451
เมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จาเลยไมม่ ีความผิดฐานเป็นตวั การที่ร่วมกระทาความผิดด้วยกนั
หากแตก่ ารท่ีจาเลยตดิ ตอ่ หาเมทแอมเฟตามีนมาจาหนา่ ยให้แก่ อ. ดงั กลา่ ว ยอ่ มถือได้ว่าเป็นการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย
จาเลยจงึ เป็นผ้สู นบั สนนุ การกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖
แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานเป็นตวั การ แตข่ ้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า
จาเลยเป็นเพียงผู้สนบั สนุนการกระทาความผิด ศาลย่อมลงโทษจาเลยฐานเป็นผู้สนบั สนุนได้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ เพราะข้อแตกตา่ งดงั กล่าว
มิใชเ่ ป็นข้อสาระสาคญั และจาเลยมิได้หลงตอ่ สู้
ฎีกำท่ี ๒๖๑๐-๒๖๑๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๕ การที่จาเลยท่ี ๓ ฝากให้จาเลยท่ี ๑ และ
ท่ี ๒ จาหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการก่อให้จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทาความผิดดังกล่าว
จาเลยท่ี ๓ จงึ เป็นผ้ใู ช้ให้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ กระทาความผิดฐานจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีนตาม
ป.อ. มาตรา ๘๔ มิใช่เป็นตวั การร่วมกระทาความผิดด้วยกนั ตามมาตรา ๘๓ ดงั ที่โจทก์ฟ้อง ซึ่ง
เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสาคญั ย่อมลงโทษจาเลยที่ ๓ ฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทาความผิด
ไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง แต่การกระทาความผิดของจาเลยท่ี ๓ ดงั กล่าว ถือได้
วา่ เป็นความผิดฐานเป็นผ้สู นับสนนุ การกระทาความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.อ.
มาตรา ๘๖ ซง่ึ ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยท่ี ๓ ฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ ได้
ฎีกำท่ี ๒๔๖๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๔ เหตทุ ี่จาเลยออกเช็คให้แก่โจทก์ไม่ว่าเพื่อชาระ
หนีค้ า่ ผ้าท่ีจาเลยเอาผ้าของโจทก์ไปผลิตเกินจากที่โจทก์สงั่ แล้วนาไปจาหน่ายตามท่ีปรากฏใน
การพิจารณา หรือเพ่ือชาระหนีบ้ างส่วนอนั เนื่องจากลูกค้าของโจทก์ได้ชาระค่าเสือ้ ผ้าสาเร็จรูป
แก่โจทก์และจาเลยรับไว้แทนตามฟ้องโจทก์ก็ตาม แตเ่ ม่ือหนีท้ ่ีจาเลยออกเช็คให้แก่โจทก์เป็นหนี ้
ท่ีมีอยู่จริงและบงั คบั ได้ตามกฎหมายแล้ว การกระทาของจาเลยย่อมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค ฯ มาตรา ๔ ตามท่ีโจทก์ฟ้อง จึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่
ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งท่ีกล่าวในฟ้องในข้อสาระสาคัญ อันจะต้อง
ยกฟอ้ งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๙๔๒๓-๙๔๒๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๘ จาเลยจะลงลายมือชื่อส่ังจ่ายเช็ค
พิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทาการแทนบริษัท จาเลยก็ต้ องมีความรับผิดทางอาญา
เช่นเดียวกัน เน่ืองจากการดาเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทงั้ หลายของ
บริษัท เม่ือจาเลยเป็นกรรมการผู้มีอานาจของบริษัทลงลายมือชื่อสงั่ จ่ายเช็คพิพาทและประทับ
452
ตราสาคญั ของบริษัทโดยเจตนาท่ีจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอนั เป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือ
ว่าจาเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาท โจทก์จึงฟ้องจาเลยในฐานะส่วนตัวได้โดย
ไม่จาต้องบรรยายฟ้องวา่ จาเลยกบั บริษัทร่วมกนั กระทาผิด และกรณีเช่นนีถ้ ือไมไ่ ด้ว่าข้อเท็จจริง
ที่ปรากฏในการพิจารณาแตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้องในข้อสาระสาคญั เน่ืองจากมิได้
สง่ ผลให้ผ้แู ทนหรือนิติบคุ คลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทงั้ จาเลยก็มิได้หลงต่อส้ดู ้วย จึงไม่มี
เหตทุ ี่ศาลพพิ ากษายกฟอ้ งโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีนี้บรรยายฟ้องว่ากรรมการผู้มีอานาจกระทาความผิด ทางพิจารณาฟังได้ว่า
กรรมการเป็นตวั การร่วมกบั บริษัทกระทาผิด ถือว่าทางพิจารณาไม่แตกต่างจากฟ้อง ลงโทษได้
อย่าสับสนกับเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่านิติบุคคลกระทาผิด ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้แทน
นิติบุคคลในฐานะส่วนตวั เป็ นตวั การร่วมกันกระทาความผิด ทางพิจารณาฟังได้ว่าเป็ นตวั การ
ลงโทษผูแ้ ทนนิติบคุ คลไม่ได้ เพราะไม่ไดก้ ล่าวในฟอ้ งตามฎีกาที่ ๕๕๒๗/๒๕๔๘
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคสำม
ฎีกำท่ี ๗๓๘๗/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๓ การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดฐาน
รับของโจรตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคแรก ซ่ึงแตกต่างจากความผิดฐานว่ิงราวทรัพย์ท่ีโจทก์
ฟ้อง กรณีเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้อง
แตข่ ้อท่ีแตกต่างนนั้ เป็นเพียงรายละเอียดคือตา่ งกนั ระหว่างการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์กับ
รับของโจร ซึ่งมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสาคญั และทงั้ จาเลยท่ี ๑ มิได้หลงต่อสู้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ศาลยอ่ มลงโทษจาเลยที่ ๑ ในฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้
ตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ข้อสังเกต ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ไม่ได้บญั ญตั ิไว้ในมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ศาลฎีกาจึงปรับ
บทว่าความผิดฐานลกั ทรัพย์กบั รับของโจร เป็นความแตกต่างในรายละเอียดซ่ึงมิให้ถือว่าต่างกนั
ในข้อสาระสาคญั ศาลฎีกาคงละไว้ในฐานที่นกั ศึกษาต้องเข้าใจว่าความผิดฐานลกั ทรัพย์เป็ น
ความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ด้วย แต่ถ้าออกข้อสอบนักศึกษาควรตอบว่า
ความผิดฐานลกั ทรพั ย์เป็นความผิดทีร่ วมอยู่ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ดว้ ย แมโ้ จทก์จะฟอ้ งใน
ความผิดฐานวิ่งราวทรพั ย์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นความผิดฐานรับของโจร ศาลก็ลงโทษ
ความผิดฐานรับของโจรได้ เพราะข้อที่แตกต่างนนั้ เป็ นเพียงรายละเอียดที่ต่างกนั ระหว่างการ
กระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์กบั รับของโจร ซึ่งมิให้ถือว่าต่างกนั ในข้อสาระสาคญั ทง้ั มิให้ถือว่า
453
ข้อพิจารณาที่ได้ความนน้ั เป็ นเรื่องเกินคาขอหรือเป็ นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ สาหรับ
กรณีที่จาเลยมิได้หลงต่อสู้ แต่ศาลจะลงโทษจาเลยเกินอตั ราโทษที่กฎหมายกาหนดไว้สาหรับ
ความผิดฐานลกั ทรัพย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่โจทก์ฟอ้ งไม่ไดต้ ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ซ่ึงคดีนีศ้ าลฎีกาลงโทษไม่เกินอตั ราโทษฐานลกั ทรพั ย์
อนึ่ง ขอให้สงั เกตว่าศาลจะลงโทษฐานความผิดที่พิจารณาไดค้ วาม แต่อตั ราโทษไม่เกิน
ฐานความผิดที่ฟ้อง ไม่ใช่ลงโทษฐานความผิดที่ฟ้อง ซ่ึงเวลาตรวจข้อสอบนกั ศึกษาจานวนมาก
ตอบผิดว่าลงโทษตามฐานความผิดทีฟ่ อ้ ง
ฎีกำท่ี ๔๗๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๗๓ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยท่ี ๒ ร่วมกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์
กับจาเลยท่ี ๑ ทางพิจารณาได้ความว่า การกระทาในส่วนนีข้ องจาเลยท่ี ๒ เป็นความผิดฐาน
กรรโชก ศาลจึงมีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานกรรโชกได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสาม
ข้อสังเกต ฎีกานีก้ ็เช่นเดียวกบั ฎีกาที่ ๗๓๘๗/๒๕๕๘ เพราะความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่มีในมาตรา
๑๙๒ วรรคสาม ซึ่งฎีกานีก้ ็ลงโทษไม่เกินอตั ราโทษฐานลกั ทรพั ย์
ฎีกำท่ี ๓๓๙๒/๒๕๕๖ ฎ.๖๙๗ จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ แบ่งทรัพย์สินที่ปล้นมาท่ีบ้านของ
จาเลยที่ ๔ และจาเลยท่ี ๔ ได้รับทรัพย์บตั รเตมิ เงินโทรศพั ท์เคลื่อนที่ของผ้เู สียหายจากจาเลยที่ ๑
ถึงที่ ๓ โดยรู้อย่แู ล้วว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์และจาเลยที่ ๔
รับไว้เพ่ือประโยชน์ของตนเองหรือผ้อู ่ืน การกระทาของจาเลยท่ี ๔ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร
แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๔ ในความผิดฐานนี ้แตถ่ ือได้ว่าข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏ
ในท างพิ จ ารณ าแต กต่างกับ ข้ อเท็ จ จ ริ งดังที่ กล่าวใน ฟ้ องระห ว่างการกระท าความ ผิ ดฐ าน
ปล้นทรัพย์กับรับของโจร ซึ่งมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสาคญั ทัง้ จาเลยที่ ๔ มิได้หลงต่อสู้
ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยท่ี ๔ ในความผดิ ฐานรับของโจรได้ ไมถ่ ือวา่ เป็นการพพิ ากษาเกินคาขอ
หรือเป็นเร่ืองที่โจทก์ไมป่ ระสงค์ให้ลงโทษตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม
ฎีกำท่ี ๒๙๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๔๑ จาเลยขเู่ ข็ญผ้เู สียหายโดยกลา่ วอ้างแสดงตวั ว่า
เป็นเจ้าพนักงานตารวจ และขู่ว่าจะยัดยาบ้าให้เท่านนั้ การกระทาของจาเลยท่ีข่เู ข็ญผู้เสียหาย
ไม่เข้าลักษณะเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนัน้ จะใช้กาลังประทุษร้ าย อันจะเป็นความผิดฐาน
ร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ แต่เข้าลักษณะเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้
จาเลยได้ประโยชน์ในลกั ษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขเู่ ข็ญวา่ จะทาอนั ตรายตอ่ เสรีภาพของผ้เู สียหาย
ผู้ถูกขู่เข็ญ อันเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง ซ่ึงแม้ข้อเท็จจริง
ท่ีพิจารณาได้ความจะแตกตา่ งจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่การชิงทรัพย์และกรรโชกก็เป็น
454
การขู่เข็ญเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในการ
พจิ ารณาแตกตา่ งกบั ฟ้องในสาระสาคญั อนั จะเป็นเหตใุ ห้ศาลต้องยกฟ้อง เมื่อจาเลยไมห่ ลงตอ่ สู้
ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยฐานร่วมกนั กรรโชกตามท่ีพิจารณาได้ความได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสาม ประกอบวรรคสอง และมาตรา ๒๑๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๑๕๗๑๘/๒๕๕๗ ฎ.๒๓๓๘ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๒ และมาตรา ๓๕๘ จาเลยทงั้ สองให้การรับสารภาพ โจทก์และจาเลยทงั้ สองไมต่ ดิ ใจ
สืบพยาน ศาลชัน้ ต้นฟังข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาผิดของจาเลยทัง้ สองว่าจาเลยทัง้ สอง
ร่วมกนั ลกั ทรัพย์ของโจทก์ร่วม ศาลย่อมลงโทษจาเลยทงั้ สองในความผิดฐานลกั ทรัพย์ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๔ ได้ แตจ่ ะลงโทษจาเลยทงั้ สองตามมาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ไม่ได้ เพราะโจทก์
มิได้อ้างมาในฟอ้ ง ทงั้ โทษหนกั กวา่ โทษตามมาตรา ๓๕๒ และมาตรา ๓๕๘ ที่โจทก์ฟ้อง
ฎีกำท่ี ๑๒๓๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๔๗ การที่จาเลยกบั พวกมีเจตนาท่ีจะเอาทรัพย์
ของผ้เู สียหายไปตงั้ แตแ่ รกและตอ่ มามีการหลอกลวงวา่ จะให้เงินผ้เู สียหาย ๑๐,๐๐๐ บาท และให้
ถอดสร้อยคอทองคาพร้อมพระเคร่ืองมารวมไว้ ล้วนเป็นการใช้กลอบุ ายเพ่ือให้ได้ไปซ่ึงสร้อยคอ
ทองคาพร้อมพระเคร่ืองของผ้เู สียหาย แม้ผ้เู สียหายจะหลงเชื่อ แตผ่ ้เู สียหายก็มิได้มีเจตนาสง่ มอบ
สร้อยคอและพระเครื่องให้แก่จาเลย สาเหตทุ ่ีจาเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้เกิดจากการ
สับเปลี่ยนห่อผ้าเช็ดหน้า ซึ่งเป็ นการแย่งกรรมสิทธ์ิทรัพย์ของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์โดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันตัง้ แต่สองคนขึน้ ไปตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗)
วรรคแรก
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกง แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะ
ตา่ งกนั ระหว่างการกระทาความผิดฐานฉ้อโกงและลกั ทรัพย์ ก็ไม่ถือวา่ ตา่ งกนั ในข้อสาระสาคญั
และจาเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานลักทรัพย์โดย
ร่วมกระทาความผิดด้วยกนั ตงั้ แตส่ องคนขนึ ้ ไปได้ แตไ่ มอ่ าจลงโทษจาเลยให้เป็นไปตามอตั ราโทษ
ที่กฎหมายกาหนดได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลช้ันต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ ประกอบ
มาตรา ๘๓ จาคุก ๖ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยมีความผิดฐาน
ลักทรัพย์โดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนข้ึนไปตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗)
วรรคแรก ซ่ึงมีอตั ราโทษจาคุกขนั้ ต่าตง้ั แต่หนึ่งปี ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจาเลยให้เป็นไปตาม
อตั ราโทษขน้ั ต่าจาคกุ ๑ ปี ทีก่ ฎหมายกาหนดได้ เพราะศาลชน้ั ต้นจาคกุ ๖ เดือน จาเลยอทุ ธรณ์
โดยโจทก์มิได้อทุ ธรณ์ เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษากลบั ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ถา้ ศาลฎีกาจาคกุ เกิน
455
๖ เดือนจะเป็นการเพ่ิมเติมโทษจาเลยโดยโจทก์ไม่ได้อทุ ธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒
ฎีกำท่ี ๘๖๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๙ เม่ือพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จาเลย
กระทาความผดิ ร่วมกบั พวกลกั โทรศพั ท์เคลื่อนที่ของกลางคดีนี ้หาใชเ่ ป็นเพียงการรับของโจรดงั ท่ี
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานรับของโจร
ยกฟ้องฐานลกั ทรัพย์และโจทก์ไม่ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจาเลยฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอานาจวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาลงโทษจาเลยในฐานความผิดฐานใดฐานหน่ึงระหวา่ งฐานรับของโจรกับ
ฐานลกั ทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม เพียงแต่ศาลฎีกาจะลงโทษจาเลยเพ่ิมเติม
ไปจากท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษามาไมไ่ ด้เทา่ นนั้
ฎีกำท่ี ๑๖๐๘๑-๑๖๐๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๗๐ โจทก์ทัง้ สามไม่ได้ครอบครองที่ดินและ
ต้นสน และไมท่ ราบแน่นอนว่าต้นสนอย่ใู นที่ดนิ ตาแหนง่ ใด จาเลยเป็นผ้จู ดั การดแู ลต้นสนในท่ีดนิ
ของโจทก์ทงั้ สาม ต้นสนของโจทก์ทงั้ สามอยใู่ นความครอบครองของจาเลย การท่ีจาเลยตดั ต้นสน
โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทัง้ สามทราบหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ทัง้ สาม และจาเลยรับเงิน
คา่ ต้นสนทงั้ หมดไปเป็นประโยชน์ของตนเองไม่เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ต้นสน แตเ่ ป็นความผิด
ฐานยกั ยอก ซึ่งเป็นความผิดอนั ยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๖ โจทก์ทงั้ สามทราบวา่ ต้นสน
ถกู ตดั เดือนกมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๑ โจทก์ทงั้ สามฟอ้ งคดนี ีว้ นั ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ โดยมิได้ร้องทกุ ข์
ภายในสามเดือนนบั แต่วนั ที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตวั ผู้กระทาความผิด คดีเป็นอนั ขาดอายุความ
ตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ แม้การกระทาผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม
มใิ ห้ถือวา่ ตา่ งกนั ในข้อสาระสาคญั แตเ่ ม่ือการกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานยกั ยอก อนั เป็น
ความผดิ อนั ยอมความได้ คดีโจทก์ทงั้ สามจงึ ขาดอายคุ วาม
ฎีกำท่ี ๔๙๖๘/๒๕๕๑ ฎ.๑๘๓๐ จาเลยสาคญั ผิดวา่ ผ้ตู ายกบั พวกจะเข้ามาลกั ผลไม้ใน
ไร่และผ้ตู ายเดนิ เข้ามาจะทาร้ายจาเลย แตผ่ ้ตู ายไมไ่ ด้มีอาวธุ หรือพดู ขม่ ขหู่ รือมีกิริยาอาการวา่ จะ
ทาร้ายจาเลยโดยวิธีใด อนั จะทาให้จาเลยได้รับอนั ตรายร้ายแรง หากจาเลยเพียงแตย่ ิงข่กู ็น่าจะ
เป็นการเพียงพอท่ีจะทาให้ผ้ตู ายเกรงกลวั และหลบหนีไปได้ เพราะผ้ตู ายมใิ ชค่ นร้าย การท่ีจาเลย
ใช้อาวธุ ปืนลูกซองยาวยิงผ้ตู ายที่บริเวณหน้าท้อง ๑ นัด จนผ้ตู ายล้มลงแล้วจาเลยยงั ใส่กระสนุ
ปืนลูกซองเข้าไปใหม่แล้วยิงผู้ตายท่ีศีรษะซา้ อีก ๑ นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทา
โดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาเพื่อป้องกัน ตาม ป.อ. มาตรา ๖๙ และ
ความสาคญั ผิดของจาเลยเกิดขนึ ้ โดยความประมาท เนื่องจากมไิ ด้ใช้ความระมดั ระวงั พิจารณาให้
รอบคอบว่าผ้ตู ายกบั พวกเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จาเลยจงึ มีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็น
456
เหตใุ ห้ผ้อู ื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ โดยผลของมาตรา ๖๒ วรรคสองด้วย ซึ่งแม้
จะแตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์กล่าวมาในฟ้อง แตเ่ ป็นการตา่ งกันระหวา่ งการกระทาความผิด
โดยเจตนากบั ประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรค
สองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๒๕๘๙/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๕ โจทก์ฟ้องข้อหาพยายามฆ่า ทางพิจารณาได้
ความวา่ จาเลยมีเจตนาใช้อาวธุ ปืนแก๊ปยาวยิงค้างคาวโดยไม่พิจารณาให้ดีว่าบริเวณท่ียิงไปนนั้
จะมีผู้เสียหายอยู่หรือไม่ เม่ือกระสุนปืนท่ียิงไปนนั้ ไม่ถูกค้างคาว แต่กลบั ไปถูกผู้เสียหายได้รับ
อันตรายสาหัสต้องป่ วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน กรณีเช่นนีจ้ ึงถือว่าจาเลย
กระทาโดยประมาทปราศจากความระมดั ระวงั จาเลยยอ่ มมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ แม้
โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานนี ้ศาลฎีกาก็มีอานาจลงโทษจาเลยได้เพราะจาเลย
ตอ่ ส้วู ่าเป็นการกระทาโดยประมาท จาเลยจึงไม่หลงข้อต่อสู้ ทงั้ การแตกตา่ งระหวา่ งการกระทา
โดยเจตนากบั ประมาทนนั้ กฎหมายมิให้ถือว่าตา่ งกนั ในข้อสาระสาคญั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสาม
ฎีกำท่ี ๘๔๓๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๑๔ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสองและวรรค
สาม มีสาระสาคญั ว่า ถ้าข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดงั ที่ กล่าว
ในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้อง เว้นแต่ข้อแตกต่างนนั้ มิใช่ในข้อสาระสาคญั และทงั้ จาเลยมิได้หลงต่อสู้
ในกรณีที่ข้อแตกตา่ งนนั้ เป็นเพียงรายละเอียดเก่ียวกบั เวลา มิให้ถือวา่ แตกตา่ งกบั ข้อสาระสาคญั
ดงั นนั้ แม้วา่ ทางพิจารณาจะปรากฏว่าเหตเุ กิดวนั ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕ แตกตา่ งจากฟอ้ งท่ีว่า
เหตุเกิดวนั ท่ี ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ก็ถือว่าข้อแตกต่างนนั้ เป็นเพียงรายละเอียดมิใช่ข้อที่เป็น
สาระสาคัญ อีกทัง้ เม่ือศาลชัน้ ต้นได้อนุญาตให้โจทก์แก้ ไขคาฟ้องเป็นว่าเหตุเกิดวันที่ ๑๘
กรกฎาคม ๒๕๔๕ แล้ว จาเลยซง่ึ ได้รับสาเนาคาร้องขอแก้ไขคาฟ้องแล้วก็ยงั คงให้การรับสารภาพ
ตามฟ้อง จาเลยจงึ มไิ ด้หลงตอ่ ส้แู ตป่ ระการใด
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคส่ี
ฎีกำท่ี ๑๐๑๗๑-๑๐๑๘๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๗๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๘ แม้ศาลชนั้ ต้นจะฟังข้อเท็จจริงที่ได้ตามทางพิจารณาวา่ การกระทาของจาเลยเป็น
ความผิดฐานเป็นเจ้าพนกั งานมีหน้าที่หรือแสดงตนว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร
ค่าธรรมเนียม หรือเงินนัน้ โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๔ แต่ก็ไม่สามารถลงโทษจาเลยได้
457
เน่ืองจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๔ อันเป็นบทเฉพาะมาด้วย
นอกจากนีค้ วามผิดฐานเป็นเจ้าพนกั งานปฏิบตั ิหรือละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่ีโดยทจุ ริตตาม ป.อ.
