The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

301

“ถ้าการกระทาตามมาตรา ๔๐ เป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปล่ียนแปลงให้ถกู ต้องได้หรือเจ้าของ
อาคารมิได้ปฏิบตั ิตามคาสง่ั ของเจ้าพนกั งานท้องถ่ินตามมาตรา ๔๑ ให้เจ้าพนักงานท้องถ่ินมี
อานาจสง่ั ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคมุ งาน หรือผู้ดาเนินการรือ้ ถอนอาคารนนั้
ทงั้ หมดหรือบางส่วนได้...” เมื่อกรณีของจาเลยมิใช่กรณีเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบตั ิตามคาสง่ั ของ
เจ้าพนกั งานท้องถ่ินตามมาตรา ๔๑ แตเ่ ป็นกรณีที่มีการกระทาตามมาตรา ๔๐ ดงั นนั้ ข้อเท็จจริง
ที่ว่าการก่อสร้างอาคารของจาเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตนนั้ สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง
ได้หรือไม่ จึงเป็นสาระสาคญั ฯ ในการพิจารณาถึงอานาจในการออกคาสงั่ ให้รือ้ ถอนอาคารของ
เจ้าพนกั งานท้องถิ่น ตามฟ้องโจทก์บรรยายเพียงวา่ จาเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนญุ าต
มิได้ บรรยายว่าการกระทาของจาเลยเป็ นกรณี ที่ไม่สามารถแก้ ไขเปลี่ยนแปลงให้ ถูกต้ อง ได้
อนั เป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๔๒ ฟ้องโจทก์จึงไมค่ รบองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบ
ด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๑๘๘/๒๕๔๙ ฎ.๕๕ ความผิดตาม พ.ร.บ. ค้มุ ครองผ้ปู ระสบภยั จากรถฯ มาตรา
๗ วรรคแรก และมาตรา ๓๗ ผู้กระทาความผิดจะต้องเป็นเจ้าของรถ แต่ตามคาบรรยายฟ้อง
ของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จาเลยเป็นเจ้าของรถคนั ท่ีไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย
จงึ เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องที่ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๑๘๓๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๖๒ ความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับ
ใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. เล่ือยโซ่ยนต์ฯ นนั้ นอกจากโจทก์ไม่ได้อ้างกฎกระทรวงกาหนดลกั ษณะ
เล่ือยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเล่ือยโซ่ยนต์ฯ อนั เป็นกฎหมายท่ีใช้ในขณะกระทานนั้ มาใน
คาขอท้ายฟ้องแล้ว กรณีปรากฏอีกด้วยว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกาหนดให้ “เลื่อยโซ่ยนต์”
หมายความวา่ “(๑) เคร่ืองมือสาหรับใช้ตดั ต้นไม้หรือแปรรูปไม้ท่ีมีฟันเล่ือยติดกบั โซซ่ ึง่ ขบั เคล่ือน
ด้วยกาลงั เครื่องจกั รกลท่ีผลิตและประกอบสาเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกาลงั เกินกว่า ๒ แรงม้า
โดยมีแผ่นบงั คบั โซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกวา่ ๑๒ นิว้ ” อนั เป็นการกาหนดไว้เฉพาะการมีเลื่อย
โซ่ยนต์ที่มีลักษณะเช่นนีเ้ ท่านัน้ ท่ีต้องมีใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ ถ้ าไม่มี
ใบอนญุ าตจึงจะมีความผิดตามมาตรา ๔ วรรคหน่ึง และมีบทลงโทษตามมาตรา ๑๗ วรรคหน่ึง
แต่ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏเลยว่าเลื่อยโซ่ยนต์คดีนีม้ ีลกั ษณะต้องห้ามตามท่ีกฎกระทรวงดงั กล่าว
กาหนดไว้ ฟ้องโจทก์เก่ียวกับความผิดดงั กล่าวจึงไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) และ (๖)
แม้จาเลยท่ี ๑ จะให้การรับสารภาพก็รับฟังไม่ได้ว่า การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดตาม
พ.ร.บ. เลื่อยโซย่ นต์ฯ มาตรา ๔ วรรคหน่ึง, ๑๗ วรรคหนึ่ง จงึ ต้องพิพากษายกฟ้องความผิดข้อนี ้

302

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ ปัญหาดังกล่าวเป็ น
ข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึน้ วินิจฉัยได้ตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

บรรยำยฟ้องครบองค์ประกอบควำมผิด
ฎีกำท่ี ๗๗๑๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๑ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ บญั ญัติว่า ฟ้องต้องทา
เป็นหนงั สือและมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคาฟ้องอีกรวม ๗ อนมุ าตรา แต่มิได้มีเง่ือนไข
เกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสงั่ ริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมา
ในคาฟ้องว่าเจ้าพนกั งานจบั จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ได้พร้อมกับยึดเคร่ืองสบู นา้ เป็นของกลางและ
มีคาขอให้ริบเครื่องสูบนา้ จึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จาต้องบรรยายมาในฟ้องว่า เป็นของผู้ใดและ
ใช้ในการกระทาความผดิ อยา่ งไร
ฎีกำท่ี ๒๖๓/๒๕๕๑ ฎ.๕๕ โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดตา่ งๆ มาในฟ้องดงั ที่
บญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕ ) ซ่ึงเพียงพอทาให้จาเลยที่ ๒ เข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วน
สายลบั เป็นใคร เป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์อาจนาสืบในชนั้ พิจารณาได้ หาทาให้ฟอ้ งเคลือบคลมุ ไม่
ฎีกำท่ี ๔๑๗๑/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๙ โจทก์ได้บรรยายฟ้องการกระทาของจาเลยที่
อ้างวา่ จาเลยได้กระทาความผิดข้อเทจ็ จริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกบั เวลาและสถานที่ ซง่ึ เกิดการ
กระทานนั้ ๆ อีกทงั้ บคุ คลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว ส่วนสาเนาผลการตรวจชนั สตู รบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง
ซ่ึงถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องนัน้ แม้ช่ือผู้บาดเจ็บจะไม่ตรงกับช่ือผู้เสียหายตามฟ้อง ก็เพียงแต่
แสดงวา่ ไมใ่ ช่ผลการตรวจชนั สตู รบาดแผลของผ้เู สียหายเท่านนั้ ไมไ่ ด้ทาให้เข้าใจว่าจาเลยไม่ได้
กระทาความผดิ ตามข้อเทจ็ จริงท่ีโจทก์บรรยายมาในฟ้อง
ฎีกำท่ี ๗๒๕๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๐๖ ตามคาฟอ้ งของโจทก์ได้บรรยายถงึ การกระทา
ทงั้ หลายท่ีอ้างวา่ จาเลยได้กระทาความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกบั เวลาและสถานที่
ซงึ่ เกิดการกระทานนั้ ๆ อีกทงั้ บคุ คลหรือสิ่งของท่ีเกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จาเลยเข้าใจ
ข้อหาได้ดีและอ้างมาตราในกฎหมายซ่ึงบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕) (๖) แล้ว ซ่ึงจาเลยก็เข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพในชนั้ พิจารณา ดงั นนั้
แม้คาฟอ้ งของโจทก์จะไมแ่ นบเอกสารผลการตรวจพิสจู น์หลกั ฐานมาท้ายฟอ้ ง ก็หาทาให้ฟอ้ งของ
โจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลมุ ไม่

303

ฎีกำท่ี ๓๘๘/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑ น.๔๙ การท่ีโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยซ่ึงเป็ น
ผ้ใู หญ่บ้านเป็นผู้สนบั สนุนให้ความช่วยเหลือ โดยลงลายมือช่ือรับรองอนั เป็นเท็จลงในด้านหลัง
ของคาขอมีบตั ร มีบตั รใหม่ หรือเปล่ียนบตั รประจาตวั ประชาชนว่า จ. คือ บ. ซ่ึงมีช่ืออย่ใู นทะเบียน
บ้านเลขที่ ๒๔๑ เป็นลูกบ้านในหม่บู ้านซึ่งจาเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ แม้จะไม่มีคาว่าจาเลยเป็น
เจ้าพนกั งาน แตถ่ ือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องวา่ จาเลยเป็นเจ้าพนกั งานแล้ว เน่ืองจากผ้ใู หญ่บ้าน
ย่อมเป็นเจ้าพนกั งานตามพระราชบญั ญัตลิ กั ษณะปกครองท้องท่ีฯ การกระทาของจาเลยจงึ เป็น
ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั บิ ตั รประจาตวั ประชาชนฯ มาตรา ๑๔ วรรคสาม

ฎีกำท่ี ๘๐๑๐/๒๕๕๖ ฎ. ๓๔๐๑ โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ตาม
ป.อ. มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ ตามลาดบั โดยบรรยายฟ้องว่า จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซง่ึ เป็น
เจ้าพนกั งานตามกฎหมายกับพวกได้รับมอบหมายจากนายอาเภอให้ปฏิบัติหน้าท่ีระวงั ชีแ้ ละ
รับรองแนวเขตที่ดินที่สาธารณประโยชน์ราย ห. และ ส. ขอคดั แบบแจ้งการครอบครองท่ีดนิ (ส.ค.
๑) และขอออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) สาหรับที่ดินพิพาทว่าผ้นู าพิสูจน์นาชี ้
ทบั ที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ รวมทงั้ ตรวจสอบว่าผ้ขู อได้ทาประโยชน์ในท่ีดินหรือไม่ และเป็น
จานวนเนือ้ ที่เท่าใด จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ บงั อาจร่วมกนั ปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ โดยจาเลยท่ี ๑
และที่ ๒ ตรวจสอบพบวา่ ท่ีดินพิพาทเป็นพืน้ ที่มีความลาดชนั เกินกว่า ๓๕ องศา ซึ่งทางราชการ
ไมอ่ าจออกเอกสารสิทธิให้ตามคาขอได้ แตจ่ าเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกนั ให้คารับรองตอ่ นายอาเภอ
วา่ ท่ีดนิ พพิ าท ห. ได้ทาประโยชน์ตอ่ เนื่องกนั ตลอดมาเตม็ ทงั้ แปลงและไมเ่ ป็นที่สาธารณประโยชน์
หรือท่ีสงวนหวงห้ามของทางราชการซ่ึงเป็นความเท็จ ความจริงแล้วท่ีดนิ พิพาทมีสภาพเป็นภูเขา
มีความลาดชนั เกินกวา่ ๓๕ องศา และเป็นป่าถาวรเป็นท่ีสงวนหวงห้ามของทางราชการซง่ึ ไมอ่ าจ
ออกเอกสารสิทธิให้ได้ เป็นเหตุให้นายอาเภอหลงเชื่อและลงนามเอกสารหนังสือรับรองการทา
ประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ให้แก่ ส. โดยจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่กรมที่ดนิ
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่น และประชาชน และจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ได้รับรอง
เอกสารที่นาเสนอตอ่ นายอาเภอประกอบการพิจารณาอนมุ ตั ิออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์
(น.ส.๓ ก.) ให้แก่ผ้ขู อวา่ เป็นหลกั ฐานท่ีตนทาขนึ ้ นนั้ เพ่ือพสิ จู น์ความจริงอนั เป็นความเทจ็ เป็นเหตุ
ให้นายอาเภอออกเอกสารสิทธิไปโดยไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายวา่ จาเลยท่ี ๑ นาเอาแบบ
แจ้งการครอบครองท่ีดิน (ส.ค.๑) ผิดแปลงไปใช้ออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ (น.ส.๓ ก.)
ท่ีดินพิพาท แต่ถือได้ว่าเป็นฟ้องท่ีชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ซ่ึงประสงค์เพียงให้มี
รายละเอียดพอสมควรที่จะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เป็นเรื่องท่ีวา่ กัน

304

ในชนั้ สืบพยานได้ เมื่ออา่ นฟ้องของโจทก์โดยตลอดจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ย่อมเข้าใจได้วา่ โจทก์ฟ้อง
และขอให้ลงโทษจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ในความผิดฐานเจ้าพนกั งานปฏิบตั ิหรือละเว้นการปฏิบตั ิ
หน้าที่โดยมิชอบ และฐานเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีทาเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงใน
เอกสาร รับรองเป็นหลกั ฐานซึ่งข้อเท็จจริงอนั เอกสารนนั้ มงุ่ พิสจู น์ความจริงอนั เป็นความเท็จ การ
นาเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ผิดแปลงไปใช้ออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์
(น.ส.๓ ก.) ท่ีดนิ พิพาทจงึ อยใู่ นประเดน็ แหง่ คดี ศาลชนั้ ต้นยอ่ มฟังประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนของ
โจทก์เพ่ือวินจิ ฉยั การกระทาความผดิ ของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้

ฎีกำท่ี ๓๑๒๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๘๒ คาฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ความจริงจาเลยเห็น
ส. เป็นคนร้าย แตจ่ าเลยมาเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่า ส. มิใช่คนร้าย อนั เป็นการ
บรรยายถึงว่าความเท็จและความจริงเป็นอย่างไรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดว่า
ข้อความอนั เป็นเท็จที่จาเลยเบิกความเป็นข้อสาคญั ในคดีอย่างไร แต่โจทก์ได้บรรยายถึงข้อท่ีว่า
ส. ต้องหาว่าร่วมกันฆ่าผู้ตาย กับ ส. เป็นคนร้ ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและจาเลยอนั เป็นข้อ
สาคัญในคดี เมื่อความจริงจาเลยเห็น ส. เป็นคนร้ ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายและจาเลย แล้ว
จาเลยเบิกความว่าจาเลยไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร และ ส. มิใช่คนร้าย คาเบิกความของจาเลย
ตามที่โจทก์ฟ้องย่อมเป็นข้อสาคญั ในคดีที่เข้าใจได้ในตวั เอง ฟ้องโจทก์ดงั กล่าวมีรายละเอียด
พอสมควรเทา่ ท่ีจะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จงึ เป็นฟอ้ งท่ีชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๗๒๙๐/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๘๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยโดยปราศจากเหตุ
อันสมควรพราก น. ผู้เสียหายที่ ๒ อายุ ๑๗ ปีเศษ ซ่ึงเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกิน
สิบแปดปี ไปเสียจาก ว. ผ้เู สียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นผ้รู ับบุตรบุญธรรม ผ้ปู กครอง หรือผ้ดู แู ล เพ่ือการ
อนาจาร โดยผ้เู ยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย กบั จาเลยพาผ้เู สียหายท่ี ๒ ไปเพื่อการอนาจารโดยพูดข่มขู่
ผ้เู สียหายท่ี ๒ ซ่ึงขณะนนั้ ผ้เู สียหายท่ี ๒ สวมใสช่ ดุ นกั เรียน แตห่ นีเรียนไมเ่ ข้าโรงเรียนตามปกติวา่
หากผ้เู สียหายที่ ๒ ไม่ยอมไปกบั จาเลย จาเลยจะนาเรื่องที่ผ้เู สียหายที่ ๒ หนีเรียนไมเ่ ข้าโรงเรียน
ตามปกติดงั กล่าว ไปแจ้งให้ทางโรงเรียนท่ีผ้เู สียหายท่ี ๒ ศกึ ษาอย่แู ละผ้ปู กครองผู้เสียหายท่ี ๒
ทราบ เพื่อให้ผ้เู สียหายท่ี ๒ ถกู ลงโทษหรือว่ากล่าว เป็นเหตใุ ห้ผ้เู สียหายท่ี ๒ เกิดความกลวั ตาม
คาขม่ ขขู่ องจาเลยดงั กลา่ ว และยอมไปกบั จาเลย อนั เป็นการข่เู ข็ญหรือใช้วิธีขม่ ขืนใจด้วยประการ
อื่นใด โดยผู้เสียหายท่ี ๒ ไม่ยินยอม และจาเลยได้กระทาอนาจารผู้เสียหายท่ี ๒ โดยใช้กาลัง
ประทษุ ร้ายด้วยการจบั แขนและดงึ ตวั ผ้เู สียหายท่ี ๒ เข้าไปสวมกอดเพ่ือมิให้ผ้เู สียหายท่ี ๒ ขดั ขืน
แล้วจาเลยได้หอมที่บริเวณหน้าผากของผู้เสียหายท่ี ๒ โดยจาเลยมีเจตนาล่วงเกินทางเพศต่อ

305

ผ้เู สียหายท่ี ๒ โดยผ้เู สียหายท่ี ๒ ไมย่ ินยอม แม้โจทก์ไมไ่ ด้บรรยายว่าจาเลยพรากผ้เู สียหายที่ ๒
หรือพาผู้เสียหายที่ ๒ ไปเพ่ือการอนาจารอย่างไร และไม่ได้บรรยายถ้อยคาตาม ป.อ. มาตรา
๒๘๔ ว่า จาเลยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กาลงั ประทุษร้ายใช้อานาจครอบงาผิดคลองธรรม
หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอ่ืนใดก็ตาม แต่คาฟ้องของโจทก์ดงั กล่าวก็พอเข้าใจได้แล้วว่า
จาเลยพรากผ้เู สียหายที่ ๒ ไปเพ่ือการอนาจาร โดยผ้เู สียหายท่ี ๒ ไมเ่ ต็มใจไปด้วย พาผู้เสียหายท่ี
๒ ไปเพื่อการอนาจารโดยผ้เู สียหายท่ี ๒ ไมย่ ินยอม และพาผ้เู สียหายที่ ๒ ไปเพ่ือการอนาจารโดย
ใช้อบุ ายหลอกลวงขเู่ ข็ญ ใช้กาลงั ประทษุ ร้าย ใช้อานาจครอบงาผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีขม่ ขืนใจ
ด้วยประการอื่นใดแล้ว ทงั้ การบรรยายฟ้องก็หาจาต้องเคร่งครัดถึงกบั ต้องใช้ ถ้อยคาในกฎหมาย
เสมอไปไม่ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ, ๒๘๔, ๓๑๘ แล้ว

ฎีกำท่ี ๓๗๘๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๕๖ โจทก์บรรยายฟ้องใน ๑ ข. วา่ จาเลยได้บงั อาจ
พาเดก็ หญิง ร. ผ้เู สียหายท่ี ๑ อายุ ๕ ปีเศษ (เกิดวนั ท่ี ๑๙ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๕) ซงึ่ เป็นเด็กอายยุ งั
ไมเ่ กินสิบห้าปีไปเพ่ือการอนาจาร โดยใช้อบุ ายหลอกลวงวา่ จะให้เงิน แล้วจาเลยได้บงั อาจกระทา
ชาเราใช้กาลงั ประทษุ ร้ายถอดกางเกงขาสนั้ และกางเกงในผ้เู สียหายท่ี ๑ ซง่ึ มิใชภ่ ริยาของจาเลย
ออก แล้ วจาเลยได้ใช้นิว้ มือของจาเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ ๑ โดย
ผ้เู สียหายที่ ๑ ยินยอม ทงั้ นี ้เพื่อสนองความใคร่ของจาเลย แม้ฟ้องดงั กล่าวมิได้ระบวุ ่าผ้เู สียหาย
ที่ ๑ เป็นเดก็ อายยุ งั ไมเ่ กินสบิ สามปีก็ตาม แตฟ่ อ้ งโจทก์ได้บรรยายระบวุ า่ ผ้เู สียหายท่ี ๑ อายุ ๕ ปี
เศษ และเม่ือพิจารณาประกอบฟ้องในข้อ ๑ ก. ข้อหาพรากเดก็ ที่ระบวุ า่ จาเลยพรากเดก็ หญิง ร.
ผ้เู สียหายที่ ๑ อายุ ๕ ปีเศษ ซงึ่ เป็นเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบสามปี ไปเสียจากผ้เู สียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็น
ผ้ปู กครองและผ้ดู แู ลเพื่อการอนาจาร โดยผ้เู สียหายที่ ๑ เตม็ ใจไปด้วยแล้ว ฟ้องดงั กลา่ วแสดงอยู่
ในตวั ว่าผ้เู สียหายที่ ๑ เป็นเดก็ อายุ ๕ ปีเศษ ซง่ึ อายยุ งั ไมเ่ กินสบิ สามปี ฟ้องของโจทก์ในความผิด
ฐานกระทาชาเราเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบสามปีจึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม และเป็นฟอ้ งที่ชอบตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

ฎีกำท่ี ๖๙๙๑/๒๕๔๙ ฎ.๑๙๓๙ ข้อความว่า “ข่มขืนกระทาชาเรา” หมายถึง การร่วม
ประเวณีกับหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยข่มขืนกระทาชาเรา
ผู้เสียหาย แม้โจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลกั ษณะของการข่มขืนกระทาชาเรา แต่เป็น
รายละเอียดที่โจทก์นาสืบในชนั้ พิจารณาได้ คาฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก แล้ว

ฎีกำท่ี ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๔ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยเข้าไปในห้องนอน

306

ของผ้เู สียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นภริยาของผ้เู สียหายท่ี ๑ ขณะผ้เู สียหายท่ี ๒ กาลงั นอนหลบั อยู่ จาเลย
กระทาอนาจารผ้เู สียหายที่ ๒ อายุ ๑๕ ปีเศษ ซ่ึงมิใช่ภริยาจาเลย โดยใช้กาลังประทษุ ร้ายกอด
ปลา้ ลูบคลาร่างกายของผ้เู สียหายท่ี ๒ และพยายามถอดเสือ้ ผ้าของผ้เู สียหายท่ี ๒ ที่สวมใส่อยู่
ออก และใช้อาวธุ ปืนบงั คบั ข่เู ข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทาชาเราผ้เู สียหายที่ ๒ โดยผ้เู สียหายท่ี ๒ อยู่
ในภาวะท่ีไม่สามารถขดั ขืนได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทาอนาจารแก่บุคคลอายกุ ว่า
สิบห้าปีโดยใช้กาลังประทุษร้ าย ได้บรรยายถึงการกระทาทัง้ หลายท่ีอ้างว่าจาเลยได้กระทา
ความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดท่ีเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซ่ึงเกิดการกระทานัน้ ๆ
อีกทัง้ บุคคลหรือส่ิงของที่เกี่ยวข้ องด้วยพอสมควรเท่าท่ีจะให้ จาเลยเข้ าใจข้ อหาได้ดีแล้ ว
ส่วนที่จาเลยจะกระทาอนาจารอย่างไรและบริเวณใดของร่างกายกับจาเลยลูบคลาร่างกาย
ผ้เู สียหายที่ ๒ อยา่ งไร เป็นเพียงรายละเอียดซึง่ โจทก์สามารถนาสืบได้ในชนั้ พิจารณา ฟ้องโจทก์
จงึ ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๘๓/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑ น.๙ โจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกบั วนั เวลาและสถานที่เกิดเหตุ
รวมทงั้ มูลเหตุจงู ใจที่ทาให้จาเลยทงั้ สองกระทาความผิด โดยได้ระบุด้วยว่ามีผ้เู ห็นเหตกุ ารณ์ที่
บง่ ชีว้ ่าขณะที่เกิดเหตกุ ารฆา่ มีจาเลยทงั้ สองเทา่ นนั้ ที่อยใู่ นท่ีเกิดเหตุ คนร้ายไมม่ ีทางที่จะเป็นผ้อู ่ืน
แม้ไม่มีรายละเอียดโดยชดั แจ้งเก่ียวกับการกระทาความผิดของจาเลยทงั้ สองว่าร่วมยิงอย่างไร
ใครเป็นผ้ยู งิ และผ้ตู ายถกู ยงิ ท่ีสว่ นใดของร่างกาย ด้วยอาวธุ ปืนชนิดใด ทงั้ ไมม่ ีข้อยืนยนั วา่ จาเลย
ทัง้ สองร่วมกันยิงผู้ตาย ก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ท่ี
ประสงค์แต่เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรท่ีจะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วน
รายละเอียดอื่น ๆ เป็นเร่ืองท่ีต้องไปว่ากันในชนั้ สืบพยาน เมื่ออ่านฟ้องโดยตลอด จาเลยทงั้ สอง
ยอ่ มเข้าใจได้วา่ โจทก์ฟ้องจาเลยทงั้ สองวา่ ร่วมกนั ฆา่ ผ้อู ่ืนโดยใช้อาวธุ ปืนยิงและไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎีกำท่ี ๔๔๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๖ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยซงึ่ มีอาวธุ มีดปลาย
แหลมติดตวั ไปกับ ฉ. ผู้ตาย ฝ่ ายหน่ึง กบั ส. อีกฝ่ ายหนึ่ง สมัครใจเข้าร่วมในการชุลมุนต่อส้ทู า
ร้ายร่างกายซึง่ กนั และกนั ระหวา่ งบคุ คลตงั้ แตส่ ามคนขนึ ้ ไป โดยในการชลุ มนุ ตอ่ ส้ดู งั กลา่ ว ฉ. ถกู
อาวุธมีดท่ีจาเลยนาติดตวั ไปแทงถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายที่
อ้างวา่ จาเลยได้กระทาความผิด ข้อเท็จจริงและบคุ คลท่ีเก่ียวข้องพอสมควร เทา่ ที่ให้จาเลยเข้าใจ
ข้อหาได้ดีแล้ว สว่ นในการชลุ มนุ ตอ่ ส้กู นั จะมีผ้รู ่วมชลุ มนุ กนั อีกหลายคน และผ้รู ่วมชลุ มนุ กลมุ่ ใด
เป็นฝ่ ายก่อเหตกุ ่อน เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนาพยานมาสืบได้ในชนั้ พิจารณา ฟ้องโจทก์
จงึ ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

