ิ
มตรที่โง่เขลา
ี
ี
ิ
“มศัตรที่เป็นบัณฑิต ดีกว่ามมตรเป็นพาล”
ู
้
่
ในสมัยพุทธกาล ทานอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีหญิงรับใชคนหนึ่งชื่อ โรหิณี
�
นางได้ฆ่ามารดาตายด้วยสากตาข้าว เพราะความตั้งใจที่จะตีแมลงวันที่มารุม
ั
้
้
ตอมมารดา เมื่อมารดาตาย นางเศราโศกเสียใจมาก บรรดาคนรับใชทงหลาย
้
�
จึงนาความที่เกิดขึ้นมาแจ้งแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อท่านอนาถบิณฑิ
ื่
้
กเศรษฐีจัดการเรองศพมารดาของนางโรหิณีแลว จึงไปที่เชตวันมหาวิหาร และ
กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นให้พระบรมศาสดาทรงทราบ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ื่
กราบทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงเล่าเรองในอดีต พระพุทธองค์จึงทรงน�า
โรหิณีชาดกมาตรัสเล่า ดังนี้
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติ ณ กรุงพาราณาสี
ี
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีในเมืองนั้น เศรษฐมีสาวใช้ชื่อ นาง
โรหิณี
วันหนึ่ง ในฤดูร้อน มีแมลงวันชุกชุมมาก มารดาของนางโรหิณีซึ่งชรา
มากแล้ว หูตาฝ้าฟาง งกๆ เงิ่นๆ ท�าอะไรไม่ค่อยได้ จึงหลบแมลงวันเข้าไป
ิ
�
นอนอยู่โรงตาข้าว แต่บังเอญแมลงวันฝูงหนึ่งบินตามเข้าไปด้วย มันรุมตอม
ั
้
แขนขาหนาตาและเนื้อตัวของนาง เมื่อปดที่หนึ่ง มันก็บินไปตอมอีกที่หนึ่ง ไล่
ไม่ไป นางราคาญมากจึงร้องเรียกนางโรหิณีลูกสาวให้มาช่วยปัดแมลงวันให้
�
�
นางโรหิณีรับคาแล้วรีบไปหาแม่ทันที
่
�
ั
่
ครั้นเห็นแมลงวันทั้งฝูงกาลงรุมกัดรุมตอมแมพึ่บพบอยูอยางนั้น จึงโกรธ
ั
่
จัด คิดจะฟาดแมลงวนให้แหลกลาน จึงฉวยเอาสากตาข้าวที่อยู่ใกล้มือหวด
�
ั
โครมลงไป ปรากฏว่าแมลงวันส่วนหนึ่งตายคาที แต่แม่ของนางก็ถึงกับชัก
ตาตั้งไปเช่นกัน
่
้
ั
้
นางโรหิณีตกใจมาก รองตะโกนเสียงลั่น คนรับใชทงหลายตางวิ่งมา แต่
้
้
้
้
้
ื
่
่
ชวยเหลออะไรไมไดเสียแลว จึงพากันซักถามนางโรหิณี พูดพลางรองไหสะอึก
้
ื้
สะอน เสียใจในความโงเขลาของตน เมื่อเศรษฐีทราบเรองที่เกิด จึงใหจัดการ
ื่
่
401
�
ทาศพมารดาของนางโรหิณี แล้วกล่าวว่า “ศัตรที่มีปัญญายังดีกว่ามีคน
ู
ิ
ี
ช่วยเหลือที่โง่เขลา ดูซิ นางโรหณฆ่ามารดาตายแล้ว ได้แต่ร้องไห้
�
คร่าครวญอยู่”
ชาดกเรื่องนี้ มีคติสอนว่า
๑. ศตรูที่น่ากลัวมาก คือศัตรูทฉลาด มความรู้ความสามารถ
ี
ี่
ั
�
เพราะอาจจะทาร้ายเราได้หลายๆ วิธี ทาให้เราต้องระมัดระวังมาก แต่
�
ผู้ที่น่ากลัวกว่านั้น คือผู้ที่โง่เขลา ขาดเหตุผล หรือวิกลจริต แม้จะเป็น
มิตรแต่น่ากลัวกว่าศัตรู เพราะอาจก่อเหตุร้ายที่เหนือการคาดเดาขึ้นได้
อย่าไว้ใจใช้งานคนโง่ๆ บ้าๆ บอๆ เด็ดขาด เพราะจะทาให้เกิดความ
�
วิบัติโดยไม่คาดคิด
๒. คนเรานั้นแม้จะมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญูกตเวทีก็ยังไม่
่
้
ิ
ั้
้
ิ
่
้
่
พอ จะตองมีสตสัมปชัญญะประกอบอยูดวยเสมอ ท�าใหไมเลนเลอ พลง
�
้
เผลอ สตเปนธรรมมีอุปการะมาก คือทาใหตื่นตัวอยเสมอ ใหไมเลินเลอ
่
่
็
่
ิ
้
ู
พลั้งเผลอ ป้องกันความเสียหายเบื้องต้น เป็นเหตุให้ฉุกคิด ยับยั้งชั่งใจ
�
้
่
่
้
ไมบุมบาม แตหากขาดสติแลว จะเปนเหตุใหพลั้งเผลอ ทาอะไรผิดพลาด
่
่
็
ุ
และ เสียหายไป สัมปชัญญะเป็นธรรมมีอปการะมากเช่นเดยวกับสติ
ี
�
เพราะคนที่มีสัมปชัญญะ จะสามารถควบคุมการทา การพูด การคิด ให้
อยู่ในกรอบ ให้คิดไตร่ตรองถ้วนถี่ขณะทา พูด คด ทาให้เกิดความ
�
ิ
�
�
รอบคอบ ไม่ผิดพลาดเสียหาย และสามารถละการทา พูด คิด ที่ไม่ถูก
ต้องได้ด้วยตนเอง
(โรหิณีชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๔)
402
403
กิ้งก่าจอมหยิ่ง
้
ู
ั
ั
ู
้
ู
“ผรอบร้มกถ่อมตน ผโง่เขลามกหยิ่งยโส”
ุ
่
ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามวา วิเทหะ เสวยราชสมบัติในกรงมิถิลา
ั
แห่งแคว้นวิเทหะ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสถบณฑต
ิ
พระเจ้าวิเทหราชทรงโปรดปราน จึงแต่งตั้งเขาให้เป็นปโรหิต มีหน้าที่ให้ค�า
ุ
�
�
ปรึกษาในหน้าที่ราชการประจาราชสานัก
้
มีอยูวันหนึ่ง พระเจาวิเทหราชเสดจไปพระราชอุทยานกับมโหสถบัณฑต
่
ิ
็
พร้อมด้วยบริวารติดตาม ขณะเสด็จชมพระราชอุทยานอยู่นั้น พลันมีกิ้งก่าตัว
หนึ่ง พอมันเห็นพระราชาเสด็จมาก็รีบคลานลงจากเสาค่าย มาก้มหัวหมอบที่
พื้นดินข้างทางเสด็จ
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของกิ้งก่าเช่นนั้น จึงตรัสถามมโหสถ
บัณฑิตว่า “แน่! กิ้งก่าตัวนี้ทาอะไรของมันล่ะ”
�
้
มโหสถบณฑิตกราบทูลว่า “กิงก่าตัวนมาหมอบถวายตัวแก่พระองค์
ั
ี้
พระเจ้าข้า” พระเจ้าวิเทหราชทรงพอพระทัยนัก ถึงกับตรัสว่า “เมื่อมันถวาย
ตัว ก็จงให้ทรัพย์แก่มันเถิด”
มโหสถจึงกราบทูลให้ทรงทราบว่า “ขอเดชะ กิ้งก่าไม่ต้องการทรัพย์ ขอ
เพียงพระราชทานแค่เนื้อก็เพียงพอแล้ว” จึงมีรับสั่งโปรดให้ราชบุรุษผู้เฝ้า
อุทยานซื้อเนื้อให้แก่มันวันละกึ่งมาสก
ุ
ี
ต่อมาวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถ ซึ่งในวันนี้จะไม่มการฆ่าสัตว์ บุรษผู้เฝ้า
อุทยานหาซื้อเนื้อไม่ได้ จึงเอาเหรียญกึ่งมาสกนั้นเจาะรู แล้วเอาด้ายร้อยผูก
เป็นเครื่องประดับที่คอมัน
ตั้งแต่นั้นมา มันก็เกิดมานะความถือตัวจัด เพราะอาศัยทรัพย์ที่ห้อยคอ
้
ั
นั่นเอง ถัดมาอีกวนหนึ่ง เมื่อมันไดพบพระราชาอีกครั้งในพระราชอุทยาน มัน
�
ก็ทาตนเสมอพระราชาด้วยเข้าใจว่า ตนเองมีทรัพย์เสมอกบพระราชา จึงไม่
ั
ยอมลงมาจากเสาค่าย ได้แต่หมอบยกหัวโยกไปมาบนปลายเสาค่าย
404
ิ
พระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตรเห็นกริยา ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
ของมัน ทรงแปลกพระทัยในกิริยาที่แปลกของมัน จึง การแสดงอาการความทะนงตนว่า ดีกว่าผู้
่
่
�
็
้
�
่
้
ตรัสถามถึงสาเหตุกะมโหสถวา “เอ้! วันนี้ทาไมกิ้งกา อื่น ไมรูจักที่สูงที่ต่า มีความแขงกระดาง ขาดความ
ไม่ลงมาหมอบอ่อนน้อมเหมือนครั้งก่อนๆ มโหสถ ละมุนละไม อ่อนโยนในกิริยาวาจาและอธยาศัย
ั
่
่
็
ี่
่
บัณฑิตรู้หรือไม่ ทาไมมันถึงมีอาการกระด้าง ถือตัว เปนอาการทนาเกลียด ไมนารัก ไมนาเอ็นดูของคน
�
่
่
�
อย่างนี้” ทั้งหลาย ความเย่อหยิ่งนี้ เกิดเพราะชาติกาเนิด
ลาดับนั้น มโหสถบัณฑิตเมื่อตรวจพิจารณา สูงบ้าง เพราะความมั่งมีทรัพย์บ้าง เพราะทะนงใน
�
ด้วยปัญญาจึงรู้ว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ โดยปกติแล้ว รูปโฉมต่าง ๆ เป็นพิเศษบ้าง รวมความแล้วก็คือ
์
วันนี้จะไมมีการฆาสัตว ราชบุรุษเมื่อหาเนื้อไมได จึง การยกตัวถือตนวาดกวาสูงกวาผูอนนั่นเอง จะเห็น
้
่
้
ื
่
่
่
ี
่
่
่
เอาทรัพย์กึ่งมาสกซึ่งเป็นค่าอาหารมาผูกคอให้มัน ได้ว่าความเย่อหยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์แต่
�
้
�
�
แทน เพราะอาศัยเหตุนี่เอง จึงทาใหกิ้งกาเกิดความ ประการใดเลย หนาซ�้าทาให้เสียประโยชน์อีกด้วย
่
้
็
้
็
ถือตัว จึงกราบทูลให้ทราบว่า “ขอเดชะ กิ้งก่าตัวนี้มี แมวาบุคคลนั้นจะเปนผูสูงดวยชาติวุฒิ หรือวาเปน
้
่
่
ทรัพย์กึ่งมาสกห้อยคอ ลุ่มหลงในทรัพย์ที่ได้มา ซึ่ง ผูมั่งมีเงินทอง พรั่งพรอมไปดวยโภคทรัพย แตถา
้
้
้
่
้
์
้
มันไมเคยได จึงทาการดูหมิ่นพระเจาวิเทหราชผูทรง บุคคลนั้นราลึกอยู่ว่า ที่ตนได้เป็นหรือมอยู่นั้น ก็
�
่
�
้
ี
้
ี่
การสงเคราะห์ชาวกรุงมิถิลา พระเจ้าข้า” เพราะบุญเก่าทตนได้สร้างสมไว้ และไม่เย่อหยิ่ง
พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคาตอบเช่นนั้น จึง ถือตัว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูหมิ่นคนอื่น
�
�
เรียกราชบุรุษมาซักถาม ก็ได้รับความจริงตรงดังคา ผู้นนก็จะยิ่งได้ความสุข ความสวัสดี และความ
ั้
ิ
้
้
ั
็
�
้
�
ของมโหสถ ทาใหเลื่อมใสในสติปญญาของมโหสถยิ่ง สาเร็จในชีวตยิ่งขึ้น เพราะไดกระท�าตนใหเปนที่รัก
นัก ที่รู้แม้กระทั่งนิสัยของสัตว์เดรัจฉาน จึงทรงคิด ใคร่เอ็นดู หรือได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น
้
้
่
็
ว่า “มโหสถ ไมไดถามอะไรกับใครๆ เลย แต่สามารถ อันเปนทางน�าไปสูความส�าเร็จดวยประการ ทั้งปวง
่
รู้นิสัยและจิตใจของกิ้งก่าได้อย่างถูกต้อง” และนี่เองที่ท่านตรัสสอนว่า
ดังนั้น พระเจ้าวิเทหราชจึงทรงพระราชทาน ความไม่เย่อหยิ่งนั้น เป็นมงคลอันอุดมของ
ส่วย (เงินภาษี) ที่เรียกเก็บคาผานประตูเมืองประตู ชีวิต
่
่
ที่ ๔ แก่มโหสถ แต่ทรงพระพิโรธ จึงทรงรับสั่งให้
ผู้รักษาอุทยานให้เอาเหรียญทองที่แขวนคอกิ้งก่าไว้ (มโหสถชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
้
่
่
้
็
ออกเสีย และตรัสหามวา “ตั้งแตวันนี้เปนตนไป อย่า ชาดก มหานิบาต เล่ม ๓๖ หน้า ๒๘๐)
ซื้อเนื้อมาให้กิ้งก่ากินเป็นอันขาด” กิ้งก่าตัวนั้นก็อด
้
่
็
้
ไดกินเนื้อพระราชทานตั้งแตวันนั้นเปนตนมา เพราะ
ความเย่อหยิ่งของตน
405
406
้
ชางกตัญญู
ี
“กตัญญูร้คุณ เป็นทุนหนุนชวิต”
ู
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
�
ทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ทรงนา มาตุโปสกชาดกมาตรัสเล่า
์
้
ั้
็
้
ั
ว่า กาลครงหนึ่งนานมาแลว พระโพธิสตวเสวยพระชาตเปนพญาชางเผือกขาว
ิ
ปลอด มีรูปร่างสวยงาม มีฝูงช้างเป็นบริวาร เลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพา
บริวารออกหากิน ได้อาหารอันมีรสอร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่
้
ิ
�
่
ื่
่
ก็ถกชางเชือกที่นาอาหารมากนเสียระหวางทาง เมอกลับมาทราบวามารดาไม ่
ู
ได้อาหาร ก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืน
่
่
ก็แอบน�ามารดาหนีออกจากโขลงไปอยูที่เชิงเขา แลวพักมารดาไวทถ�้าแหงหนึ่ง
ี่
้
้
ส่วนตนเองออกไปเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงมารดา
ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง เข้าป่ามาแล้วหลง
ทาง ออกจากป่าไม่ได้ จึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ ด้วย
ความเมตตากรุณาในตัวเขา จึงพาเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดนมนุษย์
ิ
ี
ฝ่ายนายพราน เมื่อพบช้างที่มลักษณะสวยงามเช่นนั้นก็คดชั่วร้ายว่า
�
้
�
“ถ้าเรานาความกราบทูลพระราชา เราจักไดทรัพยเปนจานวนมากเป็นแน่แท้”
็
์
ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้กาหนดไว้เป็นสัญลักษณ์
�
้
ในสมัยนัน ช้างมงคลของพระราชาได้ล้มลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ต ี
กลองร้องประกาศว่า ใครมีช้างที่เข้าลักษณะสวยงาม ขอให้บอก นายพราน
้
คนนั้นไดโอกาสจึงเขาถวายบังคม และกราบทูลใหทรงทราบ พระราชาจึงรับสั่ง
้
้
้
่
้
้
้
้
ใหนายควาญชางพรอมดวยบริวารตดตามนายพรานนั้นเขาปาเพื่อน�าพญาช้าง
ิ
นั้นมาถวายพระราชา
ขณะนั้น พญาชางนั้นกาลังดื่มน้าอยูในสระ เมื่อเห็นนายพรานนั้นกลับ
่
�
�
้
มาพร้อมกับผู้คนอีกจานวนมาก ก็ทราบว่าภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกาหนดสติข่ม
�
�
�
ความโกรธไว้ในใจ ยืนนิ่งอยู่ หลังจากนั้น นายควาญช้างได้นาพญาช้างเข้าไป
ในเมืองพาราณสี
407
ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่าครวญ คิดถึงลูกว่า
�
�
ู
้
์
ั
“ลกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอามาตยจบไปแลวกระมัง เมื่อไมมีมีพญาชาง
้
่
อยู่ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย คง
เจริญงอกงาม”
ฝ่ายนายควาญช้าง ระหว่างทางกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชา
เพื่อเตรยมตกแตงเมืองใหสวยงาม เมื่อขบวนมาถึงเมืองแลว ก็ประพรมน�้าหอม
ี
้
่
้
�
พญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้ว นาไปไว้ที่โรงช้าง ขึ้นกราบทูลพระราชา พระ
�
ราชาทรงนาอาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง
พญาช้างคิดถึงมารดา จึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์จึงอ้อนวอนว่า “พญา
ช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับอาหารเถิด เจ้ามีภารกิจมากมายที่จะต้องทา”
�
�
�
พญาช้างพูดลอยๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กาพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นาทาง คงจะ
สะดุดตอไม้ ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่”
พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง! นางช้างนั้นเป็นอะไรกับเจ้าหรือ”
พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้าพระองค์”
พระราชาเมื่อสดับอย่างนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ มีรับสั่งให้ปล่อยพญา
ช้างว่า “พญาช้างนีเลี้ยงดูมารดาผู้ตาบอดในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยพญาช้าง
้
กลับไปเถิด”
่
็
้
่
่
พญาชางเมื่อถูกปลอยใหเปนอิสระ พักอยูหนอยหนึ่งแลวแสดงธรรมถวาย
้
้
พระราชาว่า “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับ
ไปยังที่อยของตน ได้น�าน้าในสระไปรดตัวมารดาที่นอนรางกายผายผอมเพราะ
่
�
่
่
ู
ไม่ได้อาหารมาแล้ว ๗ วัน เป็นอันดับแรก
�
ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้าสาดแล้ว เข้าใจว่าฝนตก จึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไร
นี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว”
พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาว่า “แม่ เชิญลุกขึ้นเถิด ลูกของแม่มาแล้ว
พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อยลูกมาแล้วละ”
่
้
้
นางชางดีใจมาก ไดอนุโมทนาแกพระราชาวา “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์
่
ยืนนาน เจริญรุ่งเรืองเถิด ที่ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา”
ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญา
้
ช้างและมารดาเป็นประจ�า ตั้งแตวันทปลอยพญาชางไป และสั่งใหสรางรูปเหมือน
ี่
้
่
้
่
408
�
พญาช้าง จัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจาทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิต
แล้ว ก็ได้อุปัฏฐากคณะฤษี ๕๐๐ ตน จนตราบเท่าชีวิต
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนว่า
�
การที่เราทุกคนเกิดมามีพ่อแม่ผู้ให้กาเนิดเรามา ถอว่าท่านทั้งสอง
ื
เป็นผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิต และเมื่อเราเติบโตขึ้นมา ท่านก็คอยดูแลสั่ง
สอนให้เราเป็นคนดีของสังคม สิ่งที่ผู้เป็นลูกจะต้องพึงกระทา เมื่อเติบโต
�
้
้
่
็
ุ
่
จนเปนผูใหญ นั่นคือการตอบแทนบญคุณของพอแมและผูที่เลี้ยงดูเรามา
่
�
รวมถึงสาหรับบางคนที่มีผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง คนอื่นๆ ดูแลแทนพ่อแม่ ซึ่ง
การตอบแทนบุญคุณของท่านนั้น สามารถเลือกทาได้แตกต่างกันออกไป
�
็
์
่
้
้
่
่
บางคนมีก�าลังทรัพยก็เลี้ยงดูเปนอยางดี สรางบานใหม พาไปเที่ยวพักผอน
ซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จาเป็นให้ วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
�
๑. เลี้ยงดูท่านยามชรา เอาใจใส่การกินอยู่หลับนอนของท่านไม่ให้
เดือดร้อน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านแก่ เช้าวันใหม่ ท่านแก่ไปอีกวันแล้ว
เราต้องรู้ว่าท่านแก่ทุกวันก็แล้วกัน จะได้ ตอบแทนได้ทุกวัน ไม่ต้องดู
อายุ
๒. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน เพื่อ
ให้ท่านมีโอกาสพักผ่อน เพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว หรือเปิดโอกาส
ให้ท่านได้เข้าวัดฟังธรรม
๓. ไม่ทาตัวให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาวงศ์
�
�
�
ตระกูลที่ท่านให้มาดารงอยู่ได้นานๆ คือทาความดีนั่นเอง
๔. ประพฤติตนดี ควรแก่การรับมรดก ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดก
ไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่าย ผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้
�
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทาบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ท่าน
�
สม่าเสมอ การระลึกและการแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอัน
ประเสริฐ
(มาตุโปสกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกาทสนิบาต เล่ม ๓๓ หน้า ๑)
409
410
ทางกันดาร
้
“อย่าไวใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”
ิ
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัตอยู่ในพระนคร
�
พาราณสี แคว้นกาสิกรัฐนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือกาเนิดในตระกูลพ่อค้า
้
่
้
้
้
็
เกวียน เมื่อเติบโตก็ไดยึดอาชีพเปนพอคาเกวียน บรรทุกสินคาดวยเกวียน
๕๐๐ เล่มไปค้าขายยังที่ต่าง ๆ
่
้
ต่อมา มีพอคาอีกคนหนงยึดอาชีพเดียวกัน เขาควบคุมเกวียน ๕๐๐
ึ่
เล่ม เช่นกับพ่อค้าโพธิสัตว์ แต่เป็นคนเขลา ไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ฉลาดใน
่
อุบายการจัดการที่ดี แตทั้งคูก็ไมไดขัดแยงในการประกอบอาชีพ ต่างฝ่าย
่
้
่
้
�
ต่างทาหน้าที่ของตน ไม่เบียดเบียนกัน
้
้
็
้
วันหนึ่ง มีความจ�าเปนตองออกเดินทางไปคาขายพรอม ๆ กัน พ่อค้า
โพธิสัตว์จึงคิดว่า “ถ้าออกเดินทางพร้อมกัน ทางก็จะไม่พอเดิน ฟืนและ
�
น้าเป็นต้นก็ดี หญ้าของฝูงโคก็ดี จะหาได้ยาก พ่อค้าเกวียนคนโน้นหรือ
เรา ใครควรจะไปก่อนหนอ”
หลังคิดแล้วจึงไปหารือกับพ่อค้าเกวียนคนนั้น พ่อค้าเกวียนคนดัง
่
ิ
กลาวจึงคดวา “การออกเดนทางกอนจะไดรับประโยชนมากกวา คือจะเดิน
่
่
้
์
ิ
่
ทางไปโดยที่หนทางยังไม่แตก ฝูงโคก็จะได้กินหญ้าที่ยังไม่มีสัตว์ใดกินมา
ก่อน น้าก็ยังใสสะอาด เราเองก็จะตั้งราคาสินค้าได้ตามใจชอบ” หลังเห็น
�
ว่าจะได้รับประโยชน์อย่างนี้แล้ว จึงตอบพ่อค้าโพธิสัตว์ว่า “สหาย เราจัก
ไปก่อนก็แล้วกัน”
้
ิ
่
่
์
่
้
พอคาโพธิสัตวไมขัดของที่พอคาเหลานั้นจะออกเดนทางกอน เพราะ
่
้
่
มองคนละมุมกัน คือมองว่าไปทีหลังได้ประโยชน์มากกว่าพวกที่ไปก่อน
่
้
็
่
เพราะคนเหลานันเมื่อไปกอนจะท�าใหทางที่ขรุขระกลายเปนทางที่ราบเรียบ
้
่
เราจะเดินทางไปตามทางที่คนเหลานั้นไปแลว เมื่อฝูงโคซึ่งไปกอนเคี้ยวกิน
่
้
ิ
หญ้าแก่และเหนียว ฝูงโคของเราซึ่งตามหลังจะเคี้ยวกนหญ้าอ่อนซึ่งงอก
ี่
�
ขึ้นใหม่ ผักซึ่งใช้ทาแกงของพวกมนุษย์ซึ่งงอกขนจากทที่ถูกเด็ดออกไป
ึ้
411
่
่
่
่
้
์
�
กอนหนานี้จะมีรสชาตินุมอรอย ในจุดที่ไมมีน�้า พวก ยักษจาแลงถามว่า “เกวียนที่มาตามหลังเปน
็
้
ที่ไปกอนก็จะขุดบอทาใหมีน้าเกิดขึ้น เราจะดื่มน้าใน เกวียนหนักมาก ในเกวียนนั้นมีสินค้าอะไร?
