The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by singnarin, 2023-02-21 04:17:58

คติชีวิตจากชาดก


มตรที่โง่เขลา




“มศัตรที่เป็นบัณฑิต ดีกว่ามมตรเป็นพาล”









ในสมัยพุทธกาล ทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีหญิงรับใชคนหนึ่งชื่อ โรหิณี

นางได้ฆ่ามารดาตายด้วยสากตาข้าว เพราะความตั้งใจที่จะตีแมลงวันที่มารุม



ตอมมารดา เมื่อมารดาตาย นางเศราโศกเสียใจมาก บรรดาคนรับใชทงหลาย


จึงนาความที่เกิดขึ้นมาแจ้งแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อท่านอนาถบิณฑิ
ื่

กเศรษฐีจัดการเรองศพมารดาของนางโรหิณีแลว จึงไปที่เชตวันมหาวิหาร และ
กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นให้พระบรมศาสดาทรงทราบ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ื่
กราบทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงเล่าเรองในอดีต พระพุทธองค์จึงทรงน�า
โรหิณีชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติ ณ กรุงพาราณาสี

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีในเมืองนั้น เศรษฐมีสาวใช้ชื่อ นาง
โรหิณี
วันหนึ่ง ในฤดูร้อน มีแมลงวันชุกชุมมาก มารดาของนางโรหิณีซึ่งชรา

มากแล้ว หูตาฝ้าฟาง งกๆ เงิ่นๆ ท�าอะไรไม่ค่อยได้ จึงหลบแมลงวันเข้าไป


นอนอยู่โรงตาข้าว แต่บังเอญแมลงวันฝูงหนึ่งบินตามเข้าไปด้วย มันรุมตอม


แขนขาหนาตาและเนื้อตัวของนาง เมื่อปดที่หนึ่ง มันก็บินไปตอมอีกที่หนึ่ง ไล่
ไม่ไป นางราคาญมากจึงร้องเรียกนางโรหิณีลูกสาวให้มาช่วยปัดแมลงวันให้


นางโรหิณีรับคาแล้วรีบไปหาแม่ทันที




ครั้นเห็นแมลงวันทั้งฝูงกาลงรุมกัดรุมตอมแมพึ่บพบอยูอยางนั้น จึงโกรธ


จัด คิดจะฟาดแมลงวนให้แหลกลาน จึงฉวยเอาสากตาข้าวที่อยู่ใกล้มือหวด


โครมลงไป ปรากฏว่าแมลงวันส่วนหนึ่งตายคาที แต่แม่ของนางก็ถึงกับชัก
ตาตั้งไปเช่นกัน




นางโรหิณีตกใจมาก รองตะโกนเสียงลั่น คนรับใชทงหลายตางวิ่งมา แต่








ชวยเหลออะไรไมไดเสียแลว จึงพากันซักถามนางโรหิณี พูดพลางรองไหสะอึก

ื้
สะอน เสียใจในความโงเขลาของตน เมื่อเศรษฐีทราบเรองที่เกิด จึงใหจัดการ
ื่

401



ทาศพมารดาของนางโรหิณี แล้วกล่าวว่า “ศัตรที่มีปัญญายังดีกว่ามีคน



ช่วยเหลือที่โง่เขลา ดูซิ นางโรหณฆ่ามารดาตายแล้ว ได้แต่ร้องไห้

คร่าครวญอยู่”
ชาดกเรื่องนี้ มีคติสอนว่า
๑. ศตรูที่น่ากลัวมาก คือศัตรูทฉลาด มความรู้ความสามารถ

ี่


เพราะอาจจะทาร้ายเราได้หลายๆ วิธี ทาให้เราต้องระมัดระวังมาก แต่

ผู้ที่น่ากลัวกว่านั้น คือผู้ที่โง่เขลา ขาดเหตุผล หรือวิกลจริต แม้จะเป็น
มิตรแต่น่ากลัวกว่าศัตรู เพราะอาจก่อเหตุร้ายที่เหนือการคาดเดาขึ้นได้
อย่าไว้ใจใช้งานคนโง่ๆ บ้าๆ บอๆ เด็ดขาด เพราะจะทาให้เกิดความ

วิบัติโดยไม่คาดคิด
๒. คนเรานั้นแม้จะมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญูกตเวทีก็ยังไม่




ั้





พอ จะตองมีสตสัมปชัญญะประกอบอยูดวยเสมอ ท�าใหไมเลนเลอ พลง


เผลอ สตเปนธรรมมีอุปการะมาก คือทาใหตื่นตัวอยเสมอ ใหไมเลินเลอ







พลั้งเผลอ ป้องกันความเสียหายเบื้องต้น เป็นเหตุให้ฉุกคิด ยับยั้งชั่งใจ





ไมบุมบาม แตหากขาดสติแลว จะเปนเหตุใหพลั้งเผลอ ทาอะไรผิดพลาด




และ เสียหายไป สัมปชัญญะเป็นธรรมมีอปการะมากเช่นเดยวกับสติ


เพราะคนที่มีสัมปชัญญะ จะสามารถควบคุมการทา การพูด การคิด ให้
อยู่ในกรอบ ให้คิดไตร่ตรองถ้วนถี่ขณะทา พูด คด ทาให้เกิดความ




รอบคอบ ไม่ผิดพลาดเสียหาย และสามารถละการทา พูด คิด ที่ไม่ถูก
ต้องได้ด้วยตนเอง
(โรหิณีชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๔)


402


403


กิ้งก่าจอมหยิ่ง










“ผรอบร้มกถ่อมตน ผโง่เขลามกหยิ่งยโส”





ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามวา วิเทหะ เสวยราชสมบัติในกรงมิถิลา

แห่งแคว้นวิเทหะ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสถบณฑต

พระเจ้าวิเทหราชทรงโปรดปราน จึงแต่งตั้งเขาให้เป็นปโรหิต มีหน้าที่ให้ค�า



ปรึกษาในหน้าที่ราชการประจาราชสานัก

มีอยูวันหนึ่ง พระเจาวิเทหราชเสดจไปพระราชอุทยานกับมโหสถบัณฑต



พร้อมด้วยบริวารติดตาม ขณะเสด็จชมพระราชอุทยานอยู่นั้น พลันมีกิ้งก่าตัว
หนึ่ง พอมันเห็นพระราชาเสด็จมาก็รีบคลานลงจากเสาค่าย มาก้มหัวหมอบที่
พื้นดินข้างทางเสด็จ
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของกิ้งก่าเช่นนั้น จึงตรัสถามมโหสถ
บัณฑิตว่า “แน่! กิ้งก่าตัวนี้ทาอะไรของมันล่ะ”


มโหสถบณฑิตกราบทูลว่า “กิงก่าตัวนมาหมอบถวายตัวแก่พระองค์

ี้
พระเจ้าข้า” พระเจ้าวิเทหราชทรงพอพระทัยนัก ถึงกับตรัสว่า “เมื่อมันถวาย
ตัว ก็จงให้ทรัพย์แก่มันเถิด”
มโหสถจึงกราบทูลให้ทรงทราบว่า “ขอเดชะ กิ้งก่าไม่ต้องการทรัพย์ ขอ
เพียงพระราชทานแค่เนื้อก็เพียงพอแล้ว” จึงมีรับสั่งโปรดให้ราชบุรุษผู้เฝ้า

อุทยานซื้อเนื้อให้แก่มันวันละกึ่งมาสก


ต่อมาวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถ ซึ่งในวันนี้จะไม่มการฆ่าสัตว์ บุรษผู้เฝ้า
อุทยานหาซื้อเนื้อไม่ได้ จึงเอาเหรียญกึ่งมาสกนั้นเจาะรู แล้วเอาด้ายร้อยผูก
เป็นเครื่องประดับที่คอมัน

ตั้งแต่นั้นมา มันก็เกิดมานะความถือตัวจัด เพราะอาศัยทรัพย์ที่ห้อยคอ


นั่นเอง ถัดมาอีกวนหนึ่ง เมื่อมันไดพบพระราชาอีกครั้งในพระราชอุทยาน มัน

ก็ทาตนเสมอพระราชาด้วยเข้าใจว่า ตนเองมีทรัพย์เสมอกบพระราชา จึงไม่

ยอมลงมาจากเสาค่าย ได้แต่หมอบยกหัวโยกไปมาบนปลายเสาค่าย






404



พระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตรเห็นกริยา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
ของมัน ทรงแปลกพระทัยในกิริยาที่แปลกของมัน จึง การแสดงอาการความทะนงตนว่า ดีกว่าผู้








ตรัสถามถึงสาเหตุกะมโหสถวา “เอ้! วันนี้ทาไมกิ้งกา อื่น ไมรูจักที่สูงที่ต่า มีความแขงกระดาง ขาดความ
ไม่ลงมาหมอบอ่อนน้อมเหมือนครั้งก่อนๆ มโหสถ ละมุนละไม อ่อนโยนในกิริยาวาจาและอธยาศัย




ี่

บัณฑิตรู้หรือไม่ ทาไมมันถึงมีอาการกระด้าง ถือตัว เปนอาการทนาเกลียด ไมนารัก ไมนาเอ็นดูของคน




อย่างนี้” ทั้งหลาย ความเย่อหยิ่งนี้ เกิดเพราะชาติกาเนิด
ลาดับนั้น มโหสถบัณฑิตเมื่อตรวจพิจารณา สูงบ้าง เพราะความมั่งมีทรัพย์บ้าง เพราะทะนงใน

ด้วยปัญญาจึงรู้ว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ โดยปกติแล้ว รูปโฉมต่าง ๆ เป็นพิเศษบ้าง รวมความแล้วก็คือ

วันนี้จะไมมีการฆาสัตว ราชบุรุษเมื่อหาเนื้อไมได จึง การยกตัวถือตนวาดกวาสูงกวาผูอนนั่นเอง จะเห็น











เอาทรัพย์กึ่งมาสกซึ่งเป็นค่าอาหารมาผูกคอให้มัน ได้ว่าความเย่อหยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์แต่




แทน เพราะอาศัยเหตุนี่เอง จึงทาใหกิ้งกาเกิดความ ประการใดเลย หนาซ�้าทาให้เสียประโยชน์อีกด้วย






ถือตัว จึงกราบทูลให้ทราบว่า “ขอเดชะ กิ้งก่าตัวนี้มี แมวาบุคคลนั้นจะเปนผูสูงดวยชาติวุฒิ หรือวาเปน



ทรัพย์กึ่งมาสกห้อยคอ ลุ่มหลงในทรัพย์ที่ได้มา ซึ่ง ผูมั่งมีเงินทอง พรั่งพรอมไปดวยโภคทรัพย แตถา







มันไมเคยได จึงทาการดูหมิ่นพระเจาวิเทหราชผูทรง บุคคลนั้นราลึกอยู่ว่า ที่ตนได้เป็นหรือมอยู่นั้น ก็






ี่
การสงเคราะห์ชาวกรุงมิถิลา พระเจ้าข้า” เพราะบุญเก่าทตนได้สร้างสมไว้ และไม่เย่อหยิ่ง
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคาตอบเช่นนั้น จึง ถือตัว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูหมิ่นคนอื่น



เรียกราชบุรุษมาซักถาม ก็ได้รับความจริงตรงดังคา ผู้นนก็จะยิ่งได้ความสุข ความสวัสดี และความ
ั้








ของมโหสถ ทาใหเลื่อมใสในสติปญญาของมโหสถยิ่ง สาเร็จในชีวตยิ่งขึ้น เพราะไดกระท�าตนใหเปนที่รัก
นัก ที่รู้แม้กระทั่งนิสัยของสัตว์เดรัจฉาน จึงทรงคิด ใคร่เอ็นดู หรือได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น




ว่า “มโหสถ ไมไดถามอะไรกับใครๆ เลย แต่สามารถ อันเปนทางน�าไปสูความส�าเร็จดวยประการ ทั้งปวง

รู้นิสัยและจิตใจของกิ้งก่าได้อย่างถูกต้อง” และนี่เองที่ท่านตรัสสอนว่า
ดังนั้น พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงพระราชทาน ความไม่เย่อหยิ่งนั้น เป็นมงคลอันอุดมของ
ส่วย (เงินภาษี) ที่เรียกเก็บคาผานประตูเมืองประตู ชีวิต


ที่ ๔ แก่มโหสถ แต่ทรงพระพิโรธ จึงทรงรับสั่งให้
ผู้รักษาอุทยานให้เอาเหรียญทองที่แขวนคอกิ้งก่าไว้ (มโหสถชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย





ออกเสีย และตรัสหามวา “ตั้งแตวันนี้เปนตนไป อย่า ชาดก มหานิบาต เล่ม ๓๖ หน้า ๒๘๐)
ซื้อเนื้อมาให้กิ้งก่ากินเป็นอันขาด” กิ้งก่าตัวนั้นก็อด




ไดกินเนื้อพระราชทานตั้งแตวันนั้นเปนตนมา เพราะ
ความเย่อหยิ่งของตน
405


406



ชางกตัญญู


“กตัญญูร้คุณ เป็นทุนหนุนชวิต”









ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี

ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ทรงนา มาตุโปสกชาดกมาตรัสเล่า


ั้



ว่า กาลครงหนึ่งนานมาแลว พระโพธิสตวเสวยพระชาตเปนพญาชางเผือกขาว

ปลอด มีรูปร่างสวยงาม มีฝูงช้างเป็นบริวาร เลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพา
บริวารออกหากิน ได้อาหารอันมีรสอร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่




ื่

ก็ถกชางเชือกที่นาอาหารมากนเสียระหวางทาง เมอกลับมาทราบวามารดาไม ่

ได้อาหาร ก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืน


ก็แอบน�ามารดาหนีออกจากโขลงไปอยูที่เชิงเขา แลวพักมารดาไวทถ�้าแหงหนึ่ง
ี่


ส่วนตนเองออกไปเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงมารดา
ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง เข้าป่ามาแล้วหลง
ทาง ออกจากป่าไม่ได้ จึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ ด้วย
ความเมตตากรุณาในตัวเขา จึงพาเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดนมนุษย์


ฝ่ายนายพราน เมื่อพบช้างที่มลักษณะสวยงามเช่นนั้นก็คดชั่วร้ายว่า



“ถ้าเรานาความกราบทูลพระราชา เราจักไดทรัพยเปนจานวนมากเป็นแน่แท้”


ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้กาหนดไว้เป็นสัญลักษณ์


ในสมัยนัน ช้างมงคลของพระราชาได้ล้มลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ต ี
กลองร้องประกาศว่า ใครมีช้างที่เข้าลักษณะสวยงาม ขอให้บอก นายพราน

คนนั้นไดโอกาสจึงเขาถวายบังคม และกราบทูลใหทรงทราบ พระราชาจึงรับสั่ง








ใหนายควาญชางพรอมดวยบริวารตดตามนายพรานนั้นเขาปาเพื่อน�าพญาช้าง

นั้นมาถวายพระราชา
ขณะนั้น พญาชางนั้นกาลังดื่มน้าอยูในสระ เมื่อเห็นนายพรานนั้นกลับ




มาพร้อมกับผู้คนอีกจานวนมาก ก็ทราบว่าภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกาหนดสติข่ม



ความโกรธไว้ในใจ ยืนนิ่งอยู่ หลังจากนั้น นายควาญช้างได้นาพญาช้างเข้าไป
ในเมืองพาราณสี
407


ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่าครวญ คิดถึงลูกว่า






“ลกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอามาตยจบไปแลวกระมัง เมื่อไมมีมีพญาชาง


อยู่ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย คง
เจริญงอกงาม”
ฝ่ายนายควาญช้าง ระหว่างทางกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชา
เพื่อเตรยมตกแตงเมืองใหสวยงาม เมื่อขบวนมาถึงเมืองแลว ก็ประพรมน�้าหอม





พญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้ว นาไปไว้ที่โรงช้าง ขึ้นกราบทูลพระราชา พระ

ราชาทรงนาอาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง
พญาช้างคิดถึงมารดา จึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์จึงอ้อนวอนว่า “พญา
ช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับอาหารเถิด เจ้ามีภารกิจมากมายที่จะต้องทา”



พญาช้างพูดลอยๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กาพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นาทาง คงจะ
สะดุดตอไม้ ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่”
พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง! นางช้างนั้นเป็นอะไรกับเจ้าหรือ”
พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้าพระองค์”
พระราชาเมื่อสดับอย่างนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ มีรับสั่งให้ปล่อยพญา
ช้างว่า “พญาช้างนีเลี้ยงดูมารดาผู้ตาบอดในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยพญาช้าง

กลับไปเถิด”





พญาชางเมื่อถูกปลอยใหเปนอิสระ พักอยูหนอยหนึ่งแลวแสดงธรรมถวาย


พระราชาว่า “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับ
ไปยังที่อยของตน ได้น�าน้าในสระไปรดตัวมารดาที่นอนรางกายผายผอมเพราะ





ไม่ได้อาหารมาแล้ว ๗ วัน เป็นอันดับแรก

ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้าสาดแล้ว เข้าใจว่าฝนตก จึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไร
นี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว”
พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาว่า “แม่ เชิญลุกขึ้นเถิด ลูกของแม่มาแล้ว
พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อยลูกมาแล้วละ”



นางชางดีใจมาก ไดอนุโมทนาแกพระราชาวา “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์

ยืนนาน เจริญรุ่งเรืองเถิด ที่ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา”
ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญา

ช้างและมารดาเป็นประจ�า ตั้งแตวันทปลอยพญาชางไป และสั่งใหสรางรูปเหมือน
ี่




408



พญาช้าง จัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจาทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิต
แล้ว ก็ได้อุปัฏฐากคณะฤษี ๕๐๐ ตน จนตราบเท่าชีวิต

ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า

การที่เราทุกคนเกิดมามีพ่อแม่ผู้ให้กาเนิดเรามา ถอว่าท่านทั้งสอง

เป็นผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิต และเมื่อเราเติบโตขึ้นมา ท่านก็คอยดูแลสั่ง
สอนให้เราเป็นคนดีของสังคม สิ่งที่ผู้เป็นลูกจะต้องพึงกระทา เมื่อเติบโต







จนเปนผูใหญ นั่นคือการตอบแทนบญคุณของพอแมและผูที่เลี้ยงดูเรามา


รวมถึงสาหรับบางคนที่มีผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง คนอื่นๆ ดูแลแทนพ่อแม่ ซึ่ง
การตอบแทนบุญคุณของท่านนั้น สามารถเลือกทาได้แตกต่างกันออกไป








