351
ข้ อสังเกต คดีนี้ข้อเท็จจริ งฟังได้ว่าศาลสอบถามแล้วจาเลยแถลงว่าไม่มีและไม่ต้องการ
ทนายความ การสืบพยานจึงชอบแล้ว แต่ถ้าศาลไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ คาให้การพยาน
อาจรบั ฟังไม่ได้
ข้อ ๕๘ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยบรรยายฟ้องว่า ข้อ ๑ เมื่อ
ระหว่างวนั ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลากลางวนั ถงึ วนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลากลางวนั ซึง่ เป็น
เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้มีคนร้ ายบังอาจลักเอา
รถจกั รยานยนต์ ๑ คนั ของนางแดงผ้เู สียหายไปโดยทจุ ริต ข้อ ๒ ตอ่ มาวนั ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘
เวลากลางวนั เจ้าพนกั งานตารวจยึดรถของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ ายลักไปดังกล่าวในฟ้องข้อ ๑
ขณะที่อย่ใู นความครอบครองของจาเลยเป็นของกลาง เมื่อระหวา่ งวนั และเวลาดงั กล่าวในฟ้อง
ข้อ ๑ ถึงวนั เวลาดังกล่าวในฟ้องข้อ ๒ จาเลยบังอาจลักทรัพย์ดงั กล่าวของผู้เสียหายในเวลา
กลางคืน หรือรับของโจรโดยรับเอาของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ของผ้เู สียหาย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ซ่ึงถกู
คนร้ายลกั ไปดงั กลา่ วในฟ้องข้อ ๑ ซึ่งความผิดฐานรับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๕๗ ศาลสอบถามเรื่องทนายความแล้ว จาเลยไม่ต้องการทนายความ
ศาลจงึ อา่ นและอธิบายฟอ้ งให้จาเลยฟัง
๑. จาเลยให้การรับสารภาพฐานลกั ทรัพย์ โจทก์จาเลยไมต่ ิดใจสืบพยาน
๒. จาเลยยื่นคาให้การรับสารภาพว่าได้กระทาความผิดตามฟ้อง ตามแบบพิมพ์สาหรับ
คดที ี่จาเลยให้การรับสารภาพซง่ึ ศาลชนั้ ต้นใช้ปฏิบตั กิ นั ทกุ ศาล
ให้วินิจฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะดาเนินกระบวนพจิ ารณาและพพิ ากษาคดอี ยา่ งไร
คำตอบ ๑. ควำมผิดฐำนลักทรัพย์ไม่ใช่ควำมผิดท่ีมีกฎหมำยกำหนดอัตรำโทษ
อย่ำงต่ำไว้ให้จำคุกตัง้ แต่ห้ำปี ขึน้ ไปหรือโทษสถำนอ่ืนท่ีหนักกว่ำนั้นเม่ือจาเลยให้การ
รับสารภาพฐานลักทรัพย์ โจทก์จาเลยไม่ติดใจสืบพยาน ศำลจะพิพำกษำโดยไม่ สืบ
พยำนหลักฐำนต่อไปก็ได้ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหนง่ึ (ฎีกาท่ี ๕๘๔/๒๕๔๙) โจทก์บรรยายฟ้อง
วา่ เม่ือระหว่างวนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลากลางวนั ถึงวนั ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลากลางวนั
ซ่ึงเป็นเวลากลางวนั และกลางคืนต่อเน่ืองกนั วนั เวลาใดไม่ปรากฏชดั ได้มีคนร้ายบงั อาจลกั เอา
รถจักรยานยนต์ ๑ คันของนางแดงผู้เสียหายไป แม้คำบรรยำยฟ้องของโจทก์พอท่ีจะให้
จำเลยเข้ำใจข้อหำได้ดีว่ำวันเวลำท่ีจำเลยกระทำควำมผิดเป็ นช่วงวันเวลำใดและจาเลย
ให้การรับสารภาพฐานลกั ทรัพย์ก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นาสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตใุ ห้ศาลเห็นว่า
จาเลยลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืน ซ่ึงควำมจริงเหตุอำจจะเกิดในเวลำกลำงวันก็ได้ จึงต้อง
352
ยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่ำจำเลยลักทรัพย์ในเวลำกลำงวัน (ฎีกาที่ ๓๖๑๓/๒๕๔๙,
ที่ ๔๕๓๗/๒๕๔๘) แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจาเลยฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ โดยไมม่ ีคาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔
แต่ควำมผิดตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๓๕ ตำมท่ีโจทก์ฟ้องนั้นรวมกำร
กระทำควำมผิดข้อหำลักทรัพย์ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๓๔ ซ่ึงเป็ น
ควำมผิดได้อยู่ในตัวเอง ศำลจึงลงโทษจำเลยในควำมผิดฐำนลักทรัพย์ตำมประมวล
กฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๓๔ ได้ เพรำะควำมผิดตำมฟ้องนัน้ รวมกำรกระทำหลำยอย่ำง
แต่ละอย่ำงอำจเป็ นควำมผิดได้อยู่ในตัวเอง ศำลจะลงโทษจำเลยในกำรกระทำควำมผิด
อย่ำงใดอย่ำงหน่ึงตำมท่ีพิจำรณำได้ควำมก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย มิใช่เป็ นกำรพิพำกษำเกินคำขอที่ต้องห้ามตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ (ฎีกาที่ ๔๑๖๕/๒๕๔๙)
๒. ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เม่ือโจทก์และจำเลยมำอย่ตู ่อหน้ำศำลแล้ว และศำล
เช่ือว่ำเป็ นจำเลยจริง ให้อ่ำนและอธิบำยฟ้องให้จำเลยฟัง และถำมว่ำได้กระทำผิดจริง
หรือไม่ จะให้กำรต่อสู้อย่ำงไรบ้ำง คำให้กำรของจำเลยให้จดไว้ และดำเนินกำรพจิ ำรณำ
ต่อไป คดีนีแ้ ม้จาเลยยื่นคาให้การรับสารภาพวา่ ได้กระทาความผิดตามฟ้อง แตโ่ จทก์ฟ้องขอให้
ลงโทษจาเลยข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร แสดงว่ำโจทก์ประสงค์จะให้
ลงโทษจำเลยในข้อหำใดข้อหำหน่ึงเพียงข้อหำเดียว เพรำะควำมผิดฐำนลักทรัพย์ในเวลำ
กลำงคืนกับควำมผิดฐำนรับของโจรเป็ นควำมผิดคนละฐำนกัน จะลงโทษจำเลยทัง้ สองฐำน
ควำมผิดดังกล่ ำวย่อมไม่ ได้ คำให้กำรของจำเลยท่ีขอให้ กำรรับสำรภำพว่ำได้กระทำ
ควำมผิดตำมฟ้องนัน้ ย่อมไม่ชัดเจนพอท่ีจะชีข้ ำดว่ำจำเลยได้กระทำควำมผิดฐำนใด
ศำลชัน้ ต้นก็ต้องสอบถำมจำเลยให้ชัดเจนว่ ำจะให้กำรรับสำรภำพในข้อหำลักทรัพย์
ในเวลำกลำงคืนหรือข้อหำรับของโจร แล้วจึงพิพำกษำลงโทษจำเลยในข้อหำท่ีจำเลย
ให้กำรรับสำรภำพต่อไป (ฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๗)
ฎีกำท่ี ๕๘๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๖๘ คดีนีม้ ิใชค่ ดีที่กฎหมายกาหนดอตั ราโทษอย่างต่า
ไว้ ให้ จาคุกตัง้ แต่ห้ าปี ขึน้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนักกว่านัน้ เมื่อจาเลยให้ การ รับสารภาพ
ในชนั้ พิจารณา ศาลชัน้ ต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จาต้องสืบพยานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖
วรรคหน่ึง เมื่อคาให้การรับสารภาพของจาเลยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชนั้ ต้นได้พิพากษา
ไปตามนนั้ กระบวนพจิ ารณาและคาพพิ ากษาของศาลชนั้ ต้นจงึ ชอบด้วยกฎหมาย
ฎีกำท่ี ๔๕๓๗/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันท่ี ๓
พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันท่ี ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เวลากลางคืน
353
ติดต่อกันวนั เวลาใดไม่ปรากฏชัด จาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกับจาเลยท่ี ๒
ลกั ทรัพย์แผ่นอะลูมิเนียมของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คาบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้
จาเลยท่ี ๑ เข้าใจข้อหาได้ดีวา่ วนั เวลาท่ีจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดเป็นช่วงวนั เวลาใด และจาเลย
ที่ ๑ ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นาสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุ
ให้ศาลเห็นว่าจาเลยที่ ๑ ลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืน ซ่ึงความจริงเหตอุ าจจะเกิดในเวลากลางวนั
ก็ได้ จงึ ต้องยกประโยชน์ให้แก่จาเลยที่ ๑ โดยฟังวา่ จาเลยที่ ๑ ลกั ทรัพย์ในเวลากลางวนั
ฎีกำท่ี ๔๑๖๕/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙๗ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยลกั บตั รถอนเงินสด (บตั ร เอ
ที เอ็ม) ของผู้เสียหายในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก และจาเลยใช้บัตร
ดังกล่าวถอนเงินสดผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ อันเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายอีก
จานวน ๕ ครัง้ ซึ่งเป็นการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ และจาเลยให้การรับสารภาพ
ข้อเท็จจริงในชัน้ พิจารณาเป็นอันยุติตามคาฟ้องว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ และลกั ทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ แม้ตามคาขอ
ท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ซ่ึงเป็นความผิดข้อหาลกั ทรัพย์ใน
เคหสถานแตเ่ พียงมาตราเดียว แตค่ วามผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ตามท่ีโจทก์ฟ้องนนั้ รวมการ
กระทาความผิดข้อหาลกั ทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซง่ึ เป็นความผิดได้อยใู่ นตวั เอง ท่ีศาลลา่ ง
ทงั้ สองลงโทษจาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ จงึ เป็นการลงโทษจาเลยใน
การกระทาความผิดอย่างใดอยา่ งหนึ่งตามที่พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย มใิ ช่
เป็นการพิพากษาเกินคาขอท่ีต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่
ฎีกำท่ี ๗๗๓๕/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๓๖ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บญั ญัติว่า เม่ือโจทก์
หรือทนายโจทก์และจาเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจาเลยจริง ให้อ่านและ
อธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง และถามวา่ ได้กระทาผิดจริงหรือไม่ จะให้การตอ่ ส้อู ย่างไรบ้ าง คาให้การ
ของจาเลยให้จดไว้ ถ้าจาเลยไมย่ อมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดาเนินการพิจารณาตอ่ ไป
ดงั นี ้ศาลชนั้ ต้นจงึ มีหน้าที่อา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังและถามวา่ จาเลยกระทาความผดิ จริง
หรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานร่วมกัน
ลกั ทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหน่ึง ศาลชนั้ ต้นอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชนั้ ต้นก็ต้องสอบถามจาเลยให้ชดั เจนว่าจะให้การรับสารภาพใน
ข้อหาร่วมกนั ลกั ทรัพย์หรือข้อหารับของโจร แล้วจงึ พิพากษาลงโทษจาเลยในข้อหาท่ีจาเลยให้ การ
รับสารภาพดงั กล่าว แต่ศาลชนั้ ต้นมิได้สอบถามคาให้การของจาเลยให้ชัดเจน กลับพิพากษา
354
ลงโทษจาเลยในความผิดฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์โดยไมป่ รากฏแนช่ ดั วา่ จาเลยให้การรับสารภาพใน
ข้อหาดงั กล่าว จงึ เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาที่ไมช่ อบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป
ตลอดจนคาพิพากษาศาลชัน้ ต้ นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบไปด้ วย ศาลฎีกาพิพากษายก
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตัง้ แต่สอบ
คาให้การจาเลยใหม่ แล้วพพิ ากษาใหมต่ ามรูปคดี
ข้อสังเกต เดิมฎีกาที่ ๒๙๘๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๔, ที่ ๑๘๒๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๕๔ และ
ที่ ๑๗๙๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๒ วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ใหศ้ าลลงโทษจาเลยในความผิดฐานใดฐาน
หน่ึงเท่านน้ั การที่จาเลยให้การว่ารับสารภาพตามฟอ้ งจึงเป็นคารับสารภาพที่ไม่อาจรับฟังไดว้ ่า
จาเลยกระทาความผิดในฐานใด โจทก์ต้องนาพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่า จาเลยกระทา
ความผิดในฐานใดฐานหนึ่ง แต่โจทก์มิได้สืบพยานให้ได้ความเช่นนน้ั คดีจึงรับฟังไม่ไดว้ ่าจาเลย
กระทาความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับรองโจร เมื่อคาให้การของจาเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่า
จาเลยกระทาผิดในข้อหาลกั ทรัพย์หรือรบั ของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจาเลยไม่ได้
แต่คดีนี้ศาลฎีกาวางหลกั ใหม่ว่าศาลชนั้ ต้นต้องสอบถามจาเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การ
รบั สารภาพในข้อหาลกั ทรพั ย์หรือข้อหารับของโจร แลว้ จึงพิพากษาลงโทษจาเลยในขอ้ หาทีจ่ าเลย
ให้การรับสารภาพดังกล่าว เมื่อศาลช้ันต้นมิได้สอบถามคาให้การของจาเลยให้ชัดเจน กลับ
พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์โดยไม่ปรากฏแน่ชดั ว่าจาเลยให้การรับสารภาพ
ในข้อหาดงั กล่าว จึงเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณา
ต่อไป ตลอดจนคาพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาพิพากษ า
ยกคาพิพากษาศาลชน้ั ต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตง้ั แต่สอบ
คาให้การจาเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หากเรื่องนี้ออกข้อสอบคงต้องตอบตามฎีกา
ใหม่
ถา้ คาถามถามว่าศาลชนั้ ตน้ พิพากษาลงโทษจาเลยฐานลกั ทรพั ย์ชอบหรือไม่ ก็คงตอบว่า
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์
ให้ศาลลงโทษจาเลยในความผิดฐานใดฐานหน่ึงเท่านน้ั การที่จาเลยให้การว่ารับสารภาพตาม
ฟ้องจึงเป็ นคารับสารภาพที่ไม่อาจรับฟังได้ว่าจาเลยกระทาความผิดในฐานใด ศาลช้นั ต้นต้อง
สอบถามจาเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร แล้วจึง
พิพากษาลงโทษจาเลยในข้อหาทีจ่ าเลยใหก้ ารรับสารภาพดงั กล่าว เมื่อศาลชนั้ ตน้ มิไดส้ อบถาม
คาให้การของจาเลยให้ชัดเจน กลับพิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดย
355
ไม่ปรากฏแน่ชดั ว่าจาเลยใหก้ ารรบั สารภาพในข้อหาดงั กล่าว จึงเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณา
ที่ไม่ชอบ แต่ถ้าถามว่าศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษาอย่างไรโดยหลอกถามเรื่องจาเลยอทุ ธรณ์ขอให้
รอการลงโทษ ก็ตอ้ งตอบตามทีต่ อบมาแลว้ และมีข้อความต่อมาทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั ว่า และมีผลให้
กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคาพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบไปด้วย ปัญหานี้เป็ นปัญหา
เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จาเลยมิได้อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ก็มีอานาจยกข้ึนวินิจฉยั ได้
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ให้ศาลชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตง้ั แต่
สอบคาให้การจาเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หรือถ้าถามว่าศาลชนั้ ต้นจะพิจารณา
พิพากษาอย่างไรก็คงตอบตามคาตอบข้อนี้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๗๒
ฎีกำท่ี ๑๓๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๘๗ ศาลสอบถามจาเลยซ่ึงเป็ นคนต่างด้าวเชือ้ ชาติและ
สญั ชาติต่างประเทศ จาเลยพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจดี แสดงว่าศาลได้สอบคาให้การจาเลย
ตอ่ หน้าศาลและจาเลยเข้าใจคาฟ้องของโจทก์จึงให้การรับสารภาพ เช่นนีม้ ีการดาเนินกระบวน
พิจารณาต่อหน้าศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตงั้ ศาลแขวงฯ
มาตรา ๔ และคาให้การรับสารภาพของจาเลยเป็นไปตามความประสงค์อนั แท้จริงของจาเลยแล้ว
หาใช่เกิดจากความไม่เข้าใจในภาษาไทยไม่ กรณีไม่มีเหตจุ าเป็ นจะต้องใช้ล่ามแปลตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๓ วรรคหนง่ึ ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ การดาเนินกระบวนพิจารณา
ของศาลชนั้ ต้นในวนั สอบคาให้การจาเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ฎีกำท่ี ๒๐๘/๒๕๕๑ ฎ.๓๗๕ การพิจารณาและสืบพยานในศาลไม่วา่ ชนั้ สืบพยานโจทก์
หรือพยานจาเลยจะต้องทาโดยเปิ ดเผยต่อหน้าจาเลย เว้นแต่เม่ือศาลเห็นเป็นการสมควร
จะอนุญาตให้จาเลยไม่มาฟังการพิจารณาและการสืบพยานนัน้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒
วรรคหนงึ่ และมาตรา ๑๗๒ ทวิ
ในวนั นดั สืบพยานโจทก์ จาเลยท่ี ๑ ไมม่ าศาล และทนายจาเลยทงั้ สองย่ืนคาร้องขอเลื่อน
คดีแล้ว ศาลชนั้ ต้นไม่อาจดาเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลับหลงั จาเลยท่ี ๑ ได้อีก
ต่อไป การท่ีศาลชัน้ ต้ นดาเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ ทนายจาเลยทัง้ สองแถลง
รับข้อเท็จจริงว่า ส. เป็นผ้ตู รวจพิสจู น์ของกลางผลการตรวจพิสจู น์เป็นเมทแอมเฟตามีนตามแบบ
รายงานผลการตรวจพิสูจน์ท่ีโจทก์ส่งศาลและโจทก์แถลงไม่สืบพยานโจทก์ปากดงั กล่าว ย่อม
ทาให้จาเลยที่ ๑ ซึ่งไม่มาศาลและให้การปฏิเสธไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือต่อสู้คดีได้ว่ายาเสพติด
ให้โทษของกลางมิใชเ่ มทแอมเฟตามีนตามแบบรายงานผลการตรวจพิสจู น์อนั จะเป็นการรับฟัง
356
ข้อเทจ็ จริงท่ีเป็นผลร้ายแกจ่ าเลยท่ี ๑ จงึ เป็นการไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคหนงึ่
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) ทนายจาเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงว่า
พนั ตารวจโทสงั วรเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์เป็นเมทแอมเฟตามีน ถา้ แถลง
รบั ข้อเท็จจริงโดยทาคาแถลงเป็นหนงั สือยื่นต่อศาล ย่อมทาไดใ้ นวนั ใด ๆ ก่อนศาลมีคาพิพากษา
โดยศาลไม่ตอ้ งออกนงั่ พิจารณา
แต่คดีนี้ทนายจาเลยทง้ั สองเป็นผู้แถลงรับข้อเท็จจริงด้วยวาจาซึ่งจะทาได้ก็ต่อเมื่อศาล
ออกนั่งพิจารณาจดบนั ทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง มาตรา ๔๘ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ แม้ศาล
ออกนง่ั พิจารณาจดบนั ทึกคาแถลงของทนายจาเลยทง้ั สองไว้ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าวแล้วก็ตาม
แต่วนั ที่ศาลออกนง่ั พิจารณานน้ั เป็นวนั นดั สืบพยานซึ่งต้องทาต่อหน้าจาเลยตามมาตรา ๑๗๒
เมื่อจาเลยที่ ๑ ไม่มา ศาลจึงออกนงั่ พิจารณาทาการสืบพยานไม่ได้ ต้องเลื่อนคดีไป การที่ศาล
จดบนั ทึกคาแถลงดว้ ยวาจาของทนายจาเลยทง้ั สองไวจ้ ึงไม่ชอบ
ฎีกำท่ี ๖๕๑/๒๕๔๙ ฎ.๒๒๑ การพิจารณาและสืบพยานในศาลไมว่ ่าชนั้ สืบพยานโจทก์
พยานโจทก์ร่วม หรือพยานจาเลยจะต้องทาโดยเปิดเผยต่อหน้าจาเลย เว้นแต่เมื่อศาลเห็นเป็น
การสมควร จะอนญุ าตให้จาเลยไมม่ าฟังการพิจารณาและการสืบพยานนนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๗๒ วรรคหนงึ่ และมาตรา ๑๗๒ ทวิ
ในวันนดั สืบพยานโจทก์และพยานโจทก์ร่วม จาเลยที่ ๒ ในฐานะผู้แทนบริษัทจาเลยท่ี ๑
และในฐานะส่วนตวั ไม่มาศาล และทนายจาเลยทัง้ สองขอเลื่อนคดีแล้ว ศาลชัน้ ต้นจึงไม่อาจ
ดาเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใดลบั หลังจาเลยทงั้ สองได้อีกต่อไป การที่ศาลชนั้ ต้น
ดาเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้ทนายจาเลยทงั้ สองแถลงรับข้อเท็จจริง โจทก์แถลงหมด
พยาน และโจทก์ร่วมแถลงไมต่ ดิ ใจสืบพยาน จงึ เป็นการไมช่ อบด้วยมาตรา ๑๗๒ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๕๒๓๙/๒๕๔๗ ฎ.๙๕๙ ศาลมีอานาจเรียกสานวนการสอบสวนจากพนักงาน
อยั การมาเพื่อประกอบคาวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๕ การดาเนินการของศาลดงั กล่าว
มิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทาต่อหน้าจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒
วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จาเลยจึงไม่มีอานาจถามค้านพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๑๗ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๐๓๘/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๕ การที่ศาลชนั้ ต้นนดั พร้อมเพ่ือสอบคาให้การ
จาเลยเวลา ๙ นาฬิกา แต่เลื่อนมาสอบในเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา แม้ไม่ได้จดรายงานกระบวน
พิจารณา แตศ่ าลชนั้ ต้นก็ดาเนินกระบวนพิจารณาในเวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ตอ่ หน้าจาเลย โดยได้
357
อา่ นและอธิบายฟอ้ งให้จาเลยฟัง และถามจาเลยวา่ กระทาผิดจริงหรือไม่ แล้วจดรายงานกระบวน
พิจารณาไว้ ถือได้ว่าได้ปฏิบตั ติ าม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๒ โดยชอบแล้ว ทงั้ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องวา่ จาเลย
กระทาผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ซ่ึงมิใช่ความผิดท่ีกฎหมายกาหนดอัตราโทษอย่างต่า
ให้จาคกุ ตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไป หรือโทษสถานที่หนกั กว่านนั้ เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพฐานรับของ
โจร ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง
ฉะนนั้ การดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นตงั้ แตเ่ วลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา แม้ทนายจาเลย
ท่ีจาเลยเตรียมไว้ได้เดินทางกลบั ไปเสียก่อนก็ตาม ก็หามีผลให้การดาเนินกระบวนพิจารณาของ
ศาลไมช่ อบด้วยกฎหมายไม่
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๗๒ ตรี
ฎีกำท่ี ๑๐๒๖๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๒๙ ในชนั้ สอบสวนแม้ ก. จะให้การเป็นพยาน
ขณะมีอายุเพียง ๑๕ ปี โดยไม่ปรากฏว่ามีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ
และพนกั งานอยั การร่วมอย่ดู ้วยในการถามปากคาซ่ึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓
ทวิ ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพ่ิมเตมิ ป.วิ.อ. (ฉบบั ท่ี ๒๐)ฯ ที่ใช้บงั คบั อยู่
ในขณะนนั้ จงึ ไม่อาจอ้างคาให้การชนั้ สอบสวนของ ก. ดงั กล่าวเป็นพยานหลกั ฐานได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๖ เดิม ปัจจุบันมาตรา ๒๒๖/๑ ก็ตาม แต่ในชัน้ พิจารณาของศาลปรากฏว่า ก.
