The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

ข้าว ๑ หม้อ อยู่ในกระท่อมนั้น นัยว่าอาหารนั้นเป็นอาหารที่คนเฝ้านาเหลือทิ้ง





ไว้ จึงประกาศขึ้น ๓ ครั้งวา “เจาของอาหารเหลานี้มีหรือไม” เมื่อไมเห็นใครแสดง

ความเป็นเจ้าของ จึงคาบเอาสิ่งเหลานั้นไปเก็บไว ณ พุมไมของตนเพื่อรอเวลากิน




นอนราลึกถึง ศีลของตนอยู่เช่นกัน
เจ้าลิงวิ่งเข้าไปป่าแต่เช้าตรู่ รวบรวมผลไม้มาจากป่าเก็บไว้ในละเมาะ นอน

ราลึกถึงศีลของตนเช่นกัน ซึ่งขณะนั้นกระต่ายโพธิสัตว์เที่ยวและเล็มหญ้าอยู่แถว
บริเวณนั้น
ด้วยเดชานุภาพแห่งศีลของสัตว์ทั้ง ๔ อาสนะของท้าวสกกเทวราชเกิด

อาการร้อนขึ้น นัยว่าอาสนะของท้าวสักกะจะแสดงอาการ ร้อนก็ด้วยสาเหตุ ๔
ประการ คือ
๑. ท้าวสักกะสิ้นอายุ
๒. ท้าวสักกะสิ้นบุญ
๓. ผู้มีอานุภาพอยู่บริเวณนั้น และ
๔. ด้วยเดชแห่งศีลของสมณชีพราหมณ์

ี้
แต่ที่แสดงอาการร้อนครั้งนเป็นเพราะเดชแห่งศีลของพระโพธสัตว์ เมื่อ

ท้าวสักกะใคร่ครวญดูรู้ว่าเป็นเดชแห่งศีลแล้ว ทรงด�าริว่า “เราควรทดลองศีลของ
สัตว์เหล่านี้ดู” จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เฒ่า เสด็จลงมาพื้นพิภพ ยืนอยู่ใกล้พุ่ม

ไม้ที่อาศัยของนาก แล้วตรัสปราศรัย “พ่อนาก วันนี้ทาไมนอนแต่เช้า ไม่ออกไป
หาอาหาร หรือว่าหาไว้พอแก่ความต้องการแล้วจึงไม่ออกหากิน”

“วันนี้เป็นวันอุโบสถ ข้าพเจ้าออกหาอาหารแต่เช้ามืด ได้พอสมควรแล้ว
สมาทานศีลอุโบสถจึงไม่ออกหากิน ท่านเป็นใครมาที่นี่เพื่อต้องการสิ่งใดหรือ?”
“ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ ออกภิกขาจารตามวัตรปฏิบัติของพราหมณ์ หาก


จะได้ส่วนแบ่งจากอาหารของท่านบ้าง ขาพเจาก็จะไดอยูรกษาอุโบสถเชนทานบาง”







“ได้ซิท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าได้ปลามา ๗ ตัว นายพรานเบ็ดตกได้แล้ว


ทิ้งไวที่ชายหาด ทานจงบริโภคตามความตองการเถิด” แลวก็หันหลังเขาปาละเมาะ




คาบปลามาวางไว้ต่อหน้าพราหมณ์


ท้าวสกกะเห็นดงนัน นึกเลื่อมใสในศีลและทานของนาก แสดงกิริยาขอบ

อกขอบใจ แล้วกล่าวว่า “ท่านมีคุณธรรมกว้างขวางดุจมหาสมุทร ท่านจงเก็บไว้
ก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะมาขอแบ่งภายหลัง” แล้วลากลับไป
ท้าวสักกะอยู่ในพราหมณ์นั่นเอง เดินต่อไปยังละเมาะไม้ของสุนัขจิ้งจอก
แล้วยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าจึง กล่าวทักทาย “ท่านพราหมณ์ มี
ธุระอะไรกับข้าพเจ้าหรือบอกมาเถิด ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยตามความสามารถ”
101



“ข้าพเจ้าใคร่จะรักษาศีล บาเพ็ญสมณธรรม ปฏิบัติธรรมเช่นท่านบ้าง”
บ้าง แต่ยังไม่มีอาหารอะไรตกถึงท้องเลย ถ้าได้ พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นก็เกิดความชื่นชม


อาหารดับความหิวไดก็จะไดรักษา ศีลบาเพ็ญสมณ โสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวด้วยความชื่นชม “ท่าน


ธรรมบ้าง” พราหมณ์ การที่ท่านมาสู่สานักของข้าพเจ้า เพื่อ




สุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ตองการอาหารนั้นไมผิดหรอก ถาขาพเจาจะมีหญาเปน



“ข้าพเจ้าได้น�าอาหารมาจากระทอมชาวนาเก็บไวใน อาหาร ซึ่งท่านจะบริโภคด้วยไม่ได้ก็จะจัดหาอาหาร


พุ่มไม้นี้ มีเนื้อย่าง ๒ ไม้ สัตว์ย่าง ๑ ตัว ข้าว ๑ โอชารสให้กับท่านจงได้ โปรดรวบรวมเชื้อแล้วจุดไฟ







หม้อ ขอทานจงบริโภคอาหารเหลานี้เถิด” “ขอบใจ ใหเปนเปลวขึ้นเถิด ขาพเจาจะจัดการอาหารอรอยของ
ที่ท่านมีไมตรีจิต” พราหมณ์กล่าว “ข้าพเจ้าไปธุระ มนุษย์ให้ท่านจงได้”


ที่โนนกอนแลวจะกลับมาภายหลัง” แลวเดินเลยไป พราหมณ์นึกสงสัยว่า กระต่ายจะหาอาหาร




ถึงสานักของลิง ซึ่งกาลังนอนรอเวลาอาหารอยู่ จึง มนุษย์มาได้อย่างไร เพื่อจะทดลองใจพระโพธิสัตว์ จึง
เอ่ยทักขึ้นว่า “ท่านวานร ท่านขนผลไม้มาเก็บไว้ รวบรวมใบไม้แห้งมากองแล้วจุดไฟให้เป็นเปลวไฟลุก
มากมาย ชะรอยว่าจะมีแขกมาพักกระมัง” โชติช่วง แล้วบอกกระต่ายว่า “ไฟเสร็จแล้ว”
“มิได้ท่านพราหมณ์ วันนี้เป็นวันอุโบสถ กระต่ายลุกขึ้นจากที่ สะบัดขนตัวโดยแรงเพื่อ



ขาพเจาจึงนาอาหารมาเก็บไว เพื่อมตองลาบากต้อง สัตวที่อาศัยอยูในตัวจะไดหลุดรวงลงมา แล้วกล่าวด้วย










แสวงหาไปตลอดวัน หากทานประสงคจะบริโภค ก็ สีหน้ายิ้มแย้ม
ขอเชิญตามสบายเถิด” “ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นกระต่าย มีหญ้า
พราหมณ์นึกเลื่อมใสในความเอื้อเฟื้อและ เป็นอาหาร ครั้นจะให้หญ้าเป็นทานก็คงไม่มีประโยชน์

คุณธรรม แต่เพื่อจะทดลองน้าใจกระต่ายบ้าง จึง กับท่าน เพราะมนุษย์ไม่บริโภคหญ้า แต่บริโภคเนื้อ





กลาวขอบคุณและขอตัวเพอไปหา กระตายโพธิสัตว สัตว์ ข้าพเจ้าขออุทิศเนื้อทั้งหมดนี้ให้เป็นทาน เมื่อเนื้อ





เมื่อไดทกทายปราศรัยตามสมควรแลว กระตายจึง ของข้าพเจ้าถูกเผาจนสุกแล้วก็จงฉีกกินให้อิ่มหนา
ถามขึ้น สาราญเถิด”




“ท่านพราหมณ์ ทานเดินทางอยูในปาเปลี่ยว ยังมิทันที่พราหมณจะกลาวประการใด กระต่าย




แตผูเดียว คงจะมีความตองการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากปา ก็กระโดดเข้าไปในกองเพลิง ด้วยอาการเสมือนหนึ่ง


นี้ ถ้าข้าพเจ้าพอจะช่วยท่านได้ ก็ขอได้โปรดบอก พญาหงส์ร่อนลงในกอประทุม
มาเถิด ข้าพเจ้ายินดีช่วยด้วยความเต็มใจ” ด้วยเดชศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ประกอบด้วย
พราหมณ์นึกเลื่อมใสในการต้อนรับของ พละอานาจของท้าวสักกะ ไฟมิได้แสดงอาการร้อนให้

กระต่าย จึงบอกความประสงค์ ระคายขุมขนของกระต่ายแม้แต่น้อยเลย กลับกลาย

“ข้าพเจ้าบาเพญสมณธรรมอยู่ในป่านีเป็น เป็นของเย็นเสมือนยืนอยู่ในน้าเย็น พระโพธิสัตว์รู้สึก



ประจ�า วันนี้เป็นวันอุโบสถ พยายามเสาะหา แปลกใจ จึงเรียกพราหมณ์มาใกล้ แล้วถามว่า


ผลาหารกไม่พบอะไรเลย หากได้อาหาร พอประทัง “ท่านพราหมณ์ ไฟที่ทานกอขึ้นมิไดแสดงอาการ





ความหิวไดสักมื้อหนึ่ง ขาพเจาก็จะบาเพ็ญศีลและ ร้อนแม้แต่น้อย กลับรู้สึกเย็นเสมือนยืนอยู่ในน�้า นี่

102



หมายความว่ากระไรกัน” พ้องบริวาร จะอย่ในโลกด้วยความสุขสาราญมิได้

ท้าวสักกะจึงกล่าวด้วยอาการยิ้ม “ท่าน คุณธรรมข้อหนึ่งคือศีล หมายถงการรักษาปกติของ

กระต่ายผู้บัณฑิต ข้าพเจ้ามิใช่พราหมณ์ในเมือง กายวาจา ให้เรียบร้อย เป็นคุณธรรมประจาสังคม

มนุษย์ แต่เป็นท้าวสักกเทวราช ข้าพเจ้ามาเพื่อ มนุษย์ แต่คุณธรรมนั้นแม้จะดีสักเพียงใด ถ้าคนเรา




ทดลองกาลังใจในการปฏิบัตทานและศีลของท่าน มิได้นาเข้ามาไว้ในตัว ให้กลมกลืนกับชีวิตประจาวัน
บัดนี้ได้เห็นแจ่มชัดแล้วว่า ท่านทั้งหลายมีจิตใจ แล้ว ก็จะไม่เกิดคุณประโยชน์ในทางสร้างเกียรติ





มั่นคงในหลักธรรมอย่างยิ่ง หากไม่เป็นที่พอใจ ก็ สรางความอบอุนแกชีวิตอยางใด ประเด็นสาคัญของ

ขอได้โปรดอภัยด้วยเถิด” คนดีจึงอยู่ที่รู้จักว่าอะไรเป็นของดี และพยายามนา
พระโพธิสัตว์จึงตรัสประกาศว่า “ท่านท้าว เอาของดีมาปลูกฝงไวในตัวใหจงได พงเห็นตัวอยาง






สักกเทวราช ทานเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ควร เช่นสัตว์ทั้ง ๔ โดยเฉพาะกระต่ายโพธิสัตว์ เห็น




คาแกชีวิตทุกชีวิต ขาพเจาตระหนักในคุณธรรมคือ คุณธรรมมีค่า ยิ่งกว่าชีวิต จึงยอมเสียสละชีวิตเพื่อ
ิ่

ทานอย่างยง แม้โลกทั้งโลกจะร่วมมือกันทดลอง แลกกับคุณธรรม คือทานการให้ ด้วยการสละชวิต

ทานในตัวข้าพเจ้าทุกแง่ทุกมุม ก็ไม่อาจเห็นความ ตัวเองให้เป็นทานแก่พราหมณ์ และด้วยอานาจทาน
บกพร่องในทานของข้าพเจ้าได้ โปรดได้ไว้วางใจ นั้น จึงบันดาลให้เกิดเกียรติคุณและความสุข เป็น


เถิด” เครื่องตอบสนอง ควรจะไดถือเปนคติในการประพฤติ
ท้าวสักกะจึงกล่าวสรรเสริญกระต่ายด้วย ธรรมะต่อไป



ประการต่างๆ แล้วกล่าวว่า “ทานกระตายผูบัณฑิต

เกียรติคุณของทานควรคาแกการปรากฏตอสายตา (สสปัณฑิตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย



คนทั่วไปชั่วกัปชั่วกัลป์” ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๕๓)




ครั้นเสร็จ ทาวสักกะจึงเนรมิตใหเกิดทุงหญา
อันอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทั้ง ๔ ได้อาศัยทุ่งหญ้านั้น
เป็นที่แสวงหาอาหารตลอดมา มีความรักความ

สามคคีกนโดยคุณธรรม อย่ร่วมกันจนถึงกาล


อวสานแห่งชีวิต
ความในชาดกเรื่องนี้ มุ่งชี้ให้เห็นคุณธรรม



คือทานและศีล วาเปนคุณธรรมอันประเสรฐ อาจ



บันดาลผลดีใหเกิดขึ้นแกชีวิตไดหลายประการ ที่
เห็นกันในปัจจุบันก็คือเกียรติคุณ หรือความเชื่อ
ถือจากผูอื่น เพราะคนมีทานคอความเอื้อเฟอเผื่อ




แผ่ ย่อมมีพวกพ้อง ญาติมิตร และบริวารอยู่บน
โลกด้วยความอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ใจ ตรงกันข้ามกับ
คนที่ขาดคุณธรรมข้อนี้ เป็นคนใจแคบ ไม่มีพวก
103


104


โคนันทวิศาล




“พดดี เป็นเงินเป็นทอง”











ครั้งหนึ่ง ในปาหิมพานต เมื่อพระเจาคันธาระเสวยราชย ณ กรุงตกกศิลา




พระโพธิสัตว์เกิดเป็นโคในบ้านพราหมณ์ผู้หนึ่ง เป็นโคอุศุภ (โคตัวผู้) มีกาลัง
มากดุจพญาช้างสาร สามารถลากเกวียนซึ่งผูกติดกันเป็นร้อยๆ เล่ม
ครั้งนน มีพราหมณ์ผู้หนึ่งได้โคตัวนั้นมาจากสานักพราหมณ์เจ้าของเดิม

ั้




มีความรักใครเอ็นดูโคตัวนี้เปนอยางมาก จึงทะนุบ�ารุงดวยหญาและอาหารอยาง


นี้ ตั้งชื่อให้ว่า “นันทวิศาล” และเลี้ยงดูโคนั้น โดยให้ความสุขสาราญตลอดมา

เมื่อโคนันทวิศาลเจริญวัยเป็นโคหนุ่มเต็มตัวแล้ว จึงร�าพึงว่า


“พราหมณนี้เลี้ยงดูเราดวยความเหนื่อยยาก ทะนุถนอมเราเสมอดวยบตร



บัณฑิตแต่โบราณย่อมหาโอกาสสนองคุณท่านผู้มีคุณ เราเองก็มีกาลังมหาศาล
ทั่วชมพูทวีปหาผู้ใดเปรียบมิได้ เราต้องหาทางสนองคุณพราหมณ์ให้จงได้”
วันหนึ่ง เมื่อสบโอกาสเหมาะ โคนันทวิศาลจึงกล่าวกับพราหมณ์ “พ่อ

พราหมณ์ ท่านเลี้ยงดูข้าพเจ้ามาแต่เล็กจนเติบใหญ่ ข้าพเจ้ายังมได้สนองคุณ
ท่านเลย จึงอยากจะสนองคุณท่านบ้าง ท่านจงเข้าไปหาโควินทกเศรษฐี แล้ว
ท้าพนันลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกติดกันด้วยโคตัวเดียว โดยวางเงินเดิมพัน
๑,๐๐๐ กหาปณะ ข้าพเจ้าจะลากเกวียนให้ชนะ เพื่อท่านจะได้เงินเดมพน


เป็นการตอบแทนคุณท่านสักครั้ง”
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เข้าไปหาโควินทกเศรษฐี แล้วปรารภเป็นเชิง
ี้
อวดตัว “ท่านเศรษฐ ทานเคยไดยินโคของใครในละแวกน ที่มีกาลังมหาศาลบาง





หรือไม่?”



“เคยไดยินบางเหมือนกัน” เศรษฐตอบตามซื่อ “เขาว่าโคบ้านโน้นเก่งกว่า

โคทั้งหมด ท่านถามทาไมหรือ?”

