The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก


เล่า จึงจะเปนที่พอใจของนาง” “รอบสระนี้มีพญานก พญานกออกจึงปลอบเหยี่ยวว่า “อย่าวิตกไป


ออกอาศัยอย่ทางทิศตะวันออก ราชสีห์อย่ทางทิศ เลยเพื่อนเอ๋ย เราเป็นมิตรกันก็เพื่อช่วยเหลือซึงกัน

เหนือ เต่าอยู่กลางสระ ท่านต้องผูกไมตรีกับท่าน และกันเมื่อยามทุกข์ยาก ข้าขอช่วยเหลือท่านจนสุด


พวกนี้ไว้ เราจึงจะยอมอยู่ด้วย” ความสามารถ เวลานี้พวกพรานเริ่มปนตนไมหรือยัง”

เหยี่ยวได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงไปทาความสนิท “ยังเลย” เหยี่ยวตอบด้วยความดีใจ “ตอนนี้ยังไม่ได้


สนมกับสัตว์ทั้งสามนั้นทุกวัน ไม่ช้าก็เกิดความสนิท ขึ้น กาลังผูกคบเพลิงอยู่” “ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบไป






ี่
สนมรักใครกัน นางเหยี่ยวจึงยอมเปนภรรยา ทั้งสอง ก่อน จงปลอบแมเหยยวไวอยาใหเสียขวัญ เราจะตาม
ช่วยกันสร้างรังอยู่บนต้นกระทุ่มในที่ไม่ไกลจากสระ ไปทีหลัง”




นั้น อยูมาไมนานก็ตกไข แลวออกลูกนอยสองตัว แต ่ กล่าวแล้วก็ส่งพ่อเหยี่ยวไป ตัวเองรีบบินไป

ขนปีกยังไม่งอก ทั้งสองจึงเลี้ยงลูกเพื่อรอให้ขนปีก เกาะกิ่งไม้ต้นหนึ่งมองดูทางขึ้นของพรานป่า มองหา
งอกจะได้บินไปหากินได้ ทีหนีทไล่แล้วคอยทีอยู่ พอพรานถือคบเพลิงปีนขึ้น





ครั้งนั้น พรานปาพวกนั้นพากนตระเวนลาสัตว ์ ไปใกล้รัง พญานกออกบินลงไปในสระอมน้าเต็ม
ตลอดวันก็ไม่ได้เนื้ออะไรเลย จึงปรึกษากันว่า กระพุ้งปาก แล้วบินไปบ้วนลงตรงคบไฟพอดี พอไฟ

“ไหนๆ พวกเราก็มาแลวจะกลับบานมือเปลาก็กระไร ดับพรานมองไม่เห็นอะไร จะขึ้นไปมืด ๆ ก็กลัวแม่




อยู่ คืนนี้พักแรมเสียในป่า พรุ่งนี้จึงตระเวนหาต่อไป นกจะจิกเอา จึงตองมาผูกคบเพลิงใหมแลวปนขนไป





อีก” ตกลงดังนั้นแล้วก็พากันไปหาที่พักโคนต้นกระ อีก พญานกออกก็อมน้ามาดับอีก ทาอยู่เช่นนั้นจน

ทุ่ม ซึ่งเหยี่ยวทารังอยู่นั่นเอง ตอนพลบค่าจึงสุมไฟ ครึ่งคืนแลว พญานกออกบินไปมาอยูหลายเทยวกชัก








เพื่อไลยุงและปองกันอันตรายจากสัตวปา ควันขึ้นไป จะหมดกาลัง แม่เหยี่ยวเห็นดังนั้นจึง กล่าวกับสามี





รมลกนกทั้งสองบนยอดไม ท�าใหลูกนกรองขึ้น พราน ว่า “นายจ๋า พญานกออกเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว เห็น



คนหนึ่งได้ยินเสียงลูกนกจึงร้องขึ้นว่า “เฮ้ย พวกเรา ทีจะเหลือกาลังน้อย พี่ไปหาพญาเต่าให้มาช่วยอีก

เสียงลูกนกร้องอยู่บนยอดไม้ เห็นจะพอเป็นอาหาร แรงเถิด จะได้ให้พญานกออกพักผ่อนบ้าง”

มื้อค่านี้ได้ ช่วยกันทาคบไฟหน่อย ข้าจะขึ้นไปจับมา พ่อเหยี่ยวฟังดังนั้น จึงเข้าไปหาพญานกออก

ให้เอง” แล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านพญานกที่ช่วย
แมนกไดยินดังนั้นก็ตกใจ คิดวาอันตรายคงมา เหลือเป็นสามารถ ข้าพเจ้าซาบซึ้งในไมตรีจิตของ



ถึงลูกแน่แล้ว จึงพูดกับพ่อนกว่า “พ่อเอ๋ย คนพวกนี้ ท่านยิ่งนักแล้ว โปรดถนอมกาลังไว้เถิด แม้ลูก

ต้องการจับลูกเราไปกิน พ่อจงรีบไปหาพญานกออก ข้าพเจ้าจะตายไป ข้าพเจ้าคงมีได้อีก ส่วนมิตรเช่น

ิ่



เพื่อนเรา แจ้งภัยที่จะเกิดขึ้นให้ทราบ แล้วขอความ ท่าน ขาพเจาจะหาไดยากอยางยง โปรดพักเสียเถด”

ช่วยเหลือจากเพื่อนเถิด” พ่อนกได้ฟังดงนั้นก็รีบไป พญานกออกตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะช่วยใคร

โดยเร็ว เมื่อถึงจึงพูดกับพญานกออกว่า “เพื่อนเอ๋ย แลวก็ยนดีชวยจนสุดชีวิต แมรางกายจะแตกดับก็หา





ื่
คนป่าพากันมัดคบไฟเพอจะปีนไปจับลูกของเรากิน เสียดายไม่ ท่านอย่าห่วงข้าพเจ้าเลย”

ท่านเป็นนกมีปีกแข็งแรง มีกาลังวังชามาก ข้าพเจ้า พ่อเหยี่ยวจึงรีบบินไปหาเต่า เล่าเหตุการณ์ให้



ขอพึ่งกาลังท่าน ช่วยป้องกันชีวิตลูกจากนายพราน ฟงทุกประการ แล้วขอร้องว่า “ท่านเต่า ข้าพเจ้ากาลัง


ด้วยเถิด” เดือดรอนแสนสาหัส ขอไดโปรดชวยอนุเคราะหดวย



201


เถิด” เต่าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวด้วยความภาคภูมิว่า “สหายเหยี่ยวเอ๋ย คน
ฉลาดย่อมใช้ทรัพย์ข้าวและก�าลังกายให้เป็นประโยชน์ในทางผูกมิตร



ข้าพเจ้ามีเพียงกาลัง จึงจะขอใช้กาลังนี้บาเพ็ญประโยชน์แก่ท่านบ้าง”


ลูกเตาซึ่งอยูใกลๆ ไดยินพอพดกับเหยี่ยว จึงอาสาวา “พ่อจ๋า พ่อแก่





แล้ว ขอให้อยู่ที่นี่เถิด ลูกโตพอจะช่วยทากิจแทนพ่อได้แล้ว พ่ออนุญาตให้

ลูกไปช่วยลูกเหยี่ยวแทนพ่อเถิด” “อย่าเลยลูกเอ๋ย” พ่อเต่าห้ามลูก “การ




ที่อาสาไปท�างานแทนพอเปนความดี พ่อขอบใจ แตงานคราวนี้เปนงานของ
พ่อโดยตรง เหยี่ยวเห็นพ่อร่างกายใหญ่พอแก้ไขเหตุการณ์ได้จึงมาขอร้อง
ให้พ่อไปเองเถิด” ว่าแล้วก็ให้พ่อเหยี่ยวล่วงหน้าไปก่อน ตัวเองค่อยโดดลง
ไปในน้ากวาดสาหร่ายและใบหญ้าที่ติดตัวขึ้นจากน�้า แล้วค่อย ๆ คลานไป




ึ้
ใกล้กองไฟ พอไดทก็เอากอหญาเปยกที่ติดตัวไปโปะลงที่กองไฟ เอาตัวขน

ทับกองไฟดับแล้วรีบวิ่งลงสระ
พวกพรานเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “เฮ้ย พวกเรา จะมัวไปเอานกตัว








นิดใหลาบากทาไม จับเตาใหญมากินไมอิ่มกวาหรือ” วาแลวก็วิ่งกรูตามเตา


ไปทันเต่า เมื่อถึงชายน�้าพอดี พรานช่วยกันจับคนละมือ นึกจะหิ้วเต่าขึ้น
บกก็หิ้วไม่ขึ้น เต่าจึงพาพรานลงน้าลึกลงไปทุกที จนกระทั่งถึงห้วงน้าลึก



ก็ไม่สามารถจับเต่าได้ บางคนต้องส�าลักน�้าเสียหลายอก จึงพากันมานั่ง

หอบอยู่ริมขอบสระนั่นเอง จึงปรึกษากันว่าจะปล้าเอาเต่าคงไม่ได้ ช่วยกัน
ก่อไฟใหม่ พอรุ่งเช้าค่อยจัดการกับเจ้าลูกนก

ฝ่ายแม่เหยี่ยวฟังคาของนายพรานแล้ว จึงปรึกษากับพ่อเหยี่ยวว่า
“พ่อเอ๋ย พวกนี้คงจัดการกับลูกเราแน่ ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ท่านจงรีบไป
หาราชสีห์สหายของเราเถิด บางทีจะมีทางช่วยเราได้บ้าง” พ่อนกจึงบินไป










หาราชสีห์ แจงเรองตั้งแตตนแลวออนวอนวา “ขาแตพญาราชสีหผูจอมสัตว

ื่
บุตรของข้าพเจ้ากาลังจะถูกกิน ข้าพเจ้าจึงบากหน้ามาพึ่งท่าน โปรดช่วย

ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
พญาราชสีห์จึงปลอบว่า “เหยี่ยวเอ๋ย อย่าวิตกไปเลย ตามธรรมดา










ผูนอยเมื่อบากหนามาขอความชวยเหลือแลว ผูใหญเชนเราเมื่อชวยไดไหน
เลยจะเมินเฉยอยู่ได้ กลับไปปลอบลูกเมียไว้อย่าให้ตกใจ เราจะใช้วิธีการ


ของเราเอาชนะศัตรูจงได” วาแลวก็เดนตรงไปยังกลุมนายพราน เปลงเสียง




คารามสนั่นป่า

202



พวกพรานเมื่อไดยินเสียงราชสีหคารามก็เสียขวัญ ปรึกษากันวา “นก



ออกคอยดับไฟ เต่าพาพวกเราจมน้าแทบเอาตัวไม่รอด ขณะนี้ราชสีห์ร้าย




กาลังมาเอาชีวิตเรา อยาอยูเลยหนีเอาตัวรอดดีกวา” ตางคนตางหนีกระเจิง



ไป ราชสีห์ไปถึงโคนต้นกระทุ่ม ไม่พบนายพรานแม้แต่คนเดียว จึงเรียก
เหยี่ยวทั้งสอง นกออก และเต่ามาแล้วปรารภว่า “มิตรภาพที่มีอยู่ระหว่าง



เราเปนเกราะปองกันภัยตางๆ ไดทั่วสารทิศ พวกท่านจงอย่าทาลายมิตรภาพ


ระหว่างกันเสีย จะอยู่ด้วยความปลอดภัยตลอดไป”
ครั้นกลาวสอนพอสมควรแลวก็หลีกไป ตางคนตางแยกยายไปอยูตาม






ที่ของตน เหยี่ยวทั้งสอง เมื่อผ่านพ้นภยันตรายอันน่าหวาดเสียวมาได้ จึง
สนทนากันถึงอานิสงส์การผูกมิตรไมตรี โดยแม่เหยี่ยวกล่าวขึ้นว่า






“ชื่อวามิตรที่ดควรคบไวใหมากเทาที่จะมากได ยิ่งมีมิตรมากเทาใด ก็




เทากับไดสรางเกราะปองกันภัยไวมากเพียงนั้น เรารอดจากอันตรายไดคราว







นี้ก็เพราะความสามัคคีในหมูมิตร จึงไดบันเทิงกับหมูลูก ๆ ดวยเหตุนี้ฉันจึง
ให้ผูกมิตรไว้ก่อนที่จะอยู่ด้วยกัน” พ่อเหยี่ยวกล่าวเสริมว่า “ฉันเห็นด้วยกับ
เธอในขอที่วา คนเราจะมีสุขมียศก็เพราะมีมิตรสหาย พญาราชสีหเปนราชา




สัตว์ เต่าเป็นมิตรกล้าหาญ พญานกออกมีความพยายาม เป็นมิตรของเรา
จึงช่วยเราพ้นอันตรายได้ จึงควรผูกมิตรไว้กับคนส่วนมาก”







แมนกจึงกลาววา “พอเหยี่ยว ไมตรีนั้นแมผูขัดสนก็ควรผูกไว ผูใดผูก

มิตรไว้กับผู้กล้าหาญ ต้องประสบสุขทุกเมื่อไป” ครั้นสรรเสริญมิตรธรรมนี้
แล้ว ต่างพากันผูกมิตรกับสัตว์ใกล้เคียง อยู่กันด้วยความผาสุก ตลอดกาล
อวสานแห่งชีวิต
จากชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า คนเราจะอยู่ ณ ที่ใด
ตองผูกมิตรไวใหมาก อยาทาการทะเลาะวิวาทเปนศัตรูกับใคร ซึ่งเทากับ







เป็นการล้อมก�าแพงแก้ว ป้องกันภัยไว้รอบด้าน ตรงกันข้ามถ้าเป็นคน



ปากเปราะเราะราย ทาลายมิตรกับบานใกลเรือนเคียงเสียแลวกเทากับฝง









ขวากหนามไวรอบบานเพื่อทาอันตรายตัวเอง จะอยในหมูคนมากเพียงใด

ก็คล้ายกับอยู่โดดเดี่ยวเสมอ ดูนกเหยี่ยวเพราะผูกไมตรีไว้กับคนรอบที่
อยู่ จึงรอดพ้นอันตรายได้ จึงควรถือเป็นคติเตือนใจต่อไป
(มหาอุกกุสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๙๑)
203


204


กรรมสนองกรรม




“ท�าชั่ว ได้ช่ว”








ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุ


ทั้งหลายที่เที่ยวเผยแผ่ศาสนาไปทั่วทิศานุทิศ เมื่อออกพรรษาต่างก็เดน
ทางมาเพื่อเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีเรื่องอันใดที่สงสัยก็น�ามาทูล


ถามกันตามแต่เหตการณ์ ได้ถือปฏบัติเช่นนี้ตลอดมา มีภิกษุพวกหนึ่ง
เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน รับนิมนต์ฉันในบ้านของคหบดีผู้หนึ่ง
ขณะก�าลังฉันขาวยาคูเพื่อรอเวลาบิณฑบาต เผอิญเห็นบานหลังหนึ่ง




ในที่ไม่ไกลถกไฟไหม้ สาเหตเกิดจากหญิงรบใช้ของบ้านนั้นจุดไฟหุงข้าว


แลวนั่งหลับ ไฟลามลุกเชื้อเพลงตดหลังคา แลวไหมอยางรวดเร็ว ขณะไฟ





ไหม้ในบ้านนั้นเปลวไฟโหมหนัก ส่งเสวียนหม้อซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม




ไฟติดไหมโดยรอบพุงขึ้นสูอากาศ บังเอิญมกาตัวหนึ่งบินมาชนเสวียนหมอ




เอาคอสวมเขาไปในวงเสวียนพอด ไฟจึงไหมกาตัวนั้นตกลงมาตายไมไกล

จากพระภิกษุกลุ่มนั้น ภิกษุเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจ จึงพูดเป็นเชิง

ปรารภกันว่า “ท่านทั้งหลายจงดูเถิด กาบนอยู่บนอากาศอันกว้างใหญ่
ไพศาล บริเวณที่เสวียนพุ่งไปในอากาศนิดเดียวก็ยังเอาศรษะลอดเข้าไป

ให้ไหม้จนได้ นอกจากพระศาสดาคงไม่มีใครทราบปุพพกรรมอันนี้ เมื่อ
เข้าเฝ้าก็จะขอทูลถามถึงปุพพกรรมของกาให้จงได้” แล้วเดินทางต่อไป
ครนได้เฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว จึงทูลเล่าพฤติการณ์ของกาเท่าที่เห็น
ั้





มา แลวทูลถามวา “กานั้นไดทากรรมอันใดไวจึงประสบเคราะหกรรมเพียง

นี้พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพยากรณ์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กาตัวนี้ได้เสวยผลกรรมที่ตัวก่อมาแต่อดีตชาติ มีประวัติโดยย่อ ว่า
ในอดีตกาล กาตวนี้เกิดเป็นชาวนาผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี เขา








พยายามฝกโคดื้อเพื่อไวใชงานไถ แมจะพยายามฝกเพียงไรก็ไมสาเร็จ โค
ไม่ยอมทาตาม พอเดนลากไถไปหน่อยก็นอนเสีย ถูกเจ้าของตีและแทง


205


ด้วยปฏักก็ลุกไปหน่อยหนึ่งแล้วนอนตามเดิมอีก ชาวเรือจึงพากันจับนางเพื่อโยนทะเล นางจึง


พราหมณ์พยายามอยู่หลายวันก็ไม่สาเร็จ ด้วยความ ร้องขอชีวิตด้วยความกลัว นายเรือได้ยินเสียงร้องจึง
โกรธสุดขีด จึงมัดฟางให้เป็นวงกลมมัดใหญ่ สวม ใหหยุด แล้วกล่าวว่า “ถาจะโยนนางทังเครื่องอาภรณ ์



เข้าไปในคอโค ปากก็กลาววา “เอ้า เจามันอยากนอน เหล่านี้ ของมีค่าก็จะสูญเสียเปล่า จงเปลื้องเครื่อง



นัก จงนอนให้สาราญเถิด” ว่าแล้วก็เอาไฟแหย่เข้าที่ ประดบเสียใหหมด ใหนุงผาเกาแลวโยนลงไป แต่เรา











มัดฟาง ไฟลุกไหมทวมคอโคตัวนั้น โคเกิดความรอน ไม่อยากเห็นนางตกทะเลแล้วร้องขอความช่วยเหลือ
จึงวิ่งไปเอาตัวไสกับแผ่นดินก็ดับไม่ได้ จึงถูกไฟลวก พวกทานจงเอาหมอบรรจุทรายใหเต็ม แลวผูกคอนาง




ตายในที่นั้นเอง ด้วยผลกรรมของชาวนานั้น ตาย ไว้ จะได้ถ่วงให้เร็วขึ้น” สั่งแล้วเดินหลบไปเสีย ฝ่าย
แล้วไปเสวยกรรมอยู่เป็นเวลานาน เมื่อใช้กรรมสิ้น ชาวเรือจึงจับนางถ่วงติดกับหม้อทรายโยนลงทะเล
แล้วมาเกิดเป็นกา เอาศีรษะไปลอดเสวียนไฟไหม้ นางจมหายลงไปในน้าทันที

ตายในอากาศนั่นเอง” ภิกษุที่อาศัยเรอมาเห็นดังนั้น จึงคิดวา “เราจะ




ภิกษุทงหลายเมื่อได้ฟังดังนั้น ต่างปลงธรรม ต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามถึงปุพพกรรม
สังเวชโดยทั่วกัน ยังมีภิกษุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมา ของนางให้จงได้” เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จึงทูล

เฝ้าพระพทธเจ้าโดยทางเรือ ในขณะเรือแล่นมาใน ถามถึงปุพพกรรม พระพุทธองค์ตรัสเล่าว่า “ดูกร
ระหว่างทาง เรือเกิดหยุดเสียกลางทะเลเฉยๆ แม้ ภิกษุทั้งหลาย ภรรยานายเรอนั้นในอดีตชาติเกิดเปน


นายเรือและลูกเรอพยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่ยอม ภรรยาคหบดีผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี ได้ทางานบ้าน



ื่
ื้
เขยอน มนุษย์ผ้เชอทางโชคลางต่างวิจารณ์กันว่า ด้วยตัวเองหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ตักน้าตาข้าว ตลอด







“การที่เรือไมแลนนี้เปนเพราะมีคนกาลกิณีอยในเรือ จนตัดฟืนในป่า นางมีสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่ง สุนัขนี้

หากกาจัดคนนี้ออกแล้วเรือก็จะแล่นไปได้” ติดตามนางไปในที่ทกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเข้าป่าตัด

จึงปรึกษากันว่า “จะหาทางรู้ผู้เป็นกาลกิณีได้ ฟืน ไปท่าตักน�้าหรือออกไปนอกบ้าน เพื่อนาข้าวไป

โดยวิธใด” จึงตกลงให้มการจับฉลากกันขึ้น หาก ให้สามีที่ปลายนาก็ตาม พวกหนุ่มๆ ทั้งหลาย เมื่อ


ฉลากตกกับผู้ใด ก็แสดงว่าผู้นั้นเป็นตัวกาลกิณี ให้ เห็นนางไปกับสุนัข จึงพากันล้อเลียนว่า “เฮ้ย พวก
โยนถ่วงทะเลเสีย จึงตกลงจับฉลากกันทุกคน ผล เรา ดูพรานสุนัขซิออกมาอีกแล้ว วันนี้เราคงได้กิน