307

ฎีกำท่ี ๑๕๕๘๔/๒๕๕๗ ฎ.๒๓๒๕ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ และที่ ๖ กบั
พวกอีกหลายคนฝ่ ายหนง่ึ และจาเลยท่ี ๕ กบั พวกอีกหลายคนอีกฝ่ ายหนึ่งร่วมกนั ชกั แสดงและใช้
อาวธุ มีดหลายเลน่ ฟันตอบโต้ ชกตอ่ ยและเตะทาร้ายร่างกายซึง่ กนั และกนั เป็นเหตใุ ห้ พ. และ น.
ซ่ึงเป็นผู้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ได้รับอนั ตรายสาหัส แม้โจทก์บรรยายฟ้องโดยสามารถรู้และ
แบง่ ฝ่ ายแบง่ พวกกนั ได้ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจาเลยคนใดทาร้ ายใคร ถือไมไ่ ด้ว่าโจทก์ฟ้องว่า
จาเลยแตล่ ะฝ่ ายตา่ งร่วมมากระทาความผิด การกระทาของจาเลยทงั้ หกตามฟ้องจึงเป็นความผิด
ฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้มีบุคคลได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๙
วรรคแรก
ข้อสังเกต คดีนีโ้ จทก์ทราบเพียงแต่ว่าพวกจาเลยมี ๒ กล่มุ เข้าชลุ มุนต่อสู้กนั แต่ไม่ทราบว่าใคร
ทาร้ายผูไ้ ด้รับบาดเจ็บสาหสั โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๙ มิได้ขอให้ลงโทษตาม
มาตรา ๒๙๗ ซ่ึงศาลอุทธรณ์เห็นว่าแยกกลุ่มได้ก็เป็ นเรื่องที่แต่ละกลุ่มเป็ นตวั การตามมาตรา
๒๙๗ ไม่ใช่เป็นการเข้าชุลมุนต่อสูก้ นั จึงยกฟอ้ งมาตรา ๒๙๙ โดยมิไดล้ งโทษตามมาตรา ๒๙๗
เพราะทางพิจารณาแตกต่างกบั ฟ้องในข้อสาระสาคญั แต่ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า
จาเลยคนใดทาร้ายใคร ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟอ้ งว่าจาเลยแต่ละฝ่ ายต่างร่วมมากระทาความผิด การ
กระทาของจาเลยทง้ั หกตามฟ้องจึงเป็นความผิดฐานเข้าร่วมในการชลุ มุนต่อสูเ้ ป็นเหตใุ ห้มีบคุ คล
ไดร้ บั อนั ตรายสาหสั ตามมาตรา ๒๙๙

ฎีกำท่ี ๑๐๘๙๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๐๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิด
ฐานร่วมกับพวกเล่นการพนนั สลากกินรวบ โดยจาเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ (คนเดินโพยฝ่ าย
เจ้ามือ) ซ่ึงศาลอทุ ธรณ์ก็วินิจฉยั ไว้โดยละเอียดแล้วว่าเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดชอบ
ด้วยกฎหมาย พวกท่ีร่วมเล่นการพนนั สลากกินรวบกบั จาเลยจะมีกี่คน เล่นในฐานะใด และเป็น
ผ้กู ระทาความผิดด้วยหรือไม่ หาใช่องค์ประกอบของความผิดท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บงั คบั
ให้ต้องบรรยายมาในคาฟอ้ งไม่

ฎีกำท่ี ๔๒๖๔-๔๒๖๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๒๓ องคป์ ระกอบความผดิ ฐานลกั ทรัพย์นนั้
จะต้องเป็นการเอาไปซ่ึงทรัพย์ของผู้อื่น โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ไม้ไผ่รวกของกลางที่จาเลย
ทงั้ สามร่วมกนั ลกั ตดั เอาไปนนั้ ขนึ ้ อยใู่ นเขตที่ดินหวงห้ามเพื่อประโยชน์ในราชการทหาร และอยใู่ น
ความควบคมุ ดแู ลและใช้ประโยชน์ของกองพลทหารราบท่ี ๙ กองทพั บกผ้เู สียหาย เท่ากบั โจทก์
บรรยายฟ้องชดั แจ้งวา่ ไม้ไผร่ วกของกลางเป็นของรัฐท่ีได้มอบหมายให้กองทพั บกมีอานาจในการ
หวงห้ามที่ดนิ ดงั กล่าวเพื่อประโยชน์ในราชการทหาร กองทพั บกซึ่งเป็นผ้รู ับผิดชอบควบคมุ ดแู ล
ที่ดนิ ดงั กลา่ วจงึ เป็นผ้เู สียหายท่ีมีอานาจดาเนินคดี ฟ้องโจทก์จงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

308

ฎีกำท่ี ๑๐๘๕๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๔๔ ความผดิ ฐานพยายามลกั ทรัพย์ตามลกั ษณะของ
ความผิดไมอ่ าจทราบได้ว่าทรัพย์ท่ีจาเลยทงั้ สองจะลกั เป็นทรัพย์อะไรและมีมลู คา่ เพียงใด เพราะ
จาเลยทัง้ สองเพียงแต่ลงมือกระทาความผิดเท่านัน้ แต่ยังไม่ได้ เอาทรัพย์ไป ดงั นัน้ การที่โจทก์
บรรยายฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกนั บุกรุกเข้าไปในห้องพกั อาศยั อนั เป็นเคหสถานของโรงแรมท่ี
เป็นที่เกิดภยั พบิ ตั คิ ลื่นยกั ษ์พดั ถลม่ เพื่อลกั ทรัพย์สินของโรงแรมและนกั ทอ่ งเที่ยวท่ีเก็บรักษาไว้ใน
ห้องพัก จาเลยทัง้ สองลงมือกระทาความผิดแล้วแต่กระทาไปไม่ตลอด เพราะมีผู้พบเห็นและ
เข้าขดั ขวาง จงึ ไม่อาจลกั ทรัพย์สินของผ้อู ่ืนไปได้สาเร็จ ฟ้องโจทก์จึงเป็นการบรรยายครบถ้วนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว เพียงแตไ่ มไ่ ด้ระบรุ ายละเอียดเก่ียวกบั ทรัพย์ท่ีจาเลยทงั้ สองพยายาม
ลกั เท่านัน้ แต่เมื่ออ่านคาฟ้องโดยตลอดแล้ วย่อมเป็นท่ีเข้าใจได้ว่าจาเลยทัง้ สองร่วมกันพยายาม
ลกั ทรัพย์ของผู้อ่ืน ฟ้องโจทก์จึงระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดเก่ียวกับบุคคลและส่ิงของพอสมควร
เท่าที่จะทาให้จาเลยทงั้ สองเข้าใจข้อหาได้ดี และต่อสู้คดีได้ หาจาต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ
ทรัพย์สินท่ีจาเลยทงั้ สองพยายามลกั ทรัพย์ไม่

ฎีกำท่ี ๙๓๖/๒๕๕๖ ฎ. ๑๔๒๔ การกระทาของจาเลยจะมีความผิดฐานรับของโจร
หรือไมข่ นึ ้ อยกู่ บั ว่าโจทก์นาสืบให้เห็นว่า ซิมการ์ดของกลางที่จาเลยซือ้ มาเป็นทรัพย์อนั ได้มาโดย
การกระทาความผิดฐานฉ้ อโกง ส่วนผู้ใดจะเป็ นผู้กระทาความผิดฐานฉ้ อโกง เป็ นเพียง
รายละเอียดมิใชอ่ งค์ประกอบความผดิ ของความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้นาสืบให้เห็น แต่
โจทก์ได้นาสืบสว่ นที่เป็นองคป์ ระกอบความผิดครบถ้วน ศาลก็ยอ่ มลงโทษจาเลยได้

ฎีกำท่ี ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันท่ี ๘
มีนาคม ๒๕๔๙ เวลากลางวันถึงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เวลากลางคืน จาเลยเป็ น
ผ้คู รอบครองรถยนต์คนั หมายเลขทะเบียน กข ๓๒๒๘ พทั ลุง ของผ้เู สียหาย จาเลยเบียดบงั เอา
รถยนต์คนั ดงั กล่าวเป็นของตนหรือบคุ คลอื่นโดยทจุ ริต ดงั นี ้ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทา
ทงั้ หลายท่ีอ้างวา่ จาเลยได้กระทาผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเก่ียวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิด
การกระทานนั้ ๆ อีกทงั้ บคุ คลและส่ิงของท่ีเกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าท่ีจะให้จาเลยเข้าใจข้อหา
ได้ดีและครบองค์ประกอบความผิดฐานยกั ยอก โจทก์ไมจ่ าต้องบรรยายวา่ จาเลยกระทาการเบียด
บงั ยกั ยอกรถยนต์ไปอย่างไร เร่ืองดงั กล่าวเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนาสืบได้ในชนั้
พจิ ารณาฟ้องโจทก์จงึ ไมเ่ คลือบคลมุ

ฎีกำท่ี ๒๗๒๒/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๒๗ คดีนีโ้ จทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้นาทรัพย์
รวม ๔๔ รายการ ฝากจาเลยไว้เม่ือประมาณปี ๒๕๓๒ ถึงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ต่อมา

309

โจทก์ให้ทนายความมีหนงั สือบอกกล่าวให้จาเลยคืนทรัพย์ดงั กล่าวแก่โจทก์ แต่จาเลยหาได้นา
ทรัพย์มาคืนให้โจทก์ไม่ โดยจาเลยมีเจตนาเบียดบงั เอาทรัพย์ดงั กล่าวเป็นของตนเองหรือผ้อู ่ืน อนั
เป็นการยกั ยอกทรัพย์ ดงั นี ้แม้ความผิดฐานยกั ยอกจะต้องปรากฏวา่ จาเลยมีเจตนาทจุ ริตอนั เป็น
องค์ประกอบอยดู่ ้วย แตก่ ารยกั ยอกทรัพย์ยอ่ มมีความหมายถึงการบงั อาจเอาทรัพย์ท่ีผ้อู ่ืนฝากไว้
ไปโดยมีเจตนาทจุ ริตอยใู่ นตวั อย่แู ล้ว ฉะนนั้ โจทก์จงึ ไมจ่ าเป็นต้องบรรยายฟ้องว่าจาเลยมีเจตนา
ทจุ ริตหรือโดยทจุ ริตแตป่ ระการใด

ฎีกำท่ี ๙๒๐๒/๒๕๕๓ ฎ.๑๑๘๘ โจทก์ฟ้องว่า เม่ือปี ๒๕๓๘ โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๑ กับ
พวกให้ร่วมกนั รับผิดชดใช้คา่ เสียหายแก่โจทก์ ศาลมีคาพิพากษาถึงท่ีสดุ ให้จาเลยที่ ๑ กบั พวกรับ
ผดิ ตอ่ โจทก์ เม่ือโจทก์บงั คบั คดีแก่จาเลยท่ี ๑ จึงทราบวา่ เม่ือวนั ที่ ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๘ จาเลย
ท่ี ๑ บงั อาจจดทะเบียนยกท่ีดินให้แก่จาเลยท่ี ๒ โดยเสน่หา การกระทาของจาเลยทงั้ สองจึงมี
เจตนาซอ่ นเร้นทรัพย์ดงั กลา่ ว ซง่ึ โจทก์ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วให้จาเลยที่ ๑
ชาระหนี ้เพื่อให้พ้นไปเสียจากการท่ีโจทก์จะบงั คบั คดีเอากับทรัพย์ดงั กล่าวเพื่อชาระหนีท้ งั้ หมด
หรือบางสว่ นแก่โจทก์ โดยจาเลยทงั้ สองทราบดีวา่ จาเลยท่ี ๑ ไมม่ ีทรัพย์สินอื่นท่ีจะให้โจทก์บงั คบั
คดีได้อีก ตามคาฟ้องของโจทก์ดงั กล่าวมีความหมายให้เข้าใจได้อย่างชดั แจ้งแล้วว่า จาเลยทงั้
สองได้กระทาไปโดยรู้ว่าเจ้าหนีข้ องตนหรือของผ้อู ื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระ
หนีแ้ ล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนีต้ าม ป.อ. มาตรา ๓๕๐ ฟ้องโจทก์จึง
ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๒๔๙๖/๒๕๕๖ ฎ.๖๓๓ แม้ พ.ร.บ. การเลือกตงั้ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผ้บู ริหาร
ท้องถ่ินฯ มาตรา ๒ บัญญัติให้ พ.ร.บ.นีจ้ ะใช้บังคับแก่การเลือกตัง้ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือ
ผ้บู ริหารท้องถ่ินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทใดและเม่ือใด ให้ตราเป็น พ.ร.ฎ ก็ตาม
แตข่ ้อท่ีว่าได้มีการตราเป็น พ.ร.ฎ. แล้วหรือไม่ มิใช่เป็นข้อเท็จจริงอนั เกี่ยวกับกฎหมายท่ีบญั ญัติ
วา่ การกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดท่ีโจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง หากแตเ่ ป็นเร่ืองการมีผลบงั คบั ใช้
ของกฎหมายซงึ่ ศาลย่อมต้องรู้เองได้ เมื่อขณะเกิดเหตมุ ีการตรา พ.ร.ฎ. ให้ใช้ พ.ร.บ.การเลือกตงั้
สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผ้บู ริหารท้องถ่ินฯ แก่การเลือกตงั้ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผ้บู ริหารท้องถิ่น
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ โดยให้ใช้บงั คบั ได้ตงั้ แต่วันถัดจากวนั ที่ประกาศในราชกิจจา
นเุ บกษาเป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเม่ือวนั ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๖) ดงั นี ้พ.ร.บ.การ
เลือกตงั้ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ินฯ ย่อมใช้บงั คบั แก่จาเลยทงั้ สองในคดีนีไ้ ด้โดย
โจทก์ไมต่ ้องกลา่ วมาในฟ้อง

310

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกันย้ายบุคคลผ้มู ีช่ือเข้ามาในทะเบียนบ้านโดย
บคุ คลผ้มู ีช่ือทงั้ หมดมิได้อย่อู าศยั จริงอนั เข้าข้อสนั นิษฐานตามกฎหมายวา่ เป็นการย้ายบคุ คลเข้า
มาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตัง้ โดยมิชอบ ย่อมถือเป็นคาฟ้องท่ีแจ้งชัดและ
ครบถ้วนในการกระทาทงั้ หลายท่ีเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตัง้ สมาชิกสภา
ท้องถ่ินหรือผ้บู ริหารท้องถิ่นฯ มาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ซง่ึ ต้องรับโทษตามมาตรา ๑๑๓ พอสมควร
เทา่ ท่ีจะให้จาเลยทงั้ สองเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จงึ เป็นฟ้องท่ีสมบรู ณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๕)

บรรยำยฟ้องเก่ียวกับวันเวลำกระทำควำมผิด
ฎีกำท่ี ๔๖๐๕/๒๕๕๘ ฎ.๕๓๓ โจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกบั วนั เวลากระทาความผิดฐาน
เป็นเจ้าพนกั งานยกั ยอกทรัพย์ว่า ระหว่างวนั ที่ ๒๑ กนั ยายน ๒๕๔๔ เวลากลางวนั ถึงประมาณ
เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕ เวลากลางวนั วนั เวลาใดไม่ปรากฏชดั จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๕ ได้ร่วมกัน
เบียดบงั เอาเงินจานวน ๙,๕๐๐ บาท ซึ่งเป็นเงินงบประมาณปี ๒๕๔๔ จากการจัดทาโครงการ
ซอ่ มแซมประปาและฝายนา้ ล้นของผ้เู สียหายไปเป็นประโยชน์ของจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๕ โดยทจุ ริต
ซงึ่ การกระทาในลกั ษณะเบียดบงั เอาเงินจานวน ๙,๕๐๐ บาท ไปเป็นประโยชน์ของตนย่อมเป็น
เจตนาที่ซ่อนอย่ใู นใจรู้เห็นกนั อย่เู ฉพาะผ้รู ่วมกระทาผิดด้วยกนั ยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้
จนกวา่ ผลของการกระทาของผ้กู ระทาผิดจะปรากฏตอ่ บคุ คลภายนอก เมื่อจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๕ ให้
การรับสารภาพวา่ จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๕ กระทาความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ดงั นี ้ฟ้องโจทก์ได้ระบวุ นั
เวลาที่เกิดการกระทาความผิดซ่ึงจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๕ เข้าใจได้ดีแล้วว่าเหตยุ ักยอกทรัพย์เกิดขึน้
ระหว่างวนั ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๔ เวลากลางวนั ถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๕ เวลา
กลางวนั ฟ้องโจทก์จงึ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ไมเ่ ป็นฟ้องที่ไมส่ มบรู ณ์
ฎีกำท่ี ๗๙๓๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๔๗ โจทก์ได้กล่าวข้อเท็จจริงถึงองค์ประกอบ
ความผิดท่ีจาเลยเป็นเจ้าพนกั งานมีหน้าท่ีทา จดั การ หรือรักษาเช็คขององค์การบริหารสว่ นตาบล
หัวดง และจาเลยนาเช็คขององค์การบริหารส่วนตาบลหัวดงไปปลอมแล้วนาไปเบิกเงินจาก
ธนาคาร จากนัน้ ยักยอกเงินไปพอท่ีจาเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จาเป็ นต้องกล่าวถึง
รายละเอียดว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุว่าจาเลยได้ รับมอบเช็คจากหัวหน้ าส่วนการคลังหรื อได้ รับ
มอบหมายให้มีหน้าที่ทา จดั การหรือรักษาเช็คโดยชอบในหน้าที่หรือไม่อีก จึงเป็นฟ้องท่ีชอบตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

311

ฎีกำท่ี ๖๕๖๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๗ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้น
เดือนตลุ าคม ๒๕๔๕ ถึงวนั ท่ี ๒๓ ตลุ าคม ๒๕๔๕ เวลากลางวนั ตอ่ เน่ืองกนั วนั เวลาใดไมป่ รากฏ
ชดั จาเลยกระทาอนาจารผ้เู สียหายที่ ๑ และผ้เู สียหายท่ี ๒ ด้วยการใช้มือจบั หน้าอกและอวยั วะ
เพศของผ้เู สียหายทงั้ สองจานวนหลายครัง้ และใช้อวยั วะเพศถไู ถท่ีอวยั วะเพศของผ้เู สียหายที่ ๒
โดยผ้เู สียหายทงั้ สองยินยอม ต่างกรรมตา่ งวาระกนั รวมจานวน ๑๐ ครัง้ นนั้ การกระทาอนาจาร
ผ้เู สียหายแตล่ ะคนแตล่ ะคราวย่อมเป็นความผิดแตล่ ะกรรมแยกตา่ งหากจากกนั ท่ีโจทก์บรรยาย
ฟ้องวา่ จาเลยกระทาอนาจารผ้เู สียหาย ๒ คน ตา่ งกรรมตา่ งวาระกนั รวม ๑๐ ครัง้ จงึ ไมอ่ าจทราบ
ได้ว่าจาเลยกระทาอนาจารผู้เสียหายแตล่ ะคน คนละก่ีกรรม จึงเป็นฟ้องท่ีไม่บรรยายให้จาเลย
เข้าใจข้อหาได้ดี ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ซึง่ ศาลต้องยกฟอ้ ง ไม่อาจลงโทษจาเลยได้
แม้แต่กรรมเดียว ปัญหาข้อนีเ้ ป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับความสงบเรียบร้อย แม้ค่คู วาม
ไม่ได้ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขนึ ้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๔๙๗๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ ตามวนั เวลาและภายหลงั เกิด
เหตุลักทรัพย์ตามฟ้องข้อ ๑ คือ วันท่ี ๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงวันเวลาในฟ้องข้อ ๒ คือ วันที่ ๖
ธนั วาคม ๒๕๔๘ อนั เป็นวนั ที่จาเลยถกู จบั กมุ ได้พร้อมทรัพย์ของกลางท่ีถกู คนร้ายลกั ไป จาเลยได้
กระทาความผิดฐานรับของโจร เม่ือโจทก์ยื่นฟ้องวนั ท่ี ๑ มิถนุ ายน ๒๕๔๘ จึงเป็นการกลา่ วหาวา่
จาเลยอาจกระทาความผิดภายหลงั วันที่โจทก์ฟ้อง เป็นคาฟ้องท่ีไม่ชดั แจ้งเพียงพอท่ีจะทาให้
จาเลยเข้าใจข้อหาและต่อส้คู ดีได้ถูกต้อง การที่จาเลยให้การรับสารภาพวา่ กระทาความผิดฐาน
รับของโจร จงึ เป็นการรับสารภาพตามฟ้องท่ีไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๑๐๑๙/๒๕๕๗ ฎ.๗๙ โจทก์ร่วมร้ องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่ น. และจาเลยใน
ความผิดฐานร่วมกนั ยกั ยอก พนกั งานสอบสวนมีความเห็นสง่ั ฟ้อง น. และจาเลยในความผิดฐาน
ร่วมกันยักยอก แต่พนักงานอยั การมีความเห็นให้แยกสานวน โดยสง่ั ฟ้อง น. ในความผิดฐาน
ยกั ยอกและฟ้องจาเลยในความผิดฐานรับของโจร การกระทาความผิดของจาเลยในความผิดฐาน
รับของโจรคดีนีจ้ ึงเกิดจากการกระทาความผดิ ฐานยกั ยอกของ น. เม่ือพนกั งานอยั การฟ้อง น. ใน
ความผิดฐานยกั ยอกตอ่ ศาลแขวงพระนครเหนือโดยบรรยายฟ้องวา่ เมื่อระหว่างวนั ท่ี ๙ มกราคม
๒๕๔๗ ถึงวนั ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๙ เวลากลางวนั และกลางคืนตอ่ เน่ืองกนั วนั เวลาใดไม่ปรากฏชดั
น. เบียดบงั ยกั ยอกเอารถยนต์ของโจทก์ร่วมไป ฟ้องโจทก์ในคดีดงั กล่าวได้บรรยายถึงจดุ เร่ิมต้น
แหง่ การกระทาความผดิ ของ น. กลา่ วคือ วนั ที่ น. รับรถยนตข์ องโจทก์ร่วมไว้ซง่ึ เป็นวนั ที่ น. เชา่ ซือ้
รถยนต์จากโจทก์ร่วม และวนั ที่โจทก์ร่วมทราบถึงการกระทาความผิดของ น. ก่อนที่โจทก์ร่วมจะ

312

ไปแจ้งความในวนั ท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๙ การท่ี น. จะมีเจตนาทจุ ริตยกั ยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วม
ไปเมื่อใด เป็นเรื่องเจตนาภายในของ น. เอง ซึ่งอาจเกิดขึน้ ตงั้ แต่เริ่มรับรถยนต์ของโจทก์ร่วม
จนถึงวนั ที่ น. ปฏิเสธคืนรถยนต์วนั ใดวนั หนงึ่ ก็ได้ เม่ือ น. ให้การรับสารภาพในคดีดงั กล่าวจึงฟัง
ได้ว่าระหวา่ งวนั ที่ ๙ มกราคม ๒๕๔๗ ท่ี น. รับรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปแล้ว จนถึงวนั ที่ ๗ มีนาคม
๒๕๔๙ ท่ี น. ปฏิเสธไม่ยอมคืนรถยนต์ให้โจทก์ร่วม น. ได้ยกั ยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมไป โจทก์
ฟ้องวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานรับของโจรเม่ือระหว่างวนั ท่ี ๒ มิถนุ ายน ๒๕๔๗ เวลากลางวนั
ติดต่อถึงต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ เวลากลางวันต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นเวลาก่อนวนั ท่ี ๗ มีนาคม
๒๕๔๙ อันเป็นวนั สิน้ สุดของเวลาที่ น. กระทาความผิดฐานยักยอก จึงเป็นฟ้องที่กล่าวหาว่า
จาเลยกระทาผิดฐานรับของโจร ในขณะท่ีการกระทาผิดฐานยกั ยอกยงั ไม่เกิดขนึ ้ การกระทาของ
จาเลยตามฟ้องจงึ ไมอ่ าจเป็นความผิดฐานรับของโจร ต้องยกฟ้อง

ฎีกำท่ี ๔๓๔๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๖ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จาเลยทัง้ ส่ี
ร่วมกนั ทานิตกิ รรมปลอมแกล้งให้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ เป็นหนีจ้ าเลยที่ ๔ จานวนอนั ไมเ่ ป็นความ
จริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนีต้ าม ป.อ. มาตรา ๓๕๐ แตโ่ จทก์มิได้บรรยายให้
แน่ชัดว่า จาเลยทงั้ สี่ร่วมกันทานิติกรรมปลอมเมื่อใด ส่วนวนั เวลาท่ีโจทก์อ้างมาในคาฟ้องและ
ตามเอกสารท้ายฟ้องซงึ่ เป็นสว่ นหนง่ึ ของคาฟ้องนนั้ เป็นเพียงวนั เวลาที่แสดงวา่ โจทก์มีฐานะเป็น
เจ้าหนีต้ งั้ แต่เม่ือใด และท่ีดินพร้ อมส่ิงปลูกสร้ างดงั กล่าวโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอ่ืนเม่ือใด
เท่านนั้ จะถือเอาวนั เวลาระหว่างข้อเท็จจริงดงั กล่าวมาประกอบกันเพ่ือจะให้เข้าใจเอาเองว่า
ความผิดฐานโกงเจ้าหนีเ้ กิดขึน้ ในระหวา่ งวนั และเวลาดงั กล่าวหาได้ไม่ ถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้
บรรยายรายละเอียดที่เก่ียวกับวันเวลาที่เกิดการกระทาผิดฐานโกงเจ้าหนีต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๕) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จงึ ไมช่ อบด้วยกฎหมาย

ฎีกำท่ี ๗๑๓๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๕ การท่ีโจทก์บรรยายฟ้องแตเ่ พียงวา่ จาเลยทงั้
สองร่วมกนั มีไม้ตะเคยี นหินท่ีแปรรูปแล้ว จานวน ๒๐ แผ่น รวมปริมาตร ๐.๓๖ ลกู บาศก์เมตร อนั
เป็นไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองของจาเลยทงั้ สอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามกฎหมายโดยมิได้ระบวุ นั ท่ีหรือเวลาท่ีกระทาความผิด เป็นการบรรยายฟ้องไมช่ ดั เจน ไมอ่ าจ
ทราบได้ว่าจาเลยทัง้ สองกระทาผิดเมื่อวันที่ เดือน ปีใด จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕)
ข้อสังเกต แต่ถ้าคาฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสวนได้ยื่นคาร้องขอผดั ฟ้องและฝากขงั
จาเลยไว้ต่อศาลนี้แล้ว โดยได้แนบคาให้การจาเลยในชนั้ สอบสวนซ่ึงจาเลยให้การถึงวนั เวลาที่
จาเลยกระทาความผิด คาฟ้องของโจทก์สมบูรณ์แล้วตามฎีกาที่ ๔๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๒ น.๒๕

