็
เล่า จึงจะเปนที่พอใจของนาง” “รอบสระนี้มีพญานก พญานกออกจึงปลอบเหยี่ยวว่า “อย่าวิตกไป
ู
่
ออกอาศัยอย่ทางทิศตะวันออก ราชสีห์อย่ทางทิศ เลยเพื่อนเอ๋ย เราเป็นมิตรกันก็เพื่อช่วยเหลือซึงกัน
ู
เหนือ เต่าอยู่กลางสระ ท่านต้องผูกไมตรีกับท่าน และกันเมื่อยามทุกข์ยาก ข้าขอช่วยเหลือท่านจนสุด
ี
้
พวกนี้ไว้ เราจึงจะยอมอยู่ด้วย” ความสามารถ เวลานี้พวกพรานเริ่มปนตนไมหรือยัง”
้
เหยี่ยวได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงไปทาความสนิท “ยังเลย” เหยี่ยวตอบด้วยความดีใจ “ตอนนี้ยังไม่ได้
�
�
สนมกับสัตว์ทั้งสามนั้นทุกวัน ไม่ช้าก็เกิดความสนิท ขึ้น กาลังผูกคบเพลิงอยู่” “ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบไป
่
็
่
้
้
่
ี่
สนมรักใครกัน นางเหยี่ยวจึงยอมเปนภรรยา ทั้งสอง ก่อน จงปลอบแมเหยยวไวอยาใหเสียขวัญ เราจะตาม
ช่วยกันสร้างรังอยู่บนต้นกระทุ่มในที่ไม่ไกลจากสระ ไปทีหลัง”
่
้
่
่
นั้น อยูมาไมนานก็ตกไข แลวออกลูกนอยสองตัว แต ่ กล่าวแล้วก็ส่งพ่อเหยี่ยวไป ตัวเองรีบบินไป
้
ขนปีกยังไม่งอก ทั้งสองจึงเลี้ยงลูกเพื่อรอให้ขนปีก เกาะกิ่งไม้ต้นหนึ่งมองดูทางขึ้นของพรานป่า มองหา
งอกจะได้บินไปหากินได้ ทีหนีทไล่แล้วคอยทีอยู่ พอพรานถือคบเพลิงปีนขึ้น
ี
่
�
่
ั
ครั้งนั้น พรานปาพวกนั้นพากนตระเวนลาสัตว ์ ไปใกล้รัง พญานกออกบินลงไปในสระอมน้าเต็ม
ตลอดวันก็ไม่ได้เนื้ออะไรเลย จึงปรึกษากันว่า กระพุ้งปาก แล้วบินไปบ้วนลงตรงคบไฟพอดี พอไฟ
้
“ไหนๆ พวกเราก็มาแลวจะกลับบานมือเปลาก็กระไร ดับพรานมองไม่เห็นอะไร จะขึ้นไปมืด ๆ ก็กลัวแม่
่
้
ึ
้
อยู่ คืนนี้พักแรมเสียในป่า พรุ่งนี้จึงตระเวนหาต่อไป นกจะจิกเอา จึงตองมาผูกคบเพลิงใหมแลวปนขนไป
่
้
ี
้
�
อีก” ตกลงดังนั้นแล้วก็พากันไปหาที่พักโคนต้นกระ อีก พญานกออกก็อมน้ามาดับอีก ทาอยู่เช่นนั้นจน
�
ทุ่ม ซึ่งเหยี่ยวทารังอยู่นั่นเอง ตอนพลบค่าจึงสุมไฟ ครึ่งคืนแลว พญานกออกบินไปมาอยูหลายเทยวกชัก
้
�
็
�
่
่
ี
�
เพื่อไลยุงและปองกันอันตรายจากสัตวปา ควันขึ้นไป จะหมดกาลัง แม่เหยี่ยวเห็นดังนั้นจึง กล่าวกับสามี
่
้
์
่
้
รมลกนกทั้งสองบนยอดไม ท�าใหลูกนกรองขึ้น พราน ว่า “นายจ๋า พญานกออกเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว เห็น
้
ู
้
คนหนึ่งได้ยินเสียงลูกนกจึงร้องขึ้นว่า “เฮ้ย พวกเรา ทีจะเหลือกาลังน้อย พี่ไปหาพญาเต่าให้มาช่วยอีก
�
เสียงลูกนกร้องอยู่บนยอดไม้ เห็นจะพอเป็นอาหาร แรงเถิด จะได้ให้พญานกออกพักผ่อนบ้าง”
�
มื้อค่านี้ได้ ช่วยกันทาคบไฟหน่อย ข้าจะขึ้นไปจับมา พ่อเหยี่ยวฟังดังนั้น จึงเข้าไปหาพญานกออก
�
ให้เอง” แล้วพูดว่า “ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านพญานกที่ช่วย
แมนกไดยินดังนั้นก็ตกใจ คิดวาอันตรายคงมา เหลือเป็นสามารถ ข้าพเจ้าซาบซึ้งในไมตรีจิตของ
้
่
่
ถึงลูกแน่แล้ว จึงพูดกับพ่อนกว่า “พ่อเอ๋ย คนพวกนี้ ท่านยิ่งนักแล้ว โปรดถนอมกาลังไว้เถิด แม้ลูก
�
ต้องการจับลูกเราไปกิน พ่อจงรีบไปหาพญานกออก ข้าพเจ้าจะตายไป ข้าพเจ้าคงมีได้อีก ส่วนมิตรเช่น
ิ
ิ่
้
้
้
เพื่อนเรา แจ้งภัยที่จะเกิดขึ้นให้ทราบ แล้วขอความ ท่าน ขาพเจาจะหาไดยากอยางยง โปรดพักเสียเถด”
่
ช่วยเหลือจากเพื่อนเถิด” พ่อนกได้ฟังดงนั้นก็รีบไป พญานกออกตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะช่วยใคร
ั
โดยเร็ว เมื่อถึงจึงพูดกับพญานกออกว่า “เพื่อนเอ๋ย แลวก็ยนดีชวยจนสุดชีวิต แมรางกายจะแตกดับก็หา
่
ิ
้
้
่
ื่
คนป่าพากันมัดคบไฟเพอจะปีนไปจับลูกของเรากิน เสียดายไม่ ท่านอย่าห่วงข้าพเจ้าเลย”
�
ท่านเป็นนกมีปีกแข็งแรง มีกาลังวังชามาก ข้าพเจ้า พ่อเหยี่ยวจึงรีบบินไปหาเต่า เล่าเหตุการณ์ให้
ั
�
�
ขอพึ่งกาลังท่าน ช่วยป้องกันชีวิตลูกจากนายพราน ฟงทุกประการ แล้วขอร้องว่า “ท่านเต่า ข้าพเจ้ากาลัง
่
้
ด้วยเถิด” เดือดรอนแสนสาหัส ขอไดโปรดชวยอนุเคราะหดวย
้
์
้
201
เถิด” เต่าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวด้วยความภาคภูมิว่า “สหายเหยี่ยวเอ๋ย คน
ฉลาดย่อมใช้ทรัพย์ข้าวและก�าลังกายให้เป็นประโยชน์ในทางผูกมิตร
�
�
�
ข้าพเจ้ามีเพียงกาลัง จึงจะขอใช้กาลังนี้บาเพ็ญประโยชน์แก่ท่านบ้าง”
้
่
ลูกเตาซึ่งอยูใกลๆ ไดยินพอพดกับเหยี่ยว จึงอาสาวา “พ่อจ๋า พ่อแก่
่
้
่
่
ู
แล้ว ขอให้อยู่ที่นี่เถิด ลูกโตพอจะช่วยทากิจแทนพ่อได้แล้ว พ่ออนุญาตให้
�
ลูกไปช่วยลูกเหยี่ยวแทนพ่อเถิด” “อย่าเลยลูกเอ๋ย” พ่อเต่าห้ามลูก “การ
็
็
่
่
ที่อาสาไปท�างานแทนพอเปนความดี พ่อขอบใจ แตงานคราวนี้เปนงานของ
พ่อโดยตรง เหยี่ยวเห็นพ่อร่างกายใหญ่พอแก้ไขเหตุการณ์ได้จึงมาขอร้อง
ให้พ่อไปเองเถิด” ว่าแล้วก็ให้พ่อเหยี่ยวล่วงหน้าไปก่อน ตัวเองค่อยโดดลง
ไปในน้ากวาดสาหร่ายและใบหญ้าที่ติดตัวขึ้นจากน�้า แล้วค่อย ๆ คลานไป
�
ี
้
้
ึ้
ใกล้กองไฟ พอไดทก็เอากอหญาเปยกที่ติดตัวไปโปะลงที่กองไฟ เอาตัวขน
ี
ทับกองไฟดับแล้วรีบวิ่งลงสระ
พวกพรานเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “เฮ้ย พวกเรา จะมัวไปเอานกตัว
่
้
่
่
่
้
่
�
นิดใหลาบากทาไม จับเตาใหญมากินไมอิ่มกวาหรือ” วาแลวก็วิ่งกรูตามเตา
่
�
ไปทันเต่า เมื่อถึงชายน�้าพอดี พรานช่วยกันจับคนละมือ นึกจะหิ้วเต่าขึ้น
บกก็หิ้วไม่ขึ้น เต่าจึงพาพรานลงน้าลึกลงไปทุกที จนกระทั่งถึงห้วงน้าลึก
�
�
ึ
ก็ไม่สามารถจับเต่าได้ บางคนต้องส�าลักน�้าเสียหลายอก จึงพากันมานั่ง
�
หอบอยู่ริมขอบสระนั่นเอง จึงปรึกษากันว่าจะปล้าเอาเต่าคงไม่ได้ ช่วยกัน
ก่อไฟใหม่ พอรุ่งเช้าค่อยจัดการกับเจ้าลูกนก
�
ฝ่ายแม่เหยี่ยวฟังคาของนายพรานแล้ว จึงปรึกษากับพ่อเหยี่ยวว่า
“พ่อเอ๋ย พวกนี้คงจัดการกับลูกเราแน่ ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ท่านจงรีบไป
หาราชสีห์สหายของเราเถิด บางทีจะมีทางช่วยเราได้บ้าง” พ่อนกจึงบินไป
์
่
้
่
้
์
้
่
้
้
หาราชสีห์ แจงเรองตั้งแตตนแลวออนวอนวา “ขาแตพญาราชสีหผูจอมสัตว
้
ื่
บุตรของข้าพเจ้ากาลังจะถูกกิน ข้าพเจ้าจึงบากหน้ามาพึ่งท่าน โปรดช่วย
�
ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
พญาราชสีห์จึงปลอบว่า “เหยี่ยวเอ๋ย อย่าวิตกไปเลย ตามธรรมดา
่
้
้
้
้
่
่
่
้
้
ผูนอยเมื่อบากหนามาขอความชวยเหลือแลว ผูใหญเชนเราเมื่อชวยไดไหน
เลยจะเมินเฉยอยู่ได้ กลับไปปลอบลูกเมียไว้อย่าให้ตกใจ เราจะใช้วิธีการ
้
่
ของเราเอาชนะศัตรูจงได” วาแลวก็เดนตรงไปยังกลุมนายพราน เปลงเสียง
้
่
ิ
่
คารามสนั่นป่า
�
202
้
พวกพรานเมื่อไดยินเสียงราชสีหคารามก็เสียขวัญ ปรึกษากันวา “นก
์
่
�
ออกคอยดับไฟ เต่าพาพวกเราจมน้าแทบเอาตัวไม่รอด ขณะนี้ราชสีห์ร้าย
�
่
่
�
กาลังมาเอาชีวิตเรา อยาอยูเลยหนีเอาตัวรอดดีกวา” ตางคนตางหนีกระเจิง
่
่
่
ไป ราชสีห์ไปถึงโคนต้นกระทุ่ม ไม่พบนายพรานแม้แต่คนเดียว จึงเรียก
เหยี่ยวทั้งสอง นกออก และเต่ามาแล้วปรารภว่า “มิตรภาพที่มีอยู่ระหว่าง
็
�
้
เราเปนเกราะปองกันภัยตางๆ ไดทั่วสารทิศ พวกท่านจงอย่าทาลายมิตรภาพ
้
่
ระหว่างกันเสีย จะอยู่ด้วยความปลอดภัยตลอดไป”
ครั้นกลาวสอนพอสมควรแลวก็หลีกไป ตางคนตางแยกยายไปอยูตาม
่
้
่
่
้
่
ที่ของตน เหยี่ยวทั้งสอง เมื่อผ่านพ้นภยันตรายอันน่าหวาดเสียวมาได้ จึง
สนทนากันถึงอานิสงส์การผูกมิตรไมตรี โดยแม่เหยี่ยวกล่าวขึ้นว่า
ี
้
้
้
่
่
“ชื่อวามิตรที่ดควรคบไวใหมากเทาที่จะมากได ยิ่งมีมิตรมากเทาใด ก็
่
้
่
้
เทากับไดสรางเกราะปองกันภัยไวมากเพียงนั้น เรารอดจากอันตรายไดคราว
้
้
้
้
่
่
้
นี้ก็เพราะความสามัคคีในหมูมิตร จึงไดบันเทิงกับหมูลูก ๆ ดวยเหตุนี้ฉันจึง
ให้ผูกมิตรไว้ก่อนที่จะอยู่ด้วยกัน” พ่อเหยี่ยวกล่าวเสริมว่า “ฉันเห็นด้วยกับ
เธอในขอที่วา คนเราจะมีสุขมียศก็เพราะมีมิตรสหาย พญาราชสีหเปนราชา
้
่
็
์
สัตว์ เต่าเป็นมิตรกล้าหาญ พญานกออกมีความพยายาม เป็นมิตรของเรา
จึงช่วยเราพ้นอันตรายได้ จึงควรผูกมิตรไว้กับคนส่วนมาก”
้
้
้
้
่
่
่
แมนกจึงกลาววา “พอเหยี่ยว ไมตรีนั้นแมผูขัดสนก็ควรผูกไว ผูใดผูก
่
มิตรไว้กับผู้กล้าหาญ ต้องประสบสุขทุกเมื่อไป” ครั้นสรรเสริญมิตรธรรมนี้
แล้ว ต่างพากันผูกมิตรกับสัตว์ใกล้เคียง อยู่กันด้วยความผาสุก ตลอดกาล
อวสานแห่งชีวิต
จากชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นคติธรรมข้อหนึ่งว่า คนเราจะอยู่ ณ ที่ใด
ตองผูกมิตรไวใหมาก อยาทาการทะเลาะวิวาทเปนศัตรูกับใคร ซึ่งเทากับ
้
่
่
�
้
็
้
เป็นการล้อมก�าแพงแก้ว ป้องกันภัยไว้รอบด้าน ตรงกันข้ามถ้าเป็นคน
็
้
้
ปากเปราะเราะราย ทาลายมิตรกับบานใกลเรือนเคียงเสียแลวกเทากับฝง
่
�
้
ั
่
ู
�
้
้
ขวากหนามไวรอบบานเพื่อทาอันตรายตัวเอง จะอยในหมูคนมากเพียงใด
่
ก็คล้ายกับอยู่โดดเดี่ยวเสมอ ดูนกเหยี่ยวเพราะผูกไมตรีไว้กับคนรอบที่
อยู่ จึงรอดพ้นอันตรายได้ จึงควรถือเป็นคติเตือนใจต่อไป
(มหาอุกกุสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๙๑)
203
204
กรรมสนองกรรม
ั
“ท�าชั่ว ได้ช่ว”
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ประทับ ณ เชตวนาราม ภิกษุ
ิ
ทั้งหลายที่เที่ยวเผยแผ่ศาสนาไปทั่วทิศานุทิศ เมื่อออกพรรษาต่างก็เดน
ทางมาเพื่อเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีเรื่องอันใดที่สงสัยก็น�ามาทูล
ิ
ุ
ถามกันตามแต่เหตการณ์ ได้ถือปฏบัติเช่นนี้ตลอดมา มีภิกษุพวกหนึ่ง
เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน รับนิมนต์ฉันในบ้านของคหบดีผู้หนึ่ง
ขณะก�าลังฉันขาวยาคูเพื่อรอเวลาบิณฑบาต เผอิญเห็นบานหลังหนึ่ง
้
้
ุ
ู
ในที่ไม่ไกลถกไฟไหม้ สาเหตเกิดจากหญิงรบใช้ของบ้านนั้นจุดไฟหุงข้าว
ั
้
แลวนั่งหลับ ไฟลามลุกเชื้อเพลงตดหลังคา แลวไหมอยางรวดเร็ว ขณะไฟ
้
ิ
ิ
้
่
ไหม้ในบ้านนั้นเปลวไฟโหมหนัก ส่งเสวียนหม้อซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม
่
ี
่
้
ไฟติดไหมโดยรอบพุงขึ้นสูอากาศ บังเอิญมกาตัวหนึ่งบินมาชนเสวียนหมอ
้
่
ี
้
เอาคอสวมเขาไปในวงเสวียนพอด ไฟจึงไหมกาตัวนั้นตกลงมาตายไมไกล
้
จากพระภิกษุกลุ่มนั้น ภิกษุเห็นดังนั้นก็เกิดความสังเวชใจ จึงพูดเป็นเชิง
ิ
ปรารภกันว่า “ท่านทั้งหลายจงดูเถิด กาบนอยู่บนอากาศอันกว้างใหญ่
ไพศาล บริเวณที่เสวียนพุ่งไปในอากาศนิดเดียวก็ยังเอาศรษะลอดเข้าไป
ี
ให้ไหม้จนได้ นอกจากพระศาสดาคงไม่มีใครทราบปุพพกรรมอันนี้ เมื่อ
เข้าเฝ้าก็จะขอทูลถามถึงปุพพกรรมของกาให้จงได้” แล้วเดินทางต่อไป
ครนได้เฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว จึงทูลเล่าพฤติการณ์ของกาเท่าที่เห็น
ั้
์
้
้
�
้
มา แลวทูลถามวา “กานั้นไดทากรรมอันใดไวจึงประสบเคราะหกรรมเพียง
่
นี้พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพยากรณ์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กาตัวนี้ได้เสวยผลกรรมที่ตัวก่อมาแต่อดีตชาติ มีประวัติโดยย่อ ว่า
ในอดีตกาล กาตวนี้เกิดเป็นชาวนาผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี เขา
ั
ึ
้
�
่
้
ึ
้
พยายามฝกโคดื้อเพื่อไวใชงานไถ แมจะพยายามฝกเพียงไรก็ไมสาเร็จ โค
ไม่ยอมทาตาม พอเดนลากไถไปหน่อยก็นอนเสีย ถูกเจ้าของตีและแทง
�
ิ
205
ด้วยปฏักก็ลุกไปหน่อยหนึ่งแล้วนอนตามเดิมอีก ชาวเรือจึงพากันจับนางเพื่อโยนทะเล นางจึง
�
พราหมณ์พยายามอยู่หลายวันก็ไม่สาเร็จ ด้วยความ ร้องขอชีวิตด้วยความกลัว นายเรือได้ยินเสียงร้องจึง
โกรธสุดขีด จึงมัดฟางให้เป็นวงกลมมัดใหญ่ สวม ใหหยุด แล้วกล่าวว่า “ถาจะโยนนางทังเครื่องอาภรณ ์
้
้
้
เข้าไปในคอโค ปากก็กลาววา “เอ้า เจามันอยากนอน เหล่านี้ ของมีค่าก็จะสูญเสียเปล่า จงเปลื้องเครื่อง
่
้
่
นัก จงนอนให้สาราญเถิด” ว่าแล้วก็เอาไฟแหย่เข้าที่ ประดบเสียใหหมด ใหนุงผาเกาแลวโยนลงไป แต่เรา
�
ั
้
่
้
่
้
้
้
้
่
มัดฟาง ไฟลุกไหมทวมคอโคตัวนั้น โคเกิดความรอน ไม่อยากเห็นนางตกทะเลแล้วร้องขอความช่วยเหลือ
จึงวิ่งไปเอาตัวไสกับแผ่นดินก็ดับไม่ได้ จึงถูกไฟลวก พวกทานจงเอาหมอบรรจุทรายใหเต็ม แลวผูกคอนาง
้
้
่
้
ตายในที่นั้นเอง ด้วยผลกรรมของชาวนานั้น ตาย ไว้ จะได้ถ่วงให้เร็วขึ้น” สั่งแล้วเดินหลบไปเสีย ฝ่าย
แล้วไปเสวยกรรมอยู่เป็นเวลานาน เมื่อใช้กรรมสิ้น ชาวเรือจึงจับนางถ่วงติดกับหม้อทรายโยนลงทะเล
แล้วมาเกิดเป็นกา เอาศีรษะไปลอดเสวียนไฟไหม้ นางจมหายลงไปในน้าทันที
�
ตายในอากาศนั่นเอง” ภิกษุที่อาศัยเรอมาเห็นดังนั้น จึงคิดวา “เราจะ
ื
่
ั
้
ภิกษุทงหลายเมื่อได้ฟังดังนั้น ต่างปลงธรรม ต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามถึงปุพพกรรม
สังเวชโดยทั่วกัน ยังมีภิกษุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมา ของนางให้จงได้” เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จึงทูล
ุ
เฝ้าพระพทธเจ้าโดยทางเรือ ในขณะเรือแล่นมาใน ถามถึงปุพพกรรม พระพุทธองค์ตรัสเล่าว่า “ดูกร
ระหว่างทาง เรือเกิดหยุดเสียกลางทะเลเฉยๆ แม้ ภิกษุทั้งหลาย ภรรยานายเรอนั้นในอดีตชาติเกิดเปน
็
ื
นายเรือและลูกเรอพยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่ยอม ภรรยาคหบดีผู้หนึ่งในกรุงพาราณสี ได้ทางานบ้าน
ื
�
ู
ื่
ื้
เขยอน มนุษย์ผ้เชอทางโชคลางต่างวิจารณ์กันว่า ด้วยตัวเองหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ตักน้าตาข้าว ตลอด
�
�
ู
็
่
่
่
“การที่เรือไมแลนนี้เปนเพราะมีคนกาลกิณีอยในเรือ จนตัดฟืนในป่า นางมีสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่ง สุนัขนี้
�
หากกาจัดคนนี้ออกแล้วเรือก็จะแล่นไปได้” ติดตามนางไปในที่ทกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเข้าป่าตัด
ุ
จึงปรึกษากันว่า “จะหาทางรู้ผู้เป็นกาลกิณีได้ ฟืน ไปท่าตักน�้าหรือออกไปนอกบ้าน เพื่อนาข้าวไป
�
โดยวิธใด” จึงตกลงให้มการจับฉลากกันขึ้น หาก ให้สามีที่ปลายนาก็ตาม พวกหนุ่มๆ ทั้งหลาย เมื่อ
ี
ี
ฉลากตกกับผู้ใด ก็แสดงว่าผู้นั้นเป็นตัวกาลกิณี ให้ เห็นนางไปกับสุนัข จึงพากันล้อเลียนว่า “เฮ้ย พวก