ปรากฏวาฉลากกาลกิณี ไดแกเมียสาวของกัปตันเรือ เนื้อบ้างเป็นแน่” นางถูกล้อดังนั้น จึงเกิดความอาย




เอง จึงปรกษากันวา “การจับฉลากเพียงครั้งเดยวอาจ ไม่อยากให้สุนัขตามตัวไป บางคราวใช้ก้อนดินขว้าง

ไม่ยุติธรรม ควรจับถึง ๓ ครั้ง” จึงให้จับฉลากใหม่ ปา แต่สุนัขก็ไม่ยอมลดละการติดตาม นานหนักเข้า
ฉลากก็ตกไปกับเมียสาวนายเรืออีกทั้ง ๓ ครั้ง ชาว นางโกรธเจาสุนัขนั้น มาคิดวาตองหาทางฆาเจาสุนข







เรือและผู้โดยสารจึงปรึกษากัปตนว่า “ท่านกัปตัน นี้ให้จงได้

ท่านจะให้พวกเราทาอย่างไร” กัปตันจึงกล่าวว่า “ถ้า วันหนึ่ง ขณะจะออกไปส่งข้าวสามีที่ปลายนา




จะรักษาชีวิตเมียขาพเจาไว พวกทานทงหลายก็จะพา นางใส่ข้าวเต็มหม้อ แล้วแอบซ่อนเชือกไปในตัวด้วย


กันตายไปหมด พร้อมทั้งเมียและข้าพเจ้าด้วย เมื่อสุนัขตามไปจนถึงปลายนาแล้ว จึงแกล้งพาสุนัข


ขาพเจาไมเห็นแกตัวพอจะท�าเชนนั้นได จงจัดการจับ เดินมาทางชายน้า เอาทรายบรรจุใส่ หมอขาวจนเต็ม







นางโยนลงทะเลตามที่ตกลงกัน” เหลยวซ้ายขวาไม่เห็นใคร จึงเรียกสุนัขเข้ามาใกล้

206


สุนัขนึกในใจว่า “นายสาวของเราเคยทารุณเอาก้อนดินบ้าง ท่อนไม้บ้าง




ขว้างปาเราเสมอ วันนี้ดูใจดีเรียกเราเขาไปหา” ดวยความดีใจจึงกระดกหาง




เดินเขาไปหมอบแทบเทาของนาง นางจงจับคอสุนัขไวแนนแลวผูกดวยปลาย



เชือกข้างหนึ่ง เอาปลายเชือกอีกข้างหนึ่งผูกกับปากหม้อทรายแล้วโยนลง


ี่
ไปในน้า สุนัขถูกหมอทรายดึงจมลงไปในน้าตายในทนั้นเอง ด้วยบาปกรรม

ที่นางจับสุนัขถวงทั้งเปน จึงไปเกิดเสวยกรรมอยูชั่วกาลนาน เศษกรรมที่ยัง




ใช้ไม่หมดทานางมาเกิดเป็นภรรยากัปตันเรือ และถูกจับถ่วงทะเลเช่น
เดียวกัน นางจึงชื่อว่าตายเพราะผลกรรมที่นางทาไว้โดยแท้”

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าปุพพกรรมจบลง ภิกษุทั้งหลาย ต่างพากัน
ปลงธรรมสังเวชโดยทั่วกัน ยังมีภิกษุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมาเฝ้าพระ
ศาสดาโดยทางบก เมื่อเดินทางผ่านมาทางเขาลูกหนึ่ง ณ เขานี้มีถ้าเป็น

ที่พักสาหรับภิกษุผู้เดินทางมาจากที่อื่น ในถ้านั้นมีผู้เอาเตียงไปปูประจาไว้



๗ เตียง ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปพักในถ้า เมื่อตกเวลาค�่าก็มีอันเป็นไป คือ




หินกอนใหญไดเลื่อนมาปดปากถ�้าอยางสนิท พระอยูขางในไมสามารถออก





มาได้ แม้จะพยายามผลักเท่าใดก็ไม่ยอมเขยื้อน
ประชาชนทราบข่าวก็เกณฑ์กันมาช่วยเอาหินปากถ�้าออกก็ไม่ส�าเร็จ
พระทั้ง ๗ จึงต้องอดอาหารรอความตายอยู่ในถ้านั้นเอง ภิกษุเหล่านั้นอด


อาหารเปนเวลาถึง ๗ วัน ต่างผ่ายผอมหมดก�าลัง ชาวบานจึงพากันประคอง




ออกจากถ้า ทะนุบารุงให้กลับฟื้นคืนกาลังดังเดิม เมื่อฟื้นดีแล้วตั้งใจจะไป
เฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปุพพกรรมของตนเอง เมื่อถึงจึงทูลเล่าความ
ทุกประการ และทูลถามว่าเกิดแต่กรรมอันใด
พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอ

ติดอยู่ในถ้าถึง ๗ วัน ก็เพราะได้รับผลกรรมที่สร้างไว้แต่อดีต” จึงตรัสเล่า
ประวัติว่า “ในกาลครั้งก่อน พวกเธอทั้ง ๗ เกิดเป็นเด็กเลี้ยงโคทั้ง ๗ คน



ไล่โคไปเล้ยงชายดง พบเหี้ยใหญตัวหนึ่ง ดวยความคะนองจึงพากันวิ่งไลจับ


เหยไมมีทางหนีไปไหนจงวิ่งเขาไปซอนตัวอยูในจอมปลวกใหญ ในจอมปลวก

ี้




นั้นมีปล่องออกอยู่ ๗ ปล่อง เด็กๆ เมื่อไม่สามารถจับตัวได้ประกอบกับ
เวลาเย็นมาก จึงช่วยกันหาหญ้าและดินมาอุดช่องไว้คนละปล่องโดยนึกว่า
“พรุ่งนี้ค่อยมาจับใหม่” พากันไล่โคกลับบ้าน
207


ครั้นถึงบ้านก็ลืมเหี้ยที่อุดไว้ในจอมปลวก รุ่งเช้าไล่โคไปหากินในถิ่น
อื่นเสีย ๗ วัน จึงกลับมาเลี้ยงโคที่เดิมอีก เมื่อเห็นจอมปลวกนั้นก็นึกขึ้นได ้
พากันไปเปิดปล่องที่ตนปิดไว้ เหี้ยอดอาหารถึง ๗ วัน จึงอ่อนเพลียเดินไม่


ไหว ทาทีว่าจะตาย เด็กเหล่านั้นเห็นเข้าจึงสงสารหาน�้าข้าวมากรอกให้ ไม่
ช้าเหี้ยนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นจนแข็งแรงเป็นปกติ เด็กเหล่านั้นจึงปล่อยไปโดย

มิได้ทาอันตราย”




“ภิกษุทั้งหลาย ดวยบาปกรรมที่พวกเธอขังเหี้ยไวใหอดขาวถง ๗ วัน


เมื่อเธอมาเกิดเป็นภิกษุชาตินี้ จึงถูกหินปิดปากถ้าถึง ๗ วัน แต่อาศัยที่
พวกเธอมิได้ทาอันตรายเหี้ยถึงตาย ช่วยเหลือให้ฟื้นในวันที่ ๗ หินจึงเปิด

ออกเองในวันที่ ๗ พวกเธอจึงรอดตายมาได้”
พระพุทธเจ้าครั้นตรัสเล่ากรรมแต่อดีตชาติของคนทั้ง ๓ พวกแล้ว

ตรัสสอนว่า “คนท�ากรรมแลวจะหนีไปอยูแหงหนต�าบลใด จะเป็นในอากาศ


มหาสมุทร หรือซอกขุนเขาก็ตาม การที่จะพ้นจากผลกรรมนั้นไม่มีเลย ใน
โลกนี้ไม่มีที่ใดที่คนอยู่แล้วจะพ้นจากกรรมได้”
เรื่องนี้มีคติสอนวา กรรมคือการกระท�าของคนเรานั้น จะเปนกรรม


ดีหรอชั่วก็ตาม เมื่อท�าแล้วย่อมเป็นเงาตามบุคคลนั้นตลอดไป ตาม



ธรรมดาคนจะหนีอะไรอาจหนีได แตจะหนีเงาของตัวเองนน ไมมใครอาจ

ั้


ทาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในทะเล ป่าเขา หรือที่ใดก็ตาม เงาจะตามเราไปเสมอ

เช่นเดียวกับความดีความชั่วที่ตัวทา ท่านเปรียบเหมือนเงาตามตัว ย่อม

ติดตามไปให้ผลในที่ทุกหนทุกแห่ง จะช้าหรือเร็วก็อยู่ที่กาลังของกรรม



ถามีก�าลังแรงก็มีผลเร็ว ถาก�าลังออนก็มีผลชา เปรียบเหมือนสุนัขไลเนื้อ


สุนัขตัวใดกาลังมากก็วิ่งกัดเนื้อเร็วหน่อย ถ้ามีกาลังอ่อนก็ได้ช้า แต่ต้อง


ถึงเข้าวันหนึ่งจนได้

ฉะนั้น เมื่อทากรรมใดไว้ อย่านอนใจว่าจะไม่ให้ผล เช่น ชน ๓

พวกดังกล่าว ต้องประสบผลกรรมเพราะความชั่วที่ทาไว้ จึงควรถือเป็น
คติเตือนใจว่า กรรมย่อมสนองกรรม เสมอไป
(ตโยชนวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท ปาปวรรค เล่ม ๑๘ หน้า ๔๑)








208


209


แรงพยาบาท




“เวรย่อมไมระงับ ด้วยการจองเวร”










ยังมีเศรษฐีผ้มั่งคงผู้หนึ่ง มีบุตรชายคนเดียว เมื่อพ่อล่วงลับไป


ลูกชายก็รับภาระในการบริหารทรัพย เลี้ยงดูมารดาตลอดจนจัดการงาน





บานดวยตัวเองทุกประการ ความดีทีบุตรชายเศรษฐีนั้นปฏิบัติตอแมและ
ครอบครัว เป็นที่เลื่องลือไปทั่วต�าบลนั้น ใครๆ ก็พากันอยากได้บุตร
เศรษฐีนั้นไว้เป็นบุตรเขย เพราะมีทั้งความรวยและความดีในตัวเอง แต่


บุตรเศรษฐีก็มิไดตกลงปลงใจกับผูใด ยินดีในการเลี้ยงมารดาและทางาน





บานดวยตัวเองตลอดมา มารดาเหนลูกชายล�าบากมาก ไมมีผูชวยเหลือ


เช่นนั้นก็สงสาร
วันหนึ่ง จึงเรียกบุตรเข้ามาหา แล้วกล่าวเป็นเชิงปรึกษาว่า “ลูก
เอ๋ย เจ้าอยู่คนเดียว ทาทั้งงานในบ้านและนอกบ้านมิได้หยุดหย่อน แม่

เห็นลูกเหนื่อยมากก็ไม่สบายใจ แม่คิดว่าลูกควรมีครอบครัวได้แล้ว จะ
ได้มีคนช่วยงานบ้าง อนึ่ง อายุของลูกก็สมควรมีได้แล้ว”

“อย่าเลยแม่” บุตรได้กล่าวแย้งขึ้น “ให้ลูกได้อยู่ปฏบัติแม่ไปจน
สิ้นลมเถิด ลูกยังไม่คิดจะมีคู่ครองหรอก” ถึงลูกจะปฏิเสธอย่างไร แม่ก็
ไม่ล้มความตั้งใจ เซ้าซี้เรื่องมีครอบครัวกับลูกอยู่ตลอดเวลา เมื่อบ่อย
ครั้งเข้าลูกจึงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงนิ่งเฉยเสีย
ั้
วันหนึ่ง มารดาได้คะยนคะยอบุตรเพื่อให้แต่งงานตามเคย เห็น
บุตรเฉยไม่ว่ากระไร จึงออกจากบ้านหวงจะไปขอบุตรสาวตระกูลหนึ่ง


ลูกชายเหนแมเดินออกไปเชนนั้นก็ตกใจ เกรงจะไปขอบุตรสาวที่ไมพอใจ



ตน จึงเรียกให้แม่กลับมา แล้วบอกให้ไปขอบุตรสาวที่พอใจไว้ก่อนแล้ว

มารดาจึงไปยังตระกูลนั้น ขอบุตรสาวและกาหนดวันแต่งงานเป็นที่



เรียบรอย เมื่อไดกาหนดก็ไดจัดพิธสมรสอยางมโหฬาร ทั้งสองไดอยูรวม






กันด้วยความสงบสุขตลอดมา ทั้งสองอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาหลายปีก็
ไม่มีลูก ปรากฏว่าฝ่ายภรรยาเป็นหมัน

210




มารดาจึงมาคิดวา “ตระกูลใดไมมีบุตรสืบตอ เสมอมา

ย่อมถึงความพินาศ เพราะขาดผู้สืบต่อวงศ์ตระกูล อยู่มาไม่นาน หญิงหมันเกิดความคิดขึ้นว่า “ถ้า




ื่


ต่อไป เราตองจัดการหาหญิงใหมมาใหลูกชาย เพอ เมียนอยของสามีเกดมีลูกมาจริงๆ จะเปนหญิงหรือชาย
จะได้มีบุตรจนได้” คิดดังนั้นแล้วจึงปรึกษาลูกชาย ก็ตาม จะได้เป็นเจ้าของมรดกทั้งหมด ส่วนเราจะมิได้
ว่า “ลูกเอ๋ย ที่แม่จัดการให้ลูกได้มีครอบครัว ก็โดย อะไรเลย ความรักของสามีก็จะทุ่มเทให้กับบุตรและ

หวังจะได้หลานไว้สืบวงศ์ตระกูลเรา แต่หญิงสะใภ้ เมียน้อยหมดเป็นแน่ เราตองหาทางขัดไมใหนางนมีลูก

ี้

เราก็เป็นหมันเสียอีก แม่เห็นจะต้องหาคนใหม่มา ให้จงได้”
ให้เจ้าอีกคน เพื่อจะได้มีลูก” “อย่าเลยแม่” บุตร วันหนึ่งเมื่อได้โอกาสจึงเข้าไปหาเมียน้อย แล้ว


ชายปฏิเสธแข็งขัน “เพียงคนเดียวก็พออยูแลว ไมมี ทาทีว่ารักใคร่และสนใจ เมื่อนางจะตั้งครรภ์ จึงสั่งนาง




ลูกก็ช่างเถอะ” ว่า “นี่เธอ ถารูสึกวาจะตั้งครรภเมื่อใดละก็ตองรีบบอก





มารดาจึงเซาซี้บุตรเชนเคย เพื่อใหรับภรรยา ฉันนะ จะได้ให้ยาบารุงครรภ์ และช่วยทะนุถนอมให้มี


ไว้อกคนหนึ่ง บุตรก็ปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ ความสมบูรณ์ทั้งลูกและเธอ เวลาคลอดจะได้ลูกที่






แม่ลูกกาลังสนทนากันอยู่ ลูกสะใภ้แอบได้ยิน จึง สมบูรณ” “จ้ะ” นางรับคา “ถาฉันตั้งครรภเมื่อใดจะรีบ
คิดว่า “ตามธรรมดาลูกกับแม่ถึงจะปฏิเสธอย่างไร บอกทันที”
ก็คงใจอ่อนเข้าหากันสักวันหนึ่ง ถ้าเขาหาหญิงใหม่ อยู่มาไม่ช้า นางชักเริ่มมีอาการของคนตั้งครรภ์



มาไดจริงๆ และมีลกดวยกัน เราก็จะตกอยูในฐานะ เกิดขึ้น ด้วยความซื่อจึงรีบไปบอกหญิงผู้ร่วมสามี นาง



ั้
ล�าบาก ถูกใชแบบทาส ถากระไรเราตองหาหญิงมา ได้ทราบดังนนจึงท�าทีเป็นดีใจที่จะได้ลูก กุลีกุจอหา

ให้เสียเอง เพื่อจะได้มีบุญคุณต่อกัน หญิงนั้นคงไม่ น้าท่าอาหารมาบารุงบาเรอต่างๆ พอได้โอกาสจึงแอบ










กลาขมขูกับเราแบบทาสแน” ครั้นคิดดังนั้นแลว จึง ใสยาแทงลูกลงไปในของกิน เมื่อหญิงมีครรภกินเขาไป



ไปหาตระกูลๆ หนึ่ง บอกความประสงค์ว่า “นี่ ไม่นานก็แท้งลกออกมา จึงเป็นอันว่าไม่ได้ลูกในคราว

แม่คุณ ฉันอยากจะขอบตรของท่านไปเป็นภรรยา นั้น




ของสามีฉัน ถาทานไมขัดของฉันจะไดจดการใหเปน ครั้นอยู่ต่อมาอีกระยะหนึ่ง นางก็เริ่มมีครรภ์อีก







ไปตามประเพณีทุกประการ” จึงบอกภรรยาเกาตามเคย นางไดใหยาแทงอีก จึงไมมี


“นี่นางผู้เจริญ” บิดาของตระกูลนั้นถามด้วย โอกาสได้ลูกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ชาวบ้านและมิตร
ความสงสัย “ฉันไมเคยไดยินมากอนเลยวา ภรรยา สหายต่างพากันสงสัยว่า เหตุใดนางจงแท้งลูกแล้วๆ





หาเมียใหม่ให้สามี นางเป็นบ้าไปเสียแล้วกระมัง” เล่าๆ ประกอบกับสงสัยพฤติกรรมของเมียหลวง จึงพา
“ฉันไม่ได้บ้าดอก ฉันเป็นหมัน แต่งงานมาหลายปี กันเข้าไปคุยและไต่ถามว่า “สหายเอ๋ย เหตุใดจึงแท้ง
ไม่มีบุตร ท่านก็ทราบแล้วว่าตระกูลที่ไม่มีบุตรนั้น ลูกถึงสองครั้ง เจาแทงลูกเองหรือมีใครจงใจทา ให้บอก



จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกสาวท่านได้บุตรขึ้นมาก็จะได้ มาเถิด เราช่วยกันได้ก็จะช่วยทุกอย่าง”

รับมรดกกอนใหญจากสามีฉัน โปรดใหธิดาของทาน “ฉันกไม่ทราบเหมือนกันว่าเหตุใดฉันจึงแท้ง”





ไปเถิด” นางตอบพร้อมกับร้องไห้ “หญิงที่ร่วมผัวกับเธอ ได้ทา
พ่อแม่ของนางเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึง อะไรกับเธอบ้างหรือเปล่า” นางจึงเล่าพฤติกรรม
ื่






ยินดีมอบลูกสาวให้ไป นางจึงพาไปจัดการตกแต่ง ทั้งหมดที่เขาไดทากบเธอใหเพอนบานฟง เพื่อนบานทั้ง


ให้สามีตามประเพณี และอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข หลายพากันแน่ใจว่า การกระทาครั้งนี้เป็นน้ามือของ

211









หญิงรวมผัวแนนอน จึงกลาวสอนนางวา “แม่นางเอ๋ย อาฆาต นางจึงไปเกิดเปนนางแมว อยูในบานสามีนั้น



เจามันแสนโงเสียจริง ผูรวมผัวกับเธอกลัววาเจาจะมี เอง เมื่อสามีทราบข้อเท็จจริงว่า การตายของภรรยา



ลูก สมบัติจะตกอยู่แก่เจ้าคนเดียว จึงไม่อยากให้มี และลูกทั้งสาม เพราะนางเมียหลวงฆ่า จึงบันดาล

ได้ใช้ยาอย่างแรงแอบใส่ภาชนะน้าดื่ม เมื่อเธอดื่ม โทสะอย่างแรง จับมวยผมนางไดก็ประเคนทงมือ ไม้

ั้




แลวจึงทาใหเธอแทงลูก ตอไปนี้ เวลาตั้งครรภจงอยา ศอกและเข่า อย่างไม่ปรานี แม้นางจะล้มลุกคลุก






บอกแกนางนั้นโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นเจาจะตองถึงกับ คลานร้องขอชีวตอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด โบยตีจน

ชีวิต” กระท่งนางสลบไป นางจึงล้มเจ็บลงและมีอาการ




ตอมาเมื่อนางตั้งครรภ จึงพยายามปกปดมิให ้ เพียบลงทุกที จนกระทั่งตายไปในไม่ช้า





หญิงรวมผัวทราบโดยเดดขาด นางจึงตั้งทองใหญขึ้น ดวยอกุศลกรรมที่สรางไวทาใหนางเกิดเปนไก ่






ทุกวันๆ จนกระทั่งมองเห็นชัด หญิงร่วมสามีจึงถาม ตัวเมีย ในบ้านสามีเก่านั้น อานาจการจองเวร




ว่า “นี่เธอเธอตั้งครรภ์แล้วหรือ เหตุใดเธอจึงไม่บอก บันดาลใหเมียนอยเกิดเปนนางแมว ใหเมียหลวงเกิด





เหมือนคราวกอนๆ เล่า” “เธอเปนหญิงใจราย ฆาลูก เป็นนางไก่ อย่อาศัยในบ้านเดียวกัน เมื่อนางไก่



ในทองฉันถงสองคน แลวเหตุใดจึงจะบอกเธอในครั้ง เจริญวัยออกไขออกลูกนอยมาหลายตัว นางแมวเห็น


