1
พระราชทานเพลิงศพ
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
๑ ธันวาคม ๒๕๖๕
3
4
คติชวิตจากชาดก
ี
โดย
สมเด็จพระวันรัต
(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
วัดบวรนิเวศวิหาร และ วัดวชิรธรรมาราม
พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล
ในการพระราชทานเพลิงศพ
สมเด็จพระวันรัต
(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์
วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
วันพฤหัสบดีที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
5
6
7
ค�าปรารภ
เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) อดีตกรรมการ
ี
้
้
้
มหาเถรสมาคม อดตผูปฏบัติหนาที่แทนเจาคณะใหญคณะธรรมยุต และอดีต
ิ
่
่
้
้
็
เจาอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เปนพระเถระผูทรงเกียรติคุณและมีคุณูปการตอ
พระศาสนา และบ้านเมืองหลายด้าน อาทิ
ใ น ด ้ า น ก า ร พ ร ะ ศ า ส น า ด�ารงอยูในเพศพรหมจรรยนับแตบรรพชาเมื่อ
่
์
่
อายุ ๑๒ ปี และอุปสมบทในกาลต่อมา จวบจนเจริญชนมายุ ๘๕ พรรษา
๖๖ ได้ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม จนสาเร็จเปรียญธรรม
�
๙ ประโยค ต่อแต่นั้นก็ได้รับภาระธุระทางพระพุทธศาสนา เรมแต่ทางการ
ิ่
ศึกษา โดยเปนครูสอนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาล ประจ�า
ี
็
�
้
็
สานักเรียนวัดบวรนิเวศวิหารมายาวนาน จนถึงกาลอนควร ก็ไดเปนผูอานวย
�
ั
้
การศึกษาสานักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าสานักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
�
�
และเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นที่สุด
ในส่วนพุทธศึกษา คือสั่งสอนพระพุทธศาสนาแก่คนทั่วไป ก็ได้เป็น
ครูสอนศีลธรรมนักเรียนในโรงเรียนวัดบวรนิเวศมาตลอด เป็นอาจารย์สอน
�
พระธรรมวินัยแก่พระนวกภิกษุ คือผู้บวชใหม่ในสานักวัดบวรนิเวศวิหารเป็น
ประจา และได้ทาหน้าที่ถวายพระธรรมวินัยแด่สมเด็จบรมบพิตร พระราช
�
�
็
สมภารเจ้า พระบาทสมเดจพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งด�ารงพระราช
อิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงผนวชเป็น
พระภิกษุเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๑ เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอด
เวลาแห่งการทรงผนวช
นอกจากนี้ยังเป็นพระเถระผู้ทรงพระปาติโมกข์ รับหน้าที่เป็นผู้สวด
พระปาติโมกข์ในวัดบวรนิเวศวิหารมายาวนาน แม้ในกาลทรงผนวชแห่ง
้
สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกลาเจาอยูหัว
่
้
ก็ไดรับอาราธนาใหเปนผูสวดพระปาติโมกขถวายในวันอุโบสถที่มาถึงเปนกรณี
็
้
้
์
้
็
พิเศษ
ในด้านการคณะสงฆ์ เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็ได้ดารงตาแหน่งหน้าที่
�
�
�
้
ื
็
สาคัญมาตามลาดับกาลคอ เปนเจาคณะกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธ)
�
เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่
็
สมเด็จพระสังฆราช เปนเจาอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะ
้
8
ธรรมยุต เป็นประธานคณะสนองงานในสมเด็จพระสังฆราช ในด้านคณะ
่
่
่
้
้
สงฆนั้น เจาประคุณสมเด็จ ฯ มุงสรางความสมัครสมานสามัคคีแกทุกฝาย
์
เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ กล่าวอยู่เสมอว่า การคณะสงฆ์ต้องมุ่งเอาพระพุทธ
ศาสนาเป็นที่ตั้ง
ใ น ด ้ า น ก า ร น ว ก ร ร ม คือการก่อสร้างพุทธสถานและถาวรวัตถุอัน
อานวยสาธารณประโยชน์ เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็มีดาริให้สร้างพุทธสถาน
�
�
คืออารามอันประณีตงดงามหลายแหงอาทิ วัดวชิรธรรมาราม อาเภอมหาราช
�
่
จังหวัดพระนครศรอยุธยา วัดรัตนวนาราม อ�าเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด
ี
ซึ่งได้สร้างขึ้นใหม่ทั้งวัด ส่วนวัดคิรีวิหาร อ�าเภอเมืองตราด จังหวัดตราด
�
ี
ิ่
ึ้
ได้บูรณะซ่อมแซมบางส่วน และสร้างเพมเติมขนอกเป็นจานวนมาก
นอกจากนี้ก็ยังได้สร้างอาคารโรงเรียน อาคารโรงพยาบาล อีกหลายแห่ง
ใ น ด ้ า น ก า ร พ ร ะ อ า ร า ม นับแต่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) ประชวร
และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
สภากาชาดไทย อยางตอเนื่อง เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็ไดรับสนองพระบัญชา
่
่
้
ด�าเนินกิจการต่าง ๆ ภายในวัดบวรนิเวศวิหารแทนเจ้าพระคุณสมเด็จพระ
สังฆราชอย่างเต็มกาลังความสามารถในทุกด้าน กระทั่งเจ้าพระคุณสมเด็จ
�
พระสังฆราชสิ้นพระชนม์ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๖ และได้ด�ารงต�าแหน่ง
เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารสืบต่อมา
ิ
ในด้านจรยวัตรอัธยาศัย เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรต (จุนท์
ั
้
พฺรหฺมคตโต) มีบุคลิกเงียบขรึม พูดนอย ตรงไปตรงมา เปนผูออนนอมถอม
ุ
่
้
ฺ
้
็
่
ตน ให้เกียรติแก่ผู้อื่นตามฐานะ สิ่งที่ไม่รู้ รับว่าไม่รู้ แล้วสืบสวนสอบถาม
สิ่งที่ไม่แน่ใจในความถูกต้อง แม้จะเป็นประเพณีนิยม ไม่ด่วนตัดสินหรือ
�
ลงมือกระทา แต่น�าปรึกษาหารือ หรือแสวงหาผู้รู้ช่วยพิจารณาตรวจสอบ
่
ั
่
่
้
เปนผูหนักในพระธรรมวินัย ไมรีบดวนไดดวนปฏิบัติ มีอธยาศัยชอบ
็
้
วิเคราะห์สอบสวน อาทิเมื่อพบเห็นสหธรรมิกปูนพระเถระ ก่อนที่จะแสดง
่
วินัยกรรมตอกัน ตองสอบถามพรรษายุกาลใหแนชัด เพื่อจักไดไมขัดตอวินัย
่
่
่
้
้
้
ิ
่
็
่
นิยม แล้วจึงถวายคารวะตามควรแก่พรรษา เปนอาจณณปฏิบัติ ไมวาจะอยู ่
ในพระอารามหรือว่าไปในที่ใด ๆ
กล่าวโดยรวม เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
เป็นพระเถระที่เจริญด้วยคุณอันเป็นอัตตสมบัติ และปรหิตปฏิบัติ เป็นผู้ที่
9
ั
เรียกได้ว่า เจริญมาในส�านักอาจารย์ คือได้รบการศึกษาอบรมมาดีใน
์
้
่
์
�
ุ
ั
สานักของพระอปชฌายอาจารย จึงไดซึมซาบเอาคุณธรรมและเยี่ยงอยาง
อันดีมาเปนจริยวัตรและอัธยาศัยสวนตน จนเปนที่ปรากฏแกสาธุชนและ
่
็
็
่
บรรดาศิษยานุศิษย์ตลอดมา
ด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติอันสมบูรณ์พร้อม กอปรด้วย
วัตตจริยาและอัธยาศัยดังกล่าวมา เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์
็
พฺรหฺมคุตฺโต) จึงเป็นที่ทรงเคารพนับถือในสมเดจบรมบพิตร พระราช
้
้
์
สมภารเจ้า และพระบรมวงศานุวงศ จึงทรงพระกรุณาโปรดใหเจาประคุณ
สมเด็จ ฯ ปฏิบัติภารกิจในการพระราชกุศล และในการพระราชพิธีสาคัญ
�
่
�
ิ่
ต่าง ๆ เป็นลาดับมา นับแตการถวายพระธรรมเทศนา เรมแตพุทธศักราช
่
๒๕๑๗ ขณะดารงสมณศักดิ์ที่ พระอมรโมลี เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่าง
�
�
ยิ่ง ในพระราชพิธีสาคัญคือ
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
�
นาพระศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นาง
ิ
เธอ เจาฟากัลยาณวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร จากพระที่นั่ง
้
้
์
ดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พุทธศักราช
๒๕๕๑
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
นาพระศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินี
�
เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จากพระที่นั่งดุสิตมหา
ปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พุทธศักราช ๒๕๕๕
เป็นผู้นาพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
�
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จากโรงพยาบาลศิริราช สู่
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พุทธศักราช ๒๕๕๙
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
�
นาพระบรมศพ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จาก
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
พุทธศักราช ๒๕๖๐
ครั้นเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม
พุทธศักราช ๒๕๖๕ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ความ
10
่
ทราบฝาละอองธุลีพระบาท สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาท
�
สมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานน้าหลวง
�
สรงศพ พร้อมด้วยเครื่องประกอบเกียรติยศประดับศพ ณ ห้องบาเพ็ญกุศล
ชั้น ๒ อาคาร ๑๐๐ ปี วัดบวรนิเวศวิหาร
ทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนชั้นเกียรติยศประกอบศพจากโกศไม้
สิบสอง เป็นพระราชทานโกศมณฑป ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวดตั้งประดบ
ั
�
แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ประโคมเวลาพระราชทานน้าหลวงสรงศพ
ู
และทรงรับศพอย่ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด มีพระพิธีธรรมสวด
�
พระอภิธรรมเวลากลางคืน กาหนด ๗ วัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรม
ราชินี เสด็จพระราชด�าเนินไปพระราชทานน�้าหลวงสรงศพ วางพวงมาลาของ
้
ส่วนพระองค์ และของสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม
ราชชนนีพันปีหลวง ที่หน้าโกศศพ
ท ร ง บาเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร ปัญญาสมวาร และสตมวาร
�
พระราชทานอุทิศถวาย บรรดาศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือ ทั้งบรรพชิต
่
และคฤหัสถ์หลากหลาย ต่างพร้อมใจกันบ�าเพ็ญกุศลถวายต่อเนืองมาตาม
�
ลาดับกาล จวบจนวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ จึงทรงพระกรุณา
็
้
โปรดพระราชทานเพลิงศพเจาประคุณสมเดจพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
ิ
ณ เมรุหลวงหนาพลับพลาอิศรยาภรณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
์
้
ขอพระราชกุศลบุญราศีที่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า
�
ผูทรงพระคุณอันประเสรฐ ไดทรงพระกรุณาโปรดบาเพ็ญพระราชทาน ตลอด
ิ
้
้
ถึงทักษิณานุประทานกิจ ที่คณะสงฆ์ คณะศิษยานุศิษย์ และผู้เคารพนับถือ
ทั้งปวง ได้ตั้งใจบ�าเพ็ญอุทิศถวายมาแต่ต้น จนถึงวาระพระราชทานเพลิงศพ
็
่
้
เปนที่สุด จงสัมฤทธิสุขวิบูลมนุญทิพยวิบาก แดเจาประคุณสมเด็จพระวันรัต
(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ณ ทิพยคตินั้น ๆ จงทุกประการ เทอญ ฯ
วัดบวรนิเวศวิหาร และ วัดวชิรธรรมาราม
๑ ธันวาคม ๒๕๖๕
11
ประวัติสงเขป
ั
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พรหฺมคุตฺโต)
ฺ
เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) นามเดิม จุนท์
พราหมณ์พิทักษ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
�
�
เดือน ๑๑ ขึ้น ๑ ค�่า ปีชวด ณ บ้านเกาะเกตุ ตาบลชาราก อาเภอเมือง
�
ตราด จังหวัดตราด โยมบิดาชื่อ นายจันทร์ พราหมณ์พิทักษ์ โยมมารดา
ชื่อ นางเหล็ย พราหมณ์พิทักษ์ (สกุลเดิม รัตนเศียร)
�
เมื่อเยาว์วัย ได้รับการศึกษาเบื้องต้น ณ โรงเรียนวัดคิรีวิหาร ตาบล
�
�
ชาราก อาเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จบชั้นประถม ๔
ครั้นจบชั้นประถม ๔ อายุ ๑๒ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัด
ิ
คิรีวหารนั้น โดยมีพระราชวินัยเวที (ถาวร ฐานุตฺตโร ป.ธ.๗ ขณะดารง
�
สมณศักดิ์ที่ พระวินัยบัณฑิต) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม
้
่
ิ
พุทธศักราช ๒๔๙๑ ไดศึกษาเลาเรียนพระปรยัติธรรม ณ วัดคิรีวิหารนั้น สอบ
ได้นักธรรมชั้นโท
้
้
พุทธศักราช ๒๔๙๔ ไดเขามาอยูวัดบวรนิเวศวิหาร และศึกษาเลาเรยน
ี
่
่
ั
พระปริยัติธรรมต่อ จนสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อพุทธศกราช
๒๕๑๕
ครั้นอายุครบอุปสมบท ได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่
็
๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ มีสมเดจพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง
�
วชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น สุจิตฺโต) ขณะดารงพระสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระ
วชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นพระ
อุปัชฌาย์ พระราชวินัยเวที (ถาวร ฐานุตฺตโร ขณะดารงสมณศักดิ์ที่ พระวินัย
�
บัณฑิต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระราชบัณฑิต (แจ่ม ธมฺมสาโร ขณะ
็
ดารงสมณศักดิ์ที่ พระครูวิสุทธิธรรมภาณ) เปนพระอนุสาวนาจารย อุปสมบท
�
์
ในพรรษากาลเดียวกับสมเดจพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
็
มหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระ
ศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง แล้วเสด็จมาประทับ ณ วัด
บวรนิเวศวิหาร
ครั้นสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๐
�
เเล้ว นับวาพนภาวะของการเปนนักเรียน ตามประเพณนิยมของสานักเรียนวัด
่
ี
็
้
็
้
บวรนิเวศวหาร จึงไดเริ่มรบภาระธุระทางพระพุทธศาสนา โดยเปนครูสอนพระ
ิ
ั
12
ั
�
�
ปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี ประจาสานักเรียนวดบวรนิเวศวิหาร
เป็นกรรมการสนามหลวง ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส
วัดบวรนิเวศวิหาร
พุทธศักราช ๒๕๑๗ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญที่ พระอมรโมลี นับตั้งแต่นั้นมา ก็เจริญด้วยสมณศักดิ์ และมีภาระ
�
หน้าที่ทางการพระศาสนาและการคณะสงฆ์เพิ่มพูนขึ้น ตามลาดับกาลดังนี้
�
�
�
เมื่อดารงสมณศักดิ์ที่ พระอมรโมลี เปนผูอานวยการศึกษาสานักเรียน
้
็
วัดบวรนิเวศวิหาร
พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชา
คณะชั้นราชที่ พระราชสุมนต์มุนี
เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร - สมุทรปราการ
(ธรรมยุต)
พุทธศักราช ๒๕๓๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชา
คณะชั้นเทพที่ พระเทพกวี
เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) เป็น
กรรมการบริหารคณะธรรมยุต เป็นรองเจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ (ธรรมยุต)
พุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชา
คณะชั้นธรรมที่ พระธรรมกวี
เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
่
้
้
�
เ ป ็ น แ ม ่ ก อ ง ธ ร ร ม ส น า ม ห ล ว ง ไดตังสานักงานแมกองธรรมสนามหลวง
ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ตึกหอสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร
เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช
วิทยาลัย เป็นประธานกรรมการต�าราและวิชาการ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
พุทธศักราช ๒๕๔๓ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะ
เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏที่ พระพรหมมุนี
เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์
พุทธศักราช ๒๕๕๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชา
คณะชั้นสุพรรณบัฏที่ สมเด็จพระวันรัต
เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระ
สังฆราช เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เป็นประธานคณะผู้สนองงานใน
สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
13
�
เป็นเจ้าสานักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานที่ปรึกษาแม่กอง
ธรรมสนามหลวง เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนก
็
็
สามัญ เปนประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม เปนอุปนายกสภา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
เป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนเผยแผ่พระธรรมในพระพุทธ
ศาสนา เป็นประธานกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระ
สังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลและ
โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธาน
่
็
กรรมการมูลนิธิแผนดินธรรม เปนผูอ�านวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
้
ในพระบรมราชูปถัมภ์
้
ในดานการนวกรรมและการบูรณะปฏิสังขรณพุทธสถาน เจาประคุณ
์
้
�
สมเด็จฯ ก็ได้ด�าริ และดาเนินการขึ้นเป็นจานวนมาก ทั้งในประเทศ และใน
�
�
ต่างประเทศ ที่สาคัญคือ
สร้างอาคาร ๑๐๐ ปี ญสส. วัดบวรนิเวศวิหาร สร้างอาคารที่พัก
สงฆ์ ๕ ชั้น วัดบวรนิเวศวิหาร สร้างอาคารจอดรถวัดบวรนิเวศวิหาร
�
สร้างวัดวชิรธรรมาราม อาเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สร้างวัดรัตนวนาราม อาเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด บูรณะและสร้างอาคารขึ้น
�
ใหม่อีกเป็นจานวนมาก ในวัดคิรีวิหาร อ�าเภอเมืองตราด จังหวัดตราด
�
ี
สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดคิรวิหาร และอาคารเรียนโรงเรียน
์
มัธยมคีรีเวศนรัตนูปถัมภ อ�าเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สรางตึกสกลมหา
์
้
สังฆปริณายก หลังที่ ๑๕ โรงพยาบาลตราด
�
เป็นประธานโครงการหุ้มทองคายอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา
ประเทศอินเดีย
้
้
้
์
ใ น ด ้ า น พ ร ะ บ ร ม ร า ช ว ง ศ เจาประคุณสมเด็จฯ ไดปฏิบัติหนาที่สนอง
พระราชกรณียกิจ และสนองพระราชศรัทธาในการพระราชพิธี และการพระ
ราชกุศลในโอกาสต่าง ๆ เสมอมา แต่เมื่อดารงสมณศักดิ์ที่ พระอมรโมลี
�
ที่นับว่าเป็นกรณียะพิเศษ คือ
เป็นผู้ด�าเนินการสร้างพระพทธรปปางลีลา เนื้อทองค�า ประจ�า
ู
ุ
พระชนมพรรษา เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา
๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔
เป็นผู้ด�าเนินการสร้างพระพทธรปปางลีลา เนื้อทองค�า ประจ�า
ู
ุ
พระชนมพรรษา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
14
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒
สิงหาคม ๒๕๕๗
เป็นพระอาจารย์ถวายพระธรรมวินัย แด่พระบาทสมเด็จ
่
้
พระเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๑๐ ขณะทรงดารงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรม
�
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เสด็จประทับ
ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช เมื่อพุทธศักราช
๒๕๒๑
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
นาพระศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเดจพระเจาพี่นางเธอ
�
็
้
ี่
เจ้าฟ้ากลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากพระทนั่งดุสิต
ั
มหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๑
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
นาพระศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ
�
เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕
เป็นผู้นาพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
�
อดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จากโรงพยาบาลศิริราช สู่พระที่นั่ง
ดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙
เป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรม
นาพระบรมศพ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
�
ุ
่
ั
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ จากพระที่นง
ดุสิตมหาปราสาท สู่พระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๒๖
ตุลาคม ๒๕๖๐
้
่
นับแตเจาประคุณสมเด็จฯ ด�ารงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต ภาระ
หน้าที่ทั้งทางการพระศาสนาและการคณะสงฆ์ในต่างประเทศก็มีมากขึ้น
้
้
เจาประคุณสมเดจฯ จึงตองเดินทางไปปฏิบัติหนาที่สนองงานคณะสงฆ เช่น
์
็
้
การประชุม การประกอบสังฆกรรม ปฏบัติหน้าทเจรญศาสนสัมพนธ์กับ
ิ
ิ
ั
ี่
คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนในประเทศนั้น ๆ ปฏิบัติหน้าที่สนองศรัทธา
ของหน่วยราชการ องค์กร และคณะบุคคลในโอกาสต่าง ๆ ณ ต่างประเทศ
ในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกา คือสาธารณรัฐประชาชนจีน
เกาหลี ญี่ปุ่น เนปาล อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ สเปน นอร์เวย์ สหราช
15
่
้
ิ
ุ
อาณาจักร และสหรัฐอเมรกา นับวาเจาประคณสมเด็จพระวันรัต ได้เป็นพระ
�
มหาเถระที่ได้ทาหน้าที่ทางงานพระธรรมทูต ที่สาคัญรูปหนึ่งของไทย
�
เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต นับเป็นพระมหาเถระที่ได้รับถวาย
เกียรติคุณ ทั้งในประเทศและในต่างประเทศอย่างกว้างขวางรูปหนึ่ง คือ
ได้รับถวายดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันต่าง ๆ ดังนี้
ิ
- ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตตมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์
เพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ั
- ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศกดิ์ สาขาวิชาพระพุทธ-
ศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- ปริญญาปรัชญาดุษฎีบณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตรการ-
์
ั
พัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
- ปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหาร-
การศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
- ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวัฒนธรรม-
�
ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร
ได้รับถวายสมณศักดที่ อัครมหาบัณฑิต จากรัฐบาลสาธารณรัฐ
ิ์
แห่งสหภาพเมียนมา
เจ้าประคุณสมเดจพระวันรัต มรณภาพด้วยโรคมะเร็งถุงน้าดี
�
็
ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ มีนาคม
พุทธศักราช ๒๕๖๕ สิริอายุได้ ๘๕ ปี ๕ เดือน ๒๖ วัน พรรษา ๖๖
16
17
ค �ำน �ำ
ช า ด ก คือเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังเป็น
์
้
็
ั
้
พระโพธิสัตวบ�าเพ็ญบารมี หรือท�าความดี เพื่อตรสรูเปนพระพุทธเจา ประมวล