บางคนมีก�าลังทรัพยก็เลี้ยงดูเปนอยางดี สรางบานใหม พาไปเที่ยวพักผอน
ซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จาเป็นให้ วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

๑. เลี้ยงดูท่านยามชรา เอาใจใส่การกินอยู่หลับนอนของท่านไม่ให้
เดือดร้อน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านแก่ เช้าวันใหม่ ท่านแก่ไปอีกวันแล้ว
เราต้องรู้ว่าท่านแก่ทุกวันก็แล้วกัน จะได้ ตอบแทนได้ทุกวัน ไม่ต้องดู
อายุ
๒. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน เพื่อ
ให้ท่านมีโอกาสพักผ่อน เพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว หรือเปิดโอกาส
ให้ท่านได้เข้าวัดฟังธรรม
๓. ไม่ทาตัวให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาวงศ์



ตระกูลที่ท่านให้มาดารงอยู่ได้นานๆ คือทาความดีนั่นเอง
๔. ประพฤติตนดี ควรแก่การรับมรดก ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดก
ไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่าย ผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทาบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ท่าน

สม่าเสมอ การระลึกและการแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอัน
ประเสริฐ



(มาตุโปสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกาทสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๑)











409


410


ทางกันดาร



“อย่าไวใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”










ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัตอยู่ในพระนคร

พาราณสี แคว้นกาสิกรัฐนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือกาเนิดในตระกูลพ่อค้า






เกวียน เมื่อเติบโตก็ไดยึดอาชีพเปนพอคาเกวียน บรรทุกสินคาดวยเกวียน
๕๐๐ เล่มไปค้าขายยังที่ต่าง ๆ


ต่อมา มีพอคาอีกคนหนงยึดอาชีพเดียวกัน เขาควบคุมเกวียน ๕๐๐
ึ่
เล่ม เช่นกับพ่อค้าโพธิสัตว์ แต่เป็นคนเขลา ไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ฉลาดใน

อุบายการจัดการที่ดี แตทั้งคูก็ไมไดขัดแยงในการประกอบอาชีพ ต่างฝ่าย





ต่างทาหน้าที่ของตน ไม่เบียดเบียนกัน




วันหนึ่ง มีความจ�าเปนตองออกเดินทางไปคาขายพรอม ๆ กัน พ่อค้า
โพธิสัตว์จึงคิดว่า “ถ้าออกเดินทางพร้อมกัน ทางก็จะไม่พอเดิน ฟืนและ

น้าเป็นต้นก็ดี หญ้าของฝูงโคก็ดี จะหาได้ยาก พ่อค้าเกวียนคนโน้นหรือ
เรา ใครควรจะไปก่อนหนอ”
หลังคิดแล้วจึงไปหารือกับพ่อค้าเกวียนคนนั้น พ่อค้าเกวียนคนดัง


กลาวจึงคดวา “การออกเดนทางกอนจะไดรับประโยชนมากกวา คือจะเดิน






ทางไปโดยที่หนทางยังไม่แตก ฝูงโคก็จะได้กินหญ้าที่ยังไม่มีสัตว์ใดกินมา
ก่อน น้าก็ยังใสสะอาด เราเองก็จะตั้งราคาสินค้าได้ตามใจชอบ” หลังเห็น

ว่าจะได้รับประโยชน์อย่างนี้แล้ว จึงตอบพ่อค้าโพธิสัตว์ว่า “สหาย เราจัก
ไปก่อนก็แล้วกัน”







พอคาโพธิสัตวไมขัดของที่พอคาเหลานั้นจะออกเดนทางกอน เพราะ



มองคนละมุมกัน คือมองว่าไปทีหลังได้ประโยชน์มากกว่าพวกที่ไปก่อน




เพราะคนเหลานันเมื่อไปกอนจะท�าใหทางที่ขรุขระกลายเปนทางที่ราบเรียบ


เราจะเดินทางไปตามทางที่คนเหลานั้นไปแลว เมื่อฝูงโคซึ่งไปกอนเคี้ยวกิน



หญ้าแก่และเหนียว ฝูงโคของเราซึ่งตามหลังจะเคี้ยวกนหญ้าอ่อนซึ่งงอก
ี่

ขึ้นใหม่ ผักซึ่งใช้ทาแกงของพวกมนุษย์ซึ่งงอกขนจากทที่ถูกเด็ดออกไป
ึ้
411









กอนหนานี้จะมีรสชาตินุมอรอย ในจุดที่ไมมีน�้า พวก ยักษจาแลงถามว่า “เกวียนที่มาตามหลังเปน


ที่ไปกอนก็จะขุดบอทาใหมีน้าเกิดขึ้น เราจะดื่มน้าใน เกวียนหนักมาก ในเกวียนนั้นมีสินค้าอะไร?













บอที่คนเหลานั้นขุดไว สาหรบการตั้งราคาสินคาเปน พวกพ่อค้าตอบว่า “ในเกวียนเหล่านั้นมีน้า”

เหมือนกับการปลงชีวิตมนุษย์ เราไปทีหลังจะขาย ยักษ์จาแลงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายนาน�้ามา


สินค้าตามราคาที่คนเหล่านั้นกาหนดไว้ ข้างหลังด้วย ทาให้เกวียนเดินทางได้ช้า ตั้งแต่นี้ไป


หนทางที่พวกพ่อค้าต้องผ่านไปนั้น มีความ ข้างหน้ามีน้ามาก ท่านทั้งหลายจงทุบตุ่มเทน�้าทิ้ง
ยากล�าบากที่เรียกว่า กันดาร ขวางอยู่ ๕ ประการ เสีย เกวียนจะไดเบา และพวกทานจะเดินทางไดเรว




คือ กันดารเพราะพวกโจร กันดารเพราะพวกสัตว์ ขึ้น”

ร้าย กันดารเพราะขาดแคลนน้า กันดารเพราะพวก หัวหน้าพ่อค้าเกวียนชุดแรก ซึ่งเป็นคนโง่

อมนุษย์ และกันดารเพราะขาดแคลนอาหาร โดย เขลา ขาดวิจารณญาณ จึงสั่งให้ทุบตุ่มน้าทั้งหลาย
กันดารเหล่านี้กินระยะทางถึง ๖๐ โยชน์ จึงจะผ่าน ทิ้งทั้งหมด ไม่เหลือน้าแม้แต่หยดเดียว แล้วพากัน

ไปได้ ขับเกวียนไปจนอาทตยตกดิน ก็ไมพบน้าตามที่ยกษ ์






เมื่อได้เวลา พวกพ่อค้าชุดแรกก็ออกเดินทาง จาแลงบอก จึงพักผ่อนระหว่างทาง เมื่อไม่มีน�้ากิน
ไปก่อน และรอนแรมมาถึงกลางป่าซึ่งเป็นดินแดนที่ ทั้งคนและฝูงโคก็พากันหมดแรง นอนหลับไหลไร้
พวกยักษสิงอยู พวกยักษคอยเวลาการมาของมนุษย ์ สติด้วยความอ่อนเพลีย



ิ้

นานแล้ว จึงวางแผนว่า “จะให้พวกมนุษย์ทงน้าที่ กลางคืน ดึกสงัดของคืนนั้นเอง พวกยักษ์ก็



บรรทุกมากับเกวียน เมื่อไม่มีน้าดื่ม ทั้งคนและสัตว์ พากันมาฆาพวกมนุษยและฝูงโคกินจนหมดเกลี้ยง
ก็จะหมดแรง หลังจากนั้นก็จะกินทั้งหมด” ทุกชีวิตทั้งคนและสัตว์ถึงจุดจบของชีวิตในครั้งนี้
จากนั้นได้เนรมิตยานพร้อมพลขับและคนนั่ง เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของหัวหน้าพ่อค้า


๑๒ คน แตละคนมีเนื้อตัวชุมดวยน�้าและเปรอะเปื้อน เกวียนเป็นเหตุโดยแท้





ด้วยโคลน มีผมและผาเปยกน้า ถืออาวุธพรอมทั้งโล ่ ฝ่ายพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่มีพ่อค้า
เหมือนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ขับยานสวนทางมา เมื่อมาถึง โพธิสัตว์เป็นหัวหน้า ยับยั้งคอยอยู่ในที่ตั้ง จนล่วง
ถามพวกพ่อค้าว่า “ท่านทั้งหลายจะไปไหน?” ไปประมาณ ๑๕ วัน จึงพากันออกเดินทางลุถึงป่า
พวกพ่อค้าตอบว่า “ท่านผู้เจริญ พวกเรามา ลึกเขาโดยลาดับ และกอนที่จะเขาไปในเขตกันดาร




จากเมืองพาราณสี สวนพวกทานพากันมาในหนทาง พ่อค้าโพธิสัตว์ได้เรียกบริวารทั้งหมดมาชี้แจงว่า


ที่มีฝนตกหรือหนอ มีสระดารดาษด้วยดอกอุบล “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นับแต่นี้ไปพวกท่านยังไม่ขอ
เป็นต้นหรือ?” อนุญาตข้าพเจ้า อย่าได้เทน�้าแม้สักหยดหนึ่ง


ยักษจาแลงตอบว่า “ทานพูดอะไร ที่นั่นราวปา ธรรมดาว่าต้นไม้มีพิษย่อมมีในทางกันดาร ใบไม้


ั้

เขียวเห็นไหม ตั้งแต่ที่นั้นไปป่าทั้งสิ้น มีน้าอยู่ทั่วไป ดอกไม้หรือผลไม้ที่ท่านทงหลายไม่เคยกินมาก่อน
ี้
ฝนตกเป็นประจา แม้แต่ซอกเขาก็เต็มด้วยน้า ในที่ พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามข้าพเจ้าก่อน อย่าได้เคยว



นั้น ๆ มีสระน้า ดารดาษด้วยดอกปทุม พวกท่านพา กิน”
เกวียนเหล่านี้มาจะไปไหนกัน?” ฝ่ายพวกยักษ์ พอเห็นคาราวานเกวียนของ
ื่
พวกพ่อค้าตอบว่า “จะไปยังชนบทชื่อโน้น” พ่อค้าโพธิสัตว์เคลอนใกล้เข้ามา ก็ได้ด�าเนินการ
412



ตามแผนดุจเดียวกับที่ทากับพวกพ่อค้าเกวียนชุด พ่อค้าโพธิสัตว์ได้จัดการอารักขาอย่างแข็งแรง โดย

แรก แต่พ่อค้าโพธิสัตว์มีวิจารณญาณ พอได้เห็น ใหทั้งบริวารและฝูงโคทงหลายกินอาหารและน้าตั้งแต ่
ั้

ยักษ์จ�าแลงนั้นเท่านั้นก็รู้ได้ว่า “ในทางกนดารนี้ หัวค�่า จากนั้นสั่งให้จอดเกวียนเป็นก�าแพงอยู่รอบ




แหละไม่มีน้า นี้ชื่อว่า กันดารเพราะน้า อนึ่ง คน นอก ให้น�าฝูงโคมานอนขางใน ใหบริวารพักรอบนอก

พวกนี้ไม่มีท่าทางเกรงกลัว มีนัยน์ตาแดง แม้เงาก็ ของฝูงโคเหล่านั้น จากนั้นก็จัดชายฉกรรจ์ที่แข็งแรง

ไม่ปรากฏ พ่อค้าเกวียนชุดแรก ซึ่งเดินทางไปก่อน เดินตรวจตราทั้งคืน ทาให้พวกยักษ์ไม่สามารถเข้า
หน้าตามทางนี้ คงให้พรรคพวกทิ้งน้าทั้งหมดเป็น โจมตีได้

แน่ ทั้งหมดคงจะถูกพวกยักษ์นี้กินเสียแล้วโดยไม่ พอวันรุ่งขึ้น หลังจากให้ฝูงโคและบริวารกิน
ต้องสงสัย” จึงไม่หลงกลเทน�้าทิ้งตามที่พวกยักษ์ อาหารและน้าเสร็จแล้ว ก็ให้ทิ้งเกวียนที่ชารุด ณ ที่



ี่



จาแลงแนะนา พวกยักษ์จาแลง เมื่อทาตามแผน นั้น น�าไปเฉพาะเกวียนที่แข็งแรงรวมทั้งสินค้าทมี
แรกไม่สาเร็จ ก็พากันเดินจากไป เพื่อรอคอยเข้า ราคาแพงไปขายได้ก�าไร ๒-๓ เท่า ส่วนสินค้าที่มี




โจมตีในเวลากลางคืน ราคาน้อยกตัดใจทิ้ง พร้อมกับเกวียนที่ชารุดในดน
ฝ่ายบริวารพ่อค้าโพธิสัตว์ได้กล่าวกับพ่อค้า แดนของยักษ์นั่นเอง
โพธิสัตว์ว่า “ท่านเจ้านาย คนพวกนั้นบอกว่านั่น ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ความอยู่รอด

แนวป่าเขียวปรากฏอยู่ จาเดิมแต่นั้นไป ฝนจักตก ปลอดภัยของชีวิต ทั้งของตนเองและคนอนนั้น



เป็นนิตย์ พวกเขาเป็นผู้สวมมาลยดอกอุบลและ เป็นสิ่งที่หวหน้าจะต้องค�านึงถึงเป็นล�าดับแรก




โกมุท ถือกาดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้า เพราะบริวารคือคนที่รวมการรวมงาน เหลานั้นเปน


บัว มีผ้าเปียกและมีผมเปียก มีหยาดน้าและโคลน ปัจจัยสาคัญในการช่วยให้งานสาเร็จได้ด้วยดี ถ้า



ไหลหยดพากันมา พวกเราควรทิ้งน้า มีเกวียนเบา ดูแลพวกเขาด้วยความเอื้ออาทร มีปัจจัยสี่ มี

ี่
จะไปได้เร็วจะมิดีกว่าหรือ?” สวัสดิการทเหมาะสมแล้ว พวกเขาก็จะให้ความ

พ่อค้าโพธิสัตว์ถามว่า “ท่านทั้งหลายรู้จักคน ร่วมมือ ช่วยหัวหน้าให้ประสบความสาเร็จในงาน
เหล่านั้นหรือ?” ด้วย แต่ถ้าไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้พวกเขาเผชิญ

บริวารตอบว่า “ไม่รู้จักขอรับ” ปัญหาไปตามลาพัง ไม่หาทางช่วยเหลือ พวกเขาก็
พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “คนเหล่านั้นไม่ใช่ ยากที่จะให้ความร่วมมือกับหัวหน้าตนเอง ความ
มนุษย์ แต่เป็นยักษ์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้ง สาเร็จของงานก็เกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุที่หวหน้า






น้า พวกเราเม่อไม่มน�้าดื่มกจะหมดแรง และถูก และบริวารมีความส�าคัญต่อกันอย่างนี้ ผู้เป็น

ยักษ์จับกินดจเดียวกับพวกพ่อค้าเกวียนชุดแรก หัวหน้าและบริวารจึงต้องหันหน้าเข้าหากัน สมัคร

ซึ่งไปก่อนหน้าเราที่ถูกยักษ์จับกนจนหมดแล้ว สมานสามัคคีกัน ความสุขสวัสดีจึงจะเกิดขึ้น ดัง
วันนี้พวกเราจะเห็นแตเฉพาะเกวียนของพวกพอคา คาพระที่ว่า










เหลานั้นเทานั้นจอดอย จะไมเห็นใครรอดชวิตแมแต ่ สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี



คนเดียว ทานทั้งหลายอยาไดทิ้งน้าแมสักหยดเดียว ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข



จงรีบขับเกวียนไปเร็วๆ เถิด”
เมื่อถึงเวลาพักเกวียนในดินแดนของยักษ์ (อปัณณกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๑๗๙)
413


414



พอค้าเร่




“ซ่อกินไมหมด คดกินไมนาน”








ในอดีตกาลนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าเร่ชื่อว่า เสรีวะ ใน
แคว้นเสริวรัฐ เสรีวะพ่อค้านั้น มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าเหมือนกัน แต่

เป็นพ่อค้าเร่ที่จิตใจโลเล ไม่อยู่กับร่องกับรอย ทั้งสองพากันข้ามแม่น้าชื่อนีล
พาหะเขาไปยังอกเมืองหนึ่งชื่อวา อริฏฐปุระ จากนั้นแยกกันเดินขายของ โดย



พ่อค้าเร่ที่โลเล ยึดถนนที่ประชาชนพลุกพล่าน เพื่อเป็นทาเลค้าขาย เขาเดิน

ไปขายไป และโฆษณาสิ้นค้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไร จนกระทั่งไป
ถึงบ้านยายหลานคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตผู้ดีเก่า แต่มาตกอับในบั้นปลาย ทั้งสอง
คนรับจ้างคนอื่นเพื่อเลี้ยงชีพไปวันๆ

ในอดีต ตระกูลยายหลานคนี้เคยมีฐานะร่ารวยระดับเศรษฐี ที่เมืองแหง




นั้น และร่ารวยมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาทรัพย์สมบัติ บุตรพี่น้องได้หมดสิ้น
ไป คงเหลืออยู่แต่ยายกับหลานเท่านั้น ในเรือนของยายหลานคู่นั้น ได้มีถาด
ทองคาที่เศรษฐีซึ่งเป็นญาติของยายกับหลานเคยใช้สอย ถูกเก็บไว้รวมกับภา

ชนะอื่นๆ เมื่อไม่ได้ใช้สอยเป็นเวลานาน เขม่าก็จับถาดทองค�านั้น ยายและ

หลานก็ไม่ทราบว่าถาดดังกล่าวเป็นถาดทองคา ซึ่งเป็นของประมาณค่ามิได้

พ่อค้าผ้โลเลนั้น ได้เดินขายของพร้อมประกาศว่า จงซอเอาเครื่อง
ื้
ประดับ จงซื้อเอาเครื่องประดับ จนไปถึงประตูบานหลังนั้น หลานสาวนั้นเห็น

พ่อค้าเร่คนนั้นจึงบอกยายว่า “ยาย ขอยายจงซื้อเครื่องประดับอย่างหนึ่งให้
หนูเถิด”


ยายตอบว่า “หนูเอย เราเป็นคนจน จักเอาอะไรไปซื้อเครื่องประดับเลา”

หลานกล่าวว่า “พวกเรามีถาดใบนี้อย่ และถาดใบนี้ไม่จ�าเป็นส�าหรับ
พวกเรา จงแลกถาดใบนี้กับเครื่องประดับเถิด” ด้วยความสงสาร ยายจึงให้
เรียกพอคาเรคนนั้น พรอมกบแจงความประสงคขอแลกถาดกับเครื่องประดับ








