201
ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม กาหนดให้ผ้กู ระทาละเมิดในกรณีทาให้เขาถึงตายรับผิด
ตอ่ บคุ คลท่ีต้องขาดไร้อปุ การะเฉพาะท่ีผ้ตู ายมีหน้าที่อปุ การะตามกฎหมายเท่านนั้ แตโ่ จทก์ร่วม
เป็นบตุ รของผ้ตู ายกบั ป. ซง่ึ ป. ให้การชนั้ สอบสวนว่า ผ้ตู ายกบั ป. ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกนั แม้
ผ้ตู ายแจ้งการเกิดของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้ตาย และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่า
ผ้ตู ายยินยอมให้โจทก์ร่วมใช้ช่ือสกุลอนั ถือว่าโจทก์ร่วมเป็นบุตรนอกกฎหมายท่ีบิดารับรองแล้ว
ตามมาตรา ๑๖๒๗ ก็ตาม แตต่ ามมาตรา ๑๕๖๓ และมาตรา ๑๕๖๔ ท่ีบญั ญัติให้บุตรและบิดา
จาต้องอปุ การะเลีย้ งดกู นั นนั้ หมายถึงบุตรและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเทา่ นนั้ ไมม่ ีบทบญั ญัติ
กาหนดสิทธิและหน้าท่ีให้บิดาจาต้องอปุ การะเลีย้ งดบู ตุ รนอกกฎหมาย ดงั นนั้ แม้โจทก์ร่วมซงึ่ เป็น
บตุ รนอกกฎหมายท่ีบิดารับรองแล้วจะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้ แตก่ ็ไม่มี
สิทธิเรียกคา่ อปุ การะเลีย้ งดจู ากบิดา โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจาเลยซึ่ง
เป็นผ้กู ระทาละเมิดให้บิดาของตนถึงแก่ความตายได้ คงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเก่ียวกับ
การปลงศพและค่าเสียหายแก่รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ซึ่งเป็ นสิทธิของผู้ท่ีเป็ นทายาท
จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทาละเมิดทาให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านนั้ ปัญหาดงั กล่าวเป็น
ข้อกฎหมายอนั เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จาเลยไมไ่ ด้ให้การต่อสู้ ศาลฎีกา
ก็เห็นสมควรยกขึน้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา
๒๔๗ กบั ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๐
ฎีกำท่ี ๑๔๙๑๕/๒๕๕๗ ฎ.๒๘๗๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานกระทาโดย
ประมาทและการกระทานนั้ เป็นเหตใุ ห้ผ้อู ่ืนรับอนั ตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ ผ้เู สียหาย
ทงั้ สองมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตไุ ด้รับอนั ตรายแก่ร่างกายหรือได้รับความ
เสียหายในทางทรัพย์สินอนั เนื่องมาจากการกระทาความผิดของจาเลย ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
วรรคหนึ่ง บญั ญัติให้อานาจผ้เู สียหายท่ีจะยื่นคาร้องขอต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บงั คบั
จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนแก่ตนได้และมาตรา ๔๔ วรรคสอง บญั ญัตวิ า่ คาพิพากษาในส่วน
ที่เรียกทรัพย์สินหรือราคาให้รวมเป็นส่วนหน่ึงแห่งคาพิพากษาในคดีอาญาโดยไม่ได้บญั ญัติให้
คานึงว่าผู้เสียหายจะเรียกร้ องค่าสินไหมทดแทนมากน้ อยเพียงใด แม้ ค่าสินไหมทดแทน
ท่ีผู้เสียหายทัง้ สองเรียกจากจาเลยมีทุนทรัพย์เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซ่ึงเกินอานาจพิจารณา
พิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) ก็ตาม
ผ้พู ิพากษาคนเดยี วยอ่ มมีอานาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีสว่ นแพง่ ได้
ฎีกำท่ี ๘๑๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑ กรณีผู้เสียหายยื่นคาร้ องขอให้จาเลยชดใช้ค่า
202
สินไหมทดแทนนัน้ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสาคัญบ่งชีว้ ่าวิธี
พิจารณาความแพ่งเช่นว่านีต้ ้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่
เก่ียวเน่ืองกบั คดีอาญาทว่ั ไปดงั ท่ีบญั ญัติไว้ในมาตรา ๔๐ นน่ั เอง ดงั นนั้ ในการพิพากษาคดีสว่ น
แพ่ง ศาลจงึ อย่ใู นบงั คบั ต้องมีคาพิพากษาสง่ั ในเรื่องความรับผิดในชนั้ ท่ีสดุ แห่งคา่ ฤชาธรรมเนียม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑ ประกอบมาตรา ๑๖๗ เพราะแม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ คาร้องขอ
ตามมาตรา ๔๔/๑ ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๘ บญั ญัติว่า
"ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทัง้ หมด หรือแต่
บางส่วนของคคู่ วามทงั้ สองฝ่ าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องคา่ ฤชาธรรมเนียม โดยสงั่ ให้คคู่ วามอีก
ฝ่ายหนงึ่ นนั้ ชาระตอ่ ศาลในนามของผ้ทู ี่ได้รับยกเว้นคา่ ธรรมเนียมศาลซง่ึ คา่ ธรรมเนียมศาลที่ผ้นู นั้
ได้รับยกเว้นทัง้ หมดหรือแต่บางส่วนตามท่ีศาลเห็นสมควร" และแม้ คาว่า "ผู้ได้รับยกเว้น
คา่ ธรรมเนียมศาล" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๘ เป็นบทบญั ญัติตอ่ เน่ืองมาจากหลกั เกณฑ์การขอ
ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อส้คู ดีตามมาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖/๑ และมาตรา
๑๕๗ ก็ตาม แต่ก็ต้องนามาใช้บังคับแก่กรณีท่ีผู้เสียหายใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
ย่ืนคาร้องขอให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนเองอนั เป็นคดีส่วนแพ่ง ซ่ึงมาตรา ๔๔/๑
วรรคสอง บญั ญตั ิให้ถือวา่ คาร้องดงั กล่าวเป็นคาฟ้องตาม ป.ว.ิ พ. และผ้เู สียหายอย่ใู นฐานะโจทก์
ในคดีสว่ นแพง่ นนั้ ด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอยา่ งยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔ วรรคสอง
ศาลจงึ ต้องพพิ ากษาเรื่องคา่ ฤชาธรรมเนียมในสว่ นแพง่ ด้วย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๖
เป็ นคดแี พ่งท่เี ก่ียวเน่ืองกับคดีอำญำหรือไม่
ฎีกำท่ี ๓๖๖๓/๒๕๕๑ ฎ.๑๒๗๖ คดีแพง่ เร่ืองใดจะเป็นคดีแพ่งท่ีเกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา
หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศยั มูลมาจากการกระทาความผิดในทาง
อาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศยั ก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา การท่ีโจทก์ฟ้องขบั ไล่จาเลยเพื่อ
บงั คับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งอันสืบเน่ืองมาจากการกระทาความผิดอาญาฐานบุกรุกของ
จาเลย จงึ เป็นคดแี พง่ ท่ีเกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญา
การนาข้อเท็จจริงจากคาพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดสี ว่ นแพง่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๔๖ นนั้ จะต้องประกอบด้วยหลกั เกณฑ์ ๓ ประการ กล่าวคือ คาพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด
ข้อเท็จจริงนนั้ เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉยั ไว้โดยชดั แจ้ง และผ้ทู ่ีถกู ข้อเท็จจริง
203
ในคดีอาญามาผกู พนั ต้องเป็นคคู่ วามเดียวกบั ในคดีอาญา
ฎีกำท่ี ๕๖๗๗/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๙๔ การพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของ
กฎหมายให้ศาลจาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอ่ืนดงั เช่น
คดีแพ่งเก่ียวเน่ืองกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ไม่ แม้โจทก์ทัง้ สามกับบริษัท ส. ซึ่งมี
จาเลยเป็นกรรมการผ้จู ดั การเป็นคคู่ วามเดยี วกนั และพยานหลกั ฐานของจาเลยจะเป็นชดุ เดยี วกนั
กบั ที่จาเลยเคยอ้างและนาสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้
ดลุ พินิจวินิจฉัยชง่ั นา้ หนกั พยานหลกั ฐานทงั้ ปวง จะไมพ่ ิพากษาลงโทษจาเลยจนกว่าจะแนใ่ จว่า
มีการกระทาความผิดจริง และจาเลยเป็นผู้กระทาความผิด การที่ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉัยคดีนีโ้ ดย
ฟังข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาคดีก่อนซ่ึงถึงท่ีสุด โดยมิได้วินิจฉัยตาม
พยานหลักฐานท่ีปรากฏในสานวนคดีนี ้จึงเป็นการไม่ชอบ และขดั ต่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๕)
และมาตรา ๒๒๗
ฎีกำท่ี ๑๗๐๓/๒๕๕๘ ฎ.๓๖๗ ความเห็นของพนกั งานสอบสวนไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามที่
ปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลไมต่ ้องถือข้อเท็จจริงตาม
ความเห็นของพนกั งานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖
ฎีกำท่ี ๕๗๘๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๗๐ การฟ้องผ้สู มคั รรับเลือกตงั้ ผ้ถู กู เพิกถอนสิทธิ
เลือกตงั้ ให้รับผิดคา่ เสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตงั้ ใหม่ตามมาตรา ๙๙ วรรคหน่ึง แห่ง
พ.ร.บ. การเลือกตัง้ สมาชิกสภาท้ องถ่ินหรือผู้บริหารท้ องถ่ินฯ นัน้ เป็ นการฟ้องให้ ผู้สมัคร
รับเลือกตงั้ รับผิดในทางแพ่งที่มีเหตมุ าจากการที่ผ้สู มคั รรับเลือกตงั้ ฝ่ าฝืนมาตรา ๕๗ จนเป็นเหตุ
ให้คณะกรรมการการเลือกตงั้ มีคาสง่ั ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตงั้ และให้เลือกตงั้ ใหมต่ ามมาตรา ๙๗
วรรคหนึ่ง ส่วนการที่ผู้สมัครรับเลือกตงั้ ที่กระทาการฝ่ าฝืนมาตรา ๕๗ ต้องรับโทษทางอาญา
ตามที่บญั ญัติไว้ในมาตรา ๑๑๘ ด้วยนนั้ เป็นกรณีที่กฎหมายบญั ญัติไว้อีกส่วนหนึ่ง ซ่ึงในการ
พิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลหาจาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญา
ตามที่บญั ญตั ไิ ว้ในมาตรา ๔๖ แหง่ ป.วิ.อ. แตอ่ ยา่ งไรก็ตามในการพจิ ารณาพิพากษาคดสี ว่ นแพ่ง
ดงั กล่าวเม่ือจาเลยให้การปฏิเสธความรับผิด จาเลยมีสิทธินาสืบถึงข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา
หักล้ างข้อกล่าวหาของโจทก์ได้ และศาลย่อมใช้ ดุลยพินิจรับฟั งพยานหลักฐานดังกล่าว
ประกอบการพิจารณาได้
ข้อสังเกต คดีนี้เป็ นการฟ้องคดีแพ่งกับผู้สมัครรับเลือกตงั้ ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตง้ั ให้รับผิด
ค่าเสียหายที่เป็ นค่าใช้จ่ายในการเลือกตัง้ ใหม่ ศาลฎีกาตดั สินว่าไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ
คดีอาญา แต่ถ้าผู้สมคั รรับเลือกตง้ั ในเขตเลือกตง้ั ที่มีการกระทาความผิดตาม พ.ร.บ. นี้เกิดข้ึน
204
ตอ้ งการฟ้องเป็นคดีอาญา ผูส้ มคั รรับเลือกตงั้ ในเขตเลือกตง้ั ทีม่ ีการกระทาความผิดเป็นผูเ้ สียหาย
ตาม ป.วิ.อ. จึงเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็ นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐
(ฎีกาที่ ๒๖๗/๒๕๕๗)
ฎีกำท่ี ๔๐๐๙/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๑๙ คดกี ่อนโจทก์ฟ้องจาเลยร่วมและ ป. เป็นจาเลย
ในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยกฟ้องโดยให้เหตผุ ลวา่ พยานโจทก์ไม่มีนา้ หนกั ให้รับฟังได้ว่าจาเลยเป็นผ้กู ระทาความผิด แตใ่ น
คดีแพง่ นีโ้ จทก์ฟอ้ งเรียกเงินตามสญั ญาฝากทรัพย์ แล้วจาเลยย่ืนคาร้องขอให้ศาลเรียกจาเลยร่วม
เข้ามาในคดตี าม ป.วิ.พ. เมื่อสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีนีไ้ มต่ ้องอาศยั มลู ความผิดทางอาญาฐาน
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม คดีนีจ้ งึ มิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา เพราะคดีแพง่
เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานัน้ หมายความถึงการที่จาเลยไปกระทาความผิดในทางอาญาและ
ก่อให้เกิดความเสียหายในทางแพ่งเก่ียวพันกันโดยตรงขึน้ มา ดังนัน้ เมื่อคดีนีม้ ิใช่คดีแพ่ง
เก่ียวเน่ืองกบั คดอี าญาแล้ว จงึ ไมจ่ าต้องฟังข้อเทจ็ จริงในสว่ นอาญามาผกู พนั ทางแพง่
ฎีกำท่ี ๖๔๐๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๓ คดีอาญาท่ีจาเลยถกู ฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์เป็น
ผ้เู สียหายกล่าวหาวา่ จาเลยปลอมลายมือช่ือโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงในบนั ทึกถ้อยคา
แล้วนาไปแสดงตอ่ เจ้าหน้าที่ที่ดินเพ่ือดาเนินการออกใบจองให้จาเลย อนั เป็นการปลอมและใช้
เอกสารปลอม ส่วนคดีนีโ้ จทก์ขอให้เพิกถอนใบจองท่ีออกทับที่ดินของโจทก์ สิทธิการฟ้องคดีนี ้
จึงไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม กรณีจึงไม่ใช่คดีแพ่ง
เกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญาท่ีศาลจาต้องถือข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๔๖
ฎีกำท่ี ๒๒๙๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๓๙ โจทก์เคยฟ้องจาเลยทงั้ สองตอ่ ศาลชนั้ ต้นเป็น
คดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี ้ศาลชนั้ ต้นไต่สวนมลู ฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องจาเลยท่ี ๒
โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจาเลยท่ี ๒ กระทาโดยรู้หรือ
สมคบกบั จาเลยที่ ๑ ในการกระทาความผดิ และคดีสว่ นอาญาของจาเลยที่ ๒ ถึงท่ีสดุ แล้ว การท่ี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ อนั เป็นสทิ ธิเรียกร้องท่ีไมต่ ้องอาศยั
มูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี ้ จึงไม่ใช่คดีแพ่งท่ีเกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญาท่ี
จะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดอี าญา
ฎีกำท่ี ๒๗๘๓/๒๕๕๔ ฎ.๑๑๒๙ คดีส่วนอาญา จาเลยที่ ๑ ถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทา
ความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ส่วนคดีนีโ้ จทก์ฟ้องให้จาเลยท่ี ๑
รับผิดใช้เงินตามเช็ค อันเป็นสิทธิเรียกร้ องที่ไม่ต้องอาศยั มูลความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ .
205
วา่ ด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค จึงไมใ่ ช่คดีแพ่งท่ีเกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา จะนาบทบญั ญัติ
แหง่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ มาใช้บงั คบั ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๑๑๔๔-๑๑๔๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๕๗ จาเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าปลอม
สญั ญาจะซือ้ จะขายที่ดนิ ทงั้ สามฉบบั ในคดีนี ้ซง่ึ โจทก์ฟ้องขอให้บงั คบั จาเลยโอนที่ดนิ ตามสญั ญา
จะซือ้ จะขายทงั้ สามฉบบั ดงั กล่าว คดีนีจ้ ึงเป็นคดีที่มลู คดีเก่ียวเนื่องมาจากการกระทาผิดอาญา
ดงั กลา่ ว และโจทก์จาเลยในคดีแพ่งกบั คดีอาญาเป็นคคู่ วามเดียวกนั จงึ เป็นคดแี พง่ เก่ียวเน่ืองกบั
คดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ เม่ือข้อเท็จจริงซ่ึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาทงั้ สองเรื่อง
ดงั กล่าวถึงที่สุดแล้วตามคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๒๓๗-๕๒๓๘/๒๕๓๙ การพิพากษาคดีส่วน
แพง่ จาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาคดสี ่วนอาญาตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๖ ซงึ่ ใน
คดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซือ้
จะขายท่ีดนิ ทงั้ ส่ีฉบบั (ซงึ่ รวมถึงสญั ญาจะซือ้ จะขายที่ดนิ เอกสารหมาย จ.๑๑ , จ.๒๒ และ จ.๒๕
ด้วย) เป็นเอกสารปลอม เมื่อรับฟังประกอบพยานหลกั ฐานที่โจทก์นาสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า
จาเลยทาสญั ญาจะซือ้ จะขายท่ีดนิ กบั โจทก์
คำพพิ ำกษำคดอี ำญำต้องถงึ ท่ีสุด
ฎีกำท่ี ๔๗๙/๒๕๕๗ ฎ.๒๔๒ จาเลยใช้ อาวุธปื นยิงไปเพ่ือป้องกัน ศ. บุตรชาย
มิให้ถกู พวกผ้ตู ายยิงซา้ ให้ถึงแก่ความตาย การกระทาของจาเลยเป็นการปอ้ งกนั สิทธิของตนและ
ผ้อู ื่นพอสมควรแก่เหตุ จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐานฆ่าผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๖๘ ในส่วนคดีส่วน
แพ่ง ถึงแม้จาเลยขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลบั คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ โดยขอให้ยกฟ้องโจทก์ซึ่ง
ยอ่ มหมายถึงยกฟ้องโจทก์ร่วมด้วย โดยจาเลยไม่ได้โต้เถียงคดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ในคดี
ส่วนแพ่งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ท่ีถูกต้องควรเป็ นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แต่เม่ือใน
คดีอาญาฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยกระทาความผิดฐานฆ่าผ้อู ื่น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจาต้อง
ถือข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ซึ่งเป็นปัญหา
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ จึงต้องฟังว่าจาเลยมิได้กระทาละเมิด จาเลย
ไมจ่ าต้องชดใช้คา่ สินไหมทดแทนให้แกโ่ จทก์ร่วม
ฎีกำท่ี ๑๓๖๕/๒๕๕๕ ฎ.๖๗๗ คา่ สินไหมทดแทนท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จาเลยที่ ๔
ร่วมกันชดใช้แก่โจทก์ร่วม แม้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งก็ตาม แต่เมื่อ
206
ศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยท่ี ๔ ไม่ได้กระทาความผิด ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจาต้องถือ
ข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในคาพพิ ากษาสว่ นอาญา ต้องรับฟังวา่ จาเลยท่ี ๔ มิได้ทาละเมิดตอ่ โจทก์
ร่วม ซึ่งไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ศาลฎีกาชอบท่ีจะยกคาขอของโจทก์ร่วม
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖
ฎีกำท่ี ๑๙๑๗/๒๕๕๙ ฎ.๑๐๐๐ คดีแพ่งที่เกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
วรรคหน่ึง ให้สิทธิผ้เู สียหายที่จะยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนเข้ามาในคดี
ที่พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ โดยไม่จาต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเร่ืองใหม่ แตม่ าตรา ๔๔/๑ วรรคสอง
บัญญัติให้ถือว่า คาร้ องดังกล่าวเป็นเพียงคาฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. โดยให้ถือว่า
ผ้เู สียหายอย่ใู นฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง จึงมีสิทธิเพียงอทุ ธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านนั้
คดีนีพ้ นกั งานอยั การเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา ผ้รู ้องซึ่งเป็นผ้เู สียหายไม่ได้ยื่นคาร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ จงึ ไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมท่ีจะใช้สิทธิอทุ ธรณ์ฎีกาในคดีส่วน
อาญาได้ ฎีกาของผู้ร้ องท่ีว่าจาเลยกระทาผิดตามฟ้องหรือไม่จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงใน
คาพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่อาจฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง
ศาลต้ องถือข้ อเท็จจริ งในส่วนคดีอาญาท่ีรับฟั งเป็ นยุติว่าจาเลยไม่ได้ ร่ วมกระทาผิดตามมาตรา
๔๖ จงึ ต้องฟังวา่ จาเลยไมไ่ ด้กระทาละเมิดอนั จะต้องใช้คา่ สินไหมทดแทนแกผ่ ้รู ้อง
ข้อเทจ็ จริงนัน้ เป็ นประเดน็ โดยตรงในคดีอำญำและได้วนิ ิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง
ฎีกำท่ี ๖๓๖/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒ ศาลชนั้ ต้นในคดีก่อนพิพากษายกฟ้องในชนั้ ตรวจ
คาฟ้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) เทา่ กบั
ว่าศาลยงั มิได้วินิจฉัยประเด็นว่าจาเลยทงั้ สามกระทาความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสาร
ปลอมหรือไม่ ซ่ึงเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี ้จึงไม่อาจนาข้อเท็จจริงและผลคดีอาญาดงั กล่าว
มาผูกพนั ข้อเท็จจริงในคดีนีไ้ ด้ การท่ีศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิได้เป็นเจ้าของ
รถพ่วงคนั เกิดเหตุ และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ต้องถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นผล
โดยตรงมาจากการกระทาของจาเลยทงั้ สามซึ่งทาให้ปรากฏว่ารถพ่วงคนั เกิดเหตเุ ป็นของโจทก์
พฤติการณ์เช่นนีเ้ ป็นการจงใจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อันเป็นการทาละเมิด จาเลย
ทัง้ สามไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายท่ีเกิดขึน้ แก่โจทก์ได้ โจทก์มีอานาจฟ้อง
ให้จาเลยทงั้ สามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาซา้ ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๔ และมิใชเ่ ป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนตอ่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ แตอ่ ยา่ งใด
207
ข้อสังเกต ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา ถ้าฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕) ฎีกานี้วินิจฉยั ว่า ศาลยงั มิได้วินิจฉยั ประเด็นว่าจาเลยทง้ั สามกระทาความผิด
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็ นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ จึงไม่อาจนา
ขอ้ เท็จจริงและผลคดีอาญาดงั กล่าวมาผกู พนั ข้อเท็จจริงในคดีนีไ้ ด้
ถา้ เป็นเรื่องสิทธินาคดีอาญามาฟอ้ งระงบั ตามมาตรา ๓๙ (๔) ศาลฎีกาวินิจฉยั แตกต่าง
กนั โดยวินิจฉยั ว่า คาฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจาเลยได้ปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบตั ิหน้าที่
โดยทุจริตอย่างใดอันจะเป็ นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ เป็ นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบ
ความผิดนน้ั เท่ากบั ว่าศาลชน้ั ต้นไดม้ ีคาวินิจฉยั ชี้ขาดในเนื้อหาการกระทาของจาเลยตามที่โจทก์
บรรยายมาในคาฟอ้ งคดีก่อนแลว้ ว่าไม่เป็นความผิด ศาลจะลงโทษจาเลยตามฟอ้ งไม่ได้ ซ่ึงถือได้
ว่าศาลชน้ั ตน้ มีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดทีไ่ ดฟ้ อ้ งแลว้ (ฎีกาที่ ๖๗๗๐/๒๕๔๖)
ฎีกำท่ี ๔๙๑๖/๒๕๕๗ ฎ.๑๑๘๑ คดีอาญาหมายเลขดาที่ ๖๗๒/๒๕๕๒ ของศาลชนั้ ต้น
ท่ีโจทก์คดีนีเ้ ป็นโจทก์ฟ้องจาเลยกับ ร. เป็นจาเลยข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
จาเลยที่ ๑ (จาเลยคดีนี)้ ไม่ได้ร่วมกระทาความผิดกับ ร. ตามฟ้อง พิพากษายืน ยกฟ้องตาม
คาพพิ ากษาศาลชนั้ ต้น อนั เป็นการวินิจฉยั ข้อเท็จจริงในประเดน็ แหง่ คดีโดยตรงไว้โดยชัดแจ้งแล้ว
แม้เป็นคาพิพากษาในชนั้ ไตส่ วนมลู ฟ้อง แตเ่ ม่ือคดีถึงที่สดุ แล้วก็รับฟังข้อเท็จจริงดงั กลา่ วผกู พนั
คดีนีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖
ฎีกำท่ี ๑๖๑๒๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๘ โจทก์บรรยายฟอ้ งว่า จาเลยกระทาความผิด
ฐานลกั ทรัพย์ บกุ รุก ทาให้เสียทรัพย์ และมีคาขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซง่ึ เป็นคาขอในสว่ นแพง่
มาด้วย แม้ศาลล่างทงั้ สองพิพากษายกฟ้อง ซง่ึ เทา่ กบั ยกฟอ้ งโจทก์ทกุ ข้อหา และทกุ คาขอในฟอ้ ง
โจทก์แล้วก็ตาม ก็ต้องพิจารณาคดีในส่วนแพ่งด้วยวา่ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ จะต้องรับผิดคืนหรือ
ใช้ราคาทรัพย์หรือไม่ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) เมื่อคดนี ีศ้ าลลา่ งทงั้ สองเหน็ วา่ พยานหลกั ฐาน
โจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ กระทาความผิดตามฟ้องหรือไม่ เท่ากับ
พยานโจทก์ไม่มีนา้ หนกั เพียงพอให้รับฟังว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ กระทาความผิดตามฟ้อง ถือว่า
ได้วินิจฉยั ข้อเท็จจริงอนั เป็นประเดน็ แหง่ คดีแล้ว ในคดีแพง่ ต้องถือว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไมไ่ ด้ทา
ละเมิดตอ่ โจทก์ร่วม จาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้คา่ เสียหายโดยการคืนหรือใช้ราคา
ทรัพย์ให้แก่โจทก์ร่วม
ฎีกำท่ี ๗๑/๒๕๕๖ ฎ.๒๖๔ คดอี าญาที่พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๓ กระทา
โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย
ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑, ๓๐๐, ๓๙๐ พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗
208
ไม่มีประเด็นโดยตรงว่าจาเลยท่ี ๓ แข่งรถในทาง แม้ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้นว่า
จาเลยท่ี ๓ กระทาความผิดตามฟ้อง โดยปรากฏในคาพิพากษาว่าจาเลย (จาเลยท่ี ๓ ในคดีนี)้
กับ ส.ขับรถแข่งกันในทาง เป็นการหยิบยกข้อความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจมา
ประกอบการใช้ดลุ พินิจในการลงโทษจาเลย จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ ที่ศาลในคดีส่วน
แพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญา การที่ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉยั ว่า
คดีในส่วนอาญาถึงท่ีสุดว่าจาเลยท่ี ๓ นารถยนต์กระบะท่ีจาเลยที่ ๑ เอาประกันภัยไว้กบั โจทก์
ไปขบั แข่งกนั จนเกิดอุบตั ิเหตุ จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ให้การส้คู ดี ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๑ และท่ี ๓
ต้องร่วมรับผิดคืนเงินให้โจทก์ เท่ากับเป็นการถือเอาข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ในคดีส่วนอาญามารับฟังวินิจฉัยความรับผิดของจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ จงึ เป็นการไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายดงั กลา่ ว
ผู้ท่ถี กู ข้อเทจ็ จริงในคดีอำญำมำผูกพนั ต้องเป็ นคู่ควำมเดยี วกับในคดอี ำญำ
ฎีกำท่ี ๗๐๖๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น. ๖๑ ในคดอี าญา พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้อง ท.