�
่
่
�
�
่
่
ั
้
็
้
�
�
บอที่คนเหลานั้นขุดไว สาหรบการตั้งราคาสินคาเปน พวกพ่อค้าตอบว่า “ในเกวียนเหล่านั้นมีน้า”
�
เหมือนกับการปลงชีวิตมนุษย์ เราไปทีหลังจะขาย ยักษ์จาแลงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายนาน�้ามา
�
�
สินค้าตามราคาที่คนเหล่านั้นกาหนดไว้ ข้างหลังด้วย ทาให้เกวียนเดินทางได้ช้า ตั้งแต่นี้ไป
�
�
หนทางที่พวกพ่อค้าต้องผ่านไปนั้น มีความ ข้างหน้ามีน้ามาก ท่านทั้งหลายจงทุบตุ่มเทน�้าทิ้ง
ยากล�าบากที่เรียกว่า กันดาร ขวางอยู่ ๕ ประการ เสีย เกวียนจะไดเบา และพวกทานจะเดินทางไดเรว
่
้
้
็
คือ กันดารเพราะพวกโจร กันดารเพราะพวกสัตว์ ขึ้น”
�
ร้าย กันดารเพราะขาดแคลนน้า กันดารเพราะพวก หัวหน้าพ่อค้าเกวียนชุดแรก ซึ่งเป็นคนโง่
�
อมนุษย์ และกันดารเพราะขาดแคลนอาหาร โดย เขลา ขาดวิจารณญาณ จึงสั่งให้ทุบตุ่มน้าทั้งหลาย
กันดารเหล่านี้กินระยะทางถึง ๖๐ โยชน์ จึงจะผ่าน ทิ้งทั้งหมด ไม่เหลือน้าแม้แต่หยดเดียว แล้วพากัน
�
ไปได้ ขับเกวียนไปจนอาทตยตกดิน ก็ไมพบน้าตามที่ยกษ ์
ิ
์
�
ั
่
�
เมื่อได้เวลา พวกพ่อค้าชุดแรกก็ออกเดินทาง จาแลงบอก จึงพักผ่อนระหว่างทาง เมื่อไม่มีน�้ากิน
ไปก่อน และรอนแรมมาถึงกลางป่าซึ่งเป็นดินแดนที่ ทั้งคนและฝูงโคก็พากันหมดแรง นอนหลับไหลไร้
พวกยักษสิงอยู พวกยักษคอยเวลาการมาของมนุษย ์ สติด้วยความอ่อนเพลีย
์
่
์
ิ้
�
นานแล้ว จึงวางแผนว่า “จะให้พวกมนุษย์ทงน้าที่ กลางคืน ดึกสงัดของคืนนั้นเอง พวกยักษ์ก็
่
�
์
บรรทุกมากับเกวียน เมื่อไม่มีน้าดื่ม ทั้งคนและสัตว์ พากันมาฆาพวกมนุษยและฝูงโคกินจนหมดเกลี้ยง
ก็จะหมดแรง หลังจากนั้นก็จะกินทั้งหมด” ทุกชีวิตทั้งคนและสัตว์ถึงจุดจบของชีวิตในครั้งนี้
จากนั้นได้เนรมิตยานพร้อมพลขับและคนนั่ง เพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของหัวหน้าพ่อค้า
้
่
๑๒ คน แตละคนมีเนื้อตัวชุมดวยน�้าและเปรอะเปื้อน เกวียนเป็นเหตุโดยแท้
่
ี
้
�
้
ด้วยโคลน มีผมและผาเปยกน้า ถืออาวุธพรอมทั้งโล ่ ฝ่ายพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่มีพ่อค้า
เหมือนนักรบผู้ยิ่งใหญ่ขับยานสวนทางมา เมื่อมาถึง โพธิสัตว์เป็นหัวหน้า ยับยั้งคอยอยู่ในที่ตั้ง จนล่วง
ถามพวกพ่อค้าว่า “ท่านทั้งหลายจะไปไหน?” ไปประมาณ ๑๕ วัน จึงพากันออกเดินทางลุถึงป่า
พวกพ่อค้าตอบว่า “ท่านผู้เจริญ พวกเรามา ลึกเขาโดยลาดับ และกอนที่จะเขาไปในเขตกันดาร
�
่
้
้
จากเมืองพาราณสี สวนพวกทานพากันมาในหนทาง พ่อค้าโพธิสัตว์ได้เรียกบริวารทั้งหมดมาชี้แจงว่า
่
่
ที่มีฝนตกหรือหนอ มีสระดารดาษด้วยดอกอุบล “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นับแต่นี้ไปพวกท่านยังไม่ขอ
เป็นต้นหรือ?” อนุญาตข้าพเจ้า อย่าได้เทน�้าแม้สักหยดหนึ่ง
่
�
ยักษจาแลงตอบว่า “ทานพูดอะไร ที่นั่นราวปา ธรรมดาว่าต้นไม้มีพิษย่อมมีในทางกันดาร ใบไม้
่
์
ั้
�
เขียวเห็นไหม ตั้งแต่ที่นั้นไปป่าทั้งสิ้น มีน้าอยู่ทั่วไป ดอกไม้หรือผลไม้ที่ท่านทงหลายไม่เคยกินมาก่อน
ี้
ฝนตกเป็นประจา แม้แต่ซอกเขาก็เต็มด้วยน้า ในที่ พวกท่านยังไม่ได้ไต่ถามข้าพเจ้าก่อน อย่าได้เคยว
�
�
�
นั้น ๆ มีสระน้า ดารดาษด้วยดอกปทุม พวกท่านพา กิน”
เกวียนเหล่านี้มาจะไปไหนกัน?” ฝ่ายพวกยักษ์ พอเห็นคาราวานเกวียนของ
ื่
พวกพ่อค้าตอบว่า “จะไปยังชนบทชื่อโน้น” พ่อค้าโพธิสัตว์เคลอนใกล้เข้ามา ก็ได้ด�าเนินการ
412
�
ตามแผนดุจเดียวกับที่ทากับพวกพ่อค้าเกวียนชุด พ่อค้าโพธิสัตว์ได้จัดการอารักขาอย่างแข็งแรง โดย
�
แรก แต่พ่อค้าโพธิสัตว์มีวิจารณญาณ พอได้เห็น ใหทั้งบริวารและฝูงโคทงหลายกินอาหารและน้าตั้งแต ่
ั้
้
ยักษ์จ�าแลงนั้นเท่านั้นก็รู้ได้ว่า “ในทางกนดารนี้ หัวค�่า จากนั้นสั่งให้จอดเกวียนเป็นก�าแพงอยู่รอบ
ั
้
้
�
แหละไม่มีน้า นี้ชื่อว่า กันดารเพราะน้า อนึ่ง คน นอก ให้น�าฝูงโคมานอนขางใน ใหบริวารพักรอบนอก
�
พวกนี้ไม่มีท่าทางเกรงกลัว มีนัยน์ตาแดง แม้เงาก็ ของฝูงโคเหล่านั้น จากนั้นก็จัดชายฉกรรจ์ที่แข็งแรง
�
ไม่ปรากฏ พ่อค้าเกวียนชุดแรก ซึ่งเดินทางไปก่อน เดินตรวจตราทั้งคืน ทาให้พวกยักษ์ไม่สามารถเข้า
หน้าตามทางนี้ คงให้พรรคพวกทิ้งน้าทั้งหมดเป็น โจมตีได้
�
แน่ ทั้งหมดคงจะถูกพวกยักษ์นี้กินเสียแล้วโดยไม่ พอวันรุ่งขึ้น หลังจากให้ฝูงโคและบริวารกิน
ต้องสงสัย” จึงไม่หลงกลเทน�้าทิ้งตามที่พวกยักษ์ อาหารและน้าเสร็จแล้ว ก็ให้ทิ้งเกวียนที่ชารุด ณ ที่
�
�
�
ี่
�
�
�
จาแลงแนะนา พวกยักษ์จาแลง เมื่อทาตามแผน นั้น น�าไปเฉพาะเกวียนที่แข็งแรงรวมทั้งสินค้าทมี
แรกไม่สาเร็จ ก็พากันเดินจากไป เพื่อรอคอยเข้า ราคาแพงไปขายได้ก�าไร ๒-๓ เท่า ส่วนสินค้าที่มี
�
�
็
ิ
โจมตีในเวลากลางคืน ราคาน้อยกตัดใจทิ้ง พร้อมกับเกวียนที่ชารุดในดน
ฝ่ายบริวารพ่อค้าโพธิสัตว์ได้กล่าวกับพ่อค้า แดนของยักษ์นั่นเอง
โพธิสัตว์ว่า “ท่านเจ้านาย คนพวกนั้นบอกว่านั่น ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรมสอนว่า ความอยู่รอด
่
แนวป่าเขียวปรากฏอยู่ จาเดิมแต่นั้นไป ฝนจักตก ปลอดภัยของชีวิต ทั้งของตนเองและคนอนนั้น
ื
�
ั
เป็นนิตย์ พวกเขาเป็นผู้สวมมาลยดอกอุบลและ เป็นสิ่งที่หวหน้าจะต้องค�านึงถึงเป็นล�าดับแรก
ั
่
่
็
โกมุท ถือกาดอกปทุมและบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้า เพราะบริวารคือคนที่รวมการรวมงาน เหลานั้นเปน
�
่
บัว มีผ้าเปียกและมีผมเปียก มีหยาดน้าและโคลน ปัจจัยสาคัญในการช่วยให้งานสาเร็จได้ด้วยดี ถ้า
�
�
�
ไหลหยดพากันมา พวกเราควรทิ้งน้า มีเกวียนเบา ดูแลพวกเขาด้วยความเอื้ออาทร มีปัจจัยสี่ มี
�
ี่
จะไปได้เร็วจะมิดีกว่าหรือ?” สวัสดิการทเหมาะสมแล้ว พวกเขาก็จะให้ความ
�
พ่อค้าโพธิสัตว์ถามว่า “ท่านทั้งหลายรู้จักคน ร่วมมือ ช่วยหัวหน้าให้ประสบความสาเร็จในงาน
เหล่านั้นหรือ?” ด้วย แต่ถ้าไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้พวกเขาเผชิญ
�
บริวารตอบว่า “ไม่รู้จักขอรับ” ปัญหาไปตามลาพัง ไม่หาทางช่วยเหลือ พวกเขาก็
พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “คนเหล่านั้นไม่ใช่ ยากที่จะให้ความร่วมมือกับหัวหน้าตนเอง ความ
มนุษย์ แต่เป็นยักษ์ พวกมันมาเพื่อยุให้พวกเราทิ้ง สาเร็จของงานก็เกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุที่หวหน้า
�
ั
็
�
ี
ื
น้า พวกเราเม่อไม่มน�้าดื่มกจะหมดแรง และถูก และบริวารมีความส�าคัญต่อกันอย่างนี้ ผู้เป็น
ุ
ยักษ์จับกินดจเดียวกับพวกพ่อค้าเกวียนชุดแรก หัวหน้าและบริวารจึงต้องหันหน้าเข้าหากัน สมัคร
ิ
ซึ่งไปก่อนหน้าเราที่ถูกยักษ์จับกนจนหมดแล้ว สมานสามัคคีกัน ความสุขสวัสดีจึงจะเกิดขึ้น ดัง
วันนี้พวกเราจะเห็นแตเฉพาะเกวียนของพวกพอคา คาพระที่ว่า
่
�
้
่
่
ี
ู
้
่
่
เหลานั้นเทานั้นจอดอย จะไมเห็นใครรอดชวิตแมแต ่ สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี
่
่
่
คนเดียว ทานทั้งหลายอยาไดทิ้งน้าแมสักหยดเดียว ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข
้
้
�
จงรีบขับเกวียนไปเร็วๆ เถิด”
เมื่อถึงเวลาพักเกวียนในดินแดนของยักษ์ (อปัณณกชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๑๗๙)
413
414
่
พอค้าเร่
่
ื
“ซ่อกินไมหมด คดกินไมนาน”
่
ในอดีตกาลนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าเร่ชื่อว่า เสรีวะ ใน
แคว้นเสริวรัฐ เสรีวะพ่อค้านั้น มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าเหมือนกัน แต่
�
เป็นพ่อค้าเร่ที่จิตใจโลเล ไม่อยู่กับร่องกับรอย ทั้งสองพากันข้ามแม่น้าชื่อนีล
พาหะเขาไปยังอกเมืองหนึ่งชื่อวา อริฏฐปุระ จากนั้นแยกกันเดินขายของ โดย
้
่
ี
พ่อค้าเร่ที่โลเล ยึดถนนที่ประชาชนพลุกพล่าน เพื่อเป็นทาเลค้าขาย เขาเดิน
�
ไปขายไป และโฆษณาสิ้นค้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์อะไร จนกระทั่งไป
ถึงบ้านยายหลานคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตผู้ดีเก่า แต่มาตกอับในบั้นปลาย ทั้งสอง
คนรับจ้างคนอื่นเพื่อเลี้ยงชีพไปวันๆ
�
ในอดีต ตระกูลยายหลานคนี้เคยมีฐานะร่ารวยระดับเศรษฐี ที่เมืองแหง
ู
่
่
�
นั้น และร่ารวยมาหลายชั่วอายุคน ต่อมาทรัพย์สมบัติ บุตรพี่น้องได้หมดสิ้น
ไป คงเหลืออยู่แต่ยายกับหลานเท่านั้น ในเรือนของยายหลานคู่นั้น ได้มีถาด
ทองคาที่เศรษฐีซึ่งเป็นญาติของยายกับหลานเคยใช้สอย ถูกเก็บไว้รวมกับภา
�
ชนะอื่นๆ เมื่อไม่ได้ใช้สอยเป็นเวลานาน เขม่าก็จับถาดทองค�านั้น ยายและ
�
หลานก็ไม่ทราบว่าถาดดังกล่าวเป็นถาดทองคา ซึ่งเป็นของประมาณค่ามิได้
ู
พ่อค้าผ้โลเลนั้น ได้เดินขายของพร้อมประกาศว่า จงซอเอาเครื่อง
ื้
ประดับ จงซื้อเอาเครื่องประดับ จนไปถึงประตูบานหลังนั้น หลานสาวนั้นเห็น
้
พ่อค้าเร่คนนั้นจึงบอกยายว่า “ยาย ขอยายจงซื้อเครื่องประดับอย่างหนึ่งให้
หนูเถิด”
่
๋
ยายตอบว่า “หนูเอย เราเป็นคนจน จักเอาอะไรไปซื้อเครื่องประดับเลา”
ู
หลานกล่าวว่า “พวกเรามีถาดใบนี้อย่ และถาดใบนี้ไม่จ�าเป็นส�าหรับ
พวกเรา จงแลกถาดใบนี้กับเครื่องประดับเถิด” ด้วยความสงสาร ยายจึงให้
เรียกพอคาเรคนนั้น พรอมกบแจงความประสงคขอแลกถาดกับเครื่องประดับ
์
่
ั
้
้
้
่
�
ที่นามาเร่ขาย
415
�
พ่อค้าเร่คนนั้นหยิบถาดมาพิจารณาพร้อมกับนาเข็มขีดลงที่หลังถาดนั้น ก็รู้ว่า
�
เป็นถาดทองคาที่มีราคาแพง จึงคิดที่จะหาทางเอาถาดไปเปล่าๆ โดยไม่ต้องแลกกับ
้
ั
ี
้
่
่
เครื่องประดับใดๆ คิดดังนนแลวจึงกลาววา “ถาดใบนี้จะมราคาอะไร ราคาของถาดใบ
นี้แม้กึ่งมาสกก็ยังไม่ถึงเลย” พูดจบก็โยนถาดทิ้งลงที่พื้น แล้วลุกเดินจากไป
ั
่
้
ในเวลาต่อมา เสรวะโพธสัตวก็เขามาขายของทถนนดงกลาวนั้นบาง เดินโฆษณา
์
ิ
ี่
ี
้
ขายสิ้นค้าด้วยความสุภาพเรียบร้อยว่า “ขอท่านจงซื้อเอาเครื่องประดับ ขอท่านจงซื้อ
ิ
้
ั
�
เอาเครื่องประดบเถด” เดินมาจนถึงประตูบานยายหลานนั้น หลานจึงบอกยายเพื่อนา
ถาดไปแลกสิ้นค้าอีก
ยายจึงกล่าวกับหลานว่า “หลานเอ๋ย เมื่อสักครู่นายพ่อค้าเร่คนที่แล้วเพิ่งโยน
่
่
ถาดนั้นลงบนพื้นดิน แลวเดินจากไปอยางไมไยดี บัดนี้เราจะเอาอะไรไปแลกกบเครื่อง
้
ั
ประดับเล่า?”