ที่นามาเร่ขาย


415



พ่อค้าเร่คนนั้นหยิบถาดมาพิจารณาพร้อมกับนาเข็มขีดลงที่หลังถาดนั้น ก็รู้ว่า

เป็นถาดทองคาที่มีราคาแพง จึงคิดที่จะหาทางเอาถาดไปเปล่าๆ โดยไม่ต้องแลกกับ






เครื่องประดับใดๆ คิดดังนนแลวจึงกลาววา “ถาดใบนี้จะมราคาอะไร ราคาของถาดใบ
นี้แม้กึ่งมาสกก็ยังไม่ถึงเลย” พูดจบก็โยนถาดทิ้งลงที่พื้น แล้วลุกเดินจากไป



ในเวลาต่อมา เสรวะโพธสัตวก็เขามาขายของทถนนดงกลาวนั้นบาง เดินโฆษณา


ี่


ขายสิ้นค้าด้วยความสุภาพเรียบร้อยว่า “ขอท่านจงซื้อเอาเครื่องประดับ ขอท่านจงซื้อ




เอาเครื่องประดบเถด” เดินมาจนถึงประตูบานยายหลานนั้น หลานจึงบอกยายเพื่อนา
ถาดไปแลกสิ้นค้าอีก
ยายจึงกล่าวกับหลานว่า “หลานเอ๋ย เมื่อสักครู่นายพ่อค้าเร่คนที่แล้วเพิ่งโยน


ถาดนั้นลงบนพื้นดิน แลวเดินจากไปอยางไมไยดี บัดนี้เราจะเอาอะไรไปแลกกบเครื่อง


ประดับเล่า?”
หลานกล่าวว่า “ยาย พ่อค้าเร่คนก่อนพูดไม่ดี ส่วนพ่อค้าคนใหม่นี้น่ารัก พูดจา
อ่อนโยน คงจะรับแลกเป็นแน่”
ยายกล่าวว่า “ถาอยางนั้น จงเรียกเขาเขามา” เด็กหญิงผูเปนหลานเรียกเสรีวะ





โพธิสัตว์มาหาแล้ว ทั้งยายและหลานจึงน�าถาดใบนั้นมาแลกเครื่องประดับ เสรีวะ
โพธิสัตว์พอเห็น ก็รู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทองค�า มีราคาแพง จึงบอกยายและหลานนั้น
ว่า “ถาดใบนี้มีค่าเป็นแสน สินค้าที่มีราคาเท่ากับถาดใบนี้ไม่มีในมือของเราเลย”







ยายและหลานจึงกลาววา “พอคาเรผูเขามาขายสินคากอนทาน บอกเราว่าถาด










ใบนี้มีคาไมถึงแมกึ่งมาสก แลวเหวี่ยงถาดลงพื้นกอนเดินจากไป แตถาดใบนี้กลับเปน
ถาดทองค�าขึ้นมาเพราะบุญของท่าน พวกเราขอมอบถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านให้อะไรๆ
ก็ได้แก่พวกเรา แล้วรับเอาถาดใบนี้ไปเถิด”


เสรวะโพธิสัตวจึงใหกหาปณะ ๕๐๐ ที่มีอยูในมือ และสินคาซึ่งมีราคาอีก ๕๐๐



ั้

กหาปณะทั้งหมดแก่ยายหลาน จากนั้นรบเอาถาดทองค�านน เสรวะโพธิสตว์เมื่อได้


รับถาดทองค�ามาโดยสุจริตแล้ว ก็รีบไปยงฝั่งแม่น�้า จ่ายค่าจ้างแก่คนขับเรือ ๘

กหาปณะ แล้วก็ให้รีบขับเรือพาข้ามฝั่งไป
ฝ่ายพ่อค้าเร่ผู้โลเล เมื่อเห็นว่าสบโอกาสเหมาะจึงหวนกลับไปเรือนยายหลาน
นั้นอีกครั้ง เมื่อไปถึงจึงพูดว่า “ท่านจงนาถาดใบนั้นมาให้เรา เราจักให้อะไรๆ บาง

อย่างแก่ท่าน”
ยายหลานกล่าวว่า “ท่านได้ทาถาดทองค�าของพวกเราซึ่งมีค่าตั้งแสน ให้มีค่า




ึ่



เพียงกึ่งมาสก ทิ้งลงพื้นแลวก็เดินจากไปอยางไมไยดี แตพอคาเรทมาหลังทานคนหนง


ี่
ซึ่งเป็นผู้มีคุณธรรม พูดจาสุภาพเรียบร้อย กลับให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเรา พวกเรา
416



รับทรัพย์ แล้วก็มอบถาดทองคานั้นแก่เขาไปแล้ว”
พ่อค้าเร่ผู้โลเลเสียใจว่า ตัวเองเป็นผู้พลาดจากการเป็นเจ้าของถาดทองคา











อันมีคาเปนแสน ถาดทองคานั้น ถูกพอคาเรที่มาดวยกันเอาไปแลว ไมนาเกิดเหตุ
เช่นนี้เลย เขาเกิดความโศกและความผิดหวังอย่างแรง ไม่อาจควบคุมสติได้ จึง
สลบไปกับพื้น พอฟื้นขึ้นมาก็โปรยกหาปณะและทิ้งสิ่งของ ตลอดจนผ้านุ่งผ้าห่ม

ไว้ที่ประตูเรือนของยายหลานนั้นเอง จากนั้นถอคันชั่งทาเป็นไม้ค้อน วิ่งไปตาม

ทางที่เสรีวะโพธิสัตว์เดินไป
เมื่อไปถึงฝั่งแม่น�้านั้น เห็นเสรีวะโพธิสัตว์กาลังนั่งเรือข้ามน้าไป จึงร้อง




ตะโกนว่า “นายเรือผูเจริญ ทานจงกลับเรือๆ” นายเรือนั้นหาไดกลับเรือไม เพราะ


เสรีวะโพธิสัตว์ห้ามไว้
พ่อค้าเร่ผู้โลเลนั้น ได้แต่ยืนดูเสรีวะโพธิสัตว์นั่งเรือออกไป เกิดความเศร้า


โศกเปนทวีคูณ เลือดจึงพุงออกจากปาก หัวใจหยุดเตน และเสียชีวิตลง ณ ที่ตรง

นั้นนั่นเอง
ชาดกเรื่องนี้มุ่งชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมที่แตกต่างกัน คือสาเหตุที่นาไปสู่


ความสาเรจที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน แม้จะมีโอกาสเท่ากันก็ตาม เสรีวะ


โพธิสัตว์มีอาชีพเป็นพ่อค้าเร่ดจเดียวกับพ่อค้าเร่อีกคนหนึ่ง ความรู้ความ

สามารถคงไม่แตกต่างกัน แต่เสรีวะโพธิสัตว์กลบประสบความสาเร็จในการ

ติดต่อค้าขายมากกว่าพ่อค้าเร่คนนั้นที่มาด้วยกัน เพราะอาศัยคุณธรรม กล่าว




คือความเปนคนออนโยนสุภาพเรียบรอย พูดจาเปนที่รัก มีจิตใจสะอาด ซื่อตรง
ไม่คดโกงผู้อื่น







ี้
ื่
คุณธรรมเหลาน เมอมีในใจของผูใดแลว ก็ท�าใหผนั้นมีเสนห นาเชื่อถอ



เป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้พบเห็น ในขณะเดียวกันพ่อค้าเร่อีกคนหนึ่งนั้น ขาด

คุณธรรมเหล่านี้ ทาให้พูดจาไม่ดี มีจิตโลภ อยากจะได้ทรัพย์ของคนอื่น เมื่อ
เขารู้ทัน ก็เป็นที่รังเกียจ ไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ในที่สุดก็ประสบ
กับความวิบติของชีวิต จึงเห็นได้ว่าคนเราเพียงมีความรู้ดี ความสามารถดี


เท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องมีความประพฤติที่ดีด้วย จึงจะนาพาชีวิตไปสู่ความ
สาเร็จที่ยั่งยืนได้ด้วยประการฉะนี้

(เสรีวาณิชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๐๑)
417


418



อานาจหญิง


“ที่ใดมรัก ที่นั่นมทุกข์”












ในอดีตกาล สมัยพระเจามคธครองราชสมบัติอยในพระนครราชคฤห ์



ครั้งนั้น ชาวมคธจานวนมากประกอบอาชีพทานา ช่วงฤดูกาลทานานั้น



บรรดาสัตวทั้งหลายที่กินพืชและหญาเปนอาหาร ต่างประสบความอดอยาก
ไปตามๆ กัน เพราะพืชและหญ้ามีปริมาณน้อย เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ใน



การเพาะปลูก สัตวในฤดูกาลทานาจึงซูบผอมมากกวาฤดูอื่นๆ เพราะความ



ที่พืชและหญ้ามไม่เพยงพอในฤดูทานานี้เอง ท�าให้เนื้อทั้งหลายที่อาศัยอย่ ู



ในพื้นที่ราบ ตองพากันอพยพขึ้นไปหากินบนเขาที่มีหญาอุดมสมบรณ โดย

อพยพขึ้นไปหากินตอนเช้า พอตกเย็นก็อพยพกลับมานอนที่เดิม
ื้
ครั้งนั้น มีเนื้อพนที่ราบกับเนื้อภูเขาคู่หนึ่ง อาศัยทต้องอพยพไป
ี่
หากินบนเขาดังกล่าว จึงทาให้ทั้งคู่ได้พบกัน โดยเนื้อภูเขาเป็นเนื้อตัวผู้


ื้




กาลงแตกหนุม ท่าทางสง่างาม แข็งแรงปราดเปรียว สวนเนอพื้นที่ราบเปน

เนื้อตัวเมีย กาลังแตกสาวสวยงาม เมื่อพบกันบ่อยๆ ก็เริ่มสนิทสนมกัน
และกลายเป็นความรักกันในที่สุด แต่เป็นความรักบนภูเขา ชีวิตของทั้งคู่

จึงดาเนินไปด้วยความสะดวกและปลอดภัย ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น


กาลเวลาผ่านไป จากที่เคยพบและอยูดวยกันเฉพาะเวลากลางวันบน
ยอดเขา เนื้อภูเขาก็เริ่มหาทางติดตามเนื้อพื้นที่ราบลงไปข้างล่าง เริ่มจาก
ไปส่งระยะทางสั้นๆ ก่อน ต่อมาก็ไปส่งถึงที่ และต่อมาเมื่อส่งถึงที่แล้วก็ไม่
กลับที่อยู่ของตนบนเขาเลยก็มี

พฤติการณนี้เปนที่ปรากฏแกชาวมคธทีอาศัยอยูบริเวณนั้น จึงพูดกัน






ว่า “ทานผูเจริญ มีเนื้อภูเขาตัวหนึ่ง ลักษณะแปลกจากเนื้อทั่วไป เขามาอยู ่

รวมกับเนื้อพื้นที่ราบด้วย ท่าทางจะติดเนื้อตัวเมียนะ”
บางคนก็กล่าวว่า “เราปล่อยมันไปตามธรรมชาติ อย่ารังแกมันเลย
อยากมาก็ปล่อยให้มา อยากไปก็ปล่อยให้ไป ถ้ามันอยู่ด้วยกันได้ก็ดี จะได้
เนื้อพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา”
419


เนื้อภูเขาตัวนั้น ในระยะแรก ๆ ได้อยู่ร่วมกับ พลัง ดังนั้น แม้จะลาบากยากเข็ญหรือเสี่ยงภัยปาน





เนื้อพื้นราบดวยดี เพราะชาวมคธบริเวณนนไมมีใคร ใด ข้าพเจ้าก็จะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง จะฝ่าฟันอุป
ั้
เบียดเบียนสัตว์ มองเห็นสัตว์เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่ สรรคทุกๆ อย่าง เพื่อความรักที่สาคัญนน แต่

เจ็บตายบนโลกเดียวกัน อยากปล่อยให้มนมีความ ข้าพเจ้าจะระวังในสิ่งที่เจ้าเตือน”









สัมพันธทดีตอกัน ใหมีลูกที่ผสมกันระหวางเนื้อภูเขา ฝายนายพรานที่เฝาติดตามจับเนื้อภูเขาตัวนั้น
กับเนื้อพื้นที่ราบ แต่คนเราคิดไม่เหมือนกัน ที่ใดมี วันหนึ่งในเวลาพลบค�่า ได้ไปยืนซุ่มอยู่ในทางที่เนื้อ
คนดี ที่นั่นย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่ด้วย ทั้งหลายเดินลงจากเขามายังพื้นที่ราบ เขาซุ่มอยู่



ไม่นานข่าวที่เนื้อภูเขามาอยู่กับเนื้อพื้นที่ราบก็ พรอมกับธนูที่เตรียมยิงเนื้อดวยความอดทน จากน้น

ดังเข้าหูนายพรานเข้า นายพรานนั้นเมื่อได้ข่าวก็ดีใจ ไม่นานนักฝูงเนื้อกปรากฏตวขน เป้าหมายคือเนื้อ

ึ้

เพราะถือเปนขาวดี เป็นลาภปากของตน นานๆ สัตว ์ ภูเขาซึ่งตัวโต สงางามกวาตัวอื่น ๆ เมื่อเนื้อเดินใกล ้





จะมาใหลาถึงที่ จึงไปสารวจพบเนื้อภูเขาดังกลาวจริง เข้ามาเกือบจะถึงพื้นที่สังหาร ปรากฏว่าลมได้พัด


และวางแผนจะจับในวันที่เนื้อภูเขาประมาทเผอเรอ จากตัวนายพรานเข้าไปทางฝูงเนื้อ เนื้อพื้นที่ราบซึ่ง
ื้
ิ่
ฝ่ายเนื้อพนที่ราบซึ่งเป็นคู่ของเนื้อภูเขา ก็ไม่ ไวต่อกลนมนุษย์ ก็รีบกระโจนหนีออกไปข้างทาง



สบายใจนักที่เนื้อภูเขาติดพันจนถงกับตามมาอย่ใน อยางรวดเร็ว ไมทันที่จะบอกเนื้อภูเขาดวยซ�้า ปล่อย


ี่


พื้นทราบ เพราะนางทราบดีวา ในพื้นที่ของมนุษยนั้น ให้เนื้อภูเขาเป็นเป้าอยู่ตัวเดียว
มีอันตรายรอบด้าน มนุษย์เป็นสัตว์กินเนื้อสัตว์อื่น ในที่สุด เนื้อภูเขาตัวนั้นก็ถูกนายพรานสังหาร
เป็นอาหาร นางได้เคยเห็นมนุษย์ล่าเนื้อชนิดต่างๆ ดวยลูกธนูตายตรงนั้นนั่นเอง เนื้อภูเขาโดยธรรมชาต ิ






ให้เห็นอยู่เสมอ แลวเปนสัตวที่ชานาญในที่สูง มีพละกาลังในการปน



วันหนึ่ง จึงกลาวกับเนื้อภูเขาวา “นาย ท่านแล ป่ายดีกว่าเนื้อพื้นที่ราบ มีความอดทนต่อสภาพดิน






เปนเนื้อภูเขา ถนัดแตการดารงชีวิตอยูบนที่สูง ไมคุน ฟาอากาศดี แตมีประสบการณนอยในอันตรายที่มา




เคยกับดินแดนอันเป็นของมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ราบ ก็ จากพวกมนุษย์ มีประสบการณ์น้อยในสถานที่ราบ

ธรรมดาดินแดนของมนุษย์นั้น เป็นที่น่าหวาดระแวง ประกอบกับเนื้อภูเขาตัวนั้นกาลังถูกความรัก



มีภัยอยู่รอบด้าน ท่านอย่าลงมากับพวกเราเลย อาจ ครอบงาอยู่ จึงทาให้เป็นจุดอ่อนในการระวงตนเอง
เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้” และนาไปสู่หายนะในที่สุด







เนื้อภูเขานั้น แมจะไดรับค�าตกเตือนอยางไร ก็ สาหรับนายพราน หลังจากฆาเนื้อภูเขาส�าเร็จ


หักห้ามใจลาบาก เพราะความรักที่มีต่อเนื้อตัวเมีย แล้ว เขาก็ออกจากที่ซุ่มด้วยความดใจ ปลดย่ามที่
นั้นจริงใจและหนักแน่น จริง ๆ เป็นรักครั้งแรกของ พกเสบียงไว้กับพนแล้วไปตัดใบไม้มารองพื้น จาก
ื้

เนื้อวัยกาลังแตกหนุ่มตัวนั้นด้วย ดังนั้น มันจึงยังคง นั้นก็ลากเนื้อภูเขามาชาแหละด้วยความชานาญ





เดินติดตามมากับเนื้อตัวเมียนั้นอยู่เนือง ๆ แต่เพื่อ ชาแหละเสร็จก็กอไฟ หยิบชนเนื้อด ๆ ปงใหสุกแลว
ิ้





ให้เนื้อตัวเมียสบายใจจึงกล่าวว่า “แม่นาง ความรัก กินตรงนั้นนั่นเอง ด้วยความเอร็ดอร่อย พออิ่มหนา

ี่

ั้
เป็นเรื่องทส�าคัญส�าหรบชีวิต ความรักท�าให้ชีวิตมี สาราญแล้วก็หาบเอาเนื้อที่เหลือทงหมดกลับบ้าน
420


ของตน ทิ้งป่าตรงนั้นให้เงียบสงัดตามเดิม หลังจากนายพรานหาบเนื้อ
ภูเขากลับบ้านตนไปแล้ว
พระโพธิสัตว์ซึ่งบังเกิดเป็นเทวดาสิงสถิตอยู่ในบริเวณป่านั้น

ก็ราพึงว่า “เนื้อโง่ตัวนี้ตาย เพราะมารดาบิดาเป็นเหตุก็หาไม่ โดยที่แท้
ตายเพราะกาม คือความใคร่ของตนเองเป็นเหตุ”


ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา การเขาไปพัวพันกบความรก เปนสิ่ง



ที่ต้องส�ารวมระวัง อย่าปล่อยใจให้รักจนหลง เพราะหากรักจนหลง
และถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว เมื่อไม่สมหวงในรักนั้นความ ทุกข์เศร้าโศก

เสียใจก็เกิดขึ้น บางรายอาจต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือทาลาย


ทรัพย์ ทาลายชีวิตของกันและกัน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น การที่รักแล้วไม่


ั้



ติดไมหลงในรักนน ตองมีสติและปญญากากับตั้งแตเริ่มตน โดยรูเทา



ทันอารมณ์ตนเอง และรู้เท่าทันความจริงว่า “ความรักมีการเกิดขึ้น



ตั้งอยู ดับไป ไมมีสิ่งใดจีรังยั่งยืน” จึงจะชวยไดบาง นอกจากนั้น ตอง



อาศัยการเคารพในวัฒนธรรมประเพณีด้วย กล่าวคือเมื่อจะผูกพัน
ความรักกับใคร ก็จัดให้มีการสู่ขอหมั้นหมาย และแต่งให้เป็นที่รับรู้
ของบิดามารดาและญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ในอนาคตหากเกิดปัญหา








