151
จาเลยทงั้ สามตามข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคาพิพากษาที่ได้วินิจฉัยในความผิด
ซ่ึงได้ฟ้อง อนั จะเป็นเหตใุ ห้สิทธิของโจทก์ที่จะนาคดีมาฟ้องระงบั สิน้ ไปตามมาตรา ๓๙ (๔) ฟ้อง
โจทก์คดนี ีจ้ งึ ไมเ่ ป็นฟ้องซา้ กบั คดีกอ่ น
ข้อสังเกต ศาลฎีกาวินิจฉัย ๒ ส่วน คือ ๑. ฐานทาให้เสียทรัพย์และบุกรุกเป็ นการกระทาที่
ต่อเนื่องไม่ขาดตอน อนั เป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และ ๒. คดีก่อนศาล
ยกฟ้องว่า ท. มิใช่ผู้เสียหายไม่มีอานาจร้องทุกข์ พนกั งานสอบสวนไม่มีอานาจสอบสวน การ
สอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอานาจฟ้อง โดยศาลยงั มิได้วินิจฉยั ถึงการกระทาของ
จาเลยทงั้ สามจึงไม่เป็นฟอ้ งซ้า
หากนาข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกามาเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็ นคดีก่อนอยั การฟ้อง
เฉพาะความผิดฐานร่วมกนั ทาให้เสียทรัพย์ ซ่ึงเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยไม่ได้ฟ้องฐาน
ร่วมกันบุกรุก ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจาเลยทั้งสามกระทา
ความผิด และคดีนี้ฟ้องฐานร่วมกนั ทาให้เสียทรัพย์และร่วมกนั บกุ รุกซ่ึงเป็นอาญาแผ่นดินเข้ามา
ดว้ ย ผลคดีนี้จะเป็นฟ้องซ้า เพราะคดีก่อนศาลได้วินิจฉยั ถึงการกระทาของจาเลยทง้ั สามแล้ว จึง
เป็ นฟ้องซ้า การศึกษากฎหมายจากคาพิพากษาฎีกาต้องแยกแยะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ทีศ่ าลวินิจฉยั ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงใดจะนามาวินิจฉยั ขอ้ กฎหมายใด หากมีการเปลี่ยนข้อเท็จจริงไป
จะมีผลอย่างไร
ข้อ ๒๙ คำถำม นายดาฟ้องนายแดงเป็นคดีอาญาวา่ นายแดงปลอมสญั ญาก้ยู ืมเงินว่า
นายดาและนายขาวร่วมกนั ก้ยู ืมเงินนายแดง ทาให้นายดาเสียหาย ขอให้ลงโทษนายแดงตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนมลู ฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมลู ประทบั ฟ้อง
ไว้พิจารณา นายแดงให้การปฏิเสธ ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายแดงปลอมเอกสารจริง
ตามฟ้องลงโทษจาคุก ๒ ปี นายแดงอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากทางนาสืบของนายดาว่า หลงั จากนายดาฟ้องนายแดงเป็นคดีนี ้นายขาว
ฟอ้ งนายแดงเป็นคดีอาญาตอ่ ศาลขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ในการ
ปลอมสญั ญาก้ฉู บบั เดียวกนั ศาลชัน้ ต้นในคดีดงั กล่าวไต่สวนมลู ฟ้องแล้ว วินิจฉัยวา่ คดีไม่มีมลู
พิพากษายกฟอ้ งก่อนคดีนีจ้ ะพิพากษา คดดี งั กลา่ วอยรู่ ะหวา่ งการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์
ให้วนิ ิจฉยั วา่ หากศาลอทุ ธรณ์ในคดีนีเ้หน็ วา่ ไมม่ ีเหตสุ มควรท่ีจะรอการลงโทษให้แก่นาย
ดา ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ คดีที่นายขาวฟ้องนายแดงเป็นคดีอาญาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย
152
อาญา มาตรา ๒๖๕ เมื่อศาลชัน้ ต้นในคดีดังกล่าวไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูล
พิพากษายกฟ้องก่อนคดีนีจ้ ะพิพากษา แม้คดีดงั กล่าวอย่รู ะหว่างการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์
แต่เท่ำกับศำลชัน้ ต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งควำมผิดแล้ว ถือได้ว่ำมีคำพพิ ำกษำเสร็จ
เดด็ ขำดในควำมผิดซ่ึงนำยขำวได้ฟ้องนำยแดงแล้ว (ฎีกาท่ี ๘๙๑๐/๒๕๔๙)
นายดาและนายขาวต่างเป็ นผ้ ูเสียหายและต่างฟ้องนายแดงเป็ นจาเลยในความผิดอนั
เดียวกนั โดยอาศยั สญั ญาก้ฉู บบั เดียวกนั เม่ือมีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซ่ึงนำย
ขำวได้ฟ้องนำยแดงแล้ว สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องของนำยดำท่มี ีต่อนำยแดงในคดีนีย้ ่อม
ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) แม้ว่ำโจทก์คดีนีจ้ ะ
เป็ นคนละคนกับโจทก์คดีดังกล่ำว และฟ้องคดีนีไ้ ว้ก่อนก็ตำม มิฉะนัน้ จะกลำยเป็ นว่ำ
นำยแดงถูกดำเนินคดใี นกำรกระทำควำมผิดอันเดยี วกันซำ้ สองอีก (ฎีกาท่ี ๑๑๓๒/๒๕๕๒,
ท่ี ๔๘๗๑/๒๕๕๑)
คดีนีแ้ ม้นายดาอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษโดยมิได้ยกปัญหาเร่ืองสิทธินาคดีอาญามา
ฟ้องระงบั เพราะมีคาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาดในความผิดซึง่ ได้ฟ้องขนึ ้ อทุ ธรณ์ แต่ถือได้ว่ำมีเหตุ
ตำมกฎหมำยท่ีนำยแดงไม่ควรต้องรับโทษ ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้องตำมมำตรำ ๑๘๕
วรรคหน่ึง ซ่ึงเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย ศำลอุทธรณ์ยกขึน้ อ้ำงได้
ศำลอุทธรณ์จึงพพิ ำกษำกลับให้ยกฟ้องได้ตามมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๘๙๑๐/๒๕๔๙ ฎ.๒๔๒๒ คดีก่อนโจทก์ฟ้องจาเลยวา่ จาเลยนาหนงั สือสัญญากู้
เงินท่ีจาเลยกบั ส. ทาปลอมขึน้ ทงั้ ฉบบั มานาสืบและแสดงเป็นพยานหลกั ฐานอนั เป็นเท็จในการ
พิจารณาคดีแพ่งของศาลชนั้ ต้น ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๔, ๒๖๘, ๑๘๐ ศาลชนั้ ต้น
ไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงเท่ากับศาลชัน้ ต้นได้วินิจฉัยใน
ประเด็นแห่งความผิดแล้ว ถือได้ว่ามีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซ่ึงโจทก์ได้ฟ้องแล้ว
คดีนีโ้ จทก์นาการกระทาของจาเลยในคดีอาญาเรื่องก่อนมาฟ้องจาเลยอีก แม้โจทก์จะบรรยาย
ฟ้องคดีนีว้ า่ จาเลยปลอมเอกสารสิทธิและมีคาขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ ซึ่ง
แตกตา่ งกนั แตม่ ลู คดนี ีก้ ็มาจากการกระทาอนั เดียวกนั สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องยอ่ มระงบั ไปตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๑๑๓๒/๒๕๕๒ ฎ.๑๐๓ โจทก์คดีนีก้ ับโจทก์ในอีกคดีหน่ึงตา่ งเป็นผ้เู สียหาย และ
ตา่ งฟ้องจาเลยทงั้ สองในความผิดอนั เดียวกนั เม่ือคดีนนั้ ศาลอทุ ธรณ์มีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาด
ในความผิดซ่ึงได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนีย้ ่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๔) แม้ว่าโจทก์คดีนีจ้ ะเป็นคนละคนกบั โจทก์คดีดงั กล่าว และฟ้องคดีนีไ้ ว้ก่อนก็ตาม
153
มฉิ ะนนั้ จะกลายเป็นวา่ จาเลยทงั้ สองถกู ดาเนนิ คดีในการกระทาความผิดอนั เดียวกนั ซา้ สองอีก
ฎีกำท่ี ๔๘๗๑/๒๕๕๑ ฎ.๑๔๙๒ จาเลยทงั้ สองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเพียงอย่าง
เดียวเพ่ือให้ศาลเชื่อถึงที่มาของท่ีดินทงั้ สองแปลงอันเป็นเหตุท่ีมูลนิธิสีมาสงเคราะห์ควรจะได้
กรรมสิทธิ์ แม้การเบิกความของจาเลยทัง้ สองจะทาให้ โจทก์และสมาคมกาเนิดมิตรเจริญ
สงเคราะห์ได้รับความเสียหาย แตก่ ็เป็นการกระทาเพียงกรรมเดียวซงึ่ ควรที่จะต้องดาเนินคดีหรือ
ถกู ลงโทษเพียงครัง้ เดียว เม่ือสมาคมกาเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยฟ้องจาเลยทงั้ สองเกี่ยวกบั
คาเบิกความดังกล่าวว่าเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยกฟ้องจนคดีถึงท่ีสุดไปแล้ว ย่อมถือว่ามีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซ่ึงได้ฟ้องตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔) สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จงึ ระงบั ไป
ข้อ ๓๐ คำถำม นายเสือหลอกนายช้างว่าสามารถหางานในตา่ งประเทศให้ทาได้ นาย
ช้างหลงเชื่อจ่ายเงินให้นายเสือไปเมื่อวนั ที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๘ จานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตอ่ มา
วนั ท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๔๘ นายช้างฟ้องนายเสือเป็นจาเลยในความผิดฐานฉ้ อโกงท่ีศาลแขวง
พระนครเหนือโดยมิได้ร้องทกุ ข์ ซงึ่ ตามฟ้องระบวุ า่ นายช้างรู้เร่ืองและรู้ตวั ผ้กู ระทาผิดเมื่อวนั ท่ี ๕
มกราคม ๒๕๔๘ เหตเุ กิดที่แขวงวงั ทองหลาง เขตวงั ทองหลาง กรุงเทพมหานคร ตอ่ มาเม่ือวนั ท่ี ๓
เมษายน ๒๕๔๘ นายช้างย่ืนคาร้องขอแก้ฟ้อง โดยขอแก้สถานท่ีเกิดเหตจุ ากเดิมเป็นเหตเุ กิดท่ี
แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และขอให้โอนคดีไปศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวง
พระนครเหนือมีคาสงั่ อนญุ าตให้นายช้างแก้ฟ้องได้ สว่ นท่ีขอโอนคดีไมม่ ีกฎหมายให้อานาจทาได้
ให้ยกคาร้องส่วนนี ้และให้เพิกถอนคาสง่ั รับฟ้อง และมีคาสง่ั ใหม่เป็นไม่รับฟ้อง ให้จาหน่ายคดี
จากสารบบความในวนั ท่ี ๓ เมษายน ๒๕๔๘ ดงั กลา่ ว
ก. นายช้างได้ย่ืนฟ้องนายเสือเป็นคดีใหม่ในข้อหาเดิมต่อศาลแขวงพระนครใต้เมื่อวนั ที่
๕ เมษายน ๒๕๔๘ นายเสือยื่นอทุ ธรณ์คดีกอ่ นตอ่ ศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวนั ที่ ๒๐ เมษายน
๒๕๔๘ ศาลแขวงพระนครใต้ไตส่ วนมูลฟ้องแล้วประทบั ฟ้องไว้พิจารณา นายเสือให้การปฏิเสธ
คคู่ วามสืบพยานแล้ว พยานหลกั ฐานฟังได้ว่านายเสือกระทาความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องและมี
การฟอ้ งคดีกอ่ นกบั มีอทุ ธรณ์คดกี ่อนดงั กลา่ วข้างต้น
ข. หากไมม่ ีผ้ใู ดอทุ ธรณ์คาสงั่ ไมร่ ับฟ้องในคดีกอ่ นของศาลแขวงพระนครเหนือ ตอ่ มานาย
ช้างได้ยื่นฟ้องนายเสือเป็นคดีใหม่ตอ่ ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวนั ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ โดย
บรรยายฟ้องถึงการกระทา เวลา และรายละเอียดอย่างเดียวกนั แตข่ อให้ลงโทษในความผิดฐาน
154
จดั หางานให้คนหางานไปทางานท่ีต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบญั ญัติจดั หา
งานและค้มุ ครองคนหางานฯ และฐานฉ้อโกงประชาชนซ่ึงเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ กับ
ฐานฉ้อโกง โดยบรรยายฟ้องว่าได้ฟ้องคดีท่ีศาลแขวงพระนครเหนือก่อนภายในอายุความแล้ว
ศาลแขวงพระนครเหนือสง่ั จาหน่ายคดี นายช้างจึงมาฟ้องนายเสือเป็นคดีตอ่ ศาลอาญากรุงเทพ-
ใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ประทบั ฟอ้ งไว้พจิ ารณา คคู่ วามสืบพยานแล้ว พยานหลกั ฐานฟังได้เพียง
วา่ นายเสือกระทาผดิ ฐานฉ้อโกงเทา่ นนั้
ให้วินิจฉัยว่า ศาลแขวงพระนครใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ จะพิพากษาคดีดงั กล่าว
อยา่ งไร
คำตอบ ก. นายช้างฟ้องนายเสือเป็นจาเลยในความผิดฐานฉ้อโกงที่ศาลแขวงพระนคร-
เหนือ ศาลแขวงพระนครเหนือเพิกถอนคาสงั่ เดมิ และมีคาสงั่ ไมร่ ับฟ้อง ให้จาหน่ายคดีจากสารบบ
ความ นายเสือยื่นอทุ ธรณ์ คดีดังกล่ำวยังอยู่ระหว่ำงกำรพิจำรณำของศำลอุทธรณ์ภำค ๑
ห้ำมโจทก์ฟ้องเร่ืองเดียวกันนัน้ ต่อศำลเดียวกันหรือศำลอ่ืน การที่นายช้างได้ยื่นฟ้องนาย
เสือในข้อหาเดิมตอ่ ศาลแขวงพระนครใต้ ซง่ึ เป็นการกระทาในคราวเดียวกนั กบั คดีก่อน แม้นาย
เสือจาเลยจะเป็นผู้ย่ืนอุทธรณ์หลังจากนายช้างยื่นฟ้องคดีนี ้แต่เม่ือคดีเดิมยังไม่ยุติ กล่าวคือ
ยงั อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ก็ถือว่ำคดียังอยู่ระหว่ำงพิจำรณำ ห้ำม
โจทก์ฟ้องในเร่ืองเดียวกันต่อศำลเดียวกันหรือศำลอ่ืน ฟ้องของนำยช้ำงในคดีนีจ้ ึงเป็ น
ฟ้องซ้อนต้องห้ำมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ (๑) ประกอบด้วย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศำลแขวงพระนครใต้ต้องพิพำกษำ
ยกฟ้อง (ฎีกาที่ ๘๐๖๘/๒๕๔๗)
ข.แม้นายช้างฟ้องนายเสือเป็นจาเลยตาม พ.ร.บ.จดั หางานและค้มุ ครองคนหางานและ
ฐานฉ้อโกงประชาชนซงึ่ เป็นความผดิ อนั ยอมความไมไ่ ด้ด้วย แตศ่ าลอาญากรุงเทพใต้ประทบั ฟ้อง
ไว้พิจารณา คคู่ วามสืบพยานแล้ว พยานหลกั ฐานฟังได้เพียงวา่ นายเสือกระทาผิดฐำนฉ้อโกง
ซ่ึงเป็ นควำมผิดอันยอมควำมได้ เม่ือไม่มีกำรร้องทุกข์นำยช้ำงต้องฟ้องภำยใน ๓ เดือน
นับแต่วันท่ีรู้เร่ืองควำมผิดและรู้ตัวผู้กระทำควำมผิด เม่ือนำยช้ำงฟ้องคดีนีเ้ กินกว่ำ ๓
เดือน นับแต่วันดังกล่ำว คดีจึงขำดอำยุควำม สิทธินำคดีอำญำมำฟ้ องย่อมระงับไปตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๖) (ฎีกาที่ ๔๗๕๒/๒๕๔๕) แม้นายช้าง
จะได้ฟ้องคดีที่ศาลแขวงพระนครเหนือก่อนภายในอายุความแล้ว ศาลแขวงพระนครเหนือสั่ง
จาหนา่ ยคดี นายช้างจงึ มาฟ้องนายเสือเป็นคดีตอ่ ศาลอาญากรุงเทพใต้นนั้ ประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ มีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของประมวล
155
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำใช้บังคับในกำรพิจำรณำคดีอำญำได้เฉพำะในกรณีท่ี
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำไม่ได้บัญญัติเก่ียวกับวิธีพิจำรณำข้อนัน้ และ
ให้นำมำใช้บังคับเพยี งเท่ำท่จี ะใช้บังคับได้ แต่บทบัญญัตมิ ำตรำ ๔ วรรคสอง และมำตรำ
๑๙๓/๑๗ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ ไม่ ใช่ บทบัญญัติของ
ประมวลกฎหมำยวธิ ีพิจำรณำควำมแพ่ง จึงนำมำใช้บังคับแก่กำรพจิ ำรณำคดีอำญำไม่ได้
ทัง้ ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำยังได้บัญญัติในมำตรำ ๑๘๕ วรรคหน่ึง ว่ำ
ถ้ำศำลเหน็ ว่ำคดีขำดอำยุควำมแล้วให้ศำลยกฟ้องโจทก์ จงึ เป็ นกรณีท่ีประมวลกฎหมำย
วิธีพิจำรณำควำมอำญำได้บัญญัตวิ ิธีพจิ ำรณำเก่ียวกับอำยุควำมไว้โดยเฉพำะ และไม่ใช่
กรณีท่ีจะนำประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำใช้บังคับ อำยุควำมจึงมิได้สะดุด
หยุดลงคดีโจทก์จึงขำดอำยุควำม ศำลอำญำกรุงเทพใต้ต้องพิพำกษำยกฟ้อง (ฎีกาที่
๕๘๘/๒๕๔๖, ที่ ๑๓๐๕/๒๕๔๗)
ฎีกำท่ี ๘๐๖๘/๒๕๔๗ ฎ.๑๕๖๙ คดีก่อนโจทก์ฟ้องวา่ จาเลยทงั้ สองร่วมกนั มีไว้ในความ
ครอบครองเพื่อจาหน่ายซ่งึ บหุ รี่ซกิ าแรตที่ผลิตในประเทศไทยอนั เป็นยาสบู ที่มไิ ด้ปิดแสตมป์ ยาสบู
และมีแสตมป์ ยาสบู ไว้ในความครอบครองโดยรู้อย่แู ล้วว่าเป็นแสตมป์ ปลอม ศาลชนั้ ต้นสงั่ ไม่รับ
ฟอ้ ง เพราะเห็นวา่ เป็นคดีอยใู่ นอานาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหวา่ งประเทศกลาง
ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ย่ืนฟ้องคดีนีว้ ่า จาเลยทงั้ สองร่วมกันมีไว้เพ่ือขายซ่ึงยาสูบ
ที่มิได้ปิดแสตมป์ ยาสบู มียาสบู ท่ีมิได้ปิดแสตมป์ ยาสูบไว้ในครอบครองเกินกว่า ๕๐๐ กรัม มีไว้
ในครอบครองซง่ึ แสตมป์ ยาสบู ปลอมหรือเพ่ือออกใช้โดยรู้ว่าเป็นแสตมป์ ยาสบู ปลอม ซงึ่ เป็นการ
กระทาในคราวเดียวกันกบั คดีก่อน แม้จาเลยทงั้ สองจะยื่นอทุ ธรณ์หลงั จากโจทก์ย่ืนฟ้องคดีนี ้แต่
เม่ือคดีเดมิ ยงั ไมย่ ตุ ิ ฟอ้ งโจทก์ในคดีนีจ้ งึ เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๑๗๓ (๑) ประกอบด้วย
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๔๗๕๒/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๓ แม้ โจทก์จะฟ้องจาเลยในข้ อหาฉ้ อโกง
ประชาชนตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๓ และข้อหาจดั หางานให้คนหางานไปทางานท่ีตา่ งประเทศโดย
ไมไ่ ด้รับอนญุ าตตาม พ.ร.บ. จดั หางานและค้มุ ครองคนหางานฯ มาตรา ๓๐, ๘๒ ซง่ึ เป็นความผิด
อนั ยอมความไมไ่ ด้ แตศ่ าลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยกระทาผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑
และยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซ่ึงโจทก์มิได้อุทธรณ์
ความผิดทงั้ สองฐานจึงถึงท่ีสดุ โจทก์จะฎีกาวา่ จาเลยกระทาผดิ สองฐานนีอ้ ีกไมไ่ ด้ และเม่ือฟังได้
วา่ จาเลยกระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ซ่ึงเป็นความผิดอนั ยอมความได้ ผ้เู สียหายต้องร้อง
ทกุ ข์ภายใน ๓ เดือน นบั แต่วนั ท่ีรู้เรื่องความผิดและรู้ตวั ผ้กู ระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๖
156
เม่ือผ้เู สียหายร้องทกุ ข์เพื่อดาเนินคดีแก่จาเลยเกินกวา่ ๓ เดือน นบั แตว่ นั ดงั กล่าว คดีโจทก์จงึ ขาด
อายุความตามมาตรา ๙๖ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๖)
โจทก์ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๑๓๐๕/๒๕๔๗ ฎ.๓๘๖ บทบญั ญัติ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ มีความหมายชดั แจ้งวา่ จะ
นาบทบญั ญัติของ ป.วิ.พ. มาใช้บงั คบั ในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้
บญั ญตั เิ ก่ียวกบั วิธีพิจารณาข้อนนั้ และให้นามาใช้บงั คบั เพียงเทา่ ท่ีจะใช้บงั คบั ได้ แตบ่ ทบญั ญัติ
มาตรา ๔ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ไม่ใช่บทบญั ญัติของ ป.วิ.พ.
จึงนามาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ ทัง้ ป.วิ.อ. ยังได้บัญญัติในมาตรา ๑๘๕
วรรคหน่ึง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีท่ี ป.วิ.อ. ได้
บญั ญตั วิ ธิ ีพจิ ารณาเกี่ยวกบั อายคุ วามไว้โดยเฉพาะ และไมใ่ ชก่ รณีท่ีจะนา ป.ว.ิ พ. มาใช้บงั คบั
ข้อ ๓๑ คำถำม นายยอดยิงนายเยี่ยมถึงแก่ความตายในงานวดั แล้วขบั รถหนีไป โดยมี
ชาวบ้านเห็นหลายคนรวมถึงน้องชายของนายเยี่ยมด้วย ระหว่างที่ขบั รถหนีไปด้วยความเร็วสูง
มากนนั้ รถที่นายยอดขบั เสียหลกั ไปชนนายแย่ซงึ่ เดนิ อยขู่ ้างทางได้รับอนั ตรายสาหสั ต้องนอนอยู่
ท่ีโรงพยาบาลหลายเดือน โดยนายยอดหลบหนีไปกบดานที่จงั หวดั อ่ืนหลายเดือน ตอ่ มานายยอด
ได้ให้เงินนางยิม้ มารดาของนายเย่ียมจานวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพ่ือยตุ ิคดี และขอร้องให้นางยิม้
ฟ้องคดีท่ีนายยอดฆ่านายเยี่ยม โดยรับปากวา่ จะให้เงินเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าศาลยกฟ้อง
นางยิม้ จึงฟ้องนายยอดว่าฆ่านายเย่ียมตายโดยเจตนา แล้ วทนายความของนางยิม้ นาพยานเข้า
ไตส่ วนเพียงปากเดียว คือ นางยิม้ ซง่ึ ไมเ่ หน็ เหตกุ ารณ์ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง ตอ่ มานายยอดเข้า
มอบตวั ตอ่ เจ้าพนกั งานตารวจเพ่ือส้คู ดี พนกั งานอยั การสงั่ ฟ้องนายยอดข้อหาฆ่านายเยี่ยมตาย
โดยเจตนาคดีหนึ่ง และข้อหากระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้นายแย่ได้รับอนั ตรายสาหสั อีกคดี
หน่ึง นายยอดให้การปฏิเสธคดีฆ่านายเย่ียมตายโดยเจตนา แตใ่ ห้การรับสารภาพในคดีกระทา
โดยประมาทเป็นเหตุให้นายแย่ได้รับอันตรายสาหสั ซ่ึงศาลลงโทษจาคุก ๑ ปี ฐานกระทาโดย
ประมาทเป็นเหตใุ ห้ผู้อื่นรับอนั ตรายสาหัส หลังจากศาลตดั สินคดีแล้วนายแย่ถึงแก่ความตาย
เนื่องจากบาดแผลที่ถูกรถชน นางยุ่งมารดาของนายแย่จึงฟ้องนายยอดในข้อหากระทาโดย
ประมาทเป็นเหตใุ ห้นายแยถ่ งึ แก่ความตาย ศาลไตส่ วนมลู ฟ้องและประทบั ฟ้องไว้พิจารณา ตอ่ มา
ศาลสืบพยานโจทก์จาเลยเสร็จทงั้ สองคดี ข้อเท็จจริงฟังได้วา่ นายยอดกระทาผิดฐานฆา่ นายเย่ียม
ตายโดยเจตนา และนายยอดกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้นายแยถ่ งึ แก่ความตาย
157
ให้วนิ ิจฉยั วา่ ศาลจะพพิ ากษาคดีสองเรื่องนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ กรณีความผิดฐานฆ่านายเย่ียมตายนนั้ แม้นางยิม้ จะฟ้องนายยอดว่าฆ่านาย
เย่ียมตายโดยเจตนา จนศาลพิพากษายกฟ้องแล้วก็ตาม แต่หลักการของประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ท่ีบญั ญัติให้สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องระงับไป เม่ือ
มีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซ่ึงได้ฟ้อง อันเป็ นหลักกำรห้ำมดำเนินคดีซำ้ สอง
แก่จำเลยนั้น จะต้องปรำกฏว่ำคดีก่อนเป็ นกรณีท่ีจำเลยถูกฟ้องร้ องดำเนินคดีอย่ำง
แท้จริง หำกปรำกฏว่ำคดีก่อนเป็ นกำรฟ้องร้องดำเนินคดีอย่ำงสมยอมกัน แม้ว่ำจะเป็ น
กำรกระทำกรรมเดียวกัน ก็ถือไม่ได้ว่ำกำรกระทำกรรมนัน้ จำเลยเคยถูกฟ้องและศำลได้
มีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำด อันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องในควำมผิดกรรม
นัน้ ระงับไปไม่ คดีนีน้ างยิม้ ฟ้องแล้วนาพยานเข้าไต่สวนเพียงปากเดียว คือ นางยิม้ ซ่ึงไม่เห็น
เหตกุ ารณ์ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง ทงั้ ที่ขณะเกิดเหตมุ ีผ้เู ห็นเหตกุ ารณ์หลายคนรวมถึงน้องชาย
ของนายเย่ียมด้วย ทัง้ นางยิม้ ยังได้รับเงินค่ายุติคดีจากนายยอดด้วย คดีก่อนจึงเป็ นกำร
ฟ้องร้องดำเนินคดีอย่ำงสมยอมกัน แม้ว่ำจะเป็ นกำรกระทำกรรมเดียวกัน ก็ถือไม่ได้ว่ำ
กำรกระทำกรรมนัน้ นำยยอดเคยถูกฟ้องและศำลได้มีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำด อันจะมี
ผลทำให้สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องในควำมผิดกรรมนัน้ ระงับไปไม่ ศำลต้องพพิ ำกษำว่ำนำย
ยอดมีควำมผิดและลงโทษตำมกฎหมำย (ฎีกาท่ี ๖๔๔๖/๒๕๔๗)
สว่ นความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้นายแยต่ ายนนั้ พนกั งานอยั การเคยฟ้อง
นายยอดข้อหากระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้นายแยไ่ ด้รับอนั ตรายสาหสั ศาลลงโทษจาคกุ ๑ ปี
คดีนีน้ างยุ่งฟ้องข้ อหากระทาโดยประมาทเป็ นเหตุให้ นายแย่ถึงแก่ความตาย ถือว่า
ได้มีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซ่ึงได้ฟ้ องแล้ ว สิทธินำคดีอำญำมำฟ้ อง
ย่อมระงับไป ตามมาตรา ๓๙ (๔) แม้คดีเดิมพนักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์และคดีนีน้ ำงยุ่ง
เป็ นโจทก์ กับคดีเดมิ โจทก์ฟ้องฐำนกระทำโดยประมำทเป็ นเหตุให้นำยแย่ได้รับอันตรำย
สำหัส ส่วนคดีนีฟ้ ้องฐำนกระทำโดยประมำทเป็ นเหตุให้นำยแย่ถึงแก่ควำมตำย แต่ เป็ น
กำรกระทำผิดกรรมเดียวกัน ต้องห้ำมมิให้ดำเนินคดีซำ้ สอง ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้อง
(เทียบฎีกาท่ี ๓๑๑๖/๒๕๒๕)
ฎีกำท่ี ๖๔๔๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๗๓ หลกั การของ ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๔) ท่ีบญั ญัติ
ให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงบั ไป เมื่อมีคาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาดในความผิดซง่ึ ได้ฟ้อง อนั เป็น
หลกั การห้ามดาเนินคดีซา้ สองแกจ่ าเลยนนั้ จะต้องปรากฏวา่ คดกี ่อนเป็นกรณีท่ีจาเลยถกู ฟ้องร้อง
ดาเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏวา่ คดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดาเนินคดีอย่างสมยอมกนั แม้ว่า
จะเป็นการกระทากรรมเดียวกนั ก็ถือไม่ได้วา่ การกระทากรรมนนั้ จาเลยเคยถกู ฟ้องและศาลได้มี
158
คาพพิ ากษาเสร็จเดด็ ขาด อนั จะทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟอ้ งในความผิดกรรมนนั้ ระงบั ไปไม่
ฎีกำท่ี ๓๑๑๖/๒๕๒๕ โจทก์เคยฟ้องจาเลยฐานทาร้ายร่างกายผ้เู สียหาย ศาลพิพากษา
ลงโทษจาคกุ จาเลยและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาผู้เสียหายถึงแก่
ความตายเพราะบาดแผลท่ีถกู จาเลยทาร้าย โจทก์จะฟ้องจาเลยฐานฆ่าคนตายโดยไมเ่ จตนาซึ่ง
เป็นการกระทาผิดกรรมเดียวกันในขณะที่คดีก่อนอย่รู ะหวา่ งการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ไม่ได้
เพราะถือว่าได้มีคาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ.มาตรา
๓๙ (๔)
ข้อสังเกต คดีนี้หากผู้เสียหายตายก่อนศาลพิพากษา โจทก์มีทางออกคือขอแก้ฟ้อง จากเดิม
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ เป็นมาตรา ๒๙๐ โดยถือว่าเป็ นกรณีมีเหตุอนั ควรแก้ฟ้องได้
ตามฎีกาที่ ๑๗๔๖/๒๕๓๕ แต่ถา้ ตายหลงั จากศาลพิพากษาคงตอ้ งเป็นไปตามฎีกานี้
ข้อ ๓๒ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องนายหน่ึงเป็นจาเลยที่ ๑ และบริษัทสอง
จากัด เป็นจาเลยท่ี ๒ ว่าร่วมกันออกเช็คให้แก่ผู้เสียหายโดยเจตนาไม่ใช้เงินตามเช็ค ระหว่าง
พจิ ารณาผ้เู สียหายย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนญุ าต ศาลพจิ ารณาแล้ว พพิ ากษาจาคกุ
จาเลยที่ ๑ เป็นเวลา ๖ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ รอไว้ ๒ ปี ปรับจาเลยที่ ๒ เป็น
เงิน ๒๐,๐๐๐ บาท โดยศาลพิพากษาเม่ือวนั ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ จาเลยท่ี ๑ ชาระคา่ ปรับตอ่ ศาล
แล้ว
ตอ่ มาวนั ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ จาเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย และกรรมการบริษัทจาเลยท่ี
๒ นาเงินตามเช็คไปชาระให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงยื่นคาร้องต่อพนักงานสอบสวนว่าได้รับ
ชาระเงินจากจาเลยที่ ๒ ครบถ้วนแล้ว ไม่ติดใจดาเนินคดีอาญากับจาเลยท่ี ๒ อีกตอ่ ไป ขอถอน
ฟ้อง
ตอ่ มาวนั ท่ี ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๘ ภรรยาของจาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวยื่น
คาร้องตอ่ ศาลวา่ จาเลยที่ ๑ ตายเม่ือวนั ท่ี ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ขอให้คืนเงินคา่ ปรับแก่ภรรยาของ
จาเลยที่ ๑ และจาเลยที่ ๒ ย่ืนคาร้ องต่อศาลว่า โจทก์ร่วมย่ืนคาร้ องขอถอนฟ้องจาเลยที่ ๒
ตอ่ พนกั งานสอบสวน
ให้วินิจฉัยว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคาร้อง ศาลจะส่ังคาร้องของภรรยาของจาเลยท่ี ๑
และคาร้องของจาเลยที่ ๒ อยา่ งไร
คำตอบ คาร้องของภรรยาของจาเลยท่ี ๑ นนั้ ศาลพิพากษาเม่ือวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๘
จาเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายเม่ือวันท่ี ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ขณะที่คดียังไม่ถึงท่ีสุด ต้องถือว่ำ
159
จำเลยท่ี ๑ ได้ถงึ แก่ควำมตำยในระหว่ำงพจิ ำรณำของศำล สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องจำเลย
ท่ี ๑ ของโจทก์จึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) (เทียบ
ฎีกาท่ี ๒๐๑๕/๒๕๔๗) โทษย่อมระงับไปด้วยควำมตำยของผู้กระทำผิด และมีผลให้
คำพิพำกษำระงับไปด้วยในตัว (เทียบคาสั่งศาลฎีกาที่ ๒๒๒๔, ๒๒๒๕/๒๕๔๗, ฎีกาที่
๔๔๑๘/๒๕๔๘) ศำลต้องส่ังจำหน่ ำยคดีโจทก์สำหรับจำเลยท่ี ๑ และคืนเงินค่ำปรับ
๒๐,๐๐๐ บำท ให้แก่ภรรยำของจำเลยท่ี ๑ (คาตอบประเดน็ นี้มีผู้โต้แย้ง แต่ผู้แต่งยังเห็น
ตามนี้ คงต้องรอดวู ่ามีฎีกามากลับหรือไม่)
กรณีตามคาร้องของจาเลยที่ ๒ นนั้ คดีอาญาความผิดต่อส่วนตวั ซ่ึงยังไม่ถึงท่ีสุด เมื่อ
ปรากฏว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดาเนินคดีอาญากับจาเลยที่ ๒ อีกต่อไป ขอถอนฟ้อง ตำมรูปคดี
แสดงว่ำโจทก์ร่วมซ่ึงเป็ นผู้เสียหำยประสงค์ท่ีจะถอนคำร้องทุกข์น่ันเอง แต่โจทก์ร่วมใช้
ข้อควำมผิดไปเป็ นถอนฟ้อง เน่ืองจำกคดีนีพ้ นักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์ ส่วนผู้เสียหำยเป็ น
เพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ ถือว่ำโจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์ตามมาตรา ๓๙ (๒) (คาสง่ั ศาล
ฎีกาท่ี ๗๔๖/๒๕๔๗) ซ่ึงกำรขอถอนคำร้องทุกข์นัน้ จะกระทำต่อพนักงำนสอบสวนหรือ
พนักงำนอัยกำรหรือศำลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ในระหว่ำงกำรพิจำรณำของศำลแล้ว เพรำะ
ไม่มีบทบัญญัติกฎหมำยใดกำหนดให้ต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศำลเท่ำนัน้ เม่ือได้มีกำร
ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวนแล้ว สิทธิในกำรนำคดีนีข้ องโจทก์มำฟ้องจำเลยท่ี
๒ ย่อมเป็ นอันระงับไป (ฎีกาที่ ๑๒๐๕๕/๒๕๔๗) ศำลต้องส่ังจำหน่ำยคดีโจทก์สำหรับ
จำเลยท่ี ๒
ฎีกำท่ี ๒๐๑๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๕ จาเลยที่ ๒ ได้ถึงแก่ความตายในระหว่าง
พิจารณาของศาลอุทธรณ์ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จงึ ระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙
(๑) แตศ่ าลอทุ ธรณ์ มไิ ด้มีคาสงั่ จาหนา่ ยคดโี จทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒ จงึ ไมช่ อบปัญหานีเ้ป็นปัญหา
เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอานาจพิพากษาไปถึงจาเลยท่ี ๒ ได้ใน
สว่ นที่เก่ียวกบั จาเลยท่ี ๒ และให้จาหนา่ ยคดโี จทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๒๒๒๔-๒๒๒๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๓๕ คดีอาญาโจทก์และจาเลย
จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามสญั ญาประนีประนอมยอมความตามคาร้องของจาเลย
ทงั้ สองหาได้ไม่ แตเ่ ม่ือเป็นคดีอาญาความผิดตอ่ ส่วนตวั เม่ือจาเลยไม่คดั ค้าน โจทก์จะถอนฟ้อง
ในเวลาใดก่อนคดีถึงท่ีสดุ ก็ได้ เป็นผลให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙
(๒) และมีผลให้คาพิพากษาศาลลา่ งทงั้ สองระงบั ไปด้วยในตวั
ฎีกำท่ี ๔๔๑๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๒ ศาลล่างทงั้ สองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะ
160
ของกลางของจาเลยท่ี ๑ ทัง้ ท่ีได้ความเพียงว่าจาเลยที่ ๑ เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็ น
ยานพาหนะเดินทางไปยงั ท่ีเกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทาความผิดในคดีนีโ้ ดยตรง และพิพากษา
ให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจาเลยที่ ๒ ทงั้ ที่จาเลยท่ี ๒ ถึงแก่ความตายแล้ว และสิทธินา
คดีอาญามาฟ้องสาหรับจาเลยท่ี ๒ ระงบั ลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และโทษย่อมระงบั ไป
ด้วยความตายของผ้กู ระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๘ จงึ เป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจาเลยมิได้ฎีกาใน
ปัญหานี ้แต่เน่ืองจากเป็นปัญหาท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัย
และพพิ ากษาแก้ไขให้ถกู ต้องได้
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๗๔๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๑ คดีอาญาความผิดตอ่ สว่ นตวั ซ่ึงยงั ไม่ถึง
ท่ีสุด เมื่อปรากฏตามคาร้องของโจทก์ร่วมว่าไม่ประสงค์จะดาเนินคดีอาญากบั จาเลย โดยโจทก์
และจาเลยไมค่ ดั ค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผ้เู สียหายประสงค์ท่ีจะถอนคาร้องทกุ ข์
น่ันเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้อง เน่ืองจากคดีนีพ้ นักงานอัยการเป็นโจทก์
สว่ นผ้เู สียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเชน่ นี ้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๒๐๕๕/๒๕๔๗ ฎ.๒๔๕๙ การถอนคาร้องทกุ ข์เป็นสิทธิของผ้เู สียหาย เมื่อได้มี
การถอนคาร้องทกุ ข์แล้ว สิทธินาคดีอาญาความผิดอนั ยอมความได้มาฟ้องย่อมเป็นอันระงบั ไป
ตาม พ.ร.บ. จัดตงั้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดี
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหวา่ งประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๘ ประกอบด้วย ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๒) ซง่ึ การขอถอนคาร้องทกุ ข์นนั้ จะกระทาตอ่ พนกั งานสอบสวนหรือพนกั งานอยั การ
หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยใู่ นระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว เพราะไมม่ ีบทบญั ญัตกิ ฎหมายใด
กาหนดให้ต้องถอนคาร้องทุกข์ตอ่ ศาลเท่านนั้ เม่ือได้มีการถอนคาร้องทกุ ข์ต่อพนกั งานสอบสวน
แล้ว สทิ ธิในการนาคดีนีข้ องโจทก์มาฟ้องจาเลยยอ่ มเป็นอนั ระงบั ไป
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๙ (๑)
ฎีกำท่ี ๑๓๓๖๑/๒๕๕๘ ฎ.๑๙๕๙ คดีอาญาเมื่อจาเลยถึงแก่ความตายระหวา่ งพิจารณา
คดีของศาลฎีกา สิทธินาคดีอาญามาฟ้องยอ่ มระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) จงึ ให้จาหนา่ ย
คดีเสียจากสารบบความ สาหรับคดีส่วนแพ่งให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒
หากครบกาหนดหนึ่งปีนบั แตจ่ าเลยถึงแก่ความตาย ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคคู่ วามแทน
หรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาลก็ให้ศาลชนั้ ต้นจาหนา่ ยคดเี สียจากสารบบความ
161
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจาย์สมชยั ฑีฆาอุตมากร) คาสงั่ ศาลฎีกาฉบับนี้วางข้อกฎหมายใหม่
ในปัญหาที่ว่า ในคดีที่พนกั งานอยั การเป็ นโจทก์เมื่อจาเลยตาย สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของ
โจทก์ระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) จะมีผลให้คาร้องของผู้เสียหายที่ขอให้จาเลยชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนไม่ว่าผู้เสียหายจะได้เข้าเป็ นโจทก์ร่วมหรือไม่ตกไปด้วยหรือไม่ ก่อนหน้า
คาสงั่ ศาลฎีกาฉบบั นี้ มีคาพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๗๖/๒๕๕๓ รูปคดีเหมือนกบั คดีตามคาสง่ั ศาล
ฎีกาฉบบั นี้ และเป็นคดีของศาลชนั้ ตน้ ซึ่งเป็นศาลจงั หวดั เหมือนกนั วินิจฉยั ว่า “เมื่อจาเลยถึงแก่
ความตาย สิทธิ นาคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และคาขอให้
ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงให้จาหน่ายคดีเสียจากสารบบความ” ดงั นี้ เท่ากบั ว่า
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๗๖/๒๕๕๓ ถกู กลบั โดยคาสงั่ ศาลฎีกาฉบบั นีแ้ ลว้
มีข้อน่าพิจารณาว่า คดีอาญาที่พนักงานอยั การโจทก์ฟ้องจาเลยต่อศาลช้นั ต้นที่ไม่มี
อานาจพิจารณาคดีแพ่ง เช่น ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ หรือศาลอาญาธนบุรี ศาล
ดงั กล่าวย่อมจะไม่มีอานาจพิจารณาคดีในส่วนแพ่งของผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมได้โดยลาพัง
จะถือแนวคาสง่ั ศาลฎีกาฉบบั นี้เพื่อหาบุคคลผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนจาเลยผู้มรณะน่าจะไม่ได้
ดว้ ยเหตนุ ี้ คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๗๖/๒๕๕๓ ที่ได้วางข้อกฎหมายใหค้ ดีส่วนแพ่งตกไปพร้อมกบั
คดีส่วนอาญาก็น่าจะเพือ่ ให้ข้อกฎหมายเป็นไปในแนวเดียวกนั ไม่ว่าพนกั งานอยั การจะไดย้ ืน่ ฟอ้ ง
จาเลยต่อศาลใดก็ตาม
ฎีกำท่ี ๖๒๒๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๕๙ แม้ศาลอทุ ธรณ์มีคาพิพากษาให้จาเลยคืนเงิน
๑๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วมที่ ๑ และคืนเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ ๒ แตจ่ าเลย
ยงั คงยื่นฎีกา คดีจึงยงั ไม่ถึงที่สุด เมื่อจาเลยถึงแก่ความตาย สิทธินาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงบั
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) ประกอบ พ.ร.บ.จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ พนกั งานอยั การโจทก์จงึ
ไมม่ ีสทิ ธิเรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมทงั้ สองตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๓ อีก คาขอสว่ นแพง่ ของโจทก์
ร่วมทงั้ สองที่ขอถือตามคาฟ้องของพนกั งานอยั การย่อมตกไป ศาลชนั้ ต้นจึงไม่มีอานาจออกคา
บงั คบั ให้ผ้รู ้องท่ี ๑ ซึ่งเป็นทายาทของจาเลยปฏิบตั ิตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนแพ่งได้
ข้อสังเกต ฎีกานี้พนกั งานอยั การโจทก์เรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมตามมาตรา ๔๓ แต่ฎีกาที่
๑๓๓๖๑/๒๕๕๘ ผูเ้ สียหายยื่นคาร้องขอให้จาเลยชดใชค้ ่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๔๔/๑ ซึ่ง
แตกต่างกัน คงต้องรอดูว่าหากมีคดีที่พนกั งานอยั การโจทก์เรียกทรัพย์สินแทนโจทก์ร่วมตาม
มาตรา ๔๓ แล้วจาเลยถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาจะยงั คงวินิจฉัยตามฎีกาที่ ๖๒๒๑/๒๕๕๘
ต่อไปหรือไม่ หรือจะวินิจฉัยเหมือนกับกรณีผู้เสียหายยื่นคาร้องขอให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนตามมาตรา ๔๔/๑
162
ฎีกำท่ี ๒๑๗๑/๒๕๕๔ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓ เมื่ออาวุธปืนของกลางไม่มี
เคร่ืองหมายทะเบียนประจาอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมาย
บญั ญัติไว้ว่าผ้ใู ดทาหรือมีไว้เป็นความผิดที่ ป.อ. มาตรา ๓๒ บญั ญัติให้ริบเสียทงั้ สิน้ ไม่ว่าเป็น
ของผ้กู ระทาความผิดและมีผ้ถู กู ลงโทษตามคาพิพากษาหรือไม่ ดงั นนั้ แม้ศาลชนั้ ต้นสง่ั จาหน่าย
คดเี ฉพาะจาเลยท่ี ๑ ผ้ถู กู ฟอ้ งวา่ กระทาความผิดเกี่ยวกบั อาวธุ ปืนกระบอกนี ้เน่ืองจากจาเลยที่ ๑
ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคบั แห่ง ป.อ. มาตรา ๓๒ ที่ศาลจะต้องส่งั ให้ริบเสีย
ทงั้ สนิ ้
ข้อสังเกต กรณีทรัพย์ที่มีไว้เป็ นความผิด แม้จาเลยตายสิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงบั ศาล
จาหน่ายคดี แต่ศาลตอ้ งริบของกลาง
ฎีกำท่ี ๒๕๒๓/๒๕๕๙ จาเลยถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดีจึงไม่มีสภาพบุคคล
ในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์มิอาจย่ืนฟ้องจาเลยต่อศาลได้ ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณา
นบั แตศ่ าลชนั้ ต้นรับฟอ้ งมาจงึ มิชอบ แตเ่ ม่ือรับฟ้องไว้แล้ว จงึ ต้องจาหนา่ ยคดี
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๖๗๙๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๖ แม้โจทก์ฟ้องจาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์
ซ่ึงเป็นคดีความผิดตอ่ แผ่นดนิ แตเ่ ม่ือศาลอทุ ธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าการกระทาของจาเลย
เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสาม และยังไม่มีคาพิพากษาศาลสูงเปล่ียนแปลงแก้ไข กรณีย่อมถือว่าคดีนีเ้ ป็น
ความผิดตอ่ สว่ นตวั ซึ่งโจทก์ชอบท่ีจะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สดุ ก็ได้ เมื่อโจทก์ยื่นคาร้อง
ขอถอนฟ้องโดยจาเลยไม่คดั ค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินาคดีอาญามาฟ้อง
ยอ่ มระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๖๘๘๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๓ แม้โจทก์ฟ้องว่าจาเลยข่มขืนกระทาชาเรา
เด็กหญิงอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่เมื่อศาล
ชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยฐานขม่ ขืนกระทาชาเราผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก โจทก์
ไม่อุทธรณ์ ข้อหาข่มขืนกระทาชาเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามท่ีโจทก์ฟ้องจึงยุติไป
ในชนั้ นีห้ ากฟังว่าจาเลยกระทาความผิดก็คงลงโทษจาเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก
เทา่ นนั้ ซงึ่ ความผิดดงั กลา่ วเป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๑ และคดียงั ไมถ่ ึง
ท่ีสดุ ผ้เู สียหายจะถอนคาร้องทกุ ข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผ้เู สียหายถอนคาร้องทกุ ข์ โจทก์และจาเลย
163
ไม่คดั ค้าน สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดงั กล่าวย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๒)
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๘๕๗๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๕๘ ตามคาร้องของโจทก์ร่วมระบุว่า
โจทก์ร่วมได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจาเลยแล้วเป็นเงินจานวน ๕๐,๐๐๐ บาท โจทก์ร่วมใน
ฐานะผ้เู สียหายในคดีนีจ้ งึ ไมต่ ดิ ใจเอาความใด ๆ กบั จาเลยอีก และประสงค์จะขอถอนคาร้องทกุ ข์
หรือขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จาเลย และท้ายคาร้องดงั กลา่ วจาเลยก็ได้ลง
ลายมือช่ือด้วย พอแปลความได้วา่ โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขอถอนคาร้องทุกข์แล้วหรือหาก
ศาลไมอ่ นญุ าตให้โจทก์ร่วมถอนคาร้องทกุ ข์ ก็ขอให้ศาลลงโทษจาเลยในสถานเบาเทา่ นนั้ เมื่อคดี
นีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมี
ความผิดฐานบกุ รุกตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒ อนั เป็นความผิดตอ่ สว่ นตวั ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน
ตราบใดท่ียงั ไม่มีคาพิพากษาของศาลสูงเปล่ียนแปลงคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ต้องถือว่าคดีนี ้
เป็นความผิดต่อส่วนตวั เม่ือคดียงั ไม่ถึงท่ีสุด โจทก์ร่วมจะถอนคาร้องทุกข์เสียเม่ือใดก็ได้ เมื่อ
โจทก์ร่วมยื่นคาร้องขอถอนคาร้องทกุ ข์ก่อนศาลชนั้ ต้นสงั่ รับฎีกา จาเลยไมค่ ดั ค้าน ศาลชนั้ ต้นยอ่ ม
มีอานาจสง่ั ได้ แตเ่ ม่ือคดนี ีข้ นึ ้ มาสศู่ าลฎีกาแล้ว ศาลฎีกายอ่ มมีอานาจสง่ั ได้เชน่ กนั เมื่อโจทก์ร่วม
ถอนคาร้องทกุ ข์สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) แม้
ตอ่ มาโจทก์ร่วมยื่นคาแถลงว่ายงั ไมไ่ ด้รับชดใช้เงินอีก ๑๕,๐๐๐ บาท ก็เป็นการขดั แย้งกบั คาร้อง
ขอถอนคาร้องทกุ ข์ จงึ ไมอ่ าจทาให้คาร้องขอถอนคาร้องทกุ ข์ที่มีผลแล้วสนิ ้ ผลไปได้
ฎีกำท่ี ๑๑๔๙๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๓๓ ความผิดฐานยักยอก จาเลยย่ืนฎีกาโดย
มีบันทึกข้ อตกลงของผู้เสียหายกับจาเลยแนบท้ ายฎีกามีข้ อความว่า จาเลยได้ ชดใช้ เงิน
ให้ผ้เู สียหายเป็นท่ีพอใจแล้วจึงไม่ติดใจเอาความแก่จาเลยและขอถอนคาร้องทกุ ข์ แม้โจทก์ย่ืน
คาแก้ฎีกาคดั ค้านว่า บนั ทึกข้อตกลงดงั กล่าวมิได้มีอย่จู ริง ผ้เู สียหายไม่เคยได้รับเงินจากจาเลย
และมิได้ประสงค์ถอนคาร้องทกุ ข์ แตต่ ามรายงานเจ้าหน้าที่ ระบุว่าผ้เู สียหายกับจาเลยตกลงกัน
ท่ีศาลชนั้ ต้น ผู้เสียหายและจาเลยลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนักงานคดีและมีข้อความท่ีตกลง
เชน่ เดียวกนั วา่ ผ้เู สียหายไม่ประสงค์จะดาเนินคดีแก่จาเลยอีกตอ่ ไป ขอถอนคาร้องทกุ ข์ จงึ ฟังได้
วา่ ผ้เู สียหายถอนคาร้องทกุ ข์จริง ซ่งึ ผ้เู สียหายมีสทิ ธิถอนคาร้องทกุ ข์ได้กอ่ นคดีถึงที่สดุ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง ความผิดฐานยกั ยอกเป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา
๓๕๖ เมื่อผ้เู สียหายได้ย่ืนคาร้องขอถอนคาร้องทุกข์แล้ว ย่อมมีผลทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้อง
ของโจทก์ระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) คาพิพากษาของศาลล่างทงั้ สองในความผิดฐาน
164
ยกั ยอก ย่อมระงบั ไปในตวั ไม่มีผลบงั คบั ต่อไป และเม่ือผ้เู สียหายไม่ประสงค์จะให้จาเลยชดใช้
เงินจากการกระทาความผิดและถอนคาร้องทุกข์แล้ว ก็ไม่อาจจะสั่งให้จาเลยคืนเงินตามคาขอ
ท้ายฟอ้ งของโจทก์อีก
ข้อสังเกต การดาเนินคดีในศาลชน้ั ต้นหากผูเ้ สียหายขอถอนคาร้องทกุ ข์ต่อศาล ศาลจะสอบถาม
พนกั งานอยั การโจทก์ก่อนว่าใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ซ่ึงเป็ นทางปฏิบตั ิโดยทวั่ ไป แต่คดีนี้
หลงั จากศาลชน้ั อทุ ธรณ์พิพากษาคดีแล้วผู้เสียหายกบั จาเลยมาตกลงกนั ที่ศาลชน้ั ต้นโดยโจทก์
ไม่ไดม้ าศาล ซึ่งก็ทาได้เพราะคดีนี้เป็นความผิดอนั ยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายและจาเลยตกลง
กนั ไดแ้ ล้วลงลายมือชื่อต่อหน้าเจ้าพนกั งานคดี โจทก์ก็คงไม่ทราบเรื่องนี้จึงยืน่ คาแก้ฎีกาคดั ค้าน
ที่จริงเรื่องนี้ศาลฎีกาอาจจะสงั่ ให้ศาลชน้ั ต้นเรียกโจทก์จาเลยและผู้เสียหายมาสอบให้ได้ความ
ชดั เจนแล้วจึงค่อยมีคาสง่ั ก็ได้ แต่ศาลฎีกาคงเห็นว่าไม่จาเป็ นเพราะการตกลงกนั ในคดีนี้ก็ ทา
ในศาลโดยทาต่อหนา้ เจ้าพนกั งานคดีซึ่งเป็นเจ้าหนา้ ทีศ่ าลแลว้
ฎีกำท่ี ๗๘๓๒/๒๕๕๖ ฎ.๑๙๓๗ จาเลยกบั พวกร่วมกนั ยกั ยอกรถยนต์ของธนาคาร ธ.
