The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-27 08:56:38

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

ถาม - ตอบ วิ อาญา_มกราคม2561 อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์.pdf

401

ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง (๒.๕ คะแนน) (รวมแต่ละประเดน็ ได้ ๕.๕ คะแนน กำรได้ ๕.๕
คะแนน อำจได้เป็ น ๕ หรือ ๖ คะแนน แล้วแต่กรณี ข้อนีด้ ูในภำพรวมให้ ๖ คะแนน
เพรำะประเด็นหลังมีเร่ืองอำยุควำมซ่ึงนับว่ำยำกมำก สมัยผู้แต่งสอบอัยกำรผู้ช่วย
ประเดน็ เร่ืองอำยคุ วำมผู้แต่งกไ็ ม่ได้ตอบ เพรำะไม่รู้ว่ำอำยุควำมก่ีปี )

ตัวอย่ำงคำตอบท่ี ๓ ตาม ปวอิ .มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง วางหลกั วา่ ในกรณีท่ีข้อเทจ็ จริง
ซ่ึงปรากฏตามทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงซ่ึงปรากฏในฟ้อง ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
เว้นแตจ่ ะแตกตา่ งในรายละเอียดและจาเลยมิได้หลงตอ่ สู้ และมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม วางหลกั
ว่า ความแตกต่างในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาที่กระทาความผิดถือว่าต่างในรายละเอียด การท่ี
โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกระทาความผิดเมื่อวันท่ี ๑ มกราคม ๒๕๔๐ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า
จาเลยกระทาความผิดเม่ือวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ แม้จะเป็นกรณีท่ีข้อเท็จจริงซึง่ ปรากฏตาม
ทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงซงึ่ ปรากฏตามฟ้อง แตค่ วามแตกตา่ งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกบั
เวลานนั้ เป็นเพียงรายละเอียดตามมาตรา ๑๙๒ วรรคสาม มิใช่ต่างในสาระสาคญั อีกทงั้ การท่ี
จาเลยให้การปฏิเสธและนาสืบว่าเป็นการปอ้ งกนั นนั้ แสดงว่าจาเลยมิได้หลงตอ่ ส้เู ก่ียวกบั เวลาที่
กระทาความผิด ดงั นนั้ ศาลลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงซ่ึงปรากฏได้ความได้ ตามมาตรา ๑๙๒
วรรคสอง (๓ คะแนน)

ตาม ปวิอ.มาตรา ๑๙๒ วรรคหก วางหลกั ว่า ถ้าความผิดตามท่ีฟ้อง นนั้ รวมการกระทา
หลายอยา่ งซง่ึ แตล่ ะอย่างเป็นความผิดอยใู่ นตวั ศาลจะลงโทษจาเลยในการกระทาผิด อยา่ งหนึ่ง
อยา่ งใดตามท่ีพิจารณาได้ความก็ได้ การที่โจทก์ฟ้องว่าจาเลยพยายามฆ่าผ้เู สียหายตามมาตรา
๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ แตท่ างพิจารณาได้ความว่า จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามทา
ร้ ายร่างกายผู้เสียหาย ตามมาตรา ๒๙๕ ประกอบมาตรา ๘๐ นัน้ การกระทาความผิดฐาน
พยายามฆา่ รวมเอาการกระทาความผิดฐานทาร้ายร่างกายอย่ใู นตวั ดงั นนั้ ศาลพิพากษาลงโทษ
จาเลยในความผิดฐานพยายามทาร้ายร่างกายผ้เู สียหาย ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหก (๓ คะแนน)
(รวม ๖ คะแนน)

ข้อ ๖๗ คำถำม พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จาเลยรับของโจรรถยนต์ราคา
๕๐๐,๐๐๐ บาท ของผ้เู สียหายท่ี ๑ และกล้องถ่ายรูปราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ของผ้เู สียหายที่ ๒ ซึ่ง
นายเอกลกั ไป ตอ่ มาเจ้าพนกั งานตารวจจบั จาเลยได้พร้อมรถยนต์ซึ่งถูกถอดชิน้ ส่วนบางส่วนไป
คดิ เป็นเงินคา่ เสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท รถยนต์ของกลางคืนให้แก่ผ้เู สียหายที่ ๑ แล้ว ขอให้ลงโทษ
จาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ และขอให้จาเลยคืนทรัพย์ให้แก่ผ้เู สียหายท่ี ๑

402

เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และคืนกล้องถ่ายรูปราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายท่ี ๒ หากคืน
ไมไ่ ด้ให้ใช้ราคารวม ๗๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์บรรยายฟ้องมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดให้จาเลย
เข้ าใจข้ อหาได้ดีแล้ ว ศาลออกน่ังพิจารณาสอบถามจาเลยแล้ ว จาเลยแถลงไม่ต้ องการ
ทนายความ ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จาเลยฟัง จาเลยให้การรับสารภาพ ในวันดังกล่าว
ผ้เู สียหายที่ ๒ มาศาลและศาลได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นผ้เู สียหายที่ ๒ จริง ผ้เู สียหายที่ ๒ แถลง
ตอ่ ศาลว่า จาเลยชาระค่ากล้องถ่ายรูป ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผ้เู สียหายที่ ๒ แล้ว ผ้เู สียหายท่ี ๒
ไม่ตดิ ใจเรียกร้องค่าเสียหายอีก ขอให้ศาลลงโทษจาเลยในสถานเบา ศาลพิพากษาลงโทษจาคกุ
จาเลย ๑ ปี ให้จาเลยคนื ทรัพย์แก่ผ้เู สียหายทงั้ สอง หากคนื ไมไ่ ด้ ให้ใช้ราคาแก่ผ้เู สียหายท่ี ๑ เป็น
เงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และผ้เู สียหายท่ี ๒ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท โดยจาเลยได้ลงชื่อในคาให้การ
และรายงานกระบวนพิจารณาพร้อมผ้เู สียหายท่ี ๒ แล้ว สว่ นโจทก์ไมไ่ ด้ลงชื่อในรายงานกระบวน
พิจารณาดังกล่าว จาเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ลงช่ือในรายงานกระบวนพิจารณา ทาให้การ
พิจารณาไม่ชอบ ศาลต้องยกฟ้อง คดีนีผ้ ้เู สียหายทงั้ สองยินยอมให้ นายเอกเอารถยนต์และกล้อง
ถ่ายรูปไป จงึ ไมเ่ ป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ จาเลยจงึ ไมผ่ ดิ ฐานรับของโจร และการท่ีศาลพพิ ากษา
ให้จาเลยคืนทรัพย์ไมช่ อบ

ให้วินิจฉยั วา่ ข้ออ้างในอทุ ธรณ์ของจาเลยฟังขนึ ้ หรือไม่
คำตอบ ศาลชนั้ ต้นออกนงั่ พิจารณาและสอบถามจาเลยเรื่องทนายความกบั อา่ นอธิบาย
ฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นได้บนั ทึกคาให้การจาเลยไว้ เม่ือควำมผิด
ฐำนรับของโจรไม่ใช่ควำมผิดท่ีมีอัตรำโทษอย่ำงต่ำให้จำคุกตัง้ แต่ห้ำปี ขึน้ ไปหรือโทษ
สถำนท่ีหนักกว่ำนัน้ เม่ือจำเลยให้กำรรับสำรภำพตำมฟ้อง ศำลชัน้ ต้นย่อมพิพำกษำได้
โดยไม่ต้องสืบพยำนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึ่ง
กระบวนพิจำรณำของศำลชัน้ ต้นดังกล่ำวไม่เสียไป แม้โจทก์จะยังมิได้ลงช่ือในรายงาน
กระบวนพจิ ารณา (ฎีกาท่ี ๘๓๒๐/๒๕๔๙) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนีฟ้ ังไม่ขนึ้
ท่ีจาเลยอุทธรณ์ว่า ผ้เู สียหายทงั้ สองยินยอมให้นายเอกเอารถยนต์และกล้องถ่ายรูปไป
จงึ ไม่เป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์ จาเลยจงึ ไมผ่ ิดฐานรับของโจรนนั้ เม่ือจำเลยให้กำรรับสำรภำพ
แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟั งได้ตำมฟ้องโจทก์ จำเลยจะอุทธรณ์ โต้แย้งเป็ นอย่ำงอ่ืนไม่ได้
อุทธรณ์ ของจำเลยเป็ นกำรยกข้อเท็จจริงขึน้ ใหม่ในชัน้ อุทธรณ์ ซ่ึงเป็ นปัญหำท่ีไม่ได้
ยกขึน้ ว่ำกันมำแล้วโดยชอบในศำลชัน้ ต้น จึงเป็ นอุทธรณ์ท่ีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๕ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ ศำลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย (ฎีกาท่ี ๕๑๒/๒๕๕๐)

403

ท่ีจาเลยอทุ ธรณ์ว่า ศาลพิพากษาให้จาเลยคืนทรัพย์ไม่ชอบนนั้ รถยนต์ที่จาเลยรับของ
โจรไว้ผ้เู สียหายท่ี ๑ ได้รับคืนแล้ว แม้ได้รับคืนในสภาพที่ถูกถอดชิน้ ส่วนบางสว่ นซึ่งคดิ เป็นมลู คา่
ความเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท พนักงำนอัยกำรโจทก์ก็ขอให้คืนหรือใช้รำคำไม่ได้ เพรำะ
มำตรำ ๔๓ ไม่ได้ให้อำนำจไว้ เป็ นเร่ืองท่ีผู้เสียหำยท่ี ๑ จะต้องไปว่ำกล่ำวเรียกค่ำเสียหำย
จำกจำเลยเอำเองเป็ นคดีใหม่ จะให้จำเลยใช้รำคำทรัพย์ในมูลค่ำควำมเสียหำยของ
รถยนต์ท่ีถูกถอดชิน้ ส่วนบำงส่วนนัน้ ย่อมไม่ถูกต้อง (ฎีกาท่ี ๘๘๘๖/๒๕๔๙) กำรท่ีศำล
ชัน้ ต้นพิพำกษำให้จำเลยคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหำยท่ี ๑ หำกคืนไม่ได้ ให้ใช้รำคำแก่
ผู้เสียหำยท่ี ๑ เป็ นเงิน ๕๐,๐๐๐ บำท จึงไม่ชอบ ส่วนกล้องถ่ายรูปของผู้เสียหายที่ ๒ นัน้
ในระหว่างพิจารณาของศาลชัน้ ต้น ผู้เสียหายท่ี ๒ ยื่นคาร้ องว่าจาเลยชาระค่ากล้องถ่ายรูป
๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผ้เู สียหายที่ ๒ แล้ว ผ้เู สียหายท่ี ๒ ไม่ติดใจเรียกร้องคา่ เสียหายอีก จำเลย
จึงไม่ต้องรับผิดคืนทรัพย์หรือใช้รำคำกล้องถ่ำยรูปท่ียังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหำยท่ี ๒ กำรท่ี
ศำลชัน้ ต้นพิพำกษำให้จำเลยคืนหรือใช้รำคำกล้องถ่ำยรูป ๒๐,๐๐๐ บำท แก่ผู้เสียหำย
ท่ี ๒ จึงไม่ชอบ (ฎีกาท่ี ๙๖๘/๒๕๕๐) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนีฟ้ ังขนึ้

ฎีกำท่ี ๘๓๒๐/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๕๖ ศาลชนั้ ต้นออกนง่ั พิจารณาและสอบถามจาเลย
เรื่องทนายความกบั อ่านอธิบายฟ้องให้จาเลยฟังแล้ว จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลชนั้ ต้นได้บนั ทึก
คาให้ การจาเลยไว้ เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานมีอาวุธปื นไม่มีหมายเลขทะเบียนปื นของ
เจ้าพนกั งานประทบั และกระสนุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับใบอนญุ าตตาม พ.ร.บ. อาวธุ ปืนฯ
มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหน่ึง มีอตั ราโทษจาคกุ ตงั้ แตห่ นึ่งปีถึงสิบปีฯ ส่วนฐานพาอาวธุ ปืนไปในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปื นฯ มาตรา ๘ ทวิ
วรรคหนง่ึ , ๗๒ ทวิ วรรคสอง มีอตั ราโทษจาคกุ ไม่เกินห้าปีฯ และฐานพาอาวธุ ไปในเมือง หม่บู ้าน
หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตอุ นั สมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ (เดิม) มีอตั ราโทษปรับไมเ่ กิน
๑๐๐ บาท เมื่อจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชัน้ ต้นย่อมพิพากษาได้โดยไม่ต้อง
สืบพยานตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๗๖ วรรคหนึง่ กระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้นดงั กล่าวไมเ่ สียไป
แม้โจทก์จะยงั มไิ ด้ลงชื่อในรายงานกระบวนพจิ ารณา

ฎีกำท่ี ๘๘๘๖/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๔ จาเลยทงั้ สองกระทาความผิดฐานรับของโจร
รถกระบะของกลาง ท่ีศาลอทุ ธรณ์ให้จาเลยทงั้ สองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๘๐,๑๐๐
บาท แก่ผู้เสียหาย ซ่ึงรวมถึงโทรศพั ท์เคลื่อนท่ีราคา ๓,๙๐๐ บาท สินค้าอุปโภคและบริโภคราคา
๔๐,๐๐๐ บาท กล้องถ่ายรูปราคา ๙,๐๐๐ บาท ซึ่งมิใช่ทรัพย์ท่ีจาเลยทงั้ สองรับของโจร และ
รถกระบะของกลางนนั้ ผ้เู สียหายก็ได้รับคืนไปแล้ว แม้ได้รับคืนในสภาพที่ถกู ถอดชิน้ สว่ นบางสว่ น

404

ซ่ึงคิดเป็นมลู คา่ ความเสียหาย ๒๗,๒๐๐ บาท พนกั งานอยั การโจทก์ก็ขอให้คืนหรือใช้ราคาไม่ได้
เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ไม่ได้ให้ อานาจไว้ เป็ นเร่ืองที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียก
คา่ เสียหายจากจาเลยทงั้ สองเอาเองเป็นคดีใหม่ จะให้จาเลยทงั้ สองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ท่ีมิได้
รับของโจรกับมูลค่าความเสียหายของรถกระบะของกลางที่ถูกถอดชิน้ ส่วนบางส่วนนัน้ ย่อม
ไมถ่ กู ต้อง

ฎีกำท่ี ๙๖๘/๒๕๕๐ ฎ.๔๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ ให้
จาเลยคืนแหวนทองคา กาไลทองคาและสร้ อยคอทองคาหรือใช้ราคา ๓๗,๓๐๐ บาท แก่
ผ้เู สียหาย ในระหว่างพิจารณาของศาลชนั้ ต้น ผู้เสียหายยื่นคาร้องว่าได้รับเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท
จากจาเลยเพ่ือใช้ ค่าเสียหายและค่าทรัพย์สินที่ไม่ได้คืนแล้ ว ผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้ อง
คา่ เสียหายอีก จาเลยจงึ ไมต่ ้องรับผิดคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยงั ไม่ได้คืนแก่ผ้เู สียหาย การท่ี
ศาลชนั้ ต้นพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๔) และให้จาเลยคืนหรือใช้
ราคาทรัพย์ท่ียงั ไมไ่ ด้คืนเป็นเงิน ๓๗,๓๐๐ บาท แกผ่ ้เู สียหาย จงึ ไมช่ อบ

ข้อ ๖๘ คำถำม พนกั งานอยั การเป็นโจทก์ฟ้องว่า เม่ือวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๕๐ จาเลยซ่ึง
เป็ นนายจ้ างของผู้เสียหาย ข่มขืนกระทาชาเราผู้เสียหายอายุ ๑๔ ปี เศษโดยผู้เสียหาย
ไม่ยินยอม ผ้เู สียหายร้องทกุ ข์เม่ือวนั ท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึง่ จาเลยให้การปฏิเสธ ทางพิจารณาได้ความวา่ จาเลยขม่ ขืนกระทา
ชาเราผ้เู สียหายซ่ึงความจริงอายุ ๑๕ ปีเศษอนั เป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหนงึ่ ศาลจะ
พิพากษาคดนี ีอ้ ยา่ งไร

คำตอบ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗
วรรคหน่ึง แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความวา่ การกระทาของจาเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๒๗๖
วรรคหนง่ึ อันเป็ นควำมผิดท่ีรวมกำรกระทำตำมท่ีโจทก์ฟ้องอย่ดู ้วยแล้ว ศำลย่อมมีอำนำจ
ลงโทษจำเลยตำมควำมผิดท่ีพิจำรณำได้ควำมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย (ฎีกาที่ ๗๗๒๑/๒๕๔๙) จงึ ต้องวนิ ิจฉัยต่อไปว่ำกำรกระทำของ
จำเลยขำดอำยุควำมแล้วหรือไม่

ในกำรพจิ ำรณำกำหนดอำยุควำมฟ้องผู้กระทำควำมผิดนัน้ ต้องถอื เอำตำมข้อหำ
หรือฐำนควำมผิดท่ีศำลพิจำรณำได้ควำม (ฎีกาที่ ๗๐๙๕/๒๕๔๙) คดีนีท้ างพิจารณาได้ความ
ว่า การกระทาของจาเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ซ่ึง
เป็นความผิดอนั ยอมความได้ คดีนีเ้กิดเหตเุ มื่อวนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๕๕๐ ผ้เู สียหายร้องทกุ ข์เมื่อวนั ที่

405

๑๐ เมษายน ๒๕๕๐ ถือว่ำผู้เสียหำยมิได้ร้ องทุกข์ภำยในสำมเดือนนับแต่วันท่ีรู้เร่ือง
ควำมผิดและรู้ตัวผู้กระทำควำมผิด เป็ นอันขำดอำยุควำมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๙๖ เม่ือคดีขำดอำยุควำมศำลต้องพิพำกษำยกฟ้องตำมประมวลกฎหมำยวิธี
พจิ ำรณำควำมอำญำ มำตรำ ๑๘๕

ฎีกำท่ี ๗๗๒๑/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๘๘ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยตาม ป.อ.
มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แต่เม่ือทางพิจารณาได้ความวา่ การกระทาของจาเลยเป็นความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก อนั เป็นความผิดที่รวมการกระทาตามท่ีโจทก์ฟ้องอย่ดู ้วยแล้ว ศาล
ยอ่ มมีอานาจลงโทษจาเลยตามความผิดท่ีพจิ ารณาได้ความตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

ฎีกำท่ี ๗๐๙๕/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๔๐ อายุความฟ้องผู้กระทาความผิดตาม ป.อ.
มาตรา ๙๕ นนั้ ต้องถือเอาตามข้อหาหรือฐานความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ

ข้อ ๖๙ คำถำม โจทก์ฟ้องว่า จาเลยวางแผนลวงนางสาว ก. ผ้เู สียหายไปในท่ีเกิดเหตุ
เวลากลางคืน แล้วลกั สร้อยคอทองคา ๑ เส้น โดยใช้กาลงั ประทษุ ร้ายเพ่ือพาเอาทรัพย์ไปด้วยการ
ชก ตบ ตี โดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การกระทาบางส่วนไม่บรรลุผล นางสาว ก.
ไมถ่ ึงแกค่ วามตาย เพียงแตม่ ีบาดแผลตามสาเนารายงานการชนั สตู รบาดแผลท้ายฟ้อง ซงึ่ ระบวุ ่า
ต้องรักษาตวั นาน ๓๐ วนั ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙, ๒๙๘, ๓๓๙,
๘๐ ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยเจตนาทาร้ายนางสาว ก. โดยไตร่ตรองไว้ก่อน จนเป็นเหตใุ ห้
ได้รับอนั ตรายสาหสั ต้องรักษานาน ๓๐ วนั กรรมหนง่ึ กบั ลกั ทรัพย์ในเวลากลางคนื อีกกรรมหนงึ่

ให้วินิจฉยั วา่ ศาลจะลงโทษจาเลยตามท่ีได้ความได้หรือไม่
คำตอบ การท่ีโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยชก ตบ ตี นางสาว ก. โดยมีเจตนาฆ่าโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อน นางสาว ก. ไมถ่ ึงแก่ความตายเพียงแตม่ ีบาดแผลตามสาเนารายงานการชนั สตู ร
บาดแผลท้ายฟ้อง แม้โจทก์มิได้บรรยำยฟ้องว่ำนำงสำว ก. ได้รับอันตรำยสำหัสหรือป่ วย
เจ็บด้วยอำกำรทุกขเวทนำ จนประกอบกรณียกิจตำมปกตไิ ม่ได้เกินกว่ำย่ีสิบวันก็ตำม แต่
ตามคาฟ้องก็กลา่ ววา่ นางสาว ก. มีบาดแผลตามสาเนารายงานการชนั สูตรบาดแผลท้ายฟ้อง ซ่ึงถือ
ว่ำเป็ นส่วนหน่ึงของฟ้องได้ระบุความเห็นว่ารักษาตวั นาน ๓๐ วนั และทางพิจารณาได้ความว่า
จาเลยเจตนาทาร้ายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จนเป็นเหตใุ ห้ นางสาว ก. ต้องรักษาตวั นาน ๓๐ วนั ต้อง
ถือว่านางสาว ก. ได้รับอนั ตรายสาหสั เม่ือควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำผู้อ่ืนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
รวมกำรกระทำควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืน จนเป็ นเหตุให้ได้รับอันตรำยสำหัสโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย และเป็ นควำมผิดได้ในตัวเอง ศำลย่อมมีอำนำจลงโทษจำเลยใน

406

ควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืน จนเป็ นเหตุให้ได้รับอันตรำยสำหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ได้ ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย ไม่เป็ นกำรพพิ ำกษำ
ในข้ อท่ีมิได้ กล่ ำวในฟ้ อง ตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง (เทียบฎีกาท่ี ๗๑๓๕/๒๕๔๗
(ประชมุ ใหญ่))

โจทก์ฟ้องว่า จาเลยลกั ทรัพย์โดยใช้กาลงั ประทุษร้ายเพื่อพาเอาทรัพย์ไปด้วยการชก ตบ
ตี นางสาว ก. โดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แตก่ ารกระทาบางส่วนไม่บรรลผุ ล นางสาว ก.
ไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙, ๒๙๘, ๓๓๙, ๘๐ ถือว่ำ
โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษในควำมผิดเพียงกระทงเดียว แต่ควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำย
จนเป็ นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับอันตรำยสำหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับควำมผิดฐำนลักทรัพย์
ในเวลำกลำงคืน ล้วนแต่เป็ นกำรกระทำท่ีเกิดต่อเน่ือง และต่ำงก็เป็ นส่วนหน่ึงของกำร
กระทำหลำยอย่ำงซ่ึงรวมอยู่ในควำมผิดฐำนชิงทรัพย์ตำมฟ้อง โดยแต่ละอย่ำงเป็ น
ควำมผิดได้อยู่ในตัวเอง ศำลจึงมีอำนำจพิพำกษำลงโทษจำเลยในกำรกระทำตำมท่ี
พิจำรณำได้ควำมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย
(ฎีกาท่ี ๘๗๐๑/๒๕๔๗) ไม่เป็ นกำรพิพำกษำเกินคำขอ ศำลจึงพิพำกษำลงโทษจำเลยใน
ควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยจนเป็ นเหตุให้ผู้อ่ืนได้รับอันตรำยสำหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
กระทงหน่ึง กับควำมผิดฐำนลักทรัพย์ในเวลำกลำงคืนอีกกระทงหน่ึงได้

ฎีกำท่ี ๘๗๐๑/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๖๓ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกนั ชิงทรัพย์
โจทก์ร่วม โดยใช้กาลงั ประทุษร้ายด้วยการชก ตบ ตีโดยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การ
กระทาบางสว่ นไมบ่ รรลผุ ล โจทก์ร่วมเพียงแตไ่ ด้รับอนั ตรายสาหัส โดยโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษ
ในความผิดส่วนนีเ้ พียงกระทงเดียว แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยทัง้ สองร่วมกันทาร้าย
ร่างกายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสกระทงหนึ่ง กับลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
อีกกระทงหนง่ึ ความผิดฐานทาร้ายร่างกายจนเป็นเหตใุ ห้โจทก์ร่วมรับอนั ตรายสาหสั กบั ความผิด
ฐานลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนล้วนแต่เป็นการกระทาที่เกิดต่อเนื่อง และตา่ งก็เป็นส่วนหนึ่งของ
การกระทาหลายอย่างซึ่งรวมอย่ใู นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้อง โดยแต่ละอยา่ งเป็นความผิด
ได้อยู่ในตวั เอง ศาลฎีกาจึงมีอานาจพิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๒ ในการกระทาตามที่พิจารณา
ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย และแม้ จาเลยท่ี ๑ จะมิได้ยื่นฎีกาโต้แย้ ง
คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ไว้ด้วย แต่ปัญหาดงั กล่าวเป็นเหตใุ นลกั ษณะคดีตาม ป.อ. มาตรา ๘๙
ซงึ่ กาหนดให้ใช้แกผ่ ้กู ระทาความผดิ ในการกระทาความผิดนนั้ ด้วยกนั ทกุ คน ศาลฎีกาจงึ มีอานาจ
พพิ ากษาตลอดไปถงึ จาเลยท่ี ๑ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕

407

ข้อ ๗๐ คำถำม โจทก์ฟ้องว่า จาเลยใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหาย
ไม่ถึงแก่ความตาย ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลตามสาเนารายงานการชนั สูตรบาดแผลท้ายฟ้อง
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐ และขอให้ริบมีดของกลาง จาเลย
ให้การปฏิเสธ ศาลพิจารณาแล้วได้ความว่า จาเลยคว้ามีดของผู้เสียหายมาแทงผ้เู สียหาย โดย
จาเลยไม่มีโอกาสเลือกแทง แตแ่ ทงไปตามโอกาสท่ีจะอานวยและไมไ่ ด้ใช้กาลงั แทงรุนแรงนกั และ
ไม่ได้แทงซา้ ทงั้ ท่ีกระทาได้ จึงไมม่ ีเจตนาฆ่า แตก่ ารแทงของจาเลยดงั กลา่ วเป็นเหตใุ ห้ผ้เู สียหาย
ได้รับอันตรายสาหัส กล่าวคือ ป่ วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติ
ไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวนั ตามคาเบิกความของผ้เู สียหาย และรายงานการชนั สตู รบาดแผลท้ายฟ้อง
ซงึ่ ได้ระบคุ วามเห็นของแพทย์วา่ รักษาประมาณ ๔๕ วนั หาย

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะพิพากษาว่าจาเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
๒๙๗ และคืนมีดของกลางให้แก่ผ้เู สียหายได้หรือไม่

คำตอบ แม้โจทก์ฟอ้ งวา่ จาเลยกระทาความผิดฐานพยายามฆา่ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า
ผ้เู สียหายได้รับอนั ตรายสาหสั หรือป่ วยเจ็บด้วยอาการทกุ ขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติ
ไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวนั ก็ตาม แตต่ ามคาฟ้องก็กลา่ ววา่ ผ้เู สียหายมีบาดแผลตามสาเนารายงานการ
ชนั สูตรบาดแผลท้ายฟ้อง ซ่ึงถือว่ำเป็ นส่วนหน่ึงของฟ้องได้ระบุควำมเห็นว่ำรักษำประมำณ
๔๕ วันหำย และทำงพจิ ำรณำข้อเทจ็ จริงท่ีโจทก์นำสืบได้ควำมว่ำผู้เสียหำยได้รับอันตรำย
สำหัส กล่ำวคือ ป่ วยเจ็บด้วยอำกำรทุกขเวทนำ จนประกอบกรณียกิจตำมปกตไิ ม่ได้เกิน
กว่ำย่ีสิบวัน เม่ือข้อเท็จจริงตามฟ้องนนั้ โจทก์สืบสม ทัง้ กำรกระทำควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำ
ผู้อ่ืนรวมกำรกระทำควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืนตำม ป.อ. มำตรำ ๒๙๗ ด้วยและเป็ น
ควำมผิดได้ในตัวเอง ศำลย่อมมีอำนำจลงโทษจำเลยในควำมผิดฐำนทำร้ำยร่ำงกำยผู้อ่ืน
ได้รับอันตรำยสำหัสตำมท่ีพิจำรณำได้ควำมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย (ฎีกาที่ ๗๑๓๕/๒๕๔๗ ประชมุ ใหญ่)

สว่ นมีดของกลาง แม้จะเป็นทรัพย์ท่ีใช้ในการกระทาความผิดและโจทก์ขอให้ริบ แต่มีด
ของกลำงเป็ นของผู้เสียหำยซ่ึงไม่รู้เห็นเป็ นใจกับกำรกระทำผิด ไม่อำจริบได้ ศำลมี
อำนำจส่ังคืนมีดของกลำงแก่ผู้เสียหำยได้ ไม่เป็ นกำรพพิ ำกษำเกินคำขอตามมาตรา ๑๙๒
วรรคหนงึ่ (ฎีกาที่ ๒๕๕๗/๒๕๒๒)

408

ข้อ ๗๑ คำถำม โจทก์ฟ้องคดีนีว้ ่า เมื่อระหว่างวนั ท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลากลางคืน
กอ่ นเที่ยง จนถึงวนั ท่ี ๒ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลากลางวนั วนั เวลาใดไมป่ รากฏชดั จาเลยลกั สร้อยคอ
ทองคาของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๓๔, ๓๓๕ ศาลสอบแล้วจาเลย
ไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพ คู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลเห็นควร
สืบเสาะและพนิ ิจจาเลยกอ่ นพพิ ากษา

ในวนั ฟังคาพิพากษาคดีนี ้ศาลแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนกั งานคมุ ประพฤติให้
จาเลยทราบ จาเลยไม่คัดค้าน โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบุว่า ก่อนกระทาผิดคดีนี ้
จาเลยเคยต้องคาพิพากษาของศาลตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๑/๒๕๔๘ ให้ลงโทษจาคกุ ๖
เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี ในระหว่างที่ยัง
ไม่ครบกาหนด ๒ ปี ตามที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จาเลยกระทาความผิดเป็นคดีนีอ้ ีก และ
หลงั จากถกู ฟ้องคดีนี ้จาเลยถกู ฟ้องข้อหาลกั ทรัพย์อีกคดีหนึ่ง ศาลลงโทษจาคกุ จาเลย ๑ ปี ตาม
คดอี าญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๓/๒๕๔๘

ให้วนิ จิ ฉยั วา่ ก. ศาลจะพิพากษาวา่ ในคดีนีว้ า่ จาเลยมีความผิดฐานใด
ข. ศาลจะนาโทษจาคุกท่ีรอไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงท่ี ๑๑๑/๒๕๔๘ มาบวกกับ
โทษในคดีนีไ้ ด้หรือไม่
ค. ศาลจะนบั โทษจาเลยตอ่ จากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ ๓๓๓/๒๕๔๘ ได้หรือไม่
คำตอบ ก. โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันท่ี ๑ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลากลางคืนก่อน
เที่ยงจนถึงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๘ เวลากลางวนั วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จาเลยลักสร้อยคอ
ทองคาของผ้เู สียหายไป แม้คำบรรยำยฟ้องของโจทก์พอท่ีจะให้จำเลยเข้ำใจข้อหำได้ดีว่ำ
วันเวลำท่จี ำเลยกระทำควำมผิดเป็ นช่วงวันเวลำใดและจำเลยให้กำรรับสำรภำพตำมฟ้อง
แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเก่ียวกับเวลำเกิดเหตุให้ศำลเห็นว่ำจำเลยลักทรัพย์ในเวลำกลำงคืน
ซ่ึงควำมจริงเหตุอำจจะเกิดในเวลำกลำงวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟัง
ว่ำจำเลยลักทรัพย์ในเวลำกลำงวัน (ฎีกาที่ ๔๘๐๗/๒๕๔๕)
ข. เมื่อศาลแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนกั งานคุมประพฤติให้จาเลยทราบ
จาเลยไม่คดั ค้าน โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบวุ ่าจาเลยเคยต้องคาพิพากษาของศาลนี ้
ตามคดอี าญาหมายเลขแดงที่ ๑๑๑/๒๕๔๘ ให้ลงโทษจาคกุ ๖ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษ
จาคกุ ให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี ในระหวา่ งท่ียงั ไม่ครบกาหนด ๒ ปี ตามที่รอการลงโทษไว้
ในคดีก่อน จาเลยกระทาความผิดเป็นคดีนีอ้ ีก แม้ โจทก์จะมิได้บรรยำยฟ้ องและขอให้
บวกโทษในคดีก่อนเข้ำกับโทษคดีนี้ ศำลก็มีอำนำจนำโทษจำคุกท่ีรอกำรลงโทษไว้ ใน

409

คดีก่อนมำบวกเข้ำกับโทษในคดีนีไ้ ด้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๘ วรรคแรก มิใช่
เป็ นกำรพพิ ำกษำเกนิ คำขอ เพรำะกฎหมำยบังคับให้ศำลท่ีพิพำกษำคดีหลังบวกโทษท่รี อ
กำรลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ำกับโทษในคดีหลังด้วย (ฎีกาท่ี ๑๑๕๓/๒๕๔๗, ที่ ๑๙๐๘/
๒๕๔๗)

ค. การขอให้ศาลนบั โทษจาเลยต่อจากคดีอ่ืน โจทก์จะต้องขอมำในคำขอท้ำยฟ้องด้วย
ถ้ำไม่มีคำขอแม้จะปรำกฏต่อศำลว่ำจำเลยต้องโทษจำคุกในคดีอ่ืน ศำลก็ไม่อำจนับโทษ
จำเลยคดีนีต้ ่อจำกโทษคดีอ่ืนได้ เพรำะเป็ นกำรพิพำกษำเกินคำขอ (เทียบฎีกาท่ี ๑๒๙๙/
๒๕๔๗)

ฎีกำท่ี ๔๘๐๗/๒๕๔๕ ฎ.๒๒๖๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๗ มีนาคม
๒๕๔๔ เวลากลางคืนก่อนเท่ียงจนถึงวนั ท่ี ๘ มีนาคม ๒๕๔๔ เวลากลางวนั วนั เวลาใดไมป่ รากฏ
ชดั จาเลยลกั ทรัพย์สร้อยข้อมือทองคาของผ้เู สียหายไปโดยทจุ ริต แม้คาบรรยายฟ้องของโจทก์
พอที่จะให้จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดวี า่ วนั เวลาที่จาเลยกระทาความผิดเป็นชว่ งวนั เวลาใดและจาเลย
ให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นาสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจาเลย
ลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืน ซ่ึงความจริงเหตอุ าจจะเกิดในเวลากลางวนั ก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์
ให้แก่จาเลยโดยฟังวา่ จาเลยลกั ทรัพย์ในเวลากลางวนั
ข้อสังเกต ถา้ จาเลยใหก้ ารรบั สารภาพว่าลกั ทรพั ย์ในเวลากลางคืน แม้โจทก์จะไม่สืบพยาน ศาล
ก็ลงโทษฐานลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนได้ เพราะเป็นการรับสารภาพว่ากระทาความผิดตามที่ได้
บรรยายฟ้องว่าลกั ทรัพย์ในเวลากลางคืนแล้ว หรือถ้าจาเลยให้การรับสารภาพว่าลกั ทรัพย์ในเวลา
กลางวนั พนักงานอัยการอาจจะแถลงติดใจสืบพยาน เพราะเป็ นการปฏิเสธข้อหาลกั ทรัพย์
ในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามหากพนกั งานอยั การไม่ติดใจสืบพยาน ศาลก็สามารถลงโทษฐาน
ลกั ทรัพย์ (ในเวลากลางวนั ) ตามทีร่ ับสารภาพ

ถ้าโจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเวลากลางวนั และกลางคืน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จาเลยบกุ รุก
ที่ดินของผู้เสียหาย หากจาเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็คงลงโทษได้เพียงฐานบุกรุก (เวลา
กลางวนั ) ไม่อาจลงโทษฐานบุกรุกในเวลากลางคืนได้ เช่นเดียวกันกบั คดีตามฎีกาที่ ๔๘๐๗/
๒๕๔๕ แต่กรณีความผิดฐานบกุ รุก (เวลากลางวนั ) หากไม่มีเหตฉุ กรรจ์อาจจะตอ้ งพิจารณาเรื่อง
การร้องทกุ ข์ภายในกาหนดตาม ป.อ. มาตรา ๙๖ ด้วย เพราะความผิดฐานบกุ รุกไม่มีเหตฉุ กรรจ์
เป็นความผิดอนั ยอมความได้

ฎีกำท่ี ๑๑๕๓/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๗๙ ในวนั นดั ฟังคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ศาลชนั้ ต้น
แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนกั งานคมุ ประพฤติให้จาเลยทราบ จาเลยไม่คดั ค้านและ

410

ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนกั งานคมุ ประพฤติระบวุ ่า
จาเลยเคยต้องคาพิพากษาของศาลจงั หวดั นครนายกให้ลงโทษจาคกุ ๖ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐
บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี และในคดีของศาลชนั้ ต้นให้ลงโทษจาคุก ๑
เดือนและปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจาคกุ ให้รอการลงโทษไว้มีกาหนด ๒ ปี และในระหว่างท่ียัง
ไม่ครบกาหนด ๒ ปี ตามที่รอการลงโทษไว้ในคดีทงั้ สองสานวน จาเลยกระทาความผิดเป็นคดีนี ้
อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีทงั้ สองสานวนก่อนเข้ากบั โทษคดีนี ้ศาล
ฎีกาก็มีอานาจนาโทษจาคกุ ท่ีรอการลงโทษไว้ในคดีทงั้ สองสานวนมาบวกเข้ากบั โทษในคดีนีไ้ ด้
ตาม ป.อ. มาตรา ๕๘ วรรคแรก กรณีนีม้ ิใชเ่ ป็นการเพิ่มเติมโทษจาเลย เพราะกฎหมายบงั คบั ให้
ศาลที่พิพากษาคดีหลงั บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลงั ด้วย และมิใช่
เป็นการพิพากษาเกินคาขอ ทงั้ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจ
ยกขนึ ้ วินจิ ฉยั ได้เองแม้ไม่มีคคู่ วามฝ่ายใดฎีกา
ข้อสังเกต เรื่องการบวกโทษศาลฎีกาตดั สินไวใ้ นคดีนีว้ ่า แม้ไม่ขอมาทา้ ยฟ้อง ศาลก็บวกโทษได้ แต่
กรณีนบั โทษต่อ ถา้ โจทก์ไม่ขอใหน้ บั โทษต่อไว้ จะนบั โทษต่อไม่ได้ ขอใหด้ ูฎีกาที่ ๑๒๙๙/๒๕๔๗

ฎีกำท่ี ๑๒๙๙/๒๕๔๗ ฎ.๒๖๘ การขอให้ศาลนบั โทษจาเลยตอ่ จากคดีอื่น โจทก์จะต้องขอ
มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย ถ้าจะขอภายหลงั ก็ต้องดาเนินการยื่นคาร้องขอก่อนมีคาพิพากษาศาล
ชนั้ ต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคหนึ่ง โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคาแก้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกา
ไมร่ ับวนิ จิ ฉยั
ข้อสังเกต เรื่องการขอให้นับโทษต่อในประเด็นที่ว่าต้องมีคาขอจึงจะนับโทษต่อได้ ยงั ไม่มีฎีกา
มากลบั หลกั ตามฎีกานี้ แต่ในประเด็นที่ว่า เมือ่ โจทก์มีคาขอใหน้ บั โทษต่อแลว้ แมโ้ จทก์ไม่ไดแ้ ถลง
ให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลได้พิพากษาลงโทษจาเลยอย่างไร แต่การจะ
นับโทษจาเลยต่อจากคดี อื่นหรื อไม่เป็ นดุลพิ นิ จของศาล ประกอ บกับก่อนศาลชั้นต้น
มีคาพิพากษาคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้น
พิพากษาจาคุกจาเลย ศาลช้ันต้นจึงใช้ดุลพินิจนบั โทษจาคุกจาเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดี
ดังกล่าวได้โดยไม่จาต้องให้โจทก์แถลง เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนาสืบ (ฎีกาที่
๔๙๕๓/๒๕๕๙) ซ่ึงกลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๖๐๕๗-๖๐๕๘/๒๕๕๔

411

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๘๒
ฎีกำท่ี ๑๐๒๕๒/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๓ ศาลชนั้ ต้นไม่ได้ออกหมายแจ้งวนั นดั ให้โจทก์
มาฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ และไม่ได้อ่านคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ให้โจทก์ฟัง ทงั้ เมื่อศาลชนั้ ต้นไม่อนญุ าตให้จาเลยเล่ือนการฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์
ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชนั้ ต้น ฉบบั ลงวนั ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ โดยไม่เช่ือว่า
จาเลยไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ กรณีจึงมีเหตสุ งสยั ว่าจาเลยจงใจไม่มาฟังคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ศาลชนั้ ต้นต้องออกหมายจบั จาเลยเพ่ือมาฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ แม้ศาลชนั้ ต้นเคย
ออกหมายจบั จาเลยมาครัง้ หนึ่งแล้วตามคาสง่ั ศาลชนั้ ต้นลงวนั ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ก็ตาม
แตก่ ารออกหมายจบั ดงั กลา่ วเป็นการออกหมายจบั จาเลยเพื่อบงั คบั ตามคาพิพากษาเทา่ นนั้ เม่ือ
ปรากฏว่าศาลชนั้ ต้นไม่ได้อ่านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ให้โจทก์ฟังและไมไ่ ด้ออกหมายจบั จาเลย
เพ่ือมาฟังคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ แม้ศาลชนั้ ต้นจะอ่านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ให้ทนายจาเลย
ฟังก็ตาม แตท่ นายจาเลยไมใ่ ชค่ คู่ วามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๓) และ (๑๕) ประกอบ พ.ร.บ.จดั ตงั้
ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ การอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชนั้ ต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบญั ญัติ
ดงั กล่าว ปัญหาดงั กล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้
วนิ จิ ฉยั ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
ฎีกำท่ี ๔๔๔๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๖๔ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๒ วรรคสอง บัญญัติว่า
“ให้อา่ นคาพพิ ากษาหรือคาสง่ั ในศาลโดยเปิดเผยในวนั เสร็จการพิจารณาหรือภายในเวลาสามวนั
นบั แตเ่ สร็จคดี ถ้ามีเหตอุ นั สมควรจะเล่ือนไปอ่านวนั อื่นก็ได้ แตต่ ้องจดรายงานเหตนุ นั้ ไว้ ” มาตรา
๒๑๕ บญั ญัติว่า “นอกจากท่ีบญั ญัติมาแล้ว ให้นาบทบญั ญัติว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วย
คาพิพากษาและคาสั่งศาลชัน้ ต้นมาบังคบั ในชัน้ อุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม” และมาตรา ๒๐๙
บญั ญัติวา่ “ให้ศาลอทุ ธรณ์พิพากษาโดยมิชกั ช้าและจะอ่านคาพิพากษาที่ศาลอทุ ธรณ์หรือส่งไป
ให้ศาลชนั้ ต้นอ่านก็ได้” ดงั นี ้การอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชนั้ ต้นจึงต้องนามาตรา
๑๘๒ วรรคสองมาใช้โดยอนโุ ลม เม่ือคดีนีศ้ าลอทุ ธรณ์ส่งคาพิพากษาไปให้ศาลชนั้ ต้นอ่านแทน
ศาลอุทธรณ์เมื่อวนั ท่ี ๙ มีนาคม ๒๕๕๐ ประกอบกับจาเลยได้รับการปล่อยชวั่ คราวในระหว่าง
อทุ ธรณ์ ซ่ึงศาลชนั้ ต้นจะต้องหมายนดั โจทก์จาเลยและนายประกนั มาฟังคาพิพากษา การท่ีศาล
ชนั้ ต้นนดั ฟังคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวนั ท่ี ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐ แม้จะเกินกวา่ ๓ วนั และ
ไม่ได้จดรายงานเหตุไว้นนั้ ก็เป็นการชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา
๒๒๕ แล้ว
ฎีกำท่ี ๑๖๙๙/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๒๒ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๒ วรรคสองและวรรคสาม

412

กาหนดให้ศาลอ่านคาพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลง
ลายมือชื่อไว้ และมาตรา ๒ (๑๕) ได้ให้คาจากัดความของคาว่า ค่คู วามไว้ว่า หมายความถึง
โจทก์ฝ่ ายหน่งึ และจาเลยอีกฝ่ ายหนึง่ ซึง่ มาตรา ๒ (๓) จาเลย หมายความถึงบคุ คลซึง่ ถกู ฟ้องยงั
ศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทาความผิด ดงั นัน้ ทนายจาเลยท่ี ๑ จึงมิได้เป็นจาเลยหรือเป็น
คคู่ วามตามบทบญั ญตั ิดงั กลา่ ว เมื่อปรากฏว่าศาลชนั้ ต้นอ่านคาพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ให้จาเลยท่ี
๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีฟังและให้จาเลยท่ี ๑ ลงลายมือช่ือไว้แล้ว จึงเป็นการดาเนินการตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการอ่านคาพิพากษาโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตผุ ลยกเลิกการอ่านคาพิพากษาศาล
อทุ ธรณ์ ส่วนการที่ศาลชนั้ ต้นสง่ หมายนดั ให้ผ้รู ้องและทนายผ้รู ้องมาฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์
ก็หาเป็นเหตุให้การอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จาเลยท่ี ๑ ฟัง ซึ่งชอบด้วยกฎหมายกลับ
กลายเป็นไมช่ อบด้วยกฎหมายไม่
ข้อสังเกต การอ่านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ในกรณีตามขน้ั ตอนทว่ั ไป เมื่อศาลชน้ั ตน้ ได้รับซอง
คาพิพากษาจากศาลอทุ ธรณ์แลว้ ศาลชนั้ ตน้ จะนดั ฟังคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์อีกประมาณ ๑ ถึง
๒ เดือน โดยศาลชนั้ ต้นจะออกหมายแจ้งวนั นดั ส่งให้โจทก์จาเลยและทนายจาเลยทราบ เมื่อถึง
วนั นดั ถ้าส่งหมายได้ครบถ้วนและจาเลยมาศาลก็จะอ่านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ แต่ในกรณีที่
จาเลยถูกขงั ระหว่างอทุ ธรณ์หากรอผลการส่งหมายและผลปรากฏว่าศาลอทุ ธรณ์พิพากษากลบั
ให้ยกฟ้อง จาเลยจะถูกขงั ไว้ระหว่างรอการอ่านคาพิพากษาไปอีก ๑ ถึง ๒ เดือน ผู้พิพากษา
บางท่านเมื่อไดร้ ับซองคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ก็จะเบิกจาเลยมาจากเรือนจาเพื่อฟังคาพิพากษา
ศาลอทุ ธรณ์ในวนั รุ่งขึ้น โดยให้อยั การลงชื่อในรายงานการอ่านคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์เพราะ
อยั การมาศาลทกุ วนั หากศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟอ้ ง ก็ใหค้ วามเป็นธรรมแก่จาเลยไม่ตอ้ งถกู ขงั
ไว้อีก ๑ ถึง ๒ เดือน แต่คดีนี้เป็ นโชคไม่ดีของจาเลยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจาคุก
จาเลยและจาเลยติดต่อทนายไม่ได้ระหว่างฎีกา ทนายจาเลยมายืน่ คาร้องขอให้อ่านคาพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ใหม่หลงั จากพ้นกาหนดระยะเวลาฎีกาไปแล้ว ผลจึงเป็ นดงั ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้

คำส่ังคำร้องศำลฎีกำท่ี ๓๐๗๒/๒๕๔๖ ฎ.๒๕๕๖ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๒ วรรคสองและ
วรรคสาม บญั ญตั ใิ ห้ศาลอา่ นคาพิพากษาในศาลตอ่ หน้าคคู่ วามโดยเปิดเผย และคาวา่ "คคู่ วาม"
ตามมาตรา ๒ (๑๕) หมายถงึ โจทก์ฝ่ ายหน่ึงและจาเลยอีกฝ่ ายหน่งึ ซ่ึงคาวา่ "จาเลย" ตามมาตรา
๒ (๓) หมายถึง บุคคลซึง่ ถกู ฟ้องยงั ศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทาความผิด ฉะนนั้ ทนายจาเลย
จงึ มิได้เป็นจาเลยหรือเป็นคคู่ วามตามความหมายดงั กล่าว เม่ือศาลจงั หวดั นครศรีธรรมราชอ่าน
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จาเลยฟัง จึงเป็นการดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอ่าน
คาพิพากษาโดยชอบแล้ว การท่ีศาลจงั หวดั นครศรีธรรมราชมิได้แจ้งวนั นดั อ่านคาพิพากษาศาล

413

อทุ ธรณ์ให้ทนายจาเลยทราบ จึงมิใชพ่ ฤตกิ ารณ์พิเศษท่ีมีเหตสุ ดุ วิสยั ทาให้ทนายจาเลยไมอ่ าจยื่น
ฎีกาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกาหนดที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้

ฎีกำท่ี ๖๙๖๙/๒๕๔๖ ฎ.๒๑๗๒ ในวันนัดอ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์และ
จาเลยมาศาล เม่ือศาลชนั้ ต้นอา่ นคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ให้คคู่ วามฟังแล้ว โดยศาลอทุ ธรณ์มีคา
พิพากษายกคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นให้ศาลชนั้ ต้นนดั ฟังคาพิพากษาใหม่แล้วดาเนินการต่อไป
ศาลชนั้ ต้นจงึ อ่านคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นให้โจทก์และจาเลยฟังตอ่ เน่ืองกนั ไป ถือได้วา่ ศาลชนั้ ต้น
ได้อา่ นคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นในศาลให้โจทก์และจาเลยฟังโดยเปิดเผยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๒
วรรคสอง แล้ว แม้ในวนั ดงั กลา่ วจะมิได้เป็นวนั นดั อ่านคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ก็ไม่ทาให้การอ่าน
คาพพิ ากษาที่ชอบด้วยกฎหมายกลบั กลายเป็นไมช่ อบเพราะคดีเสร็จการพจิ ารณามากอ่ นนนั้ แล้ว

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๘๔
ฎีกำท่ี ๖๙๘๘/๒๕๔๙ ฎ.๑๙๓๔ การประชมุ ปรึกษาเพ่ือมีคาพิพากษาในศาลชนั้ ต้น เมื่อ
ผ้พู ิพากษาคนหนึ่งมีความเห็นว่าจาเลยมีความผิดและลงโทษจาเลย แต่ผ้พู ิพากษาอีกคนหนึ่ง
มีความเห็นว่าจาเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้อง จงึ เป็นกรณีท่ีมีความเห็นแย้งกนั เป็นสองฝ่ าย
และจะหาเสียงข้างมากมิได้ ผ้พู ิพากษาซึ่งมีความเห็นว่าจาเลยมีความผิดและลงโทษจาเลยเป็น
ผลร้ายแก่จาเลยมาก ต้องยอมเห็นด้วยกบั ผ้พู ิพากษาซ่ึงมีความเห็นว่าจาเลยไม่มีความผิดและ
ควรยกฟ้อง ซ่ึงเป็นผลร้ายแกจ่ าเลยน้อยกวา่ โดยต้องพิพากษายกฟอ้ ง และให้ความเห็นว่าจาเลย
มีความผิดและลงโทษจาเลยเป็นความเห็นแย้ง การที่ศาลชนั้ ต้นถือเอาความเห็นที่ว่าจาเลย
มีความผิดและลงโทษจาเลยซึ่งเป็นผลร้ายแก่จาเลยมาเป็นคาพิพากษา จงึ ขดั ตอ่ ป.วิ.อ. มาตรา
๑๘๔
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลสูงรู้ว่าผู้พิพากษาศาลชนั้ ต้นมีความเห็นแตกต่างกนั ไม่สามารถหาเสียงข้าง
มากได้ และพิพากษาโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๘๔ ก็เพราะคดีนี้มีองค์คณะพิจารณาพิพากษา
เพียง ๒ คน และมีผู้พิพากษาคนหนึ่งทาความเห็นแย้งไว้ คดีทานองนี้ถ้าผู้พิพากษาศาลชน้ั ต้น
ไม่ทาความเห็นแยง้ ไว้ ทงั้ ศาลสูงและค่คู วามก็ไม่อาจทราบไดว้ ่าคาพิพากษาคดีนีไ้ ม่ชอบ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๘๕
ฎีกำท่ี ๕๔๙๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๐๖ ความผิดฐานพาอาวธุ ไปในเมือง หมบู่ ้าน หรือ
ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

414

จึงมีอายุความหน่ึงปีตาม ป.อ. มาตรา ๙๕ (๕) จาเลยกระทาความผิดเม่ือวันท่ี ๑๓ เมษายน
๒๕๔๖ แตโ่ จทก์นาคดีมาฟ้องเม่ือวนั ท่ี ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ จึงเกินกวา่ ๑ ปี นบั แตว่ นั กระทา
ความผิด คดีของโจทก์สาหรับความผิดดงั กลา่ วจงึ เป็นอนั ขาดอายคุ วาม สิทธิการนาคดีอาญามา
ฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๖) ที่ศาลล่างทัง้ สองพิพากษาลงโทษจาเลยมา
จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหน่ึง แม้ความผิดฐานดงั กล่าวจะยุติไปตาม
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นแล้วก็ตาม แตป่ ัญหาเรื่องอายคุ วามเป็นข้อกฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบ
เรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและแก้ ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕
วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๒๐๗/๒๕๕๕ ฎ.๓๒ เมื่อพยานหลกั ฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้วา่ จาเลยทงั้ สองเป็น
คนร้ายท่ีใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้ว จึงมีผลถึงความผิดฐานร่วมกันมีอาวธุ ปืนมีทะเบียนของ
ผ้อู ื่นไว้ในครอบครองโดยไมไ่ ด้รับใบอนญุ าตและฐานร่วมกนั พาอาวธุ ปืนไปในเมืองฯ โดยไมไ่ ด้รับ
ใบอนุญาตซ่ึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๘ วรรคหน่ึง ด้วย
เพราะเป็นข้อเท็จจริงอนั เดียวเก่ียวพนั กนั ศาลฎีกาย่อมมีอานาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดทงั้ สอง
ฐานนีไ้ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนงึ่ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต คดีตอ้ งหา้ มฎีกาตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง หากจาเลยยืน่ ฎีกาโดยไม่ไดข้ ออนญุ าต
ฎีกาข้อเท็จจริง แลว้ คาถามถามว่าศาลชน้ั ตน้ จะสงั่ อย่างไร ตอ้ งตอบว่าศาลชน้ั ต้นจะสงั่ ไม่รับฎีกา
แต่ถ้าศาลช้ันต้นสั่งผิดคือรับฎีกามา หากศาลฎีกาไม่พิจารณาฎีกาให้ ก็จะพิพากษายกฎีกา
เพราะเป็นฎีกาต้องห้าม แต่ถา้ ศาลฎีกาเห็นว่าจาเลยไม่มีความผิดหรือศาลล่างลงโทษสูงเกินไป
ศาลฎีกาก็พิพากษาตามทีพ่ ิจารณาไดค้ วามดงั กล่าวได้

ฎีกำท่ี ๗๙๔๑/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๙ น.๒๒๔ จาเลยนาอาวธุ ปืนของกลางไปโดยมงุ่ ประสงค์
จะนาไปทิง้ ในแม่นา้ เพ่ือมิให้เจ้าพนกั งานตารวจยดึ อาวธุ ปืนของกลางได้ เชน่ นีก้ รณียงั ถือไม่ได้ว่า
จาเลยมีอาวธุ ปืนของกลางไว้ในครอบครอง เพราะจาเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของ
ทงั้ การที่จาเลยนาอาวุธปืนของกลางตดิ ตวั ไปทิง้ ถือวา่ จาเลยไม่มีเจตนาพาอาวธุ ปืนของกลางไป
จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐานมีอาวธุ ปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดฐานพาอาวธุ ปืนจะยตุ ิไปแล้ว
ตามคาพิพากษาของศาลชนั้ ต้น ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕
วรรคหนง่ึ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๑๑๑๑๙/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๑๑ การท่ีจาเลยทงั้ สามมิได้ยกข้อตอ่ ส้ตู าม ป.อ.
มาตรา ๓๒๙ (๑) ขึน้ ต่อส้ใู นศาลชนั้ ต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทานนั้ เข้าข้อยกเว้น
ตามกฎหมายวา่ การกระทาเช่นนนั้ ไม่เป็นความผิด ก็ชอบท่ีจะวินิจฉยั คดีไปตามนนั้ และพิพากษา

415

ยกฟ้องโจทก์เสียได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ วรรคหนงึ่ และปัญหาข้อนีเ้ป็นปัญหาข้อกฎหมายที่
เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อยท่ีศาลอทุ ธรณ์มีอานาจยกขนึ ้ วนิ ิจฉยั ได้เอง

ฎีกำท่ี ๗๒๓๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๕๑ แม้จาเลยจะมิได้ยกข้อตอ่ ส้วู ่าจาเลยสาคญั ผิด
เข้าใจวา่ ผ้เู สียหายมีอายุ ๑๗ ปี ถึง ๑๘ ปี ขนึ ้ ตอ่ ส้โู ดยตรง แตเ่ ม่ือคดีมีเหตทุ ่ีจาเลยไมค่ วรต้องรับ
โทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอานาจที่จะยกขึน้ วินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๘๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๘๖ (๗)
ฎีกำท่ี ๒๒๒๑/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๕๐ ป.อ. มาตรา ๒๐ เป็นบทบญั ญัติที่ให้อานาจ
ศาลใช้ดลุ พินิจในกรณีท่ีความผิดที่กฎหมายกาหนดให้ลงโทษจาคกุ และปรับ ถ้าศาลเห็นสมควร
ก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษจาคุกจาเลยเพียงสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ มิใช่เป็ น
บทบญั ญัติท่ีบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนนั้ เป็นความผิดหรือเป็นบทกาหนดโทษแต่อย่างใด แม้
ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาคกุ จาเลยเพียงสถานเดียว โดยมิได้ปรับบทมาตราดงั กลา่ ว
ด้วย ก็ไมเ่ ป็นเหตใุ ห้คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์ไมช่ อบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๗)

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๘๖ (๙)
ฎีกำท่ี ๔๔๕/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๓๕ ปลอกมีดของคนร้ายท่ีตกอย่ใู นท่ีเกิดเหตซุ ่งึ โจทก์
บรรยายฟ้องว่าเป็นทรัพย์ที่คนร้ ายใช้ในการกระทาความผิดและขอให้มีคาส่ังริบนัน้ แม้ศาล
อทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะมีคาสงั่ เก่ียวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ
ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยถึงของกลางดงั กล่าวเป็นการ
ไม่ชอบ ปัญหาในข้อนีเ้ป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ยกขนึ ้ ฎีกา ศาล
ฎีกาก็มีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
เม่ือข้อเท็จจริงได้ความว่าปลอกมีดดงั กล่าวเป็นปลอกของมีดที่คนร้ายใช้แทงผ้ตู าย จงึ เป็นทรัพย์
ท่ีใช้ในการกระทาความผิดซงึ่ ต้องริบตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑)
ฎีกำท่ี ๑๕๕๖๔/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๘ น.๑๖๓ แม้ศาลพิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมี
คาสง่ั เก่ียวกบั ของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) ประกอบมาตรา ๒๑๕
และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดยี าเสพตดิ ฯ มาตรา ๓ เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพตดิ ให้โทษ
ในประเภท ๑ จงึ ให้ริบเสียตาม พ.ร.บ.ยาเสพตดิ ให้โทษฯ มาตรา ๑๐๒ สว่ นกระเป๋ าหนงั ของกลาง

416

เป็นกระเป๋ าหนงั ที่จาเลยใส่เมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นทรัพย์ท่ีจาเลยใช้ในการกระทา
ความผดิ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จงึ เหน็ สมควรริบตาม ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑)

ฎีกำท่ี ๒๙๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๖ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) บญั ญัติให้คาพิพากษา
คดีอาญาต้องมีคาวินิจฉัยของศาลในเร่ืองของกลาง อนั เป็นบทบงั คบั ให้ศาลต้องมีคาวินิจฉัย
ในส่วนดังกล่าว การที่ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าคาขออ่ืนให้ยก แม้จะเข้าใจได้ว่าศาลชัน้ ต้นยก
คาขอให้ริบของกลาง แตศ่ าลชนั้ ต้นก็ไมไ่ ด้ให้เหตผุ ลว่าเหตใุ ดจึงไม่ริบรถจกั รยานยนต์ของกลาง
จงึ เป็นการไมช่ อบด้วยบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย

ฎีกำท่ี ๖๓๕๖/๒๕๕๒ ฎ.๑๓๗๔ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ายึดไฟแช็กแก๊สได้ในท่ีเกิดเหตุ
ไฟแช็กแก๊สจึงไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและมีคาขอให้ศาลวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๘๖ (๙) การท่ีศาลล่างทงั้ สองพิพากษาให้คืนไฟแช็กแก๊สแก่เจ้าของ เป็นการพิพากษา
นอกเหนือไปจากคาฟ้องอนั เป็นการไมช่ อบ
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์ไม่บรรยายฟ้อง จึงไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง สง่ั คืนให้แก่
เจ้าของไม่ได้ แต่ถ้าโจทก์บรรยายมาในฟ้องกับขอให้ริบ เมื่อมีดของกลางเป็ นของผู้เสียหายซ่ึง
ไม่รู้เห็นเป็ นใจกับการกระทาผิด ไม่อาจริบได้ ศาลมีอานาจสงั่ คืนมีดของกลางแก่ผู้เสียหายได้
ไม่เป็นการพิพากษาเกินคาขอตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง (ฎีกาที่ ๒๕๕๗/๒๕๒๒)

ฎีกำท่ี ๑๔๓๙/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๓ น.๘๒ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) ประกอบมาตรา ๔๔
บญั ญัติให้คาพิพากษาคดีอาญาต้องมีคาวินิจฉัยของศาลในเร่ืองของกลางหรือในเรื่องฟ้องทาง
แพ่ง อนั เป็นบทบงั คบั ให้ศาลต้องมีคาวินิจฉยั ในสว่ นดงั กลา่ ว การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษายกคาขอ
ของโจทก์ท่ีขอให้จาเลยใช้เงิน ๑,๐๓๙,๐๐๐ บาท แก่ผ้เู สียหายทงั้ หมดโดยไมไ่ ด้ให้เหตผุ ล จงึ เป็น
การไม่ชอบด้วยบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย และปัญหาดงั กลา่ วเป็นปัญหาอนั เก่ียวด้วยความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอทุ ธรณ์ย่อมมีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยได้ เมื่อ
จาเลยเป็นผ้สู นบั สนุนในการกระทาความผิด จาเลยก็ต้องร่วมกนั กบั ผ้อู ื่นท่ีเป็นตวั การคืนหรือใช้
เงินแก่ผ้เู สียหายด้วย

ฎีกำท่ี ๓๒๙๙/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.น.๑๘๐ โจทก์ฟ้องขอให้ริบของกลางทงั้ หมด แตศ่ าลล่าง
ทงั้ สองมิได้มีคาสง่ั วินิจฉัยว่าจะริบของกลางดงั กล่าวหรือไม่ คาพิพากษาของศาลล่างทงั้ สองยงั
ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๖ (๙) แม้ค่คู วามจะมิได้ฎีกาในปัญหานี ้แตเ่ ป็นปัญหาเก่ียวกับ
ความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง
ประกอบด้ วยมาตรา ๒๒๕ และการริบทรัพย์สินของกลางนีไ้ ม่เป็ นการเพ่ิมโทษจาเลย
จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๑๒ เม่ือปรากฏว่าทรัพย์สินของกลางเป็นทรัพย์สินที่จาเลย

417

ใช้ในการกระทาความผิดและมีไว้เป็นความผิด จงึ ให้ริบ
ข้อสังเกต คดีนี้โจทก์มีคาขอให้ริบ แต่ศาลไม่ริบ ศาลสูงริบได้ แต่ถ้าโจทก์ไม่มีคาขอให้ริบ แม้
เป็นทรัพย์ทีใ่ ช้ในการกระทาผิด ศาลก็ริบไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคาขอ (ฎีกาที่ ๗๕๗๗/
๒๕๔๘)

ฎีกำท่ี ๒๒๒๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๐๘ การริบทรัพย์สนิ ในกรณีท่ีไมม่ ีกฎหมายบญั ญัติ
ไว้โดยเฉพาะ ยอ่ มเป็นอานาจทว่ั ไปของศาลที่จะริบได้ตามท่ี ป.อ. บญั ญตั ิไว้ เม่ือโจทก์มีคาขอให้
ริบรถยนต์บรรทกุ ของกลางแล้ว และของกลางดงั กลา่ วเป็นทรัพย์สินซ่งึ จาเลยได้ใช้ในการกระทา
ความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายท่ีให้อานาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทกุ ของกลาง
หรือ ป.อ. มาตรา ๓๓ มาด้วย ศาลก็มีอานาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓ (๑) ซง่ึ เป็นบทกฎหมายท่ีถกู ต้องได้
ข้อสังเกต ตามฎีกานี้มีคาขอให้ริบของกลาง แต่ไม่ได้อ้างมาตราที่ขอให้ริบ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่า
ริบของกลางได้ เพราะมีคาขอแม้ไม่อา้ งมาตราทีข่ อใหร้ ิบ แต่ถ้าไม่มีคาขอใหร้ ิบของกลาง ศาลจะ
พิพากษาให้ริบของกลางไม่ได้ ฎีกาท่ี ๗๕๗๗/๒๕๔๘ ฎ.๒๐๕๔ ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) เป็ น
กฎหมายที่ให้อานาจแก่ ศาลในการลงโทษริ บทรัพย์ สิ นซึ่ งบุคคลได้ใช้หรื อมี ไว้ใช้ในการกระทา
ความผิด แต่ศาลจะพิพากษาหรือสงั่ เองโดยโจทก์มิได้ฟอ้ งหรือมีคาขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะ
ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๐
ฎีกำท่ี ๑๕๐๐๐/๒๕๕๘ ฎ.๒๒๓๐ การท่ีโจทก์ยื่นคาฟ้องฉบบั ใหม่แทนคาฟ้องฉบบั เดิม
ก็เพ่ือความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นเนื่องจากมีการยื่นคาร้องขอแก้ฟ้อง
เท่านนั้ ศาลชนั้ ต้นต้องพิจารณาคาฟ้องฉบบั เดิมและคาร้องขอแก้ฟ้องประกอบคาฟ้องฉบบั ใหม่
ด้วย จะถือคาฟ้องฉบบั ใหมฉ่ บบั เดียวแทนคาฟ้องฉบบั เดิมไมไ่ ด้ เม่ือโจทก์ไมไ่ ด้ขอแก้ไขฟ้องส่วน
ท่ีเกี่ยวกบั การขอนบั โทษตอ่ จากโทษในคดีอาญาหมายเลขดาท่ี ๒๗๗/๒๕๕๖ ทงั้ ในคาพิพากษา
ของศาลชนั้ ต้นก็ระบุว่าจาเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกบั จาเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขดาที่
๒๖๕/๒๕๕๖ การที่ศาลชนั้ ต้นพิพากษาให้นบั โทษจาเลยที่ ๑ ตอ่ จากโทษในคดีอาญาหมายเลข
ดาที่ ๒๗๗/๒๕๕๖ จงึ ขดั แย้งกนั เช่ือวา่ ศาลชนั้ ต้นพิจารณาจากคาฟ้องฉบบั ใหม่ท่ีโจทก์พิมพ์ผิด
ไม่ได้พิจารณาจากคาฟ้องฉบับเดิม ถือว่าเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ศาลฎีกาชอบท่ีจะ
แก้ไขเสียให้ถกู ต้องตามความเป็นจริงได้ ไมเ่ ป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐

418

ฎีกำท่ี ๑๖๑๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑๑๘ ป.วิ.อ. ภาค ๓ ลกั ษณะ ๓ คาพิพากษาและ
คาสงั่ มาตรา ๑๙๐ บญั ญตั หิ ้ามมิให้แก้ไขคาพพิ ากษาหรือคาสง่ั ซง่ึ อา่ นแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคาท่ี
เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงมิใช่กรณีที่วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งตาม ป.วิ.อ. มิได้
บญั ญัตไิ ว้โดยเฉพาะ ท่ี ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ บญั ญัตใิ ห้นาบทบญั ญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค ๑ ลกั ษณะ
๖ คาพิพากษาและคาส่ัง หมวด ๒ ข้อความและผลแห่งคาพิพากษาและคาส่ัง มาตรา ๑๔๓
มาใช้บังคบั เท่าที่จะพอใช้บงั คบั ได้ ทัง้ การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ที่ต้องเห็นประจักษ์ว่าเป็นการ
ผิดพลาดผิดหลงอันมาจากความไม่ถูกต้องของการเขียน การพิมพ์ ในการสะกดตวั อักษรของ
ถ้อยคาที่แสดงให้เห็นเจตนาหรือวตั ถปุ ระสงคค์ วามมงุ่ หมายในการส่ือความหมายของผ้เู ขียนหรือ
ผ้เู รียงในเรื่องนนั้ ๆ ทาให้ถ้อยคานนั้ ไม่มีความหมาย มีความหมายกลบั กัน ความหมายของผล
ไมส่ มั พนั ธ์กบั เหตทุ ี่กลา่ วก่อนหน้านนั้ การท่ีโจทก์ขอให้แก้ไขคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ที่พิพากษา
ยืนตามศาลชนั้ ต้นให้จ่ายรางวลั แก่ผ้จู บั กมุ ร้อยละ ๒๐ ของเงินของกลาง เป็นให้จา่ ยสินบนนาจบั
ร้อยละ ๓๐ รางวลั แก่ผู้จบั ร้อยละ ๒๕ ของเงินของกลาง จึงมิใช่ทงั้ การแก้ไขถ้อยคาที่เขียนหรือ
พิมพ์พลาด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ และการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓

ฎีกำท่ี ๖๘๙๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๓ น.๒๐๓ แม้ปัญหาเร่ืองการลดมาตราส่วนโทษตาม
ป.อ. มาตรา ๗๕ เป็นข้อกฎหมายท่ีเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยก็ตาม แตเ่ มื่อศาลชนั้ ต้นพิพากษา
ลงโทษจาเลยที่ ๒ โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ตามบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วเพราะฟ้องระบุวา่ จาเลยท่ี
๒ อายุ ๑๘ ปีเศษ หากจาเลยที่ ๒ เห็นว่าขณะกระทาความผิดจาเลยท่ี ๒ อายุต่ากว่าสิบแปดปี
และศาลชนั้ ต้นไม่ลดมาตราส่วนโทษให้เป็นการไม่ชอบนนั้ จาเลยที่ ๒ ชอบท่ีจะใช้สิทธิอุทธรณ์
คาพพิ ากษาไปยงั ศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๓ แตจ่ าเลยที่ ๒ มไิ ด้ใช้สิทธิดงั กลา่ วจนคดี
ถงึ ที่สดุ ไปนานแล้ว จงึ มาย่ืนคาร้องอ้างวา่ ขณะกระทาความผิดจาเลยที่ ๒ มีอายไุ มค่ รบสบิ แปดปี
คดีของจาเลยที่ ๒ อย่ใู นอานาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจงั หวดั เชียงใหม่ ขอให้โอนคดีไป
พิจารณาท่ีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อศาลชัน้ ต้นยกคาร้ อง จาเลยท่ี ๒
ก็อุทธรณ์ขอให้ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหน่ึงตาม ป.อ. มาตรา ๗๕ หากศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริง
และข้อกฎหมายท่ีจาเลยที่ ๒ อทุ ธรณ์แล้ววินจิ ฉัยลดมาตราสว่ นโทษให้จาเลยท่ี ๒ กงึ่ หนง่ึ ยอ่ มมี
ผลเป็ นการแก้ ไขคาพิพากษาซ่ึงถึงท่ีสุดแล้วขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ซึ่งห้ ามมิให้ แก้ ไข
คาพิพากษาหรือคาสงั่ ซงึ่ อา่ นแล้วนอกจากถ้อยคาท่ีเขียนหรือพิมพ์ผดิ พลาด

419

ฎีกำท่ี ๓๗๓๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๔๑ คาพิพากษาของศาลอุทธรณ์มิได้กาหนด
ระยะเวลารอการลงโทษจาเลยไว้ แม้ศาลชัน้ ต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาไว้ว่า “อนึ่ง
เนื่องจากคาพิพากษาฉบับนีจ้ ัดพิมพ์ตกจานวนเวลาที่ให้รอการลงโทษจาเลย จึงได้โทรศพั ท์
สอบถามผู้พิพากษาเจ้าของสานวนแล้ว ได้ความว่าร่างคาพิพากษานีใ้ ห้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี”
ก็ตาม แต่กรณีดงั กล่าวเป็นกรณีท่ีถ้อยคาในคาพิพากษาศาลอุทธรณ์เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
เป็นอานาจของศาลอุทธรณ์ท่ีจะแก้ไขคาพิพากษาดงั กล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ประกอบ
มาตรา ๒๑๕ เม่ือศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขคาพิพากษาที่ถ้อยคาเขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ดังนี ้
คาพิพากษาของศาลอทุ ธรณ์ท่ีให้รอการลงโทษจาเลยจึงยงั มิได้กาหนดระยะเวลารอการลงโทษไว้
เป็นการไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา ๕๖ วรรคหนง่ึ ตอนท้าย ศาลฎีกาเห็นสมควรกาหนดระยะเวลา
รอการลงโทษจาเลย

ฎีกำท่ี ๑๕๖๒๔/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๒๒๕ การจดรายงานกระบวนพิจารณาของศาล
ชนั้ ต้นที่ให้เพิกถอนการบวกโทษเป็นไม่บวกโทษนนั้ ถือเป็นการแก้ไขคาพิพากษา เพราะทาให้ผล
ของคาพิพากษาในส่วนท่ีเกี่ยวกบั โทษของจาเลยเปล่ียนแปลงไป มิใช่เป็นกรณีที่มีข้อผิดพลาด
หรือผดิ หลงเลก็ น้อย ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ พ. มาตรา ๑๔๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ฎีกำท่ี ๔๐๖๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๖๐ เม่ือศาลชนั้ ต้นพิพากษาเพ่ิมโทษจาเลยตาม
ป.อ. มาตรา ๙๓ (๑๑) แล้ว หากจาเลยเห็นว่าศาลชนั้ ต้นเพิ่มโทษจาเลยไม่ถูกต้อง จาเลยชอบ
ท่ีจะใช้สิทธิอทุ ธรณ์คาพิพากษาไปยงั ศาลอทุ ธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ แตจ่ าเลยมไิ ด้ใช้สิทธิ
ดงั กล่าวกลับมาย่ืนคาร้องขอให้ศาลงดเพิ่มโทษจาเลย โดยอ้างว่าจาเลยไม่เคยต้องโทษจาคุก
มาก่อน จงึ ไม่อาจเพิม่ โทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๙๓ ได้ ดงั นี ้หากศาลฟังตามที่จาเลยอ้างแล้ว
วินิจฉัยไม่เพิ่มโทษจาเลย ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ขดั ต่อ ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๐ ซึ่งห้ามมิให้ แก้ไขคาพิพากษาหรือคาสั่งซ่ึงอ่านแล้วนอกจากถ้อยคาที่เขียนหรือพิมพ์
ผดิ พลาด

ฎีกำท่ี ๑๓๐๖๓/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๕๕ เม่ือศาลชนั้ ต้นพิพากษาลงโทษจาเลยแล้ว
หากจาเลยเห็นวา่ ศาลชนั้ ต้นปรับบทลงโทษจาเลยไมถ่ กู ต้องหรือจาเลยมีเมทแอมเฟตามีนจานวน
น้อยกว่าท่ีศาลชัน้ ต้นพิพากษาไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย จาเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์
คาพิพากษาไปยงั ศาลอทุ ธรณ์ในกาหนดหนง่ึ เดือนนบั แตว่ นั อา่ นคาพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๓ และมาตรา ๑๙๘ แต่จาเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวกลับมาย่ืนคาร้ องขอให้ศาลแก้ไขปรับ
บทลงโทษและกาหนดโทษจาเลยใหม่ โดยเลี่ยงอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบ

420

เรียบร้ อย ดังนี ้ หากศาลฟั งตามท่ีจาเลยอ้ างแล้ ววินิจฉัยให้ ใหม่ ย่อมมีผลเป็ นการแก้ ไข
คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นซ่ึงขดั ตอ่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ที่บญั ญัติห้ามมิให้แก้ไขคาพิพากษาหรือ
คาสง่ั ซง่ึ อา่ นแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคาที่เขียนหรือพมิ พ์ผิดพลาด

ฎีกำท่ี ๒๒๒๖/๒๕๔๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๗๒ เมื่อวนั ท่ี ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ศาลชนั้ ต้นได้
พิจารณาพิพากษาคดีนีโ้ ดยให้ลงโทษจาคุกจาเลยเป็นเวลา ๓ ปี และลดโทษให้กึ่งหน่ึงตาม ป.อ.
มาตรา ๗๘ คงจาคกุ ๑ ปี ๖ เดือน ตามร่างคาพิพากษาเอกสารลาดบั ท่ี ๑๓/๑ ท่ีปรากฏอยู่ใน
สานวน แต่เม่ือทาการจดั พิมพ์คาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นตามร่างคาพิพากษาดงั กล่าว ได้พิมพ์
จานวนโทษจาคกุ จาเลยภายหลงั จากลดโทษให้กึ่งหนงึ่ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้ว คงจาคกุ จาเลย
เพียง ๖ เดือน ตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้น ลาดบั ท่ี ๑๓/๒ ท่ีปรากฏในสานวนนนั้ เป็นเรื่องพิมพ์
ตวั เลขผิดพลาดตกระยะเวลาไป ๑ ปี โทษจาคกุ จาเลยจึงเหลือเพียง ๖ เดือน ดงั นนั้ ศาลอทุ ธรณ์
ย่อมมีอานาจแก้ไขข้อผิดพลาดดงั กล่าวให้ถูกต้องตามความจริงได้โดยไม่ต้องมีค่คู วามฝ่ ายใด
ร้ องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และไม่ถือเป็ นผลร้ ายแก่จาเลย
แตอ่ ยา่ งใด อีกทงั้ ไมเ่ ป็นการพิพากษาเกินคาขอของโจทก์หรือไมช่ อบด้วยกฎหมาย

ฎีกำท่ี ๔๖๕๘/๒๕๔๖ ฎ.๑๓๒๑ โจทก์ฟอ้ งบริษัทรุ่งชยั อะไหล่ เทรดดงิ ้ จากดั เป็นจาเลย
ท่ี ๑ ท่ีคาพิพากษาของศาลชนั้ ต้นระบุชื่อจาเลยท่ี ๑ ในช่องคคู่ วามว่าบริษัทรุ่งชยั เทรดดิง้ จากดั
จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาดซ่ึงชอบที่จะแก้ไขได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๐ ศาลอุทธรณ์จึงมี
อานาจท่ีจะแก้ไขคาพพิ ากษาของศาลชนั้ ต้นให้ถกู ต้องได้

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคหน่ึง
ฎีกำท่ี ๑๔๕๑๗-๑๔๕๒๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๓๒ ศาลสงั่ ให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดี
ที่โจทก์แยกฟ้องมารวมสี่สานวน โดยโจทก์ไม่ได้ขอให้นบั โทษจาเลยติดต่อกนั จึงนับโทษตอ่ กัน
ไมไ่ ด้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคาขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึง่ คาพิพากษาศาลลา่ ง
ทงั้ สองท่ีให้จาคกุ จาเลยกระทงละ ๑ เดือน รวม ๙ กระทง จาคุก ๙ เดือน มีผลเท่ากับนับโทษ
จาคกุ จาเลยตดิ ตอ่ กนั ทงั้ สี่สานวน จงึ ไมช่ อบ
ฎีกำท่ี ๓๒๗๐/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๒๐ คาฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า
จาเลยท่ี ๑ ถูกฟ้องเป็นจาเลยในคดีท่ีขอให้นับโทษต่อ แม้จะระบุคาขอท้ายฟ้องให้นับโทษต่อ
ก็เป็นคาขอที่ไม่มีข้อเท็จจริงในคาฟ้องเพราะคาฟ้องมิได้บรรยายไว้ว่าจาเลยท่ี ๑ เป็นบุคคล
คนเดียวกบั จาเลยในคดีที่ขอให้นบั โทษตอ่ ข้อความที่โจทก์ระบมุ าในคาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง

421

อื่นที่มิได้ระบวุ ่าขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนดงั กล่าวเป็นเพียงคาอธิบายและเหตผุ ลของโจทก์ใน
การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหน่ึงของการบรรยายมาในคาฟ้องโจทก์แล้ว
โจทก์จะขอให้ถือเอาคาขอท้ายฟ้องซึ่งมีข้อเท็จจริงนอกเหนือไปกว่าที่กล่าวไว้ในฟ้องไปนบั โทษ
ตดิ ตอ่ กนั เป็นผลร้ายแก่จาเลยที่ ๑ ไมไ่ ด้

ฎีกำท่ี ๒๒๒๔/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๐๘ การริบทรัพย์สนิ ในกรณีที่ไมม่ ีกฎหมายบญั ญัติ
ไว้โดยเฉพาะ ยอ่ มเป็นอานาจทว่ั ไปของศาลท่ีจะริบได้ตามที่ ป.อ. บญั ญตั ไิ ว้ เม่ือโจทก์มีคาขอให้
ริบรถยนต์บรรทกุ ของกลางแล้ว และของกลางดงั กลา่ วเป็นทรัพย์สินซึง่ จาเลยได้ใช้ในการกระทา
ความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายท่ีให้อานาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทกุ ของกลาง
หรือ ป.อ. มาตรา ๓๓ มาด้วย ศาลก็มีอานาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา
๓๓ (๑) ซงึ่ เป็นบทกฎหมายที่ถกู ต้องได้
ข้อสังเกต ฎีกานี้มีคาขอให้ริ บของกลาง แต่ไม่ได้อ้างมาตรา ๓๓ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ริ บ
ของกลางได้ เพราะมีคาขอใหร้ ิบแม้ไม่อา้ งมาตราที่ขอให้ริบ แต่ถา้ ไม่มีคาขอให้ริบของกลาง ศาล
จะพิพากษาให้ริบของกลางไม่ได้ ฎีกาที่ ๗๕๗๗/๒๕๔๘ ฎ.๒๐๕๔ ป.อ. มาตรา ๓๓ (๑) เป็ น
กฎหมายที่ให้อานาจแก่ ศาลในการลงโทษริ บทรัพย์ สิ นซ่ึ งบุคคลได้ใช้หรื อมี ไว้ใช้ในการกระทา
ความผิด แต่ศาลจะพิพากษาหรือสงั่ เองโดยโจทก์มิได้ฟอ้ งหรือมีคาขอมาในฟอ้ งหาได้ไม่ เพราะ
ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง

ฎีกำท่ี ๖๖๔๖/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๙๔ แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาว่า พนกั งาน
สอบสวนยึดของกลางท่ีศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่เจ้าของ ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินท่ีมีไว้เป็น
ความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพ่ือใช้ในการกระทาความผิดในคดีนีก้ ็ตาม แต่ทรัพย์สินดงั กล่าวโจทก์
ไม่ได้ บรรยายมาในฟ้องว่ามีการยึดเป็ นของกลางและมิได้ มีคาขอใ ห้ ศาลวินิจฉัยประการใด
จึงไม่ใช่ของกลางในฟ้องที่ให้ศาลวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๙) ท่ีศาลอทุ ธรณ์พิพากษา
ให้คืนของกลางดงั กลา่ วแก่เจ้าของ จึงเป็นการพิพากษานอกเหนือจากคาฟ้องเป็นการไมช่ อบด้วย
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ ประกอบมาตรา ๒๑๕

ฎีกำท่ี ๕๕๒๗/๒๕๔๘ ฎ.๑๕๔๕ โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารราชการ
ปลอมในฟ้องข้อ ข. ว่า "หลงั จากจาเลยทงั้ สองได้ร่วมกนั กระทาผิดดงั กล่าวตามฟ้องข้อ ก. แล้ว
จาเลยที่ ๑ โดยจาเลยที่ ๒ ได้บังอาจนาเอกสารราชการที่จาเลยท้ังสองร่วมกันทาปลอมขึ้น
ดงั กล่าว อา้ งแสดงต่อองค์การบริหารส่วนตาบลกกโก เพือ่ หลอกลวง" คาฟ้องของโจทก์ดงั กลา่ ว
บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่จาเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยจาเลยท่ี ๒ ในฐานะผ้แู ทนนิติบุคคลเป็น
ผ้กู ระทาความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงวา่ จาเลยท่ี ๒ ใน

422

ฐานะสว่ นตวั เป็นตวั การร่วมกนั กระทาความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมด้วย การที่ศาลล่าง
ทงั้ สองพิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม จงึ เป็นการพิพากษา
เกินคาขอหรือที่มไิ ด้กลา่ วในฟ้อง ไมช่ อบด้วย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๔๖๘๕/๒๕๕๔ ฎ.๑๒๕๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยกับพวกร่วมกันต่อสู้หรือ
ขดั ขวางเจ้าพนกั งาน โดยจาเลยกบั พวกมีมีดยาวประมาณ ๑ ฟตุ เศษ ใบมีดกว้างประมาณ ๒ นิว้
เป็นอาวธุ และตะโกนห้ามไม่ให้ผ้เู สียหายทงั้ สองเข้ามาใกล้ ไมเ่ ชน่ นนั้ จะทาร้ายผ้เู สียหายทงั้ สอง
โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายการกระทาของจาเลยท่ีโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษวา่ จาเลยกบั
พวกตอ่ ส้หู รือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยขบั รถพุ่งเข้าใส่ผ้เู สียหายทงั้ สอง อนั จะเป็นการต่อส้หู รือ
ขดั ขวางเจ้าพนกั งานซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๕) ดงั นนั้ แม้จะได้ความตาม
ทางพิจารณ าว่าจาเลยกับพวก ต่อส้ ูหรื อขัดขวางเจ้ าพนักงาน โดยขับรถยนต์กระบะพุ่งเข้ า ใส่
ผ้เู สียหายทงั้ สองก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงท่ีพิจารณาได้ความ
ดงั กลา่ วได้ เพราะเป็นเร่ืองข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ กรณีหาใช่
เป็นข้อแตกตา่ งที่มิใชส่ าระสาคญั ไม่

ฎีกำท่ี ๑๙๖๖/๒๕๔๘ ฎ.๗๔๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ร่วมกัน
ปฏิบตั หิ น้าท่ีและละเว้นปฏิบตั หิ น้าท่ีโดยมิชอบ โดยจาเลยที่ ๓ และที่ ๔ รู้อย่แู ล้ววา่ โจทก์กบั พวก
ไม่ได้ร่วมกันกระทาความผิดฐานฉ้ อโกง แต่จาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ กลับร่วมกันรับคาร้ องทุกข์
กลา่ วโทษและดาเนินคดแี ก่โจทก์กบั พวกเป็นเหตใุ ห้โจทก์กบั พวกถกู ควบคมุ ตวั เป็นผ้ตู ้องหา ทงั้ นี ้
เพื่อให้เกิดความเสียหายตอ่ ชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวก โจทก์มิได้บรรยายในคาฟ้อง
ว่าจาเลยที่ ๓ และท่ี ๔ ได้ร่วมกันปฏิบตั ิหน้าท่ีหรือละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่ีโดยมิชอบด้วยการ
บา่ ยเบ่ียงละเลยไม่สง่ั คาร้องขอประกนั ตวั ระหว่างสอบสวนของโจทก์กบั พวก แม้จะได้ความตาม
ทางพิจารณาในชนั้ ไต่สวนมูลฟ้องว่า จาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ มีพฤติการณ์ในทางบา่ ยเบี่ยงละเลย
ไม่สงั่ คาร้องขอประกนั ตวั ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยท่ี ๓ และที่ ๔ ตามข้อเท็จจริงที่ได้
ความดงั กลา่ วนนั้ ได้ เพราะเป็นข้อเทจ็ จริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๖๗๙๘/๒๕๕๔ ฎ.๑๖๐๐ คาฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจาเลยทาร้ายผ้อู ่ืนเป็น
เหตใุ ห้ผ้นู นั้ ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง แม้ข้อเท็จจริง
จะได้ความวา่ จาเลยตระเตรียมอาวุธมาทาร้ายผ้ตู าย แต่ศาลก็ไม่อาจลงโทษจาเลยตามมาตรา
๒๙๐ วรรคสองได้ เพราะเป็นเรื่องท่ีโจทก์มิได้กลา่ วมาในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคหนง่ึ

423

ฎีกำท่ี ๕๗๘๕/๒๕๕๒ ฎ.๑๓๐๓ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันใช้อาวุธ
ปืนยิงผู้เสียหายท่ี ๑ ซ่ึงเป็นตารวจเพราะโกรธแค้นท่ีทาหน้าท่ีจับกุมพวกของจาเลยในข้อหา
ละเมิดลิขสิทธ์ิ รวมทงั้ ผ้เู สียหายที่ ๒ ซ่ึงเป็นผ้แู จ้งให้จบั กุม นอกจากนนั้ ยงั บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่า
จาเลยกบั พวกกระทาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ครบตามองค์ประกอบความผิดใน ป.อ. มาตรา ๒๘๙
และทางพิจารณ าได้ ความว่าการกระทาของจาเลยเป็ นความผิดฐาน พยายามฆ่าผ้ ูอื่ นโดย
ไตร่ตรองไว้ก่อนซ่งึ ตรงกบั ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์กล่าวมาในฟ้อง แตเ่ มื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจาเลย
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ ศาลก็จะลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๘๙ ไม่ได้ เพราะโทษตาม ป.อ.
มาตรา ๒๘๙ สูงกว่าโทษตามมาตรา ๒๘๘ จึงเป็นการเกินคาขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๘๒๖๘/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๑๙๙ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยกับพวก
ร่วมกนั พยายามฆ่าผ้เู สียหาย ซ่ึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ และ
๘๓ แม้โจทก์จะอ้างมาตรา ๒๘๙ มาในคาขอท้ายฟ้องด้วย แตโ่ จทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจาเลย
พยายามฆา่ ผ้เู สียหายอยา่ งไร จงึ มีลกั ษณะเป็นเหตฉุ กรรจ์ตามมาตรา ๒๘๙ ศาลจงึ ลงโทษจาเลย
ตามมาตรา ๒๘๙ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากท่ีโจทก์ฟ้อง และไม่ใช่เรื่องท่ีโจทก์
ประสงค์ให้ลงโทษ คงลงโทษจาเลยได้เพียงฐานร่วมกนั พยายามฆ่าผ้เู สียหายเท่านนั้ ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๙๒ วรรคส่ี

ฎีกำท่ี ๑๓๓๖/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๑๒ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานพยายามฆ่า
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ โดยมิได้บรรยายว่าผู้เสียหายทัง้ สี่ทุพพลภาพหรือป่ วยเจ็บด้วย
อาการทุกขเวทนาเกินกว่าย่ีสิบวนั หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่าย่ีสิบวนั เมื่อ
ฟังไมไ่ ด้วา่ จาเลยมีเจตนาฆ่าจะพิพากษาลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ (๘) มิได้ คงลงโทษ
ได้เพียงตามมาตรา ๒๙๕

ฎีกำท่ี ๒๐๘/๒๕๕๔ ฎ.๘๒๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจาเลยใช้อาวุธปืนยิงผ้เู สียหายโดย
เจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหายหลบหลีกได้ทนั จึงไม่ถึงแก่ความตาย และมีคาขอให้ลงโทษจาเลยฐาน
พยายามฆา่ ผ้เู สียหายด้วย แตพ่ ยานหลกั ฐานของโจทก์ฟังไม่ได้วา่ จาเลยใช้อาวธุ ปืนยงิ ผ้เู สียหาย
คงฟังได้แตเ่ พียงว่าจาเลยชกตอ่ ยผ้เู สียหาย จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผ้เู สียหาย แต่
มีความผิดฐานทาร้ ายร่างกายผู้เสียหาย ทางนาสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายได้รั บ
อนั ตรายแก่กาย การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ฐานทาร้ายผ้อู ่ืนโดยไม่ถงึ กบั เป็นเหตใุ ห้เกิด
อนั ตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑ แตโ่ จทก์มไิ ด้บรรยายฟ้องและมีคาขอให้ลงโทษจาเลยใน

424

ความผิดฐานนี ้จึงไมอ่ าจพิพากษาลงโทษจาเลยในความผิดฐานนีไ้ ด้ เพราะจะเป็นการพิพากษา
เกินคาขอหรือท่ีมิได้กลา่ วในฟอ้ งซง่ึ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่
ข้อสังเกต คดีนีบ้ รรยายฟอ้ งว่ายิงแต่หลบทนั ไม่บรรยายว่าได้รบั บาดเจ็บไม่เป็นอนั ตรายแก่กาย
หรือจิตใจ จึงลงโทษไม่ได้ หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็นบรรยายฟ้องว่ากระสนุ ปื นถูกเท้าผู้เสียหาย
เป็นผื่นแดง จะลงโทษได้ ไม่ตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง แต่ตอ้ งดูว่าขาดอายคุ วาม ๑ ปี
หรือไม่ ปกติอายุความคดีอาญาไม่ออกข้อสอบ เพราะการสอบมีหลักการว่าจะทดสอบความ
เข้าใจหลกั กฎหมายโดยไม่ต้องจาอตั ราโทษมาตอบข้อสอบ แต่ประเด็นคดีลหุโทษอายุความ
ฟ้องร้อง ๑ ปี เคยออกข้อสอบอยั การมาแล้ว หรืออายคุ วามคดีความผิดอนั ยอมความไดใ้ นกรณี
ไม่ร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน ก็เคยออกข้อสอบ อาจเป็ นเพราะอายุความกรณีดงั กล่าวเป็ นอายุ
ความทีใ่ ชก้ นั มากและถือเป็นหลกั กฎหมายจึงออกขอ้ สอบได้

ฎีกำท่ี ๘๖๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑ น.๘๔ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยทัง้ สองร่วมกันมีอาวุธปื น
ร่วมกันพาอาวุธปืน และร่วมกนั ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้ตู ายโดยเจตนาฆ่า ศาลชนั้ ต้นและศาลอทุ ธรณ์
ยกฟ้องโจทก์สาหรับจาเลยท่ี ๒ ฐานฆ่าผู้อ่ืน แต่การท่ีศาลชนั้ ต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุ
จาเลยท่ี ๒ หยิบอาวธุ ปืนจากจาเลยที่ ๑ แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จาเลยท่ี ๒ จึงมีความผิด
ฐานมีและพาอาวธุ ปืนโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตนนั้ เห็นวา่ ข้อเท็จจริงดงั กลา่ วเป็นเหตกุ ารณ์คนละ
ตอนกบั ความผิดตามฟ้องโจทก์ จงึ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กลา่ วในฟ้อง ดงั นนั้ การท่ีศาลชนั้ ต้น
นาข้อเท็จจริงดงั กลา่ วมาวินิจฉยั และพิพากษาวา่ จาเลยที่ ๒ กระทาความผิดฐานมีและพาอาวธุ
ปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอทุ ธรณ์พิพากษายืนมานนั้ ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคาขอ
หรือท่ีมไิ ด้กลา่ วในฟ้อง อนั เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๑๑๙๘/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๑๘ แม้จาเลยทงั้ สองจะมีเจตนาทาร้ายผ้เู สียหาย แตไ่ มไ่ ด้
ความว่าจาเลยทงั้ สองรู้เห็นหรือคบคิดกับพวกของจาเลยทงั้ สองที่เป็นผ้มู ีและพาอาวธุ ปืนมายิง
ผ้เู สียหาย การที่พวกของจาเลยทงั้ สองใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายจึงเป็นการกระทาของพวกจาเลย
ทงั้ สองโดยลาพงั ในขณะนนั้ เอง ไม่อาจอนมุ านได้วา่ จาเลยทงั้ สองเป็นตวั การร่วมมีและพาอาวธุ
ปืน และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย จาเลยท่ี ๑ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมมีและพาอาวธุ ปืนและ
ไมม่ ีเจตนาร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่า ดงั นนั้ แม้พวกจาเลยที่ ๑ จะใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหาย
โดยมีเจตนาฆ่าอันถือได้ว่ามีการทาร้ ายร่างกายรวมอยู่ในการกระทาของพวกจาเลยท่ี ๑ ด้วย
ก็ตาม แต่จาเลยท่ี ๑ ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดในผลของการกระทาของพวกจาเลยที่ ๑ ที่เป็นผู้ใช้
อาวุธปืนยิงผู้เสียหายดงั กล่าว เพราะเป็นการกระทาคนละเจตนาและเกินขอบเขตเจตนาของ
จาเลยที่ ๑ ท่ีมีร่วมกันมาตัง้ แต่ต้น จาเลยท่ี ๑ ยังคงต้องรับผิดในการกระทาของจาเลยท่ี ๑

425

เท่านนั้ เมื่อโจทก์ไม่บรรยายมาในคาฟ้องว่า มีการทาร้ายร่างกายผ้เู สียหายและผ้เู สียหายได้รับ
อนั ตรายจากการทาร้ายร่างกายหรือไมอ่ ย่างไร คงบรรยายฟ้องวา่ ผ้เู สียหายถกู คนร้ายใช้อาวธุ ปืน
ยิง กระสุนปืนถูกผ้เู สียหาย ทาให้ได้รับอนั ตรายสาหสั ดงั นนั้ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความจากทาง
นาสืบของโจทก์ว่า จาเลยที่ ๑ กับพวกใช้ขวดขว้างผู้เสียหายก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนาข้อเท็จจริง
ดงั กล่าวมาลงโทษจาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้เู สียหายได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริง
ที่มิได้กล่าวไว้ในฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้นาข้อเท็จจริงดงั กล่าวมาลงโทษจาเลยท่ี ๑
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ แม้ปัญหาข้อนี ้ จาเลยที่ ๑ จะไม่ยกขึน้ ฎีกา แต่เป็นปัญหา
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอานาจหยิบยกขนึ ้ วนิ จิ ฉยั และ
แก้ไขให้ถูกต้องได้ ปัญหาข้อนีเ้ป็นเหตอุ ย่ใู นสว่ นลกั ษณะคดี ศาลมีอานาจพิพากษาตลอดไปถึง
จาเลยที่ ๒ ซ่ึงเป็นผู้ร่วมกระทาผิดกับจาเลยท่ี ๑ ให้ได้รับผลดุจจาเลยท่ี ๑ ผู้ฎีกาได้ด้วยตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต ถา้ จาเลยทงั้ สองกบั พวกอีก ๑ คน รวมทง้ั สามคนมีเจตนาร่วมกนั มาทาร้ายผูต้ าย แลว้
พวกจาเลยเพียงคนเดียวยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า พวกจาเลยเพียงคนเดียวผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดย
เจตนา จาเลยทงั้ สองไม่ผิดฐานฆ่าผู้อืน่ โดยเจตนา แต่จาเลยทงั้ สองตอ้ งรับผิดตามมาตรา ๒๙๐
(ฎีกาที่ ๒๓๕๘/๒๕๓๐) (ปัญหานี้ศาสตราจารย์ ดร. เกียรติขจร วจั นะสวสั ดิ์ เห็นว่า จาเลย
ทงั้ สองควรรับผิดตามมาตรา ๒๙๕ เพราะมีเพียงเจตนาร่วมกนั ทาร้าย ก็ต้องรับผิดเท่าเจตนาของ
ตน ดูคาอธิบายกฎหมายอาญาภาค ๑ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๐ หน้า ๖๒๕ ถึง ๖๒๘) ถ้าจาเลย
ทง้ั สองกบั พวกอีก ๑ คน รวมทง้ั สามคนมีเจตนาร่วมกนั มาทาร้ายผู้เสียหาย แล้วพวกจาเลยเพียง
คนเดียวยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าโดยผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหสั พวกจาเลยเพียงคนเดียว
ผิดฐานพยายามฆ่า จาเลยทง้ั สองไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่า แต่จาเลยทงั้ สองต้องรับผิดตาม
มาตรา ๒๙๗ (เทียบฎีกาที่ ๒๓๕๘/๒๕๓๐)