ความไมเขาใจกัน ก็จะไดมีทานเหลานั้นเปนที่ปรกษาหาทางแกปญหา

กระทั่งหากมีทายาทสืบสกุล ก็จะรับรูวาเปนทายาทของใคร เปนหลาน




ของปู่ย่าตายายคนไหน เป็นต้น

หากเขาไปผูกพันกับความรักโดยปราศจากสติและปญญา หรือ







เขาไปผูกพันดวยอานาจกิเลส ไมคานึงถึงวัฒนธรรมประเพณีดังกลาว
โอกาสที่จะเกิดปญหาก็เปนไปไดสูง อีกทั้งเมื่อเกิดปญหาแลว โอกาส





ที่จะแก้ปัญหานั้นให้ลุล่วง ก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น สติปัญญาและ

วัฒนธรรมประเพณี จึงจาเป็นในการรักษาความรักของคนทุกคน
(กัณฑินชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๗๕)
421


422


ความขยัน


“คนขยันย่อมหาทรัพย์ได้”










ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติอยู่ในนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในก�าเนิดโค อาศัยอยู่กับเจ้าของซึ่งเป็นคนยากไร้ ไม่มี













แมแตที่ซกหัวนอน ตองไปเชาบานของคนอื่นอย ตอมาเมอไมมีทรัพยเปนคาเชา
ื่

บ้าน จึงได้ให้ลูกโคโพธิสัตว์นั้นเป็นค่าเช่าบ้านแทน
ฝ่ายเจ้าของบ้านเช่านั้น เป็นหญิงชราใจดี มีเมตตา จึงดูแลปรนนิบัติโค
โพธิสัตว์นั้นเป็นอย่างดี เมื่อลูกโคโพธิสัตว์เติบโตขึ้นแล้ว หญิงชรานั้นได้ตั้งชื่อ
ให้ว่า อัยยิกากาฬกะ อัยยิกากาฬกะเป็นโคลักษณะดี รูปร่างสง่างาม ร่างกาย


แข็งแรงสมสวน มีขนเหมือนดอกอัญชัน ความที่เปนโคลักษณะดีดังกลาว ท�าให้

บรรดาเด็กๆ ชอบที่จะไปเล่นกบโคโพธิสัตว์นั้น เมื่อไปถึงก็พากันจับที่เขาสอง




ข้างบ้าง จับที่หูบาง จับที่คอบาง บางคนก็ขึ้นไปขี่หลังเลนเปนที่สนุกสนาน โดยที่

โคโพธิสัตว์นั้นไม่ได้แสดงความร�าคาญ หรือโกรธเคืองแต่อย่างใด
วันหนึ่ง โคโพธิสัตว์คิดว่า “เจ้าของของเราแก่ชราและยากจนข้นแค้น ถึง
กระนั้นก็เลี้ยงดูเราเป็นอย่างดี มิให้ลาบาก ให้ความรักเสมือนเป็นลูกในไส้ ถ้า


กระไร เราไปรับจ้างทางานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าของ
นี้เถิด”

นับแต่นั้นมา โคโพธิสัตว์ตัวนั้นจึงเที่ยวไปทาการรับจ้างให้แก่คนทั้งหลาย
สุดแท้แต่เขาจะใช้ให้ทาอะไร จนเป็นที่ชื่นชมแก่คนที่พบเห็นยิ่งนัก

กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายพ่อค้าเกวียนที่รับผิดชอบเกวียน ๕๐๐ เล่ม
พากันเดินทางไปถึงที่ซึ่งไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นโคลน ท�าให้เกวียนติดหล่ม
ั้

ขยับไปทางไหนไม่ได้ แม้โคทั้งหลายของพ่อค้าเกวียนนนจะพยายามลากฉด
เกวียนอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาเกวียนขึ้นจากหล่มได้เลย
ขณะนั้น โคโพธิสัตว์กาลังหากินกับพวกโคชาวบ้าน ณ ที่ใกล้บริเวณนั้น



ลูกชายพอคาเกวียนเห็นฝูงโคที่หากินใกลเกวียนของพวกตน จึงพิจารณาวา “ใน


บรรดาโคเหล่านี้ โคอุสภอาชาไนยที่สามารถจะฉุดเกวียนให้ข้ามพ้นจากทาง
423


ขรุขระเป็นหลุมโคลน มีอยู่หรือไม่หนอ?” ลากเกวียนด้วยการขยบก้าวไปข้างหน้าเพียง ๒-๓

เขาเปนคนฉลาดในเรื่องโค เมื่อเห็นโคโพธิสัตว ์ ก้าวเท่านั้น ก็ฉุดเกวียน ๕๐๐ เล่มขึ้นไปอยู่บนบก

ก็มั่นใจว่า “โคนี่แหละ เป็นโคอุสภอาชาไนย โคอุสภ ได้ส�าเร็จ ลูกชายพ่อค้าเกวียนพร้อมบริวาร ได้ส่ง


อาชาไนยนั้น มีพละกาลังและความแข็งแรงเหนือโค เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ จากนั้นจึงรวบรวมทรัพย์

ทั้งหลาย เราจักใชโคอุสภอาชาไนยตัวนี้ฉุดเกวียนให ้ เพียง ๕๐๐ กหาปณะใส่ถุง แล้วผูกไว้ที่คอของโค
พ้นจากทางขรุขระเป็นหลุมโคลนนี้ได้ ว่าแต่ว่าใคร โพธิสัตว์

หนอเป็นเจ้าของโคตัวนี้?” โคโพธสัตว์นั้นรู้ทันว่า ลูกชายพ่อค้าเกวียน

ลูกชายพ่อค้าเกวียนจึงถามพวกคนเลี้ยงโคว่า และบริวารไม่ทาตามที่ตกลงกนไว จึงไปยืนขวางทาง





“ทานผูเจริญ ใครหนอเปนเจาของโคตัวนี้ เราต้องการ ไมยอมใหขับเกวียนออกไป ลูกชายพอคาเกวียนและ






ใช้โคตัวนี้ลากเกวียนทั้งหลายข้ามทางตรงนี้ ถ้าทา บริวารทงหลายแมจะพยายามไลโคโพธิสัตวใหหนีไป









สาเร็จ จักให้ค่าจ้างอย่างงามแก่เจ้าของ” ด้วยวิธีใดก็ทาไม่สาเร็จ จะข่จะตีอย่างไรโคโพธิสตว์


ี้


พวกคนเลยงโคตอบวา “ทานทั้งหลายจงจับมัน ก็ไม่ยอมหลีกทางให้ จึงคิดว่า “สงสัยโคนี้จะรู้ว่าได้
เทียมเกวียนได้เลย เพราะเจ้าของโคตัวนี้ไม่ได้อยู่ใน รับค่าจ้างไม่ครบ ไม่ตรงกับที่ตกลงไว้ จึงไม่ยอม
ที่นี้” ลูกชายพ่อค้าเกวียนนั้น จึงเอาเชือกผูกโค หลีกทางให้ เห็นทีจะต้องให้ค่าจ้างเพิ่มอีก ๕๐๐
โพธิสัตว์ที่จมูกแล้วจูงไป แต่โคโพธิสตว์ไม่ยอมเดิน กหาปณะเป็นแน่”

ตาม คงยืนนิ่งอยู่กับที่ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะลูกชาย จากนั้นจึงรวบรวมค่าจ้างจากบริวารทั้งหลาย
พ่อค้าเกวียนไม่ได้บอกว่าจะให้ค่าจ้างแก่โคโพธิสัตว์ เมื่อได้ครบ ๕๐๐ กหาปณะแล้ว จึงใส่ลงในถุงและ

นั้น โคโพธิสัตว์จึงไม่ยอมเดิน นาไปผูกที่คอของโคโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า “นาย นี่



ลูกชายพ่อค้าเกวียนนั้นเป็นคนฉลาด อ่านใจ เปนคาจางในการฉุดเกวียนใหขามขึ้นจากทางขรุขระ


โคออก จึงได้กล่าวกับโคโพธิสัตว์ว่า “นาย ถ้าท่าน เป็นหลุมเป็นโคลนของท่าน” โคโพธิสัตว์พอทราบว่า




ลากเกวียน ๕๐๐ เล่ม ข้ามขึ้นจากทางขรุขระ เป็น ไดคาจางครบถวนคือ ๑,๐๐๐ กหาปณะแล้ว จึงหลีก



หลมโคลนนี้ได้ เราจักให้ค่าจ้างแก่ท่าน ๑,๐๐๐ ทางใหลูกชายพอคาเกวียนและบริวารออกเดินทางได




กหาปณะ” จากนั้นน�าหอทรัพย ๑,๐๐๐ กหาปณะไปยังบานของ

โคโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงเดินตามลูกชาย เจ้าของ

พอคาเกวียนแตโดยดี เมื่อไปถึงลูกชายพอคาเกวียน ฝายหญิงชราเห็นหอทรัพย ๑,๐๐๐ กหาปณะ













และบริวาร จึงเทยมโคโพธิสัตวที่เกวียนทั้งหลาย จาก ที่คอของโคโพธิสัตว แลวก็กลาววา “พ่อ นี้เปนทรัพย




นั้นให้สญญาณเพื่อลากเกวียนด้วยค�าว่า “นาย ขอ เจ้าได้มาอย่างไร?” พวกเด็กเลียงโค จึงบอกความ
ท่านจงใช้ความเป็นโคอุสภอาชาไนย และพละกาลัง จริงให้หญิงชราทราบ หญิงชรานั้นจึงกล่าวว่า “พ่อ

อันมหาศาลของทาน ลากเกวียนทั้งหลายขึ้นจากหลุม เราแม้จะล�าบากอย่างไร ก็ไม่คิดที่จะเลี้ยงชีวิตด้วย

โคลนนี้เถิด หากทาสาเร็จข้าพเจ้าจะให้ทรัพย์ตามที่ ทรพย์ที่แลกมาอย่างยากล�าบากเช่นนี้ เจ้าไป




ตกลงไว้” ประกอบกิจที่ยากลาบากเห็นปานนั้นเพราะเหตุไร”

โคโพธิสัตว์รวบรวมพละกาลังที่มีอยู่ ออกแรง หญิงชรานั้น หลังจากที่กล่าวกับโคโพธิสัตว์เช่นนั้น
424



แล้ว ก็ต้มน�้าอุ่น ๆ มาอาบให้โคโพธิสัตว์ เช็ดตัวให้แห้งแล้วเอาน้ามันทา




ทั่วรางกาย ใหดื่มน�้าใหกินอาหารที่โคชอบ ทั้งสองมีจิตเอื้ออาทรตอกัน รัก
และหวังดีต่อกัน จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเมื่อสิ้นอายุขัยก็ตาย
จากกันไปตามยถากรรมของตน

ข้อคิดจากชาดกเรื่องนี้คือ ความสาเร็จในกิจทุกอย่างต้องอาศัย
ความขยัน ความขยัน คือความมานะบากบั่น ความพยายาม ความรับ
ผิดชอบในกิจที่ทา ความขยันดังกล่าวนี้เมื่อมีในบุคคลใดแล้ว จะทาให้


บุคคลนั้นสู้งานด้วยความอดทน ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับความร้อน หิว
กระหาย หรือความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้น สู้งานที่รับผิดชอบจนสาเร็จ

ลุล่วงด้วยดี ท่ามกลางอุปสรรคเหล่านั้นที่รบกวนขัดขวาง
ความขยันที่ดีนนต้องคู่กับวางแผนและทาตามแผนที่กาหนดไว้


ั้





เช่น วางแผนจะทาวันละกี่ชั่วโมง วางแผนวาจะทาให้สาเร็จโดยใชเวลา

กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี ระหว่างที่ทาอยู่นั้นถ้าอุปสรรคเกิดขึ้น จะแก้ไข

อุปสรรคนั้นอย่างไร วางแผนและทาตามแผนอย่างนี้ งานจึงจะสาเร็จ

ด้วยดี นอกจากนั้นต้องอาศัยแรงจูงใจสองอย่าง คือแรงจูงใจภายนอก


เช่น ค่าตอบแทน คาชมเชย การเลื่อนยศเลื่อนชั้น เปนตน อีกประการ



หนึ่ง แรงจูงใจภายใน ได้แก่ความสานึกที่ดี ความรู้จักทาตัวให้มีคุณค่า
การอยากชนะตนเอง การไม่ยอมแพ้อานาจฝ่ายต่า เป็นต้น


ในแรงจูงใจสองอย่างนี้ แรงจูงใจภายในนับว่าสาคัญ เพราะถ้า

อยากทาดีเพื่อดีแล้ว แม้ค่าตอบแทนจะไม่สูง คนก็พร้อมจะทางานนั้น


ให้ส�าเร็จลุล่วงไปได้ อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจทั้งสองต่างก็ช่วยให้คน
ประสบความสาเร็จด้วยกันทั้งนั้น ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้

(กัณหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๔๒)














425


426


กลลวงนายพราน



“คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด



แต่คนฉลาดย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาดที่แกลงโง่”








ในอดีตกาล สมัยพระเจามคธครองราชสมบัติอยในพระนครราชคฤห ์




ครั้งนั้น พระโพธิสัตวบังเกิดในก�าเนิดมฤคคือเนื้อ อาศัยอยูในปากับบริวาร


ด้วยความสุขสาราญตลอดมา


อยูมาวนหนึ่ง แมเนื้อผูเปนนองสาวของเนื้อโพธิสัตวนั้น ได้ให้ก�าเนิด





ลูกน้อย เมื่อเจริญวัยพอสมควรแล้ว จึงพาลูกน้อยเข้าไปหาเนื้อโพธิสัตว์
แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ขอท่านจงให้หลานน้อยตัวนี้ฝึกหัดวิชามารยา
ของเนื้อให้คล่องแคล่วเถิด เพื่อจะได้รักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ในภาย
ภาคหน้า”
เนื้อโพธิสัตว์กล่าวตอบว่า “ดูก่อนน้องหญิง เรายินดีสอนวิชามารยา
เนื้อให้เจ้าหลานน้อย ขอให้ส่งเจ้าหลานน้อยมาฝึกวิชามารยาเนื้อ ในวัน

เวลาชื่อโน้นเถด” เมื่อถงวันเวลานดหมาย แม่เนื้อกส่งเจ้าเนื้อน้อยมาฝึก



วิชามารยาเนื้อจากพระโพธิสัตว์จนจบ และสามารถปฏิบัติได้อย่าง
คล่องแคล่วและแนบเนียน

วันหนึ่ง ขณะที่เนื้อนอยตัวนั้นเที่ยวหากินในปาอยางเพลิดเพลิน โดย


ไม่ทันระวังตัว จึงติดบ่วงของนายพรานทวางไว้ เนื้อทั้งหลายต่างส่งเสียง
ี่


บอกตัวอื่นใหรูและพากันวิงหนีภัยจากนายพราน สวนเนื้อนอยยังคงติดบวง






ไม่สามารถดนหลุดได้ ฝ่ายเนื้อทั้งหลายที่หนีรอดมาได้นั้น ได้บอก
เหตุการณ์ที่เนื้อน้อยติดบ่วงแก่เนื้อผู้เป็นแม่ แม่เนื้อจึงถามเนื้อโพธิสัตว์ว่า
“ข้าแต่ท่านพี่ ท่านได้ให้หลานฝึกวิชามารยาเนื้อแล้วหรือ”
เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “ดูก่อนน้องหญิง เจ้าอย่ากังวลใจเลย ลูกของ


เจาไดฝกวิชามารยาเนื้ออยางดีแลว จากนี้ไมนานนักเขาจะหลุดจากบวงนาย





พรานแล้วหนีกลับมาที่นี้”
บรรดาเนื้อทั้งหลายเมื่อทราบข่าวลูกเนื้อติดบ่วงนายพราน ก็พากัน
มาประชุมที่สานักเนื้อโพธิสัตว์เพื่อรอคอยการกลับมาของเนื้อน้อยตัวนั้น

427






ด้วยความห่วงใย ระหว่างนันได้ถามเนื้อโพธิสัตว์ว่า เปลี่ยนใจไมสูหรือหลีกหนีไป การทาลิ้นหอยออกจาก


“ข้าแต่นาย มารยาเนื้อคืออะไร” ปากเป็นการลวงว่า กาลังหมดแรงหรือเป็นลมหมด
เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “มารยาเนื้อ เป็นวิชา ทางสู้ พอศัตรูเผลอก็เข้าโจมตีหรือหนีไปโดยเร็ว


แสดงกลลวง เสแสร้ง หลอกล่อให้ศัตรูตายใจ พอ การกระท�าทองใหพองขึ้น เพื่อแสดงวาตนเองตัวใหญ ่



ศัตรูเผลอ ก็โจมตีศัตรูหรือหนีออกมาจากศัตรนั้น มีพละกาลังมาก ศัตรจะได้ลังเลไม่คิดมาต่อกรด้วย

เป็นวิชาเอาตัวรอด ช่วยแก้ปัญหาได้ในยามคับขัน” การปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมา หลังจากปล่อย
บริวารถามต่อว่า“ข้าแต่นาย ขอท่านโปรด ออกมาแล้วก็นอนเกลือกกลั้วให้อุจจาระปัสสาวะ

ขยายความให้เข้าใจด้วยเถิด” เนื้อโพธิสตว์เห็นเป็น ติดตัว กระทาเพื่อให้ศัตรูรู้สึกขยะแขยงในกลิ่น และ


โอกาสดีที่จะแสดงวิชามารยาเนื้อให้บริวารทราบ จึง ความนารงเกียจของอุจจาระปสสาวะ จะได้ไม่เข้าใกล้


กล่าวว่า “ดูก่อนบริวาร มารยาเนื้อมี ๖ ประการ คือ สวนการกลั้นลมหายใจ เปนการลวงวาตัวเองมีความ



การเหยียด ๔ เท้า นอนตะแคง ๑ การใช้กีบทั้ง ตั้งใจที่แรงกล้า พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูอย่างเต็มที่







หลายตะกุยหญาและดินรวน ๑ การทาลิ้นหอยออก ไมประหวั่นพรั่นพรึงแมศัตรูจะเปนใครก็ตาม” บริวาร


