The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

101

ผ้รู ้องจงึ มิใชผ่ ้เู สียหายท่ีมีสิทธิเรียกเอาคา่ สินไหมทดแทนอนั เน่ืองมาจากการกระทาความผิดของ
จาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคหน่ึง การที่ศาลชัน้ ต้นรับคาร้ องของผู้ร้ องและดาเนิน
กระบวนพิจารณาในสว่ นคดีแพง่ และศาลอทุ ธรณ์มีคาพิพากษาให้จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทน
แก่ผ้รู ้องจงึ ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๖๐๗๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๗ น.๖๘ ฮ. เป็นเจ้าของทรัพย์ ฮ. จึงเป็นผ้เู สียหายตาม
มาตรา ๒ (๔) และมีอานาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา ๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒ (๗) แม้ ฮ. จะพิการ
เดิน ไม่ได้ เพราะเป็ นอัมพ าตและศาลเ ยาวชนและครอบครัวกลางมี คาส่ังให้ เป็ นคน เสมื อน
ไร้ ความสามารถก็ตาม แต่ ฮ. ก็ยงั สามารถร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีอาญาแก่จาเลยที่ ๑ และที่ ๒
เหมือนเช่นบุคคลท่ัวไปได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ผู้พิทกั ษ์ก่อน
ดงั ท่ีบญั ญัติไว้ในมาตรา ๓๔ แห่ง ป.พ.พ. ประกอบกบั ฮ. มิได้ถูกจาเลยทงั้ ส่ีทาร้ายถึงตายหรือ
บาดเจ็บจนไม่สามารถจดั การเองได้ อนั จะทาให้โจทก์ร่วมในฐานะผ้จู ดั การมรดกของ ฮ. มีอานาจ
จดั การแทน ฮ. ได้ตามมาตรา ๕ (๒)

ฎีกำท่ี ๓๐๖๓/๒๕๕๒ ฎ.๘๔๖ ในคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมและ
ความผิดเก่ียวกบั เอกสาร ซึ่งผ้เู สียหายถึงแก่ความตายด้วยโรคประจาตวั ผ้บู พุ การีไมม่ ีอานาจเป็น
โจทก์ฟ้องหรือเข้าร่วมกับพนักงานอัยการเป็ นโจทก์ฟ้องแทนผู้เสียหาย เพราะไม่ต้องด้วย
บทบญั ญตั ขิ อง ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓ (๒) ประกอบมาตรา ๕ (๒)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕ (๓)
ฎีกำท่ี ๒๔๒-๒๔๓/๒๕๕๙ พ.ร.บ.ครูฯ มาตรา ๔ บญั ญัติให้คุรุสภาเป็นนิติบุคคลแยก
ต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการโดย มาตรา ๗ บญั ญัติให้มีคณะกรรมการอานวยการครุ ุสภา
ประกอบด้วย รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการเป็นประธาน ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการเป็นรอง
ประธาน ฯลฯ มาตรา ๑๐ บญั ญตั ิให้คณะกรรมการอานวยการครุ ุสภาเป็นผ้ใู ช้อานาจและปฏิบตั ิ
หน้าท่ีของครุ ุสภาตามมาตรา ๖ เม่ือมาตรา ๗ กาหนดให้รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการเป็น
ประธานคณะกรรมการอานวยการคุรุสภาโดยตาแหน่ง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอานวยการครุ ุสภามีส่วนใน
การกากับควบคมุ และสอดส่องดแู ลครุ ุสภารวมทงั้ องค์การค้าของครุ ุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหน่ึง
ของครุ ุสภาให้ปฏิบตั กิ ารเป็นไปตามกฎหมาย และในฐานะประธานคณะกรรมการย่อมเป็นผ้แู ทน
กระทาการใด ๆ ตอ่ บคุ คลภายนอกรวมทงั้ การแจ้งความร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีแก่ผ้ทู จุ ริต เบียดบงั

102

ทรัพย์สินขององค์การค้าของครุ ุสภาได้ อนั เป็นการปฏิบตั ิหน้าที่ตามปกติทว่ั ไปของนิติบุคคลจะ
พึงกระทาเพ่ือรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคล กรณีนีไ้ ม่ใช่เรื่องประธานคณะกรรมการ
อานวยการคุรุสภาปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.บ.ครูฯ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศกึ ษาธิการจงึ มีฐานะเป็นผ้แู ทนอื่น ๆ ของครุ ุสภาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ และมาตรา ๕
(๓) จงึ มีอานาจร้องทกุ ข์รวมทงั้ มอบอานาจให้ผ้อู ื่นไปร้องทกุ ข์แทนได้

ฎีกำท่ี ๑๑๗๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๓๘ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเพียงกรรมการตรวจรับงานจ้างของเทศบาลนครลาปาง
ผู้เสียหายท่ี ๑ โจทก์ร่วมมิใช่ผู้แทนของนิติบุคคลผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมไม่มีอานาจร้ องทุกข์แทน
ผู้เสียหายท่ี ๑ การที่นายกเทศมนตรีนครลาปางผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายท่ี ๑ ไม่แจ้งความ
ร้องทุกข์เพราะมีส่วนร่วมกระทาผิดกับจาเลยนนั้ มิใช่เหตทุ ่ีจะยกขึน้ อ้างเพื่อยกเว้นบทบญั ญัติ
ในเร่ืองผ้มู ีอานาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ หากการไม่ร้องทุกข์ของนายกเทศมนตรีนครลาปาง
ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายท่ี ๑ มีส่วนร่วมในการกระทาความผิด
อยา่ งใด ก็ชอบท่ีจะดาเนินคดีจากการละเว้นการปฏิบตั หิ น้าที่ของผ้แู ทนนติ บิ คุ คลเป็นอีกส่วนหนึ่ง
ดงั นี ้เม่ือนายกเทศมนตรีนครลาปางผ้แู ทนผ้เู สียหายที่ ๑ มิได้ร้องทุกข์ดงั นี ้ก็ต้องถือว่าไม่มีการ
สอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายและต้องห้ามมใิ ห้พนกั งานอยั การย่ืนฟ้องคดนี ีต้ อ่ ศาล

ฎีกำท่ี ๔๘๑๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๘ อ. ได้รับเลือกตงั้ เข้าเป็นคณะกรรมการของ
โจทก์ร่วมโดยเป็นเลขานกุ าร เม่ือ อ. นาผลการตรวจสอบเข้าท่ีประชมุ โจทก์ร่วมมีมติมอบอานาจ
ให้ อ. เป็ นผู้ดาเนินการร้ องทุกข์ดาเนินคดีแก่จาเลยจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อ. ไปร้ องทุกข์
ต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีแก่จาเลย และให้รายละเอียดต่อพนักงานสอบสวนตาม
ข้อเท็จจริงท่ีตรวจสอบมา ดงั นี ้อ. ย่อมมีอานาจดาเนินการร้องทกุ ข์แทนโจทก์ร่วมแล้วตงั้ แตว่ นั ท่ี
ที่ประชุมโจทก์ร่วมมีมติให้ อ. เป็นผู้ดาเนินการ การมอบอานาจให้บุคคลใด ๆ ไปร้องทุกข์นัน้
กฎหมายหาได้บังคับว่าต้องทาเป็นหนังสือหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟั งได้ว่าผู้เสียหายได้
มอบหมายให้ อ. ไปร้องทกุ ข์เพื่อดาเนินคดีแกผ่ ้กู ระทาความผิดคดนี ีจ้ ริง อ. ยอ่ มมีฐานะเป็นผ้แู ทน
อ่ืน ๆ ของโจทก์ร่วมท่ีจดั การแทนโจทก์ร่วมได้ตามนยั ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๓) การร้องทกุ ข์สามารถ
กระทาได้ด้วยวาจาให้พนกั งานสอบสวนบนั ทึกไว้ เมื่อเป็นการกระทาในขอบอานาจ แม้หนงั สือ
มอบอานาจลงวนั ท่ีภายหลงั ก็ไม่ทาให้ อ. ซงึ่ มีอานาจร้องทกุ ข์แทนโจทก์ร่วมได้อย่แู ล้วกลายเป็น
ผ้ทู ี่ไมม่ ีอานาจร้องทกุ ข์แทนโจทก์ร่วมไปได้แตอ่ ยา่ งใด การร้องทกุ ข์จงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้วตาม
มาตรา ๑๒๓ วรรคสอง พนกั งานสอบสวนและโจทก์จงึ มีอานาจสอบสวนและฟอ้ งคดีนี ้

103

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓
ฎีกำท่ี ๑๓๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๘๗ ศาลสอบถามจาเลยซ่ึงเป็ นคนต่างด้าวเชือ้ ชาติและ
สญั ชาติต่างประเทศ จาเลยพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจดี แสดงว่าศาลได้สอบคาให้การจาเลย
ต่อหน้าศาลและจาเลยเข้าใจคาฟ้องของโจทก์จึงให้การรับสารภาพ เช่นนีม้ ีการดาเนินกระบวน
พจิ ารณาตอ่ หน้าศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธี
พิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ และคาให้การรับสารภาพของจาเลยเป็นไปตาม
ความประสงค์อนั แท้จริงของจาเลยแล้วหาใชเ่ กิดจากความไมเ่ ข้าใจในภาษาไทยไม่ กรณีไมม่ ีเหตุ
จาเป็นจะต้องใช้ลา่ มแปลตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๓ วรรคหนง่ึ ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและ
วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ การดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นใน
วนั สอบคาให้การจาเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ฎีกำท่ี ๑๐๔๔๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๙๑ เม่ือผู้เสียหายทัง้ สามเป็นคนต่างด้าว
ไม่สามารถพูดหรือเข้ าใจภาษาไทย การดาเนินกระบวนพิจารณ าสืบพยานผู้เสียหาย
ทงั้ สามต้องตกอย่ใู นบงั คบั ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีใช้บงั คบั ในขณะนนั้
เม่ือปรากฏวา่ ในการสืบพยานผ้เู สียหายทงั้ สามไมม่ ีล่ามผ้แู ปล การดาเนินกระบวนพิจารณาของ
ศาลชัน้ ต้นในการสืบพยานปากผู้เสียหายทัง้ สาม จึงเป็นการฝ่ าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวย่อม
ไม่ชอบ ศาลจะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบนัน้ เสีย แม้ผู้เสียหายทัง้ สามเป็น
คนต่างด้าวและเดินทางออกนอกราชอาณาจกั รไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่าล่วงเลยระยะเวลา
ที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบนีไ้ ด้ เม่ือพยานปากผ้เู สียหายทงั้ สามเป็นพยานสาคญั
ในคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสานวนให้ศาลชนั้ ต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผ้เู สียหาย
ทงั้ สามและพพิ ากษาใหมใ่ ห้ถกู ต้องตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕

104

อำนำจสอบสวน
ข้อ ๑๕ คำถำม นายเอกขายเมทแอมเฟตามีนซ่ึงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑
ให้แก่สายลับที่ตาบลบางโทรัด อาเภอเมืองสมุทรสาคร จงั หวดั สมุทรสาคร ซ่ึงอย่ใู นเขตอานาจ
สอบสวนสถานีตารวจภธู รบางโทรัด เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ นานายเอกพร้อมยาเสพติดมอบ
แก่พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาคร พันตารวจเอกหน่ึงหัวหน้าพนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาคร มอบหมายให้พันตารวจโทสองพนักงานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาครสอบสวนดาเนินคดีนีแ้ ก่นายเอก และนายเอกยังกระทา
ความผดิ เก่ียวกบั การค้าประเวณีเด็กที่ตาบลบางโทรัด อาเภอเมืองสมทุ รสาคร จงั หวดั สมุทรสาคร
พลตารวจตรีสามผู้บังคับการตารวจภูธรจังหวดั สมุทรสาคร ออกคาสั่ง เรื่อง แต่งตงั้ พนักงาน
สอบสวนศนู ย์สอบสวนคดีพิเศษประจากองบงั คบั การตารวจภูธรจงั หวดั สมุทรสาคร โดยให้พัน
ตารวจโทสองปฏิบัติราชการที่ศูนย์สอบสวนคดีเด็ก สตรี และคดีพิเศษ ประจากองบังคับการ
ตารวจภูธรจงั หวดั สมทุ รสาคร เพื่อให้การสอบสวนเก่ียวกบั คดีดงั กล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
รวดเร็ว มีประสทิ ธิภาพ ประสบผลสาเร็จ ตามความมงุ่ หมายของทางราชการ ซง่ึ เป็นคาสงั่ ภายใน
หน่วยงานสานกั งานตารวจแห่งชาติ พนั ตารวจโทสองจึงดาเนินการสอบสวนนายเอกความผิด
เก่ียวกบั การค้าประเวณีเดก็ อีกสานวนหนงึ่
เมื่อการสอบสวนคดียาเสพติดเสร็จสิน้ ลง พนั ตารวจโทสองจงึ สรุปสานวนการสอบสวน
เสนอความเห็นควรสง่ั ฟ้องนายเอกผ้ตู ้องหาตอ่ พนกั งานอยั การจงั หวดั สมทุ รสาคร
เมื่อพนั ตารวจโทสองทาการสอบสวนความผิดเกี่ยวกบั การค้าประเวณีเดก็ แล้ว สง่ สานวน
การสอบสวนให้แกพ่ นั ตารวจเอกส่ีหวั หน้าพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รบางโทรัด พนั ตารวจ
เอกสี่จงึ สรุปสานวนการสอบสวน เสนอความเห็นควรสง่ั ฟ้องนายเอกผ้ตู ้องหาตอ่ พนกั งานอยั การ
จงั หวดั สมทุ รสาคร
หากพนักงานอัยการพิจารณาแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานเชื่อได้ว่านายเอกกระทา
ความผดิ ทงั้ สองสานวน พนกั งานอยั การจะดาเนินการอยา่ งไรตอ่ ไป
คำตอบ นายเอกขายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แก่สายลบั ท่ีตาบลบางโทรัดซ่ึง
อยใู่ นเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภธู รบางโทรัด เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ นานายเอกพร้อม
ยาเสพติดมอบแก่พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาคร แม้พันตารวจเอกหนึ่ง
หัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาคร มอบหมายให้พันตารวจโทสอง
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองสมุทรสาครสอบสวนดาเนินคดีนีแ้ ก่นายเอกก็ตาม แต่
หวั หน้ำพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสำครไม่มีเขตอำนำจสอบสวนนำย

105

เอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘
วรรคหนึ่ง เพรำะคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนำจของตน แม้จะมอบหมำยดังกล่ำวก็หำชอบ
ด้วยกฎหมำยไม่ (ฎีกาที่ ๑๓๘๑/๒๕๕๕) เม่ือกำรสอบสวนไม่ ชอบ พนักงำนอัยกำร
ไม่มีอำนำจฟ้องตำมมำตรำ ๑๒๐ พนักงำนอัยกำรต้องมีคำส่ังคืนสำนวนเก่ียวกับคดี
ยำเสพติดให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสำคร เพ่ือส่งสำนวนกำร
สอบสวนให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบำงโทรัดซ่ึงมีอำนำจในกำรสอบสวน
ทำกำรสอบสวนใหม่และให้พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนเพ่ือมีควำมเห็น
เสนอพนักงำนอัยกำรดำเนินกำรใหม่ต่อไป

ส่วนความผิดเก่ียวกับการค้าประเวณีเด็ก ควำมผิดเกิดขึน้ ในเขตท้องท่ีสถำนี
ตำรวจภธู รบำงโทรัด มีพนั ตารวจเอกส่ีหวั หน้าพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบำงโทรัด
เป็ นพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา ๑๘ นัน้ ชอบแล้ว ส่วนพันตารวจโทสอง
พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรสมุทรสาครเข้ามาเป็ นพนักงานสอบสวนเน่ืองมาจาก
พลตารวจตรีสามผู้บังคบั การตารวจภูธรจังหวดั สมุทรสาคร ออกคาสั่งฯ ให้พันตารวจโทสอง
ปฏิบตั ริ าชการที่ศนู ย์สอบสวนคดีเดก็ สตรี และคดีพิเศษ ประจากองบงั คบั การตารวจภธู รจงั หวดั
สมุทรสาคร ซ่ึงเป็นคาสั่งภายในหน่วยงานสานักงานตารวจแห่งชาติทาการสอบสวน ดงั นัน้
พันตำรวจโทสองเป็ นผู้ได้รับมอบหมำยตำมคำส่ังจึงมีอำนำจหน้ ำท่ีเป็ นพนักงำน
สอบสวนได้ เพรำะคดีเกิดในเขตอำนำจของกองบังคับกำรตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสำคร
ซ่ึงมีอำนำจครอบคลุมทัง้ จังหวัดสมุทรสำคร (ฎีกาที่ ๑๗๕๘๑/๒๕๕๕) กำรสอบสวน
จึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว พนักงำนอัยกำรมีอำนำจฟ้องตำมมำตรำ ๑๒๐ เม่ือพนักงำน
อัยกำรพิจำรณำแล้ว เห็นว่ำพยำนหลักฐำนเช่ือได้ว่ำนำยเอกกระทำควำมผิด พนักงำน
อัยกำรจะมีคำส่ังฟ้ องนำยเอกและดำเนินกำรฟ้ องศำลจังหวัดสมุทรสำครต่ อไป
ในควำมผิดเก่ียวกับกำรค้ำประเวณีเดก็

ฎีกำท่ี ๑๓๘๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๔๕ เหตคุ ดีนีเ้กิดในเขตอานาจของพนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจภธู รตาบลบางโทรัด เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ นาจาเลยมอบแก่พนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองสมทุ รสาคร แม้หวั หน้าพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอ
เมื องสมุทรสาครมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอเมื องสมุทร สาคร
สอบสวนดาเนินคดีนีแ้ ก่จาเลยก็ตาม แตห่ วั หน้าพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอเมือง
สมุทรสาครไม่มีเขตอานาจสอบสวนจาเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘
วรรคแรก เพราะคดีไม่ได้เกิดในเขตอานาจของตน แม้จะมอบหมายดังกล่าวก็หาชอบด้วย
กฎหมายไม่

106

ฎีกำท่ี ๑๗๕๘๑/๒๕๕๕ ฎ.๑๘๗๒ ความผิดเกิดขึน้ ในเขตท้องท่ีสถานีตารวจนครบาล
บึงกุ่ม ซ่ึงมีร้ อยตารวจโท อ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ ส่วน
พนั ตารวจตรี ต. พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลโชคชัย เข้ามาเป็นพนกั งานสอบสวน
เนื่องมาจากพลตารวจตรี ว. ผ้บู งั คบั การกองบงั คบั การตารวจนครบาล ๔ ออกคาสง่ั กองบงั คบั
การตารวจนครบาล ๔ ที่ ๑๗๑/๒๕๔๙ เรื่อง แต่งตงั้ พนกั งานสอบสวนศนู ย์สอบสวนคดีพิเศษ
ประจากองบงั คบั การตารวจนครบาล ๔ โดยให้พนั ตารวจตรี ต. ปฏิบตั ิราชการที่ศนู ย์สอบสวนคดี
เด็ก สตรี และคดีพิเศษ ประจากองบงั คบั การตารวจนครบาล ๔ เพื่อให้การสอบสวนเก่ียวกบั คดี
ดงั กล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประสบผลสาเร็จ ตามความม่งุ หมาย
ของทางราชการ ซงึ่ เป็นคาสง่ั ภายในหน่วยงานสานกั งานตารวจแห่งชาติ ดงั นนั้ พนั ตารวจตรี ต.
ผ้ไู ด้รับมอบหมายตามคาสง่ั จงึ มีอานาจหน้าท่ีเป็นพนกั งานสอบสวน
ข้อสังเกต คดีนี้เกิดในเขตอานาจของกองบงั คบั การตารวจนครบาล ๔ ซ่ึงมีอานาจครอบคลุม
ทง้ั พืน้ ทีก่ องบงั คบั การตารวจนครบาล ๔ พนั ตารวจตรี ต. จึงมีอานาจสอบสวน

ข้อ ๑๖ คำถำม นายกล้ามีภูมิลาเนาอย่ทู ่ีอาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร ขายเมท
แอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แก่นายเก่งที่อาเภอคลองลาน จังหวัด
กาแพงเพชร ๑๐,๐๐๐ เม็ด นายเก่งนาเมทแอมเฟตามีน ๑๐,๐๐๐ เมด็ ไปจาหนา่ ยในท้องท่ีสถานี
ตารวจนครบาลบางเขน จนถกู เจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจนครบาลบางเขนจบั กุมดาเนินคดี
พร้อมเมทแอมเฟตามีนดงั กล่าว นายเก่งเลา่ ให้เจ้าพนกั งานตารวจฟังว่าเคยซือ้ เมทแอมเฟตามีน
จากนายกล้าและนายโก๋เป็นประจา สาหรับเมทแอมเฟตามีน ๑๐,๐๐๐ เม็ดซือ้ มาจากนายกล้า
เจ้าพนกั งานตารวจจงึ ได้วางแผนให้นายเก่งโทรศพั ท์สง่ั ซือ้ เมทแอมเฟตามีนจากนายกล้าและนาย
โก๋ในท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางเขนตอ่ หน้าเจ้าพนกั งานตารวจ นายเก่งไมส่ ามารถโทรศพั ท์
ติดต่อนายกล้าได้ แต่สามารถโทรศพั ท์สัง่ ซือ้ เมทแอมเฟตามีนจากนายโก๋ได้อีก ๕๐,๐๐๐ เม็ด
โดยนดั ให้นายโก๋มาส่งเมทแอมเฟตามีนท่ีกรุงเทพมหานคร เม่ือถึงเวลานัดหมายเจ้าพนักงาน
ตารวจสถานีตารวจนครบาลบางเขนจบั กุมนายโก๋ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน ๕๐,๐๐๐ เม็ด ท่ี
สถานีขนส่งสายเหนือซ่ึงอยู่ในท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางซ่ือ พร้อมของกลางส่งพนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขน พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขนทาการ
สอบสวน แล้วสรุปสานวนการสอบสวนเห็นควรสงั่ ฟ้องนายโก๋เสนอตอ่ พนกั งานอยั การวา่ นายโก๋
มีเมทแอมเฟตามีน ๕๐,๐๐๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย และพนกั งานสอบสวนได้ยื่น

107

คาร้ องขอหมายจับนายกล้ าเพ่ือมาดาเนินคดีในการขายเมทแอมเฟตามีน ๑๐,๐๐๐ เม็ด
ศาลอาญาออกหมายจบั นายกล้าท่ีขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายเก่ง ๑๐,๐๐๐ เม็ด ที่อาเภอ
คลองลานจงั หวดั กาแพงเพชร ตอ่ มาเจ้าพนกั งานตารวจจบั นายกล้าได้ที่อาเภอเมืองกาแพงเพชร
แล้วส่งตวั นายกล้าไปที่สถานีตารวจนครบาลบางเขนเพ่ือดาเนินคดี พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจนครบาลบางเขนทาการสอบสวน แล้วสรุปสานวนการสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องนายกล้า
เสนอตอ่ พนกั งานอยั การอีกคดหี นง่ึ

ให้วินิจฉัยว่า หากพนกั งานอยั การพิจารณาแล้ว เห็นวา่ พยานหลกั ฐานเช่ือได้ว่านายโก๋
และนายกล้าผ้ตู ้องหากระทาความผิด พนกั งานอยั การจะดาเนนิ การอยา่ งไรตอ่ ไป

คำตอบ เจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจนครบาลบางเขนจบั กุม นายเก่งได้พร้อมเมท
แอมเฟตามีน จงึ ได้วางแผนให้นายเก่งโทรศพั ท์ในท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางเขนเพ่ือสงั่ ซือ้
เมทแอมเฟตามีน ๕๐,๐๐๐ เม็ด จากนายโก๋ จนจับกมุ นายโก๋ได้ในท้องที่สถานีตารวจนครบาล
บางซ่ือ กรณีจึงเป็ นควำมผิดต่อเน่ืองและกระทำต่อเน่ืองเก่ียวพันกันทัง้ ในท้องท่ีสถานี
ตารวจนครบาลบางเขนซึง่ เป็นท้องท่ีท่ีนายเก่งโทรศพั ท์ลอ่ ซือ้ และสถานีตารวจนครบาลบางซื่อซง่ึ
เป็นท้องที่ที่จับกุมนายโก๋ พนักงำนสอบสวนท้องท่ีหน่ึงท้องท่ีใดท่ีเก่ียวข้องจึงมีอำนำจ
สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๓) เมื่อ
เจ้าพนักงานตารวจสถานีตารวจนครบาลบางเขนทราบการล่อซือ้ ก่อนการจับกุม ถือว่ำพบ
กำรกระทำควำมผิดแล้ว พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลบำงเขนเป็ นพนักงำน
สอบสวนซ่ึงท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำควำมผิดก่อนอยู่ในเขตอำนำจจึงเป็ นผู้รับผิดชอบ
ในกำรสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) กำรสอบสวนจึงเป็ นไปโดยชอบด้วย
กฎหมำย พนักงำนอัยกำรมีอำนำจฟ้อง (ฎีกาท่ี ๔๓๓๗/๒๕๕๔) พนักงำนอัยกำรต้อง
มีคำส่ังฟ้องนำยโก๋ผู้ต้องหำต่อศำลท่ีมีเขตอำนำจ