นี้เล่า” กล่าวแล้วรีบเดินหลีกไป ลูกอ่อนไก่ ก็ไล่ตะปบกินวันละตัวสองตัวจนหมดไป

เมียหลวงคดว่า “คราวนี้เห็นจะไปไม่รอดแน่ ครั้นกินลูกไก่จนหมดแล้ว จึงใคร่อยากกินเนื้อแม่ไก่
แล้ว ถึงอย่างนั้น เราก็จะพยายามให้ถึงที่สุด จะฆ่า อีก จึงแอบเข้าไปในรัง คว้าคอแม่ไก่ได้ พาออกไป
ลูกในท้องนางให้จงได้” ตั้งแต่นนมา ก็พยายามหา กลางทุ่ง แล้วฉีกเนื้อกินเสีย นางไก่เมื่อจวนจะตาย
ั้
โอกาส วันหนึ่งนางสบโอกาสเหมาะ จึงประกอบยา ได้ตั้งจิตอธิษฐานจองเวรในนางแมวว่า “นางแมวมัน


อย่างแรง แอบใสลงในภาชนะอาหารของเมียนอยจน ใจร้าย กินลูกเราหมดทั้งครอก เท่านั้นยังมิหนาใจ




ได้ เมียน้อยเมื่อได้รับอาหารเข้าไปไม่นาน ก็เกิด ยังมากัดเรากินเปนอาหารอีก ถาขาพเจาเกิดอกชาติ



อาการปวดท้องทุรนทุราย ทาอาการเหมือนคนจะ หนึ่ง ขอให้ได้มีโอกาสกินมันพร้อมทั้งลูกเป็นการแก้
คลอดบุตร แต่ไม่สามารถคลอดออกมาได้ เพราะเด็ก แค้นให้จงได้”

ได้ตายด้วยพิษยานอนขวางทางคลอดอยู่ หมอและ เมื่อเสรจอธิษฐานก็สิ้นใจแล้วไปเกิดเป็นเสือ
ชาวบ้านได้ช่วยกันจนสุดความสามารถ ก็ไม่อาจน�า เหลืองอยู่ในป่า อยู่มาไม่ช้านางแมวก็ตาย และเกิด
บุตรออกจากท้องได้ นางปวดทุรนทุรายแสนสาหส เป็นนางเนื้ออยู่ในป่าไม่ไกลจากนางเสือเหลือง ด้วย

ไมอาจทนความเจ็บปวดได มีอาการรอแรใกลจะตาย อานาจเวรที่จองกันไว้ เมื่อนางเนื้อออกลูกมาครั้งใด






กอนตายนางไดอธิษฐานขอจองเวรแกนางเมีย ก็ถูกนางเสือเหลืองแอบมาลักเอาไปกินเสียทุกครั้ง




หลวงว่า “นางใจร้ายได้ท�าลายขาพเจาอยางโหดเหี้ยม จนกระทั่งวาระสุดท้าย นางเสือเหลืองมาไม่พบลูก



ทาลายลูกเราตายในท้องถึงสามคน บัดนี้มันทาลาย จึงจับตัวนางเนื้อคาบเอาไป เมื่อจวนจะตาย นางเนื้อ



แม้ตัวข้าพเจ้าเอง ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้ามิได้ทาผิดคิดร้าย ได้ตั้งใจจองเวรไว้ว่า “ข้าพเจ้ามิได้ทาผิดคิดร้ายใด ๆ


ต่อมันเลย เมื่อข้าพเจ้าสิ้นใจไปแล้ว ขอได้เกิดเป็น ตอนางเสือเหลืองเลย นางมาจับลูกเราไปกินยังมพอ




นางยักษ์ กลับมากินลูกของมันให้สมแค้นบ้างเถิด” ยังมาจับเราไปกินอีก ขาพเจาขอตั้งปฏิญาณวาถาเกิด
เมื่อนางตั้งอธิษฐานขอจองเวรตอนางนั้นจบลง ชาติต่อไป ขอให้ได้มีโอกาสกินลูกของมันบ้าง”

ก็สิ้นใจ ณ บัดนั้น ด้วยอานาจจิตประกอบด้วยความ เมื่ออธิษฐานเสร็จก็สิ้นใจแล้วไปเกิดเป็นนาง

212





ยักษ ฝายนางเสือเหลืองตายไปในระยะใกล ๆ กัน ไปในสระ ครั้นเสร็จธุระแล้วรับลูกรอสามีอยู่ขอบสระ
จึงไปเกิดเป็นธิดาแห่งตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี ให้สามีลงอาบบ้าง
เมื่อเจริญวัยก็ได้แต่งงานตามประเพณี และต่อมา ขณะที่นางยืนรอสามีให้ลูกดื่มนมอยู่ ก็เหลือบ




ไดมีบุตรคนหนึ่ง นางยักษทราบวานางนั้นมีลูกแลว ไปเห็นนางยักษ์เดินรี่เข้ามาหา จึงตะโกนบอกสามีว่า
ด้วยอ�านาจเวรบันดาล ท�าให้นางปลอมเพศเป็น “นางยักษิณีมาแล้ว รีบขึ้นมาโดยเร็วเถิด” ว่าแล้วก็อุ้ม

หญงสหายรกเข้าไปเยี่ยมเยือน ถามชาวบ้านว่า ลูกวิ่งตรงไปยังมหาวิหารในทันที ขณะนั้นพระพทธองค ์



“นางที่คลอดบุตรวันนี้เป็นสหายกัน ฉันอยากจะ กาลังแสดงธรรม ณ ท่ามกลางบริษัท นางวางบุตรลง

เข้าไปเยี่ยมสักหน่อย ไม่ทราบว่าได้หญิงหรือชาย แทบเทาพระพุทธเจาแลวทูลออนวอนวา “หมอมฉันขอ





อยากเข้าไปเยี่ยมให้ถึงที่ นางคลอดอยู่ห้องไหน” ถวายบุตรนี้แดพระองค ขอไดโปรดชวยชีวิตบุตรหมอม






เมื่อคนในบานชี้ใหดู จึงเดินเขาไปยังที่ไวเด็ก ฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า”






จับไดก็ฉีกเนื้อกินเสีย แลวรีบซอนตัวหนีออกไปได ขณะนั้น นางยักษ์มาถึงประตูพระวิหาร ถูก

เมื่อนางคลอดวาระที่สอง นางยักษ์ก็ปลอมตัวมา เทพยดาผู้สิงที่ประตูห้ามไว้ จึงไม่สามารถเข้าไปได้

ตามเคย จับฉีกเนื้อลูกนางกิน แล้วก็หนีไปอีก พอ พระศาสดาจึงรับสั่งเรียกพระอานนทเถระมา แลวตรัส

ตั้งครรภ์จวนคลอดครั้งที่สาม นางได้ปรึกษากับ ให้นานางยักษ์มาเฝ้า เมื่อนางยักษิณีนั่งเฝ้า ณ สถาน




สามีว่า “พ่อจ๋า ฉันคลอดบุตรที่นี่ ๒ ครั้ง มีนาง ที่ขางหนึ่ง พระองคจึงตรัสถามนางยักษวา “เหตุไรเธอ








ยักษปลอมตัวมากินลูกเราไดทั้ง ๒ ครั้ง คราวนี้ถา จึงทาอยางนี้ ถาพวกเธอมิไดมีโอกาสพบคนเชนเรา เวร
คลอดที่นี่อกก็คงไม่พ้นเงื้อมมือของมัน ฉันอยาก ที่ผูกกันไวจะยืดเยื้อไปชั่วกาลนาน เหมือนงูกับพังพอน


จะไปคลอดเสียที่บ้านแม่ พี่ตระเตรียมการไว้ด้วย หมีกับไม้ตะคร้อ และกากับนกเค้า ซึ่งมีเวรต่อกันมา
เถิด” สามีเห็นด้วย เมื่อใกล้คลอดจึงพากันอพยพ ชั่วกัปกัลป จงจาไว้ว่า เวรนั้นยอมไมสิ้นสุดดวยการจอง





ไปบ้านฝ่ายภรรยา เวร แต่เวรจะสิ้นสุดลงด้วยการไม่จองเวร”
ฝ่ายนางยักษ์เมื่อครบก�าหนดที่กะไว้ ก็รบ แล้วตรัสอธิบายต่อไปว่า “เมื่อคนหนึ่งผูกเวรไว้

มายังบ้านเดิม เพื่อกินลูกนางอีก ครั้นมาถึงไม่พบ กับอีกคนหนึ่งแล้ว ถ้าผู้นั้นไม่ระงับเสีย กลับจองเวร
จึงถามชาวบานวา “สหายเราที่อยูบานนไปไหนเสีย กันต่อไปอีก เวรจะไม่มีวันสิ้นสุด มีแต่ทางขยายกว้าง


ี้




ขาพเจามาเยี่ยมวันนี้ไมพบ” “จะพบได้อย่างไรเล่า” ขวางยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนต้องการล้างสถานที่เปรอะ


ชาวบ้านตอบ “ก็นางนั้นคลอดบุตรที่นี่สองครั้ง ถูก ด้วยของไม่สะอาด เช่น น้าลาย เสลด เป็นต้น แทนที่

นางยักษ์จับไปกินหมด คราวนี้จึงต้องหนีอพยพไป จะเอาของสะอาดไปชาระ กลับเอาของสกปรกไปราด
คลอดบ้านพ่อเขา” รด แทนที่จะสะอาดกลับเหม็นหนักขึ้น ตรงกันข้าม





นางยักษคดวา “ไมวานางจะหนีไปไหนก็ตาม เวรยอมระงับดวยการไมจองเวร เปรียบเหมือนคนลาง




เราจะต้องตามจนพบจนได้” คิดแล้วรีบติดตามไป ที่อันสะอาดดวยน้าหอมที่จะบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมได



ี่
โดยเร็ว ขณะนั้นนางคลอดลูกแล้ว ถึงกาหนดวัน การระงับเวรด้วยการไม่จองเวร จึงเป็นวิธีทบณฑิตใช้


ตั้งชื่อก็ตั้งใจจะนากลับไปบ้านของตน สองสามี มาแต่โบราณกาลแล้ว”

ภรรยาจงออกเดินทางผ่านมาทางพระวิหารพระ เมื่อจบเทศนา นางยักษิณไดบรรลุโสดาปตติผล







เชตวัน ถึงสระโบกขรณีเห็นน้าใสสะอาดอยากลง หมดการจองเวรต่อไป เมื่อทรงเห็นเชนนั้น พระองคจึง

อาบลูบตวให้สบาย ภรรยาจงส่งลูกให้สามีแล้วลง ตรัสกับนางว่า “เธอจงส่งบุตรให้นางยักษณอุ้มเถิด”



213








“หมอมฉันกลัว” นางตอบดวยหนาตาตื่นกลัว “ไมตองกลัวดอกนองหญิง นางยักษณี



เป็นคนไม่มีภัยต่อใครแล้ว” นางจึงส่งบุตรให้ นางยกษิณีรับบตรแล้วจึงสวมกอด
แสดงความรักคล้ายลูกของตัว ครั้นส่งบุตรคืนมารดาแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่

พระพทธองค์จึงตรัสถามว่า “เป็นอะไรไปเล่า แม่ยักษิณี” นางกราบทูลว่า






“พระพุทธองคผูเจริญ เมื่อกอนหมอมฉันหากินตามสบาย ยังไมไดอาหารพอกินเต็ม
ท้องเลย ตอไปนี้จะตองหากินในวงจ�ากัด จะมิคับแคนมากกวานี้หรือ หมอมฉันนึกถึง





ข้อนี้จึงร้องไห้” “อย่ากลัวเลย แม่ยักษิณี” พระพุทธองค์ทรงปลอบใจ แล้วตรัสกับ

หญิงนั้นวา “เธอจงน�านางยักษิณีไป แลวใหอยูในเรือนเจา แล้วให้ข้าวน�้าตามสมควร





เถิด” หญิงนั้นพานางยักษิณีไปอยู่ที่บ้าน บารุงดวยข้าวน้าตามกาลัง ส่วนนางยักษิณี



ก็มิได้นงดูดาย พยายามช่วยเหลือท�าผลประโยชน์เป็นการตอบแทน อาศัยที่นางรู้
ิ่
เรื่องดินฟ้าอากาศดี นางก็บอกฤดูกาลให้ครอบครัวได้เตรียมการทานาทันเวลา ปีใด


ฝนดีต้นปี ควรทาแต่เนิ่น ก็บอกเตือนให้ทาแต่เนิ่น






สองสามีภรรยาอาศัยการบอกของนางยักษณี จึงทานาไดผลดีกวาเจาอื่น และ
มั่งคั่งร่ารวยในปีต่อมา ได้เป็นอยู่ตามสมควร จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต

ชาดกเรื่องนี้มีคติมุ่งสอนเรื่องเกี่ยวกับการจองเวรว่า การจองเวรมุ่งแก้แค้น

ต่อกันและกันนั้น ก็มิผิดอะไรกับการสาดน้ารดกัน ฝ่ายหนึ่งสาดมา อีกฝ่ายหนึ่ง
ั้
สาดตอบ ก็คงเปียกปอนด้วยกันทงสองฝ่าย เมื่อมนุษย์เรามุ่งท�าร้ายกัน มุ่งแก้
แค้นกันไปแล้ว ย่อมจะต้องกระทาตอบต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด การจองเวรจึงมิใช่วิธี






การลบลางกันอยางที่เราเขาใจ แตเปนการชวยกันเพิ่มภาระในการแกแคนกันและ




กันทั้งสองฝาย ทานเปรียบเหมือนการชาระลางสถานที่สกปรกซึ่งจะลางใหสะอาด





ต้องใช้ของสะอาดมาเช็ดจึงจะได้ผล ถ้าใช้ของสกปรกเหมือนกันไปเช็ด ก็ยิ่งเพิ่ม




ความสกปรกใหมากขึ้นเปนทวีคูณ เวรก็เปนเหมือนของสกปรก เพราะเปนมลทน

ของจิตใจ ถ้าเอาการจองเวรไปแก้ ก็เพิ่มเวรมากขึ้น

พระพุทธองค์จงตรัสสอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรจะ
ระงับได้ก็ด้วยการหยุด ไม่จองเวรซึ่งกันและกัน” จึงควรถือเป็นคติธรรม ประจา

ใจต่อไป ดังภาษิตในโลกนิติผูกไว้ว่า

น้าเหม็นล้างสิ่งเหน้า ไฉนหยุด
มล้างอุทกบริสุทธิ์ เสื่อมร้าย
คนเวรก่อเวรประทุษ ทวีโทษ
เอาอเวรระงับหง้าย อาจสิ้นสูญเวร
(กาลียักขินิยา อุปปัตติวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท ยมกวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๔๗)
214


215


อานุภาพบุญ






“คนดีตกน�าไมไหล ตกไฟไมไหม”







นานมาแลวในเมืองโกสัมพี มีบุรุษผูหนึ่ง มีอาชพในทางรับจางเลี้ยงโค คน


มีอาชีพประเภทนี้ เขาเรียกว่านายโคบาล นายโคบาลผู้นี้เป็นคนใจบุญสุนทาน




แมจะมีอาชีพทางรับจาง ก็ยังนิมนตพระปจเจกพุทธเจามาฉันในบานเปนประจา




ในบ้านของนายโคบาลมีสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่งเป็นตัวเมีย นางสุนัขออกลูกมา
ตัวหนึ่ง รูปร่างน่ารักมาก อาศัยที่นายโคบาลเป็นคนใจเมตตาอารี มีเมตตาแม้


กับสัตว์ จึงเลี้ยงดูลูกสุนัขอย่างดี ให้น้านมจากแม่โคกินเป็นประจา ลูกสุนัขจึง

เจริญเติบโตน่ารกยิ่งขึ้น ไม่ว่าเจ้าของจะไปไหน ลูกสุนัขมักตามไปด้วยเสมอ



ตามปกตินายโคบาล เมื่อวางงานก็มักไปอาศรมพระปจเจกพุทธเจา เพื่อสนทนา
ธรรมสากัจฉาเปนนิตย ทางที่จะไปหาพระปจเจกพุทธเจาตองผานดง ซึ่งเต็มไป












ดวยสตวรายนานาชนิด เมื่อเดินไปถึงดงทึบ ก็ตองเอาไมฟาดกอไมท�าเสียง “สุสุ”


เพื่อไลสัตวรายไปเสียกอน แลวจึงเดินผานไป สุนัขนอยตามไปดวยเสมอ มันจึง







เกิดความคุ้นเคยและรักใคร่ในพระปัจเจกพุทธเจ้ายิ่งนัก
วันหนึ่ง นายโคบาลทูลพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า “ท่านขอรับ สุนัขน้อยตัวนี้
มันแสนร้ ใช้ได้ทุกอย่าง หากวนใดข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้มาเพราะมีธุระจาเป็น



จะส่งสุนัขตัวนี้มายังสานัก ขอได้โปรดไปกับสุนัขนี้เองเถิด” ตั้งแต่นั้นมา วันใด

ที่นายโคบาลไม่สามารถไปเฝ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ก็ส่งสุนัขไป



ต�านานเล่าว่า สุนัขของนายโคบาลเปนสุนัขแสนรู นอกจากจาทางได้อย่าง



แม่นยาแล้ว ยังจากิริยาอาการทุกอย่างที่เจ้าของทาในขณะเดินทางได้ด้วย เมื่อ

เดินทางไปถึงทางมีไม้หนาทึบ ซึ่งเจ้าของเคยทาเสียง “สุสุ” เพื่อไล่สัตว์ร้าย มัน
จะเห่าขึ้น ๓ ครั้ง เห็นสัตว์หนีแล้วจึงเดินต่อไป เมื่อถึงอาศรมพระปัจเจกพุทธ
เจ้าก็เห่าขึ้น ๓ ครั้ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทราบจึงเปิดประตูรับ ในเวลาเดินกลับ
ิ่
บ้านมันจะวงขึ้นหน้า บางคราวพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องการทดลองความฉลาด


จึงแกล้งเดินผดทางเสย เจ้าสุนัขแสนร้ก็รีบวิ่งไปขวางทางไม่ยอมให้ไป




พระปจเจกพุทธเจาแกลงเขี่ยใหหลีก แลวเดินตรงไปอีก สุนัขก็วิ่งเขางับชายจีวร



แล้วดึงให้ไปในทางที่ถูกจนได้
216


คราวหนึ่ง จีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้าเก่าใช้ สุนขแสนรู้ของนายโคบาล รักและบูชา



ไม่ได้แล้ว จึงปรารภกับนายโคบาลวา “อุบาสก เวลา พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยน้าใจ ด้วยอานิสงส์เลื่อมใส

นี้จีวรอาตมาก็เก่าใช้ไม่ได้แล้ว จาเป็นต้องเปลี่ยน ในผู้มีศีลสูงสุด จึงบนดาลให้ไปเกิดในสุคติชั่วกาล



ใหม่ อาตมาต้องลาไปเพื่อหาจีวร ขอให้อยู่เป็นสุข นาน ครั้นเสวยสุขสมควรแลว จึงจุติไปเกิดเปนมนุษย

เถิด” ด้วยเศษบาปอันมีอยู่ก่อนนั้น จึงมาเกิดในท้องหญิง
นายโคบาลจึงทูลว่า “โปรดอย่าไปเลย ข้า โสเภณี ในกรุงโกสัมพี นับแต่มาบังเกิดในท้องนาง

พระพุทธเจ้าจะจัดทาจีวรให้ ณ ที่นี่แหละ” “อย่า โสเภณีรวมเวลาได ๙ เดือน จึงคลอดออกมา พอนาง

เลยอุบาสก” พระปัจเจกพุทธเจ้าทัดทาน “การทา ทาสีบอกว่าเป็นชาย นางโสเภณีผู้มารดาเสียใจ



จีวรเปนของยาก ตองอาศัยก�าลังคนมาก อาตมาจะ เพราะตามธรรมดาหญิงโสเภณีต้องการแต่บุตรหญิง
ไปหาที่สะดวกๆ แล้วจะกลับมาภายหลัง” “ถ้าเช่น จะได้สืบต่ออาชีพจากตนได้ เมื่อได้ลูกเป็นชายเกิด
นั้น โปรดอย่าอยู่ ณ ที่นั้นเลย กลับมาโดยเร็วเถิด ความไม่พอใจ จึงเรียกนางทาสีที่ไว้ใจคนหนึ่งแล้วสั่ง
พระเจ้าข้า” แล้วจึงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับไป ว่า “แม่ ทาสี ลูกเราเป็นชาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่

สุนัขหมอบอยู่ใกล้ๆ เห็นอาการของเจ้าของเศร้า เรา จงเอาลูกเราไปใสกระดงเอาผาคลุมแลวไปทิ้งเสีย




และพระปัจเจกพุทธเจ้ากหายไป มันจึงรู้ว่า ที่กองขยะเดี๋ยวนี้” นางทาสีรับค�าแล้ว จัดแจงตามที่

พระปัจเจกพุทธเจ้าจากไปเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นก็เกิด นายบอก แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่กองขยะ สุนัข กา และ
ความเสียใจไม่เป็นอันกินอันนอน ประกอบกับโรค สัตว์อื่นๆ ต่างพากันแวดล้อมทารกนั้นโดยรอบ แต่

สุนัขเกิดขึ้น จึงตายในระยะนั้นเอง ไม่อาจทาอันตรายได้ ทั้งนี้ด้วยอานิสงส์ที่ทารกเคย
โบราณกล่าวว่า ระหว่างใจของสัตว์และ เป็นสุนัขและเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า

