ทันใดนั้นเองก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ ด้วยทางเบื้องฟ้า ด้านทิศตะวันออก
่
่
้
มีกลุมเมฆปรากฏขึ้น ครั้งแรกกลุมเมฆนี้มีขนาดเทาลานนวดขาว แล้วต่อมา
่
้
้
็
ไม่ช้าได้แผ่วงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ตั้งซอนกันหนาเปนชั้นๆ เกิดฟาแลบ
แปลบปลาบ และฟ้าร้องส่งเสียงครืนๆ มาแต่ไกล ไม่นานนักพายุใหญ่ก็หอบ
�
�
เมฆและสายฝนเทลงมา ทาให้แคว้นโกศลทั้งสิ้นเจิ่งนองไปด้วยน้า น้าไหล
�
เอิบอาบบาทวมเต็มหนองคลองบึงและสระทุกแหง รวมทั้งสระโบกขรณีในวด
่
่
่
ั
พระเชตวันนั้นด้วย บรรดาปลา ปู เต่า และสัตว์น้าทั้งหลายก็รอดจากวิบัติ
�
้
้
้
พระพุทธเจาไดเสด็จลงสรงน�้าในสระโบกขรณีเสร็จแลว ทรงครองจีวร
เสด็จพุทธด�าเนินไปประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ภายในวัดพระเชตวัน ในเวลา
็
ี
เย็น พระสงฆ์ทั้งปวงกสนทนากันด้วยเรื่องมหัศจรรย์ทพระพุทธเจ้าทรง
่
บันดาลให้ฝนตก
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง ได้เสด็จมายังที่ประชุม แล้วตรัสบอกพระ
สงฆ์ทั้งปวงว่า มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระองค์ทรงอธิษฐานให้ฝนตก แม้ใน
ิ
สมัยพระองค์ทรงอุปบัตเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เคยบันดาลให้ฝนตกลงมาแล้ว
์
้
้
พระสงฆทั้งปวงใครทราบเรื่องราวในอดีต จึงไดกราบทูลอาราธนาใหทรงแสดง
่
พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงชาดกเรื่อง พญาปลาช่อนขอฝน เรื่องมีดังต่อไปนี้
�
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลาห้วยกลางป่าลึก ป่านั้นรกด้วยเถาวัลย์
�
�
�
�
�
ลาห้วยกาลังแห้งขอดน้า เพราะฝนไม่ตก ฝูงปลาในลาห้วยกาลังวิบัติล้มตาย
ุ
่
้
่
ขาวกลาในนาชาวบานก็กาลังเหี่ยวแหง ฝูงปลาและเตาที่ยงไมตายตองมดซุก
้
ั
�
้
้
้
หัวซ่อนลงในเปือกตม เพื่อหลบหนีภัยจากฝูงกาและนกทั้งหลาย
่
�
้
พญาปลาชอนไดเห็นความวิบัติซึ่งกาลังเกิดแกฝูงปลาบรวารเชนนั้น จึง
่
่
ิ
คิดว่า “ผู้อื่นนอกจากเราแล้วไม่มีใครสามารถ ปลดเปลื้องความทุกข์ใหญ่
หลวงครงนี้ได้” คิดเช่นนั้นแล้ว พญาปลาช่อนใหญ่ที่มีสีกายเหมือนปุ่มของ
ั้
�
ต้นดอกอัญชัน มีตาทั้งคู่สีแดง ก็แหวกเปือกตมสีดาออกมา มองดูอากาศ
�
แล้วบันลือเสียงดัง เป็นคาอธิษฐานแก่เทพยดาผู้จะยังฝนฟ้าให้ตก กล่าวคา
�
สัตยาธิษฐานนั้นว่า “ข้าแต่เทพเจ้า เวลานี้ข้าพเจ้ากาลังเดือดร้อน เพราะหมู่
�
้
้
์
็
็
ญาติที่ก�าลังประสบทุกขเปนเหตุ ขาพเจาเปนผูมีศีล ถึงจะเกิดในโลกของสัตว ์
้
เดรัจฉานซึ่งจะกัดกินพวกเดียวกัน และมัจฉาชาติ คือปลาอื่นๆ เป็นอาหาร
แต่ข้าพเจ้าไม่เคยทาลายศีล กัดกินปลาเล็กปลาน้อยแม้ตัวเท่าเมล็ดข้าวสาร
�
์
แมสัตวมีชีวิตอื่นๆ ขาพเจาก็ไมเคยแตะตอง ถาสิ่งที่ขาพเจากลาวนี้เปนความ
็
้
้
้
้
้
่
้
่
้
จริง ก็ขอให้ท่านได้บันดาลให้ฝนตกลงมา”
351
ทันใดนั้น ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมายังลาห้วย และหนอง คลอง บึง ทั่วไป
�
ให้เจิ่งนองไปด้วยน�้า ฝูงปลาและข้าวกล้าทั้งปวงรอดจากความวิบัติ
พระพุทธเจ้าตรัสชาดกเรื่องนี้จบลงแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ จบแล้ว ทรง
่
้
อธิบายการกลับชาติวา ฝูงปลาในครั้งนั้นคือพุทธบริษัทในกาลบัดนี้ เทพผูยัง
ฝนให้ตกในครั้งนั้นคือพระอานนท์ ส่วนพญาปลาช่อน คือพระพุทธองค์ใน
บัดนี้
่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนวา วัฒนธรรมไทยเราไดรบอิทธิพลมาจากชาดก
้
ั
ิ
�
เรองนี้ ในฐานะเป็นดนแดนที่อยู่ภายใต้อทธิพลลมมรสุม ประชาชนทา
ิ
ื่
เกษตรกรรมเป็นหลัก พิธีกรรมต่าง ๆ ที่คนในดินแดนนี้คิดสร้างขึ้น จึงมี
ิ
ความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติดินฟ้าอากาศ โดยผูกองอยู่กับสิ่งเหนือ
ธรรมชาติหรือเทวดาฟาดิน เพื่อความเจริญงอกงามของพืชพันธธัญญาหาร
้
์ุ
ที่มีตั้งแต่ดั้งเดิม
พระราชพิธพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวญ ซึ่งจัดขึ้นในเดอน
ั
ื
ี
๖ ราวเดือนพฤษภาคม แต่เดิมเป็นพิธีพราหมณ์ ต่อมา พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเพิ่มพิธีทางพระพุทธศาสนา
เข้าไปด้วย พิธีนี้จะน�าพระพุทธรูปที่เชื่อว่ามีอ�านาจศักดิ์สิทธิ์ในการเรียก
ี
ฟ้าเรยกฝนมาประกอบพิธี โดยเป็นพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ หรือ
ปางขอฝน ซึ่งเปนพระพุทธรูปในอิริยาบถประทับนั่งหรือยืนกได พระหัตถ ์
็
็
้
้
์
ขวายกขึ้นแสดงกิริยาอาการกวัก พระหัตถซายหงายออกประหนงวารองรับ
่
่
ึ
�
ั้
น้าฝน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากครงพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานขอฝน ดังมี
ความปรากฏอยู่ในมัจฉชาดกนี้
พระพุทธคันธารราษฎร์ หรือพระพทธรูปขอฝน ที่สร้างขึ้นเพื่อ
ุ
ประดิษฐานร่วมในพระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ เป็นผลจาก
การสงสมทัศนคติที่สืบทอดในเรื่องวิถีชีวิตที่อย่ ภายใต้อ�านาจธรรมชาติ
ั่
ู
ของบรรพชนดั้งเดิม ที่เคยเชื่อถือและเชื่อพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์
�
แก่พืชพันธุ์น้าท่ามาก่อน
ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงได้สร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และรื้อฟื้น
พระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นขวัญและกาลังใจแก่เกษตรกร
�
และความเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารที่หล่อเลี้ยงราษฎรและ
เศรษฐกิจของประเทศ
(มัจฉชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑๖๐)
352
353
้
ชางเกเรกลบใจ
ั
“อย่าเกี่ยวข้องกับคนพาล
จงสมาคมกับคนดี”
�
ในรัชกาลของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์หนึ่ง ช้างมงคลประจารัชกาลเกิด
บ้าคลั่งฆ่านายควาญช้างและผู้ที่มันพบเห็น ชาตินั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ
เป็นอ�ามาตย์ของพระเจ้าพรหมทัต ได้หาวิธีแก้ไขจนพญาช้างมหิฬามุขกลับใจมา
�
ประพฤติตัวดีได้สาเร็จ
พญาช้างมหิฬามุขเป็นช้างมงคล มีลักษณะดี สง่างาม ที่สาคัญคือเป็นช้าง
�
้
มีศีล ไม่ท�าร้ายใคร พระเจาพรหมทัตเองก็ทรงโปรดปรานชางมงคลตัวนี้มาก ทรง
้
ู
มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนายควาญช้างเลี้ยงดูอย่างดี โรงที่อย่ของ
้
พญาช้าง พระเจาพรหมทัตก็ทรงรับสั่งใหตกแตงสวยงาม มีกลิ่นหอมอบอวลดวย
้
้
่
ของหอมชนิดเลิศ พญาช้างเองก็เป็นสัตว์แสนรู้ วางตัวได้เหมาะสม ละเว้นการ
ประพฤติต่างๆ ที่ไม่ดี อันจะน�าให้พระเจ้าพรหมทัตไม่โปรดปราน
ิ
บรเวณโรงช้างเงียบสงบ ตกกลางคืนก็มืดมิด แม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล
็
้
้
็
้
่
รักษาความปลอดภัย ก็ไมสูจะเขมงวดนักเลย เปนโอกาสใหพวกโจรมาอาศัยเปน
็
้
้
้
ที่มั่วสุมกัน นอกจากจะใชเปนที่มั่วสุมแลว พวกโจรยังใชบริเวณนั้นเปนที่วางแผน
็
�
ปล้น รวมทั้งสอนวิชาโจรด้วย พวกโจรรุ่นใหม่จะถูกนามาอบรมกันที่นี่ ซึ่งเรื่อง
ิ
้
การอบรมนั้นมีทั้งเรื่องการปลนฆา การทาร้าย และวธีปลนใหไดผล “เฮ้ย..ไอ้น้อง
้
้
�
่
้
เป็นโจรนี่มันต้องเหี้ยม โหดร้าย ตัดสินใจเร็ว ชักช้าไม่ได้” หัวหน้าโจรจะเริ่มต้น
อบรมด้วยน�้าเสียงดุดัน “การจะเข้าปล้นบ้านไหน ต้องศึกษาลู่ทางให้ดีก่อน ให้
รู้จักทางเข้าไปและทางหนีทีไล่”
้
้
่
รองหัวหนาโจรเสริมตอ “บานพวกเศรษฐีมันเขายาก คุมกันแข็งแรง มีทาง
้
้
หนึ่งคืออุโมงค์ลงไปใต้ดินให้ไปทะลุกลางบ้านเลย” โจรพี่เลี้ยงแนะน�าเป็นอันดับ
ต่อมา เมื่อสอนวิชาปล้นพอสมควรแล้ว หัวหน้าโจรก็กล่าวสับทับอีกครั้งว่า “จา
�
ไว้นะไอ้น้อง เป็นโจรมันต้องเหี้ยม ฆ่าได้เป็นฆ่า ความเมตตาสงสารไม่มีในหมู่
โจร” หัวหน้าโจรกล่าวเอาจริงเอาจัง
354
่
ฝายพญาชางมหิฬามุขไดยนค�าพูดทุกค�าของพวกมัน และเข้าใจความหมาย
้
ิ
้
�
ได้ดี ครั้งแรกก็ไม่คิดอะไร แต่ครั้นได้ยินคาพูดบ่อยๆ เข้า ก็เกิดคล้อยตาม “โจร
พวกนี้สอนกันให้เหี้ยมโหด หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า เราก็น่าจะเป็นเช่นนั้นบ้าง”
์
ุ
้
นับแตนั้นมา พญาชางก็เปลี่ยนนิสัย กลายเปนสัตวดราย กระทืบโรงดังโครมคราม
็
้
่
รุ่งเช้า พอนายควาญช้างมาถึงก็อาละวาด เอางวงจับเขาฟาดที่พื้นจนขาดใจ
ตาย พญาช้างฆ่าคนทุกคนที่เข้ามาใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความทราบถึง
�
พระเจ้าพรหมทัต พระองค์จึงรับสั่งพวกอามาตย์เข้าเฝ้า “ช้างมหิฬามุขบ้าคลั่ง ฆ่า
�
ควาญช้างตายเมื่อเช้านี้ ท่านทราบไหม” พระองค์ตรัสถามอามาตย์อย่างร้อนรน
�
พระทัย “ทราบ พะย่ะค่ะ” อามาตย์กราบทูล “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาจารย์ช่วยไป
่
้
ดูทีวา มันบาคลั่งอยางนั้นไดเพราะอะไร” ทรงรับสั่งอยางแข็งขัน อามาตยรับกระแส
่
้
่
�
์
รับสั่งแล้วก็กราบถวายบังคมลาไปยังโรงช้าง
้
์
พอดีเวลานั้น พญาชางเพงจะสงบ อ�ามาตยไดถามหมอหลวงถึงสาเหตุที่พญา
้
ิ่
�
ช้างเกิดบ้าคลั่ง “ตรวจดูแล้วก็ไม่พบโรคอะไรที่จะทาให้บ้าคลั่งถึงขนาดนั้นไปได้”
หมอหลวงรายงานพร้อมทั้งสันนิษฐานว่า “น่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิตใจ”
�
อามาตย์รับทราบรายงานจากหมอหลวงอย่างนั้นแล้ว ก็คิดหาสาเหตุต่อไป
่
ื
้
่
เขาสันนิษฐานลึกตอไปวา อาการแปรปรวนทางจิตนี้ นาจะเกิดมาจากที่ไดเห็นหรอ
่
ได้ยินเรื่องที่ยั่วยุให้เกิดบ้าคลั่ง “เรื่องเห็นนี่ไม่น่าเป็นไปได้” นายควาญช้างอีกคน
่
หนึ่งชี้แจง “สิ่งแวดลอมที่นี่ก็มีแตสวยงามทงนน” “แลวเรองไดยินละ” อ�ามาตยซัก
์
ั
้
้
ั้
ื่
่
้
้
ถามต่อ “ไม่แน่ใจ” นายควาญช้างตอบ “แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะพวกเรา
�
�
ั
ไม่ได้ใช้คาพูดหยาบคายอะไรกัน” “เอาอย่างนี้ก็แล้วกน” อามาตย์สรุป “ขอให้
สังเกตดูว่ามีเสียงอะไรมาทาให้ช้างเปลี่ยนไปบ้าง” นับแต่นั้นมา นายควาญช้างก็
�
คอยสังเกตดูพฤติกรรมของช้าง
จนกระทั่งคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นช้างยืนหูผึ่งเหมือนกับตั้งใจฟังเสียงอะไร
ื
้
ึ
่
ั
่
เขาค่อยๆ หลบตัวอยูในความมืดและคอยตั้งใจฟงวาจะมีเสียงอะไรดังขน “เฮ้ยเป็น
้
โจรมันตองเหี้ยม หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า” เขาไดยนพวกโจรพูดอบรมชัดเจน นาย
ิ
้
ู
ควาญช้างสังเกตดช้างและฟังเสียงโจรไปด้วย จนที่สุดก็แน่ใจว่า เสียงโจรนี่เองท ี่
�
�
ทาให้ช้างมีนิสัยเปลี่ยนไป จึงได้ไปแจ้งให้อามาตย์ทราบ อามาตย์ก็ได้ไปกราบทูล
�
พระเจ้าพรหมทัต
พระเจ้าพรหมทัตตบพระหัตถ์ฉาดใหญ่พร้อมกับตรัสว่า “อย่างนี้นี่เล่า ช้าง
ดีๆ จึงมาเป็นช้างเกเรไปได้ แล้วอาจารย์จะหาทางแก้ไขอย่างไร” “เมื่อได้ทราบถึง
้
้
่
่
์
ู
้
สาเหตุอยางนี้แลว ก็แกไขไมยากหรอก พะย่ะค่ะ” อ�ามาตยกราบทลดวยความเชื่อ
มั่น “อาจารย์แก้ไขอย่างไร” “ขอเดชะ นับแต่นี้ข้าพระองค์ให้เจ้าหน้าที่กวดขัน ไม่
355
ให้พวกโจรหลบมามั่วสุมใกล้โรงช้าง แล้วจะให้นิมนต์สมณะพราหมณ์ ผู้มีศีลมา
้
ั
้
่
ื
นั่งสนทนากันเรองศีล เรื่องเมตตากรุณา ชางไดฟงเรื่องที่ดีมาก ๆ เข้า ข้าพระองค์
เชื่อว่าจะทาให้นิสัยช้างกลับมาดีได้พะย่ะค่ะ” “เอ้า...ลองดู เผื่อว่าจะได้ผล”
�
ี่
ิ
�
ครั้นได้รับพระราชานุญาตแล้ว อามาตย์ก็ให้เจ้าหน้าที่ที่เกยวข้องไปนมนต์