โยนถ่วงทะเลเสีย จึงตกลงจับฉลากกันทุกคน ผล เรา ดูพรานสุนัขซิออกมาอีกแล้ว วันนี้เราคงได้กิน
่
ปรากฏวาฉลากกาลกิณี ไดแกเมียสาวของกัปตันเรือ เนื้อบ้างเป็นแน่” นางถูกล้อดังนั้น จึงเกิดความอาย
่
้
ี
่
เอง จึงปรกษากันวา “การจับฉลากเพียงครั้งเดยวอาจ ไม่อยากให้สุนัขตามตัวไป บางคราวใช้ก้อนดินขว้าง
ึ
ไม่ยุติธรรม ควรจับถึง ๓ ครั้ง” จึงให้จับฉลากใหม่ ปา แต่สุนัขก็ไม่ยอมลดละการติดตาม นานหนักเข้า
ฉลากก็ตกไปกับเมียสาวนายเรืออีกทั้ง ๓ ครั้ง ชาว นางโกรธเจาสุนัขนั้น มาคิดวาตองหาทางฆาเจาสุนข
่
้
่
้
้
ั
ั
เรือและผู้โดยสารจึงปรึกษากัปตนว่า “ท่านกัปตัน นี้ให้จงได้
�
ท่านจะให้พวกเราทาอย่างไร” กัปตันจึงกล่าวว่า “ถ้า วันหนึ่ง ขณะจะออกไปส่งข้าวสามีที่ปลายนา
้
้
้
ั
จะรักษาชีวิตเมียขาพเจาไว พวกทานทงหลายก็จะพา นางใส่ข้าวเต็มหม้อ แล้วแอบซ่อนเชือกไปในตัวด้วย
่
้
กันตายไปหมด พร้อมทั้งเมียและข้าพเจ้าด้วย เมื่อสุนัขตามไปจนถึงปลายนาแล้ว จึงแกล้งพาสุนัข
้
้
ขาพเจาไมเห็นแกตัวพอจะท�าเชนนั้นได จงจัดการจับ เดินมาทางชายน้า เอาทรายบรรจุใส่ หมอขาวจนเต็ม
่
้
่
่
้
�
้
นางโยนลงทะเลตามที่ตกลงกัน” เหลยวซ้ายขวาไม่เห็นใคร จึงเรียกสุนัขเข้ามาใกล้
ี
206
สุนัขนึกในใจว่า “นายสาวของเราเคยทารุณเอาก้อนดินบ้าง ท่อนไม้บ้าง
้
ิ
้
ขว้างปาเราเสมอ วันนี้ดูใจดีเรียกเราเขาไปหา” ดวยความดีใจจึงกระดกหาง
่
้
ึ
้
เดินเขาไปหมอบแทบเทาของนาง นางจงจับคอสุนัขไวแนนแลวผูกดวยปลาย
้
้
้
เชือกข้างหนึ่ง เอาปลายเชือกอีกข้างหนึ่งผูกกับปากหม้อทรายแล้วโยนลง
้
�
ี่
ไปในน้า สุนัขถูกหมอทรายดึงจมลงไปในน้าตายในทนั้นเอง ด้วยบาปกรรม
�
ที่นางจับสุนัขถวงทั้งเปน จึงไปเกิดเสวยกรรมอยูชั่วกาลนาน เศษกรรมที่ยัง
่
็
่
�
ใช้ไม่หมดทานางมาเกิดเป็นภรรยากัปตันเรือ และถูกจับถ่วงทะเลเช่น
เดียวกัน นางจึงชื่อว่าตายเพราะผลกรรมที่นางทาไว้โดยแท้”
�
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าปุพพกรรมจบลง ภิกษุทั้งหลาย ต่างพากัน
ปลงธรรมสังเวชโดยทั่วกัน ยังมีภิกษุอีกพวกหนึ่ง เดินทางมาเฝ้าพระ
ศาสดาโดยทางบก เมื่อเดินทางผ่านมาทางเขาลูกหนึ่ง ณ เขานี้มีถ้าเป็น
�
ที่พักสาหรับภิกษุผู้เดินทางมาจากที่อื่น ในถ้านั้นมีผู้เอาเตียงไปปูประจาไว้
�
�
�
๗ เตียง ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปพักในถ้า เมื่อตกเวลาค�่าก็มีอันเป็นไป คือ
�
้
่
ิ
หินกอนใหญไดเลื่อนมาปดปากถ�้าอยางสนิท พระอยูขางในไมสามารถออก
่
่
้
้
่
มาได้ แม้จะพยายามผลักเท่าใดก็ไม่ยอมเขยื้อน
ประชาชนทราบข่าวก็เกณฑ์กันมาช่วยเอาหินปากถ�้าออกก็ไม่ส�าเร็จ
พระทั้ง ๗ จึงต้องอดอาหารรอความตายอยู่ในถ้านั้นเอง ภิกษุเหล่านั้นอด
�
้
อาหารเปนเวลาถึง ๗ วัน ต่างผ่ายผอมหมดก�าลัง ชาวบานจึงพากันประคอง
็
�
�
�
ออกจากถ้า ทะนุบารุงให้กลับฟื้นคืนกาลังดังเดิม เมื่อฟื้นดีแล้วตั้งใจจะไป
เฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปุพพกรรมของตนเอง เมื่อถึงจึงทูลเล่าความ
ทุกประการ และทูลถามว่าเกิดแต่กรรมอันใด
พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอ
�
ติดอยู่ในถ้าถึง ๗ วัน ก็เพราะได้รับผลกรรมที่สร้างไว้แต่อดีต” จึงตรัสเล่า
ประวัติว่า “ในกาลครั้งก่อน พวกเธอทั้ง ๗ เกิดเป็นเด็กเลี้ยงโคทั้ง ๗ คน
ี
้
่
ไล่โคไปเล้ยงชายดง พบเหี้ยใหญตัวหนึ่ง ดวยความคะนองจึงพากันวิ่งไลจับ
่
่
เหยไมมีทางหนีไปไหนจงวิ่งเขาไปซอนตัวอยูในจอมปลวกใหญ ในจอมปลวก
่
ี้
ึ
่
่
้
นั้นมีปล่องออกอยู่ ๗ ปล่อง เด็กๆ เมื่อไม่สามารถจับตัวได้ประกอบกับ
เวลาเย็นมาก จึงช่วยกันหาหญ้าและดินมาอุดช่องไว้คนละปล่องโดยนึกว่า
“พรุ่งนี้ค่อยมาจับใหม่” พากันไล่โคกลับบ้าน
207
ครั้นถึงบ้านก็ลืมเหี้ยที่อุดไว้ในจอมปลวก รุ่งเช้าไล่โคไปหากินในถิ่น
อื่นเสีย ๗ วัน จึงกลับมาเลี้ยงโคที่เดิมอีก เมื่อเห็นจอมปลวกนั้นก็นึกขึ้นได ้
พากันไปเปิดปล่องที่ตนปิดไว้ เหี้ยอดอาหารถึง ๗ วัน จึงอ่อนเพลียเดินไม่
�
ไหว ทาทีว่าจะตาย เด็กเหล่านั้นเห็นเข้าจึงสงสารหาน�้าข้าวมากรอกให้ ไม่
ช้าเหี้ยนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นจนแข็งแรงเป็นปกติ เด็กเหล่านั้นจึงปล่อยไปโดย
�
มิได้ทาอันตราย”
้
้
้
้
“ภิกษุทั้งหลาย ดวยบาปกรรมที่พวกเธอขังเหี้ยไวใหอดขาวถง ๗ วัน
ึ
�
เมื่อเธอมาเกิดเป็นภิกษุชาตินี้ จึงถูกหินปิดปากถ้าถึง ๗ วัน แต่อาศัยที่
พวกเธอมิได้ทาอันตรายเหี้ยถึงตาย ช่วยเหลือให้ฟื้นในวันที่ ๗ หินจึงเปิด
�
ออกเองในวันที่ ๗ พวกเธอจึงรอดตายมาได้”
พระพุทธเจ้าครั้นตรัสเล่ากรรมแต่อดีตชาติของคนทั้ง ๓ พวกแล้ว
่
ตรัสสอนว่า “คนท�ากรรมแลวจะหนีไปอยูแหงหนต�าบลใด จะเป็นในอากาศ
้
่
มหาสมุทร หรือซอกขุนเขาก็ตาม การที่จะพ้นจากผลกรรมนั้นไม่มีเลย ใน
โลกนี้ไม่มีที่ใดที่คนอยู่แล้วจะพ้นจากกรรมได้”
เรื่องนี้มีคติสอนวา กรรมคือการกระท�าของคนเรานั้น จะเปนกรรม
่
็
ดีหรอชั่วก็ตาม เมื่อท�าแล้วย่อมเป็นเงาตามบุคคลนั้นตลอดไป ตาม
ื
่
้
ธรรมดาคนจะหนีอะไรอาจหนีได แตจะหนีเงาของตัวเองนน ไมมใครอาจ
ี
ั้
่
�
ทาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในทะเล ป่าเขา หรือที่ใดก็ตาม เงาจะตามเราไปเสมอ
�
เช่นเดียวกับความดีความชั่วที่ตัวทา ท่านเปรียบเหมือนเงาตามตัว ย่อม
�
ติดตามไปให้ผลในที่ทุกหนทุกแห่ง จะช้าหรือเร็วก็อยู่ที่กาลังของกรรม
้
่
้
ถามีก�าลังแรงก็มีผลเร็ว ถาก�าลังออนก็มีผลชา เปรียบเหมือนสุนัขไลเนื้อ
้
่
สุนัขตัวใดกาลังมากก็วิ่งกัดเนื้อเร็วหน่อย ถ้ามีกาลังอ่อนก็ได้ช้า แต่ต้อง
�
�
ถึงเข้าวันหนึ่งจนได้
�
ฉะนั้น เมื่อทากรรมใดไว้ อย่านอนใจว่าจะไม่ให้ผล เช่น ชน ๓
�
พวกดังกล่าว ต้องประสบผลกรรมเพราะความชั่วที่ทาไว้ จึงควรถือเป็น
คติเตือนใจว่า กรรมย่อมสนองกรรม เสมอไป
(ตโยชนวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท ปาปวรรค เล่ม ๑๘ หน้า ๔๑)
208
209
แรงพยาบาท
่
“เวรย่อมไมระงับ ด้วยการจองเวร”
่
ู
ยังมีเศรษฐีผ้มั่งคงผู้หนึ่ง มีบุตรชายคนเดียว เมื่อพ่อล่วงลับไป
ั
์
ลูกชายก็รับภาระในการบริหารทรัพย เลี้ยงดูมารดาตลอดจนจัดการงาน
่
้
่
้
่
บานดวยตัวเองทุกประการ ความดีทีบุตรชายเศรษฐีนั้นปฏิบัติตอแมและ
ครอบครัว เป็นที่เลื่องลือไปทั่วต�าบลนั้น ใครๆ ก็พากันอยากได้บุตร
เศรษฐีนั้นไว้เป็นบุตรเขย เพราะมีทั้งความรวยและความดีในตัวเอง แต่
้
้
บุตรเศรษฐีก็มิไดตกลงปลงใจกับผูใด ยินดีในการเลี้ยงมารดาและทางาน
�
็
้
้
่
บานดวยตัวเองตลอดมา มารดาเหนลูกชายล�าบากมาก ไมมีผูชวยเหลือ
้
่
เช่นนั้นก็สงสาร
วันหนึ่ง จึงเรียกบุตรเข้ามาหา แล้วกล่าวเป็นเชิงปรึกษาว่า “ลูก
เอ๋ย เจ้าอยู่คนเดียว ทาทั้งงานในบ้านและนอกบ้านมิได้หยุดหย่อน แม่
�
เห็นลูกเหนื่อยมากก็ไม่สบายใจ แม่คิดว่าลูกควรมีครอบครัวได้แล้ว จะ
ได้มีคนช่วยงานบ้าง อนึ่ง อายุของลูกก็สมควรมีได้แล้ว”
ิ
“อย่าเลยแม่” บุตรได้กล่าวแย้งขึ้น “ให้ลูกได้อยู่ปฏบัติแม่ไปจน
สิ้นลมเถิด ลูกยังไม่คิดจะมีคู่ครองหรอก” ถึงลูกจะปฏิเสธอย่างไร แม่ก็
ไม่ล้มความตั้งใจ เซ้าซี้เรื่องมีครอบครัวกับลูกอยู่ตลอดเวลา เมื่อบ่อย
ครั้งเข้าลูกจึงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงนิ่งเฉยเสีย
ั้
วันหนึ่ง มารดาได้คะยนคะยอบุตรเพื่อให้แต่งงานตามเคย เห็น
บุตรเฉยไม่ว่ากระไร จึงออกจากบ้านหวงจะไปขอบุตรสาวตระกูลหนึ่ง
ั
่
ลูกชายเหนแมเดินออกไปเชนนั้นก็ตกใจ เกรงจะไปขอบุตรสาวที่ไมพอใจ
็
่
่
ตน จึงเรียกให้แม่กลับมา แล้วบอกให้ไปขอบุตรสาวที่พอใจไว้ก่อนแล้ว
�
มารดาจึงไปยังตระกูลนั้น ขอบุตรสาวและกาหนดวันแต่งงานเป็นที่
้
่
่
เรียบรอย เมื่อไดกาหนดก็ไดจัดพิธสมรสอยางมโหฬาร ทั้งสองไดอยูรวม
้
ี
�
้
่
้
กันด้วยความสงบสุขตลอดมา ทั้งสองอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลาหลายปีก็
ไม่มีลูก ปรากฏว่าฝ่ายภรรยาเป็นหมัน
210
่
่
มารดาจึงมาคิดวา “ตระกูลใดไมมีบุตรสืบตอ เสมอมา
่
ย่อมถึงความพินาศ เพราะขาดผู้สืบต่อวงศ์ตระกูล อยู่มาไม่นาน หญิงหมันเกิดความคิดขึ้นว่า “ถ้า
่
็
้
้
ื่
ิ
้
ต่อไป เราตองจัดการหาหญิงใหมมาใหลูกชาย เพอ เมียนอยของสามีเกดมีลูกมาจริงๆ จะเปนหญิงหรือชาย
จะได้มีบุตรจนได้” คิดดังนั้นแล้วจึงปรึกษาลูกชาย ก็ตาม จะได้เป็นเจ้าของมรดกทั้งหมด ส่วนเราจะมิได้
ว่า “ลูกเอ๋ย ที่แม่จัดการให้ลูกได้มีครอบครัว ก็โดย อะไรเลย ความรักของสามีก็จะทุ่มเทให้กับบุตรและ
้
หวังจะได้หลานไว้สืบวงศ์ตระกูลเรา แต่หญิงสะใภ้ เมียน้อยหมดเป็นแน่ เราตองหาทางขัดไมใหนางนมีลูก
่
ี้
้
เราก็เป็นหมันเสียอีก แม่เห็นจะต้องหาคนใหม่มา ให้จงได้”
ให้เจ้าอีกคน เพื่อจะได้มีลูก” “อย่าเลยแม่” บุตร วันหนึ่งเมื่อได้โอกาสจึงเข้าไปหาเมียน้อย แล้ว
�
่
ชายปฏิเสธแข็งขัน “เพียงคนเดียวก็พออยูแลว ไมมี ทาทีว่ารักใคร่และสนใจ เมื่อนางจะตั้งครรภ์ จึงสั่งนาง
่
้
์
้
ลูกก็ช่างเถอะ” ว่า “นี่เธอ ถารูสึกวาจะตั้งครรภเมื่อใดละก็ตองรีบบอก
่
้
้
้
่
มารดาจึงเซาซี้บุตรเชนเคย เพื่อใหรับภรรยา ฉันนะ จะได้ให้ยาบารุงครรภ์ และช่วยทะนุถนอมให้มี
้
�
ไว้อกคนหนึ่ง บุตรก็ปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ ความสมบูรณ์ทั้งลูกและเธอ เวลาคลอดจะได้ลูกที่
ี
์
�
้
์
�
แม่ลูกกาลังสนทนากันอยู่ ลูกสะใภ้แอบได้ยิน จึง สมบูรณ” “จ้ะ” นางรับคา “ถาฉันตั้งครรภเมื่อใดจะรีบ
คิดว่า “ตามธรรมดาลูกกับแม่ถึงจะปฏิเสธอย่างไร บอกทันที”
ก็คงใจอ่อนเข้าหากันสักวันหนึ่ง ถ้าเขาหาหญิงใหม่ อยู่มาไม่ช้า นางชักเริ่มมีอาการของคนตั้งครรภ์
่
้
ู
มาไดจริงๆ และมีลกดวยกัน เราก็จะตกอยูในฐานะ เกิดขึ้น ด้วยความซื่อจึงรีบไปบอกหญิงผู้ร่วมสามี นาง
้
้
้
ั้
ล�าบาก ถูกใชแบบทาส ถากระไรเราตองหาหญิงมา ได้ทราบดังนนจึงท�าทีเป็นดีใจที่จะได้ลูก กุลีกุจอหา
้
ให้เสียเอง เพื่อจะได้มีบุญคุณต่อกัน หญิงนั้นคงไม่ น้าท่าอาหารมาบารุงบาเรอต่างๆ พอได้โอกาสจึงแอบ
�
�
�
้
่
่
้
้
่
่
กลาขมขูกับเราแบบทาสแน” ครั้นคิดดังนั้นแลว จึง ใสยาแทงลูกลงไปในของกิน เมื่อหญิงมีครรภกินเขาไป
้
์
ู
ไปหาตระกูลๆ หนึ่ง บอกความประสงค์ว่า “นี่ ไม่นานก็แท้งลกออกมา จึงเป็นอันว่าไม่ได้ลูกในคราว
ุ
แม่คุณ ฉันอยากจะขอบตรของท่านไปเป็นภรรยา นั้น
้
ั
้
่
ของสามีฉัน ถาทานไมขัดของฉันจะไดจดการใหเปน ครั้นอยู่ต่อมาอีกระยะหนึ่ง นางก็เริ่มมีครรภ์อีก
่
้
็
้
้
่
้
ไปตามประเพณีทุกประการ” จึงบอกภรรยาเกาตามเคย นางไดใหยาแทงอีก จึงไมมี
้
่
“นี่นางผู้เจริญ” บิดาของตระกูลนั้นถามด้วย โอกาสได้ลูกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ชาวบ้านและมิตร
ความสงสัย “ฉันไมเคยไดยินมากอนเลยวา ภรรยา สหายต่างพากันสงสัยว่า เหตุใดนางจงแท้งลูกแล้วๆ
่
่
้
ึ
่
หาเมียใหม่ให้สามี นางเป็นบ้าไปเสียแล้วกระมัง” เล่าๆ ประกอบกับสงสัยพฤติกรรมของเมียหลวง จึงพา
“ฉันไม่ได้บ้าดอก ฉันเป็นหมัน แต่งงานมาหลายปี กันเข้าไปคุยและไต่ถามว่า “สหายเอ๋ย เหตุใดจึงแท้ง
ไม่มีบุตร ท่านก็ทราบแล้วว่าตระกูลที่ไม่มีบุตรนั้น ลูกถึงสองครั้ง เจาแทงลูกเองหรือมีใครจงใจทา ให้บอก
้
�
้
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกสาวท่านได้บุตรขึ้นมาก็จะได้ มาเถิด เราช่วยกันได้ก็จะช่วยทุกอย่าง”
้
รับมรดกกอนใหญจากสามีฉัน โปรดใหธิดาของทาน “ฉันกไม่ทราบเหมือนกันว่าเหตุใดฉันจึงแท้ง”
่
้
่
็
�
ไปเถิด” นางตอบพร้อมกับร้องไห้ “หญิงที่ร่วมผัวกับเธอ ได้ทา
พ่อแม่ของนางเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึง อะไรกับเธอบ้างหรือเปล่า” นางจึงเล่าพฤติกรรม
ื่
ั
้
้
�
้
้
ยินดีมอบลูกสาวให้ไป นางจึงพาไปจัดการตกแต่ง ทั้งหมดที่เขาไดทากบเธอใหเพอนบานฟง เพื่อนบานทั้ง
ั
�
ให้สามีตามประเพณี และอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข หลายพากันแน่ใจว่า การกระทาครั้งนี้เป็นน้ามือของ
�
211
่
้
่
่
่
็
่
หญิงรวมผัวแนนอน จึงกลาวสอนนางวา “แม่นางเอ๋ย อาฆาต นางจึงไปเกิดเปนนางแมว อยูในบานสามีนั้น
่
้
้
เจามันแสนโงเสียจริง ผูรวมผัวกับเธอกลัววาเจาจะมี เอง เมื่อสามีทราบข้อเท็จจริงว่า การตายของภรรยา
่
้
่
ลูก สมบัติจะตกอยู่แก่เจ้าคนเดียว จึงไม่อยากให้มี และลูกทั้งสาม เพราะนางเมียหลวงฆ่า จึงบันดาล
�
ได้ใช้ยาอย่างแรงแอบใส่ภาชนะน้าดื่ม เมื่อเธอดื่ม โทสะอย่างแรง จับมวยผมนางไดก็ประเคนทงมือ ไม้
้
ั้
่
้
�
้
แลวจึงทาใหเธอแทงลูก ตอไปนี้ เวลาตั้งครรภจงอยา ศอกและเข่า อย่างไม่ปรานี แม้นางจะล้มลุกคลุก
้
์
่
่
้
ิ
บอกแกนางนั้นโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นเจาจะตองถึงกับ คลานร้องขอชีวตอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด โบยตีจน
้
ชีวิต” กระท่งนางสลบไป นางจึงล้มเจ็บลงและมีอาการ
ั
์
ิ
่
ตอมาเมื่อนางตั้งครรภ จึงพยายามปกปดมิให ้ เพียบลงทุกที จนกระทั่งตายไปในไม่ช้า
้
้
้
�
็
หญิงรวมผัวทราบโดยเดดขาด นางจึงตั้งทองใหญขึ้น ดวยอกุศลกรรมที่สรางไวทาใหนางเกิดเปนไก ่
่
้
็
้
่
�
ทุกวันๆ จนกระทั่งมองเห็นชัด หญิงร่วมสามีจึงถาม ตัวเมีย ในบ้านสามีเก่านั้น อานาจการจองเวร
้
้
็
้
ว่า “นี่เธอเธอตั้งครรภ์แล้วหรือ เหตุใดเธอจึงไม่บอก บันดาลใหเมียนอยเกิดเปนนางแมว ใหเมียหลวงเกิด
ู
็
้
่
่
เหมือนคราวกอนๆ เล่า” “เธอเปนหญิงใจราย ฆาลูก เป็นนางไก่ อย่อาศัยในบ้านเดียวกัน เมื่อนางไก่
้
้
้
ในทองฉันถงสองคน แลวเหตุใดจึงจะบอกเธอในครั้ง เจริญวัยออกไขออกลูกนอยมาหลายตัว นางแมวเห็น
ึ
่
นี้เล่า” กล่าวแล้วรีบเดินหลีกไป ลูกอ่อนไก่ ก็ไล่ตะปบกินวันละตัวสองตัวจนหมดไป
ิ
เมียหลวงคดว่า “คราวนี้เห็นจะไปไม่รอดแน่ ครั้นกินลูกไก่จนหมดแล้ว จึงใคร่อยากกินเนื้อแม่ไก่
แล้ว ถึงอย่างนั้น เราก็จะพยายามให้ถึงที่สุด จะฆ่า อีก จึงแอบเข้าไปในรัง คว้าคอแม่ไก่ได้ พาออกไป
ลูกในท้องนางให้จงได้” ตั้งแต่นนมา ก็พยายามหา กลางทุ่ง แล้วฉีกเนื้อกินเสีย นางไก่เมื่อจวนจะตาย
ั้
โอกาส วันหนึ่งนางสบโอกาสเหมาะ จึงประกอบยา ได้ตั้งจิตอธิษฐานจองเวรในนางแมวว่า “นางแมวมัน
�
้