มาตรา ๑๕๗ ซ่ึงเป็นบททัว่ ไป โจทก์ก็มิได้อ้างมาในฟ้องทัง้ มิได้ยกขึน้ ฎีกา จึงต้องถือว่าโจทก์
ไมป่ ระสงค์ให้ลงโทษจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ และวรรคสี่
ฎีกำท่ี ๒๗๑๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๕๓ โจทก์ฟ้องจาเลยทงั้ สองขอให้ลงโทษฐานร่วมกนั
พยายามฆ่าผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ โดยมิได้บรรยายว่าจาเลยทงั้ สอง
ร่วมกนั ใช้อาวธุ ปืนจ้องเล็งยิงผ้เู สียหายจนทาให้ผ้เู สียหายเกิดความกลัวหรือตกใจในการข่เู ข็ญ
จึงถือว่าโจทก์มิได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๒ ประกอบกับความผิดดงั กล่าว
มิใช่การกระทาอนั รวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ่ืน กรณีจึงไม่อาจลงโทษจาเลยทงั้ สอง
ในความผดิ ฐานนีไ้ ด้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่
ฎีกำท่ี ๙๑๔๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๓๓๖ จาเลยกับพวกไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เพียงแต่มี
เจตนาข่มขู่ผู้เสียหายเพื่อให้เกิดความกลัว การกระทาของจาเลยกับพวกไม่เป็นความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) ตามฟ้อง แต่เป็น
ความผิดฐานร่วมกันทาให้ผู้อ่ืนเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญตาม ป.อ. มาตรา
๓๙๒ แตโ่ จทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องวา่ จาเลยกบั พวกร่วมกนั ใช้อาวธุ ปืนจ้องเล็งยิงผ้เู สียหาย จนทา
ให้ผู้เสียหายเกิดความกลวั หรือตกใจโดยการขู่เข็ญ ทงั้ มิได้มีคาขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา
๓๙๒ ดงั นี ้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง ศาลไม่
อาจลงโทษจาเลยในความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๒ ได้
ฎีกำท่ี ๕๖๓๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๑๗ จาเลยใช้มีดแทงผ้ตู ายโดยเจตนาฆา่ แล้วพลาด
ไปถูกผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จาเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผ้เู สียหายโดยพลาดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ประกอบมาตรา ๖๐ เน่ืองจากโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานพยายาม
ฆ่าผ้เู สียหาย ความผิดฐานพยายามฆ่าผ้เู สียหายจึงเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาล
จะลงโทษจาเลยในข้อหาพยายามฆ่าผ้เู สียหายไมไ่ ด้ ความผิดฐานพยายามฆ่านนั้ รวมการกระทา
ความผิดฐานทาร้ายอย่ดู ้วย ศาลจึงลงโทษจาเลยได้เพียงความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้เู สียหาย
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕
ข้อสังเกต โจทก์ฟ้องว่า จาเลยฆ่าผู้ตายและทาร้ายผู้เสียหาย เมื่อฟังว่าพยายามฆ่าผู้เสียหาย
โดยพลาด ลงพยายามฆ่าโดยพลาดไม่ได้ เพราะไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แต่ลงโทษตามมาตรา
๒๙๕ ได้ แต่ถ้าบรรยายฟ้องว่าเจตนาฆ่าผู้ตาย และพยายามฆ่าผูเ้ สียหายโดยเจตนา โดยไม่ได้
บรรยายว่าเป็ นการกระทาโดยพลาด ทางพิจารณาฟังว่า เจตนาฆ่าผู้ตาย และพยายามฆ่า
458
ผเู้ สียหายโดยพลาด ลงโทษพยายามฆ่าผเู้ สียหายโดยพลาดได้
ฎีกำท่ี ๙๐๒๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๘๘ การที่โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยใช้อาวธุ มีด
แทงผ้ตู ายบริเวณอกด้านซ้าย โดยมีเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แล้วจาเลยใช้ มีดแทงผู้ตาย
ซา้ อีก แตผ่ ้เู สียหายเข้ากนั ไว้เป็นเหตใุ ห้มีดพลาดไปถกู ผ้เู สียหายที่ต้นแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ สว่ น
ผ้ตู ายถึงแก่ความตาย แสดงวา่ โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจาเลยเพียงกรรมเดียวในความผิดฐาน
ฆ่าผ้ตู ายและพลาดไปถกู ผ้เู สียหายได้รับบาดเจ็บ อนั เป็นการกระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมาย
หลายบท ซง่ึ ต้องลงโทษจาเลยตามกฎหมายบทท่ีมีโทษหนกั ท่ีสดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ดงั นนั้ แม้
ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะได้ความวา่ นอกจากจาเลยมีเจตนาฆา่ ผ้ตู ายแล้วจาเลยยงั ทาร้าย
ผ้เู สียหายอนั เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกนั ก็ตาม ก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริงท่ีกล่าว
ในฟ้องและตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไมใ่ ช่เร่ืองท่ีโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสี่ จงึ ไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานทาร้ายผ้เู สียหายจนเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตราย
แก่กายอีกกระทงหนึ่งได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตาม
มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ คงลงโทษจาเลยได้เฉพาะในความผดิ ฐานฆา่ ผ้ตู ายเทา่ นนั้
ฎีกำท่ี ๒๕๒๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๑๒ หลงั จากจาเลยท่ี ๑ ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้ตู ายแล้ว
จาเลยที่ ๑ ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายท่ี ๑ ขณะผ้เู สียหายท่ี ๑ วิ่งตามรถจกั รยานยนต์และร้องเรียก
ให้คนช่วยจนผ้เู สียหายที่ ๑ ล้มลง จากนนั้ จาเลยที่ ๑ ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายที่ ๒ และที่ ๓ อนั
เป็นการพยายามฆา่ ผ้เู สียหายทงั้ สามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจาเลยที่ ๑ แตเ่ มื่อโจทก์มิได้ฟ้อง
บรรยายจาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผ้เู สียหายทงั้ สามเพื่อปกปิดการกระทา
ความผิดอ่ืนมาด้วย จึงลงโทษจาเลยที่ ๑ ในความผิดฐานนีไ้ ม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจาก
ที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจาเลยที่ ๑ ได้เพียงฐานร่วมกนั พยายามฆา่ ผ้เู สียหายทงั้ สามตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๘๓
ฎีกำท่ี ๖๒๑๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๘๖ แม้ขณะเกิดเหตผุ ้เู สียหายท่ี ๒ จะมีอายยุ งั ไมเ่ กิน
สิบสามปีก็ตาม แต่เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องโดยมิได้ระบุองค์ประกอบความผิดว่าจาเลยกระทา
ชาเราผ้เู สียหายท่ี ๒ อายยุ งั ไม่เกินสิบสามปี... ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม ปัจจบุ นั
คือ วรรคสาม) ซ่ึงมีโทษหนักกว่า จึงเป็นเร่ืองท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสี่ ดงั นนั้ คงลงโทษจาเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก (เดิม) เท่านนั้ ที่ศาล
ชนั้ ต้นลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง (เดิม ปัจจบุ นั คือ วรรคสาม) จึงไม่ถกู ต้อง
459
เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกายกขึน้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๕๖๐/๒๕๕๖ ฎ.๗๗๙ ข้อเทจ็ จริงในทางพิจารณาฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยจดั หา ม. และ
จ. ไปเพ่ือให้กระทาการค้าประเวณีตามฟ้อง จาเลยจึงไม่ใช่ผู้กระทาความผิด ส่วนข้อเท็จจริง
ในทางพิจารณาที่ได้ความว่า จาเลยจดั หา น. ไปเพ่ือให้กระทาการค้าประเวณี ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ที่โจทก์ฟ้องและประสงคท์ ่ีจะให้ศาลลงโทษ จงึ ต้องห้ามมิให้ศาลลงโทษจาเลยตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคหนงึ่ และวรรคส่ี
ฎีกำท่ี ๒๕๓๖/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๙๕ ท. กบั พวกพรากผ้เู สียหายซึง่ เป็นเดก็ อายยุ งั ไม่เกินสิบ
ห้าปีไปเสียจาก ค. มารดาผู้เสียหาย แล้ว ท. นาผู้เสียหายไปให้ ว. ดูตวั ว. ดตู วั ผู้เสียหายแล้ว
พอใจ ว. จึงมอบเงินให้ ท. และ ว. รับตวั ผู้เสียหายไว้ การกระทาของ ว. เป็นการซือ้ หรือรับตวั
ผ้เู สียหายซึ่งเป็นเด็กท่ีถูกพรากจาก ท. มาเท่านนั้ จาเลยร่วมกับ ว. ควบคมุ ดแู ลผู้เสียหายมิให้
หลบหนีและบงั คบั ให้แตง่ ตวั โป๊ เดินโชว์ตามร้านอาหารให้ลกู ค้าลบู คลาเนือ้ ตวั ร่างกาย การกระทา
ของจาเลยเป็นเพียงตวั การร่วมกนั กบั ว. ท่ีซือ้ หรือรับตวั เดก็ ท่ีถกู พรากอนั เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๗ วรรคสอง ซงึ่ โจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษ มิใชเ่ ป็นการแบง่ หน้าท่ีกนั ทากบั ท. อนั มี
ลกั ษณะเป็นตวั การร่วมกนั ในความผิดฐานพรากเดก็ อายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบดิ า มารดา
หรือผ้ปู กครอง หรือผ้ดู แู ลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม
ฎีกำท่ี ๒๔๐๗/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๙ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยใช้
กาลงั ประทษุ ร้ายด้วยการชกที่ตาซ้ายของผ้เู สียหาย ๑ ครัง้ โดยมิได้บรรยายฟ้องวา่ เป็นอนั ตราย
แก่กาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จาเลยกระทา
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ซ่ึงเป็นกรณีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผู้อื่น
ได้รับอนั ตรายแก่กายนนั้ เป็นเร่ืองท่ีโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้ จึงเป็นเรื่องท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ให้
ลงโทษ ศาลไมอ่ าจนาข้อเท็จจริงมาลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ จาเลยคงมี
ความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๗๕๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๗ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยกับพวกร่วมกัน
ลกั ทรัพย์โดยใช้กาลงั ประทุษร้ายผ้เู สียหาย ก็โดยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม ๑ เล่ม เป็นอาวุธ
ฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย ๑ ครัง้ มิได้บรรยายว่า จาเลยกับพวกร่วมกันใช้กาลังประทุษร้ าย
ผ้เู สียหาย โดยใช้สายไฟของเครื่องเป่ าผมผูกมดั ประตหู ้องนา้ ไว้กบั ประตรู ะเบียงห้องจนเป็นเหตุ
ทาให้ผ้เู สียหายไม่สามารถออกจากห้องนา้ ได้แต่อย่างใด ทงั้ การที่จาเลยและ ป. ใช้สายไฟของ
460
เคร่ืองเป่ าผมผูกมัดประตหู ้องนา้ ไว้กับประตูระเบียงห้อง จาเลยและ ป. ก็มิได้ใช้แรงกายภาพ
กระทาต่อผู้เสียหายอีกด้วย การกระทาของจาเลยและ ป. ที่ใช้สายไฟของเคร่ืองเป่ าผมผูกมัด
ประตูห้ องนา้ ไว้ กับประตูระเบียงห้ องจึงถือไม่ได้ ว่าเป็ นการใช้ กาลังประทุษร้ าย อันเป็ น
องคป์ ระกอบของความผดิ ฐานร่วมกนั ชงิ ทรัพย์ด้วยเหตดุ งั กลา่ ว คงเป็นการกระทาท่ีเป็นการหนว่ ง
เหนี่ยวหรือกกั ขงั ผ้อู ื่นหรือกระทาด้วยประการใดให้ผ้อู ่ืนปราศจากเสรีภาพในร่างกายตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๐ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทาตามที่โจทก์บรรยายฟ้องและประสงค์จะให้ลงโทษจาเลย
คงลงโทษได้เพียงฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์
ฎีกำท่ี ๙๓๖๒/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๒๙ โจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สองขอให้ลงโทษฐาน
ชิงทรัพย์ ไม่ได้บรรยายฟ้ององค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ซ่ึงแตกตา่ งจากชิงทรัพย์ และ
มิได้มีคาขอท้ายฟ้องให้ลงโทษฐานว่ิงราวทรัพย์ ถือวา่ โจทก์ไมป่ ระสงค์ให้ลงโทษฐานวง่ิ ราวทรัพย์
ศาลคงลงโทษจาเลยที่ ๑ ได้ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๑๑๖๕๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๐๗ เหตทุ ่ีจาเลยทาร้ายผ้เู สียหายอย่างรุนแรง
เป็นเพราะจาเลยขอให้ผู้เสียหายช่วยบวชให้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมช่วย ทัง้ ยังด่าจาเลยโดยใช้
ถ้อยคาดงั เชน่ วา่ “ไม่มีลกู ศษิ ย์เหีย้ ๆ อย่างนี ้ลกู ศษิ ย์มารศาสนาแบบนีไ้ มเ่ อา” และ “ไอ้เย็ดแม่ กู
พดู กบั มึงไม่รู้เร่ือง กบู อกไมบ่ วชให้ก็ยงั เซ้าซี”้ ภายหลงั จาเลยทาร้ายผ้เู สียหายแล้วจาเลยเอาเงิน
๔๐๐ บาท ไปจากผู้เสียหายด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจาเลยทาร้ายผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อ
ทรัพย์ของผ้เู สียหายอนั เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แตก่ ารกระทาความผิดฐานทาร้ายร่างกายและ
ฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นความผิดตา่ งกรรม เม่ือความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องรวมการกระทาหลาย
อย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงลงโทษจาเลยฐานทาร้ ายร่างกายและ
ฐานลักทรัพย์อนั เป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความนนั้ ได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย แตไ่ ม่อาจลงโทษฐานว่ิงราวทรัพย์ซึ่งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและ
มิได้มีคาขอให้ลงโทษได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคส่ี
ฎีกำท่ี ๑๑๘๖๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๕๓ การกระทาที่จะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคแรกนนั้ ต้องเป็นการลกั ทรัพย์โดยใช้กาลงั ประทษุ ร้าย หรือขเู่ ข็ญวา่
ทนั ใดนนั้ จะใช้กาลงั ประทษุ ร้าย เพ่ือให้ความสะดวกแก่การลกั ทรัพย์ หรือการพาทรัพย์นนั้ ไป หรือ
ให้ ยื่นให้ ซ่ึงทรัพย์นัน้ ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะพวกของจาเลยซ่ึงน่ังซ้อนท้ าย
รถจกั รยานยนต์ของจาเลยท่ีกาลงั ขับตามผ้เู สียหายไป ถามผ้เู สียหายว่าจะรีบไปไหน พวกของ
461
จาเลยดงั กลา่ วเพียงแตม่ ีมีดถืออยใู่ นมือ และในขณะผ้เู สียหายวิ่งหนี พวกของจาเลยได้ว่งิ ไลต่ าม
ผ้เู สียหายไปจนทนั แล้วกระชากสร้อยคอทองคาที่ผ้เู สียหายสวมอย่ขู าดติดมือพวกของจาเลยไป
โดยพวกของจาเลยไมไ่ ด้ใช้มีดท่ีถืออยจู่ ีข้ ่เู ข็ญหรือแสดงทา่ ทีใด ๆ ให้เห็นว่าเป็นการข่เู ข็ญวา่ จะใช้
มีดที่ถืออยฟู่ ัน หรือแทงประทษุ ร้ายหากผ้เู สียหายขดั ขืนไมใ่ ห้พวกของจาเลยกระชากเอาสร้อยคอ
ทองคาไป พฤติการณ์ของจาเลยกับพวกจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนัน้ จะใช้กาลัง
ประทษุ ร้ายผู้เสียหายเพ่ือความสะดวกในการลกั ทรัพย์ หากแตเ่ ป็นเพียงการร่วมกนั ลกั ทรัพย์ของ
ผ้เู สียหายโดยฉกฉวยเอาซง่ึ หน้าโดยใช้รถจกั รยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทา
ความผิด พาทรัพย์นนั้ ไป หรือให้พ้นการจบั กมุ อนั เป็นความผิดฐานวิง่ ราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ แต่เม่ือโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและมีคาขอ
ท้ายฟ้องขอให้ลงโทษฐานว่ิงราวทรัพย์มาด้วย จึงเป็นเร่ืองท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษจาเลยฐาน
วิ่งราวทรัพย์ จึงลงโทษจาเลยได้เพียงความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗)
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ ซึ่งเป็นความผิดท่ีเป็นองค์ประกอบอย่างหน่ึงของ
ความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๑๐๙๐๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๐๒ บทบญั ญัตติ าม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ เป็น
บทบญั ญตั ิให้ผ้กู ระทาความผิดต้องรับโทษสงู ขนึ ้ ซ่งึ เป็นผลร้ายแก่จาเลย เม่ือโจทก์มิได้อ้างมาใน
คาขอท้ายฟ้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามมาตราดงั กล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสี่
ฎีกำท่ี ๓๗๖๘/๒๕๕๘ ฎ.๒๖๔ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผิด
เก่ียวกับยาเสพติดฯ มาตรา ๖ (๑) เป็นกฎหมายพิเศษที่เป็นการเพิ่มโทษให้สูงขึน้ แก่ผู้กระทา
ความผิดฐานสนับสนุนการกระทาความผิดจะต้องรับโทษเท่ากับตวั การ อนั เป็นกฎหมายท่ีเป็น
ผลร้ายแก่จาเลย ต้องตีความโดยเคร่งครัด โจทก์จะต้องอ้างมาในคาขอท้ายฟ้อง เมื่อคาขอท้าย
ฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจาเลยตามบทบัญญัติมาตรา ๖ (๑) ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์
ให้ลงโทษแกจ่ าเลยตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผ้กู ระทาความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ ฯ
มาตรา ๖ (๑) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคส่ี จึงต้องปรับบทลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๘๖ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย มิใช่ปรับบทลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. มาตรการในการ
ปราบปรามผ้กู ระทาความผดิ เกี่ยวกบั ยาเสพตดิ ฯ มาตรา ๖ (๑)
ฎีกำท่ี ๒๒๔๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๗๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. ยา
เสพติดให้โทษฯ เท่านัน้ มิได้มีคาขอตามมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปราม
462
ผู้กระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพติดฯ ซ่ึงบญั ญัติว่าให้ผู้พยายามกระทาความผิดเก่ียวกับยา
เสพติดต้องระวางโทษตามท่ีกาหนดไว้สาหรับความผิดนนั้ เช่นเดียวกบั ผ้กู ระทาความผิดสาเร็จ
เมื่อโจทก์ไม่มีคาขอให้ ลงโทษ จึงเท่ากับว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา ๗
ดงั กล่าว ที่ศาลล่างทงั้ สองพิพากษาลงโทษฐานพยายามเท่ากับความผิดสาเร็จนนั้ จึงเป็นการ
พพิ ากษาเกินคาขอต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ และวรรคส่ี
ฎีกำท่ี ๘๓๖๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๑ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึง่ เป็นบทบญั ญัติ
กาหนดกรอบอานาจการพิพากษาหรือการมีคาสั่งชีข้ าดคดีไว้ ๒ ประการ คือ ห้ามมิให้ศาล
พิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอประการหนึ่ง กับห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสงั่ ในข้อที่โจทก์มิได้กล่าว
ในฟ้องอีกประการหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจาเลยทัง้ สองเป็นพนักงานตามความหมายใน พ.ร.บ.