จากปาก ๑ การกระท�าทองใหพองขึ้น ๑ การปล่อย ถามต่อว่า “ข้าแต่นาย ผู้ฝึกวิชามารยาเนื้อ ต้องฝึก
อุจจาระปัสสาวะออกมา ๑ การกลั้นลมหายใจ ๑” อะไรอีกบ้าง”

บริวารถามอีกว่า “ข้าแต่นาย การกระทาแต่ละอย่าง เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “ต้องฝึกการหายใจด้วย
มีจุดมุ่งหมายอย่างไรบ้าง” รูจมูกข้างเดียว คือกลั้นลมมิให้เข้าออกทางช่องจมูก
เนื้อโพธิสตว์กล่าวตอบว่า “การกระทาแต่ละ ขวา แล้วหายใจเข้าออกทางช่องจมูกซ้ายทแนบตด
ี่



อย่างมีจุดประสงค์เพื่อให้ศัตรูเข้าใจผิดว่า ตายแล้ว พื้นดิน หรือกลั้นลมหายใจมิให้เข้าออกทางช่องจมูก
ศัตรูจะได้ไม่ระมัดระวัง และอาศัยช่วงไม่ระวังของ ซ้าย แล้วหายใจเข้าออกทางช่องจมูกขวาที่แนบติด
ศัตรูนั้นหนีไปสู่ที่ปลอดภัย แต่กลลวงดังกล่าวก็ กับพื้นดิน จึงจะลวงนายพรานดวยวิธี ๖ ประการได้”



สามารถใช้ได้หลายสถานการณ์ ใช้เพื่อต่อสู้กับศัตรู ระหวางที่ถามตอบกันยังไมทันจบนั้น ลูกเนื้อที่
ก็ได ใชเพียงเพื่อขมขวัญศัตรูก็ได และใชเพอใหศัตรู ติดบ่วงก็วิ่งหนีนายพรานเข้ามาในฝูงอย่างรวดเร็ว












หนีไปก็ได เช่น การเหยียด ๔ เท้านอนตะแคง ท�าให้ เมื่อถูกถามจึงไดบอกแกฝูงวา “ขาแตบริวาร หลังจาก



ศัตรูเข้าใจว่ากาลังจะตาย ศัตรูจะได้ไม่รีบมาจับหรือ ติดบ่วงนายพรานแล้ว ข้าพเจ้าก็ปล่อยให้ติดอยู่เช่น
ท�าร้าย หรือในกรณีติดบ่วงจะได้ไม่ระวงขณะแก้ นั้น ไม่ดิ้นรนให้เหนื่อยแต่อย่างใด นึกถึงมารยาเนื้อ

เหยื่อออกจากบ่วง เมื่อไม่ระวังก็จะอาศัยโอกาสนน ที่เรียน จึงนอนเหยียดเท้าทั้ง ๔ ไปทางด้านข้าง เอา
ั้
โจมตีหรือวิ่งหนีโดยเร็ว” กีบทั้งหลายนั่นแหละ คุ้ยท�าดินร่วนและหญ้าให้

บริวารถามต่อว่า “ข้าแต่นาย ข้ออื่นๆ มี กระจุยขึ้น ปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมา ทาให้หัว
เหตุผลและจุดมุ่งหมายอย่างไร” ตกลิ้นหอย ท�าสรีระให้เปรอะเปื้อนด้วยน�้าลาย ท�าให้

เนื้อโพธิสัตว์ชี้แจงว่า “ข้ออื่น ๆ มีเหตุผลดังนี้ ตัวพองขึ้นด้วยการกลั้นลม ทานัยน์ตาทั้งสองให้




การใชกีบตะคุยหญาและดินรวน เป็นการแสดงความ เหลือก ท�าลมให้เดนทางช่องจมูกล่าง กลั้นลมทาง


แข็งแรงให้ศัตรูเห็น ศัตรูจะได้รู้สึกหวาดหวั่น และ ชองจมูกบน ท�าหัวใหแข็ง แสดงอาการของสัตวที่ตาย


428




แลวเพื่อลวงนายพราน ในขณะนั้น บรรดาแมลงวนหัวเขยวก็บินมาตอมตามเนื้อ








ตัวขาพเจา สวนนกกาทั้งหลายก็บินมาจับที่กิงไมใกลๆ สอดสายตามองดูขาพเจา

อยู่ เมื่อนายพรานมาถึงพอเห็นข้าพเจ้าเท่านั้น ก็เอามือดีดท้องตนเอง พร้อม
กับพูดว่า “เนื้อตัวนี้คงจะติดบ่วงแต่เช้า จึงได้ตายด้วยอาการอย่างนี้” จากนั้น
จึงแก้เชือกที่รัดข้าพเจ้าออก เพื่อจะลากข้าพเจ้าไปแล่เอาแต่เนื้อ ระหว่างที่นาย
พรานเดินไปหากิ่งไม้และใบไม้มาปูกับพื้น เพื่อจัดการแล่เนื้อนั้นเอง ข้าพเจ้าก็
ลุกขึ้นยืนด้วยเท้าทั้ง ๔ สลัดกายเหยียดคอ แล้วกระโจนหนีออกจากที่ตรงนั้น
อย่างรวดเร็ว และวิ่งหนีมาถึงที่แห่งนี้โดยสวัสดิภาพ” ฝูงเนื้อได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็




พรอมใจกันฝกหดวิชามารยาเนื้อไว และด�าเนินชีวตดวยความไมประมาทตั้งแต ่



บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า การฝึกหัดศึกษาวิทยาการต่างๆ ล้วนแต่เป็น
ประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคมส่วนรวมทั้งสิ้น กล่าวคือในทางส่วนตัว คน
ที่มีการศึกษาย่อมจะรู้วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวันได้ดี ช่วยให้มี

ลู่ทางในการทามาหากิน ยิ่งรู้มากรู้จริงด้วยแล้วโอกาสแห่งการทามาหากินก็


เปิดกว้างขึ้น ช่วยให้หาทรัพย์สินและสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างยั่งยืน ในทาง


สวนรวม การศึกษาหาความรู ทาใหประเทศชาติพัฒนา รวมทั้งชวยแกปญหา






ในสังคมได้อีกมาก ประเทศที่พฒนาจึงให้ความสาคัญกับการศึกษา มีการ


กาหนดการศึกษาภาคบังคับที่สูงขึ้น กาหนดการศึกษาระดับสูงๆ ให้แพร่



หลายมากขึ้น รวมความวา การศึกษานี้ดี ทาใหคนและประเทศชาตเจริญขึ้น




ดังคาประพันธ์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ที่ว่า

อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน
ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
(ติปัลลัตถมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๘๙)







429


430





หงสผภักดี


“เพ่อนแท้ คือเพ่อนในยามยาก”








ในอดีตกาล มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ
เสวยราชสมบติอยู่ในพระนครพาราณสี กาลครั้งนั้น พระมเหสีของ

พระองค์ทรงพระนามว่า เขมา ทรงพระสุบินว่า มีพญาหงส์ทองสองตัว
อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพต มาแสดงธรรมให้ฟังด้วยเสียงอันไพเราะ


จับใจ พระนางหลงใหลในพญาหงสตัวนั้น จึงกราบทูลสุบนนั้นใหพระราชา


ทราบ และขอให้ทรงจับพญาหงส์นั้นมาให้
พระราชาจึงตรัสถามอ�ามาตย์ทั้งหลายว่า “ชื่อว่าหงส์ทองมีอย่ ู
ที่ไหน?”


อามาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า “มีอยู่ที่จิตตกูฏบรรพต พระเจ้าข้า”

จึงมีพระบรมราชโองการใหขุดสระขึ้นทางทิศเหนือพระนคร ขนาน

นามสระนั้นว่า เขมาโบกขรณี แล้วเพาะพันธุ์ธัญชาติต่างๆ ไว้ สาหรับ
เป็นอาหารของพญาหงส์ ใหประกาศโฆษณาบริเวณสระโบกขรณเปนเขต




อภัยทานแกนกทั้งหลายที่มาจากที่ตางๆ จากนั้นรับสั่งใหนายพรานซุมอยู ่



ที่มุมสระ ๔ ด้าน เพื่อคอยจับพญาหงส์ให้พระนางเขมา
ในวันหนึ่ง พญาหงส์ก็ติดบ่วงนายพรานที่ดักไว้ พญาหงส์ตัวนน





เปนพญาหงสโพธิสัตว ครั้นติดบวงคันแรวของนายพรานแลว จึงทอดตัว



ลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บริวารบินหนีไป
ระหว่างนั้น ได้มองเห็นหงส์ตัวหนึ่งชื่อสุมุขหงส์เสนาบดี บินกลับ


มา จึงคิดวา “ในเวลาที่สุมุขหงสบินลงมาหา เราจักทดสอบความรักความ
จริงใจดู” เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีบินลงมาถึง พญาหงส์โพธิสัตว์จึงกล่าวว่า
“ดูก่อนสุมุขะ ฝูงหงส์ทั้งหลายผู้มีผิวกายเรืองอร่ามงามดังทองค�า ได้พา
กันบินหนีภัยไปสู่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่ท่านกลับบินมาที่เดิมซึ่งมีภัยเฉพาะ

หน้า ขอทานจงบินกลับไปสูที่ปลอดภัยตามใจปรารถนาเถิด จะมัวหวงใย



ทาไมกับผู้ที่หมดทางสู้เช่นเรา อย่าได้พยายามช่วยเหลืออะไรเราเลย จะ

431


ลาบากเสียเปล่าๆ” ขึ้น ขอท่านจงแผ่เมตตา อย่ามีจิตพยาบาทต่อนาย


หงส์สุมุขเสนาบดได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวตอบ พรานเลย”
ว่า “ข้าแต่พญาหงส์ ถึงพระองค์จะติดบ่วงนายพราน นายพรานได้ยินหงส์สุมุขเสนาบดีปลอบใจ

ไม่มีหนทางสลัดหลุดออกไปได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จัก พญาหงส์เช่นนัน จึงเข้าไปหาพญาหงส์แล้วกล่าวว่า


ไมทิ้งพระองคไปไหน จักเปนหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า “ดูก่อนพญาหงส์ ธรรมดาว่าวิสัยปักษีทิชากร ผู้

ก็จักอยู่ร่วมกับพระองค์ ณ ที่ตรงนี้” เมื่อหงส์สุมุข สัญจรไปในอากาศนั้น ย่อมบินไปสู่ทางได้ทุกที่ด้วย
เสนาบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ความปลอดภัย พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือว่าที่
พญาหงส์จึงกล่าวว่า “ดูก่อนสุมุขะ ท่านกล่าว สระโบกขรณีแห่งนี้มีการดักบ่วงไว้”


วาจาดีงามอนใดไว้ วาจานั้นแลเป็นคาของท่านผู้ พญาหงส์โพธิสัตว์ตอบว่า “ข้าแต่นายพราน



ประเสริฐ ทรงศีลทรงธรรม อนึ่ง การที่เราใหทานบน คราวใดที่ชีวิตจะถึงฆาต คราวนั้นแมจะเห็นบวงที่ดัก




หนีไปนั้น กล่าวเพื่อลองใจท่านดู ทาให้ทราบความ ไว้แต่ทไกลๆ สัตว์กคงบนไปติดจนได้ด้วยความ
ี่

เป็นมิตรแท้ ผู้ซื่อสัตย์ของท่าน” ประมาท แต่คราวใดที่ชีวิตยังไม่ถึงฆาต คราวนั้นแม้


ขณะที่หงส์ทังสองกาลงสนทนากันอยู่ นาย จะไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ชีวิตก็ยงปลอดภัยอย่นั่นเอง



พรานกถือไม้วิ่งมาหาอย่างเรวเพื่อจับพญาหงส์นั้น คราวนี้ข้าพเจ้าได้ติดบ่วงของท่านแล้ว ชีวิตจะเป็น


หงส์สุมุขเสนาบดีหันไปเห็น จึงได้พูดปลอบใจพญา อย่างไรก็สุดแต่กรรมที่ทามา”




หงส์ให้คลายความวิตก แล้วบินไปทาความเคารพ นายพรานได้ฟังแล้วก็ชนชมยินดีถ้อยค�าของ




นายพรานนั้น พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าแต่นายพราน พญาหงส์ จึงหันไปทางหงสสุมุขเสนาบดีแลวกลาววา

ขาพเจาหงสสุมุขเสนาบดีและพญาหงสผูเปนนาย ขอ “ดูก่อนหงส์สุมุขเสนาบดี ฝูงหงส์ทั้งหลายถูกภัย







แสดงความเคารพท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านจงรับ คุกคาม แล้วพากนบินหนีไปหมด มีท่านตวเดียว
ไว้ด้วยเถิด” เท่านั้นที่พ้นภัยแล้วก็ยังมัวพะวงอย่กับพญาหงส์ตัว


นายพรานได้เห็นอากัปกิรยาและได้ยินเสยง อื่นๆ ไม่เห็นมีใครห่วงใยเช่นท่านเลย พญาหงส์ตัวนี้






เชนนั้น ก็มีจิตออนโยนตอหงสทั้งสอง จึงคิดวา “หงส์ เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านจึงได้ห่วงใยเช่นนี้”
ทั้งสองนี้มิใช่งามแต่เพียงตัวเท่านั้น ที่แท้จิตใจก็งาม หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวตอบนายพรานว่า




ไปด้วย รูจักแสดงความออนนอมตอคนอื่น ผูที่หมาย “ข้าแต่นายพราน หงส์ตัวอื่น ๆ เป็นเพียงสหายของ

จะจับตัวด้วยซ้า” เราเท่านั้น แต่พญาหงส์ตัวนี้เป็นราชาของเรา เป็น

ฝ่ายหงส์สุมุขเสนาบดีพอรู้ว่านายพรานมีจิต กัลยาณมิตรที่ยิ่งใหญ่ เสมอด้วยชีวิตของเรา เป็น




อ่อนลง ไม่มุ่งอาฆาตมาดร้ายอะไรแล้ว จึงบินกลับ ผูทรงศีลทรงธรรม นาพาเราใหมีสุขดวยเมตตากรณา


ไปยืนปลอบใจพญาหงส์ต่อว่า “ข้าแต่พญาหงส์ ชีวิต เป็นที่ตั้ง เราจกไม่ทอดทิ้งพญาหงส์ผู้เป็นราชาของ
มีกรรมเป็นของตนเอง ท่านได้ทาความดีมาตลอด เรานี้ไปจนตราบเท่าวันตาย”

ปกครองหงส์ด้วยจิตเมตตา ไม่เคยรังแกและมุ่งร้าย นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า “เราเมื่อ

ใครมาตลอดเวลาถึงเพียงนี้ หากบุญทานมี พระย่อม รู้อย่างนี้แล้ว ถ้ายังคิดจักจับหงส์ทองผู้ทรงศีล
คุ้มครอง เทวดาย่อมรักษา แม้หากท่านมีกรรมมา ทรงธรรมอีก ชะรอยแผ่นดินจะไม่ยอมให้เราเดิน
ตัดรอนให้ต้องจากโลกนี้ไป ท่านก็ไม่เสียทีที่ได้เกิด เหยียบ คงจะสูบเราลงไปใต้เบื้องล่างเป็นแน่ การจับ
มาเพราะทาความดีมาตลอดแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิด หงส์ครั้งนี้เราท�าก็เพื่อยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่จักได้

432









จากสานักพระราชา แตบดนี้ชีวิตของพญาหงสสาคัญกวาสิ่งใด ๆ ดังนั้น เราจักปลอย
พญาหงส์นั้นไปตามวิถีทางของหงส์”
จากนั้นจึงกล่าวกับหงส์สุขุมเสนาบดีต่อหน้าพญาหงส์ว่า “ข้าแต่หงส์สุมุข
เสนาบดี ตัวท่านตั้งใจจะช่วยเหลือพญาหงส์ โดยไม่เห็นแก่ชีวิตตนเองเลย ข้าพเจ้า
นับถือน้าใจท่าน ดังนั้น ข้าพเจ้าก็จักปล่อยพญาหงส์ผู้เป็นราชาของท่าน ขอท่านทั้ง



สองจงบินไปตามความประสงคเถิด” กลาวจบนายพรานนั้นก็ปลอยหงสใหเปนอิสระ




ฝ่ายหงส์หลังจากได้รับอิสรภาพ ก็บินไปสู่ที่ตนปรารถนาในทันที

ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า คนที่ไปมาหาสู่เราในยามที่เรามีอานาจวาสนานั้น
ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ใครคือเพื่อนจริงหรือเพื่อนแท้ของเรา แต่ในยามประสบ
เคราะห์กรรม เช่น ในยามจน ยามเจ็บ และยามจากเป็นต้น เราจึงจะรู้ได้ เพราะ
ในยามนน คนที่ไม่ใช่เพื่อนจริงหรือเพื่อนแท้จะค่อยๆ หายไป เหตุนั้น ท่านจึง
ั้






กลาววา เพื่อนแทคือเพื่อนยามยาก ไดแกเพื่อนที่อยูกับเราหรือญาติของเราได แม ้

ในยามที่เราจน เราเจ็บ และเราจาก ท่านให้ข้อคิดอีกว่า เพื่อนแท้หรือเพื่อนยาม
ยากนั้นแม้มีเพียงคนเดียว แต่ก็ยังดีกว่าเพื่อนไม่แท้ที่มีเป็นหมื่น

เพื่อนแท้นั้นท่านเรียกว่า กัลยาณมิตร มคุณสมบัติที่สาคัญ ๗ ประการ

ได้แก่
๑. ปิโย น่ารัก
๒. ครุ น่าเคารพ
๓. ภาวนีโย น่ายกย่อง
๔. วตฺตา จ รู้จักวิธีพูดให้ได้ผล

๕. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคาคนอื่นได้

๖. คมฺภีรญฺจ กถ กตฺตา สามารถอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย
๗. โน จฏฺาเน นิโยชเย ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย



ทางพระพุทธศาสนาไดยกยองกัลยาณมิตรไววา เปนทั้งหมดของพรหมจรรย ์











ทีเดยว ดังพระพุทธพจนวา “ดกอนอานนท เธออยาไดกลาวอยางนั้น ก็ความเปน



กัลยาณมิตรนี้ เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร




จักเจริญด้วยอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘” ดังน เรื่องนี้ท่านพุทธทาสภิกขุ
ี้
ก็ประพันธ์ไว้ว่า
อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา
เหมือนเกลือดีมีน้อยด้อยราคา
ยังดีกว่าน้าเค็มเต็มทะเล

(หังสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๖๙)
433


434




หงสเลอกคู่

“งามภายในสาคัญกว่างามภายนอก”









