451
ื
ี
พญาวานรกับผเส้อน�า
ู
“ร้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
ในอดีตกาล ณ ดินแดนที่เป็นป่าแห่งหนึ่ง ได้มีต้นไม้หลายชนิด แต่ละ
้
ตนมีใบหนาขนปกคลุมอยูทั่วบริเวณปา ท�าใหบรรยากาศรมรื่นแกสรรพสัตวทั้ง
์
่
่
้
ึ้
่
่
หลายที่อยู่บริเวณนั้น
ณ ป่าแห่งนั้นมีสระโบกขรณี ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่หนึ่งแห่ง มีน้า
�
่
่
ใสสะอาด มีบัวหลายชนิดขึ้นอยูอยางหนาแนน และเปนที่อาศัยอยูของผีเสื้อนา
็
้
่
่
�
ื่
์
่
้
โดยผีเสอน�้าจะครอบครองสระแหงนั้นไว เพอจับคนหรือสัตวที่ลงไปดื่มหรืออาบ
ื้
น้ากินเป็นอาหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งนกน้อยที่ดื่มน้านน ท�าอยู่เช่นนี้เป็นเวลา
�
ั้
�
หลายปีแล้ว
ในกาลนั้นเอง พระโพธิสัตว์ได้มาเกิดเป็นพญาวานรตวโตขนาดเท่าเนื้อ
ั
ละมั่ง มีฝูงวานร ๘๐,๐๐๐ ตัว เป็นบริวาร เที่ยวหากินไปทั่วบริเวณป่ากว้าง
ด้วยความผาสุก ในเวลาที่จะเที่ยวไปทางไหน พญาวานรจะบอกแก่บริวารของ
ตนเสมอว่า “พ่อทั้งหลาย ในป่านี้มต้นไม้พิษบ้าง สระโบกขรณที่เกดเองอัน
ี
ิ
ี
อมนุษย์หวงแหนบ้าง มีอยู่ในป่านั้นนั่นแหละ ท่านทั้งหลายเมื่อจะเคี้ยวกินผล
�
ไม้น้อยใหญ่ที่ยังไม่เคยเคี้ยวกิน หรือเมื่อจะดื่มน้าที่ยังไม่เคยดื่ม ต้องสอบถาม
เราก่อน” บริวารวานรเหล่านั้นเชื่อฟัง และดารงอยู่ในโอวาทของพญาวานร
�
อย่างเคร่งครัด เหตุนั้น จึงไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นแก่ฝูงวานรเหล่านั้น
วันหนึ่ง ได้พากันไปถึงที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน เที่ยวหากินในที่แห่งนั้นอยู่
หลายวัน จนรู้สึกกระหายน�้า จึงพากันมาที่สระแห่งนี้และนั่งคอยการมาของ
พญาวานรอยู่ พญาวานรเมื่อมาถึง จึงถามบริวารว่า “พ่อทั้งหลาย ทาไมจึงยัง
�
ไม่ดื่มน�้า”
่
�
่
้
้
บริวารตอบว่า “พวกขาพเจารอคอยการมาของทานเพื่อถามวาน้าในที่แหง
่
นี้ดื่มได้หรือไม่?” พญาวานรชื่นชมบริวารว่า “พ่อทั้งหลาย พวกท่านทาดีแล้ว
�
ั
การเชื่อฟังและตั้งอยู่ในโอวาทจะทาให้ชีวิตปลอดภัย ขอให้รกษาความดีนี้ไว้”
�
452
จากนั้นจึงเดินวนเวียนสระโบกขรณีนั้นเพื่อสังเกตดูสิ่งผิดปกติ ในที่สุดก็พบรอย
เท้าประหลาดที่ก้าวลงสระน�้าอย่างเดียว แต่ไม่เห็นรอยเท้าขึ้นจากสระเลย จึง
มั่นใจว่า สระโบกขรณีนี้มีอมนุษย์หวงแหนเป็นแน่ จึงบอกแก่บริวารว่า “พ่อทั้ง
ุ
ี
้
่
่
่
หลาย ที่ทานทั้งหลายไมดื่มน�้านั่นนะดแลว เพราะสระโบกขรณีแหงนี้มีอมนษย ์
ครอบครองอยู่”
�
ฝ่ายผีเสื้อน�้า เมื่อทราบว่าวานรเหล่านั้นไม่ลงมาดื่มน้าในสระ จึงเนรมิต
ร่างให้มีท้องเขียว หน้าเหลือง มือเท้าแดงเข้ม รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว โผล่ขึ้น
่
่
มาจากสระน�้าแล้วกล่าวว่า “เพราะเหตุไร พวกทานจึงนั่งอยู จงลงสระโบกขรณี
นี้ ดื่มน้าเถิด”
�
พญาวานรตอบว่า “ท่านเป็นผีเสื้อน�้าเกิดอยู่ในสระนี้หรือ?”
ผีเสื้อน้าตอบว่า “ใช่ เราเป็นผีเสื้อน้า อาศัยอยู่ในสระแห่งนี้”
�
�
�
พญาวานรถามว่า “ท่านอยู่ในสระแห่งนี้ ท่านทาอะไรกับผู้ที่ใช้สระหรือ
ไม่?”
้
�
่
ื่
่
ผีเสื้อน้าตอบว่า “เราอยูในสระแหงนี้มีสิทธิ์จับใครก็ได ที่ลงสระนี้เพื่อดม
่
้
้
่
และใช้น้า แมแตนกที่ลงสระ เราก็จับกินมาแลว พวกทานเองเราก็จะกินทั้งหมด”
�
้
่
้
ู
่
่
พญาวานรไมไดรสึกตกใจตอค�าขูของผีเสื้อน�้าแต่อย่างใด จึงตอบกลับไป
ด้วยความมั่นใจว่า “พวกเราจักไม่ให้ท่านจับกินง่ายๆ ดอก พวกเรามีวิธีเอาน�้า
�
�
มาดื่มได้โดยไม่ต้องลงไปในสระน�้า” ผีเสื้อน้าเริ่มลังเลกับคาพูดของพญาวานร
แต่เพื่อให้หายสงสัย จึงถามว่า “ก็ท่านทั้งหลายจักดื่มน้า มิใช่หรือ?”
�
พญาวานรตอบว่า “ใช่ พวกเราจักดื่มน�้า แต่จกไม่ให้ท่านจับ” ตาม
ั
�
ธรรมดาผีเสื้อน้ามีสิทธิ์จับเฉพาะผู้ที่ลงไปดื่มน้าในสระเท่านั้น ส่วนที่ไม่ลงสระ
�
ผีเสื้อน้าจะทาอะไรไม่ได้ ด้วยความอยากรู้ จึงถามกลับไปว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น
�
�
พวกท่านจักดื่มน้าอย่างไร?”
�
พญาวานรตอบว่า “ก็ท่านคิดหรือว่าพวกเราจักลงไปดื่ม ถ้าคิดอย่างนั้น
้
่
้
่
ก็ผิด เพราะพวกเราจะไม่ลงไปในสระ แตจะใชทอนไมออคนละทอนจุมลงไปใน
้
่
่
น้าและดูดน้าขนมา ดวยวิธีนี้ทานก็จกไมมีสิทธิ์จับพวกเรากินได เพราะพวกเรา
ึ้
่
้
้
ั
่
�
�
ไม่ได้ลงไปในน�้า”
�
พญาวานรครั้นโต้ตอบกับผีเสื้อน้าอย่างนี้แล้ว ก็สั่งให้บริวารไปหักไม้อ้อ
ั่
ึ่
มาคนละหนงท่อน จากนั้นจึงนงล้อมสระโบกขรณีนั้น ดูดน�้ากินจากสระ
โบกขรณีที่ผีเสื้อน้าหวงแหนอย่างสบายใจ โดยที่ผีเสื้อน้าได้แต่ยืนดูเฉย ๆ ไม่
�
�
�
�
อาจทาอะไรได้ ผีเสื้อน้ารู้สึกเสียหน้า เสียเกียรติ ละอายใจ และเสียใจยิ่งนัก
453
ึ่
่
้
ั
ที่ไมอาจจบวานรตัวใดตัวหนงกินได จึงกลับไปยังที่อยูของตนดวยความชอกช�้าระกา
�
่
้
�
ใจเป็นที่สุด ฝ่ายพญาวานรและบริวาร หลังจากดื่มน้าจนอิ่มหนาสาราญแล้ว ก็พา
�
�
กันกลับเข้าป่าไปโดยสวัสดิภาพ
ิ
ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ปัญญามีไว้เพื่อแก้ปัญหา มใช่มีไว้เพื่อแกง
�
กิน ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาในชีวิต สิ่งแรกที่ต้องทา คือหาทางแก้ปัญหานั้น
่
้
ั
้
ั
้
์
ั
ดวยปญญา อยาใชอารมณแกปญหาเพราะอาจผิดพลาดได ปญญาคือความฉลาด
้
นั้น เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่
แม้แต่ปัญหาการเกิดแก่เจ็บตายก็แก้ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงทาเป็นตัวอย่าง
�
แล้ว
ปัญญานั้นมี ๒ ลักษณะ คือ ปัญญาทางโลก กับ ปัญญาทางธรรม
ู
้
้
้
ปญญาทางโลก หมายถึงความรความสามารถในการแกปญหาของผูที่ศึกษา
ั
ั
และประกอบกิจการงานในทางโลกเป็นหลัก
ู
ปัญญาทางธรรม หมายถึงความร้ความสามารถในการรู้สิ่งทั้งหลายตาม
ความเป็นจริง เช่น รู้จักทุกข์ รู้จักสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ รู้จักนิโรธ ความดับ
์
ทุกข และรูจักมรรค คอหนทางดับทุกข หรือรูวาทุกขเทานั้นเกิดขึ้น ทุกขเทานั้น
่
์
้
์
์
้
่
่
ื
ุ
ตั้งอยู่ ทกข์เท่านั้นดับไป ตลอดจนความรู้ความสามารถในการประพฤติปฏิบัติ
เพื่อชนะกิเลสตนเองเป็นต้น สาหรับหนทางสร้างปัญญามี ๓ วิธี คือ
�
๑. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง การฟังมากๆ ฟังบ่อยๆ ในเรื่องที่
�
เป็นสาระประโยชน์ ช่วยทาให้เป็นคนฉลาด รู้เท่าทันเหตุการณ์ รู้เท่าทันคนอื่น
ได้ ท่านเรียกว่าเป็นพหูสูต
้
ั
๒. จินตามยปญญา ปญญาเกิดจากคิดพิจารณา หลังจากไดยนไดฟงสิ่งใด
ั
ั
ิ
้
�
แล้ว ไม่เข้าใจชัด ก็นามาพินิจพิจารณาจนเข้าใจได้ การขบคิดปัญหาต่างๆ ให้
เกิดความกระจ่าง ก็เป็นปัญญาในข้อนี้
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสมาธิวิปัสสนา ปัญญาชนิดนี้เป็น
้
�
ปญญาขั้นละเอียด ใครที่สามารถบาเพ็ญใหเจริญขึ้นได ยอมจะรูเห็นสิ่งทั้งหลาย
้
ั
่
้
�
ตามเป็นจริง และถ้าบาเพ็ญให้ถึงที่สุดก็ย่อมสามารถสลายกิเลสในใจตนเองได้
(นฬปานชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๐๒)
454
455
ความพยายาม
�
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสาเร็จอยู่ที่นั่น”
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระราชานั้น ทรงได้รับพระนาม
�
ว่า สีลวกุมาร พอมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็ทรงศึกษาศิลปะสาเร็จเสร็จทุก
อย่าง ภายหลังพระราชบิดาสวรรคต ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้รับเฉลิม
พระนามว่า มหาสีลวราช
พระเจ้ามหาสีลวราชนั้น ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม ทรงบริจาค
้
ั
ทานแก่คนก�าพราและคนเดินทาง ทรงถืออุโบสถ ทรงมีพระขนติ พระเมตตา
และกรุณา
ึ
วันหนึ่ง มีอ�ามาตย์คนหน่งละลาบละล้วงเข้าไปในเขตพระราชฐาน
่
ั
่
เมื่อทรงทราบจึงตรสขับไลวา “แน่ะเจ้าคนเขลา เจ้าทากรรมไมดี ไมควรอยู ่
�
่
่
ในแว่นแคว้นของเรา จงขนเงินทองและพาลูกเมียของตัวไปอยู่ทีอื่น”
่
์
้
อามาตยนั้นไปพนแควนกาสีถึงแควนโกศล ก็เขารับราชการกะพระเจาโกศล
�
้
้
้
้
ได้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยโดยลาดับ
�
วันหนึ่ง ได้กราบทูลพระเจ้าโกศลว่า “ขอเดชะ อันราชสมบัติในกรุง
พาราณสี เปรียบเหมือนรวงผึ้งที่ปราศจากตัวผึ้ง พระราชาก็อ่อนแอ อาจ
ยึดเอาได้ด้วยพลพาหนะมีประมาณน้อยเท่านั้น หากพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ก็
โปรดส่งคนไปปล้นหมู่บ้านชายแดนดูเถิด พระเจ้าพาราณสีจับคนเหล่านั้น
ได้ ก็จักพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คนเหล่านั้น แล้วทรงปล่อย”
�
พระเจ้าโกศลทรงด�าริว่า “อามาตย์ผู้นี้พูดจาองอาจยิ่งนัก เราจัก
ทดลองดูให้รู้ความจริง” แล้วก็ทรงส่งคนของพระองค์ไปปล้นหมู่บ้าน
ชายแดนของพระเจ้าพาราณสี
ราชบุรุษของพระเจ้าพาราณสีจับคนเหล่านั้นได้ คุมตัวไปถวาย
้
้
้
พระเจาพาราณสี พระเจาพาราณสีทอดพระเนตรคนเหลานั้น แลวตรัสถาม
่
ว่า “พ่อเอ๋ย เหตุไรจึงพากันปล้นชาวบ้าน?”