มาเบกิ ความขณะมีอายุ ๑๙ ปี แล้ว การสืบพยานโจทก์ปากนี ้จงึ ไมจ่ าต้องดาเนินการตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๗๒ ตรี ที่แก้ไขเพ่ิมเติมโดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบบั ท่ี ๒๐)ฯ
ท่ีใช้บงั คบั อยใู่ นขณะนนั้ แตอ่ ยา่ งใด ศาลยอ่ มรับฟังคาเบกิ ความของ ก. เป็นพยานได้
ฎีกำท่ี ๒๗๕/๒๕๕๑ ฎ.๕๘๕ โจทก์อ้างส่งวีดีโอเทปบนั ทึกภาพถ่ายระหว่างสอบสวน
ผ้เู สียหายท่ี ๑ และท่ี ๓ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันตารวจตรี ม. ได้สอบคาให้การของผู้เสียหายที่ ๑
และที่ ๓ โดยชอบตอ่ หน้าพนกั งานอยั การและนกั จติ วิทยา ซง่ึ ศาลมีอานาจรับฟังส่ือภาพและเสียง
คาให้การพยานปากผู้เสียหายที่ ๑ และท่ี ๓ ได้เสมือนผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งต่างเป็นเด็ก
มาเบิกความในชัน้ พิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคส่ี แต่โจทก์จะต้อง
มีพยานหลกั ฐานอย่างอื่นประกอบด้วยจึงจะทาให้พยานหลกั ฐานของโจทก์มีนา้ หนักมนั่ คงว่า
จาเลยร่วมเป็ นคนร้ ายได้
ฎีกำท่ี ๕๒๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๗ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี บญั ญัติว่า “ในการสืบพยาน
ในคดีท่ีพยานเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ถ้าศาลเห็นสมควรและจัดให้พยานนนั้ อยู่ในสถานท่ีที่
358
เหมาะสมสาหรับเด็กแล้ว ศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหน่ึงต่อไปนี.้..” จะเห็นได้ว่าบทบญั ญัติ
ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติบังคับศาล แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลในการกาหนดวิธีการสาหรับ
สืบพยานเด็ก เมื่อคดีนีศ้ าลชนั้ ต้นใช้ดลุ พินิจในการสืบพยานเด็กโดยให้พิจารณาลบั การดาเนิน
กระบวนพิจารณาคดีดังกล่าว จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคาเบิกความของ
ผ้เู สียหายยอ่ มรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้
ข้อสังเกต ฎีกานี้ตัดสินตามมาตรา ๑๗๒ ตรี เดิม แต่ตามมาตรา ๑๗๒ ตรี ที่แก้ไขใหม่ โดย
พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติม ป.วิ.อ. (ฉบบั ที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ บญั ญตั ิว่า “...ในการสืบพยานทีเ่ ป็นเด็ก
อายไุ ม่เกินสิบแปดปี ใหศ้ าลจดั ใหพ้ ยานอยู่ในสถานทีท่ ี่เหมาะสมสาหรับเด็ก...” ตามกฎหมายใหม่นี้
กฎหมายใช้คาว่า “ให้ศาล” ซ่ึงแตกต่างจากเดิมซึ่งใช้คาว่า “ถ้าศาลเห็นสมควร” แสดงว่ากฎหมาย
ไม่ให้ดุลพินิจศาลดงั กฎหมายเดิมแล้ว ตามมาตรา ๑๗๒ ตรี ใหม่ ศาลชนั้ ต้นต้องจัดให้พยาน
อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสาหรับเด็ก ไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็ นอย่างอื่นได้ ดังนั้น หากเป็ นการ
เบิกความตัง้ แต่วนั ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งเป็ นวนั ที่มาตรา ๑๗๒ ตรี ใหม่ มีผลใช้บังคับ
ผลของคาวินิจฉยั อาจจะแตกต่างจากฎีกานี้ กล่าวคือ หากศาลชน้ั ตน้ ไม่จดั ให้พยานอย่ใู นสถานที่
ทีเ่ หมาะสมสาหรับเด็ก (หรือทีเ่ รียกว่าหอ้ งสืบพยานเด็ก) ศาลอทุ ธรณ์อาจจะถือว่าศาลชนั้ ตน้ มิได้
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ให้พิพากษาส่ังให้ศาลช้ันต้นทาการพิจารณาและ
พิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามมาตรา ๒๐๘ (๒) ได้ ขอใหด้ ูขอ้ สงั เกตทา้ ยฎีกาที่ ๘๔๙๘/๒๕๔๙
ฎีกำท่ี ๘๔๙๘/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๖ แม้ขณะนางสาว จ. เบิกความตอบอยั การโจทก์จะ
ไม่มีนกั จิตวิทยา แตเ่ ม่ือนางสาว จ. เบิกความจบคาซกั ถามของอยั การโจทก์ นกั จิตวิทยาได้เข้าร่วม
พิจารณาและที่ปรึกษากฎหมายจาเลยและอยั การโจทก์ได้ถามค้านและถามตงิ พยานปากนีผ้ า่ น
นกั จิตวิทยาดงั กล่าว โดยไม่มีคคู่ วามฝ่ ายใดคดั ค้าน คาเบิกความของนางสาว จ. จึงไม่เป็นการ
ฝ่าฝืน ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคหนงึ่ (๒)
ข้อสังเกต หากคดีนีน้ กั จิตวิทยาไม่มาศาลจนพยานเบิกความจบคาเบิกความ การสืบพยานของ
ศาลจะถือว่าฝ่าฝื นมาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคหน่ึง (๒) และศาลชนั้ ตน้ พิพากษาคดีแลว้ ความปรากฏ
แก่ศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจาเป็น เนื่องจากศาลชนั้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถูกต้อง
ตามกระบวนพิจารณา ก็ให้พิพากษาสง่ั ให้ศาลชัน้ ต้นทาการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม
รูปคดีตามมาตรา ๒๐๘ (๒) หากศาลอุทธรณ์สง่ั เช่นนี้เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณา เพื่อให้
ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะไม่มีข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้
แต่มีข้อน่าพิจารณาว่า หากศาลอุทธรณ์ไม่ย้อนสานวนให้ศาลช้ันต้นสืบพยานใหม่ โดยจะ
๑. ไม่รับฟังหรือ ๒. รบั ฟังคาเบิกความพยานดงั กล่าวเลยไดห้ รือไม่
359
หากศาลอทุ ธรณ์ไม่ย้อนสานวนให้ศาลชน้ั ต้นสืบพยานใหม่ โดยจะไม่รับฟังคาเบิกความ
พยานดงั กล่าวเลย น่าจะทาไม่ได้ เพราะปัญหาดงั กล่าวเกิดจากศาลชนั้ ตน้ ไม่ใช่เกิดจากค่คู วาม
หากศาลอุทธรณ์ไม่ย้อนสานวนให้ศาลชน้ั ต้นสืบพยานใหม่ โดยจะรับฟังคาเบิกความ
พยานดังกล่าวเลย จะมีหลักกฎหมายรองรับหรือไม่ หลักกฎหมายที่น่าจะนามาพิจารณา
ประกอบคือมาตรา ๒๒๖/๑ เนื่องจากคาเบิกความของพยานดงั กล่าวอาจเป็นพยานหลกั ฐานที่
เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ไดม้ าเนือ่ งจากการกระทาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซ่ึงศาลอทุ ธรณ์อาจ
นาข้อยกเว้นของมาตรา ๒๒๖/๑ มารับฟังพยานดงั กล่าว แต่ก็มีข้อโตแ้ ย้งไดอ้ ีกว่าพยานหลกั ฐาน
ที่เกิดข้ึนโดยชอบ แต่ไดม้ าเนือ่ งจากการกระทาโดยมิชอบตามมาตรา ๒๒๖/๑ น่าจะเกิดจากการ
กระทาโดยมิชอบของพนกั งานสอบสวน ไม่ใช่เกิดจากศาล ปัญหานี้คงต้องรอดูต่อไปว่าหากมี
ปัญหาเกิดข้ึนจริง ศาลฎีกาจะวินิจฉยั อย่างไร แต่ถ้ามีกรณีที่พยานเบิกความโดยฝ่ าฝื นมาตรา
๑๗๒ ตรี วรรคหนึ่ง (๒) แนวทางที่ไม่มีข้อโต้แย้งคือ ศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจาเป็ น เนื่องจาก
ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ก็ให้พิพากษาสง่ั ให้ศาลชั้นต้นทาการ
พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามมาตรา ๒๐๘ (๒)
ฎีกำท่ี ๔๑๑๒/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๖ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคท้าย ให้ศาล
รับฟังส่ือภาพและเสียงคาให้การของพยานได้ก็ตอ่ เมื่อมีเหตจุ าเป็นอย่างย่ิงที่ไม่ได้ตวั พยานมา
เบิกความต่อศาล แต่ทางพิจารณาของโจทก์ได้ความว่าในวันนัดสืบพ ยานโจทก์วันท่ี ๒๒
มิถนุ ายน ๒๕๔๗ โจทก์ได้ขอหมายเรียกพยานปากเด็กหญิง ป. เป็นพยานเบิกความตอ่ ศาลด้วย
แต่ไม่ได้ตัวมา โดยไม่ปรากฏว่าเป็นเพราะเหตุใด ทัง้ ในรายงานกระบวนพิจารณาก็ไม่ได้ระบุ
รายละเอียดถึงเหตผุ ลท่ีพยานปากดงั กล่าวไม่มาเบิกความต่อศาลเช่นกัน แม้จะปรากฏในฎีกา
ของโจทก์ถึงสาเหตุการไม่ได้ตวั มาเบิกความเพราะเกิดความกลวั โดยยืนยันว่าโจทก์ได้แถลง
ถึงสาเหตุดังกล่าวให้ศาลทราบ ซ่ึงถ้าหากเป็นจริงดงั ฎีกาของโจทก์แล้วก็ไม่มีเหตุผลใดท่ีศาล
ชนั้ ต้นจะไม่จดรายละเอียดคาแถลงของโจทก์ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ข้ออ้างของโจทก์
ดงั ระบุในฎีกาไม่อาจรับฟังได้ ดงั นนั้ กรณีท่ีไม่ได้ตวั เด็กหญิง ป. มาเบิกความ ไม่ได้เป็นเพราะ
มีเหตจุ าเป็นอยา่ งย่ิงที่จะให้ศาลรับฟังส่ือภาพและเสียงคาให้การเสมือนหนงึ่ เป็นคาเบกิ ความของ
พยานนนั้ ในชนั้ พจิ ารณาของศาลได้
ฎีกำท่ี ๑๐๒๓๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๘๗ โจทก์มีเวลาที่จะติดตามตวั ผู้เสียหายมา
เบิกความตอ่ ศาลนับแต่วนั ฟ้องถึงวันนดั สืบพยานโจทก์เป็นเวลา ๕ เดือนเศษ ระหว่างนนั้ ศาล
ชนั้ ต้นได้นดั พร้อม ๒ ครัง้ เพ่ือตรวจสอบผลการส่งหมายแก่พยานโดยกาชบั โจทก์ให้เร่งติดตาม
ผู้เสียหายมาศาลในวันนัดให้ได้ แต่พนักงานสอบสวนแถลงต่อศาลลอย ๆ ในวันนัดสืบพยาน
360
โจทก์วา่ ยงั ไม่ทราบท่ีอย่ทู ี่แน่ชดั ของผ้เู สียหาย ดงั นนั้ การท่ีโจทก์ไมไ่ ด้ตวั ผ้เู สียหายมาเบิกความ
จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีท่ีมีเหตุจาเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงไม่สามารถรับฟังส่ือภาพและเสียง
คาให้การของผ้เู สียหายในชนั้ สอบสวนเสมือนหน่ึงเป็นคาเบิกความของผ้เู สียหายในชนั้ พิจารณา
ของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคท้าย ได้ คงรับฟังได้ในฐานะพยานบอกเล่าตาม
ธรรมดาเทา่ นนั้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๗๓
ฎีกำท่ี ๑๐๕๗๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๗๘ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๙ อนั เป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษประหารชีวิตซ่ึง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหน่ึง บญั ญัตวิ ่า
ก่อนเร่ิมพิจารณาให้ศาลถามจาเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตงั้ ทนายความให้
ทงั้ นีเ้พ่ือให้ความค้มุ ครองแก่จาเลยในคดีท่ีมีอตั ราโทษประหารชีวิตในการตอ่ ส้คู ดีได้อย่างเต็มที่
แต่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้น ฉบบั ลงวนั ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ซ่ึง
เป็นวนั นดั สอบคาให้การจาเลยและนดั สืบพยานโจทก์ โจทก์และจาเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว
ศาลชนั้ ต้นไม่ได้ถามจาเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ทงั้ ไมไ่ ด้อ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังและ
ไม่ได้สอบคาให้การจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ศาลชนั้ ต้นได้ดาเนินกระบวน
พิจารณาสืบพยานโจทก์จาเลยจนเสร็จการพิจารณา โดยจาเลยก็ไมม่ ีทนายความคอยช่วยเหลือ
ในการดาเนินคดี อนั เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นเป็นการจาเป็น
ท่ีจะให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ปัญหานีเ้ป็นข้อกฎหมาย
เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีค่คู วามฝ่ ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้เอง
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๙๐๐๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๘๐ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ.
ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๖๖ วรรคสาม อนั เป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษประหารชีวติ ดงั นนั้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง เม่ือจาเลยไม่มีทนายความ ศาลต้องตัง้ ทนายความให้ โดยไม่ต้อง
คานึงถึงว่าจาเลยต้องการทนายความหรือไม่ ทงั้ นีเ้ พื่อให้ความค้มุ ครองแก่จาเลยในคดีท่ีมีอตั รา
โทษประหารชีวิตในการต่อส้คู ดีได้อย่างเต็มท่ี แตค่ ดีนีป้ รากฏว่าศาลชนั้ ต้นสอบถามจาเลยเร่ือง
ทนายความแล้ว แตจ่ าเลยแถลงไมต่ ้องการทนายความ จงึ เป็นการท่ีศาลชนั้ ต้นเพียงแตส่ อบถาม
จาเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตงั้ ทนายความให้จาเลย แล้วดาเนินการสืบพยานโจทก์ประกอบ
คารับสารภาพของจาเลยไปจนเสร็จ แม้ในวนั ท่ีศาลชนั้ ต้นออกนงั่ พิจารณาคดี จาเลยจะได้แต่ง
361
ทนายความเข้ามา แต่ก็เป็นเวลาภายหลงั จากท่ีศาลชนั้ ต้นออกนง่ั พิจารณาคดีสืบพยานโจทก์
เสร็จไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าทนายความของจาเลยเข้าร่วมในกระบวนพิจารณาในครัง้ นนั้ แต่
อย่างไร ดงั นนั้ การที่ศาลชนั้ ต้นดาเนินการสืบพยานโจทก์ในคดีนี ้จาเลยจึงยงั ไม่มีทนายความ
คอยช่วยเหลือในการดาเนินคดี อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานีเ้ ป็น
ข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคคู่ วามฝ่ ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้
วนิ ิจฉยั ได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๘๖๐/๒๕๕๓ ฎ.๘๐๖ เมื่อปรากฏตามคาร้ องของจาเลยว่าจาเลยได้ขอให้ศาล
ชนั้ ต้นแตง่ ตงั้ ทนายความให้ตลอดมาจนกระทงั่ สืบพยานจาเลยเสร็จ แตศ่ าลชนั้ ต้นก็ไม่ได้แตง่ ตงั้
ทนายความให้จาเลย ซ่ึงหากจาเลยเห็นว่าการดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นไม่ชอบ
ด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง จาเลยต้องย่ืนคาขอโดยทาเป็นคาร้ องเพ่ือให้ศาลชัน้ ต้น
เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่วนั ทราบกระบวนพิจารณานัน้ ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แต่จาเลยยื่นคาร้องต่อศาลชนั้ ต้นเม่ือล่วงพ้น
ระยะเวลาตามที่กฎหมายกาหนด คาร้องของจาเลยยอ่ มไมช่ อบด้วยกฎหมาย
ฎีกำท่ี ๑๘๐๔๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๑๒๙ วนั เร่ิมพิจารณาศาลชนั้ ต้นสอบจาเลยทงั้ สองเรื่อง
ทนายความแล้ว จาเลยทัง้ สองแถลงว่าจะหาทนายความเอง ต่อมาวันที่ศาลนาคดีเข้าศูนย์
สมานฉันท์ จาเลยทงั้ สองแตง่ ตงั้ ต. เป็นทนายความ จึงเป็นกรณีท่ีศาลชนั้ ต้นได้ดาเนินการตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง แล้ว สว่ นในวนั นดั พร้อมหรือนดั ฟังคาพิพากษา ต. ขอถอนตวั จาก
การเป็นทนายความของจาเลยทงั้ สอง และศาลชนั้ ต้นอนญุ าต จาเลยทงั้ สองก็ไมไ่ ด้แถลงตอ่ ศาล
ขอเล่ือนคดีเพ่ือให้จาเลยทงั้ สองแตง่ ตงั้ ทนายคนใหม่เข้ามาดาเนินคดี จาเลยทงั้ สองกลับเจรจา
ตกลงเพ่ือขอชาระเงินแก่ผู้เสียหายและขอเลื่อนการอ่านคาพิพากษาออกไป แสดงว่าจาเลย
ทัง้ สองไม่ติดใจที่จะให้ทนายความดาเนินกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าว ทัง้ ในวันนัดฟัง
คาพิพากษา จาเลยทงั้ สองได้แต่งตงั้ ทนายความคนใหม่เข้ามาดาเนินกระบวนพิจารณา ดงั นนั้
การดาเนินกระบวนพจิ ารณาของศาลชนั้ ต้นจงึ ชอบแล้ว
ฎีกำท่ี ๕๗๖๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๖๓ เจตนารมณ์ของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง
นนั้ ก็เพื่อให้จาเลยมีทนายความช่วยเหลือในการตอ่ ส้คู ดีในความผิดที่มีโทษจาคกุ แม้วา่ การทา
หน้าที่ของ พ. ในฐานะทนายความของจาเลยจะไม่ปรากฏใบแต่งทนายความตัง้ ให้ พ. เป็น
ทนายความของจาเลย แต่ พ. ก็ได้ดาเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายความของจาเลยตลอด
มาจนเสร็จสิน้ การพิจารณาของศาลชัน้ ต้น โดยจาเลยยอมรับเอาผลของการดาเนินกระบวน
362
พิจารณานัน้ ตลอดมา และฝ่ ายโจทก์ก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า
จาเลยได้มอบให้ พ. เป็นทนายความของจาเลยในคดีนีแ้ ล้ว ทงั้ ภายหลงั ศาลอุทธรณ์มีคาสง่ั ให้
จาเลยดาเนินการจัดใบแต่งทนายความเสียให้ถูกต้อง แต่จาเลยแถลงว่าไม่ประสงค์จะแต่ง
ทนายความ เนื่องจากต้องการให้การรับสารภาพ ย่ิงแสดงให้เห็นวา่ การดาเนินกระบวนพิจารณา
จาเลยไม่เสียเปรียบ กรณีไม่เป็นการจาเป็นท่ีจะให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๗๕๔๓/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๓๕ ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชนั้ ต้นได้ถามจาเลย
เร่ืองทนายความแล้ ว จาเลยแถลงว่าจะหาทนายความเอง และจาเลยได้แต่งตัง้ อ. เป็ น
ทนายความอนั เป็นการปฏิบตั ิตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ แล้ว อ. เรียงคาให้การรับสารภาพและ
คาแถลงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาแก่จาเลย ซ่ึงศาลชนั้ ต้นได้สอบถามจาเลยแล้ว จาเลยยืนยนั
ให้การตามคาให้การรับสารภาพดงั กล่าว แต่เนื่องจากข้อหาในความผิดซ่ึงจาเลยรับสารภาพนนั้
กฎหมายกาหนดอตั ราโทษสถานท่ีหนักกวา่ โทษจาคกุ ห้าปี แม้จาเลยจะให้การรับสารภาพ ศาล
ก็ต้องฟังพยานหลกั ฐานโจทก์จนกวา่ จะพอใจวา่ จาเลยได้กระทาผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖
ดงั นนั้ เม่ือถึงวนั นดั สืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพ การท่ีทนายจาเลยไม่มาศาล เพราะ
เห็นว่าจาเลยให้การรับสารภาพและได้ย่ืนคาแถลงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาโดยมีรายละเอียด
ต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว ไม่มีความจาเป็นต้องถามค้านพยานโจทก์หรือสืบพยานจาเลยอีกต่อไป
จึงมอบหมายให้เสมียนทนายมาแถลงต่อศาลแทน แม้ใบมอบฉันทะไม่ได้ระบุให้เสมียนทนาย
มีอานาจแถลงข้อเท็จจริงต่อศาล แต่การแถลงของเสมียนทนายเป็นการแถลงตอ่ หน้าจาเลยใน
ระหว่างการพิจารณาคดี หากไม่ต้องตามความประสงค์ของจาเลย จาเลยยอ่ มโต้แย้งได้ หรือหาก
เห็นวา่ ทนายจาเลยไม่มาศาลก็แถลงขอเลื่อนคดีไปก่อนได้ แตจ่ าเลยไม่ได้โต้แย้งคดั ค้านคาแถลง
ดงั กล่าวของเสมียนทนายแต่อย่างใด นอกจากนี ้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏตามรายงานกระบวน
พิจารณาของศาลชัน้ ต้นว่า ระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์อ้างส่งเอกสารเป็นพยานว่ามีการ
สอบสวนโดยชอบแล้วแทนการสืบพยานปากพนักงานสอบสวน จาเลยตรวจดเู อกสารดงั กล่าว
แล้วยอมรับข้อเท็จจริงทกุ ประการและไม่ติดใจสืบพยานจาเลย เท่ากบั เป็นการยืนยนั ข้อเท็จจริง
ตามที่เสมียนทนายแถลง กระบวนพจิ ารณาของศาลชนั้ ต้นจงึ เป็นไปโดยชอบแล้ว
ฎีกำท่ี ๕๒๖๐/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๗ ตาม พ.ร.บ. จัดตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ และ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง เป็นบทบญั ญัติที่ให้ความค้มุ ครองแก่จาเลยในการพิจารณาคดี
ของศาล คดีนีเ้ ป็นคดีที่มีอตั ราโทษจาคกุ เม่ือจาเลยไม่มีและแถลงต้องการทนายความ จึงเป็น
363
หน้าที่ของศาลชนั้ ต้นท่ีต้องตงั้ ทนายความให้ก่อนเริ่มพิจารณา การท่ีศาลชนั้ ต้นดาเนินคดีไปโดย
จาเลยไม่มีทนายความ แล้วพิพากษาลงโทษจาเลย จงึ เป็นเร่ืองท่ีศาลชนั้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถกู ต้อง
ตามกระบวนพิจารณา อนั เป็นกระบวนพิจารณาที่ไมช่ อบ ปัญหาดงั กลา่ วเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
ที่เก่ียวด้วยความสงบเรียบร้ อย แม้จาเลยไม่ได้ยกขึน้ อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอานาจหยิบ
ยกขึน้ วินิจฉัยได้โดยให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๐๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีนี้เมื่อจาเลยแถลงตอ้ งการทนายความ แม้จาเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลต้องตง้ั
ทนายความให้ เมื่อศาลชนั้ ตน้ ไม่ตง้ั ทนายความให้ กระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบ
ฎีกำท่ี ๖๓๒๗/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๙๑ คดีนีเ้ ป็นคดีที่มีอตั ราโทษจาคกุ จึงเป็นหน้าท่ี
ของศาลชนั้ ต้นที่จะต้องสอบถามจาเลยก่อนเร่ิมพิจารณาว่ามีทนายความหรื อไม่ ถ้าไม่มีและ
จาเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลชนั้ ต้นตงั้ ทนายความให้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง
ประกอบด้วย พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวธิ ีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ ซงึ่ เป็น
บทบญั ญัติท่ีให้ความค้มุ ครองแก่จาเลยในการพิจารณาคดีของศาล เม่ือไม่ปรากฏว่าศาลชัน้ ต้น
ได้ดาเนินการสอบถามจาเลยในเรื่องดงั กลา่ วในวนั สอบคาให้การของจาเลย แม้จาเลยจะแตง่ ตงั้
ทนายความเข้ามาในคดีในวนั ที่ศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาก็ตาม แตก่ ็เป็นการแตง่ ตงั้ ทนายความ
หลงั จากศาลชนั้ ต้นสอบคาให้การจาเลยแล้ว จึงเป็นเร่ืองที่ศาลชนั้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถูกต้องตาม
กระบวนพิจารณาอันเป็นกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย แม้จาเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยเองได้
โดยให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒), มาตรา
๒๒๕ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔
ข้อสังเกต คดีนีใ้ นวนั สอบคาใหก้ าร จาเลยใหก้ ารรบั สารภาพโดยไม่มีทนายความและศาลชน้ั ต้น
ยงั ไม่ได้สอบถามจาเลยเรื่องทนายความ จาเลยอาจได้รับความเสียหายจากการไม่มีทนายความ
ให้ความช่วยเหลือในการดาเนินคดี แม้ต่อมาในวนั ที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคาพิพากษาจาเลยจะ
แต่งตง้ั ทนายความเข้ามาในคดีก็ตาม แต่ก็เป็ นการแต่งตงั้ ทนายความหลงั จากศาลชนั้ ต้นสอบ
คาใหก้ ารจาเลยแลว้ การทีท่ นายความจะแนะนาใหจ้ าเลยขอถอนคาใหก้ ารเดิมและใหก้ ารปฏิเสธ
เพือ่ ต่อสู้คดี ก็อาจถกู ผู้พิพากษาตาหนิว่าทาใหค้ ดีของศาลล่าช้า จาเลยและทนายความอาจยอม
ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปตามที่นัดไว้แล้ว ซ่ึงจะทาให้จาเลยได้รับความเสียหายจากการ
ดาเนินคดีได้ คดีนี้แม้จาเลยจะมีทนายความแล้วในวนั ฟังคาพิพากษา จึงมีเหตตุ ้องย้อนสานวน
ใหศ้ าลชน้ั ตน้ พิจารณาพิพากษาใหม่
364
แต่ถ้าเป็ นกรณีที่ศาลสอบคาให้การโดยไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ จาเลยให้การ
ปฏิเสธ นดั ต่อมาจาเลยก็มีทนายความมาว่าความให้ และศาลดาเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจน
พิพากษาคดี กรณีเช่นนีแ้ ม้ศาลชน้ั ต้นจะดาเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย แต่ก็ไม่มี
เหตทุ ี่จะยอ้ นสานวนให้ศาลชน้ั ตน้ ดาเนินการใหม่ใหถ้ ูกต้องตามมาตรา ๒๐๘ (๒) เพราะมาตรา
๑๗๓ ต้องการให้จาเลยมีทนายความคอยให้ความช่วยเหลือในการดาเนินคดี และจาเลยก็มี
ทนายความมาช่วยเหลือในการดาเนินคดีแลว้ (ฎีกาที่ ๔๔๖๐/๒๕๔๖ ฎ.๖๙๘)
ฎีกำท่ี ๑๖๔๐๘/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๘๙ การสงั่ จา่ ยเงินรางวลั ทนายความท่ีศาลตงั้ ให้จาเลย
ในคดีท่ีจาเลยให้การรับสารภาพ มีระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยตุ ิธรรมวา่ ด้วยการจา่ ยเงิน
รางวลั และค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตงั้ ให้ผู้ต้องหาหรือจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓
พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๗ กาหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่จาต้องอ้างอิงตารางอัตราเงินรางวัล
ทนายความที่ศาลตงั้ ให้แกผ่ ้ตู ้องหาหรือจาเลยตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๓ ท้ายระเบียบ เม่ืออตั ราเงิน
รางวัลทนายความตามข้ อ ๗ มิได้ กาหนดอัตราขัน้ ต่าไว้ การท่ีศาลชัน้ ต้ นสั่งจ่ายเงินรางวัล
ทนายความให้แกผ่ ้รู ้อง ๒,๐๐๐ บาท จงึ ชอบแล้ว
อานาจในการกาหนดเงินรางวลั ให้ทนายความเป็นอานาจเฉพาะของศาลชัน้ ต้นตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วย
การจ่ายเงินรางวลั และค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตงั้ ให้ผู้ต้องหาหรือจาเลยฯ ข้อ ๕ ผู้ร้อง
จงึ ไมม่ ีอานาจฎีกาให้ศาลฎีกากาหนดเงินรางวลั ทนายความใหมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๒๘๔๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๓ แม้การริบทรัพย์เป็นโทษทางอาญาอย่างหนึ่ง
ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ และผู้คัดค้ านได้ รับความช่วยเหลือทางคดีจากผู้ขอรับเงินรางวัล
ทนายความดงั ท่ีผู้ขอรับรางวัลทนายความฎีกาก็ตาม แต่โทษดังกล่าวก็มิใช่โทษประหารชีวิต
หรือจาคกุ ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหน่ึงและวรรคสอง กรณีจึงไม่สามารถนา
บทบัญญัติดังกล่าวมาเทียบเคียงเพ่ือจ่ายเงินรางวัลทนายความให้ แก่ผู้ขอรับเงินรางวัล
ทนายความในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพตดิ ได้ เมื่อ พ.ร.บ. ดงั กล่าวไมม่ ีบทบญั ญัตเิ รื่องให้ตงั้ ทนายความให้แก่ผ้คู ดั ค้านกบั ให้ศาล
จ่ายเงินรางวลั และค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตงั้ ผ้ขู อรับเงินรางวลั ทนายความจึงไม่มีสิทธิ
ขอรับเงินรางวลั ทนายความในคดีนีไ้ ด้
365
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๗๖
จำเลยให้กำรรับสำรภำพหรือไม่เพียงใด
ฎีกำท่ี ๖๓๒๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๕๓ แม้ตามคาแถลงประกอบคารับสารภาพของ
จาเลยจะมีข้อความว่าจาเลยมิได้มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหาย อนั มีลักษณะเป็นคาให้การ
ปฏิเสธว่าจาเลยมิได้กระทาความผิดตามฟ้อง แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้น
จาเลยแถลงขอถอนข้อความในคาแถลงประกอบคารับสารภาพดงั กล่าวที่เป็นการปฏิเสธหรือ
ถือว่าปฏิเสธฟ้อง และยืนยันให้การรับสารภาพว่าได้กระทาผิดตามฟ้อง เม่ือข้อหาความผิด
ซง่ึ มิใชเ่ ป็นคดที ่ีมีอตั ราโทษอยา่ งตา่ จาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขนึ ้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนกั กวา่ นนั้ ศาลชนั้ ต้น
ย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง และ
ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ดงั ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อทุ ธรณ์ของจาเลยที่โต้แย้งว่าจาเลย
มิได้มีเจตนาลกั ทรัพย์ของผ้เู สียหาย จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอ่ืนนอกจากที่จาเลย
ให้การรับสารภาพ และเป็นการอทุ ธรณ์ข้อเท็จจริงขนึ ้ มาใหม่ ซง่ึ เป็นข้อเท็จจริงท่ีจาเลยมิได้ยกขนึ ้
ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง
ประกอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต ในวนั ที่ศาลเรียกจาเลยมาสอบคาให้การ จาเลยอาจทาคาให้การเป็ นหนงั สือลงชื่อ
จาเลยแลว้ ยื่นต่อศาล หรือจาเลยจะไม่ไดท้ าคาให้การมายืน่ ต่อศาลก็ได้ ศาลจะเร่ิมสอบถามเรื่อง
ทนายความก่อน แล้วศาลจะดาเนินการตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง กล่าวคือ เมื่อโจทก์และ
จาเลยมาอย่ตู ่อหนา้ ศาลแลว้ และศาลเชื่อว่าเป็นจาเลยจริง ศาลจะอ่านและอธิบายฟอ้ งใหจ้ าเลย
ฟัง และถามว่าได้กระทาผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คาให้การของจาเลยให้จดไว้
และดาเนินการพิจารณาต่อไป ในกรณีที่จาเลยยืน่ คาให้การเป็นหนงั สือ ศาลก็จะอ่านคาให้การ
ดงั กล่าวแล้วถามจาเลยว่ายืนยนั ให้การตามคาให้การฉบบั ที่ศาลอ่านใหฟ้ ังหรือไม่ ถ้ายืนยนั ศาล
จะจดข้อความในพื้นที่ว่างด้านบนซ้ายของคาให้การเป็นหนงั สือของจาเลยว่า “สอบแล้วยืนยนั
ให้การตามนี้” แล้วให้จาเลยลงชื่อท้ายข้อความที่ศาลเขียนไวอ้ ีกคร้ังหนึ่ง ที่ศาลต้องดาเนินการ
ตามนี้เพราะมาตรา ๑๗๒ กาหนดให้ศาลจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง และถามว่าได้
กระทาผิดจริงหรือไม่ จะใหก้ ารต่อสู้อย่างไรบ้าง คาให้การของจาเลยให้จดไว้ ถ้าจาเลยไม่ไดย้ ื่น
คาให้การเป็ นหนงั สือ ศาลจะบนั ทึกคาให้การของจาเลยไว้ในแบบพิมพ์คาให้การของศาลและ
ใหจ้ าเลยลงชือ่ ในช่องจาเลยในแบบพิมพ์คาใหก้ าร
หากจาเลยยื่นคาให้การเป็ นหนังสือแล้วเมื่อศาลอ่านคาให้การเป็ นหนงั สือให้ฟังแล้ว
จาเลยเปลี่ยนใจขอให้การแตกต่างจากคาให้การเป็ นหนงั สือ ศาลจะบนั ทึกไว้ในคาให้การเป็ น
366
หนงั สือของจาเลยว่า สอบแล้วจาเลยขอถอนคาให้การฉบบั นี้ โดยอาจถอนทงั้ หมดหรือบางส่วน
ก็ได้ แลว้ ศาลจะบนั ทึกรายละเอียดไว้ และให้จาเลยลงชื่อในคาให้การเป็นหนงั สือของจาเลยเพือ่
ยืนยันว่าจาเลยจะให้การตามนี้ (หรือถ้ามี ข้อความยืดยาวศาลอาจจะจดในรายงานกระบวน
พิจารณาแทนการสง่ั ในคาให้การเป็นหนงั สือของจาเลยก็ได)้ คดีนีจ้ าเลยยืน่ คาใหก้ ารรับสารภาพ
โดยมีคาแถลงประกอบคารับสารภาพของจาเลยซ่ึงมีข้อความว่าจาเลยมิไดม้ ีเจตนาลกั ทรัพย์ของ
ผูเ้ สียหาย อนั มีลกั ษณะเป็นคาให้การปฏิเสธว่าจาเลยมิได้กระทาความผิด ศาลก็ต้องถามจาเลย
ว่าตกลงแล้วจาเลยจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธ เมื่อจาเลยแถลงต่อศาล ศาลก็จด
ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จาเลยแถลงขอถอนข้อความในคาแถลงประกอบคารับสารภาพ
ดงั กล่าวที่เป็ นการปฏิเสธหรือถือว่าปฏิเสธฟ้อง และยืนยนั ให้การรับสารภาพว่าได้กระทาผิด
ตามฟ้อง จึงถือว่าจาเลยให้การรับสารภาพและศาลได้จดคาให้การรับสารภาพของจาเลยไว้แล้ว
ฎีกำท่ี ๑๓๕๑๖/๒๕๕๓ ฎ.๒๐๑๐ คาให้การของจาเลยท่ียื่นต่อศาลมีใจความว่า จาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ แต่จาเลยขอแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นเรื่องจริงของคดีนี ้ คือ
จาเลยประกอบอาชีพรับจ้างทวั่ ไป วนั เกิดเหตจุ าเลยรับจ้างเฮียเหลานาแผ่นวีซีดีมาส่งท่ีบริเวณ
คลองถม โดยเฮียเหลาบอกจาเลยวา่ เป็นแผน่ ซีดีภาพยนตร์ทว่ั ๆ ไป ซง่ึ ออกฉายในโรงภาพยนตร์
มาแล้วเหมือนกบั ท่ีเคยจ้างจาเลยมาส่งในครัง้ ก่อน จาเลยไม่อาจทราบได้ว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก
จาเลยถกู เฮียเหลาหลอกใช้เป็นเคร่ืองมือในการกระทาความผิด ส่วนข้อความตอ่ จากนนั้ จาเลย
ขอให้ศาลชนั้ ต้นลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จาเลย ศาลชนั้ ต้นจดรายงานกระบวน
พิจารณาว่า จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทกุ ประการ ปรากฏตามคาให้การจาเลยที่ย่ืน
ตอ่ ศาล โจทก์จาเลยแถลงไมต่ ดิ ใจสืบพยาน ซง่ึ ไมป่ รากฏข้อความใดท่ีระบวุ า่ จาเลยสละข้อความท่ีว่า
จาเลยไม่ทราบว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก จาเลยถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทาความผิด
คาให้การของจาเลยดังกล่าวเป็นเร่ืองท่ีจาเลยรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ซึ่งเป็น
ความผิดตามฟ้องเท่านัน้ จาเลยถูกหลอกใช้เป็ นเครื่องมือในการกระทาความผิดโดยไม่รู้
ข้อเท็จจริงวา่ แผน่ วีซีดีของกลางเป็นวตั ถหุ รือส่ิงของลามก เท่ากบั จาเลยอ้างวา่ ไมม่ ีเจตนากระทา
ความผิด จงึ ยงั ฟังไม่ได้ว่าเป็นคาให้การรับสารภาพวา่ จาเลยกระทาผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เม่ือ
โจทก์ไม่สืบพยาน จงึ ลงโทษจาเลยไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจยกฟ้องโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๘๕
ข้อสังเกต คดีนีจ้ าเลยยืน่ คาให้การรบั สารภาพโดยมีคาแถลงที่มีลกั ษณะเป็นคาให้การปฏิเสธว่า
จาเลยมิได้กระทาความผิด คาให้การจาเลยยงั ไม่ชดั แจ้งว่ารับสารภาพ ศาลก็ต้องถามจาเลยว่า
ตกลงแล้วจาเลยจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธ แต่ศาลไม่ได้ถามจาเลยว่าจะยืนยัน
367
ใหก้ ารรับสารภาพว่าได้กระทาผิดตามฟอ้ งและสละข้อความที่ใหก้ ารปฏิเสธ เท่ากบั จาเลยอา้ งว่า
ไม่มีเจตนากระทาความผิด จึงยงั ฟังไม่ไดว้ ่าเป็นคาใหก้ ารรบั สารภาพ
ฎีกำท่ี ๒๖๓/๒๕๕๑ ฎ.๕๕ จาเลยที่ ๒ ยื่นคาให้การวา่ จาเลยท่ี ๒ ไม่ทราบว่าจาเลยท่ี ๑
มีพฤติการณ์จาหน่ายยาเสพติดให้โทษ แตศ่ าลชนั้ ต้นยงั ไมไ่ ด้สอบคาให้การจาเลยที่ ๒ ดงั กลา่ ว
ตอ่ มาจาเลยท่ี ๒ แตง่ ตงั้ ทนายความส้คู ดี โดยทนายจาเลยท่ี ๒ เรียงและพิมพ์คาให้การจาเลยท่ี
๒ ใหม่ มีข้อความว่า จาเลยที่ ๒ ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง จาเลยท่ี ๒ ลงลายมือช่ือไว้ด้วย
ศาลชนั้ ต้นสอบคาให้การดงั กล่าวแล้ว จาเลยท่ี ๒ ยืนยนั ตามคาให้การนี ้ดงั นี ้จาเลยที่ ๒ จะนา
คาให้การฉบับแรกมาอ้างเพื่อให้ศาลฟังว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่ทราบว่าจาเลยท่ี ๑ มีพฤติการณ์
จาหนา่ ยยาเสพตดิ ให้โทษหาได้ไม่
ฎีกำท่ี ๒๘๔๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๔ การที่ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ให้พนกั งานคมุ ประพฤติ
สืบเสาะและพินิจจาเลยก็เน่ืองจากศาลชนั้ ต้นรับฟังตามฟ้องของโจทก์และคาให้การรับสารภาพ
ของจาเลยว่ากระทาความผิดตามฟ้อง แต่ทงั้ นีเ้ พื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงเพ่ือนามาประกอบ
ดลุ พินิจว่าสมควรกาหนดโทษแก่จาเลยสถานใดเพียงใด และเพื่อกาหนดวิธีการหรือเง่ือนไขอนั
สมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจาเลยต่อไปเท่านัน้ มิใช่มีคาส่ังให้พนักงานคุมประพฤติ
สืบพยานว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้องหรือไม่ ทัง้ ศาลก็ไม่มีอานาจสั่งให้พนักงานคุม
ประพฤตปิ ฏิบตั เิ ชน่ นนั้ แม้ตาม พ.ร.บ. วิธีดาเนินการคมุ ประพฤตติ าม ป.อ. ฯ มาตรา ๑๓ ศาลจะ
มีอานาจรับฟังรายงานของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา ๑๑ โดยไม่ต้องมีพยานบุคคล
ประกอบก็ตาม แตเ่ ป็นการรับฟังเพื่อประกอบการพจิ ารณาเร่ืองโทษและวิธีการที่จะดาเนินการแก่
จาเลยเท่านนั้ มิได้เป็นการรับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานท่ีจะนามาวินิจฉัยการกระทาที่ถูก
ฟ้องด้วยไม่ จงึ นาข้อเทจ็ จริงจากรายงานของพนกั งานคมุ ประพฤตมิ าเป็นเหตใุ นการยกฟอ้ งโจทก์
ในบางข้อหาไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์นาข้อเท็จจริงจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติมา
วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในบางข้อหา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แต่เม่ือศาลเห็นว่า
ข้อเท็จจริงตามรายงานของพนกั งานคมุ ประพฤติปรากฏว่าการกระทาของจาเลยมิใช่เป็นการ
พรากเด็กไปเพื่อการอนาจารอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจแน่ใจได้ว่าจาเลย
กระทาผิดจริงหรือไม่ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ ใน
คดอี าญานนั้ แม้จาเลยจะให้การรับสารภาพศาลก็มีหน้าท่ีต้องพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕
วา่ จะลงโทษจาเลยได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าจาเลยมิได้กระทาผิดหรือคดีขาดอายคุ วามแล้ว หรือมีเหตุ
ตามกฎหมายท่ีจาเลยไม่ควรต้องรับโทษ ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ปล่อยจาเลยไป ศาลจะลงโทษ
จาเลยได้ก็ตอ่ เม่ือเห็นวา่ จาเลยได้กระทาผิดและไมม่ ีการยกเว้นโทษตามกฎหมายเทา่ นนั้ และแม้
368
จาเลยจะให้การรับสารภาพซงึ่ ตามปกติศาลสามารถพิพากษาคดีโดยไม่สืบพยานตอ่ ไปก็ได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคแรก แตห่ ากศาลไม่แนใ่ จว่าจาเลยได้กระทาผิดจริงหรือไม่แล้ว ศาลจะ
ให้สืบพยานตอ่ ไปก็ได้ มิใช่ต้องฟังตามคารับสารภาพเสียทีเดียว นอกจากนีใ้ นระหว่างพิจารณา
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๘ ยังให้ศาลมีอานาจโดยพลการที่จะสืบพยานเพิ่มเติมได้ด้วย ดังนัน้ เม่ือ
ปรากฏจากรายงานของพนกั งานคมุ ประพฤติวา่ การกระทาของจาเลยขดั แย้งกบั คาฟ้องของโจทก์
และคาให้การรับสารภาพของจาเลย เพ่ือให้ได้ข้อเท็จจริงกระจ่างแจ้ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควร
สืบพยานเพ่ิมเติมในประเด็นท่ีวา่ จาเลยพรากเด็กหญิง น.ไปเสียจากอานาจปกครองของ อ. บิดา
ก็เพ่ือประสงค์จะอยู่กินด้ วยกันฉันสามี ภริ ยาตาม รายงานการสื บเสาะและพิ นิจของพ นักงาน
คุมประพฤติจริงหรือไม่ โดยส่งสานวนไปให้ศาลชัน้ ต้นสืบให้ และเม่ือศาลชัน้ ต้นสืบพยาน
ในประเด็นดงั กล่าวแล้ว ให้ส่งสานวนไปยังศาลอุทธรณ์เพ่ือวินิจฉัยต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๐๘ (๑) ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๕๕๙๗/๒๕๕๓ ฎ.๙๔๓ คาให้การของจาเลยทงั้ ห้าเม่ืออา่ นรวมกบั คาร้องท่ียื่นมา
พร้อมกบั คาให้การแล้ว จาเลยทงั้ ห้ายงั คงโต้แย้งวา่ ท่ีดนิ ตามฟ้องมิใช่ที่ดนิ อนั เป็นทรัพย์มรดกของ
ช. จึงมิใช่ท่ีดินของโจทก์ซึ่งฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. เหตุท่ีจาเลยทัง้ ห้าให้การ
รับสารภาพอาจเป็นเพราะคดีอยู่ระหว่างเจรจาว่าจะมีการชดใช้ค่าขนย้ายให้แก่จาเลยทัง้ ห้า
ตามท่ีทนายโจทก์แถลง และจาเลยทงั้ ห้าอาจเข้าใจว่าการกระทาของจาเลยทงั้ ห้าเป็นความผิด
จงึ ฟังไมไ่ ด้วา่ เป็นคาให้การรับสารภาพวา่ จาเลยทงั้ ห้าได้กระทาความผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อ
โจทก์ไม่สืบพยาน คดีจึงลงโทษจาเลยทัง้ ห้าไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจยกฟ้องโจทก์ได้ตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๕
ฎีกำท่ี ๔๓๕๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๒๗ จาเลยที่ ๒ ย่ืนคาให้การยอมรับวา่ เสพเมทแอม
เฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผ้คู รอบครองและจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลชนั้ ต้นสอบ
คาให้การจาเลยที่ ๒ แล้วบนั ทึกว่า สอบจาเลยท่ี ๒ แล้ว ยืนยนั ให้การปฏิเสธ เท่ากับจาเลยที่ ๒
ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยว่า
จาเลยท่ี ๒ ให้การรับสารภาพและลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในความผิดฐานดงั กล่าว โดยมิได้วินิจฉัย
พยานหลักฐานของโจทก์และจาเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๘) และมาตรา
๒๒๗ วรรคแรก แม้ศาลอทุ ธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดงั กลา่ ว แตศ่ าลฎีกาก็มีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉยั
ได้เน่ืองจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ โดยไมต่ ้องย้อนสานวนไปให้ศาลอทุ ธรณ์พจิ ารณาอีก
369
ฎีกำท่ี ๙๙๕๔/๒๕๕๘ ฎ.๑๐๙๔ แม้คาให้การจาเลยท่ี ๑ มีข้อความว่า จาเลยที่ ๑ ขอ
กลับคาให้การของจาเลยที่ ๑ จากการให้การปฏิเสธตามฟ้องโจทก์ทงั้ สิน้ เป็นรับสารภาพตาม
ฟอ้ งโจทก์ทงั้ สิน้ โดยไม่ได้ระบวุ า่ จาเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในข้อหาลกั ทรัพย์หรือข้อหารับของ
โจรก็ตาม แต่ศาลชัน้ ต้นได้สอบคาให้การจาเลยท่ี ๑ และบันทึกไว้ด้านบนซ้ายของคาให้การ
จาเลยที่ ๑ นนั้ วา่ สอบจาเลยท่ี ๑ แล้วยืนยนั ให้การรับสารภาพข้อหาลกั ทรัพย์ ทงั้ ยงั ปรากฏตาม
รายงานกระบวนพิจารณาในวันเดียวกันกับวันที่จาเลยย่ืนคาให้การว่า จาเลยที่ ๑ ขอถอน
คาให้การเดิมท่ีปฏิเสธแล้วขอให้การใหมว่ ่ารับสารภาพข้อหาร่วมกันลกั ทรัพย์ตามฟ้อง และศาล
ชนั้ ต้นได้อา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยท่ี ๑ ฟัง จาเลยท่ี ๑ ยืนยนั ตามคาให้การที่ยื่นตอ่ ศาล โดย
จาเลยท่ี ๑ ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย ดงั นี ้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจาเลยที่ ๑
ให้การรับสารภาพในข้อหาลกั ทรัพย์
ฎีกำท่ี ๑๖๓๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๕ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยเป็นคนร้ายร่วมกบั
พวกลกั ทรัพย์นายจ้างหรือร่วมกนั รับของโจร และจาเลยพาอาวธุ มีดไปในทางสาธารณะโดยไม่มี
เหตอุ นั สมควร ศาลชนั้ ต้นบนั ทกึ คาให้การของจาเลยวา่ ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพตามฟ้องใน
ข้อหาลกั ทรัพย์นายจ้าง และบนั ทึกรายงานกระบวนพิจารณาตอ่ ท้ายคาให้การของจาเลยวา่ อา่ น
และอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลยให้การรับสารภาพ คาให้การของจาเลยดงั กล่าวเป็นแบบ
พิมพ์ของศาล ซ่ึงมีข้อความเป็นตวั พิมพ์ว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพตามฟ้องและมีถ้อยคาท่ี
เขียนด้วยปากกาตกเตมิ ต่อจากข้อความดงั กลา่ ววา่ ในข้อหาลกั ทรัพย์นายจ้าง เม่ือพิจารณาแล้ว
พอแปลความหมายคารับสารภาพของจาเลยได้วา่ จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แตเ่ น่ืองจาก
คาฟ้องของโจทก์ระบุว่าจาเลยเป็นคนร้ายท่ีร่วมกับพวกลกั ทรัพย์นายจ้างหรือร่วมกนั รับของโจร
การท่ีศาลชนั้ ต้นเขียนถ้อยคาเพ่ิมเติมตอ่ ท้ายว่า ในข้อหาลกั ทรัพย์นายจ้าง ก็เพื่อเป็นการระบุให้
แนช่ ดั วา่ จาเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดระหวา่ งความผิดในสองข้อหาดงั กลา่ ว กรณีจึงพอถือ
ได้ว่าจาเลยได้ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และพาอาวุธมีดไปในทาง
สาธารณะโดยไม่มีเหตอุ นั สมควร ซึง่ ก็ตรงกบั คาให้การรับสารภาพของจาเลยในชนั้ สอบสวนด้วย
ทงั้ การแปลความหมายเช่นนี ้ย่อมเป็นการตีความตรงตามเจตนาท่ีแท้จริงของจาเลยและเป็น
ธรรมแกค่ คู่ วามทกุ ฝ่าย
ฎีกำท่ี ๕๔๕๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๘๖๒ ศาลชนั้ ต้นจดคาให้การจาเลยว่าขอให้การรับสารภาพ
ว่ากระทาความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร แม้คาให้การดงั กลา่ วจะเป็นแบบพิมพ์ซ่ึงมีข้อความ
เดิมวา่ ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพวา่ กระทาความผิดตามฟ้องและมีการเติมคาวา่ "รับของโจร"
370
ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่น่ังพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกากับไว้ แต่ก็สามารถส่ือ
ความหมายได้ว่าจาเลยขอให้การรับสารภาพว่ากระทาความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร โดย
โจทก์ได้ลงชื่อไว้ในคาให้การของจาเลยและตามรายงานกระบวนพิจารณาในแบบพิมพ์เดียวกนั
ก็ระบไุ ว้ว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลยให้การรับสารภาพตามท่ีศาลบนั ทึก
ไว้ ยอ่ มชดั เจนวา่ จาเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหารับของโจร และต้องถือว่าโจทก์ทราบแล้ว
วา่ จาเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดตอ่ พ.ร.บ. คนเข้าเมืองฯ หากโจทก์เห็นว่าคาให้การของ
จาเลยที่ศาลจดไว้ไม่ชดั แจ้ง ก็ชอบท่ีจะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไป เม่ือโจทก์จาเลย
ตา่ งแถลงไมต่ ดิ ใจสืบพยาน และโจทก์จาเลยได้ลงช่ือไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดงั กลา่ วแล้ว
เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจท่ีจะสืบพยานในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. คนเข้าเมืองฯ จึงลงโทษจาเลย
ในข้อหาความผดิ นีไ้ มไ่ ด้ คงลงโทษจาเลยได้เพียงข้อหารับของโจรเทา่ นนั้
ฎีกำท่ี ๙๐๑๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๑๕ คดีนีแ้ ม้จาเลยจะแถลงรับว่าเป็นบุคคลคน
เดียวกบั จาเลยในคดีท่ีโจทก์ขอเพิ่มโทษก็ตาม แตต่ ามรายงานกระบวนพิจารณา จาเลยแถลงว่า
จาเลยไมเ่ คยได้รับโทษจาคกุ ในคดที ่ีโจทก์ขอเพิ่มโทษเน่ืองจากคดียงั ไมถ่ ึงท่ีสดุ เทา่ กบั จาเลยอ้าง
ว่าคดีโจทก์ท่ีอ้างเป็นเหตเุ พิ่มโทษยงั ไม่ถึงท่ีสุด โจทก์มีหน้าที่นาสืบให้ปรากฏว่าคดีดงั กล่าวถึง
ที่สุดแล้วหรือไม่ แต่โจทก์กลบั แถลงในเรื่องนีต้ ามรายงานกระบวนพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตาม
คาฟ้องได้ข้อมลู จากสานกั งานตารวจแหง่ ชาตโิ ดยเทียบอัตราโทษกบั คดีอาญาหมายเลขแดงแล้ว
เช่ือว่าจาเลยน่าจะพ้นโทษแล้ว แต่ความจริงคดีจะถึงที่สุดหรือไม่โจทก์ไม่ทราบและไม่ติด ใจ
สืบพยานในส่วนนี ้เม่ือโจทก์ไม่นาสืบพยานแสดงหลกั ฐานให้ปรากฏว่าคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุ
เพ่มิ โทษตามฟ้องถงึ ท่ีสดุ แล้วหรือไม่ จงึ ไมอ่ าจเพม่ิ โทษจาเลยได้
ฎีกำท่ี ๘๐๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖ ท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บญั ญัติให้ศาล
อา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง และถามวา่ จาเลยได้กระทาความผิดจริงหรือไม่ จะให้การตอ่ สู้
อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเร่ิมต้นพิจารณาคดีของศาลเพ่ือให้จาเลยเข้าใจฟ้องและ
สามารถต่อส้คู ดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่โจทก์ยื่นคาร้องขอแก้ไข
ฟ้องเพิ่มโทษจาเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การท่ีจาเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่เป็นคนละส่วนกับ
กรณีความผิดที่จาเลยถูกฟ้อง ดงั นัน้ แม้ศาลชนั้ ต้นไม่ได้สอบจาเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับ
จาเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๙๐/๒๕๔๔ ของศาลชนั้ ต้น ท่ีโจทก์ขอให้เพ่ิมโทษตาม
คาร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์หรือไม่ ก็ไมท่ าให้การดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นไมช่ อบ
ทงั้ ข้อเท็จจริงที่ว่าจาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพ่ิมโทษหรือไม่ เป็น
371
ข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นาสืบให้ปรากฏ เม่ือศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้โจทก์แก้ฟอ้ งก่อนถงึ วนั นดั ฟัง
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเป็นเวลา ๑ เดือน ๑๒ วนั โจทก์ย่อมสามารถแถลงต่อศาลชนั้ ต้นเพื่อขอ
สืบพยานในข้อเท็จจริงเก่ียวกับกรณีดงั กล่าวได้ เม่ือโจทก์มิได้แถลงต่อศาลเพ่ือขอสืบพยานใน
ข้อเท็จจริงดงั กล่าว จงึ ฟังไม่ได้ว่าจาเลยเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ฎีกำท่ี ๔๒๓/๒๕๕๖ ฎ.๕๕ ศาลชนั้ ต้นมีคาพพิ ากษาลงโทษจาคกุ จาเลยในคดนี ีก้ บั ในคดี
อีกส่ีสานวนติดตอ่ กนั ไปในวนั เดียวกับวนั ท่ีโจทก์ย่ืนฟ้อง โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงตอ่ ศาลชนั้ ต้นได้
ว่าคดีอื่นอีกส่ีสานวนศาลชัน้ ต้นมีคาพิพากษาลงโทษจาเลยหรือไม่อย่างไร ทัง้ ถือได้ว่าความ
ปรากฏตอ่ ศาลและคคู่ วามชดั แจ้งแล้ววา่ คดีอื่นอีกส่ีสานวนศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยแล้ว
โดยไม่จาต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซา้ อีก คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นท่ีให้นับโทษจาเลยติดต่อกัน
จงึ ชอบแล้ว
ฎีกำท่ี ๔๙๕๓/๒๕๕๙ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยเป็ นบุคคลคนเดียวกับจาเลย
ในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๒๖๔๓/๒๕๕๖ และคดีอาญาหมายเลขดาที่ ๒๖๔๕/๒๕๕๖ และมี
คาขอให้นบั โทษจาเลยตอ่ จากโทษในคดีดงั กลา่ ว จาเลยให้การรับว่าเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลย
ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แม้โจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีท่ีโจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลได้พิพากษาลงโทษจาเลยหรือไม่อย่างไร ทงั้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงท่ีศาลรู้เอง แต่การจะนับโทษ
จาเลยตอ่ จากคดีอื่นหรือไม่เป็นดลุ พินิจของศาล ประกอบกบั ก่อนศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาคดีนี ้
ข้อเท็จจริงปรากฏตอ่ ศาลเองวา่ คดีที่โจทก์ขอให้นบั โทษตอ่ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาจาคกุ จาเลยเป็น
คดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๔๖๘๒/๒๕๕๖ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๖๘๗/๒๕๕๖ ศาล
ชนั้ ต้นจึงใช้ดลุ พนิ จิ นบั โทษจาคกุ จาเลยในคดีนีต้ อ่ จากโทษในคดีดงั กลา่ วได้โดยไมจ่ าต้องให้โจทก์
แถลงเพราะไมใ่ ชข่ ้อเท็จจริงท่ีโจทก์จะต้องนาสืบ
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะถือว่ากลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๖๐๕๗-๖๐๕๘/๒๕๕๔ ที่วินิจฉยั ว่า โจทก์มี
หน้าที่ต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลว่าศาลชนั้ ต้นในคดีดงั กล่าวได้พิพากษาให้ลงโทษ
จาคุกจาเลยในคดีดงั กล่าวแล้ว หากไม่แสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏย่อมไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลจะ
รับฟังไดว้ ่าศาลชนั้ ต้นไดม้ ีคาพิพากษาในคดีดงั กล่าวแลว้ กรณีจึงไม่อาจนบั โทษจาเลยต่อจากคดี
ดงั กล่าวได้
ที่ศาลฎีกากลบั หลกั เดิมอาจเป็นเพราะการนบั โทษต่อจากคดีอื่น คือ ระยะเวลาเริ่มต้น
จาคกุ ป.อ. มาตรา ๒๒ ให้เร่ิมนบั แต่วนั มีคาพิพากษา เวน้ แต่คาพิพากษาจะกล่าวไวเ้ ป็นอย่างอืน่
เมื่อศาลเห็นข้อเท็จจริงคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อว่าศาลช้ันต้นพิพากษาจาคุกจาเลย ศาลจึง
กล่าวไวเ้ ป็นอย่างอืน่ ไดเ้ องโดยไม่ตอ้ งรอโจทก์แถลง
372
ฎีกำท่ี ๙๑๕๕/๒๕๕๖ ฎ.๒๒๔๑ ข้อเท็จจริงที่วา่ จาเลยเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยใน
คดีอาญาหมายเลขดาและคดีอาญาหมายเลยแดงตามคาขอท้ายฟ้องของศาลชนั้ ต้นที่โจทก์ขอให้
นบั โทษต่อ เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทาของจาเลยเป็น
ความผิดและเป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มีหน้าท่ีนาสืบให้ปรากฏ เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพตาม
คาให้การจาเลยว่ารับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทา
ความผิดตามฟ้องเท่านนั้ มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยในคดที ่ีโจทก์ขอให้นบั
โทษต่อ แม้จาเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้นับโทษจาเลยต่อจากคดีอ่ืนด้วย แต่จาเลยไม่ได้
ให้การรับในประเดน็ ดงั กล่าว จงึ ยงั ถือไม่ได้ว่าจาเลยรับในเรื่องการนบั โทษตอ่ ต้องยกคาขอของ
โจทก์ท่ีขอให้นบั โทษตอ่
ข้อสังเกต ฎีกานี้วางหลกั ใหม่ว่า จาเลยให้การรับสารภาพตามคาให้การจาเลยว่ารับสารภาพ
ตามฟ้องโจทก์ทกุ ประการ เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทาความผิดตามฟ้องเท่านนั้ มิได้ให้การ
รับด้วยว่าเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นบั โทษต่อ เมื่อจาเลยไม่ได้ให้การรับ
ในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจาเลยรับในเรื่องการนับโทษต่อ ทางแก้คือศาลต้องจด
คาให้การจาเลยให้ชัดว่ารับสารภาพตามฟ้องและรับว่าจาเลยเป็ นบุคคลคนเดียวกับจาเลย
ที่โจทก์ขอให้นบั โทษต่อและต้องโทษในคดีดงั กล่าวจริง หากศาลไม่จดข้อเท็จจริงดงั กล่าว โจทก์
ต้องขอสืบพยานในประเด็นดงั กล่าว นอกจากฎีกานี้ยงั มีฎีกาที่ ๘๑๖๕/๒๕๕๗ ตดั สินทานอง
เดียวกนั ในกรณีของการนบั โทษต่อ ส่วนกรณีการขอให้เพ่ิมโทษก็มีฎีกาที่ ๑๕๗๑๙/๒๕๕๗
ตดั สินว่า จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็ นบุคคลคนเดียวกับ
จาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพ่ิมโทษ ยงั ถือไม่ไดว้ ่าจาเลยรับในเรื่องการเพ่ิมโทษ คงต้องถือว่าฎีกา
เหล่านี้กลบั แนวฎีกาที่ ๒๑๖๗/๒๕๔๗ เรื่องขอให้นบั โทษต่อ ฎีกาที่ ๒๔๑๓/๒๕๔๗ เรื่องขอให้
เพ่ิมโทษ แลว้
ส่วนการใช้คาอื่นเช่น จาเลยให้การว่า “รับสารภาพว่าได้กระทาความผิดตามฟอ้ ง” หรือ
“ให้การรับสารภาพตลอดข้อหา” (ฎีกาที่ ๕๑๑/๒๕๔๗) ก็ยงั คงใช้ได้ตามเดิมถือว่ายงั ไม่ได้รับ
ข้อเท็จจริงดงั กล่าว
ฎีกำท่ี ๘๑๖๕/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๕๖ ข้อเท็จจริงท่ีวา่ จาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกบั จาเลยใน
คดีอาญาที่โจทก์ขอให้นบั โทษต่อของศาลชนั้ ต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงท่ีโจทก์
บรรยายวา่ การกระทาของจาเลยเป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มีหน้าท่ีนาสืบให้ปรากฏ
คดีนีเ้ ม่ือศาลชนั้ ต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์
ตลอดข้อกลา่ วหา เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทาความผิดตามฟ้องเทา่ นนั้ มิได้ให้การรับด้วยวา่
373
เป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นบั โทษต่อ จึงยงั ถือไม่ได้ว่าจาเลยรับในเรื่องการ
นบั โทษต่อ เมื่อโจทก์ไม่ได้นาสืบให้ปรากฏเช่นนนั้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยเป็นบุคคลคน
เดียวกบั จาเลยในคดที ่ีโจทก์ขอให้นบั โทษตอ่ จงึ นบั โทษตอ่ ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๑๕๗๑๙/๒๕๕๗ ฎ.๒๓๔๔ ข้อเท็จจริงท่ีว่า จาเลยที่ ๓ เป็นบุคคลคนเดียวกับ
จาเลยในคดีอาญาของศาลชนั้ ต้นที่โจทก์ขอให้เพ่ิมโทษ เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่
โจทก์บรรยายว่าการกระทาของจาเลยท่ี ๓ เป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าท่ีนาสืบ
ให้ปรากฏ จาเลยที่ ๓ ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคน
เดียวกับจาเลยในคดีท่ีโจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ยงั ถือไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๓ รับในเร่ืองการเพ่ิมโทษและ
มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง แม้โจทก์มีพนกั งานสอบสวนเป็นพยานเบิกความ แตพ่ ยานโจทก์มิได้
เบกิ ความวา่ คดีอาญาท่ีจาเลยกระทาผดิ ท่ีโจทก์ขอให้เพิ่มโทษถงึ ท่ีสดุ แล้วหรือไม่ ทงั้ โจทก์มิได้นา
สืบให้ปรากฏข้อเทจ็ จริง จงึ ไมอ่ าจเพ่มิ โทษจาเลยท่ี ๓
ฎีกำท่ี ๖๒๕๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๐๔ ข้อเท็จจริงท่ีว่าจาเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคน
เดียวกับจาเลยท่ี ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงท่ี ๑๘๔๖/
๒๕๔๖ ของศาลชนั้ ต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงท่ีโจทก์บรรยายว่าการกระทาของ
จาเลยที่ ๑ เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าท่ีนาสืบให้ปรากฏ คดีนี ้จาเลยที่ ๑ ให้
การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทาความผิดตามฟ้องเท่านนั้ มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคน
เดียวกบั จาเลยที่ ๒ ในคดีท่ีโจทก์ขอให้นบั โทษตอ่ โจทก์ก็ไมไ่ ด้นาสืบให้ปรากฏเช่นนนั้ ข้อเท็จจริง
จงึ ฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยที่ ๑ เป็นบคุ คลคนเดยี วกบั จาเลยท่ี ๒ ในคดที ี่โจทก์ขอให้นบั โทษตอ่
ฎีกำท่ี ๘๙๑๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๖๗ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จาเลยเคย
ต้องคาพิพากษาถึงท่ีสดุ ของศาลชนั้ ต้นให้ลงโทษจาคกุ ๑๕ วนั และปรับ ๑,๕๐๐ บาท โทษจาคกุ
ให้รอการลงโทษไว้ มีกาหนด ๑ ปี ข้อหาทาร้ายร่างกาย ภายในกาหนดระยะเวลารอการลงโทษ
ดังกล่าว จาเลยกระทาความผิดคดีนีอ้ ีก เมื่อศาลชัน้ ต้นอ่านอธิบายฟ้องทัง้ หมดให้จาเลยฟัง
จาเลยก็ได้ให้การวา่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการทนายและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทกุ ประการ
ดงั นนั้ คาให้การจาเลยที่รับสารภาพตามฟ้องโจทก์ดงั กล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับวา่ จาเลย
เคยได้รับโทษจาคกุ และศาลรอการลงโทษจาคกุ มาก่อนตามท่ีโจทก์กลา่ วในฟ้องด้วยนนั่ เอง จงึ นา
โทษจาคกุ ของจาเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดกี ่อนมาบวกเข้ากบั โทษของจาเลยในคดีนีไ้ ด้
ข้อสังเกต การบวกโทษที่รอการลงอาญาไว้ตามฎีกานี้จะถูกกลบั โดยฎีกาที่ ๙๑๕๕/๒๕๕๖,
ที่ ๘๑๖๕/๒๕๕๗, และที่ ๑๕๗๑๙/๒๕๕๗ หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีฎีกาตดั สินไว้ คงต้องรอฟัง
คาพิพากษาศาลฎีกาในโอกาสต่อไป
374
ฎีกำท่ี ๕๑๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๕ การที่จะนาโทษจาคกุ ท่ีรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน
มาบวกเข้ากบั โทษจาคกุ ของจาเลยในคดีหลงั ตาม ป.อ. มาตรา ๕๘ นนั้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีความ
ปรากฏแก่ศาลเองหรือปรากฏตามคาแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานก็ตาม จะต้องปรากฏ
ข้อเท็จจริงเป็นยตุ ิว่าจาเลยยอมรับหรือไม่คดั ค้านในข้อท่ีเคยต้องคาพิพากษาถึงท่ีสดุ ให้ลงโทษ
จาคกุ ในคดกี ่อน และโทษจาคกุ นนั้ ศาลให้รอการลงโทษไว้ ศาลจงึ จะนาโทษจาคุกท่ีรอการลงโทษ
ไว้ในคดกี อ่ นมาบวกเข้ากบั โทษจาคกุ ในคดีหลงั ได้
คดีนีจ้ าเลยให้การวา่ "ให้การรับสารภาพตลอดข้อหา" เป็นเพียงการยอมรับว่ากระทาผิด
ตามฟ้องเท่านนั้ มิได้ยอมรับวา่ เคยต้องโทษถึงท่ีสดุ ในคดีก่อนตามท่ีโจทก์อ้างมาในคาฟอ้ ง ที่ศาล
ชนั้ ต้นนาโทษจาคกุ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากบั โทษในคดีนีจ้ ึงไม่ถกู ต้อง แตก่ ารท่ี
จาเลยบรรยายในคาฟ้องอุทธรณ์ว่า "เม่ือจาเลยต้องคาพิพากษาในคดีก่อนและศาลอทุ ธรณ์รอ
การลงโทษ" และในตอนท้ายอทุ ธรณ์ยงั ยอมรับอย่างชดั แจ้งวา่ ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาเลยใน
สถานเบาและนาโทษที่ศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๗๖๐๘/๒๕๔๓ ที่ศาลรอการ
ลงโทษมาบวกเข้ากบั คดีนี ้ถือได้ว่าความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์คดีนีแ้ ละจาเลยยอมรับในข้อที่
เคยต้องคาพิพากษาถึงท่ีสดุ ในคดีอาญาของศาลชนั้ ต้น และศาลอทุ ธรณ์ คดีดงั กล่าวพิพากษาให้
รอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๗๖๐๘/๒๕๔๓ แล้ว ดงั นนั้ ศาลอทุ ธรณ์จงึ นาโทษ
จาคกุ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากบั โทษในคดีนีไ้ ด้
ฎีกำท่ี ๒๑๖๐/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๓๗ จาเลยย่ืนคาให้การว่าขอให้การรับสารภาพ
ทกุ ข้อหาของโจทก์ แม้มิได้ระบดุ ้วยวา่ ให้การรับว่าเคยต้องคาพิพากษาถึงท่ีสดุ ในคดีก่อนที่โจทก์
อ้างขอให้บวกโทษมาในฟ้อง และโจทก์ไม่ได้นาสืบให้ปรากฏความในเร่ืองนีก้ ็ตาม แต่ตาม
คาแก้ฎีกาของจาเลยรับว่าจาเลยกระทาความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๖๕๖๐/๒๕๔๕
ของศาลจงั หวดั นครปฐมและเป็นบคุ คลเดียวกับจาเลยในคดีดงั กล่าว อนั เป็นการยอมรับวา่ เป็น
บคุ คลเดียวกับจาเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลจึงบวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี
๖๕๖๐/๒๕๔๕ ของศาลจงั หวดั นครปฐมเข้ากบั โทษในคดนี ีไ้ ด้
ฎีกำท่ี ๗๗๓๕/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๓๖ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บญั ญัติว่า เมื่อโจทก์
หรือทนายโจทก์และจาเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจาเลยจริง ให้อ่านและ
อธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง และถามวา่ ได้กระทาผิดจริงหรือไม่ จะให้การตอ่ ส้อู ย่างไรบ้าง คาให้การ
ของจาเลยให้จดไว้ ถ้าจาเลยไมย่ อมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดาเนินการพิจารณาตอ่ ไป
ดงั นี ้ศาลชนั้ ต้นจงึ มีหน้าท่ีอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังและถามวา่ จาเลยกระทาความผดิ จริง
375
หรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานร่วมกัน
ลกั ทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหน่ึง ศาลชนั้ ต้นอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชนั้ ต้นก็ต้องสอบถามจาเลยให้ชดั เจนว่าจะให้การรับสารภาพ
ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือข้อหารับของโจร แล้วจึงพิพากษาลงโทษจาเลยในข้อหาที่จาเลย
ให้ การรับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลชัน้ ต้ นมิได้ สอบถามคาให้ การของจาเลยให้ ชัดเจน
กลบั พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์โดยไม่ปรากฏแนช่ ดั วา่ จาเลยให้การ
รับสารภาพในข้อหาดงั กล่าว จึงเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบและมีผลให้กระบวน
พิจารณาต่อไป ตลอดจนคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกา
พิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ ให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตงั้ แต่
สอบคาให้การจาเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหมต่ ามรูปคดี
ข้อสังเกต เดิมฎีกาที่ ๒๙๘๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๔, ที่ ๑๘๒๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๕๔ และ
ที่ ๑๗๙๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๒ วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจาเลยในความผิดฐานใดฐาน
หนึ่งเท่านนั้ การที่จาเลยใหก้ ารว่ารับสารภาพตามฟอ้ งจึงเป็นคารับสารภาพที่ไม่อาจรับฟังไดว้ ่า
จาเลยกระทาความผิดในฐานใด โจทก์ต้องนาพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่า จาเลยกระทา
ความผิดในฐานใดฐานหน่ึง แต่โจทก์มิได้สืบพยานใหไ้ ด้ความเช่นนนั้ คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจาเลย
กระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับรองโจร เมื่อคาให้การของจาเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่า
จาเลยกระทาผิดในข้อหาลกั ทรพั ย์หรือรับของโจร ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจาเลยไม่ได้
แต่คดีนี้ศาลฎีกาวางหลกั ใหม่ว่าศาลชนั้ ต้นต้องสอบถามจาเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การ
รับสารภาพในข้อหาลกั ทรพั ย์หรือข้อหารบั ของโจร แลว้ จึงพิพากษาลงโทษจาเลยในขอ้ หาทีจ่ าเลย
ให้การรับสารภาพดังกล่าว เมื่อศาลช้ันต้นมิได้สอบถามคาให้การของจาเลยให้ชัดเจน กลับ
พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์โดยไม่ปรากฏแน่ชดั ว่าจาเลยให้การรับสารภาพ
ในข้อหาดงั กล่าว จึงเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณา
ต่อไป ตลอดจนคาพิพากษาศาลช้ันต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาพิพากษา
ยกคาพิพากษาศาลช้นั ต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตง้ั แต่สอบ
คาใหก้ ารจาเลยใหม่ แลว้ พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ฎีกำท่ี ๑๐๐๗๓/๒๕๕๘ ฎ.๑๖๔๓ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บญั ญัติว่า เมื่อ
โจทก์หรือทนายโจทก์และจาเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเช่ือว่าเป็นจาเลยจริง ให้อ่านและ
อธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง และถามวา่ ได้กระทาผิดจริงหรือไม่ จะให้การตอ่ ส้อู ย่างไรบ้าง คาให้การ
376
ของจาเลยให้จดไว้ ถ้าจาเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดาเนินการพิจารณาตอ่ ไป
คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานนาของเข้ามาในราชอาณาจกั รโดยหลีกเล่ียง
อากร และฐานมีพืชกระทอ่ มไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย เม่ือศาลชนั้ ต้นอา่ นและอธิบายฟ้องให้
จาเลยฟังแล้ว ต้องสอบถามจาเลยด้วยว่าจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานนาของเข้ามาใน
ราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย แล้ว
พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานดงั กล่าว เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพในข้อหานารถยนต์
เข้ามาในราชอาณาจกั รโดยหลีกเลี่ยงอากร การท่ีศาลชนั้ ต้นมิได้สอบถามคาให้การของจาเลยให้
ชดั แจ้งในข้อหาเก่ียวกบั พืชกระท่อม กลบั พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานมีพืชกระทอ่ มไว้
ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายด้วยโดยไม่ปรากฏวา่ จาเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดงั กลา่ ว
จึงเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบและมีผลให้ กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคา
พพิ ากษาศาลชนั้ ต้นท่ีลงโทษจาเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมในครอบครองเพื่อจาหนา่ ย และ
คาพิ พ าก ษ าศาลอุทธรณ์ ท่ี ยกฟ้ องโจทก์ ใน ความผิดฐานมี พื ชกระท่อมไว้ ในครอบ ครองเพ่ื อ
จาหน่าย ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาพิพากษายกคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นและคาพิพากษาศาล
อุทธรณ์ ให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตัง้ แต่สอบคาให้การจาเลยในความผิดฐาน
ดงั กลา่ วใหม่ แล้วพิพากษาเฉพาะความผดิ ฐานดงั กลา่ วใหมต่ ามรูปคดี
คดีท่มี ีอัตรำโทษอย่ำงต่ำจำคุกตงั้ แต่ห้ำปี ขนึ้ ไปหรือโทษสถำนท่หี นักกว่ำนัน้
แม้จำเลยให้กำรรับสำรภำพ แต่ศำลต้องฟังพยำนหลักฐำน
จนกว่ำจะพอใจว่ำจำเลยกระทำควำมผิด
ฎีกำท่ี ๓๐๗๓/๒๕๕๕ ฎ.๕๙๘ พยานหลกั ฐานที่โจทก์นาสืบประกอบคารับสารภาพของ
จาเลยในคดีความผิดท่ีกฎหมายกาหนดอตั ราโทษอย่างต่าไว้ให้จาคกุ ตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไปหรือโทษ
สถานที่หนักกว่านนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ ไม่จาต้องได้ความชดั แจ้งโดยปราศจากข้อสงสัย
ตามมาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ดงั เช่นในคดีที่จาเลยให้การปฏิเสธในชนั้ พิจารณา เพียงแตป่ ระกอบ