องค์การโทรศพั ท์แห่งประเทศไทยฯ มาตรา ๔ จาเลยทัง้ สองจึงเป็นเจ้าพนักงานอยู่แล้วตาม
กฎหมาย และไม่เป็น “พนกั งาน” ตามความหมายใน พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานใน
องค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ อีก จึงไม่อาจนา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนกั งานในองค์การ
หรือหน่วยงานของรัฐฯ มาใช้บงั คบั ลงโทษจาเลยทงั้ สองซ่ึงเป็นพนักงานองค์การโทรศพั ท์แห่ง
ประเทศไทยได้ แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๔๗ และ ๑๕๗ และนาสืบสมตามฟ้อง ซึ่งการกระทาของจาเลยทัง้ สองเป็นกรรมเดียวเป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบทก็ตาม แต่เม่ือโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วย
ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ โดยมิได้มีคาขอให้ลงโทษตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๗ และ ๑๕๗ ศาลจะยกบทบญั ญัติแห่ง ป.อ. ซ่ึงเป็นกฎหมายคนละฉบบั และไม่ได้
กล่าวมาในฟ้องขึน้ มาเพื่อพิจารณาลงโทษจาเลยทงั้ สองโดยโจทก์มิได้ขอไม่ได้ เพราะเป็นการ
พิพากษาหรือสง่ั เกินคาขอ ทงั้ ไมใ่ ช่เป็นเร่ืองท่ีโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและโจทก์สืบสมแตอ่ ้างฐาน
ความผิดหรือบทมาตราผิดหรือเป็นเพียงรายละเอียดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
ฎีกำท่ี ๑๕๓๖๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๖๖ โจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องอ้างข้อเท็จจริง
เก่ียวกับการกระทาของจาเลยที่ละเลยไม่ติดตามสร้อยคอทองคาจาก ว. มาเป็นของกลางและ
มอบคืนโจทก์ว่าเป็นการกระทาความผิดในฐานความผิดใด ทงั้ มิได้ขอให้ลงโทษในเหตดุ งั กล่าว
อนั นบั ว่าเป็นกรณีท่ีโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจาเลย แม้ทางพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงว่า
นบั แตโ่ จทก์ร้องทกุ ข์กลา่ วโทษ ว. วา่ ขเู่ ข็ญเรียกเอาสร้อยคอทองคาไปจากโจทก์ จนกระทง่ั จาเลย
สรุปสานวนการสอบสวน และพนกั งานอยั การมีคาสง่ั ไมฟ่ ้อง จาเลยละเลยไมต่ ิดตามนาสร้อยคอ
ทองคาของโจทก์มาเป็นของกลางและคืนแก่โจทก์ ตลอดจนจาเลยนาสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่า
463
กองบัญชาการตารวจภูธรภาค ๗ ลงโทษจาเลยทางวินัยฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ติดตาม
สร้อยคอทองคามาเป็นของกลางและคนื แก่โจทก์ ข้อเทจ็ จริงดงั กลา่ วก็มใิ ชเ่ ร่ืองที่โจทก์ประสงคจ์ ะ
ให้ลงโทษจาเลย กรณีไม่อาจนามารับฟังลงโทษจาเลยฐานเป็นเจ้าพนกั งานปฏิบตั ิหน้าท่ีหรือละ
เว้นการปฏิบตั หิ น้าท่ีโดยมชิ อบไมต่ ดิ ตามสร้อยคอทองคาคืนแก่โจทก์
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคห้ำ
ฎีกำท่ี ๑๓๖๔๖/๒๕๕๘ ฎ.๓๔๐๕ ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยที่ ๑ ใช้อานาจ
ในตาแหนง่ กระทาการทจุ ริตเบียดบงั เอาเงินงบประมาณไปเป็นประโยชน์สว่ นตวั การกระทาของ
จาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ แม้โจทก์ระบุ ป.อ. มาตรา ๑๕๑ ไว้ในคาขอ
ท้ายฟ้อง โดยไม่ได้ระบุมาตรา ๑๔๗ ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น
เจ้าพนกั งานและเจ้าหน้าท่ีรัฐมีอานาจหน้าท่ีในการบริหารจดั การ จดั การและรักษางบประมาณ
ต่าง ๆ ขององค์การบริหารส่วนตาบลมีโครงการจะใช้งบประมาณ ๑๑๖,๐๐๐ บาท แต่ได้ใช้
จ่ายเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าว ๖๙,๖๐๐ บาท ส่วนท่ีเหลืออีก ๔๖,๔๐๐ บาท
ขาดหายไป โดยได้เบียดบงั เอาเงินงบประมาณ ๔๖,๔๐๐ บาท ดงั กล่าวรวมทัง้ เงินงบประมาณ
ตามโครงการอื่นดงั ที่บรรยายในคาฟ้องไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผ้อู ื่น อนั เป็นการเสียหายแก่
รัฐ องค์การบริหารส่วนตาบลห้วยแก้ว และประชาชนท่ัวไป จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาล
มีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๑ ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
จงึ ไมเ่ ป็นการพพิ ากษาเกินคาขออนั จะต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๖๐๐๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๗๙ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยชว่ ยซ่อนเร้น ช่วย
พาเอาไปเสีย ซือ้ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซ่ึงวิทยเุ ทปตดิ รถยนต์จานวน ๑ เครื่อง ท่ีตดิ ตงั้ อย่ใู น
รถยนต์กระบะของบริษัท ส. ซ่ึงถูก จ. กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจาเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็น
ทรัพย์อันได้มาโดยการปล้ นทรัพย์ ขอให้ ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสาม ดังนี ้
คาบรรยายฟ้องดงั กล่าวทาให้จาเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถกู ต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่า
จาเลยกระทาความผิดอย่างไร แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสาม โดย
มิได้ระบุขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคาบรรยายฟ้องก็ตาม
ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านนั้ มิใช่เร่ืองท่ีคาฟ้องโจทก์ขัดแย้งกันแต่อย่างใด คาฟ้องของ
โจทก์จงึ ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว ไมเ่ ป็นฟอ้ งเคลือบคลมุ
ทางพิจารณาโจทก์นาสืบได้ว่า จาเลยซือ้ วิทยุเทปติดรถยนต์กระบะที่ถูก จ. กับพวก
464
ร่วมกนั ปล้นทรัพย์ไปโดยจาเลยรู้อย่แู ล้ววา่ เป็นทรัพย์อนั ได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ถือวา่ ข้อเทจ็ จริง
ตามฟ้องโจทก์สืบสมแล้ว เม่ือกรณีเป็นเรื่องท่ีโจทก์อ้างวรรคผิด ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลย
ตามฐานความผดิ ที่ถกู ต้องได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
ฎีกำท่ี ๔๓๙๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๓ การท่ีจาเลยที่ ๒ ร่วมเดินทางกับจาเลยท่ี ๑
เข้าไปในบ้านของผ้เู สียหายในเวลากลางคืน เม่ือพบผ้เู สียหาย จาเลยท่ี ๑ ใช้กาลงั ประทุษร้าย
จบั ข้อมือผู้เสียหายโดยมีอาวธุ มีด เม่ือผ้เู สียหายร้องโวยวายและน้องสาวผู้เสียหายเข้ามาช่วย
จาเลยทงั้ สองจึงขบั รถจกั รยานยนต์ออกไป ยงั ถือไม่ได้วา่ จาเลยที่ ๒ มีเจตนาบุกรุกเข้าไปในบ้าน
ผ้เู สียหาย อนั เป็นการรบกวนการครอบครองอสงั หาริมทรัพย์ของผ้เู สียหายโดยปกตสิ ขุ จึงไม่เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒ แตพ่ ฤติการณ์ดงั กล่าวแสดงถึงความที่ไม่มีเหตอุ นั สมควรท่ีจะ
เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายอนั เป็นองค์ประกอบสาคญั แห่งความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๔ อยดู่ ้วย แม้โจทก์จะไมไ่ ด้ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ แตโ่ จทก์บรรยายฟ้อง
วา่ จาเลยทงั้ สองเข้าไปในเคหสถานของผ้เู สียหายโดยไมม่ ีเหตอุ นั สมควร จงึ เป็นการบรรยายฟ้อง
เกี่ยวด้วยการกระทาของจาเลยทงั้ สองมีข้อความอนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ แล้ว
ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๒ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ ประกอบมาตรา ๓๖๕ (๑) (๒) (๓) อนั
เป็นบทฉกรรจ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
ฎีกำท่ี ๑๗๕๐/๒๕๔๘ ฎ.๕๓๑ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ วนั เกิดเหตเุ วลากลางคืนหลงั เท่ียง
จาเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อย่อู าศยั อนั เป็นเคหสถานของผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๓) แตใ่ นคาขอท้ายฟอ้ งกลบั ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๑)
อนั เป็นบทลงโทษผ้กู ระทาความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กาลงั ประทุษร้าย หรือข่เู ข็ญว่าจะใช้กาลงั
ประทษุ ร้าย ท่ีศาลอทุ ธรณ์ปรับบทลงโทษจาเลยตามบทบญั ญตั ทิ ่ีโจทก์ขอ จึงไมถ่ กู ต้อง และกรณี
เป็นเร่ืองโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยตามบทมาตราท่ีถกู ต้องได้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๑๕๒๗๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๐๗ แม้โจทก์มีคาขอท้ายฟ้องโดยระบคุ าสง่ั ของ
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบบั ท่ี ๔๔ ลงวนั ท่ี ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๔๙ ซึ่งไม่มีคาสงั่ ของคณะ
ปฏิรูปการปกครองแผ่นดินดงั กล่าว แตก่ รณีเป็นการผิดพลาดไป ซ่ึงข้อผิดพลาดดงั กลา่ วถือได้ว่า
เป็นการที่โจทก์อ้างกฎหมายผิด มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตามคาสงั่ ของ
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับท่ี ๔๔ ลงวนั ท่ี ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ เม่ือจาเลยกระทา
ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ศาลย่อมมี
465
อานาจลงโทษจาเลยตามคาส่ังของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๔๔ ลงวันท่ี ๒๑
ตลุ าคม ๒๕๑๙ อนั เป็นกฎหมายท่ีถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า และกรณีดงั กลา่ ว
ไมเ่ ป็นการพพิ ากษาเกินคาขอหรือที่มไิ ด้กลา่ วในฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๓๐๒๕/๒๕๕๓ ฎ.๘๙๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตามพระราชบญั ญัติจราจร
ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗ ทวิ แตข่ ณะจาเลยกระทาความผิด บทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย
ดงั กล่าวถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบญั ญัติจราจรทางบก (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙
และให้ใช้ความใหม่ตามมาตรา ๑๕๗/๑ แทน ดงั นนั้ การที่โจทก์ยงั คงขอให้ลงโทษจาเลยตาม
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕๗ ทวิ เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติ
กฎหมายผิดพลาดไปเทา่ นนั้ แม้โจทก์จะไมอ่ ้างบทบญั ญัตขิ องกฎหมายท่ีแก้ไขใหม่ แตเ่ มื่อจาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอานาจลงโทษจาเลยตามฐานความผิดท่ีถูกต้องตาม
บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายที่แก้ไขใหมไ่ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
ฎีกำท่ี ๖๓๑๗/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๑๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยนาอาวุธปืนและ
เครื่องกระสนุ ปืนเข้าไปในร้านนวดแผนโบราณ อนั เป็นการนาอาวธุ เข้าไปในสถานบริการขณะเปิด
บริการโดยฝ่ าฝืนต่อกฎหมาย จาเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟั งได้วา่ จาเลยนาอาวธุ เข้า
ไปในสถานบริการ อนั เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ มาตรา ๑๖/๒, ๒๘/๒
แล้ว แม้โจทก์มีคาขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซ่ึงไม่มี
พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่โจทก์ขอให้ ลงโทษก็ตาม ดังนี ้ เป็ นการผิดพ ลาดไป
ข้อผิดพลาดดงั กล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีท่ีโจทก์อ้างกฎหมายผิด ศาลล่างทงั้ สองมีอานาจลงโทษ
จาเลยตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ อนั เป็นกฎหมายที่ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคห้า และกรณีดงั กลา่ วไมเ่ ป็นการพพิ ากษาเกินคาขอหรือท่ีมไิ ด้กล่าวในฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๙๑๑๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๗๒ โจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกับความผิดต่อ
พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ในข้อ ๑.๗ ว่า จาเลยมีเครื่องกระสุนปืน คือ กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด ๙
มิลลิเมตร (LUGER) จานวน ๕๙๘ นัด และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .๔๕ (๑๑ มิลลิเมตร)
จานวน ๕๐ นดั ซึ่งเครื่องกระสนุ ปืนดงั กลา่ วเป็นเครื่องกระสนุ ปืนตามกฎหมาย สามารถใช้ยิงทา
อันตรายแก่ชีวิตและวตั ถุได้ไว้ในครอบครองของจาเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
ท้องที่ตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดงั กล่าวได้บรรยายไว้ครบถ้วนแล้ววา่ จาเลยกระทาความผดิ ฐานมี
เครื่องกระสนุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอนั เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ
มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง แตใ่ นคาขอท้ายฟ้องกลบั ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวธุ ปืนฯ มาตรา ๘,
466
๗๒ ทวิ โดยเป็นบทลงโทษผ้มู ีเครื่องกระสนุ ปืนซ่งึ มิใชส่ าหรับใช้กบั อาวธุ ปืนท่ีตนได้รับใบอนญุ าต
ให้มีและใช้ จึงเห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
จาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยตามฐานความผิดท่ีถูกต้องได้
ทงั้ นีต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า กรณีมิใช่ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ (๕)
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคท้ำย
ฎีกำท่ี ๑๕๘๓๒/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๕๕ จาเลยใช้อวยั วะเพศของจาเลยถไู ถสมั ผสั อวยั วะเพศ
ของผ้เู สียหายที่ ๑ โดยไม่มีเจตนาสอดใส่เข้าไปในอวยั วะเพศของผู้เสียหายท่ี ๑ จาเลยจึงไม่มี
ความผิดฐานกระทาชาเราผู้เสียหายท่ี ๑ ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานกระทาอนาจารผ้เู สียหาย
ท่ี ๑ ซ่ึงเป็นเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปีซึ่งศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตามท่ีพิจารณาได้ความได้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๑๑๐๖๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๔๙ จาเลยใช้กาลงั ประทษุ ร้ายกดตวั ผ้เู สียหาย
ลงกับพืน้ ใช้มือชกท่ีบริเวณท้องและปากของผู้เสียหาย แล้วจาเลยฉีกกระชากกระโปรงของ
ผู้เสียหายจนขาด ผู้เสียหายร้องให้คนช่วย และมีผู้เข้าช่วยเหลือ ดงั นี ้ลกั ษณะการกระทาของ
จาเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยท่ีจาเลยจะกระทาชาเราผู้เสียหายได้ การกระทาของจาเลย
จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทาชาเรา แม้จาเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจาเลย
ฐานนีไ้ มไ่ ด้ แตก่ ารกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานกระทาอนาจารผ้เู สียหายตาม ป.อ. มาตรา
๒๗๘ อนั เป็นความผิดท่ีรวมการกระทาตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอานาจลงโทษ
จาเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๘๕๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๑๐ จาเลยหลั่งนา้ อสุจินอกอวัยวะเพศของ
ผ้เู สียหายท่ี ๑ จนเปรอะเปือ้ นกระโปรงของผ้เู สียหายท่ี ๑ จาเลยเจตนากระทาต่อผ้เู สียหายที่ ๑
แต่ภายนอก จาเลยจึงมีความผิดฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กาลัง
ประทษุ ร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง แตเ่ มื่อโจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกระทาชาเราผ้เู สียหายที่
๑ โดยผ้เู สียหายที่ ๑ ไมย่ ินยอม โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจาเลยกระทาไปโดยใช้กาลงั ประทษุ ร้าย
อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานกระทาอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กาลัง
ประทษุ ร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง จึงเป็นเรื่องท่ีโจทก์ไมป่ ระสงค์ให้ลงโทษจาเลยฐาน
กระทาอนาจารแก่เดก็ อายยุ งั ไมเ่ กินสบิ ห้าปีโดยใช้กาลงั ประทษุ ร้าย คงลงโทษได้เพียงฐานกระทา
467
อนาจารแก่เด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก ซึ่งการกระทาความผิด
ฐานกระทาชาเราเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปี รวมการกระทาความผิดฐานกระทาอนาจารแก่เด็ก
อายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีด้วย และเป็นความผิดในตวั เอง ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยฐานกระทา
อนาจารแก่เดก็ อายยุ งั ไมเ่ กินสบิ ห้าปีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ได้
ฎีกำท่ี ๘๘๖๗/๒๕๕๔ ฎ.๑๘๙๖ จาเลยเพียงแต่พดู ชกั ชวนผ้เู สียหายซ่ึงเป็นเด็กอายยุ งั
ไม่เกินสิบห้าปีให้ไปร่วมหลับนอนกับ อ. สามีของจาเลย แล้วจะให้โทรศพั ท์เคล่ือนที่และเงิน
เป็นการตอบแทน โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยใช้อุบายและพูดไม่จริง หรือจะไม่ให้ส่ิงของดงั กล่าว
ตอบแทนเม่ือผู้เสียหายตกลง จึงยังถือไม่ได้ว่าจาเลยใช้อุบายหลอกลวง จึงขาดองค์ประกอบ
ภายนอกเกี่ยวกับวิธีประกอบการกระทาอนั จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม
แตก่ ารที่ผ้เู สียหายทาทีพยกั หน้าแต่ไม่ตกลง เท่ากับผ้เู สียหายไม่ยินยอม การกระทาของจาเลย
จงึ ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม ซึ่งจาเลยลงมือกระทาความผิด
และกระทาไปตลอดแล้วแต่ผ้เู สียหายไม่ไปด้วย การกระทาของจาเลยไม่บรรลผุ ลตามที่หวงั ไว้
จงึ เป็นการพยายามกระทาความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม ทางพจิ ารณาได้ความว่า
จาเลยกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม ถือว่าความผิดที่ฟ้องรวมการกระทา
หลายอย่าง แตล่ ะอยา่ งเป็นความผิดได้ในตวั เอง ศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่
พิจารณาได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหก ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๓๓๗๗/๒๕๕๖ ฎ.๑๑๗๖ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจาเลยท่ี ๓ และ
ที่ ๔ ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผ้อู ่ืนและเพื่อการอนาจาร
โดยใช้อุบายหลอกลวง ข่เู ข็ญ ใช้กาลงั ประทุษร้าย ใช้อานาจครอบงาผิดคลองธรรม หรือใช้วิธี
ขม่ ขืนใจด้วยประการอ่ืนใด อนั เป็นความผิดที่รวมการกระทาหลายอย่างและแตล่ ะอย่างอาจเป็น
ความผิดได้อยู่ในตวั เอง เม่ือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่า การกระทา
ความผิดของจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เกิดขนึ ้ โดยความยินยอมของผ้เู สียหายทงั้ ส่ี ศาลอทุ ธรณ์จงึ ชอบ
ท่ีจะลงโทษจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ตามข้อเท็จจริงซ่ึงพิจารณาได้ความนนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคท้าย ไมใ่ ชก่ รณีเกินคาขอหรือโจทก์ไมป่ ระสงคใ์ ห้ลงโทษ
ฎีกำท่ี ๓๖๑๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๓ ผู้เสียหายที่ ๑ อายุ ๑๒ ปีเศษ แต่มีรูปร่าง
สมบรู ณ์กวา่ เด็กหญิงคนอื่นในวยั เดียวกนั เช่นนีแ้ สดงให้เห็นวา่ รูปร่างและลกั ษณะของผ้เู สียหาย
ที่ ๑ ยอ่ มมีเหตผุ ลทาให้จาเลยเข้าใจว่าผ้เู สียหายที่ ๑ มีอายเุ กินกวา่ ๑๕ ปี แตย่ งั ไมเ่ กิน ๑๘ ปี ซ่ึง
468
เป็นข้อเท็จจริงอนั เป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม เมื่อความผิดฐาน
พรากเด็กอายยุ งั ไมเ่ กินสิบห้าปีไปเสียจากบดิ ามารดาเพื่อการอนาจาร จาเลยกระทาโดยเข้าใจผิด
คิดว่าผู้เสียหายที่ ๑ มีอายุเกินสิบห้ าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี จาเลยจึงกระทาไปโดยไม่รู้
ข้ อเท็จจริ งอันเป็ นองค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้ าปี ไปเสียจากบิดา
มารดาเพื่อการอนาจารตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม จาเลยจึงไม่มีเจตนากระทาความผิดฐานนี ้
ด้วย แตค่ วามผิดฐานพรากเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตาม
มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม รวมการกระทาผดิ ฐานพรากผ้เู ยาว์อายกุ วา่ สิบห้าปีแตย่ งั ไมเ่ กินสบิ แปดปี
ตามมาตรา ๓๑๙ วรรคหน่ึง ซึ่งเป็นความผิดได้อย่ใู นตวั เอง ศาลย่อมลงโทษจาเลยในความผิด
ฐานนีไ้ ด้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ข้อสังเกต ปัจจุบนั จาเลยจะอ้างความไม่รู้อายุของผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ได้ตามกฎหมายแก้ไขใหม่
เพราะผเู้ สียหายอายไุ ม่เกินสิบสามปี ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๑/๑
ฎีกำท่ี ๑๔๐๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๗ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์
ไม่เต็มใจไปด้วยตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๘ แตเ่ ม่ือข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผ้เู ยาว์เต็มใจไปด้วยอนั เป็น
ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษที่ต่ากว่า ศาลย่อมมีอานาจลงโทษ
จาเลยตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ ประกอบวรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๕๐๓๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๕๒ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจาเลยร่วมกันฆ่า
ผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรองไว้กอ่ นอนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) แตท่ างพจิ ารณาได้ความว่า
จาเลยกระทาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นความผิดสว่ นหน่ึงของ
การกระทาหลายอยา่ งรวมอยใู่ นความผิดฐานร่วมกนั ฆา่ ผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรองไว้กอ่ น ทงั้ เป็นความผิด
ได้อย่ใู นตวั เอง ศาลจึงมีอานาจพิพากษาลงโทษจาเลยฐานร่วมกันฆ่าผ้อู ่ืนซึง่ มีโทษเบากว่าฐาน
ร่วมกันฆ่าผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ เพราะเป็นความผิดตามท่ีพิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๒๒๓/๒๕๔๖ ฎ.๑๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ มิได้
ขอให้ลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๙๐ เมื่อข้อเท็จจริงพิจารณาได้ความวา่ จาเลยทาร้ายร่างกายจน
เป็นเหตใุ ห้ผ้ตู ายถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า ศาลก็มีอานาจลงโทษจาเลยฐานฆ่าคนตาย