ฎีกานี้ข้อเท็จริงยังไม่ชัดว่า จาเลยท้ังสองกับพวกอีก ๑ คน รวมทั้งสามคนมีเจตนา
ร่วมกันมาทาร้ายผู้เสียหายหรือไม่ น่าจะเป็ นจาเลยทงั้ สองร่วมกันสองคนมีเจตนาทาร้ายโดย
จาเลยที่ ๑ กับพวก (น่าจะหมายถึงจาเลยที่ ๒) ใช้ขวดขว้างผู้เสียหาย ส่วนพวกของจาเลย
ยิงผูเ้ สียหายโดยเจตนาฆ่า จาเลยทง้ั สองจึงไม่ต้องรับผิดในการกระทาของผูย้ ิง เมื่อไม่เป็นตวั การ
ร่วมกนั ทง้ั สามคน จาเลยทงั้ สองก็ต้องรับผิดเฉพาะที่ตนทาคือทาร้ายโดยใช้ขวดขว้างผู้เสียหาย
เมือ่ โจทก์ไม่บรรยายเรื่องการใช้ขวดขวา้ งผูเ้ สียหายจึงลงโทษจาเลยทงั้ สองไม่ไดเ้ พราะไม่ได้กล่าว
ไวใ้ นฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๘๙๗๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๓๕ ขณะจาเลยขบั รถจกั รยานยนต์พา อ. นง่ั ซ้อน

426

ท้ายไปที่เกิดเหตแุ ล้ว อ. ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้เู สียหายทงั้ สองได้รับบาดเจ็บนนั้ จาเลยไม่รู้มาก่อนวา่ อ.
มีอาวุธปื นติดตัวมา จึงไม่อยู่ในความรู้เห็นของจาเลย แต่เหตุการณ์หลังจากนัน้ ที่จาเลยขับ
รถจกั รยานยนต์พา อ. นง่ั ซ้อนท้ายตามรถจกั รยานยนต์ท่ีผ้เู สียหายทงั้ สองกบั พวกขบั หลบหนี แม้
ในขณะนนั้ จาเลยรู้แล้วว่า อ. มีอาวธุ ปืนติดตวั ไป แตก่ ็เป็นเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดขนึ ้ หลงั จาก อ. ใช้อาวธุ
ปืนยิงผ้เู สียหายทงั้ สองกบั พวกมาแตแ่ รกที่ไม่อย่ใู นความรู้เห็นของจาเลย อนั เป็นคนละตอนกบั
ความผิดข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเคร่ืองกระสนุ ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
และร่วมกนั พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนญุ าตตามฟ้อง
โจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนามาพิจารณาพิพากษาลงโทษ
จาเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือท่ีมิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๖๒๕๕/๒๕๕๕ ฎ.๑๗๘๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยใช้กาลงั ทาร้ายร่างกาย
โจทก์ร่วม โดยชก ตอ่ ย และเตะ โดยไม่ได้บรรยายว่าจาเลยขบั รถยนต์พ่งุ ชนท้ายรถจกั รยานยนต์
ของโจทก์ร่วมจนรถล้ม ทาให้ศีรษะของโจทก์ร่วมกระแทกกาแพงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับ
บาดเจ็บท่ีศีรษะอนั เป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ศาลไม่อาจนามาวินิจฉัยและรับฟัง
ลงโทษจาเลยในความผิดฐานทาร้ายร่างกายผ้อู ื่นจนเป็นเหตใุ ห้ผ้ถู กู กระทาร้ายรับอนั ตรายสาหสั
ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้าม
ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๒๒๓๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๖๘ ศาลชนั้ ต้นฟังข้อเท็จจริงยุติว่า ขณะเกิดเหตุ
จาเลยขบั รถยนต์บรรทกุ ก่ึงพ่วงไปตามเส้นทางตามปกติแล้วรถจกั รยานยนต์ของ ก. ผ้ตู ายขบั เข้า
ไปกระแทกกับรถยนต์บรรทุกก่ึงพ่วงท่ีบริเวณตอนท้ายของรถพ่วง โดยไม่ปรากฏว่าจาเลยขับ
รถยนต์บรรทกุ กึ่งพ่วงลา้ เข้าไปในช่องเดินรถของผ้ตู าย ซ่ึงศาลชนั้ ต้นชอบท่ีจะพิพากษายกฟ้อง
แต่ศาลชัน้ ต้นกลับฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า จาเลยขบั รถยนต์บรรทุกก่ึงพ่วงโดยด้านข้างรถพ่วง
คนั เกิดเหตไุ ม่มีจดุ สงั เกตให้เห็นเพียงพอว่าเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ การกระทาของจาเลยเป็นการ
กระทาโดยประมาทแล้วพิพากษาลงโทษจาเลยนัน้ เป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เป็นการไมช่ อบตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ คาพิพากษาศาลชนั้ ต้นจงึ ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๓๑๙๔/๒๕๕๖ ฎ.๔๐๓ โจทก์บรรยายฟ้องเก่ียวกบั การกระทาโดยประมาทของ
จาเลยวา่ ขณะเกิดเหตุจาเลยขบั รถยนต์ด้วยความเร็วและเปล่ียนชอ่ งเดนิ รถโดยกะทนั หนั เข้าไป
เฉ่ียวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขบั มาด้วยความระมัดระวงั ในช่องเดินรถของผู้ตาย เป็นเหตใุ ห้

427

ผ้ตู ายรับบาดเจบ็ และถึงแกค่ วามตายในเวลาตอ่ มา แตท่ างพิจารณาโจทก์นาสืบวา่ ก่อนเกิดเหตมุ ี
รถจกั รยานยนต์สองคนั ขบั ค่กู ันมาในช่องเดินรถช่องที่ ๑ ติดทางเท้า แล้วคนขับรถจกั รยานยนต์
คนั ซ้ายได้ขบั รถเบ่ียงออกไปทางขวา รถจกั รยานยนต์คนั ขวาที่ผ้ตู ายขบั ล้มลงทางซ้าย สว่ นผ้ตู าย
ล้มลงทางขวาของรถ และขณะผู้ตายกาลงั จะลุกขึน้ จาเลยซ่ึงขบั รถยนต์ตามหลงั มาในทิศทาง
เดียวกนั ในชอ่ งเดินรถที่ ๒ ได้เปลี่ยนชอ่ งเดนิ รถเข้ามาขบั ในชอ่ งเดนิ รถที่ ๑ โดยขณะขบั รถจาเลย
กาลงั ใช้โทรศพั ท์เคล่ือนท่ีพดู คยุ เป็นเหตใุ ห้รถยนต์ที่จาเลยขบั ชนผ้ตู าย ดงั นี ้ข้อเท็จจริงที่ผ้ตู าย
ขบั รถจกั รยานยนต์เสียหลักล้มลงมิได้เกิดจากการท่ีจาเลยขับรถเปล่ียนช่องเดินรถมาเฉ่ียวชน
ตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง และขณะที่จาเลยขบั รถยนต์พ่งุ เข้าชนผ้ตู าย รถของผ้ตู ายล้มลงบนถนน
แล้ว มิใช่ผ้ตู ายกาลงั ขบั รถจกั รยานยนต์อย่บู นถนนตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง รวมทงั้ ข้อที่โจทก์นา
สืบว่า จาเลยใช้โทรศพั ท์เคลื่อนท่ีพูดคยุ ในขณะขบั รถยนต์ โจทก์ก็ไม่ได้กล่าวว่าเป็นการกระทา
โดยประมาทของจาเลยไว้ในฟ้อง ข้อเท็จจริงที่โจทก์นาสืบเกี่ยวกับการกระทาโดยประมาทของ
จาเลย จงึ ไมใ่ ช่ข้อเทจ็ จริงอนั เป็นการกระทาโดยประมาทของจาเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟอ้ ง
ซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๘๐๒๓/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๘๑ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงวา่ จาเลยพรากและพา
ผ้เู สียหายที่ ๒ ผ้เู ยาว์อายุ ๑๕ ปีเศษ ซึ่งเป็นบุคคลอายกุ ว่า ๑๕ ปี แต่ไม่เกิน ๑๘ ปี ไปเสียจาก
ผ้เู สียหายท่ี ๑ ซึ่งเป็นมารดา โดยใช้อบุ ายหลอกลวงเท่านนั้ คาฟ้องโจทก์หาได้บรรยายให้ปรากฏ
ไมว่ า่ จาเลยพาผ้เู สียหายที่ ๒ ไปเพ่ือการอนาจาร คาฟอ้ งของโจทก์จงึ บรรยายไมค่ รบองค์ประกอบ
ความผิดฐานพาหญิงไปเพ่ือการอนาจารโดยใช้อบุ ายหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก
แม้คาขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างขอให้ลงโทษจาเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และ
ทางพิจารณาจะฟังได้ว่าจาเลยพาผ้เู สียหายท่ี ๒ ไปเพื่อการอนาจารด้วยก็ตาม แตศ่ าลก็ไม่อาจ
พิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา ๒๘๔ วรรคแรก ดงั กล่าวได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงท่ีโจทก์มิได้
กลา่ วในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๑๑๐๕๙/๒๕๕๔ ฎ.๒๑๐๙ องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙ เป็น
การพรากผ้เู ยาว์อายุกว่า ๑๕ ปี แตย่ งั ไมเ่ กิน ๑๘ ปี โดยปราศจากเหตอุ นั สมควรไปเสียจากบิดา
มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แม้ฟ้องโจทก์ระบุว่าจาเลยกับพวกพาผู้เสียหายท่ี ๒ ไปเสียจาก
ผ้เู สียหายที่ ๑ ก็เป็นเพียงการบรรยายในรายละเอียดโดยปราศจากองค์ประกอบของการพราก
โดยปราศจากเหตอุ ันสมควร เพราะคาว่า “พาไป” กับคาว่า “พราก” มีความหมายแตกต่างกัน

428

โดยสิน้ เชิง แม้คาขอท้ายฟ้องจะอ้าง ป.อ. มาตรา ๓๑๙ มาด้วย ก็จะแปลรวมไปถึงว่าโจทก์
ได้บรรยายฟ้องฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙ ด้วยหาได้ไม่ จึงไม่อาจลงโทษจาเลย
ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง และแปลได้แต่เพียงว่าโจทก์ฟ้องและประสงค์ขอให้ลงโทษตาม
ป.อ. มาตรา ๒๘๔ ไมร่ วมถึงมาตรา ๓๑๙ ด้วย

ฎีกำท่ี ๔๓๒๔/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๖๕ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จาเลยได้ใส่ความโจทก์
ตอ่ อธิบดี... ด้วยเอกสารฉบบั ลงวนั ที่ ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๔๕ มีข้อความวา่ "...ข้อความดงั กลา่ วเป็น
ความเท็จ ความจริงโจทก์ไมเ่ คยแอบอ้างว่าโจทก์เป็นนิตบิ คุ คลท่ีเกี่ยวข้องกบั หน่วยงานของรัฐ..."
แต่ประการใด การกระทาของจาเลยเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยทาให้ปรากฏเป็นตวั อกั ษร ทาให้
โจทก์เสียช่ือเสียง ถกู ดหู ม่ิน ถกู เกลียดชงั เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์..." โดยโจทก์ไมไ่ ด้บรรยาย
ให้เห็นว่า จาเลยใส่ความโจทก์ตอ่ บคุ คลท่ี ๓ โดยการโฆษณา อนั เป็นองค์ประกอบความผิดตาม
ป.อ. มาตรา ๓๒๘ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา ๓๒๘ มาด้วยก็ตาม ศาลก็ไม่อาจ
พพิ ากษาลงโทษจาเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๑๐๙๐๓/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๓๐๒ โจทก์มไิ ด้บรรยายฟ้องระบไุ ว้อยา่ งชดั เจนว่า
จาเลยกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์โดยเข้าทางช่องทางซ่ึงได้ทาขึน้ โดยไม่ได้จานงให้เป็นทาง
คนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซ่ึงผ้เู ป็นใจเปิดไว้ให้ ท่ีศาลล่างทงั้ สองพิพากษาว่าจาเลยมีความผิด
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๔) จงึ เป็นการพพิ ากษาเกินคาขอหรือที่มไิ ด้กลา่ วในฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๓๕๒๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๕ ตามบทบญั ญัติแห่ง ป.อ. มาตรา ๓๓๖ ทวิ
นอกจากผ้กู ระทาความผิดจะกระทาการอนั เป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๔ มาตรา ๓๓๕ มาตรา
๓๓๕ ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖ แล้ว ผ้กู ระทาความผิดยงั ต้องกระทาการอื่นตามที่บญั ญตั ิในมาตรานี ้
ด้วย จึงจะมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ ดังนี ้ มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงเป็น
บทบญั ญัติว่าการกระทาเช่นนัน้ เป็นความผิด ซ่ึงโจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๕๘ (๖) ด้วย และ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง บญั ญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอ
หรือท่ีมิได้กล่าวในฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๓๓๖ ทวิ และจาเลยให้การรับสารภาพ แต่เม่ือคาขอให้ลงโทษจาเลยท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุ
มาตรา ๓๓๖ ทวิ จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ศาลย่อม
ไม่มีอานาจลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๓๖ ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคาขอท่ีโจทก์มิได้กล่าว
ในฟ้อง ทงั้ กรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า

429

ฎีกำท่ี ๓๑๔๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒๑ จาเลยรับซือ้ เหล็กอปุ กรณ์เคร่ืองบดวสั ดทุ าป๋ ยุ
อินทรีย์ไว้จาก ฉ. และ ด. แล้วนาไปซ่อนไว้ในบอ่ นา้ ในลกั ษณะปกปิดซอ่ นเร้น อนั แสดงวา่ จาเลย
ทราบดีว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาโดยการกระทาความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ จาเลยมีความผดิ ฐานรับของโจร
แตโ่ จทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการรับของโจรของจาเลยได้กระทาเพื่อค้ากาไร อนั เป็นองค์ประกอบ
ความผิดของ ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง แม้ได้ความว่าจาเลยมีอาชีพรับซือ้ ของเก่าขาย ทาให้
เช่ือได้ว่าจาเลยรับซือ้ เหล็กอุปกรณ์เครื่องบดวัสดุทาป๋ ุยอินทรีย์ไว้เพื่อที่จะนาเหล็กไปขายต่อ
หากาไร ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ได้ เพราะเกินคาขอหรือ
ที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ คงลงโทษจาเลยได้ตามมาตรา
๓๕๗ วรรคแรก เทา่ นนั้

ฎีกำท่ี ๖๙๗๒-๖๙๗๓/๒๕๕๘ ฎ.๓๒๐๔ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายวา่ จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓
รับของโจรเพื่อค้ากาไร อนั เป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง ดงั นี ้
เป็นเรื่องท่ีโจทก์ไมป่ ระสงคใ์ ห้ลงโทษจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในความผิดตามมาตรา ๓๕๗ วรรคสอง
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคส่ี ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจาเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามมาตรา
๓๕๗ วรรคแรก ชอบแล้ว

ฎีกำท่ี ๓๔๑๘/๒๕๕๔ ฎ.๑๑๘๑ คาฟ้องของโจทก์บรรยายในส่วนความผิดฐานรับของ
โจรวา่ มีการนาซิมการ์ดท่ีจาเลยทงั้ สองรู้อย่กู ่อนแล้วว่าเป็นทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทาความผิด
ฐานลกั ทรัพย์ไปใช้กับโทรศพั ท์ระบบเดียวกนั กบั เคร่ืองอ่ืน โทรออกไปตา่ งประเทศผ่านเครือข่าย
ของโจทก์ร่วมเป็นเงิน ๓๔๗,๗๑๔.๒๓ บาท ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ เพียงเท่านี ้
ยงั ไม่อาจถือว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าการรับของโจรดงั กล่าวได้กระทาเพื่อค้ากาไรตาม ป.อ.
มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง เม่ือจาเลยรับของโจรซิมการ์ดไว้ การที่ศาลชัน้ ต้นพิพากษาว่าจาเลย
มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๗ วรรคสอง จึงเป็นการพิพากษาเกินคาขอต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๔๓๓๗/๒๕๕๒ ฎ.๙๔๓ ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึง่ กาหนดกรอบอานาจการ
พิพากษาคดีของศาลไว้ ๒ ประการ คือ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสง่ั เกินคาขอประการหนง่ึ กบั
ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสงั่ ในข้อท่ีโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องอีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอย่ใู นบงั คบั
ท่ีจะพิพากษาเกินประการหนงึ่ ประการใดมิได้ และทงั้ สองประการดงั กลา่ วเป็นเรื่องท่ีโจทก์จะต้อง
ระบใุ นฟ้อง แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๓๔๐ ตรี และ
จาเลยทัง้ สองให้ การรับสารภาพ แต่เมื่อคาขอให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองโจทก์ไม่ระบุมาตรา

430

๓๔๐ ตรี มาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยทัง้ สองตามมาตรา ๓๔๐ ตรี
และเป็นการเกินคาขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง และวรรคส่ี ศาลจึงพิพากษาหรือ
สง่ั เกินคาขอมไิ ด้

ฎีกำท่ี ๓๕๒๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๕๓ จาเลยถืออาวุธสีดาปลายแหลมตามเข้าไปแทงผู้ตาย
ภายในห้องพกั ของผ้ตู ายซ่งึ เป็นกรรมสิทธ์ิของผู้เสียหาย การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐาน
บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ มิใช่เป็ น
ความผิดฐานบุกรุกเพื่อเข้ าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริ มทรัพย์ของผ้ ูอ่ืนโดยปกติสุขตาม
ป.อ. มาตรา ๓๖๒

แม้คาฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔
ก็ตาม แต่คาขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา ๓๖๔ มาด้วย ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ
จาเลย ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจาเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสง่ั เกินคาขอตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ทัง้ ไม่อาจลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) (๓)
ได้ด้วย
ข้อสังเกต ฎีกานี้กลบั หลกั ตามฎีกาที่ ๕๑๔/๒๕๕๕ ที่วินิจฉัยว่า ศาลชน้ั ต้นวินิจฉัยความผิดของ
จาเลยฐานบุกรุกว่าจาเลยเข้าไปในอสงั หาริมทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ ๑ โดย
ไม่มีเหตอุ นั สมควร มีอาวธุ และโดยร่วมกนั กระทาความผิดด้วยกนั ตงั้ แต่สองคนข้ึนไป เป็นข้อวินิจฉยั
ทีต่ อ้ งปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๔ แสดงว่าศาลชน้ั ตน้ มิไดฟ้ ัง
ว่าการกระทาของจาเลยเป็ นการรบกวนการครอบครอบครองอสังหาริ มทรัพย์โดยปกติสุขของ
ผู้เสียหายที่ ๑ ซ่ึงจะเป็ นความผิดตามมาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๒ แม้โจทก์จะอ้าง
บทความผิดในคาขอทา้ ยฟ้องตามมาตรา ๓๖๒ ไม่ได้อ้างมาตรา ๓๖๔ ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้อง
ว่าจาเลยกบั พวกเข้าไปในอสงั หาริมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ ๑ โดยไม่มีเหตุอนั สมควร ศาลชนั้ ต้นจึงมี
อานาจลงโทษจาเลยตามมาตรา ๓๖๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓๖๔ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามฟอ้ งนนั้ โจทก์สืบสม แต่อา้ งบทมาตราผิด

แต่ถ้าอ้างอนมุ าตราตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ ผิดถือว่าเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลฎีกามี
อานาจลงโทษจาเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ฎีกาที่ ๑๗๕๐/
๒๕๔๘ ฎ.๕๓๑ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วนั เกิดเหตเุ วลากลางคืนหลงั เที่ยง จาเลยบกุ รุกเข้าไปในบ้าน
ที่อยู่อาศยั อนั เป็นเคหสถานของผู้เสียหายอนั เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๓) แต่ใน
คาขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๑) อันเป็ นบทลงโทษผู้กระทา
ความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กาลงั ประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กาลงั ประทุษร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ปรับ

431

บทลงโทษจาเลยตามบทบญั ญัติที่โจทก์ขอ จึงไม่ถูกต้อง และกรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด
ศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๑๒๗๙๗/๒๕๕๘ ฎ.๓๐๗๗ แม้คาขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบอุ ้าง ป.อ. มาตรา
๓๖๔ ไว้ด้วย แตโ่ จทก์ไม่ได้กลา่ วบรรยายในคาฟ้องวา่ จาเลยทงั้ สามเข้าไปในเคหสถานในความ
ครอบครองของผ้อู ื่นโดยไม่มีเหตอุ นั สมควร อนั จะเป็นความผิดตามมาตรา ๓๖๔ ดงั นนั้ ศาลจะ
พิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สามตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ ไม่ได้ เป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือที่
มิได้กลา่ วในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง แม้จาเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ
และคดีถึงที่สุดตามคาพิพากษาศาลชนั้ ต้นไปแล้วและไม่มีค่คู วามฝ่ ายใดฎีกาก็ตาม แต่ปัญหา
ดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้ อย ศาลฎีกามีอานาจยกขึน้ วินิจฉัยและ
พิพากษาแก้ไขให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๑๕๗๒๖/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๗ น.๒๓๙ แม้คาขอท้ายฟ้องระบุอ้าง ป.อ. มาตรา
๓๖๒ ไว้ด้วย แต่ฟ้องโจทก์ข้อ ๑ และข้อ ๕ บรรยายฟ้องเพียงว่า จาเลยได้บุกรุกเข้าไปใน
เคหสถานของโจทก์ โดยไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดงั กล่าวว่าเป็นการ
เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นัน้ ทัง้ หมดหรือแต่
บางส่วน หรือเข้าไปกระทาการใด ๆ อนั เป็นการรบกวนการครอบครองอสงั หาริมทรัพย์ของโจทก์
โดยปกตสิ ขุ มาด้วย แม้จาเลยให้การรับสารภาพ ศาลอทุ ธรณ์ก็พิพากษาลงโทษจาเลยตามมาตรา
๓๖๒ มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่ ประกอบมาตรา ๒๑๕

ฎีกำท่ี ๒๒๒/๒๕๕๗ ฎ.ส.ล.๑ น.๑ แม้คาขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา ๓๗๑
ไว้ด้วยก็ตาม แตโ่ จทก์ไมไ่ ด้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในมาตราดงั กล่าววา่ จาเลยที่ ๑
พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตสุ มควร และจาเลยท่ี ๒ พาอาวุธมีดไปโดยเปิดเผยหรือ
ไม่มีเหตสุ มควรมาด้วย ดงั นนั้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจาเลยทงั้ สองตาม ป.อ. มาตรา ๓๗๑ มิได้
เพราะต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนีเ้ป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั
ความสงบเรียบร้อย แม้ไมม่ ีคคู่ วามฝ่ ายใดอทุ ธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอานาจยกขนึ ้ วินิจฉยั และแก้ไข
ให้ถกู ต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

ฎีกำท่ี ๘๕๑๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๑๔๕ คดีนีแ้ ม้คาขอท้ายฟ้องจะอ้างมาตรา ๓๗๖
แห่ง ป.อ. ไว้ด้วยก็ตาม แตโ่ จทก์บรรยายฟ้องมาเพียงวา่ จาเลยที่ ๑ ใช้อาวธุ ปืนยิงผ้ตู าย โดยมิได้
กล่าวมาในฟ้องว่าการยิงปืนของจาเลยที่ ๑ ดงั กล่าวเป็นการยิงปืนซ่ึงใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตอุ นั
เป็นองค์ประกอบความผิดฐานดงั กล่าวมาด้วย ดงั นนั้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจาเลยที่ ๑ ตาม

432

มาตรานีไ้ มไ่ ด้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ
ฎีกำท่ี ๙๓๔๖/๒๕๕๘ ฎ.ส.ล.๔ น.๑๕๓ โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จาเลยจอดรถมี

สภาพมืดไม่มีแสงสอ่ งสวา่ ง จาเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟสอ่ งปา้ ยทะเบียน
รถยนต์เพ่ือเป็นสญั ญาณให้ผ้ใู ช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชดั แจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่ง
ร้อยห้าสิบเมตร อนั เป็นองค์ประกอบของ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๖๑ และกฎกระทรวง
ฉบบั ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า รถบรรทุกสิบล้อคนั ที่จาเลยขบั มีเคร่ืองยนต์
และอุปกรณ์ของรถขดั ข้อง ทงั้ มิได้มีคาขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ มาตรา
๕๖ แต่อย่างใด แต่ศาลชัน้ ต้นกลับวินิจฉัยว่า จาเลยไม่ได้แสดงเคร่ืองหมายตามลักษณะที่
กาหนดในกฎกระทรวงฉบบั ท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ออกตามความใน พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา
๕ และ ๕๖ วรรคสอง ข้ อ ๒ (๑) ข้ อ ๓ และข้ อ ๖ ซ่ึงกาหนดให้ ผู้ขับขี่รถบรรทุกนอกเขต
กรุงเทพมหานคร ต้องแสดงเคร่ืองหมายหรือสญั ญาณในกรณีท่ีจาเป็นต้องจอดรถอย่ใู นทางเดิน
รถ เนื่องจากเคร่ืองยนต์หรือเครื่องอปุ กรณ์ของรถขดั ข้อง และไม่ได้ให้สญั ญาณเป็นไฟกระพริบสี
เหลืองอาพนั หรือสีขาวติดอยหู่ น้ารถทงั้ ด้านซ้ายและด้านขวา และสญั ญาณไฟกระพริบสีแดงหรือ
สีเหลืองอาพนั ติดอยู่ท้ายรถทงั้ ด้านซ้ายและด้านขวา รวมทงั้ ไม่ได้ตงั้ วางกรวยสัญญาณจราจร
กองก่ิงไม้หรือวตั ถอุ ื่นใดไว้ด้านท้ายรถของจาเลย อนั เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าที่โจทก์กล่าวใน
ฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง และศาลชนั้ ต้นก็ยังมิได้วินิจฉัยเลยว่า จาเลย
ไม่ได้เปิดโคมไฟเล็กโคมไฟท้าย และโคมไฟสอ่ งป้ายทะเบียนรถยนต์ไว้ อนั เป็นองค์ประกอบของ
พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๖๑ และกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ตามที่โจทก์ฟ้อง
หรือไม่ แม้ศาลชนั้ ต้นจะปรับบทลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา ๖๑, ๑๕๑ ตรง
ตามคาขอของโจทก์ แตก่ ็เป็นการมิชอบเช่นกนั เพราะเป็นคาพิพากษาที่ไมไ่ ด้แสดงเหตผุ ลในการ
ตดั สนิ ในการวนิ จิ ฉยั ข้อเทจ็ จริงและปรับเข้าข้อกฎหมายตามนยั แหง่ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๖ (๖)