“คงเก่งไม่ได้ครึ่งโคของข้าพเจ้าดอก ข้าพเจ้ามโคตัวหนึ่ง มีกาลังยิ่งกว่า

ช้างสาร สามารถลากเกวียนที่ผูกตดกันได้ตั้ง ๑๐๐ เล่ม” “จริงหรือท่าน

พราหมณ์ โคตัวนั้นเวลานี้ยังอยูไหม ขาพเจาไมอยากจะเชื่อวาโคตัวเดียวสามารถ





105


ลากเกวียนได้ตั้ง ๑๐๐ เล่ม”
“ถ้าเช่นนั้น เรามาพนันกันดีไหม ถ้าใครชนะจะได้เงินเดิมพัน ๑,๐๐๐
กหาปณะ แต่ถ้าแพ้ก็ต้องเสีย ๑,๐๐๐ กหาปณะเช่นกัน”

“ได้ซิท่านพราหมณ์” เศรษฐีรับท้าพนันด้วยความมั่นใจ “เราจะเห็นกันในวัน
พรุ่งนี้เลยทีเดียว”



เศรษฐีใหหาเกวียนมา ๑๐๐ เล่ม บรรจุทรายและหินจนเต็มแทบทกเลม แล้ว
ให้ผูกเชือกขันชะเนาะ (ไม้กับเชือกที่ผูกแล้ว ขันบิดได้แน่น) ติดกัน เรียงแถวไว้รอ

พราหมณ์เพื่อนาโคมาลาก





ฝายพราหมณก็เตรียมอาบน�้าใหโคนันทวิศาล เจิม (ใชแปงหอมแตมเปนจุด)


และประพรมด้วยกระแจะจันทน์ นาพวงมาลัยมาคล้องคอ จูงไปยังหมู่เกวียนที่



เตรียมไว เทียมโคเขาที่แอก เมื่อทกอยางพรอมแลว จึงออกค�าสั่งโคนันทวิศาลดวย





ความคะนองที่จะได้เงินเดิมพันว่า “เฮ้ย เจ้าโคโกง จงลากเกวียนไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้
พ่อเสียเงินเสียชื่อเน้อ”

โคนันทวิศาลได้ฟังคาของพราหมณ์ก็หมดกาลังใจ คิดว่าพราหมณ์ผู้นี้ชอบ

วาจาหยาบ และไม่ตรงต่อความจริง เราไม่เคยคิดคดโกงก็มาเรียกเราว่าโคโกง เรา

จะไมยอมลากเกวียนละ แลวโคนันทวิศาลก็ยืนเฉยเสมือนเสาหินที่ปกไวอยางมั่นคง





แม้พราหมณ์ จะพยายามอย่างไรก็ไม่ยอมเคลื่อนที่ เศรษฐีเห็นได้ทีจงเข้าไปหา
พราหมณ์ แล้วพูดเป็นเชิงเย้ย
“ท่านพราหมณ์! โคตัวนี้หรือที่ลากเกวียนได้ ๑๐๐ เล่มก็ท่าทางจะจริง แต่
เสียที่ดื้อไปนิดหน่อย ยังมีอีกกี่ตัวก็จะขอพนันทั้งหมด คราวนี้เอาเงิน ๑,๐๐๐ มา
ก่อนเถิด”
พราหมณ์หน้าม่อย ส่งเงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะให้ท่านเศรษฐี แล้วจูงวัวเดิน
คอตกกลับไปยังบ้านของตน เมื่อมาถึงก็นอนเสียใจอยู่ตลอดทั้งวัน โคนันทวิศาล
เห็นพราหมณ์เศร้าโศกเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร จึงเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวขึ้นว่า
“ท่านพราหมณ์ ท่านนอนหลับไปหรือ”
พราหมณ์ตอบด้วยเสียงสั้นๆ แต่เพียงว่า “แพ้พนันตั้ง ๑,๐๐๐ จะนอนหลับ
ได้อย่างไร ลากไม่ไหวก็ไม่น่ามายุให้ไปพนันให้เสียเงินเลย”
“ท่านพราหมณ์” โคนันทวศาลกล่าว “ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่บ้านท่าน



ข้าพเจ้าเคยได้ทาลายของ ฉ้อโกงหรือทาสกปรก บ้านเรือนของท่านบ้างหรือไม่?”
“ไม่เคยเลย เจ้าเป็นโคที่ดีของเราตลอดมา”

ั้


“ถาเชนนั้น เหตไรทานจึงเรียกเราวาโคโกง การทีทานเสียพนันครงนี้ก็เพราะ




ท่านพูดจาไม่ดีต่อข้าพเจ้า เป็นความผิดของท่านเอง ถ้าท่านจะพูดคาดีๆ ต่อไป

ข้าพเจ้าจะทาให้ท่านได้เงินเป็นทวีคูณ”


“เจาจะเอาที่ไหนมาใหเราอีก” พราหมณ์ย้อนถาม “ท่านพราหมณ์ ท่านจงไป

106


หาโควินทกเศรษฐีอีกครั้ง แล้วท้าพนันกันใหม่ คราวนี้ท่านวางเงินเดิมพันเป็น ๒

เท่าจากเมื่อคราวที่แล้ว ถ้าท่านรับรองจะไม่พูดค�าหยาบอีก ข้าพเจ้าจะทาให้ท่าน
ได้ทรัพย์จงได้”

พราหมณ์จึงเข้าไปหาโควินทกเศรษฐี แล้วขอท้าพนันกันใหม่ด้วยเงินเดิม
พันเพิ่มเป็น ๒ เท่า โควินทกเศรษฐีรับพนัน และเตรียมการเหมือนคราวก่อน

ฝ่ายพราหมณ์ก็ตกแต่งโคนันทวิศาลเหมือนเดิม นาเทียมเกวียนแล้วพราหมณ์ก็

ขึ้นไปนั่งบนเกวียน เอามือลูบหลังโคนันทวิศาลแต่เบา ๆ พลางกล่าวด้วยสาเนียง

นุ่มนวลว่า “พ่อนันทวิศาล พ่อมหาจาเริญ พ่อจงลากเกวียนไปตามที่สัญญาไว้
เถิด”
พอขาดคาพูดของพราหมณ์ โคนันทวิศาลก็ใช้กาลังอย่างแรงลากเกวียนให้


เคลื่อนที่ไปข้างหน้า จนกระทั่งเกวียนเล่มสุดท้ายมาตั้งอยู่ตรงที่เกวียนเล่มแรก
จอด โควินทกเศรษฐีแพ้พนันต้องจ่ายเงินให้พราหมณ์ ๒,๐๐๐ กหาปณะ ผู้ชม
การแข่งขันในครั้งนั้นต่างพอใจในตัวพราหมณ์ จึงเพิ่มทรัพย์ให้เป็นจานวนมาก

พราหมณ์ ได้อาศัยโคนันทวิศาลเป็นแรงงาน สาเร็จชีวิตอยู่จนถึงกาลอวสานแห่ง

ชีวิต โดยไม่ยอมพูดคาหยาบกับโคอีก





ชาดกเรื่องนี้มีคตธรรมสอนวา ในการติดตอกับคนอื่นนั้น วาจานับวาเปน


สิ่งสาคัญมาก โบราณจึงสอนเป็นคติว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” บางแห่ง




ก็สอนวาคนเราที่เกิดมามีอาวุธคือขวานติดมาคนละเลม ถาใชเปนก็มีคณอนันต์


ถ้าใช้ไม่เป็นก็เป็นโทษมหันต์ อาวุธนั้นก็คือปาก ถ้าใช้ในทางพูดทาประโยชน์

คือพูดเพื่อไมตรี ผูกมิตรกันก็ก่อประโยชน์ให้เกิดทรัพย์อย่างมากมาย แต่ถ้า
ใช้ในทางพูดจาถากถาง กระทบกระทั่งคนอื่น หรือยุยงให้เขาแตกกันก็ก่อโทษ
มหาศาล ดูพราหมณ์เป็นตัวอย่าง พูดจาหยาบกับโคจึงต้องแพ้พนัน แต่เมื่อ
พูดดีก็ได้เงิน จึงควรพูดแต่วาจาที่จะท�าใจให้อิ่มเอิบเป็นที่พอใจของคนทั่วไป
ย่อมเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล ดังภาษิตโบราณกล่าวว่า
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

ถึงพูดชั่วตัวตายทาลายมิตร
อันถูกผิดในมนุษย์เพราะพูดจา



(นันทิวิสาลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๓๗)









107


108




นกยางเจาเลห์


“อย่าใชปัญญาฆาตัวเอง”












ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเกิดเปนรุกขเทวดา สิงอยูบนตนไมใกล ้




ิ่
สระบัวในป่าใหญ่ ขณะนั้นเป็นฤดูแล้งน้าในสระบวเรมแห้งลงไปทุกที
ปลาจึงอยู่กันด้วยการเบียดเสียด อาหารก็น้อย ได้รับความล�าบากทั่ว
กัน
ครั้งนั้น มีนกยางตัวหนึ่งเห็นฝูงปลาในสระนั้นนึกอยากกิน จึงไป
เกาะอยู่ที่โขดดินแห่งหนึ่ง คิดว่าจะหาอุบายหลอกลวงปลากินให้จงได้

จึงทาเปนยืนเศราน้าตาไหลอยู ปลาทั้งหลายเห็นนกยางยืนจับเจาน้าตา






ไหล จึงพากันเข้าใกล้แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“ท่านนกยางท่านมายืนร้องไห้ด้วยเรื่องอะไร หากสิ่งใดที่พอจะ
ช่วยได้ก็บอกมาเถิด บางทีพวกข้าพเจ้าอาจจะช่วยท่านได้บ้าง” นกยาง



ทาเป็นค่อยๆ เงยหนาขึ้น แลวกลาวทั้งน�้าตาว่า “เรากาลังนึกสงสารพวก








ทานอยูวาน�้าในสระก็แหงเหือดลงไปทุกวัน อาหารก็นอยลง สระอื่นแหง

ไปมากต่อมากแล้ว ทานทั้งหลายคงพากนตายอยางเวทนาแบบเดียวกับ


ปลาในสระอื่นอีก ข้าพเจ้านึกถึงข้อนี้จึงร้องไห้ด้วยความสงสาร”
ปลาทั้งหลายต่างมองหน้าซึ่งกนและกัน แสดงความแปลก

ประหลาดใจ จึงกล่าวกับนกยางว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจะมีอุบายช่วย
ข้าพเจ้าให้พ้นตายได้อย่างไรบ้าง โปรดแนะนาพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด”

นกยางแสร้งทาเป็นนั่งคิด แล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าพเจ้าไม่เห็นทาง



อื่น นอกจากจะใช้ก�าลังตัวคาบตัวพวกทานไปสงยังสระใหญอีกสระหนึ่ง

ในสระนั้นมีบัวแน่นหนาร่มเย็น มีน้าใสสะอาด ไม่มีวันแห้งจนถงหน้า


ฝน ท่านจะไปกับข้าพเจ้าหรือไม่ก็ตามใจเถิด”
ฝูงปลาปรึกษากัน แลวจึงกลาวดวยความไมไวใจนกยางวา “ท่าน








ื่



นกยาง ตั้งแตปฐมกัปมา ขึ้นชอวานกยางคิดชวยปลานั้นไมมี ท่านกาลัง
จะล่อพวกเราไปกินทีละตัวแหละว่าไม่ถูก”
109


นกยางดัดเสียงให้อ่อนยิ่งขึ้น แล้วกล่าวว่า “เราเป็นนกยาง ถือศีลกินวัตร
ไม่ฆ่าสัตว์หลายปีแล้ว ปัจจุบันหากินแต่ปลาตาย ถ้าท่านไม่แน่ใจก็ให้ปลาตัวใด
ตัวหนึ่งไปกับข้าพเจ้า แล้วให้ปลานั้นเป็นผู้พิสูจน์เถิด”


ฝูงปลาปรึกษากันวาควรใหใครไปพิสูจนดี เมื่อไดตกลงกันแลวจึงลงมติให ้



ปลาหมอเปนผูไปพสูจน เพราะปลาหมอเปนปลาทรหดอดทนทั้งในน�้าและบนบก





ปลาหมอจึงยอมให้นกยางคาบไป นกยางคาบปลาหมอไปแล้วปล่อยในสระใหญ่
แห่งหนึ่ง น้าใส มีบัวเต็ม สมจริงดังนกยางบอก เมื่อได้แหวกว่ายสารวจทั่ว แล้ว


กลับมาหานกยางให้คาบกลับไปที่เดิม เมื่อกลับมาถึงก็ถูกพวกปลารุมล้อมถาม
ถึงสระนั้น ปลาหมอก็เล่าให้ฟังตามที่ได้พบเห็นทุกประการ ปลาเหล่านั้นก็เชื่อ

ในคาของนกยาง อ้อนวอนให้นกยางคาบไปทีละตัว
ฝ่ายนกยางคาบปลาหมอตัวใหญ่นั้นไปก่อน แต่แทนที่จะเอาไปปล่อยใน
สระก็บินไปเกาะบนต้นกุ่มใหญ่ใกล้สระนั้น จิกกินปลาหมอตายแล้วก็ฉีกเนื้อกิน
เป็นอาหารเสีย ทิ้งกระดูกไว้ที่โคนต้นกุ่มนั้น แล้วกลับไปบอกแก่ฝูงปลาที่เหลือ

ว่าได้น�าปลาหมอไปปล่อยในสระ แลวคาบปลาตวอื่นไปกินอีก ท�าอยูเชนนี้ทกวัน





ั้




จนกระทั่งหมดปลาในสระนน กางปลากองเรียงรายอยูโคนตนไมเปนอันมาก เมื่อ



กินปลาตัวสุดทายไปแลวกลับมายังสระนั้นอีกโดยเขาใจวา อาจมีปลาตัวโตเหลือ

อยู่ เมื่อไม่พบปลาก็เที่ยวเดินหารอบๆ ได้พบปูตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่ริมสระ นกยาง
คิดว่า “เมื่อไม่มีปลาได้กินปูก็ยังดี” จึงเดินเข้าไปใกล้พูดขึ้นว่า




“ทานผูเจริญ ฝูงปลาทั้งหมดขาพเจาพาไปอยูสระใหญ ไดรับความส�าราญ




ทั่วหน้ากัน ด้วยความสงสารข้าพเจ้าจึงมาสารวจดูให้แน่ใจว่าไปกันหมดหรือยัง
ไม่เห็นมีก็คงหมดแล้ว ถ้าท่านประสงค์จะไปที่นั่นข้าพเจ้าจะพาท่านไป จะตกลง
อย่างไรก็สุดแต่ท่านเถิด”

ปูสงสัยในพฤติกรรมของนกยางมานานแลว อยากจะพิสูจนใหแนนอน จึง












แสรงพูดกับนกยางวา “ขอบใจที่ทานมีความเอื้อเฟอ แตสงสัยวาทานจะพาขาพเจา

ไปได้อย่างไร?”
“ข้าพเจ้าจะคาบท่านไปเหมือนคาบปลานั่นแหละ”
“ไม่ได้ดอก” ปูปฏิเสธ “ตัวข้าพเจ้าใหญ่ มีน้าหนักและกระดองแข็งลื่นง่าย

พอดีพอร้ายจะตกตายเสียเปล่า ขอให้ข้าพเจ้าเอาก้ามเหนี่ยวท่านไว้อีกแรงหนึ่ง
จึงจะค่อยมั่นใจ”
นกยางเข้าใจว่าตัวเองฉลาดล่อลวงแต่ผู้เดียว มิได้สงสัยว่าจะถูกซ้อนกล






จึงยอมใหปูเอากามหนีบคอไป เมื่อบินไปถึงสระใหญ แทนที่จะปลอยปูลงไปในนา
กลับพาไปบนต้นกุ่มต้นเดิม ปูเห็นดังนั้นจึงถามว่า “ลุง ไหนว่าจะพาไปปล่อยใน
สระ เหตุใดจึงพามาที่ต้นกุ่มนี่เล่า”
110







นกยางหัวเราะ แล้วตอบว่า “เจาปูโง เราไมใชขี้ขาเจา จึงจะพามาสงที่สระ เจ้า








มองดูใตตนไมซิ ลวนแตกระดูกปลานายเราทงนั้น กระดองของเจาก็จะหลนกองรวม



กับกระดูกปลาเหล่านั้นแล้ว”
ปูจึงตอบว่า “ช้าก่อนนกยาง เจ้าหลอกกินได้ก็แต่ฝูงปลา จะมาหลอกเรานั้น








ไม่ได้แน่ ปลาโง่กว่าเรา แตเจาซิยิ่งโงกวาปลาเสียอีก อยาลืมวาเวลานี้ชีวตของเจาอยู ่

ในกามือของเรา คอเจ้าอยู่ในระหว่างก้ามเรามิใช่หรือ เราจะคีบคอเจ้าให้ขาดตกตาย

ไปตามกัน เดี๋ยวนี้ละ” วาแลวก็เกรงกามแรงเขาจนนกยางรูสึกเสมือนคออยูในระหวาง







คีมเหล็ก อ้าปากกว้างหายใจฝืด น้าตาไหลลงมาในทันที เห็นทีตนเสียทีปูแล้ว จึง

ร้องขอชีวิตว่า “เจ้านาย เราไม่คิดจะกินท่านแล้ว จงไว้ชีวิตข้าพเจ้าให้รอดไปสักครั้ง
เถิด”
ปูจึงกล่าวบังคับว่า “ถ้าจะให้เราปล่อย ต้องพาเราไปไว้ในสระ เราจึงจะให้ชีวิต
ท่าน”
นกยางจึงบินพาปูไปวางลงบนเลนริมสระ เพื่อปล่อยปูไป ปูคิดว่า “เจ้านกยาง
เจ้าเล่ห์นี้ ถ้าปล่อยไว้ก็จะไปทาอันตรายต่อฝูงปลาและฝูงปูอีกเป็นอันมาก เราต้อง


ฆาเสียใหตายเพื่อจะไดไมมีโอกาสหลอกลวงใครตอไปอก” คิดแลวจึงบีบกามหนักลง







จนคมก้ามฝังจมในเนื้อคอนกยาง นกยางดิ้นเร่าๆ อยู่พักหนึ่ง คอกระเด็นออกจาก

ตัว เลือดไหลโกรกนอนแน่นิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเอง เสร็จแล้วปูก็เดินลงน้าไป อาศัยสระ
เย็นสบายอยู่ตลอดไป
รุกขเทวดาโพธิสัตว์สิงสถิตอยู่บนต้นกุ่ม เห็นเหตุการณ์โดยตลอด จึงกู่ก้อง
สาธุการแก่ปูว่า
“คนมีปัญญาแล้ว ใช้ปัญญาในทางหลอกลวงผู้อื่นนั้น ย่อมหลอกไปได้ไม่นาน
ย่อมถูกทาลายเป็นการตอบแทน ปัญญาของเขากลับกลายเป็นข้าศึกทาลายตัวเอง