313

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บญั ญตั ิใหฟ้ ้องต้องมีการกระทาทง้ั หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทา
ความผิด ขอ้ เท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกบั เวลาและสถานทีซ่ ่ึงเกิดการกระทานนั้ ๆ พอสมควร
เท่าที่จะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คาฟ้องของคดีนีโ้ จทก์มิได้ระบถุ ึงวนั ที่หรือเวลาทีอ่ ้างว่า
จาเลยกระทาความผิด แต่ในตอนท้ายของคาฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสวนได้ยื่น
คาร้องขอผดั ฟ้องและฝากขงั จาเลยไว้ต่อศาลนี้แล้วโดยไดแ้ นบคาใหก้ ารจาเลยในชน้ั สอบสวนซึ่ง
จาเลยให้การถึงวัน เวลาที่จาเลยเสพเมทแอมเฟตามีนตามคาร้องซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็ น
ส่วนประกอบของคาฟ้องเมื่อปรากฏว่าในสานวนคดีอาญาซ่ึงติดอยู่ตอนหนา้ ของสานวนคดีนี้นนั้
ตามคาร้องของพนกั งานสอบสวนที่ขอผดั ฟ้องและฝากขังจาเลยในขณะเป็ นผู้ต้องหาได้ระบุวนั
เวลา ที่เจ้าพนักงานตารวจได้ตรวจพบผู้ต้องหา จึงได้นาตัวมาตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจ
ปัสสาวะของผูต้ อ้ งหากบั สารเคมีใหผ้ ลเป็นสีม่วงซึ่งจาเลยไม่คา้ น จาเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าวนั ที่
หรือเวลาที่อ้างว่าจาเลยกระทาความผิดคือเมื่อใด จึงให้การรับสารภาพ คาฟ้องของโจทก์ย่อม
สมบรู ณ์ชอบดว้ ย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แลว้

ฎีกำท่ี ๔๓๑๙/๒๕๕๒ ฎ.๑๗๐๑ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ส่วนที่ข้อเท็จจริงใน
สานวนปรากฏตามคาร้องขอผดั ฟ้อง ครัง้ ที่ ๑ ลงวันท่ี ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ว่าเจ้าพนักงาน
ตารวจจบั จาเลยเม่ือวนั ท่ี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ อนั แสดงว่าจาเลยจะกระทาความผิดเมื่อวนั ท่ี
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ไม่ใช่วนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นเพียง
การพลงั้ เผลอในการเรียงและพิมพ์ฟ้องผิดพลาดไปเทา่ นนั้ มิใชเ่ ป็นเรื่องที่เจ้ าพนกั งานตารวจจบั
จาเลยได้ก่อนที่จาเลยจะกระทาความผิดอันจะทาให้เป็นฟ้องที่ขัดกับสภาพความเป็นจริง ทัง้
จาเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอดในชนั้ อุทธรณ์จาเลยก็อุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษ
แสดงว่าจาเลยทราบดีถึงการกระทาความผิดของตน การท่ีโจทก์บรรยายฟ้องระบรุ ายละเอียดที่
เกี่ ยวกับเวลาที่จาเลยกระทาความผิดผิดพลาดไปดังกล่าวจึงมิได้ เป็ นเหตุให้ จาเลยหลงต่อส้ ู
ที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ ขัดกับสภาพความเป็ นจริ งมานัน้
จงึ ไมต่ ้องด้วยความเหน็ ของศาลฎีกา

ฎีกำท่ี ๘๐๖๖/๒๕๔๙ ฎ.๒๑๗๖ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติให้ บรรยาย
รายละเอียดที่เก่ียวกบั เวลาซง่ึ เกิดการกระทานนั้ ๆ เทา่ นนั้ มไิ ด้บญั ญตั ใิ ห้ระบวุ า่ เป็นเวลากลางวนั
หรือเวลากลางคืนด้วย ดังนัน้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าเกิดการกระทาความผิดในวันท่ี ๑๙
พฤศจิกายน ๒๕๔๘ เวลาประมาณ ๖ นาฬิกา ซ่ึงเป็นเวลาท่ีชดั แจ้งและทาให้จาเลยเข้าใจได้ดียิ่ง
กว่าบรรยายว่าเป็นเวลากลางวนั หรือกลางคืน จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๑๖๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๒ โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทาความผิดของ

314

จาเลยว่า ระหว่างต้นเดือนมกราคม ๒๕๔๔ ถึงปลายเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ เวลากลางวันและ
กลางคนื วนั เวลาใดไมป่ รากฏชดั จาเลยกระทาอนาจารผ้เู สียหายซ่งึ เป็นเดก็ อายยุ งั ไมเ่ กินสิบห้าปี
เมื่อฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกบั เวลาซ่ึงเกิดการกระทานนั้ ๆ ตามที่สามารถจะ
บรรยายได้พอที่จะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดีวา่ เวลาที่จาเลยกระทาผิดเป็นเวลาใด โดยโจทก์
หาต้องบรรยายระบุเวลาที่แนช่ ดั วา่ เป็นเวลากลางวนั หรือเวลากลางคืนไม่ ฟ้องโจทก์จงึ เป็นฟอ้ งท่ี
ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

ฎีกำท่ี ๑๑๔๖๑/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๔๐ โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทาความผิด
ของจาเลยไว้ในข้อ ๑ ก. วา่ เม่ือระหวา่ งต้นปี ๒๕๔๕ วนั เดือนและเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวนั ที่
๑๙ เมษายน ๒๕๔๕ เวลาใดไม่ปรากฏชดั ติดตอ่ กนั จาเลยได้บงั อาจพราก ภ. อายุ ๑๗ ปีเศษ ไป
เสียจาก ท. และ ค. บิดาและมารดาเพื่อการอนาจาร โดย ภ. นนั้ ไม่เต็มใจไปด้วย และตอ่ มาตาม
วนั เวลาดงั กล่าวจาเลยได้บงั อาจพราก ภ. ไปเสียจาก ท. และ ค. บดิ าและมารดาเพื่อการอนาจาร
โดย ภ. นนั้ ไมเ่ ต็มใจไปด้วย เป็นจานวนหลายครัง้ ตา่ งกรรมตา่ งวาระกนั คาฟ้องของโจทก์ดงั กลา่ ว
เป็นการบรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายที่อ้างวา่ จาเลยกระทาความผิดเป็นวนั เวลาใด โดยโจทก์หา
ต้องบรรยายระบวุ นั เวลาที่แนช่ ดั ว่าต้องเป็นวนั ท่ีเท่าใด เดือนใด เวลาอะไรที่แนน่ อน คาฟ้องของ
โจทก์จงึ เป็นคาฟ้องที่ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว ฟ้องโจทก์จงึ ไมเ่ คลือบคลมุ

ฎีกำท่ี ๗๔๕๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๔ ฟ้องของโจทก์ท่ีกล่าวว่า “จาเลยจะโอนที่ดิน
ดงั กล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวนั ท่ี ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ อันเป็นความเท็จทัง้ สิน้ ความจริงแล้ว
จาเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนกั งานตารวจว่า โฉนดที่ดนิ หายแล้วออกโฉนดใหม่ นาโฉนดที่ดิน
ดงั กล่าวไปจานองแก่ผู้มีช่ือ จาเลยไม่มีเจตนาขายท่ีดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด ”
ย่อมมีความหมายว่า จาเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายตัง้ แต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน
๒๕๔๐ อันเป็ นวันท่ีหลอกลวงผู้เสียหายแล้ ว โดยก่อนหน้ านัน้ จาเลยได้ ไปแจ้ งความต่อ
เจ้าพนักงานตารวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่และนาไปจานองแก่ผ้มู ีชื่อ ฟ้องโจทก์
จึงบรรยายการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐาน
ฉ้อโกง อนั เป็นฟอ้ งท่ีถกู ต้องตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

ฎีกำท่ี ๘๙๗๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๗๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๒) ฟ้องต้องมีคดี
ระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจาเลย กรณีจาเลยเป็นนิติบุคคล ในคาฟ้องช่องคู่ความเพียงระบุช่ือ
นิติบุคคลซึ่งเป็ นจาเลยและโดยผ้ ูแทนนิติบุคคลจาเลยคนใดคนหนึ่งที่มีอา นาจทาการแทนได้
หาจาต้องระบผุ ้แู ทนนิตบิ คุ คลหรือกรรมการผ้มู ีอานาจทาการแทนหมดทกุ คนไม่ โจทก์ระบใุ นช่อง

315

คคู่ วามวา่ ระหวา่ งพนกั งานอยั การจงั หวดั สกลนคร โจทก์ บริษัทสกลนคร เอ็ม.เจ. (๑๙๙๖) จากดั
โดย ก. กรรมการผ้จู ดั การ จาเลย จงึ ไม่จาต้องระบุ ว. กรรมการ ผ้มู ีอานาจทาการแทนอีกคนด้วย
เพราะ ก. และ ว. คนใดคนหนึง่ มีอานาจทาการแทนจาเลยได้โดยลาพงั ฟ้องโจทก์จึงมีผ้ใู ดโจทก์ผ้ใู ด
จาเลยชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๒) แล้ว

โจทก์ฟ้องโดยระบวุ นั กระทาผิดฐานฝ่ าฝืนคาส่ังเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ส่วนวนั ทราบ
คาสั่งแม้ไม่ระบุว่าเป็นวันใด แต่ก็ระบุว่าจาเลยทราบคาสั่งแล้ว วนั ทราบคาส่งั ไม่ใช่วันกระทา
ความผิดโดยตรง และเป็นเพียงรายละเอียดท่ีโจทก์นาสืบในชนั้ พิจารณาได้ ส่วนฟ้องท่ีบรรยายว่า
จาเลยดดั แปลงอาคาร เป็นการบรรยายการกระทาอนั เป็นองค์ประกอบความผิดท่ีฟ้อง แม้ไม่ตรงกับ
คาเบิกความของพยานและเอกสารของโจทก์ในชัน้ พิจารณาตามที่จาเลยฎีกา ก็เป็นเรื่องว่า
ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาตา่ งกบั ฟอ้ งหรือไม่ เป็นคนละเร่ืองกนั ฟอ้ งโจทก์จงึ ไมเ่ คลือบคลมุ

บรรยำยฟ้องเก่ียวกับสถำนท่ีและส่ิงของ
ฎีกำท่ี ๑๙๖๐/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๖ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ เหตเุ กิดที่ตาบลบงุ่ หวาย
อาเภอวารินชาราบ จังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าคาฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงสถานที่ซึ่งเกิดการ
กระทาความผิดพอสมควรเท่าท่ีจะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนเหตุเกิดท่ีหม่บู ้านใดและ
บริเวณใดของหมู่บ้านหรือบริเวณถนนในหมู่บ้าน เป็ นข้อเท็จจริงซ่ึงเป็นรายละเอียดท่ีโจทก์
สามารถนาสืบได้ในชัน้ พิจารณา ทัง้ จาเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
คาฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว
ฎีกำท่ี ๓๗๙๙/๒๕๕๗ ฎ.๔๘๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยกล่าวข้อความหมิ่น
ประมาทโจทก์ทางโทรศพั ท์ตอ่ ค. บคุ คลท่ีสามซงึ่ โทรศพั ท์มาจากประเทศญี่ป่นุ ขณะนนั้ จาเลยอยู่
ในประเทศไทย ทางานอยู่ท่ีบริษัท อ. แต่ไม่ทราบแน่ชดั ว่าวันดงั กล่าวจาเลยอยู่ท่ีไหน จาเลยมี
ภูมิลาเนาอยู่ที่บริษัท ซ. แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ดังนี ้ โจทก์ได้
บรรยายสถานที่เกิดเหตุว่าเหตุเกิดที่ประเทศญ่ีป่ ุนและที่ประเทศไทย แต่จะเกิดเหตุที่บริษัทที่
จาเลยทางานอย่หู รือเกิดที่ภูมิลาเนาของจาเลยหรือท่ีใดในประเทศไทยไม่ทราบแน่ชดั ซึ่งจาเลย
สามารถรู้และเข้าใจได้ถึงข้อท่ีจาเลยถูกกล่าวหา เพราะคาฟ้องได้กล่าวถึงบุคคลและสถานที่
ท่ีเกี่ยวข้องกับการกระทาความผิด ซึ่งจาเลยทราบอยู่แล้ว ถือได้ว่า คาฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึง
รายละเอียดเกี่ยวกบั สถานที่ซงึ่ เกิดการกระทาความผิดรวมทงั้ บคุ คลที่เก่ียวข้องพอสมควรเทา่ ที่จะ
ทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ แล้ว

316

ฎีกำท่ี ๔๙๗๖/๒๕๕๖ ฎ.๑๕๙๕ ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทา
ความผิดว่าเหตเุ กิดท่ีใด จงึ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แต่การท่ีจะสงั่ ให้โจทก์แก้ฟ้อง
ให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหน่ึง ก็ล่วงเลยเวลาท่ีจะปฏิบตั ิได้
เพราะศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิน้ แล้ว ศาลฎีกาจาต้องยกฟ้องโดย
ไม่จาต้องพิจารณาปัญหาอื่นซึ่งปัญหานีเ้ ป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มี
คคู่ วามฝ่ายใดยกขนึ ้ อ้าง ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขนึ ้ วนิ ิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๙๔๗๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๔ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิดฐาน
พยายามลา่ สตั ว์ป่ าสงวนและสตั ว์ป่ าค้มุ ครอง โดยบรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยกับพวกร่วมกนั ใช้
อาวธุ ปืน เคร่ืองกระสนุ ปืน แบตเตอรี่พร้อมดวงไฟเที่ยวติดตามแสวงหาล่าสตั ว์ป่ าสงวนและสตั ว์
ป่ าค้มุ ครองทกุ ชนิดในเขตอทุ ยานแห่งชาตินา้ ตกห้วยยาง จาเลยกับพวกร่วมกนั กระทาความผิด
ไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผล เนื่องจากไม่พบสตั ว์ป่ าดงั กล่าว โดยไม่ได้ระบุว่า
จาเลยลงมือล่าสัตว์ชนิดใดด้วยวิธีการอย่างไรและใช้อาวุธปื นของกลางร่วมในการกระทา
ความผิดอย่างไร ซ่ึงเป็นรายละเอียดเก่ียวกับการกระทาทัง้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาผิด
รวมทัง้ ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานท่ีและส่ิงของท่ีเก่ียวข้องพอสมควรเท่าท่ีจะทาให้จาเลย
เข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องท่ีไม่สมบรู ณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แม้จาเลยให้การ
รับสารภาพ ก็เป็นการรับสารภาพตามฟ้องที่ไม่เป็นความผิด จงึ ไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิด
ดงั กลา่ วตามฟ้องของโจทก์ได้
ข้อสังเกต คาพิพากษาฎีกานีห้ ากระบวุ ่าพยายามล่าสตั ว์ป่ าสงวนและสตั ว์ป่ าค้มุ ครองทกุ ชนิด เช่น
เก้ง กวาง เสือ หรือช้าง เป็ นต้น จะลงโทษได้หรือไม่ รอดูว่าศาลฎีกาจะวินิจฉยั อย่างไร หากหา
ความแตกต่างไม่ได้ ก็ตอ้ งจาขอ้ เท็จจริงและคาวินิจฉยั ไปตอบหากฎีกาออกเป็นข้อสอบ

บรรยำยฟ้องควำมผิดเก่ียวกับกำรใช้เช็ค
ฎีกำท่ี ๑๔๓/๒๕๕๒ ฎ.๔๒๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยลงลายมือช่ือออกเช็คพิพาท
ให้แก่โจทก์เพื่อชาระหนีค้ ่าซือ้ สินค้าเคมีภัณฑ์ ซึ่งสินค้าดงั กล่าวห้างหุ้นส่วนจากดั ท. เป็นผู้ซือ้
จากโจทก์ กบั บรรยายว่าหนีด้ งั กล่าวเป็นหนีท้ ี่มีอย่จู ริงและสามารถบงั คบั ได้ตามกฎหมาย เม่ือ
เช็คพิพาทถึงกาหนดโจทก์นาเข้าเรียกเก็บ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นฟ้องที่
กล่าวถึงการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดท่ีเก่ียวกับ

317

เวลาและสถานที่ซง่ึ เกิดการกระทานนั้ ๆ อีกทงั้ บุคคลหรือส่ิงของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าท่ี
จะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบญั ญตั วิ า่ ด้วยความผิดอนั เกิด
จากการใช้เชค็ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ จงึ เป็นฟ้องที่สมบรู ณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยร่วมกนั กระทาความผิด แม้จะฟังว่าต้องมีบุคคลอื่นร่วมกระทา
ความผิดด้วย ทัง้ ที่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจาเลยร่วมกันกระทาความผิดกับผู้ใด ก็เป็นเพียง
ความผิดหลงเล็กน้อยไมท่ าให้จาเลยหลงตอ่ สู้ สว่ นท่ีฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเก่ียวกบั
นิติสมั พนั ธ์ระหว่างโจทก์กบั จาเลยว่าเหตใุ ดจาเลยจงึ ออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ และเหตใุ ดจาเลยจึง
ต้องออกเช็คดงั กล่าวชาระหนีแ้ ทนห้างหุ้นส่วนจากัด ท. เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนาสืบ
พิสจู น์ในชนั้ พิจารณาได้ ไมจ่ าต้องบรรยายมาในคาฟอ้ ง ฟอ้ งโจทก์ไมเ่ คลือบคลุม

ฎีกำท่ี ๑๕๑๗/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๑ ฟ้องโจทก์บรรยายเพียงวนั ท่ีท่ีเขียนลงในเช็คหรือ
วนั ออกเช็คและวนั ท่ีธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินว่า เป็นวนั ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๘ แต่
โจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดเก่ียวกับเวลาว่าเป็นเวลากลางวนั หรือกลางคืน ฟ้องโจทก์จึงขาด
สาระสาคัญเกี่ยวกับเวลา แม้จาเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดงั กล่าวขึน้ อ้างในศาลชนั้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์แตเ่ ป็นข้อกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย จาเลยยกขนึ ้ อ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แตเ่ นื่องจากความผิดตาม พ.ร.บ. วา่ ด้วยความผิดอนั เกิด
จากการใช้เชค็ ฯ มาตรา ๔ เกิดขนึ ้ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจา่ ยเงินวนั ท่ีธนาคารตามเชค็ ปฏิเสธการ
จา่ ยเงินจึงเป็นวนั เกิดเหตุ เมื่อคาฟ้องของโจทก์ได้ระบวุ ่า ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจา่ ยเงินเมื่อ
วนั ท่ี ๑๙ กนั ยายน ๒๕๔๘ จะมิได้ระบวุ า่ เป็นเวลาใด ก็พอเข้าใจได้วา่ โจทก์นาเช็คตามฟ้องไปยื่น
ให้ธนาคารใช้เงินในเวลากลางวนั อันเป็นเวลาทาการงานตามปกติของธนาคารทั่วไป ถือได้ว่า
ฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกบั วนั เวลาซ่ึงเกิดการกระทาผิด ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๕๗๓๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๓ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชดั เจนแล้ววา่ จาเลยออก
เช็คพิพาทมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชาระหนีเ้ งินยืม อันเป็ นหนีท้ ่ีมีอยู่จริงและบังคับได้ตาม
กฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา
๔ ท่ีวา่ ผ้ใู ดออกเช็คเพื่อชาระหนีท้ ี่มีอย่จู ริงและบงั คบั ได้ตามกฎหมายแล้ว ส่วนข้อเทจ็ จริงท่ีวา่ หนี ้
เงินยืมดงั กล่าวได้ทาหลกั ฐานเป็นหนงั สือลงลายมือชื่อจาเลยและบงั คบั ได้ตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไร เป็นรายละเอียดท่ีโจทก์จะต้องนาสืบในชนั้ พิจารณาไม่จาเป็นต้องบรรยายมาในฟ้อง
คาฟ้องของโจทก์จงึ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

318

ฎีกำท่ี ๓๐๗/๒๕๔๙ ฎ.๔๓๐ การกระทาที่จะเป็นความผิดต่อพระราชบญั ญัติว่าด้วย
ความผิดอนั เกิดจากการใช้เชค็ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ จะต้องเป็นการออกเช็คเพ่ือชาระหนีท้ ี่มีอยู่
จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทาความผิด มิใช่เป็นเพียง
รายละเอียดท่ีสามารถนาสืบในชนั้ พิจารณา การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจาเลยออกเช็ค
เพ่ือชาระหนีต้ ามสญั ญารับสภาพหนีแ้ ละแนบสาเนาสญั ญารับสภาพหนีม้ าท้ายฟ้อง จึงเป็นการ
บรรยายฟ้องท่ีขาดองค์ประกอบความผิด เพราะการรับสภาพหนีม้ ิได้ก่อให้เกิดมูลหนีข้ ึน้ ใหม่
เพียงแตเ่ ป็นเหตใุ ห้อายคุ วามสะดดุ หยดุ ลงเท่านนั้ คาฟ้องของโจทก์จึงไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา
๑๕๘ (๕)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕๘ (๖)
ฎีกำท่ี ๑๓๒/๒๕๕๔ ฎ.๘๑๑ แม้คาขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วย
ความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ ๔ โดยมิได้อ้างคาวา่ “มาตรา” ไว้ด้วย นา่ จะเป็นการ
พิมพ์ผดิ หลงเมื่อ พ.ร.บ.ดงั กลา่ วมีบทบญั ญตั เิ พียง ๑๑ มาตรา และมีเพียงมาตรา ๔ มาตราเดียว
เท่านัน้ ที่บญั ญัติว่าการกระทานัน้ เป็นความผิดและกาหนดโทษเอาไว้ ส่วนมาตราอ่ืน ๆ ล้วน
บญั ญตั ใิ นเร่ืองอื่นไม่ได้บญั ญัติว่าการกระทาเป็นความผิด ทงั้ ในคาฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการ
ออกเช็คโดยมีลักษณะหรือการกระทาผิดของจาเลยไว้ชัดแจ้งครบถ้ วนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย
ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา ๔ ซึ่งจาเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ โดยชัน้
พิจารณาจาเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทาความผิดตามฟ้อง คาฟ้องของโจทก์ย่อมมีผล
เท่ากับการอ้างมาตราในกฎหมายซ่ึงบัญญัติว่าการกระทาเช่นนัน้ เป็นความผิดตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๖) แล้ว ฟอ้ งโจทก์จงึ สมบรู ณ์
ฎีกำท่ี ๔๐/๒๕๔๖ ฎ.๖ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนีจ้ าเลยเคยต้องคาพิพากษา
ถึงท่ีสดุ ให้จาคกุ ๖ เดือน โทษจาคกุ รอไว้ ๒ ปี ฐานมีอาวธุ ปืนและเครื่องกระสนุ ปืนและพาอาวธุ ปืน
ติดตวั ไปในเมือง และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ จาเลยกลบั มากระทาความผิดคดีนีอ้ ีก
ขอให้ศาลบวกโทษท่ีรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีหลงั ด้วย และในคาขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้
ระบวุ ่าขอให้ศาลสง่ั บวกโทษจาเลย ศาลจึงมีอานาจบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับ
โทษในคดีนีไ้ ด้ แม้โจทก์จะมิได้ระบุ ป.อ. มาตรา ๕๘ ไว้ในคาขอท้ายฟ้อง เพราะมาตราดงั กล่าว
มิใช่มาตราท่ีบญั ญัติว่าเป็นการกระทาความผิดอันจาต้องอ้างมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๖)

319

ฎีกำท่ี ๒๓๑๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๐๓ เมื่อจาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึง
ฟังได้ว่า จาเลยที่ ๑ กระทาความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การท่ีโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา ๘๓ แห่ง ป.อ.
หาทาให้คาฟ้องบกพร่องจนศาลไม่อาจจะลงโทษจาเลยท่ี ๑ ได้ไม่ เพราะตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ บญั ญัติว่า “ฟ้องต้องทาเป็นหนงั สือและมี... (๖) อ้างมาตราในกฎหมายซงึ่ บญั ญัติวา่ การ
กระทาเช่นนัน้ เป็นความผิด...” ซึ่ง ป.อ. มาตรา ๘๓ มิใช่บทมาตราที่กฎหมายบัญญัติว่าการ
กระทาเช่นนนั้ เป็นความผดิ ดงั นนั้ เม่ือโจทก์บรรยายฟอ้ งวา่ จาเลยทงั้ สองร่วมกนั กระทาความผิด
แล้ว แม้จะไมไ่ ด้ระบมุ าตรา ๘๓ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย ศาลก็ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานตวั การ
ร่วมกนั กระทาความผิดได้

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จาเลยทัง้ สองมีเล่ือยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับ
อนญุ าต ฟ้องโจทก์ในส่วนนีจ้ ึงขาดองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานดงั กล่าว
โดยอ้างมาตรา ๔, ๑๙ แห่ง พ.ร.บ.เล่ือยโซย่ นต์ ฯ มาด้วย ศาลฎีกาไม่สามารถลงโทษได้ ปัญหา
ดงั กล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้จาเลยทงั้ สองจะให้การรับสารภาพและ
มิได้ยกขนึ ้ อ้างในชนั้ อทุ ธรณ์และชนั้ ฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอานาจหยบิ ยกขนึ ้ วินิจฉยั ได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์บรรยายในฟ้องว่าจาเลยทง้ั สองร่วมกนั กระทาความผิด โดยบรรยายการ
กระทาความผิดตาม ๑. พ.ร.บ. ป่ าไม้ ๒. พ.ร.บ. ศลุ กากร มีรายละเอียดครบถว้ น

โจทก์มีคาขอทา้ ยฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ๑. พ.ร.บ. ป่ าไม้ ๒. พ.ร.บ. ศุลกากร ๓.
พ.ร.บ. เลื่อยโซ่ยนต์ โดยระบมุ าตราของกฎหมายดงั กล่าวครบถ้วน แต่ ป.อ. ขอมาเพียงมาตรา
๓๒, ๓๓, ๙๑

หากคาถามถามว่า จาเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาว่าอย่างไร ต้อง
ตอบว่า ป.อ. มาตรา ๘๓ มิใช่บทมาตราที่กฎหมายบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนน้ั เป็ นความผิด
ดงั นนั้ เมื่อโจทก์บรรยายฟอ้ งว่า จาเลยทง้ั สองร่วมกนั กระทาความผิดแลว้ แม้จะไม่ไดร้ ะบมุ าตรา
๘๓ มาในคาขอทา้ ยฟอ้ งดว้ ย ศาลก็ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานตวั การร่วมกนั กระทาความผิดได้

เมื่อจาเลยทง้ั สองให้การรับสารภาพศาลจึงพิพากษาลงโทษในความผิดตาม ๑. พ.ร.บ.
ป่ าไม้ ๒. พ.ร.บ. ศลุ กากร

แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จาเลยทั้งสองมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับ
อนุญาต ฟ้องโจทก์ในส่วนนีจ้ ึงขาดองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานดงั กล่าว
โดยอ้างมาตรา ๔, ๑๙ แห่ง พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ มาด้วย ศาลไม่สามารถลงโทษได้ ปัญหา
ดงั กล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้จาเลยทงั้ สองจะให้การรับสารภาพ ศาล

320

ก็มีอานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉยั ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ใหย้ กฟอ้ งตาม พ.ร.บ.เลื่อย
โซ่ยนต์

ฎีกำท่ี ๒๔๗๒/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๕๖ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทากรรมเดียว
ผิดตอ่ กฎหมายหลายบทและเป็นความผิดหลายกรรมตา่ งกนั ศาลยอ่ มลงโทษจาเลยทกุ กรรมเป็น
กระทงความผิดไปโดยปรับบทลงโทษจาเลยตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักท่ีสุด โดยโจทก์ไม่
จาต้องอ้าง ป.อ. มาตรา ๙๐ มาในฟ้อง เพราะ ป.อ. มาตรา ๙๐ มิใช่บทมาตราซ่ึงบญั ญัตวิ า่ การ
กระทาเชน่ นนั้ เป็นความผดิ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖)

ฎีกำท่ี ๒๖๙๒/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๔ ป.อ.มาตรา ๙๑ ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่ง
บญั ญัติว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดและ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้าง
ป.อ. มาตรา ๙๑ ในท้ายคาฟอ้ งด้วย ดงั นนั้ แม้โจทก์จะไมไ่ ด้ระบมุ าตรา ๙๑ มาในคาขอท้ายฟ้อง
แตบ่ รรยายฟ้องว่าจาเลยกระทาผิดหลายกรรม ศาลก็ลงโทษจาเลยทกุ กรรมเป็นกระทงความผิด
ได้ ไมเ่ ป็นการพิพากษาเกินคาขอและไมข่ ดั ตอ่ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ฎีกำท่ี ๘๔๙๙/๒๕๕๗ ฎ.๗๗๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนีจ้ าเลยเคยต้ อง
คาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคกุ ๓ เดือน พ้นโทษเมื่อวนั ที่ ๕ กนั ยายน ๒๕๕๕ ตอ่ มาจาเลยกลบั มา
กระทาความผิดเป็นคดีนีอ้ ีกภายในเวลาห้าปี นบั แตว่ นั พ้นโทษคดกี ่อน ทงั้ คดีก่อนและคดีนีจ้ าเลย
กระทาผดิ ขณะมีอายไุ มต่ ่ากวา่ สิบแปดปี และมิใชค่ วามผดิ อนั ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิด
ลหโุ ทษ ขอศาลได้โปรดเพิ่มโทษจาเลยตามกฎหมาย ถือได้วา่ โจทก์มีความประสงค์ขอให้เพมิ่ โทษ
จาเลยฐานไม่เข็ดหลาบ และโจทก์ได้กล่าวมาในคาฟ้องเรื่องท่ีขอให้เพ่ิมโทษจาเลยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๙ วรรคหน่งึ แล้ว ทงั้ จาเลยก็ได้ให้การยอมรับว่าเป็นบคุ คลคนเดียวกบั จาเลยในคดีท่ี
โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เท่ากบั จาเลยได้ยอมรับว่าเคยกระทาความผิดในคดีอาญาดงั กล่าวมาแล้ว
และมากระทาความผิดคดีนีอ้ ีก ซ่ึงเป็นกรณีท่ีอาจเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามหรือกึ่งหน่ึงตาม ป.อ.
มาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แต่เมื่อฟ้องโจทก์มิได้มีคาขอท้ายฟ้องระบุให้ชดั ว่าประสงค์ให้เพิ่ม
โทษตามมาตราใด ต้องตีความให้เป็นคณุ แก่จาเลยว่าโจทก์ประสงค์ให้เพ่ิมโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๙๒ ศาลจึงต้องเพ่ิมโทษจาเลยตามกฎหมาย และหาใช่เป็นการพิพากษาเกินคาขอไม่
เพราะบทบญั ญตั ใิ นเรื่องเพ่ิมโทษผ้กู ระทาความผิด ไมใ่ ช่เป็นมาตราในกฎหมายซ่ึงบญั ญตั ิวา่ การ
กระทาอยา่ งใดเป็นความผิดจงึ ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๖)

ฎีกำท่ี ๓๕๒๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๕ ตามบทบญั ญัติแห่ง ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ
นอกจากผ้กู ระทาความผิดจะกระทาการอนั เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๔ มาตรา ๓๓๕ มาตรา
๓๓๕ ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖ แล้ว ผ้กู ระทาความผิดยงั ต้องกระทาการอื่นตามท่ีบญั ญตั ิในมาตรานี ้

321

ด้วย จึงจะมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ ดังนี ้ มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงเป็น
บทบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนัน้ เป็นความผิด ซ่ึงโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๖) ด้วย และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง บญั ญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอ
หรือท่ีมิได้กล่าวในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๓๓๖ ทวิ และจาเลยให้การรับสารภาพ แตเ่ มื่อคาขอให้ลงโทษจาเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุ
มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ศาลย่อม
ไม่มีอานาจลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคาขอที่โจทก์มิได้กล่าว
ในฟ้อง ทงั้ กรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า

ฎีกำท่ี ๑๓๑๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๒ แม้คาฟอ้ งของโจทก์จะมิได้ระบวุ รรคมาก็ตาม แต่
คาขอท้ายฟ้องนนั้ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) ระบแุ ต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซ่ึงบญั ญัตวิ ่า
การกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดเท่านนั้ หาได้บงั คบั จะต้องระบวุ า่ วรรคใดด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จงึ เป็น
ฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดงั นนั้ เม่ือข้อหาความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๘ ทกุ วรรค มิใชเ่ ป็น
คดีที่มีอตั ราโทษอย่างต่าจาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขนึ ้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนกั กวา่ นนั้ และจาเลยทงั้ สามให้
การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชนั้ ต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานตอ่ ไปได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า
จาเลยทงั้ สามร่วมกันพรากผ้เู ยาว์อายกุ ว่าสิบห้าปี แตย่ งั ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา
เพื่อการอนาจาร อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม ศาลจึงพิพากษาว่าจาเลย
ทงั้ สามกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสามได้ ไม่เป็นการเกินคาขอ อันจะต้องห้าม
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๓๒๕๒/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๗ โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้ชดั เจนว่าจาเลยกับ
พวกร่วมกนั ลกั ทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง โดยร่วมกระทาความผิดด้วยกนั ตงั้ แตส่ องคนขนึ ้ ไป ขอให้
ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ แม้คาฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบอุ นมุ าตรามาก็ตาม แตค่ าขอท้าย
ฟ้องนนั้ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) ระบแุ ตเ่ พียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซ่ึงบญั ญัตวิ ่าการกระทา
เช่นนนั้ เป็นความผิดเท่านนั้ หาได้บงั คบั ว่าจะต้องระบุว่าอนุมาตราใดด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็น
ฟ้องที่สมบรู ณ์ตามกฎหมาย และข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษอยา่ งต่าจาคกุ
ตงั้ แต่ห้าปีขึน้ ไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านนั้ เมื่อศาลชนั้ ต้นสอบคาให้การและจาเลยให้การ
รับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชนั้ ต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานต่อไปได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจาเลยกระทาความผิด

322

ตามท่ีกล่าวอ้างในฟ้อง อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๑) วรรคสอง ศาลล่าง
ทงั้ สองก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจาเลยตามนนั้ มไิ ด้เป็นการพพิ ากษาเกินคาขอ

ฎีกำท่ี ๑๐๙๒๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๖๘ ศาลล่างทงั้ สองลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๑๙๐ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยหลบหนีไประหว่างท่ีถูกคมุ ขัง แต่คาขอท้ายฟ้อง
ไม่ได้อ้างมาตรา ๑๙๐ ซ่ึงบญั ญัติว่า การกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิด ฟ้องโจทก์ฐานหลบหนีไป
ระหวา่ งที่ถกู คมุ ขงั จงึ ขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซ่งึ บญั ญัตวิ า่ การกระทาเชน่ นัน้ เป็นความผิด
ตามท่ีบญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สาหรับการกระทาความผิด
ฐานนี ้ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดงั กลา่ วไมไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๘๗๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยได้นาโฉนดที่ดนิ ปลอม
ไปอ้างใช้แสดงตอ่ ส. ผ้เู สียหาย และ พ. โดยให้ผู้เสียหายยดึ ถือไว้เป็นประกนั หนีเ้งินก้ทู ่ีจาเลยก้ไู ป
จากผ้เู สียหายในประการที่นา่ จะเกิดความเสียหายแก่ ส. และ พ. ผ้อู ่ืน หรือประชาชน อนั เป็นการ
บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ ซ่ึง
บญั ญัติว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดและกาหนดโทษมาในคาฟ้องแล้ว แตค่ าขอท้ายฟ้อง
โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. เฉพาะมาตรา ๒๖๔ และมาตรา ๒๖๖ มิได้ระบมุ าตรา ๒๖๘ มาด้วย
จะถือว่าโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๘ หาได้ไม่ ฟ้องโจทก์จงึ เป็นฟ้องท่ีไมส่ มบรู ณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๖)

ฎีกำท่ี ๓๖๓๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๘ การกระทาความผิดของจาเลยฐานใช้เอกสาร
สิทธิอนั เป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงนนั้ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก,
๓๔๑ การกระทาความผิดของจาเลยเป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้อง
ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑) ซ่ึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ
หนกั ท่ีสดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ แม้โจทก์จะไมไ่ ด้ระบุ ป.อ. มาตรา ๒๖๖ ไว้ในคาขอท้ายฟ้อง แต่
โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจาเลยปลอมหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ ซ่ึงเป็นเอกสารสิทธิอนั เป็น
เอกสารราชการ และข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอานาจ
ลงโทษจาเลยตามฐานความผดิ ที่ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ปัญหาข้อนีเ้ป็นข้อ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาในปัญหาดงั กล่าว ศาลฎีกาชอบท่ี
แก้ไขให้ถกู ต้องได้
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๔๑ โดย
ไม่ไดอ้ า้ งมาตรา ๒๖๖

ฎีกำท่ี ๑๙๗๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๔ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองกระทาความผิดฐาน

323

เสพเมทแอมเฟตามีน แต่ในคาขอท้ายฟ้องมิได้อ้างมาตรา ๕๗ และมาตรา ๙๑ แห่ง พ.ร.บ. ยา
เสพติดให้โทษฯ ซ่ึงเป็นบทความผิดและบทลงโทษ โดยเฉพาะไม่อ้างบทความผิด ดังนัน้ ฟ้อง
โจทก์จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทาเช่นนัน้ เป็นความผิดตามท่ี
บญั ญตั ไิ ว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) และเป็นฟ้องท่ีไมส่ มบรู ณ์สาหรับการกระทาความผดิ ฐานนี ้
จะลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไมไ่ ด้
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ไม่ไดอ้ ้างทง้ั บทห้ามและบทลงโทษ จึงเป็นการไม่อ้างมาตราในกฎหมาย
ซ่ึงบญั ญตั ิว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิด หากโจทก์อ้างบทห้าม (คาพิพากษาฎีกานี้เรียกว่า
"บทความผิด") โดยมิได้อ้างบทลงโทษ ถือว่าเป็ นการอ้างมาตราในกฎหมายซ่ึงบญั ญตั ิว่าการ
กระทาเช่นนัน้ เป็ นความผิดแล้ว ฟ้องชอบด้วยมาตรา ๑๕๘ (๖) แล้ว (ฎีกาที่ ๕๑๒/๒๕๔๖
ฎ.ส.ล.๒ น.๔๑) หรือมิได้อ้างบทห้าม แต่อ้างบทลงโทษ ถือว่าเป็ นการอ้างมาตราใน
กฎหมายซ่ึงบญั ญตั ิว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดแลว้ ฟอ้ งชอบดว้ ยมาตรา ๑๕๘ (๖) แล้ว
เช่นเดียวกนั (ฎีกาที่ ๖๕๒/๒๔๙๐)

ฎีกำท่ี ๖๐๐๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๘๓ คดีนีศ้ าลล่างทัง้ สองลงโทษจาเลยท่ี ๑ ฐาน
พกพาอาวธุ ปืนโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืน เคร่ืองกระสนุ ปืน วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไม้
เพลิง และส่ิงเทียมอาวธุ ปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหน่ึง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซ่ึงเป็นบทหนกั ศาลฎีกา
เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยที่ ๑ พาอาวธุ ปืนติดตวั ไปในเมืองหม่บู ้าน ทางสาธารณะ
โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่คาขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา ๘ ทวิ ซึ่ง
บญั ญตั ิวา่ การกระทาเชน่ นนั้ เป็นความผิดตามท่ีบญั ญตั ไิ ว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) เป็นฟ้องท่ี
ไม่สมบูรณ์สาหรับการกระทาความผิดฐานนี ้ ศาลจะลงโทษตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้
คงลงโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานีข้ ึน้ ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายท่ี
เก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ อ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต ตามคาขอท้ายฟ้องคดีนีไ้ ม่ได้อ้างมาตรา ๘ ทวิ และไม่ได้อา้ งมาตรา ๗๒ ทวิ ถือว่า
มิไดอ้ า้ งทง้ั บทหา้ มและบทลงโทษ แต่ที่ศาลฎีกาวินิจฉยั ว่าไม่ได้อา้ งมาตรา ๘ ทวิ โดยไม่กล่าวถึง
มาตรา ๗๒ ทวิ แต่ข้อเท็จจริงคดีนีถ้ ือว่าไม่ไดอ้ า้ งทงั้ บทหา้ มและบทลงโทษแลว้

ฎีกำท่ี ๗๙๐๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๗ ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.
การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ มาตรา ๑๕ นัน้ ปรากฏว่าขณะท่ีโจทก์ยื่นฟ้องเม่ือวันท่ี ๒๔
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ได้มี พ.ร.ฎ.กาหนดเง่ือนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการส่ือสารแห่ง
ประเทศไทยฯ ออกมาใช้บงั คบั โดยบญั ญตั ใิ ห้ พ.ร.บ. การสื่อสารแหง่ ประเทศไทยฯ เป็นอนั ยกเลิก

324

ตงั้ แตว่ นั ที่ ๑๔ สงิ หาคม ๒๕๔๖ เป็นต้นไปและกาหนดให้นา พ.ร.บ. ทนุ รัฐวิสาหกิจฯ มาใช้บงั คบั
แทน การท่ีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ดงั กล่าวซึ่งถกู ยกเลิกไป ถือเท่ากับฟ้องของโจทก์
ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบญั ญัติว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิด จึงเป็นคาฟ้องท่ีไม่ชอบ
ด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๖) ไมอ่ าจลงโทษจาเลยตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายดงั กลา่ วได้

ฎีกำท่ี ๒๐๐๓/๒๕๔๗ ฎ.๔๓๓ การขอให้นบั โทษตอ่ ไมม่ ีกฎหมายบญั ญตั วิ า่ จะต้องกลา่ ว
รายละเอียดมาในคาฟ้อง การที่ศาลลา่ งทงั้ สองพพิ ากษาให้นบั โทษจาเลยตอ่ จากคดีอื่นตามคาขอ
ท้ายฟ้องของโจทก์จงึ เป็นไปโดยชอบ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕๘ (๗)
ฎีกำท่ี ๑๔๕๐/๒๕๕๓ ฎ.๘๓๖ คาขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นเอกสารท่ีถ่ายสาเนา จึงเป็นคา
ฟ้องท่ีไม่มีลายมือช่ือโจทก์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาล
ชนั้ ต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดงั กลา่ ว ก็ใช้อานาจตามมาตรา ๑๖๑ สงั่ ให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถกู ต้อง
หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทบั ฟ้องได้ แตถ่ ้าศาลชนั้ ต้นสง่ั ประทบั ฟ้องและดาเนินกระบวนพิจารณา
จนคดีขึน้ มาสู่ศาลอุทธรณ์แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม
มาตรา ๑๖๑ วรรคหน่ึง ย่อมล่วงเลยเวลาท่ีจะปฏิบัติได้ การที่ศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์
พิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องโจทก์จงึ เป็นการไมช่ อบ
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายภุ าพ) คาฟอ้ งทีไ่ ม่มีลายมือชื่อโจทก์ ผเู้ รียงและผู้พิมพ์
เป็ นคาฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่เป็ น
เรื่องทีแ่ กไ้ ขไดใ้ นศาลชนั้ ตน้ โดยเป็นอานาจของศาลชน้ั ตน้ ทีจ่ ะแกไ้ ขตามมาตรา ๑๖๑ ในชน้ั ตรวจ
ฟอ้ ง แม้ก่อนศาลชน้ั ต้นจะมีคาพิพากษาเมื่อคดีเสร็จการพิจารณาแล้วก็ตาม ถ้าพบเหตดุ งั กล่าว
ศาลช้ันต้นก็ยงั สงั่ ให้โจทก์แก้ไขได้ตามมาตรา ๑๖๑ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๓/๒๔๙๒, ๑๓๔๑/
๒๕๓๐) ถ้าโจทก์ไม่ยอมแก้ไขจึงจะพิพากษายกฟ้อง ส่วนโจทก์นน้ั ย่อมมีสิทธิยื่นคาร้องขอแก้ไข
คาฟอ้ งในส่วนนีต้ ามมาตรา ๑๖๓ และมาตรา ๑๖๔ ไดเ้ สมอ
แต่ถ้าไม่มีการแก้ไขดงั กล่าวจนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์หรือศาลฎีกาแล้ว
พบเหตุดังกล่าว ย่อมจะมีการแก้ไขไม่ได้ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาต้องพิพากษายกฟ้อง (คา
พิพากษาฎีกาที่ ๗๙๓/๒๕๐๙, ๖๐๗/๒๕๑๔, ๑๒๖๑/๒๕๒๑) คาฟ้องอทุ ธรณ์ที่ไม่ได้ลงลายมือ
ชื่อผู้อทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาคดีไป ในชน้ั ฎีกาพบเหตดุ งั กล่าว ศาลฎีกาก็ต้องพิพากษายก
คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์และยกอทุ ธรณ์เช่นกนั (คาพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๐/๒๕๒๖)

325

ฎีกำท่ี ๓๓๑๐/๒๕๕๗ ฎ.๗๕๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ บญั ญัตวิ า่ ฟ้องต้องทาเป็นหนงั สือ
และมี ... (๗) ลายมือช่ือโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียง
ลายมือช่ือผ้เู รียงและผ้พู มิ พ์ฟ้องเทา่ นนั้ ไมป่ รากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไมม่ ีลายมือช่ือ
โจทก์ ไมช่ อบด้วยมาตรา ๑๕๘ (๗) และมาตรา ๑๖๑ วรรคหนง่ึ บญั ญตั วิ ่า ถ้าฟอ้ งไมถ่ กู ต้องตาม
กฎหมาย ให้ศาลสง่ั โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้องหรือไม่ประทบั ฟ้อง ดงั นี ้การสง่ั ให้โจทก์
แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนนั้ ควรจะได้กระทาเสียตงั้ แต่เม่ือได้สง่ั ให้ไตส่ วนมลู ฟ้องแล้ว เมื่อศาลชนั้ ต้น
ได้สั่งประทบั ฟ้องแล้ว การท่ีศาลชนั้ ต้นจะสัง่ ให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทบั ฟ้องตาม
บญั ญัตดิ งั กลา่ วก็ล่วงเลยเวลาท่ีจะปฏิบตั ิได้ กรณีดงั กล่าวศาลชนั้ ต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์
เสีย ทัง้ มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง หาได้เป็นบทบัญญัติซ่ึงมิได้กาหนดระยะเวลาให้ศาลชัน้ ต้น
มีคาสั่งให้ โจทก์แก้ หรือเพ่ิมเติมฟ้องให้ถูกต้องดังท่ีโจทก์แก้ ฎีกาไม่ แม้ คดีนีเ้ ป็ นคดีท่ีเกี่ยว
เน่ืองมาจากปั ญหาส่ิงแวดล้ อมที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนท่ี อยู่
ใกล้เคียงกบั แหล่งกาเนิดมลพิษดงั ท่ีศาลอทุ ธรณ์วินิจฉยั ก็ตาม แตไ่ ม่วา่ คดีท่ีโจทก์ฟ้องจะเป็นคดี
เก่ียวกับเร่ืองใด ฟ้องโจทก์ก็ต้องชอบด้วยมาตรา ๑๕๘ ท่ีศาลอุทธรณ์ให้ศาลชัน้ ต้นจัดการ
ให้โจทก์ลงลายมือช่ือในคาขอท้ายฟ้อง และในช่องผ้เู รียง/พิมพ์ ให้ถกู ต้องแล้วพิจารณาพิพากษา
ใหมต่ ามรูปคดจี งึ ไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อโจทก์ในฟ้อง และศาลชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาจน
เสร็จการพิจารณาของศาลชน้ั ต้นและคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์แลว้ เมื่อศาลอทุ ธรณ์
พบว่าโจทก์ไม่ลงลายมือชื่อโจทก์ในฟอ้ ง ศาลอทุ ธรณ์ย่อมไม่มีวิธีปฏิบตั ิเป็นประการอืน่ นอกจาก
พิพากษายกฟอ้ งโจทก์ เพราะคดีเสร็จการพิจารณาในศาลชนั้ ตน้ แลว้

แต่ถ้าเป็นคดีในชนั้ อุทธรณ์ และศาลอทุ ธรณ์พบว่าจาเลยไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้องอทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ต้องมีคาสง่ั ให้ศาลชน้ั ต้นสงั่ ให้จาเลยผู้ยืน่ ฟ้องอทุ ธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ ประกอบมาตรา ๒๑๕ เพราะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ ขอให้
ดฎู ีกาต่อไป

ฎีกำท่ี ๖๖๘๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๓๖ จาเลยยื่นฟ้องอทุ ธรณ์ว่าจาเลยไม่ได้กระทา
ความผิดตามฟ้อง แล้วลงช่ือผ้อู ทุ ธรณ์และผ้เู ขียนหรือพิมพ์ จาเลยไม่ได้ลงช่ือผ้เู รียงฟ้องอทุ ธรณ์
ฟ้องอุทธรณ์ของจาเลยจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายตาม ป.วิ.อ มาตรา ๑๕๘ (๗) ชอบท่ีศาล
อุทธรณ์จะต้องมีคาสงั่ ให้ศาลชนั้ ต้นสงั่ ให้จาเลยผู้ย่ืนฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๖๑
ข้อสังเกต ในท้ายอุทธรณ์จะมีช่องให้ลงชื่อ ๑. ผู้อทุ ธรณ์ ๒. ผู้เรียง ๓. ผู้เขียนหรือพิมพ์ คดีนี้

326

จาเลยลงชื่อผู้อุทธรณ์และผู้เขียนหรือพิมพ์ แต่จาเลยไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้องอทุ ธรณ์ ชอบที่ศาล
อทุ ธรณ์จะตอ้ งมีคาสง่ั ให้แก้ไขใหถ้ กู ตอ้ งเสียก่อน ในระหว่างพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ การทีศ่ าล
อทุ ธรณ์ด่วนพิพากษาไม่รับวินิจฉยั และยกอทุ ธรณ์ของจาเลยโดยไม่ได้ใหจ้ าเลยแก้ไขข้อบกพร่อง
ดงั กล่าวนนั้ ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งด้วย พิพากษายกคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ใหศ้ าลชน้ั ต้นจดั การ
ให้จาเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงในฟ้องอทุ ธรณ์เสียให้ถูกต้อง แล้วให้ส่งสานวนไปให้ศาล
อทุ ธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

แต่ถ้าเป็นกรณีไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์คาฟ้องอทุ ธรณ์ของจาเลยและ
ศาลอทุ ธรณ์ไม่พบปัญหาดงั กล่าว ศาลอทุ ธรณ์ไดพ้ ิจารณาจนเสร็จการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์
แล้ว ศาลฎีกาเป็นผู้พบปัญหาดงั กล่าว ศาลฎีกาก็ตอ้ งพิพากษายกคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์และ
ยกอทุ ธรณ์ของจาเลย ขอใหด้ ูฎีกาต่อไป

ฎีกำท่ี ๓๕๖๗-๓๕๖๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๙๑ จาเลยทงั้ สองย่ืนอทุ ธรณ์โดยไม่ปรากฏ
ว่ามีลายมือชื่อผ้เู รียงและผ้พู ิมพ์ คาฟ้องอุทธรณ์ของจาเลยทงั้ สองจงึ ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๗) ประกอบมาตรา ๒๑๕ แตก่ ารที่จะให้จาเลยทงั้ สองแก้ไขคาฟ้องอุทธรณ์หรือสงั่ ไม่รับ
อุทธรณ์ของจาเลยทัง้ สองก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชัน้ ต้นมีคาส่ังรับอุทธรณ์
และศาลอทุ ธรณ์ได้พิจารณาพิพากษาคดีนีเ้สร็จไปแล้ว การที่ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาคดีมาเป็นการ
ไมช่ อบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไมจ่ าต้องวนิ ิจฉยั ฎีกาของโจทก์อีกตอ่ ไป

ฎีกำท่ี ๔๓๑๑/๒๕๕๗ ฎ.๑๐๖๕ คาฟ้องอุทธรณ์ของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ มีจาเลยที่ ๓
เป็นผู้เรียงและพิมพ์ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๓ และไม่ครบ
องค์ประกอบตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๕๘ (๗) อนั เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
และไม่ใชเ่ ป็นข้อบกพร่องเกี่ยวด้วยเร่ืองการเขียนคาคคู่ วามซ่ึงศาลมีอานาจท่ีจะสง่ั ให้แก้ไขหรือมี
คาสั่งในเร่ืองที่ผิดระเบียบนัน้ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕ ศาลชนั้ ต้นจงึ ไมอ่ าจสงั่ ให้แก้ไขให้ถกู ต้องได้ และศาลอทุ ธรณ์ชอบที่จะยกอทุ ธรณ์ของ
จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ โดยไมอ่ าจจะสง่ั ให้แก้ไขประการใดได้เชน่ กนั