หลานกล่าวว่า “ยาย พ่อค้าเร่คนก่อนพูดไม่ดี ส่วนพ่อค้าคนใหม่นี้น่ารัก พูดจา
อ่อนโยน คงจะรับแลกเป็นแน่”
ยายกล่าวว่า “ถาอยางนั้น จงเรียกเขาเขามา” เด็กหญิงผูเปนหลานเรียกเสรีวะ
้
็
่
้
้
โพธิสัตว์มาหาแล้ว ทั้งยายและหลานจึงน�าถาดใบนั้นมาแลกเครื่องประดับ เสรีวะ
โพธิสัตว์พอเห็น ก็รู้ว่าถาดนั้นเป็นถาดทองค�า มีราคาแพง จึงบอกยายและหลานนั้น
ว่า “ถาดใบนี้มีค่าเป็นแสน สินค้าที่มีราคาเท่ากับถาดใบนี้ไม่มีในมือของเราเลย”
่
่
้
้
่
้
้
ยายและหลานจึงกลาววา “พอคาเรผูเขามาขายสินคากอนทาน บอกเราว่าถาด
่
่
่
่
่
็
่
้
่
้
ใบนี้มีคาไมถึงแมกึ่งมาสก แลวเหวี่ยงถาดลงพื้นกอนเดินจากไป แตถาดใบนี้กลับเปน
ถาดทองค�าขึ้นมาเพราะบุญของท่าน พวกเราขอมอบถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านให้อะไรๆ
ก็ได้แก่พวกเรา แล้วรับเอาถาดใบนี้ไปเถิด”
่
้
เสรวะโพธิสัตวจึงใหกหาปณะ ๕๐๐ ที่มีอยูในมือ และสินคาซึ่งมีราคาอีก ๕๐๐
ี
้
์
ั้
ี
กหาปณะทั้งหมดแก่ยายหลาน จากนั้นรบเอาถาดทองค�านน เสรวะโพธิสตว์เมื่อได้
ั
ั
รับถาดทองค�ามาโดยสุจริตแล้ว ก็รีบไปยงฝั่งแม่น�้า จ่ายค่าจ้างแก่คนขับเรือ ๘
ั
กหาปณะ แล้วก็ให้รีบขับเรือพาข้ามฝั่งไป
ฝ่ายพ่อค้าเร่ผู้โลเล เมื่อเห็นว่าสบโอกาสเหมาะจึงหวนกลับไปเรือนยายหลาน
นั้นอีกครั้ง เมื่อไปถึงจึงพูดว่า “ท่านจงนาถาดใบนั้นมาให้เรา เราจักให้อะไรๆ บาง
�
อย่างแก่ท่าน”
ยายหลานกล่าวว่า “ท่านได้ทาถาดทองค�าของพวกเราซึ่งมีค่าตั้งแสน ให้มีค่า
�
่
่
่
ึ่
่
่
่
เพียงกึ่งมาสก ทิ้งลงพื้นแลวก็เดินจากไปอยางไมไยดี แตพอคาเรทมาหลังทานคนหนง
้
้
ี่
ซึ่งเป็นผู้มีคุณธรรม พูดจาสุภาพเรียบร้อย กลับให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเรา พวกเรา
416
�
รับทรัพย์ แล้วก็มอบถาดทองคานั้นแก่เขาไปแล้ว”
พ่อค้าเร่ผู้โลเลเสียใจว่า ตัวเองเป็นผู้พลาดจากการเป็นเจ้าของถาดทองคา
�
็
่
่
่
้
่
้
้
�
่
อันมีคาเปนแสน ถาดทองคานั้น ถูกพอคาเรที่มาดวยกันเอาไปแลว ไมนาเกิดเหตุ
เช่นนี้เลย เขาเกิดความโศกและความผิดหวังอย่างแรง ไม่อาจควบคุมสติได้ จึง
สลบไปกับพื้น พอฟื้นขึ้นมาก็โปรยกหาปณะและทิ้งสิ่งของ ตลอดจนผ้านุ่งผ้าห่ม
�
ไว้ที่ประตูเรือนของยายหลานนั้นเอง จากนั้นถอคันชั่งทาเป็นไม้ค้อน วิ่งไปตาม
ื
ทางที่เสรีวะโพธิสัตว์เดินไป
เมื่อไปถึงฝั่งแม่น�้านั้น เห็นเสรีวะโพธิสัตว์กาลังนั่งเรือข้ามน้าไป จึงร้อง
�
�
้
้
ตะโกนว่า “นายเรือผูเจริญ ทานจงกลับเรือๆ” นายเรือนั้นหาไดกลับเรือไม เพราะ
่
่
เสรีวะโพธิสัตว์ห้ามไว้
พ่อค้าเร่ผู้โลเลนั้น ได้แต่ยืนดูเสรีวะโพธิสัตว์นั่งเรือออกไป เกิดความเศร้า
้
่
โศกเปนทวีคูณ เลือดจึงพุงออกจากปาก หัวใจหยุดเตน และเสียชีวิตลง ณ ที่ตรง
็
นั้นนั่นเอง
ชาดกเรื่องนี้มุ่งชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมที่แตกต่างกัน คือสาเหตุที่นาไปสู่
�
็
ความสาเรจที่ไม่เท่ากันของแต่ละคน แม้จะมีโอกาสเท่ากันก็ตาม เสรีวะ
�
ุ
โพธิสัตว์มีอาชีพเป็นพ่อค้าเร่ดจเดียวกับพ่อค้าเร่อีกคนหนึ่ง ความรู้ความ
ั
สามารถคงไม่แตกต่างกัน แต่เสรีวะโพธิสัตว์กลบประสบความสาเร็จในการ
�
ติดต่อค้าขายมากกว่าพ่อค้าเร่คนนั้นที่มาด้วยกัน เพราะอาศัยคุณธรรม กล่าว
็
่
็
้
คือความเปนคนออนโยนสุภาพเรียบรอย พูดจาเปนที่รัก มีจิตใจสะอาด ซื่อตรง
ไม่คดโกงผู้อื่น
ื
์
่
่
้
ู
้
ี้
ื่
คุณธรรมเหลาน เมอมีในใจของผูใดแลว ก็ท�าใหผนั้นมีเสนห นาเชื่อถอ
่
้
้
เป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้พบเห็น ในขณะเดียวกันพ่อค้าเร่อีกคนหนึ่งนั้น ขาด
�
คุณธรรมเหล่านี้ ทาให้พูดจาไม่ดี มีจิตโลภ อยากจะได้ทรัพย์ของคนอื่น เมื่อ
เขารู้ทัน ก็เป็นที่รังเกียจ ไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วย ในที่สุดก็ประสบ
กับความวิบติของชีวิต จึงเห็นได้ว่าคนเราเพียงมีความรู้ดี ความสามารถดี
ั
�
เท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องมีความประพฤติที่ดีด้วย จึงจะนาพาชีวิตไปสู่ความ
สาเร็จที่ยั่งยืนได้ด้วยประการฉะนี้
�
(เสรีวาณิชชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๐๑)
417
418
�
อานาจหญิง
ี
“ที่ใดมรัก ที่นั่นมทุกข์”
ี
ู
่
้
ในอดีตกาล สมัยพระเจามคธครองราชสมบัติอยในพระนครราชคฤห ์
�
�
�
ครั้งนั้น ชาวมคธจานวนมากประกอบอาชีพทานา ช่วงฤดูกาลทานานั้น
้
็
์
บรรดาสัตวทั้งหลายที่กินพืชและหญาเปนอาหาร ต่างประสบความอดอยาก
ไปตามๆ กัน เพราะพืชและหญ้ามีปริมาณน้อย เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ใน
่
์
�
การเพาะปลูก สัตวในฤดูกาลทานาจึงซูบผอมมากกวาฤดูอื่นๆ เพราะความ
ี
�
ี
ที่พืชและหญ้ามไม่เพยงพอในฤดูทานานี้เอง ท�าให้เนื้อทั้งหลายที่อาศัยอย่ ู
้
์
ู
ในพื้นที่ราบ ตองพากันอพยพขึ้นไปหากินบนเขาที่มีหญาอุดมสมบรณ โดย
้
อพยพขึ้นไปหากินตอนเช้า พอตกเย็นก็อพยพกลับมานอนที่เดิม
ื้
ครั้งนั้น มีเนื้อพนที่ราบกับเนื้อภูเขาคู่หนึ่ง อาศัยทต้องอพยพไป
ี่
หากินบนเขาดังกล่าว จึงทาให้ทั้งคู่ได้พบกัน โดยเนื้อภูเขาเป็นเนื้อตัวผู้
�
็
ื้
่
่
ั
�
กาลงแตกหนุม ท่าทางสง่างาม แข็งแรงปราดเปรียว สวนเนอพื้นที่ราบเปน
�
เนื้อตัวเมีย กาลังแตกสาวสวยงาม เมื่อพบกันบ่อยๆ ก็เริ่มสนิทสนมกัน
และกลายเป็นความรักกันในที่สุด แต่เป็นความรักบนภูเขา ชีวิตของทั้งคู่
�
จึงดาเนินไปด้วยความสะดวกและปลอดภัย ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
้
่
กาลเวลาผ่านไป จากที่เคยพบและอยูดวยกันเฉพาะเวลากลางวันบน
ยอดเขา เนื้อภูเขาก็เริ่มหาทางติดตามเนื้อพื้นที่ราบลงไปข้างล่าง เริ่มจาก
ไปส่งระยะทางสั้นๆ ก่อน ต่อมาก็ไปส่งถึงที่ และต่อมาเมื่อส่งถึงที่แล้วก็ไม่
กลับที่อยู่ของตนบนเขาเลยก็มี
่
พฤติการณนี้เปนที่ปรากฏแกชาวมคธทีอาศัยอยูบริเวณนั้น จึงพูดกัน
่
็
์
่
้
้
ว่า “ทานผูเจริญ มีเนื้อภูเขาตัวหนึ่ง ลักษณะแปลกจากเนื้อทั่วไป เขามาอยู ่
่
รวมกับเนื้อพื้นที่ราบด้วย ท่าทางจะติดเนื้อตัวเมียนะ”
บางคนก็กล่าวว่า “เราปล่อยมันไปตามธรรมชาติ อย่ารังแกมันเลย
อยากมาก็ปล่อยให้มา อยากไปก็ปล่อยให้ไป ถ้ามันอยู่ด้วยกันได้ก็ดี จะได้
เนื้อพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา”
419
เนื้อภูเขาตัวนั้น ในระยะแรก ๆ ได้อยู่ร่วมกับ พลัง ดังนั้น แม้จะลาบากยากเข็ญหรือเสี่ยงภัยปาน
�
้
ั
้
่
เนื้อพื้นราบดวยดี เพราะชาวมคธบริเวณนนไมมีใคร ใด ข้าพเจ้าก็จะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง จะฝ่าฟันอุป
ั้
เบียดเบียนสัตว์ มองเห็นสัตว์เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่ สรรคทุกๆ อย่าง เพื่อความรักที่สาคัญนน แต่
�
เจ็บตายบนโลกเดียวกัน อยากปล่อยให้มนมีความ ข้าพเจ้าจะระวังในสิ่งที่เจ้าเตือน”
ั
ี
่
์
่
่
่
้
้
สัมพันธทดีตอกัน ใหมีลูกที่ผสมกันระหวางเนื้อภูเขา ฝายนายพรานที่เฝาติดตามจับเนื้อภูเขาตัวนั้น
กับเนื้อพื้นที่ราบ แต่คนเราคิดไม่เหมือนกัน ที่ใดมี วันหนึ่งในเวลาพลบค�่า ได้ไปยืนซุ่มอยู่ในทางที่เนื้อ
คนดี ที่นั่นย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่ด้วย ทั้งหลายเดินลงจากเขามายังพื้นที่ราบ เขาซุ่มอยู่
้
ั
้
ไม่นานข่าวที่เนื้อภูเขามาอยู่กับเนื้อพื้นที่ราบก็ พรอมกับธนูที่เตรียมยิงเนื้อดวยความอดทน จากน้น
็
ดังเข้าหูนายพรานเข้า นายพรานนั้นเมื่อได้ข่าวก็ดีใจ ไม่นานนักฝูงเนื้อกปรากฏตวขน เป้าหมายคือเนื้อ
ั
ึ้
่
เพราะถือเปนขาวดี เป็นลาภปากของตน นานๆ สัตว ์ ภูเขาซึ่งตัวโต สงางามกวาตัวอื่น ๆ เมื่อเนื้อเดินใกล ้
่
็
่
่
�
จะมาใหลาถึงที่ จึงไปสารวจพบเนื้อภูเขาดังกลาวจริง เข้ามาเกือบจะถึงพื้นที่สังหาร ปรากฏว่าลมได้พัด
้
่
และวางแผนจะจับในวันที่เนื้อภูเขาประมาทเผอเรอ จากตัวนายพรานเข้าไปทางฝูงเนื้อ เนื้อพื้นที่ราบซึ่ง
ื้
ิ่
ฝ่ายเนื้อพนที่ราบซึ่งเป็นคู่ของเนื้อภูเขา ก็ไม่ ไวต่อกลนมนุษย์ ก็รีบกระโจนหนีออกไปข้างทาง
้
่
ึ
สบายใจนักที่เนื้อภูเขาติดพันจนถงกับตามมาอย่ใน อยางรวดเร็ว ไมทันที่จะบอกเนื้อภูเขาดวยซ�้า ปล่อย
่
ู
ี่
่
์
พื้นทราบ เพราะนางทราบดีวา ในพื้นที่ของมนุษยนั้น ให้เนื้อภูเขาเป็นเป้าอยู่ตัวเดียว
มีอันตรายรอบด้าน มนุษย์เป็นสัตว์กินเนื้อสัตว์อื่น ในที่สุด เนื้อภูเขาตัวนั้นก็ถูกนายพรานสังหาร
เป็นอาหาร นางได้เคยเห็นมนุษย์ล่าเนื้อชนิดต่างๆ ดวยลูกธนูตายตรงนั้นนั่นเอง เนื้อภูเขาโดยธรรมชาต ิ
้
ี
้
์
�
�
ให้เห็นอยู่เสมอ แลวเปนสัตวที่ชานาญในที่สูง มีพละกาลังในการปน
็
่
่
วันหนึ่ง จึงกลาวกับเนื้อภูเขาวา “นาย ท่านแล ป่ายดีกว่าเนื้อพื้นที่ราบ มีความอดทนต่อสภาพดิน
้
้
่
์
่
่
เปนเนื้อภูเขา ถนัดแตการดารงชีวิตอยูบนที่สูง ไมคุน ฟาอากาศดี แตมีประสบการณนอยในอันตรายที่มา
่
�
็
้
เคยกับดินแดนอันเป็นของมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ราบ ก็ จากพวกมนุษย์ มีประสบการณ์น้อยในสถานที่ราบ
�
ธรรมดาดินแดนของมนุษย์นั้น เป็นที่น่าหวาดระแวง ประกอบกับเนื้อภูเขาตัวนั้นกาลังถูกความรัก
ั
�
�
มีภัยอยู่รอบด้าน ท่านอย่าลงมากับพวกเราเลย อาจ ครอบงาอยู่ จึงทาให้เป็นจุดอ่อนในการระวงตนเอง
เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้” และนาไปสู่หายนะในที่สุด
�
่
ั
�
่
้
้
เนื้อภูเขานั้น แมจะไดรับค�าตกเตือนอยางไร ก็ สาหรับนายพราน หลังจากฆาเนื้อภูเขาส�าเร็จ
ี
�
หักห้ามใจลาบาก เพราะความรักที่มีต่อเนื้อตัวเมีย แล้ว เขาก็ออกจากที่ซุ่มด้วยความดใจ ปลดย่ามที่
นั้นจริงใจและหนักแน่น จริง ๆ เป็นรักครั้งแรกของ พกเสบียงไว้กับพนแล้วไปตัดใบไม้มารองพื้น จาก
ื้
�
เนื้อวัยกาลังแตกหนุ่มตัวนั้นด้วย ดังนั้น มันจึงยังคง นั้นก็ลากเนื้อภูเขามาชาแหละด้วยความชานาญ
�
�
ิ
้
้
เดินติดตามมากับเนื้อตัวเมียนั้นอยู่เนือง ๆ แต่เพื่อ ชาแหละเสร็จก็กอไฟ หยิบชนเนื้อด ๆ ปงใหสุกแลว
ิ้
่
้
ี
�
�
ให้เนื้อตัวเมียสบายใจจึงกล่าวว่า “แม่นาง ความรัก กินตรงนั้นนั่นเอง ด้วยความเอร็ดอร่อย พออิ่มหนา
�
ี่
ั
ั้
เป็นเรื่องทส�าคัญส�าหรบชีวิต ความรักท�าให้ชีวิตมี สาราญแล้วก็หาบเอาเนื้อที่เหลือทงหมดกลับบ้าน
420
ของตน ทิ้งป่าตรงนั้นให้เงียบสงัดตามเดิม หลังจากนายพรานหาบเนื้อ
ภูเขากลับบ้านตนไปแล้ว
พระโพธิสัตว์ซึ่งบังเกิดเป็นเทวดาสิงสถิตอยู่ในบริเวณป่านั้น
�
ก็ราพึงว่า “เนื้อโง่ตัวนี้ตาย เพราะมารดาบิดาเป็นเหตุก็หาไม่ โดยที่แท้
ตายเพราะกาม คือความใคร่ของตนเองเป็นเหตุ”
้
่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา การเขาไปพัวพันกบความรก เปนสิ่ง
็
ั
ั
ที่ต้องส�ารวมระวัง อย่าปล่อยใจให้รักจนหลง เพราะหากรักจนหลง
และถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว เมื่อไม่สมหวงในรักนั้นความ ทุกข์เศร้าโศก
ั
เสียใจก็เกิดขึ้น บางรายอาจต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือทาลาย
�
�
ทรัพย์ ทาลายชีวิตของกันและกัน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น การที่รักแล้วไม่
่
่
ั้
้
่
ั
ติดไมหลงในรักนน ตองมีสติและปญญากากับตั้งแตเริ่มตน โดยรูเทา
�
้
้
ทันอารมณ์ตนเอง และรู้เท่าทันความจริงว่า “ความรักมีการเกิดขึ้น
่
้
่
ตั้งอยู ดับไป ไมมีสิ่งใดจีรังยั่งยืน” จึงจะชวยไดบาง นอกจากนั้น ตอง
้
่
้
อาศัยการเคารพในวัฒนธรรมประเพณีด้วย กล่าวคือเมื่อจะผูกพัน
ความรักกับใคร ก็จัดให้มีการสู่ขอหมั้นหมาย และแต่งให้เป็นที่รับรู้
ของบิดามารดาและญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ในอนาคตหากเกิดปัญหา
่
็
ึ
ั
้
้
่
้
ความไมเขาใจกัน ก็จะไดมีทานเหลานั้นเปนที่ปรกษาหาทางแกปญหา
่
กระทั่งหากมีทายาทสืบสกุล ก็จะรับรูวาเปนทายาทของใคร เปนหลาน
็
็
้
่
ของปู่ย่าตายายคนไหน เป็นต้น
้
หากเขาไปผูกพันกับความรักโดยปราศจากสติและปญญา หรือ
ั
้
�
�
่
่
้
เขาไปผูกพันดวยอานาจกิเลส ไมคานึงถึงวัฒนธรรมประเพณีดังกลาว
โอกาสที่จะเกิดปญหาก็เปนไปไดสูง อีกทั้งเมื่อเกิดปญหาแลว โอกาส
้
้
ั
็
ั
ที่จะแก้ปัญหานั้นให้ลุล่วง ก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น สติปัญญาและ
�
วัฒนธรรมประเพณี จึงจาเป็นในการรักษาความรักของคนทุกคน
(กัณฑินชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๗๕)
421
422
ความขยัน
“คนขยันย่อมหาทรัพย์ได้”
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติอยู่ในนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในก�าเนิดโค อาศัยอยู่กับเจ้าของซึ่งเป็นคนยากไร้ ไม่มี
ู
่
่
้
่
่
่
็
้
์
ุ
่
้
แมแตที่ซกหัวนอน ตองไปเชาบานของคนอื่นอย ตอมาเมอไมมีทรัพยเปนคาเชา
ื่
่
บ้าน จึงได้ให้ลูกโคโพธิสัตว์นั้นเป็นค่าเช่าบ้านแทน
ฝ่ายเจ้าของบ้านเช่านั้น เป็นหญิงชราใจดี มีเมตตา จึงดูแลปรนนิบัติโค
โพธิสัตว์นั้นเป็นอย่างดี เมื่อลูกโคโพธิสัตว์เติบโตขึ้นแล้ว หญิงชรานั้นได้ตั้งชื่อ
ให้ว่า อัยยิกากาฬกะ อัยยิกากาฬกะเป็นโคลักษณะดี รูปร่างสง่างาม ร่างกาย
่
่
แข็งแรงสมสวน มีขนเหมือนดอกอัญชัน ความที่เปนโคลักษณะดีดังกลาว ท�าให้
็
