The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

251

ดำเนินกำรตรวจดังกล่ำวได้ การเจาะเลือดหรือถอนเส้นผมของนายแดงไปตรวจพิสูจน์ เป็ น
กำรกระทำเพียงเท่ำท่ีจำเป็ นและสมควรโดยใช้วิธีกำรท่กี ่อให้เกดิ ควำมเจบ็ ปวดน้อยท่สี ุด
เท่ำท่ีจะกระทำได้ ทัง้ ไม่เป็ นอันตรำยต่อร่ำงกำยหรืออนำมัยของผู้ต้องหำ แต่พนักงาน
สอบสวนต้องสอบถามความยินยอมของนายแดงก่อน หำกนำยแดงยินยอมจึงจะดำเนินกำร
ให้ทำกำรตรวจพิสูจน์ โดยวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ได้ หำกนำยแดงไม่ ยินยอมก็จะ
ดำเนินกำรดังกล่ำวไม่ได้ โดยพนักงำนสอบสวนควรจะบันทึกควำมไม่ยินยอมดังกล่ำว
และให้ผู้ต้องหำลงลำยมือช่ือไว้เป็ นหลักฐำน เพ่ือให้สันนิษฐำนไว้เบือ้ งต้นว่ำข้อเท็จจริง
เป็ นไปตำมผลกำรตรวจพิสูจน์ท่ีหำกได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็ นผลเสียต่อผู้ต้องหำ ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑/๑ วรรคหนงึ่ ซ่งึ กต็ ้องถือว่ำเลือดท่เี ก็บ
ได้จำกหน้ำบ้ำนนำยดำมีผลกำรตรวจสำรพนั ธุกรรมตรงกับเลือดของนำยแดง

การท่ีนายแดงยื่นคาร้ องขอให้ปล่อยชว่ั คราวระหว่างสอบสวนนนั้ นายม่วงเพียงคนเดียว
เป็นพยานที่เห็นหน้าคนร้ายอยา่ งชดั เจน และนายแดงขวู่ า่ จะทาร้ายนายมว่ งหากไปเบกิ ความเป็น
พยาน เป็ นกรณีท่ีพยำนสำคัญในคดีอำจได้รับอันตรำยอันเน่ืองมำแต่กำรปล่อยช่ัวครำว
ผู้ต้องหำ แม้นำยม่วงจะไม่ใช่ผู้เสียหำย แต่นำยม่วงเป็ นพยำนสำคัญดังกล่ำว นำยม่วงจึง
มีอำนำจย่นื คำร้องคัดค้ำนกำรปล่อยช่ัวครำวนำยแดงได้ตามมาตรา ๑๐๘/๒
ข้อสังเกต ในกรณีที่จาเป็ นต้องใช้พยานหลกั ฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็น
ความผิดหรือความบริสุทธ์ิของผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนมีอานาจให้ทาการตรวจพิสูจน์
บคุ คล วตั ถุ หรือเอกสารใด ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ตามมาตรา ๑๓๑/๑ วรรคหนึ่ง โดย
การตรวจพิสจู น์ดงั กล่าวต้องอยู่ในเงือ่ นไขของมาตรา ๑๓๑/๑ วรรคสอง ในกรณีความผิดอาญาที่
มีอตั ราโทษจาคกุ อย่างสงู เกินสามปี หากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์จาเป็นตอ้ งเก็บตวั อย่าง
เลือด ผิวหนัง เส้นผมหรือขน น้าลาย ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหล่ัง สารพันธุกรรมหรือ
ส่วนประกอบของร่างกายจากผู้ต้องหา ให้พนกั งานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอานาจให้แพทย์หรือ
ผูเ้ ชี่ยวชาญดาเนินการตรวจดงั กล่าวได้ แต่ตอ้ งกระทาเพียงเท่าทีจ่ าเป็นและสมควรโดยใชว้ ิธีการ
ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สดุ เท่าที่จะกระทาได้ ทง้ั จะต้องไม่เป็ นอนั ตรายต่อร่างกายหรือ
อนามยั ของบคุ คลนนั้ และผู้ตอ้ งหาตอ้ งให้ความยินยอม หากผูต้ ้องหาไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตอุ นั
สมควร ให้สนั นิษฐานไวเ้ บือ้ งต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากไดต้ รวจพิสูจน์
แลว้ จะเป็นผลเสียต่อผตู้ อ้ งหา

หากผู้ต้องหาไม่ยินยอม แต่พนกั งานสอบสวนบงั คบั ถอนเส้นผมของผู้ต้องหา จะเป็ น
กรณีทีพ่ นกั งานสอบสวนดาเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แมผ้ ลการตรวจพิสจู น์จะออกมาอย่างไร

252

เป็นที่แน่นอนว่าไม่อาจนาผลการตรวจพิสูจน์มาเป็นพยานหลกั ฐานพิสูจน์ความผิดของนายแดง
ได้ ส่วนเหตุผลอาจแตกต่างกนั ว่า ๑. อาจเป็ นพยานหลกั ฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบตามมาตรา
๒๒๖ หรือ ๒. อาจเป็นพยานหลกั ฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ไดม้ าเนือ่ งจากการกระทาโดยมิชอบ
ตามมาตรา ๒๒๖/๑ ซ่ึงศาลอาจไม่นาข้อยกเว้นของมาตรา ๒๒๖/๑ มารบั ฟังพยานดงั กล่าว และ
อาจไม่ใช้ข้อสันนิษฐานว่าข้อเท็จจริงเป็ นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้ว
จะเป็ นผลเสียต่อผู้ต้องหาด้วย เพราะการจะใช้ข้อสนั นิษฐานได้ น่าจะต้องเป็ นเรื่องที่ไม่มีการ
ตรวจพิสูจน์จึงจะใช้ข้อสนั นิษฐานได้ หากมีการตรวจพิสูจน์ที่ไม่ชอบ จนไม่อาจรับฟังการตรวจ
พิสูจน์ได้ ก็ไม่น่าจะใช้ประโยชน์จากข้อสนั นิษฐานได้ แต่ก็อาจมีข้อโต้เถียงได้ว่าเมื่อไม่ยอม
ให้ถอนผมไปตรวจ ก็เกิดผลตามข้อสนั นิษฐานไดท้ นั ที แม้ต่อมาพนกั งานสอบสวนจะดาเนินการ
โดยไม่ชอบก็ไม่ทาให้ข้อสนั นิษฐานเสียไป เมื่อพนกั งานสอบสวนจะดาเนินการโดยไม่ชอบ ก็เป็น
เรื่องทีผ่ ู้ต้องหาอาจไปดาเนินคดีอาญาแก่พนกั งานสอบสวนต่างหาก ปัญหาเหล่านี้จะตีความไป
ทางใดก็น่าจะมีเหตุผลพอ ๆ กนั คงต้องรอดูว่าหากมีคดีเกิดข้ึนจริงศาลฎีกาจะตดั สินอย่างไร
คาถามข้อนีจ้ ึงถามเพียงว่าพนกั งานสอบสวนจะดาเนินการอย่างไร

ข้ อ ๔๓ คำถำม นายเหีย้ มถูกกล่าวหาว่าฆ่านายเยี่ยมตายโดยเจตนา ชัน้ จับกุม
เจ้าพนักงานตารวจผู้จับตามหมายจับได้แจ้งนายเหีย้ มว่าเขาต้องถูกจับ โดยแสดงหมายจับ
พร้อมทงั้ แจ้งสิทธิว่านายเหีย้ มมีสิทธิท่ีจะไมใ่ ห้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคาของนายเหีย้ มอาจ
ใช้เป็นพยานหลกั ฐานในการพิจารณาคดีได้ และนายเหีย้ มมีสิทธิท่ีจะพบและปรึกษาทนายความ
หรือผ้ซู งึ่ จะเป็นทนายความ ถ้านายเหีย้ มจะแจ้งให้ญาตหิ รือผ้ซู ง่ึ ตนไว้วางใจทราบถงึ การจบั กมุ ได้
และแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ นายเหีย้ มแจ้งว่าไม่ต้องการพบทนายความ แตข่ อโทรศพั ท์ติดต่อ
ญาติ ซึ่งผ้จู บั ก็ดาเนินการให้ แล้วนายเหีย้ มได้ให้ถ้อยคาโดยผ้จู ับได้ทาบนั ทึกการจบั กุมระบุว่า
ข้อ ๑. วนั เกิดเหตนุ ายเหีย้ มไปดื่มสรุ ากบั นายเย่ียมที่บ้านของนายเย่ียมซงึ่ เป็นที่เกิดเหตโุ ดยมีนาย
เหีย้ ม นายเย่ียม และเด็กหญิงฝน อยู่ในบ้านขณะนนั้ ข้อ. ๒ นายเหีย้ มรับสารภาพว่าฆ่านาย
เยี่ยมตายเพราะทะเลาะกนั เน่ืองจากนายเยี่ยมตอ่ ว่าท่ีนายเหีย้ มพดู จาลวนลามเดก็ หญิงฝนอายุ
๑๓ ปี บุตรสาวของนายเย่ียม โดยเจ้าพนกั งานตารวจผู้จับได้อ่านข้ อความในบนั ทึกการจบั กุม
ให้นายเหีย้ มฟังแล้ว นายเหีย้ มรับวา่ ถกู ต้องและได้ลงลายมือชื่อไว้ในบนั ทึกการจบั กมุ ดงั กลา่ ว โดย
ผ้จู บั มอบสาเนาให้นายเหีย้ มไป ๑ ชุด ชนั้ สอบสวนพนกั งานสอบสวนได้แจ้งสิทธิและแจ้งข้อกล่าวหา
นายเหีย้ มว่าฆ่าผู้อ่ืนโดยเจตนาต่อหน้าทนายความโดยชอบแล้ ว นายเหีย้ มให้การปฏิเสธ ขอไป
ให้การในชนั้ ศาล ต่อมาพนกั งานสอบสวนได้สอบปากคาเด็กหญิงฝนโดยนดั หมายนกั จิตวิทยา

253

มารดาของเดก็ หญิงฝนซ่งึ เป็นบคุ คลท่ีเด็กร้องขอ และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการสอบสวนนนั้
ด้วย แตเ่ น่ืองจากพนกั งานอยั การตดิ ราชการดว่ น และมารดาเดก็ หญิงฝนป่ วย พนกั งานสอบสวน
ถามปากคาเดก็ หญิงฝนตอ่ หน้านกั จิตวิทยาในห้องสอบสวนเดก็ ของสถานีตารวจ โดยบนั ทกึ ภาพ
และเสียงการถามปากคาดงั กล่าวไว้ด้วย โดยบนั ทึกเหตุพนักงานอัยการติดราชการด่วนและ
มารดาเด็กหญิงฝนป่ วย พนกั งานสอบสวนต้องการสรุปสานวนการสอบสวน ไม่อยากจะไปขอ
ฝากขงั ครัง้ ที่ ๓ ไม่อาจรอบุคคลดงั กล่าวไว้ในสานวนการสอบสวน แล้วรวบรวมพยานหลกั ฐาน
ตา่ ง ๆ แล้วมีความเห็นควรสงั่ ฟ้องนายเหีย้ มผ้ตู ้องหาในข้อหาฆ่าผ้อู ่ืนโดยเจตนาตามข้อกล่าวหา
เสนอต่อพนกั งานอยั การ พนกั งานอัยการสงั่ ฟ้องนายเหีย้ มและนาพยานหลกั ฐานเข้าสืบในชนั้
พิจารณาของศาล เด็กหญิงฝนเบิกความในห้องสืบพยานเด็กของศาล โดยให้ค่คู วามถามผ่าน
นกั สงั คมสงเคราะห์ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ทนายความของนายเหีย้ มนาพยานเข้าสืบ คดีเสร็จ
การพจิ ารณา ให้วนิ ิจฉยั วา่

๑. บนั ทึกการจบั กุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ทาต่อหน้าทนายความเนื่องจาก
เป็นคดที ่ีมีอตั ราโทษประหารชีวติ หรือไม่

๒. ถ้ อยคาในบันทึกการจับกุมข้ อ ๑. ต้ องห้ ามมิให้ รับฟั งตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคสี่ หรือไม่

๓. คาให้การรับสารภาพในบันทึกการจับกุมข้อ ๒. ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๔ วรรคส่ี หรือไม่

๔. การถามปากคาเดก็ หญิงฝนในชนั้ สอบสวนชอบหรือไม่ และมีผลเพียงใด
๕. คาให้การของเดก็ หญิงฝนในชนั้ พจิ ารณาของศาลรับฟังได้หรือไม่
คำตอบ ๑. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ ในคดีท่ีมี
อัตรำโทษประหำรชีวิต ก่อนเร่ิมถำมคำให้กำร ให้พนักงำนสอบสวนถำมผู้ต้องหำว่ำมี
ทนำยควำมหรือไม่ ถ้ำไม่มีก็ให้รัฐจัดหำทนำยควำมให้นัน้ กฎหมำยดังกล่ำวใช้บังคับใน
ชัน้ สอบสวนเท่ำนัน้ หำได้ใช้ในชัน้ จับกุมด้วยไม่ แม้ความผิดที่นายเหีย้ มถกู กลา่ วหาจะเป็นคดีที่
มีอัตราโทษประหารชีวิต แต่ในชัน้ จับกุมกฎหมำยเพียงกำหนดให้ผู้จับแจ้งว่ำนำยเหีย้ ม
มีสิทธิท่ีจะพบและปรึกษำทนำยควำมหรือผู้ซ่ึงจะเป็ นทนำยควำม เมื่อผ้จู บั แจ้งสิทธิดงั กล่าว
ให้ทราบแล้ว นายเหีย้ มแจ้งว่าไม่ต้องการพบทนายความ แล้วนายเหีย้ มได้ให้ถ้อยคาโดยผู้จับ
ได้ทาบนั ทึกการจับกุม กำรทำบันทึกกำรจับกุมของเจ้ำพนักงำนตำรวจผู้จับจึงชอบด้วย
กฎหมำยแล้ว (ฎีกาท่ี ๑๗๐๐/๒๕๔๘)
๒. นายเหีย้ มได้ให้ถ้อยคาโดยผ้จู บั ได้ทาบนั ทึกการจบั กุมระบวุ า่ ข้อ ๑. วนั เกิดเหตนุ าย

254

เหีย้ มไปด่ืมสรุ ากบั นายเยี่ยมที่บ้านของนายเยี่ยมซง่ึ เป็นท่ีเกิดเหตโุ ดยมีนายเหีย้ ม นายเยี่ยม และ
เด็กหญิงฝน อยู่ในบ้านขณะนัน้ ถ้อยคำดังกล่ำวไม่ใช่ถ้อยคำท่ีเป็ นกำรรับสำรภำพของ
ผู้ถูกจับว่ำตนได้กระทำผิด ท่ีห้ำมมิให้รับฟังเป็ นพยำนหลักฐำน จึงถือว่ำเป็ นถ้อยคำอ่ืน
จะรับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนในกำรพสิ ูจน์ควำมผิดของผู้ถกู จับได้ต่อเม่ือได้มีกำรแจ้งสิทธิ
แก่ผู้ถูกจับแล้ว ตามมาตรา ๘๔ วรรคสี่ เมื่อนายเหีย้ มให้ถ้อยคาหลงั จากได้รับการแจ้งสิทธิและ
ข้อกล่าวหาโดยชอบแล้ว ถ้อยคำในบันทึกกำรจับกุมข้อ ๑. จึงไม่ ต้องห้ำมมิให้รับฟั ง
ตามมาตรา ๘๔ วรรคส่ี

๓. คาให้การรับสารภาพในบนั ทึกการจบั กมุ ข้อ ๒. แม้จะเป็ นถ้อยคำของผู้ถูกจับท่ีได้
ให้ถ้อยคำหลังจำกได้รับกำรแจ้ งสิทธิและข้อกล่ ำวหำโดยชอบแล้ วตามมาตรา ๘๔
วรรคหนึ่ง แต่ ถ้ อยคำนั้นเป็ นถ้ อยคำท่ีผู้ถูกจับให้ ไว้ ต่ อเจ้ ำพนักงำนผู้จับ ซ่ึงเป็ น
คำรับสำรภำพของผู้ถูกจับว่ำตนได้กระทำผิด ห้ำมมิให้รับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนตาม
มาตรา ๘๔ วรรคส่ี คำให้ กำรรับสำรภำพของนำยเหีย้ มในบันทึกกำรจับกุมข้ อ ๒.
จงึ ต้องห้ำมมใิ ห้รับฟังตามมาตรา ๘๔ วรรคสี่

๔. ในคดีควำมผิดเก่ียวกับชีวิตอันมิใช่ควำมผิดท่ีเกิดจำกกำรชุลมุนต่อสู้ กำรถำม
ปำกคำพยำนท่เี ป็ นเดก็ อำยไุ ม่เกิน ๑๘ ปี พนักงำนสอบสวนจะต้องกระทำเป็ นส่วนสัดใน
สถำนท่ีเหมำะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยำหรือนักสังคมสงเครำะห์ บุคคลท่ีเด็ก
ร้องขอและพนักงำนอัยกำรเข้ำร่วมในกำรสอบสวนนัน้ ด้วยตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนงึ่
ซ่ึงเป็ นบทบังคับเด็ดขำดให้พนักงำนสอบสวนต้องจัดทำ เว้นแต่ในกรณีจำเป็ นเร่งด่วน
อย่ำงย่ิง ซ่ึงมีเหตุอันควรไม่อำจรอบุคคลดังกล่ำวพร้อมกันได้ตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคห้า
คดีนีพ้ นักงานสอบสวนถามปากคาเด็กหญิงฝนต่อหน้านักจิตวิทยา โดยบันทึกเหตุพนักงาน
อยั การติดราชการด่วนและมารดาเด็กหญิงฝนป่ วย พนกั งานสอบสวนต้องการสรุปสานวนการ
สอบสวน ไม่อยากจะไปขอฝากขงั ครัง้ ท่ี ๓ ไมอ่ าจรอบคุ คลดงั กล่าวไว้ในสานวนการสอบสวนนนั้
ไม่ใช่กรณีจำเป็ นเร่งด่วนอย่ำงย่ิง ซ่ึงมีเหตุอันควรไม่อำจรอบุคคลดังกล่ำวพร้อมกันได้
เพรำะพนักงำนสอบสวนอำจเล่ือนกำรสอบถำมปำกคำเด็กหญิงฝนออกไปก่อน โดยยัง
ขอฝำกขังต่อไปได้อีก ดังนี ้ คำให้กำรของเด็กหญิงฝนในชัน้ สอบสวนจึงไม่ชอบด้วย
บทบญั ญัติดงั กลา่ ว แต่ก็มีผลเพียงทำให้คำให้กำรในชัน้ สอบสวนของเด็กหญิงฝนไม่อำจ
รับฟั งเป็ นพยำนหลักฐำนได้ตำมมำตรำ ๒๒๖/๑ เท่ำนั้น หำเป็ นเหตุให้กำรสอบสวน
เสียไปทัง้ หมดไม่ และถือได้ว่ำได้มีกำรสอบสวนควำมผิดในคดีนีต้ ำมมำตรำ ๑๒๐ แล้ว
(ฎีกาท่ี ๘๙๐๘/๒๕๕๐)

255

๕. แม้การสอบสวนเด็กหญิงฝนซ่ึงมีอายไุ ม่เกิน ๑๘ ปี จะไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๓๓ ทวิ
วรรคหน่ึง ก็ตาม แต่เม่ือในชัน้ พิจำรณำโจทก์อ้ำงเด็กหญิงฝนเป็ นพยำนและเด็กหญิงฝน
ได้เบิกควำมต่อหน้ำศำลโดยผ่ำนนักสังคมสงเครำะห์ซ่ึงชอบด้วยมำตรำ ๑๗๒ ตรี แล้ว
ศำลย่อมรับฟั งคำเบิกควำมของเด็กหญิงฝนในชัน้ ศำลเป็ นพยำนได้ (ฎีกาที่ ๕๒๙๔/
๒๕๔๙)

ฎีกำท่ี ๑๗๐๐/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๗๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ทวิ ซง่ึ เป็นบทบญั ญัติขณะ
เกิดเหตุ (มาตรา ๑๓๔/๑ ปัจจบุ นั ) บญั ญัติให้ต้องมีทนายความเฉพาะกรณีสอบสวนผ้ตู ้องหาซ่ึง
เป็นเยาวชนอายไุ ม่เกิน ๑๘ ปี เทา่ นนั้ มิได้บญั ญตั ิรวมถึงชนั้ จบั กมุ ด้วย การที่จาเลยอ้างวา่ บนั ทึก
การจบั กมุ ไมช่ อบเพราะจาเลยมิได้ลงลายมือช่ือในบนั ทกึ การจบั กมุ ตอ่ หน้าทนายความฟังไมข่ นึ ้

ฎีกำท่ี ๘๙๐๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๗๕ ตามบันทึกคาให้การของผู้เสียหายในชัน้
สอบสวนปรากฏว่า พนกั งานสอบสวนได้ถามปากคาผู้เสียหายรวม ๔ ครัง้ แม้การถามปากคา
ผ้เู สียหายในครัง้ แรกและครัง้ ที่สองจะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรค
สุดท้าย เนื่องจากการถามปากคานัน้ ไม่มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงาน
อัยการเข้ าร่วม ก็มีผลทาให้ รับฟั งคาให้ การของผู้เสียหายในครัง้ แรกและครัง้ ที่สองเป็ น
พยานหลักฐานไม่ได้เท่านัน้ หาทาให้การสอบสวนเสียไปทัง้ หมดไม่ เพราะบทบัญญัติของ
กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะค้มุ ครองพยานท่ีเป็นเด็กเป็นสาคญั ส่วนการถามปากคา
ผ้เู สียหายในครัง้ สดุ ท้าย ภายหลงั โจทก์ฟ้องจาเลยทงั้ ห้าแล้วนนั้ ก็ไม่มีผลทาให้การสอบสวนที่
ชอบแล้วกลบั กลายเป็นไมช่ อบไปได้

การจบั กุมและการสอบสวนเป็นการดาเนินการคนละขนั้ ตอนกนั การจบั กุมจาเลยท่ี ๓
จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องท่ีจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหน่ึงตา่ งหาก หามีผลทาให้
การสอบสวนไมช่ อบไปด้วยไม่

ฎีกำท่ี ๕๒๙๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๓ บทบัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง กาหนดให้การสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน ๑๘ ปี พนักงานสอบสวน
จะต้องกระทาเป็นส่วนสัดในสถานท่ีเหมาะสมสาหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคม
สงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้ องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนัน้ ด้วย ซึ่ง เป็ น
บทบงั คบั เด็ดขาดให้พนกั งานสอบสวนต้องจดั ทา เว้นแต่ในกรณีจาเป็นเร่งดว่ นอยา่ งยิ่ง ซึ่งมีเหตุ
อนั ควรไม่อาจรอบคุ คลดงั กล่าวพร้อมกันได้ตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคห้า คดีนีป้ รากฏว่าในชนั้
สอบสวนพนกั งานสอบสวนได้สอบปากคา ว. ซ่ึงมีอายุ ๑๓ ปีเศษ ในฐานะพยาน โดยไม่จดั ให้มี
นกั จิตวิทยาหรือนักสงั คมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการถาม

256

ปากคา ทัง้ ไม่เข้าเหตุกรณีจาเป็นเร่งด่วน ดงั นี ้คาให้การของ ว. ในชนั้ สอบสวนซึ่งไม่ชอบด้วย
กฎหมาย คงมีผลเพียงทาให้คาให้การในชนั้ สอบสวนของ ว. ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้
ตามมาตรา ๒๒๖ เดมิ ปัจจุบนั มาตรา ๒๒๖/๑ เท่านนั้ หาเป็นเหตใุ ห้การสอบสวนเสียไปทงั้ หมด
ไม่ และถือได้วา่ ได้มีการสอบสวนความผดิ ในคดีนีต้ ามมาตรา ๑๒๐ แล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ ง

แม้การสอบสวน ว. ซ่ึงมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี จะไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึง
ก็ตาม แต่เมื่อในชนั้ พิจารณาโจทก์อ้าง ว. เป็นพยานและ ว. ได้เบิกความต่อหน้าศาลโดยผ่าน
นักสังคมสงเคราะห์ซ่ึงชอบด้ วยมาตรา ๑๗๒ ตรี แล้ว ศาลย่อมรับฟังคาเบิกความของ ว.
ในชนั้ ศาลเป็นพยานได้

ข้อ ๔๔ คำถำม นายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ โดยแจ้งให้
เจ้าพนกั งานที่ดินจดข้อความอนั เป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการดงั กล่าว
ขอออกหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ (น. ส.๓ ก.) ในชื่อตน พนกั งานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา
นายหนง่ึ เฉพาะข้อหาเป็นผ้จู ดั การมรดกยกั ยอกทรัพย์ และมีความเหน็ ควรสง่ั ฟอ้ งนายหน่งึ เฉพาะ
ข้อหาเป็นผู้จัดการมรดกยกั ยอกทรัพย์ พนกั งานอัยการเห็นว่า การกระทาของนายหนึ่งไม่เป็น
ความผิด แต่พนกั งานสอบสวนยงั มิได้แจ้งข้อหาแจ้งให้เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเท็จลงใน
เอกสารราชการและใช้ เอกสารราชการดังกล่าว จึงมีคาส่ังยุติการดาเนินคดีข้อหาแจ้งให้
เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดงั กล่าว และมี
ความเห็นสงั่ ไม่ฟ้องข้อหาเป็นผ้จู ดั การมรดกยกั ยอกทรัพย์ เมื่อพนกั งานอยั การส่งสานวนพร้อม
ความเห็นเสนอผ้วู า่ ราชการจงั หวดั พิจารณา ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั มีความเห็นแย้งให้ฟ้องนายหน่ึง
ในความผิดข้อหาเป็นผ้จู ดั การมรดกยกั ยอกทรัพย์ เมื่อสง่ สานวนการสอบสวนไปยงั อยั การสงู สุด
อยั การสงู สดุ พิจารณาแล้ว เห็นวา่ นายหนง่ึ กระทาความผิดข้อหาเป็นผ้จู ดั การมรดกยกั ยอกทรัพย์
ตามความเห็นแย้งของผู้ว่าราชการจงั หวดั และยงั เห็นว่านายหนึ่งกระทาความผิดข้อหาแจ้งให้
เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเทจ็ ลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดงั กลา่ วด้วย

