The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

251


ความเป็นพ่น้อง



“ร่มเงาญาติเย็นสบาย หายเงียบเหงา”













ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพระเจาพรหมทัต เสวยราชสมบัติ





ในพระนครพาราณสี สมัยนั้น พวกโจรในดงคมลูกนองออกปลนชาวบานแลวพากัน
หนีไป ชาวบ้านพากันออกติดตามสืบจับพวกโจรแต่ก็ไร้ร่องรอย จนกระทั่งตามมา
ถึงปากทางเข้าดงแห่งหนึ่ง พบชาย ๓ คนกาลังไถนาอยู่ จึงถามว่า “พวกเจ้าเที่ยว

ปล้นชาวบ้านแล้ว เดี๋ยวนี้แสร้งทาเป็นไถนาอยู่อีกหรือ เจ้าพวกโจรร้าย” พูดจบก็พา


กันล้อมจับชายทั้ง ๓ ให้เป็นแพะรับบาป นาตัวไปถวายแด่พระเจ้าพรหมทัต แล้ว
พระองค์ก็โปรดให้นาไปขังไว้ในคุก

ต่อมาไม่นาน มีหญิงชนบทคนหนึ่ง มารดาบิดาเสียชีวิตไปนานแล้ว เดินทาง
มาร้องห่มร้องไห้คร่าครวญต่อพระเจ้าพรหมทัต โดยได้ส่งเสียงอยู่นอกพระราชวง


“โปรดพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่หม่อมฉันด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” แล้วเดินวน
เวียนใกล้พระราชนิเวศน์ ไม่ยอมจากไปที่อื่น จนพระเจ้าพรหมทัตได้ทรงสดับเสียง
ของนาง จึงมีรับสั่งราชบุรุษว่า “พวกเจ้าจงน�าผ้าห่มไปให้นาง” พวกราชบุรุษจึงช่วย
กันหยิบผ้าสาฎกไปมอบให้นาง นางเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “แน่ะท่านราชบรษทั้ง


หลาย ดิฉันไม่ได้ต้องการผ้าห่มอย่างนี้ ดิฉันต้องการผ้าห่มคือสามีต่างหากเล่า”

ั้

ราชบุรษไดฟงดังนนจึงกลับไปกราบบังคมทูลแดพระราชา “ขอเดชะ พระอาญา



มิพ้นเกล้า หญิงผู้นี้มิได้ต้องการผ้าห่มอย่างนี้ นางขอผ้าห่มคอสามี พ่ะย่ะค่ะ”
พระราชาจึงรับสั่งให้นางเข้าเฝ้าแล้วมีพระด�ารัสถามว่า “ได้ยินว่า เจ้าขอผ้าห่มคือ
สามีหรือ” นางกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบว่า พระองค์ได้
จาขังชาย ๓ คนไว้ในคุก จึงเดินทางมาขอสามี ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ สามีชื่อ

ว่าเป็นผ้าห่มของสตรีโดยแท้ เพราะเมื่อไม่มีสามี แม้สตรีจะนุ่งผ้าราคาแพงตั้งพัน

กหาปณะ ก็ชื่อว่าเป็นหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง ประดุจดังแม่น้าที่ไม่มีน้า ก็ชื่อว่าแม่น้า







เปลือย แวนแควนที่ปราศจากพระราชา ก็ชื่อวาแวนแควนเปลือย หญิงปราศจากสามี
ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าหญิงเปลือย พระพุทธเจ้าข้า”
พระราชาทรงเลื่อมใสในคาพูดอันเฉลียวฉลาดของนาง จึงตรัสสั่งถามว่า “คน


ทั้ง ๓ นั้นเป็นอะไรกับเจ้า” นางถึงกับสะดุ้ง จึงจาต้องกราบทูลตามความจริงว่า
252


“ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้า ชายทั้ง ๓ คนนั้น และช่วยลูกกลับไปยังบ้านของตนได้โดยปลอดภัย
คนหนึ่งเป็นสามี คนหนึ่งเป็นพี่ คนหนึ่งเป็นลูก ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เครือญาติที่เป็นสาย
ของข้าพระพุทธเจ้า เพคะ” โลหิต ถ้านับตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง ผู้ที่ใกล้ชิด

พระราชาทรงพอพระทัย จึงตรัสวา “เพราะ ที่สุด เหนือเราขึ้นไปคือพี่ รองลงมาคือน้อง ความ





การทีเจาพูดดี รูจักใชวาจาอันชาญฉลาดเจรจา เรา เป็นพี่น้องถึงจะโกรธเกลียดกันเพียงใดก็ตดกันไม่

พอใจเจ้า ฉะนั้น ใน ๓ คนนี้เราจะยกให้เจ้าคน ขาด
หนึ่ง เจ้าจะปรารถนาคนไหนเล่า” นางรีบกราบทล ตระกูลใดที่หมู่ญาตพี่น้องได้ร่วมกัน


ทันทีว่า “ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้า พระองค์จะ สรางสรรคจรรโลงวงศวานใหเปนปกแผนแนนหนา








ไม่พระราชทานทั้ง ๓ คนเลยหรือ เพคะ” จะเป็นที่เกรงขามแก่บุคคลทั้งหลาย แม้ผู้มุ่งร้ายก็
พระราชาตรัสย�้าด้วยน�้าเสียงอันหนักแน่น ไม่กล้ามาเบียดเบียน ประดุจความหนาทึบแห่งกอ
ว่า “ไม่ได้ เราให้เจ้าเลือกได้คนเดียว” นางจึงต้อง ไผที่มีหนามแวดลอมอยูรอบขาง ยอมไมมีใครเขาไป









ตัดสินใจกราบทูลวา “ขอเดชะ พระบารมีปกเกลา ตัดไดงายๆ หรือเหมือนดังกอบัวที่เจริญงอกงามอยู ่


เมื่อไม่ทรงสามารถพระราชทานทั้ง ๓ คนได้ ขอ ในสระ ย่อมเป็นที่เจริญตาเจรญใจแก่ผู้พบเหน


ี่
พระองค์โปรดพระราชทานพชายแก่ข้า ต้นไม้ที่เกิดรวมกันเป็นป่าดง แต่ละต้นย่อมช่วย
พระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า” ต้านลมพายุให้แก่กัน จึงยืนต้นอยู่ได้นาน ผิดจาก

พระราชาทรงสนพระทัยในคาขอของนาง ตนไมที่เกิดอยูโดดเดี่ยว ยืนโตพายุตามลาพัง ยอม






จึงตรัสถามนางว่า “เพราะเหตุใดเจ้าจึงต้องการพี่ หักโค่นลงได้โดยง่าย คนทมีญาติพี่น้องอยู่พร้อม
ี่
ชาย” นางกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระบารมี หนาก็ยอมมีผูคอยชวยเหลือ ตานทานมรสุมชีวิตให ้





ปกเกล้า ธรรมดาว่าบุตรข้าพระพุทธเจ้าหาได้ง่าย ผ่อนหนักเป็นเบาได้
เหมือนเมี่ยงที่ชายพก ส่วนสามีก็เช่นเดียวกัน ดังมีคากลอนสอนใจไว้ว่า


เพียงยางกรายไปตามถนน สักประเดี๋ยวก็จะมีชาย ร่มไม้เย็น พักผ่อน หายร้อนอาตม์
ที่พบเห็นมาเป็นสามีได้โดยไม่ยาก แต่ขณะนี้ ร่มเงาญาติ เย็นสบาย หายเงียบเหงา
มารดาบิดาของข้าพระพุทธเจ้าได้เสียชีวิตไปแล้ว ร่มพ่อแม่ เย็นสุข ทุกข์บางเบา

ื่
ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นใครอนเลยที่จะนาญาติพี่ เกิดเย็นเกล้า เคล้าคลุก อยู่ทุกยาม


นองรวมทองเดยวกันมาใหไดอีก เพราะฉะนั้น ขอ ร่มอาจารย์ กันเขลา เกิดเชาวน์กล้า





พระองคโปรดพระราชทานพี่ชายอันเปนญาติสาย ร่มราชา กันศัตรู ให้รู้ขาม

โลหิตให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าข้า” ร่มพระพุทธ ดับร้อน ผ่อนรุกราม
พระราชาทรงแย้มพระโอษฐ์ ด้วยด�าริใน ให้โลกสาม ร่มเย็น เป็นนิรันดร์
พระทัยว่า “นางคนนี้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พูดสิ่ง
ที่เป็นสาระประโยชน์ เป็นที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก” (อุจฉังคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ดังนั้น พระองค์จึงมีความชื่นชมยิ่งนัก ทรงโปรด ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๒๓)

ให้ปล่อยคนทั้ง ๓ จากเรือนจา แล้วพระราชทาน
ให้นางไป หญิงชนบทนั้นจึงช่วยพี่ชาย ช่วยสามี
253


254





คนไมร้จกคุณคน
“ไมลอยน�าดีกว่าคนอกตัญญู”









ในอดีตกาล สมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤษี ปลูกอาศรมอยู่

ริมแม่น้าในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้เมืองพาราณสี

ณ ราตรหนึ่ง ขณะที่ทานฤษก�าลังเจริญภาวนาอยูนั้น ก็ไดมเสียงเหมือน










คนรองขอความชวยเหลือ ซึ่งดังมาจากแมน�้านั้น ทานฤษีจึงควาคบไฟแลวเดิน


ไปที่ริมฝั่งแม่น�้านั้น สิ่งที่ท่านเห็นคือ มีขอนไม้ลอยน้ามาท่อนหนึ่ง และขอน

ไม้นั้น มีสัตว์ ๔ ชีวิตลอยมาด้วย สัตว์ ๔ ชีวิตนั้น คือ ชายหนุ่ม นกแขกเต้า

หนู และงู ท่านฤษีรีบว่ายน้าไปยังขอนไม้ท่อนนั้น และผลักเข้าหาฝั่ง เมื่อน�า
สัตว์ ๔ ชีวิตผู้มากับกระแสน้าในยามราตรีขึ้นมาบนฝั่งใกล้กับอาศรมแล้ว

ท่านจึงก่อกองไฟขึ้น ๒ กอง เพื่อให้สัตว์ทั้งหมดได้อังไล่ความหนาวจากการ





แช่น้ามานาน กองหนึ่งใหสัตวทั้ง ๓ อีกกองหนึ่งใหชายหนุม จากนั้นจึงถามไถ ่
ความเป็นไปว่า “เหตุไฉนเจ้าทั้ง ๔ จึงพากันเกาะขอนไม้ลอยมาถึงที่นี่”
นกแขกเต้าตอบในนามของตัวแทนสัตว์ทั้ง ๓ ว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อ
วานนี้ไดมีพายุฝนตกกระหน�่า พัดพาเอาพวกเราตกลงไปในแมน�้า แต่เคราะห์


ยังดีที่พวกเรารีบคว้าขอนไม้ไว้ทัน ขอนไม้นั้นลอยตามกระแสน�้ามาจนถึงนี่
แหละเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มเล่าให้ท่านฤษีฟังว่า “ข้าพเจ้าเป็นราชกุมารแห่งกรุงพาราณสี
ได้ลงเล่นน�้ากับมหาดเล็ก แตถูกกระแสน�้าพัดพรากออกมา ไดเกาะขอนไมนี้



พยุงชีวิตมาเช่นกัน” ด้วยเห็นว่าทั้งสี่ชีวิตลอยคอมานาน ท่านฤษีจึงจัดหาผล
ไม้ให้กิน แต่เพราะความที่ท่านเห็นสัตว์ทั้ง ๓ คือ นกแขกเต้า หนู และงู มี
อาการหิวโหยอย่างเห็นได้ชัด และเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ท่าน จึงจัดผลไม้มาให้
กินก่อน แล้วจึงค่อยนามาให้ราชกุมารในภายหลัง



ฝายราชกุมารแทนที่จะยินดีที่ทานฤษีจัดหาผลไมมาใหเสวย กลับนอย



พระทัยและมีจิตใจเคองแค้นท่านฤษีที่นาผลไม้ไปให้สัตว์ดิรัจฉานกินก่อน


255



ตนเอง พระราชกุมารจึงแสดงอาการออกมาอยางเดน ท่านฤษีไป


ชัด แม้ท่านฤษีจะร้ แต่ก็มิได้เอ่ยปากออกมา เมื่อ ต่อมาไม่นาน ท่านฤษีโพธิสัตว์ใคร่อยากจะ


อาคันตุกะกินผลไมจนอิ่มหน�าสาราญแล้ว ทานฤษีได ้ ลองใจทั้ง ๔ ชีวิต ที่ท่านได้เคยช่วยเหลือไว้ จึงเดิน

จัดหาที่สาหรับพักให้ “พักกันที่นี่ก่อนเถิด เมื่อน�้าลด ทางไปหาหนู เมื่อหนูได้พบกบท่านฤษีก็ได้ด�าเนิน












คราวใดจงค่อยคิดอ่านว่าจะทาการสิ่งใดกันต่อไป ที่ การตอนรบเปนอยางดี พรอมกับนาทรพยสมบัติมา
นี่อุดมไปด้วยผลไม้นานาชนิด อีกทั้งสงบเงียบ ไม่มี มอบให้ท่านฤษีด้วยความยินดี แต่ท่านฤษีก็มิได้รับ
สัตว์ใหญ่มาพลุกพล่าน” แต่อย่างใด และบอกกับหนูว่ายังไม่มีความจาเป็น

เมื่อย่างเข้าวันที่ ๔ ทั้ง ๔ ชีวิตก็เข้ามาลาท่าน ต้องใช้ เมื่อเดินทางไปพบงูและนกแขกเต้าก็ได้รับ
ฤษีเพื่อกลับถิ่นฐานของตน ราชกุมารแห่งกรุง การต้อนรับเป็นอย่างดี และทั้งคู่ก็จัดหาทรัพย์

พาราณสีก็ยังผูกใจเจ็บ เคืองเรื่องที่ท่านฤษีให้ตน สมบัติและข้าวสาลีมาให้ตามสญญา แต่ท่านฤษีก็

เสวยผลไมหลงสัตวดิรัจฉาน หวังวาวนหนึ่งจะตองหา ปฏิเสธเช่นเดียวกับปฏิเสธหนู









ทางแกแคนทานฤษีใหได จึงกลาวกับทานวา “หากไม่ ครั้นแลวทานฤษีก็เดินทางไปยังกรุงพาราณสี








ได้ท่านช่วยชีวิตไว้ ป่านนี้ไม่ร้ว่าชะตาชวิตจะเป็น เพื่อลองใจราชกุมารที่ท่านเคยให้ความช่วยเหลือไว้


อย่างไร ในภายภาคหน้า หากข้าพเจ้าได้เสวยราช ซึ่งขณะนี้ราชกุมารไดเสวยราชสมบัติเปนพระราชา
สมบัติ อภิเษกเป็นพระราชาแล้ว ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ แล้ว เมื่อทานฤษีเดินทางมาถงเปนชวงเวลาเดยวกับ





ท่าน และจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน” ที่ราชกุมารเสด็จออกเยี่ยมราษฎร ราชกุมารทอด


จากนั้นราชกุมารก็ลาทานฤษีเดนทางกลับกรุง พระเนตรเห็นท่านฤษีแต่ไกลก็จาได้ ความคิด




พาราณส ฝ่ายนกแขกเต้า หนู และงู แมจะเปนสัตว ์ เคียดแค้นได้สาแดงออกมาทันที ราชกุมารได้เรียก

ดิรัจฉานแต่ก็ยังรู้คุณผู้ช่วยชีวิต นกแขกเต้าได้กล่าว องครักษ์มารับสั่งว่า “เจ้าฤษีชีไพรรูปนั้นมีท่าทาง




กับท่านฤษีว่า “เพื่อเป็นการตอบแทนคุณท่าน หาก เจ้าเล่ห์ เรากลัวฤษจะมาหลอกลอทรพยสมบัติของ
เมื่อใดที่ท่านต้องการข้าวสาลีรสเลิศ โปรดไปหา เรา พวกเจ้าจงกันไปให้ห่างๆ เรา และช่วยกันส�าเร็จ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้พรรคพวกช่วยกันคาบมามอบ โทษเฆี่ยนใหตายคามือ จากนั้นตัดหัวเสียบประจาน

ให้แก่ท่าน” นกแขกเตาไดบอกสถานที่อยูของตนแลว ไว้ที่นอกเมือง”




ก็จากไป ฝ่ายองครักษ์ผู้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เมื่อได้รับ
ส่วนหนูและงูนั้น เล่าให้ท่านฤษีฟังว่า “ชาติ พระราชโองการแล้วก็รีบปฏิบัติตามคาสั่ง ในขณะ

ก่อนนั้นเคยเป็นเศรษฐี มีทรัพย์มหาศาล และได้ฝัง ที่ลงมือเฆี่ยนท่านฤษีโพธิสัตว์อยู่นั้น ได้มีชาวเมือง
ทรัพย์สมบัติไว้ ครั้นเมื่อใกล้สิ้นอายุขัย ด้วยความที่ มายืนดู และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ใน




ยังหวงทรัพยสมบัติ จึงเกิดมาเปนหนูและงูเฝาสมบัติ ขณะที่ถูกหวายสัมผัสผิวกายอยู่นั้น แม้จะเจ็บปวด
ของตนต่อไป” พระคุณเจ้าผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับ เพียงไร ท่านฤษีก็มิได้แสดงอาการเจ็บปวดออกมา


ขาพเจาทั้งสอง วันใดทานมีความประสงคจะใชทรพย ์ แตกลับกลาวเปนคาถาทุกครั้งวา “นักปราชญกลาว