ล. และ ย. เป็นจาเลย ข้อหากระทาให้เกิดเพลงิ ไหม้โดยประมาท โดยกล่าวหาวา่ บคุ คลทงั้ สามตดั
ต้นไม้และถางหญ้ าเพ่ือปรับดินในท่ีเกิดเหตุคือที่ดินของจาเลยแล้วมีการจุดไฟเผาต้นไม้และ
ต้นหญ้าโดยประมาท ไม่มีการทาแนวกนั ไฟ ทาให้เพลิงลุกลามเข้าไปในที่ดนิ ของโจทก์ทงั้ สี่และ
เพลิงได้ลกุ ไหม้ต้นยางพาราของโจทก์ทงั้ ส่ี โจทก์ทงั้ ส่ีได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ ซง่ึ ถือวา่ โจทก์ทงั้ ส่ีในคดี
นีเ้ป็นโจทก์ฟอ้ ง ท. ล. และ ย. ด้วย แตใ่ นคดีอาญาดงั กลา่ วศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้วเหน็ วา่ พยาน
โจทก์ท่ีนาสืบมานนั้ ยงั มีข้อสงสัยตามสมควรว่า ท. ล. และ ย. จาเลยในคดีอาญาดงั กล่าวเป็น
ผ้กู ระทาผิดจริงหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสยั ให้บุคคลทงั้ สาม แล้วพิพากษายกฟ้อง
เมื่อโจทก์ทงั้ สี่ฟ้องจาเลยในคดีนีโ้ ดยกลา่ วหาว่าจาเลยเป็นนายจ้างของ ท. ล. และ ย. และจาเลย
ใช้ให้บุคคลทัง้ สามเข้าไปตัดฟั นต้นไม้และต้นหญ้ าเพ่ือปรับที่ดินในการเพาะปลูก แต่บุคคล
ทงั้ สามซ่งึ เป็นลกู จ้างของจาเลยกระทาโดยประมาท ทาให้เกิดเพลงิ ลกุ ไหม้ในท่ีดนิ ของจาเลยแล้ว
ลุกลามเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทงั้ สี่ ทาให้ต้นยางของโจทก์ทงั้ ส่ีได้รับความเสียหายนนั้ จึงเป็น
กรณีท่ีโจทก์ทงั้ ส่ีกลา่ วอ้างข้อเทจ็ จริงวา่ ลกู จ้างของจาเลยในคดีอาญาดงั กล่าวเป็นผ้กู ระทาผิดใน
คดีอาญาและเป็นผ้กู ระทาละเมิดในทางการที่จ้างของจาเลยซ่ึงโจทก์ทงั้ ส่ีก็ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์
ถือว่าเป็นโจทก์ฟ้องในคดีอาญาดงั กลา่ วด้วยเช่นนีเ้มื่อคดีอาญาถึงที่สดุ ในการฟ้องคดีแพ่งซง่ึ สืบ
เน่ืองมาจากคดีอาญาคือ การกระทาผิดของ ท. ล. และ ย. นนั้ เม่ือคดีอาญาดงั กลา่ วถึงที่สดุ โดย
209
ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง เน่ืองจากการนาสืบพยานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความเพียงว่า
ขณะเกิดเหตบุ คุ คลทงั้ สามกาลงั ปลกู ต้นแก้วมงั กรอยใู่ นท่ีดนิ ของจาเลยซ่งึ อยคู่ นละฝั่งกบั จดุ ท่ีเกิด
เพลิงไหม้ขึน้ และจดุ ท่ีบุคคลทงั้ สามอยหู่ ่างจากต้นเพลิงพอสมควร และพยานโจทก์ยงั นาสืบได้
ไม่ชดั แจ้งว่าบุคคลทงั้ สามเข้าไปตดั ต้นไม้ ถางหญ้า และเตรียมดินทิง้ ไว้ตงั้ แตเ่ ม่ือใด และการท่ี
บคุ คลทงั้ สามเข้าไปอยใู่ นที่เกิดเหตซุ ึง่ เป็นที่ดนิ ของจาเลยในคดีนี ้ขณะเกิดเพลิงลุกไหม้ยงั ไมอ่ าจ
รับฟังว่า บคุ คลทงั้ สามเป็นผ้จู ดุ ไฟเผาต้นไม้ในที่ดินของจาเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ทงั้ ส่ีซึ่ง
เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา จึงมีผลผกู พนั ในข้อเท็จจริงในคดีอาญา เมื่อโจทก์ทงั้ ส่ีนาคดีนีม้ า
ฟ้องจาเลยเป็นคดีแพ่ง โดยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงว่า ท. ล. และ ย. เป็นลูกจ้างของจาเลยและ
เป็นผ้กู ระทาละเมิดในท่ีดินของจาเลย โดยทาให้เกิดเพลิงลกุ ไหม้ดงั กล่าวนนั้ อีก ทางนาสืบของ
โจทก์ท่ี ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญาดงั กล่าว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่า
ท. ล. และ ย. ลกู จ้างของจาเลยมิได้เป็นผ้กู ระทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทในท่ีดินของจาเลย
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ โจทก์ที่ ๑ ถึงท่ี ๓ จึงไม่มีสิทธินาพยานเข้าสืบเพื่อฟังข้อเท็จจริงให้
เปล่ียนแปลงไปจากคดีอาญา แม้โจทก์จะนาพยานหลายปากเข้าสืบในคดีแพง่ โดยยืนยนั วา่ ท. ล.
และ ย. ลกู จ้างของจาเลยเป็นผ้กู ระทาให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทในที่ดินของจาเลยแล้วเพลิง
ลกุ ลามเข้าไปไหม้ต้นยางของโจทก์ท่ี ๑ ถึงที่ ๓ นนั้ ก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะในการพิพากษาคดี
สว่ นแพ่ง ศาลจาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาคดีสว่ นอาญา เม่ือข้อเท็จจริงฟัง
ยตุ ิเช่นนี ้จาเลยในฐานะนายจ้างของ ท. ล. และ ย. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ท่ี ๑ ถึงที่ ๓ เพราะ
ลกู จ้างดงั กลา่ วของจาเลยมิได้เป็นผ้กู ่อให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและมิใชเ่ ป็นผ้กู ระทาละเมิด
ตอ่ โจทก์ท่ี ๑ ถึงที่ ๓
ข้อสังเกต การทีจ่ ะพิจารณาว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญาหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลกั ไวว้ ่า
ต้องเป็ นคู่ความเดียวกนั ซึ่งเดิมหากผู้ถูกกระทาละเมิดเป็นโจทก์ฟ้องลูกจ้างว่าทาละเมิดในการ
ทางทีจ่ ้างขอให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกนั ใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีระหว่างโจทก์กบั ลูกจ้าง เป็น
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนือ่ งคดีอาญา แต่คดีระหว่างโจทก์กบั นายจ้างไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา
เพราะนายจ้างไม่ไดถ้ ูกฟ้องในคดีอาญาด้วย จึงนามาตรา ๔๖ มาใช้บงั คบั ไม่ได้ (ฎีกาที่ ๕๕๙๐/
๒๕๔๘) แต่ฎีกานี้ได้กลบั หลกั ดงั กล่าวแล้ว โดยถือว่าคดีระหว่างโจทก์กบั นายจ้างก็เป็นคดีแพ่ง
ทีเ่ กีย่ วเนือ่ งคดีอาญา คงตอ้ งถือตามฎีกาล่าสดุ
ฎีกำท่ี ๒๑๔๒/๒๕๕๙ ในคดีอาญาท่ี ว. ผ้เู อาประกนั ภยั รถยนต์จากโจทก์ถกู ฟ้อง ซง่ึ ศาล
ชนั้ ต้นมีคาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังวา่ การท่ีรถของ ว. ชนกบั รถของ ศ. มิใชเ่ ป็นเพราะความ
ประมาทของ ว. และคดีดงั กล่าวถึงที่สุดแล้ว ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ดาเนินคดีอาญาแทน
210
จาเลยทัง้ สองซ่ึงเป็ นบิดามารดาของ ศ. คดีในส่วนความประมาทของ ว. ถือเป็ นคดีแพ่งท่ี
เกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญาดงั กล่าวและถึงที่สดุ แล้ว จาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพพิ ากษา
คดีสว่ นอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ การท่ีศาลล่างทงั้ สองพิจารณาพยานหลกั ฐานและรับฟัง
ข้อเท็จจริงในคดีสว่ นแพ่งไปอีกทางหนง่ึ อนั รับฟังไปคนละทางกบั ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาย่อม
ไม่สามารถจะกระทาได้อนั เป็นการไม่ชอบ เม่ือจาเลยทัง้ สองและจาเลยร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง
คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ในส่วนความประมาทของ ศ. จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคาพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ว่า ศ. เป็นผ้ปู ระมาทโดยขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์คนั ท่ี ว. ขบั อันเป็นการละเมิด
ต่อ ว. โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชาระค่าเสียหายให้ แก่ ว. จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้ อง
คา่ เสียหายจากจาเลยทงั้ สองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ศ. แต่ไม่จาต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์
มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๐๑ และจากจาเลยร่วมในฐานะผ้รู ับประกนั ภัย
รถยนตข์ อง ศ. ได้
ฎีกำท่ี ๑๙๓๘/๒๕๔๘ ฎ.๘๖๕ คดีนีเ้ ป็นคดีแพ่งเก่ียวเน่ืองกับคดีอาญาที่มีพนักงาน
อยั การเป็นโจทก์ฟ้องจาเลยที่ ๑ ฐานขบั รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตใุ ห้ ศ. ได้รับอนั ตรายแก่กาย
ถือว่าพนักงานอัยการได้ดาเนินคดีอาญาแทน ศ. ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในฐานะเป็ น
ผ้เู สียหาย ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมผกู พนั โจทก์ในฐานะผ้รู ับช่วงสิทธิจาก ศ. ด้วย เมื่อคดีส่วน
อาญาถึงที่สดุ แล้ว โดยศาลฎีกาเห็นวา่ พยานหลกั ฐานท่ีโจทก์ในคดีอาญานาสืบมายงั รับฟังไม่ได้
ว่าจาเลยที่ ๑ กระทาโดยประมาท ซ่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ บัญญัติให้ศาลในคดีส่วนแพ่ง
จาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริง
ตามที่ยตุ ใิ นคดีอาญาว่าจาเลยที่ ๑ ไมไ่ ด้ขบั รถยนต์โดยประมาทเลินเลอ่ เมื่อจาเลยท่ี ๑ ซง่ึ กระทา
การแทนจาเลยที่ ๒ มิได้ประมาทเลนิ เลอ่ จาเลยทงั้ สองจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชาระคา่ เสียหายให้แก่
โจทก์
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๗ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๔๖๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๔๗ แม้ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจะรับฟังเป็นยตุ วิ ่า
เหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากความประมาทของจาเลยที่ ๑ และคดีนีเ้ ป็นคดีแพ่งท่ีเก่ียวเน่ืองกับ
คดีอาญาซึ่งศาลจาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๔๖ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนีร้ ับฟังได้ว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดจากกระแสไฟฟ้าลดั วงจรท่ี
เต้ารับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้าน อ. ซึ่งจาเลยทงั้ สองเป็นเจ้าของร้านและเป็นผ้คู รอบครองดูแล
211
อปุ กรณ์ไฟฟ้าภายในร้านรวมถึงเต้ารับอปุ กรณ์ไฟฟ้าซึ่งมีสายไฟฟ้าต่อเชื่อมและมีกระแสไฟฟ้า
เดินอยู่ สายไฟฟ้าและเต้ารับอุปกรณ์ไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ
จาเลยทงั้ สองเป็นผ้มู ีทรัพย์ดงั กล่าวไว้ในครอบครองจึงต้องรับผิดเพ่ือความเสียหายที่เกิดขนึ ้ จาก
ทรัพย์ดงั กลา่ ว เว้นแตจ่ ะพิสจู น์ได้วา่ ความเสียหายนนั้ เกิดจากเหตสุ ดุ วิสยั หรือเกิดเพราะความผิด
ของผ้ตู ้องเสียหายนนั้ เอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๓๗ วรรคสอง ซง่ึ เป็นบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายอนั
ว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ทงั้ นี ้โดยไม่ต้องคานึงว่าจาเลยต้องคาพิพากษาว่าได้
กระทาความผิดในคดีสว่ นอาญาหรือไมต่ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๗ วรรคหนง่ึ
จาเลยทงั้ สองอ้างวา่ เหตเุ พลิงไหม้เกิดแต่เหตสุ ดุ วิสยั นนั้ จาเลยทงั้ สองเป็นผ้มู ีภาระการ
พิสูจน์ แต่จาเลยทัง้ สองนาสืบแต่เพียงว่า จาเลยทัง้ สองได้ตรวจตราดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าและ
เคร่ืองใช้ไฟฟ้าตา่ ง ๆ อยา่ งวญิ ญชู นพึงกระทา และจะถอดปลกั๊ อปุ กรณ์ไฟฟา้ และสบั เบรกเกอร์ลง
เพื่อตดั กระแสไฟฟ้าภายในร้านทกุ ครัง้ ที่ปิดร้านหรือออกจากร้าน ขณะเกิดเหตจุ าเลยทงั้ สองไมไ่ ด้
ใช้อปุ กรณ์ไฟฟ้าและเหตเุ กิดจากไฟฟ้าลดั วงจรในระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นการนาสืบว่าจาเลยทงั้ สอง
ใช้ความระมัดระวงั ดแู ลและบารุงรักษาอปุ กรณ์ไฟฟ้าอย่างดีและมิได้ประมาทเลินเล่อ แต่ไม่ได้
พิสจู น์ให้เห็นว่าการท่ีเต้ารับอปุ กรณ์ไฟฟ้าเกิดการสะสมความร้อนจนทาให้กระแสไฟฟ้าลดั วงจร
และเกิดเพลิงไหม้ เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้อย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดแต่เหตุ
สดุ วสิ ยั จาเลยทงั้ สองจงึ ไมพ่ ้นความรับผดิ แม้จะมไิ ด้ประมาทเลินเลอ่ ก็ตาม
ฎีกำท่ี ๔๒๗๕/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๕๕ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สามใน
ความผิดฐานฉ้อโกงค่าข้าวเปลือกของโจทก์ร่วมซ่ึงเป็นผ้เู สียหายที่ ๑๐ เป็นเงิน ๒๓,๘๖๕ บาท
และขอให้จาเลยทงั้ สามคืนหรือชดใช้เงินจานวนดงั กล่าวให้โจทก์ร่วม แม้ศาลพิพากษายกฟ้องใน
คดีส่วนอาญา แต่เมื่อคาขอส่วนแพ่งเป็นคาขอท่ีเก่ียวเนื่องกบั คดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง อานาจของ
พนกั งานอยั การท่ีจะว่ากล่าวเก่ียวกับคาขอส่วนแพ่งยงั คงมีตอ่ ไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วน
แพง่ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายอนั วา่ ด้วยความรับผดิ ของบคุ คลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคานงึ ถึง
วา่ จาเลยทงั้ สามต้องคาพิพากษาวา่ ได้กระทาผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ วรรคหนงึ่
แม้โจทก์ฟ้องขอให้จาเลยทงั้ สามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผ้เู สียหายรวม ๘๑
คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแตล่ ะคนตา่ งแยกต่างหากจากกนั โจทก์ร่วม
ย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกร้ องราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านนั้ เมื่อโจทก์
ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้
เพราะการฎีกาเป็นเร่ืองเฉพาะตวั ของคคู่ วามแตล่ ะคน
212
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๗๖๑๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๔๒ พระเคร่ืองพิมพ์ต่าง ๆ ประมาณ ๒๓๐ องค์
ราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นัน้ ผู้เสียหายเบิกความว่า พระเคร่ืองที่สูญหายสะสมมาตัง้ แต่ปี
๒๕๑๕ ได้มาจากการเช่าและรับการให้จากพระ ไม่เคยนาออกไปให้คนอ่ืนดู โดยไม่ปรากฏว่า
ผ้เู สียหายได้ยืนยนั ราคาเชา่ พระเครื่องพิมพ์ดงั กล่าว และโจทก์ก็ไมไ่ ด้นาสืบให้ได้ความมากไปกว่า
นี ้ราคาพระเครื่องพิมพ์ดงั กล่าวจึงเป็นไปตามความพึงพอใจของบุคคลแต่ละบุคคลซึ่งเป็นการ
ไม่แน่นอน ไม่สามารถกาหนดราคาอันแท้จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ ได้ จึงไม่กาหนดราคา
พระเครื่องพิมพ์ตา่ ง ๆ ที่จาเลยจะต้องใช้แก่ผ้เู สียหาย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕๐
ฎีกำท่ี ๓๙๗๙/๒๕๔๙ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๗ น.๓๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๕๐ บญั ญัติว่า
ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ และ ๔๔ ให้ถือว่า
ผ้เู สียหายนนั้ เป็นเจ้าหนีต้ ามคาพิพากษา ดงั นนั้ ผ้เู สียหายท่ีจะเป็นเจ้าหนีต้ ามคาพิพากษาตาม
มาตราดงั กล่าว จะต้องเป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดตามมาตรา ๔๓ เท่านัน้ อันได้แก่คดี
ลักทรัพย์ ว่ิงราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้ อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ผู้ร้ อง
เป็นผ้เู สียหายในความผิดฐานรุกลา้ คลองชลประทานตาม พ.ร.บ. การชลประทานหลวงฯ ไม่ใช่
ความผิดตามท่ีระบุไว้ตามมาตรา ๔๓ ไม่ต้องด้วยมาตรา ๕๐ ผ้รู ้องจงึ ไม่มีอานาจขอเข้าดาเนิน
กระบวนพจิ ารณาในชนั้ บงั คบั คดี
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕๑
ฎีกำท่ี ๑๙๗๗๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๓๗ คดกี ่อน โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๑ ฐานยกั ยอก
ทรัพย์มรดกของ น. จาเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ คดีเสร็จการพิจารณา ศาลสง่ั ให้พนกั งานคมุ
ประพฤตสิ ืบเสาะและพินิจจาเลย นดั ฟังคาพิพากษาวนั ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ คดีนีโ้ จทก์มา
ฟ้องเป็นคดแี พง่ เม่ือวนั ท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ วา่ โจทก์มีสทิ ธิรับมรดกของ น. แทนท่ี ส. บิดา
ตนท่ีถึงแก่ความตายไปก่อน แตจ่ าเลยที่ ๑ ซึง่ เป็นทายาท น. อีกคนหนึ่งได้กระทาความผดิ อาญา
โดยแจ้งเท็จปิดบงั ทายาทของ น. คนอ่ืน จดทะเบียนรับโอนมรดกท่ีดินพร้อมส่ิงปลกู สร้างเป็นของ
ตนเองและไปจดทะเบียนขายแก่จาเลยท่ี ๒ โดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดงั กล่าว จึงเป็น
คดีแพ่งท่ีโจทก์ฟอ้ งทางแพ่งเน่ืองจากอ้างว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา
213
๕๑ ซ่ึงอายคุ วามในการฟ้องทางแพ่งต้องบงั คบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ วรรคสอง ซ่ึงบญั ญัติว่า
การฟ้องคดีอาญาตอ่ ศาลและได้ตวั ผ้กู ระทาผิดมายงั ศาลด้วย โดยคดีอาญายงั ไม่เด็ดขาด อายุ
ความซง่ึ ผ้เู สียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดดุ หยดุ ลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนีใ้ นระหว่างการพิจารณา
คดอี าญาดงั กลา่ ว คดโี จทก์จงึ ไมข่ าดอายคุ วามตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๔
ฎีกำท่ี ๖๐๒๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๖ ในคดีอาญาของศาลชนั้ ต้นพนักงานอยั การ
ฟ้องจาเลยในข้อหาความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ท่ี ๑ ได้รับอนั ตรายสาหสั
ร. ซ่งึ นง่ั มาในรถยนต์คนั เดียวกนั กบั โจทก์ท่ี ๑ ได้รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา
๓๐๐, ๓๙๐ โจทก์ท่ี ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์คันที่ถูกจาเลยขับชน ไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหา
ความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้ผ้อู ื่นได้รับอนั ตรายสาหสั หรือได้รับอนั ตรายแก่กาย
หรือจิตใจ ส่วนข้ อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ รัฐเท่านัน้
เป็นผู้เสียหาย ดังนี ้โจทก์ท่ี ๒ เจ้าของรถยนต์คนั ท่ีถูกชนจึงไม่มีอานาจฟ้องคดีอาญาดงั กล่าว
และถือไมไ่ ด้วา่ พนกั งานอยั การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ ๒ ดงั นนั้ ฟ้องโจทก์คดีนีใ้ นสว่ นของโจทก์ที่ ๒