การสอบสวนต้องทาโดยพนกั งานสอบสวนที่ระบไุ ว้ในมาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘
กล่าวคือ พนักงำนสอบสวนจะมีอำนำจสอบสวนเม่ือควำมผิดอำญำได้เกิด หรือผู้ต้องหำ
มีท่ีอยู่ หรือถูกจับภำยในเขตอำนำจ เม่ือนายกล้ามีภูมิลาเนาและขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่
นายเก่งท่ีอาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร โดยไมป่ รากฏวา่ นายกล้ากบั นายเกง่ ร่วมกนั มีเมท
แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายภายหลังจากนนั้ อีก ท้องที่ซึ่งนายกล้าถูกจบั ก็อยู่ที่
อาเภอเมืองกาแพงเพชร จงึ ไม่มีเหตุท่ีพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลบำงเขนจะมี
อำนำจสอบสวนได้ตามมาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง ทัง้ ถือไม่ได้ว่ำเป็ นกำรทำกำรแทนพนักงำน
สอบสวนผู้มีอำนำจตามที่มาตรา ๑๒๘ บัญญัติไว้ กำรสอบสวนนำยกล้ำโดยพนักงำน

108

สอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลบำงเขนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำย (ฎีกาท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙)
พนักงำนอัยกำรไม่มีอำนำจฟ้อง ต้องมีคำส่ังคืนสำนวนกำรสอบสวนซ่ึงมีนำยกล้ำเป็ น
ผู้ต้องหำ ให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลบำงเขน เพ่ือส่งสำนวนกำร
สอบสวนให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรคลองลำน หรือพนักงำนสอบสวน
สถำนีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ซ่ึงมีอำนำจในกำรสอบสวนทำกำรสอบสวนใหม่ และ
ให้พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนกำรสอบสวนคดีนำยกล้ำ เพ่ือมีควำมเห็น
เสนอพนักงำนอัยกำรดำเนินกำรต่อไป

ฎีกำท่ี ๔๓๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๔๑ เจ้าพนักงานตารวจสถานีตารวจนครบาล
บางเขนจับกุม ว. ได้พร้ อมเมทแอมเฟตามีนจานวนหน่ึงเป็นของกลาง จึงได้วางแผนให้ ว.
โทรศพั ท์สง่ั ซือ้ เมทแอมเฟตามีนของกลางจากจาเลยและ ป. อีก จนจับกมุ จาเลยและ ป. ได้ใน
ท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางซ่ือ กรณีจึงเป็นความผิดตอ่ เน่ืองและกระทาตอ่ เนื่องเกี่ยวพนั กนั
ทงั้ ในท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางเขนซึ่งเป็นท้องที่ที่ ว. โทรศพั ท์ล่อซือ้ และสถานีตารวจนคร
บาลบางซื่อซ่ึงเป็นท้องท่ีที่จบั กมุ จาเลยและ ป. พนกั งานสอบสวนท้องท่ีหนึ่งท้องท่ีใดท่ีเกี่ยวข้อง
จึงมีอานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๓) การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมี
อานาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐

ฎีกำท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙ ฎ.๑๙๕ การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ต้องทาโดย
พนกั งานสอบสวนที่ระบุไว้ในมาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘ เมื่อเหตุที่จาเลยจาหน่ายเมท
แอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่อาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร โดยไมป่ รากฏวา่ จาเลย
กับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายภายหลังจากนัน้ อีก
ท้ องที่ ซึ่งจาเลยถูกจับ ก็อยู่ภายใต้ เขตอานาจของพ นั กงานสอบสวนสถานี ตารวจภูธรเมื อง
กาแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตอุ ื่นตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ที่จะทาให้พนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภธู รปางศิลาทองมีอานาจสอบสวนได้ ทงั้ ถือไมไ่ ด้ว่าเป็นการทาการแทนพนกั งานสอบสวน
ผู้มีอานาจตามท่ีมาตรา ๑๒๘ บัญญัติไว้ การสอบสวนจาเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรปางศิลาทองจงึ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามท่ีระบไุ ว้ในมาตรา
๑๒๐ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง

109

ข้อ ๑๗ คำถำม นายแดงนายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จานวน ๑๐๐
เมด็ เดนิ ทางออกจากบ้านซอยข้างวดั ยานนาวาซงึ่ อยใู่ นเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนคร
บาลยานนาวา ไปท่ีบ้านร้างในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร เมื่อ
นายแดงเดินออกจากบ้านถึงปากซอยวดั ยานนาวา ร้อยตารวจเอกดากับพวกแน่ใจแล้วว่านาย
แดงคือคนร้ายที่จะนายาเสพติดไปขายท่ีบ้านร้างตามที่ได้รับแจ้งจากสายลบั ร้อยตารวจเอกดา
กับพวกจึงว่ิงเข้าไปจับกุมนายแดง แต่นายแดงว่ิงหนี ร้ อยตารวจเอกดาวิ่งตามจับนายแดงได้
บริเวณบ้านร้างในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกรพร้อมยาเสพติด
๑๐๐ เม็ดจากนายแดงเป็นของกลางนาส่งพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลยานนาวา
ดาเนินคดี จากการสอบสวนขยายผลทราบวา่ นายแดงซือ้ ยาเสพตดิ มาจากนายนา้ เงินที่บ้านซงึ่ อยู่
ในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลตล่ิงชัน ร้ อยตารวจเอกดาจึงขอศาลออก
หมายจับ และจับนายนา้ เงินได้ที่บ้านของนายนา้ เงินซ่ึงอยู่ในเขตอานาจสอบสวนของสถานี
ตารวจนครบาลตลิ่งชนั พร้อมยาเสพติด ๑๐,๐๐๐ เม็ด เป็นของกลางนาไปทาบนั ทกึ การจบั กมุ ท่ี
สถานีตารวจนครบาลตล่ิงชนั แล้วส่งพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลยานนาวาดาเนนิ คดี
หากพนกั งานสอบสวนจะตงั้ ข้อหานายแดงว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่าย ๑๐๐ เม็ด และตัง้ ข้อหานายนา้ เงินว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ใน
ครอบครองเพ่ือจาหน่าย ๑๐,๐๐๐ เม็ด และจาหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แก่นาย
แดง ๑๐๐ เมด็

ให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนท้องท่ีใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการ
ดาเนินคดแี ก่นายแดงและนายนา้ เงิน

คำตอบ การท่ีนายแดงมียาเสพติดให้โทษเดินทางออกจากบ้านซึ่งอยู่ในเขตอานาจ
สอบสวนของสถานีตารวจนครบาลยานนาวา แล้วครอบครองยาเสพติดให้โทษจนเข้ามาในเขต
อานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร กำรมียำเสพตดิ ไว้ในครอบครองเพ่ือ
จำหน่ำยเป็ นควำมผิดต่อเน่ืองและกระทำต่อเน่ืองกันในท้องท่ีต่ำง ๆ เกินกว่ำหน่ึงท้องท่ี
ขึน้ ไป พนักงำนสอบสวนในท้องท่ีหน่ึงท้องท่ีใดท่ีเก่ียวข้องมีอำนำจสอบสวนได้ ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคหนง่ึ (๓) พนักงำนสอบสวนสถำนี
ตำรวจนครบำลยำนนำวำและสถำนีตำรวจนครบำลวัดพระยำไกรจึงมีอำนำจสอบสวน
คดนี ำยแดง

ขณะที่ร้ อยตารวจเอกดาพบนายแดงมียาเสพติดในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจ
นครบาลยานนาวาก่อนที่จะจบั ตวั นายแดงได้นนั้ ต้องถือว่ำเป็ นกรณีจับผู้ต้องหำยงั ไม่ได้ และ

110

พบกำรกระทำควำมผิดก่อน พนักงำนสอบสวนซ่ึงเป็ นท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำผิดก่อน
อยู่ในเขตอำนำจเป็ นผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข)
แม้ร้อยตารวจเอกดาจะจบั นายแดงได้ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร
ในเวลาตอ่ มา ก็ไม่ทาให้ผ้รู ับผิดชอบในการสอบสวนเปลี่ยนแปลงไป พนักงำนสอบสวนสถำนี
ตำรวจนครบำลยำนนำวำซ่ึงเป็ นท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำผิดก่อนจึงเป็ นพนักงำนสอบสวน
ผู้รับผิดชอบในกำรดำเนินคดีแก่นำยแดง (ฎีกาที่ ๓๙๕๒/๒๕๕๑)

นายนา้ เงินขายยาเสพติด ๑๐๐ เม็ด ให้แก่นายแดงในเขตอานาจสอบสวนของสถานี
ตารวจนครบาลตล่ิงชนั และไม่ปรากฏว่านายนา้ เงินร่วมกบั นายแดงมียาเสพติด ๑๐๐ เม็ดเพ่ือ
จาหน่ายในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลยานนาวาและสถานีตารวจนครบาลวดั
พระยาไกร ควำมผิดฐำนจำหน่ำยยำเสพตดิ ไม่ใช่ควำมผิดต่อเน่ือง เมื่อนายนา้ เงินจาหน่าย
ยาเสพติดที่ตลิ่งชัน ควำมผิดอำญำได้เกิดในเขตอำนำจสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำล
ตล่ิงชัน โดยปกติให้เป็ นหน้ำท่ีพนักงำนสอบสวนผู้นัน้ เป็ นผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวน
ควำมผิดนั้น ๆ เพ่ือดำเนินคดี เว้นแต่เม่ือมีเหตุจำเป็ นหรือเพ่ือควำมสะดวก จึ งให้
พนักงำนสอบสวนแห่งท้องท่ีท่ีผู้ต้องหำมีท่ีอยู่ หรือถูกจับเป็ นผู้รับผิดชอบดำเนินกำร
สอบสวนตามมาตรา ๑๘ สาหรับความผิดฐานมียาเสพตดิ ให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครอง
เพ่ือจาหนา่ ย ๑๐,๐๐๐ เม็ด ควำมผิดอำญำได้เกิดในเขตอำนำจสอบสวนสถำนีตำรวจนคร
บำลตล่ิงชันเช่นเดียวกัน เม่ือท้องท่ีที่นายนา้ เงินถกู จบั และภูมิลาเนาของนายนา้ เงินก็อยใู่ นเขต
อานาจสอบสวนสถานีตารวจนครบาลตลิ่งชนั เช่นเดียวกับท้องที่ที่ความผิดอาญาได้เกิดในเขต
อานาจ พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลตล่ิงชันจึงมีอำนำจสอบสวนและเป็ น
พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกำรดำเนินคดแี ก่นำยนำ้ เงนิ (ฎีกาที่ ๒๕๒๙/๒๕๔๙)
ข้อสังเกต คาตอบเรื่องพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการดาเนินคดีแก่นายแดงได้ปรับบท
คาตอบตามหมายเหตขุ องศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์ ทา้ ยฎีกาที่ ๓๙๕๒/๒๕๕๑

ฎีกำท่ี ๓๙๕๒/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๕ เม่ือจาเลยมียาเสพติดให้โทษของกลางตงั้ แต่
ออกเดินทางจากซอยข้างวดั ยานนาวา ซ่ึงอยู่ในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาล
ยานนาวา แล้วครอบครองยาเสพติดให้โทษดงั กล่าวตลอดมาจนกระทง่ั ถูกจบั กุมได้ในเขตพืน้ ที่
รับผิดชอบสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร ดงั นนั้ หากแม้สถานท่ีเกิดเหตมุ ิได้อยู่
ในเขตอานาจสอบสวนของสถานีตารวจนครบาลยานนาวา พนักงานสอบสวนสถานีตารวจ
นครบาลยานนาวาก็มีอานาจสอบสวนได้ เพราะกรณีเป็นความผิดต่อเน่ืองกันในท้องท่ีตา่ งกัน
พนกั งานสอบสวนในทกุ ท้องท่ีที่ความผิดได้เกิดขึน้ มีอานาจสอบสวนได้ ส่วน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙

111

วรรคสาม (ก) (ที่ถูกควรเรียก มาตรา ๑๙ วรรคสอง (ก) ดู เกียรติขจร วจั นะสวสั ด์ิ. คาอธิบาย
หลกั กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.พิมพ์ครั้งที่ ๗,น. ๔๙๕) ท่ีบญั ญัติว่า ถ้าจบั ผู้ต้องหาได้
แล้ว พนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบในการสอบสวนคือ พนกั งานสอบสวนซง่ึ ท้องท่ีที่จบั ได้อย่ใู น
เขตอานาจ เป็นการกาหนดให้ต้องมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทาคดีหากมีปัญหากันใน
ระหว่างพนักงานสอบสวนหลายท้องที่ท่ีมีอานาจสอบสวนเท่านนั้ มิได้หมายความว่าพนักงาน
สอบสวนที่เคยมีอานาจสอบสวนอยแู่ ล้วต้องหมดอานาจไปเพราะบทบญั ญัตขิ องมาตรานี ้ดงั นนั้
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลยานนาวายอ่ มมีอานาจสอบสวนคดี
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ด์ิ) ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้
ในครอบครองเพื่อจาหน่ายเป็น "ความผิดต่อเนื่อง" ซึ่งศาสตราจารย์จิตติ ติงศภทั ิย์ ได้อธิบายไว้
ในคาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ หวั ข้อ ๑๑ ว่า คือ ความผิดที่ "เกิดจากการกระทาที่มีสภาพ
ติดต่อสืบเนือ่ งกนั คงตวั อยู่ชว่ั ระยะหน่ึง" ทานองเดียวกบั ความผิดฐานมีอาวธุ ปื นไว้ในครอบครอง
โดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต (คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๘๓/๒๕๓๙)

เมื่อเป็นความผิดต่อเนือ่ งและกระทาต่อเนื่องกนั ในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าทอ้ งที่หนึ่งขึ้นไป
พนกั งานสอบสวนในทอ้ งทีห่ น่ึงท้องทีใ่ ดที่เกีย่ วข้องมีอานาจสอบสวนได้ (ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๓))
ดงั นน้ั เมื่อจาเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพือ่ จาหน่ายในทอ้ งที่สถานีตารวจนครบาล
ยานนาวาและท้องที่สถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร พนกั งานสอบสวนทง้ั สองสถานีต่างมี
อานาจสอบสวนความผิดดงั กล่าว แต่พนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้จะต้องเป็นพนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจนครบาลแห่งใดแห่งหน่ึงเท่านน้ั เพราะมาตรา ๑๙ วรรคสอง บญั ญตั ิไวว้ ่า
ถา้ จบั ผู้ตอ้ งหาไดแ้ ลว้ คือพนกั งานสอบสวนซึ่งทอ้ งที่ทีจ่ บั ไดอ้ ย่ใู นเขตอานาจ (ดูมาตรา ๑๙ วรรค
สอง (ก)) ถา้ จบั ผูต้ อ้ งหายงั ไม่ได้ คือ พนกั งานสอบสวนซึ่งท้องทีท่ ีพ่ บการกระทาผิดก่อนอยู่ในเขต
อานาจ (ดูมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข))

ข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาศาลฎีกานี้ น่าจะต้องถือว่า เมื่อเจ้าพนกั งานตารวจสถานี
ตารวจนครบาลยานนาวาติดตามจบั กมุ จาเลยได้ในทอ้ งที่สถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกรนน้ั
ได้มีการ "พบ" การกระทาผิดฐานนี้ในท้องที่สถานีตารวจนครบาลยานนาวามาก่อนหน้านน้ั แล้ว
ดงั นน้ั พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลยานนาวาจึงมีท้งั อานาจสอบสวนและอานาจ
รับผิดชอบในการสอบสวน

มีข้อสงั เกตว่าหากเจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจนครบาลยานนาวาซ่ึงจบั กมุ จาเลยได้
ในท้องที่สถานีตารวจนครบาลวดั พระยาไกร ได้นาตวั จาเลยไปส่งให้พนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจนครบาลวัดพระยาไกร และพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลวัดพระยาไกร

112

ซึ่งมีอานาจสอบสวน แต่ได้ทาหน้าที่รับผิดชอบในการสอบสวนด้วย กรณีเช่นนี้ คงต้องถือว่า
เป็ นการสอบสวนที่ไม่ชอบ เพราะขณะที่จับได้นั้น ได้มีการ "พบ" การกระทาความผิดฐานนี้
ในท้องที่สถานีตารวจนครบาลยานนาวามาก่อนหน้านน้ั แล้ว อานาจรับผิดชอบในการสอบสวน
จึงเป็นของทอ้ งทีส่ ถานีตารวจนครบาลยานนาวาเท่านน้ั

ข้อ ๑๘ คำถำม นายแดงกระทาชาเราเด็กหญิงดาอายุ ๑๔ ปีหลายครัง้ คือ เมื่อวนั ที่ ๑
มกราคม ๒๕๕๒ ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองลาปาง เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์
๒๕๕๒ ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองลาปาง และเม่ือวนั ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ ใน
เขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภธู รบ้านเสดจ็ ตอ่ มามารดาของเดก็ หญิงดาร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองลาปางเมื่อวนั ท่ี ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ให้ดาเนินคดีแก่นายแดงที่
กระทาชาเราเด็กหญิงดาเมื่อวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ เจ้าพนกั งานตารวจจบั นายแดงได้ในเขต
อานาจสอบสวนสถานีตารวจภธู รเมืองลาปางเม่ือวนั ท่ี ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒ แล้วดาเนินคดีเป็นคดี
หนึ่ง ต่อมามารดาของเด็กหญิงดาร้องทุกข์ต่อพนั ตารวจโทม่วงหวั หน้ าพนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรบ้านเสด็จเมื่อวันท่ี ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ให้ดาเนินคดีแก่นายแดงที่กระทาชาเรา
เด็กหญิงดาเมื่อวนั ท่ี ๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๒ และวนั ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ เจ้าพนกั งานตารวจจบั
นายแดงได้ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภธู รบ้านเสดจ็ ในวนั รุ่งขนึ ้ ตอ่ มาพนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรเมืองลาปางสอบสวนและสรุปสานวนเสนอความเหน็ ควรสงั่ ฟ้องนายแดงสาหรับ
การกระทาความผิดเม่ือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ สานวนหน่ึง และพันตารวจโทม่วงหัวหน้า
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รบ้านเสดจ็ สอบสวนและสรุปสานวนเสนอความเหน็ ควรสง่ั ฟอ้ ง
นายแดงสาหรับการกระทาความผิดเม่ือวนั ที่ ๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๒ และวนั ท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๕๒
อีกสานวนหนงึ่

ให้วินิจฉัยว่า พันตารวจโทม่วงหัวหน้าพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรบ้านเสด็จมี
อานาจสอบสวนและสรุปสานวนเสนอความเห็นควรสง่ั ฟ้องนายแดงสาหรับการกระทาความผิด
เมื่อวนั ที่ ๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๒ และวนั ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๒ หรือไม่

คำตอบ นายแดงกระทาความผิดหลายกรรมซ่ึงกระทาลงในท้องท่ีต่าง ๆ กัน คือ เม่ือ
วนั ท่ี ๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๒ ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองลาปาง และเม่ือวนั ท่ี ๓
มีนาคม ๒๕๕๒ ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภูธรบ้านเสด็จ พนักงำนสอบสวนท้องท่ี
หน่ึงท้ องท่ีใดท่ีเก่ียวข้ องมีอำนำจสอบสวนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง (๔) พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองลำปำงและพนักงำน

113

สอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบ้ำนเสดจ็ จึงมีอำนำจสอบสวน
สว่ นท่ีมารดาของเดก็ หญิงดาร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองลาปาง

เม่ือวนั ท่ี ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ก็เป็นการร้องทุกข์ท่ีนายแดงกระทาชาเราเด็กหญิงดาเม่ือวนั ที่ ๑
มกราคม ๒๕๕๒ เท่านัน้ แม้เจ้าพนักงานตารวจจับนายแดงได้ในเขตอานาจสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรเมืองลาปางเม่ือวนั ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒ แต่เป็ นกำรร้องทุกข์สำหรับกำรกระทำ
ควำมผิดอำญำคนละกรรมกับคดีท่ีกระทำเม่ือวันท่ี ๒ กุมภำพันธ์ และเม่ือวันท่ี ๓
มีนำคม ๒๕๕๒ กรณีจึงถือไม่ได้ว่ำพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองลำปำงพบ
กำรกระทำควำมผิดก่อน จึงไม่เป็ นพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ ตามมาตรา ๑๙
วรรคสอง (ข) ตอ่ มามารดาของเด็กหญิงดาร้องทกุ ข์ตอ่ พนั ตารวจโทมว่ งหวั หน้าพนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรบ้านเสด็จสาหรับการกระทาเมื่อวนั ที่ ๒ กุมภาพันธ์และเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม
๒๕๕๒ ต้องถือว่ำเป็ นกรณีจับผู้ต้องหำยังไม่ได้ และพันตำรวจโทม่วงหัวหน้ำพนักงำน
สอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบ้ำนเสดจ็ ซ่ึงเป็ นท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำควำมผิดก่อนอย่ใู นเขต
อำนำจ เป็ นผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) แม้ต่อมำจะจับกุม
นำยแดงได้ในเวลำต่อมำ ก็ไม่ ทำให้ ผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวนเปล่ียนแปลงไป
พันตำรวจโทม่วงจงึ เป็ นผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวนและสรุปสำนวนเสนอควำมเหน็ ควร
ส่ังฟ้องนำยแดงสาหรับการกระทาความผิดเมื่อวนั ท่ี ๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๒ และวนั ท่ี ๓ มีนาคม
๒๕๕๒ (เทียบฎีกาท่ี ๖๒๕/๒๕๕๒)
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ถามเรื่องอานาจสอบสวนและใครเป็ นพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
นกั ศึกษาตอ้ งตอบทง้ั สองส่วนจึงจะไดค้ ะแนนครบทงั้ สองประเด็น หากนกั ศึกษาตอบว่าพนั ตารวจ
โทม่วงเป็นพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพราะเป็นท้องทีท่ ี่ "จบั " จะถือว่าเหตผุ ลผิด เพราะกรณี
นีเ้ ป็นเรื่อง "พบ" ก่อน "จบั " ทอ้ งทีท่ ี่ "พบ" เป็นพนกั งานสอบสวนผรู้ บั ผิดชอบ

ฎีกำท่ี ๖๒๕/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๑ จาเลยกระทาความผิดหลายกรรมซ่ึงกระทาลงใน
ท้องที่ต่าง ๆ กัน โดยความผิดตามฟ้องข้อ (ก) (ข) และ (ค) กระทาในท้องท่ีสถานีตารวจภูธร
ตาบลบ้านเสดจ็ สว่ นความผิดตามฟ้องข้อ (ง) และ (จ) กระทาลงในท้องที่สถานีตารวจภธู รอาเภอ
เมืองลาปาง พนกั งานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดท่ีเกี่ยวข้องมีอานาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙ วรรคหนึง่ (๔) ร้อยตารวจเอก บ. พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรตาบลบ้านเสดจ็
จึงมีอานาจสอบสวน ส่วนท่ี จ. ได้ไปร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอเมือง
ลาปาง และเจ้าพนักงานตารวจสถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองลาปางจับกุมจาเลยเม่ือวันที่ ๕
กรกฎาคม ๒๕๔๕ นัน้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นเรื่องของการร้ องทุกข์และจับกุมจาเลยท่ีได้

114

กระทาชาเราผ้เู สียหายเม่ือเดอื นมกราคม ๒๕๔๕ โดยเหตเุ กิดท่ีหมบู่ ้าน ก. ตาบลพระบาท อาเภอ
เมืองลาปาง จงั หวดั ลาปาง ดงั นนั้ แม้จะมีการจบั กุมจาเลยได้ในท้องที่สถานีตารวจภูธรอาเภอ
เมืองลาปางก่อน แตก่ ็เป็นการจบั กมุ จาเลยสาหรับการกระทาความผิดอาญาคนละกรรมกบั คดีนี ้
กรณีจงึ ถือไม่ได้ว่าพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รอาเภอเมืองลาปางเป็นพนกั งานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบ ตามบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคสอง (ก) เมื่อมีการจบั กุมจาเลยใน
ท้องที่สถานีตารวจภธู รตาบลบ้านเสดจ็ เมื่อวนั ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ร้อยตารวจเอก บ. พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรตาบลบ้านเสด็จจึงเป็นพนักงานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบ การสอบสวน
เป็นไปโดยชอบและพนกั งานอยั การโจทก์มีอานาจฟ้อง
ข้อสังเกต คาพิพากษาฎีกานี้ไม่ปรากฏว่า "พบ" การกระทาผิดก่อน "จับ" ข้อเท็จจริงปรากฏ
เพียงการ "จับ" ศาลฎีกาจึงวินิจฉยั ว่าท้องที่ที่ "จับ" เป็ นพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ใน
คาถามข้อเท็จจริงชัดเจนว่า "พบ" การกระทาผิดก่อน "จับ" จึงต้องถือว่าท้องที่ที่ "พบ" การ
กระทาผิดก่อนเป็นพนกั งานสอบสวนผรู้ ับผิดชอบ