อย่างแรง แอบใสลงในภาชนะอาหารของเมียนอยจน ใจร้าย กินลูกเราหมดทั้งครอก เท่านั้นยังมิหนาใจ
่
้
็
ี
ได้ เมียน้อยเมื่อได้รับอาหารเข้าไปไม่นาน ก็เกิด ยังมากัดเรากินเปนอาหารอีก ถาขาพเจาเกิดอกชาติ
้
้
�
อาการปวดท้องทุรนทุราย ทาอาการเหมือนคนจะ หนึ่ง ขอให้ได้มีโอกาสกินมันพร้อมทั้งลูกเป็นการแก้
คลอดบุตร แต่ไม่สามารถคลอดออกมาได้ เพราะเด็ก แค้นให้จงได้”
็
ได้ตายด้วยพิษยานอนขวางทางคลอดอยู่ หมอและ เมื่อเสรจอธิษฐานก็สิ้นใจแล้วไปเกิดเป็นเสือ
ชาวบ้านได้ช่วยกันจนสุดความสามารถ ก็ไม่อาจน�า เหลืองอยู่ในป่า อยู่มาไม่ช้านางแมวก็ตาย และเกิด
บุตรออกจากท้องได้ นางปวดทุรนทุรายแสนสาหส เป็นนางเนื้ออยู่ในป่าไม่ไกลจากนางเสือเหลือง ด้วย
ั
ไมอาจทนความเจ็บปวดได มีอาการรอแรใกลจะตาย อานาจเวรที่จองกันไว้ เมื่อนางเนื้อออกลูกมาครั้งใด
้
่
่
้
�
่
กอนตายนางไดอธิษฐานขอจองเวรแกนางเมีย ก็ถูกนางเสือเหลืองแอบมาลักเอาไปกินเสียทุกครั้ง
่
้
่
่
หลวงว่า “นางใจร้ายได้ท�าลายขาพเจาอยางโหดเหี้ยม จนกระทั่งวาระสุดท้าย นางเสือเหลืองมาไม่พบลูก
้
้
�
ทาลายลูกเราตายในท้องถึงสามคน บัดนี้มันทาลาย จึงจับตัวนางเนื้อคาบเอาไป เมื่อจวนจะตาย นางเนื้อ
�
�
�
แม้ตัวข้าพเจ้าเอง ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้ามิได้ทาผิดคิดร้าย ได้ตั้งใจจองเวรไว้ว่า “ข้าพเจ้ามิได้ทาผิดคิดร้ายใด ๆ
่
ิ
ต่อมันเลย เมื่อข้าพเจ้าสิ้นใจไปแล้ว ขอได้เกิดเป็น ตอนางเสือเหลืองเลย นางมาจับลูกเราไปกินยังมพอ
้
่
้
้
นางยักษ์ กลับมากินลูกของมันให้สมแค้นบ้างเถิด” ยังมาจับเราไปกินอีก ขาพเจาขอตั้งปฏิญาณวาถาเกิด
เมื่อนางตั้งอธิษฐานขอจองเวรตอนางนั้นจบลง ชาติต่อไป ขอให้ได้มีโอกาสกินลูกของมันบ้าง”
่
ก็สิ้นใจ ณ บัดนั้น ด้วยอานาจจิตประกอบด้วยความ เมื่ออธิษฐานเสร็จก็สิ้นใจแล้วไปเกิดเป็นนาง
�
212
้
่
์
ยักษ ฝายนางเสือเหลืองตายไปในระยะใกล ๆ กัน ไปในสระ ครั้นเสร็จธุระแล้วรับลูกรอสามีอยู่ขอบสระ
จึงไปเกิดเป็นธิดาแห่งตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี ให้สามีลงอาบบ้าง
เมื่อเจริญวัยก็ได้แต่งงานตามประเพณี และต่อมา ขณะที่นางยืนรอสามีให้ลูกดื่มนมอยู่ ก็เหลือบ
้
้
่
์
ไดมีบุตรคนหนึ่ง นางยักษทราบวานางนั้นมีลูกแลว ไปเห็นนางยักษ์เดินรี่เข้ามาหา จึงตะโกนบอกสามีว่า
ด้วยอ�านาจเวรบันดาล ท�าให้นางปลอมเพศเป็น “นางยักษิณีมาแล้ว รีบขึ้นมาโดยเร็วเถิด” ว่าแล้วก็อุ้ม
ั
หญงสหายรกเข้าไปเยี่ยมเยือน ถามชาวบ้านว่า ลูกวิ่งตรงไปยังมหาวิหารในทันที ขณะนั้นพระพทธองค ์
ิ
ุ
�
“นางที่คลอดบุตรวันนี้เป็นสหายกัน ฉันอยากจะ กาลังแสดงธรรม ณ ท่ามกลางบริษัท นางวางบุตรลง
้
เข้าไปเยี่ยมสักหน่อย ไม่ทราบว่าได้หญิงหรือชาย แทบเทาพระพุทธเจาแลวทูลออนวอนวา “หมอมฉันขอ
้
่
่
้
้
อยากเข้าไปเยี่ยมให้ถึงที่ นางคลอดอยู่ห้องไหน” ถวายบุตรนี้แดพระองค ขอไดโปรดชวยชีวิตบุตรหมอม
่
่
์
้
่
้
เมื่อคนในบานชี้ใหดู จึงเดินเขาไปยังที่ไวเด็ก ฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า”
้
้
้
้
้
่
จับไดก็ฉีกเนื้อกินเสีย แลวรีบซอนตัวหนีออกไปได ขณะนั้น นางยักษ์มาถึงประตูพระวิหาร ถูก
้
เมื่อนางคลอดวาระที่สอง นางยักษ์ก็ปลอมตัวมา เทพยดาผู้สิงที่ประตูห้ามไว้ จึงไม่สามารถเข้าไปได้
้
ตามเคย จับฉีกเนื้อลูกนางกิน แล้วก็หนีไปอีก พอ พระศาสดาจึงรับสั่งเรียกพระอานนทเถระมา แลวตรัส
�
ตั้งครรภ์จวนคลอดครั้งที่สาม นางได้ปรึกษากับ ให้นานางยักษ์มาเฝ้า เมื่อนางยักษิณีนั่งเฝ้า ณ สถาน
้
์
่
์
สามีว่า “พ่อจ๋า ฉันคลอดบุตรที่นี่ ๒ ครั้ง มีนาง ที่ขางหนึ่ง พระองคจึงตรัสถามนางยักษวา “เหตุไรเธอ
้
้
่
้
�
้
่
์
ยักษปลอมตัวมากินลูกเราไดทั้ง ๒ ครั้ง คราวนี้ถา จึงทาอยางนี้ ถาพวกเธอมิไดมีโอกาสพบคนเชนเรา เวร
คลอดที่นี่อกก็คงไม่พ้นเงื้อมมือของมัน ฉันอยาก ที่ผูกกันไวจะยืดเยื้อไปชั่วกาลนาน เหมือนงูกับพังพอน
้
ี
จะไปคลอดเสียที่บ้านแม่ พี่ตระเตรียมการไว้ด้วย หมีกับไม้ตะคร้อ และกากับนกเค้า ซึ่งมีเวรต่อกันมา
เถิด” สามีเห็นด้วย เมื่อใกล้คลอดจึงพากันอพยพ ชั่วกัปกัลป จงจาไว้ว่า เวรนั้นยอมไมสิ้นสุดดวยการจอง
�
์
่
่
้
ไปบ้านฝ่ายภรรยา เวร แต่เวรจะสิ้นสุดลงด้วยการไม่จองเวร”
ฝ่ายนางยักษ์เมื่อครบก�าหนดที่กะไว้ ก็รบ แล้วตรัสอธิบายต่อไปว่า “เมื่อคนหนึ่งผูกเวรไว้
ี
มายังบ้านเดิม เพื่อกินลูกนางอีก ครั้นมาถึงไม่พบ กับอีกคนหนึ่งแล้ว ถ้าผู้นั้นไม่ระงับเสีย กลับจองเวร
จึงถามชาวบานวา “สหายเราที่อยูบานนไปไหนเสีย กันต่อไปอีก เวรจะไม่มีวันสิ้นสุด มีแต่ทางขยายกว้าง
้
้
ี้
่
่
่
้
ขาพเจามาเยี่ยมวันนี้ไมพบ” “จะพบได้อย่างไรเล่า” ขวางยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนต้องการล้างสถานที่เปรอะ
้
�
ชาวบ้านตอบ “ก็นางนั้นคลอดบุตรที่นี่สองครั้ง ถูก ด้วยของไม่สะอาด เช่น น้าลาย เสลด เป็นต้น แทนที่
�
นางยักษ์จับไปกินหมด คราวนี้จึงต้องหนีอพยพไป จะเอาของสะอาดไปชาระ กลับเอาของสกปรกไปราด
คลอดบ้านพ่อเขา” รด แทนที่จะสะอาดกลับเหม็นหนักขึ้น ตรงกันข้าม
์
่
่
ิ
่
นางยักษคดวา “ไมวานางจะหนีไปไหนก็ตาม เวรยอมระงับดวยการไมจองเวร เปรียบเหมือนคนลาง
้
่
้
่
เราจะต้องตามจนพบจนได้” คิดแล้วรีบติดตามไป ที่อันสะอาดดวยน้าหอมที่จะบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมได
�
้
้
ี่
โดยเร็ว ขณะนั้นนางคลอดลูกแล้ว ถึงกาหนดวัน การระงับเวรด้วยการไม่จองเวร จึงเป็นวิธีทบณฑิตใช้
ั
�
ตั้งชื่อก็ตั้งใจจะนากลับไปบ้านของตน สองสามี มาแต่โบราณกาลแล้ว”
�
ภรรยาจงออกเดินทางผ่านมาทางพระวิหารพระ เมื่อจบเทศนา นางยักษิณไดบรรลุโสดาปตติผล
้
ี
ึ
ั
์
่
�
เชตวัน ถึงสระโบกขรณีเห็นน้าใสสะอาดอยากลง หมดการจองเวรต่อไป เมื่อทรงเห็นเชนนั้น พระองคจึง
ั
อาบลูบตวให้สบาย ภรรยาจงส่งลูกให้สามีแล้วลง ตรัสกับนางว่า “เธอจงส่งบุตรให้นางยักษณอุ้มเถิด”
ี
ิ
ึ
213
่
ิ
้
้
้
่
“หมอมฉันกลัว” นางตอบดวยหนาตาตื่นกลัว “ไมตองกลัวดอกนองหญิง นางยักษณี
้
ั
ุ
เป็นคนไม่มีภัยต่อใครแล้ว” นางจึงส่งบุตรให้ นางยกษิณีรับบตรแล้วจึงสวมกอด
แสดงความรักคล้ายลูกของตัว ครั้นส่งบุตรคืนมารดาแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
ุ
พระพทธองค์จึงตรัสถามว่า “เป็นอะไรไปเล่า แม่ยักษิณี” นางกราบทูลว่า
์
่
่
่
้
้
“พระพุทธองคผูเจริญ เมื่อกอนหมอมฉันหากินตามสบาย ยังไมไดอาหารพอกินเต็ม
ท้องเลย ตอไปนี้จะตองหากินในวงจ�ากัด จะมิคับแคนมากกวานี้หรือ หมอมฉันนึกถึง
่
่
้
่
้
ข้อนี้จึงร้องไห้” “อย่ากลัวเลย แม่ยักษิณี” พระพุทธองค์ทรงปลอบใจ แล้วตรัสกับ
้
หญิงนั้นวา “เธอจงน�านางยักษิณีไป แลวใหอยูในเรือนเจา แล้วให้ข้าวน�้าตามสมควร
่
่
้
้
�
เถิด” หญิงนั้นพานางยักษิณีไปอยู่ที่บ้าน บารุงดวยข้าวน้าตามกาลัง ส่วนนางยักษิณี
้
�
�
ก็มิได้นงดูดาย พยายามช่วยเหลือท�าผลประโยชน์เป็นการตอบแทน อาศัยที่นางรู้
ิ่
เรื่องดินฟ้าอากาศดี นางก็บอกฤดูกาลให้ครอบครัวได้เตรียมการทานาทันเวลา ปีใด
�
�
ฝนดีต้นปี ควรทาแต่เนิ่น ก็บอกเตือนให้ทาแต่เนิ่น
�
้
้
่
�
ิ
สองสามีภรรยาอาศัยการบอกของนางยักษณี จึงทานาไดผลดีกวาเจาอื่น และ
มั่งคั่งร่ารวยในปีต่อมา ได้เป็นอยู่ตามสมควร จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติมุ่งสอนเรื่องเกี่ยวกับการจองเวรว่า การจองเวรมุ่งแก้แค้น
�
ต่อกันและกันนั้น ก็มิผิดอะไรกับการสาดน้ารดกัน ฝ่ายหนึ่งสาดมา อีกฝ่ายหนึ่ง
ั้
สาดตอบ ก็คงเปียกปอนด้วยกันทงสองฝ่าย เมื่อมนุษย์เรามุ่งท�าร้ายกัน มุ่งแก้
แค้นกันไปแล้ว ย่อมจะต้องกระทาตอบต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด การจองเวรจึงมิใช่วิธี
�
็
้
่
้
่
การลบลางกันอยางที่เราเขาใจ แตเปนการชวยกันเพิ่มภาระในการแกแคนกันและ
่
้
้
้
กันทั้งสองฝาย ทานเปรียบเหมือนการชาระลางสถานที่สกปรกซึ่งจะลางใหสะอาด
่
�
่
้
้
ต้องใช้ของสะอาดมาเช็ดจึงจะได้ผล ถ้าใช้ของสกปรกเหมือนกันไปเช็ด ก็ยิ่งเพิ่ม
ิ
็
็
้
ความสกปรกใหมากขึ้นเปนทวีคูณ เวรก็เปนเหมือนของสกปรก เพราะเปนมลทน
็
ของจิตใจ ถ้าเอาการจองเวรไปแก้ ก็เพิ่มเวรมากขึ้น
ึ
พระพุทธองค์จงตรัสสอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรจะ
ระงับได้ก็ด้วยการหยุด ไม่จองเวรซึ่งกันและกัน” จึงควรถือเป็นคติธรรม ประจา
�
ใจต่อไป ดังภาษิตในโลกนิติผูกไว้ว่า
�
น้าเหม็นล้างสิ่งเหน้า ไฉนหยุด
มล้างอุทกบริสุทธิ์ เสื่อมร้าย
คนเวรก่อเวรประทุษ ทวีโทษ
เอาอเวรระงับหง้าย อาจสิ้นสูญเวร
(กาลียักขินิยา อุปปัตติวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
ธรรมบท ยมกวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๔๗)
214
215
อานุภาพบุญ
้
่
่
“คนดีตกน�าไมไหล ตกไฟไมไหม”
ี
้
นานมาแลวในเมืองโกสัมพี มีบุรุษผูหนึ่ง มีอาชพในทางรับจางเลี้ยงโค คน
้
้
มีอาชีพประเภทนี้ เขาเรียกว่านายโคบาล นายโคบาลผู้นี้เป็นคนใจบุญสุนทาน
้
�
็
้
แมจะมีอาชีพทางรับจาง ก็ยังนิมนตพระปจเจกพุทธเจามาฉันในบานเปนประจา
์
้
ั
้
ในบ้านของนายโคบาลมีสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่งเป็นตัวเมีย นางสุนัขออกลูกมา
ตัวหนึ่ง รูปร่างน่ารักมาก อาศัยที่นายโคบาลเป็นคนใจเมตตาอารี มีเมตตาแม้
�
�
กับสัตว์ จึงเลี้ยงดูลูกสุนัขอย่างดี ให้น้านมจากแม่โคกินเป็นประจา ลูกสุนัขจึง
ั
เจริญเติบโตน่ารกยิ่งขึ้น ไม่ว่าเจ้าของจะไปไหน ลูกสุนัขมักตามไปด้วยเสมอ
ั
้
่
ตามปกตินายโคบาล เมื่อวางงานก็มักไปอาศรมพระปจเจกพุทธเจา เพื่อสนทนา
ธรรมสากัจฉาเปนนิตย ทางที่จะไปหาพระปจเจกพุทธเจาตองผานดง ซึ่งเต็มไป
็
ั
่
์
้
้
้
้
์
้
ั
้
ดวยสตวรายนานาชนิด เมื่อเดินไปถึงดงทึบ ก็ตองเอาไมฟาดกอไมท�าเสียง “สุสุ”
้
้
เพื่อไลสัตวรายไปเสียกอน แลวจึงเดินผานไป สุนัขนอยตามไปดวยเสมอ มันจึง
้
่
้
่
์
่
้
เกิดความคุ้นเคยและรักใคร่ในพระปัจเจกพุทธเจ้ายิ่งนัก
วันหนึ่ง นายโคบาลทูลพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า “ท่านขอรับ สุนัขน้อยตัวนี้
มันแสนร้ ใช้ได้ทุกอย่าง หากวนใดข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้มาเพราะมีธุระจาเป็น
ู
ั
�
จะส่งสุนัขตัวนี้มายังสานัก ขอได้โปรดไปกับสุนัขนี้เองเถิด” ตั้งแต่นั้นมา วันใด
�
ที่นายโคบาลไม่สามารถไปเฝ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ก็ส่งสุนัขไป
้
�
็
ต�านานเล่าว่า สุนัขของนายโคบาลเปนสุนัขแสนรู นอกจากจาทางได้อย่าง
�
�
�
แม่นยาแล้ว ยังจากิริยาอาการทุกอย่างที่เจ้าของทาในขณะเดินทางได้ด้วย เมื่อ
�
เดินทางไปถึงทางมีไม้หนาทึบ ซึ่งเจ้าของเคยทาเสียง “สุสุ” เพื่อไล่สัตว์ร้าย มัน
จะเห่าขึ้น ๓ ครั้ง เห็นสัตว์หนีแล้วจึงเดินต่อไป เมื่อถึงอาศรมพระปัจเจกพุทธ
เจ้าก็เห่าขึ้น ๓ ครั้ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทราบจึงเปิดประตูรับ ในเวลาเดินกลับ
ิ่
บ้านมันจะวงขึ้นหน้า บางคราวพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องการทดลองความฉลาด
ี
ิ
จึงแกล้งเดินผดทางเสย เจ้าสุนัขแสนร้ก็รีบวิ่งไปขวางทางไม่ยอมให้ไป
ู
้
้
ั
พระปจเจกพุทธเจาแกลงเขี่ยใหหลีก แลวเดินตรงไปอีก สุนัขก็วิ่งเขางับชายจีวร
้
้
้
แล้วดึงให้ไปในทางที่ถูกจนได้
216
คราวหนึ่ง จีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้าเก่าใช้ สุนขแสนรู้ของนายโคบาล รักและบูชา
ั
�
่
ไม่ได้แล้ว จึงปรารภกับนายโคบาลวา “อุบาสก เวลา พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยน้าใจ ด้วยอานิสงส์เลื่อมใส
ั
นี้จีวรอาตมาก็เก่าใช้ไม่ได้แล้ว จาเป็นต้องเปลี่ยน ในผู้มีศีลสูงสุด จึงบนดาลให้ไปเกิดในสุคติชั่วกาล
�
็
์
ใหม่ อาตมาต้องลาไปเพื่อหาจีวร ขอให้อยู่เป็นสุข นาน ครั้นเสวยสุขสมควรแลว จึงจุติไปเกิดเปนมนุษย
้
เถิด” ด้วยเศษบาปอันมีอยู่ก่อนนั้น จึงมาเกิดในท้องหญิง
นายโคบาลจึงทูลว่า “โปรดอย่าไปเลย ข้า โสเภณี ในกรุงโกสัมพี นับแต่มาบังเกิดในท้องนาง
้
พระพุทธเจ้าจะจัดทาจีวรให้ ณ ที่นี่แหละ” “อย่า โสเภณีรวมเวลาได ๙ เดือน จึงคลอดออกมา พอนาง
�
เลยอุบาสก” พระปัจเจกพุทธเจ้าทัดทาน “การทา ทาสีบอกว่าเป็นชาย นางโสเภณีผู้มารดาเสียใจ
�
็
้
จีวรเปนของยาก ตองอาศัยก�าลังคนมาก อาตมาจะ เพราะตามธรรมดาหญิงโสเภณีต้องการแต่บุตรหญิง
ไปหาที่สะดวกๆ แล้วจะกลับมาภายหลัง” “ถ้าเช่น จะได้สืบต่ออาชีพจากตนได้ เมื่อได้ลูกเป็นชายเกิด
นั้น โปรดอย่าอยู่ ณ ที่นั้นเลย กลับมาโดยเร็วเถิด ความไม่พอใจ จึงเรียกนางทาสีที่ไว้ใจคนหนึ่งแล้วสั่ง
พระเจ้าข้า” แล้วจึงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับไป ว่า “แม่ ทาสี ลูกเราเป็นชาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่
สุนัขหมอบอยู่ใกล้ๆ เห็นอาการของเจ้าของเศร้า เรา จงเอาลูกเราไปใสกระดงเอาผาคลุมแลวไปทิ้งเสีย
่
้
้
้
และพระปัจเจกพุทธเจ้ากหายไป มันจึงรู้ว่า ที่กองขยะเดี๋ยวนี้” นางทาสีรับค�าแล้ว จัดแจงตามที่
็
พระปัจเจกพุทธเจ้าจากไปเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นก็เกิด นายบอก แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่กองขยะ สุนัข กา และ
ความเสียใจไม่เป็นอันกินอันนอน ประกอบกับโรค สัตว์อื่นๆ ต่างพากันแวดล้อมทารกนั้นโดยรอบ แต่
�
สุนัขเกิดขึ้น จึงตายในระยะนั้นเอง ไม่อาจทาอันตรายได้ ทั้งนี้ด้วยอานิสงส์ที่ทารกเคย
โบราณกล่าวว่า ระหว่างใจของสัตว์และ เป็นสุนัขและเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจกพุทธเจ้า
่
มนุษยนั้น ถามองในแงของความซื่อตรงแลวใจสัตว ์ กระทั่งมีชายผู้หนึ่งออกไปจากบ้าน ผ่านมาเห็นกา
้
์
้
์
่
์
่
ตรงกวามนุษย เพราะสัตวดิรัจฉานเมื่อมีอะไรอยูใน และสุนัขแวดล้อมห่อผ้าก็เข้าไปดู เห็นเด็กทารกยัง
ใจก็แสดงให้เห็นกันโต้งๆ ตรงไปตรงมา เช่น โกรธ หายใจอยู่ ดีใจว่าเราได้ลูกแล้ว จึงรีบอุ้มไปให้ภรรยา
ก็แสดงอาการให้รู้ว่าโกรธทางท่าทางและน้าเสียง ทั้งสองผัวเมียเกิดความรักเหมือนลูกตัว ช่วยกัน
�
่
่