คาให้การรับสารภาพของจาเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจาเลยได้กระทาความผิดจริง ก็เป็นการ
เพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจาเลยโดยอาศยั พยานหลกั ฐานนนั้ เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่
นาสืบพยานหลกั ฐานให้เหน็ เค้ามลู เพื่อประกอบคารับสารภาพของจาเลย
ฎีกำท่ี ๓๕๙๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๘๔ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทัง้ สองโดยมีเจตนาฆ่า
ร่วมกนั ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายทงั้ สอง ๑ นดั จาเลยทงั้ สองลงมือกระทาความผิดไปตลอดแล้ว แต่
377
การกระทาไม่บรรลุผลเน่ืองจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสาคญั ของผู้เสียหายทงั้ สอง ผู้เสียหาย
ทงั้ สองจงึ ไม่ถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๘๓
และจาเลยทงั้ สองให้การรับสารภาพ โจทก์มีหน้าท่ีต้องนาพยานหลกั ฐานมาสืบประกอบคาให้การ
รับสารภาพ เพ่ือพิสจู น์ว่าจาเลยทงั้ สองได้ร่วมกนั กระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่นตามฟ้อง
และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจาเลยทัง้ สองร่วมกันกระทา
ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริงจึงจะลงโทษได้ เม่ือศาลชัน้ ต้นพิจารณาพยาน
หลกั ฐานที่โจทก์นาสืบและพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานร่วมกันพยายามฆ่าผ้อู ่ืนตามฟ้อง
และจาเลยทงั้ สองอุทธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยทงั้ สองเป็นความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่า
ผ้อู ่ืนโดยไม่สามารถบรรลผุ ลได้อยา่ งแนแ่ ท้ เพราะเหตปุ ัจจยั ที่ใช้ในการกระทาความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๘๑ โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ท่ีนาสืบว่า อาวุธปืนที่ใช้ยิง
ผ้เู สียหายทงั้ สองไมม่ ีอานภุ าพร้ายแรงพอท่ีจะทาอนั ตรายให้แก่ผ้เู สียหายทงั้ สองถึงแก่ความตาย
ได้โดยแน่แท้ เท่ากับอ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงชอบท่ีจะต้องวินิจฉัยปัญหา
ดงั กล่าว เม่ือศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยปัญหานัน้ คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบ แต่เม่ือจาเลย
ทงั้ สองฎีกาปัญหาดงั กลา่ วมาแล้ว ศาลฎีกาจงึ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนีต้ ามฎีกาของจาเลย
ทงั้ สองโดยไมต่ ้องย้อนสานวนไปให้ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาใหม่
ฎีกำท่ี ๑๕๕๐๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑๘ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธ
ปืนยิงผู้เสียหาย ๓ นัด จาเลยลงมือกระทาความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผล
เน่ื องจากกระสุนปื นไม่ถูกอวัยวะสาคัญ ของ ร่ างกายและแพทย์ รักษาบาดแผลผ้ ูเสียหายได้
ทนั ทว่ งทีผ้เู สียหายจงึ ไมถ่ ึงแก่ความตายเพียงแตไ่ ด้รับอนั ตรายแก่กาย อนั เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ ซึง่ ต้องระวางโทษจาคกุ ตงั้ แต่ ๑๐ ปี ถึง ๑๓ ปี ๔ เดือน จาคกุ
๓๓ ปี ๔ เดือน หรือจาคุกตลอดชีวิต จาเลยให้การรับสารภาพ โจทก์มีหน้าท่ีต้องนาพยาน
หลกั ฐานมาสืบประกอบคาให้การรับสารภาพเพ่ือพสิ จู น์วา่ จาเลยได้กระทาความผดิ ฐานพยายาม
ฆ่าผ้อู ื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลกั ฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จาเลยกระทา
ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชัน้ ต้นพิจารณาพยาน
หลักฐานที่โจทก์นาสืบและพิพากษาลงโทษจาเลยฐานพยายามฆ่าผ้ ูอื่นตามฟ้องและ จาเลย
อทุ ธรณ์ทานองวา่ จาเลยไม่มีเจตนาฆ่าผ้เู สียหาย โดยอ้างว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลกั ฐานของ
โจทก์ท่ีนาสืบฟังไม่ได้ว่า จาเลยมีเจตนาฆ่าผ้เู สียหายตามฟ้องเท่ากบั อ้างว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง
จึงมิใช่เป็นการอทุ ธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขดั กับคาให้การรับสารภาพของจาเลย หรือเป็นการ
378
ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชนั้ อทุ ธรณ์ ซ่ึงจะเป็นข้อท่ีมิได้ยกขึน้ ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้น
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ศาลอทุ ธรณ์จึงชอบท่ีจะต้อง
วนิ จิ ฉยั ปัญหาดงั กลา่ วให้
ฎีกำท่ี ๓๗๐๑/๒๕๕๘ ฎ.๒๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก ต้องระวางโทษจาคกุ ตงั้ แตส่ ิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตงั้ แตส่ ามหม่ืนบาท
ถงึ ส่ีหมื่นบาท หรือจาคกุ ตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพ โจทก์มีหน้าที่
ต้องนาพยานหลกั ฐานมาสืบประกอบคาให้การรับสารภาพเพื่อพิสจู น์วา่ จาเลยได้กระทาความผิด
ฐานเพื่อให้ได้มาซงึ่ คา่ ไถ่ตามฟอ้ ง และศาลจะต้องฟังพยานหลกั ฐานของโจทก์จนกวา่ จะพอใจวา่
จาเลยกระทาความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ตามฟ้องจริงจึงจะลงโทษได้ เมื่ อศาลชัน้ ต้น
พิจารณาพยานหลกั ฐานท่ีโจทก์นาสืบและพิพากษาลงโทษจาเลยฐานเพ่ือให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ตาม
ฟ้อง จาเลยอุทธรณ์ว่า จาเลยไม่มีเจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เท่ากับอ้างว่าข้อเท็จจริงตาม
พยานหลักฐานของโจทก์ ท่ี นาสืบฟั งไม่ได้ ว่าจาเลยกระทาความผิด ฐานเพ่ื อให้ ได้ มาซ่ึงค่าไถ่
มิใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ในชัน้ อุทธรณ์ ซ่ึงจะเป็นข้อท่ีมิได้ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ในศาลชนั้ ต้นตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่งึ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ การท่ีศาลอทุ ธรณ์
ไมว่ ินิจฉยั อทุ ธรณ์ของจาเลยจงึ ไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๒๘๐๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๘๔ จาเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยาน
ประกอบคารับสารภาพของจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ ศาลชนั้ ต้นฟังพยานโจทก์วา่ จาเลย
ร่วมกับพวกข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง และพิพากษา
ลงโทษจาเลยตามฟ้อง จาเลยอทุ ธรณ์โต้แย้งคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเพียงว่า ผ้เู สียหายมีส่วนร่วม
ในความผิดท่ีเกิดขนึ ้ จงึ ไมเ่ ป็นผ้เู สียหายตามกฎหมาย กบั ขอให้รอการลงโทษให้แก่จาเลยโดยมิได้
อุทธรณ์โต้แย้งว่าพยานหลกั ฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทาชาเรา
ผ้เู สียหายอนั มีลกั ษณะเป็นการโทรมหญิงแตป่ ระการใด ข้อเท็จจริงจึงยตุ ิไปตามคาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้น ฎีกาของจาเลยที่วา่ โจทก์ไม่มีประจกั ษ์พยานที่สามารถยืนยนั ได้ว่าจาเลยร่วมกันกระทา
ความผิด ผ้เู สียหายปรักปราจาเลย ทาให้มีเหตสุ งสยั จึงเช่ือได้ไม่สนิทใจวา่ จาเลยกระทาความผิด
ตามฟ้องนนั้ เป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซง่ึ ยตุ ไิ ปในศาลชนั้ ต้นขนึ ้ มาโต้เถียงใหมใ่ นชนั้ ฎีกา จงึ
เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลอทุ ธรณ์ ไมช่ อบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหนึง่ (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
379
อนญุ าตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชนั้ ต้นสงั่ รับฎีกาของจาเลยไว้เป็นการไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลชน้ั ต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพของ
จาเลย แล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง จาเลยอุทธรณ์เพียงว่า ผู้เสียหาย
มีส่วนร่วมในความผิดจึงไม่เป็ นผู้เสียหาย กับขอให้รอการลงโทษให้แก่จาเลยโดยมิได้อทุ ธรณ์
โต้แยง้ ว่าพยานหลกั ฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกบั พวกร่วมกนั ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหาย
อนั มีลกั ษณะเป็ นการโทรมหญิงแต่ประการใด ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลช้ันต้น
หากจาเลยอุทธรณ์ว่า "พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิด" ศาลอทุ ธรณ์พิจารณา
แลว้ เห็นว่าพยานโจทก์รับฟังไดว้ ่าจาเลยกระทาความผิด จาเลยฎีกาต่อมาว่า "พยานโจทก์รับฟัง
ไม่ไดว้ ่าจาเลยกระทาความผิด" จาเลยฎีกาได้ (ฎีกาที่ ๑๔๗๕/๒๕๕๐)
แต่ถ้าจาเลยฎีกาว่า "ไม่ได้กระทาความผิด" แม้ในชนั้ อทุ ธรณ์จาเลยจะอทุ ธรณ์ว่า "ไม่ได้
กระทาความผิด" จะถือว่าเป็นอทุ ธรณ์ฎีกาที่ขดั กบั คารับสารภาพของจาเลย เป็นข้อที่ไม่ได้ยกข้ึน
ว่ากนั มาแลว้ โดยชอบในศาลชนั้ ตน้ (ฎีกาที่ ๕๕๒๑/๒๕๔๘)
การอทุ ธรณ์ฎีกาว่า "พยานโจทก์รับฟังไม่ไดว้ ่าจาเลยกระทาความผิด" กบั อทุ ธรณ์ฎีกาว่า
"จาเลยไม่ไดก้ ระทาความผิด" มีผลในทางกฎหมายแตกต่างกนั
ฎีกำท่ี ๑๘๒๕/๒๕๕๗ ฎ.๔๑๖ จาเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชนั้ ต้นลงโทษ
จาเลยที่ ๑ ประหารชีวิต จาเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ลดโทษให้ก่ึงหนงึ่ ตาม ป.อ. มาตรา
๗๘ จาเลยท่ี ๑ จะกลบั มาฎีกาว่ามไิ ด้กระทาผดิ หาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเทจ็ จริงท่ีจาเลย
ท่ี ๑ ให้การรับสารภาพแล้ว ทงั้ ยงั เป็นการยกข้อเท็จจริงขึน้ ใหม่ในชนั้ ฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาท่ีมิได้
ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึง่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๐๔๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๒๔๐ , ๒๔๔ และ ๓๔๑ เมื่อปรากฏว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๐ มีอตั ราโทษอย่างต่า
จาคุกตัง้ แต่ห้าปีขึน้ ไป โจทก์จึงต้องสืบพยานประกอบคารับสารภาพของจาเลยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๗๖ แตค่ ดีนีจ้ าเลยให้การรับสารภาพและโจทก์จาเลยแถลงไมต่ ดิ ใจสืบพยาน ดงั นี ้ศาล
ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดงั กล่าว แตค่ วามผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๔ และ ๓๔๑
ไม่ใช่คดีท่ีมีอตั ราโทษอย่างต่าจาคกุ ตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไป ศาลไม่จาต้องฟังพยานหลกั ฐานของโจทก์
เสียก่อน จงึ ลงโทษจาเลยในบทมาตราดงั กลา่ วได้
เม่ือปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นว่า จาเลยให้การรับสารภาพ
โจทก์และจาเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชัน้ ต้ นจึงให้ รอฟั งคาพิพากษาและได้ อ่าน
380
คาพพิ ากษาให้โจทก์จาเลยฟังในวนั นัน้ เอง โดยโจทก์จาเลยได้ลงลายมือช่ือไว้ในรายงานกระบวน
พิจารณาดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าการท่ีจาเลยให้การรับสารภาพแล้วโจทก์จะต้อง
สืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพของจาเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๔๐ ดงั กล่าว
โจทก์ก็ชอบที่จะคดั ค้านหรือแถลงขอสืบพยานโจทก์ตอ่ ไป เม่ือโจทก์แถลงไมต่ ิดใจสืบพยาน โจทก์
จึงไม่มีพยานหลกั ฐานท่ีจะให้ศาลฟังลงโทษจาเลยในบทมาตราดงั กล่าวได้ ศาลชนั้ ต้นดาเนิน
กระบวนพิจารณาชอบแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุท่ีจะย้อนสานวนไปให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวน
พิจารณาใหมต่ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๘
ฎีกำท่ี ๔๕๒๖/๒๕๕๙ โจทก์ไม่ได้นาสืบให้เห็นวา่ องค์เทพเจ้ากิมอ้วงเอี๊ยะ องค์เทพเจ้า
เตียงง่วยสว่ ย องค์เทพซาไซส่วยพร้อมอปุ กรณ์เป็นวตั ถใุ นทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะ
เหตใุ ด และมีความเก่ียวข้องกับทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะเหตใุ ด อย่างไร จึงรับฟัง
ไม่ได้ว่าองค์เทพเจ้าทัง้ สามองค์พร้ อมอุปกรณ์ เป็นวัตถุในทางศาสนา แม้จาเลยท่ี ๑ ให้การ
รับสารภาพในความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง แตค่ วามผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตฉุ กรรจ์ ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสาม กฎหมายกาหนดอตั ราโทษอยา่ งต่าไว้ให้จาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขนึ ้ ไป ศาล
ต้องฟังพยานหลกั ฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจาเลยท่ี ๑ ได้กระทาผิดจริงจึงจะลงโทษได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า องค์เทพเจ้าทงั้ สามพร้อมอุปกรณ์
เป็นวตั ถใุ นทางศาสนาแล้ว ย่อมไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุ
ฉกรรจ์ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสาม ได้
ข้อสังเกต ในระบบของศาลฎีกาไม่มีย่อยาว เมื่อพิจารณาแล้วคดีนี้น่าจะลงโทษตามมาตรา
๓๕๗ วรรคแรกได้
คดที ่มี ีอัตรำโทษขัน้ ต่ำจำคุกไม่ถงึ ห้ำปี
จำเลยให้กำรรับสำรภำพข้อเทจ็ จริงรับฟังยตุ ิว่ำกระทำผิดตำมฟ้อง
ฎีกำท่ี ๑๒๖๘๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๓๗๓ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยลกั สร้อยคอทองคาหนกั
๓ บาท ๑ เส้ น พ ร้ อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร ๑ องค์ ของ อ. ผู้เสียหายไป โดยใช้
รถจกั รยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทาผิด การพาทรัพย์นนั้ ไป และเพื่อให้พ้น
การจบั กมุ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ ซ่ึงข้อหาความผิดตามฟ้องมิใชเ่ ป็นคดี
ท่ีมีอตั ราโทษอย่างต่าจาคุกตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนกั กว่านัน้ เมื่อศาลชัน้ ต้นสอบ
คาให้การ และจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชนั้ ต้นย่อมพิพากษาโดย
381
ไม่สืบพยานหลกั ฐานตอ่ ไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็น
ยตุ ิได้ว่า จาเลยกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์โดยใช้รถจกั รยานยนต์เป็นยานพาหนะเพ่ือสะดวก
แก่การกระทาผิด การพาทรัพย์นนั้ ไปและเพื่อให้พ้นการจบั กมุ ศาลอทุ ธรณ์จะยกเอาข้อเท็จจริง
ตามคาร้องขอฝากขงั ผ้ตู ้องหาครัง้ ท่ี ๑ ลงวนั ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๗ มาฟังวา่ จาเลยใช้ยานพาหนะ
ในการเดินทางไปมาเทา่ นนั้ มิใช่ใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์นนั้
ไปมาเป็นเหตยุ กฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ หาได้ไม่
ฎีกำท่ี ๑๕๖๖๗/๒๕๕๘ ฎ.๓๔๗๔ แม้รายงานผลการตรวจชนั สตู รบาดแผลของแพทย์
เอกสารท้ ายฟ้องระบุว่า การบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้ เวลารักษา ๒ สัปดาห์ หากไม่มี
ภาวะแทรกซ้อนก็ตาม แตก่ ็เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ท่ีทาไว้ขณะตรวจรักษาบาดแผลของ
ผู้เสียหายเท่านัน้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทาของจาเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับ
อนั ตรายสาหสั ต้องทุพพลภาพป่ วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติ
ไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) แล้ว ดงั นี ้เมื่อ
จาเลยให้การรับสารภาพและความผิดดงั กล่าวมิใช่เป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษอย่างต่าจาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปี
ขึน้ ไปหรือโทษสถานที่หนกั กว่านัน้ ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจาเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบ
พยานหลกั ฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า
การกระทาของจาเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสและลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๒๙๗ (๘) ได้
ข้อสังเกต ถา้ ศาลชน้ั ตน้ สงสยั ว่าผูเ้ สียหายไม่ได้รับอนั ตรายสาหสั ศาลชน้ั ต้นต้องสงั่ ใหโ้ จทก์นา
พยานเข้าสืบเพือ่ ให้หายสงสยั เพราะจะไม่เป็นธรรมกบั โจทก์เลยที่ศาลสงสยั แล้วตดั สินคดีโดย
ไม่บอกโจทก์ทง้ั ที่จาเลยให้การรับสารภาพแล้ว เพราะรายงานผลการตรวจชนั สูตรบาดแผลของ
แพทย์เป็ นเพียงความเห็นเท่านัน้ ความจริงผู้เสียหายอาจป่ วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและ
ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ไดเ้ กินกว่ายี่สิบวนั ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๗ (๘) แลว้ ก็ได้ ถา้ ศาลชนั้ ตน้ สงสยั และแจ้งโจทก์แลว้ โจทก์ก็ยงั แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาล
ชนั้ ตน้ จะลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๙๕ ก็ได้ เพราะศาลใหโ้ อกาสโจทก์สืบพยานแลว้ เมื่อโจทก์
ไม่สืบพยาน ศาลก็ฟังตามใบรับรองแพทย์ซึ่งเป็นเอกสารของโจทก์ทีแ่ นบมาทา้ ยฟอ้ ง
ฎีกานี้ผู้แต่งเห็นว่าไม่น่ากลับฎีกาที่ ๒๑๑๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๓ ซึ่งวินิจฉัยว่า
โจทก์ฟ้องว่าจาเลยมีอาวธุ ปื นไม่มีทะเบียนฯ แต่ตามรายงานการตรวจพิสูจน์อาวธุ ปื นของกลาง
ปรากฏว่า มีรอยขูดลบเครื่องหมายทะเบียนอาวธุ ปื นของกลางและตรวจพบเครื่องหมายทะเบียน
เดิมเป็น ปจ.๘/๗๙๑๙ จึงถือว่าอาวธุ ปื นของกลางเป็นอาวธุ ปื นทีม่ ีทะเบียนทีเ่ ป็นของผูอ้ ื่นซึ่งไดร้ ับ
382
ใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่ศาลชน้ั ต้นปรับบทลงโทษจาเลยฐานมีอาวธุ ปื นไม่มี
เครื่องหมายทะเบียนจึงไม่ชอบ กรณีต้องปรับบทฐานมีอาวธุ ปื นที่มีทะเบียนของผูอ้ ื่นโดยไม่ไดร้ ับ
ใบอนุญาต แม้จาเลยให้การรับสารภาพและศาลสามารถพิพากษาลงโทษโดยไม่ต้องสืบพยาน
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ แต่ก็ฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จาเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและ
ใช้อาวุธปื น ผู้แต่งเห็นว่าฎีกาที่ ๑๕๖๖๗/๒๕๕๘ ไม่น่าจะกลบั ฎีกาที่ ๒๑๑๒/๒๕๕๔ เพราะ
รายงานผลการตรวจชนั สูตรบาดแผลของแพทย์เป็นเพียงความเห็นของแพทย์เท่านน้ั ความจริง
ผู้เสียหายอาจป่ วยเจ็บต่างจากความเห็นแพทย์ได้โดยโจทก์อาจนาผู้เสียหายมาสืบแล้วต่างกบั
ความเห็นแพทย์ได้ ส่วนรายงานการตรวจพิสูจน์อาวธุ ปื นของกลาง เป็นความเห็นทีโ่ จทก์จะนาสืบ
ให้เห็นเป็นอย่างอื่นคงจะไม่ได้ เพราะการจะพิสูจน์ว่าเป็นปื นไม่มีทะเบียนหรือมีทะเบียนตอ้ งสืบ
ด้วยพยานผู้ตรวจพิสูจน์อาวธุ ปื นของกลาง แต่คงต้องรอฟังว่าถ้ามีคดีที่ข้อเท็จจริงตรงตามฎีกาที่
๒๑๑๒/๒๕๕๔ ศาลฎีกาจะวินิจฉยั อย่างไร เวลาอ่านหนงั สือแล้วมีความเห็นที่น่าสงสยั อย่าเชื่อ
ใครต้องคิดเองด้วย แต่ถ้าออกข้อสอบน่าจะออกให้ข้อเท็จจริงตรงตามฎีกาใหม่ เพื่อไม่ให้เกิด
ข้อโตแ้ ย้งเรื่องธงคาตอบ นี่คือกติกาของการสอบเนติฯ หรือสอบผู้ช่วยผูพ้ ิพากษา ตอ้ งตอบตาม
ฎีกา
ฎีกำท่ี ๕๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๒ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชดั เจนวา่ จาเลยที่ ๑ ร่วมกบั
พวกลักทรัพย์ในเคหสถานเวลากลางคืน โดยทาอันตรายสิ่งกีดกัน้ สาหรับค้มุ ครองบุคคลและ
ทรัพย์อันเป็นการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๓) (๗) (๘) วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๘๓ ซ่ึงข้อหาความผิดตามฟ้องมิใชเ่ ป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษอย่างต่าจาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขนึ ้ ไปหรือ
โทษสถานท่ีหนกั กวา่ นนั้ เม่ือศาลชนั้ ต้นสอบคาให้การและจาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ของโจทก์ในข้อหานี ้ ศาลชัน้ ต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๗๖ วรรคหนง่ึ และข้อเท็จจริงยอ่ มรับฟังเป็นยตุ ไิ ด้วา่ จาเลยท่ี ๑ ร่วมกบั พวกลกั ทรัพย์ใน
เคหสถานเวลากลางคืน โดยทาอันตรายสิ่งกีดกัน้ สาหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ ฎีกาของ
จาเลยที่ ๑ ท่ีวา่ บริเวณที่ติดห้องพกั ของผ้เู สียหายมีประชาชนทว่ั ไปเข้าไปใช้ที่บริเวณนนั้ ได้ ไม่ใช่
เคหสถาน จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจาเลยท่ี ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๘๓ ได้นนั้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพ่ือนาไปส่กู ารวนิ ิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จงึ เป็น
ข้อเท็จจริงท่ีมิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ ทงั้ ยงั เป็นการโต้เถียง
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจากท่ีจาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพ เป็นฎีกาท่ีมิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั
383
ฎีกำท่ี ๓๕๗๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๙๕ โจทก์บรรยายฟ้องระบไุ ว้อย่างชดั เจนว่า ขณะ
เกิดเหตจุ าเลยกระทาอนาจารแก่ผ้เู สียหายซึ่งเป็นเด็กอายยุ งั ไม่เกิน ๑๕ ปี โดยจาเลยเอาอวยั วะ
เพศของจาเลยถูไถบริเวณอวยั วะเพศของผ้เู สียหาย และใช้มือลบู คลาอวยั วะเพศของผ้เู สียหาย
หลายครัง้ อันเป็นการกระทาอนาจารโดยผ้เู สียหายอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขดั ขืนได้ตาม ป.อ.
มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จาเลย
กระทาอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็ นเด็กอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะท่ี
ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง
ท่ีจาเลยฎีกาวา่ เป็นการกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก เป็นข้อท่ีมิได้ยกขึน้ ว่า
กนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง
(เดมิ ) (ปัจจบุ นั คอื ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๓๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๔๑ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิดฐานกระทา
ชาเราเด็กหญิงอายยุ งั ไมเ่ กิน ๑๕ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก กาหนดอตั ราโทษอย่างต่า
ไว้ให้จาคกุ ตงั้ แต่ ๔ ปีขึน้ ไปจานวน ๔ กรรม เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่
เป็นสาระสาคญั อนั เป็นองค์ประกอบของความผิดดงั กลา่ ว รวมทงั้ การกระทาความผิดของจาเลย
จะเป็นจานวนที่กรรมก็ต้องรับฟังเป็นยุติดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอานาจพิพากษา
ลงโทษได้ โดยไม่ต้องฟังพยานโจทก์ท่ีต้องนาสืบประกอบคารับสารภาพในความผิดฐานดงั กล่าว
ก่อนแตอ่ ยา่ งใด
คดที ่มี ีอัตรำโทษขัน้ ต่ำจำคุกไม่ถงึ ห้ำปี แม้จำเลยให้กำรรับสำรภำพ
แต่ปรำกฏข้อเทจ็ จริงว่ำกำรกระทำของจำเลยไม่เป็ นควำมผิด
ศำลยกฟ้องได้ตำมมำตรำ ๑๘๕
ฎีกำท่ี ๑๐๕๔๗/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๑๘ ข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นศพตาม ป.อ. มาตรา
๑๙๙ มีระวางโทษจาคกุ ไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไมเ่ กินสองพนั บาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ จึงเป็นคดีท่ีมี
ข้อหาในความผิดซึ่งกฎหมายกาหนดอตั ราโทษอย่างต่าจาคกุ ไม่เกินห้าปี ถ้าจาเลยที่ ๑ ให้การ
รับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๗๖ วรรคหนึ่ง แตก่ ็มีอานาจที่จะฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจวา่ จาเลยท่ี ๑ กระทาผิดจริงได้
หาจาต้องรับฟังเป็นเดด็ ขาดตามคารับสารภาพของจาเลยท่ี ๑ ไม่ เม่ือทางพจิ ารณาซงึ่ ศาลยงั ต้อง
สืบพยานข้อหาปล้นทรัพย์ ได้ความว่าคนร้ายร่วมกนั ปล้นทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผ้ตู ายถึงแก่ความตาย
384
แล้วเอาศพไปซ่อนไว้เป็นการกระทาต่อเน่ืองกัน แต่พยานหลกั ฐานของโจทก์ไม่พอให้รับฟังได้
โดยปราศจากสงสยั วา่ จาเลยท่ี ๑ มีสว่ นร่วมในการปล้นทรัพย์ผ้ตู ายและซอ่ นเร้นศพผ้ตู ายอยา่ งไร
พยานหลกั ฐานของโจทก์จงึ ยงั ไมเ่ ป็นที่พอใจแก่ศาลวา่ จาเลยที่ ๑ กระทาความผิดตามฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๔๔๑๙-๔๔๒๐/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕ แม้คดีในส่วนของจาเลยท่ี ๒ ในแต่ละ
ฐานความผิดไม่ได้กาหนดอตั ราโทษขนั้ ต่าไว้ให้จาคกุ ตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนกั กว่า
นนั้ ซึง่ ศาลจะพิพากษาคดีไปโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรค
หน่ึง ก็ตาม แตบ่ ทบญั ญัติดงั กล่าวไม่ได้บงั คบั ว่าศาลจะต้องพิพากษาคดีไปตามคารับสารภาพ
ของจาเลยโดยไม่จาต้องฟังพยานหลกั ฐานของโจทก์เสมอไปไม่ เพราะในคดอี าญาเป็นหน้าที่ของ
โจทก์ที่จะต้องนาพยานหลกั ฐานเข้าสืบเพ่ือพิสูจน์ความผิดของจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๔
คดีนีเ้ ป็นคดีแพ่งท่ีเกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญา และโจทก์ร่วมทงั้ สามขอให้บงั คบั จาเลยที่ ๒ ร่วมใช้
คา่ สนิ ไหมทดแทนให้แกโ่ จทก์ร่วมทงั้ สาม ซงึ่ ศาลชนั้ ต้นเหน็ วา่ จาเป็นต้องสืบพยานโจทก์และโจทก์
ร่วมทงั้ สามต่อไป เพ่ือพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทาของจาเลยที่ ๒
ประกอบการกาหนดคา่ สินไหมทดแทน ซึ่งพยานหลกั ฐานท่ีนาสืบคดีในส่วนแพง่ ยอ่ มเก่ียวพนั กบั
คดีในส่วนอาญา ดังนัน้ หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่ได้กระทาความผิด ศาลย่อม
ไมอ่ าจลงโทษจาเลยที่ ๒ ได้ และต้องพิพากษายกฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๒๒๖๓/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๖ จาเลยนากระเป๋ าสะพายของผ้เู สียหายจากหวั เตียงมาไว้
ท่ีปลายเตียงและค้นหาสิ่งของในกระเป๋ า ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจาเลยค้นหาอะไรและมีวัตถุประสงค์
อย่างไร โดยจาเลยบอกผู้เสียหายว่าค้นหาบุหรี่ เมื่อผู้เสียหายบอกว่าบุหร่ีอยู่ท่ีโต๊ะหลังบ้าน
จาเลยก็วางกระเป๋ าลงที่เตียงแล้วออกจากห้องไป โดยจาเลยเป็นเพ่ือนบ้านของผู้เสียหายรู้จัก
กนั ดีไปมาหาส่กู นั เป็นประจา การท่ีจาเลยค้นหาสิ่งของในกระเป๋ าสะพายของผ้เู สียหายอาจเป็น
เพียงการถือวิสาสะเน่ืองจากรู้จกั สนิทสนมกนั เม่ือไม่ปรากฏวา่ จาเลยเอาทรัพย์สินของผ้เู สียหาย
ไปโดยทุจริต จึงไม่เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ แม้จาเลยให้การรับสารภาพและมิได้อุทธรณ์ แต่
เม่ือข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิด ซึ่งเป็นปัญหา
ข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยกขึน้ วินิจฉัยและพิพากษา
ยกฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์เสียได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา
๑๙๕ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๒๑๑๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๓ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยมีอาวธุ ปืนไม่มีทะเบียนฯ แต่
ตามรายงานการตรวจพิสจู น์อาวธุ ปืนของกลางปรากฏวา่ มีรอยขดู ลบเคร่ืองหมายทะเบียนอาวธุ
385
ปืนของกลางและตรวจพบเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็น ปจ.๘/๗๙๑๙ จงึ ถือวา่ อาวธุ ปืนของกลาง
เป็นอาวธุ ปืนท่ีมีทะเบียนท่ีเป็นของผ้อู ่ืนซ่ึงได้รับใบอนญุ าตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การท่ีศาล
ชนั้ ต้นปรับบทลงโทษจาเลยฐานมีอาวธุ ปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนจงึ ไม่ชอบ กรณีต้องปรับบท
ฐานมีอาวธุ ปืนท่ีมีทะเบียนของผ้อู ื่นโดยไม่ได้รับใบอนญุ าต แม้จาเลยให้การรับสารภาพและศาล
สามารถพิพากษาลงโทษโดยไมต่ ้องสืบพยานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๖ แตก่ ็ฟังข้อเท็จจริงได้เพียง
ว่า จาเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ มีและใช้อาวุธปื น เม่ือคดีมีเหตุที่จาเลยรับโทษน้อยลงและ
ข้อแตกตา่ งดงั กลา่ วมิใชข่ ้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลยมิได้หลงข้อตอ่ สู้ เพราะองค์ประกอบความผิดนี ้
อย่ทู ่ีว่าจาเลยมีอาวธุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตจากนายทะเบียนท้องท่ีหรือไม่
เม่ือจาเลยรับวา่ มีอาวธุ ปืนโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจริง ศาลฎีกามีอานาจที่จะยกขนึ ้ วนิ ิจฉยั ได้เองและ
ลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕, ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะดูเปรียบเทียบกบั ฎีกาที่ ๑๕๖๖๗/๒๕๕๘ ในมาตรา ๑๗๖ และข้อสงั เกต
ในฎีกาดงั กล่าวหนา้ ๓๘๑
คำพพิ ำกษำและคำส่ัง
ข้อ ๕๙ คำถำม โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ปืนยิงที่ศีรษะนาย
โทโดยมีเจตนาฆ่า จนนายโทถึงแก่ความตาย จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฆ่านายโทเพราะได้รับจ้าง
มาจากจาเลยที่ ๓ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๕๙, ๘๓, ๘๔, ๒๘๙ ทางพิจารณาได้ความว่า
จาเลยท่ี ๑ ใช้ปืนยิงนายเอกโดยมีเจตนาฆ่า แตก่ ระสนุ ไมถ่ กู นายเอก กระสนุ ปืนพลาดไปถกู นาย
โทจนนายโทถึงแก่ความตาย จาเลยท่ี ๒ เป็นเพียงผ้สู นบั สนนุ โดยจาเลยที่ ๓ เป็นตวั การร่วมกับ
จาเลยที่ ๑ กระทาผิด
ให้วินิจฉัยว่า หากฟ้องชอบด้วยกฎหมายและจาเลยทัง้ สามมิได้หล งต่อสู้ ศาลจะ
พิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สามได้หรือไมเ่ พียงใด
คำตอบ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยที่ ๑ ใช้ปืนยงิ ที่ศรี ษะนายโทโดยมีเจตนาฆา่ จนนาย
โทถึงแก่ความตาย แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า จาเลยที่ ๑ ใช้ปืนยิงนายเอกโดยมีเจตนาฆ่า
แต่กระสุนไม่ถูกนายเอก กระสุนปืนพลาดไปถูกนายโทจนนายโทถึงแก่ความตาย ก็ไม่ถือว่ำ
ข้ อเท็จจริ งท่ีปรำกฏในกำรพิจำรณำแตกต่ ำงกับข้ อเท็จจริ งท่ีกล่ ำวในฟ้ องในข้ อสำระ
สำคัญอันจะเป็ นเหตุให้ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
386
อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๗๔๐/๒๕๕๕) เม่ือจำเลยท่ี ๑ มิได้หลงต่อสู้ ศำล
จงึ พพิ ำกษำลงโทษจำเลยท่ี ๑ ตำมท่พี จิ ำรณำได้ควำมได้
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยท่ี ๒ เป็นตวั การร่วมกบั จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิด แตท่ าง
พิจารณาได้ ความว่า จาเลยท่ี ๒ เป็ นเพียงผู้สนับสนุนจาเลยที่ ๑ กระทาผิด ก็ไม่ ถือว่ ำ
ข้ อเท็จจริ งท่ีปรำกฏในกำรพิจำรณำแตกต่ ำงกั บข้ อเท็จจริ งท่ีกล่ ำวในฟ้ องในข้ อสำระ
สำคัญอันจะเป็ นเหตุให้ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้ องตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาที่
๒๕๕๖/๒๕๕๕) เม่ือจำเลยท่ี ๒ มิได้ หลงต่ อสู้ ศำลจึงพิพำกษำว่ำจำเลยท่ี ๒ เป็ น
ผู้สนับสนุนผู้กระทำควำมผิดแล้วลงโทษตำมท่ีพจิ ำรณำได้ควำมได้
แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจาเลยท่ี ๓ เป็นผ้ใู ช้ แตท่ างพิจารณาได้ความว่า จาเลยที่ ๓
เป็นตัวการผู้ร่วมกระทาความผิดเสียเอง ก็ไม่ถือว่ำข้อเท็จจริงท่ีปรำกฏในกำรพิจำรณำ
แตกต่ำงกับข้อเท็จจริงท่ีกล่ำวในฟ้ องในข้ อสำระสำคัญอันจะเป็ นเหตุให้ศำลต้อง
พิพำกษำยกฟ้องตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๕๐๖๘/๒๕๕๕) เม่ือจำเลยท่ี ๓ มิได้
หลงต่อสู้ ศำลจึงพิพำกษำว่ำจำเลยท่ี ๓ เป็ นตัวกำรผู้ร่วมกระทำควำมผิดแล้วลงโทษ
ตำมท่พี จิ ำรณำได้ควำมได้
ฎีกำท่ี ๗๔๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙ จาเลยใช้มีดดาบฟันไปท่ีศีรษะของ พ. แต่ พ. หลบ
ทนั คมมีดจงึ พลาดไปถกู ท่ีข้อศอกขวาของผ้เู สียหาย จงึ ต้องถือวา่ จาเลยมีเจตนาใช้มีดฟันที่ศีรษะ
ของผ้เู สียหายตามนยั แห่ง ป.อ. มาตรา ๖๐ การที่จาเลยใช้มีดดาบความยาวรวมด้ามประมาณ
๒๖ นิว้ ฟันไปท่ีศีรษะของ พ. อนั เป็นอวยั วะส่วนสาคญั ของร่างกาย แต่จาเลยฟันพลาดไปถูก
ข้อศอกขวาของผ้เู สียหายจนกระดกู แตกได้รับอนั ตรายสาหสั แสดงว่าจาเลยใช้มีดดาบฟันอย่าง
รุนแรงโดยมีเจตนาจะฆ่า พ. เม่ือผู้เสียหายซ่ึงถูกกระทาโดยพลาดไม่ถึงแก่ความตาย จาเลย
จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ่ืน และการท่ีจาเลยใช้มีดดาบฟัน พ. โดยมีเจตนาฆ่าแตค่ มมีด
พลาดไปถูกผ้เู สียหาย การกระทาของจาเลยดงั กล่าวเป็นการกระทาโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา
๖๐ ก็ไมถ่ ือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกบั ข้อเท็จจริงท่ีกล่าวในฟ้องในอนั จะ
เป็นเหตใุ ห้ศาลต้องพิพากษายกฟอ้ งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ข้อสังเกต ฎีกานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยกระทาโดยเจตนาต่อผู้เสียหาย ทางพิจารณาได้
ความว่าเป็นการกระทาโดยพลาดแลว้ ผลเกิดกบั ผูเ้ สียหาย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นการ
กระทาโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา ๖๐ ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงทีป่ รากฏในการพิจารณาแตกต่างกบั
ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในอนั จะเป็นเหตใุ หศ้ าลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสอง เพราะข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางพิจารณาไม่แตกต่างกนั คือผู้เสียหายได้รับผลร้าย
387
จากการกระทา แต่ถา้ โจทก์กล่าวในฟอ้ งว่าจาเลยกระทาจนเกิดผลต่อผู้เสียหาย แต่ทางพิจารณา
ผลไม่ได้เกิดแก่ผู้เสียหาย แต่ผลร้ายเกิดแก่ พ. ซ่ึงไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง จึงเป็ นข้อแตกต่างใน
ข้อสาระสาคญั ซึ่งศาลตอ้ งยกฟอ้ ง (ฎีกาที่ ๙๒๔๔/๒๕๕๓)
ฎีกำท่ี ๒๕๕๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒๒ การท่ีคนร้ายท่ีใช้อาวธุ ปืนยิงมีเหตุบาดหมาง
กบั ผ้ตู ายทงั้ สองมาก่อน และเข้าใจว่าผ้ตู ายทงั้ สองเป็นคนกรีดรถจกั รยานยนต์จงึ เกิดความโกรธ
แค้น แล้วได้เล่าเรื่องให้จาเลยทราบอนั เป็นเหตสุ ่วนตวั ระหว่างคนร้ายท่ีใช้อาวธุ ปืนยิงกับผ้ตู าย
ทัง้ สอง เป็นการกระทาโดยลาพังของคนร้ าย มิใช่จาเลยเป็นผู้กระตุ้นอันถือได้ว่าเป็นตัวการ
อย่างไรก็ตาม การที่จาเลยพดู ให้คนร้ายใช้อาวธุ ปืนยิงผ้ตู ายทงั้ สอง แม้จาเลยไมไ่ ด้มีส่วนร่วมเป็น
ตวั การใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทงั้ สอง แต่ก็ถือได้ ว่าการกระทาดงั กล่าวเป็นการพูดยุยงส่งเสริมให้
คนร้ ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทัง้ สองให้ถึงตาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็น
ผ้สู นบั สนุนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๖ ซ่ึงศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยใน
ความผดิ ดงั กลา่ ว ตามข้อเทจ็ จริงที่ได้ความนนั้ ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๕๐๖๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๙๔ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจาเลยฐานเป็นผ้ใู ช้ แต่ทาง
พิจารณาได้ความว่า จาเลยกับพวกเป็นผ้กู ระทาความผิดเสียเอง ข้อแตกตา่ งดงั กล่าวก็มิใช่เป็น
ข้อสาระสาคัญ เม่ือจาเลยเพียงแต่โต้เถียงว่าจาเลยไม่เก่ียวข้องกับเมทแอมเฟตามีน จาเลย
จึงมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ข้อ ๖๐ คำถำม โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวนั ท่ี ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลากลางวัน
จาเลยกบั พวกท่ีหลบหนีไปอีก ๑ คน ร่วมกนั กระทาความผดิ
ก. จาเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปื นพกขนาด .๓๘ ไม่มีหมายเลขทะเบียนของ
เจ้าพนักงานประทบั ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตจากนายทะเบียนท้องท่ีอนั เป็นการ
กระทาท่ีผิดกฎหมาย
ข. จาเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปื นดังกล่าวไปตามถนนรัตนาธิเบศร์ อันเป็นทาง
สาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควร โดยไม่ได้รับใบอนญุ าตจากนายทะเบียนท้องท่ีให้พกพาอาวธุ ปืน
อนั เป็นการกระทาที่ผิดกฎหมาย
ค. จาเลยกับพวกร่วมกันลักโทรศัพท์เคล่ือนที่ไอโฟน ๕ ราคา ๒๖,๐๐๐ บาท ของ
นางสาวสวย แสนซ่ือ ผ้เู สียหาย ไปโดยทุจริต โดยจาเลยกับพวกมีและใช้อาวธุ ปืนในการกระทา
ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์
388
เหตเุ กิดที่ตาบลบางกระสอ อาเภอเมืองนนทบรุ ี จงั หวดั นนทบรุ ี
ขอให้ลงโทษจาเลยตามพระราชบญั ญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วตั ถุระเบิด ดอกไม้
เพลิง และส่ิงเทียมอาวธุ ปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๓๓๔, ๓๓๕, ๓๗๑ ริบอาวธุ ปืนของกลาง คืนทรัพย์ท่ีลกั หากคืนไม่ได้ให้
ใช้ราคา ๒๖,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหาย
โจทก์ได้แนบรายงานการตรวจพิสจู น์อาวธุ ปืนของกลางปรากฏว่า ปืนของกลางมีรอยขดู
ลบเคร่ืองหมายทะเบยี นอาวธุ ปืนของกลางและตรวจพบเครื่องหมายทะเบียนเดมิ เป็น ปจ.๘/๘
ชนั้ พิจารณา จาเลยไม่ต้องการทนายความ ศาลชนั้ ต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลย
ฟังแล้ว จาเลยให้การรับสารภาพตามฟอ้ ง
ให้วินิจฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้น
(๑) ลงโทษจาเลยฐานร่วมกับพวกมีและพาอาวุธปืนไม่มีทะเบียนฯ ตามฟ้องข้อ ก. และ
ข. ได้หรือไม่
(๒) ลงโทษจาเลยฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์โดยมีและใช้อาวธุ ปืนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๕ ประกอบมาตรา ๘๓ และ ๓๓๖ ทวิ ได้หรือไม่
คำตอบ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนฯ แตต่ ามรายงานการตรวจพิสูจน์
อาวธุ ปืนของกลางปรากฏว่า มีรอยขดู ลบเคร่ืองหมายทะเบียนอาวธุ ปืนของกลางและตรวจพบ
เครื่องหมายทะเบยี นเดมิ เป็น ปจ.๘/๘ จงึ ถือว่ำอำวุธปื นของกลำงเป็ นอำวุธปื นท่มี ีทะเบียนท่ี
เป็ นของผู้อ่ืนซ่ึงได้รับใบอนุญำตให้มีและใช้ตำมกฎหมำย แม้จาเลยให้การรับสารภาพ และ
ศำลสำมำรถพิพำกษำลงโทษโดยไม่ต้องสืบพยำนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๗๖ แต่ฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จาเลยไม่ได้รับใบอนญุ าตให้มีและใช้อาวธุ ปืน
ซ่ึงมีโทษต่ำกว่ำฟ้อง เม่ือคดีมีเหตุท่ีจำเลยรับโทษน้อยลงและข้อแตกต่ำงดังกล่ำวมิใช่
