251
ความเป็นพ่น้อง
ี
“ร่มเงาญาติเย็นสบาย หายเงียบเหงา”
็
้
์
ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพระเจาพรหมทัต เสวยราชสมบัติ
้
้
้
ุ
้
ในพระนครพาราณสี สมัยนั้น พวกโจรในดงคมลูกนองออกปลนชาวบานแลวพากัน
หนีไป ชาวบ้านพากันออกติดตามสืบจับพวกโจรแต่ก็ไร้ร่องรอย จนกระทั่งตามมา
ถึงปากทางเข้าดงแห่งหนึ่ง พบชาย ๓ คนกาลังไถนาอยู่ จึงถามว่า “พวกเจ้าเที่ยว
�
ปล้นชาวบ้านแล้ว เดี๋ยวนี้แสร้งทาเป็นไถนาอยู่อีกหรือ เจ้าพวกโจรร้าย” พูดจบก็พา
�
�
กันล้อมจับชายทั้ง ๓ ให้เป็นแพะรับบาป นาตัวไปถวายแด่พระเจ้าพรหมทัต แล้ว
พระองค์ก็โปรดให้นาไปขังไว้ในคุก
�
ต่อมาไม่นาน มีหญิงชนบทคนหนึ่ง มารดาบิดาเสียชีวิตไปนานแล้ว เดินทาง
มาร้องห่มร้องไห้คร่าครวญต่อพระเจ้าพรหมทัต โดยได้ส่งเสียงอยู่นอกพระราชวง
�
ั
“โปรดพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่หม่อมฉันด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” แล้วเดินวน
เวียนใกล้พระราชนิเวศน์ ไม่ยอมจากไปที่อื่น จนพระเจ้าพรหมทัตได้ทรงสดับเสียง
ของนาง จึงมีรับสั่งราชบุรุษว่า “พวกเจ้าจงน�าผ้าห่มไปให้นาง” พวกราชบุรุษจึงช่วย
กันหยิบผ้าสาฎกไปมอบให้นาง นางเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “แน่ะท่านราชบรษทั้ง
ุ
ุ
หลาย ดิฉันไม่ได้ต้องการผ้าห่มอย่างนี้ ดิฉันต้องการผ้าห่มคือสามีต่างหากเล่า”
่
ั้
ุ
ราชบุรษไดฟงดังนนจึงกลับไปกราบบังคมทูลแดพระราชา “ขอเดชะ พระอาญา
ั
้
ื
มิพ้นเกล้า หญิงผู้นี้มิได้ต้องการผ้าห่มอย่างนี้ นางขอผ้าห่มคอสามี พ่ะย่ะค่ะ”
พระราชาจึงรับสั่งให้นางเข้าเฝ้าแล้วมีพระด�ารัสถามว่า “ได้ยินว่า เจ้าขอผ้าห่มคือ
สามีหรือ” นางกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบว่า พระองค์ได้
จาขังชาย ๓ คนไว้ในคุก จึงเดินทางมาขอสามี ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ สามีชื่อ
�
ว่าเป็นผ้าห่มของสตรีโดยแท้ เพราะเมื่อไม่มีสามี แม้สตรีจะนุ่งผ้าราคาแพงตั้งพัน
�
กหาปณะ ก็ชื่อว่าเป็นหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง ประดุจดังแม่น้าที่ไม่มีน้า ก็ชื่อว่าแม่น้า
�
�
้
่
่
่
้
เปลือย แวนแควนที่ปราศจากพระราชา ก็ชื่อวาแวนแควนเปลือย หญิงปราศจากสามี
ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าหญิงเปลือย พระพุทธเจ้าข้า”
พระราชาทรงเลื่อมใสในคาพูดอันเฉลียวฉลาดของนาง จึงตรัสสั่งถามว่า “คน
�
�
ทั้ง ๓ นั้นเป็นอะไรกับเจ้า” นางถึงกับสะดุ้ง จึงจาต้องกราบทูลตามความจริงว่า
252
“ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้า ชายทั้ง ๓ คนนั้น และช่วยลูกกลับไปยังบ้านของตนได้โดยปลอดภัย
คนหนึ่งเป็นสามี คนหนึ่งเป็นพี่ คนหนึ่งเป็นลูก ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เครือญาติที่เป็นสาย
ของข้าพระพุทธเจ้า เพคะ” โลหิต ถ้านับตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง ผู้ที่ใกล้ชิด
พระราชาทรงพอพระทัย จึงตรัสวา “เพราะ ที่สุด เหนือเราขึ้นไปคือพี่ รองลงมาคือน้อง ความ
่
่
้
้
้
การทีเจาพูดดี รูจักใชวาจาอันชาญฉลาดเจรจา เรา เป็นพี่น้องถึงจะโกรธเกลียดกันเพียงใดก็ตดกันไม่
ั
พอใจเจ้า ฉะนั้น ใน ๓ คนนี้เราจะยกให้เจ้าคน ขาด
หนึ่ง เจ้าจะปรารถนาคนไหนเล่า” นางรีบกราบทล ตระกูลใดที่หมู่ญาตพี่น้องได้ร่วมกัน
ู
ิ
ทันทีว่า “ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้า พระองค์จะ สรางสรรคจรรโลงวงศวานใหเปนปกแผนแนนหนา
็
่
ึ
่
้
้
์
์
ไม่พระราชทานทั้ง ๓ คนเลยหรือ เพคะ” จะเป็นที่เกรงขามแก่บุคคลทั้งหลาย แม้ผู้มุ่งร้ายก็
พระราชาตรัสย�้าด้วยน�้าเสียงอันหนักแน่น ไม่กล้ามาเบียดเบียน ประดุจความหนาทึบแห่งกอ
ว่า “ไม่ได้ เราให้เจ้าเลือกได้คนเดียว” นางจึงต้อง ไผที่มีหนามแวดลอมอยูรอบขาง ยอมไมมีใครเขาไป
้
่
่
้
่
้
่
่
้
ตัดสินใจกราบทูลวา “ขอเดชะ พระบารมีปกเกลา ตัดไดงายๆ หรือเหมือนดังกอบัวที่เจริญงอกงามอยู ่
้
่
เมื่อไม่ทรงสามารถพระราชทานทั้ง ๓ คนได้ ขอ ในสระ ย่อมเป็นที่เจริญตาเจรญใจแก่ผู้พบเหน
ิ
็
ี่
พระองค์โปรดพระราชทานพชายแก่ข้า ต้นไม้ที่เกิดรวมกันเป็นป่าดง แต่ละต้นย่อมช่วย
พระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า” ต้านลมพายุให้แก่กัน จึงยืนต้นอยู่ได้นาน ผิดจาก
�
พระราชาทรงสนพระทัยในคาขอของนาง ตนไมที่เกิดอยูโดดเดี่ยว ยืนโตพายุตามลาพัง ยอม
่
้
้
�
่
้
จึงตรัสถามนางว่า “เพราะเหตุใดเจ้าจึงต้องการพี่ หักโค่นลงได้โดยง่าย คนทมีญาติพี่น้องอยู่พร้อม
ี่
ชาย” นางกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระบารมี หนาก็ยอมมีผูคอยชวยเหลือ ตานทานมรสุมชีวิตให ้
้
่
้
่
้
ปกเกล้า ธรรมดาว่าบุตรข้าพระพุทธเจ้าหาได้ง่าย ผ่อนหนักเป็นเบาได้
เหมือนเมี่ยงที่ชายพก ส่วนสามีก็เช่นเดียวกัน ดังมีคากลอนสอนใจไว้ว่า
�
่
เพียงยางกรายไปตามถนน สักประเดี๋ยวก็จะมีชาย ร่มไม้เย็น พักผ่อน หายร้อนอาตม์
ที่พบเห็นมาเป็นสามีได้โดยไม่ยาก แต่ขณะนี้ ร่มเงาญาติ เย็นสบาย หายเงียบเหงา
มารดาบิดาของข้าพระพุทธเจ้าได้เสียชีวิตไปแล้ว ร่มพ่อแม่ เย็นสุข ทุกข์บางเบา
�
ื่
ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นใครอนเลยที่จะนาญาติพี่ เกิดเย็นเกล้า เคล้าคลุก อยู่ทุกยาม
่
้
นองรวมทองเดยวกันมาใหไดอีก เพราะฉะนั้น ขอ ร่มอาจารย์ กันเขลา เกิดเชาวน์กล้า
้
ี
้
้
็
พระองคโปรดพระราชทานพี่ชายอันเปนญาติสาย ร่มราชา กันศัตรู ให้รู้ขาม
์
โลหิตให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าข้า” ร่มพระพุทธ ดับร้อน ผ่อนรุกราม
พระราชาทรงแย้มพระโอษฐ์ ด้วยด�าริใน ให้โลกสาม ร่มเย็น เป็นนิรันดร์
พระทัยว่า “นางคนนี้มีปัญญาเฉลียวฉลาด พูดสิ่ง
ที่เป็นสาระประโยชน์ เป็นที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก” (อุจฉังคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ดังนั้น พระองค์จึงมีความชื่นชมยิ่งนัก ทรงโปรด ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๒๓)
�
ให้ปล่อยคนทั้ง ๓ จากเรือนจา แล้วพระราชทาน
ให้นางไป หญิงชนบทนั้นจึงช่วยพี่ชาย ช่วยสามี
253
254
ู
่
ั
คนไมร้จกคุณคน
“ไมลอยน�าดีกว่าคนอกตัญญู”
้
ในอดีตกาล สมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤษี ปลูกอาศรมอยู่
ริมแม่น้าในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้เมืองพาราณสี
�
ณ ราตรหนึ่ง ขณะที่ทานฤษก�าลังเจริญภาวนาอยูนั้น ก็ไดมเสียงเหมือน
ี
้
ี
่
่
ี
่
้
่
่
คนรองขอความชวยเหลือ ซึ่งดังมาจากแมน�้านั้น ทานฤษีจึงควาคบไฟแลวเดิน
้
้
ไปที่ริมฝั่งแม่น�้านั้น สิ่งที่ท่านเห็นคือ มีขอนไม้ลอยน้ามาท่อนหนึ่ง และขอน
�
ไม้นั้น มีสัตว์ ๔ ชีวิตลอยมาด้วย สัตว์ ๔ ชีวิตนั้น คือ ชายหนุ่ม นกแขกเต้า
�
หนู และงู ท่านฤษีรีบว่ายน้าไปยังขอนไม้ท่อนนั้น และผลักเข้าหาฝั่ง เมื่อน�า
สัตว์ ๔ ชีวิตผู้มากับกระแสน้าในยามราตรีขึ้นมาบนฝั่งใกล้กับอาศรมแล้ว
�
ท่านจึงก่อกองไฟขึ้น ๒ กอง เพื่อให้สัตว์ทั้งหมดได้อังไล่ความหนาวจากการ
้
�
์
้
่
แช่น้ามานาน กองหนึ่งใหสัตวทั้ง ๓ อีกกองหนึ่งใหชายหนุม จากนั้นจึงถามไถ ่
ความเป็นไปว่า “เหตุไฉนเจ้าทั้ง ๔ จึงพากันเกาะขอนไม้ลอยมาถึงที่นี่”
นกแขกเต้าตอบในนามของตัวแทนสัตว์ทั้ง ๓ ว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อ
วานนี้ไดมีพายุฝนตกกระหน�่า พัดพาเอาพวกเราตกลงไปในแมน�้า แต่เคราะห์
้
่
ยังดีที่พวกเรารีบคว้าขอนไม้ไว้ทัน ขอนไม้นั้นลอยตามกระแสน�้ามาจนถึงนี่
แหละเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มเล่าให้ท่านฤษีฟังว่า “ข้าพเจ้าเป็นราชกุมารแห่งกรุงพาราณสี
ได้ลงเล่นน�้ากับมหาดเล็ก แตถูกกระแสน�้าพัดพรากออกมา ไดเกาะขอนไมนี้
้
่
้
พยุงชีวิตมาเช่นกัน” ด้วยเห็นว่าทั้งสี่ชีวิตลอยคอมานาน ท่านฤษีจึงจัดหาผล
ไม้ให้กิน แต่เพราะความที่ท่านเห็นสัตว์ทั้ง ๓ คือ นกแขกเต้า หนู และงู มี
อาการหิวโหยอย่างเห็นได้ชัด และเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ท่าน จึงจัดผลไม้มาให้
กินก่อน แล้วจึงค่อยนามาให้ราชกุมารในภายหลัง
�
้
่
ฝายราชกุมารแทนที่จะยินดีที่ทานฤษีจัดหาผลไมมาใหเสวย กลับนอย
่
้
้
พระทัยและมีจิตใจเคองแค้นท่านฤษีที่นาผลไม้ไปให้สัตว์ดิรัจฉานกินก่อน
�
ื
255
่
ตนเอง พระราชกุมารจึงแสดงอาการออกมาอยางเดน ท่านฤษีไป
่
ู
ชัด แม้ท่านฤษีจะร้ แต่ก็มิได้เอ่ยปากออกมา เมื่อ ต่อมาไม่นาน ท่านฤษีโพธิสัตว์ใคร่อยากจะ
�
่
อาคันตุกะกินผลไมจนอิ่มหน�าสาราญแล้ว ทานฤษีได ้ ลองใจทั้ง ๔ ชีวิต ที่ท่านได้เคยช่วยเหลือไว้ จึงเดิน
้
จัดหาที่สาหรับพักให้ “พักกันที่นี่ก่อนเถิด เมื่อน�้าลด ทางไปหาหนู เมื่อหนูได้พบกบท่านฤษีก็ได้ด�าเนิน
ั
�
�
ึ
�
้
์
ั
ั
้
่
็
คราวใดจงค่อยคิดอ่านว่าจะทาการสิ่งใดกันต่อไป ที่ การตอนรบเปนอยางดี พรอมกับนาทรพยสมบัติมา
นี่อุดมไปด้วยผลไม้นานาชนิด อีกทั้งสงบเงียบ ไม่มี มอบให้ท่านฤษีด้วยความยินดี แต่ท่านฤษีก็มิได้รับ
สัตว์ใหญ่มาพลุกพล่าน” แต่อย่างใด และบอกกับหนูว่ายังไม่มีความจาเป็น
�
เมื่อย่างเข้าวันที่ ๔ ทั้ง ๔ ชีวิตก็เข้ามาลาท่าน ต้องใช้ เมื่อเดินทางไปพบงูและนกแขกเต้าก็ได้รับ
ฤษีเพื่อกลับถิ่นฐานของตน ราชกุมารแห่งกรุง การต้อนรับเป็นอย่างดี และทั้งคู่ก็จัดหาทรัพย์
ั
พาราณสีก็ยังผูกใจเจ็บ เคืองเรื่องที่ท่านฤษีให้ตน สมบัติและข้าวสาลีมาให้ตามสญญา แต่ท่านฤษีก็
่
เสวยผลไมหลงสัตวดิรัจฉาน หวังวาวนหนึ่งจะตองหา ปฏิเสธเช่นเดียวกับปฏิเสธหนู
้
ั
์
ั
้
้
้
้
่
ทางแกแคนทานฤษีใหได จึงกลาวกับทานวา “หากไม่ ครั้นแลวทานฤษีก็เดินทางไปยังกรุงพาราณสี
้
่
่
่
่
้
ู
ี
ได้ท่านช่วยชีวิตไว้ ป่านนี้ไม่ร้ว่าชะตาชวิตจะเป็น เพื่อลองใจราชกุมารที่ท่านเคยให้ความช่วยเหลือไว้
็
้
อย่างไร ในภายภาคหน้า หากข้าพเจ้าได้เสวยราช ซึ่งขณะนี้ราชกุมารไดเสวยราชสมบัติเปนพระราชา
สมบัติ อภิเษกเป็นพระราชาแล้ว ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ แล้ว เมื่อทานฤษีเดินทางมาถงเปนชวงเวลาเดยวกับ
่
็
ึ
่
ี
ท่าน และจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน” ที่ราชกุมารเสด็จออกเยี่ยมราษฎร ราชกุมารทอด
ิ
�
จากนั้นราชกุมารก็ลาทานฤษีเดนทางกลับกรุง พระเนตรเห็นท่านฤษีแต่ไกลก็จาได้ ความคิด
่
็
�
้
พาราณส ฝ่ายนกแขกเต้า หนู และงู แมจะเปนสัตว ์ เคียดแค้นได้สาแดงออกมาทันที ราชกุมารได้เรียก
ี
ดิรัจฉานแต่ก็ยังรู้คุณผู้ช่วยชีวิต นกแขกเต้าได้กล่าว องครักษ์มารับสั่งว่า “เจ้าฤษีชีไพรรูปนั้นมีท่าทาง
ั
์
่
ี
กับท่านฤษีว่า “เพื่อเป็นการตอบแทนคุณท่าน หาก เจ้าเล่ห์ เรากลัวฤษจะมาหลอกลอทรพยสมบัติของ
เมื่อใดที่ท่านต้องการข้าวสาลีรสเลิศ โปรดไปหา เรา พวกเจ้าจงกันไปให้ห่างๆ เรา และช่วยกันส�าเร็จ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้พรรคพวกช่วยกันคาบมามอบ โทษเฆี่ยนใหตายคามือ จากนั้นตัดหัวเสียบประจาน
้
ให้แก่ท่าน” นกแขกเตาไดบอกสถานที่อยูของตนแลว ไว้ที่นอกเมือง”
้
้
้
่
ก็จากไป ฝ่ายองครักษ์ผู้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เมื่อได้รับ
ส่วนหนูและงูนั้น เล่าให้ท่านฤษีฟังว่า “ชาติ พระราชโองการแล้วก็รีบปฏิบัติตามคาสั่ง ในขณะ
�
ก่อนนั้นเคยเป็นเศรษฐี มีทรัพย์มหาศาล และได้ฝัง ที่ลงมือเฆี่ยนท่านฤษีโพธิสัตว์อยู่นั้น ได้มีชาวเมือง
ทรัพย์สมบัติไว้ ครั้นเมื่อใกล้สิ้นอายุขัย ด้วยความที่ มายืนดู และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ใน
่
็
์
้
ยังหวงทรัพยสมบัติ จึงเกิดมาเปนหนูและงูเฝาสมบัติ ขณะที่ถูกหวายสัมผัสผิวกายอยู่นั้น แม้จะเจ็บปวด
ของตนต่อไป” พระคุณเจ้าผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับ เพียงไร ท่านฤษีก็มิได้แสดงอาการเจ็บปวดออกมา
้
์
ขาพเจาทั้งสอง วันใดทานมีความประสงคจะใชทรพย ์ แตกลับกลาวเปนคาถาทุกครั้งวา “นักปราชญกลาว
่
่
ั
่
็
้
่
์
้
่
�
สมบัติ ขอให้พระคุณเจ้าไปหาข้าพเจ้าตามสถานที่ที่ ไว้ว่า เก็บขอนไม้ที่ลอยน้าขึ้นสู่บก ยังดีกว่าช่วยคน
�
แจ้งกับท่านไว้ ข้าพเจ้ายินดีจะมอบทรัพย์สมบัติที่ฝัง ตกน้าให้พ้นจากความตาย นี้คือสัจธรรม”
ี
ี
ไวนั้นแดทานอยางมากทเดยว” จากนั้นหนูและงูก็ลา เหล่าองครกษ์รู้สึกสงสัยจึงหยุดการเฆี่ยนตี
ั
้
่
่
่
256
่
่
่
้
่
้
่
ี
่
่
แลวเอยปากถามทานฤษีวา “เหตุไฉนทานจึงกลาวภาษิตนี้” ทานฤษไดเลาเรื่องครั้ง
ที่ท่านได้ช่วยชวิตราชกุมารในคืนที่เกาะขอนไม้ลอยมา ให้องครักษ์และชาวเมือง
ี
์
์
ที่มาดูเหตุการณทั้งหลายฟง ทุกคนวิพากษวิจารณความประพฤติของราชกุมารกัน
์
ั
อย่างกว้างขวาง และเห็นพ้องต้องกันว่า หากมีพระราชาที่มีนิสัยอิจฉาริษยา เคือง
่
่
็
แค้น พยาบาท เชนนี้ บานเมืองคงไมมีความสงบสุขเปนแน จึงชวยกันจับราชกุมาร
่
้
่
�
สาเร็จโทษ แล้วขอให้ท่านฤษีลาสึกออกมาปกครองเมืองพาราณสีแทน
เมื่อท่านฤษีโพธิสัตว์ได้เสวยราชสมบัติ ท่านก็ยังไม่ลืมสัตว์ทั้ง ๓ พระองค์
ได้ไปรับมาเลี้ยงไว้ภายในพระราชอุทยานเป็นอย่างดี
ชาดกเรื่องนี้มีคตสอนว่า ความกตัญญู คือความสานกรู้บุญคุณของคน
�
ึ
ิ
่
หรือสิ่งตางๆ ที่เคยทาเคยใหอุปการะแกตนมา หรอที่เคยชวยใหตนพนจากความ
ื
้
�
้
้
่
่
ทุกข์เดือดร้อนมาได้ จัดว่าเป็นคุณธรรมหลักของคนเรา ความกตัญญูนี้จะคอย
ู
้
้
้
้
่
ุ
์
ิ
้
พยงอุปถัมภค�้าจุนผปฏิบัติไว พรอมทั้งคอยรองรับความเจรญกาวหนาตางๆ ของ
ผู้นั้นไว้ ท่านเปรียบความกตัญญูไว้ เหมือนกับเสาเข็มหรือเสาหลักของอาคาร
ทั้งหลาย ซึ่งคอยพยุงและรับน�้าหนักของตัวอาคารทั้งหลังไว้ มิใช่เฉพาะคน
เท่านั้นที่คนเราจะต้องกตัญญูตอบ แม้สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้า ลาคลอง จน
�
�
่
้
่
่
กระทั่งบานเมืองที่ตนอาศัยอยู ซึ่งเรียกรวมๆ วาธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตางๆ
้
ซึ่งคนเราได้พึ่งพาอาศัย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คนเราก็ควรต้องกตัญญูตอบ
ด้วยเหมือนกัน ได้อาศัยบ้านแต่ไม่ดูแลบ้านให้ดี ปล่อยให้บ้านสกปรกรกรุงรัง
ได้อาศัยต้นไม้แต่ชอบตัดต้นไม้ท�าลายป่า ได้อาศัยแม่น�้าลาคลอง แต่ชอบทิ้ง
�
ขยะมูลฝอยลงไปทาให้สกปรกเน่าเหม็น ได้อาศัยอากาศหายใจ แต่สร้างมลพิษ
�
ให้อากาศ ได้อาศัยถนนสัญจรไปมา แต่ชอบทิ้งขยะลงบนถนน ได้อาศัยเมือง
อยู่ แต่ชอบก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้เกิดขึ้นแก่เมือง ชอบทาให้เมืองล่มจม
�
่
่
ี
่
ึ
่
้
็
็
จะไมเรยกวาเปนการเนรคุณไดอยางไร? เมื่อเปนคนเนรคุณคนอยางนี้ ถงคราว
ที่เพื่อนลงโทษเอาบ้างจะไปอุทธรณ์เอากะใคร และใครจะช่วยได้
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรสว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็น
ั
สัญลักษณ์ของคนดี การจะเลือกคนดีนั้น จงเลือกดูที่ความกตัญญูกตเวที ถ้า
คนใดเปนคนมีความกตัญญกตเวที คนนั้นเปนคนควรแกการคบคาสมาคม ควร
้
็
ู
่
็
ที่จะเอามาเป็นเพื่อนได้ ส่วนคนอกตัญญูนั้น ท่านว่าไม้ลอยน้ายังดีกว่า เพราะ
�
ั
่
้
่
ื
่
่
ไม้ลอยน�้าไมเปนภัยแกใครๆ เก็บมาท�าฟนก็ยงได แตคนอกตัญญูไมรูคุณคนนั้น
้
็
�
ไม่ควรเอาเข้ามาในบ้านเป็นอันขาด เขาจะทาลายเจ้าของบ้าน หรือเผาบ้านเสีย
เมื่อใดก็ได้
(สัจจังกิรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๔๙)
257
258
มดกับนกขุนทอง
“เราดีไป เขาก็ให้ดีมาตอบ”
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ บริเวณชานเมือง มีป่าทึบ
็
่
่
่
่
่
้
้
์
ู
อันเปนที่เงียบสงัดหอมลอมอย สัตวปานานาชนิดตางอาศัยอยูในปานั้นดวย
้
ความสุขสาราญ
�
วันหนึ่งในฤดูร้อน มีมดตัวเล็กๆ เดินไต่อยู่ที่ริมขอบธารน�้า เกิดเดิน
�
พลาดและพลัดตกลงไปในลาธารนั้น “โอ้ย! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”
มันได้แต่ร้องและตะเกียกตะกายอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถที่จะขึ้นมาจากน้า
�
ได้ ขณะนั้น บังเอิญได้มีนกใจดีตัวหนึ่งบินผ่านมาพอดี เมื่อมันมองเห็นว่า
มีมดตัวหนึ่งตกอยู่ในอันตรายอย่างนั้น
้
่
“ฉันจะตองชวยมดตัวนั้น” นกตัวนั้นคิดที่ชวยเหลือดวยความสงสาร
้
่
ทันที “แค่เพียงจิกเอาใบไม้สักใบแล้วทิ้งลงไปในน้าแค่นั้น มดตัวนั้นก็จะไต่
�
ขึ้นมาข้างบนได้ มันอาจเป็นเสมือนเรือลาเล็กๆ ของเขา” เมื่อนกคิดดังนั้น
�
้
่
ิ
จึงจิกเอาใบไมใบหนึ่งแลวทิ้งลงไปในน�้า และก็เปนจริงอยางที่คด เพราะมด
้
็
้
่
่
ึ้
ตัวนั้นไดไตขนมาบนใบไมนั้นจริงๆ “ขอบคุณมาก คุณนก” มดกลาวขอบคุณ
้
�
และด้วยความสานึกในบุญคุณทช่วยชีวิตมันไว้ “สักวันหนึ่งฉันคงได้ช่วย
ี่
เหลือเป็นการตอบแทน” มดพูดให้สัญญาทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะพูดให้ดี
ไปกว่านี้
ต่อมาไม่นาน มีพรานไพรคนหนึ่งอาศัยอยู่กระท่อมริมป่านอกเมือง
้
่
์
้
้
่
้
้
ทุกๆ เชาเขาจะแบกหนาไมเขาปาเพื่อลาสัตว ทั้งเกง กวาง กระต่าย ตลอด
�
จนนกหนูต่างๆ เพื่อนาไปเป็นอาหาร
่
้
้
้
่
็
วันหนึ่ง หลังจากเดินทางเขาปามาตั้งไกลกยังไมไดพบเกง กวาง หรือ
สัตว์อื่นใดพอที่จะจับเป็นอาหารได้สักตัวเดียว เขาไม่ลดละ มุมานะเดินไป
้
้
้
้
้
้
เรื่อย ๆ พอมีอาการเหนื่อยลา ก็เขาไปพักใตตนไมตนหนึ่งที่มีใบไมปกหนา
้
เขาแหงนมองขึ้นไปบนตนไมนั้น ก็เห็นนกตัวหนึ่งกาลังเกาะนิ่งอยูบนกิ่งไม ้
้
�
้
่
259
จึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ ๆ แล้วง้างธนูขึ้นหมายจะ เสวยสุขอยู่ท่ามกลางความรังเกียจของคนทั้งหลาย
ยิงนกตัวนั้น ต่อไปได้ หากเกิดหมดบุญหมดวาสนาหรือตกอับขึ้น
ในขณะเดียวกันนั้น มีมดน้อยตัวหนึ่งซึ่งเคย มา ก็จะถูกเมินหน้าหนี ไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก
้
์
้
ตกลงไปในล�าธาร บังเอิญผานมาและเห็นเหตุการณ ใครๆ ไดอีก ใครที่ถูกญาติพี่นองหรือเพื่อนฝูงทอดทิ้ง
่
มันตกใจมาก เพราะจาได้ว่านกตัวที่จะถูกยิงซึ่งเป็น ไม่แยแส ไม่อยากให้ความช่วยเหลือ ไม่อยากจะ
�
�
้
เปานิ่งอยูตรงหนานั้นเปนนกตัวเดียวกันกับที่ไดเคย คบหาสมาคมด้วยนั้น ลองสารวจดูตัวเองให้ดี อาจ
็
้
่
้
็
้
่
่
ช่วยชีวิตมันไว้ “คุณนก ระวัง” เจ้ามดน้อยตะโกน เห็นตัวเองไดชัดเจนขึ้นวา ตนเปนคนที่ไมคอยส�านึก
่
้
ั
ขึ้นดวยเสียงอันดงลั่น แตอนิจจา! เสียงรองเตือนภัย ในบุญคุณของคนผู้มีอุปการคุณก็ได้
่
้
อันแผ่วเบาของมนไม่สามารถที่จะท�าให้นกตัวนั้น ดังคากลอนสอนใจที่ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า
ั
�
รู้สึกตัวอะไรได้เลยสักน้อยนิด
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น มดน้อยไม่มีทาง เราดีไป เขาก็ให้ ดีมาตอบ
เลือกอื่น มันจึงตรงดงไปกัดเท้าของนายพรานนั้น เราไปชอบ เขาก็ตอบ ชอบมาหา
ิ่
ทันที ดวยความเจ็บปวด นายพรานถงกับสะดุงโหยง เราร้ายไป ร้ายก็ล่อ ต่อร้ายมา
้
้
ึ
เป็นเหตุให้ลูกธนูที่เขายิงออกไปผิดเป้าหมาย พุ่ง ดีไปหา ดีไปสู่ เป็นคู่กัน
ผ่านนกขุนทองไปอย่างเฉียดฉิว เมื่อนกตัวนั้น ถ้าไม่ดี ดีไม่มา หาหรอกนะ
รอดพ้นจากอันตราย คือรอดตายไปอย่างหวุดหวิด ถ้าดีมี จะมีดี ไม่มีอั้น
“ขอบใจมาก มดน้อย” นกตัวนั้นร้องบอก “เธอช่วย ถ้ามันดี ดีก็มา ตามท่ามัน
็
้
ฉันครั้งนี้ ถือวาเปนการตอบแทนบุญคุณไดแลวนะ” โลกทุกวัน หมุนเวียน ชอบเปลี่ยนดี
้
่
นกกล่าวด้วยความขอบคุณ หลังจากนั้นสัตว์ทั้งสอง ต้องการไก่ ยังต้องใช้ เอาไก่ต่อ
ก็ได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่าง เอาช้างล่อ ต่อช้าง กลางไพรศรี
เป็นสุขในป่านั้นตลอดมา ไก่ต่อไก่ ช้างต่อช้าง ตัวอย่างมี
�
่
่
�
่
นิทานเรองนี้มคติสอนวา คนเราทุกคนไมวา ดีต่อดี ควรจา เป็นตารา
ี
ื่
่
จะยากดีมีจนอยางไร ยอมตองพึ่งพาอาศัยกันและ
้
่
กัน ท�านอง “น�้าพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ไม่อาจอยู่โดด (นิทานธรรมสาธก)
เดี่ยวโดยลาพังตนเองเท่านั้นได้เลย ดังนั้น การ
�
ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันจึงเป็นสิ่งจ�าเป็นส�าหรับ
ึ่
มนุษย์เรา การช่วยเหลอเกื้อกูลกัน และพงพา
ื
่
อาศยกันนี้แหละ ที่ท�าใหคนเราอยูกันอยางมีความ
ั
่
้
สุข มีความเห็นอกเห็นใจกัน ไม่เบียดเบยนกัน
ี
และไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี้จัดเป็นบุญอย่าง
�
หนึ่ง คนที่ไม่รู้สึกสานึกในบุญคุณของใครนั้น
�
หากว่ายังมีวาสนาค้าจุนอยู่ก็ยังพอเอาตัวรอด ยัง
260
261
ไก่วิเศษ
ิ
“ศรีหรือสริเป็นที่ไหลมาแห่งโภคทรัพย์”
ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นฤษี ได้เข้าไป
ยังพระราชอุทยาน เพื่อช่วยเหลือนายหัตถาจารย์ได้ครองเมืองพาราณสี
มีเรื่องเล่าว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้มีสิรคือมิ่งขวัญมาก
ิ
�
เป็นผู้ร่ารวยทั้งทรัพย์สมบัติและคุณงามความดี วันหนึ่ง มีพราหมณ์คน
้
่
่
ื่
้
หนึงผูมีความรูเรองสิริ ตั้งใจจะมาขโมยหรือขอสิริของทานเศรษฐี แต่ขโมย
่
ก็ไมได ขอก็ไมได จึงบอกเศรษฐีวา “ทานเศรษฐี สิริของทานก็คงเปนของ
้
่
่
่
้
่
็
ทานอยูนั่นเอง ใครจะขโมยหรือขอก็ไมได สิริยอมเกิดแตบุญของทาน และ
่
่
่
้
่
่
่
เป็นของท่านผู้เดียว”
วันต่อมา เศรษฐีได้เข้าเฝ้าพระศาสดาที่เชตวนาราม ทูลเล่าเรื่องนี้
ให้ทรงทราบ พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องหนึ่งให้เศรษฐีฟังเป็นอุทาหรณ์ คือ
เรื่องสิริและเรื่องผู้มีบุญความว่า
มีชายคนหนึ่ง เป็นชาวเมืองพาราณสี มีอาชีพตัดฟืนขาย วันหนึ่ง
หลังจากตัดฟืนแล้วขนใส่เกวียนจะเข้าไปในเมือง แต่เข้าไปไม่ทัน ประตู
เมืองปิดเสียก่อน จึงพักเกวียนนอน ณ เทวาลัยแห่งหนึ่งใกล้ประตูเมือง
นั้นเอง ใกล้ๆ เทวาลัยมีไก่จานวนมาก เนื่องจากมีคนน�ามาปล่อยไว้เพื่อ
�
ถวายเทพเจ้า ไก่เหล่านั้นพากันนอนบนต้นไม้ต้นหนึ่ง เวลาใกล้รุ่งมีไก่อยู่
้
๒ ตัวทะเลาะกัน เนื่องจากตัวที่นอนอยูขางบนขี้รดหัวตัวที่นอนอยูขางลาง
้
่
่
่
“ใครถ่ายอุจจาระรดหัวข้า” ไก่ตัวข้างล่างร้องตะโกนขึ้นไป “ขอโทษด้วย
ไม่ทันเห็น และก็ไม่คิดว่าจะมีใครนอนอยู่ด้านล่าง” ไก่ตัวที่อยู่ข้างบนพูด
ขอโทษพร้อมกับถ่ายอุจจาระลงมาอีก ไก่ที่อยู่ข้างล่างโกรธมากจนทนไม่
ไหว จึงพูดอวดอานุภาพของตนว่า “เอ็งไม่รู้หรือว่าข้ามีอานุภาพเพียงใด
๊
้
่
้
้
ใครไดกินเนื้อของขาจักไดทรัพยพนกหาปณะในวันนั้น” “โธ่ ไอขี้โอเอย..”
้
ั
์
ไก่ตัวบนตะโกนลงมา “เอ็งมีอานุภาพเพียงเท่านี้ เอามาพูดโอ้อวดได้ ข้า
้
นี่แหละ มีอานุภาพมากกวาแกหลายพันเทา ใครไดกินเนื้อล่าๆ ของขาจัก
�
้
่
่
ได้เป็นพระราชา คนกินเนื้อข้างนอก ถ้าเป็นสตรีจะได้เป็นอัครมเหสีของ
ู
พระราชา ถาเปนบุรุษจะไดตาแหน่งเสนาบด สวนใครที่กินเนื้อติดกระดก
ี
่
้
้
็
�
262
็
้
็
็
้
้
็
ของข้า หากเปนคฤหัสจะไดเปนขุนคลัง ถาเปนบรรพชิตจะไดเปนผูเขาถึง
้
้
ราชสกุล คือมีพระราชาเป็นผู้อุปัฏฐาก อานุภาพของข้ามีมากถึงเพียงนี้”
คนตัดฟนที่นอนพักอยูใกลๆ ได้ยินไก่ ๒ ตัวทะเลาะกัน อวดอางคุณ
้
่
้
ื
วิเศษอยู่อย่างนั้น มีความปรารถนาอยากจะเป็นพระราชา จึงปีนต้นไม้ขึ้น
้
้
่
�
่
่
้
ู
่
้
ไป ยองจับไกตัวที่อยขางบนแลวฆาเสีย นากลับไปบานมอบใหภรรยา พร้อม
�
กาชับว่า “ทาดีๆ นะเธอ ไก่ตัวนี้มีอานุภาพมาก”
�
่
ื
ภรรยาของคนตัดฟนรีบจัดแจงแกงไกเสร็จแลว ได้ยกส�ารับไปใหสามี
้
้
บริโภค “อย่าเพิ่งกินเลยเธอ” เขากล่าวกะภรรยา “ไก่ตัวนี้มีอานุภาพมาก
้
้
็
้
ฉันกินแลวจะไดเปนพระราชา สวนเธอถ้ากินจะไดเปนอัครมเหสี เอาอย่าง
่
็
ิ
�
นี้ก็แลวกัน เราทั้งสองน�าสารับนี้ไปที่รมฝงแมน�้าคงคา อาบน้าให้สบายก่อน
่
่
ั
�
้
แล้วจึงค่อยลงมือกินกัน” สองสามีภรรยาน�าสารับนั้นไปวางไว้ริมฝั่งแม่น้า
�
�
คงคา แล้วลงอาบน้า
�
่
�
ขณะนั้นเองเกิดลมหมุนพัดอยางรุนแรง พัดเอาสารับของสามีภรรยา
ลอยไปตามกระแสน�้าโดยรวดเร็ว สองสามีภรรยาก็ถูกน�้าและทรายพัดเขา
้
�
ตา งัวเงียมองไม่เห็นอะไร พอคลื่นลมสงบสารับก็หายไปเสียแล้ว เลยอด
ไม่ได้กินแกงไก่ทั้งสองคน
�
�
คราวนั้น มีมหาอามาตย์ซึ่งเป็นหัวหน้าควาญช้าง กาลังให้ช้างอาบ
้
�
่
น้าอยูในแมน�้าทางใต้ ลงมาเห็นภาชนะใสขาวนั้นถูกกระแสน�้าพัดมา จึงให ้
่
่
�
คนยกขึ้นเมื่อเห็นเป็นอาหาร ก็สั่งให้คนนาไปมอบให้ภรรยาของตนที่บ้าน
้
ฤษีผูหนึ่งซึ่งใกลชิดกับตระกูลของนายควาญชาง ทานไดทิพยจักษุ มองเห็น
่
้
้
้
่
้
่
เหตุการณในอนาคต วันนั้นทานจึงพิจารณาถึงนายควาญชางอยูวา “เมื่อไร
่
์
ั้
หนอ อุปฏฐากของเราจะไดสมบัติอันยิ่งขึ้นไป” เมื่อทราบเหตุการณนนแลว
์
้
้
ั
จึงรีบเดินมานั่งที่เรือนของนายควาญช้าง นายควาญช้างให้คนน�าภาชนะ
อาหารนั้นมาถวายท่านฤษี เมื่อท่านฤษีรับแล้ว จึงแจ้งเรื่องทั้งปวงให้โยม
่
อุปฏฐากทราบ แลวไดจัดแจงแบงเนื้อล�่าให้นายควาญช้าง แบงเนื้อภายนอก
่
ั
้
้
ให้ภรรยาของนายควาญช้าง ส่วนตนเองฉันเนื้อติดกระดูก แล้วกล่าวว่า
“อีก ๓ วันข้างหน้าท่านจะได้เป็นพระราชา”
ในวันที่ ๓ พระราชาแคว้นใกล้เคียงพระองค์หนึ่งยกทัพมาล้อมกรุง
พาราณสี พระราชาแห่งพาราณสีให้นายควาญช้างแต่งกายเป็นพระองค์
่
่
ื่
้
สวนพระองคเองปลอมเพศเปนอยางอน แลวเสด็จออกตรวจกองทัพ ถูกลูก
์
็
ศรฝ่ายข้าศกยิงมาถูกพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบนั่นเอง นายควาญ
ึ
�
ช้างทราบว่าพระราชาของตนสิ้นพระชนม์แล้ว จึงนากหาปณะเป็นจานวน
�
263
ี่
มากจากพระคลังหลวง ให้คนเทยวตีกลองร้องประกาศว่า ใครต้องการทรัพย์ให้
ิ
ช่วยกันออกรบ ประชาชนและทหารต้องการทรัพย์จึงพากันออกรบอย่างฮึกเหม
จนสามารถฆ่าพระราชาผู้เป็นข้าศึกได้
�
พวกอามาตย์และประชาชนถวายพระเพลิงพระราชาของตน แลวจึงปรึกษา
้
กันว่า สมัยเมื่อพระราชายังทรงพระชนม์อยู่ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยนายควาญ
ช้าง จนทรงยอมให้แต่งกายเป็นพระองค์ อนึ่งเล่า การชนะศึกครั้งนี้เป็นเพราะสติ
ปัญญาของนายควาญช้าง จึงพร้อมใจกันยกนายควาญช้างขึ้นเป็นพระราชา
ปกครองกรุงพาราณสีต่อไป
่
่
้
พระศาสดาเมื่อทรงนาเรื่องนีมาตรัสเลาแกอนาถบิณฑกเศรษฐีแลว จึงตรัส
�
้
ิ
ว่า “คนไม่มีบุญ มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม มีความขวนขวายรวบรวมทรัพย์
ไว้ได้เป็นอันมากก็จริง แต่คนมีบุญเท่านั้น ย่อมได้บริโภคใช้สอยทรัพย์เหล่านั้น
โภคทรัพยเปนอันมากลวงพนคนไมมีบุญเสย ไปกองอยูที่คนมีบุญเทานน อนึ่ง เมื่อ
้
็
่
ั้
ี
่
์
่
่
คนมีบุญอยู่ในที่ใด โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในที่แม้มิใช่บ่อเกิด”
ื
“ขุมทรัพย์คอบุญ ย่อมให้สมบัติอันน่าใคร่ทุกอย่างแก่ทวยเทพและมนุษย์
ผลใดๆ ก็ตามที่เทวดาและมนุษยปรารถนา ผลนั้นๆ ย่อมสาเร็จมาจากบุญทั้งสิ้น”
์
�
ี
ชาดกเรื่องนมีคติสอนวา อันสิริหรือศรคือมิ่งขวัญศุภมงคลทั้งปวง เปนสิ่ง
่
้
็
ี
ที่ไม่มีตัวตน มองไม่เห็นด้วยตา แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคล ไม่มีใครลักขโมย
ไปได้ ยกให้กันไม่ได้ คนมีสิริถือว่ามีสิ่งที่เป็นมงคล มีสิ่งคุ้มภัย และพลังพิเศษ
อยู่ในตัว ซึ่งสามารถดึงดูดโภคทรัพย์ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และความเจริญ
รุ่งเรืองมาให้แก่ตนได้ สิริเกิดจากบุญบารมี เกิดจากความดี เป็นผลของบุญ
�
บารมีที่ทาสั่งสมไว้ กลายเป็นมิ่งขวัญประจาตัว มงขวญนั้นมีอานาจ มีพลง
ิ่
ั
�
ั
�
สามารถดึงดูดโภคทรัพย์ ลาภผลต่างๆ มาให้แก่ตนได้อย่างไม่รู้จบสิ้น
พระพุทธเจ้าจงตรัสว่า “สิริ โภคานมาสโย” สิริเป็นที่มารวมแห่งโภคทรัพย์
ึ
�
�
ดังนั้น คนมีสิริอยู่ที่ไหนก็ทาให้ที่นั่นเจริญ อยู่ในครอบครัวใดก็ทาให้ครอบครัว
นั้นอย่เย็นเป็นสุข ส่วนคนขาดสิริ อยู่ในครอบครวใด นอกจากจะท�าให้
ั
ู
ครอบครัวนั้นได้รับความเดือดร้อนแล้ว ยังจะพาให้ยากจนลงทุกวัน และยังพา
้
์
่
์
่
ี
็
้
โภคทรัพยทีมอยูแลวใหวิบัติยอยยับตามไปอีกดวย สิริจึงเปนทรัพยอันประเสริฐ
้
่
�
และเป็นที่มาแห่งโภคะทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก ตรงกับคาที่ท่านกล่าว
ว่า “ความดีย่อมดึงดูดแต่สิ่งที่ดี ความชั่วย่อมดึงดูดแต่สิ่งที่ชั่ว” นั่นเอง
(สิริชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๐๙)
264
265
ราชสห์เนรคุณ
ี
ื
้
ื
“คบคนให้ดูหน้า ซ้อเส้อผาให้ดูเนื้อ”
์
็
ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนนก
หัวขวาน อาศัยอยู่บนต้นไม้ข้างๆ ถ้าอันเป็นที่อยู่ของราชสีห์ตัวหนึ่ง
�
อย่มาวันหนึ่ง ราชสีห์ตัวนั้นเคี้ยวกินเนื้อแล้วกระดูกติดคอ
ู
้
้
พยายามเอากระดูกที่ติดคอนั้นออกเทาไรก็ไมออก ท�าใหไดรับความเจ็บ
่
่
ปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง จนเจ็บป่วยไม่สามารถจะจับเหยื่อกินได้ นอน
เจ็บปวดอยู่อย่างน่าสงสาร
ื่
ขณะนั้น นกหัวขวานเที่ยวบินหาเหยออยู่ เห็นราชสีห์นอนร้อง
ครวญคราง จึงบินไปเกาะที่ต้นไม้ใกล้ๆ แล้วถามว่า “เป็นไงสหาย ท่าน
เป็นทุกข์เพราะอะไรหรือ” “เรากินเนื้อเข้าไปแล้วเกิดพลาด กระดูกลง
ู
ไปติดอยในล�าคอ” ราชสีหตอบ นกหัวขวานแสดงความสงสาร “น่าสงสาร
์
่
จัง เราอยากจะช่วยท่าน แต่ไม่กล้าเข้าไปในปากท่าน เพราะกลัวว่าท่าน
่
จะกนเราเสีย” “อยากลัวเราเลยสหาย เราไมกินทานหรอก ได้โปรดช่วย
ิ
่
่
เราด้วยเถิด” ราชสีห์ขอร้อง
่
่
่
่
เมื่อถูกออนวอนเชนนั้น นกหัวขวานลังเลอยูหนอยหนึ่ง แตในที่สุด
้
ก็ตัดสินใจรับปากว่าจะช่วย จึงให้ราชสีห์นอนตะแคง แต่ฉุกคิดได้ว่าถ้า
พลาดท่าอาจเสียทีราชสีห์ อย่ากระนั้นเลย เราเอาไม้มาค�้าปากราชสีห์
ไว้ดีกว่า เมื่อนกหัวขวานเอาไม้มาค�้าปากราชสีห์ทั้งบนและล่างไว้แล้ว
์
้
ราชสหก็ไมสามารถหุบปากได นกหัวขวานจึงเขาไป เอาจะงอยปากเคาะ
้
ี
่
ปลายกระดูก กระดูกก็หลุดออก แล้วเขี่ยทิ้งไป พอนกหัวขวานจะออก
จากปากราชสีห์ ก็เอาจะงอยปากเคาะท่อนไม้ให้ตกลงไป แล้วรีบบินไป
จับที่กิ่งไม้ ราชสีห์หายเจ็บปวดทรมาน มีความสบายอกสบายใจ ออก
ล่าเหยื่อได้ตามปกติ
ครั้นวันหนึ่ง นกหัวขวานตัวนั้นบินไปพบราชสีห์กาลังกินควายป่า
�
อยู่ใต้ต้นไม้ อยากจะทดลองดูใจราชสีห์ จึงจับอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ ๆ แล้วเอ่ย
266
้
้
่
่
้
ว่า “ขาแตพญาเนื้อ ข้าพเจ้าขอแสดงความนอบน้อมท่าน วันกอนขาพเจาเคย
ช่วยท่านมาครั้งหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะให้อะไรตอบแทนข้าพเจ้าได้บ้าง”
้
่
่
ราชสีหไดฟงดังนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที ตะคอกขึ้นอยางฉุนเฉียววา “เจ้า
์
ั
เข้าไปอยู่ในปากของข้า ผู้กินเลือดและเนื้อเป็นอาหาร ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสมอ
ได้อาศยเศษเนอในปากของข้ามีชีวิตอยู่จนบัดนี้ นับว่าเลือดเนื้อที่เจ้ากินใน
ั
ื้
ระหว่างฟันของข้านั้นเป็นค่าตอบแทนบุญคุณของเจ้าพออยู่แล้ว”
่
้
่
่
“แหม! ทานชางพูดอะไรไดไพเราะเหลือเกิน” นกหัวขวานแคนหัวเราะ
ออกมาด้วยความขมขื่นใจเป็นที่สุด
และพูดต่อไปอีกว่า “ผู้ไม่รู้จักบุญคุณของผู้อื่น ผู้เนรคุณผู้อื่นนั้น ไม่
ควรคบเลย คบไปก็ไม่ได้ประโยชน์ ผู้ไม่ได้รับไมตรีจากผู้ที่ตนมีอุปการคุณ
ก็ไม่ต้องไปว่าอะไรเขา พึงตีตัวออกห่างจากผู้นั้นเสีย” ครั้นแล้วนกหัวขวาน
ก็บินหนีไป โดยไม่หันมาสนใจใยดีกับราชสีห์เนรคุณอีกต่อไป
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า มีบุคคลที่น่าตาหนิ ไม่น่าเคารพยกย่อง ไม่
น่าคบหา สมาคมด้วย มีอยู่ ๓ ประเภท คือ
้
่
�
ี้
่
้
่
๑. คนที่ไมรูสานึกในบุญคุณของใคร คนเชนนจะไมยอมรับรูบุญคุณ
หรือความดีของใคร แม้แต่บุญคุณของพ่อของแม่ตน
่
่
็
่
๒. คนที่ไมเคยท�าความดีแกใคร คนเชนนี้มักเปนคนใจแคบ ไมนิยม
่
สงเคราะห์อนุเคราะห์ใคร มุ่งเฉพาะเรื่องส่วนตัว
๓. คนที่ไม่ตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยทาไว้ คนเช่นนี้แม้จะรู้ว่าใคร
�
เคยมีบุญคุณแก่ตน ก็มักจะเพิกเฉยเสีย ทาเป็นไม่รู้ หรือหลีกเลี่ยงที่จะ
�
ตอบแทนคุณเขา
�
คน ๓ ประเภทนี้ ท่านว่าเป็นคนน่าตาหนิและไม่น่าคบหาสมาคม
ด้วย ไม่น่าอยู่กินด้วย เพราะป่วยการเปล่า เมื่อคบกันหรืออยู่กินด้วยกัน
์
เขายอมมาคบกับเราเพราะหวังประโยชนจากเราเทานั้น เวลาเรามีทุกขเขา
่
์
้
่
้
ก็จะหนีหนา ทานวาเหมือนนกกาที่บินมาจับตนโพธิ์ตนไทรเวลาที่มีผลดก
่
้
เท่านั้น เมื่อหมดผลแล้วก็บินจากไป คนเช่นนี้ท่านว่า แม้จะยกแผ่นดิน
ให้ทั้งหมดก็ไม่อาจทาให้เขาพอใจได้เลย เกิดมาแล้วแม้จะมีรูปชัวตัวด�า
่
�
ไม่มีอานาจ ด้อยวาสนา ด้อยการศึกษามีปัญญาน้อย ก็ไม่ใช่เป็นเหตุให้
�
็
้
ุ
่
้
็
่
น่าต�าหนิอะไร ขออยาเปนคนอกตัญญู ไมรูคณใครก็แลวกัน เพราะถาเปน
้
เช่นนั้น ก็เป็นคนที่สมควรจะถูกตาหนิและเป็นคนหาดีในตัวไม่ได้เลย
�
(ชวสกุณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๑๔)
267
268
ุ
ตัวอบาทว์
“ความดื้อรั้นเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยก”
ในสมัยพุทธกาล ทางเหนือสุดของแม่น้าคงคาขึ้นไป มีพระนครแห่ง
�
หนึ่งนามว่า คิรีนคร พระราชาแห่งนครนี้ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรง
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
�
วันหนึ่ง พระราชาเสด็จออกจากวังอย่างเงียบๆ เพื่อสารวจตรวจตรา
ความทุกข์สุขของประชาราษฎร์อันเป็นพสกนิกรของพระองค์ การเสด็จใน
วันนั้นมีเสนาอ�ามาตย์ใกล้ชิดติดตามเพียงไม่กี่คน รถพระที่นั่งผ่านไปตาม
ถนนสายต่างๆ สองฟากถนนเนองแน่นไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้า และ
ื
เทวสถาน เสียงผู้คนสรวลเสเฮฮา เสียงขับกล่อมและเสียงดนตรี ประสาน
ั
ิ
�
ึ
กันองมี่ ทาให้พระราชาทรงเบกบานพระทัยยงนัก พอใจในความสนติสุข
ิ่
ของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์
ครั้นเสด็จผ่านไปไม่ไกลนัก ได้ทอดพระเนตรเห็นบ้านหลังหนึ่งเป็น
บ้านหลังใหญ่โต แต่ไม่มีคนอยู่ ปล่อยให้รกรุงรังเป็นบ้านร้าง พระองค์ทรง
แปลกพระทัย จึงรับสั่งให้หยุดรถพระที่นั่ง แล้วตรัสถามคนที่อยู่บ้านใกล้
เคียงกับบ้านหลังนั้น ชาวบ้านละแวกนั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “บ้าน
หลังนี้ตัวอุบาทว์ลง” “ตัวอุบาทว์มีรูปร่างเป็นอย่างไร” พระราชาตรัสถาม
“ไม่เคยเห็นพะย่ะค่ะ” ชาวบ้านทูลตอบ
พระราชาเสด็จกลับพระราชวังด้วยความสงสัยในพระราชหฤทัยว่า
ึ
ตัวอุบาทว์มีรูปร่างเป็นอย่างไร ท�าไมจงมีฤทธิ์เดชมากนัก พระราชาทรง
่
สอบถามเหล่าเสนาอามาตยทั้งหลาย ก็ไมมีใครรูจักตัวอุบาทวเลย จึงรับสั่ง
์
�
้
์
ถามข้าราชการทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ใหญ่ลงไปถึงเสนาผู้น้อย ก็ไม่มีใครเคยเห็น
มีแต่เคยได้ยินชื่อ ด้วยความมีขัตติยมานะ เมื่อมีพระประสงค์จะทรงทราบ
ก็ต้องเคี่ยวเข็ญเอาจนได้ จึงตรัสบังคับเสนาบดีคนหนึ่งให้ไปเที่ยวจับตัว
อุบาทว์มาดูให้ได้ภายใน ๗ วัน ถ้าหากไม่ได้จะประหารชีวิต
269
�
เสนาบดีคนนั้นเที่ยวเสาะหาไปตามตาบลต่างๆ เจอใครก็ถามว่า เคย
พบเห็นตัวอุบาทว์หรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดเคยพบเห็น ใครๆ ก็บอกว่า
�
ี
เคยได้ยินแต่ชื่อ เวลาล่วงไป ๖ วัน เหลือเวลาอกวันเดียวก็จะครบกาหนด
่
้
่
ึ
ี
เสนาบดจงฉุกคิดขึ้นมา ตัวเรานี้เห็นจะชะตาขาดแน คงถูกประหารแนแท อุบาทว ์
นี้มันเป็นของไม่มีตัว นี่หกวันแล้วยังไม่ได้แม้แต่ข่าวว่ามีใครเคยเห็นตัวอบาทว์
ุ
ตัวอุบาทว์ไม่มีแน่ แต่ธรรมดาพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนค�า ถ้าเราขืนกลับ
ไปคงไม่พ้นถูกประหารแน่ อย่ากระนั้นเลย เข้าไปตายในป่าหิมพานต์ดีกว่า
คิดแล้วก็บ่ายหน้าเข้าป่าหิมพานต์ไป บังเอิญเขาได้พบฤษีรูปหนึ่งบาเพ็ญ
�
เพียรภาวนาอยู่ในป่าหิมพานต์ “ท่านเสนาบดีมีธุระอะไรหรือ จึงได้บุกป่าฝ่าดง
เข้ามาถึงที่นี่” ท่านฤษีเอ่ยปากถาม “ท่านผู้เจริญ กระผมมีธุระสาคัญ พระราชา
�
้
่
์
้
้
้
มีรับสั่งใหหาตัวอุบาทวใหไดภายใน ๗ วัน ถาหาไมไดจะถูกประหารชีวิต นี่ก็ครบ
้
๗ วันแล้วยังไม่พบตัวอุบาทว์เลยท่านครับ” เสนาบดีตอบท่านฤษีตามความเป็น
จริง “ธุระเพียงเท่านี้ไม่ต้องตกใจ ตัวอุบาทว์ที่นี่ก็มี ท่านเสนาบดีไปตัดกระบอก
ไม้ไผ่มาสิจะใส่ให้” ท่านฤษีตอบด้วยความมั่นใจ
เสนาบดีดีใจยิ่งนัก รีบจัดการตัดกระบอกไม้ไผ่มาให้ฤษี กระบอกยาวสอง
�
ปล้อง ทะลุข้อกลางเสีย ลักษณะก็คงคล้ายกระบอกน้า ท่านฤษีรับเอากระบอก
ไม้ไผ่มาแล้วเข้าไปในกระท่อม คายชันหมากใส่ในกระบอก แล้วเอาใบไม้ม้วน
�
ปิดปากกระบอกจนแน่น ยื่นให้เสนาบดีพร้อมกับสั่งกาชับว่า “ท่านเสนาบดี นี่
กระบอกอุบาทว์ ในระหว่างทางท่านอย่าได้เปิดดูเป็นอันขาด เมื่อนาขึ้นทูลเกล้า
�
ถวายก็จงกราบทูลด้วยว่า ต้องค่อยๆ เปิดดู แล้วทอดพระเนตรลงไปในกระบอก
อย่าเทออกเป็นอันขาด ประเดี๋ยวจะดูไม่ทัน”
ท่ามกลางเสนาข้าราชบริพาร ณ ท้องพระโรงแห่งเดิม เสนาบดีผู้ประสบ
�
ความสาเร็จอย่างงดงามในการล่าจับตัวอุบาทว์ ได้นากระบอกตัวอุบาทว์ขึ้นทูล
�
เกล้าถวายอย่างระมัดระวัง ทุกสายตาในท้องพระโรงรวมมาสู่จุดเดียวกัน คือที่
กระบอกอุบาทว์
ั
พระราชาทรงเปิดจุกกระบอกอุบาทว์อย่างระมัดระวงด้วยความกระหาย
อยากรู้ เสร็จแล้วก็ทอดพระเนตรลงไปในกระบอกอันมืด ทอดพระเนตรเห็นบ้าง
ไม่เห็นบ้าง สักครู่ก็ทรงรับสั่งว่า “เออ อุบาทว์นี่ตัวเหมือนกบนะ” พระราชาทรง
อุทาน แล้วก็ทรงยื่นกระบอกอุบาทว์ให้มหาเสนาบดี ฝ่ายมหาเสนาบดีดูแล้วทูล
ว่า “ไม่ไช่พะย่ะค่ะ อุบาทวตัวเหมือนอึ่ง” แลวกระบอกอุบาทวก็ถกสงกันตอๆ ไป
่
์
้
ู
่
์
270
ในมหาสันนิบาตนั้น จนกระทั่งถึงเสนาน้อย และต่างคนต่างดู แล้วก็ต่างคน
ต่างเห็น ฝ่ายผู้ใหญ่บอกว่าเหมือนจิ้งจก ฝ่ายผู้น้อยว่าเหมือนตุ๊กแก แล้วก็
เกิดประชันความเห็นกัน ต่างเถียงกันไปมา จนเหตุการณ์ชักตึงเครียด ใน
ท้องพระโรงเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงถกเถียงกันโดยไม่เกรงกลัวต่อพระราชอาญา
่
์
้
้
้
้
หนักเขาถงขั้นจะวางมวยกันตอหนาพระที่นั่งเสียใหได นี่ตัวอุบาทวแผลงฤทธิ์
ึ
แล้วหรือ?
