั จะรับฟังภาพและเสียงคาให้การของผ้เู สียหายและ ส. ในชนั้ สอบสวนเสมือนหนงึ่ เป็นคาเบิก
616
ความของผ้เู สียหายและ ส. ในชนั้ พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้
ในฐานะพยานบอกเล่าธรรมดาเท่านนั้ ส่วนท่ีร้อยตารวจเอก ว. พนกั งานสอบสวนเบิกความเป็น
พยานโจทก์ประกอบบนั ทึกคาให้การของผ้เู สียหายและ ส. ในชนั้ สอบสวนว่า บคุ คลทงั้ สองเคย
ให้การตอ่ พยานไว้เชน่ นนั้ ก็เป็นเพียงการเบกิ ความยืนยนั คาให้การชนั้ สอบสวนของผ้เู สียหายและ
ส. นนั้ เอง ไมใ่ ชพ่ ยานท่ีมีแหล่งท่ีมาเป็นอิสระตา่ งหากจากพยานบอกเล่าดงั กล่าวข้างต้น สาหรับ
ผลการตรวจร่างกายผ้เู สียหายพบตวั อสจุ ิและสารท่ีเป็นสว่ นประกอบของนา้ อสจุ ิอย่ใู นของเหลว
ภายในชอ่ งคลอดตามผลการตรวจชนั สตู รนนั้ คงฟังได้เพียงวา่ ผ้เู สียหายได้ผา่ นการมีเพศสมั พนั ธ์
จริง แต่ไม่ปรากฏว่าอสุจิหรือนา้ อสุจินัน้ เป็นของบุคคลใด จึงไม่แน่ชัดว่าจาเลยกระทาชาเรา
ผ้เู สียหายจริงหรือไม่ เมื่อโจทก์มีแต่เพียงพยานบอกเล่าที่ไม่มีพยานหลกั ฐานประกอบอ่ืนอันมี
นา้ หนกั มาสนบั สนนุ ทงั้ จาเลยให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลกั ฐานโจทก์ท่ีนาสืบมาจงึ มีความ
สงสยั ตามสมควรว่า จาเลยกระทาความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซ่ึงมิใช่
ภริยาของตนหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนัน้ ให้จาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗
วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๘๗๘๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๐๐ คาให้การในชนั้ สอบสวนของ อ. และพวกท่ีระบุ
ว่า จาเลยเป็นผ้ใู ช้อาวธุ ปืนยิงนนั้ เห็นได้ชดั วา่ เป็นคาให้การซดั ทอดท่ีอาจทาให้ อ. กบั พวกท่ีเป็น
ผ้ตู ้องสงสยั นนั้ พ้นความผิด เพราะทงั้ ผ้เู สียหาย พ. ส. และ ย. เคยให้ถ้อยคาตอ่ พนกั งานสอบสวน
ยืนยนั ตรงกนั วา่ อ. เป็นผ้ใู ช้อาวธุ ปืนยิงผ้ตู ายและผ้เู สียหาย จนตอ่ มาเจ้าพนกั งานตารวจได้ตวั อ.
อ. ให้การปฏิเสธอ้างวา่ เห็นจาเลยเป็นผ้ใู ช้อาวธุ ปืนยิง รูปคดีในการสืบสวนสอบสวนจงึ เปล่ียนไป
มงุ่ ที่จาเลยเช่นนี ้คาให้การในชนั้ สอบสวนของ อ. และพวกผ้ตู ้องหาอื่นยอ่ มไมม่ ีนา้ หนกั ให้รับฟัง
เชน่ กนั
ฎีกำท่ี ๗๐๑๓/๒๕๕๖ ฎ.๑๘๔๙ โจทก์ไม่นาตวั ผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล จาเลย
ทงั้ สามยอ่ มไมม่ ีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นท่ีกระจา่ งแก่ศาลได้ ทงั้ เหตทุ ่ีโจทก์ไมน่ าตวั
ผ้เู สียหายมาเบิกความ เพราะผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะมาเบิกความต่อศาลเน่ืองจากอายและ
ไม่อยากเอาความกับผ้ใู ด โจทก์จึงแถลงหมดพยาน เชื่อได้ว่าผ้เู สียหายยงั มีท่ีอยู่เป็นหลกั แหล่ง
และอยู่ในวิสัยท่ีโจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็ นพยานได้ แต่หาได้
ดาเนินการไม่ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจาเป็นเน่ืองจากไม่สามารถนาบุคคลซ่ึงเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน
หรือทราบข้อความเก่ียวในเรื่องท่ีจะให้การเป็นพยานนนั้ ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมี
เหตผุ ลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยตุ ธิ รรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
617
๒๒๖/๓ วรรคสอง (๒) แม้โจทก์จะมี จ. ท่ีทราบเหตกุ ารณ์จากผ้เู สียหาย และพนกั งานสอบสวนท่ี
เบิกความยืนยนั ตามเหตกุ ารณ์ท่ีได้ทราบจากผ้เู สียหายประกอบคาให้การของผ้เู สียหาย ซึ่งล้วน
แตเ่ ป็นเพียงพยานบอกเล่า เม่ือจาเลยทงั้ สามให้การปฏิเสธ พยานหลกั ฐานของโจทก์ย่อมไม่พอ
ให้รับฟังลงโทษจาเลยทงั้ สามได้
ฎีกำท่ี ๖๕๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐ พยานโจทก์ทัง้ สองปากไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะ
สายลับล่อซือ้ เมทแอมเฟตามีนจากจาเลยท่ี ๑ แต่สายลับเป็นประจกั ษ์พยานท่ี ป.วิ.พ. มาตรา
๙๕ (๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ยอมให้รับฟังได้เพราะเป็นผู้ท่ีได้เห็น ได้ยิน และทราบ
ข้อความเก่ียวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนัน้ มาด้วยตนเองโดยตรง ทัง้ การท่ีสายลับมาเป็น
พยาน ศาลก็มีอานาจที่จะถามสายลบั ด้วยคาถามใด ๆ ตามท่ีเห็นวา่ จาเป็นเพื่อให้คาเบิกความ
