The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

ทันใดนั้นเองก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ ด้วยทางเบื้องฟ้า ด้านทิศตะวันออก



มีกลุมเมฆปรากฏขึ้น ครั้งแรกกลุมเมฆนี้มีขนาดเทาลานนวดขาว แล้วต่อมา




ไม่ช้าได้แผ่วงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ตั้งซอนกันหนาเปนชั้นๆ เกิดฟาแลบ
แปลบปลาบ และฟ้าร้องส่งเสียงครืนๆ มาแต่ไกล ไม่นานนักพายุใหญ่ก็หอบ


เมฆและสายฝนเทลงมา ทาให้แคว้นโกศลทั้งสิ้นเจิ่งนองไปด้วยน้า น้าไหล

เอิบอาบบาทวมเต็มหนองคลองบึงและสระทุกแหง รวมทั้งสระโบกขรณีในวด




พระเชตวันนั้นด้วย บรรดาปลา ปู เต่า และสัตว์น้าทั้งหลายก็รอดจากวิบัติ




พระพุทธเจาไดเสด็จลงสรงน�้าในสระโบกขรณีเสร็จแลว ทรงครองจีวร
เสด็จพุทธด�าเนินไปประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ภายในวัดพระเชตวัน ในเวลา


เย็น พระสงฆ์ทั้งปวงกสนทนากันด้วยเรื่องมหัศจรรย์ทพระพุทธเจ้าทรง

บันดาลให้ฝนตก
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง ได้เสด็จมายังที่ประชุม แล้วตรัสบอกพระ
สงฆ์ทั้งปวงว่า มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระองค์ทรงอธิษฐานให้ฝนตก แม้ใน

สมัยพระองค์ทรงอุปบัตเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เคยบันดาลให้ฝนตกลงมาแล้ว



พระสงฆทั้งปวงใครทราบเรื่องราวในอดีต จึงไดกราบทูลอาราธนาใหทรงแสดง

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงชาดกเรื่อง พญาปลาช่อนขอฝน เรื่องมีดังต่อไปนี้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลาห้วยกลางป่าลึก ป่านั้นรกด้วยเถาวัลย์





ลาห้วยกาลังแห้งขอดน้า เพราะฝนไม่ตก ฝูงปลาในลาห้วยกาลังวิบัติล้มตาย




ขาวกลาในนาชาวบานก็กาลังเหี่ยวแหง ฝูงปลาและเตาที่ยงไมตายตองมดซุก






หัวซ่อนลงในเปือกตม เพื่อหลบหนีภัยจากฝูงกาและนกทั้งหลาย



พญาปลาชอนไดเห็นความวิบัติซึ่งกาลังเกิดแกฝูงปลาบรวารเชนนั้น จึง



คิดว่า “ผู้อื่นนอกจากเราแล้วไม่มีใครสามารถ ปลดเปลื้องความทุกข์ใหญ่
หลวงครงนี้ได้” คิดเช่นนั้นแล้ว พญาปลาช่อนใหญ่ที่มีสีกายเหมือนปุ่มของ
ั้

ต้นดอกอัญชัน มีตาทั้งคู่สีแดง ก็แหวกเปือกตมสีดาออกมา มองดูอากาศ

แล้วบันลือเสียงดัง เป็นคาอธิษฐานแก่เทพยดาผู้จะยังฝนฟ้าให้ตก กล่าวคา

สัตยาธิษฐานนั้นว่า “ข้าแต่เทพเจ้า เวลานี้ข้าพเจ้ากาลังเดือดร้อน เพราะหมู่






ญาติที่ก�าลังประสบทุกขเปนเหตุ ขาพเจาเปนผูมีศีล ถึงจะเกิดในโลกของสัตว ์

เดรัจฉานซึ่งจะกัดกินพวกเดียวกัน และมัจฉาชาติ คือปลาอื่นๆ เป็นอาหาร
แต่ข้าพเจ้าไม่เคยทาลายศีล กัดกินปลาเล็กปลาน้อยแม้ตัวเท่าเมล็ดข้าวสาร


แมสัตวมีชีวิตอื่นๆ ขาพเจาก็ไมเคยแตะตอง ถาสิ่งที่ขาพเจากลาวนี้เปนความ










จริง ก็ขอให้ท่านได้บันดาลให้ฝนตกลงมา”
351


ทันใดนั้น ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมายังลาห้วย และหนอง คลอง บึง ทั่วไป

ให้เจิ่งนองไปด้วยน�้า ฝูงปลาและข้าวกล้าทั้งปวงรอดจากความวิบัติ
พระพุทธเจ้าตรัสชาดกเรื่องนี้จบลงแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ จบแล้ว ทรง


อธิบายการกลับชาติวา ฝูงปลาในครั้งนั้นคือพุทธบริษัทในกาลบัดนี้ เทพผูยัง
ฝนให้ตกในครั้งนั้นคือพระอานนท์ ส่วนพญาปลาช่อน คือพระพุทธองค์ใน
บัดนี้

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา วัฒนธรรมไทยเราไดรบอิทธิพลมาจากชาดก




เรองนี้ ในฐานะเป็นดนแดนที่อยู่ภายใต้อทธิพลลมมรสุม ประชาชนทา

ื่
เกษตรกรรมเป็นหลัก พิธีกรรมต่าง ๆ ที่คนในดินแดนนี้คิดสร้างขึ้น จึงมี

ความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติดินฟ้าอากาศ โดยผูกองอยู่กับสิ่งเหนือ
ธรรมชาติหรือเทวดาฟาดิน เพื่อความเจริญงอกงามของพืชพันธธัญญาหาร

์ุ
ที่มีตั้งแต่ดั้งเดิม
พระราชพิธพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวญ ซึ่งจัดขึ้นในเดอน



๖ ราวเดือนพฤษภาคม แต่เดิมเป็นพิธีพราหมณ์ ต่อมา พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเพิ่มพิธีทางพระพุทธศาสนา
เข้าไปด้วย พิธีนี้จะน�าพระพุทธรูปที่เชื่อว่ามีอ�านาจศักดิ์สิทธิ์ในการเรียก

ฟ้าเรยกฝนมาประกอบพิธี โดยเป็นพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ หรือ
ปางขอฝน ซึ่งเปนพระพุทธรูปในอิริยาบถประทับนั่งหรือยืนกได พระหัตถ ์





ขวายกขึ้นแสดงกิริยาอาการกวัก พระหัตถซายหงายออกประหนงวารองรับ




ั้
น้าฝน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากครงพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานขอฝน ดังมี
ความปรากฏอยู่ในมัจฉชาดกนี้
พระพุทธคันธารราษฎร์ หรือพระพทธรูปขอฝน ที่สร้างขึ้นเพื่อ

ประดิษฐานร่วมในพระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ เป็นผลจาก
การสงสมทัศนคติที่สืบทอดในเรื่องวิถีชีวิตที่อย่ ภายใต้อ�านาจธรรมชาติ
ั่

ของบรรพชนดั้งเดิม ที่เคยเชื่อถือและเชื่อพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์

แก่พืชพันธุ์น้าท่ามาก่อน
ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงได้สร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และรื้อฟื้น
พระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นขวัญและกาลังใจแก่เกษตรกร

และความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารที่หล่อเลี้ยงราษฎรและ
เศรษฐกิจของประเทศ
(มัจฉชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๖๐)





352


353



ชางเกเรกลบใจ


“อย่าเกี่ยวข้องกับคนพาล


จงสมาคมกับคนดี”










ในรัชกาลของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่ง ช้างมงคลประจารัชกาลเกิด
บ้าคลั่งฆ่านายควาญช้างและผู้ที่มันพบเห็น ชาตินั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ
เป็นอ�ามาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต ได้หาวิธีแก้ไขจนพญาช้างมหิฬามุขกลับใจมา


ประพฤติตัวดีได้สาเร็จ
พญาช้างมหิฬามุขเป็นช้างมงคล มีลักษณะดี สง่างาม ที่สาคัญคือเป็นช้าง


มีศีล ไม่ท�าร้ายใคร พระเจาพรหมทัตเองก็ทรงโปรดปรานชางมงคลตัวนี้มาก ทรง


มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนายควาญช้างเลี้ยงดูอย่างดี โรงที่อย่ของ

พญาช้าง พระเจาพรหมทัตก็ทรงรับสั่งใหตกแตงสวยงาม มีกลิ่นหอมอบอวลดวย



ของหอมชนิดเลิศ พญาช้างเองก็เป็นสัตว์แสนรู้ วางตัวได้เหมาะสม ละเว้นการ
ประพฤติต่างๆ ที่ไม่ดี อันจะน�าให้พระเจ้าพรหมทัตไม่โปรดปราน

บรเวณโรงช้างเงียบสงบ ตกกลางคืนก็มืดมิด แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล






รักษาความปลอดภัย ก็ไมสูจะเขมงวดนักเลย เปนโอกาสใหพวกโจรมาอาศัยเปน




ที่มั่วสุมกัน นอกจากจะใชเปนที่มั่วสุมแลว พวกโจรยังใชบริเวณนั้นเปนที่วางแผน


ปล้น รวมทั้งสอนวิชาโจรด้วย พวกโจรรุ่นใหม่จะถูกนามาอบรมกันที่นี่ ซึ่งเรื่อง


การอบรมนั้นมีทั้งเรื่องการปลนฆา การทาร้าย และวธีปลนใหไดผล “เฮ้ย..ไอ้น้อง





เป็นโจรนี่มันต้องเหี้ยม โหดร้าย ตัดสินใจเร็ว ชักช้าไม่ได้” หัวหน้าโจรจะเริ่มต้น
อบรมด้วยน�้าเสียงดุดัน “การจะเข้าปล้นบ้านไหน ต้องศึกษาลู่ทางให้ดีก่อน ให้
รู้จักทางเข้าไปและทางหนีทีไล่”



รองหัวหนาโจรเสริมตอ “บานพวกเศรษฐีมันเขายาก คุมกันแข็งแรง มีทาง


หนึ่งคืออุโมงค์ลงไปใต้ดินให้ไปทะลุกลางบ้านเลย” โจรพี่เลี้ยงแนะน�าเป็นอันดับ
ต่อมา เมื่อสอนวิชาปล้นพอสมควรแล้ว หัวหน้าโจรก็กล่าวสับทับอีกครั้งว่า “จา

ไว้นะไอ้น้อง เป็นโจรมันต้องเหี้ยม ฆ่าได้เป็นฆ่า ความเมตตาสงสารไม่มีในหมู่
โจร” หัวหน้าโจรกล่าวเอาจริงเอาจัง
354



ฝายพญาชางมหิฬามุขไดยนค�าพูดทุกค�าของพวกมัน และเข้าใจความหมาย




ได้ดี ครั้งแรกก็ไม่คิดอะไร แต่ครั้นได้ยินคาพูดบ่อยๆ เข้า ก็เกิดคล้อยตาม “โจร
พวกนี้สอนกันให้เหี้ยมโหด หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า เราก็น่าจะเป็นเช่นนั้นบ้าง”



นับแตนั้นมา พญาชางก็เปลี่ยนนิสัย กลายเปนสัตวดราย กระทืบโรงดังโครมคราม



รุ่งเช้า พอนายควาญช้างมาถึงก็อาละวาด เอางวงจับเขาฟาดที่พื้นจนขาดใจ
ตาย พญาช้างฆ่าคนทุกคนที่เข้ามาใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความทราบถึง

พระเจ้าพรหมทัต พระองค์จึงรับสั่งพวกอามาตย์เข้าเฝ้า “ช้างมหิฬามุขบ้าคลั่ง ฆ่า

ควาญช้างตายเมื่อเช้านี้ ท่านทราบไหม” พระองค์ตรัสถามอามาตย์อย่างร้อนรน

พระทัย “ทราบ พะย่ะค่ะ” อามาตย์กราบทูล “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาจารย์ช่วยไป


ดูทีวา มันบาคลั่งอยางนั้นไดเพราะอะไร” ทรงรับสั่งอยางแข็งขัน อามาตยรับกระแส





รับสั่งแล้วก็กราบถวายบังคมลาไปยังโรงช้าง


พอดีเวลานั้น พญาชางเพงจะสงบ อ�ามาตยไดถามหมอหลวงถึงสาเหตุที่พญา

ิ่

ช้างเกิดบ้าคลั่ง “ตรวจดูแล้วก็ไม่พบโรคอะไรที่จะทาให้บ้าคลั่งถึงขนาดนั้นไปได้”
หมอหลวงรายงานพร้อมทั้งสันนิษฐานว่า “น่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิตใจ”

อามาตย์รับทราบรายงานจากหมอหลวงอย่างนั้นแล้ว ก็คิดหาสาเหตุต่อไป




เขาสันนิษฐานลึกตอไปวา อาการแปรปรวนทางจิตนี้ นาจะเกิดมาจากที่ไดเห็นหรอ

ได้ยินเรื่องที่ยั่วยุให้เกิดบ้าคลั่ง “เรื่องเห็นนี่ไม่น่าเป็นไปได้” นายควาญช้างอีกคน

หนึ่งชี้แจง “สิ่งแวดลอมที่นี่ก็มีแตสวยงามทงนน” “แลวเรองไดยินละ” อ�ามาตยซัก




ั้
ื่



ถามต่อ “ไม่แน่ใจ” นายควาญช้างตอบ “แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะพวกเรา



ไม่ได้ใช้คาพูดหยาบคายอะไรกัน” “เอาอย่างนี้ก็แล้วกน” อามาตย์สรุป “ขอให้
สังเกตดูว่ามีเสียงอะไรมาทาให้ช้างเปลี่ยนไปบ้าง” นับแต่นั้นมา นายควาญช้างก็

คอยสังเกตดูพฤติกรรมของช้าง
จนกระทั่งคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นช้างยืนหูผึ่งเหมือนกับตั้งใจฟังเสียงอะไร






เขาค่อยๆ หลบตัวอยูในความมืดและคอยตั้งใจฟงวาจะมีเสียงอะไรดังขน “เฮ้ยเป็น

โจรมันตองเหี้ยม หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า” เขาไดยนพวกโจรพูดอบรมชัดเจน นาย



ควาญช้างสังเกตดช้างและฟังเสียงโจรไปด้วย จนที่สุดก็แน่ใจว่า เสียงโจรนี่เองท ี่


ทาให้ช้างมีนิสัยเปลี่ยนไป จึงได้ไปแจ้งให้อามาตย์ทราบ อามาตย์ก็ได้ไปกราบทูล

พระเจ้าพรหมทัต
พระเจ้าพรหมทัตตบพระหัตถ์ฉาดใหญ่พร้อมกับตรัสว่า “อย่างนี้นี่เล่า ช้าง
ดีๆ จึงมาเป็นช้างเกเรไปได้ แล้วอาจารย์จะหาทางแก้ไขอย่างไร” “เมื่อได้ทราบถึง







สาเหตุอยางนี้แลว ก็แกไขไมยากหรอก พะย่ะค่ะ” อ�ามาตยกราบทลดวยความเชื่อ
มั่น “อาจารย์แก้ไขอย่างไร” “ขอเดชะ นับแต่นี้ข้าพระองค์ให้เจ้าหน้าที่กวดขัน ไม่
355


ให้พวกโจรหลบมามั่วสุมใกล้โรงช้าง แล้วจะให้นิมนต์สมณะพราหมณ์ ผู้มีศีลมา





นั่งสนทนากันเรองศีล เรื่องเมตตากรุณา ชางไดฟงเรื่องที่ดีมาก ๆ เข้า ข้าพระองค์
เชื่อว่าจะทาให้นิสัยช้างกลับมาดีได้พะย่ะค่ะ” “เอ้า...ลองดู เผื่อว่าจะได้ผล”

ี่


ครั้นได้รับพระราชานุญาตแล้ว อามาตย์ก็ให้เจ้าหน้าที่ที่เกยวข้องไปนมนต์
สมณะพราหมณ์มานั่งใกล้โรงช้าง แล้วขอให้สนทนากันด้วยเรื่องศีล เรื่องเมตตา
กรุณา วันแรกๆ พญาช้าง ยังมีท่าทีเฉย แต่ต่อเมื่อได้ฟังทุกวัน จิตใจที่หยาบคาย
ร้ายกาจ และแข็งกระด้าง ก็เริ่มอ่อนโยน แล้วในที่สุดก็กลายมามีเมตตากรุณา
และสงบเยือกเย็นดุจเดิม
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. สิงแวดล้อมมีส่วนส�าคัญท�าให้คนดีหรือคนเลวได้ เหมือนพญาช้าง