มนุษยนั้น ถามองในแงของความซื่อตรงแลวใจสัตว ์ กระทั่งมีชายผู้หนึ่งออกไปจากบ้าน ผ่านมาเห็นกา







ตรงกวามนุษย เพราะสัตวดิรัจฉานเมื่อมีอะไรอยูใน และสุนัขแวดล้อมห่อผ้าก็เข้าไปดู เห็นเด็กทารกยัง
ใจก็แสดงให้เห็นกันโต้งๆ ตรงไปตรงมา เช่น โกรธ หายใจอยู่ ดีใจว่าเราได้ลูกแล้ว จึงรีบอุ้มไปให้ภรรยา
ก็แสดงอาการให้รู้ว่าโกรธทางท่าทางและน้าเสียง ทั้งสองผัวเมียเกิดความรักเหมือนลูกตัว ช่วยกัน








ถารักก็แสดงใหรูวารัก การอ่านน้าใจสัตวจึงงายกวา ประคบประหงมจนปกติต่อมา

มนุษย์ เพราะมนุษย์ปากพูดไปอย่างหนึ่ง แต่ใจคิด ครั้งนั้นมีเศรษฐีกรุงโกสัมพีผู้หนึ่ง จะเดินทาง

ไปเสียอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “ปากปราศรัย ไปราชสานัก พบปโรหิตาจารย์ในระหว่างทางขณะ


หัวใจเชือดคอ” หรือที่กล่าวกันว่า “ปากอย่างหนึ่ง เดนออกมาจากพระราชนิเวศ จึงทักทายปราศรยแลว


ใจอย่างหนึ่ง” ดังมีภาษิตในโลกนิติกล่าวเปรยบ ถามว่า “ท่านอาจารย์วันนี้ตรวจดูฤกษ์ยามแล้วหรือ



เทียบว่า จะมีเหตุการณอะไรเกิดขึ้นบางไหม?” ปุโรหิตจึงตอบ



มหาสมุทรสุดลึกล้า คณนา ว่า “ตรวจดูเรียบร้อยแล้วท่านเศรษฐ เหตุการณวันนี ้
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา แต่เกี่ยวกับการบ้านเมือง คือ

เขาสูงอาจวัดวา กาหนด ทารกที่เกิดในวันนี้ จะได้รับต�าแหน่งมหาเศรษฐี
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง ประจาเมือง”

217



เศรษฐีนึกขึ้นไดวา ภรรยาของตนกาลังมีครรภ ์ เหยียบเด็กนี้แหลกไป แล้วเจ้าต้องคอยเฝ้าดูจนวัว


แก่ อาจคลอดในวันนี้ก็ได้ จึงสั่งให้คนใช้รีบไปเรือน เหยียบตายสนิทแล้ว จงมาบอกแก่เรา” นางกาลีก็
เพื่อดูวาลูกของตัวจะคลอดในวันนี้หรือไม ถาคลอดก็ ทาตามเศรษฐีสั่ง เอาเด็กไปวางไว้ปากคอกแต่เช้า




จะได้รับตาแหน่งมหาเศรษฐีประจาเมือง ครั้นคนใช้ ตรู่ แล้วคอยแอบดูอยู่ ณ ที่ซ่อนแห่งหนึ่ง


กลับมารายงานว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะคลอดเลย นึก ตามปกติเมื่อวัวออกจากคอกนั้น วัวลูกฝูงจะ




เสียใจ รีบเขาเฝาพระราชาแลวกลับบานโดยเร็ว เรียก ออกก่อน โคอุศภะซึ่งเป็นหัวหน้าฝูงจะออกมาภาย


นางทาสีชื่อกาลีคนสนิทมาสั่งเป็นความลับว่า “แม่ หลัง ด้วยเดชะอานาจบุญของทารก วันนั้นโคหวหนา

กาลี เจ้าจงไปสืบดูให้ทวเมืองว่ามีทารกใดบ้างที่เกิด ฝูงออกก่อนโคตัวอื่น แล้วมายืนคร่อมเด็กไว้ ปล่อย
ั่




ในวันนี้ พบแล้วจงท่มเงินซือมาให้จงได้ และจงเก็บ ใหโคทั้งหลายหลีกออกไปโดยไมเหยียบเด็ก ครั้นโค
เรื่องนี้เป็นความลับ” ตัวอื่นผ่านไปหมดแล้ว จึงเดินตามไป คนเลี้ยงโค
นางกาลีรบมอบเงินแลว จึงออกสืบเสาะหาเด็ก สงสัยว่า “โคตัวนี้เคยออกทหลังทุกวัน วันนี้ออก



เกิดในวันน พอดีเข้าไปในบ้านของชายที่เก็บเด็กได้ ก่อน แล้วไปยืนเฉยอยู่ไม่ยอมเดิน เกดอะไรขึ้น
ี้


จึงเข้าไปถามว่า “นี่แน่ะแม่คณ เด็กของเธอคลอด หนอ” คิดดังนั้นแล้ว จึงเดินไปยังที่โคยืนอยู่ เห็น
ตั้งแต่เมื่อไร?” “คลอดเมื่อวันนี้เองจ้ะ พ่อเขาเก็บมา เด็กทารกนอนอยู่ก็ดีใจว่า “เราได้บุตรแล้ว” จึงอุ้ม
ได้” หญิงภรรยาตอบ นางกาลีจึงหว่านล้อมว่า “เธอ เดกนนขึ้นเรือน เรยกภรรยาให้มาเลี้ยงดประคบ



ั้
ก็ฐานะไม่ค่อยดี ขืนเลี้ยงไปก็จะลาบาก เราอยากได้ ประหงมอย่างดี มีความรักเหมือนลูกในไส้

ลูก เธอเอาเงินไปดีกว่าให้เด็กคนนี้แก่เราเถิด ฉันให้ ฝ่ายนางกาลเห็นเหตการณ์เช่นนั้น จึงน�า



เธอหนึ่งพันกหาปณะพอใจไหม?” ภรรยาบุรุษนั้นเห็น ความไปแจงใหเศรษฐีทราบ เศรษฐีจึงมอบเงินไปอีก


เงินพันกหาปณะแลกกับเด็กที่ตนต้องเป็นภาระเลี้ยง หนึ่งพัน เพื่อเอาเด็กนั้นคืนมาให้ได้ นางกาลีจึงนา
ดู ก็รีบรับเงินและมอบเด็กให้ในทันที นางกาลีจึงนา เงินไปขอซื้อคืนจากภรรยานายโคบาล แล้วนามา




ไปมอบให้เศรษฐี มอบใหเศรษฐี อยูมาระยะหนึ่ง เศรษฐีกลาวกับนาง


เศรษฐีคิดว่า “เดกคนนี้เป็นชาย ถ้าลูกเรา กาลีว่า “เฮ้ย นางกาลี คราวนี้เจ้าอย่าให้พลาดได้

คลอดออกมาเป็นหญิง เราจะให้แต่งงานกันเสีย ลูก ในพระนครนี้มีกองคาราวานกลุมหนึ่ง ประกอบด้วย
เราก็จะได้เป็นภรรยามหาเศรษฐี แต่ถ้าลูกเราคลอด เกวียน ๕๐๐ เล่ม จะยกกองเกวียนไปค้าขายแต่



มาเป็นชาย เราก็จะฆาเจาเด็กนี้เสีย” จึงเลี้ยงดูทารก เช้ามืด เจ้านาเด็กนี้ไปนอนขวางทางเกวียน คราวนี้


นั้นด้วยดี หลังจากนั้นไม่กี่วัน ภรรยาเศรษฐีก็คลอด ไม่โคก็เกวียนคงเหยียบเด็กนละเอยดแน่ เจ้าต้อง

ลูกออกมาเป็นชาย เศรษฐีจึงคิดว่า “เด็กคนนี้ได้รับ คอยดูว่า เด็กถูกเหยียบตายแน่แล้วจึงกลับมาบอก

ทานายวาจะไดเปนมหาเศรษฐี ก็ถามันตายไปแลว ก็ เรา” นางกาลีอุ้มเด็กไปยังทางเกวียน วางเด็กไว้ใน





เป็นเศรษฐีในเมืองผี เศรษฐีในเมืองโกสัมพีก็จะตก ระหว่างรอยเกวียน แล้วคอยเฝ้าดูอยู่
แก่ลูกของเรา ถ้าเราจะฆ่าเอาซึ่งๆ หน้า อาญาก็ตก ขณะนั้นกองเกวียนเริ่มเคลื่อนออกจากที่พัก

แก่เรา ต้องหาวิธีให้เด็กนี้ตายโดยอุบัติเหตุ” ครั้นคิด หัวหน้ากองคาราวานซึ่งขับเกวียนนาขบวนไปนั้น




ดังนั้นแลว จึงเรียกนางกาลทาสีใจด�ามาแลวสั่งวา “นี่ เกิดมีอันเปนไป คือโคสองตัวที่เทียมเกวยน เมื่อถึงที่


นางกาลี เจ้าจงเอาเด็กนี้ไปวางไว้ปากคอกวัวในเวลา เด็กนอนอย่ก็สลัดแอกทิ้ง แล้วยืนนิ่งไม่ยอม

ใกล้รุ่ง อย่าให้ใครเห็น เมื่อเวลาวัวออกจากคอกก็จะ เคลื่อนไหว แม้เจ้าของจะจับเทียมแล้วลงปฏักเพียง
218








ใด ก็ไมยอมขยับ พยายามอยเปนเวลานานก็ไมส�าเร็จ กาชับว่า “นางกาลี เจ้าจงนาเด็กคนนี้ไปที่ภูเขาลูก





จนกระทั่งถึงเวลารุงอรุณ นายกองเกวียนเขาใจวา คง โน้น ที่เขานั้นมีหนาผาสูงมาก เขาใช้เป็นเหวฆ่าโจร

มีอะไรสกอย่างหนึ่งขวางทางอยู่ จึงลงจากเกวียน เจ้าจงอุ้มเด็กนี้ไปโยนทิ้งในเหวนั้น คราวนี้เห็นจะ
ค้นหาดู ก็พบเด็กทารกนอนขวางทางเกวียน เกิด ตายแน่ มันต้องตกไปกระทบหินก้นเหวแหลก เจ้า
ความเอ็นดูเสมือนได้ลูก จึงประคองขึ้นไปบนเกวียน จงรีบไปเดี๋ยวนี้” นางกาลีรับคาแล้ว อุ้มเด็กมุ่งตรง

เพื่อเลี้ยงดูต่อไป ไปยังเหวนั้น ครั้นถึงจึงขึ้นไปยืนบนปากเหวแลวโยน

ฝ่ายนางกาลีเฝ้าดูเหตุอยู่ เห็นนายกองเกวียน เด็กลงไป ฤดูนั้นเป็นฤดูฝน ต้นกระพังโหม ภายใต้

นาเด็กไป จึงรีบกลบไปบ้านมาเล่าเรื่องให้เศรษฐีฟัง เหวนั้นขึ้นอยูหนาทึบ ทารกตกลงไปคางอยูบนกอก




ทุกประการ เศรษฐีจึงมอบเงินให้นางกาลีไปอีกหนึ่ง ระพังโหม เหมือนนอนอยู่ในเปล
พัน แล้วกาชับใหไปซื้อเด็กนั้นมา นางกาลีนาเงินหนึ่ง ครั้งนั้น มีนายช่างสานผู้หนึ่ง เที่ยวหาหวาย



พันไปซื้อเด็กจากพอคาเกวียนอก ครั้นเศรษฐีไดทารก อย่แถวบริเวณก้นเหว เดนไปใกล้กอกระพังโหม













มาแลวก็สงบอยูพักหนึ่ง จึงก�าชับนางกาลีอีกวา “นาง ไดยินเสียงเด็กรองจึงปนปายขึ้นไป เห็นเดกนอนดิ้น




กาลี ตราบใดทเจาเด็กนี้ยังไมตาย เราก็ยังนอนตาไม ่ อยู่ก็สงสาร เกิดความรักเหมือนบุตร จึงนากลับมา
ี่
หลับอยู่ตราบนั้น ไม่ไกลจากที่นี้มีป่าช้าผีดิบอยู่แห่ง เลี้ยงไวยังบานของตน นางกาลีเฝาดูเหตการณ เห็น










หนึ่ง ทั้งสัตวและอมนุษยที่ปาชานั้นมีมากมาย เจ้าจง ดังนั้นจงกลับไปเลาใหเศรษฐีฟง เศรษฐใหเงินไปซื้อ





นาทารกนี้ไปวางไว้ในป่าช้า ไม่กา สุนัข หรือไม่ก็ผี กลับมาจากนายช่างจักสานอีก เศรษฐีพยายามอยู่

สางคงทาอันตรายจนได้” เชนนี้เปนเวลาหลายป เด็กก็โตขึ้นโดยล�าดับ ตั้งชอ
ื่








ั้
นางกาลีนาทารกนนไปวางไวในปาชาผีดบตาม เด็กนั้นว่า “โฆสก” ยิ่งเจริญเติบโตขึ้นมากเพียงไร


คาสั่งเศรษฐี แล้วแอบเฝ้าดูเหตการณ์อยู่ที่แห่งหนึ่ง ก็ยิ่งเป็นหนามแหลมทิ่มแทงหัวใจเศรษฐีมากเพียง


กา สุนัข และพวกอมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีสัตว์ใด นั้น เศรษฐีเกลียดชังจนกระทั่งไมอาจมองเต็มตาได ้
กล้าเข้าใกล้เพราะอ�านาจบุญที่ได้เคยป้องกัน คราวนั้น เศรษฐีคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงไป
พระปัจเจกพุทธเจ้า หานายช่างหม้อ ในเมืองนั้น แล้วถามว่า “สหาย


คราวนั้นมีคนเลี้ยงแพะผ้หนึ่ง นาแพะหลาย เอ๋ย” เธอจะสุมไฟเผาเครื่องปั้นเมื่อไร” “พรุ่งนี้
ร้อยตัวไปหากิน และต้อนแพะผ่านมาทางป่าช้านั้น แหละท่าน” นายช่างหม้อกล่าว “วันนี้เรียงไว้แล้ว









แม่แพะตวหนึ่งกินหญ้าอยู่บริเวณนั้นเข้าไปในกอไม้ พรงนี้จะลงมือเผาละ” “ถาเชนนั้นฉันมงานอยอยาง





พบเด็กนอนอยู ก็เกิดความรักเหมือนลูกจึงคุกเขาลง หนึ่งที่จะตองอาศัยทาน คือบุตรของฉันคนหนึ่งเปน
ื่
ให้เด็กดมนม แม้เจ้าของผู้เลี้ยงจะเรียกเท่าไรก็ไม่ อวชาตบุตร เป็นอัปมงคลแก่ตระกูล ฉันจะส่งลูก





ยอมออกมา จึงเดินเขาไปตั้งใจวาจะฟาดดวยไมพลอง นั้นมาในวันพรุ่งนี้ เมื่อมันมาถึงจงจบมันเข้าห้อง
ก็พบเด็กก�าลังดื่มนมแพะอยู เกิดความสงสารและรัก แล้วหั่นให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ยัดใส่ตุ่มแล้วเผา

เหมือนลูก จึงอุ้มเด็กนั้นไปเลี้ยงไว้อีก เสียในเตาไฟ นี่เงินพันหนึ่งเป็นค่าจ้างล่วงหน้า ถ้า

ฝ่ายนางกาลีเห็นดังนั้น จึงกลับมาเล่าความให้ สาเร็จแล้วก็จะเอามาให้อีกพันหนึ่ง” เศรษฐีกล่าว


เศรษฐีฟัง เศรษฐีก็ให้เงินอีกหนึ่งพันเพื่อซื้อเด็กนั้น แลวกสงเงินใหนายชางหมอเปนคาจางลวงหนา แล้ว









คืนมา คราวนี้เศรษฐีนึกวิธีฆาอยางเด็ดขาดได คือให ้ ลากลับไป




นางกาลีเอาไปโยนทิ้งเหวเสีย จึงเรียกนางกาลีมา วันรุงขึ้น เศรษฐีจึงเรยกโฆสกมาแลวกลาววา




219



“พ่อโฆสก เมื่อวานพ่อไปตกลงนัดหมายไว้กับนาย จะเอะอะโวยวายไปทาไมเล่า” เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็

ี้

ช่างหม้อ ลูกไปหาเขาวันน แล้วบอกเขาว่าผมมาตาม ทรุดฮวบลงกบพื้น ร้องราพันโศกเศร้าแสนสาหัส







ที่พอนัดไววานนี แลวเขากจะจัดการเรืองพอใหสาเร็จ เหมือนเอาภูเขาแหงความโทมนัสมาทับไวก็มิปาน นี่




เอง” โฆสกรับคาบิดาแล้วไปตามคาสั่ง ระหว่างทาง แหละโบราณท่านจึงสอนว่า









ี่



ที่เดนไปนัน ผานกลุมเด็กซงกาลังเลนกันอย ลูกทแท ้ คนใจบาป ชอบประทุษร้ายคนที่เขาไม่

ของเศรษฐีกาลังเล่นสกากับเด็กอื่น เมื่อเห็นโฆสก ประทุษร้าย ย่อมแพ้ภัยตัวเอง และประสบบาป
ี่

เดินผ่านไปจึงร้องว่า “พจ๋า พี่กาลังจะไปไหนหรอ” เคราะห์ ๑๐ อย่าง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือ

“พอใหเอาหนังสือไปใหนายชางหมอ” โฆสกตอบ “ให้ ๑. อาจได้รับทุกขเวทนาอันเผ็ดร้อน






ฉันไปเอง ฉันเลนสกาแพเด็กพวกนี้เสียเงินไปมาก พี่ ๒. อาจได้รับอันตรายถึงชีวิต

ช่วยเล่นคืนให้ด้วยเถิด” บุตรเศรษฐีกล่าวพร้อมด้วย ๓. อาจประสบความเจ็บป่วยเพราะโรคร้าย
ดึงหนังสือไปไว้ในมือตน ๔. อาจถึงความบ้าคลั่งเสียจริต
“ไม่ได้ดอกน้อง เดี๋ยวพ่อจะว่าเอา” โฆสก ๕. อาจถูกราชภัย คือถอดยศลดต�าแหน่ง




ปฏิเสธ “ไมเปนไรนะพี่ ฉันเอาหนังสือไปสงประเดี๋ยว ๖. อาจประสบความยากจนอดอยากอย่าง







ก็กลับพอไมรดอก พี่ชวยเลนเอาชนะเด็กพวกนี้ใหจง ทารุณ
ได้” กล่าวแล้วก็รีบวิงตรงไปยังบ้านนายช่างหม้อ ๗. อาจเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรหมดที่พึ่ง

โฆสกจึงต้องเล่นสกาแทนน้อง ๘. อาจประสบความพินาศแห่งทรัพย์
ฝ่ายนายช่างหม้อเมื่อได้รับจดหมาย ตรงตาม ๙. อาจประสบอัคคีภัยจนสิ้นเนื้อประดาตัว
นัดหมายทุกประการ จึงจัดการนาลูกเศรษฐีเข้าห้อง ๑๐. ตายไปแล้วไปสู่ทุคตินรกเป็นที่สุด

ตัดเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย แล้วใส่ตุ่มโยนเข้าเตาเผา เศรษฐีต้องเสียบุตรตัวเองไป ก็เพราะมีใจ
ไปตามคาสั่งของเศรษฐี ฝ่ายโฆสกเล่นคอยน้องอยู่ ประทุษร้ายต่อโฆสก ผู้ไม่ได้คิดประทุษร้ายแต่อย่าง







ทั้งวัน ไมเห็นกลับมาก็เขาใจวาคงกลับไปบานแลว จึง ใด ยิ่งเสียลูกไปก็ยิ่งเกิดความแค้นยิ่งขึ้นคดหาทาง
กลับบ้านในเวลาเย็น ฆ่าอยู่ตลอดเวลา นึกขึ้นมาได้ว่า “เรามีนายอากรผู้
เศรษฐีเห็นเข้าจึงถามว่า “เอ้า พ่อโฆสก พ่อ เก็บคาที่อยูคนหนึ่ง ถาเราขอยืมมือนายอากรของเรา





ใช้ไปบ้านช่างหม้อ แล้วทาไมไม่ไปเล่า” โฆสกจึงเล่า ฆ่าเด็กนี้ คงสาเร็จ” ครันคิดดังนั้นแล้ว จึงเขียน


ความนั้นให้ฟังทุกประการ เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็เกิด หนังสือฉบับหนึ่งว่า “เด็กที่ถอจดหมายมานี้เป็นลก


ความเร่าร้อน เสมือนเลือดในตัวกาลังเดือดพล่าน ของเรา แต่เขาเป็นลกที่เลว เมื่อมาถึงจงจบเขาฆ่า




ร้องตะโกนอย่างลืมตัวว่า “อย่าฆ่า อย่าฆ่า” แล้ววิ่ง เสีย แล้วหมกในหลุมคูถ หากเธอทางานนี้สาเร็จเรา
โดดลงจากเรือนมุ่งไปยังร้านนายช่างหม้อ ปากก ็ จะปูนรางวัลให้อย่างงดงามในภายหลัง” เขียนแล้ว