ของสายลับบริบูรณ์หรือชดั เจนยิ่งขึน้ หรือเพ่ือสอบสวนถึงพฤติการณ์ที่ทาให้สายลบั เบิกความ
เช่นนัน้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ การที่โจทก์อ้างว่า
สายลบั เป็นผ้ลู ่อซือ้ เมทแอมเฟตามีน ๑ เม็ดได้จากจาเลยท่ี ๑ แต่โจทก์ไม่ได้นาสายลับซึ่งเป็น
ประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์สาคัญอันจะกล่าวหาจาเลยท่ี ๑ ว่ากระทาความผิดในคดี
อกุ ฉกรรจ์มาลงโทษ สง่ ผลให้จาเลยที่ ๑ เสียเปรียบในเชงิ คดี ไมม่ ีโอกาสได้ถามค้านสายลบั พยาน
โจทก์เพื่อซักไซ้ข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัดปราศจากความคลุมเครือ อนั เป็นการคานอานาจกัน
ระหว่างเจ้าพนกั งานตารวจซ่ึงจบั กมุ เองและสอบสวนเอง ซ่ึงเป็ นฝ่ ายบริหารกับศาลยตุ ิธรรมซ่ึง
เป็นฝ่ ายตลุ าการท่ีจะต้องชง่ั นา้ หนกั พยานหลกั ฐานให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสยั วา่ จาเลย
ที่ ๑ ได้กระทาความผิดจริง จงึ จะลงโทษจาเลยที่ ๑ ได้ การท่ีโจทก์ไม่นาสายลบั มาเบิกความเปิด
โอกาสให้มีการปรักปราจาเลยท่ี ๑ ให้เป็นผ้กู ระทาความผิดได้โดยง่าย โดยจาเลยท่ี ๑ ไมส่ ามารถ
รู้ได้วา่ ผ้ปู รักปราตนเป็นใคร เคยมีเร่ืองบาดหมางกนั มาก่อนหรือไม่ พฤติการณ์ที่ใช้สายลบั ลอ่ ซือ้
เมทแอมเฟตามีนแล้วไม่นาสายลบั มาเบิกความ ถือได้ว่าขดั ตอ่ หลกั นิติธรรม เมื่อพยานโจทก์ทงั้
สองปากเป็นพยานบอกเลา่ ย่อมมีนา้ หนกั น้อย พยานหลักฐานโจทก์ยงั มีความสงสยั ตามสมควร
วา่ จาเลยท่ี ๑ ร่วมกระทาความผิดกบั จาเลยท่ี ๒ หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แหง่ ความสงสยั นนั้ ให้
จาเลยที่ ๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีนี้ตัดสินตามกฎหมายเดิม แต่หลกั คิดยงั ใช้ได้ตามกฎหมายใหม่ โดยคดีนี้ไม่มี
ตารวจไปซุ่มดูการล่อซื้อผลจึงเป็นตามฎีกานี้ หากสายลบั เข้าไปล่อซื้อแลว้ มีตารวจซุ่มดู ตารวจ
ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็ นประจักษ์พยาน แม้สายลบั ไม่มาเบิกความตารวจที่ซุ่มดูก็เป็ นประจักษ์
พยานที่ศาลจะฟังลงโทษจาเลยได้ เมื่อตารวจไม่ไปซุ่มดูการล่อซื้อ ก็ไม่ควรทีศ่ าลจะรับฟังพยาน
บอกเล่ามาลงโทษจาเลย
618
ฎีกำท่ี ๒๙๐๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๗ น.๖๓ พยานผ้จู ับกุมทงั้ สองปากเป็นพยานบอกเล่า
โดยรับฟังมาจากสายลับอีกทอดหน่ึงดังนัน้ โจทก์ต้องนาสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมา
เบิกความยืนยนั ต่อศาล เพ่ือให้จาเลยท่ี ๒ ถามค้านในข้อที่จาเลยท่ี ๒ จะนาสืบหกั ล้าง ซ่ึงอาจ
ทาให้รูปคดีไม่เป็นไปตามท่ีพยานผู้จับกุมอ้างก็ได้ แต่โจทก์หาได้นาสายลับมาเบิกความไม่
แม้ จาเลยที่ ๒ สามารถถามค้านพยานผู้จับกุมได้ แต่พยานผู้จับกุมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
การซักค้านจึงมีข้อจากัดหรือกระทาไม่ได้เต็มที่ ทาให้จาเลยท่ี ๒ เสียเปรียบในการต่อสู้คดี
ข้อนาสืบของโจทก์ที่เกี่ยวกบั จาเลยที่ ๒ จงึ มีนา้ หนกั น้อย
คาให้การในชนั้ สอบสวนเป็นพยานบอกเล่าไม่ควรเชื่อโดยลาพังเพ่ือลงโทษจาเลยที่ ๒
แม้จะสอดคล้องกับคาเบิกความของพยานผ้จู บั กุม แตพ่ ยานผ้จู บั กมุ เป็นพยานบอกเล่าเช่นกัน
จึงไม่ทาให้พยานหลักฐานของโจทก์มีนา้ หนกั รับฟังได้แต่อย่างใด คดีนีโ้ จทก์อ้างว่าจาเลยท่ี ๑
กระทาความผิด กรณีไม่อาจสนั นิษฐานว่าจาเลยท่ี ๒ ซ่ึงเป็นภริยาของจาเลยที่ ๑ และอย่บู ้าน
เดียวกนั ร่วมกระทาความผิดด้วยโจทก์จะต้องนาพยานหลกั ฐานท่ีมีนา้ หนกั มาพิสูจน์ตอ่ ศาล แต่
โจทก์มีแตพ่ ยานบอกเลา่ จงึ ไมเ่ พียงพอท่ีจะลงโทษจาเลยท่ี ๒
ฎีกำท่ี ๙๒๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๙๖ คาให้การในชนั้ สอบสวนของจาเลยท่ีให้การวา่ เหตทุ ่ีจาเลย
ใช้เหล็กปลายแหลมแทงผ้เู สียหายเพราะจาเลยสืบทราบว่าผ้เู สียหายมีส่วนร่วมในการฆ่าญาติ
ของจาเลย เป็นพยานบอกเลา่ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานและไม่มีเหตเุ ข้าข้อยกเว้นให้
รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) (๒)
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๖/๕
ฎีกำท่ี ๑๕๖๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐ ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าท่ีนาสืบพยานหลกั ฐาน