บรรดาเด็กๆ ชอบที่จะไปเล่นกบโคโพธิสัตว์นั้น เมื่อไปถึงก็พากันจับที่เขาสอง
ั
้
็
้
ข้างบ้าง จับที่หูบาง จับที่คอบาง บางคนก็ขึ้นไปขี่หลังเลนเปนที่สนุกสนาน โดยที่
่
โคโพธิสัตว์นั้นไม่ได้แสดงความร�าคาญ หรือโกรธเคืองแต่อย่างใด
วันหนึ่ง โคโพธิสัตว์คิดว่า “เจ้าของของเราแก่ชราและยากจนข้นแค้น ถึง
กระนั้นก็เลี้ยงดูเราเป็นอย่างดี มิให้ลาบาก ให้ความรักเสมือนเป็นลูกในไส้ ถ้า
�
�
กระไร เราไปรับจ้างทางานอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าของ
นี้เถิด”
�
นับแต่นั้นมา โคโพธิสัตว์ตัวนั้นจึงเที่ยวไปทาการรับจ้างให้แก่คนทั้งหลาย
สุดแท้แต่เขาจะใช้ให้ทาอะไร จนเป็นที่ชื่นชมแก่คนที่พบเห็นยิ่งนัก
�
กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายพ่อค้าเกวียนที่รับผิดชอบเกวียน ๕๐๐ เล่ม
พากันเดินทางไปถึงที่ซึ่งไม่ราบเรียบ เป็นหลุมเป็นโคลน ท�าให้เกวียนติดหล่ม
ั้
ุ
ขยับไปทางไหนไม่ได้ แม้โคทั้งหลายของพ่อค้าเกวียนนนจะพยายามลากฉด
เกวียนอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาเกวียนขึ้นจากหล่มได้เลย
ขณะนั้น โคโพธิสัตว์กาลังหากินกับพวกโคชาวบ้าน ณ ที่ใกล้บริเวณนั้น
�
่
่
ลูกชายพอคาเกวียนเห็นฝูงโคที่หากินใกลเกวียนของพวกตน จึงพิจารณาวา “ใน
้
้
บรรดาโคเหล่านี้ โคอุสภอาชาไนยที่สามารถจะฉุดเกวียนให้ข้ามพ้นจากทาง
423
ขรุขระเป็นหลุมโคลน มีอยู่หรือไม่หนอ?” ลากเกวียนด้วยการขยบก้าวไปข้างหน้าเพียง ๒-๓
ั
เขาเปนคนฉลาดในเรื่องโค เมื่อเห็นโคโพธิสัตว ์ ก้าวเท่านั้น ก็ฉุดเกวียน ๕๐๐ เล่มขึ้นไปอยู่บนบก
็
ก็มั่นใจว่า “โคนี่แหละ เป็นโคอุสภอาชาไนย โคอุสภ ได้ส�าเร็จ ลูกชายพ่อค้าเกวียนพร้อมบริวาร ได้ส่ง
�
อาชาไนยนั้น มีพละกาลังและความแข็งแรงเหนือโค เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ จากนั้นจึงรวบรวมทรัพย์
้
ทั้งหลาย เราจักใชโคอุสภอาชาไนยตัวนี้ฉุดเกวียนให ้ เพียง ๕๐๐ กหาปณะใส่ถุง แล้วผูกไว้ที่คอของโค
พ้นจากทางขรุขระเป็นหลุมโคลนนี้ได้ ว่าแต่ว่าใคร โพธิสัตว์
ิ
หนอเป็นเจ้าของโคตัวนี้?” โคโพธสัตว์นั้นรู้ทันว่า ลูกชายพ่อค้าเกวียน
ั
ลูกชายพ่อค้าเกวียนจึงถามพวกคนเลี้ยงโคว่า และบริวารไม่ทาตามที่ตกลงกนไว จึงไปยืนขวางทาง
�
้
้
้
็
“ทานผูเจริญ ใครหนอเปนเจาของโคตัวนี้ เราต้องการ ไมยอมใหขับเกวียนออกไป ลูกชายพอคาเกวียนและ
่
่
้
่
้
่
ใช้โคตัวนี้ลากเกวียนทั้งหลายข้ามทางตรงนี้ ถ้าทา บริวารทงหลายแมจะพยายามไลโคโพธิสัตวใหหนีไป
�
์
้
ั
้
้
ู
�
ั
สาเร็จ จักให้ค่าจ้างอย่างงามแก่เจ้าของ” ด้วยวิธีใดก็ทาไม่สาเร็จ จะข่จะตีอย่างไรโคโพธิสตว์
�
�
ี้
่
่
พวกคนเลยงโคตอบวา “ทานทั้งหลายจงจับมัน ก็ไม่ยอมหลีกทางให้ จึงคิดว่า “สงสัยโคนี้จะรู้ว่าได้
เทียมเกวียนได้เลย เพราะเจ้าของโคตัวนี้ไม่ได้อยู่ใน รับค่าจ้างไม่ครบ ไม่ตรงกับที่ตกลงไว้ จึงไม่ยอม
ที่นี้” ลูกชายพ่อค้าเกวียนนั้น จึงเอาเชือกผูกโค หลีกทางให้ เห็นทีจะต้องให้ค่าจ้างเพิ่มอีก ๕๐๐
โพธิสัตว์ที่จมูกแล้วจูงไป แต่โคโพธิสตว์ไม่ยอมเดิน กหาปณะเป็นแน่”
ั
ตาม คงยืนนิ่งอยู่กับที่ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะลูกชาย จากนั้นจึงรวบรวมค่าจ้างจากบริวารทั้งหลาย
พ่อค้าเกวียนไม่ได้บอกว่าจะให้ค่าจ้างแก่โคโพธิสัตว์ เมื่อได้ครบ ๕๐๐ กหาปณะแล้ว จึงใส่ลงในถุงและ
�
นั้น โคโพธิสัตว์จึงไม่ยอมเดิน นาไปผูกที่คอของโคโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า “นาย นี่
้
่
้
ลูกชายพ่อค้าเกวียนนั้นเป็นคนฉลาด อ่านใจ เปนคาจางในการฉุดเกวียนใหขามขึ้นจากทางขรุขระ
้
็
โคออก จึงได้กล่าวกับโคโพธิสัตว์ว่า “นาย ถ้าท่าน เป็นหลุมเป็นโคลนของท่าน” โคโพธิสัตว์พอทราบว่า
้
่
้
้
ลากเกวียน ๕๐๐ เล่ม ข้ามขึ้นจากทางขรุขระ เป็น ไดคาจางครบถวนคือ ๑,๐๐๐ กหาปณะแล้ว จึงหลีก
่
้
้
หลมโคลนนี้ได้ เราจักให้ค่าจ้างแก่ท่าน ๑,๐๐๐ ทางใหลูกชายพอคาเกวียนและบริวารออกเดินทางได
ุ
้
่
้
กหาปณะ” จากนั้นน�าหอทรัพย ๑,๐๐๐ กหาปณะไปยังบานของ
์
โคโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงเดินตามลูกชาย เจ้าของ
่
พอคาเกวียนแตโดยดี เมื่อไปถึงลูกชายพอคาเกวียน ฝายหญิงชราเห็นหอทรัพย ๑,๐๐๐ กหาปณะ
้
่
่
้
่
่
์
ี
์
่
็
์
่
และบริวาร จึงเทยมโคโพธิสัตวที่เกวียนทั้งหลาย จาก ที่คอของโคโพธิสัตว แลวก็กลาววา “พ่อ นี้เปนทรัพย
์
้
้
ั
นั้นให้สญญาณเพื่อลากเกวียนด้วยค�าว่า “นาย ขอ เจ้าได้มาอย่างไร?” พวกเด็กเลียงโค จึงบอกความ
ท่านจงใช้ความเป็นโคอุสภอาชาไนย และพละกาลัง จริงให้หญิงชราทราบ หญิงชรานั้นจึงกล่าวว่า “พ่อ
�
อันมหาศาลของทาน ลากเกวียนทั้งหลายขึ้นจากหลุม เราแม้จะล�าบากอย่างไร ก็ไม่คิดที่จะเลี้ยงชีวิตด้วย
่
โคลนนี้เถิด หากทาสาเร็จข้าพเจ้าจะให้ทรัพย์ตามที่ ทรพย์ที่แลกมาอย่างยากล�าบากเช่นนี้ เจ้าไป
�
ั
�
�
ตกลงไว้” ประกอบกิจที่ยากลาบากเห็นปานนั้นเพราะเหตุไร”
�
โคโพธิสัตว์รวบรวมพละกาลังที่มีอยู่ ออกแรง หญิงชรานั้น หลังจากที่กล่าวกับโคโพธิสัตว์เช่นนั้น
424
�
แล้ว ก็ต้มน�้าอุ่น ๆ มาอาบให้โคโพธิสัตว์ เช็ดตัวให้แห้งแล้วเอาน้ามันทา
่
่
้
้
ทั่วรางกาย ใหดื่มน�้าใหกินอาหารที่โคชอบ ทั้งสองมีจิตเอื้ออาทรตอกัน รัก
และหวังดีต่อกัน จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเมื่อสิ้นอายุขัยก็ตาย
จากกันไปตามยถากรรมของตน
�
ข้อคิดจากชาดกเรื่องนี้คือ ความสาเร็จในกิจทุกอย่างต้องอาศัย
ความขยัน ความขยัน คือความมานะบากบั่น ความพยายาม ความรับ
ผิดชอบในกิจที่ทา ความขยันดังกล่าวนี้เมื่อมีในบุคคลใดแล้ว จะทาให้
�
�
บุคคลนั้นสู้งานด้วยความอดทน ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกับความร้อน หิว
กระหาย หรือความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้น สู้งานที่รับผิดชอบจนสาเร็จ
�
ลุล่วงด้วยดี ท่ามกลางอุปสรรคเหล่านั้นที่รบกวนขัดขวาง
ความขยันที่ดีนนต้องคู่กับวางแผนและทาตามแผนที่กาหนดไว้
�
�
ั้
�
้
่
�
�
เช่น วางแผนจะทาวันละกี่ชั่วโมง วางแผนวาจะทาให้สาเร็จโดยใชเวลา
�
กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี ระหว่างที่ทาอยู่นั้นถ้าอุปสรรคเกิดขึ้น จะแก้ไข
�
อุปสรรคนั้นอย่างไร วางแผนและทาตามแผนอย่างนี้ งานจึงจะสาเร็จ
�
ด้วยดี นอกจากนั้นต้องอาศัยแรงจูงใจสองอย่าง คือแรงจูงใจภายนอก
้
็
เช่น ค่าตอบแทน คาชมเชย การเลื่อนยศเลื่อนชั้น เปนตน อีกประการ
�
�
�
หนึ่ง แรงจูงใจภายใน ได้แก่ความสานึกที่ดี ความรู้จักทาตัวให้มีคุณค่า
การอยากชนะตนเอง การไม่ยอมแพ้อานาจฝ่ายต่า เป็นต้น
�
�
ในแรงจูงใจสองอย่างนี้ แรงจูงใจภายในนับว่าสาคัญ เพราะถ้า
�
อยากทาดีเพื่อดีแล้ว แม้ค่าตอบแทนจะไม่สูง คนก็พร้อมจะทางานนั้น
�
�
ให้ส�าเร็จลุล่วงไปได้ อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจทั้งสองต่างก็ช่วยให้คน
ประสบความสาเร็จด้วยกันทั้งนั้น ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งคงไม่ได้
�
(กัณหชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๔๒)
425
426
กลลวงนายพราน
“คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
้
แต่คนฉลาดย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาดที่แกลงโง่”
ู
ในอดีตกาล สมัยพระเจามคธครองราชสมบัติอยในพระนครราชคฤห ์
้
่
่
่
ครั้งนั้น พระโพธิสัตวบังเกิดในก�าเนิดมฤคคือเนื้อ อาศัยอยูในปากับบริวาร
์
�
ด้วยความสุขสาราญตลอดมา
ั
่
อยูมาวนหนึ่ง แมเนื้อผูเปนนองสาวของเนื้อโพธิสัตวนั้น ได้ให้ก�าเนิด
่
็
้
้
์
ลูกน้อย เมื่อเจริญวัยพอสมควรแล้ว จึงพาลูกน้อยเข้าไปหาเนื้อโพธิสัตว์
แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ขอท่านจงให้หลานน้อยตัวนี้ฝึกหัดวิชามารยา
ของเนื้อให้คล่องแคล่วเถิด เพื่อจะได้รักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ในภาย
ภาคหน้า”
เนื้อโพธิสัตว์กล่าวตอบว่า “ดูก่อนน้องหญิง เรายินดีสอนวิชามารยา
เนื้อให้เจ้าหลานน้อย ขอให้ส่งเจ้าหลานน้อยมาฝึกวิชามารยาเนื้อ ในวัน
ั
เวลาชื่อโน้นเถด” เมื่อถงวันเวลานดหมาย แม่เนื้อกส่งเจ้าเนื้อน้อยมาฝึก
ิ
ึ
็
วิชามารยาเนื้อจากพระโพธิสัตว์จนจบ และสามารถปฏิบัติได้อย่าง
คล่องแคล่วและแนบเนียน
่
วันหนึ่ง ขณะที่เนื้อนอยตัวนั้นเที่ยวหากินในปาอยางเพลิดเพลิน โดย
้
่
ไม่ทันระวังตัว จึงติดบ่วงของนายพรานทวางไว้ เนื้อทั้งหลายต่างส่งเสียง
ี่
้
้
บอกตัวอื่นใหรูและพากันวิงหนีภัยจากนายพราน สวนเนื้อนอยยังคงติดบวง
่
้
่
่
ิ
้
ไม่สามารถดนหลุดได้ ฝ่ายเนื้อทั้งหลายที่หนีรอดมาได้นั้น ได้บอก
เหตุการณ์ที่เนื้อน้อยติดบ่วงแก่เนื้อผู้เป็นแม่ แม่เนื้อจึงถามเนื้อโพธิสัตว์ว่า
“ข้าแต่ท่านพี่ ท่านได้ให้หลานฝึกวิชามารยาเนื้อแล้วหรือ”
เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “ดูก่อนน้องหญิง เจ้าอย่ากังวลใจเลย ลูกของ
้
่
เจาไดฝกวิชามารยาเนื้ออยางดีแลว จากนี้ไมนานนักเขาจะหลุดจากบวงนาย
้
่
่
้
ึ
พรานแล้วหนีกลับมาที่นี้”
บรรดาเนื้อทั้งหลายเมื่อทราบข่าวลูกเนื้อติดบ่วงนายพราน ก็พากัน
มาประชุมที่สานักเนื้อโพธิสัตว์เพื่อรอคอยการกลับมาของเนื้อน้อยตัวนั้น
�
427
่
้
�
้
ด้วยความห่วงใย ระหว่างนันได้ถามเนื้อโพธิสัตว์ว่า เปลี่ยนใจไมสูหรือหลีกหนีไป การทาลิ้นหอยออกจาก
้
�
“ข้าแต่นาย มารยาเนื้อคืออะไร” ปากเป็นการลวงว่า กาลังหมดแรงหรือเป็นลมหมด
เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “มารยาเนื้อ เป็นวิชา ทางสู้ พอศัตรูเผลอก็เข้าโจมตีหรือหนีไปโดยเร็ว
้
้
แสดงกลลวง เสแสร้ง หลอกล่อให้ศัตรูตายใจ พอ การกระท�าทองใหพองขึ้น เพื่อแสดงวาตนเองตัวใหญ ่
่
ู
�
ศัตรูเผลอ ก็โจมตีศัตรูหรือหนีออกมาจากศัตรนั้น มีพละกาลังมาก ศัตรจะได้ลังเลไม่คิดมาต่อกรด้วย
ู
เป็นวิชาเอาตัวรอด ช่วยแก้ปัญหาได้ในยามคับขัน” การปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมา หลังจากปล่อย
บริวารถามต่อว่า“ข้าแต่นาย ขอท่านโปรด ออกมาแล้วก็นอนเกลือกกลั้วให้อุจจาระปัสสาวะ
�
ขยายความให้เข้าใจด้วยเถิด” เนื้อโพธิสตว์เห็นเป็น ติดตัว กระทาเพื่อให้ศัตรูรู้สึกขยะแขยงในกลิ่น และ
ั
่
โอกาสดีที่จะแสดงวิชามารยาเนื้อให้บริวารทราบ จึง ความนารงเกียจของอุจจาระปสสาวะ จะได้ไม่เข้าใกล้
ั
ั
กล่าวว่า “ดูก่อนบริวาร มารยาเนื้อมี ๖ ประการ คือ สวนการกลั้นลมหายใจ เปนการลวงวาตัวเองมีความ
็
่
่
การเหยียด ๔ เท้า นอนตะแคง ๑ การใช้กีบทั้ง ตั้งใจที่แรงกล้า พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูอย่างเต็มที่
็
่
้
�
่
้
้
หลายตะกุยหญาและดินรวน ๑ การทาลิ้นหอยออก ไมประหวั่นพรั่นพรึงแมศัตรูจะเปนใครก็ตาม” บริวาร
้
้
จากปาก ๑ การกระท�าทองใหพองขึ้น ๑ การปล่อย ถามต่อว่า “ข้าแต่นาย ผู้ฝึกวิชามารยาเนื้อ ต้องฝึก
อุจจาระปัสสาวะออกมา ๑ การกลั้นลมหายใจ ๑” อะไรอีกบ้าง”
�
บริวารถามอีกว่า “ข้าแต่นาย การกระทาแต่ละอย่าง เนื้อโพธิสัตว์ตอบว่า “ต้องฝึกการหายใจด้วย
มีจุดมุ่งหมายอย่างไรบ้าง” รูจมูกข้างเดียว คือกลั้นลมมิให้เข้าออกทางช่องจมูก
เนื้อโพธิสตว์กล่าวตอบว่า “การกระทาแต่ละ ขวา แล้วหายใจเข้าออกทางช่องจมูกซ้ายทแนบตด
ี่
ั
�
ิ
อย่างมีจุดประสงค์เพื่อให้ศัตรูเข้าใจผิดว่า ตายแล้ว พื้นดิน หรือกลั้นลมหายใจมิให้เข้าออกทางช่องจมูก
ศัตรูจะได้ไม่ระมัดระวัง และอาศัยช่วงไม่ระวังของ ซ้าย แล้วหายใจเข้าออกทางช่องจมูกขวาที่แนบติด
ศัตรูนั้นหนีไปสู่ที่ปลอดภัย แต่กลลวงดังกล่าวก็ กับพื้นดิน จึงจะลวงนายพรานดวยวิธี ๖ ประการได้”
้
่
่
สามารถใช้ได้หลายสถานการณ์ ใช้เพื่อต่อสู้กับศัตรู ระหวางที่ถามตอบกันยังไมทันจบนั้น ลูกเนื้อที่
ก็ได ใชเพียงเพื่อขมขวัญศัตรูก็ได และใชเพอใหศัตรู ติดบ่วงก็วิ่งหนีนายพรานเข้ามาในฝูงอย่างรวดเร็ว
้
้
้
่
้
่
ื
้
้
่
้
่
หนีไปก็ได เช่น การเหยียด ๔ เท้านอนตะแคง ท�าให้ เมื่อถูกถามจึงไดบอกแกฝูงวา “ขาแตบริวาร หลังจาก
้
่
�
ศัตรูเข้าใจว่ากาลังจะตาย ศัตรูจะได้ไม่รีบมาจับหรือ ติดบ่วงนายพรานแล้ว ข้าพเจ้าก็ปล่อยให้ติดอยู่เช่น
ท�าร้าย หรือในกรณีติดบ่วงจะได้ไม่ระวงขณะแก้ นั้น ไม่ดิ้นรนให้เหนื่อยแต่อย่างใด นึกถึงมารยาเนื้อ
ั
เหยื่อออกจากบ่วง เมื่อไม่ระวังก็จะอาศัยโอกาสนน ที่เรียน จึงนอนเหยียดเท้าทั้ง ๔ ไปทางด้านข้าง เอา
ั้
โจมตีหรือวิ่งหนีโดยเร็ว” กีบทั้งหลายนั่นแหละ คุ้ยท�าดินร่วนและหญ้าให้
�
บริวารถามต่อว่า “ข้าแต่นาย ข้ออื่นๆ มี กระจุยขึ้น ปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมา ทาให้หัว
เหตุผลและจุดมุ่งหมายอย่างไร” ตกลิ้นหอย ท�าสรีระให้เปรอะเปื้อนด้วยน�้าลาย ท�าให้
้
เนื้อโพธิสัตว์ชี้แจงว่า “ข้ออื่น ๆ มีเหตุผลดังนี้ ตัวพองขึ้นด้วยการกลั้นลม ทานัยน์ตาทั้งสองให้
�
ิ
้
่
การใชกีบตะคุยหญาและดินรวน เป็นการแสดงความ เหลือก ท�าลมให้เดนทางช่องจมูกล่าง กลั้นลมทาง
้
์
แข็งแรงให้ศัตรูเห็น ศัตรูจะได้รู้สึกหวาดหวั่น และ ชองจมูกบน ท�าหัวใหแข็ง แสดงอาการของสัตวที่ตาย
้
่
428
ั
ี
แลวเพื่อลวงนายพราน ในขณะนั้น บรรดาแมลงวนหัวเขยวก็บินมาตอมตามเนื้อ