ข้อ ๑๙ คำถำม นายจมิ ลกั ทรัพย์นายแดงนกั ศกึ ษาไทยท่ีประเทศสิงคโปร์แล้วหลบหนีไป
ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์นายแดงมาเยี่ยมครอบครัวที่จังหวัดภูเก็ต ส่วนนายจิมมาเท่ียวที่จังหวัด
ภูเก็ต และกาลังจะขึน้ เครื่องบินจากจังหวัดภูเก็ตกลับประเทศสิงคโปร์ นายแดงซึ่งกาลังจะ
เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ เพื่อศึกษาตอ่ เป็นเวลานาน เห็นนายจิมแล้วจาได้วา่ เป็นคนร้ายท่ีลกั
ทรัพย์ตน จึงแจ้งตารวจท่ีปฏิบตั หิ น้าท่ีตรวจตราอย่ใู นสนามบินภูเก็ตพร้อมเล่าเหตกุ ารณ์วนั ที่ถูก
ลกั ทรัพย์ให้ดาบตารวจดาฟัง ดาบตารวจดาเกรงว่านายจมิ จะออกนอกประเทศไปเสียก่อน จงึ เข้า
จบั กุมนายจิมโดยไม่มีหมาย แต่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิตามกฎหมาย แล้วส่งพนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองภูเก็ตดาเนินการทนั ที พนั ตารวจโทเขียวพนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรเมืองภเู ก็ตสอบคาให้การนายแดงไว้ทนั ทีเน่ืองจากนายแดงต้องเดนิ ทางไปตา่ งประเทศ
อยั การสูงสดุ มอบหมายให้นายม่วงรองอยั การจังหวดั ภูเก็ต เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
เมื่อนายมว่ งสอบสวนเสร็จแล้วเห็นควรสงั่ ฟ้องนายจิม นายม่วงจึงทาความเห็นควรสงั่ ฟ้องส่งไป
ยงั อยั การจงั หวดั ภเู ก็ตพร้อมด้วยสานวนการสอบสวนเพ่ือให้อยั การจงั หวดั ภเู ก็ตพิจารณาสง่ั ฟอ้ ง

ให้วินิจฉยั วา่ ๑. การจบั ของดาบตารวจดาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
๒. การที่พนั ตารวจโทเขียวสอบคาให้การนายแดงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
๓. การที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้นายม่วงรองอัยการจังหวัดภูเก็ตเป็ นพนักงาน
สอบสวนผ้รู ับผิดชอบ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

115

๔. การท่ีนายม่วงทาความเห็นควรสัง่ ฟ้องส่งไปยังอัยการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้อัยการ
จงั หวดั ภเู ก็ตพิจารณาสง่ั ฟ้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำตอบ ๑. แม้กำรจับจะต้องมีหมำยจับหรือคำส่ังศำลสำหรับกำรนัน้ ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง แต่การท่ีนายแดงเห็นนายจิมแล้ว
จาได้ว่าเป็นคนร้ายที่ลักทรัพย์ตนแล้วหลบหนีไป จึงแจ้งตารวจที่ปฏิบตั ิหน้าที่อยู่ในสนามบิน
ภเู ก็ตพร้อมเลา่ เหตกุ ารณ์วนั ท่ีถกู ลกั ทรัพย์ให้ดาบตารวจดาฟัง ถอื ว่ำเป็ นกรณีท่มี ีหลักฐำนตำม
สมควรว่ำนำยจิมน่ำจะได้กระทำควำมผิดอำญำและมีเหตุอันควรเช่ือว่ำจะหลบหนี อัน
เป็ นเหตุท่ีจะออกหมำยจับนำยจิมได้ ตามมาตรา ๖๖ (๒) ขณะนัน้ นายจิมกาลังจะขึน้
เครื่องบินจากจงั หวดั ภูเก็ตกลบั ประเทศสิงคโปร์ จึงเป็ นกรณีมีควำมจำเป็ นเร่งด่วนท่ีไม่อำจ
ขอให้ศำลออกหมำยจับนำยจิมได้ ดำบตำรวจดำจึงมีอำนำจจับนำยจมิ โดยไม่มีหมำยจับ
ได้ตามมาตรา ๗๘ (๓) กำรจับของดำบตำรวจดำจงึ ชอบด้วยกฎหมำย (๒ คะแนน)

๒. นายจิมลักทรัพย์นายแดงท่ีประเทศสิงคโปร์ เป็ นควำมผิดซ่ึงมีโทษตำมกฎหมำย
ไทยได้กระทำลงนอกรำชอำณำจักร ให้อัยกำรสูงสุดหรือผู้รักษำกำรแทนเป็ นพนักงำน
สอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมำยหน้ำท่ีนั้นให้พนักงำนอัยกำรหรือพนักงำน
สอบสวนคนใดเป็ นผู้รับผิดชอบทำกำรสอบสวนแทนก็ได้ตามมาตรา ๒๐ วรรคหน่ึง
(๒ คะแนน)

เมื่อดาบตารวจดาจบั นายจิมสง่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รเมืองภเู ก็ต พนั ตารวจ
โทเขียวพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองภูเก็ต สอบคาให้การของนายแดงในฐานะ
ผู้เสียหาย แม้พันตารวจโทเขียวจะไม่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ในกรณีจำเป็ น
พนักงำนสอบสวนซ่ึงผู้ต้องหำถูกจับในเขตอำนำจมีอำนำจสอบสวนในระหว่ำงรอคำส่ัง
จำกอัยกำรสูงสุดหรือผู้รักษำกำรแทนตามมาตรา ๒๐ วรรคห้า (๑) เน่ืองจากนายแดงต้อง
เดินทางไปต่างประเทศ กำรท่ีพันตำรวจโทเขียวสอบคำให้ กำรนำยแดงจึงชอบด้วย
กฎหมำย (๒ คะแนน)

๓. จำกท่ีกล่ำวมำแล้วว่ำคดีนีเ้ ป็ นควำมผิดซ่งึ มีโทษตำมกฎหมำยไทยได้กระทำลง
นอกรำชอำณำจักร ให้ อัยกำรสูงสุดหรือผู้รักษำกำรแทนเป็ นพนักงำนสอบสวน
ผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมำยหน้ำท่ีนัน้ ให้พนักงำนอัยกำรหรือพนักงำนสอบสวนคนใด
เป็ นผู้รับผิดชอบทำกำรสอบสวนแทนก็ได้ตามมาตรา ๒๐ วรรคหน่ึง การท่ีอัยการสูงสุด
มอบหมายให้นายม่วงรองอยั การจังหวดั ภูเก็ตเป็นพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงชอบด้วย
กฎหมำย (๒ คะแนน)

116

๔. การท่ีนายม่วงสอบสวนเสร็จแล้วเห็นควรสงั่ ฟ้องนายจิม นายม่วงจึงทาความเห็นควร
สงั่ ฟ้องส่งไปยงั อยั การจังหวดั ภูเก็ตพร้อมด้วยสานวนการสอบสวน เพ่ือให้อยั การจงั หวดั ภูเก็ต
พิจารณาสง่ั ฟ้องนนั้ ตามมาตรา ๒๐ วรรคหก เม่ือพนักงำนอัยกำรหรือพนักงำนสอบสวน
ผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวน แล้วแต่กรณี เห็นว่ำกำรสอบสวนเสร็จแล้วให้ทำควำมเห็น
ควรส่ังฟ้องหรือควรส่ังไม่ฟ้อง ส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยกำรสูงสุดหรือผู้รักษำกำรแทน
การท่ีนายม่วงทาความเห็นควรสัง่ ฟ้องส่งไปยงั อยั การจงั หวดั ภูเก็ตพิจารณาส่งั ฟ้องจึงไม่ชอบ
ด้วยกฎหมำย (๒ คะแนน)
ข้อสังเกต ตามมาตรา ๒๐ เดิม อยั การสูงสดุ จะมอบหมายหน้าที่ในการเป็นพนกั งานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบให้แก่พนกั งานสอบสวนเท่านนั้ ไม่อาจมอบหมายหน้าที่นี้ให้แก่พนกั งานอยั การ แต่
อยั การสูงสุดไม่ใช่ผู้บงั คบั บญั ชาของพนกั งานสอบสวน ไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่พนกั งาน
สอบสวนได้โดยตรง ซ่ึงอาจจะเกิดข้อขัดข้องหรือความล่าช้าในการสอบสวน เมื่อมีการแก้ไข
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้แก้ไขในประเด็นนี้ให้อยั การสูงสุดสามารถมอบหมาย
หน้าที่นนั้ ให้พนกั งานอยั การหรือพนกั งานสอบสวนคนใดเป็ นผู้รับผิดชอบทาการสอบสวนแทน
ก็ได้ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง และในกรณีที่อยั การสูงสดุ มอบหมายให้พนกั งานสอบสวนคนใด
เป็ นผู้รับผิดชอบทาการสอบสวน อัยการสูงสุดจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทาการ
สอบสวนร่วมกบั พนกั งานสอบสวนก็ไดต้ ามมาตรา ๒๐ วรรคสอง โดยให้พนกั งานอยั การทีไ่ ด้รับ
มอบหมายใหเ้ ป็นพนกั งานสอบสวนผรู้ ับผิดชอบหรือให้ทาการสอบสวนร่วมกบั พนกั งานสอบสวน
มีอานาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน บรรดาอานาจและหน้าที่
ประการอื่นที่กฎหมายบญั ญัติไว้ให้เป็ นอานาจและหน้าที่ของพนกั งานอยั การตามมาตรา ๒๐
วรรคสาม ในกรณีที่พนักงานอัยการทาการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงาน
สอบสวนปฏิ บัติ ตามคาสั่งและคาแนะนาของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวม
พยานหลกั ฐานตามมาตรา ๒๐ วรรคสี่ ประเด็นดงั กล่าวมานี้เป็ นหลกั กฎหมายใหม่ที่น่าสนใจ
มาก ขอใหน้ กั ศึกษาทีจ่ ะสอบเนติฯ หรือสอบอยั การผชู้ ่วยดูใหด้ ี

ขอใหค้ ิดต่อไปว่าการกระทาความผิดในอากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจกั รประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๔ ให้ถือว่ากระทาความผิดในราชอาณาจกั ร ใครเป็นพนกั งานสอบสวน
ผรู้ ับผิดชอบ ขอใหด้ ูคาถามขอ้ ต่อไป

117

ข้อ ๒๐ คำถำม นายจิมคนสิงคโปร์ฉ้อโกงนายดาบนเคร่ืองบินของบริษัทการบินไทย
จากัด (มหาชน) ขณะจอดท่ีประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เมื่อนายดากลับมา
ประเทศไทยวนั ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๑ นายดาเข้าร้องทกุ ข์ที่สถานีตารวจนครบาลบางเขนซงึ่ อยใู่ น
ท้องท่ีท่ีนายดามีภูมิลาเนา เมื่อไปถึงสถานีตารวจปรากฏว่าร้อยเวรสอบสวนที่เข้าเวรทุกคนติด
ภารกิจต้องสอบสวนคดีอื่น พนั ตารวจตรีแดงพนกั งานสอบสวนท้องท่ีดงั กล่าวซึ่งไม่ได้เข้าเวรมา
ธรุ ะท่ีสถานีตารวจ นายดาจะร้องทกุ ข์ตอ่ พนั ตารวจตรีแดง

ให้วนิ ิจฉยั วา่ พนั ตารวจตรีแดงจะมีอานาจรับคาร้องทกุ ข์ได้หรือไม่ และจะต้องดาเนินการ
ตอ่ ไปอยา่ งไร

คำตอบ นายจิมคนสิงคโปร์ฉ้อโกงนายดาบนเคร่ืองบินของบริษัทการบินไทย จากัด
(มหาชน) ขณะจอดท่ีประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่ควำมผิดซ่ึงมีโทษตำมกฎหมำยไทยได้กระทำลง
นอกรำชอำณำจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐ เพรำะกำร
กระทำควำมผิดในอำกำศยำนไทย ไม่ว่ำจะอยู่ ณ ท่ีใด ประมวลกฎหมำยอำญำให้ถือว่ำ
กระทำควำมผิดในรำชอำณำจักร (ฎีกาที่ ๒๖๗๐/๒๕๓๕) (๒ คะแนน) (ปัญหาในประเด็นนี้
ข้อสอบเนติฯและข้อสอบอัยการผู้ช่วย ธงคาตอบไม่ตรงตามฎีกาที่ ๒๖๗๐/๒๕๓๕ ขอให้ดู
รายละเอียดเพ่ิมเติมในคาอธิบายหลกั กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยการดาเนินคดี
ในข้ันตอนก่อนการพิจารณา ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวัสด์ิ พิมพ์ครั้งที่ ๗ หน้า
๕๑๒-๕๑๓)

กำรร้องทุกข์นัน้ ผู้เสียหำยอำจร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวนได้ตามมาตรา ๑๒๓
วรรคหนึ่ง หรือจะร้องทุกข์ต่อพนักงำนฝ่ ำยปกครองหรือตำรวจ ซ่ึงมีตำแหน่งหน้ำท่ีรอง
หรือเหนือพนักงำนสอบสวนและเป็ นผู้ซ่ึงมีหน้ำท่รี ักษำควำมสงบเรียบร้อยตำมกฎหมำย
ก็ได้ตามมาตรา ๑๒๔ วรรคหนึง่ เม่ือมีหนังสือร้องทุกข์แล้ว ให้รีบจัดกำรส่งไปยังพนักงำน
สอบสวนตามมาตรา ๑๒๔ วรรคสอง กำรพิจำรณำปั ญหำว่ำพนักงำนสอบสวนผู้รับ
คำร้ องทุกข์ไว้จะมีอำนำจรับคำร้ องทุกข์นั้นหรือไม่ เป็ นคนละเร่ืองกับกำรพิจำรณำ
ปัญหำว่ำพนักงำนสอบสวนผู้นัน้ จะมีอำนำจสอบสวนในควำมผิดเร่ืองนัน้ ด้วยหรือไม่
มำตรำ ๑๒๔ มิได้บังคับให้ร้องทุกข์เฉพำะต่อเจ้ำพนักงำนผู้มีอำนำจสอบสวนเสมอไป
เหตุนี้ พนักงำนสอบสวนในท้องท่ีใดท้องท่ีหน่ึง ซ่ึงแม้จะมิได้มีอำนำจทำกำรสอบสวน
ในคดีใดเลย ก็ยังมีอำนำจรับคำร้องทุกข์ในคดีนัน้ ได้ ดังนัน้ นำยดำจึงมีอำนำจร้องทุกข์
ท่สี ถำนีตำรวจนครบำลบำงเขนได้ (ฎีกาที่ ๒๙๗๔/๒๕๑๖) (๓ คะแนน)

เจ้ ำพนักงำนตำรวจในตำแหน่ งท่ีกฎหมำยบัญญัติว่ ำมีฐำนะเป็ นพนักงำน

118

สอบสวน ย่อมมีฐำนะเป็ นพนักงำนสอบสวนตลอดเวลำท่ีเจ้ำพนักงำนตำรวจผู้นัน้ ยัง
ดำรงตำแหน่ งดังกล่ำว กำรท่ีเจ้ำพนักงำนตำรวจในตำแหน่งพนักงำนสอบสวนผู้ใด
จะต้องเข้ำเวรปฏิบัติหน้ ำท่ีพนักงำนสอบสวนในวันเวลำใด เป็ นเพียงระเบียบหรือ
ข้อบังคับภำยในของหน่วยรำชกำรท่ีผู้นัน้ สังกัดอยู่ ไม่มีผลทำให้เจ้ำพนักงำนตำรวจใน
ตำแหน่งพนักงำนสอบสวนในขณะท่ีไม่ได้เข้ำเวรปฏิบัติหน้ำท่ีพนักงำนสอบสวนไม่ มี
ฐำนะเป็ นพนักงำนสอบสวน แม้พนั ตารวจตรีแดงจะไม่ได้เข้าเวร แต่ก็ต้องถือว่ำพันตำรวจ-
ตรีแดงมีฐำนะเป็ นพนักงำนสอบสวนในขณะท่ีรับแจ้งควำมร้องทุกข์จำกนำยดำตาม
มาตรา ๑๒๓ พันตำรวจตรีแดงจึงมีอำนำจรับคำร้องทุกข์ได้ กำรท่ีนำยดำร้องทุกข์ต่อ
พันตำรวจตรีแดงจงึ ชอบด้วยกฎหมำยแล้ว (ฎีกาที่ ๓๐๙๖/๒๕๓๖) (๒ คะแนน)

เม่ือถือว่ำควำมผิดเกิดขึน้ ในรำชอำณำจักรดังท่ีวินิจฉัยมำแล้ว กำรท่ีผู้ต้องหำ
ไม่ มีท่ีอยู่ในรำชอำณำจักรและยังจับตัวไม่ ได้ ก็ต้ องถือว่ำพนักงำนสอบสวนของ
กอ งบั งคั บ ก ำรก อ งป รำบ ป รำม ซ่ึ งมี อำน ำจส อ บ ส วน ค ดี อ ำญ ำได้ ท่ ั วรำช อ ำณ ำจั ก ร
มีอำนำจสอบสวน (ฎีกาท่ี ๒๖๗๐/๒๕๓๕) เม่ือรับคำร้องทุกข์แล้ว พนั ตำรวจตรีแดงจงึ ต้อง
ทำบันทึกเสนอให้ กองบังคับกำรกองปรำบปรำมซ่ึงมีอำนำจสอบสวนดำเนินกำร
สอบสวนต่อไป (๓ คะแนน)

ฎีกำท่ี ๒๖๗๐/๒๕๓๕ เหตเุ กิดขึน้ ในเรือไทย เป็นการกระทาความผิดในราชอาณาจกั ร
พนกั งานสอบสวนกองปราบปราม กรมตารวจ มีอานาจสอบสวนคดีอาญาได้ทว่ั ราชอาณาจกั ร
จงึ มีอานาจสอบสวน

ฎีกำท่ี ๒๙๗๔/๒๕๑๖ การพิจารณาปัญหาว่าพนกั งานสอบสวนผ้รู ับคาร้องทุกข์ไว้จะมี
อานาจรับคาร้องทกุ ข์นนั้ หรือไม่ เป็นคนละเร่ืองกบั การพิจารณาปัญหาวา่ พนกั งานสอบสวนผ้นู นั้
จะมีอานาจสอบสวนในความผิดเร่ืองนนั้ ด้วยหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๒๔ มิได้ บังคับให้ ร้ องทุกข์เฉพาะต่อเจ้ าพนักงานผู้มีอานาจสอบสวนเสมอไป
เหตนุ ี ้พนกั งานสอบสวนในท้องที่ใดท้องท่ีหนงึ่ ซง่ึ แม้จะมิได้มีอานาจทาการสอบสวนในคดีใดเลย
ก็ยงั มีอานาจรับคาร้องทกุ ข์ในคดีนนั้ ได้

ฎีกำท่ี ๓๐๙๖/๒๕๓๖ เจ้าพนกั งานตารวจในตาแหน่งที่กฎหมายบญั ญัติว่ามีฐานะเป็น
พนกั งานสอบสวน ย่อมมีฐานะเป็นพนกั งานสอบสวนตลอดเวลาท่ีเจ้าพนกั งานตารวจผู้นนั้ ยัง
ดารงตาแหนง่ ดงั กลา่ ว การท่ีเจ้าพนกั งานตารวจในตาแหน่งพนกั งานสอบสวนผ้ใู ดจะต้องเข้าเวร
ปฏิบัติหน้าท่ีพนักงานสอบสวนในวันเวลาใดเป็นเพียงระเบียบหรือข้อบงั คบั ภายในของหน่วย
ราชการที่ผ้นู นั้ สงั กดั อยู่ ไม่มีผลทาให้เจ้าพนกั งานตารวจในตาแหน่งพนกั งานสอบสวนในขณะท่ี

119

ไม่ได้เข้าเวรปฏิบตั ิหน้าท่ีพนกั งานสอบสวนไมม่ ีฐานะเป็นพนกั งานสอบสวน ดงั นนั้ แม้ในขณะท่ี
ร้อยตารวจเอก ป. รับแจ้งความร้องทกุ ข์จากโจทก์ร่วม ร้อยตารวจเอก ป. ยงั ไม่ได้เข้าเวรปฏิบตั ิ
หน้าท่ีพนกั งานสอบสวน ก็ต้องถือวา่ ร้อยตารวจเอก ป. มีฐานะเป็นพนกั งานสอบสวนในขณะท่ีรับ
แจ้งความร้องทกุ ข์จากโจทก์ร่วม การสอบสวนของร้อยตารวจเอก ป. เป็นการสอบสวนท่ีชอบด้วย
กฎหมายแล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๑ เม่ือความผิดดงั กล่าวได้กระทาบนเครื่องบินของไทย อนั เป็นการ
กระทาผิดในอากาศยานไทย แม้จะจอดอยู่ ณ ประเทศสิงคโปร์ นอกราชอาณาจกั รไทย ก็ถือว่า
เป็นการกระทาผดิ ในราชอาณาจกั รไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา (๒ คะแนน)

เมื่อนายดาเป็นผู้เสียหาย ย่อมมีอานาจร้องทุกข์ได้ ซ่ึงการร้ องทุกข์นัน้ จะร้ องทุกข์ต่อ
พนกั งานสอบสวนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๓ วรรคหน่ึง
หรือจะร้องต่อพนกั งานฝ่ ายปกครองหรือตารวจท่ีมีตาแหน่งรองหรือเหนือพนกั งานสอบสวนท่ีมี
หน้าท่ีรักษาความสงบเรียบร้ อยตามกฎหมายก็ได้ตามมาตรา ๑๒๔ วรรคหน่ึง ก็ได้ ซึ่งการ
ร้องทกุ ข์หาได้มีกฎหมายกาหนดเขตร้องทกุ ข์ดงั เช่นเขตการสอบสวนตามมาตรา ๑๘ ๑๙ ๒๐ ไม่
ดงั นนั้ นายดายอ่ มมีอานาจร้องทกุ ข์พนกั งานสอบสวนท้องที่ที่ตนมีภมู ลิ าเนาได้ (๓ คะแนน)

พ.ต.ต.แดง ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในท้องท่ี จึงเป็นพนักงานสอบสวนตามความใน
มาตรา ๑๒๓ แล้ว ย่อมมีอานาจรับคาร้องทุกข์ของนายดาได้ แม้ในวนั ดงั กล่าว จะมิได้เข้าเวร
ปฏิบตั ิหน้าท่ีราชการโดยตรงก็ตาม ก็หาทาให้ พ.ต.ต.แดง หมดอานาจหน้าท่ีตามกฎหมายใน
ฐานะที่ตนเป็นพนักงานสอบสวนไม่ ดังนัน้ พ.ต.ต.แดง รับคาร้ องทุกข์ได้ ตามมาตรา ๑๒๓
(๒ คะแนน) และดาเนินการส่งเร่ืองให้พนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบดาเนินการสอบสวนตอ่ ไป
(ไม่ได้ตอบว่ำเป็ นใครไม่ได้คะแนน)(รวมแต่ละประเด็นได้ ๗ คะแนน แต่ดูในภำพรวม
แล้วไม่ได้ตอบประเดน็ สำคัญให้เพยี ง ๖ คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๒ นายดาเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาผิด
ฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผดิ อนั ยอมความได้ และความผิดดงั กลา่ ว เกิดขนึ ้ นอกราชอาณาจกั ร เมื่อ
นายดาได้ร้องทกุ ข์ภายในกาหนดสามเดือนต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขน
จงึ ถือว่ามีการร้องทกุ ข์โดยผ้เู สียหายโดยชอบแล้ว (ถูกธง แต่ไม่ได้ให้เหตุผลว่ำ ทำไมกำรร้อง
ทุกข์ชอบ ให้ ๑ คะแนน จำก ๓ คะแนน) แม้พันตารวจตรีแดงพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่
ดงั กลา่ วจะไม่ได้เข้าเวรในวนั ดงั กล่าวแตก่ ็มีหน้าท่ีรับคาร้องทุกข์ได้ (ถูกธง แต่ไม่ได้ให้เหตุผล
ว่ำทำไมมีอำนำจร้ องทุกข์ ให้ ๑ คะแนน จำก ๒ คะแนน) และให้ พันตารวจตรีแดง
ดาเนินการจัดส่งหนังสือร้ องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนต่อไป (ประเด็นนีต้ ่อเน่ืองจำกกำร