ให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสยั ว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่นนั้ เม่ือพิจารณา
บนั ทึกคาเบิกความของผ้เู สียหายซงึ่ เป็นประจกั ษ์พยานได้ความทานองเดียวกนั ว่าเห็นเหตกุ ารณ์
ขณะท่ีคนร้ายใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายกบั ผ้ตู ายจดจาได้วา่ จาเลยเป็นคนร้ายท่ีขบั รถจกั รยานยนต์
และได้ชีจ้ าเลยในคดีอาญาหมายเลขดาที่ ๒๗๙/๒๕๔๗ ของศาลชัน้ ต้นด้วย แต่ก็เป็นการ
เบิกความในคดีอ่ืน ไม่ได้กระทาตอ่ หน้าจาเลยในคดีนี ้แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๕ ศาลอาจ
รับฟังคาเบกิ ความของพยานท่ีเบกิ ความไว้ในคดอี ื่นประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนในคดีได้ แตก่ ารที่
โจทก์และจาเลยแถลงยอมรับคาเบิกความของประจกั ษ์พยานโจทก์ทุกปาก แล้วโจทก์ไม่ติดใจ
นาประจักษ์พยานดังกล่าวเข้าสืบ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุใดประจักษ์พยานโจทก์
619
แตล่ ะปากจึงไมส่ ามารถมาเบกิ ความได้ จงึ ไมใ่ ชก่ รณีมีเหตจุ าเป็นหรือเหตสุ มควรที่ศาลอาจรับฟัง
บันทึกคาเบิกความของประจักษ์พยานทัง้ ห้าปากในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๒๗๙/๒๕๔๗
ของศาลชนั้ ต้น ประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนในชนั้ พิจารณาได้
ข้อสังเกต ตามมาตรา ๒๒๖/๕ ศาลอาจรับฟังคาเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่น
ประกอบพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ หมายถึงในคดีนี้ต้องมีพยานหลักฐานบางส่วนแล้วนา
คาเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอื่นมาประกอบ เมื่อคดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานเลย
ศาลฎีกาจึงวินิจฉยั ว่าไม่ใช่กรณีมีเหตุจาเป็นหรือเหตุสมควรที่ศาลอาจรับฟังบนั ทึกคาเบิกความ
ของประจกั ษ์พยานในคดีอืน่ มาประกอบพยานหลกั ฐานคดีนี้
ฎีกำท่ี ๗๗๔๕/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๙ คาเบิกความของ ว. และ ส. พยานโจทก์ใน
ชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องซึ่งศาลต้องบนั ทึกไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ วรรคหน่ึง เป็นพยานเอกสาร
อย่างหน่ึงซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่า จาเลยทัง้ สองมีผิดหรือบริสุทธิ์ โจทก์จึงชอบท่ีจะอ้ างเป็ น
พยานหลกั ฐานในการพิจารณาคดีได้ตามมาตรา ๒๒๖ แตใ่ นการสืบพยานโจทก์ในชนั้ พิจารณา
ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั ให้งดสืบ ว. และ ส. เนื่องจากความผิดของโจทก์ท่ีละเลยเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ใน
การส่งหมายเรียกให้พยานหรือนาพยานมาศาล จึงไม่ใช่กรณีมีเหตจุ าเป็นหรือเหตอุ นั สมควรที่
ศาลอาจรับฟังบนั ทกึ คาเบิกความของ ว. และ ส. ในชนั้ ไตส่ วนมลู ฟอ้ งประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืน
ในชนั้ พิจารณาได้ตามมาตรา ๒๒๖/๕
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๗ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๗๖๑๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๓๙ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า
จาเลยเป็นผ้รู ับซือ้ รถจกั รยานดงั กลา่ วไว้ด้วยตนเอง แตก่ ารกระทาความผดิ ฐานรับของโจรนนั้ ยาก
ท่ีจะนาสืบด้วยประจักษ์พยาน จึงจาเป็นต้องอาศยั เหตุผลจากกรณีแวดล้อมและพิรุธแห่งการ
กระทา รถจักรยานทัง้ ๒๔ คันยงั มีสภาพดีใช้งานได้ดีแต่ร้ านของจาเลยกลบั รับซือ้ ไว้ในราคา
กิโลกรัมละ ๑๕ บาท ลักษณะเหมือนกับการรับซือ้ เศษเหล็ก ทัง้ การรับซือ้ รถจักรยานทัง้ หมด
ก็มิได้เป็นการรับซือ้ ในคราวเดียวแต่เป็นการรับซือ้ หลายครัง้ หลายคราวต่างวาระกนั จาเลยเป็น
เจ้าของร้านรับซือ้ ของเก่า หากจาเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นแล้วย่อมเป็นการยากที่ อ. ลูกจ้าง
ของจาเลยจะกระทาได้โดยลาพงั
การที่จาเลยมีส่วนรู้เห็นในการรับซือ้ รถจกั รยานท่ี ส. ซงึ่ ขณะเกิดเหตอุ ายเุ พียง ๑๗ ปี กบั
พวกนาไปขายทงั้ หมดถงึ ๒๔ คนั โดยร้านของจาเลยรับซือ้ รถจกั รยานดงั กลา่ วไว้ในราคากิโลกรัม
620
ละ ๑๕ บาท ลกั ษณะเหมือนกบั การรับซือ้ เศษเหล็กทงั้ ท่ีรถจกั รยานดงั กลา่ วยงั มีสภาพดใี ช้งานได้
