The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก

ครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ก็ขอลาเจ้าอาวาสไปพัก แน่แท้ จึงได้ล่วงรู้ความคิดของเรา เวลานี้คงหนีไป

ผ่อน พอถึงเวลาเย็น อุบาสกคนนั้นก็เข้ามาที่วัด อยู่ที่อื่นแล้ว โอ้ เพราะความริษยาแท้ๆ เราจึงได้ทา






นมัสการเจาอาวาสแลวถามวา “ทานผูเจริญ มีพระ ผิดพลาดในครั้งนี้”
อาคันตุกะมาพักด้วยรูปหนึ่ง มิใช่หรือ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ทุกข์ทรมาน



“เจริญพร มีมาพักด้วยรูปหนึ่ง” เศราโศกเสยใจกับการกระทาอันโงเขลาของตน ดารง


“เดี๋ยวนี้ พระอาคันตุกะนั้นพักอยู่ที่ไหน ชีวิตอยู่มาไม่นานนัก ก็มรณภาพไปเกิดในนรก
ขอรับ” อดีตเจ้าอาวาสนันหมกไหม้อยู่ในนรกหลาย

“ที่กุฏิทางทิศโน้น” แสนปี เศษของผลกรรมยังพาไปเกิดเป็นยักษ์ ๕๐๐
อุบาสกนั้นเข้าไปหาพระอาคันตุกะ สนทนา ชาติ ระหว่างเป็นยักษ์ไม่เคยได้กินอาหารเต็มท้อง

ธรรมจนค่า ก่อนลากลับได้นิมนต์ทั้ง ๒ รูปเพื่อฉัน สักวันเดียว ทุกขทรมานอยูเชนนั้น จนถึงวันจะตาย



เช้าที่บ้านของตน จึงไดกินรกคนเต็มทองครั้งหนึ่ง ถัดจากเกิดเปนยักษ์




เมื่ออุบาสกลากลับบ้านแล้ว เจ้าอาวาสก็คิด ก็ไปเกิดเป็นสุนัข ๕๐๐ ชาติ แม้ในเวลาที่เป็นสุนัข
ว่า “พระอาคันตุกะรูปนี้ ทาให้อุปัฏฐากห่างเหินจาก นั้น ก็ได้กินเต็มท้องวันเดียวเท่านั้น ส่วนวันที่เหลือ



เรา ถ้าปล่อยให้พักที่วัดนี้ต่อไป สงสัยอุปัฏฐากต้อง ไมเคยไดกินเต็มทองเลย ครั้นจุติจากก�าเนิดสุนัข ก็









ลืมเราเปนแน เราจักขับไลเธอใหออกจากวัดโดยเรว” ไปเกิดเป็นคนในตระกูลคนเข็ญใจ ในแคว้นกาสี



วันหนึ่ง เมื่อพระอาคันตุกะนั้นเข้ามาปรนนิบัติที่กุฏิ ตั้งแต่วันที่เด็กนั้นเกิด ตระกูลนั้นก็จนลงๆ แม้แต่

ก็ทาเป็นเมินเฉย ไม่พูดไม่จาด้วย น้าและปลายข้าวครึ่งท้องก็ไม่เคยได้รับ เขามีนาม


พระอาคันตุกะเห็นดังนั้น ก็เข้าใจเหตุผลของ ว่า“มิตตพนทุกะ” พ่อแม่ของเขาเมื่อไม่สามารถจะ




การกระทา หลังจากปดกวาดเช็ดถูกุฏของเจาอาวาส ทนความอดอยากได้ จึงไล่เขาออกจากบ้าน มิตต-

เสร็จแล้ว ก็กลับกุฏิของตน นั่งกรรมฐานกาหนดจิต พินทุกะไม่มีทพ�านัก จึงท่องเทียวไปจนถึงเมือง



ี่



ให้สงบสุขในฌานและสมาบัติ พาราณสี


เชาวันนั้น หลังจากที่เจาอาวาสออกไปฉันเชา ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศา



ที่บ้านโยมอุปัฏฐากแล้ว พระอาคันตกะผู้ขีณาสพ ปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน เด็กชาย


รูปนั้น ก็เดินทางออกจากวัดแห่งนั้น มุ่งหน้าสู่ที่อัน มิตตพินทุกะนั้น ก็ได้มีโอกาสศึกษาศิลปะในส�านัก
เป็นสัปปายะแก่ตนต่อไป ของพระโพธิสัตว์ด้วยทุนของชาวเมือง แต่เขาเป็น


ฝ่ายเจ้าอาวาส หลังจากฉนเสร็จแล้ว โยม เด็กหยาบคาย หัวดื้อ ชอบทาตัวเกะกะระรานคนอื่น

อุปัฏฐากก็ได้ฝากอาหารให้ไปถวายพระอาคันตกะ แม้พระโพธิสัตว์จะสั่งสอนก็ไม่เชื่อฟัง ในที่สุดก็อยู่
แตก็ไดทิ้งในระหวางทางเสียหมด เพราะความริษยา กับคนอื่นไม่ได้ เลยหนีออกจากสานัก ซัดเซพเนจร






ในพระอาคันตุกะนั้น เมื่อกลับมาถึงวัด ไม่เห็นพระ ไปถึงหมูบานชายแดนแหงหนึ่ง รับจางเขาเลี้ยงชีพไป


อาคันตุกะ ก็คิดว่า วันๆ ตอมา เขาไดภรรยาเปนหญิงเข็ญใจในหมูบาน






“สงสัยอาคันตุกะภิกษุนั้น จักเปนพระอรหันต ์ นั้น มีลูกด้วยกัน ๒ คน ชาวบ้านสงสาร จึงได้จ้าง
551




ให้ท�างานส่งข่าวประจ�าหมู่บ้าน มีหน้าที่แจ้งข่าวด ี เมื่อครบกาหนดที่พวกนางจะไปเสวยทุกข ๗
และข่าวร้ายแก่ชาวบ้าน โดยให้ค่าจ้างและปลูก วัน มิตตพินทุกะก็นอนลงบนแพไม้ไผ่ ลอยต่อไป
กระท่อมให้อยู่ที่ประตูหมู่บ้าน ข้างหน้า ได้เทพธิดาอีก ๘ นางในวิมานเงิน ลอยต่อ







มิตตพินทุกะนั้นท�างานบกพร่องผิดพลาด ไป ได้เทพธิดาอีก ๑๖ นางในวิมานแก้วมณี ลอย
จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านถูกราชทัณฑ์ ๗ ครั้ง ไฟไหม้ ต่อไป ได้เทพธิดาอีก ๓๒ นางในวิมานทอง
บ้าน ๗ ครั้ง และบ่อน�้าพัง ๗ ครั้ง จึงถูกขับออก เมื่อถึงกาหนดที่พวกนางเหล่านั้นจะไปเสวย

ไปจากหมู่บ้าน เขาได้พาลูกและเมียไปอยู่ที่อื่น ทุกข์ ๗ วัน เขาก็หนีจากพวกนางทุกครั้งไป ครั้ง
วันหนึ่ง ได้ผ่านเข้าไปในดงอมนุษย์ พวก สุดท้าย ลอยต่อไปข้างหน้า ก็ได้พบเมืองยักษ์แห่ง
อมนุษย์จึงจับลูกและเมียกินในดงนั้น มิตตะพินทุกะ หนึ่งอย่ในระหว่างเกาะ มียักษิณตนหนึ่งแปลงกาย


หนีรอดไปได้คนเดียว ซัดเซพเนจรไปเรื่อยๆ จนถึง เป็นแม่แพะเดินอยู่ที่เกาะนั้น มิตตพินทุกะไม่ทราบ
ท่าเรือแห่งหนึ่ง ว่าแม่แพะเป็นยักษิณี ตั้งใจจะจับแพะนั้นกินเป็น
วันนั้นเป็นวันที่เขาจะออกเรือพอดี จึงสมัคร อาหาร จึงโดดจับที่เท้าแพะ ถูกนางยักษิณีถีบไป

เป็นกรรมกรลงเรือ เรือแล่นไปถึงกลางสมุทรได้ ๗ ตกที่พุ่มไม้มีหนามแห่งหนึง ซึ่งเกิดเองข้างคูเมือง

วัน ก็เกิดหยุดนิ่งเหมือนมีอะไรมาฉุดไว้ ชาวเรือจึง พาราณสี แล้วก็กลิ้งตกลงไปที่แผ่นดิน

จับสลากกาลกิณี ปรากฏวาสลากตกถึงมิตตพินทุกะ ครั้งนั้น มีแม่แพะของพระราชาหลายตัวเดิน
คนเดียวถึง ๗ ครั้ง หากินอยู่บริเวณนั้น แม่แพะเหล่านั้นมักจะถูก

พวกชาวเรือจึงโยนลูกบวบไม้ไผ่ให้เขาแพหนึ่ง โจรกรรมอยู่บ่อยๆ พวกคนเลี้ยงจึงซุ่มอยู่ในที่กาบัง

จากนั้นแลวชวยกันจับมิตตพินทุกะโยนลงทะเล เมื่อ เพื่อจะจบโจรใหได พอเห็นมิตตพินทุกะกลิ้งตกลงมา




โยนมิตตพินทุกะลงทะเลแล้ว ก็พากันแล่นเรือออก ยืนอยู่ที่พื้นดินบริเวณนั้น ก็พากันกรูเข้ามาจับตัวไป
ไป ส่งพระราชา
มิตตพินทุกะนอนบนแพไม้ไผ่ลอยไปในทะเล ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ก�าลังออกจากเมือง

ด้วยผลที่เคยรักษาศีลสมัยบวชเป็นเจ้าอาวาสดัง ไปอาบน�้า เห็นมิตตพินทุกะก็จ�าได้ จึงขอให้คนเหล่า
กล่าว จึงพาเขาให้ได้พบเทพธิดา ๔ นาง ที่อยู่ใน นั้นปล่อยตัว โดยบอกว่าจะรับมาเป็นทาส คนเหล่า

วิมานแกวผลกในทะเลนั้น เขาไดเสวยสขสาราญกับ นั้นเห็นด้วยจึงปล่อยเขาไป




เทพธิดาเหล่านั้น ๗ วัน พระโพธิสัตว์ ได้สอบถามมิตตพินทุกะถึง


ความจริงนางเทพธิดาเหล่านั้นเป็นเปรต เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่าน เมื่อทราบเรื่องจึงกล่าวว่า




ประเภทหนึ่ง มีวิมานเป็นที่อยู่อาศัย เสวยสุข ๗ วัน “บุคคลผูใด เมอทานผูหวังด ี เอ็นด ูจะเกื้อกูล

ื่


เสวยทุกข์ ๗ วัน หมุนเวียนไปอย่างนี้จนกว่าจะสิ้น สั่งสอน มิได ้กระทาตามที่ท่านสอน บุคคลนั้นย่อม



กรรม เศราโศก เหมือนมิตตพินทุกะจบขาแพะ แลวเศรา

โศกอยู่ ฉะนั้น”
552




พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษทั้งหลาย พระโลสกตสส
เถระนั้นได ้กระทาความเป็นคนมีลาภน้อย และความเป็นผู้ได ้อริย

ธรรมให้แก่ตนด ้วยตนเอง อย่างนี้แล”
จากนั้นทรงประชุมชาดกว่า มิตตพินทุกะในกาลนั้น ได้มาเป็น


พระโลสกติสสเถระ ในกาลนี้ สวนอาจารยทิศาปาโมกขในกาลนั้นก็คือ

เราตถาคต ฉะนี้แล
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า
การที่พระโลสกติสสเถระกลายเป็นผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย มี
โอกาสได ้กินอิ่มท้องเพียง ๓ ครั้ง ใน ๓ ชาติ คือ ครั้งเกิด เป็นยักษ์

ิ่


ั้

ได กินรกอมทองวันหนึ่ง ครงเกิด เปนสุนัขได กนอาเจียนอิมทองวันหนึ่ง








และครั้งสุด ทาย ในวันปรินิพพานได ฉันของหวาน ๔ อยางอิมวนหนึ่ง

นั้นเป็นเพราะความริษยาในพระอรหันต์รูปหนึ่ง และกีด กันมิให้พระ


อรหันตรูปนั้นได อาหารบิณฑบาต ซ้าเทอาหารบิณฑบาตที่ทายกฝาก



ถวายอรหันต์รูปนั้นทงเสีย ท่านจึงล�าบากขัด ข้องเกี่ยวกับปัจจัยลาภ
ยิ่งนัก แต่เพราะท่านได ้บวชปฏิบัติไตรสิกขาเพื่อวิมุตติไม่บกพร่อง



ทานจึงส�าเรจเปนพระอรหันตได ผลของบาปก็มาจากบาปที่กระท�า ผล





ของบุญก็มาจากบุญที่กระท�าเชนกัน แมวากาลเวลาจะลวงเลยไปนาน

เพียงใด ผลของบาปและผลของบุญนนก็ยงติด ตามผู้กระท�าอยู่
ั้


เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงไม่ควรประมาทในการละบาป ทาบุญ และทา


จิตของตนให้ผ่องใส เพราะ ๓ อย่างนี้ หากตั้งใจปฏิบัติ ย่อมทาให้
ประสบความสุขความเจริญที่แท้จริงได ้

(โลสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๑)






553


554



ไก่ขันไมเป็นเวลา



“ปฏิบัติดีเป็นศรีแก่ตัว ปฏิบัติช่วพาตัวพบภัย”









ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมือง
สาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งท่องมนต์ไม่เป็นเวลาว่า

“ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนั้นส่งเสียงไม่เป็นเวลา




แมในกาลที่ลวงมาแลว เธอก็สงเสียงไมเปนเวลาเหมือนกัน และเพราะความ


ที่ส่งเสียงไม่เป็นเวลานี้เอง จึงถูกเขาจับหักคอเสียชีวิตมาแล้ว” จากนั้นจึง
ตรัสเรื่องในอดีตว่า
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร


พาราณสี พระโพธิสัตวบังเกดในสกุลอุทิจจพราหมณ เมือเจริญวัยแลว ได ้



ศึกษาศิลปวิทยาจนส�าเร็จทุกอย่าง ต่อมาได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ใน
พระนครพาราณสีนั้น มีมาณพ ๕๐๐ คนเป็นบริวาร


ครงนั้น มีลูกไก่ตัวหนึ่งพลดหลงเข้ามาในส�านักของพระโพธิสตว์
ั้
มาณพทั้งหลายจึงเลี้ยงลูกไก่นั้นไว้ด้วยความสงสาร ลูกไก่ได้รับการเลี้ยงดู

เป็นอย่างดีจากพวกมาณพ จนโตขึ้น ทุกๆ เช้าไก่จะขันเพอปลุกมาณพ



ทั้งหลายให้ตื่นมาศึกษาศิลปวิทยาเป็นประจา

หลังจากทาหน้าที่ขันเพื่อปลุกมาณพทั้งหลายอยู่หลายปี ไก่ตัวนั้น


ก็ไดตายจากไป ทาใหมาณพทั้งหลายตื่นสาย สงผลใหการศึกษาศลปวิทยา




ตกต่าลงเรื่อยๆ

มาณพทั้งหลายปรึกษากันที่จะหาไก่ตัวอื่นมาเลี้ยงแทน จากนั้นจึง
เที่ยวหาไก่ตัวใหม่มาแทนตัวเก่าที่ตายจากไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่


กาลังหาฟืนอยู่ในป่าช้าก็พบไก่ตัวหนึ่ง จึงช่วยกันจับใส่กรง แล้วนากลับมา
เลี้ยงที่สานัก

แต่ไก่ตัวนั้น เป็นไก่ป่า จึงไม่รู้ว่าควรจะขันในเวลาใด บางคราวก็ขัน
เวลาดึกสงัด และบางคราวก็ขันเวลาเช้า


555


มาณพทั้งหลายคดว่าไก่ยังไม่ชินกับที่อยู่ ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า

ื่


ใหม่ จึงขันผิดเวลา จึงพยายามอดทนอยู่หลาย เวลาเปนเรองส�าคัญ การทาอะไรใหถูกกับเวลา


วัน แต่ไก่ตัวนั้นก็ยังขันผิดเวลาอยู่นั่นเอง และ ช่วยให้ผู้ทาประสบกับความสุขความเจริญได ้ แต่ถ้า







ไมมีทีทาวาจะขันถูกเวลาแตอยางใด จนมาณพ ทาไม่ถูกหรอไม่สอด คล้องกับเวลาแล้ว ก็จะน�าพาผู้

ทั้งหลายเริ่มทนไม่ไหว ที่ไก่ทาให้พวกตนตื่นผิด กระทาให้ประสบกับความเด ือด ร้อน เพราะฉะนั้น

เวลา ไม่ได้ไปศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ ในสัปปุริสธรรม คือ ธรรมของคนด ีทั้งหลาย ท่านจึง

พวกเขาจึงคิดว่าหากเลี้ยงไก่ตัวนี้ไว้ คง แสด งกาลัญญุตาคือความเปนผูรูจักกาล ได แก รูเวลา





ทาให้เสียการเรียนเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าไก่ตัวนั้น อันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการ




ไม่สามารถขันถูกเวลาได้ มิหน�าซ้ายังทาให้เสีย ประกอบกิจ กระทาหน้าที่การงาน เช่น ให้ตรงเวลา
การเรียนอีก พวกเขาจึงฆ่าไก่ตัวนั้น แล้วน�าไป ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา และให้เหมาะ
ยางกินเปนอาหาร หลังจากฆาไกกินแลว วันตอ เวลา เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ศึกษานาไปประพฤติ







มาก็สามารถศึกษาเล่าเรียนได้ตามปกติ ปฏิบัติ ให้ประสบความสุขความเจริญนั่นเอง







วันหนึ่ง พวกเขาได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ความเปนผูรูจกกาลหรือรูจักเวลานี้ หาใชสาคัญ

ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ทิศาปาโมกข์ฟังแล้วจึง และจาเป็นแก่คนทั่ว ๆ ไปเท่านั้นไม่ แม้แต่บุคคลผู้
กล่าวว่า “ดูก่อนมาณพทั้งหลาย ที่ไก่ต้องมา ประเสริฐเหนือคนอื่น เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตายในครั้งนี้ เป็นเพราะมันเจริญเตบโตโดยไม่ และพระเจ้าจักรพรรด ิ ความเป็นผ้ร้จักกาลก็ส�าคัญ



ได้รับการสั่งสอน ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่ ไม่ ด ้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้ท่านท�ากิจที่ท�าได ้ยาก
ได้อยู่ในสานักอาจารย์ จึงไม่รู้จักเวลาที่ควรขัน สาเร็จ เพราะปฏิบัติได ้ตรงเวลา เป็นเวลา ทันเวลา


และไม่ควรขัน” พอเวลา และเหมาะสมกับเวลานั้นเอง
พระโพธิสัตว์ผู้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์


แสดงเหตุนี้แล้ว ก็ดารงตนด้วยการพร่าสอน (อกาลราวิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ศิลปวิทยาแกศิษยจนตลอดอายุขัย หลังจากตาย ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๔๕)


แล้วก็ไปเกิด ณ ภพใหม่ตามบุญกรรมของตน
พระบรมศาสดาทรงประชุมชาดกว่า ไก่
ที่ขันไม่ถูกเวลาในครั้งนั้น ได้เกิดมาเป็นภิกษุ

ั้

รูปนี้ พวกมาณพทงหลาย ได้เกิดมาเป็น

พุทธบริษัท ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เสวย
พระชาติเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบัดนี้
556


557


ดวงใจแม ่








“จตของพอแมย่อมออนไหว เพราะสงสารลก
บัณฑิตโบราณอาศัยเหตุนี้ตัดสนข้อวิวาทได้”







มีเรื่องสาธกเล่าไว้ในมโหสถชาดก ในอรรถกถามหานิบาตว่า

มีสตรีคนหนึ่งอุมบุตรนอยไปพบสระน�้า จึงอาบน�้าให้บุตรในสระน�้านั้น

เสร็จแล้วประสงค์จะล้างหน้าของตน จึงเอาผ้าปูบนบก วางบุตรนอนบนผ้า
นั้น ตนเองก้มลงล้างหน้าในสระ ขณะนั้น มียักษิณีตนหนึ่งเดินมาเห็นเด็ก
น้อย อยากจะกินเด็ก จึงแปลงเพศเป็นสตรีเข้าไปถามมารดาเด็กว่า “เด็กนี้
งามจริง เป็นบุตรเธอหรือ”
มารดาเด็กรับว่าเป็นบุตร จึงกล่าวว่า “ฉันจะอุ้มเด็กให้ดื่มนม”
เมื่อมารดาเด็กอนุญาตแล้ว ก็อุ้มเด็กนั้นเชยชมหน่อยหนึ่งแล้วพาเด็ก


วิ่งหนีไป มารดาเด็กเห็นดังนั้น จึงขึ้นจากสระน�้าวิ่งตามไปยึดผาไวแลวกลาว



ว่า “เธอจะพาบุตรฉันไปไหน”
นางยักษ์เถียงว่า “เธอได้บุตรมาจากไหน นี่บุตรฉันต่างหาก”
หญิงทั้งสองโต้เถียงแย่งบุตรกันเดินผ่านไปถึงศาลา มโหสถบัณฑิต
อยู่ในศาลานั้นพร้อมมหาชนได้ยินเสียงโต้เถียงนั้นแล้ว แม้รู้ว่าหญิงคนไหน
เป็นยักษิณี คนไหนเป็นมารดาก็ยังกล่าวว่า “เธอทั้งสองจะเชื่อค�าตัดสินของ
เราหรือไม่”
เมื่อหญิงทั้งสองรับคาว่า จะเชื่อค�าตัดสิน จึงเอาไม้ขีดรอยที่แผ่นดิน


แล้วให้เด็กนอนขวางบนรอยขีด ให้ยักษิณีจับมือทั้งสองของเดก ให้หญิง
มารดาจับเท้าทั้งสอง แล้วกล่าวว่า
“เธอทั้งสองจงฉุดคร่าเอาไป เด็กนี้จะเป็นของผู้สามารถดึงไปได้”


หญิงทั้งสองต่างดึงเด็กนั้น เด็กเมื่อถูกดึงจึงเกิดความเจ็บ จึงร้องขึ้น
หญิงที่เป็นมารดาได้ยินเสียงบุตรร้อง ทนไม่ได้เหมือนหัวใจจะขาด จึงปล่อย
บุตรยืนร้องไห้อยู่ มโหสถบัณฑิตจึงถามมหาชนว่า








558




“ทานทงหลายเห็นเปนอยางไร จิตใจของมารดาเด็กออน หรือจิตใจของผูหญง ิ

ั้


ผู้ไม่ใช่มารดาอ่อน”
มหาชนตอบว่า “จิตใจของมารดาอ่อน”
มโหสถบัณฑิตจึงถามมหาชนว่า “บัดนี้ ท่านเห็นอย่างไร หญิงผู้ดึงเด็กไป
เป็นมารดา หรือว่าหญิง ผู้ปล่อยเด็กยืนร้องไห้อยู่ เป็นมารดา”
มหาชนตอบว่า “หญิงผู้ปล่อยเด็ก เป็นมารดา”
ชาดกเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า

จิตของมารด าบิด าเต็มไปด ้วยเมตตากรุณาอนบริสุทธิ์ในบุตรธิด าของตน



ึ้


แม้สมเด จพระสัมมาสัมพุทธเจา ก็ได ทรงยกขนเปนขอเปรียบเทียบ ในการอบรม
จิตให้ประกอบด ้วยเมตตากรุณา ด ังที่ตรัสไว้ในกรณียเมตตสูตรว่า
มาตา ยถา นิย� ปุตฺต� อายุสา เอกปุตฺตมนุรกฺเข
มารด าพึงรักษาบุตรน้อยคนเด ียว ผู้เกิด แต่ตน เสมอด ้วยชีวิต ฉันใด
เอวมฺปิ สพฺพภูเตสุ มานสมฺภาวเย อปริมาณ�
บุคคลก็พึงอบรมใจให้ประกอบด ้วยเมตตากรุณาไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น



(มโหสถชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก มหานิบาต เล่ม ๓๖ หน้า ๒๕๗)

















559


560




เทวดามเพ่อนเป็นมนุษย์


“ความเป็นสหายกัน ย่อมไมมในคนพาล”












มีเรื่องเลาวา เทวดาองคหนึ่งไดเพื่อนเปนมนุษย ทั้งสองรักใครกลม




เกลียวกันเป็นอย่างดี วันหนง เทวดาชวนเพื่อนมนุษย์ไปเที่ยวที่เมือง
ึ่

สวรรค์ ขณะนั้นเปนฤดูหนาว บนสวรรคอากาศจงหนาวจัด มนุษยเมื่อเจอ



อากาศที่หนาวจัดเช่นนั้น จึงเป่าฝ่ามือทั้งสองข้างเพื่อคลายหนาว ขณะเป่า
ก็มีไอควันออกมาจากปาก เมื่อเป่าหลาย ๆ ครั้งเข้า เทวดาสงสัย จึงถาม
ว่า
“เหตุใด ท่านจึงเป่าฝ่ามือทั้งสองข้าง”
“ข้าพเจ้าเป่าเพื่อให้ร้อน” มนุษย์ตอบ
เทวดายังไม่เข้าใจว่า เป่าลมใส่ฝ่ามือทั้งสองข้างแล้วมันจะร้อนได้
อย่างไร? แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ปล่อยให้มนุษย์เป่าลมใส่ฝ่ามือต่อไป

ต่อมา เทวดาได้รินน้าชามาให้มนุษย์กิน มนุษย์รับน้าชามาแล้ว เห็น

ว่ายังร้อนอยู่จึงยกถ้วยน้าชาขึ้นมาเป่า

“ท่านเป่าถ้วยน้าชาทาไมหรือ ?”


เทวดาถาม “เป่าเพื่อให้เย็น” มนุษย์ตอบ
“เจ้ามนุษย์นี่คบไม่ได้ กลิ้งกลอกปลอกปลิ้น ถามครั้งแรก ก็ตอบว่า
เป่าฝ่ามือเพื่อให้ร้อน แต่ครั้งหลังนี้กลับตอบว่า เป่าถ้วยน�้าชาเพื่อให้
เย็น”





เทวดาคิดอยางนี้แลว ก็สงมนุษยกลับบาน และไมคิดจะคบเปนเพื่อน



อีกเลย
นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างน้อย ๒ ประการ คือ
๑. การที่ใครจะมองว่าเป็นอย่างไรนั้น หลายกรณีเกิด จากทัศนคติ
ของคนมองเอง อย่างเช่นการที่เทวด ามองว่า มนุษย์คบไม่ได ้ ด ้วยเหตุที่







561













เปาฝามือใหรอนและเปาน้ารอนใหเย็นนี้ ความจริงมนุษยทาถูกแลว เพราะ

การเป่าฝ่ามือทาให้มืออุ่น คลายหนาวได ้ ส่วนการเป่าน้าร้อน ก็ทาให้น้า



ร้อนเย็นลงและด ื่มได ้สะด วก เป็นเรื่องธรรมด าที่มนุษย์ทากัน แต่เทวด า

ไม่เข้าใจ เลยมองว่ามนุษย์เป็นเพื่อนกลับกลอกคบไม่ได ้ ถ้าเทวด าฉลาด
สักนิด ก็ต้องถามให้หายสงสัย หรือไม่ก็ทด ลองด ้วยตนเอง แต่เพราะไม่ได ้
ท�าอย่างว่าจึงเกิด ปัญหา
ในสังคมมนุษย์ คนที่มีลักษณะคล้ายเทวด า ต้องมีอยู่บ้างไม่มากก็



น้อย ด งนั้น ผูหวังความสุขความเจริญ จึงควรใชปญญาตรวจตราความคิด











และการกระทาของตนเอง ถาเหนวาไมถูกตอง เปนโทษไมเปนคุณแกใครๆ
ก็ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น
ปฏิบัติอย่างนี้ก็จะท�าให้อยู่ในสังคมได ้อย่างมีความสุข




๒. การคบเพื่อนเปนเรื่องสาคัญ โบราณจงกลาววา “คบคนใหด หนา





ซื้อผ้าให้ด เนื้อ” หมายความว่า จะพิจารณาคนหรอสิ่งใด สงหนึ่งก็ให้

ิ่
พิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบ ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได ้
ตรัสถึงการมีเพื่อนที่ด ีไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อด วงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อม

มีแสงอรุณขึ้นมาก่อน เป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมีกัลยามิตรก็เป็นตัวนา
เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิด ขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรคแก่ภิกษุ ฉันนั้น”
และตรัสอีกว่า “อาศัยเราผู้เป็นกัลยามิตร เหล่าสัตว์ผู้มีการเกิด เป็น
ธรรมด า ก็พ้นจากการเกิด ผู้มีชราเป็นธรรมด า ก็พ้นจากชรา ผู้มีมรณะ







เป็นธรรมด า ก็พ้นจากมรณะ ผู้มโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ
อุปายาส เปนธรรมด า ก็พนจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอุปายาส”




นิทานธรรมสาธก
562


563


เทวดาหนุ่มกับเทวดาแก่







“ส่งที่เจาเห็น ไมได้เป็นอย่างที่เจาคิด”






ครั้งหนึ่งมีเทวดา ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นเทวดาแก่ อีกองค์หนึ่งเป็นเทวดา
หนุ่ม ทั้งสองเป็นเพื่อนรักใคร่สนิทสนมกันมานาน วันหนึ่ง ทั้ง ๒ ได้ชวนกัน

ไปเที่ยวโลกมนุษย์ เมื่อมาถึงก็จาแลงกายเป็นชาวบ้าน ขอเข้าพักอาศัยในบ้าน
ของเศรษฐี
เศรษฐีเห็นเป็นคนแปลกหน้า จึงให้ไปพักที่โกดังหลังบ้าน ซึ่งมีสภาพรก
รุงรัง ไม่มีเสื่อและหมอนที่จะใช้หลับนอน เทวดาทั้ง ๒ รู้สึกผิดหวังในการ

ต้อนรับ แต่ไม่พูดอะไร ต่างช่วยกันทาความสะอาดโกดังดังกล่าว เพื่อใช้เป็น

ที่พัก เทวดาหนุ่มตั้งใจทาให้พอนอนได้เท่านั้น ส่วนเทวดาแก่กลับตั้งใจ
ทาความสะอาดอย่างเต็มความสามารถ จนกระทั่งสะอาดสะอ้านเหมือนโกดัง

หลังใหม่

เทวดาหนุ่มถามว่า “เหตุใด ท่านจึงทาความสะอาดขนาดนี้ เจ้าของบ้าน
ก็มิได้เต็มใจต้อนรับ ให้เข้าพักเพราะขัดไม่ได้เท่านั้น”
เทวดาแก่ตอบเป็นปริศนาว่า “สิ่งที่เจ้าเห็น ไม่ได ้เป็นอย่างที่เจ้าคิด ”
เทวดาหนุ่มไม่เข้าใจ และเทวดาแก่ก็ไม่ได้เฉลยด้วย
ความจริง โกดังดังกล่าวเป็นที่เก็บสมบัติของเศรษฐีนั้น แต่เศรษฐีปล่อย

ให้รกรุงรังเพื่อลวงคนไม่ให้ใครรู้ที่ซ่อนสมบัติของตน เพราะกลัวถูกแย่ง เทวดา
แก่นั้นรู้ว่าเป็นที่เก็บสมบัติ เพราะขณะทาความสะอาดก็สังเกตเห็นฝาผนังทั้งสี่


ด้านนั้นฉาบไปด้วยทองคา ส่วนเทวดาหนุ่มไม่ทราบอะไรเลย คิดว่าเป็นโกดัง
เก่าๆ เท่านั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น เทวดาทั้ง ๒ ก็ลาเศรษฐีนั้นไปเที่ยวที่อื่นต่อ หลังจากเที่ยว
จนเหน็ดเหนื่อยแล้ว ตกเย็นก็ต้องหาที่พักใหม่
คราวนี้ไปขออาศัยตายายคู่หนึ่งที่เป็นชาวนาปลูกขนานา (เถียงนา) ไว้พัก


กลางทุ่ง สองตายายนั้นไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย มีเพียงวัวหนึ่งตัวเท่านั้นที่เลี้ยงไว้




เมื่อเห็นคนเดนทางมาขอพักดวยก็ตอนรับดวยความยินดี ใหดื่มน้า ใหทานอาหาร



ที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้
564


เมื่อถึงเวลาจะนอน ก็จัดที่ที่ตนเคยนอนให้ ให้ด ีเพื่อมิให้เกิด ความเข้าใจผิด เช่น เวลาที่ตาเห็น

เทวดาทั้ง ๒ ส่วนตนเองลงไปนอนข้างล่าง น�้าใจ รูป แม้จะเป็นรูปของสิ่งเด ียวกัน แต่บางทีก็มีทั้งแท้


ที่งดงามนี้ทาให้เทวดาทั้ง ๒ รู้สึกซาบซึ้ง แต่ก็ยัง และเทยม มูลค่าราคาของสิ่งที่เห็นก็แตกต่างกัน


คงเก็บความลับของตนอยู่ เวลาที่หได ้ยนเสียง ถึงจะเป็นเสยงเด ยวกัน แต่



ในเวลาดึกคืนนั้น ยมทูตก็ปรากฏกายขึ้นเพื่อ กาเนิด ของเสียงก็อาจแตกต่างกันได ้ เวลาที่จมูกได ้



จะมาเอายายไปยมโลก เพราะหมดอายุแล้ว ต้อง ด มกลิ่น ถึงแมจะเปนกลิ่นเด ียวกัน แตกลิ่นนั้นก็อาจ
ตายในคืนนี้ เทวดาแก่เห็นดังนั้น จึงรีบขอร้อง จะโชยมาจากสิ่งของไม่เหมือนกันได ้





ยมทูตใหไวชีวิตยายไว แตยมทูตไมยอม เทวดาแก ่ เพราะฉะนั้น จึงตองพินิจพิจารณา เพื่อความ

จึงขอร้องให้เอาวัวไปแทน ถูกต้อง แม้แต่ลิ้นและกายก็ไม่ต่างจากที่แสด งมานี้

ยมทูตทั้งๆ ที่ไมอยากเอาวัวไป แตก็ยอม ใน มีทั้งด และเสีย คุณและโทษ ทุกครั้งที่กระทบหรือ



ที่สุดวัวก็ตายในคืนนั้น พอรุ่งเช้า เทวดาทั้งสอง สัมผัสจึงควรรู้เท่าทัน อย่าตกเป็นเครื่องมือหรือเป็น

ก็ไดยินเสียงตายายรองไหดวยความเสียใจ เทวดา ทาสของสิ่งไม่ด ี โด ยเฉพาะสิ่งไม่ด ีที่เข้ามาในรูปของ



หนุ่มรู้สึกโกรธเทวดาแก่ ที่ปล่อยให้วัวของตายาย มิตรในเบื้องต้น แต่เป็นศัตรูในภายหลัง เช่น สุรา
ตาย จึงกล่าวกับเทวดาแก่ว่า ยาเสพติด และบุหรี่ ต้องระวังให้มาก

“ทาไมจึงปล่อยให้วัวตาย ทีเศรษฐีแล้งน้าใจ คุณธรรมที่ช่วยพินิจพิจารณาให้เห็นความจริง

ให้ที่พักหยาบๆ ท่านยังท�าความสะอาดให้อย่างดี ก็คือสติกับปัญญา ซึ่งทั้ง ๒ อย่าง ก็มีอยู่แล้วในตัว
จนสวยงามอย่างกับโกดังใหม่” ของเราทุกคน สติ แปลว่าความระลึกนึกได ้ ส่วน


เทวดาแก่ได้ยินดังนั้น จึงพูดเป็นปริศนาอีก ปญญา แปลวาความรูจกด ีรูจักชว รูจักประโยชนมิใช ่




ั่

ว่า “สิ่งที่เจ้าเห็น ไม่ได ้เป็นอย่างที่เจ้าคิด ” ประโยชน์ ทั้งสองอย่างนี้ ถ้ามีอยู่ในบุคคลใด ก็จะ