เหมือนนกยางถูกปูหนีบตาย เพราะใช้ปัญญาทางหลอก ฉะนั้น”
นิทานเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ปัญญานับว่าเป็นสิ่งประเสริฐ มีอยู่กับบุคคล
ใด ก็บันดาล ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แก่ผู้นั้น อย่างหาสิ่งอื่นใดเปรียบมิได้ คน
ประเสริฐกว่าสัตว์ และสามารถเอาชนะสัตว์ได้ก็เพราะคนมีปัญญาความเฉลียว
ฉลาด แตความฉลาดดังกลาวนี้ตองเปนไปในทางสุจริต เปนไปในทางสรางสรรค ์







ความดี ถ้าเป็นความฉลาดในทางทุจริตหลอกลวงผ้อื่นแล้ว ถึงแม้จะได้ผลดีใน
ภายแรก แต่ตอนปลาย ย่อมประสบผลร้าย เหมือนนกยางมีความฉลาดในการ

ออกอุบาย แต่เพราะเหตุที่ใช้ในทางฉ้อโกงทาลายคนอื่น จึงถูกปูซ้อนกลให้ตก

ตายไปตามกัน จึงควรที่เยาวชนจะถือเป็นคติธรรมประจาใจต่อไป
(พกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย

ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๘๙)
111


112



หงสทอง



“โลภนัก มกลาภหาย”









ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชย์ ณ




เมืองพาราณสี พระโพธสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเจรญวย
มารดาบิดาได้ไปสู่ขอนางพราหมณีมีตระกูลเสมอกันให้เป็นภรรยา ต่อ


มาไดมีธดาถึง ๓ คน ชื่อนันทา นันทวดีและสุนันทา ไดจัดใหธิดามีเรือน


ไปแล้วทุกคน พระโพธิสัตว์ได้ด�ารงชีวิตอย่จนถึงวัยชราก็ท�ากาลกิริยา


(ตาย) ไปเกิดในกาเนิดหงส์ด้วยบุญญาบารมีที่สั่งสมมา จึงบันดาลให้

ขนของหงส์เป็นทองคาทั้งตัว จึงได้นามว่า พญาหงส์ทอง







พญาหงสโพธิสัตวราลึกชาติไดวา ในชาติกอน ไดเกิดเปนมนุษย ์

มีธิดาถึง ๓ คน บัดนี้ธิดาทั้ง ๓ คนและครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ แต่มี

ความเปนอยูอยางลาบากยากจนมาก ตองอาศัยเลี้ยงชีวิตดวยการรับจาง






อดมื้อกินมื้อ จึงคิดว่า
“ขนของเราก็เป็นทองค�า ถ้าเราให้ขนเหล่านี้ครั้ง ๑ ขน ภรรยา
และธิดาก็จะเป็นอยู่อย่างสบาย โดยไม่ต้องไปรับจ้างเขากิน”
เมื่อคิดดังนน จึงบินไปหาภรรยาและลูกสาว เกาะอยู่ท้าย
ั้

กระเดื่อง (ครกตาแบบเหยียบกระดก) นางพราหมณีและลูกเห็น ดัง

นั้นก็แปลกใจจึงถามขึ้น “พ่อหงส์ทอง! เจาจะไปไหนจึงบินมาเกาะที่ทาย

กระเดื่อง มีธุระอันใดก็ขอให้บอกมาเถิด พวกเรายินดีสนองความ
ต้องการโดยเต็มใจ”
“ข้าฯ คือบิดาของเจ้า” พญาหงส์ตอบ “ข้าฯ ตายไปแล้วเกิดเป็น
หงส์ ที่มาวันนี้ก็เพื่อชวยพวกเจา ตั้งแตนี้ไปไมตองทางานหนัก กันแลว







พ่อจะให้ขนแก่พวกเจ้าคนละขน จงน�าไปขายตามร้านทอง แลวเลี้ยงชีพ

ตามสบายเถิด” พญาหงส์สลัดขนแจกให้คนละขนแล้วบินกลับไป
ตั้งแต่นั้น นางพราหมณีและลูกทั้ง ๓ ก็หยุดทามาหากิน เลี้ยง

ชีพด้วยการขายขนทอง เมื่อเงินจะหมดพญาหงส์ก็บินมาสลัดขนให้อีก
113





ครอบครัวนี้จึงมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นโดยลาดับ พอขนขึ้นเต็มที่แลว พระโพธิสัตวจึงบนมาเกาะ





โบราณว่า ความโลภของมนุษยนั้นเปนเหมือน ปากตุม แล้วบินออกไปยังปาหิมพานต ตั้งแตนั้นมา





กองไฟ ยิ่งใสเชื้อเขาไปมากเพียงไร กองไฟยิ่งลุกเปน ก็ไม่ได้กลับมาให้เห็นอีกเลย นางพราหมณีและลูกๆ


ดวงโตมากขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนความต้องการ เลี้ยงชีวิตด้วยเงนที่เหลอจากการขายขนทองครั้ง


ของมนุษย์ ยิ่งได้มากเพียงไร ความโลภก็ยิ่งโตมาก สุดทาย ในไมชาก็หมดไป กลายเป็นคนยากจน เที่ยว

ขึ้นเท่านั้น ไปรับจางกินไปวันๆ ด้วยความยากล�าบาก เลี้ยงชีวิต

นางพราหมณีเมื่อได้ทองจากพญาหงส์จน ไปตามยถากรรม จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ฐานะดขึ้นแล้ว ก็ไม่พอ อยากได้มาก และอยาก ชาดกเรื่องนี้มุ่งชี้คติสอนใจบทหนึ่งว่า ความ


ร่ารวยมากไปกว่านั้นอีก วันหนึ่ง จึงเรยกลูกมา โลภของคนเรามักไม่มีขอบเขต ยิ่งได้มากความ

ประชุมกันแล้วเอ่ยปรึกษาขึ้น โลภก็ยิ่งเพิ่มปริมาณขึ้น ความโลภที่ไม่มีขอบเขต
“ลูกเอ๋ย! พญาหงส์ถึงจะเป็นนกวิเศษก็ยงคง ไม่มีปริมาณนั้น มักนาไปสู่ความหายนะเสมอ





เปนเดรัจฉาน ธรรมดาวาสัตวเดรัจฉาน เรารูจิตใจได ้ เปรียบเสมือนกองไฟ ที่จริงกองไฟเกิดขึ้นในบ้าน

ยาก หากพญาหงส์กลับใจไม่มาหาเรา เราก็คงอด เราแล้ว ถ้าเราสามารถบังคับให้มีกองใหญ่กองเล็ก


ได้ทองค�าก้อนใหญ่เป็นแน่ คราวหน้า ถ้าพ่อของเจ้า หรอดับได้ตามที่เราต้องการ ไฟจะกลายเป็นสิ่งมี

มา จงช่วยกันจับถอนขนเก็บไว้เสียให้หมด จะได้ไม่ ประโยชน แตถาเราบงคับไมได ปลอยใหโตไปตาม








ต้องห่วง เราจะมีทองขายกินไปตลอดชีพทีเดียว” ธรรมชาติของมน ไฟนนจะมีแตทางท�าลายมากกว่า

ั้

ลูกๆ ต่างห้ามว่า “แม่อย่าท�าอย่างนั้นเลย ใหคุณ เราอาจเผาเรือนใหพินาศไป ความโลภอยาก





สงสารพ่อ ท่านคงเจ็บและทรมานไม่น้อยเลย” ไดก็เชนกัน ถาเราควบคุมใหอยูในขอบเขตจากัดได้










นางพราหมณีเห็นลูกๆ พากันคดค้านเช่นนัน ก็จะเปนประโยชนในทางสรางตัวเอง แตถาปลอย


ั้

ครั้นจะคะยนคะยอลูกๆ ต่อไปก็เกรงลูกจะนาความ ใหมากจนไมสามารถบังคับได จะทาลายแผดเผาใจ


ไปบอกพญาหงส์ จึงนิ่งเสีย ในใจนึกวางแผนจับพญา ตัวเองให้เดือดร้อน
หงส์ถอนขนเก็บไว้แต่ผู้เดียว จึงมีภาษิตสอนเตือนใจว่า “โลภนัก มักลาภ



วันหนึ่ง เมื่อพญาหงสมาหาเพื่อสลัดขนทองให ้ หาย” เชนนางพราหมณีไดเพียงพอเลี้ยงชีพแลวยัง

อีก จึงออกอุบายแสดงความรัก เรียกพญาหงส์เข้า ไม่พอใจอีก อยากได้เสียให้หมด จึงพากันอดทั้ง

มาใกล้แล้วลูบไล้ด้วยความรก เมื่อได้โอกาสจึงจับ ตนเองและลูกๆ ควรถือเป็นคติเตือนใจต่อไป
พญาหงส์มัดด้วยเชือก แล้วรีบถอนขนจนหมดตว


แต่อนิจจาขนที่ถอนออกมานั้นแทนที่จะเป็นทองก็ ดังคาภาษิตในโคลงโลกนิติกล่าวไว้ว่า
กลายเป็นขนนกธรรมดา มีสีขาวคล้ายขนนกยาง ได้สินทรัพย์เพื่อค้า ขนหงส์

ทั้งนี้เพราะ พระโพธสัตวมิไดเต็มใจให นางพราหมณี ชีพชักยืนยง อยู่แล้ว



เห็นดังนั้นก็ตกใจ ครั้น จะปลอยนกไปก็ไมได เพราะ ภายหลังโลภบ่ตรง ใจต่อ



ไม่มีขนปีกจะบิน จะฆ่าเสียก็เสียดาย คิดว่าขนที่จะ ถอนทั่วตัวหงส์แคล้ว คลาดสิ้นเสื่อมทอง
งอกขึ้นมาใหมอาจเปนทองดังเดิมอก จึงแอบน�าพญา



หงส์ไปซ่อนไว้ในตุ่มใหญ่เลี้ยงด้วยอาหารอย่างดี ไม่ (สุวัณณหังสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ช้าขนก็งอกขึ้นมาโดยล�าดับ แต่แทนที่จะเป็นขนทอง ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๑๒)
กลับเป็นขนขาวเหมือนนกธรรมดา
114


115


นกแขกเต้ากตัญญู


“ความร้คุณคน เป็นเครื่องหมายของคนดี”









ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้ามคธราชครองกรุงราชคฤห์
มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่าสาลินทิยะ อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมือง ในหมู่บ้าน

นั้น มีพราหมณ์ผู้มีอันจะกินผู้หนึ่งชื่อ โกสิยะ มีนาข้าวสาลี หลายร้อย
กรีส (๑ กรีส = ๑๒๕ ศอก) พราหมณ์ไม่สามารถทานาเองได้ ทั้งหมด

จึงแบ่งให้คนเช่า และมอบหมายให้คนเช่าเป็นผู้เฝ้านาให้ตนด้วย
ณ ที่ใกล้นาข้าวสาลีของพราหมณ์นั้น มีนกแขกเต้าฝูงใหญ่อาศัย








อยูในดงไมงิ้ว พระโพธิสัตวเกิดเปนลูกพญานกแขกเตาผูเปนนายฝูงดวย
บารมีที่ได้สร้างมาแต่ในอดีต กายของนกแขกเต้าโพธิสัตว์จึงงดงามเป็น
ที่ต้องตาต้องใจผู้ได้พบเห็นยิ่งนัก เมื่อพ่อแม่ชรามากแล้ว พญานกจึง
มอบหน้าที่ปกครองทั้งหมดให้พระโพธิสัตว์ ตัวเองต้องอาศัยข้าวที่พระ
โพธิสตว์น�ามาให้เป็นประจ�า พระโพธสัตว์มีใจเปี่ยมด้วยกตัญญู เมอ

ื่


หากินด้วยตนเองอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีติดมาให้พ่อแม่เป็นประจา
คนเฝ้านาไม่สามารถไล่ได้ทั่วถึง เพราะฝูงนกได้แผ่ขยายกินทั่วบริเวณ

กว้างมาก เมื่อไม่สามารถชนะนกได้ จึงนาความไปแจ้งต่อพราหมณ์
“ท่านพราหมณ์! ข้าวปีนี้สมบูรณ์ดีมาก แต่ยังมิทันเก็บเกี่ยว นก
แขกเต้าฝูงใหญ่ลงมากิน ๒-๓ วันแล้ว ข้าพเจ้าพยายามไล่เท่าไรก็ไม่
สามารถเอาชนะได้ ขืนปล่อยให้ลงกินอีก ๒-๓ มื้อ ข้าวคงหมดนา ไม่



ตองเก็บเกี่ยวกันแลว จึงมาแจงใหทราบและคืนไรใหแกทาน ต่อไปโปรด





จัดการของท่านเองเถิด”
พราหมณ์พูดเอาใจว่า “พ่อเอ๋ย ถ้าบอกคืนเสียขณะนแล้วจะหา
ี้
ใครทาแทนได้เล่า อีกไม่ช้าก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว ช่วยดาเนินการต่อ


ไปจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวมิได้หรือ เราจะส่งคนไปช่วย”
ลูกจ้างได้ฟังดังนั้นค่อยเบาใจ จึงเล่าพฤติการณ์ของนกว่า “ท่าน
พราหมณ์ นกแขกเต้าฝูงนี้นับว่าร้ายกว่าฝูงอื่น มันมีพญานกอยู่ตัวหนึ่ง
มีสีสันวรรณะสวยงามมาก ตัวโตประมาณลูกนกยูง ยิ่งกว่านั้นเมื่อกิน




ขาวสาลีอิ่มแลว ยังคาบติดตัวไปอีกมากๆ ด้วย พญานกตัวนี้เปนนายฝง
116



ถ้าปราบได้ก็คงทาให้นกอื่นไม่กล้ามาอีก” พญานกแขกเต้าจึงกล่าวว่า “ท่านพราหมณ์



พราหมณไดฟงลูกจางพรรณนาความงดงามของ ยุ้งฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี เวรภัยระหว่างท่านกับ

พญานก ก็นึกอยากจับเอามาเลี้ยง จึงบอกลูกจ้างว่า ข้าพเจ้าก็ไม่มี แต่ที่ข้าพเจ้าต้องคาบรวงข้าวไปใน
“พ่อเอ๋ย ข้าวสาลีจะเสียหายไปบ้างเราไม่ เวลากลบก็เพราะข้าพเจ้ามีภาระอยู่ ๓ อย่าง คือ






เสียดายหรอก แตอยากไดนกตัวที่เจาเลาใหฟงมาเลี้ยง เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และฝังไว้บนยอดงิ้ว

ไว้ดูเล่น เจ้าพอจะรู้วิธีดักและจับมาให้ได้ไหม?” ท่านโกสิยะ ขอท่านได้โปรดรับทราบภาระของ
“ไดซิครับ” ลูกจางรีบรับคา และดีใจที่นายไมเอา ข้าพเจ้า และโปรดอภัยในความผิดครั้งนี้ด้วยเถิด”




โทษ “ผมถนัดนักเรื่องวิธีดักนก ผมจะน�านกมาให้ท่าน พราหมณ์เกิดความสงสัยว่า เหตุใดนกแขก
ในไม่ช้านี้แหละ” เต้าจึงพูดดังนี้ จึงซักถาม “เจ้านกแขกเต้าผู้ฉลาด
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ลูกจ้างจึงรีบขวั้นเชือกบ่วง พูดเปนคาปริศนายากที่จะเขาใจ ชวยอธิบายใหแจม








ด้วยหางม้า แล้วคอยก�าหนดสถานที่ที่พระโพธสัตวเคย แจ้งกว่านี้หน่อยเถิด”
ลงกินข้าวสาลี เอาบ่วงไปดักไว้ตรงนั้น โดยนึกภาวนา นกแขกเต้าจึงอธิบายต่อ
ว่าขอให้ติดตัวที่ต้องการเถิด “ท่านโกสิยะ พ่อแม่ของข้าพเจ้าอาศัยอยู่บน

วันรุงขึ้น พระโพธิสัตวมิไดเฉลียวใจวาภัยจะมา ยอดงิ้ว ท่านแก่ชราหากินไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงให้




ถึง จึงลงกินข้าวสาลี ณ ที่เดิม เหยียบบ่วงที่เขาดักไว้ ท่านหยุดหากินเสีย และได้นาข้าวสาลีไปให้ท่านทั้ง
บ่วงรัดติดขาแน่น ดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุด ครั้นจะร้องออก สอง ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณท่านทั้งสองมาตั้งแต่
มาขณะนั้นก็เกรงจะเปนการทาลายขวัญนกตัวอื่นจะไม แรก การเลี้ยงท่านคราวนี้เท่ากับการเปลื้องหนี้บุญ






เป็นอันกิน จึงอดทนดิ้นแต่ลาพัง พอเห็นว่านกลกฝูง คุณพ่อแม่ ข้าพเจ้าจึงบอกท่านว่ามภาระในการ


กินกันอิ่มหน�าแล้ว จึงรองขึ้นเพื่อใหนกลูกฝูงรู นกเหล่า เปลื้องหนี้ ประการหนึ่ง”