้
่
้
้
์
ถารักก็แสดงใหรูวารัก การอ่านน้าใจสัตวจึงงายกวา ประคบประหงมจนปกติต่อมา
�
มนุษย์ เพราะมนุษย์ปากพูดไปอย่างหนึ่ง แต่ใจคิด ครั้งนั้นมีเศรษฐีกรุงโกสัมพีผู้หนึ่ง จะเดินทาง
ุ
ไปเสียอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “ปากปราศรัย ไปราชสานัก พบปโรหิตาจารย์ในระหว่างทางขณะ
�
ิ
หัวใจเชือดคอ” หรือที่กล่าวกันว่า “ปากอย่างหนึ่ง เดนออกมาจากพระราชนิเวศ จึงทักทายปราศรยแลว
้
ั
ใจอย่างหนึ่ง” ดังมีภาษิตในโลกนิติกล่าวเปรยบ ถามว่า “ท่านอาจารย์วันนี้ตรวจดูฤกษ์ยามแล้วหรือ
ี
์
้
เทียบว่า จะมีเหตุการณอะไรเกิดขึ้นบางไหม?” ปุโรหิตจึงตอบ
�
์
ี
มหาสมุทรสุดลึกล้า คณนา ว่า “ตรวจดูเรียบร้อยแล้วท่านเศรษฐ เหตุการณวันนี ้
สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา แต่เกี่ยวกับการบ้านเมือง คือ
�
เขาสูงอาจวัดวา กาหนด ทารกที่เกิดในวันนี้ จะได้รับต�าแหน่งมหาเศรษฐี
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง ประจาเมือง”
�
217
้
เศรษฐีนึกขึ้นไดวา ภรรยาของตนกาลังมีครรภ ์ เหยียบเด็กนี้แหลกไป แล้วเจ้าต้องคอยเฝ้าดูจนวัว
�
่
แก่ อาจคลอดในวันนี้ก็ได้ จึงสั่งให้คนใช้รีบไปเรือน เหยียบตายสนิทแล้ว จงมาบอกแก่เรา” นางกาลีก็
เพื่อดูวาลูกของตัวจะคลอดในวันนี้หรือไม ถาคลอดก็ ทาตามเศรษฐีสั่ง เอาเด็กไปวางไว้ปากคอกแต่เช้า
่
�
้
่
จะได้รับตาแหน่งมหาเศรษฐีประจาเมือง ครั้นคนใช้ ตรู่ แล้วคอยแอบดูอยู่ ณ ที่ซ่อนแห่งหนึ่ง
�
�
กลับมารายงานว่ายังไม่มีทีท่าว่าจะคลอดเลย นึก ตามปกติเมื่อวัวออกจากคอกนั้น วัวลูกฝูงจะ
้
้
้
้
เสียใจ รีบเขาเฝาพระราชาแลวกลับบานโดยเร็ว เรียก ออกก่อน โคอุศภะซึ่งเป็นหัวหน้าฝูงจะออกมาภาย
ั
้
นางทาสีชื่อกาลีคนสนิทมาสั่งเป็นความลับว่า “แม่ หลัง ด้วยเดชะอานาจบุญของทารก วันนั้นโคหวหนา
�
กาลี เจ้าจงไปสืบดูให้ทวเมืองว่ามีทารกใดบ้างที่เกิด ฝูงออกก่อนโคตัวอื่น แล้วมายืนคร่อมเด็กไว้ ปล่อย
ั่
่
้
ุ
้
ในวันนี้ พบแล้วจงท่มเงินซือมาให้จงได้ และจงเก็บ ใหโคทั้งหลายหลีกออกไปโดยไมเหยียบเด็ก ครั้นโค
เรื่องนี้เป็นความลับ” ตัวอื่นผ่านไปหมดแล้ว จึงเดินตามไป คนเลี้ยงโค
นางกาลีรบมอบเงินแลว จึงออกสืบเสาะหาเด็ก สงสัยว่า “โคตัวนี้เคยออกทหลังทุกวัน วันนี้ออก
ั
้
ี
เกิดในวันน พอดีเข้าไปในบ้านของชายที่เก็บเด็กได้ ก่อน แล้วไปยืนเฉยอยู่ไม่ยอมเดิน เกดอะไรขึ้น
ี้
ิ
ุ
จึงเข้าไปถามว่า “นี่แน่ะแม่คณ เด็กของเธอคลอด หนอ” คิดดังนั้นแล้ว จึงเดินไปยังที่โคยืนอยู่ เห็น
ตั้งแต่เมื่อไร?” “คลอดเมื่อวันนี้เองจ้ะ พ่อเขาเก็บมา เด็กทารกนอนอยู่ก็ดีใจว่า “เราได้บุตรแล้ว” จึงอุ้ม
ได้” หญิงภรรยาตอบ นางกาลีจึงหว่านล้อมว่า “เธอ เดกนนขึ้นเรือน เรยกภรรยาให้มาเลี้ยงดประคบ
ี
ู
็
ั้
ก็ฐานะไม่ค่อยดี ขืนเลี้ยงไปก็จะลาบาก เราอยากได้ ประหงมอย่างดี มีความรักเหมือนลูกในไส้
�
ลูก เธอเอาเงินไปดีกว่าให้เด็กคนนี้แก่เราเถิด ฉันให้ ฝ่ายนางกาลเห็นเหตการณ์เช่นนั้น จึงน�า
ุ
ี
้
เธอหนึ่งพันกหาปณะพอใจไหม?” ภรรยาบุรุษนั้นเห็น ความไปแจงใหเศรษฐีทราบ เศรษฐีจึงมอบเงินไปอีก
้
�
เงินพันกหาปณะแลกกับเด็กที่ตนต้องเป็นภาระเลี้ยง หนึ่งพัน เพื่อเอาเด็กนั้นคืนมาให้ได้ นางกาลีจึงนา
ดู ก็รีบรับเงินและมอบเด็กให้ในทันที นางกาลีจึงนา เงินไปขอซื้อคืนจากภรรยานายโคบาล แล้วนามา
�
�
่
้
ไปมอบให้เศรษฐี มอบใหเศรษฐี อยูมาระยะหนึ่ง เศรษฐีกลาวกับนาง
่
็
เศรษฐีคิดว่า “เดกคนนี้เป็นชาย ถ้าลูกเรา กาลีว่า “เฮ้ย นางกาลี คราวนี้เจ้าอย่าให้พลาดได้
่
คลอดออกมาเป็นหญิง เราจะให้แต่งงานกันเสีย ลูก ในพระนครนี้มีกองคาราวานกลุมหนึ่ง ประกอบด้วย
เราก็จะได้เป็นภรรยามหาเศรษฐี แต่ถ้าลูกเราคลอด เกวียน ๕๐๐ เล่ม จะยกกองเกวียนไปค้าขายแต่
�
้
่
มาเป็นชาย เราก็จะฆาเจาเด็กนี้เสีย” จึงเลี้ยงดูทารก เช้ามืด เจ้านาเด็กนี้ไปนอนขวางทางเกวียน คราวนี้
ี
้
นั้นด้วยดี หลังจากนั้นไม่กี่วัน ภรรยาเศรษฐีก็คลอด ไม่โคก็เกวียนคงเหยียบเด็กนละเอยดแน่ เจ้าต้อง
ี
ลูกออกมาเป็นชาย เศรษฐีจึงคิดว่า “เด็กคนนี้ได้รับ คอยดูว่า เด็กถูกเหยียบตายแน่แล้วจึงกลับมาบอก
่
ทานายวาจะไดเปนมหาเศรษฐี ก็ถามันตายไปแลว ก็ เรา” นางกาลีอุ้มเด็กไปยังทางเกวียน วางเด็กไว้ใน
�
้
้
้
็
เป็นเศรษฐีในเมืองผี เศรษฐีในเมืองโกสัมพีก็จะตก ระหว่างรอยเกวียน แล้วคอยเฝ้าดูอยู่
แก่ลูกของเรา ถ้าเราจะฆ่าเอาซึ่งๆ หน้า อาญาก็ตก ขณะนั้นกองเกวียนเริ่มเคลื่อนออกจากที่พัก
�
แก่เรา ต้องหาวิธีให้เด็กนี้ตายโดยอุบัติเหตุ” ครั้นคิด หัวหน้ากองคาราวานซึ่งขับเกวียนนาขบวนไปนั้น
้
็
้
่
ดังนั้นแลว จึงเรียกนางกาลทาสีใจด�ามาแลวสั่งวา “นี่ เกิดมีอันเปนไป คือโคสองตัวที่เทียมเกวยน เมื่อถึงที่
ี
ี
นางกาลี เจ้าจงเอาเด็กนี้ไปวางไว้ปากคอกวัวในเวลา เด็กนอนอย่ก็สลัดแอกทิ้ง แล้วยืนนิ่งไม่ยอม
ู
ใกล้รุ่ง อย่าให้ใครเห็น เมื่อเวลาวัวออกจากคอกก็จะ เคลื่อนไหว แม้เจ้าของจะจับเทียมแล้วลงปฏักเพียง
218
็
่
�
่
ู
�
ใด ก็ไมยอมขยับ พยายามอยเปนเวลานานก็ไมส�าเร็จ กาชับว่า “นางกาลี เจ้าจงนาเด็กคนนี้ไปที่ภูเขาลูก
่
่
่
้
้
จนกระทั่งถึงเวลารุงอรุณ นายกองเกวียนเขาใจวา คง โน้น ที่เขานั้นมีหนาผาสูงมาก เขาใช้เป็นเหวฆ่าโจร
ั
มีอะไรสกอย่างหนึ่งขวางทางอยู่ จึงลงจากเกวียน เจ้าจงอุ้มเด็กนี้ไปโยนทิ้งในเหวนั้น คราวนี้เห็นจะ
ค้นหาดู ก็พบเด็กทารกนอนขวางทางเกวียน เกิด ตายแน่ มันต้องตกไปกระทบหินก้นเหวแหลก เจ้า
ความเอ็นดูเสมือนได้ลูก จึงประคองขึ้นไปบนเกวียน จงรีบไปเดี๋ยวนี้” นางกาลีรับคาแล้ว อุ้มเด็กมุ่งตรง
�
เพื่อเลี้ยงดูต่อไป ไปยังเหวนั้น ครั้นถึงจึงขึ้นไปยืนบนปากเหวแลวโยน
้
ฝ่ายนางกาลีเฝ้าดูเหตุอยู่ เห็นนายกองเกวียน เด็กลงไป ฤดูนั้นเป็นฤดูฝน ต้นกระพังโหม ภายใต้
้
นาเด็กไป จึงรีบกลบไปบ้านมาเล่าเรื่องให้เศรษฐีฟัง เหวนั้นขึ้นอยูหนาทึบ ทารกตกลงไปคางอยูบนกอก
�
ั
่
่
ทุกประการ เศรษฐีจึงมอบเงินให้นางกาลีไปอีกหนึ่ง ระพังโหม เหมือนนอนอยู่ในเปล
พัน แล้วกาชับใหไปซื้อเด็กนั้นมา นางกาลีนาเงินหนึ่ง ครั้งนั้น มีนายช่างสานผู้หนึ่ง เที่ยวหาหวาย
�
�
้
พันไปซื้อเด็กจากพอคาเกวียนอก ครั้นเศรษฐีไดทารก อย่แถวบริเวณก้นเหว เดนไปใกล้กอกระพังโหม
ิ
่
ู
้
้
ี
้
้
็
่
่
ี
่
มาแลวก็สงบอยูพักหนึ่ง จึงก�าชับนางกาลีอีกวา “นาง ไดยินเสียงเด็กรองจึงปนปายขึ้นไป เห็นเดกนอนดิ้น
้
้
่
�
กาลี ตราบใดทเจาเด็กนี้ยังไมตาย เราก็ยังนอนตาไม ่ อยู่ก็สงสาร เกิดความรักเหมือนบุตร จึงนากลับมา
ี่
หลับอยู่ตราบนั้น ไม่ไกลจากที่นี้มีป่าช้าผีดิบอยู่แห่ง เลี้ยงไวยังบานของตน นางกาลีเฝาดูเหตการณ เห็น
้
ุ
์
้
้
ึ
้
้
ั
์
หนึ่ง ทั้งสัตวและอมนุษยที่ปาชานั้นมีมากมาย เจ้าจง ดังนั้นจงกลับไปเลาใหเศรษฐีฟง เศรษฐใหเงินไปซื้อ
่
ี
์
้
่
นาทารกนี้ไปวางไว้ในป่าช้า ไม่กา สุนัข หรือไม่ก็ผี กลับมาจากนายช่างจักสานอีก เศรษฐีพยายามอยู่
�
สางคงทาอันตรายจนได้” เชนนี้เปนเวลาหลายป เด็กก็โตขึ้นโดยล�าดับ ตั้งชอ
ื่
�
ี
่
็
ิ
�
้
่
ั้
นางกาลีนาทารกนนไปวางไวในปาชาผีดบตาม เด็กนั้นว่า “โฆสก” ยิ่งเจริญเติบโตขึ้นมากเพียงไร
้
�
คาสั่งเศรษฐี แล้วแอบเฝ้าดูเหตการณ์อยู่ที่แห่งหนึ่ง ก็ยิ่งเป็นหนามแหลมทิ่มแทงหัวใจเศรษฐีมากเพียง
ุ
่
กา สุนัข และพวกอมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีสัตว์ใด นั้น เศรษฐีเกลียดชังจนกระทั่งไมอาจมองเต็มตาได ้
กล้าเข้าใกล้เพราะอ�านาจบุญที่ได้เคยป้องกัน คราวนั้น เศรษฐีคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง จึงไป
พระปัจเจกพุทธเจ้า หานายช่างหม้อ ในเมืองนั้น แล้วถามว่า “สหาย
�
ู
คราวนั้นมีคนเลี้ยงแพะผ้หนึ่ง นาแพะหลาย เอ๋ย” เธอจะสุมไฟเผาเครื่องปั้นเมื่อไร” “พรุ่งนี้
ร้อยตัวไปหากิน และต้อนแพะผ่านมาทางป่าช้านั้น แหละท่าน” นายช่างหม้อกล่าว “วันนี้เรียงไว้แล้ว
ู
่
ั
้
่
ุ
ี
่
่
แม่แพะตวหนึ่งกินหญ้าอยู่บริเวณนั้นเข้าไปในกอไม้ พรงนี้จะลงมือเผาละ” “ถาเชนนั้นฉันมงานอยอยาง
่
่
้
็
่
พบเด็กนอนอยู ก็เกิดความรักเหมือนลูกจึงคุกเขาลง หนึ่งที่จะตองอาศัยทาน คือบุตรของฉันคนหนึ่งเปน
ื่
ให้เด็กดมนม แม้เจ้าของผู้เลี้ยงจะเรียกเท่าไรก็ไม่ อวชาตบุตร เป็นอัปมงคลแก่ตระกูล ฉันจะส่งลูก
่
้
้
ั
้
ยอมออกมา จึงเดินเขาไปตั้งใจวาจะฟาดดวยไมพลอง นั้นมาในวันพรุ่งนี้ เมื่อมันมาถึงจงจบมันเข้าห้อง
ก็พบเด็กก�าลังดื่มนมแพะอยู เกิดความสงสารและรัก แล้วหั่นให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ยัดใส่ตุ่มแล้วเผา
่
เหมือนลูก จึงอุ้มเด็กนั้นไปเลี้ยงไว้อีก เสียในเตาไฟ นี่เงินพันหนึ่งเป็นค่าจ้างล่วงหน้า ถ้า
�
ฝ่ายนางกาลีเห็นดังนั้น จึงกลับมาเล่าความให้ สาเร็จแล้วก็จะเอามาให้อีกพันหนึ่ง” เศรษฐีกล่าว
่
้
เศรษฐีฟัง เศรษฐีก็ให้เงินอีกหนึ่งพันเพื่อซื้อเด็กนั้น แลวกสงเงินใหนายชางหมอเปนคาจางลวงหนา แล้ว
้
่
้
้
็
่
็
้
่
คืนมา คราวนี้เศรษฐีนึกวิธีฆาอยางเด็ดขาดได คือให ้ ลากลับไป
้
่
่
้
นางกาลีเอาไปโยนทิ้งเหวเสีย จึงเรียกนางกาลีมา วันรุงขึ้น เศรษฐีจึงเรยกโฆสกมาแลวกลาววา
่
่
่
ี
219
�
“พ่อโฆสก เมื่อวานพ่อไปตกลงนัดหมายไว้กับนาย จะเอะอะโวยวายไปทาไมเล่า” เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็
�
ี้
ั
ช่างหม้อ ลูกไปหาเขาวันน แล้วบอกเขาว่าผมมาตาม ทรุดฮวบลงกบพื้น ร้องราพันโศกเศร้าแสนสาหัส
่
่
็
้
้
้
่
ที่พอนัดไววานนี แลวเขากจะจัดการเรืองพอใหสาเร็จ เหมือนเอาภูเขาแหงความโทมนัสมาทับไวก็มิปาน นี่
�
่
้
้
เอง” โฆสกรับคาบิดาแล้วไปตามคาสั่ง ระหว่างทาง แหละโบราณท่านจึงสอนว่า
�
�
ิ
้
่
่
�
่
ู
ี่
่
ึ
่
ที่เดนไปนัน ผานกลุมเด็กซงกาลังเลนกันอย ลูกทแท ้ คนใจบาป ชอบประทุษร้ายคนที่เขาไม่
�
ของเศรษฐีกาลังเล่นสกากับเด็กอื่น เมื่อเห็นโฆสก ประทุษร้าย ย่อมแพ้ภัยตัวเอง และประสบบาป
ี่
�
เดินผ่านไปจึงร้องว่า “พจ๋า พี่กาลังจะไปไหนหรอ” เคราะห์ ๑๐ อย่าง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือ
ื
“พอใหเอาหนังสือไปใหนายชางหมอ” โฆสกตอบ “ให้ ๑. อาจได้รับทุกขเวทนาอันเผ็ดร้อน
่
้
้
้
่
้
ฉันไปเอง ฉันเลนสกาแพเด็กพวกนี้เสียเงินไปมาก พี่ ๒. อาจได้รับอันตรายถึงชีวิต
่
ช่วยเล่นคืนให้ด้วยเถิด” บุตรเศรษฐีกล่าวพร้อมด้วย ๓. อาจประสบความเจ็บป่วยเพราะโรคร้าย
ดึงหนังสือไปไว้ในมือตน ๔. อาจถึงความบ้าคลั่งเสียจริต
“ไม่ได้ดอกน้อง เดี๋ยวพ่อจะว่าเอา” โฆสก ๕. อาจถูกราชภัย คือถอดยศลดต�าแหน่ง
่
่
่
็
ปฏิเสธ “ไมเปนไรนะพี่ ฉันเอาหนังสือไปสงประเดี๋ยว ๖. อาจประสบความยากจนอดอยากอย่าง
่
่
้
ู
่
่
้
ก็กลับพอไมรดอก พี่ชวยเลนเอาชนะเด็กพวกนี้ใหจง ทารุณ
ได้” กล่าวแล้วก็รีบวิงตรงไปยังบ้านนายช่างหม้อ ๗. อาจเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรหมดที่พึ่ง
่
โฆสกจึงต้องเล่นสกาแทนน้อง ๘. อาจประสบความพินาศแห่งทรัพย์
ฝ่ายนายช่างหม้อเมื่อได้รับจดหมาย ตรงตาม ๙. อาจประสบอัคคีภัยจนสิ้นเนื้อประดาตัว
นัดหมายทุกประการ จึงจัดการนาลูกเศรษฐีเข้าห้อง ๑๐. ตายไปแล้วไปสู่ทุคตินรกเป็นที่สุด
�
ตัดเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย แล้วใส่ตุ่มโยนเข้าเตาเผา เศรษฐีต้องเสียบุตรตัวเองไป ก็เพราะมีใจ
ไปตามคาสั่งของเศรษฐี ฝ่ายโฆสกเล่นคอยน้องอยู่ ประทุษร้ายต่อโฆสก ผู้ไม่ได้คิดประทุษร้ายแต่อย่าง
�
้
้
่
้
ิ
่
ทั้งวัน ไมเห็นกลับมาก็เขาใจวาคงกลับไปบานแลว จึง ใด ยิ่งเสียลูกไปก็ยิ่งเกิดความแค้นยิ่งขึ้นคดหาทาง
กลับบ้านในเวลาเย็น ฆ่าอยู่ตลอดเวลา นึกขึ้นมาได้ว่า “เรามีนายอากรผู้
เศรษฐีเห็นเข้าจึงถามว่า “เอ้า พ่อโฆสก พ่อ เก็บคาที่อยูคนหนึ่ง ถาเราขอยืมมือนายอากรของเรา
้
่
่
�
�
ใช้ไปบ้านช่างหม้อ แล้วทาไมไม่ไปเล่า” โฆสกจึงเล่า ฆ่าเด็กนี้ คงสาเร็จ” ครันคิดดังนั้นแล้ว จึงเขียน
้
ู
ความนั้นให้ฟังทุกประการ เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็เกิด หนังสือฉบับหนึ่งว่า “เด็กที่ถอจดหมายมานี้เป็นลก
ื
�
ความเร่าร้อน เสมือนเลือดในตัวกาลังเดือดพล่าน ของเรา แต่เขาเป็นลกที่เลว เมื่อมาถึงจงจบเขาฆ่า
ู
ั
�
�
ร้องตะโกนอย่างลืมตัวว่า “อย่าฆ่า อย่าฆ่า” แล้ววิ่ง เสีย แล้วหมกในหลุมคูถ หากเธอทางานนี้สาเร็จเรา
โดดลงจากเรือนมุ่งไปยังร้านนายช่างหม้อ ปากก ็ จะปูนรางวัลให้อย่างงดงามในภายหลัง” เขียนแล้ว
่
ตะโกนไปตลอดทางว่า “อย่าฆ่าเขา อย่าฆ่าเขา” เมือ พับใส่ซองแล้วเรียกโฆสกมาสั่งว่า
ถึงบานนายชางหมอ ก็วิ่งประคองแขนตัวสั่นเทา ร้อง “ลูกเอย พอมีนายอากรเก็บคาที่ดนของพออยู ่
ิ
่
้
้
่
๋
่
่
ตะโกนว่า “ท่านนายช่างหม้ออย่าท�าลายฉัน ท่านอย่า คนหนึ่ง ณ เมืองโน้น เจ้าน�าจดหมายของพ่อนี้ไป
ท�าลายฉันเลย” นายช่างหม้อเห็นเศรษฐีมาด้วย มอบใหเขาทีไดไหม?” “ไดซิคุณพอ” โฆสกตอบตาม
้
่
้
้
อาการโวยวายเช่นนั้น ก็วิ่งเข้าไปหากล่าวว่า “อย่า ซื่อ “แต่พ่อต้องเตรียมเสบียงเดินทางให้ผมด้วย ผม
เอะอะไปซินาย งานที่ท่านมอบหมายเรียบร้อยแล้ว จะออกเดินทางวันพรุ่งนี้” “ไม่ต้องห่วงเสบียงดอก
220
�
พ่อมีเศรษฐีเพื่อนเก่าอยู่ในเมืองระหว่างทาง เมื่อเจ้า ทาโทษอย่างหนัก” “อย่าโกรธฉันเลยจ้ะนาย มีแขก
ไปถึงที่นั้นแล้ว เข้าไปหาเขาแล้วบอกว่าเป็นลูกพ่อ มาบ้านเราคนหนึ่ง เป็นบุตรชายเศรษฐีชื่อโฆสก
�
�
�
เขาก็จะต้อนรับจัดอาหารให้เอง” “ถ้าเช่นนั้น เอา ดิฉันมัวจัดห้อง ทาความสะอาด ทาน้ามัน ตามคา
่
่
่
่
่
้
้
้
้
่
้
�
หนังสือมาเถิด ผมจะเดินทางละ” วาแลวก็นาหนังสือ สั่งทานแมอยูจึงมาลาชาไป ขอไดใหอภัยแกดิฉันดวย
้
้
้
มาจากบิดาผูกไวที่ชายผา แลวออกเดินทางจากเมือง เถิด”
ื่
นั้นทันที พอได้ยินค�าว่า ลูกชายเศรษฐีชอโฆสก ยังมิ
่
่
่
่
อนิจจา โฆสกหารูไมวาตนเองกาลังถือหนังสือ ทันเห็นตัว นางก็เกิดเสนหาขึ้นมาอยางทวมใจ นัยวา
่
่
้
�
ฆ่าตัวเองไว้ในตัว ทั้งนี้ก็เพราะโฆสกอ่านหนังสือไม่ ธิดาเศรษฐีนี้ ในชาติปางก่อนเคยเป็นสามีภรรยากัน
ึ้
ู
ั
ออก เขาจะอ่านออกได้อย่างไร ในเมื่อเศรษฐีหาทาง ความรกกันฝังลึกอย่แต่ในชาติก่อนเกิดขนท่วมท้น