ั้
มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งปฐมกัปที่ผ่านไปแล้วก่อนกัปทั้งหลายนน
บรรดาสัตว์ทุกประเภทในพื้นพิภพ ยังไม่มีการเลือกหัวหน้า เพื่อน�าเผ่า
พันธุ์ของตน
วันหนึ่งจึงมาประชุมกันเพื่อเลือกหัวหน้า ครั้งนั้น สัตว์ ๔ เท้าได้

พากันเลือกราชสีห์เป็นหัวหน้า สัตว์น้าเลือกปลาอานนเป็นหัวหน้า ส่วน

สัตว์ปีกเลือกพญาสุวรรณหงส์เป็นหัวหน้า ท�าหน้าที่ปกครองดูแล บาบัด

ทุกข์บ�ารุงสุขสัตว์ในสายพันธุ์ของตนตั้งแต่นั้นมา

ในจานวนหัวหน้าสัตว์ ๓ ประเภทนั้น พญาสุวรรณหงส์ ซึ่งเป็น
หัวหน้าของสัตว์ปีก จัดเป็นหัวหน้าสัตว์ที่สวยงาม เยื้องกรายไปทิศทาง

ใดก็เชดหน้าชูตาแก่สตว์ปีกยิ่งกว่าหัวหน้าสัตว์ประเภทอื่น นอกจากตัว

เองจะสง่างาม มีเสน่ห์ดึงดูดให้สัตว์ทั้งหลายหันมามองแล้ว ลูกสาวของ
พญาสุวรรณหงส์นั้น ก็รูปงามยิ่งกว่าผู้เป็นบิดามารดาตนเสียอีก ด้วย

ความที่ตัวเองและลูกสาวงามนั้นเอง จึงทาให้พญาสุวรรณหงส์มีชื่อเสียง

ิ่
และได้รับเกียรติจากสัตว์ทั้งหลายเพมเป็นทวีคูณ ใครๆ ก็อยากมาผูก
มิตร มีสัตว์ใหญ่น้อยแวะเวียนไปมาหาสู่มิได้ขาด พญาสุวรรณหงส์นั้น



เลี้ยงดลูกดวยความรักและทะนุถนอมตั้งแตเล็กจนโตเปนสาว โดยไม่เคย

ทุบตีหรือพูดจาให้ระกาช้าใจแม้แต่น้อย


วันหนึ่ง ได้กล่าวกับลูกว่า “ดูก่อนแม่หนู พ่อให้พรแก่เจ้า ต่อแต่นี้
เจ้าปรารถนาสิ่งใด จงขอสิ่งนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเจ้าจะได้ในสิ่งที่ขอ
ทุกประการ”
ลูกสาวกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าขอบพระคุณในความเมตตาที่
ท่านให้ ข้าพเจ้ารับพรจากท่านแล้ว และจะขอเมื่อถึงโอกาสอันควร”


พญาสุวรรณหงสไมไดวิตกวาลูกจะขอพรและรบพรเมื่อใดดอก แต่



อยากทราบเพียงว่าลูกจะขออะไร อย่างน้อยจะได้เตรียมจัดการให้ หรือ



435





ถ้าเกินวิสัยที่จะได้เตรียมให้สิ่งอื่นๆ แทน แต่ครั้นจะ พญาสุวรรณหงสจึงตอบลูกสาววา “พอรักษา
ถามลูกสาวตรงๆ ก็ไม่กล้า จึงได้แต่นิ่งเก็บความ สัญญาที่ให้ไว้ เจ้าได้รับพร คือเลือกสามีตามที่เจ้า



อยากรูนี้ไว ที่พอจะสอบถามไดบางก็คือภรรยาตนเอง ชอบตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ว่าแต่เจ้าจะให้พ่อช่วยทา


วันหนึ่งจึงถามว่า “น้องหญิง เธอคงทราบแล้ว อะไรบ้าง มีไหม?”

ว่าฉันให้พรแก่ลูกสาว แต่ไม่ทราบว่าเขาจะขออะไร ลูกสาวกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ เพือให้ข้า

ตอนนี้จึงยังไมสามารถด�าเนินได เธอพอจะทราบไหม สามารถเลือกสามีได้ดๆ เป็นที่ยอมรับของบิดา


ว่าลูกสาวจะขออะไรจากฉัน” มารดาและญาติพี่น้อง ขอท่านจงให้ป่าวประกาศทั่ว




นางหงส์ตอบว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ข้าพเจ้าแม้จะ ปาหิมพานตวา ลูกสาวพญาสุวรรณหงสจะเลอกคูใน


เป็นมารดา แตเรื่องบางเรื่องของลูกก็ไมทราบเชนกัน วันพรงนี้ ขอใหบรรดานกทั้งหลายที่สนใจมาประชุม










และไมกลาที่จะเขาไปยุงเกี่ยวกับการตัดสินใจของลูก กันที่ลานหินใหญ่ข้างหน้าต้นไม้ที่เราอาศัยอยู่ เมื่อ



ด้วย เหตุนั้น จึงไม่รู้เช่นกันว่าลูกจะขอสิ่งใด” บรรดานกทั้งหลายมาพรอมแลว ขาจะไดเลือกคูตาม






พญาสุวรรณหงส เมื่อไมทราบวาลกจะขออะไร ที่ตั้งใจไว้”
ก็ได้แต่เก็บความอยากรู้นั้นต่อไปเรื่อยๆ ส�าหรับ พญาสุวรรณหงส์ได้ยนลกสาวบอก ก็โล่งใจ


ลูกสาวยังคงปฏิบัติตัวกับบิดามารดาและบริวารตาม ขึ้นมาบาง เพราะผูที่ลกสาวจะเลือกมาเปนสามีหรือ




ปกติ โดยไม่มีอะไรผิดสังเกต เป็นลูกเขยตนนั้น เป็นสัตว์ในตระกูลสัตว์ปีกดุจ


จนกระทง อยูมาวันหนึ่ง ลูกสาวจึงไดกลาวขึ้น เดียวกัน ไม่ใช่สัตว์บก สัตว์น้า หรือครึ่งบกครึ่งน�้า
ั่



ว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ตามที่ท่านให้พรแก่ข้าพเจ้านน อย่างที่วิตกไว้แต่แรก จึงพอจะสบายใจขึ้นมาหน่อย


บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ข้าพเจ้าขอรับพรจากท่าน พรนั้น หนึ่ง แตก็ยังไมคลายวิตกกงวลไปเสียทั้งหมด เพราะ


คือขอท่านได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลือกสามีด้วย ยังมีสัตว์ปีกบางประเภท ที่นกทั้งหลายรังเกียจ ไม่

ตนเองตามใจชอบเถิด” อยากจะคบค้าสมาคมด้วย เช่น นกกา ซึ่งมีขนสีดา
พญาสุวรรณหงส์ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เพราะ นิสัยไม่ดี ชอบขโมยของผู้อื่น หรือนกเค้าแมว ซึ่งมี

การที่ลกขอเลือกสามีตามใจชอบนั้น เป็นการเสี่ยง ลูกนัยน์ตาโต น่ากลัว และหากินไม่เหมือนสัตว์ปีก
ต่อชื่อเสียงและสถานะของหัวหน้าสัตว์ปีกอย่างยิ่ง อื่น คือหากินในเวลากลางคืน ถาลูกสาวเลือกนก ๒




เนื่องจากลูกสาวอาจจะเลือกใครมาเป็นสามี คืออาจ ชนิดน ชนิดใดชนิดหนึ่งมาเปนสามี ก็โชครายอย จึง

ี้
เลือกสัตว์ปีกด้วยกันก็ได้ สัตว์บกก็ได้ สัตว์น้าก็ได้ ขออย่าให้ลูกเลือกนกกาหรือนกเค้าแมวเลย


หรือครึ่งบกครึ่งน�้าก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล เยนวันนนเอง พญาสุวรรณหงส์ก็ให้ป่าว
ั้
ใชแตเทานั้น ยังวิตกถึงนิสัยใจคอของวาที่ลูกเขยดวย ประกาศทวปาหิมพานตวา “บรรดาสตวปกทั้งหลาย













เกรงจะเป็นสัตว์โหดร้าย เป็นพาลนิสัยเกเร หรือ บัดนี้ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์ที่มีรปงาม กิรยา






สกปรกเปนที่เกลียดชังของสัตวอื่น ๆ แตเมื่อรับปาก มารยาทเรียบรอย เปนที่หมายปองของสัตวหนุมทั้ง



จะให้พรไปแล้วก็ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่า หลายในป่าแห่งนี้ ถึงเวลาจะมีคู่ครองแล้ว สัตว์ใดที่
จะดีหรือร้าย มีความสนใจในตัวลูกสาวของพญาสุวรรณหงส์
436


ผู้สวยงาม ขอให้มาประชุมกัน ณ ลานหิน หน้าต้นไม้ที่อยู่ของพญาสุวรรณหงส์
ในวันพรุ่งนี้เถิด ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์จะเป็นผู้เลือกสามีด้วยตนเอง”



บรรดานกทั้งหลายทั่วปาหิมพานต ตางรับทราบประกาศนี้อยางรวดเร็ว และ

เตรียมพร้อมที่จะมาประชุมในวันพรุ่งนี้ ตามประกาศดังกล่าว เว้นนกเล็กนกน้อย


และนกที่มีครอบครวแลว ซึ่งถือวาขาดคุณสมบัติ นกนอกนั้นที่เปนโสดทุกประเภท


ไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ต่างรอคอยที่จะมาในวันพรุ่งนี้ทั้งสิ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานหินดังกล่าว นกทั้งหลายต่างมาประชุมแต่เช้า แต่ละตัว




ได้ท�าความสะอาดร่างกาย ท�าความสะอาดขนใหดูดีเปนพิเศษ อีกทั้งวางมาดใหเปน
ที่ต้องใจลูกสาวพญาสุวรรณหงส์นั้นอย่างเต็มความสามารถ และรอคอยการเลือก
คู่ด้วยความตื่นเต้นที่สุด เมื่อได้เวลา ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์ก็ปรากฏกายขึ้น เธอ
สอดสายตาเลือกคูชีวิตดวยความใจเย็น ใชเวลาไมนานนัก ก็เลือกคูไดสัตวปกที่โชค








ดีที่สุดในวันนี้ก็คือนกยูง ซึ่งก็เหมาะสมกันดี นกยูงตัวนั้นเป็นนกยูงหนุ่มที่มีคอ
สวยงามดังแก้วมณี มีหางยาวเป็นช่อชั้นวิจิตรตระการตา เมื่อเลือกได้แล้วจึงบอก
แก่พญาสุวรรณหงส์ว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าเลือกนกยูงตัวนั้น นกยูงตัวนั้นจะเป็นคู่
ชีวิตของข้า”



พญาสุวรรณหงสเห็นหนวยกานของนกยูงหนุมนั้นแลวก็สบายใจ จึงประกาศ


แก่นกทั้งหลายว่า “ดูก่อนนกทั้งหลาย บัดนี้ลูกสาวของข้าพเจ้าได้เลือกคู่ครองแล้ว



เขาคือนกยูงตัวนั้น ที่มีคอสวยงามดังแกวมณี มีหางยาวเปนชอชนวิจิตรตระการตา
ั้

ขอนกอื่น ๆ ทั้งหมดรับทราบและยินดีโดยทั่วกันเถิด” จากนั้นไดหันมากลาวกับนก

ยูงหนุ่มผู้โชคดีนั้นว่า “ดูก่อนนกยูงผู้สหาย ลูกสาวของเราเมื่อจะเลือกสามีใน
ทามกลางที่ประชุมนกนี้ ไดเลือกทานเปนสามีดวยความรักความชอบในตัวทาน นับ







เป็นโชควาสนาของท่านโดยแท้ ต่อแต่นี้ขอท่านจงดแลและให้เกียรติลูกสาวเราให้
มาก หรือให้เท่ากับที่เราปฏิบัติดูแลนางมา”
นกยูงหนุ่มผู้โชคดีนั้นรับคาพญาสุวรรณหงส์ด้วยความปลื้มใจ จากนั้นก็มอง

ดูนกทั้งหลายที่กาลังจ้องมาทางตวอยู่ ก็รู้สึกว่าบรรดานกเหล่านั้น มีบางตัวไม่




ยอมรับกับการเลือกคู่ครั้งน บางตวคงจะร้สึกว่าไม่เหมาะสม ไม่คู่ควรกันเป็นต้น


มันเลยคิดว่า “นกทั้งหลายนั้นไม่รู้จักตนเองดีพอ เห็นทีจะต้องแสดงความสามารถ
ให้ปรากฏ” พอคิดดังนั้น นกยูงหนุมก็เริ่มเหยียดปกทั้งสองขางออก แล้วร�าแพนให้



นกทั้งหลายดูความยิ่งใหญ่ของตัวเอง เป็นการเหยียดปีกออกอย่างเต็มที่ ออกแรง

ราแพนจนสุดกาลัง จนทาใหอวัยวะบางอยางที่ควรปกปดมิดชิดเกิดโผลออกมา เช่น






รูทวารหนัก และบริเวณเนื้อที่ไม่มีขนปกปิด ก็ปรากฏชัดเจนเป็นต้น โดยที่นกยูง
437









หนุมมิไดสังหรณใจเลยวา การท�าเชนนั้นเปนที่ละอายใจแกพญาสุวรรณหงสและ

ลูกสาวอย่างยิ่ง เพราะเป็นมารยาทที่ไม่งาม อีกทั้งเป็นตัวตลกในสายตาของนก
ทั้งหลายด้วย
พญาสุวรรณหงส์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็คิดว่า “นกยูงตัวนี้ไม่มีหิริ คือความ
ละอายแก่ใจ อันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นภายในเลย โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อ
บาป อันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นในภายนอกจะมีได้อย่างไร เราจักไม่ยอมยกลูกสาวไป
เป็นภรรยาแก่นกยูงนี้ ผู้ปราศจากหิริและโอตตัปปะเป็นอันขาด”

จากนั้นจึงกล่าวกบนกยงหนุ่มว่า “ดูก่อนนกยูงผู้สหาย เสียงของท่านก็

ไพเราะเพราะพริ้ง หลังของท่านก็สวยสดงดงาม สร้อยคอของท่านก็เปรียบดังสี
แก้วไพฑูรย์ และหางของท่านก็ยาวตั้งวา แต่เราคงจะยกลูกสาวของเราแก่ท่าน
ไม่ได้ เพราะการเหยียดปีกราแพนหางเต็มความสามารถในที่ประชุมเช่นนี้ จน

อวัยวะน่ารังเกียจปรากฏออกมานั้น เป็นมารยาทที่ไม่งามเลย”


นกยูงหนุ่มเมื่อได้ยินคาพูดของพญาสุวรรณหงส์ ก็รู้ว่าตัวเองทาพลาดที่
เหยียดปีกและราแพนหางในที่ประชุม รู้สึกละอายใจอย่างที่สุด จึงบินหนีจากที่


นั้นไปโดยไม่เหลียวหลังเลย ส่วนพญาสุวรรณหงส์ก็พาลูกสาวกลบรังของตน
สาหรับนกอนๆ ที่มาประชุมกันทั่วบริเวณนั้นก็พากันบินกลับไปสู่ที่ที่ตนบินมา
ื่

แล้วเช่นกัน บรรยากาศที่อึกทึกครึกโครมก็สงบลงเข้าสู่สภาวะปกติทันที




ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา ความละอายแกใจซึ่งเรียกวา หิร และความ

เกรงกลัวตอบาปซึ่งเรียกวา โอตตัปปะนั้น เปนธรรมะประกันความสงบรมเยน




ของสังคมได้ ท่านจึงเรียกว่า โลกปาลธรรม คือ ธรรมคุ้มครองโลก ได้แก่ปก
ปักรักษาให้สัตว์โลกใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุข ไม่รังแกและเบียดเบียน

กัน บางครั้งบางคราวแม้มีโอกาสจะรังแกและทาร้ายได้ ก็ไม่ทา มีโอกาสจะ

หยิบฉวยของคนอื่นได้ ก็ไม่หยิบฉวย มีโอกาสจะล่วงเกินคู่ของคนอื่นได้ ก็ไม่

ละเมิด มีโอกาสจะได้ประโยชน์จากการพูดเท็จ ก็ไม่ทา และมีโอกาสจะเสพ

ของมึนเมาหรือค้าขายได้กาไรสูง ก็ไม่ประพฤติ เป็นต้น

สถานการณ์เดียวกันนี้ หากเกิดกับคนที่ขาดหริและโอตตัปปะแล้ว ก็

จะทาให้เขาล่วงละเมิดชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นต้นได้โดยง่าย เพราะ
ไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานช่วยยับยั้งชั่งใจให้เขาเลย ดังนั้น หากหวังความสงบสุข

ที่ยังยืนถาวร ทุกคนจึงควรช่วยกันปลูกฝังโลกปาลธรรมดังกล่าว ให้เกิดขึน

ในใจอย่างต่อเนื่องและตลอดไปเถิด

(นัจจชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๖๓)





438


439


ยุงเป็นเหตุ






“ศัตรที่มปัญญา ยังดีกว่ามตรที่ไร้ปัญญา”







ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี


ครั้งนั้น ที่หม่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งในแคว้นกาสี ชาวบ้านจานวนมากได้
ประกอบอาชีพช่างไม้ ทาเตียง ตั่ง ประตู ฝาเรือน และงานฝีมือทุกชนิด



วันหนึ่ง ขณะที่ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่งกาลังตากไม้ให้แห้ง เพื่อจะนาไป



ทางานช่างให้ได้คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้าตามทีตกลงกนไว้ ยุงตัว
ื่
หนึ่งก็บินมาจับที่ศีรษะของเขาแล้วกัดศีรษะด้วยจะงอยปากเพอจะดูดเลือด
กิน ช่างไม้รู้สึกเจ็บปวดและราคาญยุงตัวนั้นอย่างยิ่ง จึงบอกลูกชายที่นั่งอยู่

ใกล้ ๆ ว่า “ไอ้หนู ยุงมันกัดศีรษะพ่อ เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยหอก จงฆ่ามัน
เสีย”
ลูกตอบว่า “พ่อจงอยู่นิ่ง ๆ ฉันจะฆ่ามันด้วยการตบครั้งเดียวเท่านั้น”
พูดเสร็จลูกชายช่างไม้ก็หาอุปกรณ์ที่จะฆ่ายุงตัวนั้น เหลือบไปเห็นขวานเล่ม











ใหญที่พอวางไวใกล ๆ จึงหยิบขวานเลมนั้นขึ้นแลวยืนอยูขางหลงพอ เงื้อขวาน
ขึ้นสุดแขนทั้งสองแล้วก็ฟันลงไปเต็มที่บนศีรษะพ่อ ด้วยตั้งใจว่าจักฆ่ายุงให้