พระราชาทรงเห็นท่าไม่ดี จึงรับสั่งให้นากระบอกอุบาทว์มาคืน ตกลง
�
ั
่
่
่
้
ื่
่
ั
�
่
พระทยวาไมไดเรองแน ขืนเก็บตวอุบาทวไวในเมือง คงทาใหยุงกันใหญ เพียง
้
้
์
่
้
่
่
่
้
่
่
เทานี้ก็เอาเรื่องพอดูอยูแลว ปลอยมันเขาไปในปาดีกวา แต่ไหนๆ ก็จะปลอย
่
้
แลวก็เทออกดูหนอย สิ่งที่ไดเห็นที่ไหลออกมาจากกระบอกไมไผนั้นก็คอ ชัน
้
้
่
ื
หมาก นั่นเอง
่
่
่
์
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนวา ตัวอุบาทวตามนิทานทีกลาวถึงนี้ ดูเสมือน
วาเปนสิ่งมีชีวิต เปนสัตวประหลาด ทรงพลัง เคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้
็
็
่
์
แต่ความจริงไม่ใช่อุบาทว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่วิญญาณ ประเภทผี
สางนางไม้ หรือเทวดาอารักษ์ แต่ตัวอุบาทว์ที่กล่าวถึงนี้ ได้แก่ความถือ
รั้นอวดดีที่สิงอยู่ในใจของคน
็
ในทางศาสนาเรียกวา ทิฏฐิ หมายถึงความถือมั่นที่จะใหเปนไปตาม
่
้
ึ่
ความเห็นของตน ยึดถือความเห็นของตนเป็นที่ตั้ง อีกค�าหนงเรียกว่า
�
�
มานะ ได้แก่ความถือตัว ความสาคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ รวม ๒ คาเป็น
ทิฏฐิมานะ มีความหมายวา ความถือรั้นอวดดี หรือความดงดื้อ ถือตัว ไม ่
ึ
่
่
็
่
ยอมฟงความเห็นของคนอื่น ถึงผิดก็ไมยอมรับผิด ถือรั้นวาความเหนฝาย
ั
่
ตนเท่านั้นถูก ทิฏฐิมานะนี้เป็นกิเลส (ความชั่ว) เป็นธรรมชาติฝ่ายลบ
ซึ่งติดตามมาตั้งแต่เกิด ครั้นเพิ่มปริมาณมากขึ้นก็กลายเป็นความแข็ง
กระด้าง หยิ่งยโส ไม่ยอมอ่อนน้อมค้อมหัวเคารพใคร เวลาแสดงความ
็
เห็นก็ไม่ยอมฟังความคิดเหนของคนอื่น ประเภทข้าถูกคนเดียว ที่ท่าน
็
ิ
่
้
่
ุ
่
่
กลาววาเปนธรรมชาติฝายลบนั้น ก็ดวยเหตวา ทิฏฐิมานะเมื่อเขาไปสงอยู ่
้
่
�
็
ในใจของใครแล้วจะทาใหบุคคลนั้นแสดงพฤตกรรมตางๆ เปนตนเหตุแหง
ิ
่
้
้
ความขัดแย้ง สังคมปั่นป่วนยุ่งเหยิง พึงทราบว่าที่ใดมีความแตกแยก ที่
นั้นมีตัวอุบาทว์ (ทิฏฐิมานะ) ได้เกิดขึ้นแล้ว
(นิทานธรรมสาธก)
271
272
ุ
ู
้
พญาชางต้นกับลกสนัข
“โทษของการติดเพ่อน”
ื
ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติ ณ กรุง
�
�
พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอามาตย์บัณฑิต บาเพ็ญปัญญา
์
บารมีชวยเหลือพญาชางตนไมกินอาหาร สวนพระอานนทเกิดเปนพระเจา
้
่
่
็
้
่
้
พรหมทัต
วันหนึ่ง ณ โรงช้างของพระเจ้าพรหมทัต มีลูกสุนัขตัวหนึ่งพลัดจาก
แมมาอาศัยอยูในโรงเลี้ยงชาง พญาชางตนรักและเอนดูลูกสุนัขนั้นมาก ได้
้
้
่
่
็
้
ร่วมกินอาหารและขนมนมเนยด้วย เมื่อกินแล้วก็เล่นกันเป็นที่สนุกสนาน
ลูกสุนัขมักจะวิ่งหลอกล่อช้างต้นไปมา ฝ่ายช้างต้นก็ใช้งวงจับลูกสุนัขไสไป
ไสมาตามพื้นบ้าง ยกไว้บนกระพองบ้าง สัตว์ทั้งสองร่วมกินร่วมเล่น และ
อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวด้วยความผาสุกตลอดมา
อยู่มาวันหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาในโรงช้าง เห็นลูกสุนัขมี
ลักษณะดี ขนเป็นเงางาม ท่าทางเฉลียวฉลาด จึงบังเกิดความเอ็นดู ถึงกับ
เอ่ยปากขอซื้อลูกสุนัขจากนายควาญช้าง เพื่อจะนาไปเลี้ยง นายควาญช้าง
�
ทนการรบเร้าอ้อนวอนไม่ไหวก็เลยขายให้ไป นับแต่วันที่ลูกสุนัขถูกพราก
�
ไป พญาชางตนก็ไมเปนอันกนอันนอน แม้เวลานายควาญช้างพาไปอาบน้า
้
้
่
ิ
็
ก็ได้ยืนนิ่งเฉย ไม่ขัดสีร่างกายอย่างเคย ซ้าบางคราวยังเหม่อลอยอย่างไร้
�
จุดหมาย น�้าตาไหลพรากลงอาบแก้ม ใครจะเรียกขานอย่างไรก็ไม่รับรู้
ราวกับว่าหัวใจได้สลายไปแล้ว
ิ
เมื่อพญาช้างต้นมีอาการเช่นนี้ตดต่อหลายวัน นายควาญช้างรู้สึก
วิตกกังวลมาก เกรงว่าหากพญาช้างต้นเป็นอะไรไปตนจะมีความผิด จึงได้
ึ
น�าความขึ้นกราบทูลให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์จงมีรับสั่งให้
�
อ�ามาตย์บัณฑิตไปตรวจดูอาการพญาช้างต้น อามาตย์บัณฑิตเมื่อได้ตรวจ
ี
ดูอาการแล้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ พญาช้างต้นยังมีร่างกายแข็งแรงด
273
ไม่ป่วยไม่ไข้ จึงสันนิษฐานว่า อาการที่ปรากฏนั้นคงไม่ใช่เกิดจากโรคทาง
กาย ต้องเกิดจากโรคทางใจเป็นแน่ แต่อะไรเล่าคือสาเหตุให้เป็นเช่นนี้
ั
์
�
่
่
่
อามาตยบณฑิตครุนคิดวา “ตามธรรมดาในหมูชนทั่วไปที่มีอาการเสียใจถึง
็
้
้
เพียงนี้ มักเปนเพราะถูกพรากจากบุคคลผูเปนที่รัก หรือวาพญาชางตนถูก
็
้
่
พรากจากผู้เป็นที่รักด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครกันหนอที่เป็นที่รกของพญา
ั
ช้างต้น จะเป็นนายควาญช้างคงไม่ใช่ เพราะอยู่นี่ แต่จะต้องมีแน่ ๆ คนที่
สนิทสนมและคุ้นเคยกับพญาช้างต้นยิ่งกว่านายควาญช้างต้องมีแน่ๆ”
ิ
เมื่อคดดังนี้แล้ว อ�ามาตย์บัณฑิตจึงได้สอบถามนายควาญช้างทันที
ว่า “นี่ พ่อควาญช้าง มีใครอีกบ้างไหมที่พญาช้างต้นสนิทสนมเป็นพิเศษ”
่
ู
่
้
ี่
“ไมเห็นมีใครเลยครับ นอกจากลกสุนัขตัวหนึ่งทเคยเลนดวยกัน” นายควาญ
ช้างตอบ “ลูกสุนัขที่ไหน พ่อควาญช้างเลี้ยงไว้รึ ฉันไม่เห็นมีเลย” “ไม่ได้
เลี้ยงไว้หรอก ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เห็นมากินข้าวกินขนมกับพญาช้างต้น
ทุกวัน” นายควาญช้างตอบ “แล้วมันไปไหนเสียละ ไปเอามาให้ดูหน่อยซิ”
้
้
้
้
อามาตยบัณฑิตรองสั่ง แต่นายควาญช้างบอกว่า ไดขายใหชาวบานคนหนึ่ง
์
�
ไปเสียแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน
อ�ามาตย์บัณฑิตจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบว่า
้
้
พญาชางตนมีอาการซึมเศราเหมือนหมดอาลัยในชีวิตนั้น เปนเพราะคิดถึง
้
็
ลูกสุนัขที่เป็นเพื่อนรักกัน พระองค์จึงโปรดให้ป่าวประกาศไปทั่วเมืองให้ผู้
ที่เลี้ยงลูกสุนัขตัวนี้ไว้ปล่อยออกมาเสีย มิเช่นนั้นหากตรวจพบในเรือนผู้ใด
ผู้นั้นจะมีโทษ”
�
ฝ่ายลูกสุนัขแม้จะถูกนาไปเลี้ยงก็ไม่เป็นอันกินอันนอนเช่นเดียวกัน
แม้จะได้รับการเอาอกเอาใจอย่างดีเช่นใดก็ตาม มันได้แต่นอนน�้าตาซึมอยู่
กับที่ จนกระทั่งคนที่น�าไปเลี้ยงได้ยินทหารป่าวประกาศข่าวจึงปล่อยมันไป
ี
้
ทันทีที่ลูกสุนัขหลุดพนจากรั้วบานก็วิ่งสุดฝเทาตรงมายังโรงเลี้ยงชางตนดวย
้
้
้
้
้
ใจลิงโลด
พญาช้างต้นเห็นลูกสุนัขวิ่งมาแต่ไกลกเปล่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
็
ั
�
และใช้งวงกอดรัดไว้ทันทีก่อนที่ลกสุนขจะถึงตัว น้าตาแห่งความปีติไหล
ู
้
่
้
้
พรากออกมาดวยกันทั้งคู พญาช้างต้นค่อยๆ วางลูกสุนัขไวบนกระพองดวย
่
ความรักอยางสุดซึ้ง แลวใหลูกสุนัขกินขาวและขนมของตน เมื่อลูกสุนัขอิ่ม
้
้
้
แล้วตนจึงกินภายหลัง
ิ
อ�ามาตย์บัณฑตเห็นว่าพญาช้างต้นเป็นปกติสุขด้วยดีแล้ว จึงไป
274
กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์ตรัสชมเชยที่ท่านบัณฑิตรู้
อัธยาศัยของสัตว์ดิรัจฉาน และท�าให้พญาช้างต้นเป็นปกติสุขเช่นเดิมได้
จึงได้พระราชทานยศและทรัพย์สินให้เป็นรางวัลเป็นอันมาก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การมีเพื่อนเป็นสิ่งดี แต่การติดเพื่อนจะ
ให้โทษ เพราะก่อให้เกิดทุกข์ ๒ ประการ
๑. ทุกข์เพราะความคิดถึง
๒. ทุกข์เพราะเสียการงาน
แม้กระทั่งในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน สามีหรือภรรยาที่ติดฝ่าย
ใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป จนต้องเกี่ยวก้อยห้อยตามกันไปทุกหนทุกแห่ง
่
่
เหมือนเงาตามตัว หรือพอแมที่ติดลูกจนทะนุถนอมและหวงใยดังไขใน
่
่
หิน ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใด นอกจากจะสร้างความทุกข์
กังวลซึ่งกันและกันแล้ว เมื่อพรากจากกันแล้ว ยังทาให้ต่างฝ่ายไม่
�
สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เป็นการถ่วงความเจริญก้าวหน้าของกัน
และกันอีกด้วย เช่นเดียวกันกับนักเรียนที่ติดเพื่อน มักจะทิ้งเรื่องการ
ี่
ศึกษาเล่าเรียนไปเที่ยวเตร่ตามสถานทต่างๆ เป็นการปล่อยเวลาและ
โอกาสให้หมดไปโดยไม่ได้ประโยชน์
�
ดังนั้น ใครที่กาลังรักใคร่ในบุคคลใดก็ตาม พึงเตือนตนให้รักแต่
้
้
่
้
่
่
พอประมาณ สวนใครที่ยังไมรักใครผูใด ก็อยาไดขวนขวายใหวุนวายใจ
่
่
ให้คิดเสมอว่า
“เมาเพื่อนหมดราคา เมาสุราหมดสาคัญ เมาพนันหมดตัว เมา
�
เพื่อนชั่วหมดดี”
(อภิณหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๓๔)
275
276
พระราชาพระเกศาหงอก
้
“เทวฑูตมาเตือนแลว”
็
้
ในเมืองมิถิลา แคว้นวิเทหะ มีพระเจามฆเทวะเปนพระราชา พระองค์
ทรงครองราชย์ด้วยหลักทศพิธราชธรรม จนได้รับยกย่องว่า “ธรรมราชา”
พระราชาผู้ทรงธรรม
ั
ในชาตินั้น พระโพธิสตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวะนนเอง
ั่
�
ต่อมาได้ออกบวชบาเพ็ญพรตอยู่ในป่า พระเจ้ามฆเทวะดาเนินชีวิตอย่างมี
�
ั
�
�
ขั้นตอน ทรงกาหนดไว้ว่าขั้นตอนไหนจะทาอะไร การสละราชสมบติ
ออกบวชเป็นขั้นตอนหนึ่งที่ทรงวางไว้ และทรงทาตามนั้นเมื่อถึงเวลา
�
่
่
่
้
วันหนึ่ง ขณะที่ประทับนั่งใหชางกัลบก (ชางตัดผม) ตัดพระเกศาอยู
้
่
้
ทรงระลึกถึงการออกบวช จึงรับสั่งวา “วันไหนที่เจาเห็นศีรษะขามีผมหงอก
�
่
่
ขอให้บอกด้วย” “ทาไมหรือพระเจ้าข้า” ชางกัลบกทูลถามอยางสงสัย “เอา
ั
เถอะน่า” พระราชาทรงพระสรวญน้อยๆ “ใหบอกก็แลวกัน อย่าซกไซ้เลย”
้
้
“พะย่ะค่ะ” ช่างกัลบกทูลรับ
นับแต่วนนั้นมา ทุกคราวทได้เข้าแต่งหรือตัดพระเกศาถวาย ช่าง
ี่
ั
กัลบกก็สังเกตดูพระเกศาเส้นที่หงอก บังเอิญเขาเหลือบไปเห็นพระเกศา
่
้
เสนหนึ่งหงอกขาวจึงทูลวา “ขอเดชะ ข้าพระองค์พบพระเกศาหงอกแล้วพะ
้
ย่ะค่ะ” “พบแลวหรือ” พระราชาทรงพระสรวญ “ไหนลองถอนมาใหขาดูซิ”
้
้
็
ว่าแล้วพระราชากทรงแบพระหัตถ์ ฝ่ายช่างกัลบกก็เอาแหนบทองค�าถอน
พระเกศาเส้นที่หงอกนั้นวางลงในพระหัตถ์ให้พระราชาทอดพระเนตร
“มัจจุราชใกล้เข้ามาแล้ว” พระราชาทรงร�าพึง “ในโลกนี้ มีใครพ้นความ
ี
ตายไปได้บ้าง ไม่มีเลย ความตายเป็นธรรมดาของชวิต เราเองก็ไม่พ้น
�
อานาจที่ยิ่งใหญ่ ทรัพย์สมบัติที่มากมาย บุตร ภรรยา ข้าทาส บริวารทั้ง
หลาย ไม่ช้าเราก็ต้องทิ้งไปเหมือนอย่างที่พระบิดาและพระเจ้าปู่ของเราทิ้ง
้
่
่
้
่
่
ไป” “ขาไมเชอตัวเองวาแก” ทรงอุทานออกมาขณะที่ทอดพระเนตรเสนพระ
ื
277
เกศาอย่างพินิจพิเคราะห์ “แต่พระองค์ เพียงพระ พระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
้
่
้
เกศาหงอกเส้นเดียวเท่านั้น ข้าพระองค์คิดว่า ชางกัลบกกมลงกราบแทบพระบาทดวยความซาบซึ้ง
้
่
พระองค์ยังไม่แก่เลย” ช่างกัลบกทูล เมื่อทรงจัดการมอบราชสมบัติทุกอยางใหพระ
“เจ้าอย่าปลอบใจข้าเลย คนเราลงว่าผมเป็น โอรส พร้อมทั้งทรงสั่งสอนพระโอรสให้ยึดมั่นในทศ
สองสีแล้ว ถ้าไม่แก่ก็ผิดไปล่ะ” ทรงรับสั่งพลางเกิด พิธราชธรรมแล้ว พระเจ้ามฆราชก็ทรงออกบวชเป็น
้
�
ความสลดพระทัยขนมาทันใด “ขาคิดหาทางออกได ้ ฤษีอย่ในป่าหิมพานต์ พระองค์บาเพ็ญเพยรจนได้
ี
ึ้
ู
แล้ว” พระราชาตรัสและทรงพระสรวญน้อยๆ บรรลุฌานสมาบัติ พระองค์ทรงด�ารงพระชนม์อยู่
“ทางออกอะไร พระเจ้าข้า” ช่างกัลบกทูลถามด้วย ตลอดอายุขัย สวรรคตแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ใน
ความสงสัย “การออกบวช” พระราชาตรัสด้วยน้า พรหมโลก
�
เสียงหนักแน่น “ขอเดชะ.” ช่างกัลบกกราบทูลด้วย นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนฉลาดย่อมไม่
เสียงอันดัง “พระองค์จะเสด็จออกบวชจริงๆ หรือ ประมาทมัวเมาหลงตัวเองว่ายังไม่แก่ เห็นเส้นผม
่
้
พระเจ้าข้า” “จริงซี่” พระราชาทรงพยักพระพักตร์ บนศีรษะหงอกเพียงเสนเดียวก็ฉุกคิดไดวา เทวทูต