120

กระทำผิดในหรือนอกรำชอำณำจักรซ่งึ ผิด ไม่ให้คะแนน ได้รวม ๒ คะแนน)
ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๓ ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความที่มีโทษตามกฎหมายไทย แม้นาย

จิมคนสิงคโปร์จะได้กระทาต่อนายดาผ้เู สียหายคนไทยบนเคร่ืองบนิ ของบริษัทการบินไทย จากดั
(มหาชน) ถือวา่ ได้กระทาในอากาศยานไทยซ่ึงตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๔ วรรค
สอง ให้ถือว่าเป็นความผิดท่ีได้กระทาในราชอาณาจักรซ่ึงต้องรับโทษตามกฎหมายไทย แต่
ข้ อเท็จจริ งปรากฏว่าเคร่ื องบินขณะท่ีนายจิมกระทาผิดจอดอยู่ท่ีประเทศสิงคโปร์ จึงถือว่าเป็ น
ความผิดที่ได้กระทานอกราชอาณาจกั ร ที่มีโทษตามกฎหมายไทย พนักงานสอบสวนในกรณี
ความผิดนอกราชอาณาจักรคืออัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน หรือบุคคลดังกล่าวจะ
มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดก็ได้ และในกรณีจาเป็นระหว่างรอคาสงั่ มอบหมายหาก
พนักงานสอบสวนท่ีผู้เสียหายได้ฟ้องร้ องให้ลงโทษก็มีอานาจสอบสวนระหว่างรอคาสั่งได้
(ประเดน็ นี้ ๐ คะแนน)

เม่ือนายดาผ้เู สียหายได้ร้องทกุ ข์ท่ีสถานีตารวจนครบางบางเขนซ่ึงเป็นท้องที่ที่นายดามี
ภูมิลาเนาย่อมมีอานาจร้องทกุ ข์ได้เพราะการร้องทุกข์ไมต่ ้องร้องทกุ ข์ในเขตอานาจของพนกั งาน
สอบสวน และผู้เสียหายไม่จาต้องร้ องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ .อำญำ (ประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ) มาตรา ๑๒๓ แต่เพียงอย่างเดียว สามารถร้ องทุกข์ต่อ
พนกั งานตารวจซึ่งมีตาแหนง่ รองหรือเหนือพนกั งานสอบสวนได้ ตามมาตรา ๑๒๔ เม่ือนายดาได้
ร้องทกุ ข์กบั พนั ตารวจตรีแดงพนกั งานสอบสวน (น่ำจะวินิจฉัยให้ชัดว่ำสถำนีตำรวจไหนก็ร้อง
ทุกข์ได้ ให้ ๒ จำก ๓ คะแนน) แม้ไมไ่ ด้เข้าเวรแตม่ าธุระที่สถานีตารวจไม่ได้ทาหน้าที่พนกั งาน
สอบสวนก็ตาม แตพ่ นั ตารวจตรีแดงเป็นเจ้าพนกั งานตารวจซ่ึงตาแหน่งสงู กว่าพนกั งานสอบสวน
และมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย จงึ เป็นคาร้องทกุ ข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่ได้
แยกอำนำจร้ องทุกข์กับอำนำจพนักงำนสอบสวนชัดเจน ให้เพียง ๑ คะแนน จำก
๒ คะแนน) พันตารวจตรีแดงก็ต้องส่งสานวนให้พนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และพนักงาน
สอบสวนก็ต้องสง่ สานวนให้อยั การสงู สดุ หรือผ้รู ักษาราชการทาการสอบสวนตอ่ ไป แตก่ ็อาจได้รับ
มอบหมายจากอยั การสงู สดุ หรือผ้รู ักษาราชการให้ทาหน้าท่ีพนกั งานสอบสวนได้ ตามมาตรา ๒๐
(ประเดน็ นีผ้ ิดต่อเน่ืองมำไม่ได้คะแนน ได้รวม ๓ คะแนน)

121

ข้อ ๒๑ คำถำม นายเอกมีภูมิลาเนาอยทู่ ่ีอาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร ขายเมท
แอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ให้แก่นายแดงท่ีอาเภอคลองลาน จังหวดั
กาแพงเพชร ๑๐,๐๐๐ เม็ด และนายโทคนเร่ร่อน ขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายแดงท่ีบ้านร้าง
ในจงั หวดั กาแพงเพชร ๒๐,๐๐๐ เม็ด นายแดงนาเมทแอมเฟตามีน ๓๐,๐๐๐ เม็ดไปจาหน่ายท่ี
กรุงเทพมหานคร ระหวา่ งเดนิ ทางนายแดงถกู เจ้าพนกั งานตารวจประจาสถานีตารวจภธู รปางศลิ า
ทองจบั กมุ ดาเนินคดีซึ่งตอ่ มาศาลพิพากษาลงโทษนายแดงไปแล้ว การสอบสวนขยายผล นาย
แดงได้ซดั ทอดว่าซือ้ เมทแอมเฟตามีนมาจากนายเอกและนายโทตามสถานที่ดงั กล่าว พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรปางศิลาทองจึงย่ืนคาร้องขอหมายจับ ศาลจังหวดั กาแพงเพชรออก
หมายจบั นายเอกและนายโทให้ตามขอ ต่อมาเจ้าพนักงานตารวจจบั นายเอกได้ท่ีอาเภอเมือง
กาแพงเพชร แล้วส่งตัวนายเอกไปที่สถานีตารวจภูธรปางศิลาทองเพื่อดาเนินคดี พนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรปางศิลาทองทาการสอบสวน แล้วสรุปสานวนการสอบสวนเห็นควรสงั่
ฟ้องนายเอก เสนอต่อพนักงานอัยการจงั หวัดกาแพงเพชรสานวนคดีหนึ่ง ต่อมาเจ้าพนักงาน
ตารวจจบั นายโทได้ที่อาเภอเมืองกาแพงเพชร เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ รู้ท่ีตงั้ บ้านร้างที่เกิดเหตุ
แต่เข้าใจผิดว่าบ้านร้ างท่ีเกิดเหตุอยู่ในอาเภอลานกระบือ ซ่ึงความจริงบ้านร้ างดังกล่าวอยู่ใน
อาเภอไทรงาม เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ จึงสง่ ตวั นายโทผู้ต้องหา ให้แกพ่ นกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภธู รลานกระบือเพ่ือดาเนินคดี พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรลานกระบือได้สอบสวน
ทราบว่าบ้านร้างดงั กล่าวอยใู่ นอาเภอไทรงาม แตพ่ นกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรลานกระบือ
เห็นว่าอย่ใู นอานาจสอบสวนของตน เพราะการที่เจ้าพนักงานตารวจผ้จู บั กมุ เข้าใจผิดมาตงั้ แต่
แรกว่าบ้านร้ างอยู่ในอาเภอลานกระบือ ถือว่ามีการอ้างหรือเช่ือว่าความผิดเกิดในอาเภอลาน
กระบือ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรลานกระบือจึงเป็นผ้สู รุปสานวนการสอบสวน เสนอ
ความเห็นควรสงั่ ฟ้องนายโทผ้ตู ้องหาตอ่ พนกั งานอยั การจงั หวดั กาแพงเพชรเป็นอีกสานวนหน่ึง

ให้วินิจฉัยว่า หากพนกั งานอยั การพิจารณาแล้ว เห็นว่าพยานหลกั ฐานเช่ือได้วา่ นายเอก
และนายโทผ้ตู ้องหากระทาความผิด พนกั งานอยั การจะดาเนินการอยา่ งไรตอ่ ไป

คำตอบ กำรสอบสวนตำมประมวลกฎหมำยวธิ ีพจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๒๐
ต้องทำโดยพนักงำนสอบสวนท่ีระบุไว้ในมำตรำ ๒ (๖) ประกอบมำตรำ ๑๘ กล่ำวคือ
พนักงำนสอบสวนจะมีอำนำจสอบสวนเม่ือควำมผิดอำญำได้เกิด หรือผู้ต้องหำมีท่ีอยู่
หรือถูกจับภำยในเขตอำนำจ เม่ือนายเอกมีภูมิลาเนาและขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายแดง
ที่อาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่านายเอกกบั นายแดงร่วมกนั มีเมทแอมเฟ
ตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ยภายหลงั จากนนั้ อีก ท้องที่ซึง่ นายเอกถกู จบั ก็อย่ทู ่ีอาเภอเมือง

122

กาแพงเพชร จึงไม่มีเหตุท่ีพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรปำงศิลำทองจะมีอำนำจ
สอบสวนได้ตำมมำตรำ ๑๘ วรรคหน่ึง ทัง้ ถือไม่ ได้ว่ำเป็ นกำรทำกำรแทนพนักงำน
สอบสวนผู้มีอำนำจตำมท่ีมำตรำ ๑๒๘ บัญญัติไว้ กำรสอบสวนนำยเอกโดยพนักงำน
สอบสวนสถำนีตำรวจภูธรปำงศิลำทองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำย (ฎีกาท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙)
พนักงำนอัยกำรไม่มีอำนำจฟ้อง ต้องมีคำส่ังคืนสำนวนกำรสอบสวนซ่ึงมีนำยเอกเป็ น
ผู้ต้องหำ ให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรปำงศิลำทอง เพ่ือส่งสำนวนกำร
สอบสวนให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรคลองลำน หรือพนักงำนสอบสวน
สถำนีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร ซ่งึ มีอำนำจในกำรสอบสวนทำกำรสอบสวนใหม่ และ
ให้พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนกำรสอบสวนคดีนำยเอก เพ่ือมีควำมเห็น
เสนอพนักงำนอัยกำรดำเนินกำรต่อไป (๕ คะแนน)

ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนง่ึ พนักงำนสอบสวนมีอำนำจสอบสวนควำมผิดอำญำซ่งึ ได้
เกิดในเขตอำนำจของตน หรือผู้ต้องหำมีท่ีอยู่หรือถูกจับภำยในเขตอำนำจของตน
นอกจำกสำมกรณีดังกล่ำวแล้วพนักงำนสอบสวนจะมีอำนำจสอบสวนต่อเม่ือมีกำรอ้ำง
หรือเช่ือว่ำควำมผิดนั้นได้เกิดภำยในเขตอำนำจของตน หรือกล่ ำวอีกนัยหน่ึงคือ
พนักงำนสอบสวนเข้ำใจหรือมีควำมเช่ือเก่ียวกับท่ีเกิดเหตุว่ำควำมผิดได้เกิดภำยในเขต
อำนำจของตน ซ่ึงผิดพลำดคลำดเคล่ือนจำกควำมเป็ นจริงท่ีควำมผิดไม่ได้เกิดในเขต
อำนำจของพนักงำนสอบสวน แต่ได้เกิดในสถำนท่ีอ่ืน คดีนีเ้จ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ รู้ท่ีตงั้
บ้านร้างท่ีเกิดเหตุ แตเ่ ข้าใจผิดวา่ บ้านร้างที่เกิดเหตอุ ย่ใู นอาเภอลานกระบอื ซ่งึ ความจริงบ้านร้าง
ดงั กล่าวอย่ใู นอาเภอไทรงามซึ่งพนกั งานสอบสวนก็ทราบความจริงแล้ว จึงเป็ นกรณีท่ีพนักงำน
สอบสวนทรำบข้อเท็จจริงเก่ียวกับท่ีเกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้ำง ข้อสงสัยหรือ
ควำมเช่ือเก่ียวกับท่ีเกิดเหตุท่ีคลำดเคล่ือนจำกควำมเป็ นจริง ไม่ใช่กรณีท่ีพนักงำน
สอบสวนอ้ำงหรือเช่ือว่ำควำมผิดท่ีนำยโทกระทำได้เกิดในเขตอำเภอลำนกระบือซ่ึงเป็ น
เขตอำนำจของตน อันจะทำให้พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรลำนกระบือมีอำนำจ
สอบสวนได้ คดีนีเ้ ป็ นกรณีท่ีควำมผิดท่ีนำยโทกระทำเกิดขึน้ ท่ีอำเภอไทรงำม เม่ือนายโท
เป็นคนเร่ร่อนและถูกจบั ในอาเภอเมืองกาแพงเพชร พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรลำน
กระบือจึงไม่มีอำนำจสอบสวน (เทียบฎีกาที่ ๖๑๔๒/๒๕๔๘, ที่ ๕๙๘๒/๒๕๕๐) พนักงำน
อัยกำรไม่มีอำนำจฟ้อง ต้องมีคำส่ังคืนสำนวนกำรสอบสวนซ่ึงมีนำยโทเป็ นผู้ต้องหำ
ให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรลำนกระบือ เพ่ือส่งสำนวนกำรสอบสวนให้แก่
พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรไทรงำม หรือพนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธร
เมืองกำแพงเพชร ซ่ึงมีอำนำจในกำรสอบสวนทำกำรสอบสวนใหม่ และให้พนักงำน
สอบสวนผู้รับผิดชอบสรุปสำนวนกำรสอบสวนคดนี ำยโท เพ่ือมีควำมเหน็ เสนอพนักงำน

123

อัยกำรดำเนินกำรต่อไป (๕ คะแนน)
ข้อสังเกต คาถามจะบิดจากฎีกาเล็กน้อย ตามฎีกาเป็ นเรื่องฟ้องแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง
เพือ่ ใหเ้ ป็นคาถามเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิหนา้ ที่ของพนกั งานอยั การ จึงแต่งคาถามว่าพนกั งานอยั การ
จะสงั่ อย่างไร

ฎีกำท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙ ฎ.๑๙๕ การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ต้องทาโดย
พนกั งานสอบสวนที่ระบุไว้ในมาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘ เมื่อเหตทุ ี่จาเลยจาหน่ายเมท
แอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่อาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร โดยไม่ปรากฏวา่ จาเลย
กับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายภายหลังจากนัน้ อีก
ท้ องที่ ซึ่งจาเลยถูกจับ ก็อยู่ภายใต้ เขตอานาจของพ นักงานสอบสวนสถานี ตารวจภูธรเมื อง
กาแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตอุ ื่นตามมาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง ท่ีจะทาให้พนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรปางศิลาทองมีอานาจสอบสวนได้ ทงั้ ถือไมไ่ ด้ว่าเป็นการทาการแทนพนักงานสอบสวน
ผู้มีอานาจตามที่มาตรา ๑๒๘ บัญญัติไว้ การสอบสวนจาเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรปางศิลาทองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไมเ่ ป็นการสอบสวนตามท่ีระบไุ ว้ในมาตรา
๑๒๐ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๖๑๔๒/๒๕๔๘ ฎ.๒๑๖๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคหน่งึ พนกั งานสอบสวนมี
อานาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอานาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ
ภายในเขตอานาจของตน นอกจากสามกรณีดงั กล่าวแล้วพนกั งานสอบสวนจะมีอานาจสอบสวน
ต่อเมื่อมีการอ้างหรือเช่ือว่าความผิดนัน้ ได้เกิดภายในเขตอานาจตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
พนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกบั ที่เกิดเหตวุ ่าความผิดได้เกิดภายในเขตอานาจ
ของตน ซง่ึ ผิดพลาดคลาดเคล่ือนจากความเป็นจริงที่ความผดิ ไมไ่ ด้เกิดในเขตอานาจของพนกั งาน
สอบสวน แตไ่ ด้เกิดในสถานท่ีอื่นนอกเขตอานาจของพนกั งานสอบสวนนนั้

เจ้าพนกั งานตารวจผ้จู บั กมุ พบความผิดเกิดขนึ ้ ในท่ีเกิดเหตแุ ละจบั กมุ จาเลยในท่ีเกิดเหตุ
ซึ่งอยู่ในเขตอาเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีท่ีเจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวน
ทราบข้อเท็จจริงเก่ียวกบั ที่เกิดเหตโุ ดยชดั แจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้างข้อสงสยั หรือความเชื่อเกี่ยวกับที่
เกิดเหตทุ ี่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่ใชก่ รณีที่พนกั งานสอบสวนอ้างหรือเช่ือวา่ ความผดิ ได้
เกิดในเขตอานาจของตนซึ่งอยู่ในเขตอาเภอไทยเจริญ อันจะทาให้พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภธู รไทยเจริญมีอานาจสอบสวนได้ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง่ เม่ือจาเลยไมใ่ ช่ผ้มู ีท่ีอย่หู รือ
ถูกจับในเขตอาเภอไทยเจริญ พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรไทยเจริญจึงไม่มีอานาจ
สอบสวนและมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตามมาตรา ๑๒๐

124

ข้อสังเกต ฎีกานี้วางหลักไว้ว่า การอ้างหรือเชื่อว่าความผิดเกิดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง
ต้องเป็นเรื่องที่พนกั งานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกบั ที่เกิดเหตุผิดพลาดคลาดเคลื่อน
จากความเป็ นจริง เช่น ฆ่าคนที่อาเภอเมืองพิษณุโลก แล้วนาศพมาซ่อนไว้ที่อาเภอเมือง
นครสวรรค์ พนกั งานสอบสวนเข้าใจว่าฆ่าในอาเภอเมืองนครสวรรค์ จึงทาการสอบสวน อย่างนี้
เป็ นเรื่องเข้าใจเกี่ยวกับที่เกิดเหตุผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็ นจริงจึงจะเป็ นเรื่องอ้าง
หรือเชื่อว่าความผิดเกิดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงตามคาพิพากษาฎีกานี้ เป็นเรื่อง
เข้าใจสถานทีเ่ กิดเหตถุ ูกตอ้ ง แต่เข้าใจผิดเรื่องเขตอานาจสอบสวน ไม่มีการเขา้ ใจผิดเรื่องสถานที่
กระทาผิด จึงไม่ใช่กรณีอา้ งหรือเชื่อว่าความผิดเกิดตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง

ฎีกำท่ี ๕๙๘๒/๒๕๕๐ ฎ.๑๖๕๑ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ พนักงานสอบสวนมีอานาจ
สอบสวนความผิดอาญา ซึ่งได้เกิดขนึ ้ ในเขตอานาจของตน หรือผ้ตู ้องหามีท่ีอย่หู รือถกู จบั ภายใน
เขตอานาจของตน นอกจากสามกรณีดงั กลา่ วแล้วพนกั งานสอบสวนจะมีอานาจสอบสวนตอ่ เมื่อ
มีการอ้างหรือเชื่อวา่ ความผิดนนั้ ได้เกิดภายในเขตอานาจของพนกั งานสอบสวนนนั้ หรือกลา่ วอีก
นยั หนง่ึ คือพนกั งานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเช่ือเกี่ยวกบั ท่ีเกิดเหตวุ า่ ความผิดได้เกิดภายในเขต
อานาจของตน ซึง่ ผิดพลาดคลาดเคล่ือนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอานาจของ
พนกั งานสอบสวน แตไ่ ด้เกิดในสถานที่อ่ืนนอกเขตอานาจของพนกั งานสอบสวนนนั้

บริเวณถนนสายบ้านร่องบง - บ้านตวิ ้ ท่ีจา่ สิบตารวจ ม. กบั พวกตงั้ จดุ ตรวจชว่ั คราว และ
จดุ ที่พบถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนเป็นถนนนอกเขตชุมชน ตลอดแนวถนนไม่มีป้ายหรือส่ิงปลูก
สร้างใดแสดงให้ปรากฏว่าบริเวณดงั กล่าวอย่ใู นเขตท้องที่หม่บู ้านหรือตาบลใด จ่าสิบตารวจ ม.
กับพวกผู้ร่วมจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตารวจสถานีตารวจภูธรบ้านติว้ ย่อมต้องมีความเช่ือว่า
บริเวณท่ีตงั้ จดุ ตรวจอยใู่ นเขตอานาจรับผิดชอบของสถานีตารวจภธู รบ้านตวิ ้ แม้จาเลยจะโยนเมท
แอมเฟตามีนทิง้ ในเขตตาบลบ้านหวาย แต่จ่าสิบตารวจ ม. ก็พบเห็นการกระทาความผิดในเขต
ตาบลบ้านติว้ และเรียกให้จาเลยหยุดที่จุดตรวจต่อเน่ืองกัน จึงเป็นกรณีท่ีเจ้าพนักงานตารวจ
ผู้จับกุมเช่ือว่าเหตเุ กิดและจาเลยถูกจับในท้องที่ตาบลบ้านติว้ เมื่อจ่าสิบตารวจ ม. นาจาเลย
พร้อมเมทแอมเฟตามีนสง่ มอบให้แก่พนั ตารวจตรี ป. ย่อมทาให้พนั ตารวจตรี ป. เช่ือว่าความผิด
ได้เกิดขนึ ้ และจาเลยถกู จบั ภายในเขตอานาจของตน พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รบ้านติว้
ยอ่ มมีอานาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘

125

ข้อ ๒๒ คำถำม นางสาวสวยอายุ ๑๙ ปีพักอาศยั กับนางส้มซึ่งเป็นมารดาท่ีบ้านใน
ตาบลคูคต อาเภอลาลูกกา จังหวัดปทุมธานี เม่ือวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๐ นายแสบใช้อุบาย
หลอกลวงนางสาวสวยเพ่ือจะพาไปขายซ่องท่ีประเทศมาเลเซีย นายแสบขบั รถพานางสาวสวย
ออกไปจากบ้านโดยพาไปเท่ียวที่ห้างสรรพสินค้าในเขตบางเขนก่อน แล้วจึงเดินทางผ่านหลาย
จังหวัดจนถึงอาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ นายแสบได้ให้
นางสาวสวยรออย่ใู นโรงแรมที่อาเภอหาดใหญ่ ตอ่ มาเม่ือวนั ท่ี ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐ นางส้มไป
แจ้งความร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขนว่านายแสบพานางสาวสวย
ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้ อุบายหลอกลวง แต่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความร้ องทุกข์
เนื่องจากนางส้มและนางสาวสวยพักอย่ทู ่ีบ้านในเขตท้องที่สถานีตารวจภูธรคคู ต ขณะนนั้ เป็น
เวลามืดค่าแล้วนางส้มจึงกลบั บ้านไป เช้าวนั ท่ี ๑๔ มกราคม ๒๕๕๐ นางส้มไปแจ้งความร้องทกุ ข์
ตอ่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รคคู ตวา่ นายแสบพานางสาวสวยไปเพื่อการอนาจารโดยใช้
อุบายหลอกลวง ต่อมาเม่ือวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๐ เจ้าพนักงานตารวจสถานีตารวจภูธร
หาดใหญ่ เข้าช่วยนางสาวสวยและจบั กุมนายแสบได้ท่ีอาเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรหาดใหญ่สอบสวนเจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุม แล้วส่งสานวนการ
สอบสวนพร้อมผู้ต้องหาให้แก่พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรคูคตดาเนินการต่อ พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภธู รคคู ตทาการสอบสวนและสรุปสานวนทาความเห็นควรสง่ั ฟ้องนายแสบ
ให้พนกั งานอยั การพจิ ารณาพร้อมตวั ผ้ตู ้องหา

ให้วนิ ิจฉยั ว่า หากพนกั งานอยั การพิจารณาแล้ว เห็นวา่ พยานหลกั ฐานฟังได้วา่ นายแสบ
กระทาความผดิ ฐานพาหญิงไปเพ่ือการอนาจารโดยใช้อบุ ายหลอกลวงตามข้อกล่าวหา พนกั งาน
อยั การจะดาเนนิ การอยา่ งไรตอ่ ไป

คำตอบ เมื่อวนั ท่ี ๒ มกราคม ๒๕๕๐ นายแสบขบั รถพานางสาวสวยออกไปจากบ้าน
โดยพาไปเที่ยวท่ีห้างสรรพสินค้าในเขตบางเขนกอ่ น แล้วจงึ เดนิ ทางผา่ นหลายจงั หวดั จนถึงอาเภอ
หาดใหญ่ จงั หวัดสงขลา เม่ือวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๕๐ นัน้ เป็ นกรณีไม่แน่ว่ำกำรกระทำ
ควำมผิดอำญำได้กระทำในท้องท่ีใดในระหว่ำงหลำยท้องท่ี และควำมผิดต่อเน่ืองและ
กระทำต่อเน่ืองกันในท้องท่ีต่ำง ๆ เกินกว่ำท้องท่ีหน่ึงขึน้ ไป และเป็ นควำมผิดเกิดขึน้
ขณะผู้เสียหำยกำลังเดินทำง พนักงำนสอบสวนในท้องท่ีใดท้องท่ีหน่ึงท่ีเก่ียวข้องมี
อำนำจสอบสวนได้ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๙ วรรคหน่ึง
(๑) (๓) (๖) และวรรคสอง พนักงำนสอบสวนในท้องท่ีท่ีนำยแสบพำนำงสำวสวยผ่ำนไป
จงึ เป็ นท้องท่ที ่เี ก่ียวข้องมีอำนำจในกำรสอบสวนได้