ตะโกนไปตลอดทางว่า “อย่าฆ่าเขา อย่าฆ่าเขา” เมือ พับใส่ซองแล้วเรียกโฆสกมาสั่งว่า
ถึงบานนายชางหมอ ก็วิ่งประคองแขนตัวสั่นเทา ร้อง “ลูกเอย พอมีนายอากรเก็บคาที่ดนของพออยู ่








ตะโกนว่า “ท่านนายช่างหม้ออย่าท�าลายฉัน ท่านอย่า คนหนึ่ง ณ เมืองโน้น เจ้าน�าจดหมายของพ่อนี้ไป
ท�าลายฉันเลย” นายช่างหม้อเห็นเศรษฐีมาด้วย มอบใหเขาทีไดไหม?” “ไดซิคุณพอ” โฆสกตอบตาม




อาการโวยวายเช่นนั้น ก็วิ่งเข้าไปหากล่าวว่า “อย่า ซื่อ “แต่พ่อต้องเตรียมเสบียงเดินทางให้ผมด้วย ผม
เอะอะไปซินาย งานที่ท่านมอบหมายเรียบร้อยแล้ว จะออกเดินทางวันพรุ่งนี้” “ไม่ต้องห่วงเสบียงดอก
220



พ่อมีเศรษฐีเพื่อนเก่าอยู่ในเมืองระหว่างทาง เมื่อเจ้า ทาโทษอย่างหนัก” “อย่าโกรธฉันเลยจ้ะนาย มีแขก
ไปถึงที่นั้นแล้ว เข้าไปหาเขาแล้วบอกว่าเป็นลูกพ่อ มาบ้านเราคนหนึ่ง เป็นบุตรชายเศรษฐีชื่อโฆสก



เขาก็จะต้อนรับจัดอาหารให้เอง” “ถ้าเช่นนั้น เอา ดิฉันมัวจัดห้อง ทาความสะอาด ทาน้ามัน ตามคา












หนังสือมาเถิด ผมจะเดินทางละ” วาแลวก็นาหนังสือ สั่งทานแมอยูจึงมาลาชาไป ขอไดใหอภัยแกดิฉันดวย



มาจากบิดาผูกไวที่ชายผา แลวออกเดินทางจากเมือง เถิด”
ื่
นั้นทันที พอได้ยินค�าว่า ลูกชายเศรษฐีชอโฆสก ยังมิ




อนิจจา โฆสกหารูไมวาตนเองกาลังถือหนังสือ ทันเห็นตัว นางก็เกิดเสนหาขึ้นมาอยางทวมใจ นัยวา




ฆ่าตัวเองไว้ในตัว ทั้งนี้ก็เพราะโฆสกอ่านหนังสือไม่ ธิดาเศรษฐีนี้ ในชาติปางก่อนเคยเป็นสามีภรรยากัน
ึ้


ออก เขาจะอ่านออกได้อย่างไร ในเมื่อเศรษฐีหาทาง ความรกกันฝังลึกอย่แต่ในชาติก่อนเกิดขนท่วมท้น







ฆามาตั้งแตเล็กจนโตแตยังไมสาเร็จ โฆสกมุงหนาไป หัวใจ สมดังภาษิตว่า บุพเพสันนิวาส นางเกิดความ


ทางทิศที่พอบอกในทันที ไมชาก็ถงบานเศรษฐีเพื่อน รักทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นตัว จึงถามนางทาสีว่า “เขาอยู่



เก่าของบิดา จึงเข้าไปหา ภรรยาของเศรษฐีเห็นดัง ที่ไหนเล่า” “เขาก�าลังนอนหลับอยู่บนเตียงในห้อง


นั้นจงไต่ถาม ได้ความว่าเป็นบุตรเพื่อนเศรษฐีชื่อ แน่ะเจ้าค่ะ” นางทาสีตอบ “มีอะไรติดตัวมาบาง เธอ
โฆสก ก็ชื่นชมยินดี เกิดความรักในโฆสกเสมือนลูก ได้สังเกตหรือไม่” นายสาวซักต่อไป “มีเจ้าค่ะ ดิฉัน







ของตน จึงจัดการต้อนรับเป็นอย่างดี เห็นมีหอหนงสือติดชายผาอยู ไมทราบวาเปนหนังสือ
ในบานเศรษฐีผูนี้มีธิดาสาวคนหนึ่ง มีอายุ ๑๖ อะไร” นางทาสีตอบ




ปี มีรูปร่างสวยงามสมเป็นลูกเศรษฐี บิดามารดารัก ธิดาเศรษฐีนึกสงสัย อยากรูวาในหนังสือนั้นมี

และทะนุถนอมมาก ใหอยูแตบนปราสาทชน ๗ โดย ว่าอย่างไร เมื่อโฆสกหลับสนิทเพราะเพลียจากการ








มอบสาวรับใชฉลาดและแคลวคลองใหคนหนึ่ง ขณะ เดินทาง และไมเห็นมารดาบิดาแถวนั้น จึงยองเขาไป



นั้นธิดาเศรษฐีใช้นางทาสีคนสนิทไปซื้อของที่ตลาด ในห้องที่โฆสกพักอยู่ หยิบห่อหนังสือนั้นมาแล้วกลับ
และสังใหกลับมาโดยเร็ว นางทาสีเดินผานประตูบาน มาในห้องตัวเอง เปิดหนังสือออกอ่านดู นางตกใจ






ก็พบภรรยาทานเศรษฐีเขา ภรรยาเศรษฐีจึงเรียกนาง เมื่อได้อ่านทราบว่าหนังสือนั้นเป็นหนังสอฆ่าตัวเอง


ทาสีนั้นมาหา ถามว่า “นี่เจาก�าลังจะไปไหน?” “นาย นางปลงสังเวชในใจว่า “คนโง่ ผูกหนังสือฆ่าตัวไว้ที่


สาวท่านใช้ให้ไปตลาดเจ้าค่ะ” นางทาสีทรุดนั่งแล้ว ชายผ้าแล้วก็ยงไม่ร้ตัว ถ้าเราไม่พบก็คงตายเปล่า”

ตอบ “เธอมานี่ก่อนเถอะ มาจัดการปูลาดเตียงให้ อาศัยที่นางเปนหญิงฉลาด จึงจัดการปลอมแปลงโดย

ลูกชายใหมเรานอน แล้วเอาน้ามันมานวดเทาใหหาย เขียนเสียใหม่ว่า “เดกถือจดหมายนี้เป็นลูกเราชื่อ





เมื่อย ให้เขาได้พักผ่อนนอนหลับเสียก่อน แล้วจึง โฆสก ท่านได้รับจดหมายแล้ว จงนาเครื่อง
ค่อยไปรับใช้นายสาวของเจ้า” สั่งแล้วก็เดินออกไป บรรณาการจากร้อยบ้าน แล้วจัดการสู่ขอธิดาเศรษฐี



นางทาสีไม่กล้าทัดทานค�าสั่งแต่อย่างใด จึงต้องจัด ในชนบทนี้ แลวประกอบพิธีสมรสใหเรียบรอย เสร็จ
ึ้
ห้อง ทาความสะอาด นวดเฟ้นตามภรรยาเศรษฐีสั่ง แล้วให้สร้างบ้าน ๒ ชั้นขนในระหว่างบ้านของท่าน







ทุกประการ เสร็จแล้วจึงไปตลาดและกลับมาหานาย แลวจัดการอารักขาทั้งดวยก�าแพงและผคนใหเขมแข็ง
สาวล่าช้ามาก ธิดาเศรษฐีนึกโกรธ เข้าใจว่านางทาสี เสร็จแล้วให้แจ้งให้เราทราบ เราจะสนองคุณท่าน
ไปไถลอยู่จึงตะคอกเอาว่า “นี่แม่นาง ไปเถลไถลอยู่ อย่างสาสมในภายหลัง” ครั้นเขียนแล้วจึงพับใส่ซอง


ที่ใดนะ จึงล่าช้าถึงเพียงนี้ ถ้าวันหลังทาเช่นนี้ จะถูก พันไว้ที่ชายผ้าแล้วนาไปเก็บไว้ดังเดิม
221



ึ้

วันนน โฆสกหลับทั้งวัน ตื่นขนรับประทาน มหาเศรษฐีคอยบตรไม่เห็นมา จึงมีอาการ

อาหารแล้วลาเศรษฐีเดินทางต่อไป รุ่งเช้าจึงถึงบ้าน ทุรนทุรายมากเข้า สั่งให้คนไปตามอีกถึง ๒-๓ คน
นายอากร เข้าไปหาแล้วบอกนายอากรว่า “คุณพ่อ ก็ไม่เห็นบุตรมา อาการโรคหนักลงถึงขนาดอุจจาระ
ให้นาหนังสือนี้มาให้ท่าน “หนังสืออะไร ไหนขอดูซิ” ปัสสาวะไม่รู้ตัว ตัดอาหารหมดทุกอย่าง ธิดาเศรษฐี

นายอากรรับหนังสืออ่านทราบความแล้วก็เกิดความ ทราบดังนั้นก็ทราบว่ามหาเศรษฐีอาการหนักมาก
ชื่นชมยินดี นึกภูมิใจที่เศรษฐีรักและไว้ใจ ขนาดส่ง เห็นว่าต้องตายแน่แล้ว จึงบอกสามีว่า “พี่จ๋า คุณพ่อ

ื่
ลูกมาให้จัดการเรองแต่งงานให้ จึงเที่ยวคยกับลูก ป่วยหนัก ส่งคนมาตามพี่ไป” บุตรเศรษฐีทราบดัง
บ้านว่า “พ่อเอ๋ย ดูเอาเถิด ท่านเศรษฐีไว้ใจและรัก นั้นก็ตกใจ จึงถามภรรยาว่า “เราควรทาอย่างไรดี”

ใคร่เรา ขนาดมอบลูกชายใหเราจัดงานแทน พวกเรา ภรรยาจึงแนะว่า “จงเรี่ยไรเครื่องบรรณาการจาก





ช่วยกันคนละมือคนละไม้ จัดงานให้หรูหราสมกับที่ หมูบาน แลวบรรทุกเกวียนไปเปนของขวัญคุณพอจึง


เศรษฐีไว้ใจเถด” แล้วจึงจัดการมงคลแก่โฆสกทุก จะควร” ว่าแล้วก็บอกกล่าวลูกบ้านเป็นอันมากน�า


ประการ เสร็จแล้วจึงส่งข่าวให้เศรษฐีทราบโดย ของขวัญขึ้นสูเกวียนมงหนาตรงไปยังบานมหาเศรษฐ




ละเอียด เมื่อถึงครึ่งทางนางก็บอกว่า “พี่จ๋า ถ้าเราขืนขนของ


เศรษฐีได้เห็นเหตกลบด�าเป็นขาวเช่นนั้น ก็ หนักไป คงไปไม่ทันเห็นใจพ่อ ให้เอาของนี้ขนไว้ที่


เศร้าใจเป็นที่สุด เสียใจว่า “สิ่งที่เราต้องการไม่เป็น บานเสีย แลวไปตัวเปลาเถิดจะไดเร็วขึ้น” แลวใหบุรุษ




ไปตามนั้น กลับเป็นในทางตรงกันข้ามทุกครั้งไป” นาของไว้ยังบ้านของนาง เดินทางต่อไปจนถึงบ้าน





ประกอบกับความเศร้าที่ต้องเสียบุตรที่รักไป จึงเกิด เศรษฐี เมื่อจะเขาบานนางจึงบอกสามีวา “พี่จา เวลา


ความทุกข์ใจถงล้มป่วยลง เศรษฐีคดว่า “เราจะตัด เข้าไปหาพ่อละก็พี่อยู่ทางเท้านะ ฉันจะอยู่ทางศีรษะ
โฆสกผูนี้ออกจากสมบัติของเรากอนที่เราจะตาย” จึง เอง” เมื่อจะเดินเข้าไปจึงให้คนของนางเรียงราย



สั่งคนใช้คนสนทผู้หนึ่งให้ถือหนังสือไปยังบ้านนาย ป้องกันเหตุการณ์อยู่รอบบ้าน

อากร ในหนังสือนั้นมีใจความว่า “เราก�าลังป่วย ขณะนั้น เศรษฐีกาลังนอนให้คนนวดเท้าอย่


อยากพบลูก ขอใหสงลูกไปหาใหจงได” ผูถือจดหมาย เมื่อเห็นโฆสกเข้ามาพร้อมภรรยา ก็เรียกผู้จัดการ




มุ่งตรงไปยังบ้านนั้นทันที ธิดาเศรษฐีซึ่งบัดนี้ได้ ทรัพย์มาแล้วถามว่า “ทรัพย์ของเราในคลังทั้งหมดมี
แต่งงานเป็นภรรยาของโฆสกสั่งบริวารไว้ว่า “ถ้ามี เหลือประมาณเท่าไร?” “มีประมาณ ๔๐ โกฏิ ไม่

ใครมาจากบ้านเศรษฐีพ่อโฆสกให้มาหาเราก่อน” นับเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนอสังหาริมทรพย์
เมื่อบุรุษนั้นถือจดหมายไป จึงถูกน�าตัวไปหาธิดา อื่นๆ ด้วย” ผู้จัดการสมบัติตอบ เศรษฐีต้องการจะ

เศรษฐี นางถามว่า “มาธุระอะไร” ก็ได้รับคาตอบว่า พูดว่า “เราไม่ต้องการให้ทรัพย์เหล่านี้แก่บุตร” แต่




“ข้าแต่แม่เจา เศรษฐีไม่สบาย ใครจะพบลูกของทาน ด้วยฤทธิ์ไข้ทาให้พูดตก “ไม่” ไปกล่าวว่า “ให้”
โปรดบอกลูกเศรษฐีด้วยเถิด” “เศรษฐีป่วยมากหรือ เศรษฐีรูตัววาพูดผิดตองการจะพูดใหม ภรรยาโฆสก





น้อยเพียงไร” นางซักต่อไป “ป่วยมากเหมือนกัน อยูทางดานศีรษะเห็นเชนนั้นก็รูทัน จึงคิดวา “ปล่อย




แหละ แต่ยังพอทานอาหารได้อยู่” ธิดาเศรษฐีก็มิได้ ให้พูด คงพูดว่าไม่ให้” จึงทาเป็นร้องไห้เสียใจที่บิดา


ว่าประการใด แต่ไม่บอกให้โฆสกทราบ ให้รางวัล จะต้องตาย สยายผมร้องกลบเสียงเศรษฐีเสย

เสื้อผาแกคนถือสาสนพอสมควรแลวบอกวา “เธอล่วง คร�่าครวญว่า “พอแล้วคุณพ่อ พวกเราได้ยินคานั้น









ิ้
หน้ากลับไปก่อนเถิด เราและสามีจะตามไป” ชัดเจนแลว ลูกมีบุญนอยมาพบพอก็เกือบสนบญเสีย
222



แล้ว” นางแสร้งร้องดังหนักขึ้น ซบหน้าผากลงที่อกเศรษฐี ทาเป็นร้องไห้เอาศีรษะ

กระแทกอกเศรษฐีจนตาย โดยไม่มีโอกาสพูดคาว่า “ไม่ให้” ต่อไปอีกเลย

พระราชาทราบว่าเศรษฐีตายแล้ว จึงรับสั่งให้ทาฌาปนกิจตามประเพณี เมื่อ

สอบสวนแล้ว ไมมีผูอื่นไดรับมรดกตอไป จึงมอบตาแหนงเศรษฐีใหโฆสกครองตลอด







มา แม้โฆสกจะได้ต�าแหนงเศรษฐีประจ�าเมือง ก็มิไดมีความเหอเหิมลืมตัว ภายหลัง


เมื่อทราบความเป็นมาของตัวเองก็เกิดความสลดใจ จึงหันมาบ�าเพ็ญทานศีลตาม
สมควร จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
เรื่องนี้มีคติสอนใจบทหนึ่งว่า อานุภาพของบุญหรือความดีนั้น เรามองไม่



เห็นตัวตน ไมสามารถน�ามาแสดงใหเห็นได แตเปนอ�านาจที่ลึกลับแฝงอยูในตัวผู ้



กระทาความดีนั้นตลอดไป เมื่อถึงคราวคับขันยอมเปนเสมือนหนึ่งเกราะปองกัน




ตัว ตกน้าไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ดูตัวอย่างเช่น โฆสกได้ทาบุญไว้ในสมัยเมื่อเกิด



เป็นสุนัข ทาความดีเพียงมีความจงรักภักดีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งก็
เป็นความดีเพียงเล็กน้อย แต่ท�าด้วยจิตใจที่แท้จริง บุญนั้นจึงกลับมาสนองช่วย
ป้องกันภัย แม้จะนาไปทิ้งถึง ๗ ครั้ง ก็ยังไม่ประสบอันตราย จะป่วยกล่าวไปไย

ถึงมนุษย์ ซึ่งอาจประกอบความดได้มากกว่า ความดีนั้นจะเป็นเกราะป้องกัน

ภยันตรายตลอดไป จึงไมควรดูหมิ่นบุญวามีประมาณนอยจะไมใหผล บุญแมนอย










แต่ท�าดวยใจบริสุทธิ์ ยอมบังเกิดผลดีมหาศาล ตรงกันขาม บุคคลใดจงใจท�าบาป
คือการก่อทุกข์ให้แก่คนอื่น บาปนั้นย่อมกลับมาสนองตัวเอง
โบราณจึงผูกเป็นภาษตสอนว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว อัน

หมายความว่า ถ้าเราปรารถนาก่อทุกข์ให้แก่คนอื่นแล้ว ทุกข์นั้นจะสะท้อนกลับ
มาสนองตัวเอง ดังตัวอย่างเช่น มหาเศรษฐีมุ่งฆ่าโฆสกผู้มิได้คิดประทุษร้ายตน





ตัวเองตองประสบผล คือตองเสียทรัพยเสียลูก และเสียชีวิต เพราะมุงจะกอทุกข ์
แก่คนอื่น เรื่องนี้จึงควรถือเป็นคติเตือนใจตลอดไป ดังภาษิตในโลกนิติกล่าวว่า

ทาบุญบุญแต่งให้ เห็นผล
คือดั่งเงาตามตน ติดแท้

ผู้ทาสิ่งอกุศล กรรมติด ตามนา
ดุจดั่งเกวียนเวียนแล้ ไล่ต้อนตีนโค
(สามาวตีวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย ธรรมบท
อัปปมาทวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๑๗๖)


223


224


นายพรานเบ็ดโลภมาก




“โลภานักมกตัวตาย”










ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยูในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ในครั้งนั้น มีพราน



เบ็ดคนหนึ่งพาลกชายไปตกเบ็ดที่หนองน้าแหงหนง เมื่อเขาทอดสายเบ็ด
ึ่
ลงไปในน้าสักพักหนึ่งแล้วลองขยับสายเบ็ดขึ้นด ปรากฏว่าเบ็ดเกาะติด


อะไรก็ไม่ทราบ แต่ด้วยวิสัยความโลภความอยากอันใหญ่หลวง นาย





พรานเบ็ดนึกและเขาใจดวยอปาทานดวยความยึดมั่นถือมั่นวา สิ่งที่ติดเบ็ด

อยู่ใต้น้าซึ่งเขามองไม่เห็นนั้นจะต้องเป็นปลาตัวใหญ่แน่นอน
พอนึกด้วยอุปาทานซึ่งท�าให้ความโลภเข้ากุมจิตใจเช่นนั้น นาย



พรานเบดกนึกถึงเมียที่อยู่ทางบ้าน และนึกถึงภาพเพื่อนบ้านใกล้เรอน
เคียง





เขานึกวาดมโนภาพดวยความกลัวตอไปวา ถ้านาปลาตัวใหญที่กาลัง



ติดเบ็ดขนมาบนฝงแลวตนกับลกชายชวยกันแบกหามไปยังบานเรอนของ




ึ้

ตน ใครๆ ในหมู่บ้านก็จะเห็น ก็จะมาขอส่วนแบ่ง ด้วยความกลัวเสียผล
ประโยชน์ นายพรานเบ็ดจึงกระซิบสั่งลูกชายของเขาว่า


“เรามีลาภใหญแลวลูก ปลาติดเบ็ดของเรา ตัวมันคงใหญแน เจารีบ



ไปบอกแม่ว่า ถ้าพ่อแบกปลาตัวใหญ่เข้าหมู่บ้าน พวกชาวบ้านก็จะมารุม
กันขอส่วนแบ่ง เจ้าอย่าลืมไปบอกแม่นะลูกบอกให้แม่เขาหาเรื่องทะเลาะ
กับเพื่อนบ้านเราทุกครวเรอน มันจะได้ไม่แห่มาขอส่วนแบ่งปลาตวใหญ่



ของเรา” นายพรานเบ็ดสั่งกาชับกับลูก “ครับพ่อ” ลูกชายตอบรับทันที


เมื่อเมียนายพรานเบ็ดได้ทราบข่าวดีจากลูกชายตามคาบอกเล่า

และคาสั่งของสามีแล้ว นางก็รีบแต่งตัวประหลาดๆ โดยการใช้ใบตาลทัด
หูข้างหนึ่ง ทาลูกตาด้วยเขม่าหม้อหุงข้าวข้างหนึ่ง อุ้มลูกคนเล็กใส่สะเอว
แล้วลงจากบ้านเร่ไปตามบ้านใกล้เรือนเคียง
225


“เกิดบ้าอะไรล่ะเธอ” สตรีเพื่อนบ้านคนหนึ่งร้องถาม “เอ็งด่าข้าว่าบ้าหรือ”
เมียนายพรานเบ็ดเริ่มหาเรื่อง แล้วสตรีทั้งสองก็ทะเลาะกันอย่างเอ็ดอึง ลุกลาม