่
�
่
่
้
่
่
ฆามาตั้งแตเล็กจนโตแตยังไมสาเร็จ โฆสกมุงหนาไป หัวใจ สมดังภาษิตว่า บุพเพสันนิวาส นางเกิดความ
้
่
ทางทิศที่พอบอกในทันที ไมชาก็ถงบานเศรษฐีเพื่อน รักทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นตัว จึงถามนางทาสีว่า “เขาอยู่
ึ
้
่
เก่าของบิดา จึงเข้าไปหา ภรรยาของเศรษฐีเห็นดัง ที่ไหนเล่า” “เขาก�าลังนอนหลับอยู่บนเตียงในห้อง
้
ึ
นั้นจงไต่ถาม ได้ความว่าเป็นบุตรเพื่อนเศรษฐีชื่อ แน่ะเจ้าค่ะ” นางทาสีตอบ “มีอะไรติดตัวมาบาง เธอ
โฆสก ก็ชื่นชมยินดี เกิดความรักในโฆสกเสมือนลูก ได้สังเกตหรือไม่” นายสาวซักต่อไป “มีเจ้าค่ะ ดิฉัน
่
ั
่
้
็
่
่
ของตน จึงจัดการต้อนรับเป็นอย่างดี เห็นมีหอหนงสือติดชายผาอยู ไมทราบวาเปนหนังสือ
ในบานเศรษฐีผูนี้มีธิดาสาวคนหนึ่ง มีอายุ ๑๖ อะไร” นางทาสีตอบ
้
้
่
้
ปี มีรูปร่างสวยงามสมเป็นลูกเศรษฐี บิดามารดารัก ธิดาเศรษฐีนึกสงสัย อยากรูวาในหนังสือนั้นมี
่
และทะนุถนอมมาก ใหอยูแตบนปราสาทชน ๗ โดย ว่าอย่างไร เมื่อโฆสกหลับสนิทเพราะเพลียจากการ
่
้
้
ั
่
้
่
้
มอบสาวรับใชฉลาดและแคลวคลองใหคนหนึ่ง ขณะ เดินทาง และไมเห็นมารดาบิดาแถวนั้น จึงยองเขาไป
่
้
่
นั้นธิดาเศรษฐีใช้นางทาสีคนสนิทไปซื้อของที่ตลาด ในห้องที่โฆสกพักอยู่ หยิบห่อหนังสือนั้นมาแล้วกลับ
และสังใหกลับมาโดยเร็ว นางทาสีเดินผานประตูบาน มาในห้องตัวเอง เปิดหนังสือออกอ่านดู นางตกใจ
้
้
่
่
ื
่
ก็พบภรรยาทานเศรษฐีเขา ภรรยาเศรษฐีจึงเรียกนาง เมื่อได้อ่านทราบว่าหนังสือนั้นเป็นหนังสอฆ่าตัวเอง
้
้
ทาสีนั้นมาหา ถามว่า “นี่เจาก�าลังจะไปไหน?” “นาย นางปลงสังเวชในใจว่า “คนโง่ ผูกหนังสือฆ่าตัวไว้ที่
ั
ู
สาวท่านใช้ให้ไปตลาดเจ้าค่ะ” นางทาสีทรุดนั่งแล้ว ชายผ้าแล้วก็ยงไม่ร้ตัว ถ้าเราไม่พบก็คงตายเปล่า”
็
ตอบ “เธอมานี่ก่อนเถอะ มาจัดการปูลาดเตียงให้ อาศัยที่นางเปนหญิงฉลาด จึงจัดการปลอมแปลงโดย
็
ลูกชายใหมเรานอน แล้วเอาน้ามันมานวดเทาใหหาย เขียนเสียใหม่ว่า “เดกถือจดหมายนี้เป็นลูกเราชื่อ
่
้
�
้
�
เมื่อย ให้เขาได้พักผ่อนนอนหลับเสียก่อน แล้วจึง โฆสก ท่านได้รับจดหมายแล้ว จงนาเครื่อง
ค่อยไปรับใช้นายสาวของเจ้า” สั่งแล้วก็เดินออกไป บรรณาการจากร้อยบ้าน แล้วจัดการสู่ขอธิดาเศรษฐี
้
้
้
นางทาสีไม่กล้าทัดทานค�าสั่งแต่อย่างใด จึงต้องจัด ในชนบทนี้ แลวประกอบพิธีสมรสใหเรียบรอย เสร็จ
ึ้
ห้อง ทาความสะอาด นวดเฟ้นตามภรรยาเศรษฐีสั่ง แล้วให้สร้างบ้าน ๒ ชั้นขนในระหว่างบ้านของท่าน
�
้
้
้
้
้
ู
ทุกประการ เสร็จแล้วจึงไปตลาดและกลับมาหานาย แลวจัดการอารักขาทั้งดวยก�าแพงและผคนใหเขมแข็ง
สาวล่าช้ามาก ธิดาเศรษฐีนึกโกรธ เข้าใจว่านางทาสี เสร็จแล้วให้แจ้งให้เราทราบ เราจะสนองคุณท่าน
ไปไถลอยู่จึงตะคอกเอาว่า “นี่แม่นาง ไปเถลไถลอยู่ อย่างสาสมในภายหลัง” ครั้นเขียนแล้วจึงพับใส่ซอง
�
�
ที่ใดนะ จึงล่าช้าถึงเพียงนี้ ถ้าวันหลังทาเช่นนี้ จะถูก พันไว้ที่ชายผ้าแล้วนาไปเก็บไว้ดังเดิม
221
ุ
ึ้
ั
วันนน โฆสกหลับทั้งวัน ตื่นขนรับประทาน มหาเศรษฐีคอยบตรไม่เห็นมา จึงมีอาการ
้
อาหารแล้วลาเศรษฐีเดินทางต่อไป รุ่งเช้าจึงถึงบ้าน ทุรนทุรายมากเข้า สั่งให้คนไปตามอีกถึง ๒-๓ คน
นายอากร เข้าไปหาแล้วบอกนายอากรว่า “คุณพ่อ ก็ไม่เห็นบุตรมา อาการโรคหนักลงถึงขนาดอุจจาระ
ให้นาหนังสือนี้มาให้ท่าน “หนังสืออะไร ไหนขอดูซิ” ปัสสาวะไม่รู้ตัว ตัดอาหารหมดทุกอย่าง ธิดาเศรษฐี
�
นายอากรรับหนังสืออ่านทราบความแล้วก็เกิดความ ทราบดังนั้นก็ทราบว่ามหาเศรษฐีอาการหนักมาก
ชื่นชมยินดี นึกภูมิใจที่เศรษฐีรักและไว้ใจ ขนาดส่ง เห็นว่าต้องตายแน่แล้ว จึงบอกสามีว่า “พี่จ๋า คุณพ่อ
ุ
ื่
ลูกมาให้จัดการเรองแต่งงานให้ จึงเที่ยวคยกับลูก ป่วยหนัก ส่งคนมาตามพี่ไป” บุตรเศรษฐีทราบดัง
บ้านว่า “พ่อเอ๋ย ดูเอาเถิด ท่านเศรษฐีไว้ใจและรัก นั้นก็ตกใจ จึงถามภรรยาว่า “เราควรทาอย่างไรดี”
�
ใคร่เรา ขนาดมอบลูกชายใหเราจัดงานแทน พวกเรา ภรรยาจึงแนะว่า “จงเรี่ยไรเครื่องบรรณาการจาก
้
่
้
่
้
ช่วยกันคนละมือคนละไม้ จัดงานให้หรูหราสมกับที่ หมูบาน แลวบรรทุกเกวียนไปเปนของขวัญคุณพอจึง
็
ิ
เศรษฐีไว้ใจเถด” แล้วจึงจัดการมงคลแก่โฆสกทุก จะควร” ว่าแล้วก็บอกกล่าวลูกบ้านเป็นอันมากน�า
้
้
ประการ เสร็จแล้วจึงส่งข่าวให้เศรษฐีทราบโดย ของขวัญขึ้นสูเกวียนมงหนาตรงไปยังบานมหาเศรษฐ
ี
ุ
่
่
ละเอียด เมื่อถึงครึ่งทางนางก็บอกว่า “พี่จ๋า ถ้าเราขืนขนของ
ุ
ั
เศรษฐีได้เห็นเหตกลบด�าเป็นขาวเช่นนั้น ก็ หนักไป คงไปไม่ทันเห็นใจพ่อ ให้เอาของนี้ขนไว้ที่
้
้
เศร้าใจเป็นที่สุด เสียใจว่า “สิ่งที่เราต้องการไม่เป็น บานเสีย แลวไปตัวเปลาเถิดจะไดเร็วขึ้น” แลวใหบุรุษ
้
่
้
้
ไปตามนั้น กลับเป็นในทางตรงกันข้ามทุกครั้งไป” นาของไว้ยังบ้านของนาง เดินทางต่อไปจนถึงบ้าน
�
้
่
๋
้
ประกอบกับความเศร้าที่ต้องเสียบุตรที่รักไป จึงเกิด เศรษฐี เมื่อจะเขาบานนางจึงบอกสามีวา “พี่จา เวลา
ิ
ึ
ความทุกข์ใจถงล้มป่วยลง เศรษฐีคดว่า “เราจะตัด เข้าไปหาพ่อละก็พี่อยู่ทางเท้านะ ฉันจะอยู่ทางศีรษะ
โฆสกผูนี้ออกจากสมบัติของเรากอนที่เราจะตาย” จึง เอง” เมื่อจะเดินเข้าไปจึงให้คนของนางเรียงราย
้
่
ิ
สั่งคนใช้คนสนทผู้หนึ่งให้ถือหนังสือไปยังบ้านนาย ป้องกันเหตุการณ์อยู่รอบบ้าน
ู
อากร ในหนังสือนั้นมีใจความว่า “เราก�าลังป่วย ขณะนั้น เศรษฐีกาลังนอนให้คนนวดเท้าอย่
�
้
อยากพบลูก ขอใหสงลูกไปหาใหจงได” ผูถือจดหมาย เมื่อเห็นโฆสกเข้ามาพร้อมภรรยา ก็เรียกผู้จัดการ
้
้
้
่
มุ่งตรงไปยังบ้านนั้นทันที ธิดาเศรษฐีซึ่งบัดนี้ได้ ทรัพย์มาแล้วถามว่า “ทรัพย์ของเราในคลังทั้งหมดมี
แต่งงานเป็นภรรยาของโฆสกสั่งบริวารไว้ว่า “ถ้ามี เหลือประมาณเท่าไร?” “มีประมาณ ๔๐ โกฏิ ไม่
ั
ใครมาจากบ้านเศรษฐีพ่อโฆสกให้มาหาเราก่อน” นับเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนอสังหาริมทรพย์
เมื่อบุรุษนั้นถือจดหมายไป จึงถูกน�าตัวไปหาธิดา อื่นๆ ด้วย” ผู้จัดการสมบัติตอบ เศรษฐีต้องการจะ
�
เศรษฐี นางถามว่า “มาธุระอะไร” ก็ได้รับคาตอบว่า พูดว่า “เราไม่ต้องการให้ทรัพย์เหล่านี้แก่บุตร” แต่
�
่
่
้
“ข้าแต่แม่เจา เศรษฐีไม่สบาย ใครจะพบลูกของทาน ด้วยฤทธิ์ไข้ทาให้พูดตก “ไม่” ไปกล่าวว่า “ให้”
โปรดบอกลูกเศรษฐีด้วยเถิด” “เศรษฐีป่วยมากหรือ เศรษฐีรูตัววาพูดผิดตองการจะพูดใหม ภรรยาโฆสก
่
้
้
่
้
น้อยเพียงไร” นางซักต่อไป “ป่วยมากเหมือนกัน อยูทางดานศีรษะเห็นเชนนั้นก็รูทัน จึงคิดวา “ปล่อย
้
่
่
่
แหละ แต่ยังพอทานอาหารได้อยู่” ธิดาเศรษฐีก็มิได้ ให้พูด คงพูดว่าไม่ให้” จึงทาเป็นร้องไห้เสียใจที่บิดา
�
ี
ว่าประการใด แต่ไม่บอกให้โฆสกทราบ ให้รางวัล จะต้องตาย สยายผมร้องกลบเสียงเศรษฐีเสย
�
เสื้อผาแกคนถือสาสนพอสมควรแลวบอกวา “เธอล่วง คร�่าครวญว่า “พอแล้วคุณพ่อ พวกเราได้ยินคานั้น
่
่
์
้
้
่
้
้
ุ
ิ้
หน้ากลับไปก่อนเถิด เราและสามีจะตามไป” ชัดเจนแลว ลูกมีบุญนอยมาพบพอก็เกือบสนบญเสีย
222
�
แล้ว” นางแสร้งร้องดังหนักขึ้น ซบหน้าผากลงที่อกเศรษฐี ทาเป็นร้องไห้เอาศีรษะ
�
กระแทกอกเศรษฐีจนตาย โดยไม่มีโอกาสพูดคาว่า “ไม่ให้” ต่อไปอีกเลย
�
พระราชาทราบว่าเศรษฐีตายแล้ว จึงรับสั่งให้ทาฌาปนกิจตามประเพณี เมื่อ
�
สอบสวนแล้ว ไมมีผูอื่นไดรับมรดกตอไป จึงมอบตาแหนงเศรษฐีใหโฆสกครองตลอด
่
้
่
้
่
้
้
มา แม้โฆสกจะได้ต�าแหนงเศรษฐีประจ�าเมือง ก็มิไดมีความเหอเหิมลืมตัว ภายหลัง
่
่
เมื่อทราบความเป็นมาของตัวเองก็เกิดความสลดใจ จึงหันมาบ�าเพ็ญทานศีลตาม
สมควร จนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต
เรื่องนี้มีคติสอนใจบทหนึ่งว่า อานุภาพของบุญหรือความดีนั้น เรามองไม่
้
่
่
เห็นตัวตน ไมสามารถน�ามาแสดงใหเห็นได แตเปนอ�านาจที่ลึกลับแฝงอยูในตัวผู ้
้
็
่
กระทาความดีนั้นตลอดไป เมื่อถึงคราวคับขันยอมเปนเสมือนหนึ่งเกราะปองกัน
็
�
้
่
ตัว ตกน้าไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ดูตัวอย่างเช่น โฆสกได้ทาบุญไว้ในสมัยเมื่อเกิด
�
�
�
เป็นสุนัข ทาความดีเพียงมีความจงรักภักดีต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งก็
เป็นความดีเพียงเล็กน้อย แต่ท�าด้วยจิตใจที่แท้จริง บุญนั้นจึงกลับมาสนองช่วย
ป้องกันภัย แม้จะนาไปทิ้งถึง ๗ ครั้ง ก็ยังไม่ประสบอันตราย จะป่วยกล่าวไปไย
�
ถึงมนุษย์ ซึ่งอาจประกอบความดได้มากกว่า ความดีนั้นจะเป็นเกราะป้องกัน
ี
ภยันตรายตลอดไป จึงไมควรดูหมิ่นบุญวามีประมาณนอยจะไมใหผล บุญแมนอย
้
่
่
้
่
้
้
้
่
้
แต่ท�าดวยใจบริสุทธิ์ ยอมบังเกิดผลดีมหาศาล ตรงกันขาม บุคคลใดจงใจท�าบาป
คือการก่อทุกข์ให้แก่คนอื่น บาปนั้นย่อมกลับมาสนองตัวเอง
โบราณจึงผูกเป็นภาษตสอนว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว อัน
ิ
หมายความว่า ถ้าเราปรารถนาก่อทุกข์ให้แก่คนอื่นแล้ว ทุกข์นั้นจะสะท้อนกลับ
มาสนองตัวเอง ดังตัวอย่างเช่น มหาเศรษฐีมุ่งฆ่าโฆสกผู้มิได้คิดประทุษร้ายตน
้
้
์
่
่
ตัวเองตองประสบผล คือตองเสียทรัพยเสียลูก และเสียชีวิต เพราะมุงจะกอทุกข ์
แก่คนอื่น เรื่องนี้จึงควรถือเป็นคติเตือนใจตลอดไป ดังภาษิตในโลกนิติกล่าวว่า
�
ทาบุญบุญแต่งให้ เห็นผล
คือดั่งเงาตามตน ติดแท้
�
ผู้ทาสิ่งอกุศล กรรมติด ตามนา
ดุจดั่งเกวียนเวียนแล้ ไล่ต้อนตีนโค
(สามาวตีวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย ธรรมบท
อัปปมาทวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๑๗๖)
223
224
นายพรานเบ็ดโลภมาก
ั
“โลภานักมกตัวตาย”
่
้
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจาพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยูในพระนคร
พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ในครั้งนั้น มีพราน
่
�
ู
เบ็ดคนหนึ่งพาลกชายไปตกเบ็ดที่หนองน้าแหงหนง เมื่อเขาทอดสายเบ็ด
ึ่
ลงไปในน้าสักพักหนึ่งแล้วลองขยับสายเบ็ดขึ้นด ปรากฏว่าเบ็ดเกาะติด
�
ู
อะไรก็ไม่ทราบ แต่ด้วยวิสัยความโลภความอยากอันใหญ่หลวง นาย
้
่
้
้
ุ
พรานเบ็ดนึกและเขาใจดวยอปาทานดวยความยึดมั่นถือมั่นวา สิ่งที่ติดเบ็ด
�
อยู่ใต้น้าซึ่งเขามองไม่เห็นนั้นจะต้องเป็นปลาตัวใหญ่แน่นอน
พอนึกด้วยอุปาทานซึ่งท�าให้ความโลภเข้ากุมจิตใจเช่นนั้น นาย
็
็
ื
พรานเบดกนึกถึงเมียที่อยู่ทางบ้าน และนึกถึงภาพเพื่อนบ้านใกล้เรอน
เคียง
�
�
้
่
่
เขานึกวาดมโนภาพดวยความกลัวตอไปวา ถ้านาปลาตัวใหญที่กาลัง
่
่
้
ติดเบ็ดขนมาบนฝงแลวตนกับลกชายชวยกันแบกหามไปยังบานเรอนของ
ู
่
ื
้
ึ้
ั
ตน ใครๆ ในหมู่บ้านก็จะเห็น ก็จะมาขอส่วนแบ่ง ด้วยความกลัวเสียผล
ประโยชน์ นายพรานเบ็ดจึงกระซิบสั่งลูกชายของเขาว่า
้
้
“เรามีลาภใหญแลวลูก ปลาติดเบ็ดของเรา ตัวมันคงใหญแน เจารีบ
่
่
่
ไปบอกแม่ว่า ถ้าพ่อแบกปลาตัวใหญ่เข้าหมู่บ้าน พวกชาวบ้านก็จะมารุม
กันขอส่วนแบ่ง เจ้าอย่าลืมไปบอกแม่นะลูกบอกให้แม่เขาหาเรื่องทะเลาะ
กับเพื่อนบ้านเราทุกครวเรอน มันจะได้ไม่แห่มาขอส่วนแบ่งปลาตวใหญ่
ั
ั
ื
ของเรา” นายพรานเบ็ดสั่งกาชับกับลูก “ครับพ่อ” ลูกชายตอบรับทันที
�
�
เมื่อเมียนายพรานเบ็ดได้ทราบข่าวดีจากลูกชายตามคาบอกเล่า
�
และคาสั่งของสามีแล้ว นางก็รีบแต่งตัวประหลาดๆ โดยการใช้ใบตาลทัด
หูข้างหนึ่ง ทาลูกตาด้วยเขม่าหม้อหุงข้าวข้างหนึ่ง อุ้มลูกคนเล็กใส่สะเอว
แล้วลงจากบ้านเร่ไปตามบ้านใกล้เรือนเคียง
225
“เกิดบ้าอะไรล่ะเธอ” สตรีเพื่อนบ้านคนหนึ่งร้องถาม “เอ็งด่าข้าว่าบ้าหรือ”
เมียนายพรานเบ็ดเริ่มหาเรื่อง แล้วสตรีทั้งสองก็ทะเลาะกันอย่างเอ็ดอึง ลุกลาม
้
้
่
่
้
่
ไปยังเพื่อนบานอื่นๆ ที่อยูใกลและไกลแทบทั้งหมูบาน เมียนายพรานเบ็ดหาวาสตรี
็
้
้
เพื่อนบานดูหมิ่น เรื่องลุกลามจนเปนคดีความถึงผูใหญบาน ผูใหญบานไดพิจารณา
่
้
้
้
้
่
แล้วตัดสินว่าเมียนายพรานเบ็ดเป็นฝ่ายผิด ถูกตัดสินให้แพ้ความและถูกปรับเป็น
�
เงินจานวนมาก ฐานเป็นต้นเหตุก่อการทะเลาะวิวาท มิหน�าซ้าเมียนายพรานเบ็ด
�
ยังถูกลงโทษโดยการเฆี่ยนหลังอีกกระทงหนึ่ง ในฐานแกลงหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อน
้
บ้าน
้
้
่
่
้
ฝายนายพรานเบ็ดหลังจากสั่งลูกชายใหรีบวิ่งไปบอกภรรยาในหมูบานแลว ก็
�
สลัดเสื้อผ้าออกมาวางไว้ริมฝั่งแม่น้า ผูกสายเบ็ดเข้ากับตอไม้บนฝั่งแล้วก็กระโจน
่
้
็
�
�
ลงน้า ดาลงไปใต้น้าอยางรวดเร็ว ใบหนาของเขาพุงเขาชนตอไมที่เกาะเกี่ยวเบด ซึ่ง
�
้
้
่
นายพรานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปลาตัวใหญ่ติดเบ็ด
้
้
�
่
ตอไมที่แหลมคมนั้นทมเขาที่ลูกตาทั้งสองขาง ตาของเขาแตกเลือดไหล ทาให้
้
ิ
บอดสนิททั้งสองข้าง มองอะไรไม่เห็น ได้แต่ร้องครวญคราง โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้า
�
แล้วมะงุมมะงาหราคลานขึ้นมาบนฝั่ง มือควานหาเสื้อผ้า
นายพรานเบ็ดผู้นั้นนัยน์ตาแตกเลือดไหลเต็มใบหน้าควานหาเสื้อผ้าก็ไม่พบ
�
นั่นไม่ใช่เพราะตาทั้งสองข้างแตก แต่เป็นเพราะระหว่างที่เขาดาลงไปในน้าเพื่อจับ
�
่
�
ั
่
็
่
สิ่งที่เขาสาคัญมั่นหมายวาเปนปลาตวใหญติดเบ็ดนั้น ขโมยคนหนึ่งซึ่งเดินผานที่นั้น
ได้รีบฉกฉวยเอาเสื้อผ้าของเขาไปทั้งหมด
ั
รุกขเทวดาโพธิสตว์ผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ริมฝั่งแม่น�้านั้น ได้เห็นเหตุการณ์ที่
้
้
เกิดขึ้นทั้งหมดจึงร�าพึงดวยความสังเวช กลาวติเตียนนายพรานเบ็ดผูหวังจะคิดหวง
่
ลาภก่อนได้ลาภว่า
ตาเจ้าบอดเสื้อผ้าเล่าของเจ้าหาย
เมียเจ้ากลายเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้าน
ทางบกซ้าทางน้าเจ้าแหลกลาญ
�
�
เพราะสันดานละโมภโลภมากเอย
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ความชั่วความไม่ดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีรากเหง้า
อยู่ ๓ รากใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เรียกว่า อกุศลมูล แปล
226
ว่า รากเหง้าแห่งความชั่ว อกุศลทั้ง ๓ ประการนี้ เมื่ออกุศลอย่างใดอย่าง
่
่