้
้
่
้
้
้
้
่
ตัวขาพเจา สวนนกกาทั้งหลายก็บินมาจับที่กิงไมใกลๆ สอดสายตามองดูขาพเจา
้
อยู่ เมื่อนายพรานมาถึงพอเห็นข้าพเจ้าเท่านั้น ก็เอามือดีดท้องตนเอง พร้อม
กับพูดว่า “เนื้อตัวนี้คงจะติดบ่วงแต่เช้า จึงได้ตายด้วยอาการอย่างนี้” จากนั้น
จึงแก้เชือกที่รัดข้าพเจ้าออก เพื่อจะลากข้าพเจ้าไปแล่เอาแต่เนื้อ ระหว่างที่นาย
พรานเดินไปหากิ่งไม้และใบไม้มาปูกับพื้น เพื่อจัดการแล่เนื้อนั้นเอง ข้าพเจ้าก็
ลุกขึ้นยืนด้วยเท้าทั้ง ๔ สลัดกายเหยียดคอ แล้วกระโจนหนีออกจากที่ตรงนั้น
อย่างรวดเร็ว และวิ่งหนีมาถึงที่แห่งนี้โดยสวัสดิภาพ” ฝูงเนื้อได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็
้
้
่
้
พรอมใจกันฝกหดวิชามารยาเนื้อไว และด�าเนินชีวตดวยความไมประมาทตั้งแต ่
ั
ิ
ึ
บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า การฝึกหัดศึกษาวิทยาการต่างๆ ล้วนแต่เป็น
ประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและสังคมส่วนรวมทั้งสิ้น กล่าวคือในทางส่วนตัว คน
ที่มีการศึกษาย่อมจะรู้วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวันได้ดี ช่วยให้มี
�
ลู่ทางในการทามาหากิน ยิ่งรู้มากรู้จริงด้วยแล้วโอกาสแห่งการทามาหากินก็
�
�
เปิดกว้างขึ้น ช่วยให้หาทรัพย์สินและสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างยั่งยืน ในทาง
�
้
สวนรวม การศึกษาหาความรู ทาใหประเทศชาติพัฒนา รวมทั้งชวยแกปญหา
้
้
่
่
ั
�
ในสังคมได้อีกมาก ประเทศที่พฒนาจึงให้ความสาคัญกับการศึกษา มีการ
ั
�
กาหนดการศึกษาภาคบังคับที่สูงขึ้น กาหนดการศึกษาระดับสูงๆ ให้แพร่
�
้
ิ
หลายมากขึ้น รวมความวา การศึกษานี้ดี ทาใหคนและประเทศชาตเจริญขึ้น
�
่
�
ดังคาประพันธ์ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ที่ว่า
อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน
ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
(ติปัลลัตถมิคชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๒๘๙)
429
430
ู
์
้
หงสผภักดี
ื
ื
“เพ่อนแท้ คือเพ่อนในยามยาก”
ในอดีตกาล มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ
เสวยราชสมบติอยู่ในพระนครพาราณสี กาลครั้งนั้น พระมเหสีของ
ั
พระองค์ทรงพระนามว่า เขมา ทรงพระสุบินว่า มีพญาหงส์ทองสองตัว
อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพต มาแสดงธรรมให้ฟังด้วยเสียงอันไพเราะ
้
จับใจ พระนางหลงใหลในพญาหงสตัวนั้น จึงกราบทูลสุบนนั้นใหพระราชา
์
ิ
ทราบ และขอให้ทรงจับพญาหงส์นั้นมาให้
พระราชาจึงตรัสถามอ�ามาตย์ทั้งหลายว่า “ชื่อว่าหงส์ทองมีอย่ ู
ที่ไหน?”
�
อามาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า “มีอยู่ที่จิตตกูฏบรรพต พระเจ้าข้า”
้
จึงมีพระบรมราชโองการใหขุดสระขึ้นทางทิศเหนือพระนคร ขนาน
�
นามสระนั้นว่า เขมาโบกขรณี แล้วเพาะพันธุ์ธัญชาติต่างๆ ไว้ สาหรับ
เป็นอาหารของพญาหงส์ ใหประกาศโฆษณาบริเวณสระโบกขรณเปนเขต
้
ี
็
่
อภัยทานแกนกทั้งหลายที่มาจากที่ตางๆ จากนั้นรับสั่งใหนายพรานซุมอยู ่
่
้
่
ที่มุมสระ ๔ ด้าน เพื่อคอยจับพญาหงส์ให้พระนางเขมา
ในวันหนึ่ง พญาหงส์ก็ติดบ่วงนายพรานที่ดักไว้ พญาหงส์ตัวนน
ั
้
้
้
่
เปนพญาหงสโพธิสัตว ครั้นติดบวงคันแรวของนายพรานแลว จึงทอดตัว
์
์
็
ลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บริวารบินหนีไป
ระหว่างนั้น ได้มองเห็นหงส์ตัวหนึ่งชื่อสุมุขหงส์เสนาบดี บินกลับ
่
์
มา จึงคิดวา “ในเวลาที่สุมุขหงสบินลงมาหา เราจักทดสอบความรักความ
จริงใจดู” เมื่อสุมุขหงส์เสนาบดีบินลงมาถึง พญาหงส์โพธิสัตว์จึงกล่าวว่า
“ดูก่อนสุมุขะ ฝูงหงส์ทั้งหลายผู้มีผิวกายเรืองอร่ามงามดังทองค�า ได้พา
กันบินหนีภัยไปสู่ที่ปลอดภัยแล้ว แต่ท่านกลับบินมาที่เดิมซึ่งมีภัยเฉพาะ
่
หน้า ขอทานจงบินกลับไปสูที่ปลอดภัยตามใจปรารถนาเถิด จะมัวหวงใย
่
่
�
ทาไมกับผู้ที่หมดทางสู้เช่นเรา อย่าได้พยายามช่วยเหลืออะไรเราเลย จะ
431
ลาบากเสียเปล่าๆ” ขึ้น ขอท่านจงแผ่เมตตา อย่ามีจิตพยาบาทต่อนาย
�
ี
หงส์สุมุขเสนาบดได้ยินเช่นนั้น จึงกล่าวตอบ พรานเลย”
ว่า “ข้าแต่พญาหงส์ ถึงพระองค์จะติดบ่วงนายพราน นายพรานได้ยินหงส์สุมุขเสนาบดีปลอบใจ
้
ไม่มีหนทางสลัดหลุดออกไปได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จัก พญาหงส์เช่นนัน จึงเข้าไปหาพญาหงส์แล้วกล่าวว่า
่
์
ไมทิ้งพระองคไปไหน จักเปนหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า “ดูก่อนพญาหงส์ ธรรมดาว่าวิสัยปักษีทิชากร ผู้
็
ก็จักอยู่ร่วมกับพระองค์ ณ ที่ตรงนี้” เมื่อหงส์สุมุข สัญจรไปในอากาศนั้น ย่อมบินไปสู่ทางได้ทุกที่ด้วย
เสนาบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ความปลอดภัย พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือว่าที่
พญาหงส์จึงกล่าวว่า “ดูก่อนสุมุขะ ท่านกล่าว สระโบกขรณีแห่งนี้มีการดักบ่วงไว้”
ั
�
วาจาดีงามอนใดไว้ วาจานั้นแลเป็นคาของท่านผู้ พญาหงส์โพธิสัตว์ตอบว่า “ข้าแต่นายพราน
่
้
่
ประเสริฐ ทรงศีลทรงธรรม อนึ่ง การที่เราใหทานบน คราวใดที่ชีวิตจะถึงฆาต คราวนั้นแมจะเห็นบวงที่ดัก
ิ
้
็
ิ
หนีไปนั้น กล่าวเพื่อลองใจท่านดู ทาให้ทราบความ ไว้แต่ทไกลๆ สัตว์กคงบนไปติดจนได้ด้วยความ
ี่
�
เป็นมิตรแท้ ผู้ซื่อสัตย์ของท่าน” ประมาท แต่คราวใดที่ชีวิตยังไม่ถึงฆาต คราวนั้นแม้
ั
ู
ขณะที่หงส์ทังสองกาลงสนทนากันอยู่ นาย จะไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ชีวิตก็ยงปลอดภัยอย่นั่นเอง
้
�
ั
พรานกถือไม้วิ่งมาหาอย่างเรวเพื่อจับพญาหงส์นั้น คราวนี้ข้าพเจ้าได้ติดบ่วงของท่านแล้ว ชีวิตจะเป็น
็
็
หงส์สุมุขเสนาบดีหันไปเห็น จึงได้พูดปลอบใจพญา อย่างไรก็สุดแต่กรรมที่ทามา”
�
่
�
ื
หงส์ให้คลายความวิตก แล้วบินไปทาความเคารพ นายพรานได้ฟังแล้วก็ชนชมยินดีถ้อยค�าของ
่
่
้
์
นายพรานนั้น พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าแต่นายพราน พญาหงส์ จึงหันไปทางหงสสุมุขเสนาบดีแลวกลาววา
์
ขาพเจาหงสสุมุขเสนาบดีและพญาหงสผูเปนนาย ขอ “ดูก่อนหงส์สุมุขเสนาบดี ฝูงหงส์ทั้งหลายถูกภัย
็
้
้
์
้
ั
ั
แสดงความเคารพท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านจงรับ คุกคาม แล้วพากนบินหนีไปหมด มีท่านตวเดียว
ไว้ด้วยเถิด” เท่านั้นที่พ้นภัยแล้วก็ยังมัวพะวงอย่กับพญาหงส์ตัว
ู
ิ
นายพรานได้เห็นอากัปกิรยาและได้ยินเสยง อื่นๆ ไม่เห็นมีใครห่วงใยเช่นท่านเลย พญาหงส์ตัวนี้
ี
่
่
่
่
์
เชนนั้น ก็มีจิตออนโยนตอหงสทั้งสอง จึงคิดวา “หงส์ เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านจึงได้ห่วงใยเช่นนี้”
ทั้งสองนี้มิใช่งามแต่เพียงตัวเท่านั้น ที่แท้จิตใจก็งาม หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวตอบนายพรานว่า
้
่
่
้
ไปด้วย รูจักแสดงความออนนอมตอคนอื่น ผูที่หมาย “ข้าแต่นายพราน หงส์ตัวอื่น ๆ เป็นเพียงสหายของ
้
จะจับตัวด้วยซ้า” เราเท่านั้น แต่พญาหงส์ตัวนี้เป็นราชาของเรา เป็น
�
ฝ่ายหงส์สุมุขเสนาบดีพอรู้ว่านายพรานมีจิต กัลยาณมิตรที่ยิ่งใหญ่ เสมอด้วยชีวิตของเรา เป็น
้
้
ุ
้
อ่อนลง ไม่มุ่งอาฆาตมาดร้ายอะไรแล้ว จึงบินกลับ ผูทรงศีลทรงธรรม นาพาเราใหมีสุขดวยเมตตากรณา
�
ั
ไปยืนปลอบใจพญาหงส์ต่อว่า “ข้าแต่พญาหงส์ ชีวิต เป็นที่ตั้ง เราจกไม่ทอดทิ้งพญาหงส์ผู้เป็นราชาของ
มีกรรมเป็นของตนเอง ท่านได้ทาความดีมาตลอด เรานี้ไปจนตราบเท่าวันตาย”
�
ปกครองหงส์ด้วยจิตเมตตา ไม่เคยรังแกและมุ่งร้าย นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า “เราเมื่อ
่
ใครมาตลอดเวลาถึงเพียงนี้ หากบุญทานมี พระย่อม รู้อย่างนี้แล้ว ถ้ายังคิดจักจับหงส์ทองผู้ทรงศีล
คุ้มครอง เทวดาย่อมรักษา แม้หากท่านมีกรรมมา ทรงธรรมอีก ชะรอยแผ่นดินจะไม่ยอมให้เราเดิน
ตัดรอนให้ต้องจากโลกนี้ไป ท่านก็ไม่เสียทีที่ได้เกิด เหยียบ คงจะสูบเราลงไปใต้เบื้องล่างเป็นแน่ การจับ
มาเพราะทาความดีมาตลอดแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิด หงส์ครั้งนี้เราท�าก็เพื่อยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่จักได้
�
432
ั
่
�
์
่
่
�
จากสานักพระราชา แตบดนี้ชีวิตของพญาหงสสาคัญกวาสิ่งใด ๆ ดังนั้น เราจักปลอย
พญาหงส์นั้นไปตามวิถีทางของหงส์”
จากนั้นจึงกล่าวกับหงส์สุขุมเสนาบดีต่อหน้าพญาหงส์ว่า “ข้าแต่หงส์สุมุข
เสนาบดี ตัวท่านตั้งใจจะช่วยเหลือพญาหงส์ โดยไม่เห็นแก่ชีวิตตนเองเลย ข้าพเจ้า
นับถือน้าใจท่าน ดังนั้น ข้าพเจ้าก็จักปล่อยพญาหงส์ผู้เป็นราชาของท่าน ขอท่านทั้ง
�
์
็
สองจงบินไปตามความประสงคเถิด” กลาวจบนายพรานนั้นก็ปลอยหงสใหเปนอิสระ
์
่
่
้
ฝ่ายหงส์หลังจากได้รับอิสรภาพ ก็บินไปสู่ที่ตนปรารถนาในทันที
�
ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า คนที่ไปมาหาสู่เราในยามที่เรามีอานาจวาสนานั้น
ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ใครคือเพื่อนจริงหรือเพื่อนแท้ของเรา แต่ในยามประสบ
เคราะห์กรรม เช่น ในยามจน ยามเจ็บ และยามจากเป็นต้น เราจึงจะรู้ได้ เพราะ
ในยามนน คนที่ไม่ใช่เพื่อนจริงหรือเพื่อนแท้จะค่อยๆ หายไป เหตุนั้น ท่านจึง
ั้
้
้
่
่
้
่
กลาววา เพื่อนแทคือเพื่อนยามยาก ไดแกเพื่อนที่อยูกับเราหรือญาติของเราได แม ้
่
ในยามที่เราจน เราเจ็บ และเราจาก ท่านให้ข้อคิดอีกว่า เพื่อนแท้หรือเพื่อนยาม
ยากนั้นแม้มีเพียงคนเดียว แต่ก็ยังดีกว่าเพื่อนไม่แท้ที่มีเป็นหมื่น
ี
เพื่อนแท้นั้นท่านเรียกว่า กัลยาณมิตร มคุณสมบัติที่สาคัญ ๗ ประการ
�
ได้แก่
๑. ปิโย น่ารัก
๒. ครุ น่าเคารพ
๓. ภาวนีโย น่ายกย่อง
๔. วตฺตา จ รู้จักวิธีพูดให้ได้ผล
�
๕. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคาคนอื่นได้
�
๖. คมฺภีรญฺจ กถ กตฺตา สามารถอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย
๗. โน จฏฺาเน นิโยชเย ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย
้
่
ทางพระพุทธศาสนาไดยกยองกัลยาณมิตรไววา เปนทั้งหมดของพรหมจรรย ์
็
้
่
ี
่
่
่
์
้
์
ู
ทีเดยว ดังพระพุทธพจนวา “ดกอนอานนท เธออยาไดกลาวอยางนั้น ก็ความเปน
่
่
็
กัลยาณมิตรนี้ เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร
จักเจริญด้วยอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘” ดังน เรื่องนี้ท่านพุทธทาสภิกขุ
ี้
ก็ประพันธ์ไว้ว่า
อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา
เหมือนเกลือดีมีน้อยด้อยราคา
ยังดีกว่าน้าเค็มเต็มทะเล
�
(หังสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๖๙)
433
434
ื
์
หงสเลอกคู่
�
“งามภายในสาคัญกว่างามภายนอก”
ั้
มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งปฐมกัปที่ผ่านไปแล้วก่อนกัปทั้งหลายนน
บรรดาสัตว์ทุกประเภทในพื้นพิภพ ยังไม่มีการเลือกหัวหน้า เพื่อน�าเผ่า
พันธุ์ของตน
วันหนึ่งจึงมาประชุมกันเพื่อเลือกหัวหน้า ครั้งนั้น สัตว์ ๔ เท้าได้
พากันเลือกราชสีห์เป็นหัวหน้า สัตว์น้าเลือกปลาอานนเป็นหัวหน้า ส่วน
�
สัตว์ปีกเลือกพญาสุวรรณหงส์เป็นหัวหน้า ท�าหน้าที่ปกครองดูแล บาบัด
�
ทุกข์บ�ารุงสุขสัตว์ในสายพันธุ์ของตนตั้งแต่นั้นมา
�
ในจานวนหัวหน้าสัตว์ ๓ ประเภทนั้น พญาสุวรรณหงส์ ซึ่งเป็น
หัวหน้าของสัตว์ปีก จัดเป็นหัวหน้าสัตว์ที่สวยงาม เยื้องกรายไปทิศทาง
ั
ใดก็เชดหน้าชูตาแก่สตว์ปีกยิ่งกว่าหัวหน้าสัตว์ประเภทอื่น นอกจากตัว
ิ
เองจะสง่างาม มีเสน่ห์ดึงดูดให้สัตว์ทั้งหลายหันมามองแล้ว ลูกสาวของ
พญาสุวรรณหงส์นั้น ก็รูปงามยิ่งกว่าผู้เป็นบิดามารดาตนเสียอีก ด้วย
ความที่ตัวเองและลูกสาวงามนั้นเอง จึงทาให้พญาสุวรรณหงส์มีชื่อเสียง
�
ิ่
และได้รับเกียรติจากสัตว์ทั้งหลายเพมเป็นทวีคูณ ใครๆ ก็อยากมาผูก
มิตร มีสัตว์ใหญ่น้อยแวะเวียนไปมาหาสู่มิได้ขาด พญาสุวรรณหงส์นั้น
ู
่
็
เลี้ยงดลูกดวยความรักและทะนุถนอมตั้งแตเล็กจนโตเปนสาว โดยไม่เคย
้
ทุบตีหรือพูดจาให้ระกาช้าใจแม้แต่น้อย
�
�
วันหนึ่ง ได้กล่าวกับลูกว่า “ดูก่อนแม่หนู พ่อให้พรแก่เจ้า ต่อแต่นี้
เจ้าปรารถนาสิ่งใด จงขอสิ่งนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเจ้าจะได้ในสิ่งที่ขอ
ทุกประการ”
ลูกสาวกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าขอบพระคุณในความเมตตาที่
ท่านให้ ข้าพเจ้ารับพรจากท่านแล้ว และจะขอเมื่อถึงโอกาสอันควร”
ั
์
พญาสุวรรณหงสไมไดวิตกวาลูกจะขอพรและรบพรเมื่อใดดอก แต่
่
่
้
อยากทราบเพียงว่าลูกจะขออะไร อย่างน้อยจะได้เตรียมจัดการให้ หรือ
435
์
่
่
ถ้าเกินวิสัยที่จะได้เตรียมให้สิ่งอื่นๆ แทน แต่ครั้นจะ พญาสุวรรณหงสจึงตอบลูกสาววา “พอรักษา
ถามลูกสาวตรงๆ ก็ไม่กล้า จึงได้แต่นิ่งเก็บความ สัญญาที่ให้ไว้ เจ้าได้รับพร คือเลือกสามีตามที่เจ้า
้
้
�
อยากรูนี้ไว ที่พอจะสอบถามไดบางก็คือภรรยาตนเอง ชอบตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ว่าแต่เจ้าจะให้พ่อช่วยทา
้
้
วันหนึ่งจึงถามว่า “น้องหญิง เธอคงทราบแล้ว อะไรบ้าง มีไหม?”