126

การท่ีนางส้มไปแจ้งความร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขน แต่
พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความร้ องทุกข์ จึงเท่ำกับยังไม่มีกำรแจ้งควำมร้ องทุกข์ต่อ
พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจนครบำลบำงเขน ตอ่ มาเมื่อนางส้มไปแจ้งความร้องทกุ ข์ตอ่
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรคคู ตว่า นายแสบพานางสาวสวยไปเพ่ือการอนาจารโดยใช้
อุบายหลอกลวง เป็ นกรณีท่ีพนักงำนสอบสวนหลำยท้องท่ีมีอำนำจสอบสวน และยังจับ
ผู้ต้องหำไม่ได้ พนักงำนสอบสวนซ่ึงท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนำจ เป็ น
ผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวนตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) พนักงำนสอบสวนสถำนี
ตำรวจภูธรคูคตจึงเป็ นพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบกำรสอบสวน (เทียบฎีกาท่ี ๒๘๘๐/
๒๕๔๘)

ต่อมาเม่ือเจ้าพนักงานตารวจจับกุมนายแสบได้ท่ีอาเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรหำดใหญ่ มีอำนำจสอบสวนเจ้ำพนักงำนตำรวจ
ผู้จับกุมได้ เพรำะเป็ นพนักงำนสอบสวนในท้องท่ีท่ีนำยแสบพำนำงสำวสวยผ่ำนไปเป็ น
ท้องท่ที ่เี ก่ียวข้องมีอำนำจในกำรสอบสวนได้

เม่ือกำรสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรคูคตซ่ึงเป็ น
พนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวน มีอำนำจสรุปสำนวนและทำควำมเห็น
ควรส่ังฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนและตัวผู้ต้องหำ เพ่ือให้พนักงำนอัยกำรพิจำรณำตาม
มาตรา ๑๔๐ และ ๑๔๒ ได้ เมื่อพนกั งานอัยการพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลกั ฐานฟังได้ว่า
นายแสบกระทาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อบุ ายหลอกลวงตามข้อกล่าวหา
พนักงำนอัยกำรจะออกคำส่ังฟ้องและฟ้องผู้ต้องหำต่อศำลตามมาตรา ๑๔๓
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ไม่ยาก แต่ถ้าจะตอบให้ดีและครบถ้วนก็ต้องใช้ความพยายาม มาก
พอสมควร และขอใหด้ หู มายเหตทุ า้ ยฎีกาที่ ๒๘๘๐/๒๕๔๘ พร้อมขอ้ สงั เกตดว้ ย

ฎีกำท่ี ๒๘๘๐/๒๕๔๘ ฎ.๒๓๘๓ พ. ซง่ึ เป็นอาและทาหน้าที่เป็นผ้ปู กครองดแู ลผ้เู สียหาย
ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขน แต่พนกั งานสอบสวน
ไม่รับแจ้งความร้องทกุ ข์ เนื่องจาก พ. และผู้เสียหายพกั อย่ทู ี่บ้านในเขตท้องที่สถานีตารวจภูธร
คคู ต จึงเท่ากับไม่มีการแจ้งความร้ องทุกข์ต่อพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางเขน
พ. จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรคูคตว่าผู้เสียหายถูกจาเลย
พรากตวั ไป ต่อมาจาเลยถูกเจ้าพนกั งานตารวจจบั กุมได้ท่ีอาเภอเขาพนม จังหวดั กระบี่ ดงั นนั้
พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรคูคต จึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องท่ีที่พบการกระทา
ความผิดก่อน จึงเป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบตามมาตรา ๑๙ วรรคสาม (ข) มีอานาจสรุป

127

สานวนและทาความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสงั่ ไม่ฟ้องส่งไปพร้ อมสานวนเพื่อให้พนักงานอัยการ
พิจารณาตามมาตรา ๑๔๐ และ ๑๔๑ ได้ การสอบสวนคดีนีจ้ ึงชอบด้วยกฎหมาย เม่ือพนกั งาน
อัยการเห็นควรสั่งฟ้องจาเลย คาฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลมีอานาจพิจารณา
พิพากษาคดไี ด้
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ด์ิ) คดีนี้โจทก์ฟ้องจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๘ คือ ฐาน "พรากผู้เยาว์" อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยงั ไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจาก บิดา
มารดา ฯลฯ โดยมิได้ฟ้องในความผิดฐาน "พาไปเพ่ือการอนาจาร" ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๔
ดว้ ย ซึ่งศาลชน้ั ตน้ และศาลอทุ ธรณ์ภาค ๑ ก็พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๘ วรรคสาม คือ ฐานพรากผเู้ ยาว์ไปเพือ่ การอนาจาร

ความผิดฐาน "พรากผู้เยาว์" ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ เกิดขึ้นเมื่อมีการ "พาไปหรือ
แยกเด็กออกจากความปกครองดูแล" (ฎีกาที่ ๒๘๕๘/๒๕๔๐) การกระทาเป็ น "ความผิด
สาเร็จ" เมื่อเด็กพน้ จากผูป้ กครอง (ดูคาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๒ ตอน ๒ และภาค ๓ โดย
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภทั ิย์ ฉบบั พิมพ์ครั้งที่ ๖ หัวข้อ ๑๑๑๕ ก. หน้า ๓๕๗) มีข้อสงั เกตว่า
ความผิดฐานพรากนี้ เมื่อเป็ น "ความผิดสาเร็จ" ความผิดน้นั ก็ "สิ้นสุด" ลงทันที การนาตวั
ผู้เยาว์ที่ถูกพรากไปตามสถานที่ต่าง ๆ เป็ นแต่เพียง "ผล" ของการ "พราก" ที่ได้เกิดขึ้นและ
ส้ินสดุ ลงไปแลว้ ตงั้ แต่ทีม่ ีการ "พาไปหรือแยกเดก็ ออกจากความปกครองดแู ล"

ทง้ั นี้ต่างจากความผิดฐาน "พาไปเพื่อการอนาจาร" ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๔ เพราะ
เมือ่ "พาไป" ก็เป็น "ความผดิ สาเร็จ" ทนั ที แต่ความผิดนนั้ ยงั ไม่ "สิ้นสุด" ลง กล่าวคือ ตราบใด
ที่ยังมีการ "พาไป" ความผิดนั้นก็ยังคงเกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลาจนกว่าการพาไปจะส้ินสุดลง
ความผิดดงั กล่าวนีจ้ ึงเป็น "ความผดิ ต่อเน่ือง" (ดูฎีกาที่ ๑๙๗๔/๒๕๓๙)

เมื่อความผิดฐาน "พรากผู้เยาว์ " มิ ใช่ "ความผิดต่ อเน่ือง" ดังน้ัน กรณี ที่ตาม
คาพิพากษาเรื่องนี้ เมื่อผู้เยาว์ถูกพรากไปจากท้องทีส่ ถานีตารวจภูธรตาบลคูคต ก็ถือว่าความผิด
ฐานนี้ "เกิด" ในทอ้ งทีน่ นั้ และความผิดฐานนี้ก็ "สนิ้ สุด" ลงในทอ้ งที่นนั้ ไม่มีการกระทาความผิด
ฐานนี้ในท้องที่อืน่ ใดอีก เพราะการที่จาเลยพาผู้เยาว์ผ่านไปตามท้องทีต่ ่าง ๆ เป็นแต่เพียง "ผล"
ของการพรากผู้เยาว์ที่เกิดข้ึนและส้ินสุดลงไปแล้วในท้องที่ตาบลคูคต พนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรตาบลคูคต จึงมีอานาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคแรก และมีอานาจ
รับผิดชอบในการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคสาม จึงเป็ นการสอบสวนที่ชอบ
พนกั งานอยั การมีอานาจฟอ้ งและศาลก็ลงโทษจาเลยในความผิดฐานนีไ้ ด้

ผู้เขียน (ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์) เห็นว่า กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของ

128

ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๑) (๓) (๖) จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า "พบ" การกระทาความผิด
ในทอ้ งทีอ่ ืน่ ใดก่อนหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (ข) แต่อย่างใดเลย
ข้อสังเกต ข้อเท็จจจริงตามคาพิพากษาฎีกานี้ เมื่อนามาแต่งคาถาม ผู้แต่งเปลี่ยนฐานความผิด
เป็ นความผิดฐานพาหญิ งไปเพื่อการอนาจาร แล้วนาคาพิพากษาฎีกานี้มาเทียบ ก็จะไม่มี
ข้อโตแ้ ยง้ ทางวิชาการ ดงั คาถามขอ้ นี้

อย่างไรก็ตาม แม้ความเห็นของศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจรจะถูกตอ้ งตามหลกั วิชาการ
แต่ถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกานี้มาออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ผู้เข้าสอบต้องตอบตามฎีกา
เพราะการสอบผู้ช่วยฯ มีหลักที่ผู้เข้าสอบต้องรู้อยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้ามีฎีกาตัดสินไว้ แม้จะมี
ข้อโตแ้ ยง้ ทางวิชาการ ก็ตอ้ งตอบตามฎีกา จึงจะถกู ธงและไดค้ ะแนน

ข้อ ๒๓ คำถำม เม่ือวนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๔๘ นายเอกเข้าไปล่าสตั ว์ในป่าบริเวณรอยตอ่
ระหว่างอาเภอบวั ใหญ่และอาเภอแก้งสนามนาง จงั หวดั นครราชสีมา ขณะที่ล่าสตั ว์อย่โู ดยไมแ่ น่
ชดั ว่าอยบู่ ริเวณอาเภอใด นายโทใช้ปืนยิงนายเอกถึงแก่ความตาย พนั ตารวจโทดา ตารวจสถานี
ตารวจภธู รบวั ใหญ่ผา่ นมาเห็นเหตกุ ารณ์จึงตามจบั นายโทได้ในท้องท่ีอาเภอแก้งสนามนาง แล้ว
พันตารวจโทดานาตัวนายโทส่งให้ แก่พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรบัวใหญ่ ดาเนินคดี
พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรบัวใหญ่ สรุปสานวนทาความเห็นควรสั่งฟ้องนายโท
ให้พนกั งานอยั การพจิ ารณา

ให้วินิจฉัยว่า หากพนกั งานอยั การพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลกั ฐานฟังได้ว่านายโท
กระทาความผดิ ตามฟ้อง พนกั งานอยั การจะมีคาสง่ั อยา่ งไรตอ่ ไป

คำตอบ ในกรณีเป็ นกำรไม่ แน่ ว่ำกำรกระทำผิดอำญำได้กระทำในท้องท่ีใด
ระหว่างอาเภอบวั ใหญ่กับอาเภอแก้งสนามนาง นายโทถูกจับกุมที่อาเภอแก้งสนามนาง พนักงำน
สอบสวนท่ีเป็ นผู้รับผิดชอบในกำรสอบสวน คือ พนักงำนสอบสวนซ่ึงท้องท่ที ่จี ับผู้ต้องหำ
ได้อยู่ในเขตอำนำจ พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรแก้งสนำมนำงจึงเป็ นพนักงำน
สอบสวนผู้รับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคสอง (ก)
มิใช่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบัวใหญ่ พนักงำนอัยกำรต้องมีคำส่ังส่งสำนวน
กำรสอบสวนคืนให้ แก่ พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรบัวใหญ่ เพ่ ือให้ ดำเนินกำรส่ ง
สำนวนกำรสอบสวนให้แก่พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรแก้งสนำมนำง ดำเนินกำร
สอบสวนและเป็ นผู้สรุปสำนวนและทำควำมเหน็ ว่ำควรส่ังฟ้องหรือส่ังไม่ฟ้องนำยโท แล้ว
ส่งไปให้พนักงำนอัยกำรพจิ ำรณำตำมมำตรำ ๑๔๐ และ ๑๔๑ (ฎีกาที่ ๓๔๖๖/๒๕๔๗)

129

ฎีกำท่ี ๓๔๖๖/๒๕๔๗ ฎ.๕๒๘ กรณีที่ข้อเท็จจริงไมช่ ดั แจ้งว่าเหตเุ กิดขนึ ้ ในท้องท่ีใดแน่
ระหว่างอาเภอบวั ใหญ่กบั อาเภอแก้งสนามนางตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคสาม (ก) (ที่ถูกควร
เรียก มาตรา ๑๙ วรรคสอง (ก) ดูศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์. คาอธิบายหลกั
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.พิมพ์คร้ังที่ ๗,น. ๔๙๕) พนกั งานสอบสวนที่เป็นผ้รู ับผิดชอบใน
การสอบสวน คือ พนกั งานสอบสวนซึ่งท้องที่ท่ีจบั ผ้ตู ้องหาได้อย่ใู นเขตอานาจ จาเลยถกู จบั กมุ ท่ี
อาเภอแก้ งสนามนาง พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดี คือ พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภธู รแก้งสนามนาง มิใชพ่ นกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รบวั ใหญ่ เมื่อพนั ตารวจตรี ว. ซึง่
เป็นสารวตั รสืบสวนสอบสวนสถานีตารวจภธู รบวั ใหญ่ ผ้รู ่วมจบั กมุ จาเลยมิใช่พนกั งานสอบสวน
ผ้รู ับผิดชอบ เป็นผ้สู รุปสานวนและทาความเห็นว่าควรสง่ั ฟ้องหรือสง่ั ไม่ฟ้องจาเลยแล้วส่งไปให้
พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๐ และ ๑๔๑ จึงถือไม่ได้ว่าได้มีการ
สอบสวนในความผดิ นนั้ โดยชอบตามมาตรา ๑๒๐ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ข้อสังเกต หากนกั ศึกษาอ่านฎีกาเรื่องนีอ้ ย่างไม่รอบคอบอาจจะเข้าใจผิดไปไดว้ ่า กรณีทีเ่ ป็นการ
ไม่แน่ว่าการกระทาผิดอาญาได้กระทาในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ ถ้าจบั ผู้ต้องหาได้แล้ว
พนกั งานสอบสวนผูร้ ับผิดชอบต้องเป็นพนกั งานสอบสวนซ่ึงทอ้ งที่ที่จบั ไดอ้ ยู่ในเขตอานาจเท่านนั้
พนกั งานสอบสวนท้องทีอ่ ื่นไม่สามารถเป็นพนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ ซึ่งเป็นคาตอบที่ผิด
เพราะมีกรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าการกระทาผิดอาญาได้กระทาในท้องทีใ่ ดในระหว่างหลายท้องที่
และจบั ผตู้ อ้ งหาได้แล้ว แต่พนกั งานสอบสวนผูร้ ับผิดชอบไม่ใช่พนกั งานสอบสวนซ่ึงทอ้ งที่ทีจ่ บั ได้
อยู่ในเขตอานาจ เช่น ข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๓๔๖๖/๒๕๔๗ หากปรากฏว่าก่อนจะจบั ผตู้ อ้ งหาได้
บุตรของผู้ตายไดร้ ้องทกุ ข์ต่อพนกั งานสอบสวน สภ. บวั ใหญ่ก่อนที่จะจบั ผู้ต้องหาได้ ต้องถือว่า
พนกั งานสอบสวน สภ. บวั ใหญ่ เป็นพนกั งานสอบสวนผรู้ ับผิดชอบ เพราะเป็นพนกั งานสอบสวน
ซ่ึงท้องทีท่ ี่พบการกระทาผิดก่อนอยู่ในเขตอานาจตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) แม้ต่อมาจะจับ
ผู้ต้องหาได้ในท้องที่ สภ. แก้งสนามนาง พนักงานสอบสวน สภ. บัวใหญ่ ก็ยงั เป็ นพนักงาน
สอบสวนผรู้ บั ผิดชอบอย่เู ช่นเดิม หลกั ในมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ก) และ (ข) อย่ตู รงทีว่ ่า

(๑) หาก "จับ" ก่อน "พบ" พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่ "จับ" เป็ นพนักงานสอบสวน
ผูร้ บั ผิดชอบในการสอบสวน

(๒) หาก "พบ" ก่อน "จับ" พนักงานสอบสวนซ่ึงท้องที่ที่ "พบ" เป็ นพนกั งานสอบสวน
ผู้รบั ผิดชอบในการสอบสวน (ดูเพ่ิมเติมในศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์. คาอธิบาย
หลกั กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.พิมพ์ครั้งที่ ๗, น. ๕๐๘-๕๐๙) และขอให้ดูคาถามและ
คาตอบข้อถดั ไป

130

ข้อ ๒๔ คำถำม เมื่อวนั ท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ นายเอกพร้อมภรรยาเข้าไปล่าสตั ว์ในป่ า
บริเวณรอยต่อระหว่างอาเภอบวั ใหญ่และอาเภอแก้งสนามนาง จงั หวัดนครราชสีมา ขณะท่ีล่า
สตั ว์อย่โู ดยไม่แน่ชดั ว่าอย่บู ริเวณอาเภอใด นายโทใช้ปืนยิงนายเอกถึงแก่ความตาย แล้วนายโท
หลบหนีไป ภรรยาของนายเอกจงึ เข้าแจ้งความตอ่ พนั ตารวจโทดาพนกั งานสอบสวน สภ. บวั ใหญ่
ทนั ที หลงั จากลงประจาวนั รับแจ้งความแล้วพนั ตารวจโทดายื่นคาร้องตอ่ ศาลขอให้ออกหมายจบั
ศาลออกหมายจบั นายโท แล้วพนั ตารวจโทดาพร้อมเจ้าพนกั งานตารวจ สภ. บวั ใหญ่และ สภ.
แก้งสนามนาง จบั นายโทได้ในท้องท่ีอาเภอแก้งสนามนาง ตอ่ มาพนกั งานสอบสวน สภ. บวั ใหญ่
สรุปสานวนทาความเหน็ ควรสง่ั ฟอ้ งนายโทให้พนกั งานอยั การพจิ ารณา

ให้วินิจฉัยว่า หากพนกั งานอยั การพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานฟังได้ว่านายโท
กระทาความผิดตามฟ้อง พนกั งานอยั การจะมีคาสง่ั อยา่ งไรตอ่ ไป

คำตอบ ในกรณีเป็ นกำรไม่แน่ว่ำกำรกระทำผิดอำญำได้กระทำในท้องท่ีใดระหวา่ ง
อาเภอบวั ใหญ่กบั อาเภอแก้งสนามนาง พนักงำนสอบสวนในท้องท่ีหน่ึงท้องท่ีใดท่ีเก่ียวข้อง
มีอำนำจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ พนักงำน
สอบสวน สภ. บัวใหญ่ และ สภ. แก้ งสนำมนำง มีอำนำจสอบสวน แต่เมื่อพนักงาน
สอบสวน สภ. บัวใหญ่ได้รับการร้ องทุกข์จากภรรยาของนายเอก ก่อนท่ีนายโทจะถูกจับกุมใน
ท้องท่ี สภ. แก้งสนามนาง พนักงำนสอบสวน สภ. บัวใหญ่จึงเป็ นพนักงำนสอบสวนซ่ึง
ท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำควำมผิดก่อน จึงเป็ นพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบสรุปสำนวน
และทำควำมเห็นควรส่ังฟ้องนำยโทตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) เมื่อพนักงานอัยการ
พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลกั ฐานฟังได้ว่านายโทกระทาความผิดตามฟ้อง พนักงำนอัยกำร
จะมีคำส่ังฟ้องนำยโทต่อศำลต่อไป (เทียบฎีกาที่ ๑๑๒๖/๒๕๔๔)

ฎีกำท่ี ๑๑๒๖/๒๕๔๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๗๐ ความผิดท่ีได้กระทาต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ
เกินกว่า ๑ ท้องที่ขนึ ้ ไปนนั้ พนกั งานสอบสวนในท้องท่ีหนง่ึ ท้องท่ีใดท่ีเกี่ยวข้องมีอานาจสอบสวน
ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ เม่ือพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางซื่อได้รับการร้องทกุ ข์
จากผ้ไู ด้รับมอบอานาจจากกรมการจดั หางานผ้เู สียหาย ก่อนท่ีจาเลยท่ี ๑ จะถกู จบั กุมในท้องท่ี
สถานีตารวจนครบาลบึงกุ่ม พนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางซ่ือจึงเป็นพนักงาน
สอบสวนซงึ่ ท้องท่ีท่ีพบการกระทาความผิดก่อน ยอ่ มมีอานาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙
วรรคสาม (ข) และพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางซ่ือได้ทาการสอบสวนตลอดมาใน
ขณะที่ยังจับจาเลยที่ ๑ ไม่ได้ จึงเป็นการสอบสวนท่ีชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการจึงมี

131

อานาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙
ฎีกำท่ี ๑๖๔๙๗/๒๕๕๗ ฎ.๒๙๖๑ ผ้เู สียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรบ้านนาไว้ก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อพันตารวจโท น. รู้ว่ารถยนต์ของผู้เสียหาย
ถูกคนร้ ายลักมาและจบั กุมจาเลยทัง้ สามได้ก็นาจาเลยทัง้ สามส่งให้พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรบ้านนาดาเนินการต่อไป เพราะข้อหาลักทรัพย์มีผู้เสียหายร้ องทุกข์ไว้แล้ว ดงั นี ้แม้
ความผิดฐานลักทรัพย์กบั ความผิดฐานรับของโจรเกิดขึน้ ต่างท้องท่ีกันก็ตาม แต่ก็เป็นความผิด
ต่อเน่ืองกัน พนักงานสอบสวนในท้องท่ีหนึ่งท้องที่ใดท่ีเกี่ยวข้องย่อมมีอานาจสอบสวนได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๓) พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรบ้านนาจงึ มีอานาจสอบสวนความผิด
อาญาท่ีเกิดขึน้ กับทรัพย์ของผู้เสียหายได้ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
การสอบสวนในความผดิ ฐานรับของโจรจงึ ชอบแล้ว
ข้อสังเกต กรณีนีเ้ ป็นเรื่อง "พบ" ก่อน "จบั " ทอ้ งทีท่ ี่ "พบ" เป็นพนกั งานสอบสวนผรู้ ับผิดชอบ
ฎีกำท่ี ๗๔๔๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๒๑๔ การที่จาเลยซ่ึงเป็นพนกั งานรับเงินค่าสินค้า
จากลูกค้าของโจทก์ร่วมท่ีจังหวัดต่าง ๆ แล้วไม่โอนเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ร่วมกับไม่มาชาระ
บญั ชีกับโจทก์ร่วม ความผิดฐานยักยอกเงินจึงอาจเกิด อ้างหรือเช่ือว่าได้เกิดขึน้ ตงั้ แต่จาเลย
รับเงินจากลกู ค้าของโจทก์ร่วมแตล่ ะจงั หวดั จนถึงสานกั งานของโจทก์ร่วมซ่งึ เป็นสถานท่ีท่ีจาเลย
ต้องมาชาระบญั ชีกบั โจทก์ร่วม กรณีเป็นเร่ืองที่จาเลยกระทาความผิดตอ่ เนื่องในท้องท่ีตา่ ง ๆ เกิน
กว่าท้องที่หน่ึงขึน้ ไป และเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทาลงในท้องที่ต่าง ๆ กันตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙ (๓) และ (๔) พนกั งานสอบสวนในท้องที่หนึง่ ท้องท่ีใดที่เก่ียวข้องมีอานาจสอบสวนได้
ฎีกำท่ี ๑๒๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑ แม้จาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ถกู จบั กมุ ในท้องที่สถานี
ตารวจภูธรพระประแดง แต่ก่อนหน้านนั้ จาเลยที่ ๑ ถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง
จานวนหน่ึงในท้องที่สถานีตารวจภธู รพระสมทุ รเจดีย์ ซึง่ จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ อยู่ ณ บริเวณที่เกิด
เหตใุ นท้องที่ดงั กลา่ วและมีพฤตกิ ารณ์ร่วมกระทาความผดิ กบั จาเลยที่ ๑ ด้วย แตจ่ าเลยที่ ๒ และ
ที่ ๓ ขบั รถท่ีมีเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจานวนหนึ่งหลบหนีไปและถูกจบั กมุ ในท้องท่ีสถานี
ตารวจภูธรพระประแดง ย่อมถือว่าเป็นความผิดตอ่ เน่ืองและกระทาต่อเน่ืองในท้องที่ทงั้ สองแห่ง
พนกั งานสอบสวนท้องที่ใดท้องท่ีหนง่ึ ในสองแหง่ นนั้ ยอ่ มมีอานาจสอบสวนได้ และเม่ือจาเลยท่ี ๒
และท่ี ๓ เป็นคคู่ ดีกบั จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นตวั การและถกู จบั กมุ ได้ก่อนแล้ว พนกั งานสอบสวนสถานี

132

ตารวจภูธรพระสมุทรเจดีย์ย่อมเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ และ
พนกั งานอยั การยอ่ มมีอานาจฟ้องตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๐