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ อยั การสงู สดุ จะชีข้ าดให้ฟอ้ งนายหนงึ่ ข้อหาเป็นผ้จู ดั การมรดกยกั ยอกทรัพย์
และจะสงั่ ฟ้องนายหนงึ่ ข้อหาแจ้งให้เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเทจ็ ลงในเอกสารราชการ และ
ใช้เอกสารราชการดงั กลา่ ว โดยให้พนกั งานสอบสวนแจ้งข้อหาเพม่ิ เตมิ ได้หรือไม่

คำตอบ ข้อหาเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ เม่ืออยั การสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า
นายหนึ่งกระทาความผิดข้อหาดงั กล่าว อัยกำรสูงสุดมีอำนำจชีข้ ำดควำมเห็นแย้งของผู้ว่ำ

257

รำชกำรจังหวัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง อัยกำร
สูงสุดจึงชีข้ ำดให้ฟ้องนำยหน่ึงข้อหำเป็ นผู้จัดกำรมรดกยักยอกทรัพย์ได้

สาหรับข้ อหาแจ้ งให้ เจ้ าพนักงานจดข้ อความอันเป็ นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้
เอกสารราชดงั กล่าว พนกั งานสอบสวนยงั มิได้แจ้งข้อหาให้นายหนึ่งทราบ และมิได้ดาเนินคดีใน
ข้อหานี ้การที่พนกั งานอยั การมีคาสงั่ ยตุ กิ ารดาเนินคดีข้อหาดงั กล่าว ถือได้ว่ำพนักงำนอัยกำร
ยังไม่มีคำส่ังให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องนำยหน่ึง การที่ผ้วู ่าราชการจงั หวดั ไม่ได้มีความเห็นเก่ียวกบั
ข้อหานี ้จึงถือไม่ได้ว่ำผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดมีควำมเหน็ ชอบกับคำส่ังไม่ฟ้องนำยหน่ึง อันจะ
ทำให้คำส่ังไม่ฟ้องนำยหน่ึงในควำมผิดฐำนดังกล่ำวเป็ นท่สี ุด

เม่ือสานวนการสอบสวนเสนอไปยงั อยั การสูงสุดพิจารณาเน่ืองจากผ้วู ่าราชการจงั หวดั
มีความเห็นแย้งให้ฟ้องนายหนึ่งในข้อหาเป็นผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์ และอัยการสูงสุด
พิจารณาแล้ว เห็นว่า นายหน่ึงกระทาความผิดข้อหาแจ้งให้เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเท็จ
ลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชดงั กล่าวด้วย อัยกำรสูงสุดก็มีอำนำจส่ังฟ้องข้อหำ
ดังกล่ำวได้ เพรำะเป็ นกำรใช้อำนำจตำมพระรำชบัญญัติพนักงำนอัยกำร พ.ศ. ๒๔๙๘
มำตรำ ๑๒ ท่ีให้อัยกำรสูงสุดมีอำนำจดำเนินคดีได้ ทุกศำล หำได้ส่ังตำมประมวล
กฎหมำยวธิ ีพจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๔๕ วรรคสองไม่

อัยกำรสูงสุดจึงส่ังฟ้องนำยหน่ึงข้อหำเป็ นผู้จัดกำรมรดกยักยอกทรัพย์ และข้อหำ
แจ้งให้เจ้ำพนักงำนจดข้อควำมอันเป็ นเท็จลงในเอกสำรรำชกำร และใช้เอกสำรรำชกำร
ดังกล่ำว โดยให้พนักงำนสอบสวนแจ้งข้อหำเพ่มิ เติมได้ (ฎีกาท่ี ๕๗๒๑/๒๕๔๘)

ฎีกำท่ี ๕๗๒๑/๒๕๔๘ ฎ.๑๙๘๓ การกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๒ ฐานแจ้งให้
เจ้ าพนักงานจดข้ อความอันเป็ นเท็จลงใน เอกสารราชการและใช้ เอกสารราชการดังกล่าวเป็ น
ความผิดหลายกรรม ซ่ึงกระทาลงในท้องท่ีต่าง ๆ กนั พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอ
เมืองภูเก็ต ซ่ึงเป็นท้องที่หน่ึงท่ีเก่ียวข้องจงึ มีอานาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๔) มิใช่
ปัญหาท่ีต้องพิจารณาในเร่ืองเป็นความผิดตอ่ เนื่องหรือความผิดที่กระทาลงในหลายท้องที่ตาม
มาตรา ๑๙ (๒) (๓)

ความผิดฐานแจ้ งให้ เจ้ าพนักงานจดข้ อความอันเป็ นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้
เอกสารราชการดงั กล่าว ในชนั้ ต้นพนกั งานสอบสวนยงั มิได้แจ้งข้อหาให้แกจ่ าเลยท่ี ๒ ทราบ และ
มิได้ดาเนินคดีในข้อหานี ้เม่ืออยั การจงั หวดั ภูเก็ตมีคาสง่ั ให้ยุติการดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๒ ใน
ข้อหานี ้ย่อมถือได้ว่าอยั การจังหวดั ภูเก็ตยงั ไม่มีคาสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องจาเลยท่ี ๒ การที่ผู้ว่า
ราชการจงั หวดั ภูเก็ตไม่ได้มีความเห็นเก่ียวกับข้อหานี ้จึงถือไม่ได้ว่าผ้วู ่าราชการจงั หวดั มีความ

258

เห็นชอบกบั คาสงั่ ไม่ฟ้องจาเลยที่ ๒ อนั จะทาให้คาสงั่ ไมฟ่ ้องจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานดงั กลา่ ว
เป็นที่สุด เม่ือสานวนการสอบสวนเสนอไปยงั อยั การสงู สุดพิจารณาเนื่องจากผ้วู า่ ราชการจงั หวดั
มีความเห็นแย้งให้ฟ้องจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานยักยอกและความผิดตามพระราชบญั ญัติ
กาหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง การที่
อยั การสงู สดุ มีคาสงั่ ให้ฟอ้ งจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเท็จ
ลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดงั กล่าว ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๗, ๒๖๘ ด้วย จึงเป็น
การใช้อานาจตามพระราชบญั ญัติพนักงานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๒ ท่ีให้อยั การสงู สดุ มี
อานาจดาเนินคดีได้ทกุ ศาล หาได้สงั่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๕ วรรคสองไม่ คาสงั่ ให้ฟ้องจาเลยที่
๒ ของอยั การสงู สดุ ยอ่ มชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

ข้อ ๔๕ คำถำม ร.ต.อ.วิชยั ย่ืนคาร้องตอ่ ศาลอาญาเพ่ือขอออกหมายค้นบ้านของนาย
สมศักดิ์เลขที่ ๑๓๒ ซอยเจริญสุข เพื่อตรวจค้นยาเสพติด เนื่องจากสืบทราบว่า นายสมศกั ดิ์
ลักลอบจาหน่ายยาเสพติดท่ีบ้านหลังดังกล่าว ศาลอาญาออกหมายให้ค้นบ้านเลขท่ี ๑๓๒
ตามขอ ร.ต.อ.วิชยั จึงไปท่ีบ้านนายสมศกั ด์ิเพื่อดาเนินการตามหมาย แตเ่ ม่ือถึงบ้านหลงั เกิดเหตุ
พบว่าสายสืบแจ้งเลขที่บ้านผิด ความจริงแล้วบ้านของนายสมศกั ดิ์เป็นบ้านเลขที่ ๑๓๐ ซอย
เจริญสุข ร.ต.อ.วิชยั เห็นว่าเพ่ือความสะดวก จึงได้แก้หมายค้นเป็นให้ค้นบ้านเลขที่ ๑๓๐ ด้วย
ตนเอง ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดในบ้านหลงั ดงั กล่าว ในชนั้ จบั กุม ร.ต.อ.วิชยั ได้ดาเนินการ
และแจ้งสิทธิแก่นายสมศกั ดิ์ตามกฎหมายแล้ว จงึ แจ้งข้อกล่าวหาวา่ นายสมศกั ดิ์มีเมทแอมเฟตา
มีนซึ่งเป็นยาเสพตดิ ให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยฝ่ าฝืนกฎหมาย นายสมศกั ด์ใิ ห้การ
รับสารภาพ ร.ต.อ.วิชยั นาตวั นายสมศกั ดมิ์ อบให้แก่พนกั งานสอบสวนโดยดาเนินการถกู ต้องตาม
กฎหมาย ในชัน้ สอบสวนพนักงานสอบสวนได้ดาเนินการและแจ้งสิทธิแก่นายสมศักดิ์ตาม
กฎหมายแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกับชนั้ จับกุม นายสมศกั ด์ิให้การรับสารภาพ พนักงาน
สอบสวนได้นาตวั นายสมศกั ด์ิไปฝากขงั ต่อศาล ศาลอนุญาตให้ฝากขงั จนครบกาหนดไม่มีการ
ฟ้องคดีศาลจึงปล่อยนายสมศกั ด์ิไป ตอ่ มาพนกั งานสอบสวนได้รับผลการตรวจพิสจู น์ของกลาง
ที่ตรวจค้นได้วา่ เป็นโคคาอีนซึง่ เป็นยาเสพตดิ ให้โทษ จึงเสนอความเหน็ ควรสง่ั ฟ้องนายสมศกั ดิ์ใน
ข้อหามีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยฝ่ าฝืนต่อกฎหมายพร้อมสานวนหลังจากเกิด
เหตุ ๑ ปี ๓ เดือน แล้วพนกั งานอยั การได้นาตวั นายสมศกั ดส์ิ ง่ ฟ้องศาลในวนั เดียวกนั

ให้วินจิ ฉยั วา่

259

ก. การค้นและการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ข. การสอบสวนเสียไปเพราะสงั่ ฟอ้ งหลงั จากเกิดเหตุ ๑ ปี ๓ เดอื นหรือไม่
ค. มีการสอบสวนในข้อหามีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ยแล้วหรือไม่
ง. คารับสารภาพชนั้ จบั กมุ รับฟังได้หรือไม่
คำตอบ ก. การท่ีศาลออกหมายค้นบ้านของนายสมศกั ด์ิโดยระบุเลขท่ีบ้านเป็นเลขที่
๑๓๒ ซอยเจริญสขุ ตามที่ ร.ต.อ.วิชยั ร้องขอแล้ว เม่ือจะเข้าตรวจค้นพบวา่ สายสืบแจ้งเลขที่บ้าน
ผดิ ความจริงแล้วบ้านของนายสมศกั ดเิ์ ป็นบ้านเลขท่ี ๑๓๐ ร.ต.อ.วิชยั เห็นวา่ เพ่ือความสะดวก จึง
ได้แก้หมายค้นเป็นให้ค้นบ้านเลขที่ ๑๓๐ ด้วยตนเอง แม้จะแก้เพ่ือให้ตรงกับควำมจริง ก็เป็ น
กำรแก้ไขโดยไม่มีอำนำจ หำกตรวจพบว่ำเลขท่ีบ้ำนท่ีจะค้นไม่ตรงกับเลขท่ีบ้ำนตำม
หมำย ร.ต.อ.วิชัยต้องไปย่ืนคำร้องขอหมำยค้นต่อศำลใหม่ เพรำะ ร.ต.อ.วิชัยไม่ใช่ผู้มี
อำนำจออกหมำย เม่ือกำรแก้ไขหมำยค้นไม่ชอบ มีผลเท่ำกับเป็ นกำรค้นในท่ีรโหฐำน
โดยไม่มีหมำยค้นของศำลซ่ึงต้องห้ำมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๙๒ แม้ผลการตรวจค้นจะพบยาเสพติดในบ้านหลงั ดงั กล่าว ก็ไม่ใช่ปรำกฏควำมผิดซ่ึงหน้ำ
กระทำลงในท่ีรโหฐำนตามมาตรา ๙๒ (๒) เพรำะอำนำจในกำรค้นโดยไม่มีหมำยตำม
มำตรำ ๙๒ (๒) ดังกล่ำวต้องเป็ นกรณีพบกำรกระทำควำมผิดซ่ึงหน้ ำกระทำลงในท่ี
รโหฐำนก่อนแล้วเข้ำไปตรวจค้น แตค่ ดีนีก้ ่อนเข้าไปตรวจค้นยงั ไม่พบการกระทาความผิดซึ่ง
หน้า ร.ต.อ.วิชัยจึงไม่ มีอำนำจค้นโดยไม่มีหมำยตามมาตรา ๙๒ (๒) หำกจะอ้ำงว่ำมี
พยำนหลักฐำนตำมสมควรว่ำส่ิงของท่ีมีไว้เป็ นควำมผิดได้ซ่อนอยู่ในนั้นตามมาตรา
๙๒ (๔) แต่ยังไม่มีเหตุอันควรเช่ือว่ำกว่ำจะเอำหมำยค้นมำได้ ส่ิงของนัน้ จะถูกโยกย้ำย
หรือทำลำยเสียก่อน ร.ต.อ.วิชัยจึงไม่มีอำนำจค้นโดยไม่มีหมำยตามมาตรา ๙๒ (๔)
กำรค้นของ ร.ต.อ.วิชัยจึงเป็ นกำรค้นในท่ีรโหฐำนโดยไม่มีหมำยค้นของศำลซ่ึงต้องห้ำม
ตามมาตรา ๙๒
แต่เม่ือปรากฏว่าในชนั้ สอบสวนพนกั งานสอบสวนได้ดาเนินการตามกฎหมายแล้ว แม้
กำรค้นไม่ชอบด้วยกฎหมำย ก็เป็ นเร่ืองท่ีจะต้องไปว่ำกล่ำวกันอีกส่วนหน่ึงต่ำงหำก
ไม่ทำให้กำรสอบสวนท่ีชอบด้วยกฎหมำยเสียไป กำรสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว
(เทียบฎีกาท่ี ๖๔๗๕/๒๕๔๗)
ข. การที่พนกั งานอยั การจะฟ้องคดีตอ่ ศาลหลงั จากเกิดเหตุ ๑ ปี ๓ เดือน แม้ผู้ต้องหำ
มีสิทธิได้รับกำรสอบสวนด้วยควำมรวดเร็ว ต่อเน่ือง และเป็ นธรรม และตำมประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๓๐ กำหนดให้เร่ิมกำรสอบสวนโดยไม่ชักช้ำ

260

จะทำกำรในท่ีใดเวลำใดแล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหำไม่จำต้องอยู่ด้วยอันเป็ น
บทบัญญัติเพ่ือคุ้มครองสิทธิ เสรีภำพของผู้ต้องหำให้ได้รับผลกระทบจำกกำรเป็ น
ผู้ต้องหำน้อยท่สี ุด ทงั้ กฎหมำยก็กำหนดสภำพบังคับให้พนักงำนสอบสวนดำเนินกำรเพ่ือ
ควำมรวดเร็วดังกล่ำวไว้โดยกำหนดระยะเวลำในกำรควบคุมผู้ต้องหำเพียงเท่ำท่ีจำเป็ น
ในกำรสอบสวนตำมมำตรำ ๘๗ หำกเกินกำหนดดังกล่ำวพนักงำนสอบสวนไม่อำจ
ควบคุมตัวผู้ต้องหำและไม่มีอำนำจขอให้ศำลขังผู้ต้องหำได้ต่อไป เห็นได้ว่ำกฎหมำย
ดังกล่ำวเป็ นบทบังคับพนักงำนสอบสวนให้สอบสวนและฟ้ องคดีโดยรวดเร็ว หำก
ไม่ปฏิบัติตำมก็มีผลเสียหำยทำงคดี กล่ำวคือ พนักงำนสอบสวนไม่สำมำรถควบคุมตัว
ผู้ต้องหำไว้ได้อีกต่อไป แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมำยว่ำถ้ำพนักงำนสอบสวนมิได้ทำ
กำรสอบสวนโดยไม่ชักช้ำแล้ว กำรสอบสวนนัน้ จะเป็ นกำรสอบสวนท่ไี ม่ชอบ ดงั นนั้ แม้จะ
ปรากฏว่าพนกั งานสอบสวนสง่ สานวนและพนกั งานอยั การฟ้องนายสมศกั ดห์ิ ลงั จากเกิดเหตุ ๑ ปี
๓ เดือน แต่เม่ือกำรสอบสวนคดีนีก้ ระทำโดยเจ้ำพนักงำนซ่ึงกฎหมำยให้มีอำนำจและ
หน้ำท่ีทำกำรสอบสวน กำรสอบสวนคดีนีจ้ งึ ชอบด้วยกฎหมำยแล้ว (ฎีกาที่ ๔๓๐/๒๕๔๖)

ค. กำรสอบสวนเป็ นกำรรวบรวมพยำนหลักฐำนและดำเนินกำรทัง้ หลำยอ่ืนตำม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยนี้ ซ่ึงพนักงำนสอบสวนได้ทำไปเก่ียวกับควำมผิดท่ี
กล่ำวหำ เพ่ือท่ีจะทรำบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ ควำมผิด และเพ่ือจะเอำตัวผู้กระทำ
ควำมผิดมำลงโทษ ซ่งึ กำรแจ้งข้อหำตามมาตรา ๑๓๔ ก็เป็ นขัน้ ตอนหน่ึงของกำรสอบสวน
เพ่ือต้องกำรให้ผู้ต้องหำรู้ตัวก่อนว่ำตนจะถูกสอบสวนในคดีอำญำเร่ืองใดเท่ำนัน้ แม้ใน
ชนั้ สอบสวนพนกั งานสอบสวนจะแจ้งข้อกลา่ วหาว่านายสมศกั ด์มิ ีเมทแอมเฟตามีนซ่งึ เป็นยาเสพ
ติดให้โทษไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายโดยฝ่ าฝืนกฎหมาย แต่เม่ือสอบสวนไปแล้วรายงานว่า
ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางท่ีตรวจค้นได้เป็นโคคาอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษ พนกั งานอยั การ
จึงสั่งฟ้องว่านายสมศกั ด์ิมีโคคาอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดย
ฝ่ าฝืนกฎหมาย ก็ถือได้ว่ำมีกำรสอบสวนในควำมผิดฐำนมีโคคำอีนซ่ึงเป็ นยำเสพติด
ให้โทษไว้ในครอบครองเพ่อื จำหน่ำยโดยฝ่ ำฝื นกฎหมำยแล้ว (ฎีกาที่ ๗๔๒๒/๒๕๔๗)

ง. คาให้การรับสารภาพในชนั้ จบั กมุ ของนายสมศกั ดิ์นนั้ ถ้อยคำใด ๆ ท่ีผู้ถูกจับให้ไว้
ต่อเจ้ำพนักงำนผู้จับ ถ้ำถ้อยคำนั้นเป็ นคำรับสำรภำพของผู้ถูกจับว่ำตนได้กระทำ
ควำมผิด ห้ำมมิให้รับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนตามมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ดังนัน้ คำให้กำร
รับสำรภำพของนำยสมศักด์ิในชัน้ จับกุม จึงไม่สำมำรถรับฟั งเป็ นพยำนหลักฐำนใน
ชัน้ ศำลได้

ฎีกำท่ี ๖๔๗๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๙๔ การที่ศาลออกหมายค้นบ้านของจาเลยโดยระบุ

261

เลขที่บ้านเป็นเลขที่ ๗๔ ตามที่เจ้าพนกั งานตารวจร้องขอแล้ว ร้อยตารวจเอก ก. แก้เลขที่บ้านใน
หมายค้นเป็นเลขท่ี ๑๖๑ เพ่ือให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอานาจ อนั อาจมีผลให้หมายค้นเสียไป
และการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเร่ืองท่ีจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อ
ปรากฏวา่ คดีนีม้ ีการสอบสวนกนั โดยชอบ ทงั้ ในชนั้ พิจารณาจาเลยก็นาสืบยอมรับวา่ เจ้าพนกั งาน
ตารวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอย่ใู นดินห่างจากบ้านของจาเลยประมาณ ๓ เมตร จาก
พยานหลกั ฐานท่ีโจทก์นาสืบมายอ่ มรับฟังลงโทษจาเลยได้
ข้อสังเกต คดีนี้เมื่อเจ้าพนกั งานตารวจแก้ไขหมายค้นโดยไม่มีอานาจ ศาลฎีกาวินิจฉยั ว่าอาจ
ทาให้หมายค้นเสียไป ผู้แต่งจึงวางธงคาตอบว่าเป็ นการค้นโดยไม่มีหมาย แต่ถ้าเจ้าพนักงาน
ตารวจเข้าตรวจค้นโดยไม่ได้แก้ไขหมาย หมายค้นก็ไม่เสียไป ซ่ึงอาจเกิดจากสายลบั แจ้งเลขที่
บ้านผิดก็เป็ นได้ การตรวจค้นโดยมีหมายค้นที่ไม่ได้แก้ไขหมายค้น แม้เลขที่บ้านจะไม่ตรงกับ
หมายคน้ ก็จะถือว่าการคน้ ชอบด้วยกฎหมายตามฎีกาที่ ๓๔๗๙/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๓ จาเลย
ทง้ั สี่นาสืบยอมรับว่าถูกจบั กุมในห้องเช่าที่เกิดเหตุ และเจ้าพนกั งานตารวจได้เมทแอมเฟตามีน
เป็นของกลางจริง แม้จะปรากฏว่าหอ้ งเช่าดงั กล่าว เลขที่ ๘๒/๑๖ ไม่ใช่เลขที่ ๑๐๕ ตามทีร่ ะบใุ น
หมายค้น แต่ตามหมายค้นดงั กล่าวได้ระบุเหตุที่ขอออกหมายค้นว่า การสืบสวนทราบว่าที่บ้าน
จาเลยที่ ๑ เลขที่ ๑๐๕ ห้องเช่า มียาเสพติดให้โทษซุกซ่อนอยู่ในบ้านหรือบริเวณบ้าน จึงขอให้
ศาลออกหมายค้น โดยระบชุ ื่อและนามสกลุ จาเลยที่ ๑ ไว้ถูกตอ้ ง และร้อยตารวจโท บ. ผูจ้ บั กุม
ซ่ึงเป็นผูข้ อออกหมายค้นดงั กล่าวก็เบิกความระบสุ าเหตทุ ี่ระบเุ ลขทีบ่ า้ นในหมายคน้ ว่าบา้ นเลขที่
๑๐๕ เพราะสายลบั ระบเุ ช่นนนั้ เมื่อเข้าจบั กุมจึงปรากฏว่าเป็นบ้านเลขที่ ๘๒/๑๖ จึงเป็นการขอ
ออกหมายค้นเพือ่ ตรวจคน้ บา้ นจาเลยที่ ๑ การระบเุ ลขที่บา้ นผิด ไม่ทาใหก้ ารตรวจค้นจาเลยที่ ๑
ซ่ึงอยู่ในบา้ นหลงั ดงั กล่าวเป็นการไม่ชอบ การตรวจคน้ โดยมีหมายคน้ กรณีนีจ้ ึงชอบดว้ ยกฎหมาย
แลว้

ฎีกำท่ี ๔๓๐/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๔๑ แม้รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยฯ มาตรา
๒๔๑ วรรคแรก จะบญั ญตั ใิ ห้ผ้ตู ้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ตอ่ เนื่อง และเป็น
ธรรม และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๐ กาหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยไม่ชักช้าจะทาการในที่ใด เวลาใด
แล้วแตจ่ ะเห็นสมควร โดยผ้ตู ้องหาไมจ่ าต้องอยดู่ ้วยอนั เป็นบทบญั ญัตเิ พ่ือค้มุ ครองสิทธิเสรีภาพของ
ผ้ตู ้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผ้ตู ้องหาน้อยท่ีสดุ แต่ไม่มีบทบญั ญัติของกฎหมายว่าถ้า
พนักงานสอบสวนมิได้ทาการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนนั้ จะเป็นการสอบสวน
ที่ไม่ชอบ ดงั นนั้ แม้จะปรากฏว่าพนกั งานสอบสวนเพ่ิงเริ่มสอบสวนเกี่ยวกับความผิดของจาเลย
ในข้ อหามีเฮโรอีนไว้ ในครอบครองในระหว่างที่จาเลยต้ องโทษอยู่ในเรื อนจากลางคลองเปรม

262

หลงั จากที่ได้รับมอบหมายจากผ้บู งั คบั บญั ชาถึง ๑ ปี ๓ เดือน ก็ตาม แตเ่ มื่อการสอบสวนคดีนี ้
กระทาโดยเจ้าพนกั งานซึ่งกฎหมายให้มีอานาจและหน้าท่ีทาการสอบสวน การสอบสวนคดีนี ้
จงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ฎีกำท่ี ๗๔๒๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๑๓ การสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลกั ฐาน
และดาเนนิ การทงั้ หลายอื่น ตามบทบญั ญัตแิ ห่งประมวลกฎหมายนี ้ซงึ่ พนกั งานสอบสวนได้ทาไป
เก่ียวกับความผิดท่ีกล่าวหาเพื่อท่ีจะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัว
ผ้กู ระทาความผิดมาลงโทษ ซง่ึ การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ก็เป็นขนั้ ตอนหนงึ่ ของการ
สอบสวนเพื่อต้องการให้ผ้ตู ้องหารู้ตวั กอ่ นวา่ ตนจะถกู สอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านนั้ แม้เดิม
จะแจ้งข้อหาหนึง่ แตเ่ มื่อสอบสวนไปแล้ว ปรากฏว่าการกระทาของผ้ตู ้องหาเป็นความผิดฐานอ่ืน
ก็ถือได้วา่ มีการสอบสวนในความผิดฐานดงั กลา่ วแล้ว โจทก์มีอานาจฟ้อง

ข้อ ๔๖ คำถำม นายแดงถกู ดาเนินคดีข้อหาฆ่านายดาตายโดยเจตนา ในชนั้ สอบสวน
พนกั งานสอบสวนได้สอบถามนายแดงวา่ มีทนายความหรือไม่ นายแดงแจ้งวา่ ไมม่ ีและไมต่ ้องการ
ทนายความ พนกั งานสอบสวนจึงไม่หาทนายความให้ พนกั งานสอบสวนสอบคาให้การนายแดง
โดยแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา นายแดงให้การรับสารภาพ และพนักงานสอบสวนได้สอบ
คาให้การพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เฉพาะพยานของญาตินายดาผ้ตู าย ต่อมาพนักงานสอบสวน
สง่ ตวั นายแดงผ้ตู ้องหาพร้อมสานวนการสอบสวนโดยมีความเห็นควรสงั่ ฟ้องผ้ตู ้องหา ระหว่างท่ี
พนกั งานอยั การพิจารณาสานวนการสอบสวนนายแดงยื่นคาร้องขอความเป็นธรรมวา่ การท่ีนาย
แดงฆ่านายดาเป็นการกระทาโดยปอ้ งกัน แตน่ ายแดงไม่มีทนายไม่ทราบข้อกฎหมาย จงึ ให้การ
รับสารภาพในชนั้ สอบสวน ขอให้พนกั งานอยั การสง่ั ให้พนกั งานสอบสวนดาเนินการให้ถูกต้อง
และเป็นธรรม