ฎีกำท่ี ๒๘๙๕/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๙ อุทธรณ์โจทก์มี ว. อัยการผู้เชี่ยวชาญ
สานักงานอยั การเขต ๓ ปฏิบตั ิราชการในหน้าที่อยั การศาลสูง สานกั งานอยั การจงั หวดั ชยั ภูมิ
เป็นผู้ลงลายมือช่ือผู้อุทธรณ์และผู้เรียงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนการที่ น. เจ้าหน้าท่ีบนั ทึก
ข้อมลู ซง่ึ เป็นผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชาโจทก์ลงลายมือช่ือตอนท้ายในช่องผ้เู รียงและผ้พู ิมพ์ โดยลืมขีดฆา่
ผ้เู รียงออกนนั้ ไมม่ ีผลทาให้อทุ ธรณ์ของโจทก์เสียไปแตอ่ ยา่ งใด

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๓๕๔/๒๕๕๑ ฎ.๒๔๖๓ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ บญั ญัติ

327

ว่า "ฟ้องต้องทาเป็นหนังสือและมี ... (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตาม
คาฟ้องโจทก์ระบวุ ่า พนกั งานอยั การสานกั งานอยั การสงู สดุ โจทก์ เป็นการฟ้องโดยอาศยั อานาจ
ตามตาแหน่งหน้าที่ตามพระราชบญั ญัตพิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ ไม่จาต้องระบชุ ่ือบุคคลที่
ดารงตาแหน่งในขณะนนั้ การลงลายมือชื่อท้ายคาฟ้องดงั กลา่ ว แม้เป็นเพียงพนกั งานอยั การก็มี
อานาจลงนามเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๑) ประกอบ พ.ร.บ. พนกั งาน
อยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๑ (๑) เม่ือในคาฟ้องโจทก์ได้มีการลงลายมือช่ือไว้แล้ว ก็ไมจ่ าต้อง
ให้สามารถอา่ นหรือแปลความได้ เพราะเป็นลายมือช่ือ ทงั้ ในบรรทดั ใต้ลายมือชื่อดงั กลา่ วก็มีการ
ระบุว่าคาฟ้องฉบบั นีม้ ี จ. พนักงานอยั การ สานกั งานอยั การสูงสุด ฝ่ ายคดีอาญา ๓ เป็นผ้เู รียง
อนั เป็นการรับรองถึงลายมือช่ือข้างต้นว่าเป็นพนกั งานอยั การท่ีมีอานาจลงนามเป็นโจทก์ จึงเป็น
คาฟ้องท่ีชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๖๓, ๑๖๔
ฎีกำท่ี ๑๑๐๖๖/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๐๖ คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานนั้ หมายถึงคดีท่ีการ
กระทาผิดอาญานนั้ ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพง่ ติดตามมาด้วย เมื่อศาลชนั้ ต้นไตส่ วนมลู ฟ้อง
คดีส่วนอาญาแล้วมีคาสง่ั ให้ประทบั ฟ้องและหมายเรียกจาเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสง่ั รับฟ้องคดี
สว่ นอาญาและคาฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วยโดยไม่จาต้องสงั่ รับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดงั นี ้ ในการฟ้อง
คดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกบั คดีอาญาตงั้ แต่แรก แตค่ ดีนี ้
โจทก์ย่ืนฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญา จนศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ประทบั ฟ้องและจาเลยให้การตอ่ ส้คู ดี
แล้วโจทก์จึงมายื่นคาร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จาเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพ่ิมเติมฟ้อง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๔ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตัง้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ นัน้ ฟ้องเดิมจะต้อง
สมบูรณ์อย่แู ล้ว เม่ือโจทก์ฟ้องจาเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ย่ืนคาร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดย
ขอให้จาเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท บ. ห้างห้นุ ส่วนจากัด ห.
และนาย ท. จาเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบีย้ ให้โจทก์ ดงั นี ้ คาร้องขอเพ่ิมเติมฟ้องดงั กล่าวถือ
ได้วา่ เป็นการกลา่ วอ้างความรับผิดทางแพง่ ของจาเลยขนึ ้ มาใหม่ โจทก์จะมาขอเพ่มิ เตมิ ฟ้องเชน่ นี ้
ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๗๙๗๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๖ ขณะที่โจทก์ย่ืนฟ้องต่อศาลนัน้ โจทก์
บรรยายฟ้องมาเพียงว่าจาเลยกบั พวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย ซ่ึงเป็นคนหางานและ
ประสงค์จะไปทางานท่ีประเทศองั กฤษ โดยจาเลยกับพวกเรียกและรับคา่ บริการจดั หางานจาก

328

ผ้เู สียหายเป็นการตอบแทน อนั เป็นการจดั หางานให้คนงานเพื่อไปทางานในตา่ งประเทศโดยมิได้
รับอนญุ าต โดยไมไ่ ด้บรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยกระทาความผิด ตาม พ.ร.บ.
จดั หางานและค้มุ ครองคนงาน ฯ มาตรา ๙๑ ตรี ฟ้องโจทก์ในความผิดตามมาตรา ๙๑ ตรี จงึ เป็น
ฟ้องท่ีขาดองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) วรรคหน่ึง อันเป็นฟ้อง
ท่ีไมช่ อบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องในช่องความผดิ ถึงข้อหาความผิดดงั กล่าวและ
มีคาขอให้ลงโทษตามมาตรา ๙๑ ตรี มาท้ายฟ้อง รวมถงึ มีการสืบพยานโจทก์ถงึ เร่ืองดงั กล่าวและ
จาเลยไม่ให้การ อนั ถือว่าเป็นการให้การปฏิเสธก็ตาม ก็หาทาให้ฟ้องของโจทก์ท่ีไม่ชอบด้วย
กฎหมายมาแล้วได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบตั ติ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แตอ่ ยา่ งใดไม่ การ
ขอแก้คาฟ้องของโจทก์ในเวลาตอ่ มาแม้จะเป็นการขอแก้ไขตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ และมาตรา
๑๖๔ แตก่ ารขอแก้ไขดงั กล่าวนนั้ ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อย่แู ล้ว หากตอ่ มามีข้อท่ีจะต้องแก้หรือ
เพิ่มเติมอีกต้องไม่ใช่เป็นเรื่องท่ีฟ้องเดิมไม่สมบูรณ์ ขาดสาระสาคัญแห่งการกระทาความผิด
โจทก์จะมาขอแก้ไขให้สมบรู ณ์เชน่ กรณีนีห้ าได้ไม่

ฎีกำท่ี ๕๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑ จาเลยยื่นคาร้องขอถอนคาให้การเดมิ ที่ปฏิเสธและให้
การใหม่เป็นรับสารภาพ เป็นการขอแก้ไขคาให้การซึ่งสามารถย่ืนได้ก่อนศาลชนั้ ต้นพิพากษา
เท่านนั้ การที่จาเลยยื่นคาร้องในระหว่างท่ีคดีอย่รู ะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องห้าม
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง สว่ นแถลงการณ์จาเลยที่อ้างว่า จาเลยสาคญั ผิดในข้อเท็จจริง
อนั เป็นองค์ประกอบความผิด และปัจจุบนั จาเลยกับผู้เสียหายท่ี ๑ ได้รับอนุญาตจากศาลให้
สมรสกนั โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเป็นข้อท่ีมิได้ยกขนึ ้ ว่ากนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและ
ศาลอุทธรณ์ และมิใช่ข้อที่จาเลยยกขึน้ ฎีกา กบั ความผิดฐานพรากเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไป
เสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ ฎีกาตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อได้ความตามคาแถลงของผู้เสียหายท่ี ๒ ที่ยื่นต่อ
ศาลฎีกาขอให้ปรานีจาเลย ประกอบกับโทษจาคกุ ที่ศาลอทุ ธรณ์กาหนดนัน้ สูงเกินไป ศาลฎีกา
เหน็ สมควรกาหนดโทษเสียใหมใ่ ห้เหมาะสมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๗๕๓๑/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๑๔ จาเลยย่ืนฎีกาในประเด็นว่า มิได้กระทา
ความผิดและขอให้ลดโทษ ตอ่ มาจาเลยย่ืนคาร้องขอให้การรับสารภาพในชนั้ ฎีกา ซึ่งแม้จะถือว่า
เป็นการขอแก้ไขคาให้การจากการปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ แต่จาเลยไม่อาจกระทาได้เพราะ
การขอแก้ไขคาให้การต้องกระทาก่อนศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง
และไม่อาจถือว่าการท่ีจาเลยย่ืนคาร้องนีเ้ป็นการขอถอนฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๒ ประกอบ

329

มาตรา ๒๒๕ เพราะจาเลยยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษอยู่ ทัง้ ไม่อาจถือว่าเป็นการยื่น
คาร้องขอแก้ไขเพ่ิมเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อ เพราะพ้นกาหนดระยะเวลาฎีกาตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ แล้ว แต่การท่ีจาเลยยื่นคาร้ องขอให้การรับสารภาพในชัน้ ฎีกาถือว่า
ได้ ยอมรับข้ อเท็จจริ งโดยไม่ได้ โต้ แย้ งข้ อที่ ศาลล่างพิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง
กรณีจงึ ไม่มีประเดน็ ต้องวินจิ ฉัยอีกตอ่ ไปวา่ จาเลยกระทาความผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีคงเหลือแต่
ประเดน็ วา่ สมควรลดโทษให้แก่จาเลยอีกหรือไมเ่ ทา่ นนั้

ฎีกำท่ี ๖๔/๒๕๕๙ ฎ.๕๖ จาเลยท่ี ๑ ขอถอนคาให้การรับสารภาพและขอให้การใหมเ่ ป็น
ปฏิเสธฟ้องของโจทก์ หลงั จากที่จาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพมาแล้วประมาณ ๔ เดือน และ
โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ย กับจาเลยท่ี ๑ ไม่สามารถหาเงินมาชาระให้แก่โจทก์ร่วมตามท่ี
ตกลงกันไว้ได้ โดยอ้างเหตุว่าจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ไม่สามารถหาเงินมาให้แก่โจทก์ร่วมได้
ความผิดบางฐานไม่อาจยอมความได้ และโจทก์ร่วมไม่รักษาคามน่ั เป็นการให้การปฏิเสธเพ่ือ
ให้มีการสืบพยานต่อไปอีก สืบเน่ืองมาจากโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ย และจาเลยที่ ๑
ไมส่ ามารถหาเงินมาชาระให้แก่โจทก์ร่วมตามที่ตกลงกนั ไว้ได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทาเพ่ือประวิง
คดี จงึ ไมม่ ีเหตสุ มควรอนญุ าตให้จาเลยท่ี ๑ แก้คาให้การตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๙๗๓-๙๗๔/๒๕๕๗ ฎ.๖๙ จาเลยท่ี ๑ ขอแก้คาให้การที่ปฏิเสธเป็นรับสารภาพ
โดยอ้างว่า ในระหว่างท่ีถูกคุมขงั จาเลยท่ี ๑ รู้สานึกผิดท่ีได้กระทาความผิดในคดีนี ้ขอให้ศาล
ปรานีลงโทษสถานเบา และลงลายมือชื่อในคาให้การจาเลยที่ ๑ ด้วยตนเอง ซ่ึงศาลชัน้ ต้นได้
บนั ทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จาเลยท่ี ๑ ขอถอนคาให้การเดิมท่ีปฏิเสธเป็นให้การ
รับสารภาพตามฟ้องและอา่ นให้จาเลยท่ี ๑ ฟังแล้ว ประกอบกบั จาเลยที่ ๑ เป็นผ้มู ีความรู้ผิดชอบ
ชวั่ ดี จาเลยท่ี ๑ อ้างว่าให้การรับสารภาพตามคาแนะนาของทนายจาเลยท่ี ๑ เพราะความโงเ่ ขลา
เบาปัญญานนั้ จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ย่อมไม่ใช่เหตุผลสมควรท่ีศาลจะอนุญาตให้จาเลย
ที่ ๑ แก้คาให้การเป็นปฏิเสธฟอ้ งโจทก์

ฎีกำท่ี ๒๑๓๐/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๙ จาเลยขอถอนคาให้การเดิมและให้การใหม่เป็น
รับสารภาพ ดังนี ้ เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพแล้ว ประกอบกับคดีนีไ้ ม่ใช่คดีที่มีอัตราโทษ
อย่างต่าจาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขึน้ ไปหรือโทษสถานท่ีหนกั กว่านนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง
จึงไม่อย่ใู นบงั คบั ท่ีโจทก์และโจทก์ร่วมจะต้องสืบพยานประกอบคารับสารภาพของจาเลย และ
ศาลไมจ่ าต้องฟังพยานหลกั ฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเสียก่อน ศาลชนั้ ต้นยอ่ มมีคาพพิ ากษาได้
กรณีจึงไม่มีเหตทุ ี่ศาลชนั้ ต้นต้องพิจารณาคาร้องขอเล่ือนคดีของโจทก์ร่วมและทนายจาเลยอีก

330

นอกจากนีจ้ าเลยได้แตง่ ตงั้ ฐ. เป็นทนายความแล้วถือว่าจาเลยมีทนายความตามท่ีบญั ญัติไว้ใน
มาตรา ๑๗๓ แล้ว ทงั้ ตามมาตรา ๑๗๒ มิได้บญั ญตั วิ า่ การสอบคาให้การจาเลยต้องมีทนายความ
อย่ดู ้วย ประกอบกบั ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบบั ดงั กลา่ ว เม่ือจาเลยขอถอนคาให้การเดมิ
เป็นให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นยงั ได้สอบจาเลยอีกครัง้ ซ่ึงจาเลยก็ยืนยันให้การรับสารภาพ
ศาลชนั้ ต้นจึงอนุญาตให้จาเลยถอนคาให้การเดิมและรับคาให้การใหม่ แม้ทนายความที่จาเลย
แต่งตงั้ ไว้จะไม่มาศาลก็ตาม ก็หามีผลให้การดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นดงั กล่าว
ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ดงั นี ้การที่ศาลชนั้ ต้นไม่อนญุ าตให้โจทก์ร่วมและทนายจาเลยเลื่อนคดี
กบั สอบคาให้การจาเลย จงึ เป็นการดาเนนิ กระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้จาเลยจะย่ืนคาร้องขอถอนคาให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธการ แตศ่ าลชนั้ ต้น
จะไต่สวนคาร้องที่จาเลยขอถอนคาให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธหรือไม่นนั้ เป็นดลุ พินิจ
ของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๔) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ท่ีศาลชนั้ ต้นยกคาร้องของ
จาเลยโดยไมไ่ ตส่ วนก่อนจงึ ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๕๐๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๖๓ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง บญั ญัติวา่ "เม่ือ
มีเหตอุ นั ควร จาเลยอาจย่ืนคาร้องขอแก้หรือเพ่ิมเติมคาให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาล
เห็นสมควรอนุญาตก็ให้ส่งสาเนาแก่โจทก์" ซ่ึงหมายความว่า หากจาเลยประสงค์จะขอแก้หรือ
เพิ่มเติมคาให้การ จาเลยจะต้องย่ืนคาร้องแสดงเหตอุ นั ควรว่าจาเลยมีความจาเป็นต้องแก้หรือ
เพิ่มเติมคาให้การเพราะเหตุใด มิใช่เป็นไปตามอาเภอใจของจาเลย ทัง้ นี ้ ศาลมีอานาจที่จะ
อนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ โดยพิจารณาถึงเหตผุ ลที่จาเลยอ้างอิงในคาร้องว่าเป็นเหตผุ ลอัน
สมควรอนุญาตหรือไม่ คดีนีข้ ้อเท็จจริงได้ความว่า เม่ือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นวันนัด
สอบคาให้การจาเลย ศาลชัน้ ต้นสอบถามจาเลยเรื่องทนายความ จาเลยแถลงไม่ต้องการ
ทนายความ ศาลชนั้ ต้นจึงอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง จาเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาวนั ท่ี
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ซงึ่ เป็นวนั นดั สืบพยานโจทก์ ศาลชนั้ ต้นจึงอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลย
ฟังอีกครัง้ หน่ึง จาเลยยงั คงยืนยนั ให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคารับ
สารภาพของจาเลย โดยจาเลยแถลงไมต่ ิดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ศาลชนั้ ต้นให้นดั ฟัง
คาพิพากษาในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๗ แต่เมื่อวันท่ี ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ จาเลยขอยื่น
คาให้การฉบบั ใหม่เป็นให้การปฏิเสธในความผิดฐานพรากเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก
มารดาเพื่อการอนาจาร โดยอ้างวา่ ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ทงั้ ๆ ท่ีศาลชนั้ ต้นได้อ่านและอธิบายฟอ้ ง
ให้จาเลยฟังแล้วถึง ๒ ครัง้ จาเลยก็ให้การรับสารภาพ ซ่ึงแสดงว่าจาเลยเข้าใจข้อกล่าวหาใน

331

ความผิดฐานดงั กล่าวตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว การท่ีจาเลยขอถอนคาให้การรับสารภาพและขอให้
การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา
เพ่ือการอนาจาร หลงั จากท่ีให้การรับสารภาพมาแล้วประมาณ ๒ เดือนเศษ โดยอ้างเหตวุ า่ จาเลย
ไม่เข้าใจข้อกฎหมายนัน้ เห็นได้ว่าเป็นการให้การปฏิเสธเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกส่อไป
ในทางประวิงคดใี ห้ลา่ ช้า จงึ ไมม่ ีเหตสุ มควรอนญุ าตให้จาเลยแก้ไขคาให้การ

ฎีกำท่ี ๓๒๗๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๗๖ การขอถอนคาให้การเดมิ ที่ให้การรับสารภาพ
กับขอให้ การใหม่เป็ นปฏิเสธ เป็ นการแก้ ไขคาให้ การตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง
กาหนดให้สิทธิจาเลยท่ีจะยื่นคาร้องขอแก้หรือเพิ่มเตมิ คาให้การได้ก่อนศาลพิพากษาเม่ือมีเหตอุ นั
สมควร ถึงแม้วา่ การจะอนญุ าตหรือไม่นนั้ เป็นดลุ พินิจของศาลก็ตาม แตก่ รณีนีจ้ าเลยได้คดั ค้าน
ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินจิ ของพนกั งานคมุ ประพฤติซง่ึ สรุปผลข้อเท็จจริงที่เป็น
ผลร้ายตอ่ จาเลย ถือวา่ คดมี ีเหตอุ นั สมควรท่ีจาเลยจะขอแก้ไขเพมิ่ เตมิ คาให้การได้

ฎีกำท่ี ๓๙๒๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๙ โจทก์ยื่นคาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคาฟ้องโดยขอ
แก้ไขบทลงโทษ ซง่ึ เป็นการแก้หรือเพม่ิ เตมิ ฐานความผิดก่อนที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๖๓ วรรคหน่ึง, ๑๖๔ เมื่อจาเลยไม่ค้านและศาลชนั้ ต้นอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง
หากจาเลยเห็นวา่ ที่จาเลยรับสารภาพไปจะทาให้จาเลยเสียเปรียบในการตอ่ ส้คู ดี จาเลยอาจยื่น
คาร้องขอแก้ไขเพ่ิมเติมคาให้การได้ เม่ือจาเลยไม่ยื่นคาร้องดงั กล่าวแสดงว่าจาเลยรับสารภาพ
โดยมิได้หลงต่อสู้ในฐานความผิดที่โจทก์ขอแก้ไขเพ่ิมเติมฟ้องนนั้ ศาลล่างทงั้ สองย่อมลงโทษ
จาเลยตามคาฟอ้ งท่ีขอแก้ไขเพม่ิ เตมิ ได้

ฎีกำท่ี ๑๐๕๗๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๗๘ การแก้ฟ้องเฉพาะวันและเวลาที่อ้างว่า
จาเลยกระทาผิดอนั เป็นรายละเอียดซ่ึงต้องแถลงในฟ้อง เป็นการขอแก้ไขแต่เพียงรายละเอียด
เหตผุ ลท่ีอ้างว่าพมิ พ์คลาดเคล่ือนไปก็ถือได้วา่ มีเหตสุ มควรที่จะร้องขอได้ ทงั้ โจทก์ย่ืนคาร้องขอแก้
ฟ้องในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องซงึ่ ในชัน้ นีผ้ ้ถู กู ฟ้องยงั ไม่ตกอย่ใู นฐานะจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๖๕ วรรคสาม จงึ เห็นได้วา่ โจทก์ยื่นคาร้องขอแก้ฟ้องก่อนจาเลยยื่นคาให้การและก่อนสืบพยาน
ข้อท่ีจาเลยจะเสียเปรียบหรือหลงต่อสู้คดีจึงไม่อาจเกิดขึน้ ทงั้ มีเหตุอนั สมควรท่ีจะอนุญาตให้
โจทก์แก้ฟ้องในรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์อนญุ าตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบ
ด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๖๓ และ ๑๖๔

ฎีกำท่ี ๒๙๐๒/๒๕๔๗ ฎ.๖๖๖ คาฟ้องโจทก์ท่ีมิได้ระบคุ าวา่ โดยทจุ ริต ก็หาทาให้เสียไป
เพราะบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดไม่ เนื่องจากโจทก์ได้บรรยายฟ้องมีความหมาย

332

บ่งบอกอยู่ในตวั ว่าจาเลยกระทาโดยทุจริต จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง และเป็น
คาฟ้องท่ีชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ แล้ว การท่ีโจทก์ยื่นคาร้องขอเติมคาวา่ โดยทุจริตต่อจาก
ข้อความว่า จาเลยซ่ึงเป็นลูกจ้างของบริษัท อ. ในตาแหนง่ พนกั งานจดั ซือ้ จึงเป็นเพียงแก้ไขหรือ
เพ่ิมเติมรายละเอียดให้ชดั แจ้งยิ่งขนึ ้ และยงั อย่ใู นระหวา่ งการไตส่ วนมลู ฟ้องซงึ่ จาเลยยงั ไมอ่ ย่ใู น
ฐานะเป็นจาเลยตามมาตรา ๑๖๕ วรรคท้าย ย่อมไม่ทาให้จาเลยเสียเปรียบ ทัง้ นีต้ ามมาตรา
๑๖๔ คาสง่ั ศาลชนั้ ต้นท่ีอนญุ าตให้โจทก์แก้ไขหรือเพ่ิมเตมิ คาฟ้องได้ จึงเป็นคาสงั่ โดยชอบ มิใช่
คาสง่ั ท่ีผิดระเบียบหรือผิดหลง ดงั นนั้ คาสงั่ ศาลชนั้ ต้นที่ให้เพิกถอนคาสง่ั ศาลชนั้ ต้นที่อนญุ าตให้
โจทก์แก้ไขหรือเพ่มิ เตมิ คาฟ้อง และให้งดสืบพยานโจทก์จาเลยจงึ เป็นคาสงั่ ท่ีไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๘๐๔๔/๒๕๔๗ ฎ.๑๕๖๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับ
จาเลยในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๕๒๔/๒๕๔๓ ของศาลชนั้ ต้น ศาลชนั้ ต้นสอบถามจาเลยแล้ว
จาเลยรับว่าจาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกบั จาเลยในคดีอาญาหมายเลขดาที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ของศาล
ชนั้ ต้น ต่อมาโจทก์ยื่นคาร้ องอ้างว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด จึงขอแก้ไขคาฟ้องให้ถูกต้องจาก
คดอี าญาหมายเลขดาที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ เป็นคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๕๙๒๔/๒๕๔๓ ของศาลชนั้ ต้น
และขอแก้ไขคาขอท้ายฟ้องท่ีขอนบั โทษจาเลยตอ่ จากโทษจาเลยในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๕๒๔/
๒๕๔๓ เป็นวา่ คดีอาญาหมายเลขดาที่ ๕๙๒๔/๒๕๔๓ ของศาลชนั้ ต้น ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนญุ าต
ย่อมถือได้ว่า จาเลยรับในข้อเท็จจริงที่ว่าจาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจาเลยในคดีอาญา
หมายเลขดาที่ ๕๙๒๔/๒๕๔๓ ตามที่โจทก์อ้างมาในคาร้ องขอแก้ไขคาฟ้องด้วย เพราะเป็น
ข้อเท็จจริงเดยี วกนั กบั ท่ีจาเลยเคยรับข้อเท็จจริงในเร่ืองดงั กลา่ วมาแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๐๑๐/๒๕๔๕ ฎ.๒๓๔ โจทก์ยื่นคาร้องขอแก้ฟ้องภายหลงั สืบพยานจาเลยไปบ้าง
แล้ว โดยอ้างเหตผุ ลวา่ คาฟ้องของโจทก์บกพร่องเกี่ยวกบั วนั ท่ีเกิดเหตเุ นื่องจากพิมพ์ผิดพลาด ขอ
แก้คาวา่ เมื่อวนั ท่ี ๒๙ ตลุ าคม ๒๕๔๑ เป็นเมื่อวนั ที่ ๒๖ ตลุ าคม ๒๕๔๑ เป็นการย่ืนก่อนที่ศาล
ชัน้ ต้นมีคาพิพากษา และถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เพราะอาจเกิด
บกพร่องพิมพ์ผิดพลาดเช่นนนั้ ได้ ประกอบกับเป็นการแก้รายละเอียดซ่ึงต้องแถลงในฟ้องตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๖๔ ทงั้ จาเลยให้การและเบกิ ความปฏิเสธลอย ๆ ไมไ่ ด้ให้รายละเอียดวา่ วนั ที่ ๒๖
ตลุ าคม ๒๕๔๑ จาเลยทาอะไรอย่ทู ี่ไหน นอกจากนีย้ งั ปรากฏว่าวนั ที่ ๒๙ ตลุ าคม ๒๕๔๑ ซ่งึ เป็น
วนั ท่ีระบใุ นคาฟ้องฉบบั เดมิ จาเลยก็ถกู ขงั ในเรือนจาตามหมายขงั ระหว่างสอบสวนในคดีนี ้จงึ ถือ
ไมไ่ ด้วา่ เป็นกรณีที่จาเลยหลงตอ่ สู้ ศาลชนั้ ต้นชอบท่ีจะอนญุ าตให้โจทก์แก้ฟ้องได้