ข้อสำระสำคัญ ทัง้ จำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ เพรำะองค์ประกอบควำมผิดนีอ้ ยู่ท่ีว่ำจำเลย
มีอำวุธปื นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญำตจำกนำยทะเบียนท้องท่ีหรือไม่ เม่ือ
จำเลยรับว่ำมีอำวุธปื นโดยไม่ได้รับอนุญำตจริง ศำลชัน้ ต้นมีอำนำจท่ีจะยกขึน้ วินิจฉัย
ได้เองและลงโทษจำเลยตำมข้อเท็จจริงท่ีได้ควำมนัน้ ตามมาตรา ๑๘๕, ๑๙๒ วรรคสอง
(ฎีกาที่ ๒๑๑๒/๒๕๕๔)
(๒) เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟั งได้ว่ำ จำเลยกระทำควำมผิด
ตำมท่ีโจทก์ฟ้อง ศำลสำมำรถพิพำกษำลงโทษโดยไม่ต้องสืบพยำนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ การท่ีโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓
389
หำทำให้คำฟ้องบกพร่องจนศำลไม่อำจจะลงโทษจำเลยได้ไม่ เพรำะตำมกฎหมำยฟ้อง
ต้องทำเป็ นหนังสือและมีกำรอ้ำงมำตรำในกฎหมำยซ่ึงบัญญัตวิ ่ำกำรกระทำเช่นนัน้ เป็ น
ควำมผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) ซ่ึงประมวล
กฎหมำยอำญำ มำตรำ ๘๓ มิใช่บทมำตรำท่ีกฎหมำยบัญญัติว่ำกำรกระทำเช่นนัน้ เป็ น
ควำมผิด ดงั นนั้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยกบั พวกร่วมกนั กระทาความผิดแล้ว แม้จะไม่ได้
ระบุมาตรา ๘๓ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย ศำลก็ลงโทษจำเลยเป็ นตัวกำรร่ วมกันกระทำ
ควำมผิดฐำนลักทรัพย์ได้ (ฎีกาท่ี ๒๓๑๒/๒๕๕๔)
แต่ประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๓๖ ทวิ นอกจำกผู้กระทำควำมผิดจะกระทำ
กำรอันเป็ นควำมผิดตำมมำตรำ ๓๓๕ แล้ว ผู้กระทำควำมผิดยังต้องกระทำกำรอ่ืนตำมท่ี
บัญญัติในมำตรำ ๓๓๖ ทวิ ด้วย จึงจะมีควำมผิดและถูกลงโทษตำมมำตรำ ๓๓๖ ทวิ ได้
ดงั นี ้มำตรำ ๓๓๖ ทวิ จึงเป็ นบทบัญญัติว่ำกำรกระทำเช่นนัน้ เป็ นควำมผิด ซ่ึงโจทก์ต้อง
ระบุมำในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) ด้วย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ ห้ำมมิให้พิพำกษำหรือส่ังเกินคำขอหรือท่ีมิได้กล่ำวในฟ้อง
แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ และจาเลยให้การ
รับสารภาพ แต่เมื่อคาขอให้ลงโทษจาเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบมุ าตรา ๓๓๖ ทวิ จึงต้องถือ
ว่ำโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตำมมำตรำ ๓๓๖ ทวิ ศำลย่อมไม่มีอำนำจลงโทษ
จำเลยตำมมำตรำ ๓๓๖ ทวิ ได้ เพรำะเป็ นกำรเกินคำขอท่โี จทก์มไิ ด้กล่ำวในฟ้อง ทงั้ กรณี
มิใช่โจทก์อ้ำงฐำนควำมผิดหรือบทมำตรำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า (ฎีกาที่ ๓๕๒๒/๒๕๕๔)
ฎีกำท่ี ๒๑๑๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๓ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยมีอาวธุ ปืนไมม่ ีทะเบียนฯ แต่
ตามรายงานการตรวจพิสจู น์อาวธุ ปืนของกลางปรากฏวา่ มีรอยขดู ลบเครื่องหมายทะเบียนอาวธุ
ปืนของกลางและตรวจพบเคร่ืองหมายทะเบยี นเดมิ เป็น ปจ.๘/๗๙๑๙ จงึ ถือวา่ อาวธุ ปืนของกลาง
เป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนที่เป็นของผ้อู ื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การที่ศาล
ชนั้ ต้นปรับบทลงโทษจาเลยฐานมีอาวธุ ปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนจึงไม่ชอบ กรณีต้องปรับบท
ฐานมีอาวธุ ปืนท่ีมีทะเบียนของผ้อู ่ืนโดยไม่ได้รับใบอนญุ าต แม้จาเลยให้การรับสารภาพและศาล
สามารถพิพากษาลงโทษโดยไมต่ ้องสืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ แตก่ ็ฟังข้อเทจ็ จริงได้เพียง
ว่า จาเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปื น เมื่อคดีมีเหตุที่จาเลยรับโทษน้อยลงและ
ข้อแตกตา่ งดงั กลา่ วมิใช่ข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลยมิได้หลงข้อตอ่ สู้ เพราะองค์ประกอบความผิดนี ้
อย่ทู ่ีว่าจาเลยมีอาวธุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องท่ีหรือไม่
390
เม่ือจาเลยรับวา่ มีอาวธุ ปืนโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจริง ศาลฎีกามีอานาจที่จะยกขนึ ้ วินิจฉยั ได้เองและ
ลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕, ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต ฎีกานีน้ ่าจะดูเปรียบเทียบกบั ฎีกาที่ ๑๕๖๖๗/๒๕๕๘ ในมาตรา ๑๗๖ และข้อสงั เกต
ในฎีกาดงั กล่าวหนา้ ๓๘๑
ฎีกำท่ี ๒๓๑๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๐๓ เมื่อจาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริง
จึงฟังได้ว่า จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดตามท่ีโจทก์ฟ้อง การที่โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา ๘๓ แห่ง
ป.อ. หาทาให้คาฟ้องบกพร่องจนศาลไมอ่ าจจะลงโทษจาเลยท่ี ๑ ได้ไม่ เพราะตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา
๑๕๘ บญั ญัติว่า “ฟ้องต้องทาเป็นหนงั สือและมี... (๖) อ้างมาตราในกฎหมายซง่ึ บญั ญัติว่าการ
กระทาเช่นนัน้ เป็นความผิด...” ซึ่ง ป.อ. มาตรา ๘๓ มิใช่บทมาตราท่ีกฎหมายบญั ญัติว่าการ
กระทาเชน่ นนั้ เป็นความผดิ ดงั นนั้ เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยทงั้ สองร่วมกนั กระทาความผิด
แล้ว แม้จะไมไ่ ด้ระบมุ าตรา ๘๓ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย ศาลก็ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานตวั การ
ร่วมกนั กระทาความผดิ ได้
ฎีกำท่ี ๓๕๒๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๕ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ
นอกจากผ้กู ระทาความผิดจะกระทาการอนั เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๔ มาตรา ๓๓๕ มาตรา
๓๓๕ ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖ แล้ว ผ้กู ระทาความผิดยงั ต้องกระทาการอ่ืนตามท่ีบญั ญตั ิในมาตรานี ้
ด้วย จึงจะมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ ดังนี ้ มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงเป็น
บทบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนัน้ เป็นความผิด ซึ่งโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๖) ด้วย และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง บญั ญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอ
หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๓๓๖ ทวิ และจาเลยให้การรับสารภาพ แต่เมื่อคาขอให้ลงโทษจาเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุ
มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ศาลย่อม
ไม่มีอานาจลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคาขอท่ีโจทก์มิได้กล่าว
ในฟ้อง ทงั้ กรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
391
ข้อ ๖๑ คำถำม โจทก์บรรยายฟ้องว่า เม่ือวนั ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ จาเลยครอบครอง
เงินของนายดาแล้วเบียดบงั เอาไปเป็นของตนเองโดยทจุ ริต เป็นความผิดฐานยกั ยอกเงินนายดา
นายดาร้องทกุ ข์ตามกฎหมายแล้ว ขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒
และคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายดา หากศาลพิจารณาแล้วฟ้องชอบด้วยกฎหมาย แตท่ าง
พจิ ารณาได้ความวา่ จาเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงเงินของธนาคารไทย จากดั (มหาชน)
ให้วินจิ ฉยั วา่ ศาลจะพพิ ากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยยกั ยอกเงินของนายดา เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทาง
พิจารณาฟังได้ว่าจาเลยฉ้อโกงเงินของธนาคารไทย จากดั (มหาชน) แม้ควำมแตกต่ำงของกำร
กระทำผิดฐำนฉ้อโกงและฐำนยักยอกจะถือเป็ นข้อแตกต่ำงท่ีเป็ นเพียงรำยละเอียดตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม แต่คดีนีน้ อกจำกแตกต่ำง
ในฐำนควำมผิดแล้ว ยังแตกต่ำงในส่วนท่ีเป็ นผู้ท่ีได้รับควำมเสียหำย กล่ำวคือคดีนีเ้ ป็ น
ควำมผิดต่อนำยดำต่ำงคนจำกธนำคำรไทย จำกัด (มหำชน) ท่ีโจทก์บรรยำยในฟ้อง
จึงเป็ นข้อเท็จจริงตำมท่ีปรำกฏในทำงพิจำรณำแตกต่ำงจำกท่ีกล่ำวในฟ้องในข้อท่ีเป็ น
สำระสำคัญ ศำลไม่อำจลงโทษจำเลยฐำนฉ้อโกงได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อำจ
ส่ังให้จำเลยคืนเงนิ แก่นำยดำได้เช่นกัน (ฎีกาที่ ๙๖๖๓/๒๕๕๔)
ฎีกำท่ี ๙๖๖๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๖ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยยกั ยอกเงินของผ้เู สียหาย
เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้วา่ จาเลยยกั ยอกเงินผ้เู สียหาย แต่ฟังได้ว่า
จาเลยฉ้อโกงธนาคารจึงเป็ นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากท่ีโจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็น
ข้อเท็จจริงแตกตา่ งจากท่ีกลา่ วในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสาคญั ไมอ่ าจลงโทษจาเลยฐานฉ้อโกงได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไมอ่ าจสง่ั ให้จาเลยคืนเงินแกผ่ ้เู สียหายได้เชน่ กนั
ข้อ ๖๒ คำถำม โจทก์ฟ้องว่า จาเลยที่ ๒ เป็นผู้ก่อให้จาเลยท่ี ๑ กับพวกอีก ๔ คน
ร่วมกนั กระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน จาเลยท่ี ๑ กบั พวกอีก ๔ คนไปปล้น
ทรัพย์ จาเลยทงั้ สองให้การปฏิเสธ ทางพิจารณาได้ความว่า พวกอีก ๔ คนเป็นผ้รู ่วมกันกระทา
ความผิดฐานปล้นทรัพย์ จาเลยท่ี ๑ เป็นเพียงผ้สู นบั สนนุ ในการปล้นทรัพย์โดยไม่หลงต่อสู้ และ
จาเลยที่ ๒ กระทาผดิ ฐานรับของโจรโดยไมห่ ลงตอ่ สู้
ให้วนิ ิจฉยั วา่ ศาลจะลงโทษจาเลยท่ี ๑ และจาเลยที่ ๒ ได้หรือไมเ่ พียงใด
คำตอบ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยท่ี ๑ กบั พวก ๔ คนร่วมกันกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์
แตท่ างพิจารณาได้ความว่า พวกอีก ๔ คนเป็นผ้รู ่วมกันกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์ จาเลยท่ี
392
๑ เป็นเพียงผ้สู นบั สนนุ ในการปล้นทรัพย์ ไม่ถือว่ำข้อท่ีพิจำรณำได้ควำมเป็ นเร่ืองเกินคำขอ
หรือเป็ นเร่ืองท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่ข้อแตกต่ำงท่ีเป็ นข้อสำระสำคัญ ทัง้
จำเลยท่ี ๑ ให้กำรปฏิเสธโดยไม่ หลงต่อสู้ ศำลมีอำนำจลงโทษจำเลยท่ี ๑ ว่ำเป็ น
ผู้สนับสนุนในกำรปล้นทรัพย์ตำมท่ีพิจำรณำได้ควำมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๔๓๙๙-๔๔๐๐/๒๕๕๕)
โจทก์ฟ้องว่า จาเลยที่ ๒ เป็นผ้กู อ่ ให้จาเลยท่ี ๑ กบั พวกอีก ๔ คน ร่วมกนั กระทาความผิด
ฐานปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน มิได้ฟ้องวา่ จาเลยที่ ๒ เป็นผ้ลู งมือกระทาความผิดฐานปล้น
ทรัพย์ ข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจาเลยที่ ๒ กระทาผิดฐานรับของโจร
จึงแตกต่ำงกับข้อเท็จจริงในฟ้องในข้อสำระสำคัญ ย่อมไม่อำจลงโทษจำเลยท่ี ๒ ใน
ควำมผิดฐำนรับของโจรได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ต้องพิพำกษำยกฟ้องโจทก์สำหรับ
จำเลยท่ี ๒ (ฎีกาท่ี ๑๒๙๗๐/๒๕๕๕)
ฎีกำท่ี ๔๓๙๙-๔๔๐๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๘๓ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองเป็นตวั การร่วมกบั
บ. ในการลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จาเลยทัง้ สองเป็นผู้สนับสนุน บ.
ในการกระทาความผิดฐานพยายามลกั ทรัพย์ ไม่ถือว่าข้อท่ีพิจารณาได้ความเป็นเร่ืองเกินคาขอ
หรือเป็นเรื่องท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลย
ทงั้ สองให้การปฏิเสธโดยไมห่ ลงตอ่ สู้ ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยทงั้ สองตามท่ีพจิ ารณาได้ความได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๒๙๗๐/๒๕๕๕ ฎ.๑๓๔๔ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ เป็นผ้กู ่อให้จาเลยท่ี
๑ และท่ี ๒ กบั พวกกระทาความผดิ ฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน มิได้ฟ้องวา่
จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ลงมือกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงตามท่ี
ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทาผิดฐานรับของโจร จึงแตกต่างกับ
ข้อเท็จจริงในฟ้องในข้อสาระสาคญั ย่อมไม่อาจลงโทษจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ในความผิดฐาน
รับของโจรได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ต้องพพิ ากษายกฟ้อง
ข้อ ๖๓ คำถำม โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวนั ท่ี ๑๔ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๖ เวลากลางคืน จาเลยใช้
เหล้าสาดใสห่ น้าของนางสาวสวยผ้เู สียหาย อนั เป็นการใช้กาลงั ทาร้ายผ้เู สียหายโดยไมถ่ ึงกบั เป็น
เหตุให้ เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจโดยเจตนา เหตุเกิดที่แขวงห้ วยขวาง เขตห้ วยขวาง
กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๕๙, ๓๙๑ ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยใช้
เหล้าสาดใสห่ น้าของนางสาวสวยผ้เู สียหาย แตผ่ ้เู สียหายหลบทนั เหล้าไปถกู นางสาวแสบ
393
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะพพิ ากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ การท่ีจาเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย เป็ นกำรใช้กำลังทำร้ ำย
ผู้เสียหำยโดยไม่ถึงกับเป็ นเหตุให้เกิดอันตรำยแก่กำยหรือจิตใจ เป็ นกำรกระทำโดย
เจตนำต่อผู้เสียหำย แต่เมื่อเหล้าไปถูกนางสาวแสบ เท่ำกับผลของกำรกระทำเกิดแก่
นำงสำวแสบโดยพลำดไป จึงเป็ นควำมผิดฐำนพยำยำมใช้กำลังทำร้ำยผู้เสียหำยโดย
เจตนำ และใช้กำลังทำร้ ำยนำงสำวแสบโดยพลำดไปด้วย ซ่ึงเป็ นกำรกระทำกรรมเดียว
เป็ นควำมผิดต่อกฎหมำยหลำยบท โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยได้ทุกบทหรือจะ
ขอให้ลงโทษเพียงบทใดบทหน่ึงก็ได้ ดงั นนั้ ข้อเทจ็ จริงท่ีว่ำกำรกระทำของจำเลยเป็ นกำร
กระทำให้บุคคลใดได้รับผลร้ำยจึงเป็ นข้อสำคัญ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าผลร้ายเกิดแก่
ผ้เู สียหายเท่านนั้ แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าผลร้ายเกิดแก่นางสาวแสบ จึงเป็ นข้อแตกต่ำงใน
ข้อสำระสำคัญ ซ่ึงศำลต้องยกฟ้อง มิใช่ข้อแตกต่ำงท่ีเป็ นเพียงรำยละเอียดท่ีศำลจะ
ลงโทษจำเลยตำมข้อเท็จจริงท่ีได้ควำมนัน้ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และเม่ือข้อเท็จจริงท่ีวา่ นางสาวแสบได้รับผลร้ายเป็นข้อเทจ็ จริงที่ได้ความ
จากทางพิจารณาซ่ึงมิได้ปรากฏในคาฟ้อง จึงเป็ นข้อท่ีโจทก์ไม่ได้กล่ำวมำในฟ้อง ต้องห้ำม
มิให้ศำลพิพำกษำลงโทษจำเลยตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ศำลต้องยกฟ้องในควำมผิด
ฐำนใช้กำลังทำร้ำยนำงสำวแสบโดยพลำด (ฎีกาที่ ๙๒๔๔/๒๕๕๓)
โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยใช้เหล้าสาดใสห่ น้าของผ้เู สียหาย ทางพิจารณาได้ความวา่ จาเลยใช้
เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายหลบทัน กำรกระทำของจำเลยเป็ นเพียงกำร
พยำยำมใช้กำลังทำร้ำยผู้เสียหำยโดยไม่ถึงกับเป็ นเหตุให้เกิดอันตรำยแก่กำยหรือจิตใจ
โดยเจตนำ กำรฟ้องว่ำกระทำควำมผิดสำเร็จย่อมรวมกำรพยำยำมกระทำควำมผิดด้วย
ในตัว จึงเป็ นกรณีควำมผิดตำมท่ีฟ้องนัน้ รวมกำรกระทำหลำยอย่ำง แต่ละอย่ำงอำจเป็ น
ควำมผิดได้อยู่ในตัวเอง ศำลจะลงโทษจำเลยในกำรกระทำผิดอย่ำงหน่ึงอย่ำงใดตำมท่ี
พิจำรณำได้ควำมก็ได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย แต่กำรพยำยำมกระทำควำมผิดลหุโทษ
ไม่ต้องรับโทษ เม่ือข้อเท็จจริงตำมท่ีได้ควำมปรำกฏว่ำจำเลยไม่ต้องรับโทษ ศำลจึงต้อง
ยกฟ้องตำมมำตรำ ๑๘๕ ในควำมผิดฐำนพยำยำมใช้กำลังทำร้ำยผู้เสียหำยโดยเจตนำ
ฎีกำท่ี ๙๒๔๔/๒๕๕๓ ฎ.๑๘๘๘ จาเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผ้เู สียหาย อนั เป็นการ
ใช้กาลังทาร้ายผ้เู สียหายโดยไม่ถึงกบั เป็นเหตใุ ห้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทา
โดยเจตนาตอ่ ผ้เู สียหาย แต่เม่ือเหล้าไปถกู พ. เท่ากบั ผลของการกระทาเกิดแก่ พ. โดยพลาดไป
จงึ เป็นความผดิ ฐานพยายามใช้กาลงั ทาร้ายผ้เู สียหายและใช้กาลงั ทาร้าย พ. โดยพลาดไปด้วยซงึ่
394
เป็นการกระทากรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษจาเลย
ได้ทกุ บทหรือจะขอให้ลงโทษเพียงบทใดบทหน่งึ ก็ได้ ดงั นนั้ ข้อเท็จจริงท่ีวา่ การกระทาของจาเลย
เป็นการกระทาให้บุคคลใดได้รับผลร้ ายจึงเป็นข้อสาคัญ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าผลร้ าย
เกิดแก่ผู้เสียหายเท่านัน้ แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าผลร้ ายเกิดแก่ พ. จึงเป็นข้อแตกต่างใน
ข้อสาระสาคญั ซ่งึ ศาลต้องยกฟ้อง มใิ ชข่ ้อแตกตา่ งท่ีเป็นเพียงรายละเอียดท่ีศาลจะลงโทษจาเลย
ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่า พ.