มหิฬามุขได้ยินเสียงโจรพูดคุยบ่อยครั้ง จนทาให้มีนิสัยดุร้ายไปได้ ฉะนั้น

๒. การคลุกคลีใกล้ชิดกับคนพาลเป็นโทษอย่างยิ่ง ฉะนั้น ควรหลีกคน
พาลให้ห่างไกล และไม่คบคนพาลโดยเด็ดขาด คาว่า “คบ” นั้น หมายความ

ว่าไปมาหาสู่กัน หมั่นเข้าไปอยู่ใกล้ มีความติดใจ เลื่อมใสนับถือเขา เป็นเพื่อน
ร่วมคิดเห็น ร่วมกินร่วมอยู่ ร่วมถ่ายทอดความประพฤติ

๓. โทษของการคบคนพาล
๓.๑ ทาให้พลอยแปดเปื้อนเป็นมลทิน และจะติดความเป็นพาล

มีนิสัยเสียตามไปด้วย

๓.๒ ทาให้ถูกติเตียน ถูกมองในแง่ร้าย และไม่ได้รับความไว้วางใจ

๓.๓ ทาลายประโยชน์ของตน เกิดความหายนะ การงานล้มเหลว
เพราะคนพาลชอบก้าวก่ายงานคนอื่น
๓.๔ ภัยทั้งหลายจะไหลมาหาเรา เพราะคนพาลเป็นอัปมงคล อยู่
ที่ไหนก็มีแต่เรื่องเดือดร้อน เราจึงพลอยเดือดร้อนไปด้วย



๔. ลักษณะของคนพาล ได้แก่ชอบคิดเรื่องชั่วต่าเป็นประจา ชอบพูดชั่ว
ทาชั่วเปนประจ�า เพราะฉะนั้น เมื่อพบคนมีลักษณะดังกลาวนี้ ควรอธิษฐานจิต



ว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าพบคนพาล คนพาลอยู่ที่ใด ขอให้ข้าพเจ้าห่างไกลอย่าได้

อยู่ร่วมสนทนาปราศรัย หรือทากิจการกับคนพาลโดยเด็ดขาด”
(มหิฬามุขชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๓๐)








356


357


มฏฐกุณฑล ี





“เม่อยังอยู่ไมดูแล


ครั้นเปล่ยนแปรมานั่งเสยใจ”







มัฏฐกุณฑลีเป็นเด็กหนุ่มชาวเมืองสาวัตถี เกิดในตระกูลพราหมณ์
พ่อแม่เป็นคนมั่งคั่ง แต่ตระหนี่เหนียวแน่น จนคนทั้งหลายให้สมัญญานามว่า

“อทินนปุพพกะ” แปลว่าไม่เคยให้อะไรแก่ใคร ถึงกระนั้นก็ยังมีแกใจเอาทองตีแผ ่
ทาเปนตุมหูเกลี้ยงๆ ใหลูกชายหนึ่งคู คนทั้งหลายจึงเรียกเดกคนนี้วา มัฏฐกณฑลี








แปลว่า “มีตุ้มหูเกลี้ยง”

ตุ้มหูนั้นพ่อเป็นคนทาให้เอง ไม่ได้จ้างช่างทอง เพราะเกรงจะเสียค่าจ้าง
เมื่ออายุ ๑๖ ปี มัฏฐกุณฑลีป่วยหนัก มารดามองดูบุตรแล้วเกิดความสงสาร จึง
ขอร้องให้สามีไปหาหมอ แต่ฝ่ายพราหมณ์ผู้เป็นสามีกลัวเสียเงิน จึงไม่ยอมหา
หมอมารักษาลูก เขาเพียงแต่ไปถามหมอว่า คนป่วยอาการอย่างนั้นๆ ท่านใช้ยา
อะไร หมอก็บอกว่าให้ใช้ยาที่ประกอบนั้นๆ

พราหมณ์จงไปหารากไม้ใบไม้ตามที่หมอบอกมาต้มให้ลูกกิน อาการของ
มัฏฐกุณฑลีไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุดจนไม่อาจเยียวยาได้ พราหมณ์จึงไปหาหมอมาคน
หนึ่ง หมอมาเห็นอาการของมัฏฐกุณฑลีเข้า รู้ทันทีว่าเหลือแรงที่จะรักษาจึงบอก
ปฏิเสธ ไม่ยอมรักษา บอกให้พราหมณ์ไปหาหมอคนอื่น



ตอมาลูกปวยหนักขึ้น เขาก็คิดขึ้นมาไดวา ถาคนมาเยี่ยมลูกชายก็ตองเห็น



ว่าบ้านเรามีทรัพย์สมบัติมากมาย พอมาเห็นว่ามีทรัพย์สมบัติมาก เดี๋ยวญาติก็

แห่มาขอ จะทาอย่างไรดีหนอ ลูกก็อาการหนัก นอนซมบนเตียง จะปิดข่าวก็ไม่
ได้ จึงอุ้มลูกไปนอนนอกชาน ญาติมาเยี่ยมจะได้ไม่ต้องเข้าไปในห้อง เยี่ยมท ่ ี
นอกชานโน่นนั่นแหละ ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวของพราหมณ์ผู้พ่อ ถึงแม้จะมี







หมอเทวดาอยูก็ชวยไมได แตเพราะกลัววาจะตองเสียคายาหมอ สุดทายก็เลยไม ่


ตามหมอ
ี่
ในทสุดลูกก็มีอาการขนตรีทต คือไม่สามารถเยียวยาได้อีกต่อไป แม้จะ

ั้
ขยับมือขยับเท้าก็ไม่ได้ อาการอยู่ในขั้นโคม่า
358


วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงตื่นบรรทมแต่เช้า พราหมณ์





ทรงตรวจดูอุปนิสัยของคนที่พระองค์ควรจะโปรด พราหมณไดยินเสียงคนรองไห เหลียวไปก็เหน
ทรงเห็นอุปนิสัยของมัฏฐกุลฑลีมีบารมีพอที่จะ มาณพคล้ายมัฏฐกุลฑลีบุตรของตน จึงเดินเข้าไปหา
บรรลุธรรม จึงเสด็จมาโปรด ขณะที่พระศาสดา และถามว่า “พ่อหนุ่ม ท่านแต่งกายคล้ายมัฏฐกุลฑลี


ี้









เสด็จมาถึงนั้น มัฏฐกุลฑลีกาลังนอนผินหนาเขาฝา บุตรของขาพเจา ทานมายืนรองไหอยูในปาชานเพราะ
เรือน พระศาสดาทราบว่ามาณพไม่เห็นพระองค์จึง มีทุกข์ประการใดหรือ ?” “ก็ท่านเล่ามีทุกข์อะไร ?”

ทรงเปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง มาณพคิดว่า “นี่แสง มาณพถาม “ข้าพเจ้าเศร้าโศกถงบุตรคนเดียวที่ตาย
อะไรกันหนอ?” แล้วผินหน้าออกมาภายนอก ได้ ไปแล้ว” “ข้าพเจ้ามีรถอยู่คันหนึ่ง” มาณพตอบ “ตัว
เห็นพระศาสดา คิดขึ้นมาได้ว่า “บิดาของเราเป็น รถเป็นทองค�าล้วน ผุดผองสวยงาม แต่ข้าพเจ้าหาล้อ




อันธพาล เราจึงมิได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ทรง ไม่ได้ ขาพเจาคงจักตองตรอมใจตายเพราะเหตุนี้เปน


พระคุณอันประเสริฐเห็นปานนี้ มิไดขวนขวายในกิจ แน่แท้”







ที่ชอบ มิไดถวายทาน มิไดฟงธรรมแตอยางใดอยาง พราหมณ์ตกตะลึงสักคร่หนึ่งจึงกล่าวว่า
หนึ่งเลย บัดนี้ แม้แต่มือของตัวเองเราก็ยกไม่ไหว “มาณพผู้เจริญ ท่านต้องการล้อทองค�า หรือล้อเงิน
เสียแล้ว จะทาอย่างอื่นได้อย่างไร ?” ดังนี้แล้ว ได้ หรือล้อแก้วมณี จงบอกมาเถิด ข้าพเจ้ารับปากว่าจะ


ทาจิตให้เลื่อมใสในพระศาสดา จัดหามาให้ท่านได้” มาณพคิดว่า “ดู๊ดู พราหมณ์นี้

พระองค์ทรงทราบว่า มัฏฐกุลฑลีได้ทาจิตใจ ช่างเป็นไปได้ ตอนบุตรของตนป่วยหนักไม่ยอมเสีย

ให้เลอมใสในพระองค์แล้วก็เสด็จออกไป พอ เงินรักษาแมแตเล็กนอย ตอนนี้เห็นวาเรามีรถทองค�า


ื่


พระพุทธองค์เสด็จลับตาเท่านั้น เขาก็สิ้นใจ ทาให้ จะยอมจ่ายค่าล้อให้ ไม่ว่าล้อทองค�าหรือล้อเงิน อา!

เขาไปเกิดในสคติภพกล่าวคือเกิดเป็นเทวดา แล้ว พราหมณ์นี้เป็นคนอันธพาลจริงๆ แต่ก็ช่างเถอะ เรา
พระพุทธองคก็เสด็จกลับ บรรลุวัตถุประสงคชวยสง จะล้อแกเล่นหน่อย” จึงกล่าวว่า “พราหมณ์เอ๋ย สิ่ง







เขาสาเร็จแล้ว ฝายพราหมณผูเปนบิดาทาฌาปนกิจ อื่นใดอันจะควรเปนลอรถของขาพเจาหามีไม นอกจาก








ศพลูกชายแล้ว ก็ได้แต่ร้องไห้ ไปยืนร้องไห้ที่ป่าช้า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เท่านั้น หากได้ดวงจันทร์




ทุกวัน คร่าครวญว่า “ลกชายคนเดียวของพออยูไหน และดวงอาทิตย์มาประกอบเป็นล้อ รถของข้าพเจ้า
มาหาพ่อหน่อยเถิด” คงจะงามเยี่ยม ไม่มีอะไรเสมอเหมือน”



เทพบุตรมัฏฐกุลฑลรู้สึกตัวอย่างสมบูรณ์ใน พราหมณคิดวาเด็กหนุมคนนี้คงเปนบาแนนอน




เทวโลก แล้วพิจารณาถึงทิพยสมบัติของตนก็รู้เห็น จึงกล่าวว่า “ท่านต้องการสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ ท่าน

โดยตลอดว่า ได้มาเพราะทาจิตใจใหเลื่อมใสในพระ โงเขลาเหลือเกิน ทานตายแลวเกิดอีกสักรอยพันชาติ






ศาสดา ได้มองเห็นพราหมณ์บิดายนร้องไห้อยู่ที่ ก็ไม่อาจดึงเอาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มาเป็นล้อรถได้”

ป่าช้า จึงส�าแดงเพศคล้ายมัฏฐกลฑลีมายืนกอด มาณพตอบว่า “พราหมณ์! ดวงจันทร์และดวง





แขนร้องไห้ อยู่ ณ อีกมุมหนึ่งของป่าช้า เทพบุตร อาทิตยยังปรากฏใหเห็นอยู ขาพเจาตองการสิ่งที่มอง


มีความประสงค์จะเอาหนามมาบ่งหนามในใจของ เห็นได้ ส่วนท่านร้องไห้คร่าครวญ ต้องการสิ่งอัน
359




ใครๆ ก็มองไมเห็น ในระหวางเราทั้งสอง ใครเป็นพาล จากคนรักและของรักอยู่ตลอดเวลา แต่น้อยคน


กันแน่ ใครโง่กว่าใครกันแน่” นักจะตระหนักรู เราไมเคยมองความพลัดพรากใน
พราหมณ์ได้ฟังดงนั้นกลับได้สติ ยอมรับว่า ชีวิตประจาวัน เรามักคิดเอาว่าเราจะพบกับความ


มาณพน้อยพูดถูก ตนเป็นผู้เขลากว่า เพราะต้องการ พลัดพรากก็ตอเมื่อใครคนหนึ่งเดินออกไปจากชีวิต

สิ่งที่มองไม่เห็น และไม่เคยมีใครเรียกคืนมาได้ ของเรา ใครคนหนึ่งล่วงลับดับขันธ์ออกไปจาก

พราหมณไดกลาวชมเชยมาณพนั้นวา “ข้าพเจ้า วงศาคณาญาติของเรา




เป็นผู้เร่าร้อนนกหนา ท่านน�าความเห็นถูกมาให้ แท้ที่จริงนั่นคือความพลัดพรากอย่างหนึ่ง



ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นผู้เย็น ประหนึ่งท่านนาน้ามา เป็นความพลดพรากอย่างเปิดเผย แต่ยังมีการ

ดับไฟ ความกระวนกระวายทั้งปวงของข้าพเจ้าได้ดับ พลัดพรากแบบปกปด คือการพรากจากคนรักของ

ลงแล้ว ความเศร้าโศกถึงบุตรก็บรรเทาลงแล้ว ท่าน รัก ตลอดเวลาในชีวิตประจาวันของเรานั่นเอง



ได้ถอนลูกศรคือความโศกออกจากหทัยของข้าพเจ้า แมแตลมหายใจ เมื่อเราหายใจเขาหายใจออก เรา


เสียได้ คาของท่านประเสริฐนัก ช่วยดับความร้อน ก็หายใจทิ้งทุกครง เราก็ได้พลัดพรากจากลม

และความโศกในใจของข้าพเจ้าได้” หายใจของเราแล้ว ลืมตาตื่นเราก็มีความสุข พอ
และแล้วพราหมณ์ก็ได้ถามว่ามาณพนั้นเป็น เราหลับความสุขก็ถกลืม เราก็ได้พลัดพรากจาก

ใคร มาณพก็บอกว่า เขาคือมัฏฐกุลฑลี บุตรของ ความสุขตอนย่างเข้าสู่การหลับ
พราหมณ์นนเอง ได้ทากุศลกรรมไว้ก่อนตาย จึงได้ ฉะนั้น ก่อนที่เราจะพลัดพรากจากคนอัน

ั่
ไปเกิดเป็นเทพ พราหมณ์กล่าวว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ เป็นที่รัก ท�าไมเราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอันเป็น



ดวยกันมายังไมเคยเห็นบุตรของตนใหทานหรือรักษา ที่รักอย่างมีความสุข เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าเกิดการ






ศีลแตอยางใดเลย มาณพไปสูเทวโลกไดดวยกรรมอัน พลัดพรากขึ้นมาจริงๆ เราจะไดนงลงยอมรับความ


ใด พลัดพรากด้วยความสงบ ด้วยความร้เท่าทัน

มาณพได้เล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด สัจธรรมของชีวิตสอนเราว่า ก่อนพลัดพรากควร


ให้พราหมณ์ฟัง พราหมณเกิดปติปราโมทยเปนอยาง อยู่กันให้คุ้ม จะอยู่อย่างไรให้คุ้มล่ะ ก็ทาดีเหมือน




มาก และกล่าวว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาด หนึ่งว่า “ทุกวันเวลาเป็นวันสุดท้ายของเรา” หาก

จริงหนอ การทาอัญชลีกรรมแด่พระพุทธเจ้ามีผลถึง ระลกได้อย่างนี้เมื่อไร นั่นละเราได้กลับไปหา





ื่


ปานนี้ ขาพเจาจักทาใจใหเลอมใส นับถือพระพทธเจา บุคคลที่เรารักแล้ว ควรดูแลเขาให้ดีที่สุดด้วย
ในวันนี้ทีเดียว” เทพบุตรได้โปรดพ่อของตัวเองเสร็จ
แล้วก็เหาะกลับสู่สวรรค์ ผู้เป็นพ่อได้ปล่อยวางความ (มัฏฐกุณฑลีวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
เศร้าโศกเพราะพลัดพรากจากลูกเป็นผลสาเร็จ ธรรมบท ยมกวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๒๖)