ไว้เป็นคมภีร์หนึ่ง ในพระไตรปิฎก เรียกว่า ชาตกะ รวมอยู่ในขททกนิกาย
ั
ุ
ั้
�
สุตตันตปิฎก มีทงหมด ๕๔๗ เรื่อง แต่นิยมเรียกกันเพื่อจาง่ายว่า ชาดก
๕๐๐ เรื่อง ชาวพุทธไทยนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ ซึ่งมี
ความหมายว่า อดีตชาติ ๕๐๐ ชาติของพระพุทธเจ้า
ู
ช า ด ก เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสร้เป็นพระพุทธเจ้า
ู
เป็นช่วงชีวิตที่สงสมความดีโดยปรารถนาที่จะตรัสร้เป็นพระพุทธเจ้า ที่เรียก
ั่
็
็
ี
ว่า บ�าเพญบุญบารมี ผู้บ�าเพญบุญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า จึงเรยกว่า
พระโพธิสัตว์
ฉะนั้น เรื่องชาดก หากกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือเรื่องราวของคนที่ตั้งใจ
ทาดี ชาดกจึงมีลักษณะเป็นนิทานคติธรรม สั้นบ้างยาวบ้าง
�
ชาดกที่ประมวลไว้ในชั้นพระบาลีหรือพระไตรปิฎก มีเฉพาะข้อธรรม
็
หรือคาสอน ที่เรียงเปนคาถาลวน บางเรื่องก็สั้นๆ บางเรื่องก็ยาว มีเฉพาะบาง
้
�
เรื่องที่กล่าวถึงชื่อบุคคลบ้าง สถานที่บ้าง แต่พบเป็นส่วนน้อย และไม่พอให้
เข้าใจเรื่องราวได้
์
ั
่
่
เรื่องราวละเอียดของชาดกแตละเรื่องมาปรากฏอยูในคมภีรอรรถกถา
ซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบายขยายความพระไตรปิฎก ที่พระอรรถกถาจารย์เรียบเรียง
ขึ้นภายหลังเรียกว่า คัมภีร์อรรถกถาชาดก
เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เห็นว่า ชาดกเป็น
เรื่องราวการทาความดีของคนในหลากหลายสถานะ หรือหลายประเภท มี
�
้
็
�
์
เหตุการณ วิธีการ และคาสอน เปนคติสอนใจมากมายหลายดาน ควรแก่การ
ส�าเหนียกศึกษา และสามารถน�ามาเป็นแบบอย่าง หรือให้ข้อคิดแก่คนทั่วไป
�
ได้เป็นอย่างดี จึงได้นาชาดกบางเรื่องมาเล่าแบบง่ายๆ และชี้ให้เห็นคติธรรม
่
ที่ควรแกการศึกษาใหผูอานไดเห็น และไดตั้งชื่อขอเขียนชุดนี้วา คติชีวิตจาก
้
่
้
่
้
้
้
ชาดก
18
ื่
การเล่าเรองราวชาดกให้ฟังนั้น นับเป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งใน
พระพุทธศาสนา แม้พระพุทธองค์ก็ทรงใช้การสอนด้วยวิธีเล่าเรื่องชาดกเป็น
ครั้งคราว
เรื่อง คติชีวิตจากชาดก จึงเป็นข้อเขียนของเจ้าประคุณสมเด็จฯ อีก
ชุดหนึ่งที่ควรแก่การศึกษาและควรแก่การเผยแผ่ให้กว้างขวาง เพื่อประโยชน์
แก่คนทั่วไป วัดบวรนิเวศวิหารและวัดวชิรธรรมาราม จึงได้จัดพิมพ์โดย
เสด็จพระราชกุศล ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต
(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทรา-
วาส เพื่อน้อมถวายเป็นคุรุสัมมานสักการะและธรรมานุสรณ์ บูชาพระคุณแด่
เจ้าประคุณสมเด็จฯ ในวาระนี้
วัดบวรนิเวศวิหาร และ วัดวชิรธรรมาราม
๑ ธันวาคม ๒๕๖๕
19
สำรบัญ
สารบัญ
�
คาปรารภ ๘ นกกระทา ๑๒๙
ประวัติสังเขป ๑๒ นกยูงทอง ๑๓๒
�
คานา ๑๘ พญานาคราช ๑๓๖
�
มาณพชุบเสือ ๒๔ ฤษีเลี้ยงงู ๑๓๙
ราชสีห์คบจิ้งจอก ๒๗ พญาเนื้อทราย ๑๔๒
จระเข้แสนกล ๓๑ ลูกนกแขกเต้า ๑๔๕
นกแขกเต้าจาศีล ๓๕ กระต่ายตื่นตูม ๑๔๙
�
นายพรานสุนัข ๓๘ โคกับราชสีห์ ๑๕๒
นกพิราบกับกาโกง ๔๒ หมูท้าราชสีห์ ๑๕๕
เสือเหลืองอันธพาล ๔๖ แพะสิ้นเวร ๑๕๘
กาสุปัตตะ ๔๙ เมื่อจิ้งจอกเป็นราชสีห์ ๑๖๑
สุนัขทะนง ๕๓ หมีกับไม้ตะคร้อ ๑๖๔
สมันติดรส ๕๗ ก้อนหินพูดได้ ๑๖๘
นกน้อยฆ่าช้าง ๖๐ จิ้งจอกกับราชสีห์ ๑๗๑
ม้าอาชาไนย ๖๔ ชีเปลือยปลอม ๑๗๕
จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ๖๙ พญานิโครธ ๑๗๙
หมูป่าฆ่าเสือ ๗๒ สุนัขรับบาป ๑๘๔
นกกระจาบ ๗๖ สมันทอง ๑๘๘
สัตว์สามสหาย ๘๐ กวางทอง ๑๙๔
เพื่อนแท้ ๘๓ เหยี่ยวกับพรานป่า ๑๙๙
พญาหงส์กับเทพารักษ์ ๘๘ กรรมสนองกรรม ๒๐๔
กาลามก ๙๑ แรงพยาบาท ๒๐๙
จิ้งจอกหลอกกินปลา ๙๕ อานุภาพบุญ ๒๑๕
กระต่ายจาศีล ๙๙ นายพรานเบ็ดโลภมาก ๒๒๔
�
�
โคนันทวิศาล ๑๐๔ กาเนิดสุรา ๒๒๘
นกยางเจ้าเล่ห์ ๑๐๘ ลิงเฝ้าสวน ๒๓๒
หงส์ทอง ๑๑๒ พระราชาผู้กตัญญู ๒๓๕
นกแขกเต้ากตัญญู ๑๑๕ ราชสีห์กับเสือโคร่ง ๒๓๘
ชื่อไม่สาคัญ ๑๑๙ หงส์กับเต่า ๒๔๑
�
�
พญาช้างเผือก ๑๒๒ คาสอนของพระราชา ๒๔๔
กาลืมตัว ๑๒๖ ต้นไทรวิเศษ ๒๔๘
20
�
ความเป็นพี่น้อง ๒๕๑ กาแพงคุก ๓๖๘
คนไม่รู้จักคุณคน ๒๕๔ โคตัวที่ ๑๘ ๓๗๑
มดกับนกขุนทอง ๒๕๘ กาหลงซาก ๓๗๔
ไก่วิเศษ ๒๖๑ สามัคคีคือพลัง ๓๗๗
ราชสีห์เนรคุณ ๒๖๕ ปูทองผู้ฉลาด ๓๘๐
�
ตัวอุบาทว์ ๒๖๘ ลุงดา ๓๘๓
พญาช้างต้นกับลูกสุนัข ๒๗๒ ความลับไม่มีในโลก ๓๘๖
พระราชาพระเกศาหงอก ๒๗๖ กาเจ้าเล่ห์ ๓๘๙
ครอบครัวชาวนา ๒๗๙ ตายเพราะปาก ๓๙๓
นกกระทาเจ้าปัญญา ๒๘๓ ตายเพราะไม่เรียน ๓๙๗
หนอนกับเทวดา ๒๘๖ มิตรที่โง่เขลา ๔๐๐
รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ ๒๘๙ กิ้งก่าจอมหยิ่ง ๔๐๓
การให้ดวงตาเป็นทาน ๒๙๔ ช้างกตัญญู ๔๐๖
บุญที่ให้ทานแก่ปลา ๓๐๐ ทางกันดาร ๔๑๐
ไม่ควรพูดให้เกินความจริง ๓๐๔ พ่อค้าเร่ ๔๑๔
ธรรมพิพากษา ๓๐๗ อานาจหญิง ๔๑๘
�
หญิงเก็บฟืน ๓๑๑ ความขยัน ๔๒๒
ศีลธรรมดี ชีวีมีสุข ๓๑๕ กลลวงนายพราน ๔๒๖
วิชาหลอกคน ๓๒๐ หงส์ผู้ภักดี ๔๓๐
หมู่บ้านที่ความตายไปไม่ถึง ๓๒๔ หงส์เลือกคู่ ๔๓๔
ปากเป็นเอก ๓๒๘ ยุงเป็นเหตุ ๔๓๙
สภานกอลเวง ๓๓๒ เพลงขับพระราชา ๔๔๓
ชาวนาขอโค ๓๓๖ ขาดประสบการณ์ ๔๔๗
ทิดคง ๓๔๐ พญาวานรกับผีเสื้อน้า ๔๕๑
�
ทิดดี ทิดร้าย ๓๔๓ ความพยายาม ๔๕๕
นกเจ้าปัญญา ๓๔๖ จนทรัพย์แต่ไม่จนใจ ๔๖๐
พุทธานุภาพ ๓๔๙ อย่าตัดสินคนที่ภายนอก ๔๖๔
ช้างเกเรกลับใจ ๓๕๓ กาเทียมหงส์ ๔๖๘
มัฏฐกุณฑลี ๓๕๗ การให้คือการได้ ๔๗๒
ไฟสุมอก ๓๖๑ คุณธรรมของหัวหน้า ๔๗๖
�
ราคาของอานาจ ๓๖๔ จิ้งจอกใฝ่สูง ๔๗๙
21
ถือธรรมเป็นใหญ่ ๔๘๓ นางโจร ๕๔๕
เทวดาที่ต้นสะเดา ๔๘๗ กรรมเป็นเหตุ ๕๔๙
ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ ๔๙๐ ไก่ขันไม่เป็นเวลา ๕๕๔
แปลงวิกฤตเป็นโอกาส ๔๙๒ ดวงใจแม่ ๕๕๗
รอดด้วยปัญญา ๔๙๕ เทวดามีเพื่อนเป็นมนุษย์ ๕๖๐
ฤกษ์งามยามดี ๔๙๘ เทวดาหนุ่มกับเทวดาแก่ ๕๖๓
ฤษีกินเหี้ย ๕๐๒ นางกากี ๕๖๖
ศรัทธากับปัญญา ๕๐๕ ประโยชน์ของการคบเพื่อน ๕๖๙
เหยี่ยวนกเขา ๕๐๙ ฝนโบกขรพรรษ ๕๗๒
ความสวัสดี ๕๑๒ พระราชากับคนสนิท ๕๗๕
แรงอธิษฐาน ๕๑๗ ปัญญาพาตัวรอด ๕๗๙
ทุกข์เพราะรัก ๕๒๒ รอดตายเพราะธรรม ๕๘๒
ข้อคิดจากการขอ ๕๒๖ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ๕๘๕
ผีเสื้อน้า ๕๓๐ อย่าดีแต่สอนคนอื่น ๕๘๘
�
ด้วงขี้ควาย ๕๓๔ สองสหายแสวงโชค ๕๙๑
สติเตลิดเกิดปัญหา ๕๓๘ วัดวชิรธรรมาราม ๕๙๔
ลูกสกาอาบยาพิษ ๕๔๒
22
23
24
ื
ุ
มาณพชบเสอ
ั
“ท�าคุณแก่ผร้าย มกให้โทษ”
ู
้
่
ครงหนึ่งในปาหิมพานต ณ เมืองพาราณสี เมื่อพระเจาพรหม
์
ั้
้
์
ทัตเสวยราชย พระโพธิสัตวเกิดเปนพราหมณมหาศาล มีสมบัติมาก
์
็
์
เมื่อเจริญวัยถูกส่งไปสู่เมืองตักกศิลา เรียนวิชาศิลปศาสตร์ทั้งปวง
จนคล่องแคล่วแล้วตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนศลปวิทยาแก่มาณพ
ิ
ประมาณ ๕๐๐ คน ดาเนินชีวิตด้วยการสอนศิษย์ตลอดมา
�
ในบรรดาศิษย์ของพระโพธิสัตว์ มีอยู่คนหนึ่งชื่อสัญชีพ ได้
�
เรียนสาเร็จมนต์ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ไปจากอาจารย์ แต่สัญชีพ
็
่
้
้
้
่
เรียนแตทางผูก ไมไดเรียนทางแก คือชุบชีวิตคนตายใหคนเปนอยาง
่
�
เดียว จะทาให้ตายอีกไม่ได้
วันหนึ่ง เขาออกปาเพื่อหาฟนกับศิษยคนหนึ่ง พบเสือตัวใหญ ่
่
์
ื
่
นอนตายอยูในปา สัญชีพใครจะทดลองวิชาและอวดความสามารถตัว
่
่
จึงเอ่ยกับเพื่อนว่า “เพื่อนเอ๋ย เสือที่นอนตายอยู่นี้ เราจะชุบชีวิตให้
�
เป็นขึ้นมา เมื่อไรก็ได้ มนต์นี้เราเรียนมาจากอาจารย์สาเร็จแล้ว”
�
้
่
“อย่าโม้ไปหน่อยเลย” เพื่อนขัดคอ “ถ้าแกทาไดเชนนั้น ก็กลาย
เป็นเทวดาไปแล้ว “ถ้าไม่เชื่อจะลองดูก็ยังได้” สัญชีพยืนกราน
้
้
่
้
“ถาเกงจริงก็ลองดูซิ” เพื่อนกลาวแลวก็หัวเราะเปนเชิงเยยหยัน
็
่
สัญชีพจึงร่ายมนต์เป็นเวลานาน เสือโคร่งเริ่มรู้สึกตัวขึ้น โดย
ลาดับ จนกระทั่งลืมตา ลุกพรวดขึ้นมาดวยความหิวและโกรธ เสือจึง
�
้
�
เดินปรี่เข้ามาขู่คารามจะเอาชีวิต เพื่อนตะโกนให้สัญชีพร่ายมนต์ให้
�
เสือตายดังเดิม สัญชีพไม่สามารถทาได้ เพราะเรียนมาแต่วิชาชุบ
้
้
ี
้
็
�
ชีวิตที่ตายใหเปน มิไดเรยนทางทาให้ตาย พอไดระยะเสือจึงกระโดด
ตะปบสัญชีพลมลง และขย้ากานคอสัญชีพถึงความตายในทันท หลัง
ี
้
้
�
ื่
ึ
จากนนเสือจึงหันไปจัดการกับเพอนอีกคนหนึ่งถงสิ้นชพไปตามกัน
ี
ั้
ทั้งคู่นอนตายอยู่ในที่ไม่ไกลกัน
25
่
มาณพทั้งหลายเมื่อไมเห็นทั้งสองคนกลบมา จึงออกเที่ยว ตาม
ั
�
หา ก็พบทั้งสองนอนตายเรียงกันอยู่ จึงนาศพไปหาอาจารย์ เมื่อ
เห็นแผลอาจารย์ก็รู้ได้ทันที จึงเรียกบรรดาศิษย์ทั้งหมดแล้ว กล่าว
สอนว่า
ั
“ศิษย์ทั้งหลาย พวกเธอจงดูสัญชีพมาณพเป็นตวอย่าง เขา
้
�
็
้
ทาคุณแกเสือราย ธรรมดาเสือเปนสัตวไมรูคุณคน จึงท�าอันตรายตน
่
่
์
ถึงชีวิต เหมือนมนุษย์บางคนเป็นคนชั่วช้าสามานย์ ย่อมไม่รู้จักบุญ
ู
�
�
ื่
คุณคนอน การทาคุณแก่บุคคลประเภทนี้อาจถกเขาทาอันตรายใน
ภายหลังได้ การเข้าใกล้คนใจบาป ไม่ว่าในทางสร้าง คุณหรือการ
่
�
คบหา ย่อมให้โทษตลอดกาล” แลวพากันชวยทาศพสัญชีพและเพื่อน
้
ตามประเพณี
่
่
่
่
ชาดกเรื่องนี้สอนเราวา คนชั่วไมวาจะอยูในฐานะเชนไร ยอม
่
่
มีใจทุจริต ทุศีล ลามกอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไปยกย่องสรรเสริญ
บูชาคนประเภทนี้ มักจะหวนกลับมาทาอันตรายเราได้ในภายหลัง
�
�
เพราะคนชั่วชอบลอบกัดและทาร้ายคนไม่เลือกหน้า เข้าหลักที่ว่า
�
ทาคุณแก่สัตว์ร้ายย่อมให้โทษ เหมือนสัญชีพชุบเสือ ก็ถูกเสือกัด
ี
ื
ตาย จึงควรถอเป็นคติ อย่าเข้าใกล้หรือยกย่องคนชั่วเลยทเดียว
เพราะการสมาคมคนชั่วพาตัวให้หายนะตลอดไป
(สัญชีวชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๗๑)
26
27
ี
ิ
ราชสห์คบจ้งจอก
ั
ั
“คบคนช่ว ปราชย”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ อยู่ร่วมกับนาง
ราชสีห์ตัวหนึ่ง ต่อมา ได้ออกลูกมา ๒ ตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ อีกตัวหนึ่งเป็น
ตัวเมีย ได้ตั้งชื่อลูกตัวผู้ว่า “มาโนช” เมื่อโตเป็นราชสีห์หนุ่ม ได้อยู่ร่วมกับ
นางราชสีห์ตัวหนึ่ง จึงรวมเป็นราชสีห์ ๕ ตัวด้วยกัน
วันหนึ่ง ราชสีห์มาโนชออกป่าเพื่อหาอาหารมาเลี้ยงกัน ได้พบ
หมาจิ้งจอกรุ่นตัวหนึ่ง จิ้งจอกหนีไม่ทันจวนตัวเข้า จึงหมอบลงแทบเท้า
ราชสีห์แล้วกล่าวว่า
“ข้าแต่นาย! ข้าพเจ้าเห็นท่านแล้วนึกเลื่อมใส ใคร่ขออยู่เป็นข้ารับใช้
หากท่านไม่ขัดข้อง โปรดรับข้าพเจ้าไว้เป็นทาสด้วยเถิด”
มาโนชกล่าวว่า “ดีละ เจ้าจงไปอยู่รับใช้เรา เรื่องอาหารการกินไม่ต้อง
�
้
�
ห่วง จะเลี้ยงดูใหอิ่มหนาสาราญทุกเวลา” แลวพาหมาจิ้งจอกไปยังถ้าที่อยูของ
�
้
่
ตน
ู
ั
ั้
ื
ึ
พญาราชสีห์ตัวพ่อเห็นดงนนจงเตอนลกว่า “ธรรมดาหมาจิ้งจอกเป็น
สัตว์เลวทรามต�่าชาติ มักประกอบกรรมท�าชั่วอยู่เสมอ อย่าน�ามาอยู่กับเรา
�
เลย มันจะนาความพินาศมาสู่เราไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
ห้ามอยู่อย่างนั้นแม้หลายครั้ง ก็ไม่อาจห้ามลูกเลิกคบกับจิ้งจอกได้ จึง
กล่าวเตือนลูกว่า “แล้วเจ้าก็จะเห็นได้ด้วยตัวเอง”
์
้
้
วันหนึ่ง เจาหมาจิ้งจอกนึกอยากกินเนื้อมา จึงพูดกับราชสีห “เจ้านาย!