นั้นเมื่อเห็นพระโพธิสัตว์ติดบ่วงก็ตกใจ พากันบินหนี “ลูกนกแขกเต้าปีกยังไม่งอก อ้าปากรอรับ






เอาตวรอดปล่อยให้พระโพธิสัตว์นอนตดบ่วงอยู่เพียง อาหารทขาพเจา น�าไปใหอยูแลว การเลี้ยงลูกเทากับ

ี่











ลาพัง พอตกสาย ลูกจางเห็นนกแขกเตาบนลงกินแลว การลงทุนใหลูกกูกอน เมื่อลูกเติบใหญหากินไดก็จะ





บินหนีไปด้วยความแตกตื่น สังเกตไม่เหนพญานกใน สนองคุณพอแม การใหลูกจึงเปนการใหกูหนี้บุญคณ



ฝูง จึงรีบไปยังที่ดักบ่วง ก็พบพญานกนอนสิ้นแรงอยู่ ไว้ นี้ประการหนึ่ง”
จึงคอยๆ จับปลดและเอาเชือกมัดเทาทั้งสองขาง หิ้วไป “อนึ่ง ฝูงนกอื่นๆ บางตัวทุรพล ปีกหัก แก่



ให้นายของตนทันที ชราลงหากินไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ให้ทานแก่นกเหล่านั้น
พราหมณ์เมื่อได้เห็นสีสันและรูปร่างพญานก ก็ เป็นการสร้างบุญบารมีไว้ในภายภาคหน้า เท่ากับ
เกิดความรัก ประคองนกจากมือลูกจ้าง แล้วให้เกาะ เป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้เพื่อเก็บกินผลในอนาคต



บนตัก กล่าวทักด้วยน้าเสียงอันนุ่มนวล ขาพเจามีความคดเชนนี้ จึงตองนารวงขาวสาลตดตัว







“พ่อนกแขกเต้า! ปากทองของเจาก็แคนี้ เมื่อกิน ไป จะมีเวรมีภัยกับท่านก็หามิได้”




ข้าวของ เราอิ่มแล้วยังคาบไปอีก ชะรอยว่าจะสร้างยุ้ง พราหมณ์ได้ฟังดงนั้นก็มีจตเลอมใส คิดว่า
ื่

ื่



ฉางกักตุนไว้กินฤดูอน หรือแกล้งท�าลายข้าวของเรา “นกแขกเตาเปนสัตว ยังมีความคิดดีมีคุณธรรมเปน

ด้วยความเกลียดชัง บอกเหตุผลมาให้ฟังสักหน่อยซิ” ยอด มนุษย์บางคนยังไม่มี ความคิดเช่นนี้เลย นก
117


แขกเต้าตัวนี้มีคุณธรรมประเสริฐจริง” จึงพูดกับนกแขกเต้า

“ทานพญานกผูทรงธรรม การพบเห็นทานคราวนี้ ขาพเจารูสึกปติยินดี












และดื่มด่าในคุณธรรมยิ่งนัก ตั้งแตนี้ไป ขาพเจาขอมอบไรขาวสาลีใหทานพรอม



ด้วยญาติลงกินได้ตามประสงค์ หวังว่าข้าพเจ้าจะได้พบกับท่านอีก”
ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว พราหมณ์เอามือลูบหลังอย่างปรานี เสมือนบิดามี

ความเมตตาต่อบุตร แก้เชือกมัดออกจากเท้า เอาน้ามันทานวดให้สบาย ให้



เกาะบนตั่งอันงดงาม คลุกขาวตอกกับน�้าผึ้งใสจานทองใหบริโภค จัดน้าจืดเจือ




น้าตาลกรวดให้ดื่มกินอย่าง อิ่มหนาสาราญ พระโพธิสัตว์ดื่มกินแล้วจึงกล่าว
เตือนพราหมณ์ว่า







“ท่านพราหมณ์ ขาพเจาไดดื่มรสแหงความเอื้อเฟอของทานอิ่มเอมแลว

เชิญท่านบ�าเพ็ญทานเลี้ยงบิดามารดาด้วยเถิด ความเจริญจะมาสู่ท่านชั่วกาล
นาน”
พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ จึงมอบนาข้าว
สาลีให้หมดทั้งพันกรีส พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธ ขอรับไว้เพียง ๘ กรีส เพื่อ
ให้ญาติได้บริโภค แล้วบินกลับไปยังที่อยู่ของตน วางรวงข้าวสาลีไว้เบื้องหน้า
บิดามารดา พลางกล่าวว่า “เชิญลุกขึ้นบริโภคข้าวสาลีเถิด”
นกแขกเต้าผู้เฒ่าทั้งสองกาลังคร�่าครวญถึงลูกอย่ เมอได้ยินเสียงลูกก็


ื่
ดีใจ ลูกเล่าความเป็นไปทุกประการ ต่างก็อนุโมทนาในความดีของพราหมณ์
และพระโพธิสัตว์ได้อาศัยดงไม้งิ้วนั้นหากินต่อไป จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้ มุ่งชี้ให้เห็นคติธรรมคือความกตัญญูว่า เป็นคุณธรรม
อันประเสริฐ เมื่อมีแก่ผู้ใดแม้เป็นสัตว์ ผู้นั้นย่อมได้รับความปลอดภัยในที่
ทุกสถาน พ่อแม่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ เป็นเจ้าหนี้ในฐานะเป็นผู้ให้ทั้งชีวิต
และทรัพย์ เลี้ยงดูโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ก็โดยหวังจะได้พึ่งบุตร

บางเมื่อเวลาทานแกชรา ฉะนั้น เมอถึงคราวที่จะเลี้ยงทานได ก็ควรกระทา




ื่

ให้เต็มความสามารถ อย่าประมาทในคุณของบิดามารดา นกแขกเต้าเป็น

สัตว์เดรัจฉาน ยังรู้จักทาความดีข้อนี้ เราเป็นมนุษย์จึงควรสานึกในความ

กตัญญู

ดังภาษิตในทางศาสนาสอนวา “ความกตัญญรูคุณผอื่นแลวตอบแทน





เป็นเครื่องหมายของคนดี” ฉะนี้
(สาลิเกทารชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๗๑)
118


119




ชื่อไมสาคัญ



“คนจะดีมใชที่ชื่อหรือนามสกุล
แต่ดีที่ความประพฤติ”








ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์

ตั้งสานักสอนศิษย์อยู่ ณ เมืองตักกสิลา มีมาณพ (หนุ่มน้อย) มาสมัคร

เข้าศึกษาประมาณ ๕๐๐ คน ต่างก็ได้ศึกษาสาเร็จศิลปวิทยาไปโดย
ลาดับ


มีมาณพนอยคนหนึ่งชี่อ ปาปกะ แปลว่า นายบาป ชื่อของมาณพ
นี้ออกจะไม่เป็นมงคล เพราะเพื่อนบ้านพากันล้อเลียนว่า
“มานี่หน่อยเจ้าบาป” “ออกไปนะเจ้าบาป” เป็นต้น นึกเบื่อหน่าย

ใคร่จะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง จึงเข้าไปหาอาจารย์
และกราบเรียนว่า “ท่านอาจารย์ครับ ชื่อของผมที่พ่อแม่ตั้งมา เดิมมี
ความหมายในทางอัปมงคล เพื่อนๆ พากันเรียกเชิงล้อเลียนตลอดเวลา



ว่า “เจ้าบาปๆ” กระผมอยากจะขอเปลี่ยนชื่อเสียใหมเพื่อใหเปนสิริมงคล

ท่านอาจารย์โปรดเลือกและตั้งให้ผมใหม่ด้วยเถิดขอรับ”
อาจารย์ต้องการให้ศิษย์ได้ข้อคิดด้วยตนเอง จึงบอกศิษย์ว่า “เจ้า
บาป! ถ้าจะให้อาจารย์เลือกชื่อให้ก็เกรงจะไม่ถูกใจเจ้าอีก เอาอย่างนี้
เถอะ เจ้าจงเที่ยวไปตามชุมชน ถ้าเห็นว่าใครเขามีชื่อดีๆ ฟังเพราะๆ

ละก็จงมาบอกอาจารย์จะทาพิธีตั้งชื่อให้”

เจ้าบาปก็รับว่า “ดีครับท่านอาจารย์ ผมจะพยายามไปหาชื่อ
เพราะๆ และเป็นสิริมงคลมาให้อาจารย์เดี๋ยวนี้ครับ”


แล้วเจ้าบาปก็ออกเดินทางไปจากสานักอาจารย์ เที่ยวสืบเสาะหา
ชื่อที่ตนเองชอบ วันหนึ่ง เจ้าบาปเดินเข้าไปในเมือง สวนทางกับคนหมู่





หนึ่งกาลังหามศพคนตายสวนทางออกมา จึงเอยถามวา “พอแมทั้งหลาย
ท่านหามอะไรกันออกมา ดูท่าทางหนักเต็มที”
บุรุษผู้หนึ่งตอบว่า “ก็หามศพคนตายนะซิ เขาเพิ่งตายมาเมื่อสัก
ครู่นี่เอง จะไปร่วมการกุศลด้วยก็เชิญซิ”
เจ้าบาปนึกดีใจ นึกว่าอาจจะได้ชื่อที่เป็นมงคลจากท่านผู้นี้แน่ จึง
ถามว่า “ผู้ตายคนนี้เขาชื่ออะไรล่ะ”





120




“ชื่อชีวกะ (แปลว่า นายเป็น) พวกญาติตอบ อยากจะได้ชื่อไปตงเป็นชื่อของตวเอง “ผมชื่อนาย




นายบาปตกใจ แล้วถามว่า “เอ้า! ก็ชื่อว่านายเป็น ปันกถะ (แปลวาผูเจนทาง) คุณถามทาไมรึ ?” “ชื่อ

แล้ว ทาไมถึงตายล่ะ” เจนทาง แล้วทาไมถึงหลงทางล่ะ” นายบาปถาม

พวกญาติจึงตอบว่า “จะชื่อเป็นหรือชื่อนาย อย่างเอาจริงเอาจัง
ตาย มันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นแหละ ชื่อเป็น บุรุษผู้นั้นตอบว่า “ท่านนี่โง่จริง ๆ คนจะชื่อ

เพียงสมมติขึ้นเท่านั้น แกนี่ช่างโง่เสียจริง ไม่น่า เจนทางหรือไมเจนทาง มันก็อาจหลงทางดวยกันทั้ง



ถามแลย” นั้น ชื่อไม่สาคัญ เป็นเพียงคาสมมติเรียกกันต่าง
นายบาปมิได้โต้ตอบประการใด นึกในใจว่า หาก”
คนชื่อเป็นยังไม่ดีเพราะยังต้องตาย เดินหาชื่อต่อ นายบาปได้ความคิด จึงเลิกเสาะหาชื่อต่อไป

ไปอีก เดินไปพักหนึ่งก็ได้พบกับพวกเจ้าหนี้นาย กลับไปยังสานักของอาจารย์ ยังมิทันได้เล่าความให้



เงิน กาลงจับนางทาสคนหนึ่งซึ่งไมไดช�าระดอกเบี้ย อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็กล่าวทักขึ้น “ว่าไงเจ้าบาป ไป


ตามสัญญา จึงถูกจับมาเป็นทาส เมื่อจับได้แล้วก็ หาชื่อจากที่ไกลคงได้ชือทีเหมาะใจมาแล้วซิ” นาย

ใช้งานอย่างหนัก โบยด้วยเชือก แล้วให้นั่งเฝ้า บาปจึงกราบเรียนว่า


ประตูอยู เมื่อนายบาปเห็น ดังนั้นเกิดความสงสาร “ทานอาจารยครับ ผมไปไดชื่อหลายชื่อมาไม ่


จึงเข้าไปถามว่า “ท่านทั้งหลาย เหตุใดจึงจับหญิง ชอบเลยสักชื่อ คนชื่อเปนก็ยังตองตาย คนชื่อรวยก็







ผูนี้มาโบยตีอยางทารุณ นางท�าผิดคิดรายประการ ยังเปนคนยากจน คนชื่อนายเจนทางก็ยังเปนคนหลง
ใดหรือ” ทางได้ ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสมมติเรียกกันเท่านั้น


พวกนายเงินทั้งหลายจึงตอบว่า “นางคนนี้ ชื่อไมสามารถบันดาลความสาเร็จอะไรไดเลย ความ



ชื่อ ธรปาลี (แปลว่านางรวย) กู้เงินไปแล้วไม่มี สาเร็จจะมีได้ก็เพราะกรรมคือการกระทา พอกันที



ดอกเบี้ยจะให เราจึงน�ามาใชงานหนัก โดยทดแทน สาหรับการตั้งชื่อผม ผมขอชื่อนายบาปอยางเดิมตอ


ค่าดอกเบี้ย” “เอ๊ะ ก็ชื่อนางรวย แล้วทาไมไม่มี ไปดีแล้วครับ”

ดอกเบี้ยให้เล่า” นายบาปถามด้วยความสงสัย ผลสุดท้าย ศิษย์ผู้นี้ก็ชื่อนายบาปต่อไป จน
เจ้าหนี้จึงตอบว่า “เพียงชื่อว่ารวยไม่ท�าให้ อวสานแห่งชีวิต
คนรวยมาได้หรอก เจ้านี่โง่มาก นึกว่าชื่อรวยจะ ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่ง เรื่อง
ท�าให้คนรวยกระนั้นหรือ?” การตั้งชื่อให้ ประเสริฐเลิศลอยนั้นก็ควรเอาดีแค่

นายบาปส่ายหัวแล้วจึงเดินต่อไป พลางคิด เปนสิริมงคลแกห อยาไปเขาใจผิดวา เมื่อชื่อดีแลว







สงสัยเรื่องชื่อไปตลอดทาง เมื่อเดินไปสักหน่อยก็ ก็ดีโดยมิต้องทาอะไร ชื่อดีแต่ถ้าตัวเองไปทาชั่วก็

พบบุรุษผหนึ่งเดินสวนทางมา ดูทาทางเงอะๆ เงิ่นๆ พาตัวไปสู่ความหายนะ ถึงชื่อจะไม่ดีแต่กระทาดี





จึงถามว่า “ท่านผู้เจริญ! ท่านจะไปไหนหรือ ดู ยอมพาตัวไปสูความเจริญรุงเรองได จึงควรเปนคติ





ท่าทางไม่ค่อยสบายใจเลย?” เตือนใจสาธุชนให้มุ่งประกอบความดีตามสมควร
บุรุษผู้นั้นตอบว่า “คุณเอ๋ย ผมหลงทางมา ต่อไป
เสียแล้ว ช่วยบอกทางไปบ้านโน้นให้หน่อยเถอะ”
“แล้วคุณชื่ออะไรล่ะ” นายบาปถามเพื่อ (นามสิทธิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๘๘)
121


122




พญาชางเผอก

“อย่าท�าตัวเป็นไก่ได้พลอย”









สมัยหนึ่ง พระเจ้ากรุงมคธเสวยราชย์ ณ กรุงราชคฤห์ พระ
โพธิสัตว์เกิดเป็นช้างเผือก มีรูปสมบัติงดงาม ต้องด้วยลักษณะของช้าง
มงคลทุกประการ เป็นที่เชื่อกันว่าช้างเผือกเกิด ณ ประเทศใด ถือเป็น
บุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น พระเจ้ากรุงมคธจึงรับสั่งให้







คลองชางเขามาในพระราชวัง แลวใหขึ้นระวางเปนชางมงคลหัตถีคู พระ



บารมีสืบตอมา วันนั้นเปนวันมหรสพ พระราชาโปรดให้ตกแต่งพระนคร

ให้งดงาม ให้ประดับช้างด้วยเครื่องอลังการครบถ้วน เสด็จขึ้นสู่มงคล



หัตถี(ชางมงคล) พรอมดวยกระบวนพยุหตามพระราชประเพณี กระท�า

การประทักษิณ (การทาความเคารพโดยเวียนทางเบื้องขวา) พระนคร



ดวยราชานุภาพอันยิ่งใหญ ในทามกลางฝูงชนซึ่งเฝาชมพระบารมีกันอยู ่

อย่างแน่นขนัด
ประชาชนที่เฝ้าชมกระบวนทุกถนน ต่างพากันแตกตื่นในความ
งามของพญาช้างเผือก ซึ่งมีรูปสมบัติงามเลิศ พากันสรรเสริญว่า “มี
ลักษณะครบถวนตามมงคลต�ารา การเยื้องกรายชางงดงาม สมเป็นพญา


ช้างบ้าง ผิวพรรณผุดผ่องดังเงินยวง สมเป็นช้างคู่บารมีบ้าง” จะหาผู้
สนใจกล่าวสรรเสริญคุณพระราชาไม่มีเลย
พระราชาสดับคาสรรเสริญพญาช้างเช่นนั้น ไม่สามารถถอด

ี่



พระทัยในขัตติยมานะ เกิดริษยาตอพญาชางทคนสนใจมากกวาพระองค

จึงทรงด�าริว่า “ถ้าช้างตัวนี้ยังอยู่ บารมีของเราจะอับเสมือนแสงหิ่งห้อย
ในเวลากลางวัน เราจะหาอุบายกาจัดพญาช้างนี้ให้จงได้” แล้วจึงเรียก

นายหัตถาจารย์มารับสั่งถามว่า “หัตถาจารย์! ท่านฝึกช้างนี้ให้ทาอะไร




ไดทุกอยางแลวหรือ?” นายหัตถาจารยกราบทูลวา “ขอเดชะ! ชางเผือก



นี้มีเชาวน์ไวเป็นเลิศ ข้าพระพุทธเจ้าให้ศึกษาหมดทุกท่าแล้ว ด้วยเวลา
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั่วชมพูทวีปจะหาช้างฝึกได้อย่างนี้ไม่มีแล้ว
พระเจ้าข้า”
123