333

ไต่สวนมูลฟ้อง
ข้อ ๕๒ คำถำม นายเอกเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาขอให้ลงโทษนายโทข้อหาพยายามฆ่า
ศาลชัน้ ต้นไต่สวนมูลฟ้องโดยไต่สวนพยานได้ ๓ ปากแล้วนายเอกขอเลื่อนคดี ศาลชัน้ ต้น
ไมอ่ นญุ าตให้เล่ือนคดแี ละมีคาสง่ั งดไตส่ วนแล้วพิพากษายกฟ้อง นายเอกอทุ ธรณ์
ก. ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินการไต่สวน
มลู ฟอ้ งตอ่ ไป
ข. ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาให้ศาลชนั้ ต้นประทบั ฟอ้ งไว้พิจารณาและพิพากษาตอ่ ไป
ให้วินิจฉยั วา่ นายโทจะฎีกาคาพพิ ากษาของศาลอทุ ธรณ์ในสองกรณีดงั กลา่ วได้หรือไม่
คำตอบ ก. คดีท่ีราษฎรเป็นโจทก์ ก่อนท่ีศำลประทับฟ้องมิให้ถือว่ำจำเลยอยู่ในฐำนะ
เช่นนัน้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม ในชัน้ นีน้ ำยโท
จงึ ไม่มีฐำนะเป็ นคู่ควำม เป็ นเร่ืองระหว่ำงศำลกับโจทก์ การท่ีศาลชนั้ ต้นไมอ่ นญุ าตให้เลื่อน
คดีมีคาสงั่ งดไต่สวนแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
ให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการไตส่ วนมลู ฟ้องตอ่ ไป นำยโทจึงไม่มีสิทธิฎีกำ เพรำะนำยโทไม่มีฐำนะ
เป็ นคู่ควำม (คาสงั่ คาร้องศาลฎีกาที่ ท. ๑๘๐๘/๒๕๕๑)
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ ศาลชัน้ ต้นประทับฟ้องไว้พิจารณา และพิพากษาต่อไป
เป็ นคำส่ังท่ีให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขำดตามมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง นำยโทจึงไม่มีสิทธิฎีกำ
(คาสง่ั คาร้องศาลฎีกาท่ี ๖๖๙/๒๕๑๗)
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้หากนกั ศึกษาไม่แม่นและเดาว่าน่าจะฎีกาไดเ้ รื่องหน่ึงและฎีกาไม่ไดเ้ รื่อง
หนึ่ง ก็จะตกหลมุ พรางที่วางไว้ ขอให้สงั เกตให้ดีว่าเหตผุ ลในการตอ้ งห้ามของสองกรณีนี้ต่างกนั
คือ คาตอบแรกต้องห้ามเพราะไม่มีฐานะจาเลย แต่คาตอบหลงั ต้องห้ามเพราะคาสง่ั มีมูลย่อม
เด็ดขาด หากไม่นามาเปรียบเทียบให้เห็นในคาถามข้อเดียวกนั นกั ศึกษาที่ไม่เคยไปว่าความอาจ
มองไม่เห็นความแตกต่าง
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๑๘๐๘/๒๕๕๑ ฎ.๒๕๐๘ คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ซ่ึงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๕ วรรคสามตอนท้ายบญั ญัตวิ า่ ก่อนที่ศาลประทบั ฟ้องมิให้ถือว่าจาเลยอยใู่ น
ฐานะเช่นนนั้ ในชนั้ นีจ้ าเลยจึงไม่มีฐานะเป็นค่คู วาม การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ งดไต่สวนมูลฟ้อง
แล้วพพิ ากษายกฟ้อง แตศ่ าลอทุ ธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการ
ไตส่ วนมลู ฟ้องตอ่ ไป เป็นเรื่องระหวา่ งศาลกบั โจทก์ จาเลยยอ่ มไมม่ ีสทิ ธิฎีกา

334

ข้อ ๕๓ คำถำม โจทก์ทงั้ สองฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานหม่ินประมาท ศาลนดั
ไตส่ วนมลู ฟ้องวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลา ๙ นาฬิกา โจทก์ทงั้ สองทราบนดั แล้ว เจ้าหน้าท่ีศาล
ส่งหมายนดั ไต่สวนมูลฟ้องและสาเนาคาฟ้องให้แก่จาเลยท่ี ๑ ได้โดยชอบแล้ว แต่ส่งหมายนัด
ไต่สวนมูลฟ้องและสาเนาคาฟ้องให้แก่จาเลยท่ี ๒ โดยวิธีปิดหมายเมื่อวนั ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์
๒๕๔๘ เม่ือถึงวันนดั ไต่สวนมูลฟ้อง จาเลยทงั้ สองตงั้ ทนายความเข้ามาในคดี แต่โจทก์ทงั้ สอง
ไม่มาศาล ศาลรอจนถึงเวลา ๙.๔๕ นาฬิกา แล้วเห็นวา่ โจทก์ทงั้ สองจงใจไม่มาศาลในวนั ไตส่ วน
มลู ฟอ้ ง จงึ พิพากษายกฟ้อง

ก. โจทก์ที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า เจ้าหน้าท่ีศาลส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องและ
สาเนาคาฟ้องให้แก่จาเลยที่ ๒ โดยวิธีปิดหมายเมื่อวนั ท่ี ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๘ การปิดหมาย
ยงั ไมม่ ีผลในวนั ไตส่ วนมลู ฟ้อง แม้โจทก์ท่ี ๑ มาศาลก็ไมอ่ าจไตส่ วนมลู ฟ้องได้ ศาลต้องเล่ือนการ
ไต่สวนมูลฟ้องออกไป ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลชัน้ ต้น ให้ศาลชัน้ ต้น
นดั ไตส่ วนมลู ฟ้องคดีของโจทก์ตอ่ ไป ให้วนิ ิจฉยั วา่ อทุ ธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ฟังขนึ ้ หรือไม่

ข. ตอ่ มาวนั ท่ี ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ โจทก์ที่ ๒ ย่ืนคาร้องอ้างว่า โจทก์ท่ี ๒ มาศาลแล้ว แต่
โจทก์ท่ี ๒ ยงั ติดการดาเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นดั พิจารณาไว้ในวนั เวลาเดียวกนั ก่อน เสร็จ
แล้วจึงจะมาดาเนินคดีนีต้ ่อไป ขอให้ศาลชัน้ ต้นเพิกถอนคาพิพากษาดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่า
ศาลชนั้ ต้นจะสง่ั คาร้องของโจทก์ท่ี ๒ อยา่ งไร

คำตอบ ก. เมื่อโจทก์ท่ี ๑ ทราบนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้ว โจทก์ท่ี ๑ มีหน้ำท่ีจะต้อง
มำศำลตำมกำหนดนัด กำรท่ีโจทก์ท่ี ๑ ไม่มำศำล แม้กำรส่งหมำยนัดและสำเนำคำฟ้อง
ให้จำเลยท่ี ๒ ยังไม่มีผลใช้ได้ตำมกฎหมำย ก็หำทำให้โจทก์ท่ี ๑ หมดหน้ำท่ีท่ีจะต้อง
มำศำลตำมกำหนดนัดไม่ นอกจำกนีจ้ ำเลยทัง้ สองได้ตัง้ ทนำยควำมเข้ำมำในคดี กรณี
เช่นนีโ้ จทก์ท่ี ๑ ย่อมทรำบดีว่ำศำลอำจไต่สวนมูลฟ้องคดีโจทก์ท่ี ๑ ไปได้ ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม เม่ือโจทก์ท่ี ๑ ไม่มำศำลตำม
กำหนดนัด ศำลต้องยกฟ้องโจทก์ท่ี ๑ ตามมาตรา ๑๖๖ อุทธรณ์ของโจทก์ท่ี ๑ ฟังไม่ขึน้
(ฎีกาที่ ๒๐๘๕/๒๕๔๗)

ข. การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าโจทก์ที่ ๒ จงใจไม่มาศาลในวนั ไต่สวน
มูลฟ้องนัน้ เป็ นกำรยกฟ้ องเพรำะโจทก์ ท่ี ๒ ไม่ มำตำมกำหนดนัดตามมาตรา ๑๖๖
วรรคหน่ึง ดงั นนั้ เม่ือศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ท่ี ๒ เมื่อวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ โจทก์ท่ี ๒ มายื่น
คาร้องเม่ือวนั ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ขอให้ศาลเพิกถอนคาพิพากษาดงั กลา่ ว มีผลเท่ำกับเป็ นกำร
ขอให้ยกคดีขึน้ พจิ ำรณำใหม่ หลังจำกศำลพพิ ำกษำยกฟ้องเพียง ๗ วันยังไม่เกิน ๑๕ วัน

335

นับแต่วันศำลพิพำกษำยกฟ้อง ทัง้ คำร้องของโจทก์ท่ี ๒ ก็ได้แสดงเหตุยนื ยันว่ำโจทก์ท่ี ๒
ได้มำศำลตำมกำหนดนัดแล้ว เพียงแตโ่ จทก์ท่ี ๒ ยงั ติดการดาเนินคดีอาญาอื่น ซ่ึงศาลได้นดั
พิจารณาไว้ในวนั เวลาเดียวกนั ก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดาเนินคดีนีต้ ่อไป ซ่ึงหำกเป็ นควำมจริง
ตำมคำร้องก็นับว่ำมีเหตุสมควรท่ีโจทก์ท่ี ๒ ไม่ได้มำดำเนินคดีนีต้ ำมกำหนดนัดตาม
มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ศำลชอบท่ีจะมีคำส่ังรับคำร้องของโจทก์ท่ี ๒ และนัดไต่สวน แล้ว
จึงจะพจิ ำรณำส่ังตำมรูปคดีต่อไป (ฎีกาที่ ๔๓๖๖/๒๕๔๗, ท่ี ๔๖๒๕/๒๕๔๕)

ฎีกำท่ี ๒๐๘๕/๒๕๔๗ ฎ.๔๓๖ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวนั ท่ี ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๙ เวลา ๙
นาฬิกา โจทก์ทราบนดั โดยชอบแล้ว มีหน้าที่จะต้องมาศาลตามกาหนดนดั แตโ่ จทก์ที่ ๑ ไม่มา
ศาล ถึงแม้การสง่ หมายนดั และสาเนาคาฟ้องให้จาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และท่ี ๓ โดยวิธีปิดหมายยงั ไม่มี
ผลใช้ได้ตามกฎหมาย ก็หาทาให้โจทก์หมดหน้าท่ีท่ีจะต้องมาศาลตามกาหนดนดั ไม่ ทงั้ จาเลย
ที่ ๑ ที่ ๒ ท่ี ๓ ที่ ๕ และท่ี ๖ ได้ตงั้ ทนายความเข้ามาในคดี แสดงว่า จาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ และที่ ๓
ได้รับหมายนัดและสาเนาคาฟ้องแล้ว กรณีเช่นนี ้ ทนายโจทก์ย่อมทราบดีว่าศาลอาจไต่สวน
มูลฟ้องคดีโจทก์ไปได้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๕ วรรคสาม เมื่อโจทก์ที่ ๑
ไมม่ าศาล ศาลต้องยกฟ้องเฉพาะโจทก์ท่ี ๑
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจารย์สมชยั ฑีฆาอตุ มากร) ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหน่ึง ทีว่ ่าถ้าโจทก์
ไม่มาตามกาหนดนดั ให้ศาลยกฟ้องเสีย แสดงว่ากฎหมายประสงค์ให้เป็นหน้าที่โจทก์ที่จะต้อง
มาศาลตามกาหนดไต่สวนมูลฟ้อง แม้ก่อนหนา้ นี้ มีคาพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๔/๒๕๓๐ (ประชุม
ใหญ่) ไดอ้ ธิบายว่า กรณีตามมาตรา ๑๖๖, ๑๘๑ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กบั ศาลหาได้เกี่ยวข้อง
กบั จาเลย เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวนั นดั พิจารณาศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องไปไดโ้ ดยไม่ตอ้ ง
คานึงว่าจาเลยจะมาศาลในวันนั้นด้วยหรือไม่และจาเลยอยู่ในอานาจศาลแล้วหรือไม่ แต่ใน
คาพิพากษาฎีกาฉบบั นี้ ไม่มีประเด็นว่าจาเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลโดยชอบแล้วหรือไม่
ส่วนคาพิพากษาฎีกาทีห่ มายเหตนุ ี้ปรากฏว่า แม้จาเลยบางคนยงั มิไดร้ ับหมายนดั ไต่สวนมูลฟอ้ ง
โดยชอบ โจทก์ก็ยงั มีหน้าที่ตอ้ งมาศาลตามนดั ดว้ ย คาพิพากษาฎีกาที่หมายเหตนุ ี้จึงเป็นการย้า
เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๖๖ ตามทีศ่ าลฎีกาไดก้ ล่าวไวใ้ นคาพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๕๔/๒๕๓๐

โจทก์เป็ นผู้นาคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในทางอาญา โจทก์จึงมีหน้าที่ที่จะต้อง
มาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือนัดสืบพยานทุกครั้ง ท้ังนี้ เพื่อเป็ นการเร่งรัดการดาเนิน
กระบวนพิจารณาให้เป็ นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว มิให้มีการประวิงคดี มาตรา ๑๖๖ จึงได้
กาหนดมาตรการดงั กล่าวเพือ่ บงั คบั ใหโ้ จทก์ปฏิบตั ิตามโดยเคร่งครัด

ฎีกำท่ี ๔๓๖๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๔๘ การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะ

336

เห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวนั นดั สืบพยานโจทก์นนั้ เป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖
วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑ ดงั นนั้ เม่ือข้อเท็จจริงในสานวนความปรากฏว่า ศาลชนั้ ต้น
พิพากษายกฟ้องโจทก์เม่ือวนั ท่ี ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๕ โจทก์มาย่ืนคาร้องขอให้ศาลชนั้ ต้นเพิกถอน
คาพิพากษาดงั กล่าว ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึน้ พิจารณาใหม่เม่ือวนั ท่ี ๒๕ มีนาคม
๒๕๔๕ หลงั จากศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องเพียง ๗ วนั ยงั ไม่เกิน ๑๕ วนั นบั แต่วนั ศาลชนั้ ต้น
พิพากษายกฟ้อง ทงั้ คาร้องของโจทก์ก็ได้แสดงเหตยุ ืนยนั วา่ โจทก์ได้มาศาลตามกาหนดนดั แล้ว
เพียงแต่โจทก์ยังติดการดาเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเวลาเดียวกันก่อน
เสร็จแล้วจงึ จะมาดาเนินคดีนีต้ อ่ ไป ซึง่ หากเป็นความจริงตามคาร้องก็นบั ว่ามีเหตสุ มควรที่โจทก์
ไมไ่ ด้มาดาเนินคดีนีต้ ามกาหนดนดั ศาลชอบท่ีจะไตส่ วนคาร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัย
ได้ว่าท่ีโจทก์ไม่มาดาเนินคดีนีต้ ามกาหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทัง้ สอง
ด่วนวินิจฉัยสง่ั ยกคาร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑

ฎีกำท่ี ๔๖๒๕/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๘ แม้ตามคาร้องของโจทก์จะเป็นเร่ืองขอให้ศาล
มีคาสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่คาร้ องก็ได้กล่าวอ้างถึงเหตุที่การพิจารณา
ผิดระเบียบว่าเกิดจากการส่งหมายนัดของเจ้าพนกั งานศาลไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าโจทก์ได้ทราบ
กาหนดนัดสืบพยานโจทก์ จึงขอให้ศาลกาหนดวนั นัดสืบพยานโจทก์ใหม่ ซ่ึงแปลได้ว่าโจทก์
ประสงค์จะแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตสุ มควรจงึ มาศาลไม่ได้ และขอให้ศาลยกคดีขึน้ พิจารณา
ใหมต่ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๘๑

การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกาหนดนดั โดยโจทก์ไมท่ ราบ
กาหนดวนั นัดสืบพยานโจทก์ จึงไม่อยู่ในบงั คบั ท่ีโจทก์จะต้องร้องขอให้ศาลยกคดีขึน้ พิจารณา
ใหมภ่ ายใน ๑๕ วนั นบั แตว่ นั ที่ศาลยกฟอ้ งตามมาตรา ๑๖๖ วรรคสองประกอบมาตรา ๑๘๑

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๖๕
ฎีกำท่ี ๓๕๓/๒๕๕๖ ฎ.๑๓๖๘ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ มีระวางโทษจาคกุ ตงั้ แต่
หนึ่งปีถึงสิบปี จึงมีอายคุ วาม ๑๕ ปี โจทก์ต้องฟ้องและได้ตวั ผ้กู ระทาผิดมายงั ศาลภายใน ๑๕ ปี
นบั แตว่ นั กระทาความผดิ ตามมาตรา ๙๕ (๒) โจทก์ฟ้องเมื่อวนั ที่ ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๕๒ กลา่ วหาวา่
จาเลยทงั้ สองร่วมกนั กระทาความผิดระหว่างวนั ที่ ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๓๗ ถึงวนั ที่ ๑๖ พฤศจิกายน
๒๕๓๗ แม้อย่ภู ายในกาหนดอายคุ วาม ๑๕ ปี คือภายในวนั ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แตศ่ าล

337

ชนั้ ต้นต้องทาการไตส่ วนมลู ฟ้องของโจทก์ ในระหวา่ งนนั้ จะถือว่าได้ตวั จาเลยทงั้ สองมาศาล และ
จาเลยทัง้ สองอยู่ในอานาจศาลไม่ได้ อายุความจึงยังไม่หยุดนับ เม่ือขณะที่ศาลชนั้ ต้นทาการ
ไตส่ วนมลู ฟ้องในวนั ท่ี ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓ นนั้ เป็นเวลาเกิน ๑๕ ปี นบั แตว่ นั ที่กลา่ วหาวา่ จาเลย
ทงั้ สองร่วมกนั กระทาความผิด คดโี จทก์สาหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ จงึ ขาดอายคุ วาม

ในชัน้ ไต่สวนมูลฟ้องจาเลยทัง้ สองยังไม่อยู่ในอานาจของศาลจนกว่าศาลจะมีคาส่ัง
ประทบั รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา การท่ีศาลหมายแจ้งวนั นดั ไตส่ วนมูลฟ้องให้จาเลยทงั้ สองทราบ
จาเลยทงั้ สองมีสิทธิท่ีจะไม่มาศาลในวนั นดั ได้ เพราะหมายเรียกดงั กล่าวเป็นเพียงแจ้งให้จาเลย
ทงั้ สองทราบวนั นดั ไตส่ วนมลู ฟ้อง การท่ีจาเลยทัง้ สองได้รับหมายรวมทงั้ มาฟังการพิจารณาของ
ศาลในชนั้ ไต่สวนมูลฟ้อง ยังไม่ถือว่าจาเลยทงั้ สองเข้ามาอยู่ในอานาจศาลแล้ว จึงถือไม่ได้ว่า
โจทก์ฟ้องและได้ตัวผู้กระทาผิดมายังศาลภายในกาหนดอายุความตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๒)
และจะนาบทบญั ญัติทางแพ่งเร่ืองอายุความสะดดุ หยุดลงเมื่อฟ้องคดีมาใช้บงั คบั ไม่ได้ เพราะ
ป.อ. มาตรา ๙๕ บญั ญตั เิ รื่องอายคุ วามไว้โดยเฉพาะแล้ว

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา ๙๗
วรรคหนึ่ง ท่ีบญั ญัตใิ ห้ศาลประทบั ฟ้องไว้พิจารณา โดยไม่ต้องไต่สวนมลู ฟ้อง จะต้องเป็นกรณีที่
อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดี หรือประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูก
กล่าวหาเป็นอยั การสูงสุด แต่ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องคดีเองมาตรา ๙๗
วรรคสอง ไม่ได้บญั ญัติให้ศาลประทบั ฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไตส่ วนมูลฟ้อง หากกฎหมาย
ประสงค์ให้ศาลประทบั ฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไตส่ วนมลู ฟ้อง ก็ต้องบญั ญตั ิไว้ให้ชดั แจ้ง หรือ
บญั ญัตใิ ห้นาบทบญั ญัติในวรรคหนึง่ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม เม่ือคดีของโจทก์มิใช่คดีท่ีพนกั งาน
อยั การเป็นโจทก์ฟอ้ ง ประกอบกบั ก่อนฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่าการกระทาของ
จาเลยทงั้ สองมีมลู เป็นความผิดทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๙ , ๑๕๔, ๑๕๗ และส่งรายงาน
เอกสารไปยงั อยั การสงู สดุ เพื่อดาเนินคดีอาญาแก่จาเลยทงั้ สอง แตอ่ ยั การสูงสดุ เห็นว่า รายงาน
เอกสารและความเห็นท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งไปยังไม่สมบูรณ์พอท่ีจะดาเนินคดีได้ จึงตงั้
คณะทางานพิจารณาร่วมกนั แตค่ ณะทางานทงั้ สองฝ่ ายไมอ่ าจหาข้อยตุ ิเก่ียวกบั การดาเนินการ
ฟ้องคดีได้ โจทก์จึงฟ้องคดีนีเ้อง กรณีไม่ต้องตามมาตรา ๙๗ วรรคหน่งึ ศาลจะมีคาสงั่ ให้ประทบั
ฟ้องโดยไมต่ ้องไตส่ วนมลู ฟ้องกอ่ นไมไ่ ด้ การที่ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนมลู ฟ้องเพ่ือให้ได้ความแนช่ ดั ยอ่ ม
เป็นการดาเนินการท่ีถกู ต้องตามกฎหมายแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๒๖๔๙/๒๕๕๖ ฎ.๒๖๘๑ ชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องศาลชนั้ ต้นรับฟังข้อเท็จจริงจาก

338

ข้อความที่ระบุในเอกสารหมาย ล.๘ ซึ่งทนายจาเลยทัง้ ส่ีนามาถามค้านพยานโจทก์ โดย จ.
เบิกความตอบทนายจาเลยทงั้ ส่ีถามค้านว่าพยานไม่ได้เก่ียวข้องกับคดี จึงไม่ทราบว่าเอกสาร
ดังกล่าวเป็นเอกสารที่อ้างไว้ในคดีดังกล่าวหรือไม่ และ ว. เบิกความตอบทนายจาเลยทัง้ ส่ี
ถามค้ านว่า ในการตรวจสอบคาขอรับสิทธิบัตรพยานไม่ได้ นาเอกสารดังกล่าวทัง้ สี่ชุด
มาประกอบการพิจารณาดงั นี ้พยานโจทก์มิได้เบิกความรับรองความถูกต้องของเอกสารหมาย
ล.๘ เอกสารดงั กล่าวจึงมิได้เป็นเอกสารที่พยานโจทก์ทงั้ สองเบิกความถึงแล้วทนายจาเลยทงั้ ส่ี
นาส่งศาลเพื่อประกอบถ้อยคาของโจทก์ให้ปรากฏรายละเอียดชดั เจนขึน้ ย่อมไม่อาจรับฟังเป็น
พยานประกอบการถามค้านพยานโจทก์ได้ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๕
วรรคสอง การท่ีศาลนามารับฟังมาหักล้ างพยานหลักฐานของโจทก์ในชัน้ ไต่สวนมูลฟ้อง
แล้วพพิ ากษายกฟอ้ งจงึ ไมช่ อบ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๖๖
ฎีกำท่ี ๕๒๔๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๑ กรณีท่ีศาลจะยกฟอ้ งโจทก์เพราะโจทก์ไมม่ าศาล
ตามกาหนดนดั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนง่ึ ได้นนั้ จะต้องเป็นกรณีท่ีมีการไตส่ วนมลู ฟ้อง
หรือการพิจารณาคดีและศาลได้กาหนดนดั ไต่สวนมูลฟ้องหรือนดั พิจารณาคดีไว้ ต่อเม่ือโจทก์
ได้ทราบกาหนดนัดนัน้ แล้ วไม่มาศาล ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเสียได้ คดีนีศ้ าลชัน้ ต้นนัด
ฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ หาได้กาหนดนดั เพ่ือไตส่ วนมลู ฟ้องหรือนดั พิจารณาคดีไม่ แม้โจทก์
ทราบนดั แล้วไมม่ าศาลในวนั นดั ฟังคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ดงั กลา่ ว ก็ไมม่ ีเหตทุ ี่ศาลจะยกฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๓๗๓๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๔๔๖ ผ้รู ้องไมม่ าศาลในวนั นดั ไตส่ วนคาร้องขอคืนของกลาง
ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ ประกอบมาตรา ๑๘๑ ศาลชนั้ ต้นชอบที่จะยกฟ้อง และผ้รู ้องมีสิทธิ
ท่ีจะยื่นคาร้ องขอให้ ยกคดีขึน้ พิจารณาใหม่ได้ การที่ศาลชัน้ ต้นมีคาส่ังว่าผู้ร้ องทราบนัดแล้ว
ไม่มาศาลถือว่าผู้ร้ องไม่มีพยานมาศาลและให้ยกคาร้ อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลชัน้ ต้นจะ
ยกคาร้องของผ้รู ้องโดยถือวา่ ผ้รู ้องไม่มีพยานมาสืบ ก็ไมเ่ ป็นการตดั สิทธิของผ้รู ้องท่ีจะย่ืนคาร้อง
ขอให้ยกคดีขนึ ้ พิจารณาใหม่ เม่ือผ้รู ้องย่ืนคาร้องขอให้ยกคดีขนึ ้ พิจารณาใหมแ่ ล้ว จงึ ไมม่ ีเหตทุ ่ีจะ
เพกิ ถอนคาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๓๗๘๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๘๖ ทนายโจทก์มอบให้ เสมียนทนายมายื่น
คาร้ องขอเลื่อนคดีเพราะเหตุทนายโจทก์ป่ วย แต่เสมียนทนายมีอาการโรคประจาตัวกาเริบ
จงึ เดินทางไปไมถ่ งึ ศาล เป็นสาระสาคญั ในอนั ท่ีจะวินิจฉยั วา่ โจทก์จงใจไม่มาศาลตามกาหนดนดั