เนื้อชนิดอื่นจะเป็น ช้าง เสือ กวาง เก้ง เราก็เคยกินกันหมดแล้ว ยังแต่เนื้อ
ม้าเท่านั้นที่ยังไม่เคยได้ชิม วันนี้เราไปจับม้ามากินกันให้อร่อยสักวันเถอะ”
“ม้าที่ไหนมีเล่าเพื่อนยาก” มาโนชถาม “ข้าพเจ้าเห็นม้าฝูงหนึ่งหากิน
�
อยู่ริมแม่น�้า ใกล้เมืองพาราณสี ดูอ้วนพีน่ากินมาก” จิ้งจอกแนะนา มาโนช
้
ั
ไดฟงดังนั้นก็ดีใจ จึงแอบไปฝงแมน�้า ในเวลาที่พวกเจาของน�าม้ามาอาบน�้าใน
้
ั
่
่
้
�
ึ้
้
เวลาเย็น เมื่อไดโอกาสจึงตะปบมาตัวหนึ่งลมลงแลวขย้ากานคอเหวี่ยงขนหลัง
้
้
้
วิ่งเข้าป่าโดยเร็ว เมื่อถึงถ้า วางม้าลงแล้วกินอย่างอิ่มหนาสาราญ
�
�
�
หลังจากกินเนื้อม้าแล้ว พ่อจึงกล่าวกับมาโนชว่า “ลูกเอ๋ย ธรรมดาม้า
28
มักจะเป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นมนุษย์มีไหวพริบฉลาดและ
�
อานาจมาก อาจใช้นักแม่นธนูมาดักยิงเมื่อใดก็ได้ ชื่อว่าราชสีห์ที่ชอบกินเนื้อ
ม้าแล้วมักมีอายุสั้น ต่อไป เจ้าอย่าได้แตะต้องสัตว์ประเภทม้าอีกเลย สัตว์
อื่นมีกินถมไป จงงดเนื้อม้าเสียเถิด”
�
มาโนชไดฟงดังนั้นก็หาเชอไม ยังคงดกจับกินมาตามคาแนะนาของสุนัข
�
่
่
ื
ั
ั
้
้
�
ั
่
่
้
จิ้งจอกอยูนั่นเอง เชื่อฟงคาเพื่อนมากกวาคาของพ่อ พระเจาพาราณสีทรงสดบ
ั
�
ว่า มีราชสีหมาจับมาเปนประจา จึงรับสั่งใหงดการนามาไปกินน้า ณ ฝั่งแม่นา
์
�
้
้
�
้
�
็
�
้
้
้
้
ใหขุดสระขึ้นภายในบริเวณพระราชวัง ใหมากินและอาบในสระนั้น แมกระนั้น
้
มาโนชก็ยังเล็ดลอดเข้าไปจับม้ากินจนได้
�
พระราชาจึงรับสั่งให้ล้อมคอก แล้วให้นาหญ้ามาเลี้ยงภายในคอก ก็ยัง
ไมวายถูกราชสีหกระโดดขามรั้วมาจับไปกินจนได พระราชาทรงแคนพระทัย
่
้
้
์
้
้
้
ยิ่งนัก รับสังใหนายขมังธนูคนหนึ่งเขาเฝา รับสังวา “เจาจงดักยิงราชสีหตวมา
่
่
้
ั
์
่
้
ขโมยม้าเราให้จงได้”
่
ั
้
้
์
นายขมังธนูรบพระราชโองการแลว จึงขัดหางอยูบนก�าแพงที่ราชสีหเคย
กระโดดมาจับม้า คอยเฝ้าดูอยู่ด้วยความระมัดระวัง
เวลานั้นเป็นเวลาใกล้รุ่ง ราชสีห์เห็นเงียบสงัดดี จึงด้อมมากับจิ้งจอก
ี
่
เมื่อถึงป่าช้าใกล้ตวเมือง จึงให้เจ้าจิ้งจอกรออยู่ทริมป่าช้า ตัวเองย่องเข้าไป
ั
เพียงผู้เดียว ผ่านไปทางห้างที่นายขมังธนูคอยอยู่ นายขมังธนูเห็นแล้วคิดว่า
“ถ้าเรายิงขณะเข้าไปนอาจพลาดได้ เพราะราชสีห์ตัวนี้กาลังหนุ่มแน่น และ
ี้
�
้
้
ว่องไว เราควรยิงเวลามันคาบมาออกมา เพราะเมื่อคาบมาหนักก็วิ่งไดชา” คิด
้
้
ดังนั้น จึงโก่งคันธนู คอยทีอยู่ ราชสีห์มาโนชมิได้เฉลียวใจ กระโดดข้ามรั้ว
เข้าไปในคอกม้า คาบม้าตัวหนึ่งออกมาด้วยการเดินอันเชื่องช้า นายขมังธนู
�
เห็นดังนั้นจึงเล็งเอาตามสบาย ปลอยลูกศรแหวกอากาศปกเขากลางลาตัวทะลุ
่
้
ั
ออกอีกข้างหนึ่ง ราชสีห์จึงปล่อยม้าแล้ววิ่งร้องว่า “เพื่อนเอ๋ย! เราถูกยิงเสีย
แล้ว”
�
้
้
่
ฝายเจาจิ้งจอกไดยินดังนั้นก็คิดวา “สหายมาโนชคงถูกลูกศรเขาที่สาคัญ
่
้
29
เห็นจะตายแน่ การคบกับผ้ตายไม่มีประโยชน์เลย” จึงวิ่งหนีเข้าป่าเอา
ู
ตัวรอด
มาโนชราชสีห์วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงปากถ้าก็ล้มลงสิ้นใจ ณ
�
่
ื
ที่นั้นเอง พวกญาติทั้งหลายเห็นมาโนชถูกยิงนอนตายอยู มีเลอดไหลออก
่
็
่
จากแผลก็รูทันทีวาถูกศรของนายขมังธนู จึงพากันกลาวโศลก เปนภาษิต
้
โดยลาดับ พญาราชสีห์ได้กล่าวว่า
�
“คนใดคบหาสมาคมกับคนชั่ว คนนั้นจะไมไดรับสุขชั่วกาลนาน
่
้
เหมือนมาโนชคบจิ้งจอกเชื่อคาของจิ้งจอก จึงถึงแก่ความตาย ฉะนี้”
�
แม่กล่าวต่อว่า “แม่ไม่ภูมิใจในเมื่อเห็นลูกมีเพื่อนเป็นคนเลว
จงดูลูกมาโนชเถิด ตายอยุู่ในกองเลือดของตัวเอง เพราะมีคนชั่วมา
พัวพันโดยแท้”
�
น้องสาวกล่าวต่อว่า “บุคคลไม่เชื่อฟังคาผู้หวังดี มุ่งชี้ประโยชน์
ให้ ยังขืนคบคนชั่วต่อไป ย่อมถึงความพินาศ เหมือนพี่มาโนชนอน
ตายอยู่นี้ ก็เพราะมีเพื่อนเลวเป็นคู่หู”
เมียกล่าวต่อว่า “บุคคลผู้มีตระกูลสูงเข้าไปคลุกคลีกับคนชั่ว
ตระกูลต่า ย่อมกลายเป็นคนเลวกว่า จงดูพี่มาโนชเป็นผู้สูงศักดิ์ใน
�
่
่
หมูเนื้อ แตมาคบกับจิ้งจอกสันดานหยาบ จึงตองตายดวยลูกศร” เมื่อ
้
้
�
ได้กล่าวคาปลงสังเวชแล้ว ก็ช่วยกันคาบศพไปไว้ ณ ที่ควร แล้วหากิน
ไปตามยถากรรม โดยไม่แตะต้องเนื้อม้าอีก จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
่
่
์
้
ขอคิดจากชาดกเรี่องนี้ อยูที่การคบคนชั่ว ตามปกติ ราชสีหถือวา
เป็นสัตว์ใหญ่ มีทั้งอานาจและศักดิ์ศรี ส่วนสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ชั้น
�
�
ต่า นอกจากจะเกิดในก�าเนิดที่เลวแล้ว ยังมีอุปนิสัยคดในข้องอใน
กระดูก ชอบประทุษร้ายต่อมิตรสหายอยู่เสมอ ไม่คู่ควรกันเลย แต่
ี
มาโนชลูกราชสีห์ไปคลุกคลีด้วย จึงพาตัวให้ถึงความตาย เปรยบ
เหมือนคนดีมีตระกูล แต่ไม่รู้จักคบคนให้ถูกต้อง คบคนชั่วเป็นมิตร
่
่
่
้
แลว ยอมพาไปสูความหายนะ บัณฑิตแตโบราณจึงกลาวเตือนวา คบ
่
่
คนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วปราชัย ฉะนี้.
(มาโนชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก สัตตกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๑๓๖)
30
31
จระเข้แสนกล
“ร้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน”
ู
่
ครั้งหนึ่ง ในปาหิมพานต ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเกิดในกาเนิดวานร
�
์
์
�
�
อาศัยอยู่ในป่า กรุงพาราณสี มีร่างกายกายา มีพลังมหาศาล หากินอยู่บริเวณดง
มะเดื่อ ริมฝั่งแม่น�้าคงคา
ณ บริเวณแม่น้าคงคานั้น มีจระเข้ ๒ ตัว ผัวเมียอาศัยอยู่ ต่อมาจระเข้ตัว
�
้
้
้
์
เมียเกิดแพทอง เห็นวานรโพธิสัตวอวนพีมีพลังมาก จึงอยากกินเนื้อหัวใจของวานร
้
้
�
แต่ไม่ทราบจะทาประการใดจึงจะสามารถจับมาฉีกเนื้อกินหัวใจใหสมอยากได จึง
อ้อนวอนจระเข้ตัวผัวว่า
้
้
้
ั
้
“พี่ ฉันเกิดแพทองอยากจะกินหวใจลิงตัวนั้น หากไมไดกินใหสมอยากแลว
่
้
คงจะต้องตายแน่ๆ ถ้าสงสารและอยากให้น้องมีชีวิตอย่ต่อไป ก็ขอให้หาทางเอา
ู
หัวใจลิงตัวนั้นมาให้น้องด้วยเถิด”
จระเข้ตัวผัวท้วงว่า “น้องเอ๋ย! ธรรมดาลิงเป็นสัตว์บก เราเป็นสัตว์น้า จะ
�
ไปจับสัตว์บกเอาหัวใจมากินได้อย่างไร?”
“เท่านี้พี่ก็สิ้นปัญญาแล้วหรือ?” จระเข้ตัวเมียตัดพ้อ “ถ้าเรื่องสาคัญกว่านี้
�
คงไม่มีทางทาได้ พี่ก็ชื่อว่ามีปัญญาเฉียบแหลม ทาไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์บ้าง
�
�
เล่า พี่ต้องหาทางออกอุบายลวงเอาหัวใจลิงมาให้ได้”
้
้
้
ึ้
้
จระเขตัวผัวรูดวาการขัดความอยากของผูแพทองนั้นจะเกิดอะไรขน จึงพูด
่
ี
้
�
บ่ายเบี่ยงว่า “เอาเถอะน้อง แล้วพี่จะหาช่องทางนาหัวใจลิงมาให้จงได้”
ตกกลางคืน จระเข้ตัวผัวไม่เป็นอันกินอันนอน ฟังแต่ค�าเซ้าซี้ของตัวเมีย
และคิดหาอุบายเอาหัวใจลิงมาให้ได้ พอรุ่งเช้า เห็นวานรโพธิสัตว์นั่งที่ท่าน�้า จึง
เข้าไปพูดเกลี้ยกล่อมว่า
“ท่านพญาวานร! ข้าพเจ้าสังเกตเห็นท่านและพวกเที่ยวหาผลไม้กินบริเวณ
่
ุ
้
้
นี้มาก็นานหนักหนาแลว ผลไมก็รอยหรอนอยลงไปทกที เหตุใดจึงไมไปหากินฝง ั ่
้
่
โน้นบ้าง ข้าพเจ้าเหนที่ฝั่งโน้นมีผลไม้น้อยใหญ่อย่ดกดื่น ไม่มีสัตว์ใดไปเก็บกิน
ู
็
เลย”
ึ
วานรโพธิสัตว์จึงตอบว่า “ท่านพญากุมภีล์! แม่น�้าคงคานี้ ทั้งลกทั้งกว้าง
�
ใหญ่ มีกระแสน้าไหลแรง ข้าพเจ้าเป็นสัตว์บกตัวเท่านี้ จะข้ามไปได้อย่างไร?”
32
่
้
“ถาทานตองการไปจริงๆ ก็เชิญทานขี่หลังของขาพเจาเถิด ข้าพเจ้า
้
่
้
้
้
ุ
�
์
จะว่ายพาไปฝั่งโน้นเอง” พญากมภีลตอบดวยน้าเสียงแสดงอาการเปนสัตว ์
็
ซื่อ วานรพระโพธิสัตว์มิได้เฉลียวใจ นึกว่าจระเข้กล่าวด้วยความเป็นมิตร
้
้
้
้
้
จึงไดกระโดดลงเกาะบนหลังจระเขใหพาขามฟาก จระเขนึกกระหยิ่มในใจ
�
ว่า “อุบายของเราสาเร็จแล้ว” จึงว่ายน้าทาทีจะพาพระโพธิสัตว์ข้ามฟาก
�
�
พอเห็นว่าออกมาห่างฝั่งพอสมควรแล้ว จึงดาน้าลงทีละน้อยๆ จนพระ
�
�
โพธิสัตว์ต้องลอยคออยู่กลางแม่น้า
�
์
พระโพธิสัตวจึงถามวา “สหาย! ท�าไมทานจึงแกลงท�าให้ข้าพเจ้าจม
้
่
่
น้าอย่างนี้เล่า ท่านมีความประสงค์อะไรหรือ?”