“ยังไม่ดีน่ะ” พระราชาทรงท้วง “ถ้าฝึกดีแล้วจริง เจ้าจะบังคับให้ช้าง
เชือกนี้ไต่ขึ้นสู่ยอดเขาเวปุลละได้หรือไม่?” นายหัตถาจารย์กราบทูลว่า “ได้
พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์ประสงค์จะทอดพระเนตร ข้าพระองค์ก็จักแสดงให้

ทอดพระเนตร”
พระราชาทรงนึกกระหยิ่มในพระทัย ตรัสว่า “ดีละ ถ้าเช่นนั้นท่านจง

แสดงให้เราดู ณ บัดนี้” ตรสแล้วก็เสด็จลงจากหลังพญาช้าง สั่งให้นาย
ึ้
ั่
หัตถาจารย์ขนนง แล้วไสให้ขึ้นไปบนยอดเขาเวปุลละ ส่วนพระราชาพร้อม
ด้วยข้าราชบริพารก็เสด็จตามขึ้นไปบนยอดเขาด้วย เมื่อนายหัตถาจารย์ไส
ช้างขึ้นไปบนยอดเขาแล้ว ให้บ่ายหน้าไปทางเหว แล้วรับสั่ง “เจ้าบอกว่าฝึก

ช้างเชือกนี้ดีแล้ว ลองให้ช้างยืน ๓ ขาที่ปากเหวให้ดูทีซิว่าจะทาได้หรือไม่?”
นายหัตถาจารย์ให้สัญญาณแก่ช้าง พญาช้างก็ยืน ๓ ขาให้ดู พระราชาบังคับ



ให้ยืน ๒ ขา และขาเดียวโดยลาดับ พญาช้างก็ทาได้โดยไม่พลัดตกลงไปใน
เหว

พระราชาหมดหนทางที่จะทาให้พญาช้างตายโดยอบัติเหตุ จึงบังคับ

นายหัตถาจารย์เอาดื้อๆ ว่า “ถ้าช้างเชือกนี้มีความสามารถจริง ก็จงให้ยืนใน
อากาศให้ดู” นายหัตถาจารย์คิดว่า “ทั่วชมพูทวีปจะหาช้างที่ฝึกได้เร็วและดี
ถึงขนาดนี้หามิได้แล้ว ทั้งรูปลักษณะก็ครบ เป็นช้างมงคล มีค่าควรเมืองโดย
แท้ ที่พระราชาออกอุบายเชนนี้เห็นทีจะลวงใหพญาชางตกเหวตาย เป็นเพราะ





อานาจริษยา จึงก้มไปกระซิบแทบหของพญาช้าง “พ่อเอ๋ย! พระราชานี้
ประสงค์จะให้ท่านตกเหวตายด้วยริษยาในตัวท่าน ท่านไม่คู่ควรแก่พระองค์
จงเตรียมตัวหนีให้พ้นจากพระราชาองค์นี้โดยเร็วเถิด”






เมื่อเตรียมตวพรอมแลว นายหัตถาจารยนั่งอยูบนคอพญาชาง ประกาศ





ว่า “ข้าแต่มหาราช ชางนี้เปนชางถึงพรอมดวยบุญฤทธิ์ ไมคูควรแกผูมีปญญา











น้อยเช่นพระองค์ คูควรแกพระราชาผูฉลาด มีบุญหนักศักดิ์ใหญกวาพระองค





คนบญนอยเชนพระองคถึงไดพาหนะเชนนี้เปนราชพาหนะ ก็รังแตจะกอความ





ลาบากทั้งแก่พาหนะ ยศ ทรัพย์และราชสมบัติ เพราะคนโง่ได้ยศและบริวาร
สมบัติแลวก็มัวเมาในยศ มิไดรูสิ่งควรทาไม่ควรทา ยอมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียน






ต่อญาติมิตรและคนอื่น พระองค์จงมีชีวิตอยู่อย่างคนโง่เถิด” แล้วก็หนีไปต่อ
หน้าพระพักตร์ของพระราชา มุ่งหน้าไปยังพระนครพาราณสี เมื่อไปถึงท้อง
พระลานหลวงก็หยุดยืนอยู่ ณ ที่นั้น
124


ชาวพระนครเมื่อไดเห็นพญาชางเผือกมีลักษณะสวยสงางามเชนนั้น ก็พา




กันชมและสรรเสริญกันเกรียวกราว น�าความไปกราบทูลพระราชา เมื่อพระ
ราชาเสด็จมา นายหัตถาจารย์ก็ลงจากคอพญาช้าง ถวายบังคม เมื่อพระราชา
ตรัสถามความเป็นมา ก็ทูลเล่าให้พระองค์ทรงทราบทุกประการ พระราชาทรง

ดีพระทัย ตรัสสั่งให้เตรียมการตกแต่งพระนคร ตั้งพญาช้างในตาแหน่งมงคล

หัตถี จัดการเฉลิมฉลองต้อนรับอย่างสมเกียรติ แบ่งพระราชทรัพย์ออกเป็น ๓
ส่วน ส่วนหนึ่งพระราชทานแก่ช้างพระโพธิสัตว์ ส่วนหนึ่งพระราชทานแก่นาย
หัตถาจารย์ และอีกส่วนหนึ่งเพื่อพระองค์เอง ตั้งแต่นั้นมา เมืองพาราณสีก็

เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลาดับ พระโพธิสัตว์สั่งสมบุญญาบารมีทานเป็นต้น จนจวบ
กาลอวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มุ่งให้เกิดคติสอนใจเรื่องหนึ่งว่า ของดีที่นับว่าเป็นศรีสง่า
หรือสิริมงคลนั้น จะอยู่ได้ก็แต่กับบุคคลผู้มีวาสนาอันคู่ควรกัน จึงจะก่อสิริ

มงคลสืบไป ถ้าไปอยู่กับคนเลวมีปัญญาต�่า ไม่รู้คณค่าแล้ว ก็ไม่ก่อให้เกิด


ประโยชน์อันใด กลับซ้าร้าย ย่อมก่อความพินาศหายนะกับสิ่งนั้นและของ









ตนเอง เชน พระเจากรุงราชคฤหไดมงคลหัตถีมาแลวไมรูคุณคา ไมมีวาสนา
ปกครอง จึงเป็นไปในทางไม่ดี ส่วนพระเจ้าพาราณสีมีบุญใหญ่ แม้ไม่ได้
ขวนขวายสิ่งใด ช้างก็มาหาเอง จึงควรที่เราทั้งหลายเร่งสั่งสมบารมีไว้ แม้จะ
ยังไมเห็นผลในปจจบัน แตความดีนั้นจะเปนแรงดึงดูดของดีเขามาสูตนตลอด









ไป สมดงภาษิตไทยที่เคยสอนกันวา “อยาท�าตัวเปนไกไดพลอย” คอไดของดี






แล้วไม่รู้คุณค่า

(ทุมเมธชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๖๐)








125


126



กาลมตัว




“เห็นชางขี้ อย่าขี้ตามชาง”








ครั้งหนึ่งในปาหิมพานต พระโพธิสัตวเกิดเปนนกกาน้าชื่อ วีรกะ อาศัย




หากินอยู่ในสระแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศ สมัยนั้นเมืองกาสี ซึ่งมีอาณาเขต
ติดตอกับเมืองพาราณสี เกิดขาวยากหมากแพง ประชาชนมีความเปนอยูอยาง





แร้นแค้น ต่างงดการบวงสรวงสังเวยเทพารักษ์ตามปกติ กาทั้งหลายซึ่งเคย
อาศัยเครองบวงสรวงสังเวยเลี้ยงชีพ ก็พากันอดอยากไปตามๆ กัน จะไปขโมย
ื่
อาหารที่ชาวบานตากเผอเรอไวก็ไมได เพราะประชาชนตางก็ระมัดระวังเครื่อง






บริโภคอยางกวดขัน เมื่อไดรับความอดอยากเชนนั้น กาบกตางก็พากันไปหากิน



ตามประเทศอื่นที่ยังสมบูรณ์อยู่
มีกาบกตัวหนึ่งชื่อ สวิฐกะ เร่ร่อนหากินไปพร้อมนางกา ไปถึงเมืองพา
ราณสี เกาะอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง และเที่ยวเร่หากินอยู่แถวบริเวณสระน้า ต่อ


มาได้รู้จักคุ้นเคยกับกาน้าวีรกะ เห็นว่ากาวีรกะหากินง่าย เพียงลงไปในน�้าดา


ผุดดาวายอยูพักเดียวก็มีอาหารกินอิ่มหนาสาราญ คิดจะอาศัยเศษอาหารที่กา










วีรกะจะสงเคราะหให จึงเขาไปหากาวรกะ แลวกลาวเยินยอ “นี่นาย ข้าพเจ้า
เห็นลักษณะท่าทางของท่านแล้ว เกิดความเลื่อมใส ใคร่จะอยู่ใกล้ชิดและ
ปรนนิบัติท่าน ถ้าท่านไม่รังเกียจ ขอได้โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าและภรรยาอยู่
รับใช้ท่านตลอดไป ส่วนอาหารการกินก็สุดแต่ท่านจะกรุณาเถิด” “ดีแล้ว ถ้า

เป็นความประสงค์ของท่านก็ตามใจ ส่วนอาหารการกินไม่ต้องห่วง เราจะนา
มาให้เอง” กาวีรกะตอบ



ตั้งแตนั้นมา กาวีรกะก็รบกาสวิฐกะไวอยูดวย เมื่อถึงคราวหากิน ตนเอง




หากินจนอิ่มแลวก็คาบอาหารมาฝากกาสวิฐกะอยางเพียงพอ กาสวิฐกะกินจน

อิ่มหนาแล้วก็แบ่งส่วนทเหลือให้นางกาได้รับความผาสุกเสมอ ครั้นอยู่ต่อมา
ี่
กาสวิฐกะเกิดความทะนงตนขึ้นว่า “กาวีรกะ ก็ชื่อว่าเป็นกามีขนดา มีตาดา





มีจงอยปากดา เช่นเดียวกับเรา ไม่แตกต่างกัน ไฉนเราจึงยอมตนเป็นคนรับ



ใชอยูได เมื่อกาวีรกะด�าน้าไปจับปลาในสระกนได เราก็ควรจะท�าไดเหมือนกัน





แต่นี้ไปเราจะไม่อาศยกาวีรกะต่อไปแล้ว จะลงจับปลากินด้วยตวเองบ้างละ”

127


เมื่อคิดดังนั้นจึงเข้าไปหากาวีรกะ แล้วกล่าวด้วยความทะนง
“นี่สหายรัก! ท่านก็เป็นกา เราก็เป็นกา มีฐานะเสมอกัน เมื่อท่านลงไปจับปลา
ในสระกินได้ ข้าพเจ้าก็ควรท�าได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่นี้ไปท่านไม่ต้องน�าปลามาเผื่อ

ข้าพเจ้าและภรรยาแล้ว ข้าพเจ้าจะหาเลี้ยงตัวด้วยล�าแข้งเอง” กาวีรกะจึงกล่าวด้วย


ความสงสาร “สหายเอ๋ย! ท่านเป็นนกตัวดาก็จริง แต่มิได้เกิดในตระกูลกาน้า เป็นกา


หากินบนบก จะลงไปจับปลาในน้านั้นเห็นจะไม่พ้นอันตรายเป็นแน่แท้ อย่าทาเช่นนั้น

เลยสหายรัก” “กาน้าหรือกาบกก็กาเหมือนกัน” กาสวิฐกะไม่ยอมลดมานะของตัว
“ท่านเป็นกาน�้าก็ไม่เห็นมีอวัยวะอะไรเป็นพิเศษกว่ากาบก ท่านก็อาศัย ตีน ปีก จงอย

ปาก เช่นเดียวกับข้าพเจ้าเหมือนกัน ทาไมข้าพเจ้าจะทาเหมือนท่านไม่ได้” กล่าวจบก็


บินลงไปในสระแล้วพยายามดามุดลงไปเพื่อจับปลา อนิจจา! กาสวิฐกะหารู้ไม่ว่า ใน
น้าเต็มไปด้วยกอสาหร่ายและใบบัว ทั้งไม่รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงได้อย่างไร สาหร่ายและใบ

บัวพันตัวกาสวิฐกะไว้แน่น ยิ่งดิ้นก็ยิ่งพันมากเข้า ผลที่สุดก็หมดแรง พยายามชูจมูก
ให้พ้นน้าก็ไม่สามารถให้พ้นได้ จึงจมน้าตาย ณ ที่นั้นเอง



ฝ่ายนางกา เมื่อไมเห็นกาสวิฐกะนาอาหารมาตามเวลา ก็ไปหากาวีรกะ ถามถึง

กาสวิฐกะก็ได้รับคาตอบว่า ถูกสาหร่ายพันตัวตายเสียแล้วด้วยความทะนงตัว นางจึง

ได้แต่โศกเศร้าราพัน หมดที่พึ่งที่อาศัย จึงกลับไปยังเมืองกาสีหากินตามเดิมต่อไป






ชาดกเรื่องนี้ชี้ใหเห็นคติธรรมบทหนึ่งวา จงอยามีความทะนงตนอยางไรเหตุผล

ถือว่าคนอื่นทาอะไรได้เราก็ต้องทาได้เสมอไป ต้องพยายามรู้ขีดความสามารถของ

ตนเสมอว่ามีเพียงไร แล้วท�าเท่าที่ขีดความสามารถจะอ�านวย ถ้าขืนทะนงตนท�า





เกินไป โดยนกวาเมื่อคนอื่นท�าอะไรไดแลวก็ควรทาไดเหมือนกัน คนเรานั้นถาทา



อะไรได้เหมือนกันหมด ก็คงไม่มีครู ไม่มีศิษย์ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีผู้

นอย คงเทากันไปหมด แตนี่โลกแบงคนไวเปนขั้นๆ ไมเทากัน ฉะนั้นถาหลงทะนง









ตัว เข้าใจว่าตัวดีเท่าคนอื่นหมด เข้าทานองว่า “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” แล้ว ย่อม



ถึงความหายนะ เชนเดียวกับกาสวิฐกะ นาความหายนะมาสูตนและนางกาดังกลาว

แล้ว
(วีรกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓ หน้า ๒๓๒)
128


129


นกกระทา



“บาปอยู่ที่เจตนา”










ครั้งหนึ่งในปาหิมพานต พระโพธิสัตวเกิดในตระกูลพราหมณ ครั้น



เจริญวัย ได้ไปเรียนศิลปวิทยา ณ เมืองตักกศิลา สาเร็จแล้วได้ออกบวช


เป็นฤษีบ�าเพ็ญพรตอยู่ ณ หิมวันตประเทศ สาเร็จฌานสมาบัติแล้ว ก็
เพลิดเพลินอยู่กับการเล่นฌานในป่าเป็นเวลาช้านาน เมื่อต้องการจะเสพ





อาหารอันมีรสเปรี้ยวและเค็มบาง จึงไดเดนทางมาตามหมูบาน เมื่อมนุษย ์
ไดเห็นฤษีก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ชวยกันสรางบรรณศาลา ณ ชายป่า




แห่งหนึ่ง บารุงด้วยปัจจัยสี่อย่างสมบูรณ์ตลอดมา
ณ กาลครั้งหนึ่ง มีนายพรานนกผู้หนึ่งหากินทางต่อนก (เอานกตัว
เมียไปต่อนกตัวผู้ให้เข้ากรง) เอามาขาย ครั้นดักได้นกกระทาตัวหนึ่ง จึง

เอาไปฝึกให้ขันจนเก่ง แลวใชเปนนกตอลอนกตัวอื่นมาติดกรงเปนจ�านวน





มาก น�านกเหลานั้นไปขาย เลี้ยงชีวิตดวยทรพยนั้นตลอดมา วันหนึ่ง นก




กระทาต่อคิดว่า “นกกระทาญาติของเราพากันมาติดกรงนายพรานเป็น
จานวนมาก ความพินาศแหงหมูญาติครั้งนี้เปนเพราะเราคนเดยวที่ขันเรียก





ให้ญาติลงมาติดกรงดัก เรากาลังสร้างบาปกรรมอันใหญ่หลวงเสียแล้ว

ต่อไปนี้เราจะเลิกขัน ไม่ยอมล่อญาติมาติดกรงดักอีกต่อไปแล้ว”



ตั้งแตนั้นมา เมื่อนายพรานน�าไปตอก็ไมยอมขัน นายพรานนกเห็น
ดังนั้นจึงเอาแขนงไผ่เคาะศีรษะบังคับให้ขันอีก นกต่อไม่สามารถทนเจ็บ

ได้จึงขันต่อไปอีก นกกระทาจึงถูกจับเป็นจานวนมาก ต่อมานกกระทา
นึกอีกว่า “เราไม่มีเจตนาตั้งใจให้นกญาติเราตายก็จริง แต่ความตายของ
นกก็ขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ขันนกอื่นก็ไม่ถูกจับ แต่ที่ถูกจับเพราะเราขัน





ในขอนี้จะเปนบาปแกเราหรือไมหนอ” จึงพยายามคิดหาผูชวยตอบปญหา


ให้ได้ ก็ไม่เห็นใครควรจะถามได้ คราวหนึ่ง พรานนกจับนกกระทาได้
เป็นจานวนมาก จึงจับใส่กรงขังเดียวจนเต็ม ตั้งใจจะนาไปขาย ณ ท้อง




ตลาด จึงน�ากรงไปตั้งพักไว้ในสานักพระดาบสโพธิสัตว์เพื่อไปดื่มน้า เมื่อ
130



ดื่มน้าเสร็จแล้วก็รู้สึกอ่อนเพลีย คิดว่าจะพักสักครู่หนึ่ง จึงเอนลงกับพื้นแล้วก็หลับไป
นกกระทาจับที่ซี่กรงขัง คิดว่า “เราจะถือโอกาสถามดาบสในวันนี้” จึงเอ่ยถาม

“ข้าแต่ท่านดาบส! สาหรับตัวข้าพเจ้าเองไม่มีปัญหาอันใด ข้าพเจ้ามีความเป็นอยู่สบาย

และอุดมสมบูรณ์ แต่ญาติของข้าพเจ้าซิ ต้องมาล้มตายเพราะการกระทาของข้าพเจ้า
ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าก็มิได้จงใจทา เวรกรรมจะมาถึงตัวข้าพเจ้าหรือไม่หนอ?”