สมณะพราหมณ์มานั่งใกล้โรงช้าง แล้วขอให้สนทนากันด้วยเรื่องศีล เรื่องเมตตา
กรุณา วันแรกๆ พญาช้าง ยังมีท่าทีเฉย แต่ต่อเมื่อได้ฟังทุกวัน จิตใจที่หยาบคาย
ร้ายกาจ และแข็งกระด้าง ก็เริ่มอ่อนโยน แล้วในที่สุดก็กลายมามีเมตตากรุณา
และสงบเยือกเย็นดุจเดิม
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. สิงแวดล้อมมีส่วนส�าคัญท�าให้คนดีหรือคนเลวได้ เหมือนพญาช้าง
่
มหิฬามุขได้ยินเสียงโจรพูดคุยบ่อยครั้ง จนทาให้มีนิสัยดุร้ายไปได้ ฉะนั้น
�
๒. การคลุกคลีใกล้ชิดกับคนพาลเป็นโทษอย่างยิ่ง ฉะนั้น ควรหลีกคน
พาลให้ห่างไกล และไม่คบคนพาลโดยเด็ดขาด คาว่า “คบ” นั้น หมายความ
�
ว่าไปมาหาสู่กัน หมั่นเข้าไปอยู่ใกล้ มีความติดใจ เลื่อมใสนับถือเขา เป็นเพื่อน
ร่วมคิดเห็น ร่วมกินร่วมอยู่ ร่วมถ่ายทอดความประพฤติ
๓. โทษของการคบคนพาล
๓.๑ ทาให้พลอยแปดเปื้อนเป็นมลทิน และจะติดความเป็นพาล
�
มีนิสัยเสียตามไปด้วย
�
๓.๒ ทาให้ถูกติเตียน ถูกมองในแง่ร้าย และไม่ได้รับความไว้วางใจ
�
๓.๓ ทาลายประโยชน์ของตน เกิดความหายนะ การงานล้มเหลว
เพราะคนพาลชอบก้าวก่ายงานคนอื่น
๓.๔ ภัยทั้งหลายจะไหลมาหาเรา เพราะคนพาลเป็นอัปมงคล อยู่
ที่ไหนก็มีแต่เรื่องเดือดร้อน เราจึงพลอยเดือดร้อนไปด้วย
�
�
๔. ลักษณะของคนพาล ได้แก่ชอบคิดเรื่องชั่วต่าเป็นประจา ชอบพูดชั่ว
ทาชั่วเปนประจ�า เพราะฉะนั้น เมื่อพบคนมีลักษณะดังกลาวนี้ ควรอธิษฐานจิต
่
�
็
ว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าพบคนพาล คนพาลอยู่ที่ใด ขอให้ข้าพเจ้าห่างไกลอย่าได้
�
อยู่ร่วมสนทนาปราศรัย หรือทากิจการกับคนพาลโดยเด็ดขาด”
(มหิฬามุขชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๓๐)
356
357
มฏฐกุณฑล ี
ั
ื
่
“เม่อยังอยู่ไมดูแล
ี
ี
ครั้นเปล่ยนแปรมานั่งเสยใจ”
มัฏฐกุณฑลีเป็นเด็กหนุ่มชาวเมืองสาวัตถี เกิดในตระกูลพราหมณ์
พ่อแม่เป็นคนมั่งคั่ง แต่ตระหนี่เหนียวแน่น จนคนทั้งหลายให้สมัญญานามว่า
่
“อทินนปุพพกะ” แปลว่าไม่เคยให้อะไรแก่ใคร ถึงกระนั้นก็ยังมีแกใจเอาทองตีแผ ่
ทาเปนตุมหูเกลี้ยงๆ ใหลูกชายหนึ่งคู คนทั้งหลายจึงเรียกเดกคนนี้วา มัฏฐกณฑลี
้
ุ
�
็
้
่
็
่
แปลว่า “มีตุ้มหูเกลี้ยง”
�
ตุ้มหูนั้นพ่อเป็นคนทาให้เอง ไม่ได้จ้างช่างทอง เพราะเกรงจะเสียค่าจ้าง
เมื่ออายุ ๑๖ ปี มัฏฐกุณฑลีป่วยหนัก มารดามองดูบุตรแล้วเกิดความสงสาร จึง
ขอร้องให้สามีไปหาหมอ แต่ฝ่ายพราหมณ์ผู้เป็นสามีกลัวเสียเงิน จึงไม่ยอมหา
หมอมารักษาลูก เขาเพียงแต่ไปถามหมอว่า คนป่วยอาการอย่างนั้นๆ ท่านใช้ยา
อะไร หมอก็บอกว่าให้ใช้ยาที่ประกอบนั้นๆ
ึ
พราหมณ์จงไปหารากไม้ใบไม้ตามที่หมอบอกมาต้มให้ลูกกิน อาการของ
มัฏฐกุณฑลีไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุดจนไม่อาจเยียวยาได้ พราหมณ์จึงไปหาหมอมาคน
หนึ่ง หมอมาเห็นอาการของมัฏฐกุณฑลีเข้า รู้ทันทีว่าเหลือแรงที่จะรักษาจึงบอก
ปฏิเสธ ไม่ยอมรักษา บอกให้พราหมณ์ไปหาหมอคนอื่น
่
่
้
ตอมาลูกปวยหนักขึ้น เขาก็คิดขึ้นมาไดวา ถาคนมาเยี่ยมลูกชายก็ตองเห็น
้
้
่
ว่าบ้านเรามีทรัพย์สมบัติมากมาย พอมาเห็นว่ามีทรัพย์สมบัติมาก เดี๋ยวญาติก็
�
แห่มาขอ จะทาอย่างไรดีหนอ ลูกก็อาการหนัก นอนซมบนเตียง จะปิดข่าวก็ไม่
ได้ จึงอุ้มลูกไปนอนนอกชาน ญาติมาเยี่ยมจะได้ไม่ต้องเข้าไปในห้อง เยี่ยมท ่ ี
นอกชานโน่นนั่นแหละ ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวของพราหมณ์ผู้พ่อ ถึงแม้จะมี
่
่
้
่
้
่
่
หมอเทวดาอยูก็ชวยไมได แตเพราะกลัววาจะตองเสียคายาหมอ สุดทายก็เลยไม ่
่
้
ตามหมอ
ี่
ในทสุดลูกก็มีอาการขนตรีทต คือไม่สามารถเยียวยาได้อีกต่อไป แม้จะ
ู
ั้
ขยับมือขยับเท้าก็ไม่ได้ อาการอยู่ในขั้นโคม่า
358
วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงตื่นบรรทมแต่เช้า พราหมณ์
้
้
์
้
็
ทรงตรวจดูอุปนิสัยของคนที่พระองค์ควรจะโปรด พราหมณไดยินเสียงคนรองไห เหลียวไปก็เหน
ทรงเห็นอุปนิสัยของมัฏฐกุลฑลีมีบารมีพอที่จะ มาณพคล้ายมัฏฐกุลฑลีบุตรของตน จึงเดินเข้าไปหา
บรรลุธรรม จึงเสด็จมาโปรด ขณะที่พระศาสดา และถามว่า “พ่อหนุ่ม ท่านแต่งกายคล้ายมัฏฐกุลฑลี
้
้
ี้
่
้
้
้
้
่
�
้
่
เสด็จมาถึงนั้น มัฏฐกุลฑลีกาลังนอนผินหนาเขาฝา บุตรของขาพเจา ทานมายืนรองไหอยูในปาชานเพราะ
เรือน พระศาสดาทราบว่ามาณพไม่เห็นพระองค์จึง มีทุกข์ประการใดหรือ ?” “ก็ท่านเล่ามีทุกข์อะไร ?”
ึ
ทรงเปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง มาณพคิดว่า “นี่แสง มาณพถาม “ข้าพเจ้าเศร้าโศกถงบุตรคนเดียวที่ตาย
อะไรกันหนอ?” แล้วผินหน้าออกมาภายนอก ได้ ไปแล้ว” “ข้าพเจ้ามีรถอยู่คันหนึ่ง” มาณพตอบ “ตัว
เห็นพระศาสดา คิดขึ้นมาได้ว่า “บิดาของเราเป็น รถเป็นทองค�าล้วน ผุดผองสวยงาม แต่ข้าพเจ้าหาล้อ
่
้
้
็
อันธพาล เราจึงมิได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ทรง ไม่ได้ ขาพเจาคงจักตองตรอมใจตายเพราะเหตุนี้เปน
้
้
พระคุณอันประเสริฐเห็นปานนี้ มิไดขวนขวายในกิจ แน่แท้”
ู
้
ั
่
่
้
่
ที่ชอบ มิไดถวายทาน มิไดฟงธรรมแตอยางใดอยาง พราหมณ์ตกตะลึงสักคร่หนึ่งจึงกล่าวว่า
หนึ่งเลย บัดนี้ แม้แต่มือของตัวเองเราก็ยกไม่ไหว “มาณพผู้เจริญ ท่านต้องการล้อทองค�า หรือล้อเงิน
เสียแล้ว จะทาอย่างอื่นได้อย่างไร ?” ดังนี้แล้ว ได้ หรือล้อแก้วมณี จงบอกมาเถิด ข้าพเจ้ารับปากว่าจะ
�
�
ทาจิตให้เลื่อมใสในพระศาสดา จัดหามาให้ท่านได้” มาณพคิดว่า “ดู๊ดู พราหมณ์นี้
�
พระองค์ทรงทราบว่า มัฏฐกุลฑลีได้ทาจิตใจ ช่างเป็นไปได้ ตอนบุตรของตนป่วยหนักไม่ยอมเสีย
่
ให้เลอมใสในพระองค์แล้วก็เสด็จออกไป พอ เงินรักษาแมแตเล็กนอย ตอนนี้เห็นวาเรามีรถทองค�า
่
้
ื่
้
�
พระพุทธองค์เสด็จลับตาเท่านั้น เขาก็สิ้นใจ ทาให้ จะยอมจ่ายค่าล้อให้ ไม่ว่าล้อทองค�าหรือล้อเงิน อา!
ุ
เขาไปเกิดในสคติภพกล่าวคือเกิดเป็นเทวดา แล้ว พราหมณ์นี้เป็นคนอันธพาลจริงๆ แต่ก็ช่างเถอะ เรา
พระพุทธองคก็เสด็จกลับ บรรลุวัตถุประสงคชวยสง จะล้อแกเล่นหน่อย” จึงกล่าวว่า “พราหมณ์เอ๋ย สิ่ง
่
์
่
์
�
้
็
เขาสาเร็จแล้ว ฝายพราหมณผูเปนบิดาทาฌาปนกิจ อื่นใดอันจะควรเปนลอรถของขาพเจาหามีไม นอกจาก
่
์
้
็
้
้
�
่
ศพลูกชายแล้ว ก็ได้แต่ร้องไห้ ไปยืนร้องไห้ที่ป่าช้า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เท่านั้น หากได้ดวงจันทร์
�
่
่
ู
ทุกวัน คร่าครวญว่า “ลกชายคนเดียวของพออยูไหน และดวงอาทิตย์มาประกอบเป็นล้อ รถของข้าพเจ้า
มาหาพ่อหน่อยเถิด” คงจะงามเยี่ยม ไม่มีอะไรเสมอเหมือน”
ี
้
่
เทพบุตรมัฏฐกุลฑลรู้สึกตัวอย่างสมบูรณ์ใน พราหมณคิดวาเด็กหนุมคนนี้คงเปนบาแนนอน
็
่
์
่
เทวโลก แล้วพิจารณาถึงทิพยสมบัติของตนก็รู้เห็น จึงกล่าวว่า “ท่านต้องการสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ ท่าน
้
โดยตลอดว่า ได้มาเพราะทาจิตใจใหเลื่อมใสในพระ โงเขลาเหลือเกิน ทานตายแลวเกิดอีกสักรอยพันชาติ
่
่
้
้
�
ื
ศาสดา ได้มองเห็นพราหมณ์บิดายนร้องไห้อยู่ที่ ก็ไม่อาจดึงเอาดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มาเป็นล้อรถได้”
ุ
ป่าช้า จึงส�าแดงเพศคล้ายมัฏฐกลฑลีมายืนกอด มาณพตอบว่า “พราหมณ์! ดวงจันทร์และดวง
้
์
่
้
้
แขนร้องไห้ อยู่ ณ อีกมุมหนึ่งของป่าช้า เทพบุตร อาทิตยยังปรากฏใหเห็นอยู ขาพเจาตองการสิ่งที่มอง
้
�
มีความประสงค์จะเอาหนามมาบ่งหนามในใจของ เห็นได้ ส่วนท่านร้องไห้คร่าครวญ ต้องการสิ่งอัน
359
่
่
ใครๆ ก็มองไมเห็น ในระหวางเราทั้งสอง ใครเป็นพาล จากคนรักและของรักอยู่ตลอดเวลา แต่น้อยคน
้
่
กันแน่ ใครโง่กว่าใครกันแน่” นักจะตระหนักรู เราไมเคยมองความพลัดพรากใน
พราหมณ์ได้ฟังดงนั้นกลับได้สติ ยอมรับว่า ชีวิตประจาวัน เรามักคิดเอาว่าเราจะพบกับความ
�
ั
มาณพน้อยพูดถูก ตนเป็นผู้เขลากว่า เพราะต้องการ พลัดพรากก็ตอเมื่อใครคนหนึ่งเดินออกไปจากชีวิต
่
สิ่งที่มองไม่เห็น และไม่เคยมีใครเรียกคืนมาได้ ของเรา ใครคนหนึ่งล่วงลับดับขันธ์ออกไปจาก
์
พราหมณไดกลาวชมเชยมาณพนั้นวา “ข้าพเจ้า วงศาคณาญาติของเรา
่
่
้
ั
เป็นผู้เร่าร้อนนกหนา ท่านน�าความเห็นถูกมาให้ แท้ที่จริงนั่นคือความพลัดพรากอย่างหนึ่ง
�
�
ั
ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นผู้เย็น ประหนึ่งท่านนาน้ามา เป็นความพลดพรากอย่างเปิดเผย แต่ยังมีการ
ิ
ดับไฟ ความกระวนกระวายทั้งปวงของข้าพเจ้าได้ดับ พลัดพรากแบบปกปด คือการพรากจากคนรักของ
�
ลงแล้ว ความเศร้าโศกถึงบุตรก็บรรเทาลงแล้ว ท่าน รัก ตลอดเวลาในชีวิตประจาวันของเรานั่นเอง
่
้
้
ได้ถอนลูกศรคือความโศกออกจากหทัยของข้าพเจ้า แมแตลมหายใจ เมื่อเราหายใจเขาหายใจออก เรา
�
ั
เสียได้ คาของท่านประเสริฐนัก ช่วยดับความร้อน ก็หายใจทิ้งทุกครง เราก็ได้พลัดพรากจากลม
้
และความโศกในใจของข้าพเจ้าได้” หายใจของเราแล้ว ลืมตาตื่นเราก็มีความสุข พอ
และแล้วพราหมณ์ก็ได้ถามว่ามาณพนั้นเป็น เราหลับความสุขก็ถกลืม เราก็ได้พลัดพรากจาก
ู
ใคร มาณพก็บอกว่า เขาคือมัฏฐกุลฑลี บุตรของ ความสุขตอนย่างเข้าสู่การหลับ
พราหมณ์นนเอง ได้ทากุศลกรรมไว้ก่อนตาย จึงได้ ฉะนั้น ก่อนที่เราจะพลัดพรากจากคนอัน
�
ั่
ไปเกิดเป็นเทพ พราหมณ์กล่าวว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าอยู่ เป็นที่รัก ท�าไมเราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอันเป็น
้
้
่
ดวยกันมายังไมเคยเห็นบุตรของตนใหทานหรือรักษา ที่รักอย่างมีความสุข เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าเกิดการ
้
่
่
ั
้
่
ศีลแตอยางใดเลย มาณพไปสูเทวโลกไดดวยกรรมอัน พลัดพรากขึ้นมาจริงๆ เราจะไดนงลงยอมรับความ
้
่
ใด พลัดพรากด้วยความสงบ ด้วยความร้เท่าทัน
ู
มาณพได้เล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด สัจธรรมของชีวิตสอนเราว่า ก่อนพลัดพรากควร
็
่
ให้พราหมณ์ฟัง พราหมณเกิดปติปราโมทยเปนอยาง อยู่กันให้คุ้ม จะอยู่อย่างไรให้คุ้มล่ะ ก็ทาดีเหมือน
�
์
ี
์
มาก และกล่าวว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาด หนึ่งว่า “ทุกวันเวลาเป็นวันสุดท้ายของเรา” หาก
ึ
จริงหนอ การทาอัญชลีกรรมแด่พระพุทธเจ้ามีผลถึง ระลกได้อย่างนี้เมื่อไร นั่นละเราได้กลับไปหา
�
�
้
้
้
ื่
ุ
้
ปานนี้ ขาพเจาจักทาใจใหเลอมใส นับถือพระพทธเจา บุคคลที่เรารักแล้ว ควรดูแลเขาให้ดีที่สุดด้วย
ในวันนี้ทีเดียว” เทพบุตรได้โปรดพ่อของตัวเองเสร็จ
แล้วก็เหาะกลับสู่สวรรค์ ผู้เป็นพ่อได้ปล่อยวางความ (มัฏฐกุณฑลีวัตถุ อรรถกถา ขุททกนิกาย
เศร้าโศกเพราะพลัดพรากจากลูกเป็นผลสาเร็จ ธรรมบท ยมกวรรค เล่ม ๑๗ หน้า ๒๖)
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การพลัดพรากนั้น
�
�
เป็นเรื่องสาคัญ เราทุกคนแท้ที่จริงกาลังพลัดพราก
360
361
ไฟสมอก
ุ
“ริษยาพาให้ทุกข์
อย่าท�าลายตัวเองเพราะแรงริษยา”
ิ
ในทางพระพุทธศาสนา ความรษยาเปรียบเหมือนโรคร้ายที่คอย
�
ทาลายชีวิต ใครก็ตามที่ปล่อยให้ความริษยาครอบงาก็เท่ากับว่า เขาเริ่ม
�
ป่วยด้วยโรคภัยที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเข้าแล้ว ส่วนใครจะป่วยหนักหรือ
ป่วยน้อย ก็ขึ้นกับระดับความรุนแรงของความริษยา ถ้าเป็นความริษยา
ระดับสูง ก็มั่นใจไดวาความรนแรงอาจถงขนวิบัติจากคุณงามความดี และ
่
ุ
้
ั้
ึ
ความสุขในชีวิตอย่างรวดเร็ว