339

หรือไม่ หากฟังได้ตามคาร้องของโจทก์ ก็พอถือได้ว่ามีเหตุสมควรท่ีจะยกคดีขึน้ พิจารณาใหม่
ศาลชนั้ ต้นจึงชอบที่จะไตส่ วนคาร้องของโจทก์เสียก่อน จงึ จะวินิจฉัยได้ว่าท่ีโจทก์ไม่มาศาลตาม
กาหนดนดั มีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทงั้ สองด่วนวินิจฉัยส่งั คาร้องของโจทก์โดยไม่ได้
ไตส่ วนให้ได้ความจริงเสียกอ่ น จึงไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา
๑๗๓/๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๙๒๘๐/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๘๙ การที่เจ้าหน้าท่ีศาลประจาศูนย์นัดความ
บนั ทึกวนั นดั สืบพยานโจทก์ตามที่โจทก์และทนายจาเลยตกลงกนั แม้โจทก์ไม่มีทนายความคอย
ให้คาปรึกษาในขณะตกลงกาหนดวนั นดั ก็ตาม แตโ่ จทก์เป็นผ้กู าหนดวนั นดั ด้วยตนเอง โจทก์ควร
จดบนั ทึกวนั เวลานดั ไว้เพื่อมิให้หลงลืม แตท่ างนาสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จดบนั ทึกเวลา
นดั แต่อย่างใด เช่ือว่าโจทก์จดจาวนั นดั สืบพยานโจทก์คลาดเคลื่อนซ่ึงเป็นความผิดพลาดที่เกิด
จากความไม่รอบคอบและเป็นความประมาทเลินเลอ่ ของโจทก์เอง จงึ ไม่มีเหตสุ มควรท่ีจะยกคดี
ของโจทก์ขนึ ้ พิจารณาใหม่

ฎีกำท่ี ๑๙๖๗/๒๕๔๙ ฎ.๓๗๙ ศาลนดั สืบพยานโจทก์เวลา ๙ นาฬิกา โจทก์มีหน้าที่
ต้องมาศาลตามกาหนดนดั แม้ น. พนกั งานอยั การโจทก์เจ้าของสานวนจะมาท่ีศาลแล้ว แตก่ ็มิได้
เข้าห้องพจิ ารณา น. คงไปทาหน้าท่ีแทนพนกั งานอยั การในคดอี ื่นและทาหน้าที่อื่น โจทก์อ้างวา่ จะ
มีพนกั งานอยั การคนอื่นมาวา่ ความแทนโจทก์ โดยโจทก์เองไม่ได้ใส่ใจวา่ ท่ีแท้จริงแล้วมีพนกั งาน
อัยการคนอ่ืนมาทาหน้าท่ีแทนหรือไม่ ทัง้ ท่ีเจ้าหน้าที่ศาลได้ประกาศเรียกโจทก์ให้ เข้าห้อง
พิจารณาตัง้ แต่เวลา ๙ นาฬิกา ศาลรอจนกระท่ังเวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา โจทก์ก็ไม่เข้าห้อง
พิจารณาคดีแถลงให้ศาลทราบถึงเหตุขัดข้องของโจทก์ ดังนี ้ โจทก์จะอ้างว่าโจทก์เช่ือว่าจะ มี
พนกั งานอยั การคนอื่นมาทาหน้าท่ีแทนแล้ว เพื่อให้เห็นวา่ โจทก์มิได้มีเจตนาท่ีจะจงใจหรือไม่ใสใ่ จ
ในกาหนดนดั ของศาลหาได้ไม่ เหตทุ ี่โจทก์เชื่อดงั กล่าวจึงไม่ใช่เรื่องท่ีจะนามาเป็นข้ออ้างเพ่ือให้
ศาลยกคดีขนึ ้ พิจารณาใหมไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๘๘๗๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๘๖ โจทก์เคยขอเล่ือนคดีมาครัง้ หน่ึงแล้ว โดย
อ้างเหตุไม่มีพยานมาศาล เพราะโจทก์ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ซ่ึงศาลชัน้ ต้นอาศัยหลัก
ประโยชน์แห่งความยตุ ิธรรมอนุญาตให้เลื่อนคดี เม่ือถึงวนั นดั ซ่ึงโจทก์ทราบนดั โดยชอบแล้ว แต่
โจทก์ก็ยงั ไม่มาศาลอีก โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามสานวนได้ความวา่ โจทก์ยงั ไม่ได้ย่ืนบญั ชีระบุ
พยาน นอกจากนีศ้ าลชนั้ ต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์หลายครัง้ ตงั้ แตเ่ วลา ๙ นาฬิกา
จนถึง ๑๑.๕๐ นาฬิกา และยงั ให้เจ้าหน้าที่ติดตามโจทก์ตามห้องพิจารณาต่าง ๆ อีกตงั้ แตเ่ วลา

340

๑๑ นาฬิกา ถึง ๑๑.๕๐ นาฬิกา ทัง้ ยังได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์ถึงเหตุที่ไม่มาศาลเพ่ือให้โจทก์
ดาเนินการอย่างไรต่อไปกับคดีนีท้ ่ีสานักงานอัยการจังหวดั ร้อยเอ็ด แต่โจทก์ก็ยงั ไม่มาศาล แม้
โจทก์จะอ้างวา่ ก. พนกั งานอยั การโจทก์เจ้าของสานวนเจบ็ ป่ วย ซง่ึ โดยพยาธิสภาพของ ก. ทาให้
หลงลืมท่ีจะมอบสานวนคดีนีใ้ ห้พนกั งานอยั การคนอ่ืนดาเนินการแทน กรณีเป็นเร่ืองภายในของ
โจทก์ที่จะต้องมอบหมายสานวนให้พนักงานอัยการผู้อ่ืนดาเนินคดีแทน ซึ่งสามารถกระทาได้
เพราะวนั ดงั กล่าว ก. ยงั มาทางานท่ีสานักงานอยั การอยู่ ถ้าป่ วยเจ็บจนถึงขนาดไม่สามารถมา
ศาลเพื่อสืบพยานโจทก์ได้ ก็นา่ จะมอบหมายให้พนกั งานอยั การ ผ้อู ื่นทาหน้าท่ีแทนหากกลบั บ้าน
ไปพกั รักษาตวั แต่ก็หาได้กระทาไม่ อนั เป็นความบกพร่องของโจทก์เอง พฤตกิ ารณ์แสดงให้เห็น
ว่าโจทก์ไม่มาศาลเพราะไม่สนใจต่อเวลานัดของศาลและไม่ได้มาศาลตามกาหนดนัด หาใช่
ไมไ่ ด้มาศาลเพราะมีเหตอุ นั สมควรไม่ จงึ ไมม่ ีเหตจุ ะยกคดีขนึ ้ พจิ ารณาใหม่

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๖๗
ฎีกำท่ี ๓๙๖๕/๒๕๕๓ ฎ.๕๖๘ การรับฟังพยานหลักฐานในชัน้ ไต่สวนมูลฟ้องกับ
ชนั้ พิจารณาแตกต่างกัน ชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องเมื่อได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดท่ีฟ้อง
โดยไมม่ ีข้อพิรุธอนั เป็นท่ีประจกั ษ์ชดั ก็ฟังได้แล้ววา่ คดีมีมลู ตามฟ้อง สว่ นข้อเท็จจริงท่ีได้ความมา
จะเป็นความจริงหรือไม่ เป็นข้อที่จะต้องพิสจู น์กันอีกชนั้ หนึ่งในชนั้ พิจารณา ซึ่งในชนั้ พิจารณา
ต้องฟังพยานหลกั ฐานจนได้ความอนั สิน้ สงสยั ว่าข้อเท็จจริงท่ีได้มานนั้ เป็นความจริง จึงจะฟังได้
วา่ มีการกระทาความผดิ ตามฟ้อง
ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม เบิกความเท็จและแสดงเอกสาร
อนั เป็นเท็จตามฟ้องเกิดขนึ ้ ทนั ทีที่จาเลยได้กระทาการเหลา่ นนั้ หาจาต้องรอให้คดีก่อนที่จาเลยนา
หนังสือสัญ ญ าก้ ูเงินที่โจทก์ลงลายมือช่ือผ้ ูก้ ูยื่นฟ้องโจทก์ เป็ นคดีแพ่งให้ รับผิดตามสัญ ญ าก้ ู
ดงั กลา่ วมีคาพิพากษาถึงที่สดุ เพื่อได้ข้อเท็จจริงท่ียตุ ิในคดีแพง่ นนั้ มาเป็นเหตทุ ่ีจะวินิจฉัยในคดีนี ้
วา่ มีมลู หรือไม่ เมื่อโจทก์เบกิ ความในชนั้ ไตส่ วนมลู ฟอ้ งยืนยนั วา่ โจทก์มิได้ก้เู งินจาเลย และจาเลย
กรอกข้อความในสญั ญาก้ทู ่ีโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผ้กู ้โู ดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์แล้ว
จาเลยนาสญั ญาก้ไู ปฟ้องโจทก์ให้ชาระเงินตามสญั ญาและจาเลยเบิกความเท็จและอ้างสญั ญากู้
ปลอมในการพิจารณาคดีนนั้ ซง่ึ เป็นข้อสาคญั ในคดี ข้อเท็จจริงท่ีได้จึงครบองค์ประกอบความผิด
โดยไมม่ ีข้อพิรุธอนั เป็นท่ีประจกั ษ์ชดั คดีโจทก์จงึ มีมลู

341

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๗๐
ฎีกำท่ี ๕๙๐๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๔ ศาลชนั้ ต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคาสง่ั ว่าคดี
โจทก์มีมูลเฉพาะจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง คาสั่งของศาลท่ีให้คดีมีมูลย่อม
เด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหา
ความผิดท่ีศาลชัน้ ต้นมีคาส่ังมีมูลแล้วขึน้ มาทบทวนได้อีก ฉะนัน้ การท่ีศาลอุทธรณ์หยิบยก
ข้อเทจ็ จริงดงั กลา่ วขนึ ้ วนิ ิจฉยั แล้วกลบั พิพากษายกฟอ้ งจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ด้วยจงึ มิชอบตามบท
กฎหมายดงั กลา่ ว

กำรพจิ ำรณำ
ข้อ ๕๔ คำถำม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหาย และข้อหา
มีและพาอาวธุ ปืนมีทะเบียนของผ้อู ื่นไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตอุ นั ควร
และโดยไม่มีใบอนุญาต จาเลยให้การปฏิเสธและแต่งทนายสู้คดี ศาลสืบพยานแล้ว โจทก์
มีผ้เู สียหายเป็นประจกั ษ์พยานเบกิ ความยืนยนั วา่ จาเลยพยายามฆ่าผ้เู สียหายโดยใช้อาวธุ ปืน แต่
ไม่ได้นาสืบว่าจาเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนติดตวั และไม่มีอาวุธปืนมาเป็น
ของกลาง แตจ่ าเลยอ้างตนเองเป็นพยานเข้าเบิกความ จาเลยเบกิ ความตอบคาถามค้านโจทก์ว่า
จาเลยไมเ่ คยได้รับใบอนญุ าตให้มีและพาอาวธุ ปืน
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะนาคาเบิกความของจาเลยมาฟังลงโทษจาเลยข้อหามีและพาอาวุธ
ปืนมีทะเบียนของผ้อู ื่นไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตอุ นั ควร และโดยไม่มี
ใบอนญุ าตได้หรือไม่
คำตอบ โดยหลักแล้วในคดีอำญำเป็ นหน้ำท่ีของโจทก์ท่ีจะต้องนำพยำนหลักฐำน
เข้ำสืบเพ่ือพิสูจน์ว่ำจำเลยเป็ นผู้กระทำควำมผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๗๔ โดยมาตรา ๒๓๒ ห้ำมมใิ ห้โจทก์อ้ำงจำเลยเป็ นพยำน แต่ในกรณีท่ีจำเลย
อ้ำงตนเองเข้ำเบิกควำมเป็ นพยำน คำเบิกควำมของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนัน้ ได้ และ
ศำลอำจรับฟั งคำเบิกควำมนัน้ ประกอบพยำนหลักฐำนอ่ืนของโจทก์ ได้ เมื่อจาเลยอ้าง
ตนเองเป็นพยานเข้าเบิกความว่า จาเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืน ศำลอำจรับ
ฟังคำเบิกควำมนัน้ ประกอบพยำนหลักฐำนอ่ืนของโจทก์ได้ตามมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง เมื่อ
โจทก์มีผ้เู สียหายเป็นประจกั ษ์พยานเบกิ ความยืนยนั วา่ จาเลยพยายามฆ่าผ้เู สียหายโดยใช้อาวุธ
ปืน ศำลจึงนำคำเบิกควำมของจำเลยมำประกอบคำเบิกควำมของผู้เสียหำยซ่ึงเป็ น

342

พยำนหลักฐำนของโจทก์ มำฟังลงโทษจำเลยข้อหำมีและพำอำวุธปื นมีทะเบียนของผู้อ่ืน
ไปในเมือง หมู่บ้ำน หรือทำงสำธำรณะโดยไม่มีเหตุอันควร และโดยไม่มีใบอนุญำตได้
(เทียบฎีกาท่ี ๙๖๐/๒๕๕๙)

ฎีกำท่ี ๙๖๐/๒๕๕๙ คาเบิกความของจาเลยตอบโจทก์ถามค้านว่าเคยถกู ศาลพิพากษา
ลงโทษจาคกุ มาก่อน ยอ่ มใช้ยนั จาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๓ วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้
วา่ จาเลยได้รับโทษจาคกุ มากอ่ น
ข้อสังเกต ฎีกานีต้ ดั สินตามมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม
ป.วิ.อ. (ฉบบั ที่ ๒๘) ๒๕๕๑ ที่บญั ญตั ิว่า "ในกรณีทีจ่ าเลยเบิกความเป็นพยาน คาเบิกความของ
จาเลยย่อมใช้ยนั จาเลยนนั้ ได้ และศาลอาจรับฟังคาเบิกความนนั้ ประกอบพยานหลกั ฐานอื่นของ
โจทก์ได"้ ซึ่งกลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๘๕๓/๒๕๓๒ (ประชมุ ใหญ่) และฎีกาที่ ๓๙๐/๒๕๕๑ ที่ตดั สิน
ตามกฎหมายเดิม

การตอบคาถามนี้คงต้องตอบหลกั ตามมาตรา ๑๗๔ และมาตรา ๒๓๒ ก่อน แล้วตอบ
ขอ้ ยกเวน้ ตามมาตรา ๒๓๓ วรรคสอง แมฎ้ ีกาจะไม่ไดว้ ินิจฉยั ไวก้ ็ตาม

ข้อ ๕๕ คำถำม พนกั งานอยั การโจทก์ฟอ้ งขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานร่วมกนั ฆา่ ผ้อู ่ืน
โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลสอบถามจาเลยทงั้ สองแล้ว จาเลยที่ ๑ แถลงไม่ต้องการทนายความ
จาเลยที่ ๒ แถลงต้องการทนายความ แตข่ อให้ศาลตงั้ ทนายความให้ ศาลมีหนงั สือขอแรงทนาย
ถงึ นายเอกซงึ่ ลงชื่อเป็นทนายขอแรงไว้ท่ีศาล โดยขอให้นายเอกเป็นทนายแก้ตา่ งให้จาเลยทงั้ สอง
วนั นัดสอบคาให้การ โจทก์ จาเลยทงั้ สอง และนายเอกมาศาล จาเลยที่ ๒ แต่งตงั้ นายเอกเป็น
ทนายความให้แก่ตนเองแตเ่ พียงผ้เู ดียว ศาลอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยทงั้ สองฟัง จาเลยที่ ๑
ให้การรับสารภาพ ส่วนจาเลยท่ี ๒ ให้การปฏิเสธ โดยจาเลยท่ี ๒ ได้รับอนญุ าตให้ปลอ่ ยชว่ั คราว
ระหว่างพิจารณา เม่ือถึงวนั นัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ จาเลยท่ี ๑ และทนายจาเลยที่ ๒ มาศาล
ส่วนจาเลยท่ี ๒ ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา โดยผู้ประกันแถลงว่าจาเลยท่ี ๒ หลบหนีไปจาก
ภูมิลาเนาแล้ว ศาลจึงมีคาสงั่ ให้ออกหมายจับจาเลยที่ ๒ และปรับผู้ประกันตามสัญญา แล้ว
จาหนา่ ยคดีจาเลยที่ ๒ ชวั่ คราว หากจบั จาเลยท่ี ๒ ให้โจทก์แถลงเพ่ือยกคดขี นึ ้ พิจารณาใหม่ และ
มีคาสงั่ ให้สืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพของจาเลยที่ ๑ ได้ ๓ ปาก คดีเสร็จการพิจารณา
เม่ือถึงวนั นดั ฟังคาพพิ ากษา โจทก์แถลงวา่ เจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยท่ี ๒ ได้แล้ว ขอให้ศาลยก
คดีจาเลยท่ี ๒ ขึน้ พิจารณา ศาลมีคาสงั่ ให้ยกคดีของจาเลยท่ี ๒ ขนึ ้ พิจารณาและสืบพยานโจทก์
ใหม่ต่อหน้าจาเลยทงั้ สองจานวน ๓ ปากซ่ึงเคยเบิกความไปแล้ว โดยทนายจาเลยที่ ๒ มาศาล

343

และซักค้านพยานทุกปากเกี่ยวกับการกระทาผิดของจาเลยทงั้ สองจนเสร็จการพิจารณา ศาล
ชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยทงั้ สองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบ
มาตรา ๘๓ จาคกุ คนละ ๒๐ ปี จาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ
บรรเทาโทษ ลดโทษให้ก่ึงหน่ึง คงจาคุก ๑๐ ปี จาเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า พยานโจทก์เบิกความ ๒ ครัง้
ทาให้จาเลยที่ ๒ เสียเปรียบ การสืบพยานไม่ชอบ และพยานโจทก์ท่ีสืบมา ไมม่ ีนา้ หนกั พอท่ีจะฟัง
ลงโทษจาเลยที่ ๒ สว่ นจาเลยท่ี ๑ ไมอ่ ทุ ธรณ์ ระหวา่ งที่รอคาแก้อทุ ธรณ์ของโจทก์ คดีของจาเลยท่ี
๑ ถึงท่ีสดุ ศาลชนั้ ต้นออกหมายจาคกุ เมื่อคดีถึงที่สดุ แก่จาเลยท่ี ๑ เม่ือโจทก์แก้อทุ ธรณ์แล้ว ศาล
ชนั้ ต้นจงึ สง่ สานวนให้แก่ศาลอทุ ธรณ์ หากศาลอทุ ธรณ์ฟังพยานหลกั ฐานแล้วเห็นวา่ พยานโจทก์
มีนา้ หนกั รับฟังได้วา่ จาเลยที่ ๒ ร่วมกบั จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดตามฟ้อง

ให้วินิจฉัยวา่ การพิจารณาของศาลชนั้ ต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีความจาเป็นท่ี
ศาลอทุ ธรณ์จะต้องย้อนสานวนให้ศาลชนั้ ต้นพิจารณาใหมห่ รือไม่

คำตอบ การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ให้ออกหมายจบั จาเลยที่ ๒ ซง่ึ ไม่มาศาลตามกาหนดนดั
แล้วจาหน่ายคดีจาเลยท่ี ๒ ชว่ั คราว และสืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพของจาเลยท่ี ๑ ได้
๓ ปาก ต่อมาเม่ือถึงวนั นัดฟังคาพิพากษา โจทก์แถลงขอให้ศาลยกคดีจาเลยที่ ๒ ขึน้ พิจารณา
แม้โจทก์จะสืบพยาน ๓ ปากไปตอ่ หน้าจาเลยที่ ๑ ครัง้ หนึง่ แล้ว แตเ่ มื่อศาลยกคดีของจาเลยที่ ๒
ขนึ ้ พิจารณา กำรสืบพยำนคดีอำญำต้องทำต่อหน้ำจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคหน่ึง กำรสืบพยำนดังกล่ำวไม่ได้ทำต่อหน้ำจำเลยท่ี ๒ ศำล
ชัน้ ต้นจึงต้องสืบพยำนดังกล่ำวใหม่ทัง้ หมดต่อหน้ำจำเลยทัง้ สอง คำส่ังของศำลชัน้ ต้นท่ี
ให้ยกคดีของจำเลยท่ี ๒ ขึน้ พจิ ำรณำ และสืบพยำนใหม่ทัง้ หมด จึงชอบด้วยมาตรา ๑๗๒
วรรคหนง่ึ แล้ว (ฎีกาท่ี ๑๗๓๖/๒๕๕๐) (๔ คะแนน)

ในการดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นในส่วนที่เกี่ยวกบั จาเลยที่ ๑ ที่โจทก์ฟ้อง
ขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็ นคดีท่ีมีอัตรำโทษ
ประหำรชีวิต ซ่ึงตำมมำตรำ ๑๗๓ วรรคหน่ึง ก่อนเร่ิมพิจำรณำให้ศำลถำมจำเลยว่ำมี
ทนำยควำมหรือไม่ ถ้ำไม่มีกใ็ ห้ศำลตัง้ ทนำยควำมให้ ศาลชนั้ ต้นสอบถามจาเลยทงั้ สองเร่ือง
ทนายความแล้ว จาเลยที่ ๑ แถลงไม่ต้องการทนายความ แต่ศาลชัน้ ต้นให้มีหนังสือขอแรง
ทนายความให้จาเลยทงั้ สอง ซง่ึ รวมถงึ จาเลยที่ ๑ (๑ คะแนน) แตห่ ลงั จากนนั้ มีการตงั้ ทนายความ
ให้จาเลยที่ ๒ เพียงคนเดยี วแล้วดาเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไมม่ ีการตงั้ ทนายความให้
จาเลยที่ ๑ ด้วย เป็ นกำรดำเนินกระบวนพจิ ำรณำท่ีไม่ชอบต่อจำเลยท่ี ๑ แม้ศำลชัน้ ต้นจะ
มิได้ดำเนินกระบวนพิจำรณำให้ถูกต้องตำมกฎหมำยทุกประกำรก็ตำม (๓ คะแนน) แต่

344

เห็นได้ว่ำจำเลยท่ี ๑ พอใจในผลแห่งคำพิพำกษำแล้ว โดยเห็นได้จำกจำเลยท่ี ๑ มิได้
อุทธรณ์ และเน่ืองจำกศำลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่ำจำเลยท่ี ๒ ร่วมกระทำควำมผิดกับ
จำเลยท่ี ๑ ด้วย แสดงว่ำข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยท่ี ๒ ซ่ึงมีทนำยควำมในกำรต่อสู้
คดีก็รับฟังได้ม่ันคงเช่นนัน้ เม่ือพยำนหลักฐำนของโจทก์ท่ีใช้พิสูจน์ควำมผิดของจำเลยท่ี
๒ กเ็ ป็ นพยำนหลักฐำนเดยี วกันกับท่ีใช้พสิ ูจน์ควำมผิดของจำเลยท่ี ๑ จึงเหน็ ได้ว่ำกำรทำ
หน้ำท่ีของทนำยจำเลยท่ี ๒ ในกำรดำเนินกระบวนพิจำรณำแทนจำเลยท่ี ๒ มีผลเป็ นกำร
ดแู ลคดีในส่วนของจำเลยท่ี ๑ ด้วยในตัว ดังนี้ จำเลยท่ี ๑ จะมีทนำยควำมในกำรดำเนิน
กระบวนพิจำรณำหรือไม่ ย่อมไม่อำจทำให้ผลคดีเปล่ียนแปลงไป ทงั้ ปรากฏด้วยว่าศาล
ชนั้ ต้นออกหมายจาคกุ เม่ือคดีถงึ ท่ีสดุ แกจ่ าเลยท่ี ๑ ไปแล้ว ซงึ่ ทาให้จาเลยท่ี ๑ ได้รับสทิ ธิในฐานะ
นกั โทษเด็ดขาดแล้ว แม้ปัญหำดังกล่ำวจะเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย
ตำมมำตรำ ๑๙๕ วรรคสอง ก็ตำม แต่ศำลอุทธรณ์ไม่เหน็ เป็ นกำรจำเป็ นท่จี ะพพิ ำกษำส่ัง
ให้ศำลชัน้ ต้นทำกำรพิจำรณำและพิพำกษำหรือส่ังใหม่ตำมรูปคดีตามมาตรา ๒๐๘ (๒)
(เทียบฎีกาท่ี ๓๒๗๙/๒๕๕๐) (๒ คะแนน)

ฎีกำท่ี ๑๗๓๖/๒๕๕๐ ฎ.๕๑๕ ศาลชนั้ ต้นออกหมายจบั จาเลยท่ี ๒ ซึ่งไม่มาศาลตาม
กาหนดนดั และมีคาสง่ั ว่าให้ปรับนายประกันตามสญั ญาประกนั ต่อมานายประกนั นาตวั จาเลยท่ี ๒
สง่ ศาล ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั ว่าให้ยกคดีของจาเลยท่ี ๒ ขึน้ พิจารณาตอ่ ไป จาเลยที่ ๒ หลบหนีไป ๑ ปี
เศษ ศาลสงั่ จาหน่ายคดีของจาเลยที่ ๒ แล้วสืบพยานในส่วนที่เก่ียวกบั จาเลยที่ ๑ จานวน ๕ ปาก
เมื่อได้ตวั จาเลยท่ี ๒ มาแล้ว ต้องสืบพยานดงั กล่าวใหม่ทงั้ หมด คาสง่ั ศาลชนั้ ต้นชอบด้วย ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๗๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๓๒๗๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๓๓ ในการดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชัน้ ต้น
ในสว่ นท่ีเกี่ยวกบั จาเลยที่ ๑ ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ให้โทษฯ มาตรา ๖๖
วรรคสาม อนั เป็นคดีท่ีมีอตั ราโทษประหารชีวิต ซ่ึง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง ที่ใช้บงั คบั ใน
ระหว่างการพิจารณาของศาลชัน้ ต้ นบัญญัติว่า "ก่อนเริ่มพิจารณาให้ ศาล ถามจาเลยว่ามี
ทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตงั้ ทนายความให้" ศาลชัน้ ต้นสอบถามจาเลยทงั้ สองเรื่อง
ทนายความแล้ว จาเลยที่ ๑ แถลงไม่ต้องการทนายความ แต่ศาลชัน้ ต้นให้มีหนังสือขอแรง
ทนายความให้จาเลยทงั้ สอง ซึง่ รวมถึงจาเลยท่ี ๑ แตห่ ลงั จากนนั้ มีการตงั้ ทนายความให้จาเลยที่
๒ เพียงคนเดียวแล้วดาเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไม่มีการตงั้ ทนายความให้จาเลยท่ี ๑
ด้วย แม้ศาลชนั้ ต้นจะมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เห็นได้ว่าจาเลยที่ ๑
พอใจในผลแห่งคาพิพากษาแล้ว โดยเห็นได้จากจาเลยท่ี ๑ มิได้อุทธรณ์ กับเมื่อศาลอุทธรณ์