456
โจรเหล่านั้นกราบทูลว่า “ขอเดชะ พวกข้า เฆี่ยนพระเจ้าโกศลนั้นที่นอกพระนครนั่นแหละ”
พระพุทธเจ้าไม่มีจะกินจึงปล้น” พระเจ้าพาราณสีก็ทรงห้ามไว้เหมือนครั้งก่อน
ิ
้
้
พระเจ้าพาราณสีรับสั่งว่า “เมอเป็นเช่นนี้ และมีพระกระแสรับสั่งใหเปดประตูเมืองทุกดาน แล้ว
ื่
้
์
์
่
่
่
เหตุไรจึงไมพากันมาหาเราเลา ตอแตนี้ไป พวกเจ้า พระองคก็เสด็จมาประทับเหนือพระราชบัลลังกในทอง
่
�
อย่ากระท�าเช่นนี้เลยนะ” จากนั้นก็พระราชทาน พระโรง พร้อมด้วยอามาตย์ ๑,๐๐๐ นาย
พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คนเหล่านั้น แล้ว พระเจาโกศลเสด็จเขาสูกรุงพาราณสพรอมดวย
้
่
้
้
้
ี
ปล่อยตัวไป คนเหล่านั้นพากันไปกราบทูลแด่ พลพาหนะมากมาย จากนั้นมีพระกระแสรับสั่งให้จับ
พระเจ้าโกศล พระเจ้าพาราณสพร้อมอามาตย์ทงหมดไว้ ด้วยพระ
ี
�
ั้
�
พระเจ้าโกศลจึงทรงยกกองทัพออกไปเพื่อ ดารัสว่า “พวกเจ้าจงมัดพระราชานี้กับพวกอ�ามาตย์
ยึดราชสมบัติของพระเจาพาราณสี ส�าหรับพระเจา เอามือไพล่หลังมัดให้แน่น แล้วนาไปสู่ป่าช้าผีดิบ ขุด
้
้
�
่
้
�
ั
ี
่
พาราณสีนั้น ทรงมอามาตย์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่ประมาณ หลุมใหลึกเพียงคอ เอาคนเหลานี้ฝงลงไปแคคอ กลบ
่
้
่
๑,๐๐๐ นาย ลวนแตกลาหาญอยางเยี่ยม ใครๆ ไม่ เสียไม่ให้ยกมือขึ้นได้สักคนเดียว ในเวลากลางคืน
้
�
อาจทาลายได้เลย แม้ช้างที่ซับมันจะวิ่งมาตรงหน้า พวกสุนัขจิ้งจอกพากันมาแล้ว จักจัดการกินคนเหล่า
ทุกนายก็สู้ไม่ถอย แม้สายฟ้าจะฟาดลงมาที่ศีรษะ นี้เอง”
้
์
่
่
้
ทุกนายก็ไมสะดุงหวาดเสียว ลวนแตสามารถจะยึด พวกทหารฟังค�าอาญาสิทธิของพระเจ้าโกศล
�
ี
้
้
ราชสมบัติทั่วชมพูทวีปมาถวายไดในเมื่อพระเจาพา แล้ว ก็ช่วยกันมัดพระเจ้าพาราณสและหมู่อามาตย์
่
�
่
่
้
ราณสีทรงพอพระราชหฤทัย ไพลหลังอยางแนนหนาพาออกไป แมถูกทาถึงเพียงนี้
่
้
์
้
�
้
้
ั
่
อามาตยเหลานั้นฟงขาววา “พระเจ้าโกศลยก พระเจากรุงพาราณสีก็มิไดทรงอาฆาตแมแตนอย รวม
่
่
ทัพมา” จึงพากันเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงพาราณสี ถึงอามาตย์ทั้งหลายทถูกจับมัดจูงไปทานองเดียวกัน
�
ี่
�
�
กราบทูลว่า “ขอเดชะ พระเจ้าโกศลหมายพระทัย ก็มิได้มีสักคนเดียวทีกล้าขัดคาสั่งพระดารัสของเจ้า
่
�
วาจะยึดครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ยกกองทัพ นายตน เพราะว่าอามาตย์ของพระเจ้าพาราณสนั้น
่
ี
�
มา ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทาน เป็นผู้มีวินัยดีเยี่ยมนั่นเอง
้
พระบรมราชานุญาตยกทัพไปสกดทัพพระเจาโกศล ครั้นพาพระเจาพาราณสี พร้อมด้วยอามาตย์ไป
้
ั
�
นั้น มิให้รุกล้าล่วงรัฐสีมา พระเจ้าข้า” ถึงป่าช้าผีดิบแล้ว พวกทหารของพระเจ้าโกศลก็ช่วย
�
้
พระเจ้าพาราณสีทรงห้ามไว้ พระเจ้าโกศล กันขุดหลุมลึกเพียงคอ จับพระเจาพาราณสลงหลุมอยู ่
ี
�
่
์
จึงกรีฑาพลล่วงรัฐสีมาเข้ามาโดยสะดวก จากนั้น ตรงกลาง จับพวกอามาตยที่เหลือทุกคนใสในหลุมสอง
้
สงพระราชสาสนไปถึงพระเจาพาราณสีวา “จักยอม ข้าง เอาดินร่วนๆ กลบทุบจนแน่น และพากันกลับ
่
่
์
ยกราชสมบัติให้ หรือจักรบ” ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืน ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็พากันมา
ุ
้
พระเจาพาราณสีสงพระราชสาสนตอบไปวา พระเจ้าพาราณสีและอามาตย์ทั้งหลายเห็นฝูงสนัข
�
่
์
่
“เราไม่รบกับท่าน เชิญยึดครองราชสมบัติเถิด” จิ้งจอกนนแล้วก็เปล่งเสียงดังพร้อมๆ กัน ฝูงสุนัข
ั้
้
พวกนักรบพรอมกันเขาเฝาพระเจาพาราณสีอีกครั้ง จิ้งจอกตกใจกลัวพากันหนีไป ครนมันเหลียวกลับมาด
้
้
ู
้
ั้
ั
หนึ่ง กราบทูลว่า “ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้าจะ ไม่เห็นมีใครไล่ตามหลังมา ก็พากนกลับมาใหม่
ไมยอมใหพระเจาโกศลเขาเมืองได จะพรอมกันจับ พระเจ้าพาราณสีและอ�ามาตย์ทั้งหลายก็ตะเพิดมัน
่
้
้
้
้
้
457
ด้วยวิธีเดิมอีก พวกมันพากันหนีไปถึง ๓ ครั้ง พอรู้ว่าเจ้าของเสียงไม่ตามมาแม้แต่
คนเดียว จึงย้อนกลับมาอีกครั้ง สุนัขจิ้งจอกตัวจ่าฝูงตรงรี่เข้าหาพระเจ้าพาราณสี
�
ส่วนตัวที่เหลือก็พากันไปใกล้พวกอามาตย์
ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีทรงทราบว่า สุนัขจิ้งจอกมาใกล้แล้ว ก็ทรงเงยพระศอ
้
้
่
้
ั
ั
่
ขึ้นเหมือนกบใหชองที่มันจะกดได พอมันจะงับพระศอเทานั้น ก็ทรงกดไวดวยพระหน ุ
้
อย่างแน่นหนาประดุจทับไว้ด้วยหีบยนต์ สุนัขจิ้งจอกจ่าฝูงไม่สามารถจะดิ้นหลุดได้
�
้
จึงรองเสียงดังดวยความตกใจกลัว ทาใหฝูงสุนัขจิ้งจอกบริวารพากันหนไปหมด เมื่อ
้
ี
้
สุนัขจิ้งจอกจ่าฝูงถูกพระเจ้าพาราณสีกดไว้แน่นหนาด้วยพระหนุ เหมือนกับกดทับ
ไว้ด้วยหีบยนต์อย่างนั้น มันจึงดิ้นรนไปมา จนดินร่วนที่ทุบไว้แน่นๆ หลวมตัวออก
้
็
ทั้งตัวมันเองกกลัวตายจึงเอาขาทั้ง ๔ ตะกุยดินที่กลบพระราชาไว พระองค์พอทราบ
ุ
ว่าดินหลวมตัวแล้ว ก็ทรงปล่อยสุนัขจิ้งจอกนั้น จากนั้นจึงดึงพระองค์ขึ้นจากหลม
้
่
์
้
�
สาเร็จ และใหการชวยเหลืออ�ามาตยทั้งหลายใหออกจากหลุมจนหมดทุกคน จากนั้น
พระองค์พร้อมอ�ามาตย์ก็ประทับอยู่ในป่าช้าผีดิบนั่นเอง
�
ก่อนเช้าตรู่วันนั้น พระเจ้าพาราณสีพร้อมกับอามาตย์ ก็ได้รับการช่วยเหลือ
�
จากยักษ์ผู้มีฤทธิ์ ๒ ตน โดยนาส่งทั้งหมดถึงที่พัก ซึ่งขณะนั้น พระเจ้าโกศลกาลัง
�
บรรทมหลับในห้องของพระเจ้าพาราณสี เมื่อไปถึง พระเจ้าพาราณสีจึงทรงเอาด้าม
์
้
�
้
พระขรรคตีเบาๆ ที่พระอุทร ทาวเธอตกใจตื่นบรรทม ทรงจาพระเจาพาราณสีได จึง
้
เสด็จลุกขึ้น ทรงตั้งพระสติมั่นตรัสกับพระเจ้าพาราณสีว่า
“มหาราชะ ยามราตรีเช่นนี้ ในวังปิดประตู มีผู้รักษากวดขันทุกแห่ง ไม่มีว่าง
เว้นจากเวรยาม พระองค์เสด็จมาถึงที่นอนนี้ได้อย่างไรกัน?”
พระเจาพาราณสีตรัสเลาถึงการเสด็จมาของพระองคใหฟงทั้งหมดโดยละเอียด
ั
้
้
่
์
พระเจ้าโกศลทรงสลดพระทัยในการกระทาของตนเองยิ่งนัก จึงตรัสว่า “มหาราชะ
�
์
์
้
ั
่
่
็
หมอมฉันเปนถึงมนุษย ก็มิไดซาบซึ้งในพระคุณของพระองคเลย แตพวกยกษอันกิน
์
้
้
์
เลือดเนื้อของคนอื่น หยาบคาย ร้ายกาจ กลับรูถึงพระคุณของพระองคได ข้าแต่พระ
จอมคน ต่อไปนี้ หม่อมฉันจะไม่คิดประทุษร้ายในพระองค์ผู้ทรงศีลทรงธรรมเช่นนี้
อีก”
้
จากนั้นทรงจับพระขรรคท�าการสบถ กราบทูลขอขมากบพระเจาพาราณสี เชิญ
ั
์
้
็
่
่
่
์
่
้
ใหเสดจบรรทมเหนือพระยี่ภูใหญ สวนพระองคเองบรรทมเหนือพระแทนนอยในหอง
้
ของพระเจ้าพาราณสีนั้นเอง
458
ครั้นดวงอาทิตย์อุทัยแล้ว พระเจ้าโกศลก็รบสั่งให้บรรดาเสนาทุกหมู่เหล่า
ั
และอามาตย์ พราหมณ์ คฤหบดี ประชุมกัน ตรัสสรรเสริญพระคุณของพระเจ้า
�
์
้
่
พาราณสี เปรียบเหมือนทรงชูดวงจันทรเพ็ญในอากาศขึ้นขางหนาของคนเหลานั้น
้
้
ื
่
ทรงขอขมาพระเจาพาราณสีทามกลางบริษัทนั้นอีกครั้งหนึ่ง ทรงเวนคนราชสมบัติ
ตรัสว่า “ตั้งแต่บดนี้ไป อุปัทวันตรายที่เกิดแต่โจรผู้ร้ายอันจะบังเกิดแก่พระองค์
ั
หม่อมฉันขอรับภาระกาจัด ขอพระองค์ทรงเสวยราชย์ โดยมีหม่อมฉันเป็นผู้
�
่
้
์
อารักขาเถิด” แล้วทรงลงอาญาแก่อ�ามาตยผูสอเสียด รวบรวมพลพาหนะเสด็จไป
สู่แว่นแคว้นของพระองค์
ิ
่
ื
ี
็
ื่
้
ชาดกเรองนี้มุ่งชให้เหนว่า คนฉลาดที่เรียกว่าบัณฑตนั้น เมอประสบ
อุปสรรคในชีวิต ย่อมไม่ท้อแท้หมดกาลังใจ แล้วยอมแพ้กับอุปสรรคนั้น แต่
�
กลับตั้งสติหาทางแก้ไขปัญหาด้วยความอดทน โดยตั้งใจว่า แก้ไม่ได้ในวันนี้
ก็ต้องแก้ได้ในวันหน้า ถ้ายังแก้ไม่ได้ด้วยวิธีนี้ ก็หาวิธีแก้ไขใหม่ โดยปรึกษา
ู
�
ท่านผู้รู้ ดตัวอย่างจากผู้อื่นท�าจนกว่าจะแก้ปัญหานั้นสาเร็จ จึงจะหยุดความ
ี
พยายาม เพราะปัญหาทุกปัญหามทางออกเสมอ คนฉลาดทางธรรม มอง
้
์
้
้
่
ปญหาวามีไวเพื่อแกไข มิใชมีไวเพื่อสรางความทุกข ฉะนั้น เขาจึงมีความสุขใน
ั
่
้
การที่ได้แก้ปัญหา และถึงแม้จะแก้ไม่สาเร็จด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ถือว่าได้ทา
�
�
�
หน้าที่แล้ว ไม่มีใครมาตาหนิติเตียนได้ ดังคาบาลีที่ว่า
�
วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา
�
เป็นบุรุษ พึงพยายามจนกว่าจะสาเร็จ
แต่ถ้าใครประสบปัญหาแล้ว ไม่คิดจะแก้ไข หรือแก้ไขยังไม่ส�าเร็จแล้ว
เกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายหยุดการแก้ปัญหานั้น คนๆ นั้นก็หวังความเจริญได้
ยากมาก ฉะนั้น เมื่อประสบปัญหาพึงสู้กับปัญหาด้วยความเพียรที่หนักแน่น
เถิด แล้วจะข้ามปัญหาไปได้อย่างแน่นอน
(มหาสีลวชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๖)
459
460
จนทรัพย์แต่ไมจนใจ
่
“อย่าดูหม่นบุญว่าน้อยจะไมให้ผล”
่
ิ
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ที่กรุงพาราณสี มีอยู่วันหนึ่ง
พระพุทธองค์ได้ตรัสอนุโมทนาความว่า “คนบางคนในโลกนี้ให้ทานคนเดียว
ไม่ชักชวนผู้อื่น เขาจะได้รับโภคสมบัติ แต่ไม่ได้บริวารในที่ๆ เกิดแล้ว บาง
คนชักชวนผู้อื่นให้บริจาค แต่ตนเองไม่ให้ เขาจะได้แต่บริวาร แต่ไม่ได้โภค
สมบัติในที่ๆ เกิดแล้ว บางคนตนเองก็ไม่ให้ ทั้งคนอื่นก็ไม่ชักชวน เขาจะไม่
ได้โภคสมบัติและไม่ได้บริวาร เป็นคนกินเดนในที่ๆ ตนเกิดแล้ว บางคนให้
ั
ั
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้บริจาคด้วย เขาจะได้รบทงโภคสมบัติ ทั้ง
้
บริวารสมบัติในที่ๆ ตนเกิดแล้ว”
บัณฑตคนหนึ่งได้ฟังอนุโมทนานั้นแล้ว เกิดความเลื่อมใส จึงนิมนต์
ิ
้
พระพุทธเจาพรอมดวยสาวก ๒๐,๐๐๐ รูป ไปรับภิกษาในวันรุงขึ้น หลังจาก
้
่
้
่
้
่
่
่
้
่
นั้นจึงเขาไปที่หมูบาน แลวเดินบอกบุญแกคนทั้งหลายวา “แมและพอทั้งหลาย
้
ุ
์
์
้
พรุงนี้ ขาพเจานิมนตภิกษุสงฆมีพระพทธเจาเปนประมุขไวเพื่อรับภิกษา ท่าน
้
็
้
้
่
�
ทั้งหลายจงช่วยกันเป็นเจ้าภาพตามกาลังศรัทธาเถิด”
็
้
้
้
่
จากนั้นไดจดรายชื่อคนที่รวมกันเปนเจาภาพลงไวในบัญชี บางคนรับไป
๑๐ รูป ๒๐ รูป และเป็น ๑๐๐ รูปก็มี
ในจานวนคนที่รับเป็นเจ้าภาพนั้น มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง นามว่า “มหา
�
้
ทุคตะ” เขาถูกบัณฑิตนั้นชักชวนใหรวมทาบุญดวย มหาทุคตะไมมีความพรอม
่
�
่
้
้
เลย จึงกล่าวกะบัณฑิตว่า “ข้าพเจ้าและภรรยาอย่าว่าแต่เลี้ยงพระเลย แม้แต่
ข้าวที่จะกินแต่ละมื้อยังไม่มีเลย ข้าพเจ้ายากจนเข็ญใจขนาดนี้จะไปเลี้ยงพระ
ที่ไหนได้เล่า?”