สอ่ แสดงให้เห็นพริ ุธแหง่ การกระทาที่ไมส่ จุ ริตของจาเลย ผดิ ปกตวิ ิสยั ของผ้มู ีวชิ าชีพในการค้าของ
เก่า พยานแวดล้อมกรณีของโจทก์มีเหตใุ ห้เช่ือได้วา่ จาเลยรับซือ้ รถจกั รยานของผ้เู สียหายโดยรู้วา่
เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์
ฎีกำท่ี ๖๔๗๒/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๔๙ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่ีว่าลายมือช่ือผ้ตู ้องหาใน
บนั ทกึ การจบั กมุ เปรียบเทียบกบั ลายมือช่ือของจาเลยแล้วไมใ่ ช่ลายมือช่ือของบคุ คลคนเดียวกนั
เป็นเพียงหลักฐานที่จะรับฟังประกอบดลุ พินิจในการชัง่ นา้ หนกั พยานหลกั ฐานเท่านนั้ มิใช่ว่า
ผ้เู ชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไร ศาลต้องรับฟังตามนนั้ เสมอไป เมื่อพยานหลกั ฐานอื่นของโจทก์มี
นา้ หนกั รับฟังได้ยิ่งกว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ความเห็นของผู้เช่ียวชาญซึ่งเป็นเพียงพยาน
ความเหน็ จงึ ไมม่ ีนา้ หนกั หกั ล้างพยานหลกั ฐานโจทก์ได้
ฎีกำท่ี ๑๙๙๘/๒๕๕๓ ฎ.๖๓๓ ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งที่ว่าจาเลยที่ ๑ ซือ้ ที่ดิน
พิพาทจากโจทก์หรือไม่ เป็นประเดน็ อนั เป็นข้อสาคญั แห่งคดี แตค่ าพิพากษาในคดีดงั กล่าวมีผล
ผกู พนั โจทก์และจาเลยที่ ๑ ซง่ึ เป็นคคู่ วามในคดีแพง่ เทา่ นนั้ ไม่อาจนาผลของคาวินจิ ฉยั ในคดแี พ่ง
มาผูกพันคาวินิจฉัยในคดีอาญาได้ คงเป็นพยานหลักฐานส่วนหน่ึงท่ีศาลในคดีอาญาจะต้อง
นามาชง่ั นา้ หนักประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์ว่ามีนา้ หนักให้รับฟังว่าจาเลยทงั้ สองได้
กระทาความผิดฐานเบกิ ความเทจ็ จริงหรือไม่
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๔๘๘๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๖๑ ในคดีความผิดฐานรับของโจรนนั้ โจทก์มีหน้าที่
ต้องนาสืบให้เหน็ วา่ จาเลยรับรถจกั รยานยนตข์ องกลางไว้โดยรู้วา่ เป็นทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทา
ความผิดฐานลกั ทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเม่ือจาเลยเป็นผ้คู รอบครองรถจกั รยานยนต์ของกลางและยึดถือ
กุญแจรถคนั ดงั กล่าวอยู่ จาเลยก็ต้องนาสืบแก้ตวั ว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทา
ความผิด เม่ือโจทก์นาสืบไม่ได้ว่าจาเลยรับรถจกั รยานยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มา
จากการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ ลาพงั คารับสารภาพของจาเลยในชนั้ จบั กมุ ซึ่งต้องห้ามมิให้
รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิจารณาพิพากษาคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ทงั้ ใน
คาให้การชัน้ สอบสวนของจาเลย จาเลยก็ไม่ได้ให้การรับสารภาพว่าได้รับรถจักรยานยนต์
ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ พยานหลกั ฐานโจทก์
จงึ ยงั มีข้อสงสยั อย่ตู ามสมควรว่าจาเลยกระทาความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์
621
แหง่ ความสงสยั นนั้ ให้จาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๓๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๙ คดนี ีเ้จ้าพนกั งานตารวจได้วางแผนลอ่ ซือ้ เมทแอมเฟ
ตามีนไว้ล่วงหน้าโดยจุดที่สิบตารวจโท ส. ประจกั ษ์พยานซุ่มดูการล่อซือ้ นัน้ ยังมีเจ้าพนกั งาน
ตารวจคนอื่นอยดู่ ้วย แตไ่ ม่ปรากฏว่าพนกั งานสอบสวนได้สอบคาให้การของเจ้าพนกั งานตารวจ
คนนนั้ ซึ่งเป็นพยานคไู่ ว้ด้วย ชนั้ พจิ ารณาโจทก์จงึ ไมไ่ ด้นาเจ้าพนกั งานตารวจพยานคมู่ าเบกิ ความ
สนบั สนุนสิบตารวจโท ส. ส่วนร้อยตารวจเอก อ. ไม่เห็นการล่อซือ้ เพียงแต่ได้รับคาบอกเล่ามา
จากสบิ ตารวจโท ส. อีกทอดหนง่ึ พยานปากนีร้ ับฟังได้เพียงวา่ สายลบั ลอ่ ซือ้ เมทแอมเฟตามีนจาก
ส. ได้ ๓๐ เม็ด ส่วนจะมีใครร่วมกระทาความผิดด้วยหรือไม่ พยานไมเ่ ห็น เมื่อฝ่ ายจาเลยทงั้ สอง
ถามค้านสิบตารวจโท ส. และร้อยตารวจเอก อ. เพ่ือค้นหาความจริง จงึ มีความยากลาบากย่ิง แม้
การนาพยานปากใดมาเบิกความเป็นดลุ พินิจของโจทก์ก็ตาม แต่หากทาให้จาเลยเสียเปรียบใน
การตอ่ ส้โู ดยไม่มีโอกาสท่ีจะพิสูจน์ความบริสทุ ธ์ิได้อย่างเต็มท่ีแล้ว กรณีไมอ่ าจรับฟังตามท่ีโจทก์
นาสืบได้ มิฉะนนั้ จะไมเ่ ป็นธรรมแก่จาเลย แม้ไม่ปรากฏวา่ สิบตารวจโท ส. และร้อยตารวจเอก อ.