345

พิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๑ ฐานมีฝิ่นเพ่ือจาหน่ายอีกกระทงหนึ่ง โดยเพิ่มเติมโทษขึน้ อีกตาม
อทุ ธรณ์ของโจทก์แล้ว จาเลยท่ี ๑ ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงแตอ่ ย่างใด และเน่ืองจากศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว
วา่ จาเลยท่ี ๒ ร่วมกระทาความผิดกบั จาเลยที่ ๑ ด้วย แสดงวา่ ข้อเท็จจริงในสว่ นของจาเลยท่ี ๒ ซง่ึ มี
ทนายความในการต่อสู้คดีก็รับฟังได้ม่ันคงเช่นนัน้ เม่ือพยานหลักฐานของโจทก์ที่ใช้พิสูจน์
ความผิดของจาเลยที่ ๒ ก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจาเลยท่ี ๑
จึงเห็นได้ว่าการทาหน้าที่ของทนายจาเลยท่ี ๒ ในการดาเนินกระบวนพิจารณาแทนจาเลยที่ ๒ มี
ผลเป็นการดูแลคดีในส่วนของจาเลยที่ ๑ ด้วยในตัว ดงั นี ้จาเลยที่ ๑ จะมีทนายความในการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ ย่อมไม่อาจทาให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทงั้ ปรากฏด้วยว่าศาล
ชนั้ ต้นออกหมายจาคุกเมื่อคดีถึงท่ีสุดแก่จาเลยท่ี ๑ ไปแล้วกว่า ๒ ปีด้วย ซึ่งทาให้จาเลยท่ี ๑
ได้รับสิทธิในฐานะนกั โทษเด็ดขาดไปบ้างแล้ว แม้ปัญหาดงั กล่าวจะเป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับ
ความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ก็ตาม แตศ่ าลฎีกาไมเ่ ห็นเป็นการจาเป็น
ที่จะพิพากษาสงั่ ให้ศาลชนั้ ต้นทาการพิจารณาและพิพากษาหรือส่งั ใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕

ข้อ ๕๖ คำถำม นายหน่งึ ถกู ดาเนนิ คดีข้อหากรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา ในชนั้
สอบสวนพนกั งานสอบสวนสอบปากคานางสาวทาผ้เู สียหายอายุ ๑๕ ปี โดยลาพงั ต่อมาในชนั้
พจิ ารณาของศาล พนกั งานอยั การโจทก์ได้นานางสาวทาเข้าเบกิ ความโดยศาลนดั ทกุ ฝ่ายเวลา ๙
นาฬิกา ศาลรอจน ๑๐ นาฬกิ า นกั จิตวทิ ยายงั ไม่มาศาล ศาลจงึ ให้นางสาวทาเข้าเบิกความที่ห้อง
สืบพยานเด็กของศาล โดยนางสาวทาตอบคาซกั ถามของพนกั งานอยั การโจทก์จนจบคาซกั ถาม
เวลา ๑๑ นาฬิกา นักจิตวิทยาจึงมาศาลและเข้าร่วมการพิจารณา ทนายจาเลยและพนักงาน
อยั การโจทก์ได้ถามค้านและถามตงิ นางสาวทาผ่านนกั จิตวิทยาโดยไมม่ ีผ้ใู ดคดั ค้าน เม่ือคดีเสร็จ
การพิจารณา จาเลยย่ืนแถลงการณ์ปิดคดีอ้างว่า การสอบสวนนางสาวทาไม่ชอบ ทาให้การ
สอบสวนไมช่ อบ ถือวา่ ไม่มีการสอบสวน พนกั งานอยั การโจทก์ไม่มีอานาจฟ้อง ศาลไมอ่ าจรับฟัง
คาเบิกความของนางสาวทาที่ให้การในชนั้ สอบสวนโดยไม่ชอบ และสืบพยานฝ่ าฝืนกฎหมายได้
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ข้ออ้างของจาเลยฟังขนึ ้ หรือไม่

คำตอบ ในคดีข้อหำกรรโชก กำรสอบสวนผู้เสียหำยซ่ึงมีอำยุไม่ เกิน ๑๘ ปี
พนักงำนสอบสวนจะต้องกระทำเป็ นส่วนสัดในสถำนท่ีเหมำะสมสำหรับเด็ก และให้มี
นักจิตวิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์ บุคคลท่ีเด็กร้ องขอ และพนักงำนอัยกำรเข้ำร่วม
ในกำรสอบสวนนัน้ ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ

346

วรรคหนงึ่ ซ่ึงเป็ นบทบังคับเด็ดขำดให้พนักงำนสอบสวนต้องจัดทำ เว้นแต่ในกรณีจำเป็ น
เร่งด่วนอย่ำงย่ิง ซ่ึงมีเหตุอันควรไม่อำจรอบุคคลดังกล่ำวพร้อมกันได้ตำมมำตรำ ๑๓๓
ทวิ วรรคห้ำ คดีนีก้ ารท่ีพนกั งานสอบสวนสอบปากคานางสาวทาผ้เู สียหายอายุ ๑๕ ปี โดยลาพงั
โดยไม่จัดให้มีบุคคลดังกล่ำวเข้ำร่วมในกำรถำมปำกคำแต่อย่ำงใด ทัง้ ไม่เข้ำเหตุกรณี
จำเป็ นเร่งด่วน ดังนี้ คงมีผลเพียงทำให้คำให้กำรในชัน้ สอบสวนของนำงสำวทำไม่อำจ
รับฟั งเป็ นพยำนหลักฐำนได้ตำมมำตรำ ๒๒๖/๑ เท่ำนั้น หำเป็ นเหตุให้กำรสอบสวน
เสียไปทัง้ หมดไม่ และถือได้ว่ำได้มีกำรสอบสวนควำมผิดในคดีนีต้ ำมมำตรำ ๑๒๐ แล้ว
โจทก์จึงมีอำนำจฟ้อง (ฎีกาท่ี ๕๒๙๔/๒๕๔๙)

แม้การสอบสวนนางสาวทาซึ่งมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี จะไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๓๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อในชนั้ พิจารณาโจทก์อ้างนางสาวทาเป็นพยาน หากนางสาวทาได้เบิกความ
ต่อหน้าศาลโดยผ่านนักจิตวิทยาตามมาตรา ๑๗๒ ตรี แล้ว ศำลย่อมรับฟังคำเบิกควำมของ
นำงสำวทำในชัน้ ศำลเป็ นพยำนได้ (ฎีกาที่ ๕๒๙๔/๒๕๔๙)

ขณะนางสาวทาเบกิ ความตอบพนกั งานอยั การโจทก์จนจบคาซกั ถามโดยไมไ่ ด้เบกิ ความ
ผา่ นนกั จิตวิทยานนั้ แม้ในกำรสืบพยำนท่ีเป็ นเด็กอำยุไม่เกนิ สิบแปดปี ให้ศำลจัดให้พยำน
อยู่ในสถำนท่ีท่ีเหมำะสมสำหรับเด็ก และให้คู่ควำมถำม ถำมค้ำน หรือถำมติงผ่ำน
นักจิตวิทยำตามมาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคหนึ่ง (๒) แตน่ กั จิตวิทยาได้เข้าร่วมพิจารณาในการถาม
ค้านและถามติง โดยทนายจาเลยและพนกั งานอยั การโจทก์ได้ถามค้านและถามติงนางสาวทา
ผ่านนักจิตวิทยาดงั กล่าว โดยไม่มีคคู่ วามฝ่ ายใดคดั ค้าน คำเบิกควำมของนำงสำวทำจึงไม่เป็ น
กำรฝ่ ำฝื นมำตรำ ๑๗๒ ตรี วรรคหน่ึง (๒) (ฎีกาที่ ๘๔๙๘/๒๕๔๙)

ฎีกำท่ี ๕๒๙๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๓ บทบัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง กาหนดให้การสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน ๑๘ ปี พนักงานสอบสวน
จะต้องกระทาเป็นส่วนสัดในสถานท่ีเหมาะสมสาหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคม
สงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้ องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนัน้ ด้วย ซึ่ง เป็ น
บทบงั คบั เด็ดขาดให้พนกั งานสอบสวนต้องจดั ทา เว้นแตใ่ นกรณีจาเป็นเร่งดว่ นอย่างย่ิง ซงึ่ มีเหตุ
อนั ควรไมอ่ าจรอบคุ คลดงั กลา่ วพร้อมกนั ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคห้า คดีนีป้ รากฏว่า
ในชนั้ สอบสวนพนกั งานสอบสวนได้สอบปากคา ว. ซง่ึ มีอายุ ๑๓ ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไมจ่ ดั
ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์ บคุ คลท่ีเด็กร้องขอและพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการ
ถามปากคาแตอ่ ยา่ งใด ทงั้ ไมเ่ ข้าเหตกุ รณีจาเป็นเร่งดว่ น ดงั นี ้คาให้การของ ว. ในชนั้ สอบสวนซ่ึง
ไมช่ อบด้วยบทบญั ญัติดงั กล่าว คงมีผลเพียงทาให้คาให้การในชนั้ สอบสวนของ ว. ไม่อาจรับฟั ง

347

เป็นพยานหลกั ฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ เดมิ ปัจจุบนั มาตรา ๒๒๖/๑ เท่านนั้ หาเป็นเหตุ
ให้การสอบสวนเสียไปทัง้ หมดไม่ และถือได้ว่าได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนีต้ าม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๒๐ แล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

แม้การสอบสวน ว. ซึ่งมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี จะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง ก็ตาม แตเ่ ม่ือในชนั้ พิจารณาโจทก์อ้าง ว. เป็นพยานและ ว. ได้เบิกความตอ่ หน้าศาล
โดยผ่านนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งชอบด้ วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี แล้ ว ศาลย่อมรับฟั ง
คาเบกิ ความของ ว. ในชนั้ ศาลเป็นพยานได้

ฎีกำท่ี ๘๔๙๘/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๖ แม้ขณะนางสาว จ. เบิกความตอบอยั การโจทก์
จะไม่มีนกั จิตวทิ ยา แตเ่ ม่ือนางสาว จ. เบกิ ความจบคาซกั ถามของอยั การโจทก์ นกั จติ วิทยาได้เข้า
ร่วมพิจารณาและท่ีปรึกษากฎหมายจาเลยและอยั การโจทก์ได้ถามค้านและถามตงิ พยานปากนี ้
ผา่ นนกั จิตวิทยาดงั กล่าว โดยไม่มีคคู่ วามฝ่ ายใดคดั ค้าน คาเบิกความของนางสาว จ. จึงไม่เป็น
การฝ่าฝืน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี วรรคหนงึ่ (๒)

ข้อ ๕๗ คำถำม นายเดวิดเป็นชาวอังกฤษ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
ได้ถกู นายสมโชค ว่ิงราวกระเป๋ าสะพายกล้องไป

ก. ต่อมาเจ้าพนกั งานตารวจได้ทาการสอบสวน โดยยังไม่สามารถจบั กุมตวั นายสมโชคได้
พนกั งานสอบสวนทราบว่า นายเดวิดกาลังจะเดินทางกลบั ประเทศอังกฤษ พนักงานสอบสวน
จงึ ร้องตอ่ พนกั งานอยั การ พนกั งานอยั การจึงย่ืนคาร้องตอ่ ศาลเพื่อขอให้สืบพยานปากนายเดวิด
ไว้ก่อน เม่ือถึงวนั นดั สืบพยาน ศาลสืบพยานปากนายเดวิดลบั หลังนายสมโชคโดยมีนางสาวเอ
เพื่อนของนายเดวิดซึ่งอยู่ในท่ีเกิดเหตุ (แต่ทางราชการมิได้รับรองการเป็นล่าม) เป็นล่ามในการ
สืบพยานนายเดวิด โดยลา่ มได้สาบานตนแล้ว ตอ่ มาเจ้าพนกั งานตารวจจบั กุมตวั นายสมโชคได้
และพนกั งานอยั การสงั่ ฟอ้ งนายสมโชคในความผดิ ฐานว่ิงราวทรัพย์

ให้วินิจฉัยว่า การที่ศาลอนุญาตให้นายเดวิดเข้าเบิกความก่อนฟ้องคดีชอบหรือไม่ และ
คาเบกิ ความของนายเดวดิ รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้หรือไม่

ข. ตอ่ มาเจ้าพนกั งานตารวจจบั กมุ ตวั นายสมโชคได้ แตย่ งั ไม่ได้ฟ้องคดี ในวนั สืบพยาน
บุคคลไว้ก่อนฟ้องปากนายเดวิด พนักงานอัยการได้พาตัวนายสมโชคมาศาล แต่ก่อนการ
สืบพยาน ศาลไม่ได้อ่านและอธิบายข้อกล่าวหาให้นายสมโชคฟัง ไม่ได้ถามว่านายสมโชค
ได้กระทาผิดจริงหรือไม่และจะให้การตอ่ ส้คู ดีอย่างไร และไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ ศาล

348

จึงได้สืบพยานดังกล่าวไว้ ต่อมาและพนักงานอัยการส่ังฟ้องนายสมโชคในความผิดฐาน
ว่ิงราวทรัพย์ ให้วินิจฉยั วา่ คาเบกิ ความของนายเดวิดรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้หรือไม่

ก. เมื่อนายเดวิดจะเดินทางกลบั ประเทศอังกฤษ จึงเป็ นกรณีก่อนฟ้องคดีต่อศำลเม่ือ
มีเหตุอันควรเช่ือได้ว่ำพยำนบุคคลจะเดินทำงออกไปนอกรำชอำณำจักร อันเป็ นกำรยำก
แก่กำรนำพยำนนัน้ มำสืบในภำยหน้ำ พนักงำนอัยกำรโดยได้รับคำร้องขอจำกพนักงำน
สอบสวนจะย่ืนคำร้องโดยระบุกำรกระทำทัง้ หลำยท่ีอ้ำงว่ำผู้ต้องหำได้กระทำผิดต่อศำล
เพ่ือให้ศำลมีคำส่ังสืบพยำนนัน้ ไว้ทันทีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคหนึ่ง นอกจากนีข้ ้อความตอนท้ายของมาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ว่า
ถ้ำรู้ตัวผู้กระทำควำมผิดและผู้นัน้ ถูกควบคุมอยู่ในอำนำจพนักงำนสอบสวนหรือพนักงำน
อัยกำร ให้ พนักงำนอัยกำรนำตัวผู้นั้นมำศำล ประกอบกับมาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคสี่
ที่ว่า คำเบิกควำมของพยำนดังกล่ำวให้ศำลอ่ำนให้พยำนฟัง หำกมีตัวผู้ต้องหำอยู่ในศำล
ด้วยแล้ว ก็ให้ศำลอ่ำนคำเบิกควำมดังกล่ำวต่อหน้ ำผู้ต้องหำ แสดงว่ำแม้ ผู้ต้องหำ
จะไม่ถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวอยู่ ศำลก็สำมำรถมีคำส่ังอนุญำตให้สืบพยำนและ
อ่ำนคำเบิกควำมของพยำนให้พยำนนั้นฟั งได้ กำรสืบพยำนบุคคลไว้ก่อนดังกล่ำว
จงึ ถอื ว่ำมีกฎหมำยบัญญัตไิ ว้เป็ นอย่ำงอ่ืน ไม่ต้องสืบพยำนต่อหน้ำนำยสมโชคตามมาตรา
๑๗๒ วรรคหน่ึง กำรท่ีศำลอนุญำตให้นำยเดวิดเข้ำเบิกควำมก่อนฟ้องคดีจึงชอบแล้ว
(ฎีกาท่ี ๒๙๘๐/๒๕๔๗)

การที่โจทก์จดั ให้นางสาวเอเพ่ือนของนายเดวิดซึ่งอยู่ในท่ีเกิดเหตแุ ต่ทางราชการมิได้
รับรองการเป็นล่าม ให้เป็นล่ามการสืบพยานนายเดวิดตามมาตรา ๒๓๗ ทวิ นนั้ ไม่มีกฎหมำย
ใดห้ำมมิให้นำงสำวเอเป็ นล่ำมไว้ เม่ือพยำนไม่สำมำรถพูดหรือเข้ำใจภำษำไทยได้และ
ไม่มีล่ำม ถือว่ำเป็ นกำรท่ีพนักงำนอัยกำรจัดหำล่ำมให้โดยมิชักช้ำ ตามมาตรา ๑๓ วรรคส่ี
เม่ือล่ำมได้สำบำนตนว่ำจะทำหน้ำท่ีโดยสุจริตใจ จะไม่เพ่ิมเติมหรือตัดทอนส่ิงท่ีแปล
กำรเบิกควำมของนำยเดวิดจึงชอบด้วยมำตรำ ๑๓ แล้ว ตอ่ มาเมื่อพนกั งานอยั การสงั่ ฟ้อง
นายสมโชคในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ก็ให้รับฟั งคำเบิกควำมของนำยเดวิดในกำร
พจิ ำรณำคดีนัน้ ได้ ตามมาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า (ฎีกาที่ ๗๕๗/๒๕๔๕)

ข. เม่ือเจ้าพนักงานตารวจจับกุมตัวนายสมโชคได้ ในวันสืบพยำนปำกนำยเดวิด
พนักงำนอัยกำรได้พำตัวนำยสมโชคมำศำลตามมาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคหนึง่ ตอนท้าย แม้กอ่ น
การสืบพยาน ศาลไม่ได้อ่านและอธิบายข้อกล่าวหาให้นายสมโชคฟัง ไม่ได้ถามว่านายสมโชค
ได้กระทาผิดจริงหรือไม่และจะให้การตอ่ ส้คู ดีอย่างไร แต่กำรสืบพยำนตำมมำตรำ ๒๓๗ ทวิ

349

ไม่ต้องอยู่ภำยใต้บังคับมำตรำ ๑๗๒ วรรคสอง เพรำะมิใช่กำรพิจำรณำหลังฟ้องคดี
ต่ อศำลซ่ึงศำลจะต้ องอ่ ำนและอธิบำยฟ้ องให้ จำเลยฟั งแล้ วถำมว่ ำได้ กระทำผิดหรือไม่
จะให้กำรต่อสู้คดีอย่ำงไรบ้ำง กำรดำเนินกระบวนพจิ ำรณำในส่วนนีจ้ งึ ชอบด้วยกฎหมำย
แล้ว

อนึ่ง ศาลไม่ได้สอบถามนายสมโชคเร่ืองทนายความ และศาลได้สืบพยานดงั กล่าวไว้
คดีนีเ้ ป็ นคดีท่ีมีอัตรำโทษจำคุก ก่อนเร่ิมพิจำรณำ ให้ศำลถำมผู้ต้องหำว่ำมีทนำยควำม
หรือไม่ ถ้ำไม่มีและผู้ต้องหำต้องกำรทนำยควำม ก็ให้ศำลตัง้ ทนำยควำมให้ตามมาตรา
๒๓๗ ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง เม่ือไม่ปรำกฏว่ำศำลเห็นว่ำไม่สำมำรถ
ตงั้ ทนำยควำมได้ทนั หรือผู้ต้องหำไม่อำจตัง้ ทนำยควำมได้ทนั และศำลมิได้ซักถำมพยำน
นัน้ ให้แทน จึงเป็ นกรณีท่ีศำลไม่ได้ดำเนินกำรตำมมำตรำ ๒๓๗ ทวิ วรรคสำม กำร
ดำเนินกระบวนพิจำรณำในส่วนนีจ้ ึงชอบไม่ด้วยกฎหมำย แม้ต่อมำจะมีกำรฟ้องค ดี
ต่อศำล คำเบิกควำมของนำยเดวิดก็ไม่อำจรับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนได้ ตามมาตรา ๒๓๗
ทวิ วรรคห้า (เทียบฎีกาท่ี ๗๕๗/๒๕๔๕)
ข้อสังเกต ที่ว่าคาให้การของนายเดวิดรับฟังไม่ได้ในประเด็นสดุ ท้าย กรณีที่ศาลไม่ได้สอบถาม
นายเดวิดเรื่องทนายความนน้ั คาถาม ถามเพียงว่ารับฟังได้หรือไม่ คาตอบก็คงตอบเพียงว่ารับฟัง
ไม่ได้ แต่ถา้ จะมาพิจารณาต่อไปว่าจะดาเนินการอย่างไรต่อไป ก็คงตอ้ งพิจารณาเป็นกรณีไป

หากศาลชน้ั ต้นพบความผิดพลาดเอง และพนกั งานอยั การยงั ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาล ศาล
ชนั้ ต้นอาจจะมีคาสงั่ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วให้พนกั งานอยั การนานาย
เดวิดมาสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีอีกคร้ังหนึ่ง เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็ นไปโดยถูกต้องตาม
กฎหมาย โดยอาศยั อานาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ เพราะเป็ น
กระบวนพิจารณาทีผ่ ิดระเบียบ

ถ้าพนกั งานอัยการฟ้องคดีแล้วคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลช้ันต้น ก็ให้พนักงาน
อยั การนานายเดวิดมาสืบตามมาตรา ๑๗๔ ไม่จาเป็นตอ้ งยอ้ นกลบั ไปใช้มาตรา ๒๓๗ ทวิ เพราะ
มีการฟอ้ งคดีต่อศาลแลว้

ถา้ ความปรากฏในศาลอทุ ธรณ์หรือศาลฎีกา และพยานปากนายเดวิดเป็นพยานสาคญั ที่
จะวินิจฉยั ความผิดของจาเลย ศาลสูงน่าจะพิพากษายกคาพิพากษาศาลชน้ั ตน้ แล้วยอ้ นสานวน
ใหศ้ าลชนั้ ตน้ สืบพยานปากนายเดวิดใหม่ แต่ก็คงเป็นการสืบพยานตามมาตรา ๑๗๔ เพราะฟ้อง
คดีแลว้ ไม่จาตอ้ งยอ้ นกลบั ไปใช้การสืบพยานตามมาตรา ๒๓๗ ทวิ

ข้อน่าคิดต่อไปก็คือถา้ โจทก์ไม่สามารถตามตวั นายเดวิดมาสืบได้ ศาลจะรับฟังคาให้การ
นายเดวิดที่สืบไว้โดยไม่ชอบดงั กล่าวได้หรือไม่ มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า บญั ญตั ิว่า "ถ้าต่อมา

350

ผู้ต้องหานน้ั ถูกฟ้องเป็ นจาเลยในการกระทาความผิดอาญานนั้ ก็ให้รับฟังคาพยานดงั กล่าวใน
การพิจารณาคดีนน้ั ได้" คาให้การพยานดงั กล่าวที่จะรับฟังได้น่าจะเป็นคาให้การพยานที่ศาลได้
ดาเนินการต่อพยานและผู้ต้องหาอย่างถูกต้องตามที่มาตรา ๒๓๗ ทวิ กาหนดไว้ หากศาล
ดาเนินการไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ และต่อมาจาเลยยงั ติดใจต้องการ
ถามค้านพยานปากนายเดวิด พยานดงั กล่าวก็น่าจะรับฟังไม่ได้ แต่ถ้าศาลสอบถามโดยชี้แจง
เกี่ยวกบั กระบวนพิจารณาทีผ่ ิดระเบียบใหจ้ าเลยฟังแล้ว จาเลยแถลงว่าถึงขณะนี้ก็ยงั ไม่ตอ้ งการ
ทนายความและไม่ติดใจถามค้านนายเดวิด และยอมรับคาเบิกความดงั กล่าว ศาลก็น่าจะรับฟัง
พยานดงั กล่าวได้ เพราะสิทธิในการมีทนายของจาเลยทีอ่ ตั ราโทษจาคกุ ไม่สูงมาก จาเลยอาจสละ
สิทธิดงั กล่าวได้ ก็คงต้องรอฟังว่าหากมีคดีข้ึนสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดงั กล่าว
อย่างไร

ฎีกำท่ี ๒๙๘๐/๒๕๔๗ ฎ.๕๑๑ กรณีก่อนฟ้องคดีตอ่ ศาล เมื่อมีเหตดุ งั ท่ีระบไุ ว้ใน ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคแรก พนกั งานอยั การย่อมมีสิทธิย่ืนคาร้องเพ่ือให้ศาลมีคาสงั่ สืบพยานนนั้
ไว้ทันทีก็ได้นนั้ ไม่จากัดว่าจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมตวั อยู่หรือไม่ แม้ผู้ต้องหาจะ
ไมถ่ กู จบั กมุ หรือถกู ควบคมุ ตวั อยู่ ศาลก็สามารถมีคาสงั่ อนญุ าตให้สืบพยานและอ่านคาเบกิ ความ
ของพยานให้พยานนนั้ ฟังได้

ฎีกำท่ี ๗๕๗/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๙๖ การสืบพยานผู้เสียหายไว้ก่อนเพราะจะต้อง
เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรอันยากแก่การนามาสืบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ ทวิ นัน้
ไม่อย่ภู ายใต้บงั คบั มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เพราะมิใช่การพิจารณาหลงั ฟ้องคดีตอ่ ศาล ซึ่งศาล
ชนั้ ต้นจะต้องอา่ นและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังและถามวา่ ได้กระทาผิดจริงหรือไม่ จะให้การตอ่ สู้
คดีอย่างไรบ้าง ส่วนการสืบพยานผ้เู สียหายก่อนฟ้องคดีแม้จะมีการพิมพ์ข้อความแทรกระหว่าง
บรรทัดในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "ก่อนสืบพยานได้สอบถามผู้ต้องหาแล้ วแถลงว่า
ไม่ต้องการทนายความ" แต่จาเลยก็มิได้ยืนยันว่าศาลชนั้ ต้นไม่ได้ถามจาเลยว่ามีทนายความ
หรือไม่ แต่กลับบอกว่าจาไม่ได้ว่าศาลถามหรือไม่ จึงต้องฟังว่าศาลชัน้ ต้นได้ถามจาเลยในเรื่อง
ทนายความแล้ว การสืบพยานผ้เู สียหายก่อนฟ้องคดีตอ่ ศาลจงึ เป็นไปโดยชอบ

การท่ีโจทก์จัดให้ อ. เพ่ือนผู้เสียหายซ่ึงอยู่ในท่ีเกิดเหตแุ ละทางราชการมิได้รับรองการ
เป็นล่าม ให้เป็นล่ามการสืบพยานผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓๗ ทวิ นนั้ ไม่มีกฎหมายใด
ห้ามมิให้เป็นล่ามไว้ ทงั้ จาเลยก็มิได้คดั ค้านล่ามดงั กล่าวไว้ในการสืบพยาน การเบิกความของ
ผ้เู สียหายซ่ึงเป็นชาวตา่ งประเทศและไม่เข้าใจภาษาไทย จงึ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๔๖ วรรคส่ี
ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ แล้ว


Click to View FlipBook Version