พระโพธิสัตวจึงตอบวา “พอปกษี! ถ้าใจของเจ้าไม่น้อมไปเพ่อทาบาป คือมิไดคิด






จงใจให้เขาล้มตายกันแล้ว บาปกรรมย่อมไม่ตกถึงเจ้า เปรียบเหมือนน้า แม้จะท่วมใบ

บัวก็ไม่ซึมซาบเข้าไปได้ ฉันนั้น แต่ถ้าเจ้ามีใจไม่บริสุทธิ์ มุ่งทาลายเขาก็คงไม่พ้นบาป
ด้วย” นกกระทาได้ฟังดังนั้น จึงถามต่อ “นกกระทาตายเพราะข้าพเจ้าขัน แต่ใจของ
ข้าพเจ้าคิดรังเกียจอยู่เสมอ เช่นนี้ถือว่าข้าพเจ้ามีส่วนในเวรกรรมด้วยหรือไม่?” พระ





ดาบสตอบว่า “เมื่อใจของเจาไมประทุษราย การกระท�าก็ไมเปนบาป กรรมไม่ตกถึงเจ้า




บาปยอมไมมาเกี่ยวของกับคนพยายามจะทาตัวใหบริสุทธิ์ไดเลย” พระโพธิสัตวไดปลอบ




นกกระทาให้เบาใจ จนกระทั่งหมดความรังเกียจแล้ว เผอิญพรานนกก็ตื่นขึ้น เห็นพระ
ดาบสจึงยกมือไหว้ แล้วคว้าตะกร้านกเดินออกจากอาศรมไป
ชาดกเรื่องนี้มุ่งสอนให้เราเห็นว่า ในการประกอบกรรมทั้งดีและชั่วนั้น เจตนา
คือความจงใจเป็นสิ่งสาคัญ ถ้าใจดีมีแต่คิดถึงบุญกุศลเป็นที่ตั้งแล้ว การกระทา



แม้จะเป็นการไม่ดก็ไม่ถือเป็นความชั่ว แต่ถ้าจิตใจของเรามความชั่วเข้าไปปนแล้ว











การกระทาแมเปนไปในทางดี ก็เปนการกระทาทีมใชความดีบริสุทธิ์ แตเปนการแสรง

ท�า ฉะนั้น จึงควรรักษาใจให้ดีไว้เสมอ
(ติตติรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๗๒)
131


132


นกยูงทอง





“จงบูชาผควรบูชา”








ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกยูง ณ เมืองพาราณสี






ดวยบารมีถือศีลที่เคยอบรมมา บันดาลใหกายของนกยงมีสีเหลองอรามเหมือน
ทอง สร้อยคอและแววหางสอดสลับอย่างวิจิตร เป็นที่รักและชื่นชมแก่ผู้ได้
พบเห็น พรานมือดทั้งหลายพยายามจะเอาไปเลี้ยง แต่ก็ไม่สามารถจับได้

เพราะนกยูงทองมีวัตรปฏิบัติเป็นประจาอยู่ อย่างหนึ่ง คือก่อนออกจากรัง ได้

สวดคาถาบทหนึ่ง ถือเป็นมนต์ประจาตัว ความในมนต์บทนั้นคือ “กราบไหว้

บูชาท่านผู้มีคุณ เริ่มแต่พระอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างแก่สัตว์ สมณชีพราหมณ์
ผู้ทรงศีล พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ ตลอดจนพระธรรมคาสอน ซึ่งทาให้คนพ้นจาก




ทุกข์” นกยูงทองสวดพระคาถาเหล่านี้ก่อนออกไปหากนทกวัน จึงให้
แคล้วคลาดภยันตรายจากนายพรานตลอดมา


ครั้งนั้น พระเทวีของพระเจาพาราณสี ทรงพระนามว่า เขมา สุบิน(ฝน)
ว่า “ไดเห็นพญานกยูงทองรอนมาหาทางอากาศจับที่สีหบัญชร (หน้าต่าง) แล้ว



แสดงความใหฟงอยางไพเราะจับใจ” ตื่นจากบรรทมแลว ทรงติดใจในพญานก



ยูงทองที่เห็นในพระสุบิน จึงทูลอ้อนวอนพระเจ้าพาราณสีให้เสาะหาพญานก


ยูงทองมาใหจงได พระเจาพาราณสีก็มิไดทรงขัดพระทัย ประกาศใหเรียกพราน



ป่ามาประชุมพร้อมกัน แล้วตรัสถาม “ใครเคยเห็นนกยูงทองที่ไหนบ้าง ผู้ใด
สามารถบอกแหล่งที่อยู่ได้จะให้รางวัลอย่างงาม”
พรานป่าผู้หนึ่งทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเคยได้รับการบอกเล่าจากบิดาว่า


มีนกยูงทองอยูที่ภูเขาทัณทกหิรัญบรรพตตัวหนึ่ง ปานั้นเปนปาทึบ เต็มไปดวย



ภยันตราย พรานป่าที่ได้พบพยายามไปจับ ตายเสียมามากต่อมากแล้ว” “ถ้า
เช่นนั้น พยายามจับตัวมาให้จงได้ และให้จับเป็น” พระราชารับสั่งในทันที
นายพรานต่างพากันเตรียมเสบียง พร้อมเครื่องมือดักสัตว์นานาชนิด





มุงตรงไปยังเทอกเขาทัณทกหิรัญบรรพต การเดินทางตองขามทิวเขาลึกเขาไป
ี่
ลูกที่ส เมือถงก็ดักบวงในที่ที่นกยูงทองเคยมาหากน นกยูงทองกอนออกหากิน





133




ก็สวดคาถานมัสการทานผูมีพระคุณทุกครั้ง ปรากฏ ไว้ แร้วรัดติดขาของพญานกยูงทอง ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่








วามนตนั้นขลังอยางมหัศจรรย แมเขาไปเหยียบบวง หลุด นายพรานจึงรีบวิ่งไปจับตัวไว้ แล้วใส่กรงนาไป
เข้าอย่างจังๆ บ่วงก็ยังไม่รูด พรานได้พยายามด้วย ถวายพระราชาทันที
วิธีต่างๆ ถึง ๗ ปี ก็ยังไม่สามารถจับนกยูงได้ ส่วน พระราชาเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงมีสี
ที่ตายในป่าก็มเป็นจ�านวนไม่น้อย เมื่อไม่สามารถ สวย งดงาม เสมือนทองค�าก็นึกรัก จึงรับสั่งให้หาตั่ง

จับได้ พระเทวีก็ระทมพระทัยจนสิ้นพระชนม์ไปใน (โต๊ะสี่ขา) มาตั้งต้อนรับเป็นพิเศษ เมื่อนกยูงจับตั่ง
ที่สุด นั้นแล้ว จึงทูลถามพระราชา “ข้าแต่มหาราช ที่

พระเจาพาราณสีทรงแคนในนกยูงทองยิ่งนัก พระองค์ให้พรานหลายพวกไปจับข้าพระองค์ และได้

จึงจารึกไว้ในแผ่นทองว่า “มีภูเขาหนึ่งชื่อทัณทก พยายามอยู่เป็นปีๆ นั้น เพราะอะไร ?”







หิรัญบรรพต อยในปาหิมพานต ณ เขาลูกนี้มีนกยง “ไดยินวา เนื้อของทานเปนเนื้อวิเศษ ถ้าใครได ้


ทองตัวหนึ่ง เป็นพญานกยูงทองวิเศษ ผู้ใดกินเนื้อ กินแล้วจะไม่แก่ ไม่ตาย ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามไป




แล้ว ผูนั้นจะไมแกไมตาย มีอายุยืนนาน” ทั้งนี้ก็เพื่อ จับมาจนได้” “ใครกราบทูลพระองค์ว่ากินเนื้อข้า





ึ่

จะใหพระราชาองคใดองคหนงฆานกยูงตัวนี้ใหจงได พระองค์แล้วจะไม่แก่ ไม่ตาย?” “เราอ่านพบในแผ่น

เมื่อพระราชาพระองคนั้นสวรรคต องค์ต่อมาได้อ่าน ทองซึ่งบรรพบุรุษจารึกไว้แต่โบราณ” “เมื่อพระองค์
แผ่นทองแล้วอยากเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย จึงให้พราน จะเสวยเนื้อของข้าพระองค์ ก็แปลว่าข้าพระองค์จะ

ไปล่าเป็นอันมาก พรานนั้นเมื่อไปถึงกวางบ่วงดก ต้องตายใช่หรือไม่?” นกยูงทูลถาม “แน่นอน” พระ

เช่นเดียวกับคนก่อนแล้วซุ่มดู เห็นว่าบ่วงนั้นไม่รูด ราชาทรงยืนยัน “จะต้องช�าแหละเนื้อเป็นชิ้นๆ แล้ว

ในขณะพญานกยงเหยียบ จึงคิดวาคงมีอะไรดีในตัว เอาประกอบเป็นอาหารจึงจะกินได้” “ข้าแต่มหาราช


นกยูงอย่างหนึ่ง จึงตามไปสังเกตถึงรังของพญานก ก็เมื่อขาพระองคซึ่งเปนเจาของเนื้อหนังนี้ยังตองตาย






ยูง ได้เห็นนกยงโพธิสัตว์ร่ายมนต์บทนอบน้อมผู้มี ยังตองถูกพระองคฆาเพื่อกินเนื้อแลว เหตุใดคนที่กิน








พระคุณก่อนไปหากินเสมอ จึงได้แคล้วคลาดจาก เนื้อขาพระองคจึงจะไมตายเลา” พระโพธิสัตวทรงให ้


บ่วงของพราน คิดหาอุบายจะให้นกยงหลงลืมการ เหตุผลและสอนตอ “ธรรมดาผูเปนราชาปกครองคน



ท่องมนต์ จึงไปจบนกยูงตัวหนึ่ง สอนให้ราแพนเมื่อ จะต้องมีวิจารณญาณให้ถี่ถ้วน จะเชื่อสิ่งใดจะต้อง


ปรบมือ และสอนให้ร้องเมื่อดีดนิ้ว ฝึกหัดจน พิจารณาโดยรอบคอบเสียก่อน มิฉะนั้นจะถูกตาหนิ
คล่องแคล่วแล้วจึงนาไปปล่อย เพื่อล่อให้นกยูงทอง ภายหลัง”




หลงและลืมมนต อานาจหญิงมักมีอิทธิพลเหนือบุรุษ พระราชายังไมหมดสงสัย จึงถามตอ “เมื่อทาน


เสมอ ท่านกล่าวว่าเสยงนั้นคมกว่าศาสตราวุธ ไม่มีอะไรวิเศษแล้ว เหตุใดจึงมีสีขนเหมือนทอง งาม




ประเภทใดๆ สามารถตัดขั้วหัวใจของบุรุษไดโดยไมรู กว่านกยูงฝูงอื่นๆ เล่า” นกยูงทองกราบทูลว่า
สึกตัว “มหาราช สีกายของข้าพระองค์ปรากฏเป็นสีทอง ก็
แมนกยูงโพธิสัตวบ�าเพ็ญศีลาจารวัตรมานาน ด้วยบารมีของศีลที่เคยบาเพ็ญมาแต่อดีตชาติ คือใน








ก็ไม่สามารถทนรูปและเสียงของนกยูงได้ พอได้ยิน อดีตชาต ขาพระองคเกิดเปนพระเจาจกรพรรดิ เสวย







เสียงของนางนกแตเชาตรู จึงลืมสวดคาถาคุมกันตัว ราชย์โดยธรรม บาเพ็ญทาน รักษาศีลประจา ด้วย

บินไปตามเสียงนั้นโดยเร็ว จึงติดแรวที่นายพรานดัก ความดีของศีลทาใหไดไปเสวยสุขชั่วกาลนาน แต่การ



134




เป็นพระราชานั้น ต้องประกอบทงบุญและบาปไปพร้อมๆ กัน ด้วย
บาปกรรมที่เหลือ จึงบันดาลให้เกิดเป็นนกยูง
พระราชายังไม่ทรงเชื่อ จึงถามต่อ “ที่ว่าเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ




ั้


และรักษาศีลจึงเกดเปนนกยูงทองนน ทานจะมีอะไรยนยันใหขาพเจาแนใจ


ได้” นกยูงทองจึงตอบว่า “ขอเดชะมหาราช เมื่อข้าพระองค์เกิดเป็น


พระเจ้าจกรพรรดนั้น มีราชรถล้วนด้วยแก้วเป็นราชพาหนะ รถนั้นยัง




เหลือซากจมอยู ณ สระโบกขรณีมงคลโนน ขอพระองคใหราชบุรุษไปขุด
ค้นดูเถิด”
พระราชาจึงรับสั่งให้วิดน�้าในสระนั้นออก แล้วโกยเลนขึ้น ก็ได้พบ

ซากรถสมดังคานกยูงบอก จึงเลื่อมใสพระโพธิสัตว์ ใคร่จะบาเพ็ญตนอยู่


ในศีลธรรม จึงให้พระโพธิสัตว์แนะนาทุกประการ ปล่อยนกยูงทองกลับ
ไป พระโพธิสัตว์ตรัสสอนพระราชาให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ครอง
ราชย์โดยยุติธรรม แล้วบินกลับไปยังทัณทกหิรัญบรรพตตามเดิม ฝ่าย
พระราชาด�ารงอยูในโอวาท ท�าบุญท�าทานตามสมควร จนสวรรคตไปตาม

กรรม
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรม เคารพบูชาใน
สิ่งที่ควรบูชา เริ่มแต่บดามารดาและสิ่งให้คุณแก่เรา ครูบาอาจารย์

สมณชีพราหมณ์ผู้ทรงศีล ตลอดจนผู้มีพระคุณ ไม่หมิ่นประมาท ไม่
ดูแคลน ย่อมแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวงได้ เหมือนนกยูงสวด
ภาวนาคาถานอบน้อมผู้มีพระคุณ จึงแคล้วคลาดจากบ่วงนายพราน
ตลอดมา แต่ต้องเสียที่นายพรานก็เพราะอ�านาจกิเลส ลืมบูชาผู้มี
พระคุณ และประสบอันตราย จึงควรเป็นเครื่องสังวรใจของเรา อย่า



เอาอ�านาจกามกิเลสหรออิสตรมาทาลายจนลืมผูมีพระคุณ จะถึงความ


หายนะในที่สุด
(โมรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๕๐)














135


136


พญานาคราช




“อย่าถือยศ เม่อยามยาก”









ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี



พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญานาคราช ชื่อมหาทัทระ มีนองตนหนึ่ง

ชื่อจุลลทัทระ อยู่ร่วมกับฝูงนาคซึ่งอยู่ใต้การปกครองของพ่อ ณ บริเวณ
เชิงเขาทัทรบรรพต ในหิมวันตประเทศ มหาทัทรนาคราชมีอุปนิสัยตรง
ข้ามกับจุลลทัทระตัวน้อง มีเมตตาอารีต่อนาคทุกตัว นาคตัวใดตกทุกข์




ไดยากเขามาขอความชวยเหลือ ก็พยายามชวยจนสุดความสามารถ เป็น

ที่เคารพรักของบรรดานาคทั่วไป ส่วนจุลลททระตัวน้อง มีนิสัยขี้โกรธ
หยาบคาย ชอบด่า เบียดเบียนเพื่อนนาคด้วยกันด้วยกาลัง เป็นที่เกลียด

ชังของฝูงนาคตลอดจนพ่อตนเอง

วันหนึ่ง จุลลนาคราชเกเรทาทารุณต่อนาคหนุ่มตัวหนึ่ง พ่อโกรธ
มากจึงสั่งขับออกไปจากนาคพิภพ มิให้อยู่ร่วมกับฝูงนาคต่อไปอีก มหา

ทัทระพี่ชายมีนิสัยเมตตาอารอยู่แล้ว ได้ทราบข่าวก็สงสาร จึงเข้าไป
ทัดทานพ่อ “คุณพ่อครับ จุลลนาคราชแม้จะหยาบช้าทารุณอย่างไรก็ยัง
เป็นน้องโดยสายเลือด หากถูกขับไล่ออกไปก็คงถึงอันตรายแก่ชีวิต อาจ

ถูกมนุษยและสัตวอนรบกวนได ชื่อวาไดฆาเขาทางออม โปรดใหอภัยสัก


ื่






ครั้งเถิด ให้เขาได้ประพฤติดีแก้ตัวต่อไป”