มีสาเหตโุ กรธเคืองกบั จาเลยทงั้ สองมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าพยานจะไม่ปรักปราเสมอไป
พยานหลกั ฐานของโจทก์ที่นาสืบมาจงึ มีข้อสงสยั ตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสยั ให้
จาเลยทงั้ สองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๗๓๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๓๕ เครื่องจบั เท็จเป็นเพียงเคร่ืองมือทางวิทยาศาสตร์
ท่ีนาผลการตอบคาถามของจาเลยมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ แล้วประเมินผลจากการ
วิเคราะห์นนั้ ว่าจาเลยพูดจริงหรือพูดเท็จ อนั มีลักษณะเป็นเพียงความเห็นในทางวิชาการย่อม
ไม่อาจนามาพิสูจน์ทราบถึงข้ อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทาผิดของจาเลยเป็นท่ีแน่ชัดได้
ตา่ งกับการพิสจู น์ตวั บุคคลท่ีอาจพิสูจน์ทราบได้โดยอาศยั เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เม่ือโจทก์
และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบให้เห็นว่าจาเลยฆ่าผู้ตายประการใด ลาพัง
เครื่ องจับเท็จและความเห็นของผ้ ูชานาญ ด้ านเคร่ื องจับเท็จยังไม่อาจรับฟั งได้ โดยปราศจาก
ข้อสงสัยว่า จาเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนนั้ ให้แก่จาเลยตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๙/๑
คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท.๖๔๙/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๔๙ หนังสือผลการปฏิบัติงานและ
ประมวลผลการปฏิบตั งิ านของชดุ ปฏิบตั กิ ารตารวจชมุ ชนสัมพนั ธ์ สถานีตารวจนครบาลตลิ่งชนั ท่ี
622
จาเลยขอระบพุ ยานหลกั ฐานเพ่ิมเติม เป็นการแสดงถึงประวตั กิ ารทางานหรือคณุ ความดีท่ีผา่ นมา
ของจาเลยเพ่ือประกอบดลุ พินิจของศาลซ่ึงจาเลยมีสิทธิยื่นได้เสมอ อนุญาตให้จาเลยระบพุ ยาน
เพิ่มเตมิ และรับบญั ชีระบพุ ยานเพิ่มเติมท่ีจาเลยย่ืนในชนั้ ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๙/๑ วรรคสี่
คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท.๑๑๐๖/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๗๔ เอกสารที่จาเลยแนบมาท้าย
คาร้องขอสง่ หลกั ฐานเพิ่มเตมิ ในชนั้ ฎีกา เป็นสาเนาเอกสารเกี่ยวกบั การตรวจรักษาพยาบาลของ
บ. มารดาจาเลย และสาเนาเอกสารเก่ียวกับผู้ต้องหาอ่ืน ซ่ึงจาเลยประสงค์ขอให้ศาลนามาใช้
ประกอบดลุ พินิจกาหนดโทษจาเลยให้น้อยกว่าอตั ราโทษขนั้ ต่าที่กาหนดไว้ สาหรับความผิดของ
จาเลย มิใช่พยานหลกั ฐานเก่ียวกบั การกระทาผิด จึงมีเหตอุ นั สมควร อนญุ าตให้จาเลยอ้างสง่ ใน
ชนั้ ฎีกา
ฎีกำท่ี ๔๒๖๐/๒๕๔๘ ฎ.๒๑๑๘ การท่ีพนกั งานอยั การโจทก์จะนาพยานหลกั ฐานใด ๆ
มาสืบได้จะต้องยื่นบญั ชีระบพุ ยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๘ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕ เสียก่อน
การที่พนกั งานอัยการประจาศาลที่มีการส่งประเด็นมาสืบซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์นาสรรพเอกสาร
ที่อ้างไว้ในคดีอ่ืนมาสืบในคดีนีโ้ ดยผิดหลง จึงมีผลเท่ากับนาพยานหลกั ฐานท่ีมิได้ยื่นบญั ชีระบุ
พยานไว้มาสืบ เป็นการฝ่ าฝืนตอ่ บทบญั ญัตดิ งั กลา่ วอนั ถือได้วา่ เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณา
ผิดระเบียบ ซึ่งศาลมีอานาจท่ีจะสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนัน้ ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗
ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
การสืบ อ. พยานโจทก์เม่ือวนั ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นกระบวนพิจารณาที่ดาเนินไป
โดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย และถกู ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ เพิกถอนแล้ว ยอ่ มมีผลเป็นการลบล้างการสืบ
อ. และทาให้โจทก์กลบั คืนเข้าส่ฐู านะเดมิ เสมือนหนึง่ มไิ ด้มีการสืบ อ. ในวนั นนั้ เลย โจทก์จงึ มีสิทธิ
นา อ. ตามท่ีได้ยื่นบญั ชีระบุพยานไว้เข้าสืบในวนั ที่ ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๔๒ ได้โดยชอบ ไมเ่ ป็นการ
ดาเนินกระบวนพจิ ารณาซา้ เพราะการสืบ อ. ถกู เพิกถอนไปแล้ว
ข้อสังเกต ฎีกานี้ตดั สินตามกฎหมายเดิม การยื่นบญั ชีระบพุ ยานตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แยก
เป็น ๒ คือ กรณีมีการตรวจพยานหลกั ฐานเป็ นไปตามมาตรา ๑๗๓/๑ และกรณีไม่มีการตรวจ
พยานหลกั ฐานเป็นไปตามมาตรา ๒๒๙/๑
กรณีมีการตรวจพยานหลกั ฐาน ก่อนวนั ตรวจพยานหลกั ฐานไม่นอ้ ยกว่าเจ็ดวนั ให้ค่คู วาม
ยื่นบญั ชีระบุพยานต่อศาลพร้อมสาเนาเพื่อให้คู่ความฝ่ ายอื่นรับไปจากเจ้าพนกั งานศาลและ
ถ้าคู่ความฝ่ ายใดมีความจานงจะยืน่ บญั ชีระบพุ ยานเพิ่มเติม ให้ยืน่ ต่อศาลก่อนการตรวจพยาน