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การพลัดพรากนั้น


เป็นเรื่องสาคัญ เราทุกคนแท้ที่จริงกาลังพลัดพราก
360


361


ไฟสมอก



“ริษยาพาให้ทุกข์


อย่าท�าลายตัวเองเพราะแรงริษยา”










ในทางพระพุทธศาสนา ความรษยาเปรียบเหมือนโรคร้ายที่คอย

ทาลายชีวิต ใครก็ตามที่ปล่อยให้ความริษยาครอบงาก็เท่ากับว่า เขาเริ่ม

ป่วยด้วยโรคภัยที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเข้าแล้ว ส่วนใครจะป่วยหนักหรือ
ป่วยน้อย ก็ขึ้นกับระดับความรุนแรงของความริษยา ถ้าเป็นความริษยา
ระดับสูง ก็มั่นใจไดวาความรนแรงอาจถงขนวิบัติจากคุณงามความดี และ



ั้

ความสุขในชีวิตอย่างรวดเร็ว

ดังตัวอยางในนิทานธรรมสาธกดังตอไปนี้ ในเมืองพาราณส แคว้น


โกศล มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง มีพระโอรสสองพระองค์ องค์โต
นั้นเป็นที่โปรดปรานของพระราชบิดาเป็นอย่างมาก เพราะมีอุปนิสัย
อ่อนน้อมถ่อมตน เฉลียวฉลาด ใจกว้าง ส่วนโอรสองค์เล็กนั้น พระราช
บิดามิสู้โปรดนัก ด้วยมีนิสัยริษยาและใจแคบเป็นเจ้าเรือน
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชบิดาทรงเรียกโอรสองค์เล็กเข้าเฝ้า แล้วมี
รับสั่งว่า “พ่อจะให้พรเจ้า นั่นคือเจ้าอยากได้สิ่งใด ก็ขอจากพ่อได้ พ่อ










ยินดีหาใหเจาไดทุกอยาง ไมวาจะเปนของหนักเทาตัวเจา มาฝเทาดี หรือ



อยากมีปราสาทสักหลังหนึ่ง พ่อก็ยินดีจัดให้” “เยี่ยมมากเลยเสดจพ่อ

ึ่



ขอเวลาหมอมฉันคดสกวันหนงกอนไดไหม” “ไดสิลูก แตลูกจงจ�าไว้อย่าง




หนึ่งนะว่า พ่อไม่ได้มีลูกชายคนเดียว ดังนั้นสิ่งใดที่พ่อให้เจ้า พ่อจะมอบ
ี่
สิ่งนั้นให้พของเจ้าเป็นสองเท่าเลยทีเดียว” โอรสพระองค์เล็กได้ฟังเช่น
นั้นแล้ว กริ้วจัดขึ้นมาทันที มีพระด�าริในพระทัยว่า “เมื่อโลกให้ฉันเกิด

มาแล้ว ทาไมต้องให้พี่ชายเกิดมาด้วย”




คืนนนทั้งคืน พระโอรสองคเล็กบรรทมไมหลับ เพราะทรงครุนคิด

อยู่ตลอดเวลาว่า ทาอย่างไรจึงจะไม่ให้พี่ชายได้อะไรดีไปกว่าตนเอง ยิ่ง



ิ่

คิดกยงฟุงซาน เพราะหากตนขอสิ่งใดพี่ชายก็จะไดสิ่งนั้นเปนสองเทา ไฟ



362








ริษยาคุกรุนอยูเตมพระทัย ในที่สุดเจาชายก็ตัดสินใจไดวา จะทรงขอพร

อะไรที่มีผลให้พี่ชายได้รับเป็นสองเท่า แต่สิ่งที่พี่ชายได้รบนั้นต้องเป็น
ความทุกขหนักหนาสาหัสเปนทวีคูณ เพราะเหตที่ทรงคิดดวยความริษยา




เจ้าชายน้อยจึงมองไม่เห็นว่า สิ่งที่พระองค์จะทรงขอนั้น หาได้มีผลเสีย
ต่อพี่ชายเท่านั้น ทว่ายังมีผลเสียต่อตนเองด้วย
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระราชบิดาโปรดให้เข้าเฝ้าและตรัสถามว่าจะทรง
ขอพรอะไร โอรสองค์เล็กจึงทูลตอบว่า “ลูกรู้แล้วว่าจะขออะไร” “ขอมา

ได้เลยลูกพ่อ” “ลูกขอให้เสดจพ่อควักลูกนัยน์ตาของหม่อมฉันเสียข้าง
หนึ่งเถิด” นี่คืออานาจของไฟริษยาที่คอยกัดกินใจยิ่งกว่าไฟสุมอก

นิทานธรรมเรื่องนี้มีคติสอนว่า เราจะเห็นได้ว่าความริษยาคือ
เมล็ดพันธุ์ของความรุนแรง ซึ่งแฝงฝังอย่แล้วในจิตใจของเราทุกคน

อาการของความริษยา คือเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ หรือรับไม่
ได้ หากเห็นใครก็ตามที่อยู่ตรงข้ามกับเรา “ได้ดมีสุข” ความริษยา

เปรียบเหมือนเปลวไฟที่เผาผลาญตนพร้อมกับที่เผาผลาญคนอื่น





ความริษยาสิงสูอยูในหัวใจของผูใดแลว ชีวิตของผนั้นก็จะหางไกลจาก


ความสุข ในขณะที่คนซึ่งตกเป็นทาสของความริษยา คิดหาวิธีที่จะ
ทาร้ายคนอื่นอย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุดนั้น ที่แท้จริงแล้ว เขาก�าลัง

ทาลายตัวเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน ท่านจึงกล่าวว่า ริษยาคือไฟสุมอก

ให้ร้อนรนอยู่ตลอดเวลา เป็นสนิมใจที่กัดกร่อนสุมใจ ไม่มีวันดับ ดัง
นิทานธรรมคติเรื่องนี้
(นิทานธรรมสาธก)








363


364



ราคาของอานาจ





“มอานาจแลวอย่าเหลง

เพราะอานาจไมจรังยั่งยืน”








ความอยากใหญ่ ได้นาชีวิตมนุษยไปติดกับดักอยูในโลกนี้ ทาให้สลัด



ตนไม่พ้นไปจากความทุกข์นานัปการได้ ดังนิทานพุทธปรัชญาเรื่องหนึ่งว่า
ด้วยความอยากใหญ่ มีเรื่องเล่าว่า

มีสิงโตป่าตัวหนึ่ง ครอบครองตาแหน่งเจ้าป่ามานานมาก จนมันแก่


งั่ก ฟันกรามแทบไม่เหลือ ไม่มีแรงที่จะไปจบเสือจบช้างกิน สิงโตตัวนี้มี
บริวารอยู่ตัวหนึ่งคือสุนัขจิ้งจอก เจ้าสิงโตตัวนี้ ในวันที่หิวที่สุด มันจึงเรียก
สุนัขจิ้งจอก บริวารเข้ามาแล้วสั่งการว่า “เจ้าสุนัข แกไปหากวางมาให้ฉัน
กินสักตัวซิ” สุนัขจิ้งจอกก็ออกเดินทางไปล่าหากวางตามคาสั่ง

ระหว่างทางมันได้เจอกวางหนุ่มตัวหนึ่ง จึงแสร้งเจรจาด้วยลีลาแบบ
ลิ้นการทูตทันที “เออนี่เจ้ากวาง ตอนนี้นะท่านราชสีห์เจ้าป่าจะปล่อยวาง
อานาจแล้ว เพราะครองตาแหน่งมานานเต็มที ท่านราชสีห์พิจารณาแล้ว


ไม่มีสัตว์ชนิดไหนจะเป็นเจ้าป่าได้เหมาะกับเจ้า เจ้านะมีรูปร่างที่สูงใหญ่ มี
ขาที่สวยงาม มีดวงตาที่ทอประกายสุกสว่าง เหมาะอย่างยิ่งที่จะครอง

ตาแหน่งแทนท่านราชสีห์”


เมื่อกวางได้ยินคายอก็หผึ่ง มันยืดอกขึ้นมา นึกครึมอกครึ้มใจใน

ความเลิศเลอของตนเอง มนุษย์เรามีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะรูปชั่ว

ตัวดาอย่างไรก็ตาม ถ้าใครมายอก็ชอบกันทั้งนั้น กวางตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน

พอสุนัขจิ้งจอกมาบอกว่า “เจ้าเหมาะที่สุดกับตาแหน่งเจ้าป่า รีบไป
หาราชสีห์เถอะ เพราะท่านจะยกตาแหน่งให้” ด้วยลีลาลิ้นการทูตของสุนัข

จิ้งจอกเพียงเท่านี้ เจ้ากวางผู้อยากเป็นใหญ่ รีบวิ่งตาลีตาเหลือกไปหา



ราชสีห พอไปถึงถ�้า ไปยืนอยูเบื้องหนาราชสีห ราชสีหชราก็ลกขึ้นมา และ




กระโดดงับกวางทันที กวางกระโดดออกมาด้วยความตกใจสุดชีวิต วิ่งออก

จากถ้า แต่หูขาดไปข้างหนึ่ง วิ่งไปร้องโอดโอยไป ไปหลบเลียแผลอยู่ป่าลึก



หลบเลียแผลอยู ๓ เดือน จนหูหายอกเสบ จึงเริ่มออกจากปาไปหากินตาม
365





ปกติ แต่ในใจก็ยังหวั่นๆ กับประสบการณ์เฉียดตาย โอกาสตะครุบหูทานนั้น มันคอการทดสอบบางอยาง
คราวนั้นอยู่ไม่หาย ท่านลองคิดดู ถ้าหากราชสีห์จะกินท่านจริงๆ อย่า


สวนสิงโตเจาปาหลังจากผิดหวังคราวนั้น ก็ยัง ว่าแต่หูเลย ท่านตะครุบได้ทงตัวอยู่แล้ว เพราะ

ั้
ไม่ละความพยายาม มันเรียกสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นนัก ศักยภาพของท่านราชสีห์นั้น กวางอย่างท่านจะไป
ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวมาหารืออีกครั้งหนึ่ง “เจ้า เหลืออะไร”

จิ้งจอก แกช่วยไปหลอกกวางมาอีกทีซิ ฉันยังเปรี้ยว กวางหน่มเริ่มคิด เพราะถูกตะล่อม “เออ!
ปากไม่หายเลย คราวที่แล้วฉันได้กนแค่หูกวาง จริง ถ้าท่านจะกนเราทั้งตัว ท่านคงเขมือบเราไป




แหม! แต่แค่หูนะ อร้อย อร่อย ถ้าได้กินทั้งตัวและ แล้ว” พอเปาหมายเริ่มตายใจ สุนัขจิ้งจอกเริ่มรุกตอ




หัวใจของมันด้วยจะวิเศษขนาดไหน” เนื่องจากสุนัข เลย “ทานคงรูนะ วาถาทานราชสีหจะกินจริงๆ ท่าน






จิ้งจอกปราดเปรองด้านประชาสัมพนธ์จึงออกแผน ไม่เหลือหรอก แต่ท่านทาไมกินแค่หูข้างเดียวรู้ไหม
โครงการใหม่ คือโครงการ “ล่าหัวใจกวาง” ด้วยสาย เพราะนั่นคือการทดสอบ” “ทดสอบอะไร หูของฉัน

สัมพันธ์ที่วางไว้อย่างแน่นหนาในป่าใหญ่ หายไปข้างหนึ่งเนียนะ” กวางถาม “ท่านราชสีห์

ใช้เวลาไม่นาน สุนัขจิ้งจอกก็พอจะสืบรู้ว่า อยากจะทดสอบความเป็นผู้นาของท่านว่า เมื่อเจอ
กวางกลุ่มเป้าหมายไปหลบอยู่ที่ไหน มันจึงตามไป กับภัยคุกคามแล้วจะรับมือไหวหรือไม่ ท่านนี่ถูก
จนถึงที่ลี้ภัยของเจ้ากวางหนุ่ม พอไปถึง เจ้ากวาง ตะครุบหูขางเดยว ทานก็ยังฝอวิ่งหนี นี่หรือผูน�า ถ้า






หนุ่มทาท่าจะวิ่งหนี แต่สุนัขจิ้งจอกยิ้มให้ก่อน กวาง เป็นอย่างนั้นจะไปจัดระเบียบสัตว์ป่าได้อย่างไร”





จึงใจออนยอมคุยดวย “เรายังขนลุกไมหาย แลวนี่เจา กวางฟงแลวก็ราพึง “เออ. นั่นนะซินะ ถ้าท่าน




มาท�าไมอีก” กวางนึกในใจ แน่ละ ทาไมจะไม่คิดถึง จะกินเราทั้งตัว ท่านก็กินได้ แสดงว่าท่านราชสีห์


ฉันล่ะ ก็กินหูฉนไปข้างหนึ่งแล้วนี่ สุนัขจิ้งจอกซึ่ง ตองการจะทดสอบภาวะผูน�าของเราจริงๆ” “ทานคิด



ฉลาดเฉียบแหลมด้านประชาสัมพันธ์ เริ่มคุย ด้วย ถูกแล้ว การทดสอบที่ผ่านมานั้น เป็นการทดสอบ

ทวงทลีลามาดมั่น แถมคราวนี้มันใหเกียรติกวางหนุม ภาวะผู้นาในแง่ของการบริหารจดการความเสี่ยง









ด้วยการเรียกว่า “ท่าน” อีกต่างหาก วิกฤต และผลกคือทานสอบผาน คราวนี้ถาทานยอม

“ท่านกวาง ท่านลองคิดดูให้ดีนะ ท่านราชสีห์ ไปพบราชสีห์ละก็จงวางใจเถิด ต�าแหน่งเจ้าป่าต้อง
คิดถึงทาน” กวางบอก “ก็แหงอยูแลว กินหูฉันไปขาง ตกเป็นของท่านอย่างแน่นอน เออ! อย่าว่าอย่างนั้น





หนึ่ง ท�าไมจะไม่คิดถึงฉันล่ะ” สุนขจิ้งจอกยังคง อย่างนี้เลยนะ พอท่านได้เป็นเจ้าป่าแล้วอย่าลืมข้า
โอ้โลมด้วยลีลานิ่มๆ “ท่านอย่าไปมองโลกในแง่ลบซิ เสียล่ะ” สุนัขจิ้งจอกโปรยยาหอม




ท่านนี่ทัศนคติไม่ดเลยนะ” สุนัขจิ้งจอกร่ายมนต์ต่อ กวางหนุ่มฟังแล้วกร้สึกดจนลืมตาย เพราะ

ไป “ท่านนี่มีทัศนคติเชิงลบต่อท่านราชสีห์อยู่มาก มันได้ยินแต่คาเขื่องๆ ทั้งนั้น ทั้ง “เจ้าป่า” เอ่ย ทั้ง

ฉันขอแนะน�าให้คิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างมันไม่ “ภาวะผู้นา” เอ่ย ล้วนแต่เป็นศัพท์แสงหรูๆ ทั้งนั้น
ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดหรอก” “ทาไมล่ะ” กวางเริ่ม มาถึงตรงนี้กวางหนุ่มก็สนทใจ เพราะมองเห็น



ตกหลุมพราง “ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ ความ ตาแหน่งเจ้าป่าซึ่งวางล่ออยู่ข้างหน้า กวางเดินตาม

จริงมันเป็นอย่างนี้ วันนั้น การที่ท่านราชสีห์ได้ถือ สุนัขจิ้งจอกไปจนถึงถ้าของราชสีห์
366




คราวนี้ราชสีหไมรอ พอกวางหนุมเดินเขาไปไดสองสามกาว ราชสีห ์





จึงออกมาดักรอจนปากถ้า โดดตะครุบงับคอแล้วกัดกินกร้ามๆ อย่าง
เอร็ดอร่อย


ในขณะที่กาลังกดกินอยู่กร้ามๆ นั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ราชสีห์อยากกิน
ที่สุดเพื่อต่ออายุก็คือหัวใจ มันอยากจะกินหัวใจกวางหนุ่ม กัดกร้ามๆ อยู่
สักพักหนึ่ง หัวใจกวางกระเดนออกมา สุนัขจิ้งจอกกระโดดเข้างับและ




เคี้ยวกรามๆ สามค�า แลวกระเดือกกลืนลงทองไป นั่นคือรางวัลของสุดยอด
นักเจรจา คือได้กินหัวใจกวางหนุ่ม
พอราชสีห์กินเนื้อหมดแล้วก็เอะใจ ไม่พบหัวใจกวาง จึงถามสุนัข




จิ้งจอก “หัวใจอยูไหน” “ขาแตราชสีห กวางมันไมมีหัวใจ” สุนัขจิ้งจอกตอบ


“ทาไมไม่มีหัวใจ” ก็เพราะว่าถ้ามีหัวใจ เจ้ากวางจะยอมให้ข้าหลอกถึงสอง
ครั้งสามครั้งหรือ” แล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบตรงนี้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ถูกหลอกด้วย

ลาภ ดวยยศ ดวยสรรเสริญ ซึ่งเปนกิเลสระดับธรรมดา แตพอมาหลอก







ด้วยอ�านาจ มีใครบางที่ไมอยากได ทกคนลวนอยากไดอ�านาจ นั่นแหละ


กวางหนุ่มตกเป็นทาสของมานะ คืออยากใหญ่ อยากได้อานาจ ในที่สุด

ก็ถูกสุนัขจิ้งจอกหลอกไปให้ราชสีห์กิน
ความหมายของมานะ ในแง่นี้ก็คืออ�านาจ ความอยากเป็นใหญ่
อยากเป็นนาย อยากเป็นคนสาคัญ อยากบริหารจัดการ ล้วนเป็นอาการ



ของคนใฝ่อ�านาจทั้งนั้น ดวยเหตุนี้ เราควรเตือนตนไวเสมอวา “บาอะไร




ก็บ้าได้ แต่อย่าบ้าอานาจ” เพราะถ้าบ้าอานาจ พวกเราอาจจะไม่ได้เสีย


เพียงหูขางหนึ่ง แตอาจเสียทุกสิ่งทุกอยางไป และเสียสูงสุดคือความสูญ



เสียทางจิตวิญญาณ ฉะนั้น อย่าบ้าอานาจ แต่ถ้ามีอานาจขึ้นมาแล้ว ก็


ให้ใช้อ�านาจอย่างระมัดระวัง รู้จักสารวมในอานาจ รู้เท่าทันข้อดีข้อเสีย

ของอานาจ เพราะอานาจก็ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์

และเป็นอนัตตา เกิดขึ้นมาแล้วก็แตกดับ อานาจใดๆ ล้วนไม่จีรังทั้งสิ้น

(นิทานธรรมสาธก)
367


368


ก�าแพงคุก




“ทิฏฐิเป็นอปสรรคท�าลายชวิตและมตรภาพ”








นานมาแล้ว มีพ่อลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า พ่อยึดอาชีพตัดฟืนเผา
ถ่าน แล้วนาไปขายในเมือง อยู่มาวันหนึ่ง พ่อขนถ่านไปขายในเมือง กลับ

ออกมาไม่ทันเวลาประตูเมืองปิด จึงกลับบ้านไม่ได้ต้องค้างในตัวเมือง
คืนนั้น ลูกนอนอยู่บ้านป่าคนเดียว พอดีมีโจรป่าบุกมาปล้นบ้าน


รวบรวมเอาสิ่งของทุกอยางในบานไปหมด อีกทั้งจับตัวลูกชายไปดวย ก่อน



จะกลับพวกโจรป่าได้เผาบ้านทง หมาของพวกมันตวหนึ่งหนีไม่ทันถูกไฟ
ิ้
คลอกตายอยู่ในบ้าน เหลือแต่เถ้ากระดูก
วันรุ่งขึ้น ผู้เป็นพ่อก็ได้กลับบ้านป่า พอมาถึงก็ไม่เห็นบ้านเสียแล้ว








เห็นแตตอไมที่เคยเปนเสาบานดาเป็นตอตะโก เขารองหมรองไหหาลูกชาย

ก็ไม่พบเขาโกยกองกระดูกขึ้นมาแนบอก พลางร้องไห้คร่าครวญปิ่มว่าจะ




ขาดใจตาย “โอ้! ลูกพอ ตอนยังมีชีวิตอยู ลูกตัวสูงใหญ แตพอตายไปเหลือ

แต่กระดูกกองนิดเดียว” เขาร้องห่มร้องไห้ทั้งคืนทั้งวัน แล้วจึงค่อยๆ
รวบรวมกระดูกกองนั้น ซึ่งความเป็นจริงเป็นกระดูกของสุนัขตัวหนึ่งใส่ใน
ถุงผ้า
หลงจากนนเขาก็ไปสร้างบ้านใหม่อยู่ในป่าแห่งหนึ่งซึงไกลออกไป


ั้
เพื่อจะได้ลืมความหลังอันแสนจะเจ็บปวด เวลาผ่านไปสามสี่ปี เขามีชีวิตที่







ยาก อยูในความเศราทั้งคืนทั้งวัน พรอมมีทิฏฐิคือมีความเชอมั่นที่ฝงอยูใน
จิตในใจว่า “ลูกของฉันตายแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงกองกระดูกกองหนึ่ง

นี้เทานั้น” ทุกคืนเขาจะนั่งคุยกับกระดูกของสนัขที่เขาเชื่ออยางฝงใจวา เป็น




ชิ้นส่วนกระดูกของลูกชาย
อยู่ต่อมาเข้าปีที่ห้า ลูกชายที่ถูกโจรจับไปก็หนีออกมาได้ ตามหาพ่อ
ไปที่บ้านเดิมก็ไม่พบ เลยเที่ยวถามชาวบ้าน ชาวบ้านก็บอกว่าตอนนี้เขาได้



ย้ายไปสร้างบ้านใหม่แล้ว ลูกชายตามหาจนพบบานใหมของพอในเวลาคอน

369


คืนแล้ว พอมาถึงก็เคาะประตูเรียกพ่อ “พ่อครับผมเอง ผมลูกพ่อไงครับ
พ่ออยู่ในบ้าน จาเสียงลูกชายได้ แต่ใจหนึ่งก็นึกขึ้นมาได้ว่า ลูกของตัวเอง

ได้ตายไปแล้วในกองไฟ นี่ไงเถ้ากระดูกของลูก เพราะฉะนั้น เด็กที่มาเรียกอยู่









ขางนอกตองเปนคนไมประสงคดีเปนแน พอจึงเงียบไมสนใจ ลูกชายก็เคาะประตู

อีก เคาะอยู่นาน วนเวียนอยู่หน้าบ้าน จนถึงเที่ยงคืน พ่อก็ไม่ยอมเปิดประตูให้
เพราะดึกแล้ว อีกอย่างก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกของตนนั้นได้ตายไปแล้ว


ฝายลูกก็เคาะประตูอยูอยางนั้นจนเกิดอาการเหนื่อยลา เมื่อไมไดยินเสียง




ตอบรับจากพ่อ ลูกก็เกิดทิฏฐิขึ้นว่า “สงสัยคนข้างในไม่ใช่พ่อของตัวเอง” พ่อก็
เกิดทิฏฐิอีกชุดหนึ่งว่า “สงสัยคนด้านนอกไม่ใช่ลูกของตัวเอง เพราะลูกตายไป
แล้วเหลอแต่กระดูกอยู่ในถุงผ้านั่นไง” เป็นอันว่าทั้งพ่อทั้งลูกต่างกป่วยเป็นโรค


ใจแคบ
ใจของคนทั้งคู่เต็มไปด้วยทิฏฐิที่ตัวเองสมาทานเอาไว้ จึงไม่มีที่ว่างพอจะ
รองรับความจริงชุดใดๆ ได้อีก เวลาตีหนึ่ง ลูกทั้งๆ ที่เดินทางมาถึงบ้านพ่อแล้ว
พ่อทั้งๆ ที่ลูกยืนอยู่ตรงหน้า ห่างแค่ฝาบ้านกั้นเท่านั้น ก็กลายเป็นกาแพงคุกที่

ไม่สามารถมองทะลุเห็นกันได้ ในที่สุด พ่อลูกก็ไม่ได้พบกัน เพราะต่างคนต่าง
อยู่กับ‘ทิฏฐิ’ คือ‘โรคใจแคบ’ ของตัวเอง



นิทานเรื่องนี้มีคติสอนวา คนที่นอนกอดทิฏฐิ ตอใหความจริงมาปรากฏ
อยู่ตรงหน้า ก็มองไม่เห็น บางครั้งคนที่รักกันมาก เช่น สามีภรรยา พ่อกับลูก
พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ญาติกับญาติ บ่อยครั้งต้องเลิกร้าง ห่างเหินจากกัน






ไปในสภาพไมเหลือความทรงจาอันงดงามระหวางกัน เพราะตางคนตางก็ปวย
ด้วยโรค “ใจแคบ” ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตของเรานั้น บางครั้งก็แก้ได้ง่ายนิด
เดียว แต่ที่มันยืดเยื้อเรื้อรังกลายเป็นปัญหา เพราะต่างคนต่างถือทิฏฐิ ไม่มี
ใครยอมให้ใคร เพราะเชื่อมั่นว่าตนเป็นฝ่ายถูก ในเมื่อเป็นฝ่ายถูกจะให้ยอม
คนอื่นก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ ความจริงคนที่มีท่าทีอย่างนี้ แม้เขาจะถือว่าตน
ี่

เป็นฝ่ายถูก แต่ก็นับว่าเป็นฝ่ายถกที่ผิด เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทยืดเยื้อ

เรื้อรังออกไป เป็นการหมักความทุกข์เอาไว้ ทาให้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูก
ต้อง เป็นการปิดกั้นตัวเองกับความจริงออกไป เหมือนขังตัวเองให้อยู่ในคุกที่
มืดมิด ไม่มีวันได้ออกมาสู่โลกแห่งความจริงได้



(นิทานธรรมสาธก)








370


371


โคตัวที่ ๑๘



“การให้คือการได้


อย่าท�าตัวเป็นผรับฝ่ายเดียว”









ณ ท่ามกลางท้องทุ่งอันแห้งแล้ง มีพ่อค้าคนหนึ่งพร้อมด้วยสินค้า


อันหนักอึ้ง บรรทุกมาเต็มเกวยน ขณะที่เดินทางฝ่าลมแดดที่ร้อนระอ
พร้อมกับโคคู่ใจ ก็ได้มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยหญ้าและต้นไม้ เมื่อ


มาถึง พ่อค้าคนนั้นก็ประหลาดใจ ที่พบพี่น้องสามคนกาลังคร่าครวญ
ร้องไห้



หลังจากไดถามไถเรื่องราวจากสามพี่นองที่กาลังทุกขโศก ก็ทราบ


ว่าบิดาของพวกเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไป ส่วนสาเหตุที่คร�่าครวญร้องไห้ก็

เพราะว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามคาสั่งเสียของบิดาก่อนตาย
ซึ่งสั่งไว้อย่างเข้มงวดว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ให้แบ่งแก่บุตรคน
หัวปีครึ่งหนึ่ง ให้บุตรคนที่สองเศษหนึ่งส่วนสาม และให้บุตรคนสุดท้อง
เศษหนึ่งส่วนเก้า พี่น้องทั้งสามได้จัดสรรแบ่งปันในส่วนที่เป็นทรัพย์สิน



ต่างๆ ของบิดาอยางเรียบรอยลงตัว แตไมสามารถจะจัดสรรกับฝูงโค ๑๗

ตัวได้ พวกเขาพยายามที่จะแบ่งตามค�าสั่งของบิดา แต่แบ่งอย่างไรก็ไม่
ลงตัว จึงพากันอับจนปัญญา
พ่อค้าครุ่นคิดถึงปัญหาของพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอทางออก
ให้ “ฉันจะยกโคของฉันให้ ๑ ตัว พวกเธอก็จะมีโค ๑๘ ตัว พวกเธอก็






จะแบงปนกันอยางลงตัว” “ไมไดหรอกครับ ! ท่านท�าอยางนั้นไมได ท่าน


กาลังใช้โคลากเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายในเมือง”

พ่อค้าพูดขึ้นว่า “ลูกๆ จงเอาโคไปเถิด เอาไปเลย” แต่ก็ได้รับการ
ปฏิเสธ หลังจากพยายามเกลี้ยกล่อม คะยั้นคะยอ ในที่สุดพี่น้องทั้งสาม

คนก็โอนออนผอนตามความปรารถนาของพอคา และยอมรบความกรุณา





จากเขา ด้วยการรับโคตัวนั้นเป็นของขวัญด้วยโคจานวน ๑๘ ตัว
372



พี่นองทั้งสามคนจึงสามารถแบงโคอยางลงตัว สุดกับการให้ และการให้ของเราคงจะได้ความสุข



ตามคาสั่งของบิดา ลูกชายคนโตได้ครึ่งหนึ่งของฝูง แก่เราคืนมาอย่างประมาณค่ามิได้ รอยยิ้ม ความ


พวกเขาจึงเอา ๒ หาร ๑๘ ได้รับส่วนแบ่งไป ๙ ตัว อิ่มสุข ความอิ่มใจ คงจะตามมาใหเราไมมีวันสิ้นสุด
ลูกชายคนกลางได้เศษหนึ่งส่วนสามของฝูง เอา ๓ หากวันนี้เราคิดว่า จะให้อะไรแก่ชีวิตเรา จะ
หาร ๑๘ ได้รับส่วนแบ่งไป ๖ ตัว ลูกชายคนเล็ก ให้อะไรแก่คนรอบข้าง จะให้อะไรแก่เพื่อนร่วมงาน
ได้เศษหนึ่งส่วนเก้าของฝูง เอา ๙ หาร ๑๘ ได้รับ และเราจะให้อะไรกระทั่งคนที่เราเกลียดชัง ถ้าคิด



ส่วนแบ่งไป ๒ ตัว เชนนั้น เราคงจะไดอะไรจากชีวิตบาง คงจะไดอะไร



แตนาประหลาดใจมากเมื่อนาจานวนโคที่แบง จากคนรอบข้างบ้าง คงได้อะไรจากเพอนร่วมงาน



ื่
กันมาบวกกัน คือ ๙+๖+๒ เทากับ ๑๗ ซึ่งเทากับ บ้าง ไม่มากก็น้อย กระทั่งได้ความรักคืนจากคนที่


จานวนโคของสามพี่น้องที่มีอยู่เดิมนั่นเอง เมื่อแบ่ง เราเคยเกลียดชัง มาตั้งค�าถามกันเถอะว่า เราจะ




กันแลว จึงยังคงเหลือโคอยูอีก ๑ ตัว ซึ่งเปนโคของ ได้อะไรต่อความรู้ ต่อการเรียน ต่องานที่เราทา ต่อ

พ่อค้านั่นเอง พ่อค้าจึงขอรับเอาโคของเขาคืน ชีวิตที่เราอยากได้ การให้สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

เมื่อมรดกได้รับการจัดสรรแบ่งปันกันอย่าง ความสุขของผ้รับ คือความยินดีที่ได้รับสิ่งที่




ี่




ลงตัว เหมาะสม ถูกตอง เปนทพอใจของทั้ง ๒ ฝ่าย มอบให ในขณะที่ผใหนั้น สุขใจที่ได ชวยเหลือและ


ี่
ทั้งพ่อค้าและสามพน้องจึงแยกทางจากกันไปอย่าง แบ่งเบาความทกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน



มีความสุข การใหที่ปราศจากเงื่อนไข เปนการใหที่ท�าใหทั้งผูให ้


นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า การช่วยเหลือคน และผู้รับมีความสุข ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้

อื่นใหไดรับในสิ่งที่ตองการ มิไดหมายความวา เรา ด้วยความเต็มใจ และ เปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต ไม่รู้








เองจะตองเปนผูสูญเสีย เพราะวาการใหหมายถึง สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่ให้นั้น เป็น

การได้ การได้หมายถึงการให้ ถ้าคนเราคิดอย่าง เพียงผลพลอยได้จากการให้ เช่นเดียวกับนิทาน



นี้ แสดงถึงวิถีชีวิตที่งดงามยิ่งนัก ไมมีการแขงขัน เรื่องน พ่อค้าได้สละโคของตนแก่สามพี่น้อง ผล





ริษยา แย่งชิง อาฆาต พยาบาทกันจากการอยาก ตอบแทนคือ ไดรับโคของตนคนมาดวยเชนกัน และ
ได้ อยากมี อยากเป็น แทนที่อยากจะ “ได้” เรา ยังได้อะไรอื่นๆ อีกมากนอกจากได้โคคืน
มา “ให้” กันดีกว่าไหม เพราะว่า “ให้” หมายถึง
การ “ได้” และการ “ได้” หมายถึงการ “ให้” (นิทานธรรมสาธก)
หากเราคิดว่าจะให้ เราคงมีความสุขเกิดขึ้นทันที

ที่ให แตเพียงคิดที่จะได ความทุกขก็เริ่มตน และ




ไม่แน่ใจว่าเราได้มันมาหรือยัง ตราบเท่าที่มันยัง





ไมพอใจ หากวาการไดคือการให เราคงไดไมมีสิ้น

373


374


กาหลงซาก




“ตามใจตัวจะลาบาก ตามใจปากจะเสยชวิต”








สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย

ผู้กาลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้ เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน

ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน จึงทรงนาโสณกชาดกมา
ตรัสเล่าดังนี้
หในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ ทรงครองราชสมบัติ
อยู่ในกรุงราชคฤห์ พระราชาแห่งมคธรัฐ มีพระโอรสอยู่ ๑ พระองค์ ทรง
พระนามว่า อรินทมกุมาร อรินทมกุมารมีโสณกกุมาร ซึ่งเป็นบุตรชาย

ของปุโรหิตเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต
ต่อมา เมื่ออรินทมกุมารได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบิดา


โสณกกมารก็ได้หนีไปบวชเป็นพระฤษอยู่ในป่าหิมพานต์ เพราะมีนิสัยรัก
สันโดษ ไม่ชอบยศถาบรรดาศักดิ์ กระทั่งเวลาผ่านไป ๔๐ ปี พระราชา



อรินทมกุมารทรงนึกขึ้นไดวา มีเพื่อนรักอยูคนหนึ่งชื่อโสณกะ อยากจะพบ


หนาเหลือเกิน จากกันไปตั้ง ๔๐ ปีไม่ได้ข่าวคราวเลย ทรงบนหาทุกวัน จน
ต้องแต่งเพลงสืบหา เพลงที่ราชาทรงแต่ง ประชาชนร้องกันได้ทั้งเมือง แต่
ก็ไม่มีใครได้ข่าวของโสณกะเลย





ทางฝายพระฤษีโสณกะไดฟงเพลงที่เด็กชาวบานรอง ก็รูความหมาย

ทันที จึงสอนให้เด็กร้องเพลงตอบพระราชา แล้วให้ไปร้องให้พระราชาฟัง
เมื่อพระราชาได้ฟังแล้ว ทรงดีพระทัยมาก และพระราชทานทรัพย์ถึงพัน
กหาปณะ และตรัสถามเด็กว่า พระฤษีอยู่ที่ไหน เมื่อทรงทราบว่าพระฤษี
อยูในอุทยาน จึงรีบเสด็จไป พอเจอหนากันทั้งสองก็ไตถามถึงสาระทุกขของ




กันและกัน

ฝายพระฤษีโสณกะก็ชักชวนใหพระราชาออกบวช เพราะตนไดสมผัส





375




แล้วว่า ชีวิตนักบวชมีความสุขกวาการเปนพระราชา ป่าหิมพานต์ ไม่หวนกลับมาอีกเลย พอพระฤษีไป


แต่พระราชาไม่ทรงเห็นด้วย เพราะทรงเห็นว่าชีวิต แลวพระราชาทรงพิจารณาตรึกตรองตามคาสอนของ
นักบวชแห้งแล้ง จืดชืด พระฤษ ก็มองเห็นสัจธรรมของชีวิต นึกอยากบวช




พระฤษีโสณกะฟงแลวเห็นวาพระราชายังยึด ขึ้นมา จึงสละราชสมบัติทั้งหมดมอบให้พระโอรส


มั่นอยูในกามคุณ จึงทูลวา “คนที่หมกมุนอยูในกาม แล้วออกบวชอยู่ในป่าหิมพานต์ตลอดชีวิต







ยิ่งทาใหชวิตตกต่าลง คนที่หลงมัวเมาอยูในกามคุณ ชาดกเรืองนี้มีคติสอนว่า สิ่งล่อใจที่ทาให้คน


เหมือนกับกาซึ่งเป็นสัตว์มีปัญญาน้อย หลงติดอย่ ู เราหลงติดแล้วเกิดอันตรายนั้น ท่านว่ามีที่เห็น



ในซากศพ” จึงยกธรรมสาธกมาเลา เพื่ออุบายเตือน ง่ายๆ อยู่ ๕ ชนิด คือ รูปสวย ล่อให้ติดในทางตา
สติพระราชาว่า เสียงไพเราะ ล่อให้ติดทางหู กลิ่นหอม ล่อให้ติด

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช้างเชือกหนึ่งหากิน ทางดมกลิ่น รสอรอย ลอใหติดทางลิ้มรส สัมผัส










อยู่ในราวป่า วันหนึ่งไปพบหนองน้า ช้างหลงเพลิน ออนนุม ลอใหติดทางกาย แตละสิ่งเหลานี้ ถาใคร
กินหญาเดินลึกลงไปเรื่อยๆ จนไกลจากตลิ่งออกไป ไม่มีสติ คือการยับยั้งชั่งใจให้ดีแล้ว มักติดจนหลง


มาก น�้าลึกจนช้างว่ายไม่ไหว จมน้าตาย อยู่ใน ไหลได้ทุกอย่าง และมักเสียคนได้ เช่น คนที่ชอบ

หนองน้านั้นเอง ไฝ่ฝันถึงคนรูปสวย จนไม่เป็นอันศึกษาเล่าเรียน
มีกาตัวหนึ่งไปพบช้างตายในน�้า ก็ดีใจคิดว่า นั่นคือการติดในรูป หรือคนที่ชอบดูละครจนหาม

“ตนเป็นผู้โชคด เพราะจะได้กินอาหารโดยไม่ต้อง รุ่งหามค�่า ก็เพราะติดในรูปนั่นเอง คนที่หลงใหล


ออกแรงไปอีกนาน” จึงโผลงจับที่ซากชางนั้น จิกกิน ไปกับพวกนักร้อง ยอมอุทิศกายถวายตวให้ ก็
ิ่

เนื้อชางที่เนาเปอย อิ่มแลวก็หลับอยูบนซากชางนั้น เพราะติดในเสียง คนที่ชอบกลนหอม จนต้อง










เอง ตื่นขึ้นมาก็กินอีก กินๆ นอนๆ อยู่กับซากช้าง เปลืองคาใชจายในการแสวงหาน้าหอมราคาแพง ก็
ิ่

นั้นอย่างมีความสุข เพราะติดในกลน คนที่เห็นแกกิน ไมรูจักประมาณ



นานวันเข้ากระแสน้าก็ไหลออกสูทะเล จนไป โดยที่สุดแม้กินเหล้าเมายาจนเสียคน ก็เพราะติด

ถึงเกาะแห่งหนึ่ง บรรดานกที่อยู่บนเกาะจึงชวนให้ ในรส คนที่งาน “หนักไมเอา เบาไมสู” เกียจคราน




ไปอยู่บนเกาะด้วยกัน กาไม่ยอม เพราะยังติดใจ ไม่ยอมทางานให้ลาบากกาย กลายเป็นคนเจ้า




ในเนื้อช้าง เนื้อช้างยังมีเหลืออีกมากมาย ถ้าไปอยู่ ส�าราญ ก็เขาลักษณะคนติดในสุข ซึ่งแตละสิ่งเปน


บนเกาะต้องหากินลาบาก แต่แล้วซากช้างก็ลอย ของนาไปสู่ความหายนะได้ถ้าไร้สติ


ไกลฝงออกไปเรื่อยๆ จนถึงกลางมหาสมุทร พอซาก พระพุทธองคจึงตรัสสอน โดยยกชาดกมาให ้



ช้างเปื่อยเน่าแตกสลายไป กาก็มองไม่เห็นฝั่งเสีย เห็นเปนตัวอยาง คนเห็นแกกินโดยไมรูจักขอบเขต




แล้ว บินกลับไม่ได้ ถึงจะพยายามบินกลับอย่างไร ย่อมถึงความพินาศได้ เช่น กาที่ติดในซากศพของ
ก็ไม่สามารถบินพ้นจากมหาสมุทรได้ จึงหมดแรง ช้าง สมดังภาษิตไทยโบราณว่า “ตามใจตัวจะ
จมน้าตายในที่สุด กาก็ถูกปลาใหญ่ฮุบกิน สิ้นชีวิต ล�าบาก ตามใจปากจะเสียชีวิต” ควรถือเป็นคติ

กลางมหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด เตือนใจต่อไป
คนที่ยังติดอยู่ในกามคุณก็ ฉันนั้น เมื่อพระ
ฤษีกล่าวสอนพระราชาเสร็จแล้ว ก็เหาะขึ้นฟ้ากลับ (โสณกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก สัฏฐินิบาต เล่ม ๓๕ หน้า ๘๓)
376


377



สามคคีคือพลง


“นิ้วชวนคิด นิ้วสะกิดใจ”










ความสมัครสมานสามัคคี เป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งปรารถนาใน

สังคมทุกยุคทุกสมัย ความสามัคคีตองเริ่มจากจิตใจ ถาทุกคนมีความสามัคคี











เป็นน้าหนึงใจเดยวกันแลว จะเปนการสรางความเปนปกแผนมั่นคงใหประเทศ
ชาติ ความสามัคคีเป็นพลังในการสร้างชาติ ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะ

ทาการสิ่งใดก็ไร้ผล ชาติใดไร้พลังความรู้ จะต่อสู้กับใครก็พ่ายแพ้


ดังเรื่องปรัมปราเลากันมาวา ครั้งหนึ่ง นิ้วมือทั้ง ๕ ของคนเกิดโตเถียง

กัน โดยแต่ละนิ้วต่างก็ถือว่า ตนมีความสาคัญกว่านิ้วอื่น ๆ “ฉันสาคัญกว่า


ทุกนิ้ว เพราะเป็นนิ้วแห่งความมีอานาจ สามารถชี้สั่งการให้ใครทาอะไรก็ได้





ิ่
และสามารถชี้แนะสั่งสอนใหคนอื่นทาตาม” นิ้วชี้เริ่มคุยอวดความยงใหญของ
ตนก่อนนิ้วอื่น ท�าให้อีก ๔ นิ้วไม่พอใจที่ถูกคุยทับถม จึงตอบโต้ไป
นิ้วกลางอวดทับว่า “ฉันยาวและสูงกว่าพวกท่านทุกนิ้ว จึงต้องสาคัญ

กว่านิ้วอื่น ไม่เช่นนั้นพวกท่านคงไม่มาห้อมล้อม คอยปกป้องดูแลฉันหรอก”
นิ้วนางไม่ยอมน้อยหน้า อวดอ้างว่า “ฉันเป็นนิ้วของผู้ดี มีสง่าราศรี มี
เกียรติกว่านิ้วอื่น เวลาคนจะสวมแหวนเพชร แหวนทอง เขาก็จะสวมที่ฉัน”
นิ้วก้อยน้องน้อยสุด คุยอวดว่า “ฉันแม้จะเล็กหรือเรียวกว่านิ้วอื่น ๆ
แต่มันเป็นนิ้วน�าทาง ใครจะกราบพระหรือไหว้พระ หรือไหว้ผู้ใหญ่ ฉันก็จะ
ถึงก่อน และอยู่ใกล้ชิดกว่านิ้วไหนๆ ถือว่าเป็นนิ้วที่มีบุญ หรือเวลาใครจะ
คืนดีกัน หรือหนุ่มสาวจะควงคู่กันให้หวานชื่น เขาจะเกี่ยวก้อยกัน”
นิ้วหัวแม่มือได้ฟัง ก็บอกว่า “ใครจะสาคัญอย่างไรก็แล้วแต่ หากไม่มี

นิ้วหัวแม่มือ เวลาจะหยิบจับของอะไร จะหยิบถนัดได้อย่างไร เวลาใครลง
คะแนนเสียงเลือกตั้ง แม้แต่เข้าโรงจ�าน�า หรือการแสดงหลักฐานแทนการลง
ลายมือชื่อ เขาต้องใช้ฉันพิมพ์ลายนิ้วมือ”

เมื่อเกิดการขดแยงไมลงรอยกัน นิ้วทั้ง ๕ ก็บิดพลิ้ว เกี่ยงงอน ไม่ยอม







378


ร่วมมือกัน ปากจะกินอาหาร นิ้วก็ไม่ช่วยกันหยิบจับอาหารใส่ปากให้ เมื่อ
ร่างกายเกิดอาการคัน ก็เกี่ยงกัน ไม่มีนิ้วไหนยอมเกาให้หายคัน สุดท้ายแม้


ั้



จะเขียนหนังสือหรือทางานต่างๆ ก็ไมสามารถทาไดทงนั้น จนชีวิตตองพบกับ
ความเสื่อมโทรม เพราะเหตุที่นิ้วมือแตกความสามัคคีกัน
นิทานเรืองนี้มีคติสอนว่า ความสามัคคีจัดเป็นธรรมสาคัญสาหรับผู้










ที่อยูรวมกันเปนหมูเปนคณะ ความเจริญความเสื่อมของหมูคณะอยที่ความ

สามัคคีเป็นหลักใหญ่ ความสามัคคีนั้น คือความพร้อมเพรียงกันทางกาย

วาจา และใจ ของคนในหมู่คณะ คือเมื่อทาอะไรก็ทาร่วมกัน การทาร่วม






กันนั้นจะทาพรอมกันหรือแยกกัน จะทาเหมือนกันหรือทาตางกัน ไมสาคัญ




ความส�าคัญอยู่ที่ท�าอย่างประสานสัมพนธ์กัน ไม่ขดกัน ย่อมส�าเร็จ


ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เหมือนรถที่แล่นไปได้เพราะชิ้นส่วนต่างๆ ทางาน

ประสานสัมพันธ์กันทั้งหมด โดยแต่ละอย่างก็ทาหน้าที่ของตนต่างๆ กัน


ไป การพูดการคิด ก็ทานองนี้ แมจะพูดจะคิดกันไปคนละทางสองทาง แต ่
หากเป็นไปแบบประสานสัมพันธ์กัน ไม่ขัดแย้งกันจนต่อกันไม่ติด ก็ชื่อว่า
เป็นความสามัคคีทั้งสิ้น
หัวใจของความสามคคี คือการประสานสัมพันธ์กันได้อย่างเหมาะ

เจาะ มิใช่ว่าต้องทาพูดหรอคิดเหมือนกันจึงจะเรียกว่า สามัคคี ความ










สามคคีเชนนี้จะทาใหสิ่งที่ทารวมกันสาเร็จลุลวงไปดวยดี นาประโยชน์และ


ความสุขมาให้แก่หมู่คณะนั้นเอง ตรงกันข้าม ถ้าขัดแย้งกัน ไม่ประสาน
กัน ทาอะไรก็ไมสาเร็จ และผลสุดทายจะนาความวิบัติมาใหแกตนเองและ







หมู่คณะ ดังนิทานธรรมคติในเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง
(นิทานธรรมสาธก)
379


380




ปูทองผฉลาด


“เพ่อนกินหาง่าย เพ่อนตายหายาก”








ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
ทรงปรารภการเสียสละชีพของพระอานันทเถระเพื่อพระพุทธองค์ ได้ทรงน�า
สุวัณณกักกฏกชาดกมาตรัสเล่าดังนี้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ใน

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทางกสิกรรม วันหนึ่ง เขาไปนาพร้อมบริวาร สั่งลูก



น้องให้ทางาน ส่วนตนเองไปล้างหน้า ล้างตาที่หนองน้าปลายนา ในหนองน้า

นั้น มีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ตัวปูสีเหลืองเหมือนสีทอง พอถึงหนองน้า เขาแปรง
ฟันก่อนแล้วลงไปล้างหน้า
ขณะนั้น ปูทองอยู่ใกล้ๆ เขา เขามองเห็นปูแล้วเกิดความเอ็นดู จึงจับ
ขึ้นมาวางไว้ที่ผ้าห่มของเขา เมื่อจะกลับไปทานาต่อก็ปล่อยมันลงน้าไป