พญานาคราชจึงยอมใหอภัยและงดการขับไลไวคราวหนึ่ง ต่อมาไม่


ช้า จุลลนาคราชก็ทาผิดอย่างมหันต์อีก พ่อโกรธมาก จึงสั่งขับไล่ให้ออก
ไปจากนาคพิภพ พี่ชายก็เข้าไปทัดทานดังเดิม และรับรองว่าจะอบรมสั่ง

สอนให้กลับมีความประพฤติดีให้ได้ เมื่ออ้อนวอนอย่นาน พ่อก็ใจอ่อน
จึงยอมให้อยู่ต่อไป โดยได้คาดโทษไว้ว่า ถ้าขืนทาความผิดดังเดิมอีก ก็






จะขับไลโดยไมฟงค�าทัดทานใดๆ เขาวาผูที่มีนิสัยกระดาง ไมรูจักกลับตัว



นั้น ยากนักที่จะแก้ไขได้ จุลลนาคราชสงบความชั่วได้ไม่นาน นิสัยพาล
ก็สาแดงฤทธิ์ออกมา คราวนี้ไดทาอนาจารหยาบชาตอนาคอื่น ไม่สามารถ





137


ยกโทษได้ พญานาคราชจึงขับไล่ให้ไปอยู่ ไปยังนาคพิภพ ปรากฏว่าจุลลนาคราชหลังจากได้



ดัดสันดาน ณ อุกการภูมิ ใกล้กรุงพาราณสี มี ทนการทรมานดวยความอดกลั้นอยางยิ่งแลว หมด


กาหนด ๓ ปี แล้วให้ช่วยกันฉุดคร่าออกจากนาค ความกระด้างความทะนงตัว แล้วกลับเป็นนาคที่
พิภพทันที และห้ามกลับมาในนาคพิภพก่อน นิสัยดี โอบอ้อมเอื้ออารีคนอื่น เป็นที่รักของเพื่อน
กาหนด ฝายมหาทัทระ ด้วยความเป็นห่วงน้องชาย ตลอดมาจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต



ว่าจะได้รับอันตราย จึงอุตส่าห์ติดตามน้องชายไป ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมนาคิดขอหนึ่งวา คน



ด้วย ทั้งสองได้ไปอาศัย ณ อุกการภูมิ ก้มหน้าสู้ เราเมื่ออยูในประเทศถิ่นของตน แมจะไดรับการ



กรรมไปจนกว่าจะถึงเวลาก�าหนด เดกชาวบ้านที่ ยกย่องให้เกียรติเพียงใดก็ตาม เมื่อพลัดถิ่นไป

เคยออกมาวิ่งเล่นบริเวณนั้น ได้พบสองนาคราช อาศัยที่อื่นอยูแลว จะไปภูมิใจในการยกยองหรือ


หากินอยู่ จึงร้องตะโกนบอกพวกพ้องให้มาดู เกียรติเหมือนดังเดิมนั้นหาได้ไม่ เพราะคนต่าง


เด็กทั้งหลายตางพากันรุมลอมอยูรอบๆ แต่ ถิ่นยอมไมรูจักหรือเขาใจในตัวเราเหมือนถิ่นเดิม














ไมมีใครกลาเขาใกล กลัวอันตราย หยิบทอนไมบาง ถามัวแตถือยศถืออยางดังเดิม ก็จะประสบความ

ก้อนหินบ้าง ก้อนดินบ้าง ขว้างปา ทุบตีเล่น ล�าบากใจตลอดมา
เป็นการสนุกสนาน บ้างกล่าวคาหยาบช้า ด่าว่า นาคราชพี่ชายจึงสอนนองวา “บุคคลผูจาก





ด้วยคาหยาบนานาประการ จุลลนาคราชมีนิสัย แว่นแคว้นของตนไปพึ่งคนอื่นนั้น พึงสร้างฉาง

มุทะลุดดนอยู่แล้ว จึงบอกกับพี่ชายว่า “เจ้าเด็ก ใหญเตรียมไวสาหรับเก็บความหยาบคายจากคน





ชาวบ้านพวกนี้พากันเล่นเหยยดหยาม หมิ่น อื่นเถิด” หมายความว่า คนที่ต้องไปพึ่งพาอาศัย



ิ์

ประมาทเราด้วยประการต่างๆ หารจักฤทธของเรา คนอื่นนั้น จาต้องยอมรับคาหยาบ หรือหมิ่น
ไม่ น้องไม่สามารถอดทนต่อไปได้แล้ว จะขอฆ่า ประมาทจากคนอื่นด้วยหน้าตาแช่มชื่น ต้องมี
เด็กพวกนี้ด้วยพิษของ พญานาค จะได้เข็ดหลาบ ความอดทนต่อคาหยาบอย่างอุกฤษฏ์ จึงจะอยู่

เสียบ้าง” ได้อย่างสบาย ถ้าเป็นคนไว้ยศไว้อย่างในต่างถิ่น
มหาทัทรนาคราชผู้พี่จึงห้ามปรามด้วยการ ย่อมก่อความลาบากกายและใจใหตลอดเวลา จึง



เตือนสติวา “น้องเอ๋ย คนที่ถูกเนรเทศออกจากดิน ควรถือเป็นคติเตือนใจต่อไป
แดนของตัวเอง ต้องซมซานไปอาศัยอยู่ในต่างถิ่น
นั้น พึงสร้างฉางใหญ่เก็บความหมิ่นประมาทเถิด (ทัททรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
เพราะในประเทศใดที่ไม่มีคนรู้จักเรา โดย ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๙๗)
ธรรมชาติ วินัยหรือคุณสมบติในประเทศนั้น

เราอย่าถือตัวอยู่เลย จงอยู่ ณ ที่นั้นอย่างคนต่าง
ถิ่นด้วยความอดกลั้นเถิด”
นาคราชผู้น้องได้สติ จึงพยายามอดทนต่อ
คาด่าว่าข่มเหงของพวกเด็กอยู่ ณ ที่นั้นจนครบ



กาหนด ๓ ปี ด้วยความทรมาน บิดาใหมารับกลับ
138


139


ฤษีเล้ยงง ู





“ท�าคุณแก่สตว์ร้าย มกให้โทษ”










ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเกิดในตระกูลเศรษฐผูมั่งคั่งในแควนกาสี
เมื่อเป็นหนุ่มรู้เดียงสาแล้วแทนที่จะภูมิใจในทรัพย์สมบัติที่เป็นมรดก

กลับเหนสิ่งเหล่านั้นล้วนมีโทษ จึงสละทรัพย์สมบัติออกบวชเป็นฤษี
เพียรบาเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า ไม่ช้าได้บรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ





๘ อยูในปาหิมพานตดวยความสุขในฌาน ตอมามีดาบสมาอยูรวมส�านัก



ด้วยเป็นจานวนมาก

ครั้งนั้น มีลูกงูพิษตัวหนึ่งเลื้อยมาทางอาศรมของดาบสรูปหนึ่ง
ดาบสเห็นลูกงูตัวเล็กๆ เลื้อยมาก็สงสาร จึงคอยๆ จับลูกงูขึ้นมาประคอง



ลูบหลังไปมา ปากก็พร่าว่า “ลูกเอย! มาอยู่กับพ่อเถิด พ่อจะเลี้ยงดูเจ้า



ใหมีความสุขตลอดไป” จึงไปตดไมไผมาล�าหนึ่ง ตัดขอดานหนึ่งออกแลว




เหลือข้อไว้ข้อหนึ่ง เอาลูกงูใส่ไว้ในกระบอกให้อาหารเลี้ยงดูตลอดมา จึง





ใหชื่องูนั้นวา “เวฬุกะ”(เจาไมไผ) ฤษีผูเลี้ยงงูก็ไดชื่อใหมวา “เวฬุกบิดา”




(พ่อเจ้าเวฬุกะ) และเลี้ยงงูนั้นเสมือนลูกตลอดมา





คราวหนึ่ง พระโพธิสัตวไดขาววาฤษีตนนั้นเลี้ยงงูไวเปนลูก จึงเรียก

มาถาม “พระคุณเจ้า! ไดทราบวาทานเก็บอสรพิษมาเลี้ยงเปนลูกหรือ?”




“ครับ ท่านอาจารย์” ฤษีนั้นตอบ “ผมเห็นมันน่ารักก็สงสาร จึงเก็บมา
เลี้ยงไว้เหมือนลูก” “ขึ้นชื่อว่าอสรพิษแล้วไว้ใจไม่ได้เลย ปล่อยไปเถอะ

อย่าเลี้ยงเลย” ฤษีพระโพธสัตว์เตือน “ท่านอาจารย์ครับ” ดาบสตอบ
“มันเหมือนลูกผม ทิ้งมันไม่ได้ดอกครับ” “ถ้าเช่นนั้น คุณคงต้องตาย


เพราะใกลชดกับมันแนนอน” ดาบสไมยอมเชื่อพระโพธิสัตว และไม่ยอม




ปลอยอสรพิษ หลังจากนั้นไมกี่วัน มีดาบสมาสงขาววาไดพบแหลงผลไม ้






ใหม่ไกลจากที่เดิม ถ้าจะไปเก็บผลไม้ก็ต้องไปค้าง ๒-๓ คืน ดาบสเหล่า
นั้นจึงพากันไปหาเก็บผลไมมาเก็บตุนไวเปนอาหาร ดาบสเวฬุกบิดาก็ไป



ด้วย แต่ก่อนจะไปได้นางูเวฬุกะใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่พิงไว้ในอาศรม

140


แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับหมู่ฤษี
หลังจากพักอยู่ ณ ที่นั้น ๓ คืน จึงเดินทางกลับ เมื่อถึงอาศรมก็








เขาไปหาเจาเวฬุกะ เปดกระบอกไมไผพลางพูดวา “มาเถิดลูกเอย! เจ้าคงจะ
หิวซินะ” แล้วเปิดกระบอก เอามือล้วงเข้าไปหวังจะลากเวฬุกะออกมากิน
อาหาร เจ้างูร้ายเวฬุกะก�าลังโกรธเพราะอดอาหารมาหลายวัน จึงฉกมือ
ดาบสเขาอยางจัง ดาบสชักมือออกจากกระบอกโดยมีเจาเวฬุกะกัดติดออก









มาด้วย พรอมชูคอแผพังพานขูดวยความโกรธ ฤษีผูมีเมตตาตออสรพิษราย






ก็ตองลมลง นอนน้าลายฟูมปาก แลวแนนิ่งหมดลมหายใจไปเพราะพิษราย

ของเจ้าเวฬุกะ

ดาบสทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงบอกกับพระโพธิสัตว พระโพธิสัตวสั่งให ้

ทาสรีรกิจของดาบสผูเสียชีวิต แลวนั่งในทามกลางหมูฤษีกลาวสอนเปนบท















โศลกว่า “ผูใด เมื่อผูหวังดีมีความเอ็นดูกลาวสอนอย มิไดทาตามคาสอน
ั้
ของผูนั้น มักถูกพิบติก�าจัดเสีย เหมือนฤษีบิดาของงูเวฬุกะ ฉะนน” เมื่อ



กล่าวอบรมฤษีทั้งหลายแล้ว พระโพธิสัตว์ตั้งใจบาเพ็ญ พรหมวิหารธรรม
๔ เมื่อสิ้นชีวิตจึงไปเกิดในพรหมโลก
ชาดกเรื่องนี้ใหขอคดวา บัณฑิตทั้งหลาย เมื่อมีใครแนะน�าตักเตือน





ก็จะน้อมรับไว้เพื่อปรับปรุงแก้ไข มองผ้แนะนาตักเตอน ว่าประดุจผู้ชี้



ขุมทรัพยให ตางจากคนพาลที่ไมปฏิบัติเชนนั้น เหตุนั้น บัณฑิตจึงประสบ




ความสุขความเจริญ ส่วนคนพาล ย่อมประสบความกับความเดือดร้อน
เพราะการประพฤติของตนเอง
(เวฬุกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๘)
141


142


พญาเนื้อทราย





“เช่อคนเขลา มกเศร้าใจ”














ครั้งหนึ่งในปาหิมพานต สมัยพระเจาแผนดินพระองคหนึ่งเสวยราชย
ณ นครราชคฤห์ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเนื้อทราย (ชื่อกวางชนิดหนึ่ง) ครั้น
เจริญวัยโดยลาดับได้รับยกย่องให้เป็นราชาแห่งเนื้อ มีบริวารประมาณหนึ่ง

ื่
พันตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พญาเนื้อทรายมีลูก ๒ ตัว ตัวหนึ่งชอ



ลักขณะ อีกตัวหนึ่งชื่อ กาฬะ เมื่อพระโพธิสัตวรูตัววาชรามาก จะปกครอง
ฝูงเนื้อให้ได้รับความร่มเย็นมิได้แล้ว
วันหนึ่ง จึงเรียกลูกทั้ง ๒ มา แล้วสั่งว่า “ลูกเอ๋ย พ่อแก่มากแล้ว ไม่
สามารถปกครองฝูงเนื้อให้มีความสุขสืบไป พ่อจึงจะขอมอบภาระให้เจ้าทั้ง
๒ แบ่งกันปกครองหมู่เนื้อฝ่ายละครึ่ง ให้พ่อลักขณะปกครอง ๕๐๐ ตัว ให้
กาฬะปกครอง ๕๐๐ ตัว และจงหาวิธีการปกครองบริวารให้ได้รับความสุข
ทั่วถึงกันด้วยความฉลาดรอบคอบเถิด” แล้วทั้ง ๒ จึงตกลงแบ่งบริวารฝ่าย
ละครึ่ง บริเวณที่เนื้อทรายพาบริวารหากินกันอยู่เป็นที่มีข้าวกล้าอุดม

สมบูรณ สถานที่เชนนี้มักเปนอันตรายตอพวกเนื้อ เพราะเมื่อถึงฤดูขาวกลา







งาม ประชาชนตางพากันหาวิธกาจัดพวกเนื้อ เพื่อมิใหมาขโมยขาวกลาดวย





ื่

วิธการต่างๆ บางรายขุดหลุมขวาก บางรายใช้ฟ้าทับเหว (เครองดักสัตว์










ชนิดหนึ่ง) บางรายใชบวงซุม บวงซอนไวในที่นั้นๆ ทาใหฝูงเนื้อตองตายเปน

จานวนมาก
วันหนึ่ง ในฤดูข้าวกล้าผลิตผลเต็มที่ พระโพธิสัตว์เรียกลูกทั้ง ๒ มา

แล้วสั่งว่า “ลูกเอ๋ย ขณะนี้เป็นเวลาข้าวกล้าสุก มนุษย์กาลังพากันเตรียม

เครื่องมือเพื่อดักฆาพวกเรา หนานี้แหละที่ญาติของเราพากันตายปละมากๆ



เจาทั้งสองจงพากันอพยพฝูงเนื้อบริวารของเจาไปอยูเสียในปาลึก เพื่อใหพน





อันตราย เมื่อหมดหน้าข้าวกล้าสุกแล้วจึงค่อยลงมาใหม่ เจ้าทั้งสองต้องใช้




ปญญาพาฝูงเนื้อหลบหลีกอันตรายไปใหถึงปาเถิด พอเองก็จะหาทางไปดวย

ตนเองเช่นกัน”
143



ลูกทั้งสองรบค�าพ่อแล้ว ก็พาเนื้อบริวารของ ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า คน








ตนไป มนุษยรเชนนั้น ตางพากนเตรียมเครื่องมือเพื่อ เราเกิดมาในเรือนรางเชนเดียวกัน บางทีก็เกิดรวม

ดักฆ่าฝูงเนื้อตามจุดต่างๆ รู้ว่าฝูงเนื้อเคยขึ้นลงผ่าน พี่น้องกันด้วยซ้าไป แต่เราจะไปยึดหลักว่า เมื่อ

ทางใดเวลาใด ก็วางบวงและดักซุมท�ารายในทางนั้นๆ เกิดมาด้วยกันก็ควรเหมือนๆ กันนนหาได้ไม่





ทาให้เนื้อล้มตายเป็นอันมาก เพราะระดับสติปัญญาความสามารถเป็นมูลเหตุ

ลูกเนื้อกาฬะมีปัญญาเขลา ไม่รู้ว่าทางใดควร อันสาคัญที่ทาใหคนแตกตางกันไป คนมีสติปญญา





ไม่ควรไป และเวลาใดควรไม่ควรไป นึกจะพาฝูงเนื้อ ดี ขีดความสามารถสูง ย่อมทาตัวเองและพี่น้อง

ไปในเวลาใดก็พาไปโดยมิได้คิด ทาให้เนื้อบรวารถูก ให้ประสบความสุขความเจริญ ส่วนคนเขลาเบา










ฆาเหลือบางตามาก กวาจะถึงปากเหลือเนื้อบริวารไม ปญญามกพาตัวเองและพวกพองใหถึงความพินาศ

กี่ตัว เสมอ
ฝ่ายลูกเนื้อลักขณะเป็นสัตว์ฉลาด มีไหวพริบ ฉะนั้น เมื่อมีความจ�าเป็นที่ต้องอย่ภายใต้

ดี รู้ว่าในเวลากลางวัน หัวค่าและย่ารุ่ง เป็นเวลาที่ การปกครองใคร หรือจะนับถือใคร ก็ควรเลือกอยู ่





มนุษย์คอยดักทาร้าย ก็ไม่พาบริวารออกไป พอถึง กับผู้มีสตปัญญาความสามารถด เพราะจะพาเรา

เวลาดึกสงัดจึงพาออกไปทีละพวก ลักขณะจึงไมทาให้ ให้ปลอดภัยในทุกสถาน เช่นเดียวกับเนื้อที่อยู่ใน