เทวดาหนุมจึงถามเหตุการณที่เกิดขึ้น เทวดา ช่วยให้บุคคลนั้นคิด พูด และกระทาได ้ถูกต้อง ไม่ผิด


แก่ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนยมทตจะมาเอาตัวคุณ พลาด ทาให้ชีวิตประสบความสุขความเจริญ ด ัง



ยายไปยมโลก แต่ได้ขอร้องไว้ เพราะสานึกใน พุทธศาสนสุภาษิตว่า
ความดีของคุณยายและสงสารที่คุณตาจะต้องอยู่
คนเดียว ยมทูตไม่ยอม ถ้าเอาคุณยายไปไม่ได้ก็ สติมา สุขเมธติ



ตองเอาคุณตาไปแทน เราจึงขอรองใหเอาวัวไปแทน แปลว่า คนมีสติย่อมได ้รับความสุข

ยมทูตจึงยอม ในที่สุดวัวจึงได้ตายแทนตายายทั้ง ปญญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
สองนั้น เหตุนั้นกล่าวกับท่านว่า “สิ่งที่เจ้าเห็น ไม่ แปลว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด”
นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า นิทานธรรมสาธก
สิ่งที่เรารับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย
นั้น บางครงก็รับรู้ไม่ตรงกับความจริงเสมอไป
ั้

เพราะฉะนั้น เวลาได ้เห็น ได ้ยิน ได ้กลิ่น ได ้ลิ้ม
รส และได ้สัมผัส สิ่งใด จึงต้องพินิจไตร่ตรอง
565


566


นางกากี




“ความรักแมจะเป็นเรื่องกิเลส



แต่จะไมเป็นเหตุให้มปัญหา
ถ้ารักกันในกรอบของศีลธรรม”








สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมือง

สาวัตถี ภิกษุรูปหนึ่งเกิดความกระสันอยากจะสึก เพราะได้เห็นสตรีนางใด
นางหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงรับสั่งให้หา แล้วตรัสว่า “ธรรมด า
มาตุคามนั้น ยากนักที่จะหวงห้ามป้องกันมิให้ชายอื่นมาพัวพัน”

แล้วตรัสเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแต่ปางหลังว่า
ในอดีตกาล พระเจ้ากรุงพาราณสีมีอัครมเหสีรูปโฉมงามเลิศ มีนาม
ว่า “กากาติเทวี” คราวหนึ่ง พญาครุฑจาแลงเป็นมาณพมาเล่นสกากับ

พระองค์ ก็เกิดสิเนหาในพระนางกากาติเทวี จึงลอบลักพาตัวไปไว้ยังวิมาน
ฉิมพลี ได้ร่วมอภิรมย์สมเสพกับพระนางสมปรารถนา


เมื่ออัครมเหสีหายไป พระเจากรุงพาราณสีจึงตรัสสั่งใหพนักงานดนตรี

นามว่า “นฏกุเวร” สืบหา นฏกุเวรสงสัยว่าจะเป็นมาณพที่มาเล่นสกาเป็น

ตัวการ สะกดรอยไปก็ร้ว่าเป็นพญาครฑจาแลงมา จึงซ่อนตัวไปในขนของ


พญาครุฑ ถึงวิมานฉิมพลีก็ได้พบพระนางกากาติเทวี
เวลาที่พญาครุฑไปเล่นสกากับพระเจ้ากรุงพาราณสี นฏกเวรกับ

พระนางกากาติเทวีก็ร่วมอภิรมย์กันที่วิมานฉิมพลีนั้น เป็นอย่างว่า “กลาง
คืนอยู่กับพญาสุบรรณ กลางวันอยู่กับนฏกุเวร”



ครั้นสมควรแก่เวลา นฏกุเวรก็ซ่อนตัวในขนพญาครุฑกลับมากรุง
พาราณสี
วันหนึ่ง ขณะพระเจ้ากรุงพาราณสีเล่นสกากับมาณพจ�าแลงอยู่นั้น

นฏกุเวรก็ขับเพลงรักเปนนัยใหพญาครุฑรูวาตนไดไปรวมอภิรมยกับพระนาง







กากาติเทวีมาแล้ว



567


เนื้อเพลงนั้นว่า “หญิงคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอม

ฟุ้งมาจากที่แห่งนั้น ใจของเรายินด ีในนางใด นางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้”


พญาครุฑทราบประพฤตเหตุทั้งปวงแลวก็นึกอนาถใจ พาพระนางกากาติเทวี
มาส่งคืนพระเจ้ากรุงพาราณสี แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

พระผูมีพระภาคตรัสชาดกจบแลว ทรงแสดงอริยสัจธรรม เมื่อจบพระธรรม-

เทศนา ภิกษุผู้กระสันสึกรูปนั้นได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
ทรงประชุมชาดกว่า นฏกุเวรกลับชาติมาเกิดเป็นภิกษุผู้กระสันสึก ส่วน
พระเจ้ากรุงพาราณสีคือองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า นี้แล
ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การละเมิด คู่ครองคนอื่น ก่อให้เกิด ความเสื่อม

อย่างแรก คือหมด ความนับถือในตนเอง รู้สึกว่าตนเองน่าตาหนิ ไม่

ซื่อตรงต่อคู่ชีวิต จิตใจหม่นหมอง หน้าตาไม่ผ่องใส ไม่มีความสุขความสงบใจ
ในการด �าเนินชีวิต วิตกกังวลว่าจะมีคนอื่น โด ยเฉพาะบุคคลในครอบครัว รู้
เห็นการกระทาที่น่ารังเกียจของตน

อย่างที่สอง มีรายจ่ายสูงขึ้น เพราะต้องใช้ด ูแลอีกคนหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา

ทาให้รายได ้ไม่พอกับรายจ่าย ต้องคิด หาเงินอยู่ตลอด เวลา ถ้าหาเงินให้ไม่ได ้ก็
ถูกต่อว่าหรือถูกด ูถูกจากหญิงนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเบียด บังเงินที่พึงให้
ครอบครัวไปให้หญิงอื่น ทาให้ต้องมีการพูด ปด ครอบครัวในเรื่องค่าใช้จ่าย ใน

เรื่องเวลาที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือเข้าบ้านไม่ตรงเวลา เป็นต้น
อย่างที่สาม การละเมิด คู่ครองคนอื่น เป็นเหตุให้เกิด ความวิบัติแก่ชีวิต
ได ้ เพราะหากหญิงนั้นมีชายอื่นเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เมื่อชายนั้นทราบเรื่องเข้าก็

ย่อมจะหึงหวงและทาร้ายให้บาด เจ็บหรือล้มตาย ทาให้เกิด โทษทุกข์ในวงกว้าง

ทั้งแก่ชายหญิงทั้งสามคนนั้น ทั้งแก่บุตรธิด าของตน และของคนเหล่านั้นด ้วย
รวมความว่า การละเมิด ในคู่ครองคนอื่น มีแต่ทางเสื่อมและทางวิบัติเกิด
ขึ้น ส่วนจะเสื่อมและวิบัติมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับผู้ทาแต่ละคน

ในทางพระศาสนา พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ด �ารงตนอยู่ในศีลข้อ ๓

คือ ให้งด เว้นจากการล่วงละเมิด คู่ครองคนอื่น และให้ยินด ีเฉพาะในคู่ครอง
ของตน ผู้ปฏิบัติตนได ้ตามที่ตรัสสอน ย่อมจะพบความสุขในการด �าเนินชีวิต
ตลอด ไป


(กากาติชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก จตุกกนิบาต เล่ม ๓๑ หน้า ๔๑๒)







568


569


ประโยชน์ของการคบเพ่อน





“เพ่อนแท้ คือเพ่อนยามยาก”








สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เมือง
สาวัตถี ทรงปรารภอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งคบบุรุษที่มีฐานะต่าต้อยกว่าเป็น


เพอน และได้แต่งตั้งให้บุรุษนั้นเป็นผ้ดูแลสมบัติของตน โดยพระองค์ตรัส
ื่
ว่า

“ด ูก่อนคฤหบด ี ธรรมด ามิตรเสมอด ้วยตนก็ด ี ต่ากว่าตนก็ด ี ยิ่งกว่า

ตนก็ด ควรคบไว้ เหตุว่ามิตรเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระ
ที่มาถึงตนได ้ทั้งนั้น บัด นี้ ท่านอาศัยมิตรผู้ชี้ขาด การงานของตน จึงเป็น
เจ้าของขุมทรัพย์ได ้สืบไป” จากนั้นตรัสว่า




ในอดีตกาล ครงพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบติอย่ในพระนคร


ั้




พาราณสี มีต้นไม้มงคลต้นหนึ่ง ชื่อต้นรุจมงคล เกิดขึ้นเองในอุทยาน




ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ต้นรุจมงคลนั้น มีลักษณะสวยงาม ลาต้นตรง แผ่
กิ่งก้านสาขาโดยรอบ และได้รับการขนานนามว่าต้นสมุขกะ หรือต้นไม้พูด
ได้ เนื่องจากมีเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ชื่อ รุจาเทวดา สิงสถิตอยู่


บรเวณรอบๆ ต้นรุจมงคลนั้น มีกอหญ้าเกดขึ้นเองกอหนึ่ง และมี
เทวดาชื่อ กุสนาฬิเทวดา สิงสถิตอยู่ที่กอหญ้านั้น
เทวดาทั้ง ๒ คือ รุจาเทวดา ซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นรุจมงคล และ กุสนาฬิ-



เทวดา ที่อาศัยอยูที่กอหญานั้น เปนเพื่อนที่คบคาสมาคมกัน เปนกัลยาณมิตร


ต่อกัน ไม่มีการเอายศเอาศักดิ์มาเป็นอุปสรรคในการคบกัน เอื้อเฟื้อจุนเจือ
กัน อยู่ใกล้กันอย่างมีความสุข
ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในปราสาทที่สวยงามแต่มี
เสาเดียว เสาของปราสาทนั้นมักจะสั่นไหว เมื่อถกพายุฝนพัดกระหน่า ทาให้





ประทับอยู่ไม่เป็นสุข พระองค์จึงรับสั่งให้ทหารไปหาต้นไม้มาทาเป็นเสาใหม่
570






เหลาทหารจึงพากันไปหาตนไม ในที่สุดก็พบตนไม ้ ศักดามากกว่า ก็ไม่สามารถขจัดทกข์ที่เกิดแก่ตนได้”


ที่เหมาะสม นั่นคอตนรุจมงคล ที่รจาเทวดาสิงสถิต จากนั้นแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาว่า


อยู่ จึงลงมือทาพลีกรรมแก่ต้นรุจมงคลนั้น ก่อน “บุคคลผู้เสมอกัน ประเสริฐกว่ากัน หรือเลว




จะตัดไปเป็นเสาในวันรุ่งขึ้น เมื่อรุจาเทวดารู้ว่า กวากัน ก็ควรคบกันไว เพราะมิตรเหลานั้น เมื่อความ

ต้นไม้มงคลที่อาศัยอยู่ จะต้องถูกตัดในวันรุ่งขึ้น ก็ เสื่อมเกิด ขึ้น ก็พึงทาประโยชนอันอุด มให้ได เหมือน


เศร้าโศกเสียใจ บรรดารุกขเทวดาที่คุ้นเคย พากัน เราผู้เป็นเทวด าสถิตอยู่ที่ต้นรุจา กับเทวด าผู้สถิตที่
ถามเหตุแห่งการเศร้าโศกนั้น ครั้นได้ฟังแล้วก็ไม่ กอหญ้าคาคบกัน ฉะนั้น”
สามารถที่ช่วยอะไรได้ รุจาเทวดานั้น แสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาให้
ฝายกุสนาฬเทวดา ซึ่งสิงสถิตที่กอหญา เมื่อ อาจหาญรื่นเริงอย่างนี้ ดารงชีวิตอยู่ตลอดชั่วอายุขัย




รู้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็เข้าไปปลอบใจรุจาเทวดาว่า แล้วก็จุติไปเกิด ณ ภพภูมิอื่นตามบุญกรรมทีท�าไว้