บัณฑิตได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวว่า “คนเป็นจานวนมากในเมืองน ี ้
�
่
ื
รับประทานอาหารอย่างดี ใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่งตัวด้วยเครองประดับ
ต่างๆ หลับนอนบนที่นอนที่สวยงาม เสวยความสุขกันอยู่ ส่วนท่านท�างาน
รับจ้างตลอดวัน ยังไม่ได้อาหารแม้พอเต็มท้อง ท่านยังคิดไม่ออกหรือว่า ที่
461
์
ั
�
้
อัตคัดขัดสนเช่นนี้เพราะไม่ได้ทาบุญอะไรๆ ไว้แม้ใน เลย จึงทรงตั้งพระทยที่จะสงเคราะหมหาทุคตะดวย
ชาติที่แล้ว” พระมหากรุณา
มหาทุคตะตอบว่า “ข้อนั้น ข้าพเจ้าทราบ” เมื่อได้เวลา มหาทุคตะก็ไปรับพระ พอไปถึง
บัณฑิตกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ ก็ปรากฏวาไมมีพระเหลือเลย คนอื่นรับไปหมดแลว
้
่
่
ท�าบุญเล่า? ท่านยังเป็นหนุ่ม มีร่างกายแข็งแรง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะบัณฑิตผู้จัดทานลืมจัดภิกษุ
ั
�
�
ท�างานรบจ้างสักอย่างหนึ่ง แล้วให้ทานตามกาลังจะ สาหรับนายมหาทุคตะไว้ มหาทุคตะพอทราบว่า
ไม่ดีหรือ?” ไม่มีพระส�าหรับตนเอง ก็เศร้าโศกเสียใจ รู้สึก
้
มหาทุคตะได้ฟังคาชกชวนที่มีเหตุผล ก็รู้สึก เหมือนถูกแทงที่ทองดวยหอกทแหลมคม ไมรูจักท�า
�
ั
้
้
ี
่
่
คล้อยตาม จึงจองภิกษุรูปหนึ่งเพื่อทาบุญ บัณฑิตนั้น อย่างไร จึงร้องไห้คร่าครวญอยู่ตรงนั้น
�
�
ิ
�
คิดว่า “ภกษรูปเดียว ไม่จาเป็นต้องจดลงในบัญชี” ประชาชนที่เหนเหตุการณ์เข้ามาสอบถาม
ุ
็
ื่
้
่
ดังนี้แล้วจึงไม่จดไว้ เมื่อทราบเรองราวก็ต�าหนิผูจัดการทานตาง ๆ นานา
้
่
้
้
ั
มหาทุคตะกลับไปถึงบานแลวก็เลาใหภรรยาฟง ผู้จัดการทานสานึกผิดและละอายใจด้วยค�าพูดของ
�
ภรรยาของเขาไม่ได้ต่อว่าสักค�า กลับเห็นดีเห็นงาม คนเหล่านั้น จึงพูดกะมหาทุคตะว่า “เพือนมหา
่
ด้วย วันรุ่งขึ้นจึงพากันไปรับจ้างที่บ้านนายจ้าง โดย ทุคตะ อย่าให้ฉันเสียใจมากกว่านี้เลย คนทั้งหลาย
้
�
์
้
้
่
ื
ั
้
มหาทุคตะรบจางผาฟน สวนภรรยารับจางตาข้าวและ นิมนตภิกษุที่จองไวไปหมดแลว ใครๆ จะไปขอภิกษุ
่
ั้
ฝัดข้าวที่บ้านเดียวกน ทั้งสองคนท�างานด้วยความ ผู้นั่งในเรือนนนก็หามีไม่ เวลานี้พระศาสดายัง
ั
ั
ขยันขนแข็ง ไมเห็นแกเหน็ดแกเหนื่อย มีใบหนาที่อิ่ม ประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้ง
้
่
่
่
ุ
เอิบทั้งวัน เพราะอิ่มบุญที่จะได้ถวายทานในวันรุ่งขึ้น หลายย่อมมีพระทัยอนเคราะห์ในคนยากจน ท่าน
ุ
่
้
็
็
นายจางซึ่งเปนเศรษฐีใจบญและภรรยา สังเกตเหนดัง รีบไปที่พระคันธกุฎี กราบทูลพระศาสดาเถิดวา ข้า
�
นั้นจึงสอบถาม ทราบความตามที่กล่าวแล้ว ก็เกิด พระองค์เป็นคนยากจน ขอพระองค์จงทรงทาความ
ศรัทธา จึงมอบค่าจ้างแก่มหาทุคตะเป็นข้าวสาลี ๔ สงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ถาบุญทานมี พระองค์
่
้
ทะนาน และเพิ่มให้อีก ๔ ทะนาน (รวมเป็น ๘ จะประทานบาตรให้”
ทะนาน) ส่วนภรรยานายจ้างก็มอบเนยใสขวดหนึ่ง มหาทุคตะรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระ
นมสมและเครองเทศอยางละกระปุก และขาวสารสาลี คันธกุฎี เมื่อไปถึงก็ซบศีรษะลงที่ธรณีพระคันธกุฎี
ื่
้
่
้
อีกทะนานหนึ่งแก่ภรรยานายมหาทุคตะ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า “ผู้
เช้าวันถวายทานนั้นเอง พระกัสสปะพุทธเจ้า ที่ยากจนกว่าข้าพระองค์ในพระนครนี้ไม่มีพระเจ้า
ทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นมหาทุคตะเข้าไปภายใน ข้า ขอทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด ขอทรง
�
่
ขายคือพระญาณ เมื่อพิจารณาก็ทรงทราบเหตวา คน ทาความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด”
ุ
่
ทั้งหลายจะรับภิกษุไปตามชื่อที่จดไว้ในบัญชี แล้วพา พระศาสดาทรงเปิดประตูพระคันธกุฎี ทรง
ื
�
ไปถวายทานที่เรอนของตน ๆ จนไม่มีภิกษุเหลือ นาบาตรมาประทานในมือของเขา มหาทุคตะได้
้
�
่
้
มหาทุคตะถ้าขาดเราแล้ว จะไม่ได้รับภิกษุไปทาบุญ โอกาสยิ่งกวาไดสมบัติของพระเจาจักรพรรดิเสียอีก
462
ั
เพราะบาตรของพระศาสดาที่ประทานมานั้น มีค่า พระเจ้าพาราณสีรับสั่งให้ชาวเมืองประชุมกน
ั
ั
ั
ยิ่งนักกบการท�าบุญครั้งนี้ มหาทุคตะเมื่อนิมนต์ แล้วตรสถามว่า “ในเมืองนี้ ใครๆ มีทรพย์ถึงเท่านี้
้
้
พระศาสดามาถึงบาน ก็กราบทูลเพื่อเสด็จเขาไปใน บ้างไหม?” เมื่อได้รับค�าตอบว่า ไม่มี จึงทรง
บ้านที่เก่าแก่และประตูเข้าบ้านต่า ต้องก้มเท่านั้น พระราชทานตาแหน่งเศรษฐีแก่นายมหาทุคตะนั้น
�
�
จึงจะเข้าไปได้ ด้วยประการฉะนี้
แตธรรมดาพระพุทธเจาทั้งหลายนั้น ในเวลา ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ คนเราจะยากดีมีจน สุข
่
้
ี
เสด็จเข้าสู่เรือนที่มีลักษณะเช่นนี้ แผ่นดินบริเวณ หรือทุกข์ ในชวิตอย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจาก
ื
ทางเข้าจะยุบลง หรือไม่ตัวเรอนก็จะสูงขึ้น วิบากกรรมที่เคยทาไว้ในอดีต ทั้งใกล้และไกล มา
�
้
้
่
็
์
้
็
ปรากฏการณนี้เปนผลแหงทานที่ทรงถวายไวดีแลว ดลบันดาลใหเปนไปดวยเสมอ อยางไรก็ตาม กรรม
้
่
นั้นเอง แต่ในเวลาที่พระองค์เสด็จออกไปแล้ว ทุก คือการกระทาในปัจจุบันย่อมสาคัญกว่ากรรมใน
�
�
สิ่งทุกอย่างก็จะเป็นปกติเหมือนเดิม ฉะนั้น พระ อดีต คาสอนในพระพุทธศาสนาจึงให้ตระหนักใน
�
้
่
ุ
้
ศาสดาทั้งประทับยืนอยูนั่นเอง เสด็จเขาสูเรือนแลว การท�าดีในปัจจบันให้มาก เพราะอดีตไม่สามารถ
่
ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ กลับไปแก้ไขได้ จึงไม่ควรหวนคิดให้ใจเศร้าหมอง
ื่
�
้
์
หลังจากพระศาสดาทรงทาภัตกิจที่เรือนมหา แตถาคิดถึงเพอน�ามาเปนอุทาหรณสอนใจ ก็สมควร
่
็
ี่
�
ทุคตะ ทรงทาอนุโมทนา เสด็จลุกและด�าเนินออก อยู่ โดยที่กรรมทท�าแล้วมีผลกระทบต่อชีวิตเช่นนี้
ไปจากเรือนนนเท่านั้น ปรากฏว่ามีฝนแก้ว ๗ เมื่อประสบกับบุคคลที่กาลังเสวยกรรม ขอให้ผู้มี
�
ั้
ประการ ตกลงมาเต็มภาชนะทั้งหมดในเรือนและ ธรรมะในใจมองกันด้วยจิตเมตตา ไม่ซ้าเติม และ
�
้
ื้
ยังลนไปทั่วเรือนอีก ในเรือนของนายมหาทุคตะไมมี ให้เอออาทรต่อกัน อย่าดูหมิ่นคนที่ด้อยกว่า อย่า
่
ที่ว่างเลย เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ฝนรัตนะ ยกตนข่มท่าน อย่าลืมตัว และหมั่นท�าความดีอยู่
๗ ประการนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะทานที่ถวายดีแล้ว เนือง ๆ มากน้อยตามโอกาสอันควร บุญนั้นไม่ควร
แด่พระพุทธเจ้าในวันนี้เอง ดูหมิ่นว่าน้อย แล้วจะไม่ให้ผลแก่ผู้ทา เพราะหยด
�
�
�
นายมหาทุคตะประสบกับความเปลี่ยนแปลง น้าที่หยดลงตุ่มทีละหยด วันหนึ่งตุ่มก็เต็มน้าได้
ั
ที่อศจรรย์ใจ จึงได้มุ่งหน้าไปสู่พระราชวังพระเจ้า การทาบุญก็ฉันนั้นเหมือนกัน
�
้
กรุงพาราณสี ถวายบังคมแลวกราบทูลถึงเหตุการณ ์
ที่เกิดขึ้น พระราชาตรัสวา “นาอัศจรรยทานที่ถวาย (บัณฑิตสามเณรวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
่
์
่
แด่พระพุทธเจ้าถึงที่สุดวันนี้เอง” ธรรมบท บัณฑิตวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๕๙๐)
นายมหาทุคตะกราบทูลว่า “ขอจงทรง
พระราชทานเกวียนสัก ๑,๐๐๐ เล่ม เพื่อไปขน
ทรัพย์มา พระเจ้าข้า” เมื่อได้รับเกวียนแล้ว จึงไป
่
้
์
ขนทรัพยมาแสดงแกพระเจากรุงพาราณสี โดยกอง
รวมไว้เต็มพระลานหลวง
463
464
ิ
อย่าตัดสนคนที่ภายนอก
ั
“อนคนดีดีด้วยการงานนานา
ี
อกวิชาศีลธรรมน�าให้ดี”
่
ในอดีตกาล สมัยพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยูในพระนครพาราณสี
้
พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในครอบครัวคนจัณฑาล อาศัยอยู่นอกพระนคร มารดา
่
ั้
้
ั
้
่
บิดาตงชื่อใหวา มาตังคมาณพ เมื่อเจริญวยแลวคนทั้งหลายพากันเรียกวา มาตังค
บัณฑิต
ิ
มาตังคบัณฑิตมีภรรยาชื่อ ทิฏฐมังคลกา และมีบุตรชายหนงคนชื่อ
ึ่
มัณฑัพยกุมาร มัณฑัพยกุมารพออายุได้ ๗-๘ ปีเท่านั้น ก็เริ่มเรียนไตรเพท
�
้
์
้
พออายุได ๑๖ ปี ก็เริ่มตั้งโรงทานสาหรับเลี้ยงดูพวกพราหมณทั้งหลายดวยความ
เคารพศรัทธา ส่วนมาตังคบัณฑิตได้ออกบวชเป็นดาบสก่อนที่มัณฑัพยกุมารจะ
�
คลอด ทาให้ทั้งสองไม่รู้จักสนิทสนมกัน
�
วันหนึ่ง ขณะที่มัณฑัพยมาณพกาลังจัดเลี้ยงพราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ คนอยู่
นั้น มาตังคดาบสก็ปรากฏกายขึ้น มัณฑัพยมาณพซึ่งไม่รู้จักจึงกล่าวว่า “ท่านผู้
ใช้ผ้านุ่งผ้าห่มที่น่ารังเกียจ อัปลักษณ์ดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง ท่าน
เป็นนักพรตมาจากไหน สถานที่บริจาคทานแห่งนี้ไม่คู่ควรกับท่าน ขอเชิญท่าน
กลับไปเถิด”
�
มาตังคดาบสซึ่งตั้งใจมาแนะนาวิธีบริจาคให้เกิดบุญมาก เกิดอานิสงส์มาก
แก่มัณฑัพยมาณพ เมื่อได้ยินอย่างนั้น จึงตอบไปว่า “ข้าวน้านี้ท่านเตรียมไว้เพื่อ
�
ทาบุญกับพวกพราหมณ์ ข้าพเจ้าเองก็เป็นนักพรต เป็นผู้อาศัยโภชนะที่ผู้อื่นให้
�
้
่
้
้
้
็
เลี้ยงชีวิต แมถึงจะเปนคนจัณฑาล ก็มีคุณธรรมพอที่จะไดกอนขาวจากทานบาง”
้
�
มัณฑัพยมาณพเริมไม่พอใจที่มาตงคดาบสเข้ามาบณฑบาตข้าวน้าในเวลา
ิ
ั
่
�
เช่นนี้ ต่อหน้าพราหมณ์ทั้งหลายที่ตัวเองเคารพศรัทธา จึงตอบว่า “ข้าวน้านี้เรา
เตรียมไว้สาหรับพราหมณ์ทั้งหลายของเราเท่านั้น ไม่ได้จัดเตรียมไว้แก่บุคคลอื่น
�
่
�
ขอท่านจงออกไปจากที่นี่เถิด จงอย่ายืนอยู่ที่นี่เลย คนดีๆ เขาไมทากันแบบนี้ คน
้
่
่
่
่
�
่
่
เลวเทานั้นที่ทา ขอยืนยันวาคนอยางเราจะไมใหอะไรแกทาน” มัณฑัพยมาณพได ้
465
ึ้
ใช้ค�าพูดที่รุนแรง และไม่เกรงใจมาตังคดาบสขนทุก มาตังคดาบส จึงรีบไปหาเพื่อขออโหสิกรรมแทน
ึ
่
่
้
้
�
ขณะ สาหรับมาตังคดาบสมิไดรูสึกโกรธเคือง มัณฑั มัณฑัพยมาณพ เมื่อไปถึงจงกลาววา “ศีรษะของลูก
ี
พยมาณพแม้แต่น้อย เพราะมาหาเพยงเพื่อจะแนะน�า เราบิดกลับไปอยู่เบื้องหลัง แขนเหยียดตรง ไม่ไหว
วิธีทาบุญที่ไดบุญมากแกเขาดวยเมตตาจิตเทานั้น จึง ติง นัยน์ตาขาวเหมือนคนตาย ใครมาทาบุตรของ
�
�
่
้
้
่
กล่าวเงื่อนไขการบริจาคที่ได้บุญว่า “กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าให้เป็นอย่างนี้”
คือความเมาเพราะชาติ ความดูหมิ่นท่าน ความโลภ มาตังคดาบสกล่าวตอบว่า “ยักษ์ทั้งหลายซึ่ง
อยากได้ของเขา ความคิดประทุษร้าย ความประมาท เป็นผู้มีอานุภาพมากได้พากันติดตามพระฤาษีและ
มัวเมา ความหลง ยังมีในจิตใจของผ้ใด ผู้นั้นหาใช่ ดาบสมคุณธรรม เมื่อรู้ว่าบุตรของท่านมีจิตคิด
ี
ู
เป็นเนื้อนาบุญไม่ แต่กิเลสดังกล่าวนั้น ปราศไปจาก ประทุษร้ายผู้ทรงศีล จึงสั่งสอนทาบุตรของท่านให้
จิตใจของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นแหละจัดเป็นเนื้อนาบุญของ เป็นอย่างนี้”
ชาวโลก” นางทิฏฐมังคลิกากล่าวว่า “ถ้ายักษ์ทั้งหลาย
มาตังคดาบสไดย้าคานี้อยูบอยๆ จนทาใหมัณฑั ได้ท�าบุตรของดิฉันให้เป็นอย่างน ขอท่านผู้เป็น
�
่
้
่
�
้
ี
้
�
้
พยมาณพไม่พอใจ จึงสั่งคนรักษาประตูโรงทานใหมา พรหมจารีอยาไดโกรธบุตรดิฉันเลย ขาแตทานผูทรง
้
้
่
่
่
้
ลากตัวมาตังคดาบสออกไปจากพื้นที่ ด้วยคาว่า “เจ้า ศีล ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านเป็นที่พึ่ง โปรดไว้ชีวิต
�
คนเฝ้าประตูทั้งหลาย ทั้งเจ้าอุปโชติยะ เจ้าอุปวัชฌะ ให้แก่บุตรชายของข้าพเจ้าด้วยเถิด”
และเจ้าภัณฑกุจฉิ บัดนี้เจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่า ขอให้รีบ มาตังคดาบสกล่าวตอบว่า “ในคราวทบุตรของ
ี่
มาที่นี่เรวๆ จงจับดาบสปากเสียคนนี้ไปลงโทษเถิด” ท่านด่าเราก็ด และในคราวที่ท่านมาอ้อนวอนอยู่
ี
็
ั
มิทันที่คนรกษาประตูจะมาลากตัวออกไป มาตังค ณ บัดนี้ก็ดี จิตของเราก็ไม่ได้คิดประทุษร้ายแม้แต่
ดาบสก็หายตัวไปจากที่นั้นด้วยฤทธิ์ น้อย แต่บุตรของท่านเองเป็นคนประมาท ถือตัวว่า
่
่
้
์
่
ฝายเทพยดาทั้งหลายผูรักษาพระนคร ไม่พอใจ เรียนจบไตรเพท แตหารูจักประโยชนไม จึงท�ากรรม
้
�
การกระทาของมัณฑัพยมาณพ ที่พูดก้าวร้าว เช่นนั้นด้วยความเขลา”
้
ี
เบยดเบียนผูทรงศีลอยางมาตังคดาบส จึงพากันไปจับ นางทิฏฐมังคลิกากล่าวว่า “ข้าแต่ท่านดาบส
่
�
คอมัณฑัพยะบิดกลับหลัง เทวดาที่เหลือก็พากันไป ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ความจาของคน
�
บิดคอของพราหมณ์ที่เหลือทั้งหลายใหหมุนกลับหลัง ทั้งหลายมีข้อจากัด ดังนั้นจึงหลงลืมกันได้ ขอท่าน
้
ั
ั้
่
อย่างนั้นเหมือนกัน คนทั้งหลายรีบไปบอกอาการ อย่าถือสา โปรดอดโทษใหพอมัณฑัพยมาณพสกครง
้
ประหลาดนั้นแก่มารดาของมัณฑพยมาณพ นางมา เถิด อย่าถือโทษกับความความเขลาของเขาเลย”
ั
ถึงแล้วถามคนที่อยู่ในโรงทาน ได้รับค�าตอบว่า “มี มาตังคดาบสจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เราจัก
่
้
์
่
ดาบสคนหนึ่ง นุงหมผาสกปรกดุจผาที่เก็บมาจากกอง ใหอมฤตโอสถไปเพือขับไลยักษทั้งหลายเหลานั้นให ้
่
้
่
้
่
ขยะ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง มีกลิ่นเหม็น หนีไป” จากนั้นเทข้าวสุกที่ฉันเหลือกับน้าล้างมือลง
�
้
ั
ุ
่
ี
นารงเกียจดจปศาจ ดาบสคนนั้นไดมา ณ ที่นี้และพูด ในขันแล้วสั่งว่า “ท่านจงหยอดน�้านี้ครึ่งหนึงใส่ใน
่
�
คุยกับมัณฑัพยมาณพ เมื่อจากไป บุตรของทานก็เกิด ปากของบุตรท่าน ส่วนที่เหลือจงเอาน้าผสมแล้วให้
่
อาการประหลาดเช่นนี้” หยอดลงในปากพราหมณทุกคน คนเหลานันทั้งหมด
์
้
่
นางทิฏฐมังคลิกาได้ฟังดังนั้น ก็ร้ว่าเป็น ก็จะเป็นผู้หายโรคภัยไข้เจ็บทันที”
ู
466
้
็
์
�
เมื่อนางนาไปปฏิบัติตาม ทั้งมัณฑัพยะผูเปนบุตรและพราหมณทั้งหลาย
ก็ฟื้นคืนสติ ล�าคอกลับเข้าสภาพปกติ ไม่กลับหน้ากลบหลังเหมือนแต่ก่อน