ฝูงเนื้อถึงอันตรายแม้แต่ตัวเดียว พาฝูงญาติไปอาศัย ความรับผิดชอบของลักขณะ ส่วนผู้โง่เขลาเบา

อยู่ ณ ป่าลึกอย่างปลอดภัย ครั้นอยู่ ณ ที่นั้นได้สี่ ปัญญาพึงหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล เพราะรอบตวเขา

เดือน หมดอันตรายแล้วก็พากันอพยพกลับมาอยู่ถิ่น เต็มไปด้วยอันตราย เช่นเนื้อทีอาศัยกาฬะเป็น
เดิม มีเนื้อ ๕๐๐ ห้อมล้อมเป็นบริวารเท่าเดิม ส่วน ตัวอย่าง จงระลึกเสมอว่าการอยู่ร่วมกับคนเขลา
ลูกเนื้อกาฬะเหลือบริวารไม่กี่ตัว เมื่อพากลับมาก็มา มักต้องเศร้าใจเสมอ
ตายเสียอีก คงเหลือกาฬะเพียงตัวเดียว
พระโพธิสัตวเมื่อเห็นลูกกลับมาในลักษณะตาง (ลักขณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย


กันเช่นนั้น จึงพูดกับแม่เนื้อว่า “ผู้ฉลาดทาอะไรด้วย ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๕๖)

ความรอบคอบ มีระเบียบ ย่อมถึงความเจริญรุ่งเรือง
ทั้งอาจรักษาบริวารให้ถึงความเจริญและปลอดภัยได้
ทุกเมื่อ จงดูลูกลักขณะเถิด เธอปกครองหมู่เนื้อด้วย
สติปัญญา จึงพากันประสบความสาราญ ส่วนกาฬะ

เป็นลูกโง่เขลาเบาปัญญา จึงพาบริวารถึงความพินาศ

ตัวเองก็ถึงความซบเซาอยู่จนปัจจุบันนี” เมื่อพระ
โพธิสัตว์ชื่นชมต่อลักขณะ จึงมอบความเป็นใหญ่ให้
ทั้งหมด ตัวเองจึงเข้าป่าหาความสุขไปตามยถากรรม
จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
144


145


ลกนกแขกเต้า




“คบคนพาลๆ พาไปหาผด

คบบัณฑิตๆ พาไปหาผล”








ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า

ปัญจาละ เสวยราชย์ ณ ปัญจาลนคร พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัยชอบ

ผจญภัย เที่ยวล่าสัตว์ในป่าเป็นประจา ณ ป่าเป็นที่ล่าสัตว์นั้น มีนก

แขกเต้าตัวหนึ่งทารังอยู่บนต้นไม้ ได้ตกฟองแล้วออกลูกมา ๒ ตัว พอ

ลูกนกมีขนปีกพอจะบินได้จึงหัดให้บินออกจากรัง เพื่อให้มีก�าลังแขง
แรงขึ้น ขณะฝึกบินอยู่นั้นเผอิญเกิดลมพายุใหญ่ พัดเอาลูกนกสองตัว
แยกออกเป็น ๒ ทาง นกตัวพี่ไปตกอยู่ระหว่างกองอาวุธของพวกโจร
ั้


ซึ่งตงชมรมอยูดานเหนือ ใกลภูเขา โจรจึงจับลูกนกตัวนั้นไปเลี้ยงไว ตั้ง


ชื่อว่า “สัตติคุมพะ” แปลว่า กองหอกดาบ
ส่วนตัวน้องถูกลมหอบไปตกในท่ามกลางกองดอกไม้ในหมู่

อาศรมของฤษี ฤษจึงนามาเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อให้ว่า “ปุปผกะ” แปลว่า


ดอกไม้ สัตติคุมพะเติบโตมาในหมโจร ปุปผกะเติบโตในทามกลางพระ



ฤษี กาลเวลาล่วงมาโดยลาดับ

วันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาละเสด็จประพาสป่าเพื่อทรงล่าสตว์


ประทับบนราชรถอันงามสงา พร้อมด้วยอามาตย์ราชบริพารเป็นจานวน

มากออกไปจากพระนคร เมื่อถึงที่ล่าสัตว์รับสั่งว่า “เราจะทาการล้อม

เนื้อไว้โดยรอบแล้ว ล่าเอาเนื้อตัวหนึ่ง หากผู้ใดประมาทปล่อยให้เนื้อ
เล็ดลอดไปได้ ผู้นั้นจะถูกลงอาญาอย่างหนัก” ตรัสดังนั้นแล้วเสด็จลง
จากราชรถ รับสั่งให้ข้าราชบริพารล้อมละเมาะแห่งนั้นไว้ ให้ตีเกราะ
เคาะไม้เพื่อไล่เนื้อให้ออกมา กวางตัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ ณ ละเมาะนั้น
ได้ยินเสียงตีเกราะ เคาะไม้ก็เผ่นออกมาจากละเมาะ เห็นมนุษย์ล้อม

อยู่โดยรอบก็ตกใจวิ่งเผ่นหนีไปทางพระราชา
พระราชาไม่ได้นึกไว้ก่อนว่าเนื้อจะเข้ามาทางพระองค์จึงมิได้
เตรยมธนูไว้ เนื้อจึงวิ่งแหวกวงล้อมออกไปได้ พวกราชบุรุษทั้งหลาย







146






ต่างซุบซิบกันเป็นเชิงเย้ยหยันพระราชา “วันนี้พวก อานาจดีนัก แตพอพบเขากลับขี้ขลาดตาขาว ทาเป็น
เราคงได้เห็นผู้ปล่อยให้เนื้อหลุดออกไปถูกลงอาญา คนดี เจ้าหนีไปคนเดียวเถิด เราจะจัดการให้จงได้”


ื่

กันละ จะเปนใครเดี๋ยวก็รูเอง” แลวหัวเราะพรอมกัน พระราชาบรรทมครึ่งหลับครึ่งตน คล้ายทรง


พระราชาได้สดับดังนั้น ทรงทราบว่าเป็นการ ได้ยินคาพูดว่า ฆ่ามันแล้วแย่งเครื่องประดับไป จึง
กลาวเชิงเยาะ จึงเกิดขัตติยมานะขึ้นมา เสด็จขึ้นราช หวั่นพระทัยว่าภัยจะมาถึง จึงปลุกนายสารถีให้รีบ

รถประกาศว่า “เราจะจับเนื้อนั้นให้ได้เดี๋ยวนี้แหละ” เทียมรถ แล้วให้ขับหนีไปจากที่นั้นโดยเร็ว
ตรัสให้นายสารถีขับรถมุ่งไปทางทิศที่เนื้อหนีไปโดย นกสัตติคุมพะเห็นพระราชาก�าลังหนีไป ก็นึกแคนใจ

เร็ว จนพวกราชบุรุษไม่สามารถตามไปทัน จึงเสด็จ ยิ่งนัก จึงบินร่อนตามรถไป แล้วกล่าวว่า “เร็ว! รีบ





ไปโดยลาพังกับนายสารถี ทรงคนหาจนตะวันเที่ยงก็ หยิบธนูและอาวุธใหครบมือ จับพระราชาแลวฆาเสีย


ไม่พบเนื้อตัวนั้น เห็นลาธารน้าใสใกล้กระท่อมแห่ง อย่าปล่อยให้หลุดรอดไปได้”
ี่
หนึ่ง จึงเสด็จตรงไปยังกระทอมนั้น ใหนายสารถีปลด ขณะทนกบินไปรองไปนน พระราชาก็เสด็จถึง



ั้
ม้าพักเสียก่อน แล้วนาเครื่องปูลาดบนรถมาปูใกล้ อาศรมฤษี ซึ่งขณะนั้นพระฤษีพากันออกไปหาผลไม


กระท่อมร้าง ทั้งพระราชาและนายสารถีก็บรรทม เหลืออยูแตนกปุปผกะตัวเดียว นกปุปผกะอยูกับพระ



และหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ฤษีถูกอบรมในทางดี มีใจเอื้อเฟอมีไมตรีตอคนทั่วไป





กระทอมที่พระราชาเขาไปพักนั้นเปนกระทอม ตามวิสัยพระฤษี เมื่อเห็นพระราชาเสด็จมาจึงบิน


พักชั่วคราวชายน้าของพวกโจร แต่ขณะที่พระราชา ออกไปต้อนรับด้วยวาจาอันนุ่มนวล

เสด็จมาถึง พวกโจรกาลังออกไปนอกบ้านหมด คง “ข้าแต่พระราชา การเสด็จมาของพระองค์นับ



ี่


เหลอแต่นกแขกเต้าสัตติคุมพะทโจรจับมาเลี้ยงไว้ วาเปนสิริมงคลอันประเสริฐ ของสิ่งใดมีอยูในอาศรม


ี่
ขณะทพระราชาครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ นกสัตตคมพะ นี้ เป็นต้นว่าผลมะปราง มะม่วง มะพลับ มีรสหวาน
บินไปเกาะที่กระท่อม เหนพระราชาจึงรีบบอกคน มากบ้างน้อยบ้าง ขอพระองค์เลือกเสวยตามพระ








ครัว “พอครัว ที่กระทอมรมธารของเรามีพระเจาแผน อัธยาศัยเถิด ขณะนี้พระฤษีกาลังเข้าปาหาผลไม้ ขอ
ดินท่าทางเหนื่อยมากมานอนพักอยู่ กาลังหลับสนิท จงเสด็จไปหยิบเองเถิดพระเจ้าค่ะ”



เราไปแยงอาภรณเครื่องประดับไวใหหมดแลว จับฆา พระราชาทรงพอพระทัยในการต้อนรับด้วย




เอาใบไม้กลบไว้เสีย ลาภมาหาเราถึงบ้าน ท่านอย่า ไมตรีของนกปุปผกะ จึงตรัสสรรเสริญ “พ่อนกแขก

มัวชาเลย รีบไปเถอะ” คนครวเชื่อครึ่งไมเชื่อครึ่ง แต่ เต้าเอ๋ย เจามีธรรมะยอดเยียมจริง ผิดกับนกแขกเตา





ื่
เพอให้หมดสงสัยจึงแอบไปดูที่กระท่อม เห็นพระ ตระกูลโน้น ใจโหดเหี้ยม หยาบคายเหลือเกิน ร้อง

ราชาบรรทมอยู่ ก็ตกใจกลัว รีบไปซ่อนตวอยู่แห่ง เรียกพวกโจรให้จับมัดและฆ่าเรา ไล่ตามมาจนถึง
หนึ่ง กล่าวกับสัตติคุมพะว่า “เจ้านกบ้า พูดไม่รู้ผิด อาศรมนี้ทีเดยว” นกปุปผกะจึงกราบทูลวา “มหาราช



รู้ถูก ธรรมดาพระราชาเสด็จมาไกลขนาดนี้ มีอย่าง นกแขกเต้าสานักโน้นกับข้าพระพุทธเจ้าเป็นพี่น้อง









รึจะมาแตพระองคเดียว คงซุมทหารไวที่ใดทหนึ่งเพื่อ รวมพอแมเดียวกัน เจริญเติบโตบนตนไมตนเดียวกัน









จับเรา รีบหนีไปจะดีกว่า” นกสัตติคุมพะจึงเถียงว่า แตพลดไปอยูคนละสานัก สัตติคุมพะไปอยูสานักโจร
“เจ้าคนขลาด เมื่อก่อนนี้เมาเข้าไปแล้วอวดเก่งเบ่ง ใจบาป จึงถูกอบรมให้มีโจรธรรม คือมีใจเหี้ยมโหด
147


ไปด้วย ส่วนข้าพระพุทธเจ้าตกมาอยู่กับพระฤษีผู้มีธรรม จึงถูกอบรม


ให้มีธรรมจรรยา ข้าพระพุทธเจ้ากับนกสานักโน้นจึงแตกต่างกัน”
พระราชาตรัสถามว่า “เมื่ออยู่กับพระฤษี ท่านสอนให้ทาอะไร

บ้าง?” นกแขกเต้าปุปผกะจึงเล่าธรรมะที่ตนได้จากพระฤษีถวาย



ในขณะที่นกแขกเตาปุปผกะกาลังสนทนากับพระราชาอยูนั้น พระฤษี



ก็กลับมาจากปาถึงอาศรม พระราชาเห็นก็นมัสการแลวตรัสเลาความ
ดีของนกแขกเต้าปุปผกะ จึงตรัสอาราธนาพระฤษีว่า “พระคุณเจ้าผู้



เจริญ! ถาพระคุณเจาจะสงเคราะหโยมละกอ โปรดไปพ�านักอยูในราช



อุทยานของโยมเถิด” แล้วให้คาปฏิญาณกับพระฤษี และให้อภัยนก
แขกเต้าทั้งหลาย ให้เบี้ยเลี้ยงดูนกแขกเต้าและพระฤษี จนถึงกาล
อวสานแห่งชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจว่า การคบคนเป็นสิ่งมีอิทธิพลเหนือ
สิ่งอื่นใดๆ ดีกับชั่วจะอยู่ในตัวคนพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ได้
คราวใดใจของเรามีดีประกอบ ขณะนั้นความชั่วย่อมหายไป แต่

ขณะใดมีความชั่วครอบงา ความดีย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน คนชั่วย่อม
มีแต่ชั่วภายใน เมื่อคบด้วยก็มีแต่ความชั่วแจกจ่ายให้เท่านั้น เช่น
นกสัตติคุมพะไปอยูกับโจรก็ไดแตใจโหดเหี้ยมมา เพราะโจรมีใหแค ่










นั้น สวนคนดีก็มีดีบรรจุอยภายใน จึงแจกจายใหแตของดี ดูตัวอยาง

นกปุปผกะอยู่กับพระฤษีจึงมีคุณธรรม
ฉะนั้น จึงควรหลีกการอยู่กับคนชั่ว คบแต่คนดี ซึ่งจะพาให้
เกิดสิริมงคล ดังภาษิตไทยกลาวไววา “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด



คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” ควรที่เยาวชนจะถือเป็นคติต่อไป
(สัตติคุมพชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๗๙)














148


149


กระต่ายตื่นตูม




“อย่าเช่อมงคลตื่นข่าว”









ครั้งหนึ่งในป่าหิมพานต์ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสห์

อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ที่ชายป่านั้นมีหญ้าน้าบริบูรณ์ มีต้นตาลและ
ต้นมะตูมขึ้นแทรกกันอยู่ ใต้ต้นตาลมีกระต่ายป่าตัวหนึ่งหากินอยู่ ครั้น
กินอิ่มแล้วก็อาศัยบริเวณนั้นเป็นที่นอน มีความสุขมาช้านาน

วันหนึ่ง ขณะที่กระต่ายนอนหลับอย่างสาราญอยู่ภายใต้ต้นตาล
มะตูมสุกผลใหญ่ตกลงถูกใบตาลแห้งเสียงดังสนั่น กระต่ายตกใจตื่น
เข้าใจว่าแผ่นดินถล่ม ด้วยความตกใจกลัวอย่างสุดขีด จึงวิ่งหนีอย่างไม่
คิดชีวิต กระต่ายอีกตัวหนึ่งเห็นเพื่อนวิ่งไปเช่นนั้นก็ตกใจวิ่งควบไปทาง
เดียวกัน กระต่ายอีกหลายตัวเห็นก็ร้องถามกันว่า “เฮ้ย อ้ายสองตัวนั้น

มันวิ่งไปทาไมกันวะ” กระต่ายอีกตัวตอบ “เฮ้ย! อย่ามัวถามอยู่เลย คง

เกิดเรื่องใหญ่แล้ว วิ่งตามมันไปเถอะ”
แล้วก็พากันวิ่งตามกันไปเป็นแถว วิ่งผ่านพวกหมู หมูก็ตกใจวิ่ง
ตามไปด้วย วิ่งผ่านพวกละมาด เก้ง กวาง โคป่า กระบือ ช้าง ตลอด


จนราชสีห ตางก็วิ่งตามกันไปเปนพรวน เหยียบปาราบเปนแถบไปทีเดียว




ครนวิ่งไปได้ไม่ไกลนักก็ไปปะทะกับราชสีห์โพธิสัตว์ ราชสีห์ใคร่จะรู้
ั้
สาเหตุของการวิ่งหมู่ จึงเปล่งเสียงคารามขึ้น ๓ ครั้ง สัตว์ทั้งหลายต่าง

สะดุ้งกลัว หยุดจับกลุ่มกันเป็นหมู่ๆ ไม่กล้าวิ่งต่อไปอีก ถามกันว่าเกิด
อะไรขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถให้ค�าตอบแก่กันและกันได้
ราชสีห์จึงร้องถามไปว่า “พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรกัน?” สัตว์เหล่านั้น
ตอบว่า “เกิดแผ่นดินถล่มขึ้นจึงวิ่งหนีมา” ราชสีห์จึงซักว่า “ที่ว่าแผ่นดิน
ถล่มนั้น ใครเป็นคนเห็น?” ไม่มีใครตอบเลย ราชสีห์จึงไล่เลียงตั้งแต่ผู้

วิ่งหลังสุดขึ้นไปหาตัววิ่งก่อน เรมแต่ราชสีห์ไปหาช้าง เสือ แรด โค
ิ่
กระบือ ละมาด สุกร จนถึงกระต่ายเป็นที่สุด
เมื่อถึงพวกกระต่ายจึงพากันชี้ตัวกระต่ายตัววิ่งก่อนว่า “อ้ายตัวนี้







150


Click to View FlipBook Version