ผ้เู สียหายที่ ๑ ซง่ึ เป็นผ้ใู ห้เชา่ ซือ้ ขณะอย่ใู นความครอบครองของ ส. ผ้เู สียหายที่ ๒ ซึง่ เป็นผ้เู ชา่ ซือ้
เมื่อขณะเกิดเหตุกระทาความผิดผู้เสียหายที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์
ท่ีเช่าซือ้ การกระทาของจาเลยกับพวกย่อมทาให้ผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับความเสียหายโดยตรง
แม้ผ้เู สียหายท่ี ๒ จะไปแจ้งความร้องทกุ ข์ในฐานะผ้รู ับมอบอานาจจากผ้เู สียหายที่ ๑ แตก่ ็ถือว่า
ได้ร้องทุกข์ในฐานะท่ีผ้เู สียหายท่ี ๒ เป็นผ้เู สียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายท่ี ๒ จึงเป็นผู้เสียหาย
ในคดนี ี ้และมีอานาจในการถอนคาร้องทกุ ข์
ความผดิ ฐานยกั ยอกทรัพย์เป็นความผิดตอ่ ส่วนตวั และคดยี งั ไมถ่ ึงที่สดุ ผ้เู สียหายขอถอน
คาร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อก่อนศาลชัน้ ต้นมีคาสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ ๒ ถอนคาร้องทุกข์
สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องยอ่ มระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๘๕๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๘ การถอนคาร้องทกุ ข์เป็นสทิ ธิของผ้เู สียหาย เมื่อ
ได้ถอนคาร้องทุกข์แล้ว สิทธิท่ีผู้เสียหายหรือพนกั งานอยั การจะนาความผิดอนั ยอมความได้นัน้
มาฟ้องผ้กู ระทาผิดย่อมเป็นอันระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ซ่ึงการถอนคาร้องทุกข์นนั้
ผ้เู สียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมย่อมถอนคาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอยั การ
หรือตอ่ ศาลก็ได้ แม้ขณะคดีจะอย่ใู นระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบญั ญัตกิ ฎหมายใด
กาหนดให้ผ้เู สียหายต้องถอนคาร้องทุกข์ต่อศาลเท่านนั้ เมื่อได้ความว่าผ้เู สียหายที่ ๑ และโจทก์
ร่วมขอถอนคาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว สิทธินาคดีในความผิดทงั้ สองข้อหา
ตามฟอ้ งมาฟ้องจาเลยยอ่ มเป็นอนั ระงบั ไป
165
ฎีกำท่ี ๗๙๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ บญั ญัติว่า “สิทธินาคดีอาญา
มาฟ้องย่อมระงบั ไปดงั ตอ่ ไปนี.้.. (๒) ในคดีความผิดต่อสว่ นตวั เม่ือได้ถอนคาร้องทกุ ข์ ถอนฟ้อง
หรือยอมความกัน โดยถูกต้องตามกฎหมาย” ตามบทบญั ญัติดงั กล่าวแสดงให้เห็นว่า การถอน
คาร้องทุกข์ก็ดี การถอนฟ้องก็ดี การยอมความก็ดี มีลกั ษณะแตกต่างกนั กฎหมายจึงบญั ญัติไว้
ทงั้ สามกรณี หาใช่จะเอาการยอมความไปปนกบั การถอนคาร้องทกุ ข์ได้ไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ าย
ผ้เู สียหายกระทาการใด ๆ ให้เห็นว่าเป็นการถอนคาร้องทกุ ข์ การที่ศาลอทุ ธรณ์เอาบนั ทึกตกลง
ชดใช้ตามหลกั มนษุ ยธรรมท่ีบิดาของผ้เู สียหายกับบิดาของจาเลยตกลงยอมความกันไปอ้างว่า
เป็นการถอนคาร้องทุกข์จึงหาทาได้ไม่ และในคดีนีต้ ามทางนาสืบของโจทก์ ผ้เู สียหายเบิกความ
รวมความได้ว่าประสงค์ดาเนินคดีแก่จาเลย ทงั้ เบิกความว่าฝ่ ายบิดาของจาเลยตกลงจะชดใช้
ค่าเสียหายให้เป็นเงิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท แต่ก็ไม่ได้รับเงินจานวนดังกล่าวครบถ้วน อนั เป็นการ
เบิกความอ้างว่าฝ่ ายจาเลยหาได้กระทาตามข้อตกลงท่ีให้ไว้ไม่ ความประสงค์ของผู้เสียหาย
ท่ีแสดงออกจึงยงั คงต้องการดาเนินคดีแก่จาเลย แม้ผ้เู สียหายจะมีอายุ ๑๙ ปี เป็นผ้เู ยาว์ซงึ่ บิดา
สามารถถอนคาร้องทุกข์แทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๖ ก็ตาม แต่จะถอนคาร้องทุกข์โดยฝืน
ความประสงคข์ องผ้เู สียหายซ่ึงเป็นผ้เู ยาว์หาได้ไม่ ดงั นนั้ การกระทาดงั กลา่ วหามีผลทาให้สิทธินา
คดอี าญามาฟ้องต้องระงบั ไปไม่
การที่จาเลยกระทาความผิดต่อผู้เสียหายผู้เยาว์อันเป็ นการละเมิดต่อผู้เสียหาย
ผ้เู ป็นผ้เู ยาว์ ซึ่งเป็นผ้จู ะได้รับค่าสินไหมทดแทน ข้อตกลงประนีประนอมยอมความเพื่อระงับคดี
จึงต้องถือว่าได้กระทาไปต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายผู้เยาว์ กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา
๑๕๗๔ บญั ญัติว่า “นิติกรรมใดอนั เก่ียวกบั ทรัพย์สินของผ้เู ยาว์ดงั ตอ่ ไปนี ้ผ้ใู ช้อานาจปกครองจะ
กระทามิได้ เว้นแต่ศาลจะอนญุ าต ... (๑๒) ประนีประนอมยอมความ..” บนั ทึกตกลงชดใช้ตาม
หลักมนุษยธรรม แม้จะเป็นการยินยอมชาระค่าเสียหาย อันเป็นส่วนของค่าสินไหมทดแทนท่ี
ผู้เสียหายมีสิทธิโดยชอบที่จะได้รับ แต่สัญญาที่ทาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล หามีผลเป็น
สญั ญาประนีประนอมยอมความ อนั จะมีผลเป็นการยอมความกันโดยถกู ต้องตามกฎหมายดงั ที่
บญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ไม่ ดงั นนั้ ความผิดฐานข่มขืนกระทาชาเราที่จาเลยถกู ฟ้อง
ในคดีนี ้อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม
มาตรา ๒๘๑ จงึ หาระงบั ไปไม่
ฎีกำท่ี ๒๖๕๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๔๕ โจทก์ฟ้องจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรค
หนึง่ ซงึ่ เป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๑ การท่ีจาเลยนาเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท
166
มาวางตอ่ ศาลชนั้ ต้นเป็นเพียงการชดใช้เงินบางสว่ นท่ีโจทก์ร่วมเรียกร้องเทา่ นนั้ โดยเดมิ บดิ าโจทก์
ร่วมเรียกร้องให้จาเลยชาระเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แตต่ กลงกนั ไม่ได้ แม้จาเลยจะนาเงิน ๕๐,๐๐๐
บาท มาวางศาลเพ่ือชาระแก่โจทก์ร่วม ก็ยงั ไมค่ รบตามจานวนที่ฝ่ายโจทก์ร่วมเรียกร้อง ดงั นนั้ แม้
โจทก์ร่วมจะรับเงินนนั้ ไป ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดาเนินคดีอาญาแก่จาเลยอีกต่อไป
สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จงึ ไมร่ ะงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๗๔๔๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๒๑๔ หนงั สือรับสารภาพเป็นเพียงเอกสารท่ีจาเลย
รับว่าไม่ได้นาเงินจานวน ๓,๒๗๖,๘๐๘ บาท ส่งคืนโจทก์ร่วม ยอมรับว่าได้กระทาผิดจริง และ
ยอมชดใช้เงินจานวนดงั กล่าวคืนให้โจทก์ร่วม โดยยินยอมให้ยึดถือท่ีดินและรถยนต์ไว้ก่อน ไม่มี
ข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จาเลย จึงไมเ่ ป็น
การยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินาคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๙๖๖๗/๒๕๕๘ ฎ.๒๙๔๐ ข้อความตามบนั ทึกระบไุ ด้ความว่า จาเลยนาเหรียญ
หลวงพ่อคณู มาขายให้โจทก์ร่วมหลายครัง้ เป็นเงิน ๑,๐๓๐,๐๐๐ บาท ซ่ึงปรากฏว่าเป็นเหรียญ
ปลอม ทาเลียนแบบ จาเลยยอมรับที่จะนาเงินมาคืนโจทก์ร่วมเป็นเงิน ๑,๐๓๐,๐๐๐ บาท โดยจะ
ผ่อนชาระให้เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ทกุ เดือน เร่ิมงวดแรกวนั ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไป
จนกวา่ จะผ่อนหมด หากจาเลยผิดเง่ือนไขไมว่ า่ งวดใดงวดหนง่ึ ยินยอมให้โจทก์ร่วมดาเนินคดที งั้
ทางแพ่งและทางอาญาได้ทนั ที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ร่วมตกลงระงบั ข้อพิพาท
หรือสละสทิ ธิในการดาเนินคดอี าญาแก่จาเลยทงั้ สอง จงึ มใิ ช่การยอมความ แม้จาเลยท่ี ๑ สงั่ จา่ ย
เชค็ ฉบบั ละ ๕๐,๐๐๐ บาท อีก ๑๔ ฉบบั รวมเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชาระเงิน
ตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก ๒๘๐,๐๐๐ บาท จะชาระเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกาหนด โจทก์ร่วม
นาไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้ งค วามร้ องทุกข์
ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๑ ในเช็ค ๒ ฉบบั ต่อมาพนกั งานอัยการฟ้องจาเลยที่ ๑ เป็นจาเลยต่อ
ศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลแขวงพระนครใต้มีคาพิพากษา
ลงโทษจาเลยท่ี ๑ แล้ว ส่วนเช็คฉบบั อ่ืน เม่ือธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โจทก์ร่วมจึงไปแจ้ง
ความร้องทกุ ข์ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ ก็ตาม แตก่ ารที่จาเลยท่ี ๑ สง่ั จา่ ยเช็คทงั้ ๑๔ ฉบบั ให้โจทก์
ร่วมนนั้ เป็นการสง่ั จ่ายเช็คเพ่ือผอ่ นชาระหนีต้ ามที่ตกลงในบนั ทึกเทา่ นนั้ ทงั้ เช็ค ๑๔ ฉบบั ก็ไมไ่ ด้
ชาระหนีท้ งั้ หมด ยงั ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ยดึ ถือสิทธิใด ๆ รวมทงั้ สิทธิที่จะดาเนิน
คดีอาญาแก่จาเลยทัง้ สองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจาเลยที่ ๑ และ
167
โจทก์ร่วมดงั กล่าวเป็นเพียงการชาระหนีใ้ นทางแพ่งตามข้อตกลงในบนั ทึกเท่านนั้ ยงั ถือไม่ได้ว่า
เป็นการยอมความกนั อนั ทาให้สทิ ธินาคดอี าญามาฟ้องระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๒๖๓๓/๒๕๕๕ ฎ.๕๗๘ จาเลยที่ ๒ ได้คืนเงินให้แก่องค์การบริหารสว่ นตาบล บ.
และทาบนั ทึกไว้เป็นหลกั ฐานตามบนั ทึกการสง่ มอบเงินลงวนั ที่ ๑๒ และ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙
โดยมิได้มีข้อความใดท่ีแสดงว่าองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล บ. ผ้เู สียหายไมต่ ดิ ใจดาเนินคดจี าเลยท่ี
๒ ตอ่ ไป แตก่ ลบั ได้ความตามที่ ญ. ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตาบล บ. ซึง่ เป็นนิตบิ คุ คล
ตามกฎหมายได้เข้าร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีจาเลยท่ี ๒ เม่ือวนั ท่ี ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๙ จงึ มิได้เป็น
การยอมความกนั โดยถกู ต้องตามกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) สิทธินาคดีอาญามาฟ้อง
ยอ่ มไมร่ ะงบั
ฎีกำท่ี ๓๖๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๒ คดีนีเ้ป็นคดีอาญาความผิดตอ่ สว่ นตวั และยงั ไม่ถึง
ที่สุด เม่ือปรากฏตามคาร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดาเนินคดีอาญาแก่
จาเลยทงั้ สาม โดยโจทก์และจาเลยทงั้ สามไม่คดั ค้าน แสดงวา่ โจทก์ร่วมซ่งึ เป็นผู้เสียหายประสงค์
ที่จะถอนคาร้องทุกข์นัน่ เอง แตโ่ จทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเน่ืองจากคดีนีพ้ นกั งาน
อยั การเป็นโจทก์ ส่วนผ้เู สียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี ้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๔๕๙๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๙ จาเลยกระทาอนาจารจบั หน้าอกผ้เู สียหายใน
ร้านอาหารซง่ึ มีลกู ค้านงั่ รับประทานอาหารอย่ทู ่ีโต๊ะอ่ืนด้วย และมี น. พนกั งานร้านอาหารนนั้ เห็น
จาเลยจบั หน้าอกผ้เู สียหายขณะ น. เสิร์ฟอาหารอย่โู ต๊ะอ่ืน จึงเป็นการกระทาต่อหน้าธารกานลั
และมิใช่ความผิดฐานกระทาอนาจารท่ีจะยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๑ ประกอบมาตรา
๒๗๘ แม้ผ้เู สียหายแถลงไมต่ ดิ ใจเอาความแก่จาเลยแล้ว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดี
นีก้ ็ยงั ไมร่ ะงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๓๑๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๒ การกระทาความผิดฐานกระทาอนาจารแก่บคุ คล
อายกุ ว่าสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๘ และฐานพาบคุ คลอายเุ กินสิบห้าปี แตย่ งั ไมเ่ กินสิบแปด
ปีไปเพ่ือการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคแรก เป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๑ และ ๒๘๓ ทวิ วรรคสี่ และขณะยื่นฎีกาผู้เยาว์และบิดาของผู้เยาว์ขอถอน
คาร้องทุกข์ ศาลชนั้ ต้นนดั พร้อมเพื่อไตส่ วนแล้ว โจทก์และจาเลยทงั้ สามไม่คดั ค้าน เม่ือขณะท่ี
ผ้เู ยาว์ซง่ึ เป็นผ้เู สียหายในความผิดทงั้ สองฐานนีถ้ อนคาร้องทกุ ข์นนั้ ผ้เู ยาว์อายคุ รบย่ีสบิ ปีบริบรู ณ์
และบรรลนุ ติ ภิ าวะแล้ว ดงั นนั้ การขอถอนคาร้องทกุ ข์จงึ เป็นไปโดยชอบ สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้อง
168
ในความผดิ ทงั้ สองฐานดงั กลา่ ว ยอ่ มระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๗๐๑๑/๒๕๕๑ ฎ.๒๑๐๙ จาเลยทาหนงั สือรับสภาพหนีใ้ ห้แก่โจทก์ร่วมโดยจาเลย
จะหาหลกั ประกนั มาให้โจทก์ร่วมด้วย ตกลงกนั วา่ หากจาเลยหาหลกั ประกนั มาให้ได้โจทก์ร่วมจะ
ไม่ดาเนินคดีอาญาแก่จาเลย เมื่อจาเลยนาท่ีดินมาจานองแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นประกันหนีแ้ ล้ว
เทา่ กบั จาเลยได้ปฏิบตั ติ ามข้อตกลง จงึ ถือได้วา่ โจทก์ร่วมและจาเลยได้ยอมความกนั โดยถกู ต้อง
ตามกฎหมาย สิทธินาคดีอาญามาฟ้องเก่ียวกบั ความผิดฐานยกั ยอกทรัพย์ที่จาเลยได้กระทาขึน้
ยอ่ มระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) และคาขอส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมท่ีขอให้จาเลยคืนเงินท่ี
ยกั ยอกยอ่ มตกไปด้วย
ฎีกำท่ี ๓๔๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๘๖ โจทก์ร่วมกบั จาเลยทาบนั ทึกกันไว้ตามรายงาน
ประจาวนั รับแจ้งเป็นหลกั ฐาน ซง่ึ มีข้อความว่า คกู่ รณีตกลงกนั แล้วตา่ งฝ่ ายตา่ งไมต่ ดิ ใจเรียกร้อง
ฟอ้ งกนั ทงั้ ทางแพง่ และอาญาตอ่ กนั โดยจาเลยได้ช่วยเหลือคา่ เสียหายของกระบือที่ถกู ยิงตายให้
โจทก์ร่วมเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท จะนาเงินมาจ่ายให้หมดในวนั ท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๔ แล้วลงชื่อ
โจทก์ร่วมและจาเลย เช่นนี ้ จึงเป็นการทาสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วย
กฎหมาย เม่ือความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘, ๓๕๙ เป็นความผิดอนั ยอม
ความได้ จึงมีผลทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) แม้ต่อมา
จาเลยจะไม่ชาระค่าเสียหายตามสญั ญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทกุ ข์
ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดีแก่จาเลยในข้อหาทาให้เสียทรัพย์ หลงั จากมีการยอมความกนั
โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้ คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสญั ญาประนีประนอมยอม
ความเทา่ นนั้
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๗๑๐๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๙๗ บันทึกข้อความตามเอกสาร
หมายเลข ๑ ท้ายอทุ ธรณ์ของจาเลยมีข้อความวา่ "... ผ้เู สียหายได้รับชดใช้คา่ เสียหายจากจาเลย
และ อ. เจ้าของท่ีดินไว้แล้วในวันนีเ้ป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ติดใจดาเนินคดี
ทงั้ ทางแพ่งและทางอาญาแก่จาเลยอีกตอ่ ไป และไม่ประสงค์จะให้จาเลยต้องติดคกุ อีกตอ่ ไป ทงั้
จาเลยได้ขอขมาลาโทษตอ่ ผ้เู สียหายแล้ว ..." มีผ้เู สียหายและจาเลยลงลายมือชื่อไว้ กบั มีสาเนา
บตั รประจาตวั เจ้าหน้าท่ีของรัฐของสิบตารวจเอก ค. และข้อความวา่ สิบตารวจเอก ค. ขอรับรอง
ว่าผู้เสียหายได้รับเงินจานวน ๑๕,๐๐๐ บาท จากจาเลยเป็นท่ีเรียบร้ อยแล้ว ตามเอกสาร
หมายเลข ๒ ท้ายอทุ ธรณ์ของจาเลย โจทก์ได้รับสาเนาอทุ ธรณ์แล้วไมไ่ ด้ยื่นคาแก้อทุ ธรณ์โต้แย้ง
เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ผ้เู สียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจาเลยและได้ทาบนั ทึกไว้
169
บนั ทึกดงั กลา่ วแม้จะไม่ใช่เป็นการขอถอนคาร้องทุกข์ แตม่ ีลกั ษณะเป็นการที่ผ้เู สียหายได้แสดง
ความประสงค์สละสิทธิในการดาเนินคดีอาญาตอ่ จาเลย อนั เป็นการยอมความกนั ตามกฎหมาย
แล้ว เม่ือความผิดที่โจทก์นามาฟ้องเป็นความผิดอนั ยอมความได้ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของ
โจทก์จงึ ระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๔๕๔๑/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๗๗ โจทก์ร่วมได้ฟ้องจาเลยท่ี ๑ ให้ชดใช้เงินตามมลู
หนีต้ ามเช็คพพิ าทส่ีฉบบั ตอ่ มาโจทก์ร่วมและจาเลยท่ี ๑ ทาสญั ญาประนีประนอมยอมความ และ
ศาลแพง่ ธนบุรีพิพากษาตามยอมคดีถึงท่ีสดุ ไปแล้ว ผลของสญั ญาประนีประนอมยอมความย่อม
ทาให้สิทธิของโจทก์ร่วมที่จะเรียกร้องให้จาเลยทงั้ สองชาระเงินตามมลู หนีใ้ นเช็คพิพาททงั้ ส่ีฉบบั
เป็นอนั ระงบั สิน้ ไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒ โจทก์ร่วมคงมีสิทธิเรียกร้องให้จาเลยท่ี ๑ ชาระหนี ้
แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านัน้ แม้จาเลยท่ี ๑ จะไม่ชาระหนีแ้ ก่ตนตาม
สญั ญาประนีประนอมยอมความนนั้ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิท่ีจะเรียกร้องให้จาเลยทงั้ สองรับผิดใน
มลู หนีต้ ามเช็คพิพาททงั้ ส่ีฉบบั ได้อีก ดงั นนั้ หนีท้ ี่จาเลยทงั้ สองได้ออกเช็คพิพาททงั้ ส่ีฉบบั เพ่ือใช้
เงินนนั้ จงึ เป็นอนั สนิ ้ ผลผกู พนั ไปก่อนท่ีศาลมีคาพิพากษาถึงที่สดุ คดีจงึ เป็นอนั เลิกกนั ตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา ๗ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์
ร่วมย่อมระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ ถงึ แม้ในสญั ญาประนีประนอมยอมความดงั กลา่ วข้อ ๓
จะระบเุ ป็นข้อยกเว้นว่า การตกลงทาสญั ญาประนีประนอมยอมความนีไ้ มม่ ีผลในคดีอาญาคดีนี ้
แตข่ ้อตกลงดงั กล่าวนนั้ มีวตั ถปุ ระสงค์ขดั ตอ่ บทบญั ญัติกฎหมายโดยชดั แจ้งจงึ ตกเป็นโมฆะตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ และข้อตกลงดงั กล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสญั ญา
ประนีประนอมยอมความในข้ออ่ืนได้ จึงไม่ทาให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง
ดงั กลา่ วตกเป็นโมฆะทงั้ หมด ทงั้ นีต้ ามนยั มาตรา ๑๗๓ แหง่ ป.พ.พ.