ี
ดังตัวอยางในนิทานธรรมสาธกดังตอไปนี้ ในเมืองพาราณส แคว้น
่
่
โกศล มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง มีพระโอรสสองพระองค์ องค์โต
นั้นเป็นที่โปรดปรานของพระราชบิดาเป็นอย่างมาก เพราะมีอุปนิสัย
อ่อนน้อมถ่อมตน เฉลียวฉลาด ใจกว้าง ส่วนโอรสองค์เล็กนั้น พระราช
บิดามิสู้โปรดนัก ด้วยมีนิสัยริษยาและใจแคบเป็นเจ้าเรือน
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชบิดาทรงเรียกโอรสองค์เล็กเข้าเฝ้า แล้วมี
รับสั่งว่า “พ่อจะให้พรเจ้า นั่นคือเจ้าอยากได้สิ่งใด ก็ขอจากพ่อได้ พ่อ
้
ี
่
้
็
่
้
่
้
ยินดีหาใหเจาไดทุกอยาง ไมวาจะเปนของหนักเทาตัวเจา มาฝเทาดี หรือ
่
้
้
อยากมีปราสาทสักหลังหนึ่ง พ่อก็ยินดีจัดให้” “เยี่ยมมากเลยเสดจพ่อ
็
ึ่
่
ั
้
ขอเวลาหมอมฉันคดสกวันหนงกอนไดไหม” “ไดสิลูก แตลูกจงจ�าไว้อย่าง
่
ิ
้
่
หนึ่งนะว่า พ่อไม่ได้มีลูกชายคนเดียว ดังนั้นสิ่งใดที่พ่อให้เจ้า พ่อจะมอบ
ี่
สิ่งนั้นให้พของเจ้าเป็นสองเท่าเลยทีเดียว” โอรสพระองค์เล็กได้ฟังเช่น
นั้นแล้ว กริ้วจัดขึ้นมาทันที มีพระด�าริในพระทัยว่า “เมื่อโลกให้ฉันเกิด
�
มาแล้ว ทาไมต้องให้พี่ชายเกิดมาด้วย”
่
่
์
้
คืนนนทั้งคืน พระโอรสองคเล็กบรรทมไมหลับ เพราะทรงครุนคิด
ั
อยู่ตลอดเวลาว่า ทาอย่างไรจึงจะไม่ให้พี่ชายได้อะไรดีไปกว่าตนเอง ยิ่ง
�
่
็
ิ่
็
คิดกยงฟุงซาน เพราะหากตนขอสิ่งใดพี่ชายก็จะไดสิ่งนั้นเปนสองเทา ไฟ
้
่
้
362
็
่
่
่
้
้
ริษยาคุกรุนอยูเตมพระทัย ในที่สุดเจาชายก็ตัดสินใจไดวา จะทรงขอพร
ั
อะไรที่มีผลให้พี่ชายได้รับเป็นสองเท่า แต่สิ่งที่พี่ชายได้รบนั้นต้องเป็น
ความทุกขหนักหนาสาหัสเปนทวีคูณ เพราะเหตที่ทรงคิดดวยความริษยา
้
์
ุ
็
เจ้าชายน้อยจึงมองไม่เห็นว่า สิ่งที่พระองค์จะทรงขอนั้น หาได้มีผลเสีย
ต่อพี่ชายเท่านั้น ทว่ายังมีผลเสียต่อตนเองด้วย
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระราชบิดาโปรดให้เข้าเฝ้าและตรัสถามว่าจะทรง
ขอพรอะไร โอรสองค์เล็กจึงทูลตอบว่า “ลูกรู้แล้วว่าจะขออะไร” “ขอมา
็
ได้เลยลูกพ่อ” “ลูกขอให้เสดจพ่อควักลูกนัยน์ตาของหม่อมฉันเสียข้าง
หนึ่งเถิด” นี่คืออานาจของไฟริษยาที่คอยกัดกินใจยิ่งกว่าไฟสุมอก
�
นิทานธรรมเรื่องนี้มีคติสอนว่า เราจะเห็นได้ว่าความริษยาคือ
เมล็ดพันธุ์ของความรุนแรง ซึ่งแฝงฝังอย่แล้วในจิตใจของเราทุกคน
ู
อาการของความริษยา คือเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ หรือรับไม่
ได้ หากเห็นใครก็ตามที่อยู่ตรงข้ามกับเรา “ได้ดมีสุข” ความริษยา
ี
เปรียบเหมือนเปลวไฟที่เผาผลาญตนพร้อมกับที่เผาผลาญคนอื่น
้
่
้
ู
่
ความริษยาสิงสูอยูในหัวใจของผูใดแลว ชีวิตของผนั้นก็จะหางไกลจาก
้
่
ความสุข ในขณะที่คนซึ่งตกเป็นทาสของความริษยา คิดหาวิธีที่จะ
ทาร้ายคนอื่นอย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุดนั้น ที่แท้จริงแล้ว เขาก�าลัง
�
ทาลายตัวเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน ท่านจึงกล่าวว่า ริษยาคือไฟสุมอก
�
ให้ร้อนรนอยู่ตลอดเวลา เป็นสนิมใจที่กัดกร่อนสุมใจ ไม่มีวันดับ ดัง
นิทานธรรมคติเรื่องนี้
(นิทานธรรมสาธก)
363
364
�
ราคาของอานาจ
้
ี
ิ
�
“มอานาจแลวอย่าเหลง
�
เพราะอานาจไมจรังยั่งยืน”
ี
่
่
ความอยากใหญ่ ได้นาชีวิตมนุษยไปติดกับดักอยูในโลกนี้ ทาให้สลัด
�
์
�
ตนไม่พ้นไปจากความทุกข์นานัปการได้ ดังนิทานพุทธปรัชญาเรื่องหนึ่งว่า
ด้วยความอยากใหญ่ มีเรื่องเล่าว่า
�
มีสิงโตป่าตัวหนึ่ง ครอบครองตาแหน่งเจ้าป่ามานานมาก จนมันแก่
ั
ั
งั่ก ฟันกรามแทบไม่เหลือ ไม่มีแรงที่จะไปจบเสือจบช้างกิน สิงโตตัวนี้มี
บริวารอยู่ตัวหนึ่งคือสุนัขจิ้งจอก เจ้าสิงโตตัวนี้ ในวันที่หิวที่สุด มันจึงเรียก
สุนัขจิ้งจอก บริวารเข้ามาแล้วสั่งการว่า “เจ้าสุนัข แกไปหากวางมาให้ฉัน
กินสักตัวซิ” สุนัขจิ้งจอกก็ออกเดินทางไปล่าหากวางตามคาสั่ง
�
ระหว่างทางมันได้เจอกวางหนุ่มตัวหนึ่ง จึงแสร้งเจรจาด้วยลีลาแบบ
ลิ้นการทูตทันที “เออนี่เจ้ากวาง ตอนนี้นะท่านราชสีห์เจ้าป่าจะปล่อยวาง
อานาจแล้ว เพราะครองตาแหน่งมานานเต็มที ท่านราชสีห์พิจารณาแล้ว
�
�
ไม่มีสัตว์ชนิดไหนจะเป็นเจ้าป่าได้เหมาะกับเจ้า เจ้านะมีรูปร่างที่สูงใหญ่ มี
ขาที่สวยงาม มีดวงตาที่ทอประกายสุกสว่าง เหมาะอย่างยิ่งที่จะครอง
�
ตาแหน่งแทนท่านราชสีห์”
ู
้
เมื่อกวางได้ยินคายอก็หผึ่ง มันยืดอกขึ้นมา นึกครึมอกครึ้มใจใน
�
ความเลิศเลอของตนเอง มนุษย์เรามีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะรูปชั่ว
�
ตัวดาอย่างไรก็ตาม ถ้าใครมายอก็ชอบกันทั้งนั้น กวางตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน
�
พอสุนัขจิ้งจอกมาบอกว่า “เจ้าเหมาะที่สุดกับตาแหน่งเจ้าป่า รีบไป
หาราชสีห์เถอะ เพราะท่านจะยกตาแหน่งให้” ด้วยลีลาลิ้นการทูตของสุนัข
�
จิ้งจอกเพียงเท่านี้ เจ้ากวางผู้อยากเป็นใหญ่ รีบวิ่งตาลีตาเหลือกไปหา
์
์
ราชสีห พอไปถึงถ�้า ไปยืนอยูเบื้องหนาราชสีห ราชสีหชราก็ลกขึ้นมา และ
ุ
่
์
้
กระโดดงับกวางทันที กวางกระโดดออกมาด้วยความตกใจสุดชีวิต วิ่งออก
�
จากถ้า แต่หูขาดไปข้างหนึ่ง วิ่งไปร้องโอดโอยไป ไปหลบเลียแผลอยู่ป่าลึก
่
ั
่
หลบเลียแผลอยู ๓ เดือน จนหูหายอกเสบ จึงเริ่มออกจากปาไปหากินตาม
365
ื
่
่
ปกติ แต่ในใจก็ยังหวั่นๆ กับประสบการณ์เฉียดตาย โอกาสตะครุบหูทานนั้น มันคอการทดสอบบางอยาง
คราวนั้นอยู่ไม่หาย ท่านลองคิดดู ถ้าหากราชสีห์จะกินท่านจริงๆ อย่า
่
้
สวนสิงโตเจาปาหลังจากผิดหวังคราวนั้น ก็ยัง ว่าแต่หูเลย ท่านตะครุบได้ทงตัวอยู่แล้ว เพราะ
่
ั้
ไม่ละความพยายาม มันเรียกสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นนัก ศักยภาพของท่านราชสีห์นั้น กวางอย่างท่านจะไป
ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวมาหารืออีกครั้งหนึ่ง “เจ้า เหลืออะไร”
ุ
จิ้งจอก แกช่วยไปหลอกกวางมาอีกทีซิ ฉันยังเปรี้ยว กวางหน่มเริ่มคิด เพราะถูกตะล่อม “เออ!
ปากไม่หายเลย คราวที่แล้วฉันได้กนแค่หูกวาง จริง ถ้าท่านจะกนเราทั้งตัว ท่านคงเขมือบเราไป
ิ
ิ
้
่
แหม! แต่แค่หูนะ อร้อย อร่อย ถ้าได้กินทั้งตัวและ แล้ว” พอเปาหมายเริ่มตายใจ สุนัขจิ้งจอกเริ่มรุกตอ
่
่
้
้
หัวใจของมันด้วยจะวิเศษขนาดไหน” เนื่องจากสุนัข เลย “ทานคงรูนะ วาถาทานราชสีหจะกินจริงๆ ท่าน
์
่
ั
่
ื
�
จิ้งจอกปราดเปรองด้านประชาสัมพนธ์จึงออกแผน ไม่เหลือหรอก แต่ท่านทาไมกินแค่หูข้างเดียวรู้ไหม
โครงการใหม่ คือโครงการ “ล่าหัวใจกวาง” ด้วยสาย เพราะนั่นคือการทดสอบ” “ทดสอบอะไร หูของฉัน
่
สัมพันธ์ที่วางไว้อย่างแน่นหนาในป่าใหญ่ หายไปข้างหนึ่งเนียนะ” กวางถาม “ท่านราชสีห์
�
ใช้เวลาไม่นาน สุนัขจิ้งจอกก็พอจะสืบรู้ว่า อยากจะทดสอบความเป็นผู้นาของท่านว่า เมื่อเจอ
กวางกลุ่มเป้าหมายไปหลบอยู่ที่ไหน มันจึงตามไป กับภัยคุกคามแล้วจะรับมือไหวหรือไม่ ท่านนี่ถูก
จนถึงที่ลี้ภัยของเจ้ากวางหนุ่ม พอไปถึง เจ้ากวาง ตะครุบหูขางเดยว ทานก็ยังฝอวิ่งหนี นี่หรือผูน�า ถ้า
้
ี
่
่
้
�
หนุ่มทาท่าจะวิ่งหนี แต่สุนัขจิ้งจอกยิ้มให้ก่อน กวาง เป็นอย่างนั้นจะไปจัดระเบียบสัตว์ป่าได้อย่างไร”
้
้
่
�
่
จึงใจออนยอมคุยดวย “เรายังขนลุกไมหาย แลวนี่เจา กวางฟงแลวก็ราพึง “เออ. นั่นนะซินะ ถ้าท่าน
่
ั
้
้
มาท�าไมอีก” กวางนึกในใจ แน่ละ ทาไมจะไม่คิดถึง จะกินเราทั้งตัว ท่านก็กินได้ แสดงว่าท่านราชสีห์
�
่
ฉันล่ะ ก็กินหูฉนไปข้างหนึ่งแล้วนี่ สุนัขจิ้งจอกซึ่ง ตองการจะทดสอบภาวะผูน�าของเราจริงๆ” “ทานคิด
ั
้
้
ฉลาดเฉียบแหลมด้านประชาสัมพันธ์ เริ่มคุย ด้วย ถูกแล้ว การทดสอบที่ผ่านมานั้น เป็นการทดสอบ
ั
ทวงทลีลามาดมั่น แถมคราวนี้มันใหเกียรติกวางหนุม ภาวะผู้นาในแง่ของการบริหารจดการความเสี่ยง
่
ี
้
�
่
่
่
่
้
ด้วยการเรียกว่า “ท่าน” อีกต่างหาก วิกฤต และผลกคือทานสอบผาน คราวนี้ถาทานยอม
็
“ท่านกวาง ท่านลองคิดดูให้ดีนะ ท่านราชสีห์ ไปพบราชสีห์ละก็จงวางใจเถิด ต�าแหน่งเจ้าป่าต้อง
คิดถึงทาน” กวางบอก “ก็แหงอยูแลว กินหูฉันไปขาง ตกเป็นของท่านอย่างแน่นอน เออ! อย่าว่าอย่างนั้น
่
้
้
่
ั
หนึ่ง ท�าไมจะไม่คิดถึงฉันล่ะ” สุนขจิ้งจอกยังคง อย่างนี้เลยนะ พอท่านได้เป็นเจ้าป่าแล้วอย่าลืมข้า
โอ้โลมด้วยลีลานิ่มๆ “ท่านอย่าไปมองโลกในแง่ลบซิ เสียล่ะ” สุนัขจิ้งจอกโปรยยาหอม
ู
ี
ี
็
ท่านนี่ทัศนคติไม่ดเลยนะ” สุนัขจิ้งจอกร่ายมนต์ต่อ กวางหนุ่มฟังแล้วกร้สึกดจนลืมตาย เพราะ
�
ไป “ท่านนี่มีทัศนคติเชิงลบต่อท่านราชสีห์อยู่มาก มันได้ยินแต่คาเขื่องๆ ทั้งนั้น ทั้ง “เจ้าป่า” เอ่ย ทั้ง
�
ฉันขอแนะน�าให้คิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างมันไม่ “ภาวะผู้นา” เอ่ย ล้วนแต่เป็นศัพท์แสงหรูๆ ทั้งนั้น
ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดหรอก” “ทาไมล่ะ” กวางเริ่ม มาถึงตรงนี้กวางหนุ่มก็สนทใจ เพราะมองเห็น
�
ิ
�
ตกหลุมพราง “ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ ความ ตาแหน่งเจ้าป่าซึ่งวางล่ออยู่ข้างหน้า กวางเดินตาม
�
จริงมันเป็นอย่างนี้ วันนั้น การที่ท่านราชสีห์ได้ถือ สุนัขจิ้งจอกไปจนถึงถ้าของราชสีห์
366
่
์
คราวนี้ราชสีหไมรอ พอกวางหนุมเดินเขาไปไดสองสามกาว ราชสีห ์
่
้
้
้
�
จึงออกมาดักรอจนปากถ้า โดดตะครุบงับคอแล้วกัดกินกร้ามๆ อย่าง
เอร็ดอร่อย
�
ั
ในขณะที่กาลังกดกินอยู่กร้ามๆ นั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ราชสีห์อยากกิน
ที่สุดเพื่อต่ออายุก็คือหัวใจ มันอยากจะกินหัวใจกวางหนุ่ม กัดกร้ามๆ อยู่
สักพักหนึ่ง หัวใจกวางกระเดนออกมา สุนัขจิ้งจอกกระโดดเข้างับและ
็
้
้
้
เคี้ยวกรามๆ สามค�า แลวกระเดือกกลืนลงทองไป นั่นคือรางวัลของสุดยอด
นักเจรจา คือได้กินหัวใจกวางหนุ่ม
พอราชสีห์กินเนื้อหมดแล้วก็เอะใจ ไม่พบหัวใจกวาง จึงถามสุนัข
่
์
้
่
จิ้งจอก “หัวใจอยูไหน” “ขาแตราชสีห กวางมันไมมีหัวใจ” สุนัขจิ้งจอกตอบ
่
�
“ทาไมไม่มีหัวใจ” ก็เพราะว่าถ้ามีหัวใจ เจ้ากวางจะยอมให้ข้าหลอกถึงสอง
ครั้งสามครั้งหรือ” แล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบตรงนี้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ถูกหลอกด้วย
็
ลาภ ดวยยศ ดวยสรรเสริญ ซึ่งเปนกิเลสระดับธรรมดา แตพอมาหลอก
้
้
่
้
้
้
่
ด้วยอ�านาจ มีใครบางที่ไมอยากได ทกคนลวนอยากไดอ�านาจ นั่นแหละ
ุ
้
กวางหนุ่มตกเป็นทาสของมานะ คืออยากใหญ่ อยากได้อานาจ ในที่สุด
�
ก็ถูกสุนัขจิ้งจอกหลอกไปให้ราชสีห์กิน
ความหมายของมานะ ในแง่นี้ก็คืออ�านาจ ความอยากเป็นใหญ่
อยากเป็นนาย อยากเป็นคนสาคัญ อยากบริหารจัดการ ล้วนเป็นอาการ
�
้
้
ของคนใฝ่อ�านาจทั้งนั้น ดวยเหตุนี้ เราควรเตือนตนไวเสมอวา “บาอะไร
้
่
�
�
ก็บ้าได้ แต่อย่าบ้าอานาจ” เพราะถ้าบ้าอานาจ พวกเราอาจจะไม่ได้เสีย
้
่
เพียงหูขางหนึ่ง แตอาจเสียทุกสิ่งทุกอยางไป และเสียสูงสุดคือความสูญ
่
�
�
เสียทางจิตวิญญาณ ฉะนั้น อย่าบ้าอานาจ แต่ถ้ามีอานาจขึ้นมาแล้ว ก็
�
�
ให้ใช้อ�านาจอย่างระมัดระวัง รู้จักสารวมในอานาจ รู้เท่าทันข้อดีข้อเสีย
�
ของอานาจ เพราะอานาจก็ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์
�
และเป็นอนัตตา เกิดขึ้นมาแล้วก็แตกดับ อานาจใดๆ ล้วนไม่จีรังทั้งสิ้น
�
(นิทานธรรมสาธก)
367
368
ก�าแพงคุก
ี
ิ