สมบัติ ขอให้พระคุณเจ้าไปหาข้าพเจ้าตามสถานที่ที่ ไว้ว่า เก็บขอนไม้ที่ลอยน้าขึ้นสู่บก ยังดีกว่าช่วยคน

แจ้งกับท่านไว้ ข้าพเจ้ายินดีจะมอบทรัพย์สมบัติที่ฝัง ตกน้าให้พ้นจากความตาย นี้คือสัจธรรม”


ไวนั้นแดทานอยางมากทเดยว” จากนั้นหนูและงูก็ลา เหล่าองครกษ์รู้สึกสงสัยจึงหยุดการเฆี่ยนตี





256












แลวเอยปากถามทานฤษีวา “เหตุไฉนทานจึงกลาวภาษิตนี้” ทานฤษไดเลาเรื่องครั้ง
ที่ท่านได้ช่วยชวิตราชกุมารในคืนที่เกาะขอนไม้ลอยมา ให้องครักษ์และชาวเมือง



ที่มาดูเหตุการณทั้งหลายฟง ทุกคนวิพากษวิจารณความประพฤติของราชกุมารกัน


อย่างกว้างขวาง และเห็นพ้องต้องกันว่า หากมีพระราชาที่มีนิสัยอิจฉาริษยา เคือง



แค้น พยาบาท เชนนี้ บานเมืองคงไมมีความสงบสุขเปนแน จึงชวยกันจับราชกุมาร




สาเร็จโทษ แล้วขอให้ท่านฤษีลาสึกออกมาปกครองเมืองพาราณสีแทน
เมื่อท่านฤษีโพธิสัตว์ได้เสวยราชสมบัติ ท่านก็ยังไม่ลืมสัตว์ทั้ง ๓ พระองค์
ได้ไปรับมาเลี้ยงไว้ภายในพระราชอุทยานเป็นอย่างดี
ชาดกเรื่องนี้มีคตสอนว่า ความกตัญญู คือความสานกรู้บุญคุณของคน




หรือสิ่งตางๆ ที่เคยทาเคยใหอุปการะแกตนมา หรอที่เคยชวยใหตนพนจากความ







ทุกข์เดือดร้อนมาได้ จัดว่าเป็นคุณธรรมหลักของคนเรา ความกตัญญูนี้จะคอย










พยงอุปถัมภค�้าจุนผปฏิบัติไว พรอมทั้งคอยรองรับความเจรญกาวหนาตางๆ ของ
ผู้นั้นไว้ ท่านเปรียบความกตัญญูไว้ เหมือนกับเสาเข็มหรือเสาหลักของอาคาร
ทั้งหลาย ซึ่งคอยพยุงและรับน�้าหนักของตัวอาคารทั้งหลังไว้ มิใช่เฉพาะคน
เท่านั้นที่คนเราจะต้องกตัญญูตอบ แม้สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้า ลาคลอง จน






กระทั่งบานเมืองที่ตนอาศัยอยู ซึ่งเรียกรวมๆ วาธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตางๆ

ซึ่งคนเราได้พึ่งพาอาศัย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คนเราก็ควรต้องกตัญญูตอบ
ด้วยเหมือนกัน ได้อาศัยบ้านแต่ไม่ดูแลบ้านให้ดี ปล่อยให้บ้านสกปรกรกรุงรัง
ได้อาศัยต้นไม้แต่ชอบตัดต้นไม้ท�าลายป่า ได้อาศัยแม่น�้าลาคลอง แต่ชอบทิ้ง

ขยะมูลฝอยลงไปทาให้สกปรกเน่าเหม็น ได้อาศัยอากาศหายใจ แต่สร้างมลพิษ

ให้อากาศ ได้อาศัยถนนสัญจรไปมา แต่ชอบทิ้งขยะลงบนถนน ได้อาศัยเมือง
อยู่ แต่ชอบก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้เกิดขึ้นแก่เมือง ชอบทาให้เมืองล่มจม










จะไมเรยกวาเปนการเนรคุณไดอยางไร? เมื่อเปนคนเนรคุณคนอยางนี้ ถงคราว
ที่เพื่อนลงโทษเอาบ้างจะไปอุทธรณ์เอากะใคร และใครจะช่วยได้
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรสว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็น

สัญลักษณ์ของคนดี การจะเลือกคนดีนั้น จงเลือกดูที่ความกตัญญูกตเวที ถ้า
คนใดเปนคนมีความกตัญญกตเวที คนนั้นเปนคนควรแกการคบคาสมาคม ควร





ที่จะเอามาเป็นเพื่อนได้ ส่วนคนอกตัญญูนั้น ท่านว่าไม้ลอยน้ายังดีกว่า เพราะ








ไม้ลอยน�้าไมเปนภัยแกใครๆ เก็บมาท�าฟนก็ยงได แตคนอกตัญญูไมรูคุณคนนั้น



ไม่ควรเอาเข้ามาในบ้านเป็นอันขาด เขาจะทาลายเจ้าของบ้าน หรือเผาบ้านเสีย
เมื่อใดก็ได้
(สัจจังกิรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๔๙)
257


258


มดกับนกขุนทอง



“เราดีไป เขาก็ให้ดีมาตอบ”









เล่ากันมาว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ บริเวณชานเมือง มีป่าทึบ











อันเปนที่เงียบสงัดหอมลอมอย สัตวปานานาชนิดตางอาศัยอยูในปานั้นดวย

ความสุขสาราญ

วันหนึ่งในฤดูร้อน มีมดตัวเล็กๆ เดินไต่อยู่ที่ริมขอบธารน�้า เกิดเดิน

พลาดและพลัดตกลงไปในลาธารนั้น “โอ้ย! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”
มันได้แต่ร้องและตะเกียกตะกายอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถที่จะขึ้นมาจากน้า

ได้ ขณะนั้น บังเอิญได้มีนกใจดีตัวหนึ่งบินผ่านมาพอดี เมื่อมันมองเห็นว่า
มีมดตัวหนึ่งตกอยู่ในอันตรายอย่างนั้น


“ฉันจะตองชวยมดตัวนั้น” นกตัวนั้นคิดที่ชวยเหลือดวยความสงสาร


ทันที “แค่เพียงจิกเอาใบไม้สักใบแล้วทิ้งลงไปในน้าแค่นั้น มดตัวนั้นก็จะไต่

ขึ้นมาข้างบนได้ มันอาจเป็นเสมือนเรือลาเล็กๆ ของเขา” เมื่อนกคิดดังนั้น




จึงจิกเอาใบไมใบหนึ่งแลวทิ้งลงไปในน�้า และก็เปนจริงอยางที่คด เพราะมด





ึ้
ตัวนั้นไดไตขนมาบนใบไมนั้นจริงๆ “ขอบคุณมาก คุณนก” มดกลาวขอบคุณ


และด้วยความสานึกในบุญคุณทช่วยชีวิตมันไว้ “สักวันหนึ่งฉันคงได้ช่วย
ี่
เหลือเป็นการตอบแทน” มดพูดให้สัญญาทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะพูดให้ดี
ไปกว่านี้
ต่อมาไม่นาน มีพรานไพรคนหนึ่งอาศัยอยู่กระท่อมริมป่านอกเมือง








ทุกๆ เชาเขาจะแบกหนาไมเขาปาเพื่อลาสัตว ทั้งเกง กวาง กระต่าย ตลอด

จนนกหนูต่างๆ เพื่อนาไปเป็นอาหาร






วันหนึ่ง หลังจากเดินทางเขาปามาตั้งไกลกยังไมไดพบเกง กวาง หรือ
สัตว์อื่นใดพอที่จะจับเป็นอาหารได้สักตัวเดียว เขาไม่ลดละ มุมานะเดินไป






เรื่อย ๆ พอมีอาการเหนื่อยลา ก็เขาไปพักใตตนไมตนหนึ่งที่มีใบไมปกหนา

เขาแหงนมองขึ้นไปบนตนไมนั้น ก็เห็นนกตัวหนึ่งกาลังเกาะนิ่งอยูบนกิ่งไม ้




259


จึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ ๆ แล้วง้างธนูขึ้นหมายจะ เสวยสุขอยู่ท่ามกลางความรังเกียจของคนทั้งหลาย

ยิงนกตัวนั้น ต่อไปได้ หากเกิดหมดบุญหมดวาสนาหรือตกอับขึ้น
ในขณะเดียวกันนั้น มีมดน้อยตัวหนึ่งซึ่งเคย มา ก็จะถูกเมินหน้าหนี ไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก



ตกลงไปในล�าธาร บังเอิญผานมาและเห็นเหตุการณ ใครๆ ไดอีก ใครที่ถูกญาติพี่นองหรือเพื่อนฝูงทอดทิ้ง

มันตกใจมาก เพราะจาได้ว่านกตัวที่จะถูกยิงซึ่งเป็น ไม่แยแส ไม่อยากให้ความช่วยเหลือ ไม่อยากจะ



เปานิ่งอยูตรงหนานั้นเปนนกตัวเดียวกันกับที่ไดเคย คบหาสมาคมด้วยนั้น ลองสารวจดูตัวเองให้ดี อาจ








ช่วยชีวิตมันไว้ “คุณนก ระวัง” เจ้ามดน้อยตะโกน เห็นตัวเองไดชัดเจนขึ้นวา ตนเปนคนที่ไมคอยส�านึก



ขึ้นดวยเสียงอันดงลั่น แตอนิจจา! เสียงรองเตือนภัย ในบุญคุณของคนผู้มีอุปการคุณก็ได้


อันแผ่วเบาของมนไม่สามารถที่จะท�าให้นกตัวนั้น ดังคากลอนสอนใจที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า


รู้สึกตัวอะไรได้เลยสักน้อยนิด
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น มดน้อยไม่มีทาง เราดีไป เขาก็ให้ ดีมาตอบ
เลือกอื่น มันจึงตรงดงไปกัดเท้าของนายพรานนั้น เราไปชอบ เขาก็ตอบ ชอบมาหา
ิ่
ทันที ดวยความเจ็บปวด นายพรานถงกับสะดุงโหยง เราร้ายไป ร้ายก็ล่อ ต่อร้ายมา



เป็นเหตุให้ลูกธนูที่เขายิงออกไปผิดเป้าหมาย พุ่ง ดีไปหา ดีไปสู่ เป็นคู่กัน
ผ่านนกขุนทองไปอย่างเฉียดฉิว เมื่อนกตัวนั้น ถ้าไม่ดี ดีไม่มา หาหรอกนะ
รอดพ้นจากอันตราย คือรอดตายไปอย่างหวุดหวิด ถ้าดีมี จะมีดี ไม่มีอั้น
“ขอบใจมาก มดน้อย” นกตัวนั้นร้องบอก “เธอช่วย ถ้ามันดี ดีก็มา ตามท่ามัน


ฉันครั้งนี้ ถือวาเปนการตอบแทนบุญคุณไดแลวนะ” โลกทุกวัน หมุนเวียน ชอบเปลี่ยนดี


นกกล่าวด้วยความขอบคุณ หลังจากนั้นสัตว์ทั้งสอง ต้องการไก่ ยังต้องใช้ เอาไก่ต่อ
ก็ได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่าง เอาช้างล่อ ต่อช้าง กลางไพรศรี
เป็นสุขในป่านั้นตลอดมา ไก่ต่อไก่ ช้างต่อช้าง ตัวอย่างมี





นิทานเรองนี้มคติสอนวา คนเราทุกคนไมวา ดีต่อดี ควรจา เป็นตารา

ื่

จะยากดีมีจนอยางไร ยอมตองพึ่งพาอาศัยกันและ


กัน ท�านอง “น�้าพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ไม่อาจอยู่โดด (นิทานธรรมสาธก)
เดี่ยวโดยลาพังตนเองเท่านั้นได้เลย ดังนั้น การ

ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันจึงเป็นสิ่งจ�าเป็นส�าหรับ
ึ่
มนุษย์เรา การช่วยเหลอเกื้อกูลกัน และพงพา


อาศยกันนี้แหละ ที่ท�าใหคนเราอยูกันอยางมีความ



สุข มีความเห็นอกเห็นใจกัน ไม่เบียดเบยนกัน

และไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี้จัดเป็นบุญอย่าง

หนึ่ง คนที่ไม่รู้สึกสานึกในบุญคุณของใครนั้น

หากว่ายังมีวาสนาค้าจุนอยู่ก็ยังพอเอาตัวรอด ยัง
260


261


ไก่วิเศษ




“ศรีหรือสริเป็นที่ไหลมาแห่งโภคทรัพย์”







ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤษี ได้เข้าไป
ยังพระราชอุทยาน เพื่อช่วยเหลือนายหัตถาจารย์ได้ครองเมืองพาราณสี
มีเรื่องเล่าว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้มีสิรคือมิ่งขวัญมาก


เป็นผู้ร่ารวยทั้งทรัพย์สมบัติและคุณงามความดี วันหนึ่ง มีพราหมณ์คน



ื่

หนึงผูมีความรูเรองสิริ ตั้งใจจะมาขโมยหรือขอสิริของทานเศรษฐี แต่ขโมย

ก็ไมได ขอก็ไมได จึงบอกเศรษฐีวา “ทานเศรษฐี สิริของทานก็คงเปนของ







ทานอยูนั่นเอง ใครจะขโมยหรือขอก็ไมได สิริยอมเกิดแตบุญของทาน และ







เป็นของท่านผู้เดียว”
วันต่อมา เศรษฐีได้เข้าเฝ้าพระศาสดาที่เชตวนาราม ทูลเล่าเรื่องนี้
ให้ทรงทราบ พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องหนึ่งให้เศรษฐีฟังเป็นอุทาหรณ์ คือ
เรื่องสิริและเรื่องผู้มีบุญความว่า
มีชายคนหนึ่ง เป็นชาวเมืองพาราณสี มีอาชีพตัดฟืนขาย วันหนึ่ง
หลังจากตัดฟืนแล้วขนใส่เกวียนจะเข้าไปในเมือง แต่เข้าไปไม่ทัน ประตู
เมืองปิดเสียก่อน จึงพักเกวียนนอน ณ เทวาลัยแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง
นั้นเอง ใกล้ๆ เทวาลัยมีไก่จานวนมาก เนื่องจากมีคนน�ามาปล่อยไว้เพื่อ

ถวายเทพเจ้า ไก่เหล่านั้นพากันนอนบนต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาใกล้รุ่งมีไก่อยู่

๒ ตัวทะเลาะกัน เนื่องจากตัวที่นอนอยูขางบนขี้รดหัวตัวที่นอนอยูขางลาง




“ใครถ่ายอุจจาระรดหัวข้า” ไก่ตัวข้างล่างร้องตะโกนขึ้นไป “ขอโทษด้วย
ไม่ทันเห็น และก็ไม่คิดว่าจะมีใครนอนอยู่ด้านล่าง” ไก่ตัวที่อยู่ข้างบนพูด
ขอโทษพร้อมกับถ่ายอุจจาระลงมาอีก ไก่ที่อยู่ข้างล่างโกรธมากจนทนไม่
ไหว จึงพูดอวดอานุภาพของตนว่า “เอ็งไม่รู้หรือว่าข้ามีอานุภาพเพียงใด





ใครไดกินเนื้อของขาจักไดทรัพยพนกหาปณะในวันนั้น” “โธ่ ไอขี้โอเอย..”