หนึ่งมีอยู อกุศลอื่นความชั่วอื่นที่ยังไมเกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแลวก็เจริญงอกงาม
้
ขึ้น ตัวอย่างเช่น
บางคนมีความโลภในทรัพย์สมบัติของคนอื่นๆ ไปลักทรัพย์สมบัติ
เขามา เจ้าของทรัพย์สมบัติเห็นก็เกิดการต่อสู้ ก็เกิดความโกรธขึ้นมาฆ่าเจ้า
้
์
่
้
็
ี
่
่
ทรัพยตาย นี่แสดงวาเริ่มตนดวยความโลภ แตในทสุดกลายเปนความโกรธ
นายพรานเบ็ดอยากได้ปลาตัวใหญ่ นั่นเป็นการกระทาไปด้วยความโลภ แต่
�
เพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะมาขอส่วนแบ่ง จึงสั่งภรรยาให้ไปชวนชาวบ้าน
ทะเลาะ นี่เป็นอาการของความหลง เมื่อคนอื่นๆ ไปว่ากล่าวตักเตือนก็โกรธ
ความหลงนี้เป็นเหตุให้เกิดความโกรธ หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้
ความโลภเกินขอบเขตเป็นเหตุให้เกิดทุกข์หนัก ตนเองทุกข์เพราะ
์
้
้
้
่
่
่
ความโลภอยากได แลวก็แผความทุกขเดือดรอนไปถึงคนอื่นอยางไมมีที่สิ้น
สุด
คนโลภจัดมีความกระหายอย่างแรงกล้านั้น ย่อมกระเสือกกระสน
่
อย่างไม่ค�านึงถงผิดชอบชัวดีแต่อย่างใด เมื่อใดความมักมากเกิดขึ้น บาป
ึ
กรรมอื่นๆ ก็ตามมา เช่น ความริษยา อาฆาต เคียดแค้น ชิงชัง ความโกหก
หลอกลวง ก็ตามมาด้วยเพราะไม่รู้จักพอ วิธีปฏิบัติท่านแนะน�าว่า ให้ลด
ความอยากลง ให้อยู่ในระดับพอดีกับความสามารถของตน ท่านเปรียบไว้
ว่า
�
้
ิ
่
้
“เหมือนประตูน้า เจาหนาที่จะเปดชองเล็กๆ ระบายใหระดับน�้าทั้งสอง
้
ี
ด้านเท่ากันเสียก่อน จึงเปิดประตูให้เรือผ่านไป แม้จะเสยเวลาก็ต้องยอม
้
่
้
้
ิ
�
เพราะถาระดับน้าทั้งสองตางกันมาก เปดประตูใหเรือผานไป เรือตองลมทุก
่
่
ลา” ประตูหัวใจก็เหมือนกัน ถ้าระดบความอยากกับความสามารถต่างกัน
�
ั
และไมรูจักลดใหเทากันแลว นาวาชีวิตอาจอับปางในที่สุด เหมือนกับนิทาน
่
้
้
่
้
ชาดกเรื่องนี้
(อุภโตภัฏฐชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๔๒๔)
227
228
ุ
ก�าเนิดสรา
ุ
“อนสราเมรัยใครเสพติด
ั
ื
พาชวิตมดมนจนฉิบหาย”
ี
ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกะ ได้ประทาน
่
�
ั
้
้
่
โอวาทแกพระเจาสรรพสามิตร แหงพระนครสาวัตถี ผูกาลงเตรียมการจะ
ดื่มสุรา ทรงชี้แจงให้เห็นโทษของสุรา และทรงสอนให้ตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระองค์ เรื่องมีดังต่อไปนี้
่
ในอดีตกาล มีพรานปาคนหนึ่งชื่อวาสุระ เที่ยวลาสัตวทั่วไป วันหนึ่ง
่
์
่
สังเกตเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่นๆ มีลาต้นใหญ่ แตก
�
กิ่งก้านออกเป็น ๓ กิ่ง ระหว่างกิ่งมีโพรงใหญ่ขนาดเท่าตุ่ม เป็นที่รองรับ
ิ
น้าฝนได้เป็นอย่างด มีต้นสมอ ต้นมะขามป้อมและเถาพรกไทยขึนล้อม
ี
้
�
รอบต้นไม้นั้น นายพรานเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ได้เหนบรรดานกทงหลาย
ั้
็
ุ
้
้
์
้
บินมาเกาะที่ตนไมนั้น คาบผลไมและพันธพืชตางๆ มากิน บางส่วนได้ร่วง
่
หล่นลงในแอ่งน�้านั้นทุกๆ วัน จนกระทั่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท�าให้น�้าใน
่
่
์
ื่
็
แองนั้นกลายเปนสีแดง มีกลิ่นหอมนาชวนดื่ม เมอบรรดาสัตวทั้งหลายได ้
มาลิ้มรสน�้าประหลาดนั้น หลังจากดื่มกินสักพักหนึ่งก็เริ่มมีอาการมึนเมา
บางตัวเดินโซเซไปมา บางตัวพลัดตกลงไปที่โคนต้นไม้ บางตัวก็ม่อยหลับ
ไปในที่นั้น ส่งเสียงร้องแล้วก็บินจากไป
นายพรานเห็นดังนั้นก็เกิดสนใจ คิดว่า “ถ้าน�้านี้มีพิษ สัตว์เหล่านั้น
คงตายไปแล้ว แตนี่มันหลับไปครูหนึ่งก็บินไปไดตามปกติ น�้านี้คงไมมีพิษ
้
่
่
่
เป็นแน่” นายพรานจึงลองดมเองก็เกิดอาการมึนเมา และเกิดอาการอยาก
ื่
กินเนื้อสัตว์ จึงจับนกที่ตกจากต้นไม้มาย่างกินอย่างเอร็ดอร่อย
ณ บริเวณใกลกันนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อวรุณ นายพรานคิดวา “เรา
้
่
่
่
จักดื่มน�้านี้รวมกับดาบส” นายพรานจึงตักน�้านั้นใสกระบอกไมไผทอนหนึ่ง
่
่
้
นาไปถวายพระดาบสว่า “ท่านขอรับ ลองดื่มน้านี้ดูเถิด” แล้วทั้งสองก็ดื่ม
�
�
�
ด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้ น้าดื่มนั้นจึงได้ชื่อว่า สุราบ้าง วรุณีบ้าง เพราะ
229
เหตุที่นายพรานสุระและวรณดาบสพบเห็นเป็นคน เดิม พระราชาทรงรับสั่งให้นายทหารช่วยกันจัด
ุ
�
แรก ประดับพระนคร เพื่อทาการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่
ในกาลนั้น นายพรานจึงน�าน�้าเมานี้ไปถวายแด ่ ในกาลนั้นเอง ท้าวสักกะทรงนั่งบาเพ็ญฌาน
�
้
พระราชา เมื่อพระราชาไดเสวยจนกระทั่งทรงมึนเมา อยู่ ทรงทอดพระเนตรพระราชาสรรพสามิตร ซึ่ง
ั
และเริ่มแสดงอากัปกิริยาร่ายร�าอย่างสนุกสนาน กาลงดื่มน�้าเมาอยู่ ท้าวสักกะทรงด�าริว่า ถ้าพระ
�
�
์
่
ทาให้ถูกพระราชหฤทัยยิ่งนัก จึงสั่งให้มอบรางวัลแก่ ราชาองคนี้หลงใหลในน�้าเมาจะท�าใหพระนครแหงนี้
้
้
�
็
นายพรานอย่างมากมาย และใหปรุงสุรานี้เปนเครื่อง ถึงความพินาศเป็นแน่แท้ จึงทรงจาแลงกายเป็น
ื
ดื่มในพระนคร รวมทั้งให้อ�ามาตย์ราชบริพารและ นักบวชหน่ม เสด็จมายนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า
ุ
ประชาราษฎร์ร่วมดื่มฉลองกันอย่างเอิกเกริก นาน สรรพสามิตรในบัดนั้น พระราชาทรงตกพระทัย
วันเข้า พระนครก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะประชาชนพา ตรัสถามว่า “ท่านเป็นใครจึงได้ส่องแสงสว่างงาม
์
่
้
กันดื่มแต่น�้าเมา ไม่ท�ามาหากินเหมือนแต่ก่อน จึง ระยับประดุจพระจันทรเต็มดวงฉะนี้ ตัวทานมิไดยืน
เกิดความยากจน อดอยากไปตาม ๆ กัน อยู่บนพื้นดิน แต่ลอยอยู่ในอากาศ ท่านคงเป็นผู้มี
้
นายพรานเห็นไม่ได้การแล้วจึงหนีออกจาก บุญมาหาเราดวยเหตุอันใดหรือ” พระราชาทรงตรัส
�
พระนครนั้นไป เมื่อมาถึงพระนครแห่งใหม่ นาย ถามแต่โดยดี “ท่านจงทาลายตุ่มน้าเมาเสียเถิด
�
้
�
�
�
�
พรานคนนั้นไดกระทาการเช่นเดิม คือถวายน้าเมาแด่ มหาบพิตร เพราะตุ่มน้าเมานี้จะทาให้ท่านพินาศ
พระราชาแห่งเมืองนั้น ไม่นานนักพระนครใหม่ก็มี ด้วยอานุภาพของมันในเร็ววัน” ท้าวสักกะตรัสแก่
่
่
่
สภาพเหมือนพระนครเก่าที่ผ่านมา คือประชาชนพา พระราชา “เหตุไฉนทานจึงกลาวเชนนี้ โปรดอธิบาย
กันดื่มแต่น้าเมา ผลาญทรัพย์สมบัติของตนเอง ไม่รู้ ความให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยเถิด” พระราชา
�
จักทามาหากิน จึงอดอยากยากเข็ญลงทุกวันๆ ทรงแปลกพระทัยและสงสัยยิ่งนัก “ท่านโปรดฟังเรา
�
่
จนกระทั่งวันหนึ่ง นายพรานเดินมาถึงพระนคร กล่าว อันตัวทานเปนพระราชาแหงนครที่ยิ่งใหญ จะ
็
่
่
สาวัตถี และได้ถวายน้าเมาแดพระราชาเหมือนอยาง ถูกอานุภาพแห่งน�้าเมามาท�าลายในเร็ววันนี้เป็น
่
่
�
ที่เคยทามา พระราชาแห่งเมืองสาวัตถีสั่งให้ปรุง แน่แท้ เพราะน้าเมานั้นไม่ใช่น้าหวานเหมือนน้าผึ้ง
�
�
�
�
่
้
�
น้าเมาขึ้นในเมือง แตในครั้งนี้นั้นไดเกิดเหตุการณขึ้น แต่มันเป็นน้าเมาที่ให้โทษนานัปการ เช่น
�
์
่
�
้
้
ุ
�
บางอย่าง คือในขณะที่ปรุงน้าเมาอยู่นั้น ที่ต่มหมัก - ผูใดดื่มน้าเมาเชนนี้แลว จะเกิดความมึนเมา
�
ี๋
น้าเมา ได้มีแมวตัวหนึ่งมาแอบกินน้าเมาจนกระทั่ง เดินโซซัดโซเซ ประเดยวล้มประเดยวยืน เหมือน
ี๋
�
สลบไป แต่ทหารเวรที่เห็นเหตุการณ์เข้าใจว่า แมวที่ มิใช่คน ท่านสมควรดื่มหรือ
ดื่มน้าเมาแล้วถึงแก่ความตายด้วยความเข้าใจผิด - ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดความหน้า
�
�
�
้
ทาใหทหารเวรตกใจจงทลตอพระราชาทันใด ดวยเหตุ ด้าน เดนแก้ผ้าไปทั่วพระนครโดยไม่ละอายแก่ใจ
ึ
ิ
้
ู
่
นี้เองที่ท�าให้นายพรานถูกลงโทษด้วยการประหาร ท่านสมควรดื่มหรือ
ิ
ชีวต ด้วยข้อหาปรุงยาพิษขึ้นภายในพระนคร หลัง - ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะกล่าวค�าหยาบ
�
จากนั้น แมวที่สลบอยู่ได้ฟื้นขึ้นมา ทาให้พระราชา นาความตายมาสู่ตัว กล่าวคาที่ไม่ควรกล่าว ทาให้
�
�
�
�
แปลกพระทัย จึงได้เสวยน�้าเมาอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏ ผู้คนพากันรังเกียจ ท่านสมควรดื่มหรือ
้
้
้
้
ว่าน้าเมาที่ปรุงใหม่ครังนีมีรสอร่อยชวนให้น่าดื่มกว่า - ผูใดดื่มน�้าเมาเชนนี้แลว จะเกิดความบาบิ่น
�
้
่
230
มีใจฮึกเหิม หาเรื่องทะเลาะวิวาท หาภัยมาสู่ตัว มีศัตรูทั่วแผ่นดิน ท่านสมควรดื่ม
หรือ
- ผู้ใดดื่มน�้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดความเกียจคร้าน ไม่รู้จักทามาหาเลี้ยงชีพ
�
จะอดอยากยากเข็ญ ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ท่านสมควรดื่มหรือ
- ผู้ใดดื่มน้าเมาเช่นนี้แล้ว จะเกิดบาปติดตัว จะด่าพ่อด่าแม่ ไม่นึกถึงลูกเขา
�
�
เมียใคร จะประพฤติผิดศีลธรรมที่ชั่วร้าย นาอัปยศอดสูมาสู่ตัว ท่านสมควรดื่มหรือ
ด้วยเหตุทั้งหลายเหล่านี้ เราจึงมาเตือนมหาบพิตรให้ทรงด�าริ ให้รู้แจ้งถึงตุ่ม
น้าเมาอันหาประโยชน์มิได้ จะดื่มทาไม จงทาลายมัน”
�
�
�
หลังจากนั้นมา พระเจ้าสรรพสามิตร ราชาแห่งนครสาวัตถี จึงทรงทาลายตุ่ม
�
น้าเมาตามคาสอนของทาวสักกะ และนาพาประชาชนให้บาเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญ
�
้
�
�
�
ภาวนา ประชาชนได้รับความสงบร่มเย็นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า เพื่อให้เห็นความแตกต่าง สุรา เหล้า หรือเรียกอีก
อย่างหนึ่งว่า น้าเปลี่ยนนิสัย ผู้ใดดื่มแล้วจะแสดงพฤติกรรมผิดปกติ ดื่มแล้วจะ
�
็
้
้
้
้
เพิ่มความกาวราว อวดดี พูดจาหยาบคาย แสดงความเปนนักเลงหัวไม ชอบสราง
ศัตรู แม้แต่ลูกเมียก็เห็นเป็นศัตรูคู่อาฆาต บางคนติดสุรางอมแงมจนร่างกายซูบ
ื้
็
็
ุ
ผอม เปนโรคพิษสุราเรอรัง เปนที่รังเกียจของญาติมิตร เพื่อนฝูง และบคคลทั่วไป
ไม่มีใครปรารถนาจะคบหาสมาคมด้วย อับจนปัญญา หมดความอับอาย แม้แต่
้
รางกายหรอของสงวนที่พึงปกปดก็อาจเปลือยกายเตนร�าท�าเพลงในเวลาเมา ความ
ื
่
ิ
ลับที่น่าอับอายก็อาจนามาขยายได้เมื่อเมาเสียสติ
�
การดื่มสุราเมรัยเป็นบ่อเกิดของการสูญเสียสุขภาพ บุคลิกภาพ คุณภาพ
และสวัสดิภาพ สมควรอย่างยิ่งที่จะเฝ้าเตือนบุตรหลานหรือผู้ทเรารักให้งดเว้น
ี่
จากการดื่มสุราเมรัย อันจะนาไปถึงความเสื่อมในชีวิต สุราเมรัยมีโทษ ๖ ประการ
�
ดังที่ท่านกล่าวสอนไว้ว่า
อันสุรา เมรัย ใครเสพติด
พาชีวิต มืดมน จนฉิบหาย
หนึ่ง สิ้นทรัพย์ ตนนั้น พลันวอดวาย
สอง อาจตาย ด้วยทะเลาะ เพราะความเมา
สาม ทาให้เกิด โรคา พยาธิ
�
�
สี่ คนตาหนิ นินทา พาอับเฉา
ห้า หน้าด้าน นักหนา เวลาเมา
หก โง่เขลา ปัญญาหด หมดสิ้นเอย
(กุมภชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ติงสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๑๙๕)
231
232
ิ
ลงเฝ้าสวน
ื
“ความโง่ท�าให้เส่อม”
เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ทุกๆ
�
ั
ปีที่เมืองนี้จะมีการจัดงานนักขตฤกษ์ ซึ่งเป็นงานเทศกาลประจาปี โดยมี
่
่
มหรสพการละเลนรื่นเริงตางๆ มากมาย สถานที่จัดงานก็คือพระลานหลวง
์
็
ในกาลนั้น พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนบัณฑิต เพื่อนคนหนึ่งของ
้
้
ชายเจาของสวนนั้น เจาของสวนไดปลูกตนไมไวในสวนเปนจ�านวนมาก ทั้ง
้
้
้
้
็
ไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้กินใบกินผล
วันหนึ่ง เขามองเห็นฝูงลิงฝูงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน ซึ่ง
�
ตนเคยให้อาหารเป็นประจาจนคุ้นเคยกันดี จึงคิดว่า “เราจะอาศัยลิงเหล่า
นั้นแหละเฝ้าสวน อุตส่าห์เลี้ยงดูมาตั้งนาน จะได้ใช้งานใช้การบ้างก็คราว
นี้แหละ” คิดดังนั้นแล้วเขาก็เดินไปที่ฝูงลิง แล้วกล่าวกับหัวหน้าลิงว่า “เจ้า
ลิงเอ๋ย สวนนี้นับว่ามีบุญคุณต่อเจ้าและพรรคพวกของเจ้ามากนัก เจ้าได้
้
้
้
่
อาศัยสวนนี้ไดกินผลหมากรากไมและใบออนของตนไมมามิใชนอย ตอนนี้
่
้
้
่
่
้
้
เขามีงานเทศกาลกัน เราอยากจะไปเที่ยวชมดูสักหนอย แตตนไมที่เพิ่งปลูก
�
�
ใหม่ยังไม่ได้รดน้า เราอยากจะขอแรงพวกเจ้าช่วยกันรดน้าในเย็นวันนี้จะ
ได้ไหม”
ลิงตัวหัวหน้ารับว่า “ได้ขอรับนาย ก็ไอ้แค่รดน้ามันจะยากเย็นอะไร
�
่
้
เชียว” คนเฝาสวนสบายใจที่ลิงรับปากจะดแลสวนและชวยรดน้าให้ แต่ก่อน
�
ู
่
�
่
้
จะไปเขาไดสั่งกาชับลิงอยางหนักแนนอีกครั้งหนึ่งวา “พวกเจ้าอย่าประมาท
่
เลินเล่อ ข้อสาคัญต้องรู้จักประหยัดน้า อย่ารดน้ามากเกินไป” สั่งดังนั้น
�
�
�
แล้วเขาก็จัดเตรียมอุปกรณ์สาหรับรดน้ามาวางไว้ให้เห็น แล้วก็เดินทางไป
�
�
งานมหรสพ
ื
ตกเย็น หัวหน้าลิงเรียกลูกน้องถออุปกรณ์รดน�้ามาให้พร้อม แล้ว
แนะน�าวิธีรดน�้าว่า “นี่พวกเจ้าทั้งหลาย เจ้านายของเราได้ก�าชับให้รดน�้า
233
้
้
์
้
้
ั
้
้
ตนไมดวยวิธีประหยด เพื่อใหการใชน�้าไดประโยชนสูงสุด เวลารดเราต้อง
�
รู้ว่าต้นไม้ต้นนั้นมีความต้องการน้าเท่าไร รากสั้นก็ต้องการน้าน้อย ราก
�
่
ยาวก็ต้องการน�้ามาก ดังนั้นเราตองถอนรากขึ้นมาดูกอน ต้นไหนรากยาว
้
�
ก็ให้รดน้ามากๆ ต้นไหนรากสั้นก็ให้รดน�้าน้อยๆ ท�าอย่างนี้จึงจะชื่อว่า
เป็นการประหยัดน้าอย่างที่เจ้านายสั่งไว้”
�
ู
พวกลิงทั้งหลายจึงพากันถอนต้นไม้ที่เพงปลูกใหม่ขึ้นมาดทุกต้น
ิ่
�
แล้วรดน้ามากน้อยตามความสั้นยาวของราก แล้วฝังลงไปในดินใหม่
่
ั้
่
้
้
้
่
ปรากฏวาตนไมเหลานนเหี่ยวเฉากันไปหมด สรางความเสียหายใหแกสวน
้
ต้นไม้เป็นอย่างมาก ครั้นครบ ๗ วัน เจ้าของสวนต้นไม้กลับมาถึง ก็ได้
เห็นต้นไม้ตายเกลี้ยงในบริเวณดังกล่าว
บุรุษบัณฑิตเพื่อนบ้านเจ้าของสวนได้เข้าไปในสวน เห็นเหตุการณ์
�
นั้นแล้ว ถามเจ้าของสวนว่าทาไมต้นไม้จึงตาย พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
จบ จึงพึมพาด้วยธรรมสังเวชว่า “พิโธ่เอย ไอ้ลิงโง่ ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย
�
คิดจะทาประโยชน์แต่กลับทาสิ่งที่เป็นโทษเสียนี่” แล้วบุรุษบัณฑิตก็กล่าว
�
�
เป็นภาษิตว่า “คนไม่ฉลาด มุ่งหวังทาประโยชน์ แต่มิได้ขจัดความโง่เขลา
�
ในตัวเอง สิ่งที่ทาแทนที่จะเป็นประโยชน์ก็กลับเป็นโทษไปได้ คนโง่เขลา
�
�
ย่อมทาประโยชน์ให้เสียหายไป เหมือนลิงเฝ้าสวนนี่แหละ”
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การใช้คนให้ทางานนั้นต้องใช้คนให้