ข้อสังเกต หากมีการตกลงกนั โดยมีการฟอ้ งคดีแพ่งและทาสญั ญาทาสญั ญาประนีประนอมยอม
ความกนั และศาลในคดีแพ่งพิพากษาตามยอมแล้ว แม้จะยงั ไม่ได้ปฏิบตั ิตามข้อตกลง แต่ในคดี
เช็คถือว่าคดีเป็ นอนั เลิกกนั แล้วดงั คาพิพากษาฎีกานี้ แต่ถ้าเป็ นข้อตกลงที่ไม่ได้ฟ้องศาลในคดี
แพ่งจนพิพากษาตามยอม เช่น ตกลงในชน้ั สอบสวน หรือตกลงในคดีอาญาว่าจะสละสิทธิในการ
ดาเนินคดีต่อเมื่อจาเลยชาระเงินใหค้ รบถ้วนก่อน จะถือว่ายอมความต่อเมื่อปฏิบตั ิตามข้อตกลง
หากยงั ไม่ปฏิบตั ิตามข้อตกลง สิทธินาคดีอาญามาฟ้องยงั ไม่ระงบั ขอใหด้ ูคาพิพากษาฎีกาต่อไป
ฎีกำท่ี ๕๓๘๗-๕๓๘๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๐๑ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจาเลยมี
เง่ือนไขในลกั ษณะท่ีโจทก์มีเจตนาจะให้จาเลยทางานให้โจทก์แล้วเสร็จก่อน แล้วจึงหักหนีค้ ่า
กอ่ สร้างกบั มลู หนีท้ ี่ออกเช็คพิพาทคดีนีภ้ ายหลงั เมื่อจาเลยก่อสร้างหรือชาระหนีใ้ ห้โจทก์ครบถ้วน
170
โจทก์จึงจะถอนฟ้องคดีนีใ้ ห้ ไม่มีข้อความตอนใดแสดงวา่ โจทก์ตกลงระงบั ข้อพิพาทหรือสละสิทธิ
ในการดาเนนิ คดีอาญาแกจ่ าเลยทนั ทีแตอ่ ยา่ งใด จงึ มิใช่การยอมความเพ่ือให้สิทธินาคดีอาญามา
ฟอ้ งระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ข้อตกลงดงั กล่าวเป็นเร่ืองท่ีโจทก์ฝ่ายเดยี วผอ่ นผนั การชาระหนีใ้ ห้แกจ่ าเลย มใิ ชต่ า่ งยอม
ผอ่ นผนั ให้แก่กัน จงึ ไม่เป็นสญั ญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทาให้มลู หนีเ้ ดมิ ตามเช็คระงบั ไป
แล้วเกิดหนีใ้ หม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทัง้ ไม่มีการเปล่ีย นแปลงส่ิงซึ่งเป็ น
สาระสาคญั แห่งหนี ้ จึงมิใช่เป็นการแปลงหนีใ้ หม่ อันจะทาให้หนีเ้ ดิมระงบั ไปแต่อย่างใด เม่ือ
จาเลยมิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาททงั้ สี่ฉบบั ให้โจทก์ และหนีท้ ี่ได้ออกเช็คเพ่ือใช้เงินนนั้ ก็ไม่สิน้ ผล
ผกู พนั ตาม พ.ร.บ. วา่ ด้วยความผดิ อนั เกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา ๗ คดจี งึ ไมเ่ ลิกกนั
ฎีกำท่ี ๑๙๗๗/๒๕๔๘ ฎ.๘๘๕ บันทึกเง่ือนไขการชาระหนีท้ ่ีตกลงว่า จาเลยทัง้ สอง
ยนิ ยอมผอ่ นชาระต้นเงินตามเชค็ ท่ีโจทก์นามาฟ้องในคดีนีแ้ ละคดีอ่ืน ๆ อีก ๗ คดี เป็นต้นเงินรวม
๑๕,๖๗๗,๐๖๓.๕๙ บาท โดยผ่อนชาระเป็นงวด ๆ รวม ๔๗ งวด พร้อมชาระดอกเบีย้ อัตราร้อย
ละ ๑๕ ตอ่ ปี ของต้นเงินตามเช็คแตล่ ะฉบบั โดยผ่อนชาระ ๔ งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอน
กรรมสิทธ์ิรถยนต์บรรทกุ ให้แก่จาเลยท่ี ๑ เม่ือจาเลยทงั้ สองชาระดอกเบีย้ ในแตล่ ะงวด หากจาเลย
ทงั้ สองปฏิบตั ิตามบนั ทึกนีค้ รบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนีแ้ ละคดีอ่ืน ๆ เป็นคดีไป หากผิด
เง่ือนไขข้อใดข้อหน่ึง ยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพ่ือยกคดีท่ีจาเลยทงั้ สองยงั ไม่ชาระต้นเงิน
ตามเช็คให้แก่โจทก์ขึน้ พิจารณาคดีตอ่ ไป เป็นข้อตกลงในการผอ่ นชาระหนีต้ ามเช็คท่ีโจทก์นามา
ฟ้องในแต่ละคดีเท่านนั้ อนั เป็นเง่ือนไขที่โจทก์จะปฏิบตั ิในภายหน้า และไม่มีข้อความตอนใด
แสดงว่าโจทก์ตกลงระงบั ข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดาเนินคดีอาญาแก่จาเลยทงั้ สองทนั ที จึง
ไม่มีผลเป็นการยอมความกนั สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยงั ไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๓๙ (๒) ทงั้ จาเลยทงั้ สองไม่ผ่อนชาระหนีใ้ ห้แก่โจทก์ หนีท้ ่ีได้ออกเช็คเพ่ือชาระหนีน้ นั้ ย่อมไม่สิน้
ผลผกู พนั ตาม พ.ร.บ. วา่ ด้วยความผดิ อนั เกิดจากการใช้เชค็ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายภุ าพ) การตกลงที่จะมีผลทาให้สิทธินาคดีอาญามา
ฟอ้ งในคดีความผิดต่อพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็น
ความผิดต่อส่วนตวั ระงบั ไปมีได้ ๔ กรณี
๑. การยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ และ
มาตรา ๓๙ (๒)
๒. การประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐
และมาตรา ๘๕๒ ที่ทาให้หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชาระหนี้นนั้ ส้ินผลผูกพนั ตามพระราชบญั ญัติว่า
171
ดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๗ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๓/๒๕๔๔)
๓. ประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งและศาลพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ ซ่ึงทาให้หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชาระหนี้ส้ินผลผูกพนั ตาม
พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๗ (คาสงั่ ศาลฎีกาที่
๓๔๙๐/๒๕๔๘)
๔. แปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙ ซ่ึงทาให้หนีท้ ี่ได้
ออกเช็คเพือ่ ชาระหนีส้ ิ้นผลผกู พนั ตามพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.
๒๕๓๔ มาตรา ๗ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๔๗/๒๕๔๔)
ข้อตกลงในคดีนี้จาเลยยินยอมชาระหนี้ตามเช็คทง้ั หมดให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อน
ชาระเป็นงวด ๆ มิได้มีการผ่อนสน้ั ผ่อนยาวให้แก่กนั จึงไม่เป็นสญั ญาประนีประนอมยอมความ
ทงั้ ไม่ใช่เป็ นการเปลี่ยนสิ่งซ่ึงเป็นสาระสาคญั แห่งหนี้ จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ไม่ใช่เป็ นการ
ยอมความในคดีอาญา เพราะโจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่จะระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการ
ดาเนินคดีอาญา และไม่ใช่การประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งและศาลพิพากษาตามยอม
ดงั นน้ั สิทธินาคดีอาญามาฟอ้ งจึงไม่ระงบั ไป
ฎีกำท่ี ๕๑๓๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๔ การท่ีจาเลยนาเงินไปวางที่สานักงานบงั คบั คดี
และที่ศาลชนั้ ต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผ้เู สียหาย โดยผ้เู สียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ย่อม
เป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่มีผลเป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
สทิ ธินาคดอี าญามาฟ้องของโจทก์จงึ ยงั ไมร่ ะงบั ไป
ฎีกำท่ี ๔๗๕๑/๒๕๔๗ ฎ.๑๒๘๔ การที่ผู้เสียหายฟ้องจาเลยต่อศาลแรงงานกลาง
เน่ืองจากจาเลยซ่ึงเป็นลูกจ้างได้กระทาละเมิดต่อผู้เสียหายซ่ึงเป็นนายจ้าง อนั เป็นการใช้สิทธิ
เรียกร้องในทางแพ่ง สญั ญาประนีประนอมยอมความระหว่างผ้เู สียหายกับจาเลยในคดีดงั กล่าว
จงึ เป็นสญั ญาประนีประนอมยอมความในคดีแพง่ ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าผ้เู สียหายไมต่ ิดใจดาเนินคดี
แก่จาเลยในทางอาญา สิทธินาคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงของโจทก์ยอ่ มไม่ระงบั ไป
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๐๗๕/๒๕๔๕ ฎ.๒๕๙ ฎีกาของจาเลยกล่าวแต่เพียงว่าจาเลยใช้เงินคืนแก่
ผ้เู สียหายเพ่ือแลกกบั อสิ รภาพ เมื่อผ้เู สียหายยอมรับเงินคืนจากจาเลย ยอ่ มเช่ือหรือสนั นิษฐานได้
วา่ ผ้เู สียหายไม่ตดิ ใจเอาความกบั จาเลยเท่านนั้ จาเลยมิได้อ้างวา่ ผ้เู สียหายไมต่ ิดใจเอาความกบั
จาเลย ทัง้ ผู้เสียหายก็เบิกความว่ายังติดใจให้ดาเนินคดีแก่จาเลยอยู่เพราะเป็นตวั อย่างท่ีไม่ดี
อนั เป็นการยืนยนั วา่ ผ้เู สียหายไม่ได้ยอมความกบั จาเลย สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐาน
172
ฉ้อโกงจงึ ไมร่ ะงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๕๔๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘ กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จาเลยทาแตก
เสียหายเป็นทรัพย์สินของ อ. เจ้าของหอพัก ซ่ึงหลังเกิดเหตุจาเลยได้นากระจกบานเกล็ดมา
เปล่ียนแทนบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของ ส. สามีของ อ. ซ่ึงเป็นผู้ดแู ลหอพกั และจาเลย
ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. เป็นเงิน ๕๐๐ บาท แล้ว แสดงว่าจาเลยกับเจ้าของหอพัก ซึ่งเป็น
เจ้าของทรัพย์ท่ีเสียหายได้ยอมความกนั โดยชอบมาแตแ่ รกหลงั เกิดเหตุ สิทธินาคดีอาญามาฟ้อง
ในความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์จึงระงบั ไปตามนยั แหง่ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ซึ่งบญั ญัตไิ ว้เป็น
สาระสาคญั วา่ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องย่อมระงบั ไปเม่ือยอมความกนั โดยถูกต้องตามกฎหมาย
ผ้เู สียหายยอ่ มไมม่ ีสิทธิร้องทกุ ข์ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ งจาเลยในความผดิ ฐานนี ้
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๙ (๓)
ฎีกำท่ี ๔๐๕๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๙ น.๔๓ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้
เช็คฯ มาตรา ๗ บญั ญัตวิ ่า “ถ้าผ้กู ระทาความผิดตามมาตรา ๔ ได้ใช้เงินตามเช็คให้แก่ผ้ทู รงเช็ค
หรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวนั นบั แต่วนั ที่ผ้อู อกเช็คได้รับหนงั สือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่า
ธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนนั้ หรือหนีท้ ่ีผ้กู ระทาความผิดตามมาตรา ๔ ได้ออกเช็คเพ่ือใช้เงินนนั้
ได้สิน้ ผลผูกพันไปก่อนศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ.อ.” แม้จาเลย
ทัง้ สองจะได้ใช้เงินตามเช็คให้แก่โจทก์ร่วมไปครบถ้วนแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาล
อุทธรณ์ แต่ก็มิใช่การใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวนั นับแต่วนั ท่ีผู้ออกเช็คได้รับ
หนงั สือบอกกล่าวจากผู้ทรงเช็คว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนนั้ อนั เป็นเหตุให้ถือว่าคดีเลิกกัน
ตาม ป.ว.ิ อ.
สว่ นที่โจทก์ร่วมได้ฟ้องจาเลยท่ี ๑ ตอ่ ศาลแพ่งธนบรุ ี ให้ชาระหนีต้ ามเช็ค ๕ ฉบบั ซ่ึงรวม
เช็คพิพาทคดีนี ้๓ ฉบบั โดยมูลหนีเ้กิดจากจาเลยที่ ๑ ทาสญั ญาเช่าพืน้ ท่ีบริเวณที่เป็นผนงั ด้าน
นอกอาคาร บ. ของโจทก์ร่วม ศาลแพง่ ธนบรุ ีพิพากษาให้จาเลยท่ี ๑ ชาระเงินตามเช็คทงั้ ๕ ฉบบั
พร้อมดอกเบีย้ และคา่ ฤชาธรรมเนียม ต่อมามีการบงั คบั คดี จาเลยท่ี ๑ ได้วางเงินชาระหนีต้ าม
หมายบงั คบั คดจี นครบถ้วนแล้ว จงึ ถือได้วา่ หนีท้ ี่จาเลยทงั้ สองได้ออกเชค็ พิพาทคดนี ีเ้พื่อใช้เงินนนั้
ได้สิน้ ผลผกู พนั ไปก่อนศาลมีคาพิพากษาถึงที่สดุ จึงถือว่าคดีเลิกกนั ตาม พ.ร.บ. วา่ ด้วยความผิด
อันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา ๗ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องตามเช็คย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๓)
173
ฎีกำท่ี ๒๓๔๙/๒๕๔๗ ฎ.๖๑๓ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ เม่ือ
ศาลสง่ั พิทักษ์ทรัพย์โจทก์แล้ว ห้ามมิให้โจทก์กระทาการใด ๆ เก่ียวกับทรัพย์สินของตน โดยให้
เจ้าพนกั งานพิทกั ษ์ทรัพย์เป็นผ้มู ีอานาจจดั การเกี่ยวกบั ทรัพย์สินของโจทก์ รวมทงั้ การดาเนินคดี
ฟ้องร้ องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เก่ียวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านัน้ คดีอาญาที่โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดี
หาได้ระงับไปไม่ เพราะคดีอาญาเลิกกันคงมีแต่กรณีที่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินาคดีอาญา
มาฟ้องระงบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๙ กบั คดีเลิกกนั ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิด
อนั เกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา มาตรา ๗ เทา่ นนั้
คดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ท่ีอยู่ระหว่างรออ่าน
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์นนั้ แม้ศาลจะมีคาสงั่ พิทกั ษ์ทรัพย์โจทก์ในคดีอาญาแล้ว คาพิพากษา
ของศาลชนั้ ต้นท่ีพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดดงั กล่าวก็ยงั อยู่ จะนา ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๓)
มาใช้บงั คบั มิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคาร้องทกุ ข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกนั หรือมีเหตทุ าให้สิทธินา
คดีอาญามาฟ้องระงบั และจาเลยมิได้นาเงินตามจานวนในเช็คมาชาระภายในสามสิบวนั นบั แต่
ได้รับหนงั สือจากผ้ทู รงวา่ ธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค หรือมลู หนีท้ ่ีออกเช็คสิน้ ผลผกู พนั ไปก่อนศาล
มีคาพิพากษาถึงที่สดุ จาเลยจะขอให้ศาลจาหน่ายคดีเพราะโจทก์ถูกพิทกั ษ์ทรัพย์เดด็ ขาดในคดี
ล้มละลายหาได้ไม่
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี อม.๕๕/๒๕๕๘ การที่สิทธินาคดีอาญ ามาฟ้ องจะเป็ นอันระงับไปเมื่อ
มีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซ่ึงได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) นนั้ ต้องเป็นกรณีท่ี
การดาเนินคดีอาญาดงั กล่าวได้กระทาโดยผ้มู ีอานาจฟ้องตามที่กฎหมายกาหนด เมื่อจาเลยท่ี ๒
ถงึ ที่ ๔ ซึ่งเป็นโจทก์ฟอ้ งจาเลยท่ี ๑๙ ท่ี ๒๓ และท่ี ๒๔ ในคดีข้างต้น ไมไ่ ด้ฟ้องคดดี งั กลา่ วในนาม
ของธนาคารผ้เู สียหาย ทงั้ ยงั ปรากฏวา่ จาเลยท่ี ๒ ถึงที่ ๔ ถกู ฟ้องในคดีนีว้ ่าร่วมกระทาความผิด
กับจาเลยท่ี ๑๙ ที่ ๒๓ และท่ี ๒๔ ในการกระทาที่จาเลยท่ี ๑๙ ที่ ๒๓ และท่ี ๒๔ ถูกฟ้องในคดี
ที่ศาลจังหวดั พระโขนง เป็นคดีหมายเลขดาท่ี อ.๔๘๕๖ - ๔๘๕๘/๒๕๕๐ ด้วย การฟ้องร้องคดี
ดงั กล่าวจึงไม่ใช่การดาเนินคดีโดยผ้เู สียหาย ศาลจงั หวดั พระโขนงจึงไม่มีอานาจวินิจฉัยเนือ้ หา
แห่งคดี กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทาของจาเลยท่ี ๑๙ ท่ี ๒๓ และที่ ๒๔ ท่ีถูกฟ้องในคดีนี ้
เคยถกู ฟ้อง และศาลได้มีคาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาด อนั มีผลให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์
สาหรับจาเลยที่ ๑๙ ท่ี ๒๓ และที่ ๒๔ ในคดนี ีเ้ป็นอนั ระงบั ไป แตป่ ระการใดไม่
ฎีกำท่ี ๖๗๗๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๖๘ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ บญั ญตั วิ า่ สิทธินาคดีอาญา
174
มาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี.้ .. (๔) เม่ือมีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
มีความมุ่งหมายว่า คดีอาญาท่ีมีผ้นู ามาฟ้องร้องตอ่ ศาลนนั้ ให้กระทาได้แตเ่ พียงครัง้ เดียวหรือ
คราวเดียว อันเป็ นหลักการห้ ามดาเนินคดีซา้ สองแก่จาเลย การท่ีพลเอก ม. ฟ้องจาเลย
ในความผิดฐานเดียวกนั กบั คดีนีโ้ ดยอาศยั มลู เหตแุ หง่ การกระทาความผิดเดียวกนั และศาลชนั้ ต้น
พิพากษายกฟ้องแล้ว แม้คดีจะอย่รู ะหวา่ งการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ ก็ถือวา่ การกระทาของ
จาเลยได้มีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซง่ึ ได้ฟอ้ งแล้ว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์
จงึ ยอ่ มระงบั ไปตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๖๗๗๐/๒๕๔๖ ฎ.๑๕๗๒ การท่ีศาลชนั้ ต้นตรวจคาฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนแล้วมี
คาวินิจฉัยว่า คาฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจาเลยได้ปฏิบตั ิหน้าท่ีโดยมิชอบหรือปฏิบตั ิหน้าท่ีโดย
ทจุ ริตอยา่ งใดอนั จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ เป็นฟ้องท่ีขาดองคป์ ระกอบความผิดนนั้
เทา่ กบั วา่ ศาลชนั้ ต้นได้มีคาวนิ ิจฉยั ชีข้ าดในเนือ้ หาการกระทาของจาเลยตามที่โจทก์บรรยายมาใน
คาฟ้องคดกี ่อนแล้ววา่ ไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ ศาลจะลงโทษจาเลยตามฟอ้ งไมไ่ ด้
ซง่ึ ถือได้วา่ ศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดท่ีได้ฟ้องแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นพ้อง
ด้วย โจทก์ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คดั ค้านคาส่ังศาลชนั้ ต้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคท้าย
และมาตรา ๑๙๘ แตโ่ จทก์กลบั มาย่ืนฟ้องจาเลยเป็นคดีนีใ้ หมโ่ ดยบรรยายฟ้องถึงการกระทาของ
จาเลยเช่นเดียวกับท่ีได้บรรยายฟ้องไว้ในคดีก่อนยืนยนั ว่า การกระทาของจาเลยดังกล่าวเป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ อีก จึงเป็นฟ้องซา้ ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔) แม้โจทก์
จะย่ืนฟ้องใหมภ่ ายในระยะเวลายื่นอทุ ธรณ์คดีนนั้ ก็ไมท่ าให้เกิดสิทธิท่ีจะฟ้อง
ฎีกำท่ี ๕๕๙/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๔ การท่ีจาเลยขบั รถในขณะเมาสรุ าอนั เป็นความผิด
ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๒), ๑๖๐ วรรคสาม ในคดกี ่อนกบั การท่ีจาเลยขบั รถด้วย
ความเร็วสูงขณะเมาสุราจนไม่สามารถควบคมุ รถให้แล่นไปในช่องเดินรถของจาเลยและขบั ลา้
เข้าไปในช่องเดินรถท่ีแล่นสวนมาเฉ่ียวชนกับรถจกั รยานยนต์ที่ ช. ขับและ ช. ถึงแก่ความตาย
อนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ตามที่โจทก์ฟ้องจาเลยคดีนีน้ นั้ เป็นการกระทาอนั เป็น
กรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท เมื่อคดีก่อนศาลมีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษ
จาเลยในความผิดฐานขบั รถในขณะเมาสรุ าแล้ว สิทธิท่ีโจทก์จะนาคดีอาญามาฟ้องจาเลยในการ
กระทาเดียวกนั เป็นคดีนีย้ อ่ มระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๒๓๐๙/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๔ สทิ ธินาคดมี าฟอ้ งระงบั ไปเมื่อมีคาพิพากษาเสร็จ
เด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) มุ่งหมายถึงการกระทาท่ีก่อให้เกิด
175
ความผิดอนั หนงึ่ อนั เดียวกนั ในคราวเดียวกนั ความผิดท่ีโจทก์ฟอ้ งจาเลยทงั้ สองคดีเป็นการกระทา
เดยี วกนั ท่ีทาให้เกิดความผดิ กลา่ วคือ เป็นเร่ืองที่จาเลยตกลงให้โจทก์ชาระคา่ ซือ้ ที่ดนิ พพิ าท แล้ว
จะให้โจทก์เป็นเจ้าของท่ีดินท่ีซือ้ ขายโดยมีสิทธิครอบครองที่ดินทงั้ สองแปลงคนละครึ่ง แตจ่ าเลย
ไม่ยอมโอนท่ีดินให้โจทก์ กลบั นาท่ีดินบางส่วนไปขายและขอออกโฉนดท่ีดินเป็นของตนเอง แม้
โจทก์แยกฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยเป็น ๒ คดี โดยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๔๕/๒๕๕๓ ของ
ศาลชนั้ ต้น กล่าวหาว่าการกระทาดงั กล่าวของจาเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ ขอให้ลงโทษฐาน
ฉ้อโกง ส่วนคดีนีก้ ลา่ วหาวา่ เป็นการกระทาฐานยกั ยอกก็ตาม แตต่ ามพฤติการณ์ การกระทาของ
จาเลยทงั้ สองคดีตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทาความผดิ ในเรื่องเดียวกนั และต่อเน่ืองเกี่ยวพนั กนั
โดยมีเจตนาเดียวกนั ยอ่ มเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงดงั กล่าว
ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทาของจาเลยไมเ่ ป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่า
ศาลได้วินจิ ฉัยในเรื่องการกระทาความผิดของจาเลย และมีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิด
ซงึ่ ได้ฟ้องแล้ว สิทธินาคดอี าญามาฟ้องของโจทก์จงึ ระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๖๓/๒๕๕๙ ปัญหาเร่ืองสิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงบั ไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๔) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ซึ่งศาลอุทธรณ์
ยกขึน้ อ้ างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวจาเป็ นต้องอาศัย
ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดาเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชัน้ ต้น เมื่อจาเลยให้การ
รับสารภาพตามฟ้องโจทก์ฐานชว่ ยเหลือซอ่ นเร้นเพื่อให้คนตา่ งด้าวพ้นจากการจบั กมุ โดยมไิ ด้ยก
ปัญหาข้อเท็จจริงขนึ ้ กลา่ วอ้างวา่ ฟ้องโจทก์เป็นการกระทากรรมเดียวกนั กบั คดีก่อน ศาลอทุ ธรณ์
จะหยิบปัญหาดงั กลา่ วขนึ ้ วินิจฉยั วา่ สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงบั ตามมาตรา ๓๙ (๔)
จงึ ไมอ่ าจรับฟังได้ คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ที่ยกฟอ้ งโจทก์จงึ เป็นการไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพ หากศาลจะนาขอ้ เท็จจริงว่าฟ้องคดีก่อนกบั ฟอ้ งคดี
นี้เป็ นกรรมเดียวกันมาวินิจฉัยจาเป็ นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดาเนินกระบวน
พิจารณาโดยชอบในศาลชนั้ ต้น หมายความว่า ถ้าศาลสงสยั ว่าการกระทาของจาเลยในคดีก่อน
กบั คดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกัน เช่น จาเลยอ้างว่าจาเลยเคยโดนฟ้องคดีเรื่องเดียวกนั วนั เดียวกัน
ศาลลงโทษไปแล้วโดยส่งเอกสารต่อศาล ศาลต้องสอบโจทก์ว่าโจทก์ยอมรับหรือไม่ ถ้าโจทก์
ไม่คา้ น หรือสอบแล้วโจทก์ไม่ยอมสืบพยาน ศาลจะฟังตามจาเลยได้ แต่คดีนี้น่าจะไม่มีการสอบ
โจทก์ในเรื่องที่จาเลยกล่าวอ้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉยั ว่าศาลอุทธรณ์นาข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบในศาลชน้ั ต้น แต่ถ้ามีการดาเนินการโดยชอบในศาลชน้ั ต้น
เช่น จาเลยและผู้เสียหายได้ยื่นคาให้การและคาร้องระบสุ าระสาคญั ว่า การกระทาความผิดของ
176
จาเลยคดีนี้กบั การกระทาความผิดในคดีดงั กล่าวเกิดข้ึนในสถานที่เดียวกนั วนั เวลา เดียวกัน
มีสาระสาคญั ตรงกนั เพียงแต่ต่างตวั ทรัพย์และผู้เสียหายเท่านนั้ เมื่อรายงานการสืบเสาะและ
พินิจจาเลยตามคาสง่ั ศาลของพนกั งานคุมประพฤติที่โจทก์ในคดีดงั กล่าวทราบแล้วไม่คดั ค้าน
ความถูกต้อง มีข้อความระบุว่าจาเลยทง้ั สองกระทาความผิดฐานลกั โคของผู้เสียหายทง้ั สองคดี
ออกจากคอกอนั เป็ นสถานที่เดียวกันประกอบกับโจทก์ได้รับทราบคาให้การของจาเลยทง้ั สอง
ในคดีนี้แล้วก็ไม่คดั ค้าน ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติได้ว่า การกระทาของจาเลยทง้ั สองในคดีนี้และ
คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๒๖๔/๒๕๕๑ ของศาลชนั้ ต้นเป็นการกระทากรรมเดียวกนั (ฎีกาที่
๘๐๑๒/๒๕๕๖)
ฎีกำท่ี ๘๐๑๒/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๔ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยทัง้ สองร่วมกัน