�
จระเข้กล่าวพลางหัวเราะพลาง “ท่านพญาวานร! บรรดาสัตว์ใน
์
ั
ปาเขาลือกันวาลิงเปนสัตวที่ฉลาดที่สุดนน เห็นจะไมเปนความจริงเสียแลว
่
้
็
็
่
่
้
ที่ข้าพเจ้าพาท่านมานี้ก็โดยหวังจะลวงท่านมาเป็นอาหาร เพราะภรรยา
ของข้าพเจ้าเกิดแพ้ท้อง อยากกินเนื้อหัวใจลิง ข้าพเจ้าจะฆ่าและน�าหัวใจ
ของท่านไปให้เธอบัดนี้ละ”
�
พระโพธิสัตว์พยายามข่มใจให้เป็นปกติ กล่าวด้วยน้าเสียงชัดเจน
ุ
ว่า “ท่านพญากมภีล์! ท่านมีความฉลาดมากแต่ขาดความเฉลียว ตาม
ธรรมดาลิงเป็นสัตว์ไม่อย่สุข ชอบกระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโยนตัวบน
ู
ต้นไม้ ถ้าขืนเอาหัวใจไว้กับตัวก็คงถูกกิ่งไม้ฟาดแตกสลายไปหมดแล้ว
พวกลิงรู้ดี เวลาไปไหนจึงไม่ยอมเอาหัวใจไปด้วย ต่างถอดหัวใจแขวนไว้
บนต้นไม้กันหมด”
�
พระโพธิสัตว์เมื่อพูดจบก็ชี้ไปบนต้นมะเดื่อใกล้ฝั่งน้า แล้วกล่าวว่า
“โน่นไง ท่านเห็นลูกกลมๆ เป็นพวงๆ บนต้นไม้นั้นหรือไม่ นั้นแหละคือ
หัวใจของลิงทั้งหลาย ถ้าท่านมาฆ่าเราขณะนี้ ท่านก็คงไม่ได้หัวใจลิงตาม
้
้
่
่
ที่ภรรยาตองการ แตถาปลอยใหขาพเจาขึ้นฝงได ข้าพเจ้าจะน�าหัวใจลิงมา
้
้
่
ั
้
้
ให้ท่านอย่างเพียงพอทีเดียว”
่
จระเขนึกสงสัย แตเมื่อมองไปบนตนมะเดื่อ ก็เห็นลูกกลมๆ อยูเต็ม
้
้
่
33
่
็
็
้
่
่
ต้น เขาใจวาคงเปนหัวใจลิงตามที่ลิงบอก จึงกลาวเปนเชิงเอาอกเอาใจวา
“ท่านพญาวานร! ถ้าท่านเอาหัวใจลิงที่ต้นมะเดื่อนั้นมาให้ข้าพเจ้าได้
ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าท่าน และจะนึกถึงบุญคุณของท่านไปจนวันตาย”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านพาข้าพเจ้าขึ้นบกซิ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปเด็ดมาให้”
จระเข้หลงเชื่อ เข้าใจว่าเป็นความจริง จึงดาน�้าเอาหลังหนุนพระ
�
โพธิสัตว์ให้พ้นน�้า แล้วว่ายไปส่งที่ตลิ่ง
้
พอถึงตลิ่ง พระโพธิสัตวก็กระโดดขึ้นฝง สะบัดน�้าจากตัวหมดแลว
ั
่
์
จึงพูดกับจระเข้ว่า “จระเข้หน้าโง่ ถูกลวงด้วยลูกไม้ตื้นๆ ไม่มีใครที่ไหน
ดอกจะเอาหัวใจไปแขวนไว้บนต้นไม้ ผลมะม่วง หว้า และขนุนซึ่งอยู่ฝั่ง
โน้น ข้าพเจ้าไม่ต้องการของท่านหรอก ผลมะเดื่อ ของเรานี้อร่อยกว่า
ร่างกายของท่านก็ใหญ่พอดู แต่ปัญญาของท่านซิน้อยนัก ช่างไม่สมกับ
ตัวของทานเลย ท่านถูกข้าพเจ้าหลอกแล้ว จงกลับไปอยูตามประสาสัตว ์
่
่
โง่เถิด”
จระเข้ได้รับทั้งความอับอายและเจ็บใจ เมื่อกลับไปถึงที่อยู่แล้วก็
ยังถูกภรรยาประณามต่อไปอีก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า คนเราเมื่อถึงคราวอันตรายแล้ว ก็
อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย หรือยอมอับจนแต่โดยง่าย พยายามทาจิตใจให้
�
เป็นปกติ หาหนทางแก้ไขให้จงได้ ดูตัวอย่างเช่นพญาวานรโพธิสัตว์
�
แม้จะถูกจระเข้ลวงไปเช่นนั้นก็หาเสียกาลังใจไม่ พยายามหาหนทาง
แก้ไขด้วยปัญญาจนสาเร็จ คนเรามีมันสมองและความรู้มากกว่าสัตว์
�
หลายเท่า เมื่อถึงคราวคับขันต้องพยายามใช้ปัญญาหาหนทางแก้ไข
เอาตัวรอดจงได้ จึงควรที่เยาวชนจะถือ เป็นคติเตือนใจต่อไป ดังมี
ภาษิตสรรเสริญไว้ว่า
มีปัญญาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดก็ไม่แคลน
ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน
(สุงสุมารชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๔๗)
34
35
�
แขกเต้าจาศีล
ั
“ความพอใจ เป็นทรัพย์อนประเสริฐ”
ครั้งหนึ่ง ในป่าหิมพานต์ มีนกแขกเต้าฝูงหนึ่งอาศยอยู่ในบริเวณป่า
ั
�
่
มะเดื่อ ใกล้ฝั่งแม่น้าคงคา ไดอาศัยกินผลมะเดื่อในปานั้น เป็นอาหารตลอด
้
มา คราวหนึ่งเกิดแล้งจัด ต้นมะเดื่อเริ่มเหี่ยวแห้งลง ผลก็วายไปโดยลาดับ
�
จนกระทั่งหมดผลไปในที่สุด บรรดานกแขกเต้าทั้งหลายพากันผละหนีจาก
ดงมะเดื่อไปหากินในถิ่นอื่นกันหมด คงเหลือแต่พญานกแขกเต้าตัวเดียวที่
ไม่ยอมทิ้งดงมะเดื่อนั้น พยายามจิกกินใบอ่อนและแมลงที่ยังพอมีเหลืออยู่
�
�
นานเข้ากินผงผุของต้นมะเดื่อแล้วดื่มน้าในแม่น้าคงคาเพื่อให้อิ่ม ยังอัตภาพ
ให้เป็นไปได้มื้อหนึ่งๆ บาเพ็ญตบะธรรม ถือความสันโดษโดยเคร่งครัด
�
ด้วยเดชะที่ได้ประพฤตธรรมคือความมักน้อยสันโดษอย่างแรงกล้า
ิ
บันดาลให้อาสนะของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน เกิดความหวั่นไหว
จึงทรงพิจารณาดู รู้เหตุที่นกแขกเต้าบาเพ็ญตบะ ถือความมักน้อย ใคร่จะ
�
ทดลองให้แน่ใจ จึงบันดาลให้ต้นไม้นั้นแห้งยิ่งขึ้น จนกระทั่งเหลือแต่ตอแตก
ั
เป็นโพรงใหญ่ เมื่อถูกลมพดก็เปล่งเสียงดังจนน่าร�าคาญยิ่งนัก แม้กระนั้น
พญานกแขกเต้าก็มิได้เปลี่ยนใจจะไปอยู่ที่อื่น พยายามจิกกินผงไม้ผุแล้วดื่ม
่
่
้
่
้
�
่
่
น้าในแม่น้าคงคาใหอิ่มทองอยางเดิม และไมมีความยอทอตอลมแดดแตอยาง
�
่
้
ใด
ท้าวสักกเทวราชคิดว่า “นกแขกเต้าตัวนี้มีคุณธรรม ถือความมักน้อย
เป็นอย่างยิ่ง เราจะให้พญานกแขกเต้าแสดงคุณธรรม คือความมักน้อยให้
ปรากฏ แล้วจักให้พรเพื่อความสวัสดีแก่นกแขกเต้านี้ตลอดไป” จึงปลอม
�
เพศเป็นพญาหงส์ บินมายังป่าไม้มะเดื่อ ว่ายอยู่ริมแม่น้าคงคา ณ ที่ไม่ไกล
เจรจากับนกแขกเต้า
“ท่านพญานกสหายรัก ตามธรรมดานกทั้งหลายย่อมหาต้นไม้ที่
้
้
์
บริบูรณดวยกิ่งใบและผลาผล เมื่อตนไมใดหมดผลแลว ฝูงนกก็พากันทิ้งแลว
้
้
้
บินไปหากินต้นอื่นต่อไปอีก ต้นมะเดื่อที่ท่านอาศัยกินอยู่นี้หมดผลเหลือแต่
ตอแห้ง ท่านมัวงมงายจิกกินผงไม้ผุอยู่อย่างนี้ เห็นจะตายเสียเปล่า อย่าเอา
36
�
ชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่เลย ออกไปหากินที่อื่นเสียจะด ี น�้าในแม่น้าคงคาพรมลงที่ตอมะเดื่อ ทันใดนั้น ต้น
์
้
่
่
กว่า หรือทานมีเหตุผลประการใดจึงไมยอมทิ้งตนไม ้ มะเดื่อก็สมบูรณดวยกิ่งและคาคบ ผลิตดอกออกผลอ
้
นี้” ยู่เต็มต้น มีรสอร่อยปานรสทิพย์
ั
้
พญานกแขกเต้าจึงกล่าวกับพญาหงส์ “ท่าน พญานกแขกเต้าเห็นดังนนเกิดความปลื้ม
พญาหงส์ผ้สูงศักดิ์ ที่เราไม่ทิ้งต้นมะเดื่อนี้ไปก็ โสมนัสเป็นล้นพ้น จึงสรรเสริญอานวยพรด้วยความ
�
ู
เพราะแรงกตัญญูที่มีอยู่ในใจข้าพเจ้า ต้นไม้เหล่านี้ ปลื้มปีติว่า “ขอพระองค์พร้อมด้วยหมู่ญาติ จงมี
ขาพเจาถือเสมือนญาติสนิทมิตรรัก เพราะนอกจาก โสมนัส เหมือนข้าฯ ได้รับความสุขเพราะเห็นผลไม้
้
้
เกิดร่วมป่าเดียวกันแล้ว ก็ยังเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ เต็มต้น ณ บัดนี้เถิด”
ให้ผลาผล เป็นอาหารเลี้ยงชีพตลอดมา ยามเพื่อน ท้าวสักกะจึงประทานพรแก่นกแขกเต้า แล้ว
ั้
มีผลดกตกใบอ่อนซิ เราได้อาศยทงผลและร่มเงา เสด็จกลับนันทวัน นกแขกเต้าตัวนั้นได้อาศัยต้น
ั
�
ทาตัวเป็นเพื่อนสนิท แต่พอหมดดอก หมดร่มเงา มะเดื่อนั้นไปจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
แล้ว ก็พากันตีจากไปนั้น มิใช่ลักษณะมิตรดีเลย ชาดกเรื่องนี้มุ่งชี้ให้เห็นคติธรรมบทหนึ่งว่า
้
่
ข้าพเจ้าอาศัยกินเพียงเพื่ออยู่เท่านั้น อะไรก็กินได้ คนเราเมื่อยามมีบุญหนักศักดิ์ใหญ ก็เสมือนตนไม ้
แต่จะให้ทิ้งธรรมะของคนดีเพราะเหนแก่การกินนั้น ที่มีกิ่งก้านสาขาและดอกผล เป็นที่อาศัยให้ความ
็
ข้าพเจ้าท�ามิได จึงไมยอมไปหากินที่อื่น จะยอมตาย ร่มเย็นแก่ฝูงนกกา เมื่อคราวยากไร้ หมดใบและ
่
้
อยู่ที่นี่ละ” ผลแล้ว นกกาก็จะพากันบินหนีไปสิ้น เหมือนฝูง
้
ั
้
้
่
้
้
ทาวสักกะไดฟงถอยค�าของพญานกแขกเตาก็ นกแขกเตา เมือมะเดอหมดผลแลวก็พากันบินหนี
ื่
้
เกิดความชื่นชมยินดี จึงกล่าวสรรเสริญคุณของนก ไปหมด หากจะมีผู้ใดหลงเหลือให้ความภักดีอย่ก็
ู
่
แขกเต้าด้วยประการต่างๆ เมื่อจะประทานพรแกนก พึงรู้เถิดว่า ผู้นั้นเป็นผู้ภักดีโดยคุณธรรม มิใช่โดย
แขกเต้า จึงกล่าวว่า หวังผลประโยชน เสมือนพญานกแขกเตาโพธิสัตว ์
์
้
“ท่านพญานกแขกเต้า! ข้าพเจ้าเลื่อมใสใน ไม่ ยอมทิ้งตอต้นไม้มะเดื่อ ซึ่งเหลือแต่ผงผุก็ตาม
คุณธรรมของท่าน ท่านมีน้าใจมิตรทล้าเลิศ ไม่ ด้วยคุณธรรมที่มีอยู่ในใจ ย่อมบนดาลให้เกิดผล
�
�
ี่
ั
ละทิ้งเพื่อนเมื่อยามทุกข์ยาก ข้าพเจ้าประสงค์จะให้ เป็นสุขในภายหลัง จึงมีค�าภาษิตสอนให้ดูคนไว้
่
พรแกทานอยางหนึ่ง จงเลือกขอเอาตามความพอใจ
่
่
เถิด” ไม้ใหญ่ใบหล่นสิ้น บังแสง
พญานกแขกเต้าจึงขอพรว่า “ท่านพญาหงส์ผู้ นกบ่มาพักแผลง พลอดได้
เจริญ! หากท่านประสงค์จะให้พรแก่ข้าพเจ้า ก็ขอได ้ เฉกชนเสื่อมโรยแรง บุญเก่า สนองนา
โปรดให้ต้นไม้นี้กลับสดชื่น มีอายุยืนยาว มีกิ่งผล ชนบ่มาให้ใช้ เพราะเชื้อบุญสูญ
เจริญงอกงาม มีรสหวานปานน้าผึ้งต่อไปอีกเถิด
�
ข้าพเจ้าพอใจเพียงแค่นี้” (มหาสุวราชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ท้าวสักกะเมื่อจะประทานพรแก่นกแขกเต้า ชาดก นวกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๓๙๒)
ได้กลับเพศเป็นท้าวสักกะ แล้วจึงเอื้อมพระหัตถ์วัก
37
38
ุ
นายพรานสนัข
“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พรานป่าผู้หนึ่งชื่อ โกกะ เที่ยวล่าเนื้อ
โดยใช้สุนัขเป็นเครื่องมือ วันหนึ่ง พรานโกกะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
่
เดินเขาปาเพื่อลาเนอ พบพระรูปหนึ่งก�าลังเดินบิณฑบาตในระหวางทาง
่
้
้
่
ื
ธรรมดานายพรานกับพระเป็นปฏิปักษ์กัน วันใดที่เห็นพระก่อนจะออก
ล่าสัตว์ พรานถือว่าเป็นลางร้าย ล่าสัตว์ไม่ได้ผล เมื่อพรานเห็นพระ
่
์
้
่
ิ
่
้
้
่
ี้
เชนนั้น จึงคดในใจวา “วันนพบกาลกิณีเขาแลว คงลาสัตวไมไดแน” แล้ว
่
เดินหลีกไป พระรูปนั้น ครั้นบิณฑบาต ฉันอาหารเสร็จแล้วก็กลับไปยัง
วิหาร พรานสุนัขเที่ยวหาสัตว์อยู่เป็นเวลานาน ก็ไม่พบสัตว์แม้แต่ตัว
เดียว จึงเดินทางไปยังที่พัก ประกอบกับหัวเสียที่ไม่พบสัตว์ใดๆ เลย
จึงคิดพาลเอากับพระ “เรานึกตั้งแต่ขาไปแล้วว่า พบพระรูปนี้แล้วซวย
ล่าสัตว์ไม่ได้เลย เวลากลบยงจะมาพบเข้าอีก ต้องยุหมาให้กัดเสียให้
ั
ั
่
้
ี
่
เข็ด จะไดไมมาขัดลาภเราอก” จึงใหสัญญาณแกสุนัขเพื่อไลกัดพระเถระ
้
่
พระเถระเห็นดังนั้นจึงห้ามนายพรานว่า “อย่า! อย่า! อุบาสก
�
อย่าทาอย่างนั้นเลย”
พรานก็หาได้ฟังไม่ ปล่อยหมาฝูงใหญ่ให้ไล่พระเถระทันที ปากก็
กล่าวว่า “ตัวขัดลาภ ตายเสียแหละดี”
ู
พระเถระเห็นสุนัขวิ่งมาเป็นฝงด้วยอาการดุร้าย จึงปีนขึ้นบน
ต้นไม้โดยเร็ว แต่พระเถระเป็นพระที่เคร่งครัดในวินัย จึงไม่ได้ปีนขึ้น
้
ไปใหสูงถึงยอดไม เพราะตามวินัยระบุใหพระขึ้นตนไมไดสูงเพียงศีรษะ
้
้
้
้
้
�
้
ี
่
่
คน เมื่อทานปนสูงแคนั้นกพอพนระยะที่สุนัขจะกระโดดทาร้ายได้ สุนัข
็
ทั้งหลายจึงได้แต่กระโดดงับ และเห่าอยู่รอบ ๆ ต้นไม้
นายพรานโกกะเห็นดังนั้น จึงเดินตรงเข้าไปกล่าวขู่ว่า “ถึงท่าน
จะพนจากสุนัข แตก็ไมพนมอเรา” หลังจากนันจงหยิบลกธนูแหลมออก
้
ู
ึ
่
้
ื
่
้
้
่
้
มาจากกระบอก แทงเทาพระเถระเพื่อใหหลนลงมา แม้พระเถระจะร้อง
ห้ามว่า “อย่าทาอย่างนั้นเลยอุบาสก” นายพรานก็มิได้ฟังพระเถระแต่
�
อย่างใด พระเถระไม่กล้าปีนให้สูงขึ้นไปกว่านั้น เกรงว่าจะผิดพระวินัย
39
่
้
้
้
้
่
่
้
้
ู
นายพรานก็ใชลูกธนแทงเทาทานไมยอมหยุด เมื่อเทา กลุมเด็กๆ ดวยกันแถวบริเวณตนไทร ใกลประตูบาน
้
้
้
ื่
้
่
้
่
้
ขวาถูกแทงก็หดเทาขวาขึ้น หยอนเทาซายลงมาเพอ มีหมอเฒาผูหนึ่งเที่ยวตระเวนหารักษาคนไขเพื่อน�า
ี
�
รักษาระดับตามที่พระวินัยกาหนด เมื่อเท้าซ้ายถูก คารักษามาเลี้ยงชพ วันนั้นหมดเงิน เที่ยวหารักษา
่
้
้
แทงทนไม่ไหวก็ยกเท้าซ้ายขึ้น แล้วหย่อนเท้าขวาลง คนไขแถวนั้นก็ไมมีใครจางเพราะไมมีคนเจ็บปวย จึง
่
่
่
สลับกันไปมาอยู่เช่นนี้ นายพรานอยู่ใต้ต้นไม้กแทง คิดว่า “เราต้องหาวิธีทาให้คนป่วยจะได้ค่ารักษามา
็
�
ึ้
อย่างไม่ลดละ จนพระเถระทนความเจ็บปวดไม่ไหว เลี้ยงชีพ” จึงเดินเข้าไปยังกลุ่มเด็ก มองขนไปบน
เกือบจะตกจากต้นไม้แล้ว ก็พอดีจีวรที่ท่านห่มหลุด ต้นไทร เห็นงูเหาตัวหนึ่งนอนซุกหัวในขนด หางโผล่
่
จากตัวท่านลงไปคลุมตัวนายพรานมิดพอดี มาที่คบไม้หน่อยหนึ่ง หมอเฒ่าจึงไปพูดกับพระ
สุนัขทั้งหลายซึ่งล้อมรอบต้นไม้คอยทีอยู่ เห็น โพธิสัตว์ว่า
้
้
ดังนั้นก็เขาใจวาพระบนตนไมตกลงมาแลว จึงรมลอม “นี่พ่อหนูน้อย! ดูบนต้นไม้โน่นซิ มีลูกนก
้
่
้
้
ุ
ฟัดนายพรานนั้นชุลมุน แม้นายพรานจะร้องอย่างไร สาริกานอนอยู่บนคาคบ มองเห็นไรๆ นั่น หนูปีน
ฝูงสุนัขก็ไม่ได้ยินเสียง ครนนายพรานสลบไปจึงพา ขึ้นไปจับเอาซิ”
ั้
กันเทะเนื้อด้วยความหวจนเหลือแต่กระดกในที่สุด พระโพธิสัตวยงเปนเด็กหนุม นึกสนุกกับการ
่
ู
์
็
ิ
ั
ิ
ึ
ครั้นอมกันทุกตัวแล้วจงออกมาเดนหานายพราน จับนกมาเล่น มิทันได้ใคร่ครวญจึงค่อยๆ ปีนขึ้นไป
ิ่
พระเถระจึงหักกิ่งไม้แห้งปาลงไป สุนัขแหงนดูเห็น ใกลคาคบนั้น เมื่อไดระยะจึงไดตะปบที่งูนั้น บังเอิญ
้
้
้
พระเถระยังอยู่บนต้นไม้ จึงได้ความคิดว่า “คนที่เรา ตะปบจับที่คอ งูจึงไม่อาจกัดได้ ด้วยอารามตกใจจึง
่
กินไม่ใช่พระ แท้จริงเป็นเจ้านายของเราเอง” ก็เกิด เหวียงลงไปข้างล่าง งูตกลงไปถูกคอหมอเฒ่า มัน
ความกลัวขึ้นมาจึงวิ่งเข้าป่าโดยเร็ว รัดคอหมอเฒ่าไว้แน่น แล้วกัดหมอเฒ่าจนจมเขี้ยว
้
ฝ่ายพระเถระก็เกิดความเดือดร้อนใจว่า “นาย หมอลมลงขาดใจตายกบพื้นนั่นเอง สวนงูก็เลื้อยหนี
ั
่
พรานคนนี้ ตายเพราะถูกจวรเราคลุม จะว่าตาย ไป
ี
ั้
่
้
์
ั
เพราะเราก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนน ศีลของเรายังบริสุทธิ์ พระโพธิสตวเมื่อลงจากตนไทร เห็นหมอเฒา
่
้
้
้
้
หรือไมหนอ?” จึงลงจากตนไม เขาไปเฝาพระพุทธเจา นอนตายอยู่ในกลุ่มชน จึงประกาศว่า
้
ทูลเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วทูลถามว่า“ศีล “พี่น้องทั้งหลาย หมอเฒ่านี้หลอกให้เราปีน
่
้
ของขาพระองคจะขาดหรือไม ขาพระองคยังเปนพระ ไปจับงู โดยบอกวาเปนนกสาริกา เราเหวี่ยงงูลงมา
็
์
็
์
้
่
้
อยู่หรือ พระเจ้าข้า” ดวยความตกใจมิไดเจตนา งูนั้นตกลงมาถูกเขาพอดี
้
พระศาสดาตรัสว่า “ดูกรภิกษุ! ศีลของเธอยัง นี่แหละท่านทั้งหลาย บุคคลใดคิดทาลาย บุคคลที่
�
�
บริสุทธิ์ เธอยังคงเป็นพระอย่างสมบูรณ์ นายพราน ไม่คิดทาลายตัว คิดฆ่าคนที่เขาไม่คิดฆ่าตัว ย่อม
โกกะประทุษร้ายต่อเธอ ผู้มิได้คิดประทุษร้ายจึงถึง ประสบกรรมตามทันตาเห็น เช่นกับหมอเฒ่าที่ถูกงู
�
ื่
�
ิ
ี้
ความพินาศ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เขาทาเช่นนี้ แม้ กัดตายอยู่ในขณะน คนทาลายคนอนซึ่งไม่ได้คด
�
�
�
ในชาติก่อนก็เคยทา และถึงความพินาศมาแล้ว” ทาลายตน ท่านเปรียบเหมือนคนกาฝุ่นเต็มมือแล้ว
จึงทรงเล่าเรื่องของนายพรานในอดีตชาติว่า ซัดไปเหนอลม ฝุ่นย่อมกลบมากลบหน้าตัวเอง
ั
ื
้
“นานมาแล้ว เมื่อพระเจาพรหมทัตครองเมือง ฉะนน ท่านทั้งหลายอย่าได้คดประทุษร้ายผู้ไม่
ิ
ั้
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลผู้มั่งคั่งผู้หนึ่ง ประทุษร้ายเลยเด็ดขาด”
�
ู
�
ในตาบลนั้น วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์กาลังเล่นอยู่กับ ขณะสอนเพื่อนอยู่นั้น ชาวบ้านต่างวิ่งมาด
40
่
์
่
้
เห็นหมอนอนตายอยู จึงถามไดความวา ตายเพราะ โพธิสัตว สอบสวนทบทวนตามเหตุผลและพยาน ได้
์
่
่
่
์
งูที่พระโพธิสัตวเหวี่ยงลงมาจากตนไทร ก็พากันโจษ ความว่า พระโพธิสัตวมิใชฝายผิด หมอเฒานั่นแหละ
้
ว่า “พระโพธิสัตว์และพวกเพื่อนสมคบกันจับงูกัด มีความผิด และได้รับโทษสาสมแล้ว ทรงเห็นความ
หมอเฒ่าตาย” จึงช่วยกันจับไปเพื่อรับอาญาตาม เฉลยวฉลาดในเชิงโต้ตอบและสติปัญญาของพระ
ี
กระบิลเมือง โพธิสัตว์ จึงพระราชทานยศ แต่งตั้งให้เป็นรัตน
พระโพธิสัตว์เมื่อไม่สามารถทาความเข้าใจ อามาตยผูสอนธรรม และพระราชทานยศแกเพื่อน ๆ
่
�
์
้
�
กับชาวบ้านได้ จึงยอมให้จับไปพร้อมเพื่อน ขณะ ตามสมควรแก่ฐานะ พระโพธิสัตว์ได้รบราชการอย่ ู
ั
�
เดินทางก็ปลอบใจเพื่อน “สหายเอ๋ย! เมื่อเราไม่ผิด ในราชสานัก จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
�
่
้
้
่
จงอยากลัวเลย ทาจิตใจใหราเริงแจมใสไวเสมอ เมื่อ ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า คน
่
ถึงพระที่นั่ง เราจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ” ที่มีเจตนากลั่นแกล้ง ปองร้ายคนอื่น โดยที่ผู้นั้น
ี
่
แตละคนจึงแสดงความรื่นเรงยินดทั่วกัน ไมมี มิได้กลั่นแกล้งปองร้ายด้วย มักแพ้ภัยตัวเอง ต้อง
่
ิ
ใครแสดงอาการเศร้าออกมาแม้สักคน ประสบความหายนะในที่สุด มีตัวอย่างซึ่งเห็นกัน
พระราชาทอดพระเนตรเห็นเด็ก ๆ ถูกจับ แต่ อยู่ในชีวิตประจาวันมากมาย ยิ่งท�าต่อผู้มีพระคุณ
�
ไม่มีใครแสดงอาการเสียใจแม้แต่คนเดียว ก็สน เช่น บิดามารดา หรือครู อาจารย์ หรือสมณะช ี