วันตอมา ถาเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้า จับปูขึ้นมานอนที่ผาหม






ก่อนแล้วไปทานาทั้งวัน ตกเย็นไปปล่อยลงน�้าแล้วค่อยกลับบ้าน เขาทาเช่นนี้

เป็นประจาทุกวัน เขากับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ดวงตาของพราหมณมีลักษณะแปลกอยูอยางหนึ่ง คือจะเปนวงกลม ๓




ชั้น ใสแจ๋ว ที่ปลายนานั้นมีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกา
เกิดอาการแพ้ท้อง อยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา จึงพูดอ้อนวอน
สามีว่า “ถ้าไม่ได้กิน ฉันคงตายแน่ๆ” สามีเอ่ยปากตอบด้วยความระอาว่า
“น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าคิดมากไปเลย
น้อง”
นางกาจึงเสนออุบายอย่างหนึ่งว่า “ที่ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัย



อยู ถาเราใชงูเหากัดเขาตายแลว ค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เปน







จริงนะซิ” กาสามีเห็นดีดวย นับแตวันนั้นเปนตนมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติ
งูเห่าด้วยการน�าอาหารมาให้เป็นประจ�า พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ปูทองก็
เติบโตเต็มที่
381







วันหนึ่ง เวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ก็ออกมาดูนา สนมคุนเคยกันมากยิ่งขึ้นกวาแตกอน ตางชวยเหลือ



ตามปกติ เขาแวะไปที่หนองน�้า จับปูมาวางไวที่ผาหม เกื้อกูลกันจนตราบสิ้นชีวิต


แล้วก�าลังจะเดินขึ้นคันนาเลาะดขาวเทานั้น ก็ถูกงูเหา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ผู้ใหญ่มักจะมีคา






กัดเข้าที่น่อง ล้มฟุบลงอยู่ตรงนั้น งูเห่ากัดเขาแล้วก็ เตือนเด็ก ๆ และเยาวชนทังหลายถงการคบเพื่อน
เลี้ยวเข้าจอมปลวกไป โดยมีคากล่าวว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหา


พอพราหมณ์ล้มลง ปูทองได้ไต่ขึ้นไปเกาะที่ ยาก” ซงเป็นค�าแนะนาการคบเพอนในลักษณะ
ื่
ึ่




ยอดอกของเขา กาตัวผูก็บินมาจับบนรางของเขาเชน หนึ่ง เพราะในยามที่เปนปกติ ในยามที่เรามีฐานะ
กัน ขณะที่กากาลังจะจิกดวงตาของเขานั่นเอง ปูทอง มีเงินทอง สามารถเลี้ยงดู อานวยประโยชน์ให้กับ


ก็ใช้ก้ามปูหนีบคอกาเอาไว้แน่น แล้วขู่ว่า “เจ้ากาชั่ว ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เรามีทรัพยากรช่วยเหลือเขา ก็
เจ้าเรียกงูมาเดี๋ยวนี้นะ มิฉะนั้น เจ้าคอขาดแน่ ๆ ” จะมีคนมาคอยแวดล้อมคบค้าสมาคมด้วย
กากลัวตาย จึงร้องเรียกงูว่า “เฮ้ย งูเห่าเพื่อน แตในยามที่เราตกยาก คนเหลานั้นก็อาจจะ






รัก กลับมากอน ขาถูกปูตาโปนหนีบคอแลว กลับมา หลบหน้าหนีหาย เพราะเราไม่สามารถอานวย



ชวยกันกอน” งูเหาพอไดยนเสียงเรียกก็เลื้อยกลับมา ประโยชนใหกับเขาไดเหมือนเดิม แตในความเปน















แผพังพานหันจะฉกปู ปูจึงใชกามอีกขางหนงหนีบคอ เพื่อนนั้น จะพิสูจนกันไดดวยในยามที่เราทุกขยาก




งูเอาไว้อีก งูเห่าดิ้นไม่หลุด จึงร้องถามปูทองว่า “เจ้า เรามีปัญหา เพื่อนที่ยงอย่ใกล้เราและคอยช่วย



ปูตาโปน ปลอยพวกขาเดี๋ยวนี้นะ เจาหนีบคอพวกขา เหลือเราโดยไม่หวังอะไรจากเรา ยามเราเจ็บป่วย


ทั้งสองไว้ทาไม?” เพื่อนจะคอยดูแลรักษา คอยเป็นห่วงเป็นใย ยาม
ปูทองตอบว่า “เจ้างูชั่ว ชายคนนี้เป็นที่พึ่งของ เราถูกลบหลูศักดิ์ศรีหรืออยู ในอันตราย เขาจะหา




ข้า ถ้าเขาตายไป ข้าก็ต้องตายด้วย เพราะไม่มีผู้ ทางชวยเราเทาที่จะเปนไปได นั่นแหละ นับวาเปน






คุ้มครอง เจ้ามาทาให้เขาตายเสียแล้ว พวกเจ้าต้อง เพื่อนตาย มันอาจจะเปนการยากที่จะหาเพื่อนตาย

ตาย” งูฟงแลวคิดจะลอลวงปู จึงพูดวา “เจาปูตาโปน เหมือนตัวอย่างในชาดกเรื่องนี้ เพราะเราไม่





ถ้าเช่นนั้น ข้าจะดูดพิษกลับคืนให้เขา ฟื้นคืนชีพมา สามารถจะคาดหวังอะไรได นอกจากจะรูจักคบคน




เจ้าปล่อยพวกข้าก่อนซ กอนทพิษรายแรงจะท�าให้เขา และต้องเริ่มเป็นฝ่ายให้



ตาย” การจะมีเพือน ก็ต้องเริ่มจากการที่เราต้อง
ปูรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของงูเห่า จึงพูดว่า “เจ้างูชั่ว ให้ความเป็นเพื่อนแก่ผู้คน ต้องมีการแผ่ เมตตา

ข้าจะปล่อยเจ้าก็ต่อเมื่อเห็นชายคนนี้ฟื้นและลุกขึ้น นาพาเพื่อนไปในทางที่ถูกต้อง คอยให้ค�าแนะน�า

ได้เสียก่อน ข้าถึงจะปล่อยกาไป” ว่าแล้วปูก็คลาย แก่เขา แม้จะทาให้เขาโกรธบ้าง ไม่พอใจบ้าง แต่

ก้ามให้งูได้ดูดพิษในร่างพราหมณ์คืน เมื่อพราหมณ์ ถามันเปนสิ่งที่ด ถาเพื่อนหลงผิด มันอาจจะท�าให้



ฟื้นลุกขึ้นยืนเป็นปกติแล้ว ปูคิดว่า ถ้าขืนปล่อยให้ เขาไม่พอใจ เกลียด หรือเข้าใจผิดเรา สักวันหนึ่ง
สัตวทั้งสองนี้ไป ก็จะกลับมาท�าร้ายพราหมณ์เจ้าของ เขาจะเหนความตงใจดีของเรา และเข้าใจคุณค่า

ั้




นาอีกจนได้ จึงใช้ก้ามหนีบคอสัตว์ทั้งสองเสียชีวิต ความเปนเพื่อนแท เปนเพื่อนตายของเรา และนั่น
ี่
ทันที ก็เป็นโอกาสทเขาจะสามารถตอบกลับความเป็น
ฝ่ายนางกาที่จับอยู่บนต้นตาล เห็นเหตุการณ์ เพื่อนที่ดีในภายภาคหน้า
ื่




กลับตาลปตรเชนนั้น ก็รีบบินหนไปอยูที่อน พราหมณ์
เจ้าของนาโยนร่างของงูและกาทิ้งเข้าไปในป่า นับ (สุวัณณกักกฏกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย



ตั้งแตวันนั้นเปนตนมา พราหมณและปูทองก็ยิ่งสนิท ชาดก ฉักกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๙๖)

382


383


ลุงด�า







“พดดีเป็นศรีแก่ปาก พดมากอปราชย”






นานมาแล้ว ณ ต�าบลหนึ่ง ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย มีชายคนหนึ่ง

ชื่อ ลุงดา ลุงด�ามีความสามารถในการต้มเหล้าเถื่อน รสชาติที่แกท�า เป็นที่
ถูกอกถูกใจของชาวบ้านในละแวกนั้น เจ้าหน้าที่ตารวจและผู้ใหญ่บ้านต่างจ้องที่



จะจับแก แตยังไมมีหลักฐานที่เพียงพอทจะจับแกไดเพราะแกหาทางซอนหลักฐาน






หลบหลีกได้ทุกครั้งไป ด้วยเหตุนี้ ลุงดาจึงดารงชีพด้วยการต้มเหล้าเถื่อนเรื่อยมา
ไม่ว่าจะเป็นงานศพหรืองานมงคล ลุงดาจะเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง


ครั้งหนึ่ง เป็นงานบวชของหลานเพื่อนบ้าน ลุงดาเมามาช่วยงานแต่เช้า แต่
แปลกถึงแม้ลุงด�าจะเมามากขนาดไหน แกก็ไม่เคยปริปากเอ่ยถึงเหล้าที่แกต้มสัก
ครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าแก่ซ่อนเหล้าไว้ที่ไหน แม้เจ้าหน้าที่ตารวจคอยสะกดรอยตามไป

ถึงบ้าน ก็ยังไม่รู้





ผูใหญบานแนะน�าใหลุงด�ารูจกกับหลานชายแก ซึ่งมาจากกรุงเทพฯ ทั้งสอง


คุยถูกคอกัน เนื่องจากลุงดาพูดอะไร หลานชายคนนี้ไม่เคยขัดคอ ชายหนุ่มเอ่ย
ถามว่า
“เขาลือกันว่า ลุงต้มเหล้าเก่ง แถมรสชาติยังดีอีกด้วย”
“ไม่ใช่ข่าวลือหรอกพ่อหนุ่ม” ลุงดา ตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ฉันมีคาถามอยากจะถามลุงหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยปาก

“ได้ซิหลานชาย ถามหลายอย่างก็ได้”

“ลุงต้มเหล้าเถื่อนอย่างนี้ ไม่กลัวตารวจจับบ้างหรือ”

“ลุงไม่กลัวหรอก ลุงทามานานแล้ว ไม่มีใครจับได้หรอก”
“ลุงเก่งมากเลย ซ่อนเหล้าได้อย่างมิดชิด ไม่มีใครหาเจอ”
“การหากินแบบนี้มันต้องมีไหวพริบ หาทางหนีทีไล่ ไม่งั้นติดคุกหัวโตแน่”

“ฉันอยากเห็นกับตาว่าลุงทาอย่างไร ได้ยินแต่ข่าวที่ชาวบ้านเขาลือกัน”









384


“หลานชาย เรื่องแบบนี้อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ ชวนมากินเหล้าเถื่อนเมื่อวานนี้เอง
ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง” แล้วแกก็โอ้อวดเสียงอ้อแอ้ นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า







ว่า “หลานชายพูดถูกใจลุงมาก งานบวชเสร็จแลวไป ๑. โบราณทานสอนวา “พูดดเปนศรีแกปาก
ดูที่บ้านลุงว่าเหล้าที่ลุงทา เหมือนที่พ่อหนุ่มเคยกิน พูดมากอัปราชัย” หัวใจส�าคัญของค�ากลาวนี้ ก็คือ


มาหรือเปล่า” การพูดให้ดี ถ้าพูดไม่ดี อาจนาโทษทุกข์ภัยมาให้

“จะดีหรือ ถ้าตารวจรู้เข้าจะเดือดร้อนถึงลุง” แก่ผ้พูดได้ สุนทรภู่กวีเอกของไทย ได้ให้ความ



“โธ่ เรื่องเล็กน้อย พ่อหลานชาย นอกจากลุง สาคัญของการพูดดังในบทประพันธ์ว่า




กับพอหนุมแลว ไมมีใครรูอีก” หลังงานบวชเสร็จ ลุง เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก




ดาก็พาชายหนุมไปที่บาน มีพวกชาวบานเดินตามไป จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา

ด้วย แต่ถูกลุงด�าไล่ให้กลับหมด เมื่อถึงบ้านแล้วแก แม้พูดดีมีคนเขาเมตตา






ใหชายหนุมนงรอที่หอง ลุงด�าหายไปสักพก กลับมา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ
พร้อมเหล้าเถื่อนฝีมือแกต้ม ยื่นให้ชายหนุ่มพลาง ๒. คาพูดก็เหมือนการสาดน้า น้าที่ถูกสาด



บอกว่า “ลองชิมดู พ่อหนุ่ม” ออกไปแล้ว ไม่สามารถเอาคืนอีกเลย ค�าที่เราพูด




ชายหนุมรับมาดื่ม พรอมกับชมวา “รสชาตดี ออกจากปากนัน ก็ไม่สามารถเอาคนได้เช่นกัน








อยางที่ชาวบานเขาร�่าลือจริงๆ เลยลุง” ลุงด�ายิ้มหนา กอนที่จะพูดอะไรควรคิดใหดีๆ แลวจึงคอยพูด ค�า




บานที่ชายหนุ่มพูดถูกใจ “ลุงจะพาพ่อหนุ่มไปยังที่ พูดที่ดจะท�าใหคนฟงรูสึกชอบและสบายห แตถา




เก็บเหลาเถื่อน แตพอหนุมอยาไปบอกใครเด็ดขาด” คาพูดที่ไมดี ค�าพูดนั้นจะนาโทษทกขภัยมาสผูพูด













“เชื่อฉันเถอะลุง ฉันไม่บอกใครหรอก” ชาย ในวันใดวันหนึ่ง ข้างหน้า

หนุ่มรับคา มีค�าสุภาษิตโบราณว่า ปลาหมอตายเพราะ



ลุงด�าพาชายหนุมไปหลังบานที่เก็บเหลาเถื่อน ปาก หมายถึงคนที่ชอบพูดพล่อยๆ รู้เท่าไม่ถึง

ชายหนุมตกใจที่ลุงดาเก็บเหลาเถื่อนไวมากกวาที่เขา การณ์ หรือแสดงความอวดดี จนตนเองต้องรับ




คิดไว้ และกล่าวชมลุงว่า “ลุงเก่งจริงๆ หาที่ซ่อนได้ เคราะห์ ก็เพราะปากของตนเอง ดังนิทานเรื่อง

อย่างมิดชิด ไม่มีใครหาเจอ” ลุงดานี้เป็นตัวอย่าง

ลุงดาบอกว่า “ของแบบนี้มันต้องมีวิธี ถ้าไม่

แน่จริงไม่รอดพ้นเจ้าหน้าที่มาได้ปานนี้หรอก” (นิทานธรรมสาธก)
ชายหนุ่มอยู่ต่อสักพักจึงลากลับ พอรุ่งเช้า
เจ้าหน้าที่ตารวจและผู้ใหญ่บ้านมาเคาะประตูเรียก



ลุงดาแต่เช้า พอแกเห็นเจ้าหน้าที่ตารวจถึงกับตกใจ

เพราะหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตารวจนั้น คือชายหนุ่มที่แก
385


386




ความลบไมมในโลก




“ไมท�าชั่วทั้งในที่ลบและในที่แจง”







ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุง
สาวัตถี ทรงปรารภอุบายเครื่องข่มกิเลสที่เกิดขึ้นภายในพวกภิกษุ ในยาม

รุ่งแจ้ง ได้ทรงนาสีลมังสชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้
กาลครงหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติในตระกูล
ั้
พราหมณ์ ในเมืองพาราณสี เมื่อเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ได้ไปเรียนศิลปวิทยา

ในสานักอาจารย์คนหนึ่ง ในเมืองนั้นเอง ที่สานักเรียน อาจารย์มีลูกสาว

สวยคนหนึ่ง ต้องการอยากจะได้ลูกเขยที่เป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นคู่ชีวิตให้
กับลูกสาว คิดแผนการได้อย่างหนึ่ง แล้วเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด

ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า
“นี่เธอทั้งหลาย ลูกสาวเราเติบโตเป็นสาวแล้ว เราจักให้ลกสาว

แต่งงาน แต่ยังขาดผ้าประดับอยู่อีกมาก ขอให้พวกเธอจงลักเอาผ้าประดับ


พวกญาติๆ แต่มข้อแม้ว่า จะต้องไม่มใครเห็นนะ ผ้าทีมีคนเห็นเราจะไม่

รับ” พวกลูกศิษย์ต่างก็รับคา

ตั้งแต่นั้นมา ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันนาผ้าประดับที่แอบลัก ได้นา