้
้
้
้
้
้
ุ
รับ “ขาตั้งใจไวนานแลว ยิ่งตอนนี้ขาไดเห็นผมหงอก ปรากฏชัดแล้ว ด้วยเหตเพียงเห็นเส้นผมที่หงอก
ั
่
บนหัวข้า ก็ยิ่งคิดหนักว่าข้าแก่ปานนี้แล้วแต่ยัง คนทวไปอาจไม่มีความรู้สึก แต่พระโพธิสัตว์รู้จัก
็
เอาชนะกิเลสไม่ได้เลย” พิจารณาสภาวะที่ปรากฏ เปนสัญลักษณเตือนใจให ้
์
ั้
่
นับตงแต่วันที่ทรงทราบว่ามีพระเกศาหงอก ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิตที่ไมควรลุมหลงมัวเมา
่
แล้ว พระราชาก็ทรงคิดถึงแตการออกบวช วันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เทวทูต ซึ่งได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ
่
เมื่อตัดสินพระทัยได้แน่นอนแล้ว จึงรับสั่งให้พระ และความตาย มองเห็นสภาพเช่นนี้เมื่อใด จะได้มี
โอรสพระองค์โตเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งว่า “ลูกรัก บัดนี้ สติ รู้จักใช้ปัญญาพิจารณา จะได้เกิดความสังเวช
่
พ่อรู้ตัวว่าพ่อแก่แล้ว พ่อใกล้ความตายเข้าไปทุกที เรงขวนขวายประกอบแตกัลยาณธรรม คือการกระ
่
็
�
�
ควรจะออกบวชบ�าเพญศีลภาวนา เรื่องการบ้าน ทาที่ดีงาม ดาเนินชีวิตด้วยความไม่มัวเมา ไม่
่
ี
่
็
การเมืองควรจะเป็นเรื่องของเจ้าที่ยังหนุ่มยังแน่น” ประมาทในชวิต ในความเปนหนุมสาว ในความไมมี
์
“แต่ลูกยังเด็กเกินไป พระเจ้าข้า” พระโอรสทูล โรค ในทรัพยสมบัติ เพียรพยายามมุงแสวงหาสิ่งที่
่
้
็
้
่
่
ทัดทาน “ขอเวลาใหลูกเปนผูใหญขึ้นกวานี้สักหนอย เป็นแก่นสารแก่ชีวิตในภายภาคหน้าต่อไป
่
เถอะ เสด็จพ่อค่อยเสด็จออกบวช” “ไม่ได้หรอกลูก
พ่อรอต่อไปไม่ได้ ขณะนี้ถึงลูกยังเล็กอยู่ ลูกก็ยังมี (มฆเทวชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
อามาตย์ผู้รอบรู้กิจการงานเมืองทุกอย่างคอยช่วย ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๔๖)
�
เหลือ ลูกจงทาตามที่พ่อสั่งเถอะ อย่าให้มีอะไร
�
ขัดข้องเลย”
ครั้นแล้ว ทรงหันมาทางช่างกัลบก “นี่ช่าง
กัลบก ในฐานะที่เจ้ารับใช้ข้ามานาน ข้าขอยกบ้าน
ส่วยให้เจ้า ๒ แห่งเป็นรางวัล เพื่อเจ้าจะได้เก็บราย
่
ได้จากบ้านส่วย เลี้ยงตัวและครอบครัวตอไป” “เป็น
278
279
ครอบครัวชาวนา
“นึกถึงความตายสบายนัก”
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ชาวเมืองพาราณสี
มีอาชีพเป็นชาวนา ท่านมีลูก ๒ คน เป็นหญิง ๑ ชาย ๑ ต่อมาเมื่อลูกชาย
ั
แต่งงาน เพิ่มหญิงสะใภ้เข้ามาอีกคนเป็น ๕ และมีหญิงรบใช้คนหนึ่งชื่อ
ขุชชุตตรา รวมทั้งหมด ๖ คนด้วยกัน
พราหมณชาวนาใหโอวาทคนในครอบครัวเสมอในเรื่องมรณัสสติ สอนให้
์
้
นึกถึงความตายเนืองๆ ความตายเป็นของไม่แน่นอน ชีวิตไม่แน่นอน สังขารทั้ง
หลายไม่เที่ยง มีความสิ้นความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอให้ไม่เป็นผู้ประมาททั้ง
กลางวันและกลางคืน
วันหนึ่ง บิดากับบุตรชายออกไปไถนาด้วยกัน บุตรชายถูกงูเห่ากัดจนถึง
แก่ความตาย เมื่อบิดาเห็นงูเห่ากัดบุตรชายตาย ก็ไม่ได้แสดงอาการเศร้าโศก
เสียใจแต่อย่างใด ได้ยกศพบุตรชายไปวางไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วก็ไถนาต่อไป
เมื่อเห็นชายคนหนึ่งเดินผ่านมาจึงขอร้องว่า “พ่อคุณ พ่อช่วยไปบอกคนที่บ้าน
ฉันทีเถิดว่า ให้จัดอาหารส่งมาให้ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องเผื่อบุตรชาย
ฉันดอก แล้วช่วยบอกให้ทุกคนที่บ้านมาที่นี้ทั้งหมดด้วย” ชายผู้นั้นรับค�าแล้วก็
ึ
ไปจนถงบ้านของชาวนาผู้นั้น แล้วก็แจ้งให้ทางบ้านทราบตามที่ชาวนาสั่งทุก
ประการ
คนทั้ง ๔ คือ ภรรยาของชาวนา บุตรสาว บุตรสะใภ้ และคนใช้ ได้เดิน
ทางออกจากบ้านไปยังท้องนา มารดาเห็นบุตรชายนอนตายอยู่ก็ไม่ร้องไห้ น้อง
่
้
้
่
สาวก็ไมเศราโศก ภรรยาก็ไมเสียใจ ทั้งคนใชก็ไมแสดงอาการโศกเศรา ต่างช่วย
้
่
กันจัดการเผาศพให้เสร็จสิ้นไป
�
ขณะนั้น พราหมณ์ผู้หนึ่งเดินทางมาถึงที่ซึ่งคนทั้ง ๕ กาลังสนทนากันอยู่
ณ ใกล้ๆ ที่เผาศพนั้น จึงเข้าไปสอบถามว่า “ศพที่เผานั้นเป็นใคร” “เขาเป็น
ลูกชายฉันเอง นั่นมารดาของเขา นั่นภรรยาของเขา นั่นน้องสาวของเขา และ
นั่นก็คนใช้” ชายชาวนาตอบ
280
้
่
้
้
์
้
พราหมณประหลาดใจยิ่งนักที่คนเหลานั้นลวนเกี่ยวของใกลชิดกับผูตายทั้ง
นั้น แต่ไม่เห็นมีใครแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจเลย จึงถามขึ้นว่า “เพราะเหตุไร
พวกท่านจึงไม่เศร้าโศกเสียใจถึงคนตายเล่า”
ั
้
ชายผู้เป็นบิดาตอบว่า “ธรรมดางูลอกคราบทิงไว้ก็หมดอาลยในคราบเก่า
มิได้เวียนไปเวียนมาหาคราบเดิม ใครจะเหยียบย่าทุบตีแทงฟันคราบเก่า งูนั้นก็
�
่
ี
็
ไม่โกรธ ฉันใด บุตรของเราที่ตายไปนั้นกไมเวยนมาเวียนไป รักใครในซากศพ ถึง
่
ใครจะทุบตีด่าว่าฆ่าฟัน ศพนั้นก็ไม่โกรธ หรือใครจะบูชาสรรเสริญ ศพนั้นก็ไม่มี
ความดีใจ เพราะพิจารณาถึงเหตุความจริงข้อนี้ จึงไม่เศร้าโศกถึงบุตร”
หญิงผู้เป็นมารดาตอบว่า “บุตรของฉัน เมื่อเขาจะมาเป็นบุตรเขาก็มาเอง
้
้
้
ฉันไมไดไปชวนเขามา เมื่อเขาจะไป เขาก็ไปเองตามอัธยาศัย ถึงฉันจะรองไห เขา
่
่
่
้
่
ก็ไมรูสึกยนดีอะไร ฉันพิจารณาเห็นอยางนี้ จึงไมเศราโศกถึงบุตรสดที่รักของฉัน”
ุ
้
ิ
หญิงผู้เป็นน้องสาวของผู้ตายตอบว่า “ท่านพราหมณ์ ถึงดิฉันจะเศร้าโศก
์
้
อาลัยถึงพี่ชาย ก็เสียเวลาเปลา ไมมีประโยชนอะไรกับพี่ชายที่ตายไป ถึงจะรองไห ้
่
่
เขาก็ไม่รู้ เพราะเขาตายไปแล้ว ถึงจะร้องไห้จนเลือดตาแทบกระเด็น เขาก็ฟื้นขึ้น
มาไม่ได้ ดิฉันพิจารณาเห็นอย่างนี้จึงไม่เศร้าโศกถึงพี่ชาย” หญิงผู้เป็นภรรยาของ
ผู้ตายตอบว่า “ท่านพราหมณ์เจ้าขา ทารกน้อยๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสา ร้องไห้วิงวอน
มารดาบิดาจะเอาดวงจันทร ถึงจะรองไหร่าไรสักเพียงใด ก็ไมสาเร็จตามปรารถนา
์
่
�
้
�
้
ฉันใด การร้องไห้ร่ารักถึงคนตายไปแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะให้เขากลับฟื้นขึ้นมาได้
�
ฉันนั้น ดิฉันพิจารณาเห็นอย่างนี้ จึงไม่เศร้าโศกถึงสามีสุดที่รักที่ตายจากไป”
่
้
หญิงคนใชตอบวา “ท่านพราหมณ์เจ้าขา ธรรมดาหมอที่แตกไปแลว เจ้าของ
้
้
ย่อมมีความเสียดาย แต่ถึงจะร้องไห้ร่าไรให้หม้อนั้นคุมติดกันเหมือนอย่างเดิม
�
้
้
้
้
่
ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉันใด การรองไหถึงผูที่ตายไปแลวเขาก็ไมกลับคืนมาได ฉันนั้น
้
ดิฉันพิจารณาเห็นดังนี้ จึงไม่ร้องไห้เศร้าโศกถึงนายที่ตายไป” พราหมณ์ได้ฟังดัง
นั้นก็รู้สึกชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ได้กล่าวค�าอนุโมทนาแล้วจากไป
281
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ความตายเป็นความจริงอย่างหนึ่งที่มนุษย์
ิ
ู
ิ
ทุกคนจะต้องเผชิญ เมื่อจะต้องเผชญอย่แล้วก็ควรจะรู้จักปฏบัติต่อความ
ตายอย่างถูกต้อง โดยสอนให้เบนจากความรู้สึกหดหู่และหวาดกลัวที่เป็น
โทษ ไปสู่ความรู้สึกที่ดีงามและเป็นประโยชน์ว่า
๑. เมื่อเกิดเหตุพลัดพราก มีผู้ตายจากไปก็จะทาใจได้ทันเวลาหรือ
�
้
เร็วไววา ทุกคนมีกรรมเปนของตน เขาไปแลวตามทางของเขา ตามที่กรรม
่
็
�
จะนาพาไป การร้องไห้เศร้าโศกเสียใจของเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ แต่นั้นก็
จะไม่เกิดความโศกเศร้า หรือแม้เกิดก็ระงับดับได้
๒. เมื่อเผชิญหน้ากับความตายของตนเอง ระลึกถึงกรรมดีที่ได้ทา
�
ไว้ และไม่เห็นกรรมชั่วในตัวเอง ก็จะเกิดปีติโสมนัส เผชิญความตายด้วย
�
ั
ความสงบสุขและความมีสติ แม้เมื่อยงไม่ถึงเวลาตายก็ดาเนินชีวิตด้วย
ความมั่นใจ ไม่หวาดหวั่นกลัวภัยและไม่กลัวต่อความตาย
พร้อมกันนั้นเมื่อตัดใจจากความอาลัยในผู้ตายแล้ว ก็จะได้หันเห
ความสนใจกลับมาเอาใจใส่ผู้ที่ยังอยู่ ซึ่งถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังนี้ว่า คนเหล่านี้
ที่เราช่วยเหลือได้ มีทุกข์โศกอันใดที่ควรจะไปช่วยขจัดปัดเป่า แล้วหันไป
ช่วยเหลือ อย่างน้อยก็มองกันด้วยสายตา และน�้าใจแห่งความมีเมตตา
ปรานี เห็นซึ้งว่า คนที่ตายแล้วก็จากไปตามทางของเขา เราช่วยอะไรไม่ได้
แล้ว แต่คนที่ยังเหลืออยู่นี้ อีกไม่ช้าก็จะต้องจากกันไปอีก ในเวลาที่เหลือ
อยู่นี้ควรมาเมตตาอารีช่วยเหลือกัน อย่าให้ต้องเสียใจภายหลังอีกว่า โถ
เราตั้งใจไว้แต่ยังไม่ทันท�าอะไรให้ เขาก็จากไปเสียอีกแล้ว
ในทางพระท่านสอนว่า ถ้าฝึกใจดีแล้ว แม้จะนึกถึงความตายตลอด
เวลาก็จะมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส นึกถึงความตายด้วยใจเป็นสุข ดังบท
ประพันธ์ในอุทานธรรมกล่าวไว้ว่า
นึกถึงความตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธกาล
�
ทาให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ
(อุรคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๒๐)
282
283
้
นกกระทาเจาปัญญา
“ตรวจตราให้รอบคอบก่อนท�า”
ั
้
่
เย็นวนหนึ่ง ขณะที่ชายชราคนใชของทานเศรษฐีผูหนึ่งก�าลังพักผอน
่
้
อยู่ภายใต้ซุ้มไม้ใหญ่ในสวน ปรากฏมีนกกระทาตัวหนึ่งเดินเฉียดเข้าใกล้
ตัวเขาอย่างไม่ระวังตัว เขาจึงตะครุบนกกระทาตัวนั้นเอาไว้ได้ นกกระทา
ตกใจมากเมื่อถูกจับตัว และยิ่งกลัวหนักขึ้นเมื่อเห็นชายชราค่อยๆ ดึงมีด
็
้
่
ออกจากเอว คงจะเชือดคอตนใหตายเปนแน “อยาฆาฉันเลย” นกกระทา
่
่
ร้องเป็นเสียงมนุษย์
ชายชราตาเหลือก ประหลาดใจอย่างสุดขีด เมอได้ยินเสียงนก
ื่
็
่
กระทาพูดเปนเสียงมนุษย แตก็ยังไมปลอยนกกระทา ทิ้งมีดแลวประคอง
่
์
้
่
นกไว้ตรงหน้า “โปรดอย่าเพิ่งฆ่าฉันเลย ไหนๆ ฉันก็จะตายอยู่แล้ว ขอให้
้
่
่
้
้
้
่
ฉันไดมอบมรดกอันล�้าค่า ๔ ชิ้นไวใหทานเสียกอนแลวจึงคอยฆาฉัน” นก
่
กระทาต่อรอง “อะไรบ้างบอกมาซิ อย่าได้ชักช้า บางทีเราอาจจะกรุณา
ต่อชีวิตเจ้าบ้าง เจ้ามีอะไรจะบอกข้าก็รีบว่ามา”
นกกระทาพูดวา “ขอใหลุงไดโปรดจาไวใหดี การที่คนเราจะมีความ
้
่
้
้
้
�
สุขในชีวิตได้ จะต้องปฏิบัติตามหลัก ๔ ข้อ คือ
ข้อที่ ๑ ต้องพยายามรักษาของดีที่หาได้ไว้ให้ดี อย่าให้สูญหาย
ข้อที่ ๒ อย่าได้เศร้าโศกเสียใจ เมื่อของดีนั้นต้องสูญเสียไป
ข้อที่ ๓ จงฟังหูไว้หู อย่าเชื่อง่าย
�
ฉันจะบอกลุงเพียง ๓ ข้อเท่านี้ก่อน ส่วนข้อที่ ๔ นั้นสาคัญมาก
ได้โปรดปล่อยฉันให้เป็นอิสระเสียสักคร่เถด แล้วฉันจะบอกสิ่งที่มีค่านั้น
ู
ิ
ให้ หากลุงไม่เชื่อใจฉัน ฉันจะไม่บอกสิ่งที่มีค่านั้นให้แก่ลุงเป็นอันขาด”
ชายชราตรึกตรองอยูชั่วครู ในที่สุดก็ตกลงใจวา “ขอเตือนใจ ๓ ข้อ
้
่
่
่
ุ
ิ
ที่นกบอกเรานั่นก็มีค่าเกนค้มแล้ว หากเราปล่อยมันไปแล้ว อย่างมากก็
ี
อดกินเพียงอิ่มเดยวเทานั้น เพื่อทราบขอ ๔ อันเปนขอสาคัญ เราต้องยอม
้
่
�
้
็
ปล่อยเจ้านกกระทาเสียชั่วครู่” แล้วเขาก็วางนกกระทาลงบนพื้นดิน
284
ู
นกกระทาเมื่อได้รับอิสรภาพเช่นนั้น ก็สะบัด อย่างคนมีสติ ส่วนนัยน์ตาก็ยังคงจับจ้องอย่ที่นก
ขนแล้วสาวเท้าก้าวเดินไปหยุดยืนอยู่ห่างชายชรา กระทาตัวงามผู้มีความคิดอันสูงส่ง และก่อนที่นก
็
�
้
่
�
่
่
พลางพูดวา “ทาไมลุงจึงเปนคนลืมเกงนัก ฉันไดบอก กระทาจะบินจากไป คาสอนที่จับใจจากนกกระทาวา
้
ลุงเมื่อกี้นีเองวา ใหพยายามรักษาสิ่งที่หามาได ทาไม “แม้ว่าลุงจะต้องสูญเสียตัวฉันไปก็ตาม ก็อย่าได้
�
้
่
้
จึงปล่อยฉันให้เป็นอิสระโดยไม่ปฏิบัติตามคาเตือน เสียใจไปเลย ร่างกายของฉันไม่มีราคาอะไรหรอก
�
็
้
ของฉันเล่า” อยางไรก็ดี ฉันขอฝากค�าเตือนไวแทนตัวฉันเปนครั้ง
่
�
่
ชายชรายกมือเกาศีรษะ สยิ้วหน้าโกรธแค้น สุดทายวา จงกลับใจเสียใหม ตอไปนี้ จะทาสิ่งใดอยา