ฎีกำท่ี ๑๑๕๓๐/๒๕๕๓ ฎ.๑๙๙๓ จาเลยที่ ๓ ร่วมกบั จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ มีเมทแอมเฟ
ตามีน ๔,๙๓๕ เมด็ ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย โดยเกิดเหตทุ ่ีตาบลมีชยั อาเภอเมืองหนองคาย
จงั หวดั หนองคาย และจาเลยท่ี ๓ ยงั กระทาความผิดโดยลาพงั ฐานมีเมทแอมเฟตามีน ๑ เม็ด ไว้
ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยจาเลยที่ ๓ ถูกจบั กุมได้ท่ีแขวงบางชนั เขตคลองสามวา
กรุงเทพมหานคร จึงเป็นกรณีที่จาเลยที่ ๓ กระทาความผิดหลายกรรมในท้องที่ต่าง ๆ กัน
พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองหนองคายจึงมีอานาจสอ บสวนการกระทาความ ผิด
ดงั กลา่ วของจาเลยท่ี ๓ ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙ (๔)

ฎีกำท่ี ๑๙๗๔/๒๕๓๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๔ ความผิดฐานพาหญิงไปเพ่ือการอนาจารโดยใช้
อบุ ายหลอกลวงเป็นความผิดตอ่ เนื่องและกระทาตอ่ เน่ืองกนั ในท้องท่ีตา่ ง ๆ เกินกวา่ ท้องที่หนึ่งขนึ ้
ไป และความผิดดงั กล่าวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขงั ผู้อื่นและข่มขืนกระทาชาเรา เป็น
ความผิดหลายกรรมกระทาลงในท้องที่ตา่ ง ๆ กนั รวมทงั้ ท้องท่ีสถานีตารวจนครบาลบางยี่ขนั และ
สถานีตารวจภูธรท่ามะกา พนกั งานสอบสวนท้องที่หน่ึงท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอานาจสอบสวนได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง (๓), (๔) และวรรคสอง พนักงานสอบสวนสถานีตารวจนคร
บาลบางยี่ขนั ซ่ึงเป็นพนกั งานสอบสวนท้องท่ีที่เก่ียวข้องจึงมีอานาจสอบสวน แต่จาเลยทงั้ สอง
ถกู จับที่อาเภอท่ามะกา พนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบในกรณีจบั ผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจภธู รทา่ มะกา ซ่งึ เป็นท้องที่ท่ีจบั ได้อย่ใู นเขตอานาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙
วรรคสาม (ก) พนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางย่ีขันคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มี
อานาจเท่านนั้ ทงั้ ไมเ่ ข้ากรณีที่จบั ผ้ตู ้องหายงั ไมไ่ ด้อนั จะถือวา่ พนกั งานสอบสวนท้องที่ท่ีพบการ
กระทาผิดก่อนอยใู่ นเขตอานาจเป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรค
สาม (ข) เม่ือพนักงานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางย่ีขันซ่ึงมิใช่พนักงานสอบสวน
ผ้รู ับผิดชอบซึ่งมีอานาจสรุปสานวนและทาความเห็นวา่ ควรสงั่ ฟ้องหรือสง่ั ไม่ฟ้องสง่ ไปพร้อมกับ
สานวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๐, ๑๔๑ แม้จะดาเนินการ
สอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนนั้ ก่อนโดยชอบตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๒๐ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง คาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผ้เู สียหายยอ่ มตกไปด้วย
ข้อสังเกต คดีนี้ จบั ก่อน พบ การกระทาความผิด พนกั งานสอบสวนทอ้ งทีท่ ีจ่ บั จึงเป็ นพนกั งาน
สอบสวนผรู้ ับผิดชอบ

133

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๐
ฎีกำท่ี ๒๖๗๙/๒๕๕๙ ฎ.๗๕๕ แม้โจทก์ร่วมทาสญั ญาในนามบริษัท อ. มิใช่กระทาใน
นามส่วนตวั แตเ่ ป็นไปเพ่ือกิจการของบริษัท อ. ซง่ึ โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของและโจทก์ร่วมอ้างวา่ ถูก
จาเลยที่ ๑ ซ่งึ เป็นคสู่ ญั ญาหลอกลวงให้โอนเงินชาระคา่ ข้าว แล้วจาเลยท่ี ๑ ไม่ดาเนินการจดั ส่ง
ข้าวสารให้ตามสญั ญา โจทก์ร่วมในฐานะผ้แู ทนบริษัท อ. จึงได้รับความเสียหายจากการกระทา
ของจาเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอานาจร้องทุกข์ดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็น
คสู่ ญั ญาและมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้
ขณะจาเลยที่ ๑ ทาหน้าท่ีเป็นนายหน้าเสนอขายข้าวสารโดยอ้างว่าเป็นของบริษัท ด.
จาเลยที่ ๑ รู้ดีอยแู่ ล้ววา่ ไม่มีบริษัทอย่จู ริง การท่ีจาเลยที่ ๑ บอกโจทก์ร่วมวา่ มีข้าวสารของบริษัท
ด. ขายให้ในราคาถกู จึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อ เมื่อมีการโอนเงินเข้าบญั ชีของ
จาเลยท่ี ๑ เพ่ือชาระคา่ ข้าวสาร ทงั้ ยงั มีกรณีที่จาเลยที่ ๑ เดนิ ทางไปรับเงินคา่ ข้าวสารด้วยตนเอง
ด้วยจานวนหนึง่ แสดงวา่ จาเลยท่ี ๑ หลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเช่ือเพ่ือให้ได้รับเงินคา่ ซือ้ ข้าวสาร
จากโจทก์ร่วม การกระทาของจาเลยท่ี ๑ จงึ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง จาเลยท่ี ๑ ต้องรับผิดในการ
คืนเงินหรือชดใช้ราคาทรัพย์ให้แกโ่ จทก์ร่วมในฐานะผ้แู ทนบริษทั อ.
โจทก์ร่วมดาเนินการติดต่อซือ้ ขายข้าวสารจากจาเลยท่ี ๑ ในประเทศไทย และมีการ
ตดิ ตอ่ ผา่ นทางโทรศพั ท์และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในขณะท่ีโจทก์ร่วมอย่ตู า่ งประเทศซงึ่ จาเลยที่
๑ อยู่ในประเทศไทย การท่ีจาเลยที่ ๑ พูดหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเช่ือและมีการโอนเงิน
เข้าบญั ชีธนาคารของจาเลยที่ ๑ ที่ประเทศไทย แม้จะมีการสง่ มอบเงินจานวนหนงึ่ ในตา่ งประเทศ
ก็ตาม แต่มีการกระทาส่วนหน่ึงอยู่ในประเทศไทย จึงไม่ใช่เป็ นการกระทาความผิดนอก
ราชอาณาจกั ร ซง่ึ อยั การสงู สดุ ต้องเป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐
ข้อสังเกต ฎีกานี้ถ้าออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือข้อสอบเนติฯ ต้องตอบตามฎีกานี้ คือ
การกระทาความผิดคดีนี้ไม่ใช่เป็ นการกระทาความผิดนอกราชอาณาจักร แต่ถ้าออกข้อสอบ
อยั การต้องตอบว่าเป็ นความผิดที่ได้กระทานอกราชอาณาจักร ผู้มีอานาจสอบสวนคืออยั การ
สงู สดุ หรือผูท้ ีร่ บั มอบหมายตามมาตรา ๒๐ เพราะทางฝ่ายอยั การเห็นต่างในกรณีนี้

134

อำนำจศำล
ข้อ ๒๕ คำถำม นายเอกลกั รถจักรยานยนต์ของนายดาไปจากอาเภอเมืองราชบุรีใน
เวลากลางคืนซึ่งมีอตั ราโทษสงู กวา่ ความผิดฐานรับของโจร และนายเอกขายรถจกั รยานยนต์ของ
นายดาให้แก่นายโทท่ีอาเภอเมืองนครปฐม นายดาร้ องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรเมืองราชบรุ ีดาเนินคดีแก่ผ้กู ระทาความผิดฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือ
รับของโจร ต่อมาเจ้าพนกั งานตารวจจับกุมนายโทได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางท่ีอาเภอ
เมืองนครปฐม เจ้าพนกั งานตารวจจงึ สง่ ตวั นายโทให้แก่พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รเมือง
ราชบุรีดาเนินคดี และต่อมาเจ้าพนักงานตารวจจบั กุมนายเอกได้ท่ีอาเภอเมืองราชบุรี หัวหน้า
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภธู รเมืองราชบรุ ี เสนอความเห็นควรสงั่ ฟ้องนายเอกและนายโทตอ่
พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีฟ้องนายเอกและนายโทต่อศาล
จงั หวดั ราชบรุ ีในความผิดฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร
ให้วินิจฉัยว่า ๑. หัวหน้ าพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองราชบุรีมีอานาจ
สอบสวนดาเนนิ คดี และเป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบดาเนนิ คดีแก่นายโทหรือไม่
๒. ศาลจังหวัดราชบุรีมีอานาจรับคดีในความผิดฐานรับของโจรไว้พิจารณาพิพากษา
หรือไม่
คำตอบ ๑. แม้ความผิดฐานรับของโจรเกิดขึน้ ในเขตอานาจสอบสวนสถานีตารวจภูธร
เมืองนครปฐม แตค่ วามผิดฐานลักทรัพย์กบั ความผิดฐานรับของโจรเป็ นควำมผิดต่อเน่ืองซ่ึง
กระทำต่อเน่ืองในท้องท่ีต่ำง ๆ เกินกว่ำท้องท่ีหน่ึงขึน้ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง (๓) พนักงำนสอบสวนท้องท่ีหน่ึงท้องท่ีใดท่ีเก่ียวข้อง
มีอำนำจสอบสวนได้ เมื่อเหตุลักทรัพย์เกิดขึน้ ในอาเภอเมืองราชบุรี หัวหน้ ำพนักงำน
สอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองรำชบุรีซ่ึงควำมผิดฐำนลักทรัพย์เกิดขึน้ ในเขตอำนำจ
กม็ ีอำนำจสอบสวนดำเนินคดีแก่นำยโทได้ (ฎีกาที่ ๑๕๗๙/๒๕๔๖)
เมื่อนายดาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองราชบุรี เป็ น
กรณีท่ียังจับผู้ต้องหำไม่ได้ พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองรำชบุรี คือพนักงำน
สอบสวนซ่ึงท้องท่ีท่ีพบกำรกระทำควำมผิดก่ อน หัวหน้ ำพนักงำนสอบสวนสถำนี
ตำรวจภูธรเมืองรำชบุรี จึงเป็ นพนักงำนสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีแก่นำยโท ตาม
มาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข) (เทียบฎีกาท่ี ๑๕๗๙/๒๕๔๖)
๒. ศาลจงั หวดั ราชบรุ ีมีอานาจชาระคดีนายเอก เพรำะควำมผิดฐำนลักทรัพย์เกิดขึน้
ในเขตอำนำจศำลจังหวัดรำชบุรีตามมาตรา ๒๒ เม่ือควำมผิดฐำนลักทรัพย์และควำมผิด

135

ฐำนรับของโจรเป็ นควำมผิดหลำยเร่ืองเก่ียวพันกัน โดยควำมผิดหลำยฐำนได้กระทำลง
โดยผู้กระทำควำมผิดหลำยคนเก่ียวพันกันมีทงั้ ท่ีเป็ นผู้ลักทรัพย์และผู้รับของโจร จะฟ้อง
ผู้กระทำควำมผิดทัง้ หมดต่อศำลซ่ึงมีอำนำจชำระคดีในฐำนควำมผิดซ่ึงมีอัตรำโทษสูง
กว่ำไว้ก็ได้ตามมาตรา ๒๔ (๑) เมื่อความผิดฐานลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอตั ราโทษสูงกว่า
ฐานรับของโจร ศำลจังหวัดรำชบุรีจงึ มีอำนำจรับคดใี นควำมผิดฐำนรับของโจรไว้พิจำรณำ
พพิ ำกษำได้ (ฎีกาท่ี ๒๔๕๕/๒๕๕๐)
ข้อสังเกต การตอบเรื่องอานาจสอบสวนตอ้ งตอบเรื่อง "ต่อเน่ือง" แต่เรื่องอานาจศาลต้องตอบ
เรื่อง "เกี่ยวพัน" โดยถ้อยคาเหล่านี้มาจากมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๔ ขอให้ตอบให้ถูกตาม
กฎหมาย

ฎีกำท่ี ๑๕๗๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๗ รถยนต์หายไปจากท้องที่ของสถานีตารวจภูธร
เมืองสมุทรสาคร ต่อมาเจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยกับพวกได้พร้อมรถยนต์ที่หายไปในท้องท่ี
สถานีตารวจภธู รลาดบวั หลวงในข้อหาซอ่ งโจร

ความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับของโจรรถยนต์เป็นความผิดตอ่ เน่ืองซ่ึงกระทาต่อเนื่องกนั
ในท้องท่ีตา่ ง ๆ เกินกวา่ ท้องที่หนึ่งขนึ ้ ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง (๓) พนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจภูธรเมืองสมทุ รสาครจึงมีอานาจสอบสวนในความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับของโจรได้
เพราะเป็นสถานีตารวจในท้องที่ท่ีเก่ียวข้องกบั ความผิดดงั กลา่ ว

เจ้าพนกั งานตารวจจบั กมุ จาเลยกับพวกได้พร้อมรถยนต์ในท้องท่ีสถานีตารวจภูธรลาด
บัวหลวงในข้ อหาซ่องโจรซึ่งเป็ นความผิดคนละข้ อหากับความผิดท่ีพนักงานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรเมืองสมุทรสาครทาการสอบสวนและเจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจภูธรลาดบวั
หลวงคงควบคุมตัวจาเลยกับพวกไว้ในข้อหาซ่องโจรเท่านัน้ เม่ือเจ้าพนักงานตารวจสถานี
ตารวจภูธรลาดบวั หลวงไม่ได้จบั กุมและกลา่ วหาวา่ จาเลยทงั้ ส่ีกบั พวกกระทาความผิดลกั ทรัพย์
หรือรับของโจรรถยนต์ที่หายไป จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจภูธรลาดบวั หลวง
จบั กมุ จาเลยกบั พวกในความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับของโจรได้แล้วตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙ วรรค
สอง (ก) ดังนัน้ พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรลาดบัวหลวง จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมือง
สมทุ รสาครเป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผดิ ชอบ โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ ง
ข้อสังเกต คดีนี้ไม่ปรากฏว่าตารวจท้องที่ใดเป็นผู้จบั จาเลยในความผิดฐานลกั ทรัพย์หรือรับของ
โจร เมื่อไม่ปรากฏว่าตารวจทอ้ งทีใ่ ดจบั ตารวจท้องที่ที่ไดร้ ับแจ้งความว่ารถหาย จึงเป็นพนกั งาน
สอบสวนผรู้ ับผิดชอบตามมาตรา ๑๙ วรรคสอง (ข)

136

ฎีกำท่ี ๒๔๕๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๕๙ แม้ความผิดฐานลกั ทรัพย์กบั ความผิดฐานรับของ
โจรเกิดขนึ ้ ตา่ งท้องที่กนั คือ จงั หวดั ราชบรุ ีและจงั หวดั นครปฐม แตท่ รัพย์ที่ถกู ลกั กบั รับของโจรนนั้
เป็นทรัพย์สิ่งเดียวกนั คือ รถจกั รยานยนต์ของผ้เู สียหาย โดยถูกลกั ไปจากท้องที่หน่ึง แล้วนาไป
จาหนา่ ยให้แก่ผ้รู ับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพนั กนั โดยมีผ้กู ระทา
ความผิดหลายคน มีทัง้ ที่เป็นตวั การลกั ทรัพย์ ผ้สู มรู้และผ้รู ับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔ (๑)
ดงั นนั้ ที่จาเลยฎีกาว่า จาเลยรับจานารถจกั รยานยนต์ดงั กล่าวจาก ท. ไมไ่ ด้เก่ียวข้องกบั การที่ บ.
ลกั รถจกั รยานยนต์และไม่ได้เก่ียวข้องกบั ชายไม่ทราบช่ือที่ซือ้ รถจกั รยานยนต์จาก บ. ท่ีจงั หวดั
สมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตกุ ารณ์ตอ่ เน่ืองหรือเกี่ยวพนั กนั ดงั ที่จาเลยฎีกานนั้ ย่อมฟังไม่ขึน้ และ
ความผิดฐานลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดงั นนั้ โจทก์จึงฟ้อง
จาเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชนั้ ต้นที่มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ในเหตฉุ กรรจ์ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๔ วรรคหนง่ึ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒
ฎีกำท่ี ๓๔๒๖/๒๕๕๙ ฎ.๘๔๐ แม้เรือนจากลางราชบุรีเป็นภูมิลาเนาของจาเลยใน
ขณะท่ีโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี ้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๗ ถือได้วา่ จาเลยมีท่ีอยใู่ นเขตอานาจศาลชนั้ ต้น
(ศาลจงั หวดั ราชบุรี) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒ (๑) แตบ่ ทกฎหมายดงั กลา่ วไม่เป็นบทบงั คบั ให้ศาล
ชนั้ ต้นที่จาเลยมีที่อย่ใู นเขตอานาจต้องรับชาระคดีท่ีโจทก์ฟ้อง ศาลชนั้ ต้นชอบที่จะใช้ดลุ พินิจรับ
ชาระคดีเชน่ วา่ นนั้ หรือไมก่ ็ได้ ทงั้ นีโ้ ดยคานงึ ถึงความสะดวกในการพจิ ารณาคดี
เหตุคดีนีเ้ กิดขึน้ ในท้องท่ีซึ่งอยู่ในเขตอานาจศาลจังหวัดสมุทรสงคราม และพนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรลาดใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม เป็ นผู้สอบสวนคดี แสดงว่า
พยานหลกั ฐานของโจทก์อยใู่ นเขตอานาจศาลจงั หวดั สมทุ รสงคราม ประกอบกบั โจทก์ไม่ได้กลา่ ว
อ้างมาในคาฟ้องว่าหากมีการชาระคดีท่ีศาลชนั้ ต้นจะสะดวกย่ิงกว่าการชาระคดีท่ีศาลจังหวัด
สมุทรสงครามอย่างไร คงกล่าวอ้างเพียงว่าไม่อาจโอนตัวจาเลยไปดาเนินคดีท่ีศาลจังหวัด
สมุทรสงครามได้เน่ืองจากกาหนดโทษตามคาพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๕๑๒๖/
๒๕๕๗ ของศาลจงั หวดั สมุทรสาคร เกินอานาจการควบคมุ ของเรือนจากลางสมทุ รสงคราม ซ่ึง
เป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบตั ิของกรมราชทณั ฑ์ท่ีอาจดาเนินการแก้ไขได้ กรณียงั ไม่มีเหตสุ มควร
ให้ศาลชนั้ ต้นรับชาระคดีนี ้
ฎีกำท่ี ๑๕๔๖๔/๒๕๕๖ ฎ.๒๙๘๗ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒ (๑) มิได้บัญญัติให้ศาลชนั้ ต้น
ซึ่งเป็นศาลท้องที่ท่ีจาเลยท่ี ๑ มีท่ีอยู่ในเขตอานาจต้องรับชาระคดีท่ีโจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สอง

137

เม่ือความผิดคดีนีม้ ิได้เกิดขึน้ ในเขตอานาจของศาลชัน้ ต้น โจทก์จะฟ้องจาเลย ทัง้ สองต่อ
ศาลชนั้ ต้นซงึ่ เป็นศาลท้องที่ท่ีจาเลยท่ี ๑ มีท่ีอยใู่ นเขตอานาจไมไ่ ด้

ศาลชัน้ ต้ นรับฟ้องของโจทก์ไว้ จนไต่สวนมูลฟ้องเสร็จ ยังถือไม่ได้ ว่าศาลชัน้ ต้ น
ได้ใช้ดลุ พินิจรับคดีของโจทก์ไว้ชาระแล้ว เมื่อตามฟ้องของโจทก์ระบวุ า่ เหตเุ กิดในเขตอานาจของ
ศาลชนั้ ต้น ย่อมไม่มีเหตทุ ี่ศาลชนั้ ต้นจะต้องยกฟ้องโจทก์ตงั้ แต่ชนั้ ตรวจฟ้อง การท่ีศาลชนั้ ต้น
มีคาพิพากษายกฟ้องโจทก์หลงั จากไต่สวนมลู ฟ้องเสร็จ โดยเหตคุ วามผิดคดีนีม้ ิได้เกิดขนึ ้ ในเขต
อานาจของศาลชนั้ ต้น จงึ เป็นการท่ีศาลชนั้ ต้นใช้ดลุ พินิจสงั่ ตามอานาจที่มีอยู่

ฎีกำท่ี ๔๕๗๕/๒๕๕๑ ฎ.๑๘๐๒ แม้การกระทาความผิดฐานยกั ยอกทรัพย์ของจาเลย
มิได้เกิดในเขตอานาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช แต่จาเลยมีที่อย่ใู นเขตอานาจของพนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช จงั หวดั นครศรีธรรมราช และอยู่ในเขตอานาจ
ของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมี
อานาจสอบสวน โจทก์ยอ่ มมีอานาจฟอ้ งตอ่ ศาลแขวงนครศรีธรรมราชตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒ (๑)

ฎีกำท่ี ๓๔๓๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๙๐ คดีนีเ้หตเุ กิดในท้องท่ีแขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ
กรุงเทพมหานคร แต่ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ระบุว่า คดีนีพ้ นักงาน
สอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางขุนเทียนเป็ นผู้สอบสวน จาเลยมิได้โต้แย้งว่าพนักงาน
สอบสวนสถานีตารวจนครบาลบางขนุ เทียนไมม่ ีอานาจสอบสวน ดงั นนั้ ความผิดที่เกิดขึน้ จะฟ้อง
ท่ีศาลซ่ึงท้องท่ีที่สอบสวนอยู่ในเขตอานาจก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒ (๑) ประกอบ พ.ร.บ.
จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ เม่ือสถานีตารวจนครบาล
บางขนุ เทียนอยใู่ นเขตอานาจของศาลแขวงธนบรุ ี โจทก์ยอ่ มฟอ้ งจาเลยที่ศาลแขวงธนบรุ ีได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๓
ฎีกำท่ี ๔๖๔๙/๒๕๔๘ ฎ.๑๓๐๙ จาเลยมิได้ยักยอกเงินของโจทก์ท่ีจังหวดั เชียงราย
จาเลยรับเงินและเช็คจากลูกค้าของโจทก์ท่ีจงั หวดั สมุทรปราการแล้วไม่นาส่งให้โจทก์ท่ีจงั หวดั
เชียงราย แตก่ ลบั นาเงินและเช็คเข้าบญั ชีเงินฝากของจาเลยที่ธนาคารซ่ึงตงั้ อยู่ที่กรุงเทพมหานคร
แม้อาจจะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ความผิดดงั กล่าวก็มิได้เกิดขึน้ อ้างหรือเช่ือว่าได้
เกิดขนึ ้ ในจงั หวดั เชียงราย อนั จะทาให้ศาลจงั หวดั เชียงรายมีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ การ
ท่ีจาเลยทงั้ สองมีเจตนาทจุ ริตโดยมีการวางแผนยกั ยอกเงินของโจทก์ที่จังหวดั เชียงราย หลงั จาก
ส. ถึงแก่ความตายแล้ว ก็ยงั ถือไมไ่ ด้ว่าความผิดได้เกิดขนึ ้ แล้ว อนั จะทาให้ศาลจงั หวดั เชียงรายมี
อานาจพิจารณาพพิ ากษาคดไี ด้

138

เม่ือศาลจงั หวดั เชียงรายท่ีโจทก์ย่ืนฟ้องไว้ ไมม่ ีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว กรณีจงึ
ไมอ่ าจโอนคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๓ วรรคหนงึ่ ไปชาระที่ศาลแขวงสมทุ รปราการซง่ึ เป็นศาลที่มี
อานาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔
คำวินิจฉัยของประธำนศำลฎีกำท่ี ยช. ๕๓/๒๕๕๘ ฎ.๒๕๘๗ โจทก์ฟ้องว่า จาเลย
กระทาความผิดตาม พ.ร.บ. ค้มุ ครองเดก็ ฯ ตาม ป.อ. ตาม พ.ร.บ. ปอ้ งกนั และปราบปรามการค้า
มนษุ ย์ฯ ตาม พ.ร.บ. ปอ้ งกนั และปราบปรามการค้าประเวณีฯ แม้จะเป็นความผดิ ท่ีแยกเป็นแตล่ ะ
กรรมต่างกันและความผิดต่อ พ.ร.บ. ค้มุ ครองเด็กฯ อย่ใู นอานาจการพิจารณาของศาลเยาวชน
และครอบครัวก็ตาม แต่จาเลยซ่งึ เป็นผ้กู ระทาความผิดคนเดียวกันและเป็นความผิดเก่ียวพนั กนั
จงึ เป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพนั กนั ซึ่งโจทก์จะฟ้องคดีทกุ เรื่องตอ่ ศาลท่ีมีอานาจชาระใน
ฐานความผิดซง่ึ มีอตั ราโทษสงู กวา่ ก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔ (๑) วรรคหนง่ึ ดงั นี ้โจทก์มีอานาจ
ฟ้องจาเลยในความผดิ ตอ่ พ.ร.บ. ค้มุ ครองเด็กฯ พร้อมกบั ความผดิ ทงั้ ห้าฐานนนั้ ตอ่ ศาลจงั หวดั ได้
กรณีไมใ่ ชก่ ารพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ. ค้มุ ครองเด็กฯ ซง่ึ อย่ใู นอานาจพิจารณาของศาล
เยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ. ค้มุ ครองเดก็ ฯ มาตรา ๕

กำรขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์
ข้อ ๒๖ คำถำม นายแดงเดนิ ข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามโดยไมด่ ใู ห้ดีวา่ มีรถหรือไม่
เป็นเหตใุ ห้รถยนต์ที่นายดาขบั มาด้วยความเร็วสูงเกินอตั ราท่ีกฎหมายกาหนดทงั้ ท่ีเป็นที่ชุมชน
ชนนายแดงอย่างแรงถึงแก่ความตายทนั ที และรถของนายดายงั เสียหลกั ไปชนนายขาวที่เดินมา
ตามบาทวถิ ีถึงแก่ความตายด้วย พนกั งานอยั การฟ้องนายดาตอ่ ศาลฐานกระทาโดยประมาทเป็น
เหตใุ ห้นายแดงและนายขาวถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณานายดีบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
ของนายแดง และนายเขียวบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายขาว ย่ืนคาร้ องขอเข้าร่วมเป็น
โจทก์กบั พนกั งานอยั การ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าต ตอ่ มานายเขียวถึงแก่ความตายนายข่นุ บตุ รของนาย
เขียว ขอเข้ารับมรดกความของนายเขียวซ่ึงถึงแก่ความตาย ศาลชัน้ ต้นอนุญาต ศาลชัน้ ต้น
พจิ ารณาแล้วพิพากษาว่า การกระทาของนายดาเป็นการกระทาความผดิ ตามฟ้องจาคกุ ๑ ปี และ
ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท รอการลงโทษไว้ ๒ ปี โจทก์ไมอ่ ทุ ธรณ์
ให้วินจิ ฉยั วา่ นายดีและนายขนุ่ มีสิทธิอทุ ธรณ์ขอให้ไมร่ อการลงโทษนายดาได้หรือไม่

139

คำตอบ แม้นำยแดงจะได้รับควำมเสียหำยจำกกำรกระทำควำมผิดของนำยดำ
แต่นายแดงข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามโดยไม่ดูให้ดีว่ามีรถหรือไม่ เป็ นกำรกระทำโดย
ปรำศจำกควำมระมัดระวังซ่ึงบุคคลในภำวะเช่นนัน้ จักต้องมีตำมวิสัยและพฤตกิ ำรณ์ จึง
นับว่ำนำยแดงมีส่วนประมำทด้วย นำยแดงจึงมิใช่ผู้เสียหำยโดยนิตินัย เม่ือนำยแดงไม่
เป็ นผู้เสียหำยโดยนิตินัย นำยดีจึงไม่มีอำนำจจัดกำรแทนนำยแดงผู้ตำยและไม่มีอำนำจ
เข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒
(๔), ๕ (๒) และ ๓ (๒) (ฎีกาที่ ๗๖๔๐/๒๕๕๐) แม้ระหวา่ งพิจารณาศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้นายดี
เข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ แต่เม่ือนำยดีไม่มีอำนำจเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำน
อัยกำรดงั ท่วี นิ ิจฉัยมำแล้ว นำยดจี งึ ไม่มีสทิ ธิอุทธรณ์คำพพิ ำกษำของศำลชัน้ ต้นได้

เม่ ือผ้ ูเสียหำยย่ืนฟ้ องแล้ วตำยลงผ้ ู สืบสันดำนจะดำเนินคดีต่ ำงผ้ ูตำยต่ อไปตาม
มาตรา ๒๙ หมำยถึงผู้เสียหำยท่ีแท้จริงถึงแก่ควำมตำยเท่ำนัน้ ไม่รวมถึงผู้จัดกำรแทน
ผู้เสียหำยถึงแก่ควำมตำย เม่ือนายเขียวบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายขาวย่ืนคาร้องขอ
เข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ ศาลชนั้ ต้นอนุญาต เป็ นกรณีท่ีนำยเขียวเข้ำมำในคดีใน
ฐำนะผู้จัดกำรแทนนำยขำวผู้ตำยตามมาตรา ๕ (๒) เม่ือนายเขียวผ้จู ดั การแทนผ้เู สียหายถงึ แก่
ความตาย นำยขุ่นบุตรของนำยเขียวจึงไม่มีสิทธิเข้ำดำเนินคดีต่ำงนำยเขียวตามมาตรา
๒๙ (คาสงั่ คาร้องศาลฎีกาที่ ท. ๘๓๐/๒๕๕๐) แม้ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้นายข่นุ เข้าร่วมเป็นโจทก์
กับพนกั งานอยั การ แต่เม่ือนำยขุ่นไม่มีอำนำจเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรดังท่ี
วนิ ิจฉัยมำแล้ว นำยขุ่นจงึ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพพิ ำกษำของศำลชัน้ ต้นได้

ฎีกำท่ี ๗๖๔๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๗๕ การที่ผ้ตู ายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้าม
เป็นการกระทาโดยปราศจากความระมัดระวงั ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นนัน้ จกั ต้องมีตามวิสยั และ
พฤติการณ์ จงึ นบั ว่าผ้ตู ายมีสว่ นประมาทด้วย ผ้ตู ายจึงมิใช่ผ้เู สียหายโดยนิตนิ ยั ในความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ผู้ร้องจึงไม่มีอานาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอานาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
พนกั งานอยั การได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔), ๕ (๒) และ ๓ (๒)

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๘๓๐/๒๕๕๐ ฎ.๒๕๑๙ โจทก์ซง่ึ เป็นมารดาของผ้เู สียหายได้
ยื่นฟ้องจาเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้มีอานาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)
ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ การที่โจทก์ถึงแก่ความตายระหวา่ งพิจารณา ผ้รู ้องซ่ึง
เป็นบุตรของโจทก์หามีสิทธิดาเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๙ ไม่ เพราะ
โจทก์เป็นผู้จัดการแทนผู้เสียหายเท่านัน้ แต่เป็นกรณีท่ีถือได้ว่าโจทก์ฟ้องร้องแทนแผ่นดิน แม้

140

โจทก์ถึงแก่กรรมก็ไม่เป็นเหตขุ ดั ข้องแก่การดาเนนิ คดีตอ่ ไป ศาลฎีกาให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการอา่ น
คาพพิ ากษาศาลฎีกาตอ่ ไป
ข้อสังเกต ฎีกานีผ้ ูแ้ ต่งเห็นว่าน่าจะยงั ใช้เป็นบรรทดั ฐานได้ ไม่ถูกกลบั โดยคาสงั่ คาร้องศาลฎีกาที่
ท.๑๕๙๒/๒๕๕๖ เพราะขอ้ เท็จจริงต่างกนั ขอใหร้ อดคู าพิพากษาฎีกาใหม่ ๆ ต่อไป

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๘
ฎีกำท่ี ๘๖๕๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๙ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๒ บญั ญัตวิ ่า “ผ้ใู ด
จะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เม่ือผู้นนั้ หรือญาติสนิทของผ้นู นั้ ร้องขอ
อยั การจะยกคดีขนึ ้ ว่ากลา่ วก็ได้” เช่นนี ้แม้โจทก์ทงั้ สามเป็นทายาทผ้มู ีสิทธิได้รับมรดกของผ้ตู าย
และมีสิทธิเรียกร้ องในอนั ที่จะขอให้บังคบั จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทัง้ สามในฐานะ
ผ้จู ดั การมรดกของผ้ตู ายจดั การแบง่ มรดกให้โจทก์ทงั้ สามตามสทิ ธิในทางแพง่ ได้ก็ตาม แตท่ ี่โจทก์
ทงั้ สามฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๓, ๓๕๔ เพ่ือที่จะให้จาเลยท่ี ๑ ได้รับ
โทษในทางอาญานัน้ ย่อมเท่ากับเป็นการขอให้จาเลยท่ี ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ทัง้ สามในทาง
อาญาเป็นสว่ นตวั เพราะผ้จู ดั การมรดกตามคาสง่ั ศาลที่ได้กระทาผิดตามบทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย
ดงั กล่าวและต้องรับโทษในทางอาญาย่อมต้องรับโทษเป็นการส่วนตวั เนื่องจากสภาพบังคบั
ในทางอาญาสาหรับความผิดตามฟ้องไม่มีการรับโทษในฐานะที่เป็นผู้จดั การมรดกเหมือนเช่น
ความรับผิดในฐานะผ้จู ดั การมรดกในทางแพง่ คดีระหวา่ งโจทก์ทงั้ สามและจาเลยที่ ๑ จึงเป็นคดี
อุทลุม ซ่ึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทงั้ สามฟ้องจาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๒
โจทก์ทงั้ สามจงึ ไมม่ ีอานาจฟ้องจาเลยที่ ๑
ข้อสังเกต การฟ้องบพุ การีในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นคดีแพ่งไม่เป็นคดีอุทลุม (ฎีกาที่ ๒๓๘๗/
๒๕๒๙) ต่างกบั การฟอ้ งคดีอาญาซึ่งเป็นคดีอทุ ลมุ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๙
คำส่ังคำร้องท่ี ท.๒๑๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๙ ผ้รู ้องเป็นผ้จู ดั การมรดกของโจทก์ แต่
มิใช่บคุ คลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๙ ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ ผู้ร้ องจึงไม่มีสิทธิเข้าดาเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายได้ คดีนีแ้ ม้จะเป็ น
ความผิดอาญาอันยอมความได้และโจทก์ได้ตายแล้วก็ตาม แต่หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่า
ในคดีอาญานนั้ เม่ือโจทก์ตายแล้วให้คดีระงบั ไปไม่ เม่ือคดีมาถึงศาลฎีกาแล้วและโจทก์ตาย โดยมี
การดาเนินคดีครบถ้วนบริบูรณ์แล้วเช่นนี ้ศาลฎีกาย่อมดาเนินกระบวนพิจารณาคดีนีต้ ่อไปได้

141

ให้ศาลชนั้ ต้นอา่ นคาพิพากษาศาลฎีกาให้คคู่ วามฟังตอ่ ไป
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๑๕๙๒/๒๕๕๖ ฎ.๓๖๕๗ โจทก์ร่วมท่ี ๑ บิดาโดยชอบด้วย

กฎหมายของ ท. ผ้เู สียหายซ่ึงถกู ทาร้ายถึงแก่ความตาย ผ้รู ้องซ่งึ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
ของโจทก์ร่วมที่ ๑ และเป็นมารดาของ ท. ผ้ตู ายย่ืนคาร้องขอเข้าดาเนินคดี ถือว่าผ้รู ้องประสงค์
ขอใช้สิทธิของตนท่ีมีอย่เู ดิมตงั้ แต่แรกในฐานะผ้มู ีอานาจจดั การแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)
เพื่อสืบสิทธิดาเนินคดีแทนโจทก์ร่วมท่ี ๑ ในชัน้ ฎีกาศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้ องเข้าดาเนินคดี
ในฐานะเป็นโจทก์ร่วมท่ี ๑ แทนโจทก์ร่วมได้กบั ให้รับคาแก้ฎีกาไว้พิจารณา
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจารย์สมชัย ฑีฆาอุตมากร) มีข้อสังเกตว่า แนวคาสั่งคาร้องฉบับนี้
อนุญ าตให้ผู้มี อานาจจัดการแทนผู้เสี ยหายเข้าสื บสิ ทธิ ดาเนิ นคดี แทนผู้มี อานาจจัดการแทน
ผู้เสียหายด้วยกันที่ถึงแก่ความตายในระหว่างที่คดีนนั้ อยู่ในระหว่างพิจารณา โดยมิได้ปรับบท
ด้วยข้อกฎหมายเช่นนัยคาสงั่ คาร้องที่ ๑๓๒/๒๕๕๓ และคาพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓
ที่วางหลักว่า ป.วิ.อ. มีมาตรา ๒๙ เท่านั้นที่จะเข้ามาดาเนินคดีต่างผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องแล้ว
ตายลง กรณีอืน่ นอกจากนี้ไม่อาจนา ป.วิ.พ. มาใช้บงั คบั ได้ ซึ่งเท่ากบั ว่าเป็นการแปลมาตรา ๒๙
เคร่งครัดว่า คาว่าผู้เสียหายตามมาตรา ๒๙ นี้ หมายความเฉพาะแต่ผูเ้ สียหายโดยตรงไม่รวมถึง
ผมู้ ีอานาจจดั การแทนผเู้ สียหายดว้ ย คาสง่ั คาร้องฉบบั นีเ้ ท่ากบั กลบั คาสงั่ คาร้องและคาพิพากษา
ฎีกาฉบบั ดงั กล่าว

อนึ่ง การแปลข้อกฎหมายตามคาสง่ั คาร้องฉบบั นีน้ ่าจะเป็นการอดุ ช่องว่างของกฎหมาย
ได้ทางหนึ่งเมื่อผู้มีอานาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้มีอานาจจัดการแทน
ผู้เสียหายที่อยู่ในฐานะเดียวกนั สามารถเข้าสืบสิทธิดาเนินคดีต่อไปได้ แม้สิทธิการดาเนินคดี
อาญาในกรณีความผิดตามคาสงั่ คาร้องฉบบั นีม้ ิใช่คดีความผิดเกีย่ วกบั ทรพั ย์สินก็ตาม
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาอนุญาตให้มารดาผู้เสียหายเข้าดาเนินคดีแทนบิดาผู้เสียหายซ่ึงถึงแก่
ความตาย ทง้ั มารดาและบิดาต่างก็เป็ นผู้บุพการีของผู้ตายมีสิทธิจัดการแทนผู้เสียหายได้ตาม
มาตรา ๕ (๒) ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่ามารดาใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิมตงั้ แต่แรกในฐานะผู้มีอานาจ
จดั การแทนตามมาตรา ๕ (๒) จึงอนญุ าตใหเ้ ขา้ มาสืบสิทธิดาเนินคดีตามมาตรา ๕ (๒)

การที่ศาลฎีกาปรับบทตามมาตรา ๕ (๒) แต่มิได้ปรับบทด้วยมาตรา ๒๙ นน้ั ถ้าเป็ น
กรณีบิดาผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง บุตรผู้ตายซึ่งเป็ นน้องผู้เสียหายจะยื่นคาร้องขอเข้า
ดาเนินคดีแทน ศาลฎีกาจะตดั สินตามหลกั เดิมว่าผู้เสียหายทีย่ ืน่ ฟอ้ งแล้วตายลงตามมาตรา ๒๙
หมายถึงตวั ผู้เสียหาย ไม่รวมถึงผู้มีอานาจจดั การแทนยื่นฟ้องแล้วตายลง หรือจะกลบั แนวเดิม
ให้น้องผู้เสียหายเข้าดาเนินคดีแทนได้ ผูแ้ ต่งเห็นว่าน้องของผู้เสียหายมิใช่ผูม้ ีอานาจจัดการแทน

142

ผู้เสียหายตามมาตรา ๕ (๒) และฎีกานี้ก็วินิจฉยั ไว้ชัดเจนว่ามารดาใช้สิทธิของตนที่มีอยู่เดิม
ตั้งแต่แรกในฐานะผู้มีอานาจจัดการแทนตามมาตรา ๕ (๒) จึงอนุญาตให้เข้ามาสืบสิทธิ
ดาเนินคดี โดยไม่ได้ปรับบทมาตรา ๒๙ ปัญหาว่าบิดาผู้เสียหายตายแล้วบุตรซ่ึงเป็ นน้อง
ผู้เสียหายยื่นคาร้องขอเข้าดาเนินคดีแทน น่าจะยงั คงตามหลกั เดิมว่าน้องของผู้เสียหายจะเข้า
ดาเนินคดีแทนตามมาตรา ๒๙ ไม่ได้ แต่คงตอ้ งรอว่าศาลฎีกาจะวินิจฉยั ปัญหานีอ้ ย่างไร

ฎีกำท่ี ๘๕๓๗/๒๕๕๓ ฎ.๑๑๘๓ นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผ้ตู ายเป็น
โจทก์ยื่นฟ้องจาเลยในข้อหากระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตายตาม ป.อ.
มาตรา ๒๙๑ นาง ล. เป็นผ้เู สียหายซ่งึ ถกู ทาร้ายถงึ ตายและโจทก์เป็นเพียงผ้จู ดั การแทนผ้เู สียหาย
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ (๒) และมาตรา ๕ (๒) เม่ือโจทก์ย่ืนฟ้องแล้วตายลง คดีอยู่ระหว่างการ
พิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชนั้ ต้น การพิจารณาของศาลชนั้ ต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตาย
ย่อมไม่เสื่อมเสียไปด้วยความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนนั้ เป็นกระทาการแทนรัฐด้วย
ส่วนหนึ่ง การที่ศาลชนั้ ต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลกั ฐานท่ีโจทก์จาเลยได้สืบไว้แล้ว
ตามคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์นนั้ ชอบแล้ว

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๘๓๐/๒๕๕๐ ฎ.๒๕๑๙ โจทก์ซงึ่ เป็นมารดาของผ้เู สียหายได้
ยื่นฟ้องจาเลยในฐานะท่ีโจทก์เป็นผู้มีอานาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)
ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ การที่โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณา ผ้รู ้องซ่ึง
เป็นบุตรของโจทก์หามีสิทธิดาเนินคดีต่างโจทก์ผู้ตายต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๙ ไม่ เพราะ
โจทก์เป็นผู้จดั การแทนผู้เสียหายเท่านัน้ แต่เป็นกรณีท่ีถือได้ว่าโจทก์ฟ้องร้องแทนแผ่นดิน แม้
โจทก์ถึงแก่กรรมก็ไมเ่ ป็นเหตขุ ดั ข้องแกก่ ารดาเนินคดีตอ่ ไป ศาลฎีกาให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการอา่ น
คาพพิ ากษาศาลฎีกาตอ่ ไป
ข้อสังเกต ฎีกานีผ้ ูแ้ ต่งเห็นว่าน่าจะยงั ใช้เป็นบรรทดั ฐานได้ ไม่ถกู กลบั โดยคาสงั่ คาร้องศาลฎีกาที่
ท.๑๕๙๒/๒๕๕๖ เพราะข้อเท็จจริงต่างกนั ขอใหร้ อดคู าพิพากษาฎีกาใหม่ ๆ ต่อไป

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๐
ฎีกำท่ี ๖๙๗๒-๖๙๗๓/๒๕๕๘ ฎ.๓๒๐๔ ศาลชนั้ ต้นรวมพิจารณาพิพากษาคดีทงั้ สอง
สานวนเข้าด้วยกนั โดยโจทก์ร่วมย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะสานวนคดีแรกที่โจทก์ฟ้อง
จาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ และท่ี ๓ เป็นจาเลยเท่านนั้ มิได้ย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้อง
จาเลยที่ ๔ เป็นจาเลยด้วย แม้ศาลชนั้ ต้นพิจารณาและพิพากษาคดีทงั้ สองรวมกันก็ไม่ก่อให้เกิด

143

สิทธิในการเป็นโจทก์ร่วมในคดีท่ีจาเลยท่ี ๔ เป็นจาเลย อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์ร่วมมิได้เป็น
คคู่ วามในคดีท่ีจาเลยท่ี ๔ เป็นจาเลย โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอทุ ธรณ์และฎีกาคดใี นสว่ นของจาเลย
ท่ี ๔

ฎีกำท่ี ๗๕๓๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๑ พนกั งานอยั การโจทก์บรรยายฟอ้ งวา่ จาเลยใช้
กาลังประทุษร้ ายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจาเลยใช้กาลังประทุษร้ าย ย.
ผ้เู สียหาย แตไ่ มถ่ ึงกบั เป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กาย เม่ือผ้เู สียหายยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
กบั พนกั งานอยั การโดยระบวุ า่ ผ้เู สียหายมีความประสงค์ท่ีจะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี ้การท่ีศาล
ชนั้ ต้นมีคาสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเท่ากับเป็นการอนุญาตให้เข้าร่วมเป็น
โจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานทาร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจที่
โจทก์ร่วมเป็นผ้เู สียหายเท่านนั้ เมื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ การกระทาของจาเลยตามฟ้องเป็นการ
กระทากรรมเดียว เป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผ้อู ื่นโดยเจตนา ซึ่งเป็น
กฎหมายบทท่ีมีโทษหนักท่ีสดุ โจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอทุ ธรณ์คาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้นในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืนโดยเจตนาเพ่ือให้ลงโทษสงู ขนึ ้ และศาลอทุ ธรณ์ไม่มีอานาจวินิจฉัย
อทุ ธรณ์ของโจทก์ร่วม

ถอนฟ้อง
ข้อ ๒๗ คำถำม นายหนึ่งและนางสองอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร
ด้วยกนั คือนายสาม นางสองถึงแก่ความตาย นายสามฟ้องนายหนึง่ เป็นคดีแพ่งเรียกทรัพย์มรดก
ท่ีอย่ใู นความครอบครองของนายหนึ่งและทรัพย์มรดกท่ีนายหน่ึงแอบปลอมลายมือช่ือของนาง
สองโอนใส่ช่ือของนายหนึ่ง คดีอย่รู ะหว่างพิจารณาของศาลจงั หวดั อุดรธานี และนายสามฟ้อง
นายหน่ึงเป็นคดีอาญาขอให้ศาลลงโทษนายหนึ่งฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม คดีอยู่
ระหวา่ งการไตส่ วนมลู ฟ้อง ให้วินิจฉยั วา่
ก. นายสามมีอานาจฟ้องนายหนง่ึ เป็นคดีอาญาในคดีนีไ้ ด้ หรือไม่
ข. ก่อนวนั ไตส่ วนมลู ฟ้องในคดีอาญา นายหน่ึง นายสาม พร้อมทนายความทงั้ สองฝ่ าย
มาศาล เน่ืองจากเจ้าหน้าที่ศาลได้นัดทุกฝ่ ายมาเพื่อไกล่เกล่ีย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด
อดุ รธานีจึงเรียกค่คู วามทุกฝ่ ายเข้ามาเจรจากันในห้องพักของผู้พิพากษาหวั หน้าศาล หลงั การ
ไกล่เกล่ียคคู่ วามแถลงร่วมกันด้วยวาจาว่าทงั้ สองฝ่ ายสามารถตกลงกันได้ข้อยตุ ิและแบง่ ทรัพย์
มรดกของนางสองกันได้แล้วทัง้ ทางแพ่งและอาญา โดยนายหนึ่งและนายสามจะทาสัญญา

144

ประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง แล้วนายสามไม่ติดใจจะดาเนินคดีอาญาแก่นายหนึ่ง
ตอ่ ไปขอถอนฟ้อง นายหน่งึ ไมค่ ้าน ผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาลพร้อมองค์คณะจึงจดรายงานกระบวน
พิจารณาในคดีอาญาว่าเวลา ๑๐ นาฬิกา คู่ความร่วมกันแถลงว่าสามารถตกลงเจรจาในเร่ือง
ทรัพย์มรดกของนางสองได้ข้อยุติและแบ่งกันได้แล้ว นายสามจึงไม่ติดใจดาเนินคดีแก่นายหนึ่ง
ตอ่ ไป ขอถอนฟ้อง นายหนงึ่ ไมค่ ้าน ศาลอนญุ าตให้นายสามถอนฟอ้ ง จาหนา่ ยคดอี าญาออกจาก
สารบบความ ส่วนในคดีแพ่ง ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าให้คู่ความไปจดั ทาสัญญา
ประนีประนอมยอมความและมาทายอมกันในเวลา ๑๔ นาฬิกาของวนั นนั้ แต่ในตอนบ่ายของ
วนั นนั้ ไมม่ ีการทาสญั ญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมกนั การดาเนินกระบวน
พจิ ารณาและคาสงั่ ของศาลจงั หวดั อดุ รธานีเกี่ยวกบั คดีอาญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ค. หากมีการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจึงมีคาสงั่ ประทบั ฟ้องไว้พิจารณา ศาล
สอบถามเร่ืองทนายความแล้ว นายหนึ่งจะหาทนายเอง ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้นายหน่ึง
ฟังแล้ว นายหน่ึงให้การปฏิเสธ ต่อมาวันนัดสืบพยานโจทก์ นายสามยื่นคาร้ องขอถอนฟ้อง
เน่ืองจากไม่ประสงค์จะดาเนินคดีแก่นายหนึ่งอีกต่อไป ศาลสอบถามนายหน่ึงแล้ว นายหนึ่ง
คดั ค้านการถอนฟ้อง เพราะต้องการให้ศาลวินิจฉัยความบริสทุ ธ์ิของตน ศาลจะอนญุ าตให้นาย
สามถอนฟอ้ งได้หรือไม่