มามอบให้อาจารย์ ท่านก็เก็บรวบรวมไว้ที่หนึ่ง มีเพียงพระโพธิสัตว์เท่านั้น

ที่ไม่มีผ้าอะไรมามอบให้ อาจารย์จึงถามว่า “ทาไมเธอถึงไม่ลักผ้าประดับ
มาให้อาจารย์ล่ะ”
พระโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า “ท่านอาจารย์ครับ เหตุที่ผมไม่กล้าขโมย

ของ เพราะกระผมเชื่อว่า ความลับในการทาความชั่วไม่มีในโลก ไม่ว่าใน

บ้านหรือในป่า แม้ผู้อืนจะไม่เห็น แต่ตวเองก็ยังมองเห็น และตัวเองนั่น



แหละย่อมรู้ว่า ทาดีหรือทาชั่ว”
อาจารย์ได้เห็นความมีคุณธรรมของศิษย์ผู้นั้นแล้ว จึงยกลูกสาวให้


แก่เขา ทั้งยงยกย่องเขาให้เป็นแบบอย่างของการเป็นคนดีมีคณธรรมแก่

ศิษย์คนอื่นอีกด้วย และให้นาผ้าที่ทุกคนนามาให้ กลับคืนบ้านไป





387


นิทานชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนท�าความชั่วในที่ลับด้วยคิดว่า
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น โดยเฉพาะความชั่วร้าย เช่น ฆาตกรรม หรือ



การลักขโมย เปนตน ในที่สุดความชั่วนั้นก็จะเปดเผยออกมาจนได คน

ที่ทุจริตคิดไม่ซื่อตรงนั้น แม้เบื้องต้นจะไม่มีใครพบเห็น หรือจับไม่ได้
ไล่ไม่ทัน เพราะคนที่ท�าความชั่ว ทุกคนย่อมจะพยายามท�าอย่าง

รอบคอบ ถี่ถ้วน เป็นที่สุด แต่สุดท้าย ความลับในการทาความชั่วก็ถูก
เปิดเผยออกมาจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว
จากนิทานชาดกเรื่อง ความลับไม่มีในโลก เกี่ยวข้องกับหลัก

ธรรมะ ๒ ประการ ได้แก่
๑. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือ หิริ
๒. ความละอายแก่ใจ ไม่กล้าท�าความชั่ว ทั้งในที่ลับและในที่

แจ้ง ความเกรงกลัวต่อผลจากการทาชั่วจะตามสนอง คือ โอตตัปปะ



หิริและโอตตัปปะ จึงมีความจาเป็นในการดารงชีวิตในทุกโอกาส


ดังนั้น ก่อนจะทาอะไรลงไป จึงควรระลึกถึงพระพุทธภาษิตว่า

นตฺถิ โลเก รโห นาม
ความลับไม่มีในโลก





ี่
แล้วชวิตจะปลอดภัย ทั้งในทลับและในที่แจ้ง ในชาตินี้และ
ชาติหน้า
(สีลวีมังสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๐๑)























388


389




กาเจาเลห์

“ต่อหน้าอย่างหนึ่ง


ลบหลงอย่างหนึ่ง”









สมัยหนง เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ึ่
ื่


กรุงสาวัตถ ภิกษทั้งหลายก�าลังนั่งสนทนาธรรมถึงเรองภิกษุรูปหนึ่งที่มักพูดโกหก
เสมอ ทั้งที่พูดไปด้วยความตั้งใจบ้าง บางครั้งพูดออกไปด้วยความไม่ตั้งใจบ้าง
พระศาสดาเสด็จผ่านมาทรงได้ยินเข้า ทรงย้อนอดีตของภิกษุนั้น เพื่อ


ตรวจดูวา ที่เปนเชนนั้นเพราะเหตใด ทรงพบว่า อดตชาติภิกษุนั้นก็เคยเปนเชน








นี้ ทรงปรารถนาที่จะยกเรื่องราว ใหเปนอทาหรณสอนใจภิกษุสงฆ และตระหนัก









ถึงผลของการโกหก พูดอยางทาอยางวามีแตผลเสียเทานั้น พรอมทั้งจะไดแสดง

พระธรรมเทศนาเป็นการประทานโอวาทใหญ่ด้วย จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุรูปนี้ เธอไม่ใช่เพิ่งมาพูดโกหกในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอก็มีนิสัย
พูดโกหก จนเป็นที่ติเตียนของผู้รู้มาแล้ว ในที่สดชวิตในบั้นปลายของเธอก็



ประสบกับความวิบัติ” พระพุทธเจ้าจึงจึงทรงนาธัมมัทธชชาดก มาตรัสเล่าดังนี้
ั้
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญานก ครนเติบโตขึ้น ท่านมี



เหลาฝูงนกทั้งหลายแวดลอมเปนบรวาร อาศัยอยูที่เกาะแหงหนึ่งกลางมหาสมุทร



ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาลิกรัฐกลุ่มหนึ่ง พากันแล่นเรือไปยังกลางมหาสมุทร และ
ได้น�ากาแสนรู้บอกทิศทางไปด้วย
สมัยนั้น ยังไม่มีเข็มทิศนาทางเช่นในสมยนี้ จึงต้องเลี้ยงกาให้ทาหน้าท ี่




นาทางแทนเข็มทิศ การเดินทางครั้งนั้น ไม่สะดวกราบรื่นดังเช่นทุกครั้งที่ผ่าน
มา เนื่องจากพายุใหญ่พัดโหมกระหน่า จนเรืออัปปางกลางมหาสมุทร ทุกคน

ต่างประสบกับภัยพิบัติ กาตัวนั้นรบบินหนีจนไปถึงเกาะแห่งนั้น เมื่อกาไปถึง





เกาะ จึงบินตรวจดูทาเล พบวาเกาะกลางมหาสมุทรนี้เปนที่อาศัยของนกหมูใหญ

คิดว่าตนไม่อดตายแน่ มันพยายามนึกหาวิธีที่จะท�าให้ตนเองอยู่รอด ได้
ใคร่ครวญดูว่า นกฝูงนี้เป็นนกฝูงใหญ่มาก เอาเถิด เราควรโกหกเพื่อกินไข่และ

ลูกอ่อนของมันให้ได้ คิดดังนแล้ว มันรีบบนลงไปในท่ามกลางฝูงนกทั้งหลาย


390



และทาเป็นยืนขาเดียว อ้าปากค้างอยู่ที่พื้นดิน
เนื่องจากฝูงนกยังไม่เคยเห็นอาการอย่างนี้มาก่อนในชีวิต จึงพากัน






ประหลาดใจว่า นกตัวนี้คงมีขอวัตรปฏบัติทไมเหมือนนกตัวใดในโลก จึงสงตัวแทน
เข้าไปถามว่า “ท่านเป็นใคร มาจากไหน ทาไมถึงทาท่าประหลาด ยืนขาเดียวอยู่


เช่นนี้”
กาเจ้าเล่ห์วางท่าสงบนิ่งอย่างน่าเชื่อถือ พลางกล่าวว่า “ฉันเป็นผู้ประพฤติ
ธรรม ท�าเช่นนี้มานานทีเดยว หากฉันเหยียบแผ่นดินทั้งสองขา แผ่นดินจะไม่

สามารถต้านทานไว้ได้ จะทรุดลงไป”
นกทั้งหลายฟังดังนั้นยังไม่สิ้นสงสัย จึงถามต่อไปว่า “แล้วทาไมท่านยืนอ้า

ปาก” กาเจ้าเล่ห์รีบตอบทันทีว่า “ที่ฉันทาแบบนี้ เพราะตัวฉันเองไม่สนอาหารอื่น

นอกจากลมเท่านั้น” จากนั้นมันยังเรียกนกทั้งหลายมาให้โอวาทด้วยว่า “ท่านทั้ง
หลายก็เช่นกัน ควรตั้งใจประพฤติธรรมด้วยดีความสุขความเจริญจะได้มีแก่ท่าน



เพราะผู้ประพฤตธรรมเท่านั้นจงจะมีความสุขทุกเมื่อ” พลางแสดงอากัปกิริยาว่า






ตนเองเปนผูมีความสุขไมวาจะอยูในอิริยาบถใด ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ทาทีเหมือน

มีความสุขเหลือเกิน คาพูดของกาตัวนั้นเป็นความจริง เพียงแต่มันทาไม่ได้ตามที่

พูดเท่านั้นเอง มันจึงต้องพบกับความหายนะในที่สุด


เมื่อนกเหลานั้นสังเกตอิริยาบถที่ดูแลวเหมือนมีความสุขเชนนั้น ตางพากัน


หลงเชื่อและสรรเสริญวา “นาสรรเสริญกาตัวนี้จริงหนอ นอกจากจะประพฤติธรรม


แล้วยังสั่งสอนธรรมอีกด้วย” เมื่อพวกนกหลงเชื่อ เวลาจะออกหากินจึงฝากฝังว่า
“ท่านครับ ตัวท่านเองก็กินแต่ลมอย่างเดียว ถ้ากระนั้นขอให้ท่านช่วยอนุเคราะห์
พวกกระผมด้วย ช่วยดูแลไข่และลูกอ่อนของพวกเราด้วยเถิด” จากนั้นฝูงนกต่าง




พากันออกไปหาเหยื่อตามปกติ เมื่อไมมีใครอยู กาเจาเลหก็จิกกินไขและลูกออน



จนอิ่ม แล้วยืนหลับตานิ่งอยู่ในอิริยาบถเดิม
ครั้นนกทั้งหลายกลับมาไม่พบไข่กับลูกอ่อน ต่างพากันส่งเสียงลั่นว่า “ลูก
และไข่ของเราหายไปไหน” แต่ไม่มีใครสงสัยกาเลย เพราะต่างคิดว่าเป็นกา
ประพฤติธรรม เมื่อเกิดเหตุบ่อยขึ้น พญานกโพธิสัตว์จึงฉุกใจคิดว่า “ตั้งแต่กาตัว

นี้มา ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เราจะจับพิรุธกาตัวนี้เอง” จึงทาทีเหมือนออกไปหาเหยื่อ
พร้อมกับนกบริวาร แล้วแอบบินกลับมา ซุ่มดูอยู่เงียบๆ เห็นกิริยาอาการทั้งหมด
ของกานั้น

ื่


นกพระโพธสัตวจึงเรียกประชุมฝงนกทั้งหมด เลาเรองราวทั้งหมดวา “สหาย




ทั้งหลาย กาตัวนั้นไมมีศีลเลย พูดอีกอยางหนึ่ง ทาอีกอยางหนึ่ง ไมตั้งอยูในธรรม




391


ที่ตนเองสั่งสอนผู้อื่น วาจาอ่อนหวาน แต่จิตใจร้ายกาจนัก ได้แอบกินไข่และ


ลูกน้อยของพวกเรา กาตัวนไม่ควรอยู่ร่วมด้วย เพราะมันอยู่ที่ใด ย่อมจะ

ทาความวิบัติที่นั่น”

นกพระโพธิสัตว์ได้บินขึ้นไปจิกกดกาตัวนั้น ส่วนนกที่เหลือพากันรุม
จิกกัดเช่นกัน จนกาสิ้นชีวิต เมื่อพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบ จึง


ประชุมชาดกวา กาในครั้งนั้นไดมาเกิดเปนภิกษุที่มักโกหก พญานกผูจับเท็จ


ได้ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การพูดอีกอย่างหนึ่ง และทาอีกอย่างหนึ่ง


นั้น ไมใชวิสัยของบัณฑิต โดยเนื้อแทของตนเองไมตั้งอยูในธรรม นอกจาก



หลอกลวงตนเองแล้วมีแต่จะก่อให้เกิดผลเสียหายตามมาอีก ทั้งท�าให้ไม่


เป็นที่รกของผู้คนทั้งหลาย คาพูดเท็จนี้มีแต่โทษ ไม่ก่อให้เกดประโยชน์

อันใด แม้เพียงน้อยนิด

โดยปกติวิสัยของผู้ประพฤติธรรมจนเข้าไปในจิตสานึกแล้ว ท่าน
เป็นคนตรง พูดอย่างไร ทาอย่างนั้น ไม่ใช่พูดอย่าง แต่ไปท�าอีกอย่าง ซึ่ง

เป็นนิสัยของคนธรรมดา คนที่มีนิสัยไม่ประพฤติธรรม ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

อุปนิสัยเนื้อแท้แล้ว จะเป็นคนที่เหลาะแหละ พูดคาไม่จริง พูดอีกอย่าง

หนึ่ง แต่ไปทาอีกอย่างหนึ่ง เชื่อถือไม่ได้ คนที่มักโกหกหลอกลวง ทั้งชีวิต






จะเต็มไปดวยความหวาดระแวง เพราะตองเสกสรรปนแตงค�าพูดอยูตลอด
เวลา ในบั้นปลายชีวิต ย่อมไม่พ้นความทุกข์ทรมาน แม้ละโลกนี้ไปแล้ว
ยังต้องทุกข์ทรมานอย่ในอบายภูมิ ผ้ที่ทาผิดเช่นนี้ หากได้ครูอาจารย์ที่



เปี่ยมด้วยมหากรุณาช่วยแก้ไข ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
(ธัมมัทธชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ฉักกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๕๙)



















392


393


ตายเพราะปาก






“พดดีเป็นศรีแก่ตัว พดช่วตัวเดือดร้อน”







ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
ทรงปรารภพระโกกาลิกะ ผู้เดือดร้อนเพราะปากไม่ดี ได้ทรงนาตักการิยชาดกมา

ตรัสเล่า ดังนี้

ั้
กาลครงหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชายหนุ่มชื่อ
ตักการิยะ ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ในส�านักของพราหมณ์ปุโรหิตคนหนึ่ง
ในเมืองพาราณสี

พราหมณปุโรหิตทานนี้เปนคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา ภรรยาของท่าน








ไดคบชูกับคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมาเหมือนกัน ทานพราหมณปุโรหตไดหาม

ภรรยาให้เลิกพฤติกรรมนั้นเสีย แต่ก็ไม่เป็นผล จึงคิดหาวิธีฆ่าชายชู้นั้นได้อย่าง
หนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า “ขอเดชะพระ
ั้


มหาราชเจ้า เมืองนีเปนเมืองชนเลิศในชมพูทวีป พระองคก็เปนอัครราชา แต่ประต ู


ั่
เมืองด้านทิศใต้สร้างไว้ไม่มนคง ต้องรื้อประตูเก่าออก แล้วสร้างประตูใหม่ตาม
มงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า” พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างประตูใหม่ตามนั้น

เมื่อรื้อประตูเก่าสร้างใหม่แล้ว ท่านพราหมณ์ปุโรหตได้เข้าเฝ้ากราบทลอีก

ว่า “ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ประตูสร้างเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า” แล้วกราบทูลต่อ






ไปว่า “พรงนี้เปนวันฤกษดี จะมีพิธีทาพลีกรรม บวงสรวงสังเวยเทพดาผูมีศกดิ์ใหญ ่

มาสถิต ด้วยการฆ่าพราหมณ์บริสุทธิ์คนหนึ่ง ผู้มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอก น�าเลือด
เนื้อมาบวงสรวง แล้วใส่อ่างฝังไว้ใต้ประตู จึงจักเกิดสวัสดิมงคลแก่พระองค์และ
ชาวเมือง พระเจ้าข้า”

พระราชาทรงรับสั่งให้ทาตามนั้น ท�าให้ท่านพราหมณ์ปุโรหิตดีใจว่า “พรุ่งนี้
ละ จะเป็นวันตายของศัตรูเรา” เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็อดจะพูดโม้ไม่ได้ จึงบอก
ภรรยาว่า “แนะ ! นางกาลี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะชื่นชมกับใครเล่า พรุ่งนี้ชู้ของเจ้าจะ


394





ถึงที่ตายแลว” ภรรยาเถียงวา “เขาไมมีความผิด จะ ราชารับสั่งเรียกใหเขาเขาเฝา และประทานตาแหน่ง