“อย่ามัวแต่เศร้าโศกเลย เราจะไม่ให้ใครมา พร้อมกับกุสนาฬิเทวดาผู้เป็นสหาย



ตัดต้นไม้ของท่าน ขอให้ท่านสบายใจเถิด พร่งนี้ พระพุทธเจ้าทรงประชมชาดกว่า รจาเทวดาใน

ตอนเวลาพวกช่างมา เราจะแก้ปัญหาเอง” ครั้งนั้นไดมาเกิดเปนพระอานนทในบัดนี้ สวนกุสนาฬ- ิ






รุ่งเช้าทหารและนายช่างที่ได้รับมอบหมาย เทวดา กลับมาเสวยพระชาตเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา
ก็พากันเข้ามาในอุทยาน ทั้งหมดมุ่งหน้าตรงไปที่ ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า
ต้นรุจมงคล พร้อมด้วยเครื่องมือสาหรับตัดต้นไม้ บุคคลที่เรียกว่าเพื่อนจริงหรือเพื่อนแท้นั้น ให้

เมื่อทหารและนายช่างเดินเข้ามาใกล้ต้น ด ูในเวลาประสบทุกข์ ประสบอันตราย และประสบ


รุจมงคล กุสนาฬิเทวดาจึงแปลงกายเป็นกิ้งก่าวิ่ง ภัยต่างๆ เพราะในเวลาที่ล�าบากเช่นนั้น จะมีเพื่อน
นาหนาทหารและนายชางเขาไปยังโคนตนรุจมงคล จริงหรือเพื่อนแท้เท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง ส่วนคนอื่นๆ












นั้น ทาให้ดูเหมือนว่าเป็นต้นไม้มีโพรง พวกทหาร ที่อางวาเพื่อน แตไมใชเพื่อนจริงหรือเพื่อนแท จะทิ้ง

และช่างเห็นเช่นนั้น จึงยกเลิกการตัดต้นรุจมงคล เราไปหมด ปล่อยให้เราลาบากตามล�าพัง ไม่อยู่เป็น

ไปท�าเป็นเสา แล้วพากันไปหาต้นไม้อื่นแทน เพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ ให้คลายทุกข์โศกใด ๆ เลย

บรรดารกขเทวดาที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็ ในการด �าเนินชีวิต ใครก็ตามที่เป็นเพื่อนกับ


แสดงความยนดีกับรจาเทวดา ที่ไม่ต้องเสียต้นไม้ เราด ้วยความรักความปรารถนาด ี จริงใจ ไม่หวังผล




อันเปนที่อยอาศัย รุจาเทวดาไดกลาวกับรุกขเทวดา ตอบแทน คบค้าสมาคมกันเพราะศรัทธาในความด ี

ทั้งหลายว่า ของกันและกัน โด ยไม่ถือยศถาบรรด าศักด ิ์ที่แต่ละ


“ดก่อนท่านทั้งหลาย เราถึงจะเป็นเทวดาที่ คนมีอยู่ บุคคลนั้นแหละที่เราควรคบเป็นเพื่อนจรง

มีศักดิ์ใหญ่ แต่ก็ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ เพื่อนแท้ตลอด ไป เพราะคบแล้ว ชวิตย่อมพ้นจาก
ปัญญาทึบ ส่วนกุสนาฬิเทวดา แม้จะมีศักดิ์น้อย ความเสื่อมและประสบความเจริญอย่างแน่นอน
กว่า แต่ก็ได้ช่วยให้เราไม่ต้องเสียวิมาน เพราะมี


ปัญญารู้วิธแก้ปัญหา เราเป็นเทวดาเกิดที่ต้นไม้ (กุสนาฬิชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
รุจา ส่วนกุสนาฬิเทวดาเกิดที่กอหญ้า เราแม้จะมี ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๕๕)
571


572


ฝนโบกขรพรรษ



“มารดาบิดาย่อมถนอมบุตรน้อย ฉันใด

พระราชาทั้งหลายจงทรงรักษาประชาราษฎร์


โดยชอบในกาลทั้งปวง ฉันนั้น”











ในอดีตกาล พระนางผุสด อครมเหสีของพระเจ้ากรงสัญชัย แห่ง
เมืองสีพี ได้มีพระประสูติครรภ์พระโอรสโพธิสัตว์ นามว่าพระเวสสันดร





พระเวสสันดรทรงมีชางคูบารมีชื่อปจจัยนาค พออายุได ๑๖ ป ก็ทรงสมรส
กับพระนางมัทรี มีบุตรธิดา ๒ คน ชื่อ ชาลี และกัณหา
ตอมาเมืองกลิงคะเกิดขาวยากหมากแพง ชาวเมืองมาขอชางจากพระ




เวสสันดร พระองค์ให้ทานช้างนั้นไป ทาให้ชาวเมืองสีพีไม่พอใจ จึงไปทูล
พระเจ้ากรุงสัญชัยให้เนรเทศพระเวสสันดรไปเขาวงกต
กษัตริย์ทั้ง ๔ คือ พระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา และชาลี จึง
เดินทางไปเขาวงกต แคว้นเจตราช แล้วบวชเป็นฤษ บาเพ็ญธรรมที่เขา


วงกตนั้น
ในเวลาต่อมา ชูชกซึ่งเป็นคนขอทานได้เดินทางไปเขาวงกต เพื่อขอ
กัณหาและชาลีมาคอยรับใช้นางอมิตตดาซึ่งเป็นภรรยาตน
หลังจากขอพระกุมารทั้งสองได้แล้ว ในเวลาเดินทางกลับ เทวดาได้
ดลใจให้พาไปทเมืองสีพ พระเจ้าสัญชัยจึงไถ่พระกุมารทั้งสองคนไว้เป็น

ี่
อิสระ


สวนชูชกไดตาย เพราะกินอาหารไมรูจักประมาณที่เมืองสีพีนั้น พระ



เจ้ากรงสัญชัยได้เตรียมจัดกองทัพไปอัญเชิญพระเวสสันดรและพระนาง

มัทรกลับคืนวัง พอกษัตริย์ทง ๖ คือ พระเจ้าสัญชัย พระนางผุสดี





ั้



พระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา และชาลี ได้มาพบกัน เกิดสลบไป
ทั้งหมด
ร้อนถงพระอินทร์รู้เหตุ เลยบันดาลให้ฝนตกใหญ่ เมอทั้งหมดฟื้น

ื่
คืนชีพแล้วได้ขออภัยต่อพระเวสสันดรและเชิญเข้าไปปกครองกรุงสีพี เพื่อ
ครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาต่อไป
573


ฝนที่ตกในครั้งนั้นเรียกว่า “ฝนโบกขรพรรษ” ฝนโบกขรพรรษนั้น มี

สีแดงหลั่งไหลเสียงสนั่นลั่นออกไปไกล เหมือนเสียงสายฝนธรรมดา ถ้าผู้ใด






ปรารถนาจะใหเปยกกาย จึงจะเปยกกาย ถาไมปรารถนาแลว แมแตเม็ดหนึ่ง


ก็มิได้เปียกตัว เหมือนหยาดน�้าตกลงในใบบัว แล้วก็กลิ้งตกลงไปมิได้ติดอยู่
ให้เปียก ฉะนั้น

ฝนโบกขรพรรษนี้ ในคมภีร์กล่าวว่า ได้ตกลงมาครั้งหนงสมัย
ึ่



พระพุทธเจาเสด็จนิวติกลับกรุงกบลพัสดุ เพื่อโปรดพระประยูรญาติหลังจาก


ตรสรู้แล้ว โดยตกทกรุงกบิลพัสดุ์ในท่ามกลางพระประยูรญาติของ






พระพุทธเจา อนเปนเหตุใหพระองคทรงเลาเรื่องเวสสันดรชาดก ซงเปนชาติ
ึ่



ใหญ่ชาติสุดท้าย แห่งการบ�าเพ็ญทานบารมีของพระองค์
เวสสันดรชาดกในตอนนี้ให้แง่คิดว่า
ฝนโบกขรพรรษที่มีลักษณะตกลงมาแล้ว ผู้ต้องการจะให้เปียกก็
เปียก ไม่ต้องการให้เปียกก็ไม่เปียก ตกถึงพื้นแล้วก็ละลายหายไปในด ิน



นั้น นาจะหมายถึงเทศนาธรรมของพระพุทธเจาที่ทรงเทศนใหพระประยร-


ญาติฟังครั้งนั้น ถ้าพระประยูรญาติคนใด ตั้งใจฟังก็จะได ้ยินธรรมที่ทรง
แสด ง อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ได ้รับอานิสงส์ตามสมควร
แก่สติปัญญาของตนๆ



ขอนี้ประด ุจเด ยวกับฝนโบกขรพรรษ ที่เปยกเฉพาะบคคลที่ตองการ










ใหเปยกเทานั้น แตถาพระประยูรญาติคนใด มีทิฐิมานะถอวาอายุแกกวา




พระพุทธเจา หรือเปนพระญาติผูอาวุโสกวา แลวไมเปด ใจรับฟงพระธรรม-







เทศนาของพระองค พระประยูรญาติเหลานั้น ก็ไมได ยนธรรมที่พระองค ์




ทรงแสด งวางามในเบื้องตน ทามกลาง และที่สุด อย่างไร ทาให้คลาด จาก



ประโยชน์ของการฟังธรรมนั้น ประด ุจฝนโบกขรพรรษที่ไม่เปียกแก่คนที่
ไม่ต้องการจะเปียกนั้นเอง


(เวสสันดรชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก มหานิบาต เล่ม ๓๗ หน้า ๕๙๔)
574


575


พระราชากับคนสนิท




“เหรียญมสองด้าน ฉันใด



ดีกับเสยก็มในเหตุการณ์เดียวกัน ฉันนั้น”








มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง ฝนตกหนัก พระราชาได้ตรัสถามอามาตย์

ผู้ใกล้ชิดว่า “ฝนตกอย่างนี้ เรางดออกไปเยี่ยมพสกนิกรดีไหม?” อามาตย์
ผู้ใกล้ชิดกราบทูลว่า “ขอเดชะ ไปเยี่ยมในเวลาฝนตกนี่แหละดี เพราะฝนได้

ชะล้างความสกปรกออกจากถนนหนทางหมดแล้ว เวลาไปก็ได้สูดอากาศท ี่
บริสุทธิ์ด้วย พระเจ้าข้า”
พระราชาทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงปลอมพระองค์เสด็จเยี่ยมเยียน






พสกนิกรหลังจากฝนหยุดตกแลว โดยไปดวยกัน ๒ คนกับอามาตยผูใกลชิด

นั้น




อยูมาวันหนึ่ง เปนวันที่อากาศรอน พระราชาก็ปรึกษาวา “วันนี้ อากาศ
ร้อน เรางดไปเยี่ยมพสกนิกรดีไหม? เพราะร้อนอย่างนี้ พวกเขาคงหลบกัน
อยู่แต่ในที่ร่ม ไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร”





อามาตยผูใกลชิดกราบทูลวา “รอนก็ดีเหมือนกัน พระเจาขา เราจะได ้










เห็นความทุกขยากของพสกนิกรชัดเจน จะไดหาหนทางแกปญหาไดถูกตอง”

พระราชาสดับแล้วก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงเสด็จไปเยี่ยมเยยนพสกนิกรในวัน


ที่อากาศร้อน โดยปลอมตัวไปด้วยกัน ๒ คนกับอามาตย์ผู้ใกล้ชิดเหมือน
เดิม

อยู่มาอีกวันหนึ่ง พระราชาทรงประสบอุบติเหตุถูกมีดบาดหัวแม่มือ

ขาด ทรงไดรับทุกขทรมานอยางหนัก แตก็ไมรูจักลงโทษใคร เพราะพระองค ์







ทรงทาเอง จึงตรัสถามอามาตย์ผู้ใกล้ชิดว่า “หัวแม่มือขาด ดีไหม?”
“ดี พระเจ้าข้า” อามาตย์ผู้ใกล้ชิดกราบทูล

