The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

51

ข้อ ๑๐ คำถำม เด็กหญิงแดงอายุ ๑๔ ปี ๑๐ เดือน รักใคร่ชอบพอนายดา นายดาชวน
เดก็ หญิงแดงไปท่ีบ้านนายดาแล้วนายดาขอร่วมประเวณีด้วย เดก็ หญิงแดงซง่ึ ชอบพอนายดาอยู่
แล้วจึงยินยอมให้นายดากระทาชาเรา หลงั จากนนั้ นายดาไปส่งเด็กหญิงแดงที่บ้าน เมื่อนายดา
กลบั มาถึงบ้านก็พบนางสาวขาวอายุ ๒๑ ปี ซง่ึ นายดาแอบชอบนางสาวขาวมานาน แตน่ างสาว
ขาวไม่ชอบนายดาเพราะนางสาวขาวมีแฟนอยู่แล้ว นายดาจึงข่มขืนกระทาชาเรานางสาวขาว
หลงั เกิดเหตนุ างสาวขาวไปพบแพทย์ทนั ทีเพ่ือให้เก็บคราบอสจุ ิไว้ตรวจพิสจู น์ความผิดของนายดา
นางสาวขาวเสียใจที่ถูกข่มขืนจึงล้มป่ วยโดยยงั สามารถพดู จาได้ แตไ่ ม่สามารถเคล่ือนไหวได้ ใน
วนั สุดท้ายที่จะร้องทุกข์ได้ นางสาวขาวมอบอานาจด้วยวาจาให้นางเหลืองมารดาของนางสาว
ขาวไปแจ้งความดาเนินคดีกับนายดาข้อหาข่มขืนกระทาชาเรา ตอนแรกพนักงานสอบสวน
ไม่รับคาร้ องทุกข์ แต่เมื่อนางเหลืองยืนยนั อย่างหนกั แน่นว่านางสาวขาวมอบอานาจให้ตนมา
ร้องทกุ ข์เพ่ือดาเนินคดแี ก่นายดาข้อหาขม่ ขืนกระทาชาเรา ที่ไมไ่ ด้ทาหลกั ฐานการมอบอานาจเป็น
หนงั สือเน่ืองจากนางสาวขาวป่ วยจนไมอ่ าจเคลื่อนไหวได้ พนกั งานสอบสวนจงึ รับคาร้องทกุ ข์โดย
บนั ทึกเร่ืองการมอบอานาจด้วยวาจาและการร้องทุกข์ด้วยวาจาไว้ พร้อมทงั้ ลงวนั เดือนปีและ
ลายมือชื่อพนกั งานสอบสวนกบั นางเหลือง ตอ่ มาพนกั งานสอบสวนดาเนินการสอบสวนเสร็จและ
มีความเห็นควรสั่งฟ้องนายดาทุกคดี และพนักงานอัยการสั่งฟ้องนายดาข้อหากระทาชาเรา
เดก็ หญิงแดงซ่งึ อายไุ มเ่ กิน ๑๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ ข้อหาพรากเดก็ ตาม
มาตรา ๓๑๗ คดีหนง่ึ และข้อหาขม่ ขืนกระทาชาเรานางสาวขาวอีกคดหี นงึ่

ก. นางเขียวย่ืนคาร้องว่า เป็นมารดาผ้มู ีอานาจจดั การแทนเด็กหญิงแดงขอเข้าร่วมเป็น
โจทก์กบั พนกั งานอยั การในความผิดฐานกระทาชาเราเด็ก และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิด
ฐานพรากเดก็ นายดาขอให้ยกคาร้อง

ข. นางเหลืองยื่นคาร้องว่า ตนได้รับมอบอานาจจากนางสาวขาวด้วยวาจาให้มาขอเข้า
ร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การเน่ืองจากนางสาวขาวป่ วยจนไม่อาจเคล่ือนไหวได้ นายดาขอให้
ยกคาร้อง และนายดายื่นคาร้องขอให้ศาลยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมายเนื่องจากการมอบอานาจ
ร้องทกุ ข์ไม่ได้ทาเป็นหนงั สือ การมอบอานาจไมช่ อบด้วยกฎหมาย จงึ ถือวา่ ไมม่ ีการร้องทกุ ข์ในคดี
ความผิดตอ่ สว่ นตวั พนกั งานอยั การไมม่ ีอานาจฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสง่ั คาร้องของนางเขียวมารดาของเด็กหญิงแดง คาร้องของนาง
เหลืองมารดาของนางสาวขาว และคาร้องของนายดาจาเลย อยา่ งไร

คำตอบ ก. ความผิดฐานกระทาชาเราเด็กนนั้ แม้เดก็ หญิงแดงยินยอมให้นายดากระทา

52

ชาเรา แต่ควำมยินยอมของเดก็ หญิงแดงท่ีให้นำยดำร่วมประเวณีด้วย เป็ นควำมยินยอม
ท่ีไม่สมบูรณ์ เพรำะควำมเป็ นเด็ก เด็กหญิงแดงจึงเป็ นบุคคลผู้ได้รับควำมเสียหำย
เน่ืองจำกกำรกระทำควำมผิดข้อหำนี้ ซ่ึงถือว่ำเป็ นผู้เสียหำยโดยนิตินัยตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) เม่ือเด็กหญิงแดงเป็ นผู้เสียหำยโดยนิตินัย
นำงเขียวมำรดำของเด็กหญิงแดงผู้จัดกำรแทนจึงมีอำนำจจัดกำรแทนเด็กหญิงแดงใน
ควำมผิดฐำนกระทำชำเรำเด็กได้ (ฎีกาท่ี ๘๙๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๙ และขอให้ดู
ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ด์ิ . คาอธิบายหลกั กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.
พิมพ์ครัง้ ท่ี ๗, ๒๕๕๓ น.๗๙-๘๐ และหมายเหตทุ ้ายฎีกาที่ ๔๑๔๗/๒๕๕๐ ฎ.๑๑๒๘-๑๑๓๓)

สาหรับความผิดฐานพรากเดก็ เป็ นควำมผิดท่ีกระทำต่อบดิ ำมำรดำ ผู้ปกครอง หรือ
ผู้ดูแล (ขอให้ดศู าสตราจารย์ ดร. เกียรตขิ จร วจั นะสวสั ดิ์. กฎหมายอาญาภาคความผิด เล่ม ๒.
พิมพ์ครัง้ ท่ี ๖, ๒๕๕๗ น. ๕๖๐) เพรำะเป็ นกำรกระทำต่ออำนำจปกครองดูแลของบิดำ
มำรดำ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล (ฎีกาท่ี ๕๙๕๑/๒๕๕๕) เม่ือนางเขียวมารดาของเดก็ หญิงแดงซึ่ง
เป็นผู้เสียหายในความผิดดงั กล่าวไม่ได้รู้เห็นเป็นใจให้นายดาพรากเด็กหญิงแดง นำงเขียวจึง
เป็ นบุคคลผู้ได้รับควำมเสียหำยเน่ืองจำกกำรกระทำควำมผิดฐำนพรำกเดก็ ตำมมำตรำ
๒ (๔) มีอำนำจย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรในระยะใดระหว่ำง
พจิ ำรณำก่อนศำลชัน้ ต้นพพิ ำกษำคดนี ัน้ กไ็ ด้ตามมาตรา ๓๐

ศำลจงึ ส่ังอนุญำตให้นำงเขียวเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรได้
ข. การท่ีนางสาวขาวป่ วยจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้จึงมอบอานาจด้วยวาจาให้นางเหลือง
มายื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นนั้ แม้กำรฟ้องคดีอำญำหรือกำรย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ น
โจทก์จะถือว่ำไม่เป็ นกำรท่ีต้องทำเองเฉพำะตัว สำมำรถมอบอำนำจให้ผู้อ่ืนกระทำกำร
แทนได้ (ฎีกาที่ ๘๙๑/๒๕๐๓) แตก่ ารมอบอานาจให้ย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เป็นการฟ้อง
คดีอาญา และกำรฟ้องคดีอำญำมำตรำ ๑๕๘ ให้ทำเป็ นหนังสือ กำรมอบอำนำจให้ย่ืน
คำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์ จึงต้องทำเป็ นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๗๙๘ เม่ือการมอบอานาจให้ยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้ทาเป็นหนังสือ ดังนัน้
กำรมอบอำนำจจึงไม่ชอบ ศำลต้องยกคำร้องของนำงเหลือง
ส่วนท่ีนายดาอ้างนัน้ คำร้ องทุกข์นีจ้ ะทำเป็ นหนังสือหรือร้องด้วยปำกก็ได้ตำม
มำตรำ ๑๒๓ วรรคสำม กำรมอบอำนำจให้ไปร้องทุกข์ด้วยปำก จึงไม่ใช่กิจกำรท่ีต้อง
ทำเป็ นหนังสือ สำมำรถมอบอำนำจด้วยปำกได้เช่นเดียวกัน เมื่อนางสาวขาวมอบอานาจ
ให้นางเหลืองไปร้ องทุกข์ด้วยปาก และนางเหลืองได้ร้ องทุกข์ด้วยปาก พนักงำนสอบสวน

53

รับคำร้องทุกข์โดยบันทึกเร่ืองกำรมอบอำนำจด้วยปำกและกำรร้ องทุกข์ด้วยปำกไว้
พร้อมทัง้ ลงวันเดือนปี และลำยมือช่ือพนักงำนสอบสวนกับนำงเหลือง กำรมอบอำนำจ
และกำรร้ องทุกข์จึงชอบด้วยมำตรำ ๑๒๓ วรรคสำมแล้ว ข้ออ้ำงของนำยดำฟั งไม่ขึน้
ศำลต้ องยกคำร้ องของนำยดำ
ข้อสังเกต คาถามข้อ ข.หากเปลีย่ นข้อเท็จจริงเป็นนางสาวขาวอายุ ๑๙ ปี นางเหลืองจะเป็นผูม้ ี
อานาจจัดการแทน เพราะเป็ นมารดาซึ่งเป็ นผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวขาวผู้เยาว์ตาม
มาตรา ๕ (๑) นอกจากนี้ขอให้สงั เกตคาตอบจะใช้คาว่าร้องทุกข์ด้วย "ปาก" ไม่ใช้คาว่า "วาจา"
เพราะเป็นถอ้ ยคาตามกฎหมาย แต่ถา้ นกั ศึกษาใชค้ าว่า "วาจา" ก็ได้

ความเป็นผู้เสียหายโดยนิตินยั ของเด็กหญิงแดงนนั้ เดิมผู้แต่งวางธงคาตอบว่าเด็กหญิง
แดงไม่เป็ นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานกระทาชาเราเด็ก แต่ต่อมามี ฎีกาที่ ๔๑๔๗/
๒๕๕๐ วินิจฉยั ว่าเป็ นผู้เสียหายโดยนิตินยั ผู้แต่งจึงปรับปรุงธงคาตอบตามฎีกาและความเห็น
ของ ดร.เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์

คาถามทีย่ งั ไม่มีฎีกา ผูเ้ ข้าสอบคงต้องตอบไปตามหลกั กฎหมาย แต่ถ้ามีฎีกาตดั สินแล้ว
สาหรับการสอบเนติบัณฑิตหรือผู้ช่วยผู้พิพากษา ไม่ว่าผู้เข้าสอบจะเห็นด้วยกับฎีกาหรือไม่
ตอ้ งตอบตามฎีกาจึงจะไดค้ ะแนน

ฎีกำท่ี ๘๙๓๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๙ ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก บญั ญตั วิ า่ "ผ้ใู ด
กระทาชาเราเด็กอายยุ ังไม่เกินสิบห้าปีซ่ึงมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนนั้ จะยินยอมหรือ
ไม่ยินยอมเป็ นความผิด" แสดงว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองเด็กอายุน้ อยเป็ นกรณีพิเศษโดย
ไม่ให้ความสาคญั แก่ความยินยอมของเด็ก ดงั นนั้ แม้ผู้เสียหายที่ ๓ ยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับ
จาเลย การกระทาของจาเลยก็ยงั เป็นการกระทาที่ละเมิดต่อกฎหมาย จึงยังคงเป็นการละเมิด
ตอ่ ผ้เู สียหายที่ ๓ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ โจทก์ร่วมในฐานะผ้แู ทนโดยชอบธรรมของผ้เู สียหาย
ท่ี ๓ ยอ่ มมีสิทธิย่ืนคาร้องขอเรียกคา่ สินไหมทดแทนจากจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ได้

ฎีกำท่ี ๔๑๔๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๑๔ ป.อ.มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก บญั ญัตใิ ห้ผ้กู ระทา
ชาเราเดก็ หญิงอายยุ งั ไมเ่ กิน ๑๕ ปี ซง่ึ มิใชภ่ ริยาของตนนนั้ มีความผิดโดยไมค่ านงึ ถงึ ว่าเดก็ หญิง
นนั้ จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหญิงนนั้ ยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนนั้ มีส่วน
ร่วมในการกระทาความผิดด้วย เม่ือเด็กหญิง ด. เด็กหญิง ส. และเด็กหญิง อ. ถูกกระทาชาเรา
แม้เด็กหญิงทัง้ สามจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเน่ืองจากการกระทาความผิด
ข้อหานีต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) โจทก์ร่วมท่ี ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ในฐานะผ้แู ทนโดยชอบธรรมยอ่ ม
มีอานาจจดั การแทนเด็กหญิง ด. เดก็ หญิง ส. และเด็กหญิง อ. ตามลาดบั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕

54

(๑) และมีสิทธิย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผดิ ข้อหานีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ (๒)
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์) ศาลฎีกาไดว้ ินิจฉยั วางบรรทดั ฐานไว้
มาเป็นเวลานานแลว้ ว่าผู้ที่ยินยอมใหม้ ีการกระทาความผิดมิใช่ “ผูเ้ สียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) เช่นฎีกาที่ ๙๖๘/๒๔๗๙, ๑๑๘๓/๒๔๘๐ และ ๖๔๓/๒๔๘๖ ซึ่งวินิจฉยั ตรงกนั ว่า ผู้กู้ที่
ยอมเสียดอกเบีย้ ใหแ้ ก่ผูใ้ หก้ ู้เกินอตั ราตามกฎหมายไม่ใช่ “ผเู้ สียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)
ในความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งผู้ให้กู้เป็ นผู้กระทาความผิด

ในประเด็นเรื่องความรับผิดในทางอาญาของ “ผู้กู้” ต้องถือว่าผู้กู้ไม่มีความผิดอาญาใด ๆ
เลยในความผิดของผู้ให้กู้ดงั กล่าว แม้ผู้กู้จะเป็นผูเ้ สนอดอกเบีย้ ที่เกินอตั ราแก่ผู้ให้กู้ ผูก้ ู้ก็ไม่อาจ
เป็น “ตวั การ” “ผใู้ ช้” หรือ “ผู้สนบั สนนุ ” ในความผิดดงั กล่าวของผูใ้ หก้ ู้ เพราะมีหลกั ในเรื่องความ
รับผิดทางอาญาว่า กฎหมายมาตราใดบัญญัติข้ึนเพื่อคุ้มครองบุคคลใด บุคคลนั้นจะเป็ น
“ตวั การ” “ผู้ใช้” หรือ “ผู้สนบั สนนุ ” ในความผิดตามมาตรานน้ั ๆ ไม่ได้ แม้ว่าตนจะมีส่วนร่วมใน
การกระทาความผิดนนั้ ๆ เพียงใดก็ตาม ดงั นนั้ เมื่อพระราชบญั ญตั ิหา้ มเรียกดอกเบี้ยเกินอตั รา
บญั ญัติขึ้นเพือ่ คุ้มครองผู้กู้ แม้ผู้กู้จะยินยอมให้ผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยเกินอตั รา ซ่ึงการกระทาของ
ผู้ใหก้ ู้เป็นความผิด แต่ผู้กู้ไม่อาจจะเป็น “ตวั การ” “ผูใ้ ช้” หรือ “ผูส้ นบั สนนุ ” ในความผิดดงั กล่าว
ของผใู้ หก้ ู้ไดเ้ ลย เพราะกฎหมายนีบ้ ญั ญตั ิข้ึนเพือ่ คมุ้ ครองผูก้ ู้

มีข้อสงั เกตว่า หลกั ดงั กล่าวเป็นกรณี “ความรับผิดในทางอาญา” ของผู้กู้ ซ่ึงเป็นคนละ
ประเด็นกบั กรณี “ความเป็นผูเ้ สียหายของผู้กู้” เพราะมีความหมายต่างกนั การทีผ่ ูก้ ู้ไม่มีความผิด
ใด ๆ ร่วมกบั ผูใ้ ห้กู้ เป็นคนละกรณีกบั ความเป็น “ผูเ้ สียหาย” ของผกู้ ู้ในการดาเนินคดีกบั ผูใ้ ห้กู้ใน
ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอตั รา ซ่ึงศาลฎีกาวางบรรทดั ฐานในฎีกาที่
๙๖๘/๒๔๗๙ ว่าผู้กู้ที่ยอมให้ผู้ใหก้ ู้เรียกดอกเบี้ยเกินอตั ราไม่ใช่ “ผูเ้ สียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔)

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก ตามฎีกาที่ ๔๑๔๗/๒๕๕๐ นี้ ก็เช่นเดียวกนั
กฎหมายมาตรานีบ้ ญั ญตั ิลงโทษผูก้ ระทา เพราะ “ประสงค์จะคมุ้ ครองผูถ้ กู กระทา” ซ่ึงอายไุ ม่เกิน
สิบห้าปี มิให้ผู้ใดมากระทาชาเรา ดงั นน้ั แม้ผู้ถูกกระทาจะมีส่วนเกี่ยวขอ้ งในการกระทาความผิด
สกั เพียงใด ผูถ้ ูกกระทาก็ไม่มีความผิด เช่น เด็กหญิงอายไุ ม่เกินสิบห้าปี จ้างวานชายอายยุ ี่สิบปี
ให้มาร่วมประเวณีกบั ตน ชายผู้กระทามีความผิดตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่เด็กหญิงไม่มี
ความผิดใด ๆ เลย ตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แม้การกระทาจะถือได้ว่าเป็ นการ “ก่อ” ตาม
ป.อ. มาตรา ๘๔ เด็กหญิงก็มิใช่ “ผูใ้ ช้” ตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ ในความผิดของชายตามมาตรา
๒๗๗ วรรคแรก และเด็กหญิงก็ไม่อาจเป็น “ตวั การ” ตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ หรือ “ผู้สนบั สนนุ ”

55

ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ในการกระทาความผิดของชายตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่อย่างใด
แม้เด็กหญิงจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทานั้น ๆ เพียงใดก็ตาม ทั้งนี้ เพราะมาตรา ๒๗๗
วรรคแรก บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี มิให้ผู้ใดกระทาชาเรา เด็กหญิงจึง
ไม่อาจเป็นตวั การ ผู้ใช้ ผู้สนบั สนนุ ในการกระทาความผิดของชายตามมาตรา ๒๗๗ วรรคแรก
ซึ่งกระทาต่อตวั เด็กหญิงนนั้ ได้

การทีเ่ ด็กหญิงอายไุ ม่เกินสิบหา้ ปี ไม่มีความผิดใด ๆ ในการกระทาความผิดของชายตาม
มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก จึงเป็นคนละประเด็นกบั การเป็นผู้เสียหาย มิได้หมายความว่าหากไม่มี
ส่วนต้องรับผิดในทางอาญาแล้วจะกลายเป็นผูเ้ สียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญาไปได้ทกุ กรณี เพราะการที่ศาลฎีกาวางบรรทดั ฐานไว้ตง้ั แต่ฎีกาที่ ๙๖๘/๒๔๗๙ ว่าผู้กู้ที่
ยอมให้ผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยเกินอตั ราเป็ นผู้เสียหายไม่ได้นน้ั ศาลฎีกาไม่ได้คานึงว่า การจะเป็ น
ผูเ้ สียหายไดห้ รือไม่ จะตอ้ งพิจารณาว่าผูก้ ู้มีความผิดทางอาญาใด ๆ ร่วมกบั ผู้ให้กู้หรือไม่ เพราะ
แม้ผกู้ ู้จะไม่มีความผิดอาญาใด ๆ เลยร่วมกบั ผู้ใหก้ ู้ ศาลฎีกาก็วินิจฉยั ว่าผูก้ ู้ก็ไม่ใช่ผูเ้ สียหายทีจ่ ะ
มาเป็นโจทก์ฟอ้ งผูใ้ หก้ ู้ในความผิดตามพระราชบญั ญตั ิหา้ มเรียกดอกเบีย้ เกินอตั รา โดยในฎีกาที่
๑๑๘๓/๒๔๘๐ ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าเพราะผู้กู้ “ทาสญั ญาและชาระดอกเบี้ยโดยสมคั รใจ” ซ่ึง
น่าจะหมายความว่า เมื่อยินยอมให้กระทาความผิดแล้ว จะถือว่าได้รับความเสียหายเพราะการ
กระทาความผิดนน้ั ในฐานะเป็นผูเ้ สียหายไดอ้ ย่างไร

กรณีตามฎีกาที่ ๔๑๔๗/๒๕๕๐ นี้ หากถือว่าเด็กหญิงซ่ึงยินยอมใหช้ ายร่วมประเวณีโดย
สมคั รใจเป็น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ก็น่าคิดว่าหากนายดาต้องการฆ่าตัวตาย
จึงจ้างวานให้นายแดงใช้ปื นยิงตน นายแดงอยากได้เงินค่าจ้างจึงทาตาม แต่ยิงไปแล้วนายดา
ไม่ตาย นายแดงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายดา เพราะความยินยอมของนายดาดังกล่าว
ไม่อาจยกเวน้ ความผิดของนายแดงไดใ้ นความผิดดงั กล่าวของนายแดง นายดาไม่ตอ้ งรบั ผิดใด ๆ
ด้วย ไม่ว่าจะเป็ นตวั การ ผู้ใช้ หรือผู้สนบั สนุน เพราะความผิดฐานฆ่าคนตาย บญั ญัติขึ้นเพื่อ
คมุ้ ครองชีวิตมนษุ ย์ ซ่ึงในทีน่ ี้คือชีวิตของนายดา นายดาจึงไม่อาจเป็นตวั การ ผูใ้ ช้ ผูส้ นบั สนนุ ใน
ความผิดของนายแดงดงั กล่าวได้ อย่างไรก็ตามกรณีดงั กล่าวเป็นคนละประเด็นกบั ฐานะความ
เป็ น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ของนายดาในความผิดของนายแดงฐานพยายาม
ฆ่านายดา กรณีดงั กล่าวจะถือได้หรือว่า นายดาได้รับความเสียหายจากการกระทาของนายแดง
ในฐานะเป็ นผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ที่จะเป็ นโจทก์ (หรือกระทาหน้าที่อื่น ๆ ใน
ฐานะผู้เสียหายตามที่ ป.วิ.อ. กาหนด) ฟ้องนายแดงในความผิดฐานพยายามฆ่านายดา หน้าที่
ดงั กล่าวควรจะเป็ นของรัฐโดยพนกั งานอยั การเท่านน้ั หรือไม่ หรือควรจะให้ผู้ที่ยินยอมให้ผู้อื่น

56

กระทาความผิดต่อตนเอง เช่น กรณีของนายดาตามตวั อย่าง ทาหนา้ ทีเ่ ป็นโจทก์ฟ้องนายแดงได้
ในฐานะเป็น “ผูเ้ สียหาย” ตามความหมายของ ป.วิ.อ. ดว้ ย นอกเหนือจากพนกั งานอยั การ

อย่างไรก็ตาม กรณีตามฎีกาที่ ๔๑๔๗/๒๕๕๐ นี้ หากจะให้เหตุผลสนับสนุนเพื่อให้
เด็กหญิงสามารถเป็ น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ได้ ควรจะต้องอธิบายไปใน
ทานองที่ว่า เพราะความยินยอมของเด็กหญิงท่ีให้ชายร่วมประเวณีกับตน เป็ นความ
ยนิ ยอมท่ีไม่สมบูรณ์ เพราะความเป็ นเด็ก ดงั นน้ั แม้เด็กหญิงจะยินยอมโดยสมคั รใจให้ชาย
ร่วมประเวณีกับตน ก็ยงั คงต้องถือว่าเด็กหญิง “ได้รับความเสียหาย” (ตามความหมายของ
ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)) อยู่นั่นเอง เด็กหญิ งจึงเป็ น “ผู้เสียหาย” ได้ แม้ว่า
จะยินยอมโดยสมคั รใจให้ชายร่วมประเวณีกบั ตนก็ตาม ซึ่งความยินยอมของเด็กหญิงดงั กล่าว
ต่างไปจากความยินยอมของผูก้ ู้ ซ่ึงยินยอมให้ผูใ้ ห้กู้เรียกดอกเบี้ยเกินอตั รา ซึ่งเป็นความยินยอม
ที่สมบูรณ์ ผู้กู้จึงไม่อาจเป็ น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ในความผิดฐานเรียก
ดอกเบีย้ เกินอตั ราของผูใ้ หก้ ู้ ตามบรรทดั ฐานของฎีกาทีก่ ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้

ข้อ ๑๑ คำถำม นายแดงบุกรุกเข้าไปในที่ดินของนายดาคืนวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐
และอย่ใู นท่ีดินดงั กล่าวตลอดมา ต่อมาวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๕๐ นายดาจดทะเบียนขายท่ีดินให้
นายขาวโดยนายดาได้รับชาระราคาคา่ ท่ีดนิ ตามราคาตลาด ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยนายแดงก็ยงั
อย่ใู นที่ดนิ ดงั กล่าวขณะซือ้ ขายที่ดิน ต่อมาพนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องนายแดงเป็นจาเลยว่า
กระทาผิดฐานบกุ รุกเวลากลางคืน ระหวา่ งพิจารณานายดาและนายขาวยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็น
โจทก์กบั พนกั งานอยั การ

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลจะสง่ั คาร้องของนายดาและนายขาวอยา่ งไร
คำตอบ ขณะท่ีนายแดงบกุ รุกที่ดนิ เป็นของนายดา นำยดำเจ้ำของท่ดี ินซ่ึงเป็ นผู้ได้รับ
ควำมเสียหำยจำกกำรกระทำของนำยแดง นำยดำจึงมีฐำนะเป็ นผู้เสียหำยตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) การท่ีต่อมานายดาจดทะเบียนขายที่ดนิ ให้นาย
ขาว แม้นายดาจะได้รับชาระราคาค่าท่ีดินดงั กล่าวจากนายขาวก็ตาม ก็เป็ นสิทธิตำมสัญญำ
ซือ้ ขำย หำมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของนำยดำซ่ึงมีอยู่ก่อนแล้วในฐำนะผู้เสียหำย
ท่ีดำเนินกำรฟ้ องร้ องนำยแดงในควำมผิดฐำนบุกรุกแต่ อย่ำงใดไม่ ฐำนะกำรเป็ น
ผู้เสียหำยของนำยดำจึงมิได้สิน้ ไป (เทียบฎีกาที่ ๑๖๒๐/๒๕๔๖) นำยดำยังมีอำนำจย่ืน
คำร้ องขอเข้ำร่ วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรตำมมำตรำ ๓๐ ได้ ศำลต้องมีคำส่ัง
อนุญำตให้นำยดำเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำร

57

นายแดงกระทาผิดฐานบุกรุกเมื่อคืนวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ แม้นายแดงจะยังอยู่ใน
ท่ีดินต่อมาจนถึงวนั ท่ีนายขาวรับโอนที่ดินเม่ือวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๕๐ แต่นำยแดงมิได้กระทำ
ผิดฐำนบุกรุกท่ีดินของนำยขำวขึน้ มำอีกกรรมหน่ึง เพรำะควำมผิดฐำนบุกรุกเป็ น
ควำมผิดสำเร็จตัง้ แต่วันท่ีนำยแดง "เข้ำไป" ในท่ีดินเม่ือวันท่ี ๑ มกรำคม ๒๕๕๐ ไม่ใช่
ควำมผิดต่อเน่ือง กำรท่ีนำยแดงอยู่ในท่ีดนิ ต่อมำเป็ นเพยี งผลของกำรบุกรุก เม่ือไม่มีกำร
บุกรุกขึน้ มำใหม่ นำยขำวจึงไม่ใช่ผู้เสียหำยจำกกำรกระทำผิดฐำนบุกรุกของนำยแดง
นำยขำวไม่อำจย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรได้ (เทียบฎีกาที่ ๒๘๘๖/
๒๕๓๙) ศำลต้องยกคำร้ องของนำยขำว (ดูศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ ,
คาอธิบายกฎหมายอาญา ภาค ๑ พมิ พ์ครัง้ ที่ ๘ น. ๗๓)

ฎีกำท่ี ๑๖๒๐/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๐ ขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพพิ าท
ทงั้ สามฉบบั นนั้ บริษัทโจทก์เป็นผ้ทู รงเช็คและเป็นผ้ไู ด้รับความเสียหายจากการกระทาของจาเลย
ทัง้ สองจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และการท่ีโจทก์โอนขายทรัพย์สิน
ตลอดจนภาระผูกพันของจาเลยทงั้ สองไปให้กองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลดาเนินการบริหาร
จัดการนัน้ ก็เป็นไปตาม พ.ร.ก. ปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา ๒๗ หามีผลกระทบ
กระเทือนสิทธิของโจทก์ซ่ึงมีอยู่ก่อนแล้วในฐานะผู้เสียหายที่ดาเนินการฟ้องร้ องจาเลยทงั้ สอง
ในความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.วา่ ด้วยความผดิ อนั เกิดจากการใช้เชค็ ฯ แตอ่ ยา่ งใดไม่ แม้ตอ่ มา
ภายหลงั โจทก์จะได้รับชาระหนีต้ ามเช็คพิพาทดงั กลา่ วจากกองทนุ รวมแกรมมา่ แคปปิตอลก็ตาม
ก็ไม่ทาให้ฐานะการเป็ นผู้เสียหายของโจทก์ในคดีอาญาสิน้ ไป เพราะกองทุนรวมแกรมม่า
แคปปิตอลมไิ ด้ชาระหนีแ้ ทนจาเลยทงั้ สอง โจทก์จงึ ยงั คงมีอานาจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๒๘๘๖/๒๕๓๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๒ ความผิดฐานบกุ รุกอสงั หาริมทรัพย์ตาม ป.อ.
มาตรา ๓๖๒ มี ๒ ตอน ตอนหน่ึงคือเข้าไปเพ่ือถือการครอบครอง อีกตอนหน่ึงคือเข้าไปทาการ
รบกวนการครอบครองของเขา จาเลยเข้าไปครอบครองท่ีพพิ าทของโจทก์ร่วมตลอดเวลาตอ่ ๆ มา
นนั้ การกระทาอนั หน่ึงคือการเข้าไป แม้จะล้อมรัว้ และครอบครองตลอดมาก็เป็นการกระทาอีก
ขนั้ หนึ่ง การกระทาส่วนหลงั เป็นการกระทาผิดลาพงั แต่ประการเดียวไมไ่ ด้ เมื่อการเข้าไปอนั เป็น
การกระทาส่วนแรกยตุ ิเสร็จสิน้ ลงแล้ว การกระทาในส่วนหลงั ต่อ ๆ มาก็ไม่เป็นความผิดตอ่ เน่ือง
ตดิ ตอ่ เกิดขนึ ้ ตลอดเวลาได้ เพราะความผิดฐานบกุ รุกได้เกิดขนึ ้ สาเร็จแล้วเมื่อจาเลยเข้าไปกระทา
การดงั กล่าว ส่วนการครอบครองท่ีดินต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุก การกระทาของจาเลย
ไมเ่ ป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๖๕
ข้อสังเกต คดีนีจ้ าเลยเข้าไปในทีด่ ินเวลากลางวนั และครอบครองทีด่ ินต่อเนือ่ งมาทง้ั กลางวนั และ

58

กลางคืน โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษฐานบุกรุกเวลากลางคืน ศาลฎีกาวินิจฉยั ว่าการครอบครอง
ต่อมาเป็นเพียงผลของการบกุ รุก แม้ครอบครองเวลากลางคืนดว้ ยก็ไม่ผิดฐานบุกรุกเวลากลางคืน
ผิดเพียงฐานบกุ รุกกลางวนั เพราะความผิดฐานบกุ รุกไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง ประเด็นที่ศาลฎีกา
วินิจฉยั ว่าความผิดฐานบกุ รุกไม่ใช่ความผิดต่อเนือ่ ง คือ ประเด็นที่นามาตอบคาถามข้อนี้ สาหรับ
คาถามข้อนีห้ ากไม่ไดถ้ ามเรื่องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ แต่เปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็น
บกุ รุกเวลากลางวนั และครอบครองต่อเนื่องกนั มาทง้ั กลางวนั และกลางคืน แต่พนกั งานอยั การ
ฟ้องข้อหาบุกรุกเวลากลางคืน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบุกรุกเวลากลางวนั ก็ลงโทษได้ตามมาตรา
๑๙๒ แต่ถ้าไม่ปรากฏว่าร้องทกุ ข์เมื่อใด และไม่มีเหตุฉกรรจ์ ก็ต้องยกฟ้องเพราะความผิดฐาน
บุกรุกไม่มีเหตุฉกรรจ์เป็ นความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีการร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน
พนกั งานสอบสวนก็ไม่มีอานาจสอบสวน พนกั งานอยั การจึงไม่มีอานาจฟ้อง เพราะไม่มีการ
สอบสวนมาก่อน

ข้อ ๑๒ คำถำม เม่ือวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๘ นายสมเดชสั่งจ่ายเช็คผู้ถือลงวันท่ี ๑
ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยรู้ว่าไม่มีเงินในบัญชี เพ่ือชาระหนีค้ ่าสินค้าให้แก่นายวิชัย ต่อมาวันท่ี ๑
กนั ยายน ๒๕๔๘ นายวิชัยสลกั หลงั โอนเช็คชาระหนีค้ า่ สินค้าให้แก่นางแดง นางแดงนาเช็คไป
เรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเม่ือวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘
ตอ่ มาวนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๔๘ นางแดงได้ร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดีนายสมเดช
หลังจากร้องทุกข์แล้ว ขณะที่ขบั รถกลับบ้านนางแดงขับรถด้วยความเร็วสูงมากทงั้ ท่ีเป็นแหล่ง
ชมุ ชน เป็นเหตใุ ห้ชนกบั รถที่นางสมทรงขบั ออกมาจากซอยโดยไม่ระมดั ระวงั เป็นเหตใุ ห้นางแดง
ถึงแกค่ วามตายทนั ที

ให้วินิจฉยั วา่ ก. นางแดงมีอานาจร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดีนายสมเดช
ได้หรือไม่

ข. นางดาบุตรของนางแดงจะเป็นโจทก์ฟ้องนายสมเดชตาม พ.ร.บ.เช็ค และฟ้องนาง
สมทรงฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตใุ ห้นางแดงถึงแก่ความตายได้หรือไม่

คำตอบ ก. นายวิชยั สลกั หลงั โอนเช็คชาระหนีค้ า่ สินค้าให้แก่นางแดง นำงแดงเป็ นผู้ท่ี
ได้ รั บควำมเสียหำยเน่ ืองจำกกำรกระทำควำมผิดของนำยสมเดช ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) เพรำะเชค็ พพิ ำทเป็ นเช็คผู้ถอื ซ่ึงย่อมโอนให้แก่กันได้
ด้วยกำรส่งมอบ นำงแดงเป็ นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมำยในขณะท่ีธนำคำรปฏิเสธ
กำรจ่ำยเงิน นำงแดงจึงเป็ นผู้เสียหำยโดยตรงท่ีมีอำนำจร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวน

59

ให้ดำเนินคดนี ำยสมเดชได้ (เทียบฎีกาที่ ๗๑๕๘/๒๕๔๖)
ข. ความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค นัน้ นางแดงถึงแก่ความตายเพราะขับรถชนกับนางสมทรง

มิได้ถูกนำยสมเดชทำร้ำยถึงตำยตำมมำตรำ ๕ (๒) นำงดำจึงไม่มีอำนำจจัดกำรแทนนำง
แดงผู้เสียหำยได้ แม้นางแดงจะร้ องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แต่นางแดงก็ยังไม่ได้ฟ้องคดี
ก็ไม่ ใช่ กรณีท่ีผ้ ูเสียหำยย่ืนฟ้ องแล้ วตำยลงท่ ีนำงดำผ้ ูสืบสันดำนจะดำเนินคดีต่ ำงผ้ ูตำย
ต่อไปได้ตำมมำตรำ ๒๙ นำงดำจึงฟ้องขอให้ศำลลงโทษนำยสมเดชตำม พ.ร.บ. เช็ค
ไม่ได้ (เทียบฎีกาที่ ๕๑๖๒/๒๕๔๗)

ความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้นางแดงถึงแก่ความตายนัน้ แม้นางสมทรง
ขบั รถออกมาจากซอยโดยไมร่ ะมดั ระวงั ซ่งึ เป็นการกระทาโดยประมาท เป็นเหตใุ ห้นางแดงถึงแก่
ความตาย แต่การที่นางแดงขับรถด้วยความเร็วสูงมากทัง้ ที่เป็นแหล่งชุมชน นำงดำซ่ึงเป็ น
ผู้สืบสันดำนของนำงแดงไม่ มีอำนำจจัดกำรแทนนำงแดงผู้ตำยตำมมำตรำ ๕ (๒)
เน่ืองจำกเหตุรถชนกันเกิดขนึ้ กเ็ พรำะนำงแดงมีส่วนกระทำโดยประมำท นำงแดงจึงไม่ใช่
ผู้เสียหำยโดยนิตนิ ัย นำงดำจึงฟ้องขอให้ศำลลงโทษนำงสมทรงฐำนกระทำโดยประมำท
เป็ นเหตใุ ห้นำงแดงถงึ แก่ควำมตำยไม่ได้ (ฎีกาที่ ๗๑๒๘/๒๕๔๗)

ฎีกำท่ี ๗๑๕๘/๒๕๔๖ ฎ.๑๖๐๕ ธ. โอนสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาท
ให้แก่ ส. แล้ว กอรปกบั เช็คพิพาทเป็นเช็คผ้ถู ือซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบ ส. จึงเป็น
ผ้ทู รงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และนบั เป็นผ้เู สียหาย
ที่แท้จริง เมื่อ ธ. เป็นผ้รู ้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนเพ่ือให้ดาเนินคดีแก่จาเลย การร้องทกุ ข์ย่อม
ไมช่ อบด้วยกฎหมาย พนกั งานอยั การจงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๕๑๖๒/๒๕๔๗ ฎ.๙๔๖ ว. บดิ าโจทก์เป็นผ้ถู กู จาเลยหลอกลวงเอาทรัพย์ของ ว.
ไป ว. จงึ เป็นผ้เู สียหายโดยตรงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒ (๔) ตอ่ มา ว. ตาย โดยมิได้ถกู ทาร้ายถึงตาย
ตามมาตรา ๕ (๒) โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจจดั การแทน ว. ได้ การที่ ว. ร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวน
ยงั ไม่ได้ฟ้องคดี ก็ไม่ต้องด้วยมาตรา ๒๙ ท่ีโจทก์จะดาเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปได้ โจทก์จึงไม่มี
อานาจฟอ้ งจาเลย
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๓๔๑ ผู้ถูกหลอกลวงกับผู้ที่เป็ นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกฉ้อโกง ต่างเป็ นผู้เสียหาย
โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔)

ผู้ที่เป็ นผู้เสียหายย่อมมีอานาจเป็ นโจทก์ฟ้องคดีอาญาตามมาตรา ๒๘ (๒) เป็ นโจทก์
ร่วมกับพนกั งานอยั การตามมาตรา ๓๐ ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตวั ตามมาตรา ๓๕

60

วรรคสอง ร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๒๓ ได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายตาย ถ้าเป็นกรณีถูกทาร้ายถึงตาย
ผู้บพุ การี ผู้สืบสนั ดาน สามีหรือภริยาของผู้เสียหาย มีอานาจจดั การแทนได้ตามมาตรา ๕ (๒)
และมีอานาจตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ถ้าไม่ใช่เป็ นกรณีตามมาตรา ๕ (๒) กล่าวคือผู้เสียหาย
ไม่ได้ถูกทาร้ายถึงตาย แต่ถูกกระทาความผิดฐานอื่นไม่ว่าเป็นความผิดอาญาที่ทาต่อทรัพย์สิน
ของผเู้ สียหายหรือไม่ก็ตาม ต่อมาผู้เสียหายถึงแก่กรรม ทายาทของผูเ้ สียหายก็ไม่อยู่ในฐานะทีจ่ ะ
เป็ นผู้เสียหายมี อานาจดังกล่าวได้ เพราะเป็ นสิทธิ เฉพาะตัวไม่เป็ นมรดกตกแก่ทายาท
(คาพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๑๙/๒๕๒๑, ๓๓๙๕/๒๕๒๕) คงมีแต่ความผิดฐานหม่ินประมาทตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ เท่านนั้ ที่ผเู้ สียหายตายเสียก่อนร้องทกุ ข์ ก็ใหบ้ ิดา มารดา
ค่สู มรสหรือบตุ รของผเู้ สียหายร้องทกุ ข์ได้ และใหถ้ ือว่าเป็นผเู้ สียหายตามมาตรา ๓๓๓

กรณีที่การตายของผู้เสียหายเกิดข้ึนภายหลงั จากที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๙ ใหผ้ บู้ พุ การี ผสู้ ืบสนั ดาน สามีหรือภริยาดาเนินคดี
ต่างผู้ตายต่อไปได้ โดยมาตรา ๒๙ ให้บุคคลดงั กล่าวดาเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปเท่านนั้ ไม่ได้
ใหถ้ ือว่าเป็นผูเ้ สียหายทีจ่ ะมีอานาจฟอ้ งไดเ้ องเป็นต่างหาก

แต่กรณีที่ผู้เสียหายร้องทุกข์แล้วตายลงก่อนยื่นฟ้องคดีต่อศาล ไม่ต้องด้วยมาตรา ๒๙
และไม่มีบทบญั ญัติที่ให้ผู้บุพการี ผู้สืบสนั ดาน สามีหรือภริยาดาเนินคดีต่างผู้ตายต่อไป หรือ
ไปฟ้องคดีอาญาได้เองตามมาตรา ๒๘ (๒) จึงไม่มีผู้ใดดาเนินคดีต่อไปได้นอกจากพนักงาน
อยั การจะเป็นผูฟ้ อ้ งคดีตามมาตรา ๒๘ (๑)

คดีนี้ ว. เป็ นเจ้าของทรัพย์และถูกจาเลยหลอกลวง ว. จึงเป็ นผู้เสียหายโดยตรงใน
ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ว. ร้องทกุ ข์
แล้วตายลงก่อนฟ้อง โจทก์ซ่ึงเป็นทายาทของ ว. มิใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีอานาจฟ้องตาม
มาตรา ๒๘ (๒) คงได้แต่รอให้มีการสอบสวน และให้พนกั งานอยั การเป็ นผู้ยื่นฟ้องตามมาตรา
๒๘ (๑) เท่านนั้

ฎีกำท่ี ๗๑๒๘/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๙๙ แม้จาเลยจะขบั รถ จกั รยานยนต์โดยประมาท ชน
รถจกั รยานยนต์ของผ้ตู ายเป็นเหตใุ ห้ผ้ตู ายตกจากรถ ศีรษะฟาดพืน้ และถึงแก่ความตาย แตเ่ หตุ
รถชนกันเกิดขึน้ ก็เพราะผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ร่วมมีส่วนกระทาโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่
ผ้เู สียหายโดยนิตินยั โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีย่อมไม่มีอานาจจดั การแทนผ้ตู ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๕ (๒) จึงไม่มีสิทธิย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดงั กล่าว และไม่มีสิทธิอทุ ธรณ์
ขอให้ลงโทษจาคกุ จาเลยโดยไมร่ อการลงโทษ

61

ข้อ ๑๓ คำถำม นายเอกอย่กู ินกบั นางโทโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมีบตุ รด้วยกนั ๑ คน
คือ นายตรีอายุ ๑๗ ปี คืนหน่ึงนายตรีไปเที่ยวปีใหมน่ ายตรีพบนายดาซึ่งเป็นค่อู ริ นายดาใช้ไม้ตี
ขานายตรีได้รับอนั ตรายแก่กายแล้วหลบหนีไป ตอ่ มาขณะท่ีนายตรีกาลงั เดินทางกลบั บ้านโดยใช้
ไม้ท่ีเก็บได้ข้างทางพยงุ ร่างกาย นายตรีพบนายแดงคอู่ ริเก่าอีกคนหนงึ่ นายแดงใช้ไม้ตีนายตรีจน
ศีรษะแตกแล้วสลบไปต้องนอนให้นา้ เกลือและใส่สายช่วยหายใจตลอดเวลาหลายเดอื นเนื่องจาก
การถกู ตีที่ศรี ษะ ตอ่ มานางโทเสียใจที่บตุ รบาดเจบ็ จนนางโทถึงแกค่ วามตาย พนกั งานอยั การฟ้อง
นายดาในข้อหาทาร้ายร่างกายนายตรีเป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่กาย และนายแดงข้อหาทาร้าย
นายตรีเป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายสาหสั

ให้วินิจฉัยวา่ นายเอกจะย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนกั งานอยั การเป็นโจทก์
ฟอ้ งนายแดงและนายดาเป็นจาเลยได้หรือไม่

คำตอบ กรณีการจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๕ (๑) นนั้ นายตรีผ้เู สียหายอายุ ๑๗ ปี เป็นบุตรของนายเอกและนางโท แต่นายเอกและนางโท
มิได้จดทะเบียนสมรสกนั นำยเอกไม่ใช่ผู้ใช้อำนำจปกครองและไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม
ท่ีมีอำนำจจัดกำรแทนนำยตรีผู้เสียหำย เพรำะนำยตรีมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมำยของ
นำยเอก นำยเอกจึงไม่มีสิทธิท่ีจะย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรตำม
มำตรำ ๕ (๑) ทัง้ ในคดีท่ีพนักงำนอัยกำรเป็ นโจทก์ฟ้องนำยแดงและนำยดำเป็ นจำเลย
(ฎีกาท่ี ๖๓๐๖/๒๕๔๕)

กรณีการจดั การแทนตามมาตรา ๕ (๒) นนั้ นายตรีสลบไปต้องนอนให้นา้ เกลือและใส่
สายช่วยหายใจตลอดเวลาหลายเดือน เนื่องจากการถูกนายแดงตีที่ศีรษะ นำยเอกในฐำนะ
ผู้บุพกำรีของนำยตรีผู้เสียหำย มีอำนำจจัดกำรแทนนำยตรีท่ีถูกนำยแดงทำร้ำยบำดเจ็บ
จนไม่สำมำรถจะจัดกำรเองได้ เพรำะผู้มีอำนำจจัดกำรแทนตำมมำตรำ ๕ (๒) กฎหมำย
ใช้คำว่ำ ผู้บุพกำรี จึงหมำยควำมถงึ ผู้บุพกำรีตำมควำมเป็ นจริงตำมสำยโลหติ นำยเอกจึง
มีสิทธิย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์ในคดีท่ีพนักงำนอัยกำรฟ้องนำยแดงเป็ นจำเลยได้
ตำมมำตรำ ๕ (๒) (ฎีกาที่ ๑๓๘๔/๒๕๑๖ ประชมุ ใหญ่)

ส่วน นายดาเพี ยงแต่ใช้ ไม้ ตี ขาน ายตรี ได้ รับ อัน ตราย แก่ กายแล้ วหล บ หนี ไป เท่านัน้
บาดแผลท่ีเป็นเหตใุ ห้นายตรีบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจดั การเองได้ มิได้เกิดจากการกระทาของ
นายดา จึงมิใช่กรณีท่ีนำยตรีถูกนำยดำทำร้ำยบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจะจัดกำรเองได้ นำย
เอกซ่ึงเป็ นผู้บุพกำรีจึงไม่มีอำนำจจัดกำรแทนนำยตรีและไม่มีสิทธิย่ืนคำร้องขอเข้ำร่วม
เป็ นโจทก์ในคดีท่ีพนักงำนอัยกำรฟ้องนำยดำเป็ นจำเลยตำมมำตรำ ๕ (๒) (ฎีกาที่ ๓๘๗๙/

62

๒๕๔๖)
ฎีกำท่ี ๖๓๐๖/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๒๒๗ ผ้เู สียหายอายุ ๑๗ ปีเศษ เป็นบตุ รของโจทก์

ร่วมกบั ส. แต่โจทก์ร่วมกบั ส. มิได้จดทะเบียนสมรสกนั ผ้เู สียหายจงึ มิใชบ่ ตุ รชอบด้วยกฎหมาย
ของโจทก์ร่วม เม่ือไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผ้เู สียหายเป็นบุตร โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่
ผู้ใช้อานาจปกครอง และมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายท่ีจะมีอานาจจัดการแทน
ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๑) จงึ ไม่มีสิทธิที่จะยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งาน
อยั การและไมม่ ีฐานะเป็นโจทก์ที่จะอทุ ธรณ์คาพิพากษาได้

ฎีกำท่ี ๓๘๗๙/๒๕๔๖ ฎ.๖๖๐ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ ศาล
ชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ที่โจทก์ร่วมอทุ ธรณ์ข้อแรกว่า การท่ี
จาเลยเตะบริเวณแก้มของผ้ตู ายเป็นการเล็งเห็นผลวา่ จะเป็นเหตใุ ห้ผ้ตู ายถงึ แกค่ วามตายนนั้ ศาล
อุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดงั กล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาท่ีโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคาฟ้อง และ
เป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจาเลยในข้อหาดงั กล่าวไม่ได้ ต้องห้าม
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ ดงั นนั้ ข้อเทจ็ จริงจงึ ยตุ ิตามคาพพิ ากษาศาลชนั้ ต้นว่า จาเลย
เพียงแตใ่ ช้กาลงั ทาร้ายและตอ่ ยผู้ตายจนเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุ
ให้ผ้ตู ายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทาของจาเลย จงึ มิใช่กรณีที่ผ้ตู ายถกู จาเลยทาร้าย
ถึงตายหรือบาดเจ็บจนไมส่ ามารถจะจดั การเองได้ โจทก์ร่วมซง่ึ เป็นบพุ การีจงึ ไมม่ ีอานาจจดั การ
แทนผ้ตู ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) และโจทก์ร่วมไมม่ ีสิทธิ
อทุ ธรณ์ข้อท่ีสองที่ว่า จาเลยทาร้ายผ้ตู ายโดยกระทาทารุณโหดร้ายและอทุ ธรณ์ข้อที่สามท่ีขอให้
ลงโทษจาเลยในความผิดฐานทาร้ายผ้ตู ายจนเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายในสถานหนกั ท่ีศาล
อทุ ธรณ์รับวินิจฉยั อทุ ธรณ์ข้อท่ีสองและข้อท่ีสามของโจทก์ร่วมจงึ ไมช่ อบ

ข้อ ๑๔ คำถำม นายเขลาถกู ฟ้องคดีล้มละลายและกล้มุ ใจมาก เพ่ือนบ้านจึงแนะนาให้
นายเขลาไปหานายหนึ่ง นายหนึ่งกับพวกหลอกลวงว่านายเขลากาลังจะโชคดี ถ้ าทาพิธี
ไสยศาสตร์แล้วซือ้ หวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) ก็จะถกู รางวลั นายหน่ึงกบั พวกและนายเขลาได้ทา
พิธีไสยศาสตร์ปลุกเสกองค์จตคุ ามรามเทพเพื่อให้ได้เลขสลากกินรวบ เมื่อได้เลขแล้วนายเขลา
มอบเงินให้นายหนึ่งไปซือ้ หวยใต้ดิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพราะถูกหลอกว่าให้รวบรวมเงินฝากให้
นายหนง่ึ ไปซือ้ แล้วนายเขลาจะถกู หวย เม่ือได้เงินแล้วนายหนง่ึ กบั พวกก็หลบหนีไป ในวนั เดียวกัน
นนั้ ศาลล้มละลายกลางมีคาสงั่ พทิ กั ษ์ทรัพย์เดด็ ขาดนายเขลา

63

ให้วินจิ ฉยั วา่ นายเขลาจะฟอ้ งคดีอาญาขอให้ศาลลงโทษจาคกุ นายหนง่ึ ได้หรือไม่
คำตอบ แม้ศาลล้มละลายกลางมีคาส่ังพิทกั ษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายเขลา แต่หำกนำย
เขลำได้รับควำมเสียหำยเน่ืองจำกกำรกระทำควำมผิดฐำนใดฐำนหน่ึงซ่ึงเป็ นผู้เสียหำย
นัน้ สิทธิกำรเป็ นผู้เสียหำยในทำงอำญำเป็ นเร่ืองเฉพำะตัว กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์
ตำมพระรำชบัญญัติล้มละลำยฯ มำตรำ ๒๒ (๓) ท่ีให้เจ้ำพนักงำนพทิ กั ษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว
มีอำนำจฟ้องร้องแทนผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เฉพำะท่ีเก่ียวกับทรัพย์สิน ซ่ึงเป็ นเร่ืองในทำง
แพ่งเท่ำนั้น ไม่รวมถึงกำรฟ้องร้ องคดีอำญำด้วย ทัง้ เจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่มี
อำนำจจัดกำรแทนผู้เสียหำยตำมประมวลกฎหมำยวิธีพจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๔, ๕
และ ๖ นำยเขลำจึงเป็ นโจทก์ฟ้องคดีอำญำขอให้ศำลลงโทษจำคุกนำยหน่ึง โดยไม่มี
คำขอบั งคั บ ใน ส่ วนแพ่ งให้ น ำยห น่ึ งคื นเงิน หรื อเรี ยกค่ ำเสี ยหำยได้ เอ ง ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ (๒) (ฎีกาที่ ๓๑๐๓/๒๕๔๙, ท่ี ๓๙๐๒/๒๕๔๙)
(๖ คะแนน) กรณีต้องพจิ ำรณำควำมเป็ นผู้เสียหำยโดยนิตนิ ัยของนำยเขลำต่อไป
นายหนงึ่ กบั พวกและนายเขลาได้ทาพิธีไสยศาสตร์ปลกุ เสกองคจ์ ตคุ ามรามเทพเพื่อให้ได้
เลขสลากกินรวบ เม่ือได้เลขแล้วนายเขลามอบเงินให้นายหนึ่งไปซือ้ หวยใต้ดิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท
เพราะถูกหลอกว่าให้รวบรวมเงินฝากให้นายหนึ่งไปซือ้ แล้วนายเขลาจะถูกหวย เม่ือได้เงินแล้ว
นายหนงึ่ กบั พวกก็หลบหนีไป นำยเขลำไม่ใช่ผู้เสียหำยโดยนิตนิ ัย เพรำะพฤตกิ ำรณ์ของนำย
เขลำดังกล่ำวเป็ นกำรร่วมกับนำยหน่ึงกับพวกเล่นกำรพนันสลำกกินรวบอันเป็ นกำร
กระทำท่ีผิดกฎหมำยมีโทษทำงอำญำ นำยเขลำจึงไม่อำจฟ้องขอให้ศำลลงโทษจำคุก
นำยหน่ึงในควำมผิดฐำนฉ้อโกงได้ตามมาตรา ๒ (๔) (ฎีกาท่ี ๑๓๔๓/๒๕๔๙) (๔ คะแนน)
ข้อสังเกต คาถามข้อนี้หากนกั ศึกษาตอบประเด็นผู้เสียหายโดยนิตินยั ก่อน แล้วตอบประเด็น
นายเขลาถูกคาสงั่ พิทกั ษ์ทรัพย์ คาตอบจะไม่เป็ นลาดบั และไม่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อไม่เป็ น
ผู้เสียหายโดยนิตินัยแล้ว ก็ไม่จาเป็ นต้องวินิจฉัยว่านายเขลาถูกคาสง่ั พิทกั ษ์ทรัพย์แล้วยงั เป็ น
ผู้เสียหายหรือไม่ แต่คาถามต้องการให้นกั ศึกษาตอบทงั้ ประเด็นเรื่องถูกคาสง่ั พิทกั ษ์ทรัพย์และ
ผูเ้ สียหายโดยนิตินยั เพราะคาถามไดน้ าข้อเท็จจริงจากคาพิพากษาฎีกา ๒ เรื่องมาแต่งคาถาม
และต้องการให้นกั ศึกษาตอบใน ๒ เรื่อง ลาดบั ในการตอบคาถามข้อนี้ถือว่าสาคญั ดงั นนั้ การ
ตอบขอ้ สอบจริงเมือ่ นกั ศึกษาอ่านคาถามแลว้ ต้องจับประเด็นและจดั ลาดบั ประเด็นว่าประเด็นใด
ควรตอบก่อน ประเด็นใดควรตอบหลงั เพือ่ ใหค้ าตอบสอดคลอ้ งตอ้ งกนั และสมเหตสุ มผล
ฎีกำท่ี ๓๑๐๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๙ แม้ศาลมีคาสงั่ พิทกั ษ์ทรัพย์ของลกู หนีเ้ ด็ดขาด
และพิพากษาให้ลกู หนีเ้ป็นบคุ คลล้มละลายแล้ว ในสว่ นของคดีอาญาลกู หนีซ้ ่ึงเป็นผ้เู สียหายหรือ
จาเลยก็จะต้องฟ้องหรือตอ่ ส้คู ดีด้วยตนเอง เพราะสิทธิการเป็นผ้เู สียหายหรือความรับผิดในทาง