ฆ่าเขาเพราะเหตุอะไรเล่า” ปุโรหิตให้แก่เขา แล้วสั่งให้ทาตามอามาตย์เสนอ


พราหมณ์ปุโรหิตตอบว่า “พระราชารับสั่งให้ ทหารจับมัดพราหมณ์ปุโรหิตนั้น ขุดหลุมที่ใต้ประตู

ข้าทาพลีกรรม บวงสรวงสังเวยประตูเมืองดวยเลือด กั้นม่านล้อมรอบพราหมณ์ไว้ พราหมณ์มองดูหลุม




ของพราหมณผูมีเขี้ยวและตาเหลือง ชูของเจามเขี้ยว พลางถอนหายใจพึมพร�าว่า “เราเปนคนจัดแจงความ



และตาเหลืองมิใช่หรือ” นางจึงรีบส่งข่าวไปให้ชายชู้ พินาศแกตนเอง เพราะพูดมากแทๆ พลางพูดกับลูก



ทราบทนทีและก�าชับใหรีบหนีไปที่อื่นโดยเรว พร้อม ศิษยปุโรหิตคนใหมวา “ตักการยะ ฉันเปนคนโงเขลา








ทั้งชวนผู้มีลักษณะเดยวกันไปด้วย ชายชู้ได้รีบหน ี เหมือนกบป่าเรียกงูมากินตนเอง สุดท้ายฉันจะต้อง

และส่งข่าวเลื่องลือไปทั่วเมือง เป็นเหตุให้พราหมณ์ ลงหลุมนี้ คนที่พูดไม่มีขอบเขตไม่ดีเลยนะ”
ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองพากันหนีไปที่อื่นหมด ตักการิยะได้น�าเรื่องในอดีตมาเล่าสู่อาจารย์

วันรุ่งขึ้น ปุโรหิตที่ไม่ร้ว่าศัตรูนั้นหนีไปแล้ว ฟังว่า “มีนายพรานคนหนึ่งจับกินนรผัวเมียคูหนึ่งได ้

จึงรีบเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า แล้ว น�าไปถวายพระราชา พร้อมทูลว่า “ขอเดชะ
“ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ที่โน่น มีพราหมณ์ผู้มี พวกนี้รองเพลงไพเราะ ฟ้อนร�าสวยงาม พวกมนุษย ์

เขี้ยวและตาเหลองอยู่คนหนึ่ง โปรดรบสั่งให้จบมา ทาได้ไม่เหมือนเลย พระเจ้าข้า” พระราชาทรงพอ





เถิด พระเจ้าข้า” พระราชาส่งอามาตย์ไปให้จับเขา พระทัยประทานรางวัลเป็นอันมากแก่ นายพราน
มาทาพลีกรรม ไม่นานพวกอ�ามาตย์ก็กลับมาทูลว่า พรอมตรัสกับกินนรทั้งคูวา “พวกเจ้าจงร้องร�าใหดูซิ”





“ขอเดชะพระมหาราชเจ้า คนพวกนั้นเขาหนีไป กินนรผัวเมียเกรงจะร้องเพลงไม่ถูกต้อง จะ



ตั้งแตเมื่อเชาแลว พระเจ้าข้า” เมื่อรับสั่งวา“คนอื่นๆ เป็นคามุสาวาท จึงไม่ร้องรา พระราชาตรัสซ�้าแล้ว



ละ” ก็ทูลให้ทราบว่า “คนอื่นๆ ก็หนีไปหมดแล้ว ซ้าเลาทรงกริ้วตวาดวา “ทหาร น�าสัตวพวกนี้ไปยาง





นอกจากท่านพราหมณ์ปุโรหิตท่านนี้ ผู้มีลักษณะนี้ เป็นอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งเป็นอาหารมื้อเช้า
ไม่มีอีกเลย พระเจ้าข้า” เลี้ยงไว้ไม่มีประโยชน์อะไร?

พระราชารับสั่งว่า “เราไม่อาจฆ่าปุโรหตได้” นางกินนรีทราบวาพระราชากริ้ว แลวจึงทูลวา



พวกอามาตยทูลวา “ขอเดชะ พระองคตรัสอะไรเชน “กินนรรังเกียจค�าที่ไม่ดี จึงไม่พูด ที่นิ่งเฉยนั้นมิใช่












นั้น ก็ทานอาจารยบอกอยวา เวนวันนี้ไปแลวตองรอ เพราะโง่เขลาดอก”

อีก ๑ ปี จึงจะได้ฤกษ์ดี เมื่อไม่ดาเนินการจักเปิด พระราชาตรัสวา “กินนรีตัวนี้พูดไดแลว ทหาร





โอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเราจาเป็นจะต้องฆ่า จงนาไปปลอยใหถึงปาที่อยูเดิม สวนกินนรตวนั้นน�า







พราหมณ์ปุโรหิต เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง ไปส่งโรงครัว ย่างมันเป็นอาหารเช้าในวันพรุ่งนี้”
พระเจ้าข้า” ฝ่ายกินนรเห็นว่าตัวเองต้องตายแน่จึงพูดขึ้นว่า
พระราชาทรงรับสั่งว่า “มีพราหมณ์ผู้ฉลาด “มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตวพึ่งฝน ประชาชนพึ่งปศุสัตว



เหมือนปโรหิตบ้างไหมล่ะ” พวกอามาตย์กราบทูล พระองค์เป็นที่พงของข้าพระบาท ภรรยาเป็นที่พึ่ง

ึ่
ว่า “มีอยู่พระเจ้าข้า เขาชื่อตักการิยะ เป็นลูกศิษย์ ของข้าพระองค์ ภรรยาเมื่อทราบว่า สามีตายแล้ว
ของทานพราหมณปโรหิตนั่นแหละ พระเจ้าข้า” พระ ค่อยไปภูเขาที่ข้าพระบาทไม่พด มิใช่เพราะขัดพระ




395



ดารัส แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้พูด พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงโสมนัสว่า กินนรตัวนี้เป็นบัณฑิต กล่าวถูกต้อง จึงรับสั่งให้

นายพรานนาพวกมันกลับไปปล่อยยังที่อยู่ตามเดิม ปุโรหิตตักการิยะเมื่อนาเรื่อง


ราวมาเปรียบเทียบ แล้วพูดปลอบอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ กินนรทั้งคู่รักษาคา







พูดของตนไว และรอดชีวิตไดเพราะคาพูด สวนทานมีความทุกขเพราะค�าพูดทาน
อย่ากลัวไปเลย ผมจะให้ชีวิตท่านเอง” แล้วก็บอกพวกอามาตย์ว่า ยังไม่ได้ฤกษ์


รอให้ถึง ๓ ทุ่มก่อน ฤกษ์ถึงจะดี จึงให้คนนาแพะตายตัวหนึ่งแทนที่พราหมณ์
แล้วประกอบพิธีบวงสรวง สร้างประตูในวันนั้น และขอให้ปล่อยพราหมณ์ปุโรหิต
ให้หนีไปที่อื่น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. เมื่อไมตองการไดรับทุกขโทษตาง ๆ และไมตองการมีเวรภัยอะไรกับ
















ใคร ก็อยาไปท�ารายใคร อยาไปใสรายหรือพูดใหรายใคร รวมทั้งอยาไปคิดราย
ใคร เพราะถ้าหากว่าคนที่ตนคิดประทุษร้ายนั้น เขาเป็นคนดี เป็นคนบริสุทธิ์
หากไม่คิดโต้ตอบให้ร้ายตอบ บาปกรรมและเวรกรรมนั้น จะต้องย้อนกลับมา

หาตัว ทาให้ตัวได้รบผลต่างๆ นานาโดยไม่รู้ตัว ท่านเปรียบเหมือนกับฝุ่น


ละอองที่ถกเป่าทวนลมไป ฝุ่นละอองนั้นก็จะถูกลมพัดย้อนกลับมาหาผู้เป่า
เท่านั้นเอง
๒. คิดอยู่เสมอว่า วาจาเป็นเหตุให้เกิดศัตรูและสร้างศัตรู ผู้รู้พึงกล่าว
วาจาด้วยความตรตรองเสียก่อน เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ตนเอง แต่ผ้ไร้สติ



สัมปชัญญะ ขาดปัญญา จักกล่าววาจาให้เกิดโทษแก่ตนเองและผ้อนอยู่
ื่



เนืองๆ


เพราะฉะนั้น จึงควรสารวมวาจาให้มากๆ โดยการพิจารณาเสียก่อน








จึงพูด แมพระพุทธองคตรัสสอนวา “ไมควรค�านึงถึงถอยค�าของผูอื่นวา ดหรือ





ไมดี และการงานของคนอื่นวาท�าสาเร็จหรือยังไมไดท�า แตควรค�านึงถึงถอยค�า




ของตนเอง และการงานของตัวเองดีกว่า”
โดยใจความนี้มีพุทธประสงค์ว่า ให้ถือเอาเรองของตนเองเป็นประการ
ื่



สาคญ คือแทนที่จะคอยตาหนิติเตียนคนอื่น ให้คอยสารวจตรวจตราความ


ประพฤติของตนเอง ตาหนิความบกพร่อง ความผิดพลาดของตัวเองอยู่เสมอ
(ตักการิยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๒๖)
396


397


ตายเพราะไมเรียน






“ดื้อรั้นจะพลนวิบัติ เช่อฟังน�ามาซ่งพร”







ความอันเป็นที่มาของชาดกเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้
สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใน ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในกรุง
สาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล ทรงปรารภภิกษุว่ายากสอนยากรูปหนึ่ง


มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ว่ายาก ไม่ยอมรับฟังคาสอนจากใครเลย







เมื่อมีใครตาหนิ เธอก็จะเถียงอยูตลอดเวลา ไม่ทาตนใหเปนผูวางายสอนงาย


ต่อมาเมื่อพระศาสดาได้ทรงทราบเรื่อง จึงตรัสเรียกภิกษุนั้นมาสอบถามว่า
“ดูก่อนภิกษุ ได้ทราบมาว่าตัวเธอเป็นคนหัวดื้อจริงหรือ”
เมื่อภิกษุนั้นยอมรับตามความจริง จึงตรัสสอนว่า “ดูก่อนภิกษุ แม้ใน
ชาติก่อนเธอก็ไม่เชอฟัง ไม่รับฟังค�าสอนจากบัณฑิตทั้งหลาย เพราะความ
ื่
เป็นผู้ว่ายาก จึงต้องติดบ่วงถึงแก่ความตายมาแล้ว” จากนั้นพระพุทธองค์ได้

ทรงนาเรื่องขราทิยชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้

ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญากวาง มีบรวารเปนอัน






มาก ลวนแตมีระเบียบวินัยและอยูในโอวาทของพญากวาง ผูเขมแข็งเด็ดเดี่ยว



และเมตตาปรานีตอบริวาร โดยสงสอนวิธหากินและเอาตัวรอดจากภยันตราย

ั่
ของกวางอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยตลอดมา

วันหนึ่ง นางกวางซึ่งเปนนองสาวผูหนงของพญากวาง ไดพาลูกชายมา
ึ่



ฝากให้ช่วยสอนวิชามฤคมายาแก่ลูกกวางของตนด้วย พญากวางก็ยินดีรับ

สอน และนัดเวลาให้มาเรียน แต่เมื่อถึงกาหนดนัดเวลาเรียน ลูกกวางนั้นไม่
เคยมาเรียน บนกับเพื่อนลูกกวางดวยกันวา “ไมอยากไปเรียนวิชามฤคมายา




อะไรนั่นหรอก เพราะไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย เรื่องตะกุยดิน เบ่งท้อง

พองลม ทาเป็นแกล้งตายน่ะ ถึงไม่เรียนก็ทาได้ ไม่เห็นยากเลย”




ฝายเพื่อน ๆ ก็คานวา “นี่เธอ มันอาจจะไมงายอยางที่คิดก็ไดนะ พญา




กวางท่านอุตส่าห์สละเวลาสอนให้ มีโอกาสแล้วรบเรียนเถอะ” แต่ลูกกวาง

398



นั้นก็ยังคงดื้อดึง ไม่สนใจคาตักเตือนของเพื่อน ๆ ๗ วันเช่นนี้”
หนีเที่ยวเล่น ไม่ไปเรียนทุกครั้ง ซ�้ายังพูดว่า “พวก พระบรมศาสดาตรัสเล่าชาดกจบแล้ว ทรง

เธอไปเรียนเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก ฉันโต ประชุมชาดกว่า กวางผู้เป็นหลานดื้อในครั้งนั้นได้มา
ื้
พอแล้ว เอาตัวรอดได้นะ” แล้วลูกกวางนั้นก็ไม่ เป็นภิกษุหวดอว่ายากไม่ตั้งใจเรียนรูปนี้ ส่วนนาง

สนใจไปเรียนกับพญากวางผู้เป็นลุงของตน เลยไป กวางได้มาเป็นพระอุบลวรรณาเถรี พญากวางได้มา
เที่ยวเล่นในป่าอย่างสบายใจ ด้วยความเพลิดเพลิน เป็นพระพุทธองค์เอง


และประมาท จึงไปติดบ่วงของนายพรานเข้าในวัน ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ลูกดื้อมักจะทาให้





หนึ่ง พอแมเสียใจอยูเสมอ ความดื้อรั้นอาจเปนเหตุใหลูก

ฝ่ายนางกวางไม่เห็นลกกลับมาจนเวลาล่วง ประสบหายนะหรืออาจถึงกับเสียชีวิต ลูกถึงจะดื้อ
ไปถึง ๗ วัน ก็เอะใจและกังวลมาก จึงรีบไปหาพญา รั้นอย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ยังรักลูกดังดวงใจ คนที่มี
กวาง ถามถึงลูกของตนว่า “พี่สอนหลานให้เรียน นิสัยดื้อรั้น ควรรีบแก้ไขเสีย มิฉะนั้น จะไม่มีใคร

วิชามฤคมายาแล้วหรือไม่” อยากแนะน�าตักเตือน คนหัวดื้อจัดวาเปนคนอาภัพ


พญากวางตอบว่า “น้องเอ๋ย ตั้งแต่วันทเจ้า มาก เพราะไมมีใครอยากของแวะหรือเกี่ยวของดวย


ี่

เอาลูกมาฝากให้พี่สอน นัดวันและเวลาเรียนแล้วก็ ประโยชน์ของการเชื่อฟัง

ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าหลานชายนี้อีกเลย ตลอดทั้ง ๗ ๑. นามาซึ่งคุณธรรมกตัญญูรู้คุณ
วันจนถึงวันนี้” ๒. รู้จักตอบแทนให้ผู้มีพระคุณ
นางกวางได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมาก เที่ยววิ่งไป ๓. ชีวิตและการงานเจริญก้าวหน้า
สอบถามบรรดาเพื่อนๆ ของลูกชาย จึงรู้ว่าลูกของ ๔. ชีวิตมีความสุข และเป็นที่รักของคนอื่น

นางวิ่งเลนไปจนตดบวงของนายพรานและถูกฆาเสีย โทษของการไม่เคารพเชื่อฟัง



แล้ว ๑. กลายเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน

นางเศร้าโศกเสียใจมาก ร้องไห้คร่าครวญว่า ๒. นามาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต และ


“ลูกเอ๋ย ทาไมลูกไม่เชื่อฟังแม่ ลูกของแม่ต้องมา ทรัพย์สิน
ตายเสียตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะความดื้อรั้นแท้ ๆ ๓. ชีวิตและการงานไม่ประสบความสาเร็จ

เทียว ถ้าลูกตั้งใจเรียน ไม่หนีไปเที่ยวเล่น ก็คงไม่ ๔. ชีวิตไม่มีความสุข ไม่เป็นที่เชื่อถือของ
ต้องตายจากแม่ไปเช่นนี้” นางกวางร้องไห้สะอึก คนอื่น
สะอื้นปานจะขาดใจ




พญากวางผูพี่ชายจึงกลาวใหสติวา “น้องเอ๋ย (ขราทิยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย

เจาอยาไดเศราโศกเสียใจกับลูกหัวดื้อ ไมยอมอยูใน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๘๔)






โอวาทนั้นเลย พี่ไม่อาจสั่งสอนเจ้าลูกกวางผู้มีเขา



คดตั้งแตโคนถึงปลาย และดื้อดานไมมาเรียนจนถง

399


400


Click to View FlipBook Version