ลกั โค ๒ ตวั ของผู้เสียหายกับขอให้นับโทษของจาเลยทัง้ สองในคดีนีต้ ่อจากโทษในคดีอาญา
หมายเลขแดงที่ ๒๒๖๔/๒๕๕๑ ของศาลชนั้ ต้น ตอ่ มาจาเลยทงั้ สองและผ้เู สียหายได้ยื่นคาให้การ
และคาร้ องระบุสาระสาคัญว่า การกระทาความผิดของจาเลยทัง้ สองในคดีนีก้ ับการกระทา
ความผิดในคดีดังกล่าวเกิดขึน้ ในสถานที่เดียวกัน วัน เวลา เดียวกัน มีสาระสาคัญตรงกัน
เพียงแต่ต่างตัวทรัพย์และผู้เสียหายเท่านัน้ ดังนัน้ ข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในฟ้อง คาให้การและ
ในคาร้องดงั กล่าว ย่อมถือได้ว่าอย่ใู นสานวนคดีนีแ้ ล้ว ศาลอทุ ธรณ์จึงยกข้อเท็จจริงดงั กล่าวขึน้
ตรวจสอบเพ่ือพิจารณาให้ปรากฏว่า มีเหตทุ ี่จะยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง
ได้ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวด้วยความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
และไม่ถือว่าเป็นการพิจารณานอกสานวน เมื่อรายงานการสืบเสาะและพินิจจาเลยทงั้ สองตาม
คาสง่ั ศาลของพนกั งานคมุ ประพฤตใิ นคดีอาญาของศาลชนั้ ต้นหมายเลขแดงท่ี ๒๒๖๔/๒๕๕๑ ท่ี
โจทก์ในคดีดงั กล่าวทราบแล้วไม่คดั ค้านความถูกต้อง มีข้อความระบุว่าจาเลยทัง้ สองกระทา
ความผิดฐานลกั โคของผ้เู สียหายทงั้ สองคดีออกจากคอกอนั เป็นสถานท่ีเดียวกนั ประกอบกบั โจทก์
ได้รับทราบคาให้การของจาเลยทงั้ สองในคดีนีแ้ ล้วก็ไมค่ ดั ค้าน ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยตุ ไิ ด้ว่า การ
กระทาของจาเลยทงั้ สองในคดนี ีแ้ ละคดอี าญาหมายเลขแดงท่ี ๒๒๖๔/๒๕๕๑ ของศาลชนั้ ต้นเป็น
การกระทากรรมเดยี วกนั เมื่อศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาดในความผดิ นีใ้ นคดีดงั กลา่ วไป
แล้ว ฟอ้ งคดีนีข้ องโจทก์ยอ่ มระงบั ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ข้อสังเกต การลกั ทรัพย์ในคดีนี้กับการลกั ทรัพย์ในคดีก่อนเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกนั วนั เวลา
เดียวกัน มีสาระสาคญั ตรงกนั เพียงแต่ต่างตวั ทรัพย์และผู้เสียหายเท่านนั้ จึงถือว่าเป็ นกรรม
เดียวกนั แต่ถา้ เป็นการรับของโจรหลายครง้ั หลายวนั แลว้ ถกู จบั พร้อมทรัพย์หลายช้ินต่างเจ้าของ
กนั ในวนั เดียวกนั จะเป็ นความผิดต่างกรรม (ฎีกาที่ ๘๕๗๑/๒๕๕๕) ที่ต่างกันเพราะความผิด
177
ฐานลกั ทรัพย์เป็นความผิดเพราะเอาไป แต่ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดเพราะรบั ไว้
ฎีกำท่ี ๘๕๗๑/๒๕๕๕ ฎ.๑๑๕๑ ความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี
๓๘๖/๒๕๕๔ ของศาลชนั้ ต้น เกิดระหว่างวนั ท่ี ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ เวลากลางวนั ถึงวันท่ี ๕
กนั ยายน ๒๕๔๙ เวลากลางวนั แตค่ วามผิดฐานรับของโจรในคดีนีเ้กิดระหว่างวันที่ ๒๘ สงิ หาคม
๒๕๔๙ เวลากลางคืน ถึงวนั ท่ี ๕ กนั ยายน ๒๕๔๙ เวลากลางวนั เป็นคนละช่วงเวลากบั ที่จาเลย
รับของโจรในคดีดงั กล่าว แม้เจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยและยดึ ทรัพย์ของกลางทงั้ สองคดีไว้ใน
คราวเดียวกัน แต่จาเลยกับพวกมิได้รับของโจรทงั้ สองคดีไว้ในวนั เดียวกันและในคราวเดียวกัน
คดีนีจ้ ึงมิใช่เป็นการกระทากรรมเดียวกัน แม้ศาลมีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจาเลยใน
ความผิดฐานรับของโจรตามคดีดงั กลา่ วแล้ว สทิ ธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดนี ีจ้ งึ ไมร่ ะงบั
ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ข้อสังเกต ความผิดฐานรับของโจรเป็ นความผิดเมื่อ รับไว้ หากทรัพย์ที่ถูกลกั มาจากเจ้าของ
หลายคน และรับของโจรหลายครั้ง(ต่างวนั กันหรือวนั เดียวกันแต่ต่างเวลากัน) แม้จะถูกจับได้
พร้อมของโจรทงั้ หมดในครง้ั เดียวกนั ก็เป็นความผิดหลายกรรมดงั ฎีกานี้
ถา้ รับของโจรหลายรายการในคราวเดียวกนั แม้ของโจรจะต่างเจ้าของ แต่เมื่อรับของโจร
ไวค้ รง้ั เดียวก็จะเป็นกรรมเดียวขอใหด้ ฎู ีกาที่ ๕๔๑๐/๒๕๕๕
ฎีกำท่ี ๕๔๑๐/๒๕๕๕ ฎ.๓๒๓๕ จาเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนีแ้ ละ
รถจกั รยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๑๑/๒๕๔๘ ของศาลจงั หวดั ราชบรุ ี ไว้ในคราวเดียวกัน
จึงเป็นการกระทาความผิดฐานรับของโจรเพียงกรรมเดียว เม่ือศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษา
เสร็จเดด็ ขาดให้ยกฟ้องจาเลยในคดีดงั กล่าวแล้ว สิทธิในการนาคดีมาฟ้องในคดีซ่งึ เป็นความผิด
กรรมเดยี วกนั จงึ ระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๒๑๙๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๗ น.๔๔ แม้เมทแอมเฟตามีน ๕๐ เม็ด ที่พบที่ตวั จาเลย
และ ว. กับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบท่ีบ้านจาเลยและริมห้วยนารางจะเป็นจานวนท่ีแยก
ตา่ งหากจากกันได้ก็ตาม แตเ่ ม่ือเจ้าพนกั งานตารวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนท่ีตวั จาเลยและ ว.
แล้ว จาเลยได้นาเจ้าพนกั งานตารวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางในทนั ทีตอ่ เน่ืองกัน
ดงั นี ้เมทแอมเฟตามีนที่พบที่ตวั จาเลยกับ ว. จึงเป็นจานวนเดียวกบั เมทแอมเฟตามีนของกลาง
ที่จาเลยซุกซอ่ นไว้ท่ีบ้านจาเลยและริมห้วยนาราง โดยจาเลยมีไว้ในความครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย
คราวเดียวกัน เป็นแตเ่ พียงจาเลยแยกเอาเมทแอมเฟตามีนบางสว่ นติดตวั ไป ส่วนที่เหลือจาเลย
ซุกซ่อนไว้มิได้นาติดตัวไปเท่านัน้ การกระทาของจาเลยจึงเป็ นความผิดกรรมเดียว เมื่อมี
คาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครองเพื่อจาหน่ายตาม
178
คดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๓๙๔/๒๕๕๒ ของศาลชนั้ ต้นแล้ว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์
ในคดีนีจ้ งึ ระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๖๘๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๗ แม้จาเลยข่มขืนใจผ้เู สียหายคดีนีก้ ับผ้เู สียหายอ่ืน
ในคดีก่อนในวนั เดียวกนั ใช้วิธีการอยา่ งเดียวกนั และสถานท่ีเกิดเหตเุ ดียวกนั ก็ตาม แตจ่ าเลยได้
กระทาตอ่ ผ้เู สียหายตา่ งรายกนั และเรียกคา่ ไถ่ทรัพย์สนิ จากผ้เู สียหายแตล่ ะรายมากน้อยแตกตา่ ง
กัน ทัง้ นี ้ ขึน้ อยู่กับทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่ละคนที่นาเข้ามาจากต่างประเทศ แสดงให้เห็น
เจตนาของจาเลยได้ชดั ว่า จาเลยมีเจตนาแยกการกระทาของตนเป็นหลายกรรมตา่ งกัน ถือว่า
จาเลยกระทาการหลายกรรมตา่ งกนั การกระทาของจาเลยคดีนีจ้ ึงเป็นคนละกรรมตา่ งกนั กับการ
กระทาของจาเลยในคดีก่อนของศาลชัน้ ต้นที่มีคาพิพากษายกฟ้อง และคดีถงึ ท่ีสดุ แล้ว ฟ้องโจทก์
คดีนีไ้ ม่เป็นฟ้องซา้ กับคดีดงั กล่าว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๙๐๕๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๔๒๔ โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจาเลยว่ายกั ยอกเงิน
ตามเชค็ ของโจทก์ร่วม ตอ่ มาได้ทาสญั ญาประนีประนอมยอมความกบั จาเลยและถอนคาร้องทกุ ข์
ในคดีดงั กล่าวไป ก็เพียงทาให้สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐาน
ยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตวั ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) ส่วนการท่ีศาล
ชนั้ ต้นมีคาพิพากษาให้จาเลยชาระหนีค้ ่าเสียหายจากมูลละเมิดท่ีเกิดจากการปลอมเช็คและ
เบิกเงินตามเช็คไป ศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงห้ามค่คู วามเดียวกันมารือ้ ร้อง
ฟ้องกันอีกเฉพาะมูลคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ เท่านัน้ เม่ือศาลชัน้ ต้นยังไม่เคยมี
คาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสาหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตว๋ั เงินและใช้เอกสาร
ตว๋ั เงินปลอมอนั เป็นมูลคดีนี ้ซง่ึ ไมใ่ ช่ความผิดอนั ยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฟ้อง
ขอให้ลงโทษจาเลยเป็นคดีนีไ้ ด้ ไม่เป็นฟ้องซา้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) และสิทธินาคดีอาญา
มาฟอ้ งคดนี ีข้ องโจทก์และโจทก์ร่วมยงั ไมร่ ะงบั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ฎีกำท่ี ๕๙๔๐/๒๕๔๘ ฎ.๒๑๔๔ โจทก์นาการกระทาของจาเลยซ่ึงเป็นการกระทา
เดียวกันมาแยกฟ้องเป็น ๒ คดี โดยแยกผู้เสียหายออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละคดีเม่ือศาลได้มี
คาพิพากษาเสร็จเดด็ ขาดในการกระทาของจาเลยดงั กล่าวซ่ึงเป็นความผิดที่โจทก์ได้ฟ้องไว้ในคดี
หนงึ่ ไปแล้ว สิทธินาคดีอาญามาฟ้องในคดนี ีย้ อ่ มระงบั ไป ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔)
ฎีกำท่ี ๓๕๒๗/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๖ จาเลยยึดถือครอบครองที่ดินท่ีเกิดเหตุ
ตลอดมา หาได้ออกไปแล้วกลบั เข้ายึดถือครอบครองใหมไ่ ม่ แม้จาเลยแผ้วถางต้นไม้แล้วปลกู มนั
179
สาปะหลัง ก็เป็นการกระทาท่ีต่อเน่ืองมาจากการกระทาความผิดในคดีก่อน คือ การยึดถือ
ครอบครองท่ีเกิดเหตทุ ่ีศาลได้พพิ ากษาลงโทษจาเลยไปแล้ว การแผ้วถางต้นไม้และขดุ ดินปลกู มนั
สาปะหลงั เป็นการแสดงออกว่าจาเลยยงั คงเป็นผ้ยู ึดถือครอบครองอยู่ ถือไม่ได้วา่ จาเลยทาลาย
และทาให้เส่ือมเสียแก่สภาพป่ าสงวนแห่งชาติขึน้ ใหม่ การที่โจทก์มิได้บังคับคดีให้จาเลยและ
บริวาร ออกไปจากท่ีเกิดเหตใุ นคดีก่อน แตก่ ลบั ฟ้องจาเลยในข้อหาเดียวกนั นีอ้ ีก ทงั้ ๆ ที่เป็นการ
กระทาตอ่ เน่ืองจากคดกี ่อน ฟ้องโจทก์จงึ เป็นฟ้องซา้
ฎีกำท่ี ๑๒๒/๒๕๔๗ ฎ.๒๒ การที่โจทก์ฟ้องจาเลยท่ีศาลชนั้ ต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ตอ่ มา
โจทก์กลบั มาฟ้องจาเลยข้อหาเดียวกนั ต่อศาลจงั หวดั ปัตตานี ฟ้องคดีหลงั ของโจทก์จึงเป็นฟ้อง
ซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
จงึ สง่ ผลให้คาสง่ั ประทบั ฟ้องของศาลจงั หวดั ปัตตานีไมช่ อบไปด้วย
กรณี ท่ีห้ ามมิให้ ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซ่ึงศาลอื่นได้ รับประทับฟ้องไว้ แล้ วตาม
พระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม มาตรา ๑๘ เดิม ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทบั ฟ้องไว้โดยชอบด้วย
กฎหมายเท่านัน้ การที่ศาลจังหวัดปัตตานีมีคาสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เน่ืองจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกของศาลชัน้ ต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบญั ญัติดงั กล่าว ศาลชนั้ ต้น
จงึ มีอานาจพิจารณาคดีแรกตอ่ ไปได้
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ฟ้องจาเลยที่ศาลชน้ั ต้นก่อน วนั รุ่งขึ้นจึงยื่นฟ้องที่ศาลจังหวดั ปัตตานี แต่
ศาลจังหวดั ปัตตานีมีคาสง่ั ประทบั ฟ้องก่อน ต่อมาจึงประทบั ฟ้องคดีนี้ เมื่อศาลในคดีนี้ทราบว่า
ศาลจังหวดั ปัตตานีประทบั ฟ้องก่อนคดีนี้ จึงจาหน่ายคดี ซ่ึงศาลฎีกาได้วินิจฉยั ไวว้ ่าศาลในคดีนี้
จะจาหน่ายคดีไม่ได้ ตอ้ งพิจารณาคดีต่อไป
ฎีกำท่ี ๗๖๓๕/๒๕๕๔ (ประชุมใหญ่ ) ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒๐ หลักที่จะใช้พิจารณาว่า
ความผิดทงั้ สองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม คือ การกระทาของจาเลยในทงั้ สอง
คดีดงั กลา่ วเป็นการกระทาโดยมงุ่ ประสงค์ตอ่ ผลอย่างเดียวกนั หรือไม่ ซงึ่ ยอ่ มขนึ ้ อยกู่ บั ข้อเท็จจริง
ในแต่ละกรณี ๆ ไป การที่จาเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสง่ั ซือ้ สินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมในคดีนี ้
เป็นการดาเนินการอยา่ งเป็นขนั้ ตอนตามแผนการท่ีวางไว้ตงั้ แตต่ ้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วม
ไว้วางใจ เพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจานวนมากด้วยการอาศยั วิธีการออกเช็คชาระคา่ สินค้าแทน
เงินสดโดยเจตนาที่จะไมใ่ ช้เงินตามเช็ค การออกเช็คชาระหนีค้ ราวแรกจึงเป็นการกระทาอนั เป็น
ส่วนหน่ึงของการหลอกลวงอนั เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การท่ีจาเลยออกเช็ค ๑๑ ฉบบั ให้แก่
โจทก์ร่วมจะกระทาขนึ ้ ภายหลงั จากจาเลยกบั พวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมและออกเช็คคราว
แรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมท่ีถูกธนาคารปฏิเสธการ
180
จ่ายเงิน จึงเป็นการกระทาที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คท่ีเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวง
ดงั กล่าว การกระทาของจาเลยที่เป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงและความผิดตอ่ พ.ร.บ.วา่ ด้วยความผิด
อนั เกิดจากการใช้เช็คฯ จงึ เป็นการกระทากรรมเดยี วผดิ ตอ่ กฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องข้อหา
ฉ้อโกงเป็นคดีนีภ้ ายหลงั ที่พนกั งานอยั การฟ้องจาเลยต่อศาลแขวงตล่ิงชันในข้อหาความผิดต่อ
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็คฯ ซง่ึ เป็นเร่ืองเดียวกนั และอย่รู ะหวา่ งการพิจารณา
ของศาลแขวงตลิ่งชัน ฟ้องของโจทก์คดีนีจ้ ึงเป็นฟ้องซ้อนตามห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓
วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ท่ีโจทก์ร่วมฎีกาอ้างว่า ภายหลังศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยในคดีนี ้จาเลยได้อ้าง
คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นต่อศาลแขวงตลิ่งชนั ทาให้ศาลแขวงตลิ่งชนั พิพากษายกฟ้องคดีที่
พนักงานอยั การฟ้องจาเลยในข้อหาความผิดตอ่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ
เพราะเป็นฟ้องซา้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) ซ่ึงบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงไม่อาจนา ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ มาบงั คบั แก่กรณีนีน้ นั้ เห็นวา่ ฎีกาข้อนี ้
ของโจทก์ร่วมยงั คลาดเคล่ือนอยู่ เพราะบทบญั ญัติในมาตรา ๓๙ (๔) แห่ง ป.วิ.อ. เป็นเรื่องฟ้อง
ซา้ ส่วนบทบญั ญัตใิ นมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) แห่ง ป.วิ.พ. เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เป็นคนละเรื่อง
กนั เม่ือ ป.วิ.อ. ไม่ได้บญั ญัตเิ รื่องฟ้องซ้อนไว้โดยเฉพาะ จงึ นาบทบญั ญตั ิเรื่องฟ้องซ้อนใน ป.วิ.พ.
มาใช้บงั คบั แกค่ ดีนีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต ถา้ คดีทง้ั สองคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา จะต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้อน แต่ถา้ คดีใด
คดีหน่ึงตดั สินไปก่อนแลว้ มาฟอ้ งอีกคดีหลงั จะตอ้ งหา้ มเพราะเป็นฟอ้ งซ้า
ฎีกำท่ี ๒๑๔๔๑/๒๕๕๖ ฎ.๓๖๔๘ คดีอาญาคดีก่อนโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวถึงการ
กระทาของจาเลยที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ว่า จาเลยได้ทาหนงั สือร้องขอความเป็นธรรมมิให้
เล่ือนโจทก์เป็นผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติต่อคณะกรรมการข้าราชการตารวจ (ก.ตร.) และ
คณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) กล่าวหาว่าโจทก์กบั พวกส่งคนไปคกุ คามข่มขู่
จาเลยและพยานของจาเลยในคดีที่จาเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาฐานร่วมกันปฏิบตั ิหรือละเว้น
การปฏิบตั หิ น้าที่โดยมชิ อบ บกุ รุก และทาให้เสียทรัพย์ เพ่ือขอให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณามใิ ห้
เลื่อนโจทก์ขนึ ้ เป็นผ้บู ญั ชาการตารวจแหง่ ชาติชว่ั คราวจนกวา่ คดีอาญาที่จาเลยฟ้องโจทก์ตอ่ ศาล
อาญาจะถึงท่ีสุด ซึ่งมีสาระแห่งการกระทาผิดฐานหมิ่นประมาทของจาเลยเช่นเดียวกับคดีนี ้
แม้การมีหนังสือขอความเป็นธรรมทัง้ ในคดีก่อนและคดีนี ้ จาเลยจะได้ย่ืนหนังสือดังกล่าว
ตอ่ คณะกรรมการของ ก.ตร. และกรรมการ ก.ต.ช. คนละคนกนั ดงั ท่ีโจทก์กลา่ วอ้าง แตก่ ารกระทา
ของจาเลยมีเจตนาเดียวกนั คอื เจตนาท่ีจะร้องขอความเป็นธรรมมิให้ ก.ตร. และ ก.ต.ช. พิจารณา
181
เลื่อนตาแหนง่ ของโจทก์นนั่ เอง จงึ เป็นการกระทากรรมเดียวกนั คาฟ้องของโจทก์คดีก่อนกบั คดีนี ้
เป็นคาฟ้องเรื่องเดียวกัน เม่ือขณะโจทก์ย่ืนคาฟ้องคดีนี ้คดีก่อนอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง
ซ่งึ ถือว่าเป็นคดีท่ีอยใู่ นระหวา่ งพิจารณา คาฟ้องของโจทก์ในคดีนีจ้ ึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๑๓๒๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๔๓ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ บญั ญัติในเร่ืองฟ้องซ้อนวา่ นบั แตเ่ วลาที่ได้ยื่นคาฟ้องแล้ว คดีนนั้ อยู่
ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี ้ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคาฟ้องเร่ืองเดียวกันนัน้ ตอ่ ศาลเดียวกนั
หรือต่อศาลอื่น การท่ีโจทก์ร่วมฟ้องจาเลยคดีนีเ้ ป็นคดีอาญาต่อศาลชัน้ ต้นก่อน แล้วต่อมา
พนกั งานอัยการฟ้องจาเลยเป็นคดีนีใ้ นภายหลงั เมื่อไม่มีกฎหมายจากัดอานาจของพนักงาน
อยั การมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผ้เู สียหายได้ฟ้องจาเลยไว้แล้วและบทบญั ญตั มิ าตรา ๓๓ แหง่ ป.วิ.อ.
ก็ได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทัง้ พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องคดีอาญาเร่ือง
เดยี วกนั ไว้ แสดงให้เห็นวา่ ผ้เู สียหายและพนกั งานอยั การตา่ งฟ้องคดีอาญาเร่ืองเดียวกนั ได้ ดงั นนั้
ฟ้องโจทก์คดีนีจ้ ึงไม่เป็นฟ้องซ้อน แต่การที่โจทก์ร่วมย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งาน
อยั การคดีนี ้โดยถือเอาคาฟ้องของโจทก์เป็นคาฟ้องของตนเอง เมื่อศาลชนั้ ต้นอนุญาตจึงมีผล
เท่ากับโจทก์ร่วมฟ้องจาเลยเป็นคดีนีด้ ้วย การท่ีโจทก์ร่วมยื่นคาร้ องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์จึงมี
สถานะเสมือนหนึ่งเป็นการฟ้องจาเลยซ้อนกบั คดีท่ีโจทก์ร่วมฟ้องจาเลยไว้ ก่อนเป็นคดีอาญา จึง
เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และการที่
ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์คดนี ี ้ จงึ ไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๑๕๗๙–๑๕๘๐/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๔๘ โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่
จาเลยทงั้ สองกระทาความผิดว่าอยใู่ นช่วงเวลาเดียวกนั ทงั้ สองสานวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสานวน
หลงั ที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวตั ถุ ๒๑๗ ชิน้ และสร้อยลกู ปัดโบราณ ๓๓๒ เส้น จะเป็นทรัพย์
คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสานวนแรก แตเ่ ม่ือการกระทาเก่ียวกบั ทรัพย์ตามฟ้องสานวนหลงั
เกิดขึน้ ในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทาเก่ียวกับทรัพย์ตามฟ้องสานวนแรก จึงเป็นการกระทา
ในคราวเดียวอนั เป็นกรรมเดียวกนั ฟ้องสานวนหลงั จงึ เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ปัญหาเร่ืองฟ้องซ้อนเป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ี
เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉยั และพิพากษายกฟ้องโจทก์สานวน
หลงั ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสองประกอบมาตรา ๒๒๕
182
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๙ (๖)
ฎีกำท่ี ๖๙๓/๒๕๕๖ ฎ.๑๔๐๐ ช. ผู้จดั การธนาคารสาขาซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์
รู้ว่าจาเลยทงั้ สองกระทาความผิดตงั้ แตว่ นั เกิดเหตวุ นั ที่ ๒ กนั ยายน ๒๕๓๗ จะถือว่าผ้แู ทนโจทก์
รู้ด้วยไม่ได้ ต่อมาเม่ือกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงทารายงานเสนอ ผ. ซ่ึงเป็นกรรมการ
คนหนงึ่ ของโจทก์และเป็นผ้แู ทนของโจทก์ วา่ จาเลยทงั้ สองได้หลอกลวง ช. อนั เป็นความผิดฐาน
ฉ้อโกง และ ผ. ลงลายมือช่ือรับทราบในรายงานดังกล่าวเม่ือวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๗
จงึ ต้องถือวา่ โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตวั ผ้กู ระทาความผิดในวนั ดงั กล่าว การที่ ธ. ซ่ึงได้รับมอบ
อานาจจากโจทก์ไปร้องทกุ ข์ตอ่ เจ้าพนกั งานตารวจให้ดาเนนิ คดยี งั ไมเ่ กิน ๓ เดือน นบั แตว่ นั ท่ี ๒๘
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ อนั เป็นวนั ที่ ผ. กรรมการคนหน่งึ ของโจทก์ซึ่งเป็นผ้แู ทนโจทก์รู้เรื่องความผิด
และรู้ตวั ผ้กู ระทาความผิด ฟอ้ งโจทก์ในความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ จงึ ไมข่ าดอายคุ วามตาม
ป.อ. มาตรา ๙๖
ฎีกำท่ี ๑๐๕๘๘/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๘๐ โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทกุ ข์เพื่อดาเนินคดีแก่จาเลย
เม่ือวันท่ี ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔ แม้ในขณะแจ้งความร้ องทุกข์จะระบุเลขท่ีโฉนดท่ีดินที่อ้างว่า
จาเลยบุกรุกว่า เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๑๕ แต่ที่ดินท่ีโจทก์ร่วมอ้างว่าจาเลยบุกรุก ได้แก่ ท่ีดิน
พิพาทในคดีนีเ้ทา่ นนั้ คือที่ดนิ โฉนดเลขท่ี ๔๔๗๐ จงึ ถือได้ว่ามีการแจ้งความร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดี
แก่จาเลยในคดีนีต้ ัง้ แต่วันท่ี ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔ แล้ว มิใช่ถือเอาวันที่มีการเพิ่มเติมและ
สง่ เอกสารเกี่ยวกับท่ีดินพิพาทในภายหลงั เมื่อนบั ตงั้ แตว่ นั ท่ี ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวนั ท่ี
ฝ่ ายโจทก์ร่วมรู้เร่ืองการกระทาความผิดของจาเลยถึงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔ แล้วยังอยู่
ภายในระยะเวลา ๓ เดือน ฟ้องโจทก์จงึ ไมข่ าดอายคุ วาม
ฎีกำท่ี ๑๐๕๒๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๘๔ ป.อ. มาตรา ๙๕ วรรคแรก บัญญัติว่า
"ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตวั ผ้กู ระทาความผิดมายงั ศาลภายในกาหนดดงั ตอ่ ไปนี ้นบั แต่
วนั กระทาความผิด เป็นอนั ขาดอายคุ วาม" ซึ่งหมายความว่า เม่ือฟ้องและได้ตัวผ้กู ระทาความผิด
มายงั ศาลแล้วอายุความจึงหยุดนับ คดีนีเ้ หตุเกิดเม่ือวนั ท่ี ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ความผิดฐาน
ร่วมกนั พาอาวธุ ไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตสุ มควรตาม ป.อ.