“ทิฏฐิเป็นอปสรรคท�าลายชวิตและมตรภาพ”
ุ
นานมาแล้ว มีพ่อลูกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า พ่อยึดอาชีพตัดฟืนเผา
ถ่าน แล้วนาไปขายในเมือง อยู่มาวันหนึ่ง พ่อขนถ่านไปขายในเมือง กลับ
�
ออกมาไม่ทันเวลาประตูเมืองปิด จึงกลับบ้านไม่ได้ต้องค้างในตัวเมือง
คืนนั้น ลูกนอนอยู่บ้านป่าคนเดียว พอดีมีโจรป่าบุกมาปล้นบ้าน
้
รวบรวมเอาสิ่งของทุกอยางในบานไปหมด อีกทั้งจับตัวลูกชายไปดวย ก่อน
้
่
ั
จะกลับพวกโจรป่าได้เผาบ้านทง หมาของพวกมันตวหนึ่งหนีไม่ทันถูกไฟ
ิ้
คลอกตายอยู่ในบ้าน เหลือแต่เถ้ากระดูก
วันรุ่งขึ้น ผู้เป็นพ่อก็ได้กลับบ้านป่า พอมาถึงก็ไม่เห็นบ้านเสียแล้ว
�
้
่
็
้
้
้
้
เห็นแตตอไมที่เคยเปนเสาบานดาเป็นตอตะโก เขารองหมรองไหหาลูกชาย
่
ก็ไม่พบเขาโกยกองกระดูกขึ้นมาแนบอก พลางร้องไห้คร่าครวญปิ่มว่าจะ
�
่
่
่
ขาดใจตาย “โอ้! ลูกพอ ตอนยังมีชีวิตอยู ลูกตัวสูงใหญ แตพอตายไปเหลือ
่
แต่กระดูกกองนิดเดียว” เขาร้องห่มร้องไห้ทั้งคืนทั้งวัน แล้วจึงค่อยๆ
รวบรวมกระดูกกองนั้น ซึ่งความเป็นจริงเป็นกระดูกของสุนัขตัวหนึ่งใส่ใน
ถุงผ้า
หลงจากนนเขาก็ไปสร้างบ้านใหม่อยู่ในป่าแห่งหนึ่งซึงไกลออกไป
่
ั
ั้
เพื่อจะได้ลืมความหลังอันแสนจะเจ็บปวด เวลาผ่านไปสามสี่ปี เขามีชีวิตที่
่
ั
ื
่
้
้
่
ยาก อยูในความเศราทั้งคืนทั้งวัน พรอมมีทิฏฐิคือมีความเชอมั่นที่ฝงอยูใน
จิตในใจว่า “ลูกของฉันตายแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงกองกระดูกกองหนึ่ง
่
นี้เทานั้น” ทุกคืนเขาจะนั่งคุยกับกระดูกของสนัขที่เขาเชื่ออยางฝงใจวา เป็น
ั
่
ุ
่
ชิ้นส่วนกระดูกของลูกชาย
อยู่ต่อมาเข้าปีที่ห้า ลูกชายที่ถูกโจรจับไปก็หนีออกมาได้ ตามหาพ่อ
ไปที่บ้านเดิมก็ไม่พบ เลยเที่ยวถามชาวบ้าน ชาวบ้านก็บอกว่าตอนนี้เขาได้
่
่
้
ย้ายไปสร้างบ้านใหม่แล้ว ลูกชายตามหาจนพบบานใหมของพอในเวลาคอน
่
369
คืนแล้ว พอมาถึงก็เคาะประตูเรียกพ่อ “พ่อครับผมเอง ผมลูกพ่อไงครับ
พ่ออยู่ในบ้าน จาเสียงลูกชายได้ แต่ใจหนึ่งก็นึกขึ้นมาได้ว่า ลูกของตัวเอง
�
ได้ตายไปแล้วในกองไฟ นี่ไงเถ้ากระดูกของลูก เพราะฉะนั้น เด็กที่มาเรียกอยู่
็
่
์
้
้
็
่
่
ขางนอกตองเปนคนไมประสงคดีเปนแน พอจึงเงียบไมสนใจ ลูกชายก็เคาะประตู
่
อีก เคาะอยู่นาน วนเวียนอยู่หน้าบ้าน จนถึงเที่ยงคืน พ่อก็ไม่ยอมเปิดประตูให้
เพราะดึกแล้ว อีกอย่างก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกของตนนั้นได้ตายไปแล้ว
่
้
ฝายลูกก็เคาะประตูอยูอยางนั้นจนเกิดอาการเหนื่อยลา เมื่อไมไดยินเสียง
่
่
่
้
ตอบรับจากพ่อ ลูกก็เกิดทิฏฐิขึ้นว่า “สงสัยคนข้างในไม่ใช่พ่อของตัวเอง” พ่อก็
เกิดทิฏฐิอีกชุดหนึ่งว่า “สงสัยคนด้านนอกไม่ใช่ลูกของตัวเอง เพราะลูกตายไป
แล้วเหลอแต่กระดูกอยู่ในถุงผ้านั่นไง” เป็นอันว่าทั้งพ่อทั้งลูกต่างกป่วยเป็นโรค
ื
็
ใจแคบ
ใจของคนทั้งคู่เต็มไปด้วยทิฏฐิที่ตัวเองสมาทานเอาไว้ จึงไม่มีที่ว่างพอจะ
รองรับความจริงชุดใดๆ ได้อีก เวลาตีหนึ่ง ลูกทั้งๆ ที่เดินทางมาถึงบ้านพ่อแล้ว
พ่อทั้งๆ ที่ลูกยืนอยู่ตรงหน้า ห่างแค่ฝาบ้านกั้นเท่านั้น ก็กลายเป็นกาแพงคุกที่
�
ไม่สามารถมองทะลุเห็นกันได้ ในที่สุด พ่อลูกก็ไม่ได้พบกัน เพราะต่างคนต่าง
อยู่กับ‘ทิฏฐิ’ คือ‘โรคใจแคบ’ ของตัวเอง
่
่
้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนวา คนที่นอนกอดทิฏฐิ ตอใหความจริงมาปรากฏ
อยู่ตรงหน้า ก็มองไม่เห็น บางครั้งคนที่รักกันมาก เช่น สามีภรรยา พ่อกับลูก
พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ญาติกับญาติ บ่อยครั้งต้องเลิกร้าง ห่างเหินจากกัน
่
่
่
่
�
่
ไปในสภาพไมเหลือความทรงจาอันงดงามระหวางกัน เพราะตางคนตางก็ปวย
ด้วยโรค “ใจแคบ” ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตของเรานั้น บางครั้งก็แก้ได้ง่ายนิด
เดียว แต่ที่มันยืดเยื้อเรื้อรังกลายเป็นปัญหา เพราะต่างคนต่างถือทิฏฐิ ไม่มี
ใครยอมให้ใคร เพราะเชื่อมั่นว่าตนเป็นฝ่ายถูก ในเมื่อเป็นฝ่ายถูกจะให้ยอม
คนอื่นก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ ความจริงคนที่มีท่าทีอย่างนี้ แม้เขาจะถือว่าตน
ี่
ู
เป็นฝ่ายถูก แต่ก็นับว่าเป็นฝ่ายถกที่ผิด เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทยืดเยื้อ
�
เรื้อรังออกไป เป็นการหมักความทุกข์เอาไว้ ทาให้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูก
ต้อง เป็นการปิดกั้นตัวเองกับความจริงออกไป เหมือนขังตัวเองให้อยู่ในคุกที่
มืดมิด ไม่มีวันได้ออกมาสู่โลกแห่งความจริงได้
(นิทานธรรมสาธก)
370
371
โคตัวที่ ๑๘
“การให้คือการได้
อย่าท�าตัวเป็นผรับฝ่ายเดียว”
ู
้
ณ ท่ามกลางท้องทุ่งอันแห้งแล้ง มีพ่อค้าคนหนึ่งพร้อมด้วยสินค้า
ุ
ี
อันหนักอึ้ง บรรทุกมาเต็มเกวยน ขณะที่เดินทางฝ่าลมแดดที่ร้อนระอ
พร้อมกับโคคู่ใจ ก็ได้มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยหญ้าและต้นไม้ เมื่อ
�
�
มาถึง พ่อค้าคนนั้นก็ประหลาดใจ ที่พบพี่น้องสามคนกาลังคร่าครวญ
ร้องไห้
�
้
่
หลังจากไดถามไถเรื่องราวจากสามพี่นองที่กาลังทุกขโศก ก็ทราบ
้
์
ว่าบิดาของพวกเขาเพิ่งจะเสียชีวิตไป ส่วนสาเหตุที่คร�่าครวญร้องไห้ก็
�
เพราะว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามคาสั่งเสียของบิดาก่อนตาย
ซึ่งสั่งไว้อย่างเข้มงวดว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ ให้แบ่งแก่บุตรคน
หัวปีครึ่งหนึ่ง ให้บุตรคนที่สองเศษหนึ่งส่วนสาม และให้บุตรคนสุดท้อง
เศษหนึ่งส่วนเก้า พี่น้องทั้งสามได้จัดสรรแบ่งปันในส่วนที่เป็นทรัพย์สิน
่
่
่
ต่างๆ ของบิดาอยางเรียบรอยลงตัว แตไมสามารถจะจัดสรรกับฝูงโค ๑๗
้
ตัวได้ พวกเขาพยายามที่จะแบ่งตามค�าสั่งของบิดา แต่แบ่งอย่างไรก็ไม่
ลงตัว จึงพากันอับจนปัญญา
พ่อค้าครุ่นคิดถึงปัญหาของพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอทางออก
ให้ “ฉันจะยกโคของฉันให้ ๑ ตัว พวกเธอก็จะมีโค ๑๘ ตัว พวกเธอก็
่
่
้
้
ั
่
จะแบงปนกันอยางลงตัว” “ไมไดหรอกครับ ! ท่านท�าอยางนั้นไมได ท่าน
่
่
กาลังใช้โคลากเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายในเมือง”
�
พ่อค้าพูดขึ้นว่า “ลูกๆ จงเอาโคไปเถิด เอาไปเลย” แต่ก็ได้รับการ
ปฏิเสธ หลังจากพยายามเกลี้ยกล่อม คะยั้นคะยอ ในที่สุดพี่น้องทั้งสาม
ั
คนก็โอนออนผอนตามความปรารถนาของพอคา และยอมรบความกรุณา
่
้
่
่
�
จากเขา ด้วยการรับโคตัวนั้นเป็นของขวัญด้วยโคจานวน ๑๘ ตัว
372
้
พี่นองทั้งสามคนจึงสามารถแบงโคอยางลงตัว สุดกับการให้ และการให้ของเราคงจะได้ความสุข
่
่
�
ตามคาสั่งของบิดา ลูกชายคนโตได้ครึ่งหนึ่งของฝูง แก่เราคืนมาอย่างประมาณค่ามิได้ รอยยิ้ม ความ
้
่
พวกเขาจึงเอา ๒ หาร ๑๘ ได้รับส่วนแบ่งไป ๙ ตัว อิ่มสุข ความอิ่มใจ คงจะตามมาใหเราไมมีวันสิ้นสุด
ลูกชายคนกลางได้เศษหนึ่งส่วนสามของฝูง เอา ๓ หากวันนี้เราคิดว่า จะให้อะไรแก่ชีวิตเรา จะ
หาร ๑๘ ได้รับส่วนแบ่งไป ๖ ตัว ลูกชายคนเล็ก ให้อะไรแก่คนรอบข้าง จะให้อะไรแก่เพื่อนร่วมงาน
ได้เศษหนึ่งส่วนเก้าของฝูง เอา ๙ หาร ๑๘ ได้รับ และเราจะให้อะไรกระทั่งคนที่เราเกลียดชัง ถ้าคิด
้
่
้
ส่วนแบ่งไป ๒ ตัว เชนนั้น เราคงจะไดอะไรจากชีวิตบาง คงจะไดอะไร
้
่
�
แตนาประหลาดใจมากเมื่อนาจานวนโคที่แบง จากคนรอบข้างบ้าง คงได้อะไรจากเพอนร่วมงาน
่
่
�
ื่
กันมาบวกกัน คือ ๙+๖+๒ เทากับ ๑๗ ซึ่งเทากับ บ้าง ไม่มากก็น้อย กระทั่งได้ความรักคืนจากคนที่
่
่
จานวนโคของสามพี่น้องที่มีอยู่เดิมนั่นเอง เมื่อแบ่ง เราเคยเกลียดชัง มาตั้งค�าถามกันเถอะว่า เราจะ
�
�
่
็
กันแลว จึงยังคงเหลือโคอยูอีก ๑ ตัว ซึ่งเปนโคของ ได้อะไรต่อความรู้ ต่อการเรียน ต่องานที่เราทา ต่อ
้
พ่อค้านั่นเอง พ่อค้าจึงขอรับเอาโคของเขาคืน ชีวิตที่เราอยากได้ การให้สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
ู
เมื่อมรดกได้รับการจัดสรรแบ่งปันกันอย่าง ความสุขของผ้รับ คือความยินดีที่ได้รับสิ่งที่
้
ู
่
้
ี่
้
้
็
้
ลงตัว เหมาะสม ถูกตอง เปนทพอใจของทั้ง ๒ ฝ่าย มอบให ในขณะที่ผใหนั้น สุขใจที่ได ชวยเหลือและ
ุ
ี่
ทั้งพ่อค้าและสามพน้องจึงแยกทางจากกันไปอย่าง แบ่งเบาความทกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
้
้
้
มีความสุข การใหที่ปราศจากเงื่อนไข เปนการใหที่ท�าใหทั้งผูให ้
็
้
นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า การช่วยเหลือคน และผู้รับมีความสุข ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้
่
อื่นใหไดรับในสิ่งที่ตองการ มิไดหมายความวา เรา ด้วยความเต็มใจ และ เปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต ไม่รู้
้
้
้
้
้
็
้
้
เองจะตองเปนผูสูญเสีย เพราะวาการใหหมายถึง สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่ให้นั้น เป็น
่
การได้ การได้หมายถึงการให้ ถ้าคนเราคิดอย่าง เพียงผลพลอยได้จากการให้ เช่นเดียวกับนิทาน
้
่
ี
นี้ แสดงถึงวิถีชีวิตที่งดงามยิ่งนัก ไมมีการแขงขัน เรื่องน พ่อค้าได้สละโคของตนแก่สามพี่น้อง ผล
่
้
่
ื
้
ริษยา แย่งชิง อาฆาต พยาบาทกันจากการอยาก ตอบแทนคือ ไดรับโคของตนคนมาดวยเชนกัน และ
ได้ อยากมี อยากเป็น แทนที่อยากจะ “ได้” เรา ยังได้อะไรอื่นๆ อีกมากนอกจากได้โคคืน
มา “ให้” กันดีกว่าไหม เพราะว่า “ให้” หมายถึง
การ “ได้” และการ “ได้” หมายถึงการ “ให้” (นิทานธรรมสาธก)
หากเราคิดว่าจะให้ เราคงมีความสุขเกิดขึ้นทันที
์
ที่ให แตเพียงคิดที่จะได ความทุกขก็เริ่มตน และ
้
่
้
้
ไม่แน่ใจว่าเราได้มันมาหรือยัง ตราบเท่าที่มันยัง
่
่
้
้
่
ไมพอใจ หากวาการไดคือการให เราคงไดไมมีสิ้น
้
373
374
กาหลงซาก
ี
ี
“ตามใจตัวจะลาบาก ตามใจปากจะเสยชวิต”
�
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย
�
ผู้กาลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้ เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน
�
ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน จึงทรงนาโสณกชาดกมา
ตรัสเล่าดังนี้
หในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ ทรงครองราชสมบัติ
อยู่ในกรุงราชคฤห์ พระราชาแห่งมคธรัฐ มีพระโอรสอยู่ ๑ พระองค์ ทรง
พระนามว่า อรินทมกุมาร อรินทมกุมารมีโสณกกุมาร ซึ่งเป็นบุตรชาย
ของปุโรหิตเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต
ต่อมา เมื่ออรินทมกุมารได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบิดา
ี
ุ
โสณกกมารก็ได้หนีไปบวชเป็นพระฤษอยู่ในป่าหิมพานต์ เพราะมีนิสัยรัก
สันโดษ ไม่ชอบยศถาบรรดาศักดิ์ กระทั่งเวลาผ่านไป ๔๐ ปี พระราชา
้
่
่
อรินทมกุมารทรงนึกขึ้นไดวา มีเพื่อนรักอยูคนหนึ่งชื่อโสณกะ อยากจะพบ
่
้
หนาเหลือเกิน จากกันไปตั้ง ๔๐ ปีไม่ได้ข่าวคราวเลย ทรงบนหาทุกวัน จน
ต้องแต่งเพลงสืบหา เพลงที่ราชาทรงแต่ง ประชาชนร้องกันได้ทั้งเมือง แต่
ก็ไม่มีใครได้ข่าวของโสณกะเลย
้
้
้
ั
้
ทางฝายพระฤษีโสณกะไดฟงเพลงที่เด็กชาวบานรอง ก็รูความหมาย
่
ทันที จึงสอนให้เด็กร้องเพลงตอบพระราชา แล้วให้ไปร้องให้พระราชาฟัง
เมื่อพระราชาได้ฟังแล้ว ทรงดีพระทัยมาก และพระราชทานทรัพย์ถึงพัน
กหาปณะ และตรัสถามเด็กว่า พระฤษีอยู่ที่ไหน เมื่อทรงทราบว่าพระฤษี