ตาย แตยุงไดบินหนีไปแลว ขวานจึงกระทบกลางศีรษะพอตนเองอยางจัง จน



ศีรษะแยกออกเป็นสองซีก ทาให้ช่างไม้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง
ั้



บุตรของชางไมเมือเห็นเหตุการณเชนนน ก็ตกใจกลัวตัวสั่น จึงสงเสียง



ร้องออกมาด้วยความเสียใจที่เป็นเหตุให้พ่อตาย ส่วนบรรดาช่างไม้ทั้งหลาย
ที่ทราบเรื่อง ก็พากันมาแสดงความเสียใจกับครอบครัวช่างไม้นั้น บางคน
กล่าวว่า “ช่างไม้ตายด้วยเหตุอันไม่สมควร บุตรช่างไม้ไม่มีปัญญาในการฆ่า

ยุง จึงทาเหตุเช่นนี้ขึ้น”

บางคนก็กล่าวว่า “บุตรช่างไม้ทากรรมนีหามีเจตนาไม่ การตายของ

ช่างไม้เป็นกรรมของเขาเอง”


ในเวลานั้นพระโพธิสัตวซึ่งมีอาชีพเปนพอคา ไดผานมาเห็นเหตการณ ์





440


นั้น จึงคิดว่า “คนที่เป็นปัจจามิตรคือศัตรูกัน แต่ พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ชื่อว่าการฆ่าทุกชนิด
เป็นบัณฑิตคือรู้จักดีชั่วยังดีกว่า เพราะคนเป็น ล้วนผิดศีลทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย หรือ



ปจจามิตรนั้นยังเกรงกลัวอาญาแผนดิน ไมถึงกับฆา สัตว์ใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าจะฆ่าด้วยเหตุใด ล้วนผิด





มนุษย์ได้” จากนั้นได้กล่าวกะคนเหล่านั้นว่า “ท่าน ทั้งหมด ไมมีการยกเวน สวนจะบาปนอยบาปมากนั้น
ทั้งหลาย การตายเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใคร เป็นอีกกรณีหนึ่ง ถ้าฆ่าสัตว์น้อยที่ไม่มีคุณ เช่น ยุง
อยากประสบพบเจอ แต่ต้องเจอด้วยกันทุกคน จะ มด เป็นต้น ก็บาปน้อย แต่ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ ๆ ที่มีคุณ
เร็วหรือช้าเท่านั้น ช่างไม้ได้ตายไปแล้ว ขอท่านทั้ง ก็บาปมาก ส่วนการฆ่าที่เป็นบุญมีอย่างเดียวเท่านั้น
ึ้
หลายจงตั้งสติ อย่าเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขน คือฆ่าความโกรธของตนเอง ขอท่านทั้งหลายจงอย่า






แตจงใชสิงที่เกิดขึ้นนี้เตือนตนใหด�ารงอยูดวยความ ประมาท”
ไม่ประมาทเถิด” เมื่อพ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้ บุตรช่างไม้จึง








หลังจากพิธีศพของชางไมผานไปแลว ช่างไม้ กล่าวว่า “ขาแตทานบัณฑิต ข้าพเจ้าเป็นเด็ก มีปญญา

ทั้งหลายก็ปรกษาหารอกันถึงวิธีการก�าจัดยุงที่ถูก น้อย คิดกระท�าสิ่งใดไม่รอบคอบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ต้อง แล้วอบรมสั่งสอนบุตรธิดาให้ปฏิบัติตามนั้น ขอท่านจงบอกวิธีดาเนินชีวิตแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”


เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอก โดยมิได้มีการ พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ดูก่อนเด็กน้อย
ลงโทษบุตรของช่างไม้ เพราะการกระท�าโดยรู้เท่า ธรรมดาเด็กมีปกติเป็นกันอย่างนั้น เด็กจึงต้องม ี

ไม่ถึงการณ์ ผู้ใหญ่ปกครอง แนะน�าพร�่าสอนให้รู้จักการดาเนิน

วันหนึ่ง ชางไมคนหนึ่งไดถามพอคาโพธิสัตว ์ ชีวิต เมื่อใครหวังดีแนะน�าแล้ว ควรรับฟังและน�าไป






โดยปรารภเหตุที่เกิดขึ้นวา “ขาแตบัณฑิต การตาย ปฏิบัติตาม จึงจะเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง เด็กควรรู้

ของชางไมเปนการตายที่ไมสมควร จะเป็นกรรมแก่ ดี สามารถดี และประพฤติดี เพราะทั้ง ๓ ประการ






ผู้กระทาหรือไม่หนอ?” นี้ เปนสิ่งสาคัญตอการดาเนินชีวิต กรณีที่เกิดขึ้น ขอ




พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “บุตรของช่างไม้ยง ใหเปนอุทาหรณสอนใจตนเอง อย่าทาอะไรด้วยความ




เป็นเด็ก ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเหมือนผู้ใหญ่ เขา ประมาท และขอให้ระลึกเสมอว่า “ศัตรูผู้มีความรู้


ตั้งใจจะฆ่ายงที่จับบนศีรษะบิดา จึงใช้ขวานจาม ประเสริฐกว่า มิตรผู้ปราศจากความร้ไม่ประเสริฐ

ลงไป เป็นเหตุให้บิดาตาย การกระทาของเขาหามี เลย”
เจตนาฆ่าบิดาแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น จึงไม่เป็น บุตรชายช่างไม้ถามต่อว่า “ข้าแต่ท่านบัณฑิต

บาปกรรมในข้อนี้ แต่ถึงไม่เป็นบาปกรรม เพราะ คาว่า “ศัตรูผู้มีความรู้ประเสริฐกว่า มิตรผู้ปราศจาก
ไม่มีเจตนา การกระทาของเขาก็ไม่ถูกต้อง บัณฑิต ความรู้ไม่ประเสริฐเลย” นั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบความ

ทั้งหลายไมสรรเสริญ เพราะเป็นการกระทาของคน หมาย ขอท่านจงขยายความด้วยเถิด”




เขลา ไม่มีวิจารณญาณ ทาให้เกิดความเดือดร้อน พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ดูก่อนเด็กน้อย คาว่า





เสียหายแก่คนอื่นได้” ศัตรผูมีความรูประเสริฐกวา หมายความว่า คนที่เปน

ช่างไม้ถามอีกว่า “ข้าแต่บัณฑิต การฆ่าสัตว์ ศัตรูตอกันนั้น เวลาจะประกอบพฤติกรรมท�าชั่วอะไร
เล็กๆ น้อยๆ เช่น ฆ่ายุง ฆ่ามด เป็นต้น จะเป็น เขาก็ยังกลัวอาญาแผ่นดินอยู่บ้าง เพราะเขามีความรู้
บาปหรือไม่ประการใด” ว่า อะไรผิดอะไรถูก ส่วนมิตรผู้ปราศจากความรู้ไม่
441


ประเสริฐเลยนั้น หมายความว่า คนที่รักใคร่ชอบพอกัน ประกอบกิจการงาน




ด้วยกัน แต่ไม่มีความรู้ในกจที่ทา คาที่พด ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดนั้น คน
ประเภทนี้อนตราย เพราะอาจทาอะไรเสียหายได้มากกว่าคนประเภทแรก


เนื่องจากความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วขืนทานั่นเอง”

พ่อค้าโพธิสัตว์ครั้นตอบคาถามเสร็จแล้ว ก็ขอตัวไปแสวงหาสินค้าที่ยัง

ขาดอยู่ ครั้นได้สินค้าตามต้องการแล้วก็ออกเดินทางไปที่อื่นต่อไป
ข้อคิดจากชาดกเรื่องนี้คือ คนที่ท�าอะไรไม่ผิดหรือผิดน้อย หรือท�า
อะไรประสบความสาเร็จนั้น เป็นเพราะเขามีคุณสมบัติหลายประการ หนึ่ง




ในนัน คอมีความรู้ความเข้าใจในสงที่ทานั้นเป็นสาคัญ แต่ถ้าเรื่องนั้นเขา
ิ่

ไม่รู้มาก่อนเขาก็ต้องสอบถามผู้ที่รู้ เมื่อแน่ใจแล้วจึงลงมือปฏิบัติ ความผิด
พลาดจึงจะไม่เกิดขึ้น

ในทางศาสนา ท่านสรรเสรญปัญญาคือความรู้ไว้หลายอย่าง เช่น
กล่าวว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก (ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต) ความได้
ปัญญาให้เกิดสุข (สโข ปญฺญาปฏิลาโภ) ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน





(ปญฺญา นราน รตน) เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ตาหนิคนที่ทาอะไรโดย
ขาดปัญญาไว้หลายประการเช่นกัน ดังเช่นในชาดกเรื่องนี้ ก็ตาหนิคนไม่มี

ปัญญาอย่างชัดเจน ดังในข้อความนี้ว่า “มีศัตรูผู้ประกอบด้วยปัญญายังดี

กว่า มิตรผู้ไม่มีปัญญาจะดีอะไร” เพราะปัญญายังทาให้ศัตรูรู้ได้ว่า อะไร


ผิดอะไรถก อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ สวนคนไมมีปญญา จะไมรูไมเขาใจ








อะไรเลย จึงทาอะไรเหมือนคนตาบอด ฉะนั้น จึงหาทางเจริญได้ยาก






อยางไรก็ตามการที่ทานแสดงอยางนี้ ก็หาใชทานตองการใหคนเปนศัตรูตอ



กันไม่ กล่าวไว้เพื่อยกย่องปัญญาเท่านั้น ส่วนมิตรก็มีส่วนดีในด้านอื่น ๆ
อีกมาก โดยเฉพาะกัลยาณมิตรแล้วดีกับชีวิตของคนทุกคน ถึงไม่มีปัญญา
ก็ตาม ดังนั้น ผู้ฉลาดจึงควรใช้ปัญญาที่ธรรมชาติให้มานั้นแหละพิจารณา

ให้เข้าใจรอบด้านถ่องแท้ จึงจะดาเนินชีวิตที่ถูกต้องได้
(มกสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๒)


442


443


เพลงขับพระราชา




“กรรมย่อมจาแนกสตว์ให้ทรามและประณีต”









ในอดีตกาล พระเจาอวันตีมหาราช เสวยราชสมบัติในกรุงอุชเชนี แคว้น

อวันตี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคนจัณฑาล นอกกรุงอุชเชนี


มีเด็กจัณฑาลซึ่งเปนญาติของจณฑาลโพธิสัตวเกิดดวยอกคนหนึ่งในเวลาไลเลี่ย




กัน จัณฑาลโพธิสัตว์นั้นมีชื่อว่า จิตตกุมาร ส่วนญาติมีชื่อว่า สัมภูตกุมาร ทั้ง
สองคนเติบโตมาด้วยกัน พอเข้าสู่วัยเรียนก็เข้าเรียนศิลปศาสตร์ชื่อ จัณฑาล
วังสโธวนะ ด้วยกัน

วันหนึ่ง ชักชวนกนไปแสดงศิลปศาสตร์ที่ใกล้ประตูพระนครอชเชนี




ระหวางนนมีหญิงวรรณะสูง ๒ คน คนหนึ่งเปนธิดาเศรษฐ อีกคนเปนธิดาของ

ั้
ปุโรหิตาจารย์ นางทั้งสองได้ให้บริวารนาของขบเคี้ยวและของบริโภคเป็นต้น


จะไปเที่ยวเล่นกันในอุทยาน พอเดินมาพบจัณฑาลสองคนกไม่พอใจ รีบเอา


น้าหอมล้างตา จากนั้นก็กลับบาน เปนเหตุใหบริวารโกรธแคนที่ทาใหไมไดกิน







ของฟรี ไม่ได้ดื่มสุรา จึงพากันท�าร้ายจัณฑาลทั้งสองจนสลบ

จัณฑาลทั้งสอง เมื่อฟื้นสติแล้วก็หารือกันว่า “พวกเราถูกกระทาเช่นนี้
เพราะชาตก�าเนิดแทๆ ตอไปนจักท�าอยางไรกันดีหนอ” จึงตกลงกันวาจักปกปด
ี้






ชาติก�าเนิดตนเอง แล้วปลอมตัวเป็นมาณพไปสู่เมืองตักกศิลา เล่าเรียน
ศิลปวิทยากัน เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงเดินทางไปสู่พระนครตักกศิลานั้น สมัคร
เป็นธัมมันเตวาสิก เริ่มเรียนศิลปศาสตร์จากอาจารย์ทิศาปาโมกข์

อยูมาวันหนึ่ง พราหมณชาวบานคนหนึ่งมาเชิญอาจารยทิศาปาโมกขไป




สวดในพิธีมงคล อาจารย์ทิศาปาโมกข์รับปากแล้ว แต่เกิดฝนตกเอ่อล้นซอก

มุมในหนทาง ไม่สามารถไปได้ จึงเรียก จิตตกุมารมาบอกว่า “พ่อมหาจาเริญ
เราไม่สามารถจะไปสวดได้ เธอจงไปสวดมงคลกถาพร้อมด้วยมาณพทั้งหลาย

บริโภคอาหารส่วนที่พวกเธอได้รับ แล้วนาอาหารส่วนที่เราได้มาให้ด้วย”


จิตตกุมารรับคาอาจารย์ แลวพาศิษยรวมสานักทั้งหลายไปสวด ระหว่าง



444







นั้น แมครัวไดคดขาวปายาสที่รอนๆ แลวตั้งไว กะว่า ผลเป็นไม่มี เราได้เห็นตัวของเราผู้ชื่อว่า สัมภูตะ มี

พอสวดเสร็จ ข้าวก็จะเย็นพอดี แต่ว่าเมื่อข้าวปายาส อานุภาพมาก อันบังเกิดขึ้นด้วยผลบุญ เพราะกรรม
ยังไม่ทันเย็น มาณพทั้งหลายก็สวดจบแล้ว คนทั้ง ของตนเอง กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อม




หลายจึงยกส�ารับมาตั้งไวขางหนาของมาณพเหลานั้น มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อย ที่จะไม่
ในบรรดามาณพเหลานั้น สัมภูตกุมารนับเปน ให้ผล เป็นไม่มี มโนรถของเราสาเร็จแล้ว แม้ฉันใด




คนที่ค่อนข้างจะละโมบในอาหาร พอเห็นเขาวาง มโนรถแมของจิตตกุมารพระเชษฐาของเรา ก็คงส�าเร็จ
อาหารข้างหน้าเท่านน ก็รีบตักข้าวปายาสใส่ปาก แล้วฉันนั้น กระมังหนอ”
ั้



ทันที กอนขาวปายาสซึ่งรอนระอุเหมือนเหล็กแดงจึง เพลงขับดังกล่าวนี้เป็นเพลงที่ประชาชนนาไป



ลวกปากของเขา เขาสะบัดหน้าสั่นไปทั้งร่าง คุมสติ ร้องต่อๆ กัน จนรองกันไดเกือบทุกคน ฝายจิตตกุมาร



ไม่อยู่ มองดูหน้าจิตตกุมาร เผลอกล่าวเป็นภาษา ดาบสไดใครครวญดูชีวิตของสัมภูตราชา ก็ทราบวาได ้

จัณฑาลไปว่า “ขลุ ขลุ” ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงมาที่อุทยานของสัมภูตราชนั้น


ฝ่ายจิตตกุมารก็คุมสติไม่ได้เหมือนกัน จึงส่ง ได้ยนเสียงเด็กร้องเพลงขับดังกล่าว จึงเรยกเด็กนั้น
ภาษาจัณฑาลตอบไปว่า “นิคคละ นิคคละ” มาณพ มาถามว่า “ตั้งแต่เช้ามา เจ้าขับเพลงขับบทเดียวนี้

ทั้งหลายหันมามองหนากัน แล้วกล่าวเกือบจะพร้อม เท่านั้น ไม่รู้จักเพลงอย่างอื่นบ้างเลยหรือ?”
กันว่า “นี้ภาษาอะไรกัน?” หลังจากจิตตกุมารกล่าว เด็กตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้

มงคลกถาอนุโมทนาแล้ว มาณพทั้งหลายก็ออกไป บทเพลงแมอยางอื่นเปนอันมาก แตบทเพลงนี้เปนบท




ภายนอก นั่งวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พอรู้ว่า ที่พระราชาทรงโปรดปราน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึง
เป็นภาษาจัณฑาล จึงด่ามาณพทั้งสองว่า “เฮ้ย! ไอ้ ขับร้องเฉพาะเพลงบทนี้เท่านั้น”
คนจัณฑาลชาติชั่ว พวกเจ้าหลอกว่าเป็นพราหมณ์ จิตตกุมารดาบสถามตอไปวา “ก็มีใครๆ ขับรอง




ตลอดเวลาถึงเพยงนี้เชียวหรือ?” จากนั้นก็พาชกตี เพลงขับตอบบทพระราชนิพนธ์บ้างหรือไม่?

จัณฑาลสองคนดวยความโกรธแคน และกลับมาแจง เด็กตอบว่า “ไม่มีเลย ขอรับ”


ี่
เรื่องทมาณพทั้งสองเป็นจัณฑาลให้อาจารย์ทิศา จิตตกุมารดาบสจึงกล่าวว่า “ก็เจ้าเล่า จัก
ปาโมกข์ทราบ เพื่อขับไม่ให้อยู่ในสานักต่อไป สามารถเพื่อจะขับบทเพลงตอบอยู่หรือ?”