้
เหมาะกับงาน ใชคนที่มีความรูในเรื่องนั้นดี ใชคนที่ฉลาด สามารถ และ
้
้
มีประสบการณ์ไปทางาน ย่อมจะได้ผลงานตามที่ประสงค์ ตรงกันข้าม
�
ถ้าใช้คนไม่เหมาะกับงานหรือใช้คนที่ไม่ฉลาด ขาดประสบการณ์
นอกจากงานจะไม่ส�าเร็จตามประสงค์แล้ว ก็อาจท�าให้งานเสียหาย
้
่
่
่
้
้
อืดอาด ลาชา ลวนแตเปนเรื่องผิดพลาดที่เกิดจากการใชคนไมเปนและ
็
็
ไม่รอบคอบทั้งสิ้น
(อารามทูสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๖)
234
235
้
พระราชาผกตัญญู
ู
“เราดีไปเขาก็ให้ดีมาตอบ
เราไปชอบเขาก็ตอบชอบมาหา”
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชาในนครพาราณสี
�
ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงให้ทาน รักษาศีล เป็นประจา
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งนครพาราณสีได้เสด็จไปปราบโจรกบฏที ่
ชายแดน พร้อมด้วยกาลังทหาร พระองค์ทรงพลาดท่าพ่ายแพ้ จึงเสด็จหนีไป
�
อาศัยหมู่บ้านชายแดน ชาวบ้านเห็นพระองค์เข้าก็หวาดกลัว พากันหนีเข้า
บ้านกันหมด แต่มีชายคนหนึ่งไม่ยอมหนีไปไหน ออกมา ต้อนรับแล้วถามว่า
“ได้ข่าวว่าพระราชาเสด็จไปปราบโจรกบฏที่ชายแดน แล้วท่านเป็นใคร เป็น
ทหารหรือเป็นนักจารกรรม”
พระราชาตรัสตอบว่า “สหาย เราเป็นทหาร” “ถ้าอย่างนั้น เชิญท่าน
้
่
้
เข้าไปในบ้านของเราก่อน” นายคนนั้นกลาวเชื้อเชิญ แลวเรียกภรรยาใหออก
�
�
มาล้างเท้าพระราชา นาอาหารมาให้ นาเสื่อหมอนมาปูลาดให้นั่งพักนอนพัก
ได้สบายใจ พระราชาทรงเหน็ดเหนื่อยจงบรรทมหลับไปหลายชั่วโมง ชายคน
ึ
นั้นได้เปลื้องเกราะม้าออก เพื่อให้ม้าเดินได้ถนัด เอาน้ามาให้ดื่ม เอาน้ามัน
�
�
มาทานวดเท้านวดขา แล้วตัดหญ้าให้ม้ากิน
็
้
้
ู
่
่
่
เขาและภรรยาไดดูแลพระราชาโดยที่ไมรวาเปนพระราชา และชวยเลี้ยง
ม้าให้อีกโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร ทาอย่างนี้อยู่ ๓-๔ วัน จนสนิทสนม
�
คบหากันแบบเพื่อน พระราชาจึงบอกเขาว่าจะกลับแล้ว ภรรยาของเขาจึงรีบ
ี
นาอาหารมาถวายพระราชา เขารีบเอาหญ้าและน้ามาให้ม้ากินให้อิ่มอกครั้ง
�
�
ก่อนจะเสด็จกลับ พระราชาตรัสบอกเขาว่า “สหายเอ๋ย เราขอขอบคุณท่าน
มากที่ให้ที่พักพิงแก่เรา และดูแลเราอย่างดี หากเพื่อนมีธุระอะไรในเมือง ขอ
ให้เพื่อนไปหาเราได้ทุกเวลา เพียงถามนายประตูว่า บ้านของนายทหารม้า
ใหญ่อยู่ที่ไหน เขาก็จะพาไปหาเราเอง เราจะได้มีโอกาสตอบแทนเพื่อนบ้าง”
�
ั
ตรสดังนั้นแล้วกเสด็จกลับไป ฝ่ายกองกาลังทหารตั้งค่ายพักรอพระ
็
ราชาอยู่ ไม่รู้ว่าพระองค์เสด็จอยู่ที่ไหน ครั้นเห็นเสด็จมาจึงเข้าถวายบงคม
ั
แล้วพระราชาก็เสดจนาทัพกลบพระนคร ครั้นถงพระราชวัง พระราชาตรัส
ึ
�
็
ั
236
เรียกนายประตูมานัดแนะว่า หากชายบ้านนอก ตายไปแล้ว การที่พ่อต้อนรับเขา ดูแลเขา ให้เกียรติ
้
้
์
ลักษณะเชนนี้มาถามหา ก็ใหรีบพาเขาไปพบพระองค เขา เพียงแค่นี้ยังน้อยไปเสียอีก ลูกอย่าคิดอะไรมาก
่
ทันทีไม่ต้องรีรอ พระราชาทรงรออยู่นาน กว่าชาย ไปเลย”
่
้
ู
คนนั้นจะเข้าไปเฝ้าได้ และที่ไปเข้าเฝ้าก็เพราะพวก พระราชาทรงหยุดนิดหนึ่ง แลวตรัสตอวา “ลก
่
ชาวบ้านยุให้ไป ด้วยชาวบ้านมีเรื่องเดือดร้อนเกี่ยว เอ๋ย ผู้ใดให้แก่คนที่ไม่ควรให้ แต่คนที่ควรให้กลับ
่
้
กับการเก็บส่วยของทางการ เมื่อจะไปเขาได้เตรียม ไมให ผูนั้นเมื่อมีภัยไดทุกขยากลาเค็ญ ยอมจะไมมี
่
�
่
์
้
้
้
่
ี่
ของฝากไปด้วยมีเสือผ้า เครืองประดับ และขนม ใครช่วยเหลือ ส่วนผู้ที่ไม่ให้แก่คนทไม่ควรให้ ให้
่
่
ั
้
จานวนมาก เขาได้รับการต้อนรบอย่างยิงใหญ่จาก เฉพาะแกคนที่ควรให เมื่อตัวเองตกทุกขไดยากขึ้น
้
์
�
�
พระราชา พระราชาให้อัครมเหสล้างเท้าให้เขา ทา มา ย่อมได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้น ลูกจงจาไว้เถิด
ี
�
�
น้ามันหอมให้ด้วย แล้วทรงสวมใส่เสื้อผ้าที่เขานามา เกิดเป็นคนอย่าเป็นคนอกตัญญู พ่อแสดงความ
ฝากทั้งสองพระองค์ ทรงเสวยขนมและแบ่งให้ กตัญญูต่อเขาเช่นนี้ ทุกคนคงเข้าใจพ่อนะ” พระ
อามาตย์ได้กินกันจนทั่ว มเหสี พระราชโอรส และพระราชธิดา ตางซาบซึ้งใน
�
่
ต่อจากนั้น พระราชาได้ปฏิบัติกตญญู น้าพระราชหฤทัยของพระราชา ถึงกับสะอื้นไปตามๆ
�
ั
ี
่
่
่
่
กตเวทิตาธรรมแกชายคนนั้นอยางทใครๆ คาดไมถึง กัน ทุกคนพอทราบเรองกพากันแซ่ซ้องสรรเสริญ
็
ื่
คือทรงมอบราชสมบัติกึ่งหนึ่งให้เขา ทรงแต่งตั้งชาย พระเจ้าอยู่หัวของตนไม่ขาดปากว่า เป็นพระราชา
คนนั้นขึ้นเป็นพระราชาปกครองเมืองพาราณสี ร่วม ยอดกตัญญูโดยแท้
กับพระองค์ ทรงให้สร้างพระราชนิเวศน์สาหรับพระ ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า อันความกตัญญูนั้น
�
้
ราชาองค์ใหม่ โปรดใหเรียกภรรยาและบุตรของพระ เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายของคนดี แต่ย่อมหายาก
ี
่
ึ
่
่
ราชาองค์ใหม่มารับเกียรติยศ และมาอยู่ด้วยกันใน ในหมูคนไมด คนกตัญญูนั้นเขาไมมองถงฐานะหรือ
พระราชวัง พื้นเพของผู้มีพระคุณแก่ตน จะเป็นใครก็ตามถ้า
พวกอามาตย์ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงเห็นว่า เขาทาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมรู้สึกว่าผู้นั้นมี
�
�
พระองค์ทาไม่สมควร จึงทูลให้พระราชโอรสทาการ บุญคุณแก่ตน เช่น เจ้าของบ้านที่เป็นคนดี ย่อม
�
�
คัดค้าน แม้พระราชโอรสเองก็ทรงอึดอัดไม่น้อยที่ รู้สึกว่าคนใช้ในบ้านมีบุญคุณแก่ตน หากไม่ได้เขา
ต้องมาดูแลชายผู้ไม่รู้จัก จึงเข้าไปเฝ้าพระราชบิดา ตนเองก็จะลาบาก เจ้าของบรษัทที่เป็นคนดีก็รู้สึก
�
ิ
ิ
ถวายบังคมแล้วกราบทูลความสงสัยทั้งปวงให้ทรง ว่าคนงานในบรษัทมีบุญคุณแก่ตน ช่วยให้บริษัท
ึ้
้
้
ทราบ ของตนเจริญกาวหนา และทาใหตัวเองมีฐานะดขน
ี
้
�
้
้
พระราชาทรงสดับแลวก็ทรงแยมพระโอษฐ จึง มาได้ คนดีคนกตัญญูรู้คุณคน เขาคิดกันอย่างนี้
์
่
ตรัสเลาวา “ลูกพอ จาไดไหมเมื่อคราวที่พอยกทัพไป และหาโอกาสปฏิการคุณตามกาลอันควร
่
่
่
้
�
่
ปราบโจร พอพายแพแตกทัพหนีตายกันไปคนละทิศ
่
้
่
่
คนละทาง พอหนีไปที่ชายแดนหมูบานแหงหนง ชาย (มหาอัสสาโรหชาดก อรรถกถา ขุททกิกาย
่
้
ึ่
่
คนนี้แหละที่ชวยพอ เขาพาพอไปหลบอยูในบานของ ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๒๘๖)
้
่
่
่
เขา หุงหาอาหารเลี้ยงพ่อ ให้บุตรภรรยามานวดเท้า
ให้พ่อ เขาดูแลพอเปนอยางดี ถ้าพ่อไม่ได้เขา พ่ออาจ
่
่
็
237
238
ื
ี
ราชสห์กับเสอโคร่ง
“ยุให้ร�า ต�าให้รั่ว”
็
่
่
ู
์
่
่
ในอดีตกาล ณ ปาแหงหนึ่งอันเปนที่อยอาศัยของราชสีหกับเสือโครง
ั
่
่
่
่
�
ทั้งสองพกอยูรวมกัน ในถ้าแหงหนึ่งของปานั้น โดยไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง
่
่
็
กันเลย ตางก็สนิทสนมรักใครเปนมิตรที่ดีตอกัน ในกาลนั้น พระโพธิสัตว ์
่
เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ป่านั้น ได้เห็นเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นโดยตลอด
วันหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกผ่ายผอมตัวหนึ่งหิวโซมา เที่ยวหาอาหารไม่
ั
ได้เลย เมื่อมาพบซากสตว์ที่เป็นอาหารเหลือเดนของราชสีห์กับเสือโคร่ง
แล้ว จึงได้อาศัยกินประทังชีวิตสืบไป มันจึงเกิดความคิดอย่างมักง่ายว่า
้
�
�
้
“ทาไมเราจะตองเที่ยวหากินใหมนเหนื่อยยากลาบากด้วยเล่า หากเราคอย
ั
ติดตามสัตว์ทั้งสองนี้ไว้ ย่อมมีเดนอาหารให้เราได้กินอย่างสบายไปจน
ตาย” คิดดังนั้น สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปอาสาคอยรับใช้ราชสีห์และเสือโคร่ง
ั่
ได้กินเดนจากสัตว์ทั้งสองเสมอมา จนกระทงสุนัขจิ้งจอกมีร่างกายอ้วน
ท้วนสมบูรณ์ เพราะได้กินเนื้อสัตว์นานาชนิดมากมาย ทาให้เกิดความละ
�
โมภ คิดอยู่ในใจว่า “เนื้อใดๆ เราก็เคยกินมามากแล้ว แต่เนื้อของราชสีห์
กับเสือโคร่ง เรายังไม่เคยได้ลิ้มลองเลย เราน่าจะทาให้สัตว์ทั้งสองนี้
�
่
้
์
ั้
่
ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ฆากัน เราก็จะไดลิ้มรสเนื้อของสัตวทงสองแนๆ”
คิดแล้วก็ออกอุบายไปหาราชสีห์ เอ่ยยั่วยุว่า “ข้าแต่นาย ท่านไปมีเวร
เกลียดชังอะไรกับเสือโคร่งบ้างหรอไม่” ราชสีห์ตอบอย่างสงสยว่า “เวร
ั
ื
อะไรกันเล่า” “อ้าว! ข้าแต่ท่านผู้มีเขี้ยวงาม เสือโคร่งได้กล่าวดูหมิ่น
้
่
ี
่
เหยียดหยามทานวาราชสีหยอมมีลักษณะสงใหญดอยกวาเรา และมก�าลัง
่
่
ู
่
์
ความเพียรดอยกวาเราเชนนี้แหละ” ราชสีหไดยินคาบอกเลานั้น มิไดมีจิต
้
้
่
้
�
่
่
์
�
กระเพื่อมอ่อนไหวแต่ประการใด เพียงคารามว่า “เจ้าจงไปเสียเถิด เสือ
โคร่งย่อมไม่กล่าวอย่างนี้”
239
็
่
่
เมื่อแผนชวไมเปนผล สุนัขจิ้งจอกจึงไปลอลวงเสือโครงบางในลีลาทานอง
ั่
่
้
�
ื
เดียวกัน พอเสอโคร่งได้ฟังดังนั้นแล้ว อดใจไว้ไม่ได้ จึงเผ่นโผนโจนทะยาน
เข้าไปหาราชสีห์ แล้วสอบถามว่า “เพื่อน จริงหรือที่ท่านกล่าวหมิ่นเราว่า เสือ
่
่
่
้
่
ิ
้
่
้
่
โครงยอมมีลักษณะสูงใหญดอยกวาเรา มีผิวพรรณดอยกวาเรา มีชาตดอยกวา
เรา มีกาลังกายด้อยกว่าเรา และมีกาลังความเพียรด้อยกว่าเรา”
�
�
ราชสีห์ฟังแล้วก็กล่าวตอบด้วยอาการสงบ แต่หนักแน่นจริงจงว่า
ั
“แน่ะ! เพื่อนรัก ถ้าท่านประทุษร้ายเราผู้อยู่กับท่านมาเนิ่นนานปี อย่างนี้เราก็
�
ไม่พึงยินดีอยู่ร่วมกับท่านต่อไป” “เพราะผู้ใดเชอฟังคาของคนอื่นโดยถือเป็น
ื
่
จริง ผูนั้นตองพลันแตกแยกจากมิตร และตองประสบเวรภัยเปนอันมาก จะมุง
้
้
้
่
็
ความแตกร้าว คอยแต่จับผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร แต่ถ้าผู้ใดไม่ประมาททุก
ขณะ คนอื่นมายุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความระแวงกัน ไม่มีความรังเกียจมิตร
่
นอนอยูรวมกันอยางปลอดภัย เสมือนบุตรนอนแนบอกมารดาฉะนั้น ผูนั้นนับ
่
่
้
่
์
้
ไดวาเปนมิตรแท” เมื่อราชสีหกลาวคุณของมิตร และโทษของการหูเบาเชื่องาย
้
่
่
็
�
แล้ว เสือโคร่งก็ได้สติรู้ตัว หายระแวงแคลงใจ จึงทาอาการคารวะ แก่ราชสีห์
้
๋
็
แล้วกล่าวว่า “เพื่อนเอย โทษผิดนี้เปนของขาพเจาเอง ขอขมาต่อท่านด้วยเถิด”
้
็
่
ี
้
สัตวทั้งสองจึงไดอยูรวมกันอยางเปนสุข มีความพรอมเพยงรักใครกันดัง
์
่
้
่
่
ี
ิ้
เดิม สวนสุนัขจงจอกขี้โลภไดแอบหลบหนีไปอยูทอื่น แลวเมื่อแผนรายไมสาเร็จ
้
้
่
่
�
่
่
้
โดยไม่กล้ากลับมาในที่นี้อีกเลย
็
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา คาสอเสียดหรือค�ายุยงใหคนแตกแยกกันเปน
่
�
่
้
มหันตภัยร้าย ส�าหรับคนที่อยู่ด้วยกัน หากไม่ระวังหรือรู้เท่าไม่ทันก็จะแตก
กันโดยไม่ทราบสาเหตุทแท้จริง เพราะผ้พูดส่อเสียดจะมีวิธีการที่แยบยล
ี่
ู
ู
ใครหเบา ใครเชื่อคนง่าย ก็มักจะตกเป็นเหยือของคนส่อเสียดโดยไม่รู้ตัว
่
สามีภรรยาที่ต้องทะเลาะกัน เพื่อนฝูงที่แตกคอกัน ผู้ใหญ่ที่ต่างมองหน้าไม่
สนิท ส่วนหนึ่งก็มาจากสาเหตุคือค�าส่อเสียดของพวกบ่างช่างยุพวกนี้เอง
(วัณณาโรหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปัญจกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๕๖๓)
240
241
์
หงสกับเต่า
“จะเป็นตายร้ายดี อยู่ที่ปาก”
ในอดีตกาล มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยา
้
้
้
ที่เมืองตักกศิลา เมื่อศึกษาจบแลวเดินทางกลับมาเฝาพระเจาพรหมทัต ที่
เมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปราน จึงแต่งตั้งเขาให้เป็น
�
�
ปุโรหิต มีหน้าที่ให้คาปรึกษา พร�่าสอนศีลธรรมในราชสานัก
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิตนั้น หลังจากได้
รับการแต่งตั้งเป็นปุโรหิตแล้ว พราหมณ์หนุ่มก็ตั้งใจทาหน้าที่ของตนเป็น
�
�
�
อย่างดี โดยถวายคาปรึกษาและคาแนะนาตามที่พระเจ้าพรหมทัตทรงขอ
�
คาปรึกษามา
�
้
่
็
์
้
พระเจาพรหมทัตมีอ�ามาตยผูคอยสนองงานอยูคนหนึ่ง เปนคนพูด
่
ื
้
มากปากกล้า ชอบพูดจาเสียดสีผูอนอยูเปนประจ�า พระองค์คอยหาโอกาส
็
่
์
�
่
ที่จะปรามการพูดมากของอามาตยคนนี้ จึงคิดตรองหาอุบายสักอยางหนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่ง มีหงส์ ๒ ตัว ได้ผูกสนิทชิดเชื้อกับเต่า ซึ่งอาศัยอยู่
�
ในสระแห่งหนึ่ง ได้พบได้เห็นเต่ามานาน จึงทาให้สัตว์ทั้ง ๓ เป็นเพื่อนรัก
่
กัน วันหนึ่งหงสพดกับเตาวา “เตาเพื่อนรัก ที่ภูเขาจิตรกูฏในปาหิมพานต
่
ู
์
่
่
์
ู
พวกเรามถ้าทองเป็นที่อาศัย เป็นสถานที่อย่สบายมาก มีอาหารและนา
ี
�
�
้
สมบูรณ์ เชิญเจ้าไปอยู่กับพวกเราซิ”
เต่าย้อนถามหงส์อย่างฉงนว่า “เราจะไปได้อย่างไร” หงส์ตอบว่า
“เราจะพาเจ้าไป หากเจ้ารักษาปากไว้ได้” เต่าคิดใคร่ครวญแล้วจึงตอบ
ตกลง หงส์ได้ให้เต่าคาบไม้ตอนกลาง ส่วนพวกมันได้คาบไม้ตอนปลาย
้
ขางละตัว พาเตาบินไปในอากาศ ขณะที่บินมาถึงกลางเมืองพาราณสี ชาว
่
บ้านต่างพากันแตกตื่น ด้วยเห็นเป็นของประหลาด และขณะเดียวกันนั่น
เองเด็กๆ พากันร้องบอกกันว่า “หงส์หามเต่าๆ”
ฝ่ายเต่าได้ยินดังนั้น ก็ชักฉุนขึ้นมาในใจ มันตวาดออกมาทันทีว่า
“กงการอะไรของพวกเจ้าว่ะ” และในขณะที่มันอ้าปากขึ้นพูดนั่นเอง ปาก
ก็หลุดจากไม้ ตกลงมาแหลกเหลวที่พระลานหลวง ตายคาที่
ชาวบ้านต่างแตกตื่นพากันไปดูเป็นการใหญ่ พระเจ้าพรหมทัต
242
์
�
้
์
้
พร้อมด้วยอามาตยราชบริพารก็ไดเสด็จไปทอดพระเนตรดวย พระองคทรงเห็นโอกาส
�
ที่จะเตือนสติอามาตย์ผู้มีปากพูดมาก จึงตรัสถามปุโรหิตที่ปรึกษาของพระองค์ว่า
“เต่าตัวนี้ตกลงมาดับชีพด้วยเหตุใด”
ปุโรหิตต้องการหาอุบายสอนธรรมแก่อามาตย์ผู้นั้นอยู่แล้ว จึงกราบทูลว่า
�
“ขอเดชะ เห็นจะเป็นเพราะเต่าตัวนี้คาบไม้ให้หงส์พามาแล้วอดพูดไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
่
้
ปุโรหิตนั้นทูลทันที “พอมันอาปากพูด จึงหลุดจากไมตกลงมาตายเชนนี้ มันตายเพราะ
้
ปากของมันแท้ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
�
์
้
อามาตยไดฟงเชนนั้นก็เขาใจทันทีวาปุโรหิตผูนั้นสอนตน ตั้งแตนั้นมา จึงสารวม
�
่
้
่
้
ั
่
ปากไม่พูดมากปากกล้าเหมือนแต่ก่อน
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ลักษณะคนที่พูดมากเกินไป คือ
- คนที่แม้ไม่มีเรื่องอันควรจะพูดก็พูด