ั
ี
ั
จากนั้นจึงกล่าวกับมัณฑัพยะผู้รอดชวิตว่า “พ่อมณฑัพยะ เจ้ายังเป็นคนโง่
้
่
้
่
เขลา มีปญญานอย ไมรูจักเนื้อนาบุญที่แทจริง จึงใหทานแกชนผูหนาแนนไป
้
ั
้
้
่
�
ด้วยกิเลส ไม่รู้จักสารวมระวัง บางพวกเกล้าผมเป็นเซิง นุ่งห่มหนังเสือ ปาก
�
รกรุงรังไปด้วยหนวดเครา มีรูปร่างน่ารังเกียจ ส่วนชนที่สารอกราคะ โทสะ
ื
์
้
้
็
์
้
และอวิชชาแลว หรอเปนพระอรหันตผูมีอาสวะสิ้นแลว ซึ่งใหอานิสงสมากแก ่
้
ผู้ให้ทานนั้น เจ้าไม่เคยบริจาคให้เลย”
มัณฑัพยมาณพปฏิบัติตามค�าของมารดา คือเลิกการบริจาคทานแก่
พราหมณ์ผู้ทุศีล แล้วหันมาบรจาคแก่สมณพราหมณ์อื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในธรรม
ิ
ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ และบริจาคแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อสิ้น
อายุขัยก็ไปสู่สุคติตามสมควรแก่กรรมของตน
ั
ื่
ชาดกเรองนี้มีคติสอนใจว่า อย่าตีราคาของคนที่รูปลกษณ์ภายนอก
ั
ิ
แต่ให้พิจารณารูปลักษณ์ภายในด้วย มาตงคบัณฑตเป็นจัณฑาลมาแต่
็
กาเนิด เมื่อบวชแล้วกถือเพศดาบส ใช้ผ้าตามวิถีชีวิตของผู้สละทางโลก
�
่
แตในดานจิตใจนั้นทานเต็มไปดวยคุณธรรม ไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง และ
้
่
่
่
้
่
ได้บ�าเพ็ญเพียรทางจิต จนได้ฌาน ๕ และสมาบัติ ๘ สามารถเหาะเหิน
เดินอากาศได้ จึงเป็นเนื้อนาบุญของคนที่บริจาคทาน
ในขณะที่พวกพราหมณ์ ซึ่งมัณฑัพยะมาณพอุปถัมภ์เลี้ยงดูด้วย
ความเคารพศรัทธามานานนั้น จิตใจไม่สะอาดผ่องใสเลย เพราะถูกกิเลส
มีประการต่างๆ ทับถมพอกพูน จนยากจะแก้ไขได้ จึงไม่อาจเป็นเนื้อนา
บุญอะไรแก่ใครได้เลย เมื่อท�าบุญกับบุคคลเช่นนั้น ย่อมได้อานิสงส์น้อย
หรือไม่เกิดอานิสงส์เลย
ดังนั้น ผู้ฉลาดไม่ควรมองแต่รูปลักษณ์ภายนอก แต่จงมองด้านใน
คือคุณธรรมที่อยู่ในจิตใจของคนๆ นั้นด้วย หากรู้จักมองเช่นนี้ การทาบุญ
�
ย่อมจะไม่ผิดพลาด การบริจาคย่อมได้อานิสงส์มากอย่างแน่นอน
(มาตังคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๒)
467
468
กาเทียมหงส ์
�
่
่
“สาเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล”
ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตได้นอนแสดงท่าทางอย่างพระพุทธเจ้า ต่อหน้า
ั้
พระอัครสาวกทงสอง คือ พระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัลลานเถระ
ณ ต�าบลคยาสีสะประเทศ พระอัครสาวกทั้งสองมองเห็นแล้วก็รู้สึกสลด
ู
หดหู่ใจอย่างยิ่งกับกิริยาดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้พดว่าอะไร หลังจากได้แสดง
ธรรมโปรดลูกศิษย์ที่หลงผิดมาอยู่กบพระเทวทัต จนกลับใจได้แล้ว ท่าน
ั
ทั้งสองก็พาลูกศิษย์ของตนออกจากคยาสีสะประเทศนั้น มุ่งหน้าไปเฝ้า
้
พระพุทธเจาที่พระวิหารเวฬุวัน ทันทีเมื่อไปถึงถวายบังคมแลว พระศาสดา
้
่
้
้
่
จึงตรัสถามวา “ดูกอนสารีบุตรและโมคคัลลานะ เทวทัตเห็นเธอทงสองแลว
ั
ได้ทาอย่างไรบ้าง”
�
พระอัครสาวกทั้งสองกราบทูลวา “ขาแตพระองคผูเจริญ พระเทวทัต
่
์
้
่
้
ั้
เห็นข้าพระองค์ทงสอง แล้วได้แสดงท่าทางอย่างพระองค์ต่อหน้า
ข้าพระพุทธเจ้า ดูน่าเวทนายิ่งนักพระเจ้าข้า”
่
้
�
่
พระศาสดาตรัสวา “เทวทัตทาตามอยางเราแลวประสบกับความวิบัติ
อย่างหนัก หาใช่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน เทวทัตก็
่
�
เคยทาอยางเราและประสบกับความวิบัติอยางหนักมาแลวเชนกัน” เมื่อพระ
้
่
่
อัครสาวกทั้งสองกราบทูลใหทรงเลา พระพุทธองคจึงทรงน�าเรื่องในอดีตมา
้
์
่
ตรัสดังนี้
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าวิเทหะเสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้น
้
์
ื
�
็
ิ
วิเทหะ พระโพธสัตวถอกาเนิดเปนโอรสของพระเจาวิเทหะนั้น ครั้นเจริญวัย
แล้ว พระราชบิดาจึงทรงส่งไปศึกษาศิลปศาสตร์ที่เมืองตักศิลา ทรงอาศัย
ึ
์
่
ความวิริยะอุตสาหะ ไมนานก็ศกษาส�าเร็จศิลปศาสตรทุกแขนง จากนั้นเดิน
ิ
ทางกลับกรุงมิถิลา หลังจากพระราชบดาเสด็จสวรรคตแล้ว ก็ขึ้นครอง
ราชสมบัติต่อจากพระราชบิดานั้น
469
่
์
่
ในครั้งนั้น มีพญาหงสทองตัวหนึ่ง ไดผูกสมัครรักใครและอยูกินกับนาง
้
้
กาในบริเวณใกลที่อยูของมนุษย ในเวลาต่อมา นางกานั้นก็ใหกาเนิดลูกออก
�
้
่
์
็
์
่
้
่
่
่
มาเปนตัวผู ลูกนั้นมีลักษณะไมเหมือนพอหงส ไมเหมือนแมกา เหตุนั้นจึงได ้
้
็
�
่
้
่
่
่
ตั้งชื่อวา วินีลกะ เพราะมีสีคอนขางคล้า ถึงอยางไรกตาม พอและแมก็ใหการ
่
่
ดูแลลูกวินีลกะดวยความรักและทะนุถนอม ณ ที่อยูของนางกานั้น โดยมีพญา
้
หงส์ทองบินไปหาลูกวินีลกะอยู่บ่อยๆ
อนึ่ง ก่อนหน้านี้พญาหงส์ทองตัวนั้นได้มีลูกกับนางหงส์อยู่แล้วสองตัว
ลูกหงส์นั้นเห็นพ่อของตนไปใกล้ถิ่นมนุษย์บ่อยๆ จึงถามว่า “เหตุใด คุณพ่อ
จึงไปใกล้ถิ่นมนุษย์บ่อยนัก”
�
พญาหงส์ทองตอบว่า “ลูกเอย พออยูกินกับนางกาตัวหนึ่ง จนให้กาเนิด
่
๋
่
ั
ลูกด้วยกนหนึ่งตัวชื่อว่า วินีลกะ พ่อจึงไปใกล้ถิ่นมนุษย์บ่อยๆ เพื่อเยี่ยม
วินีลกะนั้น”
ลูกหงส์ถามว่า “ก็ครอบครัวของกานั้นอยู่บริเวณไหนเล่า พ่อ”
่
พญาหงส์ทองตอบว่า “อยบนยอดตาลตนหนึ่ง หางจากกรุงมิถลา แคว้น
ู
่
้
ิ
วิเทหะ เล็กน้อย”
ลูกหงส์กล่าวว่า “พวกข้าพเจ้าจักไปพาเจ้าวินีลกะมาที่นี่นะ พ่อ”
พญาหงส์ห้ามลูกว่า “ลูกเอ๋ย ขึ้นชื่อว่าถิ่นมนุษย์ไม่น่าไว้วางใจ มีภัย
รอบด้าน เจ้าอย่าไปกันเลย พ่อจักไปพาเขามาเอง” ลูกหงส์ทองไม่เชื่อฟังคา
�
ของพ่อ วันหนึ่ง จึงพากันไปหากานันตามแผนที่ที่พ่อบอก เมื่อไปถึงก็เล่า
้
เหตุผลที่มาให้วินีลกะฟัง แล้วให้วินีลกะจับเหนือคอนไม้อันหนึ่ง แล้วช่วย
กันเอาจะงอยปากคาบปลายไม้เพื่อบินกลับมาสู่ที่อยู่ของตน ระหว่างทางได้
บินผ่านมาทางกรุงมิถิลา
้
้
้
ขณะนั้น พระเจากรุงวิเทหะประทับบนราชรถซึ่งเทียมดวยมาสินธพขาว
่
่
สี่ตัว ทรงท�าประทักษิณพระนคร วินีลกะเห็นดงนั้นก็คิดวา “เราก็ไมตางอะไร
่
ั
้
จากพระเจาวิเทหะ พระเจาวิเทหะประทบนั่งบนราชรถอันเทยมดวยมาสินธพ
ั
้
้
ี
้
สี่ตัว เสด็จเลียบพระนครอยู่ ส่วนเราก็นั่งไปบนรถอันเทียมด้วยหงส์” ครั้น
คิดอย่างนี้แล้ว ก็กล่าวออกมาว่า “ม้าอาชาไนยพาพระเจ้าวิเทหะ ผู้ครอง
เมืองมิถิลา ให้เสด็จไป เหมือนหงส์สองตัวพาเราผู้ชื่อว่าวินีลกะไปฉะนั้น”
่
ู
้
์
ลูกหงสทั้งสองไดยินคาของวินีลกะแลวก็โกรธ อยากจะทิ้งใหตกลงสพื้น
้
้
�
ณ ที่ตรงนั้นเสียเลย แต่ก็เกรงว่าพญาหงส์ทองผู้พ่อจะเสียใจ จึงฝืนใจบินพา
470
วินีลกะไปหาพญาหงส์ทองผู้พ่อ เมื่อสบโอกาสจึงเล่ากิริยาที่วีนีลกะแสดงให้
พญาหงส์ทองผู้พ่อฟัง
พญาหงส์ทองหลังจากได้ฟังแล้วก็ไม่พอใจ จึงกล่าวว่า “เจ้าวินีลกะ
์
่
ี
้
่
วิเศษกวาลูกหงสเชียวหรือ จึงดูหมิ่นดูแคลนลูกเราวาเหมือนมาเทยมรถ เจ้า
นี่ไม่รู้ประมาณตน สถานที่นี้ก็ไม่ใช่ถิ่นของเจ้า เจ้าจงกลับไปหาแม่เจ้าเถิด”
ี
ั
จากนั้นก็กล่าวว่า “ดูก่อนเจ้าวินลกะ เจ้ามาคบมาเสพภูเขาอนมิใช่ภูมิภาค
�
ทาเลของเจ้า เจ้าจงไปเสพอาศัยสถานที่ใกล้บ้านเถิด นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของ
แม่เจ้า” พญาหงส์ ครั้นกล่าวอย่างนี้กับวินีลกะแล้ว ก็สั่งลูกหงส์ว่า “เจ้าจง
�
นาวีนีลกะไปปล่อยไว้ที่กองหยากเยื่อแห่งกรุงมิถิลาเถิด”
�
ลูกหงส์ทั้งสองรับคาสั่งแล้ว จึงนาวีนีลกะไปทิ้งที่กองหยากเยื่อแห่ง
�
�
กรุงมิถิลาตามคาสั่งพญาหงส์ทองผู้พ่อ
ิ
พระศาสดาทรงสรุปให้ฟังในตอนท้ายว่า นกวนีลกะในครั้งนั้นได้เป็น
เทวทัตในครงนี้ ลูกหงสสองตัวไดเปนอครสาวกทั้งสอง พ่อหงส์ได้เป็นอานนท์
็
ั
ั้
์
้
ส่วนพระเจ้าวิเทหะได้เป็นเราตถาคตนี้แล
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า คนเรานั้นควรรู้จักประมาณตน ไม่เช่นนั้น
จะประสบกับความวิบัติเหมือนเทวทัตและลูกนกวินีลกะ
้
่
้
การรูจักประมาณตนนั้น หมายถึงรูจักประมาณตนในเรื่องตาง ๆ ไม ่
ว่าจะเป็นฐานะทางการเงิน ความเป็นอยู่ ฐานะหรือตาแหน่ง หน้าที่การ
�
งาน รวมไปถึงรู้จักสภาพความคิดและจิตใจของตน เมื่อรู้ว่าตนมีกาลัง มี
�
ความคิดอย่างไร มีอุปนิสัยอย่างไร เมื่อนั้น ย่อมที่จะสามารถวางตัวหรือ
้
่
้
ปฏิบัติตัวไดอยางถูกตองและเหมาะสมในสังคมนั้น ความรูจักประมาณตน
้
จึงส�าคัญ หากขาดการรูจักประมาณตนแลว ก็สอถึงนิสัยสันดานตนเองไป
่
้
้
ด้วย ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า
อันวาจา ที่กล่าว ส่อชาวชาติ
มารยาท ส่อสกูล ประยูรไหน
เอาดวงหน้า เป็นกระจก ถกดวงใจ
ชลาลัย ลึกรู้ ดูสายบัว
(วินีลกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๕๘)
471
472
การให้คือการได้
ั
“ให้ท่าน ท่านจกให้ตอบสนอง”
่
้
ในอดีตกาล ครั้งพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยูในกรุงพาราณสี
ิ
พระโพธสัตว์บังเกิดในก�าเนิดพญาแร้ง เลี้ยงดูมารดาบิดาตนอยู่ที่
คิชฌบรรพต คราวหนึ่ง เกิดพายุฝนใหญ่เหนือเขาคิชฌบรรพตนั้น พายุ
้
้
้
์
่
้
้
่
ไดพัดพาตนไมนอยใหญลมระเนระนาดทั่วบริเวณยอดเขา สัตวทั้งหลายตาง
พากันอพยพหลบหนีภัยไปส่ที่ปลอดภัยด้วยความโกลาหล ส�าหรับฝูงแร้ง
ู
ทั้งหลายไม่สามารถทนอยู่ได้เช่นกัน จึงพากันบินหนีจากคิชฌบรรพตมา
จนถึงกรุงพาราณสี แล้วลงหลบภัยหนาว ณ ที่ใกล้กาแพงและคูเมือง
�
�
ในเวลานั้น เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง กาลังออกจากเมืองเพื่อ
จะไปอาบน�้าทสระนอกก�าแพงเมือง ได้เห็นฝูงแร้งเหล่านั้นก�าลังล�าบาก
ี่
แต่ละตัวมีสภาพหมดเรี่ยวแรง ยืนหนาวสั่นอย่ จึงคิดว่า “ฝูงแร้งเหล่านี้
ู
คงจะพากันหนีพายุฝนมาจากที่ใดที่หนึ่ง สภาพอยางนี้คงจะบินมาจากที่ไกล
่
้
และคงจะอดอาหารมาหลายวันแลว หากปลอยทิ้งไวไมไดรับความชวยเหลือ
่
่
้
้
่
้
้
่
้
้
คงจะมีบางตัวตองตายเปนแน” เขาจึงสั่งบริวารใหไปตอนฝูงแรงมารวมกัน
็
ี่
ไว้ในทกาบังลมและฝน ณ ที่แห่งหนึ่ง จากนั้นก็ให้ก่อไฟให้ฝูงแร้งผิงเพื่อ
�
้
้
่
้
ความอบอุนคลายหนาว แล้วนาซากโคที่ตายแลวมาใหฝูงแรงเหลานั้นไดกิน
�
้
่
้
่
้
กัน จากนั้นจัดการรักษาปองกันมิใหมีใครมารังแกฝูงแรงเหลานั้น เขากระท�า
้
ด้วยจิตเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายเป็นที่ตั้ง มิได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจาก
ความสงสารที่มีต่อแร้ง
ั
ฝูงแร้งเหล่านั้น ได้รบความสะดวกสบายในเรื่องที่พักและอาหารอัน
อุดมสมบูรณ์ ได้กินได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่นานนักร่างกายก็กลบมาแข็งแรง
ั
เหมือนเดิม ครั้นพายุฝนสงบลง ก็พากันบินกลับสู่คิชฌบรรพตตามเดิม
ฝ่ายเศรษฐี ครั้นฝูงแร้งบินกลับไปแล้ว ก็ให้บริวารท�าความสะอาด
สถานที่ตรงนั้นให้สวยงามเป็นปกติเหมือนเดิม มิปล่อยให้มีความสกปรก
ใดๆ เหลืออยู่
473
วันหนึ่ง ฝูงแร้งจับกลุ่มปรึกษากันว่า “เศรษฐี ตัวเดียว ก็จะได้ของที่แร้งโฉบเฉี่ยวคืนมาทั้งหมด”
กรงพาราณสีมีจิตเมตตา ช่วยเหลือพวกเราให้พ้น ชาวบ้านจึงช่วยกันวางบ่วงและข่ายดักไว้ในที่
ุ
้
้
จากภัยหนาว ใหพนจากความหิว ใหมีชีวิตที่ปลอดภัย ซึ่งฝูงแร้งชอบบินไปบ่อย ๆ ในที่สุดก็จับแร้งได้ตัว
้
เป็นระยะเวลาหลายวัน บัดนี้พวกเราควรจะหาทาง หนึ่ง ซึ่งเปนพญาแรงโพธิสัตวที่เลี้ยงดูมารดาบิดานั้น
์
็
้
ตอบแทนเศรษฐผู้ใจบุญนั้นด้วยวิธีการอย่างไรดี เอง พวกเขาจึงน�าแร้งตัวนั้นไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี
ี
หนอ” ครั้งนั้น เศรษฐีกรุงพาราณสีได้ฟังข่าวจึงเดิน
ั
่
้
แรงบางตัวเสนอวา ควรจะพากันไปขจัดซากท ี่ ติดตามชาวบ้านเหล่านั้นไปด้วย เพื่อป้องกนมิให้
้
่
้
�
ตายในบริเวณบานเศรษฐีอยาใหเหลือ บางตัวก็เสนอ พญาแร้งถูกทาร้าย ฝ่ายชาวบ้านได้ถวายแร้งนั้นแด่
ว่า ควรจะพากันไปเฝ้าเวรยาม มิให้มีใครไปหยิบเอา พระเจ้ากรุงพาราณสี พระองค์จึงตรัสถามพญาแร้ง
สิ่งของในบานเศรษฐี บางตัวก็เสนอวา ควรจะไปช่วย ว่า “ได้ข่าวว่า พวกเจ้าปล้นเมือง คาบเสื้อผ้าและ
่
้
เก็บเศษใบไม้หรือกิ่งไม้ในบริเวณบ้านเศรษฐี เครื่องอาภรณ์ของชาวบ้านเป็นต้นไปหรือ”
็
แต่มีตัวหนึ่งเสนอว่า “ท่านทั้งหลาย โปรดฟัง พญาแรงกราบทูลวา “ข้าแต่มหาราช เปนจริง
่
้
ข้าพเจ้า วิธีการทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดี เพราะพวกเรา อย่างนั้น พระเจ้าข้า” “พวกเจ้าเอาไปให้ใคร”
�
ุ
ี
กระทาเพื่อตอบแทนอุปการคณของเศรษฐีทั้งนั้น แต่ พระเจ้ากรุงพาราณสตรัสถาม “ให้แก่เศรษฐีกรุง
่
้
่
้
ขาพเจาเห็นวายังดีนอยไป พวกเราควรจะชวยกันหา พาราณสี พระเจ้าข้า” พญาแร้งตอบ
้
เสื้อผ้าไปหย่อนไว้ที่บริเวณบ้านเศรษฐี เศรษฐีจะได้ พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า “เพราะเหตุไร
่
้
่
�
ใช้ผ้านั้นเพื่อคลายหนาว เหมือนที่ท่านเคยคลาย จึงทาอยางนั้น” พญาแรงกราบทูลวา “เพราะเศรษฐี
์
้
์
้
้
้
้
่
้
หนาวให้พวกเรา” ฝูงแรงทั้งหลายเห็นดวยกับวิธีหลัง นั้นไดชวยชีวิตของพวกขาพระองคไว ขาพระองคจึง
้
้
คือชวยกันหาเสื้อผาไปหยอนลงในบริเวณบานเศรษฐี ต้องตอบแทนอุปการคุณของเศรษฐีนั้น พระเจ้าข้า”
่
่
ิ
ตั้งแตนนมา ก็มเสื้อผาตกลงมาในบรเวณบาน พระเจ้ากรุงพาราณสีรับสั่งกะพญาแร้งว่า
่
้
ี
้
ั้
เศรษฐีวันละผืนสองผืน เศรษฐีเมื่อสังเกตก็รู้ว่า ผู้ที่ “ข่าวว่าแร้งทงหลายมีสายตาดี แม้ซากสัตว์อยู่ห่าง
ั้
ื
ปล่อยเสื้อผ้าตกลงมาแต่ละครั้งก็คือแร้งนั้นเอง จึง ไกลเป็นร้อยโยชน์ ก็ยังมองเห็นมิใช่หรอ เพราะ
่
้
่
้
เก็บเสื้อผ้าเหล่านั้นไว้เป็นกอง ๆ และตั้งใจจะ เหตุไร ครั้งนี้เจาจึงมองไมเห็นบวงที่เขาดักจับตัวเจา
ั
ประกาศหาเจ้าของในวนหลัง ฝ่ายฝูงแร้งซึ่งมีเป็น เล่า?”
�
จานวนมากนั้น บางตัวไดบนโฉบเฉี่ยวเอาเสื้อผาของ พญาแร้งกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช คราใด
ิ
้
้
ชาวบ้านที่ตากไว้นอกบ้านไปก็มี บางตัวก็โฉบเอา ความเสื่อมจะเกิด คราใดสัตวใกลจะตาย ในครานั้น
้
์
อย่างอื่นที่ไม่ใช่ผ้า เช่น เครื่องประดับ ภาชนะ ถึงจะมาใกล้ข่ายและบ่วง ก็ไม่สามารถรู้ตัวได้
เป็นต้นไปก็มี ชาวบ้านที่ถูกแร้งโฉบเฉี่ยวเอาสิ่งของ พระเจ้าข้า”
ไปก็โกรธ แต่ไม่สามารถทาอะไรได้ เพราะแร้งจะมา พระราชาจึงตรัสถามเศรษฐีวา “ดูกอนเศรษฐี
่
�
่
�
เอาช่วงที่คนเผลอเท่านั้น จึงพากันไปเฝ้าพระเจ้า แร้งทั้งหลายนาเสื้อผ้าเป็นต้นมาทิ้งทเรือนของท่าน
ี่
พาราณสี กราบทูลให้ทราบว่า “ข้าแต่มหาราช เวลา จริงหรือ” เศรษฐีกราบทูลว่า “จริงพระเจ้าข้า” ตรัส
นี้ฝูงแร้งพากันปล้นเมืองแล้ว พระเจ้าข้า” ถามต่อว่า “ผ้าเป็นต้นเหล่านั้น ท่านนาไปไว้ที่ไหน”
�
็
พระราชารับสั่งว่า “ถ้าพวกเจ้าจับแร้งได้เพียง เศรษฐีกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธองค์เกบ
474
เสื้อผ้าเหล่านั้นไว้เป็นกองๆ โดยตั้งใจว่าจะคืนแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของในวันหลัง ขอ
พระองค์ได้โปรดทรงปล่อยแร้งตัวนี้เถิด พระเจ้าข้า”
เศรษฐีครั้นกราบทูลพระเจากรุงพาราณสีใหปลอยพญาแรงแลว จากนั้น
้
้
่
้
้
ก็ประกาศให้ผู้เป็นเจ้าของเสื้อผ้าและเครื่องอาภรณ์มารับของของตนกลับไป
ท่ามกลางความยินดีของผู้มาประชุมทุกฝ่าย
ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า การให้ที่บางคนเข้าใจว่า เป็นการเสีย
นั้น แท้จริงแล้วเป็นการได้มากกว่า ดังตัวอย่างในเรื่องนี้ เศรษฐีได้ให้การ
ช่วยเหลือแร้งที่บินหนีภัยมาจากเขาคิชฌบรรพต ด้วยการให้ที่พัก ให้ความ
อบอุ่น (ก่อไฟให้แร้ง) และให้อาหาร ซึ่งให้เพราะความเมตตาสงสาร หวัง
ให้แร้งพ้นจากความลาบาก ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ผลของการให้ ท�าให้
�
แร้งพ้นจากความทุกข์ทรมานเพราะความหนาว เพราะหิวและกระหาย ได้
มีชีวิตที่สุขสบายจากที่อยู่ใหม่ ได้อาหารที่อุดมสมบูรณ์ ทาให้รอดพ้นจาก
�
ความตายในทสุด เมื่อมีโอกาสแร้งเหล่านั้นจึงตอบแทนโดยการหาผ้าและ
ี่
อาภรณ์มาให้แก่เศรษฐีตามวิธีการของตน
ข้อนี้แสดงว่า การให้คือการได้ เพราะถ้าเศรษฐีไม่ให้ความช่วยเหลือ
แร้งไว้ก่อน แร้งเหล่านั้นก็คงไม่ให้การตอบแทนเช่นนี้ แม้การให้ในสังคม
่
่
่
่
มนุษยก็มีผลไมตางจากนี้ เชน เราชวยกันเสียภาษีคนละเล็กคนละนอย เรา
์
้
ก็ได้รับถนนหนทาง ได้ไฟฟ้า ได้แสงสว่าง ได้โรงเรียน และได้โรงพยาบาล
เป็นต้นกลับมา การให้จึงเป็นการได้ ไม่ใช่การเสีย นอกจากได้ตามที่กล่าว
แล้ว ยังได้ความรัก ได้มิตรภาพ ได้ความอิ่มใจ และได้บุญอีกด้วย ทั้งนี้เว้น
แต่การให้แก่คนเลวเท่านั้นที่จะไม่มีผลเกิดขึ้น ดังโคลงโลกนิติที่ว่า
ให้ท่านท่านจักให้ ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ แต่ผู้ทรชน
(คิชฌชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๗๖)
475
476
คุณธรรมของหัวหน้า
“น�าดี ตามดี”
ในอดีตกาล มีวานรฝูงหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในถนป่าหิมพานต์
ิ่
�
ณ ที่นั้น มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่ง ยืนต้นอยู่ที่ใกล้ฝั่งแห่งแม่น้า ฝูงวานรจึง
พากันไปกินผลมะม่วงต้นนั้นในฤดูออกผลเป็นประจา
�
้
่
่
่
ต่อมา มะมวงลูกหนึ่งตกลงในแมน�้า ลอยไปติดรางแหที่เจาพนักงาน
กั้นแม่น�้า ในคราวที่พระราชาแห่งพระนครถัดไปเสด็จไปทรงสนาน เจ้า
พนักงานได้นามะม่วงลูกนั้นขึ้นถวาย ทรงให้แบ่งเสวยเองด้วย และ
�
พระราชทานแก่ผู้อื่นด้วย พระราชาโปรดรสมะม่วงมาก จึงตรัสสั่งให้สอบ
ถึงต้นว่ามีอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ได้สืบทราบจากพรานป่าว่า ต้นมะม่วงนั้นอยู ่
ในถิ่นป่าหิมพานต์ทางต้นของแม่น้า จึงตรัสสั่งให้ผูกเรือขนานเป็นอันมาก
�
เสด็จโดยทางชลมารคทวนน้าไปจนถึงต้นมะม่วงนั้น จากนั้น จึงตรัสสั่งให้
�
หยุดขบวนเรือ เสด็จไปยังต้นมะม่วง เสวยผลมะม่วงแล้วประทับแรมคืนที่
บริเวณต้นมะม่วงนั้น
ครั้นคนทั้งหลายหลับแล้ว ฝูงวานรได้พากันมากินผลมะม่วง พระ
ราชาตื่นบรรทม ทอดพระเนตรเหนฝูงวานรบนตนมะมวงมากมาย ตรัสสั่ง
็
้
่
ให้ปลุกพลนิกายและให้ทหารธนูรายล้อมต้นมะม่วงไว้เพื่อมให้ฝูงวานรหนี
ิ
้
้
่
่
่
ได้ วานรเหลานั้นเห็นหมูคนตื่นขึ้นกับเห็นทหารธนูพากันมาลอมตนมะมวง
็
ื้
ื
ก็ตกใจกลัวความตาย จะหนีไปกไม่ได้ จึงพากันไปยนตัวสั่นอยู่เบองหน้า
พญาวานรผู้เป็นจ่าฝูง ถามว่าจะทาอย่างไรดี ฝ่ายพญาวานรเป็นผู้มีกาลัง
�
�
กายมาก มีปัญญาและกรุณา กล่าวปลอบฝูงวานรว่าอย่ากลัว จะช่วยชีวิต
ไว้ทั้งหมด แล้วกระโดดขึ้นไปบนกิ่งที่พุ่งสูงตรงขึ้นไป แล้วกระโดดไปยังกิ่ง
ที่ลาดลงแม่น้า กระโดดข้ามแม่น้าไปยังยอดพุ่มไม้ที่ฝั่งตรงกันข้าม เลือก
�
�
ตัดเถาวัลย์ที่ได้ขนาดที่ก�าหนดกะไว้ได้เส้นหนึ่ง ผูกปลายข้างหนึ่งไว้กับ
้
่
ั
้
ตนไมตนหนึ่งบนฝงนั้น ผูกปลายอีกขางหนึ่งกับบั้นเอวตน แล้วกระโดดข้าม
้
้
477
�
�
�
แม่น้ากลับมายังต้นมะม่วง แต่ไม่ถึง ขาดอยู่ช่วงลา จาเป็น ดังพญาวานรโพธิสัตว์ให้การช่วยเหลือ
ั้
่
ตัวจึงใช้มือทงสองคว้าจับกิงมะม่วงไว้ได้มั่น ก็พอดี บริวารตนให้รอดตาย ฉะนั้น
สุดเสนเถาวัลย ไมอาจจะขึ้นไปนั่งบนตนมะมวงและ ในทางกลับกัน แม้เป็นญาติสาโลหิตกัน
่
้
์
้
่
่
้
่
่
ผูกปลายเถาวัลย์อีกข้างหนึ่งกับต้นมะม่วงได้ แต่ คลอดจากทองแมเดยวกัน มีพอคนเดียวกัน แตถา
ี
้
่
้
พญาวานรก็ไดอุทิศรางกายใหฝูงวานรเหยียบหลังไป ไม่มีความรักและปรารถนาดีให้กันแล้ว แม้
้
ขึ้นเส้นเถาวัลย์จากบั้นเอวข้ามแม่น�้าไป ในฝูงวานร สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดจะช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน
่
นั้น มีวานรโหดรายตัวหนึ่งมุงท�าลายชีวตพญาวานร ก็ทาไม่ได้ เพราะใจมืดบอด ไม่มีปัญญารู้จักดีรู้จัก
�
้
ิ
ได้กระโดดขึ้นไปยงกิ่งสูงแล้วทุ่มตัวลงบนหลังพญา ชั่ว ดังปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ ในสังคมสมัยนี้
ั
วานรโดยแรง ถึงกับหทัยพญาวานรแตก แต่พญา อนึ่ง ในหมู่ของผู้ปกครองคนอื่น นอกจากมี
วานรยงไม่ตายทันทีทั้งที่มีทุกขเวทนาแรงกล้า เจ็บ คุณธรรม คือความรักและปรารถนาดีแล้ว ยังต้อง
ั
้
้
ปวดรวดร้าวเต็มที่ ก็พยายามอดทนยึดกิ่งมะม่วงไว้ มีความกลาหาญและเสียสละอีกดวย เนื่องจากการ
้
�
มั่นคง ให้ฝูงวานรเหยียบข้ามไปจนหมด ที่บริวารของตนจะอยูเย็นเปนสุขไดนั้น จาเป็นต้อง
็
่
ฝ่ายพระราชาทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ อาศัยการฝ่าฟันอุปสรรคหรือการเสี่ยงภัยของผู้
ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ทรงพอพระหฤทัยในความฉลาด ปกครองเป็นส�าคัญ ผู้ปกครองจึงต้องมีความกล้า
กล้าหาญ และมีจิตใจสูงของพญาวานร ภาพของฝูง หาญ เสียสละ และอดทนเปนพิเศษ เพราะถาเห็น
็
้
�
วานรที่พากันเข้าแถวเหยียบหลังของพญาวานรไต่ แก่ความสบายไม่ทาดังกล่าวแล้ว ไฉนเลยจะได้รับ
ี่
้
�
เส้นเถาวัลย์ข้ามแม่น้าไปเป็นแถวตลอดเวลานาน ก็ การเคารพนับถือจากบริวารตนได การทพญาวานร
้
็
่
ิ่
ั
้
เปนภาพที่นาดูยงนัก ตรัสหามมิใหหมูคนและทหาร โพธิสัตว์ได้รบเกียรติและยอมรับนับถือจากบริวาร
่
่
�
์
ธนูทาอันตรายฝูงวานร ให้ดูอยู่เฉยๆ ครั้นฝูงวานร วานรดวยกันก็ดี จากพระราชาและอ�ามาตยที่อยูใน
้
ข้ามไปหมดแล้ว ตรัสสั่งให้หมู่คนไปจัดการรับเอา เหตุการณ์นี้ก็ดี เพราะความเสียสละ กล้าหาญ
พญาวานรลงมา ตรัสให้รักษาพยาบาลประคับ และอดทนนั้นเองเป็นเหตุ จึงควรที่ผู้ปกครองทั้ง
ประคองอย่างดีที่สุด แต่พญาวานรทนความบอบช้า หลายจะได้ตระหนักถึงคุณธรรมดังกล่าวให้มาก
�
ทางร่างกายไม่ไหว ก็สิ้นใจตายในเวลาต่อมา
พระศาสดาทรงประชุมชาดกว่า พระราชาใน (มหากปิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ ในบัดนี้ ลิงวายร้าย ชาดก สัตตกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๒๑๐)
ไดแกพระเทวทัต บริษัททั้งหลาย ไดแกพุทธบริษัท
่
้
้
่
ส่วนพญาวานร ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคดว่า ความรักและความ
ิ
ปรารถนาดีต่อกัน เป็นเรื่องจาเป็นต่อชีวิต คนใน
�
่
้
่
สังคมนี้ ถามีจิตใจรักและหวังดีตอกันอยางแทจริง
้
แล้ว แม้จะไม่ใช่ญาติสาโลหิตกันเลย ก็สามารถที่
จะเสียสละให้ความช่วยเหลือกันได้เมื่อมีความ
478
479
ู
จิ้งจอกใฝ่สง
ึ
้
“ใคร่ครวญก่อนแลวจงท�า”
่
่
ครงหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู ณ กูฏาคารศาลา ทรงปรารภถึงบุตรชาง
ั้
่
้
้
�
กัลบกชาวเมืองเวสาลีคนหนึง แลวจึงแสดงพระธรรมเทศนานี้ เริ่มดวยพระดารัส
ว่า อะสะเมกขิตะกัมมันตัง เป็นต้น
่
ไดยินวา ชางกัลบกผูเปนบิดาของชายหนุมคนนั้น เปนคนเลื่อมใสในพระ
้
็
่
็
่
้
รัตนตรัย รักษาศีล ๕ อยู่เป็นนิตย์ ถวายพระราชกิจทุกอย่าง ตั้งแต่ปลงพระ
มัสสุ แต่งพระเกศา ตั้งกระดานสกา แด่พระราชา พระมเหสี พระราชกุมาร
และพระราชกุมารี และฟังธรรมของพระศาสดาอยู่เนืองๆ
้
้
่
์
วันหนึ่ง ชางกัลบกนั้นเขาไปในพระราชนิเวศนพรอมกับพาบุตรชายไปดวย
้
บุตรชายนั้นได้เห็นสาวชาววังลิจฉวีนางหนึ่ง ในพระราชนิเวศน์นั้น ก็หลงรักใน
ความสวยสดงดงามของนาง เป็นความรักครั้งแรก
ครั้นกลับไปถึงบ้านตนเองแล้ว ก็คิดว่า “ถ้าได้สาวงามนั้นมาเป็นภรรยา
้
เทานั้น จึงจะมีชีวิตอยูตอไป ถาไมไดก็ขอตายเสียดีกวา” หลังจากนนก็อดอาหาร
่
้
่
้
ั
่
่
่
นอนซมเซาอยู่บนเตียงด้วยพิษรัก ช่างกัลบกผู้เป็นบิดาทราบเรื่อง จึงปลอบใจ
�
บุตรชายว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าใฝ่สูงเกินศักดิ์เลย เราเป็นคนมีฐานะต่าต้อย เป็น
เพียงลูกช่างกัลบก ส่วนสาวงามคนนั้นเป็นลูกของเจ้าลิจฉวี เป็นธิดากษัตริย์มี
ชาติตระกูลสูงส่ง นางไม่สมควรแก่เจ้าดอก พ่อจักหาสาวงามคนอื่นที่มีฐานะ
ชาติ และตระกูลเหมาะสมกันมาให้เจ้า”
บุตรช่างกัลบกไม่เชื่อคาของบิดา เพราะถูกความรักท่วมทับใจอย่างหนัก
�
่
่
ตอมาบรรดาญาติและมิตรสหายที่เคารพนับถือก็มาชวยกันชี้แจง อธิบายอยางไร
่
ก็ไม่สามารถจะให้เขาเปลี่ยนใจได้ เขาผอมซูบซีดเพราะอดข้าว ในทสุดก็นอน
ี่
่
้
่
ตายอยูบนเตยงนั่นเอง ครั้นทาฌาปนกิจเสร็จแลว ชางกัลบกจึงไปเฝาพระศาสดา
�
้
ี
ที่ป่ามหาวัน พระศาสดาตรัสถามว่า “อุบาสก มีอะไรหรือ จึงได้หายหน้าหาย
ตาไปหลายวัน”
เขาไดกราบทูลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นใหพระศาสดาทราบ พระศาสดาจงตรัสวา
่
้
ึ
้
480
ั
่
“อุบาสก บุตรของทานถึงความวิบติเพราะหลงรักใน พี่ๆ กลับมาก่อน จะเล่าเรื่องให้พี่ๆ ฟังแล้วค่อยกลั้น
สิ่งอันไม่สมควรแก่ตน หาใช่เฉพาะบัดนี้เท่านั้นก็ ใจตายดีกว่า”
หาไม่ แม้เมื่อก่อน เขาก็ถึงความวิบัติเพราะหลงรัก ฝ่ายสุนัขจงจอกหนุ่ม เมื่อไม่ได้รับไมตรีตอบ
ิ้
์
่
ในสิ่งอันไม่สมควรแก่ตนแล้วเช่นกน” จากนั้นจึง จากนางราชสีหสาว ก็คิดวา “นางคงไมมีเยื่อใยในเรา
ั
่
้
้
�
้
�
ทรงนาเรื่องในอดีตมาตรัสว่า เป็นแน่ รูสึกผิดหวัง จึงกลับเขาไปในถ้าแกวผลึกตาม
ั
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวย เดิม” หลงจากราชสีห์ผู้พี่ ๖ ตัว (เว้นราชสีห์
ิ
ราชสมบติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถอ โพธสัตว์) กลับถึงถ้าทองแล้ว นางราชสีห์ผู้น้องได้
ื
ั
�
่
้
้
์
ั