64

อาญานนั้ เป็นเร่ืองเฉพาะตวั กรณีไมต่ ้องด้วยหลกั เกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๒๒ (๓)
ที่บัญญัติให้ เจ้ าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์แต่ผ้ ูเดียวมีอานาจฟ้องร้ องแทน โจทก์ผ้ ูถูกพิทักษ์ ทรัพย์
เฉพาะท่ีเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซ่ึงเป็นเรื่องคดีแพ่งเท่านนั้ ทงั้ เจ้าพนกั งานพิทกั ษ์ทรัพย์ก็ไม่มีอานาจ
จดั การแทนผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔, ๕ และ ๖

ฎีกำท่ี ๓๙๐๒/๒๕๔๙ ฎ.๘๒๓ โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจากัดถูกศาลแพ่ง
พิพากษาให้ล้มละลาย บริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๖ (๕) แตต่ ามมาตรา
๑๒๔๙ ให้พงึ ถือว่าบริษัทโจทก์ยงั คงตงั้ อยตู่ ราบเทา่ เวลาที่จาเป็นเพื่อการชาระบญั ชีและการชาระ
บญั ชีของโจทก์อนั เป็นบริษัทจากดั ซ่งึ ล้มละลาย ให้จดั ทาไปตามบทกฎหมายลกั ษณะล้มละลาย
ตามแตจ่ ะทาได้ตามมาตรา ๑๒๔๗ วรรคแรก ซ่ึง พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๔ และ
มาตรา ๒๕ จากดั อานาจในการจดั การเกี่ยวกบั ทรัพย์สินหรือกิจการของลกู หนีซ้ ่ึงเป็นโจทก์คดีนี ้
แตเ่ ฉพาะในทางแพง่ เทา่ นนั้ ไมร่ วมถงึ การฟ้องร้องหรือตอ่ ส้คู ดีอาญาด้วย

โจทก์ฟ้องจาเลยเป็นคดีอาญาข้อหาบกุ รุก มิได้มีคาขอบังคบั ในส่วนแพ่งให้จาเลยชดใช้
คา่ เสียหายหรือขบั ไลจ่ าเลยออกจากท่ีดินของโจทก์ กรณีจงึ ไมต่ ้องด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา
๒๒ (๓) ที่โจทก์จะต้องดาเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนกั งานพิทักษ์ทรัพย์ แตเ่ ป็นกรณีท่ีโจทก์ซึ่ง
เป็นผ้เู สียหายโดยกรรมการผ้มู ีอานาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓ (๒)
และมาตรา ๕ (๓) ประกอบมาตรา ๒๘ (๒) โจทก์จงึ มีอานาจฟ้องและมอบอานาจให้ฟ้องคดีนีไ้ ด้

ฎีกำท่ี ๑๓๔๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๙ จาเลยทัง้ สองกับพวกท่ีหลบหนีไปได้และ
ผ้เู สียหายได้ทาพิธีปลกุ เสกเหรียญรัชการท่ี ๕ เพ่ือให้ได้เลขสลากกินรวบ ตอ่ มาจาเลยทงั้ สองกับ
พวกได้ขบั รถยนต์กระบะมารับผ้เู สียหายไปซือ้ หวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) โดยตกลงกันว่าจะไป
ซือ้ หวยใต้ดินที่อาเภอสวี จงั หวดั ชมุ พร เม่ือเดินทางมาถึงผ้เู สียหายได้มอบเงินให้จาเลยท่ี ๒ เพ่ือ
ซือ้ หวยใต้ดิน เหตทุ ่ีผู้เสียหายไม่ซือ้ หวยใต้ดินเอง เพราะหมอไสยศาสตร์บอกว่าให้รวบรวมเงิน
ฝากให้จาเลยท่ี ๒ ไปซือ้ เมื่อถกู หวยแล้วจะได้นาเงินไปทอดผ้าป่ า หลงั จากมอบเงินให้จาเลยท่ี ๒
แล้ว จาเลยท่ี ๒ กับพวกก็หลบหนีไป พฤติการณ์ของผู้เสียหายดงั กล่าวเป็นการร่วมกับจาเลย
ทัง้ สองกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการกระทาที่ผิดกฎหมายมี โทษทางอาญา
ผ้เู สียหายคดีนีจ้ งึ ไมใ่ ช่ผ้เู สียหายโดยนติ ินยั ท่ีจะมีสิทธิร้องทกุ ข์ขอให้เจ้าพนกั งานตารวจดาเนินคดี
แก่จาเลยทงั้ สองในความผิดฐานฉ้อโกงซ่ึงเป็นความผิดอนั ยอมความได้ พนกั งานสอบสวนย่อม
ไมม่ ีอานาจสอบสวนคดีนี ้และพนกั งานอยั การโจทก์ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) วางหลกั

65

ไว้ ว่าผ้ ูเสียหายหมายความ ถึงผ้ ูได้ รับความเสี ยหายจากการกระทาผิดอาญ าฐานใดฐานหน่ึง
รวมทงั้ ผ้มู ีอานาจจดั การแทนตามมาตรา 4, 5, 6

ผ้เู สียหายตามมาตรา 2 (4) จะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินยั ซึ่งหมายความว่า จะต้อง
ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทาความผิด ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือ ผู้สนับสนุนการกระทา
ความผิดนนั้ ๆ

ตามปัญหา การท่ีนายหนึ่งกับพวกหลอกลวงนายเขลาว่ากาลงั จะโชคดี ถ้าทาพิธีไสย
ศาสตร์แล้วซือ้ หวยใต้ดิน (สลากกินรวบ) ก็จะถูกรางวลั นนั้ การหลอกลวงที่จะเป็นความผิดฐาน
ฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญานัน้ จะต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง การคาดการณ์ถึง
เหตกุ ารณ์ในอนาคตไม่ใช่การยืนยนั ข้อเท็จจริง ดงั นนั้ จึงไม่เป็นการหลอกลวงท่ีจะเป็นความผิด
ฐานฉ้ อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แม้นายหน่ึงกับพวกจะได้เงินซ่ึงเป็ น
ทรัพย์สินจากนายเขลา จานวน 100,000 บาท การกระทาของนายหนึ่งเป็นเร่ืองผิดสญั ญาทาง
แพ่งเท่านนั้ ดงั นนั้ นายเขลาฟ้องอาญาของให้ลงโทษนายหนึง่ ไม่ได้ (ข้อนีถ้ ำม วิ.อำญำ ไม่ได้
ถำมอำญำ คำตอบไม่ได้ตอบ วิ.อำญำ แม้หลักกฎหมำยท่ีวำงมำถูกต้อง แต่ไม่ได้นำมำ
ตอบเลย แสดงว่ำไม่แน่ใจว่ำจะตอบประเดน็ นีห้ รือไม่ จะไม่ให้คะแนนหลักกฎหมำยเลย
เพรำะน่ีคือกำรตอบผิดธง เหตุผลก็ไม่ถูก หลักกฎหมำยท่ีวำงไว้ก็ไม่เก่ียวกับคำตอบ แต่
ถ้ำอำจำรย์ใจดีอำจจะให้ ๑ คะแนนกย็ ังพอได้)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๒ กรณีตามปัญหา การที่นายหน่ึงกับพวกหลอกลวงนายเขลา
เพื่อให้นายเขลาส่งเงินจานวน 100,000 บาท ให้นายหนึ่งไปซือ้ หวยใต้ดิน แล้วนายหนึ่งกบั พวก
หลบหนีไป (เป็ นกำรกระทำควำมผิดในฐำนฉ้อโกง) (ท่ีตัดข้ำงหน้ำออก ในประเด็นนี้
ไม่ต้องตอบก็ได้ เพรำะคำตอบส่วนนีเ้ ป็ นคำตอบอำญำ แต่คำถำมข้อนีเ้ ป็ นคำถำม
ว.ิ อำญำ)

แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเขลามีพฤติการณ์ร่วมกระทาความผิดกบั นายหนึ่งและพวก
ในการกระทาความผิดเก่ียวกบั การซือ้ สลากกินรวบ ซงึ่ เป็นความผิดทางอาญา (ขำดข้อควำมว่ำ
แม้จะได้รับควำมเสียหำยจำกกำรกระทำผิดฐำนฉ้อโกง ตดั ๑ คะแนน) นำยเขลำจึงไม่ใช่
ผู้เสียหำยโดยนิตนิ ัย (ประเดน็ นีใ้ ห้ ๓ คะแนน)

ตอ่ มาในวนั เดียวกนั ศาลล้มละลายกลางมีคาสง่ั พิทกั ทรัพย์เด็ดขาดนายเขลา อานาจใน
การจัดการทรัพย์สินของนายเขลาตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (ขำดเร่ือง มีอำนำจ
เฉพำะทำงแพ่งตัด ๑ คะแนน) แตไ่ ม่รวมถึงสิทธิในการฟ้องคดีอาญาด้วย (ขำดเหตุผลท่ีว่ำ
สิทธิดำเนินคดีอำญำเป็ นสิทธิเฉพำะตัวซ่ึงสำคัญมำก ไม่ตอบจุดนีห้ ักคะแนน ๒ คะแนน

66

ประเดน็ นีใ้ ห้ ๓ คะแนน)
อย่างไรก็ดี แม้ นายเขลาจะมีสิทธิฟ้องคดีอาญา เพราะไม่ถูกจากัดตามกฎหมาย

ล้มละลาย แต่เมื่อนายเขลาไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่อาจฟ้องนายหนึ่งกับพวกตาม
ความผิดฐานฉ้อโกงได้ (ลำดับในกำรตอบไม่สอดคล้อง ขอให้ดูข้อสังเกตในคำตอบ ข้อนี้
ได้คะแนนน้อยอย่แู ล้วกำรจัดลำดบั ไม่เหมำะสมไม่หกั คะแนน ได้รวม ๖ คะแนน)

ตวั อย่ำงคำตอบท่ี ๓ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ผ้เู สียหาย หมายถึง ผ้ไู ด้รับความเสียหายจาก
การกระทาผิดอาญาฐานใดฐานหน่ึง และการจะเป็นผู้เสียหายจากการกระทาผิดอาญาตาม
มาตรา 2(4) นนั้ ต้องไมป่ รากฏวา่ ผ้นู นั้ มีสว่ นร่วมในการกระทาความผิดอาญาด้วย

กรณีตามปัญหา การที่นายหนง่ึ หลอกนายเขลาวา่ ให้ฝากเงิน 100,000 บาท ให้นายหนึ่ง
ไปซือ้ หวยใต้ดนิ แล้วนายเขลาจะถกู หวย เม่ือได้เงินแล้วนายหนงึ่ กบั พวกก็หลบหนีไปนนั้ เป็ นกำร
หลอกลวงผู้อ่ืนโดยแสดงควำมข้อควำมอันเป็ นเท็จ และกำรหลอกลวงนัน้ ได้ทรัพย์สนิ ไป
จำกนำยเขลำ กำรกระทำของนำยหน่ึงจึงมีควำมผิดฐำนฉ้อโกง ตำมป.อ.มำตรำ 341
(ข้อควำมท่ีตัดออกไม่น่ำเสียเวลำเขียน ไปเติมฐำนฉ้ อโกงข้ำงหลังก็พอแล้ว เพรำะ
คำถำมข้อนีเ้ ป็ น วิ.อำญำ ไม่ใช่คำถำมอำญำ) แต่อย่างไรก็ตามแม้นายเขลาจะได้รับความ
เสียหายจากกระทาความผิดอาญา (ฐำนฉ้อโกง) ของนายหนง่ึ ก็ตาม แตก่ ารที่นายเขลาได้ให้เงิน
นายหนึ่งไปเพราะต้องการให้นายหน่ึงนาเงินจานวนดงั กล่าวไปซือ้ หวยใต้ดินนนั้ เป็นการให้เงิน
แก่นายหนึ่งไปกระทาการอนั มีวตั ถปุ ระสงค์ท่ีผิดต่อกฎหมาย ดงั นนั้ กรณีนีจ้ ึงถือได้วา่ นายเขลา
มีส่วนร่วมในการกระทาผิดของนายหน่ึงด้วย นายเขลาจึงมิใช่ผ้เู สียหายจากการกระทาผิดฐาน
ฉ้อโกงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(4) และเม่ือนายเขลามิใช่ผ้เู สียหายตามมาตรา 2(4) แล้ว นายเขลา
ก็ไมม่ ีสทิ ธิฟอ้ งคดอี าญาขอให้ลงโทษนายหนง่ึ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) (ได้ ๔ คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๔ ตามมาตรา 2 (4) ป.วิ.อ.วางหลกั กฎหมายไว้วา่ ผ้เู สียหาย คือผ้ทู ่ี
ได้รับผลกระทบจากการกระทาความผิดอาญาฐานใดฐานหน่ึง และให้หมายความรวมถึงผู้มี
อานาจจดั การแทนด้วย

การที่นายหนงึ่ กบั พวกหลอกลวงให้นายเขลาทาพธิ ีทางไสยศาสตร์ นายหนง่ึ กบั พวกไมไ่ ด้
กระทาความผิดฐานฉ้อโกงตอ่ นายเขลา เพราะไมไ่ ด้เป็นการหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงท่ีควร
บอกให้นายเขลาทราบ เป็นการไม่ยืนยันข้อเท็จจริง จึงไม่มีการกระทาความผิดต่อนายเขลา
(ตอบเกินมำและผิดในสำระสำคัญตัด ๒ คะแนน) นายเขลาจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา
2 (4)

การที่นายเขลาได้มอบเงินให้กบั พวกของนายหน่ึงไปซือ้ สลากกินรวบ ถือได้ว่านายเขลา

67

มีเจตนาร่วมกระทาความผิดต่อพวกของนายหนึ่งด้วย นายเขลาจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย
เชน่ กนั (หักท่ตี ดั ๒ คะแนนแล้ว ได้ ๒ คะแนน)

แม้นายเขลาจะถกู ศาลล้มละลายพิทกั ษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่งผลให้อานาจจดั การทรัพย์สิน
และการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายเขลาหมดไปตามหลกั ของกฎหมายล้มละลาย
มาตรา 22 และมาตรา 24 (ขำดจำกัดอำนำจเฉพำะทำงแพ่งตัด ๑ คะแนน) แตไ่ ด้หาจากัด
สิทธิที่นายเขลาจะดาเนินการฟ้องร้องคดีอาญาแต่อย่างใดไม่ (ขำดเหตุผลว่ำ สิทธิดำเนิน
คดีอำญำเป็ นสิทธิเฉพำะตัวซ่ึงสำคัญมำก ไม่ตอบจุดนีถ้ ูกหักคะแนน ๒ คะแนน) และ
พนักงานพิทกั ษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่มีสิทธิดาเนินคดีอาญาแทนนายเขลาตามหลักของกฎหมาย
ล้มละลายด้วย เป็นเรื่องที่นายเขลาต้องดาเนินการทางคดีอาญาเอง อีกทัง้ กำรถูกศำลส่ัง
พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำดไม่ทำให้สิทธินำคดีอำญำมำฟ้องระงับตำมมำตรำ 39 ปวิอ ด้วย
(ข้อควำมท่ีตัดออกไม่น่ำจะต้องตอบ) บุคคลท่ีมีสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้แก่ พนกั งาน
อยั การ หรือผ้เู สียหาย ตามหลกั ของมาตรา 28 ป.วิ.อ.

ดงั นนั้ เมื่อเราพิจารณาไปข้างต้นแล้วว่า นายเขลามิใช่ผ้เู สียหายตามมาตรา 2 (4) ป.วิ.อ.
นายเขลาจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ตามหลักของมาตรา 28 ป.วิ.อ. (ได้รวม ๕
คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๕ การท่ีบคุ คลใดแม้ต้องด้วยคาสงั่ พิทกั ษ์ทรัพย์หรือคาพิพากษาให้
ล้มละลายในคดีล้มละลายก็ตาม ก็มีผลเพียงวา่ บคุ คลนนั้ จะถกู ควบคมุ กองทรัพย์สิน การจดั การ
หรือดาเนินการเก่ียวกบั ทรัพย์สนิ โดยมีเจ้าพนกั งานพิทกั ษ์ทรัพย์เป็นผ้ดู าเนินการแทน (ขำดจำกัด
อำนำจเฉพำะทำงแพ่งตัด ๑ คะแนน) แต่สิทธิการเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ถ้ าบุคคลผู้ต้องคาส่ังพิทักษ์ทรัพย์หรือคาพิพากษาให้
ล้มละลายเป็นผ้เู สียหายครบถ้วนตามหลกั เกณฑ์ของการเป็นผ้เู สียหายตามหลกั กฎหมายข้างต้น
แล้ว ก็สามารถท่ีจะใช้สิทธิของการเป็นผ้เู สียหาย เช่น เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 3 (2)
และมาตรา 28 (2) ได้ เพราะสิทธิของการเป็นผ้เู สียหายเป็นสิทธิเฉพาะตวั ดงั นนั้ แม้นายเขลาจะ
ถูกศาลล้มละลายกลางมีคาสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถ้ าหากนายเขลาเป็นผู้เสียหายโดยมี
หลกั เกณฑ์ครบถ้วนของการเป็นผ้เู สียหายตามมาตรา 2 (4) นายเขลาก็สามารถเป็นโจทก์ฟ้อง
คดีอาญาตามมาตรา 3 (2) และมาตรา 28 (2) ได้ (๕ คะแนน)

แตก่ ารท่ีนายเขลากบั พวกได้ทาพิธีไสยศาสตร์เพ่ือให้ได้เลขสลากกินรวบ เม่ือได้เลขแล้ว
นายเขลามอบเงินให้นายหนงึ่ ไปซือ้ สลากกินรวบเพราะถกู หลอกวา่ ให้รวบรวมเงินฝากให้นายหนงึ่
ไปซือ้ แล้วจะถูกหวย เม่ือได้เงินแล้วนายหนึ่งกับพวกก็หลบหนีไป พฤติการณ์ของนายเขลา

68

ดังกล่าวเป็ นการร่ วมกับนายหนึ่งกับพวกเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็ นการกระทาท่ีผิด
กฎหมายท่ีมีโทษทางอาญา (ขำดข้อควำมว่ำ แม้จะได้รับควำมเสียหำยจำกกำรกระทำผิด
ฐำนฉ้อโกง ตดั ๑ คะแนน) นายเขลาจงึ ไม่ใชเ่ ป็นผ้เู สียหายโดยนติ นิ ยั ตามมาตรา 2 (4) จงึ หาที่
จะมีสทิ ธิที่จะฟอ้ งคดอี าญาของให้ศาลลงโทษจาคกุ นายหนงึ่ ได้ไม่ (๓ คะแนน)

นายเขลาไม่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาขอให้ศาลลงโทษจาคกุ นายหนึ่งได้ด้วยเหตผุ ลท่ีกล่าว
มาแล้วข้างต้น (ได้รวม ๘ คะแนน)

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๖ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28 วาง
หลกั วา่ บคุ คลดงั ตอ่ ไปนีม้ ีอานาจฟ้องคดอี าญา

1. พนกั งานอยั การ 2. ผ้เู สียหาย
ตามมาตรา 2 (4) วางหลกั ว่าผู้เสียหาย หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการ
กระทาความผิดอาญา และผ้เู สียหายต้องเป็นผ้เู สียหายโดยนิตนิ ยั คือต้องไมไ่ ด้ใช้ หรือก่อ หรือมี
สว่ นร่วม ในการกระทาความผดิ
สิทธิในการฟ้องร้ องดาเนินคดีอาญาเป็นสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา แม้ศาลล้มละลายกลางมีคาสง่ั พทิ กั ษ์ทรัพย์เดด็ ขาดนายเขลา แตก่ ็หาทาให้อานาจฟ้องคดี
ของนายเขลาเปลี่ยนแปลงไป (ไม่ได้ให้เหตุผลว่ำทำไม คำตอบนีใ้ ห้คะแนนยำก เพรำะจะ
ให้น้อยก็สงสำร จะให้มำกก็เป็ นเร่ืองม่ัวถูกแล้วได้คะแนน คำตอบนีถ้ ือว่ำรู้แต่เขียนไม่ดี
โดยเหตุผลพอฟังได้ให้ ๒ คะแนนจำก ๖ คะแนน)
การท่ีนายเขลามอบเงินให้นายหน่ึงไปซือ้ หวยใต้ดิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนายหน่ึงกับ
พวกก็หลบหนีไปนัน้ เป็นการกระทาความผิดฐานยักยอกทรัพย์ (ในฎีกำฟ้องข้อหำฉ้อโกง
ดูจำกคำถำมก็ไม่น่ำจะเป็ นยักยอก แม้จะตอบผิดในข้อท่ีไม่เก่ียวกับ วิ.อำญำ แต่ก็ถือว่ำ
ตอบผิดในเร่ืองสำคัญตัด ๒ คะแนน) แม้นายเขลาเจ้าของเงินจะได้รับความเสียหายจากการ
กระทาความผิด แต่การที่นายเขลามอบเงินให้นายหนึ่งไปซือ้ หวยใต้ดินอันเป็นการกระทา
ความผิดตามกฎหมาย นายเขลาจึงมีส่วนร่วมในการกระทาความผิด มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินยั
ดงั นนั้ นายเขลาจึงไม่มีอานาจฟ้องคดีอาญาขอให้ศาลลงโทษจาคกุ นายหนึ่ง (หักท่ีตัดคะแนน
แล้วได้ ๒ คะแนน รวมได้ ๔ คะแนน น่ีคือปัญหำท่ีนักศึกษำสงสัยว่ำตอบถูกธงทำไม
ไม่ได้คะแนน หรือได้น้อย)

69

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒ (๔)
เป็ นควำมผิดต่อรัฐเท่ำนัน้ เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหำย
ฎีกำท่ี ๒๓๐๐/๒๕๕๗ ฎ.๙๖๔ รัฐเท่านัน้ เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. การ
ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มาตรา ๘ (๑), ๓๗, ๓๘ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) แม้จาเลย
ซึ่งเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจขายที่ดินในสวนปาล์มนา้ มนั หรือทาสวนปาล์มนา้ มนั อนั เป็น
ธุรกิจต้องห้ามตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ มาตรา ๘ (๑), ๓๗, ๓๘ ก็ตาม
ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทาที่ทาให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง และแม้จะปรากฏว่าจาเลย
ประกอบธุรกิจต้องห้ามในพืน้ ท่ีป่ าสงวนแห่งชาติท่ีโจทก์ได้รับอนุญาตให้ทาประโยชน์หรืออยู่
อาศยั จากกรมป่ าไม้โดยชอบ ก็เป็นเร่ืองที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จาเลยในทางแพ่ง ไม่ถือว่า
โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอนั เน่ืองมาจากการกระทาของจาเลยตามฟ้องอนั จะทาให้
โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอานาจฟ้องในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่เป็ น
ผ้เู สียหายตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒ (๔) และไมม่ ีอานาจฟ้องจาเลยได้
ฎีกำท่ี ๑๖๖๔๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๙๗ แม้ความผิดฐานซ่องโจรกฎหมายไม่ได้
บัญญัติว่าเป็นการกระทาความผิดต่อรัฐและรัฐเป็นผู้เสียหาย แต่ก็เป็นความผิดตาม ป.อ.
ลักษณะ ๕ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ซ่ึงบญั ญัติไว้เพ่ือความเป็นระเบียบ
เรียบร้อยของสงั คม ความสงบสุข และความปลอดภัยของประชาชนโดยส่วนรวม มิใช่บญั ญัติไว้
เพ่ือบคุ คลหนึ่งบคุ คลใดโดยเฉพาะเจาะจงเป็นส่วนตวั ดงั นนั้ ความผิดฐานซ่องโจรถือว่าเป็นการ
กระทาตอ่ รัฐโดยตรง รัฐเทา่ นนั้ เป็นผ้เู สียหายโดยนิตินยั โจทก์ซ่งึ เป็นราษฎรจึงไม่ใชบ่ ุคคลผ้ไู ด้รับ
ความเสียหายจากการกระทาความผิดโดยตรง มิใชผ่ ้เู สียหายโดยนติ นิ ยั ไมม่ ีอานาจฟ้องคดนี ี ้
ฎีกำท่ี ๖๒๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๗๓ ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ฯ
มาตรา ๑๒ (๙) บญั ญัตหิ ้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทาการใด ๆ อนั ก่อให้เกิดความเสียหายทาง
เศรษฐกิจของประเทศหรื อประโยชน์ ของประชาชนหรื อเป็ นการเอาเป รี ยบลูกค้ าหรื อบุคคล
ที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม ... เป็นการบัญญัติขึน้ เพื่อควบคุมและกากับการประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ เพ่ือประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ กับเพ่ือคุ้มครอง
ประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อนั เป็นความผิดท่ีรัฐเทา่ นนั้ เป็นผ้เู สียหาย โจทก์ทงั้ สองเป็น
เอกชน จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๑๖๓๗/๒๕๔๘ ฎ.๑๖๔ แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนท่ีมีความเห็นสั่งฟ้อง
จาเลยในคดีท่ีพนกั งานอยั การมีคาสงั่ เดด็ ขาดไม่ฟ้องจาเลยเพราะพยานหลกั ฐานไม่พอ แตข่ ้อหา
ตามท่ีโจทก์ฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ มาตรา ๑๕, ๖๖ เป็นความผิดอาญา