ฝายมาณพจัณฑาลทั้งสอง หลังจากเกิดเหตุก็ เด็กตอบวา “เมื่อกระผมรู ก็จักสามารถขอรับ”



พากันหนีเข้าป่าบวชเป็นฤาษตลอดชีวิต พวกเขา จิตตกุมารดาบสจงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เมื่อ





ผูกพันเกดตายร่วมกันต่อมาอีกสองสามชาต มาใน พระราชาทรงขับบทเพลงพระราชนิพนธแลว เจาจงขับ



ชาตินี้ จิตตกุมารเกิดเปนบุตรของปโรหิตในพระนคร บทเพลงต่อไปนี้ตอบเถิด”
โกสัมพี ส่วนสัมภูตกุมารไปเกิดเป็นโอรสของพระ จากนั้นก็สอนเพลงขับให้เด็ก พร้อมกับสั่งว่า
เจ้าอุตตรปัญจาลราช ในเวลาที่มีอายุได้ ๑๖ ปี จิตต “เจ้าไปขับร้องในส�านักของพระราชา พระราชาทรง
กุมารได้ออกบวชเป็นฤาษี อาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ชอบ จักพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่เจ้า”

ฝ่ายสัมภูตราชกุมารเมื่อพระชนก สวรรคตแล้ว ได้ เด็กนั้นไปถึงสานักพระราชาแลว เมื่อพระราชา

ขึ้นครองราชแทน ในวันฉัตรมงคลได้ตรัสเพลงขับ ทรงขับเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์แล้ว จึงขอ

ความว่า “กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมี พระราชานุญาตขบเพลงตอบ ความว่า “ข้าแต่พระองค์

ผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ ผูสมมติเทพ กรรมทุกอยางที่นรชนสั่งสมไวแลว ย่อม



445


มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อย ที่จะไม่ให้ผลเป็นอันไม่มี มโนรถ


ของพระองค์สาเร็จแล้วแม้ฉันใด ขอพระองค์โปรดทราบเถิดว่า มโนรถของจิตต

กุมารก็สาเร็จแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน”

พระเจาสัมภูตะกับเด็กนั้นไดขับเพลงตอบกันอกสองสามบท จนกระทั่งมั่น


พระทัยว่า ผู้ที่แต่งเพลงขับตอบกับพระองค์นั้น คือจิตตกุมารแน่แล้ว ก็เสด็จ
ไปพบ ได้ฟังธรรมเทศนาของจิตตกุมารดาบส แล้วทรงเลื่อมใส ทรงสละ

ราชสมบัติออกผนวช และบาเพ็ญสมณธรรมจนได้ฌานและอภิญญา เมื่อสิ้น
อายุขัยดาบสทั้งสองก็ไปบังเกิดในพรหมโลก เสวยสุขในพรหมโลกนั้นสิ้นกาล
นานด้วย ประการฉะนี้


ชาดกเรื่องนให้ข้อคิดว่า กรรมย่อมจ�าแนกสตว์ให้ทรามและประณีต
ี้
หมายความว่า การที่คนเราเป็นต่างๆ กัน เช่น เป็นคนโรคน้อยหรือโรคมาก
เป็นคนอายุสั้นหรืออายุยืน เป็นคนผิวพรรณดีหรือผิวพรรณทราม และเป็น



คนเกิดตระกลต่าหรือตระกูลสูง เป็นต้นนั้น มาจากการที่กรรมจาแนกให้
กล่าวคือคนมีโรคน้อยเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ คนมีโรคมากเพราะชอบ
เบียดเบียนสัตว์ คนอายุสั้นเพราะฆ่าสัตว์ คนอายุยืนเพราะไม่ฆ่าสัตว์ คนมี
ผิวพรรณดีเพราะไม่โกรธใคร คนมีผิวพรรณไม่ดีเพราะชอบโกรธคนอื่น คน

เกิดในตระกูลต่าเพราะไม่เคารพกราบไหว้บุคคลที่ควรเคารพกราบไหว้ คน

เกิดในตระกูลสูงเพราะรู้จักเคารพกราบไหว้บคคลที่ควรเคารพกราบไหว้
เป็นต้น
กรรม คือความดีความชั่วที่แต่ละคนท�า จึงส�าคัญส�าหรับคนทุกคน
เพราะคอยแต่งคนให้เป็นไปต่างๆ นานา แม้แต่การได้เกิดได้ใช้ชีวิตด้วยกัน



หรือโดยที่สุดไดตายดวยกัน เหมอนอยางจิตตกุมารและสัมภูตกุมารนี้ ก็ลวน



มาจากกรรมทั้งสิ้น เมื่อกรรมเป็นใหญ่เหนือชีวิตเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเลือกทา



แต่กรรมดี ลดละเลิกการทากรรมที่ชั่ว แล้วชีวิตก็ประสบแต่สิ่งดีๆ ทั้งใน

ชาตินี้และชาติหน้าอย่างแน่นอน
(จิตตสัมภูตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๒๒)












446


447


ขาดประสบการณ์





“ใคร่ครวญก่อนแลวจงท�าดีกว่า”








ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี

พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐ ในตาบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัยแล้วได้


แต่งงานกับหญิงที่มความเหมาะสมกันและมีบุตรธิดาสืบสกุลหลายคน
วันหนึ่ง จึงไปสู่ขอธิดาของเศรษฐีในกรุงพาราณสีให้แก่บุตรชายของตน จาก
นั้นจึงกาหนดพิธีมงคลสมรสในเดือนถัดไป




สาหรับธิดาเศรษฐีนั้น บิดามารดาเลี้ยงดูมาอยางดี มักใหอยูแตในบาน



มากกว่าจะให้ออกไปพบปะผู้คนภายนอก เป็นเหตุให้นางขาดประสบการณ์
ในชีวิต รู้ไม่เท่าทันเหตุการณ์เหมือนคนทั่วไป

วันหนึ่ง ก่อนเข้าพิธีสมรสไม่กี่วัน ธิดาเศรษฐีได้เห็นเครื่องประดบ
ตบแต่งวัวที่อลังการสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถามพี่เลี้ยงว่า “แม่นาง
สัตว์ที่ประดับด้วยเครื่องประดับชนิดนี้ ชื่ออะไร?”
ี้
พี่เลี้ยงไม่ได้แปลกใจกับค�าถามน เพราะทราบดีว่าธิดาเศรษฐีไม่รู้จัก
โลกภายนอก และนางเพิ่งเห็นวัวตัวนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต จึงตอบว่า “สัตว์ที่
ประดับเครื่องประดับอลังการนี้ ชื่อว่าโคอุสภราช เจ้าคะ”


ธิดาเศรษฐีพอไดรับคาตอบว่า โคอุสภราช ก็คิดไปวา “โคที่มีเนื้อโหนก








นูนบนหลังนี้ ตองเปนสัตวมีบุญบารมีเหนือโคอื่นๆ ผูคนถึงไดยกยองใหเกียรติ







ดวยสรางเครื่องประดับอยางอลังการเชนนี้ให สวนโคที่ไมมีโหนกนูน หาเป็น
โคมีบุญบารมีไม่” ความคิดของธิดาเศรษฐีนี้ นางคิดขึ้นไปเองคนเดียว มิได้
สอบถามใครอื่นว่าถูกต้องหรือไม่ แม้แต่พี่เลี้ยงซึ่งเป็นคนใกล้ชิดที่สุด นางก็
ไม่ได้เอ่ยปากสอบถามแต่อย่างใด


ในวันตอมา ระหวางทยืนสูดลมทางชองหนาตางบนบาน นางไดเหลือบ


ี่



ไปเห็นชายค่อมที่มีโหนกนูนขึ้นกลางหลัง จึงคิดว่า “ชายคนนั้นต้องเป็นผู้มี


ึ้
บุญบารมีเหนือชายอื่นเปนแนจึงมีโหนกนูนขนกลางหลังเหมือนกับโคอุสภราช
448




ถ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกับชายคนนนจะต้องสุขสบายไป ใดในชีวิต ธิดาเศรษฐีจะขอมาใช้ชีวิตอยู่กับท่าน ขอ









ตลอดชีวิต วาแตวาชายคนนั้นมีภรรยาหรือยังหนอ?” ทานจงรอขาพเจาสักครู ขาพเจาจักพาธิดาเศรษฐีมา
หลังเกิดความคิดดังว่านี้ ธิดาเศรษฐีผู้ขาด มอบให้ท่าน” ชายหลังค่อมได้ยินคาพูดอย่างชัดเจน

ประสบการณ์ในชีวิต จึงสั่งให้พเลี้ยงวิ่งไปสอบถาม จากพี่เลี้ยงธิดาเศรษฐีแล้ว ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่



ชายหลังค่อมดังกล่าวทันที เมื่อไปถงพี่เลี้ยงจึงกล่าว ก็รับปากวาจะรอคอยอยู เพราะถาเปนเรื่องจริงก็ถือ




ว่า “ข้าแต่ท่าน บ้านท่านอยู่ ณ ที่แห่งใดหรือ?” เป็นวาสนาสูงที่สุดสาหรับคนหลังค่อมอย่างเขา แต่

ชายหลังค่อมหันมามองคนที่ถามด้วยความ ถ้าหากไม่เป็นจริงก็ไม่มีอะไรเสียหาย เสียเวลารอ
ประหลาดใจ เพราะปกติไม่เคยมีใครสนใจคนอย่าง นิดหนึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นไร
เขา มีแต่คนเมินหน้าหนีหมด การที่มีคนถามแสดง ฝายพี่เลี้ยงธิดาเศรษฐี หลังจากเจรจากับชาย




ว่าต้องสนใจในตัวเอง จึงตอบพี่เลี้ยงวา “ดูกอนแมนาง หลังค่อมเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็รีบกลับไปบอกแก่ธิดา
ท่านถามข้าพเจ้าด้วยประสงค์สิ่งใดหรือ แต่ไม่ว่า เศรษฐ ธิดาเศรษฐีจึงสั่งให้พี่เลี้ยงรวบรวมทรัพย์






ประสงคสิ่งใดก็ตาม ข้าพเจ้าไม่สนใจดอก สาหรับบาน สมบติที่มีอยู่และพอจะนาไปได้ใส่ถุง จากนั้นให้พา


ของข้าพเจ้าอยู่นอกเมือง ท่านถามเรื่องนี้ทาไม ไปพบชายหลังคอม ณ จุดนัดพบ เพื่อจะไดไปใชชีวิต


หรือ?” คู่ด้วยกันทันที ทันทีที่ได้พบธิดาเศรษฐี ชายหลัง





พี่เลี้ยงพอไดทักทายเบื้องตนก็รูวา คนที่สนทนา คอมหัวใจแทบหยุดเตน เพราะความงามของนางนั้น


ดวยเปนคนสุภาพเรียบรอยพอสมควร จึงถามคาถาม เกินบรรยาย นางผมยาวประบ่า รูปร่างสมส่วน ไม่








สาคัญวา “ข้าแต่ท่าน ปจจุบันนี้ทานใชชวิตอยูคนเดียว อ้วนไม่ผอม ไม่สูงไม่ต่า ผิวพรรณผุดผ่องดังทอง




หรืออยู่กับหญิงใดหรือ?” ทวงทีการเดินเยื้องกรายก็ออนชอยชวนมอง เสื้อผา



ชายหลังค่อม เมื่อเจอคาถามนี้ก็ตื่นเต้นใจสั่น ที่สวมใส่ก็มีราคาแพง ในขณะที่ตัวเขาตรงกันข้าม

เพราะในชวตของเขาไม่เคยอยู่ในสายตาของหญิงใด กับนางแทบทั้งหมด เขานั้นรปร่างก็หลังค่อม ผิว




เลย แต่มาบัดนี้มีหญิงคนหนึ่งมาถามเรื่องคู่ชีวิต เขา พรรณเศร้าหมอง เสื้อผาก็เกา ฐานะก็ไมมีอะไรเลย



พยายามสะกดความตื่นเตนใหสงบนิ่ง จากนั้นจึงตอบ เขาคิดดังนี้ไม่นานกต้องหยุดคิด เพราะธิดาเศรษฐี


พี่เลี้ยงธิดาเศรษฐีไปว่า “ดูก่อนแม่นาง คนอย่าง มาถึงตวเขาเสียกอน พลางนางก็กลาวกับเขาวา “ข้า





ข้าพเจ้านั้นไม่มีหญิงใดเขามองดอก อย่าว่าแต่หญิงที่ แต่นาย เราเปนเนอคูกัน วันนี้สิ่งศักดิ์สทธิ์จึงบันดาล


ื้



มีอวัยวะครบถวนเชนทาน แมแตหญงพิกลพิการ หรือ ใหเราไดพบกัน ถาทานไมรังเกียจ ข้าพเจ้าจะไปเป็น








อวัยวะไม่ครบ ๓๒ ก็หามีผู้ใดสนใจข้าพเจ้าไม่ ภรรยาท่านดูแลท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
ข้าพเจ้าทราบเหตุนี้ดี ฉะนั้น จึงใช้ชีวิตเป็นโสดอยู่ ชายหลังค่อมได้ยินเช่นนั้น ก็สะกดความตื่น


ี่



ึ้
คนเดียว ว่าแต่ท่านถามข้าพเจ้าเรื่องนี้เพราะเหตุใด เตนททวีความรุนแรงขนตามลาดับ แลวกลาวกับธดา
หรือ?” เศรษฐีว่า “แม่นางคนงาม ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่า
พี่เลี้ยงธิดาเศรษฐี จึงบอกชายหลังค่อมว่า “ข้า ข้าพเจ้าเป็นคนมีค่าในสายตาของใครมาก่อน มาใน







แต่ท่านผู้โชคดี บัดนี้วาสนาของท่านมาถึงแล้ว วันนี้แมนางทาใหขาพเจารูสึกวาตนมีคาขึ้นมาได ใน


ข้าพเจ้าเป็นพี่เลยงของธิดาเศรษฐีในเมืองนี้ ธิดา ชีวิตนี้มีแม่นางเพียงคนเดียวที่เห็นค่าในตัวข้าพเจ้า
ี้
เศรษฐีสั่งใหขาพเจามาถามทาน หากทานยังไมมีหญิง ก็เพียงพอแลว ใครอื่นจะวาอยางไรขาพเจาก็ไมสนใจ












449



ต่อแต่นี้ ข้าพเจ้าจะดูแลแม่นางอย่างดีที่สุดเท่าที่ พระโพธิสัตว์ทราบว่านางหลงผิดไปชวขณะ



ความสามารถของข้าพเจ้าทั้งหมดจะพึงกระท�าได้ บัดนี้กลับไดสติแลว จึงพานางกลับบานและจัดพิธีมงคล

ขอแม่นางจงโปรดมั่นใจเถิด” สมรสกับบุตรของตนในเวลาต่อมา
หลังจากพูดคุยพอสมควรแล้ว คนทั้งสองก็ ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า การตัดสินใจเป็นเรื่อง
พากันเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตด้วยกันในภูมิลาเนา สาคัญ เพราะหากตัดสินใจถูกตอง การด�าเนินชีวิตก็



ของชายหลังค่อม ซึ่งอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ประสบความสุขความเจริญ หากตัดสินใจผิด การ
ระหว่างเดินทางฝ่าอากาศร้อนในเวลากลางวัน ดาเนินชีวิตก็ลมเหลวเปนทุกข ดังนั้น เมื่อจ�าเป็นต้อง




ื่
และฝ่าความหนาวเหน็บในเวลากลางคืน เพอให้ ตัดสินใจทาเรื่องใด จึงต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน

ถึงปลายทางโดยเร็วนั้น ท�าให้ชายหลังค่อมมี สอบถามคนที่มีประสบการณ์ และฟังความคิดเห็น
อาการป่วยเป็นลมกาเริบในท้อง เขาเดินต่อไปไม่ ให้รอบด้าน อย่างน้อยก็กับคนใกล้ชิด แล้วค่อย



ไหว จึงแวะพักข้างทาง โดยมีธิดาเศรษฐีดูแลอยู่ ตัดสินใจทาสิ่งนั้น อย่าได้ตัดสินใจทาสิ่งใดโดย
ใกล้ๆ แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ในที่สุดชาย พลการ โดยเฉพาะถ้าตนเองไม่เคยมีประสบการณ์
หลังค่อมคนนั้นก็เสียชีวิตลง ณ ที่แวะพักนั่นเอง ในสิ่งนั้นดวยแลวก็ไมควรอยางยง เพราะโอกาสที่จะ
ิ่







ทาให้นางเสียใจเป็นที่สุด เพราะคาดไม่ถึงกับสิ่งที่ เกิดความผิดพลาดนั้นมมาก และความผดพลาดนั้น





เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแลวก็สงผลกระทบถึงบุคคลอนดวย ไมใช ่

ระหว่างที่คนทั้งสองหนีไปด้วยกันนั้น พระ ตนคนเดียวเท่านั้น

โพธิสตว์ก็ได้ทราบเรื่องราวจากพเลี้ยง จึงพา การที่ต้องศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาคนอื่นก่อน
ี่


บริวารตดตามไป และไปพบธิดาเศรษฐีตอนที่นาง ตัดสินใจนั้น นอกจากชวยปองกันความผิดพลาดแลว



กาลังเศราโศกกับการจากไปของชายคอมพอดี จึง ยังเป็นการผูกมิตรในเวลาเดียวกันด้วย เพราะคนที่







ได้กล่าวกะนางว่า “แน่ะแม่นาง เหตุใดเจ้าจงได้ เราไปปรึกษานั้น ทุกคนจะรสกวาไดรับเกียรติจากเรา

หนีไปกับชายค่อมนี้ ชายค่อมนี้นอกจากจะค่อม รู้สึกว่าเราเคารพและให้ความสาคัญต่อเขา และมอง

แล้วก็ไม่มีปัญญาอันใดทพอจะพาเจ้าไปเลี้ยงดูได้ ว่าเราเป็นคนรู้จักคิด มีหลักการตัดสินใจที่รอบคอบ
ี่

ื่
ื่
เลย เจ้าเป็นคนที่เกิดในตระกูลใหญ่ มีรปร่างที่ สามารถไว้วางใจในเรองอนๆ ได้ ในอนาคตถ้ามี
สวยงาม น่ารกน่าเอ็นดู ไม่ควรไปกับชายค่อมผู้ อาชีพหรือการงานใดที่จะเจริญก้าวหน้า ท่านเหล่า


ต่าต้อยนี้เลย” นั้นก็ยินดใหการสนับสนุน แตถาตัดสนใจโดยพลการ





ธิดาเศรษฐีเงยหน้ามองพระโพธิสัตว์ด้วย ไม่ปรึกษาหารือผู้ใด นอกจากจะเกิดความผิดพลาด
ี่

น้าตานองหน้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าแต่นาย ได้ง่ายแล้ว โอกาสทจะได้มิตรภาพจากผู้รู้ผู้มี

ข้าพเจ้าเห็นโคอุสภราชตวหนึ่ง ก็คิดว่าโคที่เป็น ประสบการณ์ รวมถึงได้รับการสนับสนุนให้เจริญ

ใหญกวาโคทั้งหลายตองมีโหนกขึ้นที่หลัง แมคนก็ ก้าวหน้าในอนาคต ก็เป็นอันหมดไปด้วย



เหมือนกัน ชายใดมีโหนกขึ้นที่หลัง ชายนั้นก็ยอม


เปนบุรุษอสภราช เปนใหญเหนือชายทั้งหลาย เหตุ (วีณาถูณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย



นั้นจึงได้ผูกใจสมัครรักใคร่กับเขา บัดนี้ ข้าพเจ้า ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๓๕๑)
ได้ทราบความจริง จึงไม่หลงผิดต่อไป”
450


Click to View FlipBook Version