จึงมิใช่คดีแพ่งท่ีเก่ียวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ ในอนั ท่ีจะนา
อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บงั คบั ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคสอง แต่ต้องใช้
อายุความ ๑ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง เมื่อโจทก์ที่ ๒ รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหม
ทดแทนว่าเป็นจาเลยตงั้ แตว่ นั ท่ี ๖ มิถนุ ายน ๒๕๔๖ อนั เป็นวนั ทาละเมิด โจทก์ทงั้ สองฟ้องคดีนี ้
เมื่อวนั ท่ี ๒๒ เมษายน ๒๕๔๘ ฉะนนั้ นบั แต่วนั ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๖ ถึงวนั ท่ีโจทก์ทงั้ สองฟ้อง
คดนี ี ้จงึ ลว่ งพ้นกาหนด ๑ ปี คดสี าหรับโจทก์ที่ ๒ จงึ ขาดอายคุ วาม
ข้อสังเกต คดีนี้ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ รัฐเท่านน้ั เป็ น
ผูเ้ สียหาย โจทก์ที่ ๒ เจ้าของรถยนต์คนั ทีถ่ กู ชนไม่มีอานาจฟอ้ งคดีอาญาดงั กล่าว และถือไม่ไดว้ ่า
พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ ๒ คดีของโจทก์ที่ ๒ จึงไม่อาจใช้อายุความคดีอาญา
ที่ยาวกว่าได้ แต่ถ้าเป็ นข้อหากระทาโดยประมาทเป็ นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย
เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญา การที่พนกั งานอยั การฟ้องคดีอาญา ถือว่าพนกั งานอยั การ
ไดด้ าเนินคดีอาญาแทนโจทก์ซ่ึงเป็นผูเ้ สียหาย เมื่อคดีอาญาถึงที่สดุ แล้วโดยศาลชนั้ ตน้ พิพากษา
ลงโทษจาเลยก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกาหนดอายคุ วาม
๑๐ ปี (ฎีกาที่ ๘๑๒๔/๒๕๕๕)
ฎีกำท่ี ๘๑๒๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๙ น.๙๐ มลู เหตคุ ดีแพง่ ในคดีนีเ้ป็นกรณีเดียวกนั กบั คดีท่ี
พนักงานอัยการได้ฟ้องจาเลยในคดีอาญาว่า จาเลยกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้ผู้เสียหาย
ได้รับอนั ตรายสาหสั หรือไม่ กรณีจงึ เป็นคดีแพง่ เก่ียวเนื่องกบั คดีอาญา การที่พนกั งานอยั การฟ้อง
214
คดีอาญา ถือว่าพนกั งานอยั การได้ดาเนินคดีอาญาแทนโจทก์ซ่ึงเป็นผ้เู สียหาย เม่ือคดีอาญาถึง
ที่สุดแล้วโดยศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี ้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้อง
คดีแพ่งย่อมมีกาหนดอายคุ วาม ๑๐ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๒ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑
วรรคสาม แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องหรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การในคดีอาญาดงั กล่าว
ก็ตาม เพราะบทบญั ญตั ิตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ วรรคสาม มิได้บญั ญัติให้ใช้บงั คบั เฉพาะกรณีท่ี
ผ้เู สียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดอี าญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ
ฎีกำท่ี ๑๔๙๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๘ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยที่ ๑ ใช้ปืนยิง
ผู้ตาย ๑ นัด กระสุนปืนถูกท่ีหัวใจเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทันที อันเป็นการก ระทา
ความผิดตาม ป.อ. การกระทาละเมดิ ของจาเลยท่ี ๑ ส่งผลให้โจทก์ขาดไร้อปุ การะที่เคยได้รับจาก
ผ้ตู าย ฟ้องของโจทก์คดีนีเ้ป็นคดีแพ่งเก่ียวเนื่องกบั คดีอาญา แม้จะได้ความวา่ โจทก์เคยร้องทกุ ข์
ให้พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรตาบลแหลมฉบงั ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐาน
ฆ่าผู้ตายโดยเจตนา แต่อัยการจังหวัดชลบุรีมีคาสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจาเลยที่ ๑ ก็ตาม ก็ไม่มี
กฎหมายใดบญั ญัติให้คาสงั่ ดงั กล่าวมีผลถึงอายุความท่ีโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจาเลยท่ี ๑ ด้วย เม่ือ
มลู คดีนีไ้ ม่มีผ้ใู ดฟ้องจาเลยเป็นคดีอาญา จึงต้องบงั คบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง และ
ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคสอง มาใช้บังคบั โดยนาอายุความทางอาญาซ่ึงยาวกว่ากาหนด
อายคุ วามตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง มาใช้บงั คบั แก่คดี เม่ือได้ความวา่ จาเลยที่ ๑ ฆ่า
ผ้ตู ายโดยเจตนา โจทก์ท่ี ๑ ยอ่ มฟ้องจาเลยที่ ๑ ได้ภายในอายคุ วาม ๒๐ ปี นบั แตว่ นั ที่จาเลยที่ ๑
กระทาละเมิด หาใชอ่ ายคุ วาม ๑ ปี ตาม ป.พ.พ. ไม่
ฎีกำท่ี ๘๐๕๙/๒๕๕๖ ฎ.๒๑๑๒ ถ้ าโจทก์ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้อง
ปล่อยจาเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ย่ืนฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผ้เู สียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อม
มีอายคุ วามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ วรรคส่ี หมายความ
วา่ ศาลในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องปล่อยจาเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่จะมีการย่ืนฟ้องคดี
แพ่ง แต่คดีนีไ้ ด้มีการย่ืนฟ้องจาเลยก่อนที่ศาลชนั้ ต้นในคดีอาญาจะมีคาพิพากษายกฟ้อง อายุ
ความต้องเป็นไปตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง ท่ีว่าถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องตอ่ ศาลและได้ตวั ผ้กู ระทา
ความผิดมายงั ศาลด้วยแล้วแตค่ ดียงั ไมเ่ ดด็ ขาด อายคุ วามซ่ึงผ้เู สียหายมีสทิ ธิจะฟ้องคดีแพง่ ยอ่ ม
สะดุดหยุดลงตามมาตรา ๙๕ แห่ง ป.อ. ดังนัน้ คดีนีม้ ีการยื่นฟ้องจาเลยก่อนที่ศาลชนั้ ต้นใน
คดีอาญาจะมีคาพิพากษายกฟ้องจึงต้องเป็นไปตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง ไม่ใช่วรรคส่ี คดีโจทก์
ไมข่ าดอายคุ วาม
215
จับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยช่ัวครำว
ข้อ ๓๖ คำถำม พนั ตารวจตรีดาได้รับแจ้งจากนายเอกวา่ ซือ้ เมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยา
เสพตดิ ให้โทษในประเภท ๑ มาจากนางแจ๋วท่ีร้านก๋วยเตี๋ยว พนั ตารวจตรีดาจงึ ไปท่ีร้านก๋วยเตี๋ยว
ของนางแจ๋ว ขณะนัน้ นางแจ๋วกาลังขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ท่ีร้ านซ่ึงมีลูกค้ากาลังนั่งรับประทาน
ก๋วยเต๋ียวอยู่ท่ีร้ านของนางแจ๋ว พันตารวจตรีดาเข้าตรวจค้นพบยาเสพติดในตู้ใส่ก๋วยเต๋ียว
พนั ตารวจตรีดาจึงจับกุมนางแจ๋วดาเนินคดี นางแจ๋วบอกว่าซือ้ ยาเสพติดมาจากนายโทซึ่งอยู่
บ้านเลขที่ ๑ แขวงจอมพล เขตจตจุ กั ร กรุงเทพมหานคร พันตารวจตรีดาจึงตรวจสอบทะเบียน
บ้านแล้วพบวา่ บ้านเลขที่ ๑ ดงั กล่าวเป็นบ้านบดิ าของนายโท พนั ตารวจตรีดาจึงขอหมายค้นและ
หมายจบั จากศาลเพ่ือพบตวั นายโทและยาเสพติดที่บ้านเลขท่ี ๑ ดงั กล่าว เมื่อไปถึงบ้านเลขท่ี ๑
แขวงจอมพล เขตจตจุ กั ร กรุงเทพมหานคร พนั ตารวจตรีดาเห็นบ้านเลขท่ี ๑ และบ้านไม่มีเลขที่
ซงึ่ ปลกู ตดิ กบั บ้านเลขที่ ๑ ดงั กล่าว โดยนายโทยืนอยหู่ น้าบ้านไม่มีเลขที่ดงั กล่าว พนั ตารวจตรีดา
จึงแสดงหมายค้นและหมายจบั เข้าตรวจค้นบ้านไม่มีเลขท่ีดังกล่าวพบยาเสพติดจึงยึดไว้เป็น
ของกลางและจบั กมุ นายโทไปดาเนนิ คดี
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ การตรวจค้นและการจบั กมุ ของพนั ตารวจตรีดาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ ขณะที่พันตารวจตรีดาเข้าตรวจค้นนางแจ๋วนัน้ นางแจ๋วกาลังขายก๋วยเตี๋ยว
อยทู่ ่ีร้านซึ่งมีลกู ค้ากาลงั นงั่ รับประทานก๋วยเต๋ียวอย่ทู ่ีร้านของนางแจ๋ว ดังนี้ ร้ำนก๋วยเต๋ียวของ
นำงแจ๋วหำใช่เป็ นท่ีรโหฐำนไม่ แต่เป็ นท่ีสำธำรณสถำน เม่ือพนั ตารวจตรีดาได้รับแจ้งจาก
นายเอกว่าซือ้ ยาเสพติดมาจากนางแจ๋วท่ีร้ านก๋วยเต๋ียว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่ำนำงแจ๋ว
มียำเสพติดไว้ในครอบครองอันเป็ นควำมผิดต่อกฎหมำย พันตำรวจตรีดำซ่ึงเป็ น
เจ้ำพนักงำนตำรวจย่อมมีอำนำจค้นนำงแจ๋วได้ โดยไม่ต้องมีหมำยค้ นตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๓
เม่ือตรวจค้นพบยาเสพติดอย่ใู นครอบครองของนางแจ๋ว กำรกระทำของนำงแจ๋วจึง
เป็ นควำมผิดซ่ึงหน้ำ พันตำรวจตรีดำซ่งึ เป็ นเจ้ำพนักงำนตำรวจย่อมมีอำนำจจับนำงแจ๋ว
ได้โดยไม่ ต้องมีหมำยจับตามมาตรา ๗๘ (๑) กำรตรวจค้ นและจับกุมนำงแจ๋ วของ
พนั ตำรวจตรีดำจึงชอบด้วยกฎหมำย (ฎีกาที่ ๓๗๕๑/๒๕๕๑)
บ้านที่พนั ตารวจตรีดาเข้าตรวจค้นและจบั กมุ นายโทนนั้ เป็นบ้านไม่มีเลขที่ปลกู ตดิ อย่กู บั
บ้านเลขท่ี ๑ แขวงจอมพล เขตจตจุ กั ร กรุงเทพมหานคร ของบิดานายโทซึ่งเป็นบ้านตามท่ีระบไุ ว้
ในหมายค้น ย่อมเข้ำใจได้ว่ำเป็ นบ้ำนเลขท่ีเดียวกัน กำรตรวจค้นของพันตำรวจตรีดำ
จึงเป็ นกำรค้นและกำรจับโดยมีหมำยของศำลซ่ึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว (ฎีกาที่ ๖๙๔๒/
216
๒๕๕๑)
ฎีกำท่ี ๓๗๕๑/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๐ ขณะที่ตารวจเข้าตรวจค้นตวั จาเลยนนั้ จาเลย
กาลงั ขายก๋วยเตย๋ี วอยทู่ ่ีร้านก๋วยเตี๋ยวของจาเลย ซงึ่ มีลกู ค้ากาลงั นงั่ รับประทานก๋วยเตี๋ยวอยทู่ ่ีร้าน
ของจาเลย ดงั นี ้ร้านก๋วยเต๋ียวของจาเลยจึงหาใช่เป็นที่รโหฐานไม่ แต่เป็นท่ีสาธารณสถาน เม่ือ
ตารวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจาเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง อันเป็ นความผิด
ตอ่ กฎหมาย ตารวจยอ่ มมีอานาจค้นจาเลยได้โดยไมต่ ้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ และ
เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจาเลย การกระทาของจาเลยก็เป็น
ความผิดซ่ึงหน้า ตารวจย่อมมีอานาจจบั จาเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘
(๑) การตรวจค้นและจบั กมุ จงึ ชอบด้วยกฎหมาย
ฎีกำท่ี ๖๙๔๒/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๐๓ บ้านท่ีเจ้าพนักงานตารวจเข้าตรวจค้นและ
จบั กมุ จาเลยนนั้ เป็นบ้านของจาเลย ไมม่ ีเลขที่ปลกู ตดิ อย่กู บั บ้านเลขท่ี ๒๙๗ ของ ฉ. บิดาจาเลย
ซึ่งเป็นบ้านตามท่ีระบุไว้ในหมายค้น ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นบ้านเลขที่เดียวกัน การตรวจค้นของ
เจ้าพนกั งานตารวจจงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ข้อ ๓๗ คำถำม นายเอกและนายโทมีปากเสียงกันเพราะนายโทต่อว่านายเอกว่า
ลกั ทรัพย์ของนายโทไป เมื่อโต้เถียงกนั รุนแรงแล้วนายโทไม่พอใจที่ถกู นายเอกลกั ทรัพย์ไปแล้วยงั
มาเถียง นายโทจงึ ใช้ไม้ตีศีรษะนายเอกจนแตกต้องเย็บหลายเข็ม หลงั จากออกจากโรงพยาบาล
แล้ว นายเอกและนายโทเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยนายโทกล่าวหาว่านายเอก
ลกั ทรัพย์ (โทษจาคกุ ไม่เกิน ๓ ปี) เป็นคดีหนึ่ง นายเอกกล่าวหาว่านายโททาร้ายร่างกายเป็นเหตุ
ให้รับอนั ตรายสาหสั ตามใบรับรองแพทย์ท่ีระบวุ า่ ต้องรักษาตวั ๓๐ วนั (โทษจาคกุ ตงั้ แต่ ๖ เดือน
ถงึ ๑๐ ปี) เป็นอีกคดหี น่ึง พนกั งานสอบสวนสอบคาให้การนายเอกและนายโทในฐานะผ้เู สียหาย
แล้ว นายเอกและนายโทมอบตวั สู้คดีที่ถูกอีกฝ่ ายหนึ่งกล่าวหา พนกั งานสอบสวนแจ้งข้อหาให้
ทราบแล้ว เหน็ วา่ คดีมีหลกั ฐานตามสมควรว่านายเอกและนายโทกระทาผิดตามท่ีถกู กลา่ วหา แต่
การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เน่ืองจากต้องสอบพยานเพ่ิมเติมอีกทัง้ สองคดี จึงสั่งให้นายเอก
ไปศาลในวนั ท่ีแจ้งข้อกลา่ วหา เพ่ือยื่นคาร้องขอผดั ฟ้องและฝากขงั ตอ่ ศาล ๖ วนั และสง่ั ให้นายโท
ไปศาลในวนั ท่ีแจ้งข้อกลา่ วหา เพื่อย่ืนคาร้องขอฝากขงั ตอ่ ศาล ๑๒ วนั
ให้วินิจฉัยว่า หากศาลสอบข้อเท็จจริงแล้วได้ความดงั ที่กล่าวมาแล้ว ศาลมีอานาจส่ัง
อนญุ าตตามคาขอของพนกั งานสอบสวนได้หรือไม่
217
คำตอบ การท่ีนายเอกและนายโทเข้ามอบตวั ต่อพนกั งานสอบสวนตามท่ีถูกกล่าวหา
และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ยังถือไม่ได้ว่ำนำยเอกและนำยโทถูกจับ
เพรำะยังไม่มีคำส่ังหรือหมำยจับของศำล เม่ือนำยเอกและนำยโทยังไม่ถูกจับกุมจึงไม่อยู่
ในอำนำจควบคุมของพนักงำนสอบสวน (ฎีกาท่ี ๘๗๐๘/๒๕๔๗, ที่ ๖๖๓๕/๒๕๕๑)
การผดั ฟ้องนายเอกนนั้ เป็นกรณีท่ีไม่มีการจบั และพนกั งานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่นาย
เอกแล้ว พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบต้องส่งสำนวนกำรสอบสวนไปยังพนักงำนอัยกำร
พร้ อมกับส่ ังให้ ผู้ต้ องหำไปพบพนักงำนอัยกำรเพ่ือให้ พนักงำนอัยกำรย่ืนฟ้ องต่ อศำล
แขวงให้ทนั ภำยในกำหนดเวลำส่ีสิบแปดช่ัวโมงนับแต่เวลำท่ผี ู้ต้องหำได้รับแจ้งข้อหำ แต่
การสอบสวนยงั ไม่แล้วเสร็จ เน่ืองจากพนกั งานสอบสวนต้องสอบพยานเพิ่มเตมิ จึงเป็ นกรณีท่ี
เกิดควำมจำเป็ นไม่สำมำรถฟ้องผู้ต้องหำต่อศำลให้ทันภำยในกำหนดเวลำดังกล่ำว
พนั กงำนสอบสวนมีสิทธิ ย่ืนคำร้ องต่ อศำลเพ่ือขอผัดฟ้ องต่ อไปได้ อีกครำวละไม่ เกิน
หกวัน เมื่อสอบข้อเท็จจริงได้ความดงั กล่าวแล้วศำลมีอำนำจอนุญำตให้พนักงำนสอบสวน
ผัดฟ้องนำยเอกครัง้ นีไ้ ด้ไม่เกิน ๖ วัน ตามพระราชบญั ญัติจดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๗ วรรคสอง
การฝากขังนายเอกนัน้ เมื่อนายเอกไม่ได้อยู่ในความควบคุมของตารวจ แต่พนักงาน
สอบสวนได้สงั่ ให้ผ้ตู ้องหาไปศาลเพ่ือขอออกหมายขังตามมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า แห่งประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงำนสอบสวนย่นื คำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับขอให้
ศำลออกหมำยขังผู้ต้องหำไว้ และให้นำมำตรำ ๗ วรรคสำม วรรคส่ี และวรรคห้ำ มำใช้
บังคับโดยอนุโลม ในกรณีท่ีศำลส่ังอนุญำตให้ผัดฟ้องให้ศำลออกหมำยขังผู้ต้องหำ
เท่ำกับระยะเวลำท่ีศำลอนุญำตให้ผัดฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตัง้ ศาลแขวงและวิธี
พิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๘ วรรคห้า โดยไม่ต้องมีเหตุอันควรเช่ือว่ำนำย
เอกจะหลบหนี หรือจะไปย่งุ เหยิงกับพยำนหลักฐำน หรือก่อเหตุอันตรำยประกำรอ่ืนตาม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ (๒), ๗๑, ๘๗ เพราะพระราชบญั ญตั จิ ดั ตงั้
ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ บัญญัติไว้โดยเฉพาะยกเว้นประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศำลจึงมีอำนำจขังนำยเอกได้เท่ำกับระยะเวลำท่ีศำล
อนุญำตให้ผัดฟ้อง
การฝากขงั นายโท เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แม้นำยโทไม่ใช่ผู้ถูกจับและยัง
ไม่ได้มีกำรขอออกหมำยจับ แต่เม่ือพนักงำนสอบสวนเหน็ ว่ำคดีมีหลักฐำนตำมสมควรว่ำ
นำยโทกระทำควำมผิดอำญำตำมท่ีถกู กล่ำวหำซ่ึงมีอัตรำโทษจำคุกอย่ำงสูงเกิน ๓ ปี ตำม
218
มำตรำ ๗๑ ประกอบมำตรำ ๖๖ (๑) เป็ นกรณีมีเหตุจำเป็ นเพ่ือทำกำรสอบสวน ศำลมี
อำนำจอนุญำตให้ฝำกขังนำยโทครัง้ นีไ้ ด้ไม่เกิน ๑๒ วันตามคาขอของพนกั งานสอบสวนโดย
นามาตรา ๘๗ มาใช้โดยอนโุ ลมตามมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า
ข้อสังเกต คาตอบข้อนี้เป็ นไปตามกฎหมายใหม่ ซ่ึงผลจะตรงกันข้ามกับฎีกาที่ตัดสินตาม
กฎหมายเดิม ขอใหด้ ขู อ้ สงั เกตทา้ ยฎีกาที่ ๘๗๐๘/๒๕๔๗ และ ๖๖๓๕/๒๕๕๑ เพ่ิมเติมดว้ ย
ฎีกำท่ี ๘๗๐๘/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๐๑ การที่ผ้ตู ้องหามาพบพนกั งานสอบสวนตามท่ีถกู เรียก
และพนกั งานสอบสวนแจ้งข้อกลา่ วหาให้ทราบทนั ที “ยงั ถือไม่ได้ว่าผ้ตู ้องหาถกู จบั ” เพราะยงั ไมม่ ี
คาสง่ั หรือหมายจบั ของศาล เมื่อผ้ตู ้องหายงั ไม่ถกู จบั กมุ จึงไม่อย่ใู นอานาจควบคมุ ของพนกั งาน
สอบสวนหรือเจ้าพนกั งานผ้รู ้อง “ผ้รู ้องจึงไม่สามารถย่ืนคาร้องขอให้ศาลออกหมายขงั ผ้ตู ้องหา”
ไว้ระหวา่ งสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๗ วรรคสาม ได้
ข้อสังเกต ฎีกาที่ ๘๗๐๘/๒๕๔๗ คาวินิจฉัยเฉพาะส่วนที่ว่า “ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับ”
ยังคงใช้เป็ นบรรทัดฐานได้ตาม ป.วิ.อ. ที่แก้ไขตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับที่ ๒๒ แต่
คาวินิจฉยั ที่ว่า “จะขอฝากขงั ไม่ได้” นน้ั ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคหา้ ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ. แก้ไข
เพ่ิมเติมฯ (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ.๒๕๔๗ ให้อานาจพนักงานสอบสวนสัง่ ให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อ
ขอออกหมายขัง หากมีเหตทุ ี่จะออกหมายขงั ได้ตามมาตรา ๗๑ ดงั นน้ั ฎีกาที่ ๘๗๐๘/๒๕๔๗
ซึ่งตดั สินตามกฎหมายเดิมส่วนที่วินิจฉัยว่า “ตารวจไม่มีอานาจมาขอฝากขงั ในข้อหาฆ่าผู้อื่น”
จึงใช้เป็ นบรรทดั ฐานต่อไปไม่ได้ เพราะตารวจสามารถขอฝากขงั ได้ตามมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า
ทีแ่ ก้ไขใหม่ เช่นเดียวกบั การขอฝากขงั นายโทตามคาถามข้อนี้
ฎีกำท่ี ๖๖๓๕/๒๕๕๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและ
วธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ นนั้ การจบั บคุ คลใดจะกระทามิได้เว้นแตม่ ีคาสง่ั
หรือหมายของศาล หรือผ้นู นั้ ได้กระทาความผิดซง่ึ หน้า หรือมีเหตจุ าเป็นอยา่ งอ่ืนให้จบั ได้โดยไมม่ ี
หมายจบั ตามที่กฎหมายบญั ญัติไว้ การที่จาเลยเข้าหาพนกั งานสอบสวนเม่ือวนั ท่ี ๘ สิงหาคม
๒๕๔๘ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ประกอบ พ.ร.บ.
จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ จึงยงั ถือไม่ได้ว่าจาเลยถกู จบั เพราะยงั ไม่มีคาสง่ั หรือหมายของศาล
และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบญั ญัติดงั กลา่ ว เมื่อจาเลยยงั ไม่ถกู จบั จงึ ไมอ่ ย่ใู นบงั คบั ของมาตรา
๗ และมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ. จัดตัง้ ศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจาเลยภายในกาหนดเวลา
ส่ีสิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จาเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจาก
อยั การสงู สดุ โจทก์จงึ มีอานาจฟ้องคดีนี ้
ข้อสังเกต ฎีกานีป้ ระเด็นที่ว่า “คดีในอานาจศาลแขวงผูต้ อ้ งหาเข้ามอบตวั และพนกั งานสอบสวน
219
แจ้งข้อกล่าวหา ยงั ถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยงั ไม่มีคาสง่ั หรือหมายของศาล” ยงั ใช้เป็ น
บรรทดั ฐานตามกฎหมายปัจจุบนั ได้ แต่ “ประเด็นทีว่ ่าไม่ตอ้ งขอผดั ฟ้อง” ใช้เป็นบรรทดั ฐานไม่ได้
แลว้ เพราะปัจจุบนั มาตรา ๗ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวงฯ (แก้ไขโดย (ฉบบั ที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖) ในกรณีที่ไม่มีการจบั แต่พนกั งานสอบสวน
ได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว พนักงานอยั การต้องฟ้องต่อศาลแขวงให้ทนั ภายใน ๔๘ ช่ัวโมง
นบั แต่เวลาทีผ่ ตู้ อ้ งหาได้รบั แจ้งขอ้ หา หากฟอ้ งไม่ทนั ตอ้ งขอผดั ฟอ้ งตามมาตรา ๗ วรรคสาม หาก
จะขอฝากขังมาตรา ๘ วรรคห้า กาหนดให้พนักงานสอบสวนต้องส่ังให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อ
ขอออกหมายขงั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคห้า โดยนา พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๗
วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม
ข้อ ๓๘ คำถำม นายแดงถกู นายขาวและนายเหลืองร่วมกนั ชิงทรัพย์แล้วหลบหนีไป นาย
แดงได้ร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนไว้แล้ว ในวนั รุ่งขนึ ้ นายแดงพบนายขาวและนายเหลืองท่ีถนน
สาธารณะหน้าบ้านของนายเหลือง นายแดงจึงแจ้งตารวจ ๒ คน ท่ีเดินอยู่บริเวณใกล้เคียงให้
จบั กมุ โดยแจ้งตอ่ ตารวจด้วยวา่ ได้ร้องทกุ ข์ไว้แล้วและยืนยนั วา่ จาคนร้ายได้แน่นอน คือ นายขาว
และนายเหลือง ตารวจจึงเข้าไปบอกนายขาวและนายเหลืองว่าทงั้ สองคนถูกกล่าวหาว่าร่วมกัน
ชงิ ทรัพย์ เม่ือตารวจพดู จบแล้วนายขาวก็ว่ิงหนีไปตามถนนทนั ที ตารวจคนหนงึ่ จงึ ว่ิงตามไปจนทนั
เม่ือแจ้งนายขาวว่านายขาวต้องถูกจบั แล้วสงั่ ให้ไปโรงพัก นายขาวยอมให้จบั ส่วนนายเหลือง
บอกตารวจวา่ ตนมิได้กระทาผิดและบ้านตนอยทู่ ี่นี่ แล้วนายเหลืองจะเดนิ หนีเข้าบ้าน ตารวจสง่ั ให้
หยดุ และแจ้งว่านายเหลืองต้องถกู จบั แล้วสง่ั ให้ไปโรงพกั นายเหลืองวิ่งหนีจะเข้าบ้านของตนแต่
ตารวจคว้าตวั ไว้ทนั นายเหลืองจงึ ยอมให้จบั โดยดี ผ้จู บั แจ้งสิทธิถกู ต้องตามกฎหมายและได้ทา
บันทึกการจับกุมแล้ วนานายขาวและนายเหลืองส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวน
ดาเนินการสอบสวนตามกฎหมายก่อนครบ ๔๘ ชั่วโมงพนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ
เน่ืองจากต้องสอบพยานบคุ คลอีกหลายปาก จึงนาตวั นายขาวและนายเหลืองไปขอฝากขงั ที่ศาล
นายขาวและนายเหลืองคดั ค้านว่าเป็นการจบั โดยไม่มีหมาย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนกั งาน
สอบสวนไม่มีอานาจควบคมุ จะย่ืนคาร้องขอฝากขงั ตอ่ ศาลไม่ได้ หากข้อเท็จจริงได้ความตามท่ี
กลา่ วมาแล้ว
ให้วินิจฉยั วา่ ศาลจะมีคาสง่ั อนญุ าตให้ขงั นายขาวและนายเหลืองได้หรือไม่
คำตอบ แม้ตารวจท่ีจับนายขาวจะไม่มีหมายจับจากศาล แต่เม่ือมีเหตุท่ีจะออก
หมำยจับนำยขำวตามมาตรา ๖๖ (๒) กลา่ วคอื การที่นายแดงยืนยนั วา่ จาคนร้ายได้แนน่ อน คือ
220
นายขาวและนายเหลือง เป็ นกรณีท่ีมีหลักฐำนตำมสมควรว่ำผู้นัน้ น่ำจะได้กระทำควำมผิด
อำญำ เมื่อตารวจบอกนายขาวว่า นายขาวถกู กล่าวหาวา่ ร่วมกนั ชิงทรัพย์ นายขาวก็ว่ิงหนีทนั ที
ถือได้ว่ำมีเหตุอันควรเช่ือว่ำนำยขำวจะหลบหนี มีเหตุท่ีจะออกหมำยจับนำยขำวได้ตาม
มาตรา ๖๖ (๒) การท่ีนายขาววิ่งหนีไปทันที จึงมีควำมจำเป็ นเร่งด่วนท่ีไม่สำมำรถขอให้ศำล
ออกหมำยจับนำยขำวได้ เจ้ำพนักงำนตำรวจจึงมีอำนำจจับนำยขำวโดยไม่มีหมำยได้
ตำมมำตรำ ๗๘ (๓) เม่ือตำรวจมีอำนำจจับนำยขำวแล้วพนักงำนสอบสวนก็มีอำนำจ
ควบคุมตัวนำยขำวไว้ตำมควำมจำเป็ นแก่พฤติกำรณ์แห่งคดี เม่ือพนักงำนสอบสวนยัง
สอบสวนไม่เสร็จเน่ืองจำกต้องสอบพยำนบุคคลอีกหลำยปำก จึงมีเหตุจำเป็ นเพ่ือกำร
สอบสวนและฟ้องคดี พนักงำนสอบสวนจึงย่นื คำร้องขอฝำกขังต่อศำลได้ตำมมำตรำ ๘๗
ศำลจะมีคำส่ังอนุญำตให้ขังนำยขำวได้
แต่กรณีนายเหลืองนัน้ แม้จะเป็ นกรณีท่ีมีหลักฐำนตำมสมควรว่ำผู้นั้นน่ำจะได้
กระทำควำมผิดอำญำ และถือได้ว่ำมีเหตุอันควรเช่ือว่ำนำยเหลืองจะหลบหนี มีเหตุท่ีจะ
ออกหมำยจับได้ตามมาตรา ๖๖ (๒) แตก่ ารท่ีนายเหลืองว่ิงหนีจะเข้าบ้านของตน ยงั ไม่มีควำม
จำเป็ นเร่งด่วนท่ีไม่สำมำรถขอให้ศำลออกหมำยจับนำยเหลืองได้ เจ้ำพนักงำนตำรวจ
จงึ ไม่มีอำนำจจับนำยเหลืองโดยไม่มีหมำยตำมมำตรำ ๗๘ (๓) เม่ือตำรวจไม่มีอำนำจจับ
นำยเหลือง ก็ไม่มีอำนำจควบคุมตัว ดังนัน้ พนักงำนสอบสวนก็ไม่มีอำนำจย่ืนคำร้องขอ
ฝำกขังนำยเหลืองต่อศำลตำมมำตรำ ๘๗ ศำลต้องส่ังไม่อนุญำตให้ขังนำยเหลือง ให้ยก
คำร้ องของพนักงำนสอบสวนในส่ วนนี ้
ข้อสังเกต นกั ศึกษาอาจจะพบแต่คาพิพากษาที่ว่าการจับไม่ชอบไม่ทาให้การสอบสวนเสียไป
นกั ศึกษาน่าจะมาลองคิดดูบ้างว่า หากการจับไม่ชอบจะกระทบต่อการดาเนินคดีอย่างไรบ้าง
คาถามข้อนี้เป็นส่วนหน่ึงของการฝึ กให้นกั ศึกษาหาแง่มุมต่าง ๆ ทางกฎหมายว่าการดาเนินคดี
บางประการอาจจะมีผลกระทบการดาเนินคดีส่วนอื่นอย่างไร สาหรับคาถามข้อนี้ก็คือการจับ
โดยชอบ ทาให้เจ้าพนักงานตารวจเกิดอานาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ไม่เกิน ๔๘ ชวั่ โมง ก่อน
ควบคุมตัวครบกาหนดดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องไปยื่นคาร้องขอให้ศาลออกหมายขัง
ผู้ต้องหาตามมาตรา ๘๗ แต่ถ้าการจบั ไม่ชอบก็ไม่มีอานาจควบคมุ เมื่อไม่มีอานาจควบคมุ ก็จะ
ไปยื่นคาร้องขอให้ศาลออกหมายขังไม่ได้ หากข้อเท็จจริ งเปลี่ยนไปเป็ นนายเหลืองถูกจับ
ไปควบคมุ ทีโ่ รงพกั แต่นายเหลืองไม่มีหลกั ทรัพย์มาขอใหป้ ล่อยชว่ั คราว ภรรยาของนายเหลืองมา
ยื่นคาร้องขอให้ศาลสง่ั ปล่อยนายเหลืองทนั ทีที่ถูกจับ ก็จะเป็นเรื่องการถูกคมุ ขงั โดยไม่ชอบ ซึ่ง
ภรรยาของนายเหลืองสามารถยืน่ คาร้องต่อศาลขอใหป้ ล่อยนายเหลืองไดต้ ามมาตรา ๙๐ และยงั
อาจจะมีปัญหาอืน่ อีกมากมาย ซึ่งผูแ้ ต่งขอฝากใหน้ กั ศึกษาไปฝึกคิด
221
ข้อ ๓๙ คำถำม ดาบตารวจเก่งถกู นายโกยทาร้ายร่างกาย ดาบตารวจเก่งร้องทุกข์จน
พนกั งานสอบสวนได้ยื่นคาร้องขอออกหมายจบั และศาลได้ออกหมายจบั ให้แก่พนกั งานสอบสวน
แล้ว ต่อมาดาบตารวจเก่งพบนายโกยยืนคยุ กบั เพื่อนที่หน้าบ้านของนายโกย นายโกยเห็นดาบ
ตารวจเก่งแล้ว นายโกยกาลงั จะเดนิ หนีเข้าบ้านของนายโกย ดาบตารวจเก่งจงึ จบั กมุ นายโกยโดย
ไมม่ ีหมายจบั
ให้วนิ ิจฉยั วา่ การจบั ของดาบตารวจเก่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ เจ้ำพนักงำนตำรวจจะจับโดยไม่มีหมำยจับไม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุท่ีจะจับ
โดยไม่มีหมำยได้ตามมาตรา ๗๘ (๑) ถึง (๔) เมื่อดาบตารวจเก่งไม่มีหมายจบั การที่นายโกย
เห็นดาบตารวจเก่งแล้วนายโกยกาลังจะเดินหนีเข้าบ้านของนายโกย จึงไม่ใช่กรณีท่ีมีควำม
จำเป็ นเร่งด่วนท่ีไม่อำจขอให้ศำลออกหมำยจับบุคคลนัน้ ได้ตามมาตรา ๗๘ (๓) และดาบ
ตารวจเก่งจะอ้างว่าจบั ในฐานะที่ตนเป็นราษฎรก็ไม่ได้ เพรำะนำยโกยได้กระทำผิดจนศำล
ออกหมำยจับแล้ว ไม่ใช่กำลังกระทำควำมผิดอันเป็ นควำมผิดซ่ึงหน้ำท่ีจะทำให้รำษฎร
มีอำนำจจับตำมมำตรำ ๗๙ กำรจับของดำบตำรวจเก่งจงึ ไม่ชอบด้วยกฎหมำย
ข้อสังเกต ใหด้ ูฎีกาที่ ๓๐๓๑/๒๕๔๗ พร้อมข้อสงั เกต
ฎีกำท่ี ๓๐๓๑/๒๕๔๗ ฎ.๘๔๔ ดาบตารวจ ป. พบ ส. ผ้ตู ้องหาซึ่งมีการออกหมายจบั ไว้
แล้ว ดาบตารวจ ป. มีอานาจจบั กุม ส. ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๓)
(เดมิ )
การแจ้งข้อหาเพ่ิมเตมิ แกจ่ าเลยทงั้ สองจากการกระทาท่ีได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว
โดยจาเลยทงั้ สองให้การปฏิเสธ ถือได้ว่า เป็นส่ิงเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอย่ใู นเขตอานาจของ
พนั ตารวจโท น. พนักงานสอบสวนและพันตารวจโท ส. หวั หน้าพนกั งานสอบสวน และมิได้มี
บทบัญ ญั ติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้ การกระทาดังกล่าวพนักงานสอบสวนต้ องก ระทาด้ วย
ตนเอง เม่ือร้อยตารวจโท ป. ซ่ึงเป็นผ้อู ย่ใู ต้บงั คบั บญั ชาของพนั ตารวจโท น. และพนั ตารวจโท ส.
ได้รับคาสงั่ จากผ้บู งั คบั บญั ชาให้ทาการสอบสวนเพ่ิมเตมิ แทน การสอบสวนเพ่ิมเติมจึงชอบด้วย
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๘ (๒) แล้ว
ข้อสังเกต ฎีกานี้เฉพาะส่วนที่วินิจฉยั ว่า จบั ได้โดยไม่ต้องมีหมายจบั ตาม มาตรา ๗๘ (๓) เป็น
การตดั สินตามมาตรา ๗๘ (๓) เดิม ซ่ึงบัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอนั ควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทา
ความผิดมาแล้วและจะหลบหนี" คดีนี้เมื่อออกหมายจบั แล้วยงั จบั ตวั ไม่ได้ ก็คงจะถือได้ว่ามีเหตุ
อนั ควรสงสยั ว่าผู้นนั้ ได้กระทาความผิดมาแล้วและจะหลบหนีตามมาตรา ๗๘ (๓) เดิมแลว้ แต่
มาตรา ๗๘ (๓) ที่แก้ไขตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพ่ิมเติมฯ ฉบบั ที่ ๒๒ บญั ญัติว่า "เมื่อมีเหตุที่จะออก
222
หมายจบั บคุ คลนน้ั ตามมาตรา ๖๖ (๒) แต่มีความจาเป็นเร่งด่วนทีไ่ ม่อาจขอใหศ้ าลออกหมายจบั
บุคคลนน้ั ได้" ข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกาดงั กล่าวยงั ไม่เป็ นเหตุให้จับโดยไม่มีหมายตาม
มาตรา ๗๘ (๓) ที่แก้ไขใหม่ เพราะคดีนี้ออกหมายจับไว้แล้วไม่ใช่กรณีมีความจาเป็ นเร่งด่วน
ทีไ่ ม่อาจขอใหศ้ าลออกหมายจบั
ข้อ ๔๐ คำถำม เจ้าพนกั งานตารวจสืบทราบวา่ มีการลกั ลอบจาหน่ายยาเสพติดท่ีบ้าน
ที่นายกล้วยอาศยั เจ้าพนกั งานตารวจได้เดนิ ทางไปท่ีบ้านดงั กลา่ ว พบนางส้มมารดานายกล้วยซึ่ง
แจ้งว่าเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าพนักงานตารวจแสดงบัตรประจาตัวและขอตรวจค้นในบ้านหลัง
ดงั กลา่ ว นางส้มยินยอมให้ค้น ขณะที่เดินขนึ ้ ไปบนบ้าน พบนายกล้วยในห้องนอนขณะกาลงั โยน
หอ่ ยาเสพติดเข้าไปใต้เตยี ง เจ้าพนกั งานตารวจจงึ เข้าไปหยบิ มาตรวจสอบแล้วพบวา่ เป็นเมทแอม
เฟตามีนหอ่ ใหญ่และปืนเถ่ือน ๑ กระบอก ในการจบั กมุ เจ้าพนกั งานตารวจได้ดาเนินการและแจ้ง
สิทธิแก่นายกล้วยตามกฎหมายแล้วจึงแจ้งข้อหาว่า นายกล้วยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยา
เสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยฝ่ าฝืนกฎหมายและมีอาวธุ ปืนไมม่ ีทะเบียนไว้ใน
ครอบครองโดยผิดกฎหมาย นายกล้ วยให้ การรับสารภาพในชัน้ จับกุมตลอดข้ อกล่าวหา
เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมจึงสั่งให้นายกล้วยไปสถานีตารวจ ซ่ึงนายกล้วยก็ยินยอมไปโดยดี
นอกจากนีเ้ จ้าพนักงานตารวจผู้จบั กุมยงั เชิญนางส้มให้ไปสถานีตารวจด้วยเพื่อจะสอบไว้เป็น
พยาน นายกล้วยและนางส้มขอให้รอนางชมพู่และนางแตงไทยซ่ึงเป็นเพ่ือนบ้านสนิทเพ่ือจะไป
สถานีตารวจด้วยกัน เมื่อบคุ คลดงั กล่าวมาแล้วทงั้ หมดก็ไปสถานีตารวจด้วยกนั เม่ือไปถึงสถานี
ตารวจเจ้าพนกั งานตารวจผู้จบั กุมก็มีการมอบผู้ต้องหาคือนายกล้วยพร้อมพยานหลักฐานแก่
พ.ต.ท.สะตอซึ่งเป็นพนกั งานสอบสวนโดยมีการดาเนินการตามกฎหมายพร้อมทงั้ แจ้งด้วยว่า ได้
เชิญนางส้มมาเป็นพยาน พ.ต.ท.สะตอได้สอบคาให้การเจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ และนางส้มใน
ฐานะพยานผ้รู ู้เห็นเหตกุ ารณ์และสอบคาให้การนางชมพแู่ ละนางแตงไทยเป็นพยานด้วย ในการ
สอบสวนผ้ตู ้องหา พ.ต.ท.สะตอได้แจ้งสิทธิแก่นายกล้วยตามกฎหมายแล้ว จงึ แจ้งข้อกลา่ วหาว่า
นายกล้วยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยฝ่ าฝืน
กฎหมายข้อหาเดียวเท่านนั้ นายกล้วยเกรงวา่ นางส้มมารดาจะถกู ดาเนินคดีจงึ ให้การรับสารภาพ
ในชนั้ สอบสวน เพื่อให้เจ้าพนกั งานตารวจปล่อยตวั นางส้มไป ในวนั รุ่งขึน้ พ.ต.ท.สะตอซ่ึงเป็น
พนักงานสอบสวนผ้ ูรับผิดชอบได้ ตรวจสานวนการสอบสวนแล้ วพบว่าตนลืมแจ้ งข้ อหาตาม
พ.ร.บ.อาวธุ ปืนฯ พ.ต.ท.สะตอจึงมอบหมายให้ ร.ต.ท. เงาะซง่ึ เป็นผ้อู ยใู่ ต้บงั คบั บญั ชาแจ้งข้อหา
เพิ่มเติม ร.ต.ท. เงาะแจ้งสิทธิตามกฎหมายแล้วแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่านายกล้วยมีอาวุธปืนไม่มี
223
ทะเบียนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายอีกข้อหาหนึ่ง นายกล้วยให้การปฏิเสธและไม่ยอมลง
ลายมือชื่อในคาให้การ
ให้วินิจฉัยว่า ๑. การท่ีเจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ เข้าตรวจค้นและจบั กมุ โดยไม่มีหมาย
ค้นและหมายจบั ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
๒. คาให้การรับสารภาพในชนั้ จบั กมุ รับฟังได้หรือไม่
๓. คาให้การรับสารภาพในชนั้ สอบสวนรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๓๔/๔ (๑), มาตรา ๒๒๖ หรือไม่
๔. การสอบสวนเพมิ่ เตมิ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ ๑. การค้นในท่ีรโหฐานนนั้ แม้ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา
๙๒ ห้ำมมิให้ค้นในท่ีรโหฐำนโดยไม่มีหมำยค้นหรือคำส่ังของศำล เว้นแต่มีเหตุตำม
กฎหมำยให้ค้นได้ ซ่ึงมำตรำ ๙๒ ดังกล่ำวเป็ นกฎหมำยคุ้มครองสิทธิเจ้ำบ้ำนแห่งท่ี
รโหฐำนนัน้ หำกไม่มีหมำยค้นเจ้ำบ้ำนไม่ยอมให้ค้นได้ แต่ถ้ำเจ้ำบ้ำนซ่งึ เป็ นผู้ทรงสิทธิท่ี
กฎหมำยคุ้มครองยินยอมสละสิทธิท่ีกฎหมำยคุ้มครองไว้โดยมิได้ถูกหลอกลวงหรือข่มขู่
เม่ือควำมยินยอมดังกล่ ำวไม่ ขัดต่ อควำมสงบเรี ยบร้ อยหรือศีลธรรมอันดีของประชำชน
ย่อมมีผลบังคับใช้ได้ คดีนีเ้ จ้าพนกั งานตารวจแสดงบตั รประจาตวั และขอตรวจค้นในบ้านหลงั
ดงั กลา่ วโดยไม่มีหมายค้น แตเ่ ม่ือนางส้มเจ้าบ้านยินยอมให้ค้น นำยกล้วยจะอ้ำงว่ำเป็ นกำรค้น
โดยไม่มีหมำยค้นท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมำยไม่ได้ ดงั นนั้ กำรจับในคดีนีแ้ ม้จะเป็ นกำรจับใน
ท่ีรโหฐำนจึงไม่นำหลักเกณฑ์ท่ีว่ำ ไม่ว่ำจะมีหมำยจับหรือไม่ก็ตำม ห้ำมมิให้จับใน
ท่ีรโหฐำน เว้นแต่จะได้ทำตำมบทบัญญัติในประมวลกฎหมำยนีอ้ ันว่ำด้วยกำรค้นใน
ท่ีรโหฐำนมำตรำ ๘๑ มำใช้บังคับ ต้องพิจำรณำเฉพำะเหตุในกำรจับเพียงประกำรเดียว
โดยไม่ต้องพิจำรณำถึงเหตุในกำรค้น คดีนีเ้ ม่ือเจ้าพนกั งานตารวจเดินขึน้ ไปบนบ้านพบนาย
กล้วยในห้องนอนขณะกาลงั โยนห่อยาเสพติดเข้าไปใต้เตียง เม่ือเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่าเป็น
เมทแอมเฟตามีนห่อใหญ่และปืนเถ่ือน ๑ กระบอก เป็ นกรณีท่ีเจ้ำพนักงำนตำรวจเห็นนำย
กล้วยกำลังกระทำควำมผิดฐำนมียำเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพ่ือจำหน่ำยโดยผิด
กฎหมำย อันเป็ นควำมผิดซ่ึงหน้ำตามมาตรา ๘๐ วรรคหนงึ่ เจ้ำพนักงำนตำรวจจึงมีอำนำจ
จับนำยกล้วยโดยไม่มีหมำยของศำลได้ ตามมาตรา ๗๘ (๑) เพรำะนำยกล้วยได้กระทำ
ควำมผิดซ่ึงหน้ำ กำรจับโดยไม่มีหมำยจับคดีนีจ้ ึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว (ฎีกาท่ี ๑๑๖๔/
๒๕๔๖)
๒. คาให้การรับสารภาพในชนั้ จบั กมุ ของนายกล้วยนนั้ ถ้อยคำใด ๆ ท่ีผู้ถูกจับให้ไว้ต่อ
224
เจ้ำพนักงำนผู้จับ ถ้ำถ้อยคำนัน้ เป็ นคำรับสำรภำพของผู้ถูกจับว่ำตนได้กระทำควำมผิด
ห้ำมมิให้รับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนตามมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ดงั นนั้ คำให้กำรรับสำรภำพ
ของนำยกล้วยในชัน้ จับกุม จึงไม่สำมำรถรับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนในชัน้ ศำลได้
๓. การที่นายกล้วยรับสารภาพในชนั้ สอบสวนนนั้ แม้เจ้าพนกั งานตารวจจะได้เชิญนาง
ส้มมารดานายกล้วยไปท่ีสถานีตารวจด้วย แตก่ ารที่นายกล้วยให้การรับสารภาพ เพ่ือให้พนกั งาน
สอบสวนปล่อยตวั นางส้ม เป็ นกำรตัดสินใจโดยอิสระของนำยกล้วยเอง มิได้เกิดจำกกำร
จูงใจหรือมีคำม่ันสัญญำของพนักงำนสอบสวนแต่ประกำรใด ทัง้ เจ้ำพนักงำนตำรวจมิได้
จับกุมหรือดำเนินคดีแก่นำงส้ม เป็ นเพียงกำรเชิญตัวไปในกำรสืบสวนหำข้อเท็จจริง
คำรับสำรภำพของนำยกล้วยในชัน้ สอบสวนจึงใช้เป็ นพยำนหลักฐำนยนั นำยกล้วยในชัน้
พจิ ำรณำได้ตามมาตรา ๑๓๔/๔ (๑), และมาตรา ๒๒๖ (ฎีกาท่ี ๑๕๘๑/๒๕๔๘)
๔. การที่ ร.ต.ท. เงาะ แจ้งข้อหาเพ่ิมเติมแก่นายกล้วยนนั้ การสอบสวนเพ่ิมเติมดงั กลา่ ว
เป็ นเพียงการแจ้ งข้ อหาเพิ่มเติมแก่นายกล้ วยจากการกระทาท่ีได้ มีการสอบสวนไว้ โดยชอบแล้ ว
โดยนายกล้วยเองก็ได้ให้การปฏิเสธ ถือได้ว่ำ เป็ นส่ิงเล็กน้อยในกำรสอบสวน ซ่ึงอยู่ใน
อำนำจของ พ.ต.ท. สะตอพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบ และมิได้ มีบทบัญญัติ
แห่งกฎหมำยใดเจำะจงให้กำรกระทำดังกล่ำวพนักงำนสอบสวนต้องกระทำด้วยตนเอง
เห็นได้ว่ำ ร.ต.ท. เงำะ ซ่ึงเป็ นผู้ใต้บังคับบัญชำของ พ.ต.ท. สะตอได้รับคำส่ังจำก
ผู้บังคับบัญชำให้ทำกำรสอบสวนเพ่ิมเติมแทน ดังนัน้ กำรสอบสวนเพ่ิมเติมดังกล่ำว
จงึ ชอบด้วยมำตรำ ๑๒๘ (๒) แล้ว (ฎีกาที่ ๓๐๓๑/๒๕๔๗)
ฎีกำท่ี ๑๑๖๔/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๓ ก่อนค้นบ้านท่ีเกิดเหตุ เจ้าพนกั งานตารวจได้
แสดงบัตรประจาตวั เจ้าพนกั งานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่ พ. เจ้าของบ้านซึ่งเป็น
มารดาของจาเลย และได้รับความยินยอมแล้ว เม่ือไม่ปรากฏวา่ เจ้าพนกั งานตารวจได้ขเู่ ข็ญหรือ
หลอกลวงให้ พ. ให้ความยนิ ยอมในการค้นแตป่ ระการใด แม้การค้นดงั กล่าวจะทาโดยไม่มีหมาย
ค้นที่ออกโดยศาล ก็หาได้เป็ นการค้ นที่มิชอบแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับก่อนทาการค้ น
เจ้าพนกั งานตารวจเห็นจาเลยโยนส่ิงของออกไปนอกหน้าตา่ ง เมื่อตรวจสอบดพู บวา่ เป็นเมทแอม
เฟตามีน จึงเป็นกรณีท่ีเจ้าพนกั งานตารวจพบจาเลยกระทาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน
ครอบครองอนั เป็นความผิดซง่ึ หน้าและได้กระทาลงในท่ีรโหฐาน เจ้าพนกั งานตารวจยอ่ มมีอานาจ
จบั จาเลยได้โดยไมต่ ้องมีหมายจบั หรือหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒)
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หาได้เป็ นการค้นที่มิชอบแต่อย่างใดไม่ มิได้วินิจฉัยว่า
เป็ นการค้นชอบด้วยกฎหมาย ก็คงเพราะศาลฎีกาไม่ต้องการยืนยนั ว่าเป็ นส่ิงที่ถูกต้อง ดังนนั้
225
เจ้าพนักงานตารวจผู้ตรวจค้นและจับกุม เมื่อสืบทราบมาก่อนแล้วว่ามีการกระทาความผิด
ต่อกฎหมายที่บ้านดงั กล่าว ก็ควรจะขอหมายค้นและหมายจบั ต่อศาลเสียให้ถูกต้อง คดีนี้โชคดี
ที่เข้าไปตรวจคน้ แล้วพบสิ่งของผิดกฎหมายเจ้าของบา้ นจึงไม่กล้าเอาเรื่อง แต่ถ้าเข้าไปตรวจค้น
แล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าของบ้านกลบั คาอ้างว่ามิได้ให้ความยินยอมให้ค้น แล้วแจ้ง
ความกลับข้อหาบุกรุก เจ้าพนักงานผู้ค้นจะเดือดร้อน ในยุคที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิของ
ประชาชน เจ้าพนกั งานของรัฐควรปฏิบตั ิตามกฎหมายโดยเคร่งครัด
ข้อสงั เกตอีกประการหนึ่งก็คือคาพิพากษาฎีกานี้วินิจฉัยว่าเจ้าพนกั งานตารวจย่อมมี
อานาจจับจาเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒)
เพราะก่อนทาการค้นเจ้าพนกั งานตารวจเห็นจาเลยโยนส่ิงของออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งผูแ้ ต่งเห็น
ว่า อาจจะทาให้เจ้าพนกั งานตารวจมีอานาจจบั และคน้ โดยไม่มีหมายได้ โดยไม่ตอ้ งวินิจฉยั ความ
ยินยอมให้คน้ เมือ่ แต่งขอ้ สอบขอ้ นีผ้ แู้ ต่งต้องการใหต้ อบประเด็นเรื่องความยินยอมใหค้ น้ แม้ไม่มี
หมายค้นและไม่มีเหตุตามกฎหมายให้ค้น ก็ไม่ทาให้การค้นไม่ชอบ จึงเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นว่า
นายกลว้ ยโยนสิ่งของเข้าไปใต้เตียงหลงั จากตารวจเข้าไปค้น ตามคาตอบจึงไม่มีมาตรา ๙๒ (๒)
ซึ่งบญั ญตั ิว่า "เมือ่ ปรากฏความผิดซึ่งหนา้ กาลงั กระทาลงในทีร่ โหฐาน" เพราะการค้นตามมาตรา
๙๒ (๒) ต้องเห็นการกระทาความผิดซ่ึงหน้าแล้วเจ้าพนกั งานจึงเข้าไปค้น แต่ตามคาถามข้อนี้
เข้าไปค้นโดยความยินยอมก่อน แล้วจึงเห็นการกระทาความผิดซ่ึงหน้า จึงไม่มีเหตุค้นโดยไม่มี
หมายตามมาตรา ๙๒ (๒) นอกจากนี้ขอให้ดูหมายเหตุโดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร
วจั นะสวสั ด์ิ ในหนงั สือคาพิพากษาฎีกา พ.ศ.๒๕๔๖ จัดพิมพ์โดยเนติบณั ฑิตยสภา ตอนที่ ๑๐
หนา้ ๑๘๖๒
คาถามข้อนี้ประเด็นที่ ๓ ถามเฉพาะประเด็นตามมาตรา ๑๓๔/๔ (๑) และมาตรา ๒๒๖
ไม่ไดถ้ ามเรื่องพยานบอกเล่า จึงไม่ตอ้ งตอบมาตรา ๒๒๖/๓
ฎีกำท่ี ๑๕๘๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๔๔ แม้ในวนั เกิดเหตุ เจ้าพนักงานฝ่ ายสืบสวนได้
เชิญบิดาและญาติพ่ีน้องจาเลยไปที่สถานีตารวจ ทาให้จาเลยต้องยอมเข้ามอบตวั และให้การ
รับสารภาพเพื่อให้เจ้าพนกั งานปล่อยตวั บิดาและญาติพ่ีน้องของจาเลย ก็เป็นการตดั สินใจโดย
อิสระของจาเลยเอง เพราะเจ้าพนกั งานตารวจมิได้จบั กุมหรือดาเนินคดีแก่บิดาหรือญาติพี่น้อง
ของจาเลย เป็นแตเ่ พียงการเชญิ ตวั ไปในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง เพ่ือจบั กมุ จาเลยซง่ึ เป็นคนร้าย
เท่านนั้ เมื่อจาเลยเข้ามอบตวั ความจาเป็นที่จะต้องสืบสวนเพื่อจบั กมุ จาเลยย่อมหมดไป จงึ ไม่มี
เหตผุ ลท่ีพนกั งานสอบสวนจะหยิบยกเงื่อนไขการปล่อยตวั บิดาและญาติพี่น้องของจาเลยขนึ ้ มา
เสนอเพ่ือจงู ใจหรือเป็นคามน่ั สญั ญาให้จาเลยยอมรับสารภาพ ทงั้ ตามบนั ทึกคาให้การผ้ตู ้องหา
226
และบันทึกการนาชีท้ ี่เกิดเหตุประกอบคารับสารภาพมีรายละเอียดของการกระทาความผิด
ตามลาดบั ทกุ ขนั้ ตอน เช่ือมโยงและสอดคล้องกบั วตั ถขุ องกลาง ร่องรอยวิถีกระสนุ สภาพศพและ
สถานท่ีเกิดเหตโุ ดยมีภาพถ่ายประกอบอย่างชดั เจนไม่มีข้อพิรุธ คารับสารภาพของจาเลยในชนั้
สอบสวนจงึ ใช้เป็นพยานหลกั ฐานยนั จาเลยในชนั้ พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ (ปัจจบุ นั
คือมาตรา ๑๓๔/๔ (๑)) และมาตรา ๒๒๖
ข้อสังเกต คารบั สารภาพของจาเลยในชน้ั สอบสวนนอกจากจะมีมาตรา ๑๓๔/๔ (๑) และมาตรา
๒๒๖ เป็นบทตดั พยานแล้ว ยงั มีบทตดั พยานเกี่ยวกบั พยานบอกเล่าตามมาตรา ๒๒๖/๓ ทีห่ า้ ม
มิใหศ้ าลรบั ฟังพยานบอกเล่าดว้ ย แต่ในคดีนีป้ ระเด็นทีฎ่ ีกาขึ้นมาไม่มีประเด็นเรื่องพยานบอกเล่า
ฎีกำท่ี ๓๐๓๑/๒๕๔๗ ฎ.๘๔๔ การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จาเลยทงั้ สองจากการกระทาที่
ได้มีการสอบสวนไว้โดยชอบแล้ว โดยจาเลยทงั้ สองให้การปฏิเสธ ถือได้วา่ เป็นสิ่งเล็กน้อยในการ
สอบสวนซ่ึงอย่ใู นเขตอานาจของพนั ตารวจโท น. พนกั งานสอบสวนและพนั ตารวจโท ส.หวั หน้า
พนกั งานสอบสวน และมิได้มีบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมายใดเจาะจงให้การกระทาดงั กล่าวพนกั งาน
สอบสวนต้องกระทาด้วยตนเอง เมื่อร้อยตารวจโท ป.ซงึ่ เป็นผ้อู ย่ใู ต้บงั คบั บญั ชาของพนั ตารวจโท
น. และพันตารวจโท ส.ได้รับคาส่ังจากผู้บังคับบัญชาให้ทาการสอบสวนเพ่ิมเติมแทน การ
สอบสวนเพิ่มเตมิ จงึ ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๘ (๒) แล้ว
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕๙
ฎีกำท่ี ๔๗๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๘ ป.วิ.อ. มาตรา ๕๙ วรรคสาม และวรรคสี่ มีวตั ถุประสงค์
จะให้กระบวนการยุติธรรมในชนั้ การขอออกหมายจบั การขอเพิกถอนหมายจับ ตลอดจนการ
แก้ไขเยียวยาความเสียหายแก่บคุ คลท่ีเกี่ยวข้องยตุ ิไปในระดบั ศาลชนั้ ต้น ดงั นนั้ เม่ือศาลชนั้ ต้น
มีคาสงั่ ไมอ่ นญุ าตให้เพกิ ถอนหมายจบั ผ้ตู ้องหา ผ้ตู ้องหาจงึ ไมม่ ีสิทธิอทุ ธรณ์คาสงั่
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๖๘
ฎีกำท่ี ๑๐๖๑๖/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๘ คาร้องขอให้ศาลออกหมายจบั ผ้คู ดั ค้านทงั้ สอง
ระบวุ ่า ผ้คู ดั ค้านทงั้ สองมีพฤติการณ์กระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ โดยเหตเุ กิดระหว่างวนั ท่ี
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ถึงวนั ที่ ๓ ตลุ าคม ๒๕๓๙ เม่ือความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ที่ผ้รู ้อง
ขอให้ออกหมายจบั มีระวางโทษจาคกุ ตงั้ แตห่ นง่ึ ปีถึงสิบปี หรือปรับตงั้ แตส่ องพนั บาทถึงสองหม่ืน
บาท หรือทัง้ จาทัง้ ปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทาความผิด (ท่ีใช้ขณะนัน้ ) ตาม
มาตรา ๙๕ (๒) แหง่ ป.อ. ความผิดตามท่ีผ้รู ้องขอให้ศาลออกหมายจบั ดงั กลา่ วจึงขาดอายคุ วาม
227
นบั แต่วนั ที่ ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๔ และมีผลทาให้หมายจบั ดงั กล่าวสิน้ ผลไปด้วยนบั แตว่ นั ดงั กล่าว
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๖๘
แม้ความผิดตามหมายจบั ท่ีศาลชนั้ ต้นออกให้แก่ผ้รู ้องขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา
๙๕ (๒) และสิน้ ผลไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๖๘ แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากหมายจับดังกล่าวมี
ข้อความว่า หมายจบั มีผลจนกว่าจะจบั ตวั ได้ กรณีจึงมีเหตุสมควรท่ีศาลชนั้ ต้นจะสั่งเพิกถอน
หมายจบั ดงั กลา่ วเสีย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๗๘
ฎีกำท่ี ๖๖๓๕/๒๕๕๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบ พ.ร.บ. จัดตงั้ ศาลแขวงและ
วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ นนั้ การจบั บคุ คลใดจะกระทามิได้เว้นแตม่ ีคาสงั่
หรือหมายของศาล หรือผ้นู นั้ ได้กระทาความผดิ ซ่งึ หน้า หรือมีเหตจุ าเป็นอยา่ งอื่นให้จบั ได้โดยไมม่ ี
หมายจบั ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติไว้ การท่ีจาเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวนั ที่ ๘ สิงหาคม
๒๕๔๘ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ประกอบ พ.ร.บ.
จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ จึงยงั ถือไม่ได้วา่ จาเลยถูกจบั เพราะยงั ไม่มีคาสงั่ หรือหมายของศาล
และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบญั ญัติดงั กล่าว เมื่อจาเลยยงั ไม่ถกู จบั จงึ ไมอ่ ย่ใู นบงั คบั ของมาตรา
๗ และมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ. จัดตัง้ ศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจาเลยภายในกาหนดเวลา
สี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จาเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจาก
อยั การสงู สดุ โจทก์จงึ มีอานาจฟ้องคดนี ี ้
ข้อสังเกต ฎีกานีป้ ระเด็นทีว่ ่า “คดีในอานาจศาลแขวงผูต้ ้องหาเข้ามอบตวั และพนกั งานสอบสวน
แจ้งข้อกล่าวหา ยงั ถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจบั เพราะยงั ไม่มีคาสง่ั หรือหมายของศาล” ยงั ใช้เป็ น
บรรทดั ฐานตามกฎหมายปัจจุบนั ได้ แต่ “ประเด็นที่ว่าไม่ตอ้ งขอผดั ฟ้อง” ใชเ้ ป็นบรรทดั ฐานไม่ได้
แลว้ เพราะปัจจุบนั มาตรา ๗ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จดั ตง้ั ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวงฯ (แก้ไขโดย (ฉบบั ที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖) ในกรณีทีไ่ ม่มีการจบั แต่พนกั งานสอบสวน
ได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว พนกั งานอยั การต้องฟ้องต่อศาลแขวงให้ทนั ภายใน ๔๘ ชั่วโมง
นบั แต่เวลาที่ผูต้ อ้ งหาไดร้ ับแจ้งข้อหา หากฟอ้ งไม่ทนั ต้องขอผดั ฟอ้ งตามมาตรา ๗ วรรคสาม หาก
จะขอฝากขังมาตรา ๘ วรรคห้า กาหนดให้พนักงานสอบสวนต้องสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อ
ขอออกหมายขงั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคห้า โดยนา พ.ร.บ. จดั ตง้ั ศาลแขวงฯ มาตรา ๗
วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม
228
ก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๗ มีผลใช้บงั คบั เมื่อ
ผตู้ อ้ งหาในความผิดอาญาไม่ร้ายแรงเข้ามอบตวั ต่อพนกั งานสอบสวน และพนกั งานสอบสวนแจ้ง
ข้อหาแลว้ เคยมีฎีกาที่ ๒๒๕๐/๒๕๔๑ และที่ ๓๗๔๔/๒๕๔๑ วินิจฉยั ว่า หากพนกั งานสอบสวน
แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาคนใด ก็ถือเป็นการจบั ผู้ต้องหาคนนน้ั แล้ว ดงั นนั้ ถ้าเป็นคดีที่มีอตั ราโทษ
จาคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี พนกั งานสอบสวนก็จะต้องฟ้องภายในกาหนดเวลาตามกฎหมายว่า
ดว้ ยวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง หากฟอ้ งไม่ทนั ก็ตอ้ งขอผดั ฟอ้ งต่อศาล
ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๗ ซ่ึงบญั ญั ติว่า
"ในคดีอาญา การจบั และคมุ ขงั บคุ คลใดจะกระทามิได้ เวน้ แต่มีคาสงั่ หรือหมายของศาล. ..หมาย
จับ...บุคคลจะออกได้ต่อเมื่อ (๑) มีหลกั ฐานตามสมควรว่าผู้นนั้ น่าจะได้กระทาความผิดอาญา
ร้ายแรงที่มีอตั ราโทษตามที่กฎหมายบญั ญัติ หรือ (๒) มีหลกั ฐานตามสมควรว่าผู้นน้ั น่าจะได้
กระทาความผิ ดอาญา และมี เหตุอันควรเชื่อว่าผู้น้ันจะหลบหนี หรื อจะไปยุ่งเหยิ งกับ
พยานหลกั ฐาน หรือก่อเหตอุ นั ตรายประการอื่นด้วย" มีผลใช้บงั คบั ในความผิดอาญาไม่ร้ายแรง
ที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวขอต่อสู้คดี ทาให้ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะถือว่าผู้ต้องหาถูกจับดังที่ฎีกาที่
๒๒๕๐/๒๕๔๑ เคยวินิจฉยั ไว้ ซึ่งก็มีฎีกาที่ ๘๗๐๘/๒๕๔๗ วินิจฉัยว่า "การที่ผู้ต้องหามาพบ
พนกั งานสอบสวนตามที่ถูกเรียกและพนกั งานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบทนั ที ยงั ถือไม่ได้
ว่าผู้ต้องหาถูกจับเพราะยังไม่มีคาส่ังหรือหมายจับของศาล" คงจะต้องถือว่าฎีกาที่ ๘๗๐๘/
๒๕๔๗ กลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๒๒๕๐/๒๕๔๑ และที่ ๓๗๔๔/๒๕๔๑ ไปแล้ว ซ่ึงเป็นคาวินิจฉยั ที่
สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๗ แล้ว และยัง
สอดคล้องกบั ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ ที่แก้ไขตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบบั ที่ ๒๒ พ.ศ. ๒๕๔๗
และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ด้วย ซึ่งก็มี ฎีกาที่ ๓๙๕๒/๒๕๔๙,
ที่ ๕๐๔๒/๒๕๔๙, และที่ ๕๔๙๙/๒๕๔๙ วินิจฉยั ทานองเดียวกนั ว่า การที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตวั
ขอต่อสูค้ ดีและพนกั งานสอบสวนแจ้งขอ้ หาแลว้ ยงั ไม่ถือว่าผตู้ อ้ งหาถกู จบั
ต่อมามีฎีกาที่ ๑๙๙๗/๒๕๕๐ วินิจฉยั ว่า การทีจ่ าเลยเขา้ มอบตวั และพนกั งานสอบสวน
แจ้งข้อหาให้จาเลยทราบ ย่อมถือว่าจาเลยถูกจบั แลว้ ซ่ึงกลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๘๗๐๘/๒๕๔๗, ที่
๓๙๕๒/๒๕๔๙, ที่ ๕๐๔๒/๒๕๔๙, และที่ ๕๔๙๙/๒๕๔๙
ต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉยั ปัญหาดงั กล่าวไว้ในฎีกาที่ ๖๒๐๘/๒๕๕๐ (ประชุมใหญ่) ว่า
การที่ผตู้ อ้ งหาเขา้ มอบตวั ขอต่อสูค้ ดีและแจ้งขอ้ หาให้ทราบ ไม่ถือว่าผูต้ อ้ งหาถูกจบั เพราะยงั ไม่มี
คาสงั่ หรือหมายของศาล และมีคาพิพากษาฎีกาทีห่ มายเหตนุ ีว้ ินิจฉยั เดินตาม ปัญหาว่าผู้ต้องหา
เข้ามอบตวั ขอต่อสูค้ ดีและแจ้งขอ้ กล่าวหา ไม่ถือว่าผตู้ อ้ งหาถกู จบั ต้องเป็นไปตามฎีกาที่ ๖๒๐๘/
229
๒๕๕๐ (ประชมุ ใหญ่) และคาพิพากษาฎีกาทีห่ มายเหตนุ ี้
ฎีกำท่ี ๖๔๖๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๙ หลังจากผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงาน
สอบสวนแล้ว พนกั งานสอบสวนได้สง่ ผ้เู สียหายมาพบสิบตารวจตรี ป. ซ่ึงเป็นเจ้าพนกั งานตารวจ
ประจาท้องท่ีที่เกิดเหตแุ ละผ้เู สียหายได้แจ้งพฤติการณ์ในการกระทาความผิดให้สิบตารวจตรี ป.
ทราบ สิบตารวจตรี ป. ออกสืบสวนหาข่าวจนทราบว่าคนร้ายคือจาเลยทงั้ สาม จึงเชิญตวั มาท่ี
สถานีตารวจและตามผ้เู สียหายมาดตู วั เมื่อผ้เู สียหายดแู ล้วชีย้ ืนยนั ว่าจาเลยทงั้ สามเป็นคนร้าย
จึงแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์ จับกุมจาเลยทัง้ สาม และจัดทาบันทึกการจับกุมขึน้ ท่ีสถานีตารวจ
ขนั้ ตอนตงั้ แตส่ ิบตารวจตรี ป. ออกสืบสวนหาตวั ผ้กู ระทาผิดและเชิญตวั จาเลยทงั้ สามมาท่ีสถานี
ตารวจ จนกระทง่ั ตามผ้เู สียหายมาชีต้ วั ยืนยนั ว่าเป็นคนร้าย จึงจบั กมุ จาเลยทงั้ สามนนั้ ยงั มิใช่
การสอบสวนโดยพนกั งานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. ภาค ๒ ลกั ษณะ ๒ ที่วา่ ด้วยการสอบสวน แตเ่ ป็น
การสืบสวนจบั กมุ ผ้ตู ้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ (๔) (เดิม) ในกรณีผู้เสียหายชีข้ อให้จบั โดย
แจ้งว่าจาเลยทงั้ สามได้กระทาความผิดโดยได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว ซึ่งเป็นบทบญั ญัติของ
กฎหมายในขณะจบั กุม เจ้าพนกั งานตารวจจึงจบั กมุ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ได้โดยได้รับการยกเว้น
ไม่ต้องมีหมายจับ มิใช่กรณีพนกั งานสอบสวนจดั ให้ผู้เสียหายชีต้ วั ผู้ต้องหาในชนั้ สอบสวนแต่
อย่างใด ทงั้ ไม่อาจถือได้ว่าสิบตารวจตรี ป. ปฏิบตั หิ น้าท่ีแทนหรือได้รับมอบหมายจากพนกั งาน
สอบสวนให้ดาเนินการแทน อนั เป็นขนั้ ตอนหนงึ่ ของการสอบสวน การสอบสวนจาเลยท่ี ๑ และท่ี
๒ จงึ ชอบด้วยกฎหมาย
ข้อสังเกต มาตรา ๗๘ (๔) (เดิม) ในกรณีผเู้ สียหายชีข้ อใหจ้ บั โดยแจ้งว่าจาเลยทงั้ สามได้กระทา
ความผิดโดยได้แจ้งความร้องทุกข์ไวแ้ ล้ว ไม่มีในมาตรา ๗๘ ใหม่ ดงั นน้ั กรณีผู้เสียหายชี้ขอให้
จบั โดยแจ้งว่าจาเลยท้ังสามได้กระทาความผิดโดยได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว ตามกฎหมาย
ใหม่ เจ้าพนกั งานตารวจไม่อาจจับโดยไม่มีหมายจับ โดยอาศยั เหตตุ ามกฎหมายเดิมได้ ต้องดู
เหตตุ ามมาตรา ๗๘ ทีแ่ ก้ไขใหม่
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๐
ฎีกำท่ี ๖๖๒๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๒ ขณะท่ีผู้เสียหายมาถึงสถานที่เกิดเหตุ การ
กระทาความผิดของจาเลยที่กระทาต่อโจทก์ร่วมได้เสร็จสิน้ ลงแล้ว มิได้ปรากฏการกระทา
ความผิดซ่ึงหน้าต่อผู้เสียหาย และผ้ทู ี่เห็นเหตกุ ารณ์ก็แจ้งต่อผ้เู สียหายว่าจาเลยได้กลบั ไปบ้าน
แล้ว จงึ ไม่ใชค่ วามผิดซงึ่ ผ้เู สียหายเห็นจาเลยกาลงั กระทาหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความ
สงสยั เลยว่ากระทาความผิดมาแล้วสด ๆ จงึ ไม่ใช่ความผิดซ่งึ หน้าท่ีผ้เู สียหายจะจบั จาเลยได้โดย
230
ไม่มีหมายจบั และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๘ การที่ผ้เู สียหายติดตามไปจบั กุม
จาเลยท่ีบ้านโดยไมม่ ีหมายจบั นนั้ จึงเป็นการเข้าจบั กมุ โดยไม่มีอานาจ และถือไมไ่ ด้วา่ ผ้เู สียหาย
ปฏิบตั ิการตามหน้าท่ีโดยชอบ ดงั นนั้ การที่จาเลยกล่าวถ้อยคาดา่ ผ้เู สียหายว่า “ไอ้เหีย้ ไอ้สตั ว์ ”
ถึงแม้ถ้อยคาดงั กล่าวจะเป็นการดหู มิ่นเหยียดหยามและทาให้ผ้เู สียหายอบั อายเสียหายก็ตาม
แตเ่ มื่อผ้เู สียหายทาการจบั กมุ จาเลยโดยไม่มีอานาจ และมิใช่การปฏิบตั ิการตามหน้าที่โดยชอบ
การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็ นความผิดฐานดูหม่ินเจ้ าพนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้ าที่หรื อ
เพราะได้กระทาการตามหน้าท่ี แต่การกระทาดงั กล่าวก็นบั เป็นการดหู ม่ินผู้เสียหายซึ่งหน้าใน
ฐานะบคุ คลธรรมดาซ่งึ เป็นบททว่ั ไป และยงั คงถือวา่ อย่ใู นความประสงค์ของโจทก์ท่ีขอให้ลงโทษ
จาเลย
ฎีกำท่ี ๔๒๘๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๓ ขณะเกิดเหตทุ ่ีจาเลยแทงผ้ตู าย ผ้เู สียหายไมไ่ ด้
อย่ใู นที่เกิดเหตแุ ละไม่เห็นเหตกุ ารณ์ โดยผ้เู สียหายยืนอย่หู ่างจากท่ีเกิดเหตปุ ระมาณ ๕๐ เมตร
มองไม่เห็นท่ีเกิดเหตเุ พราะมีร้านค้าบงั อยู่ ผ้เู สียหายซ่ึงเป็นราษฎรจึงไม่มีอานาจตามกฎหมายท่ี
จะจับกุมจาเลยได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทาความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ การที่
ผ้เู สียหายจะจบั จาเลยและใช้ไม้กระบองฟาดไปท่ีหลงั จาเลย จาเลยย่อมมีสิทธิป้องกนั ตนเองได้
แตก่ ารท่ีจาเลยจบั ไม้กระบองผ้เู สียหายไว้แล้วใช้มีดแทงผ้เู สียหายไปถึง ๓ ครัง้ ที่ชายโครงซึ่งเป็น
อวัยวะสาคัญ และอาจทาให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการ
ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จาเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อ่ืนโดยเป็นการป้องกันเกิน
สมควรแกเ่ หตุ
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจารย์สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์) คดีนี้ จาเลยแทงผู้ตายซึ่งเป็ นพนกั งาน
รักษาความปลอดภยั แล้ววิ่งหลบหนี ผูเ้ สียหายเป็นพนกั งานรักษาความปลอดภยั อยู่ห่างไป ๕๐
เมตร ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีคนร้ายมุ่งหน้ามาทางผู้เสียหาย หลังจากน้ัน ๓๐ วินาที
ผูเ้ สียหายเห็นจาเลยซึ่งมีลกั ษณะการแต่งกายตรงกบั ทีไ่ ดร้ บั แจ้งว่ิงมา จึงว่ิงตามเพือ่ จบั แม้ขณะ
จาเลยแทงผู้ตาย ผู้เสียหายจะไม่เห็นก็ตาม แต่ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเป็นความผิดที่ได้ระบไุ ว้ใน
บัญชีท้าย ป.วิ.อ. ด้วย พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวน่าจะถือได้ว่าจาเลยกระทาผิดซึ่งหน้า
ผู้เสียหาย ที่ผู้เสียหายจะจับจาเลยได้โดยผู้เสียหายพบจาเลยในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความ
สงสยั เลยว่าจาเลยได้กระทาผิดมาแล้วสด ๆ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ ประกอบมาตรา ๘๐ แต่ก็
ไม่พบคาพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉยั ไว้ตรงกับกรณีเช่นนี้ ด้วยความเคารพ แต่หากจะถือตาม
คาพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ น่าจะเป็นการตีความทีแ่ คบเกินไปโดยมิไดพ้ ิจารณาถึงมาตรา ๘๐ เลย
ข้อสังเกต ต่อมามีฎีกาที่ ๖๙๒/๒๕๕๗ ทีผ่ แู้ ต่งเห็นว่าวินิจฉยั ตามหมายเหตทุ า้ ยฎีกานี้
231
ฎีกำท่ี ๖๙๒/๒๕๕๗ ฎ.๘๔๑ ก่อนท่ีจาเลยจะใช้อาวุธมีดแทงผ้เู สียหายที่ ๒ จาเลยใช้
อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ และกาลงั ขึน้ รถจกั รยานยนต์เพื่อหลบหนี เม่ือผ้เู สียหายท่ี ๒ มาถึง
บริเวณดงั กล่าวและพบผ้เู สียหายท่ี ๑ ถูกแทงกบั เห็นจาเลยถืออาวธุ มีดนง่ั คร่อมรถจกั รยานยนต์
จึงเป็นกรณีที่ผู้เสียหายท่ี ๒ พบการกระทาความผิดต่อผ้เู สียหายท่ี ๑ ในอาการซึ่งแทบจะไม่มี
ความสงสยั เลยว่าจาเลยเป็นผ้ใู ช้อาวธุ มีดแทงผ้เู สียหายท่ี ๑ มาแล้วสด ๆ ถือว่าการกระทาของ
จาเลยเป็นความผิดซงึ่ หน้าตอ่ ผ้เู สียหายท่ี ๒ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๐ วรรคแรก ผ้เู สียหายที่ ๒ ใน
ฐานะราษฎรย่อมมีอานาจจบั จาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๙ การที่ผ้เู สียหายท่ี ๒ กระโดดถีบ
จาเลยก็เพ่ือหยุดยัง้ มิให้จาเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนี อันเป็นการกระทาเพื่อจับ
จาเลยเท่านนั้ จาเลยจึงไม่มีสิทธิปอ้ งกนั เพ่ือให้ตนพ้นจากการท่ีจะต้องถกู จบั ได้ การท่ีจาเลยใช้
อาวธุ มีดแทงผ้เู สียหายท่ี ๒ จนได้รับอนั ตรายสาหสั จงึ มิใชเ่ ป็นการปอ้ งกนั โดยชอบด้วยกฎหมาย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๔ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๔๒๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคหน่ึง บัญญัติให้
เจ้าพนกั งานผู้ทาการจบั ต้องเอาตวั ผ้ถู กู จบั ไปยงั ที่ทาการของพนกั งานสอบสวนโดยทนั ที การท่ี
พยานโจทก์กับพวกไม่ได้นา ฉ. และจาเลยพร้ อมของกลางส่งมอบแก่พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภธู รเมืองชลบรุ ีซง่ึ เป็นท้องที่เกิดเหตใุ นทนั ที แตก่ ลบั นา ฉ. และจาเลยไปตรวจปัสสาวะและ
สารเสพติด จากนัน้ นาไปท่ีสถานีตารวจทางหลวง ๑ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และ
ควบคุมตัวไว้ที่สถานีตารวจทางหลวง ๑ อีกหลายช่ัวโมง จึงได้นาบุคคลทัง้ สองไปส่งมอบแก่
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองชลบรุ ี โดยไม่ปรากฏเหตผุ ลและความจาเป็นใด ๆ ท่ีต้อง
ทาเช่นนัน้ การกระทาดงั กล่าวจึงเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคหน่ึง ส่วนบันทึกการ
จบั กุมที่ระบุว่าจาเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่สามารถนามารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย พยานโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยตามสมควรว่าจาเลยได้ร่วมกระทา
ความผิดกบั ฉ. ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์
แหง่ ความสงสยั ให้แก่จาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
232
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๔ วรรคท้ำย
ฎีกำท่ี ๑๐๗๕/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๓ คารับสารภาพชนั้ จบั กมุ ของจาเลยตามบนั ทึก
การจบั กมุ ความว่า “จาเลยรับซือ้ มาจาก บ. ไม่ทราบช่ือและชื่อสกลุ จริง ไม่มีหลกั ฐานการซือ้ ขาย
หรือหลกั ฐานการชาระภาษีใด ๆ และผ้ขู ายได้แจ้งให้ทราบแล้วว่านา้ มนั ดงั กล่าวยงั ไมไ่ ด้เสียภาษี
ถกู ต้องตามกฎหมาย” นนั้ ถ้อยคาตามบนั ทกึ การจบั กมุ ตอนท้ายท่ีวา่ “และผ้ขู ายก็ได้แจ้งให้ทราบ
แล้ววา่ นา้ มนั ดงั กลา่ วยงั ไมไ่ ด้เสียภาษีถกู ต้องตามกฎหมาย” มิใชถ่ ้อยคาอื่น เพราะถ้อยคานนั้ เป็น
คารับสารภาพของจาเลยซึง่ ถกู จบั กมุ วา่ ตนได้กระทาความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดย
รู้ว่าเป็นสินค้าท่ีมิได้เสียภาษีสรรพสามิตตามท่ีกล่าวหาโดยตรง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็น
พยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย ส่วนถ้อยคาที่ว่า “จาเลยรับซือ้ มาจาก บ.