70

แผน่ ดนิ รัฐเทา่ นนั้ ท่ีเป็นผ้เู สียหาย แม้โจทก์เป็นเจ้าพนกั งานของรัฐ แตก่ ็มีอานาจหน้าท่ีเพียงเทา่ ที่
กฎหมายกาหนดให้กระทา คือ มีอานาจและหน้าที่ทาการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๖)
เท่านนั้ และโจทก์มิใช่บุคคลผ้ไู ด้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาความผิดตามฟ้อง โจทก์
จงึ มใิ ชผ่ ้เู สียหายตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒ (๔) ไมม่ ีอานาจฟ้อง
ข้อสังเกต คดีนี้พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรส่ังฟ้องผู้ต้องหา แต่พนักงานอัยการ
สง่ั ไม่ฟอ้ ง พนกั งานสอบสวนจึงอา้ งว่าตนเป็นผเู้ สียหายแลว้ ฟอ้ งคดีเอง

ฎีกำท่ี ๒๑๑๐/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๘๕ การที่ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนญุ าตให้ผู้เสียหาย
เข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ โดยมิได้ระบวุ า่ อนญุ าตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผดิ ฐาน
ใดต้องถือวา่ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานฆา่ ผ้อู ื่นโดยเจตนา
และฐานลักทรัพย์ซ่ึงโจทก์ร่วมเป็ นผู้เสียหายเท่านัน้ ส่วนความผิดเกี่ยวกับการทาลาย
พยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จาเลย
จะย้ายศพ จ. ผู้ตาย เพ่ือปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตาม โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็น
บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเน่ืองจากการกระทาความผิดฐานใดฐานหน่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) จึงไม่ใช่ผ้เู สียหายตามกฎหมาย เมื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลย พนกั งานอยั การ
โจทก์มไิ ด้อทุ ธรณ์ ข้อหาทาลายพยานหลกั ฐานจงึ ยตุ ิไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น โจทก์ร่วมไม่มี
อานาจอทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยสถานหนกั ในข้อหาทาลายพยานหลกั ฐาน

ฎีกำท่ี ๔๘๑๗/๒๕๔๕ ฎ.๒๒๖๗ โจทก์ซงึ่ ได้รับอนั ตรายสาหสั ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายในความผิด
ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๔๓ (๔) และ ๑๕๗ เพราะความผิดดงั กล่าวเป็นความผิด
ตอ่ รัฐ โจทก์ยอ่ มไมม่ ีอานาจฟอ้ งจาเลยในข้อหาความผิดตามมาตรา ๔๓ (๔) และ ๑๕๗

เป็ นผู้ได้รับควำมเสียหำยโดยตรงจำกกำรกระทำควำมผิด
ฎีกำท่ี ๑๔๒๓๐/๒๕๕๗ ฎ.๓๒๑๑ ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๙ รวมทัง้ บรรพ ๕ ครอบครัว
และบรรพ ๖ มรดก มิได้กาหนดว่าการเป็นพ่ีน้องร่วมบดิ ามารดาเดียวกนั พ่ีน้องร่วมบิดาหรือร่วม
มารดาเดียวกัน ป่ ู ย่า ตา ยาย และ ลุง ป้า น้า อา ตามมาตรา ๑๖๒๙ (๓) (๔) (๕) และ (๖)
จะต้องชอบด้วยกฎหมาย ดงั นี ้ต้องถือตามความเป็นจริง
โจทก์เป็นอาของผ้ตู าย จงึ เป็นทายาทโดยธรรมลาดบั ที่ (๖) ของผ้ตู ายตามมาตรา ๑๖๒๙
(๖) เม่ือผ้ตู ายไม่มีทายาทโดยธรรมลาดบั ท่ี (๑) ถึง (๕) โจทก์ย่อมมีสิทธิรับมรดกของผ้ตู ายตาม
มาตรา ๑๖๒๐ มาตรา ๑๖๒๙ และมาตรา ๑๖๓๐ จึงเป็นผ้เู สียหายมีอานาจฟ้องขอให้ลงโทษ

71

จาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๐, ๙๑, ๑๗๗, ๑๘๐, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘
ข้อสังเกต ฎีกานี้วางหลกั ว่า อาซึ่งเป็ นน้องของบิดาที่รับรองบุตรโดยพฤตินยั เป็ นทายาทโดย
ธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายซ่ึงเป็ นหลาน ถ้าดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ศาลฎีกาเคย
ตดั สินไวว้ ่าบิดาที่รับรองบตุ รโดยพฤตินยั ไม่เป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของผูต้ าย
ซ่ึงเป็ นบุตร (ฎีกาที่ ๑๘๕๔/๒๕๕๑) คดีนี้ไม่มีปัญหาเพราะบิดามารดาผู้ตายเสียชีวิตไปก่อน
ผู้ตายแล้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็ นบิดาที่รับรองบุตรโดยพฤตินยั และอาซ่ึงเป็ นน้องของ
บิดายงั มีชีวิตทง้ั คู่แล้วฟอ้ งแย่งทรัพย์มรดกกนั หากวินิจฉยั ตามฎีกานีแ้ ละฎีกาที่ ๑๘๕๔/๒๕๕๑
จะเกิดผลประหลาด คือ อาเป็ นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดก แต่บิดาไม่เป็ นทายาทโดย
ธรรมไม่มีสิทธิได้รับมรดก ในตวั อย่างที่ยกขึ้นนี้ถ้าออกข้อสอบคงต้องตอบตามฎีกาท้ังสองเรื่องนี้
แต่ผูแ้ ต่งอยากให้ศาลฎีกากลบั ฎีกาที่ ๑๘๕๔/๒๕๕๑ ใหบ้ ิดาทีร่ ับรองบตุ รโดยพฤตินยั ไดร้ ับมรดก
ของผู้ตาย แลว้ ฎีกานีก้ ็จะมีผลบงั คบั ใช้ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อยงั ไม่มีฎีกาใหม่ผูแ้ ต่งขอย้าว่า
ถา้ ออกข้อสอบเนติหรือผู้ช่วยผู้พิพากษานกั ศึกษาต้องตอบตามฎีกาอนั นี้เป็นกติกาของการสอบ

อนึ่ง ฎีกานี้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกจึงเป็นผู้เสียหาย ถ้าเป็นทายาท
โดยธรรมลาดบั หลงั ซ่ึงไม่มีสิทธิรับมรดก เพราะทายาทโดยธรรมลาดบั ก่อนตนที่ถูกกาจดั มิให้รับ
มรดกมีผู้สืบมรดกต่อไปได้ ทายาทโดยธรรมที่ไม่มีสิทธิรับมรดกก็ไม่เป็ นผู้เสียหายดังฎีกาที่
๕๖๑๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๗๕ นางล้วนเป็นเจ้ามรดก (สามีนางล้วนถึงแก่กรรมก่อนนางล้วน
โดยนางลว้ นไม่มีบตุ ร) นางล้วนเป็นพีน่ อ้ งร่วมบิดามารดากบั นางแลว้ และนางร่าย โจทก์เป็นบตุ ร
นางแล้ว จาเลยและ ร. เป็ นบุตรนางร่าย โจทก์จาเลยและ ร. จึงเป็นหลานนางล้วน นอกจากนี้
นางล้วนยงั จดทะเบียนรับ ร. เป็นบุตรบุญธรรมอีกฐานะหนึ่ง หากจาเลยและ ร. ร่วมกนั ปลอม
พินยั กรรมไปจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกจน ร. ถูกกาจัดมิให้รับมรดก ทายาทของ ร. หรือโจทก์
จะมีสิทธิในทรัพย์มรดก ซึ่งจะเป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดีปลอมพินยั กรรม เห็นว่า การรับมรดก
แทนทีผ่ ถู้ ูกกาจดั มิใหร้ บั มรดกนนั้ ไม่ว่ากรณีถกู กาจดั ก่อนหรือหลงั เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตอ้ ง
บงั คบั ไปตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๖๐๗ ที่บญั ญัติไว้โดยเฉพาะที่ให้ผู้สืบสนั ดานของทายาทที่ถูก
กาจดั มิให้รับมรดกมีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทที่ถูกจากัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกได้ หาได้
ถือว่ามาตรา ๑๖๐๗ ต้องอยู่ภายใต้บงั คบั มาตรา ๑๖๓๙ นอกจากนี้ ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๗
ยงั บญั ญตั ิว่าบตุ รบญุ ธรรมนนั้ ใหถ้ ือว่าเป็นผูส้ ืบสนั ดานเหมือนกบั บตุ รทีช่ อบดว้ ยกฎหมายซึ่งเป็น
บทบญั ญัติให้ถือว่าเป็นผู้สืบสนั ดานเหมือนกบั บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซ่ึงเป็ นบทบญั ญัติให้ถือ
เช่นนนั้ โดยเด็ดขาด ดงั นี้ ย่อมต้องถือว่า ร. บตุ รบญุ ธรรมเป็นผูส้ ืบสนั ดานของเจ้ามรดก ซึ่งแม้ ร.
จะถูกกาจัดมิให้รับมรดกแล้ว ผู้สืบสนั ดานย่อมสามารถสืบมรดกได้ตามมาตรา ๑๖๐๗ มิใช่ว่า

72

การสืบมรดกนีจ้ ะมีได้เฉพาะการสืบมรดกของบตุ รที่สืบสายโลหิตจากเจ้ามรดกเท่านนั้ และเมื่อ
โจทก์เป็ นเพียงบุตรของน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๓๐
วรรคหน่ึง จึงมิใช่ผเู้ สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ย่อมไม่มีอานาจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๙๐๒๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๓๖ โจทก์เป็นทายาทและผู้จดั การมรดกของ จ.
ตามคาสั่งศาล เม่ือ จ. ถึงแก่ความตายในปี ๒๕๓๕ ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์
การที่จาเลยนาหนังสือสัญญาซือ้ ขายที่ดินท่ีระบุว่า จ. ขายที่ดินให้จาเลยซ่ึงเป็นเอกสารสิทธิ
ปลอมไปยื่นคาร้ องขอแสดงกรรมสิทธ์ิท่ีดินโดยการครอบครองปรปักษ์และย่ืนคาฟ้องบังคับ
ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกบั ที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปล่ียนแปลงชื่อในโฉนดที่ดนิ พิพาทเป็น
ชื่อของจาเลยในปี ๒๕๔๗ โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทาของจาเลยแล้ว
เพราะอาจต้องเสียท่ีดินพิพาทไปจากการกระทาดงั กล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒ (๔)
ข้อสังเกต คดีนี้ จ. ตายก่อนจาเลยกระทาผิด หาก จ. ตายหลงั จาเลยกระทาผิด ผลจะแตกต่าง
กันขอให้ดูเปรียบเทียบฎีกาที่ ๒๒๓๖-๒๒๓๗/๒๕๕๐ ที่วินิจฉยั ว่า แม้มีการปลอมเอกสารว่า
ผู้ตายได้ทาเอกสารขึ้น แต่บิดาผู้ตายไม่เป็ นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทา
ดงั กล่าว ทงั้ ความผิดดงั กล่าวไดเ้ กิดข้ึนภายหลงั จากผูต้ ายไดถ้ ึงแก่ความตายไปแลว้ ผูต้ ายไม่อาจ
เป็นผูเ้ สียหายในความผิดดงั กล่าวได้ จึงไม่ใช่กรณีทีบ่ พุ การีของผู้ตายจะจดั การแทนผูต้ ายไดต้ าม
ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)

ฎีกำท่ี ๑๐๕๘๘/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๘๐ โจทก์ร่วมเป็นผ้รู ับมรดกที่ดินตามพินยั กรรมของ พ.
เมื่อ พ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายท่ีดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ร่วมตามกฎหมาย
โจทก์ร่วมจึงเป็นผ้เู สียหายในข้อหาบกุ รุก มีอานาจร้องทุกข์ดาเนินคดีแก่จาเลยได้ แม้โจทก์ร่วม
จะจดทะเบยี นรับโอนมรดกภายหลงั เกิดเหตคุ ดนี ีก้ ็ตาม พนกั งานอยั การโจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๙๙๔๘/๒๕๕๕ ฎ.๓๓๐๑ ขณะเกิดเหตแุ ม้จาเลยไม่ได้ทาหน้าท่ีฝ่ ายการเงินของ
โรงเรียนและไม่มีหน้าที่รับเงินจากนกั เรียนโดยตรงก็ตาม แตจ่ าเลยเป็นอาจารย์ฝ่ ายทะเบียนและ
ฝ่ ายผ้สู อน นกั เรียนสามารถฝากเงินแก่จาเลยให้นาไปชาระแก่โรงเรียนได้โดยถือเสมือนหน่ึงว่า
นกั เรียนชาระเงินให้แก่โรงเรียนแล้ว และจาเลยมีหน้าที่นาเงินไปมอบให้ฝ่ ายการเงิน การท่ีจาเลย
ได้รับเงินจากนกั เรียนเพื่อจะได้นาไปมอบให้แก่โรงเรียนโดยนาเงินเข้าฝากในบญั ชีเงินฝากของ
โรงเรียนในภายหลงั ถือได้วา่ จาเลยได้รับมอบหมายโดยปริยายจากโรงเรียนให้มีหน้าที่รับเงินจาก
นกั เรียนแทนโรงเรียนได้

เม่ือจาเลยได้รับเงินจากนกั เรียนแล้ว เงินยอ่ มตกเป็นของโรงเรียน ซึง่ เป็นกิจการของห้าง

73

ห้นุ ส่วนสามญั ยงั มิได้จดทะเบียน อนั มีโจทก์ร่วมและผ้เู สียหายที่ ๒ เป็นห้นุ ส่วนอย่ดู ้วยแล้ว เม่ือ
ไม่ปรากฏว่าผ้เู ป็นห้นุ สว่ นได้ตกลงกนั ไว้ในกระบวนจดั การห้างห้นุ ส่วน ผ้เู ป็นห้นุ ส่วนย่อมจดั การ
ห้างห้นุ ส่วนนนั้ ได้ทุกคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๓๓ วรรคหน่ึง โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของ
ห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็ นผู้เสียหายมีอานาจร้ องทุกข์ เป็ นโจทก์ฟ้อง
คดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนกั งานอัยการได้ และถือได้ว่าเงินท่ีจาเลยรับจากนกั เรียน
ยอ่ มตกเป็นของโรงเรียนแล้วไมไ่ ด้เป็นของนกั เรียนอีกตอ่ ไป นกั เรียนผ้ชู าระเงินผา่ นจาเลย จึงมิใช่
ผ้เู สียหายผ้มู ีอานาจร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีอาญาแก่จาเลย

ฎีกำท่ี ๓๕๕๙/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๓๙ โจทก์ร่วมและบดิ ามารดากบั อ. พ่ีสาวโจทก์ร่วม
ได้ตกลงเข้ากันเพ่ือกระทากิจการร้ านทองร่วมกัน โดยประสงค์จะแบ่งปันกาไรอันจะพึงได้
แต่กิจการที่ทานัน้ เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๑๒ ประกอบ
มาตรา ๑๐๒๕ เม่ือผ้เู ป็นห้นุ ส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจดั การห้างห้นุ ส่วนไว้ ผ้เู ป็นห้นุ ส่วน
ยอ่ มจดั การห้างห้นุ ส่วนนนั้ ได้ทกุ คนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๓๓ ดงั นนั้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นห้นุ ส่วน
ในกิจการร้านทอง ย่อมเป็นผ้เู สียหายมีอานาจร้องทุกข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้สอบสวนคดีนีไ้ ด้
โดยไมจ่ าต้องมีหลกั ฐานการมอบอานาจให้โจทก์ร่วมมีอานาจดาเนินคดีแทนร้านทอง

ฎีกำท่ี ๖๖๐๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๒๑๙ การที่จาเลยยักยอกเงินจดั สรรผลกาไรสุทธิ
ท่ีได้มาจากการดาเนินงานกองทุนหม่บู ้าน กองทนุ หม่บู ้าน ค. โดยคณะกรรมการกองทนุ หม่บู ้าน
ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้ องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้
ดาเนินคดีแก่จาเลยได้ โดยถือว่าจาเลยยักยอกทรัพย์ของกองทุนหมู่บ้ าน ค. ซึ่งอยู่ในความ
ครอบครองของสมาชิกและจาเลย การร้ องทุกข์ของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน จึงเป็นการ
ร้องทกุ ข์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จงึ มีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๑๐๕๕๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๙๕ แม้ตามคาฟอ้ งโจทก์จะบรรยายว่า จาเลยโดย
เจตนาทจุ ริตหลอกลวงผ้เู สียหายท่ี ๒ ด้วยการแสดงข้อความอนั เป็นเท็จและด้วยการแสดงตนเป็น
บคุ คลอื่น แตต่ ามทางพิจารณาท่ีได้ความนนั้ เป็นเร่ืองที่จาเลยหลอกลวง ส. มารดาผ้เู สียหายท่ี ๒
มใิ ชห่ ลอกลวงผ้เู สียหายท่ี ๒ ซงึ่ เป็นเจ้าของเงินก็ตาม แตเ่ มื่อผ้เู สียหายท่ี ๒ เป็นเจ้าของเงินท่ีให้กู้
และเป็ นผ้ ูทาสัญ ญ าก้ ูในฐานะผ้ ูให้ ก้ ูเงินท่ีจาเลยผ้ ูก้ ูนาโฉนดที่ดินของบุคคลอื่นมาหลอกลวง
ดงั กล่าว เพ่ือให้ได้เงินที่ก้ยู ืมไป ผ้เู สียหายที่ ๒ ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาความผิด
ของจาเลยแล้ว
ข้อสังเกต คดีนี้ แม้จะหลอกลวง ส. ซึ่งเป็ นมารดาผู้เสียหายที่ ๒ แต่จาเลยได้ทรัพย์จาก
ผู้เสียหายที่ ๒ ซึ่งเป็ นผู้ให้จาเลยกู้ยืมเงิน ผู้ส่งมอบเงินคือผู้เสียหายที่ ๒ ผู้เสียหายที่ ๒ จึง

74

เป็ นผู้ท่ีได้รับความเสียหายจากการฉ้ อโกงของจาเลย แต่ถ้าจาเลยหลอกลวง ก. จน
ก. หลงเชื่อไปชวน ข. มาร่วมลงทนุ ข. โอนเงินให้ ก. เพือ่ ให้ ก. นาไปมอบใหจ้ าเลย จะเห็นได้
ว่า ข. ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกบั จาเลยเพียงแต่หลงเชื่อตามคาบอกเล่าของ ก. กรณีเช่นนี้ แม้ ข.
เป็นเจ้าของเงิน ข. ก็ไม่เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการฉ้อโกงของจาเลย ดงั ฎีกาที่ ๖๙๖๙/
๒๕๕๕ ที่ตดั สินว่า จาเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๑ จนโจทก์ร่วมที่ ๑ หลงเชื่อส่งมอบเงินให้แก่
จาเลย แม้เงินบางส่วนเป็นเงินของโจทก์ร่วมที่ ๒ ทีโ่ อนมาใหใ้ นบญั ชีของโจทก์ร่วมที่ ๑ เพือ่ ใหส้ ่ง
มอบแก่จาเลย เนื่องจากเมื่อโจทก์ร่วมที่ ๑ หลงเชื่อตามคาหลอกลวงของจาเลยแล้วได้เล่าให้
โจทก์ร่วมที่ ๒ ฟัง โจทก์ร่วมที่ ๒ หลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงร่วมลงทุนด้วย แต่การพดู หลอกลวง
ของจาเลยเป็ นการพูดเพื่อให้มีผลต่อโจทก์ร่วมที่ ๑ และได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ ๑ เท่านนั้
จาเลยมิได้หลอกลวงโจทก์ร่วมที่ ๒ หรือเจตนาให้ได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ ๒ จึงไม่อาจถือได้
ว่าการที่โจทก์ร่วมที่ ๒ รับฟังเรื่องราวจากโจทก์ร่วมที่ ๑ แล้วหลงเชื่อว่าเป็ นความจริงและ
ประสงค์ร่วมลงทนุ กบั โจทก์ร่วมที่ ๑ ด้วย จึงได้โอนเงินผ่านธนาคารเข้าบญั ชีโจทก์ร่วมที่ ๑ เพือ่
ส่งมอบให้แก่จาเลย เกิดจากการกระทาความผิดทางอาญาของจาเลยต่อโจทก์ร่วมที่ ๒ และ
ส่งผลใหโ้ จทก์ร่วมที่ ๒ เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมที่ ๒ จึงไม่ใช่ผูเ้ สียหาย ซึ่งคดีนี้ศาลยกคาร้องขอ
ของโจทก์ทีข่ อใหค้ ืนเงินใหแ้ ก่โจทก์ร่วมที่ ๒ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ ๒ ตอ้ งไปฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหากจาก
คดีนี้

ฎีกำท่ี ๑๐๐๖๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๕๔ จาเลยท่ี ๑ เป็นผู้แนะนา ก. ให้มากู้ยืมเงิน
จากโจทก์หลงั จากนนั้ จาเลยที่ ๑ ได้ขอโฉนดท่ีดินฉบบั ที่ ก. มอบไว้ให้แก่โจทก์ยึดถือเป็นประกนั
ไปจากโจทก์โดยอ้างวา่ เพื่อเป็นหลกั ประกนั เจ้าหนีร้ ายใหม่ของ ก. และ ก. จะได้นาเงินจากเจ้าหนี ้
รายใหม่มาชาระหนีก้ ู้ยืมคืนแก่โจทก์ ต่อมาจาเลยท่ี ๒ มอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์และบอกว่า
หาเจ้าหนีร้ ายใหม่ไม่ได้ ตอ่ มาโจทก์พบวา่ โฉนดที่ดินดงั กล่าวปลอม โดยจาเลยท่ี ๑ เป็นผ้ปู ลอม
ด้ วยวิธี นาโฉนดท่ีดินฉบับท่ี เก็บรักษาไว้ ที่ สานักงานท่ี ดินไปถ่ายเอกสารเป็ นภาพสีแล้ วมานา
ตกแต่ง จากนนั้ นาไปคลุกฝ่ ุนเพ่ือให้ดูเก่า ส่วนเงินกู้ดงั กล่าว ก. ได้ชาระให้แก่จาเลยท่ี ๑ แล้ว
พร้ อมดอกเบีย้ แต่จาเลยที่ ๑ ไม่นาไปมอบให้ แก่โจทก์แล้ วย่อมทาให้ โจทก์ต้ องสูญเสีย
หลกั ประกนั ในการก้ยู ืมเงินท่ี ก. ผ้กู ้ไู ด้มอบให้แก่โจทก์ แม้การปลอมโฉนดท่ีดินดงั กลา่ วจะทาโดย
นาโฉนดที่ดินฉบบั ที่เก็บรักษาไว้ท่ีสานักงานที่ดินไปถ่ายเอกสารมิใช่การปลอมจากโฉนดที่ดิน
ฉบบั ที่ ก. มอบไว้ให้แก่โจทก์ยดึ ถือเป็นประกนั เป็นแบบในการปลอม ก็ถือวา่ เป็นการกระทาที่มีผล
ตอ่ โจทก์ เพราะผ้ปู ลอมมีเจตนาให้เป็นการปลอมโฉนดท่ีดินที่ ก. มอบไว้ให้แก่โจทก์เพียงแต่ใช้
โฉนดท่ีดินฉบับที่เก็บรักษาไว้ท่ีสานกั งานที่ดินเป็นแบบในการปลอม เน่ืองจากโฉนดที่ดินที่ ก.

75

มอบให้แก่โจทก์ได้มีการส่งมอบคืนให้แก่ ก. ไปแล้ว โจทก์จึงได้รับความเสียหายโดยตรงจากการ
ปลอมและใช้เอกสารปลอมดงั กล่าว โจทก์จงึ เป็นผ้เู สียหายในความผิดฐานร่วมกนั ปลอมเอกสาร
สิทธิอนั เป็นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอนั เป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒ (๔) โจทก์จึงมีอานาจฟ้องจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในความผิดทัง้ สองฐานดังกล่าวตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๘ (๒)

ฎีกำท่ี ๑๗๘๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๙ น.๕ จาเลยกับพวกร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม
แสดงต่อผู้เสียหายและหลอกลวงผ้เู สียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทาให้ผู้เสียหาย
หลงเชื่อวา่ ภ. เป็นเจ้าของรถยนต์ตามสมดุ ใบค่มู ือจดทะเบียนรถยนต์จริง จนผ้เู สียหายยอมรับ
จานาและจา่ ยเงินให้จาเลยไป ลกั ษณะการกระทาตามข้อเทจ็ จริงดงั กลา่ ว ถือได้วา่ จาเลยมีเจตนา
ใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อฉ้ อโกง ว. และ ว. ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทา
ความผิดของจาเลย จึงเป็ นผู้เสียหาย แม้ มีการทาสัญญาจานาก็เป็ นผลสืบเนื่องจากการ
หลอกลวงของจาเลย เพื่อให้ผ้เู สียหายสง่ มอบเงินอนั เป็นทรัพย์สินให้ ดงั นนั้ สญั ญาจานาจะมีผล
สมบูรณ์หรือไม่ หาเป็นเหตใุ ห้ ว. ซึ่งเป็นผ้เู สียหายอย่แู ล้วกลายเป็นมิใช่ผ้เู สียหายไม่ ผู้เสียหาย
จงึ มีอานาจร้องทกุ ข์ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๙๓๒๑/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๕๓ เอกสารสิทธิที่มีการปลอมและนาไปใช้ไม่จาต้องเป็น
ของโจทก์ เพียงแตม่ ีการนาเอกสารที่รับฟังได้ว่ามีการปลอมไปใช้เป็นผลเสียหายแก่โจทก์ โจทก์
ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผ้เู สียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสาร
สทิ ธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สามร่วมกันกรอกข้อความเพิ่มเติมอนั เป็นข้อความเท็จ เพ่ือให้
ข้อความที่เพ่ิมเติมนัน้ ตรงกับข้อกล่าวหาที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย โดยมีการเติม
ข้อความในใบฝากเงินข้ามเขตเพ่ือเข้าบัญชีของ ท. และนามาใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดทางวินยั ของโจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามนนั้ ก็ถือว่าโจทก์
เป็นผ้เู สียหายตาม ป.ว.ิ อ. จากการปลอมและใช้เอกสารสทิ ธิปลอม

ฎีกำท่ี ๓๒๕๒/๒๕๔๕ ฎ.๑๓๒๒ จาเลยปลอมลายมือช่ือของ ช. กรรมการผู้จดั การบริษัท
น. ในคาขอจดทะเบียนบริษัทจากัด แล้วนาคาขอจดทะเบียนนนั้ ไปยื่นตอ่ นายทะเบียนหุ้นส่วน
บริษัท เพื่อให้จดทะเบียนเปล่ียนแปลงกรรมการบริษัทดังกล่าว โดยถอนช่ือของผู้ร้ องซึ่งเป็น
กรรมการผ้จู ดั การบริษัท น. ออกจากตาแหน่ง การกระทาของจาเลยย่อมเกิดผลกระทบโดยตรง
ตอ่ สถานะความเป็นผ้แู ทนนิตบิ คุ คลของผ้รู ้อง ผ้รู ้องจงึ เป็นผ้ทู ี่ได้รับความเสียหายจากการกระทา

76

ของจาเลยเฉพาะในความผดิ ฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ และเป็นผ้เู สียหายตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) มีสิทธิย่ืนคาร้ องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดงั กล่าวได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๓๐