่
่
้
่
้
้
�
่
ตัวเองที่เสียรูนกกระทา แตก็ทาใจดีขอรองนกกระทา ผลีผลามเป็นอันขาด จงยึดหลักไว้ว่า “คิดเสียก่อน
้
้
้
้
้
ว่า “ช่างเถอะ ขาแพเจาแลวในขอนั้น ช่วยบอกข้อ ๔ จึงค่อยถาม ตรองเนื้อความก่อนตอบ ตรวจตราให้
�
หน่อยได้ไหม ข้าอยากรู้” นกกระทาบอกว่า “ข้อ ๔ รอบคอบก่อนทา” ว่าแล้วนกกระทาก็บินจากไป
�
มิใช่เป็นข้อเตือนใจลุงหรอก แต่มันเป็นข่าวดีสาหรับ นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ปกติคนเราย่อมได้
�
�
ลุง ภายในช่องท้องของฉันนี้มีเพชรเม็ดงามหนักถึง รับฟังค�าพูด คาสอน คาตักเตือน หรือโอวาทต่างๆ
๒๐๐ กะรัต หากลุงไมปลอยฉนเสีย ลุงจะกลายเปน จากผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา
็
ั
่
่
้
่
่
มหาเศรษฐีขึ้นมาทันที” พระสงฆองคเจา ดวยกันทุกคน แตสวนมากมักจะ
์
์
้
ั้
ชายชราได้ฟังดังนนแล้วเสียใจมาก ล้มลงทั้ง ไม่ใส่ใจจดจา ไม่ให้ความสาคัญ ส่วนคาด่า คา
�
�
�
�
ยืน กลิ้งเกลือกตัวกับพื้นไปมา ราพันด้วยความโศก หยาบคาย หรือคาที่เพ้อเจ้อไม่มประโยชน์ กลับ
ี
�
�
�
เศร้าที่สูญเสียสิ่งที่มีค่าล้าไป จดจาน�าไปพูดกันโดยเห็นว่าโก๋เก๋ทันสมัย ในชีวิต
�
ั
นกกระทาจึงพูดว่า “ลุงลืมอีกแล้ว หลักข้อ ๒ จึงไม่มีแก่นสารอะไรส�าหรบยึดเป็นแนวปฏิบัติ
์
้
ู
็
่
ที่ว่าอย่าเศร้าโศกเสียใจเมื่อของดีนั้นต้องสูญเสียไป” อารมณก็ออนไหว เตนไปตามกระแส เปนคนหเบา
ื่
ชายชรานอนตะแคงหูฟังนกพูด ชักได้สติขึ้นมาตาม เชอคนง่าย เมื่อประสบกับความผิดหวังก็ร่าไห้
�
ื
คาตักเตอนจึงหยุดร�าพัน แต่ยงออกอาการเสียดาย เสียใจ ตีโพยตีพาย ประชดตัวเอง เปนคนมองโลก
�
็
ั
อยู่ “ลุงนี่ใช่ว่าจะลืมคติของฉันแค่ ๒ ข้อเท่านั้นนะ ในแง่ร้าย ค�าเตือนคาสอนของผู้ใหญ่นั้น มีค่ายิ่ง
�
้
้
่
็
ขอสุดทายก็ลืมดวย คือเปนคนหูเบา เชื่อคนงาย ฉัน กว่าเพชรเม็ดงามหลายเท่า เพราะใช้ไม่มีวันหมด
้
่
พูดอะไรๆ ก็เชื่องายๆ มีอยางที่ไหนนกกระทามีเพชร ไม่มีวันเสื่อมราคา ใครจะมาขโมยไปก็ไม่ได้
่
๒๐๐ กะรัตอยู่ในท้อง เพชรขนาดนั้นมันใหญ่เกือบ สามารถประดับตัวประดับใจได้ทุกโอกาส ใครมีไว้
้
ู
เท่าตัวฉันแล้วเมื่อมันอยู่ในท้อง ฉันจะบินไปไหนมา ก็งดงามและสุขกายสบายใจไปตลอด คนที่มีผคอย
ไหนได้อย่างไร เพราะมันหนักขนาดนั้น มันหนักกวา เตือนคอยสอนนั้น ถือว่าเป็นคนที่โชคดีทีสุดแล้ว
่
่
ตัวฉันอีก ลุงอย่าเสียอกเสียใจไปเลย ฉันขอบอกลุง เมื่อไม่รับโชคไว้กับตัว ก็ต้องอับโชคตลอดไปโดย
ตามความเป็นจริง ในร่างกายของฉันนี้ไม่มีเพชร ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง
หรอก ฉันลองใจลุงเล่นเท่านั้นเอง”
ชายชราได้ฟังดังนั้นก็หายเศร้าโศก ลุกขึ้นยืน (นิทานธรรมสาธก)
285
286
หนอนกับเทวดา
ึ
ิ
“ทุรชนปรารถนาส่งซ่งเป็นโทษ
ุ
ิ
ึ
สาธชนปรารถนาส่งซ่งเป็นคุณ”
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในชนบทที่อยู่ห่างไกลออกไป มีชายสองคนเป็น
ั
เพื่อนรกกนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มีนิสัยไม่เหมือนกัน คนหนึ่งเป็นคนใจบุญ
ั
ทาแต่บุญกุศล ชอบช่วยเหลือคนอื่น ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนใจบาปหยาบ
�
ช้า ชอบดื่มสุราและด่าคนอื่นด้วยคาหยาบคาย ทาแต่บาปกรรมต่างๆ ต่อ
�
�
ั้
มาทั้งสองคนตายจากกัน คนที่เป็นคนดได้ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชน
ี
ฟ้า ส่วนเพื่อนอีกคนไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในถานพระริมรั้ววัด
อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนที่เป็นเทวดาอยู่ว่างๆ ก็คิดถึงเพื่อนเก่า อยากรู้
่
้
วาเพื่อนของตนตายไปแลว ไปเกิดอยูที่ไหน จึงมองหาดู เห็นเพื่อนเกิดเปน
่
็
่
ุ
หนอน กินอจจาระอยูถานพระ จึงเกิดความสงสารตองการชวนเพื่อนมาอยู ่
้
์
บนสวรรค์ด้วยกัน จึงลงจากสวรรคไปปรากฏที่ปากหลุมถาน พอหนอนเห็น
�
เข้าก็จาได้ และตะโกนถามเทวดาด้วยความดีใจ “เป็นไงเพื่อน หายไปไหน
ี้
เสียนาน” “เราตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์แน่ะ เดี๋ยวนฉันเป็น
เทวดาแล้วนะ” เพื่อนที่เป็นเทวดาตอบ “แล้วนี่จะไปไหนล่ะ” หนอนถาม
เทวดาตอบว่า “เรามาชวนเพื่อนไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกัน เราเห็น
เพื่อนจมอยูกับอุจจาระที่สกปรกโสโครกก็นึกสงสาร อยากจะมาชวนไปอยู ่
่
บนสวรรค์ด้วยกัน” “บนสวรรค์มีดีอะไรหรือ ท่านเทวดา” หนอนชักสงสัย
�
“ดีจริงๆ เพื่อนเอ๊ย!! งานอะไรก็ไม่ต้องทา อยากจะกินอะไรก็เนรมิตเอา
�
เป็นสาเร็จทุกครั้ง”
พอหนอนได้ฟังเทวดาพูดอย่างนั้นก็ร้องไห้โฮ “ไม่ต้องร้องไห้หรอก
เพื่อนเอย ร้องไห้ไปทาไม” เทวดาปลอบคิดว่าหนอนร้องไห้เพื่อขอความ
�
ช่วยเหลือ “โธ่เอ๋ยเพื่อนรัก เราอดสงสารเพื่อนไม่ได้ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนไปตก
ระกาลาบากมากมายเช่นนั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อนลงมาอยู่ในถาน
�
�
พระด้วยกันดีกว่า ยังพอมีที่ว่างอยู่บ้าง พอจะช่วยเหลือกันได้” หนอนชวน
287
เทวดาบ้าง “ในถานมีดีอะไรหรือเพื่อน” เทวดาถามอีก “โอ!! เพื่อนรัก ในนี้ดี
กว่าสวรรค์หลายเท่านัก บนสวรรค์จะกินอะไรก็ต้องเนรมิตเอาเสียเวลา ที่นี่ไม่
ต้องเสียเวลาเนรมิต อยู่เฉยๆ ถึงเวลาเช้าก็หล่นลงมาเองทุกวัน กินเท่าไรก็ไม่
หมด ท่านกลับไปเถอะ เราขออยู่กับอาหารอันโอชะที่เหลือเฟือ ทั้งไม่ต้องทาไม่
�
ต้องเนรมิตต่อไปดีกว่า” ว่าแล้วหนอนก็มุดหัวลงไปในกองอุจจาระทันที เทวดา
ก็ได้แต่ถอนใจ ไม่สามารถกล่อมเพื่อนให้ไปอยู่บนสวรรค์ด้วยกันได้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนที่ชอบสิ่งสกปรกโสโครก ชอบคลุกคลีอยู่
่
่
่
กับสิ่งมอมเมา เสพติดอบายมุขตาง ๆ มีอยูไมนอยในโลกนี้ การที่เรามีเจตนา
้
่
�
้
ดี มุงหวังจะใหเขาเลิกละสิ่งเหลานี้ ไปชักชวนแนะนาใหเขาละเลิกสิ่งเหลานั้น
่
้
่
เป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ แต่ใช่ว่าเขาจะเชื่อเราหรือท�าตามค�าแนะน�า
ของเราทุกคนไปก็หาไม่ เขายังปรารถนาจะจมปลักอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ยอม
ถอนตัวออกจากหุบเหวเช่นนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้น จะต้องท�าใจหาก
ปรารถนาดีต่อเขา ต้องอดทนอดกลั้น และต้องรอเวลา ทั้งต้องทาใจไว้ล่วง
�
หน้าว่าอาจจะเสียเวลาเปล่า ขนาดเทวดายังไม่อาจเปลี่ยนใจหนอนได้เลย
้
่
้
่
้
ในพระพุทธศาสนาไดแบงบุคคลไว ๔ ประเภท ทานเปรียบดวยดอกบัว
๔ เหล่า
ประเภทที่ ๑ ผู้สามารถรู้ธรรมได้ฉับพลัน (อุคฆฏิตัญญู) เหมือน
�
ดอกบัวที่โผล่พ้นน้าขึ้นมาแล้วรอเวลาบานอยู่ พอได้รับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ก็
บานได้ทันที
ประเภทที่ ๒ ผู้สามารถรู้ธรรมได้เมื่อขยายความเพิ่มขึ้น (วิปจิตัญญู)
�
เหมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้า ยังบานไม่ได้ก่อน ต่อเมื่อได้รับแสงแดดสักสอง
สามครั้งก็จะโผล่ขึ้นมาเหนือน้าและบานได้
�
�
ประเภทที่ ๓ ผู้พอจะแนะนาได้ (เนยยะ) เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้า
�
ยังมีโอกาสโผล่ขึ้นเหนือน้า เมื่อได้รับแสงแดดก็จะบานในวันต่อๆ ไป
�
�
้
้
ั
ประเภทที่ ๔ ผูอับปญญา (ปทปรมะ) พร่าสอนไดยาก เหมือนดอกบัว
้
ที่เกิดอยูในตม จมอยูในโคลนตม มีโอกาสที่จะโผลขึ้นเหนือน�้ามาบานไดยาก
่
่
่
นอกจากจะเป็นภักษาของปลาและเต่า
บุคคลที่จมปลักอยู่กับอบายมุข สิ่งเสพติดของมึนเมาชนิดต่างๆ ชนิด
่
ู
�
�
้
้
่
�
ถอนตัวไมขึ้น แมไดรับคาแนะนาพร่าสอนแลว ก็จดอยในบุคคลประเภทที่ ๔
ั
้
นี้เหมือนกัน
(นิทานธรรมสาธก)
288
289
ั
รักยาวให้บั่น รักส้นให้ต่อ
่
่
“แก้ไข ไมแก้แค้น ให้อภัย ไมจองเวร”
ั้
ในอดีตกาล เมื่อครงพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพาราณสี
็
์
์
ทรงเปนกษัตริยมั่งคั่ง มีพระราชทรัพยมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระ
ราชอาณาจักรใหญ่ มีคลัง มีศัสตราวุธยุทธภัณฑ์และคลังธััญญาหารบริบูรณ์
ส่วนพระเจ้าโกศล พระนามว่าทีฆีติ ทรงเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์
้
ิ
น้อย มีรี้พลนอย มีราชอาณาจักรเล็ก มีคลังธัญญาหารไมสูจะบรบูรณ เมื่อใดพระเจา
่
้
์
้
็
่
พรหมทัตเสด็จกรีธาทัพ ยกไปตีเมืองใด เมื่อนั้น เมืองนั้นเปนตองพายแพยอมศิโรราบ
้
้
ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นทีฆาวุกุมาร
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพรหมทัตเสด็จยกทัพไปตีเมืองโกศล พระเจ้าทีฆีติแห่งโกศล
ทรงรูวา พระองคไมอาจตานการรุกรานของพระเจาพรหมทัตได เพราะทรงด้อยกว่า
์
้
่
้
้
่
้
�
ในทุกๆ ด้าน อีกอย่างหนึ่งทรงเห็นว่าการสู้รบทาให้ไพร่พลต้องล้มตาย ไม่ใช่สิ่งที่ดี
เลย จึงรับสั่งให้บรรดาทหารไม่ให้ใช้กาลังเข้าต้าน แล้วพระองค์ก็ทรงพาพระมเหสี
�
เสด็จหนีออกจากพระนคร
็
พระเจ้าพรหมทัตเสดจยกทัพเข้าไปในเมือง ปรากฏว่าบ้านเมืองสงบไร้ผ้ ู
้
่
่
ึ
้
้
่
ต้านทาน จึงเขายดครองไดอยางงายดาย ฝายพระเจาทีฆีติเมื่อเสด็จหนีไป ได้ปลอม
ั
่
้
็
์
พระองคกับพระมเหสีเปนชาวบ้านธรรมดา อาศัยอยู่ที่บานชางป้นหม้อแห่งหนึ่ง อยู ่
มาไม่นาน พระมเหสีก็มีพระครรภ์แก่ ครั้นครบกาหนดก็คลอดพระโอรสออกมา
�
ตั้งพระนามว่า “ทีฆาวุกุมาร”
ทีฆาวุกุมารเป็นเด็กฉลาด คล่องแคล่วว่องไว เมื่อเจริญวัยแล้ว พระชนกชนนี
ได้ส่งไปเรียนศิลปวิทยานอกพระนครพาราณสี เพื่อหลบหนีภัยที่อาจจะมีมาจาก
พระเจ้าพรหมทัตไปในตัว
ต่อมาวันหนึ่ง ช่างกัลบก (ช่างตัดผม) ของพระเจ้าทีฆีติเกิดแปรพักตร์เข้ากับ
พระเจ้าพรหมทัต ได้บอกที่ซ่อนตัวของเจ้านายเก่าให้พระเจ้าพรหมทัตได้ทราบ
พระเจ้าพรหมทัตจึงสั่งให้ทหารไปจับพระเจ้าทีฆีติและมเหสีมาได้โดยละม่อม รับสั่ง
ให้แห่ประจานไปทั่วเมือง และน�าไปประหารชีวิตที่นอกเมือง
290
้
้
่
้
็
้
ในระหว่างทาง ในขณะที่ทหารนาพระเจ้า แตงตั้งใหเปนทหารคนสนิท ไดรับใชใกลชิดกวาใครๆ
่
�
ทีฆีติและพระมเหสีไปส�าเร็จโทษ ทีฆาวุกุมารไดเดิน ทีฆาวุกุมารดีใจที่โอกาสทองมาถึงแล้ว แกล้งทาดีต่อ
�
้
�
้
้
ั
่
้
ั
้
ทางกลับบ้านเพื่อเยี่ยมเยียนพระชนกชนนี ทาให้ได้ พระเจาพรหมทัต เฝารบใชดวยความจงรกภักดีอยาง
เห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พระเจ้าทีฆีติได้เห็นทีฆ ที่สุด เพื่อให้ทรงไว้วางพระทัย
ุ
ั
าวุกุมารเดินมาแต่ไกล เมื่อเข้ามาใกล้จึงรีบตรัสขึ้น ภายหลัง ทีฆาวุกมารได้มีโอกาสขบรถพา
ว่า “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาสป่า เพื่อล่าเนื้อในเขต
�
เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร จงจาไว้ให้ดี” ป่าแห่งหนึ่ง โดยมีข้าราชบริพารและทหารหาญตาม
พระสุรเสียงของพระเจ้าทีฆติเรียบเฉย ไม่ เสด็จเปนขบวน แตเกิดพลัดกันจนตามไมทัน มี
ี
็
่
่
้
ดุดัน ไม่หวั่นไหว เหมือนการตรัสขึ้นมาลอยๆ พวก ทีฆาวุกุมารอยูขางพระวรกายแตเพียงผูเดียว ระหว่าง
้
่
่
ทหารไม่ได้เห็นอะไรผิดสังเกต คิดกันว่าพระเจ้า พักอยู่ใต้ต้นไม้ ทีฆาวุกุมารได้นั่งขัดสมาธิให้พระเจ้า
ี
ทีฆีติคงจะเสียสติเพ้อออกมา มีแต่ทฆาวุกุมารผู้ พรหมทัตหนุนพระเศียรบรรทม
้
�
�
เดียวเทานั้นที่รู เมื่อทหารทาการสาเร็จโทษพระเจา ทีฆาวุกุมารนั่งเพลนอยู่ก็หวนระลึกถึง
้
่
ิ
์
้
้
้
้
ทีฆีติและพระมเหสีแลว ก็จัดเวรยามเฝาไวรอจัดการ เหตุการณที่พระเจาพรหมทัตสั่งประหารพระชนกและ