ไปยังเพื่อนบานอื่นๆ ที่อยูใกลและไกลแทบทั้งหมูบาน เมียนายพรานเบ็ดหาวาสตรี



เพื่อนบานดูหมิ่น เรื่องลุกลามจนเปนคดีความถึงผูใหญบาน ผูใหญบานไดพิจารณา






แล้วตัดสินว่าเมียนายพรานเบ็ดเป็นฝ่ายผิด ถูกตัดสินให้แพ้ความและถูกปรับเป็น

เงินจานวนมาก ฐานเป็นต้นเหตุก่อการทะเลาะวิวาท มิหน�าซ้าเมียนายพรานเบ็ด

ยังถูกลงโทษโดยการเฆี่ยนหลังอีกกระทงหนึ่ง ในฐานแกลงหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อน

บ้าน





ฝายนายพรานเบ็ดหลังจากสั่งลูกชายใหรีบวิ่งไปบอกภรรยาในหมูบานแลว ก็

สลัดเสื้อผ้าออกมาวางไว้ริมฝั่งแม่น้า ผูกสายเบ็ดเข้ากับตอไม้บนฝั่งแล้วก็กระโจน





ลงน้า ดาลงไปใต้น้าอยางรวดเร็ว ใบหนาของเขาพุงเขาชนตอไมที่เกาะเกี่ยวเบด ซึ่ง




นายพรานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด




ตอไมที่แหลมคมนั้นทมเขาที่ลูกตาทั้งสองขาง ตาของเขาแตกเลือดไหล ทาให้


บอดสนิททั้งสองข้าง มองอะไรไม่เห็น ได้แต่ร้องครวญคราง โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้า

แล้วมะงุมมะงาหราคลานขึ้นมาบนฝั่ง มือควานหาเสื้อผ้า
นายพรานเบ็ดผู้นั้นนัยน์ตาแตกเลือดไหลเต็มใบหน้าควานหาเสื้อผ้าก็ไม่พบ

นั่นไม่ใช่เพราะตาทั้งสองข้างแตก แต่เป็นเพราะระหว่างที่เขาดาลงไปในน้าเพื่อจับ







สิ่งที่เขาสาคัญมั่นหมายวาเปนปลาตวใหญติดเบ็ดนั้น ขโมยคนหนึ่งซึ่งเดินผานที่นั้น
ได้รีบฉกฉวยเอาเสื้อผ้าของเขาไปทั้งหมด

รุกขเทวดาโพธิสตว์ผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ริมฝั่งแม่น�้านั้น ได้เห็นเหตุการณ์ที่


เกิดขึ้นทั้งหมดจึงร�าพึงดวยความสังเวช กลาวติเตียนนายพรานเบ็ดผูหวังจะคิดหวง

ลาภก่อนได้ลาภว่า
ตาเจ้าบอดเสื้อผ้าเล่าของเจ้าหาย
เมียเจ้ากลายเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน
ทางบกซ้าทางน้าเจ้าแหลกลาญ


เพราะสันดานละโมภโลภมากเอย

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ความชั่วความไม่ดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีรากเหง้า
อยู่ ๓ รากใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เรียกว่า อกุศลมูล แปล
226


ว่า รากเหง้าแห่งความชั่ว อกุศลทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่ออกุศลอย่างใดอย่าง


หนึ่งมีอยู อกุศลอื่นความชั่วอื่นที่ยังไมเกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแลวก็เจริญงอกงาม

ขึ้น ตัวอย่างเช่น
บางคนมีความโลภในทรัพย์สมบัติของคนอื่นๆ ไปลักทรัพย์สมบัติ
เขามา เจ้าของทรัพย์สมบัติเห็นก็เกิดการต่อสู้ ก็เกิดความโกรธขึ้นมาฆ่าเจ้า









ทรัพยตาย นี่แสดงวาเริ่มตนดวยความโลภ แตในทสุดกลายเปนความโกรธ
นายพรานเบ็ดอยากได้ปลาตัวใหญ่ นั่นเป็นการกระทาไปด้วยความโลภ แต่

เพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะมาขอส่วนแบ่ง จึงสั่งภรรยาให้ไปชวนชาวบ้าน
ทะเลาะ นี่เป็นอาการของความหลง เมื่อคนอื่นๆ ไปว่ากล่าวตักเตือนก็โกรธ
ความหลงนี้เป็นเหตุให้เกิดความโกรธ หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้
ความโลภเกินขอบเขตเป็นเหตุให้เกิดทุกข์หนัก ตนเองทุกข์เพราะ







ความโลภอยากได แลวก็แผความทุกขเดือดรอนไปถึงคนอื่นอยางไมมีที่สิ้น
สุด
คนโลภจัดมีความกระหายอย่างแรงกล้านั้น ย่อมกระเสือกกระสน


อย่างไม่ค�านึงถงผิดชอบชัวดีแต่อย่างใด เมื่อใดความมักมากเกิดขึ้น บาป

กรรมอื่นๆ ก็ตามมา เช่น ความริษยา อาฆาต เคียดแค้น ชิงชัง ความโกหก
หลอกลวง ก็ตามมาด้วยเพราะไม่รู้จักพอ วิธีปฏิบัติท่านแนะน�าว่า ให้ลด
ความอยากลง ให้อยู่ในระดับพอดีกับความสามารถของตน ท่านเปรียบไว้
ว่า





“เหมือนประตูน้า เจาหนาที่จะเปดชองเล็กๆ ระบายใหระดับน�้าทั้งสอง


ด้านเท่ากันเสียก่อน จึงเปิดประตูให้เรือผ่านไป แม้จะเสยเวลาก็ต้องยอม







เพราะถาระดับน้าทั้งสองตางกันมาก เปดประตูใหเรือผานไป เรือตองลมทุก


ลา” ประตูหัวใจก็เหมือนกัน ถ้าระดบความอยากกับความสามารถต่างกัน


และไมรูจักลดใหเทากันแลว นาวาชีวิตอาจอับปางในที่สุด เหมือนกับนิทาน





ชาดกเรื่องนี้
(อุภโตภัฏฐชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๒๔)
227


228



ก�าเนิดสรา



“อนสราเมรัยใครเสพติด


พาชวิตมดมนจนฉิบหาย”








ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกะ ได้ประทาน






โอวาทแกพระเจาสรรพสามิตร แหงพระนครสาวัตถี ผูกาลงเตรียมการจะ
ดื่มสุรา ทรงชี้แจงให้เห็นโทษของสุรา และทรงสอนให้ตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระองค์ เรื่องมีดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล มีพรานปาคนหนึ่งชื่อวาสุระ เที่ยวลาสัตวทั่วไป วันหนึ่ง



สังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่นๆ มีลาต้นใหญ่ แตก

กิ่งก้านออกเป็น ๓ กิ่ง ระหว่างกิ่งมีโพรงใหญ่ขนาดเท่าตุ่ม เป็นที่รองรับ

น้าฝนได้เป็นอย่างด มีต้นสมอ ต้นมะขามป้อมและเถาพรกไทยขึนล้อม



รอบต้นไม้นั้น นายพรานเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ได้เหนบรรดานกทงหลาย
ั้






บินมาเกาะที่ตนไมนั้น คาบผลไมและพันธพืชตางๆ มากิน บางส่วนได้ร่วง

หล่นลงในแอ่งน�้านั้นทุกๆ วัน จนกระทั่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท�าให้น�้าใน



ื่

แองนั้นกลายเปนสีแดง มีกลิ่นหอมนาชวนดื่ม เมอบรรดาสัตวทั้งหลายได ้
มาลิ้มรสน�้าประหลาดนั้น หลังจากดื่มกินสักพักหนึ่งก็เริ่มมีอาการมึนเมา
บางตัวเดินโซเซไปมา บางตัวพลัดตกลงไปที่โคนต้นไม้ บางตัวก็ม่อยหลับ
ไปในที่นั้น ส่งเสียงร้องแล้วก็บินจากไป
นายพรานเห็นดังนั้นก็เกิดสนใจ คิดว่า “ถ้าน�้านี้มีพิษ สัตว์เหล่านั้น
คงตายไปแล้ว แตนี่มันหลับไปครูหนึ่งก็บินไปไดตามปกติ น�้านี้คงไมมีพิษ




เป็นแน่” นายพรานจึงลองดมเองก็เกิดอาการมึนเมา และเกิดอาการอยาก
ื่
กินเนื้อสัตว์ จึงจับนกที่ตกจากต้นไม้มาย่างกินอย่างเอร็ดอร่อย
ณ บริเวณใกลกันนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อวรุณ นายพรานคิดวา “เรา




จักดื่มน�้านี้รวมกับดาบส” นายพรานจึงตักน�้านั้นใสกระบอกไมไผทอนหนึ่ง



นาไปถวายพระดาบสว่า “ท่านขอรับ ลองดื่มน้านี้ดูเถิด” แล้วทั้งสองก็ดื่ม



ด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้ น้าดื่มนั้นจึงได้ชื่อว่า สุราบ้าง วรุณีบ้าง เพราะ
229


เหตุที่นายพรานสุระและวรณดาบสพบเห็นเป็นคน เดิม พระราชาทรงรับสั่งให้นายทหารช่วยกันจัด


แรก ประดับพระนคร เพื่อทาการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่
ในกาลนั้น นายพรานจึงน�าน�้าเมานี้ไปถวายแด ่ ในกาลนั้นเอง ท้าวสักกะทรงนั่งบาเพ็ญฌาน


พระราชา เมื่อพระราชาไดเสวยจนกระทั่งทรงมึนเมา อยู่ ทรงทอดพระเนตรพระราชาสรรพสามิตร ซึ่ง

และเริ่มแสดงอากัปกิริยาร่ายร�าอย่างสนุกสนาน กาลงดื่มน�้าเมาอยู่ ท้าวสักกะทรงด�าริว่า ถ้าพระ




ทาให้ถูกพระราชหฤทัยยิ่งนัก จึงสั่งให้มอบรางวัลแก่ ราชาองคนี้หลงใหลในน�้าเมาจะท�าใหพระนครแหงนี้




นายพรานอย่างมากมาย และใหปรุงสุรานี้เปนเครื่อง ถึงความพินาศเป็นแน่แท้ จึงทรงจาแลงกายเป็น

ดื่มในพระนคร รวมทั้งให้อ�ามาตย์ราชบริพารและ นักบวชหน่ม เสด็จมายนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

ประชาราษฎร์ร่วมดื่มฉลองกันอย่างเอิกเกริก นาน สรรพสามิตรในบัดนั้น พระราชาทรงตกพระทัย
วันเข้า พระนครก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะประชาชนพา ตรัสถามว่า “ท่านเป็นใครจึงได้ส่องแสงสว่างงาม



กันดื่มแต่น�้าเมา ไม่ท�ามาหากินเหมือนแต่ก่อน จึง ระยับประดุจพระจันทรเต็มดวงฉะนี้ ตัวทานมิไดยืน
เกิดความยากจน อดอยากไปตาม ๆ กัน อยู่บนพื้นดิน แต่ลอยอยู่ในอากาศ ท่านคงเป็นผู้มี

นายพรานเห็นไม่ได้การแล้วจึงหนีออกจาก บุญมาหาเราดวยเหตุอันใดหรือ” พระราชาทรงตรัส

พระนครนั้นไป เมื่อมาถึงพระนครแห่งใหม่ นาย ถามแต่โดยดี “ท่านจงทาลายตุ่มน้าเมาเสียเถิด






พรานคนนั้นไดกระทาการเช่นเดิม คือถวายน้าเมาแด่ มหาบพิตร เพราะตุ่มน้าเมานี้จะทาให้ท่านพินาศ
พระราชาแห่งเมืองนั้น ไม่นานนักพระนครใหม่ก็มี ด้วยอานุภาพของมันในเร็ววัน” ท้าวสักกะตรัสแก่



สภาพเหมือนพระนครเก่าที่ผ่านมา คือประชาชนพา พระราชา “เหตุไฉนทานจึงกลาวเชนนี้ โปรดอธิบาย
กันดื่มแต่น้าเมา ผลาญทรัพย์สมบัติของตนเอง ไม่รู้ ความให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยเถิด” พระราชา

จักทามาหากิน จึงอดอยากยากเข็ญลงทุกวันๆ ทรงแปลกพระทัยและสงสัยยิ่งนัก “ท่านโปรดฟังเรา


จนกระทั่งวันหนึ่ง นายพรานเดินมาถึงพระนคร กล่าว อันตัวทานเปนพระราชาแหงนครที่ยิ่งใหญ จะ



สาวัตถี และได้ถวายน้าเมาแดพระราชาเหมือนอยาง ถูกอานุภาพแห่งน�้าเมามาท�าลายในเร็ววันนี้เป็น



ที่เคยทามา พระราชาแห่งเมืองสาวัตถีสั่งให้ปรุง แน่แท้ เพราะน้าเมานั้นไม่ใช่น้าหวานเหมือนน้าผึ้ง







น้าเมาขึ้นในเมือง แตในครั้งนี้นั้นไดเกิดเหตุการณขึ้น แต่มันเป็นน้าเมาที่ให้โทษนานัปการ เช่น








บางอย่าง คือในขณะที่ปรุงน้าเมาอยู่นั้น ที่ต่มหมัก - ผูใดดื่มน้าเมาเชนนี้แลว จะเกิดความมึนเมา

ี๋
น้าเมา ได้มีแมวตัวหนึ่งมาแอบกินน้าเมาจนกระทั่ง เดินโซซัดโซเซ ประเดยวล้มประเดยวยืน เหมือน
ี๋

สลบไป แต่ทหารเวรที่เห็นเหตุการณ์เข้าใจว่า แมวที่ มิใช่คน ท่านสมควรดื่มหรือ
ดื่มน้าเมาแล้วถึงแก่ความตายด้วยความเข้าใจผิด - ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดความหน้า




ทาใหทหารเวรตกใจจงทลตอพระราชาทันใด ดวยเหตุ ด้าน เดนแก้ผ้าไปทั่วพระนครโดยไม่ละอายแก่ใจ





นี้เองที่ท�าให้นายพรานถูกลงโทษด้วยการประหาร ท่านสมควรดื่มหรือ

ชีวต ด้วยข้อหาปรุงยาพิษขึ้นภายในพระนคร หลัง - ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะกล่าวค�าหยาบ

จากนั้น แมวที่สลบอยู่ได้ฟื้นขึ้นมา ทาให้พระราชา นาความตายมาสู่ตัว กล่าวคาที่ไม่ควรกล่าว ทาให้




แปลกพระทัย จึงได้เสวยน�้าเมาอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏ ผู้คนพากันรังเกียจ ท่านสมควรดื่มหรือ




ว่าน้าเมาที่ปรุงใหม่ครังนีมีรสอร่อยชวนให้น่าดื่มกว่า - ผูใดดื่มน�้าเมาเชนนี้แลว จะเกิดความบาบิ่น



230


มีใจฮึกเหิม หาเรื่องทะเลาะวิวาท หาภัยมาสู่ตัว มีศัตรูทั่วแผ่นดิน ท่านสมควรดื่ม
หรือ
- ผู้ใดดื่มน�้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดความเกียจคร้าน ไม่รู้จักทามาหาเลี้ยงชีพ

จะอดอยากยากเข็ญ ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ท่านสมควรดื่มหรือ

- ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดบาปติดตัว จะด่าพ่อด่าแม่ ไม่นึกถึงลูกเขา


เมียใคร จะประพฤติผิดศีลธรรมที่ชั่วร้าย นาอัปยศอดสูมาสู่ตัว ท่านสมควรดื่มหรือ
ด้วยเหตุทั้งหลายเหล่านี้ เราจึงมาเตือนมหาบพิตรให้ทรงด�าริ ให้รู้แจ้งถึงตุ่ม
น้าเมาอันหาประโยชน์มิได้ จะดื่มทาไม จงทาลายมัน”



หลังจากนั้นมา พระเจ้าสรรพสามิตร ราชาแห่งนครสาวัตถี จึงทรงทาลายตุ่ม

น้าเมาตามคาสอนของทาวสักกะ และนาพาประชาชนให้บาเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญ





ภาวนา ประชาชนได้รับความสงบร่มเย็นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เพื่อให้เห็นความแตกต่าง สุรา เหล้า หรือเรียกอีก
อย่างหนึ่งว่า น้าเปลี่ยนนิสัย ผู้ใดดื่มแล้วจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติ ดื่มแล้วจะ






เพิ่มความกาวราว อวดดี พูดจาหยาบคาย แสดงความเปนนักเลงหัวไม ชอบสราง
ศัตรู แม้แต่ลูกเมียก็เห็นเป็นศัตรูคู่อาฆาต บางคนติดสุรางอมแงมจนร่างกายซูบ
ื้



ผอม เปนโรคพิษสุราเรอรัง เปนที่รังเกียจของญาติมิตร เพื่อนฝูง และบคคลทั่วไป
ไม่มีใครปรารถนาจะคบหาสมาคมด้วย อับจนปัญญา หมดความอับอาย แม้แต่

รางกายหรอของสงวนที่พึงปกปดก็อาจเปลือยกายเตนร�าท�าเพลงในเวลาเมา ความ



ลับที่น่าอับอายก็อาจนามาขยายได้เมื่อเมาเสียสติ

การดื่มสุราเมรัยเป็นบ่อเกิดของการสูญเสียสุขภาพ บุคลิกภาพ คุณภาพ
และสวัสดิภาพ สมควรอย่างยิ่งที่จะเฝ้าเตือนบุตรหลานหรือผู้ทเรารักให้งดเว้น
ี่
จากการดื่มสุราเมรัย อันจะนาไปถึงความเสื่อมในชีวิต สุราเมรัยมีโทษ ๖ ประการ

ดังที่ท่านกล่าวสอนไว้ว่า
อันสุรา เมรัย ใครเสพติด
พาชีวิต มืดมน จนฉิบหาย
หนึ่ง สิ้นทรัพย์ ตนนั้น พลันวอดวาย
สอง อาจตาย ด้วยทะเลาะ เพราะความเมา
สาม ทาให้เกิด โรคา พยาธิ


สี่ คนตาหนิ นินทา พาอับเฉา
ห้า หน้าด้าน นักหนา เวลาเมา
หก โง่เขลา ปัญญาหด หมดสิ้นเอย



(กุมภชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติงสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๑๙๕)



231


232



ลงเฝ้าสวน



“ความโง่ท�าให้เส่อม”








เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ทุกๆ



ปีที่เมืองนี้จะมีการจัดงานนักขตฤกษ์ ซึ่งเป็นงานเทศกาลประจาปี โดยมี


มหรสพการละเลนรื่นเริงตางๆ มากมาย สถานที่จัดงานก็คือพระลานหลวง


ในกาลนั้น พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนบัณฑิต เพื่อนคนหนึ่งของ


ชายเจาของสวนนั้น เจาของสวนไดปลูกตนไมไวในสวนเปนจ�านวนมาก ทั้ง





ไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้กินใบกินผล
วันหนึ่ง เขามองเห็นฝูงลิงฝูงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน ซึ่ง

ตนเคยให้อาหารเป็นประจาจนคุ้นเคยกันดี จึงคิดว่า “เราจะอาศัยลิงเหล่า
นั้นแหละเฝ้าสวน อุตส่าห์เลี้ยงดูมาตั้งนาน จะได้ใช้งานใช้การบ้างก็คราว
นี้แหละ” คิดดังนั้นแล้วเขาก็เดินไปที่ฝูงลิง แล้วกล่าวกับหัวหน้าลิงว่า “เจ้า
ลิงเอ๋ย สวนนี้นับว่ามีบุญคุณต่อเจ้าและพรรคพวกของเจ้ามากนัก เจ้าได้




อาศัยสวนนี้ไดกินผลหมากรากไมและใบออนของตนไมมามิใชนอย ตอนนี้







เขามีงานเทศกาลกัน เราอยากจะไปเที่ยวชมดูสักหนอย แตตนไมที่เพิ่งปลูก


ใหม่ยังไม่ได้รดน้า เราอยากจะขอแรงพวกเจ้าช่วยกันรดน้าในเย็นวันนี้จะ
ได้ไหม”
ลิงตัวหัวหน้ารับว่า “ได้ขอรับนาย ก็ไอ้แค่รดน้ามันจะยากเย็นอะไร



เชียว” คนเฝาสวนสบายใจที่ลิงรับปากจะดแลสวนและชวยรดน้าให้ แต่ก่อน






จะไปเขาไดสั่งกาชับลิงอยางหนักแนนอีกครั้งหนึ่งวา “พวกเจ้าอย่าประมาท

เลินเล่อ ข้อสาคัญต้องรู้จักประหยัดน้า อย่ารดน้ามากเกินไป” สั่งดังนั้น



แล้วเขาก็จัดเตรียมอุปกรณ์สาหรับรดน้ามาวางไว้ให้เห็น แล้วก็เดินทางไป


งานมหรสพ

ตกเย็น หัวหน้าลิงเรียกลูกน้องถออุปกรณ์รดน�้ามาให้พร้อม แล้ว
แนะน�าวิธีรดน�้าว่า “นี่พวกเจ้าทั้งหลาย เจ้านายของเราได้ก�าชับให้รดน�้า
233