หลกั ฐานเสร็จส้ินตามมาตรา ๑๗๓/๑ วรรคสอง
กรณีไม่มีการตรวจพยานหลกั ฐาน ในการไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณา โจทก์ต้องยื่น
623
บญั ชีระบพุ ยานหลกั ฐานไม่น้อยกว่าสิบหา้ วนั ก่อนวนั ไต่สวนมูลฟ้องหรือวนั สืบพยาน ส่วนจาเลย
ให้ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานพร้อมสาเนาก่อนวันสืบพยานจาเลยตามมาตรา ๒๒๙/๑
วรรคหน่ึง
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓๒
ฎีกำท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๖๐ ผู้เสียหายทาร้ ายผู้ตายโดยใช้ไม้ตีแขนขาผู้ตาย
ก็เนื่องจากถกู จาเลยบงั คบั ให้ตี เม่ือผ้เู สียหายไมต่ ีผ้ตู าย จาเลยก็ตีผู้เสียหายทาให้ผ้เู สียหายได้รับ
บาดเจ็บมีรอยชา้ บวมท่ีใบหน้า ศีรษะ แขน และขา การที่ผู้เสียหายตีผู้ตายดงั กล่าวเป็นเพราะ
อยู่ภายใต้อานาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขดั ขืนได้ ผู้เสียหายจึงมิได้ร่วมกระทาความผิด
กบั จาเลย จงึ มใิ ชก่ รณีที่โจทก์อ้างจาเลยเป็นพยานอนั จะต้องห้ามมใิ ห้รับฟังตามมาตรา ๒๓๒
ฎีกำท่ี ๙๖๙/๒๕๕๗ ฎ.๓๒๘ แม้โจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ฐานเข้าร่วมชลุ มุนตอ่ สู้
ระหว่างบุคคลตัง้ แต่สามคนขึน้ ไปและบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย และบุคคลหน่ึง
บุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส และฟ้องจาเลยท่ี ๑๑ ถึงที่ ๑๔ ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
ฐานเข้าร่วมชลุ มนุ ตอ่ ส้รู ะหวา่ งบคุ คลตงั้ แตส่ ามคนขนึ ้ ไปและบคุ คลหนึง่ บคุ คลใดถงึ แกค่ วามตาย
และบุคคลหน่ึงบุคคลใดได้รับอนั ตรายสาหสั แต่ก็เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐
และจาเลยท่ี ๑๑ ถึงท่ี ๑๔ แต่ละฐานความผิดโดยถือเป็นคคู่ วามคนละฝ่ ายต่างคนต่างทา มิใช่
ผ้รู ่วมกระทาความผดิ ด้วยกนั คาเบกิ ความของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ท่ียืนยนั วา่ จาเลยท่ี ๑๒ และท่ี
๑๓ กบั พวกใช้อาวุธปืนคนละกระบอกยิงจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๑๐ ที่บ้านของผ้เู สียหายในวนั เกิดเหตุ
จึงไม่ใช่คาซัดทอดในระหว่างผู้ร่วมกระทาความผิดด้วยกัน จึงนามารับฟังเพ่ือหักล้างพยาน
หลักฐานของโจทก์และพยานหลักฐานของจาเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ได้ว่าจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๑๐
ไม่ได้กระทาความผิดเน่ืองจากจาเลยที่ ๑๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นฝ่ ายใช้อาวุธปืนยิงจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐
ก่อน อนั เป็นการกระทาละเมิดต่อกฎหมาย จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐ ย่อมมีสิทธิปอ้ งกัน โดยเข้าต่อสู้
กับจาเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ กับพวก เพ่ือไม่ให้จาเลยที่ ๑๒ และท่ี ๑๓ กับพวกใช้อาวุธปืนยิง
จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ได้อีก เมื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ โดย
เห็นว่า การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๑๐ เป็ นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์
ไม่อทุ ธรณ์ คดีสาหรับจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๑๐ จึงเป็นอนั ฟังยตุ ติ ามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นว่า จาเลย
ที่ ๑ ถึงท่ี ๑๐ ไม่ได้กระทาความผิดตามฟ้อง จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ จึงอย่ใู นฐานะเป็นผ้เู สียหาย
ในความผิดที่โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๑๒ และที่ ๑๓ กับพวกฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืน ดงั นนั้ ศาลย่อม
นาคาเบกิ ความของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซง่ึ มีถ้อยความตรงกบั คาให้การในชนั้ สอบสวนของจาเลย
624
ที่ ๑ ถึงท่ี ๓ มารับฟังประกอบพยานหลกั ฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจาเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ได้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓๓
ฎีกำท่ี ๙๖๐/๒๕๕๙ คาเบิกความของจาเลยตอบโจทก์ถามค้านว่าเคยถกู ศาลพิพากษา
ลงโทษจาคกุ มาก่อน ยอ่ มใช้ยนั จาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคสอง ข้อเท็จจริงจงึ ฟังได้
วา่ จาเลยได้รับโทษจาคกุ มากอ่ น
ฎีกาของจาเลยที่ว่า การท่ีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จาเลยได้รับโทษจาคุกมาก่อนตาม
คาเบิกความของจาเลยเป็นการพิพากษาเกินคาขอ ต้องการให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลย
ไม่เคยต้องโทษจาคุกมาก่อน เพื่อจะได้วินิจฉัยว่ามีเหตุท่ีจะรอการลงโทษจาคุกให้แก่จาเลย
หรือไม่ เป็นฎีกาท่ีบิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่เป็นสาระแก่คดี
อนั ควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา
๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓๗
ฎีกำท่ี ๓๕-๓๖/๒๕๓๖ คาเบิกความของโจทก์ในชนั้ ไตส่ วนมลู ฟอ้ ง มิใชเ่ ป็นคาเบกิ ความ
ในชัน้ พิจารณา และพยานเอกสารก็ส่งไว้ ในชัน้ ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ หาได้อ้างส่งศาลในชัน้
พิจารณาไม่ จงึ ไมช่ อบท่ีจะรับฟังพยานหลกั ฐานดงั กลา่ วในชนั้ พจิ ารณา
ข้อสังเกต มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ในกรณีที่คู่ความตกลงกนั ศาลอาจอนญุ าตให้
ถือเอาบนั ทึกคาเบิกความพยานในชน้ั ไต่สวนมูลฟอ้ งเป็นคาเบิกความในชนั้ พิจารณา โดยพยาน
ไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคาถามค้านของจาเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ใน
ข้อหาความผิดที่กฎหมายกาหนดอตั ราโทษอย่างต่าจาคุกตง้ั แต่ห้าปี ข้ึนไปหรือโทษสถานที่หนกั
กว่านน้ั
การพิจารณาของศาลชนั้ ต้นต้องพิจารณาโดยเปิ ดเผยต่อหน้าจาเลยตามมาตรา ๑๗๒
ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ก่อนที่ศาลประทบั ฟ้อง มิให้ถือว่าจาเลยอยู่ในฐานะเช่นนนั้ ตามมาตรา
๑๖๕ วรรคสาม ดงั นน้ั การไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็ นโจทก์ จาเลยจึงยงั ไม่มีฐานะเป็ น
จาเลย จึงไม่อาจถือว่าการเบิกความในชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องเป็นการพิจารณาต่อหน้าจาเลย เมื่อมี
การไต่สวนมูลฟ้องเสร็จแล้ว ศาลมีคาสงั่ ประทบั ฟ้อง และเรียกให้จาเลยมาสอบคาให้การ หาก
จาเลยใหก้ ารปฏิเสธ โจทก์ก็ตอ้ งสืบพยานอีกคร้ังหน่ึง หากไม่สืบพยาน ผลก็จะเป็นไปตามฎีกาที่
625
๓๕-๓๖/๒๕๓๖ ซ่ึงเป็นไปตามหลกั การพิจารณาคดีตอ้ งทาต่อหนา้ จาเลย
หากเคร่งครัดในเรื่องการพิจารณาคดีต้องทาต่อหน้าจาเลย โจทก์ต้องมาเบิกความ
ต่อศาล ๒ คร้ัง คือในชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องและในชนั้ พิจารณา เป็ นการทางาน ๒ ครั้ง ดงั นน้ั หาก
เป็นคดีทีโ่ ทษไม่สงู นกั ไม่ตอ้ งเคร่งครัดในเรื่องการพิจารณาคดีต้องทาต่อหน้าจาเลย หากคู่ความ
ตกลงกนั ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบนั ทึกคาเบิกความพยานในชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องเป็ นคาเบิก
ความในชนั้ พิจารณา โดยพยานไม่ตอ้ งเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคาถามคา้ นของ
จาเลยไปทนั ทีได้ จึงเป็นที่มาของมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ที่แกไ้ ขใหม่ แต่มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง
ที่แก้ไขใหม่ มีเงื่อนไขคือ ๑. คู่ความต้องตกลงกันทุกฝ่ าย ๒. ศาลอนุญาต ๓. ต้องไม่ใช่คดี
ที่มีข้อหาความผิดที่กฎหมายกาหนดอัตราโทษอย่างต่าจาคุกต้ังแต่ห้าปี ขึ้นไปหรือโทษสถาน
ที่หนกั กว่านน้ั ต้องเข้าเงื่อนไขท้ังสามประการ จึงจะขอถือเอาบนั ทึกคาเบิกความพยานในช้ัน
ไต่สวนมูลฟ้องเป็ นคาเบิกความในช้ันพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่ หรือให้พยาน
เบิกความตอบคาถามค้านของจาเลยไปทนั ทีได้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓๗ ทวิ
ฎีกำท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๖๐ คาเบิกความของผ้เู สียหายและ ว. ซึ่งศาลชนั้ ต้นให้
สืบพยานไว้ก่อนในคดีอาญาอีกสานวนหนึ่งซง่ึ พวกของจาเลยร่วมกระทาความผิดกบั จาเลยในคดี
นีถ้ ูกฟ้องเป็นจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ ในคดีดังกล่าว คดีนีแ้ ละคดีดงั กล่าวจึงเป็นคดีเดียวกัน แต่ท่ี
พนกั งานอยั การต้องแยกฟ้องเป็น ๒ คดี เนื่องจากจบั จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ ได้ก่อน ส่วนจาเลยเพ่ิง
จบั ได้ในภายหลงั เพราะจาเลยหลบหนี ดงั นนั้ ศาลจึงรับฟังคาเบิกความของผ้เู สียหายและ ว. ท่ี
ได้เบกิ ความไว้ในคดดี งั กลา่ ว ในการพิจารณาคดนี ีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า
ฎีกำท่ี ๕๖๗๑/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๓๒ โจทก์ย่ืนคาร้ องขอให้สืบพยานไว้ก่อนโดย
คาร้องอ้างเหตถุ กู ต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ ทวิ ศาลชนั้ ต้นดาเนินการสืบพยานให้และเห็นว่า
ไม่อาจตงั้ ทนายความให้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ได้ทนั จึงชอบด้วยเหตผุ ล ทงั้ ตามรายงานกระบวน
พิจารณาของศาลชัน้ ต้นท่ีทาในวันนัน้ ปรากฏว่าศาลชัน้ ต้นได้แจ้งให้จาเลยทัง้ สี่ทราบและ