ไก่ตัวบนตะโกนลงมา “เอ็งมีอานุภาพเพียงเท่านี้ เอามาพูดโอ้อวดได้ ข้า

นี่แหละ มีอานุภาพมากกวาแกหลายพันเทา ใครไดกินเนื้อล่าๆ ของขาจัก




ได้เป็นพระราชา คนกินเนื้อข้างนอก ถ้าเป็นสตรีจะได้เป็นอัครมเหสีของ

พระราชา ถาเปนบุรุษจะไดตาแหน่งเสนาบด สวนใครที่กินเนื้อติดกระดก






262









ของข้า หากเปนคฤหัสจะไดเปนขุนคลัง ถาเปนบรรพชิตจะไดเปนผูเขาถึง


ราชสกุล คือมีพระราชาเป็นผู้อุปัฏฐาก อานุภาพของข้ามีมากถึงเพียงนี้”
คนตัดฟนที่นอนพักอยูใกลๆ ได้ยินไก่ ๒ ตัวทะเลาะกัน อวดอางคุณ




วิเศษอยู่อย่างนั้น มีความปรารถนาอยากจะเป็นพระราชา จึงปีนต้นไม้ขึ้น










ไป ยองจับไกตัวที่อยขางบนแลวฆาเสีย นากลับไปบานมอบใหภรรยา พร้อม

กาชับว่า “ทาดีๆ นะเธอ ไก่ตัวนี้มีอานุภาพมาก”



ภรรยาของคนตัดฟนรีบจัดแจงแกงไกเสร็จแลว ได้ยกส�ารับไปใหสามี


บริโภค “อย่าเพิ่งกินเลยเธอ” เขากล่าวกะภรรยา “ไก่ตัวนี้มีอานุภาพมาก




ฉันกินแลวจะไดเปนพระราชา สวนเธอถ้ากินจะไดเปนอัครมเหสี เอาอย่าง




นี้ก็แลวกัน เราทั้งสองน�าสารับนี้ไปที่รมฝงแมน�้าคงคา อาบน้าให้สบายก่อน





แล้วจึงค่อยลงมือกินกัน” สองสามีภรรยาน�าสารับนั้นไปวางไว้ริมฝั่งแม่น้า


คงคา แล้วลงอาบน้า



ขณะนั้นเองเกิดลมหมุนพัดอยางรุนแรง พัดเอาสารับของสามีภรรยา
ลอยไปตามกระแสน�้าโดยรวดเร็ว สองสามีภรรยาก็ถูกน�้าและทรายพัดเขา


ตา งัวเงียมองไม่เห็นอะไร พอคลื่นลมสงบสารับก็หายไปเสียแล้ว เลยอด
ไม่ได้กินแกงไก่ทั้งสองคน


คราวนั้น มีมหาอามาตย์ซึ่งเป็นหัวหน้าควาญช้าง กาลังให้ช้างอาบ



น้าอยูในแมน�้าทางใต้ ลงมาเห็นภาชนะใสขาวนั้นถูกกระแสน�้าพัดมา จึงให ้



คนยกขึ้นเมื่อเห็นเป็นอาหาร ก็สั่งให้คนนาไปมอบให้ภรรยาของตนที่บ้าน

ฤษีผูหนึ่งซึ่งใกลชิดกับตระกูลของนายควาญชาง ทานไดทิพยจักษุ มองเห็น







เหตุการณในอนาคต วันนั้นทานจึงพิจารณาถึงนายควาญชางอยูวา “เมื่อไร


ั้
หนอ อุปฏฐากของเราจะไดสมบัติอันยิ่งขึ้นไป” เมื่อทราบเหตุการณนนแลว




จึงรีบเดินมานั่งที่เรือนของนายควาญช้าง นายควาญช้างให้คนน�าภาชนะ
อาหารนั้นมาถวายท่านฤษี เมื่อท่านฤษีรับแล้ว จึงแจ้งเรื่องทั้งปวงให้โยม

อุปฏฐากทราบ แลวไดจัดแจงแบงเนื้อล�่าให้นายควาญช้าง แบงเนื้อภายนอก




ให้ภรรยาของนายควาญช้าง ส่วนตนเองฉันเนื้อติดกระดูก แล้วกล่าวว่า
“อีก ๓ วันข้างหน้าท่านจะได้เป็นพระราชา”
ในวันที่ ๓ พระราชาแคว้นใกล้เคียงพระองค์หนึ่งยกทัพมาล้อมกรุง
พาราณสี พระราชาแห่งพาราณสีให้นายควาญช้างแต่งกายเป็นพระองค์


ื่

สวนพระองคเองปลอมเพศเปนอยางอน แลวเสด็จออกตรวจกองทัพ ถูกลูก


ศรฝ่ายข้าศกยิงมาถูกพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบนั่นเอง นายควาญ


ช้างทราบว่าพระราชาของตนสิ้นพระชนม์แล้ว จึงนากหาปณะเป็นจานวน

263


ี่
มากจากพระคลังหลวง ให้คนเทยวตีกลองร้องประกาศว่า ใครต้องการทรัพย์ให้

ช่วยกันออกรบ ประชาชนและทหารต้องการทรัพย์จึงพากันออกรบอย่างฮึกเหม
จนสามารถฆ่าพระราชาผู้เป็นข้าศึกได้


พวกอามาตย์และประชาชนถวายพระเพลิงพระราชาของตน แลวจึงปรึกษา

กันว่า สมัยเมื่อพระราชายังทรงพระชนม์อยู่ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยนายควาญ
ช้าง จนทรงยอมให้แต่งกายเป็นพระองค์ อนึ่งเล่า การชนะศึกครั้งนี้เป็นเพราะสติ
ปัญญาของนายควาญช้าง จึงพร้อมใจกันยกนายควาญช้างขึ้นเป็นพระราชา
ปกครองกรุงพาราณสีต่อไป




พระศาสดาเมื่อทรงนาเรื่องนีมาตรัสเลาแกอนาถบิณฑกเศรษฐีแลว จึงตรัส



ว่า “คนไม่มีบุญ มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม มีความขวนขวายรวบรวมทรัพย์
ไว้ได้เป็นอันมากก็จริง แต่คนมีบุญเท่านั้น ย่อมได้บริโภคใช้สอยทรัพย์เหล่านั้น
โภคทรัพยเปนอันมากลวงพนคนไมมีบุญเสย ไปกองอยูที่คนมีบุญเทานน อนึ่ง เมื่อ



ั้





คนมีบุญอยู่ในที่ใด โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในที่แม้มิใช่บ่อเกิด”

“ขุมทรัพย์คอบุญ ย่อมให้สมบัติอันน่าใคร่ทุกอย่างแก่ทวยเทพและมนุษย์
ผลใดๆ ก็ตามที่เทวดาและมนุษยปรารถนา ผลนั้นๆ ย่อมสาเร็จมาจากบุญทั้งสิ้น”



ชาดกเรื่องนมีคติสอนวา อันสิริหรือศรคือมิ่งขวัญศุภมงคลทั้งปวง เปนสิ่ง




ที่ไม่มีตัวตน มองไม่เห็นด้วยตา แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคล ไม่มีใครลักขโมย
ไปได้ ยกให้กันไม่ได้ คนมีสิริถือว่ามีสิ่งที่เป็นมงคล มีสิ่งคุ้มภัย และพลังพิเศษ
อยู่ในตัว ซึ่งสามารถดึงดูดโภคทรัพย์ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และความเจริญ
รุ่งเรืองมาให้แก่ตนได้ สิริเกิดจากบุญบารมี เกิดจากความดี เป็นผลของบุญ

บารมีที่ทาสั่งสมไว้ กลายเป็นมิ่งขวัญประจาตัว มงขวญนั้นมีอานาจ มีพลง
ิ่




สามารถดึงดูดโภคทรัพย์ ลาภผลต่างๆ มาให้แก่ตนได้อย่างไม่รู้จบสิ้น


พระพุทธเจ้าจงตรัสว่า “สิริ โภคานมาสโย” สิริเป็นที่มารวมแห่งโภคทรัพย์



ดังนั้น คนมีสิริอยู่ที่ไหนก็ทาให้ที่นั่นเจริญ อยู่ในครอบครัวใดก็ทาให้ครอบครัว
นั้นอย่เย็นเป็นสุข ส่วนคนขาดสิริ อยู่ในครอบครวใด นอกจากจะท�าให้


ครอบครัวนั้นได้รับความเดือดร้อนแล้ว ยังจะพาให้ยากจนลงทุกวัน และยังพา








โภคทรัพยทีมอยูแลวใหวิบัติยอยยับตามไปอีกดวย สิริจึงเปนทรัพยอันประเสริฐ



และเป็นที่มาแห่งโภคะทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก ตรงกับคาที่ท่านกล่าว
ว่า “ความดีย่อมดึงดูดแต่สิ่งที่ดี ความชั่วย่อมดึงดูดแต่สิ่งที่ชั่ว” นั่นเอง
(สิริชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๐๙)
264


265


ราชสห์เนรคุณ






“คบคนให้ดูหน้า ซ้อเส้อผาให้ดูเนื้อ”








ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนนก
หัวขวาน อาศัยอยู่บนต้นไม้ข้างๆ ถ้าอันเป็นที่อยู่ของราชสีห์ตัวหนึ่ง

อย่มาวันหนึ่ง ราชสีห์ตัวนั้นเคี้ยวกินเนื้อแล้วกระดูกติดคอ



พยายามเอากระดูกที่ติดคอนั้นออกเทาไรก็ไมออก ท�าใหไดรับความเจ็บ


ปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง จนเจ็บป่วยไม่สามารถจะจับเหยื่อกินได้ นอน
เจ็บปวดอยู่อย่างน่าสงสาร
ื่
ขณะนั้น นกหัวขวานเที่ยวบินหาเหยออยู่ เห็นราชสีห์นอนร้อง
ครวญคราง จึงบินไปเกาะที่ต้นไม้ใกล้ๆ แล้วถามว่า “เป็นไงสหาย ท่าน
เป็นทุกข์เพราะอะไรหรือ” “เรากินเนื้อเข้าไปแล้วเกิดพลาด กระดูกลง

ไปติดอยในล�าคอ” ราชสีหตอบ นกหัวขวานแสดงความสงสาร “น่าสงสาร


จัง เราอยากจะช่วยท่าน แต่ไม่กล้าเข้าไปในปากท่าน เพราะกลัวว่าท่าน

จะกนเราเสีย” “อยากลัวเราเลยสหาย เราไมกินทานหรอก ได้โปรดช่วย



เราด้วยเถิด” ราชสีห์ขอร้อง




เมื่อถูกออนวอนเชนนั้น นกหัวขวานลังเลอยูหนอยหนึ่ง แตในที่สุด

ก็ตัดสินใจรับปากว่าจะช่วย จึงให้ราชสีห์นอนตะแคง แต่ฉุกคิดได้ว่าถ้า
พลาดท่าอาจเสียทีราชสีห์ อย่ากระนั้นเลย เราเอาไม้มาค�้าปากราชสีห์
ไว้ดีกว่า เมื่อนกหัวขวานเอาไม้มาค�้าปากราชสีห์ทั้งบนและล่างไว้แล้ว


ราชสหก็ไมสามารถหุบปากได นกหัวขวานจึงเขาไป เอาจะงอยปากเคาะ



ปลายกระดูก กระดูกก็หลุดออก แล้วเขี่ยทิ้งไป พอนกหัวขวานจะออก
จากปากราชสีห์ ก็เอาจะงอยปากเคาะท่อนไม้ให้ตกลงไป แล้วรีบบินไป
จับที่กิ่งไม้ ราชสีห์หายเจ็บปวดทรมาน มีความสบายอกสบายใจ ออก
ล่าเหยื่อได้ตามปกติ
ครั้นวันหนึ่ง นกหัวขวานตัวนั้นบินไปพบราชสีห์กาลังกินควายป่า

อยู่ใต้ต้นไม้ อยากจะทดลองดูใจราชสีห์ จึงจับอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ ๆ แล้วเอ่ย







266







ว่า “ขาแตพญาเนื้อ ข้าพเจ้าขอแสดงความนอบน้อมท่าน วันกอนขาพเจาเคย
ช่วยท่านมาครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะให้อะไรตอบแทนข้าพเจ้าได้บ้าง”



ราชสีหไดฟงดังนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที ตะคอกขึ้นอยางฉุนเฉียววา “เจ้า


เข้าไปอยู่ในปากของข้า ผู้กินเลือดและเนื้อเป็นอาหาร ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสมอ
ได้อาศยเศษเนอในปากของข้ามีชีวิตอยู่จนบัดนี้ นับว่าเลือดเนื้อที่เจ้ากินใน

ื้
ระหว่างฟันของข้านั้นเป็นค่าตอบแทนบุญคุณของเจ้าพออยู่แล้ว”




“แหม! ทานชางพูดอะไรไดไพเราะเหลือเกิน” นกหัวขวานแคนหัวเราะ
ออกมาด้วยความขมขื่นใจเป็นที่สุด
และพูดต่อไปอีกว่า “ผู้ไม่รู้จักบุญคุณของผู้อื่น ผู้เนรคุณผู้อื่นนั้น ไม่
ควรคบเลย คบไปก็ไม่ได้ประโยชน์ ผู้ไม่ได้รับไมตรีจากผู้ที่ตนมีอุปการคุณ
ก็ไม่ต้องไปว่าอะไรเขา พึงตีตัวออกห่างจากผู้นั้นเสีย” ครั้นแล้วนกหัวขวาน
ก็บินหนีไป โดยไม่หันมาสนใจใยดีกับราชสีห์เนรคุณอีกต่อไป

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า มีบุคคลที่น่าตาหนิ ไม่น่าเคารพยกย่อง ไม่
น่าคบหา สมาคมด้วย มีอยู่ ๓ ประเภท คือ



ี้



๑. คนที่ไมรูสานึกในบุญคุณของใคร คนเชนนจะไมยอมรับรูบุญคุณ
หรือความดีของใคร แม้แต่บุญคุณของพ่อของแม่ตน




๒. คนที่ไมเคยท�าความดีแกใคร คนเชนนี้มักเปนคนใจแคบ ไมนิยม

สงเคราะห์อนุเคราะห์ใคร มุ่งเฉพาะเรื่องส่วนตัว
๓. คนที่ไม่ตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยทาไว้ คนเช่นนี้แม้จะรู้ว่าใคร

เคยมีบุญคุณแก่ตน ก็มักจะเพิกเฉยเสีย ทาเป็นไม่รู้ หรือหลีกเลี่ยงที่จะ

ตอบแทนคุณเขา

คน ๓ ประเภทนี้ ท่านว่าเป็นคนน่าตาหนิและไม่น่าคบหาสมาคม
ด้วย ไม่น่าอยู่กินด้วย เพราะป่วยการเปล่า เมื่อคบกันหรืออยู่กินด้วยกัน

เขายอมมาคบกับเราเพราะหวังประโยชนจากเราเทานั้น เวลาเรามีทุกขเขา





ก็จะหนีหนา ทานวาเหมือนนกกาที่บินมาจับตนโพธิ์ตนไทรเวลาที่มีผลดก


เท่านั้น เมื่อหมดผลแล้วก็บินจากไป คนเช่นนี้ท่านว่า แม้จะยกแผ่นดิน
ให้ทั้งหมดก็ไม่อาจทาให้เขาพอใจได้เลย เกิดมาแล้วแม้จะมีรูปชัวตัวด�า


ไม่มีอานาจ ด้อยวาสนา ด้อยการศึกษามีปัญญาน้อย ก็ไม่ใช่เป็นเหตุให้








น่าต�าหนิอะไร ขออยาเปนคนอกตัญญู ไมรูคณใครก็แลวกัน เพราะถาเปน

เช่นนั้น ก็เป็นคนที่สมควรจะถูกตาหนิและเป็นคนหาดีในตัวไม่ได้เลย

(ชวสกุณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๑๔)
267


268



ตัวอบาทว์


“ความดื้อรั้นเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยก”









ในสมัยพุทธกาล ทางเหนือสุดของแม่น้าคงคาขึ้นไป มีพระนครแห่ง

หนึ่งนามว่า คิรีนคร พระราชาแห่งนครนี้ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรง
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

วันหนึ่ง พระราชาเสด็จออกจากวังอย่างเงียบๆ เพื่อสารวจตรวจตรา
ความทุกข์สุขของประชาราษฎร์อันเป็นพสกนิกรของพระองค์ การเสด็จใน
วันนั้นมีเสนาอ�ามาตย์ใกล้ชิดติดตามเพียงไม่กี่คน รถพระที่นั่งผ่านไปตาม
ถนนสายต่างๆ สองฟากถนนเนองแน่นไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้า และ

เทวสถาน เสียงผู้คนสรวลเสเฮฮา เสียงขับกล่อมและเสียงดนตรี ประสาน




กันองมี่ ทาให้พระราชาทรงเบกบานพระทัยยงนัก พอใจในความสนติสุข
ิ่
ของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์
ครั้นเสด็จผ่านไปไม่ไกลนัก ได้ทอดพระเนตรเห็นบ้านหลังหนึ่งเป็น
บ้านหลังใหญ่โต แต่ไม่มีคนอยู่ ปล่อยให้รกรุงรังเป็นบ้านร้าง พระองค์ทรง
แปลกพระทัย จึงรับสั่งให้หยุดรถพระที่นั่ง แล้วตรัสถามคนที่อยู่บ้านใกล้
เคียงกับบ้านหลังนั้น ชาวบ้านละแวกนั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “บ้าน
หลังนี้ตัวอุบาทว์ลง” “ตัวอุบาทว์มีรูปร่างเป็นอย่างไร” พระราชาตรัสถาม
“ไม่เคยเห็นพะย่ะค่ะ” ชาวบ้านทูลตอบ
พระราชาเสด็จกลับพระราชวังด้วยความสงสัยในพระราชหฤทัยว่า


ตัวอุบาทว์มีรูปร่างเป็นอย่างไร ท�าไมจงมีฤทธิ์เดชมากนัก พระราชาทรง

สอบถามเหล่าเสนาอามาตยทั้งหลาย ก็ไมมีใครรูจักตัวอุบาทวเลย จึงรับสั่ง




ถามข้าราชการทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ใหญ่ลงไปถึงเสนาผู้น้อย ก็ไม่มีใครเคยเห็น
มีแต่เคยได้ยินชื่อ ด้วยความมีขัตติยมานะ เมื่อมีพระประสงค์จะทรงทราบ
ก็ต้องเคี่ยวเข็ญเอาจนได้ จึงตรัสบังคับเสนาบดีคนหนึ่งให้ไปเที่ยวจับตัว
อุบาทว์มาดูให้ได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากไม่ได้จะประหารชีวิต








269



เสนาบดีคนนั้นเที่ยวเสาะหาไปตามตาบลต่างๆ เจอใครก็ถามว่า เคย
พบเห็นตัวอุบาทว์หรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดเคยพบเห็น ใครๆ ก็บอกว่า



เคยได้ยินแต่ชื่อ เวลาล่วงไป ๖ วัน เหลือเวลาอกวันเดียวก็จะครบกาหนด





เสนาบดจงฉุกคิดขึ้นมา ตัวเรานี้เห็นจะชะตาขาดแน คงถูกประหารแนแท อุบาทว ์
นี้มันเป็นของไม่มีตัว นี่หกวันแล้วยังไม่ได้แม้แต่ข่าวว่ามีใครเคยเห็นตัวอบาทว์

ตัวอุบาทว์ไม่มีแน่ แต่ธรรมดาพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนค�า ถ้าเราขืนกลับ
ไปคงไม่พ้นถูกประหารแน่ อย่ากระนั้นเลย เข้าไปตายในป่าหิมพานต์ดีกว่า
คิดแล้วก็บ่ายหน้าเข้าป่าหิมพานต์ไป บังเอิญเขาได้พบฤษีรูปหนึ่งบาเพ็ญ

เพียรภาวนาอยู่ในป่าหิมพานต์ “ท่านเสนาบดีมีธุระอะไรหรือ จึงได้บุกป่าฝ่าดง
เข้ามาถึงที่นี่” ท่านฤษีเอ่ยปากถาม “ท่านผู้เจริญ กระผมมีธุระสาคัญ พระราชา







มีรับสั่งใหหาตัวอุบาทวใหไดภายใน ๗ วัน ถาหาไมไดจะถูกประหารชีวิต นี่ก็ครบ

๗ วันแล้วยังไม่พบตัวอุบาทว์เลยท่านครับ” เสนาบดีตอบท่านฤษีตามความเป็น
จริง “ธุระเพียงเท่านี้ไม่ต้องตกใจ ตัวอุบาทว์ที่นี่ก็มี ท่านเสนาบดีไปตัดกระบอก
ไม้ไผ่มาสิจะใส่ให้” ท่านฤษีตอบด้วยความมั่นใจ
เสนาบดีดีใจยิ่งนัก รีบจัดการตัดกระบอกไม้ไผ่มาให้ฤษี กระบอกยาวสอง

ปล้อง ทะลุข้อกลางเสีย ลักษณะก็คงคล้ายกระบอกน้า ท่านฤษีรับเอากระบอก
ไม้ไผ่มาแล้วเข้าไปในกระท่อม คายชันหมากใส่ในกระบอก แล้วเอาใบไม้ม้วน

ปิดปากกระบอกจนแน่น ยื่นให้เสนาบดีพร้อมกับสั่งกาชับว่า “ท่านเสนาบดี นี่
กระบอกอุบาทว์ ในระหว่างทางท่านอย่าได้เปิดดูเป็นอันขาด เมื่อนาขึ้นทูลเกล้า

ถวายก็จงกราบทูลด้วยว่า ต้องค่อยๆ เปิดดู แล้วทอดพระเนตรลงไปในกระบอก
อย่าเทออกเป็นอันขาด ประเดี๋ยวจะดูไม่ทัน”
ท่ามกลางเสนาข้าราชบริพาร ณ ท้องพระโรงแห่งเดิม เสนาบดีผู้ประสบ


ความสาเร็จอย่างงดงามในการล่าจับตัวอุบาทว์ ได้นากระบอกตัวอุบาทว์ขึ้นทูล

เกล้าถวายอย่างระมัดระวัง ทุกสายตาในท้องพระโรงรวมมาสู่จุดเดียวกัน คือที่
กระบอกอุบาทว์

พระราชาทรงเปิดจุกกระบอกอุบาทว์อย่างระมัดระวงด้วยความกระหาย
อยากรู้ เสร็จแล้วก็ทอดพระเนตรลงไปในกระบอกอันมืด ทอดพระเนตรเห็นบ้าง
ไม่เห็นบ้าง สักครู่ก็ทรงรับสั่งว่า “เออ อุบาทว์นี่ตัวเหมือนกบนะ” พระราชาทรง
อุทาน แล้วก็ทรงยื่นกระบอกอุบาทว์ให้มหาเสนาบดี ฝ่ายมหาเสนาบดีดูแล้วทูล
ว่า “ไม่ไช่พะย่ะค่ะ อุบาทวตัวเหมือนอึ่ง” แลวกระบอกอุบาทวก็ถกสงกันตอๆ ไป









270


ในมหาสันนิบาตนั้น จนกระทั่งถึงเสนาน้อย และต่างคนต่างดู แล้วก็ต่างคน
ต่างเห็น ฝ่ายผู้ใหญ่บอกว่าเหมือนจิ้งจก ฝ่ายผู้น้อยว่าเหมือนตุ๊กแก แล้วก็

เกิดประชันความเห็นกัน ต่างเถียงกันไปมา จนเหตุการณ์ชักตึงเครียด ใน
ท้องพระโรงเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงถกเถียงกันโดยไม่เกรงกลัวต่อพระราชอาญา






หนักเขาถงขั้นจะวางมวยกันตอหนาพระที่นั่งเสียใหได นี่ตัวอุบาทวแผลงฤทธิ์

แล้วหรือ?
พระราชาทรงเห็นท่าไม่ดี จึงรับสั่งให้นากระบอกอุบาทว์มาคืน ตกลง






ื่




พระทยวาไมไดเรองแน ขืนเก็บตวอุบาทวไวในเมือง คงทาใหยุงกันใหญ เพียง











เทานี้ก็เอาเรื่องพอดูอยูแลว ปลอยมันเขาไปในปาดีกวา แต่ไหนๆ ก็จะปลอย


แลวก็เทออกดูหนอย สิ่งที่ไดเห็นที่ไหลออกมาจากกระบอกไมไผนั้นก็คอ ชัน




หมาก นั่นเอง




นิทานเรื่องนี้มีคติสอนวา ตัวอุบาทวตามนิทานทีกลาวถึงนี้ ดูเสมือน
วาเปนสิ่งมีชีวิต เปนสัตวประหลาด ทรงพลัง เคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้




แต่ความจริงไม่ใช่อุบาทว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่วิญญาณ ประเภทผี
สางนางไม้ หรือเทวดาอารักษ์ แต่ตัวอุบาทว์ที่กล่าวถึงนี้ ได้แก่ความถือ
รั้นอวดดีที่สิงอยู่ในใจของคน

ในทางศาสนาเรียกวา ทิฏฐิ หมายถึงความถือมั่นที่จะใหเปนไปตาม


ึ่
ความเห็นของตน ยึดถือความเห็นของตนเป็นที่ตั้ง อีกค�าหนงเรียกว่า


มานะ ได้แก่ความถือตัว ความสาคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ รวม ๒ คาเป็น
ทิฏฐิมานะ มีความหมายวา ความถือรั้นอวดดี หรือความดงดื้อ ถือตัว ไม ่





ยอมฟงความเห็นของคนอื่น ถึงผิดก็ไมยอมรับผิด ถือรั้นวาความเหนฝาย


ตนเท่านั้นถูก ทิฏฐิมานะนี้เป็นกิเลส (ความชั่ว) เป็นธรรมชาติฝ่ายลบ
ซึ่งติดตามมาตั้งแต่เกิด ครั้นเพิ่มปริมาณมากขึ้นก็กลายเป็นความแข็ง
กระด้าง หยิ่งยโส ไม่ยอมอ่อนน้อมค้อมหัวเคารพใคร เวลาแสดงความ

เห็นก็ไม่ยอมฟังความคิดเหนของคนอื่น ประเภทข้าถูกคนเดียว ที่ท่าน








กลาววาเปนธรรมชาติฝายลบนั้น ก็ดวยเหตวา ทิฏฐิมานะเมื่อเขาไปสงอยู ่




ในใจของใครแล้วจะทาใหบุคคลนั้นแสดงพฤตกรรมตางๆ เปนตนเหตุแหง




ความขัดแย้ง สังคมปั่นป่วนยุ่งเหยิง พึงทราบว่าที่ใดมีความแตกแยก ที่
นั้นมีตัวอุบาทว์ (ทิฏฐิมานะ) ได้เกิดขึ้นแล้ว
(นิทานธรรมสาธก)
271


272





พญาชางต้นกับลกสนัข
“โทษของการติดเพ่อน”









ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติ ณ กรุง



พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอามาตย์บัณฑิต บาเพ็ญปัญญา

บารมีชวยเหลือพญาชางตนไมกินอาหาร สวนพระอานนทเกิดเปนพระเจา







พรหมทัต
วันหนึ่ง ณ โรงช้างของพระเจ้าพรหมทัต มีลูกสุนัขตัวหนึ่งพลัดจาก
แมมาอาศัยอยูในโรงเลี้ยงชาง พญาชางตนรักและเอนดูลูกสุนัขนั้นมาก ได้






ร่วมกินอาหารและขนมนมเนยด้วย เมื่อกินแล้วก็เล่นกันเป็นที่สนุกสนาน
ลูกสุนัขมักจะวิ่งหลอกล่อช้างต้นไปมา ฝ่ายช้างต้นก็ใช้งวงจับลูกสุนัขไสไป
ไสมาตามพื้นบ้าง ยกไว้บนกระพองบ้าง สัตว์ทั้งสองร่วมกินร่วมเล่น และ
อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวด้วยความผาสุกตลอดมา
อยู่มาวันหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาในโรงช้าง เห็นลูกสุนัขมี
ลักษณะดี ขนเป็นเงางาม ท่าทางเฉลียวฉลาด จึงบังเกิดความเอ็นดู ถึงกับ
เอ่ยปากขอซื้อลูกสุนัขจากนายควาญช้าง เพื่อจะนาไปเลี้ยง นายควาญช้าง

ทนการรบเร้าอ้อนวอนไม่ไหวก็เลยขายให้ไป นับแต่วันที่ลูกสุนัขถูกพราก

ไป พญาชางตนก็ไมเปนอันกนอันนอน แม้เวลานายควาญช้างพาไปอาบน้า





ก็ได้ยืนนิ่งเฉย ไม่ขัดสีร่างกายอย่างเคย ซ้าบางคราวยังเหม่อลอยอย่างไร้

จุดหมาย น�้าตาไหลพรากลงอาบแก้ม ใครจะเรียกขานอย่างไรก็ไม่รับรู้
ราวกับว่าหัวใจได้สลายไปแล้ว

เมื่อพญาช้างต้นมีอาการเช่นนี้ตดต่อหลายวัน นายควาญช้างรู้สึก
วิตกกังวลมาก เกรงว่าหากพญาช้างต้นเป็นอะไรไปตนจะมีความผิด จึงได้

น�าความขึ้นกราบทูลให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์จงมีรับสั่งให้

อ�ามาตย์บัณฑิตไปตรวจดูอาการพญาช้างต้น อามาตย์บัณฑิตเมื่อได้ตรวจ

ดูอาการแล้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ พญาช้างต้นยังมีร่างกายแข็งแรงด






273


ไม่ป่วยไม่ไข้ จึงสันนิษฐานว่า อาการที่ปรากฏนั้นคงไม่ใช่เกิดจากโรคทาง
กาย ต้องเกิดจากโรคทางใจเป็นแน่ แต่อะไรเล่าคือสาเหตุให้เป็นเช่นนี้






อามาตยบณฑิตครุนคิดวา “ตามธรรมดาในหมูชนทั่วไปที่มีอาการเสียใจถึง



เพียงนี้ มักเปนเพราะถูกพรากจากบุคคลผูเปนที่รัก หรือวาพญาชางตนถูก



พรากจากผู้เป็นที่รักด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครกันหนอที่เป็นที่รกของพญา

ช้างต้น จะเป็นนายควาญช้างคงไม่ใช่ เพราะอยู่นี่ แต่จะต้องมีแน่ ๆ คนที่
สนิทสนมและคุ้นเคยกับพญาช้างต้นยิ่งกว่านายควาญช้างต้องมีแน่ๆ”

เมื่อคดดังนี้แล้ว อ�ามาตย์บัณฑิตจึงได้สอบถามนายควาญช้างทันที
ว่า “นี่ พ่อควาญช้าง มีใครอีกบ้างไหมที่พญาช้างต้นสนิทสนมเป็นพิเศษ”




ี่
“ไมเห็นมีใครเลยครับ นอกจากลกสุนัขตัวหนึ่งทเคยเลนดวยกัน” นายควาญ
ช้างตอบ “ลูกสุนัขที่ไหน พ่อควาญช้างเลี้ยงไว้รึ ฉันไม่เห็นมีเลย” “ไม่ได้
เลี้ยงไว้หรอก ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เห็นมากินข้าวกินขนมกับพญาช้างต้น
ทุกวัน” นายควาญช้างตอบ “แล้วมันไปไหนเสียละ ไปเอามาให้ดูหน่อยซิ”




อามาตยบัณฑิตรองสั่ง แต่นายควาญช้างบอกว่า ไดขายใหชาวบานคนหนึ่ง


ไปเสียแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน
อ�ามาตย์บัณฑิตจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่า


พญาชางตนมีอาการซึมเศราเหมือนหมดอาลัยในชีวิตนั้น เปนเพราะคิดถึง


ลูกสุนัขที่เป็นเพื่อนรักกัน พระองค์จึงโปรดให้ป่าวประกาศไปทั่วเมืองให้ผู้
ที่เลี้ยงลูกสุนัขตัวนี้ไว้ปล่อยออกมาเสีย มิเช่นนั้นหากตรวจพบในเรือนผู้ใด
ผู้นั้นจะมีโทษ”

ฝ่ายลูกสุนัขแม้จะถูกนาไปเลี้ยงก็ไม่เป็นอันกินอันนอนเช่นเดียวกัน
แม้จะได้รับการเอาอกเอาใจอย่างดีเช่นใดก็ตาม มันได้แต่นอนน�้าตาซึมอยู่
กับที่ จนกระทั่งคนที่น�าไปเลี้ยงได้ยินทหารป่าวประกาศข่าวจึงปล่อยมันไป


ทันทีที่ลูกสุนัขหลุดพนจากรั้วบานก็วิ่งสุดฝเทาตรงมายังโรงเลี้ยงชางตนดวย





ใจลิงโลด
พญาช้างต้นเห็นลูกสุนัขวิ่งมาแต่ไกลกเปล่งเสียงร้องด้วยความดีใจ



และใช้งวงกอดรัดไว้ทันทีก่อนที่ลกสุนขจะถึงตัว น้าตาแห่งความปีติไหล





พรากออกมาดวยกันทั้งคู พญาช้างต้นค่อยๆ วางลูกสุนัขไวบนกระพองดวย

ความรักอยางสุดซึ้ง แลวใหลูกสุนัขกินขาวและขนมของตน เมื่อลูกสุนัขอิ่ม



แล้วตนจึงกินภายหลัง

อ�ามาตย์บัณฑตเห็นว่าพญาช้างต้นเป็นปกติสุขด้วยดีแล้ว จึงไป
274


กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์ตรัสชมเชยที่ท่านบัณฑิตรู้
อัธยาศัยของสัตว์ดิรัจฉาน และท�าให้พญาช้างต้นเป็นปกติสุขเช่นเดิมได้
จึงได้พระราชทานยศและทรัพย์สินให้เป็นรางวัลเป็นอันมาก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การมีเพื่อนเป็นสิ่งดี แต่การติดเพื่อนจะ

ให้โทษ เพราะก่อให้เกิดทุกข์ ๒ ประการ
๑. ทุกข์เพราะความคิดถึง
๒. ทุกข์เพราะเสียการงาน
แม้กระทั่งในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน สามีหรือภรรยาที่ติดฝ่าย

ใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จนต้องเกี่ยวก้อยห้อยตามกันไปทุกหนทุกแห่ง


เหมือนเงาตามตัว หรือพอแมที่ติดลูกจนทะนุถนอมและหวงใยดังไขใน


หิน ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใด นอกจากจะสร้างความทุกข์
กังวลซึ่งกันและกันแล้ว เมื่อพรากจากกันแล้ว ยังทาให้ต่างฝ่ายไม่

สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เป็นการถ่วงความเจริญก้าวหน้าของกัน
และกันอีกด้วย เช่นเดียวกันกับนักเรียนที่ติดเพื่อน มักจะทิ้งเรื่องการ
ี่
ศึกษาเล่าเรียนไปเที่ยวเตร่ตามสถานทต่างๆ เป็นการปล่อยเวลาและ
โอกาสให้หมดไปโดยไม่ได้ประโยชน์


ดังนั้น ใครที่กาลังรักใคร่ในบุคคลใดก็ตาม พึงเตือนตนให้รักแต่






พอประมาณ สวนใครที่ยังไมรักใครผูใด ก็อยาไดขวนขวายใหวุนวายใจ


ให้คิดเสมอว่า
“เมาเพื่อนหมดราคา เมาสุราหมดสาคัญ เมาพนันหมดตัว เมา

เพื่อนชั่วหมดดี”
(อภิณหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๓๔)























275


276


พระราชาพระเกศาหงอก




“เทวฑูตมาเตือนแลว”










ในเมืองมิถิลา แคว้นวิเทหะ มีพระเจามฆเทวะเปนพระราชา พระองค์
ทรงครองราชย์ด้วยหลักทศพิธราชธรรม จนได้รับยกย่องว่า “ธรรมราชา”
พระราชาผู้ทรงธรรม

ในชาตินั้น พระโพธิสตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวะนนเอง
ั่

ต่อมาได้ออกบวชบาเพ็ญพรตอยู่ในป่า พระเจ้ามฆเทวะดาเนินชีวิตอย่างมี




ขั้นตอน ทรงกาหนดไว้ว่าขั้นตอนไหนจะทาอะไร การสละราชสมบติ
ออกบวชเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ทรงวางไว้ และทรงทาตามนั้นเมื่อถึงเวลา





วันหนึ่ง ขณะที่ประทับนั่งใหชางกัลบก (ชางตัดผม) ตัดพระเกศาอยู



ทรงระลึกถึงการออกบวช จึงรับสั่งวา “วันไหนที่เจาเห็นศีรษะขามีผมหงอก



ขอให้บอกด้วย” “ทาไมหรือพระเจ้าข้า” ชางกัลบกทูลถามอยางสงสัย “เอา

เถอะน่า” พระราชาทรงพระสรวญน้อยๆ “ใหบอกก็แลวกัน อย่าซกไซ้เลย”