ไม่ทราบช่ือและชื่อสกุลจริง ไม่มีหลักฐานการซือ้ ขายหรือหลักฐานการชาระภาษีใด ๆ” เป็น
ถ้อยคาอ่ืนตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๔๐๖ จาเลยทัง้ สองขบั รถหลบหนีทันทีที่เห็นเจ้าพนักงาน
ตารวจ จนถูกติดตามจบั กุมตวั ได้พร้อมกับมีประแจและคีมอนั เป็นเคร่ืองมือท่ีอาจใช้ในการลกั
รถจกั รยานยนต์ได้โดยง่าย แล้วรับในขณะนนั้ ว่าร่วมกันก่อเหตลุ กั รถจกั รยานยนต์ของผ้เู สียหาย
และของบุคคลอื่นอีกหลายรายในหลายท้องท่ีแล้วถอดแผ่นป้ายทะเบียนทิง้ บ่อนา้ และนา
รถจกั รยานยนต์ไปขายให้ร้านขายของเกา่ ตามบนั ทกึ การจบั กมุ และเจ้าพนกั งานตารวจยงั ตามไป
ตรวจยึดได้แผ่นป้ายทะเบียนรถจกั รยานยนต์ของผู้เสียหายในบ่อนา้ ตามที่จาเลยทัง้ สองนาชี ้
บนั ทึกการจบั กมุ ดงั กลา่ วนอกจากเป็นถ้อยคารับสารภาพของจาเลยทงั้ สองแล้ว ยงั มีรายละเอียด
เก่ียวกบั สถานท่ีนาทรัพย์ท่ีลกั ไปขายและการนาชีจ้ ดุ ทิง้ แผน่ ปา้ ยทะเบยี นด้วย อนั เป็นถ้อยคาอ่ืนที่
อาจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิสูจน์ความผิดของจาเลยทงั้ สองได้ ทงั้ เจ้าพนกั งานตารวจ
แจ้งสทิ ธิแกจ่ าเลยทงั้ สองก่อนท่ีจะให้ถ้อยคาแล้ว จงึ ไมต่ ้องห้ามมใิ ห้รับฟังตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๔
วรรคท้าย ในชัน้ สอบสวนจาเลยทัง้ สองก็ให้การรับสารภาพมีข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียด
สอดคล้องกบั พฤตกิ ารณ์แหง่ การกระทาความผิดของจาเลยทงั้ สอง โดยพนกั งานสอบสวนได้แจ้ง
สิทธิของผู้ต้องหาแก่จาเลยทัง้ สองทราบก่อนให้การและจาเลยทัง้ สองลงลายมือชื่อในบนั ทึก
คาให้การนนั้ แล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจาเลยทงั้ สองได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ แม้บนั ทกึ การจบั กมุ และคาให้การชนั้ สอบสวนเป็นพยานบอกเลา่ ซง่ึ ต้อง
รับฟังด้วยความระมดั ระวงั แตส่ ภาพ ลกั ษณะ แหลง่ ที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของบนั ทกึ การ
จบั กุมและคาให้การดงั กล่าวซึ่งตรงกับที่จาเลยทงั้ สองนาชีแ้ ละพบแผ่นป้ายทะเบียนของกลาง
น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริ งได้ และมีคุณ ค่าเชิงพิสูจน์ท่ี สามารถสนับสนุนให้ คาเบิกความของ
233
พยานโจทก์มีความน่าเชื่อถือมากขนึ ้ จึงมีนา้ หนกั รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง
(๑) และมาตรา ๒๒๗/๑
ฎีกำท่ี ๑๑๕๒/๒๕๕๖ ฎ.๘๐๓ ถ้อยคาของจาเลยในบนั ทึกการจบั กมุ จาเลยท่ีว่า จาเลย
รู้จักและมีความสมั พันธ์ลึกซึง้ กับ ส. จาเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่งมาประมาณ ๒ เดือน และ
จาเลยขับรถไปรับ ส. มิใช่เป็ นคารับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้ กระทาความ ผิด เมื่อ
เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั ได้แจ้งสิทธิให้แก่จาเลยทราบแล้ววา่ จาเลยมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้
และถ้ อยคาของจาเลยอาจใช้ เป็ นพยานหลักฐานในการพิจารณ าคดีได้ จึงรับฟั งเป็ น
พยานหลกั ฐานในการพิสจู น์ความผดิ ของจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๕๙๕๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๗ น.๖๔ ถ้อยคาตามบนั ทึกการจบั กุมที่ว่า มีการตรวจ
ค้นพบธนบตั รที่ใช้ล่อซือ้ และจาเลยรับวา่ เป็นธนบตั รท่ีตนได้มาจากการจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีน
จริง กบั คาเบิกความของร้อยตารวจเอก อ. และดาบตารวจ ท. ท่ียืนยนั ว่า จาเลยรับวา่ ต้นกญั ชา
ตนเป็นผู้ปลูกดังที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึน้ วินิจฉัยนัน้ เป็นเพียงถ้อยคาอื่นท่ีจาเลยให้ไว้แก่
เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุม มิใช่คารับสารภาพในชัน้ จับกุมจาเลย เมื่อปรากฏตามบันทึก
การจบั กุมว่า เจ้าพนกั งานตารวจผู้จบั กุมแจ้งสิทธิแก่จาเลยครบถ้วนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๓
วรรคสอง แล้ว การท่ีศาลอุทธรณ์นาถ้ อยคาอื่นของจาเลยมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการ
พิสจู น์ความผิดจาเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย และจาหน่ายเมทแอม
เฟตามีนกบั ฐานผลิตกญั ชา จงึ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย แล้ว
ฎีกำท่ี ๖๒๔๓/๒๕๕๔ ฎ.๗๔๗ บนั ทึกการจบั กมุ ระบุว่า จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ยืนยนั ให้
การรับสารภาพและจาเลยที่ ๑ ให้การรายละเอียดแก่เจ้าพนักงานว่ารับเมทแอมเฟตามีนของ
กลางมาจากจาเลยที่ ๒ ซึ่งมิใช่คาให้การรับสารภาพของจาเลยท่ี ๑ จึงรับฟังเป็นพยานหลกั ฐาน
เพื่อพิสจู น์ความผิดของจาเลยท่ี ๒ ได้
ฎีกำท่ี ๑๘๕๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๙๒ คารับสารภาพของจาเลยที่ ๒ ว่ากระทาความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายนัน้ เป็นเพียงคารับสารภาพ
ในชนั้ จบั กมุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย จึงมิอาจนามารับฟังเพ่ือลงโทษจาเลยที่ ๒ ได้ และ
ในชนั้ สอบสวนจาเลยท่ี ๒ ยงั ให้การปฏิเสธ โจทก์ไมม่ ีพยานหลกั ฐานอื่นใดที่จะให้รับฟังว่าจาเลย
ที่ ๒ เป็นตวั การร่วมกระทาความผิดกบั จาเลยท่ี ๑ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนไว้ใน
ครอบครองเพ่ือจาหน่าย ที่ศาลล่างทงั้ สองรับฟังถ้อยคาพยานโจทก์ทงั้ สองท่ีฟังมาจากจาเลย
ทงั้ สองในชนั้ จบั กมุ มาลงโทษจาเลยท่ี ๒ นนั้ ขดั ตอ่ ป.วิ.อ. มาตรา ๘๔ วรรคท้าย จาเลยท่ี ๒ คงมี
234
ความผิดแตเ่ พียงฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามท่ีให้การรับสารภาพในชนั้ พจิ ารณาเทา่ นนั้
ฎีกำท่ี ๑๓๔๙๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๑๑ ถ้อยคาท่ีจาเลยให้การรับสารภาพในชนั้
จบั กุมว่าร่วมกับพวกลกั ทรัพย์คดีนี ้ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๘๔ วรรคท้าย โจทก์มีเพียงคารับสารภาพในชนั้ สอบสวนของจาเลยกบั บนั ทึกการนาชีท้ ่ีเกิดเหตุ
ประกอบคารับสารภาพและภาพถ่ายที่จาเลยนาชีท้ ่ีเกิดเหตุ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของคารับ
สารภาพชนั้ สอบสวนเท่านนั้ เม่ือในชนั้ พิจารณาจาเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างว่าที่รับสารภาพใน
ชัน้ สอบสวนเพราะเป็นเหตุต่อเนื่องจากการสอบสวนเรื่องการลักทรัพย์ท่ีอาเภอนางรอง และ
จาเลยถกู ทาร้ายร่างกาย เชน่ นี ้ลาพงั คารับสารภาพชนั้ สอบสวนของจาเลย ซึง่ เป็นพยานบอกเล่า
จึงมีนา้ หนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลกั ฐานอื่นมาสืบประกอบสนบั สนุนให้ได้ความตามนนั้
พยานหลกั ฐานของโจทก์จึงไม่มีนา้ หนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจาเลยร่วมกับพวกลักทรัพย์ของ
ผ้เู สียหาย
ฎีกำท่ี ๔๗๖๕/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๐ บนั ทึกคาให้การของผ้ตู ้องหา เป็นพยานบอก
เล่าอย่างหน่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ ซ่ึงจาเลยให้การปฏิเสธต่อศาลและไม่มีข้อเท็จจริง
แวดล้อมน่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ลาพังรับฟังลงโทษจาเลยไม่ได้ ยิ่งบนั ทึกคาให้การของ
ผู้ให้ถ้อยคา ซ่ึงจาเลยให้การปรักปราตนเองโดยเจ้าพนักงานตารวจยังไม่ได้แจ้งข้อหา ทาให้
จาเลยไม่มีโอกาสตอ่ ส้เู พ่ือความบริสุทธิ์ของตน จึงเป็นพยานหลกั ฐานท่ีเกิดขึน้ โดยเจ้าพนกั งาน
ตารวจยงั ไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าแล้วยังไม่ชอบ
ธรรมที่จะรับฟังเป็นผลร้ายแก่จาเลย ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๖
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๕
คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท. ๑๒/๒๕๕๑ ฎ.๒๔๑๙ กรณีที่ศาลไม่มีคาส่ังริบทรัพย์
ของกลางตามฟ้อง เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงชอบที่จะเรียกให้เจ้าพนกั งานที่ยึดทรัพย์ของกลางไว้
คนื ทรัพย์ของกลางนนั้ แก่เจ้าของ มิใชม่ าร้องขอคืนของกลางตอ่ ศาล จาเลยซึง่ ไมใ่ ช่เจ้าของทรัพย์
จงึ ไมม่ ีอานาจยื่นคาร้องหรืออทุ ธรณ์ตอ่ ศาลขอให้คนื ทรัพย์ของกลางแกเ่ จ้าของได้
235
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๗
ฎีกำท่ี ๔๑๑๓/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๗๙ บทบญั ญตั ติ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๘๗ เป็นเรื่องใน
ชนั้ สอบสวนของพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนท่ีจะควบคุมตวั ผู้ต้องหาไว้เกินกาหนด
ไม่ได้ เว้นแต่จะขออานาจศาลฝากขงั เป็นระยะ ๆ ไป และเป็นคนละส่วนกับเรื่องการฟ้องโดย
จาเลยให้การรับสารภาพ ซ่ึงเป็นส่วนท่ีอยู่ในชัน้ พิจารณาของศาล หากได้ความว่าจาเลยถูก
ควบคมุ ตวั เกินกว่าที่กฎหมายกาหนดไว้จริง ก็เป็นเร่ืองท่ีจาเลยต้องไปว่ากล่าวเอากบั ผ้ทู ่ีควบคมุ
ตวั โดยไม่ชอบเหลา่ นนั้ หาทาให้กระบวนการสอบสวนที่ชอบและการนาคดีมาฟ้องยงั ศาลเสียไป
ไม่ ทงั้ หากมีการควบคุมตวั เกินกาหนดก็ไม่ต้องห้ามท่ีพนกั งานอยั การจะนาตวั ผ้ตู ้องหาส่งฟ้อง
ศาลโดยวิธีจบั ตวั มาส่งศาลพร้อมฟ้องได้ รวมทงั้ ไม่มีบทบญั ญัติของกฎหมายใดให้อานาจศาล
ที่จะยกฟ้องคดีเช่นนีไ้ ด้ คงมีแต่ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการ
สอบสวนในความผิดนนั้ กอ่ นตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๐ เทา่ นนั้ มฉิ ะนนั้ จะเป็นช่องทางให้มีผ้กู ลา่ ว
อ้างเอาประโยชน์จากการควบคมุ ตวั เกินกาหนดได้ย่งิ ไปกวา่ การสอบสวนท่ีชอบและการพจิ ารณา
ที่กระทาโดยศาล
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๘๘
ฎีกำท่ี ๒๖๙๔/๒๕๕๓ ฎ.๘๘๕ โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๒ ในวันเดียวกัน ส.ใช้ตาแหน่ง
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรขอปล่อยชวั่ คราวจาเลยที่ ๒ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าต จึงไม่มีเหตุท่ีศาลชนั้ ต้น
จะออกหมายขังระหว่างพิจารณาจาเลยที่ ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๘ (เดิม) แม้ในระหว่าง
พิจารณาจะปรากฏข้อเทจ็ จริงแก่ศาลชนั้ ต้นวา่ จาเลยท่ี ๒ ถกู จบั กมุ และควบคมุ ตวั ที่เรือนจาพิเศษ
กรุงเทพมหานครเพ่ือดาเนนิ คดีที่ศาลอาญาก็ตาม แตต่ ามมาตรา ๑๑๖ การขอถอนสญั ญาประกนั
หรือขอถอนหลกั ประกัน ยอ่ มทาได้เม่ือผู้ทาสญั ญามอบตวั ผ้ตู ้องหาหรือจาเลยคืนต่อเจ้าพนกั งาน
หรือศาล เมื่อผ้ปู ระกนั ไม่ได้ย่ืนคาร้องขอมอบตวั จาเลยท่ี ๒ คืนตอ่ ศาล จึงยงั ถือไม่ได้ว่าผ้ปู ระกนั
ได้ส่งมอบหรือคืนตวั จาเลยที่ ๒ ตอ่ ศาลชนั้ ต้น และศาลชนั้ ต้นก็มิได้เพิกถอนสญั ญาประกันแล้ว
ออกหมายขังจาเลยท่ี ๒ ไว้ในคดีนีใ้ นระหว่างนัน้ จึงไม่มีเหตุท่ีศาลชัน้ ต้นต้องออกหมายขัง
ระหว่างพิจารณาจาเลยท่ี ๒ จนกระท่ังเม่ือได้ตัวจาเลยท่ี ๒ มา และข้อเท็จจริงได้ความจาก
รายงานกระบวนพิจารณาฉบบั ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙ ว่า ส. ได้พ้นจากสภาพการเป็น
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรแล้ว ศาลชนั้ ต้นจึงมีคาสง่ั ให้เพิกถอนสญั ญาประกนั และออกหมายขงั
จาเลยท่ี ๒ ระหว่างพิจารณานบั แต่วันท่ี ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ การที่ศาลชนั้ ต้นออกหมายขัง
236
จาเลยที่ ๒ ระหว่างพิจารณาดงั กล่าวชอบแล้ว ไม่มีเหตทุ ี่จะแก้ไขหมายขงั ระหว่างพิจารณาให้
จาเลยที่ ๒
ข้อสังเกต หากจาเลยถูกดาเนินคดีอาญาและศาลเห็นควรใหข้ งั จาเลยไวร้ ะหว่างพิจารณา ๒ คดี
ศาลจะออกหมายขงั จาเลยในแต่ละคดีทง้ั ๒ คดี เมื่อศาลพิพากษาศาลต้องนาวนั ที่จาเลยถูก
คมุ ขงั ของแต่ละคดีมาหกั ออกจากโทษจาคกุ ทีศ่ าลกาหนดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒ โดยจาเลยที่ถูก
คมุ ขงั จะไดก้ าไรเพราะได้รับการหกั วนั คมุ ขงั ทง้ั ๒ คดี อาจมีผูส้ งสยั ว่าทาไมศาลไม่ออกหมายขงั
เพียงคดีเดียว เหตุผลก็เพราะว่าถ้าศาลออกหมายขงั เพียงคดีเดียว หากจาเลยได้รับอนุญาตให้
ปล่อยชวั่ คราวไปในคดีหน่ึงก็ตอ้ งปล่อยตวั จาเลยไป ทาใหอ้ ีกคดีหน่ึงไม่มีตวั จาเลยไวพ้ ิจารณาคดี
ต่อไป ซึ่งหลกั ของการดาเนินคดีอาญาต้องดาเนินคดีต่อหน้าจาเลย จึงต้องมีตวั จาเลย ศาลจึง
ตอ้ งออกหมายขงั ระหว่างพิจารณาไวท้ ง้ั สองคดี
คดีนี้เมื่อจาเลยถูกจับในคดีอื่น จาเลยจึงอ้างว่าเมื่อศาลรู้แล้วว่าจาเลยถูกขงั ในคดีอื่น
ศาลต้องออกหมายขงั ในคดีนี้ หากศาลไม่ออกหมายขงั ก็ตอ้ งหกั วนั ต้องขงั ให้จาเลย ซึ่งศาลฎีกา
วินิจฉัยในคดีนี้แล้วว่า เมื่อศาลยงั ไม่ได้ออกหมายขังในคดีนี้ ศาลก็ไม่ต้องหกั วนั ต้องขงั ให้ดงั ที่
จาเลยอา้ ง ศาลจะหกั วนั ตอ้ งขงั ให้ตามวนั ทีศ่ าลออกหมายขงั ในคดีนีใ้ หเ้ ท่านนั้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๙๐
ฎีกำท่ี ๑๐๖๙๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๙๗ ศาลยตุ ธิ รรมและศาลทหารตา่ งเป็นศาลตาม
บทบญั ญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย และตา่ งมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่
กฎหมายบญั ญัติไว้ ศาลยตุ ิธรรมยอ่ มไม่มีอานาจเหนือศาลทหารนอกจากจะมีกฎหมายบญั ญัติ
ไว้โดยชัดแจ้ง เม่ือผู้ร้ องถูกจาคุกโดยผลของคาพิพากษาของศาลทหารสูงสุด แม้ผู้ร้ องอ้างว่า
การจาคุกดังกล่าวเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจะมาย่ืนคาร้ องต่อศาลชัน้ ต้น
ซ่ึงเป็นศาลยตุ ิธรรมให้ปล่อยผ้รู ้องไม่ได้ เพราะไม่มีบทบญั ญัตกิ ฎหมายให้ศาลยตุ ิธรรมมีอานาจ
เหนือศาลทหารในกรณีเช่นนีไ้ ด้ ผู้ร้ องจึงไม่อาจยื่นคาร้ องต่อศาลชัน้ ต้น ปัญหาดังกล่าวเป็น
ข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๓๕๐/๒๕๕๓ ฎ.๔๖ สิทธิในการร้ องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการคุมขังโดย
มิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐ มีอย่เู พียงชวั่ ระยะเวลาท่ีถูกคมุ ขงั โดยไม่ชอบด้วย
กฎหมายเทา่ นนั้
237
ผ้รู ้องถกู จบั กมุ ก่อนท่ีผ้เู สียหายร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนทงั้ มิใชค่ วามผิดซงึ่ หน้าหรือ
กรณีใด ๆ ที่เจ้าพนักงานตารวจสามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ การคุมขังผู้ร้ องโดย
พนกั งานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แตข่ ณะผ้รู ้องย่ืนคาร้องตอ่ ศาลขอให้สง่ั ปลอ่ ยตวั ผ้รู ้อง
พนักงานอยั การได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลชนั้ ต้นในความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ศาล
ชนั้ ต้นประทับฟ้องและออกหมายขงั ผู้ร้ องในระหว่างพิจารณา ดังนัน้ แม้การคุมขังผู้ร้ องโดย
พนกั งานสอบสวนจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แตก่ ารคมุ ขงั นนั้ ก็สิน้ สดุ ไปแล้วตงั้ แตศ่ าลประทบั ฟ้อง
และออกหมายขงั ผ้รู ้องในระหวา่ งพิจารณา สิทธิของผ้รู ้องที่จะร้องขอให้ปลอ่ ยจากการคมุ ขงั โดย
มิชอบด้วยกฎหมายจงึ ระงบั ไป ผ้รู ้องจงึ ไมอ่ าจจะร้องขอตามมาตรา ๙๐
การจับกุมโดยไม่ชอบด้ วยกฎหมายเป็ นเร่ื องที่ผ้ ูร้ องจะต้ องดาเนินคดีแก่เจ้ าพนักงาน
ตารวจท่ีจบั ผ้รู ้อง ด้วยการร้องทกุ ข์ตอ่ เจ้าพนกั งานหรือฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองต่อไป ทงั้ การ
จบั กุมและคุมขงั เป็นขนั้ ตอนต่างหากจากการสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เป็นเรื่องท่ีต้องวินิจฉัยในชนั้ พิจารณาของศาล เม่ือพนักงานอยั การยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลชนั้ ต้น
ศาลชนั้ ต้นประทบั ฟ้องและออกหมายขงั ผ้รู ้องไว้ระหว่างพิจารณา ซ่งึ เป็นอานาจที่จะดาเนินการ
ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๗๑, ๘๘ แล้ว การคุมขงั ผู้ร้องในระหว่างพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย
ผ้รู ้องจงึ ไมม่ ีสิทธิยื่นคาร้องขอให้ปลอ่ ยตวั ผ้รู ้อง
ข้อสังเกต ในเบื้องต้นต้องทาความเข้าใจขน้ั ตอนการควบคุมหรือคุมขังในคดีอาญาก่อน การ
ควบคุมหรือคุมขังในคดีอาญาสามารถแยกได้ ๓ ข้ันตอนคือ ๑. ควบคุมหรือคุมขังระหว่าง
สอบสวน ๒. คมุ ขงั ระหว่างพิจารณาของศาล ๓. จาคกุ ตามคาพิพากษา
๑. ควบคุมหรือคุมขงั ระหว่างสอบสวน หากเป็ นการจับโดยชอบ เจ้าพนกั งานตารวจมี
อานาจควบคมุ ผู้ถูกจบั ตามมาตรา ๘๔/๑ โดยจะควบคุมไว้เกินความจาเป็นตามพฤติการณ์แห่ง
คดีไม่ได้ตามมาตรา ๘๗ วรรคหนึ่ง ในคดีอาญาทีไ่ ม่ใช่ความผิดลหโุ ทษจะควบคมุ ผู้ถูกจบั ไว้เกิน
๔๘ ชว่ั โมงไม่ได้ หากจะควบคมุ ผถู้ ูกจบั ไวเ้ กินระยะเวลาดงั กล่าว พนกั งานสอบสวนหรือพนกั งาน
อยั การตอ้ งมายืน่ คาร้องขอฝากขงั ต่อศาลตามมาตรา ๘๗ วรรคสาม
การที่จะขอฝากขงั ผูถ้ ูกจบั ไว้ระหว่างสอบสวนตามมาตรา ๘๗ ได้ ตอ้ งมีการจบั โดยชอบ
เสียก่อน หากการจับไม่ชอบ เจ้าพนกั งานตารวจไม่มีอานาจควบคมุ ตวั ผู้ถูกจบั จึงไม่อาจมาขอ
ฝากขงั ตามมาตรา ๘๗ หากการจบั ไม่ชอบ แลว้ มีการยื่นคาร้องขอฝากขงั และศาลออกหมายขงั
ไวต้ ามมาตรา ๘๗ วรรคสาม โดยผิดหลง ผู้ถูกคุมขงั สามารถยื่นคาร้องว่าการคุมขงั ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย ขอให้ศาลปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังได้ตามมาตรา ๙๐ ที่กล่าวมาเป็ นการควบคุมโดย
เจ้าพนักงานและคุมขังโดยศาลระหว่างสอบสวน แต่ถ้ามีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะเป็ นอีก
238
ขน้ั ตอนหนึ่ง
๒. การคมุ ขงั ระหว่างพิจารณาของศาล ศาลมีอานาจขงั จาเลยไวร้ ะหว่างพิจารณาตาม
มาตรา ๘๘ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจาเลยถูกควบคุมในชน้ั สอบสวนหรือไม่ หรือการควบคุมใน
ชนั้ สอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นอานาจศาลในชนั้ พิจารณาทีจ่ ะขงั จาเลยได้ ซ่ึงเป็น
ขน้ั ตอนต่างหากจากการจบั กมุ และควบคมุ ผูต้ ้องหาในชนั้ สอบสวน
๓. การจาคกุ ตามคาพิพากษา จะกระทาไดเ้ มื่อคดีถึงทีส่ ดุ ตามมาตรา ๒๔๕ วรรคหน่ึง
คดีนี้อ้างว่าการกระทาที่ไม่ชอบคือการควบคุมหรือคุมขังระหว่างสอบสวน แต่เมื่อ
พนกั งานอยั การยืน่ ฟอ้ งแลว้ ศาลมีอานาจขงั ระหว่างพิจารณา โดยไม่ตอ้ งพิจารณาว่าการควบคมุ
ระหว่างสอบสวนชอบหรือไม่ เพราะเป็นคนละขนั้ ตอนดงั ทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั ไว้
ฎีกำท่ี ๔๘๒๗/๒๕๕๐ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๒ สิทธิของผู้ถูกคุมขงั ในการยื่น
คาร้องขอให้ศาลสง่ั ปล่อยตวั จากการควบคมุ หรือขงั โดยผิดกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐ นนั้
มีอย่เู พียงชวั่ ระยะเวลาท่ีผ้ถู กู คมุ ขงั ยงั ถกู ควบคมุ หรือขงั ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านนั้ ตาม
คาร้องปรากฏว่าภายหลงั จากผู้ร้องถกู ควบคมุ ตวั พนกั งานสอบสวนได้ปล่อยตวั ผ้รู ้องชวั่ คราวไป
แล้ว โดยให้ผ้รู ้องทาสญั ญาประกนั ไว้ กรณีจงึ ไม่มีการควบคมุ ตวั ผ้รู ้องในขณะยื่นคาร้องแล้ว ผ้รู ้อง
จงึ ไมอ่ าจจะร้องขอตามมาตรา ๙๐ ได้อีกตอ่ ไป หากการจบั เป็นไปโดยไมช่ อบด้วยกฎหมายก็เป็น
เรื่องท่ีผู้ร้องจะดาเนินคดีแก่เจ้าพนกั งานตารวจท่ีจบั ผ้รู ้องด้วยการร้องทกุ ข์ต่อเจ้าพนักงานหรือ
ฟ้องคดีต่อศาลด้วยตนเองตามขนั้ ตอนของบทบญั ญัติแห่งกฎหมายเรื่องนัน้ ๆ ต่อไป สาหรับ
ทรัพย์สินซ่ึงผ้รู ้องกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานตารวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาล
มีคาส่งั ให้เจ้าพนักงานตารวจคืนแก่ผู้ร้องนนั้ ก็มิใช่กรณีที่จะย่ืนคาขอมาพร้ อมกับคาร้ องตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๙๐ ได้เชน่ กนั ผ้รู ้องจงึ ไมม่ ีสิทธิยื่นคาร้อง
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๙๒
ฎีกำท่ี ๑๒๐๙๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๒๕ ก่อนจบั กมุ โจทก์ทงั้ สองได้มีการจบั กมุ ช. กบั พวกใน
ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทัง้ สองเป็นผู้ใช้จ้างวาน จึงมีการสอบสวน
ขยายผลและจับกุมโจทก์ทัง้ สองมาลงบันทึกประจาวันไว้ และตามสาเนารายงานประจาวัน
เก่ียวกบั คดีระบวุ า่ พนั ตารวจเอก ส. ผ้กู ากบั การสถานีตารวจนครบาลพระโขนง สง่ั ให้จาเลยทงั้
สิบสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ ายสืบสวนปราบปรามนาตวั ช. ไปสอบสวนขยายผล โดยนดั โจทก์ที่ ๒
มารับรถยนต์ท่ีหน้าห้างสรรพสินค้า ซ่ึงเป็นเร่ืองจาเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจบั จากศาล
239
ชนั้ ต้นแล้วผ้รู ่วมกระทาความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๗๘ (๓) ทงั้ รถท่ีถกู ลกั อย่ทู ่ี
บ้านของโจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๒ เป็นผ้พู าเจ้าพนกั งานตารวจไปทาการตรวจค้นเอง จงึ ไมจ่ าต้อง
ขอหมายค้นจากศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๔) และมาตรา ๙๔ การกระทาของจาเลยทงั้ สิบ
สามเป็นการปฏิบตั หิ น้าท่ีตามคาสง่ั ของผ้บู งั คบั บญั ชาผ้มู ีอานาจสงั่ การโดยชอบ จึงไม่มีความผิด
ฐานปฏิบตั หิ น้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกำท่ี ๑๐๔๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๖ จาเลยยินยอมให้เจ้าพนกั งานตารวจไป
ตรวจค้นโดยจาเลยเป็นผ้พู าเจ้าพนกั งานตารวจไปตรวจค้นบ้านท่ีเกิดเหตดุ ้วยตนเอง แสดงวา่ การ
ค้นได้กระทาไปโดยอาศัยอานาจความยินยอมของจาเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านท่ีเกิดเหตุ เมื่อ
เจ้าพนกั งานตารวจไม่ได้ข่มข่หู รือหลอกลวงให้จาเลยให้ความยินยอมในการค้นแตป่ ระการใด แม้
การค้นจะกระทาโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนญุ าตให้ค้นได้ ก็หาใช่เป็นการค้นโดยมิชอบ
ฎีกำท่ี ๔๙๕๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๘ แม้เจ้าพนักงานตารวจจะมิได้ดาเนินการขอ
หมายค้นจากศาลชนั้ ต้นก่อนเข้าตรวจค้นบ้านจาเลยก็ตาม แตข่ ้อเท็จจริงฟังได้ว่าสายลบั ล่อซือ้
เมทแอมเฟตามีนที่หน้าบ้านจาเลย และเจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ ได้แอบซุม่ ดแู ละเห็นเหตกุ ารณ์
การล่อซือ้ ดงั กล่าว จึงเข้าตรวจค้นและจบั กุมจาเลย เป็นกรณีท่ีเจ้าพนกั งานตารวจพบเห็นการ
กระทาความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามี น และมี เมทแอมเฟตามี นไว้ ในครอบ ครองเพื่ อ
จาหนา่ ยอนั เป็นความผดิ ซงึ่ หน้า และการตรวจค้นจบั กมุ ได้กระทาตอ่ เน่ืองกนั เจ้าพนกั งานตารวจ
จงึ เข้าตรวจค้นบ้านจาเลยได้โดยไม่จาต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๒ (๒) (เดิม) ซ่ึงเป็น
กฎหมายท่ีใช้บงั คบั ในขณะกระทาความผดิ
ข้อสังเกต ตามกฎหมายปัจจุบนั เจ้าพนกั งานก็น่าจะมีอานาจคน้ ตามมาตรา ๙๒ (๔) เพราะถือ
ว่ามีพยานหลกั ฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรืออาจเป็นพยานหลกั ฐานพิสูจน์
การกระทาความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนนั้ ประกอบทงั้ ตอ้ งมีเหตอุ นั ควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้า
กว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนนั้ จะถูกโยกย้ายหรือทาลายเสียก่อน และการใช้อานาจตาม
มาตรา ๙๒ (๔) วรรคท้าย ให้พนกั งานฝ่ ายปกครองหรือตารวจผู้ค้นส่งมอบสาเนาบนั ทึกการ
ตรวจค้นและบญั ชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทงั้ จดั ทาบนั ทึกแสดงเหตผุ ลที่ทาให้สามารถ
เข้าค้นได้เป็นหนงั สือให้ไวแ้ ก่ผู้ครอบครองสถานทีท่ ี่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่
นน้ั ใหส้ ่งมอบหนงั สือดงั กล่าวแก่บุคคลเช่นว่านน้ั ในทนั ทีที่กระทาได้ และรีบรายงานเหตผุ ลและ
ผลการตรวจคน้ เป็นหนงั สือต่อผูบ้ งั คบั บญั ชาเหนือข้ึนไป
ฎีกำท่ี ๒๘๔๘/๒๕๔๗ ฎ.๔๙๓ สิบตารวจโท ส. แอบซุ่มดอู ยู่ห่างจากหน้าห้องเกิดเหตุ
ประมาณ ๘ เมตร เห็นจาเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ๑๐ เม็ด ให้แก่สายลบั เม่ือเข้าตรวจค้น
240
ภายในห้องเกิดเหตกุ ็พบเมทแอมเฟตามีนอีก ๘ เม็ด การกระทาความผิดของจาเลยกับการเข้า
ตรวจค้นและจับกุมของร้ อยตารวจเอก ม. กับสิบตารวจโท ส. และพวกเป็ นการกระทาที่
ตอ่ เนื่องกนั เม่ือพบเห็นจาเลยกาลงั กระทาความผิดฐานจาหน่ายและฐานมียาเสพติด ให้โทษใน
ประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย อนั เป็นความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ จึงมี
อานาจค้นและจบั จาเลยโดยไมต่ ้องมีหมายค้นและหมายจบั ตามมาตรา ๗๘ (๑), ๙๒ (๒)
ข้อสังเกต ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เป็นการกระทาความผิดซ่ึงหนา้ ตารวจจึงมีอานาจจบั โดยไม่มีหมาย
ตามมาตรา ๗๘ (๑) หากตารวจจบั ไม่ทนั เพราะจาเลยกลบั เข้าไปในห้องทนั ที การทีต่ ารวจจะเข้า
ไปในห้องเพือ่ จบั จาเลย ต้องพิจารณาเรื่องการคน้ โดยไม่มีหมาย ซึ่งไม่น่าจะเป็นกรณีตามมาตรา
๙๒ (๒) เพราะกรณีตามมาตรา ๙๒ (๒) ตอ้ งเป็นการจาหน่ายในห้องโดยตารวจซึ่งอยู่หน้าห้อง
มองเห็นการจาหน่ายในห้องนนั้ ตารวจน่าจะเข้าไปในห้องโดยอาศัยมาตรา ๙๒ (๔) เพราะ
น่าเชื่อว่าจาเลยยงั คงมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในห้องอีก และหากเน่ินช้าส่ิงของนนั้ จะถูกโยกย้าย
หรือทาลายเสียก่อน (ดูศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวสั ดิ์. คาอธิบายหลักกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา.พิมพ์ครง้ั ที่ ๗ น. ๔๔๓-๔๔๔)
ฎีกำท่ี ๓๔๗๙/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๓ จาเลยทงั้ ส่ีนาสืบยอมรับวา่ ถกู จบั กมุ ในห้องเชา่
ที่เกิดเหตุ และเจ้าพนกั งานตารวจได้เมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางจริง แม้จะปรากฏวา่ ห้องเช่า
ดงั กล่าว เลขที่ ๘๒/๑๖ ไม่ใช่เลขที่ ๑๐๕ ตามที่ระบใุ นหมายค้น แตต่ ามหมายค้นดงั กล่าวได้ระบุ
เหตทุ ่ีขอออกหมายค้นวา่ การสืบสวนทราบวา่ ที่บ้านจาเลยท่ี ๑ เลขที่ ๑๐๕ ห้องเชา่ มียาเสพตดิ ให้
โทษซุกซ่อนอยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้าน จึงขอให้ศาลออกหมายค้น โดยระบุชื่อและนามสกุล
จาเลยท่ี ๑ ไว้ถกู ต้อง และร้อยตารวจโท บ. ผ้จู บั กมุ ซึง่ เป็นผ้ขู อออกหมายค้นดงั กล่าวก็เบกิ ความ
ระบุสาเหตุท่ีระบุเลขท่ีบ้านในหมายค้นว่าบ้านเลขที่ ๑๐๕ เพราะสายลับระบุเช่นนัน้ เมื่อเข้า
จบั กุมจึงปรากฏวา่ เป็นบ้านเลขที่ ๘๒/๑๖ จึงเป็นการขอออกหมายค้นเพื่อตรวจค้นบ้านจาเลยท่ี
๑ การระบุเลขท่ีบ้านผิด ไม่ทาให้การตรวจค้นจาเลยที่ ๑ ซึ่งอยู่ในบ้านหลังดงั กล่าวเป็นการ
ไมช่ อบ การตรวจค้นโดยมีหมายค้นกรณีนีจ้ งึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๙๓
ฎีกำท่ี ๔๙๕๘/๒๕๕๖ ฎ.๔๘๔ อาคารที่พกั สายตรวจสร้างจากเงินบริจาคของประชาชน
และสร้างบนที่ดินขององค์การบริหารส่วนตาบล เพ่ือใช้เป็นสถานที่พกั ของตารวจสายตรวจและ
อานวยความสะดวกแก่ประชาชนท่ีมาแจ้งความร้ องทุกข์ แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการ
241
ก่อสร้างด้วย แตว่ ตั ถปุ ระสงคใ์ นการกอ่ สร้างท่ีใช้เป็นท่ีพกั สายตรวจและให้ประชาชนมาแจ้งความ
ร้องทุกข์ แสดงว่าประชาชนประสงค์ให้ใช้เป็นสถานที่ราชการท่ีประชาชนท่ัวไปสามารถเข้ามา
ติดตอ่ กบั เจ้าพนกั งานตารวจได้ ทงั้ อาคารดงั กลา่ วได้ขอบ้านเลขท่ีโดยระบวุ ่าเป็นท่ีทาการสถานี
ตารวจชุมชน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากหัวหน้าสถานีตารวจ
ชุมชน บ่งชีไ้ ด้ว่าประชาชนที่ร่วมกันก่อสร้างอาคารที่พกั สายตรวจได้มอบอาคารให้เป็นสถานที่
ราชการตารวจโดยปริยาย เพ่ือประชาชนสามารถเข้ามาติดต่อใช้อาคารในการติดต่อกับเจ้า
พนกั งานตารวจได้ จึงไม่ใช่ที่รโหฐานอนั เป็นที่ส่วนตวั ของโจทก์ท่ีจะมีอานาจจดั การหวงห้ามได้
ส่วนห้ องนอนของโจทก์ที่กัน้ เป็ นสัดส่วน เป็ นส่วนหน่ึงของอาคารที่พักสายตรวจ และ
ผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชาของโจทก์ใช้เป็นท่ีเปลี่ยนเสือ้ ผ้า แสดงวา่ นอกจากโจทก์จะใช้เป็นท่ีพกั อาศยั แล้ว
ตารวจสายตรวจอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ แม้โจทก์จะเก็บสิ่งของส่วนตวั ไว้และใส่กุญแจ ก็
ไมใ่ ชห่ ้องพกั ส่วนตวั ท่ีโจทก์จะมีสิทธิหวงกันไว้ผ้เู ดียวได้ แตเ่ ป็นห้องพกั อนั เป็นสถานที่ราชการที่
เจ้าพนกั งานตารวจอ่ืนก็เข้าพกั อาศยั ได้เช่นกนั ห้องพกั ท่ีเกิดเหตจุ ึงไม่ใช่ท่ีรโหฐาน การที่จาเลย
เข้าไปในห้องพกั เพื่อค้นหาอาวธุ ปืนตามท่ีผ้ใู ช้กระทาความผิดแจ้งว่านามาไว้ในอาคารท่ีพกั สาย
ตรวจ จงึ มีเหตอุ นั ควรสงสยั ตามสมควรว่ามีส่ิงของท่ีได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิดซ่อนไว้ในห้องพกั
ของโจทก์ จาเลยย่อมมีอานาจค้นห้องพกั ของโจทก์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น หาใช่เป็นการกล่นั
แกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ การกระทาของจาเลยเป็นการปฏิบตั ิหน้าท่ีโดยชอบด้วย
กฎหมาย จงึ ไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗
ฎีกำท่ี ๖๘๙๔/๒๕๔๙ ฎ.๒๐๒๘ หนงั สือร้องทกุ ข์ของโจทก์ร่วมซึ่งมีข้อความว่า มีการ
ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่บริเวณศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ขอแจ้งความร้ องทุกข์เพื่อให้
ดาเนินการตามกฎหมายต่อไป ถือได้ ว่าเป็ นคาร้ องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) แล้ ว
ไมจ่ าเป็นต้องระบชุ ่ือหรือรูปพรรณของผ้กู ระทาความผิด
ร้ านที่เกิดเหตุเป็นร้ านจาหน่ายอุปกรณ์เคร่ืองเล่นเกมต่าง ๆ และแผ่นเกม ย่อมเป็น
สถานท่ีที่เชือ้ เชิญให้ ประชาชนท่ัวไปสามารถเดินเข้าไปดูและเลือกซือ้ สินค้าได้ นับเป็ นท่ี
สาธารณสถานซ่ึงเจ้าพนกั งานตารวจมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ เม่ือสิบตารวจ ส. เป็นผ้ทู า
การตรวจค้น แผ่นซีดีเกมอย่ใู นตะกร้าซ่ึงอยู่ในต้สู ามารถมองเห็นได้ โดยแผ่นซีดีเกมของกลาง
ดงั กลา่ วละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม มีลกั ษณะภายนอกของแผน่ ซีดีของกลางตา่ งจากของโจทก์
ร่วมอย่างเหน็ ได้ชดั จงึ เป็นกรณีของการค้นในที่สาธารณสถานโดยเจ้าพนกั งานตารวจซง่ึ มีเหตอุ นั
ควรสงสัยว่าร้ านท่ีเกิดเหตุมีสิ่งของท่ีมีไว้เป็นความผิด ไม่จาเป็นต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ.
242
มาตรา ๙๓ ทงั้ เป็นกรณีที่เจ้าพนกั งานตารวจสามารถจบั จาเลยได้ตามมาตรา ๗๘ (๑) ประกอบ
มาตรา ๘๐ วรรคหนง่ึ การค้นและจบั จงึ ชอบด้วยกฎหมาย
ฎีกำท่ี ๘๗๒๒/๒๕๕๕ ฎ.๑๔๘๖ บริเวณที่เกิดเหตอุ ยบู่ นถนนสทุ ธาวาสไมใ่ ชห่ ลงั ซอยโรง
ถ่านท่ีมีอาชญากรรมประเภทความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ และความผิดเก่ียวกบั
ทรัพย์เป็นประจา และจาเลยไม่มีทา่ ทางเป็นพิรุธคงเพียงแตน่ งั่ โทรศพั ท์อยู่ การท่ีสิบตารวจโท ก.
และสิบตารวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสยั ในตวั จาเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตผุ ลสนบั สนุน
ว่าเพราะเหตใุ ดจึงเกิดความสงสยั ในตวั จาเลย จงึ เป็นข้อสงสยั ที่ตงั้ อย่บู นพืน้ ฐานของความรู้สึก
เพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตอุ นั ควรสงสยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๓ ที่จะทาการตรวจค้นได้
การตรวจค้นตวั จาเลยจงึ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยซง่ึ ถกู กระทาโดยไมช่ อบด้วยกฎหมายยอ่ มมี
สิทธิโต้แย้งสิทธิและตอบโต้เพื่อปอ้ งกนั สิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบตั ิตามคาสงั่ ใด ๆ อนั
สืบเน่ืองจากการปฏิบตั ิท่ีไมช่ อบได้ จาเลยจงึ ไมม่ ีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๖, มาตรา ๑๓๘
วรรคสอง และมาตรา ๓๖๗
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๙๔
ฎีกำท่ี ๖๔๐๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๖๘ การจบั ส. ท่ีบ้านได้กระทาโดยมีหมายจบั ท่ี
พันตารวจเอก ร. ออกโดยชอบและหมายค้ นของศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อแสดงตนว่าเป็ น
เจ้าพนกั งานตารวจและแสดงหมายค้น ส. ซึ่งยืนอย่ดู ้านในรัว้ บ้านได้ปิดล็อกกุญแจรัว้ หน้าบ้าน
แล้ววิ่งหนีเข้าบ้านไปปิดล็อกกญุ แจบ้านด้านในอีกชนั้ หน่งึ และไม่ยอมเปิดประตโู ดยอ้างว่าจะไป
มอบตวั ในวนั หลัง แสดงว่า ส. ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตารวจเข้าไปจับกุม การท่ีเจ้าพนักงาน
ตารวจเข้าไปใช้ไม้กระแทกประตบู ้านที่ปิดล็อกกุญแจด้านในไว้จนเปิดออกแล้วเข้าไปจบั ส. จึง
เป็นกรณีจาเป็นซึ่งเจ้าพนักงานตารวจผู้จัดการตามหมายค้นมีอานาจกระทาได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๙๔ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีนี้ตดั สินตามกฎหมายเก่าซ่ึงตารวจเป็นผู้ออกหมายจบั ได้ แต่ปัจจุบนั ศาลเท่านนั้
เป็นผูม้ ีอานาจออกหมายจบั ส่วนข้อกฎหมายในเรื่องการค้นตามทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั คดีนี้ยงั คงใช้
เป็นบรรทดั ฐานได้
243
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๐๒
ฎีกำท่ี ๓๙๑๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๖ น.๙๘ ศาลชนั้ ต้นออกหมายค้นระบุให้ร้อยตารวจเอก
ก. มีอานาจไปค้นบ้านท่ีเกิดเหตขุ องจาเลยที่ ๑ เพ่ือพบและยดึ ส่ิงของ ยาเสพติดให้โทษและอ่ืน ๆ
ได้ในวนั เกิดเหตุ ตงั้ แต่เวลา ๒๑ นาฬิกา จนถึงเสร็จสิน้ การตรวจค้น แสดงว่าศาลชัน้ ต้นต้อง
พจิ ารณาแล้วเห็นว่ามีเหตฉุ กุ เฉินอยา่ งยิ่งที่จะต้องให้เจ้าพนกั งานทาการตรวจค้นในเวลากลางคืน
อนั เป็นข้อยกเว้นตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๙๖ (๒) แล้ว เมื่อร้อยตารวจเอก ก. นาหมายค้นดงั กลา่ วไป
ค้นบ้านท่ีเกิดเหตุในเวลากลางคืนตามวันเวลาที่ศาลชัน้ ต้นให้อานาจ การค้นท่ีบ้านเกิดเหตุ
จงึ ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้เจ้าพนักงานค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานท่ีหรือบุคคลใน
ครอบครัวของผ้นู นั้ หรือถ้าหาบคุ คลเช่นกล่าวนนั้ ไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบคุ คลอื่นอยา่ งน้อยสองคนซึง่
เจ้าพนกั งานได้ร้ องขอมาเป็นพยาน ดงั นี ้แม้ขณะเร่ิมลงมือค้นเจ้าพนกั งานตารวจจดั ให้ จ. ซึ่งมิใช่
บคุ คลในครอบครัวจาเลยท่ี ๒ เป็นพยานในการค้นห้องจาเลยที่ ๒ เพียงคนเดียวเพราะจาเลยท่ี ๒
ไม่อยู่ก็ตาม แต่ระหว่างค้นจาเลยท่ี ๒ ได้กลับมานาเจ้าพนักงานตารวจค้นห้องจาเลยท่ี ๒
ด้วยตนเองต่อไปจนกระทงั่ ค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงถือว่าเจ้าพนักงานทาการค้น
ห้องจาเลยที่ ๒ ตอ่ หน้าจาเลยที่ ๒ ผ้คู รอบครองสถานที่ตามมาตรา ๑๐๒ แล้ว
ฎีกำท่ี ๔๗๙๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๓ การค้นพบธนบตั รของกลางในข้องปลาที่แขวน
อยู่ข้างบ้านทิศตะวนั ออก นอกจากมิได้กระทาต่อหน้าจาเลยหรือสามีจาเลย ทงั้ ๆ ที่จาเลยก็ถกู
จบั และควบคมุ ตวั อย่ทู ่ีหน้าบ้านนนั้ เองแล้ว ยงั ได้ความว่าการพบธนบตั รในข้องปลา ก็เป็นเร่ืองที่
ในชนั้ แรกสิบตารวจตรี พ. ค้นพบเพียงคนเดียวกอ่ น แล้วจงึ เรียกกานนั ที่เชิญมาเป็นพยานในการ
ค้นมาดู หาใช่ว่าเป็นการค้นพบธนบตั รของกลางท่ีพบต่อหน้าบุคคลอ่ืนอย่างน้อยสองคนซึ่ง
เจ้าพนักงานได้ขอร้ องมาเป็ นพยานดังท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ได้กาหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่
พยานหลกั ฐานโจทก์เกี่ยวกบั การค้นพบธนบตั รของกลางซง่ึ เจ้าพนกั งานผ้ตู รวจค้นมิได้ปฏิบตั ิให้
ถกู ต้องตามหลกั เกณฑ์ท่ีกฎหมายกาหนด จงึ ไมม่ ีนา้ หนกั เพียงพอท่ีศาลจะรับฟัง
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๑๓
ฎีกำท่ี ๙๒๐๘-๙๒๐๙/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๒๕ การปล่อยตวั ผู้ต้องหาช่ัวคราวของพนักงาน
สอบสวน เม่ือครบหกเดือนแล้วพนกั งานสอบสวนยงั สอบสวนไม่เสร็จ การปล่อยชว่ั คราวเป็นอนั
สิน้ สุดลง จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ซ่ึงเป็นพนักงานสอบสวน จึงไม่อาจควบคุมตวั ผู้ต้องหาไว้ได้อีก
244
ตอ่ ไป เม่ือไม่สามารถควบคมุ ตวั ไว้ได้ ก็ไมม่ ีเหตทุ ่ีฝ่ ายโจทก์จะต้องมาขอปล่อยผ้ตู ้องหาด้วยการ
นาโฉนดที่ดนิ มาให้จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ยดึ ถือไว้อีก จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ จงึ ไม่มีเหตตุ ามกฎหมาย
ที่จะยึดถือโฉนดที่ดินไว้อีกต่อไป เพราะถือว่าการปล่อยช่ัวคราวของพนักงานสอบสวนตาม
สญั ญาประกนั สิน้ สดุ ลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๓ วรรคสอง ไปแล้ว จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ จึงต้อง
คืนโฉนดท่ีดนิ ให้โจทก์
ข้อสังเกต ผลของการสอบสวนยงั ไม่แลว้ เสร็จจนครบหกเดือนแลว้ ทาใหพ้ นกั งานสอบสวนไม่อาจ
ควบคมุ ผู้ต้องหาได้อีกต่อไป จึงไม่มีเหตปุ ล่อยชว่ั คราวอีกต่อไป ตามทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั ไว้ ต่อมา
ถ้าพนกั งานสอบสวนส่งสานวนพร้อมความเห็นควรสง่ั ฟ้องแล้วอยั การสง่ั ฟ้องและส่งตวั จาเลย
ต่อศาล ก็ไม่ทาให้การสอบสวนเสียไป เพราะมิได้มีบทบญั ญตั ิของกฎหมายห้ามอยั การยื่นฟ้อง
คดีต่อศาล (ฎีกาที่ ๕๓๙/๒๕๓๖) อย่างไรก็ตาม การไม่ดาเนินการตามเวลาดงั กล่าว มีผลเฉพาะ
พนักงานสอบสวนหมดอานาจควบคุมตัวผู้ต้องหา แต่เมื่อพนักงานอัยการฟ้องคดีแล้ว
ศาลสามารถขงั จาเลยไวร้ ะหว่างพิจารณาได้ ตามมาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง, และมาตรา ๘๘
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๑๖
ฎีกำท่ี ๖๒๗๔/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๒๑ ศาลมีคาพิพากษาจาคกุ และปรับจาเลย โทษจาคกุ ให้
รอการลงโทษและสง่ั ว่า หากไม่ชาระค่าปรับให้กักขงั จาเลยแทนคา่ ปรับ จาเลยย่ืนคาร้องขอให้
ปลอ่ ยตวั ชว่ั คราวว่าจะออกไปหาเงินมาชาระคา่ ปรับโดยเสนอหลกั ประกนั การปฏิบตั ติ ามสญั ญา
เป็นกรมธรรม์ประกนั ภยั อิสรภาพที่บริษทั รับประกนั ภยั ผ้รู ้องรับประกนั ตอ่ ศาลวา่ จะสง่ ตวั จาเลยท่ี
ศาลเพ่ือชาระคา่ ปรับ หากจาเลยไม่มาศาลเพ่ือชาระคา่ ปรับ บริษัทประกนั ก็จะชาระเงินให้แก่ศาล
จานวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท เม่ือจาเลยไม่มาศาล และผ้รู ้องไมอ่ าจนาตวั จาเลยมาศาลตามกาหนด
ได้ ศาลจึงส่ังให้ผู้ร้องชาระค่าปรับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องได้ชาระค่าปรับ ต่อมาผู้ร้องนาตัว
จาเลยมาศาลได้ ก็ได้ยื่นคาร้องขอลดคา่ ปรับ สญั ญาประกนั อิสรภาพที่ผ้รู ้องรับประกนั ตอ่ ศาลจึง
มีลกั ษณะเป็นสญั ญาประกนั ตวั ชว่ั คราวไม่ให้ศาลกกั ขงั จาเลยแทนคา่ ปรับไปพลางก่อน โดยเป็น
การสญั ญาวา่ จะมาศาลเพื่อชาระคา่ ปรับภายในกาหนด ไมใ่ ชส่ ญั ญาประกนั เพ่ือในชนั้ ท่ีสดุ จะให้
บงั คบั เป็นส่วนหนึ่งหรือทงั้ หมดของค่าปรับตามคาพิพากษา จึงนาเงินที่ผู้ร้องชาระค่าปรับตาม
สญั ญามาเป็นสว่ นหนง่ึ แหง่ คา่ ปรับไมไ่ ด้ และในชนั้ ท่ีสดุ เม่ือมีการนาตวั จาเลยมาศาลได้ ศาลจงึ มี
อานาจลดคา่ ปรับสาหรับผ้รู ้องลงได้อีก
ข้อสังเกต หากจาเลยชาระค่าปรับในคดีอาญาไปแลว้ เสียดายเงิน อยากจะถูกกกั ขงั แทนค่าปรับ
245
จาเลยจะมาขอเงินคืนไม่ได้ เพราะการกกั ขงั แทนค่าปรับทาได้ในกรณีทีจ่ าเลยไม่ชาระค่าปรับ แต่
การชาระเงินตามฎีกานีไ้ ม่ใช่การชาระค่าปรับในคดีอาญา แต่เป็นเงินค่าปรับในกรณีผิดสญั ญา
ประกนั ในการขอปล่อยชว่ั คราวจาเลยเพือ่ ไปหาเงินมาชาระค่าปรับ เมือ่ มีการนาตวั จาเลยมาศาล
ได้ ศาลจึงมีอานาจลดค่าปรบั ในกรณีผิดสญั ญาประกนั ได้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๑๘
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๒๐๔๖/๒๕๕๓ ฎ.๒๕๘๔ จาเลยถึงแก่ความตาย สิทธินา
คดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) ความรับผิดตามสัญญา
ประกันของผู้ประกันสาหรับจาเลยเป็นอนั หมดไป ศาลฎีกาให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๑๘
ฎีกำท่ี ๓๓๘๑/๒๕๕๖ ฎ.๔๒๐ คาร้องของจาเลยท่ีว่า ศาลอุทธรณ์เรียกหลกั ประกนั ชนั้
อทุ ธรณ์สูงเกินไปและขอให้คืนหลกั ประกนั ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการขอคืนหลกั ประกนั โดยเหตุ
อื่น เมื่อ จ. เป็นผ้ปู ระกันจาเลยในชนั้ อทุ ธรณ์ จึงเป็นผู้ควรได้รับหลักประกันคืน ดงั นี ้ผู้ที่จะยื่น
คาร้องว่าหลกั ประกันชนั้ อุทธรณ์สูงเกินไปและขอคืนหลกั ประกันได้นนั้ ก็คือ จ. แม้ จ. เป็นบิดา
จาเลย และจาเลยเป็นค่คู วามในคดีก็ตาม เม่ือจาเลยไม่ใช่ผู้ประกันในชนั้ อุทธรณ์ จาเลยย่อม
ไมม่ ีสทิ ธิยื่นคาร้องดงั กลา่ ว
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๑๙
ฎีกำท่ี ๑๔๔๑/๒๕๕๘ ฎ.๑๐๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบญั ญัติถึงการทาสัญญา
ประกันอนั เนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตวั ผู้ต้องหาหรือจาเลยช่ัวคราวโดยมีประกันหรือ
มีประกนั และหลกั ประกัน ส่วนมาตรา ๑๑๙ บญั ญัติถึงการบงั คบั ในกรณีการผิดสญั ญาประกนั
ถือได้วา่ การบงั คบั ตามสญั ญาประกนั เป็นเร่ืองของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ ผ้ปู ระกัน
ซึง่ ทาสญั ญาประกันว่าจะส่งตวั ผ้ตู ้องหาหรือจาเลยมีหน้าท่ีจะต้องนาตวั ผ้ตู ้องหาหรือจาเลยมา
มอบตอ่ ศาลตามกาหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ตราบใดท่ีผ้ปู ระกนั ไม่ได้ส่งตวั ผ้ตู ้องหาหรือ
จาเลยต่อศาลต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทาไว้ต่อศาลอยู่ตราบนัน้ แต่หากผู้ประกัน
ขวนขวายได้ตวั ผ้ตู ้องหาหรือจาเลยมาภายในอายคุ วามทางอาญา ศาลในคดีนนั้ ๆ ก็ยงั อาจลด
ค่าปรับลงได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้จะส่งมอบตัวเกิน ๑๐ ปี นับแต่วนั ท่ีศาลมีคาส่ังปรับ
ประกันก็ตาม ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้บงั คบั คดีตามคาสั่งศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้แม้จะเกิน
246
กาหนด ๑๐ ปี นบั แตว่ นั ที่ศาลมีคาสงั่ ปรับผ้ปู ระกนั โดยไมจ่ าต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการ
บงั คบั คดี
ฎีกำท่ี ๗๐๓๕/๒๕๕๖ ฎ.๑๘๕๓ ผ้ปู ระกนั ผิดสญั ญาประกนั ไมส่ ง่ ตวั จาเลยตอ่ ศาลตาม
นัด ศาลชัน้ ต้นจึงมีคาสง่ั ปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ผู้ประกันขอลดค่าปรับ ศาลชัน้ ต้น
ยกคาร้อง ผ้ปู ระกนั ยื่นคาร้องขอลดค่าปรับครัง้ ที่ ๒ ศาลชนั้ ต้นยกคาร้อง ผ้ปู ระกนั อุทธรณ์คาสงั่
ศาลอทุ ธรณ์วนิ ิจฉยั วา่ การที่ผ้ปู ระกนั ย่ืนคาร้องขอให้ลดคา่ ปรับฉบบั ที่สองโดยอ้างเหตผุ ลทานอง
เดิมซง่ึ ศาลชนั้ ต้นได้มีคาสง่ั วินิจฉยั ชีข้ าดไปตามคาร้องฉบบั แรกแล้ว คาร้องของผ้ปู ระกนั เป็นการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาซา้ ต้องห้ามตามกฎหมาย พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ประกัน ดังนี ้
คาพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ วรรคหน่ึง ผู้ประกันฎีกา
คดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๙๐๘๒/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๔๔ จาเลยท่ี ๑ กับผู้ร้ องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตาม
สญั ญาประกนั ภยั ในฐานะผ้เู อาประกนั กับผ้รู ับประกนั แล้วจาเลยที่ ๑ ทาสญั ญาประกนั ขอปลอ่ ย
ชว่ั คราวโดยใช้หนงั สือรับรองของผ้รู ้องเป็นหลกั ทรัพย์คา้ ประกันและเนือ้ หาแห่งหนงั สือรับรองระบุ
วา่ หากจาเลยที่ ๑ ผิดสญั ญาประกันและศาลมีคาสงั่ บงั คบั ตามสญั ญาประกัน ผ้รู ้องตกลงชาระ
คา่ ปรับตามสญั ญาประกนั ถือได้ว่าผ้รู ้ องเกี่ยวข้องกบั สญั ญาประกนั ในฐานะผ้รู ับรองหลกั ทรัพย์
ตามสัญญาประกัน ผู้ร้ องจึงเป็นฝ่ ายผู้ถูกบงั คบั ตามสัญญาประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙
วรรคหน่ึง และมีอานาจย่ืนอทุ ธรณ์คาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นได้ และคาวนิ ิจฉยั ของศาลอทุ ธรณ์ในเรื่อง
อานาจฟอ้ งไม่ใชก่ ารใช้ดลุ พินิจวินิจฉัยในเนือ้ หาของการลดคา่ ปรับตามสญั ญาประกนั คาวินิจฉยั
ของศาลอทุ ธรณ์จงึ ไมเ่ ป็นที่สดุ
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๑๙ ทวิ
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ๑๖๖๓/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๙ จาเลยทงั้ สองย่ืนคาร้องขอให้
ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนญุ าตให้ปล่อยจาเลยทงั้ สองชว่ั คราวโดยจาเลยที่ ๑ ยื่นหลกั ประกนั ๓ ล้าน
บาทเศษ จาเลยท่ี ๒ ย่ืนหลกั ประกนั ๑ ล้านบาทเศษ ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนญุ าตให้ปล่อยจาเลย
ชวั่ คราวโดยให้หาหลกั ประกันมาเพิ่มเป็นคนละ ๑๒ ล้านบาท จาเลยทงั้ สองยื่นคาร้องอุทธรณ์
คาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นวา่ ศาลชนั้ ต้นเรียกหลกั ประกนั สงู เกินไป ขอให้ศาลอทุ ธรณ์อนญุ าตให้ปลอ่ ย
จาเลยทัง้ สองชวั่ คราวโดยเรียกหลกั ประกันไม่เกินคนละ ๑ ล้านบาท ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย
ในประเด็นที่จาเลยทงั้ สองอุทธรณ์ โดยศาลอทุ ธรณ์มีคาสงั่ ว่า "ไม่ปรากฏว่าศาลชนั้ ต้นมีคาส่งั
247
ไม่อนุญาตให้ปลอ่ ยชวั่ คราวจาเลยทงั้ สองในระหว่างพิจารณา กรณีจึงไม่อาจอุทธรณ์คาสงั่ ของ
ศาลชนั้ ต้นได้ให้ยกคาร้อง" คาสงั่ ของศาลอทุ ธรณ์จึงมิใช่คาสง่ั ไม่อนญุ าตให้ปลอ่ ยจาเลยทงั้ สอง
ชว่ั คราวยืนตามศาลชนั้ ต้น อนั เป็นคาสงั่ ท่ีเป็นที่สดุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ทวิ วรรคท้าย จาเลย
ทงั้ สองจึงมีสิทธิฎีกาคาสงั่ ของศาลอทุ ธรณ์ การท่ีศาลชนั้ ต้นสั่งไม่รับฎีกาคาสงั่ ของจาเลยทงั้ สอง
ด้วยเหตผุ ลวา่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ ทวิ วรรคท้าย จงึ ไมช่ อบ
248
กำรสอบสวน
ข้อ ๔๑ คำถำม นางสาวสวยอายุ ๑๗ ปี ถกู นายหลอ่ ฉ้อโกงเงินไป ๑๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อ
เดือนก่อน ทนั ทีที่นางสาวสวยทราบว่าถกู หลอก นางสาวสวยไปทวงเงินดงั กลา่ วที่บ้านนายหล่อ
ทันที ในวนั นัน้ ไม่มีใครอยู่บ้าน นายหล่อจึงหลอกนางสาวสวยเข้ามาในบ้านและข่มขืนกระทา
ชาเรานางสาวสวย ต่อมาวันสุดท้ายที่นางสาวสวยอาจร้องทุกข์ได้เวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกา
นางสาวสวยเข้าร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวน พนกั งานสอบสวนติดตอ่ นกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คม
สงเคราะห์ และพนกั งานอัยการมาร่วมในการจดบันทึกคาร้องทุกข์ไม่ได้ เพราะไม่สามารถนัด
หมายบคุ คลดงั กล่าวได้ทนั และนางสาวสวยก็ไม่อาจติดตอ่ บดิ ามารดาของตนมาสถานีตารวจได้
นางสาวสวยจึงขอร้องทุกข์ด้วยตนเอง พนกั งานสอบสวนก็รับคาร้องทุกข์ข้อหาฉ้อโกงและข้อหา
ขม่ ขืนกระทาชาเราของนางสาวสวยที่ให้ดาเนินคดีกบั นายหลอ่ โดยพนกั งานสอบสวนบนั ทึกเหตุ
ที่ไม่ได้ให้นักจิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนกั งานอยั การ เข้าร่วม
ในการจดบนั ทกึ คาร้องทกุ ข์ไว้
ให้วินิจฉยั วา่ การร้องทกุ ข์ของนางสาวสวยชอบหรือไม่
คำตอบ นำงสำวสวยเป็ นบุคคลท่ีได้รับควำมเสียหำยเน่ืองจำกกำรกระทำ
ควำมผิดฐำนฉ้ อโกงและข่ มขืนกระทำชำเรำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๒ (๔) แม้จะมีอายเุ พียง ๑๗ ปี ซ่ึงยังเป็ นผู้เยำว์ แตม่ าตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้
บัญญัติว่ำ กำรร้องทุกข์ของผู้เยำว์ต้องได้รับควำมยนิ ยอมจำกบิดำมำรดำหรือผู้แทนโดย
ชอบธรรม หรือบุคคลดังกล่ ำวต้ องลงลำยมือช่ือในกำรร้ องทุกข์ ของผู้เยำว์ ด้ วย
ดงั นนั้ ผู้เยำว์จึงมีอำนำจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ (ฎีกาท่ี ๑๙๘๒/๒๔๙๔, ที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑)
กำรร้องทกุ ข์ของนำงสำวสวยจึงไม่บกพร่องเพรำะควำมเป็ นผู้เยำว์
มาตรา ๑๒๔/๑ ให้นาบทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนง่ึ วรรคสอง และวรรคสาม
มาใช้บงั คบั โดยอนุโลมแก่กำรจดบันทึกคำร้องทุกข์ในคดีท่ีผู้เสียหำยเป็ นเด็กอำยุไม่เกิน
สิบแปดปี เว้นแต่มีเหตุจำเป็ น ไม่อำจหำหรือรอนักจิตวิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์
บุคคลท่ีเด็กร้องขอ และพนักงำนอัยกำรได้ และเด็กไม่ประสงค์จะให้มีหรือรอบุคคล
ดังกล่ำวต่อไป ทัง้ นี้ ให้ผู้รับคำร้ องทุกข์ตามมาตรา ๑๒๓ หรือมาตรา ๑๒๔ แล้วแต่กรณี
บันทกึ เหตุดงั กล่ำวไว้ในบันทกึ คำร้องทกุ ข์ด้วย
ควำมผิดฐำนฉ้อโกงไม่ใช่ฐำนควำมผิดท่ีมำตรำ ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึง ท่ีกำหนดให้
พนักงำนสอบสวนต้องแยกกระทำเป็ นส่วนสัดในสถำนท่ีท่เี หมำะสมสำหรับเดก็ และให้มี
นักจิตวิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์ บุคคลท่ีเด็กร้องขอ และพนักงำนอัยกำรในกำรถำม
ปำกคำผู้เสียหำยหรือพยำนท่ีเป็ นเด็กอำยุไม่เกินสิบแปดปี นำงสำวสวยจึงร้ องทุกข์
249
ในควำมผิดฐำนฉ้ อโกงได้ เองโดยไม่ ต้ องมีบุคคลดั งกล่ ำวในกำรจดบันทึกคำร้ องทุกข์
กำรร้องทกุ ข์ของนำงสำวสวยในควำมผิดฐำนฉ้อโกงจงึ ชอบด้วยกฎหมำย
ส่วนความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเรานัน้ มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง เป็ นควำมผิด
ท่พี นักงำนสอบสวนจะต้องแยกกระทำเป็ นส่วนสัดในสถำนท่ีท่เี หมำะสมสำหรับเดก็ และ
ให้มีนักจติ วิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์ บุคคลท่ีเดก็ ร้องขอ และพนักงำนอัยกำรในกำร
ถำมปำกคำผู้เสียหำยหรือพยำนท่ีเป็ นเด็กอำยุไม่เกินสิบแปดปี กำรจดบันทกึ คำร้องทุกข์
ในควำมผิดฐำนข่มขืนกระทำชำเรำจึงต้องมีบุคคลดังกล่ำวอยู่ด้วย แต่การที่พนักงาน
สอบสวนติดตอ่ นกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์ และพนกั งานอยั การมาร่วมในการจดบนั ทึก
คาร้องทุกข์ไม่ได้ และนางสาวสวยไม่อาจติดต่อบิดามารดาของตนมาสถานีตารวจได้ นางสาว
สวยจงึ ขอร้องทกุ ข์ด้วยตนเองในวนั สดุ ท้ายที่นางสาวสวยอาจร้องทกุ ข์ได้ เป็ นกรณีมีเหตุจำเป็ น
ท่ีไม่อำจหำหรือรอบุคคลดังกล่ำวได้ และเด็กไม่ประสงค์จะให้มีหรือรอบุคคลดังกล่ำว
ต่อไป เม่ือพนักงำนสอบสวนรับคำร้องทุกข์ในควำมผิดฐำนข่มขืนกระทำชำเรำ โดยบันทึก
เหตุท่ีไม่ได้ให้นักจิตวิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์ บุคคลท่ีเด็กร้ องขอและพนักงำน
อัยกำร เข้ำร่วมในกำรจดบันทกึ คำร้องทุกข์ไว้ กำรร้องทุกข์ของนำงสำวสวยในควำมผิด
ฐำนข่มขืนกระทำชำเรำจึงชอบด้วยกฎหมำยเช่นเดยี วกัน
ข้ อสังเกต ข้อยกเว้นที่จะร้องทุกข์ได้ตามมาตรา ๑๒๔/๑ ต้องมีเงื่อนไขสองประการคือ
๑. เป็ นกรณีมีเหตุจาเป็ นที่ไม่อาจหาหรือรอบุคคลดงั กล่าวได้ ๒. เด็กไม่ประสงค์จะให้มีหรือ
รอบคุ คลดงั กล่าวต่อไป
หากการร้องทุกข์ไม่ได้ปฏิ บตั ิตามมาตรา ๑๒๔/๑ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง
และไม่มีเหตุยกเว้นให้ร้องทุกข์ได้ตามมาตรา ๑๒๔/๑ ตอนท้าย จะทาให้การร้องทุกข์เสียไป
หรือไม่ ปัญหานี้คงต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่คิดเพียงง่าย ๆ ว่า เมื่อไม่ทาตามกฎหมายแล้วจะ
ถือว่าไม่มีการร้องทุกข์ทนั ที ขอให้เปรียบเทียบกบั การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็ นเด็กอายุไม่เกิน
สิบแปดปี ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ มีกฎหมายบญั ญตั ิถึงผลของ
การไม่ปฏิบตั ิตามมาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ ไวใ้ นมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้ายว่า
ถ้อยคาใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวน ... ก่อนที่จะดาเนินการตาม ... มาตรา
๑๓๔/๒ ... จะรบั ฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิสูจน์ความผิดของผูน้ นั้ ไม่ได้ แต่การไม่ปฏิบตั ิตาม
มาตรา ๑๒๔/๑ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึง ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการ
ไม่ปฏิบตั ิตามไว้ หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายตามมาตรา ๑๒๔/๑ ประกอบมาตรา
๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง จะเห็นไดว้ ่ากฎหมายต้องการคมุ้ ครองผเู้ สียหาย โดยมุ่งหมายมิใหเ้ ด็กซึ่งเป็น
ผูเ้ สียหายได้รับผลกระทบทงั้ ทางร่างกายและจิตใจจากกระบวนการยตุ ิธรรม จึงบงั คบั ใหม้ ีบคุ คล
250
จากสหวิชาชีพมาช่วยดูแลผู้เสียหายขณะจดคาร้องทกุ ข์ เมื่อกฎหมายตอ้ งการคมุ้ ครองผเู้ สียหาย
ผูเ้ สียหายน่าจะสละความค้มุ ครองได้ หากจะถือว่าการร้องทกุ ข์ไม่ชอบ ซึ่งทาให้ผู้เสียหายได้รับ
ความเสียหายคือไม่อาจดาเนินคดีในความผิดต่อส่วนตวั ต่อไปได้ ก็จะเป็ นการตีความที่ขดั ต่อ
เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้เสียหาย หากการร้องทกุ ข์ไม่ได้ปฏิบตั ิตามมาตรา
๑๒๔/๑ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และไม่มีเหตุยกเว้นให้ร้องทุกข์ได้ตามมาตรา
๑๒๔/๑ ตอนท้าย แม้พนกั งานสอบสวนจะดาเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่น่าจะทาให้
การร้องทกุ ข์เสียไป เพราะไม่มีกฎหมายบญั ญัติไว้เช่นนน้ั แต่เรื่องนี้คงต้องรอดูว่าถ้ามีปัญหานี้
ข้ึนมา ศาลฎีกาจะวินิจฉยั อย่างไร
ฎีกำท่ี ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๔ ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้
บญั ญัติว่า การร้ องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบ
ธรรมหรือบคุ คลดงั กลา่ วต้องลงลายมือช่ือในการร้องทกุ ข์ของผ้เู ยาว์ด้วย ดงั นนั้ ผ้เู ยาว์จึงมีอานาจ
ร้องทกุ ข์ด้วยตนเองได้
ข้อ ๔๒ คำถำม นายแดงต้องหาว่าชิงทรัพย์นายดา นายดายิงคนร้ายจนมีเลือดออกกอง
อยหู่ น้าบ้านนายดา โดยนายมว่ งเพียงคนเดียวเป็นพยานท่ีเห็นหน้าคนร้ายอย่างชดั เจน พนกั งาน
สอบสวนสอบปากคานายดาและนายมว่ งไว้ แล้วนาเลือดดงั กล่าวให้ผ้เู ชี่ยวชาญตรวจพิสจู น์สาร
พันธุกรรมไว้ เมื่อพนักงานสอบสวนจับนายแดงได้ พนักงานสอบสวนขอเจาะเลือดหรือถอน
เส้ นผมของนายแดงไปตรวจพิ สูจน์ สารพันธุกรรมว่าตรงกับเลือดที่ หน้ าบ้ านนายดาหรื อไม่
นายแดงไม่ยอมให้พนักงานสอบสวนดาเนินการใด ๆ เก่ียวกับการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม
และนายแดงย่ืนคาร้ องขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน นายม่วงยื่นคาร้ องคัดค้านการ
ปล่อยชว่ั คราวนายแดงตอ่ พนกั งานสอบสวน เน่ืองจากนายม่วงเคยพบนายแดง และนายแดงขวู่ ่า
จะทาร้ายนายมว่ งหากไปเบกิ ความเป็นพยาน
ให้วินิจฉัยว่า ก. พนกั งานสอบสวนจะดาเนินการเก่ียวกับการตรวจพิสูจน์สารพนั ธุกรรม
อยา่ งไร
ข. นายมว่ งมีอานาจย่ืนคาร้องคดั ค้านการปลอ่ ยชวั่ คราวหรือไม่
คำตอบ ก. คดีนีน้ ายแดงต้องหาว่าชิงทรัพย์นายดา เม่ือนายดายิงคนร้ายจนมีเลือดออก
กองอยหู่ น้าบ้านนายดา เป็ นกรณีควำมผิดอำญำท่ีมีอัตรำโทษจำคุกอย่ำงสูงเกินสำมปี และ
จำเป็ นต้องใช้พยำนหลักฐำนทำงวิทยำศำสตร์ด้วยกำรตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีกำรทำง
วิทยำศำสตร์ พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนำจให้ แพทย์ หรือผู้เช่ียวชำญ