ให้วินิจฉยั ว่า พนกั งานอยั การจะมีคาสงั่ ให้พนกั งานสอบสวน หาทนายความให้นายแดง
และสอบสวนเพิม่ เตมิ ได้หรือไม่

คำตอบ กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำให้สิทธิแก่ผู้ต้องหำต่อสู้คดีได้อย่ำง
สมศักด์ิศรีแห่งควำมเป็ นมนุษย์ กล่ำวคือ ในคดีท่ีมีอัตรำโทษประหำรชีวิต ก่อนเร่ิมถำม
คำให้กำรให้พนักงำนสอบสวนถำมผู้ต้องหำว่ำมีทนำยควำมหรือไม่ ถ้ำไม่มีก็ให้รัฐจัดหำ
ทนำยควำมให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง และ
กำหนดให้ฟั งควำมทุกฝ่ ำย กล่ำวคือ ให้พนักงำนสอบสวนรวบรวมพยำนหลักฐำน
ทุกชนิดเท่ำท่สี ำมำรถจะทำได้ เพ่ือประสงค์จะทรำบข้อเทจ็ จริงและพฤตกิ ำรณ์ต่ำง ๆ อัน

263

เก่ียวกับควำมผิดท่ีถูกกล่ำวหำ เพ่ือจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นควำมผิดหรือ
ควำมบริสุทธ์ิของผู้ต้องหำตามมาตรา ๑๓๑ การท่ีพนักงานสอบสวนส่งตวั นายแดงผ้ตู ้องหา
พร้อมสานวนการสอบสวนโดยมีความเห็นควรสง่ั ฟ้องผ้ตู ้องหาตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสาม และ
นายแดงย่ืนคาร้องขอความเป็นธรรมวา่ การท่ีนายแดงฆ่านายดาเป็นการกระทาโดยปอ้ งกนั แต่
นายแดงไม่มีทนายไม่ทราบข้อกฎหมายจึงให้การรับสารภาพ เป็ นกำรสอบสวนผู้ต้องหำโดย
ไม่จัดหำทนำยควำมให้ ทัง้ ท่ีควำมผิดฐำนฆ่ำผู้อ่ืนโดยเจตนำมีอัตรำโทษถึงประหำรชีวิต
เป็ นกรณีท่พี นักงำนสอบสวนไม่ดำเนินกำรตำมกฎหมำยท่มี ีวัตถุประสงค์จะคุ้มครองสิทธิ
ในกำรต่อสู้คดขี องผู้ต้องหำ แม้กำรสอบสวนจะไม่เสียไป แต่มีผลเพียงว่ำถ้อยคำใด ๆ ท่ี
ผู้ต้องหำให้ไว้ต่อพนักงำนสอบสวนจะรับฟังเป็ นพยำนหลักฐำนในกำรพิสูจน์ควำมผิด
ของผู้นัน้ ไม่ได้ตามมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย (ฎีกาท่ี ๕๐๐๙/๒๕๕๖) เม่ือนายแดงมาร้องขอ
ความเป็นธรรมและปรำกฏว่ำพนักงำนสอบสวนดำเนินกำรไม่ถกู ต้องตำมกฎหมำย เพ่ือให้
สิทธิแก่ผู้ต้องหำต่อสู้คดีได้อย่ำงสมศักด์ศิ รีแห่งควำมเป็ นมนุษย์ และให้เป็ นไปตำมหลัก
ฟังควำมทุกฝ่ ำย พนักงำนอัยกำรจึงมีอำนำจส่ังตำมท่ีเห็นควร ให้พนักงำนสอบสวน
หำทนำยควำมให้นำยแดงและดำเนินกำรสอบสวนเพ่มิ เตมิ โดยให้สอบคำให้กำรนำยแดง
เพ่ิมเติมและสอบคำให้ กำรพยำนของนำยแดงเพ่ือพิสูจน์ ให้ เห็นควำมผิดหรื อควำม
บริสุทธ์ิของผู้ต้องหำ เพ่ือพนักงำนอัยกำรจะได้มีคำส่ังต่อไป ตามมาตรา ๑๔๓
ข้อสังเกต ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๒) ใช้บังคับมีนกั กฎหมายบางท่าน
เห็นว่า พนกั งานสอบสวนไม่มีอานาจรวบรวมพยานหลกั ฐานเพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นความบริสุทธ์ิ
ของผู้ต้องหา เพราะตามมาตรา ๑๓๑ เดิม ให้รวบรวมพยานหลกั ฐานทีจ่ ะพิสูจน์ใหเ้ ห็นความผิด
ของผู้ต้องหาเท่านน้ั ความเห็นดงั กล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์และทาให้เกิดการปฏิบตั ิที่ไม่ถูกต้อง
และไม่เป็นธรรมแก่ผู้ตอ้ งหา เมื่อ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบบั ที่ ๒๒) มีผลใช้บงั คบั โดยได้
แก้ไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๓๑ ไว้ชัดเจนว่า "เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของ
ผู้ต้องหา" ข้อถกเถียงดงั กล่าวคงจะหมดไป พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนพยานหลักฐาน
ทีพ่ ิสจู น์ใหเ้ ห็นความบริสทุ ธิ์ของผูต้ อ้ งหาดว้ ยตามมาตรา ๑๓๑ ทีแ่ ก้ไขใหม่

ฎีกำท่ี ๕๐๐๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๕๗ แม้คดีนีม้ ีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวน
คาให้การของผ้ตู ้องหาจึงอยใู่ นบงั คบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหน่งึ ซ่งึ เป็นสิทธิเด็ดขาด
ของผ้ตู ้องหาที่จะได้รับความชว่ ยเหลือจากรัฐในการจดั หาทนายความให้ เม่ือพนกั งานสอบสวน
ถามแล้วจาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาขณะนนั้ ไม่มีทนายความ เป็นหน้าท่ีของพนกั งานสอบสวน
ต้องหาทนายความให้แก่จาเลยที่ ๑ ตามบนั ทึกคาให้การของผ้ตู ้องหา พนกั งานสอบสวนได้แจ้ง
ข้อหาและแจ้งสิทธิให้จาเลยที่ ๑ ทราบและสอบถามเรื่องทนายความหรือผ้ทู ่ีไว้วางใจเข้ารับฟัง

264

การสอบสวนแล้ว จาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพโดยไมต่ ้องการทนายความหรือผ้ทู ่ีไว้วางใจเข้ารับ
ฟังการสอบสวน พนกั งานสอบสวนได้ทาการสอบสวนโดยไม่ได้จดั หาทนายความให้จาเลยท่ี ๑
แม้เป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหน่ึง แต่บทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔
วรรคท้าย บญั ญัติเพียงว่าถ้อยคาใด ๆ ที่ผ้ตู ้องหาให้ไว้ต่อพนกั งานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิ
ตามวรรคหน่ึงหรือก่อนที่จะดาเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการ
พิสูจน์ความผิดของผ้นู นั้ ไม่ได้ ฉะนนั้ แม้พนกั งานสอบสวนจะไม่ได้จดั หาทนายความให้จาเลย
ท่ี ๑ ก็ไมท่ าให้การสอบสวนไมช่ อบแตอ่ ย่างใด เม่ือมีการสอบสวนแล้วโจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๒๐
ฎีกำท่ี ๒๑๘๕/๒๕๕๘ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ วรรคหนึ่ง บญั ญัติว่า พนกั งานสอบสวนมี
อานาจออกหมายเรี ยกผ้ ูเสียหายหรื อบุคคลใดซ่ึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้ อยคาของเขาอาจเป็ น
ประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย ดงั นนั้ การสอบสวนจงึ กระทาในสถานที่ใด ๆ
ก็ได้ ไมจ่ าต้องเป็นท่ีสถานีตารวจ
ฎีกำท่ี ๑๖๔๓๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๗๑ ตาม ป.วิ.อ. การสอบสวนคดีอาญาเป็น
อานาจหน้าที่ของพนกั งานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลกั ฐานและการดาเนนิ การทงั้ หลายอื่น
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี ้ เม่ือใช้ดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่
เห็นสมควรภายในขอบเขตท่ีกฎหมายกาหนดและไม่ปรากฏว่ามิชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี ้ แม้ ในชัน้ สอบคาให้การพยานปาก อ. จะไม่จัดให้พยานลง
ลายมือชื่อรับรองการดแู ละชีต้ วั ก็ไม่ทาให้การสอบสวนเสียไป เน่ืองจากไม่มีกฎหมายบงั คบั ให้
ต้องมีการลงลายมือช่ือรับรองในการสอบสวนขนั้ ตอนนี ้
ฎีกำท่ี ๖๖๕๓/๒๕๕๔ ฎ.๑๕๔๗ เม่ือพนกั งานสอบสวนได้รับคาร้องทกุ ข์แล้วได้พาโจทก์
ร่วมไปให้แพทย์ตรวจรักษา ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนออกติดตามจับกุมจาเลยกับพวก ได้สอบ
คาให้การโจทก์ร่วมไว้ และไปตรวจสถานท่ีเกิดเหตพุ ร้อมทาแผนท่ีสงั เขปแสดงสถานที่เกิดเหตแุ ละ
ออกหมายจบั จาเลยไว้ อนั เป็นการรวบรวมพยานหลกั ฐานตามความผิดที่กล่าวหาเพื่อจะทราบ
ข้อเท็จจริงหรือพิสจู น์ความผิดและเพ่ือจะเอาตวั ผ้กู ระทาผิดมาฟ้องลงโทษตามความหมายของ
การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๑) แล้ว ส่วนท่ีโจทก์ไม่อ้างส่งคาให้การของโจทก์ร่วมและ
อ. ต่อศาล ก็อาจเป็นเพราะโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีนา้ หนักเพียงพอที่จะพิสูจน์
ความผิดของจาเลยแล้ว หากจาเลยเห็นว่าเป็นพิรุธดงั ท่ีอ้าง จาเลยก็น่าจะขออ้างและเรียกให้

265

โจทก์สง่ เป็นพยานหลกั ฐานของฝ่ายจาเลยได้
ฎีกำท่ี ๑๐๓๘๔/๒๕๕๘ ฎ.๒๙๕๓ การแจ้งข้อหาและการสอบปากคาจาเลยในชัน้

สอบสวนแม้มิได้กระทาตอ่ หน้าที่ปรึกษากฎหมายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา
๗๕ วรรคสอง โดยกระทาตอ่ หน้าทนายความซง่ึ ไมผ่ า่ นการอบรมเป็นท่ีปรึกษากฎหมายของศาล
เยาวชนฯ แตก่ ็มีผลเพียงทาให้คาให้การชนั้ สอบสวนของจาเลยไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา ๖ เทา่ นนั้ ไมถ่ ึงขนาดเป็นเหตใุ ห้
การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไป กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวน
ความผิดในคดีนี ้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๐ แล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๖๓๙๑/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๒๖ การตรวจค้นและจบั กมุ ของเจ้าพนกั งานตารวจจะชอบ
ด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่จาเลยจะต้องไปวา่ กล่าวกนั อีกส่วนหน่ึงตา่ งหาก และเป็นคนละ
ขนั้ ตอนกับการสอบสวนหามีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนกั งานสอบสวนและอานาจใน
การฟอ้ งคดีของโจทก์ไม่

ฎีกำท่ี ๗๔๗๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๖๑ ร้อยตารวจเอก ส. เป็นข้าราชการตารวจซ่ึงมี
ยศตงั้ แตช่ นั้ ร้อยตารวจตรีขนึ ้ ไปมีอานาจสอบสวนความผิดอาญาซ่ึงได้เกิดขึน้ ภายในเขตอานาจ
ของตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคหน่ึง แม้ระหว่างสอบสวนจะมีพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มี
อานาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอย่ดู ้วย ก็ไม่ทาให้การสอบสวนนนั้ เสียไป เมื่อพันตารวจโท น. ได้รับ
คาส่งั แตง่ ตงั้ ให้เป็นพนกั งานสอบสวนผ้รู ับผิดชอบ พันตารวจโท น. ย่อมมีอานาจสอบสวนก่อน
ร้อยตารวจเอก ส. โอนสานวนการสอบสวน และหลงั จากนนั้ ร้อยตารวจเอก ส. ยงั คงมีอานาจ
สอบสวนเพื่อชว่ ยเหลือพนั ตารวจโท น. ได้ ดงั นนั้ การสอบสวนคดีนีช้ อบด้วยกฎหมาย พนกั งาน
อยั การมีอานาจฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๐

ฎีกำท่ี ๒๔๘๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๐๘ พันตรี ว. มิได้ไปร่วมฟังการสอบสวนตาม
ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทยฯ ข้อ ๒๖ ทวิ แต่ได้ลงลายมือชื่อ
ในบนั ทึกร่วมฟังการสอบสวนภายหลงั เมื่อข้อตกลงดงั กล่าวมิใช่กฎหมาย แม้หากมีการปฏิบตั ิ
ผดิ ข้อตกลงดงั กลา่ วก็ไมท่ าให้การสอบสวนเสียไป

ฎีกำท่ี ๒๕๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๔๔ การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนกั งานสอบสวน
รวบรวมพยานหลักฐานและดาเนินการทัง้ หลายตามท่ีกฎหมายกาหนดเก่ียวกับความผิดที่
กล่าวหาเพื่ อที่ จะทราบข้ อเท็จจริ งหรื อพิสู จน์ ความผิดและเพื่ อเอาตัวผ้ ูกระทาผิดม าลงโทษ
การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ นัน้ เป็นเพียงขัน้ ตอนหน่ึงของการสอบสวน เพื่อให้

266

ผ้ตู ้องหารู้ตวั ก่อนวา่ จะถกู สอบสวนในคดีอาญาเร่ืองใดเทา่ นนั้ ดงั นนั้ แม้เดมิ จะแจ้งข้อหาหนงึ่ แต่
เม่ือสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า การกระทาของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอ่ืน ก็ถือได้ว่ามีการ
สอบสวนในความผิดฐานดงั กล่าวมาแล้วแต่แรก ฉะนนั้ เม่ือคดีนีใ้ นชนั้ จับกุมและชนั้ สอบสวน
จะแจ้งข้อหาแก่จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวก ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ แต่เม่ือโจทก์เห็นว่า
พฤติการณ์การกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ กบั พวกเข้าองค์ประกอบความผิดฐาน
ร่วมกนั ปล้นทรัพย์ โจทก์ก็มีอานาจท่ีจะฟ้องจาเลยที่ ๒ และ ท่ี ๓ กบั พวกในความผิดฐานร่วมกนั
ปล้นทรัพย์ได้

ฎีกำท่ี ๑๑๐๕๙/๒๕๕๔ ฎ.๒๑๐๙ พนกั งานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จาเลยว่า ร่วมกันโดย
ใช้อบุ ายหลอกลวงพรากผ้เู ยาว์อายกุ วา่ ๑๕ ปี แตย่ งั ไม่เกิน ๑๘ ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพ่ือการ
อนาจาร แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้ แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙ อันเป็น
ข้อหาหลกั แม้ทางสอบสวนจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๘๔ ด้วยซึง่ เป็นข้อหาเพิ่มเติม ก็ถือว่า
ได้ สอบสวนในความผิดดังกล่าวโดยชอบแล้ ว เมื่อพนักงานสอบสวนได้ ทาการสอบสวน
ทงั้ ความผดิ ตามมาตรา ๒๘๔ และ ๓๑๙ ครบถ้วนแล้ว โจทก์ชอบที่จะฟ้องจาเลยในความผิดตาม
มาตรา ๒๘๔ ได้

ฎีกำท่ี ๑๘๑๖/๒๕๕๒ ฎ.๖๑๒ การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ เป็นเพียงขนั้ ตอน
หนึ่งของการสอบสวนเพื่อต้องการให้ผ้ตู ้องหารู้ตวั ก่อนว่าตนจะถูกสอบสวนในความผิดเรื่องใด
เร่ืองหนง่ึ เทา่ นนั้ หาได้หมายความวา่ พนกั งานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทกุ กระทงความผิดไม่ แม้
เดมิ จะแจ้งข้อหาวา่ กระทาความผิดฐานพรากผ้เู ยาว์ ๒ วนั แตเ่ ม่ือสอบสวนไปแล้วปรากฏวา่ การ
กระทาของผ้ตู ้องหาเป็นความผดิ อีก ๒ วนั ซงึ่ เป็นความผิดฐานเดยี วกนั แตเ่ พิ่มอีก ๒ กระทง ก็ถือ
ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอานาจฟ้องตาม
มาตรา ๑๒๐

ฎีกำท่ี ๓๙๗๘/๒๕๕๕ ฎ.๔๐๐ ป.วิ.อ. ไม่มีบทบญั ญตั หิ ้ามมิให้พนกั งานสอบสวนทาการ
สอบสวนในคดีท่ีตนมีส่วนได้เสีย ดงั นี ้แม้พนั ตารวจตรี ส. ผ้เู สียหายจะเป็นพนกั งานสอบสวนใน
คดีที่ตนเองเป็นผู้รับแจ้งข้อความอนั เป็นเท็จแก่เจ้าพนกั งาน ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบ
ด้วยกฎหมายแล้ว ทงั้ กรณีไมอ่ าจนา พ.ร.บ. วิธีปฏิบตั ริ าชการทางปกครองฯ มาใช้บงั คบั ได้เพราะ
มาตรา ๔ (๔) แห่ง พ.ร.บ. ดงั กล่าวมิให้ใช้บงั คบั แก่การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการ
ดาเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนพิจารณาคดี การบงั คบั คดแี ละการวางทรัพย์

ฎีกำท่ี ๓๘๘๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๘๒ การท่ี ส. ให้การต่อพนกั งานสอบสวนในคดี

267

ยกั ยอกทรัพย์นายจ้างว่าถูกจาเลยทัง้ สองกับพวกร่วมกันกรรโชกเอาเงินท่ี ส. ยักยอกมาจาก
นายจ้างไป ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพราะกลวั จาเลยทงั้ สองกบั พวกจะจบั ตวั สง่ เจ้าพนกั งานตารวจนนั้
การกระทาของจาเลยทงั้ สองกับพวกดงั กล่าวทาให้ ส. ได้รับความเสียหายโดยตรงในความผิด
ฐานกรรโชก โดยไม่จาต้องคานงึ ถึงวา่ เงินที่จาเลยทงั้ สองกบั พวกกรรโชกเอาไปนนั้ จะยงั เป็นของ
นายจ้างอยู่อีกหรือไม่ ส. จึงเป็นผู้เสียหายและมีอานาจร้องทุกข์ในความผิดฐานกรรโชกได้ แม้
ไม่ปรากฏในสานวนว่า ส. ได้แจ้งความร้องทุกข์โดยตรง แต่ความผิดฐานกรรโชกเป็นความผิด
ต่ออาญาแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่ห้ามพนักงานสอบสวนทาการสอบสวน โดยเม่ือ
มีความผิดอาญาตอ่ แผ่นดนิ เกิดหรืออ้างหรือเช่ือว่าได้เกิดขนึ ้ และก่อให้เกิดความเสียหายตามท่ี ส.
ให้การดงั กล่าว ยอ่ มเป็นหน้าท่ีโดยตรงของเจ้าพนกั งานตารวจที่ต้องสืบสวนจบั กมุ และสอบสวน
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๒๑ ไมว่ า่ ผ้เู สียหายจะได้ร้องทกุ ข์หรือกลา่ วโทษผ้กู ระทาผิด
หรือไมก่ ็ตาม ตอ่ มาเมื่อจาเลยทงั้ สองได้เข้ามอบตวั ตอ่ พนกั งานสอบสวนคดีนี ้มีการทาบนั ทกึ การ
เข้ามอบตวั และแจ้งข้อกล่าวหาระบวุ า่ ส. เป็นผ้กู ล่าวหาจาเลยทงั้ สองร่วมกบั พวกกรรโชกทรัพย์
พนกั งานสอบสวนได้แจ้งข้อกลา่ วหาและแจ้งสิทธิตา่ ง ๆ ตามท่ีกฎหมายกาหนดให้จาเลยทงั้ สอง
ทราบ พนกั งานสอบสวนคดีนีย้ ่อมมีอานาจสอบสวนในความผิดนีไ้ ด้ การสอบสวนคดีนีช้ อบด้วย
กฎหมาย

ฎีกำท่ี ๖๕๓๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๑๖ ความผิดฐานลกั ทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์
ฟ้องในคดีนีเ้ ป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดงั นัน้ แม้
ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้ องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอานาจสอบสวนคดีนีไ้ ด้ โดยไม่จาเป็นต้อง
มีคาร้ องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนัน้ หนังสือมอบอานาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่
จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง, มาตรา ๒๕๒ ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕) ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๒๑
ฎีกำท่ี ๕๕๒๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๔๖ ผ้ใู ดจะเป็นผ้ทู รงเช็คตามกฎหมายยอ่ มต้องถือ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔ ซงึ่ หมายถึงบคุ คลผ้มู ีตวั๋ เงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผ้รู ับเงินหรือ
เป็นผู้รับสลักหลังถ้าและเป็นตวั๋ เงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ถือก็นับว่าเป็นผู้ทรงเช่นกัน ดงั นนั้ ตาม
ข้อเท็จจริงท่ีปรากฏขณะท่ีธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจา่ ย ผ้ทู รงเช็คพิพาทในขณะนนั้ คือ พ. น. และ

268

จ. หาใช่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจากบุคคลทัง้ สามไม่ แม้บุคคลทัง้ สามจะมี
ความสมั พนั ธ์ในฐานะเป็นตวั แทนของโจทก์ร่วมในการรับเช็คพิพาทมาดงั ท่ีโจทก์ร่วมกล่าวอ้าง
ก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทาให้โจทก์ร่วมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อ
ปรากฏว่าขณะท่ีธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค
พิพาท โจทก์ร่วมจงึ ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค
ยอ่ มไม่มีอานาจร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวน ให้ดาเนินคดแี ก่จาเลยได้ โจทก์จงึ ไม่มีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๗๔๒๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๖๘ การร้องทกุ ข์แทนผ้เู สียหายซงึ่ เป็นนิตบิ ุคคล
จะต้องทาให้ถูกต้องตามข้อบงั คบั ของผู้เสียหายท่ีได้จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองการจด
ทะเบียนนิติบคุ คลของผ้เู สียหายระบวุ า่ พ. เป็นห้นุ สว่ นผ้จู ดั การแตเ่ พียงผ้เู ดียว และไมม่ ีข้อจากดั
อานาจห้นุ ส่วนผ้จู ดั การว่า หากจะกระทาแทนผ้เู สียหายจะต้องใช้ตราสาคญั ของผ้เู สียหายประทบั
ด้วย ดงั นนั้ พ. จึงมีอานาจดาเนินการหรือร้องทุกข์แทนผ้เู สียหายได้โดยไม่จาต้องใช้ตราสาคญั
ของผ้เู สียหายประทบั ลงในชอ่ งลายมือช่ือผ้กู ลา่ วหาในบนั ทกึ คาให้การของผ้รู ้องทกุ ข์ด้วย ถือได้วา่
พ. ร้องทุกข์ต่อพนกั งานสอบสวนแทนผ้เู สียหายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนกั งานสอบสวนย่อม
มีอานาจสอบสวนและพนกั งานอยั การโจทก์จงึ มีอานาจฟ้องคดีนี ้

ฎีกำท่ี ๓๗๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๓๐ บริษัท ย. ผู้เสียหาย ซ่ึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
ภาพยนตร์ได้มอบอานาจให้บริษัท ค. โดย พ. มีอานาจร้องทกุ ข์และดาเนินคดีแก่ผ้ลู ะเมิดลิขสิทธิ์
ภาพยนตร์ กับทงั้ ให้มีอานาจมอบอานาจช่วงให้ บคุ คลอ่ืนกระทาการดงั กล่าวแทนผ้เู สียหายได้
แสดงว่าผ้รู ับมอบอานาจจากผ้เู สียหาย คือบริษัท ค. มิใช่ พ. เชน่ นี ้พ. ในฐานะส่วนตวั จงึ ไม่อาจ
มอบอานาจชว่ งให้บคุ คลใดไปร้องทกุ ข์แทนผ้เู สียหายได้ การท่ี พ. มอบอานาจชว่ งให้ ป. ไปแจ้ง
ความร้องทกุ ข์ในฐานะท่ี พ. เองเป็นผ้รู ับมอบอานาจจากเจ้าของลิขสิทธ์ิ การแจ้งความร้องทกุ ข์
โดย ป. ตามท่ีได้รับมอบอานาจจาก พ. จึงเป็นการร้องทกุ ข์โดยมิชอบ เพราะกระทาไปโดยผ้ไู ม่มี
อานาจร้องทกุ ข์ ดงั นนั้ พนกั งานสอบสวนย่อมไมม่ ีอานาจสอบสวนในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.
ลิขสิทธิ์ ซงึ่ เป็นความผิดอนั ยอมความได้ พนกั งานอยั การโจทก์จงึ ไม่มีสิทธินาคดีมาฟ้องในข้อหา
ความผิดนีไ้ ด้ ปัญหาเร่ืองการสอบสวนและการฟ้องคดีชอบหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกบั ความสงบ
เรียบร้อย แม้ไมม่ ีคคู่ วามฝ่ายใดอทุ ธรณ์ขนึ ้ มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า
ระหวา่ งประเทศก็มีอานาจหยิบยกขนึ ้ วนิ จิ ฉัยได้เอง