โดยไมเ่ จตนาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๑๖๔๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๗๑ โจทก์ฟ้องจาเลยในความผิดฐานพยายามฆ่า
ผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แตข่ ้อเท็จจริงฟังได้เพียงวา่ จาเลยใช้อาวธุ มีดฟันทาร้ายผ้เู สียหายจนเป็น
เหตใุ ห้ผ้เู สียหายรับอนั ตรายสาหสั เทา่ นนั้ เม่ือจาเลยกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จาเลยมีความผิด
469
ฐานทาร้ายร่างกายผ้เู สียหายจนเป็นเหตุให้ผ้เู สียหายรับอนั ตรายสาหสั โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่ึง
ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานนีต้ ามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๙๐๔๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๐ การที่จาเลยพาเดก็ หญิง ฟ. ซงึ่ มีอายเุ พียง ๑ ปี
เศษ ไปจากผ้เู สียหายและไม่ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหาย เป็นการหน่วงเหน่ียวเด็กหญิง ฟ. อนั เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ซ่ึงเป็นสว่ นหนง่ึ ของความผิดฐานเรียกคา่ ไถ่ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๑๓ (๓) วรรคแรก ที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาจึงมีอานาจลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๐ วรรคแรกได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๒๒๐๕๖/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๔๖ โจทก์ทงั้ สองขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๓๒๖, ๓๒๘ โดยบรรยายฟ้องรวมกันมา เป็นกรณีกล่าวหาว่าจาเลยกระทาความผิดกรรมเดียว
เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะมีคาขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจาเลยหลายกรรม
ตา่ งกนั ตามมาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แตห่ ากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจาเลยตาม
มาตรา ๓๒๘ อนั เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนกั ที่สุดตามมาตรา ๙๐ ซึ่งมีอตั ราโทษจาคกุ ไม่เกิน
สองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท เกินอานาจของศาลชนั้ ต้นซ่ึงเป็นศาลแขวงท่ีจะพิจารณา
พิพากษา ศาลชนั้ ต้นจงึ ไม่มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี ้เมื่อศาลชนั้ ต้นไม่มีอานาจพิจารณา
พพิ ากษาคดนี ีแ้ ล้ว จงึ ไมอ่ าจนา ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ มาใช้บงั คบั
ข้อสังเกต คดีนีเ้ มื่อสืบพยานเสร็จแลว้ ศาลชนั้ ต้นที่เป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อทุ ธรณ์
ว่าเมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว เมื่อศาลชนั้ ต้นลงโทษตามมาตรา ๓๒๘ ไม่ได้ ศาลชน้ั ต้นต้องลงโทษ
ตามมาตรา ๓๒๖ ซึ่งไม่เกินอานาจศาล แล้วยกฟ้องเฉพาะมาตรา ๓๒๘ ซ่ึงศาลฎีกาวินิจฉยั ว่า
ศาลไม่อาจนา ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ มาใช้บงั คบั กบั กรณีนี้
ฎีกำท่ี ๒๒๐๗/๒๕๕๗ ฎ.๑๗๕ จาเลยท่ี ๒ ทาร้ายผ้เู สียหายท่ี ๑ เพื่อมิให้ผ้เู สียหายท่ี ๑
ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ มิได้มีเจตนาที่จะเอาโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของผู้เสียหายที่ ๑ จนเมื่อ
จาเลยท่ี ๒ ทาร้ายผ้เู สียหายท่ี ๑ ล้มลงแล้ว จาเลยท่ี ๒ จึงมีเจตนาท่ีจะเอาโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของ
ผ้เู สียหายท่ี ๑ และเข้าแย่งโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีจากมือของผ้เู สียหายที่ ๑ อนั เป็นการฉกฉวยเอาซึ่ง
หน้า เม่ือผู้เสียหายท่ี ๑ มีบาดแผลแก้มซ้ายบวมกดเจ็บ และเสียวฟันหน้า ๒ ซี่ ใช้เวลารักษา
ประมาณ ๑๐ วนั การกระทาของจาเลยที่ ๒ เป็นความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นไม่เป็นเหตใุ ห้
เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจและฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจาเลยท่ี ๒ ฉก
ฉวยพาทรัพย์หนีไปตอ่ หน้าอนั เป็นองค์ประกอบความผิดฐานว่ิงราวทรัพย์และคาขอท้ายฟ้องมิได้
ขอให้ลงโทษฐานว่ิงราวทรัพย์ จึงเป็นเร่ืองท่ีโจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษในความผิดฐานว่ิงราว
470
ทรัพย์ คงลงโทษจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานลกั ทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซ่ึงรวมอยู่ในการ
กระทาความผิดฐานชิงทรัพย์และเป็นความผิดท่ีเบากว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕
จาเลยท่ี ๑ ชว่ ยพาโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของผ้เู สียหายที่ ๒ ไปจากที่เกิดเหตแุ ล้วขว้างออกไป
นอกกาแพงห้าง โดยทราบว่าเป็นทรัพย์ท่ีจาเลยที่ ๒ ได้มาจากการกระทาความผิด การกระทา
ของจาเลยที่ ๑ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ใน
ความผิดฐานนี ้แต่กรณีถือได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริง
ที่กล่าวในฟ้อง แตม่ ิให้ถือวา่ ตา่ งกนั ในข้อสาระสาคญั และจาเลยท่ี ๑ มิได้หลงตอ่ สู้ ศาลมีอานาจ
ลงโทษจาเลยที่ ๑ ในความผิดฐานรับของโจรได้ ไม่ถือวา่ เป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือเป็นเร่ือง
ท่ีโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ
มาตรา ๒๒๕
แม้ภายหลงั ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจาเลยทงั้ สองร่วมกันกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์
ข้อหาอื่นให้ยกซึ่งหมายถึงความผิดฐานทาร้ายร่างกายให้ยกฟ้อง โจทก์มิได้อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษ
ในความผิดฐานทาร้ายร่างกาย แตก่ ารที่ศาลอทุ ธรณ์ฟังวา่ จาเลยทงั้ สองร่วมกนั ทาร้ายผ้เู สียหาย
ท่ี ๒ ทาร้ายผ้เู สียหายท่ี ๑ เพ่ือความสะดวกแก่การลกั ทรัพย์หรือพาทรัพย์ไป อนั เป็นความผิดฐาน
ชงิ ทรัพย์ซ่งึ รวมการกระทาความผิดฐานทาร้ายร่างกายอย่ดู ้วย เม่ือศาลฎีกาฟังวา่ การกระทาของ
จาเลยท่ี ๒ เป็นความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตราย
แก่กาย และฐานว่ิงราวทรัพย์แตล่ งโทษได้เพียงฐานลกั ทรัพย์ ส่วนการกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็น
ความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้เู สียหายที่ ๒ ไมเ่ ป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กาย และฐานรับของโจร
ศาลฎีกาย่อมลงโทษจาเลยทงั้ สองในความผิดฐานดงั กล่าวซ่ึงเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ได้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๓๕ และมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๘๒๑๔/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๒๒ โจทก์บรรยายฟอ้ งวา่ จาเลยกบั พวกร่วมกนั ปล้น
ทรัพย์ของผ้ตู ายและร่วมกนั ฆา่ ผ้ตู ายโดยไตร่ตรองไว้กอ่ นรวมมาในฟ้องข้อเดียวกนั เมื่อจาเลยลกั
โทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของผ้ตู ายอนั เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์สาเร็จแล้ว จาเลยกบั พวกจงึ ร่วมกนั ฆ่า
ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากกัน ดงั นี ้ศาลย่อมมี
อานาจพิพากษาลงโทษจาเลยทุกกรรมเป็ นกระทงความผิดไปตามที่ พิจารณ าได้ ความได้ ตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๑๓๔๖๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๐๔ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวกร่วมกันปล้น
471
ทรัพย์ ทางพิจารณาฟังไมไ่ ด้วา่ ร่วมกนั ปล้นทรัพย์ ฟังได้เพียงวา่ จาเลยขอเงินจากผ้เู สียหายมาซือ้
สรุ า จาเลยยงั ไมม่ ีความผิดอาญาใด ๆ แต่หลงั จากที่ผ้เู สียหายไม่ให้เงิน จาเลยพยายามแย่งเอา
เงินจากผู้เสียหายไปซึ่งหน้า การกระทาของจาเลยในตอนหลังนีจ้ ึงเป็นความผิดฐานพยายาม
วิ่งราวทรัพย์ แต่โจทก์ฟ้องจาเลยในข้อหาปล้นทรัพย์โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฉกฉวยซึ่งหน้า
แสดงวา่ ไมป่ ระสงคจ์ ะให้ลงโทษฐานวง่ิ ราวทรัพย์ แตค่ วามผดิ ฐานนีร้ วมความผิดฐานลกั ทรัพย์ ซ่งึ
เป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ท่ีโจทก์ฟ้องมาด้วยแล้ว ศาลสามารถลงโทษ
จาเลยฐานพยายามลกั ทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๒๒๗๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๕ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สามใน
ความผิดฐานร่วมกนั ปล้นทรัพย์ แม้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานปล้นทรัพย์สาหรับ
จาเลยทงั้ สามก็ตาม แตข่ ้อเท็จจริงยงั คงฟังได้วา่ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๓ ร่วมกนั กระทาความผิดโดย
ใช้กาลงั ประทุษร้ายเอาทรัพย์ผู้เสียหายไปอันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และเม่ือความผิดฐาน
ปล้นทรัพย์ตามท่ีโจทก์ฟ้องรวมการกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์อยู่ด้วย จึงลงโทษจาเลยท่ี ๑
และที่ ๓ ฐานร่วมกนั ชิงทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๒๖๓๓/๒๕๕๕ ฎ.๕๗๘ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยที่ ๒ ได้กระทาความผิดฐานเป็น
ผ้สู นบั สนุนจาเลยท่ี ๑ ฐานเป็นเจ้าพนกั งานซงึ่ มีหน้าที่ซือ้ ทา จดั การหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบงั
ทรัพย์นัน้ โดยทุจริต แต่ทางพิจารณาได้ความว่าการกระทาของจาเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิด
ดงั กล่าว ส่วนจาเลยที่ ๒ กระทาความผิดฐานยกั ยอกซ่งึ โจทก์ได้บรรยายฟ้องกลา่ วถึงข้อเท็จจริง
อนั เป็นองค์ประกอบของความผิดรวมไว้แล้ว จึงลงโทษจาเลยที่ ๒ ตามท่ีพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก
ข้อสังเกต คดีนีไ้ ม่ใช่ลงโทษจาเลยที่ ๒ ฐานเป็นผูส้ นบั สนนุ การกระทาความผิดฐานยกั ยอกตาม
ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๖ แต่ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ วรรคแรก
ในฐานะเป็นผูก้ ระทาความผิด เพราะโจทก์บรรยายฟอ้ งว่าจาเลยทงั้ สองร่วมกนั เบียดบงั เงิน และ
ให้ลงโทษจาเลยที่ ๒ ฐานเป็นผู้สนบั สนนุ จาเลยที่ ๑ ซ่ึงเป็นเจ้าพนกั งานยกั ยอกทรัพย์ตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๗ ประกอบมาตรา ๘๖ ซึ่งโทษหนกั กว่าความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกำท่ี ๗๒๖๙/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๑๓ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
ทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ แตค่ วามผิดดงั กล่าวย่อมรวมถึงการใช้กาลงั ทาร้าย
ผู้อ่ืนโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม มาตรา ๓๙๑ ด้วย ถือได้ว่า
ความผิดตามฟ้องรวมการกระทาหลายอย่าง ซงึ่ แตล่ ะอยา่ งอาจเป็นความผิดได้อย่ใู นตวั เอง เมื่อ
472
ทางพจิ ารณาได้ความวา่ การกระทาของจาเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๓๙๑ ศาลฎีกาก็มีอานาจ
ลงโทษจาเลยในการกระทาตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ แตค่ วามผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑ มีระวางโทษจาคกุ ไม่เกิน
๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ ซึ่งมีอายคุ วาม ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา
๙๕ (๕) จาเลยกระทาความผิดเมื่อวนั ท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ แต่โจทก์ฟ้องคดีนีเ้ ม่ือวันที่ ๒๕
สิงหาคม ๒๕๕๔ เกิน ๑ ปี นับแต่วันกระทาความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความไม่อาจ
ลงโทษจาเลยได้ ต้องยกฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนงึ่
ฎีกำท่ี ๒๐๓๘๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๓๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานต่อสู้
ขดั ขวางเจ้าพนกั งานในการปฏิบตั ติ ามหน้าที่โดยใช้กาลงั ประทษุ ร้าย แตค่ วามผิดท่ีโจทก์ฟ้องรวม
การกระทาหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตวั เอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า
จาเลยใช้กาลังทาร้ายดาบตารวจ ว. แต่ไม่เป็นเหตใุ ห้ดาบตารวจ ว. ได้รับอันตรายแก่กายหรือ
จิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยในความผิดฐานใช้กาลงั ทาร้ายผ้อู ่ืนแตไ่ ม่เป็นเหตใุ ห้
ได้รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามท่ีพิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๖๖๒๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๒ การที่จาเลยกล่าวถ้อยคาด่าผู้เสียหายว่า
“ไอ้เหีย้ ไอ้สตั ว์ ” ถึงแม้ถ้อยคาดงั กลา่ วจะเป็นการดหู ม่ินเหยียดหยามและทาให้ผ้เู สียหายอบั อาย
เสียหายก็ตาม แต่เมื่อผ้เู สียหายทาการจบั กุมจาเลยโดยไม่มีอานาจ และมิใช่การปฏิบตั กิ ารตาม
หน้าท่ีโดยชอบ การกระทาของจาเลยจงึ ไมเ่ ป็นความผดิ ฐานดหู มิ่นเจ้าพนกั งานซงึ่ กระทาการตาม
หน้าที่หรือเพราะได้กระทาการตามหน้าท่ี แต่การกระทาดังกล่าวก็นบั เป็นการดหู มิ่นผู้เสียหาย
ซึ่งหน้าในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นบททั่วไป และยังคงถือว่าอยู่ในความประสงค์ของโจทก์
ท่ีขอให้ลงโทษจาเลย
ฎีกำท่ี ๗๖๖/๒๕๕๕ ฎ.๖๔๓ จาเลยมีเคร่ืองกระสุนปืนตามฟ้องไว้ในครอบครองโดย
ฝ่ าฝืนต่อกฎหมาย แต่ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้ งว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นชนิด
เจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง ซ่ึงเป็นข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๑๑ (พ.ศ.๒๕๒๒)
ข้อ ๒ ตอนท้ายที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จึงไม่อาจลงโทษจาเลยในข้อหาตาม
พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสนุ วตั ถรุ ะเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวธุ ปืนฯ มาตรา ๕๕, ๗๘
วรรคหน่ึง ได้ แต่การกระทาของจาเลยก็ยงั เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒
วรรคสอง ศาลฎีกาย่อมลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบมาตรา
473
๒๒๕
ฎีกำท่ี ๔๓๒๘/๒๕๕๖ ฎ.๒๒๙ ข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า จาเลย
ที่ ๑ ซือ้ เมทแอมเฟตามีนมาจากจาเลยที่ ๒ แล้วจาเลยที่ ๑ กับ ศ. นาไปจาหน่ายให้แก่สายลับ
โดยจาเลยที่ ๒ ไม่มีสว่ นรู้เห็น แตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงท่ีกล่าวในฟ้องในข้อสาระสาคญั ศาลฎีกาไม่
อาจพิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ และไม่อาจลงโทษจาเลย
ท่ี ๒ ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจาเลยท่ี ๑ ให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อ
จาหน่าย และจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลบั ตามฟ้องได้ แต่การที่จาเลยท่ี ๒ จาหน่าย
เมทแอมเฟตามีนให้ แก่จาเลยท่ี ๑ แสดงว่าจาเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ใน
ครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในความผิด
ฐานนีต้ ามท่ีพิจารณาได้ความได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
ฎีกำท่ี ๒๒/๒๕๕๙ ฎ.๑๔ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยมีเมทแอมเฟตามีน ๕ เมด็ ของกลางไว้ใน
ครอบครองเพื่อจาหนา่ ยและจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีน ๑ เม็ด ให้แกส่ ายลบั ผ้ลู อ่ ซือ้ ทางพิจารณา
ได้ความว่า จาเลยมีเมทแอมเฟตามีน ๔ เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
เท่านนั้ ดงั นี ้ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยในการกระทาความผิดตามท่ีพิจารณาได้ความได้ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๓ จาเลยมีความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฯ
มาตรา ๑๕ วรรคหนงึ่ , ๖๗
ฎีกำท่ี ๘๑๑๗/๒๕๕๔ ฎ.๒๓๓๙ จาเลยท่ี ๑ นาเมทแอมเฟตามีนติดตวั มาเพ่ือส่งมอบ
ให้แก่จาเลยที่ ๒ ตามท่ีสั่งซือ้ ไว้ แม้จาเลยที่ ๒ จะถูกจบั กุมเสียก่อน ก็ถือได้ว่าจาเลยท่ี ๒ เป็น
ผ้กู ่อให้จาเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ยตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ ซ่ึงมิใช่
เป็นตวั การร่วมกระทาความผิดตามมาตรา ๘๓ จึงลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานเป็นตวั การไม่ได้เพราะ
ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกตา่ งกบั ฟ้องในข้อสาระสาคญั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
แต่การสง่ั ซือ้ ของจาเลยท่ี ๒ ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ การกระทาความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๘๖ ซึ่งศาลมีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๒ ฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ จาเลยที่ ๑ ในความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหนา่ ยได้
ฎีกำท่ี ๒๘๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๘๔ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยพยายามนาเมทแอมเฟตา
มีนจากประเทศกมั พชู าเข้ามาในราชอาณาจกั ร ทางพิจารณาฟังได้เพียงวา่ จาเลยมีเมทแอมเฟตา
474
มีนไว้ในครอบครองขณะท่ีอยู่ในประเทศกัมพูชา แม้จะถือว่าเป็นการกระทาความผิดนอก
ราชอาณาจกั ร แตต่ าม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผ้กู ระทาความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ ฯ
มาตรา ๕ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพติด แม้จะกระทานอก
ราชอาณาจกั ร ผ้นู นั้ จะต้องรับโทษในราชอาณาจกั ร ถ้าปรากฏวา่ (๑) ผ้กู ระทาความผิดหรือผู้ร่วม
กระทาความผิดคนใดคนหน่ึงเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อย่ใู นประเทศไทย” ดงั นนั้ เมื่อจาเลยเป็นคน
ไทยและยังมีภูมิลาเนาอยู่ในประเทศไทย จาเลยจึงต้องรับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตามท่ีพิจารณาได้ความตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
475
อุทธรณ์ ฎีกำ
ข้อ ๗๒ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ
ฆ่าผู้ตายโดยเจตนากรรมหน่ึง และพยายามฆ่าผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง จาเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณาบิดาของผู้ตายยื่นคาร้ องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพ นักงานอัยการในฐานะ
ผู้จัดการแทนผู้ตาย ศาลชัน้ ต้นอนุญาต ศาลชัน้ ต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจาเลยฐาน
ฆ่าผ้ตู ายโดยบนั ดาลโทสะกรรมหน่ึง และพยายามฆ่าผ้เู สียหายโดยบนั ดาลโทสะอีกกรรมหนึ่ง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยไม่ใชก่ ารกระทาโดยบนั ดาลโทสะ ขอให้ลงโทษจาเลย
ในความผิดฐานฆ่าผ้ตู ายและพยายามฆ่าผ้เู สียหายตามฟ้อง โจทก์ไม่อทุ ธรณ์ จาเลยไม่อทุ ธรณ์
แต่แก้อุทธรณ์ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทาความผิดขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
จาเลยกระทาความผิดฐานฆ่าผ้ตู ายโดยเจตนากรรมหนงึ่ และฐานพยายามฆา่ ผ้เู สียหายอีกกรรม
หน่ึง โดยไม่สามารถอ้างเหตุบนั ดาลโทสะได้ จาเลยฎีกาว่า ไม่ได้เป็นผู้กระทาความผิดขอให้
ยกฟอ้ ง ศาลชนั้ ต้นสงั่ รับฎีกาของจาเลย
ให้วินิจฉัยว่า ศาลฎีกาจะไม่วินิจฉัยฎีกาของจาเลยได้หรือไม่ และศาลฎีกาจะพิพากษา
คดนี ีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ จาเลยแก้อทุ ธรณ์ว่าไม่ได้เป็นผ้กู ระทาความผิดขอให้ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้อง เป็ น
กำรขอให้ศำลอุทธรณ์ เปล่ียนแปลงผลคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้นซึ่งต้องทำเป็ นคำฟ้อง
อุทธรณ์คัดค้ำนคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้น เม่ือจาเลยไม่ได้ยื่นอทุ ธรณ์ แตท่ ามาเป็นเพียงคาแก้
อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ (เทียบฎีกาท่ี
๒๘๕/๒๕๕๕) ต้องถอื ว่ำจำเลยมิได้อุทธรณ์ในปัญหำดังกล่ำว
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยฐานฆา่ ผ้ตู ายโดยบนั ดาลโทสะกรรมหนง่ึ และพยายาม
ฆ่าผู้เสียหายโดยบนั ดาลโทสะอีกกรรมหนึ่ง ซ่ึงจาเลยมิได้อุทธรณ์คดั ค้านคาพิพากษาของศาล
ชนั้ ต้น คงมีเพียงโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยไม่ใช่การกระทาโดยบนั ดาลโทสะ
ขอให้ ลงโทษจาเลยในความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง ดังนัน้
ข้อเท็จจริงท่ีว่ำจำเลยเป็ นผู้กระทำควำมผิดหรือไม่จึงยุติไปตำมคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้น
แล้ว จำเลยมิได้ยกข้อดังกล่ำวขึน้ ในชัน้ อุทธรณ์ดังท่ีวินิจฉัยมำก่อน โดยจาเลยเพ่ิงยกขึน้
ในชนั้ ฎีกา ฎีกำของจำเลยจึงเป็ นข้อท่ีมิได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลอุทธรณ์
ต้องห้ำมมิให้จำเลยยกขึน้ อ้ำงในฎีกำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
๒๒๕ วรรคหนึ่ง, มาตรา ๒๕๒ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
476
มาตรา ๑๕ (เทียบฎีกาท่ี ๒๙๒๕/๒๕๕๔) ศำลฎีกำจงึ ไม่รับวนิ ิจฉัยฎีกำของจำเลย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานฆ่าผ้ตู ายกรรมหนึ่ง และพยายามฆ่าผ้เู สียหายอีกกรรมหนึ่ง
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยฐานพยายามฆา่ ผ้เู สียหายโดยบนั ดาลโทสะ โจทก์ไมไ่ ด้อทุ ธรณ์
ควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำผู้เสียหำยโดยบันดำลโทสะจึงยุตไิ ปตำมคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้น
โจทก์ร่ วมมิได้ ขอเข้ าร่ วมเป็ นโจทก์กับพนักงานอัยการในความผิดฐานพยายามฆ่าผ้ ูเสียหาย
จึงไม่มีอำนำจอุทธรณ์ในควำมผิดดังกล่ำว กำรท่ีศำลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ ของ
โจทก์ร่วม แล้วพพิ ำกษำแก้คำพิพำกษำศำลชัน้ ต้นว่ำ จำเลยกระทำควำมผิดฐำนพยำยำม
ฆ่ำผู้เสียหำยจึงเป็ นกำรไม่ชอบ ปัญหำดังกล่ำวเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบ
เรียบร้อย แม้คู่ควำมไม่ได้ฎีกำศำลฎีกำก็ยกขึน้ วนิ ิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาท่ี ๒๙๔๐/๒๕๕๔) ศำลฎีกำ
ต้องพิพำกษำแก้เป็ นว่ำให้ยกคำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ในข้อหำพยำยำมฆ่ำผู้อ่ืน คงให้
ลงโทษจำเลยฐำนพยำยำมฆ่ำผู้เสียหำยโดยบันดำลโทสะตำมคำพพิ ำกษำศำลชัน้ ต้น
ฎีกำท่ี ๒๘๕/๒๕๕๕ ฎ.๒๒๖ จาเลยแก้ฎีกาว่าจาเลยไม่ได้ร่วมกบั พ. และพวก กระทา
ความผิด เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ซ่ึงต้องทาเป็นคาฟ้อง
ฎีกาคัดค้านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ เม่ือจาเลยไม่ได้ยื่นฎีกา แต่ทามาเป็นเพียงคาแก้ฎีกา
ไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๖
ฎีกำท่ี ๒๙๒๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๙๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิด
ฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่นตามท่ีโจทก์ฟ้อง แตจ่ าเลยได้กลบั ใจแก้ ไขไม่ให้การกระทานนั้ บรรลุผลอัน
เป็นเหตใุ ห้จาเลยไมต่ ้องรับโทษสาหรับความผดิ ฐานพยายามฆา่ ผ้อู ื่น คงลงโทษจาเลยฐานทาร้าย
ร่างกายผ้อู ื่นเป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่กาย ซ่ึงจาเลยมิได้อทุ ธรณ์คดั ค้านคาพิพากษาของศาล
ชนั้ ต้น คงมีเพียงโจทก์ท่ีอุทธรณ์ว่า กรณีไม่อาจถือว่าภายหลงั เกิดเหตจุ าเลยกลบั ใจแก้ไขไม่ให้
การกระทาบรรลุผล ขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ดังนัน้
ข้ อเท็จจริงท่ีว่าจาเลยใช้ อาวุธมีดของกลางแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า จึงยุติไปตาม
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้ว จาเลยมิได้ยกข้อดงั กลา่ วขึน้ ในชนั้ อทุ ธรณ์ โดยเพิ่งยกขึน้ ในชนั้ ฎีกา
ฎีกาของจาเลยจงึ เป็นข้อท่ีมิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ต้องห้าม
มิให้จาเลยยกขึน้ อ้างในฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๙๔๐/๒๕๕๔ ฎ.๑๑๕๔ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานฆ่าผู้ตายกรรมหนึ่ง และ
พยายามฆา่ ผ้เู สียหายอีกกรรมหนงึ่ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยข้อหาพยายามฆา่ ผ้เู สียหาย
477
โดยบนั ดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ และมาตรา ๗๒ พนกั งานอยั การ
โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดข้อหาพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยบันดาลโทสะ จึงยุติไปตาม
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้น โจทก์ร่วมทงั้ สองซึ่งมิได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การในข้อหา
ความผิดฐานพยายามฆา่ ผ้เู สียหายจึงไมม่ ีอานาจอทุ ธรณ์ในความผิดดงั กล่าว การที่ศาลอทุ ธรณ์
รับวินิจฉัยอทุ ธรณ์ของโจทก์ร่วมทงั้ สองแล้วพิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นวา่ จาเลยกระทา
ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐
จงึ เป็นการไมช่ อบ
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๓
ฎีกำท่ี ๔๒๑๐/๒๕๕๙ ฎ.๑๐๗๒ ผู้ประกันทัง้ สี่เป็ นผู้ทาสัญญาประกันไว้ต่อศาล
ผ้ปู ระกันทงั้ ส่ีจึงเป็นค่สู ัญญาประกันกับศาล เมื่อมีการผิดสญั ญาประกนั ผู้ประกันทงั้ ส่ีเป็นฝ่ าย
ต้องถกู บงั คบั ตามสัญญาประกัน แม้จาเลยจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี แต่จาเลยมิใช่คสู่ ัญญา
ประกันกับศาล ไม่จาต้องรับผิดตามสัญญาประกันหรืออาจถูกบงั คบั ตามสัญญาประกัน ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง จาเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคาร้องขอให้งดหรือลดค่าปรับได้ แม้ศาล
ชนั้ ต้นจะสง่ั คาร้องขอให้งดหรือลดคา่ ปรับของจาเลย ก็ไมท่ าให้จาเลยมีอานาจอทุ ธรณ์ได้ อทุ ธรณ์
ของจาเลยเป็นอทุ ธรณ์ที่มชิ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓
ฎีกำท่ี ๔๓๑๔/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๖๖ ผู้ร้ องซึ่งเป็นบิดาของจาเลยยื่นคาร้ องขอให้ปล่อย
จาเลยโดยอ้างว่า จาเลยถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๙๐ (๕) ก็เพ่ือ
ประโยชน์ของจาเลยผ้ถู กู คมุ ขงั ศาลชนั้ ต้นยกคาร้อง แม้ ผ้รู ้องไมอ่ ทุ ธรณ์ จาเลยซ่ึงเป็นผ้ถู กู คมุ ขงั
เป็นผ้มู ีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นท่ีให้ยกคาร้อง แม้จะมิได้
เป็นผ้ยู ื่นคาร้อง แตจ่ าเลยยอ่ มมีสิทธิอทุ ธรณ์คาสง่ั ของศาลชนั้ ต้นได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดห้าม
หรือจากดั สิทธิอทุ ธรณ์ในกรณีนีไ้ ว้
ฎีกำท่ี ๑๓๐๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๖ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานลกั ทรัพย์หรือ
รับของโจร อนั เป็นการฟ้องโดยอาศยั การกระทาเดียว แต่ให้ศาลเลือกลงโทษในฐานใดฐานหน่ึง
ตามที่พิจารณาได้ความได้โดยไม่จากัดว่าจะต้องเป็นศาลชนั้ ต้นเท่านนั้ ดงั นนั้ เมื่อศาลอุทธรณ์
พิพากษาลงโทษจาเลยฐานรับของโจร แม้จะเป็นการแก้ไขคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ก็ย่อมถือว่า
โจทก์พอใจ โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยฐานลกั ทรัพย์ไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๒๘๕๓/๒๕๕๙ ฎ.๗๘๕ การไตส่ วนคาร้องขอเพิกถอนหมายจบั ของผ้รู ้องก่อนมี
478
คาสัง่ เป็นดลุ พินิจในการดาเนินกระบวนพิจารณาตามอานาจหน้าที่ของศาลชนั้ ต้นเพ่ือให้การ
พิจารณาคดีเสร็จไปโดยรวดเร็วและชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชนั้ ต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตาม
คาร้ องของผู้ร้ องสามารถวินิจฉัยได้ ศาลชัน้ ต้นมีอานาจท่ีจะมีคาส่ังได้ทันทีโดยไม่จาต้อง
ไตส่ วนกอ่ นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๔) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
อานาจในการออกหมายจบั ผ้ตู ้องหาเป็นอานาจเฉพาะตวั ของผ้พู ิพากษาศาลชนั้ ต้นคน
หน่ึงเพ่ือให้ได้ตวั ผ้ตู ้องหามาสอบสวน ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๑) ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๒) มาตรา ๖๖ และมาตรา ๑๓๔ ผ้รู ้องซึ่งถกู หมายจบั ของศาลชนั้ ต้นยื่นคาร้อง
ขอให้ศาลชนั้ ต้นเพกิ ถอนหมายจบั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๕๙ วรรคส่ี ตอนท้าย ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ยก
คาร้อง ดงั นี ้ผ้รู ้องจะอทุ ธรณ์หรือฎีกาไมไ่ ด้
ฎีกำท่ี ๒๔๗๐/๒๕๕๕ ฎ.๓๖๒ ศาลชนั้ ต้นออกหมายจาคกุ เม่ือคดีถงึ ท่ีสดุ โดยหกั วนั ต้อง
ขงั ให้จาเลย ๙ วนั หากจาเลยเห็นวา่ ศาลชนั้ ต้นหกั วนั ต้องขงั ให้จาเลยไม่ถกู ต้องตาม ป.อ. มาตรา
๒๒ จาเลยต้องย่ืนคาร้ องขอให้ศาลชัน้ ต้นหักวันต้องขังให้จาเลยให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ
ดงั กล่าว เมื่อจาเลยมิได้ดาเนินการให้ถูกต้องตามขัน้ ตอนของกฎหมายโดยยื่นคาร้องต่อศาล
ชนั้ ต้น จาเลยจงึ ยงั ไมม่ ีสิทธิท่ีจะอทุ ธรณ์ในปัญหานีไ้ ด้ การที่ศาลชนั้ ต้นรับอทุ ธรณ์ของจาเลยและ
ศาลอทุ ธรณ์วนิ ิจฉยั ให้จงึ เป็นการไมช่ อบ และไมก่ ่อให้จาเลยมีสิทธิฎีกา
คดตี ้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเทจ็ จริงตำมมำตรำ ๑๙๓ ทวิ
ข้อ ๗๓ คำถำม โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่น ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ จาเลยให้การปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ โจทก์
นาพยานเข้าสืบว่าจาเลยกระทาผิดตามฟ้อง จาเลยนาสืบว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ศาลชนั้ ต้น
พิจารณาแล้วพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้อู ่ืนเป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่
กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ปรับ ๕๐๐ บาท โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ศาลอทุ ธรณ์
ลงโทษจาคกุ จาเลยอทุ ธรณ์วา่ กระทาโดยปอ้ งกนั ไมเ่ ป็นความผดิ ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้อง
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ โจทก์และจาเลยจะอทุ ธรณ์ในปัญหาดงั กลา่ วได้หรือไม่
คำตอบ ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๙๓ ทวิ ห้ำมมิให้
อุทธรณ์คำพิพำกษำศำลชัน้ ต้นในปัญหำข้อเท็จจริง ในคดีซ่ึงอัตรำโทษอย่ำงสูงตำมท่ี
กฎหมำยกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกนิ สำมปี หรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบำท หรือทัง้ จำทัง้ ปรับ
นัน้ กำรอุทธรณ์คดอี ำญำในปัญหำข้อเทจ็ จริง ศำลจะต้องพิจำรณำอัตรำโทษท่บี ัญญัตไิ ว้
479
ในกฎหมำยตำมฟ้องว่ำต้องห้ำมอุทธรณ์หรือไม่ ไม่ใช่ตำมควำมผิดท่ีพิจำรณำได้ควำม
(ฎีกาท่ี ๓๑๗๐/๒๕๔๙) คดีนีแ้ ม้ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้อู ื่น
เป็นเหตุให้ได้รับอนั ตรายแก่กายซ่ึงอัตราโทษอย่างสูงตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ให้จาคกุ ไม่เกิน
สามปีหรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาทหรือทงั้ จาทงั้ ปรับนนั้ แต่โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิด
ฐานพยายามฆ่าผ้อู ่ืน ซ่ึงมีอตั ราโทษจาคกุ อย่างสงู ตามที่กฎหมายกาหนดไว้ให้จาคกุ เกินสามปี
คดีของโจทก์จึงไม่ต้องห้ำมอุทธรณ์ข้อเทจ็ จริง ตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้
ศำลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยซ่ึงเป็ นกำรโต้เถียงดุลพินิจในกำรกำหนดโทษของศำล
ชัน้ ต้นท่เี ป็ นอุทธรณ์ข้อเทจ็ จริงได้
การท่ีจาเลยให้การปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่และนาสืบว่าไม่ได้อยู่ในท่ีเกิดเหตุ แต่จาเลย
อทุ ธรณ์ว่า กระทาโดยป้องกนั ไม่เป็นความผิดขอให้ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้องนนั้ ข้อเท็จจริงหรือข้อ
กฎหมำยท่ีจะยกขึน้ อ้ำงในกำรย่ืนอุทธรณ์ นั้นคู่ควำมจะต้องกล่ำวไว้โดยชัดแจ้งใน
อุทธรณ์ และต้องเป็ นข้อท่ีได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลชัน้ ต้น จาเลยเพ่ิงยก
ข้อเท็จจริงขึน้ อ้างในชนั้ อทุ ธรณ์วา่ การกระทาของจาเลยเป็นการปอ้ งกันไม่เป็นความผิด จึงเป็ น
ข้อท่ีไม่ได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลชัน้ ต้น ต้องห้ำมมิให้จำเลยอุทธรณ์ ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง ประกอบประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ (ฎีกาท่ี ๙๔๒/๒๕๕๗)
โจทก์อุทธรณ์ในปัญหำดังกล่ำวได้ แต่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหำดังกล่ำวไม่ได้
ฎีกำท่ี ๓๑๗๐/๒๕๔๙ ฎ.๖๐๔ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่น
ซงึ่ มีระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิต จาคกุ ตลอดชีวติ หรือจาคกุ ตงั้ แตส่ บิ ห้าปีถึงยี่สบิ ปี
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ เม่ือ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ บญั ญัตวิ ่า ห้าม
มิให้อุทธรณ์คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ในคดีซ่ึงอัตราโทษอย่างสูงตามท่ี
กฎหมายกาหนดไว้ให้จาคกุ ไมเ่ กินสามปีหรือปรับไมเ่ กินหกหมื่นบาทหรือทงั้ จาทงั้ ปรับ ดงั นนั้ แม้
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดฐานร่วมกนั ทาร้ายร่างกายผ้อู ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕
ประกอบมาตรา ๘๓ ซ่ึงมีระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินส่ีพันบาท หรือทัง้ จา
ทงั้ ปรับ จาเลยยงั มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะการอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหา
ข้อเท็จจริงนนั้ ศาลจะต้องพิจารณาอตั ราโทษท่ีบญั ญตั ไิ ว้ในกฎหมายตามฟ้องวา่ ต้องห้ามอทุ ธรณ์
หรือไม่ ไมใ่ ชต่ ามความผดิ ท่ีพจิ ารณาได้ความ
ฎีกำท่ี ๙๔๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๙ ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาเลยในความผดิ ฐานพยายาม
ฆ่าผู้อ่ืนเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จาเลยอุทธรณ์ว่า จาเลยไม่ใช่คนร้ ายที่ใช้อาวุธปืนยิง
480
ผู้เสียหาย ไม่ได้อุทธรณ์ว่าหากฟังว่าจาเลยเป็นคนร้ ายท่ีใช้อาวุธยิงผู้เสียหาย การกระทาของ
จาเลยก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ดงั นี ้ ข้อท่ีว่าการกระทาของจาเลยเป็นการ
ปอ้ งกันเกินสมควรแก่เหตจุ ึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้ว จาเลยเพ่ิงยกข้อเท็จจริงขึน้
อ้างในชัน้ ฎีกาว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพวกของผู้เสียหายจะหยุดการทาร้ ายจาเลยกับพวก
เมื่อใด ทงั้ พวกผ้เู สียหายยงั ทาร้าย ว. ซึ่งยืนอย่กู บั จาเลยด้วยอาวธุ มีคมฟันจนสลบบริเวณที่เกิด
เหตุ การกระทาของจาเลยเป็นการปอ้ งกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึน้ ว่ากัน
มาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม)
(ปัจจบุ นั คอื ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต ในหนงั สือเล่มเดิมผูแ้ ต่งวางธงคาตอบตามฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ ฎ.๑๑๓๗ ซ่ึงผู้แต่ง
ไม่เห็นดว้ ยกบั ฎีกาดงั กล่าวที่วินิจฉยั ว่า แม้จาเลยจะไม่ไดย้ กข้อต่อสู้ว่าจาเลยกระทาโดยปอ้ งกนั
สิทธิของตนพอสมควรแก่เหตขุ ้ึนว่ากล่าวมาแต่ศาลชนั้ ตน้ และศาลอทุ ธรณ์ แต่ปัญหาดงั กล่าวเป็น
ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จาเลยจะยกข้ึนว่ากล่าว
ในชนั้ ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย
ก็ต้องทาธงคาตอบตามฎีกา ต่อมามีฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๕๗ ที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกนั และตรงกับ
ความเห็นของผแู้ ต่ง ซึ่งผูแ้ ต่งเห็นว่าฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ น่าจะถกู กลบั โดยฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๕๗
จึงแก้ไขคาตอบเสียใหม่ตามฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๕๗ แต่อาจจะมีอาจารย์ท่านอื่นเห็นว่าสองฎีกานี้
ข้อเท็จจริงแตกต่างกันไม่ได้กลับแนววินิจฉัยเดิมก็ได้ บางคร้ังถ้านักศึกษาอ่านหนังสือแล้ว
มีความเห็นว่าฎีกาไหนกลบั ฎีกาไหน นกั ศึกษาคงต้องมาคิดเองต่อดว้ ยว่าถกู ตอ้ งหรือไม่ บางเรื่อง
เวลาประชุมธงคาตอบฝ่ ายหนึ่งอ้างฎีกาหนึ่ง แต่อีกฝ่ ายอ้างอีกฎีกาหนึ่ง แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริง
แตกต่างกนั ตกลงกนั ไม่ได้คณะกรรมการต้องลงมติว่าจะวางธงคาตอบตามฎีกาใดก็เคยมี แต่
ข้อสอบทีจ่ ะมีปัญหาลกั ษณะนี้ก็จะมีไม่มาก แต่ถา้ ออกเป็นข้อสอบมาแลว้ คงตอ้ งแล้วแต่วาสนา
ของผตู้ อบข้อสอบว่าธงคาตอบจะไปในทางใด
ข้อ ๗๔ คำถำม ผ้เู สียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาวา่ เมื่อวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เวลา
กลางวนั จาเลยลกั รถยนต์ของโจทก์ไปโดยเจตนาทจุ ริต เหตเุ กิดที่ตาบลบางกระสอ อาเภอเมือง
จงั หวดั นนทบุรี ขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๓๓๕ ศาลชนั้ ต้น
ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จาเลยให้การปฏิเสธ ศาลชนั้ ต้น
พิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้วา่ จาเลยมีเจตนาลกั ทรัพย์ พิพากษา
ยกฟ้อง โจทก์อทุ ธรณ์วา่ พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจาเลยมีเจตนาลกั ทรัพย์ ขอให้ศาล
481
อทุ ธรณ์พิพากษากลบั ลงโทษจาเลย ให้วินิจฉยั วา่ ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยมีเจตนา
ลกั ทรัพย์ โจทก์อทุ ธรณ์วา่ พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจาเลยมีเจตนาลกั ทรัพย์ เป็ นกำร
โต้แย้งดุลพินิจในกำรรับฟั งพยำนหลักฐำนของศำลชัน้ ต้น อุทธรณ์ ของโจทก์จึงเป็ น
อุทธรณ์ในปัญหำข้อเทจ็ จริง
แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๓๓๕ แต่กำร
อุทธรณ์ต้องพิจำรณำจำกอัตรำโทษท่ีบัญญัติไว้ในกฎหมำยตำมท่โี จทก์ขอให้ลงโทษหรือ
ท่กี ล่ำวในคำฟ้อง การที่โจทก์บรรยายฟ้องวา่ เมื่อวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เวลากลางวนั จาเลย
ลักรถยนต์ของโจทก์ไป ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้ำองค์ประกอบควำมผิดตำม
บทบัญญัติดังกล่ำว ไม่อำจลงโทษจำเลยตำมมำตรำ ๓๓๕ ได้ อำจลงโทษจำเลยได้เพียง
มำตรำ ๓๓๔ ซ่ึงมีอัตราโทษที่กฎหมายกาหนดไว้ให้จาคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพัน
บาทเท่านัน้ จึงต้องห้ำมมิให้โจทก์อุทธรณ์ ในปั ญหำข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ (ฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๕๑) ศำลอุทธรณ์ต้องพิพำกษำ
ยกอุทธรณ์ของโจทก์
ฎีกำท่ี ๔๙๔/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑ น.๖๔ ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยวา่ จาเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาเอา
รถยนต์ของโจทก์ไปโดยทุจริต จาเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ว่า
พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จาเลยที่ ๑ มีเจตนากระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ เป็นการ
โต้แย้งดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลชนั้ ต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ใน
ปัญหาข้อเท็จจริง แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ หากโจทก์นาสืบ
ได้ความว่าจาเลยที่ ๑ กระทาความผิด ศาลยอ่ มลงโทษจาเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมี
อตั ราโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ตามท่ีโจทก์ฎีกาก็ตาม แตบ่ ทบญั ญัติ
ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่กาหนดเกี่ยวกับการพิพากษาของศาล ซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิ
อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ ซ่ึงการอุทธรณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากอัตราโทษ
ท่ีบญั ญัติไว้ในกฎหมายตามท่ีโจทก์ขอให้ลงโทษหรือที่กล่าวในคาฟ้อง เม่ือโจทก์บรรยายฟ้องว่า
เมื่อวนั ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวนั จาเลยท่ี ๑ ลักรถยนต์ของโจทก์ไป และมีคาขอ
ท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ไม่อาจ
ลงโทษจาเลยท่ี ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ได้ คงลงโทษจาเลยท่ี ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔
ซึ่งมีอัตราโทษท่ีกฎหมายกาหนดไว้ให้จาคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาทเท่านัน้
จงึ ต้องห้ามมใิ ห้โจทก์อทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ
482
ข้อ ๗๕ คำถำม ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ศาลไตส่ วนมลู ฟ้องแล้ว เห็นวา่ คดีมีมลู เฉพาะจาเลยท่ี ๑ ประทบั
ฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเฉพาะจาเลยที่ ๑ สว่ นจาเลยท่ี ๒ พยานโจทก์ชนั้ ไตส่ วนมลู ฟ้องยงั ฟังไม่ได้
วา่ จาเลยท่ี ๒ กระทาผิด คดีไม่มีมลู พิพากษายกฟ้องจาเลยที่ ๒ ศาลสอบถามจาเลยท่ี ๑ แล้ว
จาเลยท่ี ๑ แถลงว่าจะต่อสู้คดีโดยจะหาทนายความเอง ศาลมีคาสั่งว่าจากการพิจารณ า
ชัน้ ไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่า โจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สองเรียกทรัพย์คืนในคดีแพ่งที่ศาลนีด้ ้วย
เห็นควรให้รอการสืบพยานคดีอาญาระหว่างโจทก์และจาเลยที่ ๑ ในคดีนีไ้ ว้ก่อนจนกว่าจะทราบ
ผลท่ีสุดของคดีแพ่ง และให้จาหน่ายคดีชว่ั คราว เม่ือคดีแพ่งดงั กล่าวถึงท่ีสดุ แล้วให้โจทก์แถลง
ต่อศาลเพ่ือยกคดีขึน้ พิจารณาต่อไปภายใน ๑ เดือน นบั แต่คดีถึงท่ีสุด โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า
พยานหลกั ฐานของโจทก์เท่าที่นาสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลสาหรับจาเลยท่ี ๒ และข้อหลงั ว่า
ไม่มีกฎหมายกาหนดให้คดีอาญาต้องฟังผลตามคดีแพ่ง การท่ีศาลจาหน่ายคดีนีเ้ พื่อรอคดีแพ่ง
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษากลับคาพิพากษาและคาสั่งศาลชัน้ ต้น
ให้ประทบั ฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๒ และสืบพยานตอ่ ไปโดยไมต่ ้องรอผลคดีแพ่ง โดยโจทก์ยื่น
อทุ ธรณ์ดงั กล่าวพร้อมคาร้องขออนญุ าตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชนั้ ต้นสง่ั คาร้องขอ
อนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า กรณีศาลมีคาส่ังว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิ
อทุ ธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง ให้ยกคาร้อง
และมีคาสงั่ รับอทุ ธรณ์ของโจทก์
ให้วนิ ิจฉยั วา่ คาสง่ั รับอทุ ธรณ์ของศาลชนั้ ต้นชอบหรือไม่
คำตอบ คดีนีอ้ ัตรำโทษอย่ำงสูงตำมท่ีกฎหมำยกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสำมปี
หรือปรับไม่ เกินหกหม่ืนบำท หรือทั้งจำทั้งปรับ เม่ือศำลชั้นต้ นพิพำกษำยกฟ้ อง
จึงต้องห้ำมมิให้โจทก์อุทธรณ์ คำพิพำกษำในปัญหำข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ ท่ีโจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์
เท่าท่ีนาสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลสาหรับจาเลยท่ี ๒ นัน้ เป็ นกำรโต้เถียงดุลพินิจในกำร
รับฟังพยำนหลักฐำนของศำลชัน้ ต้นอันเป็ นอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง จึงต้องห้ำม
มิให้อุทธรณ์ ตำมบทบัญญัติแห่งกฎหมำยดังกล่ำว แต่ปรากฏว่าในการยื่นอุทธรณ์ต่อ
ศาลชนั้ ต้นนนั้ โจทก์ได้ยื่นคาร้องขออนุญาตย่ืนอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ท่ีศาลชนั้ ต้น
สงั่ คาร้องดงั กลา่ ววา่ กรณีศาลมีคาสง่ั วา่ คดไี ม่มีมลู โจทก์ยอ่ มใช้สทิ ธิอทุ ธรณ์ได้ตามมาตรา ๑๗๐
วรรคหน่ึง ให้ยกคาร้ อง และมีคาส่ังรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกนัน้ จึงเป็ นคำส่ังท่ีไม่ชอบ
(ฎีกาท่ี ๗๐๙๖/๒๕๔๙)
483
คาสง่ั ของศาลชนั้ ต้นท่ีให้รอการสืบพยานคดีอาญาระหว่างโจทก์และจาเลยที่ ๑ ในคดีนี ้
ไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลท่ีสุดของคดีแพ่ง และให้จาหน่ายคดีช่ัวคราว เม่ือคดีแพ่งดังกล่าว
