The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

551

คดีต้องห้ำมฎีกำตำมมำตรำ ๒๑๙

ข้อ ๘๔ คำถำม นายเอกและนางโทเป็นสามีภรรยากนั นายเอกขบั รถประมาทเป็นเหตุ
ให้นางโทถึงแก่ความตาย แตต่ นเองไม่ได้รับบาดเจ็บ นายเอกเกรงว่าจะถกู ดาเนินคดี นายเอกจึง
ปลอมจดหมายของนางโทส่งถึงเด็กชายตรีบุตรชายของนางโทว่า นางโทต้องไปฝึกสมาธิ และ
ปลอมจดหมายของนางโทส่งถึงผู้บงั คบั บญั ชาของนางโทเพ่ือขอลาป่ วย พนักงานอยั การเป็น
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนายเอกฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม นางจตั วามารดาของนาง
โทย่ืนคาร้ องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชัน้ ต้นอนุญาต ต่อมาศาลพิพากษา
ลงโทษจาคกุ นายเอก ๑ ปีและปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอไว้ พนกั งานอยั การโจทก์อทุ ธรณ์
ขอให้ลงโทษสถานหนกั โดยไม่รอการลงโทษ โจทก์ร่วมอทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนกั และไมร่ อ
การลงโทษ โดยอยั การสงู สดุ ลงลายมือชื่อในอทุ ธรณ์ทงั้ สองฉบบั วา่ มีเหตอุ นั ควรท่ีศาลอทุ ธรณ์จะ
ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง จาเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า
ให้จาคกุ นายเอก ๒ ปี ไมป่ รับและไมร่ อการลงโทษ นายเอกฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ให้วินิจฉัยว่า หากศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่านายเอก
กระทาผิด ไมส่ มควรรอการลงโทษ ศาลฎีกาจะวนิ จิ ฉยั คดนี ีอ้ ยา่ งไร

คำตอบ ศาลชนั้ ต้นวางโทษจาคกุ นายเอก ๑ ปีและปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอไว้
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็ นว่า ให้จาคุกนายเอก ๒ ปี ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ เป็ นกำร
แก้ไขมำกและเพ่ิมเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ำมมิให้จำเลยฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง
(ฎีกาท่ี ๖๑๒๑/๒๕๔๘) เม่ือศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลกั ฐานรับฟังได้ว่านายเอก
กระทาผดิ ฎีกำของจำเลยฟังไม่ขนึ้ ต้องวนิ ิจฉัยปัญหำอ่ืนต่อไป

ควำมผิดฐำนปลอมเอกสำรและใช้เอกสำรปลอม เป็ นควำมผิดต่อผู้ท่ีได้รับควำม
เสียหำยโดยตรงจำกกำรกระทำของนำยเอกท่ีปลอมและใช้เอกสำรปลอมตำมฟ้อง แม้
นายเอกปลอมจดหมายของนางโทส่งถึงเดก็ ชายตรีบตุ รชายของนางโทว่า นางโทต้องไปฝึกสมาธิ
และปลอมจดหมายของนางโทส่งถึงผู้บงั คบั บญั ชาของนางโท เพ่ือขอลาป่ วยเพื่อให้ผู้หน่ึงผู้ใด
หลงเช่ือว่าเอกสารปลอมนนั้ นางโทได้ทาขึน้ จริง ทงั้ นีโ้ ดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่
ผู้อ่ืนก็ตาม ในกรณีนีน้ ำงจัตวำโจทก์ร่วมซ่ึงเป็ นมำรดำของนำงโท ก็ยังถือไม่ได้ว่ำเป็ น
บุ คคลผู้ ได้ รั บควำมเสี ยห ำยเน่ื องจำกกำรกระทำดังกล่ ำวตำมประมวลกฎหมำยวิธี
พจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๒ (๔) ทัง้ ควำมผิดดังกล่ำวได้เกิดขึน้ ภำยหลังจำกนำงโทได้
ถงึ แก่ควำมตำยไปแล้ว นำงโทผู้ตำยไม่อำจเป็ นผู้เสียหำยในควำมผิดดังกล่ำวได้ จงึ ไม่ใช่
กรณีท่ีนำงจัตวำโจทก์ร่วมซ่ึงเป็ นบุพกำรีของนำงโทผู้ตำยจะจัดกำรแทนนำงโทผู้ตำยได้

552

ตามมาตรา ๕ (๒)
แม้นายเอกไม่ได้ฎีกาในปัญหาเร่ืองอานาจในการเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนักงานอยั การ

แต่ปัญหำดังกล่ำวเป็ นข้อกฎหมำยท่เี ก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อย ศำลฎีกำมีอำนำจยกขึน้
วินิจฉัยและยกคำร้ องดังกล่ำวของนำงจัตวำโจทก์ร่ วมได้ ตามมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาท่ี ๒๒๓๖-๒๒๓๗/๒๕๕๐) เม่ือนำงจัตวำไม่อำจขอเข้ำร่วมเป็ น
โจทก์ นำงจัตวำก็ไม่อำจอุทธรณ์คำพพิ ำกษำของศำลชัน้ ต้นได้

คดีนีโ้ จทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยในสถานหนกั โดยไม่รอการลงโทษ เท่ำกับโจทก์
อุทธรณ์ขอให้ไม่รอกำรลงโทษเพียงประกำรเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึน้
ด้วย และนางจตั วาโจทก์ร่วมไม่มีอานาจอทุ ธรณ์ดงั ท่ีวินิจฉัยมาแล้ว การท่ีศาลอทุ ธรณ์กาหนด
โทษจาคกุ ข้อหาความผิดดงั กล่าวสงู ขึน้ จึงเป็ นกำรพพิ ำกษำเพ่ิมเติมโทษจำเลยโดยท่ีโจทก์
มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ ได้ฎีกำในปั ญหำนี้ แต่ปั ญหำดังกล่ำวเป็ นข้ อกฎหมำยท่ี
เก่ียวกับควำมสงบเรียบร้อยศำลฎีกำมีอำนำจยกขึน้ อ้ำงและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา
๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาท่ี ๖๑๒๑/๒๕๔๘) ศำลฎีกำต้องพพิ ำกษำแก้เป็ น
ว่ำ ให้จำคุกจำเลย ๑ ปี ยกคำร้องขอเข้ำร่วมเป็ นโจทก์และยกอุทธรณ์ของนำงจัตวำ

ฎีกำท่ี ๖๑๒๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๗๗ ศาลชนั้ ต้นวางโทษจาคกุ จาเลย ๔ เดือน และ
ปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท รอการลงโทษจาคกุ ไว้ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นจาคกุ ๖ เดือนไม่รอการลงโทษ
เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเตมิ โทษจาเลย จงึ ไมต่ ้องห้ามมใิ ห้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยในสถานหนกั โดยไมร่ อการลงโทษ เท่ากบั โจทก์อทุ ธรณ์
ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กาหนดโทษสูงขึน้ ด้วย การที่ศาล
อทุ ธรณ์กาหนดโทษจาคกุ ข้อหาความผิดดงั กล่าวสงู ขนึ ้ จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเตมิ โทษจาเลย
โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จาเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี ้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่
เกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อยศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ อ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๒๒๓๖-๒๒๓๗/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๗ ความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้
เอกสารปลอม เป็นความผิดตอ่ ผ้ทู ่ีได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทาของจาเลยที่ปลอม
และใช้เอกสารปลอมตามฟอ้ ง แม้จาเลยจะปลอมหนงั สือของผ้ตู ายส่งไปถึงนายแพทย์อานวยการ
โรงพยาบาล บ. ว่าผ้ตู ายขอลาการปฏิบตั งิ าน แล้วลงช่ือปลอมของผ้ตู ายในหนงั สือดงั กล่าว และ
จาเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของ
ผ้ตู ายวา่ ผ้ตู ายต้องไปฝึกสมาธิ เพ่ือให้ผ้หู นง่ึ ผ้ใู ดหลงเช่ือว่าเอกสารปลอมนนั้ ผ้ตู ายได้ทาขนึ ้ จริง

553

ทงั้ นีโ้ ดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นก็ตาม ในกรณีนีโ้ จทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นบิดาผ้ตู าย
ก็ยงั ถือไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผ้ไู ด้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทาดงั กล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒ (๔) ทงั้ ความผิดดงั กล่าวได้เกิดขึน้ ภายหลงั จากผ้ตู ายได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผ้ตู ายไม่อาจ
เป็นผ้เู สียหายในความผิดดงั กล่าวได้ จึงไมใ่ ช่กรณีที่โจทก์ที่ ๑ ซงึ่ เป็นบพุ การีของผ้ตู ายจะจดั การ
แทนผ้ตู ายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ (๒)

การเข้าร่วมเป็นโจทก์กบั พนกั งานอยั การได้หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบ
เรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและยกคาร้ องดงั กล่าวของโจทก์ท่ี ๑ ได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ความผิดฐานซ่อนเร้ น ทาลายศพผู้ตาย เพ่ือปิดบังการตาย และความผิดฐานปลอม
เอกสารกับฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งต้องลงโทษจาเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้นให้ลงโทษจาเลยจาคกุ กระทงละ ๑ ปี ดงั นนั้ ความผิดทงั้ สอง
กระทงดังกล่าวจึงต้องห้ ามมิให้ จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘
วรรคหนึ่ง ท่ีจาเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานท่ีโจทก์ที่ ๒ นาสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทา
ความผดิ ทงั้ สองกระทงดงั กลา่ ว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริง จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกา

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๙
ฎีกำท่ี ๘๗๙๔/๒๕๕๖ ฎ.๒๐๒๘ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า ฐานกระทาโดยประมาทเป็น
เหตใุ ห้ผ้อู ื่นถึงแก่ความตายและฐานขบั รถโดยประมาทตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นกรรมเดียว
เป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๑ ซงึ่ เป็นกฎหมายบทที่มีโทษ
หนกั ท่ีสดุ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จาคกุ ๒ ปี และฐานขบั รถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่
บคุ คลหรือทรัพย์สินอื่นของผ้อู ื่นแล้วไมห่ ยดุ รถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทงั้ ไม่แสดงตวั
แจ้งเหตุต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่ท่ีใกล้เคียงทนั ที เป็นเหตใุ ห้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ให้จาคกุ ๔
เดือน รวมจาคกุ ๒ ปี ๔ เดือน ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทาโดยประมาท
เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ ๕,๐๐๐ บาท และฐานขับรถในทางซ่ึงก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่บคุ คลหรือทรัพย์สนิ ของผ้อู ื่นแล้วไมห่ ยดุ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร เป็นเหตใุ ห้
บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ปรับ ๕,๐๐๐ บาท รวมปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจาคุก
ให้รอการลงโทษ ๒ ปี ให้คุมความประพฤติ ๑ ปี ดังนี ้ แม้ศาลอุทธรณ์จะรอการลงโทษจาคุก
จาเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เม่ือศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจาคุก

554

จาเลยแตล่ ะฐานความผิดไม่เกิน ๒ ปี คดจี ึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา
๒๑๙ ฎีกาของโจทก์ร่วมที่วา่ จาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง จาเลยประมาทฝ่ ายเดยี ว ผ้ตู ายเป็น
ผ้เู สียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซ่ึงเป็นภริยาจึงมีอานาจจัดการแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตา ๕ (๒)
พฤติการณ์เป็นเร่ืองร้ายแรง ไม่มีเหตรุ อการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นการโต้แย้ง
ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกาหนดโทษ จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมาย
ดงั กลา่ ว

ฎีกำท่ี ๔๓๙๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๗๑ ความผิดฐานพาอาวธุ ปืนไปในทางสาธารณะโดยไมไ่ ด้
รับใบอนญุ าตตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืน เครื่องกระสนุ ปืน วตั ถรุ ะเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวธุ
ปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนงึ่ , ๗๒ ทวิ วรรคสอง และ ป.อ. มาตรา ๓๗๑ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า
เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ ซึ่งเป็น
บทหนกั ท่ีสดุ จาคกุ ๑ ปี ลดโทษให้หนงึ่ ในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ จาคกุ ๘ เดือน ศาลอทุ ธรณ์
พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยทงั้ สามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ ปรับ ๙๐ บาท ลดโทษให้
หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ปรับ ๖๐ บาท แม้ เป็ นการแก้ ไขมาก แต่เมื่อศาลชัน้ ต้น
พิพากษาลงโทษจาคุกไม่เกิน ๒ ปี และศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจาคุกจาเลยไม่เกินกาหนด
ที่ว่ามานัน้ อีกทัง้ มิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจาเลยด้วย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปั ญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ฎีกาของจาเลยท่ีว่า ไม่ได้กระทาผิดฐานพาอาวุธปื น
จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ข้อสังเกต คดีนี้แก้มากเพราะศาลอทุ ธรณ์ยกฟอ้ งความผิดตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปื นฯ มาตรา ๘ ทวิ
วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซ่ึงเป็นการแก้บท และแก้โทษด้วย แต่ก็ยงั ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา
๓๗๑ ปรับ ๖๐ บาท ซ่ึงเป็นกรรมเดียวกนั จึงตอ้ งหา้ มฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙

ฎีกำท่ี ๗๑๐๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๐๑ ความผิดฐานมีอาวธุ ปืนที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษา
ลงโทษฐานมีอาวธุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับใบอนญุ าตให้จาคกุ ๑ ปี ศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
แก้เป็นว่า มีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผ้อู ื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้
จาคุก ๖ เดือน เป็นการแก้ไขทัง้ บทและโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เพ่ิมเติมโทษจาเลย
ทงั้ ศาลอทุ ธรณ์ยงั คงลงโทษจาคกุ จาเลยไม่เกินสองปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙

สว่ นความผิดฐานพาอาวธุ ปืนไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต
ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตามศาลชนั้ ต้นและให้ลงโทษจาคกุ ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จาเลย
ฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนง่ึ

555

ข้อสังเกต ศาลชนั้ ต้นตดั สินว่ามีความผิดฐานมีอาวุธปื น (ไม่มีทะเบียน) ศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
แก้เป็นว่า มีความผิดฐานมีอาวธุ ปื นมีทะเบียนฯ ถือว่าเป็ นการแก้ไขบทลงโทษ ขอให้สงั เกตว่า
ความผิดต่างกรรมตอ้ งหา้ มฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ หรือมาตรา ๒๑๙ ตอ้ งพิจารณาเป็นรายกรรม

ฎีกำท่ี ๑๑๙๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๓๑ ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพ่ือ
จาหน่ายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖/๑ วรรคหน่ึง ศาลชนั้ ต้น
ลงโทษจาคกุ ๒ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงลงโทษจาคกุ ๑ ปี ๔ เดือน
ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มิได้มีไว้ใน
ครอบครองเพ่ือจาหน่าย พิพากษาแก้เป็นว่าจาเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดย
ไมไ่ ด้รับอนญุ าตตาม พ.ร.บ. ยาเสพตดิ ให้โทษฯ มาตรา ๒๖ วรรคหนงึ่ , ๗๖ วรรคหนง่ึ ลงโทษปรับ
๔,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหน่ึง คงปรับ ๒,๐๐๐ บาท ซ่ึงเป็นการแก้
ทงั้ บทลงโทษและกาหนดโทษอนั เป็นการแก้ไขมาก แต่เป็นกรณีท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์
ยงั คงลงโทษจาคกุ จาเลยไมเ่ กิน ๒ ปี หรือปรับไมเ่ กิน ๔๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาใน
ปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ การท่ีโจทก์ฎีกาวา่ พยานหลกั ฐานท่ีโจทก์นาสืบฟังได้
ว่า จาเลยมีความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายเป็นการโต้เถียงดลุ พินิจในการ
รับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบท
กฎหมายดงั กลา่ ว
ข้อสังเกต ศาลชนั้ ต้นตดั สินว่ามีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า มีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ
อนญุ าต ถือว่าเป็นการแกไ้ ขบทลงโทษ

ฎีกำท่ี ๑๖๒๕๕/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๘๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา
๒๙๗ (๘) จาคกุ ๒ ปี โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษ ๓ ปี แม้ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลย
มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ จาคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท แต่ยังคงลงโทษจาคุก
จาเลยไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกินส่ีหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๒๙๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๒๒ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคกุ
จาเลย ๑ เดือน แม้ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาแก้เป็นให้ปรับจาเลย ๔,๐๐๐ บาท อีกสถานหนงึ่ และให้
รอการลงโทษจาคกุ ไว้ อนั เป็นการแก้ไขมากก็ตาม แตม่ ิใชเ่ ป็นการเพ่ิมเตมิ โทษ จาเลยจงึ ต้องห้าม
ฎีกาในปัญหาข้อเทจ็ จริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙

ฎีกำท่ี ๑๑๙๘๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๘๗ คดีนีศ้ าลชัน้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมี

556

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามมาตรา
๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๕ ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จาคุก ๓ ปี ลดโทษให้
หน่ึงในสาม คงจาคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๖๔ วรรคสอง , ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘
วรรคแรก ประกอบมาตรา ๒๖๔ วรรคสอง ตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง จาคุก ๑ ปี ๔ เดือน
แม้ศาลอทุ ธรณ์จะพิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้ไขโทษอนั เป็นการแก้ไขมาก แตม่ ไิ ด้เพ่มิ โทษ
จาเลย จงึ ต้องห้ามมใิ ห้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๙
ข้อสังเกต ฎีกานี้คงตอ้ งรอดูว่าในอนาคตศาลฎีกาจะเห็นว่ามาตรา ๒๖๕ กบั ๒๖๔ เป็นการแก้
บทหรือไม่

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๑๙ ตรี
ฎีกำท่ี ๑๒๐๔/๒๕๕๗ ฎ.๕๔๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษกกั ขงั แทนโทษจาคุกและศาล
อุทธรณ์มิได้พิพากษากลับคาพิพากษาศาลชัน้ ต้น จึงต้องห้ ามมิให้ คู่ความฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี ฎีกาของจาเลยที่ว่า การกระทาของจาเลยไม่เป็ น
ความผิดตามฟ้อง เพราะจาเลยไม่ใช่ลูกจ้างหรือตวั แทนของเจ้าของเป็ดไล่ท่งุ กับขอให้ลงโทษ
สถานเบาและรอการลงโทษจาคกุ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จาเลยฎีกาตามบท
กฎหมายดงั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๗๒๕/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๕ น.๓๗ จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าสมควรรอการ
ลงโทษให้จาเลยในคดีท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษกักขังจาเลย ๑ เดือน แทนโทษจาคุก ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายืน ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี และตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ผ้พู ิพากษาซ่งึ ลงชื่อในคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์จะอนญุ าตให้ฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซ่ึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘, ๒๑๙ และ ๒๒๐ เท่านนั้
จะอนญุ าตให้ฎีกาในคดีตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี ไมไ่ ด้

557

กรณีต้องห้ำมฎีกำตำมมำตรำ ๒๒๐

ข้อ ๘๕ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สองร่วมกันใช้ปืนยิงนายดา
โดยพยายามฆ่าเป็นเหตใุ ห้นายดาได้รับอันตรายสาหสั จาเลยทงั้ สองให้การปฏิเสธ ศาลชนั้ ต้น
พิพากษาว่าจาเลยทงั้ สองมีความผิดฐานทาร้ายจนเป็นเหตใุ ห้ผ้อู ื่นได้รับอนั ตรายสาหัส ลงโทษ
จาคุกคนละ ๒ ปี ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจาเลยทงั้ สอง
กระทาผิดฐานพยายามฆ่าขอให้ศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานพยายามฆ่า จาเลยทงั้ สอง
อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องหรือรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าจาเลยท่ี ๑ กระทา
ความผิดตามท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษา แตใ่ ห้รอการลงโทษจาเลยที่ ๑ ไว้ ๒ ปี ส่วนจาเลยที่ ๒ ไมไ่ ด้
กระทาผิด ยกฟอ้ งโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒

ก. โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจาเลยทงั้ สองกระทาผิดฐานพยายามฆ่า
ขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานพยายามฆา่

ข. จาเลยที่ ๑ ฎีกาว่าพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๑ กระทาผิดขอให้ยกฟ้อง
ศาลชนั้ ต้นรับฎีกาของโจทก์และจาเลยท่ี ๑ โดยคดีนีไ้ ม่มีการขออนุญาตฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริง ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลฎีกาจะวนิ จิ ฉยั คดีนีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ ก. โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สองร่วมกันใช้ปืนยิงนายดาโดยพยายามฆ่าเป็นเหตุ
ให้นายดาได้รับอนั ตรายสาหสั ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยทงั้ สองมีความผดิ ฐานทาร้ายร่างกาย
จนเป็นเหตใุ ห้ผ้อู ่ืนได้รับอนั ตรายสาหสั โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาเลยทงั้ สองฐาน
พยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าจาเลยที่ ๑ กระทาความผิดตามท่ีศาลชัน้ ต้น
พิพากษา ส่วนจาเลยที่ ๒ ไม่ได้กระทาผิด ย่อมมีผลเท่ำกับว่ำศำลชัน้ ต้นและศำลอุทธรณ์
พิพำกษำยกฟ้องจำเลยทัง้ สองในควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำ ท่ีโจทก์ฎีกำขอให้ลงโทษ
จำเลยทัง้ สองฐำนพยำยำมฆ่ำ จึงต้องห้ำมมิให้ฎีกำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๒๒๐ และถือไม่ได้ว่ำโจทก์ฎีกำขอให้ลงโทษจำเลยท่ี ๒ ในฐำนทำร้ ำย
ร่ำงกำยจนเป็ นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับอันตรำยสำหัส ศำลฎีกำไม่รับวินิจฉัยฎีกำของโจทก์
(ฎีกาที่ ๘๒๙๗/๒๕๕๖)
ข. ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยท่ี ๑ มีความผิดฐานทาร้ ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ
อันตรายสาหัส ลงโทษจาคุก ๒ ปี การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ จากไม่รอการลงโทษเป็น
รอการลงโทษ ในคดีนีศ้ ำลชัน้ ต้นพิพำกษำให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี และศำล
อุทธรณ์ ยังคงลงโทษจำเลยไม่ เกินกำหนดท่ีว่ำมำนี้ ห้ำมมิให้คู่ควำมฎีกำในปั ญหำ