“พะย่ะค่ะ” ช่างกัลบกทูลรับ
นับแต่วนนั้นมา ทุกคราวทได้เข้าแต่งหรือตัดพระเกศาถวาย ช่าง
ี่

กัลบกก็สังเกตดูพระเกศาเส้นที่หงอก บังเอิญเขาเหลือบไปเห็นพระเกศา


เสนหนึ่งหงอกขาวจึงทูลวา “ขอเดชะ ข้าพระองค์พบพระเกศาหงอกแล้วพะ

ย่ะค่ะ” “พบแลวหรือ” พระราชาทรงพระสรวญ “ไหนลองถอนมาใหขาดูซิ”



ว่าแล้วพระราชากทรงแบพระหัตถ์ ฝ่ายช่างกัลบกก็เอาแหนบทองค�าถอน
พระเกศาเส้นที่หงอกนั้นวางลงในพระหัตถ์ให้พระราชาทอดพระเนตร
“มัจจุราชใกล้เข้ามาแล้ว” พระราชาทรงร�าพึง “ในโลกนี้ มีใครพ้นความ

ตายไปได้บ้าง ไม่มีเลย ความตายเป็นธรรมดาของชวิต เราเองก็ไม่พ้น

อานาจที่ยิ่งใหญ่ ทรัพย์สมบัติที่มากมาย บุตร ภรรยา ข้าทาส บริวารทั้ง
หลาย ไม่ช้าเราก็ต้องทิ้งไปเหมือนอย่างที่พระบิดาและพระเจ้าปู่ของเราทิ้ง






ไป” “ขาไมเชอตัวเองวาแก” ทรงอุทานออกมาขณะที่ทอดพระเนตรเสนพระ

277


เกศาอย่างพินิจพิเคราะห์ “แต่พระองค์ เพียงพระ พระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”



เกศาหงอกเส้นเดียวเท่านั้น ข้าพระองค์คิดว่า ชางกัลบกกมลงกราบแทบพระบาทดวยความซาบซึ้ง


พระองค์ยังไม่แก่เลย” ช่างกัลบกทูล เมื่อทรงจัดการมอบราชสมบัติทุกอยางใหพระ
“เจ้าอย่าปลอบใจข้าเลย คนเราลงว่าผมเป็น โอรส พร้อมทั้งทรงสั่งสอนพระโอรสให้ยึดมั่นในทศ
สองสีแล้ว ถ้าไม่แก่ก็ผิดไปล่ะ” ทรงรับสั่งพลางเกิด พิธราชธรรมแล้ว พระเจ้ามฆราชก็ทรงออกบวชเป็น


ความสลดพระทัยขนมาทันใด “ขาคิดหาทางออกได ้ ฤษีอย่ในป่าหิมพานต์ พระองค์บาเพ็ญเพยรจนได้

ึ้

แล้ว” พระราชาตรัสและทรงพระสรวญน้อยๆ บรรลุฌานสมาบัติ พระองค์ทรงด�ารงพระชนม์อยู่
“ทางออกอะไร พระเจ้าข้า” ช่างกัลบกทูลถามด้วย ตลอดอายุขัย สวรรคตแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ใน
ความสงสัย “การออกบวช” พระราชาตรัสด้วยน้า พรหมโลก

เสียงหนักแน่น “ขอเดชะ.” ช่างกัลบกกราบทูลด้วย นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนฉลาดย่อมไม่
เสียงอันดัง “พระองค์จะเสด็จออกบวชจริงๆ หรือ ประมาทมัวเมาหลงตัวเองว่ายังไม่แก่ เห็นเส้นผม


พระเจ้าข้า” “จริงซี่” พระราชาทรงพยักพระพักตร์ บนศีรษะหงอกเพียงเสนเดียวก็ฉุกคิดไดวา เทวทูต







รับ “ขาตั้งใจไวนานแลว ยิ่งตอนนี้ขาไดเห็นผมหงอก ปรากฏชัดแล้ว ด้วยเหตเพียงเห็นเส้นผมที่หงอก


บนหัวข้า ก็ยิ่งคิดหนักว่าข้าแก่ปานนี้แล้วแต่ยัง คนทวไปอาจไม่มีความรู้สึก แต่พระโพธิสัตว์รู้จัก

เอาชนะกิเลสไม่ได้เลย” พิจารณาสภาวะที่ปรากฏ เปนสัญลักษณเตือนใจให ้

ั้

นับตงแต่วันที่ทรงทราบว่ามีพระเกศาหงอก ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิตที่ไมควรลุมหลงมัวเมา

แล้ว พระราชาก็ทรงคิดถึงแตการออกบวช วันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เทวทูต ซึ่งได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ

เมื่อตัดสินพระทัยได้แน่นอนแล้ว จึงรับสั่งให้พระ และความตาย มองเห็นสภาพเช่นนี้เมื่อใด จะได้มี
โอรสพระองค์โตเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า “ลูกรัก บัดนี้ สติ รู้จักใช้ปัญญาพิจารณา จะได้เกิดความสังเวช

พ่อรู้ตัวว่าพ่อแก่แล้ว พ่อใกล้ความตายเข้าไปทุกที เรงขวนขวายประกอบแตกัลยาณธรรม คือการกระ




ควรจะออกบวชบ�าเพญศีลภาวนา เรื่องการบ้าน ทาที่ดีงาม ดาเนินชีวิตด้วยความไม่มัวเมา ไม่




การเมืองควรจะเป็นเรื่องของเจ้าที่ยังหนุ่มยังแน่น” ประมาทในชวิต ในความเปนหนุมสาว ในความไมมี

“แต่ลูกยังเด็กเกินไป พระเจ้าข้า” พระโอรสทูล โรค ในทรัพยสมบัติ เพียรพยายามมุงแสวงหาสิ่งที่






ทัดทาน “ขอเวลาใหลูกเปนผูใหญขึ้นกวานี้สักหนอย เป็นแก่นสารแก่ชีวิตในภายภาคหน้าต่อไป

เถอะ เสด็จพ่อค่อยเสด็จออกบวช” “ไม่ได้หรอกลูก
พ่อรอต่อไปไม่ได้ ขณะนี้ถึงลูกยังเล็กอยู่ ลูกก็ยังมี (มฆเทวชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
อามาตย์ผู้รอบรู้กิจการงานเมืองทุกอย่างคอยช่วย ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๔๖)

เหลือ ลูกจงทาตามที่พ่อสั่งเถอะ อย่าให้มีอะไร

ขัดข้องเลย”
ครั้นแล้ว ทรงหันมาทางช่างกัลบก “นี่ช่าง
กัลบก ในฐานะที่เจ้ารับใช้ข้ามานาน ข้าขอยกบ้าน
ส่วยให้เจ้า ๒ แห่งเป็นรางวัล เพื่อเจ้าจะได้เก็บราย

ได้จากบ้านส่วย เลี้ยงตัวและครอบครัวตอไป” “เป็น
278


279


ครอบครัวชาวนา



“นึกถึงความตายสบายนัก”









ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ชาวเมืองพาราณสี
มีอาชีพเป็นชาวนา ท่านมีลูก ๒ คน เป็นหญิง ๑ ชาย ๑ ต่อมาเมื่อลูกชาย

แต่งงาน เพิ่มหญิงสะใภ้เข้ามาอีกคนเป็น ๕ และมีหญิงรบใช้คนหนึ่งชื่อ
ขุชชุตตรา รวมทั้งหมด ๖ คนด้วยกัน

พราหมณชาวนาใหโอวาทคนในครอบครัวเสมอในเรื่องมรณัสสติ สอนให้


นึกถึงความตายเนืองๆ ความตายเป็นของไม่แน่นอน ชีวิตไม่แน่นอน สังขารทั้ง
หลายไม่เที่ยง มีความสิ้นความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอให้ไม่เป็นผู้ประมาททั้ง
กลางวันและกลางคืน

วันหนึ่ง บิดากับบุตรชายออกไปไถนาด้วยกัน บุตรชายถูกงูเห่ากัดจนถึง
แก่ความตาย เมื่อบิดาเห็นงูเห่ากัดบุตรชายตาย ก็ไม่ได้แสดงอาการเศร้าโศก
เสียใจแต่อย่างใด ได้ยกศพบุตรชายไปวางไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็ไถนาต่อไป
เมื่อเห็นชายคนหนึ่งเดินผ่านมาจึงขอร้องว่า “พ่อคุณ พ่อช่วยไปบอกคนที่บ้าน

ฉันทีเถิดว่า ให้จัดอาหารส่งมาให้ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเผื่อบุตรชาย
ฉันดอก แล้วช่วยบอกให้ทุกคนที่บ้านมาที่นี้ทั้งหมดด้วย” ชายผู้นั้นรับค�าแล้วก็

ไปจนถงบ้านของชาวนาผู้นั้น แล้วก็แจ้งให้ทางบ้านทราบตามที่ชาวนาสั่งทุก
ประการ

คนทั้ง ๔ คือ ภรรยาของชาวนา บุตรสาว บุตรสะใภ้ และคนใช้ ได้เดิน
ทางออกจากบ้านไปยังท้องนา มารดาเห็นบุตรชายนอนตายอยู่ก็ไม่ร้องไห้ น้อง




สาวก็ไมเศราโศก ภรรยาก็ไมเสียใจ ทั้งคนใชก็ไมแสดงอาการโศกเศรา ต่างช่วย


กันจัดการเผาศพให้เสร็จสิ้นไป

ขณะนั้น พราหมณ์ผู้หนึ่งเดินทางมาถึงที่ซึ่งคนทั้ง ๕ กาลังสนทนากันอยู่
ณ ใกล้ๆ ที่เผาศพนั้น จึงเข้าไปสอบถามว่า “ศพที่เผานั้นเป็นใคร” “เขาเป็น
ลูกชายฉันเอง นั่นมารดาของเขา นั่นภรรยาของเขา นั่นน้องสาวของเขา และ
นั่นก็คนใช้” ชายชาวนาตอบ







280








พราหมณประหลาดใจยิ่งนักที่คนเหลานั้นลวนเกี่ยวของใกลชิดกับผูตายทั้ง
นั้น แต่ไม่เห็นมีใครแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจเลย จึงถามขึ้นว่า “เพราะเหตุไร
พวกท่านจึงไม่เศร้าโศกเสียใจถึงคนตายเล่า”


ชายผู้เป็นบิดาตอบว่า “ธรรมดางูลอกคราบทิงไว้ก็หมดอาลยในคราบเก่า
มิได้เวียนไปเวียนมาหาคราบเดิม ใครจะเหยียบย่าทุบตีแทงฟันคราบเก่า งูนั้นก็




ไม่โกรธ ฉันใด บุตรของเราที่ตายไปนั้นกไมเวยนมาเวียนไป รักใครในซากศพ ถึง

ใครจะทุบตีด่าว่าฆ่าฟัน ศพนั้นก็ไม่โกรธ หรือใครจะบูชาสรรเสริญ ศพนั้นก็ไม่มี
ความดีใจ เพราะพิจารณาถึงเหตุความจริงข้อนี้ จึงไม่เศร้าโศกถึงบุตร”
หญิงผู้เป็นมารดาตอบว่า “บุตรของฉัน เมื่อเขาจะมาเป็นบุตรเขาก็มาเอง



ฉันไมไดไปชวนเขามา เมื่อเขาจะไป เขาก็ไปเองตามอัธยาศัย ถึงฉันจะรองไห เขา





ก็ไมรูสึกยนดีอะไร ฉันพิจารณาเห็นอยางนี้ จึงไมเศราโศกถึงบุตรสดที่รักของฉัน”



หญิงผู้เป็นน้องสาวของผู้ตายตอบว่า “ท่านพราหมณ์ ถึงดิฉันจะเศร้าโศก


อาลัยถึงพี่ชาย ก็เสียเวลาเปลา ไมมีประโยชนอะไรกับพี่ชายที่ตายไป ถึงจะรองไห ้


เขาก็ไม่รู้ เพราะเขาตายไปแล้ว ถึงจะร้องไห้จนเลือดตาแทบกระเด็น เขาก็ฟื้นขึ้น
มาไม่ได้ ดิฉันพิจารณาเห็นอย่างนี้จึงไม่เศร้าโศกถึงพี่ชาย” หญิงผู้เป็นภรรยาของ
ผู้ตายตอบว่า “ท่านพราหมณ์เจ้าขา ทารกน้อยๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสา ร้องไห้วิงวอน
มารดาบิดาจะเอาดวงจันทร ถึงจะรองไหร่าไรสักเพียงใด ก็ไมสาเร็จตามปรารถนา






ฉันใด การร้องไห้ร่ารักถึงคนตายไปแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะให้เขากลับฟื้นขึ้นมาได้

ฉันนั้น ดิฉันพิจารณาเห็นอย่างนี้ จึงไม่เศร้าโศกถึงสามีสุดที่รักที่ตายจากไป”


หญิงคนใชตอบวา “ท่านพราหมณ์เจ้าขา ธรรมดาหมอที่แตกไปแลว เจ้าของ


ย่อมมีความเสียดาย แต่ถึงจะร้องไห้ร่าไรให้หม้อนั้นคุมติดกันเหมือนอย่างเดิม






ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉันใด การรองไหถึงผูที่ตายไปแลวเขาก็ไมกลับคืนมาได ฉันนั้น

ดิฉันพิจารณาเห็นดังนี้ จึงไม่ร้องไห้เศร้าโศกถึงนายที่ตายไป” พราหมณ์ได้ฟังดัง
นั้นก็รู้สึกชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ได้กล่าวค�าอนุโมทนาแล้วจากไป
281


นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ความตายเป็นความจริงอย่างหนึ่งที่มนุษย์



ทุกคนจะต้องเผชิญ เมื่อจะต้องเผชญอย่แล้วก็ควรจะรู้จักปฏบัติต่อความ
ตายอย่างถูกต้อง โดยสอนให้เบนจากความรู้สึกหดหู่และหวาดกลัวที่เป็น
โทษ ไปสู่ความรู้สึกที่ดีงามและเป็นประโยชน์ว่า
๑. เมื่อเกิดเหตุพลัดพราก มีผู้ตายจากไปก็จะทาใจได้ทันเวลาหรือ


เร็วไววา ทุกคนมีกรรมเปนของตน เขาไปแลวตามทางของเขา ตามที่กรรม



จะนาพาไป การร้องไห้เศร้าโศกเสียใจของเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ แต่นั้นก็
จะไม่เกิดความโศกเศร้า หรือแม้เกิดก็ระงับดับได้
๒. เมื่อเผชิญหน้ากับความตายของตนเอง ระลึกถึงกรรมดีที่ได้ทา

ไว้ และไม่เห็นกรรมชั่วในตัวเอง ก็จะเกิดปีติโสมนัส เผชิญความตายด้วย


ความสงบสุขและความมีสติ แม้เมื่อยงไม่ถึงเวลาตายก็ดาเนินชีวิตด้วย
ความมั่นใจ ไม่หวาดหวั่นกลัวภัยและไม่กลัวต่อความตาย
พร้อมกันนั้นเมื่อตัดใจจากความอาลัยในผู้ตายแล้ว ก็จะได้หันเห
ความสนใจกลับมาเอาใจใส่ผู้ที่ยังอยู่ ซึ่งถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังนี้ว่า คนเหล่านี้

ที่เราช่วยเหลือได้ มีทุกข์โศกอันใดที่ควรจะไปช่วยขจัดปัดเป่า แล้วหันไป
ช่วยเหลือ อย่างน้อยก็มองกันด้วยสายตา และน�้าใจแห่งความมีเมตตา
ปรานี เห็นซึ้งว่า คนที่ตายแล้วก็จากไปตามทางของเขา เราช่วยอะไรไม่ได้
แล้ว แต่คนที่ยังเหลืออยู่นี้ อีกไม่ช้าก็จะต้องจากกันไปอีก ในเวลาที่เหลือ
อยู่นี้ควรมาเมตตาอารีช่วยเหลือกัน อย่าให้ต้องเสียใจภายหลังอีกว่า โถ

เราตั้งใจไว้แต่ยังไม่ทันท�าอะไรให้ เขาก็จากไปเสียอีกแล้ว
ในทางพระท่านสอนว่า ถ้าฝึกใจดีแล้ว แม้จะนึกถึงความตายตลอด
เวลาก็จะมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส นึกถึงความตายด้วยใจเป็นสุข ดังบท

ประพันธ์ในอุทานธรรมกล่าวไว้ว่า

นึกถึงความตายสบายนัก

มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธกาล

ทาให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ


(อุรคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๒๐)







282


283



นกกระทาเจาปัญญา


“ตรวจตราให้รอบคอบก่อนท�า”












เย็นวนหนึ่ง ขณะที่ชายชราคนใชของทานเศรษฐีผูหนึ่งก�าลังพักผอน


อยู่ภายใต้ซุ้มไม้ใหญ่ในสวน ปรากฏมีนกกระทาตัวหนึ่งเดินเฉียดเข้าใกล้
ตัวเขาอย่างไม่ระวังตัว เขาจึงตะครุบนกกระทาตัวนั้นเอาไว้ได้ นกกระทา
ตกใจมากเมื่อถูกจับตัว และยิ่งกลัวหนักขึ้นเมื่อเห็นชายชราค่อยๆ ดึงมีด