่
ว่าฉันให้พรแก่ลูกสาว แต่ไม่ทราบว่าเขาจะขออะไร ลูกสาวกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ เพือให้ข้า
้
ตอนนี้จึงยังไมสามารถด�าเนินได เธอพอจะทราบไหม สามารถเลือกสามีได้ดๆ เป็นที่ยอมรับของบิดา
ี
่
ว่าลูกสาวจะขออะไรจากฉัน” มารดาและญาติพี่น้อง ขอท่านจงให้ป่าวประกาศทั่ว
่
์
ื
่
นางหงส์ตอบว่า “ข้าแต่ท่านพี่ ข้าพเจ้าแม้จะ ปาหิมพานตวา ลูกสาวพญาสุวรรณหงสจะเลอกคูใน
์
่
เป็นมารดา แตเรื่องบางเรื่องของลูกก็ไมทราบเชนกัน วันพรงนี้ ขอใหบรรดานกทั้งหลายที่สนใจมาประชุม
้
่
่
่
่
ุ
่
้
้
่
และไมกลาที่จะเขาไปยุงเกี่ยวกับการตัดสินใจของลูก กันที่ลานหินใหญ่ข้างหน้าต้นไม้ที่เราอาศัยอยู่ เมื่อ
้
้
้
ด้วย เหตุนั้น จึงไม่รู้เช่นกันว่าลูกจะขอสิ่งใด” บรรดานกทั้งหลายมาพรอมแลว ขาจะไดเลือกคูตาม
้
่
์
่
ู
่
พญาสุวรรณหงส เมื่อไมทราบวาลกจะขออะไร ที่ตั้งใจไว้”
ก็ได้แต่เก็บความอยากรู้นั้นต่อไปเรื่อยๆ ส�าหรับ พญาสุวรรณหงส์ได้ยนลกสาวบอก ก็โล่งใจ
ิ
ู
ลูกสาวยังคงปฏิบัติตัวกับบิดามารดาและบริวารตาม ขึ้นมาบาง เพราะผูที่ลกสาวจะเลือกมาเปนสามีหรือ
็
้
ู
้
ปกติ โดยไม่มีอะไรผิดสังเกต เป็นลูกเขยตนนั้น เป็นสัตว์ในตระกูลสัตว์ปีกดุจ
�
่
จนกระทง อยูมาวันหนึ่ง ลูกสาวจึงไดกลาวขึ้น เดียวกัน ไม่ใช่สัตว์บก สัตว์น้า หรือครึ่งบกครึ่งน�้า
ั่
่
้
ั
ว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ตามที่ท่านให้พรแก่ข้าพเจ้านน อย่างที่วิตกไว้แต่แรก จึงพอจะสบายใจขึ้นมาหน่อย
้
่
บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ข้าพเจ้าขอรับพรจากท่าน พรนั้น หนึ่ง แตก็ยังไมคลายวิตกกงวลไปเสียทั้งหมด เพราะ
่
ั
คือขอท่านได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลือกสามีด้วย ยังมีสัตว์ปีกบางประเภท ที่นกทั้งหลายรังเกียจ ไม่
�
ตนเองตามใจชอบเถิด” อยากจะคบค้าสมาคมด้วย เช่น นกกา ซึ่งมีขนสีดา
พญาสุวรรณหงส์ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เพราะ นิสัยไม่ดี ชอบขโมยของผู้อื่น หรือนกเค้าแมว ซึ่งมี
ู
การที่ลกขอเลือกสามีตามใจชอบนั้น เป็นการเสี่ยง ลูกนัยน์ตาโต น่ากลัว และหากินไม่เหมือนสัตว์ปีก
ต่อชื่อเสียงและสถานะของหัวหน้าสัตว์ปีกอย่างยิ่ง อื่น คือหากินในเวลากลางคืน ถาลูกสาวเลือกนก ๒
้
่
ู
็
เนื่องจากลูกสาวอาจจะเลือกใครมาเป็นสามี คืออาจ ชนิดน ชนิดใดชนิดหนึ่งมาเปนสามี ก็โชครายอย จึง
้
ี้
เลือกสัตว์ปีกด้วยกันก็ได้ สัตว์บกก็ได้ สัตว์น้าก็ได้ ขออย่าให้ลูกเลือกนกกาหรือนกเค้าแมวเลย
�
็
หรือครึ่งบกครึ่งน�้าก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล เยนวันนนเอง พญาสุวรรณหงส์ก็ให้ป่าว
ั้
ใชแตเทานั้น ยังวิตกถึงนิสัยใจคอของวาที่ลูกเขยดวย ประกาศทวปาหิมพานตวา “บรรดาสตวปกทั้งหลาย
ี
์
ั
่
์
่
่
่
่
ั
้
่
่
เกรงจะเป็นสัตว์โหดร้าย เป็นพาลนิสัยเกเร หรือ บัดนี้ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์ที่มีรปงาม กิรยา
ู
ิ
่
์
่
็
สกปรกเปนที่เกลียดชังของสัตวอื่น ๆ แตเมื่อรับปาก มารยาทเรียบรอย เปนที่หมายปองของสัตวหนุมทั้ง
้
็
์
จะให้พรไปแล้วก็ต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่า หลายในป่าแห่งนี้ ถึงเวลาจะมีคู่ครองแล้ว สัตว์ใดที่
จะดีหรือร้าย มีความสนใจในตัวลูกสาวของพญาสุวรรณหงส์
436
ผู้สวยงาม ขอให้มาประชุมกัน ณ ลานหิน หน้าต้นไม้ที่อยู่ของพญาสุวรรณหงส์
ในวันพรุ่งนี้เถิด ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์จะเป็นผู้เลือกสามีด้วยตนเอง”
่
์
่
บรรดานกทั้งหลายทั่วปาหิมพานต ตางรับทราบประกาศนี้อยางรวดเร็ว และ
่
เตรียมพร้อมที่จะมาประชุมในวันพรุ่งนี้ ตามประกาศดังกล่าว เว้นนกเล็กนกน้อย
้
ั
และนกที่มีครอบครวแลว ซึ่งถือวาขาดคุณสมบัติ นกนอกนั้นที่เปนโสดทุกประเภท
่
็
ไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ต่างรอคอยที่จะมาในวันพรุ่งนี้ทั้งสิ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานหินดังกล่าว นกทั้งหลายต่างมาประชุมแต่เช้า แต่ละตัว
็
้
้
็
ได้ท�าความสะอาดร่างกาย ท�าความสะอาดขนใหดูดีเปนพิเศษ อีกทั้งวางมาดใหเปน
ที่ต้องใจลูกสาวพญาสุวรรณหงส์นั้นอย่างเต็มความสามารถ และรอคอยการเลือก
คู่ด้วยความตื่นเต้นที่สุด เมื่อได้เวลา ลูกสาวพญาสุวรรณหงส์ก็ปรากฏกายขึ้น เธอ
สอดสายตาเลือกคูชีวิตดวยความใจเย็น ใชเวลาไมนานนัก ก็เลือกคูไดสัตวปกที่โชค
่
่
่
้
้
ี
้
์
ดีที่สุดในวันนี้ก็คือนกยูง ซึ่งก็เหมาะสมกันดี นกยูงตัวนั้นเป็นนกยูงหนุ่มที่มีคอ
สวยงามดังแก้วมณี มีหางยาวเป็นช่อชั้นวิจิตรตระการตา เมื่อเลือกได้แล้วจึงบอก
แก่พญาสุวรรณหงส์ว่า “ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าเลือกนกยูงตัวนั้น นกยูงตัวนั้นจะเป็นคู่
ชีวิตของข้า”
่
้
้
พญาสุวรรณหงสเห็นหนวยกานของนกยูงหนุมนั้นแลวก็สบายใจ จึงประกาศ
่
์
แก่นกทั้งหลายว่า “ดูก่อนนกทั้งหลาย บัดนี้ลูกสาวของข้าพเจ้าได้เลือกคู่ครองแล้ว
็
้
่
เขาคือนกยูงตัวนั้น ที่มีคอสวยงามดังแกวมณี มีหางยาวเปนชอชนวิจิตรตระการตา
ั้
้
ขอนกอื่น ๆ ทั้งหมดรับทราบและยินดีโดยทั่วกันเถิด” จากนั้นไดหันมากลาวกับนก
่
ยูงหนุ่มผู้โชคดีนั้นว่า “ดูก่อนนกยูงผู้สหาย ลูกสาวของเราเมื่อจะเลือกสามีใน
ทามกลางที่ประชุมนกนี้ ไดเลือกทานเปนสามีดวยความรักความชอบในตัวทาน นับ
็
้
่
่
้
่
ู
เป็นโชควาสนาของท่านโดยแท้ ต่อแต่นี้ขอท่านจงดแลและให้เกียรติลูกสาวเราให้
มาก หรือให้เท่ากับที่เราปฏิบัติดูแลนางมา”
นกยูงหนุ่มผู้โชคดีนั้นรับคาพญาสุวรรณหงส์ด้วยความปลื้มใจ จากนั้นก็มอง
�
ดูนกทั้งหลายที่กาลังจ้องมาทางตวอยู่ ก็รู้สึกว่าบรรดานกเหล่านั้น มีบางตัวไม่
ั
�
ี
ั
ยอมรับกับการเลือกคู่ครั้งน บางตวคงจะร้สึกว่าไม่เหมาะสม ไม่คู่ควรกันเป็นต้น
้
ู
มันเลยคิดว่า “นกทั้งหลายนั้นไม่รู้จักตนเองดีพอ เห็นทีจะต้องแสดงความสามารถ
ให้ปรากฏ” พอคิดดังนั้น นกยูงหนุมก็เริ่มเหยียดปกทั้งสองขางออก แล้วร�าแพนให้
ี
้
่
นกทั้งหลายดูความยิ่งใหญ่ของตัวเอง เป็นการเหยียดปีกออกอย่างเต็มที่ ออกแรง
่
ราแพนจนสุดกาลัง จนทาใหอวัยวะบางอยางที่ควรปกปดมิดชิดเกิดโผลออกมา เช่น
้
่
ิ
�
�
�
รูทวารหนัก และบริเวณเนื้อที่ไม่มีขนปกปิด ก็ปรากฏชัดเจนเป็นต้น โดยที่นกยูง
437
่
่
่
้
์
่
็
หนุมมิไดสังหรณใจเลยวา การท�าเชนนั้นเปนที่ละอายใจแกพญาสุวรรณหงสและ
์
ลูกสาวอย่างยิ่ง เพราะเป็นมารยาทที่ไม่งาม อีกทั้งเป็นตัวตลกในสายตาของนก
ทั้งหลายด้วย
พญาสุวรรณหงส์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็คิดว่า “นกยูงตัวนี้ไม่มีหิริ คือความ
ละอายแก่ใจ อันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นภายในเลย โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อ
บาป อันมีสมุฏฐานตั้งขึ้นในภายนอกจะมีได้อย่างไร เราจักไม่ยอมยกลูกสาวไป
เป็นภรรยาแก่นกยูงนี้ ผู้ปราศจากหิริและโอตตัปปะเป็นอันขาด”
ู
จากนั้นจึงกล่าวกบนกยงหนุ่มว่า “ดูก่อนนกยูงผู้สหาย เสียงของท่านก็
ั
ไพเราะเพราะพริ้ง หลังของท่านก็สวยสดงดงาม สร้อยคอของท่านก็เปรียบดังสี
แก้วไพฑูรย์ และหางของท่านก็ยาวตั้งวา แต่เราคงจะยกลูกสาวของเราแก่ท่าน
ไม่ได้ เพราะการเหยียดปีกราแพนหางเต็มความสามารถในที่ประชุมเช่นนี้ จน
�
อวัยวะน่ารังเกียจปรากฏออกมานั้น เป็นมารยาทที่ไม่งามเลย”
�
�
นกยูงหนุ่มเมื่อได้ยินคาพูดของพญาสุวรรณหงส์ ก็รู้ว่าตัวเองทาพลาดที่
เหยียดปีกและราแพนหางในที่ประชุม รู้สึกละอายใจอย่างที่สุด จึงบินหนีจากที่
�
ั
นั้นไปโดยไม่เหลียวหลังเลย ส่วนพญาสุวรรณหงส์ก็พาลูกสาวกลบรังของตน
สาหรับนกอนๆ ที่มาประชุมกันทั่วบริเวณนั้นก็พากันบินกลับไปสู่ที่ที่ตนบินมา
ื่
�
แล้วเช่นกัน บรรยากาศที่อึกทึกครึกโครมก็สงบลงเข้าสู่สภาวะปกติทันที
่
ิ
่
่
ชาดกเรื่องนี้มีคติสอนใจวา ความละอายแกใจซึ่งเรียกวา หิร และความ
็
เกรงกลัวตอบาปซึ่งเรียกวา โอตตัปปะนั้น เปนธรรมะประกันความสงบรมเยน
่
่
่
็
ของสังคมได้ ท่านจึงเรียกว่า โลกปาลธรรม คือ ธรรมคุ้มครองโลก ได้แก่ปก
ปักรักษาให้สัตว์โลกใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติสุข ไม่รังแกและเบียดเบียน
�
กัน บางครั้งบางคราวแม้มีโอกาสจะรังแกและทาร้ายได้ ก็ไม่ทา มีโอกาสจะ
�
หยิบฉวยของคนอื่นได้ ก็ไม่หยิบฉวย มีโอกาสจะล่วงเกินคู่ของคนอื่นได้ ก็ไม่
�
ละเมิด มีโอกาสจะได้ประโยชน์จากการพูดเท็จ ก็ไม่ทา และมีโอกาสจะเสพ
�
ของมึนเมาหรือค้าขายได้กาไรสูง ก็ไม่ประพฤติ เป็นต้น
ิ
สถานการณ์เดียวกันนี้ หากเกิดกับคนที่ขาดหริและโอตตัปปะแล้ว ก็
�
จะทาให้เขาล่วงละเมิดชีวิต และทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นต้นได้โดยง่าย เพราะ
ไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานช่วยยับยั้งชั่งใจให้เขาเลย ดังนั้น หากหวังความสงบสุข
่
ที่ยังยืนถาวร ทุกคนจึงควรช่วยกันปลูกฝังโลกปาลธรรมดังกล่าว ให้เกิดขึน
้
ในใจอย่างต่อเนื่องและตลอดไปเถิด
(นัจจชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๘ หน้า ๓๖๓)
438
439
ยุงเป็นเหตุ
ี
ู
ิ
“ศัตรที่มปัญญา ยังดีกว่ามตรที่ไร้ปัญญา”
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
�
ู
ครั้งนั้น ที่หม่บ้านชายแดนแห่งหนึ่งในแคว้นกาสี ชาวบ้านจานวนมากได้
ประกอบอาชีพช่างไม้ ทาเตียง ตั่ง ประตู ฝาเรือน และงานฝีมือทุกชนิด
�
�
�
วันหนึ่ง ขณะที่ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่งกาลังตากไม้ให้แห้ง เพื่อจะนาไป
่
�
ั
ทางานช่างให้ได้คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้าตามทีตกลงกนไว้ ยุงตัว
ื่
หนึ่งก็บินมาจับที่ศีรษะของเขาแล้วกัดศีรษะด้วยจะงอยปากเพอจะดูดเลือด
กิน ช่างไม้รู้สึกเจ็บปวดและราคาญยุงตัวนั้นอย่างยิ่ง จึงบอกลูกชายที่นั่งอยู่
�
ใกล้ ๆ ว่า “ไอ้หนู ยุงมันกัดศีรษะพ่อ เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยหอก จงฆ่ามัน
เสีย”
ลูกตอบว่า “พ่อจงอยู่นิ่ง ๆ ฉันจะฆ่ามันด้วยการตบครั้งเดียวเท่านั้น”
พูดเสร็จลูกชายช่างไม้ก็หาอุปกรณ์ที่จะฆ่ายุงตัวนั้น เหลือบไปเห็นขวานเล่ม
่
้
ั
้
่
่
้
้
่
่
ใหญที่พอวางไวใกล ๆ จึงหยิบขวานเลมนั้นขึ้นแลวยืนอยูขางหลงพอ เงื้อขวาน
ขึ้นสุดแขนทั้งสองแล้วก็ฟันลงไปเต็มที่บนศีรษะพ่อ ด้วยตั้งใจว่าจักฆ่ายุงให้
้
่
่
ตาย แตยุงไดบินหนีไปแลว ขวานจึงกระทบกลางศีรษะพอตนเองอยางจัง จน
่
้
�
ศีรษะแยกออกเป็นสองซีก ทาให้ช่างไม้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง
ั้
่
้
่
บุตรของชางไมเมือเห็นเหตุการณเชนนน ก็ตกใจกลัวตัวสั่น จึงสงเสียง
่
์
่
ร้องออกมาด้วยความเสียใจที่เป็นเหตุให้พ่อตาย ส่วนบรรดาช่างไม้ทั้งหลาย
ที่ทราบเรื่อง ก็พากันมาแสดงความเสียใจกับครอบครัวช่างไม้นั้น บางคน
กล่าวว่า “ช่างไม้ตายด้วยเหตุอันไม่สมควร บุตรช่างไม้ไม่มีปัญญาในการฆ่า
�
ยุง จึงทาเหตุเช่นนี้ขึ้น”
้
บางคนก็กล่าวว่า “บุตรช่างไม้ทากรรมนีหามีเจตนาไม่ การตายของ
�
ช่างไม้เป็นกรรมของเขาเอง”
็
์
ในเวลานั้นพระโพธิสัตวซึ่งมีอาชีพเปนพอคา ไดผานมาเห็นเหตการณ ์
ุ
้
่
่
้
440
นั้น จึงคิดว่า “คนที่เป็นปัจจามิตรคือศัตรูกัน แต่ พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ชื่อว่าการฆ่าทุกชนิด