อยูในอุทยาน จึงรีบเสด็จไป พอเจอหนากันทั้งสองก็ไตถามถึงสาระทุกขของ
่
้
์
่
กันและกัน
ั
ฝายพระฤษีโสณกะก็ชักชวนใหพระราชาออกบวช เพราะตนไดสมผัส
่
้
้
375
่
็
แล้วว่า ชีวิตนักบวชมีความสุขกวาการเปนพระราชา ป่าหิมพานต์ ไม่หวนกลับมาอีกเลย พอพระฤษีไป
�
้
แต่พระราชาไม่ทรงเห็นด้วย เพราะทรงเห็นว่าชีวิต แลวพระราชาทรงพิจารณาตรึกตรองตามคาสอนของ
นักบวชแห้งแล้ง จืดชืด พระฤษ ก็มองเห็นสัจธรรมของชีวิต นึกอยากบวช
ี
่
ั
้
พระฤษีโสณกะฟงแลวเห็นวาพระราชายังยึด ขึ้นมา จึงสละราชสมบัติทั้งหมดมอบให้พระโอรส
่
่
มั่นอยูในกามคุณ จึงทูลวา “คนที่หมกมุนอยูในกาม แล้วออกบวชอยู่ในป่าหิมพานต์ตลอดชีวิต
่
่
้
�
�
ี
�
ยิ่งทาใหชวิตตกต่าลง คนที่หลงมัวเมาอยูในกามคุณ ชาดกเรืองนี้มีคติสอนว่า สิ่งล่อใจที่ทาให้คน
่
่
เหมือนกับกาซึ่งเป็นสัตว์มีปัญญาน้อย หลงติดอย่ ู เราหลงติดแล้วเกิดอันตรายนั้น ท่านว่ามีที่เห็น
่
ในซากศพ” จึงยกธรรมสาธกมาเลา เพื่ออุบายเตือน ง่ายๆ อยู่ ๕ ชนิด คือ รูปสวย ล่อให้ติดในทางตา
สติพระราชาว่า เสียงไพเราะ ล่อให้ติดทางหู กลิ่นหอม ล่อให้ติด
่
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช้างเชือกหนึ่งหากิน ทางดมกลิ่น รสอรอย ลอใหติดทางลิ้มรส สัมผัส
่
้
่
่
่
�
่
่
้
้
อยู่ในราวป่า วันหนึ่งไปพบหนองน้า ช้างหลงเพลิน ออนนุม ลอใหติดทางกาย แตละสิ่งเหลานี้ ถาใคร
กินหญาเดินลึกลงไปเรื่อยๆ จนไกลจากตลิ่งออกไป ไม่มีสติ คือการยับยั้งชั่งใจให้ดีแล้ว มักติดจนหลง
้
�
มาก น�้าลึกจนช้างว่ายไม่ไหว จมน้าตาย อยู่ใน ไหลได้ทุกอย่าง และมักเสียคนได้ เช่น คนที่ชอบ
�
หนองน้านั้นเอง ไฝ่ฝันถึงคนรูปสวย จนไม่เป็นอันศึกษาเล่าเรียน
มีกาตัวหนึ่งไปพบช้างตายในน�้า ก็ดีใจคิดว่า นั่นคือการติดในรูป หรือคนที่ชอบดูละครจนหาม
ี
“ตนเป็นผู้โชคด เพราะจะได้กินอาหารโดยไม่ต้อง รุ่งหามค�่า ก็เพราะติดในรูปนั่นเอง คนที่หลงใหล
้
ั
ออกแรงไปอีกนาน” จึงโผลงจับที่ซากชางนั้น จิกกิน ไปกับพวกนักร้อง ยอมอุทิศกายถวายตวให้ ก็
ิ่
้
เนื้อชางที่เนาเปอย อิ่มแลวก็หลับอยูบนซากชางนั้น เพราะติดในเสียง คนที่ชอบกลนหอม จนต้อง
่
่
ื
้
่
้
�
้
่
่
เอง ตื่นขึ้นมาก็กินอีก กินๆ นอนๆ อยู่กับซากช้าง เปลืองคาใชจายในการแสวงหาน้าหอมราคาแพง ก็
ิ่
่
นั้นอย่างมีความสุข เพราะติดในกลน คนที่เห็นแกกิน ไมรูจักประมาณ
่
้
่
นานวันเข้ากระแสน้าก็ไหลออกสูทะเล จนไป โดยที่สุดแม้กินเหล้าเมายาจนเสียคน ก็เพราะติด
�
ถึงเกาะแห่งหนึ่ง บรรดานกที่อยู่บนเกาะจึงชวนให้ ในรส คนที่งาน “หนักไมเอา เบาไมสู” เกียจคราน
้
้
่
่
ไปอยู่บนเกาะด้วยกัน กาไม่ยอม เพราะยังติดใจ ไม่ยอมทางานให้ลาบากกาย กลายเป็นคนเจ้า
�
�
็
้
ในเนื้อช้าง เนื้อช้างยังมีเหลืออีกมากมาย ถ้าไปอยู่ ส�าราญ ก็เขาลักษณะคนติดในสุข ซึ่งแตละสิ่งเปน
่
�
บนเกาะต้องหากินลาบาก แต่แล้วซากช้างก็ลอย ของนาไปสู่ความหายนะได้ถ้าไร้สติ
�
์
ไกลฝงออกไปเรื่อยๆ จนถึงกลางมหาสมุทร พอซาก พระพุทธองคจึงตรัสสอน โดยยกชาดกมาให ้
่
ั
่
ช้างเปื่อยเน่าแตกสลายไป กาก็มองไม่เห็นฝั่งเสีย เห็นเปนตัวอยาง คนเห็นแกกินโดยไมรูจักขอบเขต
้
่
็
่
แล้ว บินกลับไม่ได้ ถึงจะพยายามบินกลับอย่างไร ย่อมถึงความพินาศได้ เช่น กาที่ติดในซากศพของ
ก็ไม่สามารถบินพ้นจากมหาสมุทรได้ จึงหมดแรง ช้าง สมดังภาษิตไทยโบราณว่า “ตามใจตัวจะ
จมน้าตายในที่สุด กาก็ถูกปลาใหญ่ฮุบกิน สิ้นชีวิต ล�าบาก ตามใจปากจะเสียชีวิต” ควรถือเป็นคติ
�
กลางมหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด เตือนใจต่อไป
คนที่ยังติดอยู่ในกามคุณก็ ฉันนั้น เมื่อพระ
ฤษีกล่าวสอนพระราชาเสร็จแล้ว ก็เหาะขึ้นฟ้ากลับ (โสณกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก สัฏฐินิบาต เล่ม ๓๕ หน้า ๘๓)
376
377
ั
สามคคีคือพลง
ั
“นิ้วชวนคิด นิ้วสะกิดใจ”
ความสมัครสมานสามัคคี เป็นน�้าหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งปรารถนาใน
้
สังคมทุกยุคทุกสมัย ความสามัคคีตองเริ่มจากจิตใจ ถาทุกคนมีความสามัคคี
้
้
�
่
ี
ึ
่
้
็
้
็
เป็นน้าหนึงใจเดยวกันแลว จะเปนการสรางความเปนปกแผนมั่นคงใหประเทศ
ชาติ ความสามัคคีเป็นพลังในการสร้างชาติ ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะ
�
ทาการสิ่งใดก็ไร้ผล ชาติใดไร้พลังความรู้ จะต่อสู้กับใครก็พ่ายแพ้
่
้
ดังเรื่องปรัมปราเลากันมาวา ครั้งหนึ่ง นิ้วมือทั้ง ๕ ของคนเกิดโตเถียง
่
กัน โดยแต่ละนิ้วต่างก็ถือว่า ตนมีความสาคัญกว่านิ้วอื่น ๆ “ฉันสาคัญกว่า
�
�
ทุกนิ้ว เพราะเป็นนิ้วแห่งความมีอานาจ สามารถชี้สั่งการให้ใครทาอะไรก็ได้
�
�
้
�
่
ิ่
และสามารถชี้แนะสั่งสอนใหคนอื่นทาตาม” นิ้วชี้เริ่มคุยอวดความยงใหญของ
ตนก่อนนิ้วอื่น ท�าให้อีก ๔ นิ้วไม่พอใจที่ถูกคุยทับถม จึงตอบโต้ไป
นิ้วกลางอวดทับว่า “ฉันยาวและสูงกว่าพวกท่านทุกนิ้ว จึงต้องสาคัญ
�
กว่านิ้วอื่น ไม่เช่นนั้นพวกท่านคงไม่มาห้อมล้อม คอยปกป้องดูแลฉันหรอก”
นิ้วนางไม่ยอมน้อยหน้า อวดอ้างว่า “ฉันเป็นนิ้วของผู้ดี มีสง่าราศรี มี
เกียรติกว่านิ้วอื่น เวลาคนจะสวมแหวนเพชร แหวนทอง เขาก็จะสวมที่ฉัน”
นิ้วก้อยน้องน้อยสุด คุยอวดว่า “ฉันแม้จะเล็กหรือเรียวกว่านิ้วอื่น ๆ
แต่มันเป็นนิ้วน�าทาง ใครจะกราบพระหรือไหว้พระ หรือไหว้ผู้ใหญ่ ฉันก็จะ
ถึงก่อน และอยู่ใกล้ชิดกว่านิ้วไหนๆ ถือว่าเป็นนิ้วที่มีบุญ หรือเวลาใครจะ
คืนดีกัน หรือหนุ่มสาวจะควงคู่กันให้หวานชื่น เขาจะเกี่ยวก้อยกัน”
นิ้วหัวแม่มือได้ฟัง ก็บอกว่า “ใครจะสาคัญอย่างไรก็แล้วแต่ หากไม่มี
�
นิ้วหัวแม่มือ เวลาจะหยิบจับของอะไร จะหยิบถนัดได้อย่างไร เวลาใครลง
คะแนนเสียงเลือกตั้ง แม้แต่เข้าโรงจ�าน�า หรือการแสดงหลักฐานแทนการลง
ลายมือชื่อ เขาต้องใช้ฉันพิมพ์ลายนิ้วมือ”
่
เมื่อเกิดการขดแยงไมลงรอยกัน นิ้วทั้ง ๕ ก็บิดพลิ้ว เกี่ยงงอน ไม่ยอม
ั
้
378
ร่วมมือกัน ปากจะกินอาหาร นิ้วก็ไม่ช่วยกันหยิบจับอาหารใส่ปากให้ เมื่อ
ร่างกายเกิดอาการคัน ก็เกี่ยงกัน ไม่มีนิ้วไหนยอมเกาให้หายคัน สุดท้ายแม้
้
้
ั้
�
่
�
จะเขียนหนังสือหรือทางานต่างๆ ก็ไมสามารถทาไดทงนั้น จนชีวิตตองพบกับ
ความเสื่อมโทรม เพราะเหตุที่นิ้วมือแตกความสามัคคีกัน
นิทานเรืองนี้มีคติสอนว่า ความสามัคคีจัดเป็นธรรมสาคัญสาหรับผู้
�
่
�
่
่
็
่
่
ู
็
ที่อยูรวมกันเปนหมูเปนคณะ ความเจริญความเสื่อมของหมูคณะอยที่ความ
่
สามัคคีเป็นหลักใหญ่ ความสามัคคีนั้น คือความพร้อมเพรียงกันทางกาย
�
วาจา และใจ ของคนในหมู่คณะ คือเมื่อทาอะไรก็ทาร่วมกัน การทาร่วม
�
�
�
�
่
่
กันนั้นจะทาพรอมกันหรือแยกกัน จะทาเหมือนกันหรือทาตางกัน ไมสาคัญ
�
�
้
ั
ความส�าคัญอยู่ที่ท�าอย่างประสานสัมพนธ์กัน ไม่ขดกัน ย่อมส�าเร็จ
ั
�
ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เหมือนรถที่แล่นไปได้เพราะชิ้นส่วนต่างๆ ทางาน
�
ประสานสัมพันธ์กันทั้งหมด โดยแต่ละอย่างก็ทาหน้าที่ของตนต่างๆ กัน
้
�
ไป การพูดการคิด ก็ทานองนี้ แมจะพูดจะคิดกันไปคนละทางสองทาง แต ่
หากเป็นไปแบบประสานสัมพันธ์กัน ไม่ขัดแย้งกันจนต่อกันไม่ติด ก็ชื่อว่า
เป็นความสามัคคีทั้งสิ้น
หัวใจของความสามคคี คือการประสานสัมพันธ์กันได้อย่างเหมาะ
ั
เจาะ มิใช่ว่าต้องทาพูดหรอคิดเหมือนกันจึงจะเรียกว่า สามัคคี ความ
�
ื
้
�
้
�
�
่
ั
�
สามคคีเชนนี้จะทาใหสิ่งที่ทารวมกันสาเร็จลุลวงไปดวยดี นาประโยชน์และ
่
่
ความสุขมาให้แก่หมู่คณะนั้นเอง ตรงกันข้าม ถ้าขัดแย้งกัน ไม่ประสาน
กัน ทาอะไรก็ไมสาเร็จ และผลสุดทายจะนาความวิบัติมาใหแกตนเองและ
�
้
้
�
่
�
่
หมู่คณะ ดังนิทานธรรมคติในเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง
(นิทานธรรมสาธก)
379
380
ู
้
ปูทองผฉลาด
ื
ื
“เพ่อนกินหาง่าย เพ่อนตายหายาก”
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
ทรงปรารภการเสียสละชีพของพระอานันทเถระเพื่อพระพุทธองค์ ได้ทรงน�า
สุวัณณกักกฏกชาดกมาตรัสเล่าดังนี้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ ใน
หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทางกสิกรรม วันหนึ่ง เขาไปนาพร้อมบริวาร สั่งลูก
�
�
�
น้องให้ทางาน ส่วนตนเองไปล้างหน้า ล้างตาที่หนองน้าปลายนา ในหนองน้า
�
นั้น มีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ตัวปูสีเหลืองเหมือนสีทอง พอถึงหนองน้า เขาแปรง
ฟันก่อนแล้วลงไปล้างหน้า
ขณะนั้น ปูทองอยู่ใกล้ๆ เขา เขามองเห็นปูแล้วเกิดความเอ็นดู จึงจับ
ขึ้นมาวางไว้ที่ผ้าห่มของเขา เมื่อจะกลับไปทานาต่อก็ปล่อยมันลงน้าไป
�
�
วันตอมา ถาเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้า จับปูขึ้นมานอนที่ผาหม
้
่
่
�
้
�
ก่อนแล้วไปทานาทั้งวัน ตกเย็นไปปล่อยลงน�้าแล้วค่อยกลับบ้าน เขาทาเช่นนี้
�
เป็นประจาทุกวัน เขากับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
�
ดวงตาของพราหมณมีลักษณะแปลกอยูอยางหนึ่ง คือจะเปนวงกลม ๓
์
่
็
่
ชั้น ใสแจ๋ว ที่ปลายนานั้นมีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกา
เกิดอาการแพ้ท้อง อยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา จึงพูดอ้อนวอน
สามีว่า “ถ้าไม่ได้กิน ฉันคงตายแน่ๆ” สามีเอ่ยปากตอบด้วยความระอาว่า
“น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าคิดมากไปเลย
น้อง”
นางกาจึงเสนออุบายอย่างหนึ่งว่า “ที่ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัย
้
่
็
อยู ถาเราใชงูเหากัดเขาตายแลว ค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เปน
้
้
่
้
็
่
้
จริงนะซิ” กาสามีเห็นดีดวย นับแตวันนั้นเปนตนมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติ
งูเห่าด้วยการน�าอาหารมาให้เป็นประจ�า พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ปูทองก็
เติบโตเต็มที่
381
่
่
้
่
่
วันหนึ่ง เวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ก็ออกมาดูนา สนมคุนเคยกันมากยิ่งขึ้นกวาแตกอน ตางชวยเหลือ
่
้
้
ตามปกติ เขาแวะไปที่หนองน�้า จับปูมาวางไวที่ผาหม เกื้อกูลกันจนตราบสิ้นชีวิต
่
้
แล้วก�าลังจะเดินขึ้นคันนาเลาะดขาวเทานั้น ก็ถูกงูเหา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ผู้ใหญ่มักจะมีคา
ู
่
่
�
้
ึ
กัดเข้าที่น่อง ล้มฟุบลงอยู่ตรงนั้น งูเห่ากัดเขาแล้วก็ เตือนเด็ก ๆ และเยาวชนทังหลายถงการคบเพื่อน
เลี้ยวเข้าจอมปลวกไป โดยมีคากล่าวว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหา
�
�
พอพราหมณ์ล้มลง ปูทองได้ไต่ขึ้นไปเกาะที่ ยาก” ซงเป็นค�าแนะนาการคบเพอนในลักษณะ
ื่
ึ่
่
้
็
่
ยอดอกของเขา กาตัวผูก็บินมาจับบนรางของเขาเชน หนึ่ง เพราะในยามที่เปนปกติ ในยามที่เรามีฐานะ
กัน ขณะที่กากาลังจะจิกดวงตาของเขานั่นเอง ปูทอง มีเงินทอง สามารถเลี้ยงดู อานวยประโยชน์ให้กับ
�
�
ก็ใช้ก้ามปูหนีบคอกาเอาไว้แน่น แล้วขู่ว่า “เจ้ากาชั่ว ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เรามีทรัพยากรช่วยเหลือเขา ก็
เจ้าเรียกงูมาเดี๋ยวนี้นะ มิฉะนั้น เจ้าคอขาดแน่ ๆ ” จะมีคนมาคอยแวดล้อมคบค้าสมาคมด้วย
กากลัวตาย จึงร้องเรียกงูว่า “เฮ้ย งูเห่าเพื่อน แตในยามที่เราตกยาก คนเหลานั้นก็อาจจะ
่
่
้
้
�
่
รัก กลับมากอน ขาถูกปูตาโปนหนีบคอแลว กลับมา หลบหน้าหนีหาย เพราะเราไม่สามารถอานวย