ให้โอกาสซักถามพยานได้ ซึ่งจาเลยทัง้ สี่ไม่คดั ค้าน โดยจาเลยที่ ๑ เองก็ได้ซกั ถามพยานด้วย
แตจ่ าเลยอ่ืนไม่ติดใจถามค้านตามบนั ทึกท้ายคาเบิกความ ส่วนที่ศาลชนั้ ต้นไม่ซกั ถามพยานนนั้
เป็นดลุ พินิจท่ีทาได้โดยชอบ หากเห็นวา่ คาเบิกความชดั เจนแล้ว ดงั นีก้ ารสืบพยานปากผ้เู สียหาย
ไว้ก่อนฟอ้ งคดขี องศาลชนั้ ต้นจงึ ชอบแล้ว
626
ฎีกำท่ี ๓๕๔๑-๓๕๔๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ ทวิ เป็นบทบญั ญัติ
ในหมวด ๒ พยานบคุ คลท่ีกาหนดให้ศาลชนั้ ต้นที่ได้รับคาร้องจากพนกั งานอยั การหรือพนกั งาน
สอบสวนให้สืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีตอ่ ศาล เม่ือมีเหตจุ าเป็นอ่ืนอนั เป็นการยากแก่การนาพยาน
นัน้ มาสืบในภายหน้า เช่น อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึน้ แก่ผู้เสียหาย หรือมีเหตุจูงใจ
บางอย่างท่ีจะทาให้ผู้เสียหายไม่สามารถมาเบิกความเป็นพยานในภายหน้าได้ เป็นต้น การ
สืบพยานดงั กล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง และคดีนีป้ รากฏว่าในวันนัด
สืบพยานก่อนฟ้องคดีตอ่ ศาล พนกั งานอยั การได้แจ้งวนั นดั สืบพยานให้จาเลยท่ี ๓ ทราบแล้ว แต่
จาเลยที่ ๓ ไม่มาศาลและไม่แต่งตัง้ ทนายความ แสดงว่าจาเลยท่ี ๓ ไม่ติดใจที่จะถามค้าน
ผ้เู สียหาย การสืบพยานผ้เู สียหายก่อนฟ้องคดีตอ่ ศาลจงึ ชอบด้วยกฎหมาย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓๘
ฎีกำท่ี ๔๓๑๑/๒๕๕๗ ฎ.๑๐๖๕ หนงั สือแตง่ ตงั้ ตวั แทนปลอมท่ีโจทก์ส่งตอ่ ศาล ปรากฏ
วา่ ร้อยตารวจเอก ท. พนกั งานสอบสวนลงลายมือชื่อไว้ แสดงวา่ ได้รับรองสาเนาเอกสารวา่ ถกู ต้อง
แล้ว เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงวา่ สาเนาเอกสารนนั้ ไม่ตรงกบั ต้นฉบบั ทงั้ จาเลยท่ี ๓ ไม่ได้โต้แย้ง
คดั ค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังสาเนาหนังสือแตง่ ตงั้ ตวั แทนปลอมนนั้ ได้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๓๘
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔๑
ฎีกำท่ี ๖๗๔๔/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๗ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๑ เป็นบทบญั ญัตสิ าหรับ
วิธีการสืบพยานวตั ถุหาใช่บทบงั คบั ให้สืบพยานวัตถุเสมอไปไม่ หากศาลเห็นว่าไม่จาเป็นต้อง
ตรวจดพู ยานวตั ถกุ ็อาจใช้ดลุ พินจิ ไมต่ รวจดไู ด้ คดีนีโ้ จทก์อ้างสง่ สาเนาภาพถ่ายธนบตั รท่ีใช้ลอ่ ซือ้
ซึ่งมีความชดั เจนสามารถตรวจดลู กั ษณะและหมายเลขธนบตั รได้โดยง่าย ทงั้ จาเลยไม่ได้โต้แย้ง
ความไม่ถูกต้องของสาเนาภาพถ่ายธนบตั รที่ใช้ล่อซือ้ แตอ่ ย่างใด ศาลจึงรับฟังสาเนาภาพถ่าย
ธนบตั รที่ใช้ลอ่ ซือ้ ประกอบพยานบคุ คลและพยานเอกสารอ่ืน ๆ เพื่อเป็นหลกั ฐานในคดีได้
___________________________
627
บรรณำนุกรม
จิตติ ติงศภทั ิย์. กฎหมำยอำญำ ภำค ๑. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๑ กรุงเทพ : สานกั อบรมศกึ ษากฎหมาย
แหง่ เนตบิ ณั ฑติ ยสภา, ๒๕๕๕
จิตติ ติงศภัทิย์. กฎหมำยอำญำ ภำค ๒ ตอน ๑. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๘ กรุงเทพ : สานกั อบรมศึกษา
กฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑิตยสภา, ๒๕๔๘
จิตติ ติงศภทั ิย์. กฎหมำยอำญำ ภำค ๒ ตอน ๒ และภำค ๓. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๗ กรุงเทพ : สานกั
อบรมศกึ ษากฎหมายแหง่ เนตบิ ณั ฑิตยสภา, ๒๕๕๓
เกียรติขจร วจั นะสวัสด์ิ. คำอธิบำยหลักกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ. พิมพ์ครัง้ ที่ ๗
กรุงเทพ, ๒๕๕๓
เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ด,์ิ คำอธิบำยกฎหมำยอำญำ ภำค ๑. พิมพ์ครัง้ ที่ ๑๐ กรุงเทพ, ๒๕๕๑
เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ด,์ิ กฎหมำยอำญำภำคควำมผิด เล่ม ๒. พมิ พ์ครัง้ ที่ ๖ กรุงเทพ, ๒๕๕๗
สานกั วิชาการศาลยุติธรรม. ข้อพิจำรณำประกอบพระรำชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ (ฉบับท่ี ๒๔) พ.ศ.๒๕๔๘ กำรดำเนินคดีแพ่งท่ี
เก่ียวเน่ืองกับคดอี ำญำ. กรุงเทพ, ๒๕๔๙
628
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
629
สมชำย พงษ์พัฒนำศลิ ป์
นิตศิ ำสตรบัณฑติ (เกียรตินิยม) ธรรมศำสตร์ (๒๕๓๓)
เนตบิ ัณฑติ ไทย สมัยท่ี ๔๔ (๒๕๓๕)
ทนำยควำม ๒๕๓๕-๒๕๓๗
ผู้พพิ ำกษำศำลยตุ ธิ รรม ๒๕๓๗-๒๕๕๘
ผู้ช่วยเลขำธิกำร
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำกับหลักทรัพย์และตลำดหลักทรัพย์
กรรมกำรเนตบิ ัณฑติ ยสภำ
อำจำรย์ผู้บรรยำยทบทวนวชิ ำกฎมำยอำญำ
และวชิ ำกฎหมำยวธิ ีพจิ ำรณำควำมแพ่ง
สำนักอบรมศกึ ษำกฎหมำยแห่งเนตบิ ัณฑติ ยสภำ
อำจำรย์พเิ ศษสถำบันส่งเสริมงำนสอบสวน
สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