“ดี พ่อมึงนะสิ” พระราชาสวนทันที พระองค์กริ้วที่อามาตย์ผู้ใกล้ชิด


ตอบเช่นนั้น เพราะทรงเห็นว่าซ้าเติมพระองค์ จึงรับสั่งให้นาอามาตย์ผู้ใกล้


ชิดนั้นไปขังคุก เป็นการลงโทษที่บังอาจตอบไม่ต้องด้วยพระทัย
576



วันหนึ่ง พระราชาทนความคิดถึงอามาตย์ผู้ใกล้ชิดไม่ไหว จึงเสด็จไปเยี่ยมที่
ห้องขัง แล้วตรัสถามว่า “ติดคุกนะ ดีไหม?”
“ดี พระเจ้าข้า” อ�ามาตย์ผู้ใกล้ชิดกราบทูล ทรงหมั่นไส้ยิ่งขึ้น จึงตรัสว่า “ถ้า


ดี เอ็งก็อยู่ในคุกต่อไปเถอะ” จากนั้นก็เสด็จกลับพระตาหนัก โดยไม่ยอมปล่อย
ให้ออกจากห้องขัง
นับตั้งแต่สั่งขังอ�ามาตย์ผู้ใกล้ชิดเป็นต้นมา พระองค์ก็ทรงขาดคนรู้ใจ แม้มี


คนอื่นอยู่ใกล้บ้างก็ไม่ถูกใจเหมือนอามาตย์นั้น ทรงเหงา อยู่ไม่เป็นสุข

วันหนึ่ง ทรงคิดจะออกป่าล่าสัตว์ ครั้นจะไปปล่อยอามาตย์ผู้ใกล้ชิดออกมา






เพื่อจะไปดวยกันก็กลวจะเสียหนา จึงออกปาลาสัตวตามล�าพัง เกิดหลงปาขึ้น หา

ทางกลับวังไม่ได้ ในที่สุดก็ถูกคนป่าจับตัวไป คนป่าเหล่านั้นโหดร้าย กินไม่เลือก
แม้แต่มนุษย์ก็กินได้ เมื่อจับพระราชาไปแล้วก็ต้มน�้าเตรียมที่จะเอาพระราชาลง
ต้ม
ึ้

พระราชาทรงตกพระทัยมากกับสิ่งที่จะเกิดขน ทรงระลึกถึงความดของ
อามาตย์ผู้ใกล้ชิด เพราะถ้าอ�ามาตย์นั้นมาด้วยก็จะไม่เกิดเหตุเช่นนี้ ก่อนที่คนป่า

จะจับพระราชาลงหม้อนั้น ใครคนใดคนหนึ่งในพวกคนป่านั้นก็พูดขึ้นว่า “ก่อนจะ
ต้มมัน พวกเราเอาไอ้หมอนี่ไปให้หัวหน้าดูตัวก่อนดีไหม?”






ทุกคนเห็นดวย จึงหิ้วพระราชาไปใหหัวหนาดูตัว หัวหนาคนปาไดเห็นแลว

ก็พอใจ แต่พอสารวจเนื้อตัวโดยละเอียดแล้วก็อุทานว่า “เฮ้ย พวกเรา ไอ้หมอ

นี่กินไม่ได้ มันเป็นคนอัปรีย์ เห็นไหมนิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งของมันขาด”
เพราะความที่นิ้วหัวแม่มือขาดนี้เอง พระราชาจึงรอดตาย ทรงหาทางออก
จากป่ามาได้อย่างยากลาบาก หลังจากกลับถึงวัง พักผ่อนพระองค์จนสบายดีแล้ว


จึงเสด็จไปเยี่ยมอามาตย์ผู้ใกล้ชิดที่ขังไว้และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง จากนั้นตรัส
ถามว่า “ถ้าวันนั้น เอ็งไปด้วยก็คงจะดี?”




577


“ไม่ดี พระเจ้าข้า”
“ไม่ดีอย่างไร ?”

“ถ้าข้าพระองค์ไปด้วย ข้าพระองค์จะถูกต้ม พระเจ้าข้า”
พระราชาถึงกับทรงพระสรวล ด้วยความพอพระทัย ในที่สุดพระองค์ทนความ
เหงาไม่ไหว จึงรับสั่งให้ปล่อยอ�ามาตย์ผู้ใกล้ชิดออกมารับใช้พระองค์อย่างเดิม เพราะ
ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนคลายเหงาได้

นิทานเรื่องนี้มีคติสอนว่า
สิ่งที่เห็นว่าเสียนั้นมักมีด ีอยู่ด ้วยเสมอ ไม่มีสิ่งใด จะเสียอย่างเด ียวโด ยไม่มีด ี





อยูเลย หรือมีแตด ีอย่างเด ียวโด ยไมมีเสียอยูด วย ทุกอยางมีสองด าน อยูที่เราวาจะ




มองในด ้านใด เท่านั้น มองด ้านด ีก็เห็นด ้านด ี มองด ้านเสียก็เห็นด ้านเสีย




การที่พระราชานิ้วหัวแมมือขาด ในเรื่องนี้ สวนที่เสียก็คือทาใหมีนิ้วมือไมครบ

มือใช้งานได ้ไม่เต็มที่ แต่ในขณะเด ียวกันกเป็นเหตุให้พระองค์รอด พ้นจากการถูก

ต้มมาได ้ นี้คือส่วนที่ด ี ท่านพุทธทาสภิกขุจึงประพันธ์เป็นข้อคิด ไว้ว่า

เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งด ีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าด สิ่งที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีด ีโด ยส่วนเด ียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนตามหาหนวด เต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ด ีมีคุณจริง

นิทานธรรมสาธก

























578


579


ปัญญาพาตัวรอด



“ชวิตจะปลอดภัย เพราะอาศัยปัญญา”










สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เมือง




สาวัตถี ทรงปรารภบุตรของอตตรเศรษฐี ผูออกบวชเพราะเห็นความทกขและ
โทษในการครองเรือน จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร



พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือกาเนิดเกิดเป็นนกกระจาบ ครั้งนั้น มีนาย




พรานคนหนึ่ง เที่ยวจบนกกระจาบมาใสกรง บารุงดวยอาหารจนนกอวนพี ก็


ขายแก่คนที่มาซื้อไปเป็นอาหาร
วันหนึ่ง เขาจับได้นกกระจาบโพธิสัตว์ และนกอื่น ๆ อีกจานวน


มาก นามาใส่กรงและให้อาหาร เพื่อบารุงให้นกอ้วนท้วนสมบูรณ์ โดยนก






ตัวใดกินอิ่มมีรูปรางอวนพ ก็จะถูกขายกอนนกตัวอื่น สวนนกที่ผายผอมและ

แข็งแรงช้า จะถูกบารุงด้วยอาหารต่อเพื่อให้อ้วนพีจะได้ขายในภายหลัง

นกกระจาบโพธิสัตว์ เห็นเช่นนั้นก็คิดว่า “ถ้าจะกินอาหารตามที่นาย
พรานให้กิน ตัวเราก็จะอ้วนพีเหมือนนกตัวอื่น และจะถูกขายแก่ผู้มาซื้อโดย

เร็ว อย่ากระนั้นเลย เราจักกินอาหารและดื่มน�้าเท่าที่จาเป็น ตัวเราจะได้ไม่
อ้วน ชีวิตก็จะปลอดภัย”
เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว นกกระจาบโพธิสัตว์ก็กินอาหารวันละเม็ดสองเม็ด
ดื่มน�้านิดหนึ่ง เพยงเพอรกษาชีวิตไว้เท่านั้น ไม่กินจนอิ่มเหมือนนกตัวอื่น



ื่
ทาให้ร่างกายซูบผอม จนไม่มีใครอยากได้ ในขณะที่นกอื่นๆ ซึ่งเห็นแก่กิน

นั้นมีร่างกายอ้วนพี จึงถูกนายพรานขายไปหมด
วันหนึ่ง นายพรานคิดจะตรวจดูนกกระจาบโพธิสัตว์ จึงน�าออกจากกรง
และวางไว้ด้านนอกโดยไม่ทันระวังตัว เพราะคิดว่านกป่วยคงไม่สามารถบิน
หนีไปได้ นกกระจาบโพธิสัตว์ฉวยโอกาสที่นายพรานเผลอ จึงรวบรวมกาลัง



580


ที่มีอยู่บินหนีออกจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าสู่ที่อยู่ของตน เมื่อกลับ
ไปถึงที่อยู่เดิม บรรดานกทั้งหลายสงสัยว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือของนายพราน

ได้อย่างไร จึงสอบถามความเป็นไปนกกระจาบโพธิสัตว์กล่าวว่า
“คนเรา ถ้าไม่รู้จักคิดใคร่ครวญ ไม่รู้จักใช้ปัญญา ก็ย่อมไม่ประสบผล

สูงสุด เรารอดพ้นจากการถูกฆ่าและจองจามาได้ ก็เพราะรู้จักคิดใคร่ครวญ
และรู้จักใช้ปัญญาหาทางรอดนั่นเอง”

พระพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า นกกระจาบโพธิสัตว์ในครั้งนั้น ได้มา
เสวยพระชาติเป็นพระองค์ ในบัดนี้
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า
เมื่อเกิด วิกฤติในชีวิต คนเฉลียวฉลาด มักเอาตัวรอด ได ้เสมอ เพราะ





มีปญญารูจักวิธีแกปญหาที่เกิด ขึ้น ขณะที่คนโงเขลา ไมมีความเฉลียวฉลาด


เพราะขาด ปัญญา ย่อมจะประสบกับความวิบัติ



ปญญา คือความเฉลียวฉลาด จึงเปนสิ่งจ�าเป็นส�าหรับชีวิต ปญญานั้น

มิใช่ใช้เพื่อพินิจพจารณาให้ชวิตอยู่รอด เท่านั้น แต่เพื่อพัฒนาชีวิตให้เจรญ


สูงสุด ในทุกๆ ด าน ทั้งในด ้านร่างกาย จิตใจ ตลอด จนคุณธรรมและจริยธรรม

ที่ทาให้พ้นทุกข์และประสบสุขที่ยั่งยืน


ี้
ด ้วยเหตุที่ปัญญามีความจาเป็นต่อการด �าเนินชีวิตอย่างน ท่านจึง
ยกย่องปัญญาว่า

สุโข ปญญาปฏิลาโภ
แปลว่า ความได ้ปัญญา ให้เกิด สุข

ปญญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฺ�
แปลว่า ปราชญ์กล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ด ้วยปัญญาว่า ประเสริฐสุด
(วัฏฏกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๔๓)








581


582


รอดตายเพราะธรรม




“คนขยัน แกลวกลา เฉลยวฉลาด



ท�าให้รอดชวิตจากศัตรได้”










ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
มีลิงฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ที่หิมวันตประเทศ ในหมู่ลิงเหล่านั้น มีจ่าฝูงตัวหนึ่ง
ปกครอง จ่าฝูงนั้นกลัวว่าลูกลิงเพศผู้ที่เจริญวัยมีกาลังสามารถแล้ว จะแย่ง

ความเป็นจ่าฝูงของตนไป จึงกัดอวัยวะเพศของลูกลิงเหล่านั้นให้ใช้การไม่ได้

เพื่อไม่ให้มีกาลังในฝูงต่อไป
ตอมา มีนางลิงตัวหนึ่งตั้งครรภ ซึ่งเปนครรภพระโพธิสัตวที่มาอุบัติใน








กาเนิดลง นางลิงเกิดความหวงลูกในครรภ เกรงวาเมื่อคลอดออกมาเปนเพศ



ผู้แล้ว จะถูกจ่าฝูงกัดทาลายอวัยวะเพศให้ใช้การไม่ได้ จึงอุ้มครรภ์หนีออก

จากฝูงไปอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง เมื่อออกลูกแล้ว ก็เลี้ยงดูอย่างดี จนเจริญวัย
มีความรู้ความสามารถ



อยูมาวันหนึ่ง ลูกลิงไดถามถึงพอ แมลิงจึงบอกความจริงและเหตุที่หนี

มาอยู่อีกที่หนึ่งให้ลูกทราบ ลูกลิงจึงขอร้องแม่ให้พาไปหาพ่อ วันหนึ่ง แม่
ลิงจึงพาลูกลิงไปหาพ่อที่เป็นจ่าฝูง ฝ่ายพ่อลิงพอเห็นลูกลิง ก็เกิดความกลัว