ฎีกำท่ี ๗๒๙๕/๒๕๕๔ ฎ.๑๗๑๖ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคาร ก.
ซง่ึ เป็นโจทก์ร่วม อนั เป็นเอกสารสิทธิขนึ ้ ทงั้ ฉบบั โดยนาแบบฟอร์มใบถอนเงินของธนาคารมาเขียน
ข้อความและลงลายมือช่ือปลอมของ ส. และ ว. ผู้มีอานาจลงลายมือช่ือเบิกถอนเงินเพ่ือให้
พนกั งานธนาคาร ก. หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริงท่ีผ้มู ีอานาจลงลายมือช่ือเบิกถอนเงิน
จากบญั ชีเงินฝากของ ศ. ซง่ึ เป็นผ้เู สียหาย และมอบฉนั ทะให้จาเลยเป็นผ้เู บกิ ถอนเงิน รับเงิน และ
รับสมุดบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายจากธนาคาร ก. โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่
ธนาคาร ก. และจาเลยใช้และอ้างเอกสารใบถอนเงินท่ีจาเลยปลอมขนึ ้ พร้อมสมดุ เงินฝากธนาคาร
ก. ของผ้เู สียหาย และบตั รประจาตวั ประชาชนของจาเลยตอ่ พนกั งานธนาคาร ก. เพ่ือให้พนกั งาน
ธนาคาร ก. หลงเช่ือว่าเป็นเอกสารท่ีแท้จริงที่ ส. และ ว. ทาขึน้ เพ่ือขอเบิกถอนเงินจากบญั ชีเงิน
ฝากของผู้เสียหาย โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคาร ก. การกระทาของจาเลยใน
การปลอมใบถอนเงินของธนาคาร ก. ซง่ึ เป็นโจทก์ร่วม ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม
แล้ว และผลการใช้ใบถอนเงินปลอมของจาเลยเป็นเหตใุ ห้โจทก์ร่วมต้องจ่ายเงินตามใบถอนเงิน
ปลอมให้แก่จาเลย โจทก์ร่วมจงึ เป็นบคุ คลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาความผิดฐาน
ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมีสิทธิยื่นคาร้องขอ
เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดงั กลา่ วได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐

ฎีกำท่ี ๔๘๒๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๗๑๒ โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซือ้ รถแท็กซี่ มีเจ้าของรถ
แท็กซี่นารถมาร่วมกิจการกบั โจทก์โดยใช้ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิรถและมอบให้โจทก์นารถ
แท็กซ่ีออกให้เช่าซือ้ แต่สญั ญาเช่าซือ้ ทากันระหว่างเจ้าของรถแท็กซี่กับผู้เช่าซือ้ กาหนดชาระ
ค่าเช่าซือ้ เป็นรายวนั ในการนี ้โจทก์ว่าจ้างจาเลยที่ ๑ เป็นผู้เก็บค่าเช่าซือ้ แทน จาเลยท่ี ๑ เก็บ
ค่าเช่าซือ้ ไว้แล้วไม่ส่งให้โจทก์ เบียดบังเอาเงินค่าเช่าซือ้ ที่รับไว้แทนโจทก์ไปโดยทุจริต จึงมี
ความผิดฐานยักยอก และแม้เงินดงั กล่าวจะมิใช่ของโจทก์ แต่โจทก์ต้องส่งเงินดงั กล่าวให้แก่
เจ้าของรถหลงั จากหกั คา่ ใช้จา่ ยของโจทก์แล้ว โจทก์จงึ อยใู่ นฐานะผ้เู สียหาย มีอานาจฟอ้ งจาเลย
ทงั้ สอง

ฎีกำท่ี ๒๖๗๙/๒๕๕๙ ฎ.๗๕๕ แม้โจทก์ร่วมทาสญั ญาในนามบริษัท อ. มิใช่กระทาใน
นามส่วนตวั แตเ่ ป็นไปเพ่ือกิจการของบริษัท อ. ซ่ึงโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของและโจทก์ร่วมอ้างว่าถูก

77

จาเลยท่ี ๑ ซงึ่ เป็นคสู่ ญั ญาหลอกลวงให้โอนเงินชาระคา่ ข้าว แล้วจาเลยที่ ๑ ไม่ดาเนินการจดั ส่ง
ข้าวสารให้ตามสญั ญา โจทก์ร่วมในฐานะผ้แู ทนบริษัท อ. จึงได้รับความเสียหายจากการกระทา
ของจาเลยท่ี ๑ ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอานาจร้องทุกข์ดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ ซึ่งเป็น
คสู่ ญั ญาและมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้

ฎีกำท่ี ๑๗๒๐๙/๒๕๕๕ ฎ.๒๐๖๐ แม้โจทก์ปลกู ต้นไม้และบ้านพกั อาศยั ในเขตป่ าสงวน
แหง่ ชาติและเขตรักษาพนั ธ์ุสตั ว์ป่ า แตใ่ นระหว่างราษฎรด้วยกนั หากโจทก์เป็นผ้คู รอบครองยอ่ ม
ได้รับความค้มุ ครองในฐานะปัจเจกบคุ คลตามหลกั กฎหมายแพ่ง เพราะต้นไม้และบ้านพักอาศยั
ไม่ใช่ทรัพย์สินท่ีมีไว้ในครอบครองเป็นความผิด ผ้ใู ดจะวางเพลิงเผาต้นไม้และบ้านพกั อาศยั หรือ
ทาให้เสียทรัพย์ของผู้อื่นไม่ได้ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๑๗, ๒๑๘ (๑), ๓๕๙ (๔)

ฎีกำท่ี ๕๘๘๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๑๔๗ จาเลยซ่งึ เป็นนายวงแชร์มีหน้าที่นาเช็คทงั้ หกฉบบั จาก
ลูกวงแชร์ท่ียังประมูลแชร์ไม่ได้ ไปมอบให้ผู้เสียหาย การที่จาเลยเอาเช็คตามฟ้องทัง้ หกฉบับ
ท่ีลกู วงแชร์สงั่ จา่ ยให้ผ้เู สียหายไปเรียกเก็บเงินในบญั ชีของตนเอง ก็เพ่ือประโยชน์ของจาเลยโดยท่ี
จาเลยไมม่ ีสิทธิ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึง่ เอกสารของผ้อู ่ืนตาม ป.อ.
มาตรา ๑๘๘

ส. ซ่ึงเป็ นลูกวงแชร์ประมูลแชร์ได้ จาเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์ได้รับเช็คตามฟ้องจาก
ลกู วงแชร์ที่ยงั ประมูลไม่ได้ เพ่ือนาไปมอบให้แก่ ส. แต่จาเลยมิได้นาไปมอบให้ ส. กลับนาเช็ค
ดงั กลา่ วไปเรียกเก็บเงินในบญั ชีของตนเองและถอนเงินไป ดงั นี ้จาเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่
ต้องปฏิบตั ิตามข้อตกลงการเล่นแชร์วา่ เมื่อจาเลยได้เช็คจากลกู วงแชร์แล้วจะต้องนาเช็คไปมอบ
ให้ ส. ซง่ึ ประมลู แชร์ได้ การท่ีจาเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส. เม่ือจาเลยนาเช็คไป
เรียกเก็บเงินและถอนเงินออกจากบญั ชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ ส. แล้วเบียดบงั เอาเงินนนั้
ไป ส. จงึ เป็นผ้เู สียหายในความผดิ ฐานยกั ยอกเงินตามเชค็

ฎีกำท่ี ๗๖๗๑/๒๕๕๐ ฎ.๑๗๗๗ จาเลยเป็นผ้จู ดั การสาขาของบริษัทโจทก์ร่วม การที่
จาเลยรับเงินจาก บ. ผ้คู า้ ประกนั การทางานของ น. พนกั งานโจทก์ร่วมท่ียกั ยอกเงินของโจทก์ร่วม
ไป แล้วจาเลยได้ทาสญั ญาในฐานะผู้จดั การของโจทก์ร่วม มีสาระสาคญั ว่า บ. ได้ชาระเงินให้
โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมถือวา่ บ. ได้ปฏิบตั ติ ามสญั ญาคา้ ประกนั ครบถ้วน ไม่ตดิ ใจดาเนินคดีแพ่ง
หรือคดีอาญากบั บ. อีกตอ่ ไป เงินท่ีจาเลยรับไว้จาก บ. จงึ เป็นของโจทก์ร่วม เพราะโจทก์ร่วมต้อง
รับผลในการกระทาของจาเลยในอนั ท่ีจะไปเรียก บ. ชาระเงินอีกไมไ่ ด้ เน่ืองจาก บ. อาจนาสญั ญา

78

ดงั กล่าวมาแสดงว่าได้ชาระหนีใ้ ห้โจทก์ร่วมแล้ว การที่จาเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ หรือ
ไมไ่ ด้รับอนุมตั ิจากผ้จู ดั การเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบท่ีโจทก์ร่วมวางไว้ จะนามาอ้างว่ามิใช่
ตวั แทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเร่ืองท่ีโจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับ
จาเลยและไม่ผกู พนั บ. ซงึ่ เป็นบคุ คลภายนอกผ้ทู าการโดยสุจริต การที่จาเลยรับเงินไว้แทนโจทก์
ร่วม แล้วเบียดบงั เป็นของจาเลยโดยทจุ ริต โจทก์ร่วมจงึ เป็นผ้เู สียหายและมีอานาจร้องทกุ ข์ได้

ฎีกำท่ี ๔๘๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๖ โจทก์บรรยายฟ้องว่า รถจักรยานยนต์คัน
หมายเลขทะเบียน กมธ ระยอง ๕๓๓ เป็นของ ส. ขณะอย่ใู นความครอบครองของ ช. ถกู จาเลย
ทงั้ ส่ีกบั พวกร่วมกนั ทบุ ตีทาลายรถจกั รยานยนต์ดงั กล่าวได้รับความเสียหาย ดงั นี ้ผ้เู สียหายยอ่ ม
หมายถึง ช. ซ่ึงเป็นผู้ร้ องทุกข์ภายในอายุความชอบด้วยกฎหมาย เมื่อฟังได้ว่า ขณะ ช. เป็น
ผู้ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ได้มีการกระทาความผิดฐานทาให้ เสียทรัพย์ ช.
ผ้คู รอบครองทรัพย์ของ ส. ในขณะนนั้ จะต้องมีความรับผิดในความเสียหายตอ่ ส. ช. จึงเป็น
ผู้เสียหายเนื่องจากการกระทาความผิดนนั้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ท่ีจะร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งาน
สอบสวนให้ดาเนินคดนี ีไ้ ด้

ฎีกำท่ี ๑๓๔๙๘/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๖๗ ผ้เู สียหายเป็นเจ้าของอพาร์ทเมนท์โดยเปิด
ให้เช่าห้องพกั รายเดือนและรายวนั วนั เวลาเกิดเหตจุ าเลยเข้าไปในอพาร์ทเมนท์ของผู้เสียหาย
และเดินขนึ ้ ไปตงั้ แตช่ นั้ ที่สองจนถึงชนั้ ที่ห้า โดยทุกชนั้ จาเลยเดินใช้มือจบั ลกู บิดประตขู องแต่ละ
ห้องแล้วกลบั ลงมาซ่ึงความผิดฐานบุกรุกเป็นความผิดต่อกรรมสิทธิ์ แม้ผ้เู สียหายจะเปิดให้เช่า
ห้องพกั รายเดือนและรายวนั ก็ตาม แตผ่ ู้เสียหายก็ยงั มีกรรมสิทธ์ิในอพาร์ทเมนท์ท่ีเกิดเหตุ การท่ี
จาเลยบกุ รุกเข้าไป ในอพาร์ทเมนท์ที่เกิดเหตยุ ่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผ้เู สียหาย ผ้เู สียหาย
จงึ เป็นผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

ฎีกำท่ี ๑๐๗๐๔/๒๕๕๗ ฎ.๒๗๕๐ จาเลยท่ี ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการซึง่ รับผิดชอบ
ในการดาเนินงานของบริษัทเงินทุนหลกั ทรัพย์ ธ. หากการกระทาหรือไมก่ ระทาการเพื่อแสวงหา
ประโยชน์ท่ีมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพ่ือตนเองหรือผ้อู ่ืนอนั เป็นการเสียหายแก่บริษัท ยอ่ ม
เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลกั ทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ฯ
มาตรา ๗๕ สตั ต ท่ีใช้บงั คบั ในขณะนนั้ ทงั้ พ.ร.บ. ธรุ กิจสถาบนั การเงินฯ มาตรา ๑๔๑ ที่ใช้บงั คบั
ในภายหลงั ยงั คงบญั ญัตใิ ห้การกระทาดงั กลา่ วเป็นความผิดอยู่ ดงั นนั้ บริษัทเงินทนุ หลกั ทรัพย์ ธ.
ย่อมเป็นผู้เสียหาย การท่ีบริษัทเงินทุนหลกั ทรัพย์ ธ. มิได้ว่ากล่าวดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ ท่ี ๒
และท่ี ๓ ทงั้ โจทก์ได้มีหนงั สือแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยซ่ึงมีหน้าที่ควบคมุ และกากบั ดแู ลให้

79

บริษัทเงินทนุ หลกั ทรัพย์และบริษัทเครดติ ฟองซิเอร์ให้ปฏิบตั ติ าม พ.ร.บ. ดงั กล่าวขอให้ดาเนินคดี
แก่กรรมการบริหารของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธ. แล้ ว แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้
ดาเนนิ การ โจทก์ในฐานะผ้ถู ือห้นุ ซงึ่ มีประโยชน์ได้เสียร่วมกบั บริษทั ดงั กลา่ วยอ่ มเป็นผ้ไู ด้รับความ
เสียหาย ถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายที่มีอานาจฟ้องคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมาตรา
๒๘ (๒)

ฎีกำท่ี ๒๖๗/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๔ จาเลยจ้างช่างตดั ชดุ ซาฟารีแจกในชว่ งระยะเวลา
ที่กฎหมายห้ามมิให้แจกทรัพย์สินเพื่อเป็นการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตงั้ ให้ลงคะแนนเลือกตงั้ ให้แก่
ตนเอง โดยมีเจตนาจงู ใจผ้มู ีสิทธิเลือกตงั้ ให้ลงคะแนนเลือกตงั้ แก่ตนเอง อนั เป็นความผิดสาเร็จ
แล้วโดยไม่ต้องพิจารณาวา่ ผ้รู ับชดุ ซาฟารีจากจาเลยจะไปลงคะแนนเลือกตงั้ ให้แก่จาเลยหรือไม่
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ได้มีคาอธิบายความหมายของผ้เู สียหาย ไว้ว่าหมายความถึงบุคคล
ผ้ไู ด้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทาผิดฐานใดฐานหน่ึงฯ ซ่ึงข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ฟ้อง
คดีนีว้ ่าจาเลยกระทาผิดฐานให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตงั้ ลงคะแนนเลือกตงั้ ให้แก่
ตนเองภายในหกสิบวนั ก่อนครบกาหนดวาระการดารงตาแหน่งจนถึงวันเลือกตงั้ อันเป็นการ
ฝ่ าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ. การเลือกตงั้ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถิ่นฯ มาตรา ๕๗
โจทก์ร่วมเป็นผู้สมัครรับเลือกตัง้ เช่นเดียวกับจาเลย การให้ทรัพย์สินเพ่ือจูงใจให้ ลงคะแนน
เลือกตงั้ ให้แก่จาเลยดงั กลา่ วมีผลกระทบตอ่ การเลือกตงั้ และมีผลเสียหายแก่โจทก์ร่วมอาจทาให้
โจทก์ร่วมซ่ึงเป็นผ้สู มคั รรับเลือกตงั้ ไม่ได้รับการเลือกตงั้ โจทก์ร่วมจงึ ได้รับความเสียหายเนื่องจาก
การกระทาความผิดของจาเลยที่ ๑ ตาม พ.ร.บ. การเลือกตงั้ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร
ท้องถิ่นฯ มาตรา ๑๓๕ ให้ถือว่าผู้สมคั รรับเลือกตงั้ ในเขตเลือกตงั้ ท่ีมีการกระทาความผิดตาม
พ.ร.บ. นีเ้ กิดขึน้ เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. ในเขตเลือกตงั้ นนั้ ดงั นนั้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย
และมีสิทธิยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๐

ฎีกำท่ี ๗๓๒๒/๒๕๕๘ ฎ.๑๐๔๔ เมื่อ ช. นายกองค์การบริหารสว่ นตาบลมีคาสง่ั อนญุ าต
ให้โจทก์เข้ารับการอบรมหลกั สตู รประกาศนียบตั รการบริหารจดั การองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โจทก์ มีสิ ทธิ ขอเบิกค่าลงทะเบียนและค่าใช้ จ่ายในการเดินทางไปราชการตาม ระเบียบจาก
ต้นสังกัด หากจาเลยซ่ึงเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลเห็นว่าคาสั่งของ ช. ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย จาเลยจะต้องดาเนินการตามระเบียบของทางราชการ จาเลยไม่มีสิทธินาสาเหตโุ กรธ
เคืองส่วนตวั กับโจทก์ที่โจทก์เสนอเรื่องขอไปอบรมให้ ช. อนุญาตโดยไม่ผ่านจาเลยมาเกษียณ
สง่ั ไม่จ่ายเงินด้วยข้อความว่า “กูไม่โอนเงิน มึงทาข้ามสายการบงั คบั บญั ชา” ในบนั ทึกข้อความ

80

ท่ีโจทก์เสนอเร่ืองขอส่งเอกสารฎีกาเบิกจ่ายเงินตามระเบียบเพื่อขอเบิกเงินค่าลงทะเบียนและ
จาเลยไม่ทาเร่ืองเบิกเงินให้โจทก์ พฤติการณ์ของจาเลยท่ีไม่ตรวจและอนุมัติฎีกาซ่ึงเป็นการใน
หน้าท่ีก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และทางราชการโดยส่วนรวม จาเลยมีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๑๕๗ ในฐานะเจ้าพนกั งานปฏิบตั ิหรือละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่ีโดยมิชอบ โดยมีเจตนา
เพื่อให้เกิดความเสียหายแกโ่ จทก์

ฎีกำท่ี ๗๐๑๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๐ จาเลยดารงตาแหน่งนายกเทศมนตรี สมคั ร
เข้ารับการเลือกสรรให้ได้รับทุนการศึกษาระดบั ปริญญาโท แต่กลับแต่งตงั้ ตนเองเป็นประธาน
กรรมการคดั เลือกผ้สู มควรได้รับทนุ การศกึ ษาระดบั ปริญญาโท และจาเลยร่วมพิจารณาคดั เลือก
จาเลย กับ ม. เป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาโดยปราศจากเหตุผล โจทก์ซ่ึงเป็นผู้สมัครเข้ารับการ
เลือกสรรรับทุนการศึกษาดงั กล่าวด้วยคนหนึ่ง ย่อมได้รับความเสียหายแล้ว พฤติการณ์ของ
จาเลยจงึ เป็นการปฏิบตั หิ น้าท่ีหรือละเว้นการปฏิบตั หิ น้าที่โดยมิชอบเพ่ือให้เกิดความเสียหายแก่
โจทก์

ฎีกำท่ี ๘๗๘๒/๒๕๕๘ ฎ.๑๕๖๙ ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) บัญญัติว่า "ผู้เสียหาย
หมายความถึงบคุ คลผ้ไู ด้รับความเสียหายเน่ืองจากการกระทาผิดฐานใดฐานหนง่ึ ..." ซึง่ บคุ คลท่ี
ได้รับความเสียหายจากการกระทาความผิดดงั กล่าวต้องพิจารณาในขณะที่ความผิดเกิดขึน้ ว่า
บคุ คลนนั้ ได้รับความเสียหายจากการกระทาความผดิ นนั้ หรือไม่ อีกทงั้ สิทธิของการเป็นผ้เู สียหาย
เป็นสิทธิเฉพาะตัว และไม่อาจโอนสิทธิความเป็นผู้เสียหายไปยังบุคคลอ่ืนได้ สิทธิในการเป็น
ผ้เู สียหายในคดีอาญาจงึ ต้องพจิ ารณาในขณะท่ีมีการกระทาความผิดเกิดขนึ ้ แม้ขณะที่โจทก์ฟ้อง
คดีนีโ้ จทก์โอนสิทธิเรียกร้องตามคาพิพากษาในคดีแพ่งให้แก่บริษัท บ. แล้วก็ตาม แตว่ นั ท่ีจาเลย
กระทาความผิดโจทก์ยงั เป็นเจ้าหนีต้ ามคาพิพากษาในคดีดงั กล่าว เมื่อจาเลยโอนขายท่ีดินของ
จาเลยให้แก่ น. เพ่ือมิให้โจทก์ซ่ึงเป็นเจ้าหนีต้ ามคาพิพากษาได้รับชาระหนีท้ งั้ หมดหรือบางส่วน
โจทก์จงึ เป็นผ้ทู ี่ได้รับความเสียหายจากการกระทาความผิดฐานโกงเจ้าหนีข้ องจาเลย โจทก์ยอ่ ม
อยใู่ นฐานะผ้เู สียหายและมีอานาจฟ้องจาเลยได้

ไม่เป็ นผู้ได้รับควำมเสียหำยโดยตรงจำกกำรกระทำควำมผิด
ฎีกำท่ี ๑๒๗๑๖/๒๕๕๘ ฎ.๒๑๐๐ ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๖๙ ท่ีบัญญัติว่า ถ้ากรรมการ
ทาให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้ องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือ
ในกรณีท่ีบริษทั ไมย่ อมฟ้องร้อง ผ้ถู ือห้นุ คนหนงึ่ คนใดจะเอาคดนี นั้ ขนึ ้ วา่ ก็ได้ เป็นเพียงบทบญั ญัติ

81

ท่ีให้สิทธิผ้ถู ือห้นุ ฟ้องแทนบริษัทเฉพาะการเรียกค่าสินไหมทดแทน แตก่ ารพิจารณาอานาจฟ้อง
ในคดีอาญาต้องเป็นไปตามบทบญั ญัติในทางอาญา โจทก์ทงั้ เจ็ดเพียงมีช่ือเป็นผ้ถู ือห้นุ ที่ได้รับ
โอนให้มาจาก ว. ตงั้ แตเ่ ป็นผ้เู ยาว์ทงั้ ไม่ได้ใช้เงินเป็นคา่ ห้นุ หรือได้รับมอบใบห้นุ ซงึ่ เป็นใบสาคญั
สาหรับห้นุ ไม่เคยเข้ามีส่วนในกิจการของบริษัทเมื่อพ้นภาวะการเป็นผ้เู ยาว์ ไมไ่ ด้เข้าร่วมกิจการ
ตามสิทธิของผ้ถู ือห้นุ เช่น การประชมุ ผ้ถู ือห้นุ ร่วมรับกาไรหรือขาดทนุ จากกิจการนนั้ และไม่เคย
มีสว่ นได้สว่ นเสียจากกิจการของบริษัท อนั จะฟังได้วา่ เป็นผ้ถู ือห้นุ ของบริษัทตามความหมายของ
ป.พ.พ. จึงไม่ใช่ผ้ไู ด้รับความเสียหายอนั เน่ืองมาจากการกระทาความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง
จากการบริหารจดั การบริษัทของ ว. ซงึ่ มีอานาจเด็ดขาดในลกั ษณะของการบริหารกิจการเจ้าของ
คนเดยี ว โจทก์ทงั้ เจด็ ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ยอ่ มไมม่ ีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๑๓๒๘๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๒๙ การท่ีผ้เู สียหายให้ น. เชา่ เหมาพืน้ ท่ี โดย น.
จะนาพืน้ ที่ไปให้บุคคลใดเช่าต่ออย่างไรและในราคาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องชาระค่าเช่าให้แก่
ผ้เู สียหายให้ครบ ๒๖๔,๐๐๐ บาท หลังจากนนั้ น. ก็แบ่งพืน้ ที่ออกเป็นหลายช่องแล้วตกลงให้
จาเลยนาพืน้ ที่ออกขายให้แก่ลกู ค้าที่ต้องการเช่าและขายในราคาเท่าใดก็ได้ ดงั นี ้จาเลยจึงมิใช่
เป็นตวั แทนของผู้เสียหายและไม่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดในการชาระค่าเช่าพืน้ ท่ีให้แก่ผู้เสียหาย
จาเลยคงต้องรับผิดตอ่ น. เทา่ นนั้ การท่ีจาเลยไม่ชาระเงิน ๑๓,๐๐๐ บาท ในสว่ นที่จาเลยนาพืน้ ที่
เช่าไปขายให้ ค. หากพงึ มีก็เป็นเร่ืองท่ี น. เองต้องไปวา่ กลา่ วเอาแกจ่ าเลยในทางแพง่ ในสว่ นของ
ผ้เู สียหายก็ต้องไปเรียกร้องหรือฟ้องบงั คบั เอาแก่ น. ผ้เู สียหายไม่มีสิทธิท่ีจะบงั คบั เอาแก่จาเลย
ได้โดยตรง สาหรับเงิน ๑๙,๔๐๐ บาท แม้หากฟังได้วา่ ว. ฝากจาเลยเพ่ือให้นาไปให้ น. ก็เป็นการ
รับไว้แทน น. มิใช่เป็นเงินของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายมอบอานาจให้จาเลยไปรับเงินไว้แทน
แตอ่ ยา่ งใด ฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยยกั ยอกเงินของผ้เู สียหาย

ฎีกำท่ี ๓๗๓/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๕๐ จาเลยท่ี ๒ เป็นตวั แทนประกันชีวิตของบริษัท ท.
เม่ือจาเลยท่ี ๒ รับเงินค่าเบีย้ ประกันที่โจทก์ผู้เอาประกัน ทาสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท ท.
ไว้จากโจทก์ จงึ เป็นการรับไว้แทนบริษัท ท. เพ่ือนาไปมอบให้แกบ่ ริษัท ท. เงินคา่ เบีย้ ประกนั จงึ ตก
เป็นของบริษัท ท. แล้ว การที่จาเลยที่ ๒ เบียดบงั เอาเงินดงั กล่าวไปเป็นของตนเองตามท่ีโจทก์
ฟ้อง บริษัท ท. เป็นผ้ไู ด้รับความเสียหายจากการกระทาของจาเลยท่ี ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)
ประกอบ พ.ร.บ.จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ โจทก์จงึ มิใชผ่ ้เู สียหายและไมม่ ีอานาจฟ้องจาเลยท่ี ๒

ฎีกำท่ี ๒๔๖๕/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๔ กรมตารวจได้จัดสร้ างพระพุทธโสธร รุ่น
ประวตั ิศาสตร์ กรมตารวจ ๘๐ ปี เพ่ือจาหน่ายนารายได้มาส่งเสริมสวสั ดิการให้แก่ข้าราชการ

82

ตารวจและสมทบเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสถานีตารวจทัว่ ประเทศ โดยมีการออกคาสง่ั วางแนว
ปฏิบตั ิในการรับเงินจากการจาหน่ายและนาเงินเข้าบญั ชี ซ่ึงตามบนั ทึกข้อความเรื่องวิธีปฏิบตั ิ
และควบคมุ การรับเงินบริจาคในการสร้างพระพทุ ธโสธร รุ่นประวตั ิศาสตร์ กรมตารวจ ๘๐ ปี ระบุ
ให้หน่วยที่รับผิดชอบใบสงั่ จองและรับเงินบริจาค จดั เจ้าหน้าที่รับเงินบริจาคและจดั ทะเบียนคมุ
การรับเงินบริจาคและทะเบียนคมุ การส่งั จองพระซึ่งเจ้าหน้าท่ีควบคุมเป็นสารวตั รการเงินของ
หนว่ ย ฯลฯ เม่ือรับเงินบริจาคแล้วให้นาเงินฝากธนาคาร ท. ตามชื่อบญั ชีและเลขที่บญั ชีท่ีกาหนด
ไว้ ดงั นี ้เม่ือจาเลยดารงตาแหน่งสารวตั รการเงินของหนว่ ย จงึ มีหน้าที่รับเงินแล้วนาฝากเข้าบญั ชี
ธนาคารซ่ึงเงินที่จาเลยรับไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นการรับไว้แทนกรมตารวจ สิทธิในเงินรับบริจาค
ย่อมตกแก่กรมตารวจแล้วตัง้ แต่เวลาที่จาเลยได้รับเงินไว้ หาใช่เงินของเจ้าพนักงานตารวจ
แปดนายดังที่โจทก์ฟ้องไม่ เจ้าพนักงานตารวจทัง้ แปดนายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในเงินดังกล่าว
ยอ่ มไมม่ ีอานาจร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดีแก่จาเลยในข้อหายกั ยอกทรัพย์ โจทก์
จงึ ไมม่ ีอานาจนาคดีมาฟ้อง