ได้รับผลร้ายเป็นข้อเท็จจริงท่ีได้ความจากทางพิจารณาซงึ่ มิได้ปรากฏในคาฟ้อง จงึ เป็นข้อที่โจทก์
ไมไ่ ด้กลา่ วมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ จงึ ต้องยกฟอ้ ง
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) จาเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าผู้เสียหาย แต่ไม่ถูก
พลาดไปถูกนางพจนีย์ ในส่วนที่กระทาต่อนางพจนีย์สาหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑
ตอ้ งยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ดงั ที่ศาลฎีกาวินิจฉยั แต่จาเลยยงั คงมีความผิด
ฐานพยายามใช้กาลังทาร้ายผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา ๘๐ ประกอบมาตรา ๓๙๑ ซ่ึงศาล
ลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย แต่การพยายามกระทาความผิดลหุโทษ
ไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๐๕ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้ความปรากฏว่าจาเลยไม่ต้อง
รบั โทษ ศาลจึงตอ้ งยกฟอ้ งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕
ข้อสังเกต ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ท่านอาจารย์ไพโรจน์หมายเหตุไว้เพราะคดีนี้ศาล
ชนั้ ต้นลงโทษจาเลยในความผิดที่กระทาต่อ พ. ศาลอทุ ธรณ์พิพากษากลบั ให้ยกฟอ้ ง เพราะเห็น
ว่าทางพิจารณาแตกต่างจากคาฟ้องในข้อสาระสาคัญ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษในความผิด
ที่กระทาต่อ พ. โดยไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษในความผิดที่กระทาต่อผู้เสียหาย จึงไม่มีประเด็นใน
ความผิดที่กระทาต่อผู้เสียหายในชนั้ ฎีกา ดงั นน้ั ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกานี้มาแต่งเป็นคาถาม
และถามว่าศาลชนั้ ตน้ จะวินิจฉยั อย่างไร ก็ต้องวินิจฉยั ทงั้ สองประเด็นตามที่ท่านอาจารย์ไพโรจน์
หมายเหตไุ วว้ ่า ๑. ความผิดทีก่ ระทาต่อ พ. ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑ ประกอบมาตรา ๖๐ ตอ้ งยก
ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ๒. ความผิดที่กระทาต่อ
ผูเ้ สียหายตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑, ประกอบมาตรา ๕๙, ๘๐ ซ่ึงศาลลงโทษจาเลยไดต้ าม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย แต่การพยายามกระทาความผิดลหโุ ทษ ไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา
๑๐๕ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้ความปรากฏว่าจาเลยไม่ต้องรับโทษ ศาลจึงต้องยกฟ้องตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕
แต่ถ้าจะออกข้อสอบให้ยากขึ้นไปอีกก็คือเปลี่ยนเป็ นฐานทาร้ายผู้เสียหายเป็ นเหตุให้
ได้รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจโดยเจตนา ก็จะลงโทษฐานพยายามทาร้ายผู้เสียหายโดยเจตนา
395
ได้เพราะการพยายามทาร้ายเป็ นความผิดในตวั เองที่รวมอยู่ในการทาร้ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคท้าย และฐานพยายามทาร้ายผอู้ ื่นเป็นเหตใุ หไ้ ดร้ ับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ไม่มีเหตุ
ยกเวน้ โทษ ส่วนฐานทาร้าย พ. โดยพลาดก็ตอ้ งยกฟอ้ ง
ข้อ ๖๔ คำถำม โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยใช้ปืนยิงนายหนง่ึ และนายสองโดยมีเจตนา
ฆ่า กระสนุ ปืนไม่ถกู นายหนึง่ แตก่ ระสนุ ปืนถกู นายสอง แพทย์ช่วยเหลือนายสองไว้ทนั นายสอง
จึงไม่ถึงแก่ความตาย โดยระบุวัน เวลา และสถานท่ีเกิดเหตุครบถ้วน ขอให้ลงโทษจาเลยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๘๐, ๙๐, ๒๘๙ ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า
จาเลยใช้ปืนยิงนายหนงึ่ โดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระสนุ ปืนไมถ่ กู นายหนึ่ง แตก่ ระสนุ
ปืนพลาดไปถกู นายสอง
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลจะลงโทษจาเลยในความผดิ ฐานใด
คำตอบ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงวา่ จาเลยพยายามฆ่านายหนึ่งและนายสอง แม้โจทก์จะ
อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยำยฟ้อง
ว่ำจำเลยพยำยำมฆ่ำนำยหน่ึงและนำยสองอย่ำงไรจึงมีลักษณะเป็ นเหตุฉกรรจ์ตำม
มำตรำ ๒๘๙ ศำลจึงลงโทษจำเลยตำมมำตรำ ๒๘๙ ไม่ได้ เพรำะจะเป็ นกำรพพิ ำกษำเกิน
กว่ำท่ีกล่ำวในคำฟ้อง และไม่ใช่เร่ืองท่ีโจทก์ประสงค์ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ วรรคส่ี (ฎีกาท่ี ๘๒๖๘/๒๕๕๐)
เม่ือข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความวา่ จาเลยใช้ปืนยิงนายหน่ึงโดยมีเจตนาฆ่าโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อน กระสนุ ปืนไมถ่ กู นายหนง่ึ แตก่ ระสนุ ปืนพลาดไปถกู นายสองนนั้ กำรกระทำของ
จำเลยจึงเป็ นควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำนำยหน่ึงและฐำนพยำยำมฆ่ำนำยสองโดยพลำด
แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทาของจาเลยดงั กล่าวเป็นการกระทาโดยพลาดมาด้วย
ก็ไม่ ถือว่ ำข้ อเท็จจริ งท่ีปรำกฏในกำรพิจำรณำแตกต่ ำงกับข้ อเท็จจริ งท่ีกล่ ำวในฟ้ อง
อันจะเป็ นเหตุให้ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๔๑๖๖/๒๕๕๐) ศำลคงลงโทษจำเลยได้เพยี งฐำนพยำยำมฆ่ำ
นำยหน่ึงและฐำนพยำยำมฆ่ำนำยสองโดยพลำด การกระทาดงั กล่าวเป็นการกระทากรรม
เดียว เป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
ฎีกำท่ี ๘๒๖๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๙๙ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยกับพวก
ร่วมกนั พยายามฆ่าผ้เู สียหาย ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ และ
๘๓ แม้โจทก์จะอ้างมาตรา ๒๘๙ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย แตโ่ จทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจาเลย
396
พยายามฆา่ ผ้เู สียหายอยา่ งไร จงึ มีลกั ษณะเป็นเหตฉุ กรรจ์ตามมาตรา ๒๘๙ ศาลจงึ ลงโทษจาเลย
ตามมาตรา ๒๘๙ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้อง และไม่ใช่เรื่องท่ีโจทก์
ประสงค์ให้ลงโทษ คงลงโทษจาเลยได้เพียงฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผ้เู สียหายเทา่ นนั้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๙๒ วรรคสี่
ฎีกำท่ี ๔๑๖๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๕ การที่จาเลยใช้อาวธุ ปืนยิง ส. กระสนุ ปืนถูก ส.
และยงั พลาดไปถกู อ. ด้วยนนั้ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานพยายามฆา่ ส. และฐาน
พยายามฆา่ อ. โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องวา่ การกระทาของจาเลยดงั กล่าวเป็นการ
กระทาโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกบั ข้อเท็จจริงท่ี
กลา่ วในฟอ้ ง อนั จะเป็นเหตใุ ห้ศาลต้องพิพากษายกฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ และการกระทา
ของจาเลยดงั กลา่ วเป็นการกระทากรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
ข้อ ๖๕ คำถำม โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยใช้มีดพร้าแทงผ้เู สียหายโดยมีเจตนาฆ่าโดยแทงถกู
ผู้เสียหายหลายครัง้ แต่แพทย์ช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ทัน จึงไม่ถึงแก่ความตาย โดยคาฟ้องมี
รายละเอียดเกี่ยวกับวนั เวลา และสถานท่ีกระทาความผิดครบถ้วน ขอให้ลงโทษจาเลยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๘๐, ๙๐, ๒๘๘ โดยโจทก์แนบผลการตรวจชนั สตู รบาดแผล
ของแพทย์มาท้ายคาฟ้องระบุว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลท่ีหน้าอก แขน และขา
ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยใช้มีดพร้ าแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาทาร้ าย
จนผ้เู สียหายได้รับบาดเจบ็ ด้วยอาการทกุ ขเวทนาส่ีสบิ วนั
ให้วินิจฉยั วา่ ศาลจะพิพากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ โจทก์ฟ้องจาเลยข้อหาพยายามฆ่า เม่ือข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า
จาเลยใช้มีดพร้าแทงผ้เู สียหายโดยมีเจตนาทาร้าย กำรกระทำควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำผู้อ่ืน
รวมกำรกระทำควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืนด้วยและเป็ นควำมผิดได้ในตัวเอง ศำลจึง
ลงโทษจำเลยในกำรกระทำผิดอย่ ำงหน่ ึงอย่ ำงใดตำมท่ ีพิ จำรณำได้ ควำมได้ ตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย (ฎีกาท่ี ๗๑๓๕/๒๕๔๗ (ประชมุ ใหญ่))
คดีนีแ้ ม้ทางพิจารณาได้ความวา่ ผ้เู สียหายได้รับบาดเจ็บด้วยอาการทกุ ขเวทนาส่ีสิบวนั แต่
โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร อีกทัง้ ตามผลการตรวจชันสูตร
บาดแผลของแพทย์ซ่ึงแนบมาท้ายคาฟ้องและถือเป็นส่วนหน่ึงของคาฟ้อง ก็ไม่ปรากฏว่าผ้เู สียหาย
ได้รับบาดเจ็บถึงทพุ พลภาพ หรือป่ วยเจ็บด้วยอาการทกุ ขเวทนาเกินกวา่ ย่ีสิบวนั หรือจนประกอบ
กรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกวา่ ย่ีสิบวนั แตอ่ ย่างใด ดงั นนั้ เม่ือข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า
397
จาเลยมีเจตนาทาร้าย ศำลจึงไม่อำจพิพำกษำลงโทษจำเลยฐำนทำร้ำยผู้อ่ืนจนเป็ นเหตุให้
ได้รับอันตรำยสำหัสได้ เพรำะจะเป็ นกำรพิพำกษำเกินกว่ำท่ีกล่ำวในคำฟ้อง ต้องห้ำม
ตำมมำตรำ ๑๙๒ วรรคหน่ึง ศำลคงลงโทษได้เพียงฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืนจนเป็ นเหตุให้
ได้รับอันตรำยแก่กำยเท่ำนัน้ (ฎีกาท่ี ๕๕๑๔/๒๕๕๑)
ฎีกำท่ี ๗๑๓๕/๒๕๔๗ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๕ แม้โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทา
ความผิดฐานพยายามฆา่ โดยมไิ ด้บรรยายฟอ้ งวา่ ผ้เู สียหายได้รับอนั ตรายสาหสั หรือป่วยเจ็บด้วย
อาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวันก็ตาม แต่ตามคาฟ้อง
ก็กล่าวว่าผ้เู สียหายมีบาดแผลตามสาเนารายงานการชนั สตู รบาดแผลท้ายฟ้อง ซึง่ ถือวา่ เป็นส่วน
หนง่ึ ของฟ้องได้ระบคุ วามเห็นวา่ รักษาประมาณ ๔๕ วนั หาย และทางพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์
นาสืบได้ความว่าผ้เู สียหายได้รับอนั ตรายสาหสั เม่ือข้อเท็จจริงตามฟ้องนนั้ โจทก์สืบสม ทงั้ การ
กระทาความผิดฐานพยายามฆา่ ผ้อู ่ืน รวมการกระทาความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นตาม ป.อ.
มาตรา ๒๙๗ ด้วยและเป็นความผิดได้ในตวั เอง ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
ทาร้ายร่างกายผ้อู ่ืนได้รับอนั ตรายสาหสั ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๕๕๑๔/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบ
มาตรา ๘๐ โดยมิได้บรรยายฟอ้ งว่าผ้เู สียหายได้รับอนั ตรายสาหสั อยา่ งไร อีกทงั้ ตามผลการตรวจ
ชนั สตู รบาดแผลของแพทย์ซ่ึงแนบมาท้ายคาฟ้องและถือเป็นสว่ นหนึ่งของคาฟ้อง ก็ไม่ปรากฏว่า
ผ้เู สียหายได้รับบาดเจบ็ ถงึ ทพุ พลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทกุ ขเวทนาเกินกวา่ ยี่สิบวนั หรือจน
ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใด ดังนัน้ เมื่อข้อเท็จจริงในทาง
พิจารณาฟังได้ว่าจาเลยมีเจตนาทาร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๗ (๘) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกวา่ ท่ีกล่าวในคาฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคหนง่ึ คงลงโทษได้เพียงตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ เทา่ นนั้
ข้อ ๖๖ คำถำม เมื่อวนั ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ พนกั งานอยั การโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวนั ท่ี ๑
มกราคม ๒๕๔๐ จาเลยใช้มีดแทงผ้เู สียหายโดยเจตนาฆา่ แตผ่ ู้เสียหายหลบทนั จงึ ไม่ถึงแก่ความ
ตาย ขอให้ลงโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘
ประกอบมาตรา ๘๐ จาเลยให้การปฏิเสธ ทางพิจารณาโจทก์นาสืบได้ความว่าเกิดเหตเุ มื่อวนั ที่
๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ และจาเลยกระทาผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๐ โดยจาเลยนาสืบวา่ เป็นการปอ้ งกนั
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลจะพพิ ากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
398
คำตอบ คดีนีท้ างพิจารณาได้ความว่าเกิดเหตเุ ม่ือวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ แต่โจทก์
ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิดเม่ือวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๐ เป็ นกรณีท่ีทำงพิจำรณำแตกต่ำง
จำกฟ้อง ซ่ึงข้อแตกต่ำงเร่ืองวันเวลำกระทำผิดเป็ นเพียงรำยละเอียด มิได้แตกต่ำงในข้อ
สำระสำคัญ เม่ือจาเลยนาสืบวา่ เป็นการปอ้ งกนั และจำเลยมิได้นำสืบต่อสู้เก่ียวกับวันเวลำท่ี
โจทก์ฟ้อง แสดงว่ำจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่ำจำเลยกระทำควำมผิด
ศำลก็มีอำนำจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒
วรรคสาม (ฎีกาท่ี ๑๑๗/๒๕๕๐) จึงต้องพิจำรณำต่อไปว่ำจำเลยกระทำผิดฐำนใด (๓
คะแนน)
แม้โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่ทางพิจารณา
ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์นาสืบได้ความว่า จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายผ้เู สียหาย
นัน้ การใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าอันเป็ นกำรกระทำควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำ
ผู้เสียหำยตำมฟ้ องรวมกำรกระทำควำมผิดฐำนพยำยำมทำร้ ำยร่ ำงกำยผ้ ูเสียหำยด้ วย
และเป็ นควำมผิดได้ในตัวเอง ศำลย่อมมีอำนำจลงโทษจำเลยในควำมผิดฐำนพยำยำมทำ
ร้ำยร่ำงกำยผู้เสียหำยได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย (เทียบฎีกาที่ ๗๑๓๕/๒๕๔๗ (ประชุม
ใหญ่)) จึงต้องพจิ ำรณำต่อไปว่ำคดโี จทก์ขำดอำยุควำมหรือไม่ (๓ คะแนน)
ในกำรพจิ ำรณำกำหนดอำยุควำมฟ้องผู้กระทำควำมผิดนัน้ ต้องถอื เอำตำมข้อหำ
หรือฐำนควำมผิดท่ีศำลพิจำรณำได้ควำม (๑ คะแนน) เมื่อศาลพิจารณาได้ความว่าจาเลย
กระทาความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายมีอำยุควำมฟ้องร้องภำยใน ๑๐ ปี คดีนีเ้ กิดเหตุ
เมื่อวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องคดีเม่ือวนั ท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๕๑ ซง่ึ เกิน ๑๐ ปีแล้ว คดี
ของโจทก์จงึ ขำดอำยุควำม (เทียบฎีกาท่ี ๗๐๙๕/๒๕๔๙) (๑ คะแนน)
แม้จาเลยจะมิได้ให้การตอ่ ส้เู รื่องอายคุ วามไว้ แต่เม่ือคดีขำดอำยุควำมแล้ว ศำลต้อง
พพิ ำกษำยกฟ้องตามมาตรา ๑๘๕ เพรำะปัญหำเร่ืองคดีขำดอำยคุ วำมหรือไม่ในคดีอำญำ
เป็ นปัญหำข้อกฎหมำยท่เี ก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย (๒ คะแนน)
ข้อสังเกต ในคดีอาญาปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็ นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อย แต่ในคดีแพ่งปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็ นปัญหาข้อกฎหมาย
ทีไ่ ม่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย เช่นเดียวกบั ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลมุ ในคดีอาญาปัญหาว่า
ฟอ้ งโจทก์เคลือบคลมุ หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายทีเ่ กี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แต่ในคดีแพ่ง
ปัญหาว่าฟอ้ งโจทก์เคลือบคลมุ หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายทีไ่ ม่เกีย่ วกบั ความสงบเรียบร้อย
ฎีกำท่ี ๑๑๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑ น.๓ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สองกระทาความผิดเมื่อวนั ที่
399
๒๒ กนั ยายน ๒๕๔๐ แตโ่ จทก์นาสืบตรงตามข้อเท็จจริงว่าจาเลยทงั้ สองกระทาความผิดเม่ือวนั ที่
๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๐ และจาเลยทงั้ สองมิได้นาสืบตอ่ ส้เู ก่ียวกบั วนั เวลาท่ีโจทก์ฟ้อง แสดงวา่ จาเลย
ทงั้ สองมิได้หลงต่อสู้ เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจาเลยทงั้ สองกระทาความผิดจริงตามฟ้อง ศาลก็มี
อานาจลงโทษจาเลยทงั้ สองได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม
ฎีกำท่ี ๙๖๕๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๙ ทางนาสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จาเลยชก
ต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างไร จาเลยจึงมีความผิดเพียงฐาน
ใช้กาลงั ทาร้ ายผู้อ่ืน โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑
ซงึ่ แม้ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย แตก่ ารจะลงโทษจาเลยตามท่ี
ได้ความจากทางพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย ซ่ึงความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๙๑ มีอัตราโทษจาคุกไม่เกินหน่ึงเดือน จึงมีอายุความหน่ึงปีตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๕)
จาเลยกระทาความผิดเม่ือวนั ที่ ๒๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๖ โจทก์ฟ้องคดีนีเ้มื่อวนั ที่ ๒๗ กนั ยายน ๒๕๔๔
เป็นเวลาเกินกว่าหน่ึงปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ไม่อาจลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕
วรรคหนง่ึ
ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๑ กรณีตามปัญหา พนักงานอยั การโจทก์ฟ้องว่าจาเลยใช้มีดแทง
ผ้เู สียหายโดยเจตนาฆ่า เม่ือวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๔๐ แตท่ างพิจารณาโจทก์นาสืบได้ความว่าเกิด
เหตเุ มื่อวนั ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ แต่จาเลยมิได้ต่อสู้เก่ียวกับเวลาที่กระทาความผิด กรณีจึง
ไม่ใช่ฟ้องผิดไป เป็นเหตใุ ห้จาเลยหลงตอ่ สู้ เมื่อข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาแตกตา่ ง
กบั ข้อเท็จจริงท่ีกล่าวในฟ้องเกี่ยวกบั เวลากระทาความผิดซ่ึง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม (ขำดเร่ือง เป็ นกำรแตกต่ำงในรำยละเอียด) มิให้ถือว่า
ตา่ งกันในสาระสาคญั อีกทงั้ จาเลยมิได้หลงตอ่ สู้ ศาลจึงลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ
นนั้ ได้ (๓ คะแนน)
คดีนีโ้ จทก์ฟ้องจาเลยฐานพยายามฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘
ประกอบ มาตรา ๘๐ โดยใช้มีดแทงผ้เู สียหายโดยเจตนาฆ่าแตผ่ ้เู สียหายหลบทนั จึงไมถ่ ึงแก่ความ
ตาย และจาเลยให้การปฏิเสธและนาสืบว่าเป็นการป้องกันและทางพิจารณาได้ความว่าจาเลย
กระทาความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายผ้เู สียหายไม่เป็นการปอ้ งกนั ซ่ึงการกระทาความผิด
ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทาความผิดฐานทาร้ ายร่างกายด้วยและเป็นความผิดได้ใน
ตวั เอง ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานพยามทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นจนเป็นเหตใุ ห้
ได้รับอนั ตรายแกก่ ายและจติ ใจได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย (๓ คะแนน)
400
แต่อย่างไรก็ตามความผิดฐานทาร้ายร่างกายมีอตั ราโทษขนั้ สูงคือ ๒ ปี อายุความการ
ฟ้องคดีอาญาในความผิดดงั กลา่ วจงึ เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๙๕ (๓) คือ ๑๐
ปี คดีนีจ้ าเลยกระทาความผิดในวันท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์ฟ้องจาเลยเม่ือวันที่ ๑๕
มกราคม ๒๕๕๑ เป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี คดีจึงขาดอายคุ วาม (๑ คะแนน) ดงั นนั้ ศาลต้องยกฟ้อง
โจทก์ปลอ่ ยจาเลยไป แต่ศำลจะส่ังขังจำเลยไว้หรือปล่อยช่ัวครำวระหว่ำงคดียังไม่ถงึ ท่สี ุดก็
ได้ ตำม มำตรำ ๑๘๕ วรรคหน่ึง (รวม ๗ คะแนน)
ตวั อย่ำงคำตอบท่ี ๒ ในคดีอาญานนั้ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอหรือท่ีมไิ ด้
กล่าวไว้ในฟ้อง และถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงท่ีกล่าวไว้ในฟ้องและที่ปรากฏในทางพิจารณา
แตกตา่ งกบั ที่กลา่ วในฟ้องให้ศาลยกฟ้อง เว้นแตข่ ้อแตกตา่ งนนั้ มิใช่สาระสาคญั และจาเลยมิได้
หลงตอ่ ส้ศู าลลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนนั้ ได้ และข้อเตกต่างท่ีเป็นเพียงรายละเอียด
เช่นเกี่ยวกบั เวลา สถานที่ ... มิให้ถือวา่ ต่างกนั ในข้อสาระสาคญั ทงั้ มิให้ถือว่าเป็นเร่ืองเกินคาขอ
หรือโจทก์ไมป่ ระสงคใ์ ห้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรค
หนง่ึ วรรคสอง และวรรคสาม
เมื่อพนกั งานอยั การโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐๔๐ จาเลยใช้มีด
แทงผ้เู สียหาย แต่ทางพิจารณาโจทก์นาสืบได้ว่า เหตเุ กิดเม่ือวนั ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐๔๐ อัน
เป็ นข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง แต่
ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเวลา สถานท่ี (ไม่ได้ปรับบทเร่ือง เป็ นกำรแตกต่ำงในรำยละเอียด)
มิให้ถือว่าตา่ งกันในข้อสาระสาคญั เว้นแต่จาเลยจาหลงตอ่ สู้ ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม เมื่อ
จาเลยให้การปฏิเสธและอ้างเหตวุ ่าตนกระทาโดยป้องกนั จาเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ ศาลมีอานาจ
ลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนัน้ ได้ ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ศาลจึงมีอานาจ
พพิ ากษาลงโทษจาเลยในการกระทาความผิดในวนั ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐๔๐ ได้ (๓ คะแนน)
กรณีความผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องรวมการกระทาหลายอยา่ ง ฐานพยายามทาร้าย
แต่ละอย่างเป็นความผิดได้เองอยู่ในตวั ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตามท่ีพิจารณาได้ความได้
ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
เม่ือโจทก์ฟ้องจาเลยฐานพยามฆ่าตามมาตรา ๒๘๘ ๘๐ แห่ง ป.อ. แตท่ างพิจารณาได้
ความวา่ จาเลยพยามทาร้ายร่างกายเท่านนั้ และไม่เป็นการกระทาโดยปอ้ งกัน ซ่ึงความผิดฐาน
พยายามฆ่านนั้ รวมความผิดฐานทาร้ายร่างกายอยู่ด้วยและเป็นความผิดได้อยู่ในตวั เม่ือทาง
พิจารณาได้ความว่าเป็นการพยายามทาร้ายร่างกายผ้เู สียหาย ตามมาตรา ๒๙๕ ๘๐ แห่ง ป.อ.
ศาลจึงพิพากษาลงโทษจาเลยได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคาขอ