The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

501

และคาพิพากษาตามยอมที่จาเลยท่ี ๒ อ้างส่งศาลอุทธรณ์แนบท้ายคาแถลง เป็นสาเนาเอกสาร
ที่พนกั งานเจ้าหน้าท่ีรับรองสาเนาถกู ต้องซ่ึง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๒๗ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ทัง้ ตามฎีกาของโจทก์ยอมรับว่ามีการทา
สญั ญาประนีประนอมยอมความกบั จาเลยที่ ๑ จริง แม้จาเลยที่ ๒ เพิ่งอ้างในชนั้ อทุ ธรณ์ แตเ่ ป็น
การกล่าวอ้างประกอบเพ่ือให้ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉัยว่าสิทธินาคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงบั ไป
แล้วหรือไม่ ซ่ึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ว่ากล่าวกันมา
ในศาลชนั้ ต้น ศาลอทุ ธรณ์ก็หยิบยกขึน้ วินิจฉัยได้ การท่ีศาลอทุ ธรณ์นาสาเนาเอกสารที่พนกั งาน
เจ้าหน้าท่ีรับรองสาเนาถกู ต้องตามคาแถลงของจาเลยท่ี ๒ มาพิจารณาประกอบข้อกฎหมายนนั้
จงึ ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๑๘๙๘/๒๕๕๔ ฎ.๑๐๑๖ ฎีกาของโจทก์ท่ีวา่ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้คคู่ วามถือเอา
คาให้การของโจทก์ในชนั้ ไตส่ วนมูลฟ้องมาเป็นส่วนหนึ่งของคาเบิกความในชนั้ พิจารณา แล้วให้
ทนายจาเลยถามค้าน เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง เพราะ
ไม่ได้กระทาโดยเปิดเผยต่อหน้าจาเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ
เรียบร้อย แม้โจทก์จะมไิ ด้ยกขนึ ้ วา่ กลา่ วในชนั้ อทุ ธรณ์ ก็สามารถยกขนึ ้ เป็นเหตฎุ ีกาได้

ฎีกำท่ี ๑๐๙๐๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๐๒ ปัญหาวา่ ศาลลา่ งทงั้ สองพิพากษาเกินคาขอ
หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้จาเลยมิได้ยกขึน้ ว่ากล่าวกันมาในศาล
ลา่ ง จาเลยหรือศาลฎีกายอ่ มยกขนึ ้ อ้างในชนั้ ฎีกาได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๔๕๔๓/๒๕๕๘ ฎ.๒๘๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยจาคกุ ๑ ปี และปรับ
๓,๐๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อใน
คาพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีท่ีศาลชัน้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาล
ยตุ ธิ รรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) เพราะผ้พู พิ ากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจาคกุ
เกินหกเดือนไม่ได้ คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นจึงไม่ชอบ มีผลทาให้ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอานาจ
พิจารณาพิพากษาคดีนีไ้ ด้

ปัญหาว่า ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจาคุกเกินหกเดือนไม่ได้ เป็นปัญหา
ข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีค่คู วามฝ่ ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้
วนิ ิจฉยั ได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

502

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๖
ฎีกำท่ี ๑๒๑๔๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๑๒ คาสั่งของศาลชนั้ ต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวน
พจิ ารณาคาสงั่ คดีมีมลู เป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาท่ีไม่ทาให้คดีของจาเลยเสร็จสนิ ้ ไป เพราะศาล
ชนั้ ต้นยงั ต้องดาเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจาเลยตอ่ ไป จงึ ห้ามมิให้อุทธรณ์คาสงั่
นนั้ จนกวา่ จะมีคาพพิ ากษาหรือคาสง่ั ในประเดน็ สาคญั ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๖
ฎีกำท่ี ๑๔๒๕๒/๒๕๕๘ ฎ. ๒๑๘๙ ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลย ศาล
ชนั้ ต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ประทับฟ้องไว้พิจารณา จาเลยให้การปฏิเสธ ศาล
ชนั้ ต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ตอ่ มาวนั ที่ ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘ โจทก์ท่ี ๒ ยื่นอุทธรณ์
ภายในกาหนดระยะเวลาที่ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้ขยายระยะเวลาอทุ ธรณ์ โดยโจทก์ที่ ๒ ลงชื่อเป็น
ผ้อู ทุ ธรณ์ ศาลชนั้ ต้นสงั่ รับอทุ ธรณ์ของโจทก์ที่ ๒ ครัน้ วนั ท่ี ๒๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘ โจทก์ท่ี ๑ ยื่น
คาร้องว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงแก่ความตายเมื่อวนั ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๘ โจทก์ที่ ๑ เป็นบตุ รโจทก์ท่ี ๒
ขอเข้ามาเป็นคคู่ วามแทนโจทก์ที่ ๒ ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนแล้วได้ความว่า โจทก์ที่ ๒ ถึงแก่ความตาย
เม่ือวนั ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๘ และโจทก์ที่ ๒ ได้ลงลายมือช่ือในคาฟ้องอุทธรณ์ก่อนที่โจทก์ที่ ๒
จะถึงแก่ความตาย จาเลยไม่คดั ค้านในการที่โจทก์ที่ ๑ ขอดาเนินคดีตา่ งผ้ตู าย ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่
ว่า เมื่อศาลมีคาส่ังรับอุทธรณ์ของโจทก์ท่ี ๒ แล้ว ให้ส่งคาร้ องของโจทก์ท่ี ๑ ให้ศาลอุทธรณ์
พิจารณาส่ัง จาเลยย่ืนคาร้ องขอให้วินิจฉัยชีข้ าดปัญหาข้อกฎหมายเบือ้ งต้นอ้างว่า คาฟ้อง
อทุ ธรณ์ของโจทก์ท่ี ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถแก้ไขให้ถกู ต้องได้ ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั
ให้รวบรวมส่งศาลอุทธรณ์ ตอ่ มาจาเลยยื่นคาแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชีข้ าดข้อกฎหมาย
ตามคาร้องของจาเลย โดยพิพากษายกคาสงั่ ศาลชนั้ ต้นท่ีมีคาสงั่ รับอทุ ธรณ์โจทก์ท่ี ๒ และให้ศาล
ชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ ให้ลงชื่อ
ผ้อู ทุ ธรณ์ให้ถกู ต้องตามกฎหมายเสียก่อนแล้วมีคาสง่ั ใหม่ จาเลยฎีกา
การที่จาเลยยื่นคาร้องขอให้วินิจฉัยชีข้ าดปัญหาข้อกฎหมายเบือ้ งต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ เม่ือศาลชนั้ ต้นรับอทุ ธรณ์ของโจทก์ท่ี ๒ แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่
ในระหว่างการพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ แม้ศาลอทุ ธรณ์ จะวินิจฉยั คาร้องของจาเลยดงั กลา่ วใน
รูปแบบของคาพพิ ากษาก็ตาม แตก่ ารที่ศาลอทุ ธรณ์มีคาสงั่ คาร้องขอให้ชีข้ าดปัญหาข้อกฎหมาย
เบือ้ งต้นของจาเลยดงั กลา่ วเป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ ทงั้ การที่ศาลอุทธรณ์ยก
คาสงั่ ศาลชนั้ ต้นท่ีมีคาสงั่ รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๒ ก็ไมท่ าให้คดีเสร็จสานวนไปจากศาลอทุ ธรณ์
เพราะศาลอุทธรณ์ยงั ต้องพิจารณาตอ่ ไป เน่ืองจากศาลอุทธรณ์มีคาสงั่ ให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการ
ให้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนแล้วมีคาสัง่ ใหม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์

503

มีคาพิพากษาหรือคาสง่ั ในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่จาเลยฎีกาขอให้ชีข้ าดปัญหาข้อกฎหมาย
ดงั กล่าวข้างต้นอีก จึงเป็นฎีกาคดั ค้านคาสง่ั ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซ่ึงต้องห้ามมิให้
ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๑๙๖

ฎีกำท่ี ๓๒๓๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๖ น.๗๗ คดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญานนั้ เมื่อคดีอาญา
อยใู่ นระหว่างศาลชนั้ ต้นสง่ั จาหนา่ ยคดีชว่ั คราว โจทก์ร่วมยื่นคาร้องขอให้ศาลชนั้ ต้นยกคดีในสว่ น
แพ่งขึน้ พิจารณาพิพากษา การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ว่าคดีส่วนอาญาศาลยงั ไม่มีคาพิพากษาโดย
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาทัง้ ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๒ กาหนดให้ศาลพิพากษาคดีอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดี
ส่วนแพ่งในภายหลงั จึงให้ยกคาร้อง คาสั่งดงั กล่าวจึงเป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาท่ีไม่ทาให้คดี
เสร็จสานวนเพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป เน่ืองจากศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั เพียงให้จาหน่ายคดี
ชว่ั คราว ไม่ใช่กรณีท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาหรือคาสง่ั ในประเดน็ สาคญั แล้ว ดงั นนั้ ท่ีโจทก์ร่วม
อุทธรณ์ขอให้ยกคดีในส่วนแพ่งขึน้ พิจารณาพิพากษา จึงเป็นอุทธรณ์คาสั่งระหว่างพิจารณา
ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖

ฎีกำท่ี ๓๓๘๑/๒๕๕๖ ฎ.๔๒๐ คาสงั่ ศาลอทุ ธรณ์ท่ียกคาร้องของจาเลยท่ีขอให้สง่ เรื่องไป
ให้ศาลรัฐธรรมนญู วินิจฉัยวา่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ ขดั หรือแย้งตอ่ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร
ไทย มาตรา ๑๙๗ (๑) หรือไม่ เป็นคาสงั่ ก่อนศาลอทุ ธรณ์มีคาพิพากษาหรือคาสงั่ ชีข้ าดตดั สินคดี
แม้เป็นคาสัง่ เกี่ยวกับคาร้องขอตามบทบญั ญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา
๒๑๑ แต่ก็เป็นคาสงั่ ในขนั้ ตอนการดาเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ถือว่าเป็นคาสั่ง
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาคาสงั่ นนั้ ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๖ ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๔๘๒๙/๒๕๕๓ ฎ.๗๖๔ จาเลยท่ี ๒ ย่ืนคาร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว และคาร้อง
ขอให้ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนคาร้องเพ่ือประกอบการขอให้ปล่อยชวั่ คราว ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ไมอ่ นญุ าต
ให้ปล่อยชวั่ คราวและยกคาร้องท่ีขอให้ไต่สวน จาเลยที่ ๒ อุทธรณ์เฉพาะคาสง่ั ท่ียกคาร้องขอให้
ไต่สวนคาร้ องเพ่ือประกอบการขอให้ปล่อยช่ัวคราว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคาส่ังระหว่าง
พิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ จาเลยท่ี ๒ ฎีกา เห็นว่า การท่ีศาลชนั้ ต้นไม่ไต่สวนคาร้องของจาเลย
ท่ี ๒ เพื่อประกอบการพิจารณาขอให้ปล่อยชั่วคราวก็สืบเน่ืองมาจากศาลชัน้ ต้นไม่อนุญาต
ให้ปล่อยจาเลยที่ ๒ ชวั่ คราว ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชนั้ ต้นที่จะพิจารณาโดยอาศยั หลกั เกณฑ์
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๘ คาสงั่ ศาลชนั้ ต้นดงั กล่าว จึงเป็นคาสงั่ ระหวา่ งพิจารณาที่ไม่ทาให้คดี

504

เสร็จสานวน จึงต้องห้ามมิให้อทุ ธรณ์คาสงั่ นนั้ ในระหวา่ งพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ และ
การท่ีศาลอุทธรณ์มีคาส่ังให้คืนถ้อยคาสานวนพร้ อมคาร้ องอุทธรณ์คาส่ังแก่ศาลชัน้ ต้นเพื่อ
ดาเนินการต่อไปก็มีผลเช่นเดียวกับการไม่รับวินิจฉัย และสงั่ ยกอุทธรณ์จาเลยท่ี ๒ คาสั่งศาล
อทุ ธรณ์จงึ ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๙๙๖๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๗๕ ผู้ร้ องยื่นอุทธรณ์คาส่ังของศาลชัน้ ต้นท่ียก
คาร้ องขอคืนรถยนต์ของกลาง ระหว่างอุทธรณ์ผู้ร้ องยื่นคาร้ องขอนารถยนต์ของกลางไปดูแล
รักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคาส่ังยกคาร้อง ดงั นี ้คาสง่ั ของ
ศาลอุทธรณ์ที่ยกคาร้องของผู้ร้องเป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาที่ไม่ทาให้คดีของผ้รู ้องเสร็จสิน้ ไป
เพราะศาลอุทธรณ์ยงั ต้องพิจารณาอทุ ธรณ์ของผ้รู ้องที่ขอคืนรถยนต์ของกลางอีก กรณีต้องด้วย
บทบญั ญตั ขิ อง ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ประกอบมาตรา ๒๑๕ พ.ร.บ. ให้นาวิธีพิจารณาความอาญา
ในศาลแขวงมาใช้บงั คบั ในศาลจงั หวดั ฯ มาตรา ๓ และ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔ ที่ห้ามผู้ร้ องอุทธรณ์คาส่ังของศาลอุทธรณ์จนกว่าจะมี
คาพพิ ากษาหรือคาสงั่ ในประเดน็ สาคญั แก่คดี

ฎีกำท่ี ๕๙๙๔/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๒ คาสั่งของศาลชัน้ ต้นท่ีอนุญาตให้ผู้ร้ องนา
รถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ช่ัวคราวในระหว่างพิจารณาคดี เป็นคาส่ังระหว่าง
พิจารณาท่ีไม่ทาให้คดีของผ้รู ้องเสร็จสิน้ ไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคาร้องขอคืนของกลางของ
ผ้รู ้องอีก กรณีต้องด้วยบทบญั ญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ท่ีห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คาสั่งของศาล
ชนั้ ต้นจนกว่าจะมีคาพิพากษาหรือคาสง่ั ในประเด็นสาคญั แก่คดี ท่ีศาลอุทธรณ์รับอทุ ธรณ์ของ
ผ้รู ้องไว้วินิจฉยั จงึ เป็นการไมช่ อบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้ผ้รู ้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั
ฎีกาของผ้รู ้อง

ฎีกำท่ี ๕๒๑๕/๒๕๔๙ ฎ.๑๐๗๗ ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนพยานผ้รู ้องและโจทก์ แล้วมีคาสง่ั ให้
รอฟังคาสง่ั ในเร่ืองขอคนื ของกลางพร้อมกบั คาพิพากษาในคดีท่ีพนกั งานอยั การฟ้องขอให้ลงโทษ
จาเลยและให้ริบรถบรรทุกหัวลากของกลาง คาส่ังของศาลชัน้ ต้นดังกล่าวเป็นคาสั่งระหว่าง
พจิ ารณาท่ีไมท่ าให้คดีเสร็จสานวน จงึ ต้องห้ามมิให้อทุ ธรณ์คาสงั่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ผ้รู ้อง
จงึ ยงั ไมม่ ีสิทธิอทุ ธรณ์คาสง่ั ของศาลชนั้ ต้น การท่ีศาลอทุ ธรณ์มีคาพิพากษาให้ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่
ในเรื่องขอคืนของกลางจงึ ไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนีป้ ระเด็นคือคาสง่ั ใหร้ อวินิจฉยั พร้อมคดีหลกั เป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณา ตอ้ งหา้ ม
มิให้อุทธรณ์คาสงั่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ไม่ใช่ปัญหาว่าผู้ร้องมีอานาจยื่นคาร้องขอคืนของ
กลางระหว่างพิจารณาคดีอาญาหรือไม่

505

ฎีกำท่ี ๗๒๒๗-๗๒๒๘/๒๕๕๑ ฎ.๒๑๒๕ การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอานาจของ
ศาลชนั้ ต้นที่จะพิจารณาและมีคาสง่ั ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ เมื่อ
ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั อนญุ าตให้โจทก์ขยายระยะเวลาย่ืนฎีกา จาเลยที่ ๔ ยอ่ มอทุ ธรณ์คดั ค้านคาสงั่
ของศาลชนั้ ต้นตอ่ ศาลอทุ ธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๓ วรรคหนึง่ เพราะคาสงั่ ของศาลชนั้ ต้น
ดงั กล่าวเป็นคาสง่ั ภายหลงั ที่ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแล้ว จึงไม่เป็นคาสั่งระหว่าง
พิจารณา ไมต่ ้องห้ามอทุ ธรณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๖

ฎีกำท่ี ๒๒๑๓/๒๕๕๐ ฎ.๙๙๕ คาสัง่ ของศาลชนั้ ต้นท่ีให้รอการไต่สวนมูลฟ้องไว้ก่อน
จนกว่าจะทราบผลที่สุดของคดีแพ่งและให้ จาหน่ายคดีชวั่ คราว ไม่ใช่เป็นคาสง่ั จาหน่ายคดีโดย
เด็ดขาด เป็นคาสงั่ ที่ไม่ทาให้ประเด็นแหง่ คดีเสร็จไป จึงเป็นคาสงั่ ระหว่างพิจารณาท่ีไม่ทาให้คดี
เสร็จสานวน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คาส่ังดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๖

ฎีกำท่ี ๘๕๓๔/๒๕๔๘ ฎ.๒๖๒๑ ในระหว่างศาลชนั้ ต้นสงั่ จาหน่ายคดีชวั่ คราว จาเลยท่ี
๒ ยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนหมายจบั การที่ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ยกคาขอ เป็นคาสงั่ ระหวา่ งพิจารณา
ท่ีไม่ทาให้คดีเสร็จสานวน เพราะคดีจะต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลชนั้ ต้นมีคาสั่งเพียงให้
จาหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่มีคาพิพากษาหรือคาส่ังในประเด็นสาคัญแล้ว ดงั นัน้ ท่ีจาเลยที่ ๒
อทุ ธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจบั จาเลยที่ ๒ จึงเป็นอทุ ธรณ์คาสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖

ฎีกำท่ี ๕๓๒/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๑ คาสงั่ ศาลชนั้ ต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยาน
จาเลย เป็นคาส่ังระหว่างพิจารณาที่ไม่ทาให้คดีเสร็จสานวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๖ ซึ่งมิได้
บญั ญัติให้ค่คู วามต้องโต้แย้งคาสั่งไว้ เม่ือศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์
คาสง่ั ศาลชนั้ ต้นนนั้ ได้โดยไมต่ ้องโต้แย้งคาสงั่ นนั้

มำตรำ ๑๙๘ และมำตรำ ๒๑๖ แก้ไขใหม่
เร่ืองจำเลยท่ีอย่รู ะหว่ำงกำรหลบหนีไม่สำมำรถย่ืนอุทธรณ์หรือฎีกำได้
เน่ืองจากประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา เดิมไม่ได้ กาหนดให้ จาเลยต้ องมา
แสดงตนตอ่ ศาลเม่ือประสงค์จะอทุ ธรณ์หรือฎีกา เป็นช่องทางให้จาเลยที่ไมย่ อมรับกระบวนการ
ยตุ ิธรรมโดยการหลบหนีไม่ไปฟังคาพิพากษา ยงั คงสามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคาพิพากษาได้
จงึ สมควรแก้ไขเพิ่มเตมิ หลกั เกณฑ์การอทุ ธรณ์และฎีกา โดยให้จาเลยที่ต้องรับโทษจาคกุ หรือโทษ

506

สถานที่หนกั กว่านนั้ และจาเลยไม่ได้ถูกคุมขงั จาเลยจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ต่อเม่ือแสดงตน
ต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะย่ืนอุทธรณ์ หรือฎีกา มิฉะนัน้ ให้ศาลมีคาส่ังไม่รับอุทธรณ์ โดย
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๓๒) พ.ศ.
๒๕๕๙ มาตรา ๓ ให้เพิ่มความในวรรคสามและวรรคส่ีของมาตรา ๑๙๘ และมาตรา ๔ ให้แก้ไข
ความในวรรคสองของมาตรา ๒๑๖ แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดงั นี ้

มำตรำ ๑๙๘ การย่ืนอทุ ธรณ์ ให้ย่ืนตอ่ ศาลชนั้ ต้นในกาหนดหนึง่ เดอื นนบั แตว่ นั อา่ น หรือ
ถือวา่ ได้อา่ นคาพิพากษา หรือคาสงั่ ให้คคู่ วามฝ่ายท่ีอทุ ธรณ์ฟัง

ให้เป็นหน้าท่ีศาลชนั้ ต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึน้ ไปยงั ศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตาม
บทบญั ญัติแห่งประมวลกฎหมายนี ้ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตผุ ลไว้ในคาสง่ั ของศาลนนั้ โดย
ชดั เจน

ในกรณีที่ตามคาพิพากษาจาเลยต้องรับโทษจาคุกหรือโทษสถานท่ีหนักกว่านัน้ และ
จาเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จาเลยจะย่ืนอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะย่ืน
อุทธรณ์ มิฉะนนั้ ให้ศาลมีคาส่งั ไม่รับอทุ ธรณ์ ทงั้ นี ้ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบงั คบั กาหนด
หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจาเลยก็ได้ ข้อบงั คบั นนั้ เม่ือประกาศในราชกิจจา
นเุ บกษาแล้วให้ใช้บงั คบั ได้

ความในวรรคสามมิให้ใช้บงั คบั แก่กรณีท่ีจาเลยได้รับการรอการลงโทษจาคกุ หรือรับโทษ
จาคกุ ตามคาพิพากษาครบถ้วนแล้ว

มำตรำ ๒๑๖ ภายใต้บังคบั แห่งมาตรา ๒๑๗ ถึง ๒๒๑ คู่ความมีอานาจฎีกาคดั ค้าน
คาพพิ ากษา หรือคาสง่ั ศาลอทุ ธรณ์ภายในหนงึ่ เดือน นบั แตว่ นั อา่ น หรือถือว่าได้อ่านคาพิพากษา
หรือคาสง่ั นนั้ ให้คคู่ วามฝ่ายท่ีฎีกาฟัง

ฎีกานัน้ ให้ย่ืนต่อศาลชนั้ ต้น และให้นาบทบญั ญัติในมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๒๐๐ และ
มาตรา ๒๐๑ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๘
ฎีกำท่ี ๗๐๐๒/๒๕๕๒ ฎ.๑๙๗๕ ทนายจาเลยยื่นคาฟ้องอุทธรณ์ในวนั ครบกาหนด
ระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชัน้ ต้นอนุญาตให้ขยาย เมื่อเวลา ๑๖.๔๖ นาฬิกา ซึ่งเจ้าหน้าที่งาน
รับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชนั้ ต้นได้รับคาฟ้องอุทธรณ์ของจาเลยไว้โดยมิได้แจ้งเหตขุ ัดข้อง
ตอ่ ทนายจาเลยวา่ พ้นเวลาราชการแล้ว แตไ่ ด้ทาบนั ทกึ เสนอศาลถงึ เวลาที่ทนายจาเลยยื่นอทุ ธรณ์

507

ในวนั รุ่งขนึ ้ ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั รับเป็นอทุ ธรณ์ของจาเลยโดยมิได้มีข้อขดั แย้งแตป่ ระการใด แสดงว่า
ศาลชนั้ ต้นได้พิจารณาบนั ทึกของเจ้าหน้าท่ีศาลแล้วว่า ขณะที่ทนายจาเลยนาคาฟ้องอุทธรณ์
ย่ืนนนั้ ศาลชนั้ ต้นยงั ไม่ปิดทาการ การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั รับคาฟ้องอทุ ธรณ์ของจาเลยดงั กล่าว
จงึ ถือวา่ จาเลยย่ืนคาฟอ้ งอทุ ธรณ์ภายในกาหนดระยะเวลาอทุ ธรณ์แล้ว

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๘ ทวิ
ฎีกำท่ี ๒๖๔๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๖๘ ศาลชนั้ ต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์
อาจอุทธรณ์เป็นคาร้ องอุทธรณ์คาส่ังต่อศาลอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาคาร้องแล้ว
มีคาสง่ั ยืนตามคาปฏิเสธของศาลชนั้ ต้นหรือมีคาสงั่ ให้รับอทุ ธรณ์ คาสง่ั ศาลอทุ ธรณ์ดงั กล่าวเป็น
ที่สดุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ยกคาร้องอทุ ธรณ์คาสง่ั ของจาเลย เท่ากับ
ศาลอทุ ธรณ์มีคาสง่ั ไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคาสง่ั ศาลชนั้ ต้น จึงเป็นท่ีสุดตามบทบญั ญัติดงั กล่าว
จาเลยฎีกาไมไ่ ด้
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ๘๒๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๘๙ จาเลยย่ืนอุทธรณ์คดั ค้าน
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ศาลชนั้ ต้นมีคาสัง่ ว่าจาเลยย่ืนอุทธรณ์เกินกาหนด ไม่รับอุทธรณ์ หาก
จาเลยไม่เห็นด้วยกับคาสั่งดังกล่าว จาเลยจะต้องยื่นคาร้ องอุทธรณ์คาส่ังไปยังศาลอุทธรณ์
ภายใน ๑๕ วนั นบั แตว่ นั ฟังคาสง่ั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหน่งึ แตจ่ าเลยมิได้อทุ ธรณ์
คาสง่ั ไม่รับอุทธรณ์ของศาลชนั้ ต้นตามบทบญั ญัติดงั กล่าว จาเลยจะโต้แย้งคาส่ังไม่รับอุทธรณ์
ของศาลชนั้ ต้นอีกไม่ได้ ที่จาเลยย่ืนคาร้องขอให้ศาลชนั้ ต้นเพิกถอนคาสง่ั ไม่รับอุทธรณ์ เท่ากับ
เป็นการโต้แย้งคาสงั่ ไม่รับอทุ ธรณ์ของศาลชนั้ ต้นอีก เม่ือศาลชนั้ ต้นยกคาร้องและจาเลยอทุ ธรณ์
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอทุ ธรณ์ของจาเลย จึงเป็นการไม่ชอบ จาเลยจะฎีกาตอ่ มาไม่ได้ ศาล
ชนั้ ต้นชอบที่จะมีคาสงั่ ไมร่ ับฎีกาของจาเลยได้
ฎีกำท่ี ๑๖๙๐/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๓ น.๙๒ เมื่อศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั ปฏิเสธไม่ยอมรับอทุ ธรณ์
คาพิพากษาของจาเลยท่ี ๒ จาเลยท่ี ๒ ได้ยื่นคาร้องขอขยายระยะเวลายื่นอทุ ธรณ์หลงั พ้นกาหนด
ย่ืนอทุ ธรณ์โดยอ้างเหตสุ ดุ วิสยั โดยมิได้ยื่นคาร้องอทุ ธรณ์คาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นท่ีปฏิเสธไม่ยอมรับ
อทุ ธรณ์ตอ่ ศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึง่ ทนั ที แตเ่ ม่ือศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ยก
คาร้องดงั กล่าว จาเลยท่ี ๒ ย่ืนคาร้องอุทธรณ์คาส่ังท่ีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์
และไม่รับอทุ ธรณ์ด้วย โดยย่ืนภายในกาหนดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง เม่ือศาล
อุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคาส่ังให้ยกคาร้องอุทธรณ์คาสั่งของจาเลยท่ี ๒ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์

508

มีคาสงั่ ยืนตามคาปฏิเสธของศาลชนั้ ต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ของจาเลยที่ ๒ คาสั่งดงั กล่าวเป็น
ท่ีสุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม จาเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิฎีกาคดั ค้านคาสง่ั ของศาล
อทุ ธรณ์

ฎีกำท่ี ๒๓๓๘/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๕๗ จาเลยท่ี ๒ ท่ี ๓ และที่ ๔ ย่ืนอุทธรณ์ ศาลชัน้ ต้นมี
คาส่งั ว่า รับอุทธรณ์จาเลยที่ ๒ ส่วนจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ไม่แต่งตงั้ ก. เป็นทนายความเข้ามา
ภายในกาหนดเพ่ือแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามคาสงั่ ศาล การท่ี ก. ยื่นคาร้องขอ
ขยายระยะเวลาย่ืนอทุ ธรณ์แทนจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ และศาลมีคาสงั่ อนุญาตจึงเป็นการสงั่ โดย
ผิดหลง ให้เพิกถอนคาสง่ั เดิมและมีคาสั่งไม่รับคาร้องขอขยายระยะเวลาย่ืนอุทธรณ์เฉพาะส่วน
ของจาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ยื่นอุทธรณ์เม่ือพ้นกาหนดหน่ึงเดือนนับแต่ศาล
มีคาพิพากษา จึงมีคาสง่ั ไม่รับอุทธรณ์ของจาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔ จาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ย่ืนคาร้อง
อุทธรณ์คาส่ัง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชัน้ ต้นมีคาส่ังไม่รับอุทธรณ์ของจาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔
ชอบแล้ ว จึงไม่อาจอนุญาตให้ จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ดาเนินการแก้ ไขข้ อบกพร่องในเร่ือง
ความสามารถได้อีก ให้ยกคาร้อง ดงั นี ้เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคาสง่ั ยืนตามคาปฏิเสธไม่ยอมรับ
อทุ ธรณ์ของศาลชนั้ ต้น คาสง่ั ดงั กลา่ วเป็นท่ีสดุ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม

ฎีกำท่ี ๕๙๐๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๙๓ ศาลชัน้ ต้นได้ส่ังคาร้ องขออนุญาตอุทธรณ์
ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์วา่ ไมอ่ นญุ าตให้โจทก์อทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิด
ท่ีต้องห้ามมิให้อทุ ธรณ์ สว่ นอทุ ธรณ์ของโจทก์ ศาลชนั้ ต้นสั่งให้โจทก์จดั ทาอทุ ธรณ์ฉบบั ใหมม่ ายื่น
เฉพาะฐานความผิดที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยให้ย่ืนภายในวันที่ ๒๓
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ มิฉะนัน้ จะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์ แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่
เข้ามาภายในกาหนดที่ศาลชนั้ ต้นสงั่ ดงั กล่าว กลบั ยื่นคาร้องอทุ ธรณ์คาสง่ั ท่ีศาลชนั้ ต้นไม่อนญุ าต
ให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคาส่งั กลับคาส่งั ศาลชนั้ ต้นโดยมี
คาสง่ั ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ทงั้ ๆ ท่ีศาลชนั้ ต้นยังไม่ได้มีคาส่ังรับ
หรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด ส่วนท่ีศาลชัน้ ต้นมีคาส่ังไปนัน้ ก็เป็นการสั่งคาร้ องขอ
อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลชนั้ ต้นก็มีคาสัง่ ไม่อนุญาตเท่านนั้ ซึ่งเป็น
ดลุ พินิจเฉพาะตวั จะอทุ ธรณ์ไมไ่ ด้ ทงั้ คาสงั่ ของศาลชนั้ ต้นที่ให้ทาอทุ ธรณ์ฉบบั ใหม่ หาได้มีผลเป็น
การสง่ั รับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่ศาลชนั้ ต้นได้สง่ั ให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบบั ใหม่เข้ามา
เฉพาะฐานความผิดของจาเลยท่ี ๑, ท่ี ๓, ที่ ๔ และที่ ๗ ที่ไมต่ ้องห้ามอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
เพ่ือศาลชนั้ ต้นจะได้มีคาสัง่ ในอุทธรณ์ของโจทก์ฉบบั ใหม่ต่อไป ดงั นนั้ เมื่อศาลชนั้ ต้นยังไม่ได้

509

มีคาส่ังรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์คาส่งั ไม่รับอุทธรณ์และขอให้ศาล
อทุ ธรณ์มีคาสงั่ กลบั คาสง่ั ศาลชนั้ ต้นขอให้มีคาสงั่ รับอทุ ธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตอ่ ไป
โดยไม่ได้โต้แย้งว่า คาสง่ั ศาลชนั้ ต้นท่ีให้โจทก์ทาอทุ ธรณ์ฉบบั ใหม่ไม่ชอบอยา่ งไร จึงเป็นอทุ ธรณ์
ที่ไม่ถกู ขนั้ ตอนตามที่กฎหมายบญั ญัติ ที่ศาลอทุ ธรณ์มีคาสง่ั และให้ยกคาร้องของโจทก์ชอบแล้ว

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๐๐
ฎีกำท่ี ๗๗๐๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๖๙ ศาลชนั้ ต้นสง่ั รับอุทธรณ์ของจาเลย โดยมิได้
ส่งสาเนาอุทธรณ์ของจาเลยให้โจทก์ร่วมทัง้ สองแก้อุทธรณ์แต่ประการใด ซึ่งบทบัญญัติแห่ง
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๐ บัญญัติว่า “ให้ศาลส่งสาเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ ายหนึ่งแก้ภายในกาหนด
สิบห้าวนั นบั แตว่ นั ที่ได้รับสาเนาอทุ ธรณ์” เม่ือศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนญุ าตให้ผ้เู สียหายที่ ๒ และท่ี
๓ เข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การโจทก์ ดงั นนั้ พนกั งานอยั การและผ้เู สียหายที่ ๒ และที่ ๓
จึงต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน การท่ีศาลชัน้ ต้นส่งสาเนาอุทธรณ์ของจาเลยให้เฉพาะแก่
พนกั งานอยั การโจทก์ โดยมิได้นาสง่ สาเนาอทุ ธรณ์ของจาเลยให้แก่โจทก์ร่วมทงั้ สองแก้ ย่อมเป็น
การทาให้โจทก์ร่วมทงั้ สองเสียสทิ ธิในการทาคาแก้อทุ ธรณ์ตามกฎหมาย ปัญหานีเ้ป็นข้อกฎหมาย
ที่เก่ียวกับการไม่ปฏิบตั ิตามบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.อ.อนั ว่าด้วยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้
วนิ ิจฉยั และแก้ไขให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๐๑
ฎีกำท่ี ๕๘๖๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๒๓ การไมป่ ฏิบตั ติ ามบทบญั ญัตแิ หง่ ป.วิ.อ. ว่า
ด้วยอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง อันมีมาตรา ๑๙๘
บญั ญัติวา่ การย่ืนอทุ ธรณ์ให้ยื่นตอ่ ศาลชนั้ ต้น มาตรา ๒๐๐ บญั ญัติว่า ให้ศาลส่งสาเนาอทุ ธรณ์
ให้แก่อีกฝ่ ายหนึ่งแก้ภายในกาหนดสิบห้าวนั นบั แต่วนั ท่ีได้รับสาเนาอุทธรณ์ และมาตรา ๒๐๑
บญั ญตั ิว่า เมื่อศาลส่งสาเนาอทุ ธรณ์แก่อีกฝ่ ายหนึง่ ไม่ได้เพราะหาตวั ไมพ่ บ หรือหลบหนี หรือจง
ใจไม่รับสาเนาอุทธรณ์ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกาหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้ศาลรีบส่ง
สานวนไปยงั ศาลอทุ ธรณ์เพ่ือทาการพิจารณาพิพากษาตอ่ ไป เม่ือพนกั งานเดนิ หมายได้นาสาเนา
อทุ ธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จาเลย ณ ภูมิลาเนาของจาเลยซ่ึงตรงตามภูมิลาเนาของจาเลยใน
คาฟ้องแตป่ รากฏจากรายงานการเดนิ หมายวา่ ไมส่ ามารถสง่ หมายให้แก่จาเลยได้เนื่องจากไมพ่ บ
บ้านของจาเลย ศาลชนั้ ต้นจึงมีคาสงั่ ให้ปิดประกาศหน้าศาล กรณีเป็นเรื่องศาลชนั้ ต้นส่งสาเนา

510

อทุ ธรณ์ให้แก่จาเลยไม่ได้เพราะหาตวั ไม่พบ แต่ปรากฏต่อมาว่าพนกั งานเดนิ หมายนาหมายนดั
ฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ไปสง่ ให้แก่จาเลย กลบั ปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่วา่ พบบ้านของ
จาเลยตามภูมิลาเนาที่ปรากฏในฟ้องและส่งได้โดยมีผ้รู ับหมายนดั ไว้แทน ดงั นนั้ การส่งสาเนา
อทุ ธรณ์ของโจทก์ให้แก่จาเลยไมไ่ ด้เนื่องจากหาบ้านของจาเลยไม่พบดงั กลา่ ว จงึ ถือไม่ได้วา่ เป็น
เพราะหาตวั จาเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสาเนาอุทธรณ์ดงั ที่บญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๐๑ ท่ีศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีโดยมิได้มีการส่งสาเนาอุทธรณ์ให้จาเลยเพ่ือแก้นัน้
ไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๐

กำรถอนอุทธรณ์

ข้อ ๗๘ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สองร่วมกันลกั ทรัพย์โดยใช้รถจกั รยานยนต์ของ
จาเลยท่ี ๒ เป็นยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ และริบรถจกั รยานยนต์ของจาเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นของกลาง จาเลย
ทงั้ สองให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี จาเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตายก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลชนั้ ต้น
จาหนา่ ยคดีเฉพาะจาเลยท่ี ๒ จากสารบบความ และดาเนินคดจี าเลยที่ ๑ ตอ่ ไป โจทก์และจาเลย
ที่ ๑ สืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ศาลชนั้ ต้นเห็นวา่ จาเลยท่ี ๑ กระทาผิดตามฟ้อง พิพากษา
ลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๑ เป็นเวลา ๑ ปี ริบรถจกั รยานยนต์ของจาเลยท่ี ๒ ซงึ่ เป็นของกลาง จาเลย
ท่ี ๑ อทุ ธรณ์ว่ามิได้กระทาความผิด ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้อง หากศาลอทุ ธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า
จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดก็ขอให้รอการลงโทษ ตอ่ มาอีก ๓ เดือนนบั แตว่ นั อ่านคาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จาเลยที่ ๑ ย่ืนคาร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิม
ที่ให้ การปฏิเสธ และให้ การใหม่เป็ นรับสารภาพตามฟ้อง และขอแก้ ไขอุทธรณ์ที่คัดค้าน
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้ นซึ่งพิพากษาว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดตามฟ้อง เป็ นยอมรับ
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นที่พิพากษาวา่ จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดตามฟ้อง แตข่ อให้รอการลงโทษ
ศาลอทุ ธรณ์ตรวจสานวนแล้วเหน็ ควรรอการลงโทษจาเลยท่ี ๑

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลอทุ ธรณ์จะวินิจฉยั คดีอยา่ งไร
คำตอบ จาเลยท่ี ๑ ย่ืนคาร้ องขอถอนข้อต่อสู้เดิมที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็น
รับสารภาพตามฟ้องนนั้ เป็ นกำรแก้หรือเพ่มิ เติมคำให้กำร ซ่ึงจำเลยท่ี ๑ อำจย่นื คำร้องขอ
แก้หรือเพ่ิมเติมคำให้กำรได้ก่อนศำลพิพำกษำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง ซ่ึงจำเลยท่ี ๑ ต้องย่ืนก่อนศำลชัน้ ต้นพิพำกษำเท่ำนัน้ คดีนี ้

511

เม่ือศาลชัน้ ต้นพิพากษาคดีไปแล้ว จำเลยท่ี ๑ จึงไม่อำจย่ืนคำร้ องขอแก้หรือเพ่ิมเติม
คำให้กำรได้ ศำลอุทธรณ์ต้องไม่อนุญำตให้จำเลยท่ี ๑ แก้หรือเพ่ิมเติมคำให้กำร และ
ไม่อำจถือว่ำกำรท่ีจำเลยท่ี ๑ ย่ืนคำร้องนีเ้ ป็ นกำรย่ืนคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ตามมาตรา
๒๐๒ เพราะจาเลยท่ี ๑ ยงั ตดิ ใจอทุ ธรณ์ในประเดน็ ขอให้รอการลงโทษจาคกุ

ส่วนท่ีจาเลยท่ี ๑ ขอแก้ไขอทุ ธรณ์ที่คดั ค้านคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นซง่ึ พิพากษาวา่ จาเลย
ท่ี ๑ กระทาความผิดตามฟ้อง เป็นยอมรับคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นท่ีพพิ ากษาวา่ จาเลยท่ี ๑ กระทา
ความผดิ ตามฟอ้ ง แตข่ อให้รอการลงโทษนนั้ ไม่อำจถอื ว่ำเป็ นกำรย่ืนคำร้องขอแก้ไขเพ่มิ เตมิ
อุทธรณ์ ด้วยกำรสละประเด็นบำงข้อ เพราะจาเลยท่ี ๑ ย่ืนคาร้ องขอแก้ ไขอุทธรณ์ เม่ือ
พ้นกาหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ๑ เดือนตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหน่ึง แล้ว แต่การที่จาเลยท่ี ๑
ขอแก้ไขอุทธรณ์เป็นยอมรับคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นที่พิพากษาว่าจาเลยที่ ๑ กระทาความผิด
ตามฟ้อง ถือได้ว่ำจำเลยท่ี ๑ ยอมรับข้อเทจ็ จริงโดยไม่ได้โต้แย้งข้อท่ีศำลชัน้ ต้นพพิ ำกษำ
ว่ำจำเลยท่ี ๑ กระทำควำมผิดแล้ว (ฎีกาท่ี ๙๔๘๑/๒๕๕๓) เมื่อศาลอทุ ธรณ์ตรวจสานวนแล้ว
เห็นควรรอการลงโทษจาเลยที่ ๑ ก็สำมำรถพิพำกษำให้รอกำรลงโทษจำเลยท่ี ๑ โดย
ไม่ต้องวนิ ิจฉัยว่ำจำเลยท่ี ๑ กระทำผิดตำมฟ้องหรือไม่อีกต่อไป

ส่วนท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของจาเลยที่ ๒ ซ่ึงเป็นของกลาง ทงั้ ที่
จาเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตายแล้วนนั้ สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องจำเลยท่ี ๒ ระงับลงตามมาตรา
๓๙ (๑) และโทษย่อมระงับไปด้วยควำมตำยของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
คำพิพำกษำของศำลชัน้ ต้นในส่วนนีจ้ ึงไม่ชอบ แม้ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ ในปั ญหำนี้ แต่
เน่ืองจำกเป็ นปัญหำท่ีเก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย ศำลอุทธรณ์มีอำนำจยกขึน้ วินิจฉัย
และพิพำกษำแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง (ฎีกาท่ี ๔๔๑๘/๒๕๔๘) ศำล
อุทธรณ์จงึ พพิ ำกษำแก้เป็ นว่ำ ไม่ริบของกลำงได้
ข้อสังเกต คาถามข้อนีเ้ ดิมผู้แต่งวางธงคาตอบตามฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ ที่วินิจฉยั ว่า จาเลยยื่น
คาร้องขอแกไ้ ขเพ่ิมเติมฎีกาโดยสละประเด็นบางข้อไม่อยู่ในบงั คบั ของมาตรา ๒๑๖ แม้ยืน่ คาร้อง
เมื่อพ้นกาหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว ก็สละประเด็นตามฎีกาได้ แต่ต่อมาฎีกาที่ ๙๔๘๑/๒๕๕๓
วินิจฉัยว่า ไม่อาจถือว่าเป็ นการยื่นคาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อ
เพราะพ้นกาหนดระยะเวลาฎีกาตามมาตรา ๒๑๖ แล้ว แต่การที่จาเลยยื่นคาร้องต่อศาลฎีกา
ขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ถือได้ว่าจาเลยยอมรับข้อเท็จจริง ซ่ึงผลก็เหมือนกันคือ
ศาลฎีกาไม่ตอ้ งวินิจฉยั ว่าจาเลยที่ ๑ กระทาผิดหรือไม่

ฎีกำท่ี ๙๔๘๑/๒๕๕๓ จาเลยฎีกาวา่ มิได้กระทาความผิดตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์

512

ประการหนึ่ง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจาคุกอีกประการหนึ่ง การที่จาเลยย่ืน
คาร้องขอให้การรับสารภาพในชนั้ ฎีกา แม้จะถือว่าเป็นการขอแก้ไขคาให้การจากที่ให้การปฏิเสธ
เป็นให้การรับสารภาพ ซง่ึ จาเลยไมอ่ าจกระทาได้ เพราะการแก้ไขคาให้การจะต้องการกระทาก่อน
ศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่จาเลยย่ืน
คาร้ องนีเ้ ป็นการยื่นคาร้องขอถอนฎีกาตามมาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ เพราะจาเลย
ยงั ติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษจาคกุ ทงั้ ไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคาร้อง
ขอแก้ ไขเพ่ิมเติมฎี กาด้ วยการสละประเด็นบางข้ อเพราะพ้ นกาหนดระยะเวลาฎี กาตามมาตรา
๒๑๖ แล้ว แต่การท่ีจาเลยยื่นคาร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชนั้ ฎีกาเช่นนีถ้ ือได้ว่า
จาเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไมไ่ ด้โต้แย้งข้อท่ีศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาว่าจาเลยกระทาความผดิ

ฎีกำท่ี ๔๔๑๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๒๒ ศาลล่างทงั้ สองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะ
ของกลางของจาเลยที่ ๑ ทัง้ ท่ีได้ความเพียงว่าจาเลยท่ี ๑ เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็ น
ยานพาหนะเดินทางไปยงั ท่ีเกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทาความผิดในคดีนีโ้ ดยตรง และพิพากษา
ให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจาเลยที่ ๒ ทงั้ ที่จาเลยท่ี ๒ ถึงแก่ความตายแล้ว และสิทธินา
คดีอาญามาฟ้องสาหรับจาเลยท่ี ๒ ระงับลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๑) และโทษย่อมระงับไป
ด้วยความตายของผ้กู ระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๘ จงึ เป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจาเลยมไิ ด้ฎีกาใน
ปัญหานี ้แต่เน่ืองจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัย
และพพิ ากษาแก้ไขให้ถกู ต้องได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๐๒
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๑๙/๒๕๕๑ ฎ.๒๔๒๒ คดีนีจ้ าเลยยื่นคาร้องอทุ ธรณ์คาสงั่
ไมร่ ับฎีกา แม้ศาลฎีกาได้สง่ คาสง่ั พร้อมสานวนคืนศาลชนั้ ต้นเพื่ออา่ นคาสงั่ ศาลฎีกาให้คคู่ วามฟัง
แล้วก็ตาม ก็ยงั ถือว่าคดีนีไ้ ด้มีการส่งสานวนไปศาลฎีกาแล้ว เมื่อจาเลยยื่นคาร้องฉบบั ลงวนั ท่ี ๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ขอถอนคาร้องอทุ ธรณ์คาสงั่ ไมร่ ับฎีกา ศาลชนั้ ต้นยอ่ มไมม่ ีอานาจสง่ั อนญุ าต
แต่ต้องส่งให้ศาลฎีกาเพื่อส่ังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ การที่ศาลชนั้ ต้น
สงั่ อนุญาตให้ถอนคาร้องอุทธรณ์คาสงั่ ไม่รับฎีกาเสียเองเป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคาสง่ั ของศาล
ชัน้ ต้นเสีย และศาลฎีกามีคาสั่งใหม่ พิเคราะห์แล้ว ตามคาร้ องพอแปลได้ว่าจาเลยประสงค์
ขอถอนคาร้องอุทธรณ์คาสัง่ ไม่รับฎีกา จึงอนญุ าตให้จาเลยถอนคาร้องอุทธรณ์คาสั่งไม่รับฎีกา
และให้ถือวา่ คดถี งึ ท่ีสดุ นบั แตว่ นั ที่จาเลยยื่นคาร้องนี ้

513

ฎีกำท่ี ๒๒๓๖/๒๕๕๑ ฎ.๑๓๙๒ หลงั จากจาเลยย่ืนฎีกาว่ามิได้กระทาความผิดตามฟ้อง
และขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจาคุกให้แก่จาเลย จาเลยย่ืนคาร้ องขอให้การ
รับสารภาพในชนั้ ฎีกา แต่ในคาร้องขอให้การรับสารภาพมีข้อความว่า มูลเหตุที่จาเลยกระทา
ความผดิ เกิดขนึ ้ เนื่องจากจาเลยย้ายสถานที่ทางานใหม่และเป็นหน่วยงานใหม่ จงึ เข้าใจวา่ จาเลย
มีสิทธิเบกิ เงินเดือนได้ในที่ทางานใหม่ และไมท่ ราบวา่ สามีจาเลยเบกิ เงินเดือนของจาเลยจากท่ีทา
การปกครองจงั หวดั ขอนแก่นด้วย จึงเท่ากบั วา่ จาเลยยงั ปฏิเสธตอ่ ส้คู ดีอยู่ และไม่อาจถือว่าการท่ี
จาเลยย่ืนคาร้องนีเ้ป็นการย่ืนคาร้องขอถอนฎีกาตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๐๘
ฎีกำท่ี ๑๐๔๔๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๙๑ เม่ือผู้เสียหายทัง้ สามเป็นคนต่างด้าว
ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย การดาเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานผู้เสียหายทัง้ สาม
ต้องตกอยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายท่ีใช้บังคับในขณะนัน้ เม่ือ
ปรากฏวา่ ในการสืบพยานผ้เู สียหายทงั้ สามไมม่ ีลา่ มผ้แู ปล การดาเนินกระบวนพิจารณาของศาล
ชนั้ ต้นในการสืบพยานปากผ้เู สียหายทงั้ สาม จึงเป็นการฝ่ าฝืนบทกฎหมายดงั กล่าวย่อมไม่ชอบ
ศาลจะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนนั้ เสีย แม้ผ้เู สียหายทงั้ สามเป็นคนตา่ งด้าว
และเดินทางออกนอกราชอาณาจกั รไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่าล่วงเลยระยะเวลาที่จะแก้ไข
กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนีไ้ ด้ เม่ือพยานปากผ้เู สียหายทงั้ สามเป็นพยานสาคญั ในคดี ศาล
ฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสานวนให้ศาลชนั้ ต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผ้เู สียหายทงั้ สามและ
พพิ ากษาใหมใ่ ห้ถกู ต้องตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๑๒๓๔๓/๒๕๕๖ ฎ.๒๗๘๑ ป. ซ่ึงเคยทาหน้าท่ีทนายจาเลยมาก่อนลงช่ือใน
คาฟ้องอุทธรณ์ของจาเลยในช่องผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและพิมพ์ฟ้องอุทธรณ์ในฐานะทนายจาเลย
ขณะท่ีใบอนุญาตให้เป็นทนายความสิน้ อายุลง เป็นคาฟ้องอทุ ธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๗) การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั รับคาฟอ้ งอทุ ธรณ์ของจาเลยสง่ ขนึ ้ ไปยงั ศาลอทุ ธรณ์ ต้องถือวา่
ศาลชนั้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถกู ต้องตามกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง ศาล
ฎีกามีอานาจส่ังให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่
ปรากฏวา่ ป. ได้รับการตอ่ อายใุ บอนญุ าตให้เป็นทนายความแล้ว ศาลฎีกาจงึ ไมจ่ าต้องสง่ั ให้แก้ไข
และถือวา่ จาเลยยื่นคาฟอ้ งอทุ ธรณ์โดยชอบแล้ว
ฎีกำท่ี ๗๔๔๕/๒๕๕๕ ฎ.๒๒๖๕ ศาลชนั้ ต้นมีคาสั่งรับฎีกาของจาเลยเฉพาะปัญหา

514

ข้อกฎหมายและส่ังไม่รับฎีกาของจาเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจาเลยอาจฎีกาเป็นคาร้ อง
อทุ ธรณ์คาสง่ั ของศาลชนั้ ต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๔ แต่ศาลชนั้ ต้นมิได้มีคาสง่ั
ให้แจ้งคาสง่ั ไมร่ ับฎีกาในข้อดงั กลา่ วให้จาเลยทราบ ซง่ึ เป็นกระบวนพจิ ารณาที่ไมช่ อบ

เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชัน้ ต้นและยงั คงให้ลงโทษจาคกุ จาเลยกระทงละ
ไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง
จาเลยฎีกาในข้อท่ีศาลชนั้ ต้นไม่รับว่า พยานหลกั ฐานโจทก์มีพิรุธและข้อสงสยั ไม่สามารถพิสจู น์
ได้ ว่าจาเลยมีความผิดตามฟ้องเป็ นการโต้ เถียง ดุลพินิจในการรับฟั งพยานหลักฐานของศาล
อุทธรณ์ อนั เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดงั กล่าว ท่ีศาลชนั้ ต้น
ส่ังไม่รับฎีกาจาเลยและเมื่อฎีกาของจาเลยในข้อนีต้ ้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ ว
จึงไม่เป็ นการจาเป็ นท่ีศาลฎีกาจะส่ังให้ ส่งสานวนคืนศาลชัน้ ต้ นเพื่อแจ้ งคาสั่งไม่รับฎีกา
ในข้อดงั กลา่ วให้จาเลยทราบ

ฎีกำท่ี ๑๘๑๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๒ น.๗๕ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยตามฟ้อง โจทก์
อทุ ธรณ์ขอให้ไม่ลดโทษให้จาเลย ส่วนจาเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชนั้ ต้นสงั่ รับอุทธรณ์ของ
โจทก์และจาเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ดังนี ้ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอทุ ธรณ์ของโจทก์ว่า
มีเหตทุ ่ีจะลดโทษให้จาเลยหรือไม่ด้วย การท่ีศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์คงวินิจฉัย
เฉพาะอุทธรณ์ของจาเลย ถือว่าศาลอทุ ธรณ์มิได้ปฏิบตั ิตามบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยการ
พิจารณาและพิพากษา คาพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง,
๑๘๖ (๖) (๘) ศาลฎีกามีอานาจให้ย้อนสานวนไปให้ศาลอทุ ธรณ์ปฏิบตั ิให้ถกู ต้องตามกระบวน
พิจารณาตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๖๕๓๒/๒๕๕๒ ฎ.๑๙๒๒ ก่อนอา่ นคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ จาเลยได้ย่ืนคาร้อง
วา่ จาเลยได้ชดใช้คา่ เสียหายจนเป็นท่ีพอใจแก่ผ้เู สียหายแล้ว แตศ่ าลชนั้ ต้นอา่ นคาพิพากษาศาล
อุทธรณ์โดยมิได้ส่งคาร้ องของจาเลยดังกล่าวไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ปัญหาข้อเท็จจริง
เก่ียวกบั การพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามคาร้องของจาเลยจึงมิได้เข้าส่กู ารวินิจฉัย
ของศาลอุทธรณ์ ซ่ึงอาจเป็นเหตใุ ห้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลชนั้ ต้นอ่านคาพิพากษา
ศาลอทุ ธรณ์ไปจงึ เป็นการมิได้ปฏิบตั ิให้ถกู ต้องตามกระบวนพิจารณา แตเ่ พื่อให้การพิจารณาคดี
ของจาเลยเป็นไปตามลาดบั ศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอทุ ธรณ์อาจนาไปส่กู ารจากัด
สทิ ธิการฎีกาของคคู่ วามได้ ศาลฎีกาย้อนสานวนให้ศาลชนั้ ต้นดาเนินการใหมต่ าม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๐๘ (๒) ประกอบมาตรา ๒๒๕

515

ห้ำมศำลอุทธรณ์พพิ ำกษำเพ่มิ เตมิ โทษโดยท่โี จทก์มิได้อุทธรณ์ตำมมำตรำ ๒๑๒

ข้อ ๗๙ คำถำม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
๒๗๙ วรรคหน่ึง, ๓๑๗ วรรคสาม จาเลยให้การปฏิเสธ ศาลชัน้ ต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า
จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหน่ึง จาคุก ๑ ปี และปรับ
๑๐,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

ก. หากโจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยในสถานหนกั โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอทุ ธรณ์
พิพากษาแก้เป็นว่า ข้ อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหน่ึง จาคุก ๒ ปี
ไมป่ รับและไมร่ อการลงโทษ

ข. หากโจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗
วรรคสาม ด้วย ศาลอทุ ธรณ์ เห็นว่า การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม อีกกระทงหน่ึง เมื่อศาลอทุ ธรณ์จาคกุ ในข้อหาท่ีโจทก์
อุทธรณ์ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง จึงไม่ปรับและไม่รอการ
ลงโทษ พิพากษาแก้ เป็ นว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗
วรรคสาม อีกกระทงหนงึ่ เป็นความผิดหลายกรรมตา่ งกนั จาคกุ ๕ ปี ไมป่ รับและไมร่ อการลงโทษ
ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหน่ึง รวมจาคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้
เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น

ให้วนิ ิจฉยั วา่ คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ตาม ข้อ ก. และ ข้อ ข. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ ก. ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาคกุ ๑ ปีและปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการ
ลงโทษไว้ การท่ีโจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยในสถานหนกั โดยไมร่ อการลงโทษ เท่ำกับโจทก์
อุทธรณ์ขอให้ไม่รอกำรลงโทษเพียงประกำรเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึน้
ด้วย การท่ีศาลอทุ ธรณ์กาหนดโทษจาคกุ ความผิดดงั กล่าวสงู ขนึ ้ เป็น ๒ ปี จึงเป็ นกำรพิพำกษำ
เพ่ิมเติมโทษจำเลยโดยท่ีโจทก์มิได้อุทธรณ์ ต้องห้ำมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๒๑๒ คำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ ในส่วนนีจ้ ึงไม่ชอบ (ฎีกาท่ี ๖๑๒๑/
๒๕๔๘)
ข. ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙
วรรคหนึ่ง จาคกุ ๑ ปีและปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้ การท่ีโจทก์อทุ ธรณ์
ขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม โดยมิได้อุทธรณ์ใน

516

ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง ด้วยนัน้ ต้องถือว่ำโจทก์พอใจ
คำพิพำกษำของศำลชัน้ ต้นท่ีลงโทษจำเลยตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๒๗๙
วรรคหน่ึง แล้ว ดงั นนั้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคหนึ่ง เป็นไมป่ รับและไมร่ อการลงโทษ จึงเป็ นกำรไม่ชอบ เพรำะเป็ น
กำรเพ่มิ เติมโทษจำเลยโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ อันเป็ นกำรต้องห้ำมตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ คำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ในส่วนท่ีไม่ปรับและไม่รอ
กำรลงโทษข้อหำตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๒๗๙ วรรคแรก จึงไม่ชอบ (ฎีกาท่ี
๑๙๑๘๒/๒๕๕๕)

ฎีกำท่ี ๖๑๒๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๗๗ โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยในสถานหนกั
โดยไม่รอการลงโทษ เท่ากบั โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อทุ ธรณ์
ขอให้กาหนดโทษสูงขึน้ ด้วย การที่ศาลอทุ ธรณ์กาหนดโทษจาคกุ ข้อหาความผิดดงั กล่าวสูงขึน้
จึงเป็นการพิพากษาเพ่ิมเติมโทษจาเลยโดยท่ีโจทก์มิได้อทุ ธรณ์ แม้จาเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี ้
แตป่ ัญหาดงั กลา่ วเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ อ้างและ
แก้ไขให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๑๙๑๘๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๐๑ ความผิดข้อหาทาร้ายผ้อู ่ืนจนเป็นเหตุให้
ได้รับอนั ตรายแก่กาย ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ให้จาคกุ
๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท จาเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ก่ึงหน่ึงตาม ป.อ. มาตรา ๗๘
คงจาคุก ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี ยกฟ้อง
โจทก์สาหรับข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับใบอนุญาตและพาอาวุธไปในเมือง
หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับข้อหาทาให้ผ้อู ื่น
เกิดความกลวั หรือความตกใจโดยการขเู่ ข็ญ โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยเฉพาะข้อหาที่ศาล
ชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องดงั กล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาทาร้ ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับ
อันตรายแก่กายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นท่ีลงโทษจาเลย
ในข้อหาดงั กล่าวแล้ว ดงั นนั้ การที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้โทษจาเลยในข้อหานีเ้ ป็นไม่รอการ
ลงโทษและไม่ลงโทษปรับจาเลยจงึ เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจาเลยอนั เป็นการ
ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒

517

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๒
ฎีกำท่ี ๓๕๙๗/๒๕๕๖ ฎ.๑๑๙๘ เนื่องจากจาเลยทัง้ สองอายุครบ ๒๔ ปี ในระหว่าง
พิจารณาของศาลฎีกา วิธีการสาหรับเด็กและเยาวชนท่ีศาลล่างทัง้ สองกาหนดให้ใช้บงั คบั แก่
จาเลยทงั้ สองโดยให้ส่งตวั จาเลยทงั้ สองไปควบคมุ เพื่อฝึกและอบรมมีกาหนดขนั้ ต่า ๒ ปี ขนั้ สงู ๔
ปี จึงไม่เหมาะสม และเป็นปัญหาในการกาหนดวิธีการสาหรับเด็กหรือเยาวชนซ่ึงศาลคานึงถึง
พฤติการณ์เฉพาะเร่ืองตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา ๑๑๙ ประกอบมาตรา
๑๔๒ แม้โจทก์จะไม่อทุ ธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอานาจที่จะเปล่ียนแปลงวิธีการให้เหมาะสมได้ เพราะ
มิใช่การเปลี่ยนแปลงโทษ จึงไม่ใช่การเพ่ิมเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. ๒๑๒ และมาตรา
๒๒๕ เม่ือพิจารณาความหนกั เบาแห่งข้อหาและพฤตกิ ารณ์แห่งคดีแล้ว อาศยั อานาจตามมาตรา
๑๔๒ วรรคท้าย ให้เปล่ียนแปลงวิธีการสาหรับเด็กและเยาวชนใหม่เป็น หลังจากจาเลยทงั้ สอง
อายคุ รบ ๒๔ ปีแล้ว ให้สง่ ตวั จาเลยทงั้ สองไปจาคกุ ไว้ในเรือนจา ๒ ปี
ฎีกำท่ี ๕๕๓๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ ท่ีศาลชนั้ ต้นยกคาขอกาหนดโทษที่รอการกาหนดโทษไว้
มาบวกเข้ากบั โทษในคดีนี ้เน่ืองจากศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยกระทาผิดหลายกรรมตา่ งกัน
เมื่อลงโทษจาเลยรวม ๓ กระทงแล้ว เป็นจาคกุ ตลอดชีวิตและจาคกุ ๑ ปี ๖ เดือน กรณีจึงต้อง
ลงโทษจาคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ (๓) จึงไม่อาจกาหนดโทษท่ีรอการ
ลงโทษไว้มาบวกกับโทษจาคุกตลอดชีวิตได้อีก การยกคาขอดังกล่าวเป็นไปตามท่ีกฎหมาย
บญั ญัติอยา่ งแจ้งชดั เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้โทษจาคกุ ของจาเลยในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืน
จากโทษจาคกุ ตลอดชีวิตเป็นจาคกุ ๒๐ ปี จึงเป็นคุณแก่จาเลยและกรณีมิต้องห้ามตาม ป.อ.
มาตรา ๙๑ (๓) แม้ว่าโจทก์จะมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับคาขอดงั กล่าว ศาลอุทธรณ์ก็มีอานาจท่ีจะ
กาหนดโทษท่ีรอการกาหนดโทษไว้ในคดีดงั กลา่ วมาบวกกบั โทษในคดนี ีไ้ ด้ เพราะเป็นอานาจตาม
กฎหมายของศาลท่ีพพิ ากษาคดีหลงั ต้องกาหนดโทษที่รอการกาหนดโทษไว้ในคดีกอ่ นบวกเข้ากบั
โทษในคดีหลงั ด้วยเสมอตาม ป.อ. มาตรา ๕๘ วรรคแรก กรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคาขอ
และเป็นการเพิ่มเตมิ โทษจาเลย
ฎีกำท่ี ๔๓๐๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๑๗ การท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้นาโทษจาคกุ ใน
คดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๑๓๑๑/๒๕๔๗ ของศาลชนั้ ต้น มาบวกกบั โทษจาคกุ ของจาเลยที่ ๒ แต่
มิได้รวมโทษหลังจากบวกแล้วว่าให้จาคุกจาเลยท่ี ๒ มีกาหนดเท่าใด และศาลอุทธรณ์มิได้
พิพากษาแก้ไขในข้อนี ้เป็นการไม่ถกู ต้อง ปรากฏตามสานวนคดีอาญาดงั กล่าว ซ่งึ ผกู พ่วงมากบั
สานวนคดีนีว้ ่า ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นจาเลยในคดีดงั กล่าวฐานร่วมกัน
ทาร้ายร่างกายเป็นเหตใุ ห้ผ้ถู กู กระทาร้ายรับอนั ตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) ประกอบ

518

มาตรา ๘๓ หลงั จากลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ก่ึงหน่ึงแล้ว ให้จาคกุ ๑ ปี มิใช่จาคกุ ๖ เดือน
ตามท่ีโจทก์ระบมุ าในคาฟ้อง เม่ือข้อเท็จจริงปรากฏชดั วา่ โจทก์อ้างโทษจาคกุ ที่ขอให้นามาบวก
ผิดพลาดไป ศาลย่อมมีอานาจนาโทษจาคุกท่ีถูกต้องมาบวกกับโทษในคดีนีไ้ ด้ ไม่เป็นการ
เกินคาขอหรือเป็นการเพ่ิมเติมโทษจาเลยท่ี ๒ เพราะการนาโทษท่ีรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน
มาบวกกบั โทษในคดีหลงั ตาม ป.อ. มาตรา ๕๘ วรรคแรก เป็นอานาจและหน้าท่ีของศาลท่ีจะต้อง
ปฏิบัติตามท่ีกฎหมายบังคับไว้โดยไม่จาต้องมีคาขอหรือคาแถลงของโจทก์ และปัญหานี ้
เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ อ้างและแก้ไข
ให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๔๖๒๖/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๕๖ เม่ือศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจาคุก
ให้แก่จาเลยก็มีอานาจกาหนดโทษปรับ เพื่อรอการลงโทษจาคุกให้แก่จาเลยได้ ไม่เป็นการ
พิพากษาเพิ่มเติมโทษจาเลย เพราะโทษท่ีจาเลยได้รับตามคาพิพากษาศาลฎีกานี ้ เป็นโทษ
ที่เบากว่าโทษตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ต้ องห้ ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒
ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๗๗๑๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๑ โจทก์มีคาขอให้ริบเครื่องสูบนา้ ของกลาง
ที่จาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้ในการกระทาความผิด แตศ่ าลชนั้ ต้นยงั มิได้วนิ ิจฉัยวา่ จะริบเครื่องสบู นา้
หรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชัน้ ต้นวินิจฉัยแล้ว แต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบนา้ ของกลาง
คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นจึงไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) แม้โจทก์ไมไ่ ด้อทุ ธรณ์ แตเ่ ป็น
ปัญหาข้อกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลอทุ ธรณ์จึงมีอานาจหยิบยกขนึ ้ วินิจฉยั เองได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และการริบทรัพย์สิน แม้ตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ จะบญั ญตั ิวา่
เป็นโทษสถานหนง่ึ แต่เป็นโทษท่ีมงุ่ ถึงตวั ทรัพย์เป็นสาคญั ตา่ งกบั โทษสถานอ่ืน ซึ่งแม้จาเลยท่ี ๑
และที่ ๒ จะไม่ได้กระทาความผิดหรือกระทาความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอานาจส่ังริบ
ทรัพย์สินของกลางได้ จงึ ไมเ่ ป็นการเพ่มิ เตมิ โทษจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒

ฎีกำท่ี ๑๙๑๘๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๐๑ ความผิดข้อหาทาร้ายผ้อู ่ืนจนเป็นเหตใุ ห้
ได้รับอนั ตรายแก่กาย ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ให้จาคกุ
๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท จาเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘
คงจาคกุ ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี ยกฟ้อง
โจทก์สาหรับข้ อหามีอาวุธปื นไว้ ในครอบครองโดยไม่ได้ รับใบอนุญาตและพาอาวุธไปในเมือง
หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับข้อหาทาให้ผ้อู ่ืน

519

เกิดความกลวั หรือความตกใจโดยการข่เู ข็ญ โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยเฉพาะข้อหาท่ีศาล
ชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องดงั กล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อหาทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตใุ ห้ได้รับ
อันตรายแก่กายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นท่ีลงโทษจาเลย
ในข้อหาดงั กล่าวแล้ว ดงั นนั้ การท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้โทษจาเลยในข้อหานีเ้ ป็นไม่รอการ
ลงโทษและไม่ลงโทษปรับจาเลยจงึ เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพ่ิมเติมโทษจาเลยอนั เป็นการ
ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒

ฎีกำท่ี ๓๓๗๓/๒๕๕๕ ฎ.๖๐๙ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลดโทษให้จาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๗๘ ก่ึงหนึง่ โจทก์มไิ ด้อทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ ลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม จึงเป็น
การพิพากษาเพิ่มเตมิ โทษต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ปัญหาข้อนีเ้ป็นปัญหาข้อกฎหมาย
ที่เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขนึ ้ วินจิ ฉยั และแก้ไขเสียให้ถกู ต้องได้
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม
ประกอบมาตรา ๘๐, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง การกระทาของจาเลยเป็ นกรรมเดียวเป็ นความผิด
ต่อกฎหมายหลายบท ใหล้ งโทษฐานพยายามกระทาชาเราเด็กอายยุ งั ไม่เกิน ๑๓ ปี ซึ่งเป็นบททีม่ ี
โทษหนกั ทีส่ ดุ จาคกุ ๔ ปี ๘ เดือน ลดโทษให้ก่ึงหนึ่งคงจาคกุ ๒ ปี ๔ เดือน จาเลยอทุ ธรณ์ ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยมีความผิดตาม ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง จาคกุ ๑ ปี ๖ เดือน ลด
โทษให้หนึ่งในสาม คงจาคกุ ๑ ปี การที่ศาลอทุ ธรณ์ลงโทษลดลงจากทีศ่ าลชนั้ ตน้ กาหนด จึงอาจ
เป็นจุดที่พลงั้ เผลอได้ และถ้านาข้อเท็จจริงตามฎีกานี้มาแต่งเป็นคาถาม แล้วผู้สอบไม่เคยอ่าน
ฎีกานีม้ าก่อน อาจนง่ั สงสยั จนหมดเวลาว่าคาถามถามเรื่องอะไร

ฎีกำท่ี ๑๗๐๕๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๐๔๑ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.
ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ , มาตรา ๖๖ วรรคหน่ึงและวรรคสาม ลงโทษจาเลยโดย
ลดมาตราส่วนโทษให้ ตามมาตรา ๗๖ จาเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์
พิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเป็นว่า จาเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฯ
มาตรา ๖๗ ประกอบมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และลงโทษจาคกุ ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐
บาท โดยไมล่ ดมาตราสว่ นโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ ถือได้วา่ เป็นการเพิ่มโทษจาเลยโดยโจทก์
มิได้อุทธรณ์ขอให้ไม่ลดมาตราส่วนโทษแก่จาเลย จงึ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ แม้จาเลย
ไม่ได้ฎีกา แตเ่ ป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ อ้าง
และแก้ไขให้ถกู ต้องได้ ตามมาตรา ๒๒๕ ประกอบมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๓๓๖๖/๒๕๔๘ ฎ.๑๐๙๙ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ การกระทาของจาเลยเป็นการ
ป้องกนั เกินสมควรแก่เหตุ จาเลยอทุ ธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่

520

เหตุ แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้อทุ ธรณ์วา่ การกระทาของจาเลยไม่เป็นการปอ้ งกนั แต่เม่ือศาลอทุ ธรณ์
เห็นว่าการกระทาของจาเลยไม่เป็นการป้องกัน การที่ศาลชัน้ ต้นวินิจฉัยและพิพากษาว่าการ
กระทาของจาเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตตุ าม ป.อ. มาตรา ๖๙ นนั้ เป็นการไม่ชอบ
ศาลอทุ ธรณ์ก็มีอานาจหยิบยกปัญหาดงั กล่าวขนึ ้ วินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั
ความสงบเรียบร้อย และมีอานาจปรับบทลงโทษจาเลยให้ถกู ต้องได้ ทงั้ ศาลอทุ ธรณ์มิได้แก้โทษ
จาเลยโดยกาหนดโทษใหม่ตามความผิดที่ถกู ต้องหรือลงโทษจาเลยเกินกว่าที่ศาลชนั้ ต้นกาหนด
ไว้ซง่ึ ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒

ฎีกำท่ี ๖๕๓/๒๕๕๓ ฎ.๒๖๐ ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ จะต้อง
เป็นการลกั ทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซ่ึงหน้า ผ. ทาทีเป็นพดู โทรศพั ท์เคลื่อนที่ และเอาโทรศพั ท์ไปใน
ขณะที่ผ้เู สียหายให้บริการลกู ค้าคนอื่นอยู่ เป็นการเอาไปในขณะเผลอ มิใชเ่ ป็นการฉกฉวยทรัพย์
ไปโดยซึง่ หน้าแตป่ ระการใด การกระทาของจาเลยกับพวกจงึ เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ เมื่อเหตุ
เกิดในเวลากลางคืนและร่วมกระทาความผิดตงั้ แต่สองคนขนึ ้ ไป เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๓๕ (๑) และ ๓๓๕ (๗) ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ วรรคสอง ซึ่งมีโทษหนักกว่า
ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๖ วรรคหนง่ึ ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจาเลยตามฐาน
ความผิดท่ีถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ แตจ่ ะพิพากษาลงโทษจาเลยหนกั ขนึ ้ ไม่ได้ เพราะ
เป็นการเพิ่มเตมิ โทษต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒

ฎีกำท่ี ๖๐๗๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๙ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกบั พวกร่วมกนั ปล้นทรัพย์
ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ จาเลยอุทธรณ์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาล
อุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยกับพวกร่วมกัน
ชิงทรัพย์ ศาลฎีกาปรับบทความผิดตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ แต่ไม่อาจกาหนดโทษจาเลยตามที่
ปรากฏจากทางพิจารณาที่มีอตั ราโทษสงู กวา่ ท่ีศาลชนั้ ต้นกาหนดไว้ได้ เพราะจะเป็นการเพ่ิมเติม
โทษจาเลย เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ ย่อมถือว่าโจทก์พอใจตามคาพิพากษาท่ีปรับบทลงโทษ
จาเลยแล้ว

ฎีกำท่ี ๒๖๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุ
ให้มีผู้ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม แต่ศาลชนั้ ต้น
พิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสอง แม้โจทก์ไม่อทุ ธรณ์ แต่เมื่อศาล
ฎีกาพิจารณาได้ความวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้มีผ้ไู ด้รับอนั ตรายแก่กาย
อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ซ่ึงมีโทษหนักขึน้ ศาลฎีกามีอานาจปรับ

521

บทลงโทษจาเลยให้ถกู ต้องได้ ไมถ่ ือเป็นการเพ่ิมเตมิ โทษจาเลย แตจ่ ะกาหนดโทษจาเลยสงู กว่าท่ี
ศาลชนั้ ต้นกาหนดไมไ่ ด้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๖๒๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐๔ จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ
ซึ่งหมายถึงรวมทงั้ ความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ข. ด้วย แต่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยกระทา
ความผิดข้อหาอ่ืนเท่านัน้ มิได้พิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิดข้อหานีด้ ้วย จึงไม่ชอบตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง การท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตามข้อหาดงั กลา่ ว
ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องและขอให้ลงโทษมาโดยมิได้กาหนดโทษความผิดข้อหาดงั กลา่ วอีก เป็นเพียงการ
พิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านนั้ จึงมิใช่เป็นกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาเพ่ิมเติมโทษจาเลย
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒

ฎีกำท่ี ๑๖๙๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๙๒ จาเลยทัง้ สองลกั ทรัพย์สาเร็จแล้ว หาใช่เป็นเพียงการ
พยายามลกั ทรัพย์ไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยทงั้ สองเป็นความผิดสาเร็จ
แตป่ ัญหาวา่ การกระทาเป็นความผิดสาเร็จหรือเป็นเพียงขนั้ พยายามกระทาความผิด เป็นปัญหา
ข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและปรับบทลงโทษ
จาเลยทงั้ สองให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ แตไ่ ม่อาจ
กาหนดโทษจาเลยให้หนกั ขึน้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจาเลยทงั้ สอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๔๕๓๔/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๒ เม่ือจาเลยเคยได้รับโทษจาคกุ มาก่อนและมิใช่
โทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ การที่ศาลอทุ ธรณ์เปล่ียนโทษ
จาคกุ จาเลยเป็นกักขงั แทนจึงไม่ชอบ แต่เม่ือโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง ศาลฎีกา
ไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจาเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๒ ประกอบ ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๓๐๗๘/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๔๘ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยทงั้ สองมีความผิด
ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลย
ทงั้ สองในความผดิ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหนา่ ยตามฟ้อง แม้ โจทก์จะมิได้
อทุ ธรณ์โดยตรงในข้อท่ีวา่ ขอให้เพ่ิมเติมโทษจาเลยทงั้ สองก็ตาม แตก่ ารที่โจทก์อทุ ธรณ์คดั ค้านว่า
การกระทาความผิดของจาเลยทงั้ สองเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย
ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ในทานองขอให้เพ่ิมเติมโทษแก่จาเลยทงั้ สองแล้ว ศาลอุทธรณ์จึง
ชอบที่จะพิพากษาเพิม่ เตมิ โทษจาเลยทงั้ สองได้ หาเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ไม่

522

ฎีกำท่ี ๒๙๘๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๙๐ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๑ ใน
ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จาคกุ ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินส่ีหมื่นบาท หรือทงั้ จาทงั้ ปรับ
เม่ือศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษไม่เกินกาหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยที่ ๑ ตามคาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้นเท่ากับฎีกาขอให้ศาลฎีกาไม่รอการลงโทษ อนั เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกาหนดโทษ
เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฎีกา และโจทก์มิได้ขออนุญาตฎีกาหรืออยั การ
สูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาแก้กระทงความผิดฐานดงั กล่าวเป็นไม่รอการ
ลงโทษด้วยได้ เพราะเป็นการพพิ ากษาเพิ่มเตมิ โทษจาเลย
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลชน้ั ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๑ ฐานมีอาวธุ ปื นจาคกุ ๑ ปี ฐานพาอาวุธ
ปื นจาคกุ ๖ เดือน และฐานพยายามฆ่าจาคกุ ๑๐ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง
จาเลยที่ ๑ ฐานพาอาวธุ ปื น และฐานพยายามฆ่า ส่วนฐานมีอาวธุ ปื นลงโทษปรับจาเลยที่ ๑ และ
รอการลงโทษ การกระทาความผิดหลายกรรมการพิจารณาข้อห้ามในการฎีกาพิจารณาเป็ น
รายกรรม แม้ฐานพยายามฆ่าและพาอาวธุ ปื นจะไม่ต้องห้ามฎีกาเพราะศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
กลบั แต่ฐานมีอาวุธปื นต้องห้ามฎีกาเพราะแก้มาก แต่ศาลชน้ั ต้นและศาลอุทธรณ์จาคกุ ไม่เกิน
๒ ปี หากโจทก์จะฎีกาความผิดฐานนีโ้ จทก์ควรขออนญุ าตฎีกาหรืออยั การสูงสดุ รบั รองใหฎ้ ีกา ซ่ึง
หากศาลฎีกาเห็นว่าในคดีเดียวกนั เมื่อผลที่สดุ ศาลพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๑ ในความผิด
ฐานร่วมกนั พยายามฆ่าและฐานร่วมกนั พาอาวธุ ปื นแลว้ ก็ควรลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๑ โดยไม่รอ
การลงโทษในความผิดฐานร่วมกนั มีอาวธุ ปื นเสียดว้ ย เพือ่ มิใหเ้ ป็นการลกั ลน่ั ไม่เหมาะสมในกรณี
ที่ข้อเท็จจริงอนั เดียวกัน คดีเดียวกนั กระทงหน่ึงลงโทษจาคุก แต่อีกกระทงหนึ่งรอการลงโทษ
แต่เมื่อปัญหานี้ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาและโจทก์มิได้ขออนญุ าตฎีกาหรืออยั การสูงสดุ รับรองให้
ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาแก้ความผิดฐานพาอาวุธปื นเป็นไม่รอการลงโทษได้ เพราะเป็ น
การพิพากษาเพิ่มเติมโทษจาเลย

ฎีกำท่ี ๖๕๑๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๙๓ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยหนักขึน้
โดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้
อทุ ธรณ์ขอให้ลดโทษให้น้อยลงและกาหนดโทษจาคกุ ให้สูงขึน้ การที่ศาลอทุ ธรณ์ลดมาตราส่วน
โทษให้จาเลยน้อยลงเหลือหนึง่ ในสามและกาหนดโทษจาคกุ จาเลยสงู ขนึ ้ จงึ เป็นการเพ่ิมเติมโทษ
จาเลยโดยท่ีโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ แม้จาเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี ้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็ น
ข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉยั และแก้ไขให้ถกู ต้องได้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

523

ฎีกำท่ี ๑๘๐๓๔/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๖๒ อทุ ธรณ์โจทก์ท่ีวา่ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลย
แต่ละกระทงเพียงปรับสถานเดียวยงั คลาดเคลื่อน เป็นอทุ ธรณ์ว่าคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย อนั เป็นอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แตโ่ จทก์มไิ ด้อทุ ธรณ์ขอให้เพิ่มเตมิ โทษจาเลย
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้ลงโทษจาคกุ จาเลยโดยไม่ปรับ ย่อมเป็นการพิพากษา
เพิ่มเตมิ โทษจาเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒

ยกฟ้องจำเลยท่มี ิได้อุทธรณ์ด้วยเหตลุ ักษณะคดีตำมมำตรำ ๒๑๓

ข้อ ๘๐ คำถำม ศาลชัน้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยทัง้ สามในความผิดฐานร่วมกัน
ปล้นทรัพย์ จาเลยท่ี ๑ อทุ ธรณ์ สว่ นจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ไมอ่ ทุ ธรณ์

ให้วินิจฉัยว่า หากศาลอทุ ธรณ์เห็นว่าจาเลยท่ี ๑ ไม่มีความผิด สว่ นจาเลยที่ ๒ และที่ ๓
ร่วมกนั กระทาความผิด ศาลอทุ ธรณ์จะพพิ ากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร

คำตอบ ในคดีซ่ึงจำเลยผู้หน่ึงอุทธรณ์คัดค้ำนคำพิพำกษำ ซ่ึงให้ลงโทษจำเลย
หลำยคนในควำมผิดฐำนเดียวกัน ถ้ำศำลอุทธรณ์กลับคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้น ไม่ลงโทษ
จำเลย ถ้ำเป็ นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศำลอุทธรณ์ มีอำนำจพิพำกษำตลอดไปถึง
จำเลยอ่ืนท่ีมิได้อุทธรณ์ ให้มติ ้องถกู รับโทษดจุ จำเลยผู้อุทธรณ์ คดีนีเ้ม่ือศาลอทุ ธรณ์เห็นว่า
จาเลยที่ ๑ ไม่มีความผิด ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานปล้นทรัพย์สาหรับ
จาเลยท่ี ๑ กำรกระทำควำมผิดของจำเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ จึงไม่ครบองค์ประกอบควำมผิด
ฐำนปล้นทรัพย์ ศำลอุทธรณ์ย่อมมีอำนำจพพิ ำกษำยกฟ้องควำมผิดฐำนปล้นทรัพย์ไปถงึ
จำเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ท่ีไม่ได้อุทธรณ์ได้ เพรำะเป็ นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓

คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สามในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ แม้ศาล
อุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์สาหรับจาเลยทัง้ สามก็ตาม แต่
ข้อเท็จจริงยังคงฟั งได้ว่ำ จำเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ร่ วมกันกระทำควำมผิดโดยใช้กำลัง
ประทุษร้ำยเอำทรัพย์ผู้เสียหำยไปอันเป็ นควำมผิดฐำนชิงทรัพย์ และเม่ือควำมผิดฐำน
ปล้นทรัพย์ตำมท่ีโจทก์ฟ้องรวมกำรกระทำควำมผิดฐำนชิงทรัพย์อยู่ด้วย ศำลอุทธรณ์
จึงลงโทษจำเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ฐำนร่วมกันชิงทรัพย์ได้ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ประกอบ
มาตรา ๑๙๔ (ฎีกาที่ ๒๒๗๕/๒๕๕๔)

ฎีกำท่ี ๒๒๗๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๘๕ เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐาน

524

ปล้นทรัพย์สาหรับจาเลยท่ี ๒ การกระทาความผิดของจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ จงึ ไมค่ รบองค์ประกอบ
ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจพิพากษายกฟ้องความผิดฐานปล้นทรัพย์ไปถึง
จาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ท่ีไมไ่ ด้ฎีกาได้ เพราะเป็นเหตอุ ย่ใู นสว่ นลกั ษณะคดีตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๓
ประกอบมาตรา ๒๒๕

คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สามในความผิดฐานร่วมกนั ปล้นทรัพย์ แม้ศาลฎีกา
พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานปล้นทรัพย์สาหรับจาเลยทงั้ สามก็ตาม แตข่ ้อเท็จจริงยงั คงฟังได้
วา่ จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกนั กระทาความผิดโดยใช้กาลงั ประทุษร้ายเอาทรัพย์ผ้เู สียหายไปอนั
เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ และเมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามท่ีโจทก์ฟ้องรวมการกระทา
ความผิดฐานชิงทรัพย์อยู่ด้วย จึงลงโทษจาเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฐานร่วมกนั ชิงทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๓
ฎีกำท่ี ๕๐๑๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๗๒ โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๑ และฟ้องจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ เป็น
สองสานวนคดี แตค่ วามผิดทงั้ สองสานวนคดีเป็นความผิดที่โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สามได้ร่วมกนั
กระทาความผิด และศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกนั แล้ว แม้ศาลชนั้ ต้นจะ
ได้พิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๑ ซึ่งให้การรับสารภาพไปก่อน ก็มีผลให้คดีในส่วนของจาเลยท่ี ๑
เป็นอนั ยุติไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น คดีหาได้ถึงท่ีสดุ เสร็จเด็ดขาดไม่ เม่ือความผิดสาหรับ
จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ขึน้ ไปสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยชอบ ศาลอทุ ธรณ์ย่อมมีอานาจ
พิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นสาหรับความผิดในส่วนของจาเลยท่ี ๑ ที่เป็น
อันยุติไปแล้วให้ถูกต้องได้ เม่ือศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒ และที่ ๓
เฉพาะในความผิดฐานร่วมกนั ฉ้อโกงเพราะเหตทุ ี่ไมม่ ีการร้องทกุ ข์ตามระเบยี บโดยชอบ พนกั งาน
สอบสวนไมม่ ีอานาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอานาจฟ้องจาเลยทงั้ สาม อนั เป็นเหตใุ นสว่ นลกั ษณะ
คดี ศาลอุทธรณ์ก็ชอบท่ีจะพิพากษายกฟ้องจาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง
ให้มีผลไปถงึ จาเลยท่ี ๑ ที่ไมไ่ ด้อทุ ธรณ์ด้วยได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๓
ฎีกำท่ี ๙๖๑๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๒ โจทก์ฟ้องว่า นา้ มนั เชือ้ เพลิงในถงั นา้ มนั ของ
รถบรรทกุ ที่ถูกลกั ไปเป็นของบริษัท พ. ซ่ึงอย่ใู นความครอบครองของผ้เู สียหาย แตก่ ลบั ได้ความ
จากผู้เสียหายเบิกความว่า บริษัทต่างชาติได้เช่ารถยนต์บรรทุกจากผู้เสียหายไว้ใช้โดยบริษัท
ดงั กล่าวเป็นผ้เู ติมนา้ มนั เอง โดยผ้เู สียหายมิได้เป็นผ้จู ่ายค่านา้ มนั จึงต้องฟังว่านา้ มนั เชือ้ เพลิง

525

ท่ีเติมในรถยนต์บรรทุกคนั ดงั กล่าวเป็นทรัพย์ของบริษัทต่างชาติซ่ึงเป็นผ้เู ช่า ข้อเท็จจริงในทาง
พิจารณาจึงแตกตา่ งจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสาคญั ไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิด
ฐานดังกล่าวได้ ต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง เมื่อเหตุดังกล่าวเป็นเหตุใน
ลกั ษณะคดีศาลฎีกามีอานาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สาหรับ ม. จาเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง
ที่ ๙๔๐/๒๕๔๗ ของศาลชนั้ ต้น ซ่ึงรวมพิจารณากับคดีนีแ้ ละมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๖๒๖๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๖ การท่ีจาเลยท่ี ๒ ใช้ให้จาเลยท่ี ๑ ใช้อาวธุ ปืน
ยิงรถบรรทกุ ของผ้เู สียหายท่ี ๖ เม่ือการกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดฐานพยายามฆา่ ผ้อู ่ืน
ที่ไมส่ ามารถบรรลผุ ลได้อยา่ งแนแ่ ท้ เพราะเหตปุ ัจจยั ซงึ่ ใช้ในการกระทา จาเลยท่ี ๒ จงึ มีความผิด
ฐานเป็นผ้ใู ช้ให้กระทาความผิดฐานดงั กล่าว แม้จาเลยที่ ๑ จะมิได้ฎีกา แตเ่ ป็นเหตอุ ยใู่ นลกั ษณะ
คดี ศาลฎีกามีอานาจพิพากษาตลอดไปถึงจาเลยที่ ๑ ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓
ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๑๒๐๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๖๑ ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทา
ความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงลงโทษจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ได้อนั เป็น
เหตุในลักษณะคดี แม้จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกฟ้องโจทก์สาหรับ
จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ในข้อหาดงั กลา่ วได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แตค่ ดีนี ้
ข้อเท็จจริงฟังเป็นยตุ ิโดยไม่มีฝ่ ายใดฎีกาว่าจาเลยทงั้ สามกบั พวกรุมชกตอ่ ยใช้ไม้และขวดเบียร์ตี
ทาร้ ายร่างกายผู้เสียหายทัง้ สอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทัง้ สองได้รับอันตรายแก่กาย ศาลย่อม
มีอานาจลงโทษจาเลยทงั้ สามในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนจนได้รับอันตรายแก่กายได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

ฎีกำท่ี ๙๓๖๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๖๔ เม่ือศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ จึงฟังไม่ได้วา่ จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ กระทาความผิดตามท่ี
โจทก์ฟ้อง การท่ีจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกาเพ่ือขอให้ศาลฎีกาพพิ ากษายกฟ้องจาเลยท่ี ๓ และท่ี ๔
เสียด้วย เป็นฎีกาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นปัญหา
เฉพาะตวั ของจาเลยแต่ละคน จึงถือว่าจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่มีข้อโต้แย้งและคดั ค้านว่าศาล
อุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เก่ียวกับจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ไม่ถูกต้องและผิดต่อ
กฎหมายอย่างใด ที่ศาลชนั้ ต้นรับฎีกาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับ
วินิจฉยั

526

ศาลชนั้ ต้นออกหมายจบั จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ เพราะมีพฤติการณ์หลบหนี และมีคาสง่ั ให้
จาหน่ายคดีสาหรับจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ชวั่ คราว การดาเนินกระบวนพิจารณาตอ่ จากนนั้ ไม่ได้
กระทาโดยเปิดเผยตอ่ หน้าจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ถือวา่ ยงั ไมไ่ ด้มีการดาเนินกระบวนพิจารณาคดใี น
ส่วนที่เกี่ยวกบั จาเลยท่ี ๓ และจาเลยที่ ๔ ในศาลชนั้ ต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เก่ียวกับ
จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ขึน้ พิจารณา การที่ศาลชัน้ ต้นดาเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อจากนัน้
จงึ ไมเ่ ก่ียวกบั จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ คงเป็นเร่ืองที่ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวนพจิ ารณาคดใี นสว่ นของ
จาเลยอื่นที่ไมไ่ ด้ถกู จาหน่ายคดี แม้หากคดีนีจ้ ะฟังข้อเท็จจริงได้ดงั ที่จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ อ้างว่า
จาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุ
ในลกั ษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ให้มีผลถึงจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ด้วย
ข้อสังเกต คดีนีจ้ าเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกาคดั คา้ นคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ซึ่งศาลฎีกา
วินิจฉยั ว่าฎีกาของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖

ส่วนฎีกาของจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ศาลฎีกาวินิจฉยั ให้ว่าไม่อาจใช้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓
ใหม้ ีผลถึงจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดว้ ย ตอ้ งแยกแยะใหด้ ีว่าศาลฎีกาวินิจฉยั ในแต่ละประเด็นอย่างไร

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๖
ฎีกำท่ี ๑๕๙๐/๒๕๕๘ ฎ.๓๕๓ ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์วินิจฉัยแล้วพิพากษาวา่ การ
กระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์นายจ้าง จาเลยท่ี ๑ ไม่ฎีกา คดีในส่วนจาเลยที่
๑ เป็นอนั ยุตริ ับฟังได้ว่า จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์นายจ้างตามคาพิพากษาของ
ศาลอทุ ธรณ์ ฎีกาของจาเลยท่ี ๒ ท่ีว่า จาเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทาผิดฐานลกั ทรัพย์นายจ้าง ศาลฎีกา
ไมจ่ าต้องวินจิ ฉยั
ฎีกำท่ี ๘๑๒๖/๒๕๕๖ ฎ.๒๐๑๖ จาเลยแก้ฎีกาว่าจาเลยไม่ได้กระทาความผิดฐาน
ร่วมกันพยายามฆ่า เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปล่ียนแปลงผลของคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ซึ่งต้อง
กระทาโดยยื่นเป็นคาฟ้องฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ มิใชข่ อมาในคาแก้ฎีกา จงึ ไม่เป็น
ประเดน็ ท่ีศาลฎีกาจะวนิ จิ ฉยั
ฎีกำท่ี ๖๙๒/๒๕๕๗ ฎ.๘๔๑ ผ้รู ้องทงั้ สองเข้ามาเป็นคคู่ วามในคดีเฉพาะคดีในสว่ นแพง่
ที่ขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ เท่านนั้ เมื่อจาเลยฎีกา
เฉพาะคดีในสว่ นอาญา ผ้รู ้องทงั้ สองจงึ ไมม่ ีสทิ ธิยื่นคาแก้ฎีกาในคดีสว่ นอาญา
ฎีกำท่ี ๒๒๖๕/๒๕๕๖ ฎ.๒๗๓๐ สิทธิในการฎีกาในคดีอาญาย่อมต้องเป็นไปตาม

527

ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ ที่บญั ญัตใิ ห้คคู่ วามมีอานาจฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาหรือคาสงั่ ศาลอทุ ธรณ์
ภายในหนึ่งเดือน นบั แตว่ นั อ่านหรือถือว่าได้อ่านคาพิพากษาหรือคาสง่ั นนั้ ให้คคู่ วามฝ่ ายที่ฎีกา
ฟัง แม้โจทก์ยื่นคาร้องขอสละสิทธิฎีกา ก็ไม่มีผลเป็นการตดั สิทธิฎีกาโดยเดด็ ขาด โจทก์ยงั มีสิทธิ
ฎีกาได้ภายในเวลาที่กาหนดไว้ตามกฎหมาย

ฎีกำท่ี ๓๓๕๖/๒๕๕๖ ฎ.๖๙๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานร่วมกนั ว่ิงราว
ทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกนั รับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษา
ลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในชนั้ พิจารณา ศาลยอ่ มมีอานาจพพิ ากษาลงโทษ
จาเลยทงั้ สองฐานใดฐานหนึ่งเท่านัน้ และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตาม
ฟ้องแล้ว การท่ีศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกตา่ งจากศาล
ชนั้ ต้นก็ตาม ก็ถือว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจาเลยทัง้ สองตามฟ้องแล้ว โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษ
จาเลยทงั้ สองฐานร่วมกนั วง่ิ ราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามคาพพิ ากษาศาลชนั้ ต้นอีกไมไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๒๗๙๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๙ น.๔๕ การท่ีจาเลยฎีกาโต้ แย้ งคัดค้านเฉพาะ
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้น มิได้โต้แย้งคดั ค้านว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบอย่างไร และไม่เห็น
ด้วยกบั คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์เพราะเหตใุ ด ทงั้ ๆ ที่คาวินิจฉยั ศาลอทุ ธรณ์อ้างเหตคุ นละอย่าง
กบั เหตทุ ี่ศาลชนั้ ต้นวินิจฉยั ฎีกาของจาเลยจึงเป็นฎีกาท่ีมิได้คดั ค้านคาพิพากษาของศาลอทุ ธรณ์
เป็นฎีกาท่ีไมช่ อบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ แม้ผ้พู ิพากษาซึ่งลงชื่อในคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์จะ
อนญุ าตให้ฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริง ศาลฎีกาก็ไมร่ ับวินจิ ฉยั

ฎีกำท่ี ๘๖๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๕๙ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๔) ให้ความหมาย
ของคาว่า “โจทก์” วา่ หมายความถึง พนกั งานอยั การ หรือผ้เู สียหายซง่ึ ฟ้องคดีอาญาตอ่ ศาล หรือ
ทงั้ ค่ใู นเม่ือพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และโจทก์ร่วมเข้ามาดาเนินคดีแก่
จาเลยทงั้ สองโดยอาศยั สิทธิตามฟ้องของพนกั งานอยั การตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ ก็ตาม แตส่ ิทธิ
ในการย่ืนคาร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
เพื่อใช้สิทธิฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ นนั้ เป็นสิทธิเฉพาะตวั
ของค่คู วามแต่ละคน การที่ศาลชนั้ ต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาย่ืนฎีกาจนถึงวนั ที่ ๑๕
ธันวาคม ๒๕๕๒ จึงเป็นเรื่องเฉพาะตวั ของโจทก์เท่านัน้ ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การท่ี
โจทก์ร่วมยื่นคาร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อสิน้ ระยะเวลาฎีกาสาหรับโจทก์ร่วมแล้ว ศาลจะ
มีคาสง่ั อนญุ าตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเม่ือมีเหตสุ ดุ วิสยั ซงึ่ เหตสุ ดุ วิสยั ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ นัน้ หมายถึงเหตุที่ทาให้ศาลไม่สามารถมีคาสั่งให้ขยาย

528

ระยะเวลาหรือคคู่ วามไมส่ ามารถมีคาขอเชน่ นนั้ ขนึ ้ มาก่อนสิน้ ระยะเวลาที่กฎหมายให้ดาเนินการ
อย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทาได้ก่อนสิน้ ระยะเวลาที่กฎหมาย
กาหนดไว้ กรณีจงึ ไมใ่ ชเ่ หตสุ ดุ วสิ ยั ที่จะอนญุ าตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้

ฎีกำท่ี ๙๐๔๔/๒๕๕๓ ฎ.๑๘๘๒ จาเลยฎีกาว่าขณะเกิดเหตจุ าเลยขับรถยนต์โดยสาร
ประจาทางด้วยความเร็วปกติ และชะลอความเร็วขณะลงสะพานท่ีเกิดเหตุ แต่เบรกไม่สามารถ
ห้ามล้อได้โดยจาเลยไมท่ ราบสาเหตุ อนั เป็นฎีกาในทานองวา่ จาเลยมไิ ด้กระทาความผิดตามฟ้อง
เม่ือในชนั้ อทุ ธรณ์จาเลยได้ยกข้อเท็จจริงดงั กลา่ วขนึ ้ อทุ ธรณ์ แตศ่ าลอทุ ธรณ์ไม่รับวินิจฉยั จาเลย
มไิ ด้ฎีกาโต้แย้งการท่ีศาลอทุ ธรณ์ไมร่ ับวินจิ ฉัย แตก่ ลบั ยกข้ออทุ ธรณ์ดงั กล่าวขนึ ้ มาในชนั้ ฎีกาอีก
จงึ ถือไมไ่ ด้ว่าเป็นฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ ศาลชนั้ ต้นไม่มี
อานาจใช้ดลุ พินจิ อนญุ าตให้ฎีกาตามมาตรา ๒๒๑

ฎีกำท่ี ๖๔๒๔/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๕๘ คดีนีโ้ จทก์ท่ี ๑ โดยจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒
กรรมการลงลายมือช่ือร่วมกนั และประทบั ตราของโจทก์ท่ี ๑ ขอถอนฟ้องและถอนอทุ ธรณ์เฉพาะ
ส่วนของโจทก์ที่ ๑ เม่ือศาลอุทธรณ์มีคาส่ังอนุญาตให้โจทก์ท่ี ๑ ถอนอุทธรณ์ คาส่ังของศาล
อุทธรณ์ดังกล่าวมิได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือหน้าท่ีของโจทก์ที่ ๒ แต่อย่างใด โจทก์ท่ี ๒
จงึ ไมม่ ีอานาจท่ีจะฎีกาคดั ค้านคาสงั่ ศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๖

ในการพิจารณาถึงกรรมการผ้มู ีอานาจกระทาการผกู พนั โจทก์ที่ ๑ ขณะท่ีโจทก์ที่ ๑ ยื่น
คาร้องขอถอนอทุ ธรณ์ย่อมต้องถือเอาข้อความในหนงั สือรับรองของสานกั งานทะเบียนหุ้นส่วน
บริษัทเป็นหลกั ฐาน เม่ือหนงั สือรับรองฯ ของโจทก์ท่ี ๑ ระบวุ ่าโจทก์ที่ ๑ โดยจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒
เป็นกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อร่วมกนั และประทบั ตราของโจทก์ที่ ๑ มีผลผกู พนั โจทก์ที่
๑ จึงต้องถือว่าโจทก์ที่ ๑ โดยจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ กรรมการผ้มู ีอานาจกระทาการแทนโจทก์ท่ี ๑
ขอถอนอทุ ธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ แทนโจทก์ท่ี ๑ และมีผลผกู พนั โจทก์ที่ ๑ แล้ว โจทก์ท่ี ๑ โดยโจทก์ที่
๒ ผ้รู ับมอบอานาจของโจทก์ที่ ๑ จะกลบั มาขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคาสง่ั ของศาลอทุ ธรณ์หาได้ไม่

การที่โจทก์ที่ ๑ โดยจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนโจทก์ท่ี ๑
ขอถอนอุทธรณ์ในคดีนีจ้ ะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อโจทก์ท่ี ๑ ผลดีหรือผลเสียดงั กล่าวย่อมตกแก่
จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ในฐานะท่ีเป็นกรรมการของโจทก์ที่ ๑ ด้วยในลกั ษณะอยา่ งเดียวกนั จะถือวา่
ประโยชน์ได้เสียของโจทก์ที่ ๑ ขัดกับประโยชน์ได้เสียของจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๗๔ หาได้ไม่

ฎีกำท่ี ๖๗๗๐/๒๕๔๖ ฎ.๑๕๗๒ จาเลยทัง้ สองฎีกาโต้แย้งคัดค้านคาพิพากษาศาล

529

อทุ ธรณ์ที่ยกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น และให้ศาลชนั้ ต้นดาเนนิ กระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่
ซง่ึ หาได้มีบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมายห้ามมิให้จาเลยทงั้ สองฎีกาไม่ จาเลยทงั้ สองจงึ มีสิทธิยื่นฎีกา
คดั ค้านคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖

ฎีกำท่ี ๙๓๖๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๖๔ เม่ือศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ จึงฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ กระทาความผิดตามที่
โจทก์ฟอ้ ง การท่ีจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ ฎีกาเพ่ือขอให้ศาลฎีกาพพิ ากษายกฟ้องจาเลยที่ ๓ และที่ ๔
เสียด้วย เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นปัญหา
เฉพาะตัวของจาเลยแต่ละคน จึงถือว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีข้อโต้แย้งและคดั ค้านว่าศาล
อุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ถูกต้องและผิดต่อ
กฎหมายอย่างใด ที่ศาลชนั้ ต้นรับฎีกาของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับ
วินจิ ฉยั

คดีต้องห้ำมฎีกำตำมมำตรำ ๒๑๘

ข้อ ๘๑ คำถำม โจทก์ฟอ้ งวา่ จาเลยทงั้ สองร่วมกนั กระทาความผดิ ฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์
ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์นัน้ ไป หรือ
จาเลยท่ี ๒ รับของโจรทรัพย์ท่ียึดได้จากจาเลยท่ี ๒ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๓๓๕,
๓๓๖ ทวิ, ๓๕๗ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยทงั้ สองกระทาผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลา
กลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพ่ือสะดวกแก่การกระทาผิดหรือการพาทรัพย์นัน้ ไป ตามมาตรา
๓๓๕ (๑) (๗) วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ จาคกุ คนละ ๔ ปี ๖ เดือน ยกฟ้องฐาน
รับของโจร จาเลยทงั้ สองอทุ ธรณ์ว่ามิได้กระทาความผิด ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้อง ศาลอทุ ธรณ์
พิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จาเลยที่ ๑ มีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา
๓๓๕ (๑) วรรคแรก จาคกุ ๓ ปี จาเลยท่ี ๒ มีความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗ วรรคแรก
จาคกุ ๓ ปี โจทก์ฎีกาว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจาเลยทัง้ สองกระทาผิดตามท่ีศาลชัน้ ต้นตัดสินไว้
ขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองตามคาพิพากษาศาลชัน้ ต้น จาเลยท่ี ๑ ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์
นาสืบมาฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิด ขอให้ยกฟ้อง โดยโจทก์และจาเลยท่ี ๑ มิได้
ขออนุญาตฎีกาข้อเท็จจริง จาเลยท่ี ๒ ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๒
ในความผดิ ฐานรับของโจร

ให้วนิ ิจฉยั วา่ ศาลฎีกาจะพิพากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร

530

คำตอบ กรณีท่ีจะถือว่ำเป็ นกำรแก้ไขมำกนัน้ จะต้องเป็ นกำรแก้ทัง้ บทลงโทษ
และจำนวนโทษท่ีลง ซ่ึงกำรแก้บทลงโทษนัน้ มีควำมหมำยถงึ กำรเปล่ียนบทลงโทษจำก
บทหน่ึงไปเป็ นอีกบทหน่ึง หรือเป็ นกำรแก้วรรคในบทเดิมซ่ึงควำมผิดแต่ละวรรคมีโทษ
ขัน้ ต่ำและขัน้ สูงแตกต่ำงกันมำก และลักษณะควำมผิดในแต่ละวรรคนัน้ แตกต่ำงกัน
สำหรับประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ ๓๓๖ ทวิ เป็ นบทบัญญัติถึงเหตุท่ีจะทำให้
ผู้กระทำควำมผิดตำมมำตรำ ๓๓๕ ต้องระวำงโทษหนักกว่ำท่ีบัญญัติไว้ในมำตรำนัน้ ๆ
ก่ึงหน่ึง หำใช่เป็ นควำมผิดอีกบทหน่ึงต่ำงหำกไม่ คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยทงั้ สอง
มีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ การที่ศาลอทุ ธรณ์
พิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นวา่ จาเลยที่ ๑ มีความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก โดย
ไม่ได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา ๓๓๖ ทวิ กาหนดไว้นนั้ ลักษณะควำมผิดตำมมำตรำ ๓๓๕
วรรคแรกและวรรคสอง ไม่แตกต่ำงกัน และมำตรำ ๓๓๖ ทวิ ไม่ใช่ควำมผิดอีกบทหน่ึง
ต่ำงหำกจึงไม่เป็ นกรณีท่ีศำลอุทธรณ์แก้บทลงโทษ เมื่อศาลอทุ ธรณ์เพียงแตแ่ ก้จานวนโทษ
มิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็ นกรณีท่ีศำลอุทธรณ์พิพำกษำแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุก
จำเลยท่ี ๑ ไม่เกินห้ำปี คดีในส่วนจำเลยท่ี ๑ จึงต้องห้ำมมิให้โจทก์และจำเลยท่ี ๑ ฎีกำ
ในปัญหำข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง
เม่ือโจทก์และจาเลยท่ี ๑ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้รับอนญุ าตให้ฎีกาข้อเท็จจริง ศำลฎีกำ
ไม่รับวินิจฉัยฎีกำโจทก์สำหรับจำเลยท่ี ๑ และไม่รับวินิจฉัยฎีกำของจำเลยท่ี ๑ (ฎีกาที่
๑๓๐๓/๒๕๕๕)

ฎีกาของโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒ นนั้ คดีนีศ้ าลอุทธรณ์แก้บทและแก้โทษ จึงเป็ นกำร
แก้ไขมำกสำหรับจำเลยท่ี ๒ แม้จะไม่ต้องห้ำมมิให้ฎีกำข้อเท็จจริงตำมมำตรำ ๒๑๘ และ
มำตรำ ๒๑๙ แตโ่ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานลกั ทรัพย์หรือรับของโจรอันเป็ นกำรฟ้อง
โดยอำศัยกำรกระทำเดียว แต่ให้ศำลเลือกลงโทษในฐำนใดฐำนหน่ึงตำมท่ีพิจำรณำได้
ควำมได้โดยไม่จำกัดว่ำจะต้องเป็ นศำลชัน้ ต้นเท่ำนัน้ ดงั นัน้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา
ลงโทษจาเลยที่ ๒ ฐานรับของโจร แม้จะเป็นการแก้ไขคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ก็ย่อมถือว่ำโจทก์
พอใจ โจทก์จะฎีกำขอให้ลงโทษจำเลยท่ี ๒ ฐำนลักทรัพย์ไม่ได้ ศำลฎีกำไม่รับวินิจฉัย
ฎีกำของโจทก์สำหรับจำเลยท่ี ๒ (ฎีกาท่ี ๑๓๐๓/๒๕๕๕)

ส่วนฎีกาของจาเลยที่ ๒ แม้ศาลชนั้ ต้นจะพิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ ยกฟ้องฐานรับของโจรก็ตาม แตเ่ ม่ือจาเลยที่ ๒ อุทธรณ์ เม่ือพยานหลกั ฐานของโจทก์
ฟังได้ว่า จาเลยท่ี ๒ กระทาความผิดฐานรับของโจรนัน้ ข้อแตกต่ำงระหว่ำงควำมผิดฐำน
ลักทรัพย์และรับของโจรเป็ นเพียงกำรแตกต่ำงในรำยละเอียดตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม

531

มิให้ถือว่ำต่ำงกันในข้อสำระสำคัญ ทัง้ มิให้ถือว่ำข้อท่ีพิจำรณำได้ควำมนัน้ เป็ นเร่ือง
เกินคำขอหรือเป็ นเร่ืองท่ีโจทก์ ไม่ ประสงค์ ให้ ลงโทษ เม่ือไม่ ปรำกฏว่ำจำเลยท่ี ๒
หลงต่อสู้ ศำลอุทธรณ์ย่อมมีอำนำจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพำกษำลงโทษจำเลยท่ี ๒
ในฐำนควำมผิดฐำนรับของโจรได้ คำพิพำกษำศำลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว
(ฎีกาท่ี ๘๖๒/๒๕๕๕)

คดีนีศ้ ำลฎีกำจะพพิ ำกษำยืน
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้โจทก์ จาเลยที่ ๑ จาเลยที่ ๒ ฎีกา การวินิจฉยั ต้องจัดลาดบั ในการตอบ
ฎีกาโจทก์สาหรับจาเลยที่ ๑ และฎีกาจาเลยที่ ๑ ก่อนประเด็นอื่น แลว้ จึงตอบฎีกาโจทก์สาหรับ
จาเลยที่ ๒ แลว้ จึงตอบฎีกาของจาเลยที่ ๒ จึงจะไม่วกวนและครบถว้ น