ว่าจะมาแย่งจ่าฝูงของตน ครั้นจะกัดทาลายอวัยวะเพศก็ทาไม่ได้ เพราะลูก

ลิงโตแล้ว จึงคิดหาวิธีที่จะฆ่าให้ตาย เบื้องต้นก็แสดงอาการทาทีเป็นรักใคร่

เรียกมาสวมกอด โดยคิดว่าจะกอดรัดให้แน่นจนหายใจไม่ออกให้มันตาย
คาอก แต่ลูกลิงนั้นรู้ทัน จึงกอดตอบให้แน่นและแรงยิ่งกว่า พ่อลิงจึงต้อง
ยอมปล่อย เพราะสู้กาลังของลูกลิงไม่ได้

ี่
เมื่อท�าอุบายสวมกอดให้ตายไม่ส�าเร็จ จึงคิดหาวิธีอื่นทจะฆ่าให้ตาย
ต่อไป คิดได้ว่าในที่ไม่ไกลจากที่นี้นัก มีสระน้าแห่งหนึ่งที่มีดอกบัวงอกงาม


อยู่ แต่ว่าภายในสระที่น�้าท่วมถึง เป็นอาณาเขตของผีเสื้อน�้า ใครกล้ากราย
ลงไปจะถูกผีเสื้อน�้าจับกินเป็นอาหาร จึงออกอุบายให้ลูกลิงไปเก็บดอกบัว




583


ดังกล่าว เพื่อจะได้ถูกผีเสื้อน�้าจับกิน โดยบอกว่าถ้า เก็บดอกไม้เหล่านี้ไปให้”



ทาส�าเร็จจะมอบตาแหน่งจ่าฝูงให้ แต่ต้องเก็บให้ได้ ผีเสื้อน้าได้ฟังแล้วก็คิดว่า “เราไม่สมควรให้ลิง
๓ ชนิด คือ ดอกโกมุท ๒ ดอก ดอกอุบล ๓ ดอก ที่ดีสุดเช่นนี้น�าดอกไม้ไปเอง เราควรน�าไปจะดี
และดอกปทุม ๕ ดอก กว่า”จากนั้นก็ช่วยถือดอกบัวเดินตามหลังพระ
ลิงพระโพธิสัตว์รับค�าแล้วไปที่สระน�้าแห่งนั้น โพธิสัตว์ไป เมื่อพญาลิงเห็นพระโพธิสัตว์ยังมีชีวิต
พิจารณาโดยรอบขอบสระ เห็นมีแต่รอยเท้าเดินลง ก็เกิดความเสียใจที่ความประสงค์ของตนไร้ผล ถึง
ไปในสระ แต่ไม่มีรอยเท้าขึ้น จึงเกิดความสงสัยว่า หัวใจแตกออกเป็น ๗ เสี่ยงและเสียชีวิตลงตรงนั้น







ทาไมหนอมีแต่คนเดนลง ไม่มีคนเดินขึ้นเลย เมื่อเปนดังนั้น พระโพธิสัตวจึงไดรับการยกยอง
ชะรอยจะมีอันตรายอยูในสระน้าแหงนเปนแน สระ ให้เป็นพญาลิงปกครองฝูงต่อไป



ี้





น้าแหงนี้คงเปนอาณาเขตของผีเสื้อน้า บิดาตองการ นิทานชาดกเรื่องนี้ มีข้อคุณธรรมที่ทาให้พระ



ให้ผีเสื้อน�้าในสระน�้านี้จับเรากินเป็นแน่ จึงใช้ให้มา โพธิสัตว์รอดพ้นจากอันตราย อันเป็นศัตรูของชีวิต
เก็บดอกบัวขึ้น แม้จะพจารณาเห็นอันตรายถึงแก่ อยู่ ๒ ตอน คือ

ชีวิตดังนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้ย่อท้อลังเล มุ่งปฏิบัติกิจ ตอนแรก ที่พระโพธิสัตวรอด พนจากอันตราย


ของตนให้ส�าเร็จ คือเก็บดอกบัวให้ได้ตามที่บิดาสั่ง ถึงชีวิต เพราะถูกกอด รัด จากลิงผู้เป็นบิด าได ้ ก็
ธรรมดาผีเสื้อน้ามีอ�านาจเฉพาะในน้า ผู้ที่ลง ด ้วยมีสุขภาพพลานามัยและพละกาลังที่สมบรณ์







ไปในน้าเท่านั้นที่ผีเสื้อน�้าสามารถจับกินได้ ถ้าไม่ลง หากขาด สิ่งนี้กย่อมจะประสบอันตรายถึงชวิตได ้






ไปในน้าอยแตบนบก ผีเสื้อน้าก็ไมสามารถจะจับกิน เพราะฉะนั้น สุขภาพพลานามัยและพละกาลัง ก็




ได้ เพราะไม่ใช่อาณาเขตของตน พระโพธสัตว์ เป็นคุณที่สาคัญประการหนึ่ง


พิจารณาเห็นดังนี้ จึงไม่ย่างกรายลงไปในน�้า เดินไป ตอนที่สอง เปนคณธรรมที่ชวยใหรอด พนศัตรู




มาเฉพาะแต่ในบรเวณขอบสระ พิจารณาเลอก ได ้ คุณธรรมด ังกล่าวมี ๓ ประการ ตามที่ผีเสื้อน้า








ดอกบัวทีอยูใกลฝง ที่สามารถยืนอยูบนบกแลวเอื้อม กลาวไว คือ ทักขยะ ความขยัน สูริยะ ความแกลว





มือไปเก็บได เมื่อเก็บไดตามตองการแลวก็วางไวบน กล้า และปัญญา ความรู้ทั่วถึงอุบายทั้งปวง





ี่

ขอบสระ ขณะทกาลังรวบรวมดอกบัวที่วางไวบนขอบ เพราะฉะนั้น เพื่อความสุขสวัสด ีในการด �าเนิน

สระเพื่อนาไปให้บิดานั้น ผีเสื้อน้าที่เห็นความฉลาด ชีวิต พึงสร้างสุขภาพพลานามัย ความขยัน ความ


ของพระโพธิสัตวมาโดยตลอด ก็เกิดความนับถือ จึง แกล้ากล้า และความรู้ทวถึงอุบายทั้งปวง ให้เกิด
ั่

ขึ้นมาจากสระน้า แล้วกล่าวว่า แก่ตนด ้วยความไม่ประมาทเถิด

“ข้าแต่พญาวานร ผู้ใด มีคุณธรรม ๓ ประการ
คือ ทักขิยะ ความขยัน ๑ สูริยะ ความแกล้วกล้า (ตโยธรรมชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
๑ ปญญา ความรูทั่วถึงอุบายทั้งปวง ๑ ผูนั้นยอม ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๗๘)




ล่วงพ้นศัตรูได ้เหมือนกับท่าน”
ครั้นกล่าวจบจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า “ท่านน�า


ดอกไมเหลานี้ไปเพื่อท�าอะไร?”พระโพธิสัตวตอบวา


“บิดาของเราต้องการจะให้เราเป็นจ่าฝูง จึงให้เรามา
584


585




อย่าผดวันประกันพร่ง



“กาลเวลาย่อมกลนกินสรรพสตว์
พร้อมกับตัวมนเอง”









ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมือง

สาวัตถ ทรงปรารภภิกษุ ๒ รูป ซึ่งชอบผัดวันประกันพร่งเพราะความ







เกียจคราน ตรัสกับภิกษุทั้งหลายวา “ภิกษุทั้งหลาย มใชแตในบัด นี้เทานั้น
ที่ภิกษุทั้งสองนั้นเป็นผู้เกียจคร้าน แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้เกียจคร้าน มี
ความอาลัย ห่วงใยในที่อยู่” ดังนี้แล้ว ตรัสเรื่องในอดีตว่า






ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบติอยู่ในพระนคร
พาราณสี มีปลา ๓ ตัวอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ห่างไกลจากที่อยู่ของมนุษย์

ปลาทั้ง ๓ ตัวนั้นมีชื่อว่า พหุจินตี ๑ อัปปจินตี ๑ และมิตจินตี ๑


วันหนึ่ง ทั้ง ๓ ตัวได้พากันว่ายน้าออกจากป่ามาสู่ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์
ปลามิตจินตี ได้กล่าวกับปลาพหุจินตีและอัปปจินตีว่า “ธรรมดาถิ่นที่อยู่ของ
มนุษย์ เต็มไปด้วยอันตราย มีภัยรอบด้าน พวกชาวประมงชอบวางข่ายและ
ดักไซไว้เพื่อจับปลา พวกเรากลับเข้าป่าตามเดิมเถอะ”
ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตี ซึ่งขี้เกียจที่จะกลับเข้าป่าเพราะติดใจ
ในเหยี่อกล่าวว่า “พวกเราจะกลับวันนี้ หรืออย่างช้าพรุ่งนี้” ดังนี้แล้ว ก็ไม่
ยอมกลับจนเวลาล่วงไปถึง ๓ เดือน ครั้งนั้น พวกชาวประมงพากันวางข่าย

ในแม่น้าที่ปลาทั้งสามอาศัยอยู่ ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตี คิดจะออก

ไปหาอาหารจึงพากันวายไปตามแมน�้า ไมทันไดสังเกตกลิ่นขายที่ชาวประมง




วางไว้ จึงตกเข้าไปในท้องข่ายทันที



ปลามิตจินตีวายตามมาขางหลัง สังเกตกลิ่นขายในน้าได และรูวาปลา






ทั้งสองไดเขาไปในทองขายเสียแลว จึงคิดที่จกชวยเหลือปลาทั้งสอง จึงแสดง





อาการลวงให้ชาวประมงเข้าใจว่าข่ายขาดปลาหนีไปได้ ด้วยการกระโดดข้าม
ข่ายไปมา
586


พวกชาวประมงเข้าใจว่าข่ายขาด จึงยกขึ้นเพื่อตรวจดู ปลาทั้งสองจึง
หนีรอดออกมาได้
พระบรมศาสดาทรงประชุมชาดกว่า ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตี ใน

ครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุ ๒ รูปในบัดนี้ ส่วนปลามิตจินตี ได้มาเสวยพระชาติ
เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า

ื่



การผัด วันประกันพรง คือเลอนก�าหนด เวลาออกไปเรื่อย ๆ ทาใหเสีย




ประโยชน์ได ้ เช่น ทาใหโอกาสที่จะหาทรัพยเกิด สะด ุด ขัด ข้อง ทาให้เป็นคน
ขาด ความน่าเชื่อถือ เพราะมองว่าเป็นคนเหลาะแหละ ไม่มีความเด ด เด ี่ยว

จริงจัง เพราะฉะนั้น ผู้หวังความความสาเร็จในชีวิต พึงตระหนักว่าการผัด

วันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่ไม่ด ี เมื่อไม่ด ีก็ไม่ควรประพฤติ กิจอันใด ที่ตนรับผิด

ชอบมีอยู่ ก็ควรรีบทากิจอันนั้นเสีย ให้ทันเวลา ตรงเวลา และเหมาะสมกับ
เวลา


ผูใด ทากิจที่ตนรับผิด ชอบได ทันเวลา ตรงเวลา และเหมาะสมกับเวลา





ไมยอมผัด วันประกันพรุง ใหผิด จากเวลาที่กาหนด ไว ผูนั้นนอกจากนาชีวิต



พ้นจากความเสื่อมแล้ว ยังมีโอกาสพบกับความก้าวหน้ามากกว่าคนอื่น ๆ
อีกด ้วย เพราะสามารถใช้เวลาให้เกิด ประโยชน์อย่างเต็มที่ ได ้ชื่อว่าเป็นผู้
ไม่ถูกเวลากลืนกินฝ่ายเด ยว แต่เป็นผู้กลืนกินเวลาด ้วย เนื่องจากทา


ื่
ประโยชน์ตนและประโยชน์บุคคลอนได ้ทันเวลา ตรงเวลา และเหมาะสม
กับเวลานั่นเอง
(มิตจินตีชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๓๑)


587


588



อย่าดีแต่สอนคนอ่น





“สอนคนอ่นเชนไร พงท�าตัวเชนนั้น”








ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาประทับอย่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร

เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีรูปหนึ่งที่ชอบพร�่าสอนคนอื่น แต่ตัวเองไม่
ปฏิบัติตามที่สอนเขา ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัด นี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุณีรูป
นั้นก็เอาแต่สั่งสอนคนอื่น แต่ตนเองไม่ประพฤติปฏิบัติ ต้องเสวยทุกข์

ตลอด กาลเป็นนิตย์ทีเด ียว” แล้วทรงนาเรื่องในอดีตมาแสดงดังนี้ว่า

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร



พาราณสี พระโพธิสัตวบังเกิดเปนนกปา เมื่อเจริญเติบโตสมควรแกวัยแลว


ก็ได้รบต�าแหน่งเป็นจ่าฝูง มีนกหลายร้อยตัวเป็นบริวาร อาศัยในป่า

หิมพานต์ ในขณะนั้น มีนางนกจัณฑาลตัวหนึ่ง ชอบบินออกไปหากินใน
ป่าลึกตามลาพัง นางนกจัณฑาลนั้นได้กินเมล็ดข้าวเปลือกและถั่วเป็นต้น


ที่หลนจากเกวียนชาวบานในทางสัญจรไปมาของเกวียนทั้งหลาย ก็ติดใจใน

รสอาหาร ไม่อยากให้นกตัวอื่นมาแย่งกิน จึงคิดว่า
“ตั้งแต่นี้ไป เราจักหาวิธีการไม่ให้นกตัวอื่นมาหากินบริเวณนี้” ดังนี้
แล้ว กล่าวแก่ฝูงนกว่า “ขึ้นชื่อว่าทางสัญจรไปมาในป่าลึก มีอันตรายรอบ
ด้าน ฝูงสัตว์ใหญ่ๆ เช่น ช้าง ม้า และยวดยานพาหนะที่เทียมด้วยโคดุๆ

ย่อมจะผ่านไปมาในทางนั้น ถ้าไม่มีความสามารถจะโผบินได้ทัน ก็อย่าไป
ในที่นั้นเลย”
ฝูงนกทั้งหลาย ตั้งชื่อให้นางนกจัณฑาลนั้นว่า “อนุสาสิกา” ซึ่งแปล

ว่า นางนกผู้ชอบพร่าสอน
วันหนึ่ง นางนกจัณฑาลนั้น ได้บินไปหากินในป่าลึกเหมือนเช่นเคย

ระหว่างหากินข้าวเปลือกและถั่วในทางเกวียน นางได้ยินเสียงยานแล่นมา







589








ดวยความเรวสูงก็เหลยวไปดู คิดวายังอยูหางไกลจากตน จึงหากินขาวเปลือก

และถั่วไปเรื่อยๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย ในที่สุดยานก็พลันแล่นมาถึงตัวนาง
อย่างรวดเร็ว นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน ล้อยานจึงทับร่างนางขาดเป็นสอง
ท่อน นอนตายตรงที่เกิดเหตุนั้นเอง


ในเวลาเย็น นกโพธิสัตวผูเปนจาฝูงจึงเรียกประชุมฝูงนกเพื่อตรวจสอบ


บริวาร เมื่อไม่เห็นนางนกจัณฑาล จึงสั่งให้บริวารช่วยกันค้นหา และไปพบ
ร่างนางขาดเป็นสองท่อนในทางเกวียน
นกโพธิสัตว์ผู้จ่าฝูง จึงกล่าวกับบริวารของตนว่า
“นางนกจัณฑาลนี้ คอยห้ามแต่นกอื่นๆ ไม่ให้ไปที่นั่นที่นี่ แต่ตนเอง


กลับบินไปทุกที่ที่หามเขา เพราะความละโมบ เห็นแกกิน เพราะฉะนั้น นาง
จึงถูกเกวียนทับร่างขาดเป็นสองท่อน”
พระบรมศาสดา ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นางนก
จัณฑาลในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นภิกษุณีผู้ชอบพร่าสอนคนอื่นในบัดนี้ ส่วน

นกโพธิสัตว์ผู้จ่าฝูง ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล
ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

บุคคลที่ชอบสอนคนอื่นนั้น เมื่อสอนและแนะนาเขาอย่างไร ก็ควร

ปฏิบัติตนให้เหมือนกับที่สอนเขา ผู้ปฏิบัติตนอย่างที่สอนเขาได ้ ย่อมได ้

ชื่อว่าเป็นแบบอย่างที่ด คนอื่นฟังแล้วกเกิด ศรัทธาที่จะปฏิบัตตาม เพื่อ


ความเจริญที่จะเกิด แกตน เหมือนเกิด แกผูพร�่าสอนนั้น อยางไรก็ตาม ถา





จะให้ด ีจริงๆ บุคคลที่จะสอนเขา ควรมีการฝึกตนมาก่อน จนประจักษ์ชัด
ว่าแนวทางที่แนะนาเขานั้น เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญอย่างแท้จริง



สาหรับแนวทางการฝกตนเพื่อความสุขความเจริญนั้น ควรเนนการ

ฝึกในสิ่งสาคัญ ๕ อย่าง คือ กาย วาจา ใจ ปัญญา และสติ ซึ่งเป็นของด ี





ประจ�าตัว โด ยฝึกกายวาจาด วยศีล ฝกใจด วยสมาธิ และใชปญญากับสติ


ในการด �าเนินกายวาจาให้ถูกต้องตามศีลและสมาธนั้น ผู้ฝึกได ้อย่างนี้
รับรองว่าประสบกับความเจริญอย่างแน่นอน
(อนุสาสิกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย

ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๓๓๔)





590


591


สองสหายแสวงโชค









“ผใดร้จกเลอกส่งที่เป็นประโยชน์

ผูนั้นย่อมประสบความเจริญ”






มีเรื่องเล่าว่า สหาย ๒ คน รักใคร่ชอบพอกันตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่






มีครอบครัวกันแลวทั้งคูกยังรักกันอยางเหนียวแนน ไปมาหาสูกันไมขาดสาย

มีอะไรก็เผื่อแผ่แบ่งปันกัน แต่แม้จะรักใคร่กันมานานแค่ไหน ทั้ง ๒ ก็มีบาง
สิ่งบางอย่างที่ต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องการตดสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


ทั้ง ๒ คนแตกต่างกันมาก
วันหนึ่ง สหายทั้ง ๒ ปรึกษากันที่จะไปทามาหากินในที่อื่น เพื่อปาก


ท้องของบุคคลในครอบครัว เพราะถ้าทาแต่งานในไร่ในนาก็คงไม่มีทางสร้าง
ครอบครัวได้ เนื่องจากบางปีฝนตกดี การเพาะปลูกก็ได้ผล บางปีฝนไม่ตก
ตามฤดูกาล การเพาะปลูกก็เสียหาย คิดไปคิดมาทั้ง ๒ ก็เลยชวนกันไป

ทางานต่างถิ่น
“สหาย ถ้าปีนี้ฝนไม่ตก เราลองไปเสี่ยงโชคที่อื่นดูไหม?” สหายคน
ที่หนึ่งกล่าว
“เราก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน รอดูสักระยะหนึ่งค่อยตัดสินใจ” สหาย
อีกคนตอบ
หลังจากเข้าฤดูฝนแล้วแต่ฝนไม่ตก ทั้ง ๒ จึงชวนกันไปหาทรัพย์ ณ
ชนบทแห่งหนึ่ง ระหว่างทางได้ไปพบป่านที่ไม่มีเจ้าของ ทั้ง ๒ จึงช่วยกัน

เก็บป่านนั้นแล้วห่อมัดแบกเดินไป พอแบกป่านเดินทางไปสักพักหนึ่ง ทั้ง
๒ ก็ไปเห็นด้ายที่เขากรอจากป่าน พวกเขาครุ่นคิดกันอยู่พักหนึ่ง ความคิด
เห็นก็แตกต่างกัน

คนหนึ่งเห็นว่า ด้ายมีราคากว่าป่าน ก็ทิ้งป่านที่แบกมานั้นแล้วห่อด้าย
ไป ส่วนอีกคนไม่ยอมทิ้งป่าน เพราะถือว่าได้แบกมาแต่ไกลแล้ว ผูกมัดไว้

ดีแล้ว ทั้ง ๒ จึงต่างคนต่างทาไปตามความคิดของตนเอง โดยไม่ได้ทะเลาะ
อะไรกัน






592


โดยทานองนี้ สองสหายได้เดินทางไปพบผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เหล็ก โลหะ

ดีบุก ตะกั่ว เงิน ทอง เมื่อพบของแต่ละอย่าง ๆ คนหนึ่งก็ทิ้งของเก่าที่แบกมา ถือ
ี่
เอาของใหม่ที่มีราคากว่า ส่วนอีกคนยังคิดแบบเดิม จึงไม่ยอมทิ้งป่านทแบกมา
ตั้งแต่แรก เพราะคิดแต่เพียงว่าได้แบกมาไกลแล้วผูกมัดไว้ดีแล้ว
เมื่อกลับไปถึงบ้าน พ่อแม่บุตรภรรยาและเพื่อนฝูงของคนที่แบกห่อป่านมา
ก็ไม่แสดงความชนชม เพราะเหนว่าป่านเป็นของไม่มีราคา เขาจึงไม่ได้รับความ
ื่

สุขโสมนัสที่เกิดจากห่อปานนั้นเลย ส่วนพ่อแม่บุตรภรรยาและเพื่อนฝูงของคนที่
แบกทองมาล้วนแต่แสดงความชื่นชม เพราะเห็นว่าทองเป็นของมีค่ามีราคา เขา

จึงได้รับความสุขโสมนัสที่เกิดจากห่อทองนั้น
เรื่องนี้มีคติสอนใจว่า

สหายผูแบกหอทองกลับบาน เพราะมีสัมปชัญญะรูวา อะไรคือประโยชน ์









ที่แทจริงที่ตนปรารถนาในการแสวงโชคครั้งนั้น สวนสหายอกคนที่แบกหอปาน



กลบบาน ที่ทาเชนนั้นเพราะขาด สัมปชัญญะ จึงแบกของที่ไมมีคากลับบาน ซึ่ง




ไม่ตรงกับเจตนาเด ิมที่ต้องการไปแสวงโชค สัมปชัญญะลักษณะนี้ท่านเรียกว่า



“สาตถกสัมปชัญญะ” คือความรูชัด วามีประโยชน กิจการและสิ่งทั้งปวงในโลก

ี่








ยอมระคนปะปนกันอยู ที่เปนประโยชนเปนคุณก็ม ทไมเปนประโยชนเปนโทษ

ก็มี ที่เป็นกลาง ๆ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษ ก็มี ความรู้ชัด
คัด เลือกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นกลางๆ ออกไปเสีย เอาไว้แต่เฉพาะสิ่ง


ที่เปนประโยชนเปนคณสวนเด ยวเทานั้น ที่บุคคลควรยึด ถือปฏิบัติในการด �าเนิน





ชีวิต
พระธรรมเทศนาเรื่อง สติสัมปชัญญกถา
(๑๘ ก.ค. ๒๕๔๗)
593


594


คติชีวิตจากชาดก

โดย
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล
ในการพระราชทานเพลิงศพ
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

๑ ธันวาคม ๒๕๖๕
จ�านวนพิมพ์ ๒๐๐๐ เล่ม

ผู้จัดพิมพ์
วัดวชิรธรรมาราม ต�าบลบ้านใหม่
อ�าเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ที่ปรึกษา
พระราชมุนี (ฉลอง ชลิตกิจฺโจ)

คณะผู้จัดท�า
พระมหาจรัญ สุจารโณ

พระมหาธัชพล คุณพโล
พระมหาจตุพล พลญ าโณ
พระมหาจักรธร อตฺถธโร
พระมหาปภาวิน อิฏฺฐ วิทู

ศิลปกรรมและการออกแบบ
ศวัส ศิริพงษ์


ควบคุมการผลิต
พจมาลย์ เกียรติธร

รูปภาพ
วิโรจน์ สายดนตรี


พิมพ์ที่
บริษัท พิมพ์ดี จ�ากัด
๓๐/๒ หมู่ ๑ ถนนเจษฎาวิถี ต�าบลโคกขาม
อ�าเภอสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร


595


596


Click to View FlipBook Version