มาตรา ๓๗๑ (เดิม) มีอัตราโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท จึงมีอายุความ ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา
๙๕ (๕) โจทก์นาจาเลยมาฟ้องในความผิดฐานดงั กล่าว เมื่อวนั ท่ี ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ตาม
คดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๕๘๐/๒๕๔๙ ของศาลชนั้ ต้น ซึง่ อยภู่ ายในเวลา ๑ ปี นบั แตว่ นั กระทา
ความผิด อายคุ วามจึงหยุดนบั เมื่อศาลชนั้ ต้นสงั่ ให้โจทก์แยกฟ้องจาเลยเป็นคดีใหม่ และโจทก์
ฟ้องจาเลยเป็ นคดีนีภ้ ายในกาหนดตามคาสั่งของศาลชัน้ ต้นในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙
183
คดีโจทก์สาหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือ
ไมม่ ีเหตสุ มควร จงึ ไมข่ าดอายคุ วาม
คดีแพ่งท่เี ก่ียวเน่ืองกับคดอี ำญำ
ข้อ ๓๓ คำถำม พนกั งานอยั การฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานรับของโจร โดยบรรยาย
ฟ้องว่าจาเลยรับไว้ซึ่งสายไฟฟ้า ขนาด ๑๒๐ แสควมิน ยาว ๑๒๐ เมตร ราคา ๒,๐๐๐ บาท ซ่ึง
เป็นทรัพย์ท่ีถกู คนร้ายลกั ไป และชนิ ้ ส่วนรถยนต์หลายรายการมลู คา่ รวม ๒๐๐,๐๐๐ บาท (ซง่ึ เป็น
ชิน้ ส่วนของรถยนต์ราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซ่งึ เป็นทรัพย์ที่ถกู คนร้ ายลกั ไป) หลงั เกิดเหตลุ กั ทรัพย์
แล้ว เจ้าพนักงานตารวจยึดได้เฉพาะฉนวนไฟฟ้า (เปลือกสายไฟฟ้า ซ่ึงถูกถอดลวดทองแดง
ออกไป) และชิน้ ส่วนรถยนต์มูลค่ารวม ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากจาเลย ชิน้ ส่วนรถยนต์เจ้าพนกั งาน
คืนแก่ผ้เู สียหายแล้ว ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ และให้ใช้ราคาสายไฟฟา้ ๒,๐๐๐ บาท
และใช้ราคารถยนต์ส่วนท่ีขาด ๓๐๐,๐๐๐ บาท (ราคารถยนต์ ๕๐๐,๐๐๐ บาท หกั ด้วยราคา
ชิน้ สว่ น ๒๐๐,๐๐๐ บาท) แกผ่ ้เู สียหาย
ให้วนิ ิจฉัยว่า หากฟ้องชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องและจาเลยกระทา
ผิดฐานรับของโจร ศาลจะพพิ ากษาให้จาเลยใช้ราคาทรัพย์ตามฟ้องแก่ผ้เู สียหายได้หรือไม่
คำตอบ แม้เจ้าพนกั งานตารวจยึดได้เฉพาะฉนวนไฟฟ้าจากจาเลย มิได้ยึดสายไฟฟ้า
ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ ายลักไปจากจาเลยก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยรับไว้ซึ่ง
สายไฟฟ้าของผ้เู สียหายท่ีถกู คนร้ายลกั ไปตามฟ้อง ต้องถือว่ำโจทก์ฟ้องว่ำ จำเลยรับของโจร
สำยไฟฟ้ำ รำคำ ๒,๐๐๐ บำท ของผู้เสียหำยตำมท่ีคนร้ำยลักไปด้วย ผู้เสียหำยมีสิทธิท่จี ะ
เรียกร้องทรัพย์สินหรือรำคำท่ีเขำสูญเสียไปเน่ืองจำกกำรกระทำผิดฐำนรับของโจร เม่ือ
พนักงำนอัยกำรย่ืนฟ้องคดีอำญำและเรียกทรัพย์สินหรือรำคำแทนผู้เสียหำยตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จาเลยรับของโจร
สายไฟฟ้าดงั กล่าว ควำมรับผิดทำงแพ่งของจำเลยเก่ียวเน่ืองกับควำมผิดทำงอำญำฐำน
รับของโจร เม่ือคืนสำยไฟฟ้ำไม่ได้แล้ว จำเลยจึงต้องใช้รำคำทรัพย์ ๒,๐๐๐ บำท ท่ียัง
ไม่ได้คืนตำมคำขอของโจทก์แก่ผู้เสียหำย (ฎีกาที่ ๑๑๖๕๔/๒๕๕๕)
ส่วนชิน้ ส่วนรถยนต์มูลค่ารวม ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซ่ึงเป็ นชิน้ ส่วนของรถยนต์ราคา
๕๐๐,๐๐๐ บาท ซ่งึ เป็นทรัพย์ท่ีถกู คนร้ายลกั ไป คดีนีฟ้ ้องว่ำรับของโจรชิน้ ส่วนรถยนต์ไม่ใช่
รับของโจรรถยนต์ เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่ำจำเลยกระทำผิดฐำนรับของโจร ควำมรับผิด
ทำงแพ่ งของจำเลยจะต้ องมีอย่ ูเฉพำะในส่ วนท่ีเก่ียวเน่ื องกับควำมผิดทำงอำญ ำฐำน
184
รับของโจรเท่ำนัน้ เมื่อผ้เู สียหายได้รับของกลางที่จาเลยรับของโจรไว้คืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มี
อำนำจขอให้จำเลยใช้รำคำรถยนต์ส่วนท่ขี ำด ๓๐๐,๐๐๐ บำท แก่ผู้เสียหำย เพรำะมำตรำ
๔๓ ไม่ได้ให้อำนำจพนักงำนอัยกำรเรียกร้องแทนผู้เสียหำยไว้ (ฎีกาท่ี ๑๒๗๗๙/๒๕๕๓)
ฎีกำท่ี ๑๑๖๕๔/๒๕๕๕ ฎ.๑๕๗๘ แม้โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐาน
ลักทรัพย์หรือรับของโจร เน่ืองจากหลังเกิดเหตุลักทรัพย์แล้ว เจ้าพนกั งานตารวจยึดได้เฉพาะ
ฉนวนไฟฟ้า (เปลือกสายไฟฟ้า) จากจาเลย มิได้ ยึดสายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลกั ไป
ทงั้ หมดจากจาเลยก็ตาม แตโ่ จทก์บรรยายฟ้องในส่วนความผิดฐานรับของโจรว่า จาเลยรับไว้ซึ่ง
สายไฟฟ้าของผ้เู สียหายที่ถกู คนร้ายลกั ไปตามฟ้องไว้จากคนร้าย ต้องถือวา่ โจทก์ฟ้องว่า จาเลย
รับของโจรสายไฟฟ้า ขนาด ๑*๗๐ แสควมิน ยาว ๖ เมตร ราคา ๑,๕๐๐ บาท สายไฟฟ้า ขนาด
๑*๑๒๐ แสควมิน ยาว ๔ เมตร ราคา ๑,๖๐๐ บาท และสายไฟฟ้า ขนาด ๑๒๐ แสควมิน แบบ
สายออ่ น ยาว ๕ เมตร ราคา ๔,๐๐๐ บาท รวมราคา ๗,๑๐๐ บาท ของผ้เู สียหายตามที่คนร้ายลกั
ไปด้วย เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ข้อเท็จจริงจงึ รับฟังได้ตามฟ้องวา่ จาเลยรับ
ของโจรสายไฟฟ้าดงั กล่าว เม่ือความรับผิดทางแพ่งของจาเลยเก่ียวเน่ืองกบั ความผิดทางอาญา
ฐานรับของโจร จาเลยจงึ ต้องคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคาทรัพย์ท่ียงั ไม่ได้คืนตามคาขอของโจทก์แก่
ผ้เู สียหาย
ข้อสังเกต คดีนี้พนกั งานอยั การฟ้องว่า จาเลยรับของโจรสายไฟฟ้า ไม่ใช่ฟ้องว่ารับของโจร
ฉนวนไฟฟ้า ศาลจึงสงั่ ให้จาเลยคืนสายไฟฟ้าหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยงั ไม่ได้คืนได้ ซึ่งต่างจากการ
ลกั รถยนต์ไปถอดชิ้นส่วน โดยจาเลยรบั ของโจรชิ้นส่วนรถยนต์ไว้ เมื่อตารวจจบั ได้แลว้ คืนช้ินส่วน
รถยนต์บางส่วนแก่ผู้เสียหาย พนกั งานอยั การจะตีราคารถหกั ด้วยชิ้นส่วนที่ผู้เสียหายได้รับคืน
แล้วเรียกค่าเสียหายตามมาตรา ๔๓ จากผูร้ บั ของโจรไม่ได้ ตามฎีกาที่ ๑๒๗๗๙/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.
๑๒ น.๑๗๕ ที่วินิจฉยั ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชัน้ ต้นให้จาเลยคืนหรือใช้ราคา
ทรัพย์ที่ยงั ไม่ได้คืนโดยคานวณจากราคารถยนต์ ๓๗๐,๐๐๐ บาท หกั ราคาของกลางที่ได้คืน
จานวน ๑๙๒,๗๑๐ บาท คิดเป็นราคาทรัพย์ที่ยงั ไม่ได้คืน ๑๗๗,๒๙๐ บาท นนั้ เมื่อข้อเท็จจริง
ฟังไดว้ ่าจาเลยกระทาผิดฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพง่ ของจาเลยจะตอ้ งมีอยู่เฉพาะในส่วน
ที่เกี่ยวเนื่องกบั ความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านนั้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมไดร้ ับของกลาง
ทีจ่ าเลยรับของโจรไว้คืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอานาจขอใหค้ ืนหรือใช้ราคาในส่วนนี้ เพราะ ป.วิ.อ.
มาตรา ๔๓ ไม่ไดใ้ หอ้ านาจไว้
อน่ึง มีข้อสงั เกตเพิ่มเติมว่าคดีตามฎีกาที่ ๑๒๗๗๙/๒๕๕๓ ฟอ้ งว่าลกั รถยนต์หรือรับของ
โจรชิ้นส่วนรถยนต์จึงเรียกราคาส่วนที่ขาดไม่ได้ แต่ถ้าฟ้องว่าลกั รถยนต์หรือรับของโจรรถยนต์
185
แล้วนาไปแยกชิ้นส่วน ถ้าฟังได้ว่ารับของโจรรถยนต์แล้วนาไปแยกช้ินส่วน ก็น่าจะให้ใช้ราคาที่
ขาดจากราคารถยนต์หกั ดว้ ยราคาชิ้นส่วนรถยนต์ไดต้ ามฎีกาที่ ๑๑๖๕๔/๒๕๕๕
ข้อ ๓๔ คำถำม ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาว่า เม่ือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๙
จาเลยขบั รถชนโจทก์โดยประมาทเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ (ซ่งึ มีอายคุ วามตามมาตรา ๙๕ (๕) ๑ ปี) โดยโจทก์ย่ืนฟ้องตอ่ ศาล
เม่ือวนั ท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ศาลนดั ไตส่ วนมลู ฟ้องวนั ท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๙ วนั นดั ไตส่ วน โจทก์
ทนายโจทก์ และจาเลยมาศาล โจทก์นาพยานเข้าไตส่ วนได้ ๑ ปาก แล้วขอเลื่อนคดี ศาลอนญุ าต
ให้เล่ือนคดีไปไตส่ วนตอ่ ในวนั ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐
วนั ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๐ โจทก์ได้ย่ืนฟ้องจาเลยเป็นคดีแพ่งว่าจาเลยขบั รถชนโจทก์โดย
ประมาทเป็ นเหตุให้ ได้ รับอันตรายแก่กาย ขอให้ ชดใช้ ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหาย
๑๐๐,๐๐๐ บาท ศาลนดั พจิ ารณาคดีแพง่ ในวนั ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐
เม่ือถึงวันท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ ซ่ึงศาลนัดไต่สวนคดีอาญา จาเลยมาศาลพร้ อม
ทนายความ โจทก์นาแพทย์เข้าไต่สวนได้ ๑ ปาก แล้วแถลงหมดพยานในชนั้ ไต่สวน ศาลมีคาสง่ั
ประทับฟ้อง จาเลยให้การปฏิเสธ ในวนั เดียวกันนนั้ ศาลให้จาเลยสาบานตนว่าจะมาศาลในวนั
สืบพยาน แล้วส่ังปล่อยชว่ั คราวโดยไม่มีประกัน ศาลดาเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนถึงวนั ท่ี
๑๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๐ ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายคุ วาม
ก.ให้วนิ ิจฉยั วา่ ที่ศาลยกฟ้องเน่ืองจากคดอี าญาของโจทก์ขาดอายคุ วามชอบหรือไม่
ข.หากค่คู วามมิได้อุทธรณ์คดีอาญาที่ศาลยกฟ้อง ต่อมาในวนั ท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐
จาเลยย่ืนคาร้ องขอให้ศาลวินิจฉัยชีข้ าดในปัญหาข้อกฎหมายว่า การฟ้องคดีอาญาของโจทก์
ไม่ทาให้อายุความสะดดุ หยดุ ลง คดีแพ่งท่ีโจทก์ฟ้องจึงขาดอายุความ ให้วินิจฉัยว่า ข้ ออ้างของ
จาเลยฟังขนึ ้ หรือไม่
คำตอบ ก. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๕ วรรคหน่งึ กำหนดให้
จำเลยมำหรือคุมตัวมำศำลในวันไต่สวนมูลฟ้องเฉพำะคดีท่ีพนักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์
เทา่ นนั้ แม้โจทก์จะย่ืนฟ้องจาเลยตอ่ ศาลเม่ือวนั ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ และจาเลยมาศาลในวนั ที่
๑ ตลุ าคม ๒๕๔๙ ซ่ึงเป็นวนั ไตส่ วนมลู ฟ้อง แต่ก็ไม่อำจถือว่ำได้ตัวจำเลยมำศำลในวันท่ี ๑
ตุลำคม ๒๕๔๙ เพรำะในคดีท่ีรำษฎรเป็ นโจทก์มำตรำ ๑๖๕ วรรคสำม จำเลยจะมำฟัง
กำรไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ก็ได้ ตอ่ มาเมื่อศาลมีคาสงั่ ประทบั ฟ้องแล้วสงั่ ปล่อยจาเลยชว่ั คราว
โดยไม่มีประกัน จึงถือว่ำได้ตัวจำเลยมำศำลเม่ือวันท่ี ๑๐ มกรำคม ๒๕๕๐ เม่ือนับ
186
ระยะเวลำจำกวันดังกล่ำวแล้ว จึงเป็ นกรณีท่ีได้ตัวจำเลยมำศำลเกิน ๑ ปี นับแต่วัน
กระทำผิด คดีโจทก์จึงขำดอำยุควำม กำรท่ีศำลพิพำกษำยกฟ้องจึงชอบด้วยมำตรำ
๓๙ (๖) แล้ว
ข. สาหรับคดีแพง่ โจทก์ได้ย่ืนฟ้องจาเลยเป็นคดีแพง่ วา่ จาเลยขบั รถชนโจทก์โดยประมาท
เป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่กาย ขอให้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและคา่ เสียหาย ๑๐๐,๐๐๐ บาท
เป็นการฟ้องคดีแพ่งท่ีเก่ียวเน่ืองกับคดีอำญำ เพรำะกำรกระทำควำมผิดอำญำก่อให้เกิด
สิทธิเรียกร้องทำงแพ่งนัน้ มาตรา ๕๑ วรรคสอง (ท่ีแก้ไขตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพ่ิมเติม ป.วิ.อ.