พระทัย จึงตรัสถามว่า “นี่เธอทุกคน เมื่อพวกเธอ พราหมณ์ผู้ทรงศีลด้วยแล้ว ผลยิ่งปรากฏรวดเร็ว
่
�
็
ถูกจับในขอหาฆาคนตาย มีโทษหนัก น่าจะเศร้าโศก ขึ้น โบราณจึงพูดเปนค�าภาษิตจางายๆ วา “ทุกฺขโต
่
้
่
่
้
่
�
กันบาง แตนี่ยิ้มแยมแจมใสทุกคน เหตุใดจึงเปนเชน ทุกฺขฏฺฐาน” แปลต่อๆ กันมาว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน
็
่
้
นั้น” ทุกข์นั้นถึงตัว” ตัวอย่างเช่น หมอเฒ่า อยากได้
้
์
ั
พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช! เงินโดยการหลอกใหงูกัดพระโพธิสตว งูจึงกลับมา
ความเศร้าโศก ไมเคยชวยอะไรใหใครดีขึ้นเลย ตรง กัดตวเองโดยบังเอิญ พรานสุนขประทุษรายตอพระ
ั
่
่
ั
้
่
้
ข้าม กลับท�าศัตรูให้ได้ใจยงขึ้น คนฉลาดย่อมไม่ ผู้ทรงศีล โดยที่ท่านมิได้มีความผิด จึงถูกสุนัขของ
ิ่
ื
ปล่อยโอกาสให้ศัตรูดีใจได้ด้วยความโศกเศร้าของ ตัวเองกัดตาย จึงควรถอเป็นข้อเตือนใจว่า ถ้าไม่
ตน การแสดงออกซึ่งความอาจหาญ ร่าเริง เป็นวิธี อยากให้ทุกข์เกิดแก่ตัว ก็อย่าไปก่อทุกข์ให้แก่คน
การข่มขวัญศัตรูไปในตัว โบราณสอนว่า ปัจจามิตร อื่นเด็ดขาด
จะเอาชนะเราได้ก็ด้วยเหตุ ๕ อย่าง อย่างใดอย่าง
หนึ่ง คือ (โกกสุนขลุททกวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
้
่
้
๑. ปดปากฝายตรงขามดวยวิธีใดวิธีหนึ่ง ๒. ธรรมบท ปาปวรรค เล่ม ๑๘ หน้า ๓๔)
ิ
ด้วยเล่ห์กล ๓. ด้วยปากหวาน ๔. ด้วยให้สินบน
ฝายตุลาการ ๕. อิทธิพลทางพวกพอง เขาพยายาม
่
้
่
ขวนขวายไมทางใดก็ทางหนึ่ง ถาไมสามารถปองกัน
้
่
้
ิ
ทางเหล่านี้ได้ ก็พึงท�าใจให้รื่นเรง นึกถงกรรมแต่
ึ
อดีตก็แล้วกัน ด้วยเหตุนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึง
ไม่เสียใจด้วยการถูกจับกุมครั้งนี้”
พระราชาทรงเลื่อมใสในคาตอบของพระ
�
41
42
ิ
นกพราบกับกาโกง
ั
“กินบนเรือน ขี้บนหลงคา”
์
่
้
ครั้งหนึ่ง ในปาหิมพานต สมัยพระเจาพรหมทัตครองเมืองพาราณสี
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาตเป็นนกพิราบ อาศัยอยู่ในบ้านเศรษฐ ผู้หนึ่ง
ิ
ี
ุ
ิ
็
่
์
สมัยนั้นชาวเมืองพาราณสีมีจตใจเปนบญเปนกุศล มีเมตตาอารีตอสัตวโดย
็
ทั่วไป บ้านแต่ละหลังนิยมแขวนกระเช้าไว้ที่ชายคา เพื่อให้นกได้อาศัยเป็น
ั
์
ั
่
้
่
้
้
รังที่หลับนอนกนทวไป นกพิราบโพธิสัตวไดอาศัยอยูในกระเชาชายคาบาน
้
เศรษฐี เมื่อถึงเวลาไดอรุณ ก็บินออกไปหากินตามที่ตนปรารถนา ตกเย็น
ก็บินกลับมาและพักหลับนอนในรังของตน มีความสุขชั่วกาลนาน
้
ยังมีกาเกเรตัวหนึ่ง บินผ่านมาทางนั้น ได้กลิ่นเนือย่างจากบ้าน
�
เศรษฐี นึกอยากกินเนื้อจนน้าลายไหล ไม่สามารถบินต่อไปได้ จึงแวะลง
เกาะบนหลังคาโรงครัว ในใจคิดว่า “ทาอย่างไรเราจึงจะได้กินอาหารจาก
�
บ้านหลังนี้หนอ” สอดส่ายสายตาเพื่อหาช่องทางขโมยอาหารในโรงครัวให้
จงได้
ในขณะนั้น กาเหลือบไปเห็นนกพิราบโพธิสัตว์บินออกไป จาก
กระเช้าที่ชายคาโรงครัวของเศรษฐี จึงได้ความคิดว่า “เราต้องอาศัยนก
พิราบตัวนี้เป็นทางเข้าไปขโมยอาหารอร่อยๆ ในครัวนี้ให้จงได้” จึงบินตาม
นกพิราบไปข้างหลัง พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงชะลอความเร็วลง แล้วถาม
ว่า
“ท่านกา เราเห็นว่าท่านบินตามเรามาตั้งแต่ออกจากรังแล้ว ท่านมี
ความประสงค์สิ่งใดหรือ จึงตามข้าพเจ้ามาถึงที่นี้”
่
“ข้าแต่นาย!” การีบตอบ “ขาพเจาเห็นกิริยาและลักษณะทาทางของ
้
้
้
้
้
้
่
่
ทานแลวรูสึกชอบใจ ใคร่จะขอร่วมส�านักกับทานเพื่อรบใชอยางใกลชิด หาก
่
ั
ท่านไม่รังเกียจ ก็ขอได้โปรดรับข้าพเจ้าไว้ในสานักด้วยเถิด”
�
“ท่านกา” พระโพธิสัตว์ท้วง “ท่านกับข้าพเจ้ากินอาหารคนละชนิด
ท่านชอบอาหารสดคาว เช่น ปลา เนื้อ ส่วนข้าพเจ้าชอบเมล็ดพืช เช่น ถั่ว
งา ข้าวสาลี ท่านจะอยู่ปรนนิบัติข้าพเจ้าได้อย่างไร ท่านจะมิอดอาหารแย่
หรือ “ไม่ดอกนาย” กากล่าวต่อ “ข้าพเจ้าจะมิให้ท่านต้องเดือดร้อนเรื่อง
43
อาหารเลย หากินเองได้ ขอแต่ให้ได้อยู่และบินตาม นกพิราบรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมกาว่า กาต้องการกิน
่
้
ื่
่
ท่านหากินด้วยก็แล้วกัน เรองอาหาร ไม่ต้องห่วง อาหารของเศรษฐี จึงออกอุบายบายเบี่ยงวาปวดทอง
ข้าพเจ้าดอก” จึงแกล้งพูดแทงใจกา
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลง ท่านจะไปอยู่กับข้าพเจ้า “สหายรัก ธรรมดากามีธาตุไฟแรง แม้จะกิน
ด้วยก็ได้ แต่อย่าเห็นแก่ความละโมบโลภมากก็แล้ว ไส้ประทีปเข้าไป ก็สามารถย่อยได้ในเวลาไม่นาน
กัน” พระโพธิสัตว์สอนกา ดังนั้น ก็พาบินไปเที่ยว โรคปวดท้องไม่เคยปรากฏขึ้นกับกาตัวใดแต่ดึกดา
�
่
้
่
้
็
้
่
หากินตามที่ตางๆ นกพิราบเที่ยวหากินพืชนานาชนิด บรรพ์มาแล้ว ที่ทานอางวาปวดทองก็เห็นจะเปนดวย
จนอิ่มหนาสาราญแล้ว จึงพากากลับที่อยู่ ความอยากจะกินอาหารที่พ่อครัวน�ามามากกว่า
�
�
ี้
ในระหว่างทาง กาเหลือบเห็นกองขควายก็เดา กระมัง สหายเอ๋ย! อย่าเห็นแก่การกินนักเลย เรา
้
์
ี
้
ได้ว่า ขางในคงมีหนอนอยู จึงแวะลงไปคุยกองขควาย ไปหากินตามธรรมดาของสัตวเถิด อาหารมนุษยยอม
้
่
์
่
เลือกกินหนอนจนอิ่ม แล้วบินตามหลังนกพิราบไป ไม่สมควรแก่สัตว์อย่างพวกเรา”
�
์
ึ
่
กวาจะถงที่พักก็พลบค่าแล้ว พระโพธิสัตวเห็นดังนั้น กาหายอมละความพยายามไม่ จึงยืนกรานว่า
ิ
ี
จึงกล่าวเตือนว่า “ข้าพเจ้าท้องเสยจริงๆ ถ้าขืนไปอาจเกดอันตรายได้
็
้
้
“ท่านกา เวลานี้เปนเวลาเขาพักในรังแลว ท่าน ท่านไปผู้เดียวเถิด” ว่าแล้วก็นอนนิ่งไม่ยอมลุกขึ้นมา
่
้
้
มาไม่ตรงเวลาเพราะความโลภอาหาร การทาตนเป็น อีก “ถาเชนนั้น ทานก็จักรูกรรมของตัวเอง” นกพิราบ
่
�
คนไม่รู้จักเวลาและละโมบมาก เพราะเห็นแก่กินนั้น กล่าวแล้วก็บินไปหากินตามปกติ
เป็นสิ่งที่น่าต�าหนิอย่างยิ่ง” เมื่อกล่าวจบก็บินพากา ฝ่ายกาพยายามเฝ้าดความเคลื่อนไหวของพ่อ
ู
�
ไปสู่รังของตน ครัวอยู่ พ่อครัวตื่นแต่เช้า จัดแจงทาอาหารส�าหรับ
็
พ่อครัวเมื่อเหนนกพราบพากามาด้วยก็เพิ่ม ท่านเศรษฐีหลายชนิด เมื่อเสร็จแล้วก็ตักใส่ภาชนะ
ิ
ิ
้
่
กระเช้าหญ้าขึ้นอกใบหนึ่งในทใกล้เคยงกัน กาก็ได้ เอาฝาปดไวพอกันสิ่งสกปรกลงไป ตัวเองจึงเดินออก
ี
ี
ี
อาศัยกระเช้านั้นอยู่ตลอดมา ไปข้างนอกเพื่อรอรับลม ผึ่งเหงื่อให้แห้ง
วันหนึ่ง พ่อครัวของเศรษฐีเตรียมของสดมา ทันทีที่พ่อครัวออกไปข้างนอก กาซึ่งเฝ้า
ประกอบเป็นอาหารมากมาย มีทั้งเนื้อปลาและอื่นๆ สังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลาเห็นได้จังหวะ จึงรีบออก
กาเห็นเข้าก็เกิดความอยาก จึงคิดในใจว่า “วันพรุ่งนี้ จากกระเช้าเข้าทางช่องหน้าต่างเกาะข้างส�ารับ คิดวา
่
่
เราจะไมไปหากินละ จะพยายามหาอุบายกินปลาและ “เราจะกินอาหารชามไหนดี” เหลือบเห็นเนื้อชิ้นใหญ ่
เนี้อที่พ่อครัวทาให้จงได้” คิดอุบายได้อย่างหนึ่ง พอ จึงคาบเอาไปเพื่อกินได้หลายๆ มื้อ ขณะที่กาลังคาบ
�
�
้
่
รุงเชาถึงเวลาออกหากินตามปกติ กาทาเป็นนอนแซ่ว เนื้อจากจาน ฝาที่ปดไวพลัดตกจากสารับเกิดเสียงดัง
�
ิ
�
้
อยู่ในรังไม่ยอมตนขึ้นมา พระโพธสัตว์เห็นกาล่าช้า ขึ้น
ิ
ื่
้
่
์
้
้
ั
็
่
้
จึงตะโกนเรียก “สหายรัก ไดเวลาออกหากินแลว เรา พอครัวไดยินดงนั้นกเดาไดวา ตองมีสัตวอะไร
้
�
ไปกันเถอะ” แอบมาลักของกินในสารับแน่ จึงค่อยย่องเข้าทาง
กาแสร้งตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา “สหายเอ๋ย ประตูเห็นกากาลังคาบเนื้อออกจากสารับ ก็โกรธ นึก
�
�
วันนี้ข้าพเจ้าเห็นจะออกไปไม่ได้เสียแล้ว รู้สึกปวด ด่าในใจว่า “โธ่เอ๋ย เจ้าการะย�า อุตส่าห์เลยงไว้ที่
ี้
้
ท้องมาตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่หายเลย สหายไปผู้เดียว ชายคา ยังแอบมาขโมยกินเนื้อได ข้าต้องลงโทษเจ้า
เถิด” ให้สาสมกับความผิด” แล้ววิ่งไปปิดหน้าต่างทั้งหมด
44
ทุกด้าน แล้วไล่จับกาเป็นพัลวัน ในไม่ช้าก็สามารถจับได้ เมื่อพ่อครัวจับกา
ได้แล้วก็ถอนขนจนเกลี้ยงตัว น�าขิงสดมาโขลกเข้ากับเกลือป่นและคลุกเนย
เปรี้ยว เสร็จแล้วทาไปจนทั่วตัวของกา หลังจากนั้น จับกายัดใส่ในกระเช้า
หญ้าตามเดิม
กาได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส นอนหายใจระทวยๆ อยู่ในกระเช้า
แทบจะสิ้นใจ ตกเวลาเย็น พระโพธิสัตว์กลับจากหากินตามปกติเห็นกานอน
้
ี
้
่
้
่
่