ฎีกำท่ี ๑๓๐๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๖ กรณีที่จะถือว่าเป็นการแก้ไขมากนนั้ จะต้อง
เป็นการแก้ทงั้ บทลงโทษและจานวนโทษที่ลง ซง่ึ การแก้บทลงโทษนนั้ มีความหมายถึงการเปล่ียน
บทลงโทษจากบทหน่ึงไปเป็นอีกบทหนึ่ง หรือเป็นการแก้วรรคในบทเดิมซ่ึงความผิดแต่ละวรรค
มีโทษขนั้ ต่าและขนั้ สูงแตกต่างกันมาก และลกั ษณะความผิดในแตล่ ะวรรคนนั้ แตกต่างกัน และ
ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ เป็นบทบญั ญัติถึงเหตทุ ่ีจะทาให้ผ้กู ระทาความผิดตามมาตรา ๓๓๕ ต้อง
ระวางโทษหนกั กวา่ ที่บญั ญัติไว้ในมาตรานนั้ ๆ กึ่งหนึง่ หาใช่เป็นความผิดอีกบทหน่ึงต่างหากไม่
คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยทงั้ สองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ การท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นว่าจาเลยที่
๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก โดยไม่ได้ใช้อตั ราโทษตามท่ีมาตรา ๓๓๖ ทวิ
กาหนดไว้นนั้ ลกั ษณะความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ วรรคแรกและวรรคสองไม่แตกต่างกัน
และมีระวางโทษขนั้ ต่าจาคกุ ตงั้ แต่ ๑ ปีเหมือนกนั ตา่ งกนั เฉพาะระวางโทษขนั้ สงู ซง่ึ มาตรา ๓๓๕
วรรคแรกระวางโทษขนั้ สงู จาคกุ ๕ ปี ส่วนวรรคสองระวางโทษขนั้ สงู จาคกุ ๗ ปี จึงไม่เป็นกรณีท่ี
ศาลอทุ ธรณ์แก้บทลงโทษ เม่ือศาลอทุ ธรณ์เพียงแตแ่ ก้จานวนโทษ มิได้แก้บทลงโทษ จึงเป็นกรณี
ที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้ไขเลก็ น้อยและให้ลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๒ ไม่เกินห้าปี คดีในส่วนจาเลย
ท่ี ๒ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์และจาเลยท่ี ๒ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘
วรรคหน่ึง แต่เม่ือจาเลยทัง้ สองฎีกาพร้ อมกับคาร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาล
ชนั้ ต้นมีคาสั่งคาร้ องขออนุญาตฎีกาของจาเลยทงั้ สองว่าคดีไม่ต้องห้ามจาเลยทงั้ สองฎีกาใน
ปัญหาข้อเท็จจริง เพราะศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาแก้ไขมาก และศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั รับฎีกาของจาเลย
ที่ ๒ และสั่งรับฎีกาโจทก์นัน้ จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณา
ท่ีไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบตั ิให้เป็นไปตามบทบญั ญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอานาจ

532

ท่ีจะหยิบยกขนึ ้ วินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคาสง่ั และการดาเนินการดงั กล่าวของศาลชนั้ ต้นท่ีไม่ชอบ
เสียได้และส่ังให้ศาลชัน้ ต้นดาเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ (๒) ประกอบด้วย
มาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาไม่พิพากษายกฎีกาทันที เพราะจาเลยที่ ๒ ฎีกาพร้อมกับคาร้อง
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชนั้ ต้นต้องพิจารณาและมีคาสงั่ คาร้องขออนุญาตฎีกา
ในปัญหาข้อเท็จจริงของจาเลยที่ ๒ ก่อน แล้วจึงพิจารณาสง่ั ฎีกาของจาเลยที่ ๒ ต่อไป ถ้าศาล
ชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิจารณาแล้วไม่อนญุ าตใหจ้ าเลยที่ ๒ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วศาล
ชน้ั ต้นสงั่ ไม่รับฎีกา คดีก็อาจจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่ถ้าศาลชนั้ ตน้ อนญุ าตให้จาเลยที่ ๒ ฎีกาใน
ปัญหาขอ้ เท็จจริงและรบั ฎีกา คดีก็จะขึ้นมาส่ศู าลฎีกา

แต่ถา้ เปลีย่ นข้อเท็จจริงเป็นจาเลยที่ ๒ ฎีกาโดยมิได้ยืน่ คาร้องขออนญุ าตฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริง ศาลชนั้ ตน้ รับฎีกา แล้วถามว่าศาลฎีกาจะวินิจฉยั อย่างไร ก็ต้องตอบว่าศาลอุทธรณ์
แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจาคุกจาเลยที่ ๒ ไม่เกินห้าปี คดีในส่วนจาเลยที่ ๒ จึงต้องห้าม
มิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง แล้วพิพากษายกฎีกา โดยไม่มี
เรื่องการยอ้ นสานวนใหศ้ าลชน้ั ตน้ ดาเนินการ

ฎีกำท่ี ๘๖๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๙ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จาเลย
กระทาความผดิ ร่วมกบั พวกลกั โทรศพั ท์เคลื่อนท่ีของกลางคดีนี ้หาใชเ่ ป็นเพียงการรับของโจรดังที่
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานรับของโจร
ยกฟ้องฐานลกั ทรัพย์และโจทก์ไม่ฎีกาก็ตาม แต่เม่ือจาเลยฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอานาจวินิจฉัย
ข้ อเท็จจริ งแล้ วพิพากษาลงโทษจาเลยในฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจร
กับฐานลักทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม เพียงแต่ศาลฎีกาจะลงโทษจาเลย
เพิ่มเตมิ ไปจากท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษามาไมไ่ ด้เทา่ นนั้

ข้อ ๘๒ คำถำม ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗
วรรคสอง จาคุก ๖ ปี เพิ่มโทษก่ึงหน่ึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๓ เป็นจาคกุ ๙ ปี
จาเลยอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยมีเจตนารับของโจร ขอให้ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษากลบั ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังได้วา่ จาเลย
มีเจตนารับของโจร แตโ่ ทษที่ศาลชนั้ ต้นกาหนดไว้หนกั ไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จาคกุ ๔ ปี เพิ่ม
โทษกง่ึ หนง่ึ เป็นจาคกุ ๖ ปี

ก. จาเลยฎีกาว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้วา่ จาเลยมีเจตนารับของโจร โดย

533

บรรยายฟ้องฎีกามาถกู ต้องแล้วขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลบั ให้ยกฟ้อง
ข. โจทก์ฎีกาว่า การกระทาของจาเลยเป็นความผิดร้ายแรง ศาลฎีกาควรลงโทษจาเลย

สถานหนกั ตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะสง่ั ฎีกาของจาเลยและโจทก์อยา่ งไร
คำตอบ กำรท่ีศำลอุทธรณ์ แก้ เฉพำะโทษท่ีจะลงแก่ จำเลย โดยมิได้แก้ บท

กฎหมำย จึงเป็ นคำพพิ ำกษำท่เี พยี งแต่แก้ไขเล็กน้อยเท่ำนัน้
ก. การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธี

พิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง หรือไมน่ นั้ ต้องพิจำรณำกำหนดโทษสุดท้ำยท่ี
จำเลยได้รับ ซ่ึงกำรเพ่มิ โทษจำเลยในควำมผิดใด โทษท่ีเพ่มิ ขึน้ ก็ย่อมรวมเป็ นโทษท่ศี ำล
จะนำไปกำหนดโทษสุดท้ำยท่ีจำเลยได้รับในควำมผิดนัน้ ดงั นนั้ จึงต้องนำกำรเพ่ิมโทษ
มำคำนวณในกำรใช้สิทธิฎีกำด้วย คดีนีศ้ าลอทุ ธรณ์กาหนดโทษสดุ ท้ายท่ีจาเลยได้รับให้จาคกุ
๖ ปี การท่ีจาเลยฎีกาว่า พยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยมีเจตนารับของโจร แม้จะ
เป็ นฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริงในคดีท่ีศำลอุทธรณ์พิพำกษำเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย แต่ก็
ไม่ต้องห้ำมจำเลยฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง เพรำะศำลอุทธรณ์
ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้ำปี (ฎีกาท่ี ๔๑๘๙/๒๕๕๐ (ประชมุ ใหญ่))

ข. แต่ท่ีโจทก์ฎีกาว่า การกระทาของจาเลยเป็นความผิดร้ ายแรง ศาลฎีกาควรลงโทษ
จาเลยสถานหนกั ตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น เป็ นกำรโต้เถียงดุลพนิ ิจในกำรกำหนดโทษ ซ่ึง
เป็ นฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริงในคดีท่ีศำลอุทธรณ์ พิพำกษำเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยให้
จำคุกจำเลยเกินห้ำปี ห้ำมมใิ ห้โจทก์ฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริงตามมาตรา ๒๑๘ วรรคสอง

ศำลชัน้ ต้นต้องส่ังรับฎีกำของจำเลย แต่ไม่รับฎีกำของโจทก์
ข้อสังเกต ลาดบั ในการตอบ ศาลอุทธรณ์แก้น้อยใช้ตอบทง้ั สองประเด็น ควรตอบก่อนเพื่อให้
คลมุ คาตอบทงั้ หมด แลว้ จึงมาวินิจฉยั ทีละประเด็น

ฎีกำท่ี ๔๑๘๙/๒๕๕๐ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๑ การที่จะพิจารณาว่าคดีใด
ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง หรือไม่นนั้ ต้องพิจารณา
เป็นรายกระทงความผิดและกาหนดโทษสดุ ท้ายท่ีจาเลยได้รับ ซ่ึงการเพ่ิมโทษจาเลยในความผิด
ใด โทษที่เพิ่มขึน้ ก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนาไปกาหนดโทษสดุ ท้ายท่ีจาเลยได้รับในความผิด
นนั้ ดงั นัน้ จึงต้องนาการเพ่ิมโทษมาคานวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย ศาลอุทธรณ์กาหนดโทษ
สดุ ท้ายท่ีจาเลยท่ี ๑ ได้รับให้จาคกุ แต่ละกระทงเกิน ๕ ปี จงึ ไมต่ ้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

534

ข้อ ๘๓ คำถำม โจทก์ฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ขอให้ลงโทษจาเลยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ จาเลยให้การปฏิเสธ โจทก์นาพยานเข้าสืบว่าจาเลย
กระทาผิดตามฟ้อง จาเลยนาสืบอ้างฐานที่อยู่ (โดยจาเลยมีที่ปรึกษากฎหมายช่วยดาเนินคดี
ถกู ต้องตามกฎหมาย) ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง ลงโทษ
จาคุก ๕ ปี จาเลยอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิด ศาล
อุทธรณ์พิพากษายืน จาเลยฎีกาว่า ข้อ ๑. ฟ้องของโจทก์ ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ ข้อ ๒. ขณะสอบสวนจาเลยอายุเพียง ๑๖ ปี พนักงาน
สอบสวนไม่ได้สอบปากคาจาเลยตอ่ หน้านกั จิตวิทยา พนกั งานอยั การ ทนายความ และบดิ าของ
จาเลย กับพนักงานสอบสวนไม่ได้ ตักเตือนเรื่องถ้ อยคาที่ผู้ต้ องหากล่าวนัน้ อาจใช้ เป็ น
พยานหลกั ฐานยนั ผ้ตู ้องหา การสอบสวนจึงไมช่ อบ ศาลไมอ่ าจนาคาให้การจาเลยในชนั้ สอบสวน
มาฟังเป็นพยานหลกั ฐานลงโทษจาเลย การรับฟังพยานหลกั ฐานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้
ศาลฎีกาพพิ ากษากลบั ให้ยกฟ้อง

ให้วินจิ ฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะสงั่ รับฎีกาของจาเลยหรือไม่
คำตอบ ฎีกาของจาเลยข้อ ๑ ที่ว่าฟ้องของโจทก์ ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ นนั้ แม้ปัญหำนีม้ ิได้เป็ นข้อท่ีได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้ว
โดยชอบในศำลชัน้ ต้นและศำลอุทธรณ์ แต่ปัญหำดังกล่ำวเป็ นข้อกฎหมำยท่ีเก่ียวกับ
ควำมสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึน้ อ้ำงในชัน้ ฎีกำได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (เทียบฎีกาท่ี ๕๗๔๔/๒๕๔๙)
ฎีกาของจาเลยข้อ ๒ ที่ว่าขณะสอบสวนจาเลยอายุ ๑๖ ปี พนักงานสอบสวนไม่ได้
สอบปากคาจาเลยต่อหน้านักจิตวิทยา พนักงานอัยการ ทนายความ และบิดาของจาเลย กับ
พนกั งานสอบสวนไม่ได้ตักเตือนเรื่องถ้อยคาที่ผู้ต้องหากล่าวนนั้ อาจใช้เป็นพยานหลกั ฐานยัน
ผู้ต้องหา การสอบสวนจึงไม่ชอบ ศาลไม่อาจนาคาให้การจาเลยในชัน้ สอบสวนมาฟังเป็ น
พยานหลักฐานลงโทษจาเลย การรับฟังพยานหลักฐานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนัน้ ศำลฎีกำ
จำเป็ นต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่ำ ขณะสอบสวนพนักงำนสอบสวนได้สอบปำกคำ
จำเลยต่อหน้ำบุคคลดังกล่ำวหรือไม่และพนักงำนสอบสวนได้ตกั เตอื นจำเลยก่อนหรือไม่
ฎีกำของจำเลยจงึ เป็ นกำรโต้แย้งดุลพนิ ิจในกำรรับฟังพยำนหลักฐำนท่ีศำลอุทธรณ์ฟังมำ
จึงเป็ นกำรโต้แย้งดลุ พนิ ิจในกำรรับฟังพยำนหลักฐำนท่ศี ำลชัน้ ต้นและศำลอุทธรณ์ฟังมำ
เพ่ือนำไปสู่กำรวินิจฉัยปั ญหำข้อกฎหมำยท่ีจำเลยยกขึน้ อ้ำง จึงเป็ นฎีกำในปั ญหำ
ข้อเท็จจริง เม่ือคดีนีศ้ ำลอุทธรณ์พพิ ำกษำยืนตำมคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้นให้ลงโทษจำคุก

535

จำเลยไม่เกินห้ำปี จงึ ต้องห้ำมมิให้คู่ควำมฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริง ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง (ฎีกาท่ี ๖๔๗/๒๕๔๙) ฎีกำของจำเลยข้อ ๒.
จึงต้องห้ำม

ศำลชัน้ ต้นต้องส่ังรับฎีกำของจำเลยเฉพำะข้อ ๑ ส่วนข้อ ๒ ต้องส่ังไม่รับ
ฎีกำท่ี ๕๗๔๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐๙ จาเลยฎีกาว่าการกระทาของจาเลยทงั้ สาม
ครบองค์ประกอบความผิดตามท่ีโจทก์ฟ้องหรือไม่ แม้ปัญหานีม้ ิได้เป็นข้อที่ได้ยกขนึ ้ ว่ากนั มาแล้ว
โดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์ แตป่ ัญหาดงั กล่าวเป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั ความสงบ
เรียบร้อย จาเลยยอ่ มยกขนึ ้ อ้างในชนั้ ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา
๒๒๕
ฎีกำท่ี ๖๔๗/๒๕๔๙ ฎ.๑๕๕ ฎีกาของจาเลยที่ว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคา
จาเลยต่อหน้ านักจิตวิทยา พนักงานอัยการ ทนายความและบิดาของจาเลยนัน้ ศาลฎีกา
จาเป็นต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะสอบสวนพนักงานสอบสวนได้สอบปากคาจาเลย
ตอ่ หน้าบคุ คลดงั กล่าวหรือไม่และพนกั งานสอบสวนได้ตกั เตือนจาเลยก่อนหรือไม่ กับไม่ได้กล่าว
ตกั เตือนเรื่องถ้อยคาที่ผู้ต้องหากล่าวนนั้ อาจใช้เป็นพยานหลกั ฐานยนั ผู้ต้องหา ฎีกาของจาเลย
จงึ เป็นการโต้แย้งดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานท่ีศาลอทุ ธรณ์ฟังมา เพื่อนาไปส่กู ารวินิจฉยั
ปัญหาข้อกฎหมายที่จาเลยยกขึน้ อ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๘ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๕๑๙/๒๕๕๙ ฎ.๒๙๓ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบ
เรียบร้ อย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง จาเป็นต้องอาศยั ข้อเท็จจริงท่ีได้มาจากการดาเนิน
กระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชนั้ ต้น จาเลยท่ี ๑ มิได้ยกปัญหาเร่ืองสิทธินาคดีอาญามาฟ้อง
ของโจทก์ระงบั ไปตามมาตรา ๓๙ (๔) ขนึ ้ ตอ่ ส้ใู นศาลชนั้ ต้น ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาเรื่องอ่ืนของ
ศาลชนั้ ต้นท่ีว่า จาเลยท่ี ๑ กระทาความผิดฐานช่วยเหลือ ซ่อนเร้น เพื่อให้คนตา่ งด้าวพ้นจากการ
จบั กมุ คดีนีก้ บั คดีดงั กล่าวเป็นคราวเดียวกนั จงึ เป็นข้อท่ีจาเลยที่ ๑ ไม่ได้ยกขนึ ้ วา่ กันมาแล้วโดย
ชอบในศาลชัน้ ต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบันคือ
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ทงั้ ฎีกาของจาเลยที่ ๑ เป็น
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพ่ือนาไปส่ปู ัญหาข้อกฎหมายท่ีจาเลยท่ี ๑ กล่าวอ้าง เป็นฎีกาในปัญหา

536

ข้อเท็จจริงต้องห้ามมใิ ห้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่
ฎีกาของจาเลยท่ี ๑ ท่ีวา่ จาเลยที่ ๑ ถกู จบั กมุ พร้อมจาเลยท่ี ๒ ของทงั้ ยี่สิบเจ็ดคดี ในวนั

เวลาและสถานท่ีเดียวกนั โจทก์กลบั แยกฟ้องจาเลยที่ ๑ เป็น ๒๗ คดี โดยบรรยายฟ้องวนั และ
เวลาทางานของจาเลยที่ ๒ ทงั้ ย่ีสิบเจ็ดคดีแตกตา่ งกนั ทาให้จาเลยท่ี ๑ สบั สนไมเ่ ข้าใจข้อหาได้ดี
พอ จึงหลงให้การรับสารภาพโดยเข้าใจว่าเป็นความผิดกรรมเดียวอันเป็นผลร้ ายเกินกว่าการ
กระทาของจาเลยที่ ๑ และเกินกว่าความเป็นจริง ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม เป็นกรณีท่ี
จาเลยที่ ๑ อ้างว่าให้การรับสารภาพเพราะเข้าใจว่าคดีท่ีโจทก์ฟ้องทงั้ ย่ีสิบเจ็ดคดีเป็นความผิด
กรรมเดียว ทาให้จาเลยที่ ๑ ต้องรับโทษจาคกุ ในทกุ คดีติดตอ่ กนั ตามคาขอท้ายฟ้องของโจทก์ซึ่ง
เป็นโทษท่ีหนกั เกินไป ข้ออ้างตามฎีกาของจาเลยที่ ๑ ไม่ทาให้ฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นฟ้องท่ีชอบด้วย
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) กลายเป็นฟ้องท่ีไมช่ อบด้วยกฎหมาย

ฎีกำท่ี ๒๐๗/๒๕๕๕ ฎ.๓๒ เมื่อพยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยทงั้ สองเป็น
คนร้ายที่ใช้อาวธุ ปืนยิงผู้เสียหายแล้ว จึงมีผลถึงความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปื นมีทะเบียนของ
ผ้อู ่ืนไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับใบอนญุ าตและฐานร่วมกนั พาอาวธุ ปืนไปในเมืองฯ โดยไม่ได้รับ
ใบอนุญาตซ่ึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง ด้วย
เพราะเป็นข้อเท็จจริงอนั เดียวเกี่ยวพนั กนั ศาลฎีกาย่อมมีอานาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดทงั้ สอง
ฐานนีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนงึ่ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีนีโ้ จทก์ฟอ้ งว่าเป็นการกระทาความผิดหลายกรรมต่างกนั คือ ฟ้องฐานพยายามฆ่า
กรรมหนึ่ง ฐานมีอาวธุ ปื นฯ กรรมหนึ่ง และฐานพาอาวุธปื นฯ อีกกรรมหน่ึง เมื่อศาลชนั้ ต้นและ
ศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษาแล้ว การฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง กรณีความผิดหลายกรรม
ต่างกนั จะฎีกาได้หรือไม่ต้องพิจารณาแต่ละกรรม ฐานพยายามฆ่าไม่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง
จาเลยก็ฎีกาข้ึนมาได้ แต่ฐานมีและพาอาวธุ ปื นฯ เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย
และยงั คงให้ลงโทษจาคกุ จาเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องหา้ มมิให้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เมื่อฐานมีและพาอาวธุ ปื นฯ ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง
หากจาเลยฎีกาความผิดทง้ั สามฐานโดยไม่ได้ขออนญุ าตฎีกาข้อเท็จจริง แล้วคาถามถามว่าศาล
ชนั้ ต้นจะสงั่ ฎีกาของจาเลยอย่างไร ต้องตอบว่าศาลชน้ั ต้นจะสงั่ รับฎีกาฐานพยายามฆ่า แต่สงั่
ไม่รับฎีกาฐานมีและฐานพาอาวธุ ปื นฯ

แต่ถ้าศาลช้ันต้นส่ังผิดคือรับฎีกามาทั้งสามฐาน หากศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยกระทา
ความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉยั ความผิดฐานมีและฐานพาอาวธุ ปื นฯ เพราะ
เป็นฎีกาต้องห้าม แต่ถา้ ศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยไม่ใช่คนร้ายที่กระทาผิดฐานพยายามฆ่ากบั ฐาน

537

มีและฐานพาอาวุธปื นฯ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยไม่ใช่คนร้ายจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า
แม้ฐานมีและฐานพาอาวธุ ปื นฯ จะต้องหา้ มฎีกา ศาลฎีกาก็พิพากษายกฟ้องความผิดดงั กล่าวได้
เพราะเป็นข้อเท็จจริงอนั เดียวเกี่ยวพนั กนั เนือ่ งจากจาเลยไม่ใช่คนร้ายที่กระทาผิดดงั ฎีกานี้ ขอให้
สงั เกตว่าข้อเท็จจริงทีค่ ลา้ ยกนั แต่คาถามถามคนละประเด็น คาตอบอาจจะไปคนละทาง