ออกจากเอว คงจะเชือดคอตนใหตายเปนแน “อยาฆาฉันเลย” นกกระทา


ร้องเป็นเสียงมนุษย์
ชายชราตาเหลือก ประหลาดใจอย่างสุดขีด เมอได้ยินเสียงนก
ื่


กระทาพูดเปนเสียงมนุษย แตก็ยังไมปลอยนกกระทา ทิ้งมีดแลวประคอง




นกไว้ตรงหน้า “โปรดอย่าเพิ่งฆ่าฉันเลย ไหนๆ ฉันก็จะตายอยู่แล้ว ขอให้







ฉันไดมอบมรดกอันล�้าค่า ๔ ชิ้นไวใหทานเสียกอนแลวจึงคอยฆาฉัน” นก

กระทาต่อรอง “อะไรบ้างบอกมาซิ อย่าได้ชักช้า บางทีเราอาจจะกรุณา
ต่อชีวิตเจ้าบ้าง เจ้ามีอะไรจะบอกข้าก็รีบว่ามา”
นกกระทาพูดวา “ขอใหลุงไดโปรดจาไวใหดี การที่คนเราจะมีความ






สุขในชีวิตได้ จะต้องปฏิบัติตามหลัก ๔ ข้อ คือ
ข้อที่ ๑ ต้องพยายามรักษาของดีที่หาได้ไว้ให้ดี อย่าให้สูญหาย
ข้อที่ ๒ อย่าได้เศร้าโศกเสียใจ เมื่อของดีนั้นต้องสูญเสียไป
ข้อที่ ๓ จงฟังหูไว้หู อย่าเชื่อง่าย

ฉันจะบอกลุงเพียง ๓ ข้อเท่านี้ก่อน ส่วนข้อที่ ๔ นั้นสาคัญมาก
ได้โปรดปล่อยฉันให้เป็นอิสระเสียสักคร่เถด แล้วฉันจะบอกสิ่งที่มีค่านั้น


ให้ หากลุงไม่เชื่อใจฉัน ฉันจะไม่บอกสิ่งที่มีค่านั้นให้แก่ลุงเป็นอันขาด”
ชายชราตรึกตรองอยูชั่วครู ในที่สุดก็ตกลงใจวา “ขอเตือนใจ ๓ ข้อ






ที่นกบอกเรานั่นก็มีค่าเกนค้มแล้ว หากเราปล่อยมันไปแล้ว อย่างมากก็

อดกินเพียงอิ่มเดยวเทานั้น เพื่อทราบขอ ๔ อันเปนขอสาคัญ เราต้องยอม





ปล่อยเจ้านกกระทาเสียชั่วครู่” แล้วเขาก็วางนกกระทาลงบนพื้นดิน
284



นกกระทาเมื่อได้รับอิสรภาพเช่นนั้น ก็สะบัด อย่างคนมีสติ ส่วนนัยน์ตาก็ยังคงจับจ้องอย่ที่นก
ขนแล้วสาวเท้าก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ห่างชายชรา กระทาตัวงามผู้มีความคิดอันสูงส่ง และก่อนที่นก







พลางพูดวา “ทาไมลุงจึงเปนคนลืมเกงนัก ฉันไดบอก กระทาจะบินจากไป คาสอนที่จับใจจากนกกระทาวา

ลุงเมื่อกี้นีเองวา ใหพยายามรักษาสิ่งที่หามาได ทาไม “แม้ว่าลุงจะต้องสูญเสียตัวฉันไปก็ตาม ก็อย่าได้




จึงปล่อยฉันให้เป็นอิสระโดยไม่ปฏิบัติตามคาเตือน เสียใจไปเลย ร่างกายของฉันไม่มีราคาอะไรหรอก



ของฉันเล่า” อยางไรก็ดี ฉันขอฝากค�าเตือนไวแทนตัวฉันเปนครั้ง



ชายชรายกมือเกาศีรษะ สยิ้วหน้าโกรธแค้น สุดทายวา จงกลับใจเสียใหม ตอไปนี้ จะทาสิ่งใดอยา








ตัวเองที่เสียรูนกกระทา แตก็ทาใจดีขอรองนกกระทา ผลีผลามเป็นอันขาด จงยึดหลักไว้ว่า “คิดเสียก่อน





ว่า “ช่างเถอะ ขาแพเจาแลวในขอนั้น ช่วยบอกข้อ ๔ จึงค่อยถาม ตรองเนื้อความก่อนตอบ ตรวจตราให้

หน่อยได้ไหม ข้าอยากรู้” นกกระทาบอกว่า “ข้อ ๔ รอบคอบก่อนทา” ว่าแล้วนกกระทาก็บินจากไป

มิใช่เป็นข้อเตือนใจลุงหรอก แต่มันเป็นข่าวดีสาหรับ นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ปกติคนเราย่อมได้


ลุง ภายในช่องท้องของฉันนี้มีเพชรเม็ดงามหนักถึง รับฟังค�าพูด คาสอน คาตักเตือน หรือโอวาทต่างๆ
๒๐๐ กะรัต หากลุงไมปลอยฉนเสีย ลุงจะกลายเปน จากผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา







มหาเศรษฐีขึ้นมาทันที” พระสงฆองคเจา ดวยกันทุกคน แตสวนมากมักจะ



ั้
ชายชราได้ฟังดังนนแล้วเสียใจมาก ล้มลงทั้ง ไม่ใส่ใจจดจา ไม่ให้ความสาคัญ ส่วนคาด่า คา




ยืน กลิ้งเกลือกตัวกับพื้นไปมา ราพันด้วยความโศก หยาบคาย หรือคาที่เพ้อเจ้อไม่มประโยชน์ กลับ




เศร้าที่สูญเสียสิ่งที่มีค่าล้าไป จดจาน�าไปพูดกันโดยเห็นว่าโก๋เก๋ทันสมัย ในชีวิต


นกกระทาจึงพูดว่า “ลุงลืมอีกแล้ว หลักข้อ ๒ จึงไม่มีแก่นสารอะไรส�าหรบยึดเป็นแนวปฏิบัติ





ที่ว่าอย่าเศร้าโศกเสียใจเมื่อของดีนั้นต้องสูญเสียไป” อารมณก็ออนไหว เตนไปตามกระแส เปนคนหเบา
ื่
ชายชรานอนตะแคงหูฟังนกพูด ชักได้สติขึ้นมาตาม เชอคนง่าย เมื่อประสบกับความผิดหวังก็ร่าไห้


คาตักเตอนจึงหยุดร�าพัน แต่ยงออกอาการเสียดาย เสียใจ ตีโพยตีพาย ประชดตัวเอง เปนคนมองโลก



อยู่ “ลุงนี่ใช่ว่าจะลืมคติของฉันแค่ ๒ ข้อเท่านั้นนะ ในแง่ร้าย ค�าเตือนคาสอนของผู้ใหญ่นั้น มีค่ายิ่ง





ขอสุดทายก็ลืมดวย คือเปนคนหูเบา เชื่อคนงาย ฉัน กว่าเพชรเม็ดงามหลายเท่า เพราะใช้ไม่มีวันหมด


พูดอะไรๆ ก็เชื่องายๆ มีอยางที่ไหนนกกระทามีเพชร ไม่มีวันเสื่อมราคา ใครจะมาขโมยไปก็ไม่ได้

๒๐๐ กะรัตอยู่ในท้อง เพชรขนาดนั้นมันใหญ่เกือบ สามารถประดับตัวประดับใจได้ทุกโอกาส ใครมีไว้


เท่าตัวฉันแล้วเมื่อมันอยู่ในท้อง ฉันจะบินไปไหนมา ก็งดงามและสุขกายสบายใจไปตลอด คนที่มีผคอย
ไหนได้อย่างไร เพราะมันหนักขนาดนั้น มันหนักกวา เตือนคอยสอนนั้น ถือว่าเป็นคนที่โชคดีทีสุดแล้ว


ตัวฉันอีก ลุงอย่าเสียอกเสียใจไปเลย ฉันขอบอกลุง เมื่อไม่รับโชคไว้กับตัว ก็ต้องอับโชคตลอดไปโดย
ตามความเป็นจริง ในร่างกายของฉันนี้ไม่มีเพชร ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง
หรอก ฉันลองใจลุงเล่นเท่านั้นเอง”
ชายชราได้ฟังดังนั้นก็หายเศร้าโศก ลุกขึ้นยืน (นิทานธรรมสาธก)
285


286


หนอนกับเทวดา






“ทุรชนปรารถนาส่งซ่งเป็นโทษ



สาธชนปรารถนาส่งซ่งเป็นคุณ”






ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบทที่อยู่ห่างไกลออกไป มีชายสองคนเป็น


เพื่อนรกกนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มีนิสัยไม่เหมือนกัน คนหนึ่งเป็นคนใจบุญ

ทาแต่บุญกุศล ชอบช่วยเหลือคนอื่น ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนใจบาปหยาบ

ช้า ชอบดื่มสุราและด่าคนอื่นด้วยคาหยาบคาย ทาแต่บาปกรรมต่างๆ ต่อ


ั้
มาทั้งสองคนตายจากกัน คนที่เป็นคนดได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชน

ฟ้า ส่วนเพื่อนอีกคนไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในถานพระริมรั้ววัด
อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนที่เป็นเทวดาอยู่ว่างๆ ก็คิดถึงเพื่อนเก่า อยากรู้


วาเพื่อนของตนตายไปแลว ไปเกิดอยูที่ไหน จึงมองหาดู เห็นเพื่อนเกิดเปน




หนอน กินอจจาระอยูถานพระ จึงเกิดความสงสารตองการชวนเพื่อนมาอยู ่


บนสวรรค์ด้วยกัน จึงลงจากสวรรคไปปรากฏที่ปากหลุมถาน พอหนอนเห็น

เข้าก็จาได้ และตะโกนถามเทวดาด้วยความดีใจ “เป็นไงเพื่อน หายไปไหน
ี้
เสียนาน” “เราตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์แน่ะ เดี๋ยวนฉันเป็น
เทวดาแล้วนะ” เพื่อนที่เป็นเทวดาตอบ “แล้วนี่จะไปไหนล่ะ” หนอนถาม
เทวดาตอบว่า “เรามาชวนเพื่อนไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกัน เราเห็น
เพื่อนจมอยูกับอุจจาระที่สกปรกโสโครกก็นึกสงสาร อยากจะมาชวนไปอยู ่

บนสวรรค์ด้วยกัน” “บนสวรรค์มีดีอะไรหรือ ท่านเทวดา” หนอนชักสงสัย

“ดีจริงๆ เพื่อนเอ๊ย!! งานอะไรก็ไม่ต้องทา อยากจะกินอะไรก็เนรมิตเอา

เป็นสาเร็จทุกครั้ง”
พอหนอนได้ฟังเทวดาพูดอย่างนั้นก็ร้องไห้โฮ “ไม่ต้องร้องไห้หรอก
เพื่อนเอย ร้องไห้ไปทาไม” เทวดาปลอบคิดว่าหนอนร้องไห้เพื่อขอความ

ช่วยเหลือ “โธ่เอ๋ยเพื่อนรัก เราอดสงสารเพื่อนไม่ได้ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปตก
ระกาลาบากมากมายเช่นนั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อนลงมาอยู่ในถาน


พระด้วยกันดีกว่า ยังพอมีที่ว่างอยู่บ้าง พอจะช่วยเหลือกันได้” หนอนชวน







287


เทวดาบ้าง “ในถานมีดีอะไรหรือเพื่อน” เทวดาถามอีก “โอ!! เพื่อนรัก ในนี้ดี
กว่าสวรรค์หลายเท่านัก บนสวรรค์จะกินอะไรก็ต้องเนรมิตเอาเสียเวลา ที่นี่ไม่
ต้องเสียเวลาเนรมิต อยู่เฉยๆ ถึงเวลาเช้าก็หล่นลงมาเองทุกวัน กินเท่าไรก็ไม่
หมด ท่านกลับไปเถอะ เราขออยู่กับอาหารอันโอชะที่เหลือเฟือ ทั้งไม่ต้องทาไม่

ต้องเนรมิตต่อไปดีกว่า” ว่าแล้วหนอนก็มุดหัวลงไปในกองอุจจาระทันที เทวดา
ก็ได้แต่ถอนใจ ไม่สามารถกล่อมเพื่อนให้ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันได้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนที่ชอบสิ่งสกปรกโสโครก ชอบคลุกคลีอยู่



กับสิ่งมอมเมา เสพติดอบายมุขตาง ๆ มีอยูไมนอยในโลกนี้ การที่เรามีเจตนา




ดี มุงหวังจะใหเขาเลิกละสิ่งเหลานี้ ไปชักชวนแนะนาใหเขาละเลิกสิ่งเหลานั้น



เป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ แต่ใช่ว่าเขาจะเชื่อเราหรือท�าตามค�าแนะน�า
ของเราทุกคนไปก็หาไม่ เขายังปรารถนาจะจมปลักอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ยอม
ถอนตัวออกจากหุบเหวเช่นนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้น จะต้องท�าใจหาก
ปรารถนาดีต่อเขา ต้องอดทนอดกลั้น และต้องรอเวลา ทั้งต้องทาใจไว้ล่วง

หน้าว่าอาจจะเสียเวลาเปล่า ขนาดเทวดายังไม่อาจเปลี่ยนใจหนอนได้เลย





ในพระพุทธศาสนาไดแบงบุคคลไว ๔ ประเภท ทานเปรียบดวยดอกบัว
๔ เหล่า
ประเภทที่ ๑ ผู้สามารถรู้ธรรมได้ฉับพลัน (อุคฆฏิตัญญู) เหมือน

ดอกบัวที่โผล่พ้นน้าขึ้นมาแล้วรอเวลาบานอยู่ พอได้รับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ก็
บานได้ทันที

ประเภทที่ ๒ ผู้สามารถรู้ธรรมได้เมื่อขยายความเพิ่มขึ้น (วิปจิตัญญู)

เหมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้า ยังบานไม่ได้ก่อน ต่อเมื่อได้รับแสงแดดสักสอง
สามครั้งก็จะโผล่ขึ้นมาเหนือน้าและบานได้


ประเภทที่ ๓ ผู้พอจะแนะนาได้ (เนยยะ) เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้า

ยังมีโอกาสโผล่ขึ้นเหนือน้า เมื่อได้รับแสงแดดก็จะบานในวันต่อๆ ไป





ประเภทที่ ๔ ผูอับปญญา (ปทปรมะ) พร่าสอนไดยาก เหมือนดอกบัว

ที่เกิดอยูในตม จมอยูในโคลนตม มีโอกาสที่จะโผลขึ้นเหนือน�้ามาบานไดยาก



นอกจากจะเป็นภักษาของปลาและเต่า
บุคคลที่จมปลักอยู่กับอบายมุข สิ่งเสพติดของมึนเมาชนิดต่างๆ ชนิด








ถอนตัวไมขึ้น แมไดรับคาแนะนาพร่าสอนแลว ก็จดอยในบุคคลประเภทที่ ๔


นี้เหมือนกัน
(นิทานธรรมสาธก)
288


289



รักยาวให้บั่น รักส้นให้ต่อ




“แก้ไข ไมแก้แค้น ให้อภัย ไมจองเวร”







ั้
ในอดีตกาล เมื่อครงพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี



ทรงเปนกษัตริยมั่งคั่ง มีพระราชทรัพยมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระ
ราชอาณาจักรใหญ่ มีคลัง มีศัสตราวุธยุทธภัณฑ์และคลังธััญญาหารบริบูรณ์
ส่วนพระเจ้าโกศล พระนามว่าทีฆีติ ทรงเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์


น้อย มีรี้พลนอย มีราชอาณาจักรเล็ก มีคลังธัญญาหารไมสูจะบรบูรณ เมื่อใดพระเจา






พรหมทัตเสด็จกรีธาทัพ ยกไปตีเมืองใด เมื่อนั้น เมืองนั้นเปนตองพายแพยอมศิโรราบ


ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นทีฆาวุกุมาร
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตเสด็จยกทัพไปตีเมืองโกศล พระเจ้าทีฆีติแห่งโกศล
ทรงรูวา พระองคไมอาจตานการรุกรานของพระเจาพรหมทัตได เพราะทรงด้อยกว่า








ในทุกๆ ด้าน อีกอย่างหนึ่งทรงเห็นว่าการสู้รบทาให้ไพร่พลต้องล้มตาย ไม่ใช่สิ่งที่ดี
เลย จึงรับสั่งให้บรรดาทหารไม่ให้ใช้กาลังเข้าต้าน แล้วพระองค์ก็ทรงพาพระมเหสี

เสด็จหนีออกจากพระนคร

พระเจ้าพรหมทัตเสดจยกทัพเข้าไปในเมือง ปรากฏว่าบ้านเมืองสงบไร้ผ้ ู







ต้านทาน จึงเขายดครองไดอยางงายดาย ฝายพระเจาทีฆีติเมื่อเสด็จหนีไป ได้ปลอม





พระองคกับพระมเหสีเปนชาวบ้านธรรมดา อาศัยอยู่ที่บานชางป้นหม้อแห่งหนึ่ง อยู ่
มาไม่นาน พระมเหสีก็มีพระครรภ์แก่ ครั้นครบกาหนดก็คลอดพระโอรสออกมา

ตั้งพระนามว่า “ทีฆาวุกุมาร”
ทีฆาวุกุมารเป็นเด็กฉลาด คล่องแคล่วว่องไว เมื่อเจริญวัยแล้ว พระชนกชนนี
ได้ส่งไปเรียนศิลปวิทยานอกพระนครพาราณสี เพื่อหลบหนีภัยที่อาจจะมีมาจาก
พระเจ้าพรหมทัตไปในตัว
ต่อมาวันหนึ่ง ช่างกัลบก (ช่างตัดผม) ของพระเจ้าทีฆีติเกิดแปรพักตร์เข้ากับ
พระเจ้าพรหมทัต ได้บอกที่ซ่อนตัวของเจ้านายเก่าให้พระเจ้าพรหมทัตได้ทราบ
พระเจ้าพรหมทัตจึงสั่งให้ทหารไปจับพระเจ้าทีฆีติและมเหสีมาได้โดยละม่อม รับสั่ง
ให้แห่ประจานไปทั่วเมือง และน�าไปประหารชีวิตที่นอกเมือง
290