้
ิ
่
ชวยกันกอน” งูเหาพอไดยนเสียงเรียกก็เลื้อยกลับมา ประโยชนใหกับเขาไดเหมือนเดิม แตในความเปน
์
่
้
็
่
้
่
้
้
้
์
้
ึ
่
้
แผพังพานหันจะฉกปู ปูจึงใชกามอีกขางหนงหนีบคอ เพื่อนนั้น จะพิสูจนกันไดดวยในยามที่เราทุกขยาก
่
์
ั
ู
งูเอาไว้อีก งูเห่าดิ้นไม่หลุด จึงร้องถามปูทองว่า “เจ้า เรามีปัญหา เพื่อนที่ยงอย่ใกล้เราและคอยช่วย
้
่
้
ปูตาโปน ปลอยพวกขาเดี๋ยวนี้นะ เจาหนีบคอพวกขา เหลือเราโดยไม่หวังอะไรจากเรา ยามเราเจ็บป่วย
้
�
ทั้งสองไว้ทาไม?” เพื่อนจะคอยดูแลรักษา คอยเป็นห่วงเป็นใย ยาม
ปูทองตอบว่า “เจ้างูชั่ว ชายคนนี้เป็นที่พึ่งของ เราถูกลบหลูศักดิ์ศรีหรืออยู ในอันตราย เขาจะหา
่
่
่
็
ข้า ถ้าเขาตายไป ข้าก็ต้องตายด้วย เพราะไม่มีผู้ ทางชวยเราเทาที่จะเปนไปได นั่นแหละ นับวาเปน
่
่
็
้
็
�
คุ้มครอง เจ้ามาทาให้เขาตายเสียแล้ว พวกเจ้าต้อง เพื่อนตาย มันอาจจะเปนการยากที่จะหาเพื่อนตาย
่
ตาย” งูฟงแลวคิดจะลอลวงปู จึงพูดวา “เจาปูตาโปน เหมือนตัวอย่างในชาดกเรื่องนี้ เพราะเราไม่
ั
่
้
้
้
ถ้าเช่นนั้น ข้าจะดูดพิษกลับคืนให้เขา ฟื้นคืนชีพมา สามารถจะคาดหวังอะไรได นอกจากจะรูจักคบคน
้
ี
่
้
เจ้าปล่อยพวกข้าก่อนซ กอนทพิษรายแรงจะท�าให้เขา และต้องเริ่มเป็นฝ่ายให้
ิ
่
่
ตาย” การจะมีเพือน ก็ต้องเริ่มจากการที่เราต้อง
ปูรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของงูเห่า จึงพูดว่า “เจ้างูชั่ว ให้ความเป็นเพื่อนแก่ผู้คน ต้องมีการแผ่ เมตตา
�
ข้าจะปล่อยเจ้าก็ต่อเมื่อเห็นชายคนนี้ฟื้นและลุกขึ้น นาพาเพื่อนไปในทางที่ถูกต้อง คอยให้ค�าแนะน�า
�
ได้เสียก่อน ข้าถึงจะปล่อยกาไป” ว่าแล้วปูก็คลาย แก่เขา แม้จะทาให้เขาโกรธบ้าง ไม่พอใจบ้าง แต่
้
ก้ามให้งูได้ดูดพิษในร่างพราหมณ์คืน เมื่อพราหมณ์ ถามันเปนสิ่งที่ด ถาเพื่อนหลงผิด มันอาจจะท�าให้
็
้
ี
ฟื้นลุกขึ้นยืนเป็นปกติแล้ว ปูคิดว่า ถ้าขืนปล่อยให้ เขาไม่พอใจ เกลียด หรือเข้าใจผิดเรา สักวันหนึ่ง
สัตวทั้งสองนี้ไป ก็จะกลับมาท�าร้ายพราหมณ์เจ้าของ เขาจะเหนความตงใจดีของเรา และเข้าใจคุณค่า
็
ั้
์
้
็
็
นาอีกจนได้ จึงใช้ก้ามหนีบคอสัตว์ทั้งสองเสียชีวิต ความเปนเพื่อนแท เปนเพื่อนตายของเรา และนั่น
ี่
ทันที ก็เป็นโอกาสทเขาจะสามารถตอบกลับความเป็น
ฝ่ายนางกาที่จับอยู่บนต้นตาล เห็นเหตุการณ์ เพื่อนที่ดีในภายภาคหน้า
ื่
่
ี
่
ั
กลับตาลปตรเชนนั้น ก็รีบบินหนไปอยูที่อน พราหมณ์
เจ้าของนาโยนร่างของงูและกาทิ้งเข้าไปในป่า นับ (สุวัณณกักกฏกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
้
์
็
ตั้งแตวันนั้นเปนตนมา พราหมณและปูทองก็ยิ่งสนิท ชาดก ฉักกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๙๖)
่
382
383
ลุงด�า
ู
ั
ู
ั
“พดดีเป็นศรีแก่ปาก พดมากอปราชย”
นานมาแล้ว ณ ต�าบลหนึ่ง ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย มีชายคนหนึ่ง
�
ชื่อ ลุงดา ลุงด�ามีความสามารถในการต้มเหล้าเถื่อน รสชาติที่แกท�า เป็นที่
ถูกอกถูกใจของชาวบ้านในละแวกนั้น เจ้าหน้าที่ตารวจและผู้ใหญ่บ้านต่างจ้องที่
�
่
้
จะจับแก แตยังไมมีหลักฐานที่เพียงพอทจะจับแกไดเพราะแกหาทางซอนหลักฐาน
ี
่
่
่
�
�
หลบหลีกได้ทุกครั้งไป ด้วยเหตุนี้ ลุงดาจึงดารงชีพด้วยการต้มเหล้าเถื่อนเรื่อยมา
ไม่ว่าจะเป็นงานศพหรืองานมงคล ลุงดาจะเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง
�
�
ครั้งหนึ่ง เป็นงานบวชของหลานเพื่อนบ้าน ลุงดาเมามาช่วยงานแต่เช้า แต่
แปลกถึงแม้ลุงด�าจะเมามากขนาดไหน แกก็ไม่เคยปริปากเอ่ยถึงเหล้าที่แกต้มสัก
ครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าแก่ซ่อนเหล้าไว้ที่ไหน แม้เจ้าหน้าที่ตารวจคอยสะกดรอยตามไป
�
ถึงบ้าน ก็ยังไม่รู้
ั
้
้
่
้
ผูใหญบานแนะน�าใหลุงด�ารูจกกับหลานชายแก ซึ่งมาจากกรุงเทพฯ ทั้งสอง
้
�
คุยถูกคอกัน เนื่องจากลุงดาพูดอะไร หลานชายคนนี้ไม่เคยขัดคอ ชายหนุ่มเอ่ย
ถามว่า
“เขาลือกันว่า ลุงต้มเหล้าเก่ง แถมรสชาติยังดีอีกด้วย”
“ไม่ใช่ข่าวลือหรอกพ่อหนุ่ม” ลุงดา ตอบอย่างภาคภูมิใจ
�
“ฉันมีคาถามอยากจะถามลุงหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยปาก
�
“ได้ซิหลานชาย ถามหลายอย่างก็ได้”
�
“ลุงต้มเหล้าเถื่อนอย่างนี้ ไม่กลัวตารวจจับบ้างหรือ”
�
“ลุงไม่กลัวหรอก ลุงทามานานแล้ว ไม่มีใครจับได้หรอก”
“ลุงเก่งมากเลย ซ่อนเหล้าได้อย่างมิดชิด ไม่มีใครหาเจอ”
“การหากินแบบนี้มันต้องมีไหวพริบ หาทางหนีทีไล่ ไม่งั้นติดคุกหัวโตแน่”
�
“ฉันอยากเห็นกับตาว่าลุงทาอย่างไร ได้ยินแต่ข่าวที่ชาวบ้านเขาลือกัน”
384
“หลานชาย เรื่องแบบนี้อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ ชวนมากินเหล้าเถื่อนเมื่อวานนี้เอง
ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง” แล้วแกก็โอ้อวดเสียงอ้อแอ้ นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า
่
็
่
้
่
ี
ว่า “หลานชายพูดถูกใจลุงมาก งานบวชเสร็จแลวไป ๑. โบราณทานสอนวา “พูดดเปนศรีแกปาก
ดูที่บ้านลุงว่าเหล้าที่ลุงทา เหมือนที่พ่อหนุ่มเคยกิน พูดมากอัปราชัย” หัวใจส�าคัญของค�ากลาวนี้ ก็คือ
่
�
มาหรือเปล่า” การพูดให้ดี ถ้าพูดไม่ดี อาจนาโทษทุกข์ภัยมาให้
�
“จะดีหรือ ถ้าตารวจรู้เข้าจะเดือดร้อนถึงลุง” แก่ผ้พูดได้ สุนทรภู่กวีเอกของไทย ได้ให้ความ
�
ู
�
“โธ่ เรื่องเล็กน้อย พ่อหลานชาย นอกจากลุง สาคัญของการพูดดังในบทประพันธ์ว่า
่
่
่
้
กับพอหนุมแลว ไมมีใครรูอีก” หลังงานบวชเสร็จ ลุง เป็นมนุษย์สุดนิยมที่ลมปาก
้
้
้
�
ดาก็พาชายหนุมไปที่บาน มีพวกชาวบานเดินตามไป จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
่
ด้วย แต่ถูกลุงด�าไล่ให้กลับหมด เมื่อถึงบ้านแล้วแก แม้พูดดีมีคนเขาเมตตา
ั
่
้
่
ั
้
ใหชายหนุมนงรอที่หอง ลุงด�าหายไปสักพก กลับมา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ
พร้อมเหล้าเถื่อนฝีมือแกต้ม ยื่นให้ชายหนุ่มพลาง ๒. คาพูดก็เหมือนการสาดน้า น้าที่ถูกสาด
�
�
�
บอกว่า “ลองชิมดู พ่อหนุ่ม” ออกไปแล้ว ไม่สามารถเอาคืนอีกเลย ค�าที่เราพูด
่
้
่
ิ
ชายหนุมรับมาดื่ม พรอมกับชมวา “รสชาตดี ออกจากปากนัน ก็ไม่สามารถเอาคนได้เช่นกัน
้
ื
้
่
้
้
่
้
อยางที่ชาวบานเขาร�่าลือจริงๆ เลยลุง” ลุงด�ายิ้มหนา กอนที่จะพูดอะไรควรคิดใหดีๆ แลวจึงคอยพูด ค�า
่
ั
้
ู
บานที่ชายหนุ่มพูดถูกใจ “ลุงจะพาพ่อหนุ่มไปยังที่ พูดที่ดจะท�าใหคนฟงรูสึกชอบและสบายห แตถา
้
ี
่
้
เก็บเหลาเถื่อน แตพอหนุมอยาไปบอกใครเด็ดขาด” คาพูดที่ไมดี ค�าพูดนั้นจะนาโทษทกขภัยมาสผูพูด
่
์
�
่
่
่
ุ
่
ู
�
้
้
่
“เชื่อฉันเถอะลุง ฉันไม่บอกใครหรอก” ชาย ในวันใดวันหนึ่ง ข้างหน้า
�
หนุ่มรับคา มีค�าสุภาษิตโบราณว่า ปลาหมอตายเพราะ
้
้
่
ลุงด�าพาชายหนุมไปหลังบานที่เก็บเหลาเถื่อน ปาก หมายถึงคนที่ชอบพูดพล่อยๆ รู้เท่าไม่ถึง
�
ชายหนุมตกใจที่ลุงดาเก็บเหลาเถื่อนไวมากกวาที่เขา การณ์ หรือแสดงความอวดดี จนตนเองต้องรับ
่
่
้
้
คิดไว้ และกล่าวชมลุงว่า “ลุงเก่งจริงๆ หาที่ซ่อนได้ เคราะห์ ก็เพราะปากของตนเอง ดังนิทานเรื่อง
อย่างมิดชิด ไม่มีใครหาเจอ” ลุงดานี้เป็นตัวอย่าง
�
ลุงดาบอกว่า “ของแบบนี้มันต้องมีวิธี ถ้าไม่
�
แน่จริงไม่รอดพ้นเจ้าหน้าที่มาได้ปานนี้หรอก” (นิทานธรรมสาธก)
ชายหนุ่มอยู่ต่อสักพักจึงลากลับ พอรุ่งเช้า
เจ้าหน้าที่ตารวจและผู้ใหญ่บ้านมาเคาะประตูเรียก
�
�
�
ลุงดาแต่เช้า พอแกเห็นเจ้าหน้าที่ตารวจถึงกับตกใจ
�
เพราะหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตารวจนั้น คือชายหนุ่มที่แก
385
386
ั
ี
ความลบไมมในโลก
่
้
่
ั
“ไมท�าชั่วทั้งในที่ลบและในที่แจง”
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุง
สาวัตถี ทรงปรารภอุบายเครื่องข่มกิเลสที่เกิดขึ้นภายในพวกภิกษุ ในยาม
�
รุ่งแจ้ง ได้ทรงนาสีลมังสชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้
กาลครงหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติในตระกูล
ั้
พราหมณ์ ในเมืองพาราณสี เมื่อเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ได้ไปเรียนศิลปวิทยา
�
ในสานักอาจารย์คนหนึ่ง ในเมืองนั้นเอง ที่สานักเรียน อาจารย์มีลูกสาว
�
สวยคนหนึ่ง ต้องการอยากจะได้ลูกเขยที่เป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นคู่ชีวิตให้
กับลูกสาว คิดแผนการได้อย่างหนึ่ง แล้วเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด
ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า
“นี่เธอทั้งหลาย ลูกสาวเราเติบโตเป็นสาวแล้ว เราจักให้ลกสาว
ู
แต่งงาน แต่ยังขาดผ้าประดับอยู่อีกมาก ขอให้พวกเธอจงลักเอาผ้าประดับ
่
ี
พวกญาติๆ แต่มข้อแม้ว่า จะต้องไม่มใครเห็นนะ ผ้าทีมีคนเห็นเราจะไม่
ี
รับ” พวกลูกศิษย์ต่างก็รับคา
�
ตั้งแต่นั้นมา ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันนาผ้าประดับที่แอบลัก ได้นา
�
�
มามอบให้อาจารย์ ท่านก็เก็บรวบรวมไว้ที่หนึ่ง มีเพียงพระโพธิสัตว์เท่านั้น
�
ที่ไม่มีผ้าอะไรมามอบให้ อาจารย์จึงถามว่า “ทาไมเธอถึงไม่ลักผ้าประดับ
มาให้อาจารย์ล่ะ”
พระโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า “ท่านอาจารย์ครับ เหตุที่ผมไม่กล้าขโมย
�
ของ เพราะกระผมเชื่อว่า ความลับในการทาความชั่วไม่มีในโลก ไม่ว่าใน
ั
บ้านหรือในป่า แม้ผู้อืนจะไม่เห็น แต่ตวเองก็ยังมองเห็น และตัวเองนั่น
่
�
�
แหละย่อมรู้ว่า ทาดีหรือทาชั่ว”
อาจารย์ได้เห็นความมีคุณธรรมของศิษย์ผู้นั้นแล้ว จึงยกลูกสาวให้
ั
ุ
แก่เขา ทั้งยงยกย่องเขาให้เป็นแบบอย่างของการเป็นคนดีมีคณธรรมแก่
�
ศิษย์คนอื่นอีกด้วย และให้นาผ้าที่ทุกคนนามาให้ กลับคืนบ้านไป
�
387
นิทานชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า คนท�าความชั่วในที่ลับด้วยคิดว่า
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น โดยเฉพาะความชั่วร้าย เช่น ฆาตกรรม หรือ
ิ
้
้
การลักขโมย เปนตน ในที่สุดความชั่วนั้นก็จะเปดเผยออกมาจนได คน
็
ที่ทุจริตคิดไม่ซื่อตรงนั้น แม้เบื้องต้นจะไม่มีใครพบเห็น หรือจับไม่ได้
ไล่ไม่ทัน เพราะคนที่ท�าความชั่ว ทุกคนย่อมจะพยายามท�าอย่าง
�
รอบคอบ ถี่ถ้วน เป็นที่สุด แต่สุดท้าย ความลับในการทาความชั่วก็ถูก
เปิดเผยออกมาจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว
จากนิทานชาดกเรื่อง ความลับไม่มีในโลก เกี่ยวข้องกับหลัก
ธรรมะ ๒ ประการ ได้แก่
๑. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือ หิริ
๒. ความละอายแก่ใจ ไม่กล้าท�าความชั่ว ทั้งในที่ลับและในที่
แจ้ง ความเกรงกลัวต่อผลจากการทาชั่วจะตามสนอง คือ โอตตัปปะ
�
�
หิริและโอตตัปปะ จึงมีความจาเป็นในการดารงชีวิตในทุกโอกาส
�
�
ดังนั้น ก่อนจะทาอะไรลงไป จึงควรระลึกถึงพระพุทธภาษิตว่า
นตฺถิ โลเก รโห นาม
ความลับไม่มีในโลก
ี
ี่
แล้วชวิตจะปลอดภัย ทั้งในทลับและในที่แจ้ง ในชาตินี้และ
ชาติหน้า
(สีลวีมังสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๓๐๑)
388
389
้
่
กาเจาเลห์
“ต่อหน้าอย่างหนึ่ง
ลบหลงอย่างหนึ่ง”
ั
ั
สมัยหนง เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ึ่
ื่
ุ
ี
กรุงสาวัตถ ภิกษทั้งหลายก�าลังนั่งสนทนาธรรมถึงเรองภิกษุรูปหนึ่งที่มักพูดโกหก
เสมอ ทั้งที่พูดไปด้วยความตั้งใจบ้าง บางครั้งพูดออกไปด้วยความไม่ตั้งใจบ้าง
พระศาสดาเสด็จผ่านมาทรงได้ยินเข้า ทรงย้อนอดีตของภิกษุนั้น เพื่อ
่
ี
ตรวจดูวา ที่เปนเชนนั้นเพราะเหตใด ทรงพบว่า อดตชาติภิกษุนั้นก็เคยเปนเชน
ุ
่
็
็
่
์
ุ
์
นี้ ทรงปรารถนาที่จะยกเรื่องราว ใหเปนอทาหรณสอนใจภิกษุสงฆ และตระหนัก
็
้
่
้
่
�
่
่
่
ถึงผลของการโกหก พูดอยางทาอยางวามีแตผลเสียเทานั้น พรอมทั้งจะไดแสดง
้
พระธรรมเทศนาเป็นการประทานโอวาทใหญ่ด้วย จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุรูปนี้ เธอไม่ใช่เพิ่งมาพูดโกหกในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอก็มีนิสัย
พูดโกหก จนเป็นที่ติเตียนของผู้รู้มาแล้ว ในที่สดชวิตในบั้นปลายของเธอก็
ุ
ี
�
ประสบกับความวิบัติ” พระพุทธเจ้าจึงจึงทรงนาธัมมัทธชชาดก มาตรัสเล่าดังนี้
ั้
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญานก ครนเติบโตขึ้น ท่านมี
่
่
ิ
เหลาฝูงนกทั้งหลายแวดลอมเปนบรวาร อาศัยอยูที่เกาะแหงหนึ่งกลางมหาสมุทร
่
้
็
ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาลิกรัฐกลุ่มหนึ่ง พากันแล่นเรือไปยังกลางมหาสมุทร และ
ได้น�ากาแสนรู้บอกทิศทางไปด้วย
สมัยนั้น ยังไม่มีเข็มทิศนาทางเช่นในสมยนี้ จึงต้องเลี้ยงกาให้ทาหน้าท ี่
ั
�
�
�
นาทางแทนเข็มทิศ การเดินทางครั้งนั้น ไม่สะดวกราบรื่นดังเช่นทุกครั้งที่ผ่าน
มา เนื่องจากพายุใหญ่พัดโหมกระหน่า จนเรืออัปปางกลางมหาสมุทร ทุกคน
�
ต่างประสบกับภัยพิบัติ กาตัวนั้นรบบินหนีจนไปถึงเกาะแห่งนั้น เมื่อกาไปถึง
ี
่
่
่
�
เกาะ จึงบินตรวจดูทาเล พบวาเกาะกลางมหาสมุทรนี้เปนที่อาศัยของนกหมูใหญ
็
คิดว่าตนไม่อดตายแน่ มันพยายามนึกหาวิธีที่จะท�าให้ตนเองอยู่รอด ได้
ใคร่ครวญดูว่า นกฝูงนี้เป็นนกฝูงใหญ่มาก เอาเถิด เราควรโกหกเพื่อกินไข่และ
ี
ลูกอ่อนของมันให้ได้ คิดดังนแล้ว มันรีบบนลงไปในท่ามกลางฝูงนกทั้งหลาย
ิ
้
390
�
และทาเป็นยืนขาเดียว อ้าปากค้างอยู่ที่พื้นดิน
เนื่องจากฝูงนกยังไม่เคยเห็นอาการอย่างนี้มาก่อนในชีวิต จึงพากัน
ี
่
่
่
้
ิ
ประหลาดใจว่า นกตัวนี้คงมีขอวัตรปฏบัติทไมเหมือนนกตัวใดในโลก จึงสงตัวแทน
เข้าไปถามว่า “ท่านเป็นใคร มาจากไหน ทาไมถึงทาท่าประหลาด ยืนขาเดียวอยู่
�
�
เช่นนี้”
กาเจ้าเล่ห์วางท่าสงบนิ่งอย่างน่าเชื่อถือ พลางกล่าวว่า “ฉันเป็นผู้ประพฤติ
ธรรม ท�าเช่นนี้มานานทีเดยว หากฉันเหยียบแผ่นดินทั้งสองขา แผ่นดินจะไม่
ี
สามารถต้านทานไว้ได้ จะทรุดลงไป”
นกทั้งหลายฟังดังนั้นยังไม่สิ้นสงสัย จึงถามต่อไปว่า “แล้วทาไมท่านยืนอ้า
�
ปาก” กาเจ้าเล่ห์รีบตอบทันทีว่า “ที่ฉันทาแบบนี้ เพราะตัวฉันเองไม่สนอาหารอื่น
�
นอกจากลมเท่านั้น” จากนั้นมันยังเรียกนกทั้งหลายมาให้โอวาทด้วยว่า “ท่านทั้ง
หลายก็เช่นกัน ควรตั้งใจประพฤติธรรมด้วยดีความสุขความเจริญจะได้มีแก่ท่าน
ึ
ิ
เพราะผู้ประพฤตธรรมเท่านั้นจงจะมีความสุขทุกเมื่อ” พลางแสดงอากัปกิริยาว่า
้
่
่
�
่
็
ตนเองเปนผูมีความสุขไมวาจะอยูในอิริยาบถใด ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ทาทีเหมือน
�
มีความสุขเหลือเกิน คาพูดของกาตัวนั้นเป็นความจริง เพียงแต่มันทาไม่ได้ตามที่
�
พูดเท่านั้นเอง มันจึงต้องพบกับความหายนะในที่สุด
้
่
เมื่อนกเหลานั้นสังเกตอิริยาบถที่ดูแลวเหมือนมีความสุขเชนนั้น ตางพากัน
่
่
หลงเชื่อและสรรเสริญวา “นาสรรเสริญกาตัวนี้จริงหนอ นอกจากจะประพฤติธรรม
่
่
แล้วยังสั่งสอนธรรมอีกด้วย” เมื่อพวกนกหลงเชื่อ เวลาจะออกหากินจึงฝากฝังว่า
“ท่านครับ ตัวท่านเองก็กินแต่ลมอย่างเดียว ถ้ากระนั้นขอให้ท่านช่วยอนุเคราะห์
พวกกระผมด้วย ช่วยดูแลไข่และลูกอ่อนของพวกเราด้วยเถิด” จากนั้นฝูงนกต่าง
่
่
้
์
พากันออกไปหาเหยื่อตามปกติ เมื่อไมมีใครอยู กาเจาเลหก็จิกกินไขและลูกออน
่
่
่
จนอิ่ม แล้วยืนหลับตานิ่งอยู่ในอิริยาบถเดิม
ครั้นนกทั้งหลายกลับมาไม่พบไข่กับลูกอ่อน ต่างพากันส่งเสียงลั่นว่า “ลูก
และไข่ของเราหายไปไหน” แต่ไม่มีใครสงสัยกาเลย เพราะต่างคิดว่าเป็นกา
ประพฤติธรรม เมื่อเกิดเหตุบ่อยขึ้น พญานกโพธิสัตว์จึงฉุกใจคิดว่า “ตั้งแต่กาตัว
�
นี้มา ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เราจะจับพิรุธกาตัวนี้เอง” จึงทาทีเหมือนออกไปหาเหยื่อ
พร้อมกับนกบริวาร แล้วแอบบินกลับมา ซุ่มดูอยู่เงียบๆ เห็นกิริยาอาการทั้งหมด
ของกานั้น
่
ื่
์
ู
นกพระโพธสัตวจึงเรียกประชุมฝงนกทั้งหมด เลาเรองราวทั้งหมดวา “สหาย
ิ
่
่
่
ทั้งหลาย กาตัวนั้นไมมีศีลเลย พูดอีกอยางหนึ่ง ทาอีกอยางหนึ่ง ไมตั้งอยูในธรรม
่
่
�
่
391
ที่ตนเองสั่งสอนผู้อื่น วาจาอ่อนหวาน แต่จิตใจร้ายกาจนัก ได้แอบกินไข่และ
ี
้
ลูกน้อยของพวกเรา กาตัวนไม่ควรอยู่ร่วมด้วย เพราะมันอยู่ที่ใด ย่อมจะ
�
ทาความวิบัติที่นั่น”
ั
นกพระโพธิสัตว์ได้บินขึ้นไปจิกกดกาตัวนั้น ส่วนนกที่เหลือพากันรุม
จิกกัดเช่นกัน จนกาสิ้นชีวิต เมื่อพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบ จึง
้
่
ประชุมชาดกวา กาในครั้งนั้นไดมาเกิดเปนภิกษุที่มักโกหก พญานกผูจับเท็จ
้
็
ได้ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง
�
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า การพูดอีกอย่างหนึ่ง และทาอีกอย่างหนึ่ง
่
่
นั้น ไมใชวิสัยของบัณฑิต โดยเนื้อแทของตนเองไมตั้งอยูในธรรม นอกจาก
้
่
่
หลอกลวงตนเองแล้วมีแต่จะก่อให้เกิดผลเสียหายตามมาอีก ทั้งท�าให้ไม่
�
ิ
เป็นที่รกของผู้คนทั้งหลาย คาพูดเท็จนี้มีแต่โทษ ไม่ก่อให้เกดประโยชน์
ั
อันใด แม้เพียงน้อยนิด
�
โดยปกติวิสัยของผู้ประพฤติธรรมจนเข้าไปในจิตสานึกแล้ว ท่าน
เป็นคนตรง พูดอย่างไร ทาอย่างนั้น ไม่ใช่พูดอย่าง แต่ไปท�าอีกอย่าง ซึ่ง
�
เป็นนิสัยของคนธรรมดา คนที่มีนิสัยไม่ประพฤติธรรม ไม่ตั้งอยู่ในธรรม
�
อุปนิสัยเนื้อแท้แล้ว จะเป็นคนที่เหลาะแหละ พูดคาไม่จริง พูดอีกอย่าง
�
หนึ่ง แต่ไปทาอีกอย่างหนึ่ง เชื่อถือไม่ได้ คนที่มักโกหกหลอกลวง ทั้งชีวิต
่
่
้
ั
้
้
จะเต็มไปดวยความหวาดระแวง เพราะตองเสกสรรปนแตงค�าพูดอยูตลอด
เวลา ในบั้นปลายชีวิต ย่อมไม่พ้นความทุกข์ทรมาน แม้ละโลกนี้ไปแล้ว
ยังต้องทุกข์ทรมานอย่ในอบายภูมิ ผ้ที่ทาผิดเช่นนี้ หากได้ครูอาจารย์ที่
ู
�
ู
เปี่ยมด้วยมหากรุณาช่วยแก้ไข ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
(ธัมมัทธชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก ฉักกนิบาต เล่ม ๓๒ หน้า ๕๙)
392
393
ตายเพราะปาก
ู
ั
ู
“พดดีเป็นศรีแก่ตัว พดช่วตัวเดือดร้อน”
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
ทรงปรารภพระโกกาลิกะ ผู้เดือดร้อนเพราะปากไม่ดี ได้ทรงนาตักการิยชาดกมา
�
ตรัสเล่า ดังนี้
ั้
กาลครงหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นชายหนุ่มชื่อ
ตักการิยะ ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ในส�านักของพราหมณ์ปุโรหิตคนหนึ่ง
ในเมืองพาราณสี
์
พราหมณปุโรหิตทานนี้เปนคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา ภรรยาของท่าน
่
็
้
้
้
ิ
่
์
ไดคบชูกับคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมาเหมือนกัน ทานพราหมณปุโรหตไดหาม
้
ภรรยาให้เลิกพฤติกรรมนั้นเสีย แต่ก็ไม่เป็นผล จึงคิดหาวิธีฆ่าชายชู้นั้นได้อย่าง
หนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า “ขอเดชะพระ
ั้
็
้
มหาราชเจ้า เมืองนีเปนเมืองชนเลิศในชมพูทวีป พระองคก็เปนอัครราชา แต่ประต ู
็
์
ั่
เมืองด้านทิศใต้สร้างไว้ไม่มนคง ต้องรื้อประตูเก่าออก แล้วสร้างประตูใหม่ตาม
มงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า” พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างประตูใหม่ตามนั้น
ิ
เมื่อรื้อประตูเก่าสร้างใหม่แล้ว ท่านพราหมณ์ปุโรหตได้เข้าเฝ้ากราบทลอีก
ู
ว่า “ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ประตูสร้างเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า” แล้วกราบทูลต่อ
่
ั
้
ุ
์
็
ไปว่า “พรงนี้เปนวันฤกษดี จะมีพิธีทาพลีกรรม บวงสรวงสังเวยเทพดาผูมีศกดิ์ใหญ ่
�
มาสถิต ด้วยการฆ่าพราหมณ์บริสุทธิ์คนหนึ่ง ผู้มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอก น�าเลือด
เนื้อมาบวงสรวง แล้วใส่อ่างฝังไว้ใต้ประตู จึงจักเกิดสวัสดิมงคลแก่พระองค์และ
ชาวเมือง พระเจ้าข้า”
�
พระราชาทรงรับสั่งให้ทาตามนั้น ท�าให้ท่านพราหมณ์ปุโรหิตดีใจว่า “พรุ่งนี้
ละ จะเป็นวันตายของศัตรูเรา” เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็อดจะพูดโม้ไม่ได้ จึงบอก
ภรรยาว่า “แนะ ! นางกาลี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะชื่นชมกับใครเล่า พรุ่งนี้ชู้ของเจ้าจะ
394
้
่
่
ถึงที่ตายแลว” ภรรยาเถียงวา “เขาไมมีความผิด จะ ราชารับสั่งเรียกใหเขาเขาเฝา และประทานตาแหน่ง
้
้
้
�
ฆ่าเขาเพราะเหตุอะไรเล่า” ปุโรหิตให้แก่เขา แล้วสั่งให้ทาตามอามาตย์เสนอ
�
�
พราหมณ์ปุโรหิตตอบว่า “พระราชารับสั่งให้ ทหารจับมัดพราหมณ์ปุโรหิตนั้น ขุดหลุมที่ใต้ประตู
้
ข้าทาพลีกรรม บวงสรวงสังเวยประตูเมืองดวยเลือด กั้นม่านล้อมรอบพราหมณ์ไว้ พราหมณ์มองดูหลุม
�
์
ี
้
ของพราหมณผูมีเขี้ยวและตาเหลือง ชูของเจามเขี้ยว พลางถอนหายใจพึมพร�าว่า “เราเปนคนจัดแจงความ
้
้
็
และตาเหลืองมิใช่หรือ” นางจึงรีบส่งข่าวไปให้ชายชู้ พินาศแกตนเอง เพราะพูดมากแทๆ พลางพูดกับลูก
้
่
ั
ทราบทนทีและก�าชับใหรีบหนีไปที่อื่นโดยเรว พร้อม ศิษยปุโรหิตคนใหมวา “ตักการยะ ฉันเปนคนโงเขลา
้
็
่
่
ิ
็
่
์
ทั้งชวนผู้มีลักษณะเดยวกันไปด้วย ชายชู้ได้รีบหน ี เหมือนกบป่าเรียกงูมากินตนเอง สุดท้ายฉันจะต้อง
ี
และส่งข่าวเลื่องลือไปทั่วเมือง เป็นเหตุให้พราหมณ์ ลงหลุมนี้ คนที่พูดไม่มีขอบเขตไม่ดีเลยนะ”
ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองพากันหนีไปที่อื่นหมด ตักการิยะได้น�าเรื่องในอดีตมาเล่าสู่อาจารย์
ู
วันรุ่งขึ้น ปุโรหิตที่ไม่ร้ว่าศัตรูนั้นหนีไปแล้ว ฟังว่า “มีนายพรานคนหนึ่งจับกินนรผัวเมียคูหนึ่งได ้
่
จึงรีบเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า แล้ว น�าไปถวายพระราชา พร้อมทูลว่า “ขอเดชะ
“ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ที่โน่น มีพราหมณ์ผู้มี พวกนี้รองเพลงไพเราะ ฟ้อนร�าสวยงาม พวกมนุษย ์
้
เขี้ยวและตาเหลองอยู่คนหนึ่ง โปรดรบสั่งให้จบมา ทาได้ไม่เหมือนเลย พระเจ้าข้า” พระราชาทรงพอ
ื
ั
ั
�
�
เถิด พระเจ้าข้า” พระราชาส่งอามาตย์ไปให้จับเขา พระทัยประทานรางวัลเป็นอันมากแก่ นายพราน
มาทาพลีกรรม ไม่นานพวกอ�ามาตย์ก็กลับมาทูลว่า พรอมตรัสกับกินนรทั้งคูวา “พวกเจ้าจงร้องร�าใหดูซิ”
�
่
่
้
้
“ขอเดชะพระมหาราชเจ้า คนพวกนั้นเขาหนีไป กินนรผัวเมียเกรงจะร้องเพลงไม่ถูกต้อง จะ
่
้
้
ตั้งแตเมื่อเชาแลว พระเจ้าข้า” เมื่อรับสั่งวา“คนอื่นๆ เป็นคามุสาวาท จึงไม่ร้องรา พระราชาตรัสซ�้าแล้ว
่
�
�
ละ” ก็ทูลให้ทราบว่า “คนอื่นๆ ก็หนีไปหมดแล้ว ซ้าเลาทรงกริ้วตวาดวา “ทหาร น�าสัตวพวกนี้ไปยาง
่
์
่
�
่
นอกจากท่านพราหมณ์ปุโรหิตท่านนี้ ผู้มีลักษณะนี้ เป็นอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งเป็นอาหารมื้อเช้า
ไม่มีอีกเลย พระเจ้าข้า” เลี้ยงไว้ไม่มีประโยชน์อะไร?