ตนไมดวยวิธีประหยด เพื่อใหการใชน�้าไดประโยชนสูงสุด เวลารดเราต้อง

รู้ว่าต้นไม้ต้นนั้นมีความต้องการน้าเท่าไร รากสั้นก็ต้องการน้าน้อย ราก


ยาวก็ต้องการน�้ามาก ดังนั้นเราตองถอนรากขึ้นมาดูกอน ต้นไหนรากยาว


ก็ให้รดน้ามากๆ ต้นไหนรากสั้นก็ให้รดน�้าน้อยๆ ท�าอย่างนี้จึงจะชื่อว่า
เป็นการประหยัดน้าอย่างที่เจ้านายสั่งไว้”


พวกลิงทั้งหลายจึงพากันถอนต้นไม้ที่เพงปลูกใหม่ขึ้นมาดทุกต้น
ิ่

แล้วรดน้ามากน้อยตามความสั้นยาวของราก แล้วฝังลงไปในดินใหม่

ั้





ปรากฏวาตนไมเหลานนเหี่ยวเฉากันไปหมด สรางความเสียหายใหแกสวน

ต้นไม้เป็นอย่างมาก ครั้นครบ ๗ วัน เจ้าของสวนต้นไม้กลับมาถึง ก็ได้
เห็นต้นไม้ตายเกลี้ยงในบริเวณดังกล่าว
บุรุษบัณฑิตเพื่อนบ้านเจ้าของสวนได้เข้าไปในสวน เห็นเหตุการณ์

นั้นแล้ว ถามเจ้าของสวนว่าทาไมต้นไม้จึงตาย พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
จบ จึงพึมพาด้วยธรรมสังเวชว่า “พิโธ่เอย ไอ้ลิงโง่ ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

คิดจะทาประโยชน์แต่กลับทาสิ่งที่เป็นโทษเสียนี่” แล้วบุรุษบัณฑิตก็กล่าว


เป็นภาษิตว่า “คนไม่ฉลาด มุ่งหวังทาประโยชน์ แต่มิได้ขจัดความโง่เขลา

ในตัวเอง สิ่งที่ทาแทนที่จะเป็นประโยชน์ก็กลับเป็นโทษไปได้ คนโง่เขลา


ย่อมทาประโยชน์ให้เสียหายไป เหมือนลิงเฝ้าสวนนี่แหละ”

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การใช้คนให้ทางานนั้นต้องใช้คนให้

เหมาะกับงาน ใชคนที่มีความรูในเรื่องนั้นดี ใชคนที่ฉลาด สามารถ และ


มีประสบการณ์ไปทางาน ย่อมจะได้ผลงานตามที่ประสงค์ ตรงกันข้าม

ถ้าใช้คนไม่เหมาะกับงานหรือใช้คนที่ไม่ฉลาด ขาดประสบการณ์
นอกจากงานจะไม่ส�าเร็จตามประสงค์แล้ว ก็อาจท�าให้งานเสียหาย






อืดอาด ลาชา ลวนแตเปนเรื่องผิดพลาดที่เกิดจากการใชคนไมเปนและ


ไม่รอบคอบทั้งสิ้น
(อารามทูสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๖)

234


235



พระราชาผกตัญญู


“เราดีไปเขาก็ให้ดีมาตอบ


เราไปชอบเขาก็ตอบชอบมาหา”








ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาในนครพาราณสี

ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงให้ทาน รักษาศีล เป็นประจา
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งนครพาราณสีได้เสด็จไปปราบโจรกบฏที ่
ชายแดน พร้อมด้วยกาลังทหาร พระองค์ทรงพลาดท่าพ่ายแพ้ จึงเสด็จหนีไป

อาศัยหมู่บ้านชายแดน ชาวบ้านเห็นพระองค์เข้าก็หวาดกลัว พากันหนีเข้า
บ้านกันหมด แต่มีชายคนหนึ่งไม่ยอมหนีไปไหน ออกมา ต้อนรับแล้วถามว่า
“ได้ข่าวว่าพระราชาเสด็จไปปราบโจรกบฏที่ชายแดน แล้วท่านเป็นใคร เป็น
ทหารหรือเป็นนักจารกรรม”

พระราชาตรัสตอบว่า “สหาย เราเป็นทหาร” “ถ้าอย่างนั้น เชิญท่าน



เข้าไปในบ้านของเราก่อน” นายคนนั้นกลาวเชื้อเชิญ แลวเรียกภรรยาใหออก


มาล้างเท้าพระราชา นาอาหารมาให้ นาเสื่อหมอนมาปูลาดให้นั่งพักนอนพัก
ได้สบายใจ พระราชาทรงเหน็ดเหนื่อยจงบรรทมหลับไปหลายชั่วโมง ชายคน

นั้นได้เปลื้องเกราะม้าออก เพื่อให้ม้าเดินได้ถนัด เอาน้ามาให้ดื่ม เอาน้ามัน


มาทานวดเท้านวดขา แล้วตัดหญ้าให้ม้ากิน







เขาและภรรยาไดดูแลพระราชาโดยที่ไมรวาเปนพระราชา และชวยเลี้ยง
ม้าให้อีกโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร ทาอย่างนี้อยู่ ๓-๔ วัน จนสนิทสนม

คบหากันแบบเพื่อน พระราชาจึงบอกเขาว่าจะกลับแล้ว ภรรยาของเขาจึงรีบ

นาอาหารมาถวายพระราชา เขารีบเอาหญ้าและน้ามาให้ม้ากินให้อิ่มอกครั้ง


ก่อนจะเสด็จกลับ พระราชาตรัสบอกเขาว่า “สหายเอ๋ย เราขอขอบคุณท่าน
มากที่ให้ที่พักพิงแก่เรา และดูแลเราอย่างดี หากเพื่อนมีธุระอะไรในเมือง ขอ
ให้เพื่อนไปหาเราได้ทุกเวลา เพียงถามนายประตูว่า บ้านของนายทหารม้า
ใหญ่อยู่ที่ไหน เขาก็จะพาไปหาเราเอง เราจะได้มีโอกาสตอบแทนเพื่อนบ้าง”


ตรสดังนั้นแล้วกเสด็จกลับไป ฝ่ายกองกาลังทหารตั้งค่ายพักรอพระ

ราชาอยู่ ไม่รู้ว่าพระองค์เสด็จอยู่ที่ไหน ครั้นเห็นเสด็จมาจึงเข้าถวายบงคม

แล้วพระราชาก็เสดจนาทัพกลบพระนคร ครั้นถงพระราชวัง พระราชาตรัส




236


เรียกนายประตูมานัดแนะว่า หากชายบ้านนอก ตายไปแล้ว การที่พ่อต้อนรับเขา ดูแลเขา ให้เกียรติ



ลักษณะเชนนี้มาถามหา ก็ใหรีบพาเขาไปพบพระองค เขา เพียงแค่นี้ยังน้อยไปเสียอีก ลูกอย่าคิดอะไรมาก

ทันทีไม่ต้องรีรอ พระราชาทรงรออยู่นาน กว่าชาย ไปเลย”



คนนั้นจะเข้าไปเฝ้าได้ และที่ไปเข้าเฝ้าก็เพราะพวก พระราชาทรงหยุดนิดหนึ่ง แลวตรัสตอวา “ลก

ชาวบ้านยุให้ไป ด้วยชาวบ้านมีเรื่องเดือดร้อนเกี่ยว เอ๋ย ผู้ใดให้แก่คนที่ไม่ควรให้ แต่คนที่ควรให้กลับ


กับการเก็บส่วยของทางการ เมื่อจะไปเขาได้เตรียม ไมให ผูนั้นเมื่อมีภัยไดทุกขยากลาเค็ญ ยอมจะไมมี








ี่
ของฝากไปด้วยมีเสือผ้า เครืองประดับ และขนม ใครช่วยเหลือ ส่วนผู้ที่ไม่ให้แก่คนทไม่ควรให้ ให้




จานวนมาก เขาได้รับการต้อนรบอย่างยิงใหญ่จาก เฉพาะแกคนที่ควรให เมื่อตัวเองตกทุกขไดยากขึ้น




พระราชา พระราชาให้อัครมเหสล้างเท้าให้เขา ทา มา ย่อมได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้น ลูกจงจาไว้เถิด



น้ามันหอมให้ด้วย แล้วทรงสวมใส่เสื้อผ้าที่เขานามา เกิดเป็นคนอย่าเป็นคนอกตัญญู พ่อแสดงความ
ฝากทั้งสองพระองค์ ทรงเสวยขนมและแบ่งให้ กตัญญูต่อเขาเช่นนี้ ทุกคนคงเข้าใจพ่อนะ” พระ
อามาตย์ได้กินกันจนทั่ว มเหสี พระราชโอรส และพระราชธิดา ตางซาบซึ้งใน


ต่อจากนั้น พระราชาได้ปฏิบัติกตญญู น้าพระราชหฤทัยของพระราชา ถึงกับสะอื้นไปตามๆ







กตเวทิตาธรรมแกชายคนนั้นอยางทใครๆ คาดไมถึง กัน ทุกคนพอทราบเรองกพากันแซ่ซ้องสรรเสริญ

ื่
คือทรงมอบราชสมบัติกึ่งหนึ่งให้เขา ทรงแต่งตั้งชาย พระเจ้าอยู่หัวของตนไม่ขาดปากว่า เป็นพระราชา
คนนั้นขึ้นเป็นพระราชาปกครองเมืองพาราณสี ร่วม ยอดกตัญญูโดยแท้
กับพระองค์ ทรงให้สร้างพระราชนิเวศน์สาหรับพระ ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า อันความกตัญญูนั้น


ราชาองค์ใหม่ โปรดใหเรียกภรรยาและบุตรของพระ เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายของคนดี แต่ย่อมหายาก





ราชาองค์ใหม่มารับเกียรติยศ และมาอยู่ด้วยกันใน ในหมูคนไมด คนกตัญญูนั้นเขาไมมองถงฐานะหรือ
พระราชวัง พื้นเพของผู้มีพระคุณแก่ตน จะเป็นใครก็ตามถ้า
พวกอามาตย์ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงเห็นว่า เขาทาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมรู้สึกว่าผู้นั้นมี


พระองค์ทาไม่สมควร จึงทูลให้พระราชโอรสทาการ บุญคุณแก่ตน เช่น เจ้าของบ้านที่เป็นคนดี ย่อม


คัดค้าน แม้พระราชโอรสเองก็ทรงอึดอัดไม่น้อยที่ รู้สึกว่าคนใช้ในบ้านมีบุญคุณแก่ตน หากไม่ได้เขา
ต้องมาดูแลชายผู้ไม่รู้จัก จึงเข้าไปเฝ้าพระราชบิดา ตนเองก็จะลาบาก เจ้าของบรษัทที่เป็นคนดีก็รู้สึก



ถวายบังคมแล้วกราบทูลความสงสัยทั้งปวงให้ทรง ว่าคนงานในบรษัทมีบุญคุณแก่ตน ช่วยให้บริษัท
ึ้


ทราบ ของตนเจริญกาวหนา และทาใหตัวเองมีฐานะดขน





พระราชาทรงสดับแลวก็ทรงแยมพระโอษฐ จึง มาได้ คนดีคนกตัญญูรู้คุณคน เขาคิดกันอย่างนี้


ตรัสเลาวา “ลูกพอ จาไดไหมเมื่อคราวที่พอยกทัพไป และหาโอกาสปฏิการคุณตามกาลอันควร






ปราบโจร พอพายแพแตกทัพหนีตายกันไปคนละทิศ




คนละทาง พอหนีไปที่ชายแดนหมูบานแหงหนง ชาย (มหาอัสสาโรหชาดก อรรถกถา ขุททกิกาย


ึ่

คนนี้แหละที่ชวยพอ เขาพาพอไปหลบอยูในบานของ ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๘๖)




เขา หุงหาอาหารเลี้ยงพ่อ ให้บุตรภรรยามานวดเท้า
ให้พ่อ เขาดูแลพอเปนอยางดี ถ้าพ่อไม่ได้เขา พ่ออาจ



237


238




ราชสห์กับเสอโคร่ง

“ยุให้ร�า ต�าให้รั่ว”
















ในอดีตกาล ณ ปาแหงหนึ่งอันเปนที่อยอาศัยของราชสีหกับเสือโครง






ทั้งสองพกอยูรวมกัน ในถ้าแหงหนึ่งของปานั้น โดยไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง



กันเลย ตางก็สนิทสนมรักใครเปนมิตรที่ดีตอกัน ในกาลนั้น พระโพธิสัตว ์

เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ป่านั้น ได้เห็นเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นโดยตลอด
วันหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกผ่ายผอมตัวหนึ่งหิวโซมา เที่ยวหาอาหารไม่

ได้เลย เมื่อมาพบซากสตว์ที่เป็นอาหารเหลือเดนของราชสีห์กับเสือโคร่ง
แล้ว จึงได้อาศัยกินประทังชีวิตสืบไป มันจึงเกิดความคิดอย่างมักง่ายว่า




“ทาไมเราจะตองเที่ยวหากินใหมนเหนื่อยยากลาบากด้วยเล่า หากเราคอย

ติดตามสัตว์ทั้งสองนี้ไว้ ย่อมมีเดนอาหารให้เราได้กินอย่างสบายไปจน
ตาย” คิดดังนั้น สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปอาสาคอยรับใช้ราชสีห์และเสือโคร่ง
ั่
ได้กินเดนจากสัตว์ทั้งสองเสมอมา จนกระทงสุนัขจิ้งจอกมีร่างกายอ้วน
ท้วนสมบูรณ์ เพราะได้กินเนื้อสัตว์นานาชนิดมากมาย ทาให้เกิดความละ

โมภ คิดอยู่ในใจว่า “เนื้อใดๆ เราก็เคยกินมามากแล้ว แต่เนื้อของราชสีห์
กับเสือโคร่ง เรายังไม่เคยได้ลิ้มลองเลย เราน่าจะทาให้สัตว์ทั้งสองนี้




ั้

ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ฆากัน เราก็จะไดลิ้มรสเนื้อของสัตวทงสองแนๆ”
คิดแล้วก็ออกอุบายไปหาราชสีห์ เอ่ยยั่วยุว่า “ข้าแต่นาย ท่านไปมีเวร
เกลียดชังอะไรกับเสือโคร่งบ้างหรอไม่” ราชสีห์ตอบอย่างสงสยว่า “เวร


อะไรกันเล่า” “อ้าว! ข้าแต่ท่านผู้มีเขี้ยวงาม เสือโคร่งได้กล่าวดูหมิ่น




เหยียดหยามทานวาราชสีหยอมมีลักษณะสงใหญดอยกวาเรา และมก�าลัง





ความเพียรดอยกวาเราเชนนี้แหละ” ราชสีหไดยินคาบอกเลานั้น มิไดมีจิต









กระเพื่อมอ่อนไหวแต่ประการใด เพียงคารามว่า “เจ้าจงไปเสียเถิด เสือ
โคร่งย่อมไม่กล่าวอย่างนี้”
239





เมื่อแผนชวไมเปนผล สุนัขจิ้งจอกจึงไปลอลวงเสือโครงบางในลีลาทานอง
ั่




เดียวกัน พอเสอโคร่งได้ฟังดังนั้นแล้ว อดใจไว้ไม่ได้ จึงเผ่นโผนโจนทะยาน
เข้าไปหาราชสีห์ แล้วสอบถามว่า “เพื่อน จริงหรือที่ท่านกล่าวหมิ่นเราว่า เสือ










โครงยอมมีลักษณะสูงใหญดอยกวาเรา มีผิวพรรณดอยกวาเรา มีชาตดอยกวา
เรา มีกาลังกายด้อยกว่าเรา และมีกาลังความเพียรด้อยกว่าเรา”


ราชสีห์ฟังแล้วก็กล่าวตอบด้วยอาการสงบ แต่หนักแน่นจริงจงว่า

“แน่ะ! เพื่อนรัก ถ้าท่านประทุษร้ายเราผู้อยู่กับท่านมาเนิ่นนานปี อย่างนี้เราก็

ไม่พึงยินดีอยู่ร่วมกับท่านต่อไป” “เพราะผู้ใดเชอฟังคาของคนอื่นโดยถือเป็น


จริง ผูนั้นตองพลันแตกแยกจากมิตร และตองประสบเวรภัยเปนอันมาก จะมุง





ความแตกร้าว คอยแต่จับผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร แต่ถ้าผู้ใดไม่ประมาททุก
ขณะ คนอื่นมายุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความระแวงกัน ไม่มีความรังเกียจมิตร

นอนอยูรวมกันอยางปลอดภัย เสมือนบุตรนอนแนบอกมารดาฉะนั้น ผูนั้นนับ






ไดวาเปนมิตรแท” เมื่อราชสีหกลาวคุณของมิตร และโทษของการหูเบาเชื่องาย





แล้ว เสือโคร่งก็ได้สติรู้ตัว หายระแวงแคลงใจ จึงทาอาการคารวะ แก่ราชสีห์



แล้วกล่าวว่า “เพื่อนเอย โทษผิดนี้เปนของขาพเจาเอง ขอขมาต่อท่านด้วยเถิด”





สัตวทั้งสองจึงไดอยูรวมกันอยางเปนสุข มีความพรอมเพยงรักใครกันดัง






ิ้
เดิม สวนสุนัขจงจอกขี้โลภไดแอบหลบหนีไปอยูทอื่น แลวเมื่อแผนรายไมสาเร็จ








โดยไม่กล้ากลับมาในที่นี้อีกเลย

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา คาสอเสียดหรือค�ายุยงใหคนแตกแยกกันเปน




มหันตภัยร้าย ส�าหรับคนที่อยู่ด้วยกัน หากไม่ระวังหรือรู้เท่าไม่ทันก็จะแตก
กันโดยไม่ทราบสาเหตุทแท้จริง เพราะผ้พูดส่อเสียดจะมีวิธีการที่แยบยล
ี่


ใครหเบา ใครเชื่อคนง่าย ก็มักจะตกเป็นเหยือของคนส่อเสียดโดยไม่รู้ตัว

สามีภรรยาที่ต้องทะเลาะกัน เพื่อนฝูงที่แตกคอกัน ผู้ใหญ่ที่ต่างมองหน้าไม่
สนิท ส่วนหนึ่งก็มาจากสาเหตุคือค�าส่อเสียดของพวกบ่างช่างยุพวกนี้เอง
(วัณณาโรหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๖๓)
240


241



หงสกับเต่า



“จะเป็นตายร้ายดี อยู่ที่ปาก”







ในอดีตกาล มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยา



ที่เมืองตักกศิลา เมื่อศึกษาจบแลวเดินทางกลับมาเฝาพระเจาพรหมทัต ที่
เมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปราน จึงแต่งตั้งเขาให้เป็น


ปุโรหิต มีหน้าที่ให้คาปรึกษา พร�่าสอนศีลธรรมในราชสานัก
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตนั้น หลังจากได้
รับการแต่งตั้งเป็นปุโรหิตแล้ว พราหมณ์หนุ่มก็ตั้งใจทาหน้าที่ของตนเป็น



อย่างดี โดยถวายคาปรึกษาและคาแนะนาตามที่พระเจ้าพรหมทัตทรงขอ

คาปรึกษามา






พระเจาพรหมทัตมีอ�ามาตยผูคอยสนองงานอยูคนหนึ่ง เปนคนพูด



มากปากกล้า ชอบพูดจาเสียดสีผูอนอยูเปนประจ�า พระองค์คอยหาโอกาส





ที่จะปรามการพูดมากของอามาตยคนนี้ จึงคิดตรองหาอุบายสักอยางหนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่ง มีหงส์ ๒ ตัว ได้ผูกสนิทชิดเชื้อกับเต่า ซึ่งอาศัยอยู่

ในสระแห่งหนึ่ง ได้พบได้เห็นเต่ามานาน จึงทาให้สัตว์ทั้ง ๓ เป็นเพื่อนรัก

กัน วันหนึ่งหงสพดกับเตาวา “เตาเพื่อนรัก ที่ภูเขาจิตรกูฏในปาหิมพานต







พวกเรามถ้าทองเป็นที่อาศัย เป็นสถานที่อย่สบายมาก มีอาหารและนา




สมบูรณ์ เชิญเจ้าไปอยู่กับพวกเราซิ”
เต่าย้อนถามหงส์อย่างฉงนว่า “เราจะไปได้อย่างไร” หงส์ตอบว่า
“เราจะพาเจ้าไป หากเจ้ารักษาปากไว้ได้” เต่าคิดใคร่ครวญแล้วจึงตอบ
ตกลง หงส์ได้ให้เต่าคาบไม้ตอนกลาง ส่วนพวกมันได้คาบไม้ตอนปลาย

ขางละตัว พาเตาบินไปในอากาศ ขณะที่บินมาถึงกลางเมืองพาราณสี ชาว

บ้านต่างพากันแตกตื่น ด้วยเห็นเป็นของประหลาด และขณะเดียวกันนั่น
เองเด็กๆ พากันร้องบอกกันว่า “หงส์หามเต่าๆ”
ฝ่ายเต่าได้ยินดังนั้น ก็ชักฉุนขึ้นมาในใจ มันตวาดออกมาทันทีว่า
“กงการอะไรของพวกเจ้าว่ะ” และในขณะที่มันอ้าปากขึ้นพูดนั่นเอง ปาก
ก็หลุดจากไม้ ตกลงมาแหลกเหลวที่พระลานหลวง ตายคาที่
ชาวบ้านต่างแตกตื่นพากันไปดูเป็นการใหญ่ พระเจ้าพรหมทัต
242