269

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๒๓
ฎีกำท่ี ๔๘๑๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๘ อ. ได้รับเลือกตงั้ เข้าเป็นคณะกรรมการของ
โจทก์ร่วมโดยเป็นเลขานกุ าร เม่ือ อ. นาผลการตรวจสอบเข้าท่ีประชมุ โจทก์ร่วมมีมตมิ อบอานาจ
ให้ อ. เป็นผู้ดาเนินการร้ องทุกข์ดาเนินคดีแก่จาเลยจนกว่าคดีจะถึงท่ีสุด อ. ไปร้ องทุกข์ต่อ
พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดแี ก่จาเลย และให้รายละเอียดตอ่ พนกั งานสอบสวนตามข้อเท็จจริง
ท่ีตรวจสอบมา ดงั นี ้อ. ย่อมมีอานาจดาเนินการร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมแล้วตงั้ แต่วนั ที่ท่ีประชุม
โจทก์ร่วมมีมติให้ อ. เป็นผู้ดาเนินการ การมอบอานาจให้บุคคลใด ๆ ไปร้ องทุกข์นนั้ กฎหมาย
หาได้บงั คบั ว่า ต้องทาเป็นหนงั สือหรือไม่ เม่ือข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผ้เู สียหายได้มอบหมายให้ อ.
ไปร้องทกุ ข์เพ่ือดาเนินคดีแก่ผ้กู ระทาความผิดคดีนีจ้ ริง อ. ย่อมมีฐานะเป็นผ้แู ทนอ่ืน ๆ ของโจทก์
ร่วมที่จดั การแทนโจทก์ร่วมได้ตามนยั ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๓) การร้องทุกข์สามารถกระทาได้ด้วย
วาจาให้พนักงานสอบสวนบนั ทึกไว้ เม่ือเป็นการกระทาในขอบอานาจ แม้หนังสือมอบอานาจ
ลงวนั ท่ีภายหลัง ก็ไม่ทาให้ อ. ซ่ึงมีอานาจร้ องทุกข์แทนโจทก์ร่วมได้อยู่แล้วกลายเป็นผู้ท่ีไม่มี
อานาจร้องทกุ ข์แทนโจทก์ร่วมไปได้แตอ่ ย่างใด การร้ องทกุ ข์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา
๑๒๓ วรรคสอง พนกั งานสอบสวนและโจทก์จงึ มีอานาจสอบสวนและฟอ้ งคดนี ี ้
ข้อสังเกต คดีนี้เป็นการร้องทุกข์ด้วยวาจาตามมาตรา ๑๒๓ วรรคสาม การมอบอานาจก็ไม่ต้อง
ทาเป็นหนงั สือ แม้ต่อมาทาหนงั สือในภายหลงั ก็ถือว่าการร้องทุกข์ด้วยวาจาตง้ั แต่แรกชอบแล้ว
แต่ถ้าเป็นการมอบอานาจให้ร้องทุกข์เป็นหนงั สือ แล้วหนงั สือมอบอานาจไม่ชอบถือว่า
ไม่มีการร้องทกุ ข์ เช่น ฎีกาที่ ๖๗๙๕/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๒๒ แม้โจทก์จะมีหนงั สือมอบอานาจ
ของบริษัท จ. ผู้เสียหาย มาเป็นหลกั ฐานว่าผู้เสียหายมอบอานาจทอดที่ ๑ ให้ ค. เป็นผู้รับมอบ
อานาจดาเนินคดีแทนและให้มีอานาจมอบอานาจช่วงในทอดที่ ๒ ให้บริษัท พ. ดาเนินคดีแทน
กบั ระบใุ ห้บริษัท พ. มอบอานาจช่วงในทอดที่ ๓ ใหบ้ คุ คลอืน่ ดาเนินคดีแทนได้ กบั มีหนงั สือมอบ
อานาจของบริษัท พ. มาเป็นหลกั ฐานว่าบริษัท พ. ได้มอบอานาจในทอดที่ ๓ ให้ ณ. ไปร้องทกุ ข์
ต่อพนกั งานสอบสวนแทนผู้เสียหายได้ก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีหลกั ฐานการมอบอานาจในทอดที่ ๒
จาก ค. ว่า ค. ไดม้ อบอานาจใหบ้ ริษัท พ. หรือบคุ คลหน่ึงบคุ คลใดดาเนินคดีนี้แทนผู้เสียหาย แม้
โจทก์จะมี ณ. มาใหป้ ากคาต่อพนกั งานสอบสวนว่า ตนได้รับมอบอานาจจากบริษัท พ. ในฐานะ
ผู้รับมอบอานาจจาก ค. ก็ตาม แต่ก็เป็ นเพียงพยานหลักฐานของผู้มอบอานาจในทอดที่ ๓
เท่านน้ั ไม่ใช่หลกั ฐานการมอบอานาจในทอดที่ ๒ จึงรับฟังไม่ไดว้ ่า ค. ไดม้ อบอานาจในทอดที่ ๒
ใหแ้ ก่บริษัท พ. ดาเนินคดีนีแ้ ทน ดงั นนั้ ณ. ซึ่งไดร้ ับมอบอานาจช่วงจากบริษัท พ. จึงไม่มีอานาจ
ร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบ อนั เป็นผลให้การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบ

270

ไปด้วยตาม พ.ร.บ. จัดตง้ั ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา ๒๖
ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง, ๑๒๐ โจทก์จึงไม่มีอานาจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๗๙๗๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๐ หนงั สือขอแจ้งความร้องทกุ ข์กรณีมีการละเมิด
ลขิ สิทธ์ิมีข้อความปรากฏอยวู่ ่า “... บริษัท อ. ได้รับความเสียหาย โดยปรากฏพบผ้กู ระทาความผิด
ดงั กล่าว ณ สถานที่ดงั นี ้... (๗) อาเภอกุยบุรี ... จึงขอร้องทุกข์ต่อท่านเพ่ือโปรดจดั กาลงั เจ้าหน้าที่
ตารวจไปทาการสืบสวน ตรวจค้น จบั กุมผู้กระทาความผิดดงั กล่าวข้างต้น เพื่อดาเนินคดีตาม
กฎหมาย...” ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาว่ามี
ผ้กู ระทาความผิดขึน้ ลกั ษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนนั้ ได้กระทาลง ซึ่งกระทาให้
เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมมีความประสงค์ท่ีจะให้ผ้กู ระทาความผิดได้รับโทษ
จงึ เป็นคาร้องทกุ ข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๓ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๔๕๖๐/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๕ แม้ในเบือ้ งต้นโจทก์ร่วมท่ี ๑ ได้แจ้งความต่อ
พนกั งานสอบสวนไว้เป็นหลกั ฐาน ตามสาเนารายงานประจาวนั เกี่ยวกบั คดี แตห่ ลงั จากนนั้ โจทก์
ร่วมที่ ๑ ไปให้การตอ่ พนกั งานสอบสวนพร้อมกบั ร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยฐานฉ้อโกงรถคนั
ดงั กล่าว ตามบนั ทึกคาให้การของผ้รู ้องทกุ ข์ผ้กู ล่าวโทษหรือพยาน ซึ่งในการร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งาน
สอบสวนนนั้ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๓ วรรคสาม บญั ญัติวา่ คาร้องทกุ ข์จะทาเป็นหนงั สือหรือร้องด้วย
ปากก็ได้ ถ้าเป็นหนงั สือต้องมีวนั เดือนปีและลายมือชื่อของผ้รู ้องทกุ ข์ ถ้าร้องด้วยปาก ให้พนกั งาน
สอบสวนบนั ทกึ ไว้ ลงวนั เดือนปีและลงลายมือช่ือผ้บู นั ทกึ กบั ผ้รู ้องทกุ ข์ในบนั ทกึ นนั้ เมื่อพิจารณา
บนั ทึกคาให้การของผ้รู ้องทกุ ข์ผ้กู ล่าวโทษ หรือพยาน ระบวุ า่ วนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๕๔ โจทก์ร่วม
ท่ี ๑ ไปให้การต่อพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเขาสมิงพร้อมกับร้องทุกข์ให้ดาเนินคดีแก่
จาเลยฐานฉ้อโกงรถ โดยในคาให้การดงั กลา่ วปรากฏช่ือและที่อยขู่ องโจทก์ร่วมท่ี ๑ ในฐานะผ้รู ้อง
ทกุ ข์ ลกั ษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดนนั้ ได้กระทาลง ความเสียหายที่ได้รับ
และช่ือหรือรูปพรรณของผ้กู ระทาผิดเทา่ ท่ีจะบอกได้ เข้าลกั ษณะเป็นคาร้องทกุ ข์ ตามท่ีบญั ญตั ไิ ว้
ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) ประกอบมาตรา ๑๒๓ แล้ว พนกั งานสอบสวนจงึ มีอานาจสอบสวนและ
พนกั งานอยั การจงึ มีอานาจฟอ้ งคดนี ี ้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๐ ตามลาดบั

ฎีกำท่ี ๘๗๒๖/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๙๖ โจทก์ร่วมแจ้งความต่อร้ อยตารวจเอก ว.
ครัง้ แรกหลงั เกิดเหตเุ พียง ๓ วนั แม้พนกั งานสอบสวนจะบนั ทกึ การแจ้งไว้ในแบบบนั ทกึ ประจาวนั
แจ้งไว้เป็นหลักฐาน แต่ข้อความที่บันทึกการแจ้งแสดงเจตนาว่า โจทก์ร่วมต้องการให้เอาตัว
ผ้กู ระทาความผิดมารับโทษ จงึ เป็นคาร้องทกุ ข์ตามกฎหมาย คดีโจทก์จงึ ไมข่ าดอายคุ วาม

ฎีกำท่ี ๖๖๔๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๐๗ ความผิดฐานหม่ินประมาทตาม ป.อ. มาตรา

271

๓๒๖ และ ๓๒๘ เป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๓ พนกั งานสอบสวนจะทา
การสอบสวนได้ตอ่ เมื่อมีคาร้องทกุ ข์ตามระเบียบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง แตข่ ้อความ
ในรายงานประจาวันรับแจ้งเป็นหลกั ฐาน ระบุแต่เพียงว่าผู้เสียหายทงั้ สามมาแจ้งความไว้เป็น
หลกั ฐานเพื่อจะได้นาเสนอผ้บู งั คบั บญั ชาระดบั สงู เพ่ือพิจารณาตอ่ ไป จึงมิใช่เป็นการมอบคดีให้
พนกั งานสอบสวนดาเนินการตามกฎหมาย ไม่เป็นคาร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๗) เพราะ
ขณะแจ้งยงั มิได้มีเจตนาจะให้ผู้กระทาความผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนีต้ ่อมา
ภายหลงั จึงเป็นการไมช่ อบ พนกั งานอยั การไม่มีอานาจฟ้องจาเลยในฐานความผิดดงั กล่าวตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๒๖
คำส่ังศำลฎีกำท่ี ๓๗๒/๒๕๔๙ ฎ.๑๐๘๗ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๒ ซ่ึงเป็นความผิดอันยอมความได้ และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง บญั ญัติให้
สิทธิแก่ผ้รู ้องทกุ ข์ท่ีจะถอนคาร้องทกุ ข์เสียเม่ือใดก็ได้ สิทธิถอนคาร้องทกุ ข์ในความผิดฐานยกั ยอก
ถือเป็นสิทธิเก่ียวกับทรัพย์สิน ถ้ าผู้ร้องทุกข์ตาย สิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องใน
ฐานะผ้จู ดั การมรดกของผ้เู สียหายซ่ึงมีสิทธิและหน้าท่ีตามกฎหมาย จึงมีสิทธิถอนคาร้องทกุ ข์ได้
แม้คดีอยรู่ ะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และเม่ือมีการถอนคาร้องทกุ ข์โดยชอบด้วยกฎหมาย
สิทธินาคดอี าญามาฟอ้ งของโจทก์ยอ่ มระงบั ไปตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๒)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๑
ฎีกำท่ี ๗๘๘๖/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๑๙ ไม่มีกฎหมายบญั ญัติห้ามมิให้พนกั งานสอบสวนทา
การสอบสวนพยานที่ผ้ตู ้องหานามาให้ถ้อยคาตอ่ พนกั งานสอบสวน ทงั้ ไมม่ ีกฎหมายบญั ญตั หิ ้าม
มิให้ผ้ตู ้องหานาพยานไปให้ถ้อยคาตอ่ พนกั งานสอบสวน ดงั นนั้ การท่ีพนกั งานสอบสวนทาการ
สอบสวนพยานโจทก์ซงึ่ เป็นพยานท่ีผ้ตู ้องหานาไปให้การตอ่ พนกั งานสอบสวนจงึ รับฟังได้
ข้อสังเกต ตามมาตรา ๑๓๑ ใหพ้ นกั งานสอบสวนรวบรวมพยานหลกั ฐานทกุ ชนิดเพือ่ พิสูจน์ให้
เห็นความผิดหรือความบริสทุ ธ์ิของผตู้ ้องหา
ฎีกำท่ี ๘๖๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๖ จาเลยขอแสดงความบริสุทธ์ิใจด้วยการขอให้
พนักงานสอบสวนหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ แต่พนักงานสอบสวนไม่ดาเนินการให้ซ่ึงเป็น
ดลุ พินิจของพนกั งานสอบสวนและโจทก์ในการปฏิบตั หิ น้าที่ เม่ือเห็นว่าพยานหลกั ฐานท่ีรวบรวม

272

ไว้เพียงพอแล้วจึงสรุปสานวนความเห็นสง่ั ฟ้องจาเลย การสอบสวนจึงชอบแล้ว ส่วนที่จาเลยเห็น
ว่าควรจะต้องมีการตรวจหาสารพันธุกรรม เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ดาเนินการให้ จาเลย
ก็สามารถดาเนินการให้มีการตรวจหาสารดงั กล่าวเองได้ การที่ไม่มีการตรวจหาสารพนั ธุกรรม
จงึ ไมม่ ีผลทาให้การสอบสวนไมช่ อบแตอ่ ยา่ งใด
ข้อสังเกต แม้มาตรา ๑๓๑ ให้พนกั งานสอบสวนรวบรวมพยานหลกั ฐานทกุ ชนิดเพื่อพิสูจน์ให้
เห็นความผิดหรือความบริสทุ ธ์ิของผูต้ อ้ งหา แต่การทีพ่ นกั งานสอบสวนไม่รวบรวมพยานหลกั ฐาน
ทีอ่ าจพิสูจน์ความบริสทุ ธิ์ของผตู้ อ้ งหา ก็ไม่ทาใหเ้ ป็นการสอบสวนไม่ชอบ

ฎีกำท่ี ๓๓๓๔/๒๕๕๘ ฎ.๔๗๖ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๑ ถึงมาตรา ๑๓๔ การสอบสวน
คดีเป็ นอานาจหน้ าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะสืบหาพยานหลักฐานมาประกอบในการ
ดาเนนิ คดีตามท่ีได้รับแจ้ง และเป็นดลุ พินิจของพนกั งานสอบสวนที่จะเรียกบคุ คลใดมาเป็นพยาน
หรือหมายเรียกเอกสารท่ีเกี่ยวข้องมาเป็นพยาน การที่พนกั งานสอบสวนสอบปากคาและรวบรวม
พยานหลักฐานแล้ วมี ความเห็นควรส่ังฟ้ องจาเลยในข้ อหาตามท่ี แจ้ งข้ อกล่าวหาเนื่ องจาก
ผ้เู สียหายยืนยนั ว่าบุคคลที่ระบไุ ว้ในอีเมลเข้าใจได้ว่าเป็นผ้เู สียหาย โดยไม่ได้สืบสวนสอบสวน
พยานหลกั ฐานอ่ืนอีก ยอ่ มเป็นดลุ พนิ ิจของพนกั งานสอบสวน การสอบสวนชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๔๑๗๑/๒๕๕๗ ฎ.๒๖๐๑ จาเลยเรียกเงินจาก น. กับ ส. โดยแอบอ้างว่าจะนา
เงินไปให้พนกั งานอยั การเจ้าของสานวนทาความเห็นไม่คดั ค้านการขอปล่อยตวั ชวั่ คราวของ น.
โดยมี ส. เป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากจาเลยและอัยการเจ้าของสานวนโดยตรง ส. จึงรู้ว่า
จาเลยเรียกร้องเงินโดยแอบอ้างว่าจะนาไปให้อยั การเจ้าของสานวนชว่ ยเหลือไม่คดั ค้านการขอ
ปลอ่ ยตวั ชว่ั คราวของ น. ส. จึงสามารถกลา่ วหาตอ่ พนกั งานสอบสวนถึงความผิดท่ีเกิดขนึ ้ อนั มี
ลกั ษณะเป็นคากลา่ วโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๘) แม้ขณะ ส. ให้ปากคาตอ่ พนกั งานสอบสวน
จะมี อ. อยั การเจ้าของสานวนร่วมรับฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แตใ่ นการถามปากคาพนกั งานสอบสวน
ก็ต้องปฏิบตั ติ ามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายวา่ ด้วยพยานบคุ คลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง
ส่วน อ. จะมาแจ้งคาร้องทกุ ข์ในภายหลงั พนกั งานสอบสวนก็ต้องถามปากคาตามบทกฎหมาย
เดียวกัน ทัง้ นีเ้ พ่ือรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทาได้เพ่ือประสงค์จะทราบ
ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในอันจะพิสจู น์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธ์ิของผ้ตู ้องหา
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๑ เม่ือ ส. กบั อ. ไปให้ถ้อยคาด้วยความเตม็ ใจ การสอบสวนของพนกั งาน
สอบสวนจงึ ชอบด้วยกฎหมาย

273

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๓
ฎีกำที ๓๔๑๙/๒๕๕๙ ฎ.๘๓๒ พนกั งานสอบสวนไมป่ ฏิบตั ใิ ห้ถกู ต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๓๓ วรรคส่ี ท่ีต้องให้พนกั งานสอบสวนซ่งึ เป็นหญิงเป็นผ้สู อบสวน เว้นแตผ่ ้เู สียหายท่ี ๑ ซ่ึงเป็น
เด็กหญิงยินยอมหรือมีเหตจุ าเป็นอย่างอ่ืนและให้บนั ทึกความยินยอมและเหตจุ าเป็นนนั้ ไว้ แม้
เป็นการไมช่ อบ แตก่ ็ไม่มีผลทาให้การสอบสวนเสียไปทงั้ หมดและถือเทา่ กับไม่มีการสอบสวนใน
ความผิดนนั้ มาก่อนอนั จะทาให้พนกั งานอยั การไม่มีอานาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ โจทก์
จงึ มีอานาจฟ้อง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๓ ทวิ
ฎีกำท่ี ๓๔๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๖๗ ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับ
อนญุ าตจากเจ้าพนกั งานอนั เป็นความผิดตอ่ พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นความผิดอ่ืนซ่ึงกฎหมาย
มิได้บงั คบั ว่าพนกั งานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนกั งาน
อัยการเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบ
มาตรา ๑๓๓ ทวิ แตอ่ ยา่ งใด ประกอบกบั ผ้ตู ้องหาไม่ได้ต้องการให้บุคคลดงั กลา่ วเข้าร่วมในการ
สอบปากคา ในชนั้ สอบสวนจาเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาทัง้ ยงั ให้ข้อเท็จจริงว่า
คืนเกิดเหตุจาเลยได้ ร่ วมแข่งรถด้ วยและหลังการแข่งขันมี เจ้ าพนักงานตารวจเข้ าจับกุมซ่ึง
สอดคล้องกับคาให้การของจาเลยในบนั ทึกคาให้การชัน้ สอบสวน ข้อเท็จจริงประกอบคารับ
สารภาพของจาเลยท่ีให้ ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคาให้ การชัน้ สอบสวนจึงเป็ น
พยานหลกั ฐานที่พิสจู น์ความผิดของจาเลยได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖ ศาลจึงนาคารับสารภาพ
ในชนั้ สอบสวนของจาเลยดงั กล่าวมาฟังประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนของโจทก์เพื่อลงโทษจาเลยได้
ข้อสังเกต เป็นทีถ่ กเถียงกนั ในทางวิชาการมานานว่า ความผิดอืน่ นอกจากที่บญั ญตั ิไว้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ พนกั งานสอบสวนตอ้ งจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คม
สงเคราะห์และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กหรือไม่ ทงั้ ที่ตอนร่าง
กฎหมาย ผรู้ ่างกฎหมายไม่ตอ้ งการใหพ้ นกั งานสอบสวนจดั ใหม้ ีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์
และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็ก เพื่อแก้ปัญหาคดีเด็กกระทาผิด
เกี่ยวกับยาเสพติดซ่ึงมีมากมายจนเป็ นข้อขัดข้องของพนกั งานสอบสวนที่จะทาการสอบสวนให้
แล้วเสร็จไปโดยรวดเร็ว สภาฯ จึงแก้ไขข้อความตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ จากดั ความผิดบางฐานเท่านน้ั
ที่การถามปากคาเด็กให้พนกั งานสอบสวนจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งาน

274

อยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาเด็ก จากเดิมที่ต้องมีในคดีทุกประเภท แต่ก็มีนกั วิชาการบางท่าน
เห็นว่าพนกั งานสอบสวนยงั ต้องจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งานอยั การเข้า
ร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กทุกคดี แม้จะเป็นความผิดที่ไม่ได้บญั ญัติไว้ตามมาตรา
๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ในที่สุดศาลฎีกาก็ตดั สินออกมาเป็ นบรรทดั ฐานแล้ว
ว่า ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนญุ าตจากเจ้าพนกั งาน เป็ นความผิดอื่นซ่ึงกฎหมาย
มิได้บงั คบั ว่าพนกั งานสอบสวนต้องจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งานอยั การ
เข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓
ทวิ แต่อย่างใด คงตอ้ งถือตามฎีกานีใ้ นการปฏิบตั ิหนา้ ทีแ่ ละการสอบทกุ สนาม

ฎีกำท่ี ๒๑๓๒/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๕ บทบญั ญัติตามมาตรา ๑๓๔ ตรี (ปัจจบุ นั มาตรา
๑๓๔/๒) ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคห้า แหง่ ป.วิ.อ. ใช้บงั คบั สาหรับกรณีผ้ตู ้องหาอายไุ มเ่ กิน
สิบแปดปีในขณะท่ีจะมีการสอบปากคา เมื่อปรากฏวา่ ขณะท่ีพนกั งานสอบสวนถามปากคาของ
จาเลยในฐานะผู้ต้องหา จาเลยมีอายุเกินสิบแปดปีแล้ว การสอบปากคาจาเลยของพนักงาน
สอบสวนจึงไมจ่ าเป็นต้องมีนกั จิตวิทยา นกั สงั คมสงเคราะห์ บุคคลท่ีจาเลยในฐานะผ้ตู ้องหาร้อง
ขอ และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการถามปากคาจาเลยแตอ่ ย่างใด แม้ขณะเกิดเหตจุ าเลยจะมี
อายไุ มเ่ กินสิบแปดปี

พนกั งานสอบสวนไม่จาต้องสอบถามเร่ืองทนายความตามมาตรา ๑๓๔ ทวิ (ปัจจุบนั
มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง) ก่อนเริ่มถามคาให้การผ้ตู ้องหา ถ้าขณะเร่ิมถามคาให้การผู้ต้องหา
ผ้ตู ้องหามีอายเุ กินสบิ แปดปีแล้ว แม้ขณะกระทาความผิดผ้ตู ้องหาจะมีอายไุ มเ่ กินสบิ แปดปี

การนาชีท้ ี่เกิดเหตปุ ระกอบการดาเนินคดีนี ้เป็นการดาเนินการก่อนการสอบสวนผ้ตู ้องหา
ไม่ใช่การสอบถามปากคาและมิใช่การชีต้ วั ผู้ต้องหาซ่ึงมีบทบญั ญัติของกฎหมายโดยเฉพาะ
จึงไม่จาเป็ นต้ องนาบทบัญ ญัติว่าด้ วยการสอบสวนผ้ ูต้ องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี ตามมาตรา
๑๓๔ ตรี (ปัจจบุ นั มาตรา ๑๓๔/๒) ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บงั คบั

ฎีกำท่ี ๖๔๗/๒๕๔๙ ฎ.๑๕๕ แม้ในขณะที่พนกั งานสอบสวนนาตวั จาเลยไปนาชีท้ ี่เกิด
เหตกุ ็ไม่มีบคุ คลตา่ ง ๆ ตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ อย่ดู ้วย กบั ไม่มีการบนั ทึกภาพและเสียงของจาเลย
ขณะให้ ปากคาต่อพนักงานสอบสวน แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ ใช้ บังคับเฉพาะกรณี
สอบปากคาจาเลยเท่านนั้ ไม่ได้ใช้บงั คบั ในการรวบรวมพยานหลกั ฐานอ่ืน ๆ ด้วย การสอบสวน
จงึ ชอบแล้ว

275

ฎีกำที ๑๕๑๒/๒๕๕๙ ฎ.๖๑๖ ในชนั้ พิจารณาแม้โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างเพียงบนั ทึก
คาให้การของเดก็ ชาย ว. และเดก็ ชาย ศ. เป็นพยาน ไมไ่ ด้สง่ บนั ทกึ ภาพและเสียงการถามปากคา
เป็นพยานหลกั ฐานก็ตาม เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคสอง มิได้บญั ญัติให้โจทก์และโจทก์
ร่วมทัง้ สองส่งบนั ทึกภาพและเสียงการถามปากคาเป็นพยานหลักฐานต่อศาล โจทก์ ก็มีสิทธิ
นาเดก็ ชาย ว. และเดก็ ชาย ศ. มาเป็นพยานเบกิ ความตอ่ ศาลได้

สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พนักงานสอบสวนมี
อานาจให้ทาการตรวจพิสจู น์บุคคล วตั ถหุ รือเอกสารใด ๆ โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๓๑/๑ ซ่ึงจาเลยมิได้นาสืบว่าวิธีการที่พนกั งานสอบสวนให้ผ้เู ช่ียวชาญตรวจหาดีเอ็นเอ
ท่ีขวดนา้ ส้มของกลางโดยการใช้ไม้พนั สาลีเช็ดขวดนา้ ส้มของกลางส่งไปให้ผ้เู ชี่ยวชาญตรวจนนั้
ไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนี ้ ผลการตรวจของผู้เชี่ยวชาญเป็ นพยานหลักฐานทาง
วิทยาศาสตร์ได้ตามบทบญั ญตั ิดงั กลา่ ว

คาของร้ อยตารวจเอก ค. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทัง้ สองที่เบิกความว่า พยานไป
ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล ศ. ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไม่พบภาพของจาเลยและ ก.
ตามท่ี ก. อ้างวา่ จาเลยและ ก. ไปเย่ียมญาตทิ ่ีโรงพยาบาลดงั กลา่ ว เป็นข้อเท็จจริงท่ีพยานรับรู้มา
ด้วยตนเอง ไมใ่ ชพ่ ยานบอกเลา่ และไมใ่ ชข่ ้อเทจ็ จริงที่ได้จากการตอบคาถามค้านของโจทก์

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๓ ตรี
ฎีกำท่ี ๒๘๓๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๖ มาตรา ๑๓๓ ตรี หาใช่บทบัญญัติที่บังคับให้
พนกั งานสอบสวนต้องจดั ให้มีการชีต้ วั ทกุ คดไี ม่ กรณีเป็นดลุ พนิ จิ ของพนกั งานสอบสวนท่ีจะจัดให้
มีการชีต้ วั หรือไม่ก็ได้ เพียงแตว่ ่าหากจดั ให้มีการชีต้ วั ต้องดาเนินการตามที่กฎหมายบญั ญัติ เมื่อ
คดีนีพ้ นักงานสอบสวนไม่ได้จดั ให้มีการชีต้ ัว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องดาเนินการตามท่ีกฎหมาย
บญั ญตั ไิ ว้ การสอบสวนจงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