ฎีกำท่ี ๑๖๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๒๐ จาเลยขับรถด้วยความประมาทน่าหวาดเสียวและ
ไม่คานึงถึงความปลอดภยั หรือความเดือดร้อนของผ้อู ื่น อนั เป็นบทความผิดตาม พ.ร.บ. จราจร
ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) และ (๘) ท่ีมีบทลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๐
วรรคสาม ตามลาดบั แต่โจทก์มีคาขออ้างเฉพาะบทความผิดตามมาตรา ๔๓ อย่างคลุม ๆ โดย
ไม่ได้ระบอุ นุมาตราให้ชดั เจนว่าเป็นความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดกนั แน่ และไม่มีคาขอให้ลงโทษ
ตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๐ ด้วย แตกต่างกับความผิดฐานแข่งรถในทางตาม พ.ร.บ.
จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง อนั เป็นบทความผิดและมาตรา ๑๖๐ ทวิ

433

อนั เป็นบทลงโทษที่โจทก์มีคาขอให้ลงโทษทงั้ สองมาตรา แสดงว่าโจทก์มีคาขอตามมาตรา ๔๓
เพียงเพ่ือให้สอดคล้องกบั ที่บรรยายฟ้อง ไมไ่ ด้ประสงค์จะให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา
๑๖๐ วรรคสาม คงประสงค์จะให้ลงโทษฐานขบั รถแข่งตามมาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง, ๑๖๐ ทวิ
เท่านนั้ ศาลจึงไม่อาจปรับบทลงโทษจาเลยอีกสองความผิดดงั กล่าวอนั เป็นการเกินคาขอของ
โจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕
ข้อสังเกต ปกติอ้างบทห้ามไม่อ้างบทลงโทษ ศาลลงโทษได้ไม่เป็นพิพากษาเกินคาขอ แต่คดีนี้
บทห้ามมีบทลงโทษหลายมาตราแล้ว แต่ว่ากระทาความผิดตามอนุมาตราใดของบทห้าม เมื่อ
อา้ งบทหา้ มโดยไม่ระบอุ นมุ าตราโดยไม่อา้ งบทลงโทษจึงลงโทษไม่ได้

ฎีกำท่ี ๔๓๔๐/๒๕๕๔ ฎ.๑๒๔๔ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยขบั รถจกั รยานยนต์ในขณะ
เมาสุราเป็นเหตุให้ ก. ถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงท่ีโจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว กล่าวถึงการ
กระทาของจาเลยซง่ึ เป็นความผิดตามที่บญั ญัตไิ ว้ใน พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา
๑๖๐ ตรี วรรคส่ี ซ่ึงเพ่ิมเตมิ โดย พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑ โดย
ชัดแจ้งแล้ว การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา
๑๖๐ ตรี ย่อมหมายถึงมาตรา ๑๖๐ ตรี ท่ีเพ่ิมเติมแล้วนน่ั เอง แม้โจทก์ไม่ได้อ้าง พ.ร.บ. จราจร
ทางบก (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑ ก็เป็นเพียงโจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วนชดั เจน
เทา่ นนั้ และถือวา่ โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจาเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา
๑๖๐ ตรี ซึ่งเพ่ิมโดย พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑ แล้ว ท่ีศาลล่าง
ทัง้ สองปรับบทลงโทษจาเลยตามบทบัญญัติดงั กล่าว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคาขอตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

ฎีกำท่ี ๓๖๖๕/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๓๖ แม้บนั ทกึ การฟอ้ งคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ ระบวุ ่า
จาเลยกระทาความผิดฐานตงั้ สถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานจาหน่ายสรุ าเกินเวลา
ที่กฎหมายกาหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม แต่บนั ทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาเป็นเพียง
หลกั ฐานการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและเป็นความสะดวกท่ีศาลจะบนั ทกึ การฟอ้ งด้วยวาจาลงใน
แบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึน้ เท่านนั้ หาใช่ฟ้องด้วยวาจาตามกฎหมายไม่ การฟ้องด้วยวาจา
ตาม พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๑๙ บญั ญัติให้
โจทก์แจ้งตอ่ ศาลถึงช่ือโจทก์ ช่ือ ท่ีอยู่ และสญั ชาติของจาเลย ฐานความผิด การกระทาที่อ้างว่า
จาเลยได้กระทาความผิดและอ่ืน ๆ อีกหลายประการ การที่บนั ทึกคาฟ้อง คารับสารภาพ และ
คาพิพากษาตาม พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๒๐ ระบวุ ่า จาเลยกระทาความผิดฐานจดั ตงั้
สถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและโจทก์ลงลายมือช่ือไว้ ถือว่าโจทก์แจ้งต่อศาลถึงฐาน

434

ความผิดและการกระทาที่อ้างว่าจาเลยได้กระทาความผิดแล้ว เมื่อบนั ทึกคาฟ้องของศาลระบวุ ่า
จาเลยกระทาความผิดฐานตงั้ สถานบริการโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต แสดงวา่ โจทก์ประสงค์ฟอ้ งจาเลย
ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงสถานเดียว ศาลชัน้ ต้นไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิดฐาน
จาหน่ายสุราเกินเวลาท่ีกฎหมายกาหนดซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในบนั ทึกคาฟ้องของศาลได้ เพราะ
ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึง ประกอบ พ.ร.บ. จดั ตงั้ ศาลแขวงฯ มาตรา ๔ และ
กรณีมใิ ชศ่ าลชนั้ ต้นปรับบทผิดด้วย

ฎีกำท่ี ๒๒๙๑/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๕๒ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติฯ มาตรา ๒๒ มี
เจตนารมณ์ให้ดาเนินการรือ้ ถอนสิ่งปลูกสร้ างโดยฝ่ าฝืนต่อ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติฯ ออกไป
ให้พ้นอุทยานแห่งชาติ ดงั นนั้ แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ศาลสงั่ ให้จาเลยรือ้ ถอนบ้านของกลางทงั้ ๒
หลงั แตเ่ ม่ือโจทก์มีคาขอให้ริบบ้านของกลางทงั้ ๒ หลงั ศาลก็ยอ่ มมีอานาจสงั่ ให้จาเลยรือ้ ถอน
บ้านของกลางทงั้ ๒ หลงั ออกไปให้พ้นอทุ ยานแห่งชาติได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคหนงึ่
หมำยเหตุ (โดยท่านอาจารย์ศิริชยั วฒั นโยธิน) ... มีข้อพิจารณาว่าโจทก์ขอให้ริบบา้ น มิไดข้ อให้
รื้อบ้าน ศาลจะพิพากษาให้รื้อบ้านได้หรือไม่ เคยมีคาพิพากษาว่าไม่สามารถกระทาได้เพราะ
เกินคาขอ คือคาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๒/๒๕๒๒ แต่คาพิพากษาศาลฎีกาฉบบั ที่หมายเหตุนี้
วินิจฉัยว่าศาลมีอานาจสง่ั ให้รื้อได้ เป็ นการวินิจฉยั ที่ชอบแล้ว เพราะตามกฎหมายทง้ั สี่ฉบบั ที่
จาเลยกระทาความผิดนี้มุ่งค้มุ ครองให้ที่ดินคงสภาพเดิมไว้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงปัจจุบนั นี้สภาพ
สิ่งแวดล้อมถูกทาลายไปมาก ศาลก็เป็ นหน่วยงานหนึ่งที่สามารถช่วยปราบปรามการทาลาย
สิ่งแวดล้อมไดโ้ ดยการพิจารณาลงโทษในลกั ษณะปราบปรามผู้กระทาความผิด อีกทงั้ การสงั่ ให้
รื้อมีสภาพบงั คบั เบากว่าริบ เพราะกรรมสิทธ์ิยงั เป็นของผูก้ ระทาความผิด อย่างนอ้ ยก็ยงั ได้ทรัพย์
ส่วนที่รื้อคืนไป จึงถือว่าคาพิพากษาศาลฎีกาฉบบั นี้กลบั คาพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๒/๒๕๒๒
แลว้

ฎีกำท่ี ๕๑๒๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๕๙ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยร่วมกันมีเมทแอม
เฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่ าฝืนต่อกฎหมายเท่านนั้ แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณ
คานวณเป็นสารบริสุทธ์ิได้ตามท่ี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒) ให้ถือว่า
เป็นการมีไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายก็ตาม แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจาเลยร่วมกันมีเมท
แอมเฟตามีนดงั กล่าวไว้ในครอบครองเพ่ือจาหน่ายแต่อย่างใด ถึงแม้โจทก์จะอ้างบทมาตราที่
เกี่ยวกับการกระทาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่าย ในคาขอท้าย
ฟ้องมาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจาเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายตาม

435

พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๖๖ ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าท่ีโจทก์บรรยายใน
คาฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่งึ คงลงโทษจาเลยได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟ
ตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่ าฝืนตอ่ กฎหมายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๖๗ เท่านนั้

ฎีกำท่ี ๖๕๐๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๑๐ น.๔๐ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาความผิดฐานมีเมท
แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายและจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต
ท่ีศาลชนั้ ต้นลงโทษจาเลยในความผิดฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ ผ้อู ื่นกระทาความผิดฐานจาหน่ายเมท
แอมเฟตามีนนนั้ ไม่ชอบ เพราะโจทก์ฟ้องว่าจาเลยแต่เพียงผู้เดียวกระทาความผิด มิได้ฟ้องว่า
จาเลยร่วมกับผู้อ่ืนกระทาความผิด แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจาเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนผู้อื่น
ในการกระทาความผิดฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงท่ีศาลชัน้ ต้นยกขึน้ วินิจฉัย
ยอ่ มเป็นข้อเทจ็ จริงนอกจากท่ีกลา่ วในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนง่ึ

คำพพิ ำกษำฎีกำน่ำสนใจมำตรำ ๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๕๖๖๕/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๗ น.๖๔ บริษัท บ. โดย ส. และ ศ. ผ้มู ีอานาจลงนามของ
บริษัทได้มอบอานาจให้ ส. เป็นผ้แู จ้งความดาเนินคดีแก่จาเลยในความผิดฐานฉ้อโกง การที่โจทก์
บรรยายฟ้องวา่ ส. เป็นผ้เู สียหายซึง่ ความเป็นจริงแล้วบริษัท บ. เป็นผ้เู สียหายตามที่พิจารณาได้
ความ ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่สาระสาคญั อันเป็นเหตุให้ศาลต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสอง เม่ือจาเลยให้การปฏิเสธลอย ๆ ไม่มีรายละเอียดแห่งการต่อสู้และไม่สืบพยาน
แสดงว่าจาเลยมิได้หลงข้อตอ่ สู้ ศาลอทุ ธรณ์ลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ได้ตามบท
กฎหมายดงั กล่าว เมื่อคดีนีบ้ ริษัท บ. ผ้เู สียหายได้ร้องทกุ ข์ให้ดาเนินคดีแก่จาเลยในความผิดฐาน
ฉ้ อโกงต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอานาจสอบสวนตามที่บริษัท บ.
ผ้เู สียหายกล่าวหา การท่ีโจทก์บรรยายฟ้องระบุวา่ ส. เป็นผ้เู สียหายเป็นการระบุตวั ผ้เู สียหายผิด
ไปซึ่งมิใช่ข้อสาระสาคญั ต้องถือว่าคดีนีม้ ีการร้องทกุ ข์และสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
โจทก์จงึ มีอานาจฟอ้ ง
ฎีกำท่ี ๔๑๖๖/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๐๕ การที่จาเลยใช้อาวธุ ปืนยิง ส. กระสนุ ปืนถูก ส.
และยงั พลาดไปถกู อ. ด้วยนนั้ การกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ส. และฐาน
พยายามฆา่ อ. โดยพลาด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทาของจาเลยดงั กล่าวเป็นการ
กระทาโดยพลาดมาด้วย ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงท่ี
กลา่ วในฟอ้ ง อนั จะเป็นเหตใุ ห้ศาลต้องพิพากษายกฟอ้ งตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ และการกระทา

436

ของจาเลยดงั กลา่ วเป็นการกระทากรรมเดียวเป็นความผิดตอ่ กฎหมายหลายบท
ฎีกำท่ี ๙๓๖๗/๒๕๔๖ ฎ.ส.ล.๑๒ น.๒๓๖, ท่ี ๕๐๖๘/๒๕๕๕ ฎ.๒๘๙๔ การที่จาเลยนา

รถแทรกเตอร์เข้ามาขดุ ร่องนา้ ปักเสาคอนกรีต และล้อมรัว้ ลวดหนามในที่ดนิ พิพาท ทงั้ ๆ ท่ีจาเลย
ทราบดีว่าท่ีดินดงั กล่าวไม่ใช่ท่ีดินของตน จึงเป็นการแสดงเจตนาเพ่ือถือการครอบครองและ
รบกวนการครอบครองท่ีดินของโจทก์โดยปกติสุข การกระทาของจาเลยย่อมเป็นความผิดฐาน
บุกรุก แม้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานเป็ นผู้ใช้ ให้ผู้อื่นกระทาความผิดฐานบุกรุก แต่
ทางพิจารณาได้ความวา่ จาเลยเป็นผ้กู ระทาความผิดฐานบกุ รุกเสียเอง ข้อแตกตา่ งดงั กลา่ วก็มิใช่
ข้อสาระสาคญั แตอ่ ย่างใด และคดีนีจ้ าเลยได้โต้เถียงข้อเทจ็ จริงในประเด็นแห่งคดีแตเ่ พียงวา่ ท่ีดนิ
พิพาทเป็นของจาเลย จาเลยจึงมิได้หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตาม
ข้อเทจ็ จริงท่ีพจิ ารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีนี้ตดั สินไม่ตรงแนวฎีกาที่ ๔๓๓/๒๔๙๑ ๒๔๙๑ ฎ.๕๔๖, ที่ ๓๓๙/๒๕๑๙ ๒๕๑๙
ฎ.๑๗๒ ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า ก. ใช้ ข. ไปฆ่าคน แต่ฟังได้ว่า ก. ข. คบคิดกันไปฆ่าคน
จะลงโทษ ก. ในฐานร่วมมือด้วยไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง แต่ก็ลงโทษ ก. ในฐาน
สนบั สนุนการฆ่าได้เพราะการร่วมมือหรือใช้ก็เป็นการสนบั สนนุ อย่างหน่ึง (ดู ศาสตราจารย์จิตติ
ติงศภัทิย์. กฎหมายอาญา ภาค ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, ๒๕๔๖ น. ๕๐๗) คดีตามฎีกาที่ ๔๓๓/
๒๔๙๑ และที่ ๓๓๙/๒๕๑๙ ฟอ้ งว่าเป็นผู้ใช้ ฟังว่าเป็นตวั การ แต่คดีตามฎีกาที่ ๙๓๖๗/๒๕๔๖,
ที่ ๕๐๖๘/๒๕๕๕ ฟ้องว่าเป็ นผู้ใช้ ฟังว่าเป็ นผู้ลงมือ ข้อเท็จจริ งแตกต่างกันเล็กน้อย แต่
หลักกฎหมายเรื่องการเป็ นตัวการหรือผู้ลงมือก็น่าจะใช้หลักกฎหมายเดียวกัน หากมีการนา
ข้อเท็จจริงตามฎีกาที่ ๙๓๖๗/๒๕๔๖ มาออกขอ้ สอบนกั ศึกษาคงตอ้ งตอบตามทีศ่ าลฎีกาวินิจฉยั
ไว้ในคดีที่หมายเหตุว่า ข้อแตกต่างดงั กล่าวก็มิใช่ข้อสาระสาคญั แต่อย่างใด และคดีนี้จาเลย
ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแต่เพียงว่าที่ดินพิพาทเป็ นของจาเลย จาเลยจึงมิได้
หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๔๓๙๙-๔๔๐๐/๒๕๕๕ ฎ.๒๗๘๓ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองเป็นตวั การร่วมกับ
บ. ในการลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จาเลยทัง้ สองเป็นผู้สนบั สนุน บ.
ในการกระทาความผิดฐานพยายามลกั ทรัพย์ ไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความเป็นเร่ืองเกินคาขอ
หรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลย
ทงั้ สองให้การปฏิเสธโดยไมห่ ลงตอ่ สู้ ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยทงั้ สองตามท่ีพิจารณาได้ความได้
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

437

ฎีกำท่ี ๖๕๕๑/๒๕๕๘ ฎ.๓๑๘๘ ผ้เู สียหายกับจาเลยรู้จกั กนั มาก่อนและผ้เู สียหายรู้ว่า
จาเลยมิได้เป็นเจ้าพนกั งาน วนั เกิดเหตจุ าเลยมิได้แสดงตนเป็นเจ้าพนกั งาน เพียงแตอ่ ้างวา่ พวก
ของจาเลยเป็นเจ้าพนกั งาน การกระทาของจาเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็น
เจ้าพนกั งานและกระทาการเป็นเจ้าพนกั งานตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก แตก่ ารกระทาของ
จาเลยเป็นความผดิ ฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ การกระทาความผิดฐานร่วมกนั แสดงตนเป็นเจ้าพนกั งาน
และกระทาการเป็นเจ้าพนกั งาน ซ่ึงศาลลงโทษจาเลยได้ เพราะมิได้เป็นการพิพากษาเกินคาขอ
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๒๕๕๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๒ น.๑๒๖ ขณะจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เข้าทาร้ าย อ. และ
ผู้ตายนัน้ จาเลยท่ี ๔ อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ ๓๐ เมตร ระยะดงั กล่าวไกลเกินกว่าท่ี
จาเลยที่ ๔ จะเข้าร่วมทาร้ายผู้ตายได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจาเลยท่ี ๔ มีเจตนาทาร้ ายผู้ตายร่วมกับ
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ แตก่ ารที่จาเลยท่ี ๔ ขับรถจกั รยานยนต์มากับจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ตามหา อ.
เพ่ือทาร้าย ถือได้ว่าการกระทาของจาเลยที่ ๔ เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการท่ี
จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ กระทาความผิดก่อนหรือขณะกระทาความผิด และจาเลยท่ี ๔ ยอ่ มคาดหมาย
ได้ว่า หากมีผู้มาช่วย อ. จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ก็ต้องร่วมกันทาร้ ายผู้นัน้ ด้วย จาเลยที่ ๔ จึงมี
ความผิดฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ ให้จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ทาร้ายผ้ตู ายจนเป็นเหตใุ ห้ผ้ตู ายถึงแก่ความ
ตาย ซ่ึงศาลฎีกามีอานาจลงโทษจาเลยท่ี ๔ ในความผิดดงั กล่าวตามที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๔๘๒๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๕๕ จาเลยที่ ๑ เป็นผู้ตรวจค้นศพผู้ตายและเป็น
ผู้รวบรวมทรัพย์สิ่งของในตัวผู้ตายรวมทัง้ บัตรต่าง ๆ ของผู้ตาย แสดงว่า จาเลยท่ี ๑ เป็ น
ผ้คู รอบครองบตั รถอนเงินสดของผ้ตู ายและของผ้เู สียหายทงั้ สองในขณะเกิดเหตุ การท่ีจาเลยท่ี ๑
ครอบครองบตั รถอนเงินสดดงั กลา่ วและจาเลยที่ ๒ เป็นผ้นู าบตั รถอนเงินสดไปถอนเงินจากบญั ชี
เงินฝากของผ้เู สียหายท่ี ๒ ผา่ นเคร่ืองถอนเงินอตั โนมตั ิ ๒ ครัง้ จากบญั ชีเงินฝากของผ้เู สียหายท่ี
๑ จานวน ๑ ครัง้ และจากบญั ชีเงินฝากของผ้ตู าย ๑ ครัง้ แต่ไม่ได้เงิน หลงั จากนัน้ จาเลยที่ ๒ นา
บตั รถอนเงินสดของผ้ตู ายกบั ของผ้เู สียหายท่ี ๑ มามอบให้แกพ่ นกั งานสอบสวน แจ้งวา่ จาเลยที่ ๑
ให้นามามอบแก่พนกั งานสอบสวน จึงรับฟังได้แน่ชดั ว่าจาเลยท่ี ๑ ลกั เอาบตั รถอนเงินสดของ
ผู้ตายและของผู้เสียหายทัง้ สองไป และการท่ีจาเลยท่ี ๑ ใช้ให้จาเลยท่ี ๒ นาบัตรถอนเงินสด
ดังกล่าวไปลักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายและผู้เสียหายทัง้ สองโดยผ่านเครื่องถอนเงิน
อตั โนมตั ิ จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อ่ืนกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยทัง้ สองเป็น

438

ตวั การร่วมกันลักเงินจากบญั ชีเงินฝากโดยใช้บตั รถอนเงินสด ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทาง
พิจารณาแตกตา่ งจากคาฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจาเลยท่ี ๑ ในความผิดฐานเป็น
ผู้ใช้ให้กระทาความผิด แต่ข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่าจาเลยที่ ๑ มอบบตั รถอนเงินสดให้จาเลยที่ ๒
นาไปลกั ทรัพย์ถอนเงินจากบญั ชีเงินฝากจากเครื่องถอนเงินอตั โนมตั นิ นั้ ฟังได้วา่ เป็นการให้ความ
ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จาเลยที่ ๒ ก่อนกระทาความผิดฐานลักทรัพย์ จาเลยที่ ๑ จึงมี
ความผิดฐานเป็นผู้สนบั สนุนให้จาเลยที่ ๒ กระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์จากบญั ชีเงินฝากของ
ผ้เู สียหายทงั้ สอง และสาหรับบตั รถอนเงินสดของผ้ตู ายที่จาเลยที่ ๒ ไม่สามารถถอนเงินจากบญั ชี
เงินฝากได้เน่ืองจากไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝาก จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนให้จาเลยท่ี ๒
กระทาความผิดฐานพยายามลกั ทรัพย์

ฎีกำท่ี ๒๒๘๐/๒๕๕๕ ฎ.๓๓๕ จาเลยและ บ. กบั พวกเข้าไปในบ้านของผ้เู สียหาย และ
จาเลยพดู วา่ “มึงแน่หรือท่ีอย่ทู ี่นี่มา ๑๕ ถึง ๑๖ ปี เอามนั เลย” กบั พดู วา่ “ไอ้สตั ว์ เดี๋ยวยิงทงิ ้ หมด
เลย” อนั เป็นความผดิ ฐานบกุ รุกและขใู่ ห้ผ้อู ื่นตกใจกลวั แตก่ ารที่จาเลยพดู ว่า เอามนั เลย และ บ.
เข้าทาร้ ายผู้เสียหายโดยจาเลยไม่ได้ทาร้ายผู้เสียหายด้วย เป็นการที่จาเลยก่อให้ผู้อื่นกระทา
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๔ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยกับ บ. และพวกร่วมกนั ทาร้าย
ร่างกายผ้เู สียหายตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาจึงแตกต่างกบั ฟ้อง
ในสาระสาคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ย่อมลงโทษจาเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทา
ความผิดไม่ได้ แต่การที่จาเลยร้ องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจาเลยเป็นผู้สนับสนุนให้ บ. กระทา
ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๘๖ ศาลมีอานาจวินจิ ฉยั ปรับบทฐานเป็นผ้สู นบั สนนุ ได้

ฎีกำท่ี ๓๙๗๘/๒๕๕๕ ฎ.๔๐๐ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยแจ้ งข้ อความอันเป็ นเท็จแก่
เจ้าพนกั งาน สาระสาคญั แห่งคดีจึงอยทู่ ี่วา่ ข้อความที่จาเลยแจ้งแก่เจ้าพนกั งานเป็นความเทจ็ จริง
หรือไม่ ดงั นี ้แม้ข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาจะรับฟังได้วา่ จาเลยแจ้งข้อความเท็จว่า
รถยนต์กระบะหายไป แตกตา่ งจากข้อเท็จจริงท่ีกลา่ วในฟ้องวา่ จาเลยแจ้งความว่ารถยนต์กระบะ
ถกู คนร้ายลกั ไปก็ตาม แตข่ ้อแตกตา่ งดงั กล่าวก็มิใชส่ าระสาคญั ทงั้ จาเลยก็นาสืบรับวา่ จาเลย ส.
และ อ. ร่วมกนั แจ้งความตอ่ พนั ตารวจตรี น.วา่ รถยนต์กระบะหายไป แสดงว่าจาเลยมิได้หลงข้อ
ตอ่ สู้ ดงั นี ้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจงึ ไม่แตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้อง

ฎีกำท่ี ๓๐๙๖/๒๕๕๒ ฎ.ส.ล.๗ น.๔๑ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ ดาบตารวจ ช. ได้จบั กมุ พ.
กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันจาหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และควบคุมตัวส่ง
พนกั งานสอบสวน จาเลยทงั้ สองให้ทรัพย์สินแก่ดาบตารวจ ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนกั งานเพ่ือจูงใจให้