ในระหว่างทาง ในขณะที่ทหารนาพระเจ้า แตงตั้งใหเปนทหารคนสนิท ไดรับใชใกลชิดกวาใครๆ


ทีฆีติและพระมเหสีไปส�าเร็จโทษ ทีฆาวุกุมารไดเดิน ทีฆาวุกุมารดีใจที่โอกาสทองมาถึงแล้ว แกล้งทาดีต่อ










ทางกลับบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนพระชนกชนนี ทาให้ได้ พระเจาพรหมทัต เฝารบใชดวยความจงรกภักดีอยาง
เห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พระเจ้าทีฆีติได้เห็นทีฆ ที่สุด เพื่อให้ทรงไว้วางพระทัย


าวุกุมารเดินมาแต่ไกล เมื่อเข้ามาใกล้จึงรีบตรัสขึ้น ภายหลัง ทีฆาวุกมารได้มีโอกาสขบรถพา
ว่า “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาสป่า เพื่อล่าเนื้อในเขต

เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร จงจาไว้ให้ดี” ป่าแห่งหนึ่ง โดยมีข้าราชบริพารและทหารหาญตาม
พระสุรเสียงของพระเจ้าทีฆติเรียบเฉย ไม่ เสด็จเปนขบวน แตเกิดพลัดกันจนตามไมทัน มี





ดุดัน ไม่หวั่นไหว เหมือนการตรัสขึ้นมาลอยๆ พวก ทีฆาวุกุมารอยูขางพระวรกายแตเพียงผูเดียว ระหว่าง



ทหารไม่ได้เห็นอะไรผิดสังเกต คิดกันว่าพระเจ้า พักอยู่ใต้ต้นไม้ ทีฆาวุกุมารได้นั่งขัดสมาธิให้พระเจ้า

ทีฆีติคงจะเสียสติเพ้อออกมา มีแต่ทฆาวุกุมารผู้ พรหมทัตหนุนพระเศียรบรรทม



เดียวเทานั้นที่รู เมื่อทหารทาการสาเร็จโทษพระเจา ทีฆาวุกุมารนั่งเพลนอยู่ก็หวนระลึกถึง








ทีฆีติและพระมเหสีแลว ก็จัดเวรยามเฝาไวรอจัดการ เหตุการณที่พระเจาพรหมทัตสั่งประหารพระชนกและ
พระศพต่อไป พระชนนี ช่วงชิงเอาเมืองไป เกิดความแค้นร้อนระอุ



คืนวันนั้น ทีฆาวุกุมารลักลอบมอมเหลาทหาร ขึ้นในอก จึงชกดาบออกจากฝก ตั้งทาจะจวงแทงพระ


ยามแล้วลักพระศพพระชนกชนนีไปถวายพระเพลิง อุระพระราชาให้หายแค้น

พนมมือทาประทักษิณเป็นการแสดงความเคารพ แต่พลันหวนไปนึกถึงคาสั่งเสียพระชนกว่า

พระศพครบ ๓ รอบ แล้วก็รบหลบไป ขณะนั้น “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวร





พระเจ้าพรหมทัตทรงยืนอยู่บนปราสาททอด ไมระงับดวยการจองเวร แตจะระงับไดดวยการไมจอง








พระเนตรเห็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ ก็ทรงรู้ว่าชาย เวร จงจาไวใหดี” คาสังเสียพระบิดา ทาใหทีฆาวุกุมาร

คนนั้นคงเป็นพระญาติของพระเจ้าทีฆีติเป็นแน่ ต้องเงื้อดาบค้างไว้ พอคลายโกรธก็เก็บดาบเข้าฝัก




ฝายทีฆาวุกุมารในหัวอกอัดแนนไปดวยความ ทีฆาวุกุมารชักดาบและเก็บดาบอยูถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา


แค้นพยาบาท คิดแต่จะหาหนทางปลงพระชนม์ ในครั้งที่ ๓ พระเจาพรหมทัตทรงสะดุงตื่นดวย

พระเจ้าพรหมทัตให้ได้ จึงหาทางฝากตัวเป็นศิษย์ ทรงฝันไปในระหว่างบรรทม แล้วทรงเล่าความฝันให้
นายหัตถาจารย์ (ครูฝึกช้าง) ทีฆาวุกุมารฟังว่า “ทรงฝันเห็นพระโอรสของพระเจ้า
นายหัตถาจารย์ ครูฝึกช้างของพระเจ้า ทีฆีต ชื่อทีฆาวุกุมาร เอาดาบฟันฉันเมอตะกี้นี้”
ื่


พรหมทัตมองดูลักษณะทาทางของทีฆาวุกุมาร เกิด ฉับพลันนั้น ทีฆาวุกุมารก็ใช้มือซ้ายจับพระเศียรของ
ความพึงพอใจ รับไว้ให้ทางานอยู่ด้วย ทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัต จับดาบด้วยมือขวาและร้องขึ้นว่า


ฝกฝนวิชาชางจนมีความเชี่ยวชาญ สามารถฝึกสอน “ข้านี่แหละโอรสของพระเจ้าทีฆีติ ชื่อว่าทีฆาวุกุมาร

ช้างได้ดีเท่าศิษย์คนอื่นๆ พระองคสรางความพินาศใหแกพวกเรามากมายเหลือ




วันหนึ่ง ขณะที่อยู่โรงช้าง ทีฆาวุกุมารแกล้ง เกิน วันนี้ถึงเวลาต้องชาระแค้นเสียที”



ขับร้องเพลงให้พระเจ้าพรหมทัตได้ยิน พระเจ้า พระเจาพรหมทัตตกพระทัย ทรงกลัวตายอยาง
พรหมทัตได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะก็สนพระทัย สุดขีด ทรงหมอบลงแทบเท้าทีฆาวุกุมาร วิงวอนขอ

โปรดใหมหาดเล็กนาเจาของเสียงมาเขาเฝา แล้วทรง ชีวิตด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือว่า “พ่อทีฆาวุ พ่อจงไว้




291





ชีวิตฉนเถด” ทีฆาวุกุมารหวนระลึกถึงค�าสั่งของพระบดาอีกครั้ง เกิดความสงสาร
ฆ่าไม่ลง เก็บดาบเข้าฝัก แล้วทูลว่า “ข้าพระองค์ไม่อาจถวายพระชนม์ชีพให้แก่






พระองค์ได้หรอก มีแตขาพระองคจะตองขอพระราชทานชีวิตของขาพระองคจาก
พระองค์”
พระเจ้าพรหมทัตตรัสว่า “พ่อทีฆาวุ ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจงไว้ชีวิตฉัน
ส่วนฉันก็จะให้ชีวิตเธอเหมือนกัน”

ในทีสุดทั้งสองฝ่ายกเกิดความปรองดอง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก

ความเป็นศัตรูกลับมาเป็นมิตรต่อกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน และทั้งสองฝ่ายได้ให้


คามั่นสัญญาต่อกันว่า จะไม่ทาร้ายกันและกันอีกต่อไป แล้วก็พากันเดินทางกลับ
ระหว่างทางเสด็จ ได้พบกับข้าราชบริพารและทหารหาญที่ตามเสด็จ


พระเจาพรหมทัตไดทรงประกาศใหรูทั่วกันวา คนสนิทของพระองคคอทีฆาวุกุมาร








โอรสของพระเจาทีฆีติ เขาเปนผูใหชีวิตแกพระองค พระองคก็ใหชีวิตแกเขา แล้ว






พากันกลับพระนคร
ขณะเดินทาง ทีฆาวุกุมารได้เล่าเรื่องที่ตนเงื้อดาบจะฟันพระเจ้าพรหมทัต

ถึง ๓ ครั้ง แต่ก็ฟันไม่ลง เพราะระลึกถึงคาสั่งเสียพระบิดา จึงระงับความโกรธ
ได้






พระเจาพรหมทัตสงสัย จึงถามถึงคาสั่งเสียของพระเจาทีฆีติวาเปนอยางไร
ทีฆาวุกุมาร อธิบายว่า
“เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว หมายความว่า เจ้าอย่าได้จองเวรอาฆาตให้ยืดเยื้อ
เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น หมายความว่า เจ้าอย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วไปนัก
เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร หมายความว่า เมื่อพระองค์สั่งประหารชีวิต
พระชนกชนนีของข้าพระองค์แล้ว ถ้าข้าพระองค์จะแก้แค้น ข้าราชบริพารของ
พระองค์ก็จะต้องฆ่าข้าพระองค์ให้ตายตกไปตามกัน ต่อไป พรรคพวกของ






ขาพระองคก็จะลางผลาญชีวิตของขาราชบรพารของพระองค ไมมีที่สิ้นสุดกันเลย


แตเวรระงับไดดวยการไมจองเวร ก็หมายความวาเมื่อพระองคทรงประทาน





ชีวิตให้แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถวายพระชนม์ชีพแก่พระองค์นั่นเอง”
พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับแล้ว ก็ทรงพอพระทัย ตรัสให้ข้าราชบริพารทุก
คนถือคติธรรมตามแบบอย่างของทีฆาวุกุมาร ต่อมาไม่นาน พระเจ้าพรหมทัต
ก็โปรดพระราชทานคืนเมืองโกศล ไพล่พล สมบัติ และทรัพย์สินทั้งหลายที่เป็น
ของพระเจ้าทีฆีติให้แก่ทีฆาวุกุมาร
ใช่แต่เท่านั้น ยังทรงให้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระองค์อีกด้วย
ทีฆาวุกุมารได้เป็นพระราชาปกครองประเทศโกศล ภายหลังที่พระเจ้าพรหมทัต
292


เสด็จสวรรคตแล้ว ก็ได้เมืองพาราณสีมาครองอีกเมืองหนึ่ง
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เวรระงับด้วยการไม่จองเวร การผูกเวรก็


เหมือนการผูกพยาบาท เมื่อต่างฝ่ายต่างผูกใจเจ็บกันอย่ เวรก็ไม่สามารถ
ระงับลงได้ แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกผูกเวรเสียด้วยการให้อภัยและแผ่

เมตตาให้กันเสมอๆ เวรย่อมระงับลงได้ในเวลาไม่นาน การไม่ผูกเวรทาให้
จิตใจเราสบาย เมื่อใดใจผูกเวร เมื่อนั้นมองไปทางไหนก็เห็นแต่ศัตรู แต่

เมื่อใดใจของเราไม่มเวรกับใคร มีแต่เมตตาปราณี เมื่อนั้นมองไปทางใดก็

เจอแต่มิตร เพราะฉะนั้น พระเจ้าโกศลเมื่อให้โอวาทพระราชโอรสจึงตรัส
ว่า “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่กาลยาว เจ้าอย่าเห็นแก่กาลสั้น เวรระงับด้วย
การไม่จองเวร แต่ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”

เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาด เพื่อความสบายใจของตนเอง จึงไม่ควรผูกเวร






ไวกับใคร ๆ จงจาแตความดีที่คนอื่นทาแกตน แต่อยาจาความรายที่เขาทาให้



เพราะมันไม่มีประโยชน์แก่จิตใจ

คาว่า “อย่าเห็นแก่ยาว” นั้น ท่านหมายความว่า อย่าผูกเวรเอาไว้
เพราะเวรยิ่งผูกยิ่งยาว







คาวา “อยาเห็นแกสั้น” นั้น หมายความวา อยารีบดวนแตกจากมิตร
มีอะไรก็ค่อยๆ ผ่อนปรนกันไป ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจเข้าใจผิดก็ได้ อย่าด่วน
ลงโทษโกรธงายเกินไป และอยารีบแตกจากใคร ขอใหพิจารณาเสียรอยครั้ง




พันครั้ง
ท่านกล่าวว่า “ชนะอะไรไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการให้อภัย อภัยทานเป็น
ทานอันประเสริฐ เป็นทานที่ให้แก่ใครๆ ก็ได้ที่ล่วงเกินตน การถูกนินทาว่า
ร้าย ใส่ร้าย มุ่งทาลายให้ถึงแก่พิบัติต่างๆ ก็ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ยินดีให้

อภัย เพราะการโกรธ การผูกโกรธ คือความร้อนที่เผาผลาญตนเอง ให้ร้อน

รุ่มอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นสุข การให้อภัยทาให้เกิดความเย็นเป็นสุข เพราะ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ชนะอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการให้อภัย”
(ทีฆีติโกสลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๙๓)













293


294


การให้ดวงตาเป็นทาน





“การให้ทานเหมอนทหารรบในสนาม

การบริจาคดวงตาเป็นกุศลอนยิ่งใหญ่”









ในอดีตกาลลวงมาแลว ครั้งพระเจาสีวิมหาราชไดเสวยราชสมบัติอยู ่









ในอริฏฐบรี แควนสีพี พระโพธิสัตวไดบังเกิดเปนพระราชโอรสของพระเจา
สีวิมหาราช มีนามว่า “สีวิกุมาร”
เมื่อสีวิกุมารเจริญวัยขน ได้ไปศึกษายังนครตักกสิลา ศึกษา
ึ้



ศิลปศาสตร จบแลวกลับมาแสดงศิลปศาสตรถวายพระชนกทอดพระเนตร

จนได้รบพระราชทานยศเป็นมหาอุปราช ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคต
แลวก็ไดเปนพระราชา ไดทรงมั่นอยูในทศพิธราชธรรม พระองค์ได้ทรงสร้าง





โรงทานไว้ ๖ แห่ง แลวทรงบริจาคมหาทานสิ้นพระราชทรัพยวันละ ๖ แสน




กับทรงรักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๘ ค่า ๑๔ ค่า ๑๕ ค่า ตลอดมา

อยูมาวันหนึ่ง พระราชาประทับอยูที่พระราชวัง ในวันปุณณมีดิถีเพญ




ทรงนึกถึงทานที่พระองคทรงบริจาค จึงทรงด�าริวา ของนอกกายที่เรายังไม ่








ไดใหนั้นไมมี การให้ทานภายนอกกายไม่ทาใหเราดีใจได เราใครจะให้ทาน
ของในกาย ในเวลาเราไปที่โรงทาน ขออย่าให้มียาจกคนใดคนหนึ่งขอทาน

ของนอกกาย ขอให้เขาขอของในกาย ถามีใครจักขอเนื้อในกายของเรา เรา



ก็จักเชอดออกให ถามีใครขอโลหิตของเรา เราก็จกเจาะให มีใครมาขอเรา


เป็นทาส เราก็จักยอมไป มีใครมาขอดวงตาของเรา เราก็จักควักออกให้

เมื่อพระเจ้าสีวีราชทรงดาริอย่างนี้ ท้าวสักกะในดาวดึงส์สวรรค์ก็

ทรงทราบ จึงทรงดาริว่า วันนี้พระเจ้าสีวิราชคิดว่า จักควักดวงพระเนตร





ออกใหเปนทานแกยาจกที่ไปทูลขอ พระเจาสีวิราชจักทาไดจริงหรือ เราจัก

ไปทดลองดู
ท้าวสักกะทรงด�าริเช่นนี้แล้ว ก็ทรงจ�าแลงเป็นพราหมณ์แก่ตาบอด
ไปที่โรงทาน ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปที่โรงทาน พราหมณ์แก่ประนมมือ
ขึ้นร้องถวายชัยมงคล พระเจ้าสีวิราช ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงทรงไสช้าง
295


พระที่นั่งบ่ายหน้าไปตรัสถามว่า จักให้สิ่งนั้น”

“พราหมณ์ ท่านพูดว่ากระไร?” พราหมณ์ ลาดับนั้น พวกอ�ามาตย์จึงกราบทูลถามว่า


แปลงก็ทูลตอบว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า โลกสันนิวาส “พระองคปรารถนาสิ่งใด ปรารถนาอายุ วรรณะ สุขะ




ทั้งสิ้นกึกกองดวยเสียงแซซองสาธุการ อาศัยอัธยาศัย พละ ประการใด จึงจักพระราชทานดวงพระเนตรให้
อันน้อมไปในทานของพระองค์ ฟุ้งขจรอยู่เป็นนิตย์ แก่พราหมณ์ พระเจ้าข้า”
ส่วนข้าพระองค์เป็นคนตาบอด พระองค์มีพระเนตร พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบว่า “เราไม่ได้ให้ทาน
สองข้าง ขอพระองค์จงโปรดประทานดวงพระเนตร เพราะเห็นแก่ทรัพย์ ยศ หรือบุตรภรรยา แว่นแคว้น
สักข้างหนึ่งให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า” บ้านเมืองอันใด เราเห็นว่าการให้ทานเป็นธรรมของ



ลาดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าก็ทรงยินดีว่า เป็น สัตบุรุษทั้งหลายแตโบราณ เราจึงยนดในการใหทาน


ั้
ลาภอันใหญ่ของเราแล้ว วันนี้ความประสงค์ของเรา สัตบุรษทงหลายแต่เก่าก่อน เมอยงไม่ได้บ�าเพ็ญ


ื่


จักสาเร็จแล้ว เราจะได้ให้ทานที่เรายังไม่เคยให้ ครั้น บารมีให้เต็มที่แล้ว ก็ไม่สามารถจะบาเพ็ญพระ

ทรงดาริดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสขึ้นว่า “นี่แน่ะวณิพก ใคร สัพพัญญูได้ เราจักบาเพ็ญบารมให้เต็มที่เพื่อจะได้


แนะน�าให้เจ้ามาขอดวงตาต่อเรา ซึ่งเปนของที่น�าออก เป็นพระสัพพัญญู”

ให้ทานได้ยาก แต่ว่าเราจักให้แก่พราหมณ์ตาม เมื่ออ�ามาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระราชด�ารัสดัง
ี่

ประสงค์” นั้น ก็หมดหนทางทจะทูลทัดทาน จาต้องนิ่งเฉย


ครั้นตรัสดังนี้แลวก็ทรงด�าริวา การที่เราจักควัก ฝ่ายพระเจ้าสีวิราชได้ตรัสสั่งนายแพทย์สีวิกะว่า “นี่
ดวงตาทั้งสองออกให้เป็นทานในที่นี้ เป็นการไม่ แน่ะ สีวิกะ เธอเป็นมิตรสหายของเรา เธอได้ศึกษา

สมควร จึงได้น�าพราหมณ์นั้นกลับไปยงพระราชวัง วิชาแพทยมาเปนอนดีแลว เธอจงท�าตามถ้อยค�าของ





ั่


ประทับนั่งบนราชอาสนแลว จึงตรัสสงใหแพทยสีวิกะ เราใหดี เมื่อเราลืมตาขึ้นมองดู เธอจงควักดวงตาของ



เข้าเฝ้า รับสั่งว่า “เจ้าจงทาดวงตาของเราให้สะอาด เราให้หลุดออกเหมือนกบควักจาวตาล แล้ววางไว้ที่

เดี๋ยวนี้” มือของพราหมณ์คนนี้ ในบัดนี้เถิด”


ในคราวนั้น มีเสียงเล่าลือไปทั่วพระนครว่า นายแพทยสีวิกะทูลวา “ข้าแต่มหาราชเจ้า การ
พระราชาจะควักพระเนตรทั้งสองออกให้เป็นทานแก่ ให้ดวงพระเนตรเป็นทานนี้เป็นของส�าคัญมาก ขอ
พราหมณ์ พวกราชวัลลภ มีเสนาบดีเป็นต้น ก็ได้ พระองค์จงใคร่ครวญให้ดีเถิด”

พร้อมกันเข้าเฝ้ากราบทูลคัดค้านว่า “เราใคร่ครวญดีแล้ว เธอจงอยาชักชา อย่าพูด

“ขอเทวราชเจ้าอย่าได้พระราชทานดวง มากกับเราเลย” พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบ
พระเนตรเลย อย่าได้ทรงทอดทิ้งข้าพระพุทธเจ้า ทั้ง นายแพทย์สีวิกะจึงคิดว่า การที่แพทย์ผู้ได้
ปวงเลย ขอพระองคจงพระราชทานแตทรัพยสิน เงิน ศึกษามาดีเชนเรานี้จะเอาศัสตราควานพระเนตรของ






ทอง ช้าง ม้า รถ เถิดพระเจ้าข้า” พระราชา ย่อมไม่สมควร เขาคิดดังนี้แลว จึงผสมยา
พระเจ้าสีวิราชตรัสว่า “ผู้ใดกล่าวแล้วว่าจักให้ แล้วอบด้วยดอกบัวเขียว แล้วป้ายพระเนตรข้างขวา
แล้วไม่ให้ ผู้นั้นชื่อว่าเอาบ่วงมาสวมคอของตน ผู้ ของพระราชา พระเนตรข้างขวานั้นก็พลิกกลับทันที
ใดกล่าวว่าจักให้แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้นชื่อว่า ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่พระราชา เขาจึงกราบทูลว่า



ิ่

เลวกว่าคนเลว มีผูขอสิ่งใดควรใหสงนั้น สิ่งใดเขาไม “ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงกาหนดพระทัย




ิ่






ขอ ไมควรใหสิ่งนั้น พราหมณนี้ไดขอสงใดตอเรา เรา ดูเถิด การทาพระเนตรใหเปนปกตินั้นเปนหนาที่ของ
296



ข้าพระองค์” ตรัสตอบว่า “เธออย่าได้ชักช้า” ในขณะนั้น พระเจ้าสีวราชได้ประทับอยู่ที่

แล้วนายแพทย์สีวิกะได้ทายาซ้าอีก พระเนตร ปราสาทสัก ๒-๓ วัน แล้วทรงดาริว่า ไม่มีประโยชน์


ก็ได้หลุดออกจากเบ้าพระเนตรทันที ทุกขเวทนาอัน อันใดกับราชสมบติของคนตาบอด เราจักมอบราช





เหลือประมาณก็ได้เกดขึ้นแก่พระราชา นายแพทย์ สมบติใหแกพวกอ�ามาตย์ จักไปบรรพชาอยูที่อุทยาน

กราบทูลวา “ขอพระองค์ จงทรงกาหนดพระทัยดูเถิด จักทาสมณธรรม จึงจะเป็นการดี แล้วทรงโปรดให้



ข้าพระองค์อาจทาให้เป็นปกติได้” ประชุมพวกอามาตย์ ทรงแจ้งความประสงค์ให้ทราบ

นายแพทย์ประกอบยาให้แรงขึ้นกว่าเดิม แล้ว แล้วตรัสว่า
น้อมเข้าไปถวาย พระเนตรนั้นก็ได้หมุนหลุดออกมา “เราต้องการเพียงคนใช้สอยคนเดียวสาหรับ

จากเบ้าพระเนตรด้วยกาลังยา แล้วตกลงมาห้อยอยู่ ทากิจการต่างๆ มีน้าล้างหน้า เป็นต้นเท่านั้น ท่าน






ด้วยอานาจเส้นเกี่ยวไว้ ทั้งหลายจงผูกเชือกให้เป็นราวสาหรับสาวในเวลาทา
นายแพทย์กราบทูลอีกว่า “ข้าพระองค์อาจ สรีระกิจ”


ทาให้เป็นปกติได้” พวกอามาตย์ได้อัญเชิญท้าวเธอขึ้นประทับที่


พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบว่า “เจ้าอย่าได้ชักช้า” สุวรรณสีวิกา แล้วหามไปประทบที่รมสระโบกขรณี
ทุกขเวทนาอันเหลือประมาณได้บังเกิดขึ้นแก่ จัดการพิทักษ์รักษาด้วยดี แล้วจึงกลับมา
ี่

ท้าวเธอ พระโลหิตไหลออกมาจนเปยกพระภูษา พวก เมื่อพระเจ้าสีวิราชประทับอย่ทอุทยาน ทรง

อามาตย์ ข้าราชบริพาร ได้พากันหมอบร้องไห้ว่า ร�าลึกถึงทานของพระองค์ด้วยความปีติยินดี ในขณะ



“ขอพระองคอยาไดทรงบริจาคพระเนตรเลย พระเจ้า นั้น อาสนะของทาวสักกะก็รอนขึ้น เมื่อพระองคทรง





ข้า” เล็งดูก็ทรงรู้เหตุนั้น จึงทรงดาริว่า เราจักให้พรแก่


นายแพทย์จึงรับพระเนตรด้วยมือซ้าย ถือ มหาราช แลวจักท�าพระเนตรใหเปนปกติ จึงไดเสด็จ


ศัสตราด้วยมือขวา ตัดเส้นที่เกี่ยวดวงพระเนตรให้ มาเดินจงกรมอยู่ใกล้ที่ประทับ ขณะนั้น พระเจ้าสีวิ
ขาด แลวรับเอาดวงพระเนตรไปวางลงบนฝาพระหัตถ ราชได้ทรงสดับเสียงฝีเท้า จึงตรัสถามว่า “นั่นเป็น



ของพระเจ้าสีวิราช พระองค์ตรัสเรียกพราหมณ์ให้ ใคร”
เข้าไปใกล้ ตรัสสั่งว่า “การให้ดวงตาเป็นทานนี้ จง “ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมของเทวดา
เป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณนั้นเถิด” ได้มาหาท่านแล้ว ขอท่านจงเลือกพรตามประสงค์”







ตรัสดงนี้แลว ได้พระราชทานพระเนตรข้างขวา พระเจาสีวิราชจึงตรัสวา “ขาแตทาวสักกะ ทรัพยของ


นั้นแก่พราหมณ์ พราหมณ์ก็รบไปใส่ลงในเบ้าจกษุ ข้าพเจ้ามีอยู่มากแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด

ของตน บันดาลให้ดวงตาอันติดอยู่เป็นอันดี เหมือน พอใจแต่ความตายเท่านั้น ขอพระองค์จงประทาน
ดอกบัวสีเขียวอันแย้มบาน ฉะนั้น ความตายแก่ข้าพเจ้าเถิด”

พระมหาสัตว์ได้ทอดพระเนตรนัยน์ตาของ “นี่แนะพระเจาสีวิราช เหตุใดพระองคจึงอยาก


พราหมณ์นั้น ด้วยทรงดาริว่า การให้ดวงตาเป็นทาน สิ้นพระชนม์” “ข้าพเจ้าอยากสิ้นพระชนม์ เพราะ






นี้ เปนการดีแท ไดพระราชทานดวงตาอีกขางหนึ่งแก ความเป็นคนตาบอด” “นี่แน่ะมหาราช อันธรรมดา
พราหมณ์นั้น พราหมณ์ผู้เป็นพระอินทร์นั้นรับ การให้ทานย่อมไม่ให้ผลแต่ภายหน้าเท่านั้น แม้ใน
พระเนตรข้างนั้นใส่ในเบ้าจักษุของตน แล้วเดินออก ปัจจุบันนี้ก็ให้ผล เขาขอพระเนตรของพระองค์ข้าง
จากพระราชวัง เหาะขึ้นสู่สวรรค์ในทันใด เดียวพระองค์ได้พระราชทานทั้งสองข้าง เพราะ
297


ฉะนั้น ขอพระองค์จงตั้งสัจกิริยาเถิด เมื่อพระองค์ตั้งสัจกิริยา พระเนตรก็จักเกิด

ขึ้นแก่พระองค์อีก”

“ขาแตทาวสักกะ ถ้าพระองค์ประสงค์จะประทานดวงตาให้แก่ข้าพเจ้า ก็ขอ



อย่าได้ทา อุบายอย่างอื่นด้วยใช้คาว่า ดวงตาจงเกิดขึ้นด้วยผลแห่งทานของเรา”




“ขาพเจาเปนทาวสักกเทวราชก็จริง แตไมอาจจะใหดวงตาแกผูอื่นได ดวงตา








จักเกิดขึ้น ด้วยกาลังแห่งทานที่พระองค์ได้พระราชทานแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นอันได้ให้ทานดีแล้ว”




เมื่อทรงทาสัจกิริยาจึงไดตรัสขึ้นวา “วณิพกผูมีนามและโคตรเหลาใด ได้มา

หาเราเพื่อจะขอสิ่งของ วณิพกเหล่านั้นก็ได้เป็นที่พอใจของเรา เมื่อผู้ใดขอดวงตา

ต่อเรา ดวงตานั้นก็เป็นที่รักของเรา ด้วยคาสัจกิริยานี้ ขอดวงตาจงเกิดขึ้นแก่เรา”
ึ้
พอขาดคา พระเนตรข้างที่หนึ่งก็เกิดขนแก่พระเจ้าสีวิราช ในลาดับนั้น


พระองค์จึงได้ตรัสต่อไป เพื่อให้เกิดพระเนตรข้างที่สองขึ้นว่า
“พราหมณ์ผู้นั้นได้มาขอดวงตาต่อเราว่า ขอพระองค์จงพระราชทานดวงตา
แก่ข้าพระองค์เถิด เราก็ให้ดวงตาทั้งสองแก่พราหมณ์นั้น แล้วเราได้มีปีติโสมนัส
อย่างยิ่ง ด้วยสัจกิริยานี้ ดวงตาข้างที่สองจงเกิดมีแก่เรา” พอตรัสเท่านี้ พระเนตร
ข้างที่สองก็ได้เกิดขึ้นอีก


ในขณะน้น ทาวสักกะเทวราชทรงบันดาลใหราชบุรุษทั้งปวงมาประชุมพรอม



กัน เมื่อทาวสกกะจะสรรเสริญพระเจาสีวิราชในทามกลางมหาชน จึงไดตรัสขึ้นวา






“ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ทรงบ�ารุงแว่นแคว้นให้เจริญ พระดารัสที่พระองค์ทรง
ทาสัจกิรยานัน เป็นพระด�ารัสที่ชอบธรรม พระเนตรทงสองของพระองค์นี้จัก
ั้




ปรากฏเหมือนกับพระเนตรทพย พระเนตรทั้งสองของพระองคจักมองเห็นทั้งนอก


ฝา นอกกาแพง และภูเขา จักแลเห็นไกลได้ ๑๐๐ โยชน์ โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง”

ฝ่ายพระเจ้าสีวิราชพร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร จึงเสด็จเข้าพระนครด้วย
กระบวนพยุหยาตรา เสด็จขึ้นประทับที่สุจันทกปราสาท
ึ้
การที่พระเจ้าสีวิราชได้มีพระเนตรขนอีกนั้น ได้เลื่องลือไปตลอดแคว้นสีพี
ชาวแคว้นสีพีได้นาเครองบรรณาการเป็นอันมากมาถวาย พระองค์ได้ตรัสพระ

ื่
โอวาทสอนชาวสีพีทั้งหลายที่มาประชุมกันว่า
“ดูก่อนชาวสีพีทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงดูตาทิพย์ทั้งสองของเรา จาเดิม

แต่นี้ไป เมื่อท่านทั้งหลายยังไม่ได้ให้ทาน จงอย่าบริโภค ไม่ว่าใคร ๆ เวลามีผู้มา
ขอทาน ย่อมไม่อยากให้ของที่พึงใจของตน ของรักของดีของตนนั้นเราได้ให้แล้ว
เราขอเตือนท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นี้ จงแลดูตาทิพย์ของเราในวันนี้เถิด
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดประเสริฐเท่ากับการให้ทาน เราได้ให้ดวงตาของมนุษย์ แต่เรา
298


ก็ได้ดวงตาอันไม่ใช่ของมนุษย์ ท่านทั้งหลายได้เห็นดวงตาทิพย์ที่เราได้แล้วนี้ จง

พากันให้ทานเสียก่อน แล้วจึงบริโภคภายหลัง บุคคลที่ให้ทานและได้บริโภคตาม

กาลังของตนแล้ว ย่อมไม่มีผู้ติเตียนได้ ย่อมไปสู่สุคติ”
จาเดิมแต่นั้นมา พอถึงวันอุโบสถทุก ๑๕ ค่า ทุกกึ่งเดือน พระองค์โปรด


ให้ประชาชนประชุมพร้อมกัน แล้วพระราชทานโอวาทอย่างนี้ทุกครั้งไป


ประชาชนก็ได้พากันบาเพญกุศลมทานเป็นต้น เวลาสิ้นอายแล้วได้ไปเกิด


ในโลกสวรรค์ เป็นอันมาก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า นิทานชาดกเรื่องนี้ ต้องการอธิบายให้เห็นถึง



ความยิ่งใหญของการให โดยเฉพาะการใหของภายนอกมีทรัพยสมบัติ เปนตน




เปนสิ่งที่ท�าได้ยาก เพราะต้องทาสงครามกับความโลภ ความตระหนี่ ความเห็น







แกตัว อันเปนศัตรูตัวฉกาจใหไดเสียกอน เชนเดยวกับทหารรบในสนาม จึงจะ

สละสิ่งของออกบริจาคให้คนอื่นได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานภายใน คือการ

ให้อวัยวะภายในเป็นทาน มีการบริจาคดวงตา เป็นต้น เป็นสิ่งที่ทาได้ยากยิ่ง
กว่า
ในทางพระพุทธศาสนาท่านชี้ให้เห็นว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นกิจอัน

เปนมหากุศลอยางยิ่ง ดังมีระบุไววา ผูที่ไดชื่อวาเปนพระโพธิสัตวอยางสมบูรณ ์












นั้น จาต้องเคยบาเพ็ญทานบารมี เคยบาเพ็ญทานบารมีที่ส�าคัญมาก่อนอย่าง
น้อย ๓ ขั้น ขั้นแรกคือการบริจาควัตถุข้าวของ ขั้นที่ ๒ คือการบริจาคอวัยวะ
และขั้นที่ ๓ คือสูงสุด ได้แก่การบริจาคแม้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อช่วยชีวิตผู้
อื่น
ั้
ดังนน การบริจาคอวัยวะเป็นทานเพื่อเกื้อกูลแก่ชีวิตเพื่อนมนุษย์จึง






เป็นการบ�าเพ็ญบารมีขั้นสูง ที่ไมเพียงแตผูปรารถนาจะเปนพระโพธิสัตวเทานั้น



ที่ควรกระทา แตเราทุกคนในฐานะที่เปนมนุษยชาตินี้แหละ ที่ควรทาเป็นอย่าง




ยิ่ง เพราะสิ่งทีจะไดรับไมใชเพียงกุศลมหาศาลเทานั้น หากแตยังหมายถึงโอกาส



ที่จะได้อยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข มีชีวิตที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าแก่มวล
มนุษย์อีกมากมาย ดังนั้น การบริจาคอวัยวะจึงถือว่าเป็นผู้ดาเนินอยู่ในวิถีทาง

ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งต่อมาคือพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั่นเอง
(สีวิราชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๓๙)
299


300


Click to View FlipBook Version