558

ข้อเทจ็ จริง แต่ข้อห้ำมนีม้ ิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีท่ีศำลอุทธรณ์พิพำกษำแก้ไขมำกและ
เพ่ิมเติมโทษจำเลยตามมาตรา ๒๑๙ เม่ือศำลอุทธรณ์รอกำรลงโทษ จำเลยท่ี ๑ ยังไม่ได้
รับโทษจำคุกจริง ถือว่ำเป็ นกรณีท่ีศำลอุทธรณ์ พิพำกษำแก้ไขมำก แต่กำรพิพำกษำ
แก้เป็ นรอกำรลงโทษมิได้พิพำกษำให้เพ่มิ เติมโทษ จึงต้องห้ำมจำเลยท่ี ๑ ฎีกำในปัญหำ
ข้อเท็จจริง การที่จาเลยท่ี ๑ ฎีกาว่าพยานหลกั ฐานฟังไม่ได้กระทาผิดขอให้ยกฟ้อง เป็ นกำร
โต้เถียงดลุ พนิ ิจในกำรรับฟังพยำนหลักฐำนเป็ นฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริง ฎีกำของจำเลย
ท่ี ๑ จงึ ต้องห้ำมตำมมำตรำ ๒๑๙ ศำลฎีกำไม่รับวินิจฉัย

ศำลฎีกำจะพพิ ำกษำยกฎีกำของโจทก์และจำเลยท่ี ๑
ฎีกำท่ี ๘๒๙๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๙ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาพยายาม
ฆ่าผู้อ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยข้อหา
ทาร้ายร่างกายผู้อ่ืนเป็นเหตใุ ห้ได้รับอันตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) โจทก์ร่วมและ
จาเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชัน้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา
๘๐ ท่ีโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาพยายามฆ่า จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๐ และถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยในข้อหาทาร้ายผ้อู ื่นเป็นเหตใุ ห้
ได้รับอนั ตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) ศาลฎีกาไมร่ ับวินจิ ฉยั

ข้อ ๘๖ คำถำม ผ้เู สียหายเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาปลอมเอกสารราชการ
นายเที่ยงและนายธรรมผ้พู ิพากษาศาลชนั้ ต้น และนายใหมผ่ ้ชู ่วยผ้พู ิพากษา ออกนง่ั พิจารณาทา
การไต่สวนมูลฟ้อง คดีเสร็จการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว นายเท่ียงและนายธรรมพิพากษายกฟ้อง
เพราะจาเลยยังไม่ได้นาเอกสารราชการปลอมไปใช้แสดงต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายใน
ข้อหาปลอมเอกสารราชการ โจทก์อทุ ธรณ์ว่าโจทก์เป็นผ้เู สียหาย ขอให้ศาลอทุ ธรณ์พิพากษากลับ
ให้ประทบั ฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ศาลอทุ ธรณ์ เห็นว่า เม่ือพิจารณาจากคาฟ้องของโจทก์แล้ว ไมม่ ี
มูลความผิด จึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า การกระทาของจาเลยทงั้ สองตามท่ีโจทก์บรรยายใน
คาฟ้องเป็นความผิดตามฟ้องและโจทก์เป็นผ้เู สียหาย นายเท่ียงผ้พู ิพากษาศาลชนั้ ต้นสง่ั รับฎีกา
ในวนั รุ่งขนึ ้ ซึ่งยงั อย่ภู ายในกาหนดอายฎุ ีกาโจทก์ยื่นคาร้องขอให้นายเท่ียงและนายใหม่พิจารณา
อนญุ าตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายโดยที่โจทก์มิได้ย่ืนฎีกาฉบบั ใหม่
เข้ามา นายเที่ยงเห็นวา่ ไมม่ ีเหตสุ มควรจะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แตอ่ นญุ าตให้โจทก์ฎีกาโดย
รับรองวา่ มีเหตสุ มควรท่ีโจทก์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ และนายใหม่เห็นวา่ ไม่มีเหตสุ มควร

559

จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่อนุญาตให้โจทก์ฎีการับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์จะฎีกา
ในปัญหาข้อกฎหมายได้ เม่ือได้ส่งสาเนาให้จาเลยแล้ว จาเลยไม่แก้ฎีกา ศาลชนั้ ต้นจึงส่งสานวน
ให้ศาลฎีกาพจิ ารณา

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลฎีกาจะพิพากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร
คำตอบ ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมิได้บัญญัติถึงรำยละเอียด
เก่ียวกับวิธีปฏิบัติในเร่ืองกำรย่ืนคำร้ องขอให้ผู้พิพำกษำซ่ึงพิจำรณำหรือลงช่ือใน
คำพิพำกษำศำลชัน้ ต้นอนุญำตให้ฎีกำไว้โดยเฉพำะ จึงต้องนำบทบัญญัติตำมประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ ๒๒๔ วรรคสำม, มำตรำ ๒๕๒ ประกอบประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๕ มำใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนัน้ กำรขอให้
ผู้พพิ ำกษำซ่ึงพิจำรณำหรือลงช่ือในคำพพิ ำกษำในศำลชัน้ ต้นรับรองว่ำมีเหตสุ มควรท่ีจะ
ฎีกำได้ ผู้ฎีกำต้องย่ืนคำร้องถึงผู้พิพำกษำนัน้ พร้อมกับคำฟ้องฎีกำต่อศำลชัน้ ต้น คดีนี ้
แม้ศาลชนั้ ต้นจะมีคาสง่ั รับฎีกาของโจทก์แล้ว แตก่ ารที่โจทก์ยื่นคาร้องในวนั รุ่งขนึ ้ ซ่ึงยงั อย่ภู ายใน
กาหนดอายฎุ ีกาขอให้นายเที่ยงและนายใหม่พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
โดยที่โจทก์มิได้ย่ืนฎีกาฉบบั ใหม่เข้ามา ถือได้ว่ำโจทก์ประสงค์จะขอถือเอำฎีกำฉบับเดิมท่ี
นำยเท่ียงผู้พพิ ำกษำศำลชัน้ ต้นส่ังรับไปแล้วเป็ นฎีกำประกอบคำร้องขออนุญำตฎีกำของ
โจทก์ กรณีย่อมอนุโลมได้ว่ำโจทก์ย่ืนคำร้องขออนุญำตให้ฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง
พร้ อมคำฟ้ องฎีกำ และนำยเท่ียงผู้พิพำกษำศำลชั้นต้ นซ่ึงพิจำรณำและลงช่ือใน
คำพิพำกษำในศำลชัน้ ต้นรับรองให้โจทก์ฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริงตำมคำร้องของโจทก์
แล้ว (ฎีกาท่ี ๒๑๘๖/๒๕๕๐) โจทก์จงึ มีสิทธิฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริง
ก า รท่ี น า ย ให ม่ ผ้ ู ช่ ว ย ผ้ ูพิ พ า ก ษ า รั บ รอ งว่ า มี เห ตุส ม ค ว รท่ี โจ ท ก์ จ ะ ฎี ก า ใน ปั ญ ห า
ข้อกฎหมายได้นนั้ ผู้ช่วยผู้พิพำกษำเพียงน่ังร่วมในกำรพิจำรณำ แต่ไม่มีอำนำจพิจำรณำ
พิพำกษำ และไม่มีอำนำจอนุญำตให้ฎีกำ กำรรับรองว่ำมีเหตุสมควรท่ีโจทก์จะฎีกำใน
ปัญหำข้อกฎหมำยได้ของนำยใหม่จึงไม่ชอบ (คาสงั่ คาร้องท่ี ท.๒๕๒/๒๕๔๙) โจทก์จึงไม่มี
สิทธิฎีกำในปัญหำข้อกฎหมำย
การที่ศาลชัน้ ต้นเห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า
คาฟ้องของโจทก์ไมม่ ีมลู ความผิด จงึ พิพากษายืน จึงมีผลเท่ำกับศำลชัน้ ต้นและศำลอุทธรณ์
พิพำกษำยกฟ้อง โจทก์ฎีกำไม่ได้ทัง้ ในปัญหำข้อเท็จจริงและปัญหำข้อกฎหมำยตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ (ฎีกาท่ี ๒๑๘๖/๒๕๕๐)
ท่ีโจทก์ฎีกาว่า การกระทาของจาเลยทงั้ สองตามท่ีโจทก์บรรยายในคาฟ้องเป็นความผิด
ตามฟ้องและโจทก์เป็นผ้เู สียหาย ฎีกำของโจทก์จึงเป็ นฎีกำในปัญหำข้อกฎหมำย เมื่อนาย

560

เที่ยงผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาในศาลชนั้ ต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาเฉพาะ
ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยโจทก์ไม่มีผู้พิพำกษำซ่ึงพจิ ำรณำและลงช่ือในคำพพิ ำกษำในศำล
ชัน้ ต้นรับรองให้โจทก์ฎีกำในปัญหำข้อกฎหมำย กำรท่ีศำลชัน้ ต้นมีคำส่ังรับฎีกำของ
โจทก์ จงึ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ และ ๒๒๑ (ฎีกาที่
๒๑๘๖/๒๕๕๐) ศำลฎีกำจะพพิ ำกษำยกฎีกำของโจทก์

ฎีกำท่ี ๒๑๘๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๔ น.๖๔ ป.วิ.อ. มิได้บญั ญัติถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธี
ปฏิบตั ิในเรื่องการย่ืนคาร้ องขอให้ผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาหรือลงช่ือในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
อนุญาตให้ฎีกาไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนาบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคส่ี (เดิม)
(ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสาม, มาตรา ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ มาใช้
บงั คบั โดยอนโุ ลม ดงั นนั้ การขอให้ผ้พู ิพากษาซึง่ พิจารณาหรือลงช่ือในคาพิพากษาในศาลชนั้ ต้น
รับรองวา่ มีเหตสุ มควรท่ีจะฎีกาได้ ผ้ฎู ีกาต้องย่ืนคาร้องถึงผ้พู ิพากษานนั้ พร้อมกบั คาฟ้องฎีกาตอ่
ศาลชนั้ ต้น คดีนีแ้ ม้ศาลชนั้ ต้นจะมีคาสง่ั รับฎีกาของโจทก์แล้ว แตก่ ารท่ีโจทก์ย่ืนคาร้องในวนั รุ่งขนึ ้
ซึ่งยงั อยู่ภายในกาหนดอายุฎีกาขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษาในศาล
ชนั้ ต้นพิจารณาอนญุ าตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยที่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาฉบบั ใหม่เข้ามา
ถือได้ว่า โจทก์ประสงค์จะขอถือเอาฎีกาฉบับเดิมที่ศาลชัน้ ต้นส่ังรับไปแล้วเป็นฎีกาประกอบ
คาร้ องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ กรณีย่อมอนุโลมได้ว่าโจทก์ย่ืนคาร้ องขออนุญาตให้ฎีกา
ในปัญหาข้อเท็จจริงพร้ อมคาฟ้องฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษา
ในศาลชนั้ ต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามคาร้องของโจทก์แล้ว

ศาลชนั้ ต้นเหน็ วา่ โจทก์ไมใ่ ชผ่ ้เู สียหาย จงึ ไมร่ ับฟ้อง สว่ นศาลอทุ ธรณ์ เห็นวา่ การกระทา
ของจาเลยทัง้ สองไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชนั้ ต้นแล ะศาล
อุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทัง้ ในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทาของจาเลยทงั้ สองตามท่ีโจทก์บรรยายในคาฟ้อง
เป็นความผิดตามฟ้องและโจทก์เป็นผู้เสียหาย ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษาในศาลชัน้ ต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาเฉพาะ
ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชัน้ ต้นมีคาสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๐ และ ๒๒๑
ข้อสังเกต หากนกั ศึกษาอ่านเฉพาะย่อคาพิพากษาฎีกานีจ้ ากหนงั สือคาพิพากษาศาลฎีกาจะได้
คาวินิจฉัยไม่ครบถ้วน กล่าวคือส่วนที่ขีดเส้นใต้ไว้จะไม่มีในย่อ ดังนั้น ถ้านักศึกษาอ่านย่อ
ข้อกฎหมายแลว้ ฎีกาไหนน่าสนใจหรือน่าสงสยั ก็ควรจะอ่านฎีกาเต็มด้วยเพือ่ จะได้รายละเอียด

561

ใหค้ รบถว้ น
คำส่ังคำร้องท่ี ท.๒๕๒/๒๕๔๙ ฎ.๒๕๗๔ ผ้ชู ่วยผ้พู ิพากษาเพียงนงั่ ร่วมในการพิจารณา

แตไ่ มม่ ีอานาจพิจารณาพพิ ากษา ไมม่ ีอานาจอนญุ าตให้ฎีกา
คำส่ังคำร้ องท่ี ท.๔๖๐/๒๕๔๙ ฎ.๒๕๘๖ ผู้พิพากษาประจาศาลแต่ยังไม่ได้เข้าเฝ้า

ถวายสตั ย์ก่อนปฏิบตั หิ น้าที่ผ้พู ิพากษา ไมม่ ีอานาจพิจารณาอนญุ าตให้ฎีกา

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๐
ฎีกำท่ี ๑๒๑๔๘/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๒๑๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ ศาลชัน้ ต้นวินิจฉัยว่า การกระทาของจาเลยไม่เข้าองค์ประกอบของ
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ แล้วพิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๒)
วรรคแรก และวรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ เท่ากับว่าศาลชัน้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ใน
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ โจทก์อทุ ธรณ์ และศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน จงึ ต้องห้ามมิให้
ค่คู วามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ท่ีศาลชนั้ ต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายท่ีว่า
การกระทาของจาเลยเป็นความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ จงึ เป็นการไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๔๑๗๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๘ คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษา
ยกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง สว่ นศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมาย
จงึ เป็นกรณีท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษายกฟ้องโจทก์ ซงึ่ ต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาไมว่ า่
จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนีจ้ ะเป็นการพิจารณาชัน้ ไต่สวน
มูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ หากโจทก์จะฎีกาก็ต้องปฏิบตั ิตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๑
การท่ีโจทก์ยื่นคาร้ องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาของศาล
ชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์อนญุ าตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไมไ่ ด้ขอให้ผ้พู ิพากษาซง่ึ พิจารณา
และลงช่ือในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แม้
ผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหา
ข้อเทจ็ จริง โจทก์ก็ยงั ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามบทบญั ญตั ดิ งั กล่าว
ฎีกำท่ี ๒๘๑๒/๒๕๕๖ ฎ.๒๐๕๕ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืน
โดยเจตนา จาเลยให้การตอ่ ส้อู ้างเหตปุ อ้ งกนั ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวนิ ิจฉยั ว่า การ
กระทาของจาเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ อนั ถือได้ว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วย

562

กฎหมายตาม ป.อ. มาตรา ๖๘ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จาเลยมีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๙ โดยวินิจฉยั วา่ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทา
ท่ีปอ้ งกนั เกินสมควรแก่เหตแุ ละเกินกว่ากรณีแห่งความจาเป็น จึงเป็นกรณีที่ศาลชนั้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยมิได้กระทาเพ่ือป้องกันสิทธิของตน
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ โดยเห็นว่าการกระทาของจาเลยเป็นการป้องกัน โจทก์จึงฎีกาขอให้
ลงโทษจาเลยในความผิดฐานฆ่าผ้ ูอื่นโดยเจตนาโดยอ้ างว่าการกระทาของจาเลยมิได้ เป็ นการ
กระทาเพ่ือปอ้ งกนั อีกไมไ่ ด้ ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๐

ฎีกำท่ี ๒๕๘๒/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๗ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สองในข้อหา
ร่วมกนั พยายามฆ่าผ้อู ื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ศาลชนั้ ต้นฟังว่าจาเลยทงั้ สองไม่มีเจตนา
ฆา่ แล้วพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สองฐานร่วมกนั ทาร้ายผ้อู ่ืนจนเป็นเหตุให้ได้รับอนั ตรายแกก่ าย
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจาเลย
ทงั้ สองไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกัน และเนื่องจากศาลชนั้ ต้นวางโทษปรับฐานพาอาวุธมีดเกินอตั รา
ที่กฎหมายกาหนด ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ย่อมมีผลเท่ากับศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์
พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผ้อู ื่นโดยเจตนา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ซึ่งต้องห้ามทงั้ ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้
ลงโทษจาเลยทัง้ สองฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๐ คดีโจทก์ไม่อาจขึน้ มาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้
ลงโทษจาเลยให้หนักขึน้ ในข้อหาฐานร่วมกันทาร้ ายผู้อื่นเป็นเหตใุ ห้ได้รับอันตรายแก่กายตาม
ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ศาลฎีกาไมร่ ับวนิ ิจฉยั พิพากษายกฎีกาโจทก์
ข้อสังเกต ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉยั ว่าถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยให้หนกั ข้ึนใน
ขอ้ หาฐานร่วมกนั ทาร้ายผอู้ ืน่ เป็นเหตใุ หไ้ ดร้ ับอนั ตรายแก่กาย อย่าลืมตอบดว้ ย

ฎีกำท่ี ๑๘๓๔๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๙๗ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่วา่ จาเลยเป็น
คนร้ายร่วมกบั พวกพยายามฆา่ ผ้เู สียหายทงั้ สอง และร่วมกนั มีอาวธุ ปื นไม่มีเครื่องหมายทะเบียน
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนนั้ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
ร่วมกันทาร้ ายผู้อ่ืน เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ร่วมกันมีอาวุธปืนท่ีเป็นของผู้อ่ืนซึ่งได้รับ
ใบอนญุ าตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าต และร่วมกันพาอาวธุ ปืนไปในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เมื่อศาลอุทธรณ์
พพิ ากษากลบั ให้ยกฟ้องยอ่ มมีผลเทา่ กบั ความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆา่ ผ้อู ื่นและร่วมกนั มีอาวธุ
ปืนไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนญุ าต ศาลชนั้ ต้ นและศาลอทุ ธรณ์

563

พพิ ากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์จงึ ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานดงั กล่าวอีกไมไ่ ด้ ต้องห้าม
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ท่ีศาลชนั้ ต้นส่ังรับฎีกาของโจทก์ในปัญหานีม้ าเป็นการไม่ชอบ ศาล
ฎีกาไมร่ ับวินจิ ฉยั ให้

ส่วนความผิดฐานร่วมกนั ทาร้ายผู้อ่ืนเป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายและร่วมกันมีอาวธุ
ปืนที่เป็นของผู้อื่นซ่ึงได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์
มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ปัญหาดงั กลา่ วจงึ ยตุ ไิ ปตามคาพิพากษา
ศาลอทุ ธรณ์ คงเหลือปัญหาต้องวินจิ ฉยั ตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จาเลยกบั พวกร่วมกนั พาอาวธุ
ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตสุ มควรหรือไม่
โดยโจทก์ฟ้องและนาสืบว่า จาเลยร่วมกับพวกมีอาวุธปื นไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนไว้ใน
ครอบครอง และร่วมกนั พาอาวธุ ปืนดงั กล่าวตดิ ตวั โดยไมไ่ ด้รับใบอนญุ าตและโดยไมม่ ีเหตสุ มควร
แล้วจาเลยใช้อาวุธปืนท่ีมีและพาติดตวั ไปยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายทัง้ สอง เม่ือความผิดฐาน
ร่วมกนั พาอาวธุ ปืนไปในเมือง หมบู่ ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตและโดยไมม่ ีเหตุ
สมควร เป็นข้อเท็จจริงอนั เดียวเกี่ยวพนั กนั กบั ความผิดฐานร่วมกนั พยายามฆา่ ผ้อู ื่นและร่วมกนั มี
อาวุธปื นไม่มีเคร่ืองหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ รับใบอนุญาตซ่ึงยุติไปตาม
คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ท่ีพิพากษายกฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังไม่ได้ด้วยวา่ จาเลยเป็นคนร้าย
ที่ร่วมกับพวกพาอาวธุ ปืนไปในเมือง หม่บู ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตและโดย
ไมม่ ีเหตสุ มควร

ฎีกำท่ี ๖๐๐๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๘๙ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาพยายามฆ่า
ผ้อู ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดข้อหาทาร้ายร่างกาย
จนเป็นเหตใุ ห้ผ้ถู กู ทาร้ายได้รับอนั ตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษ
ข้อหาพยายามฆ่าตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จึงมีผลเท่ากับศาลชนั้ ต้นและศาล
อุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ คดีจึง
ต้องห้ามมิให้ค่คู วามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ทงั้ ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การท่ี
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยตามฟ้อง เป็นการฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาพยายามฆ่าตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ จึงต้องห้ามตามบทบญั ญัติดงั กล่าว โจทก์จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษ
จาเลยตามฟอ้ งได้
ข้อสังเกต คดีนีโ้ จทก์ฎีกาขอใหล้ งโทษจาเลยตามฟ้อง จึงต้องหา้ มตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ แต่
ถา้ โจทก์ฎีกาขอใหล้ งโทษจาเลยตามคาพิพากษาศาลชน้ั ตน้ จะไม่ตอ้ งหา้ ม

และขอให้สังเกตว่าฎีกานี้เมื่อคดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ศาลฎีกา

564

ไม่วินิจฉัยว่าจาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ หรือไม่ ซ่ึงจะต่างจากฎีกาที่ ๖๐๗๐/
๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๘๙ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกบั พวกร่วมกนั ปลน้ ทรัพย์ ศาลชน้ั ต้นพิพากษาว่า
จาเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ จาเลยอุทธรณ์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ
ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริ งว่าจาเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ ศาลฎี กา
ปรับบทความผิดตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ แต่ไม่อาจกาหนดโทษจาเลยตามที่ปรากฏจากทาง
พิจารณาที่มีอัตราโทษสูงกว่าที่ศาลช้นั ต้นกาหนดไว้ได้ เพราะจะเป็ นการเพิ่มเติมโทษจาเลย
เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ ย่อมถือว่าโจทก์พอใจตามคาพิพากษาที่ปรับบทลงโทษจาเลยแล้ว

สองฎีกานี้ความผิดตามฟ้องนน้ั รวมการกระทาหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิด
ได้อยู่ในตวั เอง ศาลชน้ั ต้นลงโทษจาเลยในการกระทาผิดตามที่พิจารณาได้ความตามมาตรา
๑๙๒ วรรคหก เหมือนกนั ศาลอทุ ธรณ์พิพากษากลบั ใหย้ กฟอ้ งเหมือนกนั โจทก์ฎีกาขอใหล้ งโทษ
จาเลยตามฟ้องโดยไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษตามศาลชน้ั ต้นเหมือนกนั แต่ฎีกาที่ ๖๐๐๖/๒๕๕๕
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์แล้ว แต่ฎีกาที่ ๖๐๗๐/
๒๕๕๕ วินิจฉัยให้ แล้วถ้าออกข้อสอบจะตอบอย่างไร ก็คงต้องจาไปตอบ โดยจาว่าฎีกาที่
๖๐๐๖/๒๕๕๕ ฟ้องพยายามฆ่า ศาลชั้นต้นลงทาร้าย ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เมื่อโจทก์ฎีกา
พยายามฆ่าแลว้ ศาลชนั้ ตน้ จะสง่ั ฎีกาของโจทก์อย่างไร ก็ตอบว่า ศาลชนั้ ตน้ สง่ั ไม่รับฎีกา หรือจะ
แปลงคาถามให้ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกา ในคาถามก็ตอ้ งมีข้อเท็จจริงจนถึงโจทก์ฎีกา (คาถาม
จะไม่มีการวินิจฉยั ของศาลฎีกาว่าจาเลยมีความผิดหรือไม่) แล้วถามว่า ศาลฎีกาจะวินิจฉยั คดี
อย่างไร ก็ตอบว่า ศาลฎีกาจะพิพากษายกฎีกา โดยไม่ตอ้ งวินิจฉยั เรื่องทาร้าย

ส่วนถา้ เป็นฎีกาที่ ๖๐๗๐/๒๕๕๕ ฟอ้ งว่าร่วมกนั ปลน้ ทรัพย์ ศาลชนั้ ตน้ ลงลกั ทรัพย์ ศาล
อทุ ธรณ์ยกฟ้อง เมื่อโจทก์ฎีกาแลว้ ในคาถามศาลฎีกาจะวินิจฉยั ข้อเท็จจริงในคดีว่าผิดชิงทรัพย์
และจะถามว่า ศาลฎีกาจะกาหนดโทษตามที่ปรากฏจากทางพิจารณาได้หรื อไม่ ก็ตอบว่าไม่ได้
เพราะเป็นการเพ่ิมเติมโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒

ฎีกำท่ี ๒๓๙๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๔ น.๗๙ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยข้อหาฆ่าผ้อู ื่นโดย
ไตร่ตรองไว้กอ่ นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙, ๘๓ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๓ จาเลยอทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ ให้ยกฟอ้ ง
ข้อหาฆ่าผ้อู ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ด้วย จงึ มีผลเทา่ กบั ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษายก
ฟ้องโจทก์ในข้อหาฆา่ ผ้อู ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ โจทก์จึงฎีกาขอให้ลงโทษ
จาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ อีกไมไ่ ด้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ โจทก์คงฎีกาได้เฉพาะ
ข้อหาฆา่ ผ้อู ่ืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘

565

ฎีกำท่ี ๑๑๙๘๕/๒๕๕๕ ฎ.๑๒๑๘ ศาลชัน้ ต้นเห็นว่า การกระทาของจาเลยไม่เป็น
ความผิดฐานแจ้งข้อความอนั เป็นเทจ็ พิพากษายกฟ้อง ศาลอทุ ธรณ์เห็นวา่ คดีไมอ่ ยใู่ นเขตอานาจ
ของศาลชนั้ ต้น พิพากษายกคาพิพากษาและคาสง่ั ศาลชนั้ ต้นที่ประทบั รับฟ้อง ให้คืนฟ้องโจทก์
เพ่ือให้นาไปดาเนินคดีในศาลท่ีมีอานาจ มีผลเท่ากบั ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้อง
จาเลยฎีกาไม่ได้ทัง้ ในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐
ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพจิ ารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔

ฎีกำท่ี ๖๖๙๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๓๐ คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซา้
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๓๙ (๔) จึงมีคาสงั่ ไม่ประทบั ฟ้องและจาหนา่ ยคดีออกจากสารบบความ ศาล
อทุ ธรณ์เห็นวา่ เม่ือผ้ตู ายไม่ใช่ผ้เู สียหายโดยนิตินยั โจทก์ทงั้ สองซึ่งเป็นบดิ ามารดาจงึ ไมม่ ีอานาจ
ฟ้องคดีนีต้ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๕ (๒), ๒๘ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง
ยอ่ มมีผลเทา่ กบั วา่ ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซงึ่ ต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกา
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย แม้คดีนีจ้ ะเป็นการพิจารณาชัน้ ไต่สวน
มลู ฟ้องก็ตาม คดกี ็ต้องห้ามมใิ ห้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐

ฎีกำท่ี ๑๕๓๕๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๐๒๘ ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ไม่รับฟ้องจาเลยที่ ๕ ถึงที่ ๘ ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๕ ถึงท่ี ๘ แม้จะอาศยั เหตผุ ลตา่ งกนั แต่
ผลก็เทา่ กบั ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จงึ ต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในสว่ น
ของจาเลยท่ี ๕ ถึงที่ ๘

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๑๓๕๒/๒๕๕๓ ฎ.๒๕๗๒ ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยวา่ มูลหนีต้ าม
เชค็ พิพาทโจทก์และจาเลยตกลงทาสญั ญาประนีประนอมยอมความในคดแี พง่ และคดีดงั กล่าวถึง
ท่ีสดุ แล้ว มลู หนีต้ ามเชค็ พพิ าทเป็นอนั สิน้ ผลผกู พนั คดีจงึ เลกิ กนั สิทธินาคดีอาญามาฟ้องระงบั ไป
ให้จาหนา่ ยคดีออกจากสารบบความ เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ผลเทา่ กบั ศาลชนั้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณา
ความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๐

ฎีกำท่ี ๔๓๐๒/๒๕๕๕ ฎ.๘๕๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานร่วมกนั มีเมทแอมเฟตา
มีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐาน
ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายตามฟ้อง การที่ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉัยว่า
ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจาเลยร่วมกนั มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย แต่ฟังได้ว่า
จาเลยเป็นผู้ช่วยเหลือติดต่อในการจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน และพิพากษาแก้เป็นว่าจาเลย

566

มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง แล้วลงโทษ
จาเลยในความผิดฐานดงั กลา่ ว ถือว่าศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกนั มีเมท
แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายตามคาพิพากษาศาลชัน้ ต้น การท่ีโจทก์ฎีกาขอให้
ลงโทษฐานร่วมกนั มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายอีก จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๐

ฎีกำท่ี ๖๕๐๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๔๐ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานมีเมท
แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนญุ าต
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ การกระทาความผิดฐานจาหน่ายเมท
แอมเฟตามีน ข้อหาอ่ืนให้ยกฟ้อง ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ศาล
ชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ พิพากษายกฟอ้ งโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง
เพ่ือจาหนา่ ยและจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีนโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต ปัญหาวา่ จาเลยกระทาความผิด
ตามฟอ้ งหรือไม่ จงึ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๐

โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่าย
และจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
เป็นผู้สนับสนุนผู้อ่ืนกระทาความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนนัน้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เพราะโจทก์ฟ้องว่าจาเลยแตเ่ พียงผู้เดียวกระทาความผิด มิได้ฟ้องว่าจาเลยร่วมกบั ผ้อู ื่นกระทา
ความผิด แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจาเลยเป็นเพียงผ้สู นบั สนุนผ้อู ่ืนในการกระทาความผิดฐาน
จาหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงที่ศาลชนั้ ต้นยกขึน้ วินิจฉัยย่อมเป็นข้อเท็จจริ งนอกจาก
ท่ีกลา่ วในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๗๕๑/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๖๗ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาในคดี
ท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ยกฟ้องเพราะโจทก์
ไม่มาศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชนั้ ต้น
และศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษายกฟ้องโจทก์ จงึ ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์อทุ ธรณ์โดยไม่มีการขอพิจารณาคดีใหม่ คดีตอ้ งห้ามโจทก์ฎีกาตามมาตรา
๒๒๐ แต่ถา้ มีการขอพิจารณาคดีใหม่และศาลไม่อนญุ าตใหพ้ ิจารณาคดีใหม่ โจทก์อทุ ธรณ์คาสง่ั
ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา
๒๒๐ เพราะไม่ใช่กรณีทีศ่ าลชน้ั ตน้ และศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟอ้ ง (ฎีกาที่ ๙๒๘๐/๒๕๕๑)

ฎีกำท่ี ๙๒๘๐/๒๕๕๑ ฎ.๒๒๒๓ โจทก์ขอให้ยกคดีขึน้ พิจารณาใหม่ ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่
ยกคาร้องและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ไม่ใช่กรณีท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้อง

567

โจทก์ ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ๕๔๘/๒๕๔๖ ฎ.๒๕๒๕ ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดย

อาศยั ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โจทก์อทุ ธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอทุ ธรณ์โจทก์ โดยเห็น
ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๒๕ วรรคแรก ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ จึงมิใช่เป็นกรณีท่ีศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์
พิพากษายกฟ้องโจทก์อนั ต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ๒๖๖๙/๒๕๔๖ ฎ.๒๕๕๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง สว่ นศาล
อุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์ท่ีต้องห้าม จึงมิใช่กรณีท่ีศาลชัน้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายกฟอ้ งโดยอาศยั ข้อเทจ็ จริงตามมาตรา ๒๒๐ แหง่ ป.ว.ิ อ. จงึ ไมต่ ้องห้ามฎีกา

ฎีกำท่ี ๒๗๕๐/๒๕๕๖ ฎ.๒๐๕ คดีที่พนักงานอัยการยื่นคาร้ องเพ่ือขอให้ ศาลสั่ง
ริบทรัพย์สินท่ีเก่ียวเน่ืองกบั การกระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ตกเป็นของกองทุนปอ้ งกัน
และปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๗ เม่ือศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ อย่างไรแล้ว ไม่มีกฎหมายจากดั สิทธิ
ในการอทุ ธรณ์ฎีกา แม้ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ยกคาร้องของผ้รู ้อง คดีของผ้รู ้องก็ไม่ตกอยใู่ น
บงั คบั ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ผ้รู ้องมีสิทธิฎีกาได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๑
คำส่ังคำร้องท่ี ท.๑๘๘/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๖ ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ พิพากษา
ยกฟ้องโจทก์ทงั้ สอง ต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๐ หากโจทก์ทงั้ สองประสงค์
จะใช้สทิ ธิฎีกา โจทก์ทงั้ สองต้องได้รับอนญุ าตให้ฎีกาโดยผ้พู ิพากษาคนใด ซง่ึ พิจารณาหรือลงชื่อ
ในคาพิพากษาในศาลชนั้ ต้นหรือศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตดั สินนนั้ เป็นปัญหา
สาคญั อนั ควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ แต่ขนั้ ตอนในการท่ีจะ
ขอให้ผ้พู ิพากษาอนญุ าตให้ฎีกาดงั กลา่ ว มิได้มีบญั ญัตวิ างหลกั เกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อ. จงึ
ต้องนาบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคส่ี (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔
วรรคสาม, มาตรา ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ กล่าวคือ โจทก์ทงั้ สองต้องย่ืนคาร้องพร้อม
กบั คาฟ้องฎีกาต่อศาลชนั้ ต้นขอให้ผ้พู ิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคาพิพากษาในศาล
ชนั้ ต้นหรือศาลอทุ ธรณ์ อนญุ าตให้โจทก์ทงั้ สองฎีกาได้ เมื่อโจทก์ทงั้ สองย่ืนฎีกาโดยมิได้ย่ืนคาร้อง
เช่นว่านี ้ ศาลชัน้ ต้นจึงไม่มีหน้าที่จะต้องส่งฎีกาของโจทก์ทัง้ สองไปให้ผู้พิพากษาดังกล่าว

568

พิจารณาอนญุ าตให้ฎีกา ท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ไมร่ ับฎีกาของโจทก์ทงั้ สองนนั้ ชอบแล้ว
ฎีกำท่ี ๔๑๗๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๐๘ คดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐

หากโจทก์จะฎีกาก็ต้องปฏิบตั ติ าม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ การที่โจทก์ย่ืนคาร้องขอให้ผ้พู ิพากษาซึง่
พิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาของศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาใน ปัญหา
ข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและศาล
อทุ ธรณ์อนญุ าตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แม้ผ้พู ิพากษาซง่ึ พิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษา
ศาลชัน้ ต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ก็ยังต้องห้ามฎีกาในปัญหา
ข้อกฎหมายตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว

ฎีกำท่ี ๓๒๔๘/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๕๐ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ไม่ได้กาหนดขนั้ ตอนใน
การปฏิบัติหรือวางหลักเกณฑ์ในการย่ืนคาร้ องขออนุญาตให้ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้
โดยเฉพาะ จึงต้องนาบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสี่ (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๔ วรรคสาม, มาตรา ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ คือ จาเลยต้องยื่นคาร้อง
พร้อมคาฟ้องฎีกาตอ่ ศาลชนั้ ต้นขอให้ผ้พู ิพากษาคนใดซง่ึ พิจารณาหรือลงช่ือในคาพิพากษาหรือ
ทาความเห็นแย้งในศาลชนั้ ต้นหรือศาลอุทธรณ์อนญุ าตให้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ซ่ึง
ตามคาร้องฉบบั ลงวนั ท่ี ๒๒ กนั ยายน ๒๕๔๗ จาเลยระบชุ ื่อขอให้ อ. ผ้พู พิ ากษาท่ีนงั่ พิจารณาคดี
และลงชื่อในคาพิพากษาศาลชัน้ ต้นเพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาอื่นอีก การท่ี อ. ไม่ส่ังคาร้ องดงั กล่าว แต่กลบั ส่งคาร้ อง
พร้อมสานวนไปให้ ท. ผู้พิพากษาเจ้าของสานวน ซ่ึงมิใช่ผู้พิพากษาที่จาเลยระบุในคาร้องเป็น
ผู้พิจารณา ดังนัน้ แม้ ท. จะพิจารณาแล้วมีคาส่ังอนุญาตให้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ก็หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ที่จาเลยจะฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะ
ไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจาเลยที่ขอให้ อ. เท่านัน้ เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จาเล ยฎีกา
ในปัญหาข้อเทจ็ จริง คาสง่ั ของศาลชนั้ ต้นท่ีให้รับฎีกาของจาเลยจงึ ไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาใหเ้ พิกถอนคาสงั่ อนญุ าตให้ฎีกาและคาสง่ั รับฎีกา และส่งสานวนให้ผู้มี
อานาจพิจารณาอนญุ าตหรือไม่อนญุ าตพิจารณาแลว้ มีคาสง่ั ต่อไป

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๑๑๕๑/๒๕๕๔ ฎ.๒๕๗๗ ตามหนงั สือของรองอยั การสงู สุด
ปฏิบตั ริ าชการแทนอยั การสงู สดุ ท้ายคาร้องของโจทก์มีความวา่ อยั การสงู สดุ พิจารณาแล้วเห็นวา่
คดีมีเหตุอันควรที่จะศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงรับรองฎีกาของโจทก์คดีนี ้ย่อมเป็นการเพียงพอ
ที่ถือได้ว่าอยั การสูงสุดลงลายมือช่ือรับรองในฎีกาว่ามีเหตอุ นั ควรท่ีศาลสงู สดุ จะได้วินิจฉัยตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ แล้ว และเมื่อยังอยู่ภายในกาหนดระยะเวลาฎีกาท่ีศาลชัน้ ต้นอนุญาต

569

ให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์ การท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั ไม่รับฎีกาของโจทก์เม่ือผู้พิพากษา
ซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษาในศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา
จงึ ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๑๒๒๙๑/๒๕๕๕ ฎ.๓๓๕๗ จาเลยทาหนงั สือย่ืนตอ่ อยั การสงู สดุ ให้รับรองฎีกาใน
ปัญหาข้อเท็จจริงเม่ือพ้นกาหนดเวลาย่ืนฎีกาแล้ว จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ และ
มาตรา ๒๒๑ แม้อัยการสูงสุดรับรองว่ามีเหตุอันควรท่ีศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้
พิจารณาต่อไป และศาลชัน้ ต้นมีคาสั่งให้รับฎีกาของจาเลยก็ไม่ทาให้ฎีกาของจาเลยกลับ
กลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๕๖๔/๒๕๕๓ ฎ.๒๕๕๖ ศาลชนั้ ต้นอ่านคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ให้จาเลยฟังวนั ท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จาเลยยื่นคาร้องลงวนั ที่ ๒๓ ธนั วาคม ๒๕๕๒
ตอ่ ศาลชนั้ ต้นระบขุ อให้ ด. และ ส. ผ้พู ิพากษาซึง่ พิจารณาคดีในศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้จาเลยฎีกา
ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏวา่ ผ้พู ิพากษาทงั้ สองคนดงั กล่าวไม่อนญุ าตให้จาเลยฎีกา ถือได้
ว่าศาลชนั้ ต้นได้ดาเนินการตรงตามความประสงค์ของจาเลยตามท่ีขอมาในคาร้องนนั้ แล้ว และ
หากจาเลยประสงค์จะให้ผ้พู ิพากษาศาลอุทธรณ์คนอื่นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอีก
จาเลยจะต้องย่ืนคาร้องต่อศาลชนั้ ต้นภายในกาหนดระยะเวลายื่นฎีกา การท่ีจาเลยยื่นคาร้อง
ตอ่ ศาลชนั้ ต้นเมื่อวนั ท่ี ๑๙ มกราคม ๒๕๕๓ ซงึ่ ลว่ งเลยกาหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว จงึ เป็นการ
ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๙๖๔๑/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๐๙ ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกฟ้อง คดตี ้องห้ามมิให้
อุทธรณ์คาพิพากษาของศาลชัน้ ต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ. จัดตัง้ ศาลแขวงและวิธี
พิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๒๒ โจทก์ร่วมอทุ ธรณ์โต้เถียงว่าพยานหลกั ฐานของ
โจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจาเลยลกั ทรัพย์ของโจทก์ร่วม อนั เป็นการอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเทจ็ จริง
โดยมิได้รับอนุญาตฯ การท่ีศาลชัน้ ต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไว้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาล
อทุ ธรณ์จะรับวินิจฉยั ชีข้ าดคดีให้ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกนั ดงั นี ้ผ้พู พิ ากษาที่ได้นง่ั พิจารณาและลง
ชื่อในคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นไม่อาจอนญุ าตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนีไ้ ด้อีก
ทงั้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมได้ เพราะเป็นฎีกาในข้อท่ีมิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้ว
โดยชอบในศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาท่ีต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม)
(ปัจจบุ นั มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่งึ , ๒๕๒) ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความ
อาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔

570

ฎีกำท่ี ๑๓๒๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๙ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษกกั ขงั แทนโทษจาคกุ
ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้โดยปรับบทให้ถูกต้อง แตไ่ ม่แก้ไขโทษอนั เป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึง
ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙ ตรี จาเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ
จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมายดงั กล่าว ซึ่งในกรณีนี ้ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๑
ไม่ได้บญั ญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคาพิพากษาหรือทาความเห็นแย้งในศาล
ชนั้ ต้นอนญุ าตให้ฎีกาได้ การอนญุ าตให้ฎีกาของผ้พู ิพากษาซง่ึ พิจารณาและลงชื่อในคาพิพากษา
ศาลชนั้ ต้นจงึ ไมช่ อบ

คำส่ังคำร้ องศำลฎีกำท่ี ท.๖๙๕/๒๕๕๑ ฎ.๒๔๘๒ คดีต้องห้ ามฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาซ่ึงพิจารณาหรือลงช่ือใน
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคาส่ังไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหา
ข้อเท็จจริง อนั เป็นดลุ พินิจโดยเฉพาะของผ้พู ิพากษาผ้นู นั้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๑ จาเลยทงั้ สอง
จะอุทธรณ์คาสง่ั ดงั กลา่ วตอ่ ศาลฎีกาไม่ได้ สว่ นท่ีจาเลยทงั้ สองกล่าวอ้างในคาร้ องอุทธรณ์คาสงั่
ไม่รับฎีกาว่า คดีนีศ้ าลชนั้ ต้นลงโทษปรับจาเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จาคกุ จาเลยที่ ๒ มี
กาหนด ๓ เดือน โดยมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวลงลายมือชื่อในคาพิพากษา เป็นกรณีท่ีศาล
ชนั้ ต้นมิได้ปฏิบตั ิให้ถกู ต้องตามพระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕)
เป็นปัญหาข้อกฎหมายนนั้ เป็นข้อท่ีจาเลยทงั้ สองมิได้กลา่ วไว้ในฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉยั ศาล
ชนั้ ต้นมีคาสง่ั ไมร่ ับฎีกาของจาเลยทงั้ สองชอบแล้ว ให้ยกคาร้อง
ข้อสังเกต ความยากของฎีกานี้คือผูท้ ีไ่ ม่เคยเป็นทนายความอาจอ่านแล้วไม่เข้าในว่าเมื่อมีคดีใน
ศาลฎีกาแล้วทาไมไม่มีข้อความในฎีกา ขน้ั ตอนของคดีนี้คือ ๑. จาเลยยื่นฎีกา (ไม่มีประเด็นว่า
ศาลช้ันต้นลงโทษโดยมิ ได้ปฏิ บัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็ นปัญหา
ข้อกฎหมาย) เมื่อศาลชนั้ ต้นมีคาสง่ั ไม่รับฎีกาแล้ว ๒. จาเลยยื่นคาร้องอุทธรณ์คาสง่ั ไม่รับฎีกา
โดยระบขุ อ้ ความดงั กล่าวทงั้ ทีไ่ ม่มีในฎีกาของจาเลย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉยั

คำส่ังคำร้องท่ี ท.๑๖๐/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๖๔ ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
ยกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คคู่ วามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ เว้นแตผ่ ้พู ิพากษาคนใดซ่ึง
พิจารณาหรือลงช่ือในคาพิพากษาหรือทาความเห็นแย้งในศาลชนั้ ต้นหรือศาลอทุ ธรณ์พิเคราะห์
เห็นว่าข้อความท่ีตดั สินนนั้ เป็นปัญหาสาคญั อนั ควรส่ศู าลสงู สุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออยั การ
สูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอนั ควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๑ การที่โจทก์ย่ืนคาร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพ่ือให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณานนั้ แม้โจทก์
จะอ้างว่าฎีกาของโจทก์มีเหตุอนั สมควรและเป็นปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เป็นสาระ

571

อนั ควรแก่การพิจารณาก็ตาม ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อานาจแก่ศาลฎีกาที่จะก้าวล่วงมีคาสง่ั
รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาได้ ให้ยกคาร้อง และให้ศาลชนั้ ต้นตรวจสง่ั ฎีกาของโจทก์ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๓ ตอ่ ไป

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๔
คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ท.๒๕๒๙/๒๕๕๓ ฎ.๒๕๙๑ โจทก์ยื่นคาร้องอทุ ธรณ์คาสงั่ ไมร่ ับ
ฎีกา ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง บญั ญัติให้ศาลชนั้ ต้นรีบส่งคาร้องดงั กล่าวไปยงั ศาลฎีกา
การที่ศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ยกคาร้องอทุ ธรณ์คาสงั่ ไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อ
โจทก์ยื่นคาร้องฎีกาคาสง่ั และศาลชนั้ ต้นสง่ มายงั ศาลฎีกา ศาลฎีกาเหน็ สมควรวินิจฉยั คาร้องฎีกา
คาสงั่ ของโจทก์ไป

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕ ประกอบ ป.ว.ิ พ. มำตรำ ๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒
ปัญหำข้อเทจ็ จริงท่ีมิได้ยกขนึ้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลล่ำง

ฎีกำท่ี ๗๑๓๕/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๘ น.๘๖ จาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้ว จึงต้อง
ฟังข้อเท็จจริงตามคารับสารภาพของจาเลยวา่ มีเจตนากระทาความผิดตามที่โจทก์ฟอ้ งมา จาเลย
จะฎีกาโต้เถียงว่า จาเลยไม่ได้กระทาความผิดหาได้ไม่ เพราะขดั กับคาให้การรับสารภาพของ
จาเลยและมิใชข่ ้อเท็จจริงที่ได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ ต้องห้าม
มใิ ห้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่งึ (เดมิ ) (ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึง่ ,
๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๑๘๒๕/๒๕๕๗ ฎ.๔๑๖ จาเลยท่ี ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชนั้ ต้นลงโทษ
จาเลยท่ี ๑ ประหารชีวิต จาเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์ขอให้ศาลอทุ ธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนง่ึ ตาม ป.อ. มาตรา
๗๘ จาเลยท่ี ๑ จะกลบั มาฎีกาวา่ มไิ ด้กระทาผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเทจ็ จริงท่ีจาเลย
ที่ ๑ ให้การรับสารภาพแล้ว ทงั้ ยงั เป็นการยกข้อเท็จจริงขึน้ ใหม่ในชนั้ ฎีกา ซ่ึงเป็นปัญหาท่ีมิได้
ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหนึง่ (เดมิ ) (ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๙๔๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๙ ศาลชนั้ ต้นลงโทษจาเลยในความผดิ ฐานพยายาม
ฆ่าผู้อื่นเพ่ือป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จาเลยอุทธรณ์ว่า จาเลยไม่ใช่คนร้ ายท่ีใช้อาวุธปืนยิง

572

ผู้เสียหาย ไม่ได้อุทธรณ์ว่าหากฟังว่าจาเลยเป็นคนร้ ายที่ใช้อาวุธยิงผู้เสียหาย การกระทาของ
จาเลยก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ดงั นี ้ ข้อท่ีว่าการกระทาของจาเลยเป็นการ
ป้องกนั เกินสมควรแก่เหตุจึงยุติไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้ว จาเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึน้
อ้างในชัน้ ฎีกาว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพวกของผู้เสียหายจะหยุดการทาร้ ายจาเลยกับพวก
เมื่อใด ทงั้ พวกผ้เู สียหายยงั ทาร้าย ว. ซ่ึงยืนอย่กู บั จาเลยด้วยอาวุธมีคมฟันจนสลบบริเวณที่เกิด
เหตุ การกระทาของจาเลยเป็นการปอ้ งกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึน้ ว่ากัน
มาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม)
(ปัจจบุ นั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต เดิมฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ ฎ.๑๑๓๗ วินิจฉยั ว่า แมจ้ าเลยจะไม่ไดย้ กขอ้ ต่อสวู้ ่าจาเลย
กระทาโดยปอ้ งกนั สิทธิของตนพอสมควรแก่เหตขุ ้ึนว่ากล่าวมาแต่ศาลชน้ั ตน้ และศาลอทุ ธรณ์ แต่
ปัญหาดังกล่าวเป็ นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงไม่ต้องห้ามที่จาเลย
จะยกขึ้นว่ากล่าวในชัน้ ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ต่อมา
ฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๕๗ มีขอ้ เท็จจริงใกลเ้ คียงกนั มาก และผูแ้ ต่งเห็นว่าฎีกาที่ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ น่าจะ
ถกู กลบั โดยฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๕๗ แต่อาจจะมีอาจารย์ท่านอืน่ เห็นว่าสองฎีกานีข้ อ้ เท็จจริงแตกต่าง
กนั ไม่ไดก้ ลบั แนววินิจฉยั เดิมก็ได้ ลองติดตามในคาบรรยายเนติฯ ล่าสดุ ดว้ ย

ฎีกำท่ี ๑๒๗๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๙ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยเป็นคนร้ายฆ่าผ้ตู าย จาเลย
ให้การปฏิเสธ และนาสืบปฏิเสธอ้างฐานท่ีอยู่ ศาลชัน้ ต้นฟังว่าจาเลยเป็นคนร้ ายฆ่าผู้ตาย
พิพากษาลงโทษจาเลยฐานฆา่ ผ้อู ่ืน จาเลยอทุ ธรณ์อ้างวา่ จาเลยมิใชค่ นร้าย ศาลอทุ ธรณ์ฟังตาม
ศาลชนั้ ต้นว่าจาเลยเป็นคนร้ายฆ่าผ้ตู ายเช่นกัน แต่จาเลยฎีกากลบั อ้างข้อเท็จจริงขึน้ มาใหม่ว่า
จาเลยได้ฆ่าผู้ตายจริงเพราะจาเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึง
กระทาความผิดไปโดยบนั ดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา ๗๒ ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงท่ีมิได้
ยกขนึ ้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้จาเลยฎีกาตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒) ประกอบ
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๑๕๕๘๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๓๔ ศาลชนั้ ต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จาเลยมีเจตนา
ฆา่ ผ้เู สียหาย เม่ือผ้เู สียหายไมถ่ ึงแก่ความตาย การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานพยายาม
ฆ่าผ้อู ่ืน แตเ่ ป็นการกระทาโดยบนั ดาลโทสะ จาเลยไม่ได้อทุ ธรณ์ คงมีเพียงโจทก์อทุ ธรณ์วา่ การ
กระทาของจาเลยไม่เป็นการกระทาโดยบนั ดาลโทสะและขอให้ไม่รอการลงโทษจาเลยเท่านัน้
ข้อเทจ็ จริงท่ีวา่ จาเลยมีเจตนาฆา่ ผ้เู สียหายจงึ ยตุ ไิ ปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้ว จาเลยไมอ่ าจ

573

ฎีกาว่าจาเลยมีเพียงเจตนาทาร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านนั้ อีก ฎีกาของจาเลยจึงเป็นข้อท่ีมิได้
ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง
(เดมิ ) (ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๒๙๒๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๔ น.๙๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยกระทาความผิด
ฐานพยายามฆ่าผ้อู ื่นตามท่ีโจทก์ฟ้อง แต่จาเลยได้กลบั ใจแก้ไขไม่ให้การกระทานนั้ บรรลผุ ลอัน
เป็นเหตใุ ห้จาเลยไมต่ ้องรับโทษสาหรับความผดิ ฐานพยายามฆา่ ผ้อู ื่น คงลงโทษจาเลยฐานทาร้าย
ร่างกายผ้อู ื่นเป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตรายแก่กาย ซ่ึงจาเลยมิได้อทุ ธรณ์คดั ค้านคาพิพากษาของศาล
ชนั้ ต้น คงมีเพียงโจทก์ที่อทุ ธรณ์ว่า กรณีไม่อาจถือว่าภายหลงั เกิดเหตุจาเลยกลบั ใจแก้ไขไม่ให้
การกระทาบรรลุผล ขอให้ลงโทษจาเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ดังนัน้
ข้ อเท็จจริงท่ีว่าจาเลยใช้ อาวุธมีดของกลางแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า จึงยุติไปตาม
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้ว จาเลยมิได้ยกข้อดงั กล่าวขึน้ ในชนั้ อทุ ธรณ์ โดยเพิ่งยกขึน้ ในชนั้ ฎีกา
ฎีกาของจาเลยจงึ เป็นข้อที่มิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ต้องห้าม
มิให้จาเลยยกขึน้ อ้างในฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๕ วรรคหนง่ึ , ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๑๗๘๑/๒๕๕๕ ฎ.๕๑๑ จาเลยไม่ได้อทุ ธรณ์โต้แย้งคดั ค้านคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
ท่ีวินิจฉัยว่าจาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆ่าผ้อู ่ืน เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยใน
สถานเบาโดยรอการกาหนดโทษ หรื อลดโทษและรอการลงโทษหรื อกาหนดเงื่ อนไ ขคุมความ
ประพฤติของจาเลยเท่านัน้ แม้ ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่า จาเลยกระทาความผิดตาม
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นหรือไม่ขึน้ วินิจฉัย ก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล
อทุ ธรณ์ จึงเป็นอนั ยุติไปแล้วตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ฎีกาของจาเลยท่ีว่า จาเลยมิได้กระทา
ความผิดตามฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ
ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๒๘๐๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๘๔ จาเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยาน
ประกอบคารับสารภาพของจาเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๖ ศาลชนั้ ต้นฟังพยานโจทก์ว่า จาเลย
ร่วมกับพวกข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงจริง และพิพากษา
ลงโทษจาเลยตามฟ้อง จาเลยอทุ ธรณ์โต้แย้งคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเพียงวา่ ผ้เู สียหายมีส่วนร่วม
ในความผิดที่เกิดขนึ ้ จงึ ไมเ่ ป็นผ้เู สียหายตามกฎหมาย กบั ขอให้รอการลงโทษให้แก่จาเลยโดยมไิ ด้
อทุ ธรณ์โต้แย้งว่าพยานหลกั ฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทาชาเรา

574

ผ้เู สียหายอนั มีลกั ษณะเป็นการโทรมหญิงแตป่ ระการใด ข้อเท็จจริงจงึ ยตุ ไิ ปตามคาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้น ฎีกาของจาเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีประจกั ษ์พยานที่สามารถยืนยนั ได้ว่าจาเลยร่วมกนั กระทา
ความผิด ผ้เู สียหายปรักปราจาเลย ทาให้มีเหตสุ งสยั จงึ เช่ือได้ไมส่ นิทใจวา่ จาเลยกระทาความผิด
ตามฟ้องนนั้ เป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซ่ึงยุติไปในศาลชนั้ ต้นขึน้ มาโต้เถียงใหม่ในชนั้ ฎีกา
จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕ ซึ่งไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผ้พู ิพากษาซ่ึงพิจารณาและลงช่ือในคาพิพากษา
ศาลชนั้ ต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชนั้ ต้นส่ังรับฎีกาของจาเลยไว้เป็นการ
ไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคารับสารภาพของ
จาเลย แล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง หากจาเลยอทุ ธรณ์ว่า "พยานโจทก์
รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิด" ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานโจทก์รับฟังได้ว่า
จาเลยกระทาความผิด จาเลยฎีกาต่อมาว่า "พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาความผิด"
จาเลยฎีกาได้ (ฎีกาที่ ๑๔๗๕/๒๕๕๐)

แต่ถ้าจาเลยฎีกาว่า "ไม่ได้กระทาความผิด" แม้จาเลยจะอุทธรณ์ว่า "ไม่ได้กระทา
ความผิด" จะถือว่าเป็นอทุ ธรณ์ฎีกาที่ขดั กบั คารับสารภาพของจาเลย เป็นข้อทีไ่ ม่ได้ยกขึ้นว่ากนั
มาแลว้ โดยชอบในศาลชน้ั ตน้ (ฎีกาที่ ๕๕๒๑/๒๕๔๘)

การอทุ ธรณ์ฎีกาว่า "พยานโจทก์รับฟังไม่ไดว้ ่าจาเลยกระทาความผิด" กบั อทุ ธรณ์ฎีกาว่า
"จาเลยไม่ไดก้ ระทาความผิด" อาจมีผลในทางกฎหมายแตกต่างกนั

ฎีกำท่ี ๑๕๗๙๓/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๒๒ ศาลชนั้ ต้นฟังข้อเท็จจริงวา่ มีคนร้ายเอาเศษ
เหล็กบนรถยนต์บรรทุกสิบล้อไป จาเลยทงั้ สองมิได้อทุ ธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงดงั กล่าวและไม่ได้
กล่าวเป็นประเด็นไว้ในคาแก้ อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็ นยุติได้ว่า เศษเหล็กนา้ หนัก
ประมาณ ๕,๔๐๐ กิโลกรัม บนรถยนต์บรรทกุ สิบล้อของโจทก์ร่วมมีคนร้ายเอาไป ท่ีจาเลยทงั้ สอง
ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าเศษเหล็กหายไปจริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาคัดค้าน
ข้อเท็จจริงท่ีไม่ได้ว่ากล่าวกนั มาแล้วโดยชอบในศาลอทุ ธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๕๘๓๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๒๔ โจทก์ได้บรรยายฟ้องคดนี ีว้ า่ พนกั งานสอบสวน
ทาการสอบสวนแล้ว จึงสนั นิษฐานได้ว่าได้มีการสอบสวนท่ีชอบด้วยกฎหมายแล้ว การท่ีจาเลย
ไมค่ ดั ค้านโดยเสนอหรือนาสืบเป็นข้อตอ่ ส้ไู ว้ถือว่าไม่มีข้อโต้เถียงกนั แม้ปัญหาเร่ืองการสอบสวน

575

อานาจฟ้องของโจทก์ และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั
ความสงบเรียบร้ อย ซึ่งจาเลยมีสิทธิยกขึน้ อ้างในชัน้ อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดงั กล่าวจาเป็นต้องอาศยั ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ เม่ือจาเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงข้อนี ้
ขนึ ้ ตอ่ ส้ใู นศาลชนั้ ต้น จึงไมม่ ีข้อเท็จจริงท่ีจะให้วินิจฉยั วา่ พนกั งานสอบสวนทาการสอบสวนจาเลย
โดยไม่ได้จดั หาล่ามให้จาเลยดังที่จาเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจาเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหา
ข้อเท็จจริงเพื่อนาไปส่ขู ้อกฎหมายที่จาเลยยกขึน้ อ้าง และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึน้ ว่ากนั มาแล้วโดย
ชอบในศาลชนั้ ต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕ ที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกอทุ ธรณ์ของจาเลยชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๒๒๘/๒๕๕๕ ฎ.๖๑ โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จาเลยบังอาจกระทาชาเรา
ผ้เู สียหายที่ ๒ อายุ ๑๒ ปีเศษ ซ่ึงอายุยงั ไม่เกิน ๑๓ ปี และมิใช่ภริยาของจาเลยจนสาเร็จความ
ใคร่ โดยระบุวนั เดือนปีเกิดของผ้เู สียหายที่ ๒ ไว้ในฟ้องว่า เกิดวนั ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ใน
ชนั้ พิจารณาจาเลยให้การรับสารภาพ โดยจาเลยมิได้โต้แย้งว่าตนเองสาคญั ผิดเก่ียวกบั อายขุ อง
ผ้เู สียหายและมิได้นาพยานหลกั ฐานมานาสืบหกั ล้างพยานหลกั ฐานของโจทก์ในส่วนท่ีเกี่ยวกบั
อายขุ องผ้เู สียหายท่ี ๒ การที่จาเลยเพ่ิงอทุ ธรณ์ข้อตอ่ ส้วู า่ จาเลยสาคญั ผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุ
ของผู้เสียหายที่ ๒ เน่ืองจากผู้เสียหายท่ี ๒ มีรูปร่างใหญ่โตเกินกว่าอายุที่แท้จริง มิใช่ปัญหา
ข้อกฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยท่ีจาเลยจะมีสิทธิยกขนึ ้ กลา่ วอ้างในชนั้ อทุ ธรณ์ได้ และ
ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึน้ ว่ากล่าวกนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ
ตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๔๒๖๘/๒๕๕๒ ฎ.๙๓๗ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทงั้ สามร่วมกนั ปล้นทรัพย์ ศาลชนั้ ต้น
ฟังข้อเท็จจริงวา่ จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ร่วมกนั ชิงทรัพย์โดยจาเลยที่ ๓ มไิ ด้ร่วมกระทาความผิดด้วย
จึงพิพากษาว่าจาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๙
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๓ จาคุกคนละ ๑๐ ปี เพิ่มโทษจาเลยที่ ๑ หน่ึงในสามเป็นจาคุก
จาเลยท่ี ๑ มีกาหนด ๑๓ ปี ๔ เดือน และให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๓ โจทก์อุทธรณ์ว่า
จาเลยท่ี ๓ ร่วมกระทาความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จาเลย
ทงั้ สามมิได้อทุ ธรณ์ ข้อเท็จจริงท่ีศาลชนั้ ต้นฟังว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกนั ชิงทรัพย์ผ้เู สียหาย
จงึ เป็นอนั ยตุ ิ เมื่อศาลอทุ ธรณ์ฟังว่าจาเลยที่ ๓ ร่วมกระทาความผิดด้วยและพิพากษาแก้เป็นว่า
จาเลยทัง้ สามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ วรรคหน่ึง ประกอบ

576

มาตรา ๘๓ จาคกุ คนละ ๑๐ ปี เพิ่มโทษจาเลยท่ี ๑ หน่ึงในสาม เป็นจาคกุ จาเลยท่ี ๑ มีกาหนด
๑๓ ปี ๔ เดือน แม้คดีของโจทก์เก่ียวกับจาเลยที่ ๑ ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เฉพาะบทจาก
ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นปล้นทรัพย์ แตม่ ิได้แก้ไขโทษ จึงเป็ นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษ
จาคกุ จาเลยที่ ๑ เกินห้าปี จาเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ก็ตาม แตจ่ าเลยที่ ๑ คงมีสิทธิฎีกาได้เพียงเฉพาะในปัญหาวา่ จาเลยที่ ๓
มิได้ร่วมกระทาความผิดด้วยอันจะทาให้การกระทาของจาเลยท่ี ๑ เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์
เท่านนั้ จาเลยท่ี ๑ จะหวนกลบั มาใช้สิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจาเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้
ร่วมกนั ชิงทรัพย์ผ้เู สียหายอีกไมไ่ ด้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขนึ ้ วา่ กลา่ วกนั มาแล้วโดยชอบ
ในศาลอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามมิให้จาเลยท่ี ๑ ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม)
(ปัจจบุ นั คือ ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนงึ่ , ๒๕๒) ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๖๖๑๓/๒๕๕๒ ฎ.๑๖๔๖ โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยทงั้ สามกบั อ. ร่วมกนั แผ้วถางป่ า ขดุ
ดิน และต้นไม้ ปลูกท่ีอยู่อาศยั ก่อสร้าง และยึดถือครอบครองป่ า ซึ่งเป็ นการฟ้องขอให้ลงโทษ
จาเลยทงั้ สามฐานเป็นตวั การร่วมกระทาความผิดกบั อ. เมื่อศาลชนั้ ต้นพพิ ากษาวา่ จาเลยทงั้ สาม
มีความผิดเป็นผ้สู นบั สนนุ และโจทก์มิได้อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สามในความผิดฐานเป็น
ตวั การร่วม ความผิดฐานเป็นตวั การร่วมจึงยุติไปตามคาพิพากษาของศาลชัน้ ต้น การที่โจทก์
กลบั มาฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยทงั้ สามฐานเป็นตวั การร่วมกระทาความผดิ กบั อ. ตามฟ้อง จงึ เป็น
ฎีกาในข้อที่มิได้ยกขนึ ้ วา่ กนั มาแล้วโดยชอบในศาลอทุ ธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบันคือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒) ประกอบ ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ฟอ้ งจาเลยทงั้ สามกบั พวกเป็นตวั การร่วมกนั กระทาผิด ศาลชนั้ ตน้ พิพากษา
ว่า จาเลยท้ังสามเป็ นผู้สนับสนุนการกระทาความผิด จาเลยท้ังสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์
พิพากษากลบั ใหย้ กฟอ้ ง โจทก์ฎีกาว่าจาเลยทงั้ สามเป็นตวั การร่วมกนั กระทาความผิด โดยโจทก์
มิได้อทุ ธรณ์ในปัญหาดงั กล่าวไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉยั ในปัญหาเรื่องตวั การ พิพากษายกฎีกา
ส่วนปัญหาเรื่องผู้สนบั สนุนศาลฎีกาก็ไม่ได้วินิจฉยั เพราะโจทก์ไม่ได้ฎีกาว่าจาเลยทงั้ สามเป็ น
ผูส้ นบั สนนุ ปัญหาว่าจาเลยทงั้ สามไม่เป็นผูส้ นบั สนนุ จึงยตุ ิไปตามคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์

ฎีกำท่ี ๖๐๘๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๘ น.๗๑ จาเลยมีโอกาสโดยบริบูรณ์ที่จะคดั ค้านการท่ี
ผ้พู ิพากษาได้ขนึ ้ นง่ั พิจารณาคดีนีไ้ ม่ครบองค์คณะแล้วตงั้ แตใ่ นขณะที่ศาลชนั้ ต้นดาเนินกระบวน
พิจารณาอยตู่ อ่ หน้าจาเลย การท่ีจาเลยละเลยเสียมิได้โต้แย้งคดั ค้านในเวลาอนั สมควร ยอ่ มถือวา่
จาเลยได้สละสิทธินนั้ แล้ว จาเลยเพิ่งยกขนึ ้ มาโต้แย้งตอ่ เมื่อคดีได้ลว่ งเลยมาถึงชนั้ ฎีกาแล้วไม่ได้

577

ฎีกำท่ี ๓๒๗๐-๓๒๗๒/๒๕๔๘ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๓๒ การโต้แย้ งคัดค้านเหตุผลแห่ง
ข้อวินิจฉัยในคาพิพากษา โดยไม่ประสงค์ถึงกับให้ผลของคาพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปนัน้
หาจาต้องถึงขัน้ ทาเป็นอุทธรณ์ไม่ เมื่อจาเลยโต้แย้งคดั ค้านข้อเท็จจริงท่ีศาลชัน้ ต้นฟังมาโดย
ทาเป็นเพียงคาแก้อทุ ธรณ์ ข้อเท็จจริงดงั กลา่ วจงึ ยงั ไม่ยตุ ติ ามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและถือเป็น
ประเด็นในชนั้ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอานาจหยิบยกขึน้ วินิจฉัยอีกครัง้ หนึ่งได้ และไม่ขัด
ตอ่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง, ๒๕๒)
ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕ ประกอบ ป.ว.ิ พ. มำตรำ ๒๗
ฎีกำท่ี ๙๘๒๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๒ น.๒๐๖ คาร้องของจาเลยฉบบั ลงวนั ที่ ๒๘ มกราคม
๒๕๕๗ ท่ีขอให้เพิกถอนกระบวนพจิ ารณาที่ผิดระเบียบนนั้ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ บญั ญัตใิ ห้คคู่ วามฝ่ ายที่เสียหายอาจยกขนึ ้ กล่าวอ้างได้ไมว่ ่าเวลาใด ๆ ก่อนมี
คาพิพากษา แตต่ ้องไมช่ ้ากวา่ แปดวนั นบั แตว่ นั ที่คคู่ วามฝ่ ายนนั้ ได้ทราบข้อความหรือพฤตกิ ารณ์
อนั เป็นมลู แห่งข้ออ้างนนั้ ตามคาร้องของจาเลยดงั กล่าวอ้างวา่ เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายนดั ฟังคา
พพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ ให้จาเลยไมช่ อบเพราะบ้านของจาเลยซ่ึงเป็นภมู ลิ าเนาตามฟ้องยงั ไมไ่ ด้รือ้
ถอนและจาเลยพกั อาศยั อยทู่ ี่บ้านดงั กล่าวตลอดมา อนั เป็นการยกข้ออ้างที่ทาให้จาเลยไม่ทราบ
ว่าศาลชัน้ ต้นนัดฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกหมายจับจาเลยและอ่านคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แตก่ ารท่ีจาเลยเพ่ิงทราบเร่ืองดงั กล่าว จาเลยก็ชอบท่ีจะยก
ข้อคดั ค้านในเรื่องผดิ ระเบียบดงั กลา่ วขนึ ้ กลา่ วอ้างภายในเวลาไมช่ ้ากวา่ แปดวนั นบั แตว่ นั ท่ีจาเลย
ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนนั้ ตามบทบญั ญัติดงั กล่าวข้างต้นด้วย
ข้อเท็จจริงตามคาร้ องปรากฏว่าเม่ือประมาณต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๖ จาเลยทราบจาก
เจ้าหน้าที่เรือนจาจงั หวดั ภูเก็ตว่า จาเลยแพ้คดีโดยศาลอทุ ธรณ์ มีคาพิพากษาตงั้ แตต่ ้นปี ๒๕๕๖
และต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๗ จาเลยให้ทนายความติดตามรายละเอียดของ
สานวนคดีจึงทราบว่า การส่งหมายนดั ฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จาเลยไม่ชอบ จึงฟังได้ว่า
จาเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเร่ืองผิดระเบียบตามคาร้ อง
ดงั กลา่ วของจาเลยจากทนายความตงั้ แตป่ ระมาณต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๗ แล้ว เม่ือจาเลยย่ืน
คาร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างวา่ ผิดระเบียบเมื่อวนั ท่ี ๒๘ มกราคม ๒๕๕๗ จึงช้า

578

กว่าแปดวนั นับแต่วันที่จาเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนัน้ แล้ว
จาเลยยอ่ มหมดสทิ ธิยกขนึ ้ อ้าง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕ ประกอบ ป.ว.ิ พ. มำตรำ ๑๔๔
ฎีกำท่ี ๕๗/๒๕๕๙ ฎ.๔๒ จาเลยยื่นคาร้องขอให้ศาลชนั้ ต้นยกเลิกหมายจาคกุ เมื่อคดี
ถึงที่สุดฉบบั เดิมและออกหมายจาคกุ เมื่อคดีถึงที่สุดฉบบั ใหม่โดยอ้างเหตผุ ลอย่างเดียวกันกับ
ในประเด็นท่ีศาลชนั้ ต้นได้วินิจฉัยชีข้ าดตามคาร้องฉบบั ก่อน ๆ ของจาเลยมาแล้ว ดงั นี ้ เป็นการ
ดาเนินกระบวนพจิ ารณาซา้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕
ฎีกำท่ี ๕๙๙๑/๒๕๕๘ ฎ.๑๒๑๘ คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ที่ยกคาร้องขอรือ้ ฟื น้ คดอี าญา
ขนึ ้ พิจารณาใหม่ของผ้รู ้องถึงที่สุดนบั ตงั้ แตว่ นั ที่ได้อ่านคาพิพากษาให้ผ้รู ้องฟัง ตาม พ.ร.บ.การ
รือ้ ฟื น้ คดีอาญาขนึ ้ พิจารณาใหม่ฯ มาตรา ๑๐ วรรคสอง, ๑๘ และ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ ประกอบ
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕ แตผ่ ้รู ้องยงั คงย่ืนคาร้องขอรือ้ ฟื น้ คดีอาญาขนึ ้ พิจารณาใหมเ่ ป็นครัง้ ที่สอง ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายกคาร้อง ผ้รู ้องจงึ ย่ืนคาร้องขอให้ศาลชนั้ ต้นสง่ เร่ืองให้ศาลรัฐธรรมนญู วินิจฉัย
ว่า พ.ร.บ.ฉบบั ดงั กล่าว มาตรา ๑๘ ขดั แย้งต่อรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๕๐
มาตรา ๔๐ (๗) ก็เพ่ือให้ศาลชนั้ ต้นไตส่ วนคาร้องขอรือ้ ฟื น้ คดีอาญาขึน้ พิจารณาใหม่ที่ผ้รู ้องย่ืน
ครัง้ ที่สองและส่งสานวนพร้อมทงั้ ความเห็นไปยงั ศาลอทุ ธรณ์ เพ่ือให้วินิจฉัยคาร้องดังกล่าว จึง
เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาซา้ ในประเดน็ ที่ศาลอทุ ธรณ์ได้มีคาวินิจฉยั ชีข้ าดไปแล้ว ต้องห้าม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ เมื่อศาลชนั้ ต้นมีคาสงั่ ไม่รับคาร้องเพราะ
คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ร้องอทุ ธรณ์คาส่ัง ศาลอุทธรณ์ก็ไม่มีอานาจที่จะรับวินิจฉัยให้ การท่ีศาล
อทุ ธรณ์รับวนิ จิ ฉยั มาเป็นการไมช่ อบ ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั
ฎีกำท่ี ๑๓๑๐๕/๒๕๕๘ ฎ.๓๓๙๗ ป.วิ.อ. มิได้บญั ญตั ถิ ึงการดาเนินกระบวนพจิ ารณาซา้
ไว้โดยเฉพาะ และ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ได้บญั ญัติรายละเอียดเก่ียวกบั เร่ืองดงั กล่าวไว้ว่า เมื่อ
ศาลใดมีคาพิพากษาหรือคาวินิจฉัยชีข้ าดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดาเนิน
กระบวนพิจารณาในศาลนัน้ อันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชีข้ าดแล้วนัน้ อีก ซึ่งเป็น
หลกั การตรวจสอบทานองเดียวกบั ป.วิ.อ. จึงนาเรื่องห้ามดาเนินกระบวนพิจารณาซา้ ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๔ มาใช้บงั คบั ในการดาเนนิ คดีอาญาตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕ ได้โดยอนโุ ลม
โจทก์ร่วมเคยฟ้องจาเลยเร่ืองบกุ รุกท่ีเกิดเหตสุ ถานท่ีเดียวกนั กบั คดีนี ้และศาลอทุ ธรณ์มี
คาพิพากษาถึงท่ีสุดว่า ท่ีเกิดเหตุอยู่ในเขตท่ีดินพระราชทาน หากคดีนีศ้ าลดาเนินกระบวน

579

พิจารณาคดีไปตามข้อตอ่ ส้ขู องจาเลยท่ีวา่ มีพยานหลกั ฐานใหม่มาพิสจู น์ได้วา่ ที่เกิดเหตคุ ดีนีอ้ ยู่
นอกเขตท่ีดินพระราชทาน ศาลก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศยั เหตอุ ย่างเดียวกนั ว่าที่เกิดเหตอุ ยู่ในเขต
ที่ดนิ พระราชทานหรือไม่ อนั เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาเก่ียวกบั คดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉยั
ชีข้ าดแล้ว ฉะนัน้ ที่ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยว่าที่เกิดเหตอุ ยู่ในเขตท่ีดินพระราชทานโดยอาศยั ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๔ ประกอบ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๕ จงึ ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๓๙๘๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๔ น.๙๘ เม่ือวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โจทก์ย่ืน
คาร้องขอขยายระยะเวลาฎีกามีกาหนด ๑ เดือน โดยอ้างวา่ โจทก์ไม่ทราบวนั นดั ฟังคาพิพากษา
ศาลอุทธรณ์เพราะโจทก์ไม่ได้รับหมายนัดฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชัน้ ต้นและ
ไม่ได้มีการส่งหมายนัดฟังคาพิพากษาให้ทนายโจทก์ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายนัด
ให้คคู่ วาม กรณีเป็นพฤตกิ ารณ์พิเศษและมีเหตสุ ดุ วสิ ยั ศาลชนั้ ต้นยกคาร้อง เทา่ กบั ศาลได้มีคาสง่ั
วินิจฉัยชีข้ าดคาร้ องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ย่ืนคาร้ องลงวนั ท่ี ๒๓
พฤษภาคม ๒๕๕๔ ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยอ้างเหตอุ ย่างเดียวกนั กบั คาร้องฉบบั แรก จงึ เป็น
การดาเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นท่ีได้วินิจฉัยชีข้ าดแล้ว ต้องห้ามตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหนง่ึ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ. มำตรำ ๑๔๗
ฎีกำท่ี ๔๒๕/๒๕๕๙ ฎ.๒๘๓ ขณะศาลฎีกาส่งคาพิพากษาให้ ศาลชัน้ ต้ นอ่าน
คาพิพากษาให้คคู่ วามฟัง จาเลยที่ ๑ ถกู คมุ ขงั อย่ทู ี่เรือนจาเขาบิน จงั หวดั ราชบรุ ี ส่วนจาเลยที่ ๒
อย่ทู ่ีเรือนจากลางคลองเปรม การที่ศาลชนั้ ต้นส่งคาพิพากษาศาลฎีกาให้ศาลจงั หวดั ราชบรุ ีอ่าน
ให้จาเลยท่ี ๑ ฟังก่อน แล้วจึงอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาให้ จาเลยท่ี ๒ ฟัง จึงเป็ นการอ่าน
คาพิพากษาศาลฎีกาให้จาเลยที่ ๒ ฟังโดยชอบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๘๒ จาเลยที่ ๒ จะกลา่ วอ้าง
ว่าการท่ีศาลชนั้ ต้นอ่านคาพิพากษาให้จาเลยที่ ๑ ฟัง ย่อมมีผลถึงจาเลยที่ ๒ ด้วยไมไ่ ด้ เม่ือตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๘ บัญญัติเพียงว่า คาพิพากษามีผลตงั้ แต่วันท่ีได้อ่านในศาลโดยเปิดเผย
เป็นต้นไป โดยมิได้บญั ญัติวา่ คดีถึงที่สดุ เมื่อใด จึงต้องนา ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ มาใช้บงั คบั เทา่ ท่ี
พอจะใช้บงั คบั ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ เมื่อศาลชนั้ ต้นอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาให้จาเลยท่ี ๒
ฟังเม่ือ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ คดีของจาเลยท่ี ๒ จึงถึงท่ีสุดในวันดังกล่าว การท่ีศาลชัน้ ต้น
ออกหมายจาคกุ เม่ือคดีถึงท่ีสดุ ให้แก่จาเลยท่ี ๒ โดยระบวุ า่ คดีถึงท่ีสดุ วนั ท่ี ๑๘ กนั ยายน ๒๕๕๕
จงึ ชอบแล้ว

580

กำรบังคับตำมคำพพิ ำกษำ

ข้อ ๘๗ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ขอให้ลงโทษตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๒๘๘ และขอให้ ริบมีดของกลาง จาเลยให้ การรับสารภาพ
ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจาคกุ ตลอดชีวิต โจทก์อทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษประหารชีวิต
เพราะเป็นการกระทาท่ีเสียหายต่อความสงบสุขในสงั คมอย่างร้ายแรง จาเลยอทุ ธรณ์ว่า พยาน
โจทก์ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาผิด แต่จาเลยย่ืนอุทธรณ์เกินกาหนด ศาลชนั้ ต้นสง่ั ไม่รับอุทธรณ์
ของจาเลย และส่งสานวนท่ีโจทก์อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ โดยมิได้ ระบุว่าให้ส่งสานวนของ
จาเลยไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ ศาล
อุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นาสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสยั ว่า
จาเลยกระทาความผิดตามฟ้อง โทษท่ีศาลชนั้ ต้นกาหนดนนั้ เหมาะสมแล้ว แต่ศาลชนั้ ต้นมิได้
พิพากษาให้ ริบของกลาง จึงพิพากษาแก้ ให้ ริบมีดของกลาง นอกจากที่แก้ ให้ เป็ นไปตาม
คาพิพากษาศาลชัน้ ต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษประหารชีวิตเพราะเป็นการกระทาท่ีเสียหาย
ต่อความสงบสุขในสงั คมอย่างร้ายแรง จาเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาผิด
โดยโจทก์และจาเลยยื่นฎีกาภายใน ๑ เดือน นบั แตว่ นั อา่ นคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะสงั่ ฎีกาของโจทก์และจาเลยอยา่ งไร
คำตอบ ความผิดตามฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชัน้ ต้นในส่วนของการ
กระทาความผิดและโทษเพียงแตแ่ ก้ให้ริบของกลางซ่ึงเป็ นกำรแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษ
จำคุกจำเลยเกินห้ำปี จึงต้องห้ำมมิให้โจทก์ฎีกำในปัญหำข้อเทจ็ จริงตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ท่ีโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษประหารชีวิตเพราะ
เป็นการกระทาท่ีเสียหายตอ่ ความสงบสขุ ในสงั คมอยา่ งร้ายแรง เป็ นกำรโต้เถียงดลุ พนิ ิจในกำร
กำหนดโทษของศำลอุทธรณ์ ซ่ึงเป็ นฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง จึงต้องห้ำมมิให้โจทก์ฎีกำ
ตำมบทบัญญัตดิ ังกล่ำว (ฎีกาท่ี ๑๐๑๑๓/๒๕๕๔)
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคุกจาเลยตลอดชีวิต จาเลยยื่นอุทธรณ์เกินกาหนด ศาล
ชนั้ ต้นส่ังไม่รับอุทธรณ์ และส่งสานวนที่โจทก์อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยมิได้ระบุว่าให้ส่ง
สานวนของจาเลยไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๔๕ ถือว่ำศำลชัน้ ต้นส่งสำนวนคดีท่ี
พิพำกษำให้ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศำลอุทธรณ์ ในเม่ือไม่ มีกำรอุทธรณ์
คำพิพำกษำนั้น และคำพิพำกษำเช่นว่ำนีจ้ ะยังไม่ถึงท่ีสุด เว้นแต่ศำลอุทธรณ์ จะได้
พิพำกษำยืนตามมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เฉพาะในส่วนการ

581

ริบของกลาง เท่ำกับพิพำกษำยืนในส่วนควำมผิดและโทษตำมคำพิพำกษำศำลชัน้ ต้น
จึงเป็ นกรณีท่ีศำลอุทธรณ์ ยกคดีขึน้ วินิจฉัยโดยอำนำจตำมมำตรำ ๒๔๕ วรรคสอง
มิได้วินิจฉัยเพรำะจำเลยอุทธรณ์คำพิพำกษำของศำลชัน้ ต้น เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน
ข้อเท็จจริงท่ีว่ำ พยำนหลักฐำนท่ีโจทก์นำสืบมำฟังได้ว่ำจำเลยกระทำควำมผิดตำมฟ้อง
จึงเป็ นอันถงึ ท่สี ุดตำมบทกฎหมำยดังกล่ำว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกำ (ฎีกาที่ ๓๗๐/๒๕๕๖)

ศำลชัน้ ต้นต้องส่ังไม่รับฎีกำของโจทก์และจำเลย
ฎีกำท่ี ๑๐๑๑๓/๒๕๕๔ ฎ.๒๐๗๙ ความผิดข้อหาฆ่าผ้อู ื่นโดยทรมานหรือกระทาทารุณ
โหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕) ประกอบมาตรา ๖๕ วรรคสอง ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนตาม
ศาลชนั้ ต้นให้ลงโทษจาคกุ จาเลยเกินห้าปี จงึ ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่า
จาเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย และขณะกระทาความผิดจาเลยมีสติ
สามารถรู้ผิดชอบชวั่ ดีสมควรพิพากษาให้ประหารชีวิตจาเลยสถานเดียว เป็นการโต้เถียงดลุ พินิจ
ในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลอทุ ธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ โจทก์
ร่วมฎีกาตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ฎีกำท่ี ๓๗๐/๒๕๕๖ ฎ.๕๑ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาลงโทษจาคุกจาเลยที่ ๔ ตลอดชีวิต
จาเลยท่ี ๔ ย่ืนอทุ ธรณ์เกินกาหนด ศาลชนั้ ต้นสงั่ ไม่รับอทุ ธรณ์ และสง่ สานวนท่ีโจทก์และจาเลยที่
๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยมิได้ระบุว่าให้ส่งสานวนของจาเลยท่ี ๔ ไปยังศาล
อทุ ธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ ถือว่าคดีของจาเลยท่ี ๔ ขึน้ สู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง แล้ว ศาลอทุ ธรณ์พพิ ากษาแก้เฉพาะในสว่ นการริบของกลาง
เท่ากับพิพากษายืนในส่วนความผิดและโทษตามคาพิพากษาศาลชัน้ ต้น จึงเป็นกรณีที่ ศาล
อทุ ธรณ์ยกคดขี นึ ้ วินจิ ฉยั โดยอานาจตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง มิได้วินิจฉยั เพราะจาเลย
ท่ี ๔ อทุ ธรณ์คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้น เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงท่ีว่าจาเลยที่ ๔
กระทาความผดิ ตามฟ้องหรือไมจ่ งึ เป็นอนั ถึงที่สดุ ตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว

582

ข้อ ๘๘ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขอให้ลงโทษตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) จาเลยให้การปฏิเสธ ศาลชัน้ ต้นสืบพยานแล้ว
พิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตามมาตรา ๒๘๙ (๔) แม้จาเลยให้การรับสารภาพในชนั้ สอบสวน
แต่จาเลยจานนตอ่ พยานหลกั ฐาน ไม่สมควรลดโทษ ให้ประหารชีวิต จาเลยอุทธรณ์ขอให้ศาล
อทุ ธรณ์ลดโทษให้ ศาลอทุ ธรณ์พิจารณาพยานหลกั ฐานโจทก์แล้ว วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงท่ีโจทก์
นาสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจาเลยกระทาความผิด และศาลชัน้ ต้นใช้ดุลพินิจ
เหมาะสมในการกาหนดโทษและไม่ลดโทษโดยเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน จาเลยฎีกาว่า
จาเลยกระทาผดิ โดยบนั ดาลโทสะ

ให้วินจิ ฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะรับฎีกาของจาเลยหรือไม่
คำตอบ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาประหารชีวิตจาเลย จาเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์
ลดโทษให้ แก่จาเลยโดยมิได้ อุทธรณ์ ว่าจาเลยไม่ได้ กระทาความผิดฐานฆ่าผ้ ูอ่ืนโดยไตร่ตรอง
ไว้ก่อน ถือได้ว่ำศำลชัน้ ต้นได้ส่งสำนวนคดีท่ีพิพำกษำให้ลงโทษประหำรชีวิตไปยังศำล
อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ด้วย การท่ีศาล
อุทธรณ์วินิจฉัยว่าจาเลยกระทาความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็ นกำร
วินิจฉัยโดยอำศัยอำนำจตำมมำตรำ ๒๔๕ วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพรำะจำเลยอุทธรณ์
เม่ือศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงท่ีว่ำจำเลยกระทำควำมผิดฐำนฆ่ำผู้อ่ืนโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จงึ เป็ นอันถึงท่สี ุดตำมบทกฎหมำยดังกล่ำว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกำ
ว่ำจำเลยกระทำควำมผิดโดยบันดำลโทสะได้อีก (ฎีกาที่ ๗๔๗/๒๕๕๕) ศำลชัน้ ต้นต้องส่ัง
ไม่รับฎีกำของจำเลย
ฎีกำท่ี ๗๔๗/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๔ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา
๒๘๙ (๔) อนั เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จาเลยอทุ ธรณ์ขอให้ศาลอทุ ธรณ์
ลดโทษให้แก่จาเลยเท่านนั้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจาเลยกระทาความผิดฐานฆ่าคนโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยโดยอาศยั อานาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง
มไิ ด้วินิจฉยั เพราะจาเลยอทุ ธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ข้อเทจ็ จริงที่ว่าจาเลยกระทาความผิด
ฐานฆา่ คนโดยไตร่ตรองไว้กอ่ นหรือไม่ จงึ เป็นอนั ถงึ ท่ีสดุ ตามบทกฎหมายดงั กล่าว จาเลยไมม่ ีสิทธิ
ฎีกาวา่ จาเลยกระทาความผดิ ฐานฆา่ คนตายโดยบนั ดาลโทสะได้อีก
ข้อสังเกต หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าไม่มีเหตุลดโทษ โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าจาเลยกระทา
ความผิดหรือไม่ ต้องถือว่าคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ขดั ต่อมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลฎีกาอาจ
ยอ้ นสานวนใหศ้ าลอทุ ธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ได้ตามมาตรา ๒๐๘ ประกอบมาตรา ๒๒๕

583

ข้อ ๘๙ คำถำม โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับ
อนั ตรายสาหสั และฆ่าเจ้าพนกั งานซ่ึงกระทาการตามหน้าท่ี จาเลยให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกัน
ปล้นทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผ้อู ื่นได้รับอนั ตรายสาหสั แตร่ ับสารภาพข้อหาฆา่ เจ้าพนกั งานซง่ึ กระทาการ
ตามหน้าท่ี ศาลชนั้ ต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ ฟังได้มนั่ คงว่าจาเลยกระทา
ความผิดตามฟ้อง ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหสั ให้จาคุก
ตลอดชีวิต ฐานฆ่าเจ้าพนกั งานซ่ึงกระทาการตามหน้าที่ให้ประหารชีวิต คงให้ประหารชีวิตสถาน
เดียว จาเลยอทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานฆ่าเจ้าพนกั งานซ่ึงกระทาการตาม
หน้าที่ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานท่ีโจทก์นาสืบมาฟังได้ม่ันคงว่าจาเลย
กระทาผิดทัง้ สองฐานตามฟ้อง และไม่มีเหตุจะลงโทษจาเลยสถานเบาในความผิดฐานฆ่า
เจ้าพนกั งานซง่ึ กระทาการตามหน้าที่ พิพากษายืน จาเลยฎีกาวา่ ข้อ ๑. พยานหลกั ฐานของโจทก์
ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับอันตรายสาหัส และ
ฟังไม่ได้ว่าจาเลยกระทาผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานซ่ึงกระทาการตามหน้าที่ ข้อ ๒. ขอให้ลงโทษ
สถานเบาในความผิดฐานฆา่ เจ้าพนกั งานซง่ึ กระทาการตามหน้าที่

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ศาลชนั้ ต้นจะสงั่ รับฎีกาของจาเลยหรือไม่
คำตอบ ฎีกาข้อ ๑. ของจาเลยนนั้ ในชนั้ อทุ ธรณ์ แม้จาเลยอทุ ธรณ์ขอให้ลงโทษสถาน
เบาในความผิดฐานฆ่าเจ้าพนกั งานซึ่งกระทาการตามหน้าท่ีเท่านนั้ แต่ประมวลกฎหมำยวิธี
พจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๒๔๕ วรรคสอง กำหนดให้ศำลชัน้ ต้นมีหน้ำท่ตี ้องส่งสำนวน
คดีท่ีศำลพพิ ำกษำให้ลงโทษประหำรชีวติ หรือจำคุกตลอดชีวิต ไปยังศำลอุทธรณ์ในกรณี
ท่มี ิได้มีกำรอุทธรณ์คำพพิ ำกษำนัน้ และคำพพิ ำกษำเช่นว่ำนีจ้ ะยังไม่ถึงท่ีสุด เว้นแต่ศำล
อุทธรณ์จะได้พพิ ำกษำยืน การที่ศาลอทุ ธรณ์พิจารณาวา่ จาเลยกระทาผิดทงั้ สองฐานตามฟ้อง
เป็ นกำรวินิจฉัยโดยอำศัยอำนำจตำมมำตรำ ๒๔๕ วรรคสอง ดังกล่ำว มิได้วินิจฉัยปัญหำ
ดังกล่ำวเพรำะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงท่ีว่ำจำเลยกระทำ
ควำมผิดตำมฟ้ องทัง้ สองฐำนหรือไม่ จึงเป็ นอันถึงท่ีสุดตำมบทกฎหมำยดังกล่ ำว
ต้องห้ำมไม่ให้ฎีกำ (ฎีกาท่ี ๖๕๙๔/๒๕๔๙)
ส่วนฎีกาของจาเลยในข้อ ๒. ท่ีขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานฆ่าเจ้าพนกั งาน
ซง่ึ กระทาการตามหน้าที่นนั้ เม่ือศาลชนั้ ต้นพพิ ากษาลงโทษประหารชีวิต จาเลยอทุ ธรณ์ขอให้ศาล
อทุ ธรณ์ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดงั กล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืน แต่ก็ถือว่ำ
เป็ นฎีกำในข้อท่ีได้ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลชัน้ ต้นและศำลอุทธรณ์ และ
ไม่ต้องห้ำมให้ฎีกำ จำเลยจึงมีสิทธิฎีกำคัดค้ ำนคำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ ในปั ญหำ

584

ดังกล่ำวได้ตามมาตรา ๒๑๖ วรรคหนงึ่
ศำลชัน้ ต้นต้องมีคำส่ังไม่รับฎีกำของจำเลยในข้อ ๑. แต่รับฎีกำในข้อ ๒.
ฎีกำท่ี ๖๕๙๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๗ น.๑๔๙ ในชัน้ อุทธรณ์ จาเลยอุทธรณ์ขอให้ศาล

อทุ ธรณ์ลงโทษในความผิดฐานนาเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจกั รเพ่ือจาหน่ายสถาน
เบาและลดโทษให้จาเลยเทา่ นนั้ ฎีกาของจาเลยในส่วนท่ีว่าจาเลยไม่ได้กระทาความผิดฐานตอ่ สู้
ขดั ขวางเจ้าพนกั งานในการปฏิบตั กิ ารตามหน้าท่ี จึงเป็นฎีกาในข้อท่ีมิได้ยกขึน้ วา่ กนั มาแล้วโดย
ชอบในศาลอทุ ธรณ์ ทงั้ ไม่ใช่ปัญหาอนั เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง (เดิม) (ปัจจุบนั คือ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง, ๒๕๒) ประกอบ
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ การท่ีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจาเลยกับพวกร่วมกันกระทาความผิดฐาน
พยายามฆา่ เจ้าพนกั งานซ่งึ กระทาการตามหน้าท่ีหรือไมน่ นั้ เป็นการวนิ ิจฉยั โดยอาศยั อานาจตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจาเลยอุทธรณ์ เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน
ข้อเท็จจริงที่วา่ จาเลยกระทาความผิดหรือไม่ จึงเป็นอนั ถึงท่ีสดุ ตามบทกฎหมายดงั กลา่ ว จาเลย
ไมม่ ีสิทธิฎีกาวา่ จาเลยไมไ่ ด้กระทาความผดิ ได้อีก
ข้อสังเกต คดีนี้ ศาลชน้ั ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขดั ขวางเจ้าพนกั งานในการ
ปฏิบตั ิการตามหน้าที่ และความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนกั งานซ่ึงกระทาการตามหน้าที่ เป็ น
กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนกั ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนกั งานฯ ให้จาคกุ ตลอด
ชีวิต เมื่อศาลชน้ั ต้นมิไดล้ งโทษจาคกุ ตลอดชีวิตในความผิดฐานต่อสูข้ ดั ขวางเจ้าพนกั งานฯ และ
จาเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทาผิดฐานต่อสู้ขดั ขวางเจ้าพนกั งานฯ การที่จาเลยยกปัญหานี้
ข้ึนมาฎีกา จึงเป็ นฎีกาในข้อที่มิได้ยกข้ึนว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ดังที่ศาลฎีกา
วินิจฉยั ไว้ ฎีกานีถ้ า้ อ่านไม่ดีอาจเข้าใจผิดว่าความผิดฐานนี้ยตุ ิตามมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง

ในคาถามข้อนี้มีแต่ข้อหาที่ศาลช้ันต้นพิพากษาให้จาคุกตลอดชีวิต และประหารชีวิต
คาตอบในข้อนี้จึงไม่ต้องตอบเรื่องฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากนั มาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ส่วนส่วนฎีกาของจาเลยในข้อ ๒. ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานฆ่าเจ้าพนกั งานซึ่ง
กระทาการตามหน้าทีน่ น้ั อาจมีผู้โต้แย้งว่าความผิดฐานฆ่าเจ้าพนกั งานซึ่งกระทาการตามหน้าที่
อตั ราโทษประหารชีวิตสถานเดียว ฎีกาของจาเลยอาจเป็นฎีกาทีไ่ ม่ควรได้รบั การวินิจฉยั ปัญหานี้
อาจมีเหตุบรรเทาโทษให้จาเลย จึงอาจลงโทษสถานเบาลงก็ได้ ผู้แต่งจึงวางธงคาตอบว่า เป็ น
ฎีกาในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากนั มาแล้วโดยชอบในศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ และไม่ตอ้ งหา้ มใหฎ้ ีกา
จาเลยจึงมีสิทธิฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาดงั กล่าวได้ตามมาตรา ๒๑๖
วรรคหนึ่ง

585

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔๕ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๔๙๐๐/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๒ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคหน่งึ บญั ญัติว่า
เมื่อคดีถึงที่สดุ แล้ว ให้บงั คบั คดีโดยไม่ชกั ช้าก็ตาม แตต่ าม ป.อ. มาตรา ๒๙ วรรคแรก ได้บญั ญัติ
ถึงวิธีการบังคบั ชาระค่าปรับไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยบัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษปรับ และไม่ชาระ
ค่าปรับภายในสามสิบวนั นบั แต่วันท่ีศาลพิพากษา ผู้นนั้ จะต้องถกู ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือ
มิฉะนนั้ จะต้องถกู กกั ขงั แทนค่าปรับ แตถ่ ้าศาลเห็นเหตอุ นั ควรสงสยั ว่าผ้นู นั้ จะหลีกเล่ียงไม่ชาระ
คา่ ปรับ ศาลจะสงั่ เรียกประกนั หรือจะสง่ั กกั ขงั ผ้นู นั้ แทนคา่ ปรับไปพลางกอ่ นก็ได้ และตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๘๘ บญั ญัติวา่ คาพิพากษาหรือคาสง่ั มีผลตงั้ แตว่ นั ที่ได้อา่ นในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้น
ไป ดงั นนั้ หากการบงั คบั ชาระคา่ ปรับจะกระทาได้ตอ่ เม่ือคดีถึงท่ีสดุ แล้ว กฎหมายยอ่ มบญั ญตั ิไว้
เช่นนนั้ โดยตรง นอกจากนี ้ป.อ. มาตรา ๒๙ วรรคแรก ได้บญั ญัติถึงมาตรการชั่วคราวก่อนการ
บงั คบั ชาระค่าปรับไว้ จึงมีผลว่าศาลอาจมีคาสงั่ ให้กกั ขงั แทนคา่ ปรับได้ทนั ทีตงั้ แต่มีคาพิพากษา
แตก่ ารกักขงั แทนคา่ ปรับไปพลางก่อนนนั้ กฎหมายยงั ให้เวลาผ้ตู ้องโทษปรับจดั การให้ได้เงินมา
ชาระคา่ ปรับภายในสามสิบวนั นบั แตว่ นั ท่ีศาลพิพากษา เม่ือครบกาหนดสามสิบวนั แล้ว แม้จะมี
อทุ ธรณ์หรือฎีกาคาพิพากษานนั้ ก็ไม่เป็นเหตขุ ดั ขวางการท่ีศาลจะบงั คบั คดีไปตาม ป.อ. มาตรา
๒๙
ฎีกำท่ี ๑๙๕๘/๒๕๔๙ ฎ.๓๗๐ คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นท่ีให้จาเลย คนงาน ผ้รู ับจ้าง
ผู้แทนและบริวารของจาเลยออกจากเขตป่ าสงวนแห่งชาติ เป็ นส่วนหน่ึงแห่งคาพิพากษา
ในคดีอาญา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วศาลชนั้ ต้นชอบท่ีจะบงั คบั คดีให้จาเลยปฏิบตั ิตามคาพิพากษา
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคหนง่ึ แตเ่ มื่อศาลชนั้ ต้นยงั ไมไ่ ด้ออกคาบงั คบั ให้จาเลยปฏิบตั ิตาม
คาพิพากษา พนกั งานอยั การโจทก์ซง่ึ เป็นคคู่ วามชอบที่จะขอให้ดาเนินการบงั คบั จาเลยให้ปฏิบตั ิ
ตามคาพิพากษาได้ โดยการบงั คบั คดีของพนกั งานอยั การโจทก์นอกจากท่ีบญั ญัติไว้ใน ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๔๙ (เดิม) แล้ว กรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บญั ญัติเก่ียวกับ
การบงั คบั คดีไว้โดยเฉพาะ ก็อาจดาเนินการบงั คบั คดีตาม ป.วิ.พ. ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕
ได้ด้วย ทงั้ นี ้มิต้องคานึงว่าพนกั งานอยั การโจทก์จะเป็นค่คู วามหรือบุคคลซ่ึงเป็นฝ่ ายชนะตาม
ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๗๑

586

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔๕ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๓๙๓๓/๒๕๕๖ ฎ.๓๒๓๕ ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้จาเลยขยายระยะเวลาอทุ ธรณ์
ถึงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ต่อมาวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จาเลยย่ืนคาร้ องขอขยาย
ระยะเวลาอทุ ธรณ์โดยไม่ปรากฏเหตสุ ุดวิสยั ที่ทาให้ไม่อาจยื่นคาร้องได้ก่อนสิน้ ระยะเวลาที่ศาล
ชนั้ ต้นอนญุ าตตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๒๓ การที่ศาลชนั้ ต้นอนญุ าตให้จาเลยขยายระยะเวลาอทุ ธรณ์
ถึงวันท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ เป็นการไม่ชอบ ประกอบกับอุทธรณ์ของจาเลยกล่าวอ้างเพียงว่า
พยานโจทก์เบิกความมีพิรุธ ไมส่ มเหตสุ มผล พยานโจทก์ที่วา่ เป็นพยานปากใด เบิกความมีพิรุธ
ไม่ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงอย่างไร จาเลยมิได้กล่าวไว้โดยละเอียด อทุ ธรณ์ของจาเลยจึงมิได้
โต้แย้งหรือคดั ค้านคาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นโดยแจ้งชดั เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ วรรคสอง ชอบท่ีศาลชนั้ ต้นจะไม่รับอุทธรณ์จาเลยและส่งสานวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง เพราะเป็นคดีที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้จาคกุ จาเลยตลอด
ชีวิต การที่ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉยั และพิพากษาให้ ถือได้วา่ เป็นการวนิ ิจฉยั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕
วรรคสอง เม่ือศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืน ข้อที่วา่ จาเลยกระทาความผิดหรือไม่ จึงเป็นอนั ถึงที่สุด
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลฎีกาชอบท่ีจะยกคาสง่ั ศาลชนั้ ต้นท่ีสง่ั รับอุทธรณ์ของ
จาเลยและยกฎีกาของจาเลย
ฎีกำท่ี ๖๖๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๖๗๐ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่า จาเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.
ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง วรรคสาม (๒), ๖๕ วรรคหน่ึง (ท่ีถูก วรรคสอง), ๖๖
วรรคสาม, ๑๐๒ แตป่ รับบทลงโทษเฉพาะความผิดฐานนายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เข้ามา
ในราชอาณาจกั รเพ่ือจาหน่าย และความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่ายว่าเป็นการกระทากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนายาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๑ เข้ามาในราชอาณาจักรเพ่ือจาหน่าย โดยลดโทษให้จาเลยก่ึงหน่ึงแล้ว
ให้ลงโทษจาคกุ ตลอดชีวิต โจทก์และจาเลยตา่ งไมอ่ ทุ ธรณ์ ศาลชนั้ ต้นจึงสง่ สานวนคดที ่ีพิพากษา
ให้จาคกุ ตลอดชีวิต ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์
พิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกบั ท่ีศาลชนั้ ต้นวนิ ิจฉยั มา แตพ่ ิพากษาแก้ในสว่ นของ
การปรับบทลงโทษเป็นว่า จาเลยมีความผิดฐานจาหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดย
ฝ่ าฝืนกฎหมายด้วยว่าเป็นการกระทากรรมเดียวกบั ความผิดฐานนายาเสพติดให้โทษในประเภท
๑ เข้ามาในราชอาณาจกั รเพื่อจาหน่าย และฐานมียาเสพตดิ ให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครอง
เพื่อจาหน่าย และลงโทษฐานนายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เข้ามาในราชอาณาจักรเพ่ือ
จาหนา่ ย จงึ เป็นการที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเฉพาะในส่วนของการปรับ

587

บทกาหนดโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่าจาเลยมีความผิดและลงโทษตามท่ีศาลชนั้ ต้นพิพากษามา
อนั มีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีนีจ้ ึงถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง
จาเลยฎีกาไมไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๓๓๖๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๗๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ.
ยาเสพติดฯ จาเลยให้ การรับสารภาพ ศาลชัน้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยต ามมาตรา ๑๕
วรรคหน่ึง มาตรา ๖๖ วรรคสาม จาเลยอทุ ธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานเบา ส่วนศาลอทุ ธรณ์
วินิจฉัยว่าการกระทาของจาเลยเป็นความผิดหรือไม่ตามบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕
วรรคสอง แล้วพิพากษาแก้ให้วางโทษตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒) อีกสถานหนึ่ง การกระทา
ของจาเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอตั ราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐาน
จาหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น โดยเห็นว่าศาล
ชนั้ ต้นวางโทษเหมาะสมแล้ว กรณีจงึ ถือว่าจาเลยไม่ได้อทุ ธรณ์วา่ การจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน
เป็นการกระทาสาเร็จแล้วหรือพยายามกระทาผิดและมิได้อทุ ธรณ์ว่าการกระทาของจาเลยเป็น
เพียงผ้สู นบั สนนุ หรือไม่ การที่ศาลอทุ ธรณ์วินจิ ฉยั ถึงข้อเท็จจริงในการกระทาความผดิ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง จึงหาก่อสิทธิให้จาเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพ่ือนาไปส่กู ารวินิจฉัย
ข้ อกฎหมายว่าการกระทาของจาเลยเป็ นเพี ยงพยายามจาหน่ายเมทแอมเฟตามี นและจาเลย
มีความผิดเพียงฐานสนับสนุนการกระทาความผิดฐานพยายามจาหน่าย และฐานมีไว้ใน
ครอบครองเพ่ือจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีน ซง่ึ เป็นข้อเท็จจริงที่ยตุ ไิ ปแล้ว

ฎีกำท่ี ๖๗๑/๒๕๕๒ ฎ.๕๑ จาเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คาพิพากษาศาลชัน้ ต้นที่ลงโทษ
ประหารชีวิตจาเลยที่ ๑ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจาเลยท่ี ๑ มิได้ โต้ แย้ ง
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นเป็นอทุ ธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ถือว่าคดีขึน้ ส่กู าร
พิจารณาของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง แล้วพิพากษายืนนนั้ เป็นกรณีที่
ศาลอุทธรณ์ยกคดีขึน้ วินิจฉัยโดยอาศยั อานาจตามมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะ
จาเลยท่ี ๑ อุทธรณ์คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่า
จาเลยที่ ๑ กระทาความผิดตามคาพิพากษาของศาลชัน้ ต้นหรือไม่ จึงเป็ นอันถึงที่สุดตาม
บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายดงั กลา่ ว จาเลยท่ี ๑ จงึ ไมม่ ีสิทธิฎีกา

ฎีกำท่ี ๒๙๓๑/๒๕๔๙ ฎ.๕๗๗ ศาลชนั้ ต้นพิพากษาจาคุกจาเลยท่ี ๒ ตลอดชีวิต แม้
จาเลยท่ี ๒ อุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาโดยมิได้อทุ ธรณ์ในปัญหาว่า จาเลยที่ ๒ กระทา
ความผิดหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องวินิจฉัยปัญหานีอ้ ีกครัง้ หน่ึงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕

588

วรรคสอง เม่ือศาลอทุ ธรณ์ยงั มไิ ด้วนิ ิจฉยั ปัญหาข้อนี ้จงึ ถือได้วา่ ศาลอทุ ธรณ์มิได้ปฏิบตั ิให้ถกู ต้อง
ตามกระบวนพิจารณาดังที่บญั ญัติไว้ในมาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ศาลฎีกาย้อนสานวนให้ศาล
อทุ ธรณ์วนิ ิจฉยั ปัญหานีก้ อ่ น

ฎีกำท่ี ๖๓๑๗/๒๕๔๙ ฎ.๑๘๖๙ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะ
กระทาความผิดฐานชิงทรัพย์ และชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผ้อู ื่นถึงแก่ความตาย โดยมีและใช้อาวธุ ปืน
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๖), ๓๓๙ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี ศาลชัน้ ต้นพิพากษา
ลงโทษจาคกุ ตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืนเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทาความผิดฐาน
ชิงทรัพย์ ซ่ึงเป็นบทท่ีมีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ แม้จาเลยที่ ๒ จะมิได้อุทธรณ์ใน
ความผิดฐานดงั กลา่ ว และศาลชนั้ ต้นมิได้สง่ สานวนไปให้ศาลอทุ ธรณ์วินิจฉยั โดยตรงตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง แตจ่ าเลยที่ ๑ อทุ ธรณ์คาพพิ ากษาศาลชนั้ ต้น และศาลอทุ ธรณ์ได้วินจิ ฉยั
และพิพากษาในความผิดฐานดงั กล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง โดยพิพากษาแก้เป็น
วา่ จาเลยที่ ๒ ไมม่ ีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๐ ตรี ในความผิดฐานร่วมกนั ชิงทรัพย์เป็นเหตุ
ให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายโดยมีและใช้อาวธุ ปืน ความผิดฐานนีจ้ ึงยงั ไม่ถึงที่สุด จาเลยท่ี ๒ มีสิทธิ
ฎีกาได้

ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผ้อู ื่นเพื่อความสะดวกในการท่ีจะกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์
เป็นการกระทากรรมเดียวผิดตอ่ กฎหมายหลายบทกบั ความผดิ ฐานชงิ ทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผ้อู ่ืนถึงแก่
ความตายโดยมีและใช้อาวธุ ปืน ซงึ่ ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็นวา่ จาเลยท่ี ๒ มิได้มีหรือใช้อาวธุ
ปืนในการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายดงั กล่าว เม่ือความผิดทัง้ สองฐานเป็นการ
กระทากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในความผิดฐาน
ชิงทรัพย์เป็ นเหตุให้ ผู้อ่ืนถึงแก่ความตาย โดยใช้ หรือมีอาวุธปื นอันเป็ นความผิดบทหนึ่ง
ในความผิดหลายบทดงั กล่าว ถือว่าพิพากษาแก้ในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืนเพ่ือความสะดวกในการ
ท่ีจะกระทาความผิดอ่ืนด้วย หาใช่กรณีท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอันจะทาให้คดีถึงที่สุดตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสองไม่ จาเลยท่ี ๒ จงึ มีสิทธิฎีกาในความผิดฐานร่วมกนั ฆา่ ได้

ฎีกำท่ี ๖๐๘๘/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๐๑ เม่ือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์เป็น
เหตุให้ผู้อ่ืนถึงแก่ความตายโดยมีหรือใช้อาวุธปื นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๓๓๙ วรรคท้าย
ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี ท่ีศาลชนั้ ต้นมีคาพิพากษาลงโทษจาคกุ จาเลยตลอดชีวิตยงั ไม่ถึงท่ีสุด
เป็ นหน้าที่ของศาลชัน้ ต้นต้องส่งสานวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาก่อน หากศาลอุทธรณ์
พพิ ากษายืน จงึ จะถึงท่ีสดุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง การที่ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาแก้เป็น

589

วา่ ให้ยกฟ้องโจทก์สาหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ ซ่ึงยุตไิ ปตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น
แล้ว ก็เป็นเพียงพิพากษาแก้บทลงโทษความผิดเก่ียวกับอาวุธปืน โดยเห็นว่าการกระทาผิดของ
จาเลยฐานนีข้ าดอายคุ วามแล้ว จงึ ลงโทษจาเลยไมไ่ ด้เทา่ นนั้ ซง่ึ มีผลเทา่ กบั ศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
ยืนวา่ จาเลยมีความผิดฐานฆา่ ผ้อู ่ืนและชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้ผ้อู ื่นถึงแกค่ วามตายโดยมีหรือใช้อาวธุ
ปืนตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๓๓๙ วรรคท้าย ประกอบมาตรา ๓๔๐ ตรี ลงโทษจาคกุ ตลอดชีวิต
นน่ั เอง ความผิดฐานนี ้จงึ เป็นอนั ถึงท่ีสดุ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๕ วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่
จาเลยที่จะฎีกาคดั ค้านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ในความผิดฐานฆ่าผ้อู ่ืนและชิงทรัพย์เป็นเหตใุ ห้
ผ้อู ื่นถึงแกค่ วามตายโดยมีหรือใช้อาวธุ ปืน ซง่ึ ถงึ ท่ีสดุ ได้อีก

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔๗
ฎีกำท่ี ๓๗๓๓/๒๕๕๔ ฎ.๒๒๖๑ แม้ศาลชนั้ ต้นบนั ทกึ ไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณา
ว่า เน่ืองจากคาพิพากษาฉบบั นีจ้ ดั พิมพ์ตกจานวนเวลาท่ีให้รอการลงโทษจาเลยทงั้ สาม จึงได้
โทรศพั ท์สอบถามผู้พิพากษาเจ้าของสานวนแล้ว ได้ความว่าร่างคาพิพากษานีใ้ ห้รอการลงโทษ
จาเลยทงั้ สามไว้มีกาหนดคนละ ๒ ปี ก็ตาม แตเ่ ป็นกรณีที่ถ้อยคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์เขียนหรือ
พิมพ์ผิดพลาดซึ่งเป็นอานาจของศาลอุทธรณ์ท่ีจะแก้ไขได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ประกอบ
มาตรา ๒๑๕ เม่ือศาลอทุ ธรณ์มิได้แก้ไข คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ท่ีให้รอการลงโทษจาเลยทงั้ สาม
จงึ ยงั มิได้กาหนดระยะเวลารอการลงโทษไว้ โจทก์ยอ่ มมีสิทธิฎีกาวา่ คาพิพากษาของศาลอทุ ธรณ์
ดงั กลา่ วไมช่ อบได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๔๙
ฎีกำท่ี ๓๔๔๗/๒๕๕๘ ฎ.๑๔๘๑ การบงั คบั คดีส่วนแพ่งท่ีศาลมีคาสงั่ ให้คืนหรือใช้ราคา
ทรัพย์แก่ผ้เู สียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ซึ่งให้ถือว่าผ้เู สียหายเป็นเจ้าหนีต้ ามคาพิพากษาตาม
มาตรา ๕๐ นนั้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๔๙ ให้นา ป.วิ.พ. มาใช้บงั คบั ดงั นนั้ บคุ คลที่จะถกู บงั คบั คดีได้
ต้องเป็นลูกหนีต้ ามคาพิพากษาที่ไม่ปฏิบัติตามคาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๗๑ เมื่อมารดาของจาเลยไม่ได้เป็นลูกหนีต้ ามคาพิพากษา และมิใช่กรณีท่ีผลของ
คาพิพากษาผูกพนั บุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ ผู้ร้ องซึ่งเป็นผู้เสียหายจึงไม่อาจ
บงั คบั คดีแก่ทรัพย์สินของมารดาจาเลยได้ แม้มารดาของจาเลยต้องร่วมรับผิดกับจาเลยตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๙ แตเ่ ป็นเร่ืองท่ีผ้รู ้องต้องใช้สิทธิทางแพง่ ฟ้องร้องให้มารดาของจาเลยร่วมรับ

590

ผิดในฐานละเมิดเป็ นอีกคดีหนึ่ง เม่ือไม่ปรากฏว่ามารดาของจาเลยต้ องร่วมรับผิดชดใช้
คา่ เสียหายให้แก่ผ้เู สียหายอยา่ งไร ผ้รู ้องไมอ่ าจอ้างคาพิพากษาคดีนีเ้พื่อนาไปใช้บงั คบั คดีเอาแก่
ทรัพย์สนิ มารดาของจาเลยได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๕๓ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๗๗๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๓๘ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ วรรคหน่ึง บญั ญัติว่า
ในคดีท่ีพนกั งานอยั การเป็นโจทก์มีคาขอของผ้เู สียหายขอให้จาเลยชดใช้คา่ สินไหมทดแทนมิให้
เรียกคา่ ธรรมเนียม เว้นแตใ่ นกรณีที่ศาลเห็นว่าผ้เู สียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสงู เกินสมควร
หรือดาเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอานาจสั่งให้ผู้เสียหายชาระค่าธรรมเนียมทัง้ หมดหรือ
แตเ่ ฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลชนั้ ต้นกาหนดก็ได้ การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้จาเลย
ท่ี ๑ ชาระคา่ ทนายความโจทก์ร่วมทงั้ สามคนละ ๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นการไมช่ อบ ปัญหาดงั กล่าว
เป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๘๓๔๒/๒๕๕๖ ฎ.๒๑๘๔ คาร้ องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจาเลยชดใช้ค่า
สินไหมทดแทน ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง บญั ญัติมิให้เรียกคา่ ธรรมเนียม เว้นแตใ่ นกรณีท่ี
ศาลเหน็ วา่ ผ้เู สียหายเรียกเอาคา่ สินไหมทดแทนสงู เกินสมควร หรือดาเนินคดีโดยไมส่ จุ ริต ให้ศาล
มีอานาจสงั่ ให้ผ้เู สียหายชาระคา่ ธรรมเนียมทงั้ หมดหรือแตเ่ ฉพาะบางสว่ นภายในระยะเวลาที่ศาล
กาหนดก็ได้ การท่ีศาลชนั้ ต้นเรียกคา่ ใช้จา่ ยในการสง่ คาคคู่ วามชนั้ ฎีกาจากโจทก์ร่วมทงั้ สอง เป็น
การไมช่ อบ ปัญหาข้อนีเ้ป็นปัญหาข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคคู่ วามฝ่ าย
ใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้เองตามมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบ
มาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๘๑๑/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๗ น.๑ กรณีผู้เสียหายย่ืนคาร้ องขอให้จาเลยชดใช้ค่า
สินไหมทดแทนนัน้ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติท่ีมีนัยสาคัญบ่งชีว้ ่าวิธี
พิจารณาความแพ่งเช่นว่านีต้ ้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่
เกี่ยวเน่ืองกบั คดีอาญาทว่ั ไปดงั ท่ีบญั ญัตไิ ว้ในมาตรา ๔๐ นน่ั เอง ดงั นนั้ ในการพิพากษาคดีส่วน
แพ่ง ศาลจงึ อย่ใู นบงั คบั ต้องมีคาพิพากษาสงั่ ในเร่ืองความรับผิดในชนั้ ที่สดุ แห่งคา่ ฤชาธรรมเนียม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๑ ประกอบมาตรา ๑๖๗ เพราะแม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ คาร้องขอ
ตามมาตรา ๔๔/๑ ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แตต่ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๘ บญั ญัติว่า

591

"ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทัง้ หมด หรือแต่
บางส่วนของค่คู วามทงั้ สองฝ่ าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสงั่ ให้ค่คู วามอีก
ฝ่ายหน่งึ นนั้ ชาระตอ่ ศาลในนามของผ้ทู ่ีได้รับยกเว้นคา่ ธรรมเนียมศาลซง่ึ คา่ ธรรมเนียมศาลท่ีผ้นู นั้
ได้รับยกเว้นทัง้ หมดหรือแต่บางส่วนตามท่ีศาลเห็นสมควร" และแม้ คาว่า "ผู้ได้รับยกเว้น
คา่ ธรรมเนียมศาล" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๘ เป็นบทบญั ญัติตอ่ เนื่องมาจากหลกั เกณฑ์การขอ
ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อส้คู ดีตามมาตรา ๑๕๖ มาตรา ๑๕๖/๑ และมาตรา
๑๕๗ ก็ตาม แต่ก็ต้องนามาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
ยื่นคาร้องขอให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนเองอนั เป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา ๔๔/๑
วรรคสอง บญั ญตั ใิ ห้ถือวา่ คาร้องดงั กลา่ วเป็นคาฟ้องตาม ป.ว.ิ พ. และผ้เู สียหายอยใู่ นฐานะโจทก์
ในคดีส่วนแพง่ นนั้ ด้วย ในฐานะท่ีเป็นกฎหมายใกล้เคยี งอยา่ งย่ิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔ วรรคสอง
ศาลจงึ ต้องพพิ ากษาเร่ืองคา่ ฤชาธรรมเนียมในสว่ นแพง่ ด้วย

592

พยำนหลักฐำนในคดีอำญำ

ข้อ ๙๐ คำถำม ร้อยตารวจเอกนิดกบั พวกสืบทราบวา่ นายหน่อยลกั ลอบจาหน่ายยาบ้า
(ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑) ร้อยตารวจเอกนิดจึงวางแผนล่อซือ้ โดยให้สายลบั ไปซือ้ ยาบ้า
จากนายหนอ่ ย เมื่อนายหน่อยส่งยาบ้าให้สายลบั ร้อยตารวจเอกนิดจงึ เข้าจบั ทนั ทีโดยแจ้งข้อหา
วา่ จาหนา่ ยยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยผิดกฎหมาย และแจ้งสิทธิและดาเนินการโดยชอบ
แล้ ว นายหน่อยให้ การรับสารภาพในชัน้ จับกุม ร้ อยตารวจเอกนิดจึงทาบันทึกการจับกุม
โดยดาเนินการถูกต้ องตามกฎหม ายและให้ นายหน่อยลงลายมื อชื่อไว้ ในบันทึกการจับกุม
ร้อยตารวจเอกนิดนาตวั นายหน่อยพร้อมบนั ทึกการจบั กมุ และยาบ้ากบั เงินท่ีใช้ล่อซือ้ ของกลาง
ส่งพนักงานสอบสวน ชัน้ สอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเดียวกับชนั้ จับกุม นายหน่อย
ให้การรับสารภาพตามบนั ทึกคาให้การของผ้ตู ้องหา โดยพนกั งานสอบสวนทาการสอบสวนโดย
ชอบแล้ว

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ๑. การลอ่ ซือ้ เป็นการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบหรือไม่
๒. คาให้การรับสารภาพในชนั้ จบั กมุ ของนายหนอ่ ยรับฟังได้หรือไม่
๓. คาให้การรับสารภาพในชนั้ สอบสวนของนายหน่อยรับฟังได้หรือไม่
คำตอบ ๑. ร้อยตารวจเอกนิดวางแผนล่อซือ้ ยาบ้าจากนายหน่อยนนั้ การล่อซือ้ ยาบ้า
เป็ นกำรสืบสวน เพรำะเป็ นกำรแสวงหำข้อเทจ็ จริงและหลักฐำนซ่ึงเจ้ำพนักงำนตำรวจได้
ปฏิบัติไปตำมอำนำจและหน้ำท่ีเพ่ือรักษำควำมสงบเรียบร้อยของประชำชน และเพ่ือจะ
ทรำบรำยละเอียดแห่งควำมผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๐)
เมื่อนายหนอ่ ยลกั ลอบจาหน่ายยาบ้าเป็นประจา กำรล่อซือ้ จึงไม่เป็ นกำรฝ่ ำฝื นต่อกฎหมำย
พยานหลกั ฐานที่ได้มาจากการลอ่ ซือ้ จึงเป็ นพยำนหลักฐำนท่ีเกิดขนึ้ โดยชอบสำมำรถนำมำ
พสิ ูจน์ควำมผิดจำเลยได้ตามมาตรา ๒๒๖ (ฎีกาที่ ๔๔๑๗/๒๕๔๘)
๒. แม้การจบั ของร้อยตารวจเอกนิดกับพวกจะเป็นการจบั โดยไม่มีหมายจบั ของศาล แต่
ร้อยตารวจเอกนิดกับพวกเห็นนายหน่อยสง่ ยาบ้าให้สายลบั เป็ นควำมผิดซ่ึงเห็นกำลังกระทำ
ควำมผิด อันเป็ นควำมผิดซ่ึงหน้ำ ร้อยตำรวจเอกนิดกับพวกจึงมีอำนำจจับกุมนำยหน่อย
โดยไม่ มีหมำยจับของศำลได้ ตามมาตรา ๗๘ (๑) การที่นายหน่อยให้ การรับสารภาพ
ในชัน้ จับกุมโดยเจ้าพนักงานกระทาการโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเป็ นพยำนหลักฐำน
ท่ีเกิดขึน้ โดยชอบตำมมำตรำ ๒๒๖ แต่เป็ นถ้อยคำท่ีผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้ำพนักงำนผู้จับ
ซ่ึงเป็ นคำรับสำรภำพของนำยหน่อยผู้ถูกจับว่ำตนได้กระทำควำมผิด ห้ำมมิให้รับฟั ง
เป็ นพยำนหลักฐำนตามมาตรา ๘๔ วรรคท้าย คำให้กำรรับสำรภำพในชั้นจับกุมของ

593

นำยหน่อยจงึ รับฟังไม่ได้
๓. คดีนีช้ นั้ สอบสวน พนกั งานสอบสวนทาการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย คำให้กำร

รับสำรภำพในชัน้ สอบสวนของนำยหน่อยจึงเป็ นพยำนหลักฐำนท่ีเกิดขึน้ โดยชอบตาม
มาตรา ๒๒๖ แม้คาให้การรับสารภาพในชนั้ สอบสวนของนายหน่อยเป็ นข้อควำมท่บี ันทกึ ไว้ใน
เอกสำรซ่ึงอ้ำงเป็ นพยำนหลักฐำนต่อศำลเพ่ือพสิ ูจน์ควำมจริงแห่งข้อควำมนัน้ ให้ถือเป็ น
พยำนบอกเล่ำ ห้ำมมใิ ห้ศำลรับฟังพยำนบอกเล่ำ แต่ตำมสภำพ ลักษณะ แหล่งท่มี ำ และ
ข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยำนบอกเล่ำนัน้ น่ำเช่ือว่ำจะพิสูจน์ควำมจริงได้ตามมาตรา
๒๒๖/๓ (๑) และมีคุณค่ำเชิงพิสูจน์ท่ีสำมำรถสนับสนุนให้คำเบิกควำมของพยำนโจทก์
มีควำมน่ำเช่ือถือมำกขึน้ จึงรับฟังประกอบพยำนหลักฐำนอ่ืนของโจทก์ได้ตามมาตรา
๒๒๗/๑ (เทียบฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๕๗)

ฎีกำท่ี ๔๔๑๗/๒๕๔๘ ฎ.๑๑๙๑ การใช้สายลบั ไปลอ่ ซือ้ เมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทา
เท่าที่จาเป็ นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทาความผิดของจาเลยที่ได้
กระทาอยู่แล้วตามอานาจใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๐) ชอบท่ีเจ้าพนักงานตารวจจะกระทาได้
เพื่อให้ได้โอกาสจบั กมุ จาเลยพร้อมพยานหลกั ฐาน การใช้สายลบั ไปล่อซือ้ เมทแอมเฟตามีนจาก
จาเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจาเลย มิใช่เป็นการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยไม่
ชอบ
ข้อสังเกต คดีนี้ผูถ้ ูกล่อซื้อกระทาผิดเป็นประจา การล่อซื้อเป็นการแสวงหาพยานหลกั ฐานทีช่ อบ
ดว้ ยกฎหมาย เช่นเดียวกบั คดีตามฎีกาที่ ๖๕๒๓/๒๕๔๕ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๖๔ ซึ่งวินิจฉยั ว่า บริษัท
จาเลยที่ ๑ มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทาซ้าโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และพร้อมที่จะคดั ลอก
หรือทาซ้าติดตง้ั ลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบใหใ้ นวนั ที่ ฟ. ไปส่มุ ซื้อไดท้ นั ที
แม้การกระทาของ ฟ. จะเป็นการแสวงหาพยานหลกั ฐานเพือ่ ดาเนินคดีแก่ผูท้ ี่ละเมิดลิขสิทธิ์ของ
โจทก์ แต่ก็ไม่เป็ นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ ายจาเลยกระทาความผิดคดีนี้ข้ึนมา เพราะจาเลย
มีเจตนากระทาการอนั ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็ นผู้เสียหายโดยนิตินัย
มีอานาจฟอ้ งจาเลยได้

แต่ถา้ จาเลยไม่มีเจตนากระทาผิดอยู่ก่อนแล้วโจทก์ไปจูงใจหรือก่อให้ฝ่ ายจาเลยกระทา
ผิด โจทก์จะไม่เป็ นผู้เสียหายโดยนิตินัย เช่น ฎีกาที่ ๔๐๘๕/๒๕๔๕ ฎ.๑๕๙๘ เมื่อเกิดกรณี
ละเมิดลิขสิทธ์ิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ พยานหลกั ฐานที่โจทก์นาสืบยงั ฟังไม่ได้แน่ชดั
ว่าจาเลยมีเจตนากระทาความผิดอยู่ก่อนแล้ว และคดีไดค้ วามว่าโจทก์เป็นผูว้ ่าจ้าง ฟ. ไปทาการ
ล่อซื้อ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็ นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทาความผิดตามคาฟ้องข้ึนเอง โจทก์ย่อม

594

ไม่อย่ใู นฐานะที่จะกล่าวอา้ งว่าโจทก์เป็นผเู้ สียหายโดยนิตินยั ทีม่ ีอานาจฟอ้ งคดีได้ ขอใหส้ งั เกตว่า
ศาลยกฟ้องโดยอ้างว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินยั โดยมิได้วินิจฉัยว่า เป็ นการแสวงหาพยาน
หลกั ฐานโดยมิชอบ ซึ่งต่อมาได้มีฎีกาที่ ๒๔๒๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๐ วินิจฉยั ว่าเป็ นการ
แสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ โดยศาลฎีกาวินิจฉยั ว่า สิบตารวจตรี ส.ขอซื้อยาลดความอ้วน
ซึ่งมีส่วนผสมของเฟนเตอมีนจากจาเลย จาเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจาเลยไม่ได้ขายยา
ลดความอว้ นดงั กล่าว สิบตารวจตรี ส. จึงบอกว่าคนรักตอ้ งการใช้ยาลดความอ้วน จาเลยจึงบอก
ว่าจาเลยมียาลดความอ้วนอยู่ ๑ ชุด ที่จาเลยซื้อมาไว้รับประทานเอง สิบตารวจตรี ส. ขอซื้อ
ยาลดความอ้วนชุดนัน้ จาเลยจึงขายให้และเมื่อมีการตรวจค้นร้านขายยาของจาเลยก็ไม่พบ
สิ่งของผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด เมื่อจาเลยไม่มีเฟนเตอมีนของกลางไว้เพือ่ ขายดงั ที่โจทก์ฟ้อง
และรับฟังไม่ได้ว่าที่ร้านขายยาของจาเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดงั นน้ั การที่จาเลย
ขายเฟนเตอมีนของกลางให้แก่สิบตารวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกล่อให้กระทาความผิด โดย
จาเลยไม่มีเจตนาจะกระทาความผิดในการขายเฟนเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์
ดงั กล่าวจึงเป็นพยานที่เกิดข้ึนโดยมิชอบ โจทก์ไม่สามารถอา้ งเป็นพยานหลกั ฐานไดต้ าม ป.วิ .อ.
มาตรา ๒๒๖

ฎีกำท่ี ๑๒๘๐/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๘ น.๖ ในชนั้ สอบสวนจาเลยทงั้ สองก็ให้การรับสารภาพ
มีข้ อเท็จจริ งอันเป็ นรายละเอียดสอดคล้ องกับพฤติการณ์ แห่งการกระทาความผิดของจาเลย
ทงั้ สอง โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแก่จาเลยทัง้ สองทราบก่อนให้การและ
จาเลยทงั้ สองลงลายมือช่ือในบนั ทึกคาให้การนนั้ แล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานในการพิสจู น์
ความผิดของจาเลยทัง้ สองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๔ แม้บนั ทึกการจบั กุมและคาให้การ
ชนั้ สอบสวนเป็นพยานบอกเลา่ ซึ่งต้องรับฟังด้วยความระมดั ระวงั แตส่ ภาพลกั ษณะ แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบนั ทกึ การจบั กมุ และคาให้การดงั กล่าวซึ่งตรงกบั ท่ีจาเลยทงั้ สองนาชี ้
และพบแผ่นป้ายทะเบียนของกลาง น่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้และมีคุณค่าเชิงพิสูจน์
ที่สามารถสนบั สนนุ ให้คาเบิกความของพยานโจทก์มีความนา่ เช่ือถือมากขนึ ้ จงึ มีนา้ หนกั รับฟังได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) และมาตรา ๒๒๗/๑

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๖
ฎีกำท่ี ๔๓๒๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๓ พันตารวจโท ว. เบิกความว่า ได้ ทาการ
สอบปากคา ส. เพ่ือขยายผลโดยอธิบายข้อกฎหมายตามมาตรา ๑๐๐/๒ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติด

595

ให้โทษวา่ หากให้การท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ เจ้าพนกั งานตารวจในการสืบสวนขยายผลจะได้รับโทษ
น้อยลง จากคาเบิกความของพันตารวจโท ว. ดงั กล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นการแจ้งถึงการได้รับ
ประโยชน์จากบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษให้ ส. ทราบ ซงึ่ เป็นเรื่องที่ ส.
จะตดั สินใจเองว่าจะกระทาการให้ข้อมูลสาคญั อันเป็นประโยชน์ในการปราบปรามยาเสพติด
ให้โทษตามบทบญั ญัตขิ อง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษหรือไม่ จึงมิใชก่ รณีที่พนั ตารวจโท ว. กระทา
การจงู ใจและให้คามนั่ สญั ญาแก่ ส. ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖

ฎีกำท่ี ๗๖๖๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๙ น.๙๖ จ่าสิบตารวจ ม. และจาเลยท่ี ๑ ต่างเป็น
บุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตารวจ ม. มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตวั คนร้ายจึงเป็นเร่ือง
ปกตแิ ละสมควร พฤตกิ รรมของจาเลยที่ ๑ ท่ีถกู สงสยั หรือถกู กล่าวหาวา่ มีสว่ นเก่ียวข้องในการฆา่
ผู้ตายเป็นเร่ืองร้ ายแรง หากจาเลยท่ี ๑ ไม่ได้กระทาความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับ
สารภาพไมไ่ ด้ ไมว่ า่ จะเป็นการพดู กบั จา่ สิบตารวจ ม. หรือบคุ คลใดก็ตาม ทงั้ การยอมรับสารภาพ
โดยคิดว่าจ่าสิบตารวจ ม. จะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจาเลยที่ ๑ เป็น
ผ้กู ระทาความผิด ดงั นนั้ การท่ีจา่ สิบตารวจ ม. สืบทราบวา่ จาเลยที่ ๑ เป็นผ้รู ่วมกระทาความผิด
และแจ้งตอ่ พนกั งานสอบสวน จึงเป็นการช่วยเหลือพนกั งานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อ
จับกุมดาเนินคดีกับคนร้ าย จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จาเลยท่ี ๑
ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดนี ีจ้ งึ ชอบด้วยกฎหมาย

ฎีกำท่ี ๑๐๖๓๒/๒๕๕๔ ฎ.๒๔๓๖ การใช้เจ้าพนกั งานตารวจไปล่อซือ้ บริการค้าประเวณี
จากจาเลยเป็ นเพียงการกระทาเท่าที่จาเป็ นและสมควรในการแสวงหาหลักฐานในการกระทา
ความผิดของจาเลยตามอานาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๐) เพ่ือให้ได้โอกาสจบั กมุ จาเลยพร้อม
ด้วยพยานหลกั ฐานอนั เป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจาเลย ไม่เป็นการแสวงหาหลกั ฐาน
โดยมิชอบ จงึ มิใชเ่ ป็นการก่อหรือใช้ให้จาเลยกระทาความผดิ

ฎีกำท่ี ๒๔๒๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๐ สิบตารวจตรี ส. ขอซือ้ ยาลดความอ้วนซึ่งมี
ส่วนผสมของเฟนเตอมีนจากจาเลย จาเลยบอกว่าไม่มีและที่ร้านของจาเลยไม่ได้ขายลดความ
อ้วนดงั กลา่ ว สิบตารวจตรี ส. จงึ บอกวา่ คนรักต้องการใช้ยาลดความอ้วน จาเลยจงึ บอกวา่ จาเลย
มียาลดความอ้วนอยู่ ๑ ชุด ท่ีจาเลยซือ้ มาไว้รับประทานเอง สิบตารวจตรี ส. ขอซือ้ ยาลดความ
อ้วนชุดนัน้ จาเลยจึงขายให้ และเม่ือมีการตรวจค้ นร้ านขายยาของจาเลยก็ไม่พบส่ิงของ
ผิดกฎหมายอื่นแต่อย่างใด เม่ือจาเลยไม่มีเฟนเตอมีนของกลางไว้เพื่อขายดงั ท่ีโจทก์ฟ้อง และ
รับฟังไม่ได้ว่าท่ีร้านขายยาของจาเลยเคยมีการขายเฟนเตอมีนมาก่อน ดงั นนั้ การที่จาเลยขาย

596

เฟนเตอมีนของกลางให้แก่สิบตารวจตรี ส. จึงเกิดจากการถูกล่อให้กระทาความผิด โดยจาเลย
ไม่มีเจตนาจะกระทาความผิดในการขายเฟนเตอมีนมาก่อน พยานหลักฐานของโจทก์ดงั กล่าว
จงึ เป็นพยานท่ีเกิดขึน้ โดยมิชอบ โจทก์ไม่สามารถอ้างเป็นพยานหลกั ฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๖

ฎีกำท่ี ๑๑๒๙๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๑๑๕ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ กาหนดให้
ตราสารท่ีมิได้ปิดอากรแสตมป์ บริบรู ณ์จะใช้ต้นฉบบั คฉู่ บบั คฉู่ ีก หรือส่วนของตราสารเป็นพยาน
หลักฐานไม่ได้นัน้ ใช้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านัน้ ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้
นาตราสารดงั กลา่ วมารับฟังเป็นพยานหลกั ฐานด้วย

ฎีกำท่ี ๔๙๔๔/๒๕๔๙ ฎ.๑๓๙๔ ศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยพยานหลกั ฐานของโจทก์แล้วฟัง
ข้อเท็จจริงว่า จาเลยใช้โทรศัพท์ซ่ึงมีสายไฟสองสายต่อพ่วงเข้ากับโทรศัพท์ใ นตู้โทรศัพท์
สาธารณะของผ้เู สียหายแล้วโทรศพั ท์ออกไป หลงั จากนนั้ ศาลจึงนาข้อเท็จจริงดงั กล่าวมาวนิ ิจฉยั
ความหมายของคาว่า “โทรศพั ท์” ตามที่สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั เล่ม ๗ ให้ความหมายไว้ว่า โทรศพั ท์เป็นวิธีแปลงเสียงพดู ให้เป็น
กระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้านัน้ ไปในลวดไปเข้าเคร่ืองรับปลายทาง ที่ทาหน้าที่เปล่ียน
กระแสไฟฟ้าให้กลบั เป็นเสียงพดู อีกครัง้ หนง่ึ สญั ญาณโทรศพั ท์จงึ เป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจาก
เสียงพดู เคลื่อนที่ไปตามสายลวดตวั นาจากท่ีหนง่ึ ไปยงั อีกท่ีหนง่ึ แล้ววินิจฉยั วา่ การท่ีจาเลยลอบ
ใช้สญั ญาณโทรศพั ท์ของผู้เสียหายเป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ การวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการ
สืบค้นจากหนงั สืออ้างอิงท่ีวิญญูชนทว่ั ไปก็สามารถทราบได้เม่ือเปิดดจู ากหนงั สือดงั กล่าว โดย
อาศยั ข้อเท็จจริงซ่ึงเป็นท่ีรู้กันอย่ทู วั่ ไปที่ศาลสามารถวินิจฉัยได้เอง กรณีมิใช่เป็ นการรับฟังและ
วนิ จิ ฉยั ข้อเทจ็ จริงนอกสานวน

ฎีกำท่ี ๑๐๒๗๒/๒๕๕๓ ฎ.๑๗๖๐ เทปบนั ทึกเสียงของกลางซ่ึงพบท่ีบ้านจาเลยเป็น
พยานหลักฐานอย่างหน่ึงท่ีพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจาเลย จาเลยมิได้ต่อสู้หรือปฏิเสธ
ความถกู ต้องของเสียงที่มีการบนั ทกึ ไว้ จงึ รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้
ข้อสังเกต ฎีกานี้ไม่ปรากฏว่าเทปบนั ทึกเสียงของกลางซ่ึงพบที่บ้านจาเลยผู้ใดแอบบนั ทึกหรือ
บนั ทึกโดยระบบอตั โนมตั ิ เมื่อไม่ปรากฏว่าแอบบนั ทึกจึงเป็นพยานหลกั ฐานทีเ่ กิดขึ้นโดยชอบตาม
มาตรา ๒๒๖ เมื่อไม่มีประเด็นการลกั ลอบบนั ทึกเสียง จึงไม่มีประเด็นว่าได้มาโดยไม่ชอบหรือไม่
จึงไม่ตอ้ งปรบั บทมาตรา ๒๒๖/๑ ดงั ฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕

597

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๖/๑
ฎีกำท่ี ๑๐๙๘๕/๒๕๕๘ ฎ.๓๓๒๙ ใบสาคัญจ่ายเป็ นของมูลนิธิ แต่อยู่ในความ
ครอบครองดูแลของ ย. ซ่ึงเป็นหัวหน้าฝ่ ายบัญชีของมูลนิธิ ย. ย่อมมีหน้าท่ีปกป้องและรักษา
ผลประโยชน์ของนายจ้างตน เมื่อเห็นวา่ ผ้บู ริหารของมลู นิธิทจุ ริตตอ่ หน้าท่ียกั ยอกเงินของมลู นิธิ
ก่อความเสียหายแก่มลู นิธิท่ีตนทางานอยู่ เมื่อตนพบเห็นย่อมแจ้งความให้ดาเนินคดีแก่ผ้กู ระทา
ความผิดได้ การที่ ย. นาเอกสารดงั กลา่ วไปมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพ่ือเป็นหลกั ฐานในการ
ดาเนินคดีแก่จาเลย ย. ยอ่ มไมม่ ีความผิดใด ๆ ในทางอาญา เพราะเป็นการมอบหลกั ฐานที่สาคญั
ในทางคดีให้ แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การที่จะให้เจ้าพนักงานเรียกเอกสาร
หลักฐานแห่งการกระทาความผิดตามปกตินัน้ ย่อมยากท่ีจะได้รับความร่วมมือจากผู้กระทา
ความผิด ซ่ึงเป็นผู้บริหารในหน่วยงานดังกล่าว เอกสารนัน้ อาจถูกทาลายหรือสูญหายหรือ
หาไม่พบได้ จึงเป็นอุปสรรคในการดาเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทาความผิด การที่กรมสอบสวน
คดีพิเศษได้เอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสาคัญของคดี จึงเป็นการได้มาโดยชอบ
ไมต่ ้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๑
ฎีกำท่ี ๒๒๘๑/๒๕๕๕ ฎ.๓๑๗๕ เทปบนั ทกึ เสียงวตั ถพุ ยาน เป็นการแอบบนั ทกึ ขณะที่มี
การสนทนากนั ระหวา่ งโจทก์ร่วม พยาน และจาเลยท่ี ๒ โดยโจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน
อนั เป็นการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๒๒๖ แม้หลกั กฎหมายดงั กล่าวจะใช้ตัดพยานหลกั ฐานของเจ้าพนกั งานของรัฐเพ่ือค้มุ ครองสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนในกรณีเจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลกั ฐานโดยมิชอบ
แต่มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นาไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคล
ธรรมดา อย่างไรก็ตามมาตรา ๒๒๖/๑ กาหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานท่ีได้มาโดยมิชอบได้
ถ้าพยานหลกั ฐานนนั้ จะเป็นประโยชน์ต่อการอานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอนั เกิดจาก
ผลกระทบตอ่ มาตรฐานของระบบงานยตุ ิธรรมทางอาญา ดงั นี ้เทปบนั ทึกเสียงรวมทงั้ บนั ทึกการ
ถอดเทปแม้จะได้มาโดยมิชอบ แตเ่ ม่ือศาลนามาฟังจะเป็นประโยชน์ตอ่ การอานวยความยุติธรรม
มากกว่าผลเสียอนั เกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา ศาลฎีกา
นามารับฟังเป็นพยานหลกั ฐานตามมาตรา ๒๒๖/๑ ได้
ข้อสังเกต ฎีกาที่ ๒๔๑๔/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๗ ตดั สินว่า พยานหลกั ฐานที่จาเลยลกั ลอบ
บันทึกเหตุการณ์ไว้ ถือได้ว่าเป็ นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการหลอกลวงและด้วยวิธีการ
ทีม่ ิชอบ ต้องห้ามมิใหอ้ ้างเป็นพยานหลกั ฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ เดิม ซึ่งขณะนน้ั มาตรา
๒๒๖/๑ ที่เพ่ิมเติมใหม่ยังไม่ใช้บังคับ แต่ต่อมาฎีกาที่ ๒๒๘๑/๒๕๕๕ ตัดสินว่าแม้จะเป็ น

598

พยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้อ้างเป็ นพยานหลักฐานตามมาตรา ๒๒๖ แต่มาตรา ๒๒๖/๑
กาหนดใหศ้ าลรับฟังพยานหลกั ฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าพยานหลกั ฐานนนั้ จะเป็นประโยชน์
ต่อการอานวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอนั เกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงาน
ยตุ ิธรรมทางอาญา

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๒๒๖/๒
ฎีกำท่ี ๒๗๘๙/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๗ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จาเลยทงั้ สองกับพวก
ร่วมกนั ใช้กลอบุ ายทาทีเป็นขอเชา่ รถยนต์จากผ้เู สียหายที่ ๓ เพื่อลกั รถยนต์ โดยโจทก์อ้างวา่ ได้รับ
ทราบข้อมูลจาก น. ดงั นนั้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนาสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แตโ่ จทก์
กลบั มีเพียงคาให้การของ น. ท่ีให้การไว้ต่อพนั ตารวจโท ช. ในชนั้ สอบสวนเท่านนั้ ซ่ึงเป็นเพียง
พยานบอกเล่า ทงั้ จาเลยทงั้ สองก็นาสืบตอ่ ส้วู ่า น. แตเ่ พียงผ้เู ดียวเป็นตวั การ ดาเนินการเกี่ยวกบั
การเช่ารถยนต์คนั ดงั กล่าวทงั้ หมด จาเลยทงั้ สองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คาให้การในชนั้
สอบสวนของ น. เทา่ กบั เป็นพยานซัดทอด ซง่ึ ในการวินิจฉยั ชง่ั นา้ หนกั พยานนี ้ศาลจาต้องกระทา
ด้วยความระมดั ระวงั และไม่ควรเชื่อพยานหลกั ฐานนนั้ โดยลาพงั เพ่ือลงโทษจาเลยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๒๗/๑ วรรคหนึ่ง ดงั นี ้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ จาเลยที่ ๑ กับพวกเคยไปเช่า
รถยนต์ที่ร้าน บ. แล้วนารถยนต์ท่ีเช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดาเนินคดีแก่จาเลยที่ ๑ กบั พวกแต่
อยา่ งใด ทงั้ พยานหลกั ฐานดงั กล่าวเป็นพยานหลกั ฐานท่ีเกี่ยวกบั ความประพฤติในทางเสื่อมเสีย
ของจาเลยท่ี ๑ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๒ วรรคหนึ่ง พยานหลักฐาน
ของโจทก์จึงตกเป็ นท่ีสงสัยว่า จาเลยทัง้ สองร่วมกันกระทาความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่
จงึ ให้ยกประโยชน์แหง่ ความสงสยั นนั้ ให้จาเลยทงั้ สองตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๑๙๖๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๘๐ ที่โจทก์นาสืบอ้างว่า จาเลยมีพฤติกรรม
จาหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามบนั ทึกคาให้การพยานหลายคนนนั้ เป็นพยานหลักฐานท่ีเกี่ยวกับ
การกระทาความผิดอ่ืน ๆ ของจาเลย ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานเพื่อพิสจู น์วา่ จาเลย
เป็นผ้กู ระทาความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๒ ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติดฯ
มาตรา ๓

599

เป็ นพยำนบอกเล่ำหรือเป็ นพยำนซัดทอดหรือไม่
ฎีกำที ๑๕๑๒/๒๕๕๙ ฎ.๖๑๖ คาของร้ อยตารวจเอก ค. พยานโจทก์และโจทก์ร่วม
ท่ีเบกิ ความว่า พยานไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล ศ. ในช่วงเวลาที่เกิดเหตไุ ม่พบ
ภาพของจาเลยและ ก. ตามที่ ก. อ้างว่าจาเลยและ ก. ไปเย่ียมญาติท่ีโรงพยาบาลดงั กล่าว เป็น
ข้อเท็จจริงที่พยานรับรู้มาด้วยตนเอง ไม่ใช่พยานบอกเลา่ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงท่ีได้จากการตอบ
คาถามค้านของโจทก์
ฎีกำท่ี ๔๐๗/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๒ คาเบกิ ความของพนกั งานสอบสวนที่วา่ ได้ไปตรวจ
สถานที่เกิดเหตุ ทาแผนท่ีเกิดเหตุ และให้ความเห็นจากการตรวจที่เกิดเหตุ และแผนท่ีเกิดเหตุ
ประกอบกนั วา่ เหตเุ กิดเพราะความผิดของฝ่ายใด มใิ ชพ่ ยานบอกเลา่ รับฟังได้
หมำยเหตุ (โดยศาสตราจารย์พรเพชร วิชิตชลชยั ) คาเบิกความของพยานที่เบิกความในศาลใน
เรื่องที่ตนได้กระทาหรือพบเห็นการกระทาใดบ้าง ย่อมไม่ใช่พยานบอกเล่า เพราะการจะเป็ น
พยานบอกเล่านั้นต้องเป็ นกรณีที่เข้าองค์ประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ คือต้องเป็ น
ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนามาเบิกความต่อศาลกรณีหนึ่ง หรือเป็นข้อความ
ซึ่งเป็นการบอกเล่าที่บนั ทึกไวใ้ นเอกสารหรือวตั ถอุ ืน่ ใดซึ่งอา้ งเป็นพยานหลกั ฐานต่อศาล อีกกรณี
หน่ึง หากนาเสนอเพือ่ พิสูจน์ความจริงแห่งขอ้ ความนนั้
ฎีกำท่ี ๘๓๗๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๘ คาเบิกความของ ส. ท่ีเบิกความประกอบ
พยานเอกสารของศาลจงั หวดั มหาสารคามว่า ล. เป็นผ้จู ดั การมรดกของ ด. ตามคาสั่งของศาล
ได้มาย่ืนคาขอออกใบแทน น.ส.๓ ก. เลขท่ี ๑๗๐๒ เม่ือวนั ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ อ้างว่า
ต้นฉบบั สูญหายไปนนั้ เป็นข้อเท็จจริงที่ ส. ในฐานะหวั หน้าฝ่ ายทะเบียนสานกั งานท่ีดินจงั หวดั
มหาสารคาม สาขานาเชือก ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นประจกั ษ์พยานผ้ทู ี่ได้ปฏิบตั ิหน้าที่ราชการในการ
ออกใบแทน น.ส.๓ ก. เลขท่ี ๑๗๐๒ ให้แก่ ล. ผ้ยู ื่นคาขอออกใบแทนตอ่ พยานโดยตรง ข้อเท็จจริง
ตามคาเบิกความของ ส. จึงหาใช่เป็นข้อความซ่ึงเป็นการบอกเล่าท่ี ส. นามาเบิกความต่อศาล
เพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนนั้ อนั จะเข้าลกั ษณะท่ีให้ถือว่าเป็นพยานบอกเลา่ ซ่ึงต้องห้าม
มิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคหนงึ่ ไม่
คาเบกิ ความของ ม. สารวตั รกานนั ตาบลหนองแดง อาเภอนาเชือก จังหวดั มหาสารคาม
ท่ีเบิกความว่า ล. เป็ นลูกบ้านคนหน่ึง มียายช่ือ ด. หลังจาก ด. ถึงแก่ความตาย ล. ได้ให้
ทนายความย่ืนคาร้ องขอจดั การมรดกของ ด. ก็เป็นคาเบิกความท่ี ม. เบิกความเป็นประจกั ษ์
พยานท่ีรู้เห็นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของลูกบ้านท่ีอยู่ในท้องที่ปกครองของต น ไม่เข้า
ลักษณะเป็ นพยานบอกเล่า ส่วนท่ี ม. เบิกความว่า พยานทราบจากชาวบ้ านพูดกันว่า

600

ทนายความของ ล. เอาเอกสารสิทธิสาหรับที่ดินของ ด. ไปแล้วไม่ติดต่อกลบั มาอีก แม้ข้อความ
สว่ นนีจ้ ะเข้าลกั ษณะเป็นพยานบอกเล่าก็ตาม แตพ่ ยานเป็นสารวตั รกานนั ในท้องท่ีท่ี ด. และ ล.
เป็นลกู บ้านอยใู่ นความปกครองของตน ความทกุ ข์ของลูกบ้านที่ถกู ทนายความฉ้อฉลเอา น.ส.๓
ก. ไปดาเนินการร้องขอจดั การมรดกแล้วไม่นากลบั มาคืนให้ จนลกู บ้านได้รับความเดือดร้อนต้อง
ไปดาเนินการขอออกใบแทนตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าที่ใหม่ เม่ือชาวบ้านพูดกนั ยอ่ มล่วงรู้ถึงพยานใน
ฐานะผู้ปกครองท้องที่เป็นเรื่องท่ีปกติธรรมดาถือได้ว่าตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และ
ข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าเช่นนี ้น่าเช่ือว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ กรณีจึงต้องด้วย
ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง (๑) ที่ศาลจะรับฟังพยานบอกเล่าเช่นนีว้ ่า
ประกอบพยานหลกั ฐานอื่น ๆ ของโจทก์ได้ตามาตรา ๒๒๗/๑

พยานซดั ทอดนนั้ หมายถึงถ้อยคาของบคุ คลท่ีมีสว่ นรู้เห็นเป็นใจในการกระทาความผิดที่
ให้การปรักปราเป็นผลร้ายแก่ผ้รู ่วมกระทาผิดด้วยกนั แตจ่ าเลยท่ี ๑ มิได้มีสว่ นรู้เห็นเป็นใจในการ
กระทาความผดิ กบั จาเลยที่ ๒ ด้วย แม้ ท. จะเป็นสามีของจาเลยที่ ๑ และเป็นผ้ไู ด้รับประโยชน์ใน
การได้รับการประกนั ตวั จากจาเลยที่ ๑ กรณีก็ถือไม่ได้ว่าคาเบิกความของ ท. จะเป็นคาซดั ทอด
ของผ้รู ่วมกระทาความผิด อนั จะเข้าลกั ษณะเป็นพยานหลกั ฐานที่มีข้อบกพร่อง อนั อาจกระทบถึง
ความนา่ เชื่อถือของพยานหลกั ฐานนนั้ ตามนยั แหง่ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๒๗/๑

แม้จะสืบพยานจาเลยเสร็จแล้วแตต่ ราบใดที่ศาลยงั ไม่มีคาพิพากษา กรณีก็ต้องถือวา่ คดี
ยงั อยใู่ นระหวา่ งการพิจารณาซงึ่ โดยพลการหรือคคู่ วามฝ่ายใดร้องขอ ศาลยอ่ มมีอานาจสืบพยาน
เพิ่มเติมโดยจะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๘ อีกทงั้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๒๐ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ถ้าคคู่ วามฝ่ ายใดอ้างว่าคาเบกิ ความของพยานคนใดที่คคู่ วาม
อีกฝ่ ายหนึ่งอ้าง ไมค่ วรเช่ือฟังโดยเหตผุ ลซ่ึงศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คคู่ วามอีกฝ่ ายหนึ่ง
นนั้ นาพยานหลกั ฐานมาสืบสนบั สนนุ ข้ออ้างของตนได้แล้วแตจ่ ะเห็นสมควร คดีนีจ้ าเลยท่ี ๒ นา
สืบปฏิเสธฟ้องโจทก์วา่ จาเลยที่ ๒ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทาปลอม น.ส.๓ ก. เลขท่ี ๑๗๐๒
เมื่อโจทก์ย่ืนคาร้องลงวนั ท่ี ๑๔ ธนั วาคม ๒๕๕๐ ขอคดั เอกสารในสานวนคดีแพ่งของศาลจังหวดั
มหาสารคาม มาเป็นพยานหลกั ฐานเพื่อประกอบการพิจารณา และศาลเหน็ วา่ เอกสารในสานวน
คดีแพ่งดังกล่าวเป็ นพยานหลักฐานสาคัญที่สามารถพิสูจน์ความจริงว่า จาเลยท่ี ๒ เป็ น
ทนายความผ้ยู ื่นคาร้องขอจดั การมรดกให้แก่ ล. ซงึ่ เก่ียวข้องโดยตรงกบั ต้นฉบบั น.ส.๓ ก. เลขท่ี
๑๗๐๒ ท่ีถกู ทาปลอมโดยมีการแก้ไขเพ่ิมเตมิ ข้อความลงในต้นฉบบั น.ส.๓ ก. ฉบบั ดงั กล่าว ศาล
ก็ชอบที่จะยอมให้โจทก์คดั สาเนาเอกสารในสานวนคดีดงั กล่าวมาเป็นพยานหลกั ฐานในคดีนีไ้ ด้


Click to View FlipBook Version