439

กระทาการปล่อยตวั พ. กับพวกซึ่งเป็นการกระทาอันมิชอบด้วยหน้าท่ี แม้ ในทางพิจารณาได้
ความว่า จาเลยทงั้ สองกระทาการเพื่อจงู ใจให้ดาบตารวจ ช. ดาเนนิ การชว่ ยเหลือ พ. กบั พวก โดย
เปล่ียนข้อหาให้เบาลงก็ตาม ก็หาใชข่ ้อแตกตา่ งในสาระสาคญั ไม่ ทงั้ นีเ้พราะไม่ว่าจะเป็นการให้
ทรัพย์สนิ เพื่อจงู ใจให้ปลอ่ ยตวั หรือเปล่ียนข้อหาก็ล้วนแตเ่ ป็นการจงู ใจให้กระทาการอนั มิชอบด้วย
หน้าท่ีซ่ึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๔ เช่นเดียวกนั เม่ือจาเลยมิได้หลงตอ่ สู้ ศาลย่อมมี
อานาจท่ีจะลงโทษจาเลยทงั้ สองตามที่บญั ญตั ไิ ว้ใน ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ได้

ฎีกำท่ี ๖๗๘/๒๕๕๖ ฎ.๕๓๒ ถนนที่เกิดเหตเุ ป็นทางสาธารณะหรือไม่ เป็นองค์ประกอบ
ของความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๙ และมาตรา ๓๘๖ ท่ีโจทก์ขอให้ลงโทษ สว่ นถนนที่เกิดเหตุ
ขึน้ ทะเบียนเป็นทางหลวงชนบทสาย ๓๑๐๑ หรือไม่ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่กระทา
ความผิด ซึง่ จาเลยนาสืบต่อส้ใู นข้อสาระสาคญั ว่า ถนนที่เกิดเหตเุ ป็นท่ีส่วนบคุ คลของ จ. ภริยา
จาเลยมิใชท่ างสาธารณะ โดยมิได้หลงตอ่ สู้ จึงรับฟังข้อเท็จจริงที่ได้ความนนั้ ลงโทษจาเลยได้ตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสาม

ฎีกำท่ี ๓๕๒๘/๒๕๕๙ ฎ.๘๕๓ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยฆ่าผ้ตู ายในบ้านของผ้ตู าย
แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยฆ่าผ้ตู ายในบ้านของจาเลย แตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าว
ในฟ้อง แต่ข้อแตกต่างเป็นเพียงรายละเอียดเก่ียวกับสถานที่กระทาความผิด ซึ่งตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม บญั ญัตมิ ิให้ถือวา่ เป็นข้อแตกตา่ งกนั ในข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลยเข้าใจดี
ว่าเหตุเกิดในบ้านของจาเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสอง

จาเลยมิได้สมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย แต่ผู้ตายจะใช้มีดดาบทาร้ายจาเลยก่อน จาเลย
ย่อมมีสิทธิท่ีจะกระทาเพ่ือป้องกนั ตนเองให้พ้นจากการประทษุ ร้ายของผ้ตู าย มีดดาบท่ีผ้ตู ายใช้
ฟันทาร้ายจาเลยยาวประมาณ ๑ ชว่ งแขน สามารถทาให้จาเลยตายได้ การท่ีจาเลยใช้กรรไกรยาว
ประมาณ ๑ คืบ แทงทาร้ ายผู้ตายโดยปรากฏบาดแผลที่ทาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมีเพียง
บาดแผลเดียวคือบาดแผลที่ถูกของมีคมแทงที่หัวใจ ทงั้ เม่ือผู้ตายล้มลงจาเลยไม่ได้ตามเข้าไป
ทาร้ายซา้ อีก การกระทาของจาเลยเป็นการป้องกนั พอสมควรแก่เหตุ จาเลยจงึ ไม่มีความผิดฐาน
ฆา่ ผ้อู ื่น

จาเลยถืออาวุธสีดาปลายแหลมตามเข้ าไปแทงผ้ ูตายภายในห้ องพักของผ้ ูตายซ่ึงเป็ น
กรรมสทิ ธิ์ของผ้เู สียหาย การกระทาของจาเลยเป็นความผิดฐานบกุ รุกเข้าไปในเคหสถานของผ้อู ื่น
โดยไมม่ ีเหตอุ นั สมควรตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔ มิใช่เป็นความผิดฐานบกุ รุกเพื่อเข้าไปรบกวนการ

440

ครอบครองอสงั หาริมทรัพย์ของผ้อู ่ืนโดยปกตสิ ขุ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๒
แม้คาฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๔

ก็ตาม แต่คาขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา ๓๖๔ มาด้วย ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ
จาเลย ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจาเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสงั่ เกินคาขอตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคหน่ึงและวรรคสี่ ทัง้ ไม่อาจลงโทษจาเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) (๓)
ได้ด้วย

ฎีกำท่ี ๑๐๓๐๗/๒๕๕๗ ฎ.๑๙๖๔ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกนั พาอาวุธ
มีดติดตวั ไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควร และร่วมกนั ทาร้ายร่างกาย
โดยเตะ ตอ่ ย และถีบท่ีใบหน้าและลาตวั กบั ใช้อาวธุ มีดแทงผ้เู สียหายที่ ๒ ท่ีหวั ไหลซ่ ้าย ชายโครง
และหน้าท้องเป็นเหตใุ ห้รับอนั ตรายสาหสั โดยไม่มีบุคคลอ่ืนร่วมกระทาความผิดกับจาเลยท่ี ๑
ทาร้ายผ้เู สียหายท่ี ๒ อีก ข้อเท็จจริงท่ีปรากฏในการพิจารณาว่าจาเลยทัง้ สองมิได้พาอาวธุ ตดิ ตวั
มา และจาเลยท่ี ๒ มิได้ร่วมกบั จาเลยที่ ๑ ทาร้ายผ้เู สียหายที่ ๒ หากแตไ่ ด้ร่วมกบั พวกที่เหลืออีก
๔ ถึง ๕ คน โดยพวกคนหน่ึงเป็นผู้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายที่ ๒ จึงเป็นข้อเท็จจริงท่ีแตกต่าง
เก่ียวกับการกระทาทงั้ หลายที่อ้างว่าจาเลยที่ ๒ ได้กระทาผิด รวมทงั้ รายละเอียดของบุคคลที่
เกี่ยวข้องที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง จึงเป็นข้อสาคญั มิใช่ข้อแตกตา่ งท่ีเป็นเพียงรายละเอียด
ท่ีศาลจะลงโทษจาเลยที่ ๒ ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนนั้ ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ย่อมลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในฐานะที่เป็นตวั การร่วมกับพวกที่เหลือพาอาวุธมีดติดตวั ไปในเมือง
หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตสุ มควร และร่วมกันทาร้ายผ้เู สียหายที่ ๒ เป็นเหตใุ ห้รับ
อนั ตรายสาหสั ไมไ่ ด้

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ ลงโทษจาเลยที่ ๒ ในความผิดฐานร่วมกันทาร้ ายร่างกาย
ผ้เู สียหายท่ี ๒ มาด้วยว่า จาเลยท่ี ๒ เตะ ตอ่ ย และถีบผ้เู สียหายท่ี ๒ เป็นเหตใุ ห้ได้รับอนั ตราย
สาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๗ ซึ่งเป็นความผิดที่รวมถึงการใช้กาลงั ทาร้ายผ้อู ่ืนโดยไม่ถึงกบั เป็น
เหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑ ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการ
กระทาหลายอย่างซ่ึงแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อย่ใู นตวั ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยท่ี
๒ ชกตอ่ ยผ้เู สียหายที่ ๒ ซง่ึ นอกเหนือจากบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบอนั เป็นบาดแผลท่ีผ้เู สียหายท่ี
๒ ถกู พวกของจาเลยที่ ๒ ใช้อาวธุ มีดแทงตวั ผ้เู สียหายที่ ๒ มีบาดแผลถลอกตืน้ บริเวณสะบกั ซ้าย
แขนและมือซ้าย กบั บริเวณข้อศอกและมือขวา อนั เป็นข้อเท็จจริงท่ีรับฟังวา่ จาเลยท่ี ๒ ได้กระทา
ความผิดฐานใช้กาลงั ทาร้ายผ้อู ่ืนไมถ่ ึงกบั เป็นเหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลมีอานาจ

441

ลงโทษจาเลยท่ี ๒ ในการกระทาตามท่ีพิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคท้ายได้
ฎีกำท่ี ๑๑๖๗๐/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๙ น.๑๘๘ แม้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จาเลยกระทา

ความผิดในท้องที่ตาบลบางขนั อาเภอบางขนั จังหวดั นครศรีธรรมราช ส่วนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า
เหตเุ กิดท่ีตาบลบ้านลานาว อาเภอบางขนั จงั หวดั นครศรีธรรมราช แต่ตามฟ้องเห็นได้ชดั ว่าเป็น
การพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกบั สถานที่ซง่ึ เกิดการกระทาผิดพลาดไป จงึ มิใช่ข้อสาระสาคญั เม่ือใน
ชนั้ สอบสวนได้มีการระบุตาบลท่ีถกู ต้องในเอกสารการสอบสวน เช่น แผนท่ีสงั เขปแสดงสถานท่ี
เกิดเหตุ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ล้วนแต่ระบุว่า เหตุเกิดที่ตาบลบ้านลานาว อาเภอ
บางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นบ้านผู้เสียหาย ในชัน้ สอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้ง
ข้อกล่าวหาแก่จาเลยว่า จาเลยร่วมกับพวกงดั ประตบู ้านผ้เู สียหายเข้าไปเพ่ือจะปล้นทรัพย์และ
ใช้อาวธุ ปืนยิงพยายามฆ่าผ้เู สียหาย ซึ่งจาเลยทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาดีแล้ว แสดงวา่ จาเลย
ทราบว่าเหตเุ กิดที่บ้านเลขที่ดงั กล่าวของผ้เู สียหาย การท่ีจาเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทาผิด
จงึ แสดงวา่ จาเลยเข้าใจข้อหาได้ดแี ละไมไ่ ด้หลงตอ่ สู้

ฎีกำท่ี ๕๓๗/๒๕๕๔ ฎ.๘๕๘ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาในส่วนท่ีเก่ียวกับ
จาเลยรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องว่า จาเลยขบั รถด้วยความประมาทโดยการขบั ด้วยความเร็วสงู เกิน
กว่าที่กาหนดไว้ในป้ายจากดั ความเร็ว มิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง คงแตกตา่ งกนั
เฉพาะข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการขับรถของผู้ตายเท่านัน้ ไม่ทาให้ข้อเท็จจริงในส่วนที่
เก่ียวกบั จาเลยแตกตา่ งกนั ไปด้วย จงึ ไมม่ ีเหตทุ ่ีจะต้องยกฟอ้ ง

ฎีกำท่ี ๑๔๓๘/๒๕๕๔ ฎ.๙๗๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยขบั รถยนต์โดยประมาทชน
กบั รถจกั รยานยนต์ที่ขบั สวนทางมาในชอ่ งเดินรถสวน ทางพิจารณาได้ความวา่ จาเลยขบั รถโดย
ประมาทชนกบั รถจกั รยานยนตท์ ี่สวนทางมาบนไหลท่ าง แม้ไม่มีการชนในชอ่ งเดนิ รถสวน ก็ถือได้
วา่ ตรงกบั ความประสงค์ให้ลงโทษจาเลยแล้ว ไมถ่ ือวา่ โจทก์สืบไม่สมฟ้อง ศาลจงึ พิพากษาลงโทษ
จาเลยตามฟ้องได้

ฎีกำท่ี ๖๕๐๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๗ น.๘๘ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อสาระสาคญั ของการ
กระทาความ ผิดว่าจาเลยกระทาโดยประม าทด้ วยการขับรถด้ วยความ เร็ วสูงเกิ นส มควรแล ะ
ไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงส่ีแยก แต่ทางพิจารณากลบั ได้ความว่าจาเลยจอดรถอยู่ที่ส่ีแยกและ
เพิ่งขบั รถเคล่ือนท่ีเมื่อได้รับสญั ญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วชนรถจกั รยานยนต์ของโจทก์ร่วมท่ี ๑
เพราะมองไม่เห็น มิใช่เพราะการขบั รถเร็วหรือไม่ชะลอความเร็วตามฟ้อง ดงั นี ้ข้อเท็จจริงตามที่
ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงในฟ้อง ทงั้ เป็นข้อสาระสาคญั ศาลต้องยกฟ้อง

442

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๑๖๘/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๑ น.๙๒ แม้คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่า จาเลยกระทาอนาจาร

ผ้เู สียหายโดยกอดจบู ใช้นวิ ้ จมิ ้ สอดใสอ่ วยั วะเพศ ใช้กระดาษหนงั สือพิมพ์และผ้าขนหนยู ดั สอดใส่
เข้าไปในอวยั วะเพศของผ้เู สียหาย แตข่ ้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการพิจารณาได้ความวา่ กระทา
อนาจารผู้เสียหายโดยนอนทับผู้เสียหาย ใช้มือจับแก้มและอวัยวะเพศผู้เสียหายก็ตาม ข้อ
แตกตา่ งดงั กล่าวก็มิใช่สาระสาคญั เพราะการกระทาอนาจารคือการกระทาที่ไม่สมควรในทาง
เพศ ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามฟ้องโจทก์หรือตามท่ีปรากฏในการพิจารณาก็ล้วนเป็นการ
กระทาอนาจารผ้เู สียหายทงั้ สิน้ อีกทงั้ จาเลยนาสืบต่อส้วู ่าจาเลยไม่ได้กระทาอนาจารผ้เู สียหาย
ตามฟ้อง จาเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณา
จงึ ไมไ่ ด้แตกต่างกบั ข้อเท็จจริงดง่ั ท่ีกล่าวในฟ้อง ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริง
ท่ีพจิ ารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๒๓๙๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๑๑ น.๓๑ การพรากเด็กอายยุ งั ไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก
บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอนั สมควรเพ่ือการอนาจาร และการพราก
ผ้เู ยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยงั ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผ้ปู กครอง หรือผ้ดู แู ล ไม่ว่า
ผ้เู ยาว์เตม็ ใจหรือไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ เพื่อการอนาจาร กฎหมายบญั ญัติเป็นความผิดไว้ตาม
ป.อ. มาตรา ๓๑๗ ถึง ๓๑๙ แม้คดีนีโ้ จทก์ฟ้องว่าจาเลยพราก ว. อายุ ๑๐ ปีเศษ ไปเสียจาก ด.
ซง่ึ เป็นผ้ปู กครองและผ้ดู แู ลโดยปราศจากเหตอุ นั สมควรและเพ่ือการอนาจาร แตท่ างพิจารณาได้
ความว่า ว. อายุ ๑๕ ปีเศษ ซ่ึงข้อแตกตา่ งดงั กล่าวมีผลเป็นความผิดในบทกฎหมายท่ีมีกาหนด
โทษเบากว่าความผิดท่ีโจทก์ฟ้อง ข้อแตกต่างดงั กล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสาคญั แต่อย่างใด อีกทัง้
จาเลยได้นาสืบตอ่ ส้ใู นเรื่องอายขุ อง ว. แล้ว มิได้หลงตอ่ ส้ใู นข้อดงั กล่าว ศาลยอ่ มมีอานาจลงโทษ
จาเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสองและวรรคท้าย
และไมเ่ ป็นการพพิ ากษาเกินคาขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนงึ่

ฎีกำท่ี ๓๘๔๐/๒๕๕๓ ฎ.ส.ล.๓ น.๑๙๖ แม้คดีนีต้ ามฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้
ลงโทษจาเลยฐานพรากเดก็ อายยุ งั ไมเ่ กิน ๑๕ ปี ไปเสียจากบดิ า มารดา เพ่ือการอนาจาร แต่ทาง
พจิ ารณาได้ความวา่ จาเลยพรากเดก็ อายยุ งั ไมเ่ กิน ๑๕ ปี ไปเสียจากผ้ดู แู ล เพ่ือการอนาจารก็ตาม
ข้อแตกตา่ งดงั กล่าวก็มิใช่ข้อสาระสาคญั แต่อย่างใด อีกทงั้ จาเลยโต้เถียงข้อเท็จจริงในประเด็น
แห่งคดีเพียงว่าจาเลยไม่ใช่คนร้ ายที่กระทาความผิดตามฟ้อง จาเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ในข้อ
ดงั กลา่ ว ศาลย่อมมีอานาจลงโทษจาเลยตามข้อเทจ็ จริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา

443

๑๙๒ วรรคสอง
ฎีกำท่ี ๑๗๓๒๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๕๓๙ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยกบั พวกร่วมกนั พยายาม

ลักรถจักรยานยนต์ ทางพิจารณาได้ ความว่า จาเลยพยายามลักแฮนด์รถจักรยานยนต์
ไม่ถือว่าข้อแตกต่างนัน้ เป็นข้อสาระสาคัญ เพราะแฮนด์รถจักรยานยนต์ถือเป็นอุปกรณ์ของ
รถจักรยานยนต์ และการกระทาของจาเลยท่ีจับแฮนด์รถจักรยานยนต์กระแทกคอรถไปมา
เป็นการกระทาตอ่ ตวั รถจกั รยานยนต์ที่ม่งุ ประสงค์จะลกั แฮนด์รถจกั รยานยนต์เป็นอยา่ งเดียวกัน
หาใชเ่ ป็นทรัพย์คนละชิน้ คนละอนั กนั ไม่ การที่จาเลยนาสืบวา่ หลงั เลิกงานนดั พบกบั ศ. แตไ่ มพ่ บ
จงึ เดนิ หารถของ ศ. ในบริเวณที่เกิดเหตุ และถกู พวกของผ้เู สียหายจบั กมุ ตวั ไว้ ไมถ่ ือวา่ จาเลยหลง
ตอ่ สู้ ศาลลงโทษจาเลยตามท่ีพิจารณาได้ความได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสองและวรรคส่ี

ฎีกำท่ี ๑๔๗๘๓/๒๕๕๕ ฎ.๒๔๕๑ จาเลยมอบเชค็ ปลอมให้พนกั งานของผ้เู สียหาย นาไป
เบกิ เงินจากธนาคารตามเช็คด้วยการแสดงข้อความอนั เป็นเท็จว่า ลายมือช่ือผ้สู ง่ั จ่ายเป็ นลายมือ
ช่ือแท้จริงของ ธ. กรรมการผู้มีอานาจกระทาการแทนโจทก์ร่วม เงินท่ีจาเลยได้ไปเป็นเงินของ
ธนาคาร มิใชเ่ งินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจึงไม่มีความผิดฐานลกั เงินของ
โจทก์ร่วม แตเ่ ป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงธนาคาร

โจทก์ฟ้องวา่ จาเลยลกั เงินของโจทก์ร่วม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟัง
ไม่ได้ว่า จาเลยลักเงินโจทก์ร่วมและฟังได้ว่าจาเลยฉ้อโกงธนาคารเป็นความผิดต่อผู้เสียหาย
ตา่ งคนจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกตา่ งจากที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสาคญั
ไม่อาจลงโทษจาเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และไม่อาจสงั่ ให้จาเลย
คืนเงินแกโ่ จทก์ร่วมได้
ข้อสังเกต คดีนีม้ ีความแตกต่างระหว่างฟ้องและทางพิจารณาถึง ๒ ประการ คือ ฟ้องว่าจาเลย
ลักเงินของโจทก์ร่วม ทางพิจารณารับฟังได้ว่าจาเลยฉ้อโกงเงินของธนาคาร ทางพิจารณา
ที่ได้ความจึงแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสาคัญ ถ้าแตกต่างเพียงฐานลักทรัพย์กับฉ้อโกง
ไม่มีความแตกต่างว่าเป็ นเงินของโจทก์ร่วมหรือของธนาคาร ถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณา
ไม่แตกต่างจากฟอ้ งในข้อสาระสาคญั

ฎีกำท่ี ๙๖๖๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๘ น.๒๐๖ ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จาเลยเบิกเงิน
๔๙๐,๐๐๐ บาท จากบญั ชีของผ้เู สียหายท่ีเปิดไว้ท่ีธนาคาร แตเ่ ป็นเจตนาของจาเลยท่ีต้องการได้
เงินโดยมิชอบและหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงินนาไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้
ได้มาซ่งึ เงินจานวนดงั กล่าว ดงั นนั้ เงินที่จาเลยได้มาตามฟ้อง แม้จะเป็นเงินท่ีเจ้าหน้าที่ธนาคาร

444

ทาพิธีการทางบญั ชีของธนาคารหกั จากบญั ชีของผ้เู สียหายก็ตาม แตเ่ ป็นเพราะจาเลยนาเอกสาร
ปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเชื่อ เงินท่ีจาเลยได้ไปจึงเป็นเงินของ
ธนาคาร มิใช่เงินของผ้เู สียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๗๒ จาเลยจงึ ไมม่ ีความผิดฐานยกั ยอกเงิน
ผ้เู สียหาย แตเ่ ป็นความผดิ ฐานฉ้อโกงธนาคาร

โจทก์ฟ้องว่าจาเลยยักยอกเงินของผู้เสียหาย เม่ือข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในทาง
พิจารณาฟังไม่ได้วา่ จาเลยยกั ยอกเงินผ้เู สียหาย แตฟ่ ังได้วา่ จาเลยฉ้อโกงธนาคารจึงเป็นความผิด
ต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง
ในข้อท่ีเป็นสาระสาคญั ไม่อาจลงโทษจาเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
และไมอ่ าจสงั่ ให้จาเลยคืนเงินแก่ผ้เู สียหายได้เชน่ กนั

ฎีกำท่ี ๙๖๑๗/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๑๓๒ โจทก์ฟ้องว่า นา้ มันเชือ้ เพลิงในถังนา้ มนั ของ
รถบรรทุกท่ีถกู ลกั ไปเป็นของบริษัท พ. ซึ่งอย่ใู นความครอบครองของผ้เู สียหาย แต่กลบั ได้ความ
จากผู้เสียหายเบิกความว่า บริษัทต่างชาติได้เช่ารถยนต์บรรทุกจากผู้เสียหายไว้ใช้โดยบริษัท
ดงั กล่าวเป็นผ้เู ติมนา้ มนั เอง โดยผ้เู สียหายมิได้เป็นผ้จู ่ายคา่ นา้ มนั จงึ ต้องฟังว่านา้ มนั เชือ้ เพลิงที่
เติมในรถยนต์บรรทุกคันดงั กล่าวเป็นทรัพย์ของบริษัทต่างชาติซ่ึงเป็นผู้เช่า ข้อเท็จจริงในทาง
พิจารณาจึงแตกตา่ งจากที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสาคญั ไม่อาจลงโทษจาเลยในความผิด
ฐานดังกล่าวได้ ต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง เม่ือเหตุดงั กล่าวเป็นเหตุใน
ลกั ษณะคดีศาลฎีกามีอานาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สาหรับ ม. จาเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง
ท่ี ๙๔๐/๒๕๔๗ ของศาลชนั้ ต้น ซึ่งรวมพิจารณากับคดีนีแ้ ละมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕
ข้ อสังเกต คดียักยอกความแตกต่างเรื่องตัวผู้เสียหายตามฟ้องและทางพิจารณาถือว่า
เป็ นสาระสาคญั เพราะคดียักยอกเป็ นความผิดอนั ยอมความได้ หากผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์
พนกั งานสอบสวน ไม่มีอานาจสอบสวน โจทก์ไม่มีอานาจฟ้อง แต่คดีลักทรัพย์เป็ นความผิด
อาญาแผ่นดิน ไม่ว่าผูเ้ สียหายจะร้องทุกข์หรือไม่ พนกั งานสอบสวนก็มีอานาจสอบสวน โจทก์มี
อานาจฟ้อง ความแตกต่างระหว่างฟ้องและทางพิจารณาในเรื่องตวั ผู้เสียหายของความผิดฐาน
ลกั ทรัพย์ จึงไม่น่าจะความแตกต่างที่เป็ นสาระสาคญั เมื่อฎีกาตดั สินไว้อย่างนี้ก็จาไปสอบ แต่
ตอ้ งรอดฎู ีกาต่อไปว่าจะคงหลกั นีไ้ ว้หรือไม่ ขอให้ดูเปรียบเทียบฎีกาที่ ๕๘๕๕/๒๕๕๐ ฎ.ส.ล.๘
น.๑๗๒ ที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกนั แต่ก็มีรายละเอียดแตกต่างกนั บ้างที่ตดั สินว่า แม้ขณะเกิดเหตุ
กรรมสิทธิ์ในอาหารสตั ว์ทีถ่ ูกลกั ไดโ้ อนไปยงั บริษัท ซ. เสียก่อนแล้วโดยผลของกฎหมาย อนั เป็น
ข้อเท็จจริงทีป่ รากฏในการพิจารณาว่าจาเลยทงั้ สองลกั ทรัพย์ทีเ่ ป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซ. ขณะ

445

อยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างของจาเลยทงั้ สอง ซ่ึงแตกต่างกบั ข้อเท็จจริง
ดังที่กล่าวในฟ้อง ซึ่งบรรยายว่าจาเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม กรณี ก็เป็ น
ขอ้ แตกต่างทีม่ ิใช่ข้อสาระสาคญั และจาเลยทง้ั สองมิไดห้ ลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจลงโทษ
จาเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๗) (๑๑) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ตาม
ข้อเท็จจริงทีไ่ ดค้ วามนน้ั ได้