276

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๔
ฎีกำท่ี ๒๘๑๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๕ ในวนั ท่ีจาเลยเข้ามอบตวั พนักงานสอบสวน
ถามช่ือและรายละเอียดเก่ียวกบั ตวั จาเลยกบั แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทาความผิด ข้อหา
ความผิด และสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมายให้จาเลยทราบ ทัง้ จัดหาทนายให้จาเลย จาเลย
ให้การปฏิเสธและขอให้การรายละเอียดในชนั้ ศาล พนกั งานสอบสวนบนั ทึกคาให้การนนั้ ไว้เช่นนี ้
ย่อมไม่มีเหตุผลและความจาเป็นใดท่ีพนักงานสอบสวนจะต้องนัดสอบสวนอีก เพราะไม่มี
ข้อเท็จจริงอ่ืนใดที่จะได้ความเพิ่มเตมิ จากการสอบสวนจาเลย การกระทาของพนกั งานสอบสวน
ดงั นีเ้ป็นการปฏิบตั ติ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ วรรคหนงึ่ , ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง กบั ๑๓๔/๔ และเป็น
การสอบสวนจาเลยในข้อหาความผิดท่ีได้แจ้งโดยชอบแล้ว

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๔/๑
ฎีกำท่ี ๓๔๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๖๗ ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับ
อนญุ าตจากเจ้าพนกั งานอนั เป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นความผิดอื่นซ่ึงกฎหมาย
มิได้บงั คบั ว่าพนกั งานสอบสวนต้องจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงาน
อัยการเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบ
มาตรา ๑๓๓ ทวิ แตอ่ ยา่ งใด ประกอบกบั ผ้ตู ้องหาไม่ได้ต้องการให้บุคคลดงั กล่าวเข้าร่วมในการ
สอบปากคา ในชนั้ สอบสวนจาเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาทัง้ ยังให้ข้อเท็จจริงว่า
คืนเกิดเหตุจาเลยได้ ร่ วมแข่งรถด้ วยและหลังการแข่งขันมี เจ้ าพนักงานตารวจเข้ าจับกุมซ่ึง
สอดคล้องกับคาให้การของจาเลยในบนั ทึกคาให้การชัน้ สอบสวน ข้อเท็จจริงประกอบคารับ
สารภาพของจาเลยท่ีให้ ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคาให้ การชัน้ สอบสวนจึงเป็ น
พยานหลกั ฐานที่พิสจู น์ความผิดของจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ศาลจงึ นาคารับสารภาพ
ในชนั้ สอบสวนของจาเลยดงั กล่าวมาฟังประกอบพยานหลกั ฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจาเลยได้
ข้อสังเกต เป็นทีถ่ กเถียงกนั ในทางวิชาการมานานว่า ความผิดอืน่ นอกจากทีบ่ ญั ญตั ิไว้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ พนกั งานสอบสวนตอ้ งจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คม
สงเคราะห์และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กหรือไม่ ทง้ั ที่ตอนร่าง
กฎหมาย ผรู้ ่างกฎหมายไม่ต้องการใหพ้ นกั งานสอบสวนจดั ใหม้ ีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์
และพนกั งานอยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็ก เพือ่ แก้ปัญหาคดีเด็กกระทาผิด
เกี่ยวกับยาเสพติดซ่ึงมีมากมายจนเป็ นข้อขัดข้องของพนกั งานสอบสวนที่จะทาการสอบสวนให้

277

แล้วเสร็จไปโดยรวดเร็ว สภาฯ จึงแก้ไขขอ้ ความตามมาตรา ๑๓๓ ทวิ จากดั ความผิดบางฐานเท่านน้ั
ที่การถามปากคาเด็กให้พนกั งานสอบสวนจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งาน
อยั การเข้าร่วมในการสอบปากคาเด็ก จากเดิมที่ตอ้ งมีในคดีทุกประเภท แต่ก็มีนกั วิชาการบางท่าน
เห็นว่าพนกั งานสอบสวนยงั ตอ้ งจดั ใหม้ ีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งานอยั การเข้า
ร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กทุกคดี แม้จะเป็นความผิดที่ไม่ได้บญั ญัติไว้ตามมาตรา
๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหน่ึง ในที่สุดศาลฎีกาก็ตดั สินออกมาเป็ นบรรทดั ฐานแล้ว
ว่า ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนกั งาน เป็ นความผิดอื่นซ่ึงกฎหมาย
มิได้บงั คบั ว่าพนกั งานสอบสวนต้องจดั ให้มีนกั จิตวิทยาหรือนกั สงั คมสงเคราะห์และพนกั งานอยั การ
เข้าร่วมในการสอบปากคาผู้ต้องหาซ่ึงเป็นเด็กตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓
ทวิ แต่อย่างใด คงตอ้ งถือตามฎีกานีใ้ นการปฏิบตั ิหนา้ ทีแ่ ละการสอบทกุ สนาม

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๓๔/๔
ฎีกำท่ี ๑๑๓๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๕๒ คดีมีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคาให้การ
ของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซ่ึงเป็นสิทธิเด็ดขาดของ
ผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เม่ือพนักงานสอบสวน
สอบถามแล้วผ้ตู ้องหาไมม่ ีทนายความ เป็นหน้าท่ีของพนกั งานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่
ผ้ตู ้องหา ตามบนั ทึกคาให้การของผ้ตู ้องหา พนกั งานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จาเลย
ทราบแล้ว และสอบถามเรื่องทนายความหรือผ้ทู ี่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จาเลยให้การ
ปฏิเสธไม่ต้องการทนายความหรือผ้ทู ่ีไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนกั งานสอบสวนได้ทาการ
สอบสวนโดยไมไ่ ด้จดั หาทนายความให้จาเลย ตามคาให้การดงั กลา่ วจาเลยไมข่ อให้การโดยจะไป
ให้การในชนั้ ศาล การที่พนกั งานสอบสวนทาการสอบสวนดังกล่าวเป็นการไมป่ ฏิบตั ิตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แตใ่ นบทบญั ญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บญั ญัตไิ ว้เพียงวา่ ถ้อยคา
ใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหน่ึง หรือก่อนท่ีจะ
ดาเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิสูจน์ความผิดของผ้นู นั้ ไมไ่ ด้
ฉะนนั้ แม้พนกั งานสอบสวนจะไม่ได้จดั หาทนายความให้จาเลย ก็ไม่ทาให้การสอบสวนไม่ชอบ
แตอ่ ยา่ งใด เม่ือมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง
ฎีกำท่ี ๑๔๑๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๓ เม่ือเจ้าพนกั งานตารวจเห็นสภาพไฟไหม้รถยนต์
คนั เกิดเหตุอย่างรุนแรงและดบั ไฟยากอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะที่บริเวณเบาะท่ีนง่ั และท่ีวางเท้า

278

ด้านหน้าซ้ายข้างคนขบั ซึ่งพบศพไม่ทราบว่าเป็นศพผ้ใู ด ประกอบกับการตรวจสอบสภาพรถยนต์
และบริเวณท่ีเกิดเหตไุ ม่พบร่องรอยอบุ ตั เิ หตุ แตพ่ บวา่ ฝากระโปรงหลงั ของรถยนต์เปิด เบรกมืออยู่
ในสภาพยกขนึ ้ จนสดุ และพบแกลลอนบรรจนุ า้ มนั เชือ้ เพลิงหา่ งจากรถยนต์ประมาณ ๑๐ เมตร จงึ
สงสยั ว่าเป็นคดีฆาตกรรมมิใช่อุบตั ิเหตุ เมื่อจาเลยที่ ๑ มาพบเจ้าพนกั งานตารวจและแจ้งว่าศพ
ผ้ตู ายเป็นจาเลยที่ ๒ เจ้าพนกั งานตารวจจงึ สงสยั วา่ จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ น่าจะมีส่วนเก่ียวข้องกับ
คดีนีด้ ้วย จึงทาการสืบสวนหาตวั จาเลยที่ ๒ พบจาเลยท่ี ๒ จึงเชิญตวั มาสอบปากคาและในวนั
เดยี วกนั ได้เชญิ ตวั จาเลยท่ี ๑ มาสอบปากคาด้วย การท่ีเจ้าพนกั งานตารวจเชิญตวั จาเลยท่ี ๑ กบั
ท่ี ๒ มาสอบปากคาโดยมิได้แจ้งข้อกล่าวหาและทาบนั ทึกการจับกุมก็เน่ืองจากเจ้าพนักงาน
ตารวจยงั ไม่ทราบแน่ชดั ว่าเป็นอบุ ตั ิเหตหุ รือคดีฆาตกรรม ศพผ้ตู ายเป็นผ้ใู ด กบั จาเลยที่ ๑ และท่ี
๒ เป็นผู้กระทาความผิดหรือไม่ จึงเป็นการเชิญตวั จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ มาสอบปากคาในฐานะ
ผ้ใู ห้ถ้อยคา ไม่ใช่การจบั กมุ มาสอบปากคาในฐานะผ้ตู ้องหา พนกั งานสอบสวนจึงไม่จาต้องแจ้ง
สิทธิของผ้ตู ้องหาก่อน การสอบสวนและบนั ทึกคาให้การผ้ใู ห้ถ้อยคาจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ จงึ ชอบ
ด้วยกฎหมาย ส่วนการสอบสวนหลังจากที่พนักงานสอบสวนทราบแน่ชดั แล้วว่าผ้ตู ายเป็นผู้ใด
และผ้ใู ดเป็นผ้กู ระทาความผิด ก็ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิผ้ตู ้องหา สอบปากคาจาเลยท่ี
๑ และที่ ๒ และทาบนั ทกึ การจบั กมุ ในฐานะผ้ตู ้องหา จงึ ชอบด้วยกฎหมายเชน่ กนั

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๔๑
ฎีกำท่ี ๑๓๘๔๙/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๑๓ ในวนั ท่ีโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ไมไ่ ด้นาตวั จาเลย
มาศาล โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชนั้ ต้นฉบับลงวนั ที่ ๑๔ ตุลาคม
๒๕๕๒ ว่า จาเลยเป็นบุคคลคนเดียวกนั กับจาเลยในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี อ.๕๔๒๕/๒๕๕๒
ของศาลชนั้ ต้นและจาเลยมีพฤตกิ ารณ์หลบหนี ซ่งึ คดีดงั กล่าวศาลได้มีคาสงั่ ให้ออกหมายจบั และ
ปรับนายประกนั แล้ว แม้คดีนีโ้ จทก์ย่ืนฟ้องจาเลยตอ่ ศาลเดียวกนั แตเ่ มื่อเป็นการฟ้องตา่ งคดีและ
โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพ่ือให้ได้ตวั จาเลยดังกล่าวมาตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๔๑ วรรคสี่ โจทก์จงึ ย่ืนฟ้องคดีนีโ้ ดยไมม่ ีตวั จาเลยมาศาลและอ้างวา่ จาเลยอยใู่ นอานาจศาลใน
คดนี ีแ้ ล้วด้วยหาได้ไม่
ข้อสังเกต คดีนี้จาเลยหลบหนีจนศาลปรับนายประกนั แล้วโจทก์จึงยืน่ ฟ้อง ถือว่าไม่มีตวั จาเลย
อยู่ในอานาจศาลแล้ว แต่ถ้าอยู่ระหว่างปล่อยชวั่ คราวโดยยงั ไม่ผิดสญั ญาประกนั ไม่ว่าจะเป็ น
ศาลนี้หรือศาลอืน่ ถือว่าจาเลยถูกขงั โดยหมายของศาลตามบทบญั ญตั ิในมาตรา ๘๗ และอยู่ใน

279

อานาจศาลที่จะเรียกตวั จาเลยจากนายประกนั ได้ กรณีจึงไม่เข้าหลกั เกณฑ์ตามมาตรา ๑๔๑
วรรคสี่ ที่บัญญัติให้พนักงานอัยการมีหน้าที่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวจาเลยมา
เพราะไม่ใช่กรณีที่จับตัวจาเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่จาต้องส่งตัวจาเลยมาพร้อมกับฟ้อง (ฎีกาที่
๒๗๔๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๖)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๔๗
ฎีกำท่ี ๘๗๘/๒๕๕๐ ฎ.๑๒๔๙ พนกั งานอยั การมีคาสง่ั ไม่ฟ้องในคดีแรกเน่ืองจากมีการ
แจ้ งให้ จาเลยออกจากที่ ดินพิ พ าทไม่ครบตาม ระเบียบของคณ ะกรรมการจัดท่ี ดินแห่งชาติ
พนักงานอัยการยังมิได้วินิจฉัยเนือ้ หาสาระสาคัญแห่งคดี อีกทัง้ การท่ีจาเลยยังคงยึดถือ
ครอบครองอยใู่ นท่ีดนิ พิพาทเป็นความผดิ ใหม่ท่ีตอ่ เนื่องกนั มา ทางอาเภอจงึ ได้แจ้งความร้องทกุ ข์
และมีการสอบสวนดาเนินคดีใหมแ่ ละแจ้งให้จาเลยออกจากที่ดนิ พิพาทให้ครบถ้วนตามระเบียบ
ของคณะกรรมการจดั ท่ีดนิ แหง่ ชาติ การฟอ้ งคดนี ีจ้ งึ ไมข่ ดั ตอ่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๗
ข้อสังเกต เมื่อมีคาสงั่ เด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้วมาตรา ๑๔๗ ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับ
บคุ คลนนั้ ในเรื่องเดียวกนั นน้ั อีก เวน้ แต่จะได้พยานหลกั ฐานใหม่อนั สาคญั แก่คดี ซ่ึงน่าจะทาให้
ศาลลงโทษผู้ตอ้ งหานน้ั ได้ คดีนีแ้ ม้จะมีคาสง่ั เด็ดขาดไม่ฟอ้ งคดีแลว้ แต่ต่อมามีการแจ้งให้จาเลย
ออกจากทีด่ ินพิพาทให้ครบถว้ นตามระเบียบของคณะกรรมการจดั ที่ดินแห่งชาติ น่าจะถือว่าเป็น
พยานหลักฐานใหม่อันสาคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทาให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาน้ันได้ จึงสามารถ
สอบสวนและฟอ้ งร้องจาเลยเป็นคดีนีไ้ ด้
ฎีกำท่ี ๘๔๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑๘ ร้อยตารวจเอก ป. เป็นพนกั งานสอบสวนในคดี
แรกซึ่งเป็นการสอบสวน ท. กับพวกรวม ๕ คน และจาเลยเฉพาะในความผิดท่ีเกิดเหตเุ ม่ือวนั ท่ี
๒๔ กนั ยายน ๒๕๓๔ เวลากลางคืน และทรัพย์ท่ีถกู ประทษุ ร้าย ๓ รายการเท่านนั้ สว่ นความผดิ ที่
ท. กบั พวกให้การรับสารภาพวา่ ก่อนเกิดเหตใุ นคดีดงั กลา่ ว ท. กบั พวกเคยลกั ทรัพย์ของโจทก์ร่วม
มาแล้วหลายครัง้ และได้นาไปขายที่ร้านของจาเลยนนั้ ร้อยตารวจเอก ป. ยงั มิได้ทาการสอบสวน
ฉะนนั้ แม้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในบนั ทึกการจบั กุม ท. กับพวก กับบนั ทึกคาให้การในชนั้
สอบสวนในสานวนการสอบสวนคดีแรกจะมีรายละเอียดพาดพิงถึงการลกั ทรัพย์ ๑๗ ครัง้ ในช่วง
ระหวา่ งเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ ถึงวนั ท่ี ๒๔ กนั ยายน ๒๕๓๔ อย่ดู ้วยดงั ที่จาเลยอ้างก็ตาม แต่
ข้อเท็จจริงดงั กลา่ วก็เป็นเพียงข้อมลู เบอื ้ งต้นท่ีได้ความจากการสอบสวน เมื่อพนกั งานสอบสวนยงั
มิได้ตงั้ ข้อหาและทาการสอบสวนในรายละเอียดดงั กลา่ ว จงึ ยงั ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในเร่ือง

280

ดงั กล่าวแล้ว อีกทงั้ การลกั ทรัพย์ในแตล่ ะครัง้ และการนาไปจาหนา่ ยให้แก่ผ้รู ับซือ้ ของโจรในแตล่ ะ
ครัง้ นัน้ ก็เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน การท่ีพนักงานสอบสวนดาเนินการสอบสวนใน
ความผิดเฉพาะกรรมใดวาระใดจะถือวา่ ได้สอบสวนในความผิดในกรรมอ่ืนและวาระอ่ืนด้วยหาได้
ไม่ เมื่อคดีท่ีร้อยตารวจเอก ป. สอบสวนจาเลยในความผิดฐานรับของโจรเพ่ือค้ากาไรและตอ่ มา
พนกั งานอยั การมีคาสง่ั เด็ดขาดไม่ฟ้องจาเลยนนั้ เป็นการสอบสวนเฉพาะความผิดที่เหตเุ กิดใน
วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๔ และทรัพย์ท่ีถูกประทุษร้ ายในคดีดังกล่าวก็มีเพียงทรัพย์ถูก
ประทษุ ร้าย ๓ รายการเทา่ นนั้ สว่ นความผดิ คดนี ีเ้กิดขนึ ้ เม่ือวนั ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๔ ถึงวนั ท่ี ๒๓
กนั ยายน ๒๕๓๔ และทรัพย์ท่ีถกู ประทษุ ร้ายก็เป็นทรัพย์ต่างรายกนั การสอบสวนในคดีนีจ้ งึ เป็น
การสอบสวนโดยชอบ พนกั งานอยั การโจทก์ยอ่ มมีอานาจฟอ้ ง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕๐
ฎีกำท่ี ๒๑๖๙๗/๒๕๕๖ ฎ.๓๓๖๗ ผู้กระทาความผิดต่อผู้ตายเป็ นพลทหารกอง
ประจาการซ่ึงต้องถูกฟ้องยงั ศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนญู ศาลทหารฯ มาตรา ๑๓ และมาตรา
๑๖ (๓) ไม่อยู่ในอานาจของศาลชนั้ ต้นซ่ึงเป็นศาลพลเรือน แม้การไต่สวนและทาคาสงั่ ในการ
ชนั สตู รพลิกศพของศาลชนั้ ต้นไมใ่ ชก่ ารฟ้องคดตี อ่ ผ้กู ระทาให้ตาย แตก่ ็เป็นวิธีการพิเศษท่ีบญั ญัติ
ให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า และวรรคสิบเอ็ด ศาลพลเรือน
จะรับไตส่ วนและทาคาสง่ั ในการชนั สตู รพลิกศพได้ก็เฉพาะแตค่ ดีท่ีอยใู่ นอานาจของศาลพลเรือน
มิใช่วา่ เม่ืออยั การจงั หวดั ทหารบกเพชรบูรณ์เห็นว่าไมอ่ ย่ใู นอานาจศาลทหารและต้องดาเนินคดี
ในศาลพลเรือน แล้วอัยการจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ส่งสานวนการสอบสวนให้ผู้ร้ องเพื่อ
ดาเนินการตาม ป.วิ.อ. ซึ่งผ้รู ้องจะส่งสานวนกลบั คืนไปยงั อยั การจงั หวดั ทหารบกเพชรบรู ณ์ไม่ได้
จะทาให้ศาลชนั้ ต้นซงึ่ เป็นศาลพลเรือนต้องไตส่ วนและมีคาสงั่ ในการชนั สตู รพลิกศพคดีนี ้ศาลพล
เรือนไมม่ ีอานาจทาการไตส่ วนและทาคาสง่ั ในการชนั สตู รพลกิ ศพคดีท่ีอย่ใู นอานาจของศาลทหาร

281

ฟ้องคดอี ำญำ
ข้อ ๔๗ คำถำม นายหน่ึงถูกเจ้าพนกั งานตารวจจับกุมส่งสถานีตารวจนครบาลดสุ ิต
ดาเนินคดขี ้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย พนกั งานสอบสวน
สถานีตารวจนครบาลดสุ ิตควบคุมตวั นายหนึ่งไปขอฝากขังท่ีศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญา
กรุงเทพใต้อนุญาตให้ฝากขงั ตามขอและอนุญาตให้ปล่อยชว่ั คราวนายหน่ึงโดยมีประกัน ตอ่ มา
สถานีตารวจนครบาลดสุ ิตส่งสานวนการสอบสวนและเสนอความเห็นควรสัง่ ฟ้องนายหน่ึงต่อ
พนกั งานอยั การ พนกั งานอยั การเห็นว่าคดีอย่ใู นเขตและอานาจศาลอาญา จึงฟ้องนายหน่ึงเป็น
จาเลยตอ่ ศาลอาญาภายในระยะเวลาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้อนญุ าตให้ฝากขงั โดยบรรยายมาใน
คาฟ้องด้วยว่าจาเลยต้องขงั อย่ตู ามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ศาลเบิกตวั จาเลยมา
พิจารณา ข้อเทจ็ จริงรับฟังเป็นยตุ วิ า่ คดนี ีไ้ มอ่ ยใู่ นเขตอานาจของศาลอาญากรุงเทพใต้
ให้วินิจฉยั วา่ หากศาลอาญาเห็นวา่ คดีไมจ่ าเป็นต้องไตส่ วนมลู ฟอ้ ง ศาลอาญาจะมีคาสงั่
ตอ่ ไปอยา่ งไร
คำตอบ ในคดีอำญำซ่ึงพนักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์ ไม่จำเป็ นต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่
ถ้ำเห็นสมควรศำลจะส่ังให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๖๒ (๒) เมื่อศาลเห็นวา่ คดีไมจ่ าเป็นต้องไตส่ วนมลู ฟ้อง คดีนีจ้ ึงไม่ต้องไต่สวน
มูลฟ้องและศำลต้องพจิ ำรณำต่อไปว่ำจะประทับฟ้องไว้พจิ ำรณำหรือไม่
ในคดีซ่ึงพนักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์ ในวันไต่สวนมูลฟ้อง ให้จำเลยมำหรือคุมตัว
มำศำลและดำเนินกำรต่อไปตามมาตรา ๑๖๕ เม่ือศาลเห็นว่าคดีไมจ่ าเป็นต้องไตส่ วนมลู ฟ้อง
พนักงำนอัยกำรก็ต้องให้จำเลยมำหรือคุมตัวมำศำลในวันย่ืนฟ้องตามมาตรา ๑๖๕ ด้วย
แต่กรณีท่ีพนกั งานสอบสวนได้ขอฝากขงั และศาลอนญุ าตให้พนกั งานสอบสวนฝากขงั จาเลยไว้
ตอ่ ศาล แม้ศาลจะอนญุ าตให้ปล่อยชว่ั คราวมิได้ขงั จาเลยไว้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ำตัวจำเลยอยู่ใน
อำนำจศำลท่ีจะเรียกจำเลยมำศำลได้ตำมสัญญำประกันและเง่ือนไขในกำรอนุญำตให้
ปล่อยช่ัวครำว ในกรณีท่ีศำลอนุญำตให้ฝำกขังจำเลย พนักงำนอัยกำรจึงไม่ต้องคุมตัว
จำเลยมำศำลในวันย่นื ฟ้องตำมมำตรำ ๑๖๕ เพรำะถอื ว่ำจำเลยอยู่ในอำนำจศำลแล้ว
คดีนีแ้ ม้พนักงานสอบสวนฝากขงั จาเลยตอ่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งเป็นศาลที่ไม่มีเขต
อานาจพิจารณาพิพากษาคดีนีก้ ็ตาม แต่เม่ือศาลอาญากรุงเทพใต้อนญุ าตให้พนกั งานสอบสวน
ฝากขงั จาเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตวั จาเลยช่ัวคราว ก็ต้องถือว่ำจำเลยถูกขังโดยหมำย
ของศำลตามมาตรา ๘๗ และอยู่ในอำนำจศำลท่ีจะเรียกตัวจำเลยจำกนำยประกันได้ แม้
ตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสาม ในกรณีท่ีเสนอควำมเห็นควรส่ังฟ้อง ให้พนักงำนสอบสวนส่ง

282

สำนวนพร้อมกับผู้ต้องหำไปยังพนักงำนอัยกำร เว้นแต่ผู้ต้องหำนัน้ ถูกขังอยู่แล้ว แสดง
ว่ำถ้ำมีกำรฝำกขังต่อศำลไว้ก่อนแล้วในตอนเสนอควำมเห็นส่ังฟ้อง พนักงำนสอบสวน
ไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหำมำยังพนักงำนอัยกำร กรณีจึงไม่เข้ำหลักเกณฑ์ตำมมำตรำ
๑๔๑ วรรคส่ี ท่ใี ห้พนักงำนอัยกำรมีหน้ำท่จี ัดกำรอย่ำงหน่ึงอย่ำงใดเพ่อื ให้ได้ตัวจำเลยมำ
เพรำะไม่ใช่กรณีท่ีจับตวั จำเลยไม่ได้ โจทก์จึงไม่จำต้องส่งตัวจำเลยมำพร้อมกับฟ้องตาม
มาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่ง ศำลอำญำจึงต้องมีคำส่ังประทับฟ้องไว้พจิ ำรณำต่อไปตามมาตรา ๑๖๒
วรรคท้าย

ฎีกำท่ี ๒๗๔๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๖ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม บญั ญัติวา่
"ในกรณีที่เสนอความเห็นควรส่ังฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสานวนพร้ อมกับผู้ต้องหาไปยัง
พนกั งานอยั การ เว้นแต่ผู้ต้องหานนั้ ถกู ขงั อย่แู ล้ว" แสดงวา่ ถ้ามีการฝากขงั ตอ่ ศาลไว้ก่อนแล้วใน
ตอนเสนอความเห็นสงั่ ฟ้อง พนกั งานสอบสวนไมจ่ าต้องสง่ ตวั ผ้ตู ้องหามายงั พนกั งานอยั การ คดีนี ้
แม้ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนฝากขังจาเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซ่ึงเป็นศาลที่ไม่มีเขต
อานาจพิจารณาพิพากษาคดีนีก้ ็ตาม แต่เม่ือศาลอาญากรุงเทพใต้อนญุ าตให้พนกั งานสอบสวน
ฝากขงั จาเลยได้และอนุญาตให้ปล่อยตวั จาเลยชวั่ คราว ก็ต้องถือว่าจาเลยถูกขงั โดยหมายของ
ศาลตามบทบญั ญัติในมาตรา ๘๗ และอย่ใู นอานาจศาลที่จะเรียกตวั จาเลยจากนายประกันได้
กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสี่ ท่ีบญั ญัติให้พนกั งานอยั การมีหน้าท่ีจดั การ
อย่างหน่ึงอย่างใดเพื่อให้ได้ตวั จาเลยมา เพราะไม่ใชก่ รณีที่จบั ตวั จาเลยไม่ได้ โจทก์จึงไมจ่ าต้อง
สง่ ตวั จาเลยมาพร้อมกบั ฟ้อง
ข้อสังเกต ฎีกานี้มิได้วินิจฉัยมาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่ง แต่ถ้านาฎีกานี้มาออกข้อสอบนกั ศึกษา
ต้องตอบมาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่ง ด้วย และต้องตอบเหตุผลและหลกั กฎหมายตามฎีกานี้ด้วย
คาถามและคาตอบข้อนี้ หากใครไม่เคยว่าความในศาลมาก่อนอาจตอบไม่ได้ เพราะเป็นขน้ั ตอน
ในการทางานซ่ึงเป็นการใช้กฎหมายแนวปฏิบตั ิซ่ึงเป็นตวั อย่างให้เห็นว่าถ้ามีฎีกาใหม่ นกั ศึกษา
ตอ้ งตอบทง้ั หลกั กฎหมายและฎีกาใหม่