ฎีกำท่ี ๗๐๖๒/๒๕๔๘ ฎ.๒๒๓๖ โจทก์ตกลงให้ อ. ทาสญั ญาก้ยู ืมเงินจากสหกรณ์เป็น
เงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์จดทะเบียนจานองท่ีดินของโจทก์เป็นประกนั หนี ้เหตทุ ่ีต้องให้ อ.
เป็นผ้กู ้ยู ืม เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์ดงั กล่าว ตอ่ มา อ. ไปรับเงินที่ก้ยู ืมซงึ่ เม่ือคิด
หกั ชาระหนีส้ ินและคา่ ห้นุ แล้ว คงได้รับเป็นเงิน ๔๓๑,๙๒๘ บาท จงึ ต้องถือวา่ อ. เป็นลกู หนีช้ นั้ ต้น
ท่ีต้องรับผิดต่อสหกรณ์ และเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในเงินที่กู้ยืมจากสหกรณ์ ตราบเท่าท่ียัง
ไม่ได้โอนกรรมสิทธ์ิต่อให้แก่ผ้ใู ด ทงั้ โจทก์ไม่ได้มอบให้จาเลยเป็นตวั แทนไปรับเงินจาก อ. ดงั นนั้
การที่ อ. มอบเงินให้แก่จาเลยเพื่อฝากต่อให้แก่โจทก์ย่อมเป็นเรื่องความรับผิดระหว่าง อ. กับ
จาเลย โจทก์จงึ ไม่ใช่ผ้เู สียหายที่จะนาคดีมาฟ้องจาเลยในความผิดฐานยกั ยอกเงินดงั กลา่ วที่เป็น
ของ อ. ไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

ฎีกำท่ี ๗๕๓๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๑ พนกั งานอยั การโจทก์บรรยายฟอ้ งวา่ จาเลยใช้
กาลังประทุษร้ ายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจาเลยใช้กาลังประทุษร้ าย ย.
ผ้เู สียหาย แตไ่ มถ่ ึงกบั เป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กาย เม่ือผ้เู สียหายยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
กบั พนกั งานอยั การโดยระบวุ า่ ผ้เู สียหายมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี ้การที่ศาล
ชนั้ ต้นมีคาสงั่ อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเท่ากับเป็นการอนุญาตให้เข้าร่วมเป็น
โจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานทาร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจท่ี
โจทก์ร่วมเป็นผ้เู สียหายเท่านนั้ เม่ือศาลชนั้ ต้นพพิ ากษาวา่ การกระทาของจาเลยตามฟ้องเป็นการ

83

กระทากรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผ้อู ่ืนโดยเจตนา ซึ่งเป็น
กฎหมายบทที่มีโทษหนกั ที่สดุ โจทก์ไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอทุ ธรณ์คาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้นในความผิดฐานฆา่ ผ้อู ่ืนโดยเจตนาเพื่อให้ลงโทษสงู ขนึ ้

ฎีกำท่ี ๙๑๒๗/๒๕๕๔ ฎ.๑๙๔๘ คดีแพ่งโจทก์ฟ้องจาเลยกับพวกเร่ืองขับไล่ เรียก
คา่ เสียหาย เพิกถอน ในฐานะโจทก์เป็นผ้รู ับมอบอานาจจาก ช. เจ้าของบ้านพิพาทให้ดาเนินคดี
แทน และคาฟ้องโจทก์คดีนีม้ ิได้กล่าวว่าโจทก์มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในบ้านพิพาทอย่างไร แม้
สาเนาคาฟ้องคดีแพ่งดงั กล่าวระบุว่าโจทก์ทาสัญญาซือ้ บ้านเลขที่ ๕/๒๐๐ จาก ช. แต่ตาม
คาฟ้องว่าโจทก์ยงั มิได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ทงั้ ขณะฟ้องคดีนีบ้ ้านพิพาทยงั คงเป็ นของ ช.
โจทก์จงึ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท โจทก์ย่อมไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนเสื่อมเสียกรรมสิทธ์ิ
ในบ้าน จึงมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทาผิดของจาเลยโดยตรงฐานเบิกความเท็จ
นาสืบพยานหลักฐานอนั เป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งดงั กล่าวเพ่ือให้ศาลหลงเชื่อว่าจาเลย
ฝากโจทก์ซือ้ บ้านพิพาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และไม่มีอานาจฟ้องจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๘ (๒)

ฎีกำท่ี ๙๖๑/๒๕๕๙ ฎ.๕๗๖ แม้ข้อความท่ีจาเลยแจ้งจะเป็นความเท็จ เพราะความจริง
โฉนดที่ดินอยทู่ ่ี ภ. และจาเลยนารายงานประจาวนั รับแจ้งเป็นหลกั ฐานที่เจ้าพนกั งานจดข้อความ
อันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องท่ีจาเลยกระทาต่อ
พันตารวจโท บ.เจ้าพนักงาน ธ. และ พ. เจ้าพนักงานที่ดิน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึง ภ. หรือนา
รายงานประจาวนั รับแจ้งเป็นหลกั ฐานที่เจ้าพนกั งานจดข้อความอนั เป็นเท็จไปใช้อ้างตอ่ ภ. อันจะ
ถือว่า ภ. ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทาของจาเลย อีกทงั้ จาเลยมอบให้มารดานา
โฉนดที่ดินทงั้ สองฉบบั ไปเป็นหลกั ประกนั การก้ยู ืมเงินกบั ภ. เทา่ นนั้ ซงึ่ ภ. ไมม่ ีสทิ ธิท่ีจะบงั คบั เอา
กบั โฉนดท่ีดินดงั กล่าวได้ตามกฎหมาย ภ. จึงมิใช่ผ้เู สียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้ าพนกั งาน
จดข้อความอนั เป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนกั งาน
ผ้กู ระทาการตามหน้าที่จดข้อความอนั เป็นเท็จดงั กล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และไม่มีสิทธิ
ย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๐

ฎีกำท่ี ๘๙๒๙/๒๕๕๖ ฎ.๑๓๕๐ จาเลยมอบโฉนดท่ีดินให้แก่โจทก์เพ่ือยึดถือไว้เป็น
ประกันการกู้ยืมเงิน แม้ทาให้โจทก์มีสิทธิยึดโฉนดท่ีดินไว้จนกว่าจะได้รับชาระหนีจ้ ากจาเลย
สิน้ เชิง แต่มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบงั คบั เอาแก่ท่ีดินหรือบงั คบั อย่างใด ๆ ตอ่ โฉนด
ท่ีดินท่ีจาเลยวางเป็นประกันได้ไม่ว่าในทางใด โจทก์คงมีสิทธิฟ้องบงั คบั จาเลยได้ตามหนังสือ

84

สญั ญากู้ยืมเงินอย่างเจ้าหนีส้ ามัญ ดงั นี ้การท่ีจาเลยไปแจ้งแก่เจ้าพนกั งานที่ดินว่าโฉนดท่ีดิน
สูญหายไปเพื่อขอออกใบแทนโฉนดท่ีดิน ไม่ว่าจะเป็ นการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จหรือไม่
ยอ่ มมิได้กระทบต่อสิทธิอย่างใด ๆ ของโจทก์ในอนั ท่ีจะบงั คบั ชาระหนีเ้ อาแก่จาเลยตามหนงั สือ
สญั ญาก้ยู ืมเงิน สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนีส้ ามญั มีอยู่อย่างไรคงมีอยู่เพียงนนั้ มิได้ลดน้อย
ถอยลงไป ทัง้ ในการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพ่ือขอออกใบแทนโฉนดท่ีดินเป็นเรื่องที่จาเลย
กระทาต่อเจ้าพนกั งานท่ีดินโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะจาเลยมิได้กล่าวพาดพิงเจาะจง
ถึงโจทก์ในอันจะถือว่าทาให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทาของจาเลย โจทก์ไม่ใช่
ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) จึงไม่มีอานาจฟ้องจาเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความ
อนั เป็นเทจ็ แก่เจ้าพนกั งานตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗
ข้อสังเกต คดีนี้ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเองไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่สามารถกล่าวโทษให้
เจ้าพนกั งานตารวจดาเนินคดีได้ เพราะความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ เป็ นความผิดอาญา
แผ่นดิน แม้ไม่มีการร้องทกุ ข์พนกั งานสอบสวนก็ทาการสอบสวนได้

หากเจ้าของทีด่ ินเอาโฉนดไปมอบไว้เป็นประกนั การชาระหนีก้ ู้ยืมเงินแล้วไปแจ้งความเท็จ
ต่อเจ้าพนกั งานว่าโฉนดทีด่ ินหายอนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ เจ้าหนีผ้ ูท้ ี่ยึดถือโฉนด
ที่ดินไว้ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จดงั ที่ศาลฎีกาตดั สินไว้ในคดีนี้ แต่ถ้ามีการ
ปลอมโฉนดทีด่ ินตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๖ เจ้าหนีผ้ ู้ที่ยึดถือโฉนดทีด่ ินไวเ้ ป็นผู้เสียหายในความผิด
ฐานปลอมเอกสารสิทธิอนั เป็นเอกสารราชการตามฎีกาที่ ๑๐๐๖๖/๒๕๕๗ ทีต่ ดั สินว่า จาเลยที่ ๑
เป็นผู้แนะนา ก. ให้มากู้ยืมเงินจากโจทก์หลงั จากนนั้ จาเลยที่ ๑ ได้ขอโฉนดที่ดินฉบบั ที่ ก. มอบ
ไว้ใหแ้ ก่โจทก์ยึดถือเป็นประกนั ไปจากโจทก์โดยอ้างว่าเพือ่ เป็นหลกั ประกนั เจ้าหนี้รายใหม่ของ ก.
และ ก. จะไดน้ าเงินจากเจ้าหนีร้ ายใหม่มาชาระหนีก้ ู้ยืมคืนแก่โจทก์ ต่อมาจาเลยที่ ๒ มอบโฉนด
ที่ดินคืนแก่โจทก์และบอกว่าหาเจ้าหนี้รายใหม่ไม่ได้ ต่อมาโจทก์พบว่าโฉนดที่ดินดงั กล่าวปลอม
โดยจาเลยที่ ๑ เป็ นผู้ปลอมด้วยวิธีนาโฉนดที่ดินฉบับที่เก็บรักษาไว้ที่สานักงานที่ดินไปถ่าย
เอกสารเป็นภาพสีแล้วมานาตกแต่ง จากนน้ั นาไปคลุกฝ่ นุ เพือ่ ให้ดูเก่า ส่วนเงินกู้ดงั กล่าว ก. ได้
ชาระให้แก่จาเลยที่ ๑ แลว้ พร้อมดอกเบีย้ แต่จาเลยที่ ๑ ไม่นาไปมอบให้แก่โจทก์แล้วย่อมทาให้
โจทก์ต้องสูญเสียหลกั ประกนั ในการกู้ยืมเงินที่ ก. ผู้กู้ไดม้ อบใหแ้ ก่โจทก์ แม้การปลอมโฉนดที่ดิน
ดงั กล่าวจะทาโดยนาโฉนดที่ดินฉบบั ที่เก็บรักษาไวท้ ีส่ านกั งานทีด่ ินไปถ่ายเอกสารมิใช่การปลอม
จากโฉนดที่ดินฉบบั ที่ ก. มอบไว้ให้แก่โจทก์ยึดถือเป็นประกนั เป็นแบบในการปลอม ก็ถือว่าเป็น
การกระทาที่มีผลต่อโจทก์ เพราะผู้ปลอมมีเจตนาให้เป็นการปลอมโฉนดทีด่ ินที่ ก. มอบไว้ให้แก่
โจทก์เพียงแต่ใช้โฉนดที่ดินฉบบั ที่เก็บรักษาไว้ที่สานกั งานที่ดินเป็นแบบในการปลอม เนื่องจาก

85

โฉนดที่ดินที่ ก. มอบใหแ้ ก่โจทก์ไดม้ ีการส่งมอบคืนให้แก่ ก. ไปแล้ว โจทก์จึงไดร้ ับความเสียหาย
โดยตรงจากการปลอมและใช้เอกสารปลอมดงั กล่าว โจทก์จึงเป็ นผู้เสียหายในความผิดฐาน
ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็ นเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็ นเอกสาร
ราชการปลอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) โจทก์จึงมีอานาจฟ้องจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ในความผิด
ทงั้ สองฐานดงั กล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๒)

ฎีกำท่ี ๔๒๒๕/๒๕๕๙ จาเลยเสนอขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยแจ้งว่าเป็นที่ดิน
มีเอกสารสิทธิการครอบครองและรับรองว่าสามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ แตเ่ น่ืองจากท่ีดิน
ติดจานองธนาคาร จาเลยจะนาเงินที่ได้จากโจทก์ไปไถ่ถอนจานองมาจดทะเบียนโอนให้โจทก์
ทัง้ ท่ีความจริงที่ดินดงั กล่าวเป็นที่ดินมีเพียง ส.ป.ก. ๔ - ๐๑ ต่อมาจาเลยนา ส.ป.ก. ๔ - ๐๑
ไปถ่ายสาเนาแล้ วลบชื่อบิดาจาเลยผ้ ูได้ รับอนุญาตให้ เข้ าทาประโยชน์เดิมและเปล่ียนเป็ นช่ือ
จาเลย แล้วจาเลยนาไปขายให้แก่ น. และ จ. ทงั้ ที่จาเลยรับกบั โจทก์แล้วว่าจะไม่จาหน่าย จานา
หรือก่อภาระผกู พนั ในที่ดนิ พิพาท เหน็ ว่า ท่ีดนิ พิพาทอย่ใู นเขตปฏิรูปที่ดนิ เพ่ือเกษตรกรรมยงั เป็น
ของรัฐเพียงแตร่ ัฐนาท่ีดินมาจดั สรรให้ประชาชนครอบครองทากินเท่านนั้ การกระทาของจาเลย
ดงั กลา่ วไม่ก่อให้ น. และ จ. มีสิทธิใด ๆ ในท่ีดินพิพาท แม้จาเลยรับรองตอ่ โจทก์วา่ จะไมจ่ าหน่าย
จานา หรือก่อภาระผกู พนั ในที่ดินพิพาท โจทก์ก็มิใช่ผ้ไู ด้รับความเสียหายจากการท่ีจาเลยปลอม
และใช้เอกสารปลอม
ข้อสังเกต คดีนี้ฟอ้ งข้อหาฉ้อโกงด้วย แต่ศาลเห็นว่าคดีขาดอายคุ วาม ถ้าแต่งข้อสอบก็น่าจะหา
ตวั อย่างทีเ่ ป็นฉ้อโกงมารวมเป็นขอ้ สอบ

การปลอม ส.ป.ก. ๔ – ๐๑ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าผู้จะซื้อที่ดินไม่ใช่ผูเ้ สียหาย ต่างกบั การ
หลอกยืมโฉนดทีด่ ินทีม่ อบใหเ้ จ้าหนี้ไวเ้ ป็นประกนั หนีเ้ งินกู้แลว้ ปลอมโฉนดทีด่ ินเสร็จแลว้ นาโฉนด
ปลอมไปคืน ศาลฎีกาเห็นว่าเจ้าหนี้เป็นผูเ้ สียหายในความผิดฐานปลอมและใช้โฉนดที่ดินปลอม
(ฎีกาที่ ๑๐๐๖๖/๒๕๕๗) ทัง้ ที่การเอาโฉนดที่ดินไปวางไว้กบั เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิในที่ดิน
เหมือนกนั กบั คดีนี้ ทีศาลฎีกาวินิจฉยั ต่างกนั อาจเป็นเพราะที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔ – ๐๑ โอนไม่ได้
แต่ที่ดินมีโฉนดโอนได้ เมื่อปลอมโฉนดที่ดินจึงมีความเสียหายแก่ผู้ถือโฉนดที่ดินเป็นประกนั การ
ชาระหนี้

ฎีกำท่ี ๙๑๗๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๑๗ จาเลยที่ ๓ แจ้งข้อความอันเป็ นเท็จ
ตอ่ พนกั งานสอบสวนวา่ จาเลยที่ ๓ ได้ขบั รถจกั รยานยนต์เฉี่ยวชนจาเลยท่ี ๔ ได้รับบาดเจ็บ เพ่ือ
ประสงค์ให้พนกั งานสอบสวนจดข้อความอนั เป็นเท็จลงในรายงานประจาวนั เก่ียวกับคดี ซึ่งเป็น
เอกสารราชการเพ่ือใช้เป็นพยานหลกั ฐานเท่านนั้ อนั เป็นการกระทาตอ่ เจ้าพนกั งานโดยตรง โดย

86

จาเลยที่ ๓ มิได้เจาะจงวา่ กล่าวถึงโจทก์เลย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ข้อความ
เท็จนนั้ จะครบองค์ประกอบเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๖๗ แต่ข้อความ
เท็จท่ีจาเลยแจ้งมิได้มีการกล่าวอ้างถึงการกระทาอย่างหนึ่งอย่างใดท่ีกระทบกระเทือนถึงโจทก์
โจทก์จงึ ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหาย

การที่จาเลยที่ ๓ นาหลกั ฐานการแจ้งความเทจ็ ตอ่ เจ้าพนกั งานตารวจไปเป็นหลกั ฐานยื่น
คาร้องขอรับค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผ้รู ับประกันภยั รถจกั รยานยนต์ของจาเลยที่ ๓ อนั เป็น
การกระทาท่ีจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์ยังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้แก่จาเลยท่ี ๓
เพราะโจทก์ทราบมาก่อนฟ้องแล้วว่าจาเลยท่ี ๓ แจ้งความเท็จ ทงั้ การกระทาของจาเลยท่ี ๓ ใน
สว่ นหลงั เกิดขนึ ้ หลงั จากการกระทาผิดฐานแจ้งความเท็จตอ่ เจ้าพนกั งานตารวจ และเจ้าพนกั งาน
ตารวจได้จดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการสาเร็จแล้ว เป็นการกระทาอีกสว่ นหนง่ึ ตา่ งหากจาก
การกระทาที่โจทก์ฟ้องจาเลยทงั้ สี่ ดงั นนั้ จะเอาการกระทาผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ และมาตรา
๒๖๗ มาเป็นข้อพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายส่วนนีไ้ ม่ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายสาหรับ
ความผิดฐานแจ้งข้อความอนั เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา ๑๓๗ และฐานแจ้งให้
เจ้าพนกั งานผ้กู ระทาการตามหน้าที่จดข้อความอนั เป็นเท็จลงในเอกสารราชการตาม ป.อ.มาตรา
๒๖๗ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ฟ้องจาเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอนั เป็ นเท็จแก่เจ้าพนกั งานตาม
ป.อ.มาตรา ๑๓๗ และฐานแจ้งให้เจ้าพนกั งานผูก้ ระทาการตามหน้าที่จดข้อความอนั เป็นเท็จลง
ในเอกสารราชการตาม ป.อ.มาตรา ๒๖๗ โดยไม่ไดฟ้ ้องความผิดฐานใช้ ตาม ป.อ.มาตรา ๒๖๘
มาดว้ ย ซ่ึงศาลฎีกาก็วินิจฉยั ไวว้ ่าการที่จาเลยที่ ๓ ใช้หลกั ฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนกั งาน
ตารวจไปเป็ นหลกั ฐานยื่นคาร้องขอรับค่าเสียหายจากโจทก์ ไม่อาจนามาพิจารณาความเป็ น
ผเู้ สียหายในความผิดฐานแจ้งได้

ข้อเท็จจริงตามฎีกานี้หากฟ้องฐานใช้ตามมาตรา ๒๖๘ ด้วย น่าคิดว่าโจทก์จะเป็ น
ผู้เสียหายหรือไม่ เพราะโจทก์ยังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่จาเลย แม้โจทก์ยังไม่ได้จ่ายเงินตามที่
ถูกหลอกโดยใช้เอกสารดงั กล่าว ก็อาจจะเกิดความเสียหายบางประการแก่โจทก์แล้ว ปัญหาว่า
จะเป็ นความเสียหายโดยตรงหรือไม่ เช่น พนกั งานของโจทก์ต้องมาให้บริการจาเลย ต้องเสีย
กระดาษ เสียหมึกทีเ่ ขียนรายงาน เสียค่าโทรศพั ท์ติดต่อเพือ่ ยืนยนั ว่าจาเลยแจ้งความเท็จหรือไม่
ซ่ึงสิ่งเหล่านีอ้ าจจะมองได้หรือไม่ว่าเป็นความเสียหายโดยตรงจากการกระทาผิดของจาเลย หรือ
จะมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของโจทก์เอง ซึ่งตอ้ งจ่ายเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่ความ
เสียหายโดยตรง ก็คงตอ้ งรอดวู ่าหากมีปัญหานีข้ ้ึนมา ศาลฎีกาจะตดั สินอย่างไร

87

แม้โจทก์จะไม่ใช่ผู้เสียหายตามที่ศาลฎีกาตดั สิน แต่ถ้าโจทก์ไปร้องทุกข์ให้พนกั งาน
สอบสวนดาเนินคดี ปัญหาว่าโจทก์เป็ นผู้เสียหายหรือไม่ก็คงหมดไป ซึ่งเคยมีคาพิพากษาฎีกา
ตัดสินลงโทษคดีทานองนี้มาแล้ว เช่น ล. แจ้งความเท็จว่ารถหาย แล้วนารายงานประจาวัน
เกี่ยวกบั คดีไปแสดงต่อบริษัทประกนั ภยั มีเจตนาเดียว คือ มุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากบริษัท
ประกนั ภยั ผิดมาตรา ๑๗๓, ๒๖๗, ๒๖๘ กรรมเดียวหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๑๗๓ บทหนกั
(ฎีกาที่ ๕๕๘๔/๒๕๔๓ ๒๕๔๓ ฎ.๑๒๕๑) อย่างไรก็ตาม การกระทาของจาเลยในคดีนีอ้ าจเป็น
ความผิดฐานฉอ้ โกงดว้ ย

ฎีกำท่ี ๑๑๔๒๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๙ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผ้เู สียหายโดยเป็นผ้มู ี
สิทธิครอบครองท่ีดิน การที่จาเลยที่ ๒ ให้จาเลยที่ ๑ เจ้าพนกั งานลงช่ือรับรองข้อเท็จจริงอนั เป็น
ความเทจ็ ในเอกสารแล้วนาไปอ้างว่าที่ดนิ เป็นของจาเลยที่ ๒ ทาให้โจทก์เสียหายเพราะเสียสิทธิท่ี
จะได้รับเงินค่าเวนคืนท่ีดินจากโครงสร้างเขื่อนล่มุ แม่นา้ ป่ าสกั แต่จาเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์เป็นคดี
แพ่งเก่ียวกับท่ีดินแปลงเดียวกนั นี ้และคดีดงั กล่าวถึงที่สดุ แล้ว ซ่ึงศาลพิพากษาว่าท่ีดินเป็นของ
จาเลยท่ี ๒ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับท่ีดินดงั กล่าวอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดงั กล่าวอีก
ตอ่ ไป โจทก์ยอ่ มไมอ่ าจอาศยั สิทธิใด ๆ เพ่ือขอรับเงินคา่ เวนคืนท่ีดนิ ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผ้ไู ด้รับความ
เสียหายโดยตรงจากการกระทาความผิดของจาเลยทงั้ สอง โจทก์ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายไมอ่ าจฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๘๕๕/๒๕๕๗ ฎ.๓๑๘ ความเสียหายท่ีเกิดขนึ ้ สาหรับความผิดฐานร่วมกนั ปลอม
เอกสารและใช้เอกสารปลอมจะต้องเป็นความเสียหายท่ีเกิดขึน้ เพราะข้อความแห่งเอกสารนนั้
คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวกร่วมกันปลอมลายมือชื่อผู้ครอบครองที่ดินด้านทิศเหนือและ
ทิศตะวนั ออกซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินราชพสั ดทุ ่ีจาเลยขอเช่าในใบรับรองแนวเขตท่ีดิน โดย
ข้ อความ ใน เอกสารที่ โจทก์ ฟ้ องว่าจาเลยกับพ วกร่ วมกัน ป ลอม ไม่มี ข้ อความใดเกี่ ยวถึงตัว
โจทก์ร่วม ทัง้ การท่ีจาเลยกับพวกนาใบรับรองแนวเขตที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปยื่นต่อ
บ. เจ้าหน้าที่ช่างสารวจ ก็เพื่อให้ บ. เสนอต่อทางราชการเพ่ื อพิจารณาให้จาเลยได้เช่าท่ีดิน
ราชพสั ดเุ ทา่ นนั้ ซึง่ ไมก่ ่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงตอ่ สิทธิครอบครองท่ีดินดงั กลา่ วของโจทก์ร่วม
หรือทาให้โจทก์ร่วมไม่อาจพิสจู น์สิทธิการครอบครองท่ีดนิ ได้ เนื่องจากใบรับรองแนวเขตที่ดนิ เป็น
เอกสารปลอม จงึ ไม่อาจรับฟังได้วา่ มีการรับรองแนวเขตท่ีดนิ โดยเจ้าของท่ีดนิ ข้างเคียง โจทก์ร่วม
จงึ ไม่ใชผ่ ้ทู ี่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทาของจาเลย แม้โจทก์ร่วมจะเป็นผ้แู จ้งความ
ร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยกบั พวก โจทก์ร่วมก็มิใชผ่ ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) อนั จะ
มีอานาจย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ ได้

ฎีกำท่ี ๓๙๙๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๘๐ ความเสียหายที่เกิดขึน้ สาหรับความผิดฐาน

88

ปลอมเอกสารสิทธิ จะต้องเป็นความเสียหายท่ีเกิดขึน้ เพราะข้อความแห่งเอกสารสิทธินัน้ แต่
ข้อความในเอกสารสิทธิท่ีโจทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวกปลอมไมม่ ีข้อความเกี่ยวถึงตัวผ้รู ้องเลย ทงั้
การที่จาเลยกับพวกนาหนงั สือมอบอานาจซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นต่อเจ้าพนกั งานผู้มี
หน้าที่รับคาขอจดทะเบียนเกี่ยวกับท่ีดินเพ่ือแสดงว่า ฉ. ได้มอบอานาจให้ พ. ซือ้ และขายท่ีดิน
ก็ไม่เกิดผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สินของผ้รู ้อง เนื่องจากหนงั สือมอบอานาจเป็นเอกสารสิทธิ
ปลอมจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิภาระซือ้ และขายท่ีดินระหว่าง ฉ. กับผู้ขายหรือผู้ซือ้ ที่ดินจึงมิใช่
สินสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ฉ. ผู้ร้องจึงไม่เป็นบุคคลท่ีได้รับความเสียหายเพราะการกระทาของ
จาเลยกบั พวกตามที่โจทก์ฟ้อง หากผ้รู ้องได้รับความเสียหายเพราะการกระทาของจาเลยกบั พวก
ก็ชอบที่จะไปดาเนนิ คดีในทางแพง่ ได้ ผ้รู ้องจงึ ไม่ใช่ผ้เู สียหายตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) ไมม่ ีสทิ ธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ

ฎีกำท่ี ๖๕๐๙/๒๕๔๙ ฎ.๒๐๐๘ บริษัทโจทก์ท่ี ๕ เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้าน
ทรัพย์สินและการเงินในกิจการของบริษัทจาเลยที่ ๑ เท่านนั้ โดยโจทก์ท่ี ๕ มิได้เป็นผ้ถู ือห้นุ ของ
จาเลยท่ี ๑ ประกอบกบั การกระทาของจาเลยทงั้ ห้าตามคาฟ้องมีผลกระทบโดยตรงตอ่ โจทก์ที่ ๑
ถงึ ที่ ๔ ท่ีต้องถกู ปรับออกจากการเป็นกรรมการและผ้ถู ือห้นุ ของจาเลยที่ ๑ เทา่ นนั้ มไิ ด้พาดพิงไป
ถึงโจทก์ที่ ๕ อันจะถือว่าโจทก์ท่ี ๕ ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ ๕ มิได้ถูก
กระทบกระเทือนเน่ืองจากการกระทาของจาเลยทงั้ ห้า โจทก์ท่ี ๕ จงึ ไม่ใชผ่ ้เู สียหายท่ีมีอานาจฟ้อง
ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคาพิพากษาของ
ศาลลา่ งทงั้ สองท่ีพิพากษายกฟ้องโจทก์ท่ี ๕

ฎีกำท่ี ๑๒๕๘๒/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๓๐๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยปลอมบตั ร
เครดติ วีซา่ และนาบตั รเครดติ ที่ปลอมนนั้ ไปใช้หลอกลวงร้านค้า ห. ด้วยการแสดงข้อความอนั เป็น
เทจ็ ว่าเป็นผ้มู ีชื่อถือบตั รเครดิตดงั กลา่ ว และได้ไปซง่ึ กระเป๋ าของกลาง ๒ ใบ โดยมิได้บรรยายฟอ้ ง
เกี่ยวกบั โทรศพั ท์เคลื่อนท่ีและมิได้ขอให้ศาลสง่ั ริบโทรศพั ท์เคล่ือนท่ีดงั กล่าวมาในฟ้อง ศาลย่อม
ริบไมไ่ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

แม้พนกั งานอยั การโจทก์จะมีคาขอท้ายฟ้องให้จาเลยคืนเงินแก่ธนาคาร ท. ผ้จู า่ ยเงินตาม
ใบบนั ทกึ รายการขายที่เกิดจากการใช้บตั รเครดติ ปลอมของจาเลยก็ตาม แตเ่ มื่อความเสียหายท่ี
ธนาคาร ท. ได้รับนนั้ เป็นเพียงความเสียหายทางแพง่ ไมใ่ ชถ่ กู จาเลยกระทาทางอาญา จึงไม่ใช่
ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) พนกั งานอยั การยอ่ มไม่มีอานาจขอให้ศาลสงั่ จาเลยคืนเงินท่ี
ธนาคาร ท. จา่ ยให้ร้าน ห. ให้แก่ธนาคาร ท. ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๔๓ ได้

89

ข้อสังเกต คดีนีร้ ้านค้าที่จาเลยไปซื้อของเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ธนาคารที่จ่ายเงิน
ใหร้ ้านคา้ ดงั กล่าวไปไม่ใช่ผูเ้ สียหาย เพราะธนาคารมีหนา้ ทีต่ ้องจ่ายเงินใหแ้ ก่ร้านคา้ เฉพาะกรณีที่
มีการซื้อสินค้าหรือใช้บริการโดยผูถ้ ือบตั รเครดิตที่ถูกตอ้ งเท่านน้ั หากผูไ้ ม่มีสิทธินาบตั รเครดิตไป
ใช้ธนาคารก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินให้แก่ร้านคา้ ซ่ึงธรรมเนียมทางธุรกิจอาจจะแตกต่างกบั หลกั
ดงั กล่าว เพราะธนาคารจะจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าทนั ทีเมื่อร้านค้านาสลิปการใช้บตั รเครดิตมาเบิก
เงิน โดยไม่ไดต้ รวจดูว่าลายมือชื่อในสลิปถูกต้องหรือไม่ เป็นเรื่องของความสะดวกในทางการค้า
หรืออาจจะมีข้อตกลงกนั เองว่าถา้ สลิปไม่ถูกต้องร้านค้าต้องคืนเงินแก่ธนาคาร ซึ่งก็เป็นเรื่องการ
ผ่อนผนั กนั เองทางธุรกิจ แต่เมื่อจะต้องคืนทรพั ย์ในคดีอาญาคงตอ้ งคืนใหแ้ ก่ผูม้ ีสิทธิทีแ่ ทจ้ ริงตาม
กฎหมาย ก็คือต้องคืนใหแ้ ก่ผู้เสียหายทีถ่ ูกฉ้อโกง แม้ผู้ถูกฉ้อโกงจะได้รับเงินจากธนาคารมาแล้ว
ก็ไม่ได้ทาให้ฐานะของผู้เสียหายหมดไปตามฎีกาที่ ๑๖๒๐/๒๕๔๖ ที่กล่าวมาแล้ว แต่อย่างไร
ก็ตาม ร้านค้าที่ถูกฉ้อโกงต้องคืนเงินให้แก่ธนาคารเพราะเป็ นการรับเงินไว้จากธนาคารโดย
ไม่มีสิทธิ อาจจะเป็นการคืนฐานลาภมิควรได้ หรืออาจจะตอ้ งคืนใหต้ ามสญั ญาก็ไดซ้ ึ่งต้องดูจาก
ข้อเท็จจริ งเป็ นกรณีไป

ฎีกำท่ี ๖๙๖๖-๖๙๗๗/๒๕๕๘ ฎ.๓๑๙๖ จาเลยทงั้ สองนาใบถอนเงินซึ่งประทบั ตรา
สาคญั ของโจทก์ร่วมท่ีเป็นตราประทบั ปลอมไปหลอกลวงจนกระทง่ั เจ้าหน้าที่ธนาคารหลงเช่ือ เงิน
ท่ีจาเลยทงั้ สองกบั พวกได้รับไปจงึ เป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา
๖๗๒ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร เม่ือไม่ปรากฏว่า
ธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ร้องทกุ ข์ดาเนินคดีแก่จาเลยทงั้ สองกบั พวก พนกั งานอยั การโจทก์จึง
ไมม่ ีอานาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงกบั ฐานรับของโจร แม้ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิด
ตอ่ แผ่นดินซึง่ พนกั งานสอบสวนมีอานาจสอบสวนโดยไม่มีการร้องทกุ ข์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไมใ่ ช่
เจ้าของเงินและไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายจงึ ไมม่ ีอานาจยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษาวา่ ความผิดฐานฉ้อโกงกบั ฐานรับของโจรเป็นฟ้องที่ขดั กนั เป็น
ฟ้องเคลือบคลุมและจาเลยทงั้ สองไม่มีความผิดฐานร่วมกันยกั ยอก ดงั นนั้ เท่ากับศาลอุทธรณ์
พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรและฐานยกั ยอก เม่ือพนักงาน
อยั การโจทก์ไมฎ่ ีกา โจทก์ร่วมซงึ่ มใิ ชผ่ ้เู สียหายจงึ ไม่มีอานาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองใน
ความผิดฐานดงั กล่าวตามฟ้อง ปัญหาดงั กลา่ วเป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้
จาเลยทงั้ สองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอานาจวนิ ิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๒๒๓๖-๒๒๓๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๗ ความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้

90

เอกสารปลอม เป็นความผิดตอ่ ผ้ทู ่ีได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทาของจาเลยท่ีปลอม
และใช้เอกสารปลอมตามฟอ้ ง แม้จาเลยจะปลอมหนงั สือของผ้ตู ายส่งไปถึงนายแพทย์อานวยการ
โรงพยาบาล บ. วา่ ผ้ตู ายขอลาการปฏิบตั งิ าน แล้ วลงช่ือปลอมของผ้ตู ายในหนงั สือดงั กล่าว และ
จาเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของ
ผ้ตู ายว่า ผ้ตู ายต้องไปฝึกสมาธิ เพ่ือให้ผ้หู น่งึ ผ้ใู ดหลงเชื่อวา่ เอกสารปลอมนนั้ ผ้ตู ายได้ทาขนึ ้ จริง
ทงั้ นีโ้ ดยประการท่ีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อ่ืนก็ตาม ในกรณีนี ้โจทก์ท่ี ๑ ซ่ึงเป็นบิดาผ้ตู าย
ก็ยงั ถือไม่ได้ว่าเป็นบคุ คลผ้ไู ด้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาดงั กล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) ทงั้ ความผิดดงั กล่าวได้เกิดขึน้ ภายหลงั จากผ้ตู ายได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผ้ตู ายไม่อาจ
เป็นผ้เู สียหายในความผิดดงั กล่าวได้ จงึ ไมใ่ ช่กรณีท่ีโจทก์ท่ี ๑ ซ่ึงเป็นบพุ การีของผ้ตู ายจะจดั การ
แทนผ้ตู ายได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๕ (๒)

ฎีกำท่ี ๕๕๒๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๔๖ ผ้ใู ดจะเป็นผ้ทู รงเช็คตามกฎหมายย่อมต้องถือ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔ ซึง่ หมายถึงบคุ คลผ้มู ีตว๋ั เงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผ้รู ับเงินหรือ
เป็นผู้รับสลกั หลงั ถ้าและเป็นตวั๋ เงินส่งั จ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ถือก็นบั ว่าเป็นผ้ทู รงเช่นกัน ดงั นนั้ ตาม
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขณะท่ีธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ผ้ทู รงเช็คพิพาทในขณะนนั้ คือ พ. น.
และ จ. หาใช่โจทก์ร่วมซ่ึงมีฐานะเป็นบคุ คลต่างหากจากบคุ คลทงั้ สามไม่ แม้บคุ คลทงั้ สามจะมี
ความสมั พันธ์ในฐานะเป็นตวั แทนของโจทก์ร่วมในการรับเช็คพิพาทมาดงั ที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง
ก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทาให้โจทก์ร่วมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อ
ปรากฏว่าขณะที่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค
พิพาท โจทก์ร่วมจงึ ไมใ่ ช่ผ้เู สียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค
ยอ่ มไมม่ ีอานาจร้องทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนให้ดาเนินคดแี ก่จาเลยได้ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟอ้ ง
ข้อสังเกต การที่บริษัทรับเช็คชาระหนี้ แลว้ นาเช็คเข้าบญั ชีธนาคารที่กรรมการเป็นเจ้าของบญั ชี
เพื่อเรียกเก็บเงินให้บริษัท หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า บริษัท
ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ก็มีคาพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๙๙/๒๕๔๙ วินิจฉยั ว่า กรรมการไม่ใช่ผู้เสียหาย
ดังนั้น พนักงานสอบสวนอาจจะให้บริ ษัทและกรรมการร้องทุกข์ทั้งคู่ เพื่อแก้ปัญหาความ
ไม่แน่นอนของการเป็ นผู้เสียหายว่าควรจะเป็ นบริษัทหรือกรรมการกันแน่ และบริษัทเองก็ควร
แก้ปัญหาของตนเองด้วยการนาเช็คเข้าบญั ชีบริษัทเพือ่ เรียกเก็บเงิน ไม่นาเช็คเข้าบญั ชีส่วนตวั
ของกรรมการ

ฎีกำท่ี ๕๗๙๙/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๕๗ จาเลยและ ป. ซือ้ นา้ มนั เชือ้ เพลิงจากบริษัท ร.
ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นกรรมการ เช็คพิพาททงั้ ส่ีฉบบั แม้จะเป็นเช็คออกให้แก่ผ้ถู ือ แตเ่ ป็นเช็คท่ีจาเลย

91

และ ป. ร่วมกันออกเพ่ือชาระหนีค้ ่านา้ มนั เชือ้ เพลิงให้แก่บริษัท ร. มิใช่ชาระหนีใ้ ห้แก่โจทก์ร่วม
เป็นสว่ นตวั บริษัท ร. จงึ เป็นผ้ทู รงเช็คพิพาท แม้โจทก์ร่วมจะเป็นกรรมการผ้มู ีอานาจของบริษัท ร.
โจทก์ร่วมในฐานะสว่ นตวั ก็ไมอ่ ยใู่ นฐานะผ้ทู รงเช็คพิพาทและมิใชผ่ ้เู สียหายที่จะมีอานาจร้องทกุ ข์
ขอให้พนกั งานสอบสวนดาเนินคดีแก่จาเลยได้ พนกั งานอยั การโจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้องจาเลย
เป็นคดีนี ้

ฎีกำท่ี ๒๒๘๓๓/๒๕๕๕ ฎ.๓๔๘๘ โจทก์มิใชผ่ ้สู มคั รรับเลือกตงั้ เป็นเพียงผ้มู ีสทิ ธิเลือกตงั้
และเป็ นสมาชิกของพรรคการเมือง ป. ท่ีไม่ได้ ส่งผู้ใดสมัครรับเลือกตัง้ เลย ถือไม่ได้ ว่า
คณะกรรมการการเลือกตัง้ ได้ กระทาต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ วย
คณะกรรมการการเลือกตงั้ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการ
กระทาความผิดตามบทบญั ญัติดงั กล่าว ย่อมไม่มีอานาจฟ้องจาเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๘

ฎีกำท่ี ๑๖๔๑๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๒๙ แม้ท่ีดินพิพาทจะอย่ใู นเขตเทศบาลเมืองศรี
สะเกษ เทศบาลก็ไม่ใช่ผ้เู สียหายที่จะร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยได้ เพราะท่ีดินพิพาทอย่ใู น
ความดแู ลรักษาของกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อการกระทาความผิดของจาเลยตามข้อกล่าวหา
เป็นอาญาแผน่ ดนิ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของพนกั งานสอบสวนจะดาเนินคดแี ก่จาเลยได้ไม่วา่ จะมี
ผู้ร้องทุกข์หรือไม่ การร้องทุกข์ของเทศบาลดังกล่าวไม่มีผลทาให้การสอบสวนคดีนีไ้ ม่ชอบแต่
อย่างใด จึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนีโ้ ดยชอบตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๒๐ แล้ว โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ งจาเลยในความผดิ ตามฟ้องได้
ข้อสังเกต เทศบาลไม่ไดค้ รอบครองทีด่ ิน เทศบาลจึงไม่ใช่ผูเ้ สียหาย

ผู้เสียหำยโดยนิตนิ ัย
ฎีกำท่ี ๗๓๒๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๘๘ การที่ผู้เสียหายที่ ๑ ถึงท่ี ๔ หลงเชื่อคา
หลอกลวงของจาเลยที่ ๑ จึงมอบเงินให้ จาเลยที่ ๑ เพ่ือให้ ช่วยเหลือบุตรของตนเข้ าเป็ น
เจ้ าพนักงานตารวจโดยไม่ต้ องสอบอันเป็ นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ ายมุ่งหวังต่อ
ผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทาที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายท่ี ๑ ถึงที่ ๔ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดย
นิตินยั ตามบทบญั ญัตแิ หง่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) เป็นผลให้พนกั งานอยั การโจทก์ไม่อาจร้องขอให้
เรียกทรัพย์สินแทนผ้เู สียหายที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ บญั ญตั ไิ ว้
ข้อสังเกต ศาลฎีกาเห็นว่า การช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็ นเจ้าพนกั งานตารวจโดยไม่ต้อง

92

สอบเป็นการไม่ชอบ จึงไม่ใช่ผูเ้ สียหายโดยนิตินยั
ฎีกำท่ี ๓๓๖๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๔๐ ตามคาฟ้องโจทก์บรรยายถึงการหลอกลวง

ผ้เู สียหายไว้ ๒ ตอน ตอนแรกเป็นการหลอกลวงว่าจะซือ้ ขนมจากผู้เสียหายจานวนมาก ซ่ึงเป็น
เพียงกลอบุ ายเพ่ือให้ผ้เู สียหายขนึ ้ รถไปกบั จาเลยทงั้ สองกบั พวกเทา่ นนั้ ไม่เป็นเหตทุ ี่ทาให้จาเลย
ทงั้ สองกบั พวกได้ทรัพย์สินไปจากผ้เู สียหายโดยตรง ส่วนการหลอกลวงตอนที่สองท่ีให้ผ้เู สียหาย
เล่นการพนันนัน้ เป็นเหตุที่ทาให้จาเลยทัง้ สองได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เพราะผู้เสียหาย
ร่วมเล่นการพนนั ด้วย โดยผ้เู สียหายเป็นฝ่ ายแพ้พนนั จงึ มอบทรัพย์สินให้จาเลยทงั้ สองกบั พวกไป
แตเ่ มื่อผ้เู สียหายทราบดวี ่าเป็นการเลน่ การพนนั ซง่ึ เป็นส่ิงที่ผดิ กฎหมาย จงึ ถือวา่ ผ้เู สียหายร่วมกนั
กระทาความผิดฐานเล่นการพนนั โดยไม่ได้รับอนุญาตกับจาเลยทงั้ สองกับพวกอนั เป็นความผิด
ตามกฎหมาย ผ้เู สียหายจึงมิใช่ผ้เู สียหายโดยนิตินยั แม้ผ้เู สียหายจะร้องทุกข์ไว้ย่อมเท่ากับไม่มี
การร้องทกุ ข์ตามกฎหมาย ซงึ่ เป็นผลห้ามมิให้ทาการสอบสวนตอ่ ไป ดงั นนั้ การสอบสวนที่ดาเนิน
ตอ่ มาจงึ ไมก่ ่อสิทธิเกิดอานาจแก่พนกั งานอยั การย่ืนฟ้องคดี โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟ้องคดนี ี ้
ข้อสังเกต ฎีกานี้แตกต่างจากฎีกาที่ ๑๓๓๕/๒๕๕๒ ตรงที่ผู้เสียหายคดีนี้เข้าร่วมเล่นการพนนั
ดว้ ย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินยั แต่คดีตามฎีกาที่ ๑๓๓๕/๒๕๕๒ จาเลยทงั้ สามกบั พวกมิได้
มีเจตนาทีจ่ ะเล่นการพนนั เอาทรัพย์สินกนั แต่เป็นแผนการหรือกลอบุ ายอย่างหนึ่งทีจ่ าเลยทงั้ สาม
สร้างเรื่องข้ึนมาเพือ่ จะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วม ทงั้ โจทก์ร่วมมิได้มีเจตนาที่จะไปร่วมเล่น
การพนนั กบั จาเลยทงั้ สามมาแต่ต้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินใหจ้ าเลยที่ ๒ และที่ ๓ กบั พวกเพือ่
เข้าห้นุ เล่นการพนนั ดงั กล่าวเป็นการตกหลมุ พรางทีว่ างกบั ดกั เอาไว้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าร่วม
เล่นการพนนั กบั จาเลยทง้ั สามโดยไม่ได้รับอนุญาต อนั จะเป็ นการร่วมกบั จาเลยทง้ั สามกระทา
ความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมจึงเป็นผูเ้ สียหายโดยนิตินยั ในความผิดฐานฉอ้ โกงเงินของโจทก์ร่วม

ฎีกำท่ี ๑๒๕๔๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๓๒ จงั หวัดอุทัยธานีไม่เคยมีโครงการจดั ซือ้
รถจกั รยานยนต์จานวน ๒๕๐ คนั เพ่ือนาไปมอบให้แก่เจ้าพนักงานตารวจสายตรวจ และไม่มี
ข้อเท็จจริงเกิดขึน้ ตามท่ีกล่มุ คนร้ายโทรศพั ท์มาหลอกลวงโจทก์ร่วม ทงั้ การที่โจทก์ร่วมมอบเงิน
ให้แก่คนร้ายไปนนั้ ก็หาได้ประสงค์เพ่ือนาไปให้สินบนแก่เจ้าพนกั งาน แตม่ อบเงินให้แก่คนร้าย
ก็ด้วยเหตุท่ีโจทก์ร่วมหลงเช่ือการหลอกลวงของกลุ่มคนร้ ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ กรณี
จงึ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกบั กล่มุ คนร้ายนาสินบนไปให้เจ้าพนกั งานเพ่ือจงู ใจให้กระทาการ
โดยมิชอบด้วยหน้าที่ ดงั นัน้ เม่ือโจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่คนร้ ายไป โจทก์ ร่วมย่อมได้รับความ
เสียหายจากการกระทาของกลุ่มคนร้ายโดยตรงและเป็นผ้เู สียหายโดยนิตินยั จึงมีสิทธิร้องทุกข์
ให้ดาเนนิ คดใี นความผดิ ฐานฉ้อโกงเป็นคดีนีไ้ ด้

93

ฎีกำท่ี ๔๖๙๑/๒๕๔๗ ฎ.๒๒๘๔ การที่จาเลยหลอกลวงโจทก์ร่วม โดยกลา่ วเทจ็ วา่ จะนา
เงินไปซือ้ เบีย้ เลีย้ งทหารรายละ ๒,๐๐๐ บาท และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ ๕๕๐ บาท
เป็นเพียงข้ออ้างของจาเลยเพ่ือจงู ใจให้โจทก์ร่วมหลงเช่ือและยินยอมมอบเงินให้จาเลย โจทก์ร่วม
ได้รับความเสียหายจากการกระทาของจาเลย โจทก์ร่วมจงึ เป็นผ้เู สียหายตามกฎหมาย
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ร่วมถูกหลอก โดยโจทก์ร่วมหวงั ว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนรายละ
๕๕๐ บาท แม้จะเป็นค่าตอบแทนที่สูง แต่ก็ไม่ได้เป็ นสิ่งที่ผิดกฎหมายเพราะไม่ใช่การกู้ยืมเงิน
โจทก์ร่วมจึงเป็นผูเ้ สียหายโดยนิตินยั

ฎีกำท่ี ๑๒๕๓๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๘๙ จาเลยหลอกลวงผ้เู สียหายว่าจะมีคนขอยืม
เงินจากผู้เสียหาย โดยจะให้ดอกเบีย้ ร้อยละ ๒๐ ต่อครัง้ ระยะเวลายืมไม่เกิน ๓ วนั ผู้เสียหาย
หลงเชื่อคาหลอกลวงของจาเลย จึงมอบเงินให้จาเลยไปเพื่อให้ได้รับดอกเบีย้ เกินกว่าร้อยละ ๑๕
ต่อปี อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบีย้ เกินอัตราฯ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าเหตุท่ี
ผ้เู สียหายยอมให้จาเลยยืมเงินก็โดยมีเจตนาม่งุ ประสงคต์ อ่ ผลประโยชน์อนั เกิดจากการกระทาผิด
กฎหมาย แม้การกระทาที่ผิดกฎหมายดงั กล่าวจะไม่เกิดขึน้ เน่ืองจากเป็นเพียงการหลอกลวง
ของจาเลยเพ่ือฉ้ อโกงผู้เสียหายดังท่ีโจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าผู้เสียหาย
ไม่ใช่ผ้ ูเสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้ องทุกข์ต่อเจ้ าพนักงานตารวจให้ ดาเนินคดีแก่จาเลยใน
ความผิดฐานฉ้อโกงซึง่ เป็นความผดิ อนั ยอมความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) พนกั งานสอบสวน
จงึ ไมม่ ีอานาจสอบสวน และพนกั งานอยั การโจทก์ยอ่ มไมม่ ีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๔๗๘๘/๒๕๕๖ ฎ.๒๔๕๕ จาเลยท่ี ๑ เป็นนิตบิ คุ คลประเภทบริษัทจากดั มีโจทก์
ทงั้ สอง จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการ โดยโจทก์ที่ ๑ หรือโจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อร่วมกับ
จาเลยที่ ๒ หรือจาเลยท่ี ๓ รวมเป็นสองคน และประทบั ตราสาคญั ของบริษัท มีอานาจกระทาการ
แทนจาเลยที่ ๑ ได้ กรรมการของบริษัทมีหน้าท่ีร่วมกันจดั ทางบดุลตามที่กฎหมายกาหนดไว้
เพื่อให้ท่ีประชมุ ใหญ่อนมุ ตั ิโดยต้องสง่ สาเนางบดลุ ไปยงั ผ้ถู ือห้นุ ของบริษัทกอ่ นวนั นดั ประชมุ ใหญ่
ไม่น้อยกวา่ สามสิบวนั และยงั มีหน้าท่ีร่วมกนั เสนอรายงานต่อท่ีประชมุ ใหญ่และส่งสาเนางบดลุ
ทกุ ฉบบั ไปยงั นายทะเบียนไม่ช้ากว่าเดือนหนงึ่ นบั แตว่ นั ซึ่งงบดลุ นัน้ ได้รับอนมุ ตั ิในที่ประชุมใหญ่
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๙๖ วรรคหน่งึ , ๑๑๙๗ วรรคหน่งึ วรรคสอง, ๑๑๙๘ และมาตรา ๑๑๙๙
วรรคสอง

จาเลยที่ ๒ และท่ี ๓ ซง่ึ เป็นกรรมการบริษัทจาเลยท่ี ๑ ได้ดาเนินการจดั ทาบญั ชีงบดลุ -
งบการเงินปี ๒๕๕๒ โดยมีหนังสือเชิญโจทก์ทัง้ สองซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจาเลยท่ี ๑
พิจารณารับรองงบดลุ - งบการเงินปี ๒๕๕๒ แล้ว แตโ่ จทก์ทงั้ สองแจ้งเหตขุ ดั ข้องปฏิเสธการเข้า

94

ร่วมประชมุ กรรมการ เช่นนี ้ย่อมเป็นเหตใุ ห้จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ไม่สามารถจดั ทางบดลุ เพ่ือให้ท่ี
ประชมุ ใหญ่อนมุ ตั ิและส่งสาเนางบดลุ ให้แก่ผ้ถู ือห้นุ ตามท่ีกฎหมายกาหนดไว้ได้ โจทก์ทงั้ สองใน
ฐานะผู้ถือหุ้นจึงมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดการกระทาความผิดตาม พ.ร.บ. กาหนดความผิด
เก่ียวกบั ห้างห้นุ สว่ นจดทะเบียน ห้างห้นุ ส่วนจากดั บริษัทจากดั สมาคม และมลู นิธิฯ มาตรา ๑๘,
๒๕ ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหายโดยนติ นิ ยั และไมม่ ีอานาจฟ้อง

ฎีกำท่ี ๗๖๔๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๗๕ การท่ีผ้ตู ายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้าม
เป็นการกระทาโดยปราศจากความระมัดระวงั ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนัน้ จกั ต้องมีตามวิสัยและ
พฤติการณ์ จึงนบั ว่าผ้ตู ายมีส่วนประมาทด้วย ผ้ตู ายจงึ มิใช่ผ้เู สียหายโดยนิตนิ ยั ในความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ผู้ร้องจึงไม่มีอานาจจดั การแทนผู้ตายและไม่มีอานาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
พนกั งานอยั การได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒ (๔), ๕ (๒) และ ๓ (๒)

ฎีกำท่ี ๒๐๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๘ โจทก์ร่วมและจาเลยต่างถูกพนักงานอัยการฟ้อง
ขอให้ลงโทษฐานทาร้ายร่างกายซึ่งกนั และกนั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า
โจทก์ร่วมมีส่วนร่วมในการกระทาความผิดตามฟ้องด้วย โดยการสมคั รใจเข้าวิวาททาร้ายร่างกาย
ซงึ่ กนั และกนั กรณีเชน่ นีโ้ จทก์ร่วมย่อมมิใช่บคุ คลท่ีอย่ใู นเกณฑ์สมควรได้รับความค้มุ ครองตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมายในฐานะผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) จึงไม่อาจร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ ท่ีศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วม
จึงไม่ชอบ ดงั นนั้ ที่ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้โจทก์ร่วมอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตอ่ มา และศาล
อุทธรณ์รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบเช่นกัน เพราะผู้อุทธรณ์มิใช่คู่ความตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒ (๑๕)