กาเนิดเป็นราชสีห์ อาศยอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ เลาเรื่องราวที่เกิดขึ้นใหฟง ราชสีหผูพี่ดังกลาวจงถาม
ั
�
่
ึ
์
้
ราชสีหโพธิสัตวนั้นมีนองชาย ๖ ตัว และมีนองสาว ว่า “เวลานี้สุนัขจิ้งจอกมันอยู่ที่ไหน”
์
้
ู
้
้
๑ ตัว ทั้งหมดพากันอาศัยอยู่ ณ ถ้าทองด้วยกัน นางราชีสีหผนองเขาใจผิดวา สุนัขจิงจอกนอน
์
้
่
้
�
ั้
อนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากถ้าทองนนเอง มีถ้า อยู่ที่กลางแจ้ง จึงตอบไปว่า “เวลานี้สุนัขจิ้งจอกนั้น
�
�
ุ
�
แก้วผลึกอยู่ถ้าหนึ่ง เป็นทอาศัยของสนัขจิ้งจอก นอนอยู่กลางแจ้ง ใกล้เขารชฏบรรพต” ราชสีห์ผู้พี่
ี่
หนุ่ม ในเวลาต่อมาพ่อแม่ของราชสีห์ทั้งหลายได้ ทั้ง ๖ ตั้งใจจักฆ่าสุนัขจิ้งจอกนั้นให้ตาย จึงวิ่งไปหา
ตายลง ราชสีห์ผู้พี่ทั้งหลายจึงให้นางราชสีห์ผู้น้อง สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นด้วยความเร็วเตมที่ แล้วร่างของ
็
�
�
�
อยู่ในถ้าทองตามลาพัง ส่วนพวกตนพากันออกหา ราชสีห์ทั้ง ๖ ก็ปะทะเข้ากับถ้าแก้วผลึกอย่างแรง
�
อาหารนามาส่งให้น้อง ทั้งหมดจึงตาย ณ ตรงนั้นเอง
วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกหนุ่มได้เห็นนางราชสีห์ ต่อมาราชสห์โพธิสัตว์กลับมาถึงถ�้าทอง นาง
ี
�
นั้นก็หลงรักในความงาม ดังนั้น ในเวลาที่ราชสีห์พี่ ราชสีห์ผู้น้องจึงบอกเรื่องราวทานองเดียวกัน เมื่อ
น้องทั้ง ๗ ตัวออกไปหาอาหาร สุนัขจิ้งจอกหนุ่ม ราชสีห์โพธิสัตว์ถามว่า “เวลานี้สุนัขจิ้งจอกนั้นอยู่
�
ี่
จึงออกจากถ้าแก้วผลึกไปหานางราชสีห์สาวทถ้า ที่ไหน” นางบอกว่า “มันนอนอยู่ที่กลางแจ้ง ใกล้เขา
�
่
์
ทอง จากนั้นกลาวค�าว่า “ดูกอนแมนางราชสีหนอย รชฏบรรพต”
่
้
่
เรามีเท้าสี่เท้า แม้เจ้าก็มีเท้าสี่เท้าเช่นกัน ขอเราจง ราชสีห์โพธิสัตว์คิดว่า “ธรรมดาสุนัขจิ้งจอก
มาเป็นคู่ชีวิตกันเถิด จักได้ดแลกันให้มีความสุข ทั้งหลายจะไม่อาศัยอยู่กลางแจ้ง มันต้องนอนอยู่ใน
ู
ตั้งแต่บัดนี้ไป” ถ้าแก้วผลึกเป็นแน่” จึงเดินไปยังเชิงเขารชฏบรรพต
�
่
นางราชสีห์สาวได้ฟังค�าของสุนขจิ้งจอกหนุม ได้เห็นราชสีห์น้องๆ นอนตายทั้งหกตัว ก็กล่าวว่า
ั
ั
แล้ว ก็คิดว่า “เจ้าสุนัขจิ้งจอกตวนี้ เป็นสัตว์เลว “ราชสีห์เหล่านี้คงไม่รู้ว่าสุนัขจิ้งจอกนอนอยู่ในถ�้า
ทราม น่าขยะแขยง ไม่ต่างอะไรจากตัวจัณฑาลใน แก้วผลึก เพราะขาดปัญญาตรวจสอบ และเพราะ
�
้
้
์
หมูสัตวสี่เทาดวยกัน พูดจาก็ไมมีมารยาท ไมคูควร ความโง่เขลา จึงวิ่งเข้าชนถ้าตาย ขึ้นชื่อว่าการไม่
่
่
่
่
กับเรา เราได้ยินแล้วไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ เราจัก พิจารณาแล้วรีบทา มักเป็นอย่างนี้แหละ”
�
�
กลั้นใจตายเสียเลยดีไหม” ครั้นแล้วก็ฉุกคิดขึ้นว่า จากนั้นสารวจดูทางขนลงของสุนัขจิ้งจอก เมื่อ
ึ้
“ถ้าเราตายในเวลานี้ไม่สมควรแน่นอน รอให้พวก แน่ใจว่าสุนัขจิ้งจอกขึ้นลงทางไหนแล้ว จึงมุ่งหน้าไป
481
ทางทิศนั้น พอได้ระยะใกล้ๆ ก็บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง ด้วยเสียงอันดัง
�
ี
เสยงบันลือสีหนาทของราชสีห์โพธิสัตว์นั้น ทาให้อากาศกับแผ่นดิน
้
้
็
สะทอนเสียงกึกกองพรอมกัน เสียงนั้นเปนเหตุใหหัวใจสุนัขจิ้งจอกที่นอน
้
้
�
�
หวาดสะดุ้งอยู่ในถ้าแก้วผลึกแตกทาลาย และได้ตายลง ณ ที่ตรงนั้น
์
ราชสีหโพธิสัตวครั้นฆาสุนัขจิ้งจอกแลว ก็นาใบไม้มาปกปิดร่างของ
์
่
�
้
น้องๆ ไว้ จากนั้นแจ้งข่าวการตายให้นางราชสีห์ผู้น้องทราบ พร้อมกับ
้
ปลอบน้องสาวให้ท�าใจ อยาไดเศราโศกถึงการตายของราชสีหทั้ง ๖ จาก
์
้
่
�
�
นั้นทั้งสองก็ได้อาศัยถ้าทองอยู่จนสิ้นอายุขัย แล้วไปเกิด ณ กาเนิดใหม่
�
ตามบุญกรรมที่ทาไว้
ั
ั้
พระศาสดา ครนแสดงพระธรรมเทศนานี้แล้ว จึงตรสว่า สุนัข
จิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็นบุตรช่างกัลบกในบัดนี้ นางราชสีห์ ได้เป็น
กุมาริกาแห่งเจ้าลิจฉวี ราชสีห์ทั้ง ๖ ตัว ได้เป็นพระเถระรูปใดรูปหนึ่ง
�
สาหรับราชสีห์ผู้โพธิสัตว์ ได้แก่พระพุทธองค์ ณ บัดนี้
่
้
้
้
ชาดกเรื่องนี้ใหขอคิดวา เกิดมาเปนคนแลว ควรรูจักยอมรับความ
็
้
จริงในความแตกต่างระหว่างตนเองกับบุคคลอน โดยเฉพาะในเรื่อง
่
ื
ของคูชีวิต อยาคิดและทาอะไรที่ขัดกับความจริงและความแตกตางนั้น
่
�
่
่
เพราะนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังนาความวิบัติมาสู่ตนเองอีกด้วย
�
ดังบุตรชายช่างกัลบกผู้ต�่าต้อย ไปหลงรักลูกสาวเจ้าลิจฉลีผู้สงศักดิ์
ู
ฉะนั้น
และดังสุนัขจิ้งจอกหนุ่มผู้ต�่าทราม ไปหลงรักนางราชสีห์สาวผู้
สูงส่ง ชาดกเรื่องนี้นอกจากจะให้ข้อคิดในเรื่องอย่าใฝ่สูงเกินศักดิ์แล้ว
่
่
้
่
ก็ยังชี้ทางออกในเรื่องการเลือกคูอีกดวย คือตองเลือกคนที่ไมแตกตาง
้
้
่
กันในดานฐานะหลักฐาน และยศถาบรรดาศักดจนเกินไป ชวิตคูจึงจะ
ี
ิ์
�
ดาเนินไปด้วยความเรียบร้อย
(สิคาลชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๙)
482
483
ถือธรรมเป็นใหญ่
่
“พงชนะคนโกรธด้วยความไมโกรธ
ึ
่
ชนะคนไมดีด้วยความดี
ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้
ู
ชนะคนพดเหลวไหลด้วยค�าจริง”
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ทรงได้รับการขนาน
นามว่า “พรหมทัตกุมาร” พรหมทัตกุมารนั้นทรงเจริญวัยขึ้นตามล�าดับ
พอพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาก็ทรงส่งไปศึกษาศิลปวิทยา
ณ เมืองตักศิลา ทรงเล่าเรียนด้วยความวิริยะอุตสาหะ ไม่นานก็สาเร็จ
�
ศิลปศาสตร์ทั้งหมด จากนั้นเสด็จกลับกรุงพาราณสี
ต่อมา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจาก
พระราชบิดานั้น ทรงครองราชสมบัติด้วยทศพิธราชธรรม วินิจฉัยคดีต่างๆ
�
ด้วยความยุติธรรม ไม่ล่วงอคติ ๔ มีฉันทาคติ ลาเอียงเพราะรัก เป็นต้น
เมื่อพระองคเสวยราชสมบัติโดยธรรมอยางนี้ ทั่วทั้งพระราชอาณาจักรจึงไมมี
่
่
์
คดีโกงกันเกิดขึ้น เมื่อไม่มีคดีโกงต่างๆ เกิดขึ้น การร้องทุกข์ ณ พระลาน
หลวงก็หมดไปด้วย
้
่
�
์
ี่
บรรดาอามาตยทั้งหลายทมีหนาที่วินิจฉัยอรรถคดี เมื่อไมเห็นมีใครมา
ติดต่อเพื่อให้วินิจฉัยคดีความ ก็พากันกลับบ้านของตน ปล่อยให้สถานที่
วินิจฉัยคดีถูกทอดทิ้งให้เป็นสถานที่ว่างเปล่าปราศจากผู้คนเฝ้าดูแล
�
พระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์ทรงดาริว่า “เมื่อเราครองราชสมบัติโดย
�
ธรรม วินิจฉัยคดีด้วยความเที่ยงตรง ไม่ล่วงอคติ ๔ จึงทาให้ไม่มีผู้คนมา
้
้
ู
์
่
่
็
ี่
้
่
ี
รองทุกขใหชวยวินิจฉัยคดี สถานที่วินิจฉัยคดจึงถกทอดทิ้งใหเปนทวางเปลา
บัดนี้ เราควรจะตรวจสอบโทษคือความผิดของตนเอง ถ้ารู้ว่ามี ก็จักละโทษ
คือความผิดนั้นเสีย แล้วประพฤติในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์เท่านั้น”
้
นับตังแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์ก็ทรงส่งอ�ามาตย์ไปส�ารวจ
ข้าราชบริพารภายในพระนครดูว่า จะมีใครๆ พูดถึงโทษ คือความผิดของ
พระองค์บ้างหรือไม่ ข้าราชบริพารภายในพระนคร ที่ถูกสอบถามคนแล้วคน
484
เล่าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พระเจ้าพรหมทัต บริพารภายในเป็นต้น ก็มิได้ทรงเห็นใครๆ กล่าวถึง
์
์
โพธิสัตวพระองคนั้น ไม่เคยกระท�าโทษคือความผิด โทษคือความผิดของพระองค์เลยทรง สดับแต่ค�า
ใด ๆ เลย พระองค์ทรงท�าแตความดีงามตลอดเวลา สรรเสริญคุณของพระองค์เหมือนกัน จึงเสด็จตรวจ
่
�
ึ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน อามาตย์ที่ไป สอบชาวชนบท และได้เสด็จถงประเทศนั้นพร้อมๆ
สารวจได้กลบมาเข้าเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์ กัน กษัตริย์ทั้งสองได้เสด็จมาถงพร้อมๆ กัน ณ
�
ึ
ั
�
กราบทูลให้ทรงทราบตามที่สารวจมา ที่ทางเกวียนอนราบลุ่มแห่งหนึ่ง ที่รถไม่สามารถจะ
ั
่
พระเจาพรหมทัตโพธิสัตวทรงดาริวา “สงสัย สวนทางกันได เพราะเป็นทางแคบ สารถีของพระเจ้า
์
้
้
�
้
ี
ข้าราชบริพารภายในพระนครจะกลัวถูกลงโทษ จึง พัลลิกะจึงพูดกะสารถของพระเจาพรหมทัตโพธิสัตว ์
ไม่มีใครกล้าบอกโทษคือความผิดของเรา กล่าวแต่ ว่า “ข้าแต่สารถี ขอท่านจงหลีกทางให้เราเถิด”
�
�
คุณเท่านั้นให้เราฟัง” จึงสั่งให้อามาตย์ไปสารวจข้า สารถีของพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์ก็ตอบว่า
�
ราชบริพารภายนอกพระนครดูบ้าง แม้ในหมู่ “พ่อมหาจาเริญ ขอให้ท่านหลีกทางให้เราก่อนเถิด
้
้
ข้าราชบริพารภายนอกพระนครทั้งหลาย ก็ตอบไม่ บนรถคันนี้มีพระเจาพรหมทัตมหาราช ผูครอบครอง
ต่างจากข้าราชบริพารภายในพระนคร จึงทรงสั่งให้ ราชสมบัติในกรุงพาราณสี ประทับนั่งอยู่”
ี
ู
�
ไปสารวจชาวเมืองภายในพระนคร และทรงสั่งให้ สารถของพระเจ้าพัลลิกะก็พดว่า “พ่อมหา
ู
�
�
สารวจชาวบ้านที่ประตเข้าเมืองทั้งสี่ทิศนอก จาเริญ บนรถคันนี้พระเจ้าพัลลิกะมหาราช ผู้ครอบ
พระนครดูอีก แม้ในทุกๆ ที่ที่ไปสารวจมา ก็ไม่มี ครองราชสมบัติแคว้นโกศล ก็ประทับนั่งอยู่เช่นกัน
�
้
่
ใครๆ กล่าวถึงโทษคอความผิดของพระองค์ ทรง ขอทานไดโปรดหลีกทางแลวใหโอกาสแกรถของพระ
้
่
ื
้
สดับแต่ค�าสรรเสริญเทานั้น จึงทรงดาริตอไปวา จัก ราชาของเราเถิด”
่
�
่
่
ไปสารวจชาวชนบทด้วยพระองค์เอง สารถีของพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์เป็นคนมี
�
้
่
่
จากนั้นจึงทรงมอบการบริหารราชกิจใหเหลา ปัญญา จึงคิดวา “แมผูที่นั่งอยูในรถคันนั้น ก็เปนพระ
็
้
้
่
�
�
์
่
อามาตย์ดูแล สวนพระองคก็เสด็จขึ้นรถไปกับสารถี ราชาเหมือนกัน เราจะทาอย่างไรดีหนอ” สักครู่หนึ่ง
้
่
้
ั
้
ู
์
่
้
้
่
คนหนึ่ง ทรงปลอมพระองคไมใหใครรจัก เสด็จออก ก็คิดไดวา มีอุบายวิธีบางอยางที่จะแกปญหานี้ได คือ
่
้
จากพระนครไปยังชนบท เที่ยวสอบถามชาวชนบท เราจักถามถึงพระชนมายุเพื่อใหรถของพระราชาหนุม
ถึงโทษคือความผิดของพระองค์ จนเสด็จถึง หลีกทาง แล้วให้พระราชทานหนทางแก่พระราชาผู้
ุ
ภูมิประเทศชายแดน แต่ก็มิได้ทรงเห็นใครๆ กล่าว แก่กว่า ครั้นตกลงใจแล้วจึงถามถึงพระชนมายของ
โทษคือความผิดของพระองค์ ทรงสดับแต่ค�า พระเจ้าโกศลกะสารถีนั้น พอทราบว่าพระราชาทั้ง
สรรเสริญคุณเท่านั้น จากนั้นจึงทรงบ่ายพระพักตร์ สองมีพระชนมายุเท่ากัน จึงถามจานวนราชสมบัติ
�
กลับสู่พระนครของพระองค์ กาลังพระราชทรัพย ยศ ชาติ โคตร ตระกูล ประเทศ
์
�
ในเวลาเสด็จกลับนั้นเอง ระหว่างทางได้สวน ครั้นทราบว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ครอบครอง
�
่
้
ทางกับรถของพระเจาโกศลพระนามวา พัลลิกะ ซึ่ง รัฐสีมาประมาณฝ่ายละสามร้อยโยชน์ มีกาลัง
พระเจ้าพัลลิกะพระองค์น ก็ทรงครอบครอง พระราชทรัพย์ ยศ ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศ
้
ี
ราชสมบัติโดยธรรมเช่นเดียวกัน ทรงตรวจสอบหา เท่ากัน จึงคิดต่อไปว่าจักถามเรื่องศีล พระองค์ใดมี
โทษคือความผิดของพระองค์ในบรรดาข้าราช ศีลเหนือกว่า ก็ควรจะให้ทางแก่พระองค์นั้น จากนั้น
485
�
จึงถามว่า “พ่อมหาจ�าเริญ ศีลและมารยาทของ กระทาบุญมีทานเป็นต้น ทรงเพิ่มพูนทางสวรรค์ จน
ั
พระราชาท่านเป็นอย่างไร” สิ้นพระชนม์ชีพ แม้พระเจ้าพลลิกะก็ทรงรับพระ
้
สารถีของพระเจาพัลลกะ จึงตอบวา “พระเจ้า โอวาทของพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์ แล้วเสด็จกลับ
่
ิ
พัลลิกราช ทรงชนะคนกระด้างด้วยความกระด้าง เมืองโกศล ทรงกระทาบุญมีทานเปนตน ทรงเพิ่มพูน
็
�
้
ทรงชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยน ทรงชนะคน ทางสวรรค์จนสิ้นพระชนม์ชีพเช่นกัน
ดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี พระ ชาดกเรื่องนี้สอนเราว่า ความโกรธ ความไม่
ี่
ั
ราชาพระองค์นี้เป็นเช่นนั้น ดูก่อนสารถีขอท่านจง ดี ความตระหน และความไม่รกษาสัตย์ ทั้ง ๔
่
็
�
หลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด” ประการนี้เปนสิ่งที่ไมควรประพฤติปฏิบัติ เพราะทา
เมื่อได้ฟังดังนั้น สารถีของพระเจ้าพรหมทัต ผู้ประพฤติปฏิบติให้ประสบกับความทุกข์ความ
ั
ั
โพธิสัตว์ จึงกล่าวว่า “เมื่อสกครู่ท่านได้กล่าวถึง เดือดร้อนนานัปการ มีการเบียดเบียนมุ่งร้าย
พระคุณของพระราชาของท่านหรือ?” ทาลายกันเป็นต้น ทาให้ไม่เป็นที่เชื่อถือและไว้
�
�
สารถีของพระเจ้าพัลลิกะตอบว่า “ใช่แล้ว” วางใจของคนอื่น
สารถีของพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า ดังนั้น ใครที่สามารถเอาชนะความโกรธ
็
้
่
้
้
“ถาวาสิ่งที่กลาวนี้เปนพระคุณไซร แลวสิ่งที่เปนโทษ ชนะความไม่ดี ชนะความตระหนี่ และชนะความ
็
่
้
่
็
้
์
จะมีเพียงไหนหนอ” ไมรักษาสัตยได จึงจัดเปนผูมีศีลและมีมารยาทที่ดี
่
ิ่
่
่
้
ุ
สารถีของพระเจ้าพัลลิกะจึงกล่าวว่า “สงที่ งาม ควรตอการเคารพยกยอง ยิ่งถาบคคลดังกลาว
้
กล่าวมาจะเป็นโทษหรือไม่ก็ตามเถิด แต่พระราชา เปนหัวหนาคนอื่นดวยแลว ความมีศีลและมารยาท
้
็
้
ของท่านมีพระคุณเช่นไรเล่า?” ดังกลาว ยอมจะเปนเครื่องประกนความสงบสุขใน
่
็
่
ั
้
สารถีของพระเจาพรหมทัตโพธิสัตวจึงตอบวา สังคมได้เป็นอย่างดี ดังพระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์
์
่
“พระเจ้าพรหมทัตโพธิสัตว์ทรงชนะคนโกรธด้วย กับพระเจ้าพัลลิกะในชาดกดังกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง
ี
่
่
ความไม โกรธ ทรงชนะคนไมดีดวยความด ทรงชนะ
้
คนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละ (ราโชวาทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
์
ด้วยคาสัตย พระราชาพระองคนี้เปนเชนนั้น ดูกอน ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒)
�
์
่
่
็
สารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด”
เมื่อสารถีของพระเจาพรหมทัตโพธิสัตวกลาว
่
้
์
่
อยางนี้แลว พระเจาพัลลิกะและสารถีทงสองก็เสด็จ
ั
้
้
้
ลงจากรถ ปลดม้า ถอยรถถวายทางแด่พระเจ้า
พรหมทัตโพธิสัตว์ด้วยความเคารพในทันที
ิ
พระเจ้าพรหมทัตโพธสัตว์ได้ถวายโอวาทแด่
ิ
พระเจ้าพัลลกะว่า “ธรรมดาพระราชาควรทรง
กระท�าอย่างนี้ๆ” แล้วเสด็จไปกรุงพาราณสี ทรง
486
487
เทวดาที่ต้นสะเดา
“กันไวดีกว่าแก้”
้
ิ
ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัต อยู่ใน
พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดา สิงอยู่ที่ต้นสะเดาในป่า
แห่งหนึ่ง ใกล้พระนครพาราณสีนั้น มีนามว่า ปุจิมันทเทวดา และในป่านั้น
ยังมีรุกขเทวดาอีกองค์หนึ่งสิงอยู่ที่ต้นโพธิ์ ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ใกล้ต้นสะเดา
นั้น มีนามว่า อัสสัตถเทวดา
ในสมัยนั้น ทั่วทั้งพระนครพาราณสีมีธรรมเนียมประเพณีอยู่ว่า เมื่อ
�
เจ้าหน้าที่จับโจรผู้ร้ายได้แล้ว จะตัดกิ่งต้นสะเดามาทาเป็นหลาวเสียบโจรนั้น
ี่
ให้ตาย แล้วแขวนไว้บนกิ่งสะเดา และรุกขเทวดาทสิ่งอยู่ที่ต้นสะเดาก็รู้
ธรรมเนียมนี้
่
้
้
้
อยูมาวันหนึ่ง พวกโจรไดปลนชาวเมืองแลวหนีเขามาในปานั้น เก็บขาว
้
้
่
ของทปล้นมาได้รวมกันวางไว้ที่โคนต้นสะเดา แล้วนอนหลับพักผ่อน
ี่
รุกขเทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นสะเดา เห็นโจรมานอนพักผ่อนอยู่ที่โคนต้นสะเดา ก็
่
�
่
็
่
้
คิดระแวงอยูวา “ภัยกาลังจะเกิดขึ้นแกตนสะเดาอันเปนวิมานของตน เพราะ
เมื่อเจ้าพนักงานตามรอยเท้าโจรมาพบเข้าก็จะจับโจรได้ แล้วจะพากันตัดกิ่ง
สะเดาทาเป็นหลาวเสียบโจร และแขวนศพโจรไว้บนกิ่งสะเดา เมื่อเป็นเช่นนี้
�
ภัยอันตรายก็จะพึงเกิดแก่ต้นสะเดา” เพื่อป้องกันภัยอันจะเกิดแก่ต้นสะเดา
้
้
้
อันเปนวิมานของตน จึงปลุกโจรใหตื่น แลวพูดกับโจรวา “พวกเจาจะมัวนอน
็
่
้
้
้
ู
หลับอยไย ไมนานเจาพนักงานจะตามรอยเทาพวกเจามาทัน และจับพวกเจา
่
้
่
ประหารชีวิต”
พวกโจรได้ฟังดังนั้น จึงได้สติรีบเก็บข้าวของและหนีไป เมื่อโจรหนีไป
แล้ว รุกขเทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นโพธิ์จึงปรากฏกายขึ้น แล้วกล่าวกะรุกขเทวดาที่
ี่
�
สิงอยู่ทต้นสะเดาว่า “เจ้าพนักงานจะตามจับโจรผู้กระทาโจรกรรมมิใช่หรือ
ธุระอะไรของท่านผู้เกิดในป่าเล่า”
488
่
่
รุกขเทวดาที่ตนสะเดาจึงตอบวา “ทานรุกขเทวดาตนโพธิ์ ทานไมรู ้
้
่
้
่
่
่
้
้
้
่
เหตุที่เรากับโจรอยูรวมกันไมได เพราะเมื่อเจาพนักงานตามมาจับโจรไดที่
โคนต้นสะเดา ก็จะตัดกิ่งสะเดาทาเป็นหลาวเสียบโจร แล้วแขวนศพโจร
�
ไว้ที่กิ่งต้นสะเดา เพราะภัยจะเกิดแก่ต้นสะเดาอันเป็นวิมานของเรา ดังนี้
เราจึงบอกพวกโจรให้หนีไป เพื่อป้องกันอันตรายอันจะเกิดแก่ต้นสะเดา”
แล้วกล่าวคาถาว่า
“บุคคลพึงระวังภัยที่ควรระวัง พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง เพราะ
เกรงต่อภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนจึงพิจารณาเห็นภัยในโลกทั้งสอง คือ ทั้ง
ในอดีต และอนาคต” ดังนี้
พระศาสดาครั้นทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชม
�
ุ
ชาดกว่า เทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นอัสสัตถพฤกษ์ (ต้นโพธิ์) ในครั้งนั้น ได้
เป็นพระสารีบุตร ส่วนเทวดาผู้บังเกิด ณ ต้นสะเดาในครั้งนั้น ได้เป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ภัย กล่าวคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะท�า
์
อันตรายแกทรพยสมบัติ เกียรตยศ ชื่อเสียง สขภาพ พลานามัย ความ
ิ
ั
่
ุ
เป็นอิสระ และชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่ควรประมาทหรือดูหมิ่นว่า
เป็นของเล็กน้อย ควรรีบรู้สถานการณ์เพื่อกาจัดให้หมดสิ้นไป หรือตั้ง
�
รับให้อยู่ ไม่ต้องกอบกู้ภัยในภายหลัง ดุจดังรุกขเทวดาที่สิงอยู่ที่ต้น
สะเดา เมื่อเห็นโจรมานอนพักที่โคนต้นสะเดา จะเป็นเหตุก่อภัย
อันตรายแก่ต้นสะเดา ก็รีบไล่ออกไปให้พ้นจากต้นสะเดาเสีย
่
�
่
้
อนึ่ง สาหรับธีรชนผฉลาด มิใชแตจะพิจารณาเห็นสาเหตุเฉพาะ
ู
่
่
้
หนาเทานั้น แตสามารถพจารณาเห็นเหตุการณในอดีต และเหตุการณ ์
์
ิ
ั
่
ในอนาคตมาประกอบการปฏิบัติกรณียกิจในปจจุบันดวย เชนเดียวกับ
้
ิ่
้
์
์
รุกขเทวดาโพธิสัตวมองเห็นเหตุการณที่ตนสะเดาเคยถูกตัดกงมาแลว
้
ในอดีต และจะถูกตัดอีกในอนาคต จึงป้องกันโดยการไล่โจรไปให้ห่าง
ไกลจากต้นสะเดา ฉะนั้น
(ปุจิมันทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๒๗)
489
490
ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์
้
ิ
ี
ู
“ถึงส้นทรัพย์ ผมปัญญาก็เป็นอยู่ได้
่
แต่อบปัญญา แมมทรัพย์ก็เป็นอยู่ไมได้”
้
ี
ั
ครั้งหนึ่ง บัณฑิตจานวน ๕ คน คือ เสนกะ ปุกกุสะ กามินทะ เทวินทะ และมโหสถ
�
ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช แห่งกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระเจ้าวิเทหราชนั้นทรงมีพระ
�
ราชปุจฉาว่า “บรรดาคน ๒ จาพวก คือ คนสมบูรณ์ด้วยปัญญา แต่เสื่อมจากสิริ และคน
มียศ แต่ไร้ปัญญา นักปราชญ์ยกย่องใครว่าประเสริฐ”
บัณฑิต ๒ คน คือ เสนกบัณฑิตและมโหสถบัณฑิต เป็นผู้กราบทูลถวายวิสัชนา
โดยเสนกบัณฑิตกราบทูลก่อน มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งยืนยันว่า สิริและยศประเสริฐกว่า
ปัญญา ข้อความนั้น คือ “ข้าแต่จอมประชาราษฎร์ คนฉลาดและคนเขลา คนบริบูรณ์
ด้วยศิลปะและหาศิลปะมิได้ แม้มีชาติสูง ก็ย่อมเป็นผู้รับใช้ของคนหาชาติมิได้ แต่มียศ
ข้าพระองค์เห็นความดังนี้จึงขอทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนต่าต้อย คนมีสิริแลเป็นคน
�
ประเสริฐ”
ส่วนมโหสถบัณฑิตยืนยันว่า ปัญญาประเสริฐกว่าสิริและยศ ดังข้อความตอนหนึ่ง
ว่า “คนเขลาถึงจะมียศ ก็เป็นคนรับใช้ผู้มีปัญญา เมื่อกิจการต่างๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อม
่
้
ี
จัดแจงกิจการอันละเอยดไดแนบเนียน สวนคนโงยอมประสบความมืดมนในกิจการนั้นๆ”
่
่
ั
�
ครนสิ้นสุดการถวายคาตอบปัญหา ซึ่งมีจานวนหลายข้อ พระเจ้าวิเทหราชทรง
�
้
�
โสมนัสด้วยปัญหาพยากรณ์ของมโหสถบัณฑิต ดังคายกย่องตอนหนึ่งว่า “พระราชาทรง
่
็
้
์
์
ั
้
้
ปกปองมโหสถบัณฑิต แมพระชนมชีพก็ทรงสละได ปญญามีประโยชนใหญหลวง เปนสิ่ง
์
ั
ละเอียด เปนเหตุใหคนเรามีความคิดในทางที่ดี ยอมมีเพอประโยชนเกื้อกูลในปจจุบัน และ
่
้
็
ื่
�
เพื่อความสุขในภายหน้า” จากนั้นได้พระราชทานรางวัลจานวนมากแก่มโหสถบัณฑิต
อุทาหรณ์เรื่องนี้มีว่า ปัญญาเป็นเครองเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง เพราะ
ื่
เกียรติคุณคือคุณที่เลองลือและคาสรรเสริญนน คนมีปัญญาจะคิดได้ทาได้ ในสิ่งที่
�
ื่
�
ั้
อานวยคุณประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก คนขาดปัญญาไม่มีเช่นนั้น สังคมโลกทั้งอดีต
�
ทั้งปัจจุบัน มีความสะดวกความเจริญก้าวหน้า เพราะอาศัยคนที่มีพลังปัญญาช่วยกัน
สร้างสรรค์ วิญญูชนจะกล่าวขวัญถึงด้วยความยกย่องเทิดทูนทุกเมื่อ อนุสาวรีย์ของ
็
ุ
ึ
่
�
่
่
ั
บุคคลสาคัญที่เกิดขึ้นมา ยอมสองถงอานุภาพแหงปญญาคณของบุคคลนั้น ๆ เปนหลัก
แสดงว่าปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียงโดยแท้จริง
(มโหสถชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก มหานิบาต เล่ม ๓๖ หน้า ๒๙๖)
491
492
แปลงวิกฤติเป็นโอกาส
ุ
“ความได้ปัญญาให้เกิดสข”
ครั้งหนึ่ง พระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์
�
่
์
ให้กั้นแมน�้าชื่อโรหิณี ด้วยทานบเดียวกัน ในระหวางนครกบิลพัสดุกับนคร
่
โกลิยะ ถึงต้นเดือน ๗ เมื่อข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง พวกกรรมกรของนครทั้ง
�
สองฝ่ายประชุมกันหารือเรื่องการนาน้าเข้านา แต่น้านั้น เมื่อถูกฝ่ายใด
�
�
�
�
น�าไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จักมีน้าไม่พอ ฝ่ายที่ได้น้า ข้าวกล้าก็จะงอกงามเติบโต
�
ในขณะที่ข้าวกล้าที่ไม่มีน�้า ต้องเฉาตายไป ต่างก็ยกเหตุจาเป็นที่ต้องใช้น้า
�
ก่อน
ในที่สุดตกลงกันไม่ได้กลับกลายเป็นข้อพิพาท จนถึงขั้นประหารกัน
เรื่องลุกลามถึงอามาตย์ จึงกราบทูลแก่ราชตระกูลของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่าย
�
้
็
ื่
้
เจาศากยะและเจาโกลิยะ คิดเห็นเปนเรองเสื่อมเสีย ตองการแสดงเรี่ยวแรง
้
และกาลังให้ปรากฏ จึงตระเตรียมการรบออกไปพร้อมที่จะต่อสู้กัน
�
พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่อง จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้น พระญาติ
ทั้งหลายเห็นพระองค์แล้วพากันทิ้งอาวุธ พระองค์ตรัสถามว่า “นี้ชื่อว่า
ทะเลาะอะไรกัน”
พระญาติกราบทูลว่า “ทะเลาะกันเพราะน้า พระเจ้าข้า”
�
พระศาสดาตรัสถามว่า “น�้าตีราคาเท่าไร มหาบพิตร”
พระญาติกราบทูลว่า “มีราคาน้อย พระเจ้าข้า”
พระศาสดาตรัสว่า “กษัตริย์ทั้งหลายมีราคาเท่าไร มหาบพิตร”
พระญาติกราบทูลว่า “ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์ทั้งหลาย หาค่าเปรียบมิได้”
พระศาสดาตรัสว่า “ก็การที่ท่านทั้งหลาย ยังพวกกษัตริย์ซึ่งหาค่า