คำตอบ ก. นายหนงึ่ และนางสองอย่กู ินกนั โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทัง้ ไม่ปรำกฏว่ำ
นำยหน่ึงจดทะเบียนรับนำยสำมเป็ นบุตรหรือศำลพพิ ำกษำว่ำนำยสำมเป็ นบุตรโดยชอบ
ด้วยกฎหมำยของนำยหน่ึง นำยสำมจึงเป็ นเพียงบุตรท่ไี ม่ชอบด้วยกฎหมำยของนำยหน่ึง
บทบญั ญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มำตรำ ๑๕๖๒ ท่ีห้ำมฟ้องบุพกำรีของตน
เป็ นคดีแพ่งและคดีอำญำ เป็ นบทกฎหมำยท่ีจำกัดสิทธิต้องตีควำมโดยเคร่งครัด จึงต้อง
ถือว่ำข้อห้ำมดังกล่ำวเป็ นกำรห้ำมเฉพำะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมำยฟ้องบุพกำรีของตน
เท่ำนัน้ ฉะนัน้ นำยสำมซ่ึงไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมำยของนำยหน่ึง จึงมีสิทธิฟ้อง
นำยหน่ึงเป็ นคดอี ำญำได้ ไม่เป็ นกำรต้องห้ำมตำมมำตรำ ๑๕๖๒ (ฎีกาที่ ๕๔๗/๒๕๔๘)

ข. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๕ กาหนดว่า คำร้องขอถอน
ฟ้องคดีอำญำจะย่ืนเวลำใดก่อนมีคำพพิ ำกษำของศำลชัน้ ต้นก็ได้ โดยมิได้บัญญัติถึงวิธี
ถอนฟ้องว่ำจะต้องทำเป็ นคำร้องแต่วิธีเดยี วเท่ำนัน้ ดังนัน้ หำกคู่ควำมมำอยู่ต่อหน้ำศำล
และแถลงขอถอนฟ้องด้วยวำจำ ย่อมไม่ห้ำมศำลท่ีจะยอมรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วย
วำจำท่ีได้กระทำในศำล โดยจดข้อควำมขอถอนฟ้ องนั้นลงไว้ในรำยงำนกระบวน
พิจำรณำ หรืออำจจะกำหนดให้โจทก์ถอนฟ้ องโดยทำเป็ นคำร้ องขอถอนฟ้ องก็ได้

145

แล้วแต่ศำลจะเหน็ สมควร การท่ีผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาลจงั หวดั อดุ รธานีได้ให้คคู่ วามเจรจากัน
ในห้องพกั ของผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาล แม้จะไมใ่ ชว่ นั นดั ไตส่ วนมลู ฟ้องคดีอาญาหรือนดั พิจารณา
คดแี พง่ แต่กถ็ อื ได้ว่ำคู่ควำมมำศำลและขอให้ศำลน่ังพจิ ำรณำไกล่เกล่ียข้อพพิ ำท แม้จะได้
กระทาในห้องพกั ของผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาล มิใช่ในห้องพิจารณาคดี แต่ก็เพ่ือควำมสะดวกแก่
คู่ควำมจะได้เจรจำตกลงกัน ถือว่ำศำลได้ดำเนินกระบวนพิจำรณำในศำลโดยชอบแล้ว
เมื่อคคู่ วามอยตู่ อ่ หน้าศาลในการพิจารณาคดีของศาล และนายสามแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจา
ในศาลนนั้ เอง ศำลจงึ มีอำนำจท่จี ะรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวำจำได้

นายสามเป็นโจทก์ฟ้องนายหนงึ่ เป็นจาเลยในคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลไกล่เกล่ียเพื่อยตุ ิ
ข้อพิพาททงั้ ในคดีแพ่งและคดีอาญาโดยการทาสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง
และนายสามถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน การท่ีศาลอนุญาตให้นายสามถอน
ฟ้องคดีอาญา และจาหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่เม่ือในตอนบ่ายของวนั นนั้ ไม่มีการทา
สัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมกันในคดีแพ่ง กำรถอนฟ้ องใน
คดีอำญำย่อมไม่มีผล กำรท่ีศำลด่วนอนุญำตให้นำยสำมถอนฟ้องและมีคำส่ังจำหน่ำย
คดีอำญำจำกสำรบบควำมไปก่อน โดยไม่รอให้คู่ควำมทำสัญญำประนีประนอมยอม
ควำมในคดีแพ่งให้เสร็จไปพร้อมกัน จึงเป็ นกำรดำเนินกระบวนพิจำรณำโดยผิดหลงและ
ผิดระเบียบว่ำด้วยกำรพิจำรณำคดีตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ
๒๗ ประกอบประมวลกฎหมำยวธิ ีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๕ (ฎีกาท่ี ๓๑๙๖/๒๕๔๙
ประชมุ ใหญ่)

ค. นายสามย่ืนคาร้ องขอถอนฟ้องคดีอาญา หลังจากนายหน่ึงให้การแล้ว เม่ือศาล
สอบถามนายหน่ึง นำยหน่ึงคัดค้ำนกำรขอถอนฟ้อง ศำลต้องยกคำร้องขอถอนฟ้องตาม
มาตรา ๓๕ ศำลไม่อำจใช้ดลุ พนิ ิจเป็ นอย่ำงอ่ืนได้ (ฎีกาที่ ๖๙๘/๒๔๘๑)

ฎีกำท่ี ๕๔๗/๒๕๔๘ ฎ.๗๙ จาเลยท่ี ๑ กับมารดาโจทก์ทงั้ สองอยู่กินด้วยกันฉันสามี
ภริยาตงั้ แต่ปี ๒๔๘๐ อนั เป็นเวลาภายหลงั ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม
และไมไ่ ด้จดทะเบยี นสมรสกนั ทงั้ ไมป่ รากฏวา่ จาเลยที่ ๑ จดทะเบียนรับโจทก์ทงั้ สองเป็นบตุ รหรือ
ศาลพิพากษาวา่ โจทก์ทงั้ สองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจาเลยที่ ๑ โจทก์ทงั้ สองจึงเป็น
เพียงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจาเลยที่ ๑ บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นบทกฎหมายที่
จากดั สิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด จงึ ต้องถือวา่ ข้อห้ามดงั กลา่ วเป็นการห้ามเฉพาะบตุ รโดยชอบ
ด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านนั้ ฉะนนั้ โจทก์ทงั้ สองซงึ่ ไม่ใช่บตุ รโดยชอบด้วยกฎหมาย

146

ของจาเลยท่ี ๑ จงึ มีสิทธิฟอ้ งจาเลยท่ี ๑ เป็นคดอี าญาได้ ไมเ่ ป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๕๖๒
ฎีกำท่ี ๓๑๙๖/๒๕๔๙ (ประชุมใหญ่) ฎ.๖๐๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๕ มิได้บญั ญัติถึงวิธี

ถอนฟ้องว่าจะต้องทาเป็นคาร้องแต่วิธีเดียวเท่านนั้ หากค่คู วามมาอย่ตู ่อหน้าศาลและแถลงขอ
ถอนฟ้องด้วยวาจา ย่อมไม่ห้ามศาลที่จะยอมรับคาแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาท่ีได้กระทาในศาล
โดยจดข้อความขอถอนฟ้องนนั้ ลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรืออาจจะกาหนดให้โจทก์ถอน
ฟ้องโดยทาเป็นคาร้องขอถอนฟ้องก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การที่ผู้พิพากษาหวั หน้าศาล
จงั หวดั ขอนแก่นได้นดั คคู่ วามให้มาศาลเพ่ือเจรจากนั ในห้องพกั ของผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาล ถือได้
ว่าค่คู วามมาศาลและขอให้ศาลน่ังพิจารณาไกล่เกล่ียข้อพิพาท แม้จะได้กระทาในห้องพักของ
ผ้พู ิพากษาหวั หน้าศาล มใิ ชใ่ นห้องพจิ ารณาคดี แตก่ ็เพื่อความสะดวกแกค่ คู่ วามจะได้เจรจาตกลง
กนั ถือว่าศาลได้ดาเนินกระบวนพิจารณาในศาลโดยชอบแล้ว เม่ือค่คู วามอย่ตู ่อหน้าศาลในการ
พิจารณาคดีของศาล และโจทก์แถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาในศาลนนั้ เอง ศาลชนั้ ต้นจึงมีอานาจ
ท่ีจะรับคาแถลงขอถอนฟอ้ งด้วยวาจาได้

โจทก์ฟ้องจาเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลชนั้ ต้นไกลเ่ กล่ียเพ่ือยตุ ขิ ้อพิพาททงั้ ในคดี
แพ่งและคดีอาญาโดยการทาสญั ญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง และโจทก์ถอนฟ้อง
คดีอาญาให้เสร็จไปในคราวเดียวกนั การท่ีศาลชนั้ ต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาในคดีอาญาวา่
เวลา ๑๐ นาฬิกา คคู่ วามร่วมกนั แถลงวา่ สามารถตกลงเจรจาในเรื่องทรัพย์มรดกของ ม. ได้ข้อยตุ ิ
และแบ่งกันได้แล้ว โจทก์จึงไม่ติดใจดาเนินคดีแก่จาเลยต่อไป ขอถอนฟ้อง จาเลยไม่ค้าน ศาล
อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จาหน่ายคดีออกจากสารบบความ ส่วนในคดีแพ่ง ศาลชัน้ ต้นจด
รายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้คคู่ วามไปจดั ทาสญั ญาประนีประนอมยอมความและมาทายอม
กนั ในเวลา ๑๔ นาฬกิ าของวนั นนั้ แตเ่ ม่ือในตอนบา่ ยของวนั นนั้ ไม่มีการทาสญั ญาประนีประนอม
ยอมความและพิพากษาตามยอมกนั การถอนฟ้องในคดีอาญายอ่ มไมม่ ีผล การท่ีศาลชนั้ ต้นดว่ น
อนุญาตให้ถอนฟ้องและมีคาสง่ั จาหน่ายคดีอาญาจากสารบบความไปก่อน โดยไม่รอให้คคู่ วาม
ทาสญั ญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งให้เสร็จไปพร้อมกัน จึงเป็นการดาเนินกระบวน
พิจารณาโดยผิดหลงและผิดระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ โจทก์ขอให้เพิกถอนได้

147

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๕
ฎีกำท่ี ๕๐๑๓/๒๕๕๑ ฎ.๑๓๓๕ จาเลยยื่นคาร้ องว่า ศาลชนั้ ต้นอ่านคาพิพากษาฎีกา
ลบั หลงั จาเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการสง่ หมายแจ้งวนั นดั ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน
การอ่านคาพิพากษา ศาลชนั้ ต้นพิจารณาคาร้องแล้วมีคาสง่ั ยกคาร้องโดยยงั ไม่ได้ทาการไต่สวน
และสาเนาคาร้องให้แก่โจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จาเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบท่ีจะเพิกถอน
การอ่านคาพิพากษาได้ อันจะมีผลทาให้คดียังไม่ถึงท่ีสุดและโจทก์ยื่นคาร้ องขอถอนฟ้องใน
ระหวา่ งการพิจารณาของศาลฎีกา จาเลยไมค่ ดั ค้าน ศาลฎีกาจงึ ไมจ่ าต้องวินจิ ฉัยฎีกาจาเลย เมื่อ
คดีนีเ้ป็นคดีอาญาความผิดตอ่ ส่วนตวั โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงท่ีสดุ ก็ได้ ศาลฎีกา
อนญุ าตให้โจทก์ถอนฟ้อง
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๘๘๓๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๘๓ ความผิดฐานดหู ม่ินเจ้าพนกั งาน
ซึ่งกระทาการตามหน้าที่ตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๖ เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกนั ได้ โจทก์จึง
ไม่มีสิทธิถอนฟ้องจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ หลงั จากศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๕
วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ยื่นคาร้ องว่า โจทก์และบริษัท ม. ตกลงกันได้เรียบร้ อยแล้ว โจทก์จึง
ไม่ประสงค์ดาเนินคดีแก่จาเลยทงั้ สาม โจทก์ บริษัท ม. และจาเลยท่ีโจทก์ถอนฟ้องไม่ประสงค์
จะดาเนินคดีอาญาและคดีแพ่งตอ่ กนั อีก ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาขอถอนฎีกาจาเลยท่ี ๑ และ
ที่ ๒ ในความผิดฐานดหู มิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทาการตามหน้าท่ีด้วย จึงอนญุ าตให้โจทก์ถอน
ฎีกาในความผิดฐานดงั กล่าว สว่ นจาเลยที่ ๓ ศาลชนั้ ต้นยงั ไมไ่ ด้มีคาพิพากษาและความผิดฐาน
หม่ินประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารเป็นความผิดตอ่ ส่วนตวั โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใด
ก่อนคดีถึงที่สดุ ก็ได้ เม่ือจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่คดั ค้าน จึงอนญุ าตให้โจทก์ถอนฟ้องจาเลยที่ ๑
และที่ ๒ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารกบั ถอนฟ้องจาเลยท่ี ๓ ได้
และสิทธินาคดอี าญามาฟ้องยอ่ มระงบั ไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๖
ฎีกำท่ี ๙๔๕๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๑ แม้วา่ ก่อนคดีนีโ้ จทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
ขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑, ๘๓ ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวนั ที่ ๓๐ ตลุ าคม
๒๕๔๔ ก็ตาม แตค่ ดีนีพ้ นกั งานอยั การได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. จดั หา
งานและค้มุ ครองคนหางานฯ มาตรา ๔, ๓๐, ๘๒, ๙๑ ตรี ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๔๑ กบั ให้
จาเลยคืนหรือใช้เงิน ๔๘๒,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหาย ตอ่ ศาลชนั้ ต้นเม่ือวนั ที่ ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๔๔
ซง่ึ ตอ่ มาวนั ท่ี ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ โจทก์ร่วมซ่ึงเป็นผ้เู สียหายในคดีนีไ้ ด้ยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็น

148

โจทก์กับพนกั งานอยั การและศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั อนญุ าต ส่วนคดีอาญาของศาลจงั หวดั นางรองที่
โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนัน้ โจทก์ร่วมได้ยื่นคาร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคาส่งั
อนุญาตให้ถอนฟ้องจาหน่ายคดีจากสารบบความเม่ือวันท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ ดงั นนั้ ในคดี
ความผิดฐานฉ้อโกงอนั เป็นความผิดต่อส่วนตวั ที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจาเลยนัน้ โจทก์ร่วม
ได้ถอนฟ้องไปในภายหลงั ที่พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ย่ืนฟ้องคดีนี ้และภายหลงั ที่โจทก์ร่วมยื่น
คาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนกั งานอยั การในคดีนีอ้ ีกด้วย การถอนฟ้องดงั กล่าวจึงมิใช่เป็น
การถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี ้ กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ (๓)
และมาตรา ๓๙ (๒)
ข้อสังเกต มีข้อน่าคิดว่าการยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การของโจทก์ร่วมเป็น
ฟ้องซ้อนหรือไม่ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉยั เพราะไม่ใช่ประเด็นที่จาเลยฎีกาข้ึนมา ถ้านาข้อเท็จจริง
ตามคาพิพากษาฎีกานีม้ าออกข้อสอบเนติฯ หรือผชู้ ่วยฯ ก็ตอบตามมาตรา ๓๖ (๓) และ ๓๙ (๒)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๓๗
ฎีกำท่ี ๕๙๔๒/๒๕๔๘ ฎ.๑๕๙๕ จาเลยกระทาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ
มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ ต้องระวางโทษปรับตงั้ แต่ส่ีร้ อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๙๐ ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงพนั บาท หรือทงั้ จา
ทงั้ ปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทท่ีมีโทษหนัก
ที่สุดลงโทษแก่จาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ พนกั งานสอบสวนจึงไม่มีอานาจเปรียบเทียบปรับ
จาเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔), ๑๕๗ ซ่งึ เป็นความผิดที่มีโทษเบา
กว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ เพื่อให้ความผิดทงั้ หมดรวมทงั้ ความผิดท่ีมีโทษหนกั กว่า
เลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ ได้ แม้ พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจาเลยไปแล้ ว
ในความผิดฐานดงั กล่าวโดยความยินยอมของผ้เู สียหาย เพราะผ้เู สียหายมิได้แจ้งให้พนักงาน
สอบสวนดาเนินคดีแก่จาเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ ด้วย การเปรียบเทียบปรับ
ก็ไม่ชอบ คดีอาญาไมเ่ ลิกกนั ศาลอทุ ธรณ์จึงมีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๙๐ ได้

149

สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องระงบั
ข้อ ๒๘ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องว่า เม่ือวนั ที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา
ประมาณ ๑๓ นาฬิกา นายหนึ่งและนายสองร่วมกันเข้าไปในบ้านของนายสามเลขที่ ๑๑ ตาบล
ไทรม้า อาเภอเมือง จงั หวดั นนทบุรี เพื่อรือ้ ถอนบ้านของนายสามโดยไม่มีเหตอุ นั สมควร ขอให้
ลงโทษฐานร่วมกนั บกุ รุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๒) โดยบรรยายฟ้อง
มีคาขอท้ายฟ้อง และลงชื่อในฟ้องถูกต้องตามกฎหมาย นายหนึ่งและนายสองให้การปฏิเสธ
ศาลพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้วา่ นายหนง่ึ และนายสองร่วมกนั บกุ รุกและทาให้เสียทรัพย์ของ
นายสามโดยไม่มีเหตอุ นั สมควรจริง และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนกั งานอยั การเคยเป็นโจทก์ฟ้อง
นายหนึ่งตอ่ ศาลคดีก่อนว่านายหน่ึงร่วมกบั พวกอีก ๑ คนบกุ รุกและทาให้เสียทรัพย์เดียวกนั และ
ในวันเวลาเดียวกับคดีนี ้ แต่ศาลในคดีก่อนยกฟ้องเพราะโจทก์มิได้ ลงลายมือช่ือในฟ้อง
คดถี ึงที่สดุ แล้ว และนายสองเคยถกู นายสามเป็นโจทก์ฟ้องตอ่ ศาลคดกี ่อนวา่ นายสองร่วมกบั พวก
อีก ๑ คนทาให้เสียทรัพย์เดียวกนั และในวนั เวลาเดียวกับคดีนี ้แตศ่ าลในคดีก่อนยกฟ้อง เพราะ
นายสามมิใช่เป็นผ้ไู ด้รับความเสียหาย จึงมิใชผ่ ้เู สียหาย ไม่มีอานาจร้องทกุ ข์ พนกั งานสอบสวน
ย่อมไม่มีอานาจสอบสวน การสอบสวนของพนกั งานสอบสวนจงึ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ให้ วินิจฉัยว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษนายหน่ึงและนายสองในคดีนีต้ ามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๒) ได้หรือไม่
คำตอบ ความผิดตามฟ้องคดีนีส้ าหรับนายหนึ่ง พนกั งานอยั การเคยเป็นโจทก์ฟ้องนาย
หนึ่งต่อศาลมาแล้ว และศาลพิพากษายกฟ้องคดีดงั กล่าวเพราะโจทก์มิได้ลงลายมือช่ือในฟ้อง
และคดีถึงที่สุด ดังนี ้ จึงถือไม่ ได้ว่ำ ศำลในคดีก่ อนได้มีคำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดใน
ควำมผิดซ่ึงได้ ฟ้ องอันจะทำให้ สิทธินำคดีอำญำมำฟ้ องระงับลง ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) เพรำะยังไม่ได้วินิจฉัยว่ำกำรกระทำของนำยหน่ึง
เป็ นควำมผิดหรือไม่ สิทธินำคดีอำญำมำฟ้ องนำยหน่ึงคดีนีจ้ ึงยังไม่ระงับลง (ฎีกาที่
๓๕๑๐/๒๕๕๕)
นายสองเคยถูกนายสามเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลคดีก่อน แต่ศาลยกฟ้องนัน้ การกระทา
ความผิดฐานบกุ รุกและทาให้เสียทรัพย์ซ่ึงบ้านพิพาทหลงั เดียวกนั และการบกุ รุกก็เป็นการบกุ รุก
เข้าไปเพื่อรือ้ ถอนบ้านพิพาทในวนั เดียวกนั ดงั นี ้กำรกระทำของนำยสองในควำมผิดทัง้ สอง
คดีจงึ เป็ นกำรกระทำท่ีต่อเน่ืองไม่ขำดตอน อันเป็ นกำรกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมำย
หลำยบท กำรกระทำของนำยสองท่ีโจทก์บรรยำยฟ้องคดีนีแ้ ละคดีก่อนเป็ นกำรกระทำ

150

อันเดียวกัน หำกศำลในคดีก่อนได้มีคำพพิ ำกษำเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซ่ึงได้ฟ้อง ก็จะ
ทำให้สทิ ธินำคดอี ำญำมำฟ้องนำยสองระงบั ลงตามมาตรา ๓๙ (๔)

แตเ่ มื่อคดีก่อนศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่านายสามมิใช่เป็นผ้ไู ด้รับความ
เสียหาย จึงมิใช่ผ้เู สียหาย ไม่มีอานาจร้องทกุ ข์ พนกั งานสอบสวนยอ่ มไมม่ ีอานาจสอบสวน การ
สอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทาให้โจทก์ไม่มีอานาจฟ้อง
โดยยังมิได้วินิจฉัยถึงกำรกระทำของนำยสองตำมข้อกล่ำวหำของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่ำ
เป็ นคำพิพำกษำท่ีได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซ่ึงได้ฟ้อง อันจะเป็ นเหตุให้สิทธิ
ของโจทก์ท่ีจะนำคดีมำฟ้องนำยสองระงับสิน้ ไปตามมาตรา ๓๙ (๔) สิทธินำคดีอำญำมำ
ฟ้องนำยสองคดีนีย้ งั ไม่ระงับไป (ฎีกาที่ ๑๓๘๓๘/๒๕๕๕)

เม่ือข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายหน่ึงและนายสองร่วมกนั บุกรุกและทาให้เสียทรัพย์ของนาย
สามโดยไม่มีเหตอุ นั สมควรจริง ศำลจึงพพิ ำกษำลงโทษนำยหน่ึงและนำยสองในคดีนีไ้ ด้ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๒)

ฎีกำท่ี ๓๕๑๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๘๒ ความผิดตามฟ้องคดีนีโ้ จทก์เคยฟ้องจาเลยทงั้
สองต่อศาลชนั้ ต้นมาแล้ว และศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สอง แตต่ ่อมาศาลอทุ ธรณ์
มีคาพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเพราะโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องและคดีถึงที่สุด ดังนี ้
จึงถือไม่ได้ว่า ความผิดตามฟ้องคดีนี ้ศาลในคดีก่อนได้มีคาพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิด
ซ่ึงได้ฟ้องแล้วตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) สิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี ้
ยงั ไมร่ ะงบั ไปตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว

ฎีกำท่ี ๑๓๘๓๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๑๖ คดีก่อนพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า เม่ือวนั ที่ ๑
กนั ยายน ๒๕๔๓ เวลากลางวนั จาเลยทงั้ สามทาให้เสียทรัพย์บ้านพิพาทในคดีนี ้สว่ นคดีนีโ้ จทก์
ฟ้องวา่ เมื่อวนั ที่ ๑ กนั ยายน ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๓ นาฬิกา จาเลยทงั้ สามกระทาความผิด
ฐานบกุ รุกและทาให้เสียทรัพย์ซง่ึ บ้านพิพาทหลงั เดียวกนั และการบกุ รุกก็เป็นการบุกรุกเข้าไปเพ่ือ
รือ้ ถอนบ้านพิพาทในวนั เดียวกนั ดงั นี ้การกระทาของจาเลยทงั้ สามในความผิดทงั้ สองคดีจึงเป็น
การกระทาท่ีต่อเนื่องไม่ขาดตอน อันเป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การ
กระทาของจาเลยทงั้ สามที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนีแ้ ละคดีก่อนเป็นการกระทาอนั เดียวกนั แตเ่ มื่อ
คดีก่อนศาลชัน้ ต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยเพียงว่า ท. โจทก์มิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่
ผู้เสียหาย ไม่มีอานาจร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอานาจ
สอบสวน การสอบสวนของพนกั งานสอบสวนจงึ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๒๑
วรรคสอง ทาให้โจทก์ไม่มีอานาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐ โดยยงั มิได้วินิจฉัยถึงการกระทาของ


Click to View FlipBook Version