พร้อมด้วยอามาตยราชบริพารก็ไดเสด็จไปทอดพระเนตรดวย พระองคทรงเห็นโอกาส

ที่จะเตือนสติอามาตย์ผู้มีปากพูดมาก จึงตรัสถามปุโรหิตที่ปรึกษาของพระองค์ว่า
“เต่าตัวนี้ตกลงมาดับชีพด้วยเหตุใด”
ปุโรหิตต้องการหาอุบายสอนธรรมแก่อามาตย์ผู้นั้นอยู่แล้ว จึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะ เห็นจะเป็นเพราะเต่าตัวนี้คาบไม้ให้หงส์พามาแล้วอดพูดไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”


ปุโรหิตนั้นทูลทันที “พอมันอาปากพูด จึงหลุดจากไมตกลงมาตายเชนนี้ มันตายเพราะ

ปากของมันแท้ๆ พ่ะย่ะค่ะ”



อามาตยไดฟงเชนนั้นก็เขาใจทันทีวาปุโรหิตผูนั้นสอนตน ตั้งแตนั้นมา จึงสารวม







ปากไม่พูดมากปากกล้าเหมือนแต่ก่อน
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ลักษณะคนที่พูดมากเกินไป คือ
- คนที่แม้ไม่มีเรื่องอันควรจะพูดก็พูด
- คนที่หมดเรื่องอันควรจะพูดแล้ว ก็ไม่หยุดพูด
ส่วนคนพูดน้อยเกินไป คือคนที่มีลักษณะอันตรงกันข้ามกับคนพูดมาก คือ
- คนที่มีเรื่องอันควรจะพูดก็ไม่พูด
- ยังไม่หมดเรื่องอันควรจะพูดก็หยุดพูดเสีย
ส่วนคนพูดพอประมาณนั้น คือ
- คนที่มีเรื่องอันควรจะพูดจึงพูด
- หมดเรื่องที่ควรจะพูดแล้วก็หยุดพูด







คนพูดมากกบคนพูดเกงนั้นไมเหมือนกัน คนพูดเกง คือคนรูจักพูดใหถูกกาละ
เทศะ บุคคล และเรื่องราว ควรพูดก็พูด ควรฟังก็ฟัง พูดเป็นที่ถูกหู ถูกใจของคนอื่น
ส่วนคนพูดมากไม่ประกอบด้วยลักษณะนี้ เขาอยากจะพูด ก็พูดไปเรื่อยๆ หาเรื่องมา









พูดไดเสมอ ไมสนใจวาใครอยากจะฟงหรือไมอยากฟง เรื่องที่พดนั้นเปนประโยชนแก ่
ใครบ้างหรือไม่เป็น ผู้ฟังมีความสุขจากการฟังเขาพูดหรือไม่ ไม่สาคัญ สาคัญตรงที่


เขาได้พูด


อยางที่สานวนไทยวากันวา “พูดน้าทวมทุง” ไมมีเนื้อหาสาระอะไร คนจะเป็น






บัณฑิตเพราะเหตุที่พูดมากนั้นหามิได้ มีคาพูดสอนกันว่า


พูดดีมีมิตร
พูดโดยไม่คิดมิตรไม่มี

จงคิดทุกคาก่อนพูด

แต่อย่าพูดทุกคาที่คิด

ถ้าพูดทุกคาที่คิด
อาจติดคุกทุกคาที่พูด

(กัจฉปชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๗๓)
243


244


ค�าสอนของพระราชา




“ประพฤติธรรมน�าสขมาให้”








ในอดีตกาล มีทารกคนหนึ่งเกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเติบโต




ั้
เจรญวัยขึ้นก็ไปเรยนศิลปะทงปวงจนกระทั่งสาเร็จ ต่อมาได้ออกบวชเป็น
พระดาบส บาเพ็ญเพียร ทาอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว โดยอาศัย




รากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยูในปาหิมพานตอันเปนที่สงบวิเวก


ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสนั้น
เวลานั้นเอง พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
พระองค์ทรงเป็นผู้รังเกียจโทษคือความผิดอันจะมีในตน ดังนั้นจึงทรงดาริ





ว่า “โทษคอความผิดของเรานั้น ตอนนี้เรามองไมเห็นเลย ก็แลวใครกันเลา
จะสามารถมองเห็นความผิดของเราได้ ผู้ที่จะกล่าวถึงความผิดของเราได้
ยังจะมีอยูหรือไมหนอ” จึงทรงแสวงหา แตก็ไมพบใครจะบอกความผิดของ




พระองค์ได้เลย ทั้งคนสนิทใกล้ชิดและคนไม่คุ้นเคย ทั้งคนภายในพระนคร
และคนภายนอกพระนคร





เมื่อเปนเชนนี้จึงทรงตัดสินพระทัยวา “เหนทีเราจะตองออกไปยังบาน


ป่า ชาวชนบทคงต้องมีความคดเห็นอย่างไรกับเราบ้างเป็นแน่” แล้วทรง

ปลอมพระองคเสด็จเที่ยวไปตามชนบทชายแดนตางๆ แตแมกระนั้นก็ตาม



ก็ยังไมพบใครกลาวถึงความผิดของพระองคเลย ทรงไดสดับแตคาสรรเสริญ






เท่านั้น จึงทรงตัดสินพระทัยยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก “แม้ในป่าหิมพานต์ เราก็จะ
ต้องทดลองไปดู เผื่อว่ายังจะพอมีใครบอกความบกพร่องของเราได้” ทรง

ั่


ยอมลาบากเสด็จเขาปาหิมพานต ทองเที่ยวไปจนกระทงถงอาศรมของพระ




ดาบสนั้น เมื่อไดพบกับพระดาบสแลว ก็ทรงกราบและทรงกระทาปฏิสันถาร


จากนั้นก็ประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
ิ่
ขณะนั้นพระดาบสเพงจะนาผลไทรสุกกลับมา ซึ่งผลไทรสุกเหล่านี้

มีรสหอมหวาน โอชะราวกับก้อนน้าตาลกรวด พระดาบสจึงเชื้อเชิญว่า

245






“ทานผูเจริญ เชิญทานดื่มน�้าและผลไทรสุกนเถิด” พระราชาทรงกระท�าตาม


นั้น พอได้เสวยผลไม้เข้าไปแค่คาเดียวเท่านั้น จึงทรงอุทานออกมา “พระคุณเจ้า
ผู้เจริญ เพราะอะไรหนอ ผลไทรสุกถึงได้หวานอร่อยดีจริง ๆ”
พระดาบสยิ้มแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะพระราชาองค์นี้ ทรงปกครอง

ประชาราษฎรโดยธรรมอยูเสมอ จึงเปนเหตุใหผลไทรสกนี้หอมหวานชวนกิน” พระ








ราชาทรงรับฟงแลว ก็อดสงสัยในพระทัยมิได จึงตรัสถามออกไป “ก็แลวพระราชา
ไม่ดารงอยู่ในธรรม ผลไทรสุกจะไม่หอมหวานเชียวหรือ” “ใช่แล้ว! ไม่ว่าจะเป็น

พระราชาองค์ใด หากปกครองบ้านเมืองของตนอย่างไม่เป็นธรรม แม้น้ามัน น้า








ผึ้ง น้าอ้อย รากไม้ หรือผลไมในปากยอมจะไมหอมหวาน หมดรสชาติไปสิ้น มิใช ่


แคนี้ แมแตรัฐทั้งหมดทั้งสิ้นก็จะหมดโอชะ ไรค่า แตถาหากพระราชาตั้งมั่นอยูใน





ธรรม ปกครองโดยธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะหอมหวาน มีรสอร่อย แม้รัฐทั้ง
ปวงก็ยอมมีโอชะดวยเหมือนกัน” แมยังสงสัยไมเชื่ออยูอีก แตก็ตรัสรับค�า เพราะ






ไม่ปรารถนาจะให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วทรงกราบลาพระดาบส เสด็จไป
ยังพระนครพาราณสี

แตในระหวางทางนั้นเอง ก็ทรงไมคลายสงสัยในคาที่พระดาบสพูด ทรงดาริ




ว่า “เราจะต้องทดลองความจริงดู หากเราไม่ครองราชย์โดยธรรมแล้ว สิ่งต่างๆ
นั้นจะหมดสิ้นรสชาติอันโอชะไปจริงหรือ แล้วความจริงจะปรากฏในไม่ช้านี้” ทรง
ตัดสินพระทัยดังนี้แล้ว จึงปกครองดูแลบ้านเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ให้เวลาล่วง
เลยไประยะหนึ่ง แล้วเสด็จกลับไปหาพระดาบสที่อาศรมนั้นอีกครั้ง
ฝ่ายพระดาบสก็ยังคงต้อนรับเช่นครั้งก่อน เอาน�้าและผลไทรสุกให้แก่พระ



ราชาทรงปลอมพระองค์มา คราวนี้เมื่อพระราชาไดเสวยผลไทรสุกแลว ถึงกับตอง

รีบบ้วนทิ้ง แล้วตรัสว่า “ช่างขมจริงหนอพระคุณเจ้า ทาไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไป
ได้”
พระดาบสส่ายหัว พร้อมกับพูดด้วยอาการน่าเสียดายว่า “ท่านผู้มีบุญ นี่
แหละแสดงว่าพระราชาองค์นี้ไม่ประพฤติธรรมเสียแล้ว สิ่งทั้งปวงจึงวิบัติ ผลไม้
จึงไร้รสหวาน ขาดโอชะไปสิ้น” พระดาบสโพธิสัตว์ได้ถวายโอวาทแด่พระราชาต่อ



ไปว่า “เมื่อฝูงโคขามน้าไป ถาโคจาฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ใน




หมูมนุษยก็เหมือนกัน ผูใดไดรับแตงตั้งใหเปนใหญ ถาผูนั้นประพฤติไมเปนธรรม









ไมตั้งอยูในธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติไม่เปนธรรมตามไปดวย ทั้ง




รัฐก็ย่อมอยู่ไม่เป็นสุขทั่วกัน

แต่ถ้าเมื่อใดฝูงโคข้ามน้าไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ใน
246


หมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ตั้ง

อยู่ในธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย ทั้งรัฐก็ย่อม
อยู่เป็นสุขโดยทั่วกัน”

พระเจ้าพรหมทัตทรงสดบธรรมของพระดาบสแล้ว ก็ทรงคลายพระทัยสิ้น

สงสัย ทรงเปิดเผยให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วทรงสานึกในความผิดของ
พระองค์เอง จึงตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าเองได้กระทาผิดไปด้วยความ

ื่



เขลาขาดสต เพียงเพราะปรารถนาพิสูจนผลไทรสุกซึ่งแสนหวานจะกลายเปนขมขน





ได้อย่างไร บัดนี้ขาพเจาส�านึกซึ้งแกใจแลวในผลกระทบเกี่ยวเนื่องตอกัน ก็จะกระท�า
คืนให้ผลไทรสุกนั้นหวานชื่นดังเดิมอีก” แล้วทรงกราบพระดาบสด้วยความเคารพ

เลื่อมใส จากนั้นก็เสดจกลบพระนคร ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทาใหสรรพสิ่ง



ทั้งปวงในรัฐกลับคืนสู่ความมีโอชะเหมือนอย่างเดิม

ื่


ชาดกเรองนี้มีคติสอนวา ผูนาหรือผูบริหาร หากบริหารราชการแผนดินตาม



อาเภอใจ จะก่อให้เกิดหายนะแก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างกว้างขวาง

ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินของผู้นา จึงต้องมีเครื่องมือมาถ่วงดุลให้การ
บริหารนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีประโยชน์มากที่สุด


เครองมือนี้ก็คือ “ธรรมะ” ในรูปแบบตางๆ และดังนั้นแทนที่ผูนาจะบริหาร
ื่


ตามอาเภอใจ ก็เปลี่ยนมาบริหารตามธรรมโดยการถือ “ธรรม” เป็น “อานาจ”


ไม่ใช่ “อานาจ” เป็น “ธรรม” ธรรมที่ผู้น�าต้องยึดมั่นเป็นหลักในการบริหาร
ราชการแผ่นดิน กล่าวโดยสรุปก็คือ
๑. ยุติธรรม ธรรมคือ ความถูกต้อง
๒. นิติธรรม ธรรมคือ กฎหมาย
๓. เนติธรรม ธรรมคือ ราชประเพณี กฎมณเฑียรบาล
๔. พุทธธรรม ธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา


หากจะมีคนถามวา ทาไมคนไทยจึงรักในหลวง หลายคนอาจตอบไปคนละ

ทิศคนละทาง แต่หากจะตอบให้ถกหลักธรรมควรตอบว่า ที่คนไทยรกในหลวง

เพราะในหลวงทรง “ครองธรรม” พรอมๆ กับที่ทรง “ครองราชย” แตถาจะถาม




ตอไปวา ธรรมอะไรที่ทรงครอง ก็ควรจะตอบวา “ทศพิธราชธรรม” นั่นเอง ผูนา





ที่ครองธรรมย่อมชนะใจประชาชน ส่วนผู้น�าที่ไร้ธรรมย่อมถูกประชาชนเกลียด


ชัง ตรรกะง่ายๆ อย่างนี้ ไม่ใช่ผู้นาทั่วไปไม่รู้ แต่โดยมากรู้แล้วมักไม่ทา เมื่อไม่


ทา พอขึ้นครองอานาจก็เริ่มย่างก้าวเข้าสู่ความเสื่อมจากอานาจทันที

(ราโชวาทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๔๔๑)
247


248


ต้นไทรวิเศษ




“โลภมาก มกลาภหาย”












ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพอคา
โดยได้เป็นหัวหน้าพาพ่อค้าทั้งหลายนาสินค้าไปขายยังต่างเมือง ครั้งหนึ่ง


พระโพธิสัตว์ได้พาพ่อค้าที่มาจากถิ่นต่างๆ ประมาณ ๕๐๐ คน นาเกวียน
ขนสินค้าไปขายยังถิ่นที่อยู่ห่างไกลออกไป การเดินทางในครั้งนั้น ได้เกิด
ความผิดพลาดขึ้น จนหลงทางเข้าไปในถิ่นกันดาร
ต่อมา พวกพ่อค้าเหล่านั้นได้พบต้นไทรใหญ่ ซึ่งพญานาคอาศัยอยู่
จึงชวนคณะหยุดพักใต้ต้นไทรนั้น ปลดวัวออกจากเกวียนปล่อยให้กินหญ้า
กินน�้า ส่วนพ่อค้าก็พักตามสุมทมพุ่มไม้ ตั้งกองเกวยนรายเรียงล้อมรอบ



แล้วชวนกันเข้าไปนั่งนอนพักอยู่ใต้ต้นไทรด้วยความสาราญเบิกบาน

ใจต้นไทรต้นนี้ลาต้นใหญ่มาก ไม่ใช่ใหญ่อย่างธรรมดา แต่ใหญ่มาก
ิ่







เปนพิเศษ แผกงกานออกไปจากตนถึงขนาดสามารถใหความรมเย็นแกคน
จานวน ๕๐๐ คนได้อย่างทั่วถึง


พญานาคพร้อมด้วยบริวารจานวนมากได้มาอาศัยอยู่ที่ต้นไทร เห็น


พวกพอคามาพักอาศัยก็รูสึกสงสาร คิดจะดลบันดาลสิ่งตางๆ ให้พวกพ่อค้า


ื่

ไดมีความสุข เมื่อพวกพอคาคลายเหนอย ตางคนตางกยืดเสนยืดสาย รูสึก











กระหายน้าเต็มแก พ่อค้าจานวนหนึ่งจึงชวนกันตัดกิ่งไทรเผื่อวาจะมน้า จะ


ได้ดื่มแก้กระหาย เพราะน�้าที่เตรียมกันมาหมดเสียแล้ว พวกพ่อค้าตัดกิ่ง
ไทรที่อยู่ทางทิศตะวันออก พญานาคก็ดลบันดาลให้มีน�้าไหลออกมา ไม่ใช่




เป็นการไหลแบบธรรมดา แตไดไหลออกมาอยางไมหยุด จนพวกพอคาดื่ม


กินกันไม่หวาดไม่ไหว พวกพ่อค้าครั้นเห็นอัศจรรย์เช่นนั้นก็ลองตัดกิ่งไทร
ที่อยู่ด้านทิศใต้ดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร พอตัดฉับลงไป ผลไม้ต่างๆ ก็ไหล
พรั่งพรูออกมาด้วยอานุภาพของพญานาค ให้พวกพ่อค้าได้กินกันอย่างอิ่ม

หน�าสาราญ
249




พวกพอคาพากันกาเริบเสิบสาน คิดอยากไดอะไร ๆ อีก จึงชวยกันตัดกิ่งดาน




ทิศตะวันตก พอกิ่งหัก พญานาคก็บันดาลให้มีหญิงสาวแสนสวยจานวนมากมา

ปรนเปรอให้ความสุขส�าราญแก่พวกพ่อค้าครบทุกคน ยกเว้นพระโพธิสัตว์ที่ไม่
ต้องการ เท่านั้นยังไม่เพียงพอสาหรับความต้องการของพวกพ่อค้าที่โลภมาก พวก


เขายังชวยกันตัดกิ่งที่อยูดานเหนืออีกกิ่งหนึ่ง พอตัดเสร็จก็มีเพชรนิลจินดาหลั่งไหล


ออกมาด้วยอานุภาพของพญานาคเหมือนเคย
พวกพ่อค้าพากันเก็บของมีค่าเหล่านั้นจนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม แม้ว่าพวก
พ่อค้าจะได้ของทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของดีๆ ทั้งสิ้นไปด้วยความไม่คาด




ฝนก็ยงไมพอแคนั้น พวกเขายังปรึกษากันอีกวา “นี่แคตัดกงก็ยังไดของดีตั้งมากมาย


ิ่

แต่ถ้าพวกเราโค่นต้นลงมา มันจะขนาดไหนล่ะพวก” ในที่สดทุกคนก็มีมติเป็น

เอกฉันท์ให้โค่นต้นไทร เผื่อจะได้ทรัพย์สมบัติเพิ่มอีก ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่
สิ้นสุด
พระโพธิสัตว์หัวหน้าพ่อค้าเห็นว่ามันเกินไปแล้ว จึงเข้าไปขอร้องว่า “พวกเรา
ได้มาอาศัยร่มเงาต้นไทรนี้จนมีความสุขสบายทั่วกัน แต่พวกเราจะตัดต้นทิ้งเสียมัน
จะถูกหรือ ธรรมดาว่าผู้ที่ได้อาศัยร่มไม้ ได้สูดลมหายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ ได้นั่ง
ได้นอนกันอย่างมีความสุขส�าราญ ไม่ควรท�าอย่างนั้นเลย” แม้พระโพธิสัตว์จะ
พยายามพูดโน้มน้าวจิตใจพวกพ่อค้า แต่ก็ไม่มีใครเชื่อฟัง ต่างคนต่างจับเครื่องไม้
เครื่องมือเตรียมจะโค่นต้นไทรท่าเดียว
พญานาคเห็นพวกพ่อค้าเหล่านั้นเลวเกินไป โลภไม่มีที่สิ้นสด ให้กิ่งก้านไป

แล้วยังไม่รู้จักพอ นี่ถึงขนาดจะโค่นต้นซึ่งเราอาศัยอยู่ มันจะเกินไปแล้ว จึงสั่งให้

บริวารฆ่าพวกพ่อค้าทั้งหมด ยกเว้นพระโพธิสัตว์เพราะเป็นคนดีมีศีลธรรม มีน้าใจ



ั้







กตัญญูแมกระทั้งแกตนไม ไมเพียงแตไวชีวิตพระโพธสัตวเทานน พญานาคยังสั่งให ้
บริวารขนทรัพย์สมบัติทั้งหมดใส่เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มแล้วมอบให้พระโพธิสัตว์แต่
เพียงผู้เดียว ตนเองและบริวารก็ได้ช่วยกันไปส่งจนถึงบ้าน ในเมืองพาราณสี

ชาดกเรื่องนี้มคติสอนว่า การตดต้นไม้ทาลายป่า ก่อให้เกิดโทษแก่มวล


มนุษย์อย่างแสนสาหัส เพราะต้นไม้คือชีวิต ต้นไม้คือบ่อเกิดแห่งชีวิต เป็นบ่อ
เกิดแห่งสายฝน เป็นต้นน้าลาธาร และเป็นบ่อเกิดแห่งพืชพันธ์ุธัญญาหาร ซึ่งได้



หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์และสัตว์บนพื้นพิภพให้ด�ารงอย่ได้ ต้นไม้ ภูเขา แม่น�้า
ลาคลอง ที่อยู่อาศัย ล้วนเป็นองค์ประกอบของชีวิต ส่งผลให้ชีวิตทุกชีวิตสดชื่น


มีความสุขสบายอยางทั่วถึง ถามนุษยยังเห็นแกตัว ยังมีนิสัยมักงายทาลาย






ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างทุกวันนี้ ต่อไปในภายภาคหน้ามนุษยเราก็จะ
ยิ่งเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น ถึงวันนั้นคงโทษใครไม่ได้
(มหาวาณิชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๓๘๐)
250


Click to View FlipBook Version