เปรยบมิได้ให้ล้มตาย เพราะอาศัยน�้า ซึ่งมีประมาณราคาน้อย ควรแล้ว
ี
หรือ”
493
่
่
พระญาติเหลานั้นตางพากันนิ่ง พระศาสดาตรัสเตือนพระ
์
่
่
้
่
้
ญาติเหลานั้นแลว ไดทรงภาษิตพระคาถาวา “ในหมูมนุษยผูมีเวร
้
กัน พวกเราไม่มีเวร เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อหมู่มนุษย์มีเวรกัน
พวกเราจะอยู่อย่างไม่มีเวร ในหมู่มนุษย์ผู้มีความเดือดร้อนกัน
พวกเราไม่มีความเดือดร้อน เป็นอยู่สบายดีหนอ เมื่อหมู่มนุษย์
มีความเดือดร้อนกัน พวกเราจะอยู่อย่างไม่มีความเดือดร้อน ใน
หมู่มนุษย์ผู้วุ่นวายกัน พวกเราไม่มีความวุ่นวาย เป็นอยู่สบายดี
หนอ เมื่อหมู่มนุษย์มีความวุ่นวาย พวกเราจะอยู่อย่างไม่มีความ
วุ่นวาย”
อุทาหรณ์นี้แสดงให้เห็นว่า บุคคลโดยมากมักมีความสุข
่
�
ื
้
ความสาราญ ในเมอไดรับวัตถุสิ่งของดังที่ตองการ หากขาดไป
้
หรอไม่มมากพอ ก็แสดงอาการไม่สบายใจ เป็นทุกข์กระสับ
ื
ี
ื่
้
้
่
ื่
กระสาย หรือเมอกระทบกับเรองรายเรื่องเศรา ก็เกิดความทุกข ์
โทมนัสเกินไป และจะยินดีปรีดาเกินเหตุในเมื่อประสบความ
สมหวัง สาเหตุทั้งหมดนั้น เพราะไม่พิจารณาให้เห็นความจริง
ของสรรพสิ่งตามที่กล่าวแล้ว ส่วนผู้มีปัญญา แม้จะประสบ
วิกฤติใดๆ ทั้งด้านวัตถุ และด้านจิตใจ ก็สามารถประคับ
ประคองตนเองและผูเกี่ยวของใหอยูไดตามปกติ ไมเดือดรอน
้
้
่
่
้
้
้
็
มากนัก ไมยึดติดกับอะไรๆ พยายามแปลงวิกฤติใหเปนโอกาส
้
่
้
่
หรือเปลี่ยนหายนะใหเปนวัฒนะไดในที่สุด โดยที่ไมมีใครตอง
็
้
้
เดือดร้อน และอยู่ด้วยความสงบเย็น ในท่ามกลางแห่งความ
วุ่นวาย ด้วยประการฉะนี้
(ญาตกานัง กลหวูปสมนวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท สุขวรรค เล่ม ๑๘ หน้า ๒๖๖)
494
495
รอดด้วยปัญญา
ี
“คนที่เขลาและใจโลเล ถึงจะมลมหายใจเป็นร้อยปี
้
่
ี
ู
ี
ี
ี
ก็สคนมปัญญาที่มชวิตอยู่เพยงวันเดียวไมได้”
�
ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลสัตถวาหะ นากองเกวียน ๕๐๐
ี
เล่ม ไปค้าขายในต่างแดน ทางเดินของเกวยน ๕๐๐ เล่ม ต้องผ่านแดน
อมนุษย์กันดาร คือสถานที่มีพวกอมนุษย์คอยดักทาร้าย เมื่อกองเกวียนเดิน
�
ทางไปถึง ณ แดนนั้น ได้พบเกวียนน้อยคันงามสวนทางมา เกวียนนั้นเทียม
ด้วยโคเผือกทั้งคู่ ผู้นั่งอยู่บนเกวียนแต่งกายประหลาด ประดับด้วยสายบัว
ต่างชนิด ล้อเกวียนเปื้อนเปรอะไปด้วยโคลน มีบริวารติดตามมากลุ่มหนง
ึ่
ทุกคนต่างประดับด้วยสายบัว ขบเคี้ยวเหง้าบัวเป็นอาหารตลอดทาง เกวียน
น้อยได้มาหยุดเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ หลังจากได้ทักทายกันพอสมควรแล้ว
�
บุรุษที่อยู่ในเกวียนน้อยแนะน�าให้ทิ้งน้าและเสบียงเสีย เพื่อให้เกวียนเบา จะ
้
้
้
่
้
ไดเดินทางไดเร็ว อางวาทางขางหนามีฝนชก อุดมดวยน�้าและธัญญาหาร โดย
ุ
้
้
ชี้ให้ดูโคลนที่ติดล้อเกวียนและดอกบัวเหง้าบัวเป็นพยาน แล้วหลีกไป
พระโพธิสัตว์ทรงพิเคราะห์ด้วยปัญญาแล้ว เห็นมีพิรธหลายประการ
ุ
จึงสั่งให้ลูกเกวียนเข้มงวดการใช้เสบียงอาหาร โดยเฉพาะน้าให้ใช้โดย
�
่
่
�
ประหยัดในกรณทจาเป็น เมื่อลูกเกวียนถามวาเหตุใดจึงไมเชื่อบุรุษบนเกวียน
ี่
ี
น้อย ทั้ง ๆ ที่เห็นโคลนติดล้อเกวียน ดอกบัวและเหง้าบัวที่พวกเขาเคี้ยวกิน
�
อยู่ แสดงว่าทางข้างหน้ามีฝนตกชุก และเจิ่งนองด้วยน้าจริง พระโพธิสัตว์จึง
ชี้แจงข้อสงสัยแก่ลูกเกวียนเป็นข้อ ๆ ดังนี้
�
๑. หนทางเคยผ่านมาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีแหล่งน้าเลย แต่เหตุใด
�
บุรุษนั้นจึงอ้างว่ามีแหล่งน้าเล่า
๒. ธรรมดาว่าฝนที่ตกชุก จะมีลมฝนแผ่กระจายกว้างประมาณ ๑
โยชน์ แต่ทิวไม้ที่บุรุษนั้นอ้างว่ามีฝนตกชุกอยู่ไกลไม่ถึงโยชน์ แต่ไม่มีลมพัด
ผ่านเลย แสดงว่าทิวไม้ที่เห็นเป็นภาพลวงตา
496
็
้
้
้
๓. ถามีฝนตกหนักจริง จะปรากฏกอนเมฆหนาใหเห็นเปนระยะทาง
หลายโยชน์ แต่ขณะนี้มองไม่เห็นเมฆแม้สักก้อนเดียว
๔. ก่อนฝนตกจะปรากฏแสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องให้เห็น ขณะนี้
ไม่มีใครได้เห็นแสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องเลย และจะอ้างว่ามีฝนตกชุก
ได้อย่างไร
๕. ข้อสังเกตที่สาคัญ คือบุรุษบนเกวียนน้อยมีตาแดง ท่าทางกล้า
�
หาญ แต่ไม่ยอมสบตาคน ทั้งไม่มีเงาตนเองในกลางแดด บุรุษผู้นั้นน่าจะ
เป็นอมนุษย์ปลอมมาลวงพวกเรา เพื่อให้ทิ้งเสบียงและน�้า จะได้อ่อนกาลัง
�
และโจมตีได้ง่ายขึ้น
เหล่าลูกเกวียนได้ฟังเหตุผลดังนั้น จึงยอมเชื่อปัญญาของนายกอง
เกวียน ออกเดินทางด้วยความระมัดระวัง ไม่ช้าก็ได้พบซากกองเกวียนอื่น
ที่ล่วงหน้ามาประสบความหายนะจากอมนุษย์พวกเดียวกันนั้นเอง
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ในสังคมปัจจุบันถือว่าเป็นยุคของข้อมูล
�
ข่าวสาร แต่ละคนย่อมจะได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่เป็นประจา จาเป็นต้อง
�
ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาแยกผิดแยกถูกให้ได้ จึงจะเกิดคุณ
ื่
ั
่
่
้
ประโยชนอยางแทจริง หากใชแตเพียงศรัทธา ความเชอ โดยไมมีปญญา
์
่
้
กากับ ก็จะได้รับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ข้อนี้มีปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ๆ
�
(อปัณณกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๑๗๙)
497
498
ฤกษ์งามยามดี
“ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของประโยชน์เอง
ั
ดวงดาวทั้งหลายจกท�าอะไรได้”
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี
่
ครั้งนั้น มีครอบครัวชาวเมืองครอบครัวหนึ่ง พากันไปสูขอลูกสาวครอบครัว
ชาวชนบทมาเป็นสะใภ้ เมื่อตกลงกันในเรื่องสินสอดทองหมั้นและอื่นๆ
�
�
เรียบร้อยแล้ว จึงกาหนดวันประกอบพิธีแต่งงาน เมื่อถึงวันกาหนด
ครอบครัวชาวเมืองนั้นจึงถามอาชีวกผู้คุ้นเคยว่า “ข้าแต่ท่านอาชีวกผู้เจริญ
วันนี้ พวกกระผมจะประกอบพิธีแต่งงานลูกชายกับลูกสาวชาวชนบท จึง
ขอเรียนถามว่า จักประกอบพิธีในวันนี้ได้หรือไม่ ขอรับ?”
ู
อาชีวกนั้นร้สึกไม่พอใจกับครอบครัวนั้นมาก่อน เนื่องจากพากัน
�
กาหนดวันแต่งงานแล้ว จึงมาถามตนในภายหลัง เพราะความไม่พอใจนั้น
จึงคิดจะแกล้ง ดังนั้นจึงตอบไปว่า “วันนี้ฤกษ์ไม่งามยามไม่ดีดอก เพราะ
็
ั
้
เปนวนโลกาวินาศ หามประกอบพธีมงคลใด ๆ ถาขืนกระท�า ก็จักเกดความ
ิ
ิ
้
�
พินาศย่อยยับ หาความเจริญความสาเร็จอะไรไม่ได้ อย่ากระทากันเลย”
�
ครอบครัวชาวเมืองได้ฟังอาชีวกกล่าวเช่นนั้น บางคนก็เชื่อ แต่บาง
คนก็ไม่เชื่อ จึงปรึกษากันว่าจะทาอย่างไร โดยคนพวกหนึ่งกล่าวว่า “อัน
�
ฤกษ์ยามนั้นเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว พวกเราบางคนในที่นี้แม้ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่
ควรจะฝืน ฉะนั้น เมื่อวันนี้ฤกษ์ไม่งามยามไม่ดีดังที่ท่านอาชีวกกล่าวไว้ ก็
ต้องยกเลิกการประกอบพิธีไปก่อน แล้วค่อยหาฤกษ์หายามกันอีกครั้ง”
ื่
คนอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า “อันฤกษ์ยามนั้นเป็นความเชอส่วนบุคคล
้
่
็
ใครจะเชื่อก็ตามใจเถอะ แต่จะนาไปใชกับสวนรวมคงไมได พิธีแตงงานเปน
่
่
้
�
เรื่องของคนสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ชายกับฝ่ายผู้หญิง ฉะนั้น เมื่อตกลงว่าจะ
จัดพิธีวันนี้ แล้วก็ต้องรักษาสัญญาต่อกันไว้ ไม่ควรเลื่อนไปด้วยเหตุเพียง
ฤกษ์ยามตามที่อ้าง”
ในที่สุดคนที่เชื่อฤกษ์ยามมีจ�านวนมากกว่า ดังนั้นจึงยกเลิกพิธี
499
่
้
่
้
้
แตงงานตามที่ตกลงกับฝายหญิงไว โดยมิไดแจงเหตุ อื่นไปแล้วเมื่อวานนี้ ขอพวกท่านพากันกลับไปเถิด”
ขัดข้องให้ฝ่ายหญิงทราบ ครอบครัวชาวเมืองกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย
ทางด้านฝ่ายหญิงเมื่อไม่ได้รับแจ้งเหตุขัดข้อง พวกเรานัดกับท่านตามที่กล่าวไว้นั้นจริง แต่พวกเรา
จึงเตรียมงานไปตามปกติ โดยเชิญญาติพี่นองและคน มาตามนัดไม่ได้ เพราะอาชีวกผู้เป็นอาจารย์ของเรา
้
้
้
รูจักมารวมพิธีอยางคับคั่ง จัดเลี้ยงขาวปลาอาหารแก ่ แจ้งว่า เมื่อวานนันเป็นวันโลกาวินาศ วันที่ฤกษ์ไม่
่
่
้
่
�
่
้
่
้
้
ผูมางานอยางสมฐานะ เมื่อถึงกาหนดเวลา ก็ไมเห็น งามยามไมดี หามประกอบพิธีมงคลใดๆ หากผูใดขืน
่
ฝายชายพากันมาจัดพิธีแตงงานตามนัดหมาย พากัน กระทาก็จักพบกับความวิบัติ ย่อยยับ หาความเจริญ
่
�
�
รอไปจนเกือบเที่ยงวันก็ไม่มา ในที่สุดก็หารือกันว่า ใดๆ ไม่ได้เลย พวกเราเชื่อในคาของอาชีวกนั้น จึง
จะท�าอย่างไร ไม่ได้ยกขันหมากมาประกอบพิธี”
่
่
พวกหนึ่งกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันกาหนดทาพิธี ครอบครัวชาวชนบทกลาววา “ทานเชื่ออาชีวก
�
�
่
ั
้
้
่
แต่งงานระหว่างคนในเมืองกบพวกเราที่เป็นชาว ผูนั้น จนละเลยขอตกลงที่มีตอกัน ความเชื่อของพวก
่
�
ชนบท แตบัดนี้เลยเวลานัดหมายไปแลว ก็ไมปรากฏ ท่านทาให้ท่านนั่นแหละเสียประโยชน์ ฤกษ์จะงาม
่
้
ิ
ว่า ฝ่ายชายพากันมาประกอบพธีแต่อย่างใด การ ยามจะดีอยู่ที่การท�าดีท�าชอบ อยู่ที่ความสะดวก
กระท�าเช่นนแสดงว่ามีเจตนาหลอกลวง ไม่จริงใจ สบายในการปฏิบัติ ไม่ได้อยู่ที่อาชีวกหรือดวงดาว
ี้
�
�
ต่อกัน ทาให้เกิดความเสียหาย อับอายญาติพี่น้อง ใดๆ เลย เมื่อทานละเลยการทาดีทาชอบ และละเลย
�
่
้
และผูมารวมงาน ฉะนั้น เราอยารอพวกชาวเมืองอีก ความสะดวกสบาย ท่านจึงได้พลาดจากการแต่งงาน
่
่
เลย เราจะยกลูกสาวให้แต่งงานกับคนอื่นที่เป็นชาว ไปแล้ว เราไม่สามารถจะพาลูกสาวมาเข้าพิธีกับคน
ชนบทด้วยกันในวันนี้เถอะ” เสียงคนเห็นด้วยกับ ของท่านได้ เพราะนางเข้าพิธีกับคนอื่นแล้ว”
ความคิดนี้มีเป็นจานวนมาก ทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันไปมาอยู่อย่างนั้น โดย
�
่
็
่
่
้
่
ุ
ในที่สุด ครอบครัวเจ้าสาวก็ยกลูกสาวให้ ยังไมมีทีทาวาจะยอมกัน ระหวางนั้นเองมีบุรษผูเปน
แต่งงานกับชายหนุ่มชาวชนบทด้วยกันในวันนั้นเอง บัณฑิตคนหนึ่งผ่านไปยังสถานที่ตรงนี้ด้วยกิจธุระ
พิธีต่างๆ ดาเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีใคร บางอย่าง ได้ยนทงสองฝ่ายถกเถียงกัน จึงพูดว่า
ิ
ั้
�
่
�
ี
้
่
คัดคานแมแตคนเดียว ทุกคนที่มารวมพิธีนั้นไมมใคร “ฤกษ์ยามไม่จาเป็นต้องมีดอก เพราะการได้เจ้าสาว
่
้
กล่าวถึงฤกษ์ยามแต่อย่างใด มาก็เป็นฤกษ์ยามอยู่ในตัวแล้ว” จากนั้นกล่าวต่อว่า
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวชาวเมืองกพากันยก “คนเขลามักจะพลาดจากประโยชน เพราะมัวแตคอย
์
็
่
�
ขันหมากมาประกอบพิธีแตงงานกับสาวชนบทคนนั้น กระทาตามฤกษ์ยาม การได้ประโยชน์ตามต้องการ
่
็
ซึ่งได้เข้าพิธีแต่งงานกับชายอนไปแล้วเมื่อวาน เมื่อ เปนฤกษเปนยามในตัว ดวงดาวหรือใครก็ก�าหนดให้
ื่
์
็
มาถึงครอบครัวชาวชนบทจึงกล่าวว่า “พวกท่านนัด ไม่ได้”
วาจะพาลูกชายมาประกอบพธีแตงงานกับลูกสาวของ คาพูดของบุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้น ทาให้ทั้งสอง
่
�
่
�
ิ
์
้
้
่
่
่
่
้
่
่
่
้
เราเมื่อวานนี้ แตก็ไมไดมาตามที่ตกลงกันไว และไม่ ฝายฉุกคิดไดวา ฤกษงามยามดีไมไดอยูที่ไหน แตอยู ่
�
ได้แจ้งสาเหตุขัดข้องใดๆ ให้ทราบ พวกเราคอยพวก ที่การกระทาดี ส่วนวันเวลาที่ระบุไว้ล่วงหน้าว่า เป็น
ท่านจนเกือบจะเที่ยงวัน พวกท่านก็ไม่มา ดังนั้น ฤกษ์งามยามดี โดยอ้างว่าเป็นอิทธิพลของดวงดาว
�
พวกเราจึงยกลูกสาวของเราใหเขาพิธแตงงานกับชาย นั้น ถารอใหถึงฤกษยามนั้นแลวจึงคอยทากิจการงาน
่
์
้
้
้
้
่
้
ี
500