(ฉบับท่ี ๒๔) พ.ศ.๒๕๔๘) กาหนดว่า ถ้ำคดีอำญำใดได้ฟ้องต่อศำลและได้ตัวผู้กระทำ
ควำมผิดมำยังศำลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขำด อำยุควำมซ่ึงผู้เสียหำยมีสิทธิจะฟ้องคดี
แพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตำมมำตรำ ๙๕ แห่งประมวลกฎหมำยอำญำ คดีนีแ้ ม้โจทก์จะฟ้อง
คดีอาญาไว้แล้วเม่ือวันท่ี ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ แต่ในวันยื่นฟ้องยงั ไม่ได้ตวั จาเลยมาศาลดงั ที่
วินิจฉยั มาแล้ว อำยุควำมจึงไม่สะดุดหยุดลงตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง (เทียบฎีกาท่ี ๒๓๙๐/
๒๕๓๕) แม้ ต่อมาจะได้ตัวจาเลยมาศาลวันท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ ซ่ึงก็ขำดอำยุควำม
ดำเนินคดีอำญำดังท่ีวินิจฉัยมำแล้ ว ก็ไม่ มีผลทำให้ อำยุควำมสะดุดหยุดลงอีก
เช่นเดียวกัน เพรำะเป็ นกำรได้ตัวจำเลยมำหลังจำกขำดอำยุควำมไปแล้ว เม่ือไม่อำจใช้
อำยุควำมตำมมำตรำ ๕๑ วรรคสอง บังคับแก่กรณีฟ้ องคดีแพ่งของโจทก์จึงต้องใช้
อำยุควำมท่ัวไปในกำรฟ้องคดีแพ่งตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ ๔๔๘
ซ่ึงมีกำหนดอำยุควำม ๑ ปี นับแต่วันท่ีผู้ต้องเสียหำยรู้ถงึ กำรละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้อง
ใช้ค่ำสินไหมทดแทน เม่ือโจทก์ฟ้องคดีแพ่งวันท่ี ๙ มกรำคม ๒๕๕๐ ซ่ึงนับจำกวันท่ี ๑
มกรำคม ๒๕๔๙ ท่ีเป็ นวันเกิดเหตุเกินกว่ำ ๑ ปี แล้ว คดีแพ่งของโจทก์จึงขำดอำยุควำม
ข้ออ้ำงของจำเลยฟังขึน้
ข้อสังเกต คาถามขอ้ นี้แต่งข้อเท็จจริงเพือ่ เปรียบเทียบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เดิมกับที่แก้ไข ฉบับที่ ๒๔ โดยธงคาตอบจะเป็ นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แล้ว ขอให้ดู
รายละเอียดตามฎีกาที่ ๒๓๙๐/๒๕๓๕ และขอ้ สงั เกตในฎีกาดงั กล่าว
ฎีกำท่ี ๒๓๙๐/๒๕๓๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๒ โจทก์ฟ้องเรียกเงินซึ่งจาเลยรับสารภาพว่า
ยกั ยอกและยินยอมชดใช้คืนให้โจทก์ เป็นการฟ้องเรียกมลู คา่ ทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งจาเลยเอาไป
โดยไม่มีสิทธิ ทัง้ เป็ นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองคดีอาญา ซึ่งเดิมโจทก์ฟ้องเป็ นคดีอาญาและ
ศาลประทับฟ้อง แต่ยังไม่ได้ตวั จาเลยมาพิจารณาและศาลมีคาสั่งจาหน่ายคดีช่ัวคราว คดีอาญา
ยงั ไมเ่ ดด็ ขาด อายคุ วามคดแี พง่ ยอ่ มสะดดุ หยดุ ลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕๑ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีตามฎีกานีเ้ ป็นการตดั สินตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง เดิม คงจะใช้เป็นบรรทดั ฐาน
187
ตามกฎหมายปัจจุบนั ไม่ได้แล้ว มาตรา ๕๑ วรรคสอง เดิม ใช้คาว่า "ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อ
ศาลแลว้ แต่คดียงั ไม่เด็ดขาด อายคุ วามซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟอ้ งคดีแพ่งย่อมสะดดุ หยดุ ลง ... "
ดงั นั้น ตามกฎหมายเดิม แม้จะได้ฟ้อง แต่ยงั ไม่ได้ตวั จาเลยมาศาลอายุความก็สะดุดหยุดลง
เพราะตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง เดิม กาหนดว่าถา้ ได้ฟ้อง (เพียงอย่างเดียว) อายคุ วามก็สะดุด
หยดุ ลงตามฎีกานี้ ซึ่งมาตรา ๕๑ วรรคสอง เดิมสอดคล้องกบั กฎหมายลกั ษณะอาญา มาตรา
๗๙ แต่เมื่อยกเลิกกฎหมายลกั ษณะอาญาและประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ปรากฏว่า
เรื่องอายคุ วามบญั ญตั ิไว้แตกต่างกนั กล่าวคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕ อายคุ วามจะ
หยดุ นบั ต้อง ๑. ได้ฟ้องและ ๒. ได้ตวั ผู้กระทาผิดมาศาล ผู้บญั ญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญาก็ต้องการใหค้ ดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกบั คดีอาญาเป็นไปในทานองเดียวกบั กฎหมายอาญา แต่
เมื่อยกเลิกกฎหมายลกั ษณะอาญาและประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ก็มิได้มีการแก้ไข
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใหส้ อดคล้องกบั ประมวลกฎหมายอาญา ต่อมาเมื่อมี
การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ฉบบั ที่ ๒๔ จึงไดแ้ ก้ไขมาตรา ๕๑ วรรคสอง ใหส้ อดคล้องกบั ประมวล
กฎหมายอาญาโดยปรับปรุงแก้ไขถอ้ ยคาใหร้ ัดกุมข้ึนแลว้ โดยใช้คาว่า "ถา้ คดีอาญาใดไดฟ้ อ้ งต่อ
ศาลและได้ตวั ผู้กระทาความผิดมายงั ศาลด้วยแล้ว แต่คดียงั ไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหาย
มีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดดุ หยุดลงตามมาตรา ๙๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา" ขอให้ดู
รายละเอียดเพิ่มเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์. คาอธิบายหลกั กฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา.พิมพ์ครง้ั ที่ ๗ น. ๓๑๘-๓๒๑, ๓๒๗-๓๒๘
ข้อ ๓๕ คำถำม นายเอก นายโท และนายตรี ร่วมกันปล้นกระบือของนายดาไป ๑ ตวั
ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท โดยทาร้ายนายดาได้รับอนั ตรายแก่กาย นายดาเสียค่ารักษาพยาบาลไป
๓๐,๐๐๐ บาท และไม่สามารถทานาได้ในช่วงที่รักษาตวั อยู่คิดเป็นคา่ เสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท
ตอ่ มาพนกั งานอยั การฟ้องนายเอก นายโท และนายตรีเป็นจาเลยในคดีอาญาโดยขอให้ลงโทษ
ตามกฎหมายและให้คืนกระบือที่ปล้นไปหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท ก่อนเร่ิม
สืบพยานนายดามาศาลและแถลงต่อศาลว่าตนเองเป็นคนยากจนต้องการเรียกคา่ เสียหายจาก
จาเลยทัง้ สาม โดยขอให้คืนกระบือท่ีปล้นไปหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท พร้ อม
ดอกเบีย้ คา่ รักษาพยาบาล ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบีย้ และคา่ เสียหายที่ไม่สามารถทานาได้
๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบยี ้
ให้วินจิ ฉัยวา่ นายดามีสิทธิดาเนินการอยา่ งไรตอ่ ไป นายดามีสิทธิจะเรียกร้องจากจาเลย
188
ทงั้ สามได้เพียงใด และการดาเนินการอย่างไรจะเป็นประโยชน์แก่นายดาซึ่งเป็นคนยากจนมาก
ท่ีสดุ
คำตอบ ๑.นำยดำมีสิทธิท่ีจะฟ้ องนำยเอก นำยโท และนำยตรี เป็ นคดีแพ่ ง
ต่ ำงหำกจำกคดีอำญำในศำลท่ ีมีอำนำจส่ วนแพ่ ง ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความ
อาญา มาตรา ๔๐ ซงึ่ จะต้องเสียค่ำขนึ้ ศำลตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง่
๒.นำยดำมีสิทธิท่ีจะฟ้องนำยเอก นำยโท และนำยตรี เป็ นคดีแพ่ง ต่อศำลท่ี
พิจำรณำคดีอำญำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ โดยต้องเสีย
ค่ำขนึ้ ศำลดังคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕๔ วรรคหนง่ึ
๓.นำยดำมีสิทธิท่ีจะย่ืนคำร้ องต่ อศำลท่ีพิจำรณำคดีอำญำขอให้ บังคับจำเลย
ทัง้ สำมชดใช้ค่ำสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ เพรำะคดีนีพ้ นักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์ นำยดำ
มีสิทธิเรียกค่ำสินไหมทดแทนเพรำะเหตุได้รับอันตรำยแก่ร่ำงกำย คือ ค่ำรักษำพยำบำล
๓๐,๐๐๐ บำท พร้อมดอกเบีย้ ควำมเสียหำยในทำงทรัพย์สินอันเน่ืองมำจำกกำรกระทำ
ควำมผิดของจำเลยทัง้ สำม คือ ค่ำเสียหำยท่ีไม่สำมำรถทำนำได้ ๓๐,๐๐๐ บำท พร้อม
ดอกเบีย้ ส่วนการขอให้จาเลยทัง้ สามคืนกระบือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท
พนักงานอยั การได้ดาเนินการตามมาตรา ๔๓ แล้ว นำยดำจะย่ืนคำร้องเพ่ือเรียกรำคำหรือ
ทรัพย์สินอีกไม่ได้ ตำมมำตรำ ๔๔/๑ วรรคสำม แต่ค่ำดอกเบีย้ ในกรณีท่ีจะต้องใช้รำคำ
ไม่เป็ นฟ้องซ้อนกับคำขอของพนักงำนอัยกำร เพรำะสภำพไม่เปิ ดช่องให้พนักงำนอัยกำร
เรียกดอกเบีย้ จึงยังไม่ มีกำรฟ้ องเรียกเงินดอกเบีย้ มำก่ อน และไม่ ใช่ ค่ ำเสียหำย
ท่ีพนักงำนอัยกำรโจทก์สำมำรถฟ้องเรียกได้แล้วแต่ไม่เรียก เม่ือสิทธิท่ีจะได้รับดอกเบีย้
เป็ นสิทธิท่ีผู้เสียหำยในคดีแพ่งท่ีเก่ียวเน่ืองกับคดีอำญำพึงมี นำยดำจึงมีสิทธิเรียก
ดอกเบีย้ จำกจำเลยทัง้ สำมได้ (เทียบฎีกาที่ ๑๒๔๑๔/๒๕๔๗ ประชมุ ใหญ่) หำกนำยดำจะใช้
สิทธิตำมมำตรำนี้ นำยดำจะต้องย่ืนคำร้องก่อนเร่ิมสืบพยำน ตามมาตรา ๔๔/๑ วรรคหน่ึง
และวรรคสอง หำกควำมปรำกฏต่อศำลว่ำนำยดำเป็ นคนยำกจนไม่ สำมำรถจัดหำ
ทนำยควำมได้เอง ศำลมีอำนำจตัง้ ทนำยควำมให้แก่นำยดำ โดยทนำยควำมมีสิทธิได้รับ
เงินรำงวัลและค่ ำใช้ จ่ ำยตำมระเบียบท่ ีคณะกรรมกำรบริหำรศำลยุติธ รรมกำหนดตาม
มาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง โดยนำยดำไม่ต้องเสียค่ำธรรมเนียม ตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนง่ึ
นำยดำมีสิทธิท่ีจะดำเนินกำรได้ทัง้ สำมกรณีแล้วแต่จะเลือก หากนายดาเลือกที่จะ
ดาเนินคดตี ามข้อ ๑ เม่ือนายดายากจน หำกนำยดำต้องกำรได้รับยกเว้นค่ำธรรมเนียมศำล นำย
ดำต้องขอดำเนินคดีอย่ำงคนอนำถำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยท่ีนำยดำ
189
ต้ องหำทนำยควำมเอง หากนายดาเลือกที่จะดาเนินการตามข้ อ ๒ นำยดำต้ องเสีย
ค่ำธรรมเนียมศำล แต่อำจขอยกเว้นได้โดยย่ืนเป็ นคำขอต่อศำลชัน้ ต้นท่ีได้ย่ืนฟ้อง หำก
ศำลเหน็ ว่ำคดีอำญำท่ฟี ้องมีมูลและกำรเรียกเอำค่ำสินไหมทดแทนนัน้ ไม่เกนิ สมควรและ
เป็ นไปด้วยควำมสุจริต ให้ศำลมีคำส่ังอนุญำตตำมคำขอตามมาตรา ๒๕๔ วรรคสอง ส่วน
ทนำยควำมนำยดำต้องหำเอง หากนายดาใช้สิทธิตามข้อ ๓ นนั้ คำขอของนำยดำท่ีขอให้
บังคับจำเลยชดใช้ค่ำสินไหมทดแทน มิให้เรียกค่ำธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีท่ีศำลเห็น
ว่ำนำยดำเรียกเอำค่ำสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศำลมี
อำนำจส่ังให้นำยดำชำระค่ำธรรมเนียมทงั้ หมดหรือแต่เฉพำะบำงส่วนภำยในระยะเวลำท่ี
ศำลกำหนดก็ได้ตำมมำตรำ ๒๕๓ วรรคหน่ึง หำกควำมปรำกฏต่อศำลว่ำนำยดำเป็ นคน
ยำกจนไม่สำมำรถจัดหำทนำยควำมได้เอง ศำลมีอำนำจตัง้ ทนำยควำมให้แก่นำยดำ โดย
ทนำยควำมมีสิทธิได้รับเงินรำงวัลและค่ำใช้จ่ำยตำมระเบียบท่ีคณะกรรมกำรบริหำรศำล
ยุติธรรมกำหนด ตามมาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง ดงั ท่ีกล่าวมาแล้ว ดังนัน้ กำรใช้สิทธิของนำย
ดำซ่ึงเป็ นคนยำกจนน่ำจะใช้สิทธิตำมข้อ ๓ คือย่ืนคำร้องต่อศำลในคดีอำญำตำมมำตรำ
๔๔/๑ จะได้รับยกเว้นค่ำธรรรมเนียมและศำลจะหำทนำยควำมให้ซ่ึงจะเป็ นประโยชน์แก่
นำยดำมำกท่สี ุด
ฎีกำท่ี ๑๒๔๑๔/๒๕๔๗ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗๓ คาฟ้องของโจทก์จะเป็น
ฟอ้ งซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ ได้นนั้ ในเบอื ้ งต้นโจทก์ในคดีแรกและโจทก์ในคดีหลงั ต้องเป็น
โจทก์คนเดียวกัน ซึ่งคาวา่ โจทก์นีร้ วมถึงบคุ คลที่ไมเ่ คยย่ืนฟ้องแต่อย่ใู นฐานะเดียวกับโจทก์ เช่น
เจ้าของรวมฟ้องขบั ไล่ผู้บกุ รุกอสงั หาริมทรัพย์อนั เป็นกรรมสิทธ์ิรวม และคาว่าโจทก์รวมถึงคดีท่ี
พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องจาเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญา ขอให้จาเลยใช้หรื อคืน
ราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ เป็นต้น นอกจากนีเ้ ร่ืองท่ีนามาฟ้องในคดีหลงั ต้องเป็นเร่ือง
เดียวกับคดีแรกด้วย กล่าวคือ มูลเหตทุ ี่มาแห่งคดีต้องอาศยั หลกั แหล่งแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน
ในกรณีเรียกค่าเสียหายในเรื่องเดียวกัน โจทก์จะต้องฟ้องมาในคราวเดียวกันจะมาฟ้ องเพ่ิม
ในภายหลงั เป็นอีกคดีหนงึ่ ไมไ่ ด้ แม้โจทก์จะสงวนสทิ ธิไว้ก็ตาม สาหรับคดีนีแ้ ม้พนกั งานอยั การจะ
ฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนต้นเงินแทนผ้เู สียหายคืนให้โจทก์ในคดีอาญาไปแล้วก็ตาม แตก่ ารท่ี
พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบีย้ มาด้วยนัน้ ก็เนื่องมาจาก ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บังคบั ให้
พนกั งานอยั การโจทก์ฟ้องเรียกได้เฉพาะต้นเงินเท่านนั้ สภาพไม่เปิดชอ่ งให้เรียกดอกเบีย้ คดีแรก
จึงยงั ไม่มีการฟ้องเรียกเงินดอกเบีย้ มาก่อน และไม่ใช่คา่ เสียหายท่ีพนกั งานอยั การโจทก์สามารถ
ฟ้องเรียกได้แล้วแต่ไม่เรียก หากแปลความว่าฟ้องของผู้เสียหายซ่ึงเป็นโจทก์ในคดีหลงั ซ่ึงเรียก
ทัง้ ต้นเงินและดอกเบีย้ เป็นฟ้องซ้อนทัง้ หมด ย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ผลจะ
190
กลายเป็นว่าคดีใดพนักงานอัยการฟ้องคดีส่วนแพ่งแทนผู้เสียหายไปแล้ว จาเลยคนนัน้ กลับ
ไม่ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบีย้ และก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็นระหว่างจาเลยด้วยกันรับผิด
ไม่เท่ากัน โดยผู้เสียหายมิได้กระทาผิดขัน้ ตอนกระบวนพิจารณาแต่ประการใด และซา้ เติม
ผู้เสียหายซ่ึงเป็ นเหย่ือของอาชญากรรมทัง้ ในทางอาญาและทางแพ่ง กฎหมายย่อมไม่มี
เจตนารมณ์เช่นนนั้ ดงั นนั้ ฟ้องของโจทก์คดีนีจ้ ึงเป็นฟ้องซ้อนกบั คดีอาญาคดีก่อนเฉพาะต้นเงิน
เทา่ นนั้ สว่ นดอกเบยี ้ ไมเ่ ป็นฟอ้ งซ้อนด้วย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๐
ฎีกำท่ี ๕๖๑๐/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๕ คดีนีเ้ ป็นคดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญา การ
พิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.พ. ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ ดงั นนั้ สิทธิใน
การอทุ ธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาจากทนุ ทรัพย์ท่ีพิพาทกนั ในชนั้ อทุ ธรณ์ฎีกา เม่ือ
ทุนทรัพย์ท่ีพิพาทกันในชนั้ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจาเลยไม่เกินห้าหม่ืนบาท ต้องห้ามมิให้
คคู่ วามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนง่ึ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา
๔๐ ที่ศาลชนั้ ต้นรับอทุ ธรณ์ของจาเลยสาหรับโจทก์ร่วมมาไมช่ อบ ศาลอทุ ธรณ์ไมม่ ีอานาจวินิจฉัย
อทุ ธรณ์ดงั กลา่ ว คาวินิจฉัยของศาลอทุ ธรณ์ในส่วนของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ และท่ีศาลชนั้ ต้นรับ
ฎีกาของจาเลยสาหรับโจทก์ร่วมมาจงึ ไมช่ อบเชน่ กนั ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั ให้
ฎีกำท่ี ๖๖๓๐/๒๕๕๖ ฎ.๑๗๘๐ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒
และมีคาขอในส่วนแพง่ ให้จาเลยรือ้ ถอนสิ่งปลกู สร้างทกุ ชนิดท่ีจาเลยปลกู สร้างบนที่ดนิ พิพาทแล้ว
ขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกบั ทาให้ที่ดินมีสภาพเรียบร้อยดงั เดิม หากจาเลยไม่ปฏิบตั ิ
ตามให้โจทก์เป็นผ้ทู าการรือ้ ถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จา่ ยของจาเลยเอง กบั ห้ามจาเลยและ
บริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จาเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน
จานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีส่วนแพ่งจาเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธ์ิ จึงเป็นคดีที่มีคาขอให้
ปลดเปลือ้ งทกุ ข์อนั อาจคานวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งมีทุนทรัพย์พิพาทเทา่ ราคาที่ดินพิพาทรวมกับ
ทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา ๒๕๐,๐๐๐ บาท และ
ค่าเสียหายท่ีโจทก์เรียกร้องเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ของคดีนีจ้ ึงเกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐
บาท โจทก์บรรยายฟ้องในคดีส่วนแพ่งอนั เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญามาด้วย ศาลชนั้ ต้น
ซง่ึ เป็นศาลแขวงยอ่ มไม่มีอานาจรับคดสี ว่ นแพง่ ไว้พิจารณาตามพระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรมมาตรา
๑๗ ประกอบ มาตรา ๒๕ (๔) การที่ศาลชัน้ ต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งเป็นการไม่ชอบ และ
191
ไม่ก่อสิทธิให้จาเลยอทุ ธรณ์ฎีกา คาพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดงั กล่าว
เป็นข้อกฎหมายอนั เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉัย
ได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความ
อาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ ศาลฎีกาพิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น อทุ ธรณ์ของจาเลย
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ และฎีกาของจาเลย ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึน้ ศาลทงั้ สามศาล
ให้ แก่โจทก์และจาเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทัง้ สามศาลให้ เป็ นพับแก่โจทก์และจาเลย
แตไ่ มต่ ดั สทิ ธิโจทก์ท่ีจะย่ืนฟ้องคดใี นสว่ นแพง่ ตอ่ ศาลที่มีอานาจตอ่ ไป
ข้อสังเกต คดีตามฎีกานี้เป็ นเรื่องที่ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเองและฟ้องคดีแพ่งต่อศาลใน
คดีอาญาตามมาตรา ๔๐ จึงต้องพิจารณาเรื่องอานาจศาลในคดีแพ่งด้วย แต่ถ้าเป็ นคดีที่
พนกั งานอยั การเป็ นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและมีคาขอให้จาเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาตามมาตรา
๔๓ แม้จะเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พนกั งานอยั การก็มีคาขอให้จาเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาในศาล
แขวงที่ฟ้องคดีอาญาได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของคาพิพากษาคดีอาญา (ฎีกาที่ ๒๙๕๒/๒๕๒๗)
หรือเป็นคดีที่พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องและผู้เสียหายยื่นคาร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม
มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง กฎหมายให้อานาจผู้เสียหายที่จะยื่นคาร้องขอต่อศาลที่พิจารณา
คดีอาญาขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหาย
เรียกจะมีทุนทรัพย์เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเกินอานาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษา
คนเดียวตามพระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม มาตรา ๒๕ (๔) ก็ตาม ผูพ้ ิพากษาคนเดียวย่อมมีอานาจ
พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้ (ฎีกาที่ ๑๔๙๑๕/๒๕๕๗)
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๑
ฎีกำท่ี ๒๖๑๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๑๗๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๗ บัญญัติว่า คาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง
ต้องเป็นไปตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมายอนั ว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้อง
คานึงถึงว่า จาเลยต้องคาพิพากษาว่าได้กระทาผิดหรือไม่ คดีนี ้แม้ศาลจะยกฟ้องคดีส่วนอาญา
ว่าจาเลยไม่ได้ฉ้อโกงโจทก์ร่วมเน่ืองจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งของ
โจทก์ร่วมตามกฎหมายดงั กล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอทุ ธรณ์ในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม
จงึ เป็นการไม่ชอบ แตเ่ มื่อข้อเท็จจริงไมช่ ดั เจนว่าโจทก์ร่วมได้ชาระคา่ เช่านอกจากคา่ เชา่ ลว่ งหน้า
เท่าใด อาคารและอุปกรณ์เสียหายเพียงใด เงินค่านา้ และค่าไฟฟ้ามีการค้างชาระหรือไม่ เป็น
จานวนเท่าใด และโจทก์ร่วมอย่ใู นอาคารพาณิชย์ที่เชา่ นานเท่าใด ศาลไมอ่ าจที่จะวินิจฉัยจานวน
192
เงินท่ีจะต้องรับผิดในส่วนคดีแพ่งว่ามีเพียงใด หากจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพ่ิมเติมตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๔๒ วรรคหน่ึง ก็จะทาให้คดีอาญาเน่ินช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมไปฟ้อง
คดแี พง่ ใหมต่ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๑
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๓
ฎีกำท่ี ๑๙๖๙๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๔๐ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิด
ฐานร่วมกนั ทาให้เสียทรัพย์ และมีคาขอท้ายคาฟ้องให้จาเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผ้เู สียหาย แต่
ความผิดฐานร่วมกนั ทาให้เสียทรัพย์มิใช่ฐานความผิดที่บญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ที่โจทก์
จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผ้เู สียหายได้ ทงั้ ผ้เู สียหายไม่ได้ย่ืนคาร้องขอให้บงั คบั จาเลย
ชดใช้คา่ สินไหมทดแทนตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนงึ่ ที่ศาลลา่ งทงั้ สองพิพากษาให้จาเลย
ชดใช้คา่ เสียหายให้แกผ่ ้เู สียหายจงึ เป็นการไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๙๕๓๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๘๓ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกับพวกร่วมกนั บกุ รุกเข้า
ไปตกั ดนิ ในที่ดินของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษฐานร่วมกนั บกุ รุก ทาให้เสียทรัพย์ และลกั ทรัพย์ และ
คืนทรัพย์หรือใช้ราคา ๒๐,๐๐๐ บาท การท่ีศาลอทุ ธรณ์วินิจฉัยว่า ความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์
ขาดอายุความจึงให้ยกคาขอที่ให้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ คืนหรือใช้ราคา ๒๐,๐๐๐ บาท แก่
ผ้เู สียหายนนั้ ไม่ถกู ต้อง เพราะการที่ศาลชนั้ ต้นให้จาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ ร่วมกันใช้ราคา ๒๐,๐๐๐
บาทแก่โจทก์ร่วมนนั้ เป็นการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ คือ ดินที่จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ร่วมกนั ขดุ ลัก
เอาไปจากท่ีดนิ ของโจทก์ร่วม ไมใ่ ช่คา่ เสียหายอนั เกิดจากความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ ปัญหานี ้
เป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ร่วมมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจ
ยกขนึ ้ วินิจฉัยและแก้ไขให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๑๕๙๐/๒๕๕๘ ฎ.๓๕๓ คาขอของโจทก์ท้ายคาฟ้องที่ขอให้จาเลยทงั้ สองร่วมกนั
คนื หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม กับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจาเลยทงั้ สองที่ศาลจงั หวดั มีนบรุ ีและคดีท่ีโจทก์
ร่วมฟ้องจาเลยท่ี ๑ ที่ศาลแรงงานกลางมีลกั ษณะเป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศยั เป็นหลกั
แหง่ ข้อหาในคดีนีเ้นื่องมาจากการกระทาผิดอาญา สว่ นคดีของศาลจงั หวดั มีนบรุ ีและคดีของศาล
แรงงานกลางมีมูลกรณีมาจากการกระทาละเมิดและสญั ญาจ้างแรงงาน พนกั งานอยั การไมอ่ าจ
อาศยั สิทธิในเหตดุ งั กล่าวมาเป็นข้ออ้างในคาขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดี
ในเร่ืองเดียวกนั ไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕ แม้หากศาลพิพากษาให้จาเลยทงั้ สองต้องรับผิดทกุ ศาล การบงั คบั คดีโจทก์ร่วมผ้เู ป็นเจ้าหนี ้
193
ก็มีสิทธิบงั คบั คดไี ด้เทา่ กบั จานวนหนีท้ ี่มีอยเู่ ท่านนั้ ไมอ่ าจบงั คบั คดีได้เกินจานวนหนี ้
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๗๑๕/๒๕๕๑ ฎ.๒๔๘๖ คดีแพ่งที่เกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญาซึง่
มีปัญหาในชนั้ ฎีกาเฉพาะคาขอในส่วนแพ่ง เม่ือโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างฎีกา ศาลฎีกา
อนญุ าตให้ผ้รู ้องซึ่งเป็นทายาทโดยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้าเป็นคคู่ วามแทน
โจทก์ผ้มู รณะตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๔๓ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๐
ฎีกำท่ี ๑๑๒๒๔/๒๕๕๕ ฎ.๑๙๕๓ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซือ้ และฝากจาเลย
ท่ี ๑ ไว้ถกู รางวลั ท่ีหน่ึง จาเลยที่ ๑ ยกั ยอกไปโดยมีจาเลยท่ี ๒ เป็นผ้สู นบั สนนุ การกระทาความผิด
จาเลยทงั้ สองร่วมกนั ไปรับเงินรางวลั มาแล้ว ยอ่ มทาให้โจทก์ร่วมหมดโอกาสที่จะได้รับเงินรางวลั
เท่ากบั วา่ โจทก์ร่วมต้องสูญเสียเงินจานวนนนั้ ไปเน่ืองจากการกระทาความผิดของจาเลยทงั้ สอง
โดยตรง โจทก์จึงมีสิทธิขอให้จาเลยทงั้ สองร่วมกันคืนหรือใช้เงินเท่ากับจานวนเงินรางวลั ท่ีหนึ่ง
ให้แก่โจทก์ร่วมได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๓ แตใ่ นการไปขอรับเงินรางวลั จาเลยทงั้ สองได้รับเงินมา
เพียง ๓,๙๘๐,๐๐๐ บาท เพราะต้องเสียอากรแสตมป์ ๒๐,๐๐๐ บาท จงึ ชอบที่จาเลยทงั้ สองต้อง
คืนหรือใช้เงินจานวนเท่าท่ีได้รับมา และโจทก์ร่วมซ่ึงได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอัน
เน่ืองมาจากการกระทาความผิดของจาเลยทัง้ สอง ย่อมมีสิทธิท่ีจะขอให้บงั คบั จาเลยทัง้ สอง
ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยเรียกดอกเบีย้ ในจานวนเงินท่ีต้องใช้ตาม ป.พ.พ. มาตรา
๔๔๐ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ ได้
ฎีกำท่ี ๑๕๘๓๑/๒๕๕๕ น.๓๔๑๙ โจทก์ร่วมซือ้ รถยนต์มาด้วยเงินดาวน์ ๑๖๐,๐๐๐
บาท และผ่อนกับบริษัทไฟแนนซ์เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ได้เพียง ๓ เดือน หลงั จากรถยนต์ถูก
ปล้นไป บริษทั ประกนั ภยั จา่ ยเงินให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ไปแล้ว เทา่ กบั โจทก์ร่วมชาระเงินคา่ รถยนต์
ไป ๑๙๖,๐๐๐ บาท โจทก์ร่วมมีสิทธิท่ีจะเรียกร้องราคารถยนต์ที่สญู เสียไปเน่ืองจากการกระทา
ผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ จานวน ๑๙๖,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๘๔๐,๐๐๐ บาท เพราะมิฉะนนั้
โจทก์ร่วมย่อมได้กาไรเกินกว่าราคาที่สูญเสียไปซ่ึงไม่ถูกต้อง และจาเลยทงั้ สามอาจต้องชาระ
ราคารถยนต์ซา้ ซ้อนในกรณีบริษัทประกนั ภยั ใช้สทิ ธิไล่เบยี ้ ฟ้องคดีแพ่ง ซึ่งเป็นปัญหาอนั เก่ียวด้วย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคคู่ วามฝ่ ายใดยกขนึ ้ ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้
วนิ จิ ฉยั และแก้ไขให้ถกู ต้องได้
ฎีกำท่ี ๑๕๔๐๐/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗๑ ขณะเกิดเหตรุ ถจกั รยานยนต์ที่ถูกลกั ไปมี
ราคา ๓๐,๔๐๐ บาท เท่ากับจานวนเงินท่ีผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
ผ้เู สียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องราคารถจักรยานยนต์ที่สญู เสียไปเน่ืองจากการกระทาความผิดคืน
194
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ เป็นเงิน ๓๐,๔๐๐ บาท ไม่ใช่ ๘๐,๐๐๐ บาทตามฟ้อง เม่ือจาเลยชาระ
เงินจานวนดงั กลา่ วให้แก่ผ้รู ับประกนั ภยั ซงึ่ รับชว่ งสิทธิจากผ้เู สียหายและผ้รู ับประกนั ภัยไมต่ ิดใจ
เรียกร้ องทัง้ ทางแพ่งและทางอาญาอีก จาเลยจึงไม่จาต้องชาระราคาในส่วนที่ขาดเป็นเงิน
๔๙,๖๐๐ บาท เพราะมฉิ ะนนั้ ผ้เู สียหายยอ่ มได้กาไรเกินกวา่ ราคาที่สญู เสียไป
ฎีกำท่ี ๑๑๗๗๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๗ จาเลยหลอกลวงผ้เู สียหาย ทาให้ผ้เู สียหาย
หลงเชื่อและซือ้ ที่ดินจากจาเลย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ.