พระศพต่อไป พระชนนี ช่วงชิงเอาเมืองไป เกิดความแค้นร้อนระอุ
่
้
ั
คืนวันนั้น ทีฆาวุกุมารลักลอบมอมเหลาทหาร ขึ้นในอก จึงชกดาบออกจากฝก ตั้งทาจะจวงแทงพระ
ั
้
ยามแล้วลักพระศพพระชนกชนนีไปถวายพระเพลิง อุระพระราชาให้หายแค้น
�
พนมมือทาประทักษิณเป็นการแสดงความเคารพ แต่พลันหวนไปนึกถึงคาสั่งเสียพระชนกว่า
�
พระศพครบ ๓ รอบ แล้วก็รบหลบไป ขณะนั้น “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวร
ี
่
้
่
้
พระเจ้าพรหมทัตทรงยืนอยู่บนปราสาททอด ไมระงับดวยการจองเวร แตจะระงับไดดวยการไมจอง
่
้
�
�
้
่
้
้
พระเนตรเห็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ ก็ทรงรู้ว่าชาย เวร จงจาไวใหดี” คาสังเสียพระบิดา ทาใหทีฆาวุกุมาร
�
คนนั้นคงเป็นพระญาติของพระเจ้าทีฆีติเป็นแน่ ต้องเงื้อดาบค้างไว้ พอคลายโกรธก็เก็บดาบเข้าฝัก
่
่
่
้
ฝายทีฆาวุกุมารในหัวอกอัดแนนไปดวยความ ทีฆาวุกุมารชักดาบและเก็บดาบอยูถึง ๓ ครั้ง ๓ ครา
้
้
แค้นพยาบาท คิดแต่จะหาหนทางปลงพระชนม์ ในครั้งที่ ๓ พระเจาพรหมทัตทรงสะดุงตื่นดวย
้
พระเจ้าพรหมทัตให้ได้ จึงหาทางฝากตัวเป็นศิษย์ ทรงฝันไปในระหว่างบรรทม แล้วทรงเล่าความฝันให้
นายหัตถาจารย์ (ครูฝึกช้าง) ทีฆาวุกุมารฟังว่า “ทรงฝันเห็นพระโอรสของพระเจ้า
นายหัตถาจารย์ ครูฝึกช้างของพระเจ้า ทีฆีต ชื่อทีฆาวุกุมาร เอาดาบฟันฉันเมอตะกี้นี้”
ื่
ิ
่
พรหมทัตมองดูลักษณะทาทางของทีฆาวุกุมาร เกิด ฉับพลันนั้น ทีฆาวุกุมารก็ใช้มือซ้ายจับพระเศียรของ
ความพึงพอใจ รับไว้ให้ทางานอยู่ด้วย ทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัต จับดาบด้วยมือขวาและร้องขึ้นว่า
�
้
ฝกฝนวิชาชางจนมีความเชี่ยวชาญ สามารถฝึกสอน “ข้านี่แหละโอรสของพระเจ้าทีฆีติ ชื่อว่าทีฆาวุกุมาร
ึ
ช้างได้ดีเท่าศิษย์คนอื่นๆ พระองคสรางความพินาศใหแกพวกเรามากมายเหลือ
้
่
้
์
วันหนึ่ง ขณะที่อยู่โรงช้าง ทีฆาวุกุมารแกล้ง เกิน วันนี้ถึงเวลาต้องชาระแค้นเสียที”
�
้
่
ขับร้องเพลงให้พระเจ้าพรหมทัตได้ยิน พระเจ้า พระเจาพรหมทัตตกพระทัย ทรงกลัวตายอยาง
พรหมทัตได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะก็สนพระทัย สุดขีด ทรงหมอบลงแทบเท้าทีฆาวุกุมาร วิงวอนขอ
้
โปรดใหมหาดเล็กนาเจาของเสียงมาเขาเฝา แล้วทรง ชีวิตด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือว่า “พ่อทีฆาวุ พ่อจงไว้
้
�
้
้
291
ิ
ิ
ั
ชีวิตฉนเถด” ทีฆาวุกุมารหวนระลึกถึงค�าสั่งของพระบดาอีกครั้ง เกิดความสงสาร
ฆ่าไม่ลง เก็บดาบเข้าฝัก แล้วทูลว่า “ข้าพระองค์ไม่อาจถวายพระชนม์ชีพให้แก่
้
้
้
์
์
่
พระองค์ได้หรอก มีแตขาพระองคจะตองขอพระราชทานชีวิตของขาพระองคจาก
พระองค์”
พระเจ้าพรหมทัตตรัสว่า “พ่อทีฆาวุ ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจงไว้ชีวิตฉัน
ส่วนฉันก็จะให้ชีวิตเธอเหมือนกัน”
่
ในทีสุดทั้งสองฝ่ายกเกิดความปรองดอง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก
็
ความเป็นศัตรูกลับมาเป็นมิตรต่อกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน และทั้งสองฝ่ายได้ให้
�
�
คามั่นสัญญาต่อกันว่า จะไม่ทาร้ายกันและกันอีกต่อไป แล้วก็พากันเดินทางกลับ
ระหว่างทางเสด็จ ได้พบกับข้าราชบริพารและทหารหาญที่ตามเสด็จ
่
้
พระเจาพรหมทัตไดทรงประกาศใหรูทั่วกันวา คนสนิทของพระองคคอทีฆาวุกุมาร
้
ื
์
้
้
้
์
้
โอรสของพระเจาทีฆีติ เขาเปนผูใหชีวิตแกพระองค พระองคก็ใหชีวิตแกเขา แล้ว
์
่
็
้
้
่
พากันกลับพระนคร
ขณะเดินทาง ทีฆาวุกุมารได้เล่าเรื่องที่ตนเงื้อดาบจะฟันพระเจ้าพรหมทัต
�
ถึง ๓ ครั้ง แต่ก็ฟันไม่ลง เพราะระลึกถึงคาสั่งเสียพระบิดา จึงระงับความโกรธ
ได้
่
็
�
่
้
้
พระเจาพรหมทัตสงสัย จึงถามถึงคาสั่งเสียของพระเจาทีฆีติวาเปนอยางไร
ทีฆาวุกุมาร อธิบายว่า
“เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว หมายความว่า เจ้าอย่าได้จองเวรอาฆาตให้ยืดเยื้อ
เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น หมายความว่า เจ้าอย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วไปนัก
เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร หมายความว่า เมื่อพระองค์สั่งประหารชีวิต
พระชนกชนนีของข้าพระองค์แล้ว ถ้าข้าพระองค์จะแก้แค้น ข้าราชบริพารของ
พระองค์ก็จะต้องฆ่าข้าพระองค์ให้ตายตกไปตามกัน ต่อไป พรรคพวกของ
ิ
่
์
์
้
้
ขาพระองคก็จะลางผลาญชีวิตของขาราชบรพารของพระองค ไมมีที่สิ้นสุดกันเลย
้
่
แตเวรระงับไดดวยการไมจองเวร ก็หมายความวาเมื่อพระองคทรงประทาน
์
่
้
้
่
ชีวิตให้แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถวายพระชนม์ชีพแก่พระองค์นั่นเอง”
พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับแล้ว ก็ทรงพอพระทัย ตรัสให้ข้าราชบริพารทุก
คนถือคติธรรมตามแบบอย่างของทีฆาวุกุมาร ต่อมาไม่นาน พระเจ้าพรหมทัต
ก็โปรดพระราชทานคืนเมืองโกศล ไพล่พล สมบัติ และทรัพย์สินทั้งหลายที่เป็น
ของพระเจ้าทีฆีติให้แก่ทีฆาวุกุมาร
ใช่แต่เท่านั้น ยังทรงให้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระองค์อีกด้วย
ทีฆาวุกุมารได้เป็นพระราชาปกครองประเทศโกศล ภายหลังที่พระเจ้าพรหมทัต
292
เสด็จสวรรคตแล้ว ก็ได้เมืองพาราณสีมาครองอีกเมืองหนึ่ง
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เวรระงับด้วยการไม่จองเวร การผูกเวรก็
ู
เหมือนการผูกพยาบาท เมื่อต่างฝ่ายต่างผูกใจเจ็บกันอย่ เวรก็ไม่สามารถ
ระงับลงได้ แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลิกผูกเวรเสียด้วยการให้อภัยและแผ่
�
เมตตาให้กันเสมอๆ เวรย่อมระงับลงได้ในเวลาไม่นาน การไม่ผูกเวรทาให้
จิตใจเราสบาย เมื่อใดใจผูกเวร เมื่อนั้นมองไปทางไหนก็เห็นแต่ศัตรู แต่
เมื่อใดใจของเราไม่มเวรกับใคร มีแต่เมตตาปราณี เมื่อนั้นมองไปทางใดก็
ี
เจอแต่มิตร เพราะฉะนั้น พระเจ้าโกศลเมื่อให้โอวาทพระราชโอรสจึงตรัส
ว่า “ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่กาลยาว เจ้าอย่าเห็นแก่กาลสั้น เวรระงับด้วย
การไม่จองเวร แต่ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”
เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาด เพื่อความสบายใจของตนเอง จึงไม่ควรผูกเวร
�
�
่
้
้
�
ไวกับใคร ๆ จงจาแตความดีที่คนอื่นทาแกตน แต่อยาจาความรายที่เขาทาให้
่
่
�
เพราะมันไม่มีประโยชน์แก่จิตใจ
�
คาว่า “อย่าเห็นแก่ยาว” นั้น ท่านหมายความว่า อย่าผูกเวรเอาไว้
เพราะเวรยิ่งผูกยิ่งยาว
�
่
่
่
่
่
่
คาวา “อยาเห็นแกสั้น” นั้น หมายความวา อยารีบดวนแตกจากมิตร
มีอะไรก็ค่อยๆ ผ่อนปรนกันไป ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจเข้าใจผิดก็ได้ อย่าด่วน
ลงโทษโกรธงายเกินไป และอยารีบแตกจากใคร ขอใหพิจารณาเสียรอยครั้ง
่
้
้
่
พันครั้ง
ท่านกล่าวว่า “ชนะอะไรไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการให้อภัย อภัยทานเป็น
ทานอันประเสริฐ เป็นทานที่ให้แก่ใครๆ ก็ได้ที่ล่วงเกินตน การถูกนินทาว่า
ร้าย ใส่ร้าย มุ่งทาลายให้ถึงแก่พิบัติต่างๆ ก็ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ยินดีให้
�
อภัย เพราะการโกรธ การผูกโกรธ คือความร้อนที่เผาผลาญตนเอง ให้ร้อน
�
รุ่มอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นสุข การให้อภัยทาให้เกิดความเย็นเป็นสุข เพราะ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ชนะอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการให้อภัย”
(ทีฆีติโกสลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๙๓)
293
294
การให้ดวงตาเป็นทาน
ื
“การให้ทานเหมอนทหารรบในสนาม
ั
การบริจาคดวงตาเป็นกุศลอนยิ่งใหญ่”
้
ในอดีตกาลลวงมาแลว ครั้งพระเจาสีวิมหาราชไดเสวยราชสมบัติอยู ่
่
้
้
้
้
ุ
้
์
็
ในอริฏฐบรี แควนสีพี พระโพธิสัตวไดบังเกิดเปนพระราชโอรสของพระเจา
สีวิมหาราช มีนามว่า “สีวิกุมาร”
เมื่อสีวิกุมารเจริญวัยขน ได้ไปศึกษายังนครตักกสิลา ศึกษา
ึ้
้
์
์
ศิลปศาสตร จบแลวกลับมาแสดงศิลปศาสตรถวายพระชนกทอดพระเนตร
ั
จนได้รบพระราชทานยศเป็นมหาอุปราช ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคต
แลวก็ไดเปนพระราชา ไดทรงมั่นอยูในทศพิธราชธรรม พระองค์ได้ทรงสร้าง
้
่
็
้
้
โรงทานไว้ ๖ แห่ง แลวทรงบริจาคมหาทานสิ้นพระราชทรัพยวันละ ๖ แสน
้
์
�
�
กับทรงรักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๘ ค่า ๑๔ ค่า ๑๕ ค่า ตลอดมา
�
อยูมาวันหนึ่ง พระราชาประทับอยูที่พระราชวัง ในวันปุณณมีดิถีเพญ
็
่
่
์
ทรงนึกถึงทานที่พระองคทรงบริจาค จึงทรงด�าริวา ของนอกกายที่เรายังไม ่
่
่
�
่
้
้
้
้
ไดใหนั้นไมมี การให้ทานภายนอกกายไม่ทาใหเราดีใจได เราใครจะให้ทาน
ของในกาย ในเวลาเราไปที่โรงทาน ขออย่าให้มียาจกคนใดคนหนึ่งขอทาน
้
ของนอกกาย ขอให้เขาขอของในกาย ถามีใครจักขอเนื้อในกายของเรา เรา
้
้
้
ก็จักเชอดออกให ถามีใครขอโลหิตของเรา เราก็จกเจาะให มีใครมาขอเรา
ั
ื
เป็นทาส เราก็จักยอมไป มีใครมาขอดวงตาของเรา เราก็จักควักออกให้
�
เมื่อพระเจ้าสีวีราชทรงดาริอย่างนี้ ท้าวสักกะในดาวดึงส์สวรรค์ก็
�
ทรงทราบ จึงทรงดาริว่า วันนี้พระเจ้าสีวิราชคิดว่า จักควักดวงพระเนตร
�
้
็
่
้
ออกใหเปนทานแกยาจกที่ไปทูลขอ พระเจาสีวิราชจักทาไดจริงหรือ เราจัก
้
ไปทดลองดู
ท้าวสักกะทรงด�าริเช่นนี้แล้ว ก็ทรงจ�าแลงเป็นพราหมณ์แก่ตาบอด
ไปที่โรงทาน ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปที่โรงทาน พราหมณ์แก่ประนมมือ
ขึ้นร้องถวายชัยมงคล พระเจ้าสีวิราช ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงทรงไสช้าง
295
พระที่นั่งบ่ายหน้าไปตรัสถามว่า จักให้สิ่งนั้น”
“พราหมณ์ ท่านพูดว่ากระไร?” พราหมณ์ ลาดับนั้น พวกอ�ามาตย์จึงกราบทูลถามว่า
�
์
แปลงก็ทูลตอบว่า “ข้าแต่มหาราชเจ้า โลกสันนิวาส “พระองคปรารถนาสิ่งใด ปรารถนาอายุ วรรณะ สุขะ
้
่
้
้
ทั้งสิ้นกึกกองดวยเสียงแซซองสาธุการ อาศัยอัธยาศัย พละ ประการใด จึงจักพระราชทานดวงพระเนตรให้
อันน้อมไปในทานของพระองค์ ฟุ้งขจรอยู่เป็นนิตย์ แก่พราหมณ์ พระเจ้าข้า”
ส่วนข้าพระองค์เป็นคนตาบอด พระองค์มีพระเนตร พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบว่า “เราไม่ได้ให้ทาน
สองข้าง ขอพระองค์จงโปรดประทานดวงพระเนตร เพราะเห็นแก่ทรัพย์ ยศ หรือบุตรภรรยา แว่นแคว้น
สักข้างหนึ่งให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า” บ้านเมืองอันใด เราเห็นว่าการให้ทานเป็นธรรมของ
่
ิ
ี
ลาดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าก็ทรงยินดีว่า เป็น สัตบุรุษทั้งหลายแตโบราณ เราจึงยนดในการใหทาน
้
�
ั้
ลาภอันใหญ่ของเราแล้ว วันนี้ความประสงค์ของเรา สัตบุรษทงหลายแต่เก่าก่อน เมอยงไม่ได้บ�าเพ็ญ
ุ
ั
ื่
�
�
จักสาเร็จแล้ว เราจะได้ให้ทานที่เรายังไม่เคยให้ ครั้น บารมีให้เต็มที่แล้ว ก็ไม่สามารถจะบาเพ็ญพระ
�
ทรงดาริดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสขึ้นว่า “นี่แน่ะวณิพก ใคร สัพพัญญูได้ เราจักบาเพ็ญบารมให้เต็มที่เพื่อจะได้
ี
�
แนะน�าให้เจ้ามาขอดวงตาต่อเรา ซึ่งเปนของที่น�าออก เป็นพระสัพพัญญู”
็
ให้ทานได้ยาก แต่ว่าเราจักให้แก่พราหมณ์ตาม เมื่ออ�ามาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระราชด�ารัสดัง
ี่
�
ประสงค์” นั้น ก็หมดหนทางทจะทูลทัดทาน จาต้องนิ่งเฉย
้
่
ครั้นตรัสดังนี้แลวก็ทรงด�าริวา การที่เราจักควัก ฝ่ายพระเจ้าสีวิราชได้ตรัสสั่งนายแพทย์สีวิกะว่า “นี่
ดวงตาทั้งสองออกให้เป็นทานในที่นี้ เป็นการไม่ แน่ะ สีวิกะ เธอเป็นมิตรสหายของเรา เธอได้ศึกษา
ั
สมควร จึงได้น�าพราหมณ์นั้นกลับไปยงพระราชวัง วิชาแพทยมาเปนอนดีแลว เธอจงท�าตามถ้อยค�าของ
้
ั
็
์
้
ั่
์
์
ประทับนั่งบนราชอาสนแลว จึงตรัสสงใหแพทยสีวิกะ เราใหดี เมื่อเราลืมตาขึ้นมองดู เธอจงควักดวงตาของ
้
้
ั
เข้าเฝ้า รับสั่งว่า “เจ้าจงทาดวงตาของเราให้สะอาด เราให้หลุดออกเหมือนกบควักจาวตาล แล้ววางไว้ที่
�
เดี๋ยวนี้” มือของพราหมณ์คนนี้ ในบัดนี้เถิด”
์
่
ในคราวนั้น มีเสียงเล่าลือไปทั่วพระนครว่า นายแพทยสีวิกะทูลวา “ข้าแต่มหาราชเจ้า การ
พระราชาจะควักพระเนตรทั้งสองออกให้เป็นทานแก่ ให้ดวงพระเนตรเป็นทานนี้เป็นของส�าคัญมาก ขอ
พราหมณ์ พวกราชวัลลภ มีเสนาบดีเป็นต้น ก็ได้ พระองค์จงใคร่ครวญให้ดีเถิด”
่
พร้อมกันเข้าเฝ้ากราบทูลคัดค้านว่า “เราใคร่ครวญดีแล้ว เธอจงอยาชักชา อย่าพูด
้
“ขอเทวราชเจ้าอย่าได้พระราชทานดวง มากกับเราเลย” พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบ
พระเนตรเลย อย่าได้ทรงทอดทิ้งข้าพระพุทธเจ้า ทั้ง นายแพทย์สีวิกะจึงคิดว่า การที่แพทย์ผู้ได้
ปวงเลย ขอพระองคจงพระราชทานแตทรัพยสิน เงิน ศึกษามาดีเชนเรานี้จะเอาศัสตราควานพระเนตรของ
่
์
์
่
้
้
ทอง ช้าง ม้า รถ เถิดพระเจ้าข้า” พระราชา ย่อมไม่สมควร เขาคิดดังนี้แลว จึงผสมยา
พระเจ้าสีวิราชตรัสว่า “ผู้ใดกล่าวแล้วว่าจักให้ แล้วอบด้วยดอกบัวเขียว แล้วป้ายพระเนตรข้างขวา
แล้วไม่ให้ ผู้นั้นชื่อว่าเอาบ่วงมาสวมคอของตน ผู้ ของพระราชา พระเนตรข้างขวานั้นก็พลิกกลับทันที
ใดกล่าวว่าจักให้แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้นชื่อว่า ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่พระราชา เขาจึงกราบทูลว่า
�
่
้
ิ่
้
เลวกว่าคนเลว มีผูขอสิ่งใดควรใหสงนั้น สิ่งใดเขาไม “ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงกาหนดพระทัย
็
้
้
้
ิ่
่
้
�
่
์
็
ขอ ไมควรใหสิ่งนั้น พราหมณนี้ไดขอสงใดตอเรา เรา ดูเถิด การทาพระเนตรใหเปนปกตินั้นเปนหนาที่ของ
296
ิ
ข้าพระองค์” ตรัสตอบว่า “เธออย่าได้ชักช้า” ในขณะนั้น พระเจ้าสีวราชได้ประทับอยู่ที่
�
แล้วนายแพทย์สีวิกะได้ทายาซ้าอีก พระเนตร ปราสาทสัก ๒-๓ วัน แล้วทรงดาริว่า ไม่มีประโยชน์
�
ั
ก็ได้หลุดออกจากเบ้าพระเนตรทันที ทุกขเวทนาอัน อันใดกับราชสมบติของคนตาบอด เราจักมอบราช
่
ิ
่
้
ั
เหลือประมาณก็ได้เกดขึ้นแก่พระราชา นายแพทย์ สมบติใหแกพวกอ�ามาตย์ จักไปบรรพชาอยูที่อุทยาน
�
กราบทูลวา “ขอพระองค์ จงทรงกาหนดพระทัยดูเถิด จักทาสมณธรรม จึงจะเป็นการดี แล้วทรงโปรดให้
่
�
�
ข้าพระองค์อาจทาให้เป็นปกติได้” ประชุมพวกอามาตย์ ทรงแจ้งความประสงค์ให้ทราบ
�
นายแพทย์ประกอบยาให้แรงขึ้นกว่าเดิม แล้ว แล้วตรัสว่า
น้อมเข้าไปถวาย พระเนตรนั้นก็ได้หมุนหลุดออกมา “เราต้องการเพียงคนใช้สอยคนเดียวสาหรับ
�
จากเบ้าพระเนตรด้วยกาลังยา แล้วตกลงมาห้อยอยู่ ทากิจการต่างๆ มีน้าล้างหน้า เป็นต้นเท่านั้น ท่าน
�
�
�
�
�
�
ด้วยอานาจเส้นเกี่ยวไว้ ทั้งหลายจงผูกเชือกให้เป็นราวสาหรับสาวในเวลาทา
นายแพทย์กราบทูลอีกว่า “ข้าพระองค์อาจ สรีระกิจ”
�
�
ทาให้เป็นปกติได้” พวกอามาตย์ได้อัญเชิญท้าวเธอขึ้นประทับที่
ั
ิ
พระเจ้าสีวิราชตรัสตอบว่า “เจ้าอย่าได้ชักช้า” สุวรรณสีวิกา แล้วหามไปประทบที่รมสระโบกขรณี
ทุกขเวทนาอันเหลือประมาณได้บังเกิดขึ้นแก่ จัดการพิทักษ์รักษาด้วยดี แล้วจึงกลับมา
ี่
ู
ท้าวเธอ พระโลหิตไหลออกมาจนเปยกพระภูษา พวก เมื่อพระเจ้าสีวิราชประทับอย่ทอุทยาน ทรง
ี
อามาตย์ ข้าราชบริพาร ได้พากันหมอบร้องไห้ว่า ร�าลึกถึงทานของพระองค์ด้วยความปีติยินดี ในขณะ
�
่
้
“ขอพระองคอยาไดทรงบริจาคพระเนตรเลย พระเจ้า นั้น อาสนะของทาวสักกะก็รอนขึ้น เมื่อพระองคทรง
์
้
้
์
�
ข้า” เล็งดูก็ทรงรู้เหตุนั้น จึงทรงดาริว่า เราจักให้พรแก่
็
้
นายแพทย์จึงรับพระเนตรด้วยมือซ้าย ถือ มหาราช แลวจักท�าพระเนตรใหเปนปกติ จึงไดเสด็จ
้
้
ศัสตราด้วยมือขวา ตัดเส้นที่เกี่ยวดวงพระเนตรให้ มาเดินจงกรมอยู่ใกล้ที่ประทับ ขณะนั้น พระเจ้าสีวิ
ขาด แลวรับเอาดวงพระเนตรไปวางลงบนฝาพระหัตถ ราชได้ทรงสดับเสียงฝีเท้า จึงตรัสถามว่า “นั่นเป็น
้
์
่
ของพระเจ้าสีวิราช พระองค์ตรัสเรียกพราหมณ์ให้ ใคร”
เข้าไปใกล้ ตรัสสั่งว่า “การให้ดวงตาเป็นทานนี้ จง “ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมของเทวดา
เป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุตญาณนั้นเถิด” ได้มาหาท่านแล้ว ขอท่านจงเลือกพรตามประสงค์”
้
่
่
้
้
์
้
ตรัสดงนี้แลว ได้พระราชทานพระเนตรข้างขวา พระเจาสีวิราชจึงตรัสวา “ขาแตทาวสักกะ ทรัพยของ
ั
ั
นั้นแก่พราหมณ์ พราหมณ์ก็รบไปใส่ลงในเบ้าจกษุ ข้าพเจ้ามีอยู่มากแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด
ั
ของตน บันดาลให้ดวงตาอันติดอยู่เป็นอันดี เหมือน พอใจแต่ความตายเท่านั้น ขอพระองค์จงประทาน
ดอกบัวสีเขียวอันแย้มบาน ฉะนั้น ความตายแก่ข้าพเจ้าเถิด”
้
พระมหาสัตว์ได้ทอดพระเนตรนัยน์ตาของ “นี่แนะพระเจาสีวิราช เหตุใดพระองคจึงอยาก
่
์
พราหมณ์นั้น ด้วยทรงดาริว่า การให้ดวงตาเป็นทาน สิ้นพระชนม์” “ข้าพเจ้าอยากสิ้นพระชนม์ เพราะ
�
้
็
่
้
้
นี้ เปนการดีแท ไดพระราชทานดวงตาอีกขางหนึ่งแก ความเป็นคนตาบอด” “นี่แน่ะมหาราช อันธรรมดา
พราหมณ์นั้น พราหมณ์ผู้เป็นพระอินทร์นั้นรับ การให้ทานย่อมไม่ให้ผลแต่ภายหน้าเท่านั้น แม้ใน
พระเนตรข้างนั้นใส่ในเบ้าจักษุของตน แล้วเดินออก ปัจจุบันนี้ก็ให้ผล เขาขอพระเนตรของพระองค์ข้าง
จากพระราชวัง เหาะขึ้นสู่สวรรค์ในทันใด เดียวพระองค์ได้พระราชทานทั้งสองข้าง เพราะ
297
ฉะนั้น ขอพระองค์จงตั้งสัจกิริยาเถิด เมื่อพระองค์ตั้งสัจกิริยา พระเนตรก็จักเกิด
ขึ้นแก่พระองค์อีก”
้
“ขาแตทาวสักกะ ถ้าพระองค์ประสงค์จะประทานดวงตาให้แก่ข้าพเจ้า ก็ขอ
้
่
�
อย่าได้ทา อุบายอย่างอื่นด้วยใช้คาว่า ดวงตาจงเกิดขึ้นด้วยผลแห่งทานของเรา”
�
้
้
้
“ขาพเจาเปนทาวสักกเทวราชก็จริง แตไมอาจจะใหดวงตาแกผูอื่นได ดวงตา
้
็
่
้
่
้
่
�
จักเกิดขึ้น ด้วยกาลังแห่งทานที่พระองค์ได้พระราชทานแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นอันได้ให้ทานดีแล้ว”
่
้
�
่
เมื่อทรงทาสัจกิริยาจึงไดตรัสขึ้นวา “วณิพกผูมีนามและโคตรเหลาใด ได้มา
้
หาเราเพื่อจะขอสิ่งของ วณิพกเหล่านั้นก็ได้เป็นที่พอใจของเรา เมื่อผู้ใดขอดวงตา
�
ต่อเรา ดวงตานั้นก็เป็นที่รักของเรา ด้วยคาสัจกิริยานี้ ขอดวงตาจงเกิดขึ้นแก่เรา”
ึ้
พอขาดคา พระเนตรข้างที่หนึ่งก็เกิดขนแก่พระเจ้าสีวิราช ในลาดับนั้น
�
�
พระองค์จึงได้ตรัสต่อไป เพื่อให้เกิดพระเนตรข้างที่สองขึ้นว่า
“พราหมณ์ผู้นั้นได้มาขอดวงตาต่อเราว่า ขอพระองค์จงพระราชทานดวงตา
แก่ข้าพระองค์เถิด เราก็ให้ดวงตาทั้งสองแก่พราหมณ์นั้น แล้วเราได้มีปีติโสมนัส
อย่างยิ่ง ด้วยสัจกิริยานี้ ดวงตาข้างที่สองจงเกิดมีแก่เรา” พอตรัสเท่านี้ พระเนตร
ข้างที่สองก็ได้เกิดขึ้นอีก
ั
้
ในขณะน้น ทาวสักกะเทวราชทรงบันดาลใหราชบุรุษทั้งปวงมาประชุมพรอม
้
้
่
กัน เมื่อทาวสกกะจะสรรเสริญพระเจาสีวิราชในทามกลางมหาชน จึงไดตรัสขึ้นวา
้
ั
้
้
่
�
“ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ทรงบ�ารุงแว่นแคว้นให้เจริญ พระดารัสที่พระองค์ทรง
ทาสัจกิรยานัน เป็นพระด�ารัสที่ชอบธรรม พระเนตรทงสองของพระองค์นี้จัก
ั้
ิ
้
�
์
ปรากฏเหมือนกับพระเนตรทพย พระเนตรทั้งสองของพระองคจักมองเห็นทั้งนอก
ิ
์
ฝา นอกกาแพง และภูเขา จักแลเห็นไกลได้ ๑๐๐ โยชน์ โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง”
�
ฝ่ายพระเจ้าสีวิราชพร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร จึงเสด็จเข้าพระนครด้วย
กระบวนพยุหยาตรา เสด็จขึ้นประทับที่สุจันทกปราสาท
ึ้
การที่พระเจ้าสีวิราชได้มีพระเนตรขนอีกนั้น ได้เลื่องลือไปตลอดแคว้นสีพี
ชาวแคว้นสีพีได้นาเครองบรรณาการเป็นอันมากมาถวาย พระองค์ได้ตรัสพระ
�
ื่
โอวาทสอนชาวสีพีทั้งหลายที่มาประชุมกันว่า
“ดูก่อนชาวสีพีทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงดูตาทิพย์ทั้งสองของเรา จาเดิม
�
แต่นี้ไป เมื่อท่านทั้งหลายยังไม่ได้ให้ทาน จงอย่าบริโภค ไม่ว่าใคร ๆ เวลามีผู้มา
ขอทาน ย่อมไม่อยากให้ของที่พึงใจของตน ของรักของดีของตนนั้นเราได้ให้แล้ว
เราขอเตือนท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นี้ จงแลดูตาทิพย์ของเราในวันนี้เถิด
ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดประเสริฐเท่ากับการให้ทาน เราได้ให้ดวงตาของมนุษย์ แต่เรา
298
ก็ได้ดวงตาอันไม่ใช่ของมนุษย์ ท่านทั้งหลายได้เห็นดวงตาทิพย์ที่เราได้แล้วนี้ จง
พากันให้ทานเสียก่อน แล้วจึงบริโภคภายหลัง บุคคลที่ให้ทานและได้บริโภคตาม
�
กาลังของตนแล้ว ย่อมไม่มีผู้ติเตียนได้ ย่อมไปสู่สุคติ”
จาเดิมแต่นั้นมา พอถึงวันอุโบสถทุก ๑๕ ค่า ทุกกึ่งเดือน พระองค์โปรด
�
�
ให้ประชาชนประชุมพร้อมกัน แล้วพระราชทานโอวาทอย่างนี้ทุกครั้งไป
�
็
ประชาชนก็ได้พากันบาเพญกุศลมทานเป็นต้น เวลาสิ้นอายแล้วได้ไปเกิด
ุ
ี
ในโลกสวรรค์ เป็นอันมาก
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า นิทานชาดกเรื่องนี้ ต้องการอธิบายให้เห็นถึง
์
็
้
ความยิ่งใหญของการให โดยเฉพาะการใหของภายนอกมีทรัพยสมบัติ เปนตน
่
้
้
�
เปนสิ่งที่ท�าได้ยาก เพราะต้องทาสงครามกับความโลภ ความตระหนี่ ความเห็น
็
้
็
่
้
ี
่
แกตัว อันเปนศัตรูตัวฉกาจใหไดเสียกอน เชนเดยวกับทหารรบในสนาม จึงจะ
่
สละสิ่งของออกบริจาคให้คนอื่นได้ ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานภายใน คือการ
�
ให้อวัยวะภายในเป็นทาน มีการบริจาคดวงตา เป็นต้น เป็นสิ่งที่ทาได้ยากยิ่ง
กว่า
ในทางพระพุทธศาสนาท่านชี้ให้เห็นว่า การบริจาคอวัยวะนั้นเป็นกิจอัน
์
เปนมหากุศลอยางยิ่ง ดังมีระบุไววา ผูที่ไดชื่อวาเปนพระโพธิสัตวอยางสมบูรณ ์
่
้
้
้
่
็
่
็
่
�
�
�
นั้น จาต้องเคยบาเพ็ญทานบารมี เคยบาเพ็ญทานบารมีที่ส�าคัญมาก่อนอย่าง
น้อย ๓ ขั้น ขั้นแรกคือการบริจาควัตถุข้าวของ ขั้นที่ ๒ คือการบริจาคอวัยวะ
และขั้นที่ ๓ คือสูงสุด ได้แก่การบริจาคแม้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อช่วยชีวิตผู้
อื่น
ั้
ดังนน การบริจาคอวัยวะเป็นทานเพื่อเกื้อกูลแก่ชีวิตเพื่อนมนุษย์จึง
่
์
็
่
่
้
เป็นการบ�าเพ็ญบารมีขั้นสูง ที่ไมเพียงแตผูปรารถนาจะเปนพระโพธิสัตวเทานั้น
�
็
่
ที่ควรกระทา แตเราทุกคนในฐานะที่เปนมนุษยชาตินี้แหละ ที่ควรทาเป็นอย่าง
�
่
้
่
ยิ่ง เพราะสิ่งทีจะไดรับไมใชเพียงกุศลมหาศาลเทานั้น หากแตยังหมายถึงโอกาส
่
่
่
ที่จะได้อยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข มีชีวิตที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าแก่มวล
มนุษย์อีกมากมาย ดังนั้น การบริจาคอวัยวะจึงถือว่าเป็นผู้ดาเนินอยู่ในวิถีทาง
�
ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งต่อมาคือพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั่นเอง
(สีวิราชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๓๙)
299
300