- คนที่หมดเรื่องอันควรจะพูดแล้ว ก็ไม่หยุดพูด
ส่วนคนพูดน้อยเกินไป คือคนที่มีลักษณะอันตรงกันข้ามกับคนพูดมาก คือ
- คนที่มีเรื่องอันควรจะพูดก็ไม่พูด
- ยังไม่หมดเรื่องอันควรจะพูดก็หยุดพูดเสีย
ส่วนคนพูดพอประมาณนั้น คือ
- คนที่มีเรื่องอันควรจะพูดจึงพูด
- หมดเรื่องที่ควรจะพูดแล้วก็หยุดพูด
่
ั
่
่
้
้
คนพูดมากกบคนพูดเกงนั้นไมเหมือนกัน คนพูดเกง คือคนรูจักพูดใหถูกกาละ
เทศะ บุคคล และเรื่องราว ควรพูดก็พูด ควรฟังก็ฟัง พูดเป็นที่ถูกหู ถูกใจของคนอื่น
ส่วนคนพูดมากไม่ประกอบด้วยลักษณะนี้ เขาอยากจะพูด ก็พูดไปเรื่อยๆ หาเรื่องมา
ู
์
ั
ั
่
็
้
่
่
พูดไดเสมอ ไมสนใจวาใครอยากจะฟงหรือไมอยากฟง เรื่องที่พดนั้นเปนประโยชนแก ่
ใครบ้างหรือไม่เป็น ผู้ฟังมีความสุขจากการฟังเขาพูดหรือไม่ ไม่สาคัญ สาคัญตรงที่
�
�
เขาได้พูด
่
่
อยางที่สานวนไทยวากันวา “พูดน้าทวมทุง” ไมมีเนื้อหาสาระอะไร คนจะเป็น
่
่
่
�
่
�
บัณฑิตเพราะเหตุที่พูดมากนั้นหามิได้ มีคาพูดสอนกันว่า
�
พูดดีมีมิตร
พูดโดยไม่คิดมิตรไม่มี
�
จงคิดทุกคาก่อนพูด
�
แต่อย่าพูดทุกคาที่คิด
�
ถ้าพูดทุกคาที่คิด
อาจติดคุกทุกคาที่พูด
�
(กัจฉปชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๒๗๓)
243
244
ค�าสอนของพระราชา
ุ
“ประพฤติธรรมน�าสขมาให้”
ในอดีตกาล มีทารกคนหนึ่งเกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเติบโต
ิ
ี
�
ั้
เจรญวัยขึ้นก็ไปเรยนศิลปะทงปวงจนกระทั่งสาเร็จ ต่อมาได้ออกบวชเป็น
พระดาบส บาเพ็ญเพียร ทาอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว โดยอาศัย
�
�
็
่
รากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยูในปาหิมพานตอันเปนที่สงบวิเวก
์
่
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นดาบสนั้น
เวลานั้นเอง พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
พระองค์ทรงเป็นผู้รังเกียจโทษคือความผิดอันจะมีในตน ดังนั้นจึงทรงดาริ
�
ื
่
้
่
ว่า “โทษคอความผิดของเรานั้น ตอนนี้เรามองไมเห็นเลย ก็แลวใครกันเลา
จะสามารถมองเห็นความผิดของเราได้ ผู้ที่จะกล่าวถึงความผิดของเราได้
ยังจะมีอยูหรือไมหนอ” จึงทรงแสวงหา แตก็ไมพบใครจะบอกความผิดของ
่
่
่
่
พระองค์ได้เลย ทั้งคนสนิทใกล้ชิดและคนไม่คุ้นเคย ทั้งคนภายในพระนคร
และคนภายนอกพระนคร
็
่
้
้
่
เมื่อเปนเชนนี้จึงทรงตัดสินพระทัยวา “เหนทีเราจะตองออกไปยังบาน
็
ิ
ป่า ชาวชนบทคงต้องมีความคดเห็นอย่างไรกับเราบ้างเป็นแน่” แล้วทรง
่
ปลอมพระองคเสด็จเที่ยวไปตามชนบทชายแดนตางๆ แตแมกระนั้นก็ตาม
้
่
์
ก็ยังไมพบใครกลาวถึงความผิดของพระองคเลย ทรงไดสดับแตคาสรรเสริญ
์
่
�
่
้
่
เท่านั้น จึงทรงตัดสินพระทัยยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก “แม้ในป่าหิมพานต์ เราก็จะ
ต้องทดลองไปดู เผื่อว่ายังจะพอมีใครบอกความบกพร่องของเราได้” ทรง
ึ
ั่
้
่
ยอมลาบากเสด็จเขาปาหิมพานต ทองเที่ยวไปจนกระทงถงอาศรมของพระ
�
่
์
้
ดาบสนั้น เมื่อไดพบกับพระดาบสแลว ก็ทรงกราบและทรงกระทาปฏิสันถาร
้
�
จากนั้นก็ประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
ิ่
ขณะนั้นพระดาบสเพงจะนาผลไทรสุกกลับมา ซึ่งผลไทรสุกเหล่านี้
�
มีรสหอมหวาน โอชะราวกับก้อนน้าตาลกรวด พระดาบสจึงเชื้อเชิญว่า
�
245
้
ี
่
้
“ทานผูเจริญ เชิญทานดื่มน�้าและผลไทรสุกนเถิด” พระราชาทรงกระท�าตาม
่
�
นั้น พอได้เสวยผลไม้เข้าไปแค่คาเดียวเท่านั้น จึงทรงอุทานออกมา “พระคุณเจ้า
ผู้เจริญ เพราะอะไรหนอ ผลไทรสุกถึงได้หวานอร่อยดีจริง ๆ”
พระดาบสยิ้มแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะพระราชาองค์นี้ ทรงปกครอง
์
ประชาราษฎรโดยธรรมอยูเสมอ จึงเปนเหตุใหผลไทรสกนี้หอมหวานชวนกิน” พระ
ุ
่
้
็
้
้
้
ั
ราชาทรงรับฟงแลว ก็อดสงสัยในพระทัยมิได จึงตรัสถามออกไป “ก็แลวพระราชา
ไม่ดารงอยู่ในธรรม ผลไทรสุกจะไม่หอมหวานเชียวหรือ” “ใช่แล้ว! ไม่ว่าจะเป็น
�
พระราชาองค์ใด หากปกครองบ้านเมืองของตนอย่างไม่เป็นธรรม แม้น้ามัน น้า
�
�
่
�
่
็
้
่
ผึ้ง น้าอ้อย รากไม้ หรือผลไมในปากยอมจะไมหอมหวาน หมดรสชาติไปสิ้น มิใช ่
่
้
แคนี้ แมแตรัฐทั้งหมดทั้งสิ้นก็จะหมดโอชะ ไรค่า แตถาหากพระราชาตั้งมั่นอยูใน
้
้
่
่
่
ธรรม ปกครองโดยธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะหอมหวาน มีรสอร่อย แม้รัฐทั้ง
ปวงก็ยอมมีโอชะดวยเหมือนกัน” แมยังสงสัยไมเชื่ออยูอีก แตก็ตรัสรับค�า เพราะ
้
่
่
่
้
่
ไม่ปรารถนาจะให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วทรงกราบลาพระดาบส เสด็จไป
ยังพระนครพาราณสี
่
แตในระหวางทางนั้นเอง ก็ทรงไมคลายสงสัยในคาที่พระดาบสพูด ทรงดาริ
่
่
�
�
ว่า “เราจะต้องทดลองความจริงดู หากเราไม่ครองราชย์โดยธรรมแล้ว สิ่งต่างๆ
นั้นจะหมดสิ้นรสชาติอันโอชะไปจริงหรือ แล้วความจริงจะปรากฏในไม่ช้านี้” ทรง
ตัดสินพระทัยดังนี้แล้ว จึงปกครองดูแลบ้านเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ให้เวลาล่วง
เลยไประยะหนึ่ง แล้วเสด็จกลับไปหาพระดาบสที่อาศรมนั้นอีกครั้ง
ฝ่ายพระดาบสก็ยังคงต้อนรับเช่นครั้งก่อน เอาน�้าและผลไทรสุกให้แก่พระ
้
้
้
ราชาทรงปลอมพระองค์มา คราวนี้เมื่อพระราชาไดเสวยผลไทรสุกแลว ถึงกับตอง
�
รีบบ้วนทิ้ง แล้วตรัสว่า “ช่างขมจริงหนอพระคุณเจ้า ทาไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไป
ได้”
พระดาบสส่ายหัว พร้อมกับพูดด้วยอาการน่าเสียดายว่า “ท่านผู้มีบุญ นี่
แหละแสดงว่าพระราชาองค์นี้ไม่ประพฤติธรรมเสียแล้ว สิ่งทั้งปวงจึงวิบัติ ผลไม้
จึงไร้รสหวาน ขาดโอชะไปสิ้น” พระดาบสโพธิสัตว์ได้ถวายโอวาทแด่พระราชาต่อ
้
้
่
ไปว่า “เมื่อฝูงโคขามน้าไป ถาโคจาฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ใน
�
่
็
้
หมูมนุษยก็เหมือนกัน ผูใดไดรับแตงตั้งใหเปนใหญ ถาผูนั้นประพฤติไมเปนธรรม
้
้
้
็
่
่
้
่
์
ไมตั้งอยูในธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติไม่เปนธรรมตามไปดวย ทั้ง
้
่
็
่
รัฐก็ย่อมอยู่ไม่เป็นสุขทั่วกัน
�
แต่ถ้าเมื่อใดฝูงโคข้ามน้าไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ใน
246
หมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ตั้ง
อยู่ในธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้นก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย ทั้งรัฐก็ย่อม
อยู่เป็นสุขโดยทั่วกัน”
ั
พระเจ้าพรหมทัตทรงสดบธรรมของพระดาบสแล้ว ก็ทรงคลายพระทัยสิ้น
�
สงสัย ทรงเปิดเผยให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา แล้วทรงสานึกในความผิดของ
พระองค์เอง จึงตรัสว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าเองได้กระทาผิดไปด้วยความ
�
ื่
ิ
์
็
เขลาขาดสต เพียงเพราะปรารถนาพิสูจนผลไทรสุกซึ่งแสนหวานจะกลายเปนขมขน
้
้
่
่
้
ได้อย่างไร บัดนี้ขาพเจาส�านึกซึ้งแกใจแลวในผลกระทบเกี่ยวเนื่องตอกัน ก็จะกระท�า
คืนให้ผลไทรสุกนั้นหวานชื่นดังเดิมอีก” แล้วทรงกราบพระดาบสด้วยความเคารพ
้
เลื่อมใส จากนั้นก็เสดจกลบพระนคร ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทาใหสรรพสิ่ง
ั
็
�
ทั้งปวงในรัฐกลับคืนสู่ความมีโอชะเหมือนอย่างเดิม
่
ื่
่
้
ชาดกเรองนี้มีคติสอนวา ผูนาหรือผูบริหาร หากบริหารราชการแผนดินตาม
�
้
�
อาเภอใจ จะก่อให้เกิดหายนะแก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างกว้างขวาง
�
ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินของผู้นา จึงต้องมีเครื่องมือมาถ่วงดุลให้การ
บริหารนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีประโยชน์มากที่สุด
�
่
เครองมือนี้ก็คือ “ธรรมะ” ในรูปแบบตางๆ และดังนั้นแทนที่ผูนาจะบริหาร
ื่
้
�
ตามอาเภอใจ ก็เปลี่ยนมาบริหารตามธรรมโดยการถือ “ธรรม” เป็น “อานาจ”
�
�
ไม่ใช่ “อานาจ” เป็น “ธรรม” ธรรมที่ผู้น�าต้องยึดมั่นเป็นหลักในการบริหาร
ราชการแผ่นดิน กล่าวโดยสรุปก็คือ
๑. ยุติธรรม ธรรมคือ ความถูกต้อง
๒. นิติธรรม ธรรมคือ กฎหมาย
๓. เนติธรรม ธรรมคือ ราชประเพณี กฎมณเฑียรบาล
๔. พุทธธรรม ธรรมคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
�
่
หากจะมีคนถามวา ทาไมคนไทยจึงรักในหลวง หลายคนอาจตอบไปคนละ
ั
ทิศคนละทาง แต่หากจะตอบให้ถกหลักธรรมควรตอบว่า ที่คนไทยรกในหลวง
ู
เพราะในหลวงทรง “ครองธรรม” พรอมๆ กับที่ทรง “ครองราชย” แตถาจะถาม
์
้
้
่
ตอไปวา ธรรมอะไรที่ทรงครอง ก็ควรจะตอบวา “ทศพิธราชธรรม” นั่นเอง ผูนา
่
่
้
่
�
ที่ครองธรรมย่อมชนะใจประชาชน ส่วนผู้น�าที่ไร้ธรรมย่อมถูกประชาชนเกลียด
�
�
ชัง ตรรกะง่ายๆ อย่างนี้ ไม่ใช่ผู้นาทั่วไปไม่รู้ แต่โดยมากรู้แล้วมักไม่ทา เมื่อไม่
�
�
ทา พอขึ้นครองอานาจก็เริ่มย่างก้าวเข้าสู่ความเสื่อมจากอานาจทันที
�
(ราโชวาทชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๔๔๑)
247
248
ต้นไทรวิเศษ
ั
“โลภมาก มกลาภหาย”
็
่
้
์
ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพอคา
โดยได้เป็นหัวหน้าพาพ่อค้าทั้งหลายนาสินค้าไปขายยังต่างเมือง ครั้งหนึ่ง
�
�
พระโพธิสัตว์ได้พาพ่อค้าที่มาจากถิ่นต่างๆ ประมาณ ๕๐๐ คน นาเกวียน
ขนสินค้าไปขายยังถิ่นที่อยู่ห่างไกลออกไป การเดินทางในครั้งนั้น ได้เกิด
ความผิดพลาดขึ้น จนหลงทางเข้าไปในถิ่นกันดาร
ต่อมา พวกพ่อค้าเหล่านั้นได้พบต้นไทรใหญ่ ซึ่งพญานาคอาศัยอยู่
จึงชวนคณะหยุดพักใต้ต้นไทรนั้น ปลดวัวออกจากเกวียนปล่อยให้กินหญ้า
กินน�้า ส่วนพ่อค้าก็พักตามสุมทมพุ่มไม้ ตั้งกองเกวยนรายเรียงล้อมรอบ
ุ
ี
�
แล้วชวนกันเข้าไปนั่งนอนพักอยู่ใต้ต้นไทรด้วยความสาราญเบิกบาน
�
ใจต้นไทรต้นนี้ลาต้นใหญ่มาก ไม่ใช่ใหญ่อย่างธรรมดา แต่ใหญ่มาก
ิ่
่
้
้
้
่
่
็
เปนพิเศษ แผกงกานออกไปจากตนถึงขนาดสามารถใหความรมเย็นแกคน
จานวน ๕๐๐ คนได้อย่างทั่วถึง
�
�
พญานาคพร้อมด้วยบริวารจานวนมากได้มาอาศัยอยู่ที่ต้นไทร เห็น
้
่
พวกพอคามาพักอาศัยก็รูสึกสงสาร คิดจะดลบันดาลสิ่งตางๆ ให้พวกพ่อค้า
้
่
ื่
้
ไดมีความสุข เมื่อพวกพอคาคลายเหนอย ตางคนตางกยืดเสนยืดสาย รูสึก
็
่
่
่
้
้
้
�
่
ี
�
กระหายน้าเต็มแก พ่อค้าจานวนหนึ่งจึงชวนกันตัดกิ่งไทรเผื่อวาจะมน้า จะ
�
่
ได้ดื่มแก้กระหาย เพราะน�้าที่เตรียมกันมาหมดเสียแล้ว พวกพ่อค้าตัดกิ่ง
ไทรที่อยู่ทางทิศตะวันออก พญานาคก็ดลบันดาลให้มีน�้าไหลออกมา ไม่ใช่
้
่
้
่
เป็นการไหลแบบธรรมดา แตไดไหลออกมาอยางไมหยุด จนพวกพอคาดื่ม
่
่
กินกันไม่หวาดไม่ไหว พวกพ่อค้าครั้นเห็นอัศจรรย์เช่นนั้นก็ลองตัดกิ่งไทร
ที่อยู่ด้านทิศใต้ดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร พอตัดฉับลงไป ผลไม้ต่างๆ ก็ไหล
พรั่งพรูออกมาด้วยอานุภาพของพญานาค ให้พวกพ่อค้าได้กินกันอย่างอิ่ม
�
หน�าสาราญ
249
้
่
พวกพอคาพากันกาเริบเสิบสาน คิดอยากไดอะไร ๆ อีก จึงชวยกันตัดกิ่งดาน
�
้
่
้
ทิศตะวันตก พอกิ่งหัก พญานาคก็บันดาลให้มีหญิงสาวแสนสวยจานวนมากมา
�
ปรนเปรอให้ความสุขส�าราญแก่พวกพ่อค้าครบทุกคน ยกเว้นพระโพธิสัตว์ที่ไม่
ต้องการ เท่านั้นยังไม่เพียงพอสาหรับความต้องการของพวกพ่อค้าที่โลภมาก พวก
�
้
เขายังชวยกันตัดกิ่งที่อยูดานเหนืออีกกิ่งหนึ่ง พอตัดเสร็จก็มีเพชรนิลจินดาหลั่งไหล
่
่
ออกมาด้วยอานุภาพของพญานาคเหมือนเคย
พวกพ่อค้าพากันเก็บของมีค่าเหล่านั้นจนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม แม้ว่าพวก
พ่อค้าจะได้ของทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของดีๆ ทั้งสิ้นไปด้วยความไม่คาด
ั
ั
่
่
ฝนก็ยงไมพอแคนั้น พวกเขายังปรึกษากันอีกวา “นี่แคตัดกงก็ยังไดของดีตั้งมากมาย
่
่
ิ่
้
แต่ถ้าพวกเราโค่นต้นลงมา มันจะขนาดไหนล่ะพวก” ในที่สดทุกคนก็มีมติเป็น
ุ
เอกฉันท์ให้โค่นต้นไทร เผื่อจะได้ทรัพย์สมบัติเพิ่มอีก ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่
สิ้นสุด
พระโพธิสัตว์หัวหน้าพ่อค้าเห็นว่ามันเกินไปแล้ว จึงเข้าไปขอร้องว่า “พวกเรา
ได้มาอาศัยร่มเงาต้นไทรนี้จนมีความสุขสบายทั่วกัน แต่พวกเราจะตัดต้นทิ้งเสียมัน
จะถูกหรือ ธรรมดาว่าผู้ที่ได้อาศัยร่มไม้ ได้สูดลมหายใจด้วยอากาศบริสุทธิ์ ได้นั่ง
ได้นอนกันอย่างมีความสุขส�าราญ ไม่ควรท�าอย่างนั้นเลย” แม้พระโพธิสัตว์จะ
พยายามพูดโน้มน้าวจิตใจพวกพ่อค้า แต่ก็ไม่มีใครเชื่อฟัง ต่างคนต่างจับเครื่องไม้
เครื่องมือเตรียมจะโค่นต้นไทรท่าเดียว
พญานาคเห็นพวกพ่อค้าเหล่านั้นเลวเกินไป โลภไม่มีที่สิ้นสด ให้กิ่งก้านไป
ุ
แล้วยังไม่รู้จักพอ นี่ถึงขนาดจะโค่นต้นซึ่งเราอาศัยอยู่ มันจะเกินไปแล้ว จึงสั่งให้
�
บริวารฆ่าพวกพ่อค้าทั้งหมด ยกเว้นพระโพธิสัตว์เพราะเป็นคนดีมีศีลธรรม มีน้าใจ
่
่
่
ั้
์
้
ิ
่
้
้
้
กตัญญูแมกระทั้งแกตนไม ไมเพียงแตไวชีวิตพระโพธสัตวเทานน พญานาคยังสั่งให ้
บริวารขนทรัพย์สมบัติทั้งหมดใส่เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มแล้วมอบให้พระโพธิสัตว์แต่
เพียงผู้เดียว ตนเองและบริวารก็ได้ช่วยกันไปส่งจนถึงบ้าน ในเมืองพาราณสี
�
ชาดกเรื่องนี้มคติสอนว่า การตดต้นไม้ทาลายป่า ก่อให้เกิดโทษแก่มวล
ี
ั
มนุษย์อย่างแสนสาหัส เพราะต้นไม้คือชีวิต ต้นไม้คือบ่อเกิดแห่งชีวิต เป็นบ่อ
เกิดแห่งสายฝน เป็นต้นน้าลาธาร และเป็นบ่อเกิดแห่งพืชพันธ์ุธัญญาหาร ซึ่งได้
�
�
ู
หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์และสัตว์บนพื้นพิภพให้ด�ารงอย่ได้ ต้นไม้ ภูเขา แม่น�้า
ลาคลอง ที่อยู่อาศัย ล้วนเป็นองค์ประกอบของชีวิต ส่งผลให้ชีวิตทุกชีวิตสดชื่น
�
�
มีความสุขสบายอยางทั่วถึง ถามนุษยยังเห็นแกตัว ยังมีนิสัยมักงายทาลาย
่
์
่
่
้
์
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างทุกวันนี้ ต่อไปในภายภาคหน้ามนุษยเราก็จะ
ยิ่งเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น ถึงวันนั้นคงโทษใครไม่ได้
(มหาวาณิชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ปกิณณกนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๓๘๐)
250