ข้อ ๔๘ คำถำม พนักงานอัยการฟ้องขอให้ลงโทษนายแดงฐานเป็นคนกลางเรียกรับ
สนิ บนโดยโจทก์บรรยายฟ้องแตเ่ พียงวา่ ร้อยตารวจเอกดาเป็นพนกั งานสอบสวนในคดีท่ีนายม่วง
มงั่ คง่ั ถูกจบั กมุ ดาเนินคดีอาญา นายแดงเรียกและรับเงินจานวน ๒๐,๐๐๐ บาท จากนายม่วง
มงั่ คง่ั เพ่ือเป็นการตอบแทนท่ีนายแดงจะจงู ใจร้อยตารวจเอกดาเจ้าพนกั งานในฐานะพนกั งาน
สอบสวนในคดีดงั กลา่ วโดยวิธีอนั ทจุ ริตผิดกฎหมาย เพื่อให้ร้อยตารวจเอกดากระทาการในหน้าที่

283

อนั เป็นคณุ แก่นายม่วง มงั่ คง่ั โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพื่อทาให้นายม่วง มง่ั คง่ั หลดุ พ้นจาก
ความผิด โดยมิได้ บรรยายฟ้องว่า นายแดงไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือ
เจ้าพนกั งานจะกระทาการใดอนั เป็นการชว่ ยเหลือนายมว่ ง มง่ั คง่ั ส่วนวนั เวลาและสถานท่ีกระทา
ความผดิ บรรยายฟ้องชอบแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ และขอให้
ริบเงินของกลาง ๒๐,๐๐๐ บาท ศาลพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้วา่ ร้อยตารวจเอกดาเป็น
พนักงานสอบสวนในคดีที่นายม่วง มั่นคง ถูกจับกุม นายแดงเรียกเงินจากนายม่วง ม่ันคง
๒๐,๐๐๐ บาท โดยนายแดงอ้างว่าจะไปจูงใจร้อยตารวจเอกดาพนักงานสอบสวนโดยมอบเงิน
ดงั กล่าวให้เพ่ือไม่ดาเนินคดแี ก่นายแดงโดยขอให้เสนอความเห็นควรสง่ั ไม่ฟอ้ งตอ่ พนกั งานอยั การ
และมีการยดึ เงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไว้เป็นของกลางในคดี ในการดาเนินกระบวนพิจารณาหลงั จากที่
โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ก็ระบชุ ื่อนายมว่ ง มน่ั คง มาตลอด โดยนายแดงไม่ได้นาสืบพยานระบุถึงนาย
มว่ ง มง่ั คงั่

ก. การบรรยายฟอ้ งของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ข. เมื่อพิจารณาจากคาฟ้องและทางพิจารณาแล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษนายแดงได้
หรือไม่
ค. ศาลจะริบเงินของกลาง ๒๐,๐๐๐ บาท ได้หรือไม่
คำตอบ ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร้อยตารวจเอกดาเป็นพนกั งานสอบสวนในคดีท่ีนาย
ม่วง มง่ั คง่ั ถูกจบั กุมดาเนินคดีอาญา นายแดงเรียกและรับเงินจานวน ๒๐,๐๐๐ บาท จากนาย
ม่วง ม่ังคั่ง เพ่ือเป็นการตอบแทนที่นายแดงจะจูงใจร้ อยตารวจเอกดาเจ้าพนักงานในฐานะ
พนกั งานสอบสวนในคดดี งั กลา่ วโดยวิธีอนั ทจุ ริตผิดกฎหมาย เพ่ือให้ร้อยตารวจเอกดากระทาการ
ในหน้าท่ีอนั เป็นคณุ แก่นายม่วง มง่ั คงั่ โดยการชว่ ยเหลือในทางคดี เพ่ือทาให้นายมว่ ง มง่ั คงั่ หลดุ
พ้นจากความผดิ เป็ นกำรบรรยำยฟ้องให้เห็นถึงกำรกระทำและเจตนำของนำยแดงว่ำนำย
แดงเจตนำเรียกเอำเงินจำกนำยม่วงเป็ นกำรตอบแทนในกำรท่ีนำยแดงอ้ำงว่ำจะจูงใจ
เจ้ำพนักงำนไม่ให้ดำเนินคดีแก่นำยม่วงและปล่อยตัวให้หลุดพ้นจำกคดีอำญำ ถือได้ว่ำ
เป็ นกำรบรรยำยฟ้องครบองค์ประกอบแห่งควำมผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๑๔๓ แล้ว ส่วนการที่นายแดงไปติดต่อหรือจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนักงานจะ
กระทาการใดอนั เป็นการชว่ ยเหลือนายมว่ ง ก็มิใช่องค์ประกอบแห่งควำมผิดอันต้องบรรยำย
มำในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงมีกำรกระทำทัง้ หลำยท่ีอ้ำงว่ำจำเลยได้กระทำผิด ข้อเทจ็ จริง
และรำยละเอียดท่ีเก่ียวกับเวลำและสถำนท่ีซ่ึงเกิดกำรกระทำนัน้ ๆ อีกทัง้ บุคคลหรือ
ส่งิ ของท่ีเก่ียวข้องด้วยพอสมควรเท่ำท่ีจะให้จำเลยเข้ำใจข้อหำได้ดีกำรบรรยำยฟ้องของ

284

โจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว
ข. แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปวา่ นายม่วง มง่ั คง่ั เป็นผ้ทู ี่ถกู นายแดงเรียกรับเงิน โดยทาง

พิจารณาได้ความว่านายม่วง มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกนายแดงเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดาเนิน
กระบวนพิจารณาหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ก็ระบุชื่อนายม่วง มนั่ คง มาตลอด มิได้ระบุช่ือ
นายม่วง มั่งคง่ั แต่อย่างใด กรณีจึงอำจเป็ นได้ว่ำโจทก์พิมพ์คำฟ้องผิดพลำด ถือว่ำเป็ น
ข้อผิดพลำดเลก็ น้อยและข้อแตกต่ำงดงั กล่ำวมใิ ช่สำระสำคัญ ทัง้ นำยแดงไม่หลงข้อต่อสู้
เพรำะไม่ได้สืบพยำนระบุถึงนำยม่วง ม่ังค่ัง กรณีมิใช่เป็ นเร่ืองทำงพิจำรณำได้ควำม
แตกต่ำงในสำระสำคัญท่ีศำลต้องพพิ ำกษำยกฟ้องตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๙๘๘/
๒๕๕๑) ศำลจึงพพิ ำกษำลงโทษนำยแดงได้

ค. เมื่อโจทก์มีคาขอให้ริบเงินของกลาง ๒๐,๐๐๐ บาท แล้ว และของกลางดงั กล่าวเป็น
ทรัพย์สินซึ่งนายแดงได้มาโดยได้กระทาความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายท่ีให้อานาจ
โจทก์ในการขอริบเงินของกลาง ๒๐,๐๐๐ บาท หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ มาด้วย
แต่ก็มิใช่กำรมิได้อ้ำงมำตรำในกฎหมำยซ่ึงบัญญัติว่ำกำรกระทำเช่นนัน้ เป็ นควำมผิดตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๖) เพรำะกฎหมำยเก่ียวกับกำร
ขอให้ริบของกลำงไม่ใช่มำตรำในกฎหมำยซ่ึงบัญญัติว่ำกำรกระทำเช่นนัน้ เป็ นควำมผิด
ศำลจึงมีอำนำจริบเงนิ ๒๐,๐๐๐ บำทของกลำงได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓
(๒) (เทียบฎีกาท่ี ๒๒๒๔/๒๕๔๙)

ฎีกำท่ี ๙๘๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ ร้อยตารวจเอก ส. เป็นพนกั งาน
สอบสวนในคดีท่ี ต. ถกู จบั กมุ ดาเนนิ คดีอาญา จาเลยเรียกและรับเงินจานวน ๕,๐๐๐ บาท จาก ต.
และ น. เพ่ือเป็นการตอบแทนท่ีจาเลยจะจูงใจร้ อยตารวจเอก ส. เจ้าพนักงานในฐานะพนักงาน
สอบสวนในคดีดงั กล่าวโดยวธิ ีอนั ทจุ ริตผดิ กฎหมาย เพ่ือให้ร้อยตารวจเอก ส. กระทาการในหน้าท่ี
อันเป็นคุณแก่ ต. โดยการช่วยเหลือในทางคดี เพ่ือทาให้ ต. หลุดพ้นจากความผิด เป็นการ
บรรยายฟอ้ งให้เหน็ ถึงการกระทาและเจตนาของจาเลยวา่ จาเลยเจตนาเรียกเอาเงินจากผ้เู สียหาย
เป็นการตอบแทนในการท่ีจาเลยอ้างว่าจะจงู ใจเจ้าพนกั งานไมใ่ ห้ดาเนินคดีแก่ ต. และปล่อยตวั
ให้หลดุ พ้นจากคดีอาญา ถือได้วา่ เป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๓ แล้ว ส่วนการท่ีจาเลยไปติดตอ่ หรือจงู ใจเจ้าพนกั งานโดยวิธีใด หรือเจ้าพนกั งานจะ
กระทาการใดอนั เป็นการช่วยเหลือ ต. ก็มิใชอ่ งค์ประกอบแหง่ ความผิดอนั ต้องบรรยายมาในฟ้อง
ฟอ้ งของโจทก์จงึ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

แม้โจทก์บรรยายฟ้องผิดไปว่านางนิตยา มั่งคง่ั เป็นผู้ที่ถูกจาเลยเรียกรับเงิน โดยทาง

285

พิจารณาได้ความว่านางนิตยา มั่นคง เป็นผู้ที่ถูกจาเลยเรียกรับเงินก็ตาม แต่ในการดาเนิน
กระบวนพิจารณาหลงั จากท่ีโจทก์ย่ืนฟ้อง โจทก์ก็ระบชุ ื่อนางนิตยา มนั่ คง มาตลอด มิได้ระบุชื่อ
นางนิตยา ม่ังคั่ง แต่อย่างใด กรณีจึงอาจเป็ นได้ว่าโจทก์พิมพ์คาฟ้องผิดพลาด ถือว่าเป็ น
ข้อผดิ พลาดเลก็ น้อยและข้อแตกตา่ งดงั กลา่ วมใิ ชส่ าระสาคญั ทงั้ จาเลยไมห่ ลงข้อตอ่ ส้เู พราะไมไ่ ด้
สืบพยานระบถุ งึ นางนติ ยา มงั่ คง่ั กรณีมใิ ช่เป็นเร่ืองทางพิจารณาได้ความแตกตา่ งในสาระสาคญั
ที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๒๒๒๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๐๘ การริบทรัพย์สนิ ในกรณีที่ไมม่ ีกฎหมายบญั ญัติ
ไว้โดยเฉพาะ ยอ่ มเป็นอานาจทว่ั ไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ ป.อ. บญั ญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคาขอให้
ริบรถยนต์บรรทกุ ของกลางแล้ว และของกลางดงั กล่าวเป็นทรัพย์สินซ่ึงจาเลยได้ใช้ในการกระทา
ความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายท่ีให้อานาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทกุ ของกลาง
หรือ ป.อ. มาตรา ๓๓ มาด้วย ศาลก็มีอานาจริบรถยนต์บรรทกุ ของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓
(๑) ซงึ่ เป็นบทกฎหมายที่ถกู ต้องได้
ข้อสังเกต ตามฎีกานีม้ ีคาขอใหร้ ิบของกลาง แต่ไม่ไดอ้ า้ งมาตราทีข่ อใหร้ ิบ ศาลฎีกาวินิจฉยั ไวว้ ่า
ริบของกลางได้ เพราะมีคาขอแม้ไม่อ้างมาตราที่ขอให้ริบ แต่ถ้าไม่มีคาขอให้ริบของกลาง ศาล
จะพิพากษาให้ริบของกลางไม่ได้ตามฎีกาที่ ๗๕๗๗/๒๕๔๘ ฎ.๒๐๕๔ ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑)
เป็นกฎหมายที่ใหอ้ านาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบคุ คลไดใ้ ช้หรือมีไวใ้ ช้ในการกระทา
ความผิด แต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคาขอมาในฟ้องหาได้ไม่
เพราะตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง

ข้อ ๔๙ คำถำม เม่ือวนั ท่ี ๓ มกราคม ๒๕๕๐ ดาบตารวจแดงขบั ขี่รถจกั รยานยนต์ตรวจ
ท้องท่ีผ่านมา พบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงกองอยทู่ ่ีหน้าบ้านของนายดา เม่ือ
สอบถามนายดา นายดารับว่าตนมีไม้กระยาเลยท่ียงั ไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ
อนญุ าตจริง (โทษจาคกุ ตงั้ แต่ ๑ ถึง ๑๐ ปี) ดาบตารวจแดงจึงแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิแล้ว
ทาการจบั กมุ นายดา โดยให้นายดาลงลายมือช่ือในบนั ทึกการจบั กมุ พร้อมทงั้ ยึดไม้ดงั กล่าวเป็น
ของกลางส่งพนกั งานสอบสวน ในชนั้ สอบสวนนายดาให้การปฏิเสธ พนกั งานสอบสวนไม่อาจ
ฟ้องนายดาได้ทนั ภายใน ๔๘ ชว่ั โมง พนกั งานสอบสวนจึงไปยื่นคาร้องขอฝากขงั นายดาตอ่ ศาล
เป็นเวลา ๑๒ วนั โดยในคาร้องดงั กล่าวระบวุ นั เวลา ท่ีดาบตารวจแดงพบไม้ของกลางและจบั กมุ
นายดาดังกล่าวข้างต้น พร้ อมทัง้ แนบคาให้การของนายดาในชัน้ สอบสวน ซึ่งมีรายละเอียด
เก่ียวกับวนั เวลาและสถานท่ีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทาความผิด ศาลอ่านคาร้องให้นายดาฟังแล้ว

286

นายดาไมค่ ดั ค้านคาร้องขอฝากขงั ศาลอนญุ าตให้ฝากขงั นายดาย่ืนคาร้องขอให้ปล่อยชว่ั คราว
ศาลอนุญาตให้ปล่อยนายดาช่ัวคราว ต่อมาพนักงานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องนายดาเป็นจาเลย
ตอ่ ศาล ขอให้ลงโทษตามพระราชบญั ญัติป่ าไม้ โดยบรรยายฟ้องและมีคาขอสว่ นอื่นมาครบถ้วน
ตามกฎหมาย แต่ไม่มีวนั ที่หรือเวลาที่อ้างว่านายดากระทาความผิด โดยตอนท้ายของคาฟ้อง
โจทก์ได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสวนได้ย่ืนคาร้องขอฝากขงั จาเลยไว้ต่อศาลนีแ้ ล้ว เจ้าหน้าท่ี
ศาลได้นาสานวนฝากขังดังกล่าวไปติดอยู่ด้านหน้าสานวนคดีตามคาฟ้อง ศาลได้สอบถาม
นายดาเร่ืองทนายความแล้ว นายดาแถลงวา่ ไมต่ ้องการทนายความ ศาลจงึ อา่ นและอธิบายฟ้อง
ให้นายดาฟัง นายดาให้การรับสารภาพ ศาลจงึ บนั ทกึ คาให้การของนายดาไว้

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลจะพิพากษาลงโทษนายดาตามฟ้องได้หรือไม่
คำตอบ ดาบตารวจแดงพบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงกองอย่ทู ่ีหน้า
บ้านของนายดา เม่ือสอบถามนายดา นายดารับว่าตนมีไม้กระยาเลยที่ยังไม่ได้แปรรูปไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง กำรกระทำของนำยดำไม่ใช่ควำมผิดซ่ึงหน้ำ เพรำะ
ไม่ใช่ควำมผิดท่ีเห็นกำลังกระทำหรือพบในอำกำรใดซ่ึงแทบจะไม่มีควำมสงสัยเลยว่ำได้
กระทำผิดมำแล้วสด ๆ ไม่เข้ำข้อยกเว้นควำมผิดท่ีระบุไว้ในบัญชีท้ำยประมวลกฎหมำย
วิธีพิจำรณำควำมอำญำ หรือเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๐ วรรคสอง (๑) (๒) ดังนัน้ ดำบตำรวจแดงไม่มีอำนำจท่ีจะจับนำยดำโดยไม่มี
หมำยจับได้ กำรจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำย (ฎีกาที่ ๒๕๓๕/๒๕๕๐) (๓ คะแนน)
แม้กำรจับของเจ้ำพนักงำนตำรวจจะไม่ชอบด้วยกฎหมำย ก็เป็ นเร่ืองท่ีจะต้องไป
ว่ำกล่ำวกันอีกส่วนหน่ึงต่ำงหำก และเป็ นคนละขัน้ ตอนกับกำรสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึง
กำรสอบสวนของพนักงำนสอบสวนและอำนำจในกำรฟ้ องคดีของพนักงำน อัยกำรโจทก์
เม่ือไม่ปรากฏว่าการสอบสวนชอบไม่ชอบ ต้องถือว่ำมีกำรสอบสวนโดยชอบแล้ว พนักงำน
อัยกำรโจทก์จงึ มีอำนำจฟ้อง (ฎีกาที่ ๑๔๙๓/๒๕๕๐) (๒ คะแนน)
ในคดีนีม้ ีโทษจำคุก ก่อนเร่ิมพิจำรณำให้ศำลถำมจำเลยว่ำมีทนำยควำมหรือไม่
ถ้ำไม่มีและจำเลยต้องกำรทนำยควำมก็ให้ศำลตัง้ ทนำยควำมให้ แต่คดีนีจ้ าเลยแถลงว่า
ไม่ต้องการทนายความศาลจึงไม่ตัง้ ทนายความให้ ถือว่ำกำรพิจำรณำของศำลชอบด้วย
มำตรำ ๑๗๓ วรรคสอง แล้ว (๑ คะแนน)
ตำมมำตรำ ๑๕๘ (๕) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีกำรกระทำทัง้ หลำยท่ีอ้ำงว่ำจำเลยได้
กระทำควำมผิด ข้อเท็จจริงและรำยละเอียดเก่ียวกับเวลำและสถำนท่ีซ่ึงเกิดกำรกระทำ
นัน้ ๆ พอสมควรเท่ำท่ีจะทำให้จำเลยเข้ำใจข้อหำได้ดี แม้คาฟ้องของคดีนีโ้ จทก์มิได้ระบถุ ึง

287

วันท่ีหรือเวลาที่อ้างว่าจาเลยกระทาความผิด แต่ในตอนท้ายของคาฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า
พนักงานสอบสวนได้ย่ืนคาร้ องขอฝากขังจาเลยไว้ต่อศาลนีแ้ ล้ว เจ้าหน้าที่ศาลได้นาสานวน
ฝากขงั ดังกล่าวซ่ึงมีคาให้การของนายดาในชัน้ สอบสวนที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวนั เวลาและ
สถานที่ท่ีถกู กล่าวหาว่ากระทาความผิด ไปตดิ อย่ดู ้านหน้าสานวนคดีตามคาฟ้อง ซ่ึงพออนุโลม
ได้ว่ำคำร้องขอฝำกขังเป็ นส่วนประกอบของคำฟ้อง เม่ืออ่ำนรวมกันจำเลยเข้ำใจข้อหำ
แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมำย (ฎีกาท่ี ๔๔๔/๒๕๕๐) (๓ คะแนน)

คดีนีม้ ีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แต่ ๑ ถึง ๑๐ ปี ไม่ใช่คดีท่ีกฎหมำยกำหนดอัตรำโทษอย่ำง
ต่ำไว้ให้จำคุกตัง้ แต่ห้ำปี ขึน้ ไปหรือโทษสถำนท่ีหนักกว่ำนัน้ ในชัน้ พิจำรณำเม่ือจำเลย
ให้กำรรับสำรภำพ ศำลจะพิพำกษำลงโทษนำยดำจำเลยโดยไม่สืบพยำนหลักฐำนต่อไปก็ได้
ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหนง่ึ (๑ คะแนน)

ฎีกำท่ี ๒๕๓๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๗ บ. พบกองไม้ กระยาเลยไม่มีรอยตรา
คา่ ภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย อนั เป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยขู่ ้างบ้าน ว. และ ว. รับว่า
มีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทาของ ว. ไม่ใช่
ความผิดซึง่ หน้า เพราะไมใ่ ช่ความผิดท่ีเห็นกาลงั กระทาหรือพบในอาการใดซง่ึ แทบจะไม่มีความ
สงสยั เลยว่าได้กระทาผิดมาแล้วสด ๆ ไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดท่ีระบไุ ว้ในบญั ชีท้าย ป.วิ.อ. หรือ
เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๐ วรรคสอง (๑) (๒) ดงั นนั้ บ. ไม่มีอานาจท่ีจะจบั ว. โดย
ไมม่ ีหมายจบั ได้ การท่ี ว. ตาม บ. มาท่ีหนว่ ยค้มุ ครองป่ า จึงไม่ใชเ่ ป็นการถกู จบั ตวั มา แม้ในเวลา
ต่อมาจาเลยจะขับรถยนต์มาที่หน่วยคุ้มครองป่ าและรับ ว. ขึน้ รถยนต์ของจาเลยขับออกจาก
หน่วยค้มุ ครองป่ าไป บ. ติดตามจาเลยไปจนทนั และเกิดเหตกุ ระทบกระทง่ั กันขึน้ ระหวา่ งจาเลย
และ บ. ยงั ไมเ่ ป็นการที่จาเลยตอ่ ส้หู รือขดั ขวาง บ. ซงึ่ เป็นเจ้าพนกั งาน
ข้อสังเกต ฎีกานี้ประเด็นคือการจบั ไม่ชอบ ทาให้ไม่ผิดฐานต่อสู้ขดั ขวาง แต่สามารถนามาออก
ขอ้ สอบในประเด็นอืน่ ได้ ในประเด็นการจบั ไม่ชอบอาจมีข้อโตแ้ ยง้ ไดบ้ ้าง เพราะอาจมีผูเ้ ถียงไดว้ ่า
เมื่อผูถ้ ูกจบั ยอมรับแล้วว่าเป็นไม้ผิดกฎหมาย ทาไมไม่เป็นความผิดซ่ึงหนา้ แต่ผู้แต่งเห็นดว้ ยกบั
ฎีกานี้ เพราะความผิดซ่ึงหน้าตอ้ งเป็นการเห็นการกาลงั กระทาหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มี
ความสงสยั เลยว่าเขาไดก้ ระทาผิดมาแล้วสด ๆ คือ เห็นเขากระทาความผิดจากสิ่งที่เห็น เช่น ใช้
มีดแทงคนอื่น หรือลกั ทรัพย์ ไม่มีอะไรน่าสงสยั แต่ความผิดฐานมีไม้ทีไ่ ม่ชอบ เห็นครอบครองไม้
แล้วยงั ไม่รู้ว่ากระทาผิดหรือไม่ ถึงต้องถามและทราบว่าเป็นไม้ทีไ่ ม่ชอบ จึงไม่ใช่ความผิดที่พบใน
อาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสยั เลยว่าเขาได้กระทาผิดมาแลว้ สด ๆ ฎีกาอื่นรู้สึกว่าจะมีตดั สิน
แตกต่างจากนีล้ องไปหาฎีกาเก่า ๆ ดู แต่คาตอบข้อนีเ้ มื่อศาลฎีกาตดั สินไวแ้ ลว้ ก็คงยตุ ิตามนี้

288

ฎีกำท่ี ๑๔๙๓/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๐๑ การตรวจค้นและการจบั กมุ ของเจ้าพนักงาน
ตารวจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเร่ืองที่จะต้องไปวา่ กลา่ วกนั อีกสว่ นหนง่ึ ตา่ งหาก และเป็น
คนละขัน้ ตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและ
อานาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทัง้ หามีผลทาให้การแสวงหาพยานหลกั ฐานของเจ้าพนักงาน
ตารวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ การวินิจฉัยฎีกาของจาเลยที่ ๑ ไม่ทาให้ผลแห่ง
คดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจาเลยที่ ๑ จงึ ไมเ่ ป็นสาระแก่คดีอนั ควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒) ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต ฎีกานีจ้ าเลยอ้างว่าการตรวจค้นและจบั ไม่ชอบ ทาให้การสอบสวนเสียไป ปัญหาที่ว่า
การตรวจคน้ และจบั ชอบหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอนั ควรได้รับการวินิจฉยั เพราะการตรวจค้น
และจบั จะชอบหรือไม่ หากการสอบสวนชอบ การสอบสวนก็ไม่เสียไป

แต่ถ้าจาเลยอ้างว่าการตรวจค้นและจับไม่ชอบ พยานที่โจทก์นาสืบและศาลฟังลงโทษ
จาเลย ได้มาจากการตรวจค้นและจบั ที่ไม่ชอบ เป็นพยานหลกั ฐานทีเ่ กิดข้ึนโดยชอบแต่ไดม้ าโดย
ไม่ชอบ ต้องห้ามไม่ให้ศาลรับฟัง การตรวจค้นและจบั ชอบหรือไม่ อาจจะเป็นสาระแก่คดีอนั ควร
ไดร้ บั การวินิจฉยั เพราะเป็นขอ้ หา้ มรับฟังพยานหลกั ฐานตามมาตรา ๒๒๖/๑