ิ
พระราชารับสั่งว่า “เราไม่อาจฆ่าปุโรหตได้” นางกินนรีทราบวาพระราชากริ้ว แลวจึงทูลวา
่
้
่
พวกอามาตยทูลวา “ขอเดชะ พระองคตรัสอะไรเชน “กินนรรังเกียจค�าที่ไม่ดี จึงไม่พูด ที่นิ่งเฉยนั้นมิใช่
์
่
์
�
่
้
่
้
ู
่
้
่
นั้น ก็ทานอาจารยบอกอยวา เวนวันนี้ไปแลวตองรอ เพราะโง่เขลาดอก”
์
อีก ๑ ปี จึงจะได้ฤกษ์ดี เมื่อไม่ดาเนินการจักเปิด พระราชาตรัสวา “กินนรีตัวนี้พูดไดแลว ทหาร
�
้
้
่
�
โอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเราจาเป็นจะต้องฆ่า จงนาไปปลอยใหถึงปาที่อยูเดิม สวนกินนรตวนั้นน�า
่
่
้
่
ั
่
�
พราหมณ์ปุโรหิต เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง ไปส่งโรงครัว ย่างมันเป็นอาหารเช้าในวันพรุ่งนี้”
พระเจ้าข้า” ฝ่ายกินนรเห็นว่าตัวเองต้องตายแน่จึงพูดขึ้นว่า
พระราชาทรงรับสั่งว่า “มีพราหมณ์ผู้ฉลาด “มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตวพึ่งฝน ประชาชนพึ่งปศุสัตว
์
์
ุ
เหมือนปโรหิตบ้างไหมล่ะ” พวกอามาตย์กราบทูล พระองค์เป็นที่พงของข้าพระบาท ภรรยาเป็นที่พึ่ง
�
ึ่
ว่า “มีอยู่พระเจ้าข้า เขาชื่อตักการิยะ เป็นลูกศิษย์ ของข้าพระองค์ ภรรยาเมื่อทราบว่า สามีตายแล้ว
ของทานพราหมณปโรหิตนั่นแหละ พระเจ้าข้า” พระ ค่อยไปภูเขาที่ข้าพระบาทไม่พด มิใช่เพราะขัดพระ
่
ุ
์
ู
395
�
ดารัส แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้พูด พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงโสมนัสว่า กินนรตัวนี้เป็นบัณฑิต กล่าวถูกต้อง จึงรับสั่งให้
�
นายพรานนาพวกมันกลับไปปล่อยยังที่อยู่ตามเดิม ปุโรหิตตักการิยะเมื่อนาเรื่อง
�
�
ราวมาเปรียบเทียบ แล้วพูดปลอบอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ กินนรทั้งคู่รักษาคา
่
่
้
้
�
์
่
พูดของตนไว และรอดชีวิตไดเพราะคาพูด สวนทานมีความทุกขเพราะค�าพูดทาน
อย่ากลัวไปเลย ผมจะให้ชีวิตท่านเอง” แล้วก็บอกพวกอามาตย์ว่า ยังไม่ได้ฤกษ์
�
�
รอให้ถึง ๓ ทุ่มก่อน ฤกษ์ถึงจะดี จึงให้คนนาแพะตายตัวหนึ่งแทนที่พราหมณ์
แล้วประกอบพิธีบวงสรวง สร้างประตูในวันนั้น และขอให้ปล่อยพราหมณ์ปุโรหิต
ให้หนีไปที่อื่น
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
๑. เมื่อไมตองการไดรับทุกขโทษตาง ๆ และไมตองการมีเวรภัยอะไรกับ
้
้
่
่
่
์
้
้
้
้
้
้
่
่
่
่
ใคร ก็อยาไปท�ารายใคร อยาไปใสรายหรือพูดใหรายใคร รวมทั้งอยาไปคิดราย
ใคร เพราะถ้าหากว่าคนที่ตนคิดประทุษร้ายนั้น เขาเป็นคนดี เป็นคนบริสุทธิ์
หากไม่คิดโต้ตอบให้ร้ายตอบ บาปกรรมและเวรกรรมนั้น จะต้องย้อนกลับมา
�
หาตัว ทาให้ตัวได้รบผลต่างๆ นานาโดยไม่รู้ตัว ท่านเปรียบเหมือนกับฝุ่น
ั
ู
ละอองที่ถกเป่าทวนลมไป ฝุ่นละอองนั้นก็จะถูกลมพัดย้อนกลับมาหาผู้เป่า
เท่านั้นเอง
๒. คิดอยู่เสมอว่า วาจาเป็นเหตุให้เกิดศัตรูและสร้างศัตรู ผู้รู้พึงกล่าว
วาจาด้วยความตรตรองเสียก่อน เพื่อยังประโยชน์ให้แก่ตนเอง แต่ผ้ไร้สติ
ู
ิ
ู
สัมปชัญญะ ขาดปัญญา จักกล่าววาจาให้เกิดโทษแก่ตนเองและผ้อนอยู่
ื่
เนืองๆ
เพราะฉะนั้น จึงควรสารวมวาจาให้มากๆ โดยการพิจารณาเสียก่อน
�
้
้
่
่
์
้
จึงพูด แมพระพุทธองคตรัสสอนวา “ไมควรค�านึงถึงถอยค�าของผูอื่นวา ดหรือ
่
ี
้
่
�
ไมดี และการงานของคนอื่นวาท�าสาเร็จหรือยังไมไดท�า แตควรค�านึงถึงถอยค�า
่
่
้
่
ของตนเอง และการงานของตัวเองดีกว่า”
โดยใจความนี้มีพุทธประสงค์ว่า ให้ถือเอาเรองของตนเองเป็นประการ
ื่
ั
�
�
สาคญ คือแทนที่จะคอยตาหนิติเตียนคนอื่น ให้คอยสารวจตรวจตราความ
�
�
ประพฤติของตนเอง ตาหนิความบกพร่อง ความผิดพลาดของตัวเองอยู่เสมอ
(ตักการิยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เตรสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๒๒๖)
396
397
ตายเพราะไมเรียน
่
ื
ึ
ั
“ดื้อรั้นจะพลนวิบัติ เช่อฟังน�ามาซ่งพร”
ความอันเป็นที่มาของชาดกเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้
สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใน ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในกรุง
สาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศล ทรงปรารภภิกษุว่ายากสอนยากรูปหนึ่ง
�
มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ว่ายาก ไม่ยอมรับฟังคาสอนจากใครเลย
่
�
่
�
้
่
่
เมื่อมีใครตาหนิ เธอก็จะเถียงอยูตลอดเวลา ไม่ทาตนใหเปนผูวางายสอนงาย
้
็
ต่อมาเมื่อพระศาสดาได้ทรงทราบเรื่อง จึงตรัสเรียกภิกษุนั้นมาสอบถามว่า
“ดูก่อนภิกษุ ได้ทราบมาว่าตัวเธอเป็นคนหัวดื้อจริงหรือ”
เมื่อภิกษุนั้นยอมรับตามความจริง จึงตรัสสอนว่า “ดูก่อนภิกษุ แม้ใน
ชาติก่อนเธอก็ไม่เชอฟัง ไม่รับฟังค�าสอนจากบัณฑิตทั้งหลาย เพราะความ
ื่
เป็นผู้ว่ายาก จึงต้องติดบ่วงถึงแก่ความตายมาแล้ว” จากนั้นพระพุทธองค์ได้
�
ทรงนาเรื่องขราทิยชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้
์
ในอดีตกาล พระโพธิสัตวเสวยพระชาติเปนพญากวาง มีบรวารเปนอัน
็
็
ิ
้
้
่
มาก ลวนแตมีระเบียบวินัยและอยูในโอวาทของพญากวาง ผูเขมแข็งเด็ดเดี่ยว
่
้
ี
และเมตตาปรานีตอบริวาร โดยสงสอนวิธหากินและเอาตัวรอดจากภยันตราย
่
ั่
ของกวางอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยตลอดมา
้
วันหนึ่ง นางกวางซึ่งเปนนองสาวผูหนงของพญากวาง ไดพาลูกชายมา
ึ่
้
็
้
ฝากให้ช่วยสอนวิชามฤคมายาแก่ลูกกวางของตนด้วย พญากวางก็ยินดีรับ
�
สอน และนัดเวลาให้มาเรียน แต่เมื่อถึงกาหนดนัดเวลาเรียน ลูกกวางนั้นไม่
เคยมาเรียน บนกับเพื่อนลูกกวางดวยกันวา “ไมอยากไปเรียนวิชามฤคมายา
่
้
่
่
อะไรนั่นหรอก เพราะไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย เรื่องตะกุยดิน เบ่งท้อง
�
พองลม ทาเป็นแกล้งตายน่ะ ถึงไม่เรียนก็ทาได้ ไม่เห็นยากเลย”
�
้
้
่
ฝายเพื่อน ๆ ก็คานวา “นี่เธอ มันอาจจะไมงายอยางที่คิดก็ไดนะ พญา
่
่
่
่
กวางท่านอุตส่าห์สละเวลาสอนให้ มีโอกาสแล้วรบเรียนเถอะ” แต่ลูกกวาง
ี
398
�
นั้นก็ยังคงดื้อดึง ไม่สนใจคาตักเตือนของเพื่อน ๆ ๗ วันเช่นนี้”
หนีเที่ยวเล่น ไม่ไปเรียนทุกครั้ง ซ�้ายังพูดว่า “พวก พระบรมศาสดาตรัสเล่าชาดกจบแล้ว ทรง
เธอไปเรียนเถอะ ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก ฉันโต ประชุมชาดกว่า กวางผู้เป็นหลานดื้อในครั้งนั้นได้มา
ื้
พอแล้ว เอาตัวรอดได้นะ” แล้วลูกกวางนั้นก็ไม่ เป็นภิกษุหวดอว่ายากไม่ตั้งใจเรียนรูปนี้ ส่วนนาง
ั
สนใจไปเรียนกับพญากวางผู้เป็นลุงของตน เลยไป กวางได้มาเป็นพระอุบลวรรณาเถรี พญากวางได้มา
เที่ยวเล่นในป่าอย่างสบายใจ ด้วยความเพลิดเพลิน เป็นพระพุทธองค์เอง
�
และประมาท จึงไปติดบ่วงของนายพรานเข้าในวัน ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า ลูกดื้อมักจะทาให้
็
้
่
่
่
หนึ่ง พอแมเสียใจอยูเสมอ ความดื้อรั้นอาจเปนเหตุใหลูก
ู
ฝ่ายนางกวางไม่เห็นลกกลับมาจนเวลาล่วง ประสบหายนะหรืออาจถึงกับเสียชีวิต ลูกถึงจะดื้อ
ไปถึง ๗ วัน ก็เอะใจและกังวลมาก จึงรีบไปหาพญา รั้นอย่างไรก็ตาม พ่อแม่ก็ยังรักลูกดังดวงใจ คนที่มี
กวาง ถามถึงลูกของตนว่า “พี่สอนหลานให้เรียน นิสัยดื้อรั้น ควรรีบแก้ไขเสีย มิฉะนั้น จะไม่มีใคร
่
วิชามฤคมายาแล้วหรือไม่” อยากแนะน�าตักเตือน คนหัวดื้อจัดวาเปนคนอาภัพ
็
่
พญากวางตอบว่า “น้องเอ๋ย ตั้งแต่วันทเจ้า มาก เพราะไมมีใครอยากของแวะหรือเกี่ยวของดวย
้
้
ี่
้
เอาลูกมาฝากให้พี่สอน นัดวันและเวลาเรียนแล้วก็ ประโยชน์ของการเชื่อฟัง
�
ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าหลานชายนี้อีกเลย ตลอดทั้ง ๗ ๑. นามาซึ่งคุณธรรมกตัญญูรู้คุณ
วันจนถึงวันนี้” ๒. รู้จักตอบแทนให้ผู้มีพระคุณ
นางกวางได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมาก เที่ยววิ่งไป ๓. ชีวิตและการงานเจริญก้าวหน้า
สอบถามบรรดาเพื่อนๆ ของลูกชาย จึงรู้ว่าลูกของ ๔. ชีวิตมีความสุข และเป็นที่รักของคนอื่น
่
นางวิ่งเลนไปจนตดบวงของนายพรานและถูกฆาเสีย โทษของการไม่เคารพเชื่อฟัง
่
่
ิ
แล้ว ๑. กลายเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณคน
�
นางเศร้าโศกเสียใจมาก ร้องไห้คร่าครวญว่า ๒. นามาซึ่งความเสียหายต่อชีวิต และ
�
�
“ลูกเอ๋ย ทาไมลูกไม่เชื่อฟังแม่ ลูกของแม่ต้องมา ทรัพย์สิน
ตายเสียตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะความดื้อรั้นแท้ ๆ ๓. ชีวิตและการงานไม่ประสบความสาเร็จ
�
เทียว ถ้าลูกตั้งใจเรียน ไม่หนีไปเที่ยวเล่น ก็คงไม่ ๔. ชีวิตไม่มีความสุข ไม่เป็นที่เชื่อถือของ
ต้องตายจากแม่ไปเช่นนี้” นางกวางร้องไห้สะอึก คนอื่น
สะอื้นปานจะขาดใจ
้
้
่
พญากวางผูพี่ชายจึงกลาวใหสติวา “น้องเอ๋ย (ขราทิยชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
่
เจาอยาไดเศราโศกเสียใจกับลูกหัวดื้อ ไมยอมอยูใน ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๘๔)
้
่
่
่
้
้
โอวาทนั้นเลย พี่ไม่อาจสั่งสอนเจ้าลูกกวางผู้มีเขา
้
่
ึ
คดตั้งแตโคนถึงปลาย และดื้อดานไมมาเรียนจนถง
่
399
400