หายใจแขม่วๆ อยูในกระเชาโดยไมมีขนติดตัวแมแตเสนเดยว จึงเดาเหตุการณ ์
ได้โดยตลอด แล้วกล่าวสอนกาว่า
ื่
“เจ้ากาโลเล ไม่ยอมเชอฟังค�าของเราผู้กล่าวตักเตือนด้วยความหวังด
ี
ถือเอาความละโมบอยากได้ของตัวเป็นเกณฑ์ จึงถึงความหายนะอย่างใหญ่
�
หลวง บุคคลผู้ไม่เชื่อคาของผู้กล่าวสอนด้วยความหวังดี มักประสบอันตราย
เช่นนี้ตลอดไป”
่
่
่
้
่
้
ิ
่
่
ครั้นกลาวสอนอยางนั้นแลว จึงคดวา “เราก็เห็นจะอยูตอไปไมได เพราะ
อาจจะเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง” จึงออกบินไปอาศัยที่อื่นอยู่
ต่อไป
ฝ่ายกาซึ่งถูกถอนขนจนเกลี้ยง ก็ไม่สามารถทนความเจ็บปวด จึงตาย
ไปในวันนั้นเอง
ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ผู้ได้รับความเมตตาปรานี จากบุคคล
ใด จะเป็นญาติหรือมิใช่ญาติก็ตาม ควรนับถือบุคคลนั้น เสมือนเป็นญาติ
�
มีพระคุณอย่างสูง เคารพนบนอบต่อบุคคลนั้นเป็นนิตย์ อย่าพึงทาสิ่งใด
์
ื
เป็นการท�าลายประโยชนของผูมคุณ ไมท�าตนเสมอนแมวเลี้ยงนิสัยไมดี คือ
่
ี
่
้
ั
ี้
เจ้าของเลยงไว้ในเรือน กลบไปถ่ายอุจจาระรดไว้บนหลังคา กิริยาเช่นนี้
�
โบราณนามาสอนบุคคลผู้ชอบเนรคุณว่า กินบนเรือน อย่าไปขี้รดหลังคา
หมายความว่า เมื่ออยู่กับผู้ใด ได้อาศัยร่มไม้ชายคาของท่านแล้ว ก็อย่าไป
ทาอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งต่อท่าน ผู้ประพฤติเช่นนั้นย่อมถึงความ
�
หายนะ เช่นเดียวกับกาอาศัยบ้านเศรษฐี กลับไปขโมยของกิน จึงถึงความ
ตายด้วยความทรมาน จึงควรเป็นคติเตือนใจต่อไป
(กโปตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๔)
45
46
ื
ั
ื
เสอเหลองอนธพาล
ี
้
“จงหลกไปให้พน จากคนพาล”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ มีกระทาชายนายหนึ่งมีอาชีพในทาง
รับจ้างเลี้ยงแพะ เวลาเช้า ก็ไปรับแพะจากชาวบ้านมาหลายๆ เจ้าแล้ว
เลี้ยงดูตลอดวัน พอตกเย็น ก็นาแพะไปส่ง อาศัยค่าจ้างที่ได้จากการ
�
เลี้ยงแพะนั้นเลี้ยงชีพตลอดมา
วันหนึ่ง ชายผู้นั้นต้อนแพะกลับบ้านในเวลาเย็น มิทันได้นับโดย
ถี่ถ้วน จึงลืมแพะตัวหนึ่งไว้ในป่า แพะนั้น เมื่อหลงฝูงก็ไม่สามารถกลับ
�
ด้วยตนเองได้ จึงเข้าไปอาศัยนอนพักในถ้าแห่งหนึ่ง คิดว่า “รุ่งเช้าจะ
พยายามเดินหาฝูงแพะที่ถูกต้อนมาเลี้ยงบริเวณนั้นอีก”
มีเสือเหลืองตวหนึ่งอาศัยประจ�าอยู่ในถ�้านน หลังจากได้ออกไป
ั
ั้
หากินตลอดวัน ก็จะเข้าไปในถ�้าที่พักของตัว พอเข้าปากถ�้าก็พบแพะ
นอนอยู่ แพะเห็นเสือเหลือง ก็ตกใจ ครั้นจะหนีก็ไม่ทันจึงคิดว่า “วันนี้
เราเห็นจะไม่รอดเป็นแน่ แต่ถ้าจะยอมตายโดยมิหาทางแก้ไขก็ไม่ควร
เราจะใช้ปัญญาเท่าที่มี แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าไปตามกาลัง” จึง
�
้
�
็
แสร้งทาเปนใจดีสูเสือ เดินเขาไปหาเสือเหลือง แล้วกล่าววาจาอ่อนหวาน
้
ว่า
“สวัสดีจ้ะลุง สบายดีหรือ พ่อเคยสอนว่าเสือเหลืองเป็นสัตว์ที่มี
เมตตา ชอบหาความสุขให้คนอื่น ข้าพเจ้าคงมีส่วนได้รับความสุขจาก
ท่าน ข้าพเจ้าเองก็ปรารถนาให้ท่านมีความสุขอยู่เสมอ”
�
เสือเหลืองได้ฟังดังนั้นก็รู้ทันว่า “เจ้าแพะกาลังประจบเพื่อเอาตัว
รอด” จึงกล่าวขึ้นว่า “เจ้ามาเหยียบหางเรา แล้วยังจะมีหน้ามาเรียกว่า
ลุงเพื่อหวังเอาตัวรอด เราจะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่นอน”
้
๋
แพะจึงตอบวา “ลุงจา ลุงยืนหันหนามาหาฉัน ฉันก็หันหนาไปหา
้
่
ลุง เราไม่เคยเดินเฉียดกันเลย เหตุใดลุงจึงหาว่าฉันเหยียบหางลุงเล่า”
เสือเหลืองตอบว่า “เอ้า! เจ้าไม่ทราบหรือ หางเสือนั้นยาว พาด
ไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ผู้ที่เดินอยู่บนดินแล้วชื่อว่าไม่เหยียบหางข้านั้น
่
้
่
้
่
่
ไมมี นอกจากผูอยูบนอากาศเทานั้นที่ไมเหยียบหางขา วันนี้ เจ้าไม่พ้น
ผิดเป็นแน่”
47
้
้
้
่
่
แพะจึงหาทางหลีกวา “พอเสือผูหางยาว ขาพเจาไดรับสั่งสอนจากพอ
้
่
แม่ญาติพี่น้องมาแต่เล็กว่า ธรรมดาเสือใจโหดหางยาวมาก เที่ยวกวาดหาง
เปะปะไปทั่ว ข้าพเจ้ามีความเคารพในเสือตลอดมา เวลาไปไหนมาไหนก็
เกรงจะเหยียบหางเสือ จึงมักเหาะไปทางอากาศเสมอ แม้มาวันนี้ ข้าพเจ้า
ก็เหาะมาทางอากาศ ท่านจะว่าข้าพเจ้าเหยียบหางท่านได้อย่างไร?”
่
้
่
เสือเหลืองอันธพาลหาเรื่องตอ “ถึงจะมาทางอากาศ ไมไดเหยียบหาง
ข้าก็ยังไม่พ้นผิด เพราะขณะที่เจ้าเหาะมานั้น บรรดาสัตว์ที่เป็นอาหารของ
้
่
ข้า เช่น เก้ง กวาง เนื้อ เห็นเขาก็ตกใจ วิ่งแตกตื่นเขาปาหมดท�าให้หาอาหาร
้
ได้ยาก เจ้าจึงสมควรตาย” ว่าแล้วก็ค�ารามเดินตรงเข้าหาแพะทันที
แพะเห็นหมดหนทางหลีกเลี่ยงก็ตกใจกลัว จึงร้องวิงวอนว่า “โธ่ พ่อ
�
เสือ! อย่าทาอันตรายฉันเลย ลูกอยู่ข้างหลังไม่มีใครดูแลจะตายเสียเปล่า
ขอชีวิตไว้สักครั้งเถิด”
ู
ขณะที่แพะก�าลังวิงวอนอย่นั้น เสือเหลืองก็เข้าประชิดถึงตัว ตะปบ
�
�
ุ
่
แพะล้มลงแล้วขย้าคอฟัดไปมา เลือดสดพงออกจากลาคอของแพะ ดิ้นขาดใจ
ตายในที่นั้นเอง เสือจึงได้กินแพะเป็นอาหารอันโอชะในมื้อนั้น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนชั่วร้ายใจเหี้ยมโหดนั้น จะเอาความดี
้
้
่
่
เขาไปลอเพียงไร ก็ไมสามารถท�าใหใจเขาออนลงได เราเรียกวา คนใจด�า
้
่
่
หรือคนใจกระด้าง ธรรมดาผ้าสีดาเป็นสีมืด จะเอาสีขาว แดง เหลือง
�
�
�
่
่
�
ไปยอมสีดานั้น ยอมทาไมได ฉันใด คนใจดาอามหิตยอมไมสามารถกลับ
่
้
�
้
่
เป็นคนใจดีด้วยคาสรรเสริญ เหตุผลหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น
�
ฉะนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับคนพาล ก็อย่ามัวไปเสียเวลาปลุกปั้นเอา
�
ด้วยวาทะใดๆ พึงหลีกห่างให้ไกลแสนไกล จึงจะปลอดภัยได้ ถ้าทาใจ
�
ดีสู้เสือ เผชิญหน้าอยู่แล้ว ย่อมได้รับอันตราย เหมือนแพะทาใจดีสู้เสือ
เหลือง จึงถึงความตาย ดังโคลงคติในโลกนิติกล่าวว่า
อ้าพ่อจงแวะเว้น นรพาล
จงรักสมัครสมาน ปราชญ์เจ้า
เพ็ญเพิ่มกุศลสาร คืนมั่น วันพ่อ
เร่งระลึกไตรรัตน์เท้า ชีพสิ้นสรวงเสวย
(ทีีปิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก อัฏฐกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๓๗๕)
48
49
ุ
กาสปัตตะ
ู
ี
้
“ผกใจเจานาย ด้วยถวายชวิต”
ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์ ณ กรุง
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกาชื่อสุปัตตะ เป็นหัวหน้าปกครองฝูงกา
่
่
ื่
ั
็
ั
�
เป็นจานวนมาก สุปตตะมีนางกาชื่อสุปสสาเปนคูครอง มีกาหนุมชอสุมขะ
ุ
เป็นสมุนรับใช้ใกล้ชิดเสมือนหนึ่งเสนาบดี กาสุปัตตะพาพวกพ้องบริวาร
หากินอยู่บริเวณตัวเมืองพาราณสี
วันหนึ่ง พญาสุปัตตะพานางกาสุปัสสาไปหากินแถวบริเวณ
พระราชวัง ไปเกาะที่โรงครัวหลวงของพระเจ้าพาราณสี ซึ่งขณะนั้น พ่อ
ครัวกาลังหุงอาหารเสร็จใหม่ๆ และกาลังจะตักใส่ภาชนะเพื่อนาไปถวาย
�
�
�
พระราชา นางกาสุปสสาไดกลิ่นอาหารจากโรงครวหอมชวนกิน เกิดความ
้
ั
ั
่
�
่
้
อยากในอาหารเป็นกาลัง แตครั้นจะเขาไปแยงเอาขณะนั้นก็เกรงอันตราย
จึงสู้อดกลั้น มิได้พูดสิ่งใด ได้แต่ซบเซาอยู่
รุ่งขึ้นวันที่ ๒ สุปัตตะเห็นนางกาซบเซา ไม่กระปรี้กระเปร่าเหมือน
้
ทุกวัน อยากจะใหนางไปหากินเพื่อจะไดรับความสบายใจบาง จึงออกปาก
้
้
ชวนว่า “แม่นางผู้เจริญ บัดนี้ถึงเวลาออกหากินแล้ว เราไปด้วยกันเถิด
�
บางทีจะทาให้เธอสบายใจขึ้น”
“วันนี้เห็นจะไปไม่ได้เสียแล้ว พี่ไปคนเดียวเถิด รู้สึกมีอาการคล้าย
้
่
้
้
้
กับจะแพทอง ฉันอยากกินอาหารอันโอชะของพระราชา ถาไมไดกินในวัน
นี้ คงเอาชีวิตไม่รอดแน่ ขอได้โปรดจัดหามาให้ด้วยเถิด”
้
้
่
กาสุปตตะทราบดังนั้น ก็ตรองหาวิธีที่จะไดอาหารมาใหนางกาวาจะ
ั
ู
ได้มาโดยวิธีใด ขณะก�าลังตรองหาวิธีการอย่ กาสุมุขะสังเกตเห็นนาย
เคร่งขรึม คล้ายกับมีเรื่องหนักใจอะไรสักอย่าง ด้วยความจงรักภักดีต่อ
นายตามประสาผู้ซื่อสัตย์ จึงเข้าไปหานาย แล้วถามว่า “ข้าพเจ้าสังเกต
ั
เห็นท่านมีอาการเคร่งขรึม คล้ายจะมีอะไรหนกใจอยู่ ขอได้โปรดบอก
�
ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าสละได้ทั้งกาลังกาย สติ ปัญญา และแม้ชีวิตเพื่อช่วย
เปลื้องภาระหนักใจได้ ขอได้โปรดบอกมาเถิด”
“ขอบใจ สุมุขะ เจ้าเป็นผู้รับใช้เราด้วยความภักดี เคยช่วยแบ่งเบา
ภาระให้มาก็มาก แต่งานครั้งนี้เห็นจะเหลือวิสัยที่เจ้าจะช่วยได้”
50