ถึงที่สดุ แล้วให้โจทก์แถลงตอ่ ศาลเพ่ือยกคดีขนึ ้ พิจารณาตอ่ ไปภายใน ๑ เดือน นบั แต่คดีถึงที่สดุ
คำส่ังดังกล่ำวไม่ใช่เป็ นคำส่ังจำหน่ำยคดีโดยเด็ดขำด เพียงแต่เป็ นคำส่ังจำหน่ำยคดีไว้
ช่ัวครำว เป็ นคำส่ังท่ีไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่ำงใด จึงเป็ นคำส่ังระหว่ำง
พิจำรณำท่ีไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำส่ังดังกล่ำวในระหว่ำง
กำรพจิ ำรณำตามมาตรา ๑๙๖ (เทียบฎีกาท่ี ๒๒๑๓/๒๕๕๐) กำรท่ีศำลชัน้ ต้นส่ังรับอุทธรณ์
ข้อหลังจงึ ไม่ชอบ
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ถามเพียงว่าคาสง่ั รับอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นกั ศึกษาก็ต้องตอบเพียงว่า
คาสงั่ รับอทุ ธรณ์ไม่ชอบ คงไม่ตอ้ งไปตอบว่าศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษาคดีอย่างไร ปกติแล้วถา้ คดี
ตอ้ งหา้ มอทุ ธรณ์ แต่ศาลชน้ั ต้นสง่ั รับอทุ ธรณ์มา การสงั่ โดยไม่ชอบของศาลชน้ั ตน้ ดงั กล่าวนี้ ศาล
อทุ ธรณ์จะไม่รับวินิจฉยั อทุ ธรณ์ โดยจะพิพากษายกอทุ ธรณ์โดยไม่ไดส้ งั่ ให้ศาลชน้ั ตน้ ไปทาอะไร
ใหม่ เพราะคดีอทุ ธรณ์ไม่ได้ เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกอทุ ธรณ์คดีก็จะจบกระบวนการเพียงนี้
แต่ถา้ ศาลชน้ั ตน้ ดาเนินกระบวนพิจารณาผิดพลาดแล้วคดียงั มีกระบวนพิจารณาที่ตอ้ งดาเนินการ
ให้ถูกตอ้ งต่อไป ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษายกอทุ ธรณ์ไม่ได้ ต้องพิพากษายกคาสงั่ ศาลชนั้ ต้นและ
ให้ศาลชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี ปัญหานี้เป็นกระบวนพิจารณาชน้ั อทุ ธรณ์
ที่ซบั ซ้อนข้ึนมาอีกชนั้ หน่ึง โดยศาลฎีกาได้วินิจฉยั ไว้ว่าการที่ศาลอุทธรณ์เพียงแต่ไม่รับวินิจฉัย
อทุ ธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้เพิกถอนคาสงั่ รับอทุ ธรณ์และคาสง่ั ตามคาร้องขออนญุ าตยื่นอทุ ธรณ์
ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชน้ั ตน้ ให้ศาลชนั้ ตน้ ดาเนินกระบวนพิจารณาตงั้ แต่ชน้ั สง่ั รับอทุ ธรณ์
เสียใหม่ให้ถูกต้อง เป็ นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาข้ึนมา แต่ศาลฎีกา
เห็นเป็ นการจาเป็ นที่จะยกขึ้นวินิจฉยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ ประกอบมาตรา ๒๒๕ ที่ศาล
ฎีกาตอ้ งแก้ไขปัญหานีเ้ พราะโจทก์ดาเนินการมาถูกตอ้ งตามกระบวนพิจารณาแลว้ แต่ศาลชน้ั ต้น
ยงั ไม่ได้สงั่ ตามคาร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องให้ศาลชัน้ ต้นมีคาสง่ั
ในเรื่องดงั กล่าวเสียก่อนแล้วจึงสงั่ รับหรือไม่รับอุทธรณ์ต่อไป คาถามข้อนี้หากจะให้ยากข้ึนอีก
ระดบั หน่ึงตอ้ งถามว่าศาลอทุ ธรณ์จะวินิจฉยั อย่างไร ในประเด็นตามมาตรา ๑๙๖ ก็ไม่รบั วินิจฉยั
ไปได้เลย เพราะประเด็นมาตรา ๑๙๖ เป็นอุทธรณ์ต้องห้ามที่ศาลชน้ั ต้นผิดพลาดเพียงเรื่องคดี
ต้องห้ามอทุ ธรณ์ ส่วนประเด็นตามมาตรา ๑๙๓ ทวิ และมาตรา ๑๗๐ ต้องวินิจฉยั ว่าคาสง่ั ศาล
ชนั้ ตน้ ไม่ชอบ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคาสง่ั รับอทุ ธรณ์และคาสง่ั ตามคาร้องขอนญุ าต
ยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชนั้ ต้น ให้ศาลชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตง้ั แต่ชั้น
484
สงั่ รับอทุ ธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง นอกจากนี้ขอให้สงั เกตลาดบั ในการตอบด้วย นกั ศึกษาควรนา
เรื่องเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามมาตรา ๑๙๖ ขึ้นก่อน และตอบว่าเป็ นอุทธรณ์ต้องห้าม ศาลอทุ ธรณ์
ไม่รับวินิจฉยั แล้วจึงมาพิจารณาประเด็นมาตรา ๑๙๓ ทวิ และมาตรา ๑๗๐ ว่าการสงั่ ดงั กล่าว
ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งรับอุทธรณ์และคาสั่งตามคาร้องขออนุญาต
ยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชนั้ ต้น ให้ศาลชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตงั้ แต่ชนั้
สง่ั รบั อทุ ธรณ์เสียใหม่ใหถ้ กู ตอ้ ง
ในส่วนของการถามว่าศาลอทุ ธรณ์จะวินิจฉยั อย่างไร ผู้แต่งว่ายากเกินไป จึงถามเพียงว่า
ศาลชนั้ ตน้ สง่ั รับอทุ ธรณ์ชอบหรือไม่
ฎีกำท่ี ๗๐๙๖/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๓ คดีนีอ้ ย่ใู นอานาจพิจารณาพิพากษาของศาล
แขวง เมื่อศาลชนั้ ต้นซ่งึ เป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อทุ ธรณ์คาพพิ ากษา
ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. จัดตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ
มาตรา ๒๒ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์เท่าท่ีนาสืบมาฟังได้แล้วว่าคดีมีมูลนนั้
เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชัน้ ต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหา
ข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อทุ ธรณ์ตามกฎหมายดงั กล่าว แต่ในการย่ืนอทุ ธรณ์ตอ่ ศาลชนั้ ต้นนนั้
โจทก์ได้ยื่นคาร้องขออนุญาตย่ืนอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ท่ีศาลชนั้ ต้นสงั่ คาร้องดงั กล่าว
ว่า กรณีศาลมีคาส่ังว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๐
วรรคหน่ึง ให้ยกคาร้อง และมีคาสัง่ รับอุทธรณ์ของโจทก์นัน้ จึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์
เพียงแต่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ โดยมิได้เพิกถอนคาสง่ั รับอุทธรณ์และคาสงั่ ตามคาร้อง
ขออนญุ าตย่ืนอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชนั้ ต้น ให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณา
ตงั้ แต่ชนั้ สง่ั รับอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้อง เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานีแ้ ม้โจทก์จะมิได้ฎีกา
ขนึ ้ มา แตศ่ าลฎีกาเห็นเป็นการจาเป็นท่ีจะยกขนึ ้ วนิ จิ ฉัยตามมาตรา ๒๐๘ ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๒๒๑๓/๒๕๕๐ ฎ.๙๙๕ คาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นที่ให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อน
จนกว่าจะทราบผลท่ีสดุ ของคดีแพ่งและให้จาหน่ายคดีชวั่ คราว ไม่ใช่เป็นคาสงั่ จาหน่ายคดีโดย
เด็ดขาด เป็นคาสงั่ ที่ไม่ทาให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไป จึงเป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาท่ีไม่ทาให้คดี
เสร็จสานวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๖
485
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๓ ทวิ
เป็ นคดีต้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเทจ็ จริงตำมมำตรำ ๑๙๓ ทวิ หรือไม่
ฎีกำท่ี ๓๑๗๐/๒๕๔๙ ฎ.๖๐๔ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่น
ซง่ึ มีระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวติ จาคกุ ตลอดชีวติ หรือจาคกุ ตงั้ แตส่ ิบห้าปีถึงย่ีสิบปี
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ บญั ญัตวิ ่า ห้าม
มิให้อุทธรณ์คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ในคดีซ่ึงอัตราโทษอย่างสูงตามที่
กฎหมายกาหนดไว้ให้จาคกุ ไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทงั้ จาทงั้ ปรับ ดงั นนั้ แม้
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดฐานร่วมกนั ทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕
ประกอบมาตรา ๘๓ ซึ่งมีระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินส่ีพันบาท หรือทัง้ จา
ทงั้ ปรับ จาเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะการอุทธรณ์คดีอาญาในปัญหา
ข้อเทจ็ จริงนนั้ ศาลจะต้องพิจารณาอตั ราโทษที่บญั ญตั ไิ ว้ในกฎหมายตามฟ้องวา่ ต้องห้ามอทุ ธรณ์
หรือไม่ ไมใ่ ชต่ ามความผดิ ท่ีพจิ ารณาได้ความ
ฎีกำท่ี ๑๐๕๘๙/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๒๔ โจทก์ทงั้ สามบรรยายฟ้องวา่ จาเลยทงั้ เจ็ด
ร่วมกันทาร้ ายร่างกายโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่กายและร่วมกันทาร้ าย
โจทก์ที่ ๑ เป็นเหตใุ ห้โจทก์ที่ ๑ ศีรษะแตก หน้าผากแตก หางตาขวาแตก จมูกแตก และฟันหกั
๔ ซ่ี ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ แม้ฟ้องโจทก์ทัง้ สาม
มีคาขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ เจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ แต่เม่ือฟ้องโจทก์ทงั้ สามมิได้บรรยายฟ้องว่า
โจทก์ท่ี ๑ ได้รับอนั ตรายสาหสั อย่างไร จึงลงโทษจาเลยทงั้ เจ็ดตามมาตรา ๒๙๗ ไม่ได้ คงลงโทษ
จาเลยทงั้ เจ็ดตามมาตรา ๒๙๕ เทา่ นนั้ เม่ือความผิดแตล่ ะกระทงกาหนดโทษจาคกุ ไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินหกหม่ืนบาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ และศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้
โจทก์ทงั้ สามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ที่โจทก์ทงั้ สามอทุ ธรณ์ว่า
พยานหลักฐานของโจทก์ทงั้ สามฟังได้ว่าจาเลยทงั้ เจ็ดร่วมกันทาร้ายโจทก์ทงั้ สามนนั้ เป็นการ
โต้เถียงดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลชนั้ ต้นอนั เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ต้องห้ามอทุ ธรณ์ตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๓๐๑๙/๒๕๕๗ ฎ.๗๔๕ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จาเลยใส่ความโจทก์
ตอ่ บคุ คลที่สามโดยการโฆษณา อนั เป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ แม้โจทก์
จะแนบหนังสือท่ีมีข้ อความหมิ่นประมาทโจทก์ซ่ึงแสดงให้ เห็นว่าจาเลยได้ ส่งสาเนาหนังสือ
ดงั กล่าวไปยังบุคคลที่ปรากฏในหนังสือนนั้ มาท้ายคาฟ้องด้วย ก็ไม่ทาให้ฟ้องของโจทก์ที่ไม่ได้
บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจาเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา เป็ นฟ้องท่ีครบ
486
องค์ประกอบความผิดและที่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษ
จาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ การกระทาของจาเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิด
ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ คงเป็นความผิดฐานหม่นิ ประมาทตาม
ป.อ. มาตรา ๓๒๖ ซง่ึ ต้องห้ามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ
ฎีกำท่ี ๒๐๖๓/๒๕๔๙ ฎ.๓๘๓ พนกั งานอยั การโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๘ และ ๓๖๒ ซ่งึ มีอตั ราโทษอย่างสงู ให้จาคกุ ไมเ่ กินสามปีและไมเ่ กินหนง่ึ ปีตามลาดบั
โจทก์ร่วมยื่นคาร้ องขอเข้าร่วมเป็ นโจทก์ เมื่อศาลชัน้ ต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้
โจทก์ร่วมอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเทจ็ จริง ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ
แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า การกระทาของจาเลยต้องด้วยเหตฉุ กรรจ์
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๙ (๔) และมาตรา ๓๖๕ (๒) แต่การท่ีพนกั งานอยั การโจทก์อ้างบทมาตรา
มาในฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘ และมาตรา ๓๖๒ มิใช่เป็นเร่ืองที่
โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เพราะโจทก์อ้างมาตราตามข้อเท็จจริงท่ีกล่าวในฟ้อง
จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า แต่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและตามท่ี
ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็ นเร่ืองที่โจทก์ประสงค์ให้ ลงโทษตามมาตรา ๑๙๒ วรรคส่ี
จึงไม่อาจลงโทษจาเลยตามบทฉกรรจ์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือท่ีมิได้กล่าว
ในฟ้องต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่
ฎีกำท่ี ๒๕๗๘/๒๕๕๗ ฎ.๙๖๘ ตามฟ้องโจทก์จาเลยท่ี ๑ ซ่ึงบุกรุกเข้าไปในโกดงั เก็บ
เฟอร์นิเจอร์ มิใช่ผู้แทนนิติบุคคลจาเลยท่ี ๒ การกระทาความผิดของจาเลยทัง้ สองจึงเป็นการ
กระทาของจาเลยแตล่ ะคนไม่ได้ร่วมกันกระทาความผิด ดงั นี ้การกระทาของจาเลยทงั้ สองตาม
ฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทาความผิดด้วยกันตงั้ แต่สองคนขึน้ ไปตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๕ (๒) คงมีความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๒, ๓๖๔ ซ่ึงมีอตั ราโทษอย่างสูงตามที่
กฎหมายกาหนดไว้ให้จาคกุ ไม่เกินสามปี จงึ เป็นคดีซง่ึ ต้ องห้ามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ
ฎีกำท่ี ๓๐๙๐/๒๕๔๗ ฎ.๑๐๒๐ การพิจารณาว่าอทุ ธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ใน
ปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ หรือไม่ ต้องพิจารณาความผิดเป็นรายกระทง
มใิ ชน่ าโทษแตล่ ะกระทงมารวมเข้าด้วยกนั เพ่ือให้มีโทษจาคกุ อยา่ งสงู เกินกว่า ๓ ปี
ฎีกำท่ี ๓๘๕๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๙ ความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้
ผ้อู ื่นได้รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ มีระวางโทษจาคกุ ไม่เกินหนึ่งเดือน
487
หรือปรับไม่เกินหน่ึงพนั บาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คาพิพากษาของศาล
ชนั้ ต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ ทงั้ โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาความผิด
ฐานนีก้ ับความผิดฐานมีและฐานพาอาวุธปืนพร้ อมเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
เป็นกรณีตา่ งกรรมกนั โดยมิใช่เป็นเรื่องกรรมเดยี วผดิ กฎหมายหลายบท ดงั นนั้ การที่ศาลอทุ ธรรณ์
รับพิจารณาความผิดฐานมีและฐานพาอาวุธปืนพร้ อมเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายท่ีศาลอุทธรณ์จะต้องรับพิจารณาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐ ซ่ึง
ต้องห้ามมิให้อทุ ธรณ์และยตุ ไิ ปแล้ว การที่ศาลอทุ ธรณ์ได้วนิ ิจฉยั ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๐
และพิพากษาจาคกุ จาเลยโดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจงึ ไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วิจิฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ และเมื่อจาเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษในความผิดดงั กล่าว
จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึน้ ว่ากล่าวกนั มาแล้วโดยชอบในศาลอทุ ธรณ์ ต้องห้าม
มิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนงึ่ (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ ,
๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั
ฎีกำท่ี ๓๖๒๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๓ คดีสาหรับจาเลยท่ี ๑ ในข้อหาร่วมกนั พยายาม
ฆ่าผู้เสียหายเป็นอนั ยุติไปตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ สาหรับข้อหาพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุ
สมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ นนั้ อตั ราโทษอยา่ งสงู ที่กฎหมายกาหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนงึ่ ร้อย
บาท ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี ้โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ การท่ีศาลชนั้ ต้นสงั่ รับอทุ ธรณ์ทงั้ หมดของโจทก์รวมถึงข้อหานีด้ ้วย
โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตจากผ้พู ิพากษาซง่ึ พิจารณาหรือลงช่ือในคาพิพากษาในศาลชนั้ ต้นหรืออยั การ
สงู สดุ ลงลายมือชื่อรับรองในอทุ ธรณ์ว่ามีเหตอุ นั ควรท่ีศาลอทุ ธรณ์จะได้วินิจฉยั ดงั นนั้ การท่ีศาล
อทุ ธรณ์รับวนิ ิจฉัยความผิดในข้อหาดงั กลา่ วและพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สองจึงไมช่ อบ ปัญหา
นีเ้ป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขนึ ้ วนิ จิ ฉยั เองได้
เป็ นอุทธรณ์ในปัญหำข้อกฎหมำยหรือข้อเทจ็ จริง
ฎีกำท่ี ๑๓๕๙๘/๒๕๕๗ ฎ.๒๘๒๒ ฎีกาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ท่ีว่า โจทก์ไม่ใช่
ผ้เู สียหายเน่ืองจากที่ดินพิพาทไม่อาจซือ้ ขายกนั ได้ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ
มาตรา ๒๘ โจทก์ไม่ใช่ผ้มู ีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่ใช่ผ้ทู ่ีได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีอานาจ
ฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายซ่ึงฝ่ ายจาเลยไม่ได้ยกขึน้ ว่ากล่าวในศาลชัน้ ต้น แต่เป็นปัญหา
488
เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย จาเลยจงึ ยกขนึ ้ อ้างในชนั้ ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๒๕
พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายเป็นเรื่องท่ีศาลรู้เองได้ โดยคคู่ วามไมต่ ้องนาสืบ
ฎีกำท่ี ๑๘๐๓๔/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๖๒ อทุ ธรณ์โจทก์ที่วา่ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลย
แต่ละกระทงเพียงปรับสถานเดียวยงั คลาดเคล่ือน เป็นอทุ ธรณ์วา่ คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย อนั เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แตโ่ จทก์มิได้อทุ ธรณ์ขอให้เพิ่มเตมิ โทษจาเลย
การท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้ลงโทษจาคกุ จาเลยโดยไม่ปรับ ย่อมเป็นการพิพากษา
เพ่มิ เตมิ โทษจาเลย ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๑๒๓๗/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๘๒ ฎีกาของโจทก์ทงั้ สองท่ีว่า “โจทก์
ทงั้ สองฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทง้ั สี่ในความผิดฐานนาสืบหรือแสดงพยานหลกั ฐานอนั เป็นเท็จ
และเบิกความอนั เป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลตาม ป.อ. มาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๗๗
ตามลาดบั ซ่ึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๗๗ มีระวางโทษจาคกุ ไม่เกินหา้ ปี ไม่ตอ้ งห้ามอทุ ธรณ์ในข้อเท็จจริง ความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๑๘๐ จึงไม่ตอ้ งหา้ มอทุ ธรณ์ในขอ้ เท็จจริงดว้ ย” เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
แต่เม่ือรายงานการประชมุ ของคณะกรรมการพิจารณาสินเช่ือนครหลวงเอกสารหมาย
จ.๗ ท่ีโจทก์ทงั้ สองฟ้องกล่าวหาว่าเป็นเอกสารอนั เป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๙ ศาลชนั้ ต้น
ฟังข้อเท็จจริงว่ามิใชเ่ ป็นเอกสารเท็จ คดีเป็นอนั ยตุ ิไปตามคาสง่ั ของศาลชนั้ ต้นเน่ืองจากต้องห้าม
มใิ ห้อทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเทจ็ จริง ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ แม้จาเลยทงั้ ส่ีได้ร่วมกนั นาสืบหรือ
แสดงพยานหลักฐานและเบิกความในการพิจารณาคดีต่อศาลเกี่ยวกับรายงานการประชุม
ดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ทัง้ สอง การกระทาของจาเลยทัง้ สี่ก็ไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ฎีกา
ของโจทก์ทงั้ สองในปัญหาข้อกฎหมายจงึ ไมเ่ ป็นสาระแก่คดอี นั ควรได้รับการวินิจฉยั
ฎีกำท่ี ๖๓๒๑/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๙๕ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชัน้ ต้นนาข้อเท็จจริง
ที่ยุติแล้วมาวินิจฉัยโดยปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยปัญหาท่ีศาลชัน้ ต้นจะต้อง
วนิ ิจฉยั ในคดีนีเ้พียงวา่ ข้อความตามฟ้องนนั้ เป็นการใสค่ วามโจทก์โดยประการท่ีนา่ จะทาให้โจทก์
เสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์
จงึ เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไมต่ ้องห้ามอทุ ธรณ์
ฎีกำท่ี ๑๑๑๑๑/๒๕๕๖ ฎ.๒๖๖๑ ศาลชนั้ ต้นวินิจฉยั ในความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ว่า
จาเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จาเลยมีสิทธิขดั ขวางมิให้ผ้อู ่ืนสอดเข้าเก่ียวข้องกบั ท่ีดนิ ของตนโดย
ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ โจทก์ทงั้ สี่ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปก่อสร้ าง
489
รัว้ ลวดหนามและบ้านพกั อาศยั ในท่ีดินของจาเลย การที่จาเลยว่าจ้างให้คนงานนารถเข้ารือ้ ถอน
รัว้ ลวดหนามและบ้านของโจทก์ทงั้ ส่ี โดยมีเจ้าพนกั งานตารวจไปดแู ลการรื อ้ ถอน จึงเป็นการใช้
สิทธิในท่ีดินตามสมควร การกระทาของจาเลยไม่เป็นความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ อุทธรณ์ของ
โจทก์ทงั้ ส่ีที่วา่ แม้จาเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิในที่ดินพิพาท ก็ไม่มีบทบญั ญัติแห่งกฎหมายใด
ให้อานาจแก่จาเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ท่ีกระทาโดยพลการรือ้ ถอนสิ่งปลกู สร้างของโจทก์
ทงั้ สี่ และตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ ให้อานาจผ้เู ป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิมีสิทธิขดั ขวางมิให้ผ้อู ื่น
สอดเข้าเก่ียวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ก็มิได้หมายความว่าจาเลยจะกระทา
ด้วยตนเองโดยพลการได้ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการกระทาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่า
ในการรือ้ ถอนดงั กล่าวมีเจ้าพนักงานตารวจไปดแู ลการรือ้ ถอนด้วย แต่เจ้าพนกั งานตารวจไม่มี
หน้ าท่ีควบคุมดูแลในการกระทาความผิดของผ้ ูอื่นท่ีไม่ชอบด้ วยกฎหมายให้ กลับกลายเป็ น
ชอบด้วยกฎหมาย การกระทาของจาเลยจึงเป็นความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดฐาน
ทาให้ เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๘ ประกอบมาตรา ๘๔ ดังนี ้ อุทธรณ์ของโจทก์ทัง้ ส่ี
ไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงท่ีศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จาเลยรือ้ ถอนส่ิงปลูกสร้ าง
ในที่ดนิ พิพาทมิใชเ่ ป็นการใช้สิทธิในที่ดนิ ตามสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ การกระทาของ
จาเลยจึงเป็นความผิดฐานก่อให้ ผู้อ่ืนกระทาความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ จึงเป็นอุทธรณ์
ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ใช่เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอนั จะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ ทวิ
ฎีกำท่ี ๔๑๓๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๒ อุทธรณ์โจทก์ท่ีว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า
จาเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้จดั การมรดกของ อ. ผ้ตู ายโอนท่ีดินของผู้ตายเป็นช่ือของ
จาเลยในฐานะผ้จู ดั การมรดกเมื่อวนั ท่ี ๗ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๔ แตเ่ พิ่งโอนที่ดนิ ดงั กล่าวเป็นชื่อของ
จาเลยในฐานะส่วนตวั เมื่อวันท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เน่ืองจากจาเลยทราบว่าศาลจงั หวดั
นครปฐมมีคาพิพากษาแล้ว และจาเลยสามารถนาที่ดนิ ของผ้ตู ายไปวางเป็นหลกั ประกนั ต่อศาล
ในการขอทเุ ลาการบงั คบั คดภี ายในเวลาท่ีศาลกาหนดได้ แตจ่ าเลยกลบั ขอขยายระยะเวลาในการ
วางหลักประกันออกไป เมื่อศาลไม่อนุญาต จาเลยได้อุทธรณ์คาสงั่ และนาที่ดินของบุคคลอื่น
ไปวางเป็นหลกั ประกันตอ่ ศาลแทน แสดงให้เห็นว่าจาเลยมีเจตนาท่ีจะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี ้
ได้รับชาระหนีท้ งั้ หมดหรือแตเ่ พียงบางส่วนโดยรู้วา่ โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชาระหนี ้
แล้วนนั้ เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วนนั้ ว่า
เข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนีต้ ามฟ้องหรือไม่ จงึ เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย
490
ฎีกำท่ี ๙๒๖๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐๓ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗, ๑๗๒ และ
๒๖๗ ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ ทวิ โจทก์อทุ ธรณ์ว่าศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีโดยไม่วินิจฉัยพยานหลกั ฐาน
ท่ีโจทก์นาสืบนนั้ เป็นการโต้แย้งดลุ พินจิ ในการรับฟังพยานหลกั ฐานเพ่ือนาไปส่กู ารวนิ ิจฉยั ปัญหา
ท่ีโจทก์อ้างว่าเป็นข้อกฎหมายว่าการกระทาของจาเลยครบองค์ประกอบความผิดอนั ถือว่าเป็น
อทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ฎีกำท่ี ๕๙๗๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๙ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ มีระวางโทษ
จาคกุ ไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พนั บาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคกุ
จาเลยหลงั ลดโทษแล้ว ๖ เดือน เมื่อคดีนีศ้ าลชนั้ ต้นลงโทษจาคกุ จาเลยแต่รอการลงโทษไว้ ยอ่ ม
ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ อทุ ธรณ์ของโจทก์ท่ีขอให้
ไม่รอการลงโทษจาคุกจาเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซ่ึงต้องห้าม การท่ีศาลชัน้ ต้น
รับอทุ ธรณ์มาทกุ ข้อและศาลอทุ ธรณ์รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไมช่ อบ แม้ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษา
แก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นโดยไม่รอการลงโทษจาคกุ จาเลยในความผิดฐานนี ้ก็ไมก่ ่อให้เกิดสิทธิ
แก่จาเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึน้ ว่ากล่าวกนั มาแล้วโดยชอบ
ในศาลอทุ ธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา
๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัย
อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย แม้จาเลย
จะมิได้ยกขึน้ ฎีกาศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้ยกคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ในสว่ นความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ และยกฎีกาของจาเลยในความผิดฐานนีด้ ้วย
ฎีกำท่ี ๓๐๙๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๗๗ ศาลชนั้ ต้นรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลกั ฐาน
ในสานวนแล้ววินิจฉัยวา่ ข้อเท็จจริงฟังไมไ่ ด้ว่าจาเลยกระทาความผิดอาญาตามฟ้อง การกระทา
ของจาเลยตามท่ีโจทก์นาสืบจึงไม่มีเจตนา พิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อเท็จจริงท่ี
โจทก์นาสืบฟังได้ว่า ข้อความที่จาเลยแจ้งเป็นความเท็จและจาเลยมีเจตนาแจ้งความเท็จ เป็น
อุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชัน้ ต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหา
ข้อเท็จจริง เม่ือไม่ปรากฏวา่ โจทก์ได้รับอนญุ าตหรือมีการรับรองให้อทุ ธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ ตรี จงึ ต้องห้ามอทุ ธรณ์ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ
สว่ นอทุ ธรณ์ของโจทก์ที่วา่ ศาลชนั้ ต้นมไิ ด้วินจิ ฉยั วา่ การที่จาเลยแจ้งข้อความว่าโจทก์เอา
491
สมุดบันทึกของ อ. ไป เป็ นการกระทาความผิดตามฟ้ องหรือไม่ เป็ นการวินิจฉัยผิดจาก
พยานหลกั ฐานในสานวนนนั้ เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยพยานหลกั ฐานไม่ชอบด้วย
กฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนีข้ องโจทก์ ศาลฎีกา
ไมเ่ หน็ พ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขนึ ้ บางสว่ น
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๓ ตรี
ฎีกำท่ี ๑๕๔๕๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๓๐ การอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ตาม พ.ร.บ.จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๒๒ ทวิ (รวมถึง
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี) เป็นดลุ พนิ ิจของผ้พู พิ ากษาซงึ่ พิจารณาหรือลงชื่อในคาพิพากษา จงึ ต้อง
ถือเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตและความยุติธรรมท่ีค่คู วามพึงจะได้รับเป็นสาคญั ยิ่งกว่าถ้อยคา
แตล่ ะคาในตวั บท มิฉะนนั้ แล้วผลจะกลายเป็นวา่ ผ้พู พิ ากษาซง่ึ พิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษา
เห็นควรนาปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสาคญั สู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ตามที่คู่ความ
ร้องขอ แตใ่ ช้ข้อความคลาดเคล่ือนไปจากตวั บท กลบั เป็นผลร้ายแก่คคู่ วามซ่ึงประสงค์จะให้ศาล
อทุ ธรณ์วินจิ ฉยั ข้อเทจ็ จริงอนั เป็นปัญหาสาคญั อีกครัง้ หนงึ่
ผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นสั่งในคาร้ องของโจทก์
ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้
ไม่ปรากฏข้อความท่ีแสดงว่าข้อความท่ีตดั สินนนั้ เป็นปัญหาสาคญั อนั ควรสู่ศาลอุทธรณ์ก็ตาม
แตข่ ้อความดงั กล่าวก็แสดงให้เหน็ ชดั เจนแล้ววา่ ผ้พู ิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษา
ศาลชัน้ ต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสาคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์
จงึ อนญุ าตให้โจทก์อทุ ธรณ์ได้และมีคาสง่ั รับอทุ ธรณ์โจทก์ในวนั เดียวกัน กรณีย่อมถือได้ว่ามีการ
อนญุ าตให้โจทก์อทุ ธรณ์โดยชอบด้วย พ.ร.บ.จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาล
แขวงฯ มาตรา ๒๒ ทวิ (รวมถึง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี) แล้ว
ข้อสังเกต ฎีกานี้กลบั แนววินิจฉัยตามฎีกาที่ ๑๙๘๗/๒๕๓๓ ซึ่งเคยวินิจฉยั ว่า ผู้พิพากษาศาล
ชนั้ ต้นผู้มีอานาจที่จะอนญุ าตให้คดีข้ึนสู่การพิจารณาของศาลสูง จะต้องบนั ทึกข้อความลงไว้ให้
ครบหลักเกณฑ์ท้ังสองประการตามที่มีกาหนดไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี โดยชัดเจนคือ
จะต้องบนั ทึกความเห็นของตนให้ได้ความว่า ข้อความที่ตดั สินไปเป็นปัญหาสาคญั อนั ควรสู่ศาล
อุทธรณ์ประการหนึ่งและอีกประการหน่ึงจะต้องบันทึกยืนยนั ด้วยว่าตนอนุญาตให้อุทธรณ์ได้
การทีส่ งั่ ว่า"อนญุ าตใหอ้ ทุ ธรณ์" เพียงเท่านี้ ยงั ถือไม่ไดว้ ่ามีการอนญุ าตใหโ้ จทก์อทุ ธรณ์ในปัญหา
ขอ้ เท็จจริงโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
492
ฎีกาที่ ๑๕๔๕๑/๒๕๕๗ ที่ศาลฎีกาวางหลกั ใหม่นบั ว่าสมเหตุสมผลแล้ว เพราะฎีกาที่
๑๙๘๗/๒๕๓๓ ตดั สิทธิผู้อทุ ธรณ์ทงั้ ที่ผู้ที่ผิดพลาดคือศาลชนั้ ต้น ขอให้สงั เกตว่าแต่ก่อนถ้าศาล
ชน้ั ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาผิดพลาด ศาลฎีกามกั จะถือว่าคู่ความต้องโต้แย้งหรือคู่ความตอ้ ง
รับผลร้ายเอง แต่ฎีกาใหม่ ๆ ศาลฎีกาจะให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เช่น โจทก์
ฟ้องว่าจาเลยลักทรัพย์หรือรับของโจร จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ซ่ึงไม่ชัดแจ้งว่า
รับข้อหาใด ศาลชนั้ ต้นก็ต้องสอบถามจาเลยให้ชดั เจนว่าจะใหก้ ารรับสารภาพในข้อหาลกั ทรัพย์
หรือข้อหารับของโจร แล้วจึงพิพากษาลงโทษจาเลยในข้อหาที่จาเลยให้การรับสารภาพดงั กล่าว
แต่ศาลชนั้ ต้นมิได้สอบถามคาใหก้ ารของจาเลยใหช้ ดั เจน กลบั พิพากษาลงโทษจาเลยในความผิด
ข้อหาลกั ทรัพย์โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจาเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็ นการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคาพิพากษาศาล
ชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบไปด้วย ศาลฎีกาพิพากษายกคาพิพากษาศาลช้ันต้นและศาล
อทุ ธรณ์ ใหศ้ าลชน้ั ตน้ ดาเนินกระบวนพิจารณาตง้ั แต่สอบคาใหก้ ารจาเลยใหม่ แลว้ พิพากษาใหม่
ตามรูปคดี (ฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๗)
ฎีกำท่ี ๑๔๙๗/๒๕๕๖ ฎ.๑๒๐ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน
ศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ทวิ (รวมถึง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี) บัญญัติถึงผู้ท่ีจะ
อนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในคดีซ่ึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒ (รวมถึง ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ ทวิ) ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนา ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๐ วรรคสาม ที่กาหนดให้ผ้อู ทุ ธรณ์
ยื่นคาร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค เพ่ือมีคาสั่งยืนตามหรือกลับ
คาส่งั ของศาลที่ไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔
มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลมได้
ฎีกำท่ี ๒๖๔๔/๒๕๕๔ ฎ.๑๑๒๒ โจทก์ย่ืนอุทธรณ์โดยมิได้ย่ืนคาร้ องถึงผู้พิพากษาซ่ึง
พจิ ารณาหรือลงชื่อในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเพ่ือให้อนญุ าตให้อทุ ธรณ์ ทงั้ ผ้พู พิ ากษาซง่ึ พจิ ารณา
คดีในศาลชนั้ ต้นสง่ั ในอทุ ธรณ์ของโจทก์ว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สาเนาให้จาเลยแก้ หาได้มี
ข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตดั สินนนั้ เป็นปัญหาสาคญั อนั ควรส่ศู าลอทุ ธรณ์และอนญุ าตให้
อุทธรณ์ไม่ ถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชัน้ ต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ใน
ปัญหาข้อเทจ็ จริงในความผิดตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี
ฎีกำท่ี ๑๐๗๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๓๖ โจทก์อทุ ธรณ์โดยมีพนกั งานอยั การผ้รู ักษาการ
แทนอธิบดีอยั การฝ่ ายคดีศาลสงู เขต ๘ รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมีสาเนาคาสงั่
สานักงานอัยการสูงสุดที่ ๒๓๕/๒๕๔๖ ท่ีมอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ ายคดีศาลสูงเขต หรือ
493
พนกั งานอยั การผ้ไู ด้รับมอบหมายให้ปฏิบตั ิหน้าที่อธิบดอี ยั การฝ่ ายคดีศาลสงู เขตมีอานาจรับรอง
อทุ ธรณ์แทนอยั การสูงสุด เม่ือพิจารณาเห็นว่า มีเหตอุ ันควรท่ีศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยสาหรับ
คดีอาญาซึ่งอยู่ในเขตอานาจของอธิบดีอยั การฝ่ ายคดีศาลสูงเขตนนั้ ๆ ได้ โดยเป็นคาสงั่ ท่ีออก
โดยอาศยั อานาจตามความใน ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ ตรี และ พ.ร.บ. พนกั งานอยั การฯ มาตรา ๑๕
พนกั งานอยั การผ้รู ักษาการแทนอธิบดีอยั การฝ่ายคดีศาลสงู เขต ๘ ตามมาตรา ๑๘ จงึ เป็นผ้ไู ด้รับ
มอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘
รับอทุ ธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาจงึ เป็นไปโดยชอบ
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๔
ฎีกำท่ี ๒๑๔๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๓ การที่ศาลอทุ ธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงท่ีวา่ “จาเลย
พาวตั ถุระเบิดของกลางไปในบริเวณงานสวนสนุก” มาจากคาให้การชนั้ สอบสวนของจาเลย ซึ่ง
พนกั งานสอบสวนอ้างส่งตอ่ ศาลชนั้ ต้นในชนั้ ไตส่ วนคาร้องขอฝากขงั ครัง้ ที่ ๑ โดยที่จาเลยมาศาล
ในวนั ดงั กล่าว และแถลงไม่คดั ค้านการฝากขงั และลงลายมือช่ือไว้ในคาให้การพยานผ้รู ้องและ
รายงานกระบวนพิจารณา โดยศาลอุทธรณ์นามาใช้ประกอบดลุ พินิจในการลงโทษ ซ่ึงจาเลย
ให้การรับสารภาพ หาใชเ่ ป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกสานวนไม่
ข้อกฎหมำยท่เี ก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อยตำมมำตรำ ๑๙๕ วรรคสอง
ข้อ ๗๖ คำถำม โจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สองต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า จาเลยทัง้ สอง
ร่วมกันจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน ๑๐๐ เม็ดให้แก่นายแสงท่ีบ้านจาเลยทงั้ สองซ่ึงอยู่ในท้องที่
สถานีตารวจภูธรเมืองราชบุรี นายแสงถูกจบั กุมพร้ อมเมทแอมเฟตามีน ๑๐๐ เม็ดดงั กล่าวใน
ท้องที่สถานีตารวจภธู รเมืองนครปฐม เจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจภธู รเมืองนครปฐมขยายผล
และจบั จาเลยได้ท่ีบ้านของจาเลยทงั้ สองซึ่งอย่ใู นท้องที่สถานีตารวจภูธรเมืองราชบรุ ี พนกั งาน
สอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองนครปฐมทาการสอบสวนแล้ว ชนั้ สอบสวนจาเลยทงั้ สองให้การ
รับสารภาพ ขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สอง โดยบรรยายรายละเอียดในคาฟ้องและมีคาขอครบถ้วน
ตามกฎหมาย (ความผิดท่ีโจทก์ฟ้องมีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แตส่ ี่ปีถงึ จาคกุ ตลอดชีวิต และปรับตงั้ แต่
สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท) ศาลประทบั ฟ้องไว้พิจารณาและสอบถามจาเลยทงั้ สองแล้ว จาเลย
ทงั้ สองแถลงไม่ต้องการทนายความ และให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สอง
494
จาคกุ คนละ ๘ ปี และปรับคนละแปดแสนบาท จาเลยทงั้ สองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่
การพจิ ารณา มีเหตบุ รรเทาโทษ ลดโทษให้ก่งึ หนงึ่ คงจาคกุ คนละ ๔ ปี และปรับคนละสี่แสนบาท
ก. จาเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์วา่ จาเลยท่ี ๑ ไมท่ ราบวา่ ส่ิงของที่ขายให้แก่นายแสงเป็นเมทแอม
เฟตามีน ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลบั ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑
ข. จาเลยที่ ๒ อทุ ธรณ์วา่ เม่ือพิจารณาจากคาฟ้องปรากฏว่าการสอบสวนไมช่ อบ เพราะ
คดีไม่อยใู่ นเขตอานาจพนกั งานสอบสวน ถือว่าไม่มีการสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้อง ขอให้
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลบั ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒
ให้วนิ ิจฉยั วา่ ศาลจงั หวดั นครปฐมจะสงั่ อทุ ธรณ์ของจาเลยทงั้ สองอยา่ งไร
คำตอบ ก. จาเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์วา่ จาเลยที่ ๑ ไมท่ ราบว่าสิ่งของที่ขายให้แก่นายแสงเป็น
เมทแอมเฟตามีน มีผลเท่ำกับจำเลยท่ี ๑ อุทธรณ์ว่ำตนมิได้กระทำผิดตำมฟ้อง เม่ือคดีนี้
ไม่ใช่คดีท่ีมีข้อหำในควำมผิดท่ีกฎหมำยกำหนดอัตรำโทษอย่ำงต่ำไว้ให้จำคุกตัง้ แต่ห้ำปี
ขึน้ ไปหรือโทษสถำนท่ีหนักกว่ำนัน้ ท่ีศำลต้องฟังพยำนโจทก์จนกว่ำจะพอใจว่ำจำเลยได้
กระทำผิดจริง ในชั้นพิจำรณำเม่ือจำเลยท่ี ๑ ให้กำรรับสำรภำพตำมฟ้ อง ศำลจะ
พิพำกษำโดยไม่สืบพยำนหลักฐำนต่อไปก็ได้ ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคหน่ึง เม่ือจำเลยท่ี ๑
ให้กำรรับสำรภำพแล้ว ข้อเทจ็ จริงจึงรับฟังได้ดงั ฟ้องโจทก์ จำเลยท่ี ๑ จะอุทธรณ์โต้แย้ง
เป็ นอย่ำงอ่ืนไม่ได้ อุทธรณ์ของจำเลยท่ี ๑ จงึ เป็ นกำรยกข้อเทจ็ จริงขึน้ ใหม่ในชัน้ อุทธรณ์
ซ่ึงเป็ นปัญหำท่ีไม่ได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลชัน้ ต้น จึงเป็ นอุทธรณ์ท่ีไม่ชอบ
ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่ มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ ประกอบประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศำลจังหวัดนครปฐมต้องส่ังไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ท่ี ๑ (ฎีกาที่ ๕๑๒/๒๕๕๐)
ข. ส่วนท่ีจาเลยที่ ๒ อุทธรณ์วา่ เมื่อพิจารณาจากคาฟ้องปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ
เพราะคดีไม่อย่ใู นเขตอานาจพนกั งานสอบสวน ถือว่าไมม่ ีการสอบสวน โจทก์จงึ ไม่มีอานาจฟ้อง
นนั้ แม้จำเลยท่ี ๒ จะมิได้ยกปัญหำดังกล่ำวขึน้ ว่ำกันมำแล้วในศำลชัน้ ต้น แต่ปั ญหำ
ดังกล่ำวเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้ อย จำเลยท่ี ๒ ยกขึน้ อ้ำงในชัน้
อุทธรณ์ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง (ฎีกาท่ี
๒๕๒๙/๒๕๔๙, ที่ ๑๗๕๖/๒๕๕๐) ศำลจังหวัดนครปฐมต้องส่ังรับอุทธรณ์ของจำเลยท่ี ๒
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้ผู้แต่งนาฎีกาที่ ๒๕๒๙/๒๕๔๙ ทีว่ ินิจฉยั ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั
ความสงบเรียบร้อยซ่ึงศาลฎีกาวินิจฉัยไว้มาเป็ นธงคาตอบ โดยได้นาข้อเท็จจริงทั้งหมดตาม
คาพิพากษาฎีกามาแต่งเป็นคาถาม แต่คาถามไม่ได้ถามเรื่องเขตอานาจของพนกั งานสอบสวน
495
ซ่ึงเป็ นประเด็นหลกั เพราะการถามว่าศาลชั้นต้นจะสง่ั รับหรือไม่รับอุทธรณ์ ต้องพิจารณาว่า
อทุ ธรณ์ตอ้ งหา้ มหรือไม่ ไม่ใช่ไปพิจารณาในเนือ้ หาของอทุ ธรณ์ แต่ถา้ คาถามถามว่าศาลอทุ ธรณ์
จะพิพากษาคดีอย่างไร คาตอบมีทางเป็นไปไดห้ ลายทาง กล่าวคือ คาตอบอาจเป็นเรื่องข้อหา้ ม
อทุ ธรณ์ หรืออาจต้องพิจารณาในเนื้อหาของอทุ ธรณ์ หรืออาจต้องพิจารณาทง้ั เรื่องของข้อห้าม
ในการอุทธรณ์และเนื้อหาของอทุ ธรณ์ด้วย เมื่อคาถามข้อนี้ถามว่าศาลชนั้ ต้นจะสง่ั รับหรือไม่รับ
อทุ ธรณ์ คาตอบข้อนี้จึงไม่ต้องตอบเรื่องเขตอานาจในการสอบสวน หากนกั ศึกษาที่เรียนแบบ
ท่องจาฎีกามาตอบข้อสอบ ก็คงจะตอบว่า คดีไม่อยู่เขตอานาจในการสอบสวน ทาให้การ
สอบสวนไม่ชอบ ซ่ึงนกั ศึกษาจะไม่ไดค้ ะแนนจากคาตอบส่วนนี้ เพราะคาถามไม่ไดถ้ ามสิ่งเหล่านี้
จากที่กล่าวไว้แล้วว่า หากคาถามถามว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษาคดีอย่างไร อาจต้อง
พิจารณาทง้ั เรื่องของข้อห้ามในอุทธรณ์และเนื้อหาของอุทธรณ์ด้วย ขอให้ดูตวั อย่างในคาถาม
ขอ้ ถดั ไป
ฎีกำท่ี ๕๑๒/๒๕๕๐ ฎ.๑๐๔ ฎีกาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ ที่ว่า บาดแผลท่ีผ้เู สียหายท่ี ๒
และที่ ๓ ได้รับจากการกระทาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่ถึงกบั เป็นอนั ตรายแก่กาย และจาเลย
ทงั้ สี่ได้กระทาความผิดฐานบกุ รุกเพราะประสงค์จะเจรจากบั ผ้เู สียหายที่ ๒ ที่ทาร้ายร่างกายบตุ ร
หลานของจาเลยทงั้ สี่ถือว่ามีเหตอุ นั ควร อนั เป็นการฎีกาวา่ ไม่ได้กระทาความผิดตามคาฟ้อง เม่ือ
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๔ ให้การรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ดงั ฟ้องโจทก์ จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔
จะฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอ่ืนไม่ได้ ฎีกาของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๔ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึน้ ใหม่
ในชัน้ ฎีกาซ่ึงเป็ นปัญหาท่ีไม่ได้ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์
เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕
วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙ ฎ.๑๙๕ การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ ต้องทาโดย
พนกั งานสอบสวนที่ระบุไว้ในมาตรา ๒ (๖) ประกอบมาตรา ๑๘ เมื่อเหตุท่ีจาเลยจาหน่ายเมท
แอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดท่ีอาเภอคลองลาน จงั หวดั กาแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจาเลย
กับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายภายหลังจากนัน้ อีก
ท้องที่ซึ่งจาเลยถกู จบั ก็อย่ภู ายใต้เขตอานาจของพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรอาเภอเมือง
กาแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตอุ ่ืนตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ที่จะทาให้พนกั งานสอบสวนสถานี
ตารวจภูธรอาเภอปางศิลาทองมีอานาจสอบสวนได้ ทงั้ ถือไม่ได้วา่ เป็นการทาการแทนพนกั งาน
สอบสวนผู้มีอานาจตามท่ีมาตรา ๑๒๘ บญั ญัติไว้ การสอบสวนจาเลยโดยพนักงานสอบสวน
สถานีตารวจภธู รอาเภอปางศิลาทองจงึ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไมเ่ ป็นการสอบสวนตามท่ีระบุ
496
ไว้ในมาตรา ๑๒๐ โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้อง ปัญหาดงั กลา่ วเป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับความสงบ
เรียบร้ อย แม้ว่าจาเลยจะไม่ได้ยกขึน้ ในศาลล่างทัง้ สอง ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้ อ้างได้ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ กรณี
จงึ ไมจ่ าต้องวนิ ิจฉยั ฎีกาของจาเลยตอ่ ไป
ฎีกำท่ี ๑๗๕๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๐ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกนั มีเมทแอมเฟ
ตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย และจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนดงั กล่าวแก่ผ้มู ีชื่อหลายคน
เจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยทงั้ สองพร้อมยดึ เมทแอมเฟตามีน และจบั ศ. อ. ณ. น. ภ. จ. และ ห.
พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่บคุ คลทงั้ เจ็ดซือ้ จากจาเลยทงั้ สองได้ที่บ้านจาเลยท่ี ๒ ซงึ่ อย่ใู นท้องที่
สถานีตารวจนครบาลแสมดา การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและการ
จาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีน จงึ เกิดในท้องที่สถานีตารวจนครบาลแสมดาทงั้ สิน้ และโจทก์มิได้ฟ้อง
วา่ จาเลยที่ ๑ ร่วมกระทาความผดิ กบั ส. และ ร. ดงั นนั้ แม้ ส. และ ร. ถกู จบั ในท้องที่สถานีตารวจ
นครบาลบางบอน การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ก็หาใช่ความผิดท่ีเป็นความผิดตอ่ เนื่องและกระทา
ตอ่ เน่ืองกนั ในท้องท่ีตา่ ง ๆ เกินกว่าท้องท่ีหนงึ่ ขนึ ้ ไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙ (๓) ไม่ แตก่ ารกระทา
ของจาเลยท่ี ๑ ปรากฏชดั แจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตารวจนครบาลแสมดาซึ่งอยู่ในเขตอานาจ
ของพนกั งานสอบสวนสถานีตารวจนครบาลแสมดาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒ (๖) ที่จะเป็นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอานาจของพนักงานสอบสวนสถานีตารวจ
นครบาลบางบอนที่สอบสวน โจทก์จึงไมม่ ีอานาจฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๒๐ เมื่อการสอบสวน
ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตอุ ยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาพิพากษาตลอดไปถึงจาเลยท่ี ๒
ท่ีถอนฎีกาไปแล้วได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕
ข้อ ๗๗ คำถำม โจทก์ฟ้องจาเลยทัง้ สองต่อศาลจังหวัดนครปฐมว่า จาเลยทัง้ สอง
ร่วมกันจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน ๑๐๐ เม็ดให้แก่นายแสงท่ีบ้านจาเลยทงั้ สองซึ่งอยู่ในท้องที่
สถานีตารวจภูธรเมืองราชบุรี นายแสงถูกจับกุมพร้ อมเมทแอมเฟตามีน ๑๐๐ เม็ดดงั กล่าวใน
ท้องที่สถานีตารวจภธู รเมืองนครปฐม เจ้าพนกั งานตารวจสถานีตารวจภธู รเมืองนครปฐมขยายผล
และจับจาเลยทัง้ สองได้ที่บ้านของจาเลยทัง้ สองซึ่งอยู่ในท้องท่ีสถานีตารวจภูธรเมื องราชบุรี
พนกั งานสอบสวนสถานีตารวจภูธรเมืองนครปฐมทาการสอบสวนแล้ว ชนั้ สอบสวนจาเลยทงั้ สอง
ให้การรับสารภาพ ขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สอง โดยบรรยายรายละเอียดในคาฟ้องและมีคาขอ
ครบถ้วนตามกฎหมาย (ความผิดท่ีโจทก์ฟ้องมีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แตส่ ่ีปีถึงจาคกุ ตลอดชีวิต และ
497
ปรับตงั้ แตส่ ี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท) ศาลประทบั ฟอ้ งไว้พิจารณาและสอบถามจาเลยทงั้ สองแล้ว
จาเลยทงั้ สองแถลงไม่ต้องการทนายความ และให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษ
จาเลยทงั้ สอง จาคกุ คนละ ๘ ปี และปรับคนละแปดแสนบาท จาเลยทงั้ สองให้การรับสารภาพเป็น
ประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ก่ึงหน่ึงคงจาคุกคนละ ๔ ปี และปรับ
คนละส่ีแสนบาท
ก. จาเลยท่ี ๑ อทุ ธรณ์ว่า จาเลยท่ี ๑ ไม่ทราบวา่ ส่ิงของท่ีขายให้แก่นายแสงเป็นเมทแอม
เฟตามีน ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลบั ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๑
ข. จาเลยที่ ๒ อทุ ธรณ์วา่ เมื่อพิจารณาจากคาฟ้องปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพราะ
คดีไมอ่ ยใู่ นเขตอานาจพนกั งานสอบสวน ถือว่าไม่มีการสอบสวน โจทก์จงึ ไม่มีอานาจฟ้อง ขอให้
ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลบั ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒
ศาลจงั หวดั นครปฐมรับอทุ ธรณ์ของจาเลยทงั้ สอง สง่ สาเนาให้โจทก์แก้อทุ ธรณ์แล้ว โจทก์
ไมแ่ ก้อทุ ธรณ์ ให้วนิ ิจฉยั วา่ ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ จะพิพากษาคดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ ปัญหาต้องวนิ ิจฉยั ตามอทุ ธรณ์ของจาเลยท่ี ๑ วา่ จาเลยท่ี ๑ ไม่ทราบว่าสิ่งของ
ที่ขายให้แก่นายแสงเป็นเมทแอมเฟตามีน มีผลเท่ำกับจำเลยท่ี ๑ อุทธรณ์ว่ำตนมิได้กระทำ
ผิดตำมฟ้องนัน้ เม่ือคดีนีไ้ ม่ใช่คดีท่ีมีข้อหำในควำมผิดท่ีกฎหมำยกำหนดอัตรำโทษ
อย่ำงต่ำไว้ให้จำคุกตัง้ แต่ห้ำปี ขึน้ ไปหรือโทษสถำนท่ีหนักกว่ำนัน้ ท่ีศำลต้องฟั งพยำน
โจทก์จนกว่ำจะพอใจว่ำจำเลยได้กระทำผิดจริง ในชัน้ พิจำรณำเม่ือจำเลยท่ี ๑ ให้กำร
รับสำรภำพตำมฟ้อง ศำลจะพพิ ำกษำโดยไม่สืบพยำนหลักฐำนต่อไปกไ็ ด้ตามมาตรา ๑๗๖
วรรคหน่ึง เม่ือจำเลยท่ี ๑ ให้กำรรับสำรภำพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟั งได้ดังฟ้องโจทก์
จำเลยท่ี ๑ จะอุทธรณ์ โต้แย้งเป็ นอย่ำงอ่ืนไม่ได้ อุทธรณ์ ของจำเลยท่ี ๑ จึงเป็ นกำร
ยกข้อเท็จจริงขึน้ ใหม่ในชัน้ อุทธรณ์ ซ่ึงเป็ นปัญหำท่ีไม่ได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบ
ในศำลชัน้ ต้น จึงเป็ นอุทธรณ์ท่ีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
๒๒๕ วรรคหน่ึง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศำลอุทธรณ์
ภำค ๗ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยท่ี ๑ (ฎีกาที่ ๕๑๒/๒๕๕๐)
ปัญหาต้องวินิจฉัยตอ่ ไปตามอทุ ธรณ์ของจาเลยที่ ๒ ว่า เม่ือพิจารณาจากคาฟ้องปรากฏ
ว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพราะคดีไม่อย่ใู นเขตอานาจพนกั งานสอบสวน ถือว่าไม่มีการสอบสวน
โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้องนนั้ แม้จำเลยท่ี ๒ จะมิได้ยกปัญหำดังกล่ำวขนึ้ ว่ำกันมำแล้วในศำล
ชัน้ ต้น แต่ปัญหำดังกล่ำวเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้ อย จำเลยท่ี ๒
ยกขึน้ อ้ำงในชัน้ อุทธรณ์ ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕
498
วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙) จาเลยทงั้ สองร่วมกนั จาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายแสง
ท่ีบ้านจาเลยทงั้ สอง และเจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยทงั้ สองได้ที่บ้านของจาเลยทัง้ สองซ่ึงอย่ใู น
ท้องท่ีสถานีตารวจภูธรเมืองราชบุรี กำรจำหน่ำยเมทแอมเฟตำมีน จึงเกิดในท้องท่ีสถำนี
ตำรวจภูธรเมืองรำชบุรีทัง้ สนิ้ และโจทก์มิได้ฟ้องว่ำจำเลยทัง้ สองร่วมกระทำควำมผิดกับ
นำยแสง ดงั นนั้ แม้นายแสงจะถูกจบั ในท้องท่ีสถานีตารวจภูธรเมืองนครปฐม กำรกระทำของ
จำเลยทัง้ สอง ก็หำใช่ควำมผิดท่ีเป็ นควำมผิดต่อเน่ืองและกระทำต่อเน่ืองกันในท้องท่ี
ต่ำง ๆ เกินกว่ำท้องท่ีหน่ึงขึน้ ไปตำมมำตรำ ๑๙ (๓) ไม่ แต่กำรกระทำของจำเลยทัง้ สอง
ปรำกฏชั ดแจ้ งว่ ำเกิดในท้ องท่ีสถำนี ตำรวจภูธรเมื องรำชบุ รี ซ่ึงอย่ ูในเขตอำนำจของ
พนักงำนสอบสวนสถำนีตำรวจภูธรเมืองรำชบุรีตำมมำตรำ ๑๘ วรรคหน่ึง ประกอบ
มำตรำ ๒ (๖) ท่ีจะเป็ นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอำนำจของพนักงำนสอบสวนสถำนี
ตำรวจภูธรเมืองนครปฐมท่ีสอบสวน เม่ือกำรสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมำย ต้องถือว่ำ
ไม่มีกำรสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนำจฟ้องจำเลยท่ี ๒ ตำมมำตรำ ๑๒๐ อุทธรณ์ของ
จำเลยท่ี ๒ ฟังขนึ้
ปั ญหำเร่ืองอำนำจฟ้ อง เน่ืองจำกกำรสอบสวนไม่ ชอบ เป็ นเหตุอยู่ในส่วน
ลักษณะคดี ศำลอุทธรณ์ภำค ๗ พิพำกษำตลอดไปถึงจำเลยท่ี ๑ ซ่ึงอุทธรณ์และศำล
อุทธรณ์ภำค ๗ ไม่รับวินิจฉัยไปแล้วได้ตามมาตรา ๒๑๓ (ฎีกาท่ี ๒๕๒๙/๒๕๔๙, ท่ี ๑๗๕๖/
๒๕๕๐)
ศำลอุทธรณ์ภำค ๗ จะพพิ ำกษำกลับให้ยกฟ้อง
ข้อสังเกต คาตอบข้อนีใ้ นปัญหาของจาเลยที่ ๑ ทีต่ อ้ งห้ามอทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์ภาค ๗ จะไม่รับ
วินิจฉยั แต่คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์อาจถูกสกดั ไม่ให้ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์โดยการตรวจรับอุทธรณ์
ของศาลชนั้ ต้น หากศาลชนั้ ตน้ ตรวจรับอทุ ธรณ์ของจาเลยที่ ๑ แลว้ เห็นว่าตอ้ งห้าม ศาลชนั้ ต้นจะ
สง่ั ไม่รับอุทธรณ์ แต่ถ้าศาลชน้ั ต้นรับอุทธรณ์ทงั้ ที่เป็ นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ศาลอุทธรณ์จะไม่รับ
วินิจฉยั และหากไม่มีประเด็นอื่นอีก ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษายกอทุ ธรณ์ แต่ถา้ มีประเด็นอื่น เช่น
ตามคาถามข้อนี้ แม้อทุ ธรณ์ของจาเลยที่ ๑ จะต้องห้าม และศาลอทุ ธรณ์ไม่รับวินิจฉยั แต่ศาล
อทุ ธรณ์จะไม่ไดพ้ ิพากษายกอุทธรณ์ เพราะยงั ต้องพิจารณาปัญหาที่จาเลยที่ ๒ อทุ ธรณ์ ดงั นนั้
ขอใหส้ งั เกตดว้ ยว่าหากเป็นคดีตอ้ งหา้ มอทุ ธรณ์ ในชน้ั ตรวจรบั อทุ ธรณ์ของศาลชน้ั ตน้ จะสง่ั ไม่รับ
อุทธรณ์ (อย่าไปตอบว่ายกอุทธรณ์ เพราะการพิพากษา ยืน ยก กลบั แก้ เป็ นอานาจของศาล
อทุ ธรณ์) แต่ถ้าศาลชนั้ ต้นรับอุทธรณ์ทงั้ ที่เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะไม่รับวินิจฉัย
และส่วนของคาพิพากษาจะใช้คาว่า พิพากษายกอุทธรณ์ ปัญหาที่ว่านี้เป็ นปัญหาที่นกั ศึกษา
อาจจะอ่านแล้วไม่เขา้ ใจ ในการสอบระดบั เนติบณั ฑิต มกั จะไม่ถามหรือเคร่งครดั ในปัญหาการใช้
499
ถ้อยคาเหล่านี้ แต่ถ้าเป็ นการสอบระดับผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการผู้ช่วย ปัญหานี้ถือว่า
ออกข้อสอบได้ และผู้เข้าสอบต้องรู้ เพราะเป็ นปัญหาในทางปฏิบตั ิของวิธีพิจารณาในศาลสูง
ทีน่ กั กฎหมายทวั่ ไปไม่ค่อยไดใ้ ช้และศึกษา
คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๕
คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท.๖๑๔/๒๕๕๔ น.๒๕๔๔ แม้ คดีจาเลยท่ี ๑ ยุติไปตาม
คาพิพากษาของศาลอทุ ธรณ์เน่ืองจากไมม่ ีคคู่ วามฝ่ ายใดฎีกา แตย่ งั มีคดีสาหรับจาเลยท่ี ๒ ฎีกา
คัดค้านคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อจาเลยที่ ๑
ยื่นคาร้ องต่อศาลฎีกาว่า จาเลยท่ี ๑ ได้ รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ล้ างมลทินในวโรกาส
ท่ีพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช มีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๕๐
มีผลให้ศาลล่างทัง้ สองไม่อาจเพิ่มโทษจาเลยท่ี ๑ อันเป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบ
เรียบร้อย ซ่ึงศาลฎีกาอาจหยิบยกขนึ ้ วินิจฉยั ในคาพิพากษาที่ชีข้ าดตดั สินฎีกาสาหรับจาเลยท่ี ๒
ได้ จงึ ให้รับคาร้องของจาเลยท่ี ๑
ฎีกำท่ี ๓๐๙/๒๕๕๕ ฎ.๘๘ ปัญหาวา่ การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ยงั ไมเ่ ป็นความผิดสาเร็จ
ฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงเป็นความผิดฐานพยายามจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่
สายลบั เป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย จาเลยที่ ๑ มีสิทธิยกขนึ ้ อ้างในชนั้ ฎีกาได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง แม้จาเลยที่ ๑ จะมไิ ด้ยกขนึ ้ วา่ กลา่ วกนั มาในศาลอทุ ธรณ์
ฎีกำท่ี ๔๑๙๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๔๖ ปัญหาว่าผู้เสียหายที่ ๒ ยินยอมให้จาเลย
กระทาชาเราหรือไม่ แม้จาเลยจะมิได้ยกขนึ ้ ฎีกา แตเ่ ป็นปัญหาข้อเท็จจริงอนั เก่ียวด้วยความสงบ
เรียบร้อยของประชาชนเพราะกระทบตอ่ การใช้ดลุ พินิจในการลงโทษ และยงั มีผลตอ่ การที่จะนา
ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคส่ี มาใช้บงั คบั ได้หรือไม่ ศาลฎีกายกขึน้ วินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕ เห็นว่า จากจุดท่ีผู้เสียหายที่ ๒ ยอมซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจาเลยจนถึง
ท่ีเกิดเหตกุ ระทาชาเรา ผา่ นจดุ ตดั ของถนนมีไฟแดงหลายจดุ กลบั ไมป่ รากฏจากคาเบิกความของ
ผู้เสียหายท่ี ๒ ว่า ได้พยายามหลบหนีหรือขัดขืนอย่างไร ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล
นอกจากร่องรอยอันเกิดจากการร่วมประเวณีแล้วไม่มีบาดแผลอื่นอีก ทัง้ ท่ีถูกกระทาชาเรา
บนพืน้ ดนิ แห้งแข็ง ยงั ได้ความจากคาเบิกความของผ้เู สียหายท่ี ๒ ว่า หลงั เกิดเหตผุ ้เู สียหายท่ี ๒
ไปใช้บริการพิมพ์งานท่ีร้านคอมพิวเตอร์และได้ขอร้องให้เจ้าของร้านออกมาช่วยบนั ทกึ งานท่ีทา
500
ลงบนแผน่ ดิสก์จนแล้วเสร็จ ผ้เู สียหายที่ ๒ เพิ่งทราบในวนั นนั้ เองวา่ เจ้าของร้านคือจาเลยท่ีข่มขืน
กระทาชาเรา ข้อเท็จจริงดงั กล่าวประกอบพฤติการณ์ดงั กล่าวมา บ่งชีว้ ่าผู้เสียหายที่ ๒ รู้จกั กับ
จาเลยมาก่อน ที่เบกิ ความว่าจาเลยข่มขืนกระทาชาเรานนั้ น่าจะเกิดจากอบั อายและเกรงกลวั บดิ า
มารดา จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จาเลยใช้กาลังบงั คบั ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายที่ ๒
หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แหง่ ความสงสยั ให้เป็นคณุ แก่จาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีนีจ้ าเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทาความผิดโดยอ้างฐานที่อยู่ ไม่ได้ฎีกาว่าผู้เสียหายที่ ๒
ยินยอม ศาลฎีกาจึงวินิจฉยั ปัญหาว่าผู้เสียหายที่ ๒ ยินยอมหรือไม่ เพื่อใช้เป็ นดุลพินิจในการ
กาหนดโทษ คดีนี้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้จึงต้องอ้างก่อนว่าเป็ นปัญหาข้อเท็จจริงอนั เกี่ยวด้วย
ความสงบเรียบร้อย แลว้ จึงวินิจฉยั ต่อไป
ขอให้สังเกตว่า คดีที่ข้ึนมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว หากศาลฎีกาจะวินิจฉัย
ให้เป็ นคุณแก่จาเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยได้เสมอ โดยอ้างว่าเป็ นปัญหาอนั เกี่ยวด้วยความสงบ
เรียบร้อย แต่ถ้าจาเลยเป็นฝ่ ายยื่นฎีกาแล้วถามว่าศาลชน้ั ต้นจะสงั่ รับฎีกาหรือไม่ คงตอ้ งตอบว่า
เป็ นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลช้ันต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นต้องส่ัง
ไม่รับฎีกา
ฎีกำท่ี ๑๘๖๗/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๓๗ ความผิดฐานพาอาวธุ ไปในเมือง หมบู่ ้านหรือ
ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควรตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
จึงมีอายุความ ๑ ปี นับแต่วันกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๕) ปรากฏว่าโจทก์ฟ้อง
จาเลยเป็นคดีนีเ้ มื่อวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ เม่ือนบั แต่วนั ที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นวนั ท่ี
จาเลยกระทาผิดแล้วเป็นเวลาเกิน ๑ ปี ความผิดฐานนีจ้ ึงขาดอายุความ ท่ีศาลล่างทัง้ สอง
พิพากษาต้องกันมาว่าจาเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ ด้วยจึงไม่ชอบ ปัญหานี ้
เป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อย แม้จะไม่ได้ยกขึน้ ว่ากันมาในศาลล่าง
ทัง้ สอง ศาลฎีกาก็มีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและแก้ ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๓๗๕๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๗ แม้จาเลยจะไม่เคยให้การนาสืบหรือยกเร่ือง
เขตอานาจศาลขนึ ้ ต่อส้ใู นศาลชนั้ ต้น และชนั้ การพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ แตเ่ ร่ืองดงั กลา่ วเป็น
ปัญหาข้อกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย จาเลยจึงยกขนึ ้ อ้างในชนั้ พิจารณาของศาลฎีกา
ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ เหตคุ วามผิดคดีนีป้ รากฏตามฟ้อง
ว่าเกิดขึน้ ที่ตาบลบ้านบงึ อาเภอศรีราชา จงั หวดั ชลบุรี จงึ อยใู่ นเขตอานาจของศาลจงั หวดั พทั ยา
ฎีกำท่ี ๔๔๖๙/๒๕๕๖ ฎ.๙๓๙ สาเนาคาฟ้อง สาเนาสญั ญาประนีประนอมยอมความ