หากข้อเท็จจริงแตกต่างกนั ไปอีกคือ ศาลเห็นว่า จาเลยเป็ นคนร้ายที่กระทาผิด แต่ฟัง
ไม่ได้ว่าจาเลยใช้ปื นยิงผู้เสียหาย จาเลยไม่ผิดฐานพยายามฆ่า แต่จาเลยเป็ นคนร้ าย
ทีก่ ระทาความผิดฐานมีและผิดฐานพาอาวธุ ปื นฯ กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวพนั กนั แม้ไม่ผิด
ฐานพยายามฆ่า แต่ก็ผิดฐานมีและผิดฐานพาอาวธุ ปื นฯ ได้ เพราะต่างกรรมต่างวาระกนั ดูฎีกาที่
๑๕๙๑๗/๒๕๕๗ ฎ.๒๙๔๗ โจทก์บรรยายฟ้องการกระทาของจาเลยกบั พวกร่วมกนั มีอาวธุ ปื น
ลูกซองพกสน้ั ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนกั งานประทบั โดยไม่ได้รับใบอนญุ าต กบั
จาเลยพาอาวุธปื นดงั กล่าวติดตวั ไปตามถนนสาธารณะในหมู่บ้าน จากน้ันจาเลยใช้อาวุธปื น
ดงั กล่าวข่มขู่ผเู้ สียหายให้เกิดความกลวั หรือตกใจจากการขู่เข็ญโดยโจทก์บรรยายฟอ้ งว่าเหตเุ กิด
ทง้ั เวลากลางวนั และกลางคืนต่อเนือ่ งกนั อนั เป็นความผิดหลายกรรมต่างกนั และโจทก์แยกการ
กระทาของจาเลยแบ่งเป็นข้อ ๆ โดยในคาฟ้องข้อ ๑.๓ โจทก์บรรยายว่าจาเลยกบั พวกร่วมกนั ใช้
อาวธุ ปื นดงั กล่าวยิงผูเ้ สียหายอนั เป็นคนละเวลากนั กบั ทีร่ ะบวุ ่าจาเลยมีและพาอาวธุ ปื นโดยไม่ได้
รับใบอนุญาตในคาฟ้อง ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ ซ่ึงเป็นการกระทาต่างกรรมต่างวาระกนั การที่ศาล
อทุ ธรณ์วินิจฉยั การกระทาของจาเลยตามคาฟ้องข้อ ๑.๓ แล้ว ฟังว่าคดีไม่สามารถรับฟังได้ว่า
จาเลยใช้อาวธุ ปื นดงั กล่าวยิงผู้เสียหายแล้วพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงความผิดฐานมีและพา
อาวุธปื นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซ่ึงยุติไปแล้วตามคาพิพากษาศาลช้ันต้น เพราะเห็นว่า
เป็ นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพนั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา ๒๑๕
จึงไม่ถูกตอ้ ง เนื่องจากเป็นการกระทาต่างกรรมต่างวาระกนั และเป็นการกระทาทีม่ ีเจตนาในการ
กระทาต่างกนั ทงั้ ความผิดฐานมีและพาอาวธุ ปื นโดยไม่ไดร้ ับใบอนญุ าตเป็นความผิดสาเร็จแล้ว
ก่อนทีจ่ ะมากระทาในคร้งั หลงั อนั เป็นความผิดทีแ่ บ่งแยกจากกนั ได้

ตวั อย่างเหล่านีน้ ามาเปรียบเทียบให้นกั ศึกษาคิดและแยกแยะข้อเท็จจริงใกลเ้ คียงกนั เพือ่
วินิจฉยั ข้อกฎหมายทีแ่ ตกต่างกนั

ฎีกำท่ี ๑๔๑๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๗๖ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคาพิพากษาศาล
ชัน้ ต้น แต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนท่ีและเงินสด ๔๔๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ เป็นการแก้ไข
เล็กน้อย และยังคงลงโทษจาคกุ จาเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามค่คู วามฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง โดยในการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหา

538

ข้อเท็จจริงหรือไม่นนั้ จะต้องแยกพิจารณาโทษท่ีศาลอุทธรณ์กาหนดในแตล่ ะกระทงโดยไม่นา
โทษจาคกุ ของจาเลยท่ีรอการลงโทษไว้ในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้บวกเข้ากบั โทษของจาเลยในคดีนี ้
มาประกอบการพิจารณาด้วย ท่ีจาเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้นาพยานมาสืบให้เห็นว่า จาเลยมีเมท
แอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย และขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานเสพ
ยาเสพติดให้โทษโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่บวกโทษของจาเลยท่ีรอการลงโทษไว้ เป็นการ
โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานและดลุ พินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อนั เป็น
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบญั ญัตดิ งั กล่าว ที่ศาลชนั้ ต้นรับฎีกาของจาเลยจงึ เป็น
การไมช่ อบ
ข้อสังเกต กรณีของการบวกโทษจาคกุ หากศาลชนั้ ตน้ จาคกุ ๔ ปี และบวกโทษจาคกุ คดีก่อน ๒
ปี รวมจาคุก ๖ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ถือว่าศาลชน้ั ต้นและศาลอทุ ธรณ์จาคุกคดีนี้ไม่เกิน
๕ ปี เพราะการพิจารณาว่าคดีตอ้ งหา้ มฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘ หรือไม่ พิจารณา
เฉพาะโทษในคดีนี้ โดยไม่นาผลสุดท้ายหลังจากบวกโทษมาพิจารณา เพราะโทษจาคุก ๒ ปี
ทีน่ ามาบวกเป็นโทษในคดีอื่น

แต่กรณีของการเพิ่มโทษ ต้องนาผลสดุ ทา้ ยของการเพ่ิมโทษมาประกอบการพิจารณาว่า
คดีตอ้ งห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ หรือไม่ เพราะหลงั จากเพิ่มโทษแล้ว ก็ยงั เป็นโทษที่ลงในคดีนี้
เช่น ศาลชน้ั ตน้ จาคกุ ๔ ปี เพ่ิมโทษกึ่งหนึ่งเป็นจาคกุ ๖ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ถือว่าศาล
ชน้ั ต้นและศาลอทุ ธรณ์จาคุกเกิน ๕ ปี คดีไม่ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘
ตามฎีกาที่ ๔๑๘๙/๒๕๕๐ (ประชุมใหญ่) ฎ.ส.ล.๕ น.๑๒๑ การทีจ่ ะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้าม
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็ น
รายกระทงความผิดและกาหนดโทษสุดท้ายที่จาเลยได้รับ ซ่ึงการเพิ่มโทษจาเลยในความผิดใด
โทษที่เพิ่มข้ึนก็ย่อมรวมเป็ นโทษที่ศาลจะนาไปกาหนดโทษสุดท้ายที่จาเลยได้รับในความผิ ดนนั้
ดงั นนั้ จึงตอ้ งนาการเพิ่มโทษมาคานวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย ศาลอทุ ธรณ์กาหนดโทษสดุ ท้าย
ที่จาเลยที่ ๑ ได้รับให้จาคุกแต่ละกระทงเกิน ๕ ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ขอให้สังเกตว่าฎีกาท่ี ๔๑๘๙/๒๕๕๐ (ประชุมใหญ่) กลับฎีกา
ท่ี ๑๕๖๑/๒๕๔๙, ที่ ๕๑๑๖/๒๕๔๗ แล้ว

ฎีกำท่ี ๔๔๕๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๘ คดีนีศ้ าลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามคาพิพากษา
ศาลชนั้ ต้นว่าจาเลยกระทาความผิดรวม ๙๐ กระทง ลงโทษจาคกุ กระทงละ ๖ เดือน ลดโทษให้
กึ่งหน่ึงแล้ว คงจาคกุ กระทงละ ๓ เดือน แม้รวมโทษทกุ กระทงแล้วลงโทษจาคกุ จาเลยถึง ๑๐ ปี
ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ (๑) ก็ตาม แต่เม่ือโทษจาคุกแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี จึงห้ามคู่ความ

539

มใิ ห้ฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท. ๑๓๕๔/๒๕๔๘ ฎ.๒๖๖๔ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษปรับ

จาเลยสถานเดยี ว แม้จะลงโทษปรับเกิน ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ซง่ึ ต้องห้าม
มิให้ค่คู วามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง เสียแล้ว จาเลยย่อม
ไม่อาจกลา่ วอ้างบทบญั ญัตแิ ห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ท่ีกาหนดอตั ราคา่ ปรับไว้ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐
บาท เพ่ือใช้สทิ ธิฎีกาได้อีก

ฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริงหรือในปัญหำข้อกฎหมำย
ฎีกำท่ี ๓๘๘๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๖ น.๔๔ ศาลชนั้ อทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้นและ
ให้ลงโทษจาคุกจาเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง ที่จาเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องจาเลยโดยให้เจ้าหน้าที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาล
ชนั้ ต้นแตไ่ ม่มีใบมอบฉันทะ ฝ่ าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา ๖๔, ๒๗ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ กบั ไม่มี
หนังสือมอบอานาจ ฝ่ าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕, ๑๖๑
วรรคแรก คาสง่ั ประทบั ฟ้องจงึ ไม่ชอบนนั้ ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจาเลยดงั กล่าว ศาล
ฎีกาจาต้องย้อนไปวนิ ิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์มอบอานาจให้เจ้าหน้าท่ีโจทก์ย่ืนฟอ้ งตอ่ ศาลชนั้ ต้น
หรือไม่ ฎีกาของจาเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพ่ือนาไปสู่การวินิจฉัยปัญหา
ข้อกฎหมายท่ีจาเลยยกขนึ ้ อ้าง อนั เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบญั ญตั ิ
ดงั กลา่ วท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ รับฎีกาของจาเลยจงึ เป็นการไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๗๐๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๙ กรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อยและยงั คงให้
ลงโทษจาคุกจาเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ ฎีกาของจาเลยโต้แย้งวา่ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาโดยเจตนา
ทาร้ายเท่านนั้ มิได้มีเจตนาฆ่า และขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจาเลยด้วย จึงเป็น
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบญั ญัตดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๖๓๙๑/๒๕๕๔ ฎ.๑๔๒๖ ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจาเลยท่ีว่า ศาล
รับฟังพยานหลักฐานลงโทษจาเลยไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ ศาลฎีกาจาต้องย้อน
ไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่จาเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานตารวจผู้จับกุมได้ขู่เข็ญและได้พยาน
หลักฐานมาโดยไม่ชอบหรือไม่ คารับสารภาพของจาเลยเกิดจากการสอบสวนอันฝ่ าฝื น
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๕ โดยเจ้าพนักงานตารวจควบคุมเกินความจาเป็น ไม่ให้พบทนายความ

540

ให้เจ้าพนักงานตารวจชุดจับกุมฟังการสอบสวน และแสวงหาพยานหลักฐานไม่ชอบหรือไม่
จาเลยให้การโดยมิได้สมคั รใจหรือไม่ พนกั งานสอบสวนนาบนั ทกึ การจบั กมุ มาเป็นข้อมลู ในการ
ทาบนั ทึกการสอบสวนโดยจาเลยไม่ยินยอม ไม่ได้ให้จาเลยอ่านข้อความและอ่านให้จาเลยฟัง
หรือไม่ ฎีกาของจาเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานท่ีศาล
อทุ ธรณ์ฟังมาเพ่ือนาไปส่กู ารวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายท่ีจาเลยยกขึน้ อ้าง จงึ เป็นฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๓๐๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๔ การวินิจฉัยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบ
เน่ืองจากพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมายให้จาเลยที่ ๓ ทราบก่อน
สอบถามคาให้การจาเลยนนั้ ศาลฎีกาจาต้องย้อนไปวินจิ ฉยั ข้อเทจ็ จริงว่า ขณะพนกั งานสอบสวน
ทาการสอบสวนจาเลยท่ี ๓ ไม่ได้แจ้งสิทธิของผ้ตู ้องหาตามกฎหมายให้จาเลยที่ ๓ ฟังหรือไม่ ซึ่ง
ศาลอทุ ธรณ์ได้วินิจฉยั ข้อเท็จจริงนีแ้ ล้ว ฎีกาของจาเลยที่ ๓ จึงมีลกั ษณะเป็นการโต้แย้งดลุ พินิจ
ในการรับฟังพยานหลักฐานท่ีศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนาไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย
ท่ีจาเลยท่ี ๓ ยกขนึ ้ อ้าง จงึ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยท่ี ๓
มีกาหนด ๔ ปี และศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ฎีกาของจาเลยที่ ๓ จงึ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๖๘๔/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๔๙ คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นลงโทษจาคกุ จาเลย ๓ เดือนและ
ปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๑ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน คดีจึง
ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่ จาเลยฎีกาวา่ จาเลย
เข้ามอบตวั ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจาเลยเมื่อวันที่ ๒๔
กรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่พนักงานสอบสวนยื่นคาขอผดั ฟ้องเมื่อวนั ท่ี ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เกิน
กาหนดตามที่บญั ญัตไิ ว้ในมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน
ศาลแขวงฯ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟ้อง แตป่ รากฏวา่ ศาลอทุ ธรณ์ฟังข้อเท็จจริงวา่ พนกั งานสอบสวน
แจ้งข้อกล่าวหาจาเลยเม่ือวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ตามรายงานประจาวันเก่ียวกับคดี
พนกั งานสอบสวนขอผดั ฟ้องภายในเวลาท่ีกฎหมายกาหนดไว้ โจทก์จึงมีอานาจฟ้อง ดงั นี ้ฎีกา
ของจาเลยจึงเป็นฎีกาท่ีโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลอุทธรณ์ว่า จาเลย
ได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาในวันใด เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงที่จะนาไปสู่ปัญหา
ข้อกฎหมายวา่ โจทก์มีอานาจฟ้องหรือไม่ ฎีกาของจาเลยในข้อนีจ้ ึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
หาใชข่ ้อกฎหมายตามท่ีจาเลยฎีกาไม่

541

ฎีกำท่ี ๕๔๗๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๖๒ จาเลยฎีกาว่า การกระทาของจาเลยเป็ น
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจาต้องย้อนไปวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมได้มอบหมายให้จาเลยดาเนินการในลกั ษณะท่ีสง่ มอบการครอบครองเงิน
ไปอยู่กับจาเลยหรือไม่ ฎีกาของจาเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับพยาน
หลกั ฐานท่ีศาลอทุ ธรณ์ฟังมาเพ่ือนาไปส่กู ารวินิจฉยั ปัญหาข้อกฎหมายที่จาเลยยกขนึ ้ อ้าง จึงเป็น
ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนีศ้ าลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและยงั คงให้
ลงโทษจาคกุ กระทงละไมเ่ กินห้าปี ฎีกาของจาเลยจงึ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ส่วนท่ีจาเลยฎีกาว่า ก่อนแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานยกั ยอกทรัพย์ จาเลยและ
โจทก์ร่วมได้ทาบันทึกข้อตกลงเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินา
คดีอาญามาฟ้องของโจทก์ร่วมในความผิดฐานยกั ยอกทรัพย์จึงระงบั ไป โจทก์ร่วมไม่มีอานาจ
แจ้งความร้องทกุ ข์และพนกั งานสอบสวนไมม่ ีอานาจสอบสวน เม่ือมีการสอบสวนเพม่ิ เตมิ โดยแจ้ง
ข้อหาลกั ทรัพย์ จึงเป็นการสอบสวนท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และโจทก์ร่วมไมม่ ีอานาจฟอ้ งใน
ข้อหาลักทรัพย์นัน้ เป็นฎีกาท่ีมีเงื่อนไขว่าศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยก่อนว่าการกระทาความผิด
ของจาเลยเป็นความผิดฐานยกั ยอกทรัพย์หรือไม่ ต้องห้ามมิให้ฎีกาดงั วนิ ิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ฎีกา
ของจาเลยจงึ ไมเ่ ป็นสาระอนั ควรแกก่ ารวินิจฉยั เพราะไมม่ ีผลเปลี่ยนแปลงคาพิพากษานี ้

ฎีกำท่ี ๖๗๕๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๙๐ การท่ีจาเลยที่ ๑ ฎีกาว่าคดีโจทก์ขาด
อายุความนนั้ ในการวินิจฉัยปัญหาดงั กลา่ ว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงวา่ ผ้เู สียหาย
ทงั้ สิบสองรู้เรื่องความผิดและรู้ตวั ผ้กู ระทาความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนบั แต่
วนั ที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตวั ผู้กระทาความผิดหรือไม่ ฎีกาของจาเลยท่ี ๑ จึงมีลกั ษณะเป็นการ
โต้ แย้ งดุลพิ นิจในการรับ ฟั งพ ยาน หลักฐานของศาลอุทธรณ์ เพื่ อนาไปสู่การวินิจฉัยปั ญ ห า
ข้อกฎหมายที่จาเลยท่ี ๑ ยกขนึ ้ อ้าง จงึ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท.๒๙๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๒๒ ฎีกาของจาเลยท่ีคัดค้ าน
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมมีความ
สอดคล้องกันอย่างสมเหตสุ มผล แม้ ค. จะไม่ได้มาเบิกความเป็นพยานในชนั้ พิจารณา แต่ไม่มี
กฎหมายห้ามมิให้รับฟังประกอบพยานหลกั ฐานอื่น ศาลย่อมรับฟังคาให้การในชนั้ สอบสวนของ
ค. ประกอบพยานหลกั ฐานอ่ืนได้ และที่จาเลยเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวซ่ึงจาเลยเห็นว่า
ผิดจากข้อเท็จจริงในสานวนนนั้ เป็นการฎีกาโต้แย้งดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาล
อทุ ธรณ์ อนั เป็นฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริง มิใชเ่ ป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

542

ศำลอุทธรณ์แก้ไขมำก
คำส่ังคำร้องท่ี ท.๒๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๒ ศาลชนั้ ต้นพพิ ากษาลงโทษจาคกุ จาเลย
กระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ กระทง จาคุก ๒ ปี และปรับ
๒๐๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจาคุกไว้ แม้ศาลอุทธรณ์จะ
พิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยไมเ่ กินห้าปี แตเ่ ป็นกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้ไขมากให้รอการ
ลงโทษจาเลย จงึ ไมต่ ้องห้ามคคู่ วามฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ
ทงั้ เป็นคดีท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษปรับจาเลยกระทงละกว่าสี่หมื่นบาท
ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั ข้อห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ เชน่ กนั

ศำลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย
ฎีกำท่ี ๗๐๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๙ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยท่ี ๑ มีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๒๙๕, ๘๓ การกระทาของจาเลยที่ ๑ เป็นกรรมเดียวผิด
ต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ซึ่งเป็นบทหนกั ที่สุด จาคกุ ๑๐ ปี ลดโทษให้
จาเลยท่ี ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หน่ึงในสาม คงจาคกุ ๖ ปี ๘ เดือน ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้
เป็นวา่ ลดโทษจาเลยที่ ๑ กง่ึ หนง่ึ คงจาคกุ ๕ ปี เป็นการที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้โทษจาคกุ ที่ลง
จาก ๖ ปี ๘ เดือน เป็น ๕ ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อยและยงั คงให้ลงโทษจาคุก
จาเลยที่ ๑ ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จาเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนงึ่
ข้อสังเกต กรณีที่จะถือว่าศาลอทุ ธรณ์แก้ไขนอ้ ย จะตอ้ งเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษ โดยไม่แก้
จานวนโทษ หรือกรณีไม่แก้บทลงโทษ แต่แก้จานวนโทษ การที่ศาลอุทธรณ์แก้เพียงอย่างเดียว
ถือว่าแก้นอ้ ย แต่กรณีทีจ่ ะถือว่าเป็นการแก้ไขมากนนั้ จะตอ้ งเป็นการแก้ทง้ั บทลงโทษและจานวน
โทษที่ลง (ฎีกาที่ ๑๓๐๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๖) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
ปรับบทกฎหมายต่างกนั บางกรณีไม่ถือเป็นการแก้บทขอใหด้ ูตวั อย่างหวั ข้อต่อ ๆ ไป
ฎีกำท่ี ๕๒๑๖/๒๕๕๖ ฎ.๑๕๙๘ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลย ๑ เดือน ศาล
อทุ ธรณ์ให้เปล่ียนโทษจาคกุ ๑ เดือน เป็นลงโทษกักขงั จาเลยแทนโทษจาคกุ มีกาหนด ๑ เดือน
จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้จาเลยฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ ที่จาเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจาคกุ ให้แกจ่ าเลย
เป็นการโต้เถียงดลุ พินิจในการลงโทษของศาลอทุ ธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม

543

บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๑๐๘๑๗/๒๕๕๘ ฎ.๑๗๘๗ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จาเลย

กระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอนั ตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ ซ่ึงการ
กระทาความผิดโดยเจตนากับประมาทนนั้ ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาชนั้
อุทธรณ์แตกตา่ งกับข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้องในข้อหาสาระสาคญั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ และแม้จาเลยเป็นฝ่ ายอทุ ธรณ์โดยโจทก์ไมไ่ ด้อทุ ธรณ์ ศาล
อทุ ธรณ์ก็ชอบท่ีจะพิพากษาปรับบทลงโทษจาเลยให้ถกู ต้องได้ แตไ่ ม่อาจลงโทษจาเลยเพราะจะ
เป็นการเพ่ิมเตมิ โทษจาเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๒ การท่ีศาลอทุ ธรณ์มิได้พิพากษา
ปรับบทลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ เป็นการไมช่ อบ

ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) ประกอบมาตรา ๖๗ (๒),
๖๙ และไมล่ งโทษจาเลย ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้น และไม่ลงโทษจาเลย หรือแม้
หากศาลอทุ ธณณ์จะพิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นก็ไมอ่ าจลงโทษจาเลยได้ ยอ่ มถือวา่ ศาล
อุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและยังคงไม่ลงโทษจาเลย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ท่ีจาเลยฎีกาว่า จาเลยมิได้ประมาทเลินเล่ออย่าง
ร้ายแรง เป็นการโต้เถียงดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหา
ข้อเทจ็ จริงต้องห้ามมใิ ห้ฎีกาตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว

ฎีกำท่ี ๘๕๖๑/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๑๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยท่ี ๖ มีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิด
ตอ่ กฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ซึ่งเป็นกฎหมายบทท่ีมีโทษหนกั ที่สดุ ตาม
ป.อ.มาตรา ๙๐ จาคกุ ๙ เดือน เพ่ิมโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ เป็นจาคกุ ๑๒ เดือน
ลดโทษให้กึ่งหน่งึ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจาคกุ ๖ เดือน ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ จาเลย
ที่ ๖ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๓ จาคุก ๙ เดือน ลดโทษให้ก่ึงหนึ่ง
ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจาคุก ๔ เดือน ๑๕ วนั ยกคาขอให้เพ่ิมโทษ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์
แก้ไขบทลงโทษ โดยไม่ได้แก้ไขโทษและยกคาขอให้เพ่ิมโทษ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และ
ลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๖ ไม่เกินห้าปี จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหน่ึง ที่จาเลยท่ี ๖ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนนั้ เป็นฎีกาโต้เถียง
ดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม
บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว

544

ฎีกำท่ี ๒๒๒๐/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๘๓ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม, ๒๗๗ วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐาน
พรากเด็กหญิงอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปี จาคกุ ๕ ปี ฐานกระทาชาเราเดก็ หญิงอายยุ งั ไมเ่ กินสิบห้าปี
จาคุก ๔ ปี รวมจาคุก ๙ ปี เพิ่มโทษจาเลยหน่ึงในสามตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ รวมจาคกุ ๑๒ ปี
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตามฟ้องคงลงโทษจาคกุ จาเลยรวม ๒ กระทงเช่นเดิม
เพียงแตใ่ ห้ยกคาขอที่ให้เพิ่มโทษ โจทก์มิได้ฎีกาในข้อท่ีศาลอทุ ธรณ์ไมเ่ พ่ิมโทษ จึงมีผลเทา่ กบั ว่า
ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นในเรื่องไม่เพิ่มโทษซงึ่ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และ
ยังคงให้ลงโทษจาคุกจาเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จาเลยฎีกาวา่ ไม่ได้กระทาผิดทงั้ สองฐานความผิด
จงึ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริง จงึ ต้องห้ามตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว
ข้อสังเกต การเพ่ิมโทษหรือไม่เพิ่มโทษ เป็ นแก้น้อย แต่ถ้าในคาพิพากษาก่อนเพิ่มโทษจาคุก
ไม่เกิน ๕ ปี เมื่อเพิ่มโทษแล้วเกิน ๕ ปี ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๑๘
(ฎีกาที่ ๔๑๘๙/๒๕๕๐ (ประชมุ ใหญ่))

ฎีกำท่ี ๕๖๔๒/๒๕๕๑ ฎ.๑๖๙๕ ศาลชัน้ ต้นลงโทษจาคุกจาเลย ๑ เดือน และปรับ
๓,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ริบรถยนต์
บรรทกุ ของกลาง เป็นการแก้ไขเลก็ น้อย ต้องห้ามมใิ ห้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๒๘๗๒/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๗๙ การท่ีศาลชนั้ ต้นลงโทษจาคุกกระทงละ ๓ ปี
รวม ๕ กระทง เป็นจาคกุ ๑๕ ปี ริบของกลางและให้จาเลยใช้เงินจานวน ๘,๗๗๐,๐๐๐ บาท แก่
โจทก์ร่วม เป็ นกรณีท่ีศาลชัน้ ต้นลงโทษจาคุกจาเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี ศาลอุทธรณ์
พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้จาเลยร่วมกนั ใช้เงินจานวน ๗,๗๖๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นการแก้ไข
เล็กน้อย และยงั คงลงโทษจาคกุ แต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๓๐๗๗/๒๕๕๙ ฎ.๘๐๒ ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาคกุ จาเลยกระทงละ ๕ ปี ลดโทษให้
กระทงละหนง่ึ ในส่ี คงจาคกุ กระทงละ ๓ ปี ๙ เดอื น รวม ๒๒ กระทง เป็นจาคกุ ๖๖ ปี ๑๙๘ เดอื น
แต่ให้ลงโทษจาคุกจาเลย ๒๐ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ (๒) และให้จาเลยคืนหรือใช้เงินแก่
ผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงท่ี ๑๗ และที่ ๑๙ ถึงที่ ๒๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้ยกคาขอของ
โจทก์ท่ีให้จาเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหายที่ ๑๓ เป็นกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์แก้ไข
เลก็ น้อยและยงั คงให้ลงโทษจาคกุ กระทงละไมเ่ กินห้าปี คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

545

คำส่ังคำร้องท่ี ท.๒๑๓/๒๕๔๙ ฎ.๒๕๖๘ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยที่ ๑ มีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ ลงโทษจาคกุ ๑ ปี ปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะ
ให้จาเลยที่ ๑ และท่ี ๓ ร่วมกันโฆษณาคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ทัง้ หมด เว้นแต่เฉพาะทาง
พิจารณานาสืบของโจทก์และจาเลยท่ี ๑ ในหนังสือพิมพ์ข่าวชาวบ้านเป็นเวลาสามครัง้ โดยให้
จาเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้ชาระค่าโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๒ (๒) แต่ไม่ได้แก้ไขบทและ
แก้ไขโทษ ทัง้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จาเลยที่ ๑ โฆษณาคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์
ไมใ่ ช่โทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๔๑๓๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๔๖๑ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยกระทงละ ๑ ปี
รวม ๔๐ กระทง ศาลอทุ ธรณ์ยงั คงลงโทษจาเลยแตล่ ะกระทงตามที่ศาลชนั้ ต้นกาหนด แตเ่ ห็นวา่
จาเลยกระทาความผิดเพียง ๑๓ กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จาเลยจึงฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงไมไ่ ด้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๘๐๕๓/๒๕๕๓ ฎ.๑๘๕๕ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๑๐, ๓๓๕ (๖) (๗) วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ การกระทาของจาเลยเป็น
ความผิดหลายกรรมตา่ งกนั ให้ลงโทษทกุ กรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐาน
ร่วมกนั สมคบกนั กระทาอนั เป็นซอ่ งโจร จาคกุ ๑ ปี ฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์ จาคกุ ๔ ปี รวมจาคกุ ๕
ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ ความผิดฐานเป็นซ่องโจรกบั ความผิดฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์เป็น
การกระทากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกนั ลกั ทรัพย์อนั เป็น
กฎหมายบทท่ีมีโทษหนกั ที่สดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ซ่ึงเม่ือหกั โทษความผิดฐานเป็นซ่องโจรออก
จากโทษที่ศาลชนั้ ต้นกาหนดคงจาคกุ ๔ ปี เป็นกรณีที่ศาลอทุ ธรณ์แก้ไขเล็กน้อยและยงั คงลงโทษ
จาคุกจาเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนงึ่

กรณีท่ไี ม่ถอื ว่ำเป็ นกำรแก้บท แม้จะแก้โทษกถ็ อื ว่ำแก้น้อย
ฎีกำท่ี ๑๗๑๑๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๘๕ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิด
ฐานตอ่ ส้ขู ัดขวางเจ้าพนกั งานในการปฏิบตั ิการตามหน้าท่ี โดยประกอบด้วยเหตฉุ กรรจ์ คือ โดย
ใช้กาลงั ประทษุ ร้ายและโดยมีหรือใช้อาวธุ ปืนตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง, ๑๔๐ วรรคแรก
และวรรคสาม ให้จาคกุ ๖ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ จาเลยมีความผิดฐานต่อส้ขู ดั ขวาง

546

เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่อันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๘ วรรคแรก โดย
ไมป่ ระกอบด้วยเหตฉุ กรรจ์ คอื ไมไ่ ด้ใช้กาลงั ประทษุ ร้ายและไมม่ ีหรือใช้อาวธุ ปืนตามมาตรา ๑๓๘
วรรคสอง, ๑๔๐ วรรคแรก และวรรคสาม และแก้โทษจาคกุ เป็น ๑ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา
๗๘ หนึ่งในสาม คงจาคุก ๘ เดือน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ วรรคของความผิด
ในมาตราเดียวกนั คือ มาตรา ๑๓๘ ส่วนมาตรา ๑๔๐ วรรคแรกและวรรคสาม ก็เป็นบทบญั ญัติ
ถึงเหตุที่จะทาให้ ผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง ต้ องระวางโทษหนักขึน้
หากการต่อสู้ขดั ขวางเจ้าพนกั งานได้กระทาโดยมีหรือใช้อาวธุ ปืน หาใช่ความผิดอีกบทหน่ึงไม่
จงึ ไมถ่ ือเป็นการแก้บทความผิด ดงั นนั้ แม้ศาลอทุ ธรณ์จะแก้โทษด้วย ก็เป็นการแก้ไขเลก็ น้อยและ
คงให้ลงโทษจาคกุ ไม่เกิน ๕ ปี จึงห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๑๐๖๑๖/๒๕๕๓ ฎ.๑๙๗๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๔๘, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖, ๘๓ และมาตรา ๓๓๗ ประกอบมาตรา ๘๓ การกระทา
ของจาเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘
ประกอบมาตรา ๘๖, ๘๓ อนั เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนกั ท่ีสดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จาคกุ ๑๐
ปี กับให้จาเลยใช้เงิน ๗๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจาเลยมี
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๘ ประกอบมาตรา ๘๖ และมาตรา ๓๓๗ วรรคแรก ประกอบ
มาตรา ๘๓ ให้จาคกุ ๕ ปี นอกจากท่ีแก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาของศาลชนั้ ต้น เป็นการปรับ
บทลงโทษจาเลยในความผิดฐานสนบั สนนุ ให้เจ้าพนกั งานตารวจใช้อานาจในตาแหนง่ โดยมิชอบ
ข่มขืนใจหรือจงู ใจให้บคุ คลใดมอบให้ หรือหามาให้ซง่ึ ทรัพย์สินแก่ตนเองหรือผ้อู ่ืน และระบวุ รรค
ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ เป็นการแก้ไขเพียงแตป่ รับบทกาหนดโทษและปรับวรรคของ
บทความผิดให้ถูกต้อง โดยมิได้แก้ฐานความผิดแตอ่ ย่างใด แม้จะแก้โทษด้วยก็ถือเป็นการแก้ไข
เล็กน้อย เม่ือศาลอุทธรณ์ยงั คงลงโทษจาคกุ จาเลยไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาใน
ปัญหาข้อเทจ็ จริง ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๕๐๑๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๗๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยทงั้ สามมีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๖๖ (๓), ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๓), ๓๔๑ ประกอบมาตรา ๘๓
เป็นกรรมเดียวผดิ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา
๒๖๖ (๓) ซ่งึ เป็นบทท่ีมีโทษหนกั ที่สดุ จาคกุ จาเลยทงั้ สามคนละ ๓ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้
เป็นว่า ให้ยกฟ้องจาเลยทงั้ สามในความผิดฐานฉ้อโกง โดยไม่ได้แก้โทษของจาเลยท่ี ๑ จึงเป็น

547

การแก้ไขเล็กน้อย สว่ นกรณีของจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาลดโทษให้จาเลยท่ี ๒
และท่ี ๓ ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๓) คงจาคกุ คนละ
๑ ปี ๓ เดือน จงึ เป็นกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์แก้โทษความผิดในบทท่ีมีโทษหนกั ที่สดุ อนั เป็นบทท่ีศาล
ชนั้ ต้นลงโทษ แม้จะยกฟ้องความผิดในบทท่ีเบากว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการแก้เล็กน้อย เม่ือศาล
อทุ ธรณ์คงให้ลงโทษจาเลยทงั้ สามไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๖๙๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๗ คดีนีศ้ าลชัน้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยที่ ๑ มี
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๒๖๕ , ๒๖๙/๖ , ๒๖๙/๗ เป็นความผิดหลายกรรมตา่ งกนั ให้
เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการรวม ๗ กระทง จาคกุ กระทงละ ๔ ปี และปรับกระทง
ละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจาคกุ ๒๘ ปี และปรับ ๗๐,๐๐๐ บาท และฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้ซึ่งบตั ร
อิเล็กทรอนิกส์ของผ้อู ื่นเพ่ือประโยชน์ในการชาระค่าสินค้า ค่าบริการ จาคกุ ๔ ปี ๖ เดือน รวม
จาคุก ๓๒ ปี ๖ เดือน และปรับ ๗๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมโทษทกุ กระทงแล้วให้จาคุก ๒๐ ปี ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจาเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕ ประกอบมาตรา ๘๓,
๒๖๙/๖ ฐานร่วมกนั ปลอมเอกสารราชการเป็นความผิด ๒ กระทง จาคกุ กระทงละ ๔ ปี และปรับ
กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจาคกุ ๘ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ฐานมีไว้เพื่อนาออกใช้ซงึ่ บตั ร
อิเล็กทรอนิกส์ของผ้อู ่ืนโดยมิชอบ จาคกุ ๓ ปี รวมจาคกุ ๑๑ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ยกฟ้อง
ตามมาตรา ๒๖๙/๗ ซึ่ง ป.อ. มาตรา ๒๖๙/๗ นัน้ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุท่ีจะทาให้ผู้กระทา
ความผิดตามมาตรา ๒๖๙/๖ ต้องระวางโทษหนกั กว่าที่บญั ญัติไว้ในมาตรานนั้ ๆ กึ่งหน่ึง หาใช่
เป็นความผิดอีกบทหน่ึงต่างหากไม่ การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นโดยไม่ได้ใช้
อตั ราโทษตามที่มาตรา ๒๖๙/๗ กาหนดไว้ แตย่ งั คงพิพากษาวา่ จาเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๘๓ , ๒๖๙/๖ ตามที่ศาลชนั้ ต้นยกขึน้ ปรับบท จึงเป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิด
ฐานปลอมเอกสารราชการนนั้ ศาลอทุ ธรณ์ยกฟ้อง ๕ กระทง แตย่ งั คงพิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้น
ว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาความผิด ๒ กระทง และให้ลงโทษจาคกุ จาเลยที่ ๑ ทงั้ สองฐานความผิด
กระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จาเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๗๒๒/๒๕๕๖ ฎ.๑๔๐ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๒๗๗ วรรคส่ี ลงโทษจาคกุ ๒๕ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจาเลยมีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคหน่งึ ลงโทษจาคกุ ๑ ปี ๘ เดือน เป็นกรณีที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้จาก

548

ความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีอนั มีลกั ษณะเป็นการโทรมเด็ก เป็นความผิด
ฐานกระทาชาเราเด็กอายยุ ังไม่เกินสิบห้าปีซ่ึงไม่มีลกั ษณะเป็นการโทรมเด็ก อนั เป็นการแก้ฐาน
ความผิดเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตฉุ กรรจ์ อีกทงั้ ความผิดทงั้ สองวรรคเป็นความผิดในมาตรา
เดียวกนั และตา่ งก็เป็นความผิดอนั ยอมความไม่ได้ ไมถ่ ือเป็นการแก้บท แม้จะแก้โทษด้วย จึงเป็น
กรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจาคกุ จาเลยไม่เกิน ๕ ปี คดี
ต้องห้ามมใิ ห้คคู่ วามฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๗๑๒๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๓๓ คดีนีศ้ าลชัน้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยที่ ๒ มี
ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม
ประกอบมาตรา ๘๓ และฐานร่วมกนั กระทาชาเราเด็กหญิงอายไุ มเ่ กินสบิ ห้าปีซง่ึ มิใชภ่ ริยาของตน
อนั มีลกั ษณะเป็นการโทรมเดก็ หญิงและเดก็ หญิงนนั้ ไม่ยนิ ยอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม
ประกอบมาตรา ๘๓ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ จาเลยที่ ๒ ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๓๑๗ วรรคสาม และมาตรา ๒๗๗ วรรคสาม แต่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยงั ไม่เกินสิบห้าปี
โดยปราศจากเหตอุ นั สมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก จงึ เป็นกรณีท่ีศาลอทุ ธรณ์แก้วรรค
ของความผิดในบทมาตราเดียวกันซึ่งมีระวางโทษต่างกนั ไม่มากนัก และเป็นการแก้ไขปรับบท
ให้ถูกต้องตามฟ้องโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษด้วย ก็เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และ
ให้ลงโทษจาคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๑๘ วรรคหนงึ่
ข้อสังเกต คดีนี้จาเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ข้อ ๑. ไม่ไดก้ ระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ ข้อ ๒. ไม่ได้
กระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ฎีกาข้อ ๑. ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๖ เพราะศาลอทุ ธรณ์ไม่ได้ลงโทษจาเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๗๗ ฎีกาข้อ ๒. ศาลฎีกา
วินิจฉยั ว่า แก้น้อย ต้องห้าม (คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฎีกา ลองคิดต่อว่าถ้า โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงขอให้
ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ได้หรือไม่ คาตอบคือ
โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม ได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง แต่ฎีกาข้อเท็จจริงขอใหล้ งโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ไม่ได้
ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง)

ฎีกำท่ี ๖๘๒๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๕๑ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) (๑๑) (๑๒) วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จาคกุ ๔ ปี ศาลอุทธรณ์
พพิ ากษาแก้เป็นวา่ ไมป่ รับบทความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑๒) จาคกุ ๓ ปี ให้คนื ขีย้ างพารา
แก่ผ้เู สียหาย และคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของ เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์เพียงแตป่ รับบท

549

กฎหมายที่ลงโทษให้ถูกต้องเท่านัน้ มิได้แก้บทความผิด แม้จะแก้ไขโทษด้วยก็ เป็นการแก้ไข
เล็กน้ อย และยังคงลงโทษจาคุกจาเลยไม่เกินห้ าปี จึงต้องห้ ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.ว.ิ อ มาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๑๕๐๗๓/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๖ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม
พ.ร.บ. ป่ าไม้ฯ มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง, ๗๓ วรรคหน่ึง, วรรคสอง (๑) การกระทาของจาเลยเป็น
ความผิดหลายกรรมตา่ งกนั ให้ลงโทษทกุ กรรมเป็นกระทงไป ฐานตงั้ โรงงานแปรรูปไม้โดยไมไ่ ด้รับ
อนุญาต จาคุก ๓ เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จาคกุ ๓ เดือน ฐานมีไม้สกั และไม้
เหียงแปรรูปไว้ ในครอบครองโดยไม่ได้ รับอนุญ าตเป็ นการกระทากรรมเดียวเป็ นความผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซ่ึงเป็น
กฎหมายบทท่ีมีโทษหนกั ที่สนุก จาคกุ ๑ ปี รวมจาคกุ ๑ ปี ๖ เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหน่ึง
คงจาคกุ ๙ เดือน บวกโทษจาคุก ๑๘ เดือน ที่รอการลงโทษไว้แล้ว เป็นจาคุก ๒๗ เดือน ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นฐานวา่ ฐานตงั้ โรงงานแปรรูปไม้เหียงและไม้สกั โดยไม่ได้รับอนญุ าตเป็ น
การกระทากรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตงั้ โรงงานแปรรูปไม้สกั
โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต จาคกุ ๑ ปี ฐานแปรรูปไม้เหียงและไม้สกั โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตเป็นการกระทา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต
จาคกุ ๑ ปี อนั เป็นการท่ีศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นที่ให้ลงโทษจาเลยฐานตงั้
โรงงานแปรรูปไม้โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตและฐานแปรรูปไม้โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต ตาม พ.ร.บ.ป่ าไม้ฯ
มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง และ ๗๓ วรรคหน่ึง ทงั้ สองฐานความผิด เป็นลงโทษจาเลยฐานตงั้ โรงงาน
แปรรูปไม้สกั โดยไม่ได้รับอนญุ าตและฐานแปรรูปไม้สกั โดยไม่ได้รับอนญุ าต ตาม พ.ร.บ. ป่ าไม้ฯ
มาตรา ๔๘ วรรคหน่ึง และ ๗๓ วรรคสอง (๑) ทงั้ สองฐานความผิด จึงเป็นกรณีที่ศาลอทุ ธรณ์
พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาล
อุทธรณ์แก้ไขโทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจาคุกกระทงละไม่เกินห้าปี
จึงห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ท่ีจาเลยฎีกา
ขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดลุ พินิจในการกาหนดโทษของศาลอทุ ธรณ์เป็นฎีกาในปัญหา
ข้อเทจ็ จริง จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว

550

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๘ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๑๐๘๗/๒๕๕๔ ฎ.๒๓๕๑ จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยตุ ิวา่ จาเลยได้กระทาความผิดตามฟ้องจริง ฐานร่วมกนั ฆา่ ผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกนั
มีอาวธุ ปืนและเคร่ืองกระสนุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตจาคกุ ๑ ปี ฐานร่วมกนั พา
อาวุธปืนและมีดจาคกุ ๖ เดือน โดยไม่ลดโทษให้ รวมทุกกระทงคงให้ประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์
พิพากษาแก้โดยลดโทษให้จาเลยกึ่งหน่ึงตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๒) รวม
ทุกกระทงคงให้จาคุกตลอดชีวิต โจทก์ร่วมฎีกาว่าจาเลยให้การรับสารภาพเพราะจานนต่อ
หลกั ฐาน หาได้รับสารภาพเพราะสมคั รใจหรือสานึกแก่โทษ และการรับสารภาพของจาเลยไม่ได้
ให้ความรู้แก่ศาล ขอให้ศาลฎีกาไม่ลดโทษให้แก่จาเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อ่ืนโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อตระเตรียมการและเพื่อความสะดวกในการชิงทรัพย์ เม่ือศาลอุทธรณ์
พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จาเลย กรณีจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจาคกุ จาเลย
เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ฎีกา
ของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นฎีกาดุลพินิจในการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม
มใิ ห้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทมาตราดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๖๐๘๓/๒๕๔๖ ฎ.๑๑๕๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดฐานฆ่าผ้อู ื่น
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หน่ึงในสาม
คงจาคกุ ตลอดชีวติ ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาแก้เป็นวา่ จาเลยมีความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕)
อีกบทหนึ่งด้วย ลงโทษฐานฆ่าผ้อู ื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผ้อู ื่นโดยทรมานหรือโดยกระทา
ทารุณโหดร้ายอนั เป็นบทที่มีโทษหนกั ที่สดุ วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หน่ึงในสาม คงจาคกุ
ตลอดชีวิต เป็นกรณีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) มาเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดย
ทรมานหรือโดยกระทาทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๔) และ ๒๘๙ (๕) และยงั คงจาคกุ
ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจาคุกจาเลยเกิน ๕ ปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกา
ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง และข้อห้ามฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ
โจทก์ร่วมด้วย


Click to View FlipBook Version