ฎีกำท่ี ๗๓๙๕/๒๕๕๔ ฎ.๕๕๙ ผ้รู ้องย่ืนคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ระบวุ า่ ถือเอาคาฟ้อง
ของพนกั งานอยั การโจทก์เป็นหลกั จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตา่ ง ๆ ตามท่ีปรากฏในฟ้องของโจทก์
เม่ือเหตตุ ามฟ้องของโจทก์เกิดจากการกระทาโดยประมาท จาเลยท่ี ๑ มีส่วนผิดอยดู่ ้วย จาเลยท่ี
๑ จงึ มิใช่ผ้เู สียหายโดยนิตินยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ แม้
ศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั จาหนา่ ยคดจี าเลยท่ี ๑ ออกจากสารบบความ โดยยงั มไิ ด้มีคาพิพากษาเก่ียวกบั
การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เน่ืองจากจาเลยท่ี ๑ ถึงแก่ความตาย ผ้รู ้องซ่ึงเป็นมารดาของจาเลย
ท่ี ๑ ก็ไมม่ ีสทิ ธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การ

ฎีกำท่ี ๒๑๗๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๑ การท่ีจาเลยถกู ฟ้องว่าขบั รถโดยประมาทเป็น
เหตใุ ห้ผ้อู ื่นถงึ แกค่ วามตายและได้รับอนั ตรายสาหสั แม้พนกั งานสอบสวนจะมีความเห็นวา่ ผ้ตู าย

95

มีส่วนประมาทร่วมอย่ดู ้วย แต่ผ้ตู ายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนกั งาน
สอบสวนเท่านนั้ ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนกั งาน
อยั การไมไ่ ด้ คาสงั่ อนญุ าตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชนั้ ต้นชอบแล้ว
ข้อสังเกต คดีนี้ความเห็นทีว่ ่าผตู้ ายมีส่วนประมาทดว้ ยเป็นเพียงความเห็นของพนกั งานสอบสวน
พนกั งานอยั การไม่ได้บรรยายฟ้องไวว้ ่าผู้ตายประมาท ศาลชน้ั ต้นจึงอนญุ าตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วม
เป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้

ฎีกำท่ี ๕๐๕๕/๒๕๕๙ เหตุคดีนีเ้ กิดจากการที่จาเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถ
กระบะที่อยดู่ ้านหน้าลา้ เข้าไปเฉ่ียวชนรถจกั รยานยนต์ของผ้ตู ายที่แลน่ สวนทางมาในชอ่ งเดินรถ
ของผ้ตู าย ซง่ึ หากจาเลยไมข่ บั รถจกั รยานยนต์แลน่ ลา้ เข้าไปในชอ่ งเดนิ รถของผ้ตู ายเหตคุ รัง้ นีก้ ็คง
ไมเ่ กิดขนึ ้ ส่วนท่ีจาเลยฎีกาวา่ ผ้ตู ายขบั รถโดยไมช่ ิดขอบทางด้านซ้ายและขบั รถมาด้วยความเร็ว
ก็อาจเป็นเพียงการไม่ปฏิบตั ติ าม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เทา่ นนั้ ซ่งึ เป็นคนละกรณีกบั การกระทา
ความผิดของจาเลย ประการสาคญั ขณะเกิดเหตผุ ู้ตายขบั รถจกั รยานยนต์แล่นอย่ใู นช่องเดินรถ
ของตน การที่ผ้ตู ายขบั รถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขบั รถมาด้วยความเร็วดงั กลา่ วจงึ ไม่ใช่
เป็นเหตโุ ดยตรงท่ีทาให้รถจกั รยานยนต์ของผ้ตู ายถกู รถจกั รยานยนต์ของจาเลยเฉ่ียวชน แตก่ ารที่
รถจกั รยานยนต์ของผ้ตู ายถูกรถจกั รยานยนต์ของจาเลยเฉ่ียวชน และผ้ตู ายถึงแก่ความตายเป็น
ผลโดยตรงจากการกระทาโดยประมาทของจาเลย ผ้ตู ายหามีส่วนประมาทด้วยไม่ ผ้ตู ายจึงเป็น
ผ้เู สียหายโดยนิตินยั โจทก์ร่วมทงั้ สองซง่ึ เป็นบดิ ามารดาของผ้ตู ายยอ่ มมีสทิ ธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ใน
คดนี ี ้
ข้อสังเกต ฎีกานี้น่าจะกลบั ฎีกาที่ ๒๐๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑ ซึ่งตดั สินว่า จาเลยกระทาโดย
ประมาท เมื่อจาเลยเห็นว่าถนนมีสภาพชารุดและแคบ เมื่อมีรถสวนทางมา จาเลยควรลด
ความเร็วและขบั รถในทางเดินรถของตน แต่จาเลยหาไดก้ ระทาดงั กล่าวไม่ การกระทาของจาเลย
จึงมีความผิดฐานกระทาโดยประมาทเป็ นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่อย่างไรก็ตามการที่
ผตู้ ายไม่ไดป้ ฏิบตั ิตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา ๓๕ วรรคสอง ที่กาหนดใหร้ ถจกั รยานยนต์
ต้องเดินช่องซ้ายสุด ซ่ึงหากผู้ตายปฏิบัติตามกฎจราจรก็อาจทาให้ไม่เกิดเหตุชนกัน ถือได้ว่า
ผูต้ ายมีส่วนกระทาความผิดอย่ดู ้วย ผตู้ ายจึงมิใช่ผเู้ สียหายโดยนิตินยั

ฎีกำท่ี ๙๒๗๖/๒๕๕๕ ฎ.๑๔๙๓ ผ้ตู ายใช้มีดไลฟ่ ัน ร. ก่อน จาเลยจงึ ใช้ปืนยิงผ้ตู ายเพ่ือ
ปอ้ งกันชีวิต ร. เพียงนัดเดียวซ่ึงพอสมควรแก่เหตุ การกระทาของจาเลยจึงเป็นการป้องกันโดย
ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยจึงไมต่ ้องรับผิดชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๙ วรรค
หนึ่ง การที่ผ้ตู ายเป็นผ้กู ่อเหตจุ ึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ส. มารดา

96

ผ้ตู ายย่อมไมม่ ีสทิ ธิดาเนินคดแี ทนผ้ตู ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒) และไมม่ ีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์
กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ ตลอดจนไม่มีสิทธิอุทธรณ์คาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
ท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษายกอทุ ธรณ์ของ ส. โจทก์ร่วม และยกคาร้องขอให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนของ ส. ซงึ่ เป็นมารดาผ้ตู ายจงึ ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๒๖๓๑/๒๕๕๗ ฎ.๖๗๓ โจทก์ร่วมมอบเงินให้ จาเลยเน่ืองจากจาเลยบอก
โจทก์ร่วมว่า สามารถช่วยเหลือ ท. ให้เข้ารับราชการในราชการส่วนท้องถิ่นได้ แม้โจทก์ร่วม
นาดินสอที่ ท. ใช้ในการสอบไปให้จาเลยเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อสอบเฉพาะข้อที่ผิดก็ตาม แตก่ ็เป็น
เพียงอุบายของจาเลยที่อ้างว่าจะใช้วิธีการดงั กล่าวเพื่อช่วยเหลือ ท. ให้เข้ารับราชการได้ตามที่
จาเลยบอกโจทก์ร่วมเท่านนั้ เม่ือไมป่ รากฏวา่ โจทก์ร่วมให้เงินไปเพื่อให้จาเลยปลอมแปลงเอกสาร
ใบคาตอบข้อสอบ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมก่อให้เกิดความผิดหรือเป็นผู้ใช้ให้จาเลย
ไปกระทาความผิดอาญา โจทก์ร่วมยอ่ มเป็นผ้เู สียหายตามกฎหมายในความผิดฐานฉ้อโกง

ฎีกำท่ี ๑๓๔๘๐/๒๕๕๖ ฎ.๓๑๗๗ โจทก์ประสงค์จะได้ตาแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย โจทก์เช่ือตามที่จาเลยท่ี ๑ บอกโจทก์ว่าจาเลยท่ี ๒ สามารถช่วยเหลือได้
เพราะจาเลยท่ี ๒ สนิทสนมกบั อาจารย์ทา่ นหน่ึงซงึ่ สนิทสนมกบั พลเอก ว. ซึ่งเป็นคณะปฏิรูปการ
ปกครองในขณะนนั้ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นค่าประสานงาน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ต่อรองเหลือ
๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์จา่ ยเงินให้จาเลยทงั้ สองไปเป็นเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้โจทก์
ได้รับตาแหน่งผ้ชู ่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แตไ่ ม่ปรากฏว่าโจทก์ให้เงินดงั กล่าวแก่
จาเลยทัง้ สองเพ่ือให้จาเลยทัง้ สองนาไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าท่ีเก่ียวข้องในการจัดสรร
ตาแหน่งให้กระทาการอนั มิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการใช้ให้
เจ้าพนกั งานกระทาความผิด เม่ือโจทก์ได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อจาเลยที่ ๑ กบั พวก
โจทก์ยอ่ มเป็นผ้เู สียหายตามกฎหมายและมีสิทธิดาเนินคดีแก่จาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานฉ้อโกง

ฎีกำท่ี ๔๒๑๒/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๗ น.๘๖ ส. และสามีมิได้กระทาความผิดเก่ียวกับยาเสพ
ตดิ ให้โทษ และทางราชการมไิ ด้ยึดทรัพย์สินของ ส. การที่ ส. มอบเงิน ๓๐๕,๐๐๐ บาท แก่จาเลย
สืบเน่ืองมาจากการหลอกลวงของจาเลยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มิใช่ ส. หรือสามีกระทา
ความผิดเก่ียวกบั ยาเสพตดิ ให้โทษแล้ว ส. มอบเงินแก่จาเลยเพ่ือให้สินบนแก่เจ้าพนกั งานเพื่อให้
ส. หรือสามีพ้นจากความผิด จงึ ถือไมไ่ ด้วา่ ส. ได้ร่วมกบั จาเลยนาสินบนไปให้แก่เจ้าพนกั งานเพ่ือ
จงู ใจให้กระทาการอนั มิชอบด้วยหน้าที่ ส. ยอ่ มเป็นผ้เู สียหายตามกฎหมาย มีสิทธิที่จะร้องทกุ ข์ให้
ดาเนินคดแี กจ่ าเลยฐานฉ้อโกงได้

97

ฎีกำท่ี ๑๙๔๙/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๖ การที่ผู้เสียหายตกลงขายรถยนต์ท่ีเช่าซือ้
ให้จาเลยที่ ๑ โดยจาเลยที่ ๑ ตกลงผ่อนชาระคา่ เช่าซือ้ ให้บริษัท ช. แทนผ้เู สียหาย ถือได้ว่าเป็น
การโอนสิทธิตามสญั ญาเช่าซือ้ แม้จะมิได้รับความยินยอมจากบริษัท ช. ผ้ใู ห้เชา่ ซือ้ ก็มีผลในทาง
แพง่ เพียงวา่ ผ้ใู ห้เชา่ ซือ้ ยงั คงมีสิทธิเรียกคา่ เชา่ ซือ้ ที่ค้างจากผ้เู สียหายผ้เู ชา่ ซือ้ คนเดมิ ได้ตอ่ ไป ไมม่ ี
ผลทาให้ผู้เสียหายและบริษัท ช. ไม่เป็นผ้เู สียหายโดยนิตินยั ในการท่ีจาเลยยกั ยอกรถท่ีเช่าซือ้ ไป
ข้อสังเกต ความผิดฐานยกั ยอกผู้กระทาเป็นผู้ครองครองทาการเบียดบงั ทรัพย์ไปโดยทุจริต ซ่ึง
เป็ นการกระทาต่อกรรมสิทธิ์ เจ้าของกรรมสิทธ์ิจึงเป็นผู้เสียหาย แต่คดีนี้ผู้เช่าซื้อชาระค่าเช่าซื้อ
ยงั ไม่ครบ ยงั ไม่ไดก้ รรมสิทธ์ิ แต่อาจจะพิจารณาว่าเป็นผู้ไดร้ ับความเสียหายต่อสิทธิทีต่ ้องปฏิบตั ิ
ตามสญั ญาเช่าซื้อที่ต้องจ่ายค่าเสียหายตามสญั ญาเช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ คงต้องรอดูในคดี
อืน่ ๆ ต่อไปว่าศาลฎีกาจะใหเ้ หตผุ ลว่าผูเ้ ช่าซื้อเป็นผเู้ สียหายในคดียกั ยอกดว้ ยเหตผุ ลใด

ฎีกำท่ี ๖๕๒๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๖๔ บริษัทจาเลยท่ี ๑ มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่
ทาซา้ โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และพร้อมท่ีจะคดั ลอกหรือทาซา้ ติดตงั้ ลงในฮาร์ดดิสก์ของ
เครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้ในวนั ที่ ฟ. ไปส่มุ ซือ้ ได้ทนั ที แม้การกระทาของ ฟ. จะเป็นการ
แสวงหาพยานหลกั ฐานเพื่อดาเนินคดีแก่ผ้ทู ี่ละเมิดลิขสิทธ์ิของโจทก์ แตก่ ็ไมเ่ ป็นการชกั จงู ใจหรือ
ก่อให้ฝ่ ายจาเลยกระทาความผิดคดีนีข้ ึน้ มา เพราะจาเลยมีเจตนากระทาการอนั ละเมิดลิขสิทธ์ิ
ของโจทก์อยกู่ ่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นผ้เู สียหายโดยนิตนิ ยั มีอานาจฟ้องจาเลยได้ตาม พ.ร.บ. จดั ตงั้
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๒๘ (๒)
ข้อสังเกต แต่ถ้าจาเลยไม่มีเจตนากระทาผิดอยู่ก่อนแล้วโจทก์ไปจูงใจหรือก่อให้ฝ่ ายจาเลย
กระทาผิด โจทก์จะไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินยั เช่น ฎีกาที่ ๔๐๘๕/๒๕๔๕ ฎ.๑๕๙๘, ที่ ๔๐๗๗/
๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๕ น.๗๕ การที่ผู้เสียหายได้ใช้ให้ อ. สงั่ ให้จาเลยซื้อแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ของ
กลางจากตลาดนดั มาให้เพื่อที่จะได้หลกั ฐานในการกระทาความผิด โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยมี
พฤติการณ์เกี่ยวข้องกบั การละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยความสมคั รใจของตนเองมา
ก่อน และพร้อมที่จะจัดหาแผ่นซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดงั กล่าวมาได้ทนั ที นอกจากนี้เจ้าพนกั งาน
ตารวจก็ไม่ทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของผเู้ สียหายในคดีนี้ และไม่ทราบเรื่องที่ อ. ได้ติดต่อขอ
ซื้อแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางจากจาเลยไว้ก่อน แต่เป็นการที่ผูเ้ สียหายดาเนินการแสวงหา
พยานหลกั ฐานดว้ ยตนเอง แล้วแจ้งความร้องทกุ ข์เพือ่ นาเจ้าพนกั งานตารวจเข้าจบั กุมจาเลย จึง
เป็นกรณีทีผ่ ู้เสียหายไดช้ กั จูงหรือก่อให้จาเลยกระทาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธ์ิ และไม่อาจถือ
ว่าเป็นผูเ้ สียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทกุ ข์จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทกุ ข์ตามกฎหมาย
ทาใหก้ ารสอบสวนไม่ชอบและโจทก์ไม่มีอานาจฟอ้ ง

98

ฎีกำท่ี ๑๐๕๑๐/๒๕๕๕ ฎ.๑๖๗๙ ผู้เสียหายซึ่งเป็ นนักข่าวได้รับการร้ องเรียนถึง
พฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหลจากผู้ชมรายการของผู้เสียหายจึงวางแผน
พิสจู น์การกระทาของกล่มุ บคุ คลดงั กล่าวเพื่อให้มีการจบั กมุ มาลงโทษ หลงั จากที่มีการติดตอ่ กับ
กลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับ
เจ้าพนกั งานตารวจเพื่อจบั กมุ โดยผ้เู สียหายนาเงินที่จะต้องวางประกนั ในการทาสญั ญาจะซือ้ จะ
ขายเหล็กไหลไปลงบนั ทกึ ประจาวนั ไว้เป็นหลกั ฐาน ก็เพื่อจะได้เป็นหลกั ฐานของการกระทาผดิ จึง
เป็นเร่ืองที่ผ้เู สียหายดาเนินการแสวงหาพยานหลกั ฐานด้วยตนเอง โดยการหลอกล่อกล่มุ บคุ คล
ดงั กลา่ วซงึ่ ก็คอื จาเลยทงั้ ห้ามากระทาความผิดอนั เป็นการกอ่ ให้จาเลยทงั้ ห้ากระทาความผิดฐาน
ฉ้อโกงตามฟ้อง มิใชเ่ ป็นเพราะจาเลยทงั้ ห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผ้เู สียหายมาตงั้ แตต่ ้น จงึ ไม่อาจถือ
ได้วา่ ผ้เู สียหายเป็นผ้เู สียหายตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒ (๔) มีผลให้การแจ้งความร้องทกุ ข์ในความผิด
ฐานฉ้ อโกงซ่ึงเป็นความผิดอันยอมความได้ของผู้เสียหายไม่ใช่การแจ้งความร้ องทุกข์ตาม
กฎหมายทาให้การสอบสวนไมช่ อบ โจทก์จงึ ไมม่ ีอานาจฟ้อง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕ (๑)
ฎีกำท่ี ๓๕๖/๒๕๕๙ ฎ.ส.ล.๑ น.๔๖ คาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตาย ถือว่าเป็นคาฟ้องตาม ป.วิ.พ. บรรยายว่า ก่อนตายผู้ตาย
ได้อยู่กินฉันสามีภริยากบั ส. ซ่ึงปัจจุบนั ได้เลิกร้างกันก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ ๑ ปี
มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. โดยก่อนตาย ผู้ตายมีหน้าที่ในฐานะบิดา
เลีย้ งดู ตลอดจนส่งเสียให้การศึกษาแก่บุตรทัง้ สอง การทาละเมิดของจาเลยเป็นเหตุให้บุตร
ทงั้ สองของผ้ตู ายต้องขาดไร้อปุ การะ ทาให้โจทก์ร่วมต้องรับภาระหน้าท่ีเลีย้ งดผู ้เู ยาว์ทงั้ สองแทน
ผู้ตายต่อไป โจทก์ร่วมขอคิดค่าขาดไร้ อุปการะเป็ นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันมีความหมาย
พอเข้าใจได้ว่า เดก็ ชาย น. และเด็กชาย ก. บตุ รผ้ตู าย ประสงค์จะขอเรียกคา่ สินไหมทดแทนเป็น
ค่าขาดไร้อุปการะด้วยก็ตาม แต่เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. มีอายุ ๙ ปี และ ๕ ปี ตามลาดบั
เป็นผ้เู ยาว์ย่อมไมอ่ าจย่ืนคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนด้วยตนเองได้ ต้องให้
ผ้แู ทนโดยชอบธรรมเป็นผ้ยู ่ืนคาร้องดงั กล่าวแทน เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเพียงบดิ าของผ้ตู าย โจทก์ร่วม
จึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ที่จะย่ืนคาร้ องขอให้ บังคับ
จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนแทนเด็กชาย น. และเดก็ ชาย ก. ได้ โจทก์ร่วมจงึ ไม่มีสิทธิท่ีจะเรียก
คา่ ขาดไร้อปุ การะแทนเดก็ ชาย น. และเดก็ ชาย ก. บตุ รผ้ตู าย

99

ข้อสังเกต คดีนี้เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. เป็นผู้สืบสนั ดานซึ่งมีอานาจจดั การแทนผู้ตายซึ่งถูก
ทาร้ายถึงตายตามมาตรา ๕ (๒) เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. จึงมีอานาจยื่นคาร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้ แต่เด็กชาย น. และเด็กชาย ก. เป็นผูเ้ ยาว์ไม่สามารถยื่นคาร้อง
เองได้ เพราะบกพร่องเรื่องความสามารถ หากผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จะจัดการแทน
ก็ไม่ใช่การจดั การแทนตามมาตรา ๕ (๑) เพราะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จะจดั การแทนได้
ก็เฉพาะแต่ในความผิดซ่ึงกระทาต่อผู้เยาว์ แต่คดีนีเ้ ป็นการกระทาต่อผูต้ ายซึ่งเป็นซึ่งเป็นบิดาของ
ผู้เยาว์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์จึงจัดการแทนตามมาตรา ๕ (๑) ไม่ได้ ผู้แทนโดยชอบ
ธรรมของผเู้ ยาว์ตอ้ งอา้ งอานาจจดั การแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖
เมื่อคดีนี้มารดาของผู้เยาว์ไม่จดั การแทนผู้เยาว์ จึงเป็ นกรณีผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ทา
หน้าที่ไม่ได้ ศาลมีอานาจตงั้ ผู้แทนเฉพาะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา
๕๖ วรรคท้าย ได้ คดีนี้ผู้ร้องซ่ึงเป็นป่ ขู องผู้เยาว์น่าจะยื่นคาร้องขอให้ศาลแก้ไขข้อบกพร่องเรื่อง
ความสามารถของผู้เยาว์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรคท้าย
เมื่อผู้ร้องไม่ทาคาร้อง จึงมิไดเ้ ป็นไปตามบทบงั คบั ว่าด้วยความสามารถของบคุ คลตามกฎหมาย
ชอบที่ศาลฎีกาจะส่ังแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรคสอง
ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ (ฎี กาที่ ๗๒๓๘/๒๕๔๙) แต่เมื่อผู้เยาว์เป็ นเพียงบุตร
นอกกฎหมายของผูต้ าย ผูเ้ ยาว์จึงไม่มีสิทธิไดร้ บั ค่าขาดไร้อปุ การะตามกฎหมาย ไม่อาจยื่นคาร้อง
ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ ศาลฎีกาจึงไม่ย้อนสานวน และตอบฎีกา
ของโจทก์ร่วมเพียงสนั้ ๆ ว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงบิดาของผู้ตาย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบ
ธรรมของเด็กชาย น. และเด็กชาย ก. ซึ่งเป็นการตอบฎีกาของโจทก์ร่วมแลว้

ฎีกำท่ี ๒๖๕๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๔ น.๔๕ ขณ ะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ ๑๘ ปี
ยงั เป็นผ้เู ยาว์ไม่บรรลนุ ิติภาวะมี ส. เป็นผ้แู ทนโดยชอบธรรม และการกระทาของจาเลยเป็นการ
กระทาความผิดอาญาตอ่ โจทก์ร่วม ส. ผ้แู ทนโดยชอบธรรมจึงมีอานาจจดั การแทนโจทก์ร่วมโดย
ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๑) มิใช่เป็นเรื่องโจทก์ร่วมต้อง
ทาเองเฉพาะตวั ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๕ (๒)
ฎีกำท่ี ๑๐๙๑๕/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๙๕ ส. เป็นผู้เสียหายท่ีได้รับความเสียหาย
อันเนื่องมาจากการกระทาความผิดของคนร้ ายโดยตรง ส. จึงมีอานาจฟ้องคดีอาญาหรือ
ยื่นคาร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๐ และ

100

หาก ส. ไมอ่ าจดาเนินการได้ ผ้สู ืบสนั ดานและภริยาของ ส. ยอ่ มมีอานาจจดั การแทน ส. ได้เฉพาะ
แต่ในความผิดอาญาซึ่งผ้เู สียหายถกู ทาร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจดั การเองได้ตาม
มาตรา ๕ (๒) เม่ือโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจาเลยทงั้ ห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของ ส. ไปและ
ร่วมกันใช้กาลังประทุษร้ าย ผลกั และฉุดกระชาก ส. เข้าไปในรถยนต์ของจาเลยทงั้ ห้ากับพวก
อนั เป็นการขม่ ขืนใจ ส. ให้ต้องจายอมเข้าไปในรถยนต์ของจาเลยทงั้ ห้ากบั พวกด้วยการทาให้กลวั
ว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ และขณะนีไ้ ม่ทราบว่า ส. ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
แม้คาบรรยายฟ้องจะแสดงว่า จาเลยทงั้ ห้ากับพวกร่วมกันใช้กาลงั ทาร้าย ส. แต่เมื่อโจทก์มิได้
ฟ้องยืนยนั ว่า ส. เสียชีวิตแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า ส. ถูกทาร้ายถึงตายตามความหมายของ
กฎหมาย แม้ตอ่ มาศาลแพง่ กรุงเทพใต้มีคาสงั่ วา่ ส. เป็นคนสาบสญู ซ่งึ ถือวา่ ถึงแก่ความตายตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๖๒ ก็ตาม แตก่ ็เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีถกู ทาร้ายถึงตาย
ตามความเป็นจริง ขณะที่ภริยาและผู้สืบสันดานของ ส. ยื่นคาร้ องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในปี
๒๕๔๗ และปี ๒๕๔๘ ข้อเท็จจริงไมป่ รากฏวา่ ส. ถกู ทาร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะ
จดั การเองได้ ประกอบกับโจทก์แถลงยอมรับต่อศาลชนั้ ต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า อ.
ภริยาของ ส. ไม่ใชผ่ ้เู สียหายท่ีจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ดงั นี ้ที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกคาขอเข้า
ร่วมเป็นโจทก์ของ อ. โจทก์ร่วมท่ี ๑ และบตุ รของ ส. โจทก์ร่วมที่ ๒ ถึงท่ี ๕ จงึ ชอบด้วยมาตรา ๕
(๒) แล้ว

ฎีกำท่ี ๑๕๐๐/๒๕๕๘ ฎ.๑๔๘ ผู้ร้องเป็นมารดาบุญธรรมผู้ตาย โดยไม่ได้จดทะเบียน
รับผ้ตู ายเป็นบตุ รบญุ ธรรม เพียงแตแ่ จ้งเกิดและเลีย้ งดผู ้ตู ายมาแตว่ ยั เยาว์ ผ้รู ้องไม่ใชม่ ารดาโดย
ชอบด้วยกฎหมายของผ้ตู าย จึงไม่ใชผ่ ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) และมาตรา ๕ (๒) และ
ไมม่ ีสิทธิย่ืนคาร้องขอให้บงั คบั จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนตาม มาตรา ๔๔/๑ ได้

ฎีกำท่ี ๒๖๘๑/๒๕๕๗ ฎ.๖๙๑ ว. ไมไ่ ด้จดทะเบียนสมรสกบั ส. ผ้ตู าย ไมถ่ ือวา่ เป็นสามี
ภริยากนั โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไมใ่ ช่ผ้เู สียหายตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๕ (๒) ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็น
โจทก์กบั พนกั งานอยั การตามมาตรา ๓๐ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมท่ี ๓ จึงไม่ชอบ

ฎีกำท่ี ๑๔๒๑๔/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๕๑ ตามคาร้ องขอให้บังคับจาเลยชดใช้
ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้ องระบุว่า ผู้ร้ องเป็นมารดาของโจทก์ร่วม ขอให้บังคับจาเลยชดใช้
คา่ สนิ ไหมทดแทนแกผ่ ้รู ้อง ซงึ่ ผ้รู ้องมิได้เป็นผ้ไู ด้รับความเสียหายจากการกระทาละเมดิ ของจาเลย
โดยตรง และไม่ปรากฏว่าผู้ร้ องได้รับมอบอานาจจากโจทก์ร่วมให้ดาเนินการยื่นคาร้ องขอให้
จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนแต่อย่างใด กรณีถือว่าผ้รู ้องย่ืนคาร้องในนามของผ้รู ้องเอง ดงั นนั้


Click to View FlipBook Version