ฎีกำท่ี ๔๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๒ น.๒๕ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) บญั ญัตใิ ห้ฟ้องต้อง
มีการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกบั เวลา
และสถานท่ีซ่ึงเกิดการกระทานนั้ ๆ พอสมควรเท่าที่จะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คาฟ้อง
ของคดีนีโ้ จทก์มิได้ระบถุ ึงวนั ท่ีหรือเวลาที่อ้างว่าจาเลยกระทาความผิด แตใ่ นตอนท้ายของคาฟอ้ ง
โจทก์ได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสวนได้ยื่นคาร้องขอผดั ฟ้องและฝากขงั จาเลยไว้ต่อศาลนีแ้ ล้ว
โดยได้แนบคาให้การจาเลยในชนั้ สอบสวนซ่ึงจาเลยให้การถึงวนั เวลาที่จาเลยเสพเมทแอมเฟตา
มีนตามคาร้องซง่ึ พออนโุ ลมได้วา่ เป็นสว่ นประกอบของคาฟ้องเมื่อปรากฏวา่ ในสานวนคดีอาญาซง่ึ
ติดอยู่ตอนหน้าของสานวนคดีนีน้ ัน้ ตามคาร้ องของพนักงานสอบสวนท่ีขอผัดฟ้องและฝากขัง
จาเลยในขณะเป็นผ้ตู ้องหาได้ระบวุ นั เวลา ที่เจ้าพนกั งานตารวจได้ตรวจพบผ้ตู ้องหา จงึ ได้นาตวั
มาตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจปัสสาวะของผ้ตู ้องหากบั สารเคมีให้ผลเป็นสีม่วงซ่ึงจาเลยไม่ค้าน
จาเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าวันท่ีหรือเวลาที่อ้างว่าจาเลยกระทาความผิดคือเม่ือใด จึงให้การ
รับสารภาพ คาฟ้องของโจทก์ยอ่ มสมบรู ณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๑ ดาบตารวจแดงเป็นตารวจซึ่งพบว่านายดากระทาความผิดฐาน
มีไม้กระยาเลยที่ยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ่ึงถือเป็นความผิดซึ่งหน้า

289

ดาบตารวจแดงจึงสามารถจับนายดา โดยไม่มีหมายจบั ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๗๘ (๑) เม่ือดาบตารวจแดงแจ้งข้อกลา่ วหา และแจ้งสิทธิแก่นายดาแล้ว แล้ว
ทาการจบั กมุ นายดา โดยให้นายดาลงลายมือชื่อในบนั ทึกจบั กมุ ถือวา่ เป็นการปฏิบตั ติ ามมาตรา
๘๓ เรื่องการจบั แล้ว การจบั กมุ ของดาบตารวจแดงจงึ ชอบด้วยกฎหมาย

พนกั งานสอบสวนยื่นคาร้องขอฝากขงั นายดาตอ่ ศาลเป็นเวลา ๑๒ วนั โดยในคาร้องระบุ
วนั เวลาพบไม้ของกลางและจบั กมุ นายดา พร้อมทงั้ แนบคาให้การของนายดาในชนั้ สอบสวน ซงึ่ มี
รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ท่ีถูกกล่าวหา ว่ากระทาความผิด ถือว่าการฝากขังของ
พนกั งานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๘๗ (๐ คะแนน)

คาฟ้องของพนักงานอัยการไม่มีวันท่ีหรือเวลาท่ีอ้างว่านายดากระทาความผิด แต่
ตอนท้ายของคาฟ้องของอัยการโจทก์ได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสอบได้ยื่นคาร้ องขอฝากขัง
จาเลยไว้ต่อศาลนีแ้ ล้ว เจ้าหน้าที่ศาลได้นาสานวนการฝากขังดงั กล่าวไปติดอย่หู น้าสานวนคดี
ตามคาฟ้องแล้วจะถือวา่ สานวนการฝากขงั เป็นส่วนหน่งึ ของคาฟ้องโจทก์ไมไ่ ด้ เพราะเป็นคนละ
สว่ นกนั เมื่อคาฟ้องของโจทก์ขาดข้อเท็จจริงท่ีเป็นรายละเอียดเก่ียวกบั วนั เวลาและสถานท่ี ถือวา่
เป็นคาฟอ้ งที่ไมส่ มบรู ณ์ไมช่ อบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๑๕๘ (๕) (๐ คะแนน)

คดีนีจ้ าเลยมีอายุเกินกว่าสิบแปดปี (คำถำมไม่ได้บอกอำยุ ไม่มีประเด็นว่ำอำยุต่ำ
กว่ำสิบแปดปี หรือไม่ ไม่ควรตอบว่ำอำยุกว่ำสิบแปดปี ) และเป็นคดีมีอตั ราโทษจาคกุ ก่อน
เริ่มพิจารณาศาลได้ ถามจาเลยแล้ วว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้ าไม่มี และจา เลยต้ องการ
ทนายความ ก็ให้ศาลตงั้ ทนายความให้ แต่คดีนีจ้ าเลยแถลงว่าไม่ต้องการทนายความ ศาลจึง
ไม่ตงั้ ทนายความให้จาเลย ถือว่าการพิจารณาของศาลชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๑๗๓
วรรคสอง (๑ คะแนน)

ความ ผิดฐานมีไม้ กระยาเลยที่ยังไม่ได้ แปรรูปไว้ ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญ าติ
(คำว่ำ อนุญำต ไม่มีสระอิ กำรเขียนให้ถูกต้องมีผลทำงด้ำนจิตวิทยำ) มีอตั ราโทษจาคุก
ตงั้ แต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี ถือว่ามีอัตราโทษขัน้ ต่าไม่ถึงห้าปี เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพศาลจะ
พิพากษาโดยไม่สืบพยานโจทก์ก็ได้ ตามมาตรา ๑๗๖ (ผิดธงแต่ให้หลักกฎหมำยประเด็นนี้
๐.๕ คะแนน) แต่กรณีนี ้จาเลยให้การปฏิเสธในชัน้ สอบสวน และในคาฟ้องของโจทก์ ก็ขาด
รายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาสถานที่กระทาความผิด ถึงแม้ว่าจาเลยให้การรับสารภาพในชัน้
พิจารณาและคดีมีอัตราโทษขนั้ ต่าไม่เกินห้าปี ก็ตาม หากโจทก์ไม่สืบพยานศาลจะพิพากษา
ลงโทษจาเลยไม่ได้เพราะฟ้องโจทก์ไม่สมบรู ณ์ ดงั นนั้ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยตาม

290

คาฟ้องได้ (ได้รวม ๑.๕ คะแนน ดใู นภำพรวมแล้วให้ ๒ คะแนน ปัญหำนักศึกษำท่ำนนีค้ ือ
ยงั อ่ำนฎีกำน้อยเกินไป กำรอ่ำนตำรำอย่ำงเดยี วไม่พอ หำกจะสอบเนตบิ ัณฑติ หรือผู้ช่วย
ผู้พิพำกษำกำรอ่ำนคำพิพำกษำฎีกำเป็ นเร่ืองจำเป็ น คือต้องอ่ำนตำรำให้เข้ำใจหลัก
กฎหมำยและอ่ำนฎีกำเพ่ือให้รู้ว่ำปัญหำท่ีเกดิ ขึน้ ศำลฎีกำวินิจฉัยไว้อย่ำงไร เม่ือเรำรู้ว่ำ
ข้อสอบนำคำพพิ ำกษำฎีกำมำออกข้อสอบ เรำกต็ ้องอ่ำนฎีกำ)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ วาง
หลกั กฎหมายไว้วา่ พนกั งานตารวจจะจบั ผ้ใู ดโดยไมม่ ีหมายจบั หรือคาสง่ั ของศาลนนั้ ไมไ่ ด้ เว้นแต่
เม่ือบคุ คลนนั้ ได้กระทาความผดิ ซง่ึ หน้า ตามมาตรา ๗๘ (๑)

ข้อเท็จจริงตามปัญหา ดาบตารวจแดงซึ่งกาลงั ปฏิบตั ิหน้าท่ีพบนายดากระทาความผิดฐาน
มีไม้กระยาเลยยงั ไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนญุ าต การกระทาดงั กลา่ วถือว่าเป็น
ความผิดซึ่งหน้าดาบตารวจแดงจึงสามารถจบั นายดาโดยไม่มีหมายจบั ได้ เม่ือดาบตารวจแดง
แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิแล้วทาการจับกุมนายดาโดยให้นายดาลงลายมือชื่อในบนั ทึกการ
จบั กมุ พร้อมทงั้ ยดึ ไม้ดงั กลา่ วเป็นของกลางสง่ พนกั งานสอบสวนถือว่าดาบตารวจแดงปฏิบตั ติ าม
มาตรา ๘๓ เรื่องการจบั แล้ว การจบั จงึ ชอบด้วยกฎหมาย (๐ คะแนน)

พนักงานสอบสวนไม่อาจฟ้องนายดาได้ทันภายใน ๔๘ ชม. (ควรใช้คำว่ำ ช่ัวโมง)
พนักงานสอบสวนจึงไปย่ืนคาร้ องขอฝากขังนายดาต่อศาลเป็นเวลา ๑๒ วัน โดยในคาร้ อง
ดงั กล่าวระบวุ นั เวลา ที่ดาบตารวจแดงพบไม้ของกลางและจบั กมุ นายดาดงั กลา่ ว พร้อมทงั้ แนบ
คาให้การของนายดาในชนั้ สอบสวนซ่ึงมีรายละเอียดเก่ียวกับเวลาและสถานท่ีที่ถูกกล่าวหาว่า
กระทาความผิดและศาลได้อ่านคาร้องให้นายดาฟังแล้วนายดาไม่คดั ค้านในการฝากขงั ศาล
จึงอนญุ าตให้ฝากขงั ถือว่าการฝากขงั ของพนักงานสอบสวนชอบด้ วยกฎหมายตามมาตรา ๘๗
(๐ คะแนน)

มาตรา ๑๕๘ (๕) กล่าวไว้ว่าในฟ้องต้องมีการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยได้กระทา
ความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเก่ียวกบั เวลาและสถานที่ ซ่งึ เกิดการกระทานนั้ ๆ พอสมควร
เทา่ ที่จะทาให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คาบรรยายฟ้องของคดีนีโ้ จทก์มิได้ระบถุ ึงวนั ท่ีหรือเวลาที่
อ้างวา่ นายดาที่เป็นจาเลยกระทาความผิด แตใ่ นตอนท้ายของคาฟ้องโจทก์ได้บรรยายวา่ พนกั งาน
สอบสวนได้ย่ืนคาร้ องขอฝากขังจาเลยไว้ต่อศาลนีแ้ ล้ว โดยได้แนบคาให้การของจาเลยในชัน้
สอบสวนซึ่งมีรายละเอียดเก่ียวกับเวลา และสถานท่ีท่ีกล่าวหาว่าจาเลยกระทาความผิด จึงพอ
อนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคาฟ้อง เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลได้นาสานวนฝากขัง
ดงั กล่าวไปติดอยู่ด้านหน้าสานวนคดีตามฟ้อง ตามคาร้ องของพนักงานสอบสวนท่ีขอฝากขัง

291

จาเลยขณะเป็นผ้ตู ้องหาได้ระบุ วนั เวลาท่ีเจ้าพนกั งานตารวจได้ตรวจพบผ้ตู ้องหามีไม้กระยาเลย
ท่ียงั ไมไ่ ด้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต จาเลยก็ไมค่ ดั ค้าน จาเลยยอ่ มเข้าใจได้ดีว่า
วนั ที่ หรือเวลาที่อ้างวา่ จาเลยกระทาความผิดเม่ือใดจึงให้การรับสารภาพ คาฟ้องของโจทก์ย่อม
สมบรู ณ์ ชอบด้วยกฎหมาย (๓ คะแนน)

ในคดีนีม้ ีโทษจาคกุ ก่อนเร่ิมพิจารณาให้ศาลถามจาเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี
และจาเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตงั้ ทนายความให้ แต่คดีนีจ้ าเลยแถลงว่าไม่ต้องการ
ทนายความศาลจงึ ไมต่ งั้ ทนายความให้ ถือวา่ การพจิ ารณาของศาลชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา
๑๗๓ วรรคสอง (๑ คะแนน)

กรณี ความผิดฐานมีไม้ กระยาเลยท่ียังไม่ได้ แปรรูปไว้ ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญาต
มีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แต่ ๑ ปี ถงึ ๑๐ ปี ถือว่ากฎหมายกาหนดอตั ราโทษขนั้ ต่าไว้จาคกุ ไม่ถึงห้าปี เมื่อ
จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตาม
มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง ถึงแม้กรณีนีจ้ าเลยจะให้การปฏิเสธในชัน้ สอบสวนแต่จาเลยก็มิได้
คดั ค้านในขณะท่ีศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังกลบั ให้การรับสารภาพ เม่ือไม่ปรากฏว่า
คาสารภาพของจาเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ดงั นนั้ ศาลจึงพิพากษาลงโทษจาเลยตาม
ฟ้องได้ ด้วยเหตผุ ลดงั ท่ีได้วินจิ ฉยั ไว้แล้วข้างต้น (๑ คะแนน) (ได้รวม ๕ คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๓ ในชนั้ จบั กุม เม่ือดาบตารวจแดงเห็นนายดามีไม้กระยาเลยโดย
ไม่ได้รับอนุญาตไว้ในครอบครองซึ่งเป็นความผิดอันเป็นความผิดซึ่งหน้าตามมาตรา ๘๐ แห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเจ้าพนกั งานตารวจจะจบั ผู้ใดโดยไม่มีหมายหรือ
คาสง่ั ศาลไมไ่ ด้เว้นแตเ่ ป็นความผดิ ซง่ึ หน้าตามมาตรา ๗๘ (๑) ดต.แดง เจ้าพนกั งานตารวจจงึ มีอานาจ
จบั นายดาได้โดยไม่ต้องมีหมายจบั เมื่อ ดต.แดง เจ้าพนกั งานผ้จู บั ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายดา
ผู้ถูกจับและแจ้ งให้ ทราบว่านายดาผู้ถูกจับมีสิทธิให้ การหรือไม่ก็ได้ คาให้ การอันใช้ เป็ น
พยานหลักฐานในการพิจารณาคดี อนั เป็นการปฏิบตั ิตามมาตรา ๘๓ วรรคสองการจบั จึงชอบด้วย
กฎหมาย แตถ่ ้อยคาใด ๆ ที่ผ้ถู กู จบั ให้ไว้แกเ่ จ้าพนกั งานผ้จู บั ถ้าเป็นคารับสารภาพวา่ ตนได้กระทา
ผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานตามมาตรา ๘๔ วรรคท้าย ดงั นนั้ คารับสารภาพของนายดา
จงึ ไมอ่ าจรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพสิ จู น์ความผิดของนายดาได้ (๐ คะแนน)

ในชนั้ สอบสวน ในกรณีท่ีผู้ถูกจบั มิได้รับการปล่อยชัว่ คราวและมีเหตจุ าเป็นเพ่ือทาการ
สอบสวน ให้นาตวั ผู้ถูกจบั มายงั ศาลภายใน ๔๘ ชวั่ โมงนบั แต่เวลาที่ผู้ถกู จบั มายงั ที่ทาการของ
พนักงานสอบสวนโดยให้พนักงานสอบสวนยื่นคาร้ องต่อศาลออกหมายขัง ซ่ึงศาลอาจเรียก

292

พนักงานสอบสวนหรือพยานหลกั ฐาน และคดีท่ีมีอตั ราโทษจาคกุ กว่า ๖ เดือนแต่ไม่เกิน ๑๐ ปี
ศาลมีอานาจสง่ั ขงั ได้หลาย ๆ วนั ติดกนั ได้โดยครัง้ ละไม่เกิน ๑๒ วนั ตามมาตรา ๘๗ วรรคสี่และ
วรรคห้ า การที่พนักงานสอบสวนนาตัวนายดาผู้ต้องหามาขอฝากขังต่อศาลเน่ืองจากการ
สอบสวนยงั ไมเ่ สร็จ จงึ ชอบแล้วตามมาตรา ๘๗ (๐ คะแนน)

คาฟ้องต้องทาเป็นหนงั สือ และบรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายท่ีอ้างว่าจาเลยได้กระทา
ผิด ข้ อเท็จจริงเก่ียวกับวัน เวลา สถานท่ีที่เกิดการกระทาผิดนัน้ …ตามมาตรา ๑๕๘ (๕)
เม่ือพนักงานอัยการยื่นฟ้องโดยมิได้บรรยายฟ้องถึง วนั เวลา ท่ีเกิดการกระทาผิด คาฟ้องดงั กล่าว
จงึ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เน่ืองจากในคาฟ้องได้บรรยายว่า พนกั งานสอบสวนได้ย่ืนคาร้องขอ
ฝากขงั จาเลยไว้ตอ่ ศาลนีแ้ ล้ว ทงั้ เจ้าหน้าท่ีศาลได้นาสานวนฝากขงั แนบตดิ อยกู่ บั หน้าสานวนคดีตาม
ฟ้อง ซงึ่ ถือวา่ เป็นสว่ นหนึ่งของคาฟ้อง แม้จะบรรยายฟ้องในเบือ้ งต้นไม่ชอบ แต่สานวนฝากขงั ถือว่า
เป็นส่วนหนึ่งของคาฟ้องซ่ึงได้บรรยายถึง วนั เวลา และสถานท่ีที่ถกู กลา่ วหาวา่ กระทาผิด จงึ ถือได้
วา่ คาฟ้องดงั กลา่ วชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว (๓ คะแนน)

ในชนั้ พิจารณา ในคดีอาญาที่อตั ราโทษจาคกุ ก่อนเร่ิมพจิ ารณาให้ศาลถามผ้ตู ้องหากอ่ น
วา่ มีทนายความหรือไม่ ถ้าไมม่ ีและต้องการให้ศาลตงั้ ทนายความให้ตามมาตรา ๑๗๓ เมื่อศาลได้
ถามเร่ืองทนายความกบั นายดาจาเลย กอ่ นที่จะอา่ นและอธิบายฟ้องให้นายดาจาเลยตามมาตรา
๑๗๒ วรรคสอง จงึ เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว เมื่อนายดาไม่ต้องการทนายความ
ศาลชอบที่จะดาเนนิ กระบวนพจิ ารณาตอ่ ไปได้ (๑ คะแนน)

เม่ือนายดาให้การรับสารภาพวา่ ตนได้กระทาผิดในชนั้ พิจารณา ซงึ่ มาตรา ๑๗๖ วรรคหน่งึ ได้
กล่าวว่า ในชนั้ พิจารณาถ้าจาเลยให้การรับสารภาพว่าตนได้กระทาผิดศาลมีอานาจพิพากษา
ลงโทษจาเลยได้ อีกทงั้ คดีนีม้ ิใชค่ ดีที่มีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แตห่ ้าปีขนึ ้ ไปหรือสถานที่หนกั ว่าซ่ึงศาล
ต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะแน่ใจว่าจาเลยกระทาผิดจริงตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหนงึ่ ตอนท้าย
เม่ือจาเลยรับสารภาพศาลจึงพิพากษาลงโทษนายดาจาเลยได้ ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง
(๑ คะแนน) (ได้รวม ๕ คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๔ กรณีตามปัญหา การที่ดาบตารวจแดงพบกองไม้กระยาเลยกอง
อยทู่ ่ีหน้าบ้านของนายดาเมื่อสอบถามนายดารับว่าตนมีไม้ดงั กลา่ วในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต
การกระทาของนายดาไมใ่ ช่ความผิดซง่ึ หน้าเพราะไมใ่ ชค่ วามผิดท่ีเห็นกาลงั กระทาหรือพบในอาการ
ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยว่าได้ กระทาผิดมาแล้ วไม่เข้ าหลักเกณฑ์ ตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญามาตรา ๘๐ วรรคสอง (๑) (๒) ดงั นนั้ ดาบตารวจแดงไมม่ ีอานาจจบั โดยไม่มี
หมายจบั การที่ดาบตารวจแดงแจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิและจบั กมุ นายดาโดยนายดาไม่ได้กระทา

293

ผิดซง่ึ หน้าและเป็นการจบั โดยไมม่ ีหมายจบั หรือคาสงั่ ของศาล แม้นายดาลงลายมือช่ือในบนั ทึกการ
จบั กมุ การจบั ยอ่ มไมช่ อบด้วยมาตรา ๗๘ (๓ คะแนน)

อย่างไรก็ตามการจบั และการควบคมุ ในชนั้ สอบสวนเป็นคนละขนั้ ตอน เม่ือในชนั้ จบั กมุ
ดาบตารวจแดงได้แจ้งข้อหาและสิทธิให้นายดาทราบย่อมเป็นการกระทาท่ีชอบด้วยมาตรา ๘๓
และมาตรา ๘๔ เมื่อความผิดดงั กล่าวมีอตั ราโทษอย่างสงู ตงั้ แตส่ ิบปีขึน้ ไป พนกั งานสอบสวนซึ่ง
ไม่อาจฟ้องนายดาได้ทนั ภายใน ๔๘ ชวั่ โมงย่อมขอฝากขงั นายดาตอ่ ศาลภายในสิบสองวนั ย่อม
ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา๘๗ วรรคห้า (ไม่ได้ตอบว่ำกำรจับกุมไม่ชอบไม่ทำให้กำร
สอบสวนเสียไป ไม่ได้คะแนนประเดน็ นี)้

ตามมาตรา ๑๕๘ (๕) คาฟ้องต้องทาเป็นหนังสือและต้องบรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายท่ี
อ้างว่าจาเลยได้กระทาความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเก่ียวกับเวลาและสถานที่ที่เกิดการ
กระทานัน้ ดังนัน้ แม้ ในคาฟ้องของโจทก์จะไม่มีวันเวลาที่อ้ างว่านายดากระทาผิดอันเป็ น
คาฟ้องที่ไมช่ อบตามมาตรา๑๕๘(๕) ก็ตาม แตท่ ้ายคาฟ้องของโจทก์ได้บรรยายวา่ พนกั งานสอบสวนได้
ย่ืนคาร้ องขอฝากขังโดยระบุวันเวลาและสถานท่ีกระทาผิดแล้ วเมื่อได้ นาสานวนฝากขัง
ติดด้ านหน้ าสานวนฟ้องย่อมถือเป็ นส่วนหน่ึงของคาฟ้องพอให้ ศาลเข้ าใจได้ ถึงวันเวลาและ
สถานที่กระทาผิด คาฟ้องของโจทก์จงึ ชอบด้วยกฏหมายตามมาตรา๑๕๘(๕) (๓ คะแนน)

คดีดงั กลา่ วมีอตั ราโทษจาคกุ ก่อนเร่ิมพิจารณาศาลได้ถามนายดาในเร่ืองทนายความแล้ว
เมื่อนายดาไม่ต้องการทนายความศาลย่อมพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา๑๗๓ วรรคสอง เมื่อ
นายดามาอย่ตู ่อหน้าศาลและศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้นายดาฟังและนายดารับสารภาพ
และศาลได้จดบนั ทึกคาให้การแล้ว การพิจารณาดงั กล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา
๑๗๒ วรรคสอง (๑ คะแนน)

ในชัน้ พิจารณา เม่ือจาเลยให้ การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบ
พยานหลกั ฐานตอ่ ไปก็ได้ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง ดงั นนั้ เมื่อนายดาให้การรับสารภาพหากศาล
เห็นว่านายดากระทาผิดตามฟ้องจริงศาลย่อมพิพากษาลงโทษนายดาโดยไม่สืบพยานหลกั ฐานได้
ด้วยเหตผุ ลดงั กล่าวข้างต้น ศาลจะพิพากษาลงโทษนายดาตามฟ้องได้ตามมาตรา๑๗๖ (ไม่ได้
ตอบว่ำโทษจำคุกขัน้ ต่ำไม่เกิน ๕ ปี ให้เพียง ๐.๕ คะแนน) (ได้รวม ๗.๕ คะแนน แต่ดู
ภำพรวมแล้วให้ ๗ คะแนน เพรำะกำรให้คะแนนจะให้เป็ นคะแนนไม่ให้เป็ นเศษ)

294

ข้อ ๕๐ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทัง้ สองร่วมกันลักทรัพย์ ขอให้ศาลลงโทษตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ศาลประทับฟ้อง จาเลยทัง้ สองให้ การรับสารภาพ
โจทก์จาเลยไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยทัง้ สองมี
ความผิดตามฟ้อง ลงโทษจาคกุ จาเลยทงั้ สองคนละ ๑ ปี จาเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์ขอให้รอการลงโทษ
สว่ นจาเลยท่ี ๒ ไม่อทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์ตรวจสานวนแล้ว ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแตเ่ พียงลายมือ
ช่ือผ้เู รียงและผ้พู มิ พ์เทา่ นนั้ ไมป่ รากฏลายมือช่ือโจทก์

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลอทุ ธรณ์จะพพิ ากษาคดีอยา่ งไร
คำตอบ ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือช่ือผู้เรียงและผู้พิมพ์เท่านนั้ ไม่ปรากฏ
ลายมือช่ือโจทก์ จึงถอื เป็ นฟ้องท่ีไม่มีลำยมือช่ือโจทก์ ไมช่ อบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) หำกศำลชัน้ ต้นตรวจพบข้อผิดพลำดดังกล่ำวก็จะใช้อำนำจ
ตาม มาตรา ๑๖๑ ส่ังให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้แตค่ ดีนี ้
ศาลชนั้ ต้นสงั่ ประทบั ฟ้องและดาเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขนึ ้ มาส่ศู าลอทุ ธรณ์แล้ว กำรท่ีจะ
ส่ังให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหน่ึง ย่อมล่วงเลย
เวลำท่ีจะปฏิบัติได้ เพรำะศำลชัน้ ต้นได้ส่ังประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจำรณำจน
เสร็จสิน้ แล้ว ทัง้ กรณีดังกล่ำวไม่เข้ำเหตุตำมมำตรำ ๒๐๘ (๒) ท่ีจะส่ังให้ศำลชัน้ ต้นทำ
กำรพิจำรณำและพิพำกษำใหม่ตำมรูปคดี ศำลอุทธรณ์ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็ นอย่ำงอ่ืน
นอกจำกต้องพิพำกษำยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยท่ี ๑ (ฎีกาท่ี ๕๙๑๘/๒๕๔๙) ปัญหำนี้
เป็ นปัญหำข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย แม้จำเลยท่ี ๑ มิได้อุทธรณ์ ศำล
อุทธรณ์ก็ยกปัญหำดังกล่ำวขนึ้ วินิจฉัยได้ เม่ือศำลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหำดังกล่ำวแล้ว
ปัญหำตำมอุทธรณ์ของจำเลยท่ี ๑ ว่ำควรรอกำรลงโทษจำเลยท่ี ๑ หรือไม่ จึงไม่ต้อง
วนิ ิจฉัย
ส่วนจาเลยที่ ๒ แม้จะไม่ได้อุทธรณ์ แต่เม่ือจำเลยท่ี ๑ อุทธรณ์คัดค้ำนคำพิพำกษำ
ของศำลชัน้ ต้นซ่ึงลงโทษจำเลยทัง้ สองในฐำนเดียวกัน เม่ือศำลอุทธรณ์กลับคำพพิ ำกษำ
ศำลชัน้ ต้น เป็ นไม่ลงโทษจำเลยท่ี ๑ เน่ืองจำกเป็ นฟ้องท่ีไม่มีลำยมือช่ือโจทก์ จงึ ไม่ชอบ
ซ่ึงเป็ นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศำลอุทธรณ์มีอำนำจพิพำกษำไปถงึ จำเลยท่ี ๒ ท่ีมิได้
อุทธรณ์ได้ตามมาตรา ๒๑๓
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้หากแปลงข้อเท็จจริงเล็กน้อย โดยถามว่าเมื่อศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว
พบว่าโจทก์มิไดล้ งชื่อในฟอ้ ง ศาลชน้ั ต้นจะมีคาสง่ั อย่างไร ก็ต้องตอบว่าเมื่อศาลชนั้ ต้นตรวจพบ
ข้อผิดพลาดดงั กล่าว ก็จะสงั่ ให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทบั ฟ้องได้ตาม
มาตรา ๑๖๑ ส่วนอื่นที่ศาลฎีกาวินิจฉยั ไวก้ ็ไม่ต้องตอบ แต่คาถามข้อนี้ถามในเรื่องอทุ ธรณ์ด้วย