เป็นบัณฑิตคือรู้จักดีชั่วยังดีกว่า เพราะคนเป็น ล้วนผิดศีลทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย หรือ
่
ั
่
ปจจามิตรนั้นยังเกรงกลัวอาญาแผนดิน ไมถึงกับฆา สัตว์ใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าจะฆ่าด้วยเหตุใด ล้วนผิด
่
่
้
่
้
มนุษย์ได้” จากนั้นได้กล่าวกะคนเหล่านั้นว่า “ท่าน ทั้งหมด ไมมีการยกเวน สวนจะบาปนอยบาปมากนั้น
ทั้งหลาย การตายเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใคร เป็นอีกกรณีหนึ่ง ถ้าฆ่าสัตว์น้อยที่ไม่มีคุณ เช่น ยุง
อยากประสบพบเจอ แต่ต้องเจอด้วยกันทุกคน จะ มด เป็นต้น ก็บาปน้อย แต่ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ ๆ ที่มีคุณ
เร็วหรือช้าเท่านั้น ช่างไม้ได้ตายไปแล้ว ขอท่านทั้ง ก็บาปมาก ส่วนการฆ่าที่เป็นบุญมีอย่างเดียวเท่านั้น
ึ้
หลายจงตั้งสติ อย่าเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขน คือฆ่าความโกรธของตนเอง ขอท่านทั้งหลายจงอย่า
้
่
้
้
่
่
แตจงใชสิงที่เกิดขึ้นนี้เตือนตนใหด�ารงอยูดวยความ ประมาท”
ไม่ประมาทเถิด” เมื่อพ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้ บุตรช่างไม้จึง
่
้
่
่
ั
่
้
้
หลังจากพิธีศพของชางไมผานไปแลว ช่างไม้ กล่าวว่า “ขาแตทานบัณฑิต ข้าพเจ้าเป็นเด็ก มีปญญา
ื
ทั้งหลายก็ปรกษาหารอกันถึงวิธีการก�าจัดยุงที่ถูก น้อย คิดกระท�าสิ่งใดไม่รอบคอบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์
ึ
ต้อง แล้วอบรมสั่งสอนบุตรธิดาให้ปฏิบัติตามนั้น ขอท่านจงบอกวิธีดาเนินชีวิตแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
�
ี
เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอก โดยมิได้มีการ พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ดูก่อนเด็กน้อย
ลงโทษบุตรของช่างไม้ เพราะการกระท�าโดยรู้เท่า ธรรมดาเด็กมีปกติเป็นกันอย่างนั้น เด็กจึงต้องม ี
�
ไม่ถึงการณ์ ผู้ใหญ่ปกครอง แนะน�าพร�่าสอนให้รู้จักการดาเนิน
้
วันหนึ่ง ชางไมคนหนึ่งไดถามพอคาโพธิสัตว ์ ชีวิต เมื่อใครหวังดีแนะน�าแล้ว ควรรับฟังและน�าไป
้
่
่
้
้
่
โดยปรารภเหตุที่เกิดขึ้นวา “ขาแตบัณฑิต การตาย ปฏิบัติตาม จึงจะเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง เด็กควรรู้
่
ของชางไมเปนการตายที่ไมสมควร จะเป็นกรรมแก่ ดี สามารถดี และประพฤติดี เพราะทั้ง ๓ ประการ
่
่
็
้
�
็
ผู้กระทาหรือไม่หนอ?” นี้ เปนสิ่งสาคัญตอการดาเนินชีวิต กรณีที่เกิดขึ้น ขอ
่
�
�
้
พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “บุตรของช่างไม้ยง ใหเปนอุทาหรณสอนใจตนเอง อย่าทาอะไรด้วยความ
ั
์
็
�
เป็นเด็ก ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเหมือนผู้ใหญ่ เขา ประมาท และขอให้ระลึกเสมอว่า “ศัตรูผู้มีความรู้
ุ
ู
ตั้งใจจะฆ่ายงที่จับบนศีรษะบิดา จึงใช้ขวานจาม ประเสริฐกว่า มิตรผู้ปราศจากความร้ไม่ประเสริฐ
�
ลงไป เป็นเหตุให้บิดาตาย การกระทาของเขาหามี เลย”
เจตนาฆ่าบิดาแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น จึงไม่เป็น บุตรชายช่างไม้ถามต่อว่า “ข้าแต่ท่านบัณฑิต
�
บาปกรรมในข้อนี้ แต่ถึงไม่เป็นบาปกรรม เพราะ คาว่า “ศัตรูผู้มีความรู้ประเสริฐกว่า มิตรผู้ปราศจาก
ไม่มีเจตนา การกระทาของเขาก็ไม่ถูกต้อง บัณฑิต ความรู้ไม่ประเสริฐเลย” นั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบความ
�
ทั้งหลายไมสรรเสริญ เพราะเป็นการกระทาของคน หมาย ขอท่านจงขยายความด้วยเถิด”
่
�
�
�
เขลา ไม่มีวิจารณญาณ ทาให้เกิดความเดือดร้อน พ่อค้าโพธิสัตว์กล่าวว่า “ดูก่อนเด็กน้อย คาว่า
ู
้
็
้
่
เสียหายแก่คนอื่นได้” ศัตรผูมีความรูประเสริฐกวา หมายความว่า คนที่เปน
่
ช่างไม้ถามอีกว่า “ข้าแต่บัณฑิต การฆ่าสัตว์ ศัตรูตอกันนั้น เวลาจะประกอบพฤติกรรมท�าชั่วอะไร
เล็กๆ น้อยๆ เช่น ฆ่ายุง ฆ่ามด เป็นต้น จะเป็น เขาก็ยังกลัวอาญาแผ่นดินอยู่บ้าง เพราะเขามีความรู้
บาปหรือไม่ประการใด” ว่า อะไรผิดอะไรถูก ส่วนมิตรผู้ปราศจากความรู้ไม่
441
ประเสริฐเลยนั้น หมายความว่า คนที่รักใคร่ชอบพอกัน ประกอบกิจการงาน
�
ู
ิ
�
ด้วยกัน แต่ไม่มีความรู้ในกจที่ทา คาที่พด ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดนั้น คน
ประเภทนี้อนตราย เพราะอาจทาอะไรเสียหายได้มากกว่าคนประเภทแรก
ั
�
เนื่องจากความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วขืนทานั่นเอง”
�
พ่อค้าโพธิสัตว์ครั้นตอบคาถามเสร็จแล้ว ก็ขอตัวไปแสวงหาสินค้าที่ยัง
�
ขาดอยู่ ครั้นได้สินค้าตามต้องการแล้วก็ออกเดินทางไปที่อื่นต่อไป
ข้อคิดจากชาดกเรื่องนี้คือ คนที่ท�าอะไรไม่ผิดหรือผิดน้อย หรือท�า
อะไรประสบความสาเร็จนั้น เป็นเพราะเขามีคุณสมบัติหลายประการ หนึ่ง
�
ื
้
�
ในนัน คอมีความรู้ความเข้าใจในสงที่ทานั้นเป็นสาคัญ แต่ถ้าเรื่องนั้นเขา
ิ่
�
ไม่รู้มาก่อนเขาก็ต้องสอบถามผู้ที่รู้ เมื่อแน่ใจแล้วจึงลงมือปฏิบัติ ความผิด
พลาดจึงจะไม่เกิดขึ้น
ิ
ในทางศาสนา ท่านสรรเสรญปัญญาคือความรู้ไว้หลายอย่าง เช่น
กล่าวว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก (ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต) ความได้
ปัญญาให้เกิดสุข (สโข ปญฺญาปฏิลาโภ) ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน
ุ
�
�
�
�
(ปญฺญา นราน รตน) เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ตาหนิคนที่ทาอะไรโดย
ขาดปัญญาไว้หลายประการเช่นกัน ดังเช่นในชาดกเรื่องนี้ ก็ตาหนิคนไม่มี
�
ปัญญาอย่างชัดเจน ดังในข้อความนี้ว่า “มีศัตรูผู้ประกอบด้วยปัญญายังดี
�
กว่า มิตรผู้ไม่มีปัญญาจะดีอะไร” เพราะปัญญายังทาให้ศัตรูรู้ได้ว่า อะไร
ั
่
ผิดอะไรถก อะไรมีโทษ อะไรไมมีโทษ สวนคนไมมีปญญา จะไมรูไมเขาใจ
่
ู
่
้
่
้
่
�
อะไรเลย จึงทาอะไรเหมือนคนตาบอด ฉะนั้น จึงหาทางเจริญได้ยาก
่
็
้
้
่
่
อยางไรก็ตามการที่ทานแสดงอยางนี้ ก็หาใชทานตองการใหคนเปนศัตรูตอ
่
่
่
กันไม่ กล่าวไว้เพื่อยกย่องปัญญาเท่านั้น ส่วนมิตรก็มีส่วนดีในด้านอื่น ๆ
อีกมาก โดยเฉพาะกัลยาณมิตรแล้วดีกับชีวิตของคนทุกคน ถึงไม่มีปัญญา
ก็ตาม ดังนั้น ผู้ฉลาดจึงควรใช้ปัญญาที่ธรรมชาติให้มานั้นแหละพิจารณา
�
ให้เข้าใจรอบด้านถ่องแท้ จึงจะดาเนินชีวิตที่ถูกต้องได้
(มกสชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก เอกนิบาต เล่ม ๒๙ หน้า ๒๒)
442
443
เพลงขับพระราชา
�
“กรรมย่อมจาแนกสตว์ให้ทรามและประณีต”
ั
ในอดีตกาล พระเจาอวันตีมหาราช เสวยราชสมบัติในกรุงอุชเชนี แคว้น
้
อวันตี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคนจัณฑาล นอกกรุงอุชเชนี
ั
็
มีเด็กจัณฑาลซึ่งเปนญาติของจณฑาลโพธิสัตวเกิดดวยอกคนหนึ่งในเวลาไลเลี่ย
ี
่
์
้
กัน จัณฑาลโพธิสัตว์นั้นมีชื่อว่า จิตตกุมาร ส่วนญาติมีชื่อว่า สัมภูตกุมาร ทั้ง
สองคนเติบโตมาด้วยกัน พอเข้าสู่วัยเรียนก็เข้าเรียนศิลปศาสตร์ชื่อ จัณฑาล
วังสโธวนะ ด้วยกัน
ุ
วันหนึ่ง ชักชวนกนไปแสดงศิลปศาสตร์ที่ใกล้ประตูพระนครอชเชนี
ั
ี
็
่
ระหวางนนมีหญิงวรรณะสูง ๒ คน คนหนึ่งเปนธิดาเศรษฐ อีกคนเปนธิดาของ
็
ั้
ปุโรหิตาจารย์ นางทั้งสองได้ให้บริวารนาของขบเคี้ยวและของบริโภคเป็นต้น
�
็
จะไปเที่ยวเล่นกันในอุทยาน พอเดินมาพบจัณฑาลสองคนกไม่พอใจ รีบเอา
�
้
น้าหอมล้างตา จากนั้นก็กลับบาน เปนเหตุใหบริวารโกรธแคนที่ทาใหไมไดกิน
็
้
่
�
้
้
้
ของฟรี ไม่ได้ดื่มสุรา จึงพากันท�าร้ายจัณฑาลทั้งสองจนสลบ
�
จัณฑาลทั้งสอง เมื่อฟื้นสติแล้วก็หารือกันว่า “พวกเราถูกกระทาเช่นนี้
เพราะชาตก�าเนิดแทๆ ตอไปนจักท�าอยางไรกันดีหนอ” จึงตกลงกันวาจักปกปด
ี้
่
่
้
ิ
่
ิ
ชาติก�าเนิดตนเอง แล้วปลอมตัวเป็นมาณพไปสู่เมืองตักกศิลา เล่าเรียน
ศิลปวิทยากัน เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงเดินทางไปสู่พระนครตักกศิลานั้น สมัคร
เป็นธัมมันเตวาสิก เริ่มเรียนศิลปศาสตร์จากอาจารย์ทิศาปาโมกข์
์
อยูมาวันหนึ่ง พราหมณชาวบานคนหนึ่งมาเชิญอาจารยทิศาปาโมกขไป
่
์
้
์
สวดในพิธีมงคล อาจารย์ทิศาปาโมกข์รับปากแล้ว แต่เกิดฝนตกเอ่อล้นซอก
�
มุมในหนทาง ไม่สามารถไปได้ จึงเรียก จิตตกุมารมาบอกว่า “พ่อมหาจาเริญ
เราไม่สามารถจะไปสวดได้ เธอจงไปสวดมงคลกถาพร้อมด้วยมาณพทั้งหลาย
�
บริโภคอาหารส่วนที่พวกเธอได้รับ แล้วนาอาหารส่วนที่เราได้มาให้ด้วย”
้
�
จิตตกุมารรับคาอาจารย์ แลวพาศิษยรวมสานักทั้งหลายไปสวด ระหว่าง
�
่
์
444
้
้
้
้
้
นั้น แมครัวไดคดขาวปายาสที่รอนๆ แลวตั้งไว กะว่า ผลเป็นไม่มี เราได้เห็นตัวของเราผู้ชื่อว่า สัมภูตะ มี
่
พอสวดเสร็จ ข้าวก็จะเย็นพอดี แต่ว่าเมื่อข้าวปายาส อานุภาพมาก อันบังเกิดขึ้นด้วยผลบุญ เพราะกรรม
ยังไม่ทันเย็น มาณพทั้งหลายก็สวดจบแล้ว คนทั้ง ของตนเอง กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อม
้
่
้
้
หลายจึงยกส�ารับมาตั้งไวขางหนาของมาณพเหลานั้น มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อย ที่จะไม่
ในบรรดามาณพเหลานั้น สัมภูตกุมารนับเปน ให้ผล เป็นไม่มี มโนรถของเราสาเร็จแล้ว แม้ฉันใด
�
่
็
้
คนที่ค่อนข้างจะละโมบในอาหาร พอเห็นเขาวาง มโนรถแมของจิตตกุมารพระเชษฐาของเรา ก็คงส�าเร็จ
อาหารข้างหน้าเท่านน ก็รีบตักข้าวปายาสใส่ปาก แล้วฉันนั้น กระมังหนอ”
ั้
้
้
้
ทันที กอนขาวปายาสซึ่งรอนระอุเหมือนเหล็กแดงจึง เพลงขับดังกล่าวนี้เป็นเพลงที่ประชาชนนาไป
�
้
้
ลวกปากของเขา เขาสะบัดหน้าสั่นไปทั้งร่าง คุมสติ ร้องต่อๆ กัน จนรองกันไดเกือบทุกคน ฝายจิตตกุมาร
่
่
่
ไม่อยู่ มองดูหน้าจิตตกุมาร เผลอกล่าวเป็นภาษา ดาบสไดใครครวญดูชีวิตของสัมภูตราชา ก็ทราบวาได ้
้
จัณฑาลไปว่า “ขลุ ขลุ” ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงมาที่อุทยานของสัมภูตราชนั้น
ิ
ี
ฝ่ายจิตตกุมารก็คุมสติไม่ได้เหมือนกัน จึงส่ง ได้ยนเสียงเด็กร้องเพลงขับดังกล่าว จึงเรยกเด็กนั้น
ภาษาจัณฑาลตอบไปว่า “นิคคละ นิคคละ” มาณพ มาถามว่า “ตั้งแต่เช้ามา เจ้าขับเพลงขับบทเดียวนี้
้
ทั้งหลายหันมามองหนากัน แล้วกล่าวเกือบจะพร้อม เท่านั้น ไม่รู้จักเพลงอย่างอื่นบ้างเลยหรือ?”
กันว่า “นี้ภาษาอะไรกัน?” หลังจากจิตตกุมารกล่าว เด็กตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้
่
มงคลกถาอนุโมทนาแล้ว มาณพทั้งหลายก็ออกไป บทเพลงแมอยางอื่นเปนอันมาก แตบทเพลงนี้เปนบท
็
็
่
้
ภายนอก นั่งวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พอรู้ว่า ที่พระราชาทรงโปรดปราน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึง
เป็นภาษาจัณฑาล จึงด่ามาณพทั้งสองว่า “เฮ้ย! ไอ้ ขับร้องเฉพาะเพลงบทนี้เท่านั้น”
คนจัณฑาลชาติชั่ว พวกเจ้าหลอกว่าเป็นพราหมณ์ จิตตกุมารดาบสถามตอไปวา “ก็มีใครๆ ขับรอง
้
่
่
ี
ตลอดเวลาถึงเพยงนี้เชียวหรือ?” จากนั้นก็พาชกตี เพลงขับตอบบทพระราชนิพนธ์บ้างหรือไม่?
้
จัณฑาลสองคนดวยความโกรธแคน และกลับมาแจง เด็กตอบว่า “ไม่มีเลย ขอรับ”
้
้
ี่
เรื่องทมาณพทั้งสองเป็นจัณฑาลให้อาจารย์ทิศา จิตตกุมารดาบสจึงกล่าวว่า “ก็เจ้าเล่า จัก
ปาโมกข์ทราบ เพื่อขับไม่ให้อยู่ในสานักต่อไป สามารถเพื่อจะขับบทเพลงตอบอยู่หรือ?”