มาตรา ๓๔๑ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บญั ญัติว่า “คดีลกั ทรัพย์ ... ฉ้อโกง ... ถ้าผู้เสียหายมี
สิทธิท่ีจะเรียกร้ องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเน่ืองจากการกระทาผิดคืน เมื่อพนักงาน
อัยการย่ืนฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย” ดังนี ้ เมื่อจาเลย
หลอกลวงเอาเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ของผู้เสียหายไป อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์มี
คาขอให้จาเลยคืนเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ให้อานาจไว้ จาเลยจึงต้อง
คืนเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทให้แก่ผ้เู สียหายตามบทบญั ญัติดงั กลา่ ว ส่วนที่ดนิ ที่จาเลยจดทะเบียนโอน
ให้แก่ผ้เู สียหายแล้วนนั้ หากผ้เู สียหายไมโ่ อนท่ีดนิ คืนแก่จาเลย จาเลยชอบที่จะดาเนินคดีทางแพง่
ตามสทิ ธิของจาเลยตอ่ ไป
ฎีกำท่ี ๓๖๐๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๒ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๓ ให้อานาจพนกั งานอยั การที่
จ ะ เรี ย ก ท รัพ ย์ สิ น ห รื อราคาแ ท น ผ้ ูเสี ย ห าย เฉ พ าะ ท รั พ ย์ สิ น ห รื อ ราค าที่ ผ้ ูเสี ย ห าย สูญ เสี ย ไป
เน่ืองจากกระทาผิดจาเลยทัง้ สองร่วมกันลักโฉนดท่ีดินของผู้เสียหายไป ดงั นัน้ ทรัพย์สินของ
ผ้เู สียหายท่ีสูญเสียไป คือ โฉนดที่ดินเท่านนั้ แม้จาเลยทงั้ สองจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ท่ีดิน
ให้แก่บคุ คลภายนอกโดยได้รับเงินก็ตาม แตก่ ็เป็นเงินที่จาเลยทงั้ สองได้มาจากการปลอมหนงั สือ
มอบอานาจของผู้เสียหายแล้วนาโฉนดท่ีดินท่ีลักมาไปขาย เงินมิใช่ทรัพ ย์สินของผู้เสียหาย
ท่ีสญู เสียไปเนื่องจากการกระทาผดิ ฐานลกั ทรัพย์ จาเลยทงั้ สองจงึ ไมต่ ้องรับผิดใช้ราคาแทนโฉนด
ท่ีดนิ เป็นเงินตามที่ได้รับจากการขายที่ดนิ แก่ผ้เู สียหาย เพราะมิใชเ่ ป็นการคนื ทรัพย์ตามคาขอของ
โจทก์
ข้อสังเกต ฎีกานี้จาเลยลกั โฉนดที่ดิน ไม่ได้ลกั กรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ที่จาเลยได้รับเงินเป็นผลจาก
การปลอมหนงั สือมอบอานาจให้โอนที่ดิน เมื่อโอนที่ดินคืนไม่ได้จึงไม่ต้องคืนเงินที่ขายที่ดินได้
แต่ถา้ กรรโชกให้ผูเ้ สียหายจดทะเบียนโอนที่ดินและไดโ้ ฉนดทีด่ ินไป กรรมสิทธ์ิที่ดินเป็นทรัพย์ทีไ่ ด้
จากการกรรกโชกทรัพย์ หากขายใหค้ นนอกไปแลว้ เมื่อคืนไม่ไดก้ ็ตอ้ งใช้ราคา คือ คืนเงินทีข่ ายได้
ใหแ้ ก่ผูเ้ สียหาย
ฎีกำท่ี ๔๗๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๗๓ จาเลยทัง้ สองร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และจาเลยท่ี ๑
195
ชิงทรัพย์ได้ไปซ่ึงเงินและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมอันเป็นการร่วมทาละเมิดต่อโจทก์ร่วม จาเลย
ทงั้ สองต้องรับผิดชาระเงินและส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ร่วม สาหรับทรัพย์สินเครื่องประดบั
และทองรูปพรรณ หากคืนไมไ่ ด้ก็ให้ใช้ราคา สว่ นทรัพย์สนิ รายการที่นาไปจานาและจาเลยทงั้ สอง
เอาเงินที่ได้จากการจานาไป จาเลยทงั้ สองต้องคืนเงินท่ีได้จากการจานาแก่โจทก์ร่วม ส่วนของ
โฉนดท่ีดนิ ท่ีโจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขายให้จาเลยทงั้ สอง จาเลยทงั้ สองต้องจดทะเบียนโอนคืน
มาให้โจทก์ร่วม หากไมส่ ามารถทาได้จาเลยทงั้ สองต้องร่วมกนั ชาระราคาแทน ที่ดนิ ท่ีโจทก์ร่วมจด
ทะเบียนโอนขายให้ ค. แล้วจาเลยทงั้ สองเอาเงินค่าที่ดินทงั้ หมดไป จาเลยทงั้ สองต้องรับผิดคืน
เงินจานวนดงั กล่าวแก่โจทก์ร่วม และโฉนดท่ีดินซึ่งมีช่ือ บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จาเลยทงั้ สอง
ต้องรับผิดส่งมอบโฉนดท่ีดนิ คืนโจทก์ร่วมแต่จาเลยทงั้ สองไมต่ ้องรับผิดชดใช้ราคาท่ีดินในกรณีที่
ไม่สามารถส่งคืนได้ เพราะท่ีดินของ บ. ไม่ใช่ทรัพย์สินท่ีสญู เสียไปจากการกระทาความผิดของ
จาเลยทงั้ สอง
ข้อสังเกต ฎีกานี้เป็นเรื่องที่จาเลยกรรโชกทรพั ย์และชิงทรัพย์ไดไ้ ปซึ่งเงินและทรัพย์สินของโจทก์
ร่วม ที่ดินเป็ นทรัพย์สินที่ได้ไปจากการกรรโชกทรัพย์จาเลยจึงต้องคืนที่ดินหากคืนไม่ ได้ต้องใช้
ราคา ดงั นน้ั โฉนดที่ดินที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขายให้จาเลย จาเลยต้องจดทะเบียนโอนคืน
มาให้โจทก์ร่วม หากไม่สามารถทาได้จาเลยต้องราคาแทน ที่ดินที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขาย
ให้ ค. แล้วจาเลยเอาเงินค่าที่ดินทง้ั หมดไป จาเลยทง้ั สองต้องรับผิดคืนเงินจานวนดงั กล่าวแก่
โจทก์ร่วม เพราะเป็นการใช้ราคานน่ั เอง ส่วนโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อ บ. เป็ นเจ้าของกรรมสิทธิ์โจทก์
ร่วมไม่มีกรรมสิทธ์ิ มีแต่ใบโฉนดที่ดินซ่ึงมีชื่อ บ. จาเลยตอ้ งรับผิดส่งมอบโฉนดทีด่ ินคืนโจทก์ร่วม
แต่จาเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินในกรณีที่ไม่สามารถส่งคืนได้ เพราะที่ดินของ บ. ไม่ใช่
ทรพั ย์สินทีส่ ญู เสียไปจากการกระทาความผิดของจาเลย
ฎีกำท่ี ๘๔๕๙/๒๕๕๒ ฎ.๒๑๘๘ รถยนต์ของผ้เู สียหายถกู ถอดอปุ กรณ์ส่วนควบออกเป็น
อะไหล่ชิน้ ส่วนตา่ ง ๆ คงเหลือซากท่ีเป็นรถยนต์ มิได้ถกู ทาลายสญู หายไปทงั้ หมดหรือแปรเปล่ียน
นาไปเป็นของอื่น เม่ือผ้เู สียหายได้รับอปุ กรณ์สว่ นควบซง่ึ เป็นของกลางที่เจ้าพนกั งานเก็บรักษาไว้
คืนแล้ว พนกั งานอยั การโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาแก่ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ อีก
ไม่ได้ แม้ผ้เู สียหายจะได้รับความเสียหายอนั เกิดจากการกระทาความผิดของจาเลย เน่ืองจากนา
รถยนต์ไปใช้ประโยชน์ตามวตั ถปุ ระสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเร่ืองที่ผ้เู สียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียก
คา่ เสียหายจากจาเลยเอาเองเป็นคดใี หม่
ฎีกำท่ี ๕๒/๒๕๕๓ ฎ.๗๗๗ พนกั งานอยั การโจทก์ฟ้องว่า จาเลยใช้บตั รอิเล็กทรอนิกส์ของ
ธนาคารซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผ้เู สียหาย ซ่ึงเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จาเลยได้ลกั ไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการ
196
เบกิ ถอนเงินสด ถอนเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปจากวงเงินเครดติ ของผ้เู สียหายโดยมิชอบ ก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ผู้เสียหายและธนาคาร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ , ๓๓๖ ทวิ,
๒๖๙/๕, ๒๖๙/๗, ๙๑ และให้จาเลยคืนเงินจานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ย่อมแปล
คาฟ้องของโจทก์ได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์ที่จะให้ลงโทษจาเลยฐานลักเงินของผู้เสียหายอยู่ด้วย
เพียงแตว่ ธิ ีการลกั เงินดงั กลา่ ว ก็โดยการใช้บตั รอิเล็กทรอนกิ ส์เบกิ ถอนเงินสดผา่ นเคร่ืองฝาก-ถอน
เงินอตั โนมตั ินน่ั เอง จึงเป็นความผิดเก่ียวกบั บตั รอิเล็กทรอนิกส์และความผิดฐานลกั ทรัพย์ด้วย
แล้ว ซ่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บญั ญัติให้พนักงานอยั การมีอานาจขอให้เรียกทรัพย์สินหรือใช้
ราคาแทนผ้เู สียหาย โจทก์จงึ มีอานาจขอให้จาเลยคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหายได้
ฎีกำท่ี ๒๖๕๐/๒๕๕๗ ฎ.๖๘๕ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยยักยอกรถยนต์ของผู้เสียหายและ
ปลอมเอกสารโอนรถยนต์คันดังกล่าวมาเป็นของจาเลย ต่อมาสิทธินาคดีอาญามาฟ้องใน
ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ ของโจทก์ระงับไปแล้ว เพราะผู้เสียหายขอถอน
คาร้องทกุ ข์ ยอ่ มทาให้คาขอในสว่ นคดแี พง่ ท่ีให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมของโจทก์
เป็นอนั ตกไป ทงั้ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ มิได้ให้อานาจพนกั งานอยั การท่ีย่ืนฟอ้ งคดีอาญาในความผิด
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้เรียกทรัพย์สนิ หรือราคาแทนผ้เู สียหายได้อีกด้วย
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๔
ฎีกำท่ี ๑๗๐๓/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๕ ความผิดฐานยกั ยอกนนั้ ศาลชนั้ ต้นพิพากษา
ยกฟ้อง โจทก์ไม่อทุ ธรณ์จึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น เมื่อการกระทาของจาเลยไม่เป็น
ความผิดอาญาฐานยกั ยอก ท่ีศาลอทุ ธรณ์มีคาพพิ ากษายืนตามศาลชนั้ ต้นให้จาเลยคืนทรัพย์หรือ
ใช้ราคาทรัพย์ท่ียงั ไม่ได้คืน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหายนนั้ เป็นเรื่องที่จะวา่ กล่าวกนั ทางแพ่ง
จึงกลายเป็นคดีแพ่งล้วน ๆ หาใช่คดีแพ่งที่เก่ียวเน่ืองคดีอาญาไม่ ดงั นี ้พนักงานอัยการจึงไม่มี
สทิ ธิท่ีจะเรียกเงินเชน่ นีแ้ ทนผ้เู สียหายได้ ศาลฎีกาพพิ ากษาแก้ให้ยกคาขอของโจทก์ท่ีขอให้จาเลย
คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่ผ้เู สียหายด้วย
คำส่ังคำร้องท่ี ท.๑๕๒๗/๒๕๔๙ ฎ.๒๖๒๘ คาพิพากษาในส่วนที่ให้คืนหรือใช้ราคา
ทรัพย์ที่ยงั ไมไ่ ด้คืนเนื่องจากการกระทาความผดิ นนั้ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔ วรรคสอง ให้รวมเป็นสว่ น
หนึ่งแหง่ คาพิพากษาในคดีอาญา และการบงั คบั คดีตามคาพิพากษาในคดีส่วนอาญาจะกระทา
ได้ต่อเม่ือคดีถึงท่ีสุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคหนึ่ง เมื่อคดียังไม่ถึงท่ีสุด โจทก์จะขอให้
บงั คบั คดีแก่จาเลยทงั้ สองโดยให้คืนผ้าไหมของกลาง และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยงั ไมไ่ ด้คืนเป็น
197
เงิน ๑๕๙,๓๕๐ บาท แก่ผ้เู สียหายในชนั้ นีย้ งั ไม่ได้ จาเลยทงั้ สองไมจ่ าต้องขอให้ศาลฎีกามีคาสง่ั
ให้ทเุ ลาการบงั คบั ไว้กอ่ น
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๔๔/๑
ฎีกำท่ี ๑๕๐๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๔๘ ผ้รู ้องเป็นมารดาบุญธรรมผ้ตู าย โดยไม่ได้จดทะเบียนรับ
ผ้ตู ายเป็นบุตรบญุ ธรรม เพียงแต่แจ้งเกิดและเลีย้ งดูผ้ตู ายมาแต่วยั เยาว์ ผู้ร้องไม่ใช่มารดาโดย
ชอบด้วยกฎหมายของผ้ตู าย จึงไม่ใช่ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๕ (๒) และ
ไมม่ ีสทิ ธิยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนตาม มาตรา ๔๔/๑ ได้
ฎีกำท่ี ๖๓๐๐/๒๕๕๘ ฎ.๕๕๓ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยและ ส. ต่างขบั รถจกั รยานยนต์โดย
ประมาท เป็นเหตใุ ห้รถจกั รยานยนต์ท่ีจาเลยและ ส. ขบั เฉี่ยวชนกนั ทาให้รถจกั รยานยนต์ทงั้ สอง
คันได้รับความเสียหาย ส. ถึงแก่ความตายและจาเลยได้รับอันตรายแก่กาย เม่ือ ส. มีส่วน
ประมาทด้วย ส. ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินยั สาหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒ (๔) ผ้รู ้องซึง่ เป็นบตุ รของ ส. จงึ ไม่มีอานาจยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหม
ทดแทนตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๗๘๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๖๙ โจทก์ร่วมที่ ๒ มีเรื่องตอ่ ยกบั จาเลยกอ่ น ตอ่ มาใน
วนั เดียวกนั โจทก์ร่วมทงั้ สองตดิ ตามไปท้าทายจาเลยที่บ้านของจาเลยให้ออกมาตอ่ ส้กู นั จากนนั้
จึงเกิดเหตุการณ์ต่อสู้กันโดยจาเลยใช้มีดพร้ าฟันโจทก์ร่วมทัง้ สองได้รับบาดเจ็บ จึงฟังได้ว่า
โจทก์ร่วมทงั้ สองสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจาเลย โจทก์ร่วมทงั้ สองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินยั
ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และไม่มีสิทธิยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทน
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนง่ึ ได้
ฎีกำท่ี ๑๒๔๘๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๙๖ เมื่อการกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็นการกระทา
โดยบนั ดาลโทสะ จึงถือว่าโจทก์ร่วมมิใชผ่ ้เู สียหายโดยนิตนิ ยั จึงไม่มีอานาจที่จะย่ืนคาร้องขอเข้า
ร่วมเป็นโจทก์และมีผลทาให้คาร้องขอให้จาเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นอนั ตกไปด้วย
กรณีจึงไม่อาจบงั คบั ให้จาเลยท่ี ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ได้
ฎีกำท่ี ๑๕๗๔/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๑ ดอกเบีย้ อัตราร้ อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงิน
๙๔๓,๖๐๖ บาท ไม่ใชท่ รัพย์สินหรือราคาท่ีโจทก์ร่วมสญู เสียไปเนื่องจากการกระทาความผิด แต่
เป็นคา่ เสียหายในทางทรัพย์สินอนั เน่ืองมาจากการกระทาความผิดของจาเลย เม่ือโจทก์ร่วมมิได้
198
ยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบีย้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
วรรคหนงึ่ การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้จาเลยชาระดอกเบีย้ แก่โจทก์ร่วม จงึ เป็นการพิพากษาเกิน
คาขอ เป็นการมชิ อบ
ฎีกำท่ี ๓๖๖๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๘๘ คดีนีพ้ นักงานอยั การมีคาขอให้จาเลยคืนเงิน
๔๒,๕๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ แล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคาร้องขอให้บงั คบั
จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนโดยคืนเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบีย้ อตั ราร้อยละ ๗.๕ ตอ่ ปี
ของต้นเงินจานวนดงั กล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชาระเสร็จแก่โจทก์ร่วมตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ อีก ซึ่งตามมาตรา ๔๔/๑ วรรคสาม บญั ญตั วิ ่า “...ในกรณีที่พนกั งานอยั การ
ได้ดาเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะย่ืนคาร้ องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียก
ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้ ” ดังนี ้ โจทก์ร่วมจึงย่ืนคาร้ องขอให้บังคับจาเลยชดใช้
คา่ สนิ ไหมทดแทนโดยคืนเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท อีกไม่ได้ การที่ศาลชนั้ ต้นสง่ั รับคาร้องของโจทก์ร่วม
ส่วนนีจ้ ึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ดอกเบีย้ ของเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาท่ี
ผ้เู สียหายสญู เสียไปเน่ืองจากการกระทาผิด แต่เป็นคา่ เสียหายในทางทรัพย์สินอนั เน่ืองมาจาก
การกระทาความผิดของจาเลย เพราะฉะนนั้ พนกั งานอยั การจะมีคาขอเรียกดอกเบีย้ แทนโจทก์
ร่วมไม่ได้ โจทก์ร่วมจงึ ย่ืนคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนโดยชาระดอกเบีย้ ของ
ต้นเงิน ๔๒,๕๐๐ บาท ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ได้ ซึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหน่ึง
มิให้เรียกค่าธรรมเนียมจากโจทก์ร่วม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผ้เู สียหายเรียกเอาคา่ สินไหม
ทดแทนสูงเกินสมควร หรือดาเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ ศาลมีอานาจสั่งให้ ผู้เสียหายชาระ
คา่ ธรรมเนียมทงั้ หมดหรือบางส่วนได้ ดงั นี ้การท่ีโจทก์ร่วมยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยใช้ดอกเบีย้
อตั ราร้อยละ ๗.๕ ตอ่ ปี แก่โจทก์ร่วมด้วยนนั้ จงึ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการเรียก
ค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินสมควรหรือใช้สิทธิไม่สุจริต โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
สาหรับการขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนในสว่ นดอกเบยี ้ ดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๖๘๙๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๒ บทบญั ญตั ปิ ระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญ าในส่วนการฟ้องคดีแพ่งท่ี เกี่ ยวเน่ืองกับคดีอาญ าเป็ นกระบวนการท่ีมี วัตถุประสงค์ให้
ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และประหยัด ซึ่งบทบัญญัติ
มาตรา ๔๔/๑ ให้ผ้เู สียหายเพียงย่ืนคาร้องตอ่ ศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่
สินไหมทดแทนได้โดยไมจ่ าต้องฟ้องร้องทางแพง่ เป็นคดีใหมก่ นั อีก แตค่ าร้องนีค้ งมีประเดน็ เฉพาะ
การกาหนดจานวนค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องอาศัยตามคาฟ้องของพนักงานอัยการ
199
ทงั้ ผ้เู สียหายไม่ได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนกั งานอยั การ ดงั นนั้ เม่ือพนักงานอยั การโจทก์
อุทธรณ์หรือฎีกาคาพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลล่าง และศาลสูงวินิจฉัยว่าจาเลยกระทา
ความผิดอาญาอนั เป็นการทาละเมิดตอ่ ผ้เู สียหาย ศาลสงู ก็ย่อมมีอานาจวินิจฉัยความรับผิดทาง
แพ่งไปได้ ในทานองเดียวกับบทบญั ญัติมาตรา ๔๓ โดยไม่จาต้องให้ผ้เู สียหายอุทธรณ์หรือฎีกา
เนื่องจากเป็นปัญหาเก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และ
ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๑๒๘๐๒/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๘๔ เมื่อผู้เสียหายทงั้ สองย่ืนคาร้ องขอให้บังคับจาเลย
ชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๔/๑ คาร้องดงั กลา่ วยอ่ มถือเป็นสว่ นหนึ่งของ
คดีอาญาและไม่ต้องเสียคา่ ธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ วรรคหนง่ึ เมื่อคดีสว่ นอาญายงั
ไม่ถึงท่ีสุดเพราะโจทก์ยังคงอุทธรณ์คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นอยู่ การกาหนดค่าสินไหมทดแทน
ในทางแพ่งซง่ึ ศาลจาต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคาพิพากษาสว่ นอาญาดงั ที่บญั ญตั ไิ ว้
ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ จึงต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาให้เป็นท่ียุติเสียก่อน แม้ผู้ร้ อง
ทงั้ สองจะมิได้อทุ ธรณ์คาพิพากษาศาลชนั้ ต้น แตป่ ัญหาดงั กล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกบั ความ
สงบเรียบร้อย ศาลอทุ ธรณ์ยอ่ มมีอานาจหยิบยกคดีสว่ นแพ่งขนึ ้ วินิจฉยั เพื่อให้เป็นไปตามผลแหง่
คดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ ที่ศาลอทุ ธรณ์หยิบยกคดี
สว่ นแพ่งขนึ ้ วินจิ ฉยั และกาหนดคา่ สนิ ไหมทดแทนให้แกผ่ ้รู ้องทงั้ สองซง่ึ เป็นผ้เู สียหายคดนี ีจ้ งึ ชอบ
แล้ว
ฎีกำท่ี ๔๒๕๔/๒๕๕๘ ฎ.๗๗๙ จาเลยร่วมกนั ฆ่าผ้ตู าย จาเลยต้องรับผิดชดใช้คา่ สนิ ไหม
ทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผ้ตู าย แม้โจทก์ร่วมไม่ได้อทุ ธรณ์
ฎีกา แตโ่ จทก์ร่วมยื่นคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนในศาลชนั้ ต้นตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๔๔/๑ ซึ่งกฎหมายประสงค์ให้ผ้ไู ด้รับความเสียหายจากการกระทาความผิดอาญาได้รับ
ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่จาต้องไปย่ืนฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ ดงั นัน้ จาเลยจึงต้องรับผิดชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เม่ือศาลอทุ ธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม
ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉยั โดยไมย่ ้อนสานวน
ฎีกำท่ี ๙๖๖๕/๒๕๕๕ ฎ.๓๐๗๘ โจทก์ร่วมถกู ยงิ จนได้รับอนั ตรายสาหสั แตศ่ าลอทุ ธรณ์
ฟังข้อเทจ็ จริงวา่ จาเลยที่ ๑ เพียงร่วมกบั พวกทาร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แล้วพิพากษาลงโทษจาเลย
ท่ี ๑ ฐานร่วมกนั ทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นและพิพากษายกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่น จาเลยที่
๑ พึงต้องรับผิดชดใช้คา่ สินไหมทดแทนเฉพาะในผลอนั เกิดจากการท่ีได้ทาร้ายร่างกายโจทก์ร่วม
200
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ เท่านนั้ หาจาต้องรับผิดในผลท่ีโจทก์ร่วมถกู ยิงจนได้รับอนั ตรายสาหสั
อนั เกิดจากการกระทาของบคุ คลอ่ืนไม่ และเป็นกรณีการชาระหนีอ้ นั ไม่อาจแบง่ แยกได้ ศาลฎีกา
ย่อมมีอานาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจาเลยที่ ๓ ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๕ (๑)
ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐
ฎีกำท่ี ๑๘๐๓๑/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๕๖ โจทก์และโจทก์ร่วมมีคาขอในส่วนแพ่งให้จาเลยคืน
หรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เม่ือคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจาเลยตกลงทาสัญญาประนี
ประนอมยอมความ และศาลชนั้ ต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดสี ว่ นแพง่ จงึ เป็นไปตามคาพพิ ากษา
ตามยอมตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๗ ไมจ่ าต้องมีคาพิพากษาให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาตามคาขอของ
โจทก์และโจทก์ร่วมในคดสี ่วนอาญาอีก การท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้จาเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์
ที่ยงั ไมไ่ ด้คนื ๑๓๕,๐๐๐ บาท แกโ่ จทก์ร่วมจงึ ไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๙๐๓๖/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๔๐ ในคดีตามคาร้ องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ให้ผู้เสียหายเป็นเงิน ๑๗๙,๐๐๐ บาท จาเลยฎีกาว่า จาเลยต้องรับผิดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
จานวนทนุ ทรัพย์ที่พิพาทกนั ในชนั้ ฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไมเ่ กินสองแสนบาทต้องห้ ามมิให้คคู่ วาม
ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ ฎีกาของ
จาเลยเป็นการโต้เถียงดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลอทุ ธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเทจ็ จริง
ต้องห้ามตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๕๔๑๙/๒๕๕๔ ฎ.๑๕๒๙ ผู้มีสิทธิยื่นคาร้ องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ต้อง
พิจารณาตามมาตรา ๒ (๔) และข้อเท็จจริงในขณะท่ียื่นคาร้องว่าเป็นผ้เู สียหายหรือไม่ เมื่อขณะ
ยื่นคาร้องจาเลยท่ี ๒ ไม่ใช่ผ้เู สียหาย จาเลยที่ ๒ จงึ ไม่มีสิทธิยื่นคาร้องขอให้จาเลยที่ ๑ ชดใช้ค่า
สนิ ไหมทดแทนตามมาตรา ๔๔/๑
ฎีกำท่ี ๙๒๑๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๐ เมื่อคดีนีจ้ าเลยขอถอนคาให้ การเดิม
ท่ีปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จาเลยขบั รถกระบะโดย
ประมาทชนรถจกั รยานยนต์ของผ้ตู าย เป็นเหตใุ ห้รถจกั รยานยนต์เสียหายและผ้ตู ายถึงแก่ความ
ตาย โดยผู้ตายไม่ได้มีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) โจทก์ร่วมซ่ึงเป็นบตุ รของผ้ตู ายย่อมมีอานาจจดั การแทนผ้ตู ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)
และมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ (๒) ในความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๑