295

จึงตอ้ งตอบมาตามทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั ไวท้ ง้ั หมด
ฎีกำท่ี ๕๙๑๘/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๖๔ ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือช่ือผ้พู ิมพ์

และผู้เรียงเท่านนั้ ไม่ปรากฏลายมือช่ือโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) หากศาลชนั้ ต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดงั กล่าวก็จะใช้อานาจตามมาตรา
๑๖๑ สงั่ ให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถกู ต้องหรือยกฟ้อง หรือไมป่ ระทบั ฟ้องได้ แตถ่ ้าศาลชนั้ ต้นสงั่ ประทบั
ฟ้องและดาเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึน้ มาสู่ศาลอุทธรณ์แล้ว การที่จะส่ังให้โจทก์แก้ฟ้อง
ให้ถกู ต้องหรือไมป่ ระทบั ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหน่งึ ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบตั ิได้
เพราะศาลชนั้ ต้นได้สงั่ ประทบั ฟ้องและดาเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิน้ แล้ว ทงั้ กรณีดงั กล่าว
ไม่เข้าเหตตุ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ท่ีจะสง่ั ให้ศาลชนั้ ต้นทาการพิจารณาและพิพากษาใหม่
ตามรูปคดี ศาลอทุ ธรณ์ยอ่ มไมม่ ีวธิ ีปฏิบตั เิ ป็นอยา่ งอ่ืนนอกจากต้องพิพากษายกฟอ้ งโจทก์

ข้อ ๕๑ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยบรรยายฟ้องว่า ข้อ ๑ เมื่อ
วนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ เวลากลางวนั ได้มีคนร้ายบงั อาจลกั เอารถจกั รยานยนต์ ๑ คนั ของนาง
แดงผ้เู สียหายไปโดยทจุ ริต ข้อ ๒ ตอ่ มาวนั ท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เวลากลางวนั เจ้าพนกั งาน
ตารวจยดึ รถของผ้เู สียหายท่ีถูกคนร้ายลกั ไปดงั กลา่ วในฟ้องข้อ ๑ ขณะท่ีอย่ใู นความครอบครอง
ของจาเลยเป็นของกลาง เมื่อระหว่างวนั และเวลาดงั กลา่ วในฟ้องข้อ ๑ ถงึ วนั เวลาดงั กลา่ วในฟ้อง
ข้อ ๒ จาเลยบงั อาจลกั ทรัพย์ดงั กล่าวของผู้เสียหาย หรือรับของโจรโดยรับเอาของกลางซ่ึงเป็น
ทรัพย์ของผ้เู สียหาย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ซึ่งถกู คนร้ายลกั ไปดงั กล่าวในฟ้องข้อ ๑ ซึ่งความผิดฐาน
รับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๕๗ ศาลสอบถามเรื่อง
ทนายความแล้ว จาเลยไมต่ ้องการทนายความ และให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จาเลย
ไมต่ ดิ ใจสืบพยาน

ให้วินจิ ฉยั วา่ ศาลจะพิพากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ ๑. คดีนีแ้ ม้จาเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จาเลยไม่ติดใจ
สืบพยาน แต่ควำมผิดฐำนรับของโจรต้องเกิดหลังจำกมีกำรกระทำควำมผิดฐำนลักทรัพย์
รถจักรยำนยนต์เกิดขึน้ แล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทาความผิดฐานรับของโจร
เกิดขึน้ เมื่อวันท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ก่อนการกระทาความผิดฐานลักทรัพย์เมื่อวันที่ ๑
สิงหาคม ๒๕๕๐ จึงเป็ นคำฟ้องท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมำยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญามาตรา ๑๕๘ (๕) เพรำะเป็ นคำฟ้องท่ีขัดต่อสภำพและลักษณะของกำรกระทำ

296

ควำมผิดอย่ำงชัดเจนศำลต้องพพิ ำกษำยกฟ้อง (ฎีกาที่ ๓๓๐/๒๕๔๙)
ฎีกำท่ี ๓๓๐/๒๕๔๙ ฎ.๙๑ ความผิดฐานรับของโจรต้องเกิดหลังจากมีการกระทา

ความผิดฐานลกั ทรัพย์รถจกั รยานยนต์เกิดขนึ ้ แล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทาความผิด
ฐานรับของโจรเกิดขึน้ ก่อนย่อมเป็นคาฟ้องที่ขดั ตอ่ สภาพและลกั ษณะของการกระทาความผิด
อยา่ งชดั เจน จงึ เป็นคาฟ้องท่ีไมช่ อบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕๘ (๕)
บรรยำยฟ้องขำดองค์ประกอบควำมผิด
ฎีกำท่ี ๙๖๓๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๑๔ ความผิดตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๔
วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้ อยตารวจโท ฉ. พนักงาน
สอบสวน สถานีตารวจภูธรเมืองนนทบุรี กล่าวหาว่าโจทก์กับพวกร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นและ
ร่วมกันทาให้เสียทรัพย์ ทาให้ร้อยตารวจโท ฉ. ออกหมายเรียกโจทก์เป็นผ้ตู ้องหาและรับคาร้อง
ทกุ ข์ไว้ ความจริงแล้วโจทก์มิได้กระทาความผิดตามที่จาเลยแจ้งความกลา่ วหาและให้ถ้อยคา แต่
จาเลยมีเจตนากลนั่ แกล้งให้โจทก์ต้องเสียคา่ ใช้จ่ายในการหาหลกั ทรัพย์มาประกนั ตวั และเส่ือม
เสียช่ือเสียง ทาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นนั้ เป็นการบรรยายฟ้องว่า มีการแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จเก่ียวกับความผิดอาญาเกิดขึน้ โดยหยิบยกเอาถ้อยคาของกฎหมายมาบรรยายเพื่อให้
ครบองค์ประกอบของความผิดเท่านนั้ มิได้บรรยายกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเก่ียวกบั
ความเท็จท่ีจาเลยแจ้งความกล่าวหาโจทก์และให้ถ้อยคาต่อร้อยตารวจโท ฉ. นนั้ เป็นความผิด
ในทางอาญาหรือไม่ อย่างไร ส่วนสาเนารายงานประจาวนั เกี่ยวกบั คดีเอกสารท้ายฟ้อง มีสาระ
เพียงวา่ เม่ือวนั ที่ ๒๗ กนั ยายน ๒๕๕๓ ร้อยตารวจโท ฉ. รับคาร้องทกุ ข์ของจาเลยตามที่กล่าวหา
โจทก์กบั พวกร่วมกนั ลกั ทรัพย์และร่วมกนั ทาให้เสียทรัพย์ไว้ ตามรายงานประจาวนั เกี่ยวกบั คดี ข้อ
๑๘ เวลา ๑๖.๑๕ นาฬิกา ของวนั ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ มิได้มีรายละเอียดเก่ียวกบั การแจ้ง
ข้อความอนั เป็นเท็จของจาเลยว่าเป็นอยา่ งใด ทงั้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องวา่ จาเลยแจ้งข้อความอนั
เป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนกั ขึน้ ซ่ึงเป็นองค์ประกอบความผิดตาม
มาตรา ๑๗๔ วรรคสองอีกด้วย ฟ้องของโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงการกระทาทงั้ หลายท่ีอ้างวา่ จาเลย
ได้กระทาผดิ รวมทงั้ บคุ คลและสิ่งของท่ีเกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเทา่ ท่ีจะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดี
จงึ เป็นฟอ้ งที่ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)
ฎีกำท่ี ๑๑๗๕๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๕๕ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยเบกิ ความอนั เป็น

297

เท็จในคดีอาญา ซ่ึงตามคาบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวเพียงแต่กล่าวว่าจาเลยเบิกความในคดี
หมายเลขใด ระหวา่ งผ้ใู ดเป็นโจทก์ ผ้ใู ดเป็นจาเลย และข้อความท่ีจาเลยเบกิ ความกบั ความจริง
วา่ เป็นอยา่ งไร และมีข้อหาความผิดตามบทกฎหมายใด ซงึ่ แม้จะเข้าใจได้วา่ คดีที่จาเลยเบกิ ความ
ได้กระทาในการพิจารณาคดีอาญา และโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องว่าข้อความท่ีจาเลยเบิกความ
เป็นข้อสาคญั ในคดกี ็ตาม แตเ่ ม่ือโจทก์มิได้กลา่ วมาในฟ้องวา่ ประเดน็ อนั เป็นข้อสาคญั ในคดีมีว่า
อยา่ งใด และคาเบกิ ความของจาเลยเป็นข้อสาคญั อยา่ งไร อนั ถือวา่ เป็นการกระทาท่ีอ้างวา่ จาเลย
กระทาความผิด ทงั้ ไม่มีรายละเอียดพอสมควรเท่าท่ีจะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดีวา่ ข้อท่ีจาเลย
เบกิ ความเท็จนนั้ มีความสาคญั ในคดีอยา่ งไร จึงถือวา่ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทาที่อ้าง
วา่ จาเลยได้กระทาผิดมาโดยครบถ้วน ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๖๕๗๗/๒๕๕๖ ฎ. ๒๗๔๒ ฟ้องโจทก์บรรยายวา่ จาเลยทงั้ สองกบั พวกร่วมกนั ใช้
ตะปขู นาดยาวประมาณ ๔ นิว้ จานวนหลายตวั ซ่ึงมีสภาพบิดงอ เป็นตะปเู รือใบเทวางโรยทิง้ ไว้
ขดั ขวางการจราจรบนทางสาธารณะ โดยเจตนาจะให้รถยนต์และรถจกั รยานยนต์ของเจ้าหน้าที่
ตารวจและเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทงั้ ประชาชนท่ีใช้ทางสาธารณะเกิดอนั ตราย เกิดความเสียหายแก่
บุคคลและการจราจร และโดยมีเจตนาท่ีจะขดั ขวางเจ้าพนกั งานในการปฏิบตั ิการตามหน้าท่ีใน
การตรวจตราลาดตระเวนในเส้นทาง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองกบั พวกกระทาให้ทาง
สาธารณะอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตใุ ห้เกิดอันตรายแก่การจราจร ฟ้องของโจทก์จึงขาด
ข้อเท็จจริงอนั เป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๙ เป็นฟอ้ งที่ไมส่ มบรู ณ์ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕) ต้องยกฟ้อง

ฎีกำท่ี ๕๑๗๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๙๓ ตามคาฟ้องของโจทก์ไมป่ รากฏข้อความว่า บลิ
เงินสดท่ีจาเลยปลอมเป็นหลกั ฐานแหง่ การก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงบั ซ่ึงสิทธิ อนั เป็น
นิยามของคาว่า เอกสารสิทธิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๙) แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๒๖๕ ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบิลเงินสดเป็นเอกสารสิทธิ ถือได้ว่า
คาฟ้องของโจทก์มไิ ด้บรรยายถึงการกระทาทงั้ หลายท่ีอ้างวา่ จาเลยได้กระทาผิดฐานปลอมและใช้
เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) การกระทาของจาเลยตามท่ีโจทก์บรรยายมาใน
ฟ้อง จงึ ไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ และมาตรา
๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕
ข้อสังเกต แต่กรณีของการปลอมเช็ค แม้จะไม่บรรยายฟ้องว่าเป็ นการปลอมต๋ัวเงิน ก็เป็ น
ความผิดตามมาตรา ๒๖๖ (๔) ตามฎีกาท่ี ๙๐๕๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๔๒๔ โจทก์บรรยายฟอ้ งว่าจาเลย
ปลอมเช็ค ๕๓ ฉบบั อนั เป็นเอกสารสิทธิ ขอใหล้ งโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ แม้ไม่ไดบ้ รรยาย

298

ว่าปลอมตวั๋ เงินตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๖ (๔) แต่เช็คก็เป็นตวั๋ เงินชนิดหนึ่ง คาบรรยายฟ้องเช่นนี้
ทาให้จาเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่า โจทก์กล่าวหาว่าจาเลยกระทาความผิด
อย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา ๒๖๖ (๔) ไว้ในคาขอท้ายฟ้อง คาฟ้องของโจทก์ก็ชอบ
ดว้ ย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แลว้

ฎีกำท่ี ๘๙๓๑/๒๕๕๖ ฎ.๑๖๗๖ โจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกบั ความผิดฐานกระทาชาเรา
เด็กอายุไม่เกินสิบห้ าปี ซ่ึงมิใช่ภริ ยาของตนโดยร่วมกันกระทาผิดด้ วยกันอันมีลักษณะเป็ นการ
โทรมเดก็ หญิงในข้อ ๑.๒ วา่ จาเลยที่ ๑ ท่ี ๒ ร่วมกนั พาเดก็ หญิง ด. อายสุ ิบสี่ปีเศษ (เกิดวนั ท่ี ๒๑
ธันวาคม ๒๕๓๖) ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปีไปเพ่ือการอนาจาร แล้ว
จาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒ ท่ี ๓ ร่วมกันข่มขืนกระทาชาเราผ้เู สียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปี
และมิใชภ่ ริยาของจาเลยทงั้ สามโดยผลดั เปลี่ยนหมนุ เวียนขม่ ขืนกระทาชาเราผ้เู สียหายท่ี ๒ จน
สาเร็จความใคร่ของจาเลยทงั้ สาม โดยผู้เสียหายท่ี ๒ ไม่ยินยอมด้วย ฟ้องโจทก์บรรยายเฉพาะ
สว่ นท่ีจาเลยทงั้ สามร่วมกนั กระทาความผิดเทา่ นนั้ ไม่ได้บรรยายถึงองคป์ ระกอบในส่วนที่เป็นการ
โทรมเด็กหญิง แม้การบรรยายฟ้องไม่จาเป็นต้องใช้ถ้อยคาว่าโทรมเด็กหญิงตาม ป.อ. มาตรา
๒๗๗ วรรคส่ี ก็ตาม แตโ่ จทก์ก็ต้องบรรยายถึงองค์ประกอบดงั กลา่ วด้วย เพียงข้อความท่ีบรรยาย
ว่าจาเลยทงั้ สามผลัดเปล่ียนหมนุ เวียนข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๒ ก็มิใช่ข้อท่ีจะแสดงให้
เห็นว่ามีลกั ษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงตามที่กฎหมายบญั ญัติ ทงั้ การท่ีโจทก์ระบุข้อหาในช่อง
ฐานความผิดตามฟ้องวา่ ร่วมกนั กระทาชาเราเดก็ อายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดย
เด็กนัน้ ไม่ยินยอมโดยมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นเพียงฐานความผิดท่ีโจทก์ฟ้องจาเลย
ทัง้ สาม มิใช่องค์ประกอบความผิดท่ีโจทก์บรรยายมาในฟ้อง คาบรรยายฟ้องโจทก์จึงไม่ครบ
องค์ประกอบความผติ าม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสี่

ฎีกำท่ี ๑๗๔๔๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑๘ โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจาเลย
ทัง้ ย่ีสิบหกร่วมกันเขียนคาร้ องใส่ความโจทก์ด้วยเรื่องไม่มีมูลความจริงต่อผู้ว่าการการไฟฟ้า
ส่วนภูมิภาค ผ้บู งั คบั บญั ชาของโจทก์ซ่ึงเป็นบุคคลที่สามโดยตรงเพียงคนเดียว เมื่อคดีเสร็จการ
พิจารณาอย่รู ะหว่างศาลชนั้ ต้นนดั ฟังคาพิพากษา ทนายโจทก์ท่ีโจทก์แตง่ ตงั้ ภายหลงั ย่ืนคาร้อง
ขอเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๒๘ ในคาขอท้ายฟ้อง อ้างเหตุทนายโจทก์เห็นว่า จาเลยทัง้ ย่ีสิบหก
กระทาความผิดตามมาตราดงั กลา่ วด้วย แตม่ ิได้แก้หรือเพ่ิมเติมรายละเอียดแห่งการกระทาของ
จาเลยทงั้ ย่ีสิบหกในคาฟอ้ งด้วย คาฟอ้ งโจทก์จงึ มิได้บรรยายการกระทาท่ีอ้างวา่ จาเลยทงั้ ย่ีสบิ หก
กระทาความผิดฐานหม่ินประมาทด้วยการโฆษณา ไม่วา่ จะเป็นการกระทาโดยการกระจายเสียง
หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทาการป่ าวประกาศโดยวิธีอ่ืนอนั เป็นองค์ประกอบของความผิด

299

ซ่ึงเป็นการกระทาทงั้ หลายท่ีอ้างว่าจาเลยทงั้ ยี่สิบหกกระทาความผิดตามมาตราดงั กลา่ ว รวมทงั้
ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเก่ียวกับเวลา สถานที่ ซ่ึงเกิดการกระทา ทัง้ บุคคลหรือสิ่งของที่
เก่ียวข้องด้วยพอสมควรเท่าท่ีจะทาให้จาเลยทัง้ ยี่สิบหกเข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๕) คาฟ้องโจทก์ส่วนนีจ้ ึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชัน้ ต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือ
เพ่ิมเตมิ ฟอ้ งและพพิ ากษาคดโี ดยไมส่ อบถามคาให้การของจาเลยทงั้ ย่ีสิบหกสาหรับความผิดฐาน
ดังกล่าว ก็ไม่มีผลให้ คาพิพากษาของศาลชัน้ ต้นซ่ึงไม่ได้วินิจฉัยเก่ียวกับความผิดฐานนี ้
เปล่ียนแปลงไปจนต้องย้อนสานวนให้ศาลชนั้ ต้นแก้ไข ที่ศาลอทุ ธรณ์รับพิจารณาวินิจฉัยอทุ ธรณ์
โจทก์ในความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ ให้นนั้ ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๒๘๙๘/๒๕๔๙ ฎ.๔๐๙ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยข่มขืนใจผ้เู สียหายให้ยอม
ให้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทแก่จาเลย โดยข่เู ข็ญวา่ หากผ้เู สียหายไม่ยอมให้เงินจานวนนนั้ จาเลยจะ
นาภาพเปลือยของผู้เสียหายออกเปิดเผย จนผู้เสียหายยอมมอบเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทแก่จาเลย
โจทก์มิได้บรรยายในคาฟ้องว่า ภาพเปลือยของผู้เสียหายที่จาเลยขู่เข็ญว่าจะเปิ ดเผยเป็ น
ความลับ ซ่ึงการเปิดเผยนนั้ จะทาให้ผู้เสียหายหรือบุคคลท่ีสามเสียหายทงั้ ท่ีเป็นองค์ประกอบ
สาคญั เพราะหากไม่ใช่ความลบั ที่เปิดเผยแล้วจะทาให้ผ้เู สียหายหรือบุคคลท่ีสามต้องเสียหาย
ก็ย่อมแสดงอย่ใู นตวั ว่าไม่ใช่ความลบั ที่ผ้เู สียหายประสงค์จะปกปิดเอาไว้มิให้เปิดเผยแก่บคุ คล
ทว่ั ไป อนั จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๘ ดงั นนั้ คาฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบ
ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)

ฎีกำท่ี ๙๔๑๑/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๔๓ แม้การบรรยายฟ้องในความผิดฐานร่วมกนั พา
อาวุธปื นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับ
ใบอนญุ าตตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ และ พ.ร.บ.อาวธุ ปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนงึ่ , ๗๒ ทวิ วรรค
สอง ไม่จาเป็นต้องใช้ถ้อยคาตามบทบญั ญัติดงั กล่าวทกุ ถ้อยคาก็ตาม แตอ่ งค์ประกอบความผิด
ในการกระทาดงั กล่าวจะต้องเป็นการพาอาวธุ ปืนติดตวั ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ
คดีนีโ้ จทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยทงั้ สามร่วมกนั พาอาวธุ ปืนดงั กล่าวตดิ ตวั ไปในที่บ้านเลขที่
๔๑๓/๑ หมู่ท่ี ๑ ตาบลเขาพระ อาเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เท่านัน้ ฟ้องของโจทก์ดังกล่าว
ไม่ปรากฏเลยว่าจาเลยทงั้ สามร่วมกันพาอาวุธปืนติดตวั ไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะ
ทัง้ ไม่ได้ความว่าบ้านดังกล่าวเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะแต่อย่างใด และไม่อาจ
แปลความว่าบ้านเลขท่ี ๔๑๓/๑ หมู่ท่ี ๑ ท่ีเกิดเหตุเป็นหมู่บ้านดังที่โจทก์ฎีกา เพียงการพา
อาวธุ ปืนตดิ ตวั ไปในท่ีบ้านหาเป็นความผิดตามบทกฎหมายดงั กล่าวข้างต้นไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็น

300

ฟ้องท่ีขาดองค์ประกอบความผิดตามบทบญั ญัติดงั กล่าวไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕)
และลงโทษจาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานนีไ้ มไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๕๔๐๙/๒๕๕๔ ฎ.๒๓๐๖ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยได้ เก็บรักษาไว้ ซึ่ง
โทรศพั ท์มือถือ แผ่นบนั ทึกข้อมูลโทรศพั ท์มือถือ เครื่องมือเพ่ิมพลังงานโทรศพั ท์มือถือและถ่าน
นาฬิกา อันเป็นสิ่งของต้องห้ามมิให้นาเข้ามาหรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจาอันเป็นการฝ่ าฝื น
กฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ราชทณั ฑ์ฯ มาตรา ๔๕ เม่ือบทบัญญัติดงั กล่าววรรคหนึ่ง
บญั ญตั ิวา่ ผ้ใู ดเข้าไปในเรือนจาโดยมไิ ด้รับอนญุ าตจากพนกั งานเจ้าหน้าที่ก็ดี หรือบงั อาจรับจาก
หรือส่งมอบแก่ผ้ตู ้องขงั นาเข้ามาหรือนาออกไปจากเรือนจาซ่ึงเงินหรือส่ิงของต้องห้ามโดยทาง
ใด ๆ อนั ฝ่ าฝืนระเบียบหรือข้อบงั คบั ของเรือนจาก็ดี ผ้นู นั้ มีความผิดต้องระวางโทษ มิได้บญั ญัติ
ให้การเก็บรักษาสิ่งของต้องห้ามเป็นความผิดด้วย แม้จาเลยให้การรับสารภาพว่าได้เก็บรักษา
สิ่งของต้องห้ามตามฟ้องจริง การกระทาของจาเลยตามฟ้องก็ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.
ราชทณั ฑ์ฯ มาตรา ๔๕ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๓๗๓๔/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๙๙ โจทก์บรรยายฟ้องในความผดิ ฐานขบั รถโดยไมค่ านงึ ถึง
ความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพย์สินและความเดือดร้อนของผ้อู ื่นที่ร่วมใช้ทางวา่ จาเลยท่ี ๑ ถึงที่
๓ กบั พวก ๑๐ คน ร่วมกนั กระทาความผิดตอ่ กฎหมายหลายกรรมต่างกนั กล่าวคือ จาเลยที่ ๑
ขบั รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลตล กรุงเทพมหานคร ๒๘ มีจาเลยท่ี ๔ น่ัง ซ้อนท้าย
จาเลยท่ี ๒ ขบั รถจกั รยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลตจ กรุงเทพมหานคร ๓๒๓ จาเลยท่ี ๓ ขับ
รถจกั รยานยนต์หมายเลขทะเบยี น ลพท กรุงเทพมหานคร ๖๙๙ ไปตามถนนด้วยความเร็วสงู และ
ด้วยความคกึ คะนองโดยยกล้อหน้าส่ายไปมาแซงซ้ายแซงขวา อนั เป็นการน่าหวาดเสียวและเร่ง
เครื่องยนต์เสียงดงั โดยไม่คานึงถึงความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพย์สินและความเดือดร้อนของ
ผ้อู ่ืนท่ีร่วมใช้ทางจราจร ซง่ึ มีความม่งุ หมายให้ลงโทษผ้ขู บั รถจกั รยานยนต์ คือจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓
กับพวกที่ร่วมกันกระทาความผิดเท่านัน้ ไม่ได้บรรยายว่าจาเลยที่ ๔ ซึ่งเป็ นผู้น่ังซ้อนท้าย
รถจกั รยานยนต์ของจาเลยที่ ๑ ได้ร่วมกระทาการขบั รถโดยไม่ได้คานึงถึงความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สินและความเดือดร้อนของผ้อู ื่นท่ีร่วมใช้ทางกบั จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ กบั พวกด้วยหรือไม่
อยา่ งไร จาเลยท่ี ๔ จงึ ไมม่ ีความผิดฐานดงั กลา่ ว

ฎีกำท่ี ๒๗๒๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๑ ความผิดฐานฝ่ าฝืนคาส่ังของเจ้าพนักงาน
ท้องถ่ินท่ีสงั่ ให้รือ้ ถอนอาคารจะเกิดขนึ ้ ได้ตอ่ เม่ือเจ้าพนกั งานท้องถ่ินมีอานาจสง่ั ให้จาเลยรือ้ ถอน
อาคาร ซึ่งอานาจในการสั่งให้รือ้ ถอนอาคารนนั้ พ.ร.บ. ควบคมุ อาคารฯ มาตรา ๔๒ บญั ญัติว่า


Click to View FlipBook Version