�
้
ฝายมาณพจัณฑาลทั้งสอง หลังจากเกิดเหตุก็ เด็กตอบวา “เมื่อกระผมรู ก็จักสามารถขอรับ”
่
่
ี
พากันหนีเข้าป่าบวชเป็นฤาษตลอดชีวิต พวกเขา จิตตกุมารดาบสจงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เมื่อ
ึ
้
ิ
์
ิ
ผูกพันเกดตายร่วมกันต่อมาอีกสองสามชาต มาใน พระราชาทรงขับบทเพลงพระราชนิพนธแลว เจาจงขับ
้
็
ุ
ชาตินี้ จิตตกุมารเกิดเปนบุตรของปโรหิตในพระนคร บทเพลงต่อไปนี้ตอบเถิด”
โกสัมพี ส่วนสัมภูตกุมารไปเกิดเป็นโอรสของพระ จากนั้นก็สอนเพลงขับให้เด็ก พร้อมกับสั่งว่า
เจ้าอุตตรปัญจาลราช ในเวลาที่มีอายุได้ ๑๖ ปี จิตต “เจ้าไปขับร้องในส�านักของพระราชา พระราชาทรง
กุมารได้ออกบวชเป็นฤาษี อาศัยอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ชอบ จักพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่เจ้า”
�
ฝ่ายสัมภูตราชกุมารเมื่อพระชนก สวรรคตแล้ว ได้ เด็กนั้นไปถึงสานักพระราชาแลว เมื่อพระราชา
้
ขึ้นครองราชแทน ในวันฉัตรมงคลได้ตรัสเพลงขับ ทรงขับเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์แล้ว จึงขอ
ั
ความว่า “กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมี พระราชานุญาตขบเพลงตอบ ความว่า “ข้าแต่พระองค์
้
ผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ ผูสมมติเทพ กรรมทุกอยางที่นรชนสั่งสมไวแลว ย่อม
้
้
่
445
มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อย ที่จะไม่ให้ผลเป็นอันไม่มี มโนรถ
�
ของพระองค์สาเร็จแล้วแม้ฉันใด ขอพระองค์โปรดทราบเถิดว่า มโนรถของจิตต
�
กุมารก็สาเร็จแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน”
้
พระเจาสัมภูตะกับเด็กนั้นไดขับเพลงตอบกันอกสองสามบท จนกระทั่งมั่น
ี
้
พระทัยว่า ผู้ที่แต่งเพลงขับตอบกับพระองค์นั้น คือจิตตกุมารแน่แล้ว ก็เสด็จ
ไปพบ ได้ฟังธรรมเทศนาของจิตตกุมารดาบส แล้วทรงเลื่อมใส ทรงสละ
�
ราชสมบัติออกผนวช และบาเพ็ญสมณธรรมจนได้ฌานและอภิญญา เมื่อสิ้น
อายุขัยดาบสทั้งสองก็ไปบังเกิดในพรหมโลก เสวยสุขในพรหมโลกนั้นสิ้นกาล
นานด้วย ประการฉะนี้
ั
ชาดกเรื่องนให้ข้อคิดว่า กรรมย่อมจ�าแนกสตว์ให้ทรามและประณีต
ี้
หมายความว่า การที่คนเราเป็นต่างๆ กัน เช่น เป็นคนโรคน้อยหรือโรคมาก
เป็นคนอายุสั้นหรืออายุยืน เป็นคนผิวพรรณดีหรือผิวพรรณทราม และเป็น
�
ู
�
คนเกิดตระกลต่าหรือตระกูลสูง เป็นต้นนั้น มาจากการที่กรรมจาแนกให้
กล่าวคือคนมีโรคน้อยเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ คนมีโรคมากเพราะชอบ
เบียดเบียนสัตว์ คนอายุสั้นเพราะฆ่าสัตว์ คนอายุยืนเพราะไม่ฆ่าสัตว์ คนมี
ผิวพรรณดีเพราะไม่โกรธใคร คนมีผิวพรรณไม่ดีเพราะชอบโกรธคนอื่น คน
�
เกิดในตระกูลต่าเพราะไม่เคารพกราบไหว้บุคคลที่ควรเคารพกราบไหว้ คน
ุ
เกิดในตระกูลสูงเพราะรู้จักเคารพกราบไหว้บคคลที่ควรเคารพกราบไหว้
เป็นต้น
กรรม คือความดีความชั่วที่แต่ละคนท�า จึงส�าคัญส�าหรับคนทุกคน
เพราะคอยแต่งคนให้เป็นไปต่างๆ นานา แม้แต่การได้เกิดได้ใช้ชีวิตด้วยกัน
่
้
หรือโดยที่สุดไดตายดวยกัน เหมอนอยางจิตตกุมารและสัมภูตกุมารนี้ ก็ลวน
ื
้
้
มาจากกรรมทั้งสิ้น เมื่อกรรมเป็นใหญ่เหนือชีวิตเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเลือกทา
�
แต่กรรมดี ลดละเลิกการทากรรมที่ชั่ว แล้วชีวิตก็ประสบแต่สิ่งดีๆ ทั้งใน
�
ชาตินี้และชาติหน้าอย่างแน่นอน
(จิตตสัมภูตชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ชาดก วีสตินิบาต เล่ม ๓๔ หน้า ๒๒)
446
447
ขาดประสบการณ์
้
ึ
“ใคร่ครวญก่อนแลวจงท�าดีกว่า”
ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
�
พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐ ในตาบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัยแล้วได้
ี
ี
แต่งงานกับหญิงที่มความเหมาะสมกันและมีบุตรธิดาสืบสกุลหลายคน
วันหนึ่ง จึงไปสู่ขอธิดาของเศรษฐีในกรุงพาราณสีให้แก่บุตรชายของตน จาก
นั้นจึงกาหนดพิธีมงคลสมรสในเดือนถัดไป
�
่
้
�
สาหรับธิดาเศรษฐีนั้น บิดามารดาเลี้ยงดูมาอยางดี มักใหอยูแตในบาน
่
้
่
มากกว่าจะให้ออกไปพบปะผู้คนภายนอก เป็นเหตุให้นางขาดประสบการณ์
ในชีวิต รู้ไม่เท่าทันเหตุการณ์เหมือนคนทั่วไป
ั
วันหนึ่ง ก่อนเข้าพิธีสมรสไม่กี่วัน ธิดาเศรษฐีได้เห็นเครื่องประดบ
ตบแต่งวัวที่อลังการสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถามพี่เลี้ยงว่า “แม่นาง
สัตว์ที่ประดับด้วยเครื่องประดับชนิดนี้ ชื่ออะไร?”
ี้
พี่เลี้ยงไม่ได้แปลกใจกับค�าถามน เพราะทราบดีว่าธิดาเศรษฐีไม่รู้จัก
โลกภายนอก และนางเพิ่งเห็นวัวตัวนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต จึงตอบว่า “สัตว์ที่
ประดับเครื่องประดับอลังการนี้ ชื่อว่าโคอุสภราช เจ้าคะ”
้
่
ธิดาเศรษฐีพอไดรับคาตอบว่า โคอุสภราช ก็คิดไปวา “โคที่มีเนื้อโหนก
�
์
้
้
่
้
็
้
นูนบนหลังนี้ ตองเปนสัตวมีบุญบารมีเหนือโคอื่นๆ ผูคนถึงไดยกยองใหเกียรติ
่
่
้
่
้
้
่
ดวยสรางเครื่องประดับอยางอลังการเชนนี้ให สวนโคที่ไมมีโหนกนูน หาเป็น
โคมีบุญบารมีไม่” ความคิดของธิดาเศรษฐีนี้ นางคิดขึ้นไปเองคนเดียว มิได้
สอบถามใครอื่นว่าถูกต้องหรือไม่ แม้แต่พี่เลี้ยงซึ่งเป็นคนใกล้ชิดที่สุด นางก็
ไม่ได้เอ่ยปากสอบถามแต่อย่างใด
้
้
ในวันตอมา ระหวางทยืนสูดลมทางชองหนาตางบนบาน นางไดเหลือบ
่
้
ี่
่
่
่
ไปเห็นชายค่อมที่มีโหนกนูนขึ้นกลางหลัง จึงคิดว่า “ชายคนนั้นต้องเป็นผู้มี
็
่
ึ้
บุญบารมีเหนือชายอื่นเปนแนจึงมีโหนกนูนขนกลางหลังเหมือนกับโคอุสภราช
448
้
ั
ถ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกับชายคนนนจะต้องสุขสบายไป ใดในชีวิต ธิดาเศรษฐีจะขอมาใช้ชีวิตอยู่กับท่าน ขอ
้
้
้
่
่
่
่
่
้
ตลอดชีวิต วาแตวาชายคนนั้นมีภรรยาหรือยังหนอ?” ทานจงรอขาพเจาสักครู ขาพเจาจักพาธิดาเศรษฐีมา
หลังเกิดความคิดดังว่านี้ ธิดาเศรษฐีผู้ขาด มอบให้ท่าน” ชายหลังค่อมได้ยินคาพูดอย่างชัดเจน
�
ประสบการณ์ในชีวิต จึงสั่งให้พเลี้ยงวิ่งไปสอบถาม จากพี่เลี้ยงธิดาเศรษฐีแล้ว ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่
่
ี
ึ
ชายหลังค่อมดังกล่าวทันที เมื่อไปถงพี่เลี้ยงจึงกล่าว ก็รับปากวาจะรอคอยอยู เพราะถาเปนเรื่องจริงก็ถือ
็
่
้
่
ว่า “ข้าแต่ท่าน บ้านท่านอยู่ ณ ที่แห่งใดหรือ?” เป็นวาสนาสูงที่สุดสาหรับคนหลังค่อมอย่างเขา แต่
�
ชายหลังค่อมหันมามองคนที่ถามด้วยความ ถ้าหากไม่เป็นจริงก็ไม่มีอะไรเสียหาย เสียเวลารอ
ประหลาดใจ เพราะปกติไม่เคยมีใครสนใจคนอย่าง นิดหนึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นไร
เขา มีแต่คนเมินหน้าหนีหมด การที่มีคนถามแสดง ฝายพี่เลี้ยงธิดาเศรษฐี หลังจากเจรจากับชาย
่
่
่
่
ว่าต้องสนใจในตัวเอง จึงตอบพี่เลี้ยงวา “ดูกอนแมนาง หลังค่อมเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็รีบกลับไปบอกแก่ธิดา
ท่านถามข้าพเจ้าด้วยประสงค์สิ่งใดหรือ แต่ไม่ว่า เศรษฐ ธิดาเศรษฐีจึงสั่งให้พี่เลี้ยงรวบรวมทรัพย์
ี
ั
�
�
้
์
ประสงคสิ่งใดก็ตาม ข้าพเจ้าไม่สนใจดอก สาหรับบาน สมบติที่มีอยู่และพอจะนาไปได้ใส่ถุง จากนั้นให้พา
้
้
ของข้าพเจ้าอยู่นอกเมือง ท่านถามเรื่องนี้ทาไม ไปพบชายหลังคอม ณ จุดนัดพบ เพื่อจะไดไปใชชีวิต
่
�
หรือ?” คู่ด้วยกันทันที ทันทีที่ได้พบธิดาเศรษฐี ชายหลัง
้
่
่
้
้
พี่เลี้ยงพอไดทักทายเบื้องตนก็รูวา คนที่สนทนา คอมหัวใจแทบหยุดเตน เพราะความงามของนางนั้น
้
้
ดวยเปนคนสุภาพเรียบรอยพอสมควร จึงถามคาถาม เกินบรรยาย นางผมยาวประบ่า รูปร่างสมส่วน ไม่
็
้
�
้
่
่
�
ี
สาคัญวา “ข้าแต่ท่าน ปจจุบันนี้ทานใชชวิตอยูคนเดียว อ้วนไม่ผอม ไม่สูงไม่ต่า ผิวพรรณผุดผ่องดังทอง
ั
่
�
้
หรืออยู่กับหญิงใดหรือ?” ทวงทีการเดินเยื้องกรายก็ออนชอยชวนมอง เสื้อผา
่
่
้
ชายหลังค่อม เมื่อเจอคาถามนี้ก็ตื่นเต้นใจสั่น ที่สวมใส่ก็มีราคาแพง ในขณะที่ตัวเขาตรงกันข้าม
�
เพราะในชวตของเขาไม่เคยอยู่ในสายตาของหญิงใด กับนางแทบทั้งหมด เขานั้นรปร่างก็หลังค่อม ผิว
ี
ิ
ู
่
เลย แต่มาบัดนี้มีหญิงคนหนึ่งมาถามเรื่องคู่ชีวิต เขา พรรณเศร้าหมอง เสื้อผาก็เกา ฐานะก็ไมมีอะไรเลย
้
่
็
พยายามสะกดความตื่นเตนใหสงบนิ่ง จากนั้นจึงตอบ เขาคิดดังนี้ไม่นานกต้องหยุดคิด เพราะธิดาเศรษฐี
้
้
พี่เลี้ยงธิดาเศรษฐีไปว่า “ดูก่อนแม่นาง คนอย่าง มาถึงตวเขาเสียกอน พลางนางก็กลาวกับเขาวา “ข้า
่
่
่
ั
็
ข้าพเจ้านั้นไม่มีหญิงใดเขามองดอก อย่าว่าแต่หญิงที่ แต่นาย เราเปนเนอคูกัน วันนี้สิ่งศักดิ์สทธิ์จึงบันดาล
่
ิ
ื้
้
่
่
มีอวัยวะครบถวนเชนทาน แมแตหญงพิกลพิการ หรือ ใหเราไดพบกัน ถาทานไมรังเกียจ ข้าพเจ้าจะไปเป็น
่
ิ
้
้
่
้
้
่
อวัยวะไม่ครบ ๓๒ ก็หามีผู้ใดสนใจข้าพเจ้าไม่ ภรรยาท่านดูแลท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
ข้าพเจ้าทราบเหตุนี้ดี ฉะนั้น จึงใช้ชีวิตเป็นโสดอยู่ ชายหลังค่อมได้ยินเช่นนั้น ก็สะกดความตื่น
้
่
ี่
�
้
ิ
ึ้
คนเดียว ว่าแต่ท่านถามข้าพเจ้าเรื่องนี้เพราะเหตุใด เตนททวีความรุนแรงขนตามลาดับ แลวกลาวกับธดา
หรือ?” เศรษฐีว่า “แม่นางคนงาม ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่า
พี่เลี้ยงธิดาเศรษฐี จึงบอกชายหลังค่อมว่า “ข้า ข้าพเจ้าเป็นคนมีค่าในสายตาของใครมาก่อน มาใน
่
้
่
้
้
่
�
แต่ท่านผู้โชคดี บัดนี้วาสนาของท่านมาถึงแล้ว วันนี้แมนางทาใหขาพเจารูสึกวาตนมีคาขึ้นมาได ใน
้
้
ข้าพเจ้าเป็นพี่เลยงของธิดาเศรษฐีในเมืองนี้ ธิดา ชีวิตนี้มีแม่นางเพียงคนเดียวที่เห็นค่าในตัวข้าพเจ้า
ี้
เศรษฐีสั่งใหขาพเจามาถามทาน หากทานยังไมมีหญิง ก็เพียงพอแลว ใครอื่นจะวาอยางไรขาพเจาก็ไมสนใจ
้
้
้
่
่
้
่
่
้
้
่
่
449
ั
ต่อแต่นี้ ข้าพเจ้าจะดูแลแม่นางอย่างดีที่สุดเท่าที่ พระโพธิสัตว์ทราบว่านางหลงผิดไปชวขณะ
่
้
้
ความสามารถของข้าพเจ้าทั้งหมดจะพึงกระท�าได้ บัดนี้กลับไดสติแลว จึงพานางกลับบานและจัดพิธีมงคล
้
ขอแม่นางจงโปรดมั่นใจเถิด” สมรสกับบุตรของตนในเวลาต่อมา
หลังจากพูดคุยพอสมควรแล้ว คนทั้งสองก็ ชาดกเรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า การตัดสินใจเป็นเรื่อง
พากันเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตด้วยกันในภูมิลาเนา สาคัญ เพราะหากตัดสินใจถูกตอง การด�าเนินชีวิตก็
�
�
้
ของชายหลังค่อม ซึ่งอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ประสบความสุขความเจริญ หากตัดสินใจผิด การ
ระหว่างเดินทางฝ่าอากาศร้อนในเวลากลางวัน ดาเนินชีวิตก็ลมเหลวเปนทุกข ดังนั้น เมื่อจ�าเป็นต้อง
�
้
์
็
ื่
และฝ่าความหนาวเหน็บในเวลากลางคืน เพอให้ ตัดสินใจทาเรื่องใด จึงต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน
�
ถึงปลายทางโดยเร็วนั้น ท�าให้ชายหลังค่อมมี สอบถามคนที่มีประสบการณ์ และฟังความคิดเห็น
อาการป่วยเป็นลมกาเริบในท้อง เขาเดินต่อไปไม่ ให้รอบด้าน อย่างน้อยก็กับคนใกล้ชิด แล้วค่อย
�
�
�
ไหว จึงแวะพักข้างทาง โดยมีธิดาเศรษฐีดูแลอยู่ ตัดสินใจทาสิ่งนั้น อย่าได้ตัดสินใจทาสิ่งใดโดย
ใกล้ๆ แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ในที่สุดชาย พลการ โดยเฉพาะถ้าตนเองไม่เคยมีประสบการณ์
หลังค่อมคนนั้นก็เสียชีวิตลง ณ ที่แวะพักนั่นเอง ในสิ่งนั้นดวยแลวก็ไมควรอยางยง เพราะโอกาสที่จะ
ิ่
่
่
้
้
ี
ิ
�
ทาให้นางเสียใจเป็นที่สุด เพราะคาดไม่ถึงกับสิ่งที่ เกิดความผิดพลาดนั้นมมาก และความผดพลาดนั้น
้
่
้
่
ื
เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแลวก็สงผลกระทบถึงบุคคลอนดวย ไมใช ่
่
ระหว่างที่คนทั้งสองหนีไปด้วยกันนั้น พระ ตนคนเดียวเท่านั้น
ั
โพธิสตว์ก็ได้ทราบเรื่องราวจากพเลี้ยง จึงพา การที่ต้องศึกษาข้อมูลหรือปรึกษาคนอื่นก่อน
ี่
่
ิ
บริวารตดตามไป และไปพบธิดาเศรษฐีตอนที่นาง ตัดสินใจนั้น นอกจากชวยปองกันความผิดพลาดแลว
้
้
�
กาลังเศราโศกกับการจากไปของชายคอมพอดี จึง ยังเป็นการผูกมิตรในเวลาเดียวกันด้วย เพราะคนที่
่
้
่
้
ึ
้
ู
ได้กล่าวกะนางว่า “แน่ะแม่นาง เหตุใดเจ้าจงได้ เราไปปรึกษานั้น ทุกคนจะรสกวาไดรับเกียรติจากเรา
ึ
หนีไปกับชายค่อมนี้ ชายค่อมนี้นอกจากจะค่อม รู้สึกว่าเราเคารพและให้ความสาคัญต่อเขา และมอง
�
แล้วก็ไม่มีปัญญาอันใดทพอจะพาเจ้าไปเลี้ยงดูได้ ว่าเราเป็นคนรู้จักคิด มีหลักการตัดสินใจที่รอบคอบ
ี่
ู
ื่
ื่
เลย เจ้าเป็นคนที่เกิดในตระกูลใหญ่ มีรปร่างที่ สามารถไว้วางใจในเรองอนๆ ได้ ในอนาคตถ้ามี
สวยงาม น่ารกน่าเอ็นดู ไม่ควรไปกับชายค่อมผู้ อาชีพหรือการงานใดที่จะเจริญก้าวหน้า ท่านเหล่า
ั
้
ต่าต้อยนี้เลย” นั้นก็ยินดใหการสนับสนุน แตถาตัดสนใจโดยพลการ
่
�
ิ
ี
้
ธิดาเศรษฐีเงยหน้ามองพระโพธิสัตว์ด้วย ไม่ปรึกษาหารือผู้ใด นอกจากจะเกิดความผิดพลาด
ี่
�
น้าตานองหน้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าแต่นาย ได้ง่ายแล้ว โอกาสทจะได้มิตรภาพจากผู้รู้ผู้มี
ั
ข้าพเจ้าเห็นโคอุสภราชตวหนึ่ง ก็คิดว่าโคที่เป็น ประสบการณ์ รวมถึงได้รับการสนับสนุนให้เจริญ
้
ใหญกวาโคทั้งหลายตองมีโหนกขึ้นที่หลัง แมคนก็ ก้าวหน้าในอนาคต ก็เป็นอันหมดไปด้วย
้
่
่
เหมือนกัน ชายใดมีโหนกขึ้นที่หลัง ชายนั้นก็ยอม
่
็
เปนบุรุษอสภราช เปนใหญเหนือชายทั้งหลาย เหตุ (วีณาถูณชาดก อรรถกถา ขุททกนิกาย
ุ
่
็
นั้นจึงได้ผูกใจสมัครรักใคร่กับเขา บัดนี้ ข้าพเจ้า ชาดก ทุกนิบาต เล่ม ๓๐ หน้า ๓๕๑)
ได้ทราบความจริง จึงไม่หลงผิดต่อไป”
450