ฎีกำท่ี ๑๘๕๐/๒๕๕๗ ฎ.๑๓๕ จาเลยท่ี ๒ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ลักรถ
จกั รยานยนต์ของผู้เสียหายทงั้ สอง แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจะแตกต่างกับ
ข้อเท็จจริงที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานรับของโจรรถจกั รยานยนต์ของผ้เู สียหายที่ ๒
แต่ถือวา่ เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิใช่ในข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลยท่ี ๒ มิได้หลงต่อสู้ ศาล
ฎีกาย่อมลงโทษจาเลยท่ี ๒ ฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒
วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๑๒๙๗๐/๒๕๕๕ ฎ.๑๓๔๔ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยท่ี ๓ เป็นผ้กู ่อให้จาเลยท่ี ๑ และ
ที่ ๒ กบั พวกกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ด้วยการใช้ จ้าง วาน มิได้ฟ้องวา่ จาเลย
ที่ ๓ เป็นผู้ลงมือกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในการ
พิจารณาฟังได้ว่าจาเลยท่ี ๓ กระทาผิดฐานรับของโจร จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องในข้อ
สาระสาคัญ ย่อมไม่อาจลงโทษจาเลยที่ ๓ ในความผิดฐานรับของโจรได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา
๑๙๒ วรรคสอง ต้องพพิ ากษายกฟ้อง
ข้อสังเกต คดีนี้มีความแตกต่างระหว่างฟ้องและทางพิจารณาถึง ๒ ประการ คือ ฟ้องว่าจาเลย
ที่ ๓ เป็ นผู้ใช้ให้จาเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับพวกกระทาความผิดฐานชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ ทาง
พิจารณารับฟังได้ว่าจาเลยที่ ๓ ไม่เป็นผู้ใช้จาเลยที่ ๑ ที่ ๒ กบั พวกไปกระทาผิด แต่จาเลยที่ ๓
ผิดฐานรับของโจร จึงแตกต่างกบั ข้อเท็จจริงในฟ้องในข้อสาระสาคญั ถ้าแตกต่างเพียงว่าผิดฐาน
ปลน้ ทรัพย์หรือฐานรบั ของโจร ไม่มีความแตกต่างว่าไม่เป็นผใู้ ช้ใหไ้ ปปลน้ ถือว่าข้อเท็จจริงในทาง
พิจารณาไม่แตกต่างจากฟ้องในข้อสาระสาคญั ฎีกาที่ ๓๓๙๒/๒๕๕๖ ตดั สินว่า จาเลยที่ ๑ ถึง
ที่ ๓ แบ่งทรัพย์สินที่ปล้นมาที่บ้านของจาเลยที่ ๔ และจาเลยที่ ๔ ได้รับทรัพย์บัตรเติมเงิน
โทรศพั ท์เคลื่อนที่ของผูเ้ สียหายจากจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยรู้อยู่แลว้ ว่าเป็นทรัพย์ทีไ่ ดม้ าจากการ
กระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์และจาเลยที่ ๔ รับไว้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรื อผู้อื่น
การกระทาของจาเลยที่ ๔ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลย
ที่ ๔ ในความผิดฐานนี้ แต่ถือไดว้ ่าขอ้ เท็จจริงตามทีป่ รากฏในทางพิจารณาแตกต่างกบั ขอ้ เท็จจริง
ดงั ที่กล่าวในฟ้องระหว่างการกระทาความผิดฐานปล้นทรัพย์กบั รับของโจร ซึ่งมิให้ถือว่าต่างกนั

446

ในข้อสาระสาคญั ทงั้ จาเลยที่ ๔ มิได้หลงต่อสู้ ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยที่ ๔ ในความผิดฐาน
รับของโจรได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคาขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม

ฎีกำท่ี ๕๒๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๙ โจทก์ฟ้องว่าจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกัน
ลกั รถจกั รยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ทางพิจารณาได้ความว่า จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ได้
รถจกั รยานยนต์ของกลางไปโดยการหลอกลวงผ้เู สียหายโดยทจุ ริตวา่ จะปฏิบตั ิตามสญั ญาเชา่ ซือ้
รถจกั รยานยนต์ท่ีทาไว้กบั ผ้เู สียหาย การกระทาของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ เป็นตวั การร่วมกนั กระทา
ความผิดฐานฉ้อโกง ศาลลงโทษจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ ในความผิดฐานร่วมกนั ฉ้อโกงตามที่พิจารณา
ได้ความได้ เม่ือผู้เสียหายถอนคาร้องทุกข์จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ศาลจึงจาหน่ายคดีโจทก์สาหรับ
จาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓

สว่ นจาเลยท่ี ๔ ตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความจากทางพิจารณาวา่ จาเลยท่ี ๔ รับไว้ซึ่งทรัพย์ที่
ได้มาจากการกระทาความผิดฐานฉ้อโกง แม้จะแตกตา่ งกบั ข้ อเท็จจริงที่ได้กล่าวในฟ้องว่าจาเลย
ท่ี ๔ รับไว้ซ่ึงทรัพย์ท่ีได้มาจากการกระทาความผิดฐานลกั ทรัพย์ แตก่ ็มิใชส่ าระสาคญั ทงั้ จาเลยที่
๔ มิได้หลงต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อท่ีพิจารณาได้ความนัน้ เป็นเรื่องเกินคาขอหรือเรื่องท่ีโจทก์
ไมป่ ระสงคใ์ ห้ลงโทษ ศาลลงโทษจาเลยที่ ๔ ได้
ข้อสังเกต แมส้ ิทธินาคดีอาญามาฟอ้ งฐานฉอ้ โกงจะระงบั ลงแลว้ แต่ทรพั ย์ทีไ่ ดม้ าจากการฉ้อโกง
ยงั เป็ นของโจรอยู่ ผู้รับของโจรจึงยงั มีความผิด นกั ศึกษาบางท่านอ่านแล้วอาจรู้สึกสงสารผู้รับ
ของโจรว่าทาไมไม่ไดร้ ับประโยชน์จากสิทธินาคดีอาญามาฟอ้ งระงบั ขอให้สงั เกตว่าความผิดฐาน
ฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ โทษจาคุกไม่เกิน ๓ ปี แต่ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา ๓๕๗
วรรคแรก โทษจาคกุ ไม่เกิน ๕ ปี หากพิจารณาจากอตั ราโทษแลว้ ความผิดฐานรับของโจรถือว่า
ร้ายแรงกว่าฉอ้ โกง

ฎีกำท่ี ๕๑๑๗/๒๕๕๕ ฎ.๓๒๑๖ โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาเลยทงั้ สามขม่ ขืนใจผ้เู สียหาย
ให้ส่งมอบเงินสด ๔๐,๐๐๐ บาท แตผ่ ้เู สียหายตอ่ รองโดยตกลงจะส่งมอบเงินให้ ๓๕,๐๐๐ บาท
แตต่ ามทางนาสืบผ้เู สียหายอ้างว่าเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท แตกตา่ งกนั แตไ่ ม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใด
ตา่ งก็เป็นความผิดทงั้ สิน้ จึงเป็นเรื่องรายละเอียดและจาเลยไม่หลงตอ่ สู้ ศาลฎีกาลงโทษจาเลย
ทงั้ สามตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕
และมาตรา ๒๒๕

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานร่วมกันกรรโชกว่า พวกจาเลยแสดงตวั เป็นเจ้าหน้าที่
ตารวจว่าจะขอหมายจบั ผ้เู สียหายตอ่ ศาลชนั้ ต้น เน่ืองจากผ้เู สียหายมีพฤตกิ ารณ์เก่ียวข้องกบั การ

447

จาหนา่ ยยาเสพตดิ ให้โทษ ชนั้ พิจารณาได้ความวา่ จาเลยท่ี ๒ จะให้ผ้เู สียหายไปชว่ ยล่อซือ้ ยาเสพ
ติดให้โทษและขเู่ ข็ญผ้เู สียหายจนผ้เู สียหายยอมให้เงินเป็นการทดแทนที่จะให้ไปลอ่ ซือ้ ยาเสพติด
ให้โทษ ถือว่าเป็นความแตกต่างกันในรายละเอียด และจาเลยทงั้ สามไม่หลงต่อสู้ ศาลฎีกา มี
อานาจลงโทษจาเลยทงั้ สามตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความนนั้ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕ ซึง่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แม้ไม่
มีคคู่ วามฝ่ายใดยกขนึ ้ อ้าง ศาลฎีกายกขนึ ้ วินจิ ฉยั และพิพากษาแก้ได้

ฎีกำท่ี ๑๔๗๗/๒๕๔๙ ฎ.ส.ล.๖ น.๓๒ แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทา
ของจาเลยท่ีพดู หลอกลวงผ้เู สียหายทงั้ แปดวา่ จะต้องใช้เงินไปซือ้ แพะนามาบวงสรวงเทพเจ้าเพ่ือ
ทาการสะเดาะเคราะห์และจะทาให้ผ้เู สียหายทงั้ แปดร่ารวย ซงึ่ ความจริงจาเลยไม่สามารถทาให้
ผ้เู สียหายทงั้ แปดร่ารวยได้ แตข่ ้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกบั ผ้เู สียหายที่ ๖ ถึงท่ี ๘ ได้ความ
วา่ จาเลยหลอกลวงผ้เู สียหายท่ี ๖ ถึงที่ ๘ วา่ จะต้องใช้เงินซือ้ แพะนามาบวงสรวงเทพเจ้าเพ่ือทา
พิธีสะเดาะเคราะห์ให้ผ้เู สียหายที่ ๖ ถงึ ท่ี ๘ หายจากเจ็บป่วย ซง่ึ จาเลยไมส่ ามารถทาให้ผ้เู สียหาย
ที่ ๖ ถึงที่ ๘ หายจากเจ็บป่ วยได้ ข้อแตกต่างดงั กล่าวก็มิใช่ข้อสาระสาคญั และจาเลยมิได้หลง
ตอ่ ส้แู ตอ่ ย่างใด ศาลจงึ มีอานาจท่ีจะลงโทษจาเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๒๑๓๗๙/๒๕๕๖ แม้จาเลยท่ี ๑ และท่ี ๒ เป็นคนร้ายที่ขบั รถยนต์และใช้ไม้ถพู ืน้
ไล่ตามทาร้ายผ้ตู ายกับพวก จะแตกตา่ งจากท่ีโจทก์กล่าวในคาฟ้องว่า จาเลยทงั้ สามร่วมกันขบั
รถยนต์ไล่ชนทาร้ ายผู้ตาย แต่ข้ อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็ นเพียงข้ อแตกต่างเก่ียวกับวิธีการ
ประทุษร้าย อนั มิใช่สาระสาคญั แห่งคดี เมื่อจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ มิได้หลงตอ่ สู้ ศาลย่อมลงโทษ
จาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ตามข้อเท็จจริงที่พจิ ารณาได้ความดงั กลา่ วได้

ฎีกำท่ี ๓๘๑๒–๓๘๑๔/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๕ จาเลยเป็นเสมียนตราอาเภอโนนแดง
กระทาการที่ยงั ไม่ถึงขนั้ เป็นความผิดฐานเจ้าพนกั งานยกั ยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๑๔๗ แต่
ต้องรับผิดฐานะบุคคลธรรมดาทว่ั ไป เมื่อจาเลยไม่ได้รับมอบทรัพย์โดยชอบแล้วเบียดบงั เอาไว้
โดยทจุ ริตอนั จะเป็นความผิดฐานยกั ยอก แตจ่ าเลยได้รับเช็คจาก ก. โดยแสดงคาสงั่ แตง่ ตงั้ ตอ่ ก.
เพ่ือให้เข้าใจว่าตนได้รับแต่งตงั้ เป็นกรรมการรับเงินโดยชอบ จน ก. หลงเช่ือมอบเช็คให้ไป แล้ว
จาเลยยงั แสดงคาสั่งแต่งตงั้ ดังกล่าวต่อเจ้าหน้าท่ีธนาคารในการนาเช็คไปขอเบิกเงินสดจาก
ธนาคารตามเช็ค เป็นการหลอกลวงผู้อื่นแล้วได้มาซ่ึงเช็คและเงิน ย่อมเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๔๑ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจาเลยฐานเป็นเจ้าพนกั งานยกั ยอกทรัพย์ตาม

448

ป.อ. มาตรา ๑๔๗ จาเลยไมไ่ ด้รับมอบทรัพย์แล้วเบียดบงั เอาไว้โดยทจุ ริตอนั จะเป็นความผิดฐาน
ยกั ยอก แต่จาเลยหลอกลวงผู้อื่นแล้วได้มาซึ่งเช็คและเงินซ่ึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้โจทก์
ไม่ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจาเลยฐานฉ้อโกงก็ตาม แต่เมื่อศาลอาจลงโทษจาเลยใน
ความผิดฐานยกั ยอกได้ จงึ เป็นการแตกต่างระหว่างการกระทาความผิดระหวา่ งฐานฉ้อโกงและ
ยกั ยอก เมื่อจาเลยไมไ่ ด้หลงตอ่ สู้ จงึ ลงโทษจาเลยในความผิดฐานฉ้อโกงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคสาม ซ่ึงทัง้ ความผิดฐานฉ้ อโกงและยักยอกเป็นความผิด
ตอ่ ส่วนตวั ที่ผ้เู สียหายต้องร้องทกุ ข์ภายใน ๓ เดือน นบั แตร่ ู้เรื่องและรู้ตวั ผ้กู ระทาความผิด คดีนีม้ ี
การร้องทกุ ข์เกิน ๓ เดือน นบั แตร่ ู้เรื่องและรู้ตวั ผ้กู ระทาความผดิ คดีจงึ ขาดอายคุ วาม

ฎีกำท่ี ๑๖๓๒/๒๕๕๖ ฎ.ส.ล.๔ น.๔๒ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยลกั เอาสินค้า
อะไหล่รถไถนาชนิดเดนิ ตามของโจทก์ร่วมไปหลายรายการ รวมเป็นเงิน ๓๐๗,๐๔๓ บาท แตท่ าง
พิจารณาได้ความว่าจาเลยยักยอกเงินที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าวไป ไม่เป็นข้อเท็จจริง
ที่แตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกลา่ วในฟ้อง เพราะสินค้าของโจทก์ร่วมมีไว้เพ่ือจาหนา่ ยให้แก่ลกู ค้า
เมื่อจาหน่ายแล้วก็เปลี่ยนสภาพเป็นเงินซ่ึงย่อมตกได้แก่โจทก์ร่วม และเงินท่ีจาเลยยักยอกไป
ก็เป็นเงินท่ีได้มาจากการนาสินค้าของโจทก์ร่วมไปขายแล้วยกั ยอกไปทงั้ จานวนเงินก็เป็นจานวน
เดียวกนั กรณีจึงถือได้ว่า ข้อแตกต่างดงั กล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเท่านนั้ มิใช่เป็นข้อแตกต่าง
ในข้อสาระสาคญั ทงั้ มใิ ชเ่ ร่ืองที่เกินคาขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษ นอกจากนีจ้ าเลย
ก็มิได้หลงตอ่ ส้ดู ้วย ศาลจงึ ลงโทษจาเลยได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๓๘๒๕/๒๕๕๖ ฎ.๔๔๔ โจทก์ฟ้องจาเลยท่ี ๒ กับพวกว่าร่วมกันบุกรุกเข้าไป
ถือครองที่ดินของโจทก์ร่วมอนั เป็นการรบกวนการครอบครองอสงั หาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดย
ปกติสุข ซ่ึงการถือครองที่ดินของจาเลยท่ี ๒ จะกระทาการอย่างใดหรือโดยวิธีการใดเป็นเร่ือง
รายละเอียดในการถือครองที่ดิน ซ่ึงโจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยท่ี ๒ ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ ได้ใช้
วิธีการเข้าไปปลูกสร้ างรัว้ ล้อมกัน้ แสดงอาณาเขตพืน้ ที่เข้าไปในท่ีดินของโจทก์ร่วม แม้ ทาง
พิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมไมไ่ ด้นาสืบถึงข้อเท็จจริงดงั กล่าว แตน่ าสืบวา่ จาเลยท่ี ๒ ได้ร่วมกับ
จาเลยที่ ๑ เข้าไปในท่ีดินของโจทก์ร่วม โดยเข้าไปปลกู ต้นกล้วยในระหว่างวนั เวลาเกิดเหตจุ ริง
อนั เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข ข้อเท็จจริ งเท่ากับ
รับฟังได้ว่าจาเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับจาเลยท่ี ๑ บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือเอา
อสงั หาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเป็นของตนตามฟ้องแล้ว ข้อแตกต่างระหว่างข้อความที่บรรยาย
ฟ้องกับทางพิจารณาที่โจทก์นาสืบไม่ใช่ข้อแตกต่างกนั ในสาระสาคญั ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒

449

วรรคสอง อีกทงั้ จาเลยท่ี ๒ ไม่ได้หลงต่อส้คู ดี คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องจาเลย
ที่ ๒ ในความผิดฐานร่วมกบั จาเลยท่ี ๑ บกุ รุกจงึ ไมช่ อบ

ฎีกำท่ี ๖๖๐๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๖ น.๑๗๐ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จาเลยบุกรุกเข้าไปใน
อาคารห้างสรรพสนิ ค้า ต. อนั เป็นสานกั งานของบริษัท ศ. ผ้เู สียหาย โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตและไม่มี
เหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจาเลยเข้าไปในห้ างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในเวลาที่
ห้างสรรพสินค้าท่ีเกิดเหตยุ ังเปิดทาการ และจาเลยอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุจนกระทั่ง
ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตปุ ิดทาการ จงึ มิใชเ่ ป็นการเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตโุ ดยไมม่ ีเหตุ
อนั สมควร แตเ่ ป็นการซอ่ นตวั อยใู่ นห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณา
จงึ แตกตา่ งกบั ข้อเท็จจริงท่ีกลา่ วในฟ้องในข้อสาระสาคญั เพราะโจทก์มิได้กลา่ วในฟ้องว่าจาเลย
ซ่อนตวั อย่ใู นห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตโุ ดยไม่มีเหตอุ นั สมควร และจาเลยก็นาสืบต่อส้วู ่าจาเลย
เข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตใุ นระหว่างท่ีห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตเุ ปิดทาการและอยู่ใน
ห้างสรรพสินค้าจนกระทง่ั ปิดทาการ แสดงว่าจาเลยหลงตอ่ ส้แู ล้ว ทงั้ มใิ ชเ่ ป็นเร่ืองท่ีโจทก์ประสงค์
ให้ลงโทษจาเลยความผิดฐานซ่อนตวั ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตอุ นั เป็นสานกั งานของผ้เู สียหาย
โดยไมม่ ีเหตอุ นั สมควร เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จาเลยซอ่ นตวั อย่ใู นห้างสรรพสินค้า
ที่เกิดเหตุ จงึ ลงโทษจาเลยในความผิดฐานนีไ้ มไ่ ด้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และวรรคส่ี

ฎีกำท่ี ๒๕๓๗/๒๕๕๕ ฎ.๕๖๙ คาฟ้องโจทก์บรรยายในสว่ นท่ีเกี่ยวกบั ที่ดนิ วา่ จาเลยเข้า
ยดึ ถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบตั ิของแผ่นดินอนั เป็นท่ีดินของรัฐที่ได้สงวนหวงห้ามไว้ให้ใช้
ประโยชน์ โดยจาเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
กฎหมาย ทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินที่จาเลยยึดถือครอบครองเป็นท่ีดินสาธารณสมบตั ิของ
แผน่ ดนิ ประเภทที่ชายตลิง่ และมไิ ด้อยใู่ นเขตท่ีดนิ สาธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดินที่ได้สงวนหวงห้ามไว้
ใช้ประโยชน์ตามฟ้อง แตท่ ี่ดนิ ท่ีจาเลยยดึ ถือครอบครองตามฟ้องเป็นท่ีดินแปลงเดียวกบั ท่ีดนิ ที่ได้
ความตามทางพิจารณา จงึ เป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องคลาดเคลื่อนไปจากสภาพพืน้ ท่ีที่ถกู ต้อง
เท่านัน้ แต่ก็ยังเป็นท่ีดินประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นที่ดินของรัฐ ซ่ึงจาเลยเข้า
ยึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นองค์ประกอบของความผิดที่โจทก์ฟ้อง จึงมิใช่
ข้อแตกตา่ งสาคญั จาเลยเองก็นาสืบโดยเข้าใจดีวา่ ที่ดินพิพาทตามฟ้องตงั้ อยทู่ ี่ใดและปฏิเสธว่า
ท่ีดินพิพาทมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงไม่เป็นการหลงข้อต่อสู้ ศาลอุทธรณ์มีอานาจ
พพิ ากษาตามข้อเท็จจริงท่ีได้ความได้ ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๙๐๑/๒๕๕๙ ฎ.๕๖๕ แม้ทางพิจารณาได้ความว่าป๋ ยุ เคมีปลอมท่ีจาเลยทงั้ สอง

450

ร่วมกันผลิตเพ่ือการค้าและร่วมกันขายป๋ ุยเคมีปลอม เป็นป๋ ยุ สูตร ๑๖ - ๘ - ๘ ชื่อการค้า ท๊อป
พรอดคทั เครื่องหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียนเลขที่ ๒๔๓๘/๒๕๕๑ และข้อเท็จจริงดงั ท่ี
กลา่ วในฟอ้ งปรากฏวา่ ป๋ ยุ เคมีปลอมท่ีจาเลยทงั้ สองร่วมกนั ผลติ เพื่อการค้าและร่วมกนั ขายป๋ ยุ เคมี
ปลอม เป็นป๋ ยุ สูตร ๑๖ - ๘ - ๘ ชื่อการค้า มงั กรเรือ เคร่ืองหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียน
เลขท่ี ๒๔๓๘/๒๕๕๑ ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดงั กล่าวก็แตกต่างกนั เฉพาะช่ือการค้าเท่านนั้ ส่วน
สตู ร เครื่องหมายการค้า เลขทะเบียน และผ้ผู ลิต ยงั คงตรงตามคาฟ้อง เม่ือผลคือป๋ ยุ เคมีปลอมท่ี
ผลิตเพ่ือการค้าและขายป๋ ยุ เคมีปลอมดงั กล่าวเป็นป๋ ยุ เคมีปลอมอนั เกิดจากการร่วมกันผลิตและ
ร่วมกันขายของจาเลยทงั้ สองแล้ว จึงเป็นการแตกต่างกนั ในข้อที่มิใช่สาระสาคญั ทงั้ จาเลยทงั้
สองก็ให้การรับสารภาพแสดงให้เห็นวา่ จาเลยทงั้ สองมิได้หลงตอ่ ส้ใู นข้อดงั กล่าว ข้อเท็จจริงตามท่ี
ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้องจนศาลต้องยกฟ้อง ตาม
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง

ฎีกำท่ี ๔๗๐๑/๒๕๕๖ ฎ.๒๐๖๔ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ว่าจาเลย
จาหน่ายเมทแอมเฟตามีให้ บ. แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่า จาเลยกับ บ. ร่วมกันมี
เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายซ่ึงเป็นข้อสาระสาคญั ศาลไม่อาจลงโทษจาเลย
ฐานจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนนั้ ได้ตาม ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง
ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕ แต่การท่ีจาเลยจาหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ บ. แสดงว่า
จาเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพ่ือจาหนา่ ยก่อนท่ีจะสง่ มอบ ศาลมีอานาจลงโทษจาเลยใน
ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพ่ือจาหน่ายตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.
มาตรา ๑๙๒ วรรคท้าย

ฎีกำท่ี ๙๔๖๓/๒๕๕๖ ฎ.๒๒๖๑ โจทก์ฟ้องว่า จาเลยทงั้ สองร่วมกนั จาหนา่ ยเมทแอมเฟ
ตามีน ๒ เมด็ ให้แก่ ช. และ ๘ เม็ด ให้แก่สายลบั แตท่ างพิจารณาได้ความวา่ จาเลยท่ี ๒ จาหนา่ ย
เมทแอมเฟตามีน ๑๐ เม็ด ให้แก่จาเลยท่ี ๑ อนั เป็นการจาหนา่ ยเมทแอมเฟตามีนระหวา่ งจาเลย
ทงั้ สองด้วยกนั เอง ไม่เกี่ยวกบั ช. และสายลบั ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพจิ ารณาจงึ แตกตา่ ง
กบั ข้อเท็จจริงดงั ท่ีกล่าวในฟ้องในข้อสาระสาคญั ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานจาหนา่ ยตาม
ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง คงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพ่ือจาหนา่ ย

ฎีกำท่ี ๖๑๙๖/๒๕๕๔ ฎ.๑๓๕๒ จาเลยเป็นเพียงคนกลางตดิ ตอ่ หาเมทแอมเฟตามีนมา
จาหน่ายให้แก่ อ. โดยจาเลยได้รับผลประโยชน์ในส่วนการกระทาของจาเลยไปแล้ว หลงั จากนนั้
เมทแอมเฟตามีนย่อมตกเป็นของ อ. เพียงลาพงั โดยจาเลยมิได้เป็นเจ้าของและร